The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอน งานบ้านพื้นฐาน เทอม2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Suthat Oat S., 2021-10-06 06:06:47

เอกสารประกอบการสอน งานบ้านพื้นฐาน เทอม2

เอกสารประกอบการสอน งานบ้านพื้นฐาน เทอม2

เอกสารประกอบการสอน

รายวิชา งานบา้ นพนื้ ฐาน ม.6
รหัสวิชา ง33121

นายสทุ ศั น์ ศรีปราชญ์
ครผู สู้ อน

กลุม่ สาระการงานอาชพี ง33121

ภาคเรียนท่ี 2/2564

โรงเรียนมธั ยมวดั สงิ ห์

35ก หมู่ 3 ถนน เอกชยั แขวงบางขุนเทยี น เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร 10150

คำอธิบายรายวิชา

ง33121 งานบ้านพืน้ ฐาน OT 33121 Home Work กล่มุ สาระการเรยี นร้กู ารงานอาชีพ

ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 6 ภาคเรยี นที่ 1,2 เวลา 20 ชั่วโมง จำนวน 0.5 หนว่ ยกติ

**************************************************************************************************

ศกึ ษา วเิ คราะห์ จัดจำแนกเพื่อให้เกิดความรู้เก่ยี วกับบทบาทหนา้ ทกี่ ารอยรู่ ว่ มกนั สรา้ งความสัมพันธ์

ที่ดี ดูแลช่วยเหลือและบริการบุคคลในครอบครัว วิธีการดูแลรักษาความสะอาดและจัดตกแต่งบ้าน ประเภท

การใชแ้ ละดูแลเก็บรักษาเครื่องอุปโภคบรโิ ภคในบ้าน การเลอื กซื้อ การเลือกใช้ และการดูแลรักษาเครื่องแต่ง

กายปฏิบัติการเย็บด้วยมือพื้นฐาน และซ่อมแซมดัดแปลงเสื้อผ้าเบื้องต้นได้ จัดจำแนกเกี่ยวกับอาหารและ

โภชนาการ เลือกซื้อ จัดเตรียมอาหาร วัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาหาร จัดและตกแต่งอาหาร การสงวน

คุณค่าอาหาร รูปแบบการจัดบริการอาหารในครอบครัวและโอกาสต่างๆ ประโยชน์ของการเก็บรักษาอาหาร

และการถนอมอาหาร

เพื่อให้ผู้เรยี นเกิดองค์ความรู้ ทักษะกระบวนการ และเจตคติทีด่ ีเก่ียวกับงานบ้านและการปฏบิ ัตงิ าน

ดว้ ยความรบั ผิดชอบ มรี ะเบียบ สะอาด ประหยดั ในการใช้ทรัพยากรและพลงั งาน อย่างค้มุ ค่า มีทักษะในการ

จัดการแก้ปัญหา ปรับตัวในการทำงานร่วมกับผู้อื่นและการเปลี่ยนแปลงตามสังคมโลก นำความรู้ทักษะไป

ประยุกต์ใช้ใหเ้ กิดประโยชน์ มีความสุขต่อตนเอง ครอบครวั และเผยแพร่สู่ชมุ ชนและสังคม

ตามมาตรฐานท่ี 4, 5, 6, 9
ตัวบ่งชี้ท่ี 4(1), 5(1.2), 6(3), 9(3)

ผลการเรยี นรู้
1. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจทักษะในการดำรงชวี ติ ท่ีเหมาะสมในครอบครวั
2. มีความรู้ความเขา้ ใจและทักษะในการดูแลบคุ คลวัยต่างๆ ในครอบครัว
3. มีความสามารถปฏิบตั ิ การรกั ษาความสะอาดบ้านและบริเวณบ้านได้
4. มีความรู้ความเขา้ ใจและทักษะในการใช้ ดแู ลรักษาอปุ กรณเ์ คร่ืองใช้ในบ้าน
5. มีความรู้ความเข้าใจและทักษะในการเลอื กใช้และดูแลรักษาเสอ้ื ผ้าเครือ่ งแต่
6. มีความรคู้ วามเขา้ ใจเกยี่ วกบั ประโยชน์ วธิ ีการ อปุ กรณ์ ในการซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผา้
7. มคี วามรคู้ วามเข้าใจเก่ยี วกับอาหาร สารอาหารและโภชนาการ
8. อธบิ ายหลักการ วธิ ีการเลือกซอ้ื อาหารได้
9. ปฏิบตั ิการเก็บรกั ษาและถนอมอาหาร เครอื่ งดืม่ ด้วยวิธีการสงวนคณุ ค่าอาหารและถูกหลกั

สุขาภบิ าล
10. อธิบายความหมาย ประโยชน์ การเการกั ษาและการถนอมอาหารได้
11. มคี วามรู้ความเข้าใจเก่ียวกบั แนวทางในการประกอบอาชพี
12. มีเจตคติทีด่ ีเก่ียวกบั การประกอบอาชพี



70 : 30 30 คะแนน
คะแนนช้นิ งาน ก่อนกลางภาค 30 คะแนน
คะแนนชิ้นงาน ก่อนปลายภาค 10 คะแนน
คะแนนสอบกลางภาค (ปฏิบตั ิ) 20 คะแนน
คะแนนสอบปลายภาค (ปรนยั , จบั คู่, ถกู ผดิ ) 10 คะแนน
คะแนนจิตพสิ ัย 100 คะแนน

รวม ชน้ิ งานท่ี 1 10 คะแนน

ภาระ ชิ้นงาน ช้ินงานที่ 2 5 คะแนน
ช้นิ งานท่ี 3 5 คะแนน
****** ดอกกุหลาบจากผา้ ใยบัว ชิ้นงานที่ 4 5 คะแนน
****** งานประดษิ ฐ์จากใบตอง ช้นิ งานที่ 2, 3, 4 5 คะแนน

การพับกลีบผกา ชิน้ งานท่ี 5 5 คะแนน
การพบั กลบี เล็บครฑุ
การพับกลบี สัตตบงกช ชิ้นงานที่ 6 5 คะแนน
****** สอบเก็บคะแนน (ปฏบิ ัติ, จับฉลาก)
****** การหอ่ ขนมและทำกระทงใส่อาหารคาวหวาน ชน้ิ งานที่ 7 5 คะแนน
การห่อสวม
การหอ่ ทรงเต้ีย ชนิดใสเ่ ตย่ี ว, ชนดิ ไม่ใส่เต่ยี ว }ช้นิ งานท่ี 8 5 คะแนน
กระทงมมุ เดยี ว 10 คะแนน
กระทงมมุ เดยี วดนุ ก้นขึ้น ชิ้นงานที่ 9
กระทง 2 มมุ ดันก้น ชน้ิ งานที่ 10
กระทง 4 มมุ ชิ้นงานท่ี 11
กระทง 6 มมุ
****** สอบกลางภาค (อตั นยั ) 10 คะแนน
****** สอบปลายภาค
(ปรนยั , จบั ค,ู่ ถูกผดิ ) 20 คะแนน

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 1
เร่อื ง งานประดิษฐก์ ับการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม

1. ความสำคัญของงานประดษิ ฐ์กับการอนุรกั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ ม
2. จุดมุ่งหมายของงานประดิษฐ์กบั การกบั การอนุรกั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ ม
3. การประดษิ ฐ์ของใช้ของตกแตง่ ที่อนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ ม

1. ความสำคญั ของงานประดษิ ฐก์ บั การอนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
ปัญหาเรื่องส่ิงแวดล้อมเป็นปัญหาทีม่ ีความสำคัญที่มักจะเกิดควบคู่กับการพัฒนาเศษฐกจิ และความ

เจรญิ ก้าวหนา้ ซ่ึงเป็นปญั หาร่วมกันของทุกประเทศ กล่าวคอื การพฒั นายง่ิ รุดหน้าปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
และภาวะมลพิษก็ยิ่งก่อต่อและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่กำลังประสบกับ
ปัญหาดังกล่าวอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้เพราะการพฒั นาเศษฐกิจ โดยการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์
แต่ไม่ได้มีการวางแผนการจัดการท่ีเหมาะสมรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้น ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่เหลืออยู่มี
สภาพเส่อื มโทรมลง และปัญหาตา่ งๆ ดา้ นสิ่งแวดลอ้ มก็เพม่ิ มากข้นึ ปัญหาเหลา่ นส้ี ง่ ผลกระทบตอ่ ความเป็นอยู่
ของประชาชนระบบนิเวศ

สิ่งแวดล้อมมีทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์หรือมีอยู่ตามธรรมชาติ
เช่น อากาศ ดิน หิน แร่ธาตุ น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ทะเลสาบ ทะเล มหาสมุทร พิช สัตว์ต่างๆ ภาชนะ
เครื่องใชต้ ่างๆ สิ่งแวดล้อมดงั กล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะมนษุ ย์เป็นตัวการสำคัญยิ่งทำให้
สงิ่ แวดล้อมเปลีย่ นแปลง ทั้งในทางเสรมิ สรา้ งและทำลาย

จะเห็นไดว้ ่า ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ มมีความสัมพนั ธ์กนั อย่างใกล้ชิด ต่างกันท่ีส่ิงแวดล้อม
นั้นรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏอยู่รอบตัวเรา ส่วนทรัพยากรธรรมชาติเน้นสิ่งที่อำนวยประโยชน์แก่มนุษย์
มากกว่าสง่ิ อ่ืนใด

ประเภทของทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อม
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม แบ่งเปน็ ประเภทได้ดงั น้ี
1. ทรพั ยากรธรรมชาติ แบ่งตามลักษณะท่ีนำมาใช้ได้ 2 ประเภทใหญๆ่ คอื
1.1 ทรัพยากรธรรมชาติประเภทใช้แลว้ ไม่หมดส้ิน ได้แก่
1) ประเภทท่ีคงอยตู่ ามสภาพเดิมไมม่ ีการเปล่ยี นแปลงใดๆ เลย เช่น พลังงานจากดวงอาทิตย์

ลม อากาศ ฝ่นุ ใชเ้ ทา่ ไรกไ็ ม่มีการเปล่ยี นแปลง ไมร่ ู้จกั หมด
2) ประเภทที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากถูกใช้ในทางที่ผิด เช่น ที่ดิน น้ำ ลักษณะ

ภมู ิอากาศ ฯลฯ ถ้าใชไ้ ม่เป็นจะกอ่ ให้เกิดปัญหาตามมา ไดแ้ ก่ การปลกู พืชชนดิ เดียวกนั ซ้ำๆ ในที่เดิมย่อมทำให้
ดนิ เส่อื มคุณภาพ ได้ผลผลิตนอ้ ยลง ถ้าตอ้ งการใหด้ นิ มีคณุ ภาพดี ตอ้ งใส่ปยุ๋ หรอื ปลกู พชื สลับหมนุ เวยี น

1.2 ทรพั ยากรธรรมชาตปิ ระเภทใช้แล้วไมห่ มดส้นิ ไดแ้ ก่
1.) ประเภทที่ใช้แล้วหมดไปแต่สามารถรักษาให้คงสภาพเดิมไว้ได้ เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า

ประชากรโลก ความอุดมสมบูรณ์ของดนิ น้ำในดิน ปลาบางชนิด ทัศนียภาพอนั งดงาม ซึ่งอาจทำใหเ้ กิดข้นึ ได้
ใหม่

2.) ประเภทที่ไม่อาจทำให้มีใหม่ได้ เช่น คุณสมบัติธรรมชาติของดิน พรสวรรค์ของมนุษย์
สติปัญญา เผ่าพนั ธุม์ นุษยชาติ ไมพ้ มุ่ ตน้ ไม้ใหญ่ ดอกไมป้ า่ สตั วบ์ ก สัตว์นำ้

3) ประเภทที่ไม่อาจรักษาไว้ได้ เมื่อใช้แล้วหมดไปแต่ยังสามารถนำมายุบให้กลับเป็นวัตถุ
เช่นเดมิ แลว้ นำกลับมาประดิษฐข์ ้นึ ใหม่ เช่น โลหะต่างๆ สงั กะสี ทองแดง เงิน ทองคำ

4) ประเภททีใ่ ช้แล้วหมดสิ้นไปนำกลบั มาใช้ไม่ได้ เช่น ถ่านหิน น้ำมันกา๊ ด อโลหะ ส่วนใหญ่
ถูกนำมาใช้เพียงคร้งั เดยี วก็เผาไหมห้ มดไป ไมส่ ามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

ทรัพยากรธรรมชาติหลักที่สำคัญของโลกและของประเทศไทย ได้แก่ ดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า น้ำ แร่ธาตุ
และประชากร (มนษุ ย์)

2. สิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมของมนุษย์ที่อยู่รอบๆ ตัว มีทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตซึ่งเกิดจากการ
กระทำของมนุษย์ แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คือ

2.1 สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ จำแนกได้ 2 ชนดิ คอื
1) สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ อากาศ ดิน ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะภูมิอากาศ

ทัศนยี ภาพตา่ งๆ ภูเขา หว้ ย หนอง คลอง บึง ทะเลสาบ ทะเล มหาสมุทร และทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิด
2) สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพหรือชีวภูมิศาสตร์ ได้แก่ พืชพันธุ์ธรรมชาติต่างๆ สัตว์ป่า ป่าไม้

สิง่ มชี ีวติ อื่นๆ ที่อยู่รอบตัวเราและมวลมนษุ ย์
2.2 สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม หรือสิ่งแวดล้อมประดิษฐ์ หรือมนุษย์เสริมสร้างขึ้น ได้แก่

สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่มนุษย์เสริมสร้างขึ้นโดยใช้กลวิธีสมัยใหม่ตามความเหมาะสมของสังคม เศษฐกิจ
การเมือง ศาสนา และวัฒนธรรม เช่น เครื่องจักร เครื่องยนต์ รถยนต์ พัดลม โทรทัศน์ วิทยุ ฝนเทียม เขื่อน
บ้านเรือน โบราณสถาน โบราณวัตถุ อืน่ ๆ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ทอ่ี ยู่อาศยั คา่ นยิ ม และสขุ อนามัย

สงิ่ แวดล้อมมกี ารเปลย่ี นแปลงอยู่เสมอ ซง่ึ เกิดจากสาเหตุ 2 ประการ คือ
1) มนุษย์ เป็นตัวการเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าสิ่งอื่น เช่น ชอบจับ

ปลาในฤดูวางไข่ ใช้เคร่อื งมือตาถี่เกินไปทำใหป้ ลาเล็กๆ ตดิ มาด้วย ลกั ลอบตดั ไม้ทำลายป่าเพอ่ื นำมาสร้างท่ีอยู่
อาศัย ส่งเป็นสินค้า หรือเพื่อใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูก ปล่อยของเสียจากโรงงานและไอเสียจากรถยนต์ทำให้
ส่ิงแวดลอ้ มเป็นพษิ (น้ำเน่า อากาศเสีย)

2) ธรรมชาติแวดล้อม ส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ เช่น แม่น้ำที่พัดพาตะกอนไปทับถม
บริเวณน้ำท่วมและปากแม่น้ำต้องใช้เวลานานจึงจะมีตะกอนมาก การกัดเซาะพังทลายของดินกเ็ ช่นเดียวกนั
ส่วนการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้นเกิดจากแรงภายในโลก เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด อื่นๆ ได้แก่
อุทกภัยและวาตภัย ไฟปา่ ซึง่ ภยั ธรรมชาติดงั กล่าวจะไม่เกดิ บอ่ บครง้ั นัก

ความสำคญั ของทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม
ทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ มมีความสำคญั ต่อมนษุ ย์มากมายหลายด้าน ดังนี้
1. การดำรงชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติเป็นต้นกำเนินของปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิตของมนุษย์พบว่า

มนุษยจ์ ะต้องพงึ่ พาทรพั ยากรธรรมชาติเพื่อสนองความตอ้ งการทางดา้ นปัจจัย 4 คือ อาหาร เครื่องนุ่งหม่ ท่ีอยู่
อาศัย และยารักษาโรค

2. การต้งั ถนิ่ ฐานและการประกอบอาชีพ ทรพั ยากรเป็นปัจจัยพ้ืนฐานในการตั้งถน่ิ ฐานและประกอบ
อาชีพของมนษุ ย์ เช่น แถบลมุ่ แม่นำ้ หรือชายฝัง่ ทะเลที่อดุ มสมบูรณ์ด้วยพชื และสตั ว์จะมีประชาชนเข้าไปตั้งถ่ิน
ฐานและประกอบอาชพี เกษตรกรรม ประมง

3. การพัฒนาทางเศษฐกิจ จำเปน็ ตอ้ งใชท้ รพั ยากรธรรมชาติ เชน่ นำ้ ดิน นำ้ มัน ปา่ ไม้ ในการพัฒนา
เศษฐกจิ

4. ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การประดิษฐ์เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องจักร เครื่องผ่อนแรง ต้อง
อาศยั ทรัพยากรธรรมชาติ

5. การรักษาสมดุลธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติเปน็ ปัจจยั ในการรักษาสมดุลธรรมชาติ เช่น ป่าไม้
ช่วยเพ่มิ ความช่มุ ช้ืนใหบ้ รรยากาศ ทำให้ฝนตก ตน้ ไม้เจรญิ งอกงาม เกิดสมดลุ

กิจกรรมของมนษุ ยท์ สี่ ่งผลกระทบตอ่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
มนุษย์เป็นผู้ที่ปฏิบตั ิกิจกรรมที่ส่งผลกระทบตอ่ สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก กิจกรรมของมนุษยท์ ี่ส่งผล

กระทบตอ่ ทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม ไดแ้ ก่
1. กิจกรรมทางด้านอุตสาหกรรม มีการนำทรัพยากรธรรมชาติมากมายมาใช้โดยไม่คำนึงถึง

สิ่งแวดล้อมและก่อให้เกิดมลพิษต่อส่ิงแวดลอ้ ม เช่น อุตสาหกรรมเหมือแร่มีการเปิดหน้าดิน ก่อให้เกดิ ปัญหา
การชะลา้ ง การพังทลายของดิน และปญั หานำ้ ทิง้ จากเหมืองลงสู่แหล่งน้ำ กอ่ ใหเ้ กิดมลพิษทางน้ำ

2. กจิ กรรมทางการเกษตร เชน่ มีการใชย้ าฆ่าแมลงเพอ่ื เพิม่ ผลติ สง่ ผลใหเ้ กิดอันตรายตอ่ สิ่งแวดล้อม
และสุขภาพอนามัยของมนุษย์ เนื่องจากมีการสะสมสารพิษไว้ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม
กอ่ ให้เกิดอนั ตรายในระยะยาวและเกิดความสญู เสียทางด้านเศษฐกิจเนอ่ื งจากการเจ็บปว่ ยของประชากร และ
คณุ ภาพส่งิ แวดล้อมท่ีแยล่ ง

3. กิจกรรมการบริโภคของมนุษย์ ส่งผลให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย ขาดการคำนึงถึง
สิง่ แวดล้อม ก่อใหเ้ กิดปัญหาสิง่ แวดล้อมตามมา เช่น ปรมิ าณขยะท่มี ากข้นึ เนื่องจากการบรโิ ภคที่มากข้นึ ซง่ึ ยาก
ต่อการกำจดั โดยเกดิ จากการใชท้ รัพยากรอยา่ งไมค่ มุ้ คา่ ทำให้ปริมาณทรัพยากรธรรมชาตินอ้ ยลง

การท่ีมนษุ ยท์ ำลายสงิ่ แวดลอ้ มมีหลากหลายสาเหตุ ซ่งึ สามารถสรุปไดด้ งั น้ี
1. การเพมิ่ ของประชากร การเพ่ิมของประชากรโลกเป็นไปอยา่ งรวดเรว็ เนอื่ งจากความเจรญิ ทางด้าน
การแพทย์ โดยอตั ราการเพ่มิ ของประชากรนี้ก่อให้เกิดการบรโิ ภคทรัพยากรมากขนึ้ มีของเสียมากขนึ้

2. พฤติกรรมการบริโภค อันเนื่องมาจากต้องการให้คณุ ภาพชีวิตดีขึ้น มีความสุขสบายมากขึ้น จึงมี
การนำทรัพยากรธรรมชาตมิ าใช้อย่างสน้ิ เปลือง ทำใหข้ ยะและของเสยี มากขึน้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ทีม่ ากระทบตอ่ มนษุ ย์เอง

3. ความโลภของมนุษย์ เกิดจากความเห็นแก่ตัว ขาดสติยั้งคิดถึงสิ่งแวดล้อ ม โดยนำ
ทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมมาใช้เพอ่ื ตนเองมีความร่ำรวย มีความสะดวกสบาย ซงึ่ ส่งผลให้เกิดปัญหา
สิง่ แวดล้อมที่มากระทบต่อมนษุ ย์เองในท่ีสดุ

4. ความไม่รู้ ส่ิงทท่ี ำใหม้ นษุ ยข์ าดการรเู้ ท่าทนั บนรากฐานแหง่ ความจรงิ อยา่ งลึกซงึ้ ในสิ่งแวดล้อมและ
ธรรมชาติ ส่งผลให้มนุษย์ขาดสติในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ มีพฤติกรรมการบริโภคอันเป็นการทำลาย
ส่ิงแวดล้อม โดยขาดการคาดการณผ์ ลทจี่ ะเกดิ ตามมา สง่ ผลให้เกดิ ปัญหาส่งิ แวดลอ้ ม และนำไปสู่ความเสียหาย
ท้งั ตนเองและธรรมชาติ

ดงั น้ันเราจึงควรช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตไิ ว้เพอ่ื รกั ษาสมดุลทางธรรมชาติและเป็นการรักษา
สิ่งแวดลอ้ มดว้ ย

2. จุดมงุ่ หมายของงานประดษิ ฐ์กับการอนุรักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม
การอนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Conservation of Natural Resources)
หมายถึง การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฉลาดโดยใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนเป้นจำนวนมากที่สุดเป็น
ระยะเวลานานทส่ี ุดและตอ้ งสงวนรกั ษาไวไ้ มใ่ ห้มีการใชอ้ ย่างสุรยุ่ สรุ า่ ย

การอนุรักษ์จึงหมายถึง การควบคุมและจัดการทรัพยากรอย่างระมัดระวังเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ใช้
ประโยชน์ตอ่ ไป ดงั นน้ั การอนรุ กั ษจ์ งึ เป็นการรกั ษาสมดลุ ของสิง่ แวดล้อมด้วย

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถกระทำได้หลายวิธี ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ดงั น้ี

1. การอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อมทางตรง ซึง่ ปฏิบัตไิ ด้ในระดบั บุคคล องค์กร และ
ประเทศ ท่สี ำคัญคอื

1.1 การใช้อย่างประหยัด คือ การใช้เท่าที่มีความจำเป็น เพื่อให้มีทรัพยากรไว้ใช้ได้นานและเกิด
ประโยชน์อยา่ งคมุ้ คา่ มากทสี่ ุด

1.2 การนำกลบั มาใชใ้ หม่ซ้ำอกี สงิ่ ของบางอย่างเม่อื มกี ารใชแ้ ลว้ ครงั้ หนึ่งสามารถท่ีจะนำมาใช้ซ้ำ
ได้อีก เช่น ถุงพลาสติก กระดาษ หรือสามารถที่จะนำมาใช้ได้ใหม่โดยผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การนำ
กระดาษที่ใช้แล้วไปผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อทำเป็นกระดาษแข็ง ซึ่งเป็นการลดปริมาณการใช้ทรัพยากร
และการทำลายสง่ิ แวดลอ้ ม

1.3 การบรู ณะซ่อมแซม สงิ่ ของบางอย่างเมื่อใช้เป็นเวลานานอาจเกิดการชำรุดได้ เพราะฉะนั้นถ้า
มีการบูรณะซอ่ มแซม่ จะทำให้สามารถยืดอายกุ ารใช้งานตอ่ ไปได้อีก

1.4 การบำบัดและการฟนื้ ฟู เป็นวิธกี ารทจ่ี ะชว่ ยลดความเส่ือมโทรมของทรพั ยากรด้วยการบำบัด
ก่อน เช่น การบำบัดน้ำเสียจากบ้านเรือนหรือโรงงานอุตสาหกรรม ก่อนที่จะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
ส่วนการฟืน้ ฟเู ป็นการรื้อฟ้ืนธรรมชาติใหก้ ลบั สู่สภาพเดิม เช่น การปลูกป่าชายเลน เพื่อพื้นฟูความสมดุลของ
ป่าชายเลนใหก้ ลบั มาอดุ มสมบรู ณ์

1.5 การใช้สิ่งอื่นทดแทน เป็นวิธีการที่จะช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อยลงและทำลาย
สิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก การใช้ใบตองแทนโฟม การใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทนแร่
เชอื้ เพลงิ การใชป้ ุ๋ยชวี ภาพแทนปยุ๋ เคมี

1.6 การเฝา้ ระวงั การดูแลและปอ้ งกัน เปน็ วธิ กี ารทจ่ี ะไม่ให้ทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมถูก
ทำลาย เชน่ การเฝา้ ระวงั การทิ้งขยะ สิง่ ปฏิกูลลงแมน่ ้ำ คูคลอง การจดั ทำแนวป้องกันไฟปา่

2. การอนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ มทางออ้ ม สามารถทำได้หลายวิธี ดังน้ี
2.1 การพัฒนาคุณภาพประชาชน โดยสนับสนุนการศึกษาด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

และสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งสามารถทำได้ทุกระดับอายุ ทั้งในระบบโรงเรียนและ
สถาบนั การศกึ ษาต่างๆ และนอกระบบโรงเรียน ผา่ นส่อื สารมวลชนต่างๆ เพือ่ ใหป้ ระชาชนเกิดความตระหนัก
ถึงความสำคัญและความจำเปน้ ในการอนุรกั ษ์ เกิดความรกั ความหวงแหน และความรว่ มมืออย่างจริงจงั

2.2 การใช้มาตรการทางสงั คมและกฎหมาย การจัดตงั้ กลุม่ ชมุ ชน ชมรม สมาคม เพื่อการอนุรกั ษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตลอดจนการให้ความร่วมมือทั้งทางด้านพลังกาย พลังจิตใจ พลัง
ความคิด ด้วยจิตสำนึกในความีคุณค่าของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่มีต่อตัวเรา เช่น กลุ่มชมรมอนุรักษ์
ทรัพยากรและสงิ่ แวดล้อมของนักเรยี น นกั ศึกษาในโรงเรียนและสถาบนั การศึกษาต่างๆ มูลนิธคิ มุ้ ครองสัตว์ป่า
และพรรณพืชแห่งประเทศไทย มลู นิธสิ บื นาคะเสถยี ร มูลนธิ ิโลกสีเขยี ว

2.3 การส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ช่วยการดูแลรักษาให้คง
สภาพเดิมไม่ให้เกดิ ความเสื่อมโทรม เพื่อให้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตในท้องถิ่นของตน การประสานงานเพอื่
สร้างความรูค้ วามเข้าใจและความตระหนกั ระหว่างหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นกับประชาชน
ให้มีบทบาทหนา้ ทใ่ี นการปกปอ้ ง คุ้มครอง ฟืน้ ฟูการใชท้ รัพยากรอยา่ งคุม้ คา่ และเกิดประโยชน์สงู สุด

2.4 การส่งเสริมการศึกษา วิจัย ค้นหาวธิ ีการและพัฒนาเทคโนโลยี เพือ่ นำมาใช้ในการจัดการกับ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีสารสนเทศมา
จัดการวางแผนพัฒนาอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ให้มีการประหยัดพลังงานมากขึ้น การค้นคว้าวิจัยวิธีการ
การจดั การ การปรับปรุง การพัฒนาสิ่งแวดล้อมใหม้ ีประสทิ ธิภาพและยั่งยนื

2.5 การกำหนดนโยบายและวางแนวทางของรฐั บาล ในการอนรุ กั ษ์และพัฒนาสิง่ แวดล้อมทั้งใน
ระยะสั้นและระยะยาว เพื่อเป็นหลักการใหห้ น่วยงานและเจ้าหนา้ ที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องยึดถอื และนำไปปฏิบัติ
รวมทั้งการเผยแพร่ข่าวสารด้านการอนรุ กั ษ์ทรัพยากรและสงิ่ แวดล้อม ท้ังทางตรงและทางออ้ ม

การประดษิ ฐม์ ีส่วนสำคญั ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและรกั ษาสมดุลของสงิ่ แวดล้อมเป็นอย่าง
มาก หากรู้จักเลือกวัสดุต่างๆ ที่เหลือใช้หรือทิ้งแล้ว นำมาประดิษฐ์ให้เป้นของใช้ ของเล่น ของประดับต่างๆ
ก็จะเปน็ การใชท้ รัพยากรอย่างคุ้มคา่ ตามแนวทางอนรุ ักษส์ ิ่งแวดลอ้ ม

3.การประดิษฐข์ องใชข้ องตกแต่งทอ่ี นรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม
ปจั จบุ นั นห้ี ากเราร้จู กั เลือกวสั ดอุ ปุ กร์ตา่ งๆ ทีเ่ หลือใช้หรือทิง้ แลว้ มาประดิษฐเ์ ป็นของใช้ ของเลน่ ของ

ตกแต่งหรือของประดับต่างๆ ก็จะเป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหน่ึง
ตัวอยา่ งการประดษิ ฐข์ องใชข้ องตกแตง่ ที่อนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม มดี งั นี้

ดอกกุหลาบจากผ้าใยบัว







หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 2
เรื่อง งานประดษิ ฐ์ทแ่ี สดงถึงเอกลักษณ์ไทย

ผลงานส่ิงประดิษฐ์ที่แสดงถึงเอกลักษณไ์ ทยท่ีเราสามารถพบเห็นอยู่ท่วั ไป แบง่ ออกเปน็ หลายประเภท
ได้แก่ งานดอกไม้สด งานใบตอง งานแกะสลัก งานเครื่องปั้นดินเผา งานจักสาน โดยมีรายละเอียดแต่ละ
ประเภท ดังน้ี

งานดอกไมส้ ด

การจัดดอกไม้ ถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องอาศัยทักษะ ประสบการณ์ เพราะจะต้องใช้
ดอกไม้ท่ีแตกต่างกันในหลากหลายสี การไล่โทน การนำเอาดอกไมห้ รือใบไม้ ตลอดจนวสั ดุต่างๆ มาจดั ให้อยู่ใน
องค์ประกอบทางศิลปะ ซึ่งต้องมีความสัมพันธ์กัน และทำให้เกิดมุมมองที่สวยงาม นับได้ว่าเป็นศิลปะและ
ววิ ัฒนาการทีส่ บื ทอดกนั มาช้านาน การจดั ดอกไม้โดยสว่ นใหญน่ ยิ มจดั เลียนแบบดอกไมส้ ดธรรมชาติ

งานดอกไม้สดแบง่ ออกเปน็ 4 ประเภท ไดแ้ ก่
1. พานพุ่ม หมายถึง การตกแต่งดอกไม้ ใบไม้ กลีบดอกไม้ กลีบใบไม้ หรือส่วนอื่นๆ ของพืช ให้มี
รปู ทรงทต่ี ้องการ อยู่บนพานอยา่ งสวยงาม ซงึ่ รูปทรงพุม่ นม้ี ที ีม่ าจากรปู ทรงของดอกบัว
พานพุ่ม สามารถนำไปใช้ได้หลายโอกาส ไม่ว่าจะเป็นงานมงคลหรืองานอวมงคล เช่น พานไหว้ครู
พานบชู าพระ พานต้งั ประดับ ฯลฯ ในอดีตพานพุม่ ยงั ไม่เป็นท่นี ิยมมากนกั การใช้ดอกไมเ้ พื่อเปน็ พุทธบชู าจึงใช้
ดอกบัว ต่อมาในสมัยรัชกาลท่ี 5 งานดอกไมใ้ บตองมคี วามรุง่ เรอื งมาก มกี ารประดษิ ฐ์ดอกไม้เพื่อใช้ในพิธีทาง
ศาสนา
ประโยชน์ของพานพุ่มดอกไม้สด
1. เพอ่ื ใช้เปน็ เครอื่ งบชู าในพธิ ีทางศาสนา
2. เพอ่ื ใช้เป็นเครื่องราชสกั การะพระบรมราชานสุ รณ์ในวันสำคัญของพระมหากษตั รยิ ์
3. เพือ่ ใช้ถวายพระพรในวนั เฉลิมพระชนมพรรษาพระมหากษตั ริย์ไทย
4. เพื่อใช้ในการไหว้ครู
5. เพอ่ื ใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ
6. เพอ่ื ใชป้ ระดับตกแต่งและช่วยสร้างบรรยากาศแบบไทยๆ

2. มาลัย หมายถึง ดอกไม้ประดิษฐ์แบบไทยลักษณะหนึ่ง เป็นศิลปะในการนำดอกไม้ กลีบดอกไม้
ใบไม้ และส่วนต่างๆ ของดอกไมท้ ี่ร้อยไดม้ าร้อยเปน็ พวงผสมผสานกนั จนเกิดลวดลายช้ินงานทง่ี ดงาม มาลัยมี
หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่แบบดั้งเดิมจนถึงแบบสมัยใหม่ ซึ่งพัฒนาและดัดแปลงแบบมาจากแบบดั้งเดิม
นิยมนำไปใช้ประกอบพิธีการ งานประเพณีใหญ่ๆ ศิลปะการร้อยมาลัยนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันสูงค่า

เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยที่แสดงถึงความละเอียดอ่อน ความนุ่มนวล และความคิดสร้างสรรค์ในการนำเอา
วสั ดุทางธรรมชาตมิ าร้อยเป็นมาลัยใหเ้ กดิ งานศลิ ปะที่นา่ ภาคภมู ิใจ

มาลยั แบง่ เปน็ 4 ประเภทใหญ่ๆ ดงั น้ี

มาลัยชายเดียว มาลัยสองชาย มาลยั ชำรว่ ย

2.1 มาลัยชายเดียว หมายถึง มาลัยที่มีลักษณะเป็นพวงกลม มีอุบะห้อยเป็นชายเพียงพวงเดียว
ซึ่งบางคนอาจเรียกว่า “มาลัยมือ มาลัยคล้องมือ หรือมาลัยคล้องแขน” ก็ได้ ถ้าใช้ในการทูลเกล้าถวาย
กเ็ รยี กว่า “มาลยั ขอ้ พระกร” มาลยั ชายเดยี วน้ีใชส้ ำหลับคล้องแขนหรือบูชาพระ

2.2 มาลัยสองชาย หมายถึง มาลัยที่นิยมผูกตอ่ ริบบิ้นหรอื โบว์ทั้งสองชาย และมีอุบะห้อยชายมาลัย
ทง้ั สองพวงมาลับสองชายนใี้ ช้สำหรบั คล้องคอบุคคลสำคญั ในงานน้ันๆ ใชแ้ ขวนหน้ารถหรือหัวเรือกไ็ ด้ บางคน
อาจเรียกมาลัยชนิดนี้ว่า “มาลัยคล้องคอ” ถ้าใช้คล้องคอเจ้าบ่าว เจ้าสาว ก็เรียกว่า มาลัยบ่าว-สาว นอกจาก
ดอกไมส้ ำหรับจัดในแตง่ งานแล้ว สิง่ หน่ึงที่คบู่ า่ วสาวจะลืมไมไ่ ดเ้ ลยเพราะมีความสำคญั เป็นอย่างมาก น่ันก็คือ
“มาลยั คล้องคอ” หรอื ที่เรยี กกนั วา่ “มาลัยบา่ วสาว” เนอ่ื งจากใช้คล้องคอให้กับคู่บ่าวสาวเพ่ือความเปน็ สิริมงคล
ในชวี ติ คู่

2.3 มาลัยชำร่วย หมายถึง มาลัยขนาดเล็ก น่ารัก กระจุ๋มกระจิ๋ม สำหรับมอบให้บุคคลจำนวนมาก
เป็นของชำร่วย ตอบแทนการขอบคณุ ทีม่ าร่วมในงานนัน้ ๆ มาลัยพวงเล็กๆ สำหรับให้เปน็ ของชำรว่ ย มีหลาย
แบบ เช่น มาลยั ตมุ้ มาลัยตวั ด้วง

2.4 มาลยั ตวั สตั ว์ นิยมนำดอกไม้มารอ้ ยให้เปน็ รูปร่างคล้ายตัว
สตั ว์ท่ีดูน่ารกั เชน่ หนู กระรอก กระแต กระตา่ ย ชะนี

มาลัยตัวสตั ว์

ประโยชน์และการนำไปใช้ในชวี ิตประจำวนั
มาลยั แต่ละชนิด มีหนา้ ทีใ่ ช้สอยตา่ งๆ กัน ตามโอกาสและความเหมาะสม ดังน้ี
1. เพื่อเปน็ เกียรติแก่เจา้ ของงาน เชน่ คู่สมรส
2. เพอ่ื แสดงความยินดีหรือต้อนรบั แขก
3. เพื่อแสดงความยนิ ดีหรือเปน็ เกียรตแิ ก่ผูม้ ีชยั ชนะในการประกวดตา่ ง ๆ
4. เพอ่ื แสดงความยินดีแกผ่ ู้มีชยั ชนะในการแข่งขันตา่ งๆ
5. ใช้สำหรับมอบให้บคุ คลผู้มีช่อื เสยี ง เพอื่ เป็นการรบั ขวญั
6. ใชส้ ำหรับทลู เกลา้ ฯ ถวาย ในการตอ้ นรับ ในการเขา้ เฝา้ ตามโอกาสทเ่ี หมาะสม
7. ใช้สำหรบั มอบใหแ้ ก่ประธาน หรอื แขกผใู้ หญ่
8. ใชส้ ำหรบั เป็นของชำร่วยแก่แขกทีม่ าในงาน
9. ใชส้ ำหรบั งานประเพณีพื้นบ้านของไทย
10. ใชแ้ ขวนประตู หน้าตา่ ง หรอื เพดาน แทนเครอื่ งแขวน

3. เครื่องแขวน เป็นงานประดษิ ฐ์ท่ีทำขึ้นเพื่อใช้ในการประดับตกแต่งอาคาร สถานท่ี และสิ่งเคารพ
บูชา มีรูปร่างเป็นช่อเป็นพวงที่รังสรรค์ขึ้นจากการนำดอกไม้เล็กๆ มาเรียงร้อยรวมกันด้วยเส้นด้าย
ประดษิ ฐ์เปน็ เสน้ ลาย เปน็ ตาขา่ ยรูปตา่ งๆ

เคร่อื งแขวนแบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คือ
3.1 แบบสองมิติ เปน็ เครอ่ื งแขวนที่มีลักษณะแบน มองไดท้ ั้ง 2 ด้าน เช่น แบบตาขา่ ยหน้าช้าง แบบ
บันไดแกว้ แบบวิมานแท่น เปน็ ตน้ ซง่ึ ส่วนใหญจ่ ะใชแ้ ขวนบรเิ วณหนา้ ตา่ งท่ีมลี มผา่ น เมอ่ื ลมพัดเข้ามาในเคหะ
สถานทปี่ ระดับด้วยเครอื่ งแขวนน้ี กจ็ ะอบอวลเปน็ ด้วยกล่ินดอกไม้ที่แขวนอยูไ่ ปด้วย ผู้อยู่อาศัยก็เกิดความจุง
ใจกับดอกไม้ไปด้วย
3.2 แบบสามมิติ เป็นเครื่องแขวนที่สามารถมองได้รอบทิศทาง เช่น แบบกลิ่นคว่ำ แบบพวงแก้ว
แบบพกู่ ล่ิน แบบระย้าทรงเคร่อื ง เปน็ ต้น งานประดิษฐ์แบบนจ้ี ะใช้แขวนประดับภายในบ้าน เพื่อให้เกิดความ
สวยงามต่อผูท้ ่มี าพบเหน็

ตาขา่ ยหน้าชา้ ง ระย้าน้อย
เคร่อื งแขวนแบบสองมิติ เครื่องแขวนแบบสามมิติ

เครื่องแขวนดอกไม้สดเป็นงานศิลป์ที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่งานศิลปะแขนงนี้ก็ต้องเสื่อมถอยไป
เม่อื คราวเสยี กรงุ เป็นครง้ั ท่ี 2 จากนั้นจึงเริ่มถกู ฟื้นฟอู กี คร้งั เม่ือเรม่ิ สร้างกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ บคุ คลสำคญั ในวงการ
ช่างดอกไม้ในยุคนั้น คือ เจ้าจอมมารดาตานี ธิดาเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) เจ้าจอมใน
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผมู้ ฝี มี อื เชิงชา่ งดอกไม้

ซึ่งนอกจากจะถวายงานในด้านทีต่ นถนัดแล้ว ท่านยังไดฝ้ ึกหัดและถ่ายทอดวิชาแก่พระธิดาและพระ
นัดดา ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฉัตร กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ ให้เป็นช่างดอกไม้สืบวิชาต่อมา
จนกระทั่งรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ อยหู่ ัว

รูปแบบของเครือ่ งแขวนดอกไม้สด ได้รับการพัฒนามาตามยุคสมัย โดยเฉพาะช่วงท่ปี ระเทศของเรามี
การตดิ ตอ่ ค้าขายกบั ชาวตา่ งชาติมากข้ึน รปู แบบวฒั นธรรมทม่ี าพรอ้ มกับชาวต่างชาตกิ ็ส่งอทิ ธิพลต่อชาวสยาม
ในยุคนนั้ อยู่ไมน่ อ้ ย ทำให้เครอ่ื งแขวนดอกไมส้ ดเรมิ่ มกี ารปรับรูปแบบให้เข้ากบั สมัยนยิ มมากข้ึนอยา่ งหลีกเลี่ยง
ไมไ่ ด้ เช่น แบบของโคมจนี แบบโคมไฟแบบยโุ รป เปน็ ตน้ เครอ่ื งพวงดอกไม้แขวนจงึ มาการผสมทางวัฒนธรรม
เปน็ ด้วย

4. งานดอกไม้สดทใี่ ชใ้ นงานพธิ ี
เป็นการใช้ดอกไม้สดประดิษฐ์เป็นรูปแบบต่างๆ เพื่อใช้ในงานพิธีต่างๆ เช่น ดอกไม้คลุมไตร
กรวยอุปัชฌาใช้ในพิธีงานบวช ขันหมาก พานของหมั้น พานรดน้ำสังข์ใช้ในพิธีมงคลสมรส พวงมาลาใช้ใน
พธิ ีถวายบงั คมพระบรมศพ พวงหรดี ดอกไมต้ กแตง่ งานศพ และช่อดอกไม้

ดอกไมค้ ลุมไตร กรวยอปุ ชั ฌาย์

งานดอกไมส้ ดที่ใช้ในงานพธิ แี บบตา่ งๆ

งานใบตอง

งานใบตอง บรรพบุรุษของเราแต่โบราณได้คิดนําใบตองใบไม้มาห่อขนมทําอาหารต่างๆ ใช้ใน

ชีวิตประจาํ วัน ตลอดจนคิดประดิดประดอยให้มรี ูปรา่ งรูปทรงสวยงามขึ้น ยิ่งในงานพิธตี ามประเพณีไทย เช่น

การทาํ บุญตา่ งๆ แลว้ ย่งิ ทําพิถพี ถิ ันแสดงฝีมอื อวดกันใหน้ ่าชื่นชมยินดี

ประโยชนข์ องงานใบตอง มีดงั น้ี
1. ประโยชน์ในชวี ิตประจำวนั

1.1 ใชใ้ ส่อาหาร ห่ออาหาร ห่อขนม ห่อของ หอ่ ผกั หอ่ ดอกไม้ ช่วยใหส้ ดทนนาน
1.2 ชว่ ยให้ขนมและอาหารสสี วยและมีกลิ่นหอมชวนรบั ประทาน
2. ประโยชนใ์ นโอกาสพิเศษ
2.1 งานวันสำคัญ ประดิษฐ์ภาชนะใส่ดอกไม้ ขนม ผลไม้ และใส่อาหารนำไปให้บุคคลซ่ึง
เคารพนับถอื ในวันคลา้ ยวันเกิด วนั ปีใหม่ วันขน้ึ บา้ นใหม่ วันประสบความสำเร็จ วนั ฉลองโชคชัย วันเย่ียมไข้
หรอื แม้แตว่ ันจากไป
2.2 งานประเพณนี ยิ ม ชาวไทยนยิ มประดิษฐ์ผลงานดอกไม้ใบตองแบบประณีตศิลป์ใช้ในงาน
พิธี เชน่ พานขนั หมาก ขันหมั้น ขนั สินสอด พานรับนำ้ สงั ข์ บายศรี กระทงลอย ใชใ้ นงานตา่ งๆ ซงึ่ ล้วนแต่เป็น
ประเพณีทีง่ ดงามของชาวไทยท่ีควรจะฟืน้ ฟูและรักษาไว้
2.3 งานพธิ ีทางศาสนา เช่น พานดอกไมธ้ ปู เทยี น กระทงดอกไม้ แตง่ เทยี นพรรษา กระถางธปู
เชงิ เทยี น เปน็ ต้น
3. สร้างสรรค์ศิลปะมรดกของชาติ ผลงานประณีตศิลป์เป็นศิลปะมรดกแขนงหนึ่งที่บ่งบอกถึง
ความเป็นไทยเพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความละเอียด ประณีต อ่อนโยน มีระเบียบ มีความสง่างาม มี
ความงามแบบวิจิตรพสิ ดาร ทไ่ี มม่ ชี าติใดในโลกมเี หมือน
4. ช่วยให้จติ ใจสงบรม่ เยน็ การนำใบตองมาประดิษฐ์เป็นส่ิงสวยงามยอ่ มนำมาซ่ึงความเพลิดเพลิน
ความสงบร่มเย็นแหง่ จติ ใจ เพราะจติ ใจมสี มาธิ ความคดิ กเ็ กิดจิตนาการ ผูท้ ี่ทำงานใบตองจะเปน็ ผู้ที่มีอารมณ์ดี
คดิ แตส่ ิ่งท่ีดีงาม อันนำมาซงึ่ ความประพฤตชิ อบ
5. เปน็ อาชีพหลกั และอาชีพรอง ถา้ มีใจรักงานดา้ นน้ีและมีงานอื่นเป็นหลักอยู่ก็ใช้เป็นอาชีพเสริม
หรืออาชีพรองชว่ ยเพม่ิ รายไดใ้ ห้แกค่ รอบครัว หรอื ถา้ มใี จรกั มากๆ ก็ใชเ้ ปน็ อาชีพหลกั ได้

กระทงลอย

กระทงลอยประดิษฐ์ขึ้นจากใบตอง ดอกไม้ ใบไม้ และวัสดุ
ต่างๆ เพื่อใช้ลอยในวันลอยกระทง คือ วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12
ของทุกปี ประเพณีลอยกระทงน้นั ไมม่ หี ลกั ฐานระบุแนช่ ัดวา่ เริ่มตั้งแต่
เมื่อใด แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบทอดกันมายาวนานตั้งแต่สมัย
สุโขทัย โดยเฉพาะใน รัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอย
กระทงนี้ว่า “พิธีจองเปรียญ” หรือ “การลอยพระประทีป”และมี
หลกั ฐานจากศิลาจารกึ หลกั ท่ี 1 กลา่ ว ถึงงานเผาเทยี นเล่นไฟว่าเป็น
งานร่นื เริง ที่ใหญ่ทสี่ ุดของกรุงสโุ ขทัย ทำใหเ้ ชอ่ื กันว่างานดังกลา่ วนา่ จะเปน็ งานลอยกระทงอยา่ งแนน่ อน

ในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รชั กาลท่ี 5 ทรงสันนิษฐานว่า พิธลี อยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ จดั ขึ้นเพ่อื บูชาเทพเจา้ 3 องค์ คือ พระอิศวร

พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาไดน้ ำพระพุทธศาสนาเข้าไปเกีย่ วข้องจงึ ให้มกี ารชักโคมเพื่อบูชาพระบรม
สารีริกธาตุ และลอยโคมเพอ่ื บชู ารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า กอ่ นท่ีนางนพมาศหรือทา้ วศรีจุฬาลักษณ์
สนมเอกของพระรว่ งจะคิดค้นประดษิ ฐ์กระทงดอกบวั ขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดงั ปรากฏในหนังสอื นาง
นพมาศท่ีว่า

“ครน้ั วนั เพญ็ เดอื น 12 ข้านอ้ ยไดก้ ระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกวา่ โคมลอย สนมกำนัล
ทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีตา่ ง ๆ มาประดับเป็นรปู กระมทุ กลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ
ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซอ้ นสสี ลบั ใหเ้ ป็นลวดลาย”

เมอื่ สมเดจ็ พระรว่ งเสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย
จึงโปรดให้ถือเป็นเยีย่ งอย่าง และให้จัดประเพณีลอยกระทงข้ึนเป็นประจำทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทน
โคมลอย ดังพระราชดำรัชที่ว่า “ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนด
นักขัตฤกษว์ ันเพญ็ เดือน 12 ใหท้ ำโคมลอยเปน็ รูปดอกบวั อุทศิ สกั การะบูชาพระพทุ ธบาทนมั มทานทีตราบเท่า
กลั ปาวสาน” พิธลี อยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบตั้งแตน่ ั้นเปน็ ตน้ มา

สาเหตุทมี่ ีประเพณลี อยกระทงขน้ึ น้นั เกิดจากความเชอื่ หลายๆ ประการของแต่ละท้องท่ี ไดแ้ ก่
1. เพื่อแสดงความสำนึกถึงบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราอาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อ
พระแมค่ งคาทีไ่ ดท้ ิ้งสิง่ ปฎกิ ลู ตา่ งๆ ลงไปในน้ำ อันเป็นสาเหตุให้แหล่งนำ้ ไม่ สะอาด
2. เพอ่ื เป็นการสักการะรอยพระพทุ ธบาทนัมมทานที เมอื่ คราวทพี่ ระพุทธเจ้าเสดจ็ ไปแสดงธรรมโปรด
ในนาคพิภพ และได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนหาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ใน
แควน้ ทักขิณาบถของประเทศอนิ เดยี ปัจจุบนั เรียกว่า แม่นำ้ เนรพุททา
3. เพอื่ เป็นการสะเดาะเคราะห์ เพราะการลอยกระทงเปรยี บเหมือนการลอยความทุกข์ ความโศกเศร้า
โรคภัยไขเ้ จ็บ และสิ่งตา่ งๆ ใหล้ อยตามแม่นำ้ ไปกับกระทง คลา้ ยกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์
4. เพอ่ื เปน็ การบูชาพระอปุ คุดท่ชี าวไทยภาคเหนอื ให้ความเคารพ ซง่ึ บำเพญ็ เพยี รบรกิ รรมคาถาอยู่ใน
ท้องทะเลลึกหรอื สะดอื ทะเล โดยมีตำนานเล่าว่าพระอุปคดเป็นพระมหาเถวะรูปหนึง่ ท่ีมีอิทธิฤทธิ์มากสามารถ
ปราบพญามารได้
5. เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา และยังเป็นการส่งเสริมการ
ท่องเท่ยี วให้เกิดข้นึ ท้งั ชาวไทยและชาวต่างชาติ
6. เพื่อความบันเทิงเรงิ ใจ เน่ืองจากการลอยกระทงเป็นการนัดพบปะสังสรรคก์ นั ในหมผู่ ู้ไปร่วมงาน
7. เพื่อส่งเสริมงานฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเมื่อมีเทศกาลลอยกระทง มักจะมีการประกวด
กระทงแข่งขนั กัน ทำให้ผ้เู ขา้ รว่ มเกดิ ความคดิ แปลกใหม่ และยงั รักษาภูมิปัญญาพนื้ บ้านไว้อกี ดว้ ย

กระทงดอกไม้

กระทงดอกไม้ หมายถึง ภาชนะที่ทําจากใบตอง โดยการนํา
ใบตอง มาพับเปลี่ยนแปลงรูปทรงแล้วนํามาเย็บติดกัน ประกอบเปน็ ตัว
กระทง ภายในตัวกระทงประดษิ ฐด์ อกขา่ ตกแตง่ ทาํ ฝากรวยปิด โดยการ
นําใบตองมา พับกลีบเย็บเป็นกรวยจีบปิดตัวกระทง วางบนธูปเทียนแพ
และนําไปวางบน พานซึง่ ตกแตง่ ดว้ ยงานใบตองดอกไมส้ ด

กระทงดอกไม้

ธูปเทยี นแพ หมายถงึ การนาํ ธูปเทยี นแพท่ีมีความยาวเท่ากันมามดั รวมกันเปน็ ชั้น
นิยมสี่ชั้น โดยวางธูปให้อยู่ด้านบน ตรึงและมัดตดิ กันในแนวซ้อนกนั สี่ชัน้ ธูปสองช้นั
ชั้นละ 5 ดอก อยู่บนชั้นเทยี นสองชั้น ชั้นละ 5 เล่ม อยู่ชั้นล่าง มัดตกแต่งด้วยริบบิ้น
หรือมาลัยดอกไมส้ ด ใชร้ องรบั กระทงดอกไม้

ธปู เทียนแพ

กระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ หมายถึง ภาชนะที่ทําจากใบตอง โดยการนํา
ใบตองมาพบั กลีบเปล่ยี นแปลงรูปทรง แล้วนาํ มาเยบ็ ต่อกันประกอบเป็นตัวกระทง
ทาํ ฝากรวยปิด โดยการนาํ ใบตองมามว้ นเปน็ รูปทรงกรวย หรือนําใบตองมาพับเย็บ
เป็นรปู ทรงกรวยจบี ภายในตวั กระทงปักดอกไม้ตกแต่ง วางธูปเทียนแพ แล้วนําไป
วางบนพานซ่ึงตกแต่งด้วยงานใบตองดอกไมส้ ด

กระทงดอกไมธ้ ูปเทยี นแพ

พานของหมั้น หมายถึง พานใส่สินสอดทองหมั้น โดยการนํากลีบ
ดอกไม้มาตัดแต่งรูปร่าง และนําใบตองมาพับเปลี่ยนแปลงรูปทรง แล้ว
นํามาเย็บติดกับแบบใบตองรูปร่างต่างๆ เช่น รูปร่างกลีบบัว
กลีบกนก ตกแต่งด้วยมาลัย เฟื่อง ตาข่าย และอุบะ รองรับตลับสินสอด
ทองหมน้ั

พานของหม้ัน

บายศรี

บายศรี เป็นของสูงเป็นสิ่งที่มีค่าของคนไทย ตั้งแต่โบราณมาจนถึง
ปัจจุบันนับตั้งแต่เกิดจะจัดพิธีสังเวย และทำขวัญในวาระต่างๆ ซึ่งจะต้อง มี
บายศรีเป็นสิ่งสำคัญในพธิ ีนั้นๆ ซึ่งเป็นศาสนพิธีของพราหมณ์ คำว่า บาย ภาษา
เขมร แปลว่า ข้าวสุก บาย ภาษาถิ่นอีสาน แปลว่า จับต้อง สัมผัส ศรี เป็นคำมา
จากภาษาสันสกฤตตรงกับ ภาษาบาลี ว่า สิริ แปลว่า มิ่งขวัญ คำว่า “บายศรี”
แปลว่า ข้าวขวัญ หรือ สิ่งที่น่าสัมผัสกับความดีงาม (ความหมายของชาวอีสาน)
บายศรี ตามพจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลวา่ ข้าวอนั เป็นสิริ,ขวัญข้าว
หรอื ภาชนะใสเ่ ครอ่ื งสงั เวยในโบราณมีการเรียกพธิ ีสขู่ วัญ วา่ บาศรี เหตทุ ีเ่ รียกว่า
บาศรี เน่ืองมาจากเปน็ พิธีสำหรบั บคุ คลชนั้ เจ้านายผใู้ หญ่ทำกัน จึงมีคำวา่ บา อยู่
ดว้ ย “บา” ในภาษาโบราณอีสานใช้เป็นคำนำหนา้ เรียกเจ้านาย เชน่ บาท้าว บาบา่ ว บาคราญ เป็นตน้ ส่วนคำ
ว่า ศรี หมายถึงผู้หญิงและสิ่งที่เป็นสิริมงคล บาศรี จึงหมายถึง การทำพิธีที่เป็นสิริมงคลแต่ปัจจุบันนี้ คำว่า
บาศรี ไม่ค่อยนิยมเรยี กกนั แลว้ มักนยิ มเรยี กว่า บายศรี เป็นส่วนมาก

พจนานุกรม ฉบบั บณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 ไดใ้ ห้ความหมายของบายศรีไว้วา่ “เครอ่ื งเชิญขวัญหรือ
รับขวัญ ทําดว้ ยใบตอง รปู คลา้ ยกระทงเป็นชัน้ ๆ มขี นาดใหญเ่ ล็กสอบขนึ้ ไปตามลําดับ เป็น 3 ชน้ั 5 ช้ัน 7 ช้ัน
หรือ 9 ช้ัน มเี สาปักตรงกลางเปน็ แกน มีเคร่ืองสงั เวยวางอยู่ในบายศรแี ละมไี ข่ขวญั เสียบอยู่บนยอดบายศรี มี
หลายอยา่ ง เชน่ บายศรีตอง บายศรีปากชาม บายศรใี หญ”่

บายศรปี ากชาม

บายศรปี ากชามจัดเป็นแม่แบบหรอื ตน้ แบบของบายศรีชนิด อ่นื ๆ
ใช้ใบตองตานีเย็บพับจีบจำนวน (นม,นิ้ว,เกร็ด,กาบ) มีลูก 5 ตัวประกอบ
เท่ากับตัวแม่หนึ่งตัว แต่ละตัว (นม,นิ้ว,เกร็ด,กาบ) จะใช้ใบตองฉีกเป็น
ผ้านงุ่ รดั ประกอบติดกับตวั แมท่ ีละชน้ั จนครบตามจำนวนทก่ี ำหนด จดั เป็น
3 ชุด (องค์) วางประกอบรอบกรวยใบตองทีบ่ รรจุข้าวที่ตั้งตรงกลางชาม
แล้วใช้มีดเจียนใบตองเป็นรูปแมงดาวางสับหว่างช่องของพุ่มบายศรีท้ัง
สาม แล้วประดับตกแต่งด้วยดอกไม้นามมงคลต่างๆ เช่น ดอกรัก
ดอกบานไม่รู้โรย ดอกพุด ดอกมะลิ ดอกดาวเรือง ใช้ไม้ไผ่เหลาให้แหลม
เพอ่ื เสียบไขใ่ ห้ต้งั อยู่บนสุดยอดของปลายกรวยบายศรี จัดวางกล้วยน้ำไท
แตงกวา เป็นเครื่องเคียง ประกอบตรงช่องที่เสียบแมงดา ซึ่งความหมาย
ของส่วนประกอบของบายศรีปากชาม มีดงั น้ี

1. ไข่ขวัญหรือไข่ยอด เป็นไข่ต้มสุก อาจเป็นไข่เป็ดหรอื ไข่ไก่ก็ได้ ตามความนิยมของแตล่ ะท้องท่ไี ข่
ขวัญน้จี ะใหผ้ ู้รบั ทำขวญั กิน เชน่ ทำขวัญคนป่วยจะให้คนปว่ ยกนิ จะอยู่ส่วนบนสดุ ของบายศรี ซ่ึงหมายถึงทำ

ให้เกิดมงคลและเป็นเครื่องหมายแห่งการเกิด วิธีทำ คือ นำไข่เป็ดหรือไข่ไก่ เริ่มด้วยนำไข่ใส่ในน้ำเย็นพอนำ้
เริม่ ร้อนใหใ้ ช้ไม้พายคนไขท่ ีต่ ม้ ตลอดเวลา เพ่อื จะทำให้ไขก่ ลมไมม่ สี ่วนใดบุบเม่ือสกุ แล้วยกลง

2. ตัวแมงดาหรือเต่า คือ ส่วนที่วางระหว่างกลางตัวบายศรี บายศรีปากชามหนึ่งที่มีบายศรีสามตัว
และมีตัวแมงดาสามตัว การทำตัวแมงดาใช้ใบตองกวา้ งประมาณ 8-11 ซ.ม. ใหญห่ รือเล็กตามขนาดของบายศรี
ตัดตามรูป เจาะทำใหเ้ ป็นลวดลายให้สวยงาม ข้อควรระวงั บางคร้ังจะทำให้ใบตองแตกควรใชม้ ีคมๆ เจาะลาย
ควรใช้ใบตองด้านแขง็ อยูส่ ่วนบน

3. แตงกวา กล้วยน้ำ เป็นอาหารที่อยู่ภายในบายศรี โดยนำแตงกวา และกล้วยน้ำอย่างละ 1 ผล
แบ่งเป็น 3 ซีกตามยาวของแตงกวาและกล้วย โดยไม่ปอกเปลือก เมื่อแบ่งได้เป็น 3 ชิ้น จึงนำไปพนมเข้ากบั
กรวย

4. กรวย คือ ที่บรรจุข้าวสุกปากหม้อ ใช้ใบตองตานีช่วงยาวไม่มีที่ตำหนิ กว้างประมาณ 12 นิ้ว ใช้
ใบตอง 2 ทบ เอาด้านมันออกม้วนจากทางขวามือมาทางซ้ายมือให้เป็นรูปกรวย โดยกะขนาดปากกรวยลง
ระหว่างบายศรีทั้งสามพอดี ความสูงของกรวยจะต้องสูงกว่าบายศรีเล็กนอ้ ยประมาณ 1-2 นิ้ว เมื่อม้วนกรวย
แล้วใบตองที่อยู่ข้างนอกจะต้องเป็นสันตัง้ เมื่อได้ขนาดที่ต้องการให้นำเข็มหมุดกลัดไว้ และตัดปากกรวยทำ
ดอกจนั มอบปากกรวยให้เรียบรอ้ ยแลว้ นำขา้ วสุกปากหม้อใส่ใหแ้ น่น พยายามกดตรงยอดให้แน่น เพื่อกันเวลา
เสียบยอดจะได้ไมอ่ ่อน เมือ่ ใส่ขา้ วแน่นแล้ว ตดั ใบตองกลมปิดปากกรวย 2 ใบซ้อนกนั

5. ไม้ไผ่สีสุก 3 อัน ใช้ประกบบายศรีกันโงนเงน เปน็ การยึดบายศรี หรอื อาจหมายถงึ บันไดท่ีจะไปสู่
เขาไกรลาส

6. ผ้าห่มบายศรี และยอดตอง ยอดตองสามใบควรเป็นยอดตองอ่อนใช้หม่ บายศรหี รือห่มขวญั โดย
จะห่มทั้งไม้ไผส่ ามซีกทีร่ ัดไว้กับบายศรี และใช้ผ้า เช่น ผ้าตาดทอง หรือผ้าลูกไม้หม่ อีกชั้นหนึ่ง แต่ในปัจจุบนั
ต้องการโชว์บายศรีและอีกประการหนึ่งคงไม่สะดวกในการจะห่มองค์บายศรี เลยใช้ม้วนวางไว้ข้างๆ องค์
บายศรี

7. อาหารในบายศรี ควรจะเย็บกระทงใบเล็กๆ มอบปากใหเ้ รยี บร้อยใส่ในบายศรีสู่ขวญั บายศรีบวช
นาคจะมอี าหารใส่ อาหารอื่นๆ เชน่ กล้วยท้ังหวี มะพรา้ วนน้ั โดยมากจะใส่พานไวต้ า่ งหากเพราะไม่สามารถจะ
ใส่ไวใ้ นบายศรไี ด้

8. การครอบครูบายศรี ให้ใช้ดอกไม้ธูปเทียนเป็นการประสิทธิ์ประสาทวิชาของครูให้แก่ลูกศิษย์
เพอ่ื ให้เกดิ ความมัน่ ใจและกำลังใจทศ่ี ษิ ยจ์ ะปฏิบตั ิตอ่ ไป การครอบครบู ายศรี ครจู ะจับมอื เขา้ องคบ์ ายศรี

งานแกะสลัก

การแกะสลัก หมายถึง การใช้เครื่องมือสิ่งของจากวสั ดุหนึ่งโดยกรีดบางส่วนของวัสดุออกไปให้เปน็
รูปร่าง เทคนิคนี้สามารถใช้กับวัสดุใดๆ ที่แข็งพอที่จะคงรูปแม้จะถูกถอดออกจากชิ้นส่วนเดิม และอ่อนน่ิม
พอทีจ่ ะสามารถขูดออกไดด้ ว้ ยเครอื่ งมือต่างๆ การแกะสลัก เปน็ การทำประติมากรรมวธิ ีหน่ึง แตกต่างจากวิธีที่
ใช้วัสดุอ่อนและตีเป็นแผ่นๆ ได้อย่างดินเหนียว หรือแก้วหลอมละลาย ซึ่งอาจถูกดัดแปลงให้เป็นรูปร่างดังที่

ต้องการขณะอ่อนนิ่ม และแข็งตัวในรูปร่างน้ัน การแกะสลักต้องใช้กำลังงานมากกว่าวิธกี ารที่ใช้วัสดุที่ตีเป็น
แผน่ ๆ ได้

1. การแกะสลกั ของอ่อน เป็นผลงานการสรา้ งสรรคล์ วดลายลงบนผกั ผลไม้หรอื วสั ดุเนอ้ื อ่อนประเภท
ไม้ สบู่ หรือเทียน โดยใช้เครื่องมือที่มีความแหลมคม นิยมใช้ตกแต่งบ้าน ตกแต่งอาหาร หรือใช้เป็นของขวัญ
ของทีร่ ะลกึ

การแกะสลกั ผักและผลไม้ การแทงหยวก

2. งานแกะสลักไมเ้ นือ้ ออ่ น การแกะสลกั ไม้ ถือว่าเป็น
งานศลิ ปกรรมที่เกา่ แกป่ ระเภทหน่ึง ซ่งึ เชือ่ กนั วา่ มมี าตง้ั แต่ สมัย
มนษุ ย์ ดกึ ดำบรรพ์ รู้จกั ใชเ้ ครอ่ื งมอื ตัดหินขดุ เจาะและถากไม้ให้
มรี ูปทรงตามท่ตี ้องการทัง้ ในด้านประโยชน์ใชส้ อยและความงาม
ในยุคเหล็ก คือประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช เป็นยุคท่ี
มนุษย์รู้จัก การแยกโลหะจากแร่และนำมาประดิษฐ์เป็น
เครื่องมือ เครื่องใช้นานาชนิด รวมทั้งเครื่องมือที่ใช้ ใน
การแกะสลักดว้ ย งานแกะสลักกไ็ ด้เร่ิม ตน้ และมีการพฒั นาต่อมา จนถงึ ปจั จุบนั และทำกนั ไปทวั่ โลก

สำหรับการแกะสลกั ไม้ในประเทศไทยนน้ั แต่เดิมส่วนมากจะเป็นเร่ืองเกย่ี วกบั ศาสนาท้ังสิ้นได้แก่งาน
แกะสลกั ไม้ประกอบโบสถ์ วหิ าร ศาลาวดั หอพระไตรปิฎก ตู้พระไตรปฎิ ก พระเจดีย์ ฯลฯ ซงึ่ มกี ารสรรค์สร้าง
อยา่ งสวยงามและปราณีตบรรจง ปรากฏอยู่ทุกยคุ ทุกสมัย ในภูมิภาคตา่ งๆ ของประเทศไทยมีชา่ งแกะสลักที่มี
ฝีมือได้สร้าง สรรค์ผลงานขึ้น มาเป็นจำนวนมาก ศิลปะไม้แกะสลักของล้านนา เป็นงานศิลปที่เก่าแก่
มเี อกลกั ษณแ์ ละมคี ุณคา่ ควรแกก่ ารภาคภูมใิ จสำหรับชาวล้านนาเอง ด้วยเหตทุ ีใ่ นทอ้ งถ่ินมไี ม้สักอุดมสมบูรณ์
สามารถนำมาใชใ้ นการแกะสลักไดส้ ะดวก งานแกะสลกั จึงกลายเป็นสว่ นหนงึ่ ของ วัฒนธรรมล้านนาที่สะท้อน
ให้เห็นถึงความเชื่อ ค่านิยม ประเพณี การทำมาหากิน ตลอดจนวิถีชีวิตของชาวล้านนา ที่ผูกพันอ ยู่กับ
ธรรมชาติ ทุ่งนา ป่าไม้ ซึ่งจะพบเห็น กันได้ท่ัวไปในปัจจุบันในสถานที่สำคญั ทางศาสนา บ้านเรือนท่ีอยูอ่ าศยั
หรือเครื่องใช้ สอยในชีวิตประจำวัน

การแกะสลักไม้สามารถแบ่งออกได้ 4 ประเภท คือ
1. การแกะสลักรูปลายเส้น เป็นการเซาะร่องตามลวดลายของเส้นให้มีความหนักเบาเท่ากันตลอด
ทงั้ แผ่น มกั ใชใ้ นการแกะแมพ่ ิมพ์ไม้
2. การแกะสลักรูปนูนต่ำ เป็นการแกะสลักภาพให้นูนสูงขึ้นจากแผ่นพื้นของไม้เพียงเล็กน้อยไม่
แบนราบเหมือนภาพลายเส้นใช้แกะสลกั ลวดลายทัว่ ไป ส่วนมากเป็นลวดลายประกอบอาคาร สถาปัตยกรรม
ตา่ ง ๆ โบสถ์ วิหาร เคร่อื งเรือน หรือประกอบรูปแบบลอยตวั
3. การแกะสลักรูปนูนสูง เป็นการแกะสลักภาพให้นูนสูงขึ้นมาเกือบเต็มตัวมีความละเอียดของรูป
มากกวา่ แบบนนู ต่ำ ใชแ้ กะลวดลายประกอบงานทว่ั ไป เหมือนรูปนนู ต่ำ
4. การแกะสลักรูปลอยตัว เป็นการแกะสลักไม้ที่มองเห็นได้รอบด้าน มักแกะเป็นพระพุทธรูป
รปู คน สตั ว์ หรือรูปตามคตนิ ยิ ม ฯลฯ
เครื่องมือที่ใช้ในการแกะสลักไม้
ไมท้ นี่ ยิ มนำมาใชใ้ นงานแกะสลัก ไดแ้ ก่ ไมส้ กั เปน็ ไม้ท่ีไม่แข็งเกินไป มลี ายไม้สวยงาม สามารถแกะ
ลายต่างๆ ได้ง่าย หดตัวน้อย ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศและปลอดภัยจากปลวก มอดและแมลง ไม้ที่นิยม
รองลงมา คือ ไม้โมก ไม้สน ทส่ี ำคญั คอื ไมท้ ่นี ำมาทำการแกะสลักจะต้องไมม่ ีตำหนิ เพราะจะทำให้งานชิ้นน้ัน
ขาดความสวยงาม ค้อนไม้ เป็นค้อนทีม่ ีลักษณะคล้ายตะลุมพุกเล็กๆ ทำจากไม้เน้ือแข็ง เช่น ไม้แดง ไม้ชิงชนั
ค้อนไม้จะเบา และไม่กินแรงเวลาใช้งานและช่วยรักษาด้ามสิ่วให้ใช้งานได้นานอีกด้วย สิ่ว เป็นเครื่องมือ
ที่สำคัญที่สดุ ในการแกะสลักมีหลายชนิดได้แก่ สิ่วขุด สิ่วฉาก สิ่วขมวด สิ่วเล็บมือ สิ่วทำ จากเหล็กกล้าทีแ่ ข็ง
และเหนยี ว ที่สำคัญคอื จะตอ้ งลับให้คมอยู่เสมอ มดี เปน็ มดี เล็กๆ ปลายแหลม ใชแ้ กะลายเล็กๆ หรือแกะร่อง
เลื่อย ใช้ในการเลื่อยไม้ส่วนที่ไม่ต้องการออกไป เพื่อขึ้นรูป หรือขึ้นโครงของงาน บุ้งหรือตะไบ ใช้ถูตกแต่ง
ชิ้นงานในขั้นตอนหลังจากแกะสลักแล้ว กระดาษทราย ใช้ขัดตกแต่งชิ้นงานหลังจากแกะสลักแล้ว กบไสไม้
ใช้ไสไม้ให้เรียบก่อนลงมือแกะหรือตกแต่งอื่นๆ ภายหลัง สว่าน ใช้เจาะรูไม้เพื่อแกะหรือฉลุไม้ แท่นยึดหรือ
ปากกาจับไม้ ใช้ยึดจับไม้ เครื่องมือประกอบอื่นๆ ได้แก่ ไม้บรรทัด ดินสอ กระดาษลอกลาย กระดาษแข็งทำ
แบบ วัสดตุ กแต่ง ไดแ้ ก่ ดนิ สอพอง แลกเกอร์ แชลแลก น้ำมันลนิ สีด ทินเนอร์ หรือสีทาไม้

งานเครอ่ื งป้ันดนิ เผา

ศลิ ปะทีถ่ ูกสรา้ งขน้ึ จากวัสดุท่ีเป็นดนิ เผานี้ไมว่ ่าจะสรา้ งขนึ้ เพื่อประโยชน์ใช้สอยหรือเพ่ือความสะดวก
ในการดำรงชีพด้วยสภาพแวดล้อมทางภมู ศิ าสตร์ จนถงึ ความเชื่อถอื ศาสนา และประเพณกี ็ตาม สิง่ เหลา่ น้ีเป็น
ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้มนุษย์ได้ใช้ความคิด การสังเกต และรวบรวมเอาประสบการณ์ความคิดสร้างสรรค์
ถ่ายทอดออกมาเป็นงานศลิ ปะในรปู ของดินเผาอยา่ งทป่ี รากฏให้เหน็ อยู่จนทกุ วันนี้

ในประเทศไทยมีหลักฐานปรากฏให้เชื่อได้ว่ามีการประดิษฐ์ศิลปะในรูปของดินเผามานานกว่า
10,000 ปี จากการขุดค้นพบและการศึกษาเศษดนิ เผาของนักโบราณคดี สรุปว่าเราสามารถพบเศษดินเผาใน
ทุกรูปแบบได้ทั่วไปทุกหนทุกแห่งที่จัดว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์ต้ั งแต่ก่อนสมัยประวัติศาสตร์จนถึง
สมัยปัจจบุ ัน แสดงใหเ้ ห็นวา่ มนษุ ยม์ ีความเปน็ อยู่ใกลช้ ดิ กบั เคร่อื งป้ันดนิ เผาตลอดมา

ในระยะแรก มนษุ ย์เราจะเลอื กสรรหาที่อยอู่ าศัยใกลด้ ิน นำ้ และมแี สงแดด มนุษย์จึงมีประสบการณ์
เกย่ี วขอ้ งกบั สามส่งิ เหล่าน้ีอยู่ทกุ วนั จนกระทัง่ ตายไป ประสบการณ์ทม่ี นุษย์เห็นอยู่เสมอ ก็คือ เห็นดินที่เปียก
ตามริมแหล่งน้ำ เปน็ รปู รอยเท้าเวลาเหยียบย่ำเดินไป ไดเ้ ห็นนำ้ ไหลเซาะดินพงั ได้เหน็ ดนิ ซึ่งมีความเหนียวไม่
เหมือนกัน ได้เห็นดินอ่อนตัวเมื่อเปียกน้ำเวลาฝนตก ได้เห็นดินที่เปียกนั้นแห้งเมื่อถูกแดด เห็นอยู่นานวัน
หมุนเวยี นกันซำ้ แลว้ ซำ้ อกี จนมนุษย์สะสมประสบการณต์ ่างๆ เหล่าน้ี และชักนำให้มนุษยเ์ กดิ ความคดิ เอาดนิ มา
ป้นั เปน็ รูปต่างๆ ตามจินตนาการของตนเอง แลว้ ตากให้แห้งใชเ้ ป็นอุปกรณใ์ ชส้ อย (ยงั ไม่มีการเผา) บางกลุ่มชน
พบว่ามีการเอายางไม้หรือน้ำมันจากสัตว์ทาบนภาชนะนั้นเพื่อให้สามารถใส่น้ำเก็บไว้ได้ทั้งยังทำให้ภาชนะ
เหลา่ นั้นมีความทนทานในการใชง้ านดีอีกดว้ ย ยุคต่อมาความก้าวหน้าในการใชไ้ ฟเกิดขึน้ หรอื อาจเน่ืองมาจาก
เหน็ ภาชนะทเี่ อาไวใ้ กลไ้ ฟแข็งแกรง่ เวลาถกู ฝนกไ็ ม่ออ่ นตวั ละลายไป จากจุดนเ้ี องคงเป็นส่อื นำใหม้ นษุ ย์รู้จักเอา
ภาชนะดินนั้นไปเผาไฟให้แข็งแกร่ง แทนการตากแดด ในยุคแรกๆ การทำเครื่องปั้นดินเผานี้ได้เกิดขึ้นตามท่ี
ตา่ งๆ ในโลกหลายแหง่ นอกจากทีพ่ บในประเทศไทย และทุกแห่งไดม้ ีการพัฒนาข้นึ ตามขั้นตอนเรือ่ ยมาจนเป็น
งานหตั ถกรรม ทส่ี ามารถแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ววิ ฒั นาการของวัฒนธรรมของชาตินนั้ ได้

งานดินเผามีความสัมพันธก์ ับชวี ิตมนษุ ย์มากกว่างานเครื่องเหล็กโดยเฉพาะในสมัยโบราณอย่างน้อย
ที่สดุ จะต้องมีหมอ้ ดินเผาอย่ใู นบ้านอยา่ งแนน่ อนทุกหลังคาเรอื น

รูปแบบของเครื่องปั้นดินเผาในสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั้นมีรูปแบบง่ายๆ มีความคล้ายคลึงกัน
ทางด้านเทคนิคการปั้นและการเผา คือเผาไฟในอุณหภูมิต่ำ ในประเทศไทยพบที่บ้านเกา่ จังหวัดกาญจนบุรี
บ้านโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี บ้านโคกพนมดี จังหวัดชลบุรี ถ้ำผี จังหวัดแม่ฮ่องสอน และที่บ้านเชียง จังหวัด
อดุ รธานี เปน็ ต้น

ในยุคหินเก่ามนุษย์อาศัยอยู่ในถำ้ และเพิงผา หาเลี้ยงชีพด้วยการเกบ็ ของป่าและล่าสัตว์ ยังไม่รู้จกั ใช้
เครื่องป้ันดนิ เผา จนเข้าสชู่ ่วงยุคหนิ กลางมนุษยไ์ ด้มีการพฒั นาจนเรมิ่ รูจ้ ักใชไ้ ฟและทำเครือ่ งปน้ั ดนิ เผาเป็นครั้ง
แรก ระยะเวลาก้าวมาจนเข้าสู่ยุคหินใหม่มนษุ ยย์ ุคนี้มีความสามารถทำเครื่องปั้นดินเผาได้ดี มีผิวเรียบขัดมัน
เนื้อบางรูปทรงสวยงาม แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาถึงยุคโลหะซึ่งมนุษย์จะรู้จักใช้โลหะมาหล่อหลอมทำเป็น
เครอ่ื งมอื เครื่องใช้แล้วกต็ าม แตม่ นษุ ยเ์ หล่าน้ันกย็ งั คงทำและใช้เคร่ืองปันดนิ เผาในชวี ิตประจำวันสืบต่อกันมา
และยังพบเหน็ จนถงึ ปัจจุบนั

เครือ่ งป้นั ดนิ เผาที่มีชือ่ เสียงของไทยทำให้ชาติต่างๆ รูจ้ ักประเทศไทยไปทัว่ โลก ไดแ้ ก่ เคร่ืองปนั้ ดนิ เผา
ลายเขยี นสีสมยั ก่อนประวัติศาสตรท์ ่ีบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จงั หวัดอดุ รธานี มีคนในพื้นท่ีดังกล่าวขุดพบ
เศษภาชนะดนิ เผามีลายเขียนสีจำนวนมากจากการขุดบ่อนำ้ หรอื ขุดหลุมฝงั เสาบา้ นจึงไดม้ ีการตนื่ ตัวและเป็นที่
สนใจของกรมศิลปากรในปี พ.ศ. 2506 จึงได้มีการสำรวจจนปี พ.ศ. 2509 จึงทำการขุดค้นทางโบราณคดีข้นึ
ผลจากการขุดค้นทำให้ได้ทราบถงึ อดีตที่มาของชุมชนโบราณแห่งนี้ ตลอดจนได้ทราบถึงความเจริญกา้ วหนา้
ทางด้านเทคนิควทิ ยาการ โดยเฉพาะภาชนะลายเขยี นสีท่ีเป็นสิง่ แปลกสวยงามพิสดารไม่เคยพบเห็นในท่ีใดมา
ก่อนเลย แม้จะมีการค้นพบที่ขอนแก่น หนองคาย สกลนคร เลย และอีกหลายจังหวัดโดยรอบๆ อุดรธานี
ก็ตาม ส่วนรูปร่างของภาชนะดินเผาก็มีรูปทรงแปลกโดยจำแนกออกเป็น 5 แบบใหญ่ๆ ได้แก่ แบบกระถาง

แบบแจกนั แบบพาน แบบหม้อก้นกลม แบบคนโทน้ำก้นกลม เปน็ ต้น สำหรับลวดลาย มีท้งั ภาพคนและสัตว์ที่
เขียนลายด้วยฝีมอื อนั ชำนาญและออ่ นชอ้ ยมาก

หลังจากนั้นมาก็ได้แก่เครื่องสังคโลกซึ่งเชื่อว่ามีจุดเริ่มต้นอยู่ที่เมืองสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย และ
เมืองชะเลียง ในบริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุโขทัย ได้มีการทำตั้งแต่ก่อนสมัยราชวงศ์พระร่วง
สันนิษฐานว่าจีนคงเข้ามาทำเครื่องปั้นดินเผาก่อนและถ่ายทอดวิธีการให้กับคนไทยต่อมา โดยสังเกตจาก
ลวดลายสสี นั จะเปน็ แบบศลิ ปะจนี ตอนปลายราชวงศซ์ อ้ ง โดยจีนเองไดอ้ พยพหนีการรุกรานจากศัตรูมาตง้ั เมอื ง
หลวงท่ีแม่นำ้ แยงซเี กียงและเลยมาทางใตเ้ ขา้ สู่ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศเขมร ส่วนอีกทางหนึง่ ท่ี
เข้ามาในประไทย คือ ใน พ.ศ. 1837 สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้ให้ช่างปั้นดินเผาชาวจีนเข้ามาเป็น
จำนวนมากท่ีสุโขทยั และแพร่กระจายขน้ึ ไปถึงเชียงรายโด่งดงั มากคือเครอ่ื งป้ันดินเผาท่เี วียงกาหลงหรอื ท่ีเรียก
กันว่า เตาเวียงกาหลง เครื่องปั้นดินเผาแบบสังคโลกของไทยมีลักษณะเป็นการเคลือบชนิดเคลือบทึบ ไม่ใช่
เคลอื บใสแบบเซลาดอน ทำให้ฟลิ ปิ ปนิ ส์ ญี่ป่นุ เอาไปศกึ ษา และเลยี นแบบสังคโลกของไทย

ถ้วยชามสังคโลก กงั ไส

งานจกั สาน

การทำเครื่องจักสานในประเทศไทย มีการทำสืบต่อกนั มาตั้งแตส่ มยั กอ่ นประวัตศิ าสตรน์ ักโบราณคดี
ไดพ้ บหลกั ฐานสำคญั เกีย่ วกับการทำเครอื่ งจกั สานในยุคหนิ ใหม่ทบ่ี ริเวณถำ้ แหง่ หนงึ่ ในเขต อำเภอศรสี วสั ด์ิ
จ.กาญจนบรุ ี ซึ่งทำดว้ ยไมไ้ ผ่เปน็ ลายขดั สองเส้นประมาณว่ามอี ายรุ าว 4,000 ปมี าแล้ว

การทำเครื่องจักสานยุคแรกๆ มนุษย์จะนำวัตถุดิบจากธรรมชาติเท่าที่จะหาได้ใกล้ตัวมาทำให้เกิด
ประโยชน์ เช่น การนำใบไม้ กิ่งไม้ ต้นไม้ประเภทเถานำมาสานมาขัดเป็นรูปทรงง่ายๆ เพื่อใช้เป็นภาชนะหรอื
มาสานขัดกนั เป็นแผ่นเพื่อใช้สำหรับปูรองนั่ง รองนอน ก่อนทีจ่ ะพัฒนามาเป็นเครื่องจักสานท่ีมีความประณีต
ในยคุ ต่อๆ มา เครอื่ งจักสานเปน็ งานศิลปหัตถกรรมท่ีมนุษย์คดิ วิธกี ารต่างๆ ขึ้นเพอื่ ใช้สร้างเคร่ืองมือเคร่ืองใช้
ในชีวิตประจำวนั ด้วยวิธีการสอดขัดและสานกันของวัสดุ ที่เป็นเส้นเป็นริว้ โดยสร้างรูปทรงของสิ่งที่ประดิษฐ์
ขึ้นนั้นตามความประสงค์ในการใช้สอยตามสภาพภูมิศาสตร์ ประสานกับขนบธรรมเนียมประเพณีความเชื่อ
ศาสนาและวัสดุในท้องถนิ่ นนั้ ๆ

การเรยี กเคร่อื งจักสานว่า “จักสาน” นัน้ เปน็ คำที่เรียกขน้ึ ตามวิธีการทที่ ำใหเ้ กิดเครือ่ งจกั สาน เพราะ
เครื่องจกั สานต่างๆ จะสำเรจ็ เปน็ รูปร่างทส่ี มบูรณไ์ ดน้ น้ั ต้องผา่ นกระบวนการ ดังนี้

1. การจัก คอื การนำวัสดมุ าทำให้เปน็ เสน้ เป็นแฉก หรอื เปน็ ริว้ เพ่ือความสะดวกในการสาน ลักษณะ
ของการจักโดยทั่วไปนนั้ ขึ้นอยู่กับลกั ษณะของวัสดแุ ตล่ ะชนดิ ซงึ่ จะมีวธิ ีการเฉพาะทแี่ ตกต่างกันไป หรอื บางคร้ัง
การจกั ไม้ไผ่หรือหวายมกั จะเรยี กว่า “ตอก” ซึ่งการจักถือไดว้ า่ เป็นขน้ั ตอนของการเตรยี มวัสดุในการทำเครื่อง
จกั สานขั้นแรก

2. การสาน เปน็ กระบวนการทางความคดิ สร้างสรรคข์ องมนษุ ย์ท่ีนำวสั ดธุ รรมชาติมาทำประโยชน์โดย
ใชค้ วามคิดและฝีมอื มนษุ ย์เป็นหลัก การสานลวดลายจะสานลายใดนั้นข้ึนอยกู่ ับความเหมาะสมในการใช้สอย
ซึ่งมีด้วยกัน 3 วิธี คือ การสานด้วยวิธีสอดขัด,การสานด้วยวิธีการสอดขัดด้วยเส้นทแยง,การสานด้วยวิธีขด
เป็นวง

3. การถกั เปน็ กระบวนการประกอบทีช่ ว่ ยให้การทำเครื่องจกั สานสมบรู ณ์ การถักเคร่อื งจักสาน เช่น
การถักขอบของภาชนะจักสานไม้ไผ่ การถักหูภาชนะ เป็นต้น การถักส่วนมากจะเปน็ การเสริมความแข็งแรง
ของโครงสรา้ งภายนอก เช่น ขอบ ขา ปาก ก้น ของเคร่ืองจกั สาน และเปน็ การเพิม่ ความสวยงามไปดว้ ย

กระเป๋าจากผักตบชวา กระเป๋าจากเสอื่ จันทบรู

หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 3
เรอื่ ง งานใบตอง

1. ประวัติทมี่ าของงานใบตอง
ตั้งแต่สมัยโบราณเป็นต้นมา มนุษย์เราได้ใช้ใบตองมาห่ออาหาร ห่อขนมต่างๆ และใช้ในเรื่องท่ี

เกี่ยวกบั ชีวิตประจำวัน เช่น สมัยก่อนใช้เตาถ่านรีดผ้า ก็ต้องรีดกบั ใบตองก่อนจะทำให้เตารีดลืน่ ดีข้ึน ในด้าน
ความสวยงาม ได้มีผู้คิดประดิษฐ์ใบตองให้เป็นกระทง บายศรี ตลอดจนภาชนะใส่สิ่งของ ทำให้เกิดการ
วิวัฒนาการกนั มาเรื่อยๆ

งานใบตองเร่มิ ข้ึนเม่อื ใดหรอื ยุคใด ใครเป็นผู้สอน ไมม่ ีผู้ใดที่จะตอบได้ มเี พยี งหนงั สือทสี่ ามารถค้นคว้า
ได้ก็คือ พระราชนิพนธ์เรื่อง พระราชพิธี 12 เดือน ซึ่งว่าด้วยการลอยพระประทีป และบุคคลที่อ้างถึงและ
กลา่ วขวัญจนติดปากคือ นางนพมาศหรือทา้ วศรจี ฬุ าลักษณ์ ซง่ึ ไดค้ ดิ ตกแต่ง โคมลอยประดบั ด้วยดอกไม้หลาก
สสี วยงาม และยังนำผลไม้มาแกะสลักเป็นพวกนกตา่ งๆ เกาะตามกลบี ดอกไมแ้ ต่งด้วยรปู เทียนสวยงาม

จากส่ิงเหลา่ นก้ี ็ไดจ้ ำฝงั ใจกนั มาจนปัจจบุ นั วา่ ในสมยั โบราณ บรรพบรุ ุษมีความสามารถลำ้ เลิศยิ่งนักใน
การประดษิ ฐ์ดอกไม้ ใบไม้ ตลอดจนผลไมแ้ ละวัสดอุ ่ืนๆ

เมื่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ งานใบตองก็ได้ขยายวงกว้างขึ้นเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป จนถึง
ชาวต่างชาติ ได้มีการจัดนิทรรศการตามสถานศึกษา ศูนย์การค้า ตลอดจนหน่วยงานราชการต่างๆ หรือ
แม้กระทั่งรายการโชว์ทางโทรทัศน์ดังนั้นผู้ที่คิดประดิษฐ์หรือสนใจในวิชานี้ก็ได้พยายามประยุกต์และ
วิวัฒนาการให้เกดิ เป็นหลายรูปแบบในทางสร้างสรรค์งานใบตองกเ็ ลยเป็นวิชาที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งใน
สถานศึกษาและเป็นสือ่ ในการดึงดูดให้ชาวต่างชาตริ ู้จักประเทศไทยดยี ิ่งขึ้น เพราะงานใบตองเป็นเอกลักษณ์
อย่างหนึ่งของประเทศไทย เป็นสิ่งที่สังเกตได้ว่า งานฝีมือต่างๆ ต้นกำเนิดมักจะเกิดขึ้นภายใน
พระบรมมหาราชวังโดยมีการนำลกู หลานเขา้ ถวายตัวเพ่ือเขา้ รบั ราชการฝกึ ในศิลปวัฒนธรรมตา่ งๆ เม่อื ออกมา
แลว้ ก็ได้นำมาเผยแพรห่ รือเขา้ ประกวดประชนั กนั ต่อๆ ไป จนเป็นที่แพรห่ ลายในหมปู่ ระชาชนทั่วไป

2. ลกั ษณะของใบตอง
การนำใบตองมาประดิษฐ์เป็นชิ้นงานต่างๆ ให้สวยงามจำเป็นที่ผู้ประดิษฐ์ต้องทราบถึงชนิดและ

คณุ ลักษณะของใบตองเพือ่ ทส่ี ามารถเลอื กใช้ชนิดใบตองได้ ถกู ต้องกบั งานใบตอง ดงั น้ี
2.1 ใบตองกล้วยตานี มีสีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบตองมีความนุ่มเหนยี วไมเ่ ปราะและฉีกง่าย มีความ

หนาพอเหมาะ เสน้ ใบตองตรงดา้ นสีเขียวมีความมนั ด้านนวลใบตองมสี ีขาวข่นุ เหมาะท่ีจะนำไปใช้ทำกระทงใส่
ขนม ถาดใบตอง บายศรีปากชาม กระทงลอย

2.2 ใบตองกลว้ ยน้ำวา้ มสี ีเขยี วอมเหลือง เปราะและฉกี แตกงา่ ย เหมาะที่จะนำมาห่อขนมท่ีต้องนำไป
นึ่ง

2.3 ใบตองกลว้ ยป่า มีสเี ขียวเข้มคล้ายใบตองตานี แตม่ ีความหนาและเส้นตองจะใหญ่กว่า มียางมาก
เมือ่ ตดั ตรงรอยตัดจะดำ เหย่ี วง่าย

3. ประโยชน์ของงานใบตอง
งานใบตองเปน็ การนำใบของต้นกลว้ ยมาใช้ประโยชนแ์ ละประโยชนด์ งั นี้

1.1 ใช้ในชีวิตประจำวัน
1) ใช้ใบตองหอ่ อาหาร ห่อขนมต่างๆ เช่น การหอ่ ทรงเตย้ี ห่อหมก ห่อขา้ วตม้ มัด ห่อขนมสอดไส้ ห่อ

ผักผลไม้ ทำกระทงใส่ขนม อาหาร ทำใหส้ ะดวกในการหยิบอาหาร
2) ขนมและอาหารที่ห่อด้วยใบตองมีกลิ่นหอมนา่ รับประทาน จึงทำให้มกี ารนำใบตองมาใชม้ ากข้ึน

1.2 ใชใ้ นโอกาสตา่ งๆ
1) ใช้มอบให้เน่ืองในงานวันสำคญั ประดิษฐ์ภาชนะจากใบตอง เช่น กระเช้าใบตอง ถาดใบตอง ผอบ

ใส่ขนม ผลไม้ หรืออาหาร นำไปมอบให้บุคคลที่เคารพนับถือในวันคล้ายวันเกิด วันปีใหม่ วันที่ ประสบ
ผลสำเรจ็ ไปเยย่ี มไขห้ รือในโอกาสพิเศษต่างๆ เพ่อื แสดงความเคารพนบั ถอื ผู้รับย่อมซาบซึ้งใน น้ำใจไมตรี

2) ใชป้ ระดิษฐ์งานเพ่อื ใชใ้ นพิธีกรรม ในงานตามความเชอ่ื และประเพณี เช่น งานแต่งงาน ลอยกระทง
พิธียกเสาเอกตั้งศาล พานไหว้ครู คนไทยนิยมประดิษฐ์งานดอกไม้ใบตองอย่างประณีต เช่น บายศรี กระทง
ลอย ขนั หมาก ขนั สินสอด พานแหวนหมั้น และพานรองรบั นำ้ สังข์ ฯลฯ

3) งานพิธีทางศาสนา ใบตองถือได้ว่าเป็นใบไม้มงคลนำมาประดิษฐ์งานประณีตศิลป์ในงานพิธีทาง
ศาสนา เชน่ พุม่ คู่สวด กระทงดอกไม้ กระทงสังฆทาน สลากภัตร พานพมุ่ และซองพลู ฯลฯ

4) สร้างความคิดริเริ่มสรา้ งสรรค์ ผู้ที่เรียนรู้การประดิษฐ์งานใบตองสามารถนำความรู้ ไปสร้างสรรค์
ชน้ิ งานใหม่ ๆ เชน่ การประกวดกระทงลอย ประกวดบายศรี การประกวดการจัดพานขันหมาก

5) งานใบตองแสดงให้เห็นถึงความเป็นไทย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความละเอียดอ่อน ประณีต
มีความสงา่ งาม และมคี วามงามทว่ี จิ ติ รพสิ ดารทไ่ี ม่มชี าตใิ ดในโลกเหมอื

6) มคี วามอนุรกั ษ์สืบสานศิลปะงานใบตองของไทย
7) นำไปประกอบอาชีพหลกั หรืออาชพี รองได้
8) ช่วยใหจ้ ิตใจสงบร่มเยน็ การประดิษฐ์งานใบตองนั้นถอื ว่าเป็นสิง่ สวยงามนำมาซึ่งความเพลิดเพลิน
ความสงบรม่ เยน็ เพราะจิตใจมีสมาธิ ความคดิ เกิดจินตนาการ ผทู้ ำงานใบตองจึงเป็นผมู้ อี ารมณ์สงบนง่ิ

4. วสั ดุ อุปกรณ์ใชใ้ นการประดษิ ฐ์งานใบตอง
ในการประดิษฐง์ านใบตองแต่ละคร้งั จำเปน็ ที่ผูท้ ำต้องจัดเตรยี มวัสดุและอุปกรณใ์ หพ้ รอ้ ม เพ่ือสะดวก

ในการทำงานใหไ้ ด้ผลงานสวยงามและรวดเร็วขึ้น วสั ดอุ ุปกรณ์ทีใ่ ช้ในงานใบตอง มีดังน้ี

1 ใบตอง
1) ควรเลือกใช้ใบตองกล้วยตานี เพราะมีความนุ่มเหนียว ไม่เปราะ ไม่แตกง่าย มีความหนาบาง

พอเหมาะ การเลือกใบตองใช้ในงานประดิษฐง์ านใบตอง ควรเลอื กใบตองที่มีสีเขยี วเขม้ ไมอ่ ่อนหรือแก่เกินไป
เลือกสีใบตองใหเ้ หมือนกนั

2) ไม่ควรเลือกใบตองแก่ ซ่งึ มเี นือ้ หยาบ หนา มจี ุดสีนำ้ ตาลเริ่มเปน็ สีเหลอื ง ใบตองกระดูกมีเส้นเป็น
ลูกคล่ืนหนา

3) การตัดใบตอง ควรตัดในตอนเยน็ ถา้ ตัดตอนเชา้ ใบตองจะกรอบแตกงา่ ย ควรรอใหส้ าย เมอ่ื ตดั แล้ว
ควรผ่งึ ลมใหน้ ่ิมก่อนนำมาใช้

4) การทำความสะอาดใบตอง ถ้าสกปรกใช้ผา้ ฝ้ายชุบน้ำบดิ ใหห้ มาดๆ เชด็ จากรมิ ด้านแข็งไปทางด้าน
รมิ ออ่ นใบตองท่ีเชด็ สะอาดจะมลี ักษณะความมนั ด้าน

5) การฉีกใบตอง ใช้กรรไกรตัดเอ็นใบตอง ใช้ไม้บรรทัดวัดขนาดตามต้องการ ที่ระยะช่วงกลางของ
ใบตองเพราะเป็นส่วนของใบตองที่ตรงมากที่สุด ใช้เข็มหมุดแทงทะลุแล้วฉีกดึงขึ้นเป็นชิ้นต้นแบบ ใช้ชิ้นเดิม
ตลอดเพื่อจะได้ไม่คลาดเคลอื่ น

6) การเก็บรักษางานใบตอง ในระหว่างที่เย็บควรนำผ้าชุบน้ำหมาดๆ คลุมใบตองไว้พรมน้ำบ่อยๆ
เยบ็ เสรจ็ แชน่ ้ำไว้ประมาณ 2 ช่ัวโมง นำใสถ่ งุ พลาสติกรัดปากถุงให้แน่น เก็บไว้ในช่องแช่ผักในตู้เย็น หรือตู้แช่
ดอกไม้ หรือลังน้ำแขง็

2. กรรไกร ควรเลอื กใชข้ นาดและรูปร่างเหมาะมอื น้ำหนักเบาและคมตลอดปลาย เวลาจับน้วิ ทั้งหมด
เข้าชอ่ งพอดี กรรไกรตดั ใบตองใช้ขนาดใหญแ่ ละกรรไกรตดั ดา้ ยใช้ขนาดเลก็

3. เขม็ มอื ถ้าเยบ็ งานใบตองละเอยี ดช้ินเล็กมากใช้เข็มมือเบอร์ 9 งานเย็บใบตองปกติใช้เข็มมือเบอร์
8 โดยเลอื กที่แข็งแรงขนาดยาว รูกวา้ งสะดวกในการใส่ดา้ ย

4. เข็มหมุด ชนิดหัวมกุ ใช้กลัดหรือตรึงใหอ้ ยู่กบั ทแี่ ละใชฉ้ กี ใบตอง ชนิดหวั เล็กใช้ตรึงกลีบใหต้ ดิ กนั
5. ตะปู ควรเลือกชนิดตัวเล็กยาว ส่วนมากใช้ในการติดกลีบประกอบกระทงลอย พานพุ่มกระเช้า
ใบตองและงานอน่ื
6. ไมก้ ลัด ควรเลอื กใช้ไมต้ ดิ ผิวหรอื ใกล้ผิว เหลาขนาดเลก็ แหลม
7. ด้าย ที่ใช้ในงานใบตอง คือ ด้ายเบอร์ 60 ควรใช้ด้าย 2 เส้นในการเย็บงานใบตอง เพราะด้ายเส้น
เดียวจะมีความคมตดั ใบตองให้ขาดได้
8. กระบอกฉีดน้ำ ควรเลือกใช้กระบอกฉีดนำ้ ที่มลี ะอองน้ำเป็นละอองฝอย และพ่นน้ำได้มากขนาด
พอเหมาะมือ
9. ผา้ ขาวบาง เมื่อประดิษฐช์ ้ินงานสำเร็จใช้ผา้ ขาวบางชุบน้ำบิดพอหมาดๆ พับทบ 2 ช้นั ห่องานหรือ
คลมุ งานใบตองให้เรยี บร้อย
10. ผ้าเช็ดใบตอง ควรใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าเนื้อนุม่ และดดู ซึมน้ำได้ดี เช็ดทำความสะอาดใบตองทุกครั้ง
ก่อนนำมาประดษิ ฐช์ ้นิ งาน

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 4
เร่อื ง งานประดิษฐ์จากใบตอง













หน่วยการเรยี นรู้ที่ 5
เร่อื ง การหอ่ ขนมและทำกระทงใส่อาหารคาวหวาน













หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 6
เร่ือง ทักษะการเลอื กใชเ้ ส้ือผ้าและเคร่ืองแตง่ กาย

เรยี นรูเ้ รือ่ งเสอื้ ผา้ และเครื่องแตง่ กาย
เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน และเป็นสิ่งทีช่ ่วยเสริมบุคลิกภาพอำพราง

ส่วนที่บกพร่องให้แก่ผู้สวมใส่ ผู้ที่แต่งกายที่ดีจะทำให้ดูสง่างาม ซึ่งในการแต่งกายนั้น ควรคำนึงถึงความ
เหมาะสม โอกาส กาละเทศะ สี และลวดลาย ให้เป็นไปตามหลักการใชส้ ี รวมทั้งเหมาะสมกับบุคลิกภาพของ
ตนเอง นอกจากนกี้ ารแตง่ กายควรเลอื กเคร่อื งแต่งกายให้เหมาะสมกนั เช่น กระเปา๋ รองเท้า เข็มขัด เปน็ ตน้

การเลอื กใช้เสื้อผ้าและเคร่อื งแต่งกาย
การเลือกใช้เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบุคลิกภาพของผู้สวมใส่ เพื่อให้

ผูส้ วมใส่ดูดี มสี ง่า ซ่ึงตอ้ งคำนงึ ถึงสง่ิ ต่อไปน้ี
ประโยชนใ์ นการใชส้ อย กอ่ นเลอื กซอื้ เสือ้ ผ้า เราควรคำนงึ ก่อนว่า เราจะซื้อเส้ือผา้ ไปสวมใส่ในโอกาส

ใด มีความจำเปน็ ในการซ้ือมากน้อยเพียงใด และเสอ้ื ผา้ ทีเ่ ราจะซอ้ื มคี วามทนทานมากน้อยเพยี งใด เปน็ ตน้
ความสะดวกสบายในการสวมใส่ ในการเลอื กซอ้ื เส้ือผ้าควรคำนงึ ถึงความสะดวกในการสวมใส่ และ

ความสบายขณะสวมใส่เสอ้ื ผา้ นนั้ ๆ เชน่ เสอื้ ผา้ ทส่ี วมใส่อย่กู ับบา้ นควรเป็นเสื้อผ้าท่สี วมใส่สบายดูแลรักษาง่าย
ไม่ยุ่งยาก แตเ่ สื้อผ้าทใ่ี ชส้ ำหรบั ออกงานกลางคืน ควรเปน็ เส้อื ผา้ ทีห่ รูหรามแี บบท่ีเกไ๋ ก๋นา่ รัก เป็นต้น

ความเหมาะสมกับวัยและบุคลิกภาพ การเลือกซื้อเสื้อผ้าสวมใส่ ควรเลือกให้เหมาะสมกับวัยและ
บคุ ลกิ ภาพของตนเอง ดงั นี้

การเลือกสวมใส่เสื้อผ้าและเครื่องแตง่ กายให้เหมาะสมกับสีผวิ เช่น การเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกบั
สีผิวของผู้สวมใส่

ผู้ที่มีผิวคล้ำ ควรหลีกเลี่ยงสีหม่น สีปนเทา หรือสีโทนร้อน เพราะจะทำให้มองดูผิวคล้ำมากข้ึน
ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าทมี่ ีสีคอ่ นขา้ งอ่อนๆ เชน่ สีครีม สฟี า้ ออ่ นๆ

ผู้ทม่ี ผี วิ สีขาว สามารถสวมเส้อื ผา้ ไดท้ กุ สี ขึน้ อยู่กบั ความชอบของแตล่ ะบุคคล

ผู้ที่มีผิวสองสี เลือกสวมใส่เสื้อผา้ สีอ่อนได้ทุกสี เช่น สีชมพู สีเหลือง ซึ่งจะทำให้แลดอู อ่ นหวานมาก
ข้นึ

การเลอื กเส้ือผ้าใหเ้ หมาะสมกับ
รปู ร่างผู้มีรปู รา่ งผอม ควรเลอื กสวมใส่เส้ือผ้าสีออ่ น เชน่ สีชมพูอ่อน สเี ขียวอ่อน เป็นผ้าท่ีมีลายดอก

ใหญ่ๆ หรอื มีเสน้ ลายแนวขวาง เพอ่ื ใหร้ ูปร่างดูใหญข่ น้ึ และไม่ควรใสเ่ ส้ือรัดรูป

ผมู้ รี ปู รา่ งสงู ใหญ่ ควรเลือกสวมใส่เส้อื ผ้าทีม่ ีเสน้ ลายแนวยาว เพื่อให้รปู รา่ งดูสูงและเพรยี วขึ้น

ผ้มู รี ูปรา่ งอ้วน ควรเลอื กสวมใส่เสือ้ ผ้าสีเข้ม เช่น สีมว่ ง สนี ำ้ เงนิ เพอ่ื ให้รูปร่างดูเลก็ ลง ผา้ ท่มี ีลายดอก
เลก็ ๆ หรอื มีเส้นลายแนวยาวเพ่อื ช่วยใหร้ ปู รา่ งดสู งู ขึน้

ผู้มีรูปร่างเล็กหรือคนเตี้ย ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่มีลวดลายตามแนวยาว เพื่อให้ดูสูง เพียวขึ้น
ปกเสอ้ื ทใ่ี ส่ไมค่ วรใหญ่เกินไป เพราะจะทำใหค้ อส้นั และดเู ตีย้ ลง

การเลือกเสือ้ ผ้าให้เหมาะกับวยั
วยั เด็ก เสือ้ ผ้าในวัยเด็ก ควรเป็นเสื้อผา้ ที่มีสีสดใส รูปแบบเกไ๋ ก๋ น่ารกั ไม่ร่มุ ร่าม สวมใส่แล้วสามารถ

ถอดออกงา่ ย สวมใส่สบายตวั ไมค่ บั หรือหลวมจนเกนิ ไป

วยั รุ่น เส้อื ผา้ ของเดก็ วัยรุน่ ควรเป็นเสือ้ ผ้าที่มีสีสดใส หรอื สอี อ่ นๆ ก็ได้ แบบของเส้ือผ้าจะเป็นไปตาม
ความนิยมของแต่ละบุคคล เช่น บางคนชอบแต่งตัวแบบน่ารัก เช่น สวมใส่กระโปรงและเสื้อผ้าสีหวานๆ
เรียบร้อย บางคนแต่งกายแบบคล่องแคล่วว่องไว สะดวกต่อการทำงาน เช่น สวมใส่กางเกงและเสื้อที่สุภาพ
เปน็ ต้น แตค่ วรเลือกแบบที่สภุ าพและไมร่ ดั รปู หรอื เนน้ รปู รา่ งของผสู้ วมใส่มากเกนิ ไป

วัยผู้ใหญ่ เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับวัยนี้ มักนิยมสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีสุภาพเรียบร้อย เพื่อให้ดูสง่างาม
เหมาะสมกับวยั และบคุ ลกิ ภาพของตนเอง

ราคา
ก่อนการเลือกซือ้ เสื้อผ้าควรสำรวจราคาของเสื้อผ้าหลายๆ แห่ง และเมื่อสำรวจแล้วก็พิจารณาเลือก

ซอื้ แหลง่ ทถ่ี ูกท่ีสดุ และมคี ณุ ภาพดที ี่สุด

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 7
เร่ือง การดแู ลรกั ษาเสอ้ื ผ้าและเครื่องแตง่ กาย

การดแู ลรกั ษาเสอื้ ผา้ และเครอื่ งแต่งกาย
การดูแลและการทำความสะอาดเสื้อผ้าถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เสื้อผ้าสะอาดมองดูใหม่อยู่เสมอ

และสามารถใช้งานได้ยาวนาน โดยใชน้ ้ำและสารซกั ฟอกเพื่อขจัดเหงือ่ ไคล ฝุ่นละอองหรอื คราบอื่นๆ ที่เปื้อน
เสือ้ ผ้า นอกจากนน้ั การจัดเก็บเส้ือผ้าอย่างเปน็ ระเบียบ เปน็ หมวดหมู่ จะชว่ ยให้เกดิ ความสะดวกเมื่อต้องการ
สวมใส่ เส้ือผ้าท่ีสะอาดมสี ว่ นช่วยสง่ เสริมบคุ ลิกภาพให้แกผ่ ู้สวมใส่ ดังน้ัน จึงควรศกึ ษาและปฏบิ ตั ิให้ถูกวิธี

1. การดแู ลเสือ้ ผา้ และเครอื่ งแตง่ กาย
เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายจะใช้ได้ทนทานและอยู่ในสภาพดีนั้น ผู้สวมใส่จะต้องรู้จักดูแลรักษา

ใหถ้ ูกวธิ ตี ามหลกั การ ดังน้ี
1. ขณะสวมเส้อื ผ้าต้องระมัดระวงั ไมใ่ หเ้ ปรอะเป้อื นและการถูกของแหลมคมเกีย่ ว
2. เมอื่ ถอดเสอ้ื ควรแขวนไว้กับไมแ้ ขวนเสื้อ ไม่ควรแขวนไว้บนตะขอหรือตะปูเพราะจะทำให้

เสอ้ื เสยี รปู ทรงและฉีกขาดไดง้ า่ ย แตถ่ ้าเป็นเสื้อกนั หนาวไมค่ วรแขวนทิ้งไว้ เพราะวา่ จะทำให้เสือ้ ยดื เสียรูปทรง
3. ในกระเปา๋ เสอื้ ไมค่ วรใส่ของทห่ี นักมาก เพราะจะทำให้กระเปา๋ เสื้อเสยี รูปทรงและฉีกขาด

เร็ว
4. เมือ่ ถอดเสอ้ื ผ้าออกจากตวั ควรตรวจดูรอบเปอ้ื น ถา้ เสอ้ื ถกู รอยเป้ือนใหร้ ีบขจัดรอยเป้ือน

ในทันที เพราะวา่ รอยเปอ้ื นใหม่จะทำความสะอาดได้งา่ ยกวา่ ปล่อยทิ้งไว้นาน
5. หากพบว่าเสื้อผ้ามีส่วนที่ชำรุด ก่อนการนำไปทำความสะอาดควรซ่อมแซมให้เรียบร้อย

เสียกอ่ น
6. เมื่อประกอบอาหารหรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่อาจทำให้เสื้อผ้าเปื้อน ควรสวมผ้ากันเปื้อน

ทุกครั้ง
7. กอ่ นการซักผ้าให้แยกผา้ สีและผ้าขาว เพราะวา่ ผ้าแต่ล่ะชนิดมีคณุ สมบตั ิต่างกัน ดังน้ันจึง

ควร แยกผา้ ดงั น้ี
- ผา้ สีประเภทใยธรรมชาติ
- ผา้ สีประเภทใยสงั เคราะห์
- ผา้ ขาวประเภทใยธรรมชาติ
- ผา้ ขาวประเภทใยสังเคราะห์

8. เส้อื ผ้าท่ีสวมแลว้ และเปียกเหง่อื ควรแขวนไว้ใหห้ มดเหงอื่ ดกี ว่าการนำผ้าทใ่ี ช้แล้วถอดใส่
ตระกล้าทนั ที เพราะจะทำให้มกี ล่ินอบั ชน้ื จากเหงอ่ื ควรนำเสอื้ ผา้ ท่ีใช้แลว้ แขวนในท่ีที่ลมโกรก หรอื แขวนผึง่ ไว้
ในท่ีอากาศปลอดโปร่งเพือ่ ให้เหง่ือแห้ง

9. ถุงเทา้ เมอื่ สวมใสแ่ ล้วต้องทำความสะอาดทุกครงั้ ถา้ ปล่อยทง้ิ ไว้จะมีกลนิ่ ไมค่ วรสวมใส่ซ้ำ
เพราะว่าจะทำใหเ้ กดิ โรคผวิ หนังได้

10. เครื่องประกอบการแต่งกายควรทำความสะอาดอยู่เสมอ เช่น หมั่นซักรองเท้าผ้าใบ
รองเทา้ หนงั ควรเช็ดและขัดให้สะอาดสวยงาม เมอื่ ชำรดุ ต้องรบี ซ่อมแซมเชน่ เดยี วกนั เพราะรองเท้าที่ชำรุดจะ
ไมเ่ หมาะกับเส้ือผา้ ท่ีสวยงาม เปน็ ต้น

2. การทำความสะอาดเส้ือผ้าและเครื่องแต่งกาย
วิธีการทำความสะอาดเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายจะ
สวยงามคงสภาพได้ยาวนานถ้าเราร้จู ักดูแลรกั ษา รู้จักใช้วสั ดเุ พ่อื การซักฟอกอยา่ งถกู วิธี ดงั นี้
2.1 ผลติ ภัณฑ์ทำความสะอาดและดแู ลรกั ษาเสอื้ ผา้

ผลิตภัณฑ์ในการทำความสะอาดมีหลายชนิด เช่น ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก สารฟอกขาว น้ำยา
ปรับผ้านุ่ม เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกลา่ วมีมากมายหลายย่ีหอ้ เมื่อเลือกใช้ควรศึกษาคำอธิบายจากฉลากขา้ ง
กล่องให้เข้าใจและปฏบิ ัติตามคำแนะนำนัน้ ซึ่งในบางคร้ังต้องทดลองใช้จึงจะสามารถวิเคราะหค์ ุณภาพ ของ
ผลติ ภณั ฑ์น้ันๆ ได้ สำหรบั ผลติ ภณั ฑซ์ ักฟอกทนี่ ิยมใช้ มีดังนี้

1) สารซักฟอก สารซักฟอกทเ่ี ปน็ ทง้ั ผงและเป็นนำ้ ได้แก่ ผงซักฟอกและนำ้ ยาซักฟอก ใชส้ ำหรับ
ซักผา้ หรือทำความสะอาดอ่ืนๆ มขี ายอยทู่ ว่ั ไปท้งั ชนิดเป็นผงและเปน็ น้ำ ก่อนการเลอื กใช้ควรศึกษาฉลากข้าง
กล่องก่อน และปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลากนั้นอย่างเคร่งครัด เพื่อประสิทธิภาพในการใช้งาน และช่วยให้
เสอ้ื ผ้าและเครอื่ งแตง่ กายทที่ ำความสะอาดคงสภาพเดิมไมเ่ สียหาย

2) สารปรับผ้านุ่ม สารปรับผ้านุ่มเป็นสารที่มีส่วนผสมของน้ำมันช่วยเคลือบผืนผ้า ลดความ
กระด้างของผ้า และช่วยลดการดูดซึมของน้ำ ควรใช้เมื่อจำเป็นหรือนานๆ ครั้งหรือหลังจากการซักทุก
2-3 คร้ัง

3) สารฆ่าเช้อื โรค นิยมนำมาทำความสะอาดเสอ้ื ผา้ เช่น นำ้ มนั สน สารฟอกขาว คลอรนี นิยม
ใช้ซกั ผ้าในหอ้ งน้ำ ซักผา้ ผ้ปู ว่ ยเปน็ ต้น

4) สารเพม่ิ ความขาวและสดใสของผ้า สารเพมิ่ ความสดใสของผ้าในสารซกั ฟอกสว่ นมากจะใส่
สารนี้ไว้ แต่ถ้าเป็นผ้าท่เี ราต้องการให้ดูสดใสยิง่ ขึ้น ให้ใชค้ ราม ซึง่ เป็นสารเคมีชนิดหนึ่ง ท่ีช่วยเพิ่มความสดใส
ของผ้าขาวและมีขายอยูท่ ว่ั ไป โดยนำครามไปผสมกบั น้ำสดุ ทา้ ยเวลาซกั

5) สารตกแต่งผ้าให้แข็ง นิยมใช้กับผ้าที่ต้องการความคงรูป เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าไหม โดยการลง
แป้งหรือเยลลี่หลังการซกั ผ้าน้ำสุดท้าย หรืออาจใช้แป้งสเปรย์สำเร็จรูปฉีดก่อนการรีดผ้า เมื่อรีดเสร็จแล้วนำ
ผา้ มาฉดี ด้วยสเปรยจ์ ะแขง็ เรียบ สวยงาม เหมอื นผ้าทล่ี งแปง้

6) สารกำจัดร้อยเปื้อน สำหรับสารกำจัดรอยเปื้อนนั้น ไม่มีสารชนิดใดที่สามารถกำจัดรอย
เปอื้ นไดท้ ุกชนดิ และสารบางชนิดจะทำลายเนอ้ื ผ้า เช่น สารประเภทกรด จะทำลายผา้ ทท่ี ้อจากใยพชื


Click to View FlipBook Version