The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงร่างงานวิจัย 3 บท

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chitachitaporn, 2022-12-13 14:06:03

โครงร่างงานวิจัย 3 บท

โครงร่างงานวิจัย 3 บท

Keywords: โครงร่างงานวิจัย 3 บท

โครงการเสนอบัณทิตนิพนธ์

หัวข้อเรื่อง การพัฒนาทกั ษะการสรา้ งสรรค์นวัตกรรมในรายวชิ าสงั คมศกึ ษาโดยใช้รูปแบบการ
เรียนรแู้ บบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Leaning) ของนักเรียนชั้น
มธั ยมศึกษาปที ่ี 2
The development of Mathayomsuksa 2 Students'creative innovation
skills in social studies subjects using a project-based learning model.

อาจารยน์ เิ ทศ อาจารย์อาทิตย์ อินธาระ
อาจารย์ท่ีปรกึ ษา รศ.ดร.วิทยา วสิ ตู รเรืองเดช

เสนอโดย นางสาวพรชิตา พรมกสิกร
รหัสประจำตวั 6321126032
หลักสูตร ครศุ าสตรบณั ทิต
สาขาวิชา สงั คมศึกษา
ปกี ารศกึ ษา 2565


โครงการเสนอบัณทิตนิพนธ์

หัวข้อเรื่อง การพัฒนาทกั ษะการสรา้ งสรรค์นวัตกรรมในรายวชิ าสงั คมศกึ ษาโดยใช้รูปแบบการ
เรียนรแู้ บบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Leaning) ของนักเรียนชั้น
มธั ยมศึกษาปที ่ี 2
The development of Mathayomsuksa 2 Students'creative innovation
skills in social studies subjects using a project-based learning model.

อาจารยน์ เิ ทศ อาจารย์อาทิตย์ อินธาระ
อาจารย์ท่ีปรกึ ษา รศ.ดร.วิทยา วสิ ตู รเรืองเดช

เสนอโดย นางสาวพรชิตา พรมกสิกร
รหัสประจำตวั 6321126032
หลักสูตร ครศุ าสตรบณั ทิต
สาขาวิชา สงั คมศึกษา
ปกี ารศกึ ษา 2565




สารบัญ หน้า

สารบญั ………………………………………………………………………………………………………………. ค
สารบญั ภาพ ………………………………………………………………………………………………………… ง
สารบญั ตาราง ............................................................................................................ .......
บทท่ี 1
1
1 บทนำ ................................................................................................................. 4
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา ...................................................... 4
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย ............................................................................. 4
สมมตฐิ านของการวิจยั ................................................................................. 6
ขอบเขตของการวิจยั .................................................................................... 7
ประโยชน์ท่จี ะได้รับจากการวจิ ัย .................................................................. 8
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ ......................................................................................... 9
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย .............................................................................. 10
10
2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกย่ี วข้อง ......................................................................... 13
ทกั ษะการสร้างสรรคน์ วตั กรรม ................................................................... 15
ความหมายของทกั ษะการสรา้ งสรรค์นวตั กรรม .................................... 15
แนวทางการสรา้ งสรรค์นวัตกรรม ......................................................... 15
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐานพุทธศกั ราช 2551 ........................
วิสยั ทศั น์ ...............................................................................................
หลกั การ ................................................................................................




สารบัญ (ต่อ) หนา้

บทท่ี 16
2 (ตอ่ ) 16
จุดหมาย ................................................................................................ 17
สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ................................................................... 18
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ .................................................................... 19
กลุ่มสาระการเรียนรู้ .............................................................................. 21
กล่มุ สาระการเรยี นรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ...................... 21
รปู แบบการเรียนรแู้ บบใช้โครงงาน ............................................................... 23
ความหมายรูปแบบโครงงาน ................................................................. 25
ประเภทของการจดั การเรยี นรแู้ บบโครงงาน ......................................... 28
การจัดการเรียนรโู้ ดยใชโ้ ครงงาน .......................................................... 34
ขั้นตอนการสอนแบบทำโครงงาน ......................................................... 34
งานวิจัยท่ีเกยี่ วข้อง ..................................................................................... 36
งานวจิ ยั ภายในประเทศ ........................................................................ 39
งานวิจยั ต่างประเทศ ............................................................................. 39
3 วธิ กี ารดำเนินการวิจัย ......................................................................................... 39
ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง ................................................................... 40
แบบแผนการวจิ ัย .................................................................................. 43
เครอื่ งมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ........................................................................ 45
การเก็บรวบรวมข้อมลู ........................................................................... 46
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ……………………………………………………………………..
บรรณานกุ รม ......................................................................................................




สารบญั ภาพ หน้า

ภาพที่ 8
38
1.1 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั ................................................................................
3.1 ขน้ั ตอนการดำเนินการวิจัย ...........................................................................




สารบัญตาราง

ตาราง หน้า
3.1 แบบแผนของการวิจยั แบบ The One-Group Pretest-Posttest Design .……. 39


1

บทที่ 1

บทนำ

ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา

วิชาประวัติศาสตร์อธิบายถึงภูมิหลังของประเด็นต่างๆ ทางสังคม สภาพแวดล้อม และ
ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลก การศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ จึงหมายถึงการศึกษาเพื่อทำความ
เข้าใจอดีตของสังคมมนุษย์โดยมีการอธิบายสังคมในมิติของเวลา ซึ่งเนื้อหาของวิชาประวัติศาสตร์
มักจะผูกพันอยู่กบั หลักฐาน ข้อเทจ็ จริง กาลเวลาและนักประวัติศาสตร์ ส่วนในรายวชิ าประวัติศาสตร์
เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่จัดอยู่ในสังกัดกลุ่มวิชาสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เน้นศึกษา
เนื้อหาที่เกี่ยวกับมนุษย์ ซึ่งนักประวัติศาสตร์กับหลักฐานข้อเท็จจริงเป็นเรื่องถกเถียงระหว่างปัจจุบัน
กับอดีตทไ่ี มม่ ีทสี่ ้ินสดุ เร่อื งราวของการตอบโต้กันและกันเป็นการถกเถยี งระหว่างบุคคลทไ่ี มเ่ ห็นตัวตน
หรือบุคคลโดดๆเพียงคนเดียว ดังกล่าวของ เบิร์ก การ์ด (Burckhardt) ว่าประวัติศาสตรค์ ือบนั ทึกซึ่ง
ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งเห็นคุณค่าว่าควรจะจดจำอีกยุคหนึ่งสมัยหนึ่งเอาไว้” จากทัศนะข้างต้นดังกล่าวได้
แสดงให้เห็นว่าวิชาประวัติศาสตร์ต่างมีความสัมพันธ์กับ นักประวัติศาสตร์ที่ต้องอาศัยหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ เป็นเครื่องมือในการศึกษาหาข้อเท็จจริง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วถกเถียงระหว่างนัก
ประวัติศาสตร์ด้วยกันเองและข้อสนเทศของหลักฐาน ประวัติศาสตร์เน้นความเป็นชนชาติไทย ชาติ
ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือเรียกรวมๆว่าประวัติศาสตร์กระแสหลัก เป็นประวัติศาสตร์ที่ให้
ความสำคัญกับเน้ือหาวิชาประวัติศาสตร์ไทย ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของพระมหากษัตริย์ไทย
เน้ือหาวิชาประวัตศิ าสตร์ไทยกระแสหลักจงึ เร่ิมต้นต้ังแต่สมัยสุโขทยั อยุธยา รตั นโกสินทร์และเนื้อหา
ประวัติศาสตร์กระแสหลักได้สิ้นสุดลง ในเหตุการณ์การปฏิวัติทางการเมืองไทยในปี พ.ศ. 2475
ข้อสังเกตสำคัญคือเนื้อหาประวัติศาสตร์ ไทยในยุคการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยหลังการ
ปฏิวตั ิ พ.ศ. 2475 เป็นต้น ซงึ่ ตรงกบั สมยั ของจอมพลสฤษด์ิ ธนะรตั น์ ดำรงตำแหนง่ นายกรัฐมนตรีใน
ขณะนั้น ได้มีนโยบาย ที่ต้องการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่เน้นการลงทุนของ
ต่างชาติ อีกทั้ง มีการฟื้นฟูบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความโดดเด่นขึ้นมา การศึกษา
ประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักจึงได้ทำการการฟื้นฟูและมีความสำคัญจนถึงทุกวันนี้ ในขณะเดียวกัน
เนื้อหาประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักที่เป็นประวัติศาส ตร์ที่เป็นหน้าตาของประเทศไทยกลั บไม่
สามารถตอบโจทย์ ในสภาพการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยได้ทั้งหมด
ดังนั้นการศึกษาประวัติศาสตร์กระแสรองจึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์กับปัญหาข้างต้น เนื้อหา


2

ประวัติศาสตร์ ในกระแสรองจึงมุ่งเน้นการศึกษาในบริบทของท้องถิ่น ดังนั้นการศึกษาประวัติศาสตร์
ท้องถ่ินจงึ มีสอดคล้องกับท้องถิน่ นน้ั ๆ การศกึ ษาวิชาประวัตศิ าสตร์จงึ หมายถงึ การศึกษาเพ่ือทำความ
เข้าใจอดีตของสังคมมนุษย์ โดยมีการอธิบายสังคมในมิติของเวลา การศึกษาวิชาประวัติศาสตร์จึง
จำเป็นต้องมีกระบวนการ ในการได้มาซึ่งข้อมูล ซึ่งเรียกว่าวิธีการทางประวัติศาสตร์ (Historical
Approach) เป็นระเบียบวิธี ที่มีลำดับขั้นตอนไว้อย่างเป็นระบบ เป็นการรื้อฟื้นอดีตในมโนภาพโดย
อาศัยข้อมูล เป็น กระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ซึ่งจากการวิจัยเอกสารและ
หลกั ฐานประกอบอ่ืนๆ เพ่ือให้ไดม้ าซ่งึ องคค์ วามรู้ใหม่ทางประวัติศาสตร์บนพ้ืนฐานของความเป็นเหตุ
เปน็ ผลและการวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆอย่างเป็นระบบ นักเรยี นจะต้องสามารถนำความรู้วิธีการทาง
ประวัติศาสตร์ในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและ เรื่องราวต่างๆที่นักเรียนสนใจ ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มุ่งเน้นให้มีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น
สำคัญ ดังนั้นวิธีการทาง ประวัติศาสตร์จึงเป็นกระบวนการที่สามารถนำมาปรับใช้ในกิจกรรมในชั้น
เรยี นเพอ่ื พัฒนา 4 สมรรถนะสำคัญของผ้เู รยี นในความสามารถทางด้านการคดิ วิเคราะห์ สงั เคราะห์ได้
เปน็ อยา่ งดี

โดยทำการวิจัยระหว่างนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวดั พุทธบชู า เป็นกลุ่มตัวอย่าง
โดยใชว้ ธิ ีการสรา้ งสรรคน์ วตั กรรมท่มี โี ครงงานเปน็ ฐานไดม้ กี ารกาหนด สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน มุ่ง
พัฒนาผเู้ รยี นให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ ซ่ึงการพฒั นา ผเู้ รียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้
ที่กำหนดนั้น จะช่วยให้นักเรียนเกิดสมรรถนะที่สำคัญ 5 ประการ 1. มีการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด
ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์
2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์การคิดอย่างมี
วิจารณญาณ 3. ความสามารถในการแกปัญหา เป็นความสามารถในการแกป้ ัญหาและอุปสรรคตา่ งๆ
ทีเ่ ผชญิ ได้อย่างถูกต้อง 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ เป็นความสามารถในการนำกระบวนการ
ต่างๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน
และการอยรู่ ่วมกนในสังคม 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เปน็ ความสามารถในการเลือก และ
ใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมใน
ดา้ นการเรยี นรู้ การสอ่ื สาร การทำงาน การแกปญั หาอย่าง สรา้ งสรรค์ถกู ต้องและเหมาะสม

การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning, PBL) เป็นการจัดการ
เรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้จริงจากเนื้อหาไปสู่ความเข้าใจแท้จริงใน
ระดบั ท่นี ำไปใช้ในสถานการณ์จริง ซงึ่ จะทำ ให้ขัน้ ตอนการเรยี นรูส้ ามารถเกดิ ขึน้ ได้ตามลำดับจากการ
รู้ จำเขา้ ใจ นำไปประยุกต์ใช้ วเิ คราะห์ ประเมนิ และสรา้ งสรรค์แต่จากผลการศึกษาในช่วง 20 ปที ผ่ี ่าน
มาพบว่าการศึกษามุ่งให้ความสำคัญกับคะแนนที่ได้จากการทดสอบ ซึ่งส่งผลให้ปัจจุบันผลการสอบ


3

และความสามารถของผู้เรียนลดลง ส่งผลให้นักการศึกษากลับมาให้ความสนใจกับการจัดการเรียนรู้
แบบโครงงานอีกครั้ง การจัดการ เรียนรู้แบบโครงงานเป็นวิธีสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จาก
ประสบการณ์จริง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ ผเู้ รยี นไดเ้ รยี นรู้อยา่ งเปน็ รูปธรรมทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมี
ความหมายตรงกับความสนใจของ ผู้เรียนและทำให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ รวมถึงเป็น
การเรียนรู้ของผู้เรียนตามแนวคิดการสร้างความรูด้ ้วยตนเอง (Constructivism) มาตรฐานการศึกษา
มงุ่ เน้นให้ผเู้ รียนเกดิ การเรยี นรู้จาก การทำงาน การจดั กลุ่มผเู้ รยี นแบบคละความสามารถ โดยผู้สอนมี
บทบาทเป็นเพยี งผู้ชว่ ยคอยอำนวย ความสะดวกในการเรียนรูล้ ดการถ่ายทอดความรู้โดยการบรรยาย
ลง เพิ่มการเน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริงและเน้นการคิดขั้นสูงจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนที่หลากหลาย
สอดคล้องกับความสามารถและความสนใจของผู้เรียนการจัดกิจกรรมโครงงานเป็นการจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้ทีใ่ หผ้ ูเ้ รียนได้เลือกและสร้าง กระบวนการเรียนรู้เรื่องใดเร่ืองหนึ่งด้วยตนเอง
โดยใช้วิธีการและแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย และสามารถนำผลการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้
เพื่อท าให้ผู้เรียนใช้กระบวนการเรียนรู้ การคิดและการ ทำงานร่วมกัน ผู้เรียนแสวงหาความรู้และ
สร้างคำอธิบายด้วยตนเองเพื่อตอบคำถามสำคัญของปัญหา ที่ทำโครงงาน ประโยชน์ของการจัดการ
เรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานคือมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รู้จัก แก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตนเอง ซึ่งผลจากการ
จัดการเรียนการสอนโดยวิธีนี้ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ วิธีการทำงานตั้งแต่การกำหนดจุดประสงค์
ของโครงงาน ร้จู ักวางแผนข้นั ตอนการทำงาน ทำงานไป ตามข้ันตอนท่วี างไว้ และการประเมินผลการ
ดำเนินงานจนเกิดทักษะการทำงานและการแก้ปัญหาที่ เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงาน ซึ่งตรงตาม
จดุ ประสงคก์ ารจัดการศกึ ษาในปัจจบุ นั ที่ตอ้ งการให้ผู้เรยี น สามารถคดิ เป็น ทำเป็นและแกป้ ญั หาได้

วิจยั การสรา้ งสรรค์นวตั กรรมจึงเป็นปจั จัยสำคัญในการขับเคล่ือนประเทศไปสู่ “ประเทศไทย
4.0” ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยการพัฒนาประสิทธิภาพใน
การสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยใช้รูปแบบโครงงานไปสู่การใช้ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมเน้นการ
จัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน ควรให้นักเรียนฝึกทักษะการสืบค้นความรู้ใหม่ๆเพื่อเรียนรู้
ความก้าวหน้าทางวิชาการ การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
(Creative thinking) มีทักษะในการเสาะแสวงหาความรู้ได้ด้วย ตัวเอง อันนำไปสู่การเป็นผู้มีความรู้
ทางวิชาการที่เข้มแข็งจึงจะสามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณสร้างสรรค์สื่อสารและทำงานร่วมมือกับ
ผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งองค์ประกอบสำคัญที่เป็น ผลลัพธ์ของผู้เรียนแห่งศตวรรษที่ 21
ประกอบด้วยความรู้และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องทักษะการเรียนรู้ และนวัตกรรม ทักษะชีวิตและอาชีพ
และทักษะสารสนเทศ สื่อมีเดียและเทคโนโลยดี ังนัน้ ผูส้ อนจึง ต้องออกแบบและจัดการเรียนรู้ที่มีการ
ผนวกหรือบูรณาการเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับศตวรรษที่ 21 ไว้ในแผนการจัดการ
เรียนรู้หรือหลักสูตรสถานศึกษา ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ที่แผนการศึกษา แห่งชาติได้
วางเป้าหมายที่จะพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้มีคุณลักษณะและทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21


4

โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ดา้ นทักษะการสร้างสรรค์นวตั กรรม หากในการจัดการเรยี นการสอน สามารถทำให้
ผู้เรียนมีการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม นับว่าจะเป็นการปลูกฝังและการพัฒนาทักษะ
ความคิดสร้างสรรค์ให้แก่ผู้เรียนและนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมไดอ้ ีกทัง้ ยังเป็นพ้ืนฐาน ในการศึกษา
ในระดับที่สูงขึ้นและนำความรู้ที่มีไปพัฒนานวัตกรรมได้อย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับ นโยบาย
ประเทศไทย 4.0 ดังนั้น การที่จะพัฒนาผู้เรียนได้มีทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม จึงเป็นสิ่งที่สำคญั
ย ิ ่ ง ต ่ อ ก า ร พ ั ฒ น า ป ร ะ เ ท ศ ใ น อ น า ค ต แ ล ะ จ ำ เ ป ็ น ต ้ อ ง พ ั ฒ น า ผ ู ้ เ ร ี ย น ต ั ้ ง แ ต ่ ร ะ ด ั บ ม ั ธ ย ม จ น ถึ ง
ระดับอุดมศกึ ษา เพ่ือวางรากฐานทกั ษะการคิดสร้างสรรค์ ทกั ษะการแปรเปล่ียนความคิดสร้างสรรค์สู่
การพัฒนาเปน็ นวัตกรรม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีกระบวนการท่ีส่งเสริมทักษะการสรา้ งสรรค์นวัตกรรม
ใหแ้ ก่ผ้เู รยี นและนำสกู่ ารปฏิบัตอิ ย่างแท้จริง

วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั

1. เพื่อการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมในรายวิชาสังคมศึกษาโดยใช้รูปแบบการ
เรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Leaning) ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2

2. เพอ่ื เปรียบเทยี บทักษะการสร้างสรรค์การจัดการเรยี นรู้ โดยใชโ้ ครงงานเปน็ ฐานก่อนเรียน
และหลังเรีย

สมมตฐิ านของการวิจัย

นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 มกี ารพฒั นาการสร้างสรรคน์ วัตกรรมหลังจากการจัดการเรียนรู้
ในรูปแบบการใช้โครงงาน

ขอบเขตการวิจัย

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากร เป็นนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
โรงเรยี นวัดพุทธบชู า จำนวน 12 ห้อง รวมท้ังสน้ิ 396 คน

กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2566 โรงเรียนวัดพุทธบูชา ห้อง 2/2 จำนวน 33 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster
sampling)


5

ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรอสิ ระ ได้แก่ รปู แบบการเรยี นรแู้ บบใชโ้ ครงงานเป็นฐาน (Project-Based Leaning)

ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ การพฒั นาทักษะการสร้างสรรคน์ วตั กรรม

เน้ือหา

KM CHIL (2015) อธบิ ายขนั้ ตอนท่สี ำคัญในการจดั การเรียนรู้แบบโครงงาน

ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมความพร้อม ผู้สอนเตรียมมอบหมายโครงงานโดย ระบุในแผนการ
สอนในชั้นเรียนผู้สอนอาจกำหนดขอบเขตของโครงงานอย่างกว้างๆ ให้สอดคล้องกับรายวิชาหรือ
ความถนัดของผู้เรียน และเตรียมแหล่งเรียนรู้ข้อมูล ตัวอย่างเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้เรียนได้ศึกษา
ค้นควา้ เพม่ิ เตมิ สามารถใชเ้ วบ็ ไซต์ ในการ update ข้อมูลแหลง่ เรยี นรแู้ ละการกำหนดนัดหมายต่างๆ
เกย่ี วกบั การ ดำเนนิ โครงงานได้

ขั้นตอนที่ 2 การคิดและเลือกหัวข้อให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างทางเลือกในการ ออกแบบโครงงาน
เองเพือ่ เปดิ โอกาสใหร้ ู้จกั การคน้ คว้าและสรา้ งสรรคค์ วามรเู้ ชิง นวัตกรรม ผสู้ อนอาจให้ผู้เรียนทบทวน
วรรณกรรมที่เก่ยี วข้องก่อนเพื่อเป็นแนวทาง ในการเลือกหวั ข้อ การทำงานเป็นทีม กระตุ้นให้เกิดการ
ระดมสมอง จะทำให้เกิด ทกั ษะการคดิ เชิงวพิ ากษ์ทกั ษะการส่อื สารและทักษะการสรา้ งความรว่ มมอื

ขั้นตอนที่ 3 การเขียนเค้าโครงของโครงงาน เป็นการสร้าง mind map แสดงแนวคิด
แผนการดำเนินงาน และขั้นตอนการทำโครงงานเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องมอง เห็นภาระงาน บทบาท และ
ระยะเวลาในการดำเนินงานทำใหส้ ามารถปฏบิ ัตโิ ครงงาน ได้อย่างมีประสทิ ธิภาพมากขน้ึ

ขั้นตอนที่ 4 การปฏิบัติโครงงานผู้เรยี นลงมอื ปฏบิ ตั ติ ามแผนทว่ี างไวใ้ น เคา้ โครงของโครงงาน
ถ้ามกี ารวางเค้าโครงเอาไว้แล้วผู้เรียนจะรู้ได้เองว่าจะต้องทำ อะไรในขนั้ ตอนต่อไป โดยไม่ต้องรอถาม
ผู้สอนในระหว่างการดำเนินการผู้สอน อาจมีการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดหรือร่วมแก้ปัญหาไป
พรอ้ มๆกบั ผ้เู รยี น วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ปีที่ 46 ฉบับท่ี 1 227

ขั้นตอนที่ 5 การนำเสนอโครงงาน ผู้เรียนสรุปรายงานผล โดยการเขียน รายงานหรือการ
นำเสนอในรูปแบบอ่ืนๆ เชน่ แผ่นพับ โปสเตอร์จัดนิทรรศการ รายงานหนา้ ชน้ั สง่ งานทางเว็บไซต์หรือ
อเี มลถ้ามกี ารประกวดหรือแขง่ ขันดว้ ย จะทำใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ความกระตอื รือรน้ มากขน้ึ

ขั้นตอนที่ 6 การประเมินผลโครงงาน ควรมีการประเมินผลการเรียนรู้ โดยหลากหลายเช่น
ผู้เรียนประเมินตนเองประเมินซึ่งกันและกันประเมินจากบุคคล ภายนอกการประเมินจะไม่วัดเฉพาะ
ความรู้หรือผลงานสุดท้ายเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกระบวนการที่ได้มาซึ่งผลงานด้วย การประเมิน


6

โดยผู้สอนหลายคนจะเป็นการ สร้างปฏิสัมพันธ์และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้สอน
ด้วยกันอีกด้วย

เน้อื หาวชิ าประวตั ิศาสตร์ ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 2 กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม สาระที่ 4 : ประวัติศาสตร์ จากหลักสูตรโรงเรียนวัดพุทธบูชา พ.ศ. 2561-2563 ตาม
หลกั สตู ร แกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พ.ศ. 2551 โดยมหี วั ข้อยอ่ ย ดงั น้ี

เรอ่ื ง 1 ความสำคัญของหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์
เรื่อง 2 พัฒนาการของอาณาจักรธนบรุ ี
เร่ือง 3 พฒั นาการของอาณาจกั รอยุธยา
เรือ่ ง 4 ประวตั ิและผลงานของบุคคลสำคัญในการสรา้ งสรรค์ชาตไิ ทย
ระยะเวลาในวิจัย
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ระหว่างวันที่ 8 สิงหาคม 2566 ถึง วันที่ 23 กันยายน
2566 ใชเ้ วลาวจิ ัยจำนวน 12 คาบ คาบละ 50 นาที

ประโยชนท์ ีไ่ ดร้ บั จากการวจิ ัย

1. นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้ความรู้ใหม่ที่ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทาง
วชิ าการใหม่ๆ ท้ังในดา้ นทฤษฎแี ละปฏบิ ัติ

2. ครูผู้สอนรายวิชาประวัติศาสตร์สามารถใช้นวัตกรรม รูปแบบโครงงานเป็นฐาน (Project-
Based Leaning) วิธีการ และเทคนิคการสอนหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่มีคุณภาพผ่านกระบวนการ
ตรวจสอบทเ่ี ชือ่ ถือได้มาใช้ในการจัดการเรยี นการสอนบรรลุผลตามจดุ ม่งุ หมายของหลักสูตร สามารถ
ส่งเสริมหรือพัฒนาผู้เรียนได้ตรงตามสภาพความเป็นจริงของผู้เรียนแต่ละคนทำให้นักเรียนได้รับการ
ส่งเสรมิ จนบรรลศุ ักยภาพสงู สุด

3. ผู้บริหารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลต่างๆ ของการวิจัยไปใช้ในการ
ปรับปรุง พฒั นางานบริหารจดั การหรืองานด้านอน่ื ๆ ท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การศกึ ษา สง่ ผลใหเ้ กดิ การพฒั นา


7

นยิ ามศัพท์เฉพาะ

การพฒั นาทักษะ หมายถึง การเรียนรแู้ บบโครงงานเป็นการเรยี นรู้ทใี่ ห้ความสำคัญต่อผู้เรียน
ในการเลือกเรียนสิ่งต่างๆด้วยตนเอง ทั้งเนื้อหา วิธีการ โดยมีครูเป็นผู้คอยอำนวยความสะดวก
ชว่ ยเหลอื ให้ผู้เรยี นไดป้ ระสบความสำเรจ็ ในการเรยี น ทง้ั ในแงข่ องความรู้ด้านวิชาการ การจัดกิจกรรม
การเรยี นรูใ้ ห้ผู้เรยี นไดเ้ รียนเร่ืองการจดั ทำโครงงานน้ันนอกจากจะมีคุณค่าทางด้านการฝึกให้ผู้เรียนมี
ความรูค้ วามชำนาญและมีความม่ันใจในการการแก้ปญั หาหรอื คน้ คว้าหาความรู้ต่างๆ

ทักษะสร้างสรรค์นวัตกรรม หมายถึง ความสามารถในการใช้ความรู้ (Knowledge)
จินตนาการ (Imagination) ความคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking) ความรว่ มมือ (Collaborative)
ทำใหเ้ กดิ นวัตกรรมท่ีอาจอยู่ในรูปแบบของความคดิ วิธีการหรอื สิง่ ประดิษฐ์ตา่ งๆ โดยอาจเป็นส่ิงใหม่
ทั้งหมดหรือใหม่เพียงบางส่วน รูปแบบการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน หมายถึง การเรียนรู้ที่จัด
ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานให้แก่ผู้เรียนเหมือนกับการทำงานในชีวิตจริงอย่างมีระบบ เพื่อเปิด
โอกาสให้ ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรง ได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา วิธีการหาความรู้ความจริงอย่างมี
เหตุผล ได้ทำการ ทดลอง ได้พิสูจน์สิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง รู้จักการวางแผนการทำงาน ฝึกการเป็นผู้นำ
ผู้ตาม ตลอดจนได้ พัฒนากระบวนการคิดโดยเฉพาะการคิดขั้นสูง และการประเมินตนเอง โดยมีครู
เป็นผู้กระต้นุ เพอ่ื นำความสนใจท่เี กดิ จากตัวผเู้ รียนมาใช้ในการทำกิจกรรมค้นคว้าหาความร้ดู ้วยตัวเอง
นำไปสูก่ ารเพิ่มความรทู้ ีไ่ ดจ้ าก การลงมอื ปฏบิ ัติ การฟงั และการสงั เกตจากผูร้ ู้ โดยผเู้ รยี นมีการเรียนรู้
ผ่านกระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม ที่จะนำมาสู่การสรุปความรู้ใหม่ มีการเขียนกระบวนการจัดทำ
โครงงานและไดผ้ ลการจัดกิจกรรมเป็นผลงาน แบบรปู ธรรม

การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน หมายถึง การจัดกิจกรรมการสอนโดยใช้
กระบวนการ ทางวทิ ยาศาสตร์มขี นั้ ตอนการจดั การเรียนการสอนมี 7 ขั้นตอน ไดแ้ ก่

1) กำหนดเป้าหมายรว่ มกนั

2) ใหค้ วามรูพ้ นื้ ฐาน

3) คิดหวั ขอ้ โครงงาน

4) วางแผนทำโครงรา่ ง

5) ทำโครงงาน

6) รายงานผลการดำเนนิ การและนำเสนอผลงาน

7) ประเมนิ ผลโดยผู้สอนและผู้เรียน


8

นักเรียน หมายถึง นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดพุทธ
บชู า ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2566

กรอบแนวคิดในการวจิ ยั

การเรียนแบบโครงงานหรือการเรียนโดยโครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) ผู้นำ
ดา้ น การศกึ ษาหลายทา่ นได้เสนอวา่ การสอนแบบนีว้ า่ เปน็ วิธีการสอนทดี่ ที ี่สุด (Barell, 2010; Baron,
2011; Coal and Wasburn, 2010; Larmer and Mergendoller, 2010; Bender, 2012) โดยใช้
วิธีการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน ผู้วิจัยจึงได้นำมากำหนดเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัยได้ ดัง
แผนภาพ 1.1 (บทท่ี 1 ภาพที่ 1)

ตวั แปรอสิ ระ ตัวแปรตาม

การจดั การเรยี นการสอนโดยใช้โครงงาน ทกั ษะการสร้างสรรค์นวตั กรรม
เป็นฐาน (Project-Based Leaning)

1. กำหนดเป้าหมายรว่ มกนั (Define)

2. ให้ความรพู้ น้ื ฐาน (Teach)

3. คดิ หัวขอ้ โครงงาน (Think)

4. วางแผนทำโครงรา่ ง (Plan)

5. ทำโครงงาน (Do)

6. รายงานผลและนำเสนอ (Presentation)

7. การประเมินผล (Evaluation)

ภาพ 1.1 กรอบแนวความคิด


9

บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวข้อง

การพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมในรายวิชาสังคมศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้
แบบใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน (Project-Based Leaning) ของนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 2 ผวู้ จิ ัยไดศ้ กึ ษา
เอกสารและงานวจิ ัยที่เก่ียวข้อง และได้นำเสนอตามหวั ขอ้ ดังนี้

1. ทักษะการสร้างสรรค์นวตั กรรม
1.1 ความหมายของทกั ษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม
1.2 แนวทางการสร้างสรรค์นวตั กรรม

2. หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
2.1 วิสยั ทศั น์
2.2 หลักการ
2.3 จุดหมาย
2.4 สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
2.5 คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
2.6 กล่มุ สาระการเรยี นรู้
2.7 กล่มุ สาระการเรยี นรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม

3. รปู แบบการเรยี นรแู้ บบใช้โครงงาน
3.1 ความหมายรปู แบบโครงงาน
3.2 ประเภทของการจดั การเรียนร้แู บบโครงงาน
3.3 การจดั การเรียนรู้โดยใช้โครงงาน
3.4 ข้นั ตอนการสอนแบบทำโครงงาน


10

4. งานวิจยั ที่เกีย่ วข้อง
4.1 งานวิจัยภายในประเทศ
4.2 งานวจิ ัยต่างประเทศ

ทกั ษะการสร้างสรรคน์ วตั กรรม

ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ที่ชอบความท้าทาย ชอบอิสระ เชื่อมั่นในตนเอง ชอบแสวงหา
ความรู้และรู้จักใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ (วิจารณ์ พานิช, 2555, pp. 3-4) ซึ่งการจัดการเรียนรู้แบบ
สรา้ งสรรคเ์ ป็นฐานท่เี ป็นการจัดการเรยี นรู้ท่ีพัฒนามาจากการสอนแบบใชป้ ัญหาเป็นฐานและเป็นการ
จัดเรยี นรู้ทีส่ ามารถทำใหผ้ ู้เรยี นมที ักษะในศตวรรษท่ี 21

ความหมายทกั ษะการสรา้ งสรรคน์ วัตกรรม

ความหมายของทักษะการสร้างสรรคน์ วัตกรรม ท่ีจะสามารถทำใหผ้ เู้ รยี นได้เรียนรู้การทำงาน
ร่วมกันเป็นกลุ่มอย่างสร้างสรรค์ ได้มีนักวชิ าการหลายท่านใหค้ วามหมายไว้ ดังนี้

วชิ ัย วงษใ์ หญ่และมารุต พฒั ผล (2562, p. 19) กลา่ วว่าการพฒั นาทักษะและความสามารถ
ในการสร้างสรรคน์ วตั กรรม ควรออกแบบกิจกรรมการเรียนรใู้ ห้ท้าทายความคดิ ตอบสนองธรรมชาติ
ความตอ้ งการและความ สนใจของผเู้ รียน เปิดโอกาสให้ผเู้ รียนใช้ความคิดของตนเองมากที่สุด กระตนุ้
ให้ผ้เู รยี นหาเหตผุ ลมา สนบั สนนุ ความคดิ ของตนเอง

สนุ ันท์ สังขอ์ ่อง (2555, pp. 34-36) กล่าวถึง การสรา้ งสรรคน์ วัตกรรมประกอบดว้ ย

1) ความคดิ สร้างสรรค์ (Creativity) กระบวนการความคิดได้มาจากหลายๆ วิธกี าร เชน่ การ
ระดมสมอง สรา้ งสงิ่ ใหม่ซึ่งเป็นแนวคดิ ท่มี ีคณุ ค่า แนวคดิ สร้างข้นึ จากการทบทวน ขัดเกลา วเิ คราะห์
และประเมินเพื่อใหเ้ กดิ ประสิทธิภาพสงู สดุ

2) การปฏิบัติอยา่ งสร้างสรรค์กับคนอื่นๆ (Work creativity with others) สร้างและสื่อสาร
แนวคิดใหม่ๆให้ผู้อื่นทราบอย่างมีประสิทธิภาพ ใจกว้างและยอมรับ แนวทางใหม่ๆ ที่นำมาใช้และให้
ความร่วมมือกับกลุ่ม แสดงออกโดยปฏิบัติอย่างริเริ่มสร้างสรรค์และ การทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่าง
สรา้ งสรรค์

3) การนำนวัตกรรมไปใช้ (Implement Innovations) การประยุกตน์ ำความคดิ ริเร่ิมไปใช้ให้
เกดิ ประโยชนต์ อ่ งานทำใหผ้ ลงานน้นั เปน็ นวตั กรรม


11

พีชญาณ์ พานะกิจและมาเรียม นิลพันธุ์ (2559) กล่าวว่าทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม
ประกอบดว้ ย

1) คิดอย่างสร้างสรรค์ (Think creatively) ใช้เทคนิคที่หลากหลาย ในการสร้างความคิด
สร้างสรรค์แนวคิดใหม่และเป็นแนวคิดที่มีคุณค่าอธิบายรายละเอียด ปรับแต่งวิเคราะห์และประเมิน
คา่ ในความคิดของตนเองเพอ่ื ปรับปรุงและเพมิ่ ความพยายามในการคดิ สร้างสรรค์ของตนเอง

2) การทำงานอย่างสร้างสรรค์ร่วมกับผู้อ่ืน (Work creatively with others) พัฒนานำไปใช้
และสื่อสารความคิดใหม่ใหก้ ับผู้อ่ืนได้อย่างมีประสิทธภิ าพเปิดใจกว้างและตอบสนองตอ่ มุมมองใหม่ๆ
ได้อย่างหลากหลายแสดงให้เห็นถึงความคิดริเริ่มและการสร้างสรรค์ในการท ำงานเข้าใจข้อจำกัดของ
โลกแห่งความเป็นจริงในการใช้ความคิดใหม่ๆ มองความลม้ เหลวเป็นเหมือนโอกาสในการเรียนรู้

3) การนำนวัตกรรมไปใช้ (Implement innovation) การทำความคิดสร้างสรรค์ให้เป็น
รปู ธรรมและเกดิ ประโยชน์ในการปฏบิ ัตจิ รงิ ทีน่ วัตกรรมนัน้ เกิดขึ้น

The Partnership for 21st Century Learning (2015) กล่าวว่า การคิดสร้างสรรค์และ
นวัตกรรมไว้ 3 ด้าน คือ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การทำงานอย่างสร้างสรรค์กับผู้อื่น และการนำ
นวัตกรรมไปใช้องคป์ ระกอบเหล่านี้ ดงั ต่อไปน้ี

1. การคิดอย่างสร้างสรรค์ (Think creatively) เป็นกระบวนการทางสมองที่มีการคิด
หลากหลายทิศทางคิดแปลกใหม่จากเดิม ไม่ซ้ำ จนนำไปสูก่ ารสร้างส่งิ ใหม่ มีตัวช้ีวัด 3 ขอ้ คอื

1.1 ใช้เทคนิคที่หลากหลายเพื่อสรรค์สร้างแนวคิด เช่น ใช้คำถามเพื่อกระตุ้นการคิดของ
ผู้เรียน ตวั อยา่ งเชน่ งานประดิษฐ์น้มี ขี อ้ จำกัดอะไรบ้าง มีวิธกี ารใดบา้ งทชี่ ว่ ยลดข้อจำกดั ดังกล่าว และ
แต่ละวิธีมีความเป็นไปได้ในการลงมือปฏิบัติมากน้อยเพียงใด หรืออาจใช้วิธีการระดมสมอง (Brain
storming)

1.2 สร้างแนวคิดใหม่และคุ้มค่า รู้จักสังเกตและจดจำสิ่งรอบตัววิเคราะห์ความเชื่อมโยงของ
เหตกุ ารณท์ ไ่ี มน่ า่ มคี วามเกี่ยวข้องกนั เพอื่ นนำไปสู่การสร้างสรรค์สง่ิ ใหม่

1.3 เพ่มิ เตมิ รายละเอยี ด แก้ไขแนวคิดใหมใ่ ห้ดีขึ้น วิเคราะหแ์ ละประเมนิ แนวคิดเพอ่ื ปรับปรุง
และพัฒนาการสรา้ งสรรค์ให้มากทีส่ ดุ

2. การทำงานอย่างสร้างสรรค์กับผูอ้ ื่น (Work creatively with others) เป็นกระบวนการท่ี
เกิดจากแรงขับสองส่วน คือ ตนเองและสภาพแวดล้อม กระตุ้นให้เกิดความกล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ
ตัวชีว้ ดั ทแ่ี สดงถงึ ความสามารถในการทำงานอย่างสร้างสรรค์มี 4 ข้อ


12

2.1 พัฒนาและนำแนวคดิ ใหม่ไปใชแ้ ละสอ่ื สารแนวคิดใหมใ่ หแ้ กผ่ อู้ น่ื ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ

2.2 เปิดกว้างและตอบสนองต่อมมุ มองใหมแ่ ละแตกต่างนำขอ้ เสนอแนะและข้อมูลปอ้ นกลับ
ของกลมุ่ มาใชใ้ นการทำงาน

2.3 แสดงการรเิ รม่ิ และสร้างสรรค์สง่ิ ใหมใ่ นการทำงาน เช่น กล้ายกมอื นำเสนอแนว ความคิด
ของตนเองในที่ประชุม การขอแนวความคิดใหม่ของสมาชิกทำงานทุกคนอย่างอิสระวิจารณ์บน
พ้นื ฐานของเหตผุ ลและความเป็นไปได้ตลอดจนเขา้ ใจข้อจำกดั ของโลกแหง่ ความจริงในการรับแนวคิด
ใหม่มาใช้

2.4 มองความผดิ พลาดเปน็ โอกาสของการเรยี นร้แู ละพฒั นางานจนเกดิ ความสำเรจ็

3. การนำนวัตกรรมไปใช้ (implement innovation) เป็นกระบวนการนำสิ่งประดิษฐ์ใหม่
หรือแนวความคิดใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้นไปทดลองใช้จริง โดยมีตัวชี้วัด คือ สร้างผลงานที่เป็นประโยชน์
ต่อสาขาวิชาได้ตามความคิดสร้างสรรคท์ คี่ ิดเอาไว้

Philip (2015) ได้ออกแบบเพื่อการเรียนการสอนเชิง สร้างสรรค์ในระดับอุดมศึกษาพบว่า
ความคิดสรา้ งสรรค์มีความสำคัญต่อการเรยี นรู้ของผู้เรยี นควร สง่ เสรมิ โดยการอำนวยความสะดวกใน
การเรียนรู้ เรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน ไม่ควรกดดันผู้เรียนและ อุปสรรค์ในการพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์คอื ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี และการประเมินทส่ี ามารถ สง่ เสริมความคดิ สร้างสรรค์ควรเป็น
การประเมนิ ตนเองของผเู้ รียนและมกี ารสะทอ้ นกลบั จากผู้สอนที่ สง่ เสรมิ ความคดิ สร้างสรรค์

การจัดการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมของผู้เรียนได้นั้นควรที่จะ
สามารถทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มอย่างสร้างสรรค์ฝึกปฏิบัติในการค้นคว้าหา
ความรู้ด้วยตนเอง ได้เรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีและได้เรียนเนื้อหาจากการวิจัยค้นคว้าด้วยตนเอง ได้
เรียนรู้ในการคิดวิเคราะห์จากปัญหาที่ซับซ้อน กระตุ้นให้เกิดทักษะการคิด ได้เรียนรู้ที่จะสื่อสารท้ัง
การใช้วาจา การเขียนและทักษะการนำเสนอ ได้เรียนรู้ที่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างสิ่งที่มี
คุณค่า ซึ่งสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐานและใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem
Based Learning) ตามที่ Bob Pearlman (Pearlman,2010, as cited in Sungong, 2012) ได้กล่าว
ว่าทกั ษะทเี่ กิดขน้ึ กับผู้เรียนเหล่านถี้ ือเป็นทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 เป็นการเตรียมตัวผเู้ รียนให้ประสบ
ผลสำเร็จในโลกของการทำงานในศตวรรษที่ 21 และสอดคล้องกับที่ผู้นำทางการศึกษาหลายท่าน
กลา่ วว่าการเรยี นการสอนแบบโครงงานหรือการเรยี นโดยใชโ้ ครงงานเป็นฐาน เป็นการสอนท่ีดีท่ีสุดใน
ศตวรรษท่ี 21


13

สรุปได้ว่า ทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม เป็นการใช้ความคิดการระดมความคิด การ
สร้างสรรค์ความคิดใหมๆ่ ทีค่ ุ้มค่าวิเคราะห์และประเมนิ ผล ความคิดของตนเอง เพื่อปรับปรุงและเพิ่ม
ความคิดสรา้ งสรรคข์ องตนอยู่ตลอดเวลา การทำงานร่วมกับผูอ้ ่ืนอย่างสร้างสรรค์ การสอ่ื สารความคิด
ใหม่ๆร่วมกัน เปิดกว้าง และตอบสนองมุมมองใหม่ๆ มีการเสนอแนะในการทำงานร่วมกัน แสดงให้
เห็นถึงความคดิ ริเริ่มและสรา้ งสรรค์ในการทำงาน

แนวทางการสรา้ งสรรค์นวตั กรรม
สุธิดา การีมี (2560 หน้า 128) กล่าวว่า ความคิดที่อาจเกิดขึ้นมาจากจินตนาการของแต่ละ
บุคคล ซึ่ง ความคิดหรือจินตนาการนี้จะถูกเชื่อมโยงกับความรู้เดิมของตนเองและมองก้าวไปยังสิ่งท่ี
นอกเหนอื จากกรอบหรือแนวคดิ พ้ืนฐานเดมิ

รองศาสตราจารย์ ดร.มารุต พัฒผล รองศาสตราจารย์ ดร.วิชยั วงษ์ใหญ่ (2562)

ผสู้ อนสามารถพัฒนาทักษะการสรา้ งสรรค์นวัตกรรม ของผู้เรยี นผ่านการจัดการเรยี นรูต้ ามแนวทาง
ตอ่ ไปนี้

1. ออกแบบกจิ กรรมการเรยี นรใู้ ห้ท้าทายความคิด ตอบสนองธรรมชาติ ความต้องการ และความ
สนใจของผู้เรียน เมื่อผเู้ รียนเกิดความร้สู กึ ทา้ ทาย และเปน็ สิ่งทเ่ี ขาอยากเรยี นรู้ จะทำให้ ใชค้ วามคดิ
ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ

2. เปิดโอกาสใหผ้ ูเ้ รียนใช้ความคดิ ของตนเองให้มากทสี่ ุด โดยผู้สอนไมน่ ำความคิดหรือประสบการณ์
ของตนเองไปตดั สินความคิดของผเู้ รยี นแต่จะต้องกระตุน้ ให้ผูเ้ รยี นหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดของ
ตนเอง

3. ชีแ้ นะวธิ ีการแสวงหาความรจู้ ากแหลง่ การเรยี นรู้ ทีห่ ลากหลายใหก้ บั ผู้เรยี น และโคช้ ให้ผเู้ รียนให้
นำความรู้ต่างๆ มาสงั เคราะห์และนำไปใชใ้ นการสรา้ งสรรค์นวัตกรรม

4. ส่งเสริมให้ผูเ้ รยี นใชเ้ ทคโนโลยดี จิ ิทัล เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence Technology) มา
เป็นเคร่ืองมือในการสรา้ งสรรค์นวตั กรรมทำให้เกดิ แนวคิด (Idea) ในการสร้างสรรคส์ ่ิงใหมท่ มี่ ี
ประโยชน์ต่อส่วนรวม

5. สรา้ งโอกาสใหผ้ เู้ รยี นนำเสนอนวตั กรรมของตนเอง ผา่ นเทคโนโลยีดทิ ลั เพอื่ ใหผ้ ู้เรียนมี
ประสบการณ์ในการ สื่อสารนวตั กรรมสู่สงั คม คุณลักษณะจิตอาสา แบ่งปันนวัตกรรมกบั บุคคลอื่น

6. ประเมินทักษะการสร้างสรรค์นวตั กรรมของผู้เรียน อยา่ งตอ่ เนื่อง ด้วยวธิ กี ารประเมินอยา่ ง
หลากหลาย ในลักษณะของ การประเมินท่เี สริมพลังตามสภาพจริง และให้ข้อมูลยอ้ นกลบั อยา่ ง
สรา้ งสรรค์ เพ่ือให้ผู้เรยี นนำไปต่อยอดทักษะการสรา้ งสรรคน์ วัตกรรมของตนเอง


14

ทักษะการสรา้ งสรรคน์ วัตกรรม (Creative Innovation skill) มีนักวิชาการได้กล่าวถึงทักษะ
การสร้างสรรค์นวัตกรรมไว้อย่างหลากหลาย (The Partnership for 21st Century Learning,
2015; พีชญาณ์ พานะกิจ, 2558; วิชัย วงษ์ใหญ่และมารุต พัฒผล, 2562; วิโรจน์ สารรัตนะ, 2556;
สุนันท์ สงั ข์ออ่ ง, 2555; สภุ าพร ศรศลิ ป์, 2555) ผูว้ ิจยั สรปุ ว่าทกั ษะการสรา้ งสรรค์นวตั กรรม หมายถงึ
การใช้ความคิด การระดมความคิด การสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆ ที่คุ้มค่า วิเคราะห์และประเมินผล
ความคิดของตนเอง เพื่อปรับปรุงและเพม่ิ ความคิดสร้างสรรค์ของตนอยตู่ ลอดเวลา การทำงานร่วมกับ
ผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ การสื่อสารความคิดใหม่ๆร่วมกัน เปิดกว้างและตอบสนองมุมมองใหม่ๆ มีการ
เสนอแนะในการทำงานร่วมกัน แสดงให้เห็นถึงความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์ในการทำงาน
ประกอบดว้ ย 1) การคดิ อย่างสร้างสรรค์ (Think creatively) ซงึ่ มพี ฤติกรรมท่ีบ่งช้ีได้แก่ 1.1 มองเหน็
โอกาสมากกว่าปัญหา 1.2 ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ 1.3 ใช้วิธีการคิดและมุมมองอย่าง
หลากหลาย 1.4 ท างานด้วยวิธีการหลากหลายและยืดหยุ่น 1.5 ประเมินและปรับเปลี่ยนความคิด
ของ ตนเอง 2) การทำงาน ร่วมกับบุคคลอื่นอย่างสร้างสรรค์ (Work creatively with others)
ประกอบด้วย 2.1 การเคารพความคิดของคนอื่น 2.2 เปิดรับความคิดเห็นใหม่ๆ ที่ทันสมัย 2.3
นำเสนอความคิดของตนเองกับผู้อื่น 2.4 แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับบุคคลอื่นอยู่เสมอ 2.5 ทำงานร่วมกับ
บุคคลอื่นด้วยความร่วมมือรว่ มใจ 3) การสร้างนวตั กรรมให้เกิดผลสำเร็จ (Implement innovation)
มีพฤติกรรมที่บ่งชี้5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการก าหนดปัญหาหรือประเด็นที่สนใจและความสัมพันธ์กับ
นวัตกรรม 2) ด้านกระบวนการพัฒนานวัตกรรม 3) ด้านการน าเสนอผลงาน 4) ด้านความคิดริเริ่ม
สร้างสรรค์และ 5) ด้านการน าไปใช้ประโยชน์ และแนวทางการประเมินทักษะการสร้างสรรค์
นวัตกรรมควรประเมินด้วยวิธีการอย่างหลากหลายเป็นการประเมินที่เสริมพลังตามสภาพจริงและให้
ข้อมูลยอ้ ยกลับอย่างสรา้ งสรรค์ (วชิ ยั วงษใ์ หญ่และมารตุ พฒั ผล, 2562)

ออสบอร์น (Osborn, 1957, p. 23) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นจินตนาการประยุกต์
(Applied imagination) คือเป็นจินตนาการที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหายุ่งยากที่มนุษย์ประสบอยู่
มิใช่เป็นจินตนาการที่ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยโดยทั่วไป ความคิดจินตนาการจึงเป็นลักษณะสำคัญของ
ความคดิ สร้างสรรค์ในการนำไปสูผ่ ลผลติ ท่แี ปลกใหมแ่ ละเปน็ ประโยชน์

กิลฟอร์ด (Guilford, 1959, p. 389) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถทาง
สมองเป็นความสามารถที่จะคิดได้กว้างไกลหลายทิศทางหรือที่เรียกว่าแบบอเนกนัย (Divergent
thinking) ซึ่งลักษณะความคิดเช่นนี้ จะนำไปสู่การคิดประดิษฐแ์ ปลกใหม่รวมถึงการคิดค้นพบวิธีการ
แกป้ ัญหาไดส้ ำเร็จอีกด้วย และความคิดสร้างสรรค์น้จี ะประกอบดว้ ยความคล่องในการคิด (Fluency)
ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) และความคิดแปลกใหม่ (Originality) คนที่มีลักษณะดังกล่าวจะต้อง
เปน็ คนกล้าคดิ ไม่กลัวถูกวพิ ากษว์ ิจารณ์และมอี ิสระในการคดิ


15

สรุปได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ เป็นความสามารถในการคิดของมนุษย์ที่มีการคิดในหลาย
แง่มุมที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ต่างๆ จนนำไปสู่การคิดประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้หรือ วิธีการใหม่ๆ
โดยความคิดสรา้ งสรรค์อาจแบ่งได้เป็น 4 ลกั ษณะดังน้ี ความคดิ รเิ ร่ิม (Originality) เปน็ การคิดแปลก
ใหมแ่ ตกตา่ งไปจากความคดิ เดิม ความคดิ คลอ่ ง (Fluency) เปน็ การคดิ หาคำตอบได้อย่างคล่องแคล่ว
รวดเร็วและมีปรมิ าณมากในเวลาจำกดั ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) เป็นการคิดหาคำตอบไดห้ ลาย
ประเภทและสามารถ ดัดแปลง จากสิ่งหนึ่งไปเป็นสิ่งต่างๆ ได้ ความคิดละเอียดลออ (Elaboration)
เปน็ การคดิ ในรายละเอียดเพื่อตกแต่งหรือขยายความคดิ หลกั ให้สมบรู ณย์ ง่ิ ข้ึน

หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551

การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่คาดหวังได้ทุก
ฝา่ ยท่เี ก่ียวข้องท้ังระดบั ชาติ ชมุ ชน ครอบครัว และบุคคลต้องร่วมรับผิดชอบ โดยร่วมกันทำงานอย่าง
เป็นระบบ และต่อเนื่อง ในการวางแผนดำเนินการ ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบ ตลอดจนปรับปรุง
แก้ไข เพือ่ พฒั นาเยาวชนของชาตไิ ปสู่คุณภาพตามมาตรฐานการเรยี นร้ทู ่ีกำหนดไว้

วสิ ยั ทศั น์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียน ทุกคนซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็น
มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย และเป็น
พลเมืองโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มี
ความรู้และทักษะพื้นฐานรวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการศึกษา
ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้ และพัฒนา
ตนเองไดเ้ ตม็ ตามศกั ยภาพ
หลักการ
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน มีหลักการสำคญั ดังนี้
1. เปน็ หลกั สตู รการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติมจี ุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้
เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของ
ความเปน็ ไทยควบคู่กับความเปน็ สากล
2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอ
ภาค และมีคณุ ภาพ
3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
ใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพ และความต้องการของท้องถิน่


16

4. เป็นหลักสูตรการศึกษาท่ีมโี ครงสรา้ งยืดหย่นุ ท้ังด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการจัดการ
เรยี น

5. เป็นหลกั สูตรการศึกษาทเี่ นน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำคัญ
6. เปน็ หลักสูตรการศึกษาสำหรบั การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุม
ทกุ กลุม่ เป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
จดุ หมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มี
ศกั ยภาพ
ในการศึกษาตอ่ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเปน็ จุดหมายเพ่ือใหเ้ กิดกบั ผู้เรียน เม่อื จบการศึกษาขั้น
พ้ืนฐาน
ดังน้ี
1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติ
ตนตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาท่ีตนนบั ถอื ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2. มีความรู้ ความสามารถในการส่อื สาร การคดิ การแก้ปญั หา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะ
ชวี ิต
3. มีสขุ ภาพและสขุ ภาพจิตทีด่ ี มสี ขุ นสิ ยั และรักการออกกำลงั กาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเปน็ พลเมอื งไทย และพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมุข
5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์ และพัฒนา
สิง่ แวดล้อมมีจติ สาธารณะทมี่ ่งุ ทำประโยชน์ และสร้างสง่ิ ท่ีดีงามในสงั คม และอยู่รวมกันในสังคมอย่าง
มีความสขุ
สมรรถะสำคัญของผูเ้ รยี นและคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มี
คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ ดังนี้
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน มงุ่ ให้ผเู้ รยี นเกดิ สมรรถนะสำคญั 5 ประการ ดังนี้
1. ความสามารถในการส่ือสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้
ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
ข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา
ต่อรองเพื่อขจัด และลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลัก


17

เหตุผล และความถกู ตอ้ ง ตลอดจนการเลอื กใชว้ ธิ ีการสอ่ื สารทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบท่ี
มตี ่อตนเองแชละสงั คม

2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้
หรือสารสนเทศ เพื่อการตดั สนิ ใจเกีย่ วกับตนเอง และสงั คมได้อย่างเหมาะสม

3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหา และอุปสรรคต่าง ๆ ท่ี
เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรม และข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณต์ ่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้ใช้
ในการป้องกัน และแก้ปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อ
ตนเอง สังคม และสิง่ แวดลอ้ ม

4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน
การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่
ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหา และความ
ขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสมการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดล้อม
และการรู้จกั หลกี เลี่ยงพฤตกิ รรมไมพ่ งึ ประสงค์ทส่ี ่งผลกระทบต่อตนเอง และผ้อู น่ื

5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ
และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเอง และสังคมในด้านการเรียนรู้ การ
สอื่ สาร การทำงานการแกป้ ัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกตอ้ งเหมาะสม และมีคุณธรรม

คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทย และพลเมืองโลก
ดังนี้
1) รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
2) ซ่อื สัตย์สุจริต
3) มวี นิ ยั
4) ใฝเ่ รียนรู้
5) อยู่อยา่ งพอเพียง
6) ม่งุ มัน่ ในการทำงาน
7) รักความเปน็ ไทย
8) มีจติ สาธารณะ


18

นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตาม
บรบิ ท และจดุ เนน้ ของตนเอง

มาตรฐานการเรียนรู้
การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมอง และพหุปัญญา
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐานจงึ กำหนดใหผ้ ูเ้ รียนเรยี นรู้ 8 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ดังน้ี
1) ภาษาไทย
2) คณติ ศาสตร์
3) วทิ ยาศาสตร์
4) สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
5) สุขศึกษาและพลศึกษา
6) ศลิ ปะ
7) การงานอาชีพและเทคโนโลยี
8) ภาษาตา่ งประเทศ
ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการ
พัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และ
ค่านิยมท่ีพงึ ประสงค์ เม่อื จบการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรยี นรู้ยังเป็นกลไกสำคญั

สาระการเรยี นรูก้ ลมุ่ สาระสงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม

กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มี
ความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับ
บริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และค่านิยมท่ี
เหมาะสม โดยได้กำหนดสาระตา่ ง ๆ ไว้ ดังน้ี

1. ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การนำหลักธรรมคำสอนไปปฏบิ ตั ิในการพัฒนา
ตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทำความดี มีค่านิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ
รวมท้งั บำเพ็ญประโยชนต์ อ่ สงั คมและสว่ นรวม

2. หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ระบบการเมืองการปกครองใน
สังคมปัจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะ และ
ความสำคัญ การเปน็ พลเมืองดี ความแตกต่าง และความหลากหลายทางวัฒนธรรม คา่ นิยม ความเช่ือ
ปลูกฝังคำนิยมค้านประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพการ
ดำเนนิ ชวี ติ อยา่ งสนั ติสุขในสงั คมไทย และสงั คมโลก


19

3. เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจา่ ย และการบรโิ ภคสนิ ค้าและบริการ การบริหารจดั การ
ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนำหลัก
เศรษฐกจิ พอเพียงไปใช้ในชวี ิตประจำวนั

4. ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์พัฒนาการ
ของมนุษยชาติจากอดีตถึงปจั จุบนั ความสัมพันธ์ และเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ผลกระทบที่
เกิดจากเหตุการณ์สำคัญในอดีต บุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในอดีต ความ
เปน็ มาของชาติไทย วฒั นธรรม และภมู ปิ ัญญาไทย แหลง่ อารยธรรมท่ีสำคัญของโลก

5.ภูมิศาสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากร และ
ภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก การใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์
ความสัมพันธ์กันของสิ่งต่าง ๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทาง
ธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การนำเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อการ
พฒั นาทยี่ งั่ ยนื

สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระท่ี 1 ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม

มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของ
พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตาม
หลักธรรม เพอื่ อยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสนั ติสขุ

มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนัก และปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดี และธำรงรักษา
พระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาทีต่ นนบั ถือ

สาระที่ 2 หนา้ ทพี่ ลเมือง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชีวิตในสงั คม
มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจ และปฏิบตั ติ นตามหนา้ ท่ขี องการเปน็ พลเมืองดี มคี ่านยิ มท่ีดี

งาม และธำรงรกั ษาประเพณี และวฒั นธรรมไทยดำรงชีวิตอย่รู ่วมกันในสังคมไทย และสังคมโลกอย่าง
สันติสุข

มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธา
และธำรงรักษาไวซ้ ง่ึ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข

สาระท่ี 3 เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจ และสามารถบริหาร จัดการทรัพยากรในการผลิต และการ

บริโภคการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ารวมทั้งเข้าใจหลักการของ
เศรษฐกจิ พอเพียงเพ่อื การดำรงชวี ติ อย่างมีดลุ ยภาพ

มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทาง
เศรษฐกจิ และความจำเปน็ ของการรว่ มมอื กนั ทางเศรษฐกิจในสังคมโลก


20

สาระที่ 4 ประวัตศิ าสตร์
มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลา และยุคสมัยทาง

ประวตั ศิ าสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวตั ศิ าสตร์มาวิเคราะหเ์ หตกุ ารณต์ า่ ง ๆ อย่างเป็นระบบ
มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจบถึงปัจจุบัน ในด้าน

ความสมั พนั ธ์ และการเปลย่ี นแปลงของเหตุการณ์อยา่ งต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญ และสามารถ
วิเคราะหผ์ ลกระทบท่ีเกดิ ข้ึน

มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความ
รกั ความภูมใิ จและธำรงความเป็นไทย

สาระท่ี 5 ภมู ศิ าสตร์
มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลกั ษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพนั ธข์ องสรรพส่ิง

ซึ่งมีผลต่อกัน และกันในระบบของธรรมชาติ ใช้แผนที่ และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ ในการค้นหา
วเิ คราะห์ สรปุ และใช้ขอ้ มลู ภมู สิ ารสนเทศอยา่ งมีประสิทธิภาพ

มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพท่ี
ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรม มีจิตสำนึก และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากร และ
สิ่งแวดล้อม เพ่อื การพัฒนาทย่ี ง่ั ยนื

สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ เรื่อง ความสำคญั ของหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์
สาระการเรียนรู้ และมาตรฐานการเรยี นรู้

สาระที่ 4 ประวตั ศิ าสตร์
มาตรฐาน ส 4.1 ประเมนิ ความนา่ เช่ือถอื ของหลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ในลักษณะ
ตา่ งๆ
ตวั ช้ีวดั

ม.2/1 ประเมินความน่าเชื่อถือของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในลักษณะ
ต่างๆ

ม.2/2 วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างความจริงกับข้อเท็จจริงของ
เหตกุ ารณท์ างประวตั ิศาสตร์

ม.2/3 เห็นความสำคัญของการตีความหลักฐาน ทางประวัติศาสตร์ที่
นา่ เช่อื ถือ


21

สาระการเรียนรู้แกนกลาง

1. วิธีการประเมินความน่าเชื่อถือของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใน
ลักษณะต่างๆ อย่างง่ายๆ เช่น การศึกษาภูมิหลังของผู้ทำหรือผู้เกี่ยวช้อง สาเหตุ
ชว่ งระยะเวลา รูปลักษณข์ องหลักฐานทางประวตั ิศาสตร์ เป็นต้น

2. ตัวอย่างการประเมนิ ความนำเชื่อถือของหลักฐานทางประวัตศิ าสตร์ไทย
ทอ่ี ย่ใู นท้องถิ่นของตนเอง หรือหลกั ฐานสมัยอยุธยา(เชื่อมโยงกบั มฐ. ส ๔.๓)

3. ตัวอย่างการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารต่างๆในสมัยอยุธยาและธนบุรี
(เชื่อมโยงกับ มฐ.ส ๔.๓) เช่นข้อความบางตอนในพระราช-พงศาวดารฮยุธยา
จดหมายเหตุชาวต่างชาติ

4. การแยกแยะระหว่างข้อมูลกับความคิดเห็นรวมทั้งความจริงกับ
ขอ้ เทจ็ จริงจากหลักฐานทางประวตั ิศาสตร์

5. ตัวอย่างการตีความข้อมูลจากหลักฐานที่แสดงเหตุการณ์สำคัญในสมัย
อยธุ ยาและธนบรุ ี

6. ความสำคญั ของการวิเคราะห์ข้อมลู และการตีความทางประวัติศาสตร์

รูปแบบการเรียนรู้แบบใช้โครงงาน

ความหมายรูปแบบโครงงาน

วัชรินทร์ โพธิ์เงิน และคณะ (2557) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบโครงงาน (Projectbased
Learning) เป็นการส่งเสรมิ การเรียนรู้ตลอดชวี ติ สอดคล้องกับหลกั ทฤษฎีการเรยี นรู้ constructivism,
constructionism และการเรยี น รู้แบบรว่ มมอื (cooperative learning) ซ่งึ มขี น้ั ตอนการเรียนรู้ที่เริ่ม
จากการแสวงหาความรู้กระบวนการคดิ และทกั ษะในการแกป้ ัญหาไวใ้ น รูปแบบการเรียนรู้

บุบผา เรืองรอง (2556) กล่าวว่า การสอนแบบโครงงาน หมายถึงการจัดการเรียนการสอน
รูปแบบหนึ่งซึ่งให้ความสำคัญกับเด็กส่งเสริมให้เด็กแสวงหาคำตอบจากการเรียนเรื่องใดเรื่องหน่ึง
อย่างลุ่มลึกเพื่อสร้างองค์ความรู้ดว้ ยตนเองโดยทีเ่ ด็กหรือครูร่วมกันกำหนดเรื่องที่ต้องการเรียนรู้แล้ว
ดำเนินการแสวงหาความรู้ด้วยกระบวนการแก้ปัญหาโดยครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้เด็กเรียนรู้
จากประสบการณ์ตรงและจากแหล่งเรียนรู้


22

กุลรภัส เทียมทิพร (2559) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน เป็นกิจกรรมการ
เรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าและลงมือปฏิบัติกิจกรรม ด้วยความสนใจ ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความ
ถนัดและความสามารถของตนเอง โดยใชก้ ระบวนการวิทยาศาสตร์หรือกระบวนการอนื่ ๆท่ีเปน็ ระบบ

Blank (1997) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเป็นรูปแบบการเรียน การสอนจริง
หรือกลยุทธ์ในการวางแผนทน่ี ักเรียนสามารถนำไปใช้และสามารถ ประเมินผลโครงงานที่มีจากการใช้
งานจรงิ ในแหลง่ เรยี นรนู้ อกหอ้ งเรยี น

Thomas (2000) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานไม่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับ
หลักสูตร การเรียนรูแ้ บบโครงงานเป็นฐานให้ความสำคัญกับการสร้างคำถามหรือปัญหาท่ีพบ ผู้เรียน
ที่จะค้นพบ แนวคิดและหลักการของระเบียบวิธีการดำเนินการด้วยตนเอง การทำโครงงานจะทำให้
ผู้เรียนเกิดความคิดที่สร้างสรรค์ โครงงานจะมีนัยสำคัญบอกความเคลื่อนไหวของงานโครงงานจะมี
ความเป็นจริง ไมเ่ หมอื นการเรียนในสถานศึกษา

Edutopia (2015 ) กล่าวเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้วยโครงงานว่าหมายถึง การเรียนรู้ด้วย
โครงงานเป็นการเรียนรู้ที่(dynamic) เป็นการสอนที่ให้ผู้เรียนศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นจรงิ และที่ท้าทาย
ในขณะเดียวกันช่วยพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกันหลายอย่างในขณะที่ร่วมมือกันท ำงานเป็นกลุ่มเล็กๆ
ท้ังนเ้ี พราะการเรียนรู้ดว้ ยโครงงานเป็นการเรยี นรู้ทเี่ ต็มไปดว้ ยการเรยี นรู้การใชง้ านและการมีส่วนร่วม
ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ลึกในวิชาที่กำลังศึกษาอยู่ การวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า ผู้เรียนมี
แนวโน้ม ที่จะคงไว้ซึ่งงความรู้ที่ได้ผ่านวิธีการนี้ทั้งมากขึ้นและรวดเร็วกว่าผ่านการเรียนรู้ที่ใช้ ตาราง
เรียนเป็นศูนย์กลางแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ผู้เรียนพัฒนาความเชื่อมั่น และการกำกับตนเองจาก การ
ทำงานทั้งเป็นทีม และเป็นอิสระ ในกระบวนการของการดำเนินโครงงานให้สำเร็จนั้นผู้เรียนยังได้
พัฒนาทักษะในการวิจัยพัฒนาการสื่อสารที่ดีกับเพื่อนและผู้ใหญ่ และมักทำให้เกี่ยวข้องกับชุมชน
สง่ ผลใหช้ ุมชนมมี มุ มองในทางบวกกับงานทผ่ี ูเ้ รยี นทำการประเมินผู้เรยี นอยู่บนพ้ืนฐานของโครงงานท่ี
ผู้เรียนทำมากกว่าการเปรียบเทียบด้วยเกณฑ์แคบๆ ด้วยการสอบการเขียนบรรยายและการทำ
รายงาน การประเมินผลการทำงานบนพื้นฐานของโครงงานมักจะมีความหมายกับผู้เรียน ผู้เรียนจะ
มองเห็นการเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับชีวิตจริงและอาจจะเป็นแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพหรือมี
ส่วนร่วมในการเคลือ่ นไหวท่ีเกย่ี วของ้ กบัโครงงานทผี่ ู้เรียนพัฒนา

Wurdinger and other (2007) กล่าวว่า การเรียน รู้แบบโครงงาน (Project-based
Learning) เป็นการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้ใช้กระบวนการคิดและศักยภาพการ
แก้ปัญหา โดยที่ผู้เรียนช่วยกันคิดและร่วมแรงแข็งขันกันทำงาน ฝึกฝนทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ ซง่ึ ผู้เรยี นเรม่ิ แรกต้องเรียนรรู้ ่วมกนั ด้วยการจำแนกประเด็นปัญหา การพัฒนาแผน/แนว


23

ทางการพัฒนา การทดสอบเพื่อพิสูจน์ความคิดของกลุม่ และการสะท้อนความคิดหลังจากท่ีไดป้ ฏิบตั ิ
แลว้ การเรยี นรแู้ บบนีเ้ นน้ กระบวนการออกแบบ และจัดทำสง่ิ ตา่ งๆ ในลักษณะของโครงงาน

สรุปได้ว่า การศึกษาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีการระบุปัญหาเพื่อหาวิธีแก้ไข
ปัญหา โดยการออกแบบโครงงาน รวบรวมข้อมลู ปฏิบตั ิทดสอบและพฒั นาและ ประเมินผลโครงงาน
ด้วยตนเองตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมี วิจารณญาณ และ
แก้ไขปัญหาได้เกิดประโยชน์กับตนเองและผู้อื่นซึ่งในการจัดทำโครงงานทำสามารถทำให้ทุกระดับช้นั
อาจเปน็ รายบุคคลหรอื รายกลุม่ กระทำในเวลาเรียนหรือนอกเวลาเรียนก็ได้

ประเภทของการจดั การเรยี นรู้แบบโครงงาน

อรุณี ศรีสิทธิชูชาติ (2557 หน้า 572) กล่าวถึง ประเภทของโครงงานแบ่งโดยทั่วไปเป็น 2
ประเภท คือ โครงงานตามความสนใจและโครงงานตามสาระการเรียนรู้ โดยแบ่งตามลักษณะการ
ดำเนินการตามความถนัดและความสนใจแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ โครงงานสำรวจรวบรวมข้อมูล
โครงงานทดลอง โครงงานสงิ่ ประดษิ ฐแ์ ละโครงงานการสรา้ งทฤษฎีการเรยี นรู้แบบโครงงาน

รสนภา ราสุ (2559 หน้า 43) กล่าวถึง ประเภทของโครงงานสรุปได้ว่า โครงงานแต่ละ
ประเภทเกิดจากการพัฒนาทางความคิดและระดับความสามารถของนักเรียนในการคิดรูปแบบของ
การทำโครงงานที่เหมาะสมกับความสามารถของตน แหล่งความและทรัพยากรท้องถิ่นนั้นๆ โดยอาจ
แบ่งเปน็ โครงงานสำรวจและรวบรวมข้อมลู โครงงานทดลอง โครงงานการพัฒนาหรอื สรา้ งสิ่งประดิษฐ์
โครงงานการสร้างหรือการอธิบายทฤษฎีโครงงานค้นคว้าข้อมูล โครงงานสำรวจ โครงงานที่เห็น
ผลผลติ หรอื ชนิ งาน โครงงานทีต่ ้องจัดงานหรือการแสดง โครงงานแบบกจิกรรมเสริมความความสนใจ
และโครงงานเต็มรปู แบบ เปน็ ต้น

ฟรายด์ -บธู (Fried -Booth Diana L. 1987:9-10) กลา่ วถึง ประเภทของโครงงาน ซึ่งมงุ่ เนน้
นักเรียนเป็นสำคัญ ว่าโครงงานมี 2 ประเภทดว้ ยกนั คือ

1. โครงงานเตม็ รูปแบบ (Full - Scale Project)

2. โครงงานเสรมิ ความรู้ความสนใจ (Bridging or Motivating Activities)

โครงงานทั้ง 2 ประเภทน้ี มีลักษณะสัมพันธ์กัน คือ โครงงานแบบกิจกรรมเสริมความรู้ ความ
สนใจเปน็ โครงงานย่อยที่จะนำไปสู่โครงงานเตม็ รูปแบบและความแตกตา่ งทีเ่ ห็นไดช้ ัดเจนคือ โครงงาน
แบบกิจกรรมเสริมความรู้ ความสนใจ เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในห้องเรียน ขณะที่โครงงานเต็มรูปแบบ
จะขยายไปนอกห้องเรยี น โครงงานเตม็ รปู แบบมี 3 ขั้นตอน ดังนี้


24

2.1 การวางแผนในห้องเรียน

นักเรียนรว่ มกับครูอภปิ รายเรื่องเน้ือหาขอบเขตของโครงงานท่ีทำรวมท้ังภาษาที่นำมาใช้และ
วิธีการเก็บรวบรวมขอ้ มลู

2.2 วิธีดำเนินโครงงาน

นักเรียนสามารถออกไปนอกห้องเรียน เพื่อดำเนินโครงงานตามทีว่ างแผนไวน้ ักเรียนสามารถ
ใชท้ ักษะท้งั 4 คอื ทกั ษะการฟัง อา่ น พูดและเขยี น มาบูรณาการเข้าดว้ ยกันอย่างเปน็ ธรรมชาติ

2.3 ทบทวนและติดตามผลงานนักเรียนอภิปรายและให้ข้อมูลย้อนหลังทั้งระหว่างและหลัง
การทำโครงงานโดยครูเปน็ ผู้คอยให้คำปรึกษา นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มช่วยกันวเิ คราะห์ผลงานและติดตาม
งานของกลุ่มแต่เน่ืองจากนักเรียนแต่ละคนล้วนมคี วามสนใจและความต้องการทีแ่ ตกต่างกันโครงงาน
เต็มรูปแบบ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักเรียนได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงควรมีกิจกรรม
โครงงานย่อยที่สามารถทำได้ในห้องเรียนในระยะเวลาสั้นๆ หรือไม่จำกัดเวลาสนองความต้องการที่
หลากหลายของนักเรียน ได้แก่ โครงงานแบบกิจกรรมเสริมความรู้ความเข้าใจ (Bridging or
Motivating Activities)

ไฮนซ์ (Haines Simon. 2002: 2) กล่าวว่า โครงงานเปิดโอกาสใหน้ กั เรียนมีบทบาทสำคัญใน
การเรยี นรู้ โดยโครงงานแบ่งออกเปน็ 4 จำพวก ได้แก่

1. โครงงานค้นคว้าข้อมลู (Information and Research Project) เปน็ การศกึ ษาข้อมูล เช่น
การศกึ ษาเก่ยี วกบั ท้องถ่นิ ท่นี ักเรยี นอาศัยอยู่ หรือสถานการณ์ท่นี กั เรียนสนใจ

2. โครงงานสำรวจ (Survey Project) เป็นการสำรวจความคิดเห็นและทัศนคติต่อสิ่งหนึ่งสงิ่
ใดอย่ใู นความสนใจของนกั เรียน

3. โครงงานที่เห็นผลผลิตหรือชิ้นงาน (Production Projects) เป็นการลงมือปฏิบัติเพื่อให้
เกิดผลผลิตอย่างใดอย่างหน่ึงเช่นการทำหนังสือพิมพ์ของโรงเรียนการทำแผ่นพับแนะนำสถานที่
ทอ่ งเทยี่ วในจังหวดั ของตน

4. โครงงานที่จัดงานหรือการแสดง (Performamce and OrganizationalProjects) เป็น
การแสดงออกหรือการจัดกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา เช่น การจัดรายการเสียงตามสาย การ
แสดงละคร


25

โครงงานทั้ง 4 ลักษณะที่กล่าวข้างตน เน้นการมีส่วนร่วม การให้ความร่วมมือและการ
รับผิดชอบต่อหนา้ ที่ของนักเรยี นให้การทำโครงงาน เพื่อบรรลุผลตามวัตถปุ ระสงค์ของโครงงานที่วาง
ไว้ ทั้งนีน้ กั เรียนอาจใชเ้ วลาในห้องเรียนในการสรา้ งโครงงาน

สรปุ ได้วา่ โครงงานที่ใช้เกณฑ์ของผลทีไ่ ด้รับแบง่ โครงงานเป็น 3 ประเภท คอื

1) โครงงานสำรวจ โครงงานสำรวจเปน็ การสำรวจความรูท้ ม่ี อี ยู่แลว้ ในธรรมชาติ หรือสภาพท่ี
เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตามโครงงานนี้นักเรียนจะต้องไปศึกษารวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ เช่น
สอบถาม สัมภาษณ์ สำรวจโดยใช้เครื่องมือ เช่น แบบสังเกต แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบ
บนั ทึก ฯลฯ ในการ รวบรวมข้อมลู ท่ตี อ้ งการศกึ ษา

2) โครงงานทดลอง โครงงานประเภทนี้เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา เรื่องใด
เรื่องหนึ่งว่าจะเกิด อะไรหรือจะมีอะไรเกิดขึ้น (What it will be) เมื่อมีการทดลองสิ่งที่จัดกระทำข้นึ
คือ ตัวแปรต้น เพื่อ ศึกษาว่าจะมีผลต่อตัวแปร ที่ต้องการศึกษาคือตัวแปรตามอย่างไร ด้วยมีการ
ควบคุมตัวแปรอน่ื ๆ คอื ตวั แปร ควบคุมท่อี าจมผี ลต่อตัวแปรตาม

3) โครงงานประดิษฐ์ โครงงานประเภทนี้เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์คือ การนำความรู้ มี
ทฤษฎี หลักการหรือ แนวคิดมาประยุกต์ใช้ โดยการประดิษฐ์เป็นเครื่องมือ และเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อ
ประโยชน์ในการเรียน การทำงาน หรือการใช้สอยอื่นๆ มีการประดิษฐ์คิดค้นตามโครงงานนี้อาจเป็น
การประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ โดยที่ยังไม่มีใครทำ หรืออาจเป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง และดัดแปลง
ของเดิมท่ีมอี ยู่แลว้ ใหม้ ีประสทิ ธิภาพสูงขน้ึ

การจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้โครงงาน

ชมรมปฏิรูปการศึกยา (2558: 10-18) กล่าวว่า ความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้
โครงงานหมายถึง การจัดการเรียนการสอนที่เน้นประสบการณ์ในการปฏิบัติงานให้แก่ผู้เรียนผ่าน
ประสบการณ์ตรงได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน รู้จักการวางแผนการ
ทำงานด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ สื่อสารและทำงานร่วมกันกับผู้อื่น ตลอดจนประเมินผลงานและ
การทำงานของตนเองได้

คุษฎี โยเหลาและคณะ (2557: 19-20) กล่าวว่า ความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้
โครงงาน ไว้ว่า การจัดการเรียนรู้ที่มีครูเป็นผู้กระตุ้นเพื่อนำความสนใจที่เกิดจากตัวนักเรียนมาใช้ใน
การทำกิจกรรมค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวนักเรียนเอง นำไปสู่การเพิ่มความรู้ที่ได้จากการลงมือ
ปฏิบัติการฟังและการสังเกตุจากผู้เชี่ยวชาญ โดยนักเรียนมีการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทำงานเป็น


26

กลุ่มที่จะนำมาสู่การสรุปความรู้ใหม่ มีการเขียนกระบวนการจัดทำโครงงานและ ได้ผลการ จัด
กิจกรรมเป็นผลงานแบบรูปธรรม

Solomon (2003: 10) กล่าวว่า ความหมายการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน เป็น
กระบวนการของการเรียนรู้ที่นักเรียนจะต้องรับผิดชอบในการศึกษาของตัวเอง นักเรียนได้ทำงาน
ร่วมกับผู้อื่นเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียน หรือประเด็นที่ตนสนใจในหัวข้อท่ี
หลากหลาย ผู้เรียนไดเ้ รยี นรู้วธิ ีการออกแบบกระบวนการเรยี นรู้ของตัวเอง และตัดสนิ ใจเลือกสถานท่ี
ที่สามารถเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ รวมถึงมีการนำเสนอความรู้ใหม่ของพวกเขาใน
ตอนทา้ ย ตลอดกระบวนการของการเรยี นรู้ครทู ำหน้าทเ่ี ปน็ ทีป่ รึกษา

Jayasrce Dutta and Laxmi Batotra (2013: 1) กล่าววา่ การจดั การเรยี นร้โู ดยใช้โครงงาน
เป็นการเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมลงมือปฏิบัติการทำโครงงานโดยใช้ความรู้และทักษะในหลาย
สาขาวิชา มีอิสระในการคิดมากขึ้น มีความสัมพันธ์กับผู้เรียนคนอื่นๆ มากขึ้น โดยผู้เรียนจะเป็น
ผอู้ อกแบบโครงงาน วางแผนโดยดำเนนิ การเป็นรายบคุ คลและเป็นกลุม่ เพ่อื แกป้ ัญหาหรอื ตอบปัญหา
หนงึ่ ๆ

KM CHIL (2015) อธบิ ายข้นั ตอนที่สำคญั ในการจดั การเรยี นรู้ แบบโครงงานดังน้ี

ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมความพร้อม ผู้สอนเตรียมมอบหมายโครงงานโดย ระบุในแผนการ
สอนในชั้นเรียนผู้สอนอาจกำหนดขอบเขตของโครงงานอย่างกว้างๆ ให้สอดคล้องกับรายวิชาหรือ
ความถนัดของผู้เรียน และเตรียมแหล่งเรียนรู้ข้อมูล ตัวอย่างเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้เรียนได้ศึกษา
ค้นคว้าเพิม่ เติม สามารถใชเ้ วบ็ ไซต์ ในการ update ขอ้ มลู แหลง่ เรยี นรู้และการกำหนดนัดหมายต่างๆ
เก่ยี วกบั การดำเนินโครงงานได้

ขั้นตอนที่ 2 การคิดและเลือกหัวข้อให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างทางเลือกในการ ออกแบบโครงงาน
เองเพ่อื เปิดโอกาสใหร้ ู้จกั การคน้ คว้าและสร้างสรรค์ความรู้เชิง นวตั กรรม ผสู้ อนอาจใหผ้ เู้ รียนทบทวน
วรรณกรรมที่เกย่ี วข้องก่อนเพ่ือเป็นแนวทาง ในการเลือกหวั ข้อ การทำงานเปน็ ทีม กระตุ้นให้เกิดการ
ระดมสมอง จะทำให้เกิด ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ทักษะการสื่อสารและทักษะการสร้างความร่วมมือ

ขั้นตอนที่ 3 การเขียนเค้าโครงของโครงงาน เป็นการสร้าง mind map แสดงแนวคิด
แผนการดำเนินงาน และขั้นตอนการทำโครงงานเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องมอง เห็นภาระงาน บทบาท และ
ระยะเวลาในการดำเนนิ งานทำใหส้ ามารถปฏิบัติโครงงาน ได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพมากข้นึ

ขั้นตอนที่ 4 การปฏบิ ตั โิ ครงงานผู้เรียนลงมอื ปฏบิ ตั ติ ามแผนที่วางไว้ใน เค้าโครงของโครงงาน
ถ้ามีการวางเค้าโครงเอาไว้แล้วผู้เรียนจะรู้ได้เองว่าจะต้องทำ อะไรในขั้นตอนต ต่อไป โดยไม่ต้องรอ


27

ถามผู้สอนในระหว่างการดำเนินการผู้สอน อาจมีการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดหรือร่วมแก้ปัญหาไป
พรอ้ มๆกับผูเ้ รียน

ขั้นตอนที่ 5 การนำเสนอโครงงาน ผู้เรียนสรุปรายงานผล โดยการเขียน รายงานหรือการ
นำเสนอในรปู แบบอน่ื ๆ เชน่ แผ่นพับ โปสเตอรจ์ ัดนทิ รรศการ รายงานหน้าช้ันส่งงานทางเว็บไซต์หรือ
อีเมลถ้ามีการประกวดหรือแขง่ ขนั ด้วย จะทำใหผ้ ู้เรยี นเกดิ ความกระตอื รอื รน้ มากขน้ึ

ขั้นตอนที่ 6 การประเมินผลโครงงาน ควรมีการประเมินผลการเรียนรู้ โดยหลากหลายเช่น
ผู้เรียนประเมินตนเองประเมินซึ่งกันและกันประเมินจากบุคคล ภายนอกการประเมินจะไม่วัดเฉพาะ
ความรู้หรือผลงานสุดท้ายเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกระบวนการที่ได้มาซึ่งผลงานด้วย การประเมิน
โดยผู้สอนหลายคนจะเป็นการ สร้างปฏิสัมพันธ์และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้สอน
ด้วยกันอีกด้วย การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานกับการเรียนรู้โดยการนำตนเอง การเรียนรู้แบบ
โครงงานเป็นฐานเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองจาก
การเลือกในสิ่งที่สนใจ ได้ลงมือปฏิบัติจริง มีขั้นตอนการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อนนำไปสู่ความรู้
ใหม่ ๆ อาจใช้วิธีการสำรวจ ค้นคว้า การประดิษฐ์คิดค้น การแก้ปัญหา ซึ่งเป็นการค้นพบความรู้ด้วย
ตัวของ ผูเ้ รียนเองและมีผลงานปรากฏใหเ้ หน็ (ฐิตยิ า เนตรวงษแ์ ละบญุ ญลักษม์ตำนานจติ ร, 2555) ซง่ึ
สอดคลอ้ งกบั

Partnership for 21st Century skill (2019) ที่กล่าวถึง การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ผู้สอ
จะต้องให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยผู้สอน จะออกแบบการเรียนรู้เป็นโค้ช (coach) และอำนวย
ความสะดวก (facilitator) ด้วยการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project – based learning) ซึ่งสิ่ง
ที่เป็น ตัวช่วยให้ผู้สอนในการจัดการเรียนรู้คือ ชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ (Professional learning
communities : PLC) นอกจากน้นั

วิจารณ์พานิช (2556) ได้กล่าวถึง การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน ประกอบด้วย 4
องค์ประกอบที่จะทำให้ผู้เรียน เกิดทักษะอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1. ชิ้นงาน ผลลัพธ์ที่ได้จากการ
ทำโครงงาน 2. การจดบันทึกด้วยตนเองระหว่างทำโครงงาน การเขียนรายงาน เพ่ือเป็นการทบทวน
3. การนำเสนอและจดั ทำรายงาน (presentation and report) เสนอในรูปแบบ ต่าง ๆ และ 4. การ
สะทอ้ นผล (Reflection) เช่น ได้เรียนรู้อะไร ความร้ทู ไี่ ด้มคี ณุ ค่า ต่อชีวติ ในอนาคตอย่างไรเป็นต้น ซึ่ง
การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เป็นการทำงานเป็นทีม โดยมีการลงมือปฏิบัติทดลอง ประดิษฐ์
คิดค้น ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ ในกระบวนการเชิงลึกทั้งหมดดว้ ยตนเอง ส่วนหนา้ ที่สำคัญของผู้สอน
นั้น คือ การทำ หน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) และเสนอแนะเครื่องมือในการเข้าถึง
องค์ความรู้ผ่านวิธีการต่างๆ คอยแนะนำ ชี้แนะแนวทางในการวางแผนและดำเนิน โครงงานและต้ัง


28

คำถามเพื่อให้ผู้เรียนได้ตอบคำถามจากการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง การเรียนรูแ้ บบโครงงานเปน็ ฐานจึงเป็น
ส่วนสำคญั ใหผ้ ้เู รียนเกดิ การเรยี นรู้ โดยการนำตนเอง

สรุปได้วา่ การเรียนรู้ด้วยโครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญรูปแบบหนึ่ง
ที่เป็นการให้ผู้เรียน ได้ลงมือปฏิบัติจริงในลักษณะของการศึกษาสำรวจค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์
คิดค้นเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สอดคล้องกับหลกั ทฤษฎีการเรียนรู้ และการเรียน รู้แบบ
ร่วมมือ ซึ่งมี ขั้นตอนการเรียนรู้ที่เริ่มจากการแสวงหาความรู้กระบวนการคิด และทักษะในการ
แกป้ ัญหาไวใ้ นรปู แบบการเรียนรู้

ขั้นตอนการสอนแบบโครงงาน

ทิพย์รวี ยอดเดชา (2557:17-18) กลา่ วถงึ ขั้นตอนการสอนแบบโครงงานไว้ว่า มีกระบวนการ
ใหญๆ่ 3 ข้นั ตอน ดงั ตอ่ ไปน้ี

ขน้ั แรก เป็นการวางแผนการทำงาน จะเปน็ การทำงานร่วมกนั ในห้องเรียน เพอ่ื ปรึกษาหารือ
โดยครจู ะเป็นผู้ให้แนวทางของโครงงานเพอ่ื ให้นักเรียนเลือกตามความสนใจ

ขั้นที่สอง จะเป็นการลงมือปฏิบัติ นอกห้องเรียนเพื่อรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆจะเป็น
การฝึกให้นักเรียนได้ออกมาสู่โลกภายนอกห้องเรียน ในขณะที่ครูควรสร้างแรงจูงใจแก่ผู้เรียน เพ่ือ
ไม่ใหเ้ กิดความท้อถอยจากงานท่ีตอ้ งทำ

ขั้นสุดท้าย เป็นการตรวจสอบโครงงาน ซึ่งครูผู้สอนมีบทบาทมากในการช่วยเหลือผู้เรียน
ตั้งแต่เริ่มแรกเพื่อให้แน่ใจว่า ผู้เรียนเข้าใจในสิ่งที่ทำจนถึงการรวบรวมข้อมูลในรูปโครงงานต่อไป
ข้ันตอนของการสอนแบบโครงงานข้างต้นอาจแบง่ เปน็ ขัน้ ตอนโดยละเอยี ด ดังนี้

ขั้นที่ 1 กำหนดหัวข้อและขอบเขตของโครงงาน นักเรียนร่วมปรึกษาหารือถึงหัวข้อและ
ขอบเขต โดยรวบรวมข้อมูลจากการอภิปราย แสดงความคิดเห็นจากประสบการณ์ของสมาชิกในแต่
ละกลมุ่

ขัน้ ท่ี 2 กำหนดขอบเขตของผลงานทีจ่ ะไดจ้ ากการปฏบิ ัตโิ ครงงานอย่างชัดเจน

ขั้นที่ 3 กำหนดขั้นตอนการทำโครงงาน วิเคราะห์ข้อมูลพิจารณาวัสดุอุปกรณ์ใดบ้าง ที่
จำเป็นตอ้ งใช้แบง่ หน้าทีร่ บั ผดิ ชอบของนกั เรยี นแต่ละคนให้ชัดเจน

ขั้นท่ี 4 วเิ คราะหท์ ักษะทางภาษาและเลอื กใชว้ ิธกี ารให้สอดคล้องกนั ในการปฏิบัติโครงงาน


29

ขั้นท่ี 5 ขั้นรวบรวมข้อมูล นักเรียนร่วมกันเรียบเรียงข้อมูลที่ได้กำหนดไว้ซึ่งข้อมูลอาจจะ
ได้มาจากภายในห้องเรียนและข้อมูลนอกห้องเรียน นักเรียนอาจจะแยกกันรวบรวมข้อมูลเป็นกลุ่ม
เป็นค่หู รอื รายบุคคลกไ็ ด้

ขั้นที่ 6 รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล นักเรียนนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาเปรียบเทียบและเรียบ
เรยี งเพอ่ื นำเสนอขอ้ มูลที่มีประสทิ ธิภาพ

ขั้นที่ 7 นำเสนอผลงาน อาจอยู่ในรูปแบบของการเขียนรายงานวีดิทัศน์หนังสือพิมพ์ของ
โรงเรยี นอภปิ รายสรุปผล

ขั้นที่ 8 ประเมินผลโครงงาน ทั้งนักเรียนและครูร่วมกันประเมินผลโดยดูจากขั้นตอนปฏิบัติ
โครงงานสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ และพิจารณาว่าภาษาทักษะที่ใช้ในการสื่อสารท่ี
นักเรียนได้รับการบรรจุในขั้นตอนการปฏิบัติตามโครงการหรือไม่ อาจจะพิจารณาจากการอภิปราย
แสดงความคดิ เห็นถงึ คณุ ค่าของประสบการณ์ท่ีไดร้ บั จากโครงงาน และสามารถปรบั ใช้ในอนาคตได้

ปรัชญนันท์ นิลสุข (2558) กล่าวถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นฐาน
ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนได้แก่ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมชั้นตอนการกำหนดหัวข้อ ขั้นตอนการ
ดำเนินการสร้างและทดสอบข้นั ตอนการนำเสนอผลงานและขัน้ ตอนการประเมินผล ดงั น้ี

ขั้นตอนที่ 1. การเตรียมความพร้อม มีการบูรณาการทักษะในศตวรรษที่ 21 คือ สาระวิชา
หลักและสมรรถนะสำคัญ 3 ประการ ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะด้าน ข้อมูล
สารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี และทักษะต้านชีวิตและอาชีพ บทบาทของผู้สอนต้องให้ คำปรึกษา
และแนะนำ บทบาทของผู้เรียนคือ ศึกษาค้นคว้า การจัดกลุ่มทำงาน ระดมความคิด ศึกษาความ
เปน็ ไปได้ และสรปุ ปญั หา

ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดหัวข้อ มีการบูรณาการทักษะในศตวรรษที่ 21 คือ สาระวิชาหลัก
และสมรรถนะสำคัญ 3 ประการทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรมทักษะสารสนเทศ สื่อ และ
เทคโนโลยี และทักษะดา้ นชีวติ และอาชีพ บทบาทของผสู้ อนเหน็ ชอบโครงงานให้คำ แนะนา บทบาท
ของผูเ้ รยี นคอื จัดทำแผนงานโครงงาน นำเสนอหัวข้อโครงงาน

ขั้นตอนที่ 3 การดำเนินการสร้างและทดสอบ มีการบูรณาการทักษะในศตวรรษ ที่ 21คือ
สาระวิชาหลักและสมรรถนะสำคัญ 3 ประการ ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะด้านข้อมลู
สารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี และทักษะด้านชีวิตและอาชีพ บทบาทของผู้สอนติดตาม และ
ตรวจสอบการดำเนินงาน บทบาทของผู้เรียนคือ ลงมือสร้างโครงงาน ทดสอบ การทำงานของ
โครงงาน แกป้ ญั หาโครงงาน


30

ขั้นตอนที่ 4 การนำเสนอผลงาน มีการบูรณาการทักษะในศตวรรษที่ 21 คือ สาระวิชาหลัก
และสมรรถนะสำคัญ 3 ประการ ทักษะด้านการเรยี นรูแ้ ละนวัตกรรม ทกั ษะดา้ นขอ้ มูลสารสนเทศ ส่ือ
และเทคโนโลยีและทักษะด้านชีวิตและอาชีพ บทบาทของผู้สอนรบั ฟังและให้ข้อเสนอแนะ ให้กำลังใจ
และสนับสนุนการทำโครงงาน บทบาทของผู้เรียนคอื นำเสนอ ผลสำเร็จโครงงาน รับฟังข้อเสนอแนะ
ปรับปรุงแก้ไขผลงาน

ขั้นตอนที่ 5 การประเมินผล มีการบูรณาการทักษะในศควรระที่ 21 คือ สาระวิชาหลักและ
สมรรถนะสำคัญ 3 ประการ ทักษะด้านการเรียนรู้และนวตักรรม ทักษะด้านข้อมูล สารสนเทศสื่อ
และเทคโนโลยี และทักษะด้านชีวิตและอาชีพ บทบาทของผู้สอนประเมินผลงาน ตามสภาพจริง
บทบาทของผเู้ รยี นคือ ประเมินผลงานตนเอง

KM CHIL (2015) อธบิ ายขั้นตอนที่สำคญั ในการจดั การเรียนรแู้ บบโครงงาน ดังนี้

STEP 1 การเตรียมความพร้อม ครูเตรียมมอบหมายโครงงานโดยระบุในแผนการ
สอนในชั้นเรียนครูอาจกำหนดขอบเขตของโครงงานอย่างกว้างๆ ให้สอดคล้องกับรายวิชาหรือ ความ
ถนัดของนกั เรียน และเตรียมแหล่งเรียนรู้ ขอ้ มลู ตัวอย่างเพ่ือเปน็ แนวทางให้นักเรียนได้ศึกษา คันคว้า
เพิ่มเติมสามารถใช้เว็บไซต์หรือโปรแกรม moodle ในการ update ข้อมูลแหล่งเรียนรู้และ การ
กำหนดนดั หมายต่างๆ เกีย่ วกบั การดำเนนิ โครงงานได้

STEP 2 การคิดและเลือกหัวข้อให้นักเรียนเป็นผู้สร้างทางเลือกในการออกแบบ
โครงงานเองเพื่อเปิดโอกาสให้รู้จักการคันคว้าและสร้างสรรค์ความรู้เข็งนวตักรรม ครูอาจให้ผู้เรียน
ทบทวนวรรณกรรมท่ีเกี่ยวข้องก่อนเพ่ือเป็นแนวทางในการเลือกหวั ข้อ การทำงานเปน็ ทมี กระตุ้น ให้
เกิดbran storm จะทำให้เกิดทักษะ ทักษะการคิดเยิงวิพากษ์ ทักษะการสื่อสารและทักษะการ สร้าง
ความรว่ มมือ

STEP 3 การเขียนเค้าโครง การเขียนเค้าโครงของโครงงาน เป็นการสร้าง mind
map แสดงแนวคิด แผน และขั้นตอนการทำโครงงานเพื่อให้ผู้เกี่ยวช้องมองเห็นภาระงาน บทบาท
และระยะเวลาในการดำเนินงานทำให้สามารถปฏบิ ตั โิ ครงงานได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพมากขึ้น

STEP 4 การปฏิบัติโครงานนักเรียนลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ในเค้าโครงของ
โครงงานถ้ามีการวางเค้าโครงเอาไว้แล้วนักเรียนจะได้เองว่าจะต้องทำอะไรในขั้นตอนต่อไป โดยไม่
ต้องรอถามครูในระหว่างการดำเนินการครูผู้สอนอาจมีการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดหรือร่วม
แก้ปญั หาไปพรอ้ มๆ กบั นักเรียน


31

STEP 5 การนำเสนอโครงงาน นักเรียนสรุปรายงานผล โดยการเขียนรายงานหรือ
การนำเสนอในรปู แบบอน่ื ๆ เช่น แผน่ พบั โปสเตอรจ์ ัดนิทรรศการรายงานหนา้ ชน้ั ส่งงานทาง เว็บไซต์
หรืออีเมลถา้ มีการประกวดหรือแข่งขันด้วยจะทำใหน้ ักเรยี นเกิดความกระตือรือรน้ มากขึ้น

STEP 6 การประเมินผลโครงงานการประเมินโครงงานควรมีการประเมินผลการ
เรียนรู้โดยหลากหลาย (muiti evaluation) เช่น นักเรียนประเมินตนเอง ประเมินซึ่งกันและกัน
ประเมินจากบุคคลภายนอกการประเมินจะไม่วัดเฉพาะความรู้หรือผลงานสุดท้ายเพียงอย่างเดียวแต่
จะวัดกระบวนการท่ีได้มาซ่ึงผลงานด้วย การประเมินโคยครูหลายคนจะเป็นการสร้างปฏสิ ัมพันธ์ และ
ทำใหเ้ กดิ การแลกเปล่ยี นเรียนรู้ระหวา่ งครดู ้วยกนั อกี ด้วย

Willam (2012) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน มี 6ขั้นตอนคือ
1) ชั้นนำและการวางแผนการทำโครงงาน 2) ขั้นตอนการวิจัย : การรวบรวมเก็บข้อมูล3) ขั้นสร้าง
การพัฒนา การลงมือปฏิบัติแก้ปัญหาและการประเมินผลครั้งที่ 1 4) ขั้นตอนการวิจัยครั้งที่ 2 การ
พัฒนางานของโครงงาน 5) ขั้นการประเมินผลครั้งสุดท้าย ที่จะได้มาซิ่ง รูปเล่มหรือสิ่งประดิษฐ์ของ
โครงงาน

Harun (2006) อธิบายข้ันตอนการเรียนรูแ้ บบโครงงานไว้ 6 ขั้นตอนดงั น้ี ขัน้ ที่ 1 ขั้นกำหนด
ปัญหา ขั้นที่ 2 ขั้นวางแผน ขั้นที่ 3 ออกแบบตารางการทำงาน ขั้นที่ 4 ตรวจสอบความก้าวหน้าของ
โครงงาน ขนั้ ที่ 5 การนำเสนอรายงานผล ขั้นท่ี 6 การประเมินผล

สรุปได้ว่า เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า หรือปฏิบัติงานตามหัวข้อที่
ผู้เรยี นสนใจ ซึ่งผู้เรียน จะต้องฝึกกระบวนการทำงานอย่างมีข้ันตอน มกี ารวางแผนในการทำงานหรือ
การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ จนการดำเนินงานสำเร็จลุล่วงตามวตั ถุประสงค์สง่ ผลใหผ้ ู้เรียนมีทักษะ
การเรียนรู้อย่างหลากหลาย อันเป็นประสบการณ์ตรงที่มีคุณค่า สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการ
ดำเนนิ งานต่างๆได้

การประเมินผลการเรียนรู้แบบโครงงาน

พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และคณะ (2556) กล่าวว่า ในการตัดสินคุณค่าเรื่องหนึ่งเรื่องใดนั้น การ
วัดหรือประเมินสิ่งนั้นอย่างดอี ย่างรอบคอบเป็นส่ิงจำเป็น การประเมินผลเป็นบทบาทสำคัญของครู
ครูควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ (learning) การเรียนการสอน (instruction) การ
ประเมินการเรียนรู้(assessment) และการประเมินผล (evaluation) อย่างชัดเจนซึ่งคำดังกล่าว
ข้างต้น มีความสัมพันธ์กัน ครูมีบทบาทสำคัญในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนเกิดการ


32

เรียนรู้ในขณะเดียวกันการประเมินผลก็ใช้เป็นการตดั สินการเรียนรู้ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ
เพื่อเป็นการตัดสินให้ระดับคะแนน ดังนั้นคำสำคัญต่อไปนี้คือ การเรียนการสอน การเรียนรู้ การ
ประเมินการเรียนรู้และการประเมินผล จึงมีความสัมพันธ์ที่ยากต่อการแยกจากกันอย่างเด็ดขาดคำ
สำคญั ทงั้ 4 ประการรายละเอียดดังน้ี

การประเมินการเรียนรู้ (assessment) สิ่งใดสิ่งหนึ่งอาจไม่จำเป็นต้องตัดสินคุณค่าหรือ
ประเมินผล (evaluation) แต่การประเมินผลหรือตัดสินคุณค่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งจำเป็นต้องมีการประเมิน
การเรียนรู้ดังนั้นขอ้ มูลที่ได้จากการประเมินการเรยี นรู้นั้นจงึ มีความสำคัญถ้าการประเมินการเรยี นร้มู ี
คุณภาพก็ทำให้การประเมินผลมีคุณภาพถ้าการประเมินการเรียนรู้ผิดพลาดการตัดสินผลก็ผิดพลาด
หรืออาจกล่าว่า การตัดสินผลท่ีมีความเที่ยงตรงนั้น ได้มาจากการประเมินการเรียนรู้ที่มคี วามถูกตอ้ ง
และสมบูรณ์ ในการวางแผนดำเนินการ และจัดการประเมินการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ผู้ประเมิน
ต้องมีความรแู้ ละเขา้ ใจในประเดน็ ต่อไปน้ี

1. พฤตกิ รรมหรือการปฏบิ ตั ิการของนักเรยี นท่ตี ้องประเมนิ มีอะไรบ้าง

2. กระบวนการหรอื วิธีการประเมนิ มีอะไรบา้ ง

3. เป้าหมายของการประเมนิ การเรยี นรคู้ อื อะไร

4. จุดเนน้ ท่ตี ้องการประเมนิ การเรียนรูค้ ืออะไร

5. ผู้มีหนา้ ทปี่ ระเมินการเรยี นรมู้ ใี ครบา้ ง

ในการประเมินการเรียนรู้ เป็นการประเมินการเรียนรู้ตามสภาพจริง ( authentic
assessment) มีการประเมินอะไรบ้าง การประเมินการเรียนรู้ตามสภาพจริงนั้น เป็นการประเมินใน
เร่ืองต่อไปนี้

1. ผลการเรยี นดา้ นวิชาการ คอื ความรู้ ความเข้าใจในสาระ

2.การใช้เหตุผล คือ การใช้กระบวนการแก้ปัญหา การใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์การใช้
กระบวนการสร้างความรู้

3. ทักษะและสมรรถนะ เช่น ทักษะการนำเสนอทักษะการเขียน ทักษะการทำงานเป็นทีม
ทกั ษะการวจิ ัย ทกั ษะการจัดระบบ และวิเคราะหข์ อ้ มูล ทกั ษะการใช้เทคโนโลยี ทกั ษะการทำงานด้วย
ความอดทนและฟนั ฝา่ อปุ สรรค ทกั ษะการแก้ปญั หาความขดั แย้ง เป็นตน้

4. เจตคติ เชน่ การพัฒนาเจตคตติ อ่ การเรียน การรกั เรียน ความเป็นพลเมอื งดใี ฝ่ร้ใู ฝเ่ รียน


33

5. นิสัยการทำงาน เชน่ การทำงานได้สำเรจ็ ตรงตามเวลา ใช้เวลาอยา่ งมีค่า ความรับผิดชอบ
ความอดทนเพือ่ ให้ไดง้ านท่ีมีคุณภาพ การทำงานอย่างตอ่ เน่อื ง

วิธีการประเมินการเรียนรู้ตามสภาพจริง วิธีที่ใช้ประเมินการเรียนรู้ตามสภาพจริงอาจใช้วิธี
ตอ่ ไปนี้

1. การอภิปรายตามวัตถุประสงค์
2. แบบทดสอบมาตรฐาน
3. แบบทดสอบท่ีพฒั นาโดยครู
4. การเขียนบันทึกผลการเรยี นรู้
5. การนำเสนอด้วยวาจา
6. โครงงาน
7. การปฏบิ ัตทิ ดลอง
8. แฟม้ สะสมงาน/ผลงาน (portfolios)
9. การสังเกต
10. การบันทกึ
11. การสรา้ งสถานการณจ์ ำลอง
12. แบบสอบถาม
13. แบบสมั ภาษณ์
14. บนั ทกึ การเรียนรู้ หรือการเขียนอนุทิน
15. การประเมินโดยตัวผเู้ รียนเอง
16. การประเมนิ โดยเพื่อน
17. การประชมุ ของผปู้ กครอง
Johnson (1991) ไดก้ล่าวว่า “จุดประสงค์ของกระบวนการกลุ่ม คือ การให้สมาชิกในกลุ่ม
ช่วยกัน ปรับปรุงตนเองในการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามให้ดีขึ้น เพียงเพื่อทำให้เป้าหมายของกลุ่มบรรลุ
ตามจุดประสงคใ์ นเรื่องกระบวนการ และผลผลิต ของโครงงานในแง่ทฤษฎแี ละในแง่ของการปฏบิ ัติมี


34

ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน กล่าวคือ “product quality is affected by process quality” นั่น คือ
ผลผลิตของการดำเนินโครงงานที่ดีมีคุณภาพย่อมมาจากกระบวนการดำเนินกิจกรรมโครงงานที่มี
คุณภาพดเี ช่นเดียวกัน

สรปุ ได้ว่า การประเมินการเรียนรตู้ ามสภาพจริง คือ เปน็ การรวบรวมขอ้ มูล เชงิ ปริมาณและ
เชิงคุณภาพ จากกระบวนการเรียนรู้ การทำงาน การปฏิบัติงาน และ ผลผลิตที่ได้จากกระบวนการ
เรียนรูใ้ นสภาพทส่ี อดคล้องกับชวี ติ จรงิ โดยใชเ้ ร่ืองราว เหตกุ ารณ์ สภาพจริง หรอื คล้ายจริงเป็นสิ่งเร้า
ให้นักเรียนตอบสนอง แล้วนำข้อมูล สู่การตีค่าประเมินการเรียนรู้ ตามสภาพจริง การประเมินการ
เรียนรู้ตามสภาพจริง จึงเป็นการประเมินกระบวนการ การปฏิบัติ รวมทั้ง ผลผลิตที่อาจเป็นความรู้
และประดษิ ฐ์หรือชิ้นงานใหมด่ ว้ ย

งานวิจัยทเี่ กี่ยวขอ้ ง

งานวิจัยในประเทศ

ธนกฤตา แจ่มด้วง (2561) ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของ
นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ผลการวิจัยพบว่าแนวทางการพัฒนา
ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ตามนโยบายประเทศไทย 4.0
ได้แก่ 1) ด้านมาตรฐานการศึกษาควรมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนเป็น
หลัก เน้นการเรียนการสอนด้วยวิธีการบูรณาการความรู้และการลงมือทำ 2) การประเมินผลทักษะ
ควรมีการประเมินผลที่หลากหลายรูปแบบ เน้นการประเมินผลที่ผลงานของนักศึกษาที่ไดส้ รา้ งขึ้นมา
3) หลักสูตรและวิธีสอน ควรมีการปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการเรียนการสอนแบบ
โครงการ เพื่อให้นักศึกษาได้เกิดความคิดสร้างสรรค์และกระบวนการเรียนรู้ระหว่างการสร้าง
นวัตกรรม 4) การพัฒนาวิชาชีพควรมีการพัฒนาเข้าใจทิศทางของการพัฒนาทักษะนักศึกษาเพื่อให้
ทันสมัย 5) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ควรมีการปรับปรุงสภาพแวดล้อม การเรียนรู้ สร้าง
บรรยากาศให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ จากผลการวิจัยมีข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาทักษะด้าน
ความสร้างสรรค์และนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้นวัตกรรมว่ามหาวิทยาลัยต้องมีการพัฒนาในเรื่องของ
หลักสูตร มีการเพิ่มวิชาที่จะช่วยพัฒนาในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรม และ
ต้องมีบรรยากาศการเรียนรู้ที่เหมาะสม มีเทคโนโลยีหรือสิ่งอ านวยความสะดวกในการค้นคว้าหา
ความรู้และง่ายตอ่ การเข้าถึง อีกทั้งผู้สอนตอ้ งมีวิธกี ารประเมินผลทักษะของนักศึกษานั้นควรมีวิธกี าร
ประเมินผลแบบหลากหลาย เนน้ การประเมินผลท่ชี น้ิ งานของนกั ศกึ ษาเพื่อเปน็ การกระตุ้นให้นักศึกษา


35

สร้างนวัตกรรมและผู้สอนต้องพัฒนาแนวทางการสอนของตนเองโดยเน้นการเรียนการสอนแบบ
ปฏิบตั จิ ริง ใหน้ กั ศึกษาได้ทดลองสรา้ งนวัตกรรมข้นึ มาเพอ่ื แก้ปญั หา

อัศวนนทปกรณ์ ธเนศวีรภัทร พรพรหม ชัยฉัตรพรสุข ฉันทนา เชาว์ปรีชาและสายสวาท สุ
วัณณกีฏะ (2562) อธิบายกระบวนการและแนวคิดด้านการเรียนการสอนที่เน้นการสร้างนวัตกรรม
การสอนวิทยาศาสตร์ผ่านการทำโครงงานอย่างเป็นมาตรฐานขั้นสูงสุดตามแนวคิดของ Buck
Institute for Education นำเสนอแนวทางการส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงนวัตกรรม
และวิเคราะห์ตัวอย่าง จากการศกึ ษาเอกสารพบว่าการพัฒนาผูเ้ รยี นให้เกดิ การคิดสร้างสรรค์และการ
คดิ เชงิ นวัตกรรม ตอ้ งฝกึ ฝนให้ผูเ้ รียนคิดอย่างสร้างสรรค์ ทำงานอย่างสร้างสรรค์กับผู้อ่ืนและมีการนำ
นวตั กรรมทส่ี ร้างข้นึ เองไปใช้ นอกจากน้ีครคู วรส่งเสริมใหผ้ ู้เรียนมคี วามม่ันใจในการเสนอความคิดใหม่
กล้าเผชิญกับการวิพากษ์ จัดสิ่งแวดลอ้ มให้ผู้เรียนมีการค้นคว้า กล้าซักถามและมีการให้ผลป้อนกลบั
ผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานตามมาตรฐานขัน้ สูงสุดมี 4 ขั้นตอน คือ 1) การศึกษา
วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรค์ ในการจัดการเรียนรู้ 2) การสร้างแนวคิดใหม่เพื่อนำไปแก้ปัญหาหรือ
อปุ สรรค์ในการจัดการเรียนรู้ 3) การนำแนวคดิ ใหม่ไปปฏบิ ัตสิ ร้างเปน็ นวัตกรรม และ 4) การเผยแพร่
นวัตกรรมท่สี ร้างขึน้

ธรัช อารีราษฎร์ (2562) ได้ศึกษารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ตามกรอบแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
2560-2579 สู่การจัดการศึกษา 4.0 อภิปรายผลการวิจัยพบว่ารูปแบบประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก
ได้แก่ 1) สว่ นนโยบาย 2) สว่ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นรเู้ พอ่ื ส่งเสริมความคิดสร้างสรรคเ์ ชงิ นวัตกรรม
3) ส่วนผลลัพธ์ เหตุที่เป็นเช่นนี้อาจเนื่องมาจาก ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยโดยการจัดเก็บข้อมูลจากผู้ท่ี
เกี่ยวข้อง ได้แก่ ครู ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการโรงเรียน นักวิชาการจากสถาบันอุดมศึกษา มีการ
ประชุมกลุ่มย่อยผูท้ ีเ่ กี่ยวข้อง ส่งผลให้ไดร้ ูปแบบที่เน้นการการจดั การศึกษา 4.0 โดยมีเป้าหมายอย่ทู ่ี
ผู้เรียนจะต้องมีคุณลักษณะ 4 ประการ ตามกรอบศตวรรษที่ 21 โดยการใช้การจัดการเรียนรู้แบบ
โครงงาน ผลการสอบถามความความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีความเหมาะสมของรูปแบบการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดเนื่องมาจากรูปแบบมีองค์ประกอบที่ครบตาม
วัตถุประสงค์โดยนำกรอบแผนการศึกษาชาติเป็นกรอบในการพัฒนานักศึกษาโดยมีเป้าหมายคือ
นักศกึ ษาจะต้องมที กั ษะสร้างสรรคเ์ ชิงนวตั กรรม


36

วิจยั ตา่ งประเทศ

Tiwari, Arya, and Bansal (2017) ได้ทำวิจัยเพื่อศึกษาเรื่องการสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษา
ด้วยการเรียนรู้แบบโครงงานเพื่อประยุกต์ใช้ทักษะวิธีการวิจัย การศึกษานี้ดำเนินการในภาควิชาเวช
ศาสตร์ชุมชน สำหรับนักศึกษา MBBS ภาคการศึกษาท่ี 6 และ 7 มีนักศกึ ษาท้งั หมด 99 คนเข้ารว่ มใน
การศึกษา โดย 57 คนเป็นเพศหญิงและ 42 คนเป็นเพศชาย การศึกษาจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อประเมินแรงจูงใจที่เพิ่มขึ้นของนักศึกษาที่เรียนด้วย PBL โดยการทำความเข้าใจและประยุกต์ใช้
องค์ประกอบต่างๆของทักษะวิธีการวิจัยและประเมินการพัฒนาทักษะของนักศึ กษาเกี่ยวกับการ
เรียนรู้แบบทีม ทักษะการวิเคราะห์ การนำเสนอโครงงานและทักษะการเขียนรายงานในระหว่างการ
ทำงานโครงงาน ผลการการวิจยั นักศึกษารอ้ ยละ 35.35 เหน็ ดว้ ยอย่างยิ่งและรอ้ ยละ 55.56 เหน็ ดว้ ย
ว่า PBL สามารถสร้างแรงจูงใจได้ และนักศึกษาให้ความยินยอมในการดำเนินการอย่างต่อเนื่องของ
PBL ในชุดต่อๆ ไปและร้อยละ 57.58 ให้ความเห็นว่า PBL สามารถใช้ในการวางแผนระเบียบวิธีวิจัย
ได้ในอนาคต นักศึกษามีแนวโน้มที่จะใช้พลวัตของกลุ่มและการเรียนรู้แบบทีมในการออกแบบ
โครงงานและการทำงานเป็นกลุ่มย่อย มีการเพิ่มพูนความรู้ในหัวข้อที่ดำเนินการค้นหาทบทวนหัวข้อ
นน้ั มที ักษะการสื่อสาร ทักษะการรวบรวมขอ้ มูลและทกั ษะการวิเคราะห์และการนำเสนอท่ีดขี ้นึ

Psicologia (2018) กล่าวว่าความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมได้รับการเน้นว่าเป็นทักษะท่ี
จำเป็นสำหรบั ศตวรรษที่ 21 ทกั ษะเหล่านี้มคี ุณคา่ ในบริบทท่แี ตกต่างกัน วัตถปุ ระสงค์ของบทความน้ี
คือเพื่อหาแนวคิดของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมและหาความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดเหล่าน้ี
ตามวรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์ การค้นหาผู้เชี่ยวชาญด้านความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างสรรค์
สง่ิ ใหม่ ๆ ไดเ้ ป็นบคุ คลท่ีโดดเด่นในด้านความเชี่ยวชาญในกลยุทธ์ท่มี ีประสิทธภิ าพในการแก้ไขปัญหา
ใหม่ๆ และแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้สำเร็จ ข้อมูลเหล่านี้บ่งบอกถึงความจำเป็นในการศึกษาที่
สรา้ งสรรค์ตงั้ แตร่ ะดับประถมศึกษาไปจนถึงอดุ มศึกษากระตนุ้ ให้นักเรียนมีความปรารถนาท่ีจะเรียนรู้
อย่างแท้จริง ค้นพบวิชาใหม่ๆ และก้าวไปไกลกว่าการเรียนการสอนในห้องเรียน การเปลี่ยนแปลง
ทัศนคติต่อการศึกษานี้เกี่ยวข้องกับการคิดทบทวนกลยุทธ์การสอนและความท้าทายต่อรูปแบบการ
สอนแบบเก่าเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนและผู้เชี่ยวชาญพัฒนาทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์และ
นวัตกรรมที่จำเป็นและให้ความสำคัญกับทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 การทบทวนวรรณกรรม
ชี้ให้เห็นถึงประเด็นทางประวัติศาสตร์และแนวคิดหลายประการที่นักวิจัยต้องให้ความสนใจ
ความสัมพันธ์ระหว่างความคดิ สร้างสรรค์และนวัตกรรม บางคนอาจกล่าวถึงว่าลกั ษณะเหล่านีจ้ ะเปน็
ท่ีตอ้ งการมากข้ึนเรื่อยๆ โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งในบรบิ ทขององค์กรเนื่องจากผลประโยชน์ที่สามารถสร้าง
ขึ้นให้กับบริษัทตา่ งๆได้ แต่ยังคงมีปัญหาว่าการศึกษาส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นน้ียังคงเป็นการ
สำรวจเบื้องต้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของความคิดสร้างสรรค์กับนวัตกรรม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นท่ี


37

ต้องหาจุดเน้นอื่นๆ เช่น การแสดงออกอย่างสร้างสรรค์และสร้างสรรค์ในระดับบุคคลในบริบทต่างๆ
เชน่ สังคมและการศกึ ษา ตลอดจนความสมั พันธ์กับโครงสร้างอ่นื ๆ ทปี่ ระกอบกันเป็นจิตวทิ ยาเชงิ บวก
เช่น ความหวัง ความสามารถในตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การมองโลกในแง่ดี ความยืดหยุ่น
และความเสน่หา ข้อจำกัดเหล่านี้ยังคงเป็นช่องว่างในวรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์และควรทำ การ
วิจัยที่มุ่งเน้นในประเด็นเหล่านี้ อีกทั้งมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาเครื่องมือทางจิตวิทยาที่มีอยู่ เพ่ือ
ระบุความสามารถเหล่านี้ ดังนั้นควรมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบความคิดสร้างสรรค์และการ
ประเมินนวตั กรรมใหส้ ามารถใช้พนื้ ฐานทางวิทยาศาสตรใ์ นการรบั รปู้ รากฏการณเ์ หล่านไี้ ด้

Kapur (2018) การศึกษาศักยภาพในการสร้างสรรค์ถือได้ว่ามีความจำเป็น ความคิด
สร้างสรรค์จำเป็นต้องไดร้ ับการนำไปใช้อย่างมีประสิทธภิ าพในทุกพื้นที่และทกุ ระดบั ในด้านการศึกษา
บุคคลจะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเรียนรู้ การปฏิบัติงานและหน้าที่ต่างๆ การทำงานร่วมกับ
ผู้อื่น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการทำงานเป็นทีม ความร่วมมือ การมีทักษะในการสื่อสารที่ดี สติปัญญา
ความขยัน ความเป็นมืออาชีพและความมีไหวพริบ ครูและนักการศึกษาเมื่อต้องจัดการกับนักเรียน
การสอนแนวคิดและวิชาต่างๆ การให้ความรู้การแก้ปัญหาและการสร้างความตระหนักและความ
ชำนาญใหแ้ ก่ผู้เรยี นต้องใช้ความคดิ สร้างสรรค์ ในทางกลับกันผู้เรยี นจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ใน 2
ด้านหลักๆ คือการแสดงในชั้นเรียนที่เกี่ยวกับวิชาต่างๆ และกิจกรรมนอกหลักสูตรและความ
ประพฤติและพฤติกรรมของผู้เรียน วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือเพื่อทำความเข้าใจการศึกษาและ
ศกั ยภาพในการสร้างสรรค์ ประเดน็ หลกั ท่ีได้รบั การพิจารณา ไดแ้ ก่ วธิ กี ารพฒั นาความคิดสร้างสรรค์
ความคดิ สรา้ งสรรคท์ างการศกึ ษา การประเมนิ ศกั ยภาพเชิงสรา้ งสรรค์ของผ้เู รยี น ความคิดสร้างสรรค์
และนวัตกรรมและความเชื่อมโยงระหว่างการศึกษากับความคิดสร้างสรรค์ การใช้ศักยภาพเชิง
สร้างสรรค์ในทุกด้านของการศึกษานำไปสู่ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นและผลลัพธ์ที่ต้องการ กระบวน
การศึกษาจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายหลักเกี่ยวกับความคิดใหม่และความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้
การศึกษามีผลอย่างแท้จริงต่อสังคม อิทธิพลของความคิดสร้างสรรค์ต่อกระบวนการศึกษามีผลดีต่อ
สงั คมและพิสูจนไ์ ด้วา่ มีคุณค่าตอ่ ผเู้ รยี น

จากการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องวัตถุประสงค์ของงานวิจัยการสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยใช้
โครงงานเป็นฐานนี้คือเพื่อทำความเข้าใจการศึกษาและศักยภาพในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้แก่
วิธีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ทางการศึกษา การประเมินศักยภาพเชิง
สร้างสรรค์ของผู้เรียน ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมและความเชื่อมโยงระหว่างการศึกษากับ
ความคดิ สรา้ งสรรค์


38

บทท่ี 3
วธิ ีดำเนนิ การวจิ ยั

การพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมในรายวิชาสังคมศึกษาโดยใช้รูปแบบการ
เรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Leaning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การ
วิจัยนี้ เป็นวิจัยประเภททดลอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์
นวัตกรรมในรายวิชาสังคมศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based
Leaning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการสร้างสรรค์การจัดการ
เรยี นรู้ โดยใชโ้ ครงงานเป็นฐานก่อนเรียนและหลงั เรยี น

โดยมีรายละเอียดวิธดี ำเนนิ การวิจยั เป็น 4 ข้ันตอน ดงั นี้ ดังภาพในภาพท่ี 3.1

ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมลู พ้ืนฐาน เก่ียวกบั การสง่ เสรมิ ทักษะการสรา้ งสรรค์
นวัตกรรมโดยใชร้ ปู แบบโครงงานเปน็ ฐาน

ออกแบบและพัฒนา ด้านการออกแบบ กระบวนการขนั้ ตอนการจัดการ
เรียนรู้

ทดลองใชร้ ปู แบบ รปู แบบพฒั นาทกั ษะเพอ่ื เสริมสรา้ ง ในการสรา้ งสรรค์
นวัตกรรมของนกั เรยี น

การประเมินผล การพัฒนาทักษะในการทำโครงงาน

ภาพที่ 3.1 ข้นั ตอนการดำเนนิ การวจิ ัย
ข้ันตอนท่ี 1 ศกึ ษาและวิเคราะห์ข้อมูลพ้นื ฐาน เกย่ี วกบั การส่งเสริมทกั ษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม
โดยใชร้ ูปแบบโครงงานเป็นฐาน


39

ข้ันตอนที่ 2 ออกแบบและพัฒนา ดา้ นการออกแบบ กระบวนการขั้นตอนการจัดการเรียนรู้

ข้ันตอนที่ 3 ทดลองใช้รปู แบบ รูปแบบพัฒนาทักษะเพื่อเสรมิ สร้าง ในการสรา้ งสรรค์นวัตกรรมของ
นกั เรียน

ขนั้ ตอนท่ี 4 การประเมินผล การพัฒนาทักษะในการทำโครงงาน

ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง

ประชากร คือ ประชากร เปน็ นกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 2 กำลังศึกษาในภาคเรยี นที่ 1 ปี
การศึกษา 2566 โรงเรยี นวัดพุทธบชู า จำนวน 12 ห้อง รวมท้ังสิน้ 396 คน

กลมุ่ ตวั อย่าง คอื กลุ่มตวั อยา่ ง เปน็ นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2 กำลงั ศึกษาในภาคเรียนที่ 1
ปีการศกึ ษา 2566 โรงเรียนวดั พุทธบูชา ห้อง 2/2 จำนวน 33 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตวั อย่างแบบกลมุ่
(Cluster sampling)

แบบแผนการวจิ ยั

การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง แบบทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ (The One-
Group Pretest-Posttest Design) (Fitz-Gibbon, 1987 : 113) ดงั ตารางที่ 3.1

ตารางท่ี 3.1 แบบแผนของการวจิ ัยแบบ The One-Group Pretest-Posttest Design

ทดสอบก่อนเรียน ทดลอง ทดสอบหลงั เรยี น

1 2

สัญลกั ษณท์ ่ีใช้ในแบบแผนการวิจยั

1 หมายถงึ การทดสอบก่อนการจัดการเรยี นรู้
หมายถึง รูปแบบการเรยี นรแู้ บบใช้โครงงานเปน็ ฐาน (Project-Based Leaning)

2 หมายถงึ การทดสอบหลังการจัดการเรยี นรู้

เครื่องมอื ที่ใชใ้ นการวิจัย


40

เคร่อื งมอื ท่ผี ้วู จิ ัยใชใ้ นการวจิ ัยครงั้ น้ปี ระกอบดว้ ย

1. แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชา
ประวัติศาสตร์ เรื่องความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การ
จดั การเรยี นรูแ้ บบโครงงานเปน็ ฐาน จำนวน 4 แผน รวม 12 ช่ัวโมง

2. แบบประเมินทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม นำข้อมูลจากการสังเคราะห์ทักษะการ
สร้างสรรค์นวัตกรรมทำให้ได้ประเด็นการประเมิน 3 ด้าน ได้แก่ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การทำงาน
ร่วมกบั บคุ คลอน่ื อย่างสรา้ งสรรคแ์ ละการสรา้ งนวตั กรรมใหเ้ กดิ ผลสำเรจ็

ผู้วจิ ัยดำเนินการสร้างและวเิ คราะห์คณุ ภาพของเคร่อื งมอื ดังรายละเอยี ดต่อไปน้ี
1. แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมรายวิชา
ประวัติศาสตร์ เรื่อง ความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การ
จดั การเรียนรู้แบบโครงงานเปน็ ฐาน จำนวน 4 แผน รวม 12 ชัว่ โมง ผูว้ จิ ยั ดำเนนิ การสรา้ งดังมีขน้ั ตอน
ดังนี้
ขน้ั ตอนการสร้างเครอ่ื งมือ
ขัน้ ที่ 1 ศึกษาหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 จุดมุ่งหมายของ
หลกั สตู รมาตรฐานการเรยี นรู้ ผลกลางเรียนทค่ี าดหวงั และสาระการเรยี นรู้
ขั้นที่ 2 ศึกษาและทําความเข้าใจหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช
2551 ใน ด้านหลักการ จุดมุ่งหมาย โครงสร้าง การจัดหลักสูตร การจัดเวลาเรียน การจัดการเรียนรู้
สือ่ การเรยี นรู้การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้
ขั้นที่ 3 ศกึ ษาและทาํ ความเข้าใจเก่ียวกับแนวการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคม
ศึกษา เป้าหมาย วิสัยทัศนการเรียนสังคมศึกษา สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา มาตรฐานการเรียนรู้
การศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน มาตรฐานการเรียนรู้ชว่ งชัน้ ตามหลักสตู รสถานศกึ ษา โรงเรียนวัดพทุ ธบชู า
ขั้นที่ 4 ศึกษาและทําความเข้าใจรายละเอียดของเนื้อหาจากแบบเรียนเก่ียวกับกลุ่มสาระ
การเรียนรู้สังคมศึกษา รายวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 4 แผนการ
เรียนรู้ ใช้เวลา 12 คาบ คาบละ 50 นาทดี งั นี้
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 1 ความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร์
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 2 พฒั นาการของอาณาจักรธนบุรี
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 3 พฒั นาการของอาณาจกั รอยุธยา
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 4 ประวัตแิ ละผลงานของบุคคลสำคญั ในการสรา้ งสรรค์ชาตไิ ทย
ขั้นที่ 5 จัดทำ คำอธิบายรายวิชา จัดหน่วยการเรียนรู้แล้วสร้างแผนการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบการใช้โครงงานเป็นฐาน สาระประวัติศาสตร์ จำนวน 4


41

แผนการเรียนรู้ รวม 12 คาบ คาบละ 50 นาที กางเขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การ
จัดการเรียนรรู้ ปู แบบการใช้โครงงานเป็นฐาน ประกอบดว้ ยหัวข้อ ดังน้ี

1) มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชี้วดั
2) จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้สตู่ ัวชว้ี ดั
3) สาระสำคัญ
4) สาระการเรียนรู้
5) ช้ินงานหรอื ภาระงาน
6) การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
7) สอ่ื การเรยี นรู้
8) การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้
ขั้นที่ 6 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น ให้อาจารย์นิเทศตรวจสอบ
ความถกู ตอ้ ง จากนนั้ ผวู้ ิจัยนำขอ้ เสนอแนะมาปรับปรงุ แกไ้ ข
ขั้นท่ี 7 นำแผนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปใช้ทดลองสอน
กบั นกั เรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นกลมุ่ ตัวอยา่ งในภาคเรยี นที่1 ปกี ารศึกษา2566

2. แบบประเมินทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม นำข้อมูลจากการสังเคราะห์ทักษะการ
สร้างสรรค์นวัตกรรมทำให้ได้ประเด็นการประเมิน 3 ด้าน ได้แก่ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การทำงาน
ร่วมกับบุคคลอื่นอย่างสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรมให้เกิดผลสำเร็จ แบ่งแบบประเมิน ออกเป็น
2 ขน้ั ตอน ได้แก่

1) เป็นการประเมินด้านการคิดอย่างสร้างสรรค์และการทำงานร่วมกับบุคคลอื่นอย่าง
สรา้ งสรรค์ของผูเ้ รยี นรายบุคคลตามระดบั ความสามารถ 3 ระดับเปน็ มาก ปานกลาง และนอ้ ย

2) การสร้างนวตั กรรมให้เกดิ ผลสำเร็จเปน็ การประเมินชนิ้ งานหรอื ผลงานของ กลมุ่ มีเกณฑ์
การให้คะแนนแบบรูบรกิ ส์ 3 ระดบั มปี ระเดน็ การประเมินแต่ละดา้ น ดงั นี้

1) การคิดอย่างสร้างสรรค์ (Think creatively) ประกอบด้วย 1. มองเห็นโอกาสมากกว่า
ปัญหา 2. ริเริ่มสิ่งใหมๆ่ ที่เป็นประโยชน์ 3. ใช้วิธีการคิดและมุมมองอย่างหลากหลาย 4. ทำงานด้วย
วธิ ีการหลากหลายและยดื หยนุ่ 5. ประเมินและปรบั เปลีย่ นความคิดของตนเอง

2) การทำงานร่วมกับบุคคลอื่นอย่างสร้างสรรค์ (Work creatively with others)
ประกอบด้วย 1. การเคารพความคิดของคนอื่น 2. เปิดรับความคิดเห็นใหม่ๆที่ทันสมัย 3. นำเสนอ
ความคิดของตนเองกับผู้อื่น 4. แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับบุคคลอื่นอยู่เสมอ 5. ทำงานร่วมกับบุคคลอ่ืน
ด้วยความร่วมมือร่วมใจ


42

3) การสร้างนวัตกรรมที่ทำให้เกิดผลสำเร็จ (Implement innovation) เป็นระดับ
ความสามารถของนักศึกษาครูที่สร้างนวัตกรรมการสอน โดยประเมินจากความสามารถที่นักเรียน
แสดงออกมา 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการกำหนดปัญหาหรือประเด็นที่สนใจและความสัมพันธ์กับ
นวัตกรรม 2. ด้าน กระบวนการพัฒนานวัตกรรม 3. ด้านการนำเสนอผลงาน 4. ด้านความคิดริเร่ิม
สรา้ งสรรค์ 5. ดา้ นการนำไปใช้

3. แบบประเมินความสามารถในการทำโครงงาน เป็นคะแนนพฤติกรรมที่นักเรียนชั้น
มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 แสดงออกในการทำโครงงาน มี 5 ขั้นตอนได้แก่

ขน้ั ที่ 1 ขั้นคดิ ปญั หาสร้างหวั ขอ้ ไดแ้ ก่ การต้งั ชอื่ เรื่องและ การเขยี นความสำคญั
ข้ันท่ี 2 ขน้ั สรา้ งสรรคอ์ อกแบบโครงงาน ได้แก่ การกำหนดวตั ถปุ ระสงค์และคำถาม
ขน้ั ท่ี 3 ข้ันปฏิบัตสิ รา้ งผลงานเปน็ การดำเนินงาน
ขั้นที่ 4 การเขียน รายงานสรปุ ผล ไดแ้ ก่ ผลการทดลองและสรุปผลการทดลอง
ขั้นที่ 5 การนำเสนอผลงาน ได้แก่ การรายงานปากเปล่าและการตอบข้อซักถาม มีเกณฑ์
การให้คะแนนแบบรูบริกส์ 5 ระดับคุณภาพ ได้แก่ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อยและน้อยที่สุด
ตามลำดับคะแนนจากมากไปน้อยและนำคะแนนเฉลีย่ มาประเมินทักษะในการทำโครงงานโดยใช้การ
วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหา (content
validity) มเี กณฑ์การพจิ ารณาของผูเ้ ช่ยี วชาญดงั นี้(มาเรียม นลิ พนั ธุ์, 2558, pp.178-179)
ระดับคะแนน 5 หมายถึง มคี วามสอดคล้องมากทสี่ ดุ
ระดับคะแนน 4 หมายถึง มคี วามสอดคลอ้ งมาก
ระดบั คะแนน 3 หมายถงึ มคี วามสอดคลอ้ งปานกลาง
ระดับคะแนน 2 หมายถึง มีความสอดคลอ้ งนอ้ ย
ระดบั คะแนน 1 หมายถึง มีความสอดคล้องนอ้ ยทส่ี ุด
ในการหาคุณภาพด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของจะพิจารณาจาก แบบปร ะเ มิน
ความสามารถในการทำโครงงาน เกณฑใ์ นการแปลความหมายของคะแนนเฉลีย่ ดงั น้ี
คา่ เฉลี่ย 4.50-5.00 หมายถงึ มีความสอดคล้องมากทส่ี ุด
คา่ เฉลีย่ 3.50-4.49 หมายถงึ มีความสอดคล้องมาก
คา่ เฉลยี่ 2.50-3.49 หมายถึง มคี วามสอดคลอ้ งปานกลาง
คา่ เฉลยี่ 1.50-2.49 หมายถงึ มีความสอดคล้องน้อย
ค่าเฉลย่ี 1.00-1.49 หมายถึง มีความสอดคลอ้ งน้อยทส่ี ุด
เกณฑใ์ นการพิจารณาค่าความสอดคลอ้ งต้องมีคา่ เฉลี่ยตั้งแต่ 3.50 ขึน้ ไปและมีค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน
น้อยกวา่ 1.00 แสดงวา่ ข้อความใช้ไดค้ ือ มีความสอดคลอ้ ง หากมคี ่าไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ดังกล่าวก็ให้


43

ปรับปรงุ แกไ้ ขกอ่ นนำไปใช้ (มาเรยี ม นิลพันธุ์, 2558, p. 179) ซ่งึ ผลการตรวจสอบ คณุ ภาพดา้ นความ
เที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบประเมินความสามารถในการทำโครงงาน จากผู้เชี่ยวชาญ พบว่าทุก
รายการมีค่าความสอดคล้องกับแบบประเมินความสามารถในการทำโครงงานกับรายละเอียดที่ศกึ ษา
อย่ใู นระดบั มากทีส่ ุด โดยมีคา่ เฉลยี่ และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน = 4.60, S.D.=0.89 ทุกรายการ ซ่ึง
แสดงว่าแบบประเมนิ ความสามารถในการทำโครงงานที่ผูว้ จิ ัยพัฒนาขึ้นมีคุณภาพด้านความเที่ยงตรง
เชิงเนอ้ื หาสามารถนำไปใชใ้ นการประเมนิ ความสามารถในการทำโครงงานได้

การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล

การวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมในรายวิชาสังคมศึกษาโดยใช้
รปู แบบการเรยี นร้แู บบใชโ้ ครงงานเป็นฐาน (Project-Based Leaning) ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปี
ที่ 2 ผวู้ จิ ัยดำเนนิ การเกบ็ ขอ้ มูลโดยแบง่ ออกเป็น 3 ระยะ

1. ระยะกอ่ นการทดลอง
การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ที่ใช้ในการวิจัย การพัฒนา

ทักษะสร้างสรรค์นวัตกรรมในรายวิชาสังคมศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน
(Project-Based Leaning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดพุทธบูชา ภาคเรียนท่ี 1 ปี
การศึกษา 2566 โดยใชร้ ะยะเวลา 1-30 มิถุนายน 2566 เนีย่ ในการศึกษาข้อมลู ท่ีต้องการวิจัย ผู้วิจัย
ดำเนินการดังน้ี

1.1 ผู้วิจัยติดต่อขออนุญาตทำการวิจัย ไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนวัดพุทธบูชา ซึ่งเป็น
โรงเรียนที่ผู้วิจัยใช้นักเรียนเป็นกลุ่มตัวอย่างเพ่ือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการ
วิจยั

1.2 ผู้วิจัยอธิบาย บทบาทหน้าที่ของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนเตรียมตัว ในการเข้าร่วม
เปน็ กลมุ่ ตวั อย่าง

1.3 ผ้วู จิ ัยสร้างแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนร้โู ครงงานเปน็ ฐานสำหรบั กลุม่ เป้าหมาย
1.4 ผู้วิจัยจัดเตรียมสื่อ อุปกรณ์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนสำหรับ
กลุม่ เป้าหมาย
1.5 การเตรียมห้องเรียน ผู้วิจัยเลือกใช้ห้องเรียนซึ่งมีความสะดวกในการปฏิบัติการ
ทดลอง เคร่อื งคอมพิวเตอร์ การสืบคน้ ขอ้ มูลและระบบอินเทอร์เน็ต
1.6 ผู้วิจัยใช้รูปแบบ โดยชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ การปฏิบัติกิจกรรม
แนะนำสิ่งที่จะได้รับหลังจากได้ปฏิบัติตามแผนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ แนะนำการ ค้นหาข้อมูล
เกี่ยวกับนวัตกรรมการสอนประวัติศาสตร์และสื่อที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในช่องทางต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต
โดยผู้วิจยั ใหน้ ักศึกษาเรยี นรดู้ ้วยตนเอง มีความพยายามและให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมกลุ่ม


44

2. ระยะการทดลอง
ผ้วู ิจัยดำเนนิ การจัดการเรยี นรูใ้ ห้กบั นักเรยี นโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน

หน่วยการเรียนรู้เรื่องความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ต่อเนื่อง 1 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3
คาบ คาบละ 50 นาที ใช้ระยะเวลาในการทดลอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ระหว่างวันที่ 8
สงิ หาคม 2566 ถงึ วนั ที่ 23 กันยายน 2566

2.1 ดำเนินการทดสอบก่อนจัดการเรียนรู้ (Pretest) กับนักเรียน โดยใช้รูปแบบ
โครงงานเป็นฐาน ในรายวชิ าประวัตศิ าสตร์ เรอ่ื งความสำคัญของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แล้วเก็บ
รวบรวมผลการทดสอบก่อนจัดการเรียนรเู้ พ่อื นำไปวเิ คราะห์ข้อมูลและเปรียบเทยี บต่อไป

2.2 ผู้วิจัยดำเนินการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียน โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้
รปู แบบโครงงาน โดยระหวา่ งการจัดกจิ กรรม การเรียนรู้ผวู้ จิ ัยเก็บข้อมลู เก่ยี วกบั พฤตกิ รรมการเรียนรู้
ของนักเรียนและทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรมเรียนรู้ เสร็จเรียบร้อยในแต่ละคาบจะทำการเก็บข้อมูล
เกี่ยวกับความคิดเห็นและความรู้สึกของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้รวมทั้งเก็บข้อมูลจากการเขียน
บนั ทึกการเรียนร้ขู องนักเรียน

2.3 ผู้วิจัยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแต่ละขั้นตอนในแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งแต่ละ
ขั้นตอนจะมีผู้สอนมีบทบาทเป็นโค้ชและอำนวยความสะดวกตลอดการทำกิจกรรม โดยใช้ขั้นตอน
(เนาวนติ ย์ สงคราม, 2557) โดยมลี ำดบั ข้ันตอนดังนี้

ขัน้ ที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Stimulating: S)
ขั้นท่ี 2 วิเคราะหป์ ญั หารายบคุ คล (Identifying: I)
ขน้ั ท่ี 3 คดิ วธิ แี กป้ ัญหา (Thinking: T)
ขั้นท่ี 4 วางแผนทำโครงงาน (Planning: P)
ขน้ั ที่ 5 รายงานผล (Reporting: R)
ขน้ั ท่ี 6 ประเมนิ ผล (Assessing: A)
2.4 เมื่อสิ้นสุดการจัดการเรียนรู้ตามกำหนด ผู้วิจัยทำการทดสอบหลังการจัดการ
เรยี นรู้ (Posttest) กบั นกั เรียน โดยใช้แบบทดสอบรูปแบบโครงงาน แล้วเก็บรวบรวมผลการทดสอบ
3. ระยะหลังการทดลอง
เมื่อสิ้นสุดการจัดการเรียนรู้ตามกำหนดผู้วิจัยดำเนินการทดสอบหลังการเรียนรู้กับ
นักเรียน โดยใช้แบบทดสอบรูปแบบโครงงาน และทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม ในระยะเวลาการ
ทดลอง ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2566 ระหวา่ งวนั ที่ 8 สงิ หาคม 2566 ถงึ วันท่ี 23 กันยายน 2566
3.1 ผู้วิจัยนำผลที่ได้จากการทดสอบทักษะการสร้างสรรค์ นวัตกรรม และสรุปผลการ
ประเมินทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมของ ในรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่องความสำคัญของหลักฐาน
ทางประวตั ิศาสตร์


Click to View FlipBook Version