The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นาวิกศาสตร์ ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี ๒๕๕๙

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นาวิกศาสตร์, 2022-06-13 22:47:04

นาวิกศาสตร์ เดือน พฤษภาคม ปี ๒๕๕๙

นาวิกศาสตร์ ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี ๒๕๕๙

พระราชดำรัส





“...ผู้ใดมีภาระหน้าที่อันใดอยู่ ก็เร่งกระทำให้สำเร็จลุล่วงไป ให้ทันการณ์ทันเวลา
โดยเต็มกำลังความรู้ความสามารถ และโดยบริสุทธิ์จริงใจ. ผลงานของแต่ละคนจักได้ประกอบ
ส่งเสริมกันขึ้นเป็นความสำเร็จและความมั่นคงวัฒนาของประเทศชาติในที่สุด...”










พระราชดำรัสพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๒๘
วันจันทร์ ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๗



วันอาภากร


๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๙








โอม ชุมพร ยังเพรียก ยังคงเรียกยังรบเร้า


แนบแน่นมานานเนา เคารพเอากับพระองค์


อาภากรเก่งกล้า ประหนึ่งน่าพิศวง


เจอะเจอดังเจาะจง ดังทูลบอกคราบนบาน


หมอพรพระเพียรพาก พระผู้มาก ด้วยสงสาร


ผู้คนจึงกราบกราน เคารพรักไม่โรยรา


ทรงนำทัพเรือแน่ว จนเพริศแพร้วเป็นฝั่งฝา


อวดธงสมุททา- นุภาพเพียบพระบำเพ็ญ


เก้าสิบสามปีผ่าน เหล่าทหารยังแลเห็น


รำลึกนึกเช้าเย็น พระผู้เป็นองค์บิดา


ขอพระสถิตที่ พิมาญศรีสุขหรรษา


เสวยสวรรค์ชั้นเทวา ทิพย์สถานนิรันดร์นานเทอญ






นาวาเอก ธรรมนูญ วิเศษสิงห์
(ร้อยกรอง)

บรรณาธิการ แถลง


สวัสดีครับ
ท่านสมาชิกฯ และผู้อ่านนิตยสาร
นาวิกศาสตร์ทุกท่าน การจัดงาน
๑๐๐ ปี ราชนาวิกสภา เมื่อวันที่
๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๙ ณ อาคารราชนาวิกสภา (หลังเก่า) และอาคาร
ราชนาวิกสภา (หลังใหม่) ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว
สำหรับในงาน ๑๐๐ ปี ราชนาวิกสภา ได้มีการจัดพิธีทำบุญ และพิธี
มอบรางวัลบทความดีเด่น “พลเรือเอก กวี สิงหะ” โดยบทความที่ได้รับรางวัล “พลเรือเอก กวี สิงหะ” ประจำปี ๒๕๕๘
ได้แก่ บทความ “หากจะมีเรือดำน้ำใช้” เขียนโดย พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก นอกจากนี้ ยังมีรางวัลชมเชยอันดับ ๑
คือ บทความ “อภินิหารเรือดำน้ำ” และรางวัลชมเชยอันดับ ๒ คือ บทความ “สมเด็จพระราชบิดา – เจ้าฟ้าทหารเรือ”
ธ ผู้ทรงริเริ่ม/บุกเบิกเรือดำน้ำราชนาวีไทย ทั้งสองรางวัลชมเชยอันดับ ๑ – ๒ เขียนโดย พลเรือเอก สามารถ จำปีรัตน์
รางวัลชมเชยอันดับ ๓ คือ บทความ “หน่วยกำลังติดอาวุธป้องกันโจรสลัด (Armed Guard on Board) ทางเลือกบนความ
ท้าทาย” และรางวัลชมเชยอันดับ ๔ บทความ “การขยายเขตอำนาจทางทะเลของรัฐชายฝั่งกับกฎหมายทะเล” ทั้งสอง
รางวัลชมเชยอันดับ ๓ – ๔ เขียนโดย นาวาเอก ดุลยวัฒน์ เชาวน์ดี ทั้งนี้ คณะกรรมการคัดเลือกผู้ที่สมควรได้รับรางวัล
“พลเรือเอก กวี สิงหะ” และรางวัลชมเชยอันดับ ๑ – ๔ ได้เชิญผู้ได้รับรางวัลออกอากาศเผยแพร่บทความทางสถานีวิทยุ
เสียงจากทหารเรือ ในรายการร่วมเครือนาวี ในวันที่ ๑๐ – ๑๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๙ ระหว่างเวลา ๑๒๐๐ – ๑๓๐๐ เพื่อเป็น
การเผยแพร่บทความดังกล่าวให้กับกำลังพลและผู้ที่สนใจได้รับความรู้จากบทความที่ได้รับรางวัล
ในเดือนพฤษภาคมของทุกปี มีวันสำคัญยิ่งต่อกองทัพเรือ คือ “วันอาภากร” ๑๙ พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันคล้าย
วันสิ้นพระชนม์ของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์บิดา
ของทหารเรือไทย ในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ พระองค์ได้ทรงพระนิพนธ์ “ยุทธศาสตร์ทะเล” ขึ้น ซึ่งพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงลายพระราชหัตถเลขา และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิศณุโลกประชานาถ ทรงลงลาย
พระหัตถ์วิจารณ์ไว้หลายประการ แม้จะไม่ปรากฏชัดในเอกสารราชการว่ามีผลต่อการกลับเข้าประจำการทหารเรืออีกครั้งหนึ่ง
หรือไม่ แต่ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือ พระองค์ท่านได้ดำเนินตามแนวทางในพระนิพนธ์
“ยุทธศาสตร์ทะเล” โดยเฉพาะการวินิจฉัยเลือกซื้อเรือที่มีสมรรถนะในการรุกรบ เช่น เรือพระร่วง หรือทรงมีแนวคิด ตลอดจน
พระกรณียกิจในการสร้างฐานทัพเรือ รวมทั้งที่ยิงเป้าปืนใหญ่สถานีฝึกยิงตอร์ปิโดขึ้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และในด้าน
การปกครอง การบริหารงานในกองทัพเรือ ทรงใช้แนวทางสร้างขวัญและกำลังใจ การสร้างความรู้แก่ตัวบุคคลในทุกระดับ
เพื่อให้เกิดการเข้าใจร่วมกัน โดยวิธีการปรึกษาหารือร่วมกัน
สำหรับในฉบับนี้มีบทความที่น่าสนใจ ได้แก่ การนำบทความที่ได้รับรางวัลบทความดีเด่น “พลเรือเอก กวี สิงหะ”
เรื่อง “หากจะมีเรือดำน้ำใช้” เขียนโดย พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก มาลงอีกครั้งหนึ่ง บทความเรื่อง “๑๒๓ ปี เรือพระที่นั่ง
มหาจักรี (ลำที่ ๑)” ตอนจบ ของ พลเรือโท อุดมพร สมพงษ์ และ บทความเรื่อง “ปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้
กับการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ทางทะเลภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ : กรณีศึกษาจีนและฟิลิปปินส์”
ตอนจบ ของ นาวาตรีหญิง ดอกเตอร์ กันทิมา ชะระภิญโญ และบทความ รวมทั้งคอลัมน์ประจำที่น่าสนใจอีกมากมาย
พบกันฉบับหน้า สวัสดีครับ...




น.อ.

(อารัญ เจียมอยู่)
บรรณาธิการนิตยสารนาวิกศาสตร์

คุยกับกองบรรณาธิการฯ



































สวัสดีค่ะ มาทักทายท่านสมาชิกฯ และผู้อ่านที่รักทุกท่านเช่นเคย หลังจากที่กองทัพเรืออนุมัติให้จัดงาน ๑๐๐ ปี
ราชนาวิกสภา ได้ผ่านพ้นไป กลิ่นอายความเป็น ๑๐๐ ปี ความภาคภูมิใจของราชนาวีไทย ยังคงจารึกเป็นประวัติศาสตร์

บอกเล่าความเป็นมาที่สำคัญอันยาวนานให้เกิดความภาคภูมิ เกิน ๑๐๐ กับราชนาวิกสภา ท่านใดที่พลาดชมนิทรรศการ
๑๐๐ ปี ราชนาวิกสภา สามารถอ่านความเป็นมาสาระสำคัญที่ทหารเรือควรรู้ ได้ที่เว็บไซต์ ราชนาวิกสภา
http://www.rtni.org/th/
สำหรับเดือนพฤษภาคมหรือเดือน ๕ หน้าแล้ง มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง ตามมติคณะรัฐมนตรีประกาศเพิ่มวันหยุดอีก
๑ วัน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย ในช่วงวันสำคัญของไทยคือวันฉัตรมงคล เป็นวันที่ระลึกในการครบรอบปีที่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงรับพระบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย
โดยสมบูรณ์ และหยุดต่อเนื่องถึงวันพืชมงคล
นอกจากนี้ ยังมีวันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า
๓ ประการ คือ เป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในวันเดียวกัน พุทธศาสนิกชนทั่วโลกยกย่องให้













วนวสาขบชาเปนวนสำคญทางพระพทธศาสนาสากล และพรอมใจกนบำเพญกศลและนอมรำลกถงพระพทธองคดวย





การประกอบพิธีทำบุญตักบาตร ถือศีล ฟังธรรม ปล่อยนก ปล่อยปลา เวียนเทียนรอบอุโบสถในตอนค่ำ เพื่อถวายเป็น
พุทธบูชา
ในเดือนนี้ หากจะไม่กล่าวถึงวันสำคัญอีกวันหนึ่งเสียมิได้ นั่นคือ วันอาภากร วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ของทุกปี
ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขต
อุดมศักดิ์ หรือองค์บิดาของทหารเรือไทย ผู้ทรงวางรากฐานและพัฒนากิจการกองทัพเรือ ผู้เป็นที่เคารพของทหารเรือไทย
และได้รับการเชิดชูในหมู่ทหารเรือเรียกขานพระองค์ว่า “เสด็จเตี่ย” มาจนถึงทุกวันนี้
ท้ายนี้ ขอทุกท่าน “จงมีความสุขกับสิ่งที่เรามี และจงยินดีในสิ่งที่เราเป็น” พบกันใหม่ในเดือนต่อไปค่ะ
กองบรรณาธิการฯ

สารบัญ


นายกกรรมการราชนาวิกสภา
พลเรือโท พิเชฐ ตานะเศรษฐ
รองนายกกรรมการราชนาวิกสภา
พลเรือตรี บุญเรือง หอมขจร
กรรมการราชนาวิกสภา
พลเรือโท รัตนะ วงษาโรจน์
พลเรือตรี ศาสตราจารย์มนต์ชัย กาทอง
พลเรือตรี สมหมาย วงษ์จันทร์
พลเรือตรี ทิวา ดาราเมือง
พลเรือตรี สมชาย ณ บางช้าง
พลเรือตรี สมประสงค์ นิลสมัย
พลเรือตรี อาทร เคลือบมาศ
พลเรือตรี โสภณ รัตนสุมาวงศ์
พลเรือตรี สุรวิทย์ อาษานอก
พลเรือตรี สุทธิไชย รังสิโรดม์โกมล
พลเรือตรี วินัย มณีพฤกษ์
พลเรือตรี ทรงวุฒิ บุญอินทร์
กรรมการและเลขานุการราชนาวิกสภา
นาวาเอก อารัญ เจียมอยู่ ๖
เหรัญญิกราชนาวิกสภา
เรือเอก สานิตย์ ชัยมีเขียว
ที่ปรึกษาราชนาวิกสภา
พลเรือโท นฤดม ชวนะเสน บทความ
พลเรือโท เจียมศักดิ์ จันทร์เสนา
พลเรือตรี จักรกฤษณ์ เสขะนันทน์
นาวาเอก ธเนศ อินทรัมพรรย์ ๖ หากจะมีเรือดำน้ำใช้
นาวาเอก ชวิช วงษ์รัตน์ พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก
บรรณาธิการ
นาวาเอก อารัญ เจียมอยู่ ๑๖ ๑๒๓ ปี เรือพระที่นั่งมหาจักรี (ลำที่ ๑) ตอนจบ
ผู้ช่วยบรรณาธิการ พลเรือโท อดุมพร สมพงษ์
นาวาเอกหญิง ชัญญา ศิริพงษ์ ๒๗ ราชนาวี FC ตะหานน้ำ ยกพลขึ้นบกประกาศเกียรติก้องสร้างสามัคคี
ประจำกองบรรณาธิการ ชาวประดู่
นาวาเอก ทรงฤทธิ์ ฉัตรเงิน นาวาโท วริษฐ์ ปจิฮี
นาวาเอก ธรรมนูญ วิเศษสิงห์
นาวาเอก ธาตรี ฟักศรีเมือง ๓๑ ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox เขี้ยวเล็บในการทำสงครามทุ่นระเบิด
นาวาเอก โกศล อินทร์อุดม เรือเอก นริศ เอี่ยมละออ
นาวาโทหญิง ปานะรี คชโคตร
นาวาโทหญิง จิฑาพัชญ์ ราษฎร์นิยม ๓๕ สำนักงานปลัดบัญชีทหารเรือกับบทบาทในการบริหารจัดการทรัพยากร
นาวาโทหญิง ศรุดา พันธุ์ศรี กองทัพเรือ
นาวาตรีหญิง กมลชนก ศิริสุนทร นาวาเอก เมธีชัย แก้วนิล
เรือโทหญิง นิพัฒน์ เพชรศิริ



เรือโท เกื้อกูล หาดแก้ว ๔๑ ปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้กับการอ้างสิทธิเหนือพ้นท่ทางทะเลภายใต
เรือตรี ขจรศักดิ์ กระทุ่มแก้ว กรอบอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ : กรณีศึกษาจีนและ
สำนักงานราชนาวิกสภา ฟิลิปปินส์ ตอนจบ
ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย นาวาตรีหญิง ดอกเตอร์ กันทิมา ชะระภิญโญ
กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐ โทร. ๐ ๒๔๗๕ ๓๐๗๒
๐ ๒๔๗๕ ๔๙๙๘ ๕๕ Diary @ เกล็ดแกล้ว
s ส่งข้อมูล/ต้นฉบับได้ที่ [email protected] แม่แก้ว

s อ่านบทความเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ได้ที่ WWW.RTNI.ORG

คลังความรู้
คู่ราชนาวี






คอลัมน์ประจำ




๑ บรรณาธิการแถลง
๔ คุยกับกองบรรณาธิการฯ
๕ ภาพในอดีต
๖๒ ข่าวนาวีรอบโลก
๖๕ นานาสาระ
๖๗ A Mixed Bag of English
๓๑ ๖๙ พจนานุกรมศัพท์ชาวเรือ

๗๑ ประทีปธรรม
๗๒ เกร็ดความรู้ด้านศาสนพิธี

๗๓ ภาพกิจกรรมกองทัพเรือ
๘๑ สุขภาพนาวี
๘๓ บันทึกไว้ในราชนาวี

๘๕ กฎหมายใกล้ตัว
๘๗ การฌาปนกิจสงเคราะห์แห่งราชนาวี
๘๙ มาตราน้ำ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๙
เวลาดวงอาทิตย์ - ดวงจันทร์ ขึ้น - ตก

๓๕ เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน ๒๕๕๙
๙๔ เรื่องเล่าชาวเรือ



ปกหน้า พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์
กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์บิดาของทหารเรือไทย

เมื่อครั้งทรงพระยศพลเรือตรี
ปกหลัง เรือหลวงพระร่วง
ในปกหน้า... พระราชดำรัส ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในปกหลัง... การท่าเรือแห่งประเทศไทย
จัดพิมพ์โดย... กองโรงพิมพ์ กรมสารบรรณทหารเรือ
เจ้าของ... ราชนาวิกสภา
ผู้โฆษณา... นาวาเอก อารัญ เจียมอยู่
ผู้พิมพ์... นาวาเอก ทรงฤทธิ์ ฉัตรเงิน




ข้อคิดเห็นในบทความที่นำลงนิตยสารนาวิกศาสตร์เป็นของผู้เขียน มิใช่ข้อคิดเห็นหรือนโยบายของหน่วยงานใดของรัฐและมิได้ผูกพันต่อทางราชการแต่อย่างใด
ได้นำเสนอไปตามที่ผู้เขียนให้ความคิดเห็นเท่านั้น การกล่าวถึงคำสั่ง กฎ ระเบียบ เป็นเพียงข่าวสารเบื้องต้น เพื่อประโยชน์แก่การค้นคว้า...

ภาพในอดีต




เรือโทหญิง ชุติมา ฤกษ์งาม









































ในวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๖ เรือหลวงโพสามต้น ได้เดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปร่วมสวนสนามเนื่องในงาน

ราชาภิเษก สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ ๒ แห่งประเทศอังกฤษ โดยมี นาวาเอก หลวงชาญชยศึก เป็นผู้บังคับบัญชา
ในการไปราชการครั้งนี้ สำหรับนายทหารประจำเรือนั้น มี นาวาตรี สนธิ บุญยะชัย เป็นผู้บังคับการเรือ เรือเอก สมุทร์
สหนาวิน เป็นต้นเรือ เรือเอก สว่าง ขันธ์นภา เป็นต้นหน และเรือโท สุด ดวงมณี เป็นสรั่งเรือ เรือหลวงโพสามต้นที่
เดินทางไปราชการครั้งนี้ เป็นเรือประเภทเรือกวาดทุ่นระเบิดเดิมชื่อ มินสเตรล (MINSTREL) ต่อที่ประเทศแคนาดา
รัฐบาลไทยซื้อมา มีระวางขับน้ำปกติ ๑,๐๙๗ ตัน ระวางขับน้ำเต็มที่ ๑,๓๕๐ ตัน ยาว ๖๗.๕๐ เมตร กว้าง ๑๐.๖๘ เมตร
สำหรับอาวุธมีปืน ๗๖/๕๐ จำนวน ๑ กระบอก ปืนกล ๒๐ มม. จำนวน ๔ กระบอก ปืนกล ๔๐/๖๐ มม. แท่นคู่ ๑ แท่น
(จำนวน ๒ กระบอก) ความเร็วสูงสุด ๑๖ นอต ความเร็วมัธยัสถ์ ๑๐ นอต รัศมีทำการเมื่อความเร็วสูงสุด ๑,๘๙๐ ไมล์
รัศมีทำการเมื่อความเร็วมัธยัสถ์ ๓,๙๒๐ ไมล์ ทหารประจำเรือ ๑๑๓ นาย กองทัพเรือได้มีการเสริมสร้างกำลังรบทางเรือ
อย่างต่อเนื่อง และได้มีวิวัฒนาการอันทันสมัยทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน เพราะกำลังรบทางเรือมีความสำคัญต่อ

ประเทศชาติมาก ดังมีผู้กล่าวว่า “เมื่อกองทัพเรือมีกำลังรบทางเรือที่เข้มแข็ง ประเทศก็สามารถทำการพัฒนาไปสู่

เป้าหมายได้โดยไมมีอุปสรรคจากศัตรูภายนอก และภายในพระราชอาณาจักร และประชาชนก็สามารถประกอบอาชีพ
อย่างเป็นปกติสุขสืบไป”



นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ๕


หากจะมีเรือดำาน้าใช้































พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก


ท่าน ี ื ทางทะเลมิติท่ ๒ น้มาก (หากเรียงลาดับเคร่องมือดังกล่าว

ครูบาอาจารย์ พ่น้อง เพ่อนร่วมงาน



ตลอดผ้ท่ร้จัก ซ่งกาลังอ่านบทความอย่คงสงสัยว่าผ้เขียน ตามลาดับการท่มนุษย์นามาใช้ จะได้มิติแรกคือ เรือผิวนำ้า










ไปร้จักค้นเคยหรือมีความร้เก่ยวกับเรือดานำ้าอย่างไร มิติที่ ๓ คือ อากาศยาน) อีกทั้งมีความสนใจ อ่านค้นคว้า



















จงมาเขยนบทความน ขอเรยนวาแทจรงแลวททุกทาน ด้วยตนเองพอสมควร ในการน้ช่วงเวลาท่รับราชการ


กาลังคิดมีส่วนถูกอย่มาก เพราะนอกจากตามพิพิธภัณฑ์แล้ว ยังมีความเก่ยวข้องกับการจัดต้ง “กองเรือดานำ้า”





ผ้เขียนเคยลงเรือดานำ้าขณะจอดเทียบท่าเพียงไม่ก่คร้ง ด้วย กล่าวคือ เม่อประมาณ ๒๒ ปีท่แล้ว ขณะปฏิบัต ิ




เม่อคร้งรับราชการมีโอกาสปฏิบัติหน้าท่ท่เก่ยวข้อง หน้าท่ในตาแหน่งผ้อานวยการกอง การกาลังพล










กับการปราบเรือดานำ้าไม่มากนัก เรียกง่าย ๆ ว่ามิใช ่ กองเรือยุทธการ ท่ต้องรับผิดชอบการร่างโครงสร้าง





“นักปราบ” โดยสายเลือดเหมือนกับอีกหลายท่าน การจดสวนราชการของกองเรอยทธการ เสนอขอความ


การศึกษาเก่ยวกับเร่องน้พอมีพ้นฐานบ้างจากหลักสูตร เห็นชอบตอผบังคบบัญชา เพอขออนุมตใช้จากหนวยเหนอ













ตามแนวทางการรับราชการของนายทหารพรรคนาวิน ต่อไป และเวลานั้นได้เริ่มมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการ


และท่ “Australian Joint Anti Submarine จัดทาโครงการจัดหาเรือดานำ้าของกองทัพเรือ ผ้เขียน





School” หลักสูตร “การเฝ้าตรวจทางทะเล” จึงมีแนวความคิดท่จะให้มี กองเรือดานำ้า อย่ในอัตราการจัด












เม่อ ๓๐ ปีท่แล้ว ซ่งถูกเค่ยวหนักให้ร้จักและจดจา ของรางโครงสรางฯ ใหมดวย ไดนาเรยนขออนญาตคณครู






ภาพเงาตัดของเรือดาน้าทุกประเภทท่ประจาการตาม ผ้บัญชาการกองเรือยุทธการ ขณะน้น คร้งแรกท่านไม ่









กองทพเรอชาตตาง ๆ เทานน แตแปลกผเขยนกลบม ี ค่อยเห็นด้วยเพราะยังไม่มีความแน่นอนท่กองทัพเรือ









ความร้สึกว่าตนเองมีความค้นเคยและผูกพันกับเคร่องมือรบ จะมีเรือประเภทดังกล่าวเข้าประจาการ แต่ท่านก็ได้กรุณา



6 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙




ให้ความเห็นชอบในท่สุด ซ่งต่อมาแม้เม่อร่างโครงสร้างน้น และจนบัดน้เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาส






ได้รับอนุมัติให้ใช้ และได้ถูกปรับอีก ๒ - ๓ คร้ง เห็นธงราชนาวีไทยถูกชักบนเรือดานำ้าเลย ท้งน้ก่อน

ภายหลัง แต่อัตรากองเรือดาน้าได้ปรากฏในโครงสร้าง หน้าที่ผู้เขียนเกิดประมาณ ๑๔ ปี คือวันที่ ๔ กันยายน


การจัดส่วนราชการ กองเรือยุทธการ ดังกล่าวโดยตลอด พ.ศ.๒๔๘๐ ธงราชนาวีดังกล่าว ได้ถูกชักข้นบนเรือดานำ้า











และเมื่อประมาณ ๖ ปี ที่ผ่านมา ขณะที่ดำารงตำาแหน่ง ไทย ๒ ลา ซงไดแก เรอหลวงมจฉาน และ เรอหลวงวรณ


ผ้บัญชาการกองเรือยุทธการ ได้เร่มมีการเคล่อนไหว และวันน้นของทุกปีคือ วันเรือดานำ้าไทยน่นเอง










เก่ยวกับโครงการเรือดานำ้าของกองทัพเรือ อีกคร้ง จากความสัมพันธ์เหล่าน้เม่อได้ยึดอาชีพเป็นนักเขียน
ผู้เขียนได้ไปนำาเรียนขออนุญาตผู้บังคับบัญชาอีก คราวนี้ ตั้งแต่ประมาณ ๔ ปี มาแล้ว ผู้เขียนได้สัญญากับตัวเองไว้ว่า
ขอจัดต้งกองเรือดาน้าโดยบรรจุตามอัตรา เหมือนเดิมคล้ายกับ ทุกเดือนเกิดจะพยายามหาหัวข้อเร่องเก่ยวกับเรือดานำ้า






เมื่อ ๑๖ ปี ที่แล้ว (ขณะนั้น) แต่คราวนี้มีความหวังมากขึ้น เขียนลงนิตยสารนาวิกศาสตร์ทุกปี จนกว่าจะได้เห็น







ผบญชาการทหารเรอไดกรณาแนะนาใหกลบไปจด ธงราชนาวไทยถูกชักขนบนเรือดาน้า และท้งหมดท่กล่าว











ต้งคณะทางานเร่องน้ ภายในกองเรือยุทธการก่อน คอ แรงจงใจของการเขยนบทความน ซงเปนเรองท ๓ แลว

















โดยศึกษาและเตรียมการด้านต่าง ๆ ให้พร้อม เม่อได้รับอนุมัต ิ การเขียนบทความน้ ผ้เขียนมีความต้องการท่จะ








โครงการจะสามารถกระทาได้ และจัดต้งกองเรือดานำ้าต่อไป เสนอความคิดเห็นว่า หากกองทัพเรือจะมีเรือดาน้า


จากน้นเม่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๕๑ ได้มีการจัดต้ง ในราชการแล้ว ควรมีเรือขนาดใดบ้าง และแต่ละ



“สานักงานกองเรือดานำ้า” ข้น โดยมอบหมายให้หัวหน้า ขนาดควรมีแนวความคิดในการใช้งานอย่างไร ในการน ้ ี





นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจาผ้บัญชาการกองเรือยุทธการ ขอเรียนว่า เพ่อให้บทความน้อ่านแล้ว ไม่เครียด


เป็นหัวหน้าสานักงาน ดาเนินการตามนโยบายท สามารถผ่อนคลายอารมณ์ แต่เป็นเกร็ดสาระ อาจนา






ผ้บัญชาการทหารเรือแนะนา และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ไปพัฒนาใช้ประโยชน์ต่อไปได้สาหรับท่านท่สนใจหรือม ี






ซ่งนับเป็นเวลานานถึง ๖๐ ปี ของการต่อส้ เพ่อจัดหา หน้าท่เก่ยวข้อง วิธีการเขียนจึงได้ใช้การเรียบเรียงลักษณะ
ทดแทนเรือดาน้า ๔ ลา ท่ได้ถูกปลดประจาการด้วยความ แสดงข้อคิดเห็น มิใช่วิธีของฝ่ายเสนาธิการในการจัดทา






พยายามของผ้บัญชาการทหารเรือท่านเดิม กาลังทางเรือ “ข้อพิจารณา” หรือการเขียนบทความทางทหาร






ไทยไดเขาถงจดใกลเคยงมากทสดทจะหลดพนจาก ที่อาจใช้อ้างอิงทางราชการได้









ความพิการ มีสัดส่วนครบสมบูรณ์ในทุกมิติเช่นเดียวกับ
กองทัพเรือส่วนใหญ่ในภูมิภาค และอื่น ๆ ทั่วไป เมื่อมี
แนวโน้มว่าโครงการจัดหาเรือดานำ้าท่เสนอ อาจได้รับ


การอนุมัติ ได้มีการจัดต้งกองเรือดานำ้าและบรรจุกาลังพล






ตามอัตราท่จาเป็น ผ้บัญชาการกองเรือดานำ้า ท่านแรก



คือ หัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจา ผ้บัญชาการ
กองเรือยุทธการ และหัวหน้าสำานักงานฯ ที่เคยกล่าวถึง
ซึ่งก็คือ พลเรือเอก สุริยะ พรสุริยะ อดีตเจ้ากรมยุทธศึกษา
ทหารเรือ นั่นเอง


นอกจากความเก่ยวข้องท่กล่าวมายังมีอีก คือ


ผ้เขียนเกิดเม่อ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๔ และเกิดได้เพียง

๘๔ วัน เรือดาน้าไทยท้ง ๔ ลา ได้ถูกปลดประจาการ พิธีรับเรือ “มัจฉานุ” และ “วิรุณ” เดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๘๐




ที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุน
นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 7


๑. ประเภทของเรือดำาน้า

เม่อกล่าวถึงการแบ่งประเภทของยานใต้นำ้า หรือ

เรือดาน้า มีการแบ่งไว้หลายแบบ ตามเจตนา หรือ




ความม่งประสงค์ของผ้แบ่ง บางตาราได้แบ่งกว้าง ๆ
ตามลักษณะการใช้งานไว้ ๓ ประเภท คือ การใช้สำาหรับ
การสันทนาการ (Pleasure Submarine) การใช้สาหรับ

งานวิทยาศาสตร์ (Scientific Submarine) และการใช้
งานทางทหาร (Military Submarine) หากแบ่งตาม

พลังขับเคล่อน ปัจจุบันแบ่งกว้าง ๆ ได้ ๒ ประเภท ได้แก่




เรือดานาธรรมดา (Conventional Submarine) ทใช ้

การขับเคล่อนด้วยเคร่องยนต์ดีเซลท่ผิวนำ้า และพลัง






ไฟฟ้าจากแบตเตอร่ขณะดา และเรือดานำ้าท่ใช้พลัง

นิวเคลียร์ (Nuclear Submarine) กองทัพเรือสหรัฐฯ ซ่งม ี

เฉพาะเรือดานำ้านิวเคลียร์ได้แบ่งตามลักษณะการปฏิบัติการ

หรือประเภทของอาวุธหลักไว้ได้แก่ ประเภทแรกเรียก

The Guided-Missile Submarines ซ่งมีอาวุธหลัก
Cruise Missile ใช้ในการโจมตีภาคพื้นในระยะไกลมาก เรือ “วิมานใต้ทะเล” พัทยา


Ballistic Missile Submarines ท่ติดต้งอาวุธปล่อยหัวรบ
นิวเคลียร์ในการโจมตีข้ามทวีป และ Attack Submarine

ท่ใช้สาหรับการปฏิบัติทางเรือพ้นฐานในการโจมต ี






ทาลายเรือผิวน้า และเรือดาน้า วางท่นระเบิดทางรุกและ


การเก็บข้อมูลหาข่าว ในขณะท่เว็บไซต์ของ
กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (www. navedu.mi.th) ได้ให้ข้อมูล
ว่าปัจจุบัน เรือดาน้าสามารถแบ่งออกได้เป็น ๗ ประเภท



ตามพลังขับเคล่อนและจุดประสงค์ท่ใช้ ได้แก่ Conven-

tionally Powered Attack Submarine (SS), Nuclear สมเด็จพระมหิดลตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม

PoeredAuxiliary Submarine (SSAN), Conventionally พระบรมราชชนก เม่อคร้งดารงพระอิสริยยศเป็น


Powered Ballistic Missile Submarine (SSB), Nuclear นายเรือโท สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ ได้ทรง












Powered Ballistic Missile Submarine (SSBN), Conven- จดทาโครงการเกยวกบกาลงเรอดานาเสนอกองทพเรือ


tionally Powered Guided Missile Submarine (SSG), เม่อวันท่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๕๘ โดยมีรายละเอียด




Nuclear Powered Cruise Missile Submarine (SSGN), ทเกยวกบขนาดและคณสมบัตของเรอ ตลอดจนแนว






Conventionally Powered Anti–submarine Capability ความคิดในการใช้กาลัง ทรงแบ่งโครงการออก ๔ ข้นตอน คือ

(SSK) และ Nuclear Powered Attack Submarine ตอนที่ ๑ ขั้นแรกสำาหรับป้องกันบริเวณปากแม่น้า

(SSN) นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งตามขนาดเช่น ขนาดจิ๋ว เจ้าพระยา และที่สำาคัญอื่น ๆ ต้องการเรือดำาน้า ๒ ลำา
ขนาดเล็ก ขนาดธรรมดา และขนาดใหญ่ที่ใช้เดินสมุทร ขนาดระวางขับน้าประมาณ ๒๓๐ ตัน ใช้เกาะสีชังเป็นฐานทัพ

8 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

ตอนที่ ๒ ขั้นที่ ๒ ขยายเขตป้องกันออกไปถึงแนว สงครามยังเหมือนเดิม คือ จะมาจาก ๓ มิติ เพียงแต ่





เกาะจวง เกาะสัตกูด สามร้อยยอด เพิ่มเรือดำาน้าขนาด ความรวดเรวอานาจการทาลายระยะแรกยทธ และ





เดียวกับขั้นที่ ๑ อีก ๒ ลำา รวมเป็น ๔ ลำา เทคโนโลยีต่าง ๆ จะมากข้นสูงข้นเท่าน้น ดังน้นท้ง








ตอนท ๓ ขยายการปฏบตออกไปถงเกาะสมย หลักการและแนวความคิดของพระองคในทรรศนะของ


โดยใช้เรือดำาน้าขนาดใหญ่ขึ้นประมาณ ๓ ลำา ผู้เขียนถือว่าไม่ล้าสมัย สามารถประยุกต์ใช้ในปัจจุบันได้




ตอนที่ ๔ ขยายเขตปฏิบัติการไปถึงสิงคโปร์ โดยใช้ ดังน้นแบบของเรือดาน้าท่จะนาเสนอในบทความน้ ี


เรือดำาน้าขนาดใหญ่ระวางขับน้า ประมาณ ๑,๐๐๐ ตัน จะพิจารณาจากขนาดเล็กมาก ขนาดเล็กและ

ประมาณ ๒ ลำา ปฏิบัติการในเชิงรุก ขนาดธรรมดา เช่นเดียวกับพระองค์ท่าน



เรือดำาน้าขนาดเล็กมาก ชั้น Ghadir กองทัพเรืออิหร่าน














ท่กล่าวมาสรุปได้ว่า การป้องกันประเทศขณะน้น



พระองค์ท่านมีแนวความคิดที่จะใช้เรือดำาน้าสำาหรับ ๓ ขนาด

คือ ขนาดเล็กมาก ระวางขับน้า ประมาณ ๒๐๐ ตัน
ขนาดเล็ก ประมาณ ๔๐๐ - ๕๐๐ ตัน และขนาดธรรมดา
ประมาณ ๑,๐๐๐ ตัน จากวันนั้นจนถึงวันนี้เกือบ ๑๐๐ ปี

แม้ตาบลท่ท่ต้องการในการควบคุมทะเลจะขยายออก



จากอ่าวช้นใน (อ่าวตัว ก) เป็นอ่าวไทย แต่สภาพของ เรือดำาน้าขนาดเล็กชั้น U-206 A ขณะประจำาการ





พ้นท่ปฏิบัติการท้งภูมิภาคและสภาพอุทกศาสตร์ รวมท้ง กองทัพเรือเยอรมัน

ท้องทะเลมิได้เปล่ยนมากนัก สภาพภัยคุกคามในภาวะ
นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 9

ราชอาณาจักรกัมพูชาและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม


ตามท่กล่าวมาแล้วความลึกนำ้าเฉล่ย ๔๕ เมตร สภาพ

ท้องทะเลทั่วไปเป็นโคลนปนทรายหรือโคลน แนวน้าลึก
๒๐ เมตร ห่างขอบฝั่งประมาณ ๑๐ ไมล์ทะเลแล้วลาดลง
เข้าหากลางอ่าวคล้ายแอ่งกะทะ ซ่งมีนำ้าลึกประมาณ

๗๐ เมตร บริเวณลึกสุดประมาณ ๘๐ เมตร อยู่บริเวณ

ปากอ่าว ห่างฝ่งปัตตานีประมาณ ๖๐ ไมล์ทะเล ท้งน ้ ี

การปฏิบัติการทางเรืออ่าวไทยถูกจัดสภาพพ้นท่ปฏิบัต ิ


การเป็นทะเลปิด (Narrow sea)



เรือดำาน้าขนาดธรรมดา Kilo Class กองทัพเรือโปแลนด์



๒. ขนาดเรือดานำ้าท่เหมาะสมสาหรับการใช้งานในอ่าวไทย





ประเด็นท่จะกล่าวในหัวข้อน้ เป็นเร่องความลึก


ของอ่าวไทยกับการปฏิบัติการของเรือดาน้า ในการน ี ้








จะขอขามไปเลยสาหรบแนวความคดของกลมตอตานทวา




อ่าวไทยน้าต้นไม่เหมาะสาหรับเป็นพ้นท่ปฏิบัติการ




ของเรือดาน้า (แตก็อดต่อล้อต่อเถียงไมได้เล็กน้อยว่า






ถ้าคิดแบบน้อย่างบริสุทธ์ใจขอให้ไปบอกฝ่ายตรงข้าม










ทจะรกเขามาควบคมทะเลในอาวไทย แตฝายเราทจะ


ปฏิเสธการใช้ทะเลของเขาจะวางกาลังไว้ในท่ท่เหมาะสม)












เป็นเรือดาน้าขนาดใดท่เหมาะสมสาหรับการใช้งานในอ่าวไทย สาหรบการพจารณาความลกนำาทเรอดานาแบบ







ในการน้เร่มต้นจะขอทบทวนถึงลักษณะทางภูมิศาสตร ์ Conventional Submarine ท่วไปสามารถปฏิบัติการรบ

และความลึกของอ่าวไทยก่อน ได้น้น ผ้เขียนเคยได้รับการศึกษาว่า มีหลักการคิดง่าย ๆ









๒.๑ อ่าวไทยมีพ้นท่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร คือ ใช้ความสงของเรือดาน้า ตงแตจุดต่าสุดจนถึงจุด


เขตแดนของอ่าวกาหนดด้วยเส้นท่ลากจากแหลมกาเมา สูงสุดเป็นเกณฑ์ แล้วบวกความลึกน้อยสุดท่ต้องการ



หรือแหลมญวนทางตอนใต้ของเวียดนาม ไปยังเมือง เพ่อความปลอดภัยในการเดินเรือ และสาหรับการใช ้

โกตาบารูบนชายฝั่งมาเลเซีย ซึ่งมีระยะทาง ๒๑๐ ไมล์ทะเล อุปกรณ์ยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ การดำาเนินกลยุทธ์ทั้งในการ




ขอบชายฝั่งยาวประมาณ ๑,๐๐๐ ไมล์ทะเล มีรูปร่างเหมือน รบใตนำาและตอสเรอผวนำา จากแนวล่างสดลงมาถงพน








ถุงคว่าโดยก้นถุง ซ่งลักษณะเป็นอ่าวช้นในรูปร่าง ท้องทะเลประมาณ ๑๐ เมตร กับระยะลึกจากจุดสูงสุด




คล้ายตัว “ก” เป็นที่ตั้งของกรุงเทพมหานครและแหล่ง ของเรือขึ้นไปยังผิวน้าประมาณ ๒๐ เมตร ขึ้นไป ซึ่งจะ

อุตสาหกรรมตลอดจนท่าเรือหลักของประเทศ ปากถุง ทาให้รอดพ้นจากการตรวจจับด้วยสายตาจากการปฏิบัติการ

ซึ่งกว้างประมาณ ๒๑๐ ไมล์ทะเล ทางทิศตะวันตกเป็น ของอากาศยานในวันท่สภาพอากาศดีโอกาสการตรวจพบ












ท่ต้งของประเทศมาเลเซีย ทิศตะวันออกเป็นท่ต้งของ มากทสดดวย เชน ความสงสดของเรอขนาดประมาณ
10 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙


๑,๕๐๐ ตัน ประมาณไม่เกิน ๑๔ เมตร เมื่อบวกกับ ๑๐ ซึ่งมีความลึกน้าเฉลี่ย ๔๕ เมตร ได้ แต่หากจะพิจารณา




และ ๒๐ เมตร จะได้ ๔๔ เมตร ท้งน้จากหนังสือเรื่อง ว่าขนาดใดเหมาะสมท่สุด ขนาดเล็กมาก หรือขนาดจ๋ว
“Naval Strategy and Operations in Narrow Seas” ระวางขับน้า ประมาณ ๒๐๐ ตัน น่าจะตัดไปได้ เพราะ




ซ่งเขียนโดย Dr.Milan N.Vego ศาสตราจารย์ ประจา เล็กเกินไปท่จะรบตามแบบในปัจจุบัน ขนาดธรรมดา
แผนกวิชา Joint Military Operations วิทยาลัย ประมาณ ๑,๐๐๐- ๒,๐๐๐ ตัน เช่นเดียวกันความลึกน้อย
การทัพเรือสหรัฐฯ หน้า ๓๔ กล่าวไว้ว่า “ความลึกนำ้า สุดในการปฏิบัติการประมาณ ๔๕ - ๕๐ เมตร น่าจะยังไม่



มีบทบาทมากในการใช้งานเรือดาน้าในทะเลปิด”เรือดาน้า อ่อนตัวพอในขณะที่ขนาดเล็ก เช่น เรือดำาน้า U 206 A


ดีเซลขนาดกลาง (ประมาณขนาด ๑,๕๐๐ ตัน) ที่มีความ ที่มีระวางขับน้าขณะดำาประมาณ ๕๐๐ ตัน จำานวนและ




สูงประมาณ ๔๓ ฟุต มีความต้องการความลึกน้าน้อยสุด อานาจการทาลายของระบบอาวุธใกล้เคียงกัน ความ






นบจากแนวกระดกงจนไปถงผวพนทองทะเลประมาณ สูงเรือประมาณไม่เกิน ๑๐ เมตร ท่สามารถดาได้ต้งแต ่






๓๓ ฟุต เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือและในการรบ แนวนำ้าลึก ๒๐ เมตร และทาการรบได้อย่างสมบูรณ์



รวมท้งการให้รอดพ้นการตรวจจับจากอากาศยานยังม ี ตงแตแนวนำาลก ๔๐ เมตร ซงนอยกวาแนวนำาลกเฉลย











ความต้องการความลึกนำ้าส่วนบนท่นับจากส่วนสูงสุดของ ดังนั้นคำาตอบของคำาถามนี้จึงสามารถตอบได้ว่า เรือดำาน้า








เรือขึ้นไปสู่ผิวน้าอีกประมาณ ๘๒ ฟุต รวมแล้วประมาณ ซงเหมาะสมทสดทจะใชปฏบตการในอาวไทยนาจะเปน









๑๕๘ ฟุต หรือ ๔๘ เมตร ซึ่งใกล้เคียงกัน ขนาดเล็ก ระวางขับน้าประมาณ ๕๐๐ ตัน ทั้งนี้ทางด้าน









๒.๒ จากขอทผ่านมา ทานผอานคงเหนแลววา ทะเลอันดามันไม่จาเป็นต้องกล่าวถึง เพราะมีความลึก



เรือดานำ้าทุกขนาดท่แบ่งตามบทความน้ซ่งได้แก่ เล็กมาก เฉลี่ยถึง ๘๗๐ เมตร




เล็ก และขนาดธรรมดา สามารถปฏิบัติการในอ่าวไทย
ระดับความลึก ๒๐ เมตร
ระดับความลึก ๓๐ เมตร
ระดับความลึก ๔๐ เมตร
นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 11




๓. ข้อเสนอแนะแนวความคิดการใช้เรือดำาน้าของไทย ตลอดจนแหล่งท่มาท่ต้องทาลายให้หมดขีดความสามารถ




ได้แสดงให้ท่านผ้อ่านเห็นแล้วว่า เรือดานำ้าขนาดเล็ก หรือตัดรอนจนฝ่ายเรามีความได้เปรียบตามท่ต้องการ











ขนาดยาวประมาณ ๕๐ เมตร กว้างประมาณ ๕ เมตร สูง มใช่พนทท่ตองการยดครอง หรือรกคบไปตามเสนแนว
ประมาณ ๑๐ เมตร ระวางขับน้าประมาณ ๕๐๐ ตัน มี การยุทธ์ท่กาหนดขณะท่ฝ่ายตรงข้าม ซ่งร่นถอยไปยังขีด










ความเหมาะสมทสุดท่จะใช้ในอ่าวไทย แตผ้เขียนยงไม ่ ความสามารถที่ยังเป็นภัยคุกคามได้ ลักษณะการรบจะ









ได้กล่าวว่าเรือดาน้าแบบใดน่าท่จะเหมาะสาหรับกองทัพเรือ เป็นการดาเนินกลยุทธ์ทางลึก ไกลสุดเท่าท่จะทาได้ท้ง


ซึ่งกำาลังจะแสดงให้ทราบต่อไป ในเชิงรุกและเชิงป้องกัน ผ้ท่ค้นหา ตรวจจับ เข้าตาบล

๓.๑. คุณลักษณะของสงครามทางเรือ ที่สามารถใช้อาวุธได้ก่อนในระยะไกลกว่า จะเป็นฝ่ายได้












ในการใช้กำาลังทางเรือ ในการป้องกันประเทศ ซึ่ง เปรยบ จะตกรอบสรางแนวใหปฏบตการในพนทกาหนด
ณ ท่น้ หมายถึงการป้องกันจากภัยคุกคามขนาดใหญ ่ เหมือนสงครามทางบกไม่ได้ ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึงกรณี


ด้วยการเข้าทาการยุทธ์ในทะเล เพ่อให้ได้มาซ่งการ ประเทศไทยทตองการจะให้ไดมาซ่งการควบคมทะเล















ควบคุมทะเลท่ต้องการ ซ่งในขณะเดียวกันจะตองปฏเสธ ในอ่าวไทยน้น พ้นท่ปฏิบัติการจะใช้เฉพาะอ่าวไทย




การใชทะเลของฝ่ายตรงข้ามด้วย หรือท่เรียกว่าการทา ไม่ได้จะต้องต่อเน่องไกลออกไปตามความจาเป็น



“สงครามทางเรือ” น้นลักษณะของสงครามดังกล่าว ของสถานการณ์

น้ จะแตกต่างกับสงครามทางบก คือ ด้วยคุณลักษณะ ๓.๒ วิธีการควบคุมทะเล
ท่สามารถปฏิบัติการได้ครบทุกมิติ มีความคล่องตัว จากการกล่าวในข้อที่แล้ว ขอสรุปว่าในการใช้

มีความอ่อนตัว มีระบบการค้นหาตรวจจับ และ กาลังทางเรือเพ่อป้องกันประเทศจากภัยคุกคามขนาด






อาวุธยุทโธปกรณ์ท่มีเทคโนโลยีสูงสามารถทาการ ใหญ่เต็มรูปแบบ สงท่พึงปรารถนาทสุดคือการปฏิบัตการ




ยิงได้ต้งแต่ระยะไกลมาก ด้วยอานาจการทาลายสูง ให้ได้มาซึ่งการ “ควบคุมทะเล” (Sea Control) เพื่อให้




อย่างรวดเร็วแม่นยาสามารถอย่ในพ้นท่ปฏิบัติการ ฝ่ายเราสามารถใช้ทะเลได้อย่างเสรีตามเวลา ท่ต้องการ







ได้นานด้วย ระบบการส่งกาลังบารุงภายในตนเอง เพ่อเป็นเส้นทางหลักในการหล่อเล้ยงระบบเศรษฐกิจ



และเคล่อนท่ในทะเล ประกอบกับกฎหมายระหว่าง การค้าและการดาเนินการสงครามของประเทศ ท้งน้การ





ประเทศ กำาหนดไว้ว่า ทุกประเทศสามารถใช้ทะเลใด ๆ ท่จะให้ได้มาดังกล่าวจะต้อง ทาลายขีดความสามารถ
ท่ต้องการในโลกได้ตลอดเวลาท้งยามปกติ และ ฝ่ายตรงข้ามให้หมดสภาพท่จะเป็นภัยคุกคามต่อฝ่ายเรา









ยามสงคราม หากไม่เข้าไปในทะเลอาณาเขตผ้อ่นโดยไม ่ ในพนททตองการควบคมหรออยางนอยตองตดรอนลง











สุจริต หรือแสวงหาทรัพยากรในเขตเศรษฐกิจ ให้เหลืออย่ในระดับท่ยอมรับได้ มิใช่การขับไล่เพ่อยึด










จาเพาะของประเทศอ่น ดังน้นสงครามทางเรือท่ใช ้ ครองพ้นท่ ดังน้นกรณีของประเทศไทยพ้นท่ปฏิบัติการ











ยานเคลอนทเปนเครองมอรบหลก จงเปนสงคราม นอกจากอาวไทยแลว จะตองตอเนองออกไปตามความ







ของการเคล่อนท่ท่มีพ้นท่ปฏิบัติการในทะเล ต้งแต ่ จาเป็นทางยุทธวิธี สาหรับการปฏิบัติการน้มีการปฏิบัต ิ












แหล่งกาเนิดฝ่ายเราออกไปตามท่ต้องการต้งแต ่ ต่อฝ่ายตรงข้ามต้งแต่แหล่งกาเนิดฝ่ายตรงข้ามออกมา

ทะเลหลวงเข้าเขตเศรษฐกิจจาเพาะ ทะเลอาณาเขต จนถึงพื้นที่สำาคัญฝ่ายเรา ซึ่งกรณีนี้ก็คืออ่าวไทยดังนี้






ของฝ่ายตรงข้าม จนถึงแหล่งกาเนิดและการท่จะ วธท ๑ คือ การควบคุมชองทางเข้าออก (Sortie



ให้ได้มาซ่งการควบคุมทะเลท่ต้องการอันเป็นความ Control) ซึ่งเดิมเรียกการปิดอ่าว (Blockade) เป็นการ



ตองการสงสุดของการทาสงครามนน สงทมงทางวตถ ุ ป้องกันไม่ให้กาลังฝ่ายตรงข้ามท้งหมด หรือบางส่วนออก

















คือ เรือ อากาศยาน ฐานทัพ และเคร่องมือรบอ่น ๆ ส่ทะเลได้ เป็นการปฏิบัติการท่ต้องกระทาในน่านนำ้าท ่ ี
12 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙






ง่ายต่อการถูกตรวจพบและการโจมตีทางอากาศ ดังน้น เดินทางถึงจุดหมาย เคร่องมือรบ เรือดาน้า เรือผิวน้า

เครื่องมือรบที่นิยมใช้ได้แก่ เรือดำาน้า และทุ่นระเบิด และกาลังอากาศนาวี ส่วนอีกวิธีเรียกการปฏิบัติการ

วิธีท่ ๒ คือ การควบคุมจุดบังคับผ่าน (Choke Point ส่วนหน้า (Forward Operations) เป็นการปฏิบัติเชิง



Control) เป็นการปฏิบัติการต่อฝ่ายตรงข้ามบริเวณ รุกในการริเร่มโจมตีฝ่ายตรงข้ามก่อน เพ่อชิงความได ้


ช่องแคบหรือจุดสาคัญท่ต้องผ่านของฝ่ายตรงข้ามในการ เปรียบ ทั้งนี้การดำาเนินการอาจใช้การปฏิบัติในลักษณะ

ออกทะเลเปิด เครื่องมือรบหลักที่นิยมใช้ได้แก่ เรือผิวน้า การรบแตกหัก (Decisive Battle) ณ แหล่งกำาเนิดฝ่าย

เรือดำาน้า อากาศยานและทุ่นระเบิด ตรงข้าม เป็นการปฏิบัติที่ต้องใช้กำาลังทางเรือเป็นจำานวน




วิธีท่ ๓ เม่อฝ่ายตรงข้ามหลุดรอดจากการดาเนิน มาก ซึ่งเรือดำาน้ามักได้รับบทบาทเป็นกำาลังส่วนล่วงหน้า
การ ๒ วิธีแรกจะต้องมีการปฏิบัติการในทะเลเปิด (Open (Advanced Force) ในการหาข่าว เตรียมการในการเข้า
Ocean Operations) ด้วยการส่งกองเรือใหญ่ออกค้นหา ตีของกำาลังหลัก รวมทั้งดักโจมตีกำาลังฝ่ายตรงข้ามที่หลุด



ไล่ล่า ทาลาย เคร่องมือท่ใช้ได้แก่ เรือผิวนำ้า เรือดานำ้า รอดออกมา


ขนาดใหญ่ และอากาศยานท่ใช้ในการปฏิบัติการทางเรือ ๓.๓ การปฏิเสธการใช้ทะเลของฝ่ายตรงข้าม


แบบต่าง ๆ ในการทาสงครามทางเรือน้น นอกจากการให้ได ้





วธตอไป คอ การปะทะเฉพาะตาบลท (Local ซ่งการควบคุมทะเลตามท่ต้องการแล้วในกรณีท่ต้องการลด








Engagement) เป็นการควบคุมทะเล เพื่อใช้เป็นเส้นทาง ศักยภาพเศรษฐกิจการค้าและอ่น ๆ ท่มีผลต่อศักด์สงคราม


คมนาคมในการลาเลียงขนส่งสินค้า ยุทธปัจจัย หรือ หรือตัดเส้นทางหลักในการส่งกาลังบารุง การขนส่งลาเลียง








กาลังทหาร เป็นการค้มกันกระบวนเรือลาเลียงเพ่อให ้ ท่มีผลต่อการแพ้ชนะสงครามของฝายตรงข้ามรวมท้งใน

นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 13


เรือดำาน้าขนาดธรรมดา ชั้น ๒๐๙ กองทัพเรือเกาหลีใต้




กรณีท่ฝ่ายเราไม่สามารถรักษาระดับการควบคุมทะเล หากเกิดสงครามไม่ว่าค่ต่อส้จะเป็นใครท่มีชายฝ่งทะเล


ไว้ตามท่ต้องการได การปฏิเสธการใช้ทะเลของฝ่ายตรง อ่าวไทยจะเป็นพื้นที่สำาคัญ (Vital Area) ที่กำาลังทางเรือ


ข้าม (Sea Denial) ไม่ให้ใช้ทะเลท่เขาควบคุม หรือ จะต้องควบคุมทะเลให้ฝ่ายเราสามารถใช้การได้ตลอดเวลา











มเสรภาพในการใชตามหลกกฎหมายระหวางประเทศ พ้นท่ปฏิบัติการทางเรือเพ่อให้ได้มาซ่งส่งเหล่าน้จะใช ้






เป็นส่งท่จะต้องกระทา เช่น การทาสงครามการค้าและ เฉพาะอ่าวไทยไม่ได้ ต้องไกลออกไปไม่มีกาหนดตามความ




การปฏิบัติการอ่น ๆ ของเรือดาน้าเยอรมันในสงครามโลก จาเป็นของยุทธวิธี และบางคร้งหากต้องทาสงครามการค้า


ครั้งที่ ๒ เป็นต้น การปฏิเสธการใช้ทะเลดังกล่าวเป็นการ ตัดรอนเส้นทางการค้าขายของฝ่ายตรงข้าม หรือต้องการ



ทำาสงครามลักษณะอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ตัดเส้นเลือดท่หล่อเล้ยงการทาสงครามของเขาจะต้อง

ที่นิยมใช้เรือดำาน้า ส่งกาลังออกไปปฏิบัติการ ณ น่านน้าของเขาหรือตาม









๓.๔. แนวทางการใช้งานและขนาดเรือดานำ้าท ่ ี เสนทางการค้าท่สาคัญด้วย ดงนนทุกท่านคงเหนพ้อง

เหมาะสมของกองทัพเรือไทย ด้วยกันว่าแม้เราจะสร้างกองทัพเพียงแค่ป้องกันตัว

จากการท่พยายามให้มองเห็นภาพลักษณะ แต่เราก็ต้องมีเคร่องมือรบในทางลึกนอกอ่าว ไทยด้วย


ทางภูมิศาสตร์ และความลึกนำ้าของอ่าวไทย วิธีการปฏิบัต ิ และเคร่องมือรบในทะเลท่โลกร้จักใช้เป็นมิติท่ ๒ คือ









เพ่อให้ได้มา ซ่งการควบคุมทะเลและการปฏิเสธการใช ้ เรือดานำ้าน้เป็นเคร่องมือท่นิยมใช้ในการปฏิบัติการ








ทะเลของฝ่ายตรงข้าม และคงทราบดีว่าหากสมุททานุภาพ ดงกล่าว เน่องจากคณสมบตประจาตวท่ตรวจจับยาก

ทางกายภาพยังไม่มีการเปล่ยนแปลง เส้นทางการลาเลียง มีความทน (Endurance) ระยะปฏิบัติการไกล

ขนส่งทางทะเลในอ่าวไทยยังเป็นเส้นทางเดียวท่เปรียบ ระบบอาวุธไม่ด้อยกว่าเรือผิวน้า และปฏิบัติการได้ทุกกาลอากาศ






เสมือนเส้นโลหิตในการหล่อเล้ยงเศรษฐกิจการค้า มาถึงจุดน้คงสรุปให้เห็นได้แล้วว่า แม้เรือดาน้าขนาดเล็ก


ความเป็นอย่ของประชาชน การแพ้ชนะของการปฏิบัติการ ระวางขับน้าประมาณไม่เกิน ๕๐๐ ตัน จะเหมาะสมกับ
ทหารเป็นส่วนรวม รวมท้งความอย่รอดและขีดความ อ่าวไทย แต่การปฏิบัติการทางเรือของไทยจะต้องมีการ


สามารถการรบต่อเน่องของกาลังท่ปฏิบัติการบนบก ปฏบตการในทะเลลกออกไปอกตามสถานการณ และ









14 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙


KS 500 A เป็นเรือดำาน้าขนาดเล็กในโครงการ กองทัพเรือเกาหลีใต้





เรือดาน้ามีความจาเป็นในแทบทุกสาขาการปฏิบัต ิ และในพื้นที่ที่มีความลึกเกินน้าลึกเฉลี่ย ๔๕ เมตร ซึ่งมี

แม้กระท่งการวางท่นระเบิดทางรุก การลาดตระเวนหาข่าว ประมาณร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่ทั้งหมดในอ่าวไทย



ในพ้นท่ฝ่ายตรงข้าม หรือการปฏิบัติการพิเศษรูปแบบต่าง ๆ ๔. ข้อเสนอแนะ

ซ่งสภาพการปฏิบัติแบบน้นจะต้องใช้เรือท่ใหญ่กว่า ท้งน ้ ี สุดท้ายน้ มีส่งท่อยากจะกล่าว ๒ ประการ คือ






อย่างไรก็ดีลักษณะการปฏิบัติการดังกล่าวของกองทัพเรือ ประการแรกหวังว่าแม้จะแฝงด้วยวิชาการแต่บทความน ้ ี

ในประมาณ ๒๐ ปีข้างหน้า อย่างมากไม่น่าจะเกินการ คงทาความเพลิดเพลินให้ท่านผ้อ่านได้บ้าง ไม่น่าเบ่อจนเกินไป


ปฏิบัติลักษณะกองทัพเรือภูมิภาค (Regional Navy) และอีกประการใคร่ขอเสนอแนะว่า แม้บทความน้ ี






ซ่งเรือดาน้าขนาดธรรมดาระวางขับน้าประมาณ ๑,๐๐๐ - การเขียนต้งใจว่าจะไม่ใช้ตรรกะความคิดเร่องงบประมาณ


๒,๐๐๐ ตัน น่าจะเพียงพอ ดังนั้นเรือดำาน้าที่เหมาะสม มาคานึงถึง แต่ถ้าสมมุติว่ามีความต้องการเรือท้งสอง

ซึ่งกองทัพเรือควรมีไว้ประจำาการ คือ เรือทั้งสองขนาด ขนาด ๆ ละ ๔ ลำา พร้อมกัน คาดว่าคงใช้งบประมาณ
สาหรับแนวความคิดในการใช้งานเรือ ราว ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ จึงเสนอ

ท้งสองแบบ เรือขนาดเล็กนอกจากใช้ตามกิจปกต ิ ขอให้เป็น ๔ ข้นตอน คือ ข้นตอนแรกนับต้งแต่บัดน้ ี










ของเรือดานำ้าในอ่าวไทย ควรใช้เป็นเรือฝึก ท้งการฝึก เตรียมสถานท่และส่งอุปกรณ์ยุทโธปกรณ์ ส่งอานวย


กาลังพลเรือดานำ้าเบ้องต้น และเป็นฝ่ายตรงข้ามสมมุติในการฝึก ความสะดวกต่าง ๆ ตลอดจนดานกาลงพล ข้นท ๒









ยุทธวิธีด้วย รวมท้งอาจประยุกต์ใช้แนวความคิดของ เป็นการจัดหาเรือขนาดเล็กระวางขับน้าประมาณ ๕๐๐ ตัน




กองทัพเรือโคลัมเบียท่ใช้ในการป้องvกันและปราบ จานวน ๔ ลา ข้นท่ ๓ จัดหาเรือขนาดธรรมดา


ปรามภัยคุกคามสมัยใหม่ (กองทัพเรือโคลัมเบียได้ซื้อต่อ ระวางขับน้าประมาณ ๑,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ ตัน

เรือดานำ้า U - 206 A ท่เดิมเยอรมนีจะขายให้ กองทัพเรือไทย) จานวน ๒ – ๔ ลา ตามสถานการณงบประมาณ




ส่วนเรือดาน้าขนาดธรรมดาควรใช้ตามกิจปกตินอกอ่าวไทย ส่วนขั้นสุดท้ายเป็นการจัดหาที่เหลือ


นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 15

๑๒๓ ปี เรือพระที่นั่งมหาจักรี (ลำที่ ๑)


(ตอนจบ)



พลเรือโท อุดมพร สมพงษ์



เรือพระที่นั่งมหาจักรีได้เข้ามาจอดเทียบท่า
พระราชกิจวินิจฉัยเมื่อเวลาบ่าย ๓ โมง ของวันที่
๖ ธันวาคม ร.ศ.๑๑๑ (พ.ศ.๒๔๓๕) ครั้นเวลา
บ่าย ๕ โมงเศษ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า

เจ้าอยู่หัว ได้เสด็จลงทอดพระเนตรในเรือพระที่นั่งฯ
จนถึงเวลาทุ่มเศษ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พนักงานนิมนต์
พระสงฆ์ ๒๐ รูป โดยมี สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ
กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เป็นประธานฝ่ายสงฆ์
มาเจริญพระพุทธมนต์ในเรือพระที่นั่งฯ จนถึงเวลา
๒ ทุ่มเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้เสด็จขึ้น ๑๒
ในวันรุ่งขึ้น วันที่ ๗ ธันวาคม ร.ศ.๑๑๑ ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
เสด็จไปถวายภัตตาหารพระสงฆ์ ๒๐ รูป ในเรือพระที่นั่ง เรือพระที่นั่งมหาจักรี (ลำที่ ๑)



16 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

พนักงานตั้งบ่าศรีจุลเจิม แล้วเวียนเทียนสมโภชทำขวัญ

เรือพระที่นั่งมหาจักร ี ๑๓
ภายหลังพิธีสมโภชแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีไปประจำการในสังกัด กรมเรือ ตราแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ ๕ (ตราแผ่นดินหรืออาร์มแผ่นดิน
พระที่นั่ง กรมทหารเรือ ในการจัดส่วนราชการทหารเรือ หมายถึง ตราประจำประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๕
พ.ศ.๒๔๓๓ ๑๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตราแผ่นดินขึ้นในปี ๒๔๑๖
คุณครู พลเรือตรี ดาว เพชร์ชาติ ได้เล่าลักษณะ ผู้ออกแบบคือ หม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย และมีคาถาสำหรับแผ่นดิน
การทาสีเรือพระที่นั่งมหาจักรีไว้ว่า “เรือพระที่นั่ง กำกับอยู่ด้านล่างสุดบนแถบแพร “สพฺเพสํ สํฆภูตานํ สามคฺคี
วุฑฺฒิสาธิกา” แปลว่า ความพร้อมเพรียงของชนผู้เป็นหมู่
มหาจักรี (ลำที่ ๑) ข้าพเจ้าเกิดทันหลายปี (คุณครู ยังความเจริญให้สำเร็จ คาถานี้เป็นพระนิพนธ์ ของสมเด็จพระสังฆราช (สา)
พลเรือตรี ดาว เพชร์ชาติ เกิดใน พ.ศ.๒๔๔๕ วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม) ๑๗
เรือพระที่นั่งมหาจักรี (ลำที่ ๑) ได้ปลดระวาง และ นับตั้งแต่เรือพระที่นั่งมหาจักรีเข้าประจำการใน
ขายไปเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๙) และได้เคยเห็นจอดผูกทุ่น กองเรือพระที่นั่ง กรมทหารเรือ เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม
อยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ประมาณตรงปากคลองมอญ พ.ศ.๒๔๓๕ เป็นเรือพระราชพาหนะของ พระบาท
หรือแถวบริเวณกองเรือกลชั้น ๔ ที่อยู่ทางตอนใต้ของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึง ๒ รัชกาล เป็นระยะเวลาถึง
ท่าราชวรดิฐ (บริเวณใกล้เคียงกรมกิจการพลเรือน ๒๔ ปี ก่อนปลดระวาง ได้ไปราชการทะเลเท่าที่
ทหารเรือปัจจุบัน – ผู้เขียน) เป็นเรือรบชนิดครูเซอร์ สามารถสืบค้นได้ประมาณ ๔๔ ครั้ง ดังมีรายละเอียด
ต่อด้วยเหล็ก มี ๒ ปล่อง ๒ เสา ทาสีขาวงามสง่า ดังนี้

และน่าเกรงขาม สมัยนั้นข้าพเจ้ายังเด็ก ไม่มีโอกาส วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จ
ได้ลงไปชม เป็นเพียงแต่นั่งเรือผ่าน ๆ ไปเท่านั้น พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเกาะสีชังโดย
เห็นที่หัวเรือมีรูปคล้าย ๆ ตราแผ่นดิน” ๑๕ เรือพระที่นั่งมหาจักรี
ในหนังสือประวัติการทหารเรือไทย มีข้อความ วันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จ
เกี่ยวกับการทาสีเรือพระที่นั่งไว้ว่า “เรือรบและ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปทอดพระเนตรการ
เรือพระที่นั่งแต่ครั้งก่อน ตัวเรือทาสีขาว ปล่องและ ก่อสร้างป้อมพระจุลจอมเกล้าโดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี
เสากระโดงทาสีเหลือง แนวน้ำทาสีแดง จนถึงปี ประทับแรมในเรือ วันที่ ๑๑ เมษายน ทรงเปิดการ

พ.ศ.๒๔๕๐ เมื่อครั้ง พลเรือตรี กรมหมื่นชุมพร เดินรถไฟสายกรุงเทพฯ - ปากน้ำ แล้วเสด็จคืน
เขตรอุดมศักดิ์ รองผู้บัญชาการทหารเรือ และทรง พระนคร ในวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ.๒๔๓๖
ทำการในตำแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้นำ วันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จ
เรือมกุฎราชกุมารพานักเรียนนายเรือไปฝึกภาค พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสปากน้ำ
ต่างประเทศจนถึงชวา ได้ทาสีเรือมกุฎราชกุมารเป็นสีหมอก เจ้าพระยาโดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี และทรงตรวจการ
ตั้งแต่นั้นมาบรรดาเรือหลวงลำอื่น ๆ ก็ได้ทาสีหมอก ก่อสร้างป้อมพระจุลจอมเกล้า เสด็จคืนสู่พระนคร
เหมือนกันทุกลำ เว้นแต่เรือพระที่นั่งมหาจักรี” ๑๖ ในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๓๖
จึงน่าจะสันนิษฐานได้ว่า เรือพระที่นั่งมหาจักรี วันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จ
(ลำที่ ๑) ทาสีตัวเรือเป็นสีขาว ปล่องและเสากระโดง พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสทะเลโดย

สีเหลือง ส่วนตัวเรือตั้งแต่แนวน้ำลงไปทาสีแดง และมี เรือพระที่นั่งมหาจักรี เสด็จคืนสู่พระนครในวันที่
เรือพระที่นั่งมหาจักรี (ลำที่ ๑) รูปตราแผ่นดินติดประดับที่หัวเรือ ๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๓๖


นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 17

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงประทับร่วมกับนายทหารประจำเรือพระที่นั่งมหาจักรี คราวเสด็จประพาสยุโรป พ.ศ.๒๔๔๐
วันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๗ พระบาทสมเด็จ วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จ

พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสทะเลโดย พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปเป็น
เรือพระที่นั่งมหาจักรี ได้เสด็จประพาสเกาะสีชัง เกาะล้าน ครั้งแรก โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรีเป็นพระราชพาหนะ
จนถึงวันที่ ๒๔ มีนาคม จึงเสด็จคืนสู่พระนคร มีกัปตันคัมมิง (Commander Cumming) ซึ่งขอยืมตัว
วันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๓๗ พระบาทสมเด็จ มาจากราชนาวีอังกฤษ เป็นผู้บังคับการเรือ และ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปประทับที่เกาะสีชัง มิสเตอร์ยอนเสน (A. Jonsen) เป็นต้นกลเรือ
โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี เสด็จคืนสู่พระนคร เรือมกุฎราชกุมาร และเรือยงยศอโยชฌิยา เป็นเรือรบ
วันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๓๙ พระบาทสมเด็จ ตามเสด็จเพียงเมืองสิงคโปร์ เรือพระที่นั่งมหาจักรี
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสชวาเป็น ได้แวะที่สิงคโปร์ โคลอมโบ เอเดน สุเอซ จนถึงเวนิส
ครั้งที่ ๒ โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี ในโอกาสนี้ได้เสด็จ จึงได้เสด็จขึ้นจากเรือพระที่นั่ง และเสด็จทางรถไฟ

ไปส่ง พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เพื่อลง ไปเยือน อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย ฮังการี
เรือเมล์ที่สิงคโปร์ เดินทางไปศึกษาที่ยุโรป โดยมี รุสเซีย สวีเดน และนอร์เวย์
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธ์ เรือพระที่นั่งมหาจักรีได้ออกเดินทางจากเวนิสไป
วงศ์วรเดช เสด็จไปราชการที่ยุโรปด้วย เรือพระที่นั่ง ประเทศอังกฤษ แล้วเดินทางไปรับเสด็จที่สต๊อกโฮล์ม
มหาจักรีพระราชพาหนะได้แวะที่สิงคโปร์ ปัตตาเวีย เพื่อเป็นพระราชพาหนะเสด็จประพาสหัวเมือง
สมารังเชริบอน สิงคโปร์ เกาะกาปาส ตรังกานู กลันตัน ชายทะเลของสวีเดน จากนั้นเรือพระที่นั่งมหาจักรีออก
สายบุรี สงขลา เกาะพงัน เกาะสีชัง เสด็จคืนสู่พระนคร เดินทางไปเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก แล้ว

วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๓๙ เดินทางต่อเข้าคลองคีลมาจอดที่ปอร์คสมัธเพื่อเสด็จ
เยือนประเทศอังกฤษ เยอรมนี ฮอลแลนด์ เบลเยี่ยม
ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และอิตาลี
ขณะที่เรือพระที่นั่งมหาจักรีอยู่ที่ประเทศอังกฤษ
ได้เข้าร่วมพิธีสวนสนามทางเรือร่วมกับเรือรบอังกฤษ
และได้เข้าซ่อมทำที่อู่หลวงของราชนาวีอังกฤษที่เมือง
เซาแธมป์ตัน จากนั้นเรือพระที่นั่งมหาจักรีได้ไปรับเสด็จ
ที่เมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี แล้วเดินทางต่อไป
อเล็กซานเดรีย เพื่อเสด็จเยือนประเทศอียิปต์ เมื่อ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
เรือพระที่นั่งมหาจักรี ที่ท่าเรือแฮร์เนอซานด์ เสร็จสิ้นการเสด็จเยือนประเทศอียิปต์แล้ว ก็เสด็จลง


18 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงประทับร่วมกับนายทหารประจำเรือพระที่นั่งมหาจักรี คราวเสด็จประพาสยุโรป พ.ศ.๒๔๔๐


เรือพระที่นั่งมหาจักรีที่สุเอชเดินทางกลับประเทศไทย วันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๔๒ พระบาทสมเด็จ
โดยได้แวะที่เอเดน โคลอมโบ ปีนัง สิงคโปร์ และ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสทะเลฝั่ง
เกาะสีชัง ตะวันออกและตะวันตก โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี
ที่ปีนัง มีเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์คอยรับเสด็จ เสด็จไปยังเกาะสีชัง ศรีราชา บางพระ เกาะคราม
ที่สิงคโปร์ มีเรือมกุฎราชกุมารและเรือราญรุกไพรี ชุมพร เกาะพงัน เกาะเต่า เกาะลังกาจิ๋ว สามร้อยยอด
คอยรับเสด็จ เกาะสีชัง เสด็จคืนสู่พระนคร วันที่ ๒๑ มิถุนายน
ที่เกาะสีชัง สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ประทับ พ.ศ.๒๔๔๒

เรือพระที่นั่งสุริยมณฑล พร้อมเรืออรรคเรศรัตนาสน์ วันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๔๒ ทรงพระกรุณา
และเรือยงยศอโยธฌิยาคอยรับเสด็จ โปรดเกล้าฯ ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีไปรับเสด็จ สมเด็จ
ที่เรือนำร่องปากแม่น้ำเจ้าพระยา มีเรือทูลกระหม่อม พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมขุน
คอยรับเสด็จ พิษณุโลกประชานาถ ที่สิงคโปร์ เพื่อเสด็จกลับมา
เรือพระที่นั่งมหาจักรีออกจากเกาะสีชัง เวลา กรุงเทพฯ ชั่วคราว
๐๖๐๐ ของวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๐ วันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๒ ทรงพระกรุณา
ถึงท่าราชวรดิฐ เวลา ๑๐๐๐ เสร็จสิ้นการเสด็จเยือน โปรดเกล้าฯ ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีไปส่งเสด็จ สมเด็จ

ยุโรปครั้งแรก พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษภูวนาถ กรมขุนพิษณุโลก
วันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๔๑ พระบาทสมเด็จ ประชานาถ ที่สิงคโปร์ เพื่อกลับไปศึกษาต่อที่ยุโรป
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสทะเลอ่าวไทย วันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๓ พระบาทสมเด็จ
ฝั่งตะวันตก โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี มีเรือไปราชการ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสทะเลฝั่งตะวันตก
เกี่ยวกับการเสด็จครั้งนี้ด้วย ๓ ลำ คือ เรือราญรุกไพรี โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี และเรือมหาพิไชยเทพ
เรืออรรคเรศรัตนาสน์ และเรือจำเริญ ได้เสด็จเยือน เป็นเรือรบตามเสด็จ เรือศรีธรรมราช และเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์
ราษฎรที่เกาะพงัน สงขลา กลันตัน ตรังกานู บางนรา ไปราชการเกี่ยวกับการเสด็จครั้งนี้ด้วย โดยได้เสด็จไป
นครศรีธรรมราช เกาะลังกาจิ๋ว สามร้อยยอด เกาะสีชัง ยังเกาะสีชัง ศรีราชา ชุมพร เกาะเต่า เกาะพงัน
เสด็จคืนสู่พระนคร วันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๑ เกาะกระ กลันตัน สายบุรี สงขลา เกาะพงัน เกาะสมุย



นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 19

ศรีราชา และเกาะสีชัง เสด็จคืนสู่พระนคร ในวันที่ วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๔ พระบาทสมเด็จ

๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๔๓ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสชวาเป็นครั้งที่ ๓
วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๔ พระบาทสมเด็จ โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี ได้แวะที่ชุมพร สิงคโปร์
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปสิงคโปร์โดย สงขลา เกาะพงัน ชุมพร ศรีราชา เสด็จคืนสู่พระนคร
เรือพระที่นั่งมหาจักรี เพื่อส่งเสด็จ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ วันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๔
เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมขุนนครสวรรค์วรพินิต วันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๕ ทรงพระกรุณา
ซึ่งเสด็จกลับมาเยี่ยมกรุงเทพฯ ชั่วคราว เพื่อไปศึกษาต่อ โปรดเกล้าฯ ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีไปรับเสด็จ
ณ ประเทศเยอรมนี โดยได้เสด็จพระราชดำเนินออก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ (พระบาทสมเด็จ

จากกรุงเทพฯ โดยรถไฟสายปากน้ำจนถึสมุทรปราการ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖) จากประเทศญี่ปุ่น
แล้วประทับในเรือพระที่นั่งสุริยมณฑลไปยังเรือพระที่นั่ง กลับกรุงเทพฯ
มหาจักรีที่จอดทอดสมออยู่นอกสันดอน จากนั้น วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๖ ทรงพระกรุณา
เรือพระที่นั่งมหาจักรีได้ออกเรือไปยังสิงคโปร์ มีเรือพาลี โปรดเกล้าฯ ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีไปรับเสด็จ
รั้งทวีป และเรือจำเริญเป็นเรือตามเสด็จ ส่วนเรือราญรุกไพรี สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์
รอรับเสด็จอยู่ที่สิงคโปร์ เมื่อได้ส่งเสด็จ สมเด็จ กรมขุนนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งสำเร็จการศึกษาวิชาการ
พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์วรพินิต ที่ ทหารบกจากประเทศเยอรมนี เดินทางกลับมาโดย
สิงคโปร์แล้ว เรือพระที่นั่งมหาจักรีก็ออกเดินทางไปยัง เรือเยอรมันมาถึงปีนังแล้วเสด็จไปไทรบุรีและสงขลา
เมืองประจันตคีรีเขต เกาะช้าง เกาะเสม็ด ศรีราชา จากสงขลาเสด็จประทับในเรือพระที่นั่งมหาจักรีกลับ

เกาะสีชัง เสด็จคืนสู่พระนคร วันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๔ กรุงเทพฯ
วันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๖ ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีไปรับเสด็จ
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ
กรมขุนพิษณุโลกประชานาถ ที่สิงคโปร์ เพื่อเสด็จกลับมา
เยี่ยมกรุงเทพฯ ชั่วคราว เรือพระที่นั่งมหาจักรีได้เดินทาง
มาที่สันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม
พ.ศ.๒๔๔๖ จากนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้า

กรมขุนพิษณุโลกประชานาถ ได้เสด็จลงเรือพาลีรั้งทวีป
เป็นเรือพระที่นั่งรับเสด็จจากสันดอนเข้ามายัง
สมุทรปราการ แล้วเสด็จเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยรถไฟ
สายปากน้ำ
วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๖ ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีไปส่งเสด็จ
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนพิษณุโลก
ประชานาถ ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปสิงคโปร์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสชวา
ขณะเสด็จขึ้นบกที่ท่าเรือเมืองปัตตาเวีย (ปัจจุบันคือ เมืองจาการ์ตา) เพื่อเสด็จกลับศึกษาต่อที่ยุโรป
เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๔ ในภาพ เรือพระที่นั่งมหาจักรี อยู่ด้านหลัง


20 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๗ ทรงพระกรุณา วันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๘ พระบาทสมเด็จ
โปรดเกล้าฯ ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีไปส่งเสด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

กรมขุนนครราชสีมา ที่สิงคโปร์ ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีไปส่งเสด็จ สมเด็จ
วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๗ เจ้าชาย พระเจ้าลูกยาเธอ กรมขุนนครราชสีมา เจ้าฟ้า
อดัลแบร์ต (Prince Adalbert of Prussia) กรมขุนสงขลานครินทร์ และเจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์
พระราชโอรสของสมเด็จพระจักรพรรดิ์เยอรมัน อินทราชัย จนถึงสิงคโปร์ เพื่อเสด็จไปศึกษาวิชาการ
ได้เสด็จมาเยือนประเทศไทยโดยเรือลาดตระเวนเยอรมัน ในยุโรป ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ชื่อ แฮร์ทา (Hertha) มาถึงสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ ไปส่ง สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรี เพียงเมืองสมุทรปราการ แล้วเสด็จกลับกรุงเทพฯ

และเรือพาลีรั้งทวีปออกไปรับเสด็จที่สันดอนเข้ามา โดยรถไฟพระที่นั่ง
กรุงเทพฯ และจัดเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ประจำเรืออยู่กับ วันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๔๘ พระบาทสมเด็จ
เรือรบเยอรมัน ในวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๔๗ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเล
เจ้าชายอดัลแบร์ต เสด็จกลับโดยประทับในเรือพาลี ฝั่งตะวันตก โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี มีเรือมกุฎราชกุมาร
รั้งทวีปจากสมุทรปราการกลับไปยังเรือลาดตระเวน และเรือสุครีพครองเมืองเป็นเรือรบตามเสด็จ
เยอรมัน ที่จอดสมออยู่นอกสันดอนแม่น้ำเจ้าพระยา ได้เสด็จประพาสประจวบคีรีขันธ์ เกาะลังกาจิ๋ว ปากน้ำ
ชุมพร เกาะพงัน สงขลา บางนรา กลันตัน ตรังกานู
ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช เกาะพงัน หมู่เกาะ

อ่างทอง (ทรงประทับเรือพระที่นั่งเทวาสุธาราม
เพื่อทอดพระเนตรตามหมู่เกาะอ่างทอง) เกาะลังกาจิ๋ว
เกาะสีชัง มีเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์และเรือพาลีรั้งทวีป
ได้ไปราชการครั้งนี้ด้วย เสด็จคืนสู่พระนคร ในวันที่ ๑๒
กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๘
วันที่ ๑๕ - ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๘
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา

โปรดเกล้าฯ ให้กรมทหารเรือฝ่ายบก จัดทหารแตรวง
ไปบรรเลงในเรือพระที่นั่งมหาจักรี เนื่องในการ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้
พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๘ ทรงพระกรุณา วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๙ พระบาทสมเด็จ
โปรดเกล้าฯ ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีออกไปรับเสด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งที่ ๒
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรีออกเรือไปส่งเสด็จเพียง
กรมขุนพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษา สิงคโปร์ มีเรือมกุฎราชกุมาร และเรือสุครีพครองเมือง
จากประเทศรัสเซียที่สิงคโปร์ มาสมุทรปราการเมื่อ เป็นเรือรบตามเสด็จ จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
วันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๘ จากนั้นสมเด็จ ได้เสด็จไปประทับในเรือเมล์เยอรมันชื่อ “ซักซัน”
พระเจ้าลูกยาเธอฯ ได้เสด็จโดยรถไฟพระที่นั่ง เป็นพระราชพาหนะเสด็จ ฯ ไปยุโรป

สู่กรุงเทพฯ ในวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๘


นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 21

เรือสุครีพครองเมือง และเรือปุ๊ก (ช้าง) และมี พลเรือตรี
กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ทรงเป็นผู้บัญชาการ

กระบวนเรือรับเสด็จ (ยกเว้นเรือพระที่นั่งมหาจักรี)
รอรับเสด็จที่อ่าวยะโฮร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เรือพระที่นั่งมหาจักรีขณะกำลังเทียบท่าราชวรดิฐ
เสด็จถึงปีนัง ในวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๐

วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๙ ทรงพระกรณา ประทับในเรือพระที่นั่งมหาจักรี แล้วเสด็จผ่านสิงคโปร์
โปรดเกล้าฯ ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีออกเรือไปสิงคโปร์ ไปยังเกาะกูด เกาะกระดาษ เมืองตราด เกาะช้าง







เพื่อส่งเสด็จสมเดจพระเจาลกยาเธอ เจาฟากรมขน และเมืองจันทบุรี ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรภายหลังที่
สุโขทัยธรรมราชา เพื่อเสด็จไปศึกษาวิชาการที่ยุโรป กองทหารฝรั่งเศสได้ถอนออกจากเมืองตราด และเมือง
วันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๙ พระบาทสมเด็จ จันทบุรี แล้วทางราชการได้จัดเรือมกุฎราชกุมาร




พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สำหรบสมเด็จพระบรมโอรสาธราชฯ สยามมกฎราชกมาร
พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแด่ เจ้าชายยอช (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖)
และเจ้าชายคอนรัดแห่งบาเวเรีย บนเรือพระที่นั่ง ออกไปรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่สันดอน
มหาจักรีในโอกาสที่เสด็จมาเยือนประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จคืนสู่พระนคร
วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๔๙ พระบาทสมเด็จ ในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๐
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ วันที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๒ ทรงพระกรุณา
พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแด่ เจ้าชายวาลเดมา โปรดเกล้าฯ ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีออกเรือจาก
แห่งเดนมาร์กและเจ้าชายยอชแห่งกรีซ บนเรือพระที่นั่ง กรุงเทพฯ ไปส่งเสด็จ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
มหาจักรี สยามมกุฎราชกุมาร ที่ปากน้ำชุมพร จากเมืองชุมพร
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จทางสถลมารคเยี่ยม
ราษฎรตามหัวเมืองต่าง ๆ จนเสด็จคืนสู่พระนคร
วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๒ พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสหัวเมือง
ชายทะเล โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี มีเรือสุครีพครองเมือง
และเรือเสือทยานชลเป็นเรือตามเสด็จ มีเรือปุ๊ก และ

เรือปราบปรปักษ์ไปราชการครั้งนี้ด้วย พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสปากน้ำชุมพร เกาะเต่า
เกาะพงัน เกาะสมุย ปากน้ำหลังสวน อ่าวตะโก
เรือพระที่นั่งมหาจักรี ขณะจอดเทียบท่าราชวรดิฐ
ปราณบุรี ชะอำ เกาะคราม เกาะสีชัง ศรีราชา
วันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๐ เรือพระที่นั่ง สัตหีบ แสมสาร เกาะสีชัง เสด็จคืนสู่พระนคร ในวันที่
มหาจักรีออกเรือเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปรับเสด็จ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๕๒
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ปีนัง วันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๓ ทรงพระกรุณา
หลังจากเสด็จกลับจากยุโรปโดยเรือเมล์เยอรมันชื่อ โปรดเกล้าฯ ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีออกเรือไปรับดุ๊ก

“ซักซัน” กรมทหารเรือจัดกระบวนเรือรับเสด็จ โยฮัน อัลเบรก์ต ผู้สำเร็จราชการเมืองบรันสวิค ซึ่งเสด็จ
ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งมหาจักรี เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ มาโดยเรือเมล์เดลี่ จากสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา


22 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

สมุทรปราการเข้ามากรุงเทพฯ และออกไปส่งดุ๊กโยฮัน ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๕๔
อัลเบรก์ต ที่เมืองสมุทรปราการ เพื่อโดยสารเรือเมล์เดลี่กลับ วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๔ พระบาท

วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๕๓ ทรงพระกรุณา สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
โปรดเกล้าฯ ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีออกเรือไปรับเสด็จ ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีออกเรือไปรับเจ้าต่างประเทศ
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ และพระเจ้าน้องยาเธอ ที่มาในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จากสิงคโปร์
รวม ๔ พระองค์ จากสิงคโปร์มากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๘ เข้ามากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๔
มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๓ ในระหว่างงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจัดเป็น
วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ เวลา ๐๐๔๕ เรือรับเสด็จเจ้าข้างใน ทอดพระเนตรขบวนพยุหยาตรา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จ ในวันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๔

สวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต หลังจากสิ้นงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว
เรือพระที่นั่งมหาจักรีได้ยิงสลุตหลวงส่งเสด็จฯ จำนวน ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีออกเรือไป
๒๒ นัด ตามคำสั่งกองทัพเรือ ที่ ๒๕๗/๑๒๙ ส่งเสด็จเจ้าชายอเล็กซันเดอร์ออฟเต็ก แห่งประเทศ
อังกฤษ กับพระชายาที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม
พ.ศ.๒๔๕๔ และไปส่งเสด็จเจ้าชายวิลเลียมแห่งประเทศ
สวีเดน ที่ไซ่ง่อน ในวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๕
วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๕ สมเด็จ
พระศรีพัชรินทร์บรมราชเทวี เสด็จประพาสชายทะเล
โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี เสด็จคืนสู่พระนคร เมื่อวันที่

๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๖
วันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๕๖ เรือพระที่นั่ง
มหาจักรีออกไปแล่นทดลองเครื่องจักรใหญ่ บริเวณ
อ่าวไทยตอนบน แล้วกลับมาจอดที่กรุงเทพฯ ในแม่น้ำ
ปืนใหญ่เรือพระที่นั่งมหาจักรีแบบฮอทชกีส เจ้าพระยาตามเดิม เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๕๖
ขนาด ๖ ปอนด์ ๕๗ มิลลิเมตร
วันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๕๖ พระบาทสมเด็จ
ลำดับต่อไปเป็นการปฏิบัติราชการทะเลและ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสอ่างศิลา

กิจกรรมของเรือพระที่นั่งมหาจักรีในรัชสมัยล้นเกล้าฯ โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี เสด็จคืนสู่พระนคร ในวันที่
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ๑๘ ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๖
วันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๔ พระบาทสมเด็จ วันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๖ เรือพระที่นั่ง
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสชายฝั่งทะเล มหาจักรี ออกเรือไปร่วมฝึกภาคในกองฝึกหัดปืนใหญ่
ด้านตะวันตกของอ่าวไทย โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี ภาคที่ ๑ มีกำหนด ๓ เดือน ภายหลังจากการฝึกครั้งนี้แล้ว
เสด็จคืนสู่พระนคร เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๔ ได้เปลี่ยนตัวผู้บังคับบัญชาการเรือ จาก นาวาโท โรวัลคิคัล
วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๔ สมเด็จ (R.Kjeldahl) ซึ่งขอลาออกจากราชการมาเป็น นาวาตรี
พระพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินประพาสหัวเมือง หลวงพลสินธวาณัติก์ (เปล่ง สมิตเมฆ) ซึ่งเดิมดำรง
ชายทะเลตะวันออกและประเทศในอินโดจีน โดย ตำแหน่งต้นเรือ เรือพระที่นั่งมหาจักรี มาตั้งแต่วันที่

เรือพระที่นั่งมหาจักรี เสด็จคืนสู่พระนคร เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๖ นับเป็นนายทหารเรือไทย


นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 23

คนแรกที่เป็นผู้บังคับการเรือพระที่นั่งมหาจักรี (ต่อมา ต่อมาจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ปลดเรือพระที่นั่ง
ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พลเรือเอก มหาจักรีออกจากการเป็นเรือพระที่นั่ง ตั้งแต่วันที่ ๒๓

หลวงพลสินธวาณัติก์ เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๕๙ ตามคำสั่งกองทัพเรือที่ ๑๒๖/๒๔๕๙
เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๔) ในการนี้ได้มีการลดธงฉานประจำเรือลง รื้อถอนสิ่งของ
วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๗ เรือพระที่นั่ง และอาวุธปืนประจำเรือขึ้นจากเรือ แต่ยังคงเรียก
มหาจักรีออกเรือไปทดลองเข็มทิศและเครื่องจักรใหญ่ “เรือมหาจักรี” รับราชการในกองทัพเรือพานักเรียน
ในอ่าวไทย โดยมี เรือเอก ริชเชล (F.G.A.Richel) เป็น นายเรือชั้น ๕ ออกไปฝึกตรวจแก้เข็มทิศในทะเล
ผู้บังคับบัญชาการเรือชั่วคราวและเป็นผู้แก้เข็มทิศ อีกครั้งหนึ่ง ระหว่างวันที่ ๒๔ - ๒๗ กรกฎาคม
ในการนี้ได้นำนักเรียนทำการนายทหารแผนกพลรบ พ.ศ.๒๔๕๙ เป็นครั้งสุดท้าย

และช่างกล ซึ่งสอบไล่ได้จากโรงเรียนนายเรือปลาย เมื่อกลับจากราชการทะเลครั้งนี้แล้ว กองทัพเรือ
พ.ศ.๒๔๕๖ ออกไปฝึกราชการทะเลในครั้งนี้ด้วย ได้สั่งให้เรือไปจอดเทียบหน้าอู่ทหารเรือ ถอนทหาร
วันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๕๗ พระบาทสมเด็จ ทั้งหมดขึ้นจากเรือ มอบเรือให้อยู่ในความดูแลของ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยม กรมยุทธโยธาทหารเรือ
ราษฎรมณฑลปักษ์ใต้ โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรีเสด็จ ประกอบกับในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
คืนสู่พระนคร วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๗ เจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริเห็นสมควรให้ต่อ
วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๗ เรือพระที่นั่ง เรือพระที่นั่งมหาจักรีลำใหม่ขึ้นทดแทน กระทรวงทหารเรือ
มหาจักรีจัดเป็นเรือพลับพลาที่ประทับแรมสำหรับ จึงได้ดำเนินการติดต่อบริษัทอู่คาวาซากิ เมืองโกเบ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในงานพระเจดีย์ ประเทศญี่ปุ่น (Kawasaki Dockyard Co., Ltd.

กลางน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ Kobe.Japan) เพื่อขายเรือ ยกเว้นเครื่องจักร
วันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๗ พระบาทสมเด็จ ทางอู่ตกลงรับซื้อด้วยราคา ๒๕๔,๙๐๐ บาท หักการ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสหัวเมือง นำเรือไปประเทศญี่ปุ่นเสีย ๓๗,๙๓๓.๒๘ บาท คงเหลือ
ชายทะเลตะวันออก โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรีมี นาวาโท เงินไปสบทบค่าต่อเรือพระที่นั่งมหาจักรีลำใหม่ได้
หลวงประติยัตินาวายุทธ เป็นผู้บังคับการเรือ และมี ๒๑๖,๙๖๖.๗๒ บาท ทางอู่คาวาซากิโกเบ ได้มารับ
พลเรือโท พระยามหาโยธา เป็นผู้บัญชาการขบวนเรือ นำออกจากกรุงเทพฯ เดินทางไปญี่ปุ่นเมื่อวันที่ ๗
ในการเสด็จฯ คราวนี้ได้แวะที่สัตหีบด้วย เสด็จคืนสู่ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๙ ๑๙

พระนคร ในวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๗ เรือพระที่นั่งมหาจักรี (ลำที่ ๑) ซึ่งสั่งต่อเรือจากอู่เรือ
วันที่ ๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๕๘ เรือพระที่นั่ง เมืองลีท สก็อตแลนด์ ประเทศอังกฤษ เมื่อต้นปี
มหาจักรีออกไปทดลองเครื่องจักรและเข็มทิศโดยมี พ.ศ.๒๔๓๒ ในราคาเป็นเงินแปดพันชั่ง ค่าติดตั้ง
นาวาตรี หลวงหาญสมุทร เป็นผู้บังคับการเรือชั่วคราว เครื่องจักรและการนำเรือมาส่งที่ประเทศไทยอีกสี่พันชั่ง
แทน นาวาตรี หลวงพลสินธวาณัติก์ ซึ่งติดราชการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นหมื่นสองพันชั่งหรือประมาณ
คุมกองร้อยระงับเหตุที่มณฑลภูเก็ต เรือพระที่นั่ง ๙๖๐,๐๐๐ บาท อาจจะดูมากมายเมื่อเทียบกับ
มหาจักรีกลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน งบประมาณประจำปีของการทหารเรือใน พ.ศ.๒๔๓๓
พ.ศ.๒๔๕๘ ประมาณ ๑๐,๖๒๕ ชั่ง งบการจรประมาณปีละ
การทดลองเครื่องจักรและเข็มทิศไม่ได้ผลเป็นที่ ๒,๐๐๐ ชั่ง รวมทั้งหมดประมาณ ๑๒,๖๒๕ ชั่ง (หรือ

วางใจ ประกอบกับตัวเรือชำรุดเสียหายหลายแห่ง ๑,๐๑๐,๐๐๐ บาท) จากงบประมาณของกรมยุทธนาธิการ


24 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

(ของกรมทหารบกและทหารเรือรวมกัน) ประมาณ ก็คงไม่แตกต่างจากผู้คนยุคก่อนแต่อย่างใด โดยเฉพาะ
๒๐
๓๐,๐๐๐ ชั่ง หากแต่เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ อย่างยิ่งความภาคภูมิใจในเรือรบพระที่นั่งมหาจักรี
อันมหาศาลที่ประเทศไทยมีเรือลำนี้ไว้ใช้ในราชการแล้ว ที่เป็นเรือรบไทยลำแรกที่ไปอวดธงภายใต้การนำของ
ต้องถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างมากมาย พระเจ้าแผ่นดิน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า หากทหารที่เคยประจำการอยู่บนเรือรบพระที่นั่ง
เจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ นำเรือพระที่นั่งมหาจักรี (ลำที่ ๑) มหาจักรี (ลำที่ ๑) ยังมีชีวิตอยู่ ก็คงเล่าเรื่องราว
ไป “อวดธง” ในน่านน้ำประเทศต่าง ๆ ในคราวเสด็จ รายละเอียดของเรือได้ไม่รู้จบสิ้น ถึงความภาคภูมิใจ
ประพาสยุโรปครั้งแรก พ.ศ.๒๔๔๐ ผลประโยชน์ที่ ที่เรือได้ปฏิบัติงานในเรือลำนี้ แต่ปัจจุบันเราอาจทำได้

ประเทศไทยได้รับในครั้งนั้น หากจะตีค่าเป็นเม็ดเงิน แค่เพียงการศึกษาค้นคว้าจากบันทึกในประวัติศาสตร์
แล้ว น่าจะมีมูลค่าอันมหาศาลจนไม่สามารถนำมา สมัยรัชกาลที่ ๕ – รัชกาลที่ ๖ เท่านั้น สิ่งที่เป็นวัตถุ
เปรียบเทียบกับมูลค่าที่ใช้ในการต่อเรือได้ จับต้องได้ก็คงเป็นอาวุธปืนประจำเรือที่มีการกล่าวว่า
ยิ่งเมื่อปลดระวางออกจากประจำการแล้ว ได้มีการรื้อถอนขึ้นจากเรือ และอาจเก็บรักษาไว้
เรือพระที่นั่งมหาจักรี (ลำที่ ๑) ยังมีค่าสามารถนำมาหัก ในบางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกองทัพเรือ และ
ค่าใช้จ่ายเป็นเงินสมทบในการต่อเรือพระที่นั่งมหาจักรี รูปภาพต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
(ลำที่ ๒) ได้อีกถึง ๒๑๖,๙๖๖.๗๒ บาท ทำให้ เป็นถาวรวัตถุที่เหลือเป็นอนุสรณ์ให้อนุชนคนรุ่นหลัง
งบประมาณในการต่อเรือพระที่นั่งลำใหม่ในครั้งนั้น ได้ศึกษาเรื่องราวของเรือพระที่นั่งลำนี้
ลดเหลือเพียง ๑,๘๒๗,๙๘๓.๒๘ บาท เท่านั้น ในโอกาสที่วันเวลาได้ล่วงเลยมาจวบจนครบรอบ

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระจุลจอม ๑๒๓ ปี ที่ประเทศไทยได้มีเรือรบ “พระที่นั่งมหาจักรี”
เกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานแก่ทหารเรือคราวเสด็จ เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๘ ผู้เขียนขอน้อมจิต
กลับยุโรปครั้งแรกในงานสมโภชฯ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ร่วมกับท่านผู้อ่านทุกท่าน ระลึกถึงเรือพระที่นั่งมหาจักรี
พ.ศ.๒๔๔๐ ตอนหนึ่งความว่า “...เราไม่อาจจะเว้นเสีย (ลำที่ ๑) ด้วยความภาคภูมิใจที่เป็นเรือรบพระที่นั่ง
ไม่กล่าวถึงความเบิกบานในใจเรา อันได้เกิดขึ้นเวลานี้ ลำแรกของประเทศไทยที่ไปอวดธงในน่านน้ำต่างประเทศ
เมื่อระลึกถึงเวลาที่เราได้ไปในเรือมหาจักรี พร้อมด้วย ต่าง ๆ ในยุโรป เป็นครั้งแรกเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว
พลทหารเรือของเราเอง ในระยะทางที่ไกลถึงฝ่ายหนึ่ง เรือประวัติศาสตร์ที่กล่าวกันว่าเป็นเรือที่นำพาความ

ของโลก คิดกำหนดแค่ที่เรือเดิน ๓๑,๒๑๔ ไมล์ หรือ เจริญมาสู่ประเทศ และขอน้อมคารวะผู้ที่เคยปฏิบัติงาน
๓,๓๐๗ โยชน์ ๒ เส้น ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ชาวเราได้ ในเรือรบพระที่นั่งมหาจักรี (ลำที่ ๑) ทุกท่าน ที่ได้เสียสละ
เดินเรือโดยระยะยาวที่สุด และไปในท่ามกลาง ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เป็นเรือที่มีประสิทธิภาพสูง
มหาสมุทรอันใหญ่ ถึงประเทศทั้งหลายที่ต่างชาติ ตลอดเวลาที่ประจำการอยู่ถึง ๒๔ ปี ตลอดจนมีการ
ต่างภาษา เรืออันได้แขวนธงชาติเราได้ไปทอดอยู่ในท่า ดูแลเอาใจใส่รักษาเรือเป็นอย่างดี แม้ภายหลังจากวันที่
แห่งประเทศทั้งหลายนั้น โดยมีความสง่างดงาม...” รับใช้ราชการมานานจนต้องปลดระวาง ก็ยังคงมีมูลค่า
พระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานในครั้งนั้น เกือบหนึ่งในสี่ของมูลค่าเดิม และต้องขอน้อมจิตคารวะ
ไม่เพียงแต่จะก่อให้เกิดความปิติยินดีแก่ทหารเรือและ ต่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จพระยาดำรงเดชานุภาพ
ประชาชนทั่วไปในยุคนั้นเท่านั้น แม้ในปัจจุบันผู้ที่ได้ ที่ถวายข้อมูลการต่อเรือพระที่นั่งลำนี้ อย่างมีวิสัยทัศน์

อ่านพบพระบรมราโชวาทของพระพุทธเจ้าหลวงในครั้งนั้น และเห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ




นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 25

จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ต่อความเหนื่อยยากและเสียสละความสุขส่วนพระองค์
ทรงตัดสินพระทัยต่อเรือรบครูเชอร์แทนการต่อเรือ เสด็จรอนแรมไปในเรือพระที่นั่งมหาจักรี ซึ่งมีความ

ยอร์ชสกูนเนอร์ จำกัดในสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย เพื่อนำเรือรบ
และด้วยเดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมฯ พระที่นั่งไป “อวดธง” เป็นครั้งแรก ทำให้การเจริญ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น สัมพันธ์ไมตรีกับประเทศมหาอำนาจประสบความ
พระมหากษัตริย์ที่เล็งเห็นการไกลด้วยพระปรีชาสามารถ สำเร็จอย่างงดงาม เป็นที่ประจักษ์ ยังเป็นผลให้
และความตั้งพระราชหฤทัยที่จะทำนุบำรุง ประเทศไทยคลาดแคล้วจากลัทธิล่าอาณานิคม
พระราชอาณาจักรให้มีความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียม ในยุคนั้น ซึ่งปวงชนชาวไทยทุกคนยังสำนึกใน
นานาอารยประเทศ เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขแก่ พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอย่างไม่เสื่อมคลาย

ทวยราษฎร์ทั้งปวง โดยทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ อดทน ตราบเท่าทุกวันนี้
















เชิงอรรถ
๑. พระยาศรีสหเทพ (เส็ง วิริยะศิริ), จดหมายเหตุเสด็จประพาสยุโรป ร.ศ.๑๑๖ องค์การค้าคุรุสภาพิมพ์เผยแพร่ ในโอกาส รำลึก ๑๐๐ ปี
แห่งการเดินทางที่ยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา ของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พิมพ์ครั้งที่ ๕ พ.ศ.๒๕๔๐, หน้าที่ ๖๐๕ - ๖๐๖
๒. พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์, ประวัติการทหารเรือไทย พิมพ์ที่โรงพิมพ์กรมสารบรรณทหารเรือ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๙ หน้า ๔๖๓
๓. พระยาศรีสหเทพ (เส็ง วิริยะศิริ), เรื่องเดิม หน้า ๖๔๙ - ๖๕๔
๔. พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์, เรื่องเดิม หน้า ๔๘๘
๕. พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์, เรื่องเดิม หน้า ๔๖๓
๖. พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์, เรื่องเดิม หน้า ๔๖๑
๗. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, ม.ร.๕ ๑/๕๙ เลขทะเบียน ๓๔๐
๘. คะนึงกร, เรือพระที่นั่ง นาวิกศาสตร์ปีที่ ๔๑ หน้า ๖๕๑
๙. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, บันทึกจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน
๑๐. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์บางกอกไทมส์ ฉบับประจำวันพุธที่ ๗ ธันวาคม ค.ศ.๑๘๙๒ NO.584 “Siam New War - Ship” หน้า ๓
๑๑. คะนึงกร, เรื่องเดิม หน้า ๖๕๒ - ๖๕๔
๑๒. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, เรื่องเดิม วันที่ ๖ ธันวาคม ร.ศ.๑๑๖ (พ.ศ.๒๔๓๕)
๑๓. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, เรื่องเดิม วันที่ ๗ ธันวาคม ร.ศ.๑๑๖ (พ.ศ.๒๔๓๕)
๑๔. พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์, เรื่องเดิม หน้า ๓๙๖ - ๓๙๗
๑๕. พลเรือตรี ดาว เพชรชาติ, เรือพระที่นั่งมหาจักรี นาวิกศาสตร์ปีที่ ๕๐ เล่มที่ ๑๑ หน้า ๗๘
๑๖. พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์, เรื่องเดิม หน้า ๓๖๖
๑๗. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, ตราแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ ๕
๑๘. คะนึงกร, เรื่องเดิม หน้า ๖๕๗ - ๖๕๘
๑๙. คะนึงกร, เรื่องเดิม หน้า ๖๕๙
๒๐. พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์, เรื่องเดิม หน้า ๓๘๗



26 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

“ราชนาวี FC ตะหานน้ำ”

ยกพลขึ้นบกประกาศเกียรติก้องสร้างสามัคคีชาวประดู่


นาวาโท วริษฐ์ ปจิฮี



ตลอดระยะเวลากว่า ๑๐๐ ปี ที่สโมสรฟุตบอล ทหารบก นักเรียนนายเรือ นักเรียนตำรวจภูธร นักเรียน
ราชนาวี สร้างผลงานและต่อสู้อยู่ในสังเวียนลูกหนัง สารวัตร กรมนักเรียนเสือป่าหลวง เสือป่าเสนากลาง

มาอย่างยาวนาน ผ่านการลองผิดลองถูกทั้งสมหวัง เสือป่ากองพันพิเศษ รักษาพระองค์ กรมเสือป่า
และผิดหวังมาหลายครั้ง แต่ก็มิได้ทำให้แรงใจลดน้อย ราบหลวง กรมพรานหลวง กรมเสือป่าม้าหลวง
ถอยลงไปแต่อย่างใด ด้วยเพียงเพราะหวังให้สโมสรฯ กรมทหารมหาดเล็ก และกรมทหารรักษาวัง ในการ
แห่งนี้กลายเป็นแหล่งศูนย์รวมความรักความสมัครสมาน แข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จ
สามัคคีของข้าราชการในกองทัพเรือ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว “ถ้วยทองของหลวง”
จนได้รับพระราชทานรางวัล “ถ้วยทองของหลวง”
“๑๐๐ ปี ถ้วยทองของหลวง” ความยิ่งใหญ่ที่ตราตรึงใจ พร้อมแหนบสายนาฬิกาลงยามีตรามหามงกุฎ
ราชนาวี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๘
นับจากสโมสรนักเรียนนายเรือผู้สร้างประวัติศาสตร์ ณ สนามเสือป่า โดยได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์

สามารถเอาชนะทีมคู่แข่งขัน จากสโมสรฟุตบอลต่าง ๆ ของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ นำมาซึ่งความปลาบปลื้มปิติแก่
ที่ส่งเข้าแข่งขันจำนวน ๑๒ ทีม ได้แก่ นักเรียนนายร้อย ชาวลูกประดู่เป็นยิ่งนัก จากนั้นสโมสรนักเรียนนายเรือ


นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 27

พลเรือเอก ประพฤติพร อักษรมัติ
ประธานสโมสรฟุตบอลราชนาวี

ยังคงความยิ่งใหญ่อยู่ในวงการฟุตบอลของสยามประเทศ ในสมัยปัจจุบัน แต่จะไม่มีวันลบประวัติศาสตร์ที่ได้
มาอย่างต่อเนื่องจนได้แชมป์ถ้วยทองอีก ๒ สมัย จารึกไว้ในใจเราชาวทีมราชนาวี - ตะหานน้ำทุกคนว่า
ในปี พ.ศ.๒๔๖๖ และ พ.ศ.๒๔๖๗ ในสมัยท ี่ “เราคือแชมป์แห่งการแข่งขันฟุตบอลสโมสรครั้งแรก
พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากร แห่งประเทศไทย”
เกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงดำรง
ตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ “ราชนาวีเอฟซี” ตะหานน้ำ ยกพลขึ้นบกประกาศศักดา
กระทั่งเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๙ ไทยลีก
กองทัพเรือได้จัดตั้งสโมสรฟุตบอลราชนาวีขึ้นมา เป็นระยะเวลากว่า ๑ ศตวรรษ บนเส้นทางลูกหนัง
โดยมุ่งเน้นการใช้กำลังพลของกองทัพเรือที่มีทักษะ เมืองไทย สโมสรฟุตบอลราชนาวี ผ่านร้อนผ่านหนาว

มีความสามารถเข้าร่วมอยู่ในทีมฟุตบอล และเข้าร่วม มามากมาย ล้มลุกคลุกคลานมาหลายครา แต่ด้วยใจ
การแข่งขันฟุตบอลในรายการต่าง ๆ ซึ่งจัดโดยสมาคม อันมุ่งมั่นที่ต้องการส่งเสริมให้กำลังพลและครอบครัว
ฟุตบอลในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ เรื่อยมา เป็นเวลากว่า ของชาวนาวี ทุกคนมีส่วนร่วมในความยิ่งใหญ่ของ
๑๐๐ ปี แห่งเกียรติภูมิและความภาคภูมิใจของชาว สโมรสรฯ จึงทำให้ทีมฟุตบอลยังคงประกาศศักดา
ลูกประดู่ทุกคน ที่สโมสรฟุตบอลราชนาวี ยังคงตระหง่าน และมีชื่อจารึกอยู่ในไทยลีกอย่างภาคภูมิใจ
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่กระโจนเข้ามาสู่
วงการลูกหนังเมืองไทยอยู่ตลอดเวลา ด้วยเพราะยึดถือ

ในเจตนารมณ์ของการก่อตั้งทีมฟุตบอล ที่มุ่งเน้นให้
กำลังพลและครอบครัว หันมาเล่นกีฬา เพื่อเสริมสร้าง
สมรรถภาพร่างกายและส่งเสริมให้สถาบันครอบครัว
มีความเข้มแข็ง และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนในท้องถิ่น
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติต่อไป
แม้ว่าปัจจุบันนี้ ทีมสโมสรฟุตบอลราชนาวี
จะมีผลงานที่สมหวังและผิดหวังบ้างในบางครั้ง
แต่ชาวลูกประดู่ทุกคนยังคงภาคภูมิใจกับอดีตอันยิ่งใหญ่
เพราะไม่ว่าสโมสรไหนจะทุ่มทุนมหาศาล เพื่อเป็นแชมป์



28 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

วันนี้สโมสรฟุตบอลราชนาวี ภายใต้ปีกบริหาร ทั้งในเรื่องประสบการณ์ของนักเตะ สต๊าฟโค๊ช และ
ของ พลเรือเอก ประพฤติพร อักษรมัติ ในฐานะ ทีมบริหาร ของคู่ต่อสู้ที่ผ่านสนามการแข่งขันมาอย่าง
ประธานสโมสรฟุตบอลราชนาวี และ พลเรือโท โชกโชน บางสโมสรถึงขั้นลงทุนด้วยงบประมาณจำนวน
รังสฤษดิ์ สัตยานุกูล ประธานบริหารสโมสรฟุตบอล มหาศาล เพื่อซื้อตัวนักเตะฝีมือระดับพระกาฬมาจาก
ราชนาวี ได้นำพาทีมราชนาวีเอฟซีผ่านการต่อสู้ ต่างประเทศ หรือแม้แต่การดึงตัวนักเตะระดับดาวเด่น
และขับเคี่ยวอันดุเดือด ตลอดระยะเวลา ๑ ปี ที่ผ่านมา ของทีมชาติไทยมาร่วมทีม ซึ่งนักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์
สโมสรฟุตบอลราชนาวีซึ่งเป็น ๑ ใน ๓ ทีม ที่สามารถ เหล่านี้ บางคนมีค่าตัวสูงตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้าน
ไต่ระดับจากระดับลีกรองขึ้นมาอยู่ในลีกสูงสุด ต่อเดือนกันเลยทีเดียว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็น

ของประเทศไทยได้ แต่กว่าจะก้าวผ่านมรสุมขึ้นมาอยู่ใน แรงกดดันให้ทีมราชนาวี - ตะหานน้ำ ต้องต่อสู้อย่างหนัก
ลีกสูงสุดของประเทศที่ถือว่ามีความยากลำบากแล้ว และจากความกดดันทั้งหมดเหล่านี้ ได้ส่งเป็นพลัง
แต่การที่จะรักษาระดับของตัวเองให้อยู่ในไทยลีกนั้น และแรงใจจนทำให้ ทีมราชนาวี - ตะหานน้ำ ยังคง
ยากยิ่งกว่า เพราะนักเตะทีมราชนาวี - ตะหานน้ำ ประกาศศักดาอยู่ในไทยลีก เพื่อรอวันที่จะกลับมา
จะต้องเจอกับทีมระดับประเทศ ที่มีมาตรฐานสูงกว่า สร้างความยิ่งใหญ่อยู่ในหัวใจชาวราชนาวีต่อไป


























นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 29

ถ้วยทองของหลวง

















รวมพลชาวประดู่ประสานใจเชียร์ “ราชนาวี”
ตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งทีมสโมสรฟุตบอล ประชาชนในพื้นที่ไปในตัว หรือทุกครั้งที่มีการแข่งขัน
ราชนาวี คือการสร้างความสมัครสมานสามัคคีให้กับ ผู้ปกครองก็จะอุ้มลูกจูงหลานมาชมการแข่งขันฟุตบอล

ครอบครัวลูกประดู่ทุกคน ให้หันมาเล่นกีฬาเพื่อ ในแมทช์ต่าง ๆ นอกจากลูกหลานของข้าราชการ
เสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายให้มีความพร้อมทั้ง จะได้ซึมซับและเห็นแบบอย่างที่ดีจากการเล่นกีฬาแล้ว
ร่างกายและจิตใจ ผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของ ยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัว
สโมสรฟุตบอลราชนาวี ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะทุกคนได้มีกิจกรรมทำร่วมกัน
พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ ที่มีนโยบาย ในวันหยุด
ให้กำลังพลทุกคนได้มีโอกาสออกกำลังกายและสร้าง
สมรรถณะ ของร่างกายให้สมบูรณ์และแข็งแรง ร่วมกันส่งแรงใจเชียร์และแสดงความคิดเห็นได้ที่
ดังจะเห็นได้ว่านับจากที่มีการก่อตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้น “Facebook Fan Page : ทีมราชนาวี - ตะหานน้ำ”
ทีมแฟนคลับและกองเชียร์ส่วนใหญ่ของสโมสรฟุตบอล และฝากติดตามข่าวสาร ไฮไลท์การแข่งขันได้ที่

ราชนาวี ล้วนเป็นข้าราชการกองทัพเรือ ครอบครัว “www.navyfc.co.th” และที่ “YouTube :
และประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง อันเป็นการสร้าง NAVYFC TV” อีกหนึ่งช่องทางข่าวสาร
ความสามัคคีภายในหมู่คณะของข้าราชการและ


30 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

การกวาดทุ่นระเบิด
ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox


เขี้ยวเล็บในการทำสงครามทุ่นระเบิด


เรือเอก นริศ เอี่ยมละออ

ส Sweeping) และการล่าทำลายทุ่นระเบิด (Mine
งครามทางเรือในอดีตที่ผ่านมาสงครามทุ่นระเบิด

ได้ถูกนำมาใช้แทบทุกครั้งตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๑ Hunting)
เรื่อยมาจนถึงสงครามอ่าวเปอร์เซีย เนื่องด้วยการใช้
ทุ่นระเบิดไม่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีมาก อีกทั้ง
ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการที่มีต้นทุนต่ำ แต่การต่อต้าน
ทุ่นระเบิดนั้นจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มี ได้แก่
เวลาที่ต้องสูญเสียในการค้นหา พิสูจน์ทราบ และ
ทำลายบุคลากรที่ต้องอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจากทุ่นระเบิด

และยุทโธปกรณ์ ที่ต้องใช้ขีดความสามารถอย่างที่สุด
อีกทั้งทุ่นระเบิดยังคงเป็นอาวุธที่มีผลทางด้านจิตวิทยาสูง
จึงเป็นอาวุธที่มีแรงดึงดูดให้ชาติที่มีทรัพยากรที่ด้อยกว่า
ชาติอื่น ๆ นำมาใช้ในการเพิ่มศักดิ์สงครามให้กับกำลัง
ฝ่ายตนดังนั้น ทุ่นระเบิดจึงเป็นอาวุธที่ไม่อาจมองข้าม การล่าทำลายทุ่นระเบิด
และจำเป็นต้องเตรียมการต่อต้านตั้งแต่ในยามปกติ มีคำที่มักถูกหยิบยกมากล่าวหลายครั้งคือ “Hunt
เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความพร้อมสูงสุดในยาม if you can, sweep if you must” ที่มีความหมายว่า
สงครามซึ่งการต่อต้านทุ่นระเบิดแบบกระทำต่อทุ่นระเบิด “ล่าถ้าทำได้ กวาดเมื่อจำเป็น” เป็นคำกล่าวที่สื่อ
แบ่งออกได้ ๒ แบบ คือ การกวาดทุ่นระเบิด (Mine เป็นนัยว่า การล่าทำลายทุ่นระเบิดนั้นมีประสิทธิภาพ



นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 31

เหนือกว่าการกวาดทุ่นระเบิดแม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว
ยุทธวิธีทั้ง ๒ แบบ ต่างก็มีจุดเด่น มีข้อดี มีข้อด้อย

ที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของทุ่นระเบิด
และสภาวะแวดล้อมใต้ท้องทะเลในบริเวณนั้น ๆ ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Pluto
ซึ่งคุณสมบัติที่ทำให้การล่าทำลายทุ่นระเบิดเป็นวิธีที่ดีกว่า
อย่างเห็นได้ชัดคือ ความสามารถในการต่อต้านทุ่นระเบิด
ชนิดที่มีเครื่องนับจำนวนเรือที่ผ่านเพื่อถ่วงเวลาการ
จุดระเบิด และความสามารถเรื่องการกำหนดขอบเขต
บริเวณที่ปลอดภัยจากทุ่นระเบิดทำให้การล่าทำลาย

ทุ่นระเบิดเป็นยุทธวิธีที่จำเป็นในการต่อต้านทุ่นระเบิด
ปัจจุบัน
การล่าทำลายทุ่นระเบิดนั้นใช้อุปกรณ์ค้นหาวัตถุ
ใต้น้ำ คือ โซนาร์ที่ติดตั้งประจำเรือใช้สำหรับทำการ
ค้นหาแยกประเภทเป้าการกำหนดตำบลที่เป้า
เมื่อสามารถค้นหาเป้าหรือทุ่นระเบิดใต้น้ำได้แล้ว ขั้นตอน
ต่อไปจึงเป็นกระบวนการพิสูจน์ทราบและทำลาย ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox
ซึ่งสามารถเลือกการปฏิบัติด้วยเจ้าหน้าที่ถอดทำลาย ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ SeaFox เป็น
อมภัณฑ์ หรือ ยานล่าทำลายทุ่นระเบิด และยาน ยานไร้คนขับใช้สำหรับงานใต้น้ำ ถูกสร้างขึ้นมาใน

ล่าทำลายทุ่นระเบิดนี้เองถือเป็นเครื่องมือหลักที่จะขาด หลายรูปแบบเพื่อตอบสนองการปฏิบัติการที่แตกต่างกัน
เสียมิได้ ทั้งนี้ ยานล่าทำลายทุ่นระเบิด นั้น เป็นยานใต้น้ำ ได้แก่
ที่มีคุณสมบัติเฉพาะถูกสร้างขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีสูง Seafox C สร้างขึ้นจากแนวคิดในการใช้เพื่อ
วัสดุตัวยานรวมถึงอุปกรณ์ประกอบทั้งหมดไม่มีอำนาจ ล่าทำลายทุ่นระเบิดเพียงครั้งเดียว ภารกิจไม่มีการ
อิทธิพลแม่เหล็กหรือหากมีก็น้อยมากจุดเด่นของ เก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยยานประเภทนี้ใช้สำหรับตอบสนอง
ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดที่แตกต่างจากยานใต้น้ำทั่วไป ในขั้นตอนของการทำลายทุ่นระเบิดซึ่งตัวยาน Seafox
คือ มีความเงียบมากเพื่อป้องกันค่าอิทธิพลเสียงที่อาจ C จะมีดินระเบิดเพื่อใช้ในการจุดระเบิด (Shaped

กระตุ้นให้ทุ่นระเบิดทำงาน Charge) บริเวณส่วนหัวของยาน สามารถพุ่งชนให้เกิด
ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดโดยทั่วไปมีอยู่หลายรูปแบบ การระเบิด หรือรักษาระยะห่างไม่เกิน ๕ เมตร
ทั้งขนาด ความเร็ว ความสามารถและมีหลากหลาย แล้วทำการจุดระเบิดภายในตัวเองเพื่อกระตุ้นให้
ตราอักษร สำหรับยานล่าทำลายทุ่นระเบิดที่มีใช้ ทุ่นระเบิดถูกทำลายระเบิดไปในคราวเดียวกัน
ในกองทัพเรือไทย มีอยู่ด้วยกัน ๒ แบบคือ แบบ Pluto SeaFox I เป็นยานที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานด้าน
และแบบ Seafox โดยเฉพาะยานล่าทำลายทุ่นระเบิด การพิสูจน์ทราบเป้าใต้น้ำ สามารถเก็บกู้และนำกลับมา
แบบ seafox นี้ เป็นยานล่าทำลายทุ่นระเบิดที่ทันสมัย ใช้ใหม่ได้ ซึ่งนอกจากใช้ปฏิบัติภารกิจในยามสงครามแล้ว
ที่สุดในปัจจุบัน ซึ่ง กองทัพเรือ ได้จัดหายานล่าทำลาย ยังสามารถนำยานประเภทนี้ มาใช้ในการเตรียมความพร้อม
ทุ่นระเบิดแบบ SeaFox มาใช้งานบนเรือล่าทำลาย ด้านสงครามทุ่นระเบิด โดยกองเรือทุ่นระเบิด กองเรือ

ทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง (ลทฝ.) ชุดบางระจัน ในปี พ.ศ.๒๕๕๕ ยุทธการ ได้นำมาใช้พิสูจน์ทราบเป้าใต้น้ำของภารกิจ


32 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

สำรวจและรวมรวมข้อมูลทางยุทธการ ซึ่งดำเนินการ มีประจำการอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา
เป็นวงรอบประจำทุกปี ได้นำมาใช้ในการต่อต้านทุ่นระเบิด ภายหลังจากที่

Seafox T มีรูปแบบและชิ้นส่วนประกอบที่มี ประเทศอิหร่านได้ออกมาให้ข่าวว่ามีการใช้ทุ่นระเบิด
รายละเอียดต่าง ๆ เช่น น้ำหนักตัวยาน ระบบควบคุม เพื่อปิดช่องแคบฮอร์มุซ สำหรับกองทัพเรือได้นำ
การจุดระเบิด การติดตั้งสายสัญญาณและอื่น ๆ ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox I มาใช้งาน
ที่เหมือนกับ Seafox C ทุกประการ เว้นแต่ไม่มี ในยามปกติและมีความพร้อมที่จะนำยานล่าทำลาย
ดินระเบิดบรรจุอยู่บริเวณส่วนหัวยาน โดยยานประเภทนี้ ทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox C มาใช้ในยามสงคราม
ใช้สำหรับการฝึกเจ้าหน้าที่ให้เกิดความคุ้นเคย ในการ ด้วยเช่นกัน
ปฏิบัติงาน และฝึกขั้นตอนการจุดระเบิดทำลายทุ่นระเบิด

ยาน Seafox ทั้ง ๓ แบบนั้น มีขนาดและรูปร่าง
ที่เหมือนกันคือ ตัวยานมีความยาว ๑.๔ เมตร
กว้าง๐.๔ เมตร สามารถปฏิบัติการในระดับความลึกถึง
๓๐๐ เมตร มีความเร็วสูงสุด ๕ นอต และมีเวลาสำหรับ
การปฏิบัติการสูงสุด ๑๐๐ นาที ขึ้นอยู่กับรูปแบบ
การใช้งานและสภาวะคลื่นลม ตัวยานมีน้ำหนักเบา
ใช้เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายไม่มาก มีการเชื่อมต่อตัวยาน
กับส่วนควบคุมบนเรือด้วยสายใยแก้วนำแสง
หุ้มไฟเบอร์ (Fiber - Optic) ในยานติดตั้งโซนาร์ U.S. Navy explosive ordnance disposal

ขนาดเล็ก เพื่อช่วยในการค้นหาเป้าในระยะใกล้ การใช้งานในยามปกติยานล่าทำลายทุ่นระเบิด
โดยเจ้าหน้าที่บังคับยานสามารถควบคุมยาน เข้าหา แบบ Seafox ถูกนำไปใช้ปฏิบัติภารกิจในการสำรวจ
ทุ่นระเบิดได้แม่นยำ และมีทิศทางที่ถูกต้องที่สุด และรวบรวมข้อมูลทางยุทธการในกระบวนการพิสูจน์
นอกจากนั้น ยังมีกล้องวิดีโอเพื่อใช้ในการพิสูจน์ทราบ ทราบวัตถุใต้น้ำที่มีลักษณะคล้ายทุ่นระเบิด หลังจากที่
เป้าใต้น้ำและคุณสมบัติที่โดดเด่นของยานล่าทำลาย โซนาร์ของเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดได้ทำการค้นหา
ทุ่นระเบิดแบบ Seafox ก็คือความอ่อนตัวในการ เป้าวัตถุใต้น้ำในพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ ซึ่งถือเป็นปฏิบัติการ
เคลื่อนย้ายและสะดวกต่อการติดตั้ง จึงเป็นระบบยาน สำคัญอย่างยิ่งด้านสงครามทุ่นระเบิด อันเนื่องมาจาก

รูปแบบ Stand Alone ที่สำคัญระบบยังสามารถ การที่กำลังสงครามทุ่นระเบิดจะเข้าต่อต้านทุ่นระเบิด
ปฏิบัติงานได้โดยไม่ต้องจำเป็นต้องใช้งานร่วมกับระบบ ให้มีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูงสุด และปลอดภัย
โซนาร์ของเรือล่าทำลายทุ่นระเบิด อันเนื่องมาจากยาน มากที่สุดจำเป็นที่หน่วยกำลังต่อต้านทุ่นระเบิดนั้น
รูปแบบเดิมนั้นมีข้อจำกัดเรื่องการแสดงตำแหน่งของ จำเป็นต้องทราบข้อมูลสภาพท้องทะเลก่อนเสมอ
ตัวยานที่อยู่ในน้ำ จำเป็นต้องใช้โซนาร์ของเรือในการยืนยัน เพื่อที่จะสามารถเลือกใช้วิธีการต่อต้านทุ่นระเบิดได้
และกำหนดตำบลที่ รวมถึงการเคลื่อนที่ของตัวยาน อย่างเหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณพื้นที่ฐานทัพ
ซึ่งต่างจากยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox ท่าเรือที่สำคัญ ที่อาจจะมีวัตถุใต้น้ำที่ต้องสงสัย
ที่สามารถทราบตำแหน่งของตัวยานได้เองจากอุปกรณ์ และไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกไปได้ ดังนั้น การใช้
GPS พร้อมกับตัวรับ - ส่งสัญญาณใต้น้ำโดยระบบ ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox I เข้าพิสูจน์

ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox ที่ กองทัพเรือ ทราบเป้าใต้น้ำ ในยามปกติถือว่าจำเป็นอย่างมาก


นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 33

นอกจากภารกิจดังกล่าวแล้ว ยานประเภทนี้ยังสามารถ เช่นการให้ความปลอดภัยจากวัตถุใต้น้ำที่อาจเป็น
ใช้ในการสำรวจความเสียหายใต้แนวน้ำ (Damage อันตรายต่อบุคคลสำคัญ ในแม่น้ำ หรือ ในทะเลที่มี

Estimation) และทำการตรวจสอบท่าเรือ (Harbor ระดับน้ำตื้นมาก
Surveillance) ได้เช่นกัน ๒. การปฏิบัติการระยะไกลที่ไม่สามารถจัด
การใช้ในยามวิกฤติ หรือสภาวะไม่ปกติยานล่าทำลาย เรือสงครามทุ่นระเบิดไปปฏิบัติการร่วมได้ ก็สามารถ
ทุ่นระเบิดแบบ SeaFox ทั้งแบบ I และ แบบ C ใช้กำลังของชุดต่อต้านทุ่นระเบิดเคลื่อนที่ ไปปฏิบัติงาน
สามารถตอบสนองต่อภารกิจที่กองทัพเรือ กำหนดได้ กับเรือในหมู่เรือปฏิบัติการระยะไกล เพื่อให้หมู่เรือนั้น
ซึ่งจากยุทธศาสตร์เตรียมกำลังรบสงครามทุ่นระเบิด มีขีดความสามารถในการตรวจสอบและค้นหาทุ่นระเบิด
ในอีก ๑๕ ปีข้างหน้า ที่วิเคราะห์ลักษณะของภัยคุกคาม เช่น การต่อต้านการปิดอ่าว การป้องกันพื้นที่สำคัญ

ทุ่นระเบิดที่ กองทัพเรือ จะต้องเผชิญยังคงมีอยู่แต่อาจ การรักษาเส้นทางคมนาคม และการสนับสนุนการ
จะมีการดัดแปลงรูปแบบไปในลักษณะของการ ขยายอำนาจจากทะเลสู่ฝั่งเป็นต้น
ก่อการร้ายเช่นการวางทุ่นระเบิดเพื่อก่อกวนเส้นทาง โดยสรุปยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox
เดินเรือ ซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และ เป็นอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติ และมีประสิทธิภาพสูง
ความมั่นคงดังนั้น การใช้ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ สามารถตอบสนองต่อการปฏิบัติภารกิจที่กองทัพเรือ
Seafox ก็จะสามารถปิดช่องว่างของข้อจำกัดของเรือ ได้มอบหมายให้ กองเรือทุ่นระเบิด กองเรือยุทธการ
ล่าทำลายทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง (ลทฝ.) ที่มีข้อจำกัด รับผิดชอบดำเนินการด้านสงครามทุ่นระเบิดทั้ง
ด้านความเร็วในการเดิน เนื่องจากเรือล่าทำลาย ในยามปกติและยามวิกฤติและจากที่ภัยคุกคาม
ทุ่นระเบิดใกล้ฝั่งไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีความเร็วสูง ด้านทุ่นระเบิดนั้น ยังเป็นเรื่องอันตรายอย่างมาก

และไม่สามารถไปยังพื้นที่ปฏิบัติการระยะไกล การปฏิบัติการทั้งปวงจำเป็นต้องใช้กำลังพลที่มี
พร้อมหมู่เรือปฏิบัติการอื่น ๆ ได้ นอกจากนั้น ข้อจำกัด ความเชี่ยวชาญและเทคนิคเฉพาะ รวมถึงยุทโธปกรณ์
ของอัตราการกินน้ำลึกของเรือ ในระดับเมื่อใช้งาน ด้านนี้ก็มีราคาสูง ไม่สามารถจัดหาตามความต้องการได้
ระบบโซนาร์ของเรือที่ต้องไม่ต่ำกว่า ๘ เมตร ซึ่งถือว่า จึงต้องเตรียมพร้อมทั้งองค์บุคคลองค์วัตถุ และ
เป็นข้อจำกัดในการปฏิบัติการต่อต้านทุ่นระเบิดในเขต องค์ยุทธวิธี ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
น้ำตื้น ก็สามารถแก้ไขได้โดยการปฏิบัติการของชุด การปฏิบัติการ ต่อต้านทุ่นระเบิดที่ต้องใช้ยานล่าทำลาย
ต่อต้านทุ่นระเบิดเคลื่อนที่ (Mine Counter Measure ทุ่นระเบิดปฏิบัติการและจะขาดเสียมิได้ ประหนึ่งว่า

Mobile Team : MCMMT) ซึ่งใช้ยานตามโอกาส (Craft ยานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบ Seafox เป็นอวัยวะ
of Opportunity) พร้อมด้วยยานล่าทำลายทุ่นระเบิด ของการปฏิบัติการต่อต้านทุ่นระเบิด (Organic MCM)
แบบ Seafox เป็นเครื่องมือการปฏิบัติการต่อต้านทุ่น และด้วยความโดดเด่นในการปฏิบัติการของยาน
ระเบิด โดยสามารถกำหนดขอบเขตการปฏิบัติได้เป็น ๒ ประเภทนี้ได้แก่ความง่ายต่อการใช้งานมีความคล่องตัวสูง
ลักษณะ ประกอบด้วย และมีความปลอดภัยเมื่อนำมาใช้ จึงสรุปว่ายานล่าทำลาย
๑. การปฏิบัติการในพื้นที่จำกัดด้วยระดับความลึก ทุ่นระเบิดแบบ Seafox นี้ เป็นเขี้ยวเล็บในการทำ
น้ำที่ไม่สามารถใช้เรือล่าทำลายทุ่นระเบิดปฏิบัติการได้ สงครามทุ่นระเบิดอย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง
๑. ตำราหลักสูตรล่าทำลายทุ่นระเบิดสัญญาบัตร
๒. ยุทธศาสตร์เตรียมกำลังรบสงครามทุ่นระเบิดใน ๑๕ ปีข้างหน้า กองเรือทุ่นระเบิด พ.ศ.๒๕๕๗
๓. SeaFox Handbook, Atlas Elektronik

34 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

สำนักงานปลัดบัญชีทหารเรือ



กับบทบาทในการบริหารจัดการทรัพยากรกองทัพเรือ


นาวาเอก เมธีชัย แก้วนิล


สำนักงานปลัดบัญชีทหารเรือ (สปช.ทร.) สปช.ทร.จึงได้ทบทวนและกำหนดวิสัยทัศน์ว่าจะเป็น
เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่สำคัญในการบริหาร องค์กรชั้นนำในการบริหารทรัพยากรและการพัฒนา
งบประมาณ เสนอคำของบประมาณ ชี้แจงความสมเหตุ ระบบการบริหารงานของกองทัพเรือ ซึ่งปัจจุบัน
สมผลของคำของบประมาณ ดำเนินการจัดสรร จากการปรับโครงสร้างของหน่วยครั้งล่าสุดเมื่อปี

แบ่งสรรงบประมาณให้กับหน่วยต่าง ๆ ในกองทัพเรือ ๒๕๕๘ สปช.ทร. มีหน่วยขึ้นตรงประกอบด้วย
ตลอดจนการบริหารทรัพยากรการฝึกศึกษาวิชาการ สำนักงบประมาณ ศูนย์สารสนเทศจัดการทรัพยากร
ปลัดบัญชี และวิชาการอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย กองกลาง และกองวิเคราะห์และพัฒนาระบบ ซึ่งทำ
ตามวิสัยทัศน์กองทัพเรือปี พ.ศ.๒๕๖๗ ว่า หน้าที่หลักในการดำเนินการด้านการงบประมาณ
กองทัพเรือจะเป็นหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลที่มี การบริหารจัดการทรัพยากร ควบคู่ไปกับการพัฒนา
บทบาทนำในภูมิภาค และเป็นเลิศในการบริหารจัดการ ระบบราชการ เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์
และมีนโยบายมุ่งไปสู่การเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริงนั้น ดังที่กล่าวมาแล้ว




























ภาพโครงสร้างของ สำนักงานปลัดบัญชีทหารเรือ

นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 35

ภาพระบบการถ่ายทอดยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติราชการ

สปช.ทร.ได้พัฒนาบทบาทด้านการบริหาร นอกจากนั้นยังมีการพัฒนาขยายขอบเขตของระบบ
ทรัพยากรมาโดยต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤต อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปัจจุบันประกอบกับในห้วงเวลา

เศรษฐกิจ ปี พ.ศ.๒๕๔๐ มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ดังกล่าวรัฐบาลได้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา
ในเรื่องที่มีผลต่อการบริหารจัดการกองทัพอยู่หลาย ระบบราชการ (ก.พ.ร.) ขึ้นมาเพื่อประเมินผลการปฏิบัติ
ประการกล่าวคือในช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๖ ประเทศไทย ราชการและส่งเสริมให้มีการพัฒนาระบบราชการ
มีการปรับปรุงระบบบริหารงบประมาณจากเดิม ไทยดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีการออกพระราช
แบบแผนงาน ไปเป็นระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้น กฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการ
ผลงานตามยุทธศาสตร์ โดยส่วนราชการต้องใช้จ่าย บ้านเมืองที่ดี พ.ศ.๒๕๔๖ มีสาระสำคัญให้ส่วนราชการ
งบประมาณเพื่อสร้างผลผลิตและมีเป้าหมายการให้ จัดทำแผน ๔ ปี และแผนประจำปี เพื่อเสนอให้หัวหน้า
บริการให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล และต้อง ส่วนราชการเห็นชอบ รวมทั้งให้มีการรายงานผลการ
สามารถวัดผลการดำเนินงานได้ ประกอบกับกรมบัญชี ปฏิบัติราชการต่อรัฐสภา ตามแบบอย่างในต่างประเทศ

กลางริเริ่มนำระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐ โดยมุ่งเน้นเพื่อให้ส่วนราชการมีการบริหารกิจการ
แบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) มาใช้โดยให้ส่วนราชการ บ้านเมืองที่ดี (good governance) เป็นสำคัญ
ทั่วประเทศมีการบริหารงบประมาณ ก่อหนี้ผูกพัน จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว สปช.ทร. ได้ริเริ่ม
เบิกจ่าย และจัดทำบัญชีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ การปรับปรุงกระบวนการบริหารทรัพยากรภายใน


36 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

กองทัพเรือ โดยออกแบบกระบวนงานจัดทำแผนและ ในแต่ละปีเจ้าภาพกลยุทธ์จะแบ่งสรรงบประมาณ
งบประมาณ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยน ให้หน่วยต่าง ๆ ตามโครงสร้างกิจกรรมเชิงงบประมาณ

โครงสร้างงบประมาณของสำนักงบประมาณ การพัฒนา ในด้านต่าง ๆ ที่กำหนด เพื่อให้หน่วยต่าง ๆ นำไปบรรจุ
ระบบราชการของสำนักงาน ก.พ.ร. การใช้งานระบบ ในแผนประจำปีของตนเอง นำเสนอกองทัพเรือ
GFMIS ตลอดจนพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ ขออนุมัติในแต่ละปี ด้วยวิธีนี้จะทำให้ หัวหน้าหน่วย
และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดย สปช.ทร. สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของแผนและ
ได้เสนอกองทัพเรืออนุมัติแผนยุทธศาสตร์กองทัพเรือ งบประมาณได้รวมทั้งสามารถติดตามความสำเร็จ
มีระยะเวลา ๔ ปีเพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ ของเป้าประสงค์ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย รวมทั้งงาน/
กองทัพเรือ ๑๐ ปี การกำหนดเป้าประสงค์ ตัวชี้วัด โครงการ ตลอดจนการก่อหนี้ผูกพัน การเบิกจ่าย

ค่าเป้าหมาย ระดับกองทัพเรือ (Level 0) เพื่อให้มีการ งบประมาณได้ตลอดปีงบประมาณนั้น ๆ นอกจากนั้น
ถ่ายทอดลงสู่การปฏิบัติของหน่วยต่างๆ (Level 1) การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้หน่วยมีการวางแผน
ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกระบวนการจัดทำแผนปฏิบัติ ระยะยาวผ่านแผน ๔ ปี และแผนประจำปีมากขึ้น
ราชการ ๔ ปี แผนปฏิบัติราชการประจำปี ของทั้งระดับ โดยกำหนดเป็นงาน/โครงการ มีการเตรียมจัดทำ
กองบทัพเรือและระดับ หน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือ รายละเอียดของงานโครงการ ให้มีความพร้อมตั้งแต่
การจัดสรรงบประมาณรองรับแผนปฏิบัติ ขั้นเสนอของบประมาณ และสามารถดำเนินการจัดซื้อ/
ราชการประจำปีของกองทัพเรือ แต่เดิมนั้น สปช.ทร. จ้างได้ทันที เมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณ จึงถือเป็น
จะจัดสรรงบประมาณตามยอดค่าใช้จ่ายที่สำนัก กระบวนการบริหารทรัพยากรที่กองทัพเรือดำเนินการ
งบประมาณกำหนด เช่น โครงการศึกษาอบรมและ ได้อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร

แผนฝึก กองทัพเรือ จัดสรรงบประมาณภายใต้รายการฝึก จัดการ ผู้บริหารในระดับต่าง ๆ สามารถบูรณาการ
ศึกษาอบรมทางทหาร แผนการจัดซื้อ/จ้างประจำปี แผนงานและงบประมาณ ตลอดจนสามารถนำไปใช้
จัดสรรภายใต้งบประมาณรายการส่งกำลังบำรุง เป็นต้น ในการประเมินผลการปฏิบัติราชการตามแนวทางของ
โดยไม่ได้แจกแจงออกเป็นแผนของแต่ละหน่วย ทำให้ Public Management Quality Award (PMQA)
หัวหน้า หน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือและผู้บังคับบัญชา ได้เป็นอย่างดี
หน่วยเฉพาะกิจ มองไม่เห็นภาพรวมของแผนและ การพัฒนาองค์กรตามแนวทาง Public
งบประมาณที่ตนเองได้รับในแต่ละปี ดังนั้น สปช.ทร. Management Quality Award (PMQA) ต้องเริ่ม

จึงเสนอ กองทัพเรือแต่งตั้งคณะกรรมการ/อนุกรรมการ ตั้งแต่การนำองค์กร โดยหัวหน้าหน่วยจะต้องสามารถ
กลั่นกรองการวางแผนและการจัดสรรงบประมาณ กำหนดทิศทางองค์กร ส่งเสริมให้ผู้ใต้บังคับบัญชา
กองทัพเรือ ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพกลยุทธ์ในการจัดทำ มีการจัดการให้เป็นระบบสอดคล้องกัน มีการสื่อสาร
เป้าประสงค์ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย ระดับ กองทัพเรือ เป้าประสงค์สำคัญ ใช้ตัวชี้วัดที่กำหนดขึ้นในการติดตาม
(Level 0) และเข้าร่วมในการพิจารณาจัดสรร ความสำเร็จของงาน ตลอดจนติดตามการใช้จ่ายงบ
งบประมาณ รองรับเป้าหมายดังกล่าวในแต่ละปี ประมาณให้สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ เมื่อเป็นเช่นนี้
โดยแบ่งเป็น ๙ ด้าน ได้แก่ การกำหนดยุทธศาสตร์และ กองทัพเรือจะเริ่มมีฐานข้อมูลตัวชี้วัดสำคัญของ
โครงสร้างกำลังรบ การกำลังพล การข่าว การยุทธการ แต่ละหน่วย สามารถคำนวณต้นทุนกิจกรรมต่าง ๆ
การส่งกำลังบำรุง การกิจการพลเรือน การสื่อสารและ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบสถิติค่าใช้จ่ายในการ

สารสนเทศ การวิจัยพัฒนา และการบริหารจัดการ ปฏิบัติงานกับผลงานได้และสามารถใช้เป็นข้อมูล



นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 37

ภาพแสดงกระบวนงานการถ่ายทอดแผนและการประเมินผลการปฏิบัติงาน

พื้นฐานในการปรับปรุงกระบวนงานได้ในอนาคต อันจะ รวดเร็ว ถูกต้อง เพราะหน่วยต่าง ๆ บันทึกข้อมูล

ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรทั้งในระดับกองทัพเรือ เข้าเพียงครั้งเดียวโดยในระยะแรกระบบนี้มุ่งเน้นดำเนิน
และหน่วยต่าง ๆ มีความคุ้มค่า บรรลุเป้าประสงค์ได้ การเฉพาะงบประมาณ การเงิน การบัญชี และการจัด
ในทุกระดับ ซื้อ/จ้าง เป็นสำคัญ เพราะต้องเชื่อมโยงเข้ากับระบบ
เครื่องมือที่สำคัญอีกประการหนึ่งซึ่งจะเป็นตัวชี้วัด GFMIS การใช้งานระบบ RTN ERP มีขอบเขต
ว่า สปช.ทร. มีบทบาทนำในเรื่องการบริหารทรัพยากร ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นวางแผน จัดสรรงบประมาณ
ก็คือ ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากร ให้หน่วยต่าง ๆ นำไปใช้จ่าย ก่อหนี้ผูกพัน และบันทึก
กองทัพเรือ (RTN ERP) ซึ่ง สปช.ทร. ริเริ่มนำระบบ บัญชีอัตโนมัติตามรูปแบบมาตรฐานบัญชี เพื่อสามารถ

RTN ERP มาใช้งานตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๕๓ เป็นต้นมา ใช้ในการตรวจสอบจากสำนักงานตรวจสอบภายใน
ระบบ RTN ERP เป็นระบบสารสนเทศที่จะช่วยให้ ทหารเรือ (สตน.ทร.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
กองทัพเรือก้าวจากระบบปฏิบัติงานที่ขาดการ ได้ในภายหลัง ระบบนี้เป็นระบบที่ทันสมัยเช่นเดียวกับ
สอดประสาน ลดขั้นตอน และเก็บรวบรวมข้อมูลอยู่บน กองทัพชั้นนำของโลก โดยสามารถแสดงรายงาน
ฐานข้อมูลเดียวกัน จะทำให้การเข้าถึงข้อมูลทำได้ง่าย การจัดสรร/การใช้จ่ายงบประมาณ จำแนกตามแผน



38 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

ภาพตัวอย่าง โปรแกรมรายงานข้อมูลทรัพยากรเพื่อการบริหาร (Business Intelligence ในปัจจุบัน)





ปฏิบัติราชการของหน่วยต่าง ๆ ได้แบบ online real - จากระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ในอนาคต อีกทั้งระบบ
time ทั้งยังรองรับการจัดทำบัญชีของหน่วยต่าง ๆ สามารถขยายขีดความสามารถ หรือเชื่อมโยงกับ
อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต นอกจากนั้นยังสามารถแส ระบบเดิมของกองทัพเรืออื่น ๆ เพื่อให้สามารถแลก
ดงผลการบริหารจัดการพัสดุได้โดยอัตโนมัติ โดยใน เปลี่ยนและนำข้อมูลมานำเสนอด้วยโปรแกรมรายงาน
ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพัฒนาให้สามารถเชื่อมโยง ข้อมูลทรัพยากรเพื่อการบริหาร (Business Intelligence)
ข้อมูลอัตโนมัติกับระบบเดิมที่กองทัพเรือ ใช้งานอยู่ ทั้งในระดับ กองทัพเรือ กรมฝ่ายอำนวยการ และหน่วย

ได้แก่ระบบ SUPPINV 1 - 3 V.4 หากดำเนินการได้ ต่าง ๆ อาทิ ระดับสะสมอมภัณฑ์ น้ำมัน ยุทโธปกรณ์
แล้วเสร็จ จะทำให้กองทัพเรือสามารถบริหารจัดการ และอื่น ๆ ที่เป็นรายการสำคัญได้ต่อไปในอนาคต
พัสดุที่มีการรับเข้า จ่ายออก ตลอดจนวางแผนพัสดุได้






นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 39

อย่างไรก็ตามเนื่องจากระบบนี้มีข้อจำกัดที่สำคัญ

คือ เป็นซอฟแวร์สำเร็จรูป ซึ่งออกแบบกระบวนงาน
ที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งแตกต่างกับกระบวนงานที่
กองทัพเรือปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน และเจ้าหน้าที่ยัง
ไม่คุ้นเคย จึงจำเป็นต้องใช้เวลาฝึกอบรม จนกว่าจะเริ่ม
มีความเชี่ยวชาญและใช้ระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่ง สปช.ทร. จะได้ดำเนินการเร่งรัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่
ผู้เชี่ยวชาญระบบซึ่งเป็นทั้งเจ้าหน้าที่ที่เป็นข้าราชการ

และพนักงานราชการของหน่วยและเจ้าหน้าที่ดูแล
ระบบในภาพรวม เพื่อพัฒนาระบบ RTN ERP ให้เป็น
ระบบปฏิบัติงานอิเล็กทรอนิกส์ด้านการบริหารจัดการ
ทรัพยากรของกองทัพเรืออย่างสมบูรณ์ต่อไป
โดยสรุป สปช.ทร. มีการพัฒนาการบริหารจัดการ
ทรัพยากรทั้งปรับปรุงกระบวนงานและระบบ









อเลกทรอนกสสนับสนนการปฏบตงานของกองทพเรอ

มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง สปช.ทร. และกำลังพลจะสร้าง
ความเป็นมาตรฐานและมุ่งมั่นที่จะเป็นหน่วยงาน
มืออาชีพที่มีบทบาทนำในด้านการบริหารทรัพยากร
เพื่อให้เป็นกองทัพที่มีความเป็นเลิศด้านการบริการ
จัดการตามวิสัยทัศน์ กองทัพเรือในปี พ.ศ.๒๕๖๗ ต่อไป



























ภาพพิธีมอบประกาศนียบัตรฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ระบบ RTN ERP ของหน่วยต่าง ๆ

40 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

ปัญหาความขัดแย้งในทะเลจีนใต้กับการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ทางทะเล ภายใต้กรอบ


อนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ : กรณีศึกษาจีนและฟิลิปปินส์ (ตอนจบ)



นาวาตรีหญิว ดอกเตอร์ กันทิมา ชะระภิญโญ





แนวปะการัง Second Thomas Shoal เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ กลายเป็นการตอกย้ำบทเรียน
มีลักษณะเป็นแนวปะการังซึ่งจมอยู่ใต้น้ำ โดยบางส่วน ให้ฟิลิปปินส์ภายหลังจากกรณีของ Scarborough Shoal
จะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาในเวลาน้ำลง แนวปะการังแห่งนี้ นั่นคือจีนไม่ได้มีเจตนารมณ์ใด ๆ ที่จะประนีประนอม
ฟิลิปปินส์ระบุว่า มีความชัดเจนว่าตั้งอยู่บนเขตไหล่ทวีป ในการกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์ของฝ่ายตนหรือว่าจำกัด
ซึ่งตนเองประกาศอ้างกรรมสิทธิ์ตามอนุสัญญา พฤติการณ์ตนเองให้อยู่แต่เฉพาะภายในขอบเขตของ

สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ ทว่า กฎหมายระหว่างประเทศหรือว่าปฏิบัติต่อรัฐอื่นซึ่งอ้าง
ก็เหมือนกับลักษณะรูปโฉมทางภูมิศาสตร์อื่น ๆ ทั้งหลาย กรรมสิทธิ์ด้วยในฐานะที่เท่าเทียมกัน
ทั้งปวงซึ่งอยู่ภายในแนวแผนที่ Nine-dashed Line
นั่นคือจีนก็ถือว่าเป็นอธิปไตยของตน ตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๙๙ ๔. คดีข้อพิพาทพื้นที่ทะเลจีนใต้ระหว่าง
กองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้นำเอาเรือรบเก่าชื่อ “บีอาร์พี ฟิลิปปินส์ – จีน
เซียร์รา มาเดร” (BRP Sierra Madre) ไปเกยตื้นที่ ๔.๑ ลำดับเหตุการณ์การดำเนินคดี
แนวปะการังนี้อย่างจงใจ เพื่อใช้เป็นฐานส่วนหน้าของตน ในปี ค.ศ.๒๐๑๓ ฟิลิปปินส์ส่งเรื่องให้ศาล

ในพื้นที่อันเป็นมาตรการหนึ่งในการป้องปรามไม่ให้จีน อนุญาโตตุลาการถาวรพิจารณา ตามที่ UNCLOS
รุกขยายดินแดนในอาณาบริเวณทะเลจีนใต้ โดยทุก ๒ - ๓ 1982 อนุญาตให้ประเทศใดประเทศหนึ่งยื่นคำร้องได้
เดือน ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปีที่ผ่านมา กองทัพเรือ โดยไม่ต้องรอความยินยอมจากคู่กรณีซึ่งเมื่อ
ฟิลิปปินส์จะจัดทหารผลัดเปลี่ยนกำลังและส่งเสบียง กระบวนการดังกล่าวเริ่มแล้ว จีนก็ไม่สามารถแทรกแซง
สัมภาระต่าง ๆ อย่างไรก็ตามจีนก็ท้าทายฟิลิปปินส์ หรือขัดขวางได้
โดยส่งหมู่เรือจีนเข้าทำการตรวจการณ์เป็นประจำ กระบวนการเริ่มเมื่อ ๒๒ มกราคม ค.ศ.๒๐๑๓
ในบริเวณใกล้ ๆ Second Thomas Shoal และขัดขวาง ฟิลิปปินส์ส่งหนังสือถึงทางการจีนแสดงสิทธิในพื้นที่
เรือของฟิลิปปินส์ที่พยายามเดินทางเข้าไป แต่ฟิลิปปินส ์ ทางทะเลตะวันตกของฟิลิปปินส์ “with respect to
ตัดสินใจส่งสัมภาระทางอากาศให้แก่ทหารของตนแทน the dispute with China over the maritime

เมื่อ ๒๙ มีนาคม ค.ศ.๒๐๑๕ ฟิลิปปินส์ส่งเรือไปที่ jurisdiction of the Philippines in the West
Second Thomas Shoal แต่ถูกรบกวนจากเรือของ Philippine Sea.” ระบุว่าจีนได้ละเมิดเขตเศรษฐกิจ
หน่วยยามฝั่งจีนซึ่งแจ้งให้ฟิลิปปินส์ออกไปจากบริเวณ พิเศษจำเพาะของฟิลิปปินส์ตาม UNCLOS 1982 ซึ่ง
ดังกล่าว ล้ำเข้ามาในอาณาเขต ๒๐๐ ไมล์ ของชายฝั่งฟิลิปปินส์



นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 41

และยังระบุด้วยว่าการกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์ของจีน เมื่อ ๒๗ สิงหาคม ค.ศ.๒๐๑๓ ศาลอนุญา
เหนือพื้นที่ดังกล่าวโดยใช้แผนที่อายุหลายร้อยปี โตตุลาการถาวรพิจารณารับคดีดังกล่าวมาพิจารณา

มาแล้วนั้นไม่ถูกต้องและเกินกว่าเหตุ เบื้องต้น (The First Procedural Order) โดยอ้าง
ต่อมาเมื่อ ๑๙ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๒๐๑๓ ทูตจีน กระบวนการแก้ไขข้อพิพาทตามแนบท้าย ๗ อนุสัญญา
ประจำกรุงมะนิลาได้ส่งจดหมายแจ้งฟิลิปปินส์ปฏิเสธ สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒
การอ้างสิทธิ์ดังกล่าวและยืนยันความถูกต้องของแผนที่ ซึ่งศาลได้มีมติจะปฏิบัติหน้าที่เป็น “The Registry”
9 – Dashed Line ซึ่งโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ในกระบวนการพิจารณา ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการ
Hong Lei แถลงข่าวว่าคำร้องของฟิลิปปินส์นั้น ถาวรได้มีการประชุมร่วมกันเมื่อ ๑๑ กรกฎาคม
ไม่สมบูรณ์ และยังขัดกับข้อตกลงระหว่างประเทศ ค.ศ.๒๐๑๓ และกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการ

สมาชิกอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ กับจีนที่ระบุไว้ว่า โดยให้ฟิลิปปินส์ยื่นเอกสารบันทึกทางคดี (Memorial)
จะแก้ไขข้อพิพาทเรื่องทะเลจีนใต้ภายในกลุ่มกันเอง ภายใน ๓๐ มีนาคม ค.ศ.๒๐๑๔ โดยให้ฟิลิปปินส์
โดยไม่ให้องค์กรหรือรัฐภายนอกเข้ามาแทรกแซง อธิบายถึงขอบเขตของศาลอนุญาโตตุลาการถาวรนั้น
เมื่อ ๓๐ มีนาคม ค.ศ.๒๐๑๓ ฟิลิปปินส์ได้ยื่น ครอบคลุมประเด็นของคดีหรือไม่ ความเหมาะสมของ
เอกสารบันทึกทางคดี (Memorial) ซึ่งแจกแจง การรับคดีไว้พิจารณา และรายละเอียดของข้อพิพาท
รายละเอียดของข้อโต้แย้งของฝ่ายตน รวมทั้งหลักฐาน หลังจากนั้นอนุญาโตตุลาการถาวร (Arbitral Tribunal)
คัดค้าน “9-Dashed Line Map” ของจีนตลอดจน จะพิจารณาแนวทางการดำเนินการต่อไป
รายละเอียดของการกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดน เมื่อ ๓ มิถุนายน ค.ศ.๒๐๑๔ ศาลอนุญา
ในทะเลจีนใต้ของจีน ต่อศาลอนุญาโตตุลาการถาวร ณ โตตุลาการถาวรออกคำสั่งการดำเนินคดีฉบับที่ ๒

กรุงเฮก จำนวน ๑๐ เล่ม และความหนารวมกันกว่า (The Second Procedural Order) นั้นหลังจากที่
๔,๐๐๐ หน้า อนุญาโตตุลาการได้รับเอกสารบันทึกทางคดีของ
ฟิลิปปินส์ เมื่อ ๒๙ มีนาคม ค.ศ.๒๐๑๔ อนุญา
โตตุลาการเปิดโอกาสให้จีนจดทำเอกสารบันทึกทางคดี
โต้แย้งข้อเรียกร้องของฟิลิปปินส์ และส่งภายใน
๑๕ ธันวาคม ค.ศ.๒๐๑๔ ทั้งนี้จีนได้แจ้งเป็นลายลักษณ์

อักษร (Note Verbale) ว่า ไม่ยอมรับกระบวนการ
อนุญาโตตุลาการและการตอบโต้ทางเอกสารไม่ได้
แสดงว่าจีนยอมรับกระบวนการอนุญาโตตุลาการ
เมื่อ ๑๗ ธันวาคม ค.ศ.๒๐๑๔ ศาลอนุญา
โตตุลาการถาวรออกคำสั่งการดำเนินคดีฉบับที่ ๓
(The Third Procedural Order) ประกาศว่า
จีนไม่ส่งเอกสารบันทึกทางคดีโต้แย้งข้อเรียกร้องของ
ฟิลิปปินส์ตามห้วงเวลาที่กำหนด และพร้อมกันนี้ขอให้
ฟิลิปปินส์ส่งเอกสารทางคดีเพิ่มเติมในบางเรื่องภายใน

๑๕ มีนาคม ค.ศ.๒๐๑๕ และเปิดโอกาสให้จีน
ส่งเอกสารทางคดีตอบโต้ภายใน ๑๖ มิถุนายน ค.ศ.๒๐๑๕
การอ้างสิทธิ์ของจีนและฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้
42 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

นอกจากนี้ศาลยังได้กล่าวถึงหนังสือชี้แจงจุดยืน (Position การไต่สวนคดี ระหว่าง ๗ – ๑๓ กรกฎาคม
Paper) ของทางการจีนที่ระบุถึงมุมมองของจีนเกี่ยวกับ ค.ศ.๒๐๑๕
ขอบเขตอำนาจศาลอนุญาโตตุลาการในการพิจารณา ศาลอนุญาโตตุลาการ (Arbitral Tribunal)

คดีข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนเห็นว่าศาลไม่มีอำนาจ ในอนุญาโตตุลาการระหว่างฟิลิปปินส์กับจีน ภายใต้
พิจารณาคดีนี้ และยืนยันไม่เข้าร่วมในกระบวนการนี้ ภาคผนวก ๗ ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย
และการตอบโต้ทางเอกสารไม่ได้แสดงว่าจีนยอมรับ กฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ ณ Peace Palace กรุงเฮก
กระบวนการอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ค.ศ.๒๐๑๕ โดยฟิลิปปินส์ได้มี
การนี้อนุญาโตตุลาการได้ชี้แจงว่าภายใต้ข้อ ๙ คำแถลงรอบแรก เมื่อวันที่ ๗ – ๘ กรกฎาคม ค.ศ.๒๐๑๕
ภาคผนวก ๗ ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย เกี่ยวประเด็นคำถามซึ่งศาลอนุญาโตตุลาการได้ส่งให้
กฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ ได้เปิดช่องให้การดำเนินคดี เป็นแนวทาง เมื่อ ๒๓ มิถุนายน ค.ศ.๒๐๑๕ จากนั้น

ฝ่ายเดียวนั้นสามารถกระทำได้ ศาลได้มีคำถามเพิ่มเติม และให้ฟิลิปปินส์มีคำแถลง
ข้อ ๙ การไม่มาปรากฏตัว ถ้าฝ่ายหนึ่งในข้อพิพาท รอบที่สองเกี่ยวกับประเด็นคำถามเพิ่มเติมดังกล่าว
ไม่มาปรากฏตัวต่อศาลอนุญาโตตุลาการหรือไม่ต่อสู้คดี ในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ค.ศ.๒๐๑๕ ๒
ของตน อีกฝ่ายอาจร้องขอต่อศาลให้ดำเนินกระบวนการ
พิจารณาต่อไปและมีคำชี้ขาด การที่ฝ่ายหนึ่งไม่มา ๔.๒.๑ คำแถลงที่สำคัญของฟิลิปปินส์
ปรากฏตัวหรือการไม่ต่อสู้คดีจะไม่เป็นอุปสรรคต่อ (๑) จีนไม่มีสิทธิทางประวัติศาสตร์เหนือน่านน้ำ
กระบวนการพิจารณา ก่อนที่จะมีคำชี้ขาด ศาลอนุญา พื้นดินท้องทะเล และดินใต้ผิวดินเหนือไปจากขอบเขต
โตตุลาการไม่เพียงแต่จะต้องแน่ใจว่าตนมีเขตอำนาจ ตามสิทธิภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย
เหนือข้อพิพาทเท่านั้น แต่จะต้องแน่ใจด้วยว่าข้อเรียกร้อง กฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ ซึ่งล้ำเข้าไปในพื้นที่ทาง

นั้นมีมูลความจริงและพื้นฐานทางกฎหมายเพียงพอ ทะเลซึ่งรัฐชายฝั่งอื่น ๆ ในบริเวณนั้นรวมทั้งฟิลิปปินส์
เมื่อ ๒๒ เมษายน ค.ศ.๒๐๑๕ ศาลอนุญา หรือเวียดนามพึงมีตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย
โตตุลาการถาวรออกคำสั่งการดำเนินคดีฉบับที่ ๔ กฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒
(The Fourth Procedural Order) ระบุว่าที่ผ่านมา (๒) แผนที่ “Nine-dashed Line” เป็นแผนที่
มีการติดต่อสื่อสารให้จีนเข้าร่วมกระบวนการอนุญา ที่ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ และ
โตตุลาการแต่จีนยืนยันปฏิเสธที่จะเข้าร่วม และโต้แย้งว่า เป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของการอ้างสิทธิ์ทาง
คำแถลง (Submission) ต่าง ๆ ของฟิลิปปินส์ ประวัติศาสตร์ของจีนเท่านั้น

อยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจของศาลอนุญาโตตุลาการ (๓) ลักษณะทางทะเลที่จีนใช้เป็นพื้นฐานในการ
ที่ตั้งขึ้นตามภาคผนวก ๗ จึงเป็นที่มาของการนั่งพิจารณา อ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้นั้นเป็นการตีความที่เป็นเท็จ และ
เบื้องต้น (Preliminary Hearings) เกี่ยวกับขอบเขต ไม่สามารถนำมาซึ่งสิทธิในพื้นที่ทางทะเล ดังนี้
อำนาจศาลและการรับคำขอของฟิลิปปินส์ไว้พิจารณา เกาะที่อ้างไม่เป็นเกาะซึ่งก่อให้เกิดสิทธิที่จะมี
เขตเศรษฐกิจจำเพาะหรือไหล่ทวีป
บางแห่งเป็นโขดหินตามนัยข้อ ๑๒๑ วรรคสาม
บางแห่งเป็นพื้นที่เหนือน้ำขณะน้ำลด (Low-Tide
Elevations) และแห่งอื่น ๆ เป็นพื้นที่จมอยู่ใต้น้ำ


๒ จันตรี สินศุภฤกษ์. “กรณีพิพาทหมู่เกาะสแปรตลี : ทัศนะทางกฎหมายและการเมือง”, จุลสารความมั่นคงศึกษา.ฉบับที่ ๑๒๗ - ๑๒๘,
กรกฎาคม ๒๕๕๖



นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 43

โดยถาวร ดังนั้น จึงไม่อาจก่อให้เกิดสิทธิเหนือไปจาก
ทะเลอาณาเขต ๑๒ ไมล์ทะเล ๓

บางแห่งไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ เลย และแม้จีน
จะดำเนินการถมทะเลอย่างมากมาย และการสร้าง
สิ่งอำนวยความสะดวกแต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนธรรมชาติและ
คุณลักษณะของลักษณะทางทะเลเหล่านั้นได้
จีนได้กำหนดลักษณะทางทะเลต่าง ๆ ใน
หมู่เกาะสแปรตลีว่าเป็นเกาะ ตามนัยข้อ ๑๒๑ อนุสัญญา
สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ ซึ่ง

สามารถมีทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะและ Mischief Reef : มกราคม ค.ศ.๒๐๑๒
ไหล่ทวีปได้ การดำเนินการดังกล่าวก่อให้เกิดข้อพิพาท
ทางกฎหมาย เพราะฟิลิปปินส์เห็นว่าลักษณะทางทะเล
เช่น Mischief Reef เป็นพื้นที่เหนือน้ำขณะน้ำลด
ซึ่งไม่มีทะเลอาณาเขตของตนเอง ตามข้อ ๑๓ วรรคสอง
หรือลักษณะทางทะเลอื่น ๆ ในบริเวณหมู่เกาะ สแปรตลี
เป็นเพียงลักษณะทางทะเลที่มีทะเลอาณาเขตของตนเอง
ได้เท่านั้น
(๔) จีนละเมิดอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย

กฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ โดยการแทรกแซงการใช้
สิทธิอธิปไตยและเขตอำนาจของฟิลิปปินส์ จีนเพิกเฉย
ต่อการประท้วงของฟิลิปปินส์ในการที่จีนขัดขวางไม่ให้
หน่วยบังคับใช้กฎหมายของฟิลิปปินส์เข้าไปห้าม
เรือประมงจีนทำการประมงผิดกฎหมายในพื้นที่ทาง Mischief Reef : มีนาคม ค.ศ.๒๐๑๕
ทะเลที่ฟิลิปปินส์มีสิทธิอธิปไตยและเขตอำนาจ เช่น ๔.๒.๒ คำให้การแก้ฟ้องของจีนที่อนุญา
เหตุที่เกิดบริเวณ Scarborough Shoal ซึ่งเป็นการ โตตุลาการพิจารณา

สร้างความตึงเครียดระหว่างสองประเทศใน ค.ศ.๒๐๑๒ จีนคงยึดมั่นในท่าทีไม่ยอมรับและไม่เข้าร่วม
(๕) จีนละเมิดอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย ในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ และได้แสดงท่าที
กฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ โดยทำลายสิ่งแวดล้อม ดังกล่าวอย่างชัดแจ้งในการติดต่อสื่อสารต่าง ๆ รวมถึง
ทางทะเลของภูมิภาค โดย (๑) ทำลายแนวปะการัง เอกสาร position paper of the Government of
ในทะเลจีนใต้ และปะการังที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ the people’s Republic of China on the Matter
ของฟิลิปปินส์ (๒) ทำการประมงที่ทำลายล้างและเป็น of Jurisdiction in the South China Sea
อันตรายต่อสภาพแวดล้อม และ (๓) จับสัตว์ทะเลที่ใกล้ Arbitration Initiated by the Republic of the
สูญพันธุ์ Philippines เมื่อ ๗ ธันวาคม ค.ศ.๒๐๑๔ ซึ่งจีนระบุว่า


๓ ดุลยวัฒน์ เชาว์ดี. “ปัญหาข้อพิพาทหมู่เกาะทะเลจีนใต้” .นาวิกาธิปัตย์สาร ฉบับที่ ๘๖, ๒๕๕๖. สืบค้น ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘.
http://www.navedu.navy.mi.th/.


44 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นว่าศาลไม่มีอำนาจ แม้ตั้งสมมติฐานว่า สาระสำคัญของอนุญา

พิจารณาข้อพิพาทนี้ และไม่เป็นการแสดงท่าทีของจีน โตตุลาการนี้เกี่ยวข้องกับการตีความและการใช้อนุสัญญา
ในประเด็นที่เป็นเนื้อหาของสาระสำคัญของอนุญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒
โตตุลาการที่ริเริ่มโดยฝ่ายฟิลิปปินส์ ตลอดจนจะต้องไม่ถูก สาระสำคัญของอนุญาโตตุลาการก็จะเป็นส่วนหนึ่งของ
ถือว่าเป็นการยอมรับหรือเข้าร่วมของจีนในอนุญา การกำหนดขอบเขตทางทะเล (Maritime Delimitation)
โตตุลาการดังกล่าว ระหว่าง ๒ ประเทศ ซึ่งจะเข้าข่ายตามคำประกาศ
ศาลอนุญาโตตุลาการที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ภาคผนวก ตามข้อ ๒๙๘ และ ๓๑๐ ของอนุสัญญาสหประชาชาติ
๖ ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ ของจีนเมื่อปี

ค.ศ.๑๙๘๒ มีอำนาจพิจารณาข้อพิพาทที่เกี่ยวกับ ค.ศ.๒๐๐๖ ที่ไม่ให้รวมข้อพิพาทเกี่ยวกับการกำหนด
การตีความและการใช้อนุสัญญาฯ ภายใต้เงื่อนไข ขอบเขตทางทะเลอยู่ภายใต้อนุญาโตตุลาการภาคบังคับ
ที่กำหนดในอนุสัญญาฯ โดยศาลต้องคำนึงถึงข้อจำกัด หรือวิธีดำเนินการะงับข้อพิพาทภาคบังคับอื่น ๆ
และข้อยกเว้นเกี่ยวกับประเภทข้อพิพาทที่กำหนดไว้
ภายใต้อนุสัญญาฯ ในการนี้ ศาลได้พิจารณาให้ ๔.๒.๓ การพิจารณาขอบเขตอำนาจศาล
การติดต่อสื่อสารของจีนรวมถึง Position Paper อนุญาโตตุลาการถาวร

เมื่อ ๗ ธันวาคม ค.ศ.๒๐๑๔ เป็นคำให้การแก้ฟ้อง ข้อโต้แย้งของฟิลิปปินส์สนับสนุนว่าศาลอนุญา
(Plea) ในประเด็นว่าศาลไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้อง โตตุลาการมีอำนาจชี้ขาดข้อพิพาท
(Claims) ของฟิลิปปินส์ ซึ่งได้ตัดสินใจให้มีการ ตามคำสั่งการดำเนินคดีฉบับที่ ๒ ฟิลิปปินส์

นั่งพิจารณาประเด็นอำนาจศาลและการรับคำขอไว้ ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่ามีข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความ
พิจารณาในครั้งนี้ โดยหากศาลพิจารณาเห็นว่าศาล หรือการใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมาย
มีอำนาจพิจารณาส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของคำฟ้อง ทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ ที่นำไปสู่การตั้งศาลอนุญาโตตุลาการ
ของฟิลิปปินส์ ก็จะเข้าสู่การพิจารณาในชั้นเนื้อหาคดี ตามข้อ ๒๘๗ วรรคห้า (อนุญาโตตุลาการตาม
ต่อไป ภาคผนวก ๗) โดยเงื่อนไขที่เกี่ยวกับพันธกรณีซึ่งรัฐภาคี
หนังสือชี้แจงจุดยืน (Position Paper) ของ คู่พิพาทจะระงับข้อพิพาทระหว่างกันตามวิธีของตอนที่
จีนอ้างว่าศาลอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจ ตามเหตุผล ๑ ของภาค ๑๕ ได้ครบถ้วนแล้ว และลักษณะของ

หลัก สรุปดังนี้ ข้อพิพาทไม่เข้าข่ายในข้อยกเว้น หรือข้อจำกัดตามที่
สารัตถะของสาระสำคัญของอนุญาโตตุลาการนี้ ระบุไว้ในข้อ ๒๙๗ และ ๒๙๘ สรุป ดังนี้
คือ ประเด็นอธิปไตยเหนือลักษณะทางทะเล (Maritime (๑) คำแถลงของฟิลิปปินส์เป็นข้อพิพาททาง
Features) ในทะเลจีนใต้ ซึ่งอยู่นอกขอบข่ายของ กฎหมายระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนซึ่งต้องมีการตีความ
อนุสัญญาฯ และไม่เกี่ยวข้องกับการตีความและการใช้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล
อนุสัญญาฯ ค.ศ.๑๙๘๒ ได้แก่
จีนและฟิลิปปินส์มีข้อตกลง ในกรอบทวิภาค ความเห็นต่างเกี่ยวกับที่มาของการอ้างสิทธิ์
และ DoC ที่จะยุติข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องโดยวิธีเจรจา ทางทะเล โดยฟิลิปปินส์เห็นว่าสิทธิและพันธกรณี
การริเริ่มอนุญาโตตุลาการนี้ของฟิลิปปินส์ จึงเป็นการ ของฟิลิปปินส์และจีนได้ถูกระบุไว้ในอนุสัญญา

ละเมิดพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ แล้ว
ดังนั้น การที่จีนอ้างว่ามีสิทธิทางประวัติศาสตร์ภายใต้



นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ 45

กฎหมายจารีตประเพณี จะเป็นการขัดกับอนุสัญญา ความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of

สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ Amity and Cooperation in Southeast Asia 1976)
หรือเป็นเรื่องที่อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมาย เป็นตราสารที่ไม่ขัดขวางสิทธิในการระงับข้อพิพาทด้วย
ทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ อนุสัญญาจึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการ การอนุญาโตตุลาการ ในการนี้ฟิลิปปินส์อ้างว่า
ตีความหรือใช้อนุสัญญา DoC ไม่เป็นความตกลงตามนัยข้อ ๒๘๑
คำแถลงของฟิลิปปินส์ที่เกี่ยวกับสถานะ วรรคหนึ่ง เพราะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็น
ของลักษณะทางทะเลบางแห่ง และการดำเนินการของ ปฏิญญาทางการเมืองซึ่งจีนก็ยอมรับแล้วในหลาย
จีนในทะเลจีนใต้ต้องให้ศาลใช้อนุสัญญาสหประชาชาติ โอกาส โดยเฉพาะในเอกสารผลลัพธ์การประชุม

ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ ในการชี้ขาด อาเซียน-จีน
(๒) ฟิลิปปินส์โต้แย้งว่าการที่ให้ศาลตัดสินสถานะ ไม่มีถ้อยคำใดใน DoC ที่มีนัยตัดวิธีอนุญา
ของลักษณะทางทะเลใดทะเลหนึ่งตามนิยามของ โตตุลาการ อีกทั้งยังอ้างถึงการให้ระงับข้อพิพาท
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ โดยสอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย
และสิทธิในเขตทางทะเลที่ลักษณะดังกล่าวพึงมี กฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ (ย่อหน้า ๔)
ไม่จำเป็นต้องมีการตัดสินว่าลักษณะทางทะเลนั้น ๆ Treaty of Amity and Cooperation in
อยู่ภายใต้อธิปไตยของรัฐใดจึงไม่มีความจำเป็นที่ศาล Southeast Asia 1976 ซึ่งเป็นความตกลงที่มีผลบังคับ
จะต้องพิจารณาประเด็นอธิปไตยหรือกรรมสิทธิ์ของ ทางกฎหมาย และมีข้อที่ระบุถึงวิธีระงับข้อพิพาทอื่น ๆ
ลักษณะก่อน และมีบรรทัดฐานคำพิพากษาที่แสดงว่า (ข้อ ๓๓.๑ กฎบัตรสหประชาชาติ)

ศาลมีอำนาจศาลในการพิจารณาข้อพิพาทที่มีหลายมิติ (๕) นอกจากนี้ฟิลิปปินส์แถลงด้วยว่า เอกสาร
แม้ว่าบางมิติของข้อพิพาทศาลจะไม่มีอำนาจก็ตาม DoC ไม่ได้ปิดปาก (Estoppel) ฟิลิปปินส์ที่จะนำคดีมา
อาทิคดี Case Concerning United States สู่ศาลและอ้างถึงแนวบรรทัดฐานเรื่องการปิดปากจาก
Diplomatic and Consular Staff in Tehran คำตัดสินในคดีอนุญาโตตุลาการตามภาคผนวก ๗
ซึ่งศาลโลก (ICJ) ตัดสินเมื่อ ๒๔ พฤษภาคม ค.ศ.๑๙๘๐ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล
ย่อหน้า ๔๔ – ๔๕ และคดี Application of the ค.ศ.๑๙๘๒ ระหว่าง สหราชอาณาจักรกับสาธารณรัฐ
Interim Accord of 13 September 1995 ระหว่าง มอริเชียส เกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครองทางทะเล Chagos

Former Yugoslav Republic of Macedonia เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ค.ศ.๒๐๑๕ คดีปราสาทพระวิหาร
และกรีซ ซึ่งศาลโลก ตัดสินเมื่อ ๕ ธันวาคม ค.ศ.๒๐๑๑ และคดี Land and Maritime Boundary between
(๓) ฟิลิปปินส์แถลงเหตุผลสนับสนุน และเงื่อนไข Cameroon and Nigeria, Preliminary Objection
แห่งการที่รัฐภาคีคู่พิพาทจะต้องระงับข้อพิพาทตามวิธี เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ค.ศ.๑๙๙๘ (ย่อหน้า ๗๑) และ
ของตอนที่ ๑ แล้ว (ข้อ ๒๘๖ อนุสัญญาสหประชาชาติ ไม่มีความขัดแย้งระหว่างพันธกรณีในการเจรจากับ
ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒) ว่าเกิดขึ้นแล้ว การนำคดีสู่วิธีการดำเนินการระงับข้อพิพาทภาคบังคับ
และนำไปสู่กระบวนการจัดตั้งศาลอนุญาโตตุลาการ และสนธิสัญญามิตรภาพฯ ในข้อ ๑๕ ที่กำหนดให้คณะ
ตามความในภาคผนวก ๗ ของ อนุสัญญาสหประชาชาติ อัครมนตรีสามารถเป็นผู้ให้บริการประสานไมตรีในกรณี
ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ ซึ่งเป็นวิธีดำเนินการ มีข้อพิพาทก็ไม่มีลักษณะเป็นภาคบังคับ และข้อ ๑๗

ภาคบังคับซึ่งมีการวินิจฉัยที่มีผลบังคับ ก็ไม่กีดกันการใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยสันติตามนัย
(๔) เอกสาร DoC และสนธิสัญญามิตรภาพและ ข้อ ๓๓.๑ กฎบัตรสหประชาชาติ


46 นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙


Click to View FlipBook Version