The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วราลี ม่วงสด, 2022-09-06 21:23:23

วิจัยการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำ

วิจัยการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำ



การพฒั นาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษโดยใชห้ นังสอื
อิเลก็ ทรอนกิ ส์ Phonics Bee ของนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 5

The development of English Language Reading and Spelling
Abilities by Using E-Book Phonics Bee for Primary 5 Students

นางสาววราลี มว่ งสด

โรงเรยี นวัดดอนตลุง (ราษฎร์ศรทั ธาทาน)
สำนกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาราชบุรี เขต 1

สำนกั งานคณะกรรมการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร



ช่อื เร่ืองวิจัย: การพฒั นาทักษะการอ่านออกเสยี งสะกดคำภาษาอังกฤษโดยใช้หนงั สอื

ชอื่ ผู้ทำวิจัย: อเิ ล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 5
ปกี ารศกึ ษา:
นางสาววราลี ม่วงสด
2565

บทคัดยอ่

การวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษโดยใช้หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดดอนตลุง (ราษฎร์
ศรัทธาทาน) ในการศกึ ษาครั้งน้ี มวี ัตถุประสงค์การวิจยั 1. เพอื่ เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น ท่ี
เน้นทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษของผู้เรียนระหว่างก่อนและหลังใช้หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee และ 2. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้เรียนกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อ
การสอนโดยการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ที่เน้นทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำ
ภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดดอนตลุง (ราษฎร์
ศรัทธาทาน) จำนวน 23 คน มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Random sampling) โดยใช้เครื่องมือที่ใช้ใน
การเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 2
แผน แผนละ 2 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ก่อน - หลังเรียน ด้วยหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการสอนโดยการใช้หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee รวมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน และ การทดสอบคา่ paired simple t-test ผลของการวจิ ยั พบวา่

1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เน้นทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษของผู้เรียน
ระหว่างก่อนและหลังใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 12.63 คะแนน
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.28 และคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 15.91 คะแนนหรือร้อยละ 79.55
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.29 ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน
พบว่า คะแนนสอบหลงั เรียนของนกั เรยี นสูงกวา่ ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่รี ะดับ.05

2. ความพึงพอใจของผู้เรียนของผู้เรียนกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการสอนโดยการใช้หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ที่เน้นทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ มีระดับความพึง
พอใจในภาพรวมอยใู่ นระดบั มากทีส่ ดุ ( ̄= 4.96)



Thesis Title : The development of English Language Reading and Spelling
Abilities by Using E-Book Phonics Bee for Primary 5 Students
Researcher : Miss Waralee Muangsod
Year : 2022

Abstract

The purposes of this research were to compare the pre-test and post-test
scores after learning from an electronic book (e-Book), Phonics Bee for primary 5
students in Watdontalung (Ratsarttathan) School and to study the level of satisfaction
of the sample students who studied by using an electronic book (e-Book), Phonics Bee
for primary 5 students in Watdontalung (Ratsarttathan) School, which emphasizes the
reading and spelling skills. The samples were 37 students in primary 5 of Watdontalung
(Ratsarttathan) School, the samples were collected by random sampling.
The instruments used in the study were an electronic book (e-Book), Phonics Bee for
primary 5 students in Watdontalung (Ratsarttathan) School, the achievement tests, the
satisfaction surveys and the lesson plans. The statistics used for data analysis were
mean standard deviation, percentage and t-test (dependent sample).

The results of this study were 1) The post-test score was higher than the

pre-test score at .05 statistical significance and 2) The satisfaction level of the sample

students after the study by using an electronic book (e-Book), Phonics Bee for primary

4 students in Watdontalung (Ratsarttathan) Schoolwas at a very ( ̄= 4.96)



สารบญั

หน้า
กติ ตกิ รรมประกาศ.................................................................................................................. ก
บทคดั ย่อ................................................................................................................................ ข
บทคดั ย่อภาษาองั กฤษ………………………………………………………………………………………………. ค
สารบญั ....................................................................................................................... ............ ง
สารบญั ตาราง........................................................................................................................ ฉ
สารบัญภาพ.................................................................................................................... ....... ซ
บทท่ี 1 บทนำ........................................................................................................................ 1

ความสำคญั และความเป็นมาของปัญหา................................................................... 1
วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั .......................................................................................... 3
สมมติฐานของการวิจัย............................................................................................. 3
ความสำคญั ของการวิจัย........................................................................................... 3
ขอบเขตของการวิจัย................................................................................................. 3
กรอบแนวคดิ ของการวิจัย......................................................................................... 4
นิยามศัพท์เฉพาะ...................................................................................................... 5
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวข้อง................................................................................. 6
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรยี นรู้
ภาษาตา่ งประเทศ..................................................................................................... 7
เอกสารท่ีเก่ียวข้องกับการอา่ นออกเสียง................................................................... 8
เอกสารทเี่ กยี่ วข้องกับโฟนิกส์…................................................................................. 10
เอกสารทเ่ี กย่ี วข้องกับหนงั สืออิเล็กทรอนิกส.์ ............................................................ 12
เอกสารทเี่ กย่ี วข้องกับความพึงพอใจในการเรียนร้.ู .................................................... 17
งานวจิ ยั ทเี่ ก่ยี วข้อง.................................................................................................... 18
บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนินการวิจัย....................................................................................................... 20
ประชากรและกลุม่ ตัวอยา่ ง....................................................................................... 20
เครอื่ งมือท่ีใชใ้ นการทดลอง....................................................................................... 20
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล............................................................................................... 23
การวิเคราะหข์ ้อมูล.................................................................................................... 24
สถติ ทิ ี่ใชใ้ นการวจิ ัย................................................................................................... 24



สารบัญ

หนา้
บทที่ 4 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล.................................................................................................... 26

ผลการเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นทีเ่ น้นทักษะการอ่านออกเสยี งสะกดคำ
ภาษาอังกฤษของผ้เู รยี นระหวา่ งก่อนและหลังใช้หนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์ Phonics Bee 26
ผลการศึกษาระดับความพงึ พอใจของผเู้ รียนของผเู้ รยี นกลุ่มตัวอย่างที่มตี ่อการสอน
โดยการใช้หนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์ Phonics Bee ท่ีเนน้ ทักษะการอา่ นออกเสยี งสะกด
คำภาษาองั กฤษ………………………………………………………………………………………………… 27
บทที่ 5 สรปุ อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ................................................................................ 30
สรปุ ผลการวจิ ยั ............................................................................................................. 30
อภิปรายผลการวิจยั ...................................................................................................... 30
ข้อเสนอแนะทวั่ ไป......................................................................................................... 32
ขอ้ เสนอแนะสำหรับการวจิ ยั ครัง้ ตอ่ ไป.......................................................................... 32
บรรณานุกรม.............................................................................................................................. 33
ภาคผนวก.................................................................................................................................... 36
ภาคผนวก ก รายนามครูทปี่ รึกษาการวจิ ัย...................................................................... 37
ภาคผนวก ข เครอ่ื งมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย............................................................................ 39
ภาคผนวก ค ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ............................................................................... 75
ภาคผนวก ง ประมวลภาพกิจกรรม................................................................................. 77
ภาคผนวก จ ประวตั ิผจู้ ดั ทำวิจัย……………………………………………………………….............. 80



สารบัญตาราง

หน้า
ตารางท่ี 4.1 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นท่เี นน้ ทกั ษะการอา่ นออกเสียงสะกด

คำภาษาองั กฤษของผเู้ รยี นระหวา่ งก่อนและหลงั ใชห้ นังสอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์
Phonics Bee………………………………………………………………………………………. 26
ตารางท่ี 4.2 ผลการศึกษาระดบั ความพึงพอใจของผู้เรยี นของผ้เู รยี นกลมุ่ ตัวอยา่ งท่ีมีตอ่
การสอนโดยการใช้หนงั สอื อิเลก็ ทรอนิกส์ Phonics Bee…………………………….. 27



สารบญั ภาพ

ภาพที่ หน้า
1.1 กรอบแนวคิดของการวจิ ัย……………………………………………………………………………… 4

1

บทที่ 1

บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

ในโลกปัจจบุ ันสังคมโลกมีการพัฒนาทีก่ ้าวหน้ามากยิ่งขึ้นในหลากหลายด้าน โดยเฉพาะด้าน
เทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมต่อคนจากหลากหลายพื้นที่จากทุกมุมโลกเข้าหากันได้เพียงใช้สัญญาณ
อินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์เพียงไม่กี่ชนิด ทำให้คนจากหลายพื้นที่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้เสมือน
อยู่ใกล้กันตลอดเวลา (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน,2562: online) เพราะความ
หลากหลายในการติดต่อสื่อสาร ความจำเป็นด้านภาษาจึงเพิ่มสูงขึ้นด้วย ภาษาอังกฤษ จัดเป็นภาษา
ท่มี ีความจำเป็นสงู ทส่ี ุดเน่ืองจากเปน็ ภาษาท่ีทุกประเทศทั่วโลกสามารถใช้เป็นภาษาสำหรับสื่อสารกัน
ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะใช้ในการสื่อสารผ่านการพูดสนทนา หรือ การพิมพ์ (จิตพิสุทธิ์ จันตะคุต,2553:
online) ในประเทศไทยในปัจจุบันก็เชน่ กัน เนื่องจากภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ (mother-tongue)
จึงได้ติดต่อสื่อสารผ่านทางการพิมพ์และอ่านมากกว่าการได้พูดหรือสนทนาในชีวิตประจำวันจริง ๆ
จึงต้องมีการสอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ (Teaching English As a Foreign
Language) ที่เน้นย้ำในทักษะการอ่านออกเสียงและการสะกดคำ เรียกว่าโฟนิกส์ (Phonics) เน้นไป
ที่เสียงของแต่ละตัวอักษร (Letter Sound) รวมถึงความสัมพันธ์ของเสียงและตัวอักษรตา่ ง ๆ เพราะ
เมื่อรู้จักเสยี งของตวั อักษรแลว้ ก็จะสามารถใช้เสยี งของพยญั ชนะต่าง ๆ เป็นพื้นฐานในการ ถอดรหัส
(Decode) ผ่านการประสมเสียง Letter Sound หรือ “Blending” เพื่ออ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
หรือคำที่ไม่คุ้นเคยโดยไม่ต้องอาศัยการท่องจำเพื่อเพิ่มพูนและพัฒนาทักษะการอ่าน การสะกดคำ
ในภาษาอังกฤษเพื่อต่อยอดสู่ทักษะอื่น ๆได้ต่อไปทั้งฟัง พูด และ เขียนในอนาคต
(บนิ ยากร นวลสนิท,2563: online)

หลักสูตรแกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มีเป้าหมายให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อภาษาต่างประเทศ สามารถใช้
ภาษาอังกฤษสื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ ในการแสวงหาความรู้ ประกอบอาชีพ และศึกษาต่อ
ในระดับที่สูงขึ้นรวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวและวัฒนธรรมอันหลากหลายของประชาคม
โลกและสามารถ ถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้อย่างสร้างสรรค์(สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ได้มีการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับ
การใช้ภาษาต่างประเทศในการฟัง-พูด-อ่าน-เขียนแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึกและ
ความคิดเห็น ตีความ นำเสนอข้อมูล ความคิดรวบยอดและความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ และ
สรา้ งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอยา่ งเหมาะสม การใชภ้ าษาตา่ งประเทศ ตามวฒั นธรรมของเจ้าของ
ภาษา การใช้ภาษาต่างประเทศ ในการเชื่อม โยงความรู้กับกลุ่มสาระ การเรียนรู้ และการ
ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ชุมชน และสังคมโลก
อันเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ ประกอบอาชีพ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก

2

ซึ่งเนื้อหาในเรื่องที่หลักสูตรได้กำหนดไว้มีเนื้อหาจำนวนมาก ค่อนข้างสลับซับซ้อนและกว้าง
ยากต่อการเข้าใจ โดยเฉพาะเมื่อนำเน้ือหามาจดั การเรียนการสอนเปน็ ภาษาอังกฤษแลว้ ทำให้เห็นว่า
นกั เรยี นประสบปัญหาดา้ นการอ่านออกเสียงสะกดคำ ทำใหไ้ ม่สามารถรคู้ วามหมายของสิ่งที่อ่านหรือ
คำที่อ่านได้ ไม่สามารถคาดเดาบริบทคำศัพท์ หรือ การค้นหาคำศัพท์ที่ใกล้เคียงได้เลย เพราะไม่รู้ว่า
คำหรือเรื่องที่อ่านจริง ๆนั้น คือคำใดและออกเสียงอย่างไรจึงถูกต้อง อันจะส่งผลเสียหลากหลาย
ประการทั้งสื่อความจากสิ่งที่อ่านไม่ได้ และขาดความเข้าใจในสิ่งที่อ่าน อาจทำให้การสื่อสาร
การเขยี นแยล่ งดว้ ยเชน่ กนั จงึ เป็นสาเหตุสำคญั ท่ีทำให้การเรียนรู้ในรายวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียน
ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนสุราษฎร์ธานีเกิดปัญหาขน้ึ คอื นกั เรียนไม่สามารถอา่ นและออกเสียง
คำศัพท์ได้อย่างถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถจับใจความ หรือตีความสารได้ เมื่อทักษะการอ่านและ
การสะกดคำมีปัญหาส่งผลให้การสื่อสารเกิดความไมถ่ ูกตอ้ งของความหมายไปด้วย ผู้รับสารเข้าใจผดิ
ได้ง่ายและไม่ได้ใจความ หรือชุดข้อมูลที่ถูกต้องจากการฟังสารนั้น ๆ รวมถึงการขาดนวัตกรรมท่ี
จะส่งเสริม หรือพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำที่เป็นรูปธรรม ขาดความเอื้ออำนวยทาง
สภาพแวดล้อมด้านภาษาอังกฤษ ทำให้นักเรียนไม่มีแหล่งการเรียนรู้หรือสภาพการเรียนรู้ที่จะช่วย
พัฒนาการอ่านออกเสียงสะกดคำของนักเรียนและขาดแหล่งข้อมูลสำคัญที่จะนำพานักเรียนไปสู่การ
มที กั ษะการฟังภาษาอังกฤษทีด่ ี

จากสภาพปัญหาข้างต้นผู้วิจัยจงึ ไดท้ ำการศกึ ษาการแก้ปญั หาและพัฒนาทักษะการอ่านออก
เสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) Phonics Bee จากการศึกษา
วรรณกรรมที่เกี่ยวขอ้ ง พบว่าวิธีการจัดการเรยี นร้โู ดยใช้หนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ (e-Book) เปน็ รปู แบบ
การนำเสนอข้อมลู ผา่ นสอ่ื ทีใ่ ช้คอมพิวเตอรเ์ ปน็ ฐาน เป็นส่ือที่ชว่ ยถา่ ยทอด ชว่ ยเปดิ โลกการเรยี นรู้ใหม่
ที่สามารถนำเสนอข้อมูลจากการคลิกเปิดเอกสารในรูปแบบข้อความหลายมิติ(Hypertext) และ
ข้อมูลภาพนิ่งเสียงและรวมถึงภาพเคลื่อนไหวเรียกว่าสื่อหลายมิติ (Hypermedia) โดยการ ประสาน
และการเชื่อมโยงสัมพันธ์ของเนื้อหาอย่างไร้รอยต่อของข้อมูล ลักษณะของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
สามารถเชื่อมโยงจุดไปยังส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ เว็บไซต์ต่าง ๆ แทรกภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว
แบบทดสอบ และสามารถส่ังพมิ พ์เอกสารท่ีต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ ซงึ่ คุณสมบตั เิ หล่านีจ้ ะไม่มีใน
หนังสือธรรมดาทั่วไป(ณัฐพร เขียวขาว, 2556: online) อันผู้เรียนสามารถที่จะเลือกเรียนได้ตาม
ความต้องการโดยไมจ่ ำกัด ในเร่ืองของเวลาและสถานที่ สามารถค้นหาข้อมลู ทต่ี อ้ งการได้อย่างรวดเร็ว
และมีประสิทธิภาพ เมื่อนำสื่อดังกล่าวผนวกเข้ากับการสอนภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน
สะกดคำแล้วนั้น ช่วยทำให้ผู้เรียนได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพตาม
จุดหมายท่วี างไวอ้ ยา่ งแน่นอน

จากสภาพปัญหาและแนวคิดข้างต้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(e-Book) ) Phonics Bee ที่สามารถส่งเสริมและพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำ
ภาษาอังกฤษ เป็นตัวชว่ ยในการอ่าน ศึกษาและฝึกฝนผ่านสื่อต่าง ๆสามารถนำไปใช้และพัฒนาต่อได้
จริงในชีวิตประจำวัน เป็นตัวช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าใจเรื่องการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ
ได้อย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจน และมีการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารที่ดีขึ้น
ในอนาคต

3

วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั

1.เพือ่ เปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน ทเี่ นน้ ทักษะการอ่านออกเสยี งสะกดคำ
ภาษาอังกฤษของผู้เรยี นระหวา่ งก่อนและหลงั ใช้หนงั สอื อเิ ล็กทรอนิกส์ Phonics Bee

2.เพ่ือศึกษาระดบั ความพึงพอใจของผเู้ รยี นกลุ่มตวั อยา่ งท่ีมีต่อการสอนโดยการใชห้ นงั สอื
อิเลก็ ทรอนิกส์ Phonics Bee ท่ีเนน้ ทักษะการอา่ นออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ
สมมติฐานของการวิจยั
1.ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนทเี่ นน้ ทกั ษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาองั กฤษ โดยใชห้ นงั สอื
อิเลก็ ทรอนกิ ส์ Phonics Bee ของผูเ้ รยี นกลุ่มตัวอย่างหลังเรียนสูงกวา่ กอ่ นเรียน
2.ความพึงพอใจของผู้เรยี นกล่มุ ตวั อยา่ งท่มี ตี ่อการสอนโดยการใช้หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์
Phonics Bee ทผ่ี วู้ จิ ยั ไดส้ รา้ งและพฒั นาข้นึ อย่ใู นระดับมาก สามารถนำไปใชใ้ นการเรยี น
การสอนในชั้นเรียนได้จรงิ
ความสำคัญของการวิจัย
1.ครผู ู้สอนไดใ้ ชห้ นงั สืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ Phonics Bee
2.ผเู้ รียนไดพ้ ัฒนาทักษะการอ่านออกเสยี งสะกดคำภาษาอังกฤษ
3.เป็นแนวทางสำหรบั ครูผูส้ อนในการพฒั นาหนังสืออิเล็กทรอนิกสใ์ นรายวชิ า
ภาษาองั กฤษในเร่ืองอน่ื หรือทักษะอ่ืน เพอ่ื นำไปใช้พฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของ
นักเรยี น และสง่ เสรมิ ความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยีกับการศกึ ษาสืบไป
ขอบเขตของการวิจยั
การวิจัยในคร้ังนี้ ผ้วู จิ ัยไดก้ ำหนดขอบเขตไว้ ดงั นี้
1.เนื้อหาที่

มาตรฐาน ต 1.1 เขา้ ใจและตีความเรอ่ื งท่ีฟังและอ่านจากส่ือประเภทต่าง ๆ และ
แสดงความคดิ เหน็ อยา่ งมเี หตผุ ล

ป.4/2 อา่ นออกเสียงคำ สะกดคำ อา่ นกลมุ่ คำ ประโยค ข้อความง่ายๆและบทพดู
เข้าจงั หวะถูกต้องตามหลักการอ่าน

1.1 Pre-test (10 items)
1.2 Jolly Phonics Group 1 and Activities
1.3 Jolly Phonics Group 2 and Activities
1.4 Post-test (10 items)
2.ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
2.1 ประชากรนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนวดั ดอนตลุง (ราษฎร์ศรัทธาทาน)

ปกี ารศึกษา2564 อำเภอเมืองราชบุรี จงั หวัดราชบุรี จำนวน 2 ห้อง
รวมทง้ั ส้นิ จำนวน 43 คน
2.2 กล่มุ ตัวอย่างนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรยี นวดั ดอนตลุง (ราษฎรศ์ รัทธาทาน)
ปกี ารศึกษา 2564 อำเภอเมอื งราชบรุ ี จังหวัดราชบุรี
จำนวน 23 คน กลมุ่ ตัวอยา่ งมาจากการสุ่มอย่างง่าย (Random sampling)

4

3.เคร่อื งมือทใ่ี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
3.1 หนังสอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ Phonics bee
3.2 แผนการจดั การเรยี นรู้ จำนวน 2 แผน แผนละ 2 ช่วั โมง
3.3 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นทีเนน้ ทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำ
ภาษาอังกฤษ จำนวน 10 ข้อ
3.4 แบบสอบถามวัดระดับความพงึ พอใจของผเู้ รยี นที่มีตอ่ การสอนโดยใชห้ นังสือ
อิเล็กทรอนกิ ส์ Phonics Bee

4.ตวั แปรที่ศึกษา
4.1 ตวั แปรอสิ ระคือ การสอนโดยใชห้ นังสอื อิเลก็ ทรอนิกส์
Phonics Bee ที่เนน้ ทกั ษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ
ท่ผี วู้ จิ ัยได้สร้างและพฒั นาข้ึน
4.2 ตัวแปรตามคือ 1.ทักษะการอ่านออกเสยี งสะกดคำภาษาองั กฤษ
2.ความพึงพอใจของผ้เู รยี นกลมุ่ ตัวอย่าง
ทีม่ ตี ่อการสอนโดยใช้หนังสืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ Phonics Bee

5.ระยะเวลา
ผู้วิจยั ใช้เวลาในการดำเนินการวจิ ัยใน ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 รวม

ระยะเวลา 4 ช่ัวโมง
กรอบแนวคิดของการวจิ ัย

ในการวจิ ัยครัง้ นมี้ ีกรอบแนวคิดของการวิจัย ดังนี้

ตวั แปรอสิ ระ ตวั แปรตาม

1.การสอนโดยใชห้ นงั สอื อิเล็กทรอนิกส์ 1.ทักษะการอา่ นออกเสยี งสะกดคำ

Phonics Bee ท่ีเนน้ ทกั ษะการอ่านออก ภาษาอังกฤษ
เสยี งสะกดคำภาษาอังกฤษทผ่ี ู้วิจยั ได้ 2.ความพึงพอใจของผู้เรียนกลุ่มตัวอยา่ งท่ีมี
สรา้ งและพฒั นาขึ้น
ต่อการสอนโดยใชห้ นงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์
Phonics Bee

ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคดิ ของการวิจัย

5

นิยามศัพท์เฉพาะ
1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee หมายถึง สื่อทางการเรียนการสอนที่ผู้วิจัยได้สร้าง
และพัฒนาขึ้นสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดดอนตลุง
(ราษฎร์ศรัทธาทาน) เน้นการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ ซ่ึง
ภายในหนังสือประกอบด้วย บททดสอบก่อนและหลังเรียน ความหมายของการอ่าน
ความสำคัญ ของการอ่าน ความหมายของโฟนกิ ส์ และกิจกรรมพัฒนาตา่ ง ๆ โดยผเู้ รียน
จะไดเ้ รียนรู้ การพฒั นาทักษะการอา่ นออกเสียงสะกดคำภาษาองั กฤษอยา่ งเป็นระบบ ได้
ฝึกจากระดับเริม่ ต้น ไปจนถึงการทำกิจกรรมเพื่อฝึกฝน ทบทวนและเพิ่มพูนความเขา้ ใจ
ก่อนเร่ิมทดสอบหลงั เรียน
2. การพัฒนา หมายถึง การสร้างสื่อทางการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนระดับช้ัน
มธั ยมศกึ ษา โดยเปน็ สื่อในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) ที่ส่งเสริมการพัฒนา
ทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษของนักเรียนให้ดีและมีประสิทธิภาพมาก
ย่งิ ขนึ้
3. การสะกดคำภาษาอังกฤษ หมายถึง วิธีการฝึกอ่านคำภาษาอังกฤษด้วยการเชื่อมหน่วย
เสียงของตัวอักษรต่าง ๆ เน้นไปที่เสียงของแต่ละตัวอักษร (Letter Sound) รวมถึง
ความสัมพันธ์ของเสียงและตัวอักษรต่าง ๆเป็นพื้นฐานในการ “ถอดรหัส” (Decode)
ผ่านการประสมเสียง Letter Sound หรือที่เรียกว่า “Blending” เพื่ออ่านคำศัพท์
ภาษาอังกฤษใหม่ ๆ หรอื คำทีไ่ ม่คุ้นเคยไดด้ ้วยตนเอง โดยไมต่ อ้ งอาศยั การท่องจำ
4. ความพึงพอใจ หมายถึง ความชอบ ความพอใจของนักเรียนที่มีต่อการสอนโดยการ
ใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) โดยวัดจากแบบสอบถามความพึงพอใจ ที่ทางผู้วิจัย
ได้จัดทำขึน้
5. นักเรียน หมายถึง นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดดอนตลุง (ราษฎร์
ศรทั ธาทาน) ในภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2564

6

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วข้อง

การศึกษาผลของการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน
ออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดดอนตลุง (ราษฎร์
ศรัทธาทาน) ผวู้ ิจยั ได้ทำการศกึ ษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกย่ี วข้องโดยนำเสนอผลการศึกษา
ตามลำดับตอ่ ไปน้ี

1. หลกั สูตรการศกึ ษาขัน้ พื้นฐานพทุ ธศกั ราช 2551
1.1 หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐานพุทธศักราช 2551
1.2 ทำไมต้องเรียนภาษาตา่ งประเทศ
1.3 เรียนรู้อะไรในภาษาต่างประเทศ
1.4 มาตรฐานการเรยี นร้กู ลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาตา่ งประเทศ

2. เอกสารท่เี กย่ี วข้องกับการอา่ นออกเสียง
2.1 ความหมายของการอา่ นออกเสียง
2.2 ความสำคัญของการอ่านออกเสียง
2.3 ประโยชน์ของการอ่านออกเสียง

3. เอกสารทเี่ กยี่ วขอ้ งกับโฟนิกส์ (Phonics)
3.1 ความหมายของโฟนิกส์
3.2 การสอนโฟนกิ ส์

4. เอกสารท่ีเกี่ยวข้องกับหนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์
4.1 ความหมายของหนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์
4.2 ประเภทของหนงั สอื อิเลก็ ทรอนิกส์
4.3 องค์ประกอบของหนังสอื อเิ ล็กทรอนิกส์
4.4 ประโยชน์ของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
4.5 การสร้างหนังสอื อิเล็กทรอนิกส์และ ADDIE MODEL

5. เอกสารที่เกี่ยวข้องกบั ความพึงพอใจในการเรยี นรู้
5.1 ความหมายของความพึงพอใจ
5.2 แนวคดิ ทฤษฎีทเี่ กี่ยวกบั ความพงึ พอใจ

6. งานวิจยั ทเี่ กี่ยวขอ้ งกับการสะกดคำภาษาอังกฤษ
6.1 งานวจิ ยั ในประเทศ
6.2 งานวจิ ัยตา่ งประเทศ

7

1.หลกั สูตรการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานพุทธศักราช 2551
1.1 หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐานพทุ ธศักราช 2551
ในสังคมโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้
การประกอบอาชพี การสร้างความเข้าใจเก่ยี วกบั วัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลก และตระหนัก
ถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมองของสังคมโลก อันจะนำพามิตรไมตรีรวมถึง
ความร่วมมือกับนานาประเทศ มาช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเขา้ ใจตนเองและผู้อื่น การเรียนรู้ภาษา
และวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีการคิด สังคม และการมีเจตคติที่ดี ในการ
ใช้ภาษาต่างประเทศ ช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้งายและกว้างขึ้น และมีวิสัยทัศน์ที่ดี
ในการดำเนนิ ชีวิต

ภาษาต่างประเทศจัดเป็นสาระการเรียนรูพ้ ื้นฐาน ที่กำหนดให้เรยี นตลอดหลกั สูตรการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน คือ ภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาต่างประเทศอื่น ๆหรือภาษาในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน
ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะจัดทำรายวิชาและจัดการเรียนรู้ไปตามความเหมาะสม
(กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2551)

1.2 ทำไมต้องเรยี นภาษาต่างประเทศ
ในโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญและจำเป็นอย่างย่ิง
ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษาต่อ
การหาความรู้เพื่อการประกอบอาชีพ อนั จะนำมาซ่งึ การพัฒนาผู้เรียนให้มีความเขา้ ใจตนเองและผู้อื่น
ดีขึ้น ได้เรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และ
สามารถใชภ้ าษาต่างประเทศเพ่อื การส่ือสารได้ มวี ิสัยทศั นท์ ีด่ ีในการดำเนินชวี ิต

1.3 เรยี นรู้อะไรในภาษาตา่ งประเทศ
สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศนั้น ย่อมมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดี
ต่อภาษาตา่ งประเทศ ให้ผู้เรียนใช้ภาษาตา่ งประเทศเพ่ือใชส้ ื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ เพือ่ หาความรู้
เพื่อการประกอบอาชีพ และเพื่อการศึกษาต่อ อีกทั้งเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจในเรื่องราวและ
วัฒนธรรมอันหลากหลายของประชาคมในโลก และยังสามารถที่จะถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรม
ไทยไปยังสังคมโลกไดอ้ ย่างสรา้ งสรรค์ อนั มีสาระสำคญั ดังตอ่ ไปนี้

ภาษาเพื่อการสื่อสาร การใช้ภาษาต่างประเทศในการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน
แลกเปลีย่ นขอ้ มลู ข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็น ตีความ นำเสนอข้อมลู ความคิดรวบยอด
และความคิดเหน็ ในเร่ืองตา่ ง ๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้อย่างเหมาะสม

ภาษาและวัฒนธรรม การใช้ภาษาต่างประเทศตามวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา
ความสัมพันธ์ ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา
ภาษาและวฒั นธรรมของเจา้ ของภาษากับวัฒนธรรมไทย และนำไปใช้อย่างเหมาะสม

8

ภาษากับความสัมพนั ธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น การใช้ภาษาต่างประเทศเพอ่ื ใช้
ในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นนั้น จัดเป็นพื้นฐานในการพัฒนาและการแสวงหา
ความรูเ้ พ่อื เปิดโลกทศั นข์ องตน

ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก การใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์
ต่าง ๆ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรยี น ชุมชน และสังคมโลก เป็นเครื่องมือพืน้ ฐานในการศึกษาตอ่
ประกอบอาชีพ และแลกเปลย่ี นเรียนรู้กับสังคมโลก

1.4. มาตรฐานการเรยี นรู้กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ
สาระที่ 1 ภาษาเพือ่ การส่อื สาร
มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และ
แสดงความคิดเหน็ อย่างมเี หตผุ ล
มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร
แสดงความรูส้ กึ และความคิดเหน็ อยา่ งมีประสิทธิภาพ
มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่อง
ตา่ ง ๆ โดยการพดู และการเขียน
สาระท่ี 2 ภาษาและวฒั นธรรม
มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และ
นำไปใช้ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมกับกาลเทศะ
มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรม
ของเจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทยและนำมาใช้อย่างถูกต้องและ
เหมาะสม
สาระที่ 3 ภาษากบั ความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรยี นรอู้ ืน่
มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาตา่ งประเทศในการเชอ่ื มโยงความรูก้ ับกลุ่มสาระการเรียนรู้อ่ืน ๆ
และเป็นพน้ื ฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทศั นข์ องตน
สาระที่ 4 ภาษากับความสมั พันธ์กับชมุ ชนและโลก
มาตรฐาน ต 4.1 ใชภ้ าษาตา่ งประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ท้งั ในสถานศกึ ษา ชมุ ชน และ
สังคม
มาตรฐาน ต 4.2 ใชภ้ าษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ การประกอบ
อาชพี และการแลกเปล่ยี นเรียนรู้กบั สงั คมโลก

2. เอกสารทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การอ่านออกเสยี ง
2.1ความหมายของการอา่ นออกเสียง
การอ่านออกเสียงเป็นการพฒั นาทักษะการอา่ น ช่วยให้มีความเขา้ ใจในเน้ือหาสาระของสิ่งท่ี

อา่ น นำไปสทู่ กั ษะของการอา่ นเพอ่ื ความเขา้ ใจ ซึง่ มีหลายทา่ นได้ให้ความหมายของการอ่านออกเสียง
ดังน้ี (มลชญา หินสุวรรณ,2559: online) การอ่านออกเสียงเป็นการอ่านถ้อยคำที่มีผู้เรียบเรียงหรือ

9

ประพันธ์ไว้ โดยการเปล่งเสียง และวางจังหวะเสียงให้เป็นไปตามความนิยม และเหมาะสมกับเรื่องที่
อ่าน เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ไปสู่ผู้ฟัง ซึ่งจะทำให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ร่วมคล้อยตามไปกับเรื่องราว หรือรส
ประพนั ธ์ทอี่ ่าน อีกทัง้ (กรรณกิ า,2554: online) กลา่ วว่า การอา่ นออกเสยี ง หมายถึง การอ่านทผี่ ู้อื่น
สามารถได้ยินเสียงอ่านด้วยการอ่าน ออกเสียงมักไม่นิยมอ่าน เพื่อการรับสารโดยตรง เพียงคนเดียว
เว้นแต่ในบางครั้งเราอ่าน บทประพันธ์เป็นท่วงทำนองเพื่อความไพเราะเพลิดเพลินส่วนตัว
แต่ส่วนใหญ่แล้ว การอ่านออกเสียงมักเป็นการอ่านให้ผู้อื่นฟัง (Karlin,1980) กล่าวว่าการอ่าน
ออกเสียง เป็นการฝึกให้เด็กได้อ่านออกเสียงในเรื่องราวที่ทำให้เด็กได้มีโอกาสใช้ทักษะการอ่าน
(Bush and Huebner,1979) ได้กล่าวว่าการอ่านออกเสียงคือ กระบวนการของการอ่านสิ่งพิมพ์
หรือเครื่องมือทางการเขียน ด้วยเสียงดัง โดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะอ่านในใจมากกว่าที่จะอ่านออก
เสียง เมื่อเราอ่านออกเสยี ง มีจุดประสงค์สำคัญทีเ่ กีย่ วข้องกับการอ่าน เราอ่านเนือ้ หาบางอย่างโดยที่
เรามีการเตรียมตัวเป็นอย่าง ดีสำหรับกลุ่มหรือสมาคมของเรา หรือในโบสถ์ พรรคการเมือง หรือ
องค์กรทางสังคมของเรา เราอาจจะอ่านประกาศ หนังสือ กวีนิพนธ์ นิยามของคำในพจนานุกรม หรือ
ข้อความโทรศัพท์และ (Mangieri, Bader and Walker,1982) ได้กล่าวถึงการอ่านออกเสียงว่า
เป็นแนวทางที่ครสู ามารถ รวมขั้นตอนการอ่านการเขียนเขา้ กับข้ันตอนการใช้ภาษาโดยทำให้การอ่าน
ออกเสียงเป็นส่วนหนึ่งของ โรงเรียนในปัจจุบัน ซึ่งครูอาจจะเป็นผูอ้ ่าน และนักเรียนกส็ ามารถอ่านได้
อาจจะอ่านจากในหนังสือ หรือเรื่องราวที่สมบูรณ์ซึ่งสามารถอ่านเพียงส่วนเดียวหรือส่วนที่นักเรียน
น่าจะสนใจมากกวา่ ได้

จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า การอ่านออกเสียงเป็นกระบวนการอ่านอย่าง
มีวัตถุประสงค์ เป็นการฝึกทักษะในการอ่านนำไปสู่การอ่านเพื่อความเข้าใจ โดยต้องอาศัยการฝึกฝน
ที่เพียงพอ

2.2ความสำคัญของการอ่านออกเสยี ง
การอ่านออกเสียงเป็นขั้นตอนการสอนอ่านที่มีความสำคัญมาก โดยมีนักการศึกษาหลายคน
ได้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านออกเสียงไว้ดังน้ี (วนัฒ พุฒนรักษ์,2561) การอ่านออกเสียงช่วย

เปลี่ยนคำเป็นความ เป็นการช่วยเข้ารหัสสิ่งที่อ่านเข้าไปในความทรงจำระยะยาว นอกจากนี้ผล
การศึกษาพบว่านักเรียนที่ฟังเสียงอัดของตัวเองมีอัตราการจำได้ดีกว่าการฟังเสียงของคนอื่น การฟัง
เสียงตัวเองช่วยกระตุ้นการรับรู้เกี่ยวกับตัวเอง และช่วยทำให้เราจำสิ่งนั้นๆ ได้ดีขึ้น (Austin and
Morrison,1963) ใช้เวลาในการพิจารณาเวลาที่ใช้สำหรับการอ่าน ถึงแม้ว่าการอ่านในใจ
จะมีประโยชน์ในการอ่านของระดับประถมสามและสี่ 30 เปอร์เซ็นต์ ของครูยังคงให้ความสำคัญ
ในการอา่ นออกเสียงมากทสี่ ุด จากการสงั เกตบันทึกครูเหล่านรี้ ู้ถึงเหตุผล คัดคา้ นบางอย่างในการอ่าน
ออกเสียง เช่น เดียวกับประโยชน์ที่ได้รับ แต่ยังคงยืนกรานในประโยชน์ และการฝึกใช้อย่างถูกต้อง
อาจจะเป็นเพราะความต่อต้านในแนวคิดนั้นยังไม่มีความรุนแรงจนเกิดการเปลี่ยนแปลง บางคน
อาจยอมรับประโยชน์ของการอ่านออกเสียงในขณะที่บางคนยังไม่เชื่อ อีกทั้ง (Dallmann,1978)
กล่าวว่า ความสำคญั ในการอา่ นออกเสียงคอื ทำใหเ้ ด็กได้พัฒนาอารมณแ์ ละการเขา้ สงั คม

10

ความสมบูรณ์ของการประเมินคุณค่าในงานเขียน สามารถเกิดขึ้นขณะที่เด็กอ่านออกเสียง
การอ่านออกสียงยังช่วย ให้เด็กได้พัฒนาความเชื่อมั่น และความมั่นใจในตนเอง รวมถึง Farris,
Fuhler and Walther (2004) ได้กล่าวว่า ประโยชน์ของการอ่านออกเสียงในเด็กนัน้ ได้มีการตีพิมพ์
ในงานวิชาการด้านการศึกษาย้อนกลับไปในปี 1908 การอ่านออกเสียงส่งเสริมให้เด็กได้มีความรู้
เกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สกึ ในการอ่าน นักเรียนระดับปฐมวัยมีความสุขในเสียง ในขณะที่นักเรียน
ในระดับสูงกว่าปฐมวัยจะละเลยในการสอนอ่านออกเสียง การอ่านออกเสียง มีความสำคัญเป็น
อย่างยิ่งเพราะว่าคนเราเมื่อเกิดมาก็ ต้องมาอ่านออกเสียงเพื่อให้ครูหรือผู้ปกครองทราบว่าเด็ก
อ่านถกู ต้องหรอื ไม่ ชัดเจนหรือไมจ่ ะไดแ้ กไ้ ขให้ถกู ตอ้ ง (ฉวีวรรณ คหู าภนิ นท์ , 2542 หนา้ ที่ 16)

จากความสำคัญในการอ่านออกเสียงข้างต้นสรุปได้ว่า การอ่านออกเสียงมีความสำคัญต่อ
การสอนการอ่าน การพัฒนาการอ่านออกเขียนได้มาจากวิธีการสอนการอ่านออกเสียงให้แก่เด็ก ๆ
ทำให้เด็กเกิดประสบการณ์การอ่านออกเสียง ช่วยให้เด็กมีความสามารถในการอ่านนิทาน เรื่องเล่า
หรือเรื่องจริงที่มีความน่าสนใจ จากการอ่านหนังสือ นิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ซึ่งจะนำไปสู่การอ่าน
เพอื่ ความเขา้ ใจในทส่ี ุด

2.3ประโยชน์ของการอา่ นออกเสียง
(Friedberg and Strong,1989) กล่าวว่าประโยชน์ของการอ่านออกเสียงคือการพัฒนา
ความสามารถในการอ่านและการเขียน เด็ก ๆ ที่ฟังการอภิปรายได้อ่านมากขึ้น และแสดงให้เห็น ว่า
ได้รบั คำศัพท์ และมีความเข้าใจ นกั เรียนจะมีการเช่ือมโยงทางงานเขียน และเริม่ เขา้ ใจการอ้างอิงทาง
งานเขียน สร้างสรรค์จินตนาการของพวกเขา และพัฒนาความคดิ เชงิ วิเคราะห์ได้ (Dallmann,1978)
ได้กล่าวถึงคุณค่าของการอ่านออกเสียงไว้ว่าในบางครั้งการเน้นเสียงของคำมีมากจนเกินไปจาก
นักภาษาศาสตร์ และนักการศึกษาหลายคน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลในการสอนการอ่านออกเสียง
มากกว่าการเขียนเพื่อการสื่อสารเป็นอย่างยิ่ง ความสำคัญในการอ่านออกเสียงทำให้เด็กได้พัฒนา
อารมณ์ และการเข้าสังคม ความสมบรู ณ์ของการประเมนิ คณุ ค่าในงานเขยี นสามารถเกิดข้ึนขณะที่เด็ก
อา่ นออกเสียง การอา่ นออกเสียงยงั ชว่ ยให้เดก็ ได้พัฒนาความเชือ่ มัน่ และความมัน่ ใจในตนเองด้วย
กลา่ วสรปุ ไดว้ ่า การอา่ นออกเสยี งชว่ ยให้นกั เรียนพฒั นาทักษะการอา่ นไดด้ ีขึ้น พฒั นาอารมณ์
สังคมและมีความเชื่อมั่นในตนเองมากยิง่ ข้ึน
3. เอกสารท่ีเกีย่ วขอ้ งกบั โฟนิกส์ (Phonics)
3.1 ความหมายของโฟนิกส์
(Bleenglish,2562: online) ให้คำนิยามของโฟนิกส์ว่า คือการสอนความสัมพันธ์ของเสียง
กับตวั อักษร และนำหลักการถอดรหสั คำมาใช้ เพอื่ การอ่าน เขยี น สะกดคำตา่ งๆในภาษาองั กฤษอย่าง
เป็นระบบ ตามลำดับขั้นตอน เพื่อให้สามารถอ่านออกเสียงได้อย่างถูกต้อง ชัดเจนโดยใช้หลักการ
ถอดรหัสเสียงและการผสมเสียงตัวอักษร A ถึง Z ทั้ง 26 ตัว โดยเด็กๆ จะต้องทำความเข้าใจ
การออกเสียงของตัวอักษรแต่ละตัว (Heilman,1968) ได้กล่าวถึงโฟนิกส์ว่าเป็นแนวทางหลักใน
การสอนการอ่านที่จะนำให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึงตัวอักษรในคำที่แสดงถึงเสียงเมื่อได้ออกเสียงคำนั้น ๆ
มา รวมถึงเป็นการสอนเสียงที่มีการเชื่อมโยงกับตัวอักษรหรือการรวมกันของตัวอักษร (Bush and
Huebner, 1979) กล่าวว่าโฟนิกส์คือ เสียงหนักเบาของพยัญชนะ เสียงสั้นและเสียงยาวของสระ

11

สระผสม และการแบ่งพยางค์ที่มีผลต่อเสียงในตัวอักษร และเป็นกระบวนการในการประยุกต์ความรู้
เก่ียวกับความสัมพันธข์ องเสียงและตัวอักษร และ (Eperon,2014) ได้กล่าววา่ โฟนิกส์เป็นวิธีการสอน
การอ่านทใ่ี ห้ความสาคัญของการสะกดตามตวั อักษร เสียงตวั อกั ษรหรอื ตวั อกั ษรทใี่ ชแ้ ทนหน่วยเสยี ง

สรุปได้ว่า การอ่านโฟนิกส์เป็นวิธีการอ่านโดยอาศัยการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเสียง
และตัวอักษรหรือกลุ่มตัวอักษรเพื่อออกเสียง โดยใช้หลักของการผสมเสียงให้เกิดคา เมื่อเด็กอ่านคำ
ท่ไี ม่คุ้นเคยเขาสามารถท่จี ะเชอื่ มโยงความสมั พนั ธด์ งั กล่าว และสามารถอ่านคานั้น ๆ ไดด้ ว้ ยตนเอง

3.2 การสอนโฟนิกส์
(Heilman,1968) กล่าวถึงหลักการในการสอนโฟนิกส์ไว้ดังนี้ สำหรับเด็กแล้วในการใช้ประโยชน์
ของวิธีโฟนิกส์อย่างเป็นระบบนั้น เขาต้องสามารถแบ่งแยกระหว่างความแตกต่างของเสียงในคำ
หลายคำ และแบ่งแยกระหว่างสิ่งพิมพ์ที่เป็นตัวอักษรได้ การฝึกฝนตามในผู้เริ่มฝึกอ่านได้ ลงมือทำ
เป็นแนวโนม้ ในการสอนผเู้ รยี นไดด้ ี วิธีการสอนไม่ควรทจี่ ะนำผู้เรยี นในการคิดเพื่ออ่านคำท่คี ุน้ เคยหรือ
เสียงของตัวอักษรหรือการเชื่อจากการเดาจากบริบท วิธีการสอนที่ดีควรให้เด็กได้มีความมั่นใจใน
การใช้ทักษะพิเศษนี้ให้เป็นให้ได้ หลักการสอนที่นำไปสู่ความมั่นใจในวิธีการสร้างคำในสถานการณ์
การอ่านนั้น คำที่ปรากฏในบริบทบางคานั้นจะพบได้บ่อยมาก และควรปล่อยเรียนรู้อย่างค่อยเป็น
ค่อยไปเป็นหน่วย และบางคาอาจจะมีการแก้ไขผ่านการวิเคราะห์เสียงของตัวอักษรทักษะที่จำเป็น
ทั้งหมดของวิธีโฟนิกส์ (ความสัมพันธ์ระหว่างเสียงตัวอักษร) มีความสำคัญสาหรับเด็กที่เป็นผู้อ่าน
ครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาควรคุ้นเคยกับวิธีการสอนโฟนิกส์เด็กทุกคนไม่จ ำเป็นต้องใช้วิธีการ
สอนโฟนิกส์ที่เหมือนกัน การวิเคราะห์เป็นความจำเป็นพิเศษของเด็กแต่ละคน และการวิเคราะห์น้ัน
ก็เป็นพื้นฐานสาหรับความแตกต่างในการใช้วิธีการสอนและความสามารถของเด็กบรรยาย
กระบวนการของโฟนิกส์ไม่สามารถรับรองได้ว่าเขานั้นจะมีความสามารถในการนาวิธีโฟนิก ส์นั้นไป
ประยุกต์ใช้ในสถานการณก์ ารอ่านอื่นได้หรือไม่ และ (Karlin,1980) ไดก้ ล่าววา่ ในหลกั การของโฟนิกส์
ได้แบ่งส่วนประกอบ ของวิธี โฟนิกส์ออกเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้คือ พยัญชนะต้น (Single
consonants) พยัญชนะผสม(Consonant Blends) พยัญชนะผสมที่มีเสียงเดียว (Consonant
Digraphs) สระเสียงเดี่ยว(Vowels) สระผสมเสียงเดียว (Vowel Digraphs) และสระเสียงคู่เดี่ยว
(Diphthongs) ซึ่งพยัญชนะอาจแบ่งออกเป็นพยัญชนะที่มีเสียงก้องและเสียงไม่ก้องขึ้นอยู่กับการส่ัน
และไมส่ ัน่ ของเส้นเสยี งเม่ือออกเสียง พยัญชนะผสม (Consonant Blends) ประกอบไปด้วยการผสม
กันของพยญั ชนะสองตวั หรือมากกวา่ และออกเสียงท้ังหมดในคาเดยี ว เชน่ flag, drop, skin ถงึ แม้ว่า
จะเป็นเสียงผสมแต่พยัญชนะแต่ละตัวก็มีเสียงของตัวเอง พยัญชนะผสมที่มีเสียงเดียว (Consonant
Digraphs)ประกอบไปด้วยการผสมกันของพยัญชนะสองตัวหรือมากกว่า และออกเสียงเพียงเสียง
เดียวในหนง่ึ คำ เช่น sh จะไมม่ กี ารผสมกันของเสียง s และ h

จากการกล่าวถึงหลักการในการสอนโดยใช้วิธีโฟนิกส์นั้น สามารถสรุปได้ว่าในการ
ใช้ประโยชน์ของวิธีโฟนิกส์อย่างเป็นระบบ เด็กต้องสามารถแบ่งแยกระหว่างความแตกต่างของเสียง
ตัวอักษรในแต่ละคำ โดยอาศัยการฝึกฝน ฝึกอ่าน และลงมือทำเพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิด
เพื่ออ่านคำที่ไม่คุน้ เคยได้โดยการถอดรหัสเสียงของตัวอักษรที่ปรากฏในคำ วิธีการสอนที่ดีควรให้เด็ก
ได้มีความมั่นใจในการใช้ทักษะพิเศษนี้ให้เป็นให้ได้ ครูควรจะสอนทักษะที่จาเป็นทั้งหมดของ

12

วิธีโฟนิกส์ ซึ่งครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาควรคุ้นเคยกับวิธีโฟนิกส์เด็กทุกคนจะมีความสามารถ
ในการนำวธิ ี โฟนกิ สไ์ ปประยกุ ตใ์ ช้ในสถานการณ์การอ่านอืน่ ได้จากทักษะท่เี กิดขึ้น
4. เอกสารทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั หนังสืออเิ ล็กทรอนกิ ส์

4.1 ความหมายของหนังสอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์
เขมณัฏฐ์ มิ่งศิริธรรม (2559, หน้า44) นิยามหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) ไว้ว่า หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์หรือ e-Book มาจากคำเต็มว่า Electric book คือหนังสือจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์
อันจะสามารถเชื่อมโยงส่วนต่างๆไปยังเว็บไซตต์ ่างๆ สามารถแทรกภาพ เสียง วีดิโอ ข้อมูลต่างๆและ
ท่สี ำคัญคือสามารถปรบั ปรุงใหใ้ หม่ และทนั สมัยไดต้ ลอดเวลา
พวงผกา ลือยศ (2554, หน้า 15) ให้ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ว่า เป็นหนังสือท่ี
สร้างและพัฒนาจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นสื่อดิจิตอล มัลติมีเดียที่เผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์
หรืออฟไลน์ ที่เอื้อต่อระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง อันจะประกอบภายในด้วยภาพ เสียง วีดิโอและโยง
ไปถงึ ไซต์ตา่ งๆไดด้ ว้ ย
ชวนพิศ ปะกิระนำ (2554, หน้า 33) กล่าวว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์คือ สื่อการนำเสนอใน
รูปแบบหนังสือทางจอคอมพิวเตอร์ หรือ มือถือ แท็บเล็ต อันประกอบด้วยภาพนิ่ง เสียง วีดิโอตัวเลข
และการเช่ือมโยงเพื่อเรยี นรู้ผ่านเว็บไซต์ตา่ งๆ เรียนได้ตามต้องการ รวดเร็วและสะดวก คลิกเปิดหน้า
หนงั สอื ไดโ้ ดยไม่มขี อ้ กังขาใด
กุลธิดา กุลคง (2555) ได้ให้ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
มลี กั ษณะแบบหนังสือภาพเคล่ือนไหว ทเี่ นน้ การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบภาพวดี ีทัศน์ (Video Clips)
หรือแม้แต่ภาพยนตร์สั้น ๆ (Films Clips) ผนวกเข้ากับข้อมูลสนเทศที่อยู่ในรูปตัวหนังสือ มุ่งเน้นให้
ผู้เรียนแสวงหาความรูด้ ้วยตนเอง เน้นการใชอ้ ุปกรณ์ตา่ งๆ มีความรวดเร็ว หนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์จงึ มี
ความสอดคลอ้ งกบั ความสนใจของผูเ้ รียนมากกว่าส่อื อื่นๆ
ภาสกร เรืองรอง (2557, หน้า 1) อ้างถึงหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ว่า เป็นการนำเสนอเนื้อหา
บทเรียน ในหนังสือรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านเครือข่ายต่างๆหรือโหลดมาใช้รูปแบบออฟไลน์ได้
บันทึกลง CD กไ็ ด้ สามารถเปดิ ใช้ไดใ้ นคอมพวิ เตอรแ์ ละแท็บเล็ต มือถอื
จากที่กล่าวมา สามารถสรุปได้ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จัดเป็นสื่อการเรียนการสอนที่
สามารถนำเสนอข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งตัวอักษร ภาพ ภาพเคลื่อนไหว วีดิโอและเสียงโดย
การประสานและเชื่อมโยงสัมพันธ์เนื้อหา ทำให้สามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และมี
ประสทิ ธภิ าพ ผู้เรยี นสามารถเลอื กเรยี นไดต้ ามความต้องการ ไมจ่ ำกดั เวลาและสถานที่
4.2 ประเภทของหนงั สืออิเล็กทรอนกิ ส์
พูลสุข ปริวัตรวรวุฒิ (2559: ออนไลน์) แบ่งประเภทของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เอาไว้หลาย
ประเภท ดงั ตอ่ ไปนี้
1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะแบบหนังสือตำรา (Textbooks) เป็นการแปลงข้อมูล
จากตัวเล่มหนังสือเป็นสัญญาณดิจิทัล และเพิ่มศักยภาพการนำเสนอและการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง

13

ผู้อ่านกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้ศักยภาพของคอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน เช่น การเปิดหน้า
หนังสือ การสบื คน้ การคัดเลอื กขอ้ ความที่ตอ้ งการ

2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะแบบหนังสือเสียง (Talking Books) จะมีเสียงอ่านเมื่อ
เปิดหนังสือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้เหมาะสำหรับหนังสือเด็กเริ่มเรียน หรือหนังสือฝึก
ออกเสียง หรอื ฝึกพดู เหมาะสำหรับการเร่ิมต้นเรียนภาษาของผเู้ รียนวัยเด็ก หรอื ผูท้ ฝี่ ึกภาษา เป็นต้น

3. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะแบบหนังสือภาพนิ่งหรืออัลบั้มภาพ (Static Picture
Books) เป็นหนังสือที่ใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการนำเสนอ เน้นการจัดเก็บ เน้นนำเสนอข้อมูลใน
รปู แบบของภาพนง่ิ เป็นหลัก

4. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะแบบหนังสือภาพเคลื่อนไหว (Moving Picture
Books) ซึ่งผู้อ่านสามารถเลือกชมศึกษาข้อมูลได้ตามสะดวก จะนำเสนอภาพวีดิทศั น์ หรือภาพยนตร์
ส้นั ๆ ไปผนวกเข้ากับขอ้ มลู สนเทศทีอ่ ยู่ในรปู ตัวหนังสอื

5. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะแบบสื่อประสม (Multimedia) เน้นเสนอข้อมูล และ
เนื้อหาสาระ ในลักษณะแบบสื่อผสมระหว่างสื่อภาพกับเสียงในลักษณะต่างๆ ผนวกกับศักยภาพของ
คอมพิวเตอร์

6. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะแบบหนังสือสื่อหลากหลาย (Polymedia books)
มีความเช่ือมโยงระหว่างข้อมูลภายในเล่มระหว่างตัวหนงั สือ ภาพน่ิง ภาพเคลือ่ นไหว เสียงดนตรี และ
อื่นๆ

7. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะแบบหนังสือเชื่อมโยง (Hypermedia Books)
ใช้เชื่อมโยงเนอื้ หาสาระภายในเลม่ กดคลิกเพอ่ื เช่ือมไปสู่เน้ือหาสาระอ่ืนได้ เช่อื มโยงกบั แหล่งเอกสาร
ภายนอกกไ็ ดเ้ มือ่ เช่ือมต่อกบั ระบบอนิ เทอร์เนต็ แล้ว

8. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะแบบหนังสืออัจฉริยะ (Intelligent Electronic
Books) เป็นหนังสือประสม ต้องใช้โปรแกรมที่มีความชัดเจน เก่งและดีกว่ามาช่วยปฏิสัมพันธ์กับ
ผูอ้ า่ น ชว่ ยในการไตร่ตรองมามปี ฏิกิรยิ ากับผู้อ่านไดด้ ้วย

9. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะแบบสื่อหนังสือทางไกล (Telemedia Electronic
Books) มีคุณลักษณะเน้นการเชื่อมโยงกับแหล่งข้อมูลภายนอกผ่านระบบเครือข่าย ทั้งเครือข่ายเปิด
และเครอื ข่ายเฉพาะสมาชิกของเครือข่าย

10. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือไซเบอร์เสปซ (Cyberspace Books) มีความสามารถ
ในการเชื่อมโยงแหล่งข้อมูลทั้งจากแหล่งภายในและภายนอกได้ อีกทั้งยังสามารถนำเสนอข้อมูลใน
ระบบสอื่ ในรปู แบบทีห่ ลากหลาย และสามารถปฏิสัมพนั ธ์กบั ผอู้ า่ นไดห้ ลากหลายอีกด้วย

ภาสกร เรืองรอง (2557, หน้า 2 – 3) ได้ทำการแบ่งประเภทของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หรือ
e-Book ไว้ ดังนี้

1. e-Book ท่ีสรา้ งและไวใ้ ชง้ านสำหรับคอมพิวเตอร์ ทมี่ ขี นาดของหน้าจออยู่ท่ี 600x800 ข้นึ
ไปผ่านโปรแกรมประยกุ ตต์ า่ งๆ เชน่ Flip Album, Desktop Author

2. e-Book ที่สรา้ งไวใ้ ชก้ ับคอมพวิ เตอร์พกพา ได้แก่ แทบ็ เลต็ PC และ สมารท์ โฟน สามารถ
อ่านได้ผา่ น Anyfip, epub, sgil, หรอื indesign เปน็ ต้น

14

3. ประเภท Ibook ที่สร้างโดย ibooks Author ติดตั้งได้ทาง IOS สามารถนำเสนอภาพและ
เสียงได้

จากการศึกษาประเภทของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สรุปได้ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นการ
จัดทำ หนังสือให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถจะเปิดอ่านได้โดยใช้ คอมพิวเตอร์เป็น
อุปกรณ์ในการอ่าน หรือใช้โปรแกรม เช่น sigil หรือ Anyflip ในการอ่าน เป็นต้น อีกทั้งสามารถแบ่ง
ออกได้หลากหลายประเภทด้วยกัน ตามการใช้งานหรือตามรูปแบบข้อมูลข่าวสาร ซึ่งสามารถนำไป
ปรบั ใช้ใหต้ รงกับกลุ่มเป้าหมาย ผเู้ รยี น เน้อื หาและบริบทการเรยี นการสอนได้เป็นอย่างดี

4.3 องค์ประกอบของหนงั สอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์
ศตวรรษ สทิ ธฤิ ทธ์ิ (2556: ออนไลน์) ไดใ้ ห้องค์ประกอบของหนังสืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ หรือ
e-Book ไว้ดงั นี้
1. อักขระ หรือข้อความ เป็นองค์ประกอบของโปรแกรมมัลติมีเดีย สามารถนำอักขระมา
ออกแบบ หรือ กำหนดหน้าที่การเชื่อมโยงนำเสนอเนื้อหาเสียง ภาพหรือวีดิทัศน์ เพื่อให้ผู้ใช้เลือก
ข้อมลู ท่จี ะศกึ ษาการใชอ้ กั ขระเพอื่ กำหนดหนา้ ทใี่ นการส่ือสารความหมายในคอมพวิ เตอร์
2. ภาพนิ่ง เช่น ภาพวาด ภาพถ่าย ภาพลายเส้น แผนที่แผนภูมิจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์
และภาพที่ได้จากการสแกน จะประมวลผลออกมาเป็นจุดภาพ (Pixel) แต่ละจุดบนภาพจะถูกแทนท่ี
เป็นค่าความสว่าง (Brightness) ค่าสี (Color) ส่วนความละเอียดของภาพจะขึ้นอยูก่ ับจำนวนจุดและ
ขนาดของจุดภาพ
3. ภาพเคล่อื นไหว เกิดจากการนำชดุ ภาพที่มีความแตกต่าง มาแสดงเรียงต่อเนื่องกันไป เป็น
การเคลือ่ นไหวของส่ิงต่าง ๆ อีกทัง้ สามารถกำหนดลักษณะและเสน้ ทางท่ีจะใหภ้ าพนั้นเคลื่อนท่ีไปมา
ตามต้องการ คลา้ ยกับการสรา้ งภาพยนตร์ขึ้นมาตอนหน่งึ นนั่ เอง
4. เสียง เป็นสื่อที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในเนื้อหาให้ได้ดียิ่งขึ้น อาจอยู่ในรูปของ
เสียงดนตรี เสียงสังเคราะห์ปรุงแต่ง ส่วนไฟล์เสียงมีหลายแบบด้วยกัน ได้แก่ ไฟล์
สกุล WAV และ MIDI ไฟล์ WAV ใช้เนื้อที่ในการเก็บสูงมากส่วนไฟล์ MIDI เป็นไฟล์ที่นิยมใช้ในการ
เกบ็ เสียงดนตรี
5. วีดิโอ จะถูกจัดเก็บอยู่ในรูปของดิจิทัล สามารถใช้จากเครื่องเล่นวีดิทัศน์หรือต่อเข้าสู่
เครื่องคอมพิวเตอร์ จะต้องมีการบีบหรืออัดข้อมูลเพื่อให้มีขนาดเล็กลง เจะเพิ่มประสิทธิภาพ และ
ความเรว็ ในการสง่ ได้ และคงคุณภาพเดมิ ไว้
6. การจัดเก็บข้อมูลมัลติมีเดีย เนื่องจากมีการพัฒนาสื่อแบบมัลติมีเดีย เป็นการพัฒนาแบบ
ใช้หลายส่ือผสมกัน (Multimedia) และเทคโนโลยีสื่อมัลติมีเดียมีจำนวนมาก ทำให้จำเป็นต้องใช้เนื้อ
ที่เก็บข้อมูลเป็นจำนวนมาก สื่อที่ใช้จัดเก็บต้องมีขนาดความจุมากพอที่จะรองรับข้อมูลในรูปแบบ
วีดิโอ รปู ภาพ ข้อความ ปัจจุบันแผน่ ซีดีรอม (CD-ROM :Compact Disk Read Only Memory) และ
แผ่นดิวีดี ( DVD ) ได้รับความนิยมแพร่หลาย สามารถเก็บข้อมูลได้สูงมาก จึงสามารถเก็บข้อมูล
แฟ้มขอ้ มลู อนื่ ๆ ได้มากเทา่ ท่ีต้องการ
7. ระบบมลั ตมิ ีเดยี ประกอบดว้ ยระบบอุปกรณอ์ นิ พตุ ที่สามารถนำ ข้อมลู
จากระบบ analogสรู่ ะบบ digital โดยใช้ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอรเ์ ปน็ ตัวกลาง เช่น การอินพุตด้วยภาพ
ภาพเคลื่อนไหวด้วยอุปกรณ์กล้องวีดิโอ กล้องภาพนิ่งดิจิทลั เครื่องสแกนเนอร์ ระบบการประมวลผล

15

การจัดเก็บมัลติมีเดีย การใช้ซอฟท์แวร์ที่มีระบบสัมพันธ์เครื่องคอมพิวเตอร์ชนิดส่วนบุคคล ระบบ
อปุ กรณเ์ อาท์พุต ใชเ้ ชือ่ มโยงข้อมลู ทีไ่ ด้กับอปุ กรณแ์ สดงวีดิโอ เสยี ง หรอื เครอ่ื งพิมพ์ เชน่ จอแสดงผล
แบบสัมผัส จอภาพที่มีคุณสมบัติรองรับการแสดงภาพข้อความ กราฟิก ภาพเคลื่อนไหว และภาพ
วดี ทิ ศั น์ได้ที่ความละเอียดสูง

สุวิมล เสนประภารัตน์ (2561: ออนไลน์) กล่าวว่า การจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีความ
นา่ สนใจและรายละเอียดไม่ซบั ซอ้ น ได้ใหอ้ งค์ประกอบของหนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ไวด้ งั น้ี

หนงั สอื โครงสร้างท่ัวไปของหนงั สืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ ประกอบด้วย 7 องคป์ ระกอบ ดังนี้
1. หน้าปก หมายถึง ปกด้านหน้าของหนังสือในส่วนแรก ใช้บ่งบอกว่าหนังสือชื่ออะไร ผู้แต่ง
คอื ใคร
2. คำนำ หมายถึง การกล่าวถึงผู้เขียน วัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ ก่อให้เกิดความเข้าใจ
เกย่ี วกบั ขอ้ มูลและเรอ่ื งราวตา่ งๆของหนังสือ
3. สารบัญ หมายถึง การระบุหัวเรื่องที่ถูกบรรจุอยู่ภายในเล่ม ให้ทราบว่าประกอบด้วย
อะไรบา้ ง อยหู่ นา้ ท่ีเทา่ ไหร่ สามารถที่จะชว่ ยชแ้ี นะ นำไปสูห่ น้าต่างๆ ภายในหนงั สอื ได้
4. สาระของหนังสือแต่ละหน้า หมายถึงเนื้อหา สาระส่วนประกอบสำคัญต่างๆที่ปรากฏ
ภายในเล่ม ประกอบด้วยหนา้ หนังสือ ข้อความตา่ งๆ ภาพ เสียง ภาพเคลอื่ นไหว และจุดเช่ือมโยง
5. อ้างอิง หมายถึง บรรดาที่มาของข้อมูลที่อ้างอิงมาในหนังสือ อาจอยู่ในแบบของเอกสาร
ตำราหรือ Website กไ็ ด้
6. ดัชนี หมายถงึ การระบคุ ำสำคัญหรือคำหลักตา่ งๆ ทีอ่ ยู่ภายในเลม่ โดยเรยี งลำดบั ตัวอักษร
ให้สะดวกตอ่ การค้นหา พร้อมระบเุ ลขหน้าและจดุ เชื่อมโยง
7. ปกหลงั หมายถึง ปกดา้ นหลงั ของหนงั สอื ซ่ึงจะอย่สู ่วนท้ายเลม่
จากองค์ประกอบที่กล่าวถึงข้างต้น สรุปได้ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Book มี
องค์ประกอบที่หลากหลาย หากสามารถสรรค์สร้างได้ตรงตามองค์ประกอบที่ถูกนิยามไว้ จะทำให้
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีประสิทธิภาพมาก อักษร เสียง วีดิโอ และไซต์ต่างๆที่นำมาเชื่อมโยง ต้องมี
รูปแบบและขนาดที่พอเหมาะพอดี นำเสนอง่าย เข้าใจง่ายและน่าสนใจ อีกทั้ง ต้องมีองค์ประกอบ
ครบทัง้ ปกหนา้ คำนำ สารบัญ เนอ้ื หา อ้างองิ ดัชนแี ละ ปกหลัง
4.4 ประโยชนข์ องหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
เสาวลกั ษณ์ ญาณสมบตั ิ (2545, หนา้ 33-35) ได้ระบุประโยชนข์ องหนังสอื อิเลก็ ทรอนิกส์ท่ีมี
ตอ่ ผ้อู ่าน โดยสรปุ ไว้ดงั ต่อไปนี้
1. ชว่ ยใหผ้ ้เู รียนสามารถย้อนกลบั เพ่ือทบทวนบทเรยี นหากไม่เขา้ ใจ สง่ เสริมและพฒั นา
ผเู้ รียนไดอ้ ย่างเตม็ ที่
2. การตอบสนองทรี่ วดเรว็ ของคอมพวิ เตอร์ท่ีให้ท้ังสสี ัน ภาพ และเสียง สรา้ งความตื่นเต้น
และไมเ่ บ่อื หน่าย
3. ผ้เู รยี นสามารถเลือกเรยี นหัวขอ้ ทีส่ นใจข้อใดก่อนไดแ้ ละความสามารถของบุคคล
4. ช่วยลดค่าใช้จ่าย สนองความต้องการ
5. สามารถแสดงทัง้ ภาพน่งิ ข้อความ ภาพเคลื่อนไหวและเสยี งได้พร้อมกนั

16

วชิราภรณ์ หัตถา (2560: ออนไลน์) กล่าวถึงประโยชน์ของหนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์หรือ
e-Book เอาไวห้ ลายประการด้วยกนั ดงั นี้

1. อ่านทไ่ี หน เมื่อไหร่ ไดต้ ลอดเวลา เน่อื งจากพกไปได้ตลอดและได้จำนวนมาก
2. ประหยัดการตัดไมท้ ำลายปา่ เพราะไมต่ ้องตดั ไม้มาทำกระดาษ
3. เก็บรกั ษาได้ง่าย ประหยัดเนื้อทใ่ี นการจดั เกบ็ ประหยดั ค่าเกบ็ รักษา
4. ค้นหาขอ้ ความได้ ยกเว้นวา่ อยู่ในลักษณะของภาพ
5. ใชพ้ นื้ ที่น้อยในการจัดเก็บ (cd 1 แผน่ สามารถเกบ็ e-Book ไดป้ ระมาณ 500 เลม่ )
6. อา่ นได้ในที่มดื หรือแสงน้อย
7. ทำสำเนาไดง้ า่ ย
8. จำหน่ายไดใ้ นราคาถูกกวา่ ในรูปแบบหนังสอื
9. อา่ นได้ไม่จำกัดจำนวนครงั้ เพราะไม่ยับหรือเสยี หายเหมือนกระดาษ
10. สะดวกสบาย ไมต่ ้องเดนิ ทาง แค่คลิกเดียวก็สามารถเลือกอา่ นหนงั สอื ทตี่ อ้ งการได้
สรุปได้ว่า การจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Book มีประโยชน์มากมายหลายประกา
ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นด้านราคมต้นทุนที่ถูก ประหยัดเวลา การเข้าใช้งานท่ีรวดเร็ว สะดวก เข้าถึงได้ทกุ
ท่ที กุ เวลา มสี สี ันและรปู แบบที่แปลกใหมน่ ่าสนใจมากขึ้น รวมถงึ การเกบ็ รกั ษาท่งี า่ ย ไม่เปื่อยยุ่ยหรือมี
การสญู หายของข้อความ การใช้หนังสอื อิเล็กทรอนกิ ส์ในการเรียนการสอน ล้วนแลว้ แตม่ ปี ระโยชน์ต่อ
ครูและนักเรียนทง้ั สิน้
4.5 การสรา้ งหนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์
พิจติ รา วิจารณกลุ (2561: ออนไลน์) ได้อา้ งถงึ ขัน้ ตอนการสรา้ งหนงั สอื อเิ ล็กทรอนิกสไ์ ว้
อยา่ งเป็นขน้ั เป็นตอน ดังน้ี
1. การกำหนดเน้ือหา
2. การรวบรวมข้อมลู ได้แก่ เนื้อหา โดยการเตรียมเป็นไฟล์ขอ้ มลู รปู ภาพ หรอื
ภาพเคลอ่ื นไหวที่เก่ยี วข้องและสมั พนั ธ์กับเนื้อหา ไฟลว์ ดี โี อทีเ่ ก่ียวข้องและสัมพันธก์ ับเน้ือหา
เสยี งดนตรี หรอื เสียงบรรยาย ไฟลป์ ระเภท mp3 , wma , wav , mid
3. การวเิ คราะห์เนอื้ หา การวิเคราะห์เน้ือหา คือการนำเน้ือหาท่ีสืบคน้ ไดม้ าเรียบเรยี งให้ได้
ใจความและ กะทัดรดั ยิง่ ขน้ึ
4. การออกแบบ การออกแบบเป็นการกำหนดว่าใน e-book ทจ่ี ะจดั ทำจะต้องครบถ้วนตาม
โครงสร้าง เริม่ จาก ปกหน้า หนา้ คำนำ หน้าสารบัญ หน้าเน้ือหา หน้าอ้างองิ หน้าดชั นี และ ปกหลงั
ส่วนทต่ี อ้ งกำหนดและออกแบบเพมิ่ คือ หน้าท่ีบรรจุเน้ือหาโดยจะตอ้ ง ออกแบบให้เหมาะสมกบั
เน้ือหาท่ีได้เตรียมไว้ เปน็ การกำหนดว่าจะต้องใช้หน้าเน้ือหากีห่ น้า ในแตล่ ะหน้าประกอบไปดว้ ย
อะไรบา้ ง นน่ั เอง
5. ดำเนนิ การสร้างหนงั สอื อเิ ล็กทรอนิกส์
Eoghan Quigley (2019: online) ไดใ้ หห้ ลกั การออกแบบของ ADDIE MODEL โดยมี
ขน้ั ตอน และรายละเอยี ดดงั ต่อไปนี้
ขั้นตอนท่ี1 การวิเคราะห์ (Analysis) คือการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของการเรียนการสอน
เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนต่อไป ต้องวิเคราะห์ผู้เรียนและความสามารถ ความถนัดของผู้เรียน รวมทั้ง

17

วัตถุประสงค์ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร วิเคราะห์บริบทเพื่อดูความเป็นไปได้ของรูปแบบการสอนว่า
เอ้อื ตอ่ ระบบการเรยี นการสอนแบบใด

ขนั้ ตอนท่ี 2 ขนั้ การออกแบบ (Design) โดยมกี ารออกแบบสงิ่ ตอ่ ไปนี้ จุดประสงค์ เป้าหมาย
ของการเรียนการสอน เนื้อหา กิจกรรม เมื่อออกแบบเนื้อหา กำหนดจุดประสงค์ ออกแบบกิจกรรม
แล้ว จึงนำเอาส่ิงที่ออกแบบไวม้ าพัฒนา

ขั้นตอนที่ 3 ขนั้ การพัฒนา (Development) พฒั นาเนอ้ื หา พฒั นาสือ่ และแหล่งเรยี นรู้
ใหผ้ ้เู รยี นสามารถใชเ้ ป็นทางเลอื ก และ ช่วยเสริมใหเ้ กดิ การเรียนรไู้ ด้

ขั้นตอนท่ี 4 การนำไปใช้ (Implementation) เปน็ ข้นั ตอนท่ีต้องนำระบบการสอน หรือ ส่ือ
ท่พี ฒั นาขึน้ ไปทดลองใชก้ ับกลมุ่ ตัวอย่างทม่ี ีบริบทใกลเ้ คียงหรอื เป็นตัวแทนของประชากรได้
เพ่อื นำขอ้ มูลไปพัฒนาปรับปรุง

ขั้นตอนที่ 5 การประเมินผล (Evaluation) เป็นการประเมินความบกพร่องในขั้นตอนใด
ขั้นตอนหนึ่งตั้งแต่ 1 - 4 แล้วนำข้อบกพร่องนั้นมาปรับปรุง แก้ไข สามารถใช้งานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
5.เอกสารท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ความพึงพอใจ

5.1 ความหมายของความพึงพอใจ
สุภาลักษณ์ ชัยอนันต์ (2540 : 17) ได้ให้คำนิยามของความพึงพอใจเอาไว้ว่า ความพึงพอใจ
นั้น เป็นความรู้สึกรายคน แต่ละคนจะรู้สกึ มีความสุข หรือ ยินดี นั้นจะเกิดเมื่อถูกตอบสนองด้วยสิ่งท่ี
ไดห้ รอื ไม่ได้รอบตัว จะทำหนา้ ท่ีกำหนดพฤติกรรมท่จี ะแสดงออกของบุคคล อันจะมผี ลต่อการเลือกที่
จะทำสิง่ ใดๆรอบตัว
อุทัยพรรณ สุดใจ (2545) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า เป็นความรู้สึก ทัศนคติ
ของคนท่มี ีต่อส่งิ ใดสง่ิ หน่ึงรอบตัว นำไปสกู่ ารประเมินค่าตอ่ ไปวา่ สิง่ นัน้ เป็นไปทางบวกหรือลบ
ปริญญา จเรรัชต์และคณะ (2550, หน้า 3) กล่าวถึงความพึงพอใจไว้ว่า เป็นความรู้สึก
ทัศนคติ ของบุคคลที่มีต่อส่ิงที่ปฏิบัตริ ว่ มปฏิบัติ หรอื สภาพแวดล้อมต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้องเป็นปัจจัยทำให้
เกิดความพงึ พอใจหรอื ไมพ่ ึง
สมศักดิ์ คงเที่ยง และอัญชลี โพธิ์ทอง (2542) อ้างถึงความพึงพอใจเอาไว้ว่า ความพึงพอใจ
เปนผล รวมของความรูสึกของบุคคล มักข้องเกี่ยวกับระดับความชอบหรือไมชอบตอสิ่งต่างๆเปน
ความภูมใิ จและไดผลตอบแทนในรูปแบบตางๆตามท่หี วังไว
กู๊ด (Good, 1973 : 320) ระบุไว้ว่าความพึงพอใจ คือ ระดับความรู้สึกพอใจของบุคคล อัน
เปน็ ผลมาจากความสนใจและทัศนคติที่ดีของบุคคลที่มีต่อส่ิงตา่ งๆรอบตวั
จากความหมายของความพึงพอใจข้างต้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจนั้นเป็นเรื่องของทัศนคติ
อย่างหนึ่ง เป็นความรู้สึกส่วนบุคคลทั้งทางด้านบวกและทางลบ ขึ้นอยู่กับการได้รับการตอบสนอง ท่ี
จะกำหนดการแสดงออกของบุคคลทีม่ ีผลต่อการเลือกที่จะปฏิบตั สิ ิง่ ใดสง่ิ หนง่ึ ตอ่ ไป
5.2 แนวคิดทฤษฎที เ่ี กี่ยวกับความพึงพอใจ
ทฤษฏีของมาสโลว (Maslows general theory of human motivation) มาสโลวได้
กลาวถึงความตองการพื้นฐานของมนุษย 5 ขั้น และความตองการขั้นแรกที่จะตองไดรับการ
ตอบสนองกอนจึงจะสามรถ ตอบสนองความตองการข้ันตอไปได้ ประกอบดว้ ยความตองการทางกาย

18

ความตองการความมั่นคงปลอดภัย ความตองการความรักและความเปนเจาของ ความตองการที่
จะบรรลถุ งึ ความสําเร็จสมหวังในชวี ติ และความตอ้ งการเป็นอิสระ

ทฤษฎีความตองการของเมอรเรย(Murrey’s Manifest Needs Theory) อันประกอบดวย
ความตองการประมาณ 4 ประการด้วยกัน คือ ความตองการความสําเร็จ ความตองการอิสระ
ความ ตองการความสัมพันธ และท้ายสุดคอื ความตองการอํานาจ ซึ่งความตองการเหลานี้อาจเกิดข้ึน
พรอมกันไดและไมจาํ เปนตองเกดิ ขน้ึ เปนลาํ ดบั

Maynard W.Shelly ไดกลาวเกี่ยวกับทฤษฎีความพึงพอใจวา เปนความรูสึกของมนุษย
ได้แก่ ความรูสกึ ทางบวกและความรสู กึ ทางลบ ท่เี มอื่ เกิดขึน้ แลวจะทําใหเกิดความสุข ดังน้ันจะเห็นได
วาความสุข ความพงึ พอใจ เปนความรูสกึ ท่ีสลบั ซบั ซอนและความสุขนจี้ ะมีผลตอบคุ คลมากท่ีสุด

สรุปไดวา ความพึงพอใจตอการทํางาน การเรียน หรือสิ่งต่างๆของบุคคลจะมีมากหรือนอย
ขึ้นอยูกับสิ่งจูงใจในการทํางาน การสรางแรงกระตุนใหเกิดกับผูบุคคล นับเปนสิ่งจําเปนเพื่อให
การปฏิบัติงานเปนไปตามวัตถุประสงคที่วางไว ในทางการศึกษา การที่ผูเรียนจะเกิดความพึงพอใจ
ในการเรียนนั้น ผูเรียนตองมีแรงจูงใจที่จะอยากเรียน เชน การจัดบรรยากาศ สถานการณ มีเทคนิค
การสอนที่ดี อันจะทำใหผูเรียนมีสวนรวมในการวางแผนตามความตอง มีการทำใหผูเรียนเกิดความรู
สึกภาคภมู ใิ จ มีความสาํ เรจ็ จะทาํ ใหผูเรียน มีความพึงพอใจในการเรียนมากขึน้
6.งานวิจัยท่เี กี่ยวขอ้ งกับการสะกดคำภาษาองั กฤษ

6.1 งานวิจัยในประเทศ
(รัตน์ภัคษร วรภัทร์ธนวัชร์,2560) ได้จัดทำวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการสะกดคํา
ภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปี ที่ 1วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์
พณิชยการ โดยใช้ชุดการฝึกทักษะการสะกดคํา ผลการวิจัยพบว่าประสิทธิภาพและทักษะการสะกด
คําภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปี ที่ 1/5 มีประสิทธิภาพดีข้ึน
นกั ศกึ ษาสามารถสะกดคําท่ียากขน้ึ ได้ และ นักศึกษาสามารถออกเสยี งการสะกดคาํ ได้ และมคี วามมัน
ใจในการสะกดมากข้ึนนกว่าเดมิ
(จรีวรรณ ชัยอารีย์เลิศ,2560) ได้จัดทำวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดและการ
จดจำความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้บัตรคำรูปภาพ (Flash card) ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/4 มีคะแนนการอ่านสะกดคำ
ภาษาอังกฤษหลังเรียนร้อยละ 100 อยู่ในเกณฑ์ยอดเยี่ยม และคะแนนการบอกความหมายของ
คำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังเรียนร้อยละ 88.33 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ยอดเยี่ยมตาม ตารางเกณฑ์ที่กำหนด
ซงึ่ แสดงใหเ้ ห็นวา่ นกั เรยี นทั้งมที ักษะการอา่ น และจดจำความหมายคำศพั ท์ดีข้นึ หลงั ใช้บตั รคำรูปภาพ
ในการเรยี น
(ทรง ฉิมศิริ,2555 : บทคัดย่อ) ได้วิจัยการพัฒนาเกมพัฒนาทักษะการสะกดคําศัพท์
ภาษาอังกฤษสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
(ภาษาอังกฤษ) กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2555
โรงเรยี นวดั บงึ ลํา สงั กดั สํานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 จังหวัด พิษณุโลก
จํานวน 14 คน ผลการวิจัยพบว่าค่าประสิทธิภาพของเกมพัฒนาทักษะการสะกดคําศัพท์
ภาษาอังกฤษ สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ

19

(ภาษาอังกฤษ)มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.71/82.87นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้เกมพัฒนาทักษะการสะกดคําศัพท์ภาษาอังกฤษ สําหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปี ที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) พบวาคะแนนผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอยางมีนัยสําคัญ .05นักเรียนมีความพึงพอใจต่อเกมพัฒนา
ทักษะการสะกดคําศัพท์ภาษาอังกฤษ สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้
(20) ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) โดยมีค่าเฉลี่ย ( X ) ความพึงพอใจเท่ากับ 4.48 และค่า
เบ่ียงเบน มาตรฐาน (S.D.) เทา่ กบั 0.58 ซ่ึงมีความพงึ พอใจอยใู นระดับมาก

(กุหลาบ ปัญญาผ่องใส,2563) ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาความสามารถการเขียนสะกด
คำศพั ทภ์ าษาอังกฤษโดยใช้เกม ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์15
(เวียงเก่าแสนภวู ิทยาประสาท) ผลการวิจยั ปรากฎวา่ การใชเ้ กมประกอบการสอนชว่ ยให้นักเรียนเขียน
สะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้ถูกต้องและแม่นยำมาก ขึ้น จากการทดลองใช้แผนการสอนโดยใช้เกม
เพอ่ื พฒั นาทักษะการเขยี นคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน พบว่านักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่า
คะแนนก่อนเรียน นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 10.04 จากคะแนนเต็ม 30
คะแนนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.69 คะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนเท่ากับ 30.53 จากคะแนน
เตม็ 30 คะแนน แสดงใหเ้ หน็ วา่ นักเรยี นมผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนท่ีดีข้ึนเม่ือได้รับการสอน โดยการใช้
เกม และการใชเ้ กมสามารถพฒั นาทักษะการเขียนคำศพั ทข์ องนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 4/2 ได้

6.2 งานวจิ ัยต่างประเทศ
(เฮอเคนสัน,2019) ทำการศึกษา วิจัยเกี่ยวกับการใช้เพลงประกอบการสอนการสะกดคำ
โฟนิกสก์ ับกลุม่ ตวั อยา่ ง คอื นักเรียนระดบั อนบุ าล 10 คน จากโรงเรียนในรัฐโอไฮโอ โดยใช้หลกั การให้
นักเรียนจดจำเนื้อหาในบทเพลง เข้าใจการผสมคำและร้องออกมาได้ ผนวกกับการสอน ผลการวิจัย
พบว่านักเรียนสามารถเรยี นรู้การผสมคำ สระสะกดคำได้จริงจากการใช้เพลงสอน และรวดเร็วกว่าวิธี
อื่น ๆที่ใช้สอนควบคูไ่ ปดว้ ย
(มาร์โลว,1999) ทำการวิจัยเรื่องการใช้วรรณกรรมในการสอนสะกดคำ โฟนิกส์แก่นักเรียน
ระดบั มัธยมต้น โดยใหน้ ักเรียนเรียนร้ผู ่านคำที่มีการใชส้ ระสะกดและเสยี งท้ายเหมอื นกัน ฝึกอ่านและ
สะกดคำเรื่อยๆ ผลปรากฏว่านักเรียนสนุกกับการเรียนมาก สามารถเรียนรู้การสะกดคำและทำได้
อย่างรวดเร็ว มีความคุ้นชินกับการผสมสระมากขึ้น ทำให้การอ่านวรรณกรรม กลอนเป็นไปอย่าง
งา่ ยดายและรวดเรว็

20

บทที่ 3

วธิ ีดำเนินการวจิ ยั

การวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษโดยใช้หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดดอนตลุง (ราษฎร์
ศรัทธาทาน) มีวธิ ีการดำเนนิ การ ดงั น้ี

1. ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
2. เครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ในการทดลอง
3. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
4. การวิเคราะห์ข้อมูล
5. สถิตทิ ใี่ ช้ในการวจิ ัย
ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
1. ประชากรนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดดอนตลุง (ราษฎร์ศรัทธาทาน) ปี
การศกึ ษา2564 อำเภอเมอื งราชบุรี จงั หวดั ราชบุรี จำนวน 2 หอ้ ง รวมทง้ั สน้ิ จำนวน 43 คน
2. กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดดอนตลุง (ราษฎร์ศรัทธาทาน)
ปกี ารศึกษา 2564 อำเภอเมอื งราชบุรี จังหวดั ราชบุรี จำนวน 23 คน
เครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
1.เครอ่ื งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจยั
1.1 หนังสอื อิเลก็ ทรอนกิ ส์ Phonics Bee
1.2 แผนการจดั การเรยี นรู้ ของนกั เรยี นชัน้ ประถศึกษาปที ่ี 5/2 โรงเรยี นวดั ดอนตลุง (ราษฎร์
ศรัทธาทาน) จำนวน 2 แผน แผนละ 2 ช่ัวโมง
1.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ก่อน - หลังเรียน ด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
Phonics Bee ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี4/4 โรงเรียนวัดดอนตลุง (ราษฎร์ศรัทธาทาน) ชนิด
เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ คะแนนเต็ม 10 คะแนน
1.4 แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการสอนโดยการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee
ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดดอนตลงุ (ราษฎร์ศรัทธาทาน)
2. การสรา้ งและหาคุณภาพของเครือ่ งมือวจิ ยั
2.1 หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัด
ดอนตลุง (ราษฎร์ศรัทธาทาน) มขี ั้นตอนการสรา้ ง ดงั น้ี

2.1.1 วิธีการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ของนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีท่ี 5/2 โรงเรียนวดั ดอนตลุง (ราษฎรศ์ รทั ธาทาน)

2.1.1.1 ศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
(ภาอังกฤษ) จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง
พทุ ธศักราช 2560) และศกึ ษาหลักการสร้างนวตั กรรม ADDIE MODEL

21

2.1.1.2 ค้นคว้าเอกสารและงานวิจยั ที่เกีย่ วข้อง และนำมาวเิ คราะหข์ อ้ มลู
2.1.1.3 กำหนดกรอบเนื้อหา กิจกรรม จุดประสงค์การเรียนรู้ ตัวชี้วัดใน
การจัดทำหนงั สอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์ Phonics Bee
2.1.1.4 กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ แหล่งเรียนรู้ การวัดผลและการ
ประเมินผลในการจัดกจิ กรรมท่ีใชห้ นังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ของนักเรียนช้ันประถมศึกษา
ปที ่ี 5/2 โรงเรยี นวดั ดอนตลงุ (ราษฎร์ศรทั ธาทาน)
2.1.1.5 ศึกษาการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดดอนตลุง (ราษฎร์ศรัทธาทาน) จากหนังสือเอกสารเพื่อใช้เป็น
แนวทางในการสรา้ งต่อไป
2.1.1.6 สร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดดอนตลุง (ราษฎร์ศรัทธาทาน)ให้สอดคล้องกับกรอบเนื้อหาและ
สาระ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) ในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee
ประกอบดว้ ย
1.1 Pre-test (10 items)
1.2 Jolly Phonics Group 1 and Activities
1.3 Jolly Phonics Group 2 and Activities
1.4 Post-test (10 items)
2.1.1.7 นำหนังสอื อิเล็กทรอนกิ สท์ ่สี รา้ งขน้ึ ให้ครทู ่ปี รกึ ษาการวจิ ัยทำกา
ตรวจ พจิ ารณาความถูกต้องและใหข้ ้อเสนอแนะ
2.1.2 การหาคุณภาพหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ของนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ่ี 5/2 โรงเรียนวัดดอนตลุง (ราษฎร์ศรัทธาทาน)
2.1.2.1 ปรับปรงุ แก้ไขหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ตามคำแนะนำ
ของครูทป่ี รึกษาการวิจยั
2.2 แผนการจัดการเรียนรู้ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5/2 โรงเรยี นวดั ดอนตลงุ (ราษฎร์
ศรทั ธาทาน)
2.2.1 วิธีการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2
โรงเรยี นวัดดอนตลุง (ราษฎรศ์ รัทธาทาน) มีขนั้ ตอนดังนี้
2.2.1.1 ศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการ
เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 (ฉบับปรับปรุง พทุ ธศกั ราช 2560)
2.2.1.2 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้
เน้อื หากิจกรรมการเรยี นรู้ ส่อื การเรยี นรู้ การวัดและการประเมินผลการเรยี นรู้
2.2.1.3 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 2 แผน ใช้เวลาแผนละ 2
ชั่วโมง ประกอบด้วย มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการ
เรยี นรู้ ส่อื การเรยี นรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้

22

2.2.1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น ไปให้ครูที่ปรึกษาการวิจัย
ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะ

2.2.2 การหาคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2
โรงเรียนวัดดอนตลุง (ราษฎร์ศรทั ธาทาน) มขี ้ันตอนดังนี้

2.2.2.1 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น ไปให้ครูที่ปรึกษาการวิจัย
ตรวจสอบความถกู ตอ้ งและใหข้ ้อเสนอแนะ

2.2.2.2 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของครูท่ี
ปรกึ ษาการวิจัยแลว้ ไปใช้กบั กลุ่มตวั อยา่ ง

2.3 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นรกู้ อ่ น – หลงั เรียน มขี ัน้ ตอนการสร้างดังนี้
2.3.1 วิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ก่อน – หลังเรียนมี

ขัน้ ตอนดงั นี้
2.3.1.1 ศึกษาเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด

ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พุทธศักราช 2560)

2.3.1.2 ศึกษาวิธสี รา้ งแบบทดสอบ
2.3.1.3 ดำเนนิ การสรา้ งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นรู้ เป็นแบบ
ปรนัยชนิดเลือกตอบ จำนวน 10 ข้อ คะแนนเต็ม 10 คะแนน (เกณฑ์การประเมิน คือ ตอบถูกให้ 1
คะแนน ตอบผิดให้ 0 คะแนน)
2.3.1.4 นำแบบทดสอบวัดผมสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นไปให้ครูท่ี
ปรกึ ษาการวิจยั ทำการตรวจพจิ ารณาความถูกตอ้ งและใหข้ ้อเสนอแนะ
2.3.2 การหาคณุ ภาพของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนรู้กอ่ น - หลังเรยี น
2.3.2.1 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียนรู้ก่อน - หลงั เรียนไปให้
ครูท่ปี รกึ ษาการวิจยั ตรวจสอบความสอดคลอ้ งกับตัวชว้ี ัด
2.4 แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
Lend an ear to มขี ั้นตอนการสร้างดังนี้
2.4.1ว ิ ธ ี ก า ร จ ั ด ท ำ แ บ บ ส อ บ ถ า ม ค ว า ม พ ึ ง พ อ ใ จ ต ่ อ ส อ น โ ด ย ก า ร ใ ช ้ ห น ั ง สื อ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ Phonics Bee
2.4.1.1 ศกึ ษาวิธีการจัดทำแบบสอบถามความพงึ พอใจ
2.4.1.2 สร้างรายการคำถาม 20 ข้อสำหรับผู้ตอบแบบประเมิน มีการให้
คะแนนระดับความพงึ พอใจตัง้ แต่ 1 ถึง 5 ดังนี้
5 หมายถึง มากท่สี ดุ
4 หมายถงึ มาก
3 หมายถึง ปานกลาง
2 หมายถงึ นอ้ ย
1 หมายถงึ นอ้ ยท่ีสดุ

23

2.4.2 การหาคุณภาพแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการสอนโดยใช้หนังสือ
อิเลก็ ทรอนกิ ส์ Phonics Bee

2.4.2.1 นำแบบสอบถามความพึงพอใจที่สร้างขึ้น ให้ครูที่ปรึกษาการวิจัย
ตรวจสอบความถกู ตอ้ งและให้ขอ้ เสนอแนะ

2.4.2.2 นำแบบสอบถามความพึงพอใจ ที่ปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ไป
ใช้ประกอบกับการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้วิจัยสร้างขึน้ กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี
5/2 โรงเรยี นวัดดอนตลุง (ราษฎรศ์ รัทธาทาน) ทเ่ี ปน็ นักเรียนกลมุ่ ตวั อย่างเพือ่ ประเมินความพงึ พอใจ
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล

1. แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวก่อน และ หลังการทดลอง (The One Group
Pretest - Posttest Design)

หนงั สืออเิ ล็กทรอนกิ ส์
ทดสอบก่อนเรยี น (e-Book) Phonics ทดสอบหลงั เรียน

bee
T1 X T2

สญั ลกั ษณ์ทใี่ ช้ในแบบแผนการวจิ ัย
T1 หมายถงึ การสอบก่อนการทดลอง
X หมายถงึ หนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ Phonics Bee
T2 หมายถงึ การสอบหลังการทดลอง

ภาพที่ 3.1 แบบแผนการทดลองกลุ่มเดยี ววดั ก่อนและหลังการทดลอง
2. คดั เลอื กห้องเรียนทเี่ ป็นกลุ่มตวั อยา่ งในการวจิ ัย
3. ขอความอนุเคราะห์จากทางโรงเรยี นเพื่อการใช้โรงเรยี นเปน็ กลมุ่ ตวั อยา่ ง
4. ผ้วู จิ ัยดำเนนิ การกับกลุ่มตัวอย่างโดยใชห้ นังสอื อิเลก็ ทรอนิกส์ Phonics Bee ท่ีพฒั นาข้นึ
จดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน โดยใชเ้ วลา 4 วนั 4 ชั่วโมง มรี ายละเอยี ดดงั น้ี

วัน/เดือน/ปี เวลา กจิ กรรม

24 มกราคม 2565 10.00 – 11.00 น. ทดสอบก่อนเรียน และสอนตาม
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 1
26 มกราคม 2565 10.00 – 11.00 น. (ช่ัวโมงท่ี 1)
31 ธันวาคม 2565 10.00 – 11.00 น. สอนตามแผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 1
2 กมุ ภาพนั ธ์ 2565 10.00 – 11.00 น. (ชวั่ โมงท่ี 2)
สอนตามแผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 2
(ชวั่ โมงที่ 1)
สอนตามแผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 2
(ชัว่ โมงที่ 2) และ ทดสอบหลงั เรยี น
พร้อมประเมนิ ความพึงพอใจของ
นกั เรยี น

24

5. รวบรวมขอ้ มูลการทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรียน
6. นำข้อมลู มาวิเคราะหโ์ ดยใชส้ ถิติ ได้แก่ ร้อยละ (Percentage), คา่ เฉลย่ี (Means), ส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และค่าที (t-test) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เปน็ อิสระตอ่ กัน
(Dependent Samples) เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน และสรปุ ผลการวิจยั
การวิเคราะห์ข้อมลู
ข้อมูลท่นี ำมาวเิ คราะหไ์ ด้แก่
1. เปรยี บเทียบคะแนนก่อนและหลังเรยี นโดยใชห้ นงั สอื อเิ ล็กทรอนิกส์ Phonics Bee

มาวเิ คราะห์โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์
2. หาความพงึ พอใจของผ้เู รยี นหลงั จากการเรยี นผา่ นการสอนโดยใชห้ นงั สอื อิเล็กทรอนกิ ส์

Phonics Bee
สถติ ทิ ี่ใช้ในการวจิ ยั

ผู้วจิ ยั ไดใ้ ช้สถติ ิในการวิเคราะห์ขอ้ มลู ดังนี้
1. สถิติพื้นฐาน
1.1 หาค่ารอ้ ยละ คำนวณจากสูตร (ธานินทร์ ศลิ ป์จาร, 2553 : 186) ดังน้ี

× 100
=
เมื่อ P แทน ค่าร้อยละ
X แทน จำนวนข้อมลู (ความถ)ี่ ท่ีตอ้ งการหาค่าร้อยละ
N แทน จำนวนข้อมูลทัง้ หมด
1.2 หาค่าเฉลี่ย (Mean) คำนวณจากสตู ร (สมนึก ภัททยิ ธนี, 2553 : 237) ดังนี้


=

เมอื่ x̄ แทน ค่าเฉล่ียของคะแนน
X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
n แทน จำนวนนกั เรยี นท้งั หมดในกลุ่มตัวอย่าง

1.3 หาค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) คำนวณจากสูตร (สมนกึ ภทั ทิยธนี, 2553 : 250) ดังนี้

. . = √(X − )2
− 1

25

เมอ่ื S.D. แทน คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน

X แทน คะแนนของนักเรียนแตล่ ะคน

x̄ แทน คะแนนเฉล่ียของนักเรยี นในกลมุ่ ตวั อย่าง

n แทน จำนวนนกั เรียนทงั้ หมดในกลุ่มตัวอยา่ ง

2. สถิตสิ ำหรบั การทดสอบสมมติฐาน

2.1 การทดสอบค่าที (t–test) โดยใช้สถิติชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน

(Dependent Samples) ในการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรยี นกบั หลังเรยี นของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง

คำนวณจากสตู ร (ชศู รี วงศร์ ัตนะ, 2550 : 87) ดงั นี้

= D

√  2 − ( )2
− 1

เม่ือ t แทน ค่าสถิติท่ีใชใ้ น t–distribution
D แทน ผลต่างของคะแนนการทดสอบก่อนเรียนกับหลงั
เรยี น

D แทน ผลรวมของผลตา่ งระหวา่ งคะแนนทดสอบกอ่ น
เรยี นกับหลงั เรียน

D2 แทน ผลรวมของกำลงั สองของความแตกตา่ งระหว่าง
คะแนนทดสอบก่อนเรยี นกับหลงั เรียน

n แทน จำนวนคนในกล่มุ ตัวอย่าง
เกณฑใ์ นการแปลผล

คะแนนผลสัมฤทธิ์ ใช้เกณฑ์จากระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการประเมินผลการเรียน
ตามหลักสูตรการศึกษาแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560)
(คู่มอื การวัดและประเมนิ ผล, 2557) ดงั น้ี

(ปรับตามหลกั สูตรขน้ั พนื้ ฐาน) หมายถงึ ดมี าก
คะแนนรอ้ ยละ 80 – 100 หมายถงึ ดี
คะแนนร้อยละ 70 – 79 หมายถงึ ปานกลาง
คะแนนรอ้ ยละ 60 – 69 หมายถึง ผา่ นเกณฑ์ข้ันต่ำ
คะแนนรอ้ ยละ 50 – 59 หมายถงึ ตำ่ กวา่ เกณฑข์ น้ั ตำ่
คะแนนรอ้ ยละ 0 – 49

26

บทที่ 4

ผลการวิเคราะห์ข้อมลู

ในการศึกษาครง้ั นี้ มีวัตถปุ ระสงคก์ ารวิจัย 1. เพ่อื เปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ท่ีเน้น

ทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษของผู้เรียนระหว่างก่อนและหลังใช้หนังสือ

อิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee และ 2. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้เรียนกลุ่มตัวอย่างที่มี

ต่อการสอนโดยการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ที่เน้นทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำ

ภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดดอนตลุง (ราษฎร์

ศรัทธาทาน) จำนวน 23 คน โดยใช้เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ หนังสือ

อิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 2 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง แบบทดสอบ

วัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู้ก่อน - หลังเรียน ด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee

แบบสอบถาม ความพึงพอใจต่อการสอนโดยการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee

รวมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบค่า

paired simple t-test โดยผู้วิจยั ขอเสนอตามลำดับหัวขอ้ ดังนี้

1. ผลการเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนที่เน้นทกั ษะการฟงั เพอ่ื การจบั ใจความของ

ผเู้ รียนระหวา่ งก่อนและหลังใชห้ นังสอื อเิ ล็กทรอนิกส์ Phonics Bee

2. ผลการศกึ ษาระดบั ความพึงพอใจของผู้เรียนของผเู้ รียนกลมุ่ ตวั อยา่ งที่มีตอ่ การสอนโดย

การใชห้ นังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ Phonics Bee ทเี่ นน้ ทกั ษะการอา่ นออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ

ผลการเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นทเี่ น้นทักษะการอ่านออกเสยี งสะกดคำ

ภาษาองั กฤษของ ผู้เรยี นระหวา่ งก่อนและหลังใช้หนังสืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ Phonics Bee

ผลการเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนที่เน้นทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำ

ภาษาอังกฤษของ ผเู้ รียนระหว่างก่อนและหลงั ใชห้ นงั สอื อเิ ล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ทีผ่ วู้ ิจัยได้

สรา้ ง และพฒั นาขึน้ ดงั ตาราง 4.1

ตารางท่ี 4.1 การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนที่เน้นทกั ษะการอา่ นออกเสยี งสะกดคำ

ภาษาองั กฤษของ ผูเ้ รยี นระหวา่ งกอ่ นและหลังใช้หนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์ Phonics Bee

การทดสอบ n ̅ ̄ S.D. t Sig.

ก่อนเรียน 60 12.63 1.28 22.99* .000*
หลังเรยี น 60 15.91 1.09

หมายเหตุ *p <.05

จากตารางที่ 4.1 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เน้นทักษะการอ่านออกเสียง

สะกดคำภาษาอังกฤษของ ผู้เรียนระหว่างก่อนและหลังใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee

ที่ผู้วิจัยได้สร้าง และพัฒนาขึ้นพบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวน 23 คนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ

15.91 คะแนน ( ̅ ̄ = 15.91) หรอื ร้อยละ 79.55 สูงกว่าคะแนนเฉล่ียกอ่ นเรยี นเทา่ กับ 12.63 คะแนน

( ̅ ̄ = 12.63) อย่างมนี ยั สำคัญทางสถติ ิท่ีระดับ.05

27

ผลการศึกษาระดับความพงึ พอใจของผู้เรียนของผู้เรียนกลุม่ ตัวอย่างที่มตี ่อการสอนโดยการใช้หนังสอื
อิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ท่เี นน้ ทกั ษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ

ผลการศกึ ษาระดับความพงึ พอใจของผเู้ รียนของผู้เรยี นกลมุ่ ตวั อย่างที่มีต่อการสอนโดยการใช้
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ที่เน้นทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษที่ผู้วิจัยได้
สร้างและพฒั นาขน้ึ ดังตารางท่ี 4.2

ตารางท่ี 4.2 ผลการศึกษาระดบั ความพึงพอใจของผเู้ รียนของผู้เรยี นกลุ่มตวั อย่างที่มีตอ่ การ
สอนโดยการใชห้ นังสอื อิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee

รายการ ผลการประเมินความคิดเห็น
ประเมิน
ประเดน็ การประเมินยอ่ ย ̄ S.D. ระดับความพึง
พอใจ

1. จัดลำดับในการนำเสนอเนื้อหาง่าย 4.92 0.28 มากท่ีสดุ

ต่อการ เข้าใจ

ด้านการนำเสนอ 2. การนำเสนอเนื้อหาง่ายต่อความ 4.92 0.28 มากทส่ี ุด
เนือ้ หา 3. เขา้ ใจของนักเรียน

ปริมาณเนื้อหาในหนังสือ

อิเลก็ ทรอนิกส์PhonicsBee 5.00 0.00 มากทส่ี ดุ

เหมาะสมกบั เวลาทเ่ี รียน 4.94 0.18 มากทส่ี ุด
5.00 0.00 มากทสี่ ุด
เฉล่ียรวมดา้ นเนื้อหา
4.98 0.13 มากทส่ี ดุ
4. ขนาดของตวั อักษรมคี วามชดั เจน

5. ภาพประกอบในหนงั สือ

อิเลก็ ทรอนิกส์ Phonics Bee

มคี วามน่าสนใจ

6. สีสันที่ใช้ในการตกแต่งหนังสือ

อิเล็กทรอนกิ ส์ Phonics Bee 5.00 0.00 มากทส่ี ุด

มีความสวยงาม ดึงดูด ความสนใจ

ของนักเรียน

ดา้ นเทคนคิ การ 7. รปู แบบการสรา้ งหนงั สอื
ออกแบบ อิเล็กทรอนกิ ส์Phonics Bee
กระต้นุ ความสนใจให้นักเรียนอยาก 5.00 0.00 มากทส่ี ุด

ทำกิจกรรม

8. คำชี้แจงในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 4.98 0.30 มากที่สดุ
5.00 0.00 มากที่สุด
Phonics Bee อา่ นแล้วเขา้ ใจงา่ ย 5.00 0.00 มากที่สดุ

9. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)

Phonics Bee มคี วามแข็งแรงคงทน

10. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)

Phonics Bee มีความแปลกใหม่

28

รายการ ผลการประเมนิ ความคิดเหน็
ประเมิน
ประเด็นการประเมนิ ย่อย ̄ S.D. ระดบั ความพึง
พอใจ

11. การเรยี นโดยใช้หนงั สือ

อิเล็กทรอนิกส์(e-Book)Phonics 4.97 0.18 มากทส่ี ดุ

Beeช่วยให้นกั เรยี นมีความสุขใน

การเรยี น

เฉลยี่ รวมด้านเทคนิคการออกแบบ 4.99 0.07 มากท่ีสุด

12. การเรียนโดยใช้หนงั สือ

อิเลก็ ทรอนิกส(์ e-Book)Phonics 5.00 0.00 มากทส่ี ุด

Beeทำใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจเน้ือหาใน

บทเรยี นมากขนึ้

13. การเรียนโดยใช้หนงั สือ

อิเล็กทรอนิกส์(e-Book)Phonics 4.92 0.28 มากทส่ี ดุ

Beeทำให้นกั เรยี นพฒั นาการอา่ น

ดา้ นประโยชน์ที่ ออกเสยี งสะกดคำภาษาองั กฤษได้

ได้รบั จากการ 14. การเรยี นโดยใช้หนังสอื

เรียน อิเลก็ ทรอนิกส(์ e-Book)Phonics 4.92 0.28 มากที่สุด

Beeทำให้นักเรยี นอา่ นสะกดคำได้

ดว้ ยตนเอง

15. การเรียนโดยใชห้ นังสือ

อิเลก็ ทรอนกิ ส์(e-Book)Phonics 4.83 0.37 มากทส่ี ุด

Beeทำให้นักเรยี นแกป้ ัญหาในเร่อื ง

การอ่านสะกดคำได้

16. นักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ใน 5.00 0.00 มากทีส่ ดุ
4.93 0.18 มากท่สี ดุ
การเรยี นและชีวิตประจำวนั ได้
5.00 0.00 มากทส่ี ุด
เฉลีย่ รวมด้านประโยชน์ทไี่ ดร้ บั จากการเรียน
4.92 0.28 มากทส่ี ดุ
17. เสริมสร้างจินตนาการในการเรียน
5.00 0.00 มากทส่ี ุด
ผา่ นหนังสอื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
5.00 0.00 มากทีส่ ดุ
(e-Book) Phonics Bee 4.98 0.63 มากที่สดุ
4.96 0.12 มากท่สี ดุ
ด้านความพงึ 18. รูปแบบการสอนเข้าใจง่ายและ

พอใจในการ สามารถนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้

เรยี น 19. มีอิสระในการเรียนและการเข้าร่วม

กจิ กรรม

20. มีความกระตือรือร้นและมีความ

สนกุ ในการเรยี น

เฉลย่ี รวมดา้ นความพึงพอใจในการเรยี น

( ̄) เฉลี่ยโดยภาพรวม

29

จากตารางที่ 4.2 ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้เรียนกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการสอน
โดยการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ที่เน้นทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ
ที่ผวู้ ิจัยได้สรา้ งและพัฒนาขึ้น พบว่า

ผู้เรียนมีระดับความพึงพอใจที่มีต่อการสอนโดยการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee
ที่เน้นทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ “ในภาพรวม มากที่สุด” ( ̄ = 4.96) และ
พิจารณาแต่ละด้าน พบว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด คือ ด้านการนำเสนอเนื้อหา
( ̄ = 4.94), ด้านความพึงพอใจในการเรียน ผู้เรียนมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด ( ̄ = 4.98),
ด้านเทคนิคการออกแบบ ผู้เรียนมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด ( ̄ = 4.99) และด้านประโยชน์
ทไ่ี ด้รับจากการเรยี น ผ้เู รียนมคี วามพงึ พอใจระดับมากท่ีสดุ ( ̄ = 4.93)

30

บทท่ี 5

สรปุ ผล อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ

ในการศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์การวิจยั 1. เพอ่ื เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น ที่เน้น
ท ั ก ษ ะ ก า ร อ ่ า น อ อ ก เ ส ี ย ง ส ะ ก ด ค ำ ภ า ษ า อ ั ง ก ฤ ษ ข อ ง ผ ู ้ เ ร ี ย น ร ะ ห ว ่ า ง ก ่ อ น แ ล ะ ห ล ั ง ใ ช ้ ห น ั ง สื อ
อิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee และ 2. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้เรียนกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อ
การสอนโดยการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ที่เน้นทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำ
ภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดดอนตลุง (ราษฎร์
ศรัทธาทาน) จำนวน 23 คน โดยใช้เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 2 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง แบบทดสอบ
วัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนรูก้ ่อน - หลงั เรยี น ดว้ ยหนังสืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ Phonics Bee แบบสอบถาม
ความพึงพอใจต่อการสอนโดยการใช้หนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ Phonics Bee รวมทั้งการวิเคราะห์ข้อมลู
โดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบค่า paired simple t-test โดย
ผู้วจิ ัยขอเสนอตามลำดบั หวั ข้อดังนี้

1.สรุปผล
2.อภิปรายผล
3.ข้อเสนอแนะ
สรปุ ผลการวิจัย
ผลการวิจัยพบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เน้นทักษะการฟังเพื่อการจับใจความของ ผู้เรียนระหว่างก่อน
และหลังใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 12.63 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน เท่ากับ 1.28 และคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 15.91 คะแนนหรือร้อยละ 79.55 ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน 1.29 ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนน
สอบหลังเรยี นของนกั เรยี นสงู กว่ากอ่ นเรยี นอยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถติ ิท่รี ะดับ.05
2. ความพึงพอใจของผู้เรียนกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการสอนโดยการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
Phonics Bee ที่เน้นทักษะการอา่ นออกเสยี งสะกดคำภาษาองั กฤษ มีระดับความพงึ พอใจ ในภาพรวม
อยใู่ นระดับมากทส่ี ดุ ( ̄= 4.96)
อภิปรายผล
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เน้นทักษะการฟังเพื่อการจับใจความของ ผู้เรียนระหว่างก่อน
และหลังใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee เมื่อพิจารณาผลการทดสอบหลังเรียน พบว่า
มีค่าเฉลี่ย ̅ ผลคะแนนของนักเรียน ค่าเฉลี่ย ̅= 15.91 หรือร้อยละ 79.55 และเมื่อเปรียบเทียบ
ระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง
มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ทำให้นักเรียนมีทักษะในการอ่านออกเสียงสะกดคำเพิ่มมากขึ้น
ซึ่งเป็นไปตามงานวิจัยของ (รัตน์ภัคษร วรภัทร์ธนวัชร์,2560) ท่ีได้จัดทำวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะ

31

การสะกดคําภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปี ที่ 1วิทยาลัยเทคโนโลยี
อรรถวิทย์พณิชยการ โดยใช้ชุดการฝึกทักษะการสะกดคํา ผลการวิจัยพบว่าประสิทธิภาพและทักษะ
การสะกดคําภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปี ที่ 1/5 มีประสิทธิภาพดี
ขึ้น นักศึกษาสามารถสะกดคําที่ยากขึ้นได้ และ นักศึกษาสามารถออกเสียงการสะกดคําได้ และมี
ความมันใจในการสะกดมากขึ้นนกว่าเดมิ

นอกจากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้แล้วนั้นยังมี
ประโยชน์อีกหลากหลาย ตามที่ (วชิราภรณ์ หัตถา (2560: ออนไลน์) กล่าวถึงประโยชน์ของหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์หรือe-Book เอาไว้หลายประการด้วยกัน ได้แก่ ผู้เรียนสามารถอ่านที่ไหน เมื่อไหร่ ได้
ตลอดเวลา เน่ืองจากพกไปได้ตลอดและไดจ้ ำนวนมาก ประหยัดการตัดไม้ทำลายป่า เพราะไม่ต้องตัด
ไม้มาทำกระดาษและ เกบ็ รกั ษาไดง้ า่ ย ประหยัดเน้ือท่ใี นการจัดเก็บ

2. ระดับความพึงพอใจของผู้เรียนกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการสอนโดยการใช้หนังสือ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ Phonics Bee ทเี่ น้นทกั ษะการอา่ นออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษท่ีผวู้ ิจยั ได้สร้างและ
พัฒนาขึ้นพบว่า ผู้เรียนมีระดับความพึงพอใจต่อการสอนโดยการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics
Bee จำนวน 23 คน “ในภาพรวม มากที่สุด” ( ̄ = 4.96) และพิจารณาแต่ละด้าน พบว่า ผู้เรียน
มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด คือ ด้านการนำเสนอเนื้อหา ( ̄ = 4.94), ด้านความพึงพอใจในการ
เรียน ผู้เรียนมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด ( ̄ = 4.98), ด้านเทคนิคการออกแบบ ผู้เรียนมีความ
พงึ พอใจระดบั มากทสี่ ุด ( ̄ = 4.99), ดา้ นประโยชนท์ ี่ไดร้ ับจากการเรยี น ผเู้ รียนมีความพงึ พอใจระดับ
มากที่สุด ( ̄ = 4.93) ผลการวิจัยดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความพึงพอใจของผู้เรียนกลุ่มตัวอย่างที่มี
ต่อการสอนโดยการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ที่เน้นทักษะการอ่านออกเสียงสะกดคำ
ภาษาอังกฤษในระดับมากที่สุด ซึ่งแนวโน้มความพอใจที่สูงในระดับมาก ถึงมากที่สุดนั้น ตรงตาม
งานวิจัยของ (ทรง ฉิมศิริ,2555 : บทคัดย่อ) ได้วิจัยการพัฒนาเกมพัฒนาทักษะการสะกดคําศัพท์
ภาษาอังกฤษสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
(ภาษาองั กฤษ) พบวาคะแนนผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกวา่ ก่อนเรียนอยางมีนัยสําคัญ .05
นักเรียนมีความพึงพอใจต่อเกมพัฒนา ทักษะการสะกดคําศัพท์ภาษาอังกฤษ สําหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปี ที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ (20) ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) โดยมีค่าเฉลี่ย ( X )
ความพึงพอใจเท่ากับ 4.48 และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.58 ซึ่งมีความพึงพอใจอยูใน
ระดบั มาก

อันเนื่องมาจากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ได้ถูกออกแบบตามหลัก ADDIE
MODEL ท่ี Eoghan Quigley (2019: online) ไดใ้ หห้ ลักการออกแบบของ ADDIE MODEL ไว้ ทำให้
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์นีม้ ีการคิดวิเคราะห์และจัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบ อีกทั้ง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
หรือ e-Book เป็นหนังสือจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันจะสามารถเชื่อมโยงส่วนต่าง ๆไปยังเว็บไซต์
ต่าง ๆ สามารถแทรกภาพ เสียง วีดิโอ ข้อมูลต่าง ๆ สามารถปรับปรุงให้ใหม่ และทันสมัยได้
ตลอดเวลาตามที่ เขมณัฏฐ์ มิ่งศิรธิ รรม (2559, หนา้ 44) กลา่ ว หนังสอื อิเลก็ ทรอนิกสจ์ ึงคอ่ นข้างเป็นที่
พงึ พอใจของผเู้ รียน

32

ข้อเสนอแนะทัว่ ไป
1. การพัฒนาการอ่านออกเสียงสะกดคำภาษาอังกฤษ โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์

Phonics Bee ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 ทำให้นักเรียนมีการพัฒนาทักษะการอ่านออก
เสียงสะกดคำ ตอบสนองต่อสิง่ เร้า มกี ารเสริมแรงดึงดูดความสนใจโดยมีสอื่ ทห่ี ลากหลาย มีภาพ วดี ิโอ
เกมกิจกรรม ความรูต้ า่ งๆ ที่กระตุ้นให้นักเรียนเกดิ การเรยี นร้ไู ดเ้ ปน็ อย่างดรี วดเรว็

2. การนำหนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ไปใชใ้ นการจัดการเรยี นการสอนให้นักเรียน
ในช่วงชั้นอื่น ๆที่มีเนื้อหาการเรียนสอดคล้องกับ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ในกลุ่มสาระการ
เรียนรภู้ าษาต่างประเทศ

3. การใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการจัดการ
เรยี นการสอน ผู้เรียนเข้าถงึ เน้อื หาได้ง่าย ประหยัดเวลา ทรพั ยากรและทันสมัย
ขอ้ เสนอแนะสำหรบั การวจิ ยั คร้ังต่อไป

1. ควรมีการเปรียบเทียบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาการอ่านออกเสียงสะกดคำโดย
การใช้หนงั สอื อเิ ล็กทรอนิกส์ Phonics Bee กับการเรียนการสอนโดยใช้วธิ ีการสอนอืน่ ๆ

2. ควรมีการวจิ ัยกบั กลมุ่ ตัวอยา่ ง โดยใช้หนงั สอื อิเลก็ ทรอนิกส์ Phonics Bee กบั เน้ือหาหรือ
กจิ กรรมการเรียนรู้อ่นื ๆ

3. ควรมีการศึกษากับตัวแปรอื่นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเรียนโดยใช้หนังสือ
อิเลก็ ทรอนกิ ส์ Phonics Bee

33

บรรณานกุ รม

ก.พ. (2560). ทกั ษะความเข้าใจและใชเ้ ทคโนโลยดี ิจทิ ัล. [ออนไลน์]. เข้าถึงไดจ้ าก :
https://www.ocsc.go.th/DLProject/mean-dlp. (วันท่คี ้นขอ้ มูล : 31 ธันวาคม 2564).

กรรณกิ า. (2554). หลักการอา่ น. [ออนไลน]์ . เข้าถึงได้จาก :
http://kannikakangkankhad.blogspot.com/2011/07/blog-post_1966.html. (ว ันที่
ค้นขอ้ มลู : 31 ธันวาคม 2564).

กหุ ลาบ ปัญญาผอ่ งใส. (2563). การพฒั นาความสามารถการเขยี นสะกดคำศพั ทภ์ าษาองั กฤษโดย
ใช้เกมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15 (เวียงเก่า
แสนภูวิทยาประสาท).โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15.เชยี งราย.

กุลธิดา กุลคง.(2555).ระบบการออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับกิจกรรมสร้างสรรค์
เพื่อ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษา . กรุงเทพฯ. จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั .

เขมณัฏฐ์ ม่งิ ศริ ธิ รรม.(2559). การออกแบบส่อื การศกึ ษาสรา้ งสรรค์ . (ครั้งท่ี 1). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.

จรีวรรณ ชยั อารีย์เลิศ.(2560). การพฒั นาทักษะการอา่ นสะกดและการจดจำความหมายคำศัพท์
ภาษาอังกฤษ โดยใช้บัตรคำรูปภาพ (Flash card) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2.
มหาวิทยาลัยบรู พา.

จติ พิสทุ ธ.(2562) ความสำคญั ของภาษาองั กฤษ [ออนไลน์]. เข้าถงึ ไดจ้ าก :
https://sites.google.com/site/krujitpisut/khwam-sakhay-khxng-phasa-xangkvs.
(วนั ท่ีค้นขอ้ มูล : 31 ธนั วาคม 2564).

ฉวีวรรณ คูหาภนิ นั ทน์.(2542) การอา่ นและการส่งเสริมการอา่ น. พิมพค์ รั้งท่ี 1, (กรุงเทพมหานคร:
โสภณการพิมพ์).

ชูศรี วงศร์ ตั นะ. (2550). เทคนคิ การใช้สถติ เิ พือ่ การวจิ ัย. พมิ พค์ รั้งที่ 10. (นนทบรุ ี: ไทยเนรมติ
กิจอินเตอร์ โปรเกรสซฟิ ).

ชวนพิศ ปะกิระนำ.(2554). การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการอ่านและเขียนคำมาตรา
ตัวสะกด แม่กง แม่กน และกม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. (ครั้งที่ 1). มหาสารคาม.
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม.

ณฐั พร เขียวขาว. (2559). E-Book หนงั สือทสี่ ร้างขึ้นดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์. [ออนไลน]์ . เข้าถงึ
ได้จาก : https://sites.google.com/site/nathapornjan/e-book-hmay-thung. (วันท่ี
ค้นขอ้ มูล : 31 ธนั วาคม 2564).

ทรง ฉิมสิร.ิ (2555). การพฒั นาทกั ษะการสะกดคำภาษาอังกฤษโดยการใชเ้ กม.โรงเรียนวัดบงึ ลำ.
พษิ ณโุ ลก.

ธานินทร์ ศิลป์จาร. (2553). การวิจัยและการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วย SPSS. พิมพ์ครั้งที่ 11.
กรุงเทพฯ: (บรษิ ทั เอส.อาร.์ พริ้นติง้ แมส โปรดักส์ จำกดั ).

34

บินยากร นวลสนิท. (2563) Phonics. [ออนไลน]์ . เขา้ ถึงได้จาก : https://hr.tcdc.or.th/th
/Articles/Detail/Phonics. (วันที่คน้ ข้อมลู : 31 ธนั วาคม 2564).

ปริญญา จเรรัชต์และคณะ. (2550). ความพึงพอใจของเกษตรกรผู้ผลิตและผูใ้ ช้เสบียงสัตว์จงั หวดั
พนั ธด์ ี ทับทิมและคณะ. พษิ ณโุ ลก. คณะศึกษาศาสตรม์ หาวทิ ยาลัยนเรศวร.

พิจิตรา วจิ ารณกุล.(2563). การเตรียมการกอ่ นสร้าง E-book . [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
https://sites.google.com/site/ebookkwsm2/kar-srang-e-book-1. (วันที่ค้นข้อมูล :
29 ธันวาคม 2564).

พลู สขุ ปริวัตรวรวุฒ.ิ (2559). ประเภทของหนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์. [ออนไลน]์ . เข้าถงึ ไดจ้ าก :
http://203.131.219.167/km2559/2015/04/17. (วนั ท่คี น้ ข้อมูล : 29 ธันวาคม 2564).

พวงผกา ลือยศ.(2554). การพัฒนาหนงั สืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ เรื่องมาตราตวั สะกดสำหรับนักเรยี น
ประถมศึกษาปที ี่ 5 ที่เปน็ ชาวเผ่ามง้ . (ครงั้ ที่ 1). กรุงเทพฯ. มหาวทิ ยาลัยนเรศวร.

รัตน์ภัคษร วรภทั รธ์ นวชั ร์. (2560).การพัฒนาทกั ษะการสะกดคําภาษาอังกฤษ ของนกั ศกึ ษาระดับ
ประกาศนยี บัตร วิชาชพี ชนั้ ปี ท่ี 1วทิ ยาลยั เทคโนโลยีอรรถวิทย์พณชิ ยการ โดยใช้ชุดการ
ฝกึ ทกั ษะการสะกดคาํ . วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวทิ ยพ์ ณิชยการ. กรุงเทพมหานคร.

ภาสกร เรืองรอง.(2557). การพฒั นาอีบคุ สบ์ นคอมพิวเตอรแ์ บบพกพา e-book บนแทบ็ เลต็ P.
(ครั้งที่ 1). กรงุ เทพฯ.โรงพิมพพ์ รทิชา.

มลชญา หนิ สวุ รรณ. การอา่ นออกเสียงร้อยแก้ว. [ออนไลน]์ . เข้าถงึ ได้จาก :
https://sites.google.com/site/hxngreiynkhruml/home/kar-xan/kar-xan-xxk-
seiyng-rxy-kaew. (วันท่คี ้นข้อมลู : 29 ธันวาคม 2564).

วชิราภรณ์ หตั ถา.(2560). ขอ้ ดีของ E-book . [ออนไลน]์ . เข้าถงึ ไดจ้ าก :
https://www.gotoknow.org/posts/611692. (วนั ทีค่ ้นข้อมูล : 29 ธนั วาคม 2564).

ศตวรรษ สทิ ธฤิ ทธิ์.(2556). องค์ประกอบของ E-Book. [ออนไลน]์ . เขา้ ถึงไดจ้ าก :
https://sites.google.com/site/satawatkhom. (วันทีค่ น้ ข้อมูล : 29 ธันวาคม 2564).

สุภาลักษณ์ ชัยอนันต์.(2540). ความพึงพอใจของเกษตรกรที่มีต่อโครงการส่งเสริมการปลูกมะเขอื
เทศ แบบมีสัญญาผูกพันในจังหวัดลำปาง . วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต.
มหาวิทยาลยั เชียงใหม่.

สมศักดิ์ คงเที่ยงและอัญชลี โพธิ์ทอง.(2542). การบริหารบุคลากรและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย.
กรุงเทพมหานคร.มหาวิทยาลัยรามคําแหง.

เสาวลักษณ์ ญาณสมบัติ.(2545). การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง นวัตกรรมการสอนที่ยึด
ผู้เรียนเป็นสำคัญ .วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา,
คณะศึกษาศาสตร์, มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์.

อุทัยพรรณ สุดใจ.(2549). ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการบริการขององค์กรโทรศัพท์แห่ง
ประเทศไทย .กรงุ เทพฯ. มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์.

Austin, M. C., & Morrison, C. (1963). The first R: The Harvard report on reading in
elementary schools. Vol. 2: New York: Macmillan.

35

Bush, C. L., & Huebner, M. H. (1979). Strategies for reading in the elementary school.
MacMillan Publishing Company.

Dallmann, M. (1978). The Teaching of Reading. Holt, Rinehart and Winston.
Eoghan Quigley.(2019). ADDIE 5 steps to effective training. [online]. Retrieved 28 July
2021.
Farris, P. J., Fuhler, C. J., & Walther, M. P. (2004). Teaching reading: A balanced

approach for today's classrooms. McGraw-Hill Humanities Social.
Friedberg, B., & Strong, E. (1989). "Please don't stop there!": The power of reading

aloud." Children's literature in the classroom: Weaving Charlotte's Web.
Good, Carter Vicler. (1973). Dictionary of Education . 3 rd ed. New York :

McGraw-Hill.
Heilman, A. W. (1968). Phonics in proper perspective. CE Merrill Publishing

Company. Retrieved 28, July 2021, from
https://www.learnupon.com/blog/addie-5-steps/.
Hocanson. (2019). The Utilization of Music to Teach Phonics in Kindergarten:
A Multiple Case Study. [online]. Retrieved 28 July 2021, from
https://eric.ed.gov/?q=Teach+Phonics&id=ED598587
Karlin, R. (1980). Teaching elementary reading: Principles and strategies. Houghton
Mifflin Harcourt P.
Marlow. (1999). Using Poetry To Teach Phonics. [online]. Retrieved 28 July 2021 ,from
https://eric.ed.gov/?q=Teach+Phonics&pg=2&id=ED435961
Mangieri, J. N., Bader, L. A., & Walker, J. E. (1982). Elementary Reading. McGraw-Hill
Humanities, Social Sciences & World Languages Needham Heights, MA:
Christoper-Gordon Publications.

36

ภาคผนวก

37

ภาคผนวก ก
รายนามท่ีปรกึ ษาการวิจัย

38

ครทู ี่ปรกึ ษาการวจิ ยั เร่ืองการพัฒนาทกั ษะการอา่ นออกเสยี งสะกดคำภาษาองั กฤษโดยใช้
หนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ Phonics Bee ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5 มีรายนามดงั นี้

ชื่อ – สกลุ รองศาสตราจารย์ ดร. สริตา บัวเขียว
ตำแหนง่ รองคณบดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
สถานทที่ ำงาน มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบุรี

39

ภาคผนวก ข
เครื่องมอื ทใี่ ช้ในการวิจยั

40

แผนการจัดการเรยี นรู้

รายวิชา ภาษาองั กฤษ กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 1 เรื่อง Jolly Phonics Group 1 จำนวน 2 ช่วั โมง

ผู้สอน ครวู ราลี มว่ งสด โรงเรยี นวดั ดอนตลงุ (ราษฎร์ศรัทธาทาน)
………………………………………………………………………………………………………………………………………
1.มาตรฐานการเรียนร้แู ละตัวชวี้ ัด

มาตรฐานการเรยี นรู้ ต 1.1 เข้าใจและตคี วามเร่ืองท่ีฟงั และอา่ นจากส่ือประเภทตา่ ง ๆ และแสดง

ความคิดเห็นอย่างมีเหตผุ ล

ป.5/1 ปฏบิ ัติตามคำส่ัง คำขอร้อง และคำแนะนำ (instructions) ง่ายๆ ท่ีฟงั หรืออ่าน

ป.5/2 อา่ นออกเสยี งคำ สะกดคำ อ่านกลุม่ คำ ประโยค ข้อความงา่ ยๆ และบทพดู เข้า

จงั หวะถกู ต้องตามหลกั การอ่าน

มาตรฐานการเรยี นรู้ ต 2.1 เขา้ ใจความสัมพนั ธ์ระหว่างภาษากับวฒั นธรรมของเจ้าของภาษา

และนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกบั กาลเทศะ

ป.5/1 พูดและทำท่าประกอบอยา่ งสุภาพ ตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของ

ภาษา

ป.5/3 เข้ารว่ มกจิ กรรมทางภาษาและวฒั นธรรมทเี่ หมาะกบั วยั

มาตรฐานการเรียนรู้ ต 2.2 เขา้ ใจความเหมอื นและความแตกตา่ งระหวา่ งภาษาและวัฒนธรรมของ

เจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำมาใชอ้ ย่างถูกต้อง

และเหมาะสม

ป.5/1 บอกความแตกต่างของเสยี งตัวอักษร คำ กลุ่มคำ ประโยค และข้อความของ

ภาษาตา่ งประเทศและภาษาไทย

2.จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

2.1 นักเรียนจับคู่เสียงภาษาอังกฤษ กลุ่มที่ 1 [S, A, T, I, P, N] ให้สัมพันธ์กบั คำอา่ นของ

คำศพั ทข์ องรูปภาพท่กี ำหนดใหไ้ ด้ (K,P)

2.2 นกั เรยี นอ่านออกเสยี งภาษาองั กฤษ กลุม่ ที่ 1 [S, A, T, I, P, N] โดยการประสมเสยี ง

ออกมาเปน็ คำศัพท์ที่กำหนดใหไ้ ดด้ ้วยตนเอง (P)

2.3 นักเรยี นมีวนิ ัยและใฝเ่ รยี นรู้ (A)

3.สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน

3.1 ความสามารถในการสือ่ สาร

3.2 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

4.คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์

4.1 มีวนิ ัย

4.2 ใฝเ่ รียนรู้

41

5.สาระการเรยี นรู้
5.1 Jolly Phonics: Group 1: s, a, t, p, i, n
5.2 Skill: Reading skill

6.สาระสำคัญ
เรียนรู้การออกเสียงของตัวอักษรภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตามหลักการออกเสียง โดยเรียนรู้

ผ่านสื่อการสอนที่มีชื่อว่า Jolly Phonics ซึ่งเรียนรู้การออกเสียงกลุ่มที่ 1 ที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษ
คือ s, a, t, p, i, n นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้วิธีการออกเสียงโดยการทำท่าทางประกอบจากสื่อการสอน
เพื่อใหส้ ามารถออกเสยี งได้ง่าย และเขา้ ใจมากย่ิงข้ึน อันสามารถเสรมิ สรา้ งการออกเสยี งภาษาอังกฤษ
ที่ถูกต้อง นำไปสุ่การเสริมสร้างการกล้าสื่อสารภาษาอังกฤษในที่สาธารณะ และนำไปใช้ให้เกิด
ประโยชนไ์ ดใ้ นอนาคต
7.ภาระงาน/ชิน้ งาน

7.1 กิจกรรมใบงาน Drag and Drop
8.การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (GPAS 5 Steps)
(ชว่ั โมงท่ี 1)
Step 1 ขน้ั สงั เกต รวบรวมข้อมูล (Gathering)

-นักเรียนแสกนคิวอารโ์ คด้ (QR code) ทำการทบสอบก่อนเรยี น จำนวน 10 ขอ้ เพ่ือเป็น
การตรวจสอบความรู้พนื้ ฐานก่อนเรมิ่ เรียนบทเรยี น

(https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSf2DVU_0AQP6rh5f3pWGOFMskxNlEF00TQwd5lTWIj2OOtaC
w/viewform?fbclid=IwAR1tuAUnjwP-wLZtmLp2auCFCiHyedPeBCizTytNq_ynzf0RMfMiVuUprgY)

-นกั เรยี นรบั ชมวีดโิ อผา่ นทาง YouTube ภายใตห้ ัวข้อ Phonetics Song เมือ่ นกั เรยี นรับชม
วดี โิ อจบ ครผู สู้ อนอธิบายเน้ือหาในวีดิโอใหน้ กั เรียนฟงั โดยอธิบายว่า Phonetics หรือคำท่ี
นกั เรยี นเรียกวา่ Phonics นน้ั มีความหมายว่าอย่างไร และมีความสำคัญอยา่ งไรบ้าง จากนั้น
นักเรยี นรบั ชมวดี ิโออีกครัง้ เม่ือวดี ิโอจบลงครูส่มุ ให้นักเรยี นออกเสียงของตวั อักษร
ภาษาองั กฤษทีน่ กั เรียนได้ฟงั จากวีดิโอ
(https://www.youtube.com/watch?v=EjOd6uPj_6c)

42

Step 2 ขน้ั คดิ วิเคราะห์ และสรุปความรู้ (Processing)
-นักเรียนเปิดส่อื การสอน Phonics Bee ไปในหนา้ ท่ี 3 พร้อมนำสมุดจดของนกั เรียนขน้ึ มา
และครเู ปดิ วดี โิ อการสอนผา่ นทาง YouTube โดยเน้ือหาในวีดโิ อน้นั เปน็ การสอนอา่ นออก
เสยี ง Phonics ผา่ นทางหลักการอ่านออกเสียงตัวอักษรภาษาอังกฤษแบบของ Jolly
Phonics โดยนักเรียนเรียนในการอา่ นออกเสียงของตวั อกั ษรภาษาอังกฤษ กลุ่มท่ี 1 ได้แก่ S
ATIPN
-นักเรยี นฟงั ประโยคจากวีดิโอ นนั่ คอื ประโยค “The fox jumps over the lazy dog.”
เมอ่ื นักเรียนฟังประโยคนจี้ บประโยคแลว้ ครูให้นกั เรียนช่วยกนั ทายวา่ ประโยคที่นักเรยี นได้ยิน
นนั้ คือประโยคอะไร
-นักเรยี นฟงั บทเพลงตา่ งๆ ในการออกเสยี งของตัวอกั ษรแต่ละตัว S A T I P และ N
ตามลำดบั พร้อมกับออกเสียงตวั อักษรเหล่านัน้ และทำท่าทาง ๆ ตามวดี ิโอ
(https://www.youtube.com/watch?v=VJqK4W6Gk8o)

(ชั้วโมงท่ี 2)
-ครสู อนนักเรียนอ่านออกเสียงตัวอกั ษรกลมุ่ ท่ี 1 {S, A, T, P, I, N] ตามวีดโิ อทนี่ ักเรียนไดร้ ับ
ชมไปจากคาบเรยี นท่ผี ่านมา โดยจะเป็นการรบั ชมต่อจากช่ัวโมงท่ีผา่ นมา โดยครทู ำการกด
หยดุ วีดิโอเปน็ ครั้งคราวเพอ่ื ทำการสอนในการออกเสียงของตวั อักษร S A T P I N ตามลำดบั

43

-นักเรยี นเปิดสื่อการสอน Phonics Bee ไปในหน้าที่ 6 ซึง่ หวั ข้อในหน้าดงั กล่าว คอื Vowels
จะเป็นการฝึกออกเสยี งสระ /a/ และ /i/
-ครสู อนใหน้ กั เรียนอ่านประสมเสียงของสระ /a/ และ /i/ โดยสอนให้นักเรียนฝึกประสม
เสียงจากคำศพั ท์ที่กำหนดให้ในส่ือการสอนแต่ละคำ จากน้ันครใู หน้ ักเรียนลองอา่ นออกเสียง
คำศัพท์เหลา่ นั้นอีกครั้ง โดยนักเรยี นจะต้องอ่านออกเสียงคำศัพท์ก่อน จากนน้ั นกั เรยี นออก
เสยี งประสมสระ และอา่ นออกเสยี งคำศัพท์สระอีกคร้ัง และแปลความหมาย
ยกตวั อยา่ งเช่น

Student A: Pit = เพอะ-อ-ิ เทอะ= พทิ แปลวา่ หลุม
-นกั เรยี นอา่ นประโยคข้างลา่ ง ทเี่ ขียนวา่ “The ant spin in the pan and fell down to
the can.” ด้วยตวั ของนกั เรยี นเอง เพ่ือทดสอบความเข้าใจของนักเรียน
-นกั เรียนเปดิ สอ่ื การสอน Phonics Bee ไปในหน้าท่ี 7 ซง่ึ หัวข้อในหน้าดังกล่าว คือ
Consonants จะเปน็ การฝกึ ออกเสียงพยัญชนะ /s/ /t/ /p/ และ /n/
-ครูสอนใหน้ ักเรยี นฝึกประสมเสยี งจากคำศัพท์ที่กำหนดใหใ้ นส่ือการสอนแต่ละคำ จากน้ันครู
ใหน้ กั เรยี นลองอ่านออกเสียงคำศัพท์เหลา่ น้นั อีกครัง้ โดยนักเรยี นจะต้องอ่านออกเสยี ง
คำศัพท์ก่อน จากน้ันนักเรียนออกเสยี งประสมสระ และอา่ นออกเสียงคำศพั ทส์ ระอกี ครั้ง
และแปลความหมาย
ยกตวั อย่างเช่น

Student A: sip = ซอื -อ-ิ เพอะ= ซพิ แปลว่า จิบ
-ครูทำการแสดงผลย้อนกลบั เพ่ือทบทวนให้แกน่ กั เรียน

Step 3 ข้ันปฏิบัตแิ ละสรุปความรูห้ ลังปฏบิ ัติ (Applying and constructing the knowledge)
-นักเรยี นทำกจิ กรรมใบงาน Drag to Drop ผ่านทาง Liveworksheet โดยให้นกั เรียนลาก
ตวั อกั ษร S A T P I N มาจับคู่กับภาพท่กี ำหนดใหท้ มี่ ตี ัวอักษรในคำศัพท์ที่อา่ นออกเสียง
ตัวอักษรดังกลา่ วให้ถูกต้อง มีท้ังหมด 7 ข้อ เพ่ือประเมินการทำใบงาน


Click to View FlipBook Version