กรมการพฒั นาชุมชน
ตานานพฒั นาชุมชน
50 ปี ของกรมการพฒั นาชุมชน
DR.KANITTA KANJANARANGSRINON
3/6/2013
ก่อนจะเป็ นกรมการพัฒนาชุมชน
: จากบูรณะชนบท ผ่านพฒั นาการท้องถ่นิ สู่ การพฒั นาชุมชน
พล.ต.อ.หลวงชาตติ ระการโกศล ปลดั กระทรวงมหาดไทย ได้เขียนไว้ในหนงั สอื พิมพ์บางกอกโพสท์
ประจาปี 2504 วา่ แนวความคิดเก่ียวกบั การพฒั นาชุมชนของโลกนนั้ เกิดขนึ ้ ในชว่ งคร่ึงหลงั ของปี พ.ศ.
2483 โดยประเทศในเครือจกั รภพองั กฤษท่ีเริ่มเปลยี่ นแนวคดิ เกี่ยวกบั การพฒั นามาเหน็ ความ สาคญั
ของประชาชนในการเป็นแกนกลางของพลงั ขบั ทางสงั คม แนวความคิดนถี ้ ูกเผยแพร่ออกไปยงั นานา
ประเทศ จนเกิดปรัชญาเก่ียวกบั การทางานร่วม กนั อยา่ งใกล้ชิดและสนบั สนนุ กนั ระหวา่ งรัฐบาลกบั
ประชาชนในการปรับปรุงความเป็นอยขู่ องชุมชนทีร่ ู้จกั กนั ในชื่อวา่ ขบวนการพฒั นาชมุ ชน
(Community Development Movement) การนาแนวคิดการพฒั นาชุมชนมาดาเนินการในประเทศ
ไทยก็ได้อิทธิพลมาจากกระแสการพฒั นาท่เี ปลย่ี นแปลงไปดงั กลา่ วข้างต้นเช่นกนั
โดยเมื่อวนั ที่ 1 มิถนุ ายน 2485 ได้มีประกาศของกระทรวงมหาดไทย กาหนดให้มีการดาเนินงาน
แผนการบูรณะชนบทขนึ ้ มีวตั ถปุ ระสงค์ 2 ประการคอื
1. สร้างสรรค์ชีวิตจิตใจของประชาชนในชนบทให้เหมาะสมท่จี ะเป็นพลเมืองดี
2. สง่ เสริมให้ประชาชนมีการครองชีพดขี นึ ้ ให้กรรมการหมบู่ ้านมีหน้าทช่ี ว่ ยเป็นหนว่ ยสง่ เสริม
อาชีพรวมทงั้ แก้ปัญหาด้านตา่ ง ๆ ให้กบั ประชาชน
ในการนี ้ ได้มีการเลอื กตงั้ ผ้ชู ว่ ยผ้ใู หญ่บ้าน เรียกวา่ ผ้ชู ่วยฝ่ายการทางาน ชาย 1 หญิง 1 และผ้ชู ่วยฝ่าย
การอบรม เป็นชาย 1 และหญิง 1 ผ้ใู หญ่บ้านและผ้ชู ว่ ย รวมเรียกวา่ กรรมการหมบู่ ้าน ให้เป็น
ผ้รู ับผดิ ชอบดาเนนิ งานตามแผนดงั กลา่ ว อีกทงั้ ยงั คดั เลอื กบุคคลภายนอกเข้าร่วมงานด้วย เรียกวา่
"ปลดั อาเภอประจาตาบล" หรือ"ปลดั ตาบล"ซง่ึ มีคณุ สมบตั ิเชน่ เดียวกบั ข้าราชการพลเรือนจตั วา และ
ต้องเป็นผ้ทู ่รี ักทจี่ ะทางานในหมบู่ ้านและเป็นผ้ทู ีเ่ ข้ากบั ประชาชนได้ดี
แผนการบูรณะชนบท 2485 ได้ดาเนนิ การเพียง 2 ปี ก็ต้องยบุ เลกิ ไปในปี พ.ศ.2486 เนอ่ื งจากสาเหตุ
หลายประการ ดงั นี ้(สวุ ทิ ย์ ยงิ่ วรพนั ธ์ุ,2509,หน้า 25)
1. มีการเปลย่ี นแปลงรัฐบาลใหม่ และรัฐบาลใหมไ่ ม่ให้การสง่ เสริมในแผนการบูรณะชนบท
ตอ่ ไป เพราะขณะนนั้ กาลงั อยใู่ นภาวะสงคราม
2. เจ้าหน้าที่ผ้ดู าเนนิ งานและราษฎรยงั ไมเ่ ข้าใจถึงวตั ถปุ ระสงค์ของหลกั การและวิธีปฏบิ ตั ิให้
ได้ดพี อ โดยเฉพาะตวั ปลดั ตาบลเองก็ได้รับการอบรมเพยี ง 1 เดือนเทา่ นนั้
3. ความเร่งรัดในโครงการทาให้บงั เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน
4. รัฐบาลไม่ให้เงนิ อดุ หนนุ ในการดาเนินงาน ประชาชนต้องเป็นผ้เู สยี สละเองทงั้ สนิ ้
1
5. มีลกั ษณะเป็นการบงั คบั ตอ่ ประชาชน
หลงั สงครามโลกครัง้ ที่ 2 รัฐบาลของจอมพล ป.พบิ ูลสงคราม ได้รือ้ ฟืน้ โครงการบรู ณะชนบทขนึ ้ มาอีก
ครัง้ โดยประกาศใช้แผนการบูรณะชนบท พ.ศ.2494 เม่ือวนั ที่ 25 กรกฎาคม 2494 มีการปรับปรุง
บุคคลผ้บู ริหารงานและวิธีการบริหารงานใหม่ ให้ทางานในรูปของคณะกรรมการ โดยมีคณะกรรมการ
บรู ณะชนบทขนึ ้ ประกอบด้วย ปลดั อาเภอ 1 คน เป็นผ้ดู าเนินการ มีกานนั เป็นรองผ้ดู าเนินการ มี
ผ้ใู หญ่บ้านเป็นผ้ชู ่วยดาเนินการ และราษฎรท่ไี ด้รับเลอื กตงั้ เป็นกรรมการ อีก 3 คน คณะกรรมการชุด
นแี ้ ตง่ ตงั้ โดยผ้วู า่ ราชการจงั หวดั มีหน้าที่ทวั่ ๆ ไป ดงั นี ้
1. รักษาความเป็นระเบยี บเรียบร้อยของประชาชน
2. บารุงและสง่ เสริมอาชีพ การผลติ การอุตสาหกรรมในครอบครัว และการจาหนา่ ย
3. จดั ให้มีและบารุงรักษาทรัพย์สมบตั ิสว่ นกลาง เช่น วดั โรงเรียน สขุ ศาลา หอประชุม ตลาด
สาธารณะ เครื่องสบู นา้ สนามกีฬา และสถานทีพ่ กั ผอ่ นหยอ่ นใจ
4. จดั ให้ราษฎรได้มีบ้านเรือนทอ่ี ยอู่ าศยั มีทีด่ นิ สาหรับประกอบอาชีพเป็นของตนเอง
5. กิจการอ่ืนทร่ี าชการมอบหมายให้ทา
นอกจากนยี ้ งั ได้กาหนดหน้าทีเ่ ฉพาะไว้อีก 3 ด้าน คอื หน้าทดี่ ้านการโยธา หน้าท่ดี ้านการสาธารณสขุ
และหน้าท่ีด้านการศกึ ษา สงั คม และกีฬา วธิ ีการดาเนนิ การ คือให้คณะกรรมการปรึกษาหารือกนั แล้ว
วางโครงการบรู ณะชนบทในเขตบรู ณะชนบทขนึ ้ หลงั จากนนั้ ให้นาโครงการไปชีแ้ จงขอความเหน็ ชอบ
จากราษฎร แล้วจงึ เสนอจงั หวดั พิจารณาอนมุ ตั ิ หากเป็นโครงการท่ตี ้องใช้เงนิ งบประมาณ ก็ให้ทา
โครงการของบประมาณเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการระดบั อาเภอก่อน เม่ือคณะกรรมการ
จงั หวดั พิจารณาอนมุ ตั ิแล้วจึงดาเนนิ การได้ กรณีทจ่ี งั หวดั ไม่เหน็ ชอบก็ให้เสนอกระทรวงมหาดไทย
พิจารณาตอ่ ไป
ผลการดาเนินงานตามแผนการนี ้ สวุ ทิ ย์ ย่ิงวรพนั ธ์ุ (2509,หน้า 29) สรุปไว้วา่ แผนการนไี ้ มส่ ามารถจะ
นาไปใช้ได้เลย ทงั้ นเี ้น่อื งจากงบประมาณทก่ี ระทรวงมหาดไทยได้เสนอขอเพอ่ื จดั ตงั้ เขตบรู ณะชนบท
จานวน 150 เขต นนั้ เป็นเงนิ ถงึ 99.9 ล้าน ซง่ึ คณะกรรมการพจิ ารณางบประมาณไม่สามารถจดั ให้ได้
ตอ่ มากระทรวงมหาดไทยได้จากดั ขอบเขตงานเสยี ใหม่ โดยกาหนดเวลาของการดาเนนิ งานเป็น 5 ปี
(2496-2500) ลดจานวนเขตบูรณะชนบทลงเหลอื เพยี ง 83 เขต งบประมาณลดลงเหลอื ปีละ 66.5 ล้าน
บาท แตก่ ็ไม่ได้รับการจดั สรรงบประมาณอีกเช่นกนั กระทรวงมหาดไทยได้พยายามหางบประมาณมา
ดาเนินการ โดยขอใช้เงนิ ภาษีบารุงท้องท่ี 75% ของเงินทเ่ี ก็บได้ทวั่ ราชอาณาจกั รในการดาเนินงานตาม
แผนการนี ้ แตผ่ ้แู ทนราษฎรไมเ่ หน็ ด้วย ขณะเดียวกนั คณะรัฐมนตรีก็มีมตเิ รื่องการจดั สรรเงนิ ภาษี
2
บารุงท้องทีว่ า่ เงินภาษีทเี่ ก็บได้ในจงั หวดั ใดให้ใช้จา่ ยสาหรับการทานบุ ารุงได้ภายในจงั หวดั นนั้ ดงั นนั้
ในปี 2486 กระทรวงมหาดไทยก็ได้สง่ั ระงบั แผนการบรู ณะชนบทเสยี เพราะเหตขุ ดั ข้องเรื่องงบประมาณ
สวุ ิทย์ ยงิ่ วรพนั ธ์ุ (2509,หน้า 29) ตงั้ ข้อสงั เกตสาหรับวิวฒั นาการของการพฒั นาชุมชนตามแผนการ
บูรณะชนบทไว้วา่
1. มีการกาหนดเขตบูรณะชนบทขนึ ้ โดยมีกฎเกณฑ์
2. เร่ิมมีการศกึ ษา ฟังความคิดเห็นของราษฎร ตงั้ แตเ่ ริ่มกาหนดเขตบรู ณะชนบทขนึ ้ นี่เป็น
ก้าวสาคญั ในการให้ราษฎรมีสว่ นร่วมมากขนึ ้
3. คณะกรรมการบูรณะชนบทมีเจ้าหน้าทฝ่ี ่ายรัฐบาลเข้าไปร่วมด้วย เรียกวา่ ”ผ้ดู าเนนิ การ”
โดยแตง่ ตงั้ จากปลดั อาเภอในอาเภอนนั้
4. มีการกาหนดอานาจหน้าที่ความรับผดิ ชอบในการพฒั นาสาขาตา่ ง ๆ แตม่ กั จะอิงอานาจ
และขอบเขตของกฏหมาย หรือคาสงั่ ของทางราชการสง่ั ให้กระทา แตย่ งั มิได้ก้าวไปถึงการ
ดาเนนิ งานโดยหาความต้องการอนั แท้จริง ของประชาชน เย่ยี งการพฒั นาชุมชน ทกุ
อยา่ งกาหนดไว้เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร และเรียงตามลาดบั ไว้เรียบร้อย โดยมิได้คานงึ ถึง
ลาดบั ความสาคญั ก่อนหลงั ของความต้องการ อยา่ งที่เราให้ความสาคญั แกว่ ธิ ีการ
ดาเนินงานพฒั นาชมุ ชนอยา่ งในปัจจบุ นั ความต้องการทรี่ ะบุนนั้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาล
เป็นผ้มู ีความรู้สกึ วา่ ราษฎรนา่ จะมีความต้องการอยา่ งนนั้
5. แตอ่ ยา่ งไรก็ตาม วธิ ีการทางานเริ่มฝึกอบรมให้มีการประชมุ ปรึกษาหารือ วางโครงการเป็น
กิจลกั ษณะ ประชมุ ชีแ้ จงขอความตกลงเห็นชอบจากราษฎร สงิ่ นนี ้ บั วา่ เป็นก้าวสาคญั ของ
วธิ ีการดาเนนิ งานพฒั นาชมุ ชนในระยะตอ่ มา แตก่ ็คงจะคาดหมายได้โดยเทียบกบั
สถานการณ์ในการดาเนินงานในปัจจุบนั แล้ว เข้าใจวา่ ในขณะนนั้ การปฏิบตั ยิ งั คงไมไ่ ด้ผล
สมบรู ณ์นกั อาจจะเนอื่ งจากทศั นคตเิ ก่า ๆ ที่ยงั ไม่อาจเปลยี่ นได้ทนั ทว่ งทขี องข้าราชการ
และราษฎร การปฏิบตั ิจงึ มกั เป็นไปในเชิงทฤษฎมี ากกวา่
6. แผนการบรู ณะชนบท เตรียมวางขนั้ ตอนให้ไปสจู่ ดุ หมายปลายทางทจ่ี ะต้องให้ประชาชน
สามารถสร้างสถาบนั การปกครองตนเองได้
แผนการบูรณะชนบทปิดฉากไปในปี 2486 แตแ่ นวคิดของแผนการบรู ณะชนบทยงั คงอยใู่ นความสนใจ
ของผ้บู ริหารกระทรวงมหาดไทย
ในปี 2497 กระทรวงศกึ ษาธิการได้ดาเนินงานพฒั นาการท้องถ่ินในรูปของโครงการมลู สารศกึ ษา และ
ด้วยความร่วมมือขององค์การศกึ ษาวทิ ยาศาสตร์และวฒั นธรรมแหง่ สหประชาชาติ (UNESCO) ได้มี
การจดั ตงั้ ศนู ย์ฝึ กอบรมการศกึ ษาผ้ใู หญ่ขึน้ ท่จี งั หวัดอบุ ลราชธานี เรียกยอ่ วา่ ศ.อ.ศ.อ. ศนู ย์นเี ้ป็น
3
1 ใน 6 แหง่ ของโลกท่ผี ลติ “สารนิเทศก์” ซง่ึ ได้รับการฝึกอบรมให้ทางานร่วมกนั เป็นทมี ๆ ละ 6 คน แต่
ละคนจะมีความชานาญเฉพาะด้านแตกตา่ งกนั ไป ระยะเวลาของการฝึกอบรม 2 ปี สารนเิ ทศก์ รุ่น
แรกสาเร็จการอบรมในปี 2499 หลงั จากนนั้ ก็ถกู สง่ ไปปฏิบตั งิ านในหนว่ ยมลู สารศกึ ษาในจงั หวดั ตา่ ง ๆ
ในปี 2499 กรมประชาสงเคราะห์ได้สง่ เจ้าหน้าท่ไี ปดงู านการพฒั นาท้องถิ่นในประเทศพมา่ และอินเดยี
และกลบั มาร่างโครงการพฒั นาการท้องถิ่นขนึ ้ เสนอกระทรวงมหาดไทย กระทรวงฯ เสนอคณะรัฐมนตรี
ซงึ่ คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบโครงการพฒั นาท้องถ่ินเป็นโครงการของชาติ เม่ือวนั ท่ี 6 มิถนุ ายน
2499 และได้แตง่ ตงั้ คณะกรรมการกลางพฒั นาการท้องถ่ินขนึ ้ บริหารโครงการ มีนายกรัฐมนตรีเป็น
ประธาน ปลดั กระทรวงและอธิบดที ีเ่ ก่ียวข้องเป็นกรรมการรวม 26 ทา่ น โดยมีกรมประชาสงเคราะห์
เป็นหนว่ ยงานรับผิดชอบ ตงั้ สานกั งานพฒั นาการท้องถิ่นเป็นสานกั งานอิสระขนึ ้ ตรงกบั
กระทรวงมหาดไทย ท่ที าการชว่ั คราวอยทู่ ่ี
สโมสรศาลากลางจงั หวดั ธนบุรี มีเจ้าหน้าที่
บริหารงานไม่ถึง 20 คน
จุดมงุ่ หมายของโครงการนกี ้ ็คือ ต้องการให้เกิด
ความเจริญก้าวหน้าแกป่ ระเทศ ชาติทงั้ ในทาง
เศรษฐกิจและสงั คม ซง่ึ นอกจากการทานบุ ารุง
สง่ เสริมโดยรัฐแล้ว ยงั มงุ่ ให้ประชาชนได้มีสว่ น
ร่วมกนั ใช้ความคดิ เหน็ ตลอดจนการร่วมกนั
ในทางการเงินและกาลงั งานเพอ่ื แก้ปัญหาของท้องถ่ินตามคตกิ ารปกครองระบอบเสรีประชาธิปไตย โดย
ให้มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าท่ีฝ่ายปกครอง นกั พฒั นาการท้องถ่ิน สารนิเทศก์ หวั หน้าราษฎร และเจ้าหน้าทอ่ี ่ืน
ท่เี ก่ียวข้อง ให้เป็นเจ้าหน้าที่ปฏบิ ตั ิงานตามโครงการนี ้ ใช้ศนู ย์ฝึกอบรม 3 แหง่ คอื ศนู ย์อบรมพฒั นาการ
ท้องถ่ินบางเขน ศนู ย์อบรมพฒั นาการท้องถิ่นสระบรุ ี และศนู ย์อบรมการศกึ ษาผ้ใู หญ่ จงั หวดั
อุบลราชธานี (ศ.อ.ศ.อ.) ซง่ึ วางแผนจะเร่ิมดาเนินการฝึกอบรม ในปี 2501
ระหวา่ ง ปี 2500 ขณะรอการแตง่ ตงั้ คณะกรรมการกลาง
พฒั นาการท้องถิ่น กรมมหาดไทย ซงึ่ เป็นตวั จกั ร
สาคญั ในการบริหารกิจการภายใน ของกระทรวง
มหาดไทย ได้ริเริ่มโครงการ พฒั นาการท้องถ่ิน
ขนึ ้ อีก กรมมหาดไทยได้ออกหนงั สอื คมู่ ือการพฒั นาการ
ท้องถิ่นฉบบั ชวั่ คราวและได้ทดสอบ กบั คนใน 21 จงั หวดั
พบวา่ มีความเป็นไปได้ทีจ่ ะนาวธิ ีการพฒั นาการท้องถ่ินมาใช้ในชุมชนชนบทของไทย จงึ ดาริจะนา
4
การพฒั นาการท้องถ่ินมาดาเนินการในพนื ้ ที่ 21 จงั หวดั ขณะเดยี วกนั กรมมหาดไทยได้จดั ทา
โครงการพฒั นาการท้องถ่ินทดลองขนึ ้ ใน 6 จงั หวดั โดยคดั เลอื กปลดั อาเภอเข้ารับการฝึกอบรมเพือ่
เป็น"ปลดั อาเภอพฒั นากร" ปฏิบตั ิงานการพฒั นาท้องถิ่นในเขตทดลองนนั้
ได้มีการฝึกอบรมพฒั นากรรุ่นแรกจานวน 42 คนเป็นเวลา 2 เดือน แล้วสง่ ออกไปปฏบิ ตั ิงานพฒั นาใน
เขตพฒั นา 21 จงั หวดั ทไ่ี ด้กาหนดไว้ข้างต้น ปี 2502 สง่ ออกไปอีก 47 คน ในเขตพฒั นา 29 จงั หวดั
ดงั นนั้ ในระยะ 2499-2502 จงึ มีเจ้าหน้าทขี่ องกระทรวง ศกึ ษาธิการและกระทรวงมหาดไทย ดาเนนิ งาน
พฒั นาการท้องถ่ิน ตา่ งคนตา่ งทาไปพร้อม ๆ กนั มีจดุ หมายปลายทางอยา่ งเดยี วกนั แตม่ ีเขต
ดาเนินงานและวิธีดาเนินงานแตกตา่ งกนั โดยสารนิเทศก์ทางานเป็นทมี ๆ ละ 6 คน สว่ นปลดั อาเภอ
พฒั นากรทางานคนเดียว
พล.ต.อ.หลวงชาตติ ระการโกศลได้อธิบายให้ทราบถึงเหตผุ ลความจาเป็นทกี่ ระทรวงมหาดไทยเหน็ วา่
ประเทศไทยต้องดาเนนิ งานด้านการพฒั นาชุมชนไว้ในหนงั สอื พมิ พ์บางกอกโพสท์ประจาปี 2504 วา่
การพฒั นาท่ผี า่ นมาก่อน พ.ศ.2499 เป็นการริเริ่มจากฝ่ายราชการทงั้ สนิ ้ เป็นการให้บริการแบบให้เปลา่
โดยชาวบ้านไม่มีสว่ นในการวางแผนและลงมือทาให้สาเร็จด้วยเลย ชาวบ้านจานวนมากไม่เข้าใจวา่
รัฐบาลทาอะไรให้ โครงการตา่ ง ๆ ท่ดี าเนินการให้กบั ประชาชนจึงไมไ่ ด้รับความสนใจจากประชาชน
เพราะคนวางโครงการคดิ เอาเองวา่ เป็นสง่ิ ดีงามสาหรับประชาชน โดยทปี่ ระชาชนไมไ่ ด้เหน็ ดีเหน็ งาม
ไปด้วย ผลทเี่ กิดขนึ ้ ก็คอื ชาวบ้านไมส่ นใจใยดีในงานที่จดั ทาขนึ ้ เพื่อความเจริญของตวั ของเขาเอง
เพราะสงิ่ ที่รัฐบาลทาให้ไมใ่ ชส่ ง่ิ ทชี่ าวบ้านต้องการ นอกจากนี ้ การดาเนินงานเพอ่ื พฒั นาชนบทมีหลาย
หนว่ ยงานเก่ียวข้อง แตห่ นว่ ยงานเหลา่ นนั้ ก็ไมเ่ คยมีการประสานงานหรือวางแผนร่วมกนั ทาให้เกิด
ความขดั แย้งและซา้ ซ้อน อีกทงั้ เป็นการสนิ ้ เปลอื งงบประมาณ และเสยี เวลา จงึ เหน็ วา่ มีความจาเป็น
ทจี่ ะต้องมีการดาเนนิ งานประสานความร่วมมือกนั มีการวางโครงการร่วมกนั ระหวา่ งหนว่ ยงานที่
เก่ียวข้อง และให้ประชาชนเข้ามามีสว่ นร่วมในการตดั สนิ ใจและพฒั นาท้องถ่ินของตนเอง โดยการ
ดาเนนิ งานตามแนวคิดพฒั นาชุมชน หรือการพฒั นาการท้องถิ่น
5
พ.ศ. 2502 ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจดั การสมั มนาระหวา่ งประเทศ วา่ ด้วยการวางแผนและ
บริหารงานพฒั นาการท้องถ่ิน ด้วยความอนเุ คราะห์จากสหประชาชาติ คณะผ้แู ทนไทยประกอบด้วย
นายปกรณ์ องั ศสุ งิ ห์ อธิบดกี รมประชาสงเคราะห์ หวั หน้าคณะ นายชานาญ ยวุ บรู ณ์ รองหัวหน้าคณะ
ดร.มาลยั หวุ ะนนั ทน์ รองหวั หน้าคณะ นายแพทย์สมบญุ ผอ่ งอกั ษร, ม.ร.ว.เสริมศรี เกษมศรี
นายประถม ชาญสรรค์ นายแสวง กลุ ทองคา และนายประวตั ิ สขุ มุ ได้เสนอความเห็นตอ่ คณะรัฐมนตรี
4 ประการ คอื
1. ให้กรมมหาดไทยรับนโยบายการพฒั นาท้องถิ่นไปปฏิบตั ิ
2. โอนสานกั งานคณะกรรมการกลางพฒั นาการท้องถิ่น จากกระทรวง มหาดไทยไปขนึ ้ ตรงตอ่
สานกั นายกรัฐมนตรี เพอ่ื ทาหน้าท่ีวางนโยบาย
3. ให้กระทรวงศกึ ษาดาเนินการฝึกอบรมเจ้าหน้าท่ี
4. ให้องค์กรอิสระเป็นผ้วู จิ ยั และประเมินผล
จากข้อเสนอดงั กลา่ ว คณะรัฐมนตรีได้มีมตเิ มื่อวนั ท่ี 15 กรกฎาคม 2502 มอบกระทรวงมหาดไทยเป็น
เจ้าของเร่ือง และมีมตเิ มื่อวนั ที่ 5 สงิ หาคม 2502 ให้กรมมหาดไทยรับโอนสารนิเทศก์จานวน 260 คน
และงานมลู สารศกึ ษาจากกระทรวงศกึ ษามาสงั กดั กรมมหาดไทย โดยวนั ที่ 21 สงิ หาคม 2502 กรม
มหาดไทยก็ได้เป็นเจ้าของเร่ืองโครงการพฒั นาการท้องถิ่นแหง่ ชาติแทนกรมประชาสงเคราะห์ และ
วนั ที่ 8 ธนั วาคม 2502 ผ้แู ทนกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย นายถวิล สนุ ทรศารทลู และนายสาย
หตุ ะเจริญ กบั ผ้แู ทนกระทรวงศกึ ษาธิการ ประกอบด้วย นายนาค เทพหสั ดนิ ณ อยธุ ยา นายอภยั
จนั ทวมิ ล และนายผอ่ น วิทยาภรณ์ ได้จดั ทาบนั ทกึ ข้อตกลงระหวา่ งกระทรวงศกึ ษาธิการและ
กระทรวงมหาดไทย เรื่องการโอนสารนิเทศก์ ณ ห้องประชมุ กรมสามญั ศกึ ษา กระทรวงศกึ ษาธิการ
เนอื ้ หาสรุปดงั นี ้ (สว่ นพฒั นาการท้องถ่ิน,2504: หน้า 372-374)
1. อตั ราสารนเิ ทศก์สงั กดั สานกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการทงั้ หมดในวนั รับโอน มี 246 อตั รา
กระทรวงศกึ ษาจะโอนให้กรมมหาดไทย 222 อตั รา ซงึ่ หากวา่ งลงให้สงวนไว้เพ่ือบรรจุ
ผ้สู าเร็จการศกึ ษาจาก ศ.อ.ศ.อ.ก่อน
2. ให้โอนพสั ดุ เงนิ คา่ ใช้สอย และอาคารทีไ่ มไ่ ด้อยใู่ นบริเวณโรงเรียน ของหนว่ ยมลู สารศกึ ษา
ทม่ี ีอยใู่ นขณะนนั้ 40 หนว่ ย ให้กบั มหาดไทย
3. พนั ธกรณีใดทีก่ ระทรวงศกึ ษาธิการมีตอ่ องค์การศกึ ษาฯ สหประชาชาติ กระทรวงมหาดไทย
รับจะปฏบิ ตั ติ ามพนั ธกรณีนนั้ ด้วย และถ้าประสงค์จะแก้ไขเพ่มิ เติม กระทรวงศกึ ษาธิการ
รับจะเป็นผ้ตู ิดตอ่ กบั องค์การศกึ ษาฯ สหประชาชาติตอ่ ไป
4. สาหรับสารนเิ ทศก์ รุ่นท่ี 4 ทส่ี าเร็จการศกึ ษาจาก ศ.อ.ศ.อ. ในปี 2502 ซงึ่ จะตงั้ เป็นหนว่ ย
ปฏิบตั งิ านใหม่ 10 หนว่ ย ตลอดจนผ้ทู ่สี าเร็จการศกึ ษาจาก ศ.อ.ศ.อ.ในปีตอ่ ๆ ไปนนั้ ตก
6
ลงให้ปฏบิ ตั งิ านเป็นทมี อยา่ งน้อยเป็นเวลา 1 ปี เพื่อให้สารนิเทศก์มีประสบการณ์ในการ
ดาเนนิ งานเก่ียวกบั การพฒั นาการท้องถิ่น และสอดคล้องกบั ความต้องการขององค์การ
ศกึ ษาฯ สหประชาชาตทิ ่จี ะประเมินผลเกี่ยวกบั การทางานเป็นทมี
5. สารนิเทศก์ทโี่ อนไปสงั กดั กรมหาดไทยนนั้ กระทรวงมหาดไทยจะมอบหมายให้มีหน้าที่
ปฏบิ ตั งิ านเกี่ยวกบั การพฒั นาการท้องถิ่น เช่น เป็นหนว่ ยอบรมมลู สารศกึ ษาแก่ประชาชน
ช่วยเหลอื ในการสารวจตรวจสอบสภาพท้องถ่ิน ดาเนนิ การอบรมผ้นู าในท้องถิ่นปฏบิ ตั ิ-
งาน ในหน้าทปี่ ลดั อาเภอพฒั นากรหรือพฒั นานิเทศก์
6. ให้ ศ.อ.ศ.อ. เป็นศนู ย์กลางสาหรับอบรมเจ้าหน้าทตี่ ามโครงการพฒั นาการท้องถ่ินแหง่ ชาติ
7. กระทรวงศกึ ษาธิการรับเป็นผ้ดู าเนินงาน ศ.อ.ศ.อ. เพ่อื อบรมนกั ศกึ ษาเป็นทมี ตอ่ ไปให้ครบ
71 จงั หวดั โดยตงั้ งบประมาณคา่ ใช้จ่ายทางกระทรวงศกึ ษาธิการ สว่ นการจดั ตงั้
งบประมาณเก่ียวกบั อตั ราเงินเดอื นสาหรับสารนิเทศก์ และคา่ ใช้จา่ ยในการดาเนินงานของ
หนว่ ยสารนิเทศก์ตงั้ แตป่ ี พ.ศ.2503 นนั้ ให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย
8. กระทรวงมหาดไทย จะจดั สง่ เจ้าหน้าทไี่ ปเป็นอาจารย์ท่ี ศ.อ.ศ.อ.เป็นการประจาหรือเป็น
ครัง้ คราวตามสมควร
9. ให้มีคณะกรรมการร่วมระหวา่ งสองกระทรวงชุดหนงึ่ เพือ่ เตรียมกาหนดหลกั เกณฑ์การ
คดั เลอื กบคุ คลสง่ เข้าเป็นนกั ศกึ ษา ศ.อ.ศ.อ.เสนอกระทรวงศกึ ษาเพื่อพิจารณาอนมุ ตั ิ
เมื่อรับหน้าท่ีดาเนินงานพฒั นาการท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยได้ปรับปรุงโครงการพฒั นาการท้องถิ่น
แหง่ ชาตขิ นึ ้ ใหม่ เสนอนายกรัฐมนตรีพจิ ารณาตามหนงั สอื กระทรวงมหาดไทยดว่ นมากที่ 15174/2502
ลงวนั ที่ 1 ตลุ าคม 2502 นายกรัฐมนตรีมีบญั ชาให้สง่ โครงการให้คณะกรรมการบริหารและ
ประสานงานพฒั นาการท้องถิ่นพจิ ารณาร่างโครงการด้วย ซงึ่ มีการแก้ไขบางประการ และเม่ือนาเสนอ
นายกรัฐมนตรีอีกครัง้ หนง่ึ นายกรัฐมนตรีมีบญั ชาให้เสนอคณะกรรมการสภาพฒั นาการเศรษฐกิจ
พจิ ารณาร่วมกบั ผ้แู ทนกรมมหาดไทย ซงึ่ ในที่สดุ ก็ได้มีการประกาศพระบรมราชโองการ เร่ือง
แผนพฒั นาการเศรษฐกิจแหง่ ชาติ ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา วนั ที่ 20 ตลุ าคม 2503 รับเอา
โครงการพฒั นาการท้องถ่ินแหง่ ชาติไว้ในแผนพฒั นาการเศรษฐกิจแหง่ ชาตดิ ้วย โดยระบวุ ธิ ีดาเนนิ งาน
ทีส่ าคญั ไว้ 4 ประการ คอื
1. ให้ประชาชนรู้จกั ชว่ ยตนเอง โดยจะใช้วิธีแนะนากระต้นุ เตอื นให้ประชาชนเป็นฝ่ายริเริ่ม
ก่อน เพื่อให้ประชาชนมีสว่ นร่วมในการดาเนนิ งานและการสร้างสาธารณสมบตั ิอนั เป็น
ประโยชน์แรงงานในการสร้างสงิ่ ท่ยี งั่ ยืนถาวร เพ่อื จะได้ร่วมกนั ใช้ให้บงั เกิดประโยชน์แก่
การประกอบอาชีพ
7
2. อบรมผ้นู าท้องถิ่นให้ถกู ทาง เพื่อให้เป็นหวั แรงสาคญั ในการปรับปรุงท้องที่ และนา
ประชาชนให้ทางานร่วมมือกบั พฒั นากรและเจ้าหน้าทว่ี ชิ าการอ่ืน ๆ
3. รัฐจะให้ความช่วยเหลอื สนบั สนนุ ในทางวชิ าการ จดั หาอุปกรณ์และวสั ดหุ รือเงินเทา่ ท่ี
จาเป็นมาสมทบแรงงานทีป่ ระชาชนพร้อมจะร่วมกนั สละ เพ่ือให้งานทส่ี ร้างขนึ ้ นนั้ บรรลุ
ความสาเร็จและเป็นประโยชน์แกท่ ้องถ่ินตามความต้องการของประชาชน
4. การดาเนินงานตามโครงการต้องอาศยั ความร่วมมือ และประสานงานระหวา่ งเจ้าหน้าท่ี
วชิ าการตา่ ง ๆ ในสว่ นภมู ิภาคกบั พฒั นากร ซง่ึ เป็นผ้ดู าเนินงานและเป็นหวั แรงสาคญั ใน
การร่วมงานกบั ผ้นู าท้องถิ่น
พ.ศ.2503 สานกั งานพฒั นาการท้องถ่ินได้รับ
การยกฐานะเป็น"สว่ นพฒั นาการท้องถ่ิน"ขนึ ้
กบั กรมมหาดไทยมีหน้าท่ีรับผดิ ชอบในการ
บริหารกิจการพฒั นาการท้องถิ่นระดบั ชาติ ทา
หน้าทเี่ ป็นองค์กรประสานงานและเป็นศนู ย์
วางแผนพฒั นาการท้องถ่ิน เป็นสานกั งาน
เลขาธิการคณะกรรมการพฒั นาการท้องถ่ิน
แหง่ ชาติ ในการนี ้ กรมมหาดไทยได้ทาการฝึกอบรมปลดั อาเภอทาหน้าท่ีพฒั นากรและ ศ.อ.ศ.อ. ก็ทา
การฝึกอบรมสารนเิ ทศก์ทาหน้าทพี่ ฒั นากรเพ่ิมเติมขนึ ้ อีก เพอ่ื ให้เพียงพอในการเข้าปฏบิ ตั งิ านตามเขต
พฒั นาทเี่ ปิดดาเนนิ การในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ 11 จงั หวดั และภาคใต้ 4 จงั หวดั (ไมร่ วม 6
จงั หวดั ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือทเ่ี ป็นเขตทดลองอยกู่ ่อนแล้ว)
ในปีเดยี วกนั ได้มีกฎ ก.พ.ฉบบั ที่ 240 ออกตามความในพระราชบญั ญตั ขิ ้าราชการพลเรือน พ.ศ.2497
เทยี บตาแหนง่ ปลดั อาเภอพฒั นากรและสารนเิ ทศก์ในกระทรวงมหาดไทยวา่ "พฒั นากร" (Community
Development Worker หรือ Community Development Organizer) และขยายเขตปฏบิ ตั งิ านอีก 18
จงั หวดั (11 จงั หวดั ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื และ 7 จงั หวดั ในภาคใต้)
พ.ศ.2504 รัฐบาลไทยด้วยการสนบั สนนุ จาก
องค์การสนธิสญั ญาเอเซียอาคเนย์ (SEATO)
ได้มีการจดั ตงั้ ศนู ย์ชว่ ยเหลอื ทางวชิ าการ
พฒั นาการท้องถ่ินประจาภาค ไทย-สปอ.
(ศ.ว.พ.) ขนึ ้ ที่ จงั หวดั อุบลราชธานี เป็นแหง่
แรก ภายหลงั เปลย่ี นชื่อเป็น ศนู ย์ชว่ ยเหลอื
8
ทางวชิ าการพฒั นาชมุ ชน ไทย-สปอ. (ตามชื่อกรมใหม่) โดยให้เป็นศนู ย์กระจายบริการชว่ ยเหลอื ทาง
วชิ าการ การวิจยั และประเมินผล ตลอดจนการดาเนินกิจกรรมในด้านการฝึกอบรมงานพฒั นาชุมชน
ภายในภาค รวมทงั้ การหาวิธีผสานการพฒั นาชุมชนในระดบั ภาคเข้ากบั การปฏบิ ตั ริ าชการทม่ี ีลกั ษณะ
เป็นบริการสาธารณะ และ งานโยธาธิการเพอ่ื ขจดั ปัญหาภายในภาคให้ได้ผลดีย่ิงขนึ ้
ในการประชุมระหว่างภูมิภาคเก่ียวกับการ
พัฒนาชุมชน ที่เมืองเซอูล ประเทศเกาหลี
ระหว่าง วันท่ี 6 – 12 พฤษภาคม 2504 จัด
โดยรัฐบาลเกาหลีร่วมกับรัฐบาลสหรัฐ (โดย
องค์กรบริหารวิสาหกิจ-ICA) พล.ต.อ.หลวง
ชาติตระการโกศล ปลัดกระทรวงมหาดไทย
พร้ อม ด้ วยนายบุ ญ ชนะ อัตถากร รอ ง
เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ นายเทียน อัชกลุ ผ้อู านวยการสว่ นพฒั นาการท้องถิ่น
กรมมหาดไทย และนายฉลอง กัลยาณมิตร หัวหน้ากองปฏิบัติการ ส่วนพัฒนาการท้องถ่ิน กรม
มหาดไทย เป็นผ้แู ทนไทยไปร่วมการประชุม ซึง่ พล.ต.อ.หลวงชาติตระการโกศล เขียนรายงานไว้ว่า
ความเห็นของทป่ี ระชุม เหน็ วา่ งานพฒั นาชุมชนควรมอบให้อยใู่ นความรับผดิ ชอบของหนว่ ยราชการซง่ึ
เป็นท่ีรวมของอานาจบริหาร (Primary repository of executive power) เพื่อประโยชน์ในด้านการ
ประสานงาน ซึ่งทา่ นได้ชีแ้ จงที่ประชุมว่า “ประเทศไทยมีการจดั การปกครองออกเป็นจงั หวดั อาเภอ
ตาบล และหมู่บ้าน โดยมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบดาเนินงานในทางปกครอง
ตลอดจนงานของกระทรวง ทบวง กรม ฝ่ายวิชาการตา่ ง ๆ ทวั่ ราชอาณาจักร และได้ทาหน้าท่ีในการ
ประสานงานมาแตไ่ หนแตไ่ รแล้ว จึงไม่นา่ จะมีปัญหาในแงน่ ี”้
แตเ่ นื่องจากภารกิจในหน้าทข่ี องกรมมหาดไทยมีสถิติและปริมาณงานเพ่ิมมากขนึ ้ ในขณะทง่ี านที่
เกี่ยวกบั การพฒั นาชุมชนเป็นงานท่จี ะเร่งรีบดาเนินการอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ และ บงั เกิดผลถงึ ประชาชน
โดยเร็วตามความม่งุ หมายของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทยจึงจาเป็นต้องแยกงานการพฒั นาชุมชนออก
จากกรมมหาดไทย ตงั้ เป็นกรมการพฒั นาชุมชน ให้มีหน้าที่รับผิดชอบและดาเนนิ งานพฒั นาการ
ท้องถิ่นร่วมกบั ประชาชนในหม่บู ้านตามชนบท ให้เรียกชื่อเสยี ใหม่จาก “พฒั นาการท้องถิ่น” เป็น”
พฒั นาการชุมชน” พร้อมกบั เสนอร่างพระราชบญั ญตั ปิ รับปรุงกระทรวงทบวงกรมเพ่อื จดั ตงั้ กรมการ
พฒั นาชมุ ชนไปยงั คณะรัฐมนตรีตามหนงั สอื ปกปิดที่ 2176/2505 ลงวนั ท่ี 1 กมุ ภาพนั ธ์ 2505 ซง่ึ
คณะรัฐมนตรีอนมุ ตั เิ ม่ือวนั ที่ 10 ตลุ าคม 2504 ให้จดั ตงั้ กรมการพฒั นาชมุ ชนขนึ ้ ในกระทรวงมหาดไทย
9
เพ่ือรับผิดชอบดาเนนิ งานโครงการพฒั นาการท้องถิ่นแหง่ ชาติ และใน ปี พ.ศ. 2505 ก็ได้มี
พระราชบญั ญตั ปิ รับปรุงกระทรวงทบวงกรม ฉบบั ท่ี 10 และพระราชบญั ญัติโอนกิจการบริหารของ
กระทรวงมหาดไทยซงึ่ มีการปรับปรุงใหม่ พ.ศ.2505 ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา ฉบบั พิเศษ เลม่ ที่
79 ตอนท่ี 89 เมื่อวนั ที่ 30 กนั ยายน 2505 ให้แยกงานพฒั นาการท้องถิ่นออกจากกรมมหาดไทย มา
ตงั้ เป็นกรมใหมช่ ่ือวา่ "กรมการพฒั นาชมุ ชน" สว่ นกรมมหาดไทยเปลย่ี นช่ือเป็น "กรมการปกครอง"
โดยรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทยได้แถลงตอ่ สภาฯ ถึงเหตผุ ลความจาเป็นของการตงั้ หนว่ ยงาน
ใหมว่ า่
“เนื่องจากภารกิจในหน้าท่ีของกรมมหาดไทยมีสถิตแิ ละปริมาณงานเพมิ่ มากขนึ ้ ในขณะทีง่ าน
ทเ่ี ก่ียวกบั การพฒั นาการท้องถิ่นเป็นงานทจ่ี ะเร่งรีบดาเนินการอยา่ งมีประสทิ ธิภาพและบงั
เกิดผลถงึ ประชาชนโดยเร็วตามความมงุ่ หมายของรัฐบาล จึงจาเป็นต้องแยกงานพฒั นาการ
ท้องถิ่นออกจากกรมมหาดไทย ตงั้ เป็นกรมการพฒั นาชุมชน ให้มีหน้าที่รับผดิ ชอบและ
ดาเนนิ งานพฒั นาการท้องถิ่นร่วมกบั ประชาชนในหม่บู ้านตามชนบท ให้เรียกชื่อเสยี ใหม่เป็น
พฒั นาการชุมชน ซงึ่ จะได้คดั เลอื กเป็นเขตพฒั นาการโดยลาดบั เป็นคราว ๆ ไป โดยบริหาร
และดาเนินงานพฒั นาชมุ ชนตามหลกั การและแนวนโยบายดาเนินงานท่กี าหนดไว้เป็น
แผนพฒั นาชุมชนแหง่ ชาติ ซง่ึ ถือวา่ เป็นสว่ นหนงึ่ ของแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ
นบั ตงั้ แตว่ นั ที่ 1 ตลุ าคม 2505 เป็นต้นมา สว่ นกรมมหาดไทยเมื่อแยกสว่ นพฒั นาการท้องถิ่น
ไปแล้ว ก็ได้เปลยี่ นชื่อเป็นกรมการปกครอง ให้รับผดิ ชอบงานพฒั นาการท้องถ่ินทอ่ี ยนู่ อกเขต
รับผดิ ชอบของกรมการพฒั นาชุมชน และท่ียงั ขยายเขตรับผิดชอบไปไมถ่ ึง”
10
จากข้างวัดอรุณ ถงึ คลองหลอด
เมื่อครัง้ เป็นสว่ นพฒั นาการท้องถ่ิน สานกั งานของสว่ นพฒั นาการท้องถิ่น เป็นสานกั งานเลก็ ๆ อยตู่ รง
ศาลาทา่ นา้ เชิงสะพานพทุ ธ ด้านข้างทศิ เหนอื ของวดั ประยรู วงศาวาส ซง่ึ เป็นสโมสรศาลากลางจงั หวดั
ธนบุรี ข้างวดั อรุณราชวราราม ปัจจบุ นั เป็นสานกั การศกึ ษา กทม. ตอ่ มาย้ายสานกั งานไปอาศยั อยทู่ ่ี
โรงเรียนข้าราชการฝ่ายปกครอง อาคารนา้ ตาลแดง บริเวณพระทนี่ ง่ั นงคราญสโมสร
หลงั จากแยกกรมมหาดไทยเป็น 2 สว่ น คอื กรมการพฒั นาชมุ ชนและกรมการปกครอง พร้อมกบั แบง่
หน้าทค่ี วามรับผิดชอบ ระหวา่ งกรมการปกครองและกรมการพฒั นาชมุ ชนแล้ว กระทรวงมหาดไทย
เห็นวา่ แม้วา่ จะมีการแบง่ หน้าทคี่ วามรับผิดชอบเป็นสดั สว่ นแล้วก็ตาม แตค่ วามสมั พนั ธ์ทางจิตใจ
ในทางการงาน ในตวั ข้าราชการ และในความรับผดิ ชอบร่วมกนั ยงั เป็นพลงั อนั สาคญั ท่ีกอ่ ให้เกิด
ประสทิ ธิภาพและความจาเป็นในการปฏบิ ตั งิ านอยเู่ ป็นอนั มาก เพอื่ ประโยชน์ในการบริหารราชการให้
บรรลจุ ุดประสงค์ตามนโยบายของรัฐบาลในการพฒั นาหม่บู ้านชนบท กระทรวงมหาดไทยจึงให้
กรมการพฒั นาชมุ ชนมาตงั้ สานกั งานอยใู่ นบริเวณเดียวกนั เสยี กบั กรมการปกครองและกระทรวง
นอกจากนี ้ กระทรวงมหาดไทยยงั ได้มีคาสงั่ กระทรวงมหาดไทยท่ี 1358/ 2505 ลงวนั ที่ 13 พฤศจิกายน
2505 ลงนามโดยรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทย กาหนดระเบียบปฏบิ ตั วิ า่ ด้วยความสมั พนั ธ์และ
การปฏิบตั งิ านร่วมกนั ของกรมการปกครองและกรมการพฒั นาชุมชนให้ถือปฏิบตั อิ ีกด้วย โดย
กระทรวงมหาดไทยกาหนดนโยบายและระเบยี บปฏบิ ตั งิ านระหวา่ งสองหนว่ ยงานไว้ ดงั นี ้
1. การพฒั นาชมุ ชน เป็นนโยบายสาคญั ของรัฐบาลทจ่ี ะปรับปรุงระดบั ความเป็นอยู่ และ
มาตรฐานการครองชีพของประชาชนในหม่บู ้านชนบทให้ดีย่งิ ขนึ ้ โดยอาศยั พฒั นากรซงึ่
ได้รับการฝึกอบรมให้เข้าใจถงึ วิธีการเข้ากบั ประชาชนตามหลกั มนษุ ยสมั พนั ธ์ ทางานกบั
ประชาชนในหม่บู ้าน ซงึ่ อนั ทจ่ี ริงแล้วการพฒั นาการชมุ ชนมีความมงุ่ หมายอยา่ งเดียวกบั
การบารุงท้องที่ การสง่ เสริมอาชีพและสวสั ดิภาพของประชาชนอนั เป็นหน้าทข่ี องกรมการ
ปกครอง คอื การสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่หม่บู ้านในชนบท จะแตกตา่ งกนั ก็แต่
เฉพาะวิธีดาเนินงาน ซง่ึ การพฒั นาการชุมชนหนกั ไปในทางทางสง่ เสริมให้ราษฎรเข้ามา
ร่วมมือดาเนนิ งานในแบบการชว่ ยตวั เอง อนั เป็นปัจจยั สาคญั ตามหลกั การพฒั นาการ
ชุมชนทวี่ า่ พฒั นากรจะต้องทางานกบั ประชาชน มิใชท่ าให้ประชาชน
การพฒั นาชุมชนทมี่ ีประสทิ ธิภาพ จาเป็นต้องเริ่มงานเป็นเขต ๆ ตามกาลงั คนทไ่ี ด้รับการ
ฝึกอบรมไว้แล้วโดยเฉพาะ และตามงบประมาณท่ีพงึ จะได้รับ ในระยะห้าปีนบั แต่
11
พ.ศ.2505-2508 รัฐบาลได้กาหนดให้ดาเนินการในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื และบาง
จงั หวดั ในภาคใต้ก่อน แล้วจึงจะคอ่ ย ๆ ขยายการดาเนนิ งานคลมุ ออกไปยงั ภาคอ่ืน ๆ
จนกวา่ จะทว่ั ราชอาณาจกั ร สว่ นเขตพฒั นาการทดลองซง่ึ ได้เปิดดาเนินการมาแล้วก่อน
ตงั้ กรมการพฒั นาชมุ ชนในจงั หวดั อื่น ๆ นอกจากบางจงั หวดั ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื
และภาคใต้ท่กี ลา่ วแล้ว ยงั คงให้เป็นหน้าท่ีและอยใู่ นความรับผิดชอบของผ้วู า่ ราชการ
จงั หวดั และนายอาเภอทีจ่ ะต้องดาเนนิ การให้ก้าวหน้าตอ่ ไป มิได้เลกิ ล้ม โดยให้ใช้กาลงั
ปลดั อาเภอทีม่ ีอยเู่ ป็นเจ้าหน้าทดี่ าเนินงาน และให้นาหลกั การและวธิ ีการของพฒั นาการ
ชมุ ชนเข้าไปใช้ดงั ท่ีได้ปฏิบตั ิเป็นผลดีมาแล้ว กรมการพฒั นาชุมชนอาจให้ความชว่ ยเหลอื
ทางวิชาการหรือการเงนิ เทา่ ทจี่ ะไม่ทาให้การดาเนินงานในเขตนโยบายนนั้ หยอ่ นประสทิ ธิภาพ
ลง
2. การพฒั นาชุมชนในเขตจงั หวดั อาเภอ ซง่ึ ได้ยกเป็นเขตพฒั นาการและอยใู่ นความรับผดิ ชอบ
ของกรมการพฒั นาชุมชน ในภาคทงั้ สองดงั กลา่ วในข้อ 1 นายอาเภอจะต้องรับผดิ ชอบใน
การบริหารงานตามพระราชบญั ญตั ิระเบียบบริหารราชการแผน่ ดิน พ.ศ.2495 โดยต้องถือ
วา่ งานพฒั นาการชมุ ชน ก็คือ งานบารุงท้องที่อนั เป็นหน้าท่โี ดยตรงของนายอาเภอตาม
พระราชบญั ญัติลกั ษณะปกครองท้องท่ี พ.ศ.2457 จะแตกตา่ งกนั ก็แตเ่ พียงวิธีดาเนนิ งาน
เทา่ นนั้ กลา่ วคอื กรมการพฒั นาชุมชนได้จดั ให้มีพฒั นากรเป็นเจ้าหน้าที่ในระดบั หม่บู ้าน
และมีเจ้าหน้าทพ่ี ฒั นาการอาเภอ ประจา ณ ที่อาเภอเพิม่ ขนึ ้ ซง่ึ เป็นผ้ไู ด้รับการฝึกอบรม
มาแล้วโดยเฉพาะสาหรับเป็นกาลงั และเครื่องมือของนายอาเภอท่ีจะดาเนนิ งานตามวธิ ี-
การแผนใหมไ่ ด้โดยสะดวก ขอแตใ่ ห้นายอาเภอรับผิดชอบควบคมุ บงั คบั บญั ชาพฒั นากร
ให้ปฏิบตั งิ านตามวิธีการทีพ่ ฒั นากรได้รับการฝึกอบรมก็จะทาให้งานก้าวหน้าไปด้วยดี
โดยเฉพาะนายอาเภอต้องเป็นผ้ปู ระสานงานระหวา่ งเจ้าหน้าทวี่ ิชาการของกระทรวงทบวง
กรมตา่ ง ๆ กบั พฒั นากรให้ปฏิบตั งิ านร่วมกนั ตามหลกั การ ระเบียบ และวิธีการ ซง่ึ ได้สงั่
การมาในเร่ืองนี ้ ประการสาคญั ทส่ี ดุ นายอาเภอในฐานะผ้ปู ระสานงาน และในฐานะ
ประธานกรรมการพฒั นาการชมุ ชน (ประธานกรรมการพฒั นาการท้องถ่ินเดมิ ) สว่ น
อาเภอจะต้องประชุมชีแ้ จงให้ข้าราชการทกุ กระทรวงทบวงกรมซงึ่ ประจาอยทู่ อี่ าเภอเข้าใจ
วา่ งานพฒั นาการชุมชนเป็นงานทท่ี กุ กระทรวงทบวงกรมและข้าราชการของทกุ กระทรวง
ทบวงกรม ต้องมีหน้าท่แี ละความรับผิดชอบร่วมกนั ตามนโยบายของรัฐบาล จะสามารถ
ปรึกษาหารือร่วมกนั ในการนาเอาโครงการพฒั นาการชุมชนของแตล่ ะกระทรวงทบวงกรม
ไปปฏบิ ตั ใิ นหม่บู ้านให้บริการของรัฐบาลได้เข้าถึงประชาชนอยา่ งแท้จริง การทีม่ ีพฒั นากร
มาประจาปฏบิ ตั งิ านก็เพอ่ื ให้เป็นสอ่ื กลางระหวา่ งเจ้าหน้าที่วิชาการกบั ประชาชน มิใช่เป็น
12
การแบง่ งานแบง่ ความรับผดิ ชอบ หรือเป็นการปฏิบตั งิ านซ้อนกบั เจ้าหน้าทอ่ี ่ืน ๆ ตรงกนั
ข้ามเจ้าหน้าที่ทกุ ฝ่ายจะต้องช่วยกนั พจิ ารณาแก้ไขอปุ สรรคและขจดั ปัญหาตา่ ง ๆ ท่ี
เกิดขนึ ้ ของประชาชนร่วมกนั เพราะปัญหาหนงึ่ อาจเกี่ยวโยงถงึ ปัญหาอื่น ๆ ด้วย และ
โครงการหนง่ึ อาจช่วยโครงการอื่นให้สาเร็จลงได้ โดยเจ้าหน้าทท่ี กุ ฝ่ายไม่เสยี การงานใน
หน้าที่ของตนแตอ่ ยา่ งใดเลย การร่วมกนั วางโครงการให้การทางานประสานกนั ตามหน้าที่
ลกั ษณะงาน โอกาสและจงั หวะท่ีถกู ต้อง ก็คือการทางานเป็นกลมุ่ เป็นชดุ อนั เป็นวิธีทางาน
ทีม่ ีประสทิ ธิภาพและพลงั เหนือกวา่ วธิ ีการในแบบเกา่ ๆ
3. จงั หวดั ทม่ี ีเขตพฒั นาการ ผ้วู า่ ราชการจงั หวดั จะต้องรับผดิ ชอบในการบริหารงานพฒั นา
การชมุ ชนตามระเบยี บบริหารราชการแผน่ ดินในสว่ นสงู ขนึ ้ มาเช่นเดียวกนั
กระทรวงมหาดไทยถือวา่ การจะบริหารงานพฒั นาการชุมชนให้บงั เกิดผลดีสมนโยบายของ
รัฐบาล ก็จะต้องอาศยั การประสานงานกนั อยา่ งใกล้ชิดในระหวา่ งสว่ นราชการตา่ ง ๆ ของ
จงั หวดั ดงั ที่ ฯพณฯนายกรัฐมนตรีได้เคยมีบญั ชาไว้ โดยผ้วู า่ ราชการจงั หวดั จะต้องเป็น
ผ้นู า เช่นจดั ให้มีการประชุมคณะกรรมการพฒั นาการชมุ ชน (คณะกรรมการพฒั นา-การ
ท้องถิ่นเดิม) เป็นประจาและสม่าเสมอ เพอื่ ให้สว่ นราชการตา่ ง ๆ ได้มีสว่ นในการ
ปฏบิ ตั งิ านและมีความเข้าใจความมงุ่ หมายของการดาเนนิ งานพฒั นาการชมุ ชนร่วมกนั
4. กระทรวงมหาดไทยมีนโยบายทจ่ี ะให้ข้าราชการของทงั้ สองกรมนไี ้ ด้มีโอกาสศกึ ษาประชมุ
สนั ทนาการ ถ่ายเทความรู้และร่วมกนั ปฏิบตั งิ านพฒั นาการชมุ ชนให้มากทส่ี ดุ เทา่ ท่ีพงึ จะ
ทาได้ ทงั้ นเี ้น่ืองจากกระทรวงมหาดไทยมีโครงการทจ่ี ะขยายเขตพฒั นาการออกไปยงั ภาค
อ่ืน ๆ โดยลาดบั ในกาลภายหน้า และเมื่อเปิดเขตพฒั นาการขนึ ้ ในอาเภอใด นายอาเภอ
ปลดั อาเภอก็จะสามารถเข้ารับดาเนินงานได้โดยสะดวกไม่ชกั ช้า ย่ิงกวา่ นนั้ ข้าราชการ
ของทงั้ สองกรมนี ้ กระทรวงมหาดไทยมีหลกั การให้สบั เปลย่ี น โอน หรือยืมตวั หมนุ เวียนกนั
ไปปฏบิ ตั งิ านได้ตามความจาเป็นและเหมาะสม เพ่อื ให้ข้าราชการของแตล่ ะกรมได้เข้าใจ
ซาบซงึ ้ ในกิจกรรมของกนั และกนั อนั จะเป็นประโยชน์แก่การบริหารราชการของ
กระทรวงมหาดไทย ในด้านการสร้างสรรค์
ความเจริญให้แกห่ ม่บู ้านท้องท่ีตาบลเป็นอนั
มาก และเป็นการสะดวกแก่การขยายเขต
พฒั นาการตอ่ ไปตามนโยบายด้วย
5. ในการสอบคดั เลอื กเพือ่ เลอ่ื นชนั้ ของ
ข้าราชการกรมการปกครอง กรมการพฒั นา
13
ชุมชน รวมทงั้ สานกั งานเลขานกุ ารรัฐมนตรี และสานกั งานปลดั กระทรวงมหาดไทยด้วย
จะได้วางหลกั สตู ร กาหนดวิธีการสอบร่วมกนั ตามกฎหมายและความเหมาะสม ในเรื่อง
การพิจารณาความดีความชอบประจาปีของข้าราชการกรมการปกครองและกรมการ
พฒั นาชมุ ชน ทป่ี ฏบิ ตั ิงานพฒั นาการชมุ ชนเป็นผลดีเดน่ ก็จะได้รับทราบ และร่วมกนั
พจิ ารณาตามสมควรแก่กรณีด้วย
6. เก่ียวกบั คา่ ยานพาหนะ คา่ นา้ มนั คา่ ทีพ่ กั แรม และคา่ เบีย้ เลยี ้ งเดนิ ทางของผ้วู า่ ราชการ
จงั หวดั และนายอาเภอ ซง่ึ ได้ออกไปปฏิบตั งิ านพฒั นาการชมุ ชนในหม่บู ้าน ตาบลในเขต
ปฏบิ ตั กิ ารของกรมทงั้ สองนใี ้ ห้เบกิ ได้ตามสายงาน โดยให้แตล่ ะกรมจดั สรรงบประมาณ
ประจาปีไว้ให้ และหากมีความจาเป็นบางกรณีไม่อาจเบกิ ตามกรมหนงึ่ ได้ จะขอเบิกจาก
อีกกรมหนงึ่ ก็ได้ สว่ นยานพาหนะ(รถยนต์) ซงึ่ จงั หวดั มีอยกู่ ่อนหรือได้รับใหม่ก็ให้ใช้ใน
กิจการของกรมทงั้ สองนรี ้ ่วมกนั ได้
7. เพือ่ ให้การปฏิบตั ิราชการของ กรมการปกครอง และ กรมการพฒั นาชมุ ชน สมั พนั ธ์สอดคล้องซง่ึ
กนั และกนั เพ่อื บรรลผุ ลตามนโยบาย กระทรวงมหาดไทยจะได้จดั ตงั้ คณะกรรมการ
ประสานงานขนึ ้ เพือ่ ทาหน้าทีป่ ระสานการปฏบิ ตั ริ าชการของทงั้ สองกรมนี ้ ในสว่ นที่
เก่ียวกบั การบริหารงานบคุ คล แผนงานและการวางโครงการดาเนนิ งาน ตลอดจนแก้ไข
ปัญหาอ่ืน ๆ ทเี่ ก่ียวข้องระหวา่ งสองกรม
นอกจากคาสง่ั ดงั กลา่ ว กระทรวงมหาดไทยยงั ได้ยา้ วา่ การพฒั นาการชมุ ชนเป็นนโยบายสาคญั ของ
กระทรวงมหาดไทย และรัฐบาลทจ่ี ะปรับปรุงยกระดบั หม่บู ้านในชนบทให้มีภาวะการณ์แวดล้อมและ
มาตรฐานการครองชีพขนึ ้ ไปอยใู่ นระดบั ทพ่ี งึ พอใจ และถือเป็นหน้าทีจ่ ะต้องอนวุ ตั รให้เป็นไปตาม
นโยบายนี ้ ฉะนนั้ ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยทว่ั ไปจึงมีหน้าทแี่ ละความรับผิดชอบต้องปฏบิ ตั ิ
ราชการให้นโยบายดงั กลา่ วสมั ฤทธิ์ผลด้วยดี โดยเฉพาะผ้วู า่ ราชการจงั หวดั และนายอาเภอ ซงึ่ เป็นตวั
จกั รสาคญั ของรัฐบาลในสว่ นภมู ิภาค จะต้องตระหนกั ในความรับผิดชอบอยา่ งยิ่งและโดยตรงในการ
บริหารงานตามนโยบายกฎหมายและระเบียบแบบแผนจะต้องขจดั เสยี ซงึ่ ความรู้สกึ นกึ คิดวา่ งานนเี ้ป็น
ของกรมนนั้ กรมนใี ้ ห้หมดสนิ ้ ไป ทงั้ นี ้ กระทรวงมหาดไทยได้มีหนงั สอื กระทรวงมหาดไทย ดว่ นมากท่ี
18890/2505 ลงวนั ท่ี 12 พฤศจิกายน 2505 ถงึ ผ้วู า่ ราชการจงั หวดั ทกุ จงั หวดั ให้ทราบและถือปฏิบตั ิ
ตามระเบยี บดงั กลา่ วอีกด้วย
เพอื่ ให้มีสานกั งานอยภู่ ายในกระทรวง จึงได้มีการจดั สรรงบประมาณกอ่ สร้างอาคารสงู 6 ชนั้ ใน
บริเวณกระทรวงมหาดไทยด้านซ้ายของอาคารศาลาวา่ การกระทรวงมหาดไทยเพอื่ เป็นท่ีทาการของ
กรมการพฒั นาชมุ ชน แตด่ ้วยเหตทุ ี่ข้าราชการของกรมการปกครองมีจานวนมาก สถานท่ีทางานซงึ่ อยู่
14
ชนั้ สองของอาคารวา่ การกระทรวงมหาดไทยคบั แคบ จงึ ขอใช้อาคารก่อสร้างใหม่เป็นทท่ี าการ และให้
กรมการพฒั นาชมุ ชนใช้สถานทท่ี างานของกรมการปกครองเดิมเป็นท่ที าการแทน เพราะข้าราชการ
สว่ นกลางมีไม่มากนกั กรมการพฒั นาชมุ ชน จงึ ย้ายออกมาจากพระท่ีนงั่ นงคราญสโมสร มาอยู่
คลองหลอด ท่ชี นั้ 2 ของอาคารศาลาวา่ การกระทรวงมหาดไทย จนถงึ ปี 2531
ตลอดเวลา 26 ปี ทอ่ี าศยั ศาลาวา่ การกระทรวงมหาดไทยเป็นท่ีทาการ กรมการพฒั นาชุมชนได้ขยาย
งานผา่ นววิ ฒั นาการถงึ 3 ระยะ จากการดาเนินงานในเขตพฒั นาชุมชน 17 อาเภอ 15 จงั หวดั
กลายเป็นครอบคลมุ ทกุ ตาบลนอกเขตเมือง จากการมีบุคลากรทางานในสว่ นกลาง ไมก่ ี่สบิ คน
กลายเป็น 200-300 คน หนว่ ยงานสว่ นกลางขยายจาก 4 กอง 1 สานกั งาน กลายเป็น 9 กอง 2
สานกั งาน 1 หนว่ ย ทาให้สถานท่ที างานเริ่มคบั แคบมาก แม้มีการตอ่ เตมิ ห้องทางานเป็นสองชนั้ ก็ยงั
ไม่เพียงพอรองรับกบั ปริมาณเจ้าหน้าทใ่ี นสว่ นกลางทีม่ ีมากขนึ ้ นอกจากนกี ้ ระทรวงมหาดไทยก็มี
นโยบายจะปรับปรุงอาคารศาลาวา่ การครัง้ ใหญ่ให้
เหมาะสมสาหรับใช้เป็นที่ทาการของรัฐมนตรีและ
สานกั งานปลดั กระทรวง หนว่ ยงานตา่ ง ๆ จงึ ต้องย้าย
ออกไปสร้างสถานทท่ี าการของตนเองนอกบริเวณกระทรว
กรมการพฒั นา ชุมชนก็ได้มองหาสถานทีส่ าหรับกอ่ สร้าง
อาคารที่ทาการของตนเองและได้จดั ตงั้ งบประมาณไว้ด้วย
แตก่ ็มีเหตุ ขดั ข้องไม่สามารถก่อสร้างได้ จนกระทรวงมหาดไทยขอสร้างอาคารดารงราชานภุ าพที่
บริเวณด้านหลงั กระทรวง มีทจ่ี อดรถ 4 ชนั้ เป็นสานกั งาน 1 ชนั้ คือ ชนั้ 5 ให้ใช้เป็นสถานท่ที างานของ
คณะผ้ตู รวจราชการกระทรวง แตด่ ้วยเหตทุ ่กี ารย้ายกรมการพฒั นาชุมชนออกจากอาคารศาลาวา่ การมี
ความจาเป็นเร่งดว่ นกวา่ ประกอบกบั กรมการพฒั นาชมุ ชนไมส่ ามารถหาสถานทีอ่ ่ืนเป็นทท่ี าการได้ใน
ขณะนนั้ เม่ือกอ่ สร้างอาคารดารงราชานภุ าพเสร็จ ก็ให้กรมการพฒั นาชุมชนใช้สานกั งานชนั้ 5 เป็นท่ี
ทาการ และดดั แปลงชนั้ 4 ของอาคารเป็นสานกั งานผ้ตู รวจกระทรวง กรมการพฒั นาชุมชนจึงย้าย
จากอาคารศาลาวา่ การกระทรวงมาอยทู่ ี่ชนั้ 5 ของอาคารดารงราชานภุ าพตงั้ แต่ พ.ศ.2531 เป็นต้นมา
15
การเดนิ ทางของกรมการพัฒนาชุมชน
46 ปีของการทางานทค่ี ลองหลอด ภารกิจที่กรมการพฒั นาชุมชนได้รับมอบหมายจาก
กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาล ชีว้ า่ หน้าที่ความรับผิดชอบของกรมการพฒั นาชุมชน ไมใ่ ช่การดาเนิน
กิจกรรมพฒั นาให้ชมุ ชน หรือให้บริการสาธารณะแก่ชมุ ชน แตเ่ ป็นการสง่ เสริมให้ชุมชนดาเนนิ การ
พฒั นา ซง่ึ กลา่ วได้วา่ ความเจริญของชมุ ชนเป็นผลผลติ ของประชาชนในชมุ ชนนนั้ การทป่ี ระชาชนใน
ชมุ ชนต่นื ตวั มีจิตสานกึ ทีจ่ ะพฒั นาชุมชนของตนเอง เข้ามามีสว่ นร่วมกนั สร้างสรรค์ความเจริญให้แก่
ชมุ ชนและแก้ไขปัญหาของตนเอง โดยการรวมกลมุ่ บริหารกิจกรรมของชมุ ชนเป็นผลผลติ ของพฒั นากร
แนวความคิดในการปรับปรุงพฒั นาองค์การของกรมการพฒั นาชุมชนเกิดขนึ ้ อยา่ งเป็นระบบ นบั ตงั้ แต่
วนั ที่ 1 ตลุ าคม 2505 โดยการปรับปรุงกระบวนการทางานและภารกิจให้สอดคล้องกบั กระแสการ
พฒั นา และ สภาพการณ์ของสงั คมในแตล่ ะยคุ สมยั ตามความเหมาะสม จาแนกได้เป็น 5 ระยะคอื
ระยะแรก : ก่อร่างสร้างองค์การ
จากพระราชกฤษฎีกาแบง่ สว่ นราชการของกรมการพฒั นาชมุ ชน กระทรวงมหาดไทย ประกาศในราช
กิจจานเุ บกษา ฉบบั พเิ ศษ เลม่ 80 ตอนท่ี 56 วนั ที่ 1 มิถนุ ายน 2506 และคาสง่ั กรมการพฒั นาชมุ ชนท่ี
107/2506 เร่ืองการแบง่ งานและระเบยี บวธิ ีปฏิบตั ริ าชการของกรมการพฒั นาชุมชน พ.ศ.2506
กรมการพฒั นาชุมชนมีหน้าท่ี 8 ประการ คือ
1. ดาเนนิ กิจกรรมตา่ ง ๆ ร่วมกบั ประชาชน เพื่อยกมาตรฐานการครองชีพของประชาชนใน
ชนบทให้สงู ขนึ ้ และให้ชุมชนในชนบทมีความมนั่ คงเป็นสว่ นหนง่ึ ทีแ่ ท้จริงของชาติ
2. ดาเนนิ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผ้ปู ฏิบตั งิ านพฒั นาชมุ ชน ผ้นู าท้องถิ่น จดั การประชุมระหวา่ ง
เจ้าหน้าทกี่ ระทรวงทบวงกรมตา่ ง ๆ เพอื่ ให้มีความรู้ความเข้าใจในวตั ถปุ ระสงค์หลกั การ
และวธิ ีดาเนินงานในการพฒั นาชมุ ชน
3. ให้การศกึ ษาและการฝึกอบรมแก่ประชาชน เพือ่ ให้มีความรู้ในแบบและงานฝีมือสมยั ใหม่
อนั จะเป็นประโยชน์ในการสง่ เสริมการครองชีพของประชาชนให้ดขี นึ ้ และเกิดความสนใจใน
ชีวติ และปัญหาของชาวชนบท
4. สง่ เสริมและฝึกอบรมประชาชน ให้เข้าใจวถิ ีการปกครองระบอบประชาธิปไตยในรูปของ
การปกครองสว่ นท้องถิ่น
5. ดาเนนิ การนเิ ทศการปฏบิ ตั งิ านของเจ้าหน้าทีพ่ ฒั นากร ทาการวจิ ยั และประเมินผลงาน
พฒั นาชุมชน
16
6. เป็นสถาบนั เพือ่ การศกึ ษาค้นคว้าทางวชิ าการ เก่ียวกบั งานพฒั นาชมุ ชนของนานาประเทศ
ทงั้ ในทางทฤษฎแี ละปฏบิ ตั ิ เพือ่ การเปรียบเทยี บและดดั แปลงนามาใช้ให้เหมาะสมกบั
สภาวการณ์ของประเทศไทย ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ทไ่ี ด้มาให้เจ้าหน้าทท่ี ี่เก่ียวข้องและ
ประชาชนทวั่ ไปได้ทราบ
7. เป็นศนู ย์กลางในการบริหารงานพฒั นาชุมชน ทาหน้าทป่ี ระสานบริการทางวชิ าการของ
กระทรวง ทบวง กรม และองค์การตา่ ง ๆ ท่เี กี่ยวข้องกบั งานพฒั นาชุมชนทงั้ ในสว่ นกลาง
และสว่ นภมู ิภาค เพ่อื ให้โครงการตา่ ง ๆ ประสานสอดคล้องกนั
8. เป็นสานกั งานเลขาธิการของคณะกรรมการพฒั นาชุมชนแหง่ ชาติ และคณะกรรมการ
บริหารและประสานงานพฒั นาชุมชนแหง่ ชาติ ปฏบิ ตั ิงานธุรการและบริหารงานพฒั นา-
ชุมชนตามนโยบายและมตขิ องคณะกรรมการดงั กลา่ ว
การแบง่ สว่ นราชการของกรมการพฒั นาชุมชนจากพระราชกฤษฎีกา แบง่ สว่ นราชการ กรมการพฒั นา-
ชุมชน กระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2506 ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา ฉบบั พเิ ศษ เลม่ ที่ 80 ตอนที่ 56
วนั ท่ี 1 มิถนุ ายน 2506 แบง่ สว่ นราชการบริหารสว่ นกลางและสว่ นภมู ิภาคดงั นี ้
1) ราชการบริหารสว่ นกลาง แบง่ สว่ นราชการออกเป็น
1. สานกั งานเลขานกุ ารกรม
2. กองปฏบิ ตั กิ าร
3. กองสง่ เสริมและเผยแพร่
4. กองฝึกอบรม
5. กองวจิ ยั และประเมินผล
2) ราชการบริหารสว่ นภมู ิภาค แบง่ สว่ นราชการออกเป็น
1. ทท่ี าการพฒั นาชมุ ชนจงั หวดั
2. ท่ีทาการพฒั นาชมุ ชนอาเภอ
นอกจากนยี ้ งั มีพระราชกฤษฎีกา แบง่ ท้องท่ขี องกรมการพฒั นาชุมชน กระทรวงมหาดไทยออกเป็นเขต
พ.ศ.2506 ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา ฉบบั พิเศษ เลม่ ที่ 80 ตอนท่ี 56 วนั ท่ี 1 มิถนุ ายน 2506 ให้
แบง่ ท้องทข่ี องกรมการพฒั นาชมุ ชนออกเป็นเขต 9 เขต มีสานกั งานพฒั นาชมุ ชนเขตอยทู่ ี่ จงั หวดั
สระบรุ ี ชลบุรี อบุ ลราชธานี อดุ รธานี ลาปาง พิษณุโลก นครปฐม นครศรีธรรมราช และยะลา
ตามลาดบั ซงึ่ ตาม คาสง่ั กรมการพฒั นาชมุ ชนท่ี 107/2506 เรื่องการแบง่ งานและระเบียบวธิ ีปฏิบตั ิ
ราชการของกรมการพฒั นาชมุ ชน พ.ศ.2506 ข้อ 8 กาหนดให้พฒั นาชุมชนเขต เป็นศนู ย์ชว่ ยเหลอื ทาง
วิชาการพฒั นาชมุ ชน (ศ.ว.พ.) เป็นราชการบริหารสว่ นกลาง ซงึ่ ได้รับมอบหมายหน้าท่ีความ
17
รับผดิ ชอบจากกรมการพฒั นาชุมชน เพ่อื ชว่ ยเหลอื จงั หวดั และอาเภอในทางวชิ าการ การวางโครงการ
การฝึกอบรม นิเทศงาน การตรวจสอบวิจยั และประเมินผล ทงั้ นเี ้พอ่ื ให้การชว่ ยหลอื ทางวิชาการมี
ประสทิ ธิภาพทนั กบั เหตกุ ารณ์และถกู จงั หวะตามความต้องการของประชาชน
การปฏิบตั ิงานตามหน้าที่และภารกิจของกรมการพฒั นาชุมชน ได้มีการกาหนดโครงการปฏบิ ตั ิงานใน
ปีทกี่ ่อตงั้ กรม จานวน 9 โครงการ คอื
1. โครงการเปิดเขตพฒั นาอาเภอ
2. โครงการฝึกอบรมเจ้าหน้าท่ี
3. โครงการพฒั นาผ้นู าท้องถิ่น
4. โครงการพฒั นากลมุ่ อาชีพ
5. โครงการสง่ เสริมสาธารณสมบตั ขิ องชมุ ชน
6. โครงการพฒั นากิจกรรมสตรี เด็ก และเยาวชน
7. โครงการสง่ เสริมและเผยแพร่
8. โครงการวจิ ยั และประเมินผล
9. โครงการ ศนู ย์ ศวพ.
ตอ่ มาได้เพ่มิ โครงการอาสาพฒั นาชนบทอีก 1 โครงการในปี 2507 รวมเป็นโครงการพฒั นาชมุ ชน
ในชว่ ง 10 ปีแรกของการกอ่ ตงั้ กรมการพฒั นาชมุ ชนจานวน 10 โครงการ
การดาเนินงานในชว่ งนี ้ ได้มีการสานตอ่ สง่ิ ท่ีได้ตระเตรียมไว้ตงั้ แตก่ อ่ นทจ่ี ะมีพระราชบญั ญัติปรับปรุง
กระทรวงทบวงกรม ดงั ข้อความในหนงั สอื กระทรวงมหาดไทยดว่ นมากที่ 7312/2505 ลงวนั ที่ 25
เมษายน 2505 ซงึ่ รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทยในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารและ
ประสานงานพฒั นาการท้องถ่ิน นาเรียน นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการพฒั นาการ
ท้องถ่ินแหง่ ชาติ เพ่อื พจิ ารณา โดยแจ้งวา่
“กระทรวงมหาดไทยไดป้ ระชุมเจ้าหนา้ ทีท่ ีเ่ กีย่ วขอ้ งพิจารณาแนวนโยบายการดาเนินงานของกรมการพฒั นา
ชมุ ชน เพือ่ ดาเนินงานตามโครงการพฒั นาการทอ้ งถ่ินแห่งชาติ ซึ่งไดร้ บั อนมุ ตั ิแล้ว ใหส้ อดคลอ้ งกบั
แผนพฒั นาการเศรษฐกิจแหง่ ชาติ ซึ่งเห็นพอ้ งตอ้ งกนั วา่ การดาเนินงานพฒั นาการทอ้ งถิ่นในขณะนน้ั ได้
เปิดเขตพฒั นาหน่วยเล็ก ๆ กระจายกนั ไปจนครบทกุ จงั หวดั เพือ่ เป็นพืน้ ฐานใหจ้ งั หวดั และอาเภอเขา้ ใจ
แนวทางการบริหางานของพฒั นาการทอ้ งถ่ิน และแสดงใหเ้ หน็ วา่ รฐั บาลไม่เลือกดาเนินงานเฉพาะจงั หวดั
ใดจงั หวดั หนึ่ง ปรากฏว่า การดาเนินงานเช่นนีม้ ีปญั หาในการตรวจตรา ควบคมุ ติดตามผล ใหค้ วาม
ช่วยเหลือและฝึ กอบรม เพราะเขตพฒั นากระจายกนั อยูใ่ นทอ้ งทีจ่ งั หวดั ต่าง ๆ กนั ไมม่ ีเจ้าหนา้ ทีเ่ พียงพอ
โดยเฉพาะอยา่ งย่ิง ในดา้ นการขอความช่วยเหลือร่วมมือประสานงานกบั หนว่ ยราชการทีเ่ กีย่ วขอ้ ง ก็ไม่
สามารถปฏิบตั ิไดเ้ ตม็ ที่ เพราะกาลงั เจ้าหนา้ ทีข่ องหนว่ ยงานดงั กลา่ วมีไมพ่ อทีจ่ ะกระจายกนั ดาเนินงานใน
18
เขตพฒั นาเล็ก ๆ ใหท้ ว่ั ถึงทกุ เขตได้ ผลทีไ่ ดจ้ ึงไม่สมบูรณ์ตามวตั ถปุ ระสงค์และแนวความคิดของพฒั นาการ
ทอ้ งถ่ิน เจา้ หนา้ ทีจ่ งั หวดั และอาเภอก็ยงั มีความเขา้ ใจแตกตา่ งกนั อยู่ ทาใหโ้ ครงการของหนว่ ยตา่ ง ๆ ยงั ไม่
สานกนั ดว้ ยดี ….กระทรวงมหาดไทยจึงตกลงทีจ่ ะดาเนินงานโดยการเปิดเขตพฒั นาอาเภอ (เปิดเขต
พฒั นาคลมุ ทงั้ อาเภอ) ซ่ึงไดด้ าเนินการอยูบ่ า้ งแลว้ ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือและสีจ่ งั หวดั ภาคใต้ เพราะ
เหน็ วา่ เป็นวิธีทีด่ ี เนือ่ งจากสามารถตรวจตรา ควบคมุ ติดตามผลการดาเนินงานไดอ้ ย่างใกลช้ ิด สามารถ
ใหค้ วามช่วยเหลือสนบั สนนุ การดาเนินงานไดเ้ ตม็ กาลงั และเป็นกลมุ่ ก้อน ทง้ั การประสานงานและการให้
ความร่วมมือของหน่วยราชการทีเ่ กี่ยวขอ้ งสามารถดาเนินการไดท้ วั่ ทกุ เขต และอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะ
กาลงั เจา้ หนา้ ทีไ่ ม่กระจดั กระจาย ประกอบกบั โครงการพฒั นาการทอ้ งถิ่นแหง่ ชาติ ไดก้ าหนดการขยายงาน
เป็นภาค ๆ ตามความจาเป็นก่อนหลงั โดยเร่ิมในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือและสีจ่ งั หวดั ภาคใตก้ ่อนเป็น
อนั ดบั แรก ฉะนนั้ กระทรวงมหาดไทยจึงเหน็ ควรกาหนดนโยบายการดาเนินงานของกรมการพฒั นาชมุ ชน
ดงั ต่อไปนี้
1. ในขนั้ แรกระหวา่ ง พ.ศ. 2505-2509 จะเปิดเขตพฒั นาอาเภอในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือและ
สีจ่ งั หวดั ภาคใต้ ในระยะเวลานีเ้ มือ่ ประเมินผลแลว้ เห็นว่าทอ้ งทีต่ าบลใดมีความเจริญในทางเศรษฐกิจสงั คม
และประชาชนมีทศั นคติใหม่ รู้จกั คิดและทางานช่วยตนเองดีข้ึนก็จะยกเป็นองค์การบริหารสว่ นตาบล แลว้
ยา้ ยพฒั นากรไปปฏิบตั ิงานในทอ้ งทีอ่ ืน่ ๆ ตอ่ ไปตามกาหนดการดาเนินงานพฒั นาการทอ้ งถิ่นเป็นลาดบั
2. เขตพฒั นาซึ่งไดเ้ ปิดดาเนินงานทดลองไวใ้ น 52 จงั หวดั นอกจากในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
และสีจ่ งั หวดั ภาคใต้ จะไดถ้ อนกาลงั พฒั นากรเฉพาะทีส่ าเร็จจาก ศ.อ.ศ.อ. (สารนิเทศก์) และปลดั พฒั นา
กรทีเ่ หมาะสมและสมคั รใจไปดาเนินงานในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือและสีจ่ งั หวดั ภาคใต้ แลว้ มอบเขต
พฒั นาการนน้ั ๆ ใหน้ ายอาเภอรบั ช่วงดาเนินงานตอ่ ไป โดยอาศยั กาลงั ปลดั อาเภอพฒั นากรทีม่ ีอย่เู ดิม
3. การดาเนินงานในจงั หวดั ชายแดน คงปฏิบตั ิไปตามเดิม และอาจเปิดเป็นเขตพฒั นาอาเภอใน
ดา้ นทีต่ ิดต่อกบั ประเทศกมั พชู าดว้ ย เช่น อาเภออรญั ประเทศ จงั หวดั ปราจีนบรุ ี
4. ในจงั หวดั ใกลเ้ คียงกบั จงั หวดั พระนคร และธนบรุ ี อาจเปิดเขตพฒั นาข้ึนทีอ่ าเภอใดอาเภอ
หนึ่ง เช่น เป็นตวั อย่างหรือแสดงใหเ้ หน็ วิธีการพฒั นาอาชีพประเภทหนึ่งตามกาลงั เงิน กาลงั คน และความ
เหมาะสม สาหรบั ทาการศึกษาวิจยั ประเมินผล เพือ่ ใหไ้ ดม้ าซ่ึงมาตรการสาหรบั การดาเนินงานในเขต
พฒั นาอาเภออื่น ๆ ต่อไป
5. สาหรบั พฒั นากรซ่ึงดาเนินงานในสีจ่ งั หวดั ภาคใต้ เหน็ ว่า ควรอบรมใหร้ ู้ภาษา มลายู และ
ควรมีวิธีส่งเสริมผรู้ ู้ภาษามะลายูเป็นพิเศษ เช่น เพิ่มค่าวิชาให้ เพือ่ เขา้ กบั ประชาชนไดแ้ นบเนียนยิ่งขึ้น
6. จะจดั ตง้ั ศูนย์ฝึ กอบรมขึ้นในสีจ่ งั หวดั ภาคใต้ เพือ่ ฝึกอบรมตามหลกั สตู รพิเศษ ศูนย์นีจ้ ะเป็น
ส่วนหนึ่งของศูนย์ช่วยเหลือทางวิชาการพฒั นาการทอ้ งถ่ิน ซ่ึงกาหนดจะตง้ั ข้ึนตามโครงการพฒั นาการ
ทอ้ งถิ่นแห่งชาติ เช่นเดียวกบั ทีไ่ ดจ้ ดั ตงั้ ขึ้นแลว้ ทีจ่ งั หวดั อบุ ลราชธานี ศูนย์นีจ้ ะประสานกบั การดาเนินงาน
ของคณะกรรมการพฒั นาภาคใตเ้ ป็นอยา่ งดี”
ในการนนี ้ ายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทย และมีบญั ชาให้รีบ
ดาเนินการตอ่ ไป กระทรวงมหาดไทยจึงถอนกาลงั พฒั นากรจาก 52 จงั หวดั ไปประจาปฏบิ ตั งิ านเฉพาะ
19
ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือและสจ่ี งั หวดั ภาคใต้ โดยกาหนดแนวทางปฏบิ ตั ติ ามหนงั สอื กระทรวงมหาดไทย
ดว่ นมากท่ี 9087/2505 ลงวนั ที่ 29 พฤษภาคม 2505 เรื่องนโยบายการดาเนินงานของกรมการพฒั นา
ชุมชน ถงึ ผ้วู า่ ราชการจงั หวดั ทกุ จงั หวดั ดงั นี ้
1. สาหรับพฒั นากร (สารนิเทศก์และปลดั อาเภอพฒั นากร) ซงึ่ รับเงินเดือนทางงบพฒั นาการท้องถ่ิน
จะต้องโอนไปสงั กดั กรมการพฒั นาชุมชน และกระทรวงมหาดไทยจะแตง่ ตงั้ (ย้าย)ไปประจาใน
จงั หวดั ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือและสจี่ งั หวดั ภาคใต้ทงั้ หมด โดยให้จงั หวดั สอบถามความสมคั ร
ใจของพฒั นากรดงั กลา่ วนวี ้ า่ จะสมคั รใจไปปฏิบตั ริ าชการในตาแหนง่ พฒั นากรในจงั หวดั ใด
2. สาหรับปลดั อาเภอพฒั นากร ซง่ึ ขณะนรี ้ ับเงินทางงบบริหารทว่ั ไปของกรมมหาดไทยจะไม่พิจารณา
แตง่ ตงั้ ไปประจาจงั หวดั ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ และสจ่ี งั หวดั ภาคใต้ และคงสงั กดั กรมมหาดไทย
ตามเดิม แตถ่ ้าผ้ใู ดสมคั รใจจะไปเป็นพฒั นากร และสงั กดั กรมการพฒั นาชมุ ชนก็ให้แสดงความ
จานง กระทรวงมหาดไทยจะพิจารณาตามความเหมาะสม
3. สาหรับพฒั นากร และปลดั อาเภอพฒั นากรที่ประจาปฏบิ ตั ิงานอยใู่ นเขตพฒั นาการตามโครงการ
ทดลองของกระทรวงมหาดไทย หรือเขตพฒั นาการของหนว่ ยมลู สารศกึ ษาเดมิ หรือเขต
พฒั นาการในลกั ษณะอื่นใด ซงึ่ มิใช่เป็นการดาเนินงาน ตามโครงการขยายเขตพฒั นา หรือที่
เรียกวา่ ”เขตพฒั นาอาเภอ” ทเี่ ปิดดาเนินงานอยแู่ ล้ว ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือและสจ่ี งั หวดั
ภาคใต้ก็ให้คงปฏิบตั ิหน้าท่ตี อ่ ไปตามเดิม จนกวา่ จะได้มีการเปิดเขตพฒั นาอาเภอขนึ ้ ในอาเภอนนั้
หรือจนกวา่ จะได้มีคาสงั่ เปลยี่ นแปลงเป็นอยา่ งอ่ืน แตป่ ลดั อาเภอพฒั นากรซง่ึ ได้รับเงินเดือนทาง
งบบริหารของกรมมหาดไทย คงสงั กดั กรมมหาดไทยตอ่ ไปตามข้อ 2
4. สาหรับเขตพฒั นาการในจงั หวดั นอกเขตภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื และสจี่ งั หวดั ภาคใต้ เม่ือได้
ดาเนนิ การแตง่ ตงั้ พฒั นากรตามข้อ 1 แล้ว หากเขตใดยงั มีปลดั อาเภอพฒั นากรประจาปฏิบตั งิ าน
อยู่ ก็ให้นายอาเภอรับมอบดาเนินการตอ่ ไปตามเดมิ อยา่ ปลอ่ ยให้เสอื่ มสภาพไป สว่ นเขตทไ่ี ม่มี
ปลดั อาเภอพฒั นากรประจาก็ให้พจิ ารณามอบหมายให้ปลดั อาเภอฝ่ายบารุงรับผดิ ชอบดาเนนิ การ
โดยพยายามยดึ หลกั การพฒั นาการท้องถ่ินให้มากที่สดุ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ คณะกรรมการพฒั นา
การท้องถิ่นระดบั ตา่ ง ๆ คงให้ใช้อยู่ เพือ่ ประโยชน์ในการประสานงานและร่วมมือของเจ้าหน้าท่ี
วิชาการทเี่ กี่ยวข้อง ทงั้ นเี ้พอ่ื สง่ เสริมให้มีการปฏบิ ตั ติ ามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยให้
ก้าวหน้าตอ่ ไป แม้วา่ โครงการพฒั นาชมุ ชน (ท้องถิ่นเดมิ ) แหง่ ชาตจิ ะยงั ขยายมาไมถ่ งึ ก็ตาม ทงั้ นี ้
ให้อยใู่ นความควบคมุ และรับผดิ ชอบของผ้วู า่ ราชการจงั หวดั และนายอาเภอท่ีจะอนวุ ตั การให้
เป็นไปตามนโยบายนี ้
20
นอกจากนยี ้ งั ได้ชีแ้ จงวา่ กระทรวงมหาดไทยไมม่ ี
นโยบายให้ยบุ เลกิ เขตพฒั นาการโดยสนิ ้ เชิง
เป็นแตเ่ น้นหนกั การปฏบิ ตั ไิ ปเป็นภาค ๆ ตาม
ความจาเป็น และกาลงั คน กาลงั เงิน เพอื่ ให้การ
ตรวจตรา ควบคมุ และสง่ เสริมบงั เกิดผลดีอยา่ ง
แท้จริงตามหลกั วิชา เมื่อการดาเนนิ งานในภาค
ตะวนั ออกเฉียง-เหนือและสจ่ี งั หวดั ภาคใต้บรรลุ
เปา้ หมายท่ีนา่ พอใจแล้ว ก็จะได้ขยายการ
ปฏบิ ตั งิ านไปในภาคอ่ืน ๆ ในแบบเขตพฒั นาอาเภอ เช่นเดียวกนั จนทว่ั ทกุ จงั หวดั ฉะนนั้ หากจงั หวดั
สามารถรักษาผลงานไว้ให้คงอยใู่ นระดบั เดิม หรือดีกวา่ เดิม ก็จะเป็นการช่วยปพู นื ้ ฐานไว้สาหรับการ
ขยายงานในโอกาสตอ่ ไปได้เป็นอยา่ งดี
เขตพฒั นาชมุ ชนทีไ่ ด้เปิดดาเนนิ การในปี 2505 มีทงั้ สนิ ้ 17 อาเภอ 15 จงั หวดั ดงั นี ้
1. อาเภอวารินชาราบ อาเภอม่วงสามสบิ จงั หวดั อบุ ลราชธานี
2. อาเภออทุ มุ พรพิไสย จงั หวดั ศรีสะเกษ
3. อาเภอหนองหาน จงั หวดั อุดรธานี
4. อาเภอเมือง จงั หวดั ขอนแก่น
5. อาเภอเมือง จงั หวดั มหาสารคาม
6. อาเภอธวชั บรุ ี จงั หวดั ร้อยเอ็ด
7. อาเภอยางตลาด จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ
8. อาเภอธาตพุ นม จงั หวดั นครพนม
9. อาเภอเมือง กิ่งอาเภอกดุ บาก และก่ิงอาเภอกสุ มุ าลย์ จงั หวดั สกลนคร
10. อาเภอเชียงคาน จงั หวดั เลย
11. อาเภอเมือง จงั หวดั หนองคาย
12. อาเภอเมือง จงั หวดั ยะลา
13. อาเภอระแงะ จงั หวดั นราธิวาส
14. อาเภอโคกโพธ์ิ จงั หวดั ปัตตานี
15. อาเภอเมือง อาเภอละงู และกิ่งอาเภอทงุ่ หว้า จงั หวดั สตลู
ในปีตอ่ มา ก็ได้เปิดเขตพฒั นาเพมิ่ ขนึ ้ อีก จนเป็นเขตพฒั นาทเี่ ปิดดาเนนิ งานพฒั นาชมุ ชนในชว่ ง 10 ปี
แรกรวม 201 อาเภอ 29 ก่ิงอาเภอ ใน 36 จงั หวดั นอกจากนคี ้ ณะรัฐมนตรียงั ได้มีมตเิ มื่อวนั ที่ 28
21
พฤษภาคม 2511 อนมุ ตั ิให้เปิดเขตพฒั นาทว่ั ประเทศอีกรูปแบบหนง่ึ เพื่อให้เจ้าหน้าท่พี ฒั นาชมุ ชนใน
จงั หวดั ให้ครบทกุ จงั หวดั ตามความต้องการของจงั หวดั ตา่ ง ๆ ทข่ี อให้เปิดเขตพฒั นาชมุ ชนขนึ ้ โดยในปี
2511 สามารถเปิดเขตพฒั นาแบบคลมุ ทงั้ จงั หวดั ได้ 11 จงั หวดั คอื พทั ลงุ ตรัง นครศรีธรรมราช
สรุ าษฎร์ธานี ชมุ พร สพุ รรณบรุ ี ฉะเชิงเทรา นครสวรรค์ พษิ ณโุ ลก เชียงใหม่ และแมฮ่ ่องสอน ปี 2512
เปิดอีก 8 จงั หวดั คอื พจิ ิตร อุทยั ธานี แพร่ กาแพงเพชร สโุ ขทยั ระยอง ลพบุรี และนครนายก ปี 2513
เปิดเขตพฒั นาจงั หวดั 16 จงั หวดั คอื พระนครศรีอยธุ ยา ชยั นาท ปทมุ ธานี สงิ ห์บุรี อ่างทอง นนทบุรี
สมทุ รปราการ สมทุ รสงคราม สมทุ รสาคร ภเู ก็ต ระนอง กระบ่ี พงั งา ลาพนู พระนคร และธนบรุ ี
การดาเนินงานพฒั นาชุมชนในระยะนเี ้น้นการกระต้นุ
ประชาชนให้ร่วมมือกนั แก้ปัญหาของตนเองและหมบู่ ้าน
เพือ่ ความมน่ั คงของชาติ รวมทงั้ กระต้นุ ให้ประชาชนรับ
เอาบริการของรัฐบาลมาทาให้เกิดประโยชน์ในการ
พฒั นาหมบู่ ้านชมุ ชนของตน ซง่ึ เป็นการสง่ เสริมให้
โครงการพฒั นาทห่ี นว่ ยงานตา่ ง ๆ ริเริ่มดาเนนิ การได้
บงั เกิดผลดียงิ่ ขนึ ้ แก่ประชาชน ได้มีการพฒั นาต้นแบบ
กิจกรรมพฒั นาชุมชนและกระบวนการพฒั นาชมุ ชนในหลายเร่ืองทีย่ งั คงใช้มาจนถงึ ปัจจบุ นั บางเรื่องก็
มีการพฒั นาตอ่ ในระยะหลงั จนกลายเป็นระบบของชาติ และบางเรื่องก็มีหนว่ ยงานอ่ืนนาไป
ประยกุ ต์ใช้อยา่ งแพร่หลาย งานสาคญั ทรี่ ิเร่ิมและพฒั นาขนึ ้ มาในระยะนไี ้ ด้แก่
1. การพฒั นารูปแบบการจดั ทาแผนพฒั นาชมุ ชน 5 ปี ซงึ่ เป็นรูปแบบของการจดั ทา
แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมของชุมชนระดบั ตาบล ด้วยการดาเนนิ การวิจยั เชิง
ปฏบิ ตั กิ ารโดยมีนายวชิ ิต ศขุ ะวริ ิยะ รองอธิบดฯี ฝ่ายปฏบิ ตั ิ นายสวุ ทิ ย์ ยง่ิ วรพนั ธ์ุ
หวั หน้ากองวิจยั และประเมินผล นายเสนห่ ์ วฒั นาธร หวั หน้ากองปฏบิ ตั ิการ และดร.อมร
รักษาสตั ย์ ท่ีปรึกษางานวจิ ยั ของกรมการพฒั นาชมุ ชน เป็นผ้ดู าเนินการ และท้ายทส่ี ดุ
ผลการวิจยั ก็ได้นามาแก้ไขระเบยี บกระทรวงมหาดไทย วา่ ด้วยการจัดทาแผนพฒั นาชุมชน
5 ปี พ.ศ. 2505 เม่ือเดอื นกนั ยายน 2508
2. การจดั ตงั้ ศนู ย์พฒั นาเด็กเลก็ ทบี่ ริหารงานโดยชมุ ชน ซงึ่ ร่วมกบั องค์การยนู ิเซฟดาเนินการ
ทดลองโครงการพฒั นาเด็กเลก็ เม่ือปี 2510 ในจงั หวดั นครปฐม สระบุรี นครราชสมี า มี
การออกแบบระบบการบริหารศนู ย์พฒั นาเด็กเลก็ โดยชุมชน ภายใต้การดแู ลของ
คณะกรรมการพฒั นาหม่บู ้านและคณะกรรมการพฒั นาตาบล และผ้ดู แู ลเด็ก (ผดด.) ซง่ึ
เป็นสตรีในหมบู่ ้านอายุ 16-45 ปีที่ได้รับการคดั เลอื กจาก คณะกรรมการพฒั นาหม่บู ้าน
22
และคณะกรรมการพฒั นาตาบลให้ทาหน้าทผ่ี ้ดู แู ลเดก็ โดยกรมฯได้ พฒั นาหลกั สตู ร
ฝึกอบรมผ้ดู แู ลเดก็ กอ่ นประจาการ ร่วมกบั โรงเรียนอนบุ าลละอออุทิศ วิทยาลยั ครูสวน
ดสุ ติ เป็นหลกั สตู รพเิ ศษใช้เวลา 90 วนั ผลของการทดลองเป็นทสี่ นใจของประชาชนใน
จงั หวดั ตา่ ง ๆ อยา่ งกว้างขวาง จนถงึ ปี 2515 มีการขยายเขตดาเนินงานเพมิ่ อีก 4 จงั หวดั
คอื อดุ รธานี ชยั ภมู ิ ประจวบครี ีขนั ธ์ และสงขลา กรมฯจงึ กาหนดเป็นนโยบายสง่ เสริม
การดาเนนิ งานศนู ย์พฒั นาเด็กเลก็ ออกไปทวั่ ประเทศตงั้ แตป่ ี 2515 เป็นต้นมา
3. การทดลองรูปแบบศนู ย์พฒั นาอาชีพ การจดั ตงั้ ศนู ย์พฒั นาอาชีพทดลองแหง่ แรก
ดาเนนิ การในปี 2512 ทตี่ าบลซาผกั แพว อาเภอแกง่ คอย จงั หวดั สระบรุ ี โดยการ
สนบั สนนุ จากองค์การแรงงานระหวา่ งประเทศ (ILO) ร่วมกบั หนว่ ยงานตา่ ง ๆ ท่ีเก่ียวข้อง
เพอื่ สร้างสถาบนั ฝึกอบรมอาชีพในระดบั หมบู่ ้านอยา่ งถาวร เปิดการฝึกอบรมรุ่นแรกเม่ือ
เดือนสงิ หาคม 2511 การฝึกอบรมเน้นด้านชา่ งเครื่องและการเกษตร และในปี 2514
ได้รับการสนบั สนนุ จากสานกั งบประมาณ จดั ตงั้ ศนู ย์พฒั นาอาชีพขนึ ้ อีกแหง่ หนงึ่ ที่ตาบล
หนองบวั อาเภอเมือง จงั หวดั กาญจนบุรี
4. การทดลองรูปแบบการพฒั นาหม่บู ้านเกษตรกรรม ซงึ่ เป็นการนาแนวทางการดาเนนิ งาน
พฒั นาชุมชนทต่ี าบลบอร์โกอามอสซาโน ประเทศอิตาลมี าปรับใช้ โดยการสนับสนนุ ของ
บริษัทเชลล์แหง่ ประเทศไทยจากดั ดาเนนิ การในปี 2508 ทต่ี าบลสารภี อาเภอโชคชยั
จงั หวดั นครราชสมี า ใช้ชื่อวา่ โครงการสารภี ตอ่ มาในปี 2514 มลู นิธิเพอ่ื การศกึ ษาและ
ประชาสงเคราะห์ ก็ได้ให้ความช่วยเหลอื การดาเนินงานในลกั ษณะเดยี วกนั ท่ตี าบลขวั มงุ
อาเภอสารภี จงั หวดั เชียงใหม่ และตาบลละงู อาเภอละงู จงั หวดั สตลู โครงการสารภีนี ้
เป็นจดุ เริ่มต้นของการริเร่ิมกิจกรรมสาคญั ของกรมการพฒั นาชมุ ชนในระยะตอ่ มา นน่ั คือ
กลมุ่ ออมทรัพย์เพอื่ การผลติ
5. การพฒั นาหลกั สตู รพฒั นาผ้นู าท้องถิ่นประเภทตา่ ง ๆ ได้แก่คณะกรรมการพฒั นาหมบู่ ้าน
คณะกรรมการพฒั นาตาบล ผ้นู าเยาวชน ผ้นู าสตรี โดยหลกั สตู รการฝึกอบรมที่
พฒั นาขนึ ้ เป็นเอกลกั ษณ์ของการพฒั นาคนตามแบบพฒั นาชมุ ชนท่ีสาคญั ยง่ิ กลา่ วคอื
เป็นการฝึกอบรมท่ีมงุ่ พฒั นาภาวะผ้นู าและทกั ษะการบริหารจดั การกิจกรรมชุมชนรวมทงั้
การทางานเป็นกลมุ่ เป็นสาคญั กรมการพฒั นาชุมชนได้นาหลกั การทางานแบบช่วยกนั คิด
(Non-directive approach) มาผสมผสานเข้ากบั การฝึกอบรมอยา่ งกลมกลนื ผ้นู าทผ่ี า่ น
หลกั สตู รนไี ้ด้กลายเป็นทรัพยากรบคุ คลทสี่ าคญั ในการบริหารจดั การชมุ ชนและการจดั ตงั้ กลมุ่
องค์กรในชมุ ชนในระยะตอ่ มา
23
6. การพฒั นาระบบการสารวจข้อมลู ชมุ ชน ทงั้ นดี ้ ้วยเหน็ ความจาเป็นท่ีวา่ การทางานพฒั นา
ชุมชนนนั้ เจ้าหน้าท่ีต้องมีความเข้าใจในลกั ษณะของชมุ ชนและประชาชนท่จี ะเข้าไป
ทางานด้วยอยา่ งถ่องแท้ และต้องมีเครื่องบง่ ชีค้ วามก้าวหน้าในการพฒั นา จึงมีการ
พฒั นาระบบการสารวจข้อมลู ชมุ ชนขนึ ้ และออกเป็นระเบยี บกระทรวงมหาดไทยวา่ ด้วย
การสารวจเบือ้ งต้นเมื่อเปิดเขตพฒั นาอาเภอ พ.ศ.2509 รวมทงั้ ออกแบบงานวิจยั และ
ประเมินผลให้มีหนว่ ยงานรับผดิ ชอบระดบั กอง ใช้งานวจิ ยั เป็น”เสมือนเครื่องเรดาร์ท่ี
ค้นหาและแนะแนวทางทเ่ี หมาะสมในการปฏบิ ตั งิ าน” และใช้การประเมินเป็น”เคร่ืองวดั
และตาชง่ั ซง่ึ วดั ผลการดาเนินงานวา่ ตรงตามเปา้ หมายหรือไม่ แล้วนาผลไปเปรียบเทียบ
พจิ ารณาวา่ งานทีด่ าเนินไปแล้วมีประสทิ ธิภาพเพียงใด” การวจิ ยั สารวจสภาวะเริ่มแรก
ของประชาชนในเขตพฒั นาจึงมีช่ือเป็นภาษาองั กฤษวา่ “Benchmark survey” รายงาน
การสารวจถือได้วา่ เป็นข้อมลู ที่สาคญั ทางประวตั ิศาสตร์ของชมุ ชนในปัจจุบนั
7. การพฒั นาระบบการสง่ เสริมการพฒั นาแบบชว่ ยกนั คดิ ซงึ่ หนว่ ยงานหลายแหง่ ก็ได้มีความ
พยายามท่จี ะใช้แนวทางการทางานรูปแบบนอี ้ ยเู่ ชน่ กนั ในขณะนนั้ แตค่ วามเข้าใจและความ
เชื่อในการทางานยงั ไมถ่ กู ต้อง กรมการพฒั นาชุมชนได้ศกึ ษาค้นคว้าและเผยแพร่เอกสาร
เก่ียวกบั การทางานแบบช่วยกนั คิดนอี ้ ยา่ งจริงจงั และกว้างขวาง อีกทงั้ มีการวางและพฒั นา
ระบบงานให้เอือ้ กบั การทางานแบบชว่ ยกนั คิดอยา่ งแท้จริงและได้ทาความเข้าใจกบั
เจ้าหน้าทหี่ ลายครัง้ จนเป็นองค์ความรู้สาคญั ตอ่ วงการพฒั นาจนถึงปัจจุบนั
8. การพฒั นารูปแบบการบริหารจดั การโดยชมุ ชน การจดั ตงั้ ให้มีองค์กรบริหารการพฒั นา
ระดบั หมบู่ ้าน ระดบั ตาบล การวางแผนงานโครงการพฒั นาชุมชน การประชุม
ปรึกษาหารือระหวา่ งประชาชน การมีศนู ย์ปฏิบตั ิการหรือศนู ย์กลางการพฒั นาของ
หมบู่ ้านตาบลทงั้ ในรูปของศาลาประชาคมหรือศนู ย์พฒั นาตาบล ล้วนแตพ่ ฒั นารูปแบบ
ให้ชดั เจนขนึ ้ ตงั้ แตใ่ นช่วง 10 ปีแรกของการก่อตงั้ กรมการพฒั นาชมุ ชนทงั้ สนิ ้ นอกจากนี ้
ยงั ได้ริเร่ิมการคดั เลอื กผ้นู าท้องถ่ินทมี่ ีจิตใจเสยี สละเพือ่ สว่ นรวม เป็นผ้นู าอาสาพฒั นา
ชมุ ชนเพอื่ ชว่ ยเหลอื การทางานของคณะกรรมการพฒั นาหม่บู ้านและคณะกรรมการ
พฒั นาตาบล ทงั้ หมดนี ้ ก็เพื่อให้ตาบลสามารถยกระดบั ขนึ ้ เป็นองค์การบริหารสว่ นตาบล
หรือหนว่ ยการปกครองตนเองได้ในทส่ี ดุ
9. การพฒั นาระบบการประสานงานระหวา่ งหนว่ ยงานตา่ ง ๆ เพอื่ การพฒั นาชุมชน โดยมี
แผนการพฒั นาชุมชนและข้อมลู ชุมชนเป็นกลไก ได้มีการปรับปรุงแผนการพฒั นาชุมชน
แหง่ ชาติและจดั ระบบการบริหารการพฒั นาชมุ ชนให้เกิดการประสานงานระหวา่ ง
24
หนว่ ยงานตา่ ง ๆ ได้อยา่ งจริงจงั ซง่ึ ระบบนมี ้ ีรูปแบบใกล้เคียงกบั ระบบการบริหารการ
พฒั นาของชาตทิ ่ใี ช้อยใู่ นปัจจบุ นั อยา่ งมาก
ข้าราชการของกรมการพฒั นาชุมชนทีไ่ ด้รับแตง่ ตงั้ ให้ประจาปฏิบตั งิ านในตาบล/หมบู่ ้านที่เปิดเขต
พฒั นา คือ พฒั นากร มีบทบาทเป็นตวั เช่ือมประสานระหวา่ งหนว่ ยงานของรัฐกบั ประชาชนท่ีอยใู่ น
หมบู่ ้าน นาเอาปัญหาความต้องการของประชาชนมาให้หนว่ ยงานของรัฐ พฒั นากร 1 คน รับผดิ ชอบ
1 ตาบล และเน่อื งจากหนว่ ยงานของรัฐมีน้อยและยงั ไม่สามารถสง่ เจ้าหน้าทีล่ งไปปฏิบตั ิงานในระดบั
ตาบลได้ เพอ่ื ความรวดเร็วและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า พฒั นากรจงึ ต้องทางานเอนกประสงค์ (Multi
purpose Worker) กลา่ วคือ รับผิดชอบการดาเนนิ งานพฒั นาชุมชนในทกุ ด้าน รวมทงั้ เป็นผ้นู าบริการ
จากหนว่ ยงานภายนอกเข้าไปถึงมือประชาชน และขณะเดียวกนั ก็นาปัญหาความต้องการของ
ชาวบ้านมาสเู่ จ้าหน้าที่ของรัฐพร้อมกบั จดั ให้มีเจ้าหน้าทีว่ ิชาการประจาอาเภอ เรียกวา่ พฒั นากร สดย.
(สตรี เด็ก เยาวชน) จานวน 3 คน ตอ่ อาเภอ โดยให้เป็นผ้รู ับผิดชอบสนบั สนนุ ทางวชิ าการแก่พฒั นากร
ในด้านการพฒั นาสงั คม การพฒั นาอตุ สาหกรรมในครัวเรือน การพฒั นาการบริโภค และการถนอม
อาหาร
ระยะท่ี 2 : สร้างพลังชุมชน
ช่วง 10 ปีท่สี อง (ระหวา่ ง พ.ศ.2515-2524) ได้ขยายการเปิดเขตพฒั นาจนครอบคลมุ ทกุ อาเภอทว่ั
ประเทศและดาเนินงานตอ่ เนอ่ื งจากระยะที่ 1 โดยเน้นการทางานตามแนวความคดิ การมีสว่ นร่วมของ
ประชาชน สง่ เสริมให้ประชาชนรู้จกั การช่วยเหลอื ตนเองและชุมชนยง่ิ ขนึ ้ ให้ความสาคญั ตอ่ การสร้าง
ผ้นู าและการรวมกลมุ่ ให้มีกลมุ่ กิจกรรมตา่ ง ๆ ขนึ ้ ในหม่บู ้าน/ตาบลเพื่อเป็นฐานหรือเป็นพลงั ในการ
พฒั นา นอกจากนยี ้ งั ได้ริเริ่มงานอาสาสมคั รขนึ ้ โดยมีจดุ หมายทีส่ าคญั ได้แก่ การสร้างพลงั ของ
หม่บู ้าน (ชมุ ชน) ให้เกิดขนึ ้ แล้วนาพลงั นนั้ มาใช้ประโยชน์ในการพฒั นา ในขณะเดียวกนั ได้มีการ
เปลย่ี นแปลงองค์กรบริหารการพฒั นาระดบั ตาบล โดยประกาศคณะปฏิวตั ิ ฉบบั ที่ 326 ลงวนั ที่ 13
ธนั วาคม 2515 ให้มีสภาตาบลเป็นองค์กรในการบริหารการ
พฒั นาระดบั ตาบลแตเ่ พียงองค์กรเดยี ว โดยมีพฒั นากรเป็น
ที่ปรึกษา กลา่ วได้วา่ ในระยะนกี ้ รมการพฒั นาชมุ ชนให้ความ
สนใจในเร่ืองการพฒั นากลมุ่ และการพฒั นาองค์กร รวมถงึ
อาสาสมคั รโดยเน้นการสร้างให้เกิดศกั ยภาพในการร่วม
ดาเนินการพฒั นาชุมชนกบั เจ้าหน้าทีข่ องรัฐ บทบาทของ
กรมการพฒั นาชุมชน ได้มีการปรับเป็นดงั นี ้(กรมการพฒั นาชมุ ชน,2520: หน้า 1-2)
25
1. ร่วมกบั ประชาชนในการยกระดบั มาตรฐานการครองชีพของประชาชนให้สงู ขนึ ้ โดยให้สอด
คล้องกบั แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาตแิ ละแผนงานโครงการอ่ืน ๆ ทเ่ี ก่ียวข้อง
2. แก้ปัญหาอปุ สรรคและความเดือดร้อนของประชาชนเกี่ยวกบั ปัจจยั ขนั้ พนื ้ ฐานทจี่ าเป็นใน
การดารงชีวิต ตลอดจนการสง่ เสริมและสนบั สนนุ การดาเนนิ งานธุรกิจในสว่ นของประชาชน
โดยประสานงานกบั หนว่ ยงานอื่นท่ีเกี่ยวข้อง
3. ให้ความชว่ ยเหลอื และสนบั สนนุ การพฒั นาท้องถ่ินท่จี าเป็น และเกินขีดความสามารถของ
ประชาชน
4. ฝึกอบรมเจ้าหน้าทผี่ ้ปู ฏบิ ตั งิ านผ้นู าท้องถ่ินและเจ้าหน้าที่อ่ืน ๆ ท่ีเก่ียวข้อง รวมทงั้ จดั การ
ประชุมสมั มนาปฐมนเิ ทศเพ่ือเป็นการเผยแพร่และให้ความรู้ความเข้าใจในหลกั การและ
วิธีการพฒั นาชมุ ชน
5. ให้การศกึ ษาและการฝึกอบรมในการประกอบอาชีพ และ ดาเนินชีวติ ในครอบครัวแกป่ ระชาชน
อนั จะเป็นประโยชน์ในการสง่ เสริมและยกระดบั การครองชีพและสขุ ภาพอนามยั ของประชนให้ดี
ขนึ ้
6. สง่ เสริมและรักษาไว้ซงึ่ ขนบธรรมเนยี มประเพณีและวฒั นธรรมอนั ดีงาม
7. สนบั สนนุ การกระจายอานาจการปกครองสว่ นท้องถ่ิน โดยฝึกปฏิบตั ิการดาเนินงานของ
ท้องถ่ินตามระบอบประชาธิปไตยขนั้ พนื ้ ฐานแก่ประชาชน เพ่ือให้มีความเชื่อมน่ั และ
สามารถรับผิดชอบในการพฒั นาและปกครองตนเองได้ รวมทงั้ ปลกู ฝังให้ตระหนกั ถึง
ความสาคญั ของการรวมกาลงั เพ่ือความมนั่ คงของชาติ ศาสนา และพระมหากษตั ริย์
8. ศกึ ษาวจิ ยั และประเมินผลงานพฒั นาชมุ ชนทงั้ ในทางทฤษฎีและปฏบิ ตั ิ เพื่อเสนอแนวคิด
หลกั การ วิธีการ รวมทงั้ เปรียบเทียบผลการดาเนินงาน และการคดิ ดดั แปลงนามาใช้ให้
เหมาะสมกบั สภาวการณ์ของประเทศ ตลอดจนการเผยแพร่ผลการศกึ ษาวจิ ยั แก่
เจ้าหน้าทท่ี ่เี กี่ยวข้องและประชาชนทว่ั ไป
9. สนบั สนนุ ให้บคุ คล กลมุ่ บุคคลหรือองค์การอาสาสมคั รเอกชนใช้ความรู้ความสามารถให้เป็น
ประโยชน์ตอ่ ชมุ ชน สงั คม และประเทศชาติ โดยให้มีการอาสาสมคั รในงานพฒั นาชมุ ชน
10. เป็นศนู ย์กลางบริหารงานพฒั นาชุมชน และทาหน้าที่ประสานงานกบั กระทรวง ทบวงกรม
และองค์การตา่ งๆ ทเี่ กี่ยวข้องกบั งานพฒั นาชมุ ชนทงั้ ในสว่ นกลางและสว่ นภมู ิภาค
เพอ่ื ให้โครงการตา่ ง ๆ ประสานสอดคล้องกนั
11. เป็นสานกั งานเลขาธิการของคณะกรรมการบริหารและประสานงานพฒั นาชมุ ชน และ
คณะกรรมการอ่ืนที่ตงั้ ขนึ ้ เพื่อวตั ถปุ ระสงค์ให้สนบั สนนุ งานพฒั นาชุมชน
12. หน้าทอี่ ื่น ๆ ตามท่ีรัฐบาลหรือกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย
26
นอกจากนยี ้ งั มีการปรับโครงสร้างองค์การของกรมการพฒั นาชุมชนตามพระราชกฤษฎกี าแบง่ สว่ นราชการ
กรมการพฒั นาชุมชน พ.ศ.2519 แยกกองการเจ้าหน้าที่ออกมาจากสานกั งานเลขานกุ ารกรม และตงั้
กองอาสาพฒั นาขนึ ้ มาอีก 1 กอง อีกทงั้ มีการตงั้ สานกั งานผ้ตู รวจราชการกรมการพฒั นาชุมชนตาม
ประกาศคณะปฏิวตั ิ ฉบบั ท่ี 158 ลงวนั ที่ 4 มิถนุ ายน 2515 สาหรับการปฏบิ ตั งิ านตามหน้าที่และ
ภารกิจของกรมการพฒั นาชมุ ชน ในชว่ งนี ้ ก็ได้มีการปรับโครงการปฏิบตั ิงานใหม่ เป็น 12 โครงการ
ดงั นี ้
1. โครงการพฒั นาผ้นู า
2. โครงการพฒั นากลมุ่ อาชีพ
3. โครงการพฒั นาเยาวชน
4. โครงการพฒั นาสตรี
5. โครงการพฒั นาเดก็
6. โครงการพฒั นาอาสาสมคั ร
7. โครงการสง่ เสริมสาธารณสมบตั ิของชุมชน
8. โครงการสง่ เสริมความสมั พนั ธ์
9. โครงการสง่ เสริมการใช้เวลาวา่ งให้เป็นประโยชน์
10. โครงการฝึกอบรมเจ้าหน้าท่ี
11. โครงการวิจยั และวางแผน
12. โครงการพฒั นาพิเศษ
แม้วา่ จะไมม่ ีโครงการเปิดเขตพฒั นาปรากฏในกลมุ่ โครงการพฒั นาชมุ ชน แตก่ ารเปิดเขตพฒั นาก็
ดาเนิน การตอ่ ไป พฒั น์ บุณยรัตพนั ธ์ุ อธิบดกี รมการพฒั นาชุมชน ในขณะนนั้ ได้อธิบายเร่ืองนไี ้ ว้วา่
(พฒั น์ บุณย-รัตพนั ธ์ุ, 2515 : หน้า 11-17)“ ในการดาเนนิ งานพฒั นาชมุ ชน แตเ่ ดิมกาหนดวา่ เมื่อจะ
ดาเนินงานในท้องท่ีใด จะต้องให้กระทรวงมหาดไทยประกาศเปิดท้องท่ีนนั้ เป็นเขตพฒั นาอาเภอ
เสยี ก่อน…..ในระยะตอ่ มาเนื่องจากเหตผุ ลเกี่ยวกบั สถานการณ์ความมนั่ คงของบ้านเมืองเพื่อชว่ ยเหลอื
ราษฎรให้ทนั ตอ่ เหตกุ ารณ์ และเพ่ือรักษาความปลอดภยั ให้แกช่ าติ ทาให้รัฐบาลต้องมีนโยบายในการ
เร่งรัดสร้างความเจริญในด้านชายแดนหรือในเขตลอ่ แหลมตอ่ อนั ตรายจากภยั คกุ คามของผ้กู ่อการร้าย
คอมมิวนสิ ต์ให้มากยิ่งขนึ ้ โดยกาหนดให้หนว่ ยพฒั นาพิเศษ เช่น หนว่ ยพฒั นาการเคลอ่ื นท่ีของ กรป.
กลาง หนว่ ยเร่งรัดพฒั นาชนบท ฯลฯ เข้าไปดาเนนิ การในชุมชนทต่ี ้องรีบดาเนินงานโดยรีบดว่ น ด้วย
เหตดุ งั กลา่ วนี ้ การเปิดเขตพฒั นาอาเภอของกรมการพฒั นาชุมชนแทนท่ีจะยดึ ถือหลกั เกณฑ์การเปิด
เขตดงั กลา่ วไว้แล้ว ก็มีแนวโน้มไปในทาง : -
27
1. เปิดเขตพฒั นาชุมชนในท้องทซ่ี ง่ึ หนว่ ยพฒั นาการเคลอ่ื นทขี่ อง กรป.กลาง ได้ดาเนนิ การ
เสร็จไปแล้ว โดยกรมการพฒั นาชุมชนไปรับงานตอ่
2. เปิดเขตพฒั นาอาเภอตามโครงการดาเนนิ งานทร่ี ีบดว่ น
3. เปิดเขตพฒั นาในอาเภอที่มีหรือจะมีโครงการของกระทรวงทบวงกรม หรือหนว่ ยวิชาการที่
กาลงั ดาเนนิ อยู่ ซงึ่ จะสามารถนาบริการจากโครงการนนั้ ให้เป็นประโยชน์แก่ชาวชนบท
อยา่ งคงทน (เป็นพนื ้ ที่เปา้ หมายทางยทุ ธศาสตร์ หรือทางเศรษฐกิจ)
การท่กี รมการพฒั นาชมุ ชนได้เปิดเขตพฒั นาอาเภอตามหลกั การที่กาหนดไว้ และตามเหตผุ ลเพอ่ื การ
รักษาความปลอดภยั แหง่ ชาตแิ ล้ว การเปิดเขตพฒั นาอาเภอดงั กลา่ วนสี ้ ามารถเปิดได้เพียงปี ละ
ประมาณ 20 อาเภอ หากปลอ่ ยให้เหตกุ ารณ์เป็นเช่นนกี ้ ็จะต้องใช้เวลาประมาณ 20 ปี จึงจะสามารถ
เปิดคลมุ ได้ทว่ั ทงั้ ประเทศ ทงั้ นเี ้นือ่ งจากขาดงบประมาณและอตั รากาลงั เจ้าหน้าที่ ดงั นัน้ เพอื่ ให้การ
พฒั นาชมุ ชนได้บรรลตุ ามเปา้ หมายท่วี างไว้ และดาเนินไปอยา่ งรวดเร็วทนั ตอ่ เหตกุ ารณ์ ทางกรมการ
พฒั นาชมุ ชนก็ได้เปิดเขตพฒั นาชุมชนอีกแบบหนง่ึ คอื การพฒั นาแบบคลมุ ทงั้ จงั หวดั กลา่ วคอื
กรมการพฒั นาชมุ ชนได้สง่ เจ้าหน้าทจ่ี านวน 5 คน ไปประจาจงั หวดั ที่ยงั ไมไ่ ด้เปิดเป็นเขตพฒั นาอาเภอ
โดยให้ไปดาเนินงานโดยอาศยั หลกั และวิธีการพฒั นาชมุ ชนให้สอดคล้องกบั แผนพฒั นาเศรษฐกิจและ
สงั คมแหง่ ชาติ หากอาเภอใดในจงั หวดั ประชาชนในชนบทมีการตนื่ ตวั ดแี ล้ว และพร้อมหรือมีความ
เหมาะสม หรือมีความจาเป็นก็จะให้เปิดเป็นเขตพฒั นาอาเภอตอ่ ไป และดาเนินการให้อาเภอพฒั นา
นนั้ ๆ ขยายผลไปสอู่ าเภอข้างเคยี ง ในฐานะเป็นอาเภอพีเ่ ลยี ้ งตอ่ ไปอีกด้วย”
ดงั นนั้ แม้วา่ ในระยะนจี ้ ะได้มีการเปิดเขตพฒั นาครอบคลมุ ไปทว่ั ประเทศแล้ว แตก่ ็ยงั ไมล่ งไปถงึ ระดบั
อาเภอ ในช่วงนี ้ กรมฯจงึ ยงั คงเดนิ หน้าเปิดเขตพฒั นาอาเภอเพ่มิ ขนึ ้ อีก โดยวางแผนการเปิดเขต
พฒั นาอาเภอโดยเฉพาะในพนื ้ ทท่ี ีเ่ ป็นเขตแทรกซมึ ของคอมมิวนิสต์ โดยกาหนดหลกั เกณฑ์ให้จงั หวดั
พิจารณาจดั ลาดบั ความสาคญั อาเภอที่จะเปิดเขตพฒั นาอาเภอเสนอกระทรวงมหาดไทยประกาศเปิด
เขต ตามหนงั สอื สงั่ การถึงผ้วู า่ ราชการจงั หวดั 37 จงั หวดั ที่ มท 0402/13 ลงวนั ที่ 3 กมุ ภาพนั ธ์ 2515
ในชว่ ง 10 ปีนี ้ การบริหารงานพฒั นาชุมชนได้มีการปรับปรุงถึง 2 ครัง้ โดยครัง้ แรกได้มีการประกาศใช้
การบริหารงานพฒั นาชุมชนท่เี รียกวา่ โครงสร้างการพฒั นาชุมชน 4-4-5-4 ซงึ่ หมายถึง นโยบายการ
พฒั นาชมุ ชน 4 ประการ วตั ถปุ ระสงค์การพฒั นาชุมชน 4 ประการ เปา้ หมายการดาเนินงานพฒั นา
ชุมชน 5 ประการ และจุดหมายการดาเนินงานพฒั นาชมุ ชน 4 ประการ
ตอ่ มาในปี 2518 ก็ได้มีการกาหนดหลกั การปฏิบตั ิงานพฒั นาชุมชนขนึ ้ เรียกกวา่ หลกั การ 4 ป. คือ
ประชาชน ประชาธิปไตย ประสานงานและประหยดั
28
การดาเนนิ งานพฒั นาชุมชนในระยะนีเ้น้นยทุ ธศาสตร์ตอ่ ส้กู บั การแทรกซมึ ของคอมมิวนสิ ต์ การสร้าง
และพฒั นาความสมั พนั ธ์ทางสงั คมในชุมชน การสร้างพลงั ชมุ ชนโดยขบวนการพฒั นาชมุ ชน และ การ
ใช้พลงั ชุมชนเพอ่ื การพฒั นาชมุ ชน นอกจากการสานตอ่ และขยายผลกิจกรรมท่ไี ด้ริเร่ิมไว้ในชว่ ง 10
ปีแรกอยา่ งตอ่ เน่อื ง ก็ยงั ได้มีการพฒั นากิจกรรมขนึ ้ อีกระดบั หนงึ่ รวมทงั้ ได้ริเริ่มกิจกรรมที่ดาเนนิ งาน
สบื เนอื่ งมาจนถงึ ปัจจบุ นั งานสาคญั ๆ ที่ริเริ่มและพฒั นาขนึ ้ มาในระยะนไี ้ ด้แก่
1. การพฒั นาขนั้ ตอนการสง่ เสริมและพฒั นากลมุ่ ให้เป็นองค์ความรู้สาคญั ในการพฒั นากลมุ่
องค์กรชมุ ชนทใ่ี ช้กนั แพร่หลายในปัจจุบนั และได้รับการนาไปอ้างอิงเชิงวิชาการอยเู่ สมอ
ซง่ึ เรียกวา่ หลกั การ 3 ขนั้ 8 ตอนของการพฒั นากลมุ่
2. การพฒั นารูปแบบศนู ย์เยาวชนชุมชน โดยให้มีการจดั ตงั้ ศนู ย์เยาวชนระดบั ตาบลขนึ ้ โดย
ให้ใช้อาคารศนู ย์พฒั นาตาบลหรือท่ที าการของคณะกรรมการพฒั นาตาบล เพอ่ื เป็นศนู ย์
รวมการติดตอ่ สอื่ สมั พนั ธ์และให้การสนบั สนนุ ซง่ึ กนั และกนั ระหวา่ งสมาชิกของกลมุ่
เยาวชนประเภทกิจกรรมตา่ ง ๆ นอกจากนยี ้ งั ทาหน้าท่สี นบั สนนุ กิจกรรมและประสาน
กิจกรรมให้ตอ่ เนื่องกบั กิจกรรมของกลมุ่ คนวยั อ่ืน ๆ ทงั้ ในระดบั ตาบลและหม่บู ้าน ชว่ ยให้
ความรู้และให้ความชว่ ยเหลอื ท่ผี ้ปู กครองของสมาชิกศนู ย์เยาวชนด้วย พร้อมกบั ออกแบบ
การบริหารงานศนู ย์เยาวชนให้มีองค์กรบริหารงานศนู ย์เป็นเยาวชนในตาบลนนั้ และมีที่
ปรึกษาเป็นผ้นู าเยาวชนทพ่ี ้นวยั เยาวชนไปแล้ว และผ้นู าชมุ ชนอ่ืน ๆ อนั เป็นรูปแบบของ
การบริหารจดั การโดยชมุ ชนอีกกิจกรรมหนงึ่
3. ทดลองจดั ตงั้ ศนู ย์ฝึกอบรมเยาวสตรีในจงั หวดั ภาคเหนอื ขนึ ้ เพ่อื ฝึกอบรมเยาวสตรีใน
ภาคเหนือให้สมเป็นกลุ สตรี มีความรู้ความสามารถพอที่จะประกอบอาชีพและมีชีวติ อยใู น
สงั คมได้ด้วยดี และเป็นตวั อยา่ งแกเ่ ยาวสตรีอื่น ๆ ในหม่บู ้านชนบทอีกด้วย กรมการ
พฒั นาชุมชนได้นาโครงการนเี ้สนอตอ่ คณะกรรมการสง่ เสริมเยาวชนแหง่ ชาติ สภาบริหาร
คณะปฏิวตั ิ และสานกั งบประมาณได้รับความเหน็ ชอบในหลกั การให้ดาเนนิ งานเป็นการ
ทดลองก่อนในปีงบประมาณ 2516 โดยใช้สานกั งานพฒั นาชุมชนเขต 5 จงั หวดั ลาปาง
เป็นสถานท่ีฝึกอบรม ทดลองฝึกอบรม 2 รุ่น รวม 100 คน
3. ริเร่ิมให้มีวนั กตญั ญู เพื่อยกฐานะผ้อู าวโุ สในชมุ ชนให้สงู ขนึ ้ เพ่อื ให้พ้นวถิ ีทางของการ
ตอ่ ต้านการเปลย่ี นแปลง โดยสง่ เสริมและสนบั สนนุ ให้ชาวบ้านในเขตพฒั นาทกุ แหง่
ร่วมมือร่วมใจกนั แสดงออกซง่ึ ความกตญั ญตู อ่ ผ้อู าวโุ สอนั มีพระคณุ อยา่ งพร้อมเพียงและ
เป็นกิจจะลกั ษณะ ทงั้ ให้ถือวา่ วนั นนั้ เป็นวนั สาคญั เรียกวา่ “วนั กตญั ญ”ู อนั เป็นการ
จรรโลงวฒั นธรรมอนั ดงี ามของชาตใิ ห้มน่ั คงถาวรสบื ไปชวั่ กาลนาน โดยถือเอาวนั สารท
29
กลางปีเป็นวนั กตญั ญดู าเนินการประกอบพิธีตามขนบประเพณีและศาสนาของชมุ ชนนนั้
ๆ ซงึ่ ตอ่ มาได้ผนวกเข้ากบั งานพฒั นาเยาวชน และกาหนดให้วนั ท่ี 13 เมษายน ของทกุ ปี
เป็นวนั กตญั ญู
4. ริเริ่มให้มีกิจกรรมวนั พฒั นา โดยถือโอกาสวนั เฉลมิ พระชนมพรรษาพระบาทสมเดจ็ พระ
เจ้าอยหู่ วั 5 ธันวาคมของทกุ ปี เชิญชวนประชาชนให้ระดมพลงั พฒั นาสภาพแวดล้อมใน
หม่บู ้านถวายเป็นราชสกั การะ จนปัจจุบนั ทกุ หนว่ ยราชการได้ร่วมกันจดั งานวนั พฒั นา
ในช่วงวนั ท่ี 4-6 ธันวาคมของทกุ ปีจนเป็นประเพณีไปแล้ว
5. ริเร่ิมการสง่ เสริมกีฬาชนบท โดยสง่ เสริมให้ประชาชนเหน็ ความสาคญั ของการกีฬา สละ
ที่ดินของตนเพ่อื สร้างสนามกีฬาของชุมชน ซง่ึ ตอ่ มาได้ผนวกไว้กบั โครงการพฒั นา
เยาวชน และมีการจดั การแขง่ ขนั กีฬาเยาวชนบทเป็นประจาทกุ ปี
6 สง่ เสริมการพฒั นาห้องสมดุ ชนบท โดยให้มีห้องสมดุ อยตู่ ามศนู ย์พฒั นาตาบล เพอ่ื เป็นการ
สง่ เสริมการศกึ ษาแกป่ ระชาชนและเยาวชนในชนบทให้มีนิสยั รักการอา่ น รู้จกั ใช้เวลาวา่ ง
ให้เกิดประโยชน์ และเป็นแหลง่ ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง
7. ริเร่ิมการประกวดหมบู่ ้านพฒั นาดเี ดน่ โดยร่วมกบั องค์การ สปอ. ให้หม่บู ้านได้มีโอกาส
แสดงผลงานอนั เป็นเกียรติยศแกห่ มบู่ ้านและตาบลนนั้ ๆ โดยให้จงั หวดั คดั เลอื กหมบู่ ้านท่ี
มีลกั ษณะดเี ดน่ สง่ เข้าประกวด ซง่ึ เป็นต้นแบบของการประกวดหมบู่ ้านในระยะตอ่ มา
8. พฒั นาต้นแบบกลมุ่ ออมทรัพย์เพ่ือการผลติ โดยเริ่มทดลองในพนื ้ ทีโ่ ครงการสารภี 2 แหง่
คือ ตาบลขวั มงุ อาเภอสารภี จงั หวดั เชียงใหม่ และตาบลละงู อาเภอละงู จงั หวดั สตลู
โดยมีวตั ถปุ ระสงค์เพ่ือให้เป็นสถาบนั พฒั นาคน พฒั นาคณุ ธรรมในชมุ ชน พฒั นาเงนิ ทนุ
ระดบั ท้องถิ่นในการพฒั นาอาชีพและสวสั ดกิ ารของชุมชน เป็นศนู ย์บริหารวิชาการตา่ ง ๆ
ในการพฒั นาอาชีพ อีกทงั้ ให้การบริการทางด้านการตลาด การจดั หาทนุ และวสั ดอุ ปุ กรณ์
ในการประกอบอาชีพของสมาชิก สนบั สนนุ ให้สมาชิกรู้จกั การสะสมทนุ ออมประหยดั
ซงึ่ ปัจจุบนั ได้ขยายผลออกไปอยา่ งแพร่หลาย
9. พฒั นารูปแบบการดาเนนิ งานหม่บู ้านพฒั นาทางยทุ ธศาสตร์ เพื่อตอ่ ต้านการแทรกซมึ ของ
ผ้กู อ่ การร้ายคอมมิวนสิ ต์เป็นสาคญั โดยกาหนดให้มีหม่บู ้านที่เป็นจดุ ยทุ ธศาสตร์ในการ
พฒั นาเรียกวา่ หม่บู ้านพฒั นาเน้นหนกั ขนึ ้ หมบู่ ้านนจี ้ ะเป็นหมบู่ ้านทีจ่ ุดประกายไฟขยาย
การพฒั นาชมุ ชนออกไปทานองเดียวกบั ไฟลามทงุ่ พร้อมกนั นนั้ ก็ได้กาหนดให้หมบู่ ้าน
พฒั นาเน้นหนกั แหง่ หนง่ึ เป็นหม่บู ้านพฒั นาวิเคราะห์ซง่ึ ใช้เป็นสถานทที่ ดลองค้นคว้าหา
30
ความชานาญในทางวิชาการเฉพาะกรณีไปใช้ในหมบู่ ้านพฒั นาเน้นหนกั ทว่ั ไป
แนวความคดิ ของหม่บู ้านพฒั นาวเิ คราะห์นเี ้ป็นต้นแบบของ Social lab ของ ศพช.เขตใน
ปัจจุบนั นอกจากนผี ้ ลการศกึ ษาค้นคว้าทดลองในหมบู่ ้านพฒั นาวเิ คราะห์ยงั ก่อให้เกิด
ภารกิจกรรมการสง่ เสริมครอบครัวพฒั นาในเวลาตอ่ มาอีกด้วย
10. การพฒั นาทฤษฎกี ารพฒั นา 3 มิติขนึ ้ เป็นกรอบความคิดในการกาหนดนโยบายและแนว
ทางการทางานพฒั นาชมุ ชนใน 5 ปีแรกของทศวรรษท่ีสองของกรมการพฒั นาชมุ ชน โดย
ชีใ้ ห้เห็นวา่ การที่จะสร้างพลงั ชุมชนและใช้พลงั ชมุ ชนเพอื่ ให้เกิดประโยชน์ตอ่ ชุมชนได้นนั้
จาเป็นต้องอาศยั หลกั การสร้างพลงั มวลชนทมี่ ีอยใู่ นชมุ ชนให้มีความสามารถทจี่ ะปรับปรุง
สภาพสง่ิ แวดล้อมและสถานการณ์ด้วยตวั ของเขาเอง ซงึ่ ต้องใช้วธิ ีการพฒั นาทงั้ ในด้าน
รูปธรรมและนามธรรมให้เป็นไปอยา่ งกว้างขวาง รวดเร็ว ได้สดั สว่ น และมงั่ คงถาวร
ในชว่ งท้ายของทศวรรษนี ้ ระบบการบริหารการพฒั นาของชาตไิ ด้มีความเคลอ่ื นไหวท่จี ะปฏริ ูประบบ
ครัง้ ใหญ่ กรมการพฒั นาชมุ ชนก็ได้มีสว่ นเข้าร่วมในการพฒั นาระบบดงั กลา่ วกบั สานกั งาน
คณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาตดิ ้วย และเพ่อื สนบั สนนุ การเปลย่ี นแปลงของ
ระบบการบริหารการพฒั นาของชาติ ระบบการบริหารการพฒั นาชุมชนจงึ มีการเปลย่ี นแปลงไปด้วย
ในชว่ งทศวรรษตอ่ มา
ในยคุ นี ้ พฒั นากรได้รับมอบหมายให้เป็นผ้ใู ห้ความรู้แก่ประชาชนและสนบั สนนุ สง่ เสริมให้ประชาชน
รวมกนั เป็นกลมุ่ เพ่ือใช้ขบวนการกลมุ่ เป็นวธิ ีการแก้ปัญหาของชุมชน มีหน้าที่ความรับผิดชอบทงั้ ตอ่
ประชาชน และตอ่ รัฐ ในการทางานร่วมกบั ประชาชนช่วงทก่ี ารตอ่ ส้กู บั การกอ่ การร้ายรุนแรง พฒั นากร
มีบทบาทในฐานะผ้นู าการเปลยี่ นแปลง ในช่วงท้ายของทศวรรษนพี ้ ฒั นากรเปลยี่ นไปมีบทบาท 3
ประการ คอื
1. เป็นผ้เู ช่ือมประสานระหวา่ งหน่วยงานของรัฐ เอกชน กับประชาชน ตลอดจนติดตามงาน
และรายงาน
2. เป็นผ้รู ่วมปฏิบตั งิ านกบั องค์กรประชาชนและประชาชนด้านการวางแผนพฒั นาตาบล การ
จดั การรวมกลมุ่ และปฏิบตั งิ านตามโครงการพฒั นา
3. เป็นผ้สู ง่ เสริมเผยแพร่ทกั ษะ โดยการฝึกอบรม การสาธิต จดั นิทรรศการตา่ ง ๆ เพื่อเผยแพร่
ความรู้ทางวิชาการด้านตา่ ง ๆ แกป่ ระชาชน
31
ระยะท่ี 3 : สู่ระบบบริหารการพัฒนาชนบทแห่งชาติ
ชว่ ง 10 ปีท่ีสาม (พ.ศ.2525-2534) เป็นระยะทีอ่ ยใู่ นช่วงแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาตฉิ บบั ท่ี
5 และ 6 ซงึ่ เป็นช่วงทร่ี ัฐบาลได้ให้ความสนใจและให้ความสาคญั ในการพฒั นาชนบทมากขนึ ้ มีการ
กาหนดรูปแบบ และวธิ ีการปฏบิ ตั ิท่ชี ดั เจนตงั้ แตร่ ะดบั ชาติ จงั หวดั อาเภอ และตาบลหม่บู ้าน โดยเน้น
ให้ประชาชนรู้จกั การชว่ ยตวั เอง และการมีสว่ นร่วมเป็นหลกั มีหนว่ ยงานลงสชู่ นบทเพ่มิ ขนึ ้ มีการยบุ
เลกิ คณะกรรมการบริหารและประสานงานพฒั นาชุมชน คณะกรรมการประสานงานพฒั นาชุมชนสว่ น
จงั หวดั และอาเภอ คณะกรรมการพฒั นาตาบล ให้ใช้โครงสร้างองค์กรบริหารการพฒั นาชนบทของชาติ
ทจ่ี ดั ตงั้ ขนึ ้ ใหม่แทน รวมทงั้ รัฐบาลได้รับเอาแนวความคิดเกี่ยวกับการมีระบบข้อมลู และการใช้ระบบ
แผนมาเป็นสว่ นหนงึ่ ของระบบการบริหารการพฒั นาชนบทของชาตดิ ้วย พร้อมกนั นนั้ กระทรวง-
มหาดไทย ก็ได้ให้ยบุ เลกิ คณะกรรมการพฒั นาหม่บู ้าน และออกข้อบงั คบั กระทรวงมหาดไทย วา่ ด้วย
คณะกรรมการหม่บู ้าน พ.ศ.2526 ให้มีคณะกรรมการหมบู่ ้าน (กม.) เป็นองค์กรเดยี วในการบริหารงาน
ระดบั หมบู่ ้าน ซงึ่ ประกอบด้วยฝ่ายตา่ ง ๆ 8 ฝ่าย โดยให้อยภู่ ายใต้การดแู ลของกรมการปกครอง จึง
กลา่ วได้วา่ เป็นการสนิ ้ สดุ ของระบบการบริหารทอี่ อกแบบและขบั เคลอื่ นโดยกรมการพฒั นาชมุ ชนมา
เป็นเวลา 20 ปี และเป็นการเร่ิมต้นของระบบการบริหารการพฒั นาชนบท ทีก่ ลไกตา่ ง ๆ แทบจะไม่มี
ความแตกตา่ งกนั เปลย่ี นแตเ่ พยี งสว่ นประกอบบางสว่ นและพลขบั เทา่ นนั้ นายยวุ ฒั น์ วฒุ เิ มธี รอง
อธิบดีกรมการพฒั นาชมุ ชนขณะนนั้ กลา่ วถึงเหตกุ ารณ์ในเรื่องนไี ้ ว้ในโอกาสตรวจเย่ยี มเขตพฒั นา
จงั หวดั เชียงใหม่ วนั ที่ 3 มกราคม 2529 ณ ห้องประชุมศาลากลางจงั หวดั เชียงใหม่ ความวา่
“ในอดีต ตงั้ แต่ปี พ.ศ.2505-2524 เราเป็นศูนย์ประสานการปฏิบตั ิงานพฒั นาชุมชนระดบั ชาติลงมาจาถึง
ระดบั ตาบล หมบู่ า้ น แต่เมือ่ เริ่มใชแ้ ผนพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ฉบบั ที่ 5 ในปี พ.ศ. 2525
เป็นตน้ มา กรมการพฒั นาชมุ ชนก็มีบทบาทเป็นผปู้ ระสานงานพฒั นาชนบทระดบั ตาบล ซึ่งเป็นการ
ประสานการปฏิบตั ิงานระดบั หมู่บา้ นดว้ ย มีหนา้ ทีใ่ นการเตรียมชุมชน การดาเนินงานทางวิชาการและ
บริหารงานระดบั ตาบลหมู่บา้ น ซึ่งสอดคลอ้ งกบั บทบาทหนา้ ทีข่ องกรมฯ เป็นการเนน้ การปฏิบตั ิงานใกลช้ ิด
กบั ชาวบา้ น”
สาหรับบทบาทของกรมการพฒั นาชุมชน ซง่ึ เดมิ ได้ปพู นื ้ ฐานงานพฒั นาโดยให้การศกึ ษาอบรม
ประชาชนให้มีความรู้พนื ้ ฐานด้านตา่ งๆ สามารถคดิ ทา และแก้ไขปัญหาของตนเองและชมุ ชนโดยมี
คณะกรรมการพฒั นาตาบลและหม่บู ้านเป็นองค์กรหลกั ในการบริหารการพฒั นาชุมชน เม่ือยบุ เลกิ
คณะกรรมการพฒั นาตาบลและหม่บู ้านเปลย่ี นเป็นกรรมการสภาตาบลและคณะกรรมการหมบู่ ้านใน
ความรับผิดชอบของกรมการปกครองแทน กรมการพฒั นาชุมชนจงึ เพมิ่ การให้ความสาคญั กบั การ
ดาเนนิ การปรับปรุงขดี ความสามารถขององค์กรกลมุ่ กิจกรรมพฒั นาชุมชนให้เป็นองค์กรบริหารท่มี ีขีด
ความสามารถและมีประสทิ ธิภาพเพิม่ ขนึ ้ และมงุ่ ให้ประชาชนได้มีสว่ นร่วมในการพฒั นากบั สภาตาบล
32
และคณะกรรมการหม่บู ้านมากขนึ ้ ตามนโยบายการพฒั นาชนบทแนวใหม่ โดยใช้กระบวนการพฒั นา
ชุมชนเป็นหลกั ในการดาเนินงานอยา่ งตอ่ เนื่องในรูปแบบการให้การศกึ ษาเพอ่ื การพฒั นา ในการนยี ้ งั ได้
ร่วมพฒั นาศกั ยภาพและสง่ เสริมบทบาทของสภาตาบลและคณะกรรมการหมบู่ ้านในการบริหารการ
พฒั นาชนบทอยา่ งจริงจงั รวมทงั้ เข้าร่วมในการพฒั นาระบบการบริหารการพฒั นาชนบทของชาตอิ ยา่ ง
แขง็ ขนั แม้วา่ ตลอดระยะเวลานนั้ จะถกู ”ชว่ งชิง”บทบาทการนาอยหู่ ลายครัง้ จากหนว่ ยงานข้างเคยี งใน
กระทรวงเดียวกนั ก็ตาม โดยกาหนดนโยบายของกรมการพฒั นาชุมชนไว้ดงั นี ้ (กรมการพฒั นาชมุ ชน,
2530 : 24-25)
1. ปลกู ฝังอดุ มการณ์ให้ประชาชนมีความขยนั ความเช่ือมนั่ ในการช่วยตนเอง ความร่วมมือ
ชว่ ยเหลอื กนั ในการสร้างความเจริญให้กบั ชุมชนของตน
2. ให้ประชาชนรู้จกั การทางานเป็นกลมุ่ และใช้สถาบนั ตา่ ง ๆ เพอ่ื ฝึกสอนการปกครองตามระบอบ
ประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมขุ
3. ให้ประชาชนได้มีสว่ นร่วมกาหนดความต้องการ วางแผนและดาเนินงานเพ่อื สนองความต้อง-
การของชุมชนด้วยตนเอง
4. ให้ประชาชนรู้จกั เสยี สละ และอาสาสมคั ร เพ่อื ช่วยชมุ ชนของตนในด้านความมน่ั คงปลอดภยั
และบริการสงั คม
5. พฒั นาคณุ ภาพของประชาชนทกุ เพศ ทกุ วยั โดยเน้นเดก็ ก่อนวยั เรียน เยาวชน และสตรี
6. ให้ประชาชนรู้จกั ใช้วชิ าการและทรัพยากรทเี่ หมาะสมในการประกอบอาชีพและดารงชีวติ ของ
ตน เพอ่ื ยกฐานะทางเศรษฐกิจ และความเป็นอยใู่ ห้ดขี นึ ้
7. ให้ประชาชนปรับปรุงและสร้างเสริมสาธารณสมบตั ิตา่ ง ๆ โดยเน้นปัจจยั การผลติ ทางด้าน
เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมในครัวเรือน
8. พฒั นากลมุ่ อาชีพตา่ ง ๆ ให้สามารถรับผิดชอบด้านการลงทนุ การผลติ การตลาด การบริโภค
และการเก็บออม เพ่อื เตรียมการไปสรู่ ะบบสหกรณ์ตอ่ ไป
9. สนบั สนนุ สง่ เสริมการจดั ตงั้ และพฒั นาองค์กรประชาชนระดบั หมู่บ้าน ตาบล ให้เป็นองค์กร
พนื ้ ฐานที่สามารถคิด ตดั สนิ ใจในการวางแผนและปฏิบตั งิ านเพอื่ แก้ปัญหาของชมุ ชน ตาม
วถิ ีทางของระบอบประชาธิปไตย
เพอื่ ให้การทางานตามนโยบายทีก่ าหนดไว้บงั เกิดผลเป็นรูปธรรม กรมการพฒั นาชุมชนได้จดั ตงั้
หนว่ ยงานสว่ นกลางเป็นการภายในขนึ ้ 4 หนว่ ยงาน คือ หนว่ ยตรวจสอบภายใน กองพฒั นาเยาวชน
กองพฒั นาสตรี และกองพฒั นาเดก็ ซง่ึ 3 กองหลงั นแี ้ ยกมาจากกองปฏบิ ตั ิการ และยงั ปรับปรุงระบบ
การจดั การภายในกรมให้มีประสทิ ธิภาพและสามารถปฏบิ ตั ิงานให้สอดคล้องกบั การเปลย่ี นแปลงของ
33
ระบบการบริหารการพฒั นาชนบทของชาติได้อยา่ งเหมาะสม โดยเพิ่มบทบาทกองวิจยั และประเมินผล
ให้รับผิดชอบการกาหนดนโยบายและแผนงาน การประสานความร่วมมือกบั องค์กรระหวา่ งประเทศ
การประสานแผนงานโครงการกบั ระบบการบริหารการพฒั นาชนบทของชาติอยา่ งใกล้ชิด
ระบบการบริหารการพฒั นาชนบทแนวใหมท่ ี่รัฐบาลนามาใช้ทาให้การบริหารของหนว่ ยงานในทกุ
กระทรวงทบวงกรมท่เี กี่ยวข้องกบั การพฒั นาชนบทต้องเปลย่ี นแปลงขนานใหญ่ กรมการพฒั นาชมุ ชน
ได้วเิ คราะห์ถงึ ผลกระทบและแนวโน้มของการเปลยี่ นแปลงในสว่ นทเี่ ก่ียวข้องกบั กรมการพฒั นาชุมชน
ไว้วา่ (กรมการพฒั นาชุมชน.2530: หน้า 107-108)
“โดยปกติ หลกั การและแนวทางในการดาเนินงานของกรมฯ ควรจะมีการเปลีย่ นแปลงใหส้ อดคลอ้ งกบั
แผนพฒั นาฯทกุ ฉบบั ทีเ่ ปลีย่ นไปดงั เช่นหนว่ ยงานอืน่ ๆ แต่กลบั เป็นว่า ย่ิงเวลาผา่ นไป แผนพฒั นาฯ กลบั
เปลีย่ น และมีหลกั การ ตลอดจนแนวทางในการดาเนินงานทีส่ อดคลอ้ งกบั การดาเนินงานของกรมฯ
โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงการปรบั แนวทางการพฒั นาชนบทในแผนพฒั นาฯ ฉบบั ที่ 5 และ 6 (ฉบบั ที่ 6 มีแนวทาง
เกี่ยวกบั แผนพฒั นาฯ ฉบบั ที่ 5 เพียงแต่เพ่ิมเติมบางส่วนซึ่งเป็นผลมาจากปญั หาของแผนพฒั นาฯ ฉบบั ที่ 5)
ซ่ึงถือเป็นการพฒั นาชนบท”แนวใหม่”นนั้ ในทรรศนะของกรมการพฒั นาชมุ ชนนนั้ ไม่ไดม้ ีอะไร “ใหม่” มาก
นกั เป็นแต่เพียงการย้าแนวความคิดและหลกั การบางประการของกรมฯใหเ้ ดน่ ชดั ขึ้นเทา่ นน้ั ไม่ว่าจะเป็น
การมีส่วนร่วมของประชาชน การพฒั นาชนบทโดยเป็นเทคนิคทีป่ ระชาชนทาไดเ้ อง การพฒั นาโดยเร่ิมจาก
ประชาชน ฯลฯ ลว้ นเป็นหลกั การของกรมฯ ซึ่งไดด้ าเนินการมาตลอดทงั้ ส้ิน
แนวนโยบายของรัฐบาล การคาดการณ์ทางเศรษฐกิจและสงั คม ตลอดจนแผนพฒั นาเศรษฐกิจและ
สงั คมแหง่ ชาติ และแผนมหาดไทยแมบ่ ท ซง่ึ กาหนดแนวทางการพฒั นาทีส่ าคญั ในการเพ่มิ ประสทิ ธิ-
ภาพการพฒั นาประเทศ โดยให้ความสาคญั แก่การพฒั นาคนให้มีคณุ ภาพและมีบทบาทในการพฒั นา
สงั คมมากขนึ ้ การสร้างความสงบสขุ และเป็นธรรมในสงั คมตลอดจนการปรับปรุงระบบการบริหารและ
การจดั การของสว่ นราชการและรัฐวสิ าหกิจ เพอ่ื ลดความซา้ ซ้อนและลดขนั้ ตอนการทางานแก้ไขปัญหา
ด้านการดารงชีวิตโดยการพฒั นาปัจจยั พนื ้ ฐานและการประกอบอาชีพของประชาชนในชนบทควบคกู่ บั
การสนบั สนนุ การเพ่ิมผลผลติ ให้เกิดรายได้ และการสร้างงาน เพ่มิ บทบาทขององค์กรประชาชนและ
ภาคเอกชนให้มีสว่ นร่วมในการพฒั นามากขนึ ้ รวมทงั้ ให้ความสาคญั กบั การพฒั นาเมืองและพนื ้ ท่ี
เฉพาะ เพื่อให้สอดคล้องกนั กรมการพฒั นาชุมชนจงึ กาหนดแนวทางการพฒั นาดงั นี ้
1. แนวทางปรับปรุงการบริหารงานและการจดั องค์กรของกรมการพฒั นาชมุ ชน
ม่งุ ลดความซา้ ซ้อนในการปฏิบตั ิงานและเพิ่มสมรรถนะในการบริหารงานของกรมการ
พฒั นาชุมชนให้มีประสทิ ธิภาพโดยการพฒั นาระบบแผนงาน งบประมาณ การพฒั นาบุคลากร การ
พฒั นาระบบข้อมลู และการตรวจติดตามผล การศกึ ษาทดลองรูปแบบการพฒั นาชุมชนในเขตเมือง/
ชานเมือง และจดั องค์กรของกรมฯให้สอดคล้องกบั รูปแบบบริหาร
34
2. แนวทางพฒั นาองค์กรประชาชน และสง่ เสริมการมีสว่ นร่วมของประชาชน
มงุ่ เพิ่มประสทิ ธิภาพขององค์กรประชาชนในการพฒั นา ทงั้ ระดบั หม่บู ้าน และตาบลและ
กลมุ่ อาชีพตา่ ง ๆ ให้มีความสามารถในการวางแผน แก้ไขปัญหาของท้องถ่ินและดาเนินงานตามแผน
อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ โดยมงุ่ ให้ประชาชนมีสว่ นร่วมในกิจกรรมการแก้ไขปัญหาของตนเองและชุมชน
โดยเฉพาะในสว่ นที่สามารถดาเนนิ การได้ด้วยตนเอง
3. แนวทางการพฒั นาคณุ ภาพชีวิตของประชาชน
มงุ่ ให้ความสาคญั แกก่ ารพฒั นาประชาชนในชนบท เพ่อื ให้มีคณุ ภาพชีวติ ทดี่ ีขนึ ้ โดยเฉพาะ
อยา่ งย่งิ เดก็ และเยาวชน การพฒั นาเดก็ กอ่ นวยั เรียนด้านการเลยี ้ งดสู ขุ ภาพอนามยั การเตรียม ความ
พร้อมก่อนเข้าเรียนการศกึ ษาภาคบงั คบั การพฒั นาเยาวชนนอกระบบโรงเรียน โดยการฝึกอบรม
สง่ เสริมวชิ าชีพและพฒั นาฝีมือแรงงานแก่เยาวชน การพฒั นาคา่ นยิ ม วฒั นธรรม และจริยธรรมแก่เดก็
และเยาวชน และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของชมุ ชนที่เอือ้ ตอ่ การพฒั นาคณุ ภาพชีวิต โดยให้
ความสาคญั ตอ่ ปัจจยั ที่มีความจาเป็นพนื ้ ฐาน เน้นการมีสว่ นร่วมของประชาชนในการพฒั นา
4. แนวทางสง่ เสริมรายได้ และพฒั นาเงินทนุ
มงุ่ ให้ประชาชนในชนบทมีความพร้อมในการผลติ เพ่อื การบริโภค และมีจาหนา่ ยเป็นการ
เพิม่ รายได้แก่ครอบครัว เพ่มิ ขดี ความสามารถในการทางานร่วมกนั เป็นกลมุ่ เน้นการมีสว่ นร่วมของ
ประชาชนในการจดั ตงั้ และบริหารกลมุ่ กองทนุ ของตนเอง และสนบั สนนุ ให้มีการดาเนินกิจกรรมอยา่ ง
ตอ่ เนื่อง
โครงการปฏบิ ตั งิ านในช่วงนปี ้ รับไปเป็นแผนงาน ซง่ึ มีแผนการดาเนินงานพฒั นาชมุ ชนระดบั ตาบล 9
แผนงาน ดงั นี ้
1. แผนงานพฒั นาเดก็
2. แผนงานพฒั นาเยาวชน
3. แผนงานพฒั นาสตรี
4. แผนงานสร้างเสริมรายได้
5. แผนงานสง่ เสริมการออมทรัพย์เพ่ือการผลติ
6. แผนงานพฒั นาสงิ่ แวดล้อม
7. แผนงานอาสาพฒั นาชุมชน
8. แผนงานพฒั นาจิตใจ
9. แผนงานพฒั นาองค์กร
35
การทางานในทศวรรษที่ 3 ทา่ มกลางโอกาสทเ่ี อือ้ ให้การประสานงานเพ่อื การพฒั นาชมุ ชนเป็นไปได้งา่ ย
ขนึ ้ ภายใต้ระบบการบริหารการพฒั นาชนบทของชาติ แตก่ รมการพฒั นาชุมชนก็ประสบกบั วิกฤตในการ
ทางานพฒั นาชมุ ชนหลายด้านจากการขยายงานของหนว่ ยงานภาครัฐที่ตา่ งก็มุ่งเพอ่ื ประสทิ ธิ-ภาพใน
งานของตน นบั ตงั้ แตก่ ารยบุ เลกิ องค์กรบริหารการพฒั นาระดบั หมบู่ ้านในปี 2526 ดงั ได้กลา่ วแล้ว
ข้างต้น ในปี 2530 กิจกรรมศนู ย์พฒั นาเด็กเลก็ ก็ถกู กระทบจากการขยายชนั้ เรียนสาหรับเดก็ กอ่ นวยั
เรียนของโรงเรียนในสงั กดั สานกั งานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแห่งชาติ (สปช.) นายสวุ นยั ทอง
นพ อธิบดีกรมการพฒั นาชุมชนในขณะนนั้ ได้แสดงความเหน็ ในเรื่องนใี ้ นโอกาสเปิดการประชมุ เชิง
ปฏิบตั ิการเจ้าหน้าทรี่ ับผดิ ชอบงานพฒั นาเด็ก ในวนั ที่ 26 พฤษภาคม 2529 ท่ีโรงแรมเวยี งใต้
กรุงเทพมหานคร วา่
“การดาเนินงานศูนย์พฒั นาเด็กเลก็ เป็นตวั อย่างของการทางานในลกั ษณะของการพฒั นาชมุ ชนโดย
ประชาชน คือ ศนู ย์พฒั นาเด็กเลก็ เป็นของประชาชน ประชาชนร่วมมือกนั ในการพฒั นา มีผดู้ แู ลเดก็ ซ่ึง
เป็นลกู หลานในหมู่บา้ น ตาบลนน้ั เป็นผใู้ หก้ ารอบรมเลีย้ งดเู ดก็ ในศนู ย์พฒั นาเด็กเล็ก มีคณะกรรมการ
พฒั นาเด็กทีค่ ดั เลือกจากพอ่ แม่ ผูป้ กครองเดก็ ในหม่บู า้ น ตาบลนนั้ เป็นผบู้ ริหารงานศนู ย์พฒั นาเด็กเล็ก
และช่วยเหลือการปฏิบตั ิงานของผดู้ ูแลเด็ก กรมการพฒั นาชุมชนสนบั สนนุ ในเรื่องการฝึกอบรมผูด้ แู ลเด็ก
การก่อสร้างศนู ย์พฒั นาเดก็ ในระยะเริ่มตน้ ค่าตอบแทนผดู้ ูแลเด็กในวงงบประมาณทีม่ ีอยู่ สว่ นทีเ่ หลือ
ประชาชนรบั ผิดชอบดาเนินการเอง …. กรมการพฒั นาชมุ ชนไดพ้ ยายามทาความเขา้ ใจกบั สปช.ว่า การ
จดั การศึกษาใหเ้ ดก็ ก่อนวยั เรียนนนั้ หากทางโรงเรียนมีขีดความสามารถจะจดั ชนั้ เรียนเด็กเล็กได้ ทาง
กรมการพฒั นาชมุ ชนก็ไม่ขดั ขอ้ ง แต่ทง้ั นีท้ ง้ั นน้ั ถา้ ชาวบา้ นมีความพร้อมที่จะจดั การของเขาเองแลว้ ทาง
ราชการก็ไม่ควรเขา้ ไปเกี่ยวขอ้ งจดั ชน้ั อนบุ าลหรือชน้ั เดก็ เลก็ ให้ ใหค้ งศนู ย์พฒั นาเดก็ เล็กเอาไว้ ….กรมการ
พฒั นาชมุ ชนไม่คดั คา้ นทีจ่ ะใหโ้ รงเรียนจดั ตง้ั ชนั้ เดก็ เล็กข้ึนในโรงเรียนประถมศึกษา แตโ่ รงเรียนจะมา
ทาลายการดาเนินงานศนู ย์พฒั นาเด็กทีป่ ระชาชนดาเนินการอยูน่ นั้ ไมไ่ ด้ และเป็นการไม่ชอบดว้ ยทีท่ าง
ราชการจะเอาผลงานของศูนย์พฒั นาเด็กเลก็ ซ่ึงเป็นผลงานของประชาชนไปอา้ งเป็นผลงานของตน
เพือ่ ทีจ่ ะขยายปริมาณงาน”
พร้อมนี ้ กรมการพฒั นาชมุ ชนก็ได้ทาข้อตกลงกบั กระทรวงศกึ ษาธิการเพือ่ แบง่ ขอบเขตกิจกรรมระหวา่ ง 2
หนว่ ยงานให้ชดั เจน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2530 (ตาม หนงั สอื สานกั งานคณะกรรมการการ
ประถมศกึ ษาแหง่ ชาติ ท่ี ศธ 1404/15211 ลงวนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2531 หนงั สอื สานกั งาน
คณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง่ ชาติ ที่ ศธ 1404/30365 ลงวนั ท่ี 13 ตลุ าคม 2530 และ หนงั สอื
กรมการพฒั นาชุมชน ดว่ นมาก ที่ มท 0521/4361 ลงวนั ท่ี 17 มิถนุ ายน 2531 และ หนงั สอื กรมการ
พฒั นาชมุ ชน ดว่ นทส่ี ดุ ที่ มท 0521/7002 ลงวนั ท่ี 5 พฤศจิกายน 2530)
นอกจากนี ้ กิจกรรมกลมุ่ ออมทรัพย์เพอื่ การผลติ ก็เป็นอีกกิจกรรมทมี่ ีปัญหาในช่วงทศวรรษนี ้ (สพช.เขต
2.2531: หน้า 1-5) โดยในการประชมุ สมั มนาครัง้ หนง่ึ กลมุ่ ออมทรัพย์ฯ ถกู กลา่ วหาจากเจ้าหน้าที่ของ
36
ธนาคารชาตวิ า่ เป็นกองทนุ เถื่อน เป็นกลมุ่ เถื่อน กรมการพฒั นาชมุ ชนจึงได้ไปชีแ้ จงกบั ธนาคารชาติวา่
กลมุ่ ออมทรัพย์ไม่ใช่ธนาคาร แตเ่ ป็นกิจกรรมทกี่ รมฯ เข้าไปสนบั สนนุ ให้ประชาชนรวมตวั กนั ออมทรัพย์
และให้สมาชิกก้ยู ืม การดาเนนิ กิจกรรมของกลมุ่ ออมทรัพย์อยภู่ ายใต้ตวั บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไมไ่ ด้
ดาเนนิ การผดิ กฎหมายแตอ่ ยา่ งใด เพยี งแตส่ ภาพกลมุ่ ออมทรัพย์ฯยงั ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลเทา่ นนั้
หลงั จากนนั้ กรมฯจงึ หาทางทจ่ี ะให้กลมุ่ ออมทรัพย์ฯมีฐานะเป็นนติ บิ คุ คล โดยการจดทะเบียนจดั ตงั้
สมาคมกลมุ่ ออมทรัพย์เพ่อื การผลติ เม่ือวนั ที่ 16 กนั ยายน 2530 ทม่ี ีกลมุ่ ออมทรัพย์เพื่อการผลติ ทวั่
ประเทศเป็นสมาคมยอ่ ยภายใต้สมาคมกลางทีจ่ ดทะเบยี นไว้แล้วดงั กลา่ ว
อยา่ งไรก็ตาม การเปลย่ี นแปลงของระบบการบริหารการพฒั นาชนบทของชาติก็เป็นโอกาสให้กรมการ
พฒั นาชมุ ชนหนั กลบั มาสร้างความชดั เจนให้กบั กิจกรรมพฒั นาชมุ ชนท่ีได้แตกแขนงออกไปอยา่ ง
กว้างขวางอนั เป็นผลมาจากการพฒั นางานในชว่ งทศวรรษท่ี 2 มีการปรับกระบวนการ วตั ถปุ ระสงค์
และวธิ ีการดาเนนิ งานในหลายเร่ือง โดยม่งุ เน้นความเชื่อมโยงกนั และการเพม่ิ ศกั ยภาพของกลมุ่
องค์กรในการดดู ซบั ประโยชน์จากระบบการบริหารการพฒั นาชนบท งานสาคญั ๆ มีดงั นี ้
1. การพฒั นาอาชีพแบบครบวงจรของกิจกรรมพฒั นาชุมชน ได้ดาเนินงานนโยบายพฒั นา
เศรษฐกิจหม่บู ้าน ซง่ึ จาแนกหม่บู ้านตามระดบั ความจาเป็นในการพฒั นาเศรษฐกิจเป็น 3
ระดบั กาหนดวตั ถปุ ระสงค์ในการพฒั นาตามระดบั แล้วจดั กิจกรรมให้เหมาะสม ทงั้ นมี ้ ี
การปรับความเชื่อมโยงระหวา่ งกิจกรรมท่เี ก่ียวข้องกบั การพฒั นาอาชีพท่ีมีอยทู่ งั้ หมด
โดยให้กลมุ่ ออมทรัพย์เพ่อื การผลติ เป็นกิจกรรมแกน
2. การฝึกอบรมองค์กรในงานพฒั นาชุมชนด้านการบริหารการพฒั นา หลกั สตู รฝึกอบรมใน
ช่วงนี ้ เน้นหนกั การทาความเข้าใจกบั ระบบการบริหารการพฒั นาชนบทของชาติ ทงั้ ระบบ
องค์กร ระบบข้อมลู และระบบแผนงาน มีการเรียนรู้กระบวนการวางแผนวางโครงการ
อยา่ งเข้มข้น เพ่ือให้องค์กรสามารถจดั ทาแผนและเขียนโครงการไปขอรับการสนบั สนนุ
งบประมาณจากองค์กรบริหารการพฒั นาระดบั ตา่ ง ๆ ได้สะดวกขนึ ้
3. ปรับรูปแบบขององค์กรสตรีจากกลมุ่ กิจกรรมให้เป็นองค์กรบริหารการพฒั นาสตรีทางานให้
มีบทบาทในการพฒั นาสตรี เด็ก เยาวชน และมีสว่ นร่วมในการพฒั นาหม่บู ้านตาบล เคียง
คไู่ ปกบั คณะกรรมการหมบู่ ้าน สภาตาบล คณะกรรมการพฒั นาอาเภอ คณะกรรมการ
พฒั นาจงั หวดั ในช่ือวา่ คณะกรรมการพฒั นาสตรีระดบั หม่บู ้าน คณะกรรมการพฒั นา
สตรีระดบั ตาบล คณะกรรมการพฒั นาสตรีระดบั อาเภอ และคณะกรรมการพฒั นาสตรี
ระดบั จงั หวดั เพอื่ ให้สตรีมีสว่ นร่วมในการพฒั นาชมุ ชนและสามารถพงึ่ ตนเองได้มากทีส่ ดุ
37
โดยการพฒั นาสตรีถกู จดั แบง่ เป็นงาน 3 ด้าน คอื งานการมีสว่ นร่วมทางการเมืองของสตรี
งานการรวมกลมุ่ และพฒั นาอาชีพสตรี และงานสร้างเสริมสถานภาพสตรี
4. พฒั นาภาวะผ้นู าของเยาวชนให้สงู ขนึ ้ ผา่ นโครงการแลกเปลยี่ นเยาวชนระหวา่ งประเทศ
ไทย-แคนาดา ซง่ึ นบั วา่ เป็นหนว่ ยงานแรกท่ีสง่ เสริมโอกาสให้เยาวชนชนบทได้ไปใช้ชีวิตอยู่
กบั ครอบครัวชาวตา่ งชาตใิ นตา่ งประเทศ ทาให้เยาวชนได้เรียนรู้วิถีชีวิต วฒั นธรรม
ประเพณีของกลมุ่ สงั คมอื่น เกิดความสานกึ ในคณุ คา่ ความเป็นไทย มีโลกทศั น์กว้างขนึ ้
มีความเช่ือมนั่ ในตนเองสงู ขนึ ้ ปัจจุบนั งานโครงการนกี ้ ็ยงั ดาเนินการอยแู่ ละขยายจานวน
ประเทศทจ่ี ะมีการแลกเปลย่ี นเยาวชนออกไปอีกหลายประเทศ
5. พฒั นาบุคลากรของกรมด้านการใช้เคร่ืองมือในการบริหารจดั การ เพอื่ เพ่มิ ประสทิ ธิภาพใน
การทางานบริหารการพฒั นาชนบท และการบริหารการพฒั นาชุมชน เช่น การวางแผน
และควบคมุ การทางานตามแผนด้วย PERT และ Logical Framework การวิเคราะห์และ
ตคี วามข้อมลู การทาแผนทีข่ ้อมลู ฯลฯ
6. พฒั นากระบวนการทางานของนกั พฒั นา ชื่อ “CED Process” ซง่ึ ยอ่ มาจาก Community
Education for Development Process เพื่อเพม่ิ ประสทิ ธิภาพการทางานสง่ เสริมการ
เรียนรู้ของประชาชน
7. จดั การรับรองสถานภาพกิจกรรมและองค์กรในงานพฒั นาชุมชน เนือ่ งจากมีหนว่ ยงานหลาย
หนว่ ยเร่ิมขยายงานมาซา้ ซ้อนกบั งานทกี่ รมการพฒั นาชุมชนสง่ เสริมและสนบั สนนุ อยู่ และ
หนว่ ยงานเหลา่ นนั้ มกั ใช้ระเบยี บกฎหมายเป็นกลไกในทางาน เพื่อให้การทางานของ
องค์กรชมุ ชนได้รับการรับรองอยา่ งเป็นทางการ จงึ เสนอออกระเบียบกระทรวงมหาดไทย
กาหนดสถานภาพให้กบั องค์กรดงั กลา่ ว เชน่ ระเบยี บเก่ียวกบั ศนู ย์เยาวชนตาบล ฯลฯ
8. ปรับปรุงศนู ย์พฒั นาตาบล ให้เป็นศนู ย์ข้อมลู ประจาตาบล และศนู ย์สง่ เสริมความรู้ประจา
ตาบล เพ่อื สนบั สนนุ ให้สภาตาบลใช้เป็นศนู ย์การบริหารการพฒั นาของตาบล
ในขณะเดยี วกนั ก็ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการพฒั นาชนบทแหง่ ชาติให้รับผิดชอบโครงการ
พฒั นาชนบทระดบั หม่บู ้านตามแผนพฒั นาชนบทยากจน และในสว่ นภมู ิภาค พฒั นาการอาเภอเป็น
เลขานกุ ารคณะกรรมการพฒั นาอาเภอ ตามระเบยี บสานกั นายกรัฐมนตรี วา่ ด้วยการบริหารการพฒั นา
ชนบท พ.ศ. 2524 ลงวนั ท่ี 25 กรกฎาคม 2524 ตอ่ มาวนั ที่ 27 มกราคม 2525 ได้แก้ไขให้ปลดั อาเภอ
(อาวโุ ส) เป็นเลขานกุ าร แตพ่ ฒั นาการอาเภอก็ยงั คงมีบทบาทในการบริหารการพฒั นาใน
38
คณะกรรมการสร้างงานในชนบทระดบั อาเภอ ดแู ลการดาเนนิ งานโครงการสร้างงานในชนบท โดย
พฒั นาการอาเภอเป็นเลขานกุ ารคณะกรรมการสร้างงานในชนบทระดบั อาเภอ
ในช่วงนีบ้ ทบาทของพฒั นากรเปลย่ี นแปลงจากเดิมมาก พฒั นากรได้รับการกาหนดให้มีบทบาทเป็น
ผ้จู ดั การการพฒั นา โดยทาหน้าทที่ ่ีปรึกษาของสภาตาบลและเป็นเลขานกุ ารคณะทางานสนบั สนนุ การ
ปฏิบตั งิ านระดบั ตาบล ซง่ึ จะต้อง เป็นผ้จู ดั แจง อานวยการ หรืออานวยความสะดวกทจ่ี ะทาให้เกิดการ
พฒั นามากขนึ ้ โดยเฉพาะในสว่ นที่
เกี่ยวข้องกบั ระบบการ บริหารการพฒั นา
ชนบทของประเทศ เชน่ การประสานการจดั เก็บ
ข้อมลู พนื ้ ฐานเพือ่ การ พฒั นาชนบท การ
กระต้นุ ให้องค์กรบริหาร การพฒั นาและ
หนว่ ยงานที่เกี่ยวข้องได้ ใช้ประโยชน์จากข้อมลู
ในการวางแผนงาน/ โครงการพฒั นาตาบล/
หมบู่ ้าน การสนบั สนนุ ให้ใช้แผนพฒั นาในการดาเนนิ งานขององค์กรและหนว่ ยงานตา่ ง ๆ อยา่ งไรก็
ตามการทางานของพฒั นากรยงั คงต้องปฏิบตั ิตามมาตรการพฒั นาชุมชนกลา่ วคอื ต้องเข้าถงึ
ประชาชน ต้องให้ประชาชนได้เรียนรู้ ต้องให้ประชาชนมีสว่ นร่วม ต้องสร้างอาสาสมคั รและผ้นู าท้องถิ่น
และต้องทางานร่วมกบั หนว่ ยงานอื่น
ระยะท่ี 4 : เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
เมื่อก้าวเข้าปีท่ี 31 นบั ตงั้ แตส่ ถาปนากรมฯ ได้มีการปรับการบริหารและการจดั องค์การของกรมการ
พฒั นาชุมชนอีกครัง้ โดยมีพระราชกฤษฎกี าแบง่ สว่ นราชการกรมการพฒั นาชมุ ชน กระทรวงมหาดไทย พ.ศ.
2535 กาหนดอานาจหน้าที่ของกรมการพฒั นาชุมชนไว้ 7 ประการ
1. ฝึกอบรมและพฒั นาข้าราชการและลกู จ้างในสงั กดั รวมทงั้ ให้ความร่วมมือในการฝึกอบรมด้าน
การพฒั นาชมุ ชนแก่องค์กรและหนว่ ยงานทงั้ ในและตา่ งประเทศ
2. ให้การศกึ ษาและพฒั นากระบวนการเรียนรู้ โดยเฉพาะการปลกู ฝังวิถีประชาธิปไตยขนั้ พนื ้ ฐาน
แก่ประชาชน โดยจดั ตงั้ และพฒั นากลมุ่ ประชาชนเปา้ หมาย เพอื่ ให้สามารถพง่ึ ตนเองได้ทงั้ ใน
ด้านสงั คม เศรษฐกิจ และสงิ่ แวดล้อมชมุ ชน รวมทงั้ ประชาสมั พนั ธ์กิจกรรม และการ
ปฏบิ ตั งิ านของหนว่ ยงานในสงั กดั
3. พฒั นาองค์กร อาสาสมคั ร และผ้นู าท้องถิ่นในระดบั ตาบลและหม่บู ้าน ด้วยวิธีการพฒั นา
ชมุ ชนเพือ่ ให้เป็นพนื ้ ฐานในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย
39
4. พฒั นาระบบรูปแบบ และวธิ ีการพฒั นา จดั ทาและประสานแผนงานของกรมฯ ให้เป็นไปตาม
นโยบายและแผนแมบ่ ทของกระทรวง กากบั เร่งรัด ติดตามและประเมินผลการปฏิบตั ิงานตาม
แผนงานของหนว่ ยงานในสงั กดั รวมทงั้ แผนพฒั นาตาบล ตลอดจนจดั ระบบข้อมลู และเป็นศนู ย์
ข้อมลู เพอื่ การพฒั นาชนบทของประเทศ
5. ให้ความช่วยเหลอื ทางด้านวชิ าการ และสนบั สนนุ การปฏิบตั ิงานพฒั นาชุมชนในสว่ นภมู ิภาค
6. ดาเนนิ การและประสานงานเกี่ยวกบั การพฒั นาชมุ ชนในสว่ นภมู ิภาค
7. ปฏิบตั ริ าชการอ่ืนใดก็ตามทีก่ ฎหมายกาหนดให้เป็นหน้าทกี่ รมฯ
ในชว่ งนไี ้ ด้มีการปรับโครงสร้างองค์การ 3 ครัง้ ครัง้ แรกในช่วงต้นทศวรรษ ปรับตามพระราชกฤษฎีกา
แบง่ สว่ นราชการกรมการพฒั นาชุมชน พ.ศ.2535 โดยให้มีราชการบริหารสว่ นกลางดงั นี ้
1. สานกั งานเลขานกุ ารกรม
2. กองคลงั
3. กองการเจ้าหน้าท่ี
4. กองฝึกอบรม
5. กองพฒั นาสตรี เด็กเยาวชน
6. กองพฒั นาสงั คม เศรษฐกิจ และสง่ิ แวดล้อม
7. กองพฒั นาอาสาสมคั รและผ้นู าท้องถ่ิน
8. กองวิชาการและแผนงาน
9. กองสง่ เสริมและเผยแพร่
10.ศนู ย์ช่วยเหลอื ทางวิชาการพฒั นาชมุ ชนเขตที่ 1-9
มีการจดั ตงั้ สว่ นราชการภายใน 4 สว่ น คือ สานกั งานอธิบดี สานกั ผ้ตู รวจราชการกรม กองพฒั นา
เยาวชน สานกั งานโครงการจดั ทด่ี นิ ทากินให้กบั ราษฎรผ้ยู ากไร้ในพนื ้ ที่ป่าสงวนเสอื่ มโทรม กระทรวง-
มหาดไทย (คจก.มท) และจดั ตงั้ องค์กรรับผิดชอบกิจกรรม/โครงการท่ไี ด้รับมอบหมายจากกระทรวง-
มหาดไทย 2 องค์กร คอื ศนู ย์ข้อมลู เพ่อื การพฒั นาชนบท กระทรวงมหาดไทย และสานกั งานโครงการ
การมีสว่ นร่วมของประชาชนในการจดั การทรัพยากรธรรมชาติ
ปี 2538 ได้ยบุ เลกิ สว่ นราชการภายใน แล้วจดั ตงั้ ใหม่ 4 สว่ น คอื สานกั งานผ้ตู รวจราชการกรมฯ กองพฒั นา
เยาวชน กองพฒั นาเด็ก กองตดิ ตามและประเมินผล นอกจากนยี ้ งั ได้ปรับปรุงโครงสร้างตามแผนอตั รากาลงั
3 ปีระยะท่ี 3 จดั ตงั้ กลมุ่ งานวิจยั และพฒั นาขนึ ้ ตรงกบั อธิบดี ยกระดบั คณุ ภาพตาแหนง่ ทางวิชาการ โดย
กาหนดตาแหนง่ วิชาการไว้ในระดบั กรม กอง เขต เป็นจานวนถึง 107 ตาแหนง่
40
ปี 2540 ก็ยบุ เลกิ กองพฒั นาเยาวชน ปี 2541 ยบุ เลกิ คณะผ้ตู รวจราชการกรม ปี 2542 ยบุ เลกิ กอง
ตดิ ตามและประเมินผล ตงั้ ศนู ย์ชว่ ยเหลอื ทางวชิ าการพฒั นาชมุ ชนเขต 9-12 ปี 2543 จดั ตงั้ กอง
พฒั นาเยาวชน ปี 2544 จดั ตงั้ สานกั บริหารกองทนุ พฒั นาชมุ ชน
จากการท่ีมีบทบาทเป็นสว่ นหนง่ึ ของกระบวนการพฒั นาชนบทของประเทศ กรมการพฒั นาชุมชนได้
ปรับวตั ถปุ ระสงค์ เปา้ หมาย และวิธีการดาเนนิ การให้สอดคล้องกบั แผนพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คม
แหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 7 (พ.ศ. 2536-2539) รวมทงั้ แผนแม่บทระดบั ตา่ ง ๆ โดยวตั ถุประสงค์ในการ
ดาเนนิ งานของกรมการพฒั นาชุมชนในช่วงต้นของทศวรรษนวี ้ า่ "เพอ่ื พฒั นาคณุ ภาพชีวิตและ
สงิ่ แวดล้อมของประชาชนให้ดีขนึ ้ โดยยดึ หลกั การมีสว่ นร่วมของประชาชน" โดยมีเปา้ หมายของการ
ดาเนินงาน ท่จี ะให้ประชาชนมีคณุ ภาพชีวิตท่ีดีขนึ ้ ตามเกณฑ์ความจาเป็นพนื ้ ฐาน (จปฐ.)ทงั้ 9 หมวด
คือ อาหารดี มีบ้านอาศยั ศกึ ษาอนามยั ถ้วนทว่ั ครอบครัวปลอดภยั รายได้ดี มีลกู ไม่มาก อยากร่วม
พฒั นา พาสคู่ ณุ ธรรม และบารุงสงิ่ แวดล้อม การดาเนินงานตามหน้าที่ จาแนกเป็น 9 งาน ได้แก่
1. งานพฒั นาโครงสร้างพนื ้ ฐานชนบท
2. งานพฒั นาเศรษฐกิจชนบท
3. งานพฒั นาชุมชนในเขตพนื ้ ที่เปา้ หมายเฉพาะ
4. งานพฒั นาองค์กร
5. งานพฒั นาเดก็
6. งานพฒั นาและสง่ เสริมอาชีพเสตรี
7. งานพฒั นาเยาวชน
8. งานสง่ เสริมและเผยแพร่
9. งานอาสาพฒั นาชุมชน
วิธีการในการดาเนนิ งานพฒั นาชมุ ชนกาหนดไว้ 2 ประการคอื (1) ให้การศกึ ษาและพฒั นากระบวนการ
เรียนรู้ของประชาชน และ(2)พฒั นาองค์กรประชาชนและอาสาสมคั ร ซงึ่ มองวา่ ด้วยวิธีการดงั กลา่ วนี ้
จะนาไปสกู่ ารพฒั นาศกั ยภาพขององค์กรประชาชนให้อยใู่ นระดบั ท่ีสามารถรับผิดชอบการดาเนินงาน
พฒั นชมุ ชนมากขนึ ้ ตามลาดบั ในระยะนเี ้จ้าหน้าที่พฒั นาชมุ ชนมีบทบาท 3 ประการคือ
1. บทบาทในการบริหารงานพฒั นาชนบท ประกอบด้วย
1.1 จดั ระบบข้อมลู เพื่อการพฒั นาชนบท การจดั เก็บข้อมลู การประมวลผลและวิเคราะห์
ข้อมลู และการใช้ประโยชน์จากผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ในการวางแผนเพื่อแก้ปัญหา
1.2 สนบั สนนุ การจดั ทาแผนพฒั นาตาบล เพอ่ื ให้เป็นไปตามระเบยี บสานกั นายกรัฐมนตรี
วา่ ด้วยการวางแผนพฒั นาตาบล ปี 2526
41
2. บทบาทในการดาเนินกิจกรรมงานพฒั นาชมุ ชน ซง่ึ ได้แก่ การพฒั นาสตรี เด็ก เยาวชน
อาชีพ สงั คม และสง่ิ แวดล้อม โดยการสนบั สนนุ งบประมาณ วสั ดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ และ
ช่วยเหลอื ทางวิชาการให้องค์กรประชาชนและอาสาสมคั ร เป็นผ้รู ับผดิ ชอบดาเนนิ งาน
อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
3. บทบาทในฐานะเป็นข้าราชการของรัฐ ได้แก่ การเป็นตวั แทนหนว่ ยงานของรัฐ รู้ความ
เคลอ่ื นไหวในพนื ้ ท่ี ร่วมแก้ปัญหากบั เจ้าหน้าทแ่ี ละประชาชน และทาความเข้าใจในเร่ือง
ตา่ ง ๆ แก่ประชาชน
ในทศวรรษนเี ้ป็นยคุ ท่ีสงั คมมีการเปลย่ี นแปลงรวดเร็ว มีความซบั ซ้อน และมีความสมั พนั ธ์เก่ียวข้องกนั
ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม การเปลย่ี นแปลงหรือความเคลอื่ นไหวของสงั คมหนงึ่ สามารถกระทบตอ่ สงั คมอื่น
ได้อยา่ งรวดเร็ว สภาวะสงั คม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศมีการเคลอ่ื นไหวเปลย่ี นแปลงรวดเร็ว
และรุนแรงมากเชน่ กนั โดยเฉพาะ การปฏิรูประบบราชการ การกระจายอานาจสทู่ ้องถ่ิน การ
ประกาศใช้รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ.2540 การเกิดวกิ ฤตเิ ศรษฐกิจ ล้วนสง่ ผลตอ่ การ
ทางานของกรมการพฒั นาชมุ ชนทงั้ สนิ ้ นอกจากนภี ้ ายในกรมฯเองก็มีการเปลยี่ นแปลงรวดเร็วเช่นกนั
โดยเฉพาะเมื่อเทียบกบั 3 ทศวรรษทผ่ี า่ น ซง่ึ 30 ปี มีอธิบดีกรมการพฒั นาชมุ ชนเพยี ง 8 คน แตใ่ น
ทศวรรษนี ้ มีอธิบดีถงึ 6 คนด้วยกนั การเปลย่ี นแปลงอธิบดแี ตล่ ะครัง้ ก็มีการเปลยี่ นจุดเน้นเชิงนโยบาย
ระยะนกี ้ รมการพฒั นาชมุ ชนจึงปรับระบบงานและการบริหารให้เหมาะสมอยบู่ อ่ ยครัง้ โดยมีการ
เปลย่ี นแปลงครัง้ ใหญ่ 2 ครัง้ ครัง้ แรกเป็นการเปลย่ี นแปลงเพื่อสนบั สนนุ การเปลยี่ นสถานภาพของ
หนว่ ยบริหารการพฒั นาระดบั ตาบลให้เป็นหนว่ ยการปกครองท้องถ่ิน ครัง้ ที่สอง คอื การเปลยี่ นแปลง
ตามยทุ ธศาสตร์การพฒั นาชมุ ชน 2541-2545
การปรับเพ่อื สนับสนุนการปกครองท้องถ่นิ
การเปลยี่ นแปลงสถานภาพของสภาตาบลตามพระราชบญั ญตั ิสภาตาบลและองค์การบริหารสว่ น
ตาบล พ.ศ.2537 ซง่ึ มีผลบงั คบั ใช้ตงั้ แตว่ นั ที่ 2 มีนาคม 2538 เป็นต้นมา ทาให้คาดวา่ สภาตาบล ทวั่
ประเทศจานวน 6,834 แหง่ มีฐานะเป็นองค์การบริหารสว่ นตาบล (อบต.) ทงั้ หมดภายในปี 2540
อาศยั ความตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ.สภาตาบลและองค์การบริหารสว่ นตาบล พ.ศ.2537 และตาม
มาตรา 72 วรรค 2 ประกอบกบั ความสมั พนั ธ์ที่มีตอ่ กนั ระหวา่ งพฒั นากรกบั สภาตาบลตามโครงสร้าง
เก่าและภาระหน้าท่ขี องพฒั นากรทีพ่ งึ มีตอ่ องค์กรท้องถิ่นตามเจตนารมณ์แหง่ การสถาปนากรมการ
พฒั นาชมุ ชน กรมฯ จึงสนบั สนนุ ให้พฒั นากรไปปฏบิ ตั งิ านในหน้าทีเ่ ลขานกุ ารสภาตาบล และ
ปฏบิ ตั ิงานใน อบต. หากได้รับการร้องขอ ซง่ึ ปรากฏวา่ ในระยะเปลยี่ นสถานภาพ พฒั นากรทว่ั ประเทศ
42
ได้รับการแตง่ ตงั้ ให้เป็นเลขานกุ ารสภาตาบลถงึ 1,910 คน และมีพฒั นากรได้รับการร้องขอให้ชว่ ย
ปฏบิ ตั ิงานใน อบต. จานวน 896 คน (ข้อมลู ณ เดือนสงิ หาคม 2539)
การเข้าไปปฏิบตั ิงานให้กบั อบต.หลายประการ โดยเฉพาะในสว่ นที่เป็นงานใหม่ ๆ ท่ี อบต.ยงั ไม่
ค้นุ เคย เชน่ งานธุรการ งานสารบรรณ งานการเงินการคลงั งานโยธา กอ่ ให้เกิดความยงุ่ ยากในการ
ทางานของพฒั นากรด้วยเชน่ กนั เพราะงานเหลา่ นมี ้ ีระเบยี บกฎหมายท่โี ดยปกติพฒั นากรไมใ่ คร่
เก่ียวข้องด้วยกากบั ไว้ พฒั นากรจึงไมม่ ีความสนั ทดั จดั เจนในเรื่องดงั กลา่ ว ดงั นนั้ เพ่ือให้การ
ปฏิบตั ิงานกบั อบต. ของพฒั นากรเป็นไปอยา่ งเหมาะสม กรมการพฒั นาชุมชนจึงได้กาหนดบทบาท
หน้าทีค่ วามรับผดิ ชอบของพฒั นากรให้เป็นการสนบั สนนุ ความเข้มแขง็ ในการบริหารการพฒั นาของ
อบต. โดยไมก่ ้าวกา่ ยอานาจหน้าทท่ี ่ี อบต.มีตามกฎหมาย ไม่ขดั ขวางการพฒั นาศกั ยภาพของ อบต.
และอยภู่ ายในขอบเขตหน้าทค่ี วามรับผิดชอบของกรมการพฒั นาชมุ ชน ดงั นี ้
1. รับผิดชอบการจดั ตงั้ บริหาร และพฒั นาศนู ย์ข้อมลู ตาบล รวมทงั้ การให้บริการข้อมลู
ขา่ วสารการพฒั นาแก้หนว่ ยราชการ องค์กรเอกชน และบคุ คลทว่ั ไป โดยให้มีหน้าทใี่ นการ
จดั เก็บ วเิ คราะห์ ประมวลผล เผยแพร่ข้อมลู เพ่อื การพฒั นาของ อบต.
2. ชว่ ยเหลอื แนะนา และสนบั สนนุ อบต.ในการจดั ทาแผนพฒั นาตาบล 5 ปี และแผนพฒั นา
ตาบลประจาปี หรือเป็นทป่ี รึกษาด้านการวางแผนของ อบต.
3. ช่วยเหลอื แนะนาและสนบั สนนุ อบต.ในการประเมินผลการดาเนินงานตามแผนพฒั นา
ตาบลในภาพรวม
4. ให้คาปรึกษา และแนะนา อบต.ในด้านการดาเนินงานตามหลกั การพฒั นาชมุ ชน
5. เสนอแผนงาน/โครงการพฒั นาชุมชนตามระบบ กนภ. และอ่ืน ๆ ในการจดั ทาแผนพฒั นา
ตาบลตอ่ อบต.
6. ดาเนนิ งาน นิเทศ ติดตาม และประเมินผลแผนงาน/โครงการทีก่ รมการพฒั นาชุมชน
รับผิดชอบในฐานะเป็นหนว่ ยดาเนินการ
นอกจากนยี ้ งั ได้มีข้อเสนอแนะจากคณะทางานร่างแนวทางการสนบั สนนุ การปฏบิ ตั ิงานของเจ้าหน้าที่
พฒั นาชุมชนในพนื ้ ท่ี อบต. โดยพจิ ารณาภารกิจ/หน้าทข่ี องพฒั นากรในการตอบสนองกฎหมาย/
ระเบียบ / คาสงั่ ท่ีเก่ียวข้อง เพ่อื การทางานกบั อบต. ได้แก่
1. พ.ร.บ.สภาตาบลและองค์การบริหารสว่ นตาบล พ.ศ.2537
2. ระเบียบสานกั นายกรัฐมนตรีวา่ ด้วยการบริหารการพฒั นาเพื่อกระจายความเจริญไปสู่
ภมู ิภาคและท้องถ่ิน พ.ศ. 2539
3. ระเบียบสานกั นายกรัฐมนตรีวา่ ด้วยการวางแผนพฒั นาตาบล พ.ศ. 2526
43