The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การวิเคราะห์คำเกิดใหม่และคำสะกดผิดในเพลง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by siriwimon.baimon, 2022-09-19 00:42:15

การวิเคราะห์คำเกิดใหม่และคำสะกดผิดในเพลง

การวิเคราะห์คำเกิดใหม่และคำสะกดผิดในเพลง

รายงาน

เร่ือง การวิเคราะห์คำเกดิ ใหม่และคำสะกดผิดในเพลง ชว่ งปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ถงึ ๒๕๖๕

เสนอ
คุณครู สายฝน โหจันทร์

โดย
นางสาว พรญานี อดุ มภกั ดีวงศ์ ชน้ั ม.๖/๒ เลขที่ ๑
นางสาว อารยา ริ้วทอง ชัน้ ม.๖/๒ เลขที่ ๒
นางสาว ทรายขวญั ไกรกล่นิ ช้ันม.๖/๒ เลขท่ี ๔
นางสาว นทั ธมน จันทรผ์ ดุง ชน้ั ม.๖/๒ เลขที่ ๖
นางสาว สาวิตรี ฮงั นนท์ ชัน้ ม.๖/๒ เลขที่ ๙
นางสาว รุจิรา โมฬารักษ์ ชน้ั ม.๖/๒ เลขท่ี ๑๑
นางสาว สริ ิวิมล ราชจำปี ชั้นม.๖/๒ เลขท่ี ๒๐

รายงานนเี้ ปน็ สว่ นหน่งึ ของรายวชิ าภาษาไทยพ้นื ฐาน (ท๓๓๑๐๑)
ภาคเรยี นท่ี ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕

โรงเรยี นมารีย์อุปถัมภ์ อ.สามพราน จ.นครปฐม



คำนำ

รายงานเร่ืองการวเิ คราะหค์ ำเกดิ ใหมแ่ ละคำสะกดผิดในเพลงชว่ งปี พ.ศ.2555 ถึง พ.ศ.2565 เป็นส่วน
หนึ่งของรายวชิ า ท๓๓๑๐๑ ซ่งึ จัดทำขน้ึ โดยมีวัตถปุ ระสงคเ์ พอื่ ใหไ้ ด้ศึกษาความรูเ้ กี่ยวกับคำท่เี กิดใหม่และการ
ใช้คำสะกดผิด ผา่ นการใชเ้ พลงเพือ่ นำเสนอ โดยมีขอบเขตเนือ้ หา ดังต่อไปน้ี ภาษา ที่มาและความสำคญั ของ
ภาษา ลกั ษณะของภาษา การเปล่ยี นแปลงภาษาทพ่ี บจากเพลง ความหมายของเพลง ประเภทของเพลง และ
ลกั ษณะของเพลงความสัมพันธข์ องเพลงและภาษาความสำคัญของการสือ่ ภาษาภายในเพลง การเลือกใชภ้ าษา
ในเพลง และปจั จยั ทที่ ำให้ภาษาในเพลงตดิ หู

ทางคณะผู้จัดทำไดศ้ ึกษาค้นคว้าขอ้ มูลในการทำรายงาน ทง้ั ทางหนงั สือ อนิ เทอร์เน็ต เว็บไซต์ และงานวจิ ยั
ต่างๆทง้ั นี้คณะผ้จู ดั ทำหวังเปน็ อยา่ งย่ิงวา่ รายงานฉบบั นจี้ ะเป็นประโยชนต์ อ่ ผูท้ ีส่ นใจศึกษาคนคว้าเพิม่ เติมและ
ยนิ ดีนอ้ มรบั คำแนะนำ

คณะผจู้ ัดทำ

สารบัญ ข

เรือ่ ง หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
บทนำ ค
๑. ภาษา ๑
๑.๑ ทม่ี าของภาษา ๑

๑.๒ ความสำคญั ของภาษา ๕
๑.๓ ลักษณะของภาษา ๙
๑.๔ การเปล่ยี นแปลงของภาษา ๑๘
๑.๔.๑ การใช้คำเกิดใหม่ ๑๙
๑.๔.๒ คำทย่ี ืมมาจากภาษาตา่ งประเทศ ๒๑
๑.๔.๓ การใช้คำกำกวม ๒๒
๑.๔.๔ การใช้คำซำ้ ๒๗
๑.๔.๕ คำทส่ี ะกดผิด ๒๘
๑.๔.๖ การใชภ้ าพพจน์
๓๐
๒. เพลง ๓๐
๒.๑ ความหมายของเพลง ๓๐
๒.๒ ลกั ษณะของเพลง ๓๐
๒.๒.๑ POP ๓๒
๒.๒.๒ ROCK ๓๓
๒.๒.๓ JAZZ ๓๔
๒.๒.๔ R&B ๓๔
๒.๒.๕ ลูกทุ่ง

๓. ความสัมพนั ธ์ของการสอื่ ภาษาและเพลง ข
๓.๑ การสอื่ ภาษาภายในเพลง
๓.๒ การเลอื กใชภ้ าษาในเพลง ๓๕
๓.๓ ปจั จัยและสาเหตทุ ที่ ำใหภ้ าษาตดิ หู ๓๕
๓๖
๔. บทวเิ คราะห์คำเกิดใหมแ่ ละคำสะกดผิดในเพลง ๔๘
๔.๑ เพลง บอกตรงๆ รักจังเลย
๔.๒ เพลง จ๊บุ จุ๊บ ๓๙
๔.๓ เพลง บรยึ๋ กลวั นะค๊าบ ๓๙
๔.๔ เพลง ทกั ครับ ๔๑
๔.๕ เพลง ฉลามชอบงับคุณ ๔๓
๔.๖ เพลง เพลงนี้มชี ือ่ วา่ เธอ ๔๖
๔.๗ เพลง สายตายาว ๔๘
๕๑
บทสรุป ๕๓
บรรณานกุ รม
๕๖
๕๗



บทนำ

เพลงเป็นวรรณกรรมประเภทหน่ึง ซึ่งมที ัง้ ความเหมือนและความตา่ งจากวรรณกรรมประเภทอ่ืนกล่าว
คือเพลงเป็นผลงานทางด้านศิลปะ เกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์โดยการใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการ

แสดงออกสื่อ เนื้อหา และมีเครื่องดนตรีประกอบจังหวะที่สำคัญ ทำให้เกิดความไพเราะและเกิดอารมณ์
สะเทอื นใจผู้ฟัง จงึ สามารถเข้าใจไดง้ า่ ย ซึ่งภาษาท่ีใช้ภายในเพลงกเ็ ปน็ ส่วนหนึ่งทท่ี ำใหเ้ พลงเกดิ ความน่าฟัง

เพลงในแต่ละยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ด้วยภาษาที่ใช้ในบทเพลงทำให้คำในเพลงเกิดขึ้น
ใหม่อย่างมากมาย ตามวฒั นธรรมสงั คมที่เปลยี่ นไป ถึงแมว้ า่ ภาษาไทยคงเดิมยังมีอยู่ให้เห็นในบทเพลงแต่การ
ใช้คำใหมใ่ นเพลงก็ไดร้ บั ความนยิ มอยา่ งแพร่หลาย ซึ่งเหตุผลนที้ ำให้เพลงมีความนา่ ฟังและตดิ หูผู้ฟัง

อยา่ งไรก็ตาม ในปจั จบุ นั เพลงเป็นวรรณกรรม ทีม่ ีการใชค้ ำเกิดใหม่อย่างหลากหลาย คำเกิดใหม่ท่ีสื่อ
ออกมาผ่านบทเพลงก็ได้เผยแพรอ่ อกไปอย่างกว้างขวางเพราะในช่วงปีพ.ศ.๒๕๕๕ ถึง พ.ศ.๒๕๖๕ เพลงเป็น
สื่อที่ได้รับควานิยมจากผู้คนอย่างแพร่หลาย อีกทั้งธุรกิจทางด้านเพลงยังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ในช่วง
ระยะเวลา๑๐ ปนี ้ัน มีเพลงเกิดขนึ้ ใหม่มากมาย ส่งผลให้ผู้ผลิตเพลงเกิดความคิดท่ีจะสร้างจุดสนใจโดยการใช้
ภาษาที่แปลกใหม่ เพอื่ ให้เพลงของตนเองได้รบั ความนยิ มอยา่ งรวดเรว็ ด้วยเหตผุ ลดงั กลา่ ว

คณะผูจ้ ัดทำจึงสนใจท่ีจะศึกษา การวเิ คราะหค์ ำเกิดใหมแ่ ละคำสะกดผดิ ภายในเพลงในช่วงระยะเวลา
๑๐ ปี ตงั้ แต่ พ.ศ.๒๕๕๕ ถงึ พ.ศ.๒๕๖๕ ในดา้ นการใช้คำของแต่ละประเภท ซงึ่ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ท่ีสนใจ
และใหค้ วามสำคัญกบั การใช้ภาษาไดอ้ ยา่ งดี



๑. ภาษา

๑.๑ ท่มี าของภาษา

นภาลัย สวุ รรณธาดา.(๒๕๔๘) ไดก้ ลา่ วถึงทีม่ าของภาษาว่าภาษาเปน็ สมบัติของมนุษย์เป็นเครื่องมือท่ี
มนุษย์ใช้สื่อสารกัน มนุษย์ในทุกสังคมมีภาษาเฉพาะของตน เช่นเดียวกับมีวัฒนธรรมเฉพาะของตนน้ัน
มานุษยวิทยาจึงจัดภาษาให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม เนื่องจากภาษามีคุณสมบัติทุกประการที่เหมือนกับ
วัฒนธรรมอื่นๆซึง่ ได้แก่ ความเป็นระบบ เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นอายุหนึ่ง เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้
ไมใ่ ชไ่ ด้มาโดยสญั ชาตญาณ แต่เปน็ สิ่งท่เี ปล่ยี นแปลงอยเู่ สมอ เปน็ สิง่ ที่ตอ้ งยอมรบั โดยสมาชกิ ของสังคม และที่
สำคัญท่ีสุดคือ เป็นสมบตั ิของ มนษุ ยเ์ ทา่ นน้ั (สตั ว์ไมม่ ีวฒั นธรรมและไม่มีภาษา)

ฉตั รช์ ยั นกด.ี (๒๕๕๗) ได้กลา่ วถงึ ท่ีมาของภาษาว่า “ภาษาเปน็ สอ่ื ในการติดตอ่ สอื่ สาร และเป็นศูนย์
กลางยึดคนทั้งชาติ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระองค์ทรงดำรัสว่า ภาษาเป็น เครื่องผูก
พนั มนษุ ยต์ ่อมนษุ ย์แนน่ แฟน้ ย่งิ กวา่ ส่ิงอืน่ และไม่มีสงิ่ ใดจะทำใหค้ นรสู้ ึก เปน็ พวกเดยี วกันหรือยิ่งไปกว่านั้นคือ
การพูดภาษาเดียวกนั ดังน้ันภาษาจึงเป็นเครอื่ งมอื ในการติดต่อสอ่ื สา สื่อความหมายจากบคุ คลหน่ึงไปยงั บุคคล
หน่งึ หรือจากบุคคลไปสู่สังคมอ่ืนๆท้งั นี้ ภาษายงั เป็นวฒั นธรรมท่ีสำคัญท่ีสุดของชาติบ่งบอก ถึงความเป็นชาติ
เดียวกันของคนในสังคม และเป็นองค์ประกอบ ที่สำคัญอย่างยิ่งในการให้ชาติยังคงดำรงอยู่ และสร้างความ
เป็นปึกแผน่ ที่ม่ันคง

ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติที่มีความสำคัญต่อคนไทยทุกคนในอดีตภาษาไทยมีเพียงภาษาพูด
ต่อมาเมื่อโลกเจริญก้าวหน้าขึ้น พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงมีพระราชดำริดัดแปลง อักษร ขอมให้เป็น
อักษรไทยเปน็ สญั ลักษณแ์ ทนภาษาพูด(ธนกร ช่อไมท้ อง, ม.ป.ป.: ระบบ ออนไลน)์ จึงมีการจัดวางรูประเบียบ
อกั ขรวิธี ตลอดจนสร้างคำข้ึนใช้ให้เป็นไปตามหลกั ภาษาเขยี น

อย่างไรก็ตามเมอื่ สังคมและวัฒนธรรมมกี ารเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอันเน่ืองมาจากความต้องการข
องมนษุ ย์ไม่มีทส่ี ิน้ สดุ แตก่ ารเปล่ยี นแปลงจะเร็วหรอื ช้าขน้ึ กับปัจจัยที่มาเก่ยี วข้องไมว่ า่ จะเป็นระดับการศึกษา
ของคนในสังคม การสื่อสารคมนาคม และการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ทั้งภาษาและสังคมเป็นของคู่กัน
หากสังคมเปล่ยี นภาษา กเ็ ปลยี่ นไม่ว่า จะเนอื่ งมาจากการค้นพ บ ความขดั แยง้ การแข่งขันการเปล่ียนแปลงทาง
สงั คม และวัฒนธรรมล้วนสง่ ผลมาให้รปู แบบทางสงั คม วิธกี ารดำเนนิ ชีวติ ของมนุษย์และการเปล่ียนแปลงทาง
ภาษาเกิดขึ้น ตามยุคสมัยดังนั้นหากสังคมใช้ ภาษาได้เหมาะสมแก่บริบทการใช้แทนที่จะเกิดความวิบัติของ
ภาษาจะกลับแทนที่ด้วยความอุบัติของ ภาษาตามช่วงเวลาของยุคสมัย กล่าวคือ เมื่อเวลาผ่านไป คำใหม่ๆ
ยอ่ มเกดิ ข้นึ อยู่เสมอตามการพฒั นา ของบรบิ ท ภาษาที่เคยใช้โดยกลุ่มคำแสลงก็จะตกร่นุ และหมดความนิยม
ไป และเกิดคำใหมข่ นึ้ วน เวยี นเช่นนเ้ี สมอ



วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์.( ๒๕๕๑) ได้กล่าวถึงที่มาของภาษาว่า ภาษาประกอบขึ้นด้วยเสียงและ
ความหมายมีพลังการงอกงามไม่รู้จบ และเป็นเรอ่ื งของการตกลงใชส้ ัญลักษณร์ ่วมกนั ของมนษยุ ์ อยา่ งไรก็ตาม
ภาษามีความผิดแผกแตกต่างกันในรายละเอียด หรือในส่วนย่อยของระบบ คือเลือกใช้สัญลักษณ์แทน
ความหมาย ตา่ งกันระบบการเรยี งคำต่างกันฯลฯ และภาษามีการเปล่ยี นแปลงเจรญิ เติบโตและตาย ได้เฉกเช่น
มนุษย์

จากการศกึ ษาทีม่ าของภาษาสรุป ไดว้ า่ ภาษาเปน็ เครือ่ งผกู พนั มนุษยต์ อ่ มนุษย์และเป็นสมบัติของ
มนษุ ย์เป็นเครอื่ งมือท่ีมนษุ ย์ใชส้ อื่ สารกนั มนษุ ยใ์ นทกุ สังคมมีภาษาเฉพาะของตนทแ่ นน่ แฟน้ ยง่ิ กวา่ สิ่งอนื่ และ
ไม่มีสิ่งใดจะทำให้คนรู้สึกเป็นพวกเดียวกันหรือแน่นอนยิ่งไปกว่าการพูดภาษาเดียวกัน ดังนั้นภาษาจึง
เปน็ เครอ่ื งมือในการติดต่อสอื่ สารสือ่ ความหมาย จากบคุ คลหนงึ่ ไปยงั บคุ คลหนึง่ หรอื จากบุคคลไปส่สู งั คมอ่นื ๆ

๑.๒ ความสำคัญของภาษา

หนง่ึ ฤทยั จันทรเ์ ครือยม้ิ . (๒๕๕๓) ได้กล่าวถึงความสำคญั ของภาษาว่าวฒั นธรรมไทย มลี กั ษณะเฉพาะ
เปน็ เอกลักษณ์ของตนการท่ีวฒั นธรรมไทยจะสืบทอดลกั ษณะ และรายละเอียดทง้ั หมดจากอดีตมาถึงปัจจุบัน
และจากปัจจุบันที่จะสืบทอดต่อไปในอนาคตได้นั้นก็ด้วยอาศัยภาษาเป็นเครื่องมือทั้ง โดยการบันทึกไว้เป็น
ลายลักษณ์อักษรและการเล่าจดจำสืบกันต่อมา จึงมีคำกล่าวว่าภาษาไทย จึงเป็นหัวใจของวัฒนธรรมถ้า
ปราศจากหัวใจ คือภาษาเสียแล้ววัฒนธรรมก็สืบทอดไม่ได้ และต้องสูญหายไปโดยเร็วขณะท่ีภาษาไทย
ทำหน้าที่สืบทอดวัฒนธรรมไทยนั้น ภาษาไทยยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในแง่เป็นเครื่องสื่อความหมายทาง
วฒั นธรรมดว้ ย

ความสำคัญของภาษา ภาษามีประโยชน์มากมาย ได้แก่ ภาษาช่วยธำรงสังคม ภาษาแสดงความเปน็
ปจั เจกบคุ คล ภาษาชว่ ยใหม้ นษุ ย์พฒั นา ภาษาชว่ ยกำหนดอนาคต ภาษาช่วยจรรโลงใจ และภาษาชว่ ยธำรง
สังคม สังคมจะธำรงอยู่ได้มนุษย์ต้องมีไมตรีต่อกัน ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และ ระเบียบวินัยของสังคม
และประพฤติตนใหเ้ หมาะสมแก่ฐานะตนเอง ซ่ึงท้งั หมดนี้ตอ้ งอาศัยภาษา คอื

– ภาษาใชแ้ สดงไมตรจี ติ ต่อกัน เชน่ การทักทายปราศรยั กนั
–ภาษาใช้แสดงกฎเกณฑ์ของสังคมว่าคนในสังคมควรปฏิบัติตนอย่างไรเชน่ ศีล ๕ เปน็ แนวทางปฏบิ ตั ิ
พทุ ธศาสนกิ ชน
–ภาษาใช้แสดงความสัมพันธ์ของบุคคลแต่ละบุคคลมีฐานะ บทบาท และความสัมพันธ์กับบุคคล
อื่นต่างๆ กันไป การใช้ภาษาจงึ แสดงฐานะและบทบาทในสงั คมดว้ ย
–การแสดงความเป็นปัจเจกบุคคลปัจเจกบุคคล หมายถึง ลักษณะเฉพาะของบุคคล ซึ่งแต่ละบุคคล
มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป ภาษาจะช่วยสะท้อนลักษณะดังกล่าวของบุคคลทำให้ทราบถึง อุปนิสัย
อารมณ์ รสนิยม ตลอดจนความคิดต่างๆ แต่ละบุคคลจะมีวิธีพูดหรือการใช้ภาษาแตกต่างกันไปตามลักษณะ
เฉพาะของตนเช่น ถ้าเราอ่านเรื่องของนักเขียนคนนั้นหลายๆเรื่องก็จะทราบว่านักเขียนคนนั้นชอบหรือไม่
ชอบอะไร



ภาษาช่วยใหม้ นุษยพ์ ัฒนาอาศยั ภาษาถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆต่อๆ กนั มา ทำใหค้ วามรู้แพร่ขยาย
มากยิ่งขึน้ มนุษย์ไมต่ ้องเสยี เวลาเร่ืองทุกเรือ่ งใหม่แต่สามารถพัฒนาค้นควา้ ต่อให้เจริญก้าวหนา้ ต่อไปบางคร้งั
เม่อื มีความเห็นไม่ตรงกันกจ็ ะใชภ้ าษาอภิปรายโต้แย้งกนั ทำใหค้ วามรูค้ วามคิดเจริญ งอกงามยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ
ภาษาเขยี นจะช่วยบันทึกเรอ่ื งราวความรตู้ ่างๆไวใ้ ห้คนรุน่ หลังได้เรียนรู้ตอ่ ไป

ภาษาช่วยกำหนดอนาคต มนุษย์อาศัยภาษาช่วยกำหนดอนาคตในรูปแบบต่างๆ เช่น ทำแผนทำ
โครงการ คำสั่ง สัญญา คำพิพากษา กำหนดการคำพยากรณ์ ซึ่งจะเป็นแนวทางปฏิบัติ ต่อไปในบางกรณี
สง่ิ ท่ีกำหนดล่วงหน้าไวน้ ้ีอาจไมเ่ ป็นไปตามน้นั กไ็ ด้ เพราะอนาคตเปน็ เรื่องทไ่ี มแ่ นน่ อน ภาษาชว่ ยจรรโลงใจ ซ่ึง
การจรรโลงใจ คอื ค้ำจนุ จติ ใจใหม้ ั่นคงไม่ตกอยู่ในอำนาจฝ่ายต่ำ โดยปกตมิ นุษย์ต้องการได้รับความจรรโลงใจ
อยู่เสมอมนุษย์จึงอาศัยภาษาช่วยให้ความ ชื่นบานให้ความ เพลิดเพลิน เช่นนิทาน บทเพลง คำอวยพร ฯลฯ
ทำให้สังคมดำรงอยู่ได้ด้วยดี ภาษามีความสำคัญสำหรับมนุษย์แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอิทธิพลต่อมนุษย์ด้วย
ทั้งนี้ เพราะมนุษย์ไม่ได้คิดว่าภาษาเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ใช้แทนเท่านั้น เช่นการตั้งชื่อก็จะหลีกเลี่ยงคำที่มี
เสียงคล้ายคลึงกับสิ่งไม่ดีสิ่งที่น่ารังเกียจ หรือมีความหมายไม่เป็นก็มีมงคล หรือการถูกนินทา ก็จะเสียใจได้
รับคำชมก็ดีใจดังกลา่ วน้ี ในบางครั้งมนุษย์ก็ยึดมั่นกับตัวอักษรโดยไมพ่ ิจารณาเหตุผลการที่ภาษาช่วยจรรโลง
จิตใจของมนุษย์จะช่วย ใหส้ งั คมอยไู่ ด้ดว้ ยดี ทำให้โลกสดชืน่ เบกิ บาน ช่วยคลายเครยี ด

ผะอบ โปษกฤษณะ.(๒๕๕๔) ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาษาว่า มนุษย์เมื่อมา อยู่รวมกันเป็น
สังคมนบั ตั้งแต่การเป็นสังคมครอบครัว ชุมชน เผา่ พันธ์ุ ไปจนถึงการรวมตวั เปน็ สงั คมขนาดใหญ่ ระดับประเทศ
และสังคมโลก ย่อมต้องอาศัยการสื่อสารเป็นเพื่อทำความเข้าใจระหว่างกันซึ่งการสื่อสารสามารถเกิดขึ้น
ระหว่างคนที่มีเช้ือชาติต่างกัน (Interracial Communication) ก็ได้รวมทัง้ สามารถ เป็น การสื่อสารระหว่าง
วัฒนธรรมที่ แตกต่าง (Cross-cultural or Intercultural Communication) ไปจน ถึงการสื่อสารระหว่าง
ประเทศ (International Communication) ดว้ ยเหตุน้กี ารสือ่ สารจงึ มีความสำคัญ ทัง้ ตอ่ ชวี ิตวนั และต่อสงั
คมซึง่ เครื่องมือสำคญั ทเี่ ปน็ หวั ใจ ของการส่อื สารกค็ ือ “ภาษา”

“ภาษา” เป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤตว่า ภาษ (พา-สะ) แปลวา่ กลา่ ว, พูด หรือ บอก (ภาษาบาลี
ใช้คำว่า “ภาส”) เมื่อนำมาใช้เป็นคำนามก็เปลี่ยนรูปเป็น ภาษา แปลตามรูปศัพท์ได้ว่าคำพูด หรือถ้อยคำ
หมายถึงเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร เพื่อสื่อความถึงกัน โดยอาจเป็นถ้อยคำ ที่มีระเบียบ หรือเป็น
การแสดงกิริยาท่าทางต่าง ๆ ที่มีความหมายซึง่ มนุษย์เป็นผู้กำหนดข้ึนโดย ตกลง รับรู้ และเข้าใจความหมาย
ร่วมกัน (กำชัย ทองหล่อ, ๒๕๕๒, ประยูร ทรงศิลป์, ๒๕๕๓) สำหรับ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย สถาน
พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น ได้ให้ความหมายของคำว่า “ภาษา” ไว้ว่า ภาษาหมาย ถึงถ้อยคำที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสอ่ื
ความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน หรือเพื่อสื่อความเฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ
ภาษากฎหมาย ภาษาธรรม นอกจากนี้ ยังหมายถึง เสียง ตัวหนังสือหรือกิริยาอาการที่ใช้สื่อความได้ เช่น
ภาษาพูด ภาษาเขยี น ภาษาท่าทาง ภาษามอื เป็นตน้ (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖)

กล่าวโดยสรุป “ภาษา” จึงหมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารเพื่อสื่อความถึงกันและ
เพื่อสร้างการรับรู้ของคนในสังคมใดสังคมหนึ่ง หรือของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยอาจเป็นถ้อยคำที่มีระเบียบ



หรือเป็นการแสดงกริยาท่าทางต่างๆที่มีความหมาย ซึ่งมนุษย์ ในสังคมเป็นผู้กำหนดขึ้นโดยตกลงรับรู้
และเขา้ ใจหมายรว่ มกนั

ภาษาเป็นวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่ายิ่งของชาติ เป็นเครื่องมือในการสื่อความหมายของคนในชาติ
อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก ความต้องการของตนให้ผู้อื่นทราบ ถ่ายทอด
ประสบการณค์ วามร้ใู ห้แกก่ นั ภาษาจึงเป็น เครือ่ งมือสำคัญทที่ ำให้คนใน ชาติน้ันๆสามารถติด ตอ่ ส่ือสารซง่ึ กัน
และกันได้ด้วยความเข้าใจส่งผลให้เกิดความเจริญทางวัฒนธรรมในทุกๆ ด้านหาก ไม่มีภาษา มนุษย์ก็คงไม่
สามารถสืบทอดวิชาความรู้จากคนรุ่นหนึ่ง ไปสู่อีกรุ่นหนึ่งไม่สามารถถ่ายทอด ประสบการณ์ให้ชนรุ่นหลัง
ไดศ้ กึ ษาและเรยี นรู้ จนไม่อาจพัฒนาหรือรักษาความเปน็ ชาติของตนไว้ได้ ดงั ที่ ผะอบ โปษกฤษณะ ได้กล่าวไว้
วา่ ถ้าชนชาติใดรกั ษาภาษาของตนให้ดีให้บรสิ ุทธ์กิ จ็ ะได้ชอ่ื ว่า รักษาความเปน็ ชาต(ิ ผะอบ โปษกฤษณะ,๒๕๕๔)

กำชัย ทองหล่อ. (๒๕๔๐) ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาษาว่า ภาษามีความสำคัญต่อมนุษย์มาก
เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารแล้ว ยังเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้และพัฒนาความคิดของ
มนษุ ย์และยงั เปน็ เครอ่ื งมอื ถา่ ยทอดวัฒนธรรมและการประกอบอาชีพท่ีสำคัญอีกทัง้ ภาษาชว่ ยเสริมสร้างความ
สามัคคขี องคนในชาติอกี ด้วยเพราะภาษาเปน็ ถอ้ ยคำทใ่ี ช้ในการสอื่ สารสรา้ งความเข้าใจกัน ในสงั คม ภาษาจงึ มี
ประโยชนม์ ากมาย ได้แก่ ภาษาช่วยธำรงสงั คมภาษาแสดงความเปน็ ปัจเจกบุคคล ภาษาชว่ ยให้มนุษย์ พัฒนา
ภาษาชว่ ยกำหนดอนาคตภาษาชว่ ยจรรโลงใจ
๑.ภาษาธำรงสงั คม
การอยรู่ ่วมกันของมนษุ ยใ์ นสังคมหนึง่ ๆน้ันจะมคี วามสขุ ได้ต้องรู้จักใช้ภาษาแสดงไมตรีจิตความเออื้ เฟื้อ
เผื่อแผ่ต่อกัน การทักทายกัน พูดคุยกัน แสดงกฎเกณฑ์ทางสังคมที่จะปฎิบัติร่วมกัน การประพฤติตน
ให้เหมาะสมแก่ฐานะของตนในสังคมนั้นๆ ทำให้สามารถธำรงสังคมนั้นอยู่ได้ไม่ปั่นป่วนวุ่นวายจนถึงกับการ
เสอื่ มสลายไปในที่สุด
๒ .ภาษาแสดงความเปน็ ปจั เจกบุคคล
คือแสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะตัวเองของบุคคล ให้เห็นว่าบุคคลมีอุปนิสัย รสสนิยม สติปัญญา ความคิด
ความอ่านแตกต่างกันไปเช่นคนนึงอาจพูดว่า “ฉันเหนื่อยเหลือเกิน ฉันไม่เดินต่อไปอีกแล้ว” อีกคนหนึ่ง
อาจพูดว่า “เหนื่อย” ได้ยินไหม เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ยังจะให้เดินต่อไป อีก” อีกคนหนึ่ง อาจจะพูด ว่า
“เหนื่อยจังหยุดพัก ก่อนเถอะ” ส่วนอีกคนหนึ่งพูดว่า“ฉันว่าพักสักประเดี๋ยวแล้วค่อยไปต่อดีไหมจ๊ะ”เม่ือ
วิเคราะห์วิธีพูดหรือการ ใช้ภาษาของบุคคลเหล่านี้อาจอนุมานอุป นิสัยของผู้พูดว่าน่า จะเป็น ดังนี้คนแรก
ยึดตนเป็นที่ตั้ง คนที่สองมักชอบตำหนิผู้อื่น คนที่สามมีอุปนิสัยชอบชักชวนหรือเสนอแนะ ส่วนคนสุดท้าย
มีอุปนิสัยอ่อนโยนรับฟังความคิดเห็นของคนอนื่ เปน็ ต้น
๓. ภาษาชว่ ยพฒั นามนษุ ยม์ นุษยใ์ ช้ภาษาในการถ่ายทอดความรู้ ความคดิ และประสบการณ์ให้แก่กันและกัน
ทำให้มนษุ ย์มีความรู้กวา้ งขวางมากขึน้ และเปน็ ฐานในการคดิ ใหมๆ่ เพอ่ื ทำให้ชวี ติ ความเปน็ อยู่และสังคมมนษุ ย์
พัฒนาข้ึน



๔ ภาษาช่วยกำหนดอนาคต การใช้ภาษาสามารถกำหนดอนาคต เช่น การวางแผน การทำสัญญา
การพิพากษา การพยากรณ์ การทำกำหนดการต่างๆ สิ่งเหล่านี้ ทำให้เรารู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับ
สงั คมนัน้ ๆหรอื กระทั่งกับโลกใบน้ี
๕. ภาษาชว่ ยจรรโลงใจ ทำให้เกิดความช่ืนบาน มนุษย์พอใจทอี่ ยากจะ ไดย้ นิ เสียงไพเราะจงึ ได้มกี ารนำภาษา
ไปเรยี บเรยี งเป็นคำประพันธ์ที่มสี มั ผัสอันไพเราะกอ่ ใหเ้ กิดความชน่ื บานในจติ ใจ และ สามารถเลน่ ความหมาย
ของคำในภาษาควบคู่ไปกับการเล่นเสียงสัมผัสได้จึงทำให้เกิดคำคม คำผวน สำนวน ภาษิตและการแปลง
คำขวญั เพอื่ ให้เกิดสำนวนท่ีน่าฟัง ไพเราะและสนกุ สนานไปกับภาษาดว้ ย

จากการศึกษาความสำคญั ของภาษาสรปุ ได้ว่าภาษามีความสำคัญต่อมนุษยม์ ากนอกจากจะเป็นเครื่อง
มือในการส่ือสารแล้วยงั เปน็ เคร่อื งมือของการเรียนร้แู ละพฒั นาความคดิ ของมนุษย์ภาษาช่วยเสริมสร้างความส
ามคั คขี องคนในชาตอิ ีกด้วยเพราะภาษาเปน็ ถ้อยคำทีใ่ ช้ในการส่อื สารสรา้ งความเข้าใจกนั ในสงั คมภาษาจึงมีปร
ะโยชน์มากมาย ได้แกภ่ าษาช่วยธำรงสังคมภาษาแสดงความเป็นปัจเจกบุคคล อีกท้งั ภาษาช่วยให้มนุษย์ พฒั นา
และช่วยกำหนดอนาคตภาษาชว่ ยจรรโลงใจ

๑.๓ ลักษณะของภาษา

ธนพล เวชกจิ .(๒๕๕๘) ไดก้ ล่าวลักษณะของภาษาว่า ลกั ษณะของภาษา คอื ภาษาไทยเปน็ เอกลกั ษณ์
ประจำชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ จึงเป็นสมบัติของชาติที่ควรค่าแก่การ
เรียนรู้อัจฉริยลักษณะของภาษาไทยมี ความโดดเด่นเทียบเท่ากับภาษาสากล ได้ ภาษาไทย มีลักษณะที่นัก
ภาษาศาสตร์ได้ศึกษาไว้ และเพ่ือนให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อ และฝึกฝน ความเข้าใจพอเป็นสังเขปที่บอก
ถึงลกั ษณะของภาษาไทยได้ ๗ ลักษณะ ดังนี้

๑. ภาษาคำโดด
๒. การเรียงคำแบบ ประธาน กริยา กรรม
๓. ภาษาวรรณยุกต์
๔. เสยี งสระ พยัญชนะ วรรณยกุ ต์เปน็ หนว่ ยภาษา
๕. การวางคำขยายไว้ขา้ งหลังคำหลกั
๖. การลงเสยี งหนักเบาของคำ
๗. การไม่เปลย่ี นแปลงรปู คำ

นภาลยั สุวรรณธาดา. (๒๕๔๘) ได้อธบิ ายเก่ยี วกับการนิยาม “ภาษา” ของ นักวชิ าการท่ีแตกต่างกัน
ออกไปนีว้ ่า การศกึ ษาภาษาในอดีตและปัจจุบนั มีความแตกต่างกันบา้ ง กลา่ วคือในอดีตจะเน้นศึกษากฎเกณฑ์
ภาษาเขียนมากกว่าภาษาพูด แต่ในปัจจุบันเน้นการศึกษา การใช้ภาษาจรงิ ๆ โดยเฉพาะอยา่ ง ยิ่งภาษาพูดสง่ิ
หน่ึงทนี่ กั ภาษาศาสตร์เห็นตรงกันในเร่ืองของภาษา คอื ภาษามลี ักษณะธรรมชาติ 9 ลกั ษณะ ดังต่อไปน้ี



๒.๑. ภาษาเป็นสิ่งสมมติ ภาษาเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นแทนความหมายที่ตนต้อง การสื่อสารบางครั้ง
ไม่อาจ หาเหตุผลได้ว่าเพราะเหตุใดจึงเรียกสิ่งต่างๆอย่างนั้น ทั้งนี้เพราะสังคมสมมติภาษาขึ้นใช้แทนความ
หมาย เช่นภาษาไทยเรียกสัตว์เคี้ยวเอื้อง เขาโค้ง ลำตัวมีสีต่างๆ เช่น น้ำตาล ขาว ว่า “วัว” ใน ขณะที่ภาษา
อังกฤษเรียก สัตว์ชนิดดังกล่าวว่า “Cow” ถึงแม้ว่าภาษาแต่ละภาษาจะมีเสยี งบางเสียงที่บอกความหมายได้
บ้างเช่น ในภาษาไทย เสียงสระออที่มีตัว ม สะกดแสดง ความหมายว่า “กลมหรือโค้ง” เช่น น้อม อ้อม ค้อม
เป็นต้น หรือ แม้แต่คำที่ใช้เลียนเสียงธรรมชาติ แต่ละชาติก็จะได้ยินไม่เหมือนกัน เช่น ภาษาไทยใช้แทน
เสยี งไกข่ นั วา่ เอ้ก อี เอก้ เอก้ ภาษาอังกฤษ ใชว้ ่า cock-doodle-doo เปน็ ต้น ดังนน้ั ภาษาจงึ เป็นส่ิงมนุษย์ใน
แต่ละสงั คม สมมติสรา้ งขน้ึ เพอ่ื ใช้ สือ่ ความหมายในสังคมน้นั ๆ

๒.๒. ภาษาหมายถึงภาษาของมนุษย์ ซึ่งเป็นพฤตกิ รรมการสือ่ สารแบบต้องเรียนรู้ ส่วน ภาษาของสัตว์ไม่
มีคุณสมบัติพอที่จะเรียกว่าภาษาได้ ทั้งนี้เพราะสัตว์ส่งเสียงตามสัญชาตญาณ ไม่ได้ เกิดจากการเรียนรู้ภาษา
เหมอื นมนษุ ย์ นอกจากน้ันภาษาสตั วย์ งั มเี สยี งจำกัดตายตัวอีกด้วย

๒.๓. ภาษาหมายถึงภาษาพูด เพราะภาษาพูดเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารทั่วไปมากที่สุด ส่วนภาษา
เขียนน้นั นกั ภาษาศาสตร์ถือวา่ เป็นเพยี งตวั แทนของการบันทกึ ของภาษาพูดเท่านั้นอกี ท้ังยังไม่มรี ะบบการเขียน
ของภาษาใดในโลกทีจ่ ะถ่ายทอดเสียงพดู ออกมาได้อยา่ งสมบูรณ์

๒.๔. ภาษามโี ครงสร้างหรือองคป์ ระกอบ โครงสรา้ งของภาษาประกอบด้วยเสยี ง ซึ่งมนษุ ย์เปล่งออก มาโดย
ใช้อวัยวะต่างๆ และความหมายซึง่ เป็นที่กําหนดตกลงกันทั่วไป ดังนั้นการเปล่งเสยี ง ที่ไม่มีความ หมายจึงไม่
นับวา่ เปน็ ภาษาเพราะโครงสร้างหรอื องค์ประกอบไม่ครบท้งั เสียงและความหมายนนั่ เอง

๒.๕. ภาษามีระบบกฎเกณฑ์แน่นอนในตัวเอง ภาษาทุกภาษาในโลกจะมีระบ บกฎเกณฑ์ที่แน่นอน
ของตนเองทำให้มนุษย์สามารถเรียนรู้และเข้าใจภาษานั้นๆได้ โดยใช้ระบบสื่อสารของตน ถ้าเราใช้ภาษาผิด
ระบบเรากจ็ ะไมส่ ามารถสือ่ สารกันเข้าใจได้

๒.๖. ภาษามจี ํานวนประโยคไม่รู้จบ ภาษามีเสียงจำกัด แต่เมือ่ นำเสียงมาเรียงต่อกันเป็นคำและนำคำเหล่า
นั้นมาผลิตเป็นคำพูด เราจะได้จำนวนประโยคไม่รู้จบ เพราะผู้พูดภาษาใดก็ตามสามารถสร้าง ประโยคใหมๆ่
ในภาษานั้นๆขึ้นใช้ได้เอง โดยผู้อื่นที่ใช้ภาษาเดียวกัน จะสามารถเข้าใจได้ทันทีแม้จะไม่ได้ยินมาก่อนก็ตาม
แต่โดยทั่วไปประโยคที่มนุษย์ใช้จะไม่ขยายยืดยาวมาก เพราะมนุษย์มีระบบเคยมีความจำที่มีขีดจำกัด
ลกั ษณะของภาษาทม่ี ปี ระโยคไม่รู้จกั จบมกั จะเกิดในภาษาเขียนมากกว่า ภาษาพดู
๗. ภาษาเปน็ พฤติกรรมของสงั คม กล่าวคือ

๗.๑. ภาษาเกิดจากการเรยี นรู้ เลยี นแบบ และถา่ ยทอดจากสังคมเดียวกนั ไมใ่ ช่เกดิ ใน สังคมธรรมชาติหรือ
สัญชาตญาณ เช่น ถ้าเด็กอยู่ตามลำพังโดยไมไ่ ด้พบใครเลยหรือผู้ที่เลี้ยงเด็กไม่ยอม พูดกับเด็กจะทำให้เด็กไม่
เรียนรู้สามารถพูดภาษาได้ ในทางตรงกันข้ามหากผู้ที่เลี้ยงเด็กหรือคนในครอบครัวพูด ภาษาแบบใด เด็กจะ
เกิดการ และเลียนแบบการใช้ภาษาแบบนั้นๆ ดังนั้นหากเด็กอยู่ในครอบครัวที่พูด คำหยาบ เด็กก็จะเรียนรู้
เลียนแบบและพดู คำหยาบดว้ ย เปน็ ตน้



๗.๒ ภาษาแต่ละภาษามีหลายประเภทตามสังคมนั้นๆ ในสังคมที่มีวัฒนธรรมต่างกัน ภาษาย่อมต่างกัน
ด้วยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะทางภูมิศาสตร์ ฐานะทางครอบครัวและสังคมหรือวัตถุประสงค์ที่ใช้ ดังนั้นหาก
ตอ้ งการเขา้ ใจ ภาษานน้ั ๆได้ยิง่ ดขี ึ้นจึงตอ้ งเขา้ ใจสงั คมและวัฒนธรรมด้วย

๗.๓ ภาษามีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่นเดียวกันกับวัฒนธรรมอื่นๆ การ เปลี่ยนแปลงของภาษาเป็น
ลกั ษณะธรรมดาของภาษาท่ยี งั ไม่ตาย เพราะเมือ่ มีการใชภ้ าษาเพ่อื การ สื่อสาร ภาษาย่อมเกดิ การเปล่ียนแปลง
แตก่ าร เปลย่ี นแปลงควรเป็นไปตามลักษณะธรรมชาติ ไมใ่ ช่เกดิ เพราะความไมร่ ู้
๘. ภาษาเปน็ เคร่ืองแสดงความเจริญของสงั คม เมือ่ ชนกลุ่มใดกำหนดใชภ้ าษาประจำกลุม่ แล้ว ภาษานั้นก็เป็น
ภาษาแม่เม่อื สงั คมขยายตวั เป็นสังคมเมืองและประเทศ ภาษาท่ชี นกลมุ่ นั้นใช้กจ็ ะเปลยี่ นเป็นภาษาประจำชาติ
ทใ่ี ช้สบื ตอ่ กัน ภาษานัน้ ๆ กจ็ ะผกู พันกับผู้ใช้ภาษา คำศัพท์ต่างๆ ท่ีใช้ในภาษาก็จะแสดง ลกั ษณะความเป็นอยู่
อาหารการกิน ความเจริญก้าวหน้าในสังคมนั้น รวมทั้งเป็นหลักฐานแสดง อารยธรรม เช่น ปรัชญา
วิทยาศาสตร์ และความก้าวหนา้ ทม่ี นุษยไ์ ดพ้ ฒั นาขนึ้ อย่างไรกต็ ามภาษายงั เปน็ เครอ่ื งมอื ในการคดิ ของมนุษย์
ชนกลุม่ ใด ทมี่ ีภาษาทำหน้าท่ีดงั กล่าวไดอ้ ย่างสมบรู ณ์ มคี ำศพั ท์ ทแ่ี สดงนามธรรมได้อย่างชัดเจน ชนกลุ่มนั้น
จะคิดได้อย่างลึกซึ้ง วิทยาการต่างๆก็จะเจริญตามไปด้วย ภาษา แม้จะเป็นสมบัติที่แนบแน่นกับสังคม
แต่ก็มีลักษณะพิเศษคือ สามารถให้สังคมอื่นยืมไปใช้ได้โดย สังคม เก่าไม่ได้เสียความคล่องตัวแต่อย่างใด
ภาษาหนงึ่ ๆ จึงอาจถูกยมื ไป ใชใ้ นสงั คมอ่นื และสร้างสรรค์ ความเจรญิ ให้สงั คมอ่นื ได้เม่ือสมาชิกของสังคมนั้น
ได้มีการติดต่อกนั มกี ารเผยแพรว่ ัฒนธรรม การถา่ ยทอด วทิ ยาการ หรอื มีความสัมพันธใ์ นด้านใดก็ตาม ก็จะมี
การยืมคำกัน ภาษาจึงนับเป็นส่วน ที่สำคัญ ที่สุดส่วนหนึ่งของสังคม เป็นส่วนที่ถ่ายทอดลักษณะที่ แท้จริง
เป็นกระจกเงาแสดงอารยธรรมต่างๆ ทั้ง ศาสนา วิทยาศาสตร์ ขนบธรรมเนียม ความเป็นอยู่และอาจเป็น
หลักฐานแสดงเชอ้ื ชาติของเผา่ พันธุ์ของผู้พดู ภาษาน้นั ๆ
๙. ภาษาเปน็ สงิ่ ทีไ่ ด้ทางวิทยาศาสตร์ วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตรน์ ้ันคอื การสังเกตและ รวบรวมข้อมูลโดยบันทึก
เป็นสัทอักษร และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาเพื่อหาหน่วยเสียงหน่วยและลักษณะประโยคอาจใช้เครื่องมือ
ทางวิทยาศาสตร์ เช่น เครอื่ งมือวดั ความถี่ของคล่นื เสียงของ วรรณยกุ ต์ เป็นตน้ ด้วยวิธี การทางวิทยาศาสตร์
นีเ่ องทีท่ ำใหน้ กั ภาษาศาสตรส์ ามารถวเิ คราะห์โครงสร้างของ ภาษาทไี่ ม่เคยรู้จักมา ก่อนได้

สังเวยี น มณีจันทร.์ (๒๕๕๔) ไดก้ ล่าวลักษณะของภาษาว่าภาษาโดยทวั่ ไปมีลกั ษณะรว่ มกันท่ีสำคญั มี๔
ประการดงั น้ี
๑. ใช้เสยี งสือ่ ความหมาย มี ๒ ลักษณะคือ

๑ ) เสียงสมั พันธก์ ับความหมาย คำไทยบางคำอาศยั เลียนเสยี งธรรมชาตแิ ละสัตว์ เชน่ โครม ปัง เพล้ง
กรง่ิ หวูด ออด ตุ๊กๆ กา แมว จิ้งจก อง่ึ อ่าง ตุ๊กแก

๒ ) เสียงไม่สมั พนั ธก์ บั ความหมาย
คือการตกลงของกล่มุ แตล่ ะกลุ่มวา่ จะใช้คำใดตรงกบั ความหมายนั้นๆฉะนน้ั แต่ละชาตจิ ึงใช้คำไม่เหมือน
กันสว่ นมากเสยี งกับความหมายไมส่ มั พันธก์ นั ถ้าเสียงกบั ความหมายสัมพันธ์กันทง้ั หมดแลว้ คนตา่ งชาติ
ต่างภาษาก็จะใช้คำตรงกนั



๒. หน่วยภาษาประกอบกันเป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้น เช่นจาก พยาบค์ คำ วลี ประโยคและเรื่องราวภาษา แต่ละ
ภาษามีคำจำกัด แต่สามารถประกอบกันขึ้นโดยไม่จำกัดจำนวน เช่น คำว่า ใครใช้ให้ไปหาสามารถ สร้างเปน็
ประ โยคได้หลายประโยค เช่น ใครใช้ให้ไปหา ใครให้ใช้ไปหา ใครหาให้ไปใช้ ใครใช้ ให้หาไป ใครให้ ไปหาใช้
ใครไปใช้ให้หา และต่อประโยคให้ยาวออกไปได้เรื่อยๆเช่น ฉันชอบอาหารไทย, ฉันชอบ อาหารไทยรสจัด,
ฉนั และนอ้ งชอบอาหารไทยท่ีรสจัด.
๓. ภาษามกี ารเปลีย่ นแปลงเพราะดังนี้

๑.)สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป ปัจจุบันมีข้าวของเครื่องใช้เกิดขึ้นมามีชื่อเรียกต่างก็มีคำใหม่ๆใช้เช่น
เครื่องเล่น เครื่องไฟฟ้า สำนักงาน รถเข็น เป็นต้น ภาษาไทยไปเติบโตที่ต่างประเทศกลับมาเมืองไทยพูด
ภาษาไทยไมค่ อ่ ยชดั ก็จดั ว่าภาษาเปลยี่ นไดเ้ ช่นกัน

๒.)การพูดกันในชวี ิจชตประจำวัน เสียงอาจกรอ่ นไปเช่น
อย่างไร - ยังไง
อันหน่งึ - อนึ่ง
ฉนั นน้ั – ฉะนัน้
ลกู ดุม - กระดุม
หมากพร้าม - มะพรา้ ว
อโุ บสถ - โบสถ์ เปน็ ต้น

๓.)อิทธพิ ลจากภาษาต่างประเทศ
-อิทธิพลของภาษาอื่นเช่นภาษาอังกฤษ มักมีตำที่ไม่กะทัดรัด เช่นคำว่า ได้รับ ต่อการ พร้อมกับ สำหรับ มัน
ในความคิด สั่งเข้า ส่งออก ใช้ชีวิต นำมาซึ่ง ไม่มีลักษณะนาม เช่น เขาได้รับความสุข,เลขข้อน้ีง่ายต่อการ
คดิ ,นักกีฬากลับมาพรอ้ มชัยชนะ,สำหรับขา้ พเจา้ ไม่ขอแสดงความคดิ เหน็ มนั เป็นการง่ายทจี่ ะกล่าวเช่นนัน้ .

๔.)การเลียนภาษาเด็ก เดก็ เล็กทีก่ ำลังหัดพูดยงั พดู ไม่ชัดเชน่ กระทบื เป็นตบื้ ไอศกรมี เปน็ ไอติม
เปน็ ตน้
๔. ภาษาตา่ งๆมลี ักษณะท่ีคล้ายกนั และต่างกัน

๑.ใชเ้ สียงสื่อความหมาย เสียงพยญั ชนะ,เสียงสระ
๒.มกี ารสร้างศัพท์ใหม่เชน่ มคี ำประสม
๓.มีสำนวนคือการใช้คำในความหมายใหม่
๔.มีชนดิ ของคำต่างๆเช่นคำนามคำกริยาคำวิเศษ
๕.สามารถขยายหน่วยในภาษาให้ใหญ่ข้นึ ได้
๖.มีประโยคคลา้ ยกนั เช่นคำถามปฏิเสธบอกเลา่
๗.มีการเปลย่ี นแปลงไปตามกาลเวลา



จากการศึกษาลักษณะของภาษาสรุปได้ว่า ภาษาแต่ละภาษามีหลาย ประเภทตามสังคมนั้นๆ
ในสังคมที่มีวัฒนธรรมต่างกัน ภาษาย่อมต่างกันด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะทางภูมิศาสตร์ ฐานะทาง
ครอบครวั และสังคมหรอื วตั ถุประสงค์ที่ใช้ ดงั นนั้ หากตอ้ งการเข้าใจภาษานั้นๆ ได้ยิง่ ดีขน้ึ จึงต้องเข้าใจ สังคม
และวัฒนธรรมด้วยภาษาเป็นลักษณะธรรมดาของภาษาที่ยังไม่ตาย เพราะเมื่อมีการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร
ภาษาย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงควรเป็นไปตามลักษณะธรรมชาติ ไม่ใช่เกิดเพราะความ
ไม่รู้

๑.๔ การเปล่ียนแปลงของภาษา

อิทธิโช นาคสนอง. (๒๕๖๐) กล่าวว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์ที่ว่ามหัศจรรยน์ ัน้ ก็ด้วยเหตวุ า่
มนุษย์มีศักยภาพในการคิดแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น มนุษย์สามารถท่ี จะสร้างเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง
สงิ่ ต่างๆ ในโลกและในจิตซึง่ เรยี กว่าการคดิ มโนทศั น(์ conceptualthinking) สามารถแยกแยะ เพอื่ หาสาเหตุ
ของปญั หาและตวั แปรทีเ่ กี่ยวข้อง ซ่ึงเรียกวา่ การคดิ วิเคราะห์ (analytical thinking) สามารถสรา้ งสรรค์แนว
แนวทางหรือนวัตกรรมสำหรับพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ซึ่งเรียกว่าการคิดสังเคราะห์ หรือการคิดสร้าง
สรรค์(creative thinking) แต่การคิดทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากมนุษย์ไม่มีกระบวนการในการประมวล
ผลข้อมูลเกี่ยวกับสัญลักษณ์และความหมายของสิง่ ต่างๆหรอื ที่เรยี กว่า ภาษา เพราะเหตุนี้ภาษาจึงเปน็ เครื่อง
มือสำคัญในการพัฒนามนุษย์และสังคมดังที่Chomsky (อ้างถึงในStark,๑๙๙๘) นักภาษาศาสตร์คนสำคัญ
ของโลกได้กล่าวถึงภาษา สรุปได้ว่าภาษาเป็นธรรมชาติอันสร้างสรรค์ของมนุษย์เพราะ แม้กระทั่งประโยค
ที่บุคคลใช้สื่อสารกัน ณ ขณะปัจจุบันนี้ ย่อมเป็นประโยคที่มิได้ปรากฏว่ามีการใช้มาก่อนในประวัติ ศาสตร์
ด้วยเหตุนี้การส่ือสารในชวี ติ ประจำวันจึงเป็นกระบวนการสร้างสรรคอ์ ยเู่ สมอ

เมื่อพิจารณาความหมายของคำว่าภาษาจากรากคำในภาษาสันสกฤต พบว่าที่มีมาจาก “ภาษา”
คือเสียงพดู หรอื การพูดจากนั ด้วยเหตนุ ี้ โดยทั่วไปจงึ กำหนดความหมายของภาษาวา่ ถอ้ ยคำที่ใชพ้ ดู หรือเขียน
เพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหน่ึง(ราชบัณฑิตยสถาน,๒๕๔๖)จะเห็นได้ว่านัยสำคัญของความหมายอยู่
ที่คำว่า “ถ้อยคำ” (word) ว่าหมายถึงอย่างไร สำหรับคำนี้นั้น หมายถึง “เสียงที่มีความหมาย” ด้วยเหตุน้ี
ภาษา จึงหมายถึง การใช้เสียงเพื่อสื่อความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างมนุษย์นั่นเองอย่างไรก็ตาม
นกั จิตวทิ ยากลุ่มท่ีให้ความสำคัญกับภาษากลับมิได้มองว่าภาษาเป็นแต่เพียงเครือ่ งมือหนง่ึ สำหรับการส่ือสารข้
อมลู ระหวา่ งมนษุ ย์เท่าน้นั แตภ่ าษายังเป็นสิง่ ที่มีอิทธิพลซ่ึงทำให้เกิดการปรบั เปลยี่ นพฤติกรรมของมนุษย์ได้อีก
ด้วยแนวคิดนี้แสดงให้เห็นอำนาจหรือพลังของภาษาที่มีต่อบุคคล นักจิตวิทยา เช่น Gardner (1983)
ได้กล่าวถึงพลังของภาษา ไว้ในหนังสือ “Frames of Mind: The Theory of Multiple Intelligences”
สรปุ ไดว้ า่ ภาษามพี ลงั ถงึ 4 ประการ ไดแ้ ก่

๑) ภาษามีอำนาจในการชกั นำใหเ้ กดิ พฤตกิ รรมของมนษุ ย์ ตัวอยา่ งเช่น เมื่อบุตรหลาน
ขอร้องให้ผู้ปกครองซื้อของเล่นให้แล้วผู้ปกครองก็ซื้อให้ตามที่ร้องขอหรือการใช้ข้อความในป้าย หรือการ
ใชส้ ญั ลักษณ์ตา่ งๆ เพอ่ื บงั คบั ใหบ้ ุคคลปฏิบตั ติ าม เป็นตน้

๑๐

๒) ภาษาเปน็ ส่ิงที่ชว่ ยสรา้ งมโนทศั นเ์ ก่ียวกับสงิ่ ต่างๆ และทำให้บุคคลจำสง่ิ น้ันพลงั ของ
ภาษาในข้อน้ี ถือวา่ เปน็ ความสามารถทางสติปญั ญา (cognitive abilities) ท่ีเกยี่ วข้องโดยตรงกับการ
สร้างมโนทศั น์และหลักการ เช่น เราสามารถจำได้ว่า คำเป็นคำตายคอื อะไร เหมอื น หรอื แตกต่างกัน อย่าง ไร
หรอื หลักการใชค้ ำวา่ “ทรง” เพื่อสรา้ งคำกริยาราชาศัพทม์ อี ะไรบา้ ง

๓) ภาษาเป็นส่งิ ที่ใช้ส่งผ่านความรูแ้ ละ ขยายความรู้ของมนุษย์เมอื่ มนุษย์คิดคน้ องค์
ความรู้ต่างๆ ได้ ก็มักจะมีความพยายามในการส่งผ่านความรู้นั้นไปสู่บุคคลอื่นๆตัวอย่างเช่นครูบรรยาย
หรืออธิบายความรู้ให้แก่นักเรียน บิดามารดาบอกวิธีการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆแก่บุตรความ
สำคญั ของภาษาข้อน้สี ามารถท่จี ะกอ่ ใหเ้ กิดวิวัฒนาการของวัฒนธรรม (cultural evoluti on) ได้

๔) ภาษาสามารถใชเ้ ป็นเครอ่ื งมือในการคดิ เกย่ี วกับภาษาเองซง่ึ เรยี กว่าmetalin guistic
เช่น การที่เด็กเล็กๆ ใช้ภาษาเพื่อถามผู้ปกครองเกี่ยวกับความหมายของคำ วิธีการแต่งประโยค หรือ
ไวยากรณต์ ่างๆ หรือการท่นี ักภาษาศาสตรพ์ ยายามทีจ่ ะศึกษาภาษาใดภาษาหนึ่ง

ด้วยเหตนุ ้ี การสรุปความหมายของภาษาว่าเป็นกระบวนการสื่อสารนัน้ ยังไมเ่ พยี งพอในฐานะผู้ที่ศึกษา
ภาษา เราจะต้องเข้าใจว่า ภาษา หมายถึงเสียงที่ใช้เพื่อการสร้างความหมายให้กับสิ่งต่างๆ สำหรับ
ใชใ้ นการส่อื สารและการควบคุมพฤตกิ รรมของตนเองและผู้อน่ื ดว้ ยเหตนุ ้ีการใช้ภาษาจึงเป็นสิง่ ที่มีความสำคัญ
มาก วชิ าการท่ีเก่ยี วกับการใชภ้ าษา อาทิ วิชาความเรียงชั้นสูง วชิ าวาทวทิ ยาจึงเปน็ วิชาสำคัญของนักศึกษา
ตัง้ แต่ยคุ กรกี เป็นตน้ มาถึงปัจจบุ นั
๒. ภาษาเปลยี่ นแปลงไปอยา่ งไรบ้าง

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดภาษาก็คือหน่วยเสียงและหน่วยความหมาย แต่ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า
เมื่อเสียงและความหมายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในบุคคล ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดการแปรเปลี่ยนของเสียง และ
ความหมายน้ันย่อมเกดิ ข้ึนไดง้ ่าย การเปลี่ยนแปลงอันเนอ่ื งมาจากการเปลย่ี นแปลงของเสียงนี้อาจจะเรียกว่า
การเปลี่ยนแปลงจากภายใน เพราะเกิดจากปัจจัยด้านชีววิทยาอย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของภาษา
อาจจะเกิดขึ้นจากสาเหตุต่างๆ ซึ่งหากมองในระดับกว้างการเปลี่ยนแปลงของภาษาก็อาจเกิดจากการ
ที่บุคคลที่ใช้ภาษาตอบสนองต่อสภาพสังคมเศรษฐกิจและการเมืองหรือในด้านประวัติศาสตร์ เช่น
การเปล่ียนแปลงของภาษาอาจเกดิ การอพยพหรือย้ายถ่นิ ฐานซงึ่ เหลา่ น้ีรวมเรยี กวา่ การเปลย่ี นแปลงที่เกิดจาก
ปัจจัยภายนอก (Mahoney, ๒๐๐๘) หรือการเปล่ียนแปลงอนั เน่ืองมาจากปัจจยั ทางสงั คม

ดังที่กล่าวแล้วว่ าการเปลี่ยนแปลงของภาษาอาจเกิดจากปัจจัยภายในหรือปัจจัยภายนอก สำห รั บ
นักภาษาศาสตร์นั้น มองว่าการเปลี่ยนแปลงของภาษาจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีกลไกก็ได้บางอย่างที่ทำให้ภาษา
เปลยี่ นแปลง กลไกดงั กล่าวได้แก่ การกลายเสียง การเทยี บแบบและการยืมภาษาอื่น (ปราณี กลุ ละวณิชย์,
๒๕๔๕: ๓๘๔-๓๙๙) สำหรบั ในภาษาไทยนนั้ กลไกสำคญั ท่ที ำใหภ้ าษาไทยอาจมีการเปลี่ยนแปลง คือกลไกการ
ยมื ภาษาอนื่ (borrowing) ซงึ่ จะเกิดขน้ึ เมื่อมีผูใ้ ชภ้ าษาที่แตกตา่ งกนั อยา่ งน้อย

๑๑

๓. ภาษาที่จะต้องสื่อสารกัน ด้วยความจำเป็นอันเนื่องมาจากการต้องติดต่อสัมพันธ์กันทั้งในด้านธุรกิจ
การคา้ หรอื การเมอื ง ทำใหผ้ ู้ใช้ภาษาหนึง่ จะต้องดำเนนิ การอยา่ งใดอย่างหน่ึงต่อไปนี้ ไดแ้ ก่

๑. การบัญญัติศัพท์ หมายถึง การสร้างคำในภาษาเพื่อแทนคำในอีกภาษาหนึ่ง ส่วน
ใหญ่วิธีการบัญญัติศัพท์จะใช้วิธีการประสมคำทั้งแบบไทยและคำสมาสแบบคำบาลีสันสกฤต เช่น น้ำแข็ง
บัตรเตมิ เงนิ หา้ งสรรพสนิ คา้ โทรศพั ทม์ อื ถือ โทรทศั น์ ประชาธปิ ไตย รฐั บาล โศกนาฏกรรม วสิ ัยทศั น์

๒. การแปลศัพท์ หมายถงึ การแปลความหมายของคำศพั ทใ์ นภาษาหนง่ึ มาใช้เป็นคำ
ในอีกภาษาหนึ่งโดยตรง เช่น right hand แปลว่า มือขวา, sea food แปลว่า อาหารทะเล, tea spoon
แปลว่า ช้อนชา, cold war แปลว่า สงครามเย็น, black market แปลว่า ตลาดมืด, solar cell แปลว่า
เซลล์สุริยะ เปน็ ตน้

๓. การทับศัพท์ หมายถึง การใช้อักษรของภาษาหนึ่งแทนเสียงของคำในอีกภาษาหนึ่ง
ทั้งนี้เพื่อคงเสียงของคำนั้นไว้ สำหรับในภาษาไทย มีทั้งคำทับศัพท์ภาษาบาลี สันสกฤต เขมร อังกฤษ จีน
ญป่ี ุ่น คำทบั ศัพท์เหล่านเี้ รียกวา่ คำยมื ภาษาตา่ งประเทศ

ผลจากการที่ในภาษามีการหยิบยืมคำระหว่างกัน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาษาที่เป็นฝ่ายยืมหรือรบั
คำจากภาษาอื่นเข้ามาใช้ใน ๓ ลักษณะ ได้แก่ ผลกระทบในด้านการเปลี่ยนแปลงระบบเสียง ผลกระทบ
ในดา้ นการเปลี่ยนแปลงความหมาย และผลกระทบในดา้ นการเปลี่ยนแปลงในดา้ นไวยากรณ์ ดังนี้
๑. ผลกระทบในดา้ นการเปล่ียนแปลงระบบเสียง

ตัวอย่างผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงระบบเสียง เช่น การยืมคำภาษาต่างประเทศมาใช้ เช่น
Bromine โบรมีน, Fluorene ฟลูออรีน, Drum Major ดรัมเมเยอร์, treatment ทรีตเมนต์ คำเหล่านี้
ทำให้ในภาษาไทยมีเสียงพยัญชนะต้นควบเพิ่มขึ้น จากที่มีอยู่เดิม ๑๕ เสียง ได้แก่ /บร/, /ฟล/, /ดร/,
/ทร/ หรืออย่างคำว่า gas แกส๊ , tennis เทนนสิ facebook เฟสบคุ๊ ทำให้เกิดหนว่ ยเสียงพยัญชนะทา้ ย /s/
ซงึ่ ไม่มีปรากฏในภาษาไทย และทำให้บางครัง้ การออกเสียงคำบางคำในภาษาไทย ซึง่ เดิมไมอ่ อก
เสียง /s/ เปลย่ี นมาออกเสยี ง /s/ เชน่ คำวา่ ปารีส
๒. ผลกระทบในดา้ นการเปล่ียนแปลงความหมาย

การยืมคำภาษาอื่นมาใช้ในภาษาอาจทำใหค้ วามหมายของคำในภาษาเดมิ แคบลงหรอื กวา้ งขึน้ กว่าเดิม
เช่น เดิมไทยใช้คำว่า “ดั้ง” หมายถึงจมูกทั้งหมด แต่เมื่อยืมคำว่า “จมูก” จากภาษาเขมรมาใช้ คำว่า
“ดง้ั ”ซึง่ เป็นคำไทยแท้กลับลดความหมายเปน็ เพียงสว่ นของสนั จมูกเท่าน้ันโดยทว่ั ไปการเปลี่ยนแปลงในด้าน
ความหมายเกดิ ไดใ้ น ๓ ลักษณะ ไดแ้ ก่ ความหมายแคบเข้า (narrowing) ความหมาย กวา้ งออก (widening)
และความหมายย้ายที่(transference)ต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง ของคำยืมภาษาบาลี สันสกฤต ที่เมื่อไทยยืมมาใช้
แลว้ เกดิ การเปลีย่ นแปลงความหมาย(ศุภรางศุ์ อินทรา, 2548)

๑) ความหมายแคบเข้า (narrowing of meaning) คำยืมท่ีนำมาใช้แลว้ ความหมายแคบหรอื จำกัด
ลงจากความหมายในภาษาเดมิ ซงึ่ แบ่งได้เป็นความหมายแคบเขา้ ในทางท่ีดีขึน้ และแยล่ ง เชน่

๑๒

P kiriyā 'ทา่ ทาง' TH /ki-ri-ya:/ 'ท่าทางเรียบรอ้ ย'
ในคำว่า มกี ิรยิ า

SKT cārika ‘เดินทาง’; SKT P cārikā TH /ca:-rík/ ‘เดนิ ทางไปแสวง
บุญทางศาสนา’ ‘การเดนิ ทาง’

P nimanta ‘การเชิญ’ TH /ni-mon/ ‘เชิญ (เฉพาะ
พระสงฆ)์ ’

SKT P vāsana ‘การนงุ่ หม่ , สิ่งทส่ี ะสมไวแ้ ตป่ างกอ่ น’ TH /wâ:t-sa-nǎ:/ ‘ความดีที่
สะสมไว้แต่ปางก่อน’

SKT P harsฺa ‘ขนลุก, ตืน่ เตน้ ’ TH /haň -sǎ:/ ‘รืน่ รมย์ยนิ ดี
(ตืน่ เตน้ ในทางด)ี ’

SKT P sakula 'ร่วมตระกลู ' TH /sa-kun/ 'มตี ระกูลด,ี มาจาก
ครอบครัวทีด่ ี' ในคำว่า มีสกุล

SKT karman ‘การกระทำ’ TH /kam/ ‘การกระทำทไี่ มด่ ’ี

P ditฺtฺhi ‘ความเห็น’ TH /thít-thìʔ/ ‘ความดือ้ ดึง
(ความเห็นผิด)’

SKT sādhāranฺa ‘ทัว่ ไป’ TH /sǎ:-tha:n/ ‘ชว่ั ช้าเลวทราม
(ทว่ั ไปในทางไม่ดี)’

SKT sāmānya ‘ทวั่ ไป’ TH /sǎ:-ma:n/ ‘ช่วั ช้าเลวทราม
(ทวั่ ไปในทางไม่ดี)’

SKT sthūla 'หยาบ' TH /sa-thuň / 'หยาบคาย, ต่ำช้า'

SKT apriya 'ไม่เปน็ ที่รัก' TH /àp-pri:/ ‘ช่ัวช้า’

๑๓

SKT ājñā 'คำส่งั , คำอนุญาต' TH /ʔà:t-ya:/ ‘คำสงั่ ลงโทษ’

๒) ความหมายกว้างออก (widening of meaning) หมายถงึ

ความหมายของคำที่ยมื มาใชใ้ นภาษาไทย ขยายออกจากความหมายของคำในภาษาเดิม ตัวอยา่ งเช่น

SKT P nātaฺ ‘การร่ายรำ, ผูร้ ่ายรำ’ TH /nâ:t/ ‘นางรำ > ผหู้ ญงิ ท่วั ไป’

SKT P vedī ‘ยกพน้ื ท่เี ปน็ ท่ีบูชา’ TH /we:-thi:/ ‘ยกพน้ื ท่ัวไป’

SKT sutā ‘ลูกสาว’ TH /su-da:/ ‘ผู้หญงิ ทั่วไป’

SKT himavant ‘ภเู ขาหมิ าลัย’ TH /hım̌ -ma-pha:n/ ‘ป่าเขาใน
วรรณคดี’ TH /ʔay-ya-ra:/ ‘ช้างทัว่ ไป’
SKT āirāvata ‘ชอ่ื ชา้ งของพระอนิ ทร'์

SKT meru ‘ช่ือภเู ขาที่เป็นหลักของโลกในตำนาน’ TH /me:n/ ‘ภเู ขาท่วั ไป’

SKT pravāla ‘หินมคี า่ สีแดงเกิดจากปะการงั ’ TH /pra-pha:n/ ‘หินมีค่าสีแดง’

P bārānฺasī SKT vārānaฺ sī ‘ชอ่ื เมืองในอินเดยี ’ TH /pha:-ra:/ ‘เมืองท่วั ไป’

P sata-aṅga ‘สว่ นของรอ้ ย’ TH /sa-ta:ŋ/ ‘เศษของบาท >
เงนิ ตราทว่ั ไปไมว่ ่าประเทศใด'

๒) ความหมายย้ายที่ (transference of meaning) หมายถึง ความหมายของคำในภาษาเดิม สูญหาย
ไป และคำนั้นได้นำมาใช้ในภาษาไทยโดยกำหนดความหมายใหม่ ตวั อยา่ งเชน่

SKT P aparājaya 'ความไมแ่ พ้' TH /ʔà(p)-pa-ra:-chay/ '(ความ)
พ่ายแพ้'

๑๔

SKT P añjana ‘การทา, สที าตา’ TH /ʔan-chan/ ‘ช่ือดอกไม,้
ชื่อนก’

SKT P anātha ‘ไมม่ ีทพี่ งึ่ ’ TH /ʔa-na:-thǎ:/ ‘ยากจน’

P ājāneyya ‘(ผ)ู้ มีตระกูลดี’ TH /ʔa:-cha:-nay/, /ʔa:-cha:/
‘มา้ ’

SKT karavīka ‘ชอื่ เทือกเขาเทอื กหน่งึ TH /ka(:)–ra-wík/ ‘ชื่อนก’
;ลอ้ มรอบเขาพระสุเมร’ุ /ka:-ra-wê:k/ 'ชือ่ นก, ชอื่ ตน้ ไม’้

SKT taskara ‘ขโมย’ TH /dàt–sa-kɔ:n/ ‘ขา้ ศกึ ’

SKT dvesฺa ‘ความเกลยี ดชัง’ TH /tha-wê:t/ ‘ความเศรา้ โศก’

P nissita ‘ผอู้ าศัย’ TH /ní-sìt/ ‘นกั ศึกษาใน
มหาวิทยาลยั บางแห่ง’

SKT śaśi-dhara ‘ผู้ทรงไว้ซง่ึ พระจนั ทร์ คือพระศิวะ’ TH /sà-si-thɔ:n/ ‘พระจันทร’์

SKT P santāna ‘การแผ่ไป’ TH /saň –da:n/ ‘นสิ ยั ทต่ี ดิ ตัว
ถาวร’

SKT smara ‘ความระลกึ ถึง' TH /sa-mɔ̌ :n/ ‘ผู้หญงิ ’

SKT horā ‘ชั่วโมง, เวลา’ TH /ho:̌ n/ ‘หมอดูดวงชะตา’

๓. ผลกระทบในด้านการเปลย่ี นแปลงในด้านไวยากรณ์
การเปลยี่ นแปลงไวยากรณ์เกดิ จากการใช้ประโยคหรอื กลุม่ คำท่ีแปลในลกั ษณะท่ีเลยี นแบบโครงสรา้ ง

ของภาษาตา่ งประเทศตวั อย่างการเปลี่ยนแปลงด้านไวยากรณอ์ ันเนือ่ งมาจากการเลียนแบบระบประโยคภาษา
ต่างประเทศ เชน่

๑๕

In my opinion ตามความเหน็ ของผม

We just found that… เราเพ่ิงพบว่า...

ตวั อยา่ งประโยคทไี่ ด้รบั อทิ ธพิ ลจากโครงสรา้ งไวยากรณ์ของภาษาต่างประเทศ เชน่

๑. เขาถูกเชญิ ไปรบั ประทานอาหาร (ผดิ )
เขาไดร้ ับเชิญไปรับประทานอาหาร (ถกู )

๒. เขาได้รบั การลงโทษอยา่ งหนกั (ผิด)
เขาถูกลงโทษอย่างหนกั (ถูก)

๓. เขาจับรถไฟไปเชียงใหม่ (ผิด)
เขาโดยสารรถไฟไปเชยี งใหม่ (ถกู )
เขาไปเชยี งใหม่ทางรถไฟ (ถูก)

๔. วาสิฏฐแี ตง่ โดยเสฐยี รโกเศศและนาคะประทีป (ผดิ )
เสฐยี รโกเศศและนาคะประทีปแต่งวาสฏิ ฐี (ถูก)
วาสฏิ ฐเี ป็นนพิ นธข์ องเสฐยี รโกเศศและนาคะประทปี (ถกู )

๕. กำหนดนัดตรงกบั ๒๐ นาฬิกา แต่เขามาสายไป ๑๕ นาที (ผิด)
กำหนดนดั ตรงกับ ๒๐ นาฬกิ า แต่เขามาช้าไป ๑๕ นาที (ถูก)

๖. เธอพบตัวเองอยู่ในหอ้ งคนเดยี ว (ผิด)
เธอรู้สกึ ตวั วา่ อยูใ่ นห้องคนเดียว (ถูก)

๗. สนามเตม็ ไปด้วยหญ้า (ผดิ )
ในสนามมีหญา้ เต็ม (ถกู )
สนามมีหญา้ เตม็ (ถูก)

๘. กองทัพไทยภายใตก้ ารนำของสมเด็จพระนเรศวร มีชัยชนะแกก่ องทพั พมา่ (ผิด)
กองทัพไทยซึ่งสมเดจ็ พระนเรศวรทรงนำ ชนะกองทพั พมา่ (ถูก)

๙. ในอนาคตอนั ใกล้นี้ ฉนั จะได้เป็นนสิ ิตมหาวิทยาลยั แล้ว (ผดิ )
ฉันจะได้เปน็ นิสิตมหาวิทยาลยั เรว็ น้ี (ถกู )

๑๐. พอทราบผลการสอบไล่ เขาก็ตกอยใู่ นห้วงแห่งความระทมทกุ ข์ (ผิด)
พอทราบผลการสอบไล่เขากเ็ กดิ ความระทมทุกข์ (ถูก)

แม้ว่าภาษาจะมีการเปลี่ยนแปลงไปได้หลายลักษณะดังที่กล่าวมา แต่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
นักภาษาศาสตร์ถือว่าเป็นธรรมชาติของภาษาทีย่ ังไม่ตาย เพราะภาษาที่พูดจากันอยู่ในชีวติ ประจำวนั นัน้ จะ
ต้องมีการเปลี่ยนแปลง(variation) ซึ่งหากการเปลี่ยนแปรนั้นเกิดขึ้นอย่างถาวรแล้วก็จะเรียกว่าภาษามีการ

๑๖

เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นสำหรับการใช้ภาษาในรูปแบบสมัยนิยมเช่น คำคะนองหรือสำนวนภาษาของวัยรุ่น
นกั ภาษาศาสตรจ์ ะถอื วา่ เปน็ แคก่ ารเปลยี่ นแปลง แต่ยังไม่สรา้ งการเปลยี่ นแปลงให้กับภาษา

ผกาศรี เย็นบุตร. (๒๕๕๗) ได้กล่าวการเปลี่ยนแปลงของภาษาว่า ภาษามีการเปลี่ยนแปลงเหมือน
สิ่งมีชีวิตคือ มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เช่น สร้างคำใหม่ๆขึ้นมาเช่น ดาวเทียม ชักโครก การเลิกใช้ คำบางคำ เช่น
หมากตีน (ฟุตบอล) อำแดง(นาง) หรือการใช้ภาษาที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของภาษาอันจะทำ
ให้ภาษาวิบัติได้ เช่น นู๋(หนู) หมาลัย(มหาลัย) เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงของภาษามี ๔ ระดับคือ เสียง คำ
ประโยค ความหมาย
๑. การเปลีย่ นแปลงด้านเสียง หมายถึง เสียงเปลยี่ นแปลงในลักษณะกร่อนเสียง กลมกลนื เสียง เพิ่มเสียง
เปลีย่ นเสียง ตัดเสียง เชน่
การกร่อนเสยี ง คือ พยางค์ทอ่ี อกเสยี งหนักเปลยี่ นเปน็ ออกเสียงเบาไมเ่ นน้

ตาวัน กร่อนเปน็ ตะวนั
หมากมว่ ง กร่อนเปน็ มะมว่ ง
ต้นเคียง กรอ่ นเป็น ตะเคยี น
การกลมกลนื เสียง คือ พยางค์หลงั ออกเสยี งตามพยางค์หน้า หรือคำ ๒ พยางค์ออกเสยี งเปน็ พยางค์
เดยี ว เช่น
อยา่ งน้ี กลมกลืนเสยี งเป็น ยงั งี้
อยา่ งไร กลมกลืนเสยี งเปน็ ยังไง
ดิฉัน กลมกลนื เสยี งเป็น เด๋ยี น

การเพ่มิ เสียง คอื การเพม่ิ พยางค์หน้า หรอื กลางอีกหนึ่งพยางค์
ท้วง เพิม่ เสยี งเปน็ ประทว้ ง
ชดิ เพ่มิ เสียงเป็น ประชดิ
นกจอก เพ่ิมเสียงเปน็ นกกระจอก

การเปลีย่ นเสยี ง คอื เปล่ยี นการออกเสียงสระส้นั เปน็ สระเสียงยาว หรือเสียงวรรณยกุ ตเ์ ปลีย่ นไป เช่น
นำ้ ออกเสยี งเปน็ น้าม
เท้า ออกเสียงเปน็ ทา้ ว
ท่าน ออกเสียงเปน็ น่นั
ท่นี ี่ ออกเสียงเปน็ ท่ีน้ี
พ่อ ออกเสยี งเปน็ พ้อ
แม่ ออกเสยี งเป็น แม้

๑๗

คำท่ีน่ี พอ่ แม่ ทอี่ อกดสยี งวรรณยุกต์โทเป็นตรนี ้นั เปน็ แนวโนม้ ของคนบางกลุ่มเทา่ นั้นตัดเสยี ง ตัดราคา
ตดั พยางค์หน้าใส่เครือ่ งหมายฑณั ฑฆาตให้เสยี งส้ันลง เช่น

อนิจจา ตัดเสยี งเป็น นจิ จา
อภิรมย์ ตัดเสียงเป็น ภริ มย์
วญิ ญาณ ตดั เสียงเป็น วญิ ญาณ์

๒. การเปล่ยี นแปลงดา้ นคำ หมายถึง มกี ารเพ่ิมคำขน้ึ มาใชต้ ามความเปลย่ี งแปลงของสงั คม เชน่ ทางด่วน
เป็นตน้
๓. การเปล่ียนแปลงดา้ นประโยค หมายถงึ ระเบยี บการเรยี งลำดับคำคือ ประธาน กรยิ า กรรมจะเปลย่ี น
ใช้ประโยคซบั ซ้อนมากข้นึ หรอื เรยี งลำดบั คำในประโยคคล้ายภาษาตา่ งประเทศ เช่น

ประเทศไทยสง่ ออกข้าวปรมิ าณหลายตนั
การอ่านนำมาซ่งึ ความรู้และความฉลาด

๒ นักการพนันถกู จบั คาวงไพ่
มนั เป็นไปไมไ่ ด้สำหรบั การต้อนรบั ครง้ั นี้

๔. การเปลย่ี นแปลงดา้ นความหมาย หมายถึง ความหมายของคำแตกต่างไปจากคำถาษาเดมิ ทรี่ ับมาใช้ เชน่
อนาจาร (บาลี,สนั กฤต) หมายถงึ ความประพฤตทิ ี่ไมเ่ หมาะสม
เปล่ียนเปน็ เปิดเผยส่วนของร่างกายทพี่ งึ ปกปิดในท่สี าธารณะ
กาลี(บาล)ี หมายถงึ หญงิ ผวิ ดำ
เปลยี่ นเป็น คนชั่ว

อาวุโส(บาลี) หมายถงึ เพ่ือน ผูน้ อ้ ย
เปลย่ี นเปน็ ผู้มีวยั วุฒเิ หนือกว่า

กาญจนา นาคสกลุ .(๒๕๕๔) ไดก้ ลา่ วการเปล่ียนแปลงของภาษาว่า ภาษาเปน็ เคร่อื งมือที่มนุษย์ใช้ใน
การสื่อสารกันสังคมมนุษย์ เป็นสังคมที่ไม่หยุดนิ่ง เพราะมนุษย์มีสมองมีปัญญาที่จะคิด สร้างสรรค์พัฒนา
เปลี่ยนแปลงชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ภาษาซึ่งเป็นกลไกสำคัญของมนุษย์จึงอาจเปลี่ยนแปลง
ควบคู่ไปกับสังคมมนุษย์คำและประโยคในทุกภาษาอาจเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือหดหายไปพร้อมๆกับความ
เปลี่ยนแปลง ความเจริญ และความเสื่อมของสังคมมนุษย์ภาษามักจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคแต่ละสมยั
ภาษาไทยสมัยสุโขทัย ไม่เหมือนกับภาษาไทยสมัยอยุธยาทั้งหมดภาษาไทยสมัย อยุธยาย่อมไม่เหมือนภาษา
ไทย สมัยรัตนโกสินทร์ แต่ก็ใช่ว่าจะแตกต่างไปเสียทีเดียวความเปลี่ยนแปลงทางภาษาจะค่อยๆ เกิดขึ้นและ
ดำเนินไป หรืออาจจะเปลี่ยนเมือ่ ใดความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดกับภาษานอกจะเกิดจากปัจจัยใน ตัวภาษาแล้ว

๑๘

ยังอาจเกิดจากปัจจัยภายนอก คืออิทธิพลของภาษาอื่นอีกด้วย ภาษาอาจเปลี่ยนแปลงได้ทั้งในด้านการออก
เสยี ง ระบบเสยี ง ความหมายของคำและหนา้ ท่ีของคำในบรบิ ทตา่ งๆ(กาญจนา นาคสกุล และคณะ, ๒๕๕๔ :๔)

วิวัฒนาการหรือความเปลี่ยนแปลงภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดกับภาษา
ที่ยังไม่ตาย เพราะมนุษย์ยังใช้ภาษานั้น ๆ ในการสื่อสารกัน ภาษาจะเสื่อมสูญไปหรือ จะพัฒนา ได้นั้นข้นึ อยู่
กับการเปลี่ยนแปลงความเจริญด้านต่างๆของแต่ละยุคสมัย ซึ่งการเปลี่ยนแปลดังกล่าวนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัย
ท่ีทำให้ภาษาเกิดการเปล่ียนแปลงไปทัง้ ปจั จยั ภายใน และปัจจยั ภายนอกของ ภาษาน้ันเอง

จากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของภาษาสรุปได้ว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์ที่ว่ามนุษย์
มีศักยภาพในการคิดแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น มนุษย์สามารถที่จะสร้างเข้าใจความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งต่าง
ในโลกเพราะมนุษย์มีสมองมีปัญญาที่จะคิดสร้างสรรค์ พัฒนาเปลี่ยนแปลงชีวิต และความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นอยู่
เสมอภาษาซึ่งเป็นกลไกสำคัญของมนุษย์จึงอาจเปลี่ยนแปลงควบคู่ไปกับสังคมมนุษย์คำ และประโยคในทุก
ภาษาอาจเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือหดหายไปพร้อมๆกับความเปลี่ยนแปลงความเจริญ และความเสื่อมของ
สงั คมมนษุ ย์ดงั นัน้ ววิ ัฒนาการภาษาจึงเปล่ียนแปลงอยูเ่ สมอ

๑.๔.๑ การใชค้ ำเกดิ ใหม่

รู้ รัก ภาษาไทย (๒๕๕๐) ได้กล่าวถึง รู้ รัก ภาษาไทยว่า คำว่า สแลง (อ่านว่า สะ-แลง) กับ แสลง
(อา่ นวา่ สะ-แหลฺ ง) เปน็ คำคนละคำท่แี ตกต่างกนั ท้งั รูป การออกเสยี ง และความหมาย

สแลง (อ่านว่า สะ-แลง) เขียน ส เสือ สระแอ ล ลิง ง งู หมายถึง ถ้อยคำหรือสำนวนที่เข้าใจกัน
เฉพาะในคนบางกลุ่มหรอื ในชัว่ ระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ใชใ้ นภาษาพูดท่ไี ม่เป็นทางการ และไมใ่ ช้ในภาษาเขียน
เช่นคำว่า โบะ๊ . วีน. เมง้ . เปน็ คำสแลง

คำว่า สแลง เป็นคำยืมจากภาษาอังกฤษหมายถึง ภาษาที่มีความหมายเป็นพิเศษเฉพาะของคนบาง
กลุม่ ซ่งึ ต้องการพดู โดยไม่ใหค้ นทอี่ ยูน่ อกกลุ่มของตนเขา้ ใจ

ในภาษาไทยมีคำท่ีมีเสยี งและความหมายคล้าย ๆ กับคำวา่ สแลง คอื คำวา่ แสลง (อา่ นวา่ สะ-แหฺลง)
เขียน สระแอ ส เสือ ล ลงิ ง งู หมายความวา่ ไมถ่ ูกกับโรค เช่น ถ้ากนิ ของแสลงโรคจะกำเริบ. หน่อไม้และ
แตงกวาแสลงโรคเกาต์ (อ่านว่า เกา๊ ). แสลง อาจจะหมายความว่า ขัด ก็ได้ เชน่ แสลงหู หมายถงึ ขดั หู. แสลง
ตา หมายถงึ ขัดตา.

กัญญนัช ชะนะจิตร(๒๕๖๐) .ได้กล่าวถึงการสร้างคำและความหมายของสแลงว่า คำสแลง เปรียบ
เสมือนบันทึกทางประวัติศาสตร์ประเภทหนึ่งที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราว หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ของแต่ละ
ชว่ งเวลาในสงั คมผ่านการใช้ภาษา มกั เกิดขน้ึ และเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณท์ างสังคม ปัจจบุ ันสแลงเป็น
นิยมใช้ส่ือสารกนั อย่างแพรห่ ลายโดยเฉพาะในสื่อตา่ ง ๆ เช่นสื่อสงั คมออนไลน์งานวิจัยน้ีเป็นการศึกษา “การ
สรา้ งคำและความหมายของสแลงในเฟซบกุ๊ ” มวี ตั ถุประสงคใ์ นการวิจัย ๒ ประการ คือ ศึกษาการสร้างสแลงที่
เกดิ ขนึ้ ในเฟซบุ๊กและวิเคราะห์ความหมายและความสัมพันธ์ทางความหมายของสแลงท่ีปรากฏ

๑๙

รัชนี ศิริไสยาสน์ (๒๕๕๒). ได้กล่าวถึงคำสเเลงว่า ภาษาพูด คําพูด ที่ไม่เป็นทางการ ไม่อยู่ในระดบั
มาตรฐาน เปน็ คําซ่งึ ใชใ้ นภาษาพูด มากกวา่ ภาษาเขยี น คาํ เหล่านเี้ ป็นคาํ ธรรมดาในภาษาพูดหรือคําท่ีสร้างขึ้น
ใหม่ มีลักษณะแปลกพิเศษ นํามาใช้แทนภาษาทีใ่ ช้กันโดยปรกติ ใช้ในกลุ่มคนที่มีลกั ษณะเฉพาะรวมกนั หรือ
กลุ่มอาชพี เดยี วกนั เพ่อื แสดงความเป็นสมาชิกของกลุ่ม คาํ สแลงส่วนใหญใ่ ช้ในชว่ งระยะเวลาสน้ั แต่กม็ ีคําเป็น
จํานวน มากทีถ่ ูกใชก้ นั มานานและไดร้ บั การพิจารณาให้เปน็ ภาษามาตรฐานในปัจจุบนั

จากที่ศึกษาความหมายของคำสแลงพบว่า คำสแลงคือคำพูดที่ไม่เป็นทางการ เป็นคำที่ยืมมาจาก
ภาษาอังกฤษ และเป็นถ้อยคำที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ กาลเวลา ยุคสมัย เป็นภาษาที่ใช้เฉพาะกลุ่ม คำ
สแลงส่วนใหญ่มักใช้ในระยะสั้น นอกจากการใช้คำเกิดใหม่เเล้ว ในบทเพลงต่างๆยังคำมีที่ยืมมาจาก
ภาษาต่างประเทศ ทัง้ คำทบั ศัพท์ ศพั ทบ์ ญั ญัติ และการแปลศัพท์

๑.๔.๒ คำที่ยมื มาจากภาษาตา่ งประเทศ

คำในภาษาไทยทยี่ ืมมาจากภาษาต่างประเทศ. (๒๕๕๗) ได้กลา่ วถงึ คำท่ียืมมาจากภาษาองั กฤษวา่ การ
ทับศัพท์ โดยการถ่ายเสียงและถอดตัวอักษร คำยมื จากภาษาองั กฤษโดยวธิ ีการทบั ศัพทม์ ีจำนวนมาก คำบางคำ
ราชบัณฑิตยสถานได้บัญญัติศัพท์เป็นคำไทยแล้ว แต่คนไทยนิยมใช้คำทับศัพท์มากกว่า เพราะเข้าใจง่าย
ส่อื สารได้ชัดเจน เช่น

• คำภาษาอังกฤษ game คำทบั ศพั ท์ เกม
• คำภาษาอังกฤษ graph คำทบั ศัพท์ กราฟ
• คำภาษาอังกฤษ cartoon คำทบั ศัพท์ การ์ตนู
• คำภาษาอังกฤษ clinic คำทบั ศัพท์ คลนิ ิก
การบญั ญตั ศิ ัพท์ เป็นวธิ กี ารยืมคำ โดยรับเอาเฉพาะความคดิ เกีย่ วกบั เร่ืองนน้ั มาแล้วสร้างคำขนึ้ ใหม่ ซึ่งมีเสียง
แตกต่างไปจากคำเดิม โดยเฉพาะศัพท์ทางวิชาการจะใช้วธิ ีการน้มี าก ผทู้ ี่มีหน้าทบี่ ญั ญัติศพั ท์ภาษาไทยแทนคำ
ภาษาอังกฤษ คอื ราชบัณฑิตยสถาน เช่น คำภาษาอังกฤษ คำบัญญัตศิ ัพท์
• คำภาษาองั กฤษ airport คำบญั ญตั ิศพั ท สนามบิน
• คำภาษาองั กฤษ globalization คำบญั ญัติศัพท์ โลกาภวิ ัตน์
• คำภาษาองั กฤษ science คำบัญญัติศพั ท์ วทิ ยาศาสตร์
• คำภาษาองั กฤษ telephone คำบัญญตั ศิ ัพท์ โทรศพั ท์
การแปลศัพท์ วิธีการนี้จะต้องใช้วิธีการคิดแปลเป็นคำภาษาไทย ให้มีความหมายตรงกับคำในภาษา อังกฤษ
แลว้ นำคำนน้ั มาใชส้ ่ือสารในภาษาไทยต่อไป ดงั ตวั อยา่ งเชน่
• blackboard กระดานดำ
• enjoy สนุก
• handbook หนงั สือค่มู อื
• school โรงเรยี น

๒๐

สุพัตรา รอดเรืองฤทธิ์. (๒๕๖๔) ได้กล่าวถึงคำภาษาต่างประเในภาษาไทยว่า การแปลศัพท์ การยืมคำ
ภาษาอังกฤษโดยวิธีการแปลศัพท์ หมายถึง การยืมคำที่เราไม่เคยมีหรือไม่เคยรู้จัก หรือการกล่าวถึง
ความคิดหรือนามธรรม ซึ่งไม่ใช่ความคิดหรือนามธรรมที่เรานึกคิดมาก่อน การยืมคำโดยวิธีการนีจ้ ะต้องใช้
วิธีการคิดแปลเป็นคำภาษาไทยให้มีความหมายตรงกับคำในภาษาอังกฤษ แล้วนำคำนั้นมาใช้สื่อสารใน
ภาษาไทยตอ่ ไป

การบญั ญัตศิ ัพท์ การบญั ญัติศพั ทเ์ ป็นวธิ กี ารยมื คำ โดยรับเอาเฉพาะความคิดเกีย่ วกับเร่ืองน้ันมาสร้าง
คำขึ้นใหม่ ซึ่งมีเสียงแตกต่างจากคำในภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะศัพท์ทางวิชาการจะใช้วิธีการนี้มาก ผู้ที่ทำ
หนา้ ที่ในการบญั ญัติศัพทข์ ึ้นมาใช้ มักจะเปน็ นกั วชิ าการสาขาตา่ งๆ หน่วยงานราชการที่มีหนา้ ที่รับ ผิดชอบใน
การบัญญัติศัพท์ภาษาไทยขนึ้ ใชแ้ ทนคำยืมจากภาษาตา่ งประเทศโดยตรง คอื ราชบณั ฑิตย สถาน แต่กม็ บี างคำ
ที่นักวิชาการแต่ละคนหรือแตล่ ะหนว่ ยงานบัญญตั ศิ ัพท์ภาษาไทยมาใช้แทนคำภาษาอังกฤษไมต่ รงกนั การยมื
คำจากภาษาองั กฤษมาสร้างเปน็ คำใหม่ เพ่ือใช้สอื่ สารโดยวธิ ีการบญั ญัติ ศัพท์ มีมากมาย

การทบั ศัพท์ การทบั ศัพท์เปน็ วิธกี ารยมื จากภาษาหนึง่ มาใชใ้ นอีกภาษาหนงึ่ โดยการถ่ายเสียง และถอด
อักษรการยืมคำภาษาอังกฤษโดยวิธีการนี้เป็นวิธีการที่ทำได้ง่าย และปรากฏเด่นชัดที่สุดว่าเป็นคำยืมจาก
ภาษาอังกฤษ คำยืมจากภาษาอังกฤษโดยวิธีการทับศัพท์มีมากมาย คำบางคำราชบัณ ฑิตยสถานได้
บัญญตั ศิ ัพทเ์ ป็นคำไทยแล้ว แตค่ นไทยนิยมใช้คำทบั ศพั ทม์ ากกวา่ คำทับศัพทบ์ างคำจงึ คุน้ หผู ้รู ับ สารมากกว่า
ศพั ท์บญั ญัติ คำทับศพั ทภ์ าษาอังกฤษทใี่ ชส้ ือ่ สารโดยท่วั ไป

บา้ นจอมยุทธ (๒๕๔๓) ไดก้ ล่าวถงึ คำท่ยี ืมมาจากภาษาองั กฤษว่า การทบั ศัพท์ โดยการถ่ายเสียงและ
ถอดตัวอักษร คำยืมจากภาษาอังกฤษโดยวิธีการทับศัพท์มีจำนวนมาก คำบางคำราชบัณฑิตยสถานได้
บญั ญตั ศิ พั ทเ์ ป็นคำไทยแล้ว แตค่ นไทยนิยมใชค้ ำทับศพั ท์มากกว่า เพราะเข้าใจงา่ ย ส่อื สารไดช้ ัดเจน เช่น

• คำภาษาอังกฤษ game คำทบั ศพั ท์ เกม
• คำภาษาอังกฤษ graph คำทบั ศัพท์ กราฟ
• คำภาษาอังกฤษ cartoon คำทับศัพท์ การต์ ูน
• คำภาษาองั กฤษ clinic คำทับศพั ท์ คลินิก
• คำภาษาองั กฤษ quota คำทับศัพท์ โควตา
การบญั ญตั ศิ ัพท์ เป็นวิธีการยมื คำ โดยรบั เอาเฉพาะความคิดเก่ียวกับเรื่องน้ันมาแล้วสร้างคำขน้ึ ใหม่ ซึ่งมีเสียง
แตกตา่ งไปจากคำเดิม โดยเฉพาะศัพท์ทางวิชาการจะใช้วธิ ีการน้ีมาก ผทู้ ีม่ หี น้าทีบ่ ญั ญตั ศิ ัพทภ์ าษาไทยแทนคำ
ภาษาอังกฤษ คือ ราชบัณฑติ ยสถาน เช่น
• คำภาษาอังกฤษ airport คำบญั ญตั ศิ ัพท์ สนามบิน
• คำภาษาองั กฤษ globalization คำบญั ญตั ิศัพท์ โลกาภวิ ัตน์
• คำภาษาองั กฤษ science คำบญั ญตั ิศพั ท์ วทิ ยาศาสตร์
• คำภาษาองั กฤษ telephone คำบญั ญตั ศิ ัพท์ โทรศพั ท์

๒๑

• คำภาษาอังกฤษ reform คำบัญญตั ศิ ัพท์ ปฏริ ูป
การแปลศพั ท์ วิธกี ารน้ีจะต้องใช้วธิ กี ารคดิ แปลเปน็ คำภาษาไทยให้มคี วามหมายตรงกับคำในภาษาอังกฤษ แล้ว
นำคำนนั้ มาใช้ส่ือสารในภาษาไทยต่อไป ดงั ตวั อยา่ ง เชน่

• คำภาษาองั กฤษ blackboard คำบญั ญตั ศิ ัพท์ กระดานดำ
• คำภาษาอังกฤษ enjoy คำบัญญตั ศิ พั ท์ สนกุ
• คำภาษาองั กฤษ handbook คำบญั ญัติศพั ท์ หนังสือคมู่ อื
• คำภาษาอังกฤษ school คำบญั ญัตศิ พั ท์ โรงเรยี น
• คำภาษาอังกฤษ short story คำบญั ญัติศัพท์ เรื่องส้นั

จากที่ได้ศึกษาคำที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษ สรุปได้ว่า คำทับศัพท์เป็นวิธีการยืมภาษาหนึ่งมาใช้ในอีก
ภาษาหนึ่งโดยวิธีการทบั ศัพท์มีการจำแนกคำบางคำราชบัณฑิตยสถานได้บัญญัติศัพท์เป็นคำไทยแล้ว แต่คน
ไทยนิยมใช้คำทบั ศพั ทม์ ากกว่า เพราะเขา้ ใจง่าย สอ่ื สารไดช้ ดั เจน ศพั ทบ์ ัญญตั ิเป็นวธิ ยี มื คำ โดยรบั เอาเฉพาะ
ความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นมาแล้วสร้างคำขึ้นใหม่ ซึ่งมีเสียงแตกต่างไปจากคำเดิม ผู้ที่ทำหน้าที่ในการ
บัญญัติศัพท์ขึ้นมาใช้มักจะเป็นนักวิชาการสาขาต่างๆ หน่วยงานราชการที่มีหน้าท่ีรับ ผิดชอบในการ
บัญญัตศิ พั ทภ์ าษาไทยขนึ้ ใช้แทนคำยมื จากภาษาต่างประเทศโดยตรง คอื ราชบัณฑิตย สถานและการแปลศัพท์
เปน็ การยืมคำภาษาอังกฤษโดยการแปลวิธีการนี้จะต้องใชว้ ธิ ีการคิดแปลเป็นคำภาษาไทยใหม้ ีความหมายตรง
กับคำในภาษาองั กฤษ จงึ ส่งผลใหเ้ กดิ การใชค้ ำกำกวมขน้ึ

๑.๔.๓ การใชค้ ำกำกวม

ธีรภกั ดิ์ เชาวภ์ กั ด.ี (๒๕๖๐) ได้กล่าวถงึ การใชภ้ าษาทไ่ี มช่ ัดเจน ประโยคมคี วามหมายกำกวม การ
ใช้ภาษากำกวม หมายถงึ การใชค้ ำหรือภาษาท่ีอาจมคี วามหมายไม่ชัดเจน หรือสอ่ื ความได้หลายอยา่ ง
เชน่ เครื่องบนิ ขับรถชนเขา มีคนขนขา้ วของเขาไป

คำกำกวม คือ การใชค้ ำหรือภาษาที่มีความหมายไม่ชดั เจน ซง่ึ อาจทำใหผ้ ูร้ ับสารเข้าใจความหมายของผู้ส่งสาร
ผดิ มี ๔ ลกั ษณะสำคญั
๑).ใช้คำขยายผิดที่
๒).ใชก้ ลุม่ คำหรือคำประสมที่อาจเปน็ ประโยคได้
๓).ใช้คำท่ีมหี ลายความหมาย
๔).การเวน้ วรรคไม่ถูกต้อง

ลักษณะของคำกำกวม
ประโยคกำกวม มีลกั ษณะดังนี้

๒๒

๑. ใชค้ ำขยายผดิ ท่ี เชน่ เขาไปเยี่ยมเพ่ือนทีเ่ พงิ่ แต่งงานกบั น้องของเขา
**ผู้ ที่ ซง่ึ อนั อยู่หลงั คำไหน มกั ขยายคำน้ัน**
๒. ใช้กลุ่มคำหรือคำประสมทอี่ าจเปน็ ประโยคได้ เชน่ คนขบั รถไปต้ังแตเ่ ช้า คน-ขับ-รถไปตง้ั แต่เชา้
๓. ใชค้ ำทีม่ หี ลายความหมาย(พอ้ งรปู พอ้ งเสียง) เชน่ ฉนั ไมช่ อบมัน
๔. การเว้นวรรคไมถ่ ูกต้อง เชน่ เขาใหเ้ งิน คนจนหมดตัว เขาให้เงนิ คน จนหมดตวั

กมลาวดี บุรณวัณณะและ อรทัย ชินอัครพงศ(๒๕๖๒) ได้กลา่ วถงึ การรับร้อู ารมณข์ ันจากภาษากำกวม
ในนติ ยสารการ์ตนู วา่ ภาษากาํ กวม คือ ภาษาทีส่ ามารถสอ่ื ความหมายไดม้ ากกว่า ๑ ความหมาย และ สามารถ
ทําใหก้ ารสอ่ื สารคลาดเคล่ือน ซ่ึง Aristotle ได้กล่าวถึงคาํ ท่ีออกเสียงเหมอื นกนั และสะกดเหมือนกนั วา่ เป็น
ลกั ษณะของภาษากํากวมเนอื่ งมาจากคํา ๆ หนึง่ มีความหมาย มากกวา่ หน่งึ ความหมาย

จากการศกึ ษาความหมายของคำกำกวมสรุปได้ว่า คำกำกวมคอื คำท่ีมีมีความหมายไม่ชัดเจน สามารถ
สื่อความหมายได้มากกว่าหนึ่งความหมาย ซึ่งทำให้ผู้รับสารอาจเข้าใจผดิ การใช้คำกำกวมในบางสถานการณ์
อาจทำใหเ้ กดิ การใชค้ ำขนึ้ เน่อื งจากการเปลยี่ งเเปลงของภาษา

๑.๔.๔ การใช้คำซำ้

ทมี งานทรูปลกู ปญั ญา. (๒๕๖๔) ได้กลา่ วถงึ คำซำ้ วา่ คำซ้ำ หมายถึง คำท่อี อกเสยี งซำ้ คำเดิมให้
ต่อเนื่องกันโดยใช้เครือ่ งหมายไม้ยมก(ๆ)เตมิ หลังคำคำท่ซี ้ำเสียงอาจจะมีความหมายคงเดมิ หรอื แตกตา่ งกนั ไป
จากเดิมขนึ้ อยู่กับความหมายของคำและบรบิ ททป่ี ระกอบ
๑. วิธีสร้างคำซำ้ สามารถสร้างไดห้ ลายวธิ ี ไดแ้ ก่

๑.๑ นำคำในภาษาไทยทุกชนิด ทั้งนาม สรรพนาม กริยา วิเศษณ์ บุพบท สันธาน อุทาน มาซ้ำเสียงได้
ท้ังหมด เช่น เด็กๆ เธอๆ หลบั ๆ ตำ่ ๆ ใกลๆ้ ราวๆ โฮๆ เปน็ ตน้

๑.๒ นำคำซ้อนมาออกเสียงซำ้ ๆ เชน่ สวยๆ งามๆ งกๆ เงิ่นๆ เตาะๆ แตะๆ เลียบๆ เคียงๆ เป็นตน้
๒. ความหมายของคำซำ้ คำซำ้ แตล่ ะคำมคี วามหมายเฉพาะคำแตกตา่ งกนั ไปมากมาย

๒.๑ ความหมายแสดงพหพู จน์ เช่น
เดก็ ๆ กำลังเล่นฟุตบอล
พี่ๆ ใหข้ องขวัญแกน่ ้อง

๒.๒ความหมายแสดงการแยกเป็นส่วนๆ มกั เป็นลกั ษณนาม เชน่
คณุ แม่หั่นหมูเป็นชน้ิ ๆ
วชิ ุดาล้างจานให้สะอาดเป็นใบๆ สิ

๒.๓ ความหมายเน้นหรือเพมิ่ นำ้ หนักความหมายให้ชดั เจนขึ้น อาจเปลยี่ นเสียงส่วนหนา้ เป็นเสยี งวรรณยุกต์
ตรเี พ่อื เนน้ ความหมายให้เดน่ ชัดหรือมนี ำ้ หนกั มากยิ่งข้นึ

เดินดีๆ ระวังรถด้วยนะ
สชุ าติลาพกั รอ้ น 1 สัปดาห์เตม็ ๆ

๒๓

นางแบบคนนหี้ ่นุ ดีด๊ ี
ฉันเกลย๊ี ดเกลยี ดคนโกหก
๒.๔ หมายเบาลงหรอื ลดนำ้ หนกั ความหมายลง เช่น
เขายงั เคืองๆ เธออยนู่ ะ
ฝมี ือวาดรูปของเขาคล้ายๆ พ่อ
เราสองคนกำลังคบๆ กนั อยู่
๒.๕ ความหมายไมเ่ จาะจงหรือไมก่ ำหนดแนน่ อน
อะไรๆ ฉันกก็ นิ ได้
บ้านฉันอย่แู ถวๆ เอกมยั
ผา้ ดีๆ อย่างนี้หาซอื้ ยากนะ
๒.๖ ความหมายเปล่ียนไปเปน็ สำนวนทม่ี ีความหมายเฉพาะ เช่น
ปรุ ยวรี ์ล้างผกั แบบลวกๆ (หยาบ, ไม่สะอาด)
ไปๆ มาๆ เขาก็ตอ้ งไปเป็นเพอื่ นเธอ (ในทสี่ ุด)
๓. ขอ้ สงั เกตเกี่ยวกับคำซ้ำ การสรา้ งคำซ้ำและการใชค้ ำซำ้ ใหถ้ กู ตอ้ งน้นั ผูใ้ ชค้ วรคำนึงถึงลักษณะของคำซำ้ ซึ่ง
มขี ้อสงั เกตดงั นี้
๓.๑ คำบางคำสามารถใช้ไดท้ ัง้ รปู คำโดด และคำซำ้ แตถ่ า้ เป็นคำซ้ำทใี่ ชใ้ นบรบิ ทเดยี วกันจะให้ภาพ
พจนไ์ ดด้ ีกว่า เช่น
เขาเปยี กฝนนง่ั สนั่ งั่ก
เขาเปียกฝนนั่งส่นั ง่ักๆ
ประโยค ๑ และประโยค ๒ แม้จะมีความหมายเหมือนกัน แต่ประโยค ๒ ให้ภาพพจน์ทำให้กระทบใจ
ผูร้ ับสารไดด้ กี ว่า
๓.๒ คำซ้ำคำเดียวกนั อยู่ในบรบิ ทต่างกัน ความหมายอาจต่างกนั เช่น
ขณะที่ฟตุ บอลกำลังสนุก สถานีโทรทัศนก์ ลับตดั เข้าโฆษณาเฉยๆ (ตัดภาพเป็นโฆษณาทนั ที)
เขาปลอ่ ยทีไ่ วเ้ ฉยๆ ไมป่ ลูกอะไรเลย (ทงิ้ ไวอ้ ยา่ งน้นั )
๓.๓ คำซำ้ เป็นคำสรรพนามและวิเศษณ์ เช่น ใคร อะไร ไหน เปน็ ต้น จะมีใจความที่ไมเ่ จาะจง และจะใช้ ก็
ประกอบขอ้ ความดว้ ยเสมอ เช่น
ใครๆ กช็ อบฟงั เพลง
ท่ีไหนๆ กไ็ มส่ ุขใจเท่าบา้ นของเรา
ไม่วา่ ดอกไมอ้ ะไรๆ ท่ีสวนแหง่ น้กี ็สวยมาก
๓.๔ การอ่านคำซ้ำหรือขอ้ ความท่ีมเี ครือ่ งหมายไม้ยมก (ๆ) ประกอบ ตอ้ งพจิ ารณาว่าจะอ่านซ้ำคำหรอื
กลมุ่ คำ เช่น วนั ไหนๆ เรากม็ คี วามสขุ ได้ (อา่ นวา่ วนั -ไหน-ไหน)
สร นามศรี (๒๕๖๑. ได้กล่าวถงึ คำซำ้ วา่ คำซำ้ คือ การที่นำคำมูลมาใชซ้ ำ้ กัน โดยใชไ้ ม้ยมก “ๆ”

๒๔

เติมหลังคำเดิม และออกเสียงซ้ำคำเดิมที่อยู่ข้างหน้าค่ะ คำซ้ำจะอยู่ในรูปของชนิดของคำหลาย
ประเภท เช่น คำนาม สรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ คำบุพบท คำซ้ำบางคำ เมื่อเติมไม้ยมก จะมี
ความหมายเปลย่ี นไปจากเดมิ การใชไ้ ม้ยมกในคำซ้ำนน้ั ทกุ คนตอ้ งระวงั อย่าเผลอไปใชไ้ ม้ยมกกับคำซ้ำที่ต่าง
ชนดิ กนั นะค่ะ

ตวั อย่าง นายดำดำนำ้ เกง่ ห้ามเขียนวา่ นายดำ ๆ น้ำเกง่
เน่อื งจาก นายดำ เปน็ คำนาม สว่ น ดำนำ้ เป็นคำกริยา จะใชไ้ ม้ยมก ไม่ได้

ประเภทของคำซ้ำ
๑. คำซำ้ ที่บอกจำนวนท่ีมีความหมายเพิ่มขึ้น ตวั อย่าง

- เด็ก ๆ รบี ไปโรงเรยี น
- นอ้ ง ๆ ชอบกินขนม
- เพ่อื น ๆ ชว่ ยกนั เก็บขยะ
- แมค่ รัวหนั่ หมูเปน็ ชนิ้ ๆ
- นางแบบมีเสื้อผ้าเปน็ ตู้ ๆ

๒. คำซำ้ ที่ซำ้ แล้วทำให้ความหมายเปลย่ี นไป ตวั อย่าง
- ของกล้วย ๆ หรือของหมู ๆ หมายความว่า ง่าย
- งู ๆ ปลา ๆ หมายความว่า เล็กนอ้ ย
- ทำลวก ๆ หมายความวา่ รบี ทำโดยไมต่ ั้งใจทำ
- งานน้ที ำเสร็จสด ๆ รอ้ น ๆ หมายความวา่ เพิง่ ทำเสร็จ

๓. คำซำ้ ทซี่ ้ำแลว้ บอกถงึ ความต่อเน่ือง ตวั อยา่ ง
- ฝนตกพรำ ๆ / ฝนตกปรอย ๆ/ฝนตกหยมิ ๆ
- งแู ลบล้ินแผล็บ ๆ
- ยายเค้ียวหมากหยบั ๆ
- เด็กผหู้ ญิงร้องกร๊ีด ๆ
- ฝนตกหนกั ดังซู่ ๆ
- เสยี งกลองดังรัว ๆ

คำซ้ำตามชนิดของคำ
๑. คำซำ้ เปน็ คำนาม หรือสรรพนาม
เชน่ เดก็ ๆ ลูก ๆ น้อง ๆ พ่ี ๆ เพอ่ื น ๆ ป้าๆ สาว ๆ หนุม่ ๆ หมา ๆ เรา ๆ

๒๕

๒. คำซ้ำเป็นคำกรยิ า
เช่น - มอง ๆ แล้วหวั เราะ

- พดู ๆ แล้วหยุด
- เขาเอาแตน่ ัง่ ๆ นอน ๆ
- นกั กีฬาวิ่ง ๆแล้วหกล้ม
- เด็กคลาน ๆ อยู่บนพน้ื

๓. คำซ้ำเป็นคำวเิ ศษณ์
- มะมว่ งลูกใหญ่ ๆ
- เด็กผู้ชายตัวสูง ๆ
- หมาตัวเล็ก ๆ ดำ ๆ
- กระตา่ ยมีสขี าว ๆ
- เดก็ ชายแดงพดู จ๋อย ๆ ทง้ั วัน

๔. คำซ้ำเปน็ คำบุพบท
- เขายนื รมิ ๆ ตลิง่
- ฉนั นงั่ ขา้ ง ๆ บ้าน
- แม่เดินอยใู่ กล้ ๆสวนสาธารณะ
- หญิงลรี ้องเพลงแถว ๆตลาด

Laksana Kachaban (๒๕๖๕) .ได้กลา่ วถึงคำซ้ำ วา่ คำซำ้ ทำให้คำในภาษาไทยมีลักษณะและหน้าท่ี
ที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งบอกความเป็นพหูพจน์ บอกความหมายแยกเป็นส่วน ๆ บอกความหมายเน้น ออก
คำส่งั หรอื เพ่ิมนำ้ หนกั ใหม้ ีความหมายชัดเจนยิง่ ขึ้นและอ่นื ๆ อีกมากมาย เช่น

คำซ้ำทีบ่ อกถงึ ความเป็นพหพู จน์
-นอ้ ง ๆ ออกไปข้างนอกกับแม่ แสดงวา่ มีน้องหลายคน
-เพ่อื น ๆ กำลงั จะตามมา แสดงว่ามีเพอื่ นมากกว่าหนงึ่ คน

คำซำ้ ท่ีบอกความหมายแยกเปน็ ส่วน ๆ
- แม่ห่ันหมูเปน็ ชิน้ ๆ
- น้องป้ันดินนำ้ มันเป็น ก้อน ๆ

๒๖

คำซ้ำทีบ่ อกอาการออกคำส่งั เน้นความหมาย หรือเพิม่ น้ำหนกั คำใหม้ ีความหมายชัดเจนย่ิงขึน้
- เธอไปเดนิ หา่ ง ๆ ฉนั เลยนะ
- หดั เดนิ ใหม้ ัน เรว็ ๆ หน่อยไดไ้ หม
- อยู่ นง่ิ ๆ สัก ๕ นาทีมันจะตายไหม !!!
- นั่งตวั ตรง ๆ หนอ่ ย หลังค่อมหมดแลว้

คำซ้ำทบ่ี อกความหมายออ่ นลงหรือเบาลง เชน่
- ลิปสติกแท่งน้ันสอี อก แดง ๆ (แดง ๆ หมายถึง สคี ่อนข้างแดง ไม่แดงเขม้ )
- เขาหนา้ ตา คล้าย ๆ พอ่ (คล้าย ๆ หมายถงึ คอ่ นข้างเหมอื น)
- เขาใส่เส้ือสี ดำ ๆ (ดำ ๆ หมายถงึ สีคอ่ นข้างดำ ไม่ดำสนทิ )

คำซำ้ ท่ีบอกความหมายไมเ่ จาะจง เชน่
- ไม่วา่ อะไร ๆ ฉนั กท็ านได้หมด (อะไร ๆ หมายถงึ ทกุ อย่าง)
- เธอสวยกว่า ใคร ๆ ในโรงเรยี น (ใคร ๆ หมายถึง คนในโรงเรียน)
- จะมพี ัสดุมาส่งช่วง บ่าย ๆ (บอกแค่ชว่ งบ่าย ๆ แต่ไมเ่ จาะจงเวลาชัดเจน)

คำทีซ่ ้ำแล้วความหมายเปลย่ี นไปจากคำเดมิ บอกความหมายท่ีเป็นสำนวนเฉพาะ เช่น
- ข้อสอบโอเนต็ ก็แค่ หมู ๆ ป้ะ (หมู ๆ หมายถงึ งา่ ยมาก)
- เธอชอบทำงานแบบ ลวก ๆ ก่อนกำหนดส่งตลอด (ลวก ๆ หมายถงึ มักง่าย ไม่เรียบร้อย ไม่ประณตี )
- ไป ๆ มา ๆ เขาก็ลืมฉัน (ไป ๆ มา ๆ แปลว่า นาน ๆ เข้า ในทสี่ ุด)
- ฉันแคอ่ ยากเตือนเธอ เฉย ๆ (เฉย ๆ หมายถงึ เท่าน้ัน)

จากทไ่ี ด้ศึกษาความหมายตา่ งๆของคำซำ้ สรุปได้ว่าคำซ้ำคือคำท่อี อกเสียงคำซำ้ ๆกนั โดยใช้ เครือ่ ง
หมาย “ๆ” มาตอ่ ท้ายคำมลู ตา่ งๆ เพือ่ บอกความหมายใชช้ ัดเจน หรือเน้นคำทตี่ ้องการจะสอื่ ความหมายซึ่งการ
ใชค้ ำซ้ำในชีวติ ประจำวันนัน้ อาจจะมกี ารจำคำแบบผิดๆ เราจึงต้องศกึ ษาคำทีม่ กั จะสะกดผดิ

๑.๔.๕ คำทสี่ ะกดผิด

รวมคำที่มักเขียนผิดในภาษาไทย (๒๕๖๔). ได้กล่าวถึงคำที่มักเขียนผิดในภาษาไทยว่า คำที่มักเขียนผิดใน
หมวดพยัญชนะตน้ และคำควบกลำ้ มหี ลายคำทเี่ ราคุ้นเคยกนั และยงั ใชแ้ บบผดิ ๆ กันอยู่ คำทเี่ ขียนผิดบางคำมา
จากภาษาตา่ งประเทศ อาจทำให้เพื่อน ๆ สบั สนวา่ จะใชต้ วั พยัญชนะอะไรแทนดี เพราะงั้นไปดูกนั เลย

๒๗

• กระเทย คำท่ีถูกต้องคือ กะเทย
• อินเตอร์เน็ต คำท่ีถูกตอ้ งคอื อนิ เทอรเ์ น็ต
• กระเพรา คำทีถ่ กู ตอ้ งคอื กะเพรา
• กระทนั หนั คำทีถ่ กู ต้องคอื กะทันหนั
• แกงกระหรี่ คำท่ีถูกต้องคือ แกงกะหรี่
คำทีม่ ักเขยี นผดิ หรือสะกดผิดในหมวดนมี้ ักจะติดพวกสระ หรอื ตวั การนั ต์ที่เราอาจไมไ่ ด้ใช้กันบ่อยๆหรือ เหน็
เขียนผดิ จนคุ้นตาแลว้ ใชจ้ นเคยชิน บางคำไมต่ อ้ งเติมสระอิ สระอุ ก็สามารถตดั ออกได้เลยนะคะสว่ น
คำทบั ศพั ท์กไ็ ปเชก็ กนั ดไู ดเ้ ลยวา่ มีคำไหนทเ่ี ราเคยใช้แล้วไมถ่ ูกกนั บ้าง
• อนุญาติ คำท่ีถกู ต้องคอื อนุญาต
• ซีรี่ย์ คำทถ่ี ูกตอ้ งคอื ซรี สี ์
• มุขตลก คำท่ีถกู ตอ้ งคือ มกุ ตลก
• สงั เกตุ คำที่ถูกต้องคอื สงั เกต
• เฟสบคุ คำที่ถกู ต้องคอื เฟซบุ๊ก
สระ วรรณยุกต์โดยเฉพาะการใช้ คะ ค่ะ ที่ไม่ถูกบริบท หรือผันวรรณยุกต์กันไม่ถูก เพราะภาษาไทยมีเสียง
วรรณยุกต์มากถึง ๕ เสียง หลายคนอาจไม่ชำนาญและรู้สึกว่ามันยาก นอกจากนี้พวกสระบางตัวยังเสียง
เดียวกันแตค่ นละรปู เพมิ่ ความยากเขา้ ไปอกี ไปดูกันค่ะวา่ ใชย้ งั ไงถึงจะถกู ต้อง
• นะคะ่ คำท่ถี กู ต้องคอื นะคะ หรือ นะ่ ค่ะ
• หลงไหล คำท่ีถกู ต้องคอื หลงใหล
• ทะยอย คำที่ถูกต้องคอื ทยอย
• ศรีษะ คำที่ถูกต้องคอื ศีรษะ
• คุ้กกี้ คำทีถ่ กู ต้องคือ คุกกี้ อ่านตอ่ ได้ท่ี
สำนวนภาษาไทยท่เี รามกั ติดปากกันไปแบบผดิ ๆ เช่น กงกรรมกงเกวียน (ที่จริง ๆ แลว้ ต้องใชว้ า่ กงเกวยี นกำ
เกวียน) และยงั มอี ีกหลายสำนวนทเ่ี ราอาจไมค่ ุ้นเลยด้วยซำ้ วา่ การใช้ทถ่ี ูกต้องคอื อะไร ไปดูพรอ้ ม ๆ กันคะ่
• กงกรรมกงเกวียน คำทถ่ี ูกต้องคอื กงเกวยี นกำเกวียน
• เลอื ดกลบปาก คำที่ถกู ตอ้ งคือ เลอื ดกบปาก
• ผีซำ้ ด้ามพลอย คำที่ถกู ต้องคือ ผซี ้ำดำ้ พลอย
• พธิ รี ตี รอง คำที่ถูกต้องคือ พิธีรีตอง
• ตา่ ง ๆ นา ๆ คำทถี่ ูกตอ้ งคอื ตา่ ง ๆ นานา

การใชต้ ัวสะกดผิด ก็เปน็ อีกหน่งึ สิ่งที่คนไทยมักเขียนผดิ และนำมาใช้อยู่บอ่ ยคร้งั จนไม่รู้วา่ แทจ้ รงิ แลว้ การ
สะกดคำที่ถกู ตอ้ งของคำเหลา่ นตี้ ้องเขยี นอย่างไร

๒๘

• โอกาศ คำท่ีเขียนถูก คอื โอกาส
• กฏหมาย คำท่ีเขยี นถูก คือ กฎหมาย
• อนญุ าติ คำท่เี ขยี นถูก คือ อนญุ าต
• รสชาต, รดชาด, รสชาด คำท่ีเขียนถกู คือ รสชาติ
• ฝร่งั เศษ คำท่ีเขยี นถกู คอื ฝร่งั เศส
การเขยี นสระและวรรณยุกต์ผดิ ทำใหอ้ อกเสียงและตคี วามหมายผิดไดใ้ นบางบริบท มาเรยี นรกู้ นั ใหมอ่ ีกครง้ั
ดกี ว่าวา่ คำที่เขยี นถูกและการสะกดคำท่ถี ูกต้องคือแบบใด
• คบั , ครฟั คำท่ีเขียนถูก คอื ครบั
• นะค่ะ คำท่ีเขยี นถูก คอื นะคะ
• สวสั ดคี ะ คำที่เขยี นถกู คอื สวัสดีค่ะ
การเขียนหรอื สะกดคำทบั ศัพทภ์ าษาอังกฤษหรอื คำจากภาษาต่างประเทศอาจเปน็ เรอ่ื งทีห่ ลายคนสบั สน จำผิด
หรือนำไปใชผ้ ิดกันบ่อยๆ มาดกู ันดกี ว่าวา่ คำทับศัพทแ์ บบไหนบา้ งที่เรามกั พบเหน็ หรอื มกั เขยี นผดิ กันอยบู่ อ่ ยๆ
และการสะกดคำท่ีถกู ตอ้ งตามหลกั ภาษาควรเขียนอย่างไร
• Application คำที่เขยี นถูก คอื แอปพลิเคชัน
• Blog คำที่เขียนถกู คอื บลอ็ ก
• Cake คำทีเ่ ขยี นถูก คือ เค๊ก
• Check คำทเ่ี ขยี นถกู คือ เชก็
• Chocolate คำท่ีเขียนถกู คือ ช็อกโกเลต

ภาษาไทย เป็นภาษาที่พ้องรูป พ้องเสียงในหลาย ๆ คำ จึงมีการเขยี นคำผิด ๆ เพราะจำมาผิด ๆ และ
แม้กระทั่งการเสิร์ชจาก google ซึ่งเป็นเสิร์ชเอนจินระดับโลกที่มีคนเข้าใช้เยอะที่สุด การเสิร์ชหาคำบางคำ
อตั ราส่วนของคำท่ีถกู ก็มากพอ ๆ กบั คำทผี่ ดิ จนทำใหไ้ มแ่ นใ่ จวา่ คำไหนถูก คำไหนผิดกนั แน่ จากท่ีเสิร์ชหาคำ
ในครั้งแรก กต็ ้องมาดูกนั อีกว่าเวบ็ ท่ีเราจะเขา้ ไปดู เว็บไหนมีความน่าเช่อื ถือกว่ากัน คำภาษาไทย ท่มี ักเขยี นผิด
มเี ปน็ จำนวนมาก

จากท่ีได้ศกึ ษาคำท่มี ักใช้ผิดตามหมวดหมตู่ า่ งๆ สรปุ ไดว้ ่า ภาษาไทยเป็นภาษาท่ีมีคำพอ้ งรูป พ้องเสยี ง
จงึ มีการเขยี นคำผิดๆเกิดขนึ้ มากมาย เเละอาจมีความสบั สนในการจำคำผิดท่มี าใช้ในชีวิตประจำวัน และมกี าร
นำคำตา่ งๆมารวมกันจนเกิดเปน็ ประโยคเเละมกี ารเเสดงภาพพจนต์ า่ งๆ

๑.๔.๖ ภาพพจน์

กาญจนา นาคสกุลและคนอืน่ ๆ .(๒๕๒๔) ได้กลา่ วถงึ ภาพพจน์ว่า เปน็ กลวธิ ีการใช้ภาษาอีกแบบหนึ่งของ
กวี ซึง่ มสี ว่ นสำคัญในดา้ นการใชเ้ พ่อื ทำหนา้ ท่ีสือ่ ความหมาย การอ่านหรอื การศกึ ษาวรรณคดีนนั้ ถา้ ผศู้ ึกษา
เขา้ ใจภาพพจน์ทก่ี วีนำมาใช้ กจ็ ะทำใหเ้ ขา้ ใจวรรณคดีไดล้ กึ ซึง้ ย่งิ ขน้ึ สำหรบั การใช้ภาพพจนข์ องกวกี ็มีเเตกตา่ ง
กนั ไปหลายรูปแบบ ตามท่ีผ้รู ูห้ ลายท่านไดก้ ล่าวไว้

๒๙

๑.การเปรียบเทียบสง่ิ ทเ่ี หมอื นกัน(อุปมา) คอื การนำสิ่งทีม่ ลี ักษณะเหมอื นกันมาเปรียบเทียบกนั เป็นการชว่ ย
ให้ผ้อู า่ นได้รู้จักส่งิ ท่ีไม่เคยร้จู ักมากอ่ น โดยนำสง่ิ ที่เคยรูจ้ กั แล้วมาใชเ้ ปน็ ส่ิงเชอ่ื มโยงความคิด หรอื เป็นการช่วย
ใหผ้ ู้อา่ นเห็นภาพสง่ิ ท่ีผู้พดู ถึงได้ชัดเจนข้ึน มกั ใชค้ ำเชอื่ มวา่ เหมอื น ดุจ ราวกับ ปาน ประดจุ ประหนึ่ง ดงั เชน่
ฯลฯ
๒.การเปรียบเทยี บโดยนยั (อัปลกั ษณ์) เปน็ การเปรียบเทยี บแบบไมไ่ ด้เปรียบเทยี บโดยตรงเหมือนอุปมา และ
ไมไ่ ด้ใชค้ ำเชือ่ มดว้ ยเช่น ในราชาธริ าช วา่ เหตุใดพระองค์จะนำพิมเสนมาเเลกกบั เกลือ เอาเนอื้ มาแลกกับหนัง

กิ่งกาญจน์ โรงเรียนสตรีศรีน่าน(๒๕๕๘) ได้กล่าวถึงภาษาไทย…วิถีไทย ว่า ภาพพจน์ (Figure of
Speech) หมายถึง สำนวนภาษารูปแบบหนึ่งเกิดจากการเรียบเรยี งถ้อยคำด้วยวิธีการต่างๆให้ผิดแผกไปจาก
การเรยี งลำดบั คำหรอื ความหมายของคำตามปกติ ไมก่ ล่าวอยา่ งตรงไปตรงมา เพ่อื ต้องการให้ผอู้ ่านเกดิ ภาพ มี
สว่ นรว่ มในการคดิ มีความหมายพเิ ศษ เขา้ ใจ และรู้สกึ อยา่ งลึกซง้ึ ตามผแู้ ต่ง
๑. อุปมา ( Simile) ได้แก่ ภาพพจน์ที่นำเอาสิ่งต่างกัน ๒ สิ่งมาเปรียบเทียบในคุณลักษณะที่เหมือนกัน
ภาพพจนช์ นิดนี้อาจจะเรียกอีกอย่างว่า อุปมาอปุ ไมยโดยอุปมาจะเป็นของทนี่ ำมาเปรียบ อุปไมยจะเป็นตัวต้ัง
ในการเปรียบส่วนใหญ่จะมคี ำเชื่อม เช่น เหมือน เปรียบ ดัง ดุจ ประดุจ ประหนึ่ง ละม้าย เสมอ ปาน เพียง
ราว เทียบ เทียม เฉก ปูน ปาน เลห่ ์ ฯลฯ
๒. อุปลักษณ์ (Metaphor) ภาพพจน์ที่นำเอาสิ่งต่างกัน ๒ สิ่งหรือมากกว่ามาเปรียบเทียบในคุณลักษณะท่ี
ร่วมกนั โดยตรงไม่ตอ้ งมีคำเชือ่ มโยง บอกได้เลยว่าคืออะไรเป็นอะไร ตามลักษณะเด่นที่ตอ้ งการเปรียบ กวีและ
นักเขียนนิยมใช้อุปลักษณ์ในวรรณกรรมที่แต่งเพราะได้ความกะทัดรัดแสดงความเฉียบแหลมในการหาจุด
เหมือนที่บ่งบอกถึงประสบการณ์และทัศนคติของผู้แต่ง คำเชื่อมที่ใช้ในอุปลักษณ์จะใช้คำว่า เป็นและคือ
หรอื ไมใ่ ชเ้ ลยกไ็ ด้

โวหารภาพพจน์(๒๕๕๗)ไดก้ ล่าวถึงโวหารภาพพจน์ว่า ภาพพจน์ คือ กลวิธีการนำเสนอสารโดยการ
พลิกแพลงภาษาท่ีใช้พดู หรือเขียนให้แปลกออกไปจากภาษาตามตัวอักษรทำให้ผู้อ่านเกดิ ภาพในใจเกิดความ
ประทบั ใจเกิดความรสู้ กึ สะเทือนใจ เป็นการเปรยี บเทยี บใหเ้ ห็นภาพอย่างชัดเจน )
๑. อปุ มา คอื การเปรยี บเทียบวา่ สงิ่ หนึ่งเหมือนกับสิง่ หนง่ึ โดยใชค้ ำเช่อื มที่มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่าว
“ เหมอื น ” เชน่ ดุจ ดั่ง ราว ราว กับ เปรียบ ประดุจ เฉก เลห่ ์ ปาน ประหนึง่ เพียง เพยี้ ง พา่ ง
ปนู ถนัด ละหม้าย เสมอ กล อยา่ ง ฯลฯ
๒. อปุ ลักษณ์ ( Metaphor )

อปุ ลักษณ์ ก็คล้ายกบั อุปมาโวหารคือเป็นการเปรยี บเทียบเหมอื นกัน แต่เป็นการเปรยี บเทียบสิ่งหนึ่ง
เปน็ อีกสงิ่ หนง่ึ การเปรียบเทยี บสิง่ หนึ่งเป็นอีกสิ่งหนงึ่

จากการศึกษาความหมายของภาพพจน์ สรปุ ได้ว่าภาพพจน์คอื การเรียบเรียงถ้อยคำด้วยวิธีต่างๆเพื่อ
ทำหน้าที่สื่อความหมายให้ผู้อ่านเข้าใจภาพพจน์ เกิดภาพ มีส่วนร่วมในความคิด และเข้าใจความ หมายได้
อยา่ งลึกซึง้

๓๐

๒.เพลง
๒.๑ ความหมายของเพลง

ภิรมย์ญา บัวสาย. (๒๕๖๑) ได้กล่าวถึงความหมายของเพลงว่า ถ้อยคำที่นักประพันธ์เรียงร้อยหรือ
เรียบเรยี งขน้ึ ซึง่ ประกอบด้วย เนื้อร้อง ทำนอง จังหวะ ทำให้เกิดความไพเราะสรา้ งความเพลิดเพลินให้แก่ผู้ฟัง
มีคุณคา่ ดา้ นวรรณศิลป์ท้ังดา้ นการเลือกสรรคำท่ีใช้ในการแตง่ การเรียบเรยี งประโยค และการใชโ้ วหาร เพลง
นั้นอาจให้ข้อคิดแก่ผู้ฟังในการดำเนินชีวิตด้วยสำเนียงขับร้อง ทำนองดนตรี กระบวนวิธีรำระบำ โดยเพลง
สรา้ งสรรคจ์ ากเครอ่ื งดนตรีหรอื การขับร้อง

เพลง หมายถงึ การจดั กระทำต่อเสยี งให้อย่ใู นรปู แบบใดรูปแบบหนึ่ง อาจมเี น้อื รอ้ งหรือไม่มกี ็ได้ โดยมี
ผลต่อผู้ที่ได้รับฟังในรูปแบบต่าง ๆ กันไปตามประเภทและรปู แบบของเพลง โดยเพลงสามารถสร้างสรรค์จาก
เคร่ืองดนตรีและ/หรือการขับร้องก็ได้

เพลงเป็นเพลงประกอบที่มีทำนอง จังหวะ เนื้อเพลง เช่นเดียวกับการประกอบเครื่องดนตรีเพื่อให้
สามารถดำเนนิ การโดยนักร้องหนึง่ หรือมากกว่าคำท่มี าจากภาษาละตินเพลง cantio ซึง่ หมายถงึ ทุกอย่างที่คุณ
สามารถรอ้ งเพลงโดยทว่ั ไปเพลงสามารถรอ้ งโดยนักรอ้ งหนึง่ คนขนึ้ ไปดังนนั้ พวกเขาจงึ สามารถแสดงไดโ้ ดยกลุ่ม
นักรอ้ งเชน่ นกั ร้องนักแตง่ เพลงนกั รอ้ งสามคนหรอื มากกว่าเชน่ นกั รอ้ งประสานเสยี งหรือวงร้องเพลงเพลงน้ันถือ
เป็นงานดนตรีเพราะตลอดการสร้างสรรค์ของพวกเขาจำเป็นต้องมีแรงบันดาลใจในการจัดสรรเวลาสำหรับ
องค์ประกอบความรู้และความหลงใหลในดนตรีเนือ้ เพลงของเพลงจะต้องสื่อข้อความที่ต้องการโดยผู้ที่เขียน
และผู้ที่ตีความพวกเขาดังนัน้ จึงถือเป็นการแสดงออกทางศิลปะที่มนุษย์ได้ทำและทำตลอดการพัฒนามนุษย์
ของเขามเี พลงประเภทต่างๆ ตามการแต่งเพลงของพวกเขาซึ่งมีลักษณะเป็นชุดของขอ้ เชน่ เดียวกับในบทกวีที่
รักษาจังหวะเสียงและส่งข้อความไม่ว่าจะเป็นความรักมิตรภาพความเศร้าความสุขหรือคำวิจารณ์ ท่ามกลาง
หัวข้ออืน่ ๆ อกี มากมาย

จากการอธิบายความหมายข้างตน้ สรปุ ได้วา่ เพลงคอื การประกอบจงั หวะ เน้อื เพลง ทำนองตา่ งๆรวมกัน มี
เนื้อร้องรวมกันเป็นสำเนียงที่ไพเราะเพลิดเพลิน ประกอบกับเครื่องดนตรีประสานกันไป และดนตรีก็ยังมีอกี
หลากหลายประเภทโดยประเภทหลกั ๆคอื POP ROCK JAZZ R&B ลกู ทุ่ง โดยมลี ักษณะแตกต่างกันไป

๒.๒ ลกั ษณะของเพลง
๒.๒.๑ POP

เพลงป๊อปเป็นสไตล์ดนตรีที่ได้มาจากเพลงยอดนิยม ชื่อ ป๊อป มาจากภาษาอังกฤษซึง่ ย่อคำศัพท์ ยอด
นยิ ม ซ่งึ แปลว่า 'ยอดนยิ ม' ในภาษาสเปน เพลงป๊อปมีตน้ กำเนิดในประเทศอังกฤษช่วงกลางศตวรรษทย่ี ส่ี ิบการ
องค์ประกอบจากประเภทท่แี ตกต่างกนั ของเพลงท่ีเปน็ ท่ีนิยมของเวลา ในแงน่ ม้ี นั เปน็ ประเภททผ่ี สมผสานมาก
ตั้งแต่องค์ประกอบของร็อคแอนด์โรล, เต้นรำ, พระวรสาร, วิญญาณ, พื้นบ้าน, เช่นเดียวกับประเภทปัจจุบัน

๓๑

มากข้ึนของเพลงแอฟรกิ นั อเมรกิ ันเชน่ แรพ็ หรือ ฮิปฮอป ลักษณะพืน้ ฐาน บางอยา่ งของเพลงปอ๊ ปคือช่วงเวลา
ส้ัน ๆ ของเพลงโครงสร้าง stanza-chorus-stanza ของการแตง่ เพลงโคลงสนั้ ๆ และจังหวะและ choruses ที่
จับใจในทางกลับกนั เครอ่ื งมือของมันใช้กลอง, เบส, กตี าร์ไฟฟ้า, เสียงรอ้ งและคีย์บอรด์ รวมทงั้ การใชเ้ ทคโนโลยี
สำหรับการแต่งเพลง เสียงมักจะไพเราะและชัดเจนและเหนือกว่าในเบื้องหน้าพร้อมด้วยการเพอรค์ ัชชันเชิง
เส้นและซ้ำ การดำเนินการในแง่นี้มีแนวโน้มที่จะเรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพออกแบบมาสำหรับประชาชน
ทั่วไป ตวั อยา่ งเพลง: ระหว่างเราสองคน- เอะ๊ จริ ากร

ชนติ า จอมประเสรฐิ (๒๕๖๐). ดนตรีป็อป หรือ เพลงปอ็ ป เป็นแนวเพลงซ่งึ มีลักษณะของเมโลดีท้ ีฟ่ งั
ง่าย ฟงั สบาย และมที ่วงทำนองท่ีพรว้ิ ไหว สามารถสรา้ งความสนุกสนานใหก้ บั ผ้ฟู ังได้ ดนตรีป็อบมักถกู นำมา
ผสมผสานกบั กลิ่นอายของดนตรแี นวอืน่ ๆ เช่น ร็อก, แจ๊ส, ฮปิ ฮอป, เร้กเก้, ดนตรอี เิ ล็กทรอนิกสแ์ ดนซ์, อาร์
แอนด์บี, ฟังก์ หรอื แมแ้ ต่โฟล์ก ถูกแตง่ ขึ้นเพอ่ื หวงั ว่ากลุม่ คนฟังกลุม่ ใหญ่โดยไดแ้ รงผลกั ดันจากค่ายเพลงใหญ่
เริม่ จากในดนตรีประเภท Ragtime จากนั้น Ragtime เรมิ่ มาทางสวงิ จากนัน้ กเ็ ป็นดนตรีแจ๊สทีส่ ามารถเต้นรำ
ได้ ดนตรปี ็อปสามารถรวมได้ถงึ บลูส์ทม่ี ตี น้ กำเนิดจากคนผวิ ดำในอเมรกิ า และดนตรีคนั ทรีที่เริ่มปรบั จน
กลายเป็นแนว Rockabilly (เพลงร็อกแอนดโ์ รลล์ยุคแรก) และสาเหตุของการเกิดคำสแลงมากในเพลงป๊อปก็
เพราะว่า มนุษยม์ ักจำโครงสร้างทีว่ นซ้ำสลบั ไปมาเชน่ นมี้ ลี กั ษณะคลา้ ยๆ กับเพลงปอ๊ ปที่เราคุ้นเคยกันทั่วไป
และจรงิ ๆ ไมใ่ ช่แคเ่ พลงป๊อปเทา่ นนั้ แต่เพลงประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเปน็ เพลงร็อก เพลงโฟลก์ ซอง หรอื เพลง
พน้ื เมอื งหลายๆ วฒั นธรรมทวั่ โลกที่ตดิ หูงา่ ยกม็ ักจะมโี ครงสร้างท่คี ลา้ ยกัน คือเรมิ่ ด้วยทอ่ นเวริ ส์ ท่ที ำนอง
คลา้ ยๆ หรือเหมือนกนั สัก ๒-๓ ท่อน แลว้ หยอดท่อนคอรัสเขา้ ไป ก่อนจะกลับมาวนทอ่ นเวริ ส์ อีกหน่อย
จากนั้นกว็ นเวริ ์สกับคอรัสสกั รอบ กอ่ นจะตามดว้ ยท่อนบริดจ์ เพื่อที่จะกลบั ไปวนท่อนเวิรส์ และคอรสั ไดอ้ ีก
หนอ่ ย จากน้ันก็จบเพลง

เป็นแนวเพลงที่เน้นในเรื่องของการฟังแบบสบาย ๆ มีเมโลดี้ที่ฟังงา่ ย ไม่ต้องคิดลูกเล่นอะไรให้ซับซ้อน
มากจนเกินไป มที ำนองของเพลงท่ฟี งั แลว้ รสู้ กึ ไดถ้ ึงความเคลิบเคลิ้มหลงใหลจนอยากสัมผัสกับความพิเศษตรง
จุดนี้ เนื้อหาของเพลงสามารถออกได้ทุกรูปแบบแต่ส่วนใหญ่จะออกในแนวเพลงรัก อกหัก กระแสสังคม
มากกว่าการเสียดสีสงั คม ส่งผลใหค้ นฟังเองรู้สึกสนุก มคี วามเยา้ ยวนพรอ้ มคล้อยตามไปกับเพลงท่ีพวกเขาได้
ยิน ซงึ่ ดนตรีประเภทนม้ี ักถูกนำมาผสมผสานกับดนตรีประเภทต่าง ๆ จนกลายเป็นเพลงท่ีมีเสน่ห์อันทรงพลัง
สุด ๆ มีกลิ่นอายความพิเศษเหนือใคร ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสานกับร็อก, ฮิป – ฮอป, แจ๊ส, อาร์ แอนด์ บี,
โฟล์ก, พังค์

จากการศกึ ษาสรปุ ได้ว่าเพลงปอ๊ ปเป็นแนวเพลงท่ีเนน้ ฟงั สบายๆ มเี มโลดงี้ า่ ยๆ ทำใหผ้ ู้คนเขา้ ถึงเพลงได้งา่ ย
และแนวเพลงป๊อปมักนำไปผสมผสานกบั กลน่ิ อายของดนตรีแนวอนื่ ๆ เช่น แจส๊ , ฮิปฮอป ร็อกซงึ แนวเพลง
รอ็ กมีลักษณะเปน็ ข้ัวตรงขา้ มกับปอ๊ ปดงั นี้

๓๒

๒.๒.๒ ROCK - รอ็ ก (Rock) หรอื รอ็ กแอนดโ์ รล (Rock"n Roll)

เป็นดนตรีที่ประกอบด้วย กีตาร์ กีตาร์เบส กลอง เป็นเครื่องดนตรีหลัก รูปแบบดนตรีง่ายๆ เน้น
ความหนักแน่นในเนื้อหาทต่ี อ้ งการส่อื และความสนุกสนาน คดิ ค้นข้ึนในค้นศตวรรษที่ ๖๐ โดยเอลวิส เพรสลีย์
โดยการนำเอาการร้องท่ีใช้เสียงสงู ของเพลงบลูส์ของ คนผิวดำ ผสมกับทำนองสนุกสนานของเพลงคันทรขี อง
คนผิวขาว เป็นการผสมผสานของวัฒนธรรมของสองเช้ือชาติ ซึ่งเอลวิส เพลสลีย์ ต่อมาได้รับการยกย่องและ
เรียกว่าเป็น " ราชาร็อกแอนด์โรล " และเพลงร็อกก็ได้พัฒนาและต่อยอดมาตราบอย่างหลากหลาย มาจน
ปัจจุบนั ท่แี ตกแขนงออกเป็นหลายประเภท เช่น เฮฟว่ีเมทลั , เดธเมทัล, บริตสิ ร็อก, อัลเทอร์เนทีฟ

แนวเพลงทไ่ี ด้รบั ความนยิ ม มตี น้ กำเนิดจากดนตรรี ็อกแอนดโ์ รลในสหรฐั อเมริกาในชว่ งครสิ ต์ทศวรรษ
1950 และเริ่มพฒั นาส่แู นวเพลงหลายแขนงในชว่ งคริสต์ทศวรรษ ๑๙๖๐ และช่วงหลังจากนัน้ โดยเฉพาะในส
หราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ดนตรีร็อกมีต้นกำเนิดจากร็อกแอนด์โรลของยุค ๑๙๔๐ และ ๑๙๕๐ มี
อิทธิพลมาจากแนวเพลงบลสู ์ ริทึมแอนด์บลูส์ และคันทรี ดนตรีร็อกยงั นำมาสู่แนวเพลงอืน่ ๆ ได้แก่อิเล็กทริ
กบลูส์ และโฟลก์ และมีอิทธพิ ลร่วมมาจากดนตรีแจ๊ส ดนตรคี ลาสสิก และแหล่งดนตรีอื่นๆ ด้านดนตรี ดนตรี
ร็อกมศี นู ยก์ ลางท่ีกีตาร์ไฟฟ้า มักจะเปน็ สว่ นหน่งึ ของวงดนตรรี ็อกที่มีกตี ารเ์ บสไฟฟ้าและกลอง ใชร้ ูปแบบท่อน
เวิร์ส-คอรัส แต่เพลงประเภทนี้มีความหลากหลายมากขึ้น เนื้อเพลงมักเน้นย้ำเรื่องของความรักใคร่
เช่นเดียวกับเพลงป็อป แต่ก็กล่าวถึงเนื้อหาอื่นที่มักเน้นเรื่องสังคมหรือการเมือง นักดนตรีเพศชายผิวขาวถอื
เปน็ ปัจจัยสำคญั ที่ทำใหเ้ กดิ เนอ้ื หาต่าง ๆ มากมายในเพลงร็อกดนตรีเพลงร็อกมนั วงไปดว้ ยเสียงกตี าร์แบบแบ็ก
บีตจากสว่ นจังหวะของกีตาร์เบสไฟฟา้ กลองและคยี บ์ อร์ด อย่างออร์แกน เปียโน หรอื ต้ังแต่ช่วงครสิ ตท์ ศวรรษ
๑๙๗๐ กม็ ีการใชเ้ ครอ่ื งสงั เคราะห์เสียง ร่วมไปกบั กีตารแ์ ละคีย์บอร์ด ยังมกี ารใช้แซกโซโฟน และฮาร์โมนกิ าใน
แบบบลูส์กม็ ใี ช้บ้างในทอ่ นโซโล่ ในรปู แบบร็อกบรสิ ทุ ธแ์ิ ลว้ ใช้ ๓ คอร์ด จังหวะแบ็กบตี ทีแ่ ข็งแรงและหนักแนน่
รวมถงึ มเี มโลดตี้ ิดหู

ธนาธิป อนะวัชกุล (๒๕๔๙). ได้กล่าวไว้ว่าร็อกเป็นดนตรีที่มีจังหวะจะโคนเร่งเร้ากระชับหนักแน่น
โยกย้ายส่ายสะโพกไปมาตามจังหวะดอ้ ย่างเมามัน โดยมที ีม่ าจากดนตรรี ็อคแอนดโ์ รลยุค 50's ตอนปลาย และ
ยุค 60's ที่เรียกกันว่า 'Rock A Billy' หรือจากเพลง 'Rock Around The Clock' มีกลองให้จังหวะพร้อมกับ
ริธึ่มของกีตารท์ ีห่ นักแน่น และเสียงร้องกระแทกกระท้ัน เพื่อปลุกเร้าคนฟังให้เกิดอารมณ์สนุก เมามันส์ และ
ปลดปลอ่ ย ดนตรีรอ็ คไดพ้ ฒั นาให้มีจงั หวะท่หี นักแนน่ และมรี ายละเอียดในแง่ของลูกเลน่ กีตาร์มากขึ้นและเร็ว
ขึน้ เลยเรียกว่า ฮารด์ รอ็ ค(Hard Rock)และพฒั นาใหม้ ีความสลับซับซ้อนในโครงสร้างของเพลง และเนื้อหาที่
เปน็ เรอื่ งราวท่ีเรยี กวา่ โปรแกรสซฟี ร็อค (Progressive Rock) โดยมีเครื่องดนตรีอย่างคีย์บอร์ดและออร็แกน
เข้ามามีบทบาท และพฒั นามาจนถงึ มคี วามหนกั แนน่ กรา้ วรา้ ว หยาบคาย ท้งั ในเนือ้ หาและดนตรที ่ีเน้นหนกั ไป
ทกี่ ีต่ ารร์ ธิ ึ่มและโซโลเ่ ปน็ พระเอกทีเ่ รียกวา่ เฮฟวเี่ มทอล (Heavy Metal) เช่นวง Mattallica , Nirvana

กล่าวโดยสรปุ ร็อกเป็นแนวเพลงทีเ่ นน้ ดนตรที ีม่ จี ังหวะหนักแน่น เป็นดนตรีที่ประกอบไปด้วยกตี าร์
กีตารเ์ บส กลอง เปน็ เคร่อื งดนตรหี ลัก ทำใหม้ ีเมโลด้ีท่ีติดหู ยงั มีการใช้แซกโซโฟน และฮารโ์ มนกิ าในแบบบลสู ์

๓๓

กม็ ใี ชบ้ ้างในทอ่ นโซโล่ ในรปู แบบร็อกบรสิ ทุ ธ์ิแลว้ ใช้ 3 คอร์ด จงั หวะแบ็กบตี ทีแ่ ขง็ แรงและหนกั แนน่ โดยแนว
เพลงรอ็ กจะมคี วามคลา้ ยกับเพลงแจส๊ ในบางอย่าง

๒.๒.๓. JAZZ

เชิดชูศักดิ์ เจรจาปรีดี (๒๕๔๙). เป็นดนตรีที่มีจังหวะจะโคนเร่งเร้ากระชับหนักแน่นโยกย้ายส่าย
สะโพกไปมาตามจังหวะด้อย่างเมามนั โดยมีทมี่ าจากดนตรีร็อคแอนด์โรลยุค 50's ตอนปลาย และยคุ 60's ท่ี
เรียกกันว่า 'Rock A Billy' หรือจากเพลง 'Rock Around The Clock' มีกลองให้จังหวะพร้อมกับริธึ่มของ
กีตารท์ หี่ นกั แนน่ และเสียงร้องกระแทกกระท้นั เพ่ือปลุกเรา้ คนฟงั ให้เกดิ อารมณ์สนกุ เมามันส์ และปลดปล่อย
ดนตรีร็อคได้พัฒนาให้มีจังหวะที่หนักแน่นและมีรายละเอียดในแง่ของลูกเล่นกีตาร์มากขึ้นและเร็วขึ้นเลย
เรียกว่า ฮาร์ด ร็อค(Hard Rock)และพัฒนาให้มีความสลับซับซ้อนในโครงสร้างของเพลง และเนื้อหาที่เป็น
เรื่องราวที่เรียกว่า โปรแกรสซีฟ ร็อค (Progressive Rock) โดยมีเครื่องดนตรอี ย่างคีย์บอร์ดและออร็แกนเข้า
มามีบทบาท และพฒั นามาจนถึงมคี วามหนกั แนน่ กร้าวรา้ ว หยาบคาย ทง้ั ในเนื้อหาและดนตรที เ่ี น้นหนักไปท่ีก่ี
ตาร์รธิ ึ่มและโซโล่เป็นพระเอกที่เรยี กว่า เฮฟวี่เมทอล (Heavy Metal) เชน่ วง Mattallica , Nirvana

นวณรร พนั ธ์ทอง. (๒๕๕๓). ไดก้ ลา่ วไว้ว่าความหมายของคำว่าแจส๊ เคยมผี พู้ ยายามนยิ ามความหมายไว้
หลายแบบ ซึ่งยากต่อการนิยาม ตามความหมายของคำว่าแจ๊สในในพจนานุกรมไทยวัฒนาพานิช โดย วิทูลย์
สมบูรณ์ หมายถงึ ดนตรเี ตน้ รำเล่นลดั จังหวะ, เลน่ ดนตรีชนดิ น้ี, เตน้ รำ เขา้ กับดนตรชี นดิ นี้ สำหรับพจนานุกรม
ฉบับอ๊อกฟอร์ดให้คำจำกัดความไว้ว่า "เป็นดนตรีที่ถือกำเนิดจากชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันซึ่งมีจังหวะ
ชดั เจนที่เลน่ อยา่ งอสิ ระโดยการประสานกนั ข้นึ เองของนกั ดนตรใี นขณะท่ีกำลังบรรเลง" ดุก๊ เอลลิงตนั เคยพูดไว้
ว่า "แจ๊สก็คือดนตรีทั้งหมดรวมกัน" ซึ่งก็มีนักวิจารณ์พูดว่า เอลลิงตันนั้นจริง ๆ แล้วเขาไม่ได้ทำดนตรีแจ๊ส
เพื่อนของเอลลงิ ตนั อีกคนช่ือ เอริ ์ล ไฮนส์ กล่าวไว้วา่ มนั คือ "ดนตรีเปล่ียนรูป" ส่วนเบน แรตลิฟฟ์ นักวิจารณ์
จากนิวยอร์กไทม์สเคยกล่าวไว้ว่า "ตัวอย่างที่ดีที่จะอธิบายขัน้ ตอนของแจ๊สมันไม่มีเลย" ลักษณะดนตรี ชนิด
หน่ึงทพี่ ฒั นามาจากกลมุ่ คนดำในสหรัฐอเมรกิ า (African Americans) ในช่วงปลายคริสตศ์ ตวรรษที่ ๒๐ โดยมี
ลักษณะพิเศษคือโน้ตบลูส์ การลัดจังหวะ จังหวะสวิง การโต้และตอบทางดนตรี และการเล่นสด โดยแจ๊สถือ
เป็นลกั ษณะดนตรคี ลาสสิกชนิดหนงึ่ ของสหรัฐอเมริกา

เป็นดนตรที ี่มตี ้นกำเนิดมาจากทาสผวิ ดำที่ถูกนำมาเป็นทาสในอเมริกาแถบนิวออร์ลีน รัฐนี้จึงกลา
เป็นรัฐของดนตรีแจ๊ซ โดยเริ่มแรกจากการที่ทาสผิวดำแหล่านี้มีรากฐานของดนตรีโซลและบูลส์อยู่บ้างแล้ว
เพราะคนผิวดำที่ถูกต้อนมาจากทวีปอาฟรกิ านนั้ เปน็ ชนเผ่าต่างๆทม่ี วี ัฒนธรรมและประเพณีของตนเองติดตัว
มาอยูแ่ ลว้ เม่อื มโี อกาสไดพ้ บประระหวา่ งทาสด้วยกัน กห็ ันมารอ้ งรำทำเพลงบา้ ง เขา้ โบสถ์ชมุ นุมกันบ้าง และ
จับเครือ่ งตนตรีต่างๆมาเลน่ ร่วมกัน ทัง้ เคร่อื งเป่า เปียโนหรือกีตาร์ เมอื่ หลุดพน้ จากการเปน็ ทาส หรือว่างงาน
ก็จะมารวมตวั กันเลน่ ดนตรตี ามงานศพต่างๆของคนผวิ ดำด้วยกัน เพือ่ เป็นการระบายความตำ่ ต้อยของพวกเขา
เอง ดนตรีแจ๊ซในนิวออร์ลีนก็ได้แพร่หลายจากงานต่างเหล่านี้ ซึ่งลักษณะเดนของดนตรีแจ๊ซค่อนข้างจะ

๓๔

ซับซอ้ น ไพเราะ ปราณตี บรรจง และคอ่ นข้างจะองิ ไปทางดน่ตรีคลาสสคิ ในยุคกอ่ นๆ เคร่ืองดนตรีท่ีเด่นๆของ
แจซ๊ คอื เครอ่ื งเป่า กีตาร์ เปยี โน บดิ าของดนตรแี จ๊ซคือ หลยุ ส์ อารม์ สตรอง

จากข้อมูลเบื้องต้น สรุปได้ว่า แจ๊สเป็นดนตรีเต้นรำเล่นลัดจังหวะ, เล่นดนตรีชนิดนี้, เต้นรำ เข้ากับ
ดนตรีชนิดนซ้ี ่ึงลักษณะเดนของดนตรแี จซ๊ ค่อนข้างจะ ซับซอ้ น ไพเราะ ปราณีต บรรจง และค่อนข้างจะอิงไป
ทางดนต่ รีคลาสสิคในยุคก่อนๆ เคร่อื งดนตรที ่ีเด่นๆของแจซ๊ คือ เครอ่ื งเปา่ กีตาร์ เปียโน บิดาของดนตรีแจ๊ซคือ
หลุยส์ อาร์มสตรองแจ๊สจะต่างกบั อารแ์ อนบตี รวจที่อารแ์ อนบีมคี วามร่าเริงกว่าแจ๊สกบั
ปอ๊ ป โดยที่R&B

๒.๒.๔. R&B (Rythm & BluSOUL / R&B - Soules)

ออกแนวรา่ เริงเหมอื น POP,Jazz จะค่อนไปทางรา่ เรงิ แบบหรหู รา เครื่องดนตรีท่ีใช้ส่วนใหญก่ ็จะเป็น
เครื่องลม(แซ๊กโซโฟน เป็นต้น) อาจจะมีเครื่องดนตรีแบบอื่น มาเสริมก็ได้ ข้อเปรียบเทียบระหว่างร่าเรงิ แบบ
POP กับ JAZZ คือ Pop นั้นจะรา่ เริงในอิมเมจกระโดดโลดเต้น รอยยิ้มสดใส แต่ Jazz จะมีอิมเมจเปน็ ร่าเริง
แบบ สุขุมน่มุ ลึก รอยย้ิมท่ยี ม้ิ แบบเล็กๆมีความสุข ตัวอย่างเพลง: Dinah wahington teach me tonight

ชนติ า จอมประเสริฐ ได้กลา่ วไว้ว่าR&B เป็นแนวเพลงทไี่ ด้รับความนยิ ม โดยผสมผสานระหว่างเพลง
แนว แจส๊ กอสเปล และบลสู ์ โดยเร่มิ แรกจะเล่นโดยศิลปินแอฟริกนั -อเมริกนั รทิ ึมแอนด์บลูส์ มีที่มาก่อนร็อก
แอนด์ โรลล์ ได้รับอิทธิพลมาจากเพลงแนวแจ๊ส,จัมพ์บลูส์ และ แบล็กกอสเปล มีนักดนตรีแจ๊สหลายคนที่
บันทึกเสียงทั้งเพลงแจ๊ส และ ริทึมแอนด์บลูส์ เช่นวงสวิงแบนด์ของ Jay McShann, Tiny Bradshaw และ
Johnny Otis เปน็ ต้น และโดยส่วนมาก นักดนตรใี นสตูดิโอท่ที ำเพลงอารแ์ อนดบ์ ี จะเป็นนกั ดนตรีแจส๊

เป็นแนวเพลงทหี่ ลายคนชื่นชอบกันมาก เพราะดนตรีสายนี้จะโดดเดน่ ในเรือ่ งของเทคนิคการรอ้ ง รวม
ไปถงึ การสือ่ สารและการถา่ ยทอดอารมณไ์ ด้เยอะมาก อีกทัง้ เพลงในสาขาน้ีกม็ ีใหฟ้ ังอยู่หลากหลายอารมณ์ ไม่
ว่าจะเป็น เพลงอกหัก, เพลงโรแมนติกซ์ หรือ เพลงความหมายดี ๆ ที่ฟังสบาย ๆ ได้ในวันหยุดเพื่อการผ่อน
คลายในยามเช้าพร้อมกับการจิบชา/กาแฟ หรือฟังในระหว่างขับรถเพิ่มความชิล สำหรับใครที่ชื่นชอบเพลง
แนวน้ี แล้วกำลังหา Playlist ใหม่ ๆ ในการนำไปฟงั วันน้ีเราจงึ มา ‘แนะนำ เพลงสากล แนว R&B ฟังสบาย ๆ
มาใหน้ ำไปฟงั กนั ครับ

จากการศกึ ษาสรุปได้ว่า R&B เปน็ แนวเพลงรา่ เรงิ เหมือน POP,Jazz จะค่อนไปทางรา่ เริงแบบหรูหรา
เครื่องดนตรีที่ใช้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเครื่องลม ทำให้คนเข้าถึงได้ง่ายและผู้คนส่วนใหญ่มักชอบแนวเพลงR&B
เพราะเขา้ ถงึ ได้งา่ ยและบอกเล่าเร่อื งราวได้ดที ่ีสดุ ซ่งึ นคี่ อื จุดเหมอื นระหว่างเพลงR&B กับลูกทุง่ เพราะสองแนว
เพลงน้ีเนน้ การบอกเลา่ เร่อื งราวผ่านเพลงท้งั คู่

๒.๒.๕. ลูกทุ่ง

เพลงลกู ทุ่งเปน็ เพลงทมี่ ีลกั ษณะฟังงา่ ย เข้าใจงา่ ย สามารถนำมารอ้ งตามได้ ไมม่ กี ฎเกณฑอ์ ะไรในการ
ประพันธเ์ พลง ไมว่ า่ จะนำเพลงพน้ื บา้ น เช่น ลิเก ลำตดั แหล่ หมอลำ เซิ้ง มโนราห์ มารอ้ งและปรบั แตง่ ทำนอง

๓๕

เนื้อหา ตลอดจนนำเพลงไทยเดิม หรือเพลงตา่ งประเทศ เช่น เพลงจีน ญี่ปุ่น เกาหลี มาปรับปรุงแตง่ เน้อื รอ้ ง
เพิ่มทำนองใหม่ หลักสำคัญของการสร้างทำนอง คือ ให้สามารถบรรจุคำร้องและบันทึกเป็นโน้ตสากลเพ่ือ
บรรเลงด้วยดนตรีสากลได้
ตัวอยา่ งเพลง: นางฟ้ากบั ยาพิษ - ไหมไทยหัวใจศิลป์

คือเพลงที่สะท้อนวิถีชีวิต สภาพสังคมอุดมคติและวัฒนธรรมไทย โดยมีท่วงทำนอง คำร้อง สำเนียง
และลีลาการรอ้ งการบรรเลงทีเ่ ปน็ แบบแผน มีลกั ษณะเฉพาะซึ่งให้บรรยากาศ ความเป็นลกู ท่งุ ขนุ วจิ ิตรมาตรา
บันทึกไว้ในหนังสือเร่ืองของละคร และเพลง ว่าเพลงลูกทุ่งเป็นวงดนตรีแบบสากลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหลัง
สงครามโลกครั้ง ท่ี ๒ ประมาณปีหรอื สองปี ลกั ษณะเพลงลูกทุ่งในระยะเรมิ่ แรก มาจากการร้องรำทำเพลงของ
ไทยดง้ั เดิม อาทิ แหล่เทศน์ สวดคฤหัสถ์ จำอวด ลเิ ก (ทรงเครื่อง) ลเิ กลกู หมด (ไม่แต่งเคร่ือง) ลิเกบันตน ลำตดั
เพลงขอทาน เพลงพ้ืนเมืองบางเพลง ฯลฯ โดยเพลงลูกทุง่ นำมาดดั แปลงแลว้ ใสด่ นตรีแบบสากล เป็นลักษณะ
เพลงแบบใหม่

Plookpedia (๒๕๖๐). กล่าวไว้ว่าเพลงลกู ทงุ่ คือ เพลงไทยรูปแบบหน่งึ ที่พัฒนามาจากเพลงพื้นบ้าน
บรรเลงโดยใช้เคร่ืองดนตรสี ากล ใช้ภาษาง่ายๆ บรรยายเรื่องราวของชีวติ สภาพสงั คม และวฒั นธรรม ซ่ึงเน้น
วิถชี ีวติ ของชาวชนบท มีท่วงทำนอง คำรอ้ ง ลีลาการร้อง ทเ่ี ป็นเอกลกั ษณเ์ ฉพาะ ให้บรรยากาศความเป็นลูกทุ่ง
เนอ้ื เพลงมคี วามหลากหลาย ตามแต่ผปู้ ระพนั ธ์จะกำหนด ทัง้ แนวรัก แนวเศร้า สะทอ้ นชวี ิตความเปน็ อยู่ หรือ
เหตุการณ์สำคัญๆ ซึ่งเพลงลูกทุ่งจะบันทึกไว้ เช่น การเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ก็มีเพลง น้ำท่วม เนื้อร้อง
ทอ่ นหนง่ึ ว่า "น้ำทว่ มนอ้ งวา่ ดีกวา่ ฝนแล้ง พวี่ ่าน้ำแห้งให้ฝนแล้งเสยี ยงั ดีกว่า นำ้ ท่วมปีน้ีทุกบ้านล้วนมีแต่คราบ
นำ้ ตา"

จากข้อมูลเบื้องต้นสรุปได้ว่า เพลงลูกทุ่งคือ เพลงไทยรูปแบบหนึ่งที่พัฒนามาจากเพลงพื้นบ้าน
บรรเลงโดยใช้เครือ่ งดนตรสี ากล ใช้ภาษาง่ายๆ บรรยายเร่อื งราวของชีวิต สภาพสังคม และวฒั นธรรม ซึ่งเน้น
วิถีชีวิตของชาวชนบท มีท่วงทำนอง คำร้อง ลีลาการร้อง ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ทำให้แนวเพลงลูกทุ่งเปน็ ที่
นยิ มในเมอ่ื กอ่ นมากเพราะเปน็ การเล่าเรอ่ื งราวชวี ติ ในประจำวันสะท้อนชีวติ ได้อยา่ งโดดเดน่

๓. ความสมั พันธ์ของภาษาเเละเพลง
๓.๑ การสื่อภาษาภายในเพลง

ครูบา้ นนอก. (๒๕๒๒) การสื่อภาษาภาษาในเพลง คือ กระบวนการถา่ ยทอดสารจากผสู้ ง่ สารผ่านสื่อ
ต่าง ๆ ที่อาจเป็นการพดู การเขียน การแสดงการจัดกิจกรรม ฯลฯ ไปยังผู้รับสารอย่างมี วัตถุประสงค์ ทำให้
เกดิ การรับรู้รว่ มกันมีปฏิกริ ยิ าตอบสนองตอ่ กนั สามารถปรบั เปล่ยี นวิธกี ารให้ เหมาะสมกับบริบท ทางการ ส่อื
สารเพื่อให้การสื่อสารสัมฤทธิ์ผล ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ผู้ส่งสารใช้ภาษาถ่ายทอดเรือ่ งราว ความรู้
ความคิด ความรู้สึกไปยังผู้ส่งสาร ภาษาแบ่งออกได้ เป็น ๒ ชนิด คือ วัจนภาษา เป็นภาษาถ้อยคำ
อาจเป็นคำพูดหรือตัวอักษรก็ได้ วัจนภาษา คือภาษา ที่ไม่ใช่ถ้อยคำแต่เป็นการสื่อท่าทางต่างๆ แทน ซ่ึง
ภาษาในเพลงก็เปน็ สว่ นหนึง่ ของวจั นภาษา เชน่ กนั เพราะเปน็ การสือ่ สารถา่ ยทอด คำพูดผา่ นบทเพลงตา่ งๆ

๓๖

รจุ วิ รรณ เล้าไพโรจน์. (๒๐๒๑) การส่อื ความหมายภายในเพลง จำเเนกเปน็ ๓ ลกั ษณะ
๑. วธิ ีการของการสอื่ ความหมายวจนภาษา หมายถึง การส่ือความหมายโดยใช้ภาษาพูดอวจนภาษา หมายถงึ
การสอื่ ความหมายโดยใชภ้ าษากาย ภาษาเขียน และภาษามอื การเห็นหรือการใช้จักษุสมั ผัส หมายถึง การส่อื
ความหมายโดยใชภ้ าษาภาพ
๒. รูปแบบการสือ่ ความหมายการสื่อความหมายทางเดียว เชน่ การสอนโดยใช้สอ่ื ทางไกลระบบออนไลน์การ
สอื่ ความหมายสองทาง เชน่ การคยุ MSN การคุยโทรศัพท์ การเรียนการสอนในชั้นเรียน
๓. ประเภทของการสือ่ ความหมายการสื่อความหมายในตนเอง เชน่ การเขยี น การคน้ คว้า การอา่ นหนงั สือ
การส่ือความหมายระหว่างบุคคล เชน่ การคยุ โทรศัพท์ การคุย MSN การสือ่ ความหมายกับกลมุ่ ชน เชน่
ครูสอน นักเรียน การบรรยายของวทิ ยากรกับผเู้ ข้าอบรมการส่อื ความหมายกบั มวลชน เชน่
การแถลงขา่ วทางวทิ ยุ
โทรทัศนก์ ารเรียนรู้กบั การสท่อความหมายความรู้ความเขา้ ใจในทฤษฎแี ละหลักการของการสื่อ
ความหมาย ทีป่ ระกอบดว้ ย ผใู้ หค้ วามร(ู้ ผู้ส่ง) เนือ้ หาวชิ า(สาร) ผเู้ รียน(ผรู้ บั )

พีรพงษ์ เคนทรภักดิ์. (๒๐๒๑) กลวิธีทางภาษาด้านการสื่อความหมายภายในเพลง เป็นการ
ถ่ายทอดมุม มอง ความคิดหรือความรู้สึก ผ่านภาษา ทั้งนี้ในบทเพลง ลูกทุ่งอีสานมีการสื่อ ความหมาย
ของผู้ประพันธ์ โดยมี กลวิธีทางภาษาที่ แตกต่างกันตาม บริบทของท้อง ถิ่นและความต้อง การของ
ผปู้ ระพนั ธ์เอง กลวิธที าง ภาษาโดย ใชก้ ารสื่อ ความหมายในบทเพลงลูกทุ่งอสี าน

จากการศึกษาความสำคัญของการสื่อสารภายในเพลง การสื่อสารนั้นคือกระบวนการถา่ ย ทอดจาก
ผู้ส่งสารจากสื่อต่างๆ เช่น การพูด การเขียน การเเสดงการกิจกรรม ไปยังผู้รบั สารอย่างมี วัตถุประสงค์ทำให้
เกิดการรับรู้ร่วมกันเเละตอบสนองภาษาแบ่งออกได้ เป็น ๒ ชนิด คือ วัจนภาษา และอวัจนภาษาเป็น
ภาษาถ้อยคำ อาจเป็นคำพูดหรือตัวอักษรก็ได้ ภาษาด้านการสื่อความหมาย เป็นการถ่ายทอดมุมมอง
ความคิดหรือ ความรู้สึก ผ่านภาษา โดยกลวิธีทางภาษาที่ แตกต่างกันนั้น ขึ้นอยู่ตามบริบทของท้องถิ่น
และความต้องการของ ผปู้ ระพนั ธ์นอก จากการสือ่ สารภาษาในเพลงเเลว้ กย็ ังมี

๓.๒ การเลอื กใชภ้ าษาในเพลง

ณัฐ องั ศวุ ิริยะ. (๒๕๖๓) การใชอ้ ปุ ลักษณ์เปน็ ภาษาในเพลง อุปลักษณ์ในที่น้หี มายถึง สงิ่ ท่ี เปรียบเทียบท่ี
ปรากฏในบทเพลงไทยสากลยอดนิยมชีวิตประจำวันซึ่งสะท้อนระบบคิดและยังสะท้อน ความจริงที่มาจาก
ชวี ิตจรงิ อุปลกั ษณส์ ำคัญท่พี บในบทเพลงคืออปุ ลกั ษณท์ ี่เกี่ยวกบั ความรกั ซง่ึ กม็ ี ทง้ั ความ รกั ทสี่ มหวังปรารถนา
ใน รกั ความรกั ทผี่ ิดหวงั ไมส่ มปรารถนาสิ่งท่นี ำมาเปรียบที่น่าสนใจมาก คือโลกมีเพลงท่ี นำโลกมา เปรียบเทียบ
ทั้งหมด ๑๒ เพลงซึ่งน่าสนใจที่มุมมองคนเขียนเพลงเปรียบเรื่อง ความรักกับ โลกทั้งที่โลกกว้าง
ใหญ่มีผู้คนมากมาย แต่ความรักกลับกลายเป็นมองไม่เห็นใครเลย ในโลกใบนี้ นอกจาก คนสองคนประการ
สำคัญสำหรับการเปรียบเทียบคือมีความเปรียบกับเพลงรักที่ไม่ สมหวังมากถึง ๔๗ ความเปรียบขณะ

๓๗

ที่ความเปรียบเกี่ยวกับความรักหรือ รักที่สมหวังรวมแล้วได้ ๑๙ ความเปรียบซึ่งความเปรียบทั้งหมดนี้
สามารถจัดเปน็ มโนอุปลกั ษณไ์ ด้

ศิวิไล ชูวิจิตร. (๒๔๙) การเลือกใช้ภาษาภายในเพลงวิเคราะห์จากเรื่อง “เพลงไทยสากลระหว่าง พ.ศ.
๒๕๒๙ – ๒๕๓๑ : การศึกษาในด้านลักษณะภาษาและการสะท้อนวัฒนธรรมไทย” ผู้ศึกษาพบว่า เนื้อเพลง
ไทยสากลมีการใช้ ถ้อยคําที่น่าสนใจ ๔ ลักษณะ คือ การสร้างคํา การใช้คํา การเล่นคํา และการ ใช้สํานวน
ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจของเพลงไทยสากล สําหรับเนื้อเพลงไทยสากล ได้ สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรม
ของสังคมไทยดา้ นต่างๆ และยงั บนั ทกึ ปัญหาตา่ ง ๆ ท่เี กดิ ขึน้ ในสังคม ไทยอกี ปัญหาหนึ่ง นนั้ คือความเบ่ยี งเบน
ทางเพศ ซึง่ พบมากในสงั คมยคุ น้ี

ปุ่น ชมภูพระ. (๒๕๖๕) กลวิธีการเลือกใช้ภาษาในบทเพลงในด้านการใช้คำ การใช้โวหาร และการ
ใชภ้ าพพจน์ ท่ีใช้ในการเเตง่ เพลง ได้มกี ารเลอื กสรรถ้อยคำโวหาร และภาพพจนม์ าใช้อยา่ งหลาก หลายมกี ารใช้
คำซ้ำ คำซ้อน เพื่อเน้นคาให้มีความหมายหนักแน่น และชัดเจนยิ่งขึ้น มีการใช้โวหาร เปรียบเทียบสิ่งหนึ่ง
กับอีกสิ่ง หนึ่ง มีการใช้โวหารสอนใจ และโวหารประเภทอืน่ ๆ อีกมากมาย มีการใช้ภาพพจน์สื่อ ให้เห็นภาพ
เช่น การเลียนเสียงธรรมชาติ การเปรียบ ให้สัตว์มีอากัปกริยาเหมือน กับคน ทำให้ภาษาในบทเพลงมี
ความไพเราะ สละสลวย และสามารถสื่อเรื่องราวที่นาเสนอผ่านบทเพลง ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นสอดคล้อง
กับผลการศึกษาของ วรัตต์ อินทสระ (๒๕๖๑) ที่ศึกษาเรื่อง ศิลปะ การใช้ภาษาในงาน ประพันธ์ เพลง
ของยืนยง โอภากุล เพื่อวิเคราะห์การใช้ภาษาการใช้คำและโวหาร พบว่าผู้ประพันธ์ (ยืนยง โอภากุล)
เลือกใช้โวหารต่างๆในการประพันธ์ จำนวน ๑๑ โวหาร คือ โวหาร เลียนแบบโวหาร ถามชวนคิดอุทาหรณ์
บุคลาธษิ ฐาน คำซำ้ อปุ มา โวหาร เปรยี บเทยี บ โวหารกล่าว เกินจริง นามนัย สัมพจนยั อาวตั พากย์ และจาก
การศึกษาของ เกศราพร พรหมนิมิตกุล (๒๕๕๖) เรื่องความงามของภาษาในเพลงลูกทุ่ง โดยศึกษาจากเพลง
ฮิตตดิ ชาร์ตลูกท่งุ มหานคร

ประจำ เดือนมนี าคม ๒๕ ผลการศกึ ษาพบวา่ การใช้ภาษาในเพลงลูกทงุ่ มี การใช้คำแบบเรียบงา่ ย ส่ือ
ความหมายชัดเจน ตรงไปตรงมา โดยมีทั้งการใช้คำภาษาถิ่น การใช้คำบ่งสถานท่ี การใช้คำให้เกิด อารมณ์
การใช้คำสัมผัส การใช้คำซ้ำ การใช้คำซ้อน การใช้คำภาษาต่างประเทศ และการใช้คำตัด คำสแลง
นอกจากนี้ยังมกี ารใช้ภาพพจน์ทชี่ ่วยสร้างสุนทรยี ภาพ ความงามและจนิ ตภาพใหแ้ กผ่ ้ฟู ังโดย มีการใชภ้ าพพจน์
๗ ลักษณะ คือ อุปมา สัญลักษณ์ บุคคลวัต ปฏิทรรศน์ อติพจน์ สัทพจน์และ ปฏิปุจฉา ในด้านการใช้สำนวน
มีทั้งสำนวนเก่าและมีสำนวนใหม่ ส่วนโวหารพบว่านิยมใช้โวหาร ๓ ลักษณะคือ บรรยายโวหาร พรรณนา
โวหาร และอุปมาโวหาร

จากการศึกษาการเลือกใช้ภาษาในเพลง ภาษาในเพลงนั้นมีการใช้อุปลักษณ์เข้ามา เนื้อเพลงไทย
สากลมีการใช้การสร้างคํา การใช้คํา การเล่นคํา และการใช้สํานวน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจของ
เพลงไทยสากล และการใช้ภาษาในบทเพลงในด้านการใช้คำ การใช้โวหาร และการใช้ภาพพจน์ ที่ใช้ใน
การเเต่งเพลง ได้มีการเลือกสรรถ้อยคำโวหาร และภาพพจน์มา ใช้อย่างหลากหลายมีการใช้คำซ้ำ คำซ้อน
เพื่อเน้นคำให้มีความหมายหนักแน่นและชัดเจนยิ่งขึ้น มีการใช้โวหาร มีการใช้ ภาพพจน์สือ่ ให้เห็นภาพ เช่น

๓๘

การเลียนเสยี ง ธรรมชาติ การเปรยี บใหส้ ัตว์มอี ากัปกริยาเหมอื นกบั คนทำให้ภาษาใน บทเพลงมี ความไพเราะ
สละสลวย และ สามารถสื่อเรื่องราวท่ีนาเสนอผ่านบทเพลงให้มีความชัดเจน ยิ่งขึ้น นอกจากการ
เลอื กใช้ภาษาในเพลงทเ่ี ราจะต้องศึกษาเเล้วนน้ั เรายังจะตอ้ งศึกษา

๓.๓ ปจั จัยเเละสาเหตทุ ีท่ ำให้ภาษาในเพลงติดหู

ไทยพีบีเอส นิวส์. (๒๕๖๕) ปัจจัยที่ทำให้บทเพลงติดหู ครองใจผู้ฟัง ส่วนสำคัญมาจากทักษะ
การใช้ภาษา ในบทเพลง หลังม่านวันภาษาไทยแห่งชาติ มีเคล็ดลับการใช้ภาษาของครูเพลง และนักร้อง
ถ่ายทอดอารมณ์ของผู้หญิงได้อย่างลึกซึ้งกินใจไม่เพียงเพราะได้ ปาน ธนพร แกประยูร มาขับร้องแต่
ท่วงทำนองภาษาใน เพลงที่เต็มไปด้วยความหมาย ทำให้นักร้องเสียงดีคนน้ีรับรางวัล ในฐานะผู้ใช้
ภาษาไทยดีเด่นต่อเนื่องมาถึง ๑๐ ครั้ง กว่า ๒๐ ปีที่ สร่างศัลย์ เรืองศรี หรือ หนู มิเตอร์ ทั้งร้องและแต่ง
เพลงยอมรับว่าส่วนหนึ่งของเพลงใน ปัจจุบันอาศัยความง่าย และให้ได้เร็วจึงละทิ้ง ความงามในภาษา
หากสำหรับนักแต่งเพลงวัย ๔๗ ปี เชื่อว่าการ ใช้ภาษาอย่างมีลีลาศิลปะ ในการ เรียบเรียงคำร้อง
นอกจากสรา้ งเอกลกั ษณ์ให้กบั ผู้ประพนั ธ์แล้ว ยังทำให้ เพลงจดจำงา่ ย และไมต่ กยุค ไม่ว่าจะผ่านไป ก่ีปีก็ตาม
"ครั้งหนึ่งยังมีจอมยุทธ์ ออกเดินทางไปสุดฟ้าเพื่อหวังท่ีจะตามหากลอน เพลงในเพลง สมัยใหม่ไม่
เพียงต่างไปจากเพลงตลาดทั่วไป หากยังมีการนำคำสัมผัส แบบกลอน การซ้ำเสียง พยัญชนะท้าย
และการซ้ำคำมาใช้ตลอดทั้งเพลง นอกจากนำเทคนิคทางภาษามาใช้ทำให้ เพลงสนุกน่า ฟังขึ้นแล้วยัง
สร้างความแตกต่างและเพิ่มความน่าสนใจให้กับ บทเพลงด้วย บริบยอดวิชาที่หาย ไป" ส่วนหนึ่ง ของเพลง
จอมยุทธ์ ศิลปิน P2Warship เป็นตัวอย่างทสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้การใช้ภาษา เปลี่ยนตาม
หากความสนุกของการเล่นคำ ความละเมียดละไมในภาษา และการออก เสียงอย่างถูกต้องก็ เป็นเสน่ห์
ที่ควรคู่แก่การส่งเสริม รางวัลเพชรในเพลงไม่เพียงเป็นกำลังใจให้กับนักร้องนักแต่งเพลงที่ ถ่าทอด
ภาษาไทยอย่างถกู ต้องผา่ นผลงานยงั เปน็ ตวั อยา่ งความภาคภมู ิใจให้คนรนุ่ ใหม่ดูมเป็นแบบอยา่ ง

ธันยวิช วิเชียรพันธ์. (๒๕๖๑) ปัจจัยที่ทำให้เพลงติดหูผู้ฟัง จากการวิจัยของ Stricklin (๒๐๑๒)
ที่ได้เก็บ ข้อมูลจาก นักท่องเที่ยวตามสถานบันเทิงทางตอนเหนือของอังกฤษ เพื่อสังเกตกลุ่มตัวอย่าง
นับพันคนว่าพวกเขา ชอบร้องเพลงประเภทใดมากที่สุด จากการวิจัยทำให้ค้นพบว่ามีปัจจัย ๔ อย่างท่ี
ทำให้คนฟังติดหูและอยาก ร้องตาม ดังนี้ เนื้อร้องที่ใช้ภาษาสละสลวย ท่อนที่ได้รับการจดจำจะ สามารถร้อง
ได้โดยหายใจเข้าเพียงครั้งเดียว มีระดับเสียงสูงต่ำที่หลากหลายในท่อนสร้อย และพิตซ์เสียงที่ต่าง กัน ถึง 3
แบบในท่อนฮุก นอกจากนี้อีกปัจจัยท่ีพบจากงานวิจัยนี้คือ เพลงที่ขับร้องโดยเพศชายและใช้ เสียงสูงทรง
พลงั ทำให้ผ้ฟู งั รู้สกึ อยากร้องตามมากกวา่ เพลงทข่ี ับร้องโดยนกั ร้องหญงิ โดยนักจติ วทิ ยา เชื่อว่า การร้องเพลง
เสียงร้องของผู้ชาย เป็นพฤติกรรมที่อยู่ในจิตใต้ สำนึกของมนุษย์ ตั้งแต่ดึก ดำบรรพ์ดังที่เราใช้เสียงของบุรษุ
เพศในการนำชนเผ่าไปสู่การทำสงครามแตล่ ะครงั้ น่นั เอง

รัตถพงศ์ อ่อนสนิท. (๒๐๑๔) สาเหตุที่ทำให้เพลงติดหูนั้นผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเพลงที่ติดหู
ง่ายมักเป็นเพลงที่ คนได้ยินซ้ำๆ จากสื่อหลากหลายแบบแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงที่มี เนื้อจำง่ายเสมอ

๓๙

ไปเพราะบางเพลง เป็นเพลงดนตรีบรรเลง นอกจากนั้นบางเพลงก็มีดนตรีที่ซับซ้อน ปัจจัยที่สำคัญคือ
ผู้ฟังที่อยู่ในอารมณ์ที่ดีจะเกิดอาการนี้ง่ายกว่า และถ้ายิ่งเพลงเป็นเสียงขับร้องแบบหมู่คณะ เช่น คอรัส
จะยิ่งติดหูง่ายขึ้นสำหรับผู้ที่เกิดอาการเพลงติดหูแบบสลัดไม่ออกจนรำคาญ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ให้ลอง
ฮัมเพลงอื่น หรือเคี้ยวอาหารเพราะกิจ กรรมเหล่านี้จะช่วย ลดการจดจำเสียงของสมอง อย่างได้ผลไม่
มากกน็ อ้ ย

จากการท่ไี ดศ้ ึกษาปัจจยั ทที่ ำใหภ้ าษาในเพลงติดหสู ่วนสำคญั มาจากทกั ษะการใช้ภาษาในบทเพลงการ
ใช้ภาษาเเปลกที่มักจะเป็นคำศัพท์วัยรุ่นการใช้ภาษาอย่างมีลีลาและศิลปะในการเรียบเรียงคำร้อง นอกจาก
สร้างเอกลักษณ์ให้กับผู้ประพันธ์แล้ว ยังทำให้เพลงจดจำง่ายและไม่ตกยุคไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตามหากยังมี
การนำคำสัมผัสแบบกลอนการซ้ำเสียงพยัญชนะท้ายและการซ้ำคำมาใช้ตลอดทั้งเพลงนอกจาก นำเทคนิค
ทางภาษามาใช้ทำให้เพลงสนุกน่าฟังข้ึนแลว้ ยงั สร้างความแตกตา่ ง และเพม่ิ ความน่าสนใจ ให้กับบทเพลงดว้ ย

๔. บทวเิ คราะห์คำเกิดใหมแ่ ละคำสะกดผดิ ในเพลงชว่ งปี พ.ศ.๒๕๕๕ ถึง พ.ศ.๒๕๖๕
๔.๑ เพลง บอกตรง ๆ รกั จังเลย ( เชอรนี The Star ๙ )

ไมไ่ ด้พอใจยากนะ แค่ไมพ่ อดใี ครง่ายนัก
ไมไ่ ดเ้ ยอะแคย่ งั ไม่เขา้ ใจฟีล เลยยังไมร่ ัก
เพงิ่ ได้ซงึ้ ถงึ คำนี้ เม่ือมีเธอมาคุยมาทกั
เหมือนลกู ศรควิ ปดิ ยิงตรงมาปกั หัวใจ

* สเปคฉนั แบบไหน อ๋อรูแ้ ลว้ แบบน้ี
ตอบใครได้ทันที ตอบโจทยท์ ี่ใจตามหา

** เจอะคนน้ีฟินเลย บ่องตงรักจงุ เบย
อยากอวดทกุ คนเลย ว่าพบเจา้ ของหัวใจ
ตอ้ งลองเชก็ อนิ ละ อยู่ตรงน้มี องตา
มเี ธอทุกเวลา นแ่ี หละทร่ี อมานาน
คอยมานาน เธอคนเดียว ไม่ตอ้ งการใคร

ไม่สงสยั แลว้ ความรัก เพราะเธอเข้ามาทำให้ชัด
ถา้ ความรักเป็นหนังสือ คงมีชอื่ เธอทกุ บรรทดั
ลอ่ งลอยไปไหนไมไ่ ด้ รักของเธอเหมือนเชอื กมามัด
ทุกอยา่ งท่เี ป็นเธอ บงั คบั ให้ฉนั ตอ้ งยอม
( * , ** )

๔๐

ตารางการวเิ คราะหค์ ำทเ่ี กิดใหม่และคำสะกดผิดในเพลง บอกตรง ๆ รกั จังเลย ( เชอรนี The Star ๙ )

ลำดับ คำในเนือ้ เพลง คำเกิดใหม่ คำยมื คำกำกวม คำซ้ำ คำสะกดผิด ภาพพจน์
๑ ฟีล /

๒ คิวปดิ /
/
๓ สเปค
/
๔ ฟิน / /

๕ บ่องตงรักจุงเบย /

๖ เช็กอิน

๗ อยตู่ รงนมี้ องตา

๘ ถา้ ความรักเป็นหนังสือ /
/
๙ รักของเธอเหมือนเชอื กมามดั

จากตารางอภิปรายไดว้ ่า

๔.๑.๑ การใช้คำเกิดใหม่
คำวา่ ฟนิ ท่ีมาจากคำวา่ "ฟินาเล่" แปลวา่ จบแบบสมบรู ณ์แบบ โดยส่วนมากมกั จะใช้ตอนท่ี

รสู้ กึ ดใี จหรือมีความสุขกับบางส่งิ บางอย่าง
คำว่า บ่องตงรักจุงเบย มาจากสองคำรวมกัน คอื “บอ่ งตง” ทแี่ ปลวา่ บอกตรง ๆ และคำวา่

“รักจงุ เบย” ทีแ่ ปลว่า รักจังเลย เมื่อนำมารวมกนั กจ็ ะแปลว่า "บอกตรง ๆ รกั จงั เลย"

๔.๑.๒ การใชค้ ำยืมภาษาองั กฤษ
คำวา่ ฟลี เป็นคำทบั ศัพท์ ซง่ึ มาจากคำว่า “feel” ทีแ่ ปลวา่ รสู้ กึ มกั จะใช้เพื่อสื่อความรสู้ ึกนนั้ ๆ เชน่
ฟลี กดู๊ หมายถึง รู้สกึ ดี
คำวา่ คิวปิด เป็นคำทับศัพท์ มาจากคำวา่ “cupid” ซึง่ เป็นนามเรียกเทพแห่งความรัก หรอื

กามเทพของชาวกรกี

๔๑

คำวา่ สเปค เป็นคำทับศพั ท์ มาจากคำวา่ “specific” ทเี่ แปลว่า โดยเฉพาะเจาะจงซึ่งเปน็ คำท่ี
จำกดั ความให้กบั แต่ละคนเปน็ การจดั หมวดหมู่ภาพลักษณภ์ ายนอกและเป็นตัวกำหนดค่านยิ มของคนในสังคม

คำว่า เช็กอนิ เป็นคำทับศัพท์ มาจากคำวา่ “check in” คือ การลงทะเบยี นเพือ่ เข้าพกั อาศัยหรือ
เข้ารบั การบริการหนง่ึ หรือเข้าทำกิจกรรมหนึ่ง

๔.๑.๓ การใชค้ ำกำกวม
คำว่า “ตา” จากทอ่ น “อยู่ตรงนี้มองตา” เปน็ คำกำกวม เน่ืองจากคำว่า “ตา” ในประโยค

อาจตคี วามได้สองความหมาย ความหมายแรก คือ มองไปทด่ี วงตา และความหมายที่สอง คอื มองไปทคี่ ุณตา

๔.๑.๔ การใช้โวหารภาพพจน์
จากประโยค “ถ้าความรกั เป็นหนงั สือ” มีการใชค้ ำเปรยี บเทียบ นนั่ คือคำวา่ “เปน็ ”

โดยเปรียบเทียบความรกั ให้เปน็ หนงั สอื เน่อื งจาก การมคี วามรักก็เหมือนกบั การคอ่ ยๆเรยี นร้ใู นสง่ิ ต่างๆผา่ น
หนังสือ

จากประโยค “รกั ของเธอเหมือนเชอื กมามดั ” มีการใชค้ ำเปรยี บเทยี บ นน่ั คอื คำว่า
“เหมอื น” โดยเปรยี บเทียบความรกั ของอกี ฝา่ ยให้เหมือนกับเชือก

๔.๒ เพลง จบุ๊ จ๊บุ ( Neko Jump )

ไหน เธอสบายดีไหม ทำอะไรอยู่ไหน
ไม่ค่อยโทรมาหาบ้างเลย
ไหน คยุ กบั ใครอยู่หรอ
ไปกบั ใครอยู่หรอถงึ ไมส่ ะดวก

* ก็ไมไ่ ด้เจอ เอ๊ะไมไ่ ดค้ ยุ อ๊ยุ ใจก็เลยแบบว่าเต้นรัว
ก็ตอ้ งโทรมาบอกเธอหนอ่ ยนะว่าห่วงๆ
ไม่มีอะไร แค่อยากคยุ ด้วยจงั เลย

** ก็โทรมาจุ๊บๆ เซยเ์ ฮลโหลหน่อย จุ๊บๆ
ใจมันเตน้ ดัง ต๊บุ ๆ คิดถงึ จังเลย
กเ็ ลยอยาก จุ๊บๆ ไม่เจอหนา้ แค่จบุ๊ ๆ
ไดย้ นิ เสยี งแค่ ปุ๊บๆ นดิ นึงก็ดี

๔๒

ก็โทรมา จุบ๊ ๆ เซย์เฮลโหลหน่อยจบุ๊ ๆ
ใจมันเต้นดงั ตุบ๊ ๆ คิดถงึ คนดี
กไ็ ปละ จุ๊บๆ จะวางสายละ่ จ๊บุ ๆ
ถา้ เธอวา่ งช่วย ตดู๊ ๆ ชว่ ยโทรหากันนดิ นึงก็ดี

เหงารอเธอตัง้ แต่เช้า จะเขา้ นอนอยู่แล้ว
ถา้ ไดค้ ยุ กค็ งฝันดี
เหงา เธอเขา้ ใจหน่อยนะ
ถ้าไม่คุยตอนนี้ ท้องมนั ป่ันป่วน
( * , ** )

ตารางการวเิ คราะห์คำท่ีเกิดใหม่และคำสะกดผิดในเพลง จุ๊บ จบุ๊ ( Neko Jump )

ลำดับ คำในเน้อื เพลง คำเกิดใหม่ คำยืม คำกำกวม คำซำ้ คำสะกดผิด ภาพพจน์

๑ เซยเ์ ฮลโหล /

๒ ห่วง ๆ /

๓ จุ๊บ ๆ / /

๔ ตุบ๊ ๆ /

๕ ป๊บุ ๆ /

๖ ตู๊ด ๆ /

๗ หรอ /

๘ นดิ นงึ /

จากตารางอภปิ รายได้ว่า

๔.๒.๑ การใชค้ ำเกดิ ใหม่
คำว่า จุ๊บ มาจากคำว่า จูบ มกั นำมาใช้เปน็ คำพูดแสดงความรกั

๔๓

๔.๒.๒ การใช้คำยืมภาษาอังกฤษ
คำวา่ เซยเ์ ฮลโหล เปน็ การแปลศัพท์ มาจากคำวา่ “say” ท่แี ปลวา่ พดู และคำวา่ “hello” แปลวา่

สวัสดี เมอื่ เอามารวมกันแลว้ ก็จะแปลวา่ ทักทายกนั หรอื สวสั ดี

๔.๒.๓ การใช้คำซ้ำ
คำวา่ หว่ งๆ เปน็ การซำ้ คำ เพ่ือแสดงความหว่ งใยใหก้ บั อีกฝา่ ย
คำวา่ จุ๊บ ๆ ตุ๊บ ๆ ปุ๊บ ๆ และตดู๊ ๆ มีการซำ้ คำ เพ่อื ทำให้เพลงน่าสนใจมากขนึ้

๔.๒.๔ การใช้คำสะกดผิด
คำว่า หรอ เป็นคำสะกดผดิ ซงึ่ แกเ้ ปน็ คำที่ถูก คอื คำว่า “เหรอ”
คำวา่ นดิ นึง เป็นคำสะกดผดิ ซ่ึงแก้เป็นคำทถี่ ูก คือคำวา่ “นิดหน่ึง”

๔.๓ เพลง บร๋ึย กลวั นะคา๊ บ ( mocca garden )

* กลวั น่า กลัว นา่ กลวั นะเนย่ี
กลวั นา่ กลัว พีก่ ลัว นะครับ
กลวั จริงๆ ผูห้ ญิงแตง่ หนา้
กลัวลบหนา้ มา พ่แี ทบหงายหลงั
กลัว น่า กลัว น่า กลวั นะเนีย่
กลวั นา่ กลวั พก่ี ลัว นะครบั
กลัวจรงิ ๆ ผ้หู ญิงแต่งหน้า
กลวั ลบหนา้ มา โถ หน้านอ้ งพัง

คอื เรอ่ื งมนั มีอยู่ว่า ผมนัดหญงิ มาเพื่อจะไปดหู นงั
ไปเจอเธอในไอจี บอกเลยคนดี อย่างกับนางในฝัน
นัดเจอเธอยูเนี่ยนมอลล์ เธอบอกใหร้ อผมก็มคี วามหวงั
นัดแชต็ กันมานานหลายที อีกไม่นานละนี่ทีจ่ ะได้เจอกัน
(*)

ไลน์มาบอกไวหนอ่ ยดิ รออยู่ตรงนที้ ่ีเรานดั กนั
ผมรบี วิ่งไปใหท้ ัน เพอ่ื จะไดเ้ จอกนั ซกั ที

๔๔

พอถงึ ผมรีบโทรหา เธอบอกหันมาทางน้ี
ตกใจจนแทบว่งิ หนี อทุ านทนั ที เฮ้ย นเ่ี ป็นใคร

ตวั จริงย่ิงกว่าเซอไพรส์ ปวดหัวแทบตายเหมอื นจะเปน็ ไมเกรน
ไม่เชอ่ื ว่าท่ีเคยเห็น เจอตวั เปน็ ๆถงึ กบั หงายหลัง
เธอแตง่ สวยมาทำร้าย ขอเตือนเพื่อนชายโปรดให้ระวงั
ถา้ เพื่อนไม่อยากหงายหลงั ผ้หู ญงิ หน้าพงั ตอ้ งดใู ห้ดี บร๋ยึ
(*)
ตารางการวิเคราะห์คำที่เกิดใหมแ่ ละคำสะกดผิดในเพลง บรึ๋ย กลัวนะคา๊ บ ( mocca garden )

ลำดับ คำในเนือ้ เพลง คำเกดิ ใหม่ คำยมื คำกำกวม คำซ้ำ คำสะกดผิด ภาพพจน์

๑ คา๊ บ /

๒ กลวั นา่ กลวั น่า กลัว /

๓ ผมนดั หญงิ มาเพือ่ จะไปดูหนงั /

๔ ไอจี /

๕ ยูเนียนมอลล์ /

๖ แชต /

๗ ไลน์ /

๘ เซอร์ไพรส์ /

๙ ไมเกรน /

๑๐ บร๋ึย /

จากตารางอภปิ รายได้ว่า

๔.๓.๑ การใช้คำเกิดใหม่
คำว่า บร๋ยึ เป็นคำแสลง แสดงถึงอาการกลวั ขยะแขยง หรือเกดิ อาการขนลกุ ขนพอง

๔๕

๔.๓.๒ การใชค้ ำยืมภาษาองั กฤษ
คำว่า ไอจี มาจากคำว่า "instagram" เป็นคำทับศัพท์ ซงึ่ เป็นแอปพลิเคชนั หนงึ่ ทีท่ ำให้คนใน

สังคมออนไลนส์ ามารถรจู้ กั ตวั ตนของกันและกันผา่ นรปู ภาพและข้อความส้ันๆ
คำวา่ ยูเนี่ยนมอลล์ เป็นคำทับศพั ท์ มาจากคำว่า “union mall” ซึง่ เป็นหา้ งสรรพสินค้าแหง่ หนง่ึ

ทเ่ี ป็นแหลง่ รวมสินคา้ และบริการมากมาย ตั้งอยู่บรเิ วณหา้ แยกลาดพร้าว
คำว่า แชต็ เป็นคำทับศพั ท์ มากจากคำว่า “chat” หมายถึง พดู คุยแลกเปล่ียนความคดิ เห็น ด้วย

การพิมพข์ อ้ ความโตต้ อบกันผ่านทางเวบ็ ไซตห์ รอื แอปพลเิ คชนั
คำว่า ไลน์ เป็นคำทบั ศัพท์ มาจากคำว่า “line” ท่เี แปลวา่ เส้นตรง แตภ่ ายในเพลงหมาย

ถึงแอปพลิเคชันท่ีใหบ้ ริการสง่ ขอ้ ความไปยงั ผูอ้ ่ืน
คำว่า เซอร์ไพรส์ เป็นคำทับศัพท์ มาจากคำวา่ “surprise” คือ การทำใหป้ ระหลาดใจ

หรอื กระทำสง่ิ หน่งึ โดยทำให้ไม่รู้ตัว

คำวา่ ไมเกรน เปน็ ศพั ทบ์ ญั ญตั ิทางการแพทย์ มาจากคำวา่ “migraine” ซึง่ เป็นอาการปวดศีรษะ
ข้างเดยี วที่รบกวนการใชช้ วี ิตประจำวัน มักเปน็ ในผูท้ ี่มีความเครียดทางอารมณ์และจิตใจสูง

๔.๓.๓ การใช้คำกำกวม
คำว่า “หญิง” จากทอ่ น “ผมนดั หญงิ มาเพ่อื จะไปดหู นงั ” เป็นคำกำกวม เนอ่ื งจากคำว่า “หญงิ ”

ในประโยค อาจตีความไดส้ องความหมาย ความหมายแรก คอื นดั ผู้หญงิ มาเพื่อจะไปดหู นังและความ
หมายทสี่ อง คือ นดั กับคนท่ีช่อื หญงิ มาเพอ่ื จะไปดูหนัง

๔.๓.๔ การใช้คำซ้ำ
คำวา่ “กลัว” จากท่อน “กลวั น่า กลวั นา่ กลวั นะเนย่ี ” มีการใชค้ ำซำ้ เพ่ือเปน็ การเน้นยำ้

วา่ ผหู้ ญงิ คนนน้ั นา่ กลวั

๔.๓.๕ การใชค้ ำสะกดผดิ
คำวา่ “ค๊าบ” เป็นคำสะกดผิด ซง่ึ แก้เปน็ คำที่ถกู คอื คำว่า ครบั เนอื่ งจาก ค.ควายเป็นอักษรตำ่

ซง่ึ ใชก้ บั วรรณยกุ ตต์ รไี มไ่ ด้

๔.๔ เพลง ทักครับ ( Lipta )

ไมอ่ ยากให้คณุ มีเเฟน
ไม่ไดอ้ ยากให้คณุ มีใคร


Click to View FlipBook Version