พระญวนในประเทศสยาม ชน้ั แรกก็คงบวชเรยี นมาจากเมืองญวน แตเ่ หน็ จะมีเช่นนนั้
เพียงในรัชกาลท่ี ๑ ต่อน้ันมาเมืองญวนกบั ไทยเกิดเปน็ อรกิ ันมาตลอดรชั กาลที่ ๒ และ รัชกาล
ที่ ๓ ชาวประเทศท้ังสองฝา่ ยมไิ ด้ไปมาหากนั อยา่ งปกติ พระญวนในประเทศนกี้ ็มแี ตบ่ วชเรยี น
ในประเทศนเ้ี อง แต่ยังมที เ่ี ป็นญวนนอกลงมาเพยี งพระครคู ณานัมสมณาจารย์ (ฮงึ ) และพระ
ครูคณานมั สมณาจารย์ (กรา่ ม) ทา่ นทัง้ สองนี้เม่อื ยงั เปน็ เดก็ ตามบิดามารดาเข้ามาในรัชกาลที่ ๓
แล้วมาบวชในกรุงเทพมหานครนี้ ช้นั ต่อมาเป็นญวนเกดิ และบวชในประเทศน้ที งั้ นั้น ถึงรัชกาล
ที่ ๔ และรัชกาลท่ี ๕ เมืองญวนกับไทยมิไดเ้ ป็นอรกิ นั ปรากฏวา่ มีพระญวนในประเทศน้ีได้
พยายามไปสืบศาสนาในเมอื งญวน แตก่ ารทไี่ ปไม่สะดวกดว้ ย เมืองญวนตกอยู่ในอํานาจฝรงั่ เศส
พระญวนในประเทศสยามกบั พระญวนในประเทศญวนก็มิได้ติดตอ่ กนั ต่างฝ่ายต่างก็ถอื คติตาม
ประเทศท่ตี นอยู่ พระญวนท่ีมาอยใู่ นประเทศสยามมาแก้ไขคติหันมาตามพระสงฆ์ไทยหลาย
อยา่ ง เปน็ ตน้ ว่ามาถือสกิ ขาบทวกิ าลโภชนไ์ ม่กินขา้ วเย็น ครองผา้ สเี หลอื งแตส่ เี ดยี ว ไม่ใชต้ า่ ง
สี ไมใ่ สเ่ กอื กและถงุ ตนี เหมอื นเชน่ พระในเมอื งจนี เมอื งญวน แต่ส่วนข้อวตั รปฏิบตั อิ ย่างอ่นื
ตลอดจนเปน็ กิจพธิ ี คงทําตามแบบในเมืองญวนมาจนในรชั กาลที่ ๕ เมือ่ พระบาทสมเดจ็ พระ
จุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ โปรดกระหมอ่ มให้มีสมณฐานันดรศกั ดิ์ และ
โปรดเกลา้ โปรดกระหม่อมให้นิมนตม์ าทาํ พธิ กี งเต๊กเป็นการหลวงบ่อย ๆ จงึ แกไ้ ขเพิ่มเตมิ กจิ พธิ ี
คลา้ ยกบั พระไทยยิ่งขึ้นอีกหลายอย่าง
มลู เหตทุ ี่พระญวนจะไดร้ ับความยกย่องในราชการนนั้ ไดย้ นิ เลา่ กนั มาวา่ เม่ือ พระบาท
สมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอย่หู ัว ทรงผนวชอยใู่ นรชั กาลที่ ๓ ใครจ่ ะทรงทราบ ลทั ธขิ องพระญวน
จึงทรงสอบถามองฮงึ (ซ่งึ ไดเ้ ปน็ พระครคู ณานัมสมณาจารย์องค์แรกเม่ือรชั กาลท่ี ๕) จึงไดท้ รง
คุน้ เคยชอบพระราชอธั ยาศยั มาแตค่ ร้ังนน้ั ครนั้ เสด็จเถลงิ ถวัลยราชสมบตั แิ ลว้ องฮงึ ไดเ้ ป็น
อธกิ ารวดั ญวนที่ตลาดน้อย พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัวจึงทรงพระกรณุ าโปรดเกล้า
โปรดกระหมอ่ มช่วยปฏิสังขรณ์ (ต่อมาถงึ รชั กาลท่ี ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั
ทรงช่วยอกี จงึ เป็นเหตุใหพ้ ระราชทานนามวดั น้ีว่า วัดอภุ ยั ราชบํารุง) พระญวนได้มโี อกาสเขา้
เฝา้ แหนได้ตงั้ แต่รัชกาลที่ ๔ เปน็ ต้นมา ข้อนพี้ งึ เห็นไดใ้ นงานเฉลิมพระชนั ษา พระญวนยังเขา้ ไป
ถวายธูปเทยี นและกมิ ฮวยอ้งั ตว๋ิ อยทู่ กุ ปจี นบัดนีส้ ่วนพธิ ีกงเต๊กทไ่ี ดท้ ําเป็นงานหลวงน้นั ปรากฏ
ว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ทําเป็นครั้งแรกเม่ืองาน
พระศพสมเดจ็ พระเทพศริ ินทราบรมราชินี เมอ่ื ปีระกา พ.ศ. ๒๔๐๔ ต่อนัน้ มา เมื่อพระบาท
สมเด็จพระปิน่ เกลา้ เจ้าอยูห่ วั เสดจ็ สวรรคตในปฉลู พ.ศ. ๒๔๐๘ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้
ทาํ พิธกี งเตก๊ ทใ่ี นพระบวรราชวงั อีกครัง้ หนง่ึ ตอ่ นนั้ ถึงงานพระศพกรมหมน่ื มเหศวรศวิ วลิ าศ
201
ก็โปรดเกลา้ โปรดกระหม่อมใหม้ ีพิธีกงเต๊ก พิธีกงเตก๊ จึงได้เข้าในระเบยี บงานพระศพซึง่ เปน็ การ
ใหญ่
ถึงรัชกาลที่ ๕ ทําพธิ ีกงเต๊กในงานพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยู่
หัวเป็นครั้งแรก ตอ่ น้ันกม็ าทําในงานพระศพสมเดจ็ พระนางเจา้ สุนนั ทากมุ ารรี ัตน์ เมอ่ื ปีมะโรง
พ.ศ. ๒๔๒๓ และงานพระศพอ่นื ซึ่งเปน็ งานใหญ่เป็นประเพณสี ืบมา
แตก่ ารกงเต๊กท่ีทาํ เม่อื คร้ังพระศพสมเด็จพระนางเจา้ สนุ ันทากมุ ารรี ตั นน์ ้นั เป็นตน้
ประเพณที ี่เกิดขึ้น และมีสืบมาจนทุกวนั น้ี ๒ อยา่ ง คือ อย่างที่ ๑ วธิ ที าํ บญุ หนา้ ศพ ตาม
ประเพณจี นี และญวนนน้ั ญาติวงศ์ผมู้ รณภาพยอ่ มทําบุญหน้าศพทุก ๆ วนั นบั ตัง้ แตว่ ันมรณะ
ไปจนครบ ๗ วัน เมอ่ื ครบ ๗ วันแล้วแตน่ ั้น ทําบุญ ๗ วันครง้ั หนง่ึ ไปอีก ๗ ครงั้ ครบ ๕๐ วัน
แล้วหยุดงานพิธไี ปจนถงึ ๑๐๐ วนั (สันนษิ ฐานวา่ เมอื่ จะฝังหรอื เผาศพ) ทาํ พธิ ีเปน็ การใหญ่
คร้ังสดุ ทา้ ย พธิ กี งเตก๊ ในงานพระศพก็ทาํ เช่นนน้ั เปน็ ต้นแบบท่ีทาํ บญุ หนา้ ศพซ่ึงเรียกว่า สตั ตม
วาร ปญั ญาสมวาร และสตมาหะ ทท่ี าํ กันอยู่ดว้ ยไมเ่ ก่ยี วขอ้ งแก่กงเตก๊ จนทกุ วนั นี้ อกี อย่างหนึง่
นน้ั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อย่หู ัวทรงพระราชปรารภถงึ ความภกั ดีของพระญวน
และพระจีนที่มาทําพิธถี วายในคร้งั นัน้ ทรงพระราชดาํ รวิ า่ พวกญวนทั้งพระและคฤหัสถ์ ซึง่ มี
อย่ใู นพระราชอาณาเขตในเวลาน้ัน ตกมาถงึ ช้ันนนั้ เปน็ ญวนเกดิ ในพระราชอาณาเขต เป็นแต่
เชื้อสายญวนทเี่ ข้ามาแตเ่ มืองญวน เชน่ เดยี วกบั พวกมอญ สมเดจ็ พระเจา้ แผ่นดนิ แต่กอ่ นได้ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมตั้งพระสงฆ์มอญให้มีสมณศักดิ์เหมือนอย่างพระสงฆ์ไทย
ฉันใด สมควรจะทรงต้งั พระสงฆ์ญวนใหม้ ีสมณศักดิ์ขน้ึ บา้ ง แตพ่ ระสงฆญ์ วนถือลทั ธิมหายานจะ
เข้าทํากิจพธิ ีร่วมกับพระสงฆ์ไทยไม่ได้เหมือนอย่างพระมอญ จงึ ทรงพระราชดํารใิ หม้ ที ําเนยี บ
สมณศักด์ิสําหรับพระญวนข้นึ ตา่ งหาก ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าโปรดกระหมอ่ มใหม้ ีสมณศักด์ิ
สําหรับพระจีนด้วยในคราวเดียวกันและทรงเลือกสรรพระญวนท่ีเป็นคณาจารย์ต้ังเป็นตําแหน่ง
พระครู พระปลดั รองปลัด (เทียบดว้ ยสมหุ )์ ผู้ช่วย (เทยี บด้วยใบฎีกา) ส่วนพระจีนน้ันหัวหนา้
เปน็ ตําแหนง่ พระอาจารย์ (เทยี บดว้ ยพระครูวิปัสสนา) และมีฐานานกุ รมเป็นปลัดและรองปลัด
เชน่ เดยี วกันกับพระญวน พระราชทานสญั ญาบตั ร มรี าชทินนามกบั พดั ยศซงึ่ จาํ ลองแบบพัด
พระไทย แต่ทำ�ใหข้ นาดยอ่ มลง
ตัง้ แตพ่ ระญวนไดส้ มณฐานันดรศกั ด์ิ และได้รบั นิมนต์เขา้ รับปจั จยั ทานในงานพิธีหลวง
ดังกล่าวมาคณาจารย์ที่เป็นผู้ใหญ่ก็คิดระเบียบการพิธีเพิ่มเติมคล้ายกับพระสงฆ์ไทยข้ึนอีก
หลายอยา่ ง เช่น สวดมาติกา สวดสดับปกรณ์ และสวดอนุโมทนายถาสพั พี เปน็ ตน้ ตลอดจนพิธี
กาลทาน เชน่ กรานกฐนิ เป็นแตส่ วดในภาษาญวน เรอ่ื งนพ้ี ระญวนชีแ้ จงวา่ ในคมั ภีร์ญวน
202
กม็ ีทั้ง ๓ ปฎิ ก เหมอื นกบั คมั ภรี ์ของพระไทย เปน็ แตพ่ ระสงฆ์ในเมอื งญวน เมืองจีน เลือก
ประพฤตแิ ตค่ ติทเ่ี หมาะแก่ภมู ิประเทศ ครนั้ มาอยูใ่ นประเทศสยามน้ี เม่ือเห็นสมควรจะมกี ิจ
พิธีเพ่ิมเตมิ ขนึ้ กไ็ ปค้นเอามาจากคมั ภีร์ของญวนหาไดม้ าคดิ ข้ึนใหม่ไม่ แต่มพี ระญวนบางองคไ์ ด้
พยายามศกึ ษาพระธรรมวินยั ของพระสงฆ์ไทย เชน่ พระครูคณานมั สมณาจารย์ (มินหลับ)
วดั สมณานัมบรหิ าร ซึ่งยกยอ่ งเกยี รติคณุ กันมาแตก่ อ่ นวา่ เป็นผ้ปู ระพฤตเิ ครง่ ครดั ก็ปรากฏวา่
ไดไ้ ปศกึ ษาพระวินยั ตอ่ สมเด็จพระวนั รัต (ทยั ) วดั โสมนัสวหิ าร ซง่ึ อยใู่ กล้ ๆ กนั กับวดั สมณานมั
บรหิ าร ความข้อนยี้ งั มสี ืบมาเหมอื นอยา่ งพระครูคณานัมสมณาจารย์ (บี๊) ที่ถึงมรณภาพนี้เปน็
ผคู้ นุ้ เคยกับข้าพเจา้ มาก ไดส้ นทนากันถงึ เรอ่ื งพระธรรมวินัย ข้าพเจา้ ก็สังเกตเหน็ ว่าไดศ้ ึกษา
มากท้งั พระธรรมวินัยตามลัทธญิ วนและลทั ธไิ ทย ทั้งตง้ั ใจปฏิบตั กิ จิ ในศาสนาโดยซ่ือ จึงเป็นผซู้ ึ่ง
ข้าพเจ้านบั ถือต้ังแตไ่ ดค้ ุน้ เคยกันมาจนตลอดอายขุ องท่าน
203
ค�ำ ชแ้ี จง ของ นายเสถยี ร โพธนิ ันทะ
อาจารยบ์ รรยายวชิ าพระพทุ ธศาสนาลทั ธิมหายานแห่ง
สภาการศึกษามหามกุฏราชวทิ ยาลัย
คณะสงฆ์อนมั นิกายในประเทศไทย มีพระคณุ ทา่ นองสรภาณมธุรส (บา๋ วเองิ ) เจ้า
อาวาสวดั สมณานมั บริหาร ไดป้ รารภแกข่ า้ พเจ้าว่า ในงานพระราชทานเพลิงศพพระคุณทา่ น
พระครูคณานัมสมณาจารย์ (โผซา้ ย) อดตี เจ้าคณะใหญ่อนมั นกิ าย เจ้าอาวาสวัดอภุ ยั ราชบ�ำ รงุ
ณ เมรวุ ัดสมณานัมบรหิ าร (วัดญวนสะพานขาว) ในวนั ท่ี ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๒ คณะสงฆ์
อนัมนิกายปรารถนาจะได้มีหนังสือท่ีเป็นหลักทางพระพุทธศาสนาลัทธิมหายานพิมพ์แจกเป็น
ธรรมบรรณาการ และพระคณุ ทา่ นได้มอบหนงั สือว่าด้วยบรรพชาอปุ สมบทวธิ ใี นลทั ธิมหายาน
แก่ขา้ พเจ้า เพอ่ื ใหช้ ว่ ยจดั แปลสู่พากยไ์ ทย สว่ นในพากยญ์ วนนน้ั พระคณุ ท่านจะเป็นผู้อ่าน
สำ�เนยี งญวนและเขียนเปน็ อักษรไทยตามส�ำ เนียงภาษานั้น ทั้งน้เี พราะหนงั สอื ดังกลา่ วพมิ พ์ดว้ ย
ตวั อักษรจีน ความขอ้ นีอ้ าจจะเป็นทสี่ งสัยแก่ผู้อ่านวา่ ไฉนคัมภรี ท์ างพระพทุ ธศาสนาฝา่ ยอนมั
นกิ ายจงึ เปน็ หนังสือจีนท้ังนน้ั ตลอดจนศาสนพิธี วัตรปฏิบัตขิ องบรรพชติ กไ็ ม่แปลกจากฝา่ ยจีน
ข้าพเจา้ จงึ ขอถือโอกาสอธิบายเรอื่ งราวของพระพทุ ธศาสนาในประเทศญวน ณ ที่นด้ี ้วย
ในเบอ้ื งบรุ พกาลกอ่ นพุทธกาลโน้น ตน้ ตระกูลชนชาติญวนหรืออนัม มภี มู ิลำ�เนาอยู่
ตอนกลางและตอนใต้ของประเทศจนี เชน่ เดียวกับชนชาติไทยเปน็ เจ้าของถิ่นประเทศจนี เดีย๋ ว
นก้ี ่อนหนา้ พวกจีนจะเข้ามาอยู่ จนถงึ กบั มีนกั ประวตั ศิ าสตรส์ นั นษิ ฐานว่า ไทยกบั ญวนเปน็
ชนชาตเิ ดยี วกันมาก่อน
จำ�เนียรกาลต่อมา เน่ืองด้วยถูกผอู้ พยพเข้ามาใหม่ คือ จนี รุกราน ชนชาติเหลา่ นีจ้ ึงแตก
พลัดกระจัดกระจายห่างเหนิ กนั ไป ในราวยุคพทุ ธกาลญวนอพยพลงมาตงั้ อาณาจักรในตังเกีย๋
เด๋ียวนแ้ี ละมีอ�ำ นาจปกแผไ่ ปท่วั อินโดจีนตอนเหนือ คลมุ ขึน้ ไปถึงดินแดนตอนใต้ของลุ่มแม่นา้ํ
แยงซเี กยี ง มณฑลกวางต้งุ กวางไส กุยจ๋ิว ฮกเก้ียน จเี กียง ลว้ นเปน็ เขตของญวน
เรอื่ งของปฐมกษตั รยิ ญ์ วนเปน็ เรื่องเทพนยิ ายเก่ยี วพนั กับพวกนาค พวกงู ซ่ึงดูออกจะ
เปน็ เร่อื งธรรมดาทั่วไปของชนชาติในแหลมอินโดจีนนี้ ประวตั ิศาสตรญ์ วนเอาเป็นท่แี น่ใจได้
ตามความเห็นของข้าพเจ้า นับได้แต่พระเจา้ หงุ้ เยืองตั้งอาณาจักรวังลาง มีกรุงยาวจเี๋ ปน็ ราชธานี
และสืบสันตตวิ งศ์มีกษตั รยิ ์ ๘๑ องค์ ซง่ึ ระยะสมัยดังกลา่ วตรงกับราชวงศ์จวิ ของจนี ตอ่ จากนัน้
ญวนกับจนี ทำ�สงครามกันเรื่อยมาผลัดกันแพแ้ ละชนะ จนลุสมัยราชวงศฮ์ นั่ ของจีน (ราวพุทธศก
ที่ ๕) ญวนเสียอสิ รภาพ
204
จนี จงึ จดั การแบ่งประเทศญวนออกเปน็ ๙ หวั เมืองใหญ่ คอื เมืองนามหาย (กวางต้งุ )
เมืองเทอื งโง (เอ๊กจิว) เมืองอ๊ดู เล้มิ (กยุ้ หลิม) เมืองเทียมโบ้ (เหลี่ยงจวิ ) เมืองยาวจี๋ เมอื งกิว๊ เจิน
เมอื งหยักนาม เมอื งโจวญราย เมืองเทียมเญริน จีนไดส้ ่งขา้ หลวงเทศาภิบาลมาปกครอง และ
เรม่ิ มพี ลเมืองอพยพเข้ามาต้ังรกรากขนึ้ เป็นลำ�ดับ จนี ไดแ้ ผ่อารยธรรมและวฒั นธรรมใหแ้ กญ่ วน
ข้าหลวงจีนคนหน่ึงช่ือ ติกกวง ชาวเมอื งฮัน่ ตงไดเ้ รม่ิ ตัง้ โรงเรียนสอนอักษรศาสตรแ์ ก่
ญวนเป็นครง้ั แรก นบั แต่วาระนั้นมาญวนจึงใช้อกั ษรจีนเป็นอักษรของชาติ ใช้วรรณคดีจนี เปน็
วรรณคดขี องชาติ นักปราชญญ์ วนสามารถแตง่ ค�ำ โคลงอันไพเราะไมแ่ พ้จนี และในยุคน้เี อง
ทญี่ วนต้องเสียดินแดนในประเทศจนี เดย๋ี วน้ใี หแ้ กจ่ ีนไป (คือ กวางต้งุ กวางไส กยุ จิ๋ว) อย่าง
หมดโอกาสท่ีจะคืนไปครองได้ คงรกั ษาดนิ แดนแถบตงั เก๋ยี ไว้เป็นประเทศเวยี ดนามในฐานะ
ประเทศราชหลายศตวรรษ
ศาสนาของญวนเป็นลทั ธิบชู าเทพประจ�ำ ธรรมชาติ ไหวผ้ ี เซ่นวิญญาณ ต่อมาจึงรับลัทธิ
ขอจอื๊ และลัทธเิ ตา๋ จากจนี มานับถอื ส่วนพระพทุ ธศาสนาญวนกร็ บั มาจากจีน แตห่ ลงั ลทั ธขิ อ
จ๊อื และลทั ธเิ ตา๋ มากและไม่สูจ้ ะแพรห่ ลายนกั ในตอนแรก ๆ พงศาวดารญวนกล่าวว่าพระโพธิ
ธรรม คณาจารยช์ าวอินเดียซ่ึงเดนิ ทางเข้ามาตง้ั นกิ าย ธ.ยาน ในจีน ไดม้ าและเผยแผพ่ ระพทุ ธ
ศาสนาในประเทศญวนด้วย เมอื่ พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๐ พระโพธธิ รรมนี้ ญวนเรยี กวา่ “ดาดหม่า
โต๋ซอื ” ซง่ึ มาจากคำ�ว่า “ตกั๊ มอ้ โจวซอื ” ของจีนนน่ั เอง
พระพุทธศาสนาของญวนเพง่ิ มารุ่งโรจน์ขึ้นในสมัยราชวงศ์ลี้ ซึง่ เปน็ สมยั ทอี่ ำ�นาจราช
ศักด์ิของญวนฟ้นื ฟูและสามารถแผ่อ�ำ นาจเข้าไปครอบง�ำ ลาวและเขมร พระเจ้าลท้ี า้ ยโตก๋ าววา่ ง
เด๊ นอกจากจะเปน็ นักรบผ้เู ข้มแข็งแลว้ ยงั ทรงเป็นนักธรรมท่เี คร่งครัด ราชธานขี องพระองค์ คือ
กรงุ ทังล็องทั่น (ฮานอย) มพี ุทธวิหารจ�ำ นวนมาก ทรงบรู ณปฏสิ งั ขรณ์วัดท่ัวประเทศ และในวนั
อโุ บสถเสด็จจ�ำ ศีลภาวนา ณ วัดพ้อดงตอื่ เป็นราชกจิ ประจ�ำ
กษตั ริยอ์ กี พระองค์หนึง่ ของราชวงศ์ลี้ คือ พระเจ้าลท้ี ั้นตงวา่ งเด๊ ทรงใฝพ่ ระทัยในทาน
บรจิ าค และโปรดใหห้ ล่อระฆงั ไวท้ ว่ี ดั ซนุ่ ค้นั ต่ือ หลอ่ พระวรรูปของพระเจา้ สุทโธทนะ พระพุทธ
บิดา (ติ่นผา่ งเยอื ง) ด้วยทองคำ�บรสิ ุทธิ์ ณ วดั เทียนเพอ้ื กต่ือ
กษัตริย์อกี พระองค์หน่ึง คอื พระเจา้ ลี้เญรนิ ตงว่างเด๊ ทรงมีพระกมลโนม้ ไปในเนกขมั มะ
จึงสละราชสมบตั ิออกผนวชเป็นบรรพชิต นบั เป็นปฐมกษัตริย์ญวนองค์แรกท่ีผนวชในพระพทุ ธ
ศาสนา และในรชั สมัยพระเจ้าลี้เทิ่งตงว่างเด๊มพี ระราชโองการให้สอบไลค่ วามรพู้ ระปรยิ ตั ิธรรม
แก่พระภกิ ษุสามเณรทว่ั ประเทศ รชั สมัยพระเจ้าลี้เหว่ตงว่างเดก๊ เ็ สดจ็ ออกผนวช ณ วดั เจินย้าว
ตอ่ื ไดท้ รงปฏิบตั ใิ นสมถวิปัสสนากมั มัฏฐานจนถงึ วัยชรา เมื่อจะส้นิ พระชนม์ก็สามารถประทับ
น่ังเขา้ สมาบัตดิ ับขนั ธ์โดยปราศจากพยาธทิ ุกข์ใด ๆ
205
ถดั จากราชวงศ์ล้ี ก็มาถงึ ราชวงศ์เตริน้ ซึง่ ตรงกับราชวงศห์ งวนของพวกมองโกลยึด
ครองจีนอยู่ ราชวงศ์เตริ้นสามารถแผ่อ�ำ นาจเขา้ ครองประเทศจามปาขยายดินแดนญวนลงมา
ทางใตท้ เ่ี ป็นเวียดนามใต้เด๋ียวนี้ พระเจ้าเตริ้นทา้ ยตงวา่ งเดม๊ พี ระราชโองการใหห้ ลอ่ พระพุทธ
ปฏิมา สร้างพระอาราม และพระราชทานสมณศกั ดิแ์ ด่พระภกิ ษทุ ีส่ อบไลไ่ ด้
ในรัชสมยั พระเจา้ เตร้ินเญรนิ ตงว่างเด๊ ทรงสละราชสมบตั อิ อกผนวชและมพี ระราช
นพิ นธ์ธรรมานุสาสนต์ า่ ง ๆ พระราชนพิ นธบ์ ทหนง่ึ มคี วามวา่
“สง่ิ ใด ๆ ในโลกนท้ี ่มี นุษย์หมายเอาวา่ เปน็ สิ่งประเสรฐิ เท่ยี งแทน้ ัน้ เมอื่ พจิ ารณาดว้ ย
ปญั ญาแล้วก็ปราศจากแกน่ สาร บจ่ ีรงั ยัง่ ยนื สกั ส่ิงเลย อันวา่ สมบตั ขิ องมนุษยน์ ้ฤี ๅจกั เปรยี บ
เสมอไดด้ ้วยสมบตั ิทพิ ยน์ ั้น และสมบัตทิ ิพยน์ ้นั เลา่ จกั เปรยี บเสมอด้วยพระนิพพานได้ไฉน ผู้ใด
สมภพมาเป็นโอรสของพระมหากษตั รยิ ์ จกั ประเสริฐย่งิ ไปกว่าบุตรแห่งพระตถาคตเจา้ มไิ ด้เลย”
ปรากฏวา่ พระโอรสของพระองค์ซงึ่ เสวยราชยส์ บื มา คอื พระเจา้ เตริ้นอันตงวา่ งเดไ๊ ด้
ทอดพระเนตรแลว้ กม็ ีพระหฤทัยสลดสงั เวชในโลกียสขุ ได้เสด็จออกผนวชในกาลตอ่ มา
พระพทุ ธศาสนาภายใตพ้ ระราชปู ถัมภข์ องราชวงศ์ลี้และราชวงศเ์ ตร้นิ ได้เจรญิ รุ่งเรือง
แพร่หลายไปท่วั เป็นศาสนาของประชาชนสว่ นใหญ่ตราบถงึ กาลปจั จบุ นั น้ี พระพทุ ธศาสนา
ลัทธมิ หายานในประเทศญวนทเี่ จรญิ มีอยู่ ๒ นกิ าย ซึ่งรบั ไปจากจนี คือ นกิ ายสุขาวดี และนิกาย
ธฺยาน นิกายแรกมคี ตหิ นักไปในทางศรัทธา ส่วนนกิ ายหลังม่งุ ไปในทางปัญญา และเพราะฉะนี้
พระธรรมวินัยหนงั สอื ตำ�รบั ต�ำ ราของญวนจึงเปน็ อกั ษรจีน และเปล่ยี นมาใชอ้ ักษรโรมนั สะกด
ตวั แทนเมือ่ ฝร่งั เศสมาครอบครอง แตถ่ ึงกระนนั้ ในหมู่นกั ปราชญ์ โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ในวงคณะ
สงฆ์ยงั เรยี นรอู้ ักษรศาสตรจ์ นี กนั อยู่ แม้ในปัจจบุ นั ซ่ึงญวนเป็นเอกราชแลว้
ส่วนประวัตพิ ระพทุ ธศาสนาอนัมนิกายในประเทศไทยนนั้ เข้าใจวา่ จะมีเขา้ มาแตค่ รั้งใน
แผน่ ดนิ พระเจ้ากรุงธนบรุ แี ลว้ ขณะแรกเป็นแตเ่ ป็นท่เี ลื่อมใสนบั ถือของคนจนี คนญวนซึ่งเข้ามา
พ่งึ พระบรมโพธสิ มภารเท่านน้ั ยังมไิ ด้แพรห่ ลายถงึ พทุ ธบริษัทไทย
คร้นั ลว่ งมาถงึ สมยั กรุงรัตนโกสนิ ทรฯ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว เมื่อยงั
ทรงผนวชอยู่ ทรงคุ้นเคยกบั คณาจารยญ์ วน และเม่ือเสวยราชย์แลว้ ก็พระราชทานอปุ การะ
แก่สงฆฝ์ ่ายอนมั นิกายเป็นอเนก เชน่ โปรดใหม้ ีพธิ ีบ�ำ เพ็ญกศุ ลตามคติมหายานขน้ึ ในพระบรม
มหาราชวัง เป็นตน้
ครน้ั มาถึงรัชกาลที่ ๕ พระสงฆ์ญวน พระสงฆ์จีนมปี ริมาณมากข้ึน จึงทรงพระกรุณา
โปรดใหต้ งั้ สมณศกั ดิแ์ กค่ ณาจารย์ญวนและจีน ทางราชการกร็ บั รองนกิ ายทั้งสองวา่ เปน็ อนมั
นิกายและจีนนิกายเปน็ ทางการนับแตน่ ัน้ เปน็ ต้นมา
206
ขา้ พเจ้าไดแ้ ปลหนังสอื เลม่ น้ใี นเวลาจำ�กัดและรีบดว่ น อาจจะมขี ้อบกพร่องทมี่ ิทัน
ตรวจตราโดยละเอียดได้ จึงขอความกรณุ าให้อภยั ดว้ ย ณ ท่นี ้ี ข้าพเจ้าหวงั วา่ หนังสือนี้จะเป็น
ประโยชนแ์ ก่กลุ บตุ รผจู้ ักบรรพชาอปุ สมบทในพระพุทธศาสนาฝา่ ยอนมั นกิ าย ไดศ้ กึ ษาทำ�ความ
เข้าใจให้ถอ่ งแท้ในจดุ ประสงคข์ องการบวช และได้ศกึ ษาพระธรรมวินยั ประพฤตติ ามโอวาทานุ
สาสนข์ องพระอุปชั ฌายอ์ าจารย์ ขอ้ น้ันจักสำ�เร็จประโยชนใ์ นเนกขมั มบารมีโดยสมบูรณ์ และ
หนังสือน้ียังจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างลัทธิของมหายานกับเถรวาทได้
อีกทางหน่งึ ด้วย
บุญกุศลใด ๆ อันเกดิ จากการพิมพห์ นังสือเปน็ ธรรมบรรณาการของคณะสงฆอ์ นัมนกิ าย
กด็ ี บุญกศุ ลซึ่งเกิดด้วยพระคุณท่านองสรภาณมธุรสถ่ายทอดส�ำ เนยี งจากจนี ไว้ในพากยอ์ านมั
กด็ ี บญุ กศุ ลเกิดด้วยข้าพเจ้าซึ่งแปลจากจีนสู่พากย์ไทยกด็ ี และบญุ กุศลซ่ึงเกดิ ดว้ ยคุณพศิ ษิ ฐ์
พรหมอกั ษร ผู้ชว่ ยเหลอื ในการเรียบเรียงข้ออธิบายและควบคุมการพิมพต์ ลอดการตรวจปรฟู๊
จนส�ำ เรจ็ เปน็ เล่ม กับความดีซ่ึงเกดิ จากผชู้ ว่ ยเหลอื ขวนขวายในการน้ีอื่น ๆ มี ม.ร.ว. ศภุ ชยั ชยา
งกูร เป็นตน้ ท้ังหมดนี้ขอน้อมอทุ ศิ ถวายให้แด่ พระคุณท่านพระครคู ณานมั สมณาจารย์ (โผซา้ ย)
ผูล้ ว่ งลบั ไปแลว้ ขอให้พระคณุ ทา่ นได้ทราบโดยญาณวถิ ีแลว้ และอนโุ มทนาให้ส�ำ เรจ็ เป็นปตั ตา
นุโมทนามัย ขอใหพ้ ระคุณทา่ นไดไ้ ปถอื อุบัตทิ า่ มกลางปุณฑรกิ ในสระโบกขรณีแหง่ สุขาวดพี ุทธ
เกษตร ให้ไดเ้ ฝา้ สดับพระสทั ธรรมของพระอมิตาภะพุทธเจ้า ไดอ้ บรมภาวนาตราบบรรลุถึง
พระโพธญิ าณในที่สดุ อน่งึ ขอแผ่ผลานสิ งสบ์ ญุ นแี้ กส่ รรพสัตว์ทวั่ มหาตรีสหัสโลกธาตใุ ห้ไดล้ ุแก่
ความตรสั รู้โดยท่ัวหนา้ กนั
207
คำ�ชแ้ี จง ของ พ.อ. ปิน่ มุทุกันต์ ๒๕๐๙
วดั อนมั นกิ ายในประเทศไทย
ค�ำ ว่า “อนมั ” เป็นเชอื้ ชาติของมนุษยเ์ ผ่าหนง่ึ ก่งึ กลางระหวา่ งไทยกบั จนี เปน็ คนใจแข็ง
ทรหดอดทน และกล้าท�ำ แมใ้ นสง่ิ ทคี่ นทั่วไปคิดวา่ ไม่น่าจะท�ำ ได้ ภาษาชาวบา้ นเรียกคนเชอ้ื ชาติ
นี้วา่ “ญวน” ซง่ึ เปน็ ค�ำ ชินหสู ำ�หรบั บคุ คลทุกชนั้ โดยที่เราเรมิ่ ค้นุ กบั คำ�นตี้ ัง้ แตเ่ กิดมญี วนอพยพ
เขา้ ไทยหลงั สงครามโลกคร้ังท่สี อง ซ่งึ เปน็ ระยะเวลาท่ีญวนต่อสู้เพอ่ื ใหไ้ ด้มาซึง่ เอกราชของตน
เรามาชินกับค�ำ วา่ ญวนมากข้นึ อกี เม่อื ชาวพุทธในประเทศญวนต่อสู้กบั รัฐบาลของตนเองเพื่อ
สทิ ธทิ างศาสนา เมอ่ื สองสามปที ผ่ี ่านมานีต้ ้ังแต่นัน้ มาค�ำ วา่ ญวน ญวน ญวน กป็ ลุกประสาท
ของพวกเราอยทู่ กุ วนั ทกุ คนื จากขา่ วสารการเมอื ง เน่อื งจากการรบราฆ่าฟนั กนั เองของญวน
ในประเทศของเขา คนญวนน่ีเองท่ปี ระชาชนชาวอสี านร้องเรียกว่า “แกว” ซง่ึ เปน็ ค�ำ รอ้ งเรียก
ดว้ ยความนับถอื เทา่ ๆ กบั ค�ำ ว่า อนัม และญวน สว่ นประเทศถน่ิ ฐานของญวนเรียกอย่างภาษา
ราชการวา่ เวียดนาม
คณะสงฆ์ฝา่ ยอาจารยิ วาท ในประเทศไทยเรามอี ยูส่ องแบบ คือ แบบญวนกับแบบจนี
เราจงึ ยกให้เปน็ สองนิกาย คือพระสงฆท์ ่ปี ฏิบัติอาจาริยวาทแบบญวน เรียกวา่ อนัมนิกายพระ
สงฆท์ ป่ี ฏบิ ัติอาจารยิ วาทแบบจีน เรยี กว่า จีนนกิ าย หมายความว่า คำ�ว่าอนมั นกิ ายก็ดี คำ�วา่
จนี นกิ ายก็ดี เปน็ ชือ่ ลัทธิ มิไดเ้ จาะจงวา่ ผ้นู น้ั เปน็ คนจีน หรอื คนญวน หามไิ ด้ ไมว่ า่ คนญวนหรือ
คนไทย ถ้าไปบวชในลัทธิจีนนกิ ายผนู้ ้นั กถ็ กู เรียกวา่ พระจนี ซง่ึ ความจรงิ เป็นคนไทยคนญวน คน
ลาวคนเขมรก็มี โดยทำ�นองเดียวกนั ถา้ คนจีนคนไทยคนลาวคนเขมร หรือแมแ้ ตค่ นฝร่ังไปบวช
ในลัทธิอาจรยิ วาทแบบญวน เราก็เรียกวา่ พระญวน หรอื พระอนัมนิกาย ขอ้ น้ที า่ นจะเห็นได้ว่า
ค�ำ ว่าไทย จีน ญวน ไดถ้ ูกน�ำ ออกมาใช้นอกเหนอื จากความหมายท่รี ้กู นั ทวั่ ไป และความจรงิ ใน
ปจั จบุ นั นี้ วัดของทกุ นกิ ายก็มพี ระเชือ้ ชาติตา่ ง ๆ ปะปนกันแทบท้ังนน้ั ในวัดไทยกม็ ที ง้ั เช้ือชาติ
จีนญวนลาวเขมร ในวัดญวนก็มที ้งั พระเชื้อชาติจนี ไทยลาวเขมร และในวัดจนี ก็มีทัง้ พระเชอ้ื ชาติ
เขมรลาวไทยและญวน
วันนี้ข้าพเจ้าตั้งใจจะพูดเป็นเชิงแนะนำ�ท่านผู้อ่านให้รู้จักวัดอนัมนิกายในประเทศไทย
หรอื นัยหน่ึงกค็ อื วดั ญวนน่ันเอง เพอ่ื เปน็ การเพ่มิ พูนความเข้าใจโดยถกู ตอ้ งตอ่ วัดประเภทนีแ้ ละ
ส่งเสรมิ ความรูร้ อบตวั ของผใู้ ครท่ ่จี ะศกึ ษา
208
วัดญวนไดแ้ ก่วัดทพี่ ทุ ธศาสนกิ ชน ซง่ึ อาจมที ้ังคนไทย จีน และญวน สร้างอทุ ิศถวาย
ไว้ในพระพุทธศาสนา ใหเ้ ปน็ ท่พี ำ�นกั ของกลุ บุตร ซึ่งมีศรทั ธาอปุ สมบทในลัทธอิ าจรยิ วาทแบบ
ญวน ผู้บวชนน้ั จะเปน็ คนเชอื้ ชาติอะไรไม่ส�ำ คญั ตามทไี่ ด้กลา่ วมาแล้ว การศกึ ษาประวตั ิความ
เป็นมาของวัดญวน นา่ จะหลกี เลี่ยงไม่ไดท้ จี่ ะต้องพดู ถงึ คนญวนในประเทศไทยต้ังแตส่ มยั ทีม่ ี
การเร่ิมสร้างวดั ญวนขน้ึ
ตามประวตั ศิ าสตร์ คนตา่ งชาตทิ ี่เข้ามาพง่ึ พระบรมโพธสิ มภารในราชอาณาจักร
ไทยได้เข้ามาดว้ ยเหตตุ า่ ง ๆ กนั สว่ นมากมาเพ่ือการคา้ รองลงมากไ็ ด้แก่พวกที่มาเพือ่ เจรญิ
สัมพนั ธไมตรี มาเผยแผล่ ทั ธิศาสนา และมาเพ่ือการศกึ ษาค้นคว้า นพ่ี ูดถงึ การมาของพวกแรก ๆ
แหง่ ชนชาตนิ นั้ ๆ แตม่ ูลเหตุแหง่ การมาของพีน่ ้องชาวญวน รสู้ กึ ว่าผดิ แผกแตกตา่ งจากชาตอิ ื่น
คือเป็นการเข้ามาเพื่อพึง่ พระบรมโพธิสมภาร หรือหนีรอ้ นมาพึง่ เยน็ จะยกตัวอยา่ งการมาของ
ชาวญวนพวกแรก ๆ เชน่
พวกที่ ๑ มาเม่ือพุทธศกั ราช ๒๓๑๙ หนีกบฏเมืองเว้เข้ามา องเชียงซนุ เปน็ หวั หน้า
พวกที่ ๒ มาเมอ่ื พทุ ธศักราช ๒๓๒๕ เปน็ การหนีกบฏอีก องเชยี งสือเป็นหวั หนา้
พวกท่ี ๓ มาเมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๗ เปน็ การหนีการบีบคน้ั ทางศาสนาเข้ามา
พวกท่ี ๔ มาเมอ่ื พุทธศกั ราช ๒๓๘๓ หนีโรคระบาดเข้ามา
เหตุการณท์ งั้ นี้ เกิดขนึ้ ในระหว่างรัชสมัยของพระเจ้ากรงุ ธนบุรี และรัชกาลท่ี ๑, ๒,
๓ แห่งพระราชวงศจ์ ักรีของเรา ทกุ คร้งั แสดงวา่ เปน็ การหนีรอ้ นมาพ่ึงเยน็ และเปน็ ท่ีน่าสังเกต
อย่างหนึ่งวา่ ราชอาณาจักรภายใตพ้ ระบรมโพธิสมภารของพระมหากษตั รยิ ไ์ ทยได้เป็นดินแดน
อนั ร่มเยน็ ที่สุดในโลกตัง้ แตโ่ บราณกาลมา
เม่ือมคี นญวนเขา้ มาพ�ำ นกั อยู่ในประเทศไทย ทแี รก ๆ ก็ตั้งบา้ นเรือนอยู่กันเปน็ กลุ่มก้อน
เช่น ต�ำ บลพาหุรัด ต�ำ บลสามเสน และต�ำ บลคอกกระบอื พระนคร และท่จี ังหวดั จนั ทบรุ ี กับที่
จงั หวัดกาญจนบุรี แตต่ ่อมากไ็ ด้มีการโยกยา้ ยทอ่ี ยู่อาศยั สับสนปนเปกับคนไทยทว่ั ๆ ไป อย่างท่ี
เปน็ อยู่ทกุ วนั น้ี แตห่ มูบ่ า้ นท่ีพวกคนญวนอาศัยอย่ตู อนแรก ๆ ที่ยงั คงเรยี กช่อื ว่าบ้านญวนอยู่กม็ ี
อกี สกั ครู่จะพูดถึงเรื่องน้ี
กอ่ นท่ีจะพูดถึงเร่ืองวดั ญวนตอ่ ไป ขอพูดถงึ อธั ยาศัยของคนไทยเกย่ี วกับวัดวาอาราม
แทรกไวต้ รงน้ีสักนดิ หนอ่ ย ทา่ นผอู้ า่ นจะได้เขา้ ใจเจตนารมณข์ องการสร้างวดั ในเมืองไทยคน
ไทยเรานี้เป็นชนชาตทิ เ่ี ลือ่ มใสในพระพุทธศาสนา แมว้ ่าพนี่ ้องชาวไทยบางคนไปนบั ถือ ศาสนา
อนื่ แต่อัธยาศยั ซง่ึ เกดิ จากสิง่ แวดลอ้ มคือพระพทุ ธศาสนาก็ยงั มีอยู่ นั่นคอื อัธยาศยั อนั ดเี ดน่ สาม
ประการ ได้แก่ อธั ยาศยั ในการให้ อัธยาศัยในการรกั ษาศลี และอธั ยาศัยในการออ่ นน้อมถ่อมตัว
209
ซงึ่ เมือ่ สรปุ แล้ว กค็ ือคนไทยเปน็ ชนชาตทิ ี่มนี ้ําใจ ไม่ใชค่ นใจจดื ใจดำ� และในขณะเดยี วกันก็
เป็นคนประเภทใจนกั เลง คือเท่าไหร่เทา่ กนั ดงั น้ันเมื่อพี่นอ้ งชาวพุทธญวนเข้ามาอาศยั อยใู่ น
ประเทศไทย คนไทย ญวน จนี กไ็ ดร้ ว่ มกนั ท�ำ บญุ สุนทานและจำ�ศลี ภาวนาด้วยกนั เหมอื นกับ
ท่ีเราปฏบิ ัติกนั อย่ทู ุกวันนี้ ครนั้ อยู่มาไดท้ ราบว่าพระญวนมลี ทั ธิพิธบี างอย่างของสงฆผ์ ดิ เพีย้ น
ไปอีกอย่างหนง่ึ ไมเ่ หมือนอยา่ งไทยอย่างจนี จึงได้ร่วมกันสรา้ งวดั ขน้ึ สำ�หรับพระท่ปี ฏบิ ตั ิ
ลัทธอิ ยา่ งญวนจะไดอ้ ยู่อาศยั เป็นสัดส่วน ท่สี ร้างน้ันไม่ใช่ชาวพทุ ธญวนสรา้ งเองโดยตลอด แต่
เป็นการร่วมแรงร่วมใจของชาวพทุ ธทัง้ หมดในยุคน้ัน ๆ และก็ไม่ใชเ่ จาะจงสรา้ งใหค้ นญวน หรือ
พระทมี่ เี ชื้อชาตญิ วนเทา่ นน้ั แต่หากสรา้ งข้ึนเพ่ือใหค้ นท่บี วชแบบลัทธนิ กิ ายญวนได้อยู่อาศยั
บำ�เพญ็ สมณธรรม จะเป็นคนไทย จนี ลาว เขมร ฝรง่ั แขก ก็ไม่วา่ แมท้ ี่ชาวพทุ ธทุกชาตมิ ารว่ ม
กนั สรา้ งวัดไทยไว้กเ็ หมอื นกนั กเ็ ป็นการสร้างเพื่ออุทิศถวายพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ซ่ึง
จาริกมาจากจาตรุ ทิศ ไมว่ ่าคนเชือ้ ชาตใิ ดหากอปุ สมบทแบบเถรวาทอย่างไทย กอ็ าจเขา้ พ�ำ นัก
ในวดั ไทยทงั้ นัน้ สว่ นที่เราเรียกวา่ วดั จีน ญวน ไทย นน้ั หากจะพดู ให้เตม็ ศัพท์เต็มแสงกต็ ้องพูด
ว่าวัดสำ�หรับพระสงฆ์แบบจนี วดั สำ�หรับพระสงฆแ์ บบญวน วัดส�ำ หรบั พระสงฆแ์ บบไทย นค่ี อื
เจตนารมณใ์ นการสร้างวัดในเมืองไทย
ตามจดหมายเหตฝุ ่ายอนมั นกิ ายซง่ึ เปน็ หลักฐานที่เช่อื ถอื ได้บันทึกไว้วา่
ในรชั สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี มกี ารสรา้ งวัดอนมั นิกาย ๒ วดั คอื
๑. วดั ทพิ ยวารวี หิ าร (วดั กามโล่ตื่อ) หลงั กองตำ�รวจจราจร พระนคร
๒. วัดมงคลสมาคม (วัดโหย่ คน้ั ตือ่ ) หลงั วงั บูรพาภริ มย์ พระนคร (เยาวราช)
ในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลก มกี ารสรา้ งวัดอนัมนกิ าย ๒ วัด คอื
๑. วัดอภุ ยั ราชบ�ำ รงุ (วัดคัน้ เยิงตอ่ื ) ตลาดน้อย สามแยก พระนคร
๒. วัดอนมั นกิ ายาราม (วดั กวา๋ งเพื้อกตือ่ ) บางโพ ดสุ ติ พระนคร
ในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระนัง่ เกล้าเจา้ อยหู่ วั มกี ารสรา้ งวัดอนัมนิกาย ๒ วัด คอื
๑. วดั ถาวรวราราม (วดั ค้ันถอ่ ตื่อ) เมืองกาญจนบรุ ี
๒. วัดสมณานมั บรหิ าร (วดั กนั๋ เพอื้ กต่อื ) เรยี กกนั ว่า วัดญวนสะพานขาว พระนคร
ตอ่ มายังไดม้ ีการสรา้ งวดั ขึ้นในทีต่ า่ ง ๆ อกี ๗ แห่ง (รวมทีพ่ ักสงฆด์ ว้ ย) เชน่ วัดกศุ ลสมา
คร ต�ำ บลสมั พันธวงศ์ วดั ชัยภูมกิ าราม วัดโลกานุเคราะห์ วดั บำ�เพ็ญจีนพรต สามวัดนีอ้ ยตู่ ำ�บล
จกั รวรรดิ และวดั ถาวรวราราม อยหู่ าดใหญ่ สงขลา การสรา้ งวัดเหล่านีท้ ่านเจ้าคณะใหญอ่ นมั
นิกายยนื ยันไวใ้ นประวัติอนมั นิกายว่า ไดม้ พี วกพอ่ คา้ ทงั้ ชาวจีน ชาวญวน ช่วยกนั สร้างขนึ้ ทงั้ ที่
เป็นคนเช้อื ชาติญวน จีน และไทย รวมความวา่ วัดอนมั นิกายก็มกี �ำ เนิดเกิดมาจากศรทั ธาสามคั คี
ของชาวพุทธทุกเชื้อชาติ และด้วยเจตนาอนั เป็นสงั ฆทานดงั กล่าวแลว้
210
ยังมขี อ้ นา่ ฉงนอยอู่ ีกอยา่ งหนงึ่ คอื เรอ่ื งชื่อวดั ท่ีเอาค�ำ บอกเชื้อชาติของคนมาเปน็ ชอ่ื
เชน่ ท่ชี าวบ้านเรยี กว่า วัดญวนสะพานขาวบ้าง วดั ญวนตลาดนอ้ ยบา้ ง ดูเป็นท่วี า่ วัดน้ันเปน็ วดั
ของคนเชอ้ื ชาตินนั้ เรอื่ งนี้ข้าพเจา้ แก้มาแล้วในตอนแรก คือชาวบา้ นเรารอ้ งเรียกเพ่อื หมายรวู้ า่
วดั น้นั เปน็ วัดส�ำ หรบั พระท่ีบวชตามลทั ธนิ กิ ายอยา่ งญวนเท่านนั้ เอง อนั ทจ่ี ริงเรอื่ งชื่อนค้ี นไทย
เราไมค่ อ่ ยหวง ข้าพเจ้าได้พดู แลว้ วา่ คนไทยมอี ธั ยาศัยอ่อนนอ้ มถอ่ มตัว ซง่ึ หมายความวา่ เต็มใจ
ทีจ่ ะยกชอื่ เสยี งและเกียรติใหแ้ ก่ผอู้ ่นื ชอื่ อย่างนจ้ี ึงมมี ากในเมอื งไทยเรา เช่น สะพานยมราช
ถนนประดิพัทธ์ บ้านแขก บา้ นญวน วดั สามจนี บ้านทะวาย ในโรงพยาบาลกเ็ อาช่อื คนไปเปน็
ชือ่ ตึก ในวัดก็เอาช่อื คนไปเปน็ ชอ่ื กุฏิ พวกเราไมร่ ูส้ กึ อะไรที่จะยกชือ่ เสยี งใหท้ า่ นผูน้ น้ั แตก่ ็เป็น
อนั รูก้ ันว่า สถานท่นี นั้ ๆ ไม่ใช่ตกเป็นกรรมสิทธข์ิ องทา่ นเจ้าของชื่อ ไมเ่ คยมีทผี่ ูร้ ับมรดกของ
ทา่ นเหล่านนั้ จะเรยี กร้องท้วงติงเอาคนื ไปรวมเปน็ กองมรดก เพราะอ้างเหตุสกั วา่ ช่ือของสถานที่
เปน็ ชือ่ คนนนั้ คนน้ี
ทางดา้ นพระสงฆ์อนมั นกิ ายในประเทศไทย ปรากฏตามตำ�นานวา่ พระสงฆร์ ูปแรก
ของนิกายนี้ไดอ้ ปุ สมบทมาจากประเทศญวน จะมีจ�ำ นวนกร่ี ปู ไมป่ รากฏ แต่คงไมเ่ กนิ ๒ - ๓ รูป
กระมัง ตอ่ มาท่านได้ใหอ้ ปุ สมบทกุลบุตรขนึ้ ในประเทศไทยนี้เอง แมท้ ่านพระครคู ณานัมสมณ
าจารย์ (ฮึง) และท่านพระครคู ณานมั สมณาจารย์ (เหย่ียวกร่าม) ซึ่งเป็นพระเถระผใู้ หญฝ่ า่ ย
ญวน ในยุคตอ่ มากอ็ ุปสมบทในประเทศไทยนี้เอง การคณะสงฆ์อนัมนิกายในประเทศญวนกบั
ประเทศไทยได้ขาดจากกันโดยเด็ดขาด ต้งั แต่รัชกาลที่ ๑ แล้ว กระท่งั ทกุ วันน้ี ก็ไมม่ ีการติดต่อ
สั่งการอย่างใดแกก่ นั เลย แมจ้ ารตี ประเพณขี องสงฆอ์ นัมนิกายในไทยก็ได้ววิ ฒั นาการมาใน
ลกั ษณะกลมกลืนกับสงฆ์ไทย มากกวา่ ทจ่ี ะเหน็ วา่ คลอ้ ยไปตามสงฆญ์ วนในประเทศญวน
ในประเทศไทยเรา ทางราชการได้ให้ความอุ้มชูคณะสงฆอ์ นมั นิกาย โดยถอื วา่ เปน็ พระ
สงฆ์ในพระพทุ ธศาสนา และเปน็ สว่ นหนึง่ ของสถาบันสงฆ์ในประเทศไทยหรอื อิงอยู่กบั คณะสงฆ์
ในพระราชบัญญตั คิ ณะสงฆ์ทง้ั ทย่ี กเลิกแล้ว และยงั ใช้อยใู่ นปจั จุบนั ใชค้ ำ�วา่ “คณะสงฆ”์ หมาย
ถงึ คณะสงฆ์ฝ่ายอาจาริยวาทท้งั จนี ทั้งญวน ในทางปกครองสงฆ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู วั
ทรงสถาปนาพระเถระรปู หน่งึ ในฝา่ ยอนมั นิกายเป็นเจ้าคณะใหญ่ ปกครองดแู ลพระสงฆอ์ นัม
นิกายทง้ั ปวง ภายใต้กฎหมายของประเทศไทยทกุ ประการ
สรุปว่าวัดพระพุทธศาสนาที่เราเรียกว่าวัดญวนหรือวัดอนัมนิกายก็คือวัดท่ี
พุทธศาสนิกชนทุกชาติทุกภาษาช่วยกันสร้างขึ้นไว้ในพระพุทธศาสนาสำ�หรับผู้มีศรัทธา
อปุ สมบทในลทั ธนิ กิ ายแบบญวน จะไดพ้ ำ�นกั บ�ำ เพญ็ สมณธรรม และเป็นส่วนหน่ึงแห่งราช
อาณาจกั รไทย ภายใต้การคุ้มครองแหง่ กฎหมายไทยทุกประการ
211
คณะสงฆอ์ นัมนกิ าย
เชียนโดย ประชาสัมพนั ธคณะสงฆ์อนมั นกิ ายั
สันนษิ ฐานวา่ คณะสงฆอ์ นัมนิกายแห่งประเทศไทย ไดส้ บื เชื้อสายมาจากประเทศ
เวยี ดนาม และนน้ั ได้มาเผยแพรพ่ ระพุทธศาสนานกิ ายมหายานในช่วงปลายราชวงศธ์ นบุรี ต้น
กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ โดยการมาพรอ้ มกบั สถาบันพระมหากษตั ริยท์ ีม่ คี วามเลือ่ มใสตอ่ พระพทุ ธ
ศาสนาเปน็ อย่างมาก อกี ท้งั ยงั เหมือนกับค�ำ ท่ีวา่ เมือ่ ไปสถานท่ีใดใดแลว้ มนุษย์จะนำ�สิ่งท่ี
ตนนับถือศรทั ธาไปด้วยเพือ่ เป็นสิ่งยดึ เหนย่ี วจติ ใจของผคู้ น ไม่วา่ จะเป็นช่วงศึกสงครามหรือ
สถานการณ์ปกติก็ตามพระพุทธศาสนามหายานฝ่ายอนัมนิกายน้ีสืบสายมาจากประเทศ
เวยี ดนามเขา้ สปู่ ระเทศไทยในสมยั ธนบุรี ชว่ งพุทธศกั ราช ๒๓๑๙ โดยองเชียงซุนผู้เปน็ พระ
ปิตุลาในองเชียงสือเป็นการลี้ภัยทางการเมืองและได้มาพึงพระบรมโพธิสมภารของสมเด็จ
พระเจา้ ตากสินมหาราช ในหลักฐานทป่ี รากฏตามพงศาวดารของญวนในประเทศไทยว่า
ในระหวา่ ง พทุ ธศักราช ๒๓๑๖ ไดเ้ กดิ กบฏขึน้ ท่เี มอื งเว้อันเป็นราชธานีของประเทศญวน
(เวียดนาม) พวกกบฏเข้ามาชงิ เมืองเว้และฆ่าฟันพลเมอื งรวมท้งั เช้อื พระวงศเ์ สียเปน็ อันมาก
เช้อื พระวงศแ์ ละพลเมอื งที่ยงั มีชีวติ รอดพากนั หลบหนภี ัยกนั หลายทาง ครัง้ นนั้ องเชยี งซนุ พระ
ราชบุตรองคท์ ่ี ๔ ของพระเจา้ เมอื งเวไ้ ดอ้ พยพพรอ้ มทัง้ ข้าราชบรพิ ารรวมไปถงึ ผนู้ �ำ ศาสนามา
พร้อมกันโดยหนภี ัยเขา้ มายังประเทศไทยเพ่อื ขอพงึ พระบารมีในพระเจ้ากรุงธนบรุ ี เม่ือปีวอก
พทุ ธศกั ราช ๒๓๑๙ สมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระกรุณาโปรดรับไว้ และทรงโปรด
เกล้าฯพระราชทานท่ีดินบรเิ วณถนนพาหุรัด ใหเ้ ปน็ ทตี่ ้งั ภูมลิ ำ�เนาของคนญวนยุคแรก ครัง้ น้นั
เรยี กกนั ว่าบา้ นญวนพาหุรดั และไดส้ รา้ งวัดศาสนสถานในบวรพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานขึ้น
เปน็ ครั้งแรกในสมัยกรุงธนบุรดี ้วยกนั ถึง ๒ วัด ดังน้ี
๑. วัดทิพยวารวี หิ าร (วัดกามโล่ตอื่ )甘露寺ตง้ั อยถู่ นนตรเี พชร เขตพระนคร (บา้ นหมอ้ )
กรุงเทพมหานคร ตอ่ มาภายหลังเป็นวัดสงั กดั ในคณะสงฆ์จีนนกิ าย
๒. วัดมงคลสมาคม (วดั โหย่ ค้นั ตอ่ ) 會慶寺เดิมต้ังอยหู่ ลงั วังบรู พาภิรมย์คร้ันถึงรัชสมยั
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั โปรดเกลา้ ฯให้กระทำ�ผาติกรรมอย่างวัดไทย คือ
พระราชทานทีด่ ินและให้สร้างวัดขนึ้ ใหมเ่ พ่ือจกั ตัดถนนพาหรุ ัด โดยยา้ ยไปต้งั ทถี่ นนแปลงนาม
เขตสมั พนั ธวงศใ์ นปจั จบุ ัน
เมือ่ สร้างวัดส�ำ เรจ็ จงึ ได้นิมนตพ์ ระภิกษสุ งฆม์ าจ�ำ พรรษาและประกอบสมณกจิ โดยมี
พระอาจารย์จน๊ั ตา่ ง (源寶正藏大師)เปน็ บูรพาจารยน์ ิกายฌาน สำ�นกั ลอ็ มเต๊ (嗣臨濟
正宗)ยคุ แรกท่เี ขา้ มาเผยแพร่ในประเทศไทย
212
ตอ่ มาในรัชสมยั กรุงรตั นโกสินทร์พระจกั รพรรดซิ าล็อง หรอื ในเอกสารของประเทศไทย
ชือ่ ว่า พระเจา้ เวียดนามยาลอง นอกจากนยี้ งั เปน็ ท่รี จู้ กั ในพระนาม องเชียงสอื หรอื เจ้าอนมั กก๊
ตามพงศาวดารไทย ปฐมจกั รพรรดแิ หง่ ราชวงศเ์ หงียน องเชียงสือได้ลภ้ี ยั ทางการเมืองไดเ้ ขา้
มาพึงพระบรมโพธสิ มภารในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช โดยไดร้ บั การ
อนเุ คราะหจ์ ากพระยาชลบุรีได้ช่วยเหลอื พาเข้ากรุงเทพมหานครเมื่อปีขาล พุทธศักราช ๒๓๒๕
ซึ่งเปน็ ปีที่ ๒ ในรัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรณุ าโปรดรับไว้ และทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานท่ดี นิ
บรเิ วณรมิ ฝ่ังแมน่ ำ้�เจ้าพระยาเขตบางรัก ในปัจจบุ ันคอื บรเิ วณสถานเอกอคั รราชทตู สาธารณรฐั
โปรตเุ กสประจำ�ราชอาณาจักรไทย รวมทัง้ พระราชทานเบย้ี หวดั และเครอื่ งประกอบเกยี รติยศ
ต่าง ๆ ใหแ้ ก่องเชียงสอื ในพุทธศักราช ๒๓๒๖
ต่อมาในสมัยขององเชียงสือได้สร้างวัดในบวรพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานข้ึนด้วยกัน
ถึง ๒ วดั ดังนี้
๑. วัดอุภัยราชบำ�รงุ (วดั คน้ั เยงิ ตอื่ ) 慶雲寺ตัง้ อย่รู ิมถนนเจริญกรงุ แขวงตลาดนอ้ ย
เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
๒.วดั อนัมนิกายาราม (วดั กวา๋ งเพื๊อกตอ่ื ) 廣福寺 ต้ังอยู่ทแ่ี ขวงบางโพ เขตดสุ ิต
กรงุ เทพมหานคร
โดยมี พระอาจารยต์ ัน๊ ซาน(新成性玄大師)เปน็ บูรพาจารย์นกิ ายฌานสำ�นกั ต่าวด็อง
( 嗣曹洞正宗)ยุคแรกทเี่ ขา้ มาเผยแพรใ่ นประเทศไทย และยังเปน็ พระอุปัชฌาย์ในพระครู
คณานมั สมณาจารย์ (เจนิ ฮึงมหาเถระ) 通慧真興大師 ปฐมเจา้ คณะใหญอ่ นมั นิกายด้วย
เมื่อกษัตริย์ผเู้ ป็นเอกอคั รศาสนปู ถัมภก และมีพระราชศรัทธาต่อพระพทุ ธศาสนาจึง
ได้นำ�เอาพระพุทธศาสนาอยา่ งท่พี ระองคน์ บั ถือ คอื พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน (อนัมนิกาย)
เข้ามาด้วยในเวลาเดียวกันน้คี ณะพระภกิ ษสุ งฆจ์ ากประเทศเวียดนาม ซ่งึ เป็นนกิ ายฌาน หรอื
คนทวั่ ไปจะเรยี กวา่ นกิ ายเซน็ 禪 (Thien)ซึง่ ในคณะสงฆ์อนมั นิกายในประเทศไทยได้มกี าร
เผยแพรน่ กิ ายฌานดว้ ยกนั ๒ สำ�นกั คอื
๑. สำ�นักลอ็ มเต๊ (嗣臨濟正宗)
๒. สำ�นกั ต่าวดอ็ ง(嗣曹洞正宗)
และมีบูรพาจารย์ทั้งสองสายสืบมาจนถึงปัจจุบันเม่ือจะกล่าวถึงขนมธรรมเนียมจารีต
ประเพณีอกี ทงั้ บทสวดพระพุทธมนตต์ า่ งๆ ในคณะสงฆ์อนมั นิกายแหง่ ประเทศไทย มคี วาม
เหมือนกบั คณะสงฆ์ประเทศเวียดนามทางตอนใตเ้ ปน็ อยา่ งมาก
213
คณะสงฆ์อนัมนิกายในประเทศไทยนั้นได้เข้ามาพร้อมกับสถาบันพระมหากษัตริย์ท่ี
ทรงมพี ระราชศรทั ธาต่อพระพทุ ธศาสนาโดยเข้ามาดว้ ยกนั ๒ ยุค คือต้งั แต่สมัยกรุงธนบุรี
พทุ ธศักราช ๒๓๑๖ และตน้ สมยั กรงุ รตั นโกสินทร์ พุทธศกั ราช ๒๓๒๕ คณะสงฆ์อนมั นกิ ายเปน็
นิกายท่อี ย่ใู นพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมพี ระภกิ ษุสงฆจ์ ากประเทศเวยี ดนาม ซึ่งเป็นนิกาย
ฌาน หรือคนทัว่ ไปจะเรยี กวา่ นกิ ายเซน็ 禪 (Thien)โดยสนั นิษฐานได้วา่ คมรี ากฐานมาจาก
คณะสงฆ์ประเทศเวียดนามทางตอนใต้
เม่อื คณะสงฆ์อนัมนกิ ายที่เขา้ มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยก็ไดร้ ับการอปุ ถมั ภ์
จากพระมหากษัตรยิ ์ในยุคกรุงรัตนโ์ กสินทร์เปน็ อยา่ งดี จะเห็นได้ว่าในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็
พระปรเมนทรรามาธิบดีศรสี นิ ทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั (รชั กาลท่ี ๔) ในช่วงราว
พทุ ธศักราช ๒๓๙๓ ในขณะทผ่ี นวชอยนู่ น้ั ทรงสนพระราชหฤทัยต่อพระพุทธศาสนาเปน็ อย่าง
มาก และพระองค์ยงั มีสหธรรมกิ ที่เป็นพระภิกษชุ าวเวยี ดนาม คอื องเจินฮงึ ภกิ ษุ (ตอ่ มาไดร้ บั
พระราชทานสมณศกั ดิข์ ึน้ เป็น พระครูคณานัมสมณาจารย์ ปฐมเจา้ คณะใหญอ่ นัมนิกาย เจา้
อาวาสวัดอุภยั ราชบ�ำ รงุ หรือวัดญวนตลาดนอ้ ย) และพระองค์ยังทรงสนทนาธรรมกับองเจินฮึ
งอยู่เน่ืองนติ ย์ เกยี่ วกบั พระพุทธศาสนาฝา่ ยมหายานวา่ มคี วามเปน็ มาอย่างไร และมีขอ้ วัตร
ปฏิบตั ิ สขิ าบทเปน็ เชน่ ไร และทรงตรสั ว่าเหมือนกบั คณะสงฆ์ไทย เมอ่ื หลังจากการลาผนวชข้นึ
ครองราชยต์ ่อจากพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อย่หู วั พระองคย์ ังมพี ระราชศรทั ธาตอ่ คณะ
สงฆ์อนมั นกิ ายกล่าวคือ พระองคพ์ ระราชทานทุนทรัพยส์ ว่ นพระองค์ใหก้ บั องเจนิ ฮึงเพ่ือสรา้ ง
วัดอุภัยราชบำ�รุงข้ึนเป็นวัดแรกของคณะสงฆ์อนัมนิกายที่ได้รับพระราชศรัทธาจากพระมหา
กษัตริย์
ต่อมาในรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาจฬุ าลงกรณ์ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่
หวั (รัชกาลที่ ๕) ทรงมีพระราชศรทั ธาต่อคณะสงฆอ์ นัมนิกายแลได้ท�ำ นบุ ำ�รุงพระพุทธศาสนา
ตอ่ จากพระบรมชนกนาถ (รชั กาลท่ี ๔) ทั้งสองพระองค์ได้พระราชทานทนุ ทรพั ย์ส่วนพระองค์
ใหม้ าปฏิสังขรณ์วัดแห่งน้ี โดยมีพระยาโชฎกึ ราชเศรษฐี (พกุ โชติกพกุ กณะ) เปน็ ผ้ดู ำ�เนนิ การใน
การบรู ณะปฏิสงั ขรณ์
ต่อมารัชกาลท่ี ๕ ไดท้ รงพระราชทานนามวัดวา่ “วดั อุภัยราชบ�ำ รุง” ซึง่ มคี วามหมาย
วา่ พระเจ้าแผ่นดินทงั้ สองพระองค์ได้ทรงท�ำ นุบ�ำ รงุ วัดแห่งน้ี เมือ่ วนั จันทร์ เดอื นสี่ ขนึ้ สิบสี่
ค่ำ� ปฉี ลู พุทธศกั ราช ๒๔๒๐ (ตรงกบั วนั ท่ี ๒๖ กมุ ภาพันธ์ ๒๔๒๐) ลน้ เกลา้ รัชกาลที่ ๕ ทรง
พระราชทานพระประธานน่ังสมาธิหนา้ ตกั ๔๘ นว้ิ เป็นศิลปะทไี่ ด้มาจากเมอื งสุโขทัย โดยมี
พระบรมราชโองการส่ังให้พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมืองเป็นผู้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ใน
อุโบสถ แลทรงพระกรณุ าโปรดพระราชทานหนอ่ พระศรมี หาโพธ์ิทท่ี รงเพาะขึน้ จากเมล็ดพันธุ์
214
พระศรมี หาโพธิท์ ีไ่ ดม้ าจากรัฐบาลอนิ เดียเม่ือครั้งรชั กาลที่ ๔ และทรงมพี ระบรมราชโองการจัด
พธิ สี มโภชวดั อุภัยราชบ�ำ รงุ ขึ้นด้วยกัน ๓ วนั ๔ คืน เมือ่ คราวเสดจ็ พระราชดำ�เนินถึงวัดอุภยั ราช
บ�ำ รุงแลว้ ทรงจดุ เคร่ืองนมัสการทองใหญ่ ทรงพระสุหรา่ ยสรงพระประธาน แลพระอัครสาวก
ทรงมีพระบรมราชโอการแตง่ ต้งั สถาปนาองเจนิ ฮึงข้ึนเปน็ เจา้ คณะใหญ่อนมั นกิ ายรูปแรก และ
พระราชทานสญั ญาบตั รใจความวา่ “ให้องฮงึ เปน็ พระครูคณานมั สมณาจารย์เป็นผู้ใหญ่ เป็น
ประธานในหมสู่ มณอนัมนกิ าย คงอยใู่ นวัดอุภัยราชบำ�รงุ จงเจริญศขุ สวสั ดิในพระพทุ ธศาสนา
เทอญ ตงั้ แต่ ณ วันอาทิตย์ เดือนสี่ ขน้ึ สิบสีค่ �่ำ ปีฉลนู พศพ พระพทุ ธศาสนกาล ๒๔๒๐ พรรษา
เป็นวนั ท่ี ๓๔๑๔ ในรัชกาลปตั ยบุ ัน” แลว้ พระราชทานพัดยศ พร้อมทั้งเครอื่ งประกอบสมณศักดิ์
แลว้ เสด็จพระราชดำ�เนนิ ไปทรงพระสหุ ร่ายตน้ พระศรมี หาโพธแ์ิ ลว้ เสด็จกลบั
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั พระเจ้าอยหู่ วั รัชกาลที่ ๔ และ ๕ ทรงมีพระราชศรัทธา
ตอ่ คณะสงฆอ์ นัมนกิ ายโดยจะเหน็ ไดว้ า่ ทรงพระราชทานสัญญาบตั รตง้ั สมณศักดิ์ และทำ�นบุ �ำ รุง
วดั วาอารามในคณะสงฆอ์ นัมนกิ ายโดยตลอด อีกทัง้ ยังทรงพระกรณุ าโปรดใหค้ ณะสงฆอ์ นมั
นิกายเขา้ เฝ้าถวายพระพรในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา และทรงพระกรณุ าโปรดให้
คณะสงฆอ์ นมั นกิ ายประกอบพธิ ีบ�ำ เพญ็ พระราชกุศลทกั ษณิ านปุ ทาน กงเตก๊ ในงานพระบรมศพ
และพระศพของเช้ือพระวงศ์มาโดยตลอดมาจนถงึ ปจั จบุ ัน
ล�ำ ดบั บูรพาจารยค์ ณะสงฆอ์ นมั นิกาย (นิกายฌาน ส�ำ นกั ล็อมเต)๊ ในประเทศไทย
泰國越宗嗣臨濟正宗法脈歷代祖師遺法相
บรู พาจารยร์ ุน่ ท่ี ๑ 第一代祖師
พระอาจารยจ์ น๊ั ตา่ ง ปฐมบูรพาจารย์วดั มงคลสมาคม
會慶寺開山 源寶正藏大師
บูรพาจารยร์ นุ่ ที่ ๒ 第二代祖師
พระอาจารยห์ ยนิ คนั้ วัดมงคลสมาคม
會慶寺 廣筵永慶大師
พระอาจารยต์ ินเจียน วดั มงคลสมาคม
會慶寺 廣勤精專大師
บูรพาจารย์รนุ่ ท่ี ๓ 第三代祖師
พระครคู ณานมั สมณาจารย์ (เหย่ียวกร่ามมหาเถระ) ปฐมเจ้าอาวาสวัดอนมั นิกายาราม
廣福寺開山 續潤妙湛大師
พระครคู ณานมั สมณาจารย์ (จ๊ีหล็อบมหาเถระ) ปฐมเจ้าอาวาสวัดสมณานัมบริหาร
景福寺開山 續受志立大師
215
องพจนกรโกศล (ถูเหล๋) ปฐมเจ้าอาวาสวดั กุศลสมาคร
普福寺開山 續儀守禮大師
บรู พาจารย์รุ่นที่ ๔ 第四代祖師
พระครคู ณานมั สมณาจารย์ (เหมิกโงนมหาเถระ) วดั มงคลสมาคม
會慶寺 本祕密言大師
พระครคู ณานัมสมณาจารย์ (เวยี งหมางมหาเถระ) วดั มงคลสมาคม
普福寺 本墨圓滿大師
พระอาจารย์เหมกิ หัน วัดเขตร์นาบุญญาราม
福田寺 密行大師
องสรภาณมธุรส (บา๋ วเองิ ) วัดสมณานมั บริหาร
景福寺 本答寶恩大師
บูรพาจารยร์ นุ่ ท่ี ๕ 第五代祖師
พระครคู ณานัมสมณาจารย์ (โผซา้ ยมหาเถระ) วดั อภุ ัยราชบำ�รงุ
慶雲寺 覺涼普洒大師
พระครูคณานมั สมณาจารย์ (โผเรยี นมหาเถระ) วดั ชยั ภมู ิการาม
翠岸寺 普蓮大師
พระมหาคณานมั ธรรมปัญญาธวิ ัตร (กิน๊ เจ๊ยี วมหาเถระ) วดั กุศลสมาคร
普福寺 覺慧鏡照大師
ล�ำ ดบั บรู พาจารย์คณะสงฆอ์ นมั นกิ าย (นิกายฌาน ส�ำ นกั ตา่ วด็อง) ใน
ประเทศไทย
泰國越宗嗣曹洞正宗法脈歷代祖師遺法相
บรู พาจารย์ร่นุ ที่ ๑ 第一代祖師
พระอาจารยต์ ๊ันซาน สำ�นกั สงฆ์ค้นั เยิงอ�ำ
慶雲庵 新成性玄大師
บูรพาจารย์รนุ่ ที่ ๒ 第二代祖師
พระครคู ณานมั สมณาจารย์ (เจนิ ฮงึ มหาเถระ) ปฐมเจ้าอาวาสวัดอุภัยราชบ�ำ รุง
慶雲寺開山 通慧真興大師
บูรพาจารยร์ ุ่นที่ ๓ 第三代祖師
พระอาจารย์บา๋ วหาย ปฐมเจา้ อาวาสวัดถาวรวราราม กาญจนบรุ ี
慶壽寺開山 天雲寶海大師
216
บูรพาจารยร์ ่นุ ที่ ๔ 第四代祖師
พระอาจารยเ์ ยยี่ วเค วัดถาวรวราราม กาญจนบุรี
慶壽寺 并喫妙溪大師
พระครคู ณานมั สมณาจารย์ (ทนั เคย๊ี ดมหาเถระ) วดั อุภยั ราชบ�ำ รงุ
慶雲寺 清潔大師
บูรพาจารย์รนุ่ ที่ ๕ 第五代祖師
พระอาจารยบ์ ดั หงอ็ ก วัดถาวรวราราม กาญจนบรุ ี
慶壽寺 徹清白玉大師
พระครคู ณานัมสมณาจารย์ (บ๊นิ เลืองมหาเถระ) วัดโลกานุเคราะห์
慈濟寺 徹平平良大師
บรู พาจารยร์ ุ่นท่ี ๖ 第六代祖師
พระครบู รหิ ารอนมั พรต (ทงมิน) วดั มงคลสมาคม
會慶寺 地光同明大師
พระคณานมั ธรรมสมาธิวัตร (ย๊ากเหมิงมหาเถระ) วัดมงคลสมาคม
會慶寺 地金覺愍大師
พระสมณานัมวฑุ ฒาจารย์ (พ๊องเดย้ี ว) วัดถาวรวราราม กาญจนบุรี , วัดอภุ ยั ราชบ�ำ รงุ
慶壽寺, 慶雲寺 , 地祥風調大師
พระอาจารยโ์ หพัฒน์ วดั ถ้�ำ เขานอ้ ย
龍山寺 現珀大師
บรู พาจารย์รุน่ ท่ี ๗ 第七代祖師
พระอาจารย์ตน่ิ เนียม วดั เขตร์นาบญุ ญาราม
福田寺 淨念大師
พระคณานมั ธรรมวริ ิยาจารย์ (ตยั เพือง) วดั ถ้�ำ เขานอ้ ย
龍山寺 耀合西方大師
พระมหาคณานัมธรรมปญั ญาธวิ ตั ร (เถยี่ นถึกมหาเถระ) วัดกุศลสมาคร
วดั โลกานเุ คราะห์ วดั สนุ ทรประดษิ ฐ์
普福寺 , 慈濟寺 , 慶安寺 ,耀祥善實大師
217
สาสน์
แสดงความความอาลยั
218
219
220
221
222
223
224
225
น้อมถวายอาลยั แด่ หลวงปู่
หลวงปู่ พระมหาคณานมั ธรรมปัญญาธวิ ตั ร (ถนอม เถี่ยนถึกมหาเถระ) อดีตเจ้าอาวาสวดั กศุ ลสมาคร
อดตี เจ้าอาวาสวัดโลกานเุ คราะห์ อดีตเจ้าอาวาสวดั สุนทรประดิษฐ์ อดตี เจา้ คณะใหญอ่ นัมนิกาย พระผเู้ ปยี่ ม
ด้วยเมตตาธรรมแก่ศิษยานศุ ิษยท์ ้ังบรรพชิตและฆราวาส ผมไดม้ ีโอกาสปฏิบัติหนา้ ทีใ่ นฐานะ ศาสนพิธกี ร เมือ่
ครงั้ จัดงานกิจกรรมเจริญพระพุทธมนตเ์ พื่อเฉลมิ พระเกยี รตใิ นหลวงรชั การท่ี๙ จงั หวัดอดุ รธานี ชว่ งทีเ่ ขา้ มา
รบั ราชการในสงั กดั ศึกษาธิการจงั หวดั อุดรธานี เคยไดน้ ิมนตห์ ลวงปู่ ซงึ่ เป็นพระสงฆอ์ นมั นกิ ายแหง่ วดั เดียวใน
จังหวัดอุดรธานไี ปงานเจรญิ พระพทุ ธมนต์ เฉลมิ พระเกยี รติในหลวงรชั การที่ ๙ ณ มณฑลพิธที งุ่ ศรเี มอื ง ด้วย
ความไม่คุ้นเคยกบั ภาษาสวดสาธยายพระพทุ ธมนต์ของฝ่ายพระสงฆอ์ นมั นกิ าย แต่หลวงปทู่ ่านกเ็ มตตาบอก
ใหป้ ฏิบัติหน้าท่ีศาสนพิธกี ร ตามแนวทางปฎบิ ตั ิของศาสนพธิ ีแบบพุทธเถรวาท ต้ังแต่อาราธนาศลี อาราธนา
พระปรติ ร ปกติเคยกลา่ วอาราธนาอย่างไรก็ให้กล่าวอาราธนาอยา่ งนน้ั เป็นปกติ ซึ่งถอื ว่าได้มโี อกาสศกึ ษา
เรียนรู้ศาสนาพธิ ีแบบอนัมนกิ ายดว้ ยความเมตตาจากหลวงปู่ ไม่ว่าจะเปน็ งานรฐั พิธีหรืองานพระราชพิธีทีท่ าง
คณะสงฆ์อนมั นกิ ายไดม้ ีสว่ นเขา้ ไปปฏบิ ตั ิศาสนกจิ ในสำ�นกั พระราชวัง เนือ่ งโอกาสวนั สำ�คญั ทางสถาบนั พระ
มหากษตั รยิ ์ ท่านเปน็ พระนักพฒั นานักอนุรักษ์ท้ังดา้ นศาสนาสถาน ศาสนทายาท ส่งเสริมกจิ การงานพระพุทธ
ศาสนา ศลิ ปะ และวฒั นธรรม ทงั้ แบบชาวไทย ชาวจีนและชาวเวียดนาม จนเป็นทมี่ าของความศรัทธาเล่อื มใส
จากสาธชุ น ศิษยานศุ ิษยท์ วั่ ไปในจังหวัดอุดรธานี การมรณภาพของหลวงปู่ พระมหาคณานมั ธรรมปัญญาธวิ ตั ร
(ถนอม เถยี่ นถกึ มหาเถระ) ถือได้วา่ เป็นการสญู เสียครั้งส�ำ คัญของคณะสงฆอ์ นัมนกิ าย อีกคร้งั หนึ่ง ที่พระผูม้ ี
คุณูปการทำ�คณุ ประโยชน์ตอ่ ประเทศชาติ ศาสนาและสถาบันพระมหากษตั รยิ ์
ในการน้ี พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั ทรงพระกรณุ าโปรดพระราชทานนำ�้ หลวงสรงศพพรอ้ ม
เคร่ืองเกียรตยิ ศตัง้ ประกอบศพ (โกศโถ) พระราชทานพระบรมราชานุเคราะหใ์ นพิธบี ำ�เพ็ญกศุ ลพระราชทาน
ศพ ทรงรบั ไว้พระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด ๗ วัน ๕๐วนั และ๑๐๐วัน พระราชทานดนิ ฝังศพ
ทางส�ำ นกั งานวัฒนธรรมจงั หวัดอุดรธานี ซง่ึ ได้รบั มอบภารกิจใหเ้ ปน็ หนว่ ยงานปฏบิ ตั งิ านพธิ กี ารศพ
ท่ไี ดร้ บั พระราชทานจากกองพระราชพิธี ส�ำ นักพระราชวัง ได้จดั เจา้ หน้าท่ีปฏิบตั งิ านพธิ สี นบั สนุนภารกิจใน
พิธบี �ำ เพญ็ กศุ ลพระราชทานศพ พระมหาคณานัมธรรมปญั ญาธิวัตร (ถนอม เถย่ี นถกึ มหาเถระ) ตง้ั แตว่ นั ท่ี ๑๕
มีนาคม ถงึ วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๕ อีกท้ังได้สนับสนนุ สนองงานภารกจิ กิจการงานคณะสงฆอ์ นมั นิกายตาม
โอกาส
ขอน้อมถวายความไว้อาลัยพร้อมขอน้อมส่งดวงวิญญาณหลวงปู่กลับสู่ทิพยวิมานแห่งแดนสุขาวดี
พุทธเกษตรดว้ ยเทอญ.
นายธีทตั พิมพา
วฒั นธรรมจงั หวัดอดุ รธานี
226
คำ�ไวอ้ าลยั หลวงพอ่
พระมหาคณานมั ธรรมปัญญาธวิ ตั ร
(ถนอม เถีย่ นถกึ มหาเถระ)
พระเดชพระคณุ หลวงพอ่ พระมหาคณานมั ธรรมปญั ญาธวิ ัตร (ถนอม เถ่ียนถึก มหาเถระ) เจ้าคณะ
ใหญ่อนมั นิกายแหง่ ประเทศไทย ทา่ นเป็นประมขุ ของคณะสงฆ์อนัมนกิ าย องคท์ ี่ ๑๒ เจ้าอาวาสวดั กุศลสมา
คร (อดตี เจ้าอาวาสวดั โลกานเุ คราะห์, อดีตเจา้ อาวาสวัดสนุ ทรประดษิ ฐ)์ คณุ พ่อเงินและครุ แมส่ ำ�ลี ชยั รัตน์
เปน็ โยมอุปัฏฐาก ท่านเป็นโยมอุปฐั ฏากหลวงพ่อ ตงั้ แตส่ มยั ทีท่ า่ นเพิ่งเขา้ มาอยทู่ ่ี วัดสุนทรประดษิ ฐ์ ช่วยอุป
ถัมป์เงินทุนในการกอ่ สร้างโบสถ์ อาคารเรียน เสนาสนะ พระประธาน และส่ิงปลกู สร้างอืน่ ๆ ภายใน วัด
สนุ ทรประดิษฐ์ ผมและพีๆ่ นอ้ งๆ ก็ไดเ้ จรญิ รอยตามคุณแม่ เขา้ รว่ มกองบุญตา่ ง ๆ ตามแตห่ ลวงพ่อทา่ นมี
ใจตั้งมน่ั ทจ่ี ะสรา้ ง เปน็ เวลารว่ ม ๔๐ ปี หลวงพอ่ ทา่ น มแี ต่สรา้ งกับสร้าง พฒั นาวดั สนุ ทรประดษิ ฐ์ จาก รั้ว
สงั กะสีเกา่ ๆ กุฏิไม้โทรมๆ จนมาเป็นวดั สุนทรประดษิ ฐ์ ดงั ท่ีเหน็ กนั ในปัจจบุ ันนี้ เม่ือท่านสรา้ งวดั แล้ว ก็ริเรม่ิ
สร้างศาสนทายาท มกี ารบรรพชาสามเณรภาคฤดรู อ้ น ต้ังแต่ปี ๒๕๓๔ จนรเิ รม่ิ ทจี่ ะสร้างโรงเรียน โรงเรยี น
สุนทรประดษิ ฐ์วิทยาลัย จึงไดก้ อ่ เกดิ ขึน้ ในปี ๒๕๓๔ จะเหน็ ไดว้ ่า ทา่ นได้สรา้ งคุณปู การต่างๆ มากมายให้
แกค่ ณะสงฆ์อนมั นิกาย จนวาระสุดท้าย สิง่ ที่ท่านหว่ งมากทส่ี ุด คือ การรกั ษาไว้ และพัฒนาเพมิ่ เติมจากส่งิ ที่
ทา่ นได้รเิ ริ่มไว้
ในวาระสดุ ทา้ ยนี้ คณุ ความดตี ่างๆ ท่ที า่ นไดส้ รา้ งไว้ให้ เปน็ บญุ หนนุ นำ�ให้ ดวงวญิ ญาณของพระ
เดชพระคณุ ทา่ น กลับสทู่ พิ ยวิมานสถานแดนสขุ าวดพี ุทธเกษตรอันไพบลู ย์ชั่วนิรนั ดร์
นายปรีชา ชัยรัตน์
227
228
รายนามผู้ร่วมจดั พมิ พห์ นงั สือ
พระมหาคณานัมธรรมปญั ญาธวิ ัตร
(ถนอม เถีย่ นถกึ มหาเถระ)
๑. วดั กศุ ลสมาคม (โผเพอื๊ กต่อื ) กรุงเทพมหานคร
๒. วดั โลกานเุ คราะห์ (ตือ้ เต๊ต่อื ) กรุงเทพมหานคร
๓. วดั อนัมนกิ ายาราม (กวา๋ งเพอื๊ กต่อื ) กรุงเทพมหานคร
๔. วัดสมณานมั บรหิ าร (กนั๋ เพือ๊ กตอ่ื ) กรงุ เทพมหานคร
๕. วัดอุภยั ราชบำ�รงุ (คั้นเยงิ ตอ่ื ) กรงุ เทพมหานคร
๖. วดั ชัยภูมกิ าราม (ตห๋ี งา่ นต่ือ) กรุงเทพมหานคร
๗. วดั มงคลสมาคม (โห่ยค้นั ตอ่ื ) กรุงเทพมหานคร
๘. วดั ถาวรวราราม (คน้ั ถอ่ ต่อื ) กาญจนบรุ ี
๙.วดั เขตร์นาบญุ ญาราม (เพือกเดีย้ นตี่อ) จนั ทบุรี
๑๐. วดั อนัมนิกายเฉลิมพระชนมพรรษากาล (หงือกทันต่ือ) สุพรรณบรุ ี
๑๑. วัดธรรมปญั ญารามบางม่วง (ฮึงถ่ันตือ่ ) นครปฐม
๑๒. วัดเจริญบญุ ไพศาล (ฮงึ เอกตอ่ื ) กาญจนบุรี
๑๓. วดั มหายานกาญจนมาสราษฎร์บ�ำ รงุ (คั้นซนั ต่อื ) ยะลา
๑๔. วดั อุภัยภาตกิ าราม (ซำ�ปอกง - ตามบำ�วกอ็ งเผิกตือ่ ) ฉะเชงิ เทรา
๑๕. วดั ถาวรวรารามหาดใหญ่ (คัน้ ถอ่ ต่อื ) สงขลา
๑๖. วดั ศรทั ธาย้มิ พานิชวราราม (โผเจีย๊ วตอ่ี ) สมทุ รสาคร
๑๗. วดั ถ�ำ้ เขาน้อย (ลอ็ งเซงิ ตือ่ ) กาญจนบุรี
๑๘. วัดหมน่ื ปวี นาราม (หย่างถ่อตอื่ ) ราชบุรี
๑๙. วัดสุนทรประดิษฐ์ (คั้นอังต่ือ) อดุ รธานี
๒๐. วัดนพรัตนว์ นาราม (เพอื่ กถอ่ ตอื่ ) จนั ทบุรี
๒๑. วัดศริ จิ รรยาธรรมปญั ญาราม (ฮึงเยิงตอ่ื ) ปทุมธานี
๒๒. วัดประถมพทุ ธาราม (เผกิ กวางตอ่ื ) สหรัฐอเมรกิ า
๒๓. วดั สขุ าวดีอนมั วนาราม เชยี งใหม่
๒๔. วดั มหาโพธิสัตวอ์ นมั นกิ ายาราม ราชบุรี
๒๕. สำ�นักสงฆอ์ นัมงามศรสี ขุ มุ พัฒน ์ เลย
๒๖. ส�ำ นักสงฆ์ตาลเลยี นอนัมพรต อุดรธานี
๒๗. สำ�นกั สงฆถ์ �ำ ก้ ลองทพิ ย ์ จนั ทบรุ ี
๒๘. ส�ำ นักสงฆ์แดนสุขาวดวี ิถเี ซน ราชบรุ ี
๒๙. พระครูวเิ ชียร วชิรธมโฺ ม 5,000 บาท
30. แม่ชีทองสุข นามเจ็ดสี และศิษยจ์ ีน ฮอ่ งกง 10,000 บาท
31. คณะศษิ ยานุศษิ ยพ์ ระเดชพระคุณพระมหาคณานัมธรรมปญั ญาธวิ ตั ร
(ถนอม เถ่ียนถึกมหาเถระ)
คณะสงฆ์อนัมนิกายแหง่ ประเทศไทย
ท่ี จญ.อ.๐๑๐/๒๕๖๕
เร่อื ง การแต่งต้ังคณะกรรมการประกอบพธิ ีบำ�เพญ็ กุศล
พระมหาคณานมั ธรรมปัญญาธวิ ตั ร (ถนอม เถยี่ นถึกมหาเถระ)
อดีตเจ้าคณะใหญอ่ นัมนกิ าย อดีตเจ้าอาวาสวดั กุศลสมาคร
ณ อาคารโรงเรยี นพระปรยิ ตั ิธรรมวดั กศุ ลสมาคร วดั กศุ ลสมาคร เขตสัมพันธวงศ์
กรุงเทพมหานคร
ดว้ ย พระมหาคณานัมธรรมปญั ญาธิวัตร อดีตเจ้าคณะใหญอ่ นมั นกิ าย อดตี เจ้าอาวาสวดั กศุ ล-
สมาคร ไดม้ รณภาพ เมอื่ วนั อาทติ ย์ ที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๕ เวลา ๑๗.๕๕ น.
คณะสงฆอ์ นัมนกิ าย ได้ระลกึ ถึงคณุ ของ พระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวตั ร (ถนอม เถีย่ นถกึ ) ซ่งึ
เป็นพระมหาเถระท่ีมีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาและกิจการคณะสงฆ์อนัมนิกายมาเป็นระยะเวลายาวนาน
ตลอดชวี ิตสมณเพศของพระคุณทา่ น ยงั ได้มผี ลงานสรา้ งสรรคค์ วามเจริญใหแ้ ก่ประเทศชาติ พระพทุ ธ
ศาสนา และสถาบนั พระมหากษัตรยิ ์ เป็นทต่ี ง้ั แห่งความศรัทธาเลื่อมใสของพระพุทธศาสนกิ ชน ท้งั ชาวไทย
ชาวจนี และชาวเวียดนาม
คณะสงฆอ์ นมั นิกาย จึงได้จัดตง้ั การบ�ำ เพ็ญกุศลถวายพระเดชพระคุณ พระมหาคณานมั ธรรม
ปัญญาธวิ ัตร (ถนอม เถยี่ นถึกมหาเถระ)
จงึ ขอแตง่ ต้งั คณะกรรมการอำ�นวยการ คณะกรรมการทปี่ รกึ ษาการบำ�เพ็ญกศุ ล และคณะ
กรรมการดำ�เนนิ งาน ดงั ตอ่ ไปน้ี
คณะกรรมการอ�ำ นวยการ
๑. พระคณานมั ธรรมเมธาจารย์ รองเจ้าคณะใหญอ่ นัมนิกาย ประธานอำ�นวยการ
๒. พระคณานมั ธรรมวธิ านาจารย์ ผู้ชว่ ยเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายขวาอนมั นกิ าย รองประธาน
๓. พระคณานัมธรรมวฒุ าจารย์ ผชู้ ่วยเจา้ คณะใหญ่ฝา่ ยซา้ ยอนัมนกิ าย รองประธาน
๔. พระสมณานมั ธีราจารย์ ปลดั ขวาอนัมนิกาย รองประธาน
๕. พระบริหารอนัมพรต ปลัดซา้ ยอนัมนกิ าย รองประธาน
คณะกรรมการทีป่ รึกษาการบำ�เพญ็ กุศล
๑. พระครปู ลัดสมั พิพัฒนธตุ าจารย์ ผู้ชว่ ยเจา้ อาวาสวดั ไตรมติ รวิทยาราม ประธานทปี่ รกึ ษา
๒. พระครูนันทกติ ตคิ ณุ ผู้อำ�นวยการโรงเรียนกศุ ลสมาครวทิ ยาลัย รองประธาน
๓. พระครธู รรมรจุ ิ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวดั คณกิ าผล รองประธาน
๔. พระครวู ินัยธรวเิ ชยี ร วชริ ธมฺโม ผู้ช่วยเจา้ อาวาสวดั ประยุรวงศาวาสวรวหิ าร รองประธาน
๕. พระมหานรินทรศ์ กั ด์ิ สจฺจวาท ี ผู้ชว่ ยเจ้าอาวาสวัดใหม่พิเรนทร ์ รองประธาน
คณะกรรมการดำ�เนินงาน
๑. องสรภาณมธรุ ส รองปลัดขวาอนัมนิกาย ประธานดำ�เนนิ งาน
๒. องสุตบทบวร รองปลดั ซ้ายอนมั นิกาย รองประธาน
๓. องสรพจนสุนทร ผชู้ ว่ ยปลดั ขวาอนมั นกิ าย รองประธาน
๔. องพจนกรโกศล ผู้ช่วยปลดั ซ้ายอนัมนิกาย รองประธาน
๕. องอนันตสรนาท เจา้ อาวาสวัดเจรญิ บญุ ไพศาล รองประธาน
๖. องสุตบทอนมั บริหาร วดั ถาวรวราราม รองประธาน
๗. องปลดั ปานชยั เถ่ยี นหงอื เจา้ อาวาสวดั ถาวรวรารามหาดใหญ ่ กรรมการ
๘. องปลดั วิเชียร เถย่ี นอี๊ เจ้าอาวาสวัดถำ้�เขานอ้ ย กรรมการ
๙. องปลัดสนั ติ ถ่ออาง เจ้าอาวาสวดั สขุ าวดีอนมั วนาราม กรรมการ
๑๐. องปลดั สุชาติ ตือ่ เยยี น เจา้ อาวาสวดั หม่ืนปีวนาราม กรรรมการ
๑๑. องวนิ ัยธรอเนก เถีย่ นหลาก เจ้าอาวาสวดั ศรัทธายม้ิ พานิชวราราม กรรมการ
๑๒. องวินัยธรกุศล เถ่ียนดึก๊ เจ้าอาวาสวดั สนุ ทรประดษิ ฐ ์ กรรมการ
๑๓. องธรรมธรมานิตย์ เทียนท่าน เจา้ อาวาสวัดอนมั นิกายาราม กรรมการ
๑๔. พระคงศกั ดิ์ เถย่ี นเตอ้ื ง ผูป้ ฏิบตั ิหนา้ ที่แทน รก.จร.วัดมหายานกาญจนมาสราษฎรบ์ ำ�รุง กรรมการ
๑๕. พระฐานันดร ตือ่ บ ี ผู้ปฏิบตั หิ น้าท่แี ทน รก.จร.วดั มหาโพธิสัตวอ์ นัมนิกายาราม กรรมการ
๑๖. คณานกุ รมทัง้ หมดของคณะสงฆอ์ นัมนิกาย กรรมการ
๑๗. องปลดั ธรรมปัญญาธิวัตรธีระยทุ ธ เถย่ี นคาย จร.วัดอุภัยภาติการาม,รก.เลข.จญ.อ. กรรมการและเลขานกุ าร
๑๘. องปลัดธรรมปัญญาธวิ ัตรรงั สรรค์ คั้นเตื่อง เจ้าอาวาสวัดโลกานเุ คราะห์ กรรมการและผชู้ ่วยเลขานุการ
๑๙. องวินัยธรเดน่ ชัย เหว่มนิ ผชู้ ว่ ยเจ้าอาวาสวดั กศุ ลสมาคร กรรมการและผู้ชว่ ยเลขานุการ
๒๐. องสงั ฆรกั ษ์อนรุ กั ษ์ เหว่อาง วดั กศุ ลสมาคร กรรมการและผ้ชู ่วยเลขานุการ
๒๑. องสมหุ ์สนั ตภิ าพ ดิน่ ทนั วัดกศุ ลสมาคร กรรมการและผ้ชู ว่ ยเลขานุการ
๒๒. องใบฎกี าวชั ระพล เพื๊อกเถี่ยน วัดกุศลสมาคร กรรมการและผ้ชู ว่ ยเลขานกุ าร
สั่ง ณ วันที่ เดอื น กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๕
( พระคณานมั ธรรมเมธาจารย์ )
รองเจ้าคณะใหญอ่ นมั นกิ าย/ผู้ปฏบิ ตั หิ นา้ ทีเ่ จา้ คณะใหญอ่ นมั นิกาย
คำ�ส่ังวดั สนุ ทรประดษิ ฐ์
ท่ี สท4145/54
เรือ่ ง การแต่งต้ังคณะกรรมการจัดงานบำ�เพญ็ กศุ ลทักษิณานปุ ทาน
อทุ ิศถวาย พระมหาคณานัมธรรมปญั ญาธวิ ัตร (ถนอม เถ่ยี นถึกมหาเถระ)
อดตี เจา้ คณะใหญ่อนัมนกิ าย อดตี เจ้าอาวาสวดั กุศลสมาคร อดตี เจ้าอาวาสวดั สนุ ทรประดิษฐ์
ณ ศาลาโรงเรียนพระปรยิ ัตธิ รรม วดั สนุ ทรประดิษฐ์ อำ�เภอเมอื งอุดรธานี จงั หวดั อดุ รธานี
ดว้ ย พระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวตั ร (ถนอม เถีย่ นถกึ ) อดีตเจา้ คณะใหญอ่ นมั นกิ ายแห่งประเทศไทย
อดีตเจ้าอาวาสวัดกุศลสมาคร อดีตเจ้าอาวาสวัดสุนทรประดิษฐ์ ได้มรณภาพ เม่ือวนั อาทิตย์ ที่ ๒๓ มกราคม
พ.ศ.๒๕๖๕ เวลา ๑๗.๕๕ น. ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรงุ เทพมหานคร
คณะสงฆ์วดั สุนทรประดิษฐ์พรอ้ มดว้ ยศิษยานุศิษย์ ไดร้ ะลึกถงึ คณุ ของพระมหาคณานัมธรรมปญั ญาธิวัตร
(ถนอม เถีย่ นถึกมหาเถระ) ซ่ึงเปน็ พระมหาเถระทม่ี คี ณุ ูปการต่อสถาบนั พระพทุ ธศาสนาและกิจการคณะสงฆม์ า
เป็นเวลานานตลอดชีวติ สมณเพศของพระคณุ ท่าน ได้รับภารธรุ ะเอาใจใส่ต่อการดำ�เนินการกจิ ของคณะสงฆใ์ หเ้ จรญิ
กา้ วหน้าทง้ั ในด้านการปกครองคณะสงฆ์ การศกึ ษาพระปริยัตธิ รรม การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา การสาธารณูปการ
การศกึ ษาสงเคราะห์ และทา่ นมคี วามเพยี บพรอ้ มด้วยศลี าจารวตั ร มีปฏปิ ทาการดำ�เนนิ ชีวิตตามแบบอย่างพระอริย
สงฆแ์ ละมจี ติ ท่เี ปีย่ มด้วยเมตตาพรหมวหิ ารธรรม เปน็ ตน้ อันเปน็ คณุ สมบัติส่วนตนแล้ว ยงั ไดม้ ผี ลงานสรา้ งสรรค์
ความเจรญิ ใหแ้ ก่ประเทศชาติ พระพทุ ธศาสนา และสถาบันพระมหากษตั รยิ ์ เป็นที่ตง้ั แห่งความศรทั ธาเล่อื มใสของ
พระพทุ ธศาสนกิ ชน คณะศิษยานศุ ษิ ย์ท้ังชาวไทย ชาวจนี และชาวเวียดนาม
วดั สุนทรประดษิ ฐ์ จงึ ได้จดั ตั้งกองการบำ�เพญ็ กุศลทกั ษณิ านปุ ทาน ถวายพระเดชพระคุณพระมหา
คณานัมธรรมปัญญาธวิ ตั ร (ถนอม เถีย่ นถกึ มหาเถระ) ต้งั แตว่ ันท่ี ๑๕ มนี าคม ถึง วนั ที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๕
จึงขอแต่งต้ังคณะกรรมการทีป่ รกึ ษา และคณะกรรมการประจำ�ฝ่ายต่างๆ ดงั ตอ่ ไปนี้
คณะกรรมการท่ีปรกึ ษาฝา่ ยสงฆ์
๑. พระคณานัมธรรมเมธาจารย์ ผปู้ ฏิบัตหิ นา้ ท่ีแทนเจ้าคณะใหญอ่ นมั นกิ ายแห่งประเทศไทย ประธานทปี่ รึกษา
๒. พระคณานัมธรรมวิธานาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายฝ่ายขวา รองประธานท่ปี รึกษา
๓. พระคณานมั ธรรมวฒุ าจารย์ ผู้ช่วยเจา้ คณะใหญ่อนัมนิกายฝ่ายซา้ ย รองประธานทป่ี รึกษา
๔. พระสมณานัมธีราจารย์ ปลัดขวา กรรมการที่ปรกึ ษา
๕. พระบรหิ ารอนัมพรต ปลัดซา้ ย กรรมการทป่ี รึกษา
๖. องสรภาณมธรุ ส รองปลัดขวา กรรมการที่ปรึกษา
๗. องสุตบทบวร รองปลดั ซา้ ย กรรมการทป่ี รกึ ษา
๘. องสรพจนสนุ ทร ผชู้ ว่ ยปลดั ขวา กรรมการทป่ี รึกษา
๙. องพจนกรโกศล ผชู้ ่วยปลดั ซ้าย กรรมการท่ีปรกึ ษา
๑๐. องอนนั ตสรนาท กรรมการที่ปรึกษา
๑๑. องสุตบทอนัมบรหิ าร กรรมการทป่ี รกึ ษา
๑๒. พระมหาสายบัว กติ ฺติโสภโณ เจ้าคณะอำ�เภอกแู่ ก้ว กรรมการทปี่ รกึ ษา
๑๓. พระครูวนิ ัยธร วิเชยี ร วชริ ธมฺโม ผชู้ ่วยเจา้ อาวาสวดั ประยุรวงศาวาสวรวหิ าร กรรมการที่ปรึกษา
คณะกรรมการท่ีปรึกษาฝ่ายฆราวาส
๑. นายชยาวุธ จันทร รองปลดั กระทรวงมหาดไทย ประธานท่ีปรึกษา
๒. นายสยาม ศิรมิ งคล ผู้ว่าราชการจงั หวดั อดุ รธาน ี รองประธานกรรมการทีป่ รึกษา
๓. พลเอกธนเดช เหลืองทองคำ� อดตี หัวหนา้ คณะนายทหารฝ่ายเสนาธกิ ารประจำ�ผู้บงั คบั บญั ชา รองประธานกรรมการท่ีปรึกษา
๔. พลเอกอำ�นาจ สมประสงค ์ ผู้ทรงวฒุ ิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองประธานกรรมการท่ีปรึกษา
๕. พลตรี สทุ ธพ์ ิชญพงษ์ สุธริ าวธุ ผูบ้ ญั ชาการมณฑลทหารบกที่ 24 กรรมการที่ปรกึ ษา
๖. พล.ต.ต.พษิ ณุ อุณหเสรี ผบู้ ังคบั การต�ำ รวจภูธรจงั หวัดอุดรธาน ี กรรมการที่ปรกึ ษา
๗. นายศราวธุ เพชรพนมพร สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรจงั หวดั อดุ รธานี กรรมการที่ปรกึ ษา
๘. นายกองเอกปราโมทย์ ธญั ญพชื รองผ้วู ่าราชการจงั หวัดอุดรธาน ี กรรมการที่ปรึกษา
๙. นายวิเชียร ขาวข�ำ นายกองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวดั อดุ รธานี กรรมการทปี่ รกึ ษา
๑๐. ดร.ธนดร พทุ ธรักษ์ นายกเทศมนตรนี ครอุดรธานี กรรมการทปี่ รึกษา
๑๑. นายธที ัต พมิ พา วัฒนธรรมจังหวดั อดุ รธานี กรรมการที่ปรึกษา
๑๒. ว่าทรี อ้ ยตรี ดร.จลุ สนั ทันอินทร์อาจ ผ้อู �ำ นวยการสำ�นกั งานพระพทุ ธศาสนาจังหวดั อุดรธานี กรรมการทีป่ รกึ ษา
๑๓. นายเรอื งยทุ ธ เลอื ง นายกสมาคมชาวเวยี ดนามอุดรธาน ี กรรมการทป่ี รกึ ษา
๑๔. นายทอง กลุ ธญั วตั น์ นายกสมาคมนกั ธรุ กิจไทยเวียดนามแหง่ ประเทศไทย กรรมการทีป่ รกึ ษา
๑๕. นายสมศักด์ิ ศรีสภุ รวาณิชย ์ ประธานกลมุ่ อุตสาหกรรมส่ิงทอ กรรมการที่ปรกึ ษา
๑๖. นายวชิ ัย เจรญิ ดา่ นภักดี นายกสมาคมนกั ธรุ กิจไทยเวยี ดนามจงั หวดั อำ�นาจเจริญ กรรมการที่ปรกึ ษา
๑๗. นางอมรรตั น์ เลศิ รัตนชฏาพร ประธานชมรมนกั ธรุ กิจไทยเวยี ดนามจงั หวัดอดุ รธาน ี กรรมการทปี่ รึกษา
๑๘. นายธนวฒั น์ การัณย์สกุลดล ประธานแหล่งศกึ ษาและการทอ่ งเทีย่ วเชิงประวัติศาสตรโ์ ฮจมิ นิ ห์ กรรมการทป่ี รกึ ษา
๑๙. นางอษุ า ตันตพิ าณิชยก์ ลุ ประธานคณะกรรมการวดั โลกานเุ คราะห์ กรรมการที่ปรกึ ษา
๒๐. นางสาวขนิษฐา เกยี รตพิ ชรพล กรรมการที่ปรกึ ษา
๒๑. ดร.อิทธพิ นธ ์ ตรีวัฒนสุวรรณ กรรมการทป่ี รึกษา
๒๒. นายก�ำ ธร ศริ วิ ฒั นาเลศิ กรรมการทป่ี รกึ ษา
๒๓. นายจน้ิ หวยู ี กรรมการทป่ี รึกษา
๒๔. นายสุรตั น์ ศรนี ฤวรรณ กรรมการทป่ี รกึ ษา
๒๕. นายโดะ ตรนั วนั กรรมการที่ปรกึ ษา
๒๖. นางเลก็ นันทนริ นั ดร ์ กรรมการที่ปรึกษา
๒๗. นายธีระ เธียรวารชิ กรรมการทป่ี รึกษ
๒๘. นายชัยวฒั น ์ เธยี รวารชิ กรรมการทีป่ รึกษา
๒๙. นายอภชิ าต ิ จนั ทราศิริธนา นายกสโมสรลกู เสอื จังหวัดอดุ รธาน ี กรรมการทป่ี รึกษา
คณะกรรมการอำ�นวยการด�ำ เนนิ งาน
๑. องวินยั ธรกศุ ล เถี่ยนดก๊ึ เจา้ อาวาสวัดสุนทรประดิษฐ์ ประธานกรรมการ
๑. พระพรเทพ ค้นั กวาง กรรมการ
๒. นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี กรรมการ
๓. พ.ต.ท.นิวชั ณ ์ นามศรีคุณ กรรมการ
๔. นายธีระ เอี่ยมธีระกุล กรรมการ
๕. คุณสุพัตรา วิมลชยั ฤกษ์ กรรมการ
๖. นายด�ำ รงศักด ์ิ วฒั นศรีเมือง กรรมการ
๗. คุณสบุ ิน ชูวรเชษฐ์ กรรมการ
๘. นายเจรญิ ชยั ไพศาลกจิ รงุ่ เรือง กรรมการ
๙. นายประสทิ ธ์ิ เกง่ เกษม กรรมการ
๑๐. นายสมพงษ ์ วฒั นพงษ์สนิ กรรมการ
๑๑. คุณโชคชัย สริ ิทองจนิ ดา กรรมการ
๑๒. นางวิไลวรรณ หลกั ค�ำ ประธานชุมชนทองใหญ ่ กรรมการ
๑๓. นางอรุณี วัฒนโกศล ประธาน อสม. ชุมชนทองใหญ่ กรรมการ
๑๔. นางปพชิ ญส์ รา แสงวงษา เหรัญญกิ สโมสรลกู เสือจังหวัดอุดรธาน ี กรรมการ
๑๕. นายทองเลอื ม อภริ ักษ ์ ผู้อ�ำ นวยการโรงเรยี นบ้านเมอื งนาซ�ำ กรรมการ
๑๖. ผ้บู ริหารโรงแรมเซนทารา อดุ รธานี กรรมการ
๑๗. คณะกรรมการวดั โลกานเุ คราะห์ กรรมการ
๑๘. คณะกรรมการวัดสนุ ทรประดษิ ฐ์ กรรมการ
๑๙. วัฒนธรรมจงั หวัดอุดรธาน ี กรรมการเลขานุการ
๒๐. นายชาญยุทธ มหาสมบัติ ผู้อำ�นวยการกลมุ่ พิธีการศพทีไ่ ด้รบั พระราชทานท่ี ๙ อุดรธานี ผูช้ ว่ ยเลขานุการ
๒๑. นายบณั ฑิต ทาทอง นกั วิชาการวฒั นธรรมช�ำ นาญการ ผชู้ ว่ ยเลขานกุ าร
คณะกรรมการฝ่ายศาสนพิธี พธิ ีการ
๑. พระมหาสายบวั กิตตฺ โิ สภโณ เจ้าคณะอ�ำ เภอกแู่ ก้ว ประธานกรรมการ
๒. พระครวู ินัยธรวเิ ชียร วชิรธมฺโม ผูช้ ว่ ยเจา้ อาวาสวดั ประยรุ วงศาวาสวรวิหาร กรรมการ
๓. นายบัณฑิต ทาทอง นกั วชิ าการวัฒนธรรมชำ�นาญการ กรรมการ
๔. เจ้าหนา้ ท่กี ล่มุ พิธีการศพท่ไี ดร้ ับพระราชทาน ส�ำ นักงานวัฒนธรรมจงั หวัดอดุ รธาน ี กรรมการ
๕. คุณนาวี กรมวงั ก้อน กรรมการ
๖. นายณรงค ์ มาตรสงคราม วดั สุนทรประดิษฐ์ กรรมการ
๗. นายชนะชน นาสมตรึก วิชาการวัฒนธรรม กรรมการและเลขานกุ าร
๘. นายอนพุ งษ์ แกว้ วันนา นักวิชาการวัฒนธรรม ผู้ช่วยเลขานุการ
๙. นายพพิ ฒั น ์ แก้วงอ่ ง ครโู รงเรียนสนุ ทรประดิษฐ์วทิ ยาลยั ผู้ชว่ ยเลขานุการ
คณะกรรมการจัดสถานท่ี
๑. พระมหาพชิ ยั ภษู ติ เหว่ถั่น ผ้ชู ่วยเจา้ อาวาสวดั สุนทรประดิษฐ์ ประธานกรรมการ
๒. นายชาญยทุ ธ มหาสมบัติ ผ้อู �ำ นวยการกลมุ่ พธิ กี ารศพท่ไี ด้รบั พระราชทานท่ี ๙ อดุ รธานี รองประธานกรรมการ
๓. เจ้าหนา้ ทก่ี ลมุ่ พิธกี ารศพทไ่ี ด้รบั พระราชทานที่ ๙ อดุ รธานี กรรมการ
๔. เจา้ หน้าท่ีส�ำ นกั งานพระพุทธศาสนาจงั หวดั อุดรธาน ี กรรมการ
๕. พระสมปอง เจินกว๊าง วดั สนุ ทรประดิษฐ์ กรรมการ
๖. นายโชคชัย สิริทองจนิ ดา กรรมการ
๗. นายอำ�นาจ อมรศริ สิ วสั ด ิ์ กรรมการ
๘. นายอภิวัฒน ์ ภทั รอร่าม กรรมการ
๙. นายมานะ สทิ ธโิ ชคสกลุ กรรมการ
๑๐. นายสุกรี เสรีอ�ำ นวย กรรมการ
๑๑. นายธนวฒั น์ ควิ กรตรยั คณุ กรรมการ
๑๒. นายวสนั ต์ ฮวา่ งด่ิง กรรมการ
๑๓. นายนกิ ร ธนสิ รสกุล กรรมการ
๑๔. นายทวีศกั ดิ์ ฤๅชาค�ำ ครโู รงเรียนสนุ ทรประดิษฐ์วิทยาลัย กรรมการ
๑๕. นายสุนทร เย้ยกระโทก ครโู รงเรยี นสนุ ทรประดษิ ฐว์ ทิ ยาลยั กรรมการ
๑๖. นายประหยัด สุวรรณหงส์ อปพร.เทศบาลนครอดุ รธาน ี กรรมการ
๑๗. นายสมยศ พชิ ะยะ กรรมการ
๑๘. ประธาน อสม.เขต 2 กรรมการ
๑๙. ประธาน เขต 2 กรรมการ
๒๐. นายรัฐนันท ์ ผาริน นกั วชิ าการวัฒนธรรม กรรมการและเลขานกุ าร
๒๑. นายสุลกั ษณ ์ เคา้ สมิ นกั วิชาการวัฒนธรรม ผู้ชว่ ยเลขานุการ
๒๒. นายจรัญ สวุ รรณศร ี นกั วิชาการวฒั นธรรม ผชู้ ่วยเลขานกุ าร
คณะกรรมการฝ่ายเหรัญญกิ (การเงิน) ประธานกรรมการ
๑. นายวีระยุทธ ชวู รเชษฐ ์ รองประธานกรรมการ
๒. คณุ หาว ฝามถิ กรรมการ
๓. คณุ รุ่งโรจน์ เอกไพทูรย์ กรรมการ
๔. คณุ โสภณ ธติ ิปรีชารักษ์ กรรมการ
๕. คณุ เฟอื่ งฟ้า ชีวรงุ่ เรืองกลุ กรรมการ
๖. คุณนงนุช ขจรฤดีกรกลุ กรรมการ
๗. คณุ จนิ ดาหรา ร่งุ เรืองชยั เจริญ กรรมการ
๘. คณุ พลพรรณ เพียรเสถียรชัย กรรมการ
๙. คุณสมบูรณ์ ตริงวนั กรรมการ
๑๐. คุณดอน วนั ธงชัย กรรมการ
๑๑. คุณอรุณ ฮ่งกวาง กรรมการ
๑๒. คณุ เพชร วงศ์วรกิจ กรรมการ
๑๓. คณุ สมชัย โรจนก์ ุลวงศ ์ กรรมการ
๑๔. นางสาวทิพวัลย์ ตณั ติพาณชิ กุล กรรมการ
๑๕. นายสมุ ติ ร บญุ ชมพู กรรมการและเลขานกุ ารฯ
๑๖. คณุ นงนุช ขจรฤดกี รกลุ ประธานกรรมการ
คณะกรรมการฝา่ ยปฏิคม อาหาร เครื่องดมื่ รองประธานกรรมการ
๑. คณุ วิจติ รา เลอื ง รองประธานกรรมการ
๒. คุณรัชนี เกษตรทัด กรรมการ
๓. นางมนตรา เกง่ เกษม กรรมการ
๔. คุณจิราพร แบบด ี กรรมการ
๕. คณุ มนตา เก่งเกษม กรรมการ
๖. คณุ ธนิษฐา ธนาภาณกุ ลุ
๗. คุณวัชราภรณ ์ อรณุ ไี พศาล
๘. คณุ อัมพรรัตน์ เลศิ สหพัน กรรมการ
๙. คณุ จัน่ มิ่งวฒั นชาติ กรรมการ
๑๐. คณุ วิภา เรอื งอ�ำ ไพสกุล กรรมการ
๑๑. คุณเหอ่ื ง เหงยี นถ ิ กรรมการ
๑๒. คุณสริ ิกานต์ เรืองสิรโิ ชค กรรมการ
๑๓. นางวไิ ลวรรณ หลกั คำ� กรรมการ
๑๔. นางศรีกาญจนา ขันธมาลัย กรรมการ
15. นางลดา ปานเชียงวงษ์ กรรมการ
๑๖. นายสุพัฒน์ พุทธรักษ์ กรรมการ
๑๗. นางสมใจ ไตรนาวี กรรมการ
๑๘. นายสมชาย ยิ่งประทานพร กรรมการ
๑๙. คณุ สุวรรณชยั นิตยกมลพรรณ กรรมการ
๒๐. นางอรุณี วฒั นโกศล กรรมการ
๒๑. นายสมสมัย อทุ ุพรรค ครูโรงเรยี นสุนทรประดษิ ฐว์ ทิ ยาลัย กรรมการและเลขานุการ
๒๒. นายสมหวัง เพ็งปอพาน ครูโรงเรียนสนุ ทรประดษิ ฐว์ ทิ ยาลยั กรรมการและผู้ชว่ ยเลขานุการ
คณะกรรมการฝา่ ยประชาสมั พันธ์
๑. ประชาสัมพนั ธ์จงั หวดั อุดรธานี ประธานกรรมการ
๒. นางปรียนันท์ สิทธิทองหลาง สำ�นกั งานพระพทุ ธศาสนาจงั หวดั อุดรธาน ี รองประธานกรรมการ
๓. นายสบุ นิ ชูวรเชษฐ์ กรรมการ
๔. นายอนันต ์ สวุ รรณบตุ รวภิ า กรรมการ
๕. คณุ พาณิภตั ลักษณ์สิริเลศิ กรรมการ
๖. คณุ พรรณราย ธนพทิ กั ษ ์ กรรมการ
๗. คณุ ปานจนั ทร์ ศรีภูธร กรรมการ
๘. คณุ สุกัญญา ศรที อง กรรมการ
๙. คุณชญั ญาวรรณ เกษมสุข กรรมการ
๑๐. คณุ สมบรู ณ์ ตรงิ วัน กรรมการ
๑๑. คุณดอน วันธงไชย กรรมการ
๑๒. คุณสชุ าติ ธรี เวชานนท์ กรรมการ
๑๓. นายพงศ ์ เรอ่ื งสวุ ฒั น์ กรรมการ
๑๔. นางสาววันวสิ าข์ วงศเ์ สร ี สำ�นักงานพระพทุ ธศาสนาจงั หวัดอดุ รธาน ี กรรมการและเลขานกุ ารฯ
๑๕. นายศกั ดิ์สิทธิ ์ อนิ ทร์ดี เจา้ หนา้ ทวี่ ฒั นธรรม ผชู้ ่วยเลขานุการ
๑๖. นายศรพทิ กั ษ์ ภกั ด ี ครูโรงเรียนสนุ ทรประดิษฐ์วทิ ยาลัย ผชู้ ่วยเลขานุการ
คณะกรรมการฝา่ ยกองงานเลขานุการ /ประสานงาน ประธานคณะกรรมการ
1. นายธที ัต พมิ พา วฒั นธรรมจงั หวดั อุดรธานี กรรมการ
2. นายวชิ ัย เจริญด่านภกั ด ี กรรมการ
3. นายเกษม ปิยะชาตสิ กลุ กรรมการ
4. นายชัยวัฒน ์ เธยี รวาริช กรรมการ
5. นายธีระ เธียรวาริช กรรมการ
6. นายธนภทั ร บุญศิรภสั สร กรรมการ
7. นายยอดศักด์ิ เย่ียมพนมคณุ กรรมการ
8. นายเจรญิ ชัย ไพศาลกิจรงุ่ เรือง กรรมการ
9. นายสมพงษ์ วฒั นพงษ์สิน กรรมการ
10. นายประสิทธ ์ิ เกง่ เกษม กรรมการ
11. นายสมชาย รกั เจริญสกุล กรรมการ
12. นางรัตนา กลุ ธัญวัฒน ์ กรรมการ
13. นางจิตตมิ า หริ ัญกติ ติวงศ์ กรรมการและเลขานกุ าร
14. นายด�ำ รงศกั ด ์ิ วัฒนศรีเมือง ผู้ช่วยเลขานุการ
15. นายพลากร ผาจวง นกั วิชาการวัฒนธรรม
แต่งตัง้ ณ วนั ท่ี 10 มนี าคม 2565
( องวนิ ัยธรกุศล เถ่ยี นดกึ๊ )
เจ้าอาวาสวัดสนุ ทรประดิษฐ์
อนสุ รณ์พระมหาคณานัมธรรมปญั ญาธวิ ัตร (ถนอม เถย่ี นถึกมหาเถระ)
ผจู้ ดั พมิ พ ์ คณะสงฆอ์ นัมนิกายแหง่ ประเทศไทย
เขตสัมพนั ธว์ งศ์ กรงุ เทพมหานคร ๑๐๑๑๐
บรรณาธกิ ารทป่ี รึกษา พระคณานัมธรรมเมธาจารย์ (ติ่นเรียนมหาเถระ)
พระคณานมั ธรรมวิธานาจารย์ (มนิ เอิงมหาเถระ)
พระคณานมั ธรรมวฒุ าจารย์ (ติ่นทินมหาเถระ)
พระสมณานมั ธีราจารย์ (เกว๊ิกซนั )
พระบรหิ ารอนมั พรต (เหย่ยี วคงั )
องสรภาณมธุรส (เหยีย่ วหาย)
องสตุ บทบวร (เหวต่ ี)้
องสรพจนสุนทร (เถ่ียนกอื )
องพจนกรโกศล (เถย่ี นบา๊ ว)
องอนนั ตสรนาท (มินหลบั )
องสตุ บทอนมั บริหาร (อีต๊ ู)
องวนิ ยั ธรธรรมโรจน์ เถย่ี นจู้
องปลดั ธรรมปญั ญาธิวัตร (เถย่ี นคาย)
องปลดั ปานชยั เถี่ยนหงอื
องปลดั วิเชียร เถ่ยี นอี๊
องวนิ ยั ธรเอนก เถย่ี นหลาก
องใบฎีกาสุชาติ ตือ่ เยียน
ภาพถ่าย กองงานเลขานกุ ารวดั ในคณะสงฆอ์ นมั นกิ าย
รวบรวมข้อมูล องสมุห์ณฐั กจิ เพอ๊ื กยอื
องสมุหธ์ นวฒั น์ เพ๊อื กเยียน
องใบฏีกาณภัทร เพ๊ือกหึ่ว
ดร.สุรยิ า แสงอนิ ตา
รูปแบบเลม่ องใบฏีกาณภัทร เพือ๊ กห่ึว
พิมพค์ รงั้ แรก พุทธศักราช ๒๕๖๕
จ�ำ นวนพมิ พ ์ 1,000 เล่ม
พมิ พท์ ี่ โรงพมิ พส์ ำ�นกั งานพระพุทธศาสนาแหง่ ชาติ
๓๑๔-๓๑๖ ถนนบ�ำ รุงเมือง เขตปอ้ มปราบศัตรพู ่าย กทม. ๑๐๑๐๐
โทร. 0 ๒๒๒๓ ๓๓๕ด, ๒๒๒๓ ๕๕๔๘ โทรสาร 0 ๒๖๒๑ ๒๙๑๐
นายสาโรจน์ กาลศริ ศิ ิลป์
ผู้จัดการโรงพมิ พส์ ำ�นักงานพระพุทธศาสนาแหง่ ชาติ