The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานสรุปผลการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างหลักปฏิบัติราชการที่ดีจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองให้แก่ประชาชน หน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ของสำนักงานศาลปกครองสุพรรณบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ผ่านระบ[ออนไลน์ โปรแกรม Cisco Webex Meetings หัวข้อ “คดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลภาครัฐ” วันพุธที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๑๕ น.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chutinnoy, 2022-01-12 20:47:52

รายงานสรุปองค์ความรู้

รายงานสรุปผลการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างหลักปฏิบัติราชการที่ดีจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองให้แก่ประชาชน หน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ของสำนักงานศาลปกครองสุพรรณบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ผ่านระบ[ออนไลน์ โปรแกรม Cisco Webex Meetings หัวข้อ “คดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลภาครัฐ” วันพุธที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๑๕ น.

Keywords: สุพรรณบุรี

รายงานสรปุ องค์ความรู้

โครงการเสรมิ สรา้ งหลักปฏบิ ตั ิราชการทด่ี ีจากคาวนิ ิจฉัย
ของศาลปกครองให้แก่ประชาชน หนว่ ยงานทางปกครอง
และเจา้ หนา้ ทขี่ องรัฐ ของสานกั งานศาลปกครองสพุ รรณบุรี

ประจาปงี บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ผ่านระบบออนไลน์
โปรแกรม Cisco Webex Meetings

หวั ข้อ

“คดีปกครองเก่ียวกบั การบรหิ ารงานบุคคลภาครฐั ”

วิทยากร : นายสมิง พรทวศี ักดิ์อุดม อดตี ตลุ าการศาลปกครองสงู สุด
วันพุธท่ี ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๑๕ น.

จัดทำโดย

สำนักงำนศำลปกครองสพุ รรณบุรี

มกรำคม ๒๕๖๕

รายงานสรปุ องคค์ วามรู้

โครงการเสรมิ สร้างหลกั ปฏบิ ตั ริ าชการท่ีดีจากคาวนิ จิ ฉยั ของศาลปกครองให้แกป่ ระชาชน หน่วยงานทางปกครอง
และเจา้ หน้าทข่ี องรัฐ ของสานกั งานศาลปกครองสพุ รรณบรุ ี ประจาปงี บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕
ผ่านระบบออนไลน์ โปรแกรม Cisco Webex Meetings
หัวข้อ “คดปี กครองเกยี่ วกับการบรหิ ารงานบุคคลภาครฐั ”

วิทยากร : นายสมงิ พรทวศี ักดอ์ิ ุดม อดตี ตุลาการศาลปกครองสูงสดุ
วนั พุธที่ 22 ธนั วาคม ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๑๕ น.

สานักงานศาลปกครองสุพรรณบุรีได้จัดให้มีโครงการเสริมสร้างหลักปฏิบัติราชการที่ดีจากคาวินิจฉัย
ของศาลปกครองให้แก่ประชาชน หน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ของสานักงานศาลปกครอง
สุพรรณบุรี ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ผ่านระบบออนไลน์ โปรแกรม Cisco Webex Meetings
หัวข้อ “คดีปกครองเก่ียวกับการบริหารงานบุคคลภาครัฐ” วิทยากรโดยนายสมิง พรทวีศักด์ิอุดม
อดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุด เม่ือวันพุธที่ 22 ธันวาคม ๒๕๖๔ เวลา 09.00 - 16.15 น.
โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าท่ีหน่วยงานของรัฐ ซ่ึงได้แก่ หน่วยงานราชการ
สว่ นภมู ิภาค หน่วยงานในสงั กดั กระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี
และจังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงผู้สนใจท่ัวไป ในการน้ี มีผู้เข้าอบรม 818 คน 578 หน่วยงาน แบ่งเป็น
หนว่ ยงานราชการสว่ นภูมิภาค 350 คน หนว่ ยงานราชการสว่ นทอ้ งถนิ่ 202 คน หน่วยงานราชการส่วนกลาง
135 คน ภาคเอกชน/ประชาชนทั่วไป/ข้าราชการบานาญ 40 คน องค์กรศาล 37 คน หน่วยงานอิสระ
ตามรัฐธรรมนูญ 28 คน รัฐวิสาหกิจ 16 คน องค์การมหาชน 10 คน ทั้งน้ี พบปัญหาอุปสรรคเก่ียวกับผู้เข้า
อบรมบางสว่ นยังขาดทกั ษะการใชร้ ะบบ Webex และสานักงานศาลปกครองสุพรรณบุรีมีแนวทางในการแก้ไข
ปัญหาดังกล่าวโดยให้คาแนะนาและทดสอบการใช้ระบบ Webex แก่ผู้เข้าอบรม ก่อนการจัดโครงการฯ
สาหรับองค์ความรู้ที่ได้จากการจัดโครงการดังกล่าวสรุปได้ว่า มีการเสริมสร้างความรู้ในหัวข้อท่ีบรรยาย
เก่ียวกับความหมายของบุคลากรภาครัฐ ประเภทของบุคลากรภาครัฐ การบริหารงานบุคคลภาครัฐ
และคดีปกครองเกีย่ วกับการบรหิ ารงานบคุ คลภาครฐั ดังน้ี

ความหมายของบคุ ลากรภาครัฐ

บุคลากร (Personnel)
- หมบู่ ุคคลที่รว่ มกนั ทาหนา้ ทีห่ รือกจิ การอันใดอันหนง่ึ
- ผปู้ ฏบิ ัตงิ านตามหน้าท่ขี องแตล่ ะหน่วยงาน
- พนกั งาน เจา้ หนา้ ที่
- ตาแหนง่ เจ้าหน้าท่ี ผ้ปู ฏบิ ตั งิ านเกี่ยวกับการบริหารงานบคุ คล

บุคลากรภาครฐั : คณะบุคคลหรือบคุ คลผู้ปฏบิ ตั งิ านตามหน้าท่ใี นองค์กรของรฐั

2

รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐

มาตรา ๓

อานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อานาจนั้น
ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญตั ิแหง่ รฐั ธรรมนูญ

รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตาม
รัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชน
โดยรวม

มาตรา ๗๖ วรรคหนง่ึ

รัฐพึงพัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดินท้ังราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคส่วนท้องถิ่น
และงานของรัฐอย่างอ่ืน ให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยหน่วยงานของรัฐต้องร่วมมือ
และชว่ ยเหลอื กันในการปฏิบตั หิ นา้ ที่ เพอ่ื ใหก้ ารบริหารราชการแผ่นดิน การจัดทาบริการสาธารณะและการใช้
จา่ ยเงินงบประมาณมปี ระสิทธภิ าพสูงสดุ เพ่อื ประโยชน์สุขของประชาชน รวมตลอดทั้งพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ให้มคี วามซือ่ สตั ย์สจุ ริต และมที ศั นคตเิ ปน็ ผู้ให้บรกิ ารประชาชนให้เกิดความสะดวก รวดเรว็ ไม่เลอื กปฏิบัติ และ
ปฏิบัตหิ น้าทอ่ี ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ

องคก์ รของรฐั

รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐

องคก์ รของรฐั ฝาุ ยนติ บิ ญั ญัติ ออกกฎหมายระดับพระราชบัญญตั ิ ได้แก่ รฐั สภา ซงึ่ ประกอบด้วย

- สภาผแู้ ทนราษฎร

- วุฒิสภา

โดยมีหน่วยธุรการสนบั สนุนการทาหน้าที่

- สานกั งานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

- สานกั งานเลขาธกิ ารวุฒิสภา

องคก์ รของรฐั ฝาุ ยบริหาร

- องค์กรฝา่ ยการเมอื ง คือ คณะรัฐมนตรีใชอ้ านาจตามรฐั ธรรมนูญ กาหนดนโยบายและกากับ
ดูแลการนานโยบายไปส่กู ารปฏบิ ตั ิ

3

- องค์กรฝ่ายปกครอง ใช้อานาจตามพระราชบัญญัติ บังคับใช้กฎหมายและนานโยบาย
ฝาุ ยการเมอื งไปสูก่ ารปฏิบตั ิ อนั เปน็ การใช้อานาจทางปกครอง

(๑) ส่วนราชการ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยระเบียบบริหารราชการแผน่ ดิน ไดแ้ ก่
- ราชการบริหารสว่ นกลาง
- ราชการบรหิ ารสว่ นภมู ภิ าค
- ราชการบรหิ ารส่วนทอ้ งถ่นิ

(๒) รัฐวิสาหกิจ จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา และรูปแบบบริษัทจากัดหรือ
บรษิ ัทจากดั (มหาชน)

(๓) องค์การมหาชน ตามพระราชบัญญตั ิองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒
(๔) หน่วยงานอื่นของรัฐ
องค์กรของรัฐฝุายตุลาการ มีอานาจในการพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปตามบทบัญญัติ
ของรฐั ธรรมนูญและกฎหมาย

- ศาลรฐั ธรรมนญู
- ศาลยุตธิ รรม
- ศาลปกครอง
- ศาลทหาร
โดยแต่ละศาล มีสานักงานศาลของตัวเองเพื่อปฏิบัติงานด้านธุรการ หรืองานอื่น
นอกเหนือจากการพิจารณาพพิ ากษาคดี
องคก์ รตามรฐั ธรรมนญู
(๑) องค์กรอสิ ระ
- คณะกรรมการการเลอื กตงั้
- ผู้ตรวจการแผน่ ดนิ
- คณะกรรมการปูองกนั และปราบปรามการทุจรติ แหง่ ชาติ
- คณะกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดนิ
- คณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหง่ ชาติ

4

(๒) องคก์ รอัยการ

โดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จะมีสานักงานของแต่ละองค์กรสาหรับปฏิบัติงานด้านธุรการ
บรหิ ารงานบคุ คล และกิจการอ่ืนใดที่มิไดเ้ ป็นการใชอ้ านาจโดยแท้ของแตล่ ะองค์กร

พ.ร.บ.จัดตง้ั ศาลปกครองและวธิ พี ิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

หน่วยงานทางปกครอง หมายความวา่ กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น
และมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถ่ิน รัฐวิสาหกิจที่ต้ังขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือ
พระราชกฤษฎีกา หรอื หนว่ ยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อานาจ
ทางปกครองหรือใหด้ าเนินกิจการทางปกครอง

พ.ร.บ.ความรบั ผดิ ทางละเมิดของเจ้าหนา้ ท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙

หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการท่ีเรียกชื่ออย่างอื่น
และมฐี านะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการสว่ นทอ้ งถ่ิน และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งข้ึนโดยพระราชบัญญัติหรือ
พระราชกฤษฎกี า และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากาหนดให้เป็นหน่วยงาน
ของรฐั ตามพระราชบญั ญตั นิ ด้ี ว้ ย

พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการ
ส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ศาลเฉพาะในส่วนที่ไม่เก่ียวกับการพิจารณาพิพากษาคดี
องค์กรควบคุมการประกอบวิชาชพี หน่วยงานอสิ ระของรฐั และหนว่ ยงานอ่ืนตามที่กาหนดในกฎกระทรวง

พ.ร.บ.การจัดซอื้ จัดจา้ งและการบรหิ ารพสั ดภุ าครฐั พ.ศ. ๒๕๖๐

หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการ
ส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ องค์การมหาชน องค์กรอิสระ องค์กร
ตามรัฐธรรมนูญ หน่วยธุรการของศาล มหาวิทยาลัยในกากับของรัฐ หน่วยงานสังกัดรัฐสภาหรือในกากับ
ของรัฐสภา หนว่ ยงานอิสระของรฐั และหน่วยงานอืน่ ตามที่กาหนดในกฎกระทรวง

พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒

หนว่ ยงานของรัฐ หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการท่ีเรียกช่ืออย่างอื่นและมี
ฐานะเปน็ กรม ราชการส่วนภมู ภิ าค ราชการสว่ นท้องถน่ิ รฐั วิสาหกจิ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐ
ท้ังน้ี ไม่ว่าจะอยู่ในบังคับบัญชาหรือกากับดูแลของฝุายนิติบัญญัติ ฝุายบริหาร ฝุายตุลาการ องค์กรอัยการ
หรอื องค์กรอสิ ระ

5

คาวนิ จิ ฉัยของศาลปกครองเกี่ยวกับหนว่ ยงานทางปกครอง

ส่วนราชการ

สานักงานปฏิรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม เป็นส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น มีฐานะเป็นกรม
ส่วนสานักงานปฏิรปู ท่ดี นิ เพือ่ เกษตรกรรมจังหวดั เปน็ หนว่ ยงานในสังกดั สานักงานปฏิรูปท่ีดินเพื่อเกษตรกรรม
ทงั้ สองหนว่ ยงานจึงเป็นหนว่ ยงานทางปกครอง (คาส่งั ที่ ๒๓๕/๒๕๕๔)

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เป็นส่วนราชการตามกฎหมายปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และมี
ฐานะเป็นกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง (คาสั่งท่ี
๑๔๕/๒๕๕๑)

สานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเป็นส่วนราชการและมีฐานะเป็นกรม จึงเป็น
หน่วยงานทางปกครอง (คาสงั่ ที่ ๘๑/๒๕๖๒)

มหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นสถานศึกษาและวิจัย เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรมในสานักงาน
คณะกรรมการการอุดมศกึ ษาตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.มหาวิทยาลยั นเรศวร พ.ศ. ๒๕๓๓ ประกอบกับมาตรา
๖๕ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ มหาวิทยาลัยนเรศวร
จึงเป็นหนว่ ยงานทางปกครอง (คาสั่งที่ ๘๔/๒๕๖๒)

สานักงานคณะกรรมการปูองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นส่วนราชการท่ีเป็น
หน่วยงานอิสระตามรฐั ธรรมนญู มีฐานะเป็นกรมตามกฎหมายวา่ ด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามความ
ในมาตรา ๑๐๔ แห่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปูองกันและปราบปรามการทุจริต จึงเป็น
หน่วยงานทางปกครอง (คาพพิ ากษาที่ อ. ๑๔๐๐/๒๕๕๘ และที่ อ. ๗๑๑/๒๕๕๙)

สานักงานตารวจแห่งชาติ เป็นส่วนราชการตามกฎหมายปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม
มีฐานะเป็นกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนสานักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด
เชียงใหม่ เป็นหน่วยงานในสังกัดของสานักงานตารวจแห่งชาติ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง (คาสั่งที่ ๒๑๒/
๒๕๕๙)

องค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล
ตามกฎหมายว่าดว้ ยองค์การบริหารส่วนจงั หวัด จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง (คาสง่ั ท่ี ๒๕๓/๒๕๕๐)

เทศบาลนคร เป็นราชการส่วนท้องถ่ินตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
และเป็นทบวงการเมอื งตามกฎหมายว่าด้วยเทศบาล จึงเปน็ หนว่ ยงานทางปกครอง (คาส่ังท่ี ๓๐๕/๒๕๔๙)

เทศบาลเมือง เปน็ ราชการส่วนท้องถิน่ จึงเปน็ หน่วยงานทางปกครอง (คาส่งั ที่ ๓๑๔/๒๕๖๐)

เทศบาลตาบล เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง (คาพิพากษาที่
อ. ๒๔๕/๒๕๕๑)

6

องค์การบริหารส่วนตาบล มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการส่วนท้องถ่ิน มีอานาจหน้าที่
ตามกฎหมายว่าด้วยองคก์ ารบริหารส่วนตาบล จงึ เป็นหนว่ ยงานทางปกครอง (คาพิพากษาที่ อ. ๔๕/๒๕๔๘)

กรุงเทพมหานคร มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถ่ินและเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่า
ด้วยระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร มีอานาจหน้าท่ีดาเนินกิจการในเขตกรุงเทพมหานครในเรื่อง
ต่างๆ โดยให้จัดระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครเป็นสานักงานเขต จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง
(คาส่งั ท่ี ฟ. ๔๙/๒๕๔๙)

รัฐวิสาหกิจก

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งข้ึนโดย พ.ร.บ.การไฟฟูาส่วนภูมิภาค พ.ศ.
๒๕๐๓ จงึ เป็นหนว่ ยงานทางปกครอง (คาสัง่ ที่ ๓๓๘/๒๕๖๐)

การยางแห่งประเทศไทย เปน็ รฐั วิสาหกจิ ท่ีจดั ตง้ั ข้นึ โดย พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.
๒๕๕๘ (คาสงั่ ที่ คบ. ๙๖/๒๕๕๙)

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งข้ึนตาม พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์
พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงเปน็ หน่วยงานทางปกครอง (คาสงั่ ที่ ๖๓๗/๒๕๕๘)

การทางพเิ ศษแหง่ ประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกจิ ทจี่ ัดตัง้ ขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่
๒๙๐ ลงวนั ที่ ๒๗ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๕๑๕ และต่อมาได้มี พ.ร.บ.การทางพเิ ศษแหง่ ประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐
ประกาศใช้บงั คับแทน จงึ มีฐานะเป็นหนว่ ยงานทางปกครอง (คาพพิ ากษาที่ อ. ๗๙๘/๒๕๕๙)

องค์การเภสัชกรรม เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดต้ังข้ึนตาม พ.ร.บ. องค์การเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๐๙
จงึ เป็นหน่วยงานทางปกครอง (คาสงั่ ที่ ๒๕๐/๒๕๕๔)

สถาบันการบินพลเรือน เป็นรัฐวิสาหกิจท่ีจัดต้ังขึ้นตาม พ.ร.ฎ.จัดต้ังสถาบันการบินพลเรือน
พ.ศ. ๒๕๓๕ จงึ เป็นหนว่ ยงานทางปกครอง (คาส่ังที่ คบ. ๑๖๐/๒๕๖๐)

องค์การมหาชน

สถาบันเทคโนโลยีปูองกนั ประเทศ (องคก์ ารมหาชน) เป็นองค์การมหาชน และเป็นหน่วยงาน
อ่ืนของรัฐที่จัดตั้งข้ึนตาม พ.ร.ฎ.จัดต้ังสถาบันเทคโนโลยีปูองกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๑
จึงมฐี านะเปน็ หน่วยงานทางปกครอง (คาสัง่ ท่ี ๖๕๐/๒๕๕๓)

สานกั งานบรหิ ารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มีฐานะเป็นองค์การมหาชน สังกัด
สานกั นายกรฐั มนตรี (คาพิพากษาท่ี อ. ๔๓๖/๒๕๖๑ )

7

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) เป็นองค์การมหาชนที่จัดต้ังข้ึน
โดย พ.ร.ฎ. ที่ออกตามความในมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ และเป็นหน่วยงานของรัฐ
ตามมาตรา ๖ แหง่ พ.ร.บ.เดยี วกัน จงึ เปน็ หนว่ ยงานทางปกครอง (คาพพิ ากษาท่ี อบ. ๑๕/๒๕๕๙)

หน่วยงานอ่นื ของรฐั

สานักงานคณะกรรมการกากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยเป็นนิติบุคคล
มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐท่ีไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ ท่ีได้รับมอบหมายให้ใช้อานาจ
ทางปกครองหรือให้ดาเนินกิจการทางปกครอง จึงเป็นหน่วยงานอ่ืนของรัฐซ่ึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง
(คาสง่ั ที่ ๑๒/๒๕๖๐ และคาพพิ ากษาที่ อ. ๑๓๒/๒๕๖๔)

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานท่ีจัดต้ังขึ้นโดยกฎหมาย มีฐานะเป็นนิติ
บุคคล อยู่ภายใต้การกากับและควบคุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ
ประเภทหนว่ ยงานอืน่ ของรฐั อนั มีฐานะเปน็ หน่วยงานทางปกครอง (คาพพิ ากษาที่ อ. ๕๐๒/๒๕๕๔)

สถาบันคุ้มครองเงินฝากเป็นหน่วยงานของรัฐท่ีไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสา หกิจ
ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น จึงถือเป็นหน่วยงานอ่ืนของรัฐซ่ึงเป็นหน่วยงาน
ทางปกครอง (คาพิพากษาที่ อ. ๕๘๖/๒๕๖๐)

กองทุนฟ้ืนฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นนิติบุคคลซึ่งไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ
ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่ม
ของเกษตรกรในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร ฟ้ืนฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม
ของเกษตรกรตามมาตรา ๕ วรรคสอง และมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนา
เกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐและถือเป็นหน่วยงานทางปกครอง (คาสั่งที่ คบ. ๖๗/
๒๕๖๓)

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษา
เอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ มีวตั ถปุ ระสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทาการสอน ทาการ
วิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทานุบารุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับ
มอบหมายให้ดาเนินกิจการดังกล่าวตามกฎหมาย จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองเฉพาะในกรณีท่ีได้รับ
มอบหมายใหใ้ ชอ้ านาจทางปกครองหรอื ใหด้ าเนนิ กจิ การทางปกครองดังกล่าว (คาสั่งที่ ๖๗/๒๕๕๔)

สถาบันเทคโนโลยีแห่งอโยธยา เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ประเภทสถาบันตามมาตรา ๙
วรรคหนงึ่ (๒) แหง่ พ.ร.บ.สถาบัน อุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริม
วิชาการและวิชาชีพช้ันสูง ทาการสอน ทาการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทานุบารุงศิลปะและ
วฒั นธรรมของชาติ โดยรฐั ให้เงนิ อุดหนนุ รวมท้ังให้การอุดหนนุ และสง่ เสริมสถาบัน อุดมศึกษาเอกชนอีกหลาย
ประการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งอโยธยาจึงมีฐานะเป็นหน่วยงานเอกชนท่ีได้รับมอบหมายจากรัฐให้ใช้อานาจ

8

ทางปกครองหรือดาเนินกิจการทางปกครองเกี่ยวกับการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอันเข้าลักษณ ะ
เปน็ หนว่ ยงานทางปกครอง (คาสั่งท่ี คผ. ๖๔/๒๕๖๒)

บริษัท รถไฟฟูา ร.ฟ.ท. จากัด มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจากัด จัดตั้งข้ึน
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ และเปน็ รฐั วิสาหกจิ ตามมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.
๒๕๐๒ มีวตั ถุประสงคใ์ นการประกอบกจิ การรถไฟ ดาเนนิ ธุรกจิ อนั เกี่ยวกับการขนส่งคนโดยสาร ขนถ่ายสินค้า
เป็นต้น อันเป็นกิจการขนส่งสาธารณะซ่ึงเป็นการจัดทาบริการสาธารณะอย่างหน่ึง บริษัท รถไฟฟูา ร.ฟ.ท.
จากัดจึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อานาจทางปกครองหรือให้ดาเนินกิจการทางปกครองอันเป็น
หน่วยงานทางปกครอง (คาสัง่ ท่ี คบ. ๒๑๕/๒๕๖๐)

แม้ปัจจุบันบริษัทไปรษณีย์ไทย จากัด จะจดทะเบียนจัดต้ังข้ึนตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ แต่เม่ือเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อานาจทางปกครองหรือให้ดาเนินกิจการ
ทางปกครองจงึ เปน็ หน่วยงานทางปกครอง (คาพิพากษาท่ี อ. ๑๐๓๖/๒๕๕๘)

บริษัท ทีโอที จากัด (มหาชน) เป็นบริษัทมหาชนจากัดซึ่งจัดต้ังขึ้นและรับโอนกิจการ
ตลอดจนสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดทั้งหมดมาจาก ทศท. โดยมีอานาจหน้าท่ีประกอบกิจการโทรศัพท์ จึงถือ
เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อานาจทางปกครองในกิจการโทรคมนาคมอันเป็นการจัดทาบริก าร
สาธารณะ จึงมสี ถานะเปน็ หน่วยงานทางปกครอง (คาพิพากษาที่ อ. ๑๓๗๒/๒๕๕๘)

ไมใ่ ชห่ นว่ ยงานทางปกครอง

สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จากัด มีฐานะเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตาม
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ มิใช่หนว่ ยงานทางปกครอง (คาสงั่ ที่ คร. ๑๖/๒๕๖๑)

การฌาปนกิจสงเคราะห์ของกระทรวงสาธารณสุข จัดตั้งข้ึนโดยการจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.
การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. ๒๕๔๕ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิได้เป็น
กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการท่ีเรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วน
ท้องถ่ิน รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดย พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ฎ. หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ จึงมิใช่หน่วยงานทางปกครอง
(คาส่ังท่ี ๖๗๗/๒๕๖๐)

สภากาชาดไทย แม้จะมีฐานะเป็นนิติบุคคลและจัดตั้งข้ึนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสภากาชาดไทย
พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ ก็ตาม แต่เม่ือวัตถุประสงค์ในการจัดต้ังมิได้เป็นไปเพ่ือกิจการทางปกครอง ดังน้ัน
สภากาชาดไทยจงึ มิใช่หน่วยงานทางปกครอง (คาสัง่ ที่ คร. ๖๔/๒๕๖๑)

สมาคมสโมสรจังหวัดนครลาปาง เป็นสมาคมท่ีจัดตั้งข้ึนโดยการจดทะเบียนตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มิได้เป็นกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการท่ี
เรียกชื่ออยา่ งอน่ื และมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถ่ิน รัฐวิสาหกิจที่ตั้งข้ึนโดย พ.ร.บ.
หรือ พ.ร.ฎ. หรอื หน่วยงานอน่ื ของรฐั จึงมิใชห่ นว่ ยงานทางปกครอง (คาส่ังท่ี ๗๒/๒๕๕๙)

9

ประเภทของบคุ ลากรภาครัฐ

รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐

มาตรา ๒๗ วรรคหา้

บุคคลผู้เป็นทหาร ตารวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าท่ีอ่ืนของรัฐ และพนักงานหรือลูกจ้างของ
องค์กรของรัฐย่อมมีสิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับบุคคลท่ัวไป เว้นแต่ท่ีจากัดไว้ในกฎหมายเฉพาะในส่วนท่ี
เก่ยี วกับการเมอื ง สมรรถภาพ วนิ ยั หรอื จรยิ ธรรม

มาตรา ๖๘ วรรคสอง

รฐั พึงมีมาตรการคมุ้ ครองเจ้าหน้าท่ีของรฐั ในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าท่ีได้
โดยเครง่ ครดั ปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงาใดๆ

มาตรา ๗๗ วรรคสาม

รัฐพึงใช้ระบบอนุญาตและระบบคณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะกรณีที่จาเป็น พึงกาหนด
หลกั เกณฑก์ ารใชด้ ุลพนิ ิจของเจา้ หน้าที่ของรฐั และระยะเวลาในการดาเนนิ การตามข้นั ตอนต่างๆ ท่ีบัญญัติไว้ใน
กฎหมายใหช้ ัดเจน และพึงกาหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง

มาตรา ๙๘

บุคคลตอ้ งห้ามมใิ หใ้ ช้สิทธิสมัครรบั เลือกตัง้ เป็นสมาชกิ สภา ผ้แู ทนราษฎร

(๑๒) เป็นข้าราชการซ่ึงมีตาแหน่งหรอื เงนิ เดอื นประจานอกจากข้าราชการการเมือง

(๑๕) เป็นพนักงานหรอื ลูกจา้ งของหนว่ ยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็น
เจ้าหนา้ ท่อี ืน่ ของรฐั

(๑๖) เปน็ ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดารงตาแหน่งในองคก์ รอสิ ระ

มาตรา ๑๘๐

พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งข้าราชการฝุายทหารและฝุายพลเรือนตาแหน่งปลัดกระทรวง
อธิบดี และเทียบเท่า และทรงให้พ้นจากตาแหน่ง เว้นแต่กรณีท่ีพ้นจากตาแหน่งเพราะความตาย เกษียณอายุ
หรือพน้ จากราชการเพราะถูกลงโทษ

มาตรา ๑๘๑

ขา้ ราชการและพนักงานของรฐั ซึง่ มีตาแหนง่ หรือเงินเดือนประจาและมิใช่ข้าราชการการเมือง
จะเปน็ ขา้ ราชการการเมืองหรอื ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมืองอ่นื มิได้

10

มาตรา ๑๘๕ สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรหรอื สมาชกิ วฒุ ิสภา ต้องไมใ่ ช้สถานะหรือตาแหน่งเข้า

แทรกแซง

(๓) การบรรจุ แต่งต้ัง โยกย้าย โอน เลื่อนตาแหน่ง เล่ือนเงินเดือนหรือการให้พ้นจาก
ตาแหน่งของข้าราชการซ่ึงมีตาแหน่งหรือเงินเดือนประจาและมิใช่ข้าราชการการเมือง พนักงาน หรือลูกจ้าง
ของหนว่ ยราชการ หน่วยงานของรฐั รฐั วิสาหกิจ กิจการทร่ี ฐั ถือห้นุ ใหญ่ หรือราชการส่วนทอ้ งถน่ิ

มาตรา ๑๘๖ วรรคสอง

รัฐมนตรีต้องไม่ใช้สถานะหรือตาแหน่งกระทาการใดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม อันเป็น
การก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าท่ีของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเองของผู้อ่ืน หรือ
ของพรรคการเมอื งโดยมิชอบตามท่ีกาหนดในมาตรฐานทางจริยธรรม

ข้าราชการการเมือง

ขา้ ราชการการเมอื ง หมายถงึ ข้าราชการทีฝ่ าุ ยการเมืองเปน็ ผใู้ ห้ความเห็นชอบในการแต่งต้ัง
และพ้นจากตาแหน่ง โดยข้าราชการการเมืองจะทาหน้าท่ีเป็นผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานของฝุายการเมือง
ซ่ึงโดยท่ัวไปข้าราชการการเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามตัวของผู้ดารงตาแหน่งในฝุายการเมือง รวมท้ัง
เหตุผลสมควรทางการเมอื ง

ข้าราชการการเมืองต้องเป็นผู้ดารงตาแหน่งที่กาหนดไว้ในมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบ
ข้าราชการการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๓๕

ข้าราชการการเมือง รวมถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เลขานุการ
ประธานสภากรุงเทพมหานคร เลขานุการรองประธานสภากรุงเทพมหานคร ประธานที่ปรึกษาและท่ีปรึกษา
ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา ๕๘ วรรคหน่ึง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ
กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘

ข้าราชการทหาร

ข้าราชการทหาร หมายความว่า ข้าราชการประจาการ และข้าราชการกลาโหม พลเรือน
ทบ่ี รรจใุ นตาแหนง่ อัตราทหาร

ทหารกองประจาการ หมายความว่า ทหารกองประจาการตามกฎหมายว่าด้วยการรับ
ราชการทหาร

นักเรียนในสังกัดกลาโหม หมายความว่า นักเรียนท่ีเข้าศึกษาในโรงเรียนของทางราชการ
ทหารตามที่กระทรวงกลาโหมกาหนด (พ.ร.บ.ระเบยี บขา้ ราชการทหาร พ.ศ. ๒๕๒๑)

11

ข้าราชการฝา่ ยพลเรือน

ข้าราชการฝ่ายพลเรือน หมายความว่า ข้าราชการพลเรือน และข้าราชการอ่ืนในกระทรวง
กรมฝุายพลเรือน ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทนั้น (มาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบ
ขา้ ราชการพลเรอื น พ.ศ. ๒๕๕๑)

ข้าราชการพลเรือน หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.
ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้รับราชการโดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณในกระทรวง
กรมฝาุ ยพลเรอื น

ขา้ ราชการพลเรอื น มี ๒ ประเภท คือ

(๑) ขา้ ราชการพลเรอื นสามัญ ได้แก่ ข้าราชการพลเรือนซ่ึงรับราชการโดยได้รับบรรจุแต่งต้ัง
ตามท่บี ัญญัตไิ ว้ในลักษณะ ๔ ข้าราชการพลเรือนสามญั

(๒) ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ได้แก่ ข้าราชการพลเรือนซ่ึงรับราชการโดยได้รับบรรจุ
แต่งต้งั ใหด้ ารงตาแหนง่ ในพระองค์พระมหากษตั รยิ ์ตามท่ีกาหนดใน พ.ร.ฎ.

ข้าราชการตารวจ หมายความว่า บุคคลซ่ึงได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.ตารวจ
แหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยไดร้ บั เงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในสานักงานตารวจแห่งชาติ และ
ให้หมายความรวมถึงข้าราชการในสานักงานตารวจแห่งชาติซ่ึงสานักงานตารวจแห่งชาติแต่งต้ังหรือสั่งให้
ปฏบิ ตั ิหน้าที่ราชการตารวจโดยไดร้ บั เงนิ เดือนจากส่วนราชการ รฐั วิสาหกิจ หรอื หนว่ ยงานอืน่ ของรัฐด้วย

ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หมายความว่า บุคคลซ่ึงได้รับการบรรจุและ
แต่งตั้งตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้รับราชการโดยได้รับ
เงินเดือนจากเงินงบประมาณแผ่นดินงบบุคลากรท่ีจ่ายในลักษณะเงินเดือนในกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง
การท่องเทยี่ วและกฬี า กระทรวงวัฒนธรรม หรือกระทรวงอนื่ ทีก่ าหนดใน พ.ร.ฎ.

ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หมายความว่า บุคคลซ่ึงได้รับบรรจุและแต่งต้ังให้
รับราชการตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยได้รับเงินเดือน
จากเงินงบประมาณประเภทเงินเดอื นในสถาบนั อุดมศึกษา

พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้
ทางานในสถาบันอุดมศึกษา โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือเงินรายได้
ของสถาบนั อดุ มศึกษา

สถาบันอุดมศึกษา หมายความว่า สถานศึกษาของรัฐในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา
วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา แต่ไม่รวมถึงสถานศึกษาของรัฐที่มิใช่ส่วน
ราชการ

12

ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม หมายความว่า ข้าราชการซึ่งรับราชการโดยได้รับ
เงนิ เดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในศาลยตุ ธิ รรมหรือสานักงานศาลยุตธิ รรม

มี ๓ ประเภท คอื

(๑) ขา้ ราชการตลุ าการ คือ ขา้ ราชการผมู้ อี านาจและหน้าท่ีในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี
รวมตลอดถงึ ผูช้ ่วยผู้พิพากษา และขา้ ราชการผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่งท่ีเรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา ๑๑
วรรคสอง

(๒) ดะโต๊ะยุติธรรม คือ ข้าราชการซ่ึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้มีอานาจและหน้าที่ในการวินิจฉัย
ช้ีขาดข้อกฎหมายอิสลาม

(๓) ข้าราชการศาลยุติธรรม คือ ข้าราชการผู้มีอานาจหน้าท่ีในทางธุรการซึ่งได้รับการบรรจุ
และแต่งตัง้ ใหเ้ ปน็ ข้าราชการตามกฎหมายวา่ ด้วยระเบียบบรหิ ารราชการศาลยตุ ิธรรม

ข้าราชการศาลปกครอง มีดังนี้

(๑) ข้าราชการตุลาการศาลปกครอง คือ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดตามมาตรา ๑๒
ตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นตามมาตรา ๑๗ และตุลาการประจาศาลปกครองช้ันต้นซ่ึงได้รับการแต่งต้ัง
ตามมาตรา ๑๙

(๒) ขา้ ราชการฝ่ายศาลปกครอง คือ ข้าราชการในสานักงานศาลปกครองซ่ึงได้รับการแต่งต้ัง
ตามมาตรา ๗๘ หรือมาตรา ๗๘/๑ หรอื ได้รบั การบรรจแุ ละแต่งตั้งตามมาตรา ๘๗

ข้าราชการฝ่ายอัยการ หมายความว่า ข้าราชการซ่ึงรับราชการในสานักงานอัยการสูงสุด
โดยไดร้ ับเงินเดอื นจากงบประมาณหมวดเงนิ เดือนในสานักงานอัยการสูงสดุ \

มี ๒ ประเภท คอื

(๑) ข้าราชการอัยการ ได้แก่ ข้าราชการผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่งพนักงานอัยการ
ตามกฎหมายว่าด้วยองคก์ รอัยการและพนกั งานอัยการ

(๒) ขา้ ราชการธรุ การ ได้แก่ ข้าราชการในสานกั งานอัยการสูงสดุ นอกจาก (๑)

ขา้ ราชการรัฐสภา หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการตาม
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๔

มี ๒ ประเภท คือ

(๑) ข้าราชการรัฐสภาสามัญ ได้แก่ ข้าราชการรัฐสภาซ่ึงรับราชการโดยได้รับบรรจุ
และแต่งตงั้ ตามทบ่ี ัญญัตไิ ว้ในหมวด ๓ เชน่ เลขาธกิ ารสภาผ้แู ทนราษฎร เลขาธิการวฒุ สิ ภา เปน็ ตน้

13

(๒) ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ได้แก่ ข้าราชการรัฐสภาซึ่งรับราชการในตาแหน่ง
การเมืองของรฐั สภาตามทบี่ ญั ญัตไิ ว้ในหมวด ๔ เชน่ ทป่ี รกึ ษาประธานรฐั สภา โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร
เลขานกุ ารประธานรฐั สภา ผู้ช่วยเลขานุการประธานรฐั สภา เป็นตน้

ขา้ ราชการสว่ นท้องถ่ิน

พนักงานส่วนท้องถิ่น หมายความว่า ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด พนักงาน
เทศบาล พนักงานส่วนตาบล ข้าราชการกรุงเทพมหานคร พนักงานเมืองพัทยา และข้าราชการหรือพนักงาน
ขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินอื่นท่ีมีกฎหมายจัดต้ัง ซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งต้ังให้ปฏิบัติราชการโดยได้รับ
เงินเดือนจากงบประมาณหมวดเงินเดือนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือจากเงินงบประมาณหมวดเงิน
อุดหนุนของรัฐบาลท่ีให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนามาจัดเป็นเงินเดือน
ของข้าราชการหรอื พนกั งานสว่ นท้องถน่ิ

ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด หมายความว่า ข้าราชการที่ปฏิบัติกิจการของ
องค์การบริหารส่วนจังหวัดและได้รับเงินเดือนโดยมีอัตราเงินเดือนและตาแหน่งในงบประมาณที่องค์การ
บรหิ ารสว่ นจงั หวดั กาหนดข้ึน

ในจังหวัดหน่ึงให้มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด ประกอบด้วยสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
และนายกองคก์ ารบริหารสว่ นจังหวัด

องคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวัดเป็นนิติบคุ คล และเป็นราชการสว่ นทอ้ งถ่ิน

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การ
บรหิ ารส่วนจงั หวดั ตามกฎหมาย และเปน็ ผ้บู ังคับบัญชาขา้ ราชการและลกู จา้ งองค์การบริหารสว่ นจงั หวัด

พนักงานเทศบาล หมายความว่า พนักงานเทศบาลซ่ึงได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ปฏิบัติ
ราชการโดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณหมวดเงินเดือนของเทศบาล และให้หมายความรวมถึงพนักงานครู
เทศบาลหรือพนักงานเทศบาลอ่ืนที่ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินอุดหนุนของรัฐบาลและ
เทศบาลนามาจดั เปน็ เงนิ เดอื น

เทศบาลเปน็ ทบวงการเมือง มี ๓ ประเภท คือ เทศบาลตาบล เทศบาลเมอื ง และเทศบาลนคร

องค์การของเทศบาล ประกอบดว้ ย สภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี

นายกเทศมนตรีควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการของเทศบาลและเป็น
ผู้บังคับบัญชาพนักงานเทศบาลและลูกจา้ งเทศบาล

พนักงานส่วนตาบล หมายความว่า พนักงานส่วนตาบลซึ่งได้รับบรรจุและแต่งต้ัง
ตามประกาศ ก.อบต.จังหวัด เรื่อง หลักเกณฑ์และเง่ือนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหาร

14

ส่วนตาบล ให้รับราชการในองค์การบริหารส่วนตาบล โดยมีตาแหน่งและได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณ
หมวดเงินเดอื นในองคก์ ารบริหารส่วนตาบล

องค์การบริหารส่วนตาบลมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น
ประกอบด้วย สภาองคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบล และนายกองค์การบรหิ ารส่วนตาบล

นายกองค์การบริหารส่วนตาบลควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การ
บริหารส่วนตาบลตามกฎหมาย และเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานส่วนตาบลและลูกจ้างขององค์การบริหาร
ส่วนตาบล

ข้าราชการกรุงเทพมหานคร หมายความว่า บุคคลซ่ึงได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้รับ
ราชการโดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนของกรุงเทพมหานครหรือจากเงินงบประมาณ
หมวดเงินอุดหนุนของรัฐบาลที่ให้แก่กรุงเทพมหานครและกรุงเทพมหานครนา มาจัดเป็นเงินเดือนของ
ข้าราชการกรงุ เทพมหานคร

ขา้ ราชการกรงุ เทพมหานครมี ๓ ประเภท คือ

(๑) ขา้ ราชการกรงุ เทพมหานครสามญั

(๒) ข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษากรุงเทพมหานคร

(๓) ขา้ ราชการกรุงเทพมหานครในสถาบันอดุ มศกึ ษา

กรงุ เทพมหานครมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเปน็ ราชการบริหารสว่ นทอ้ งถ่นิ

การบริหารกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย สภากรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานคร

พนักงานเมืองพัทยา หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งต้ังให้รับราชการ
โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนของเมืองพัทยาหรือจากเงินงบประมาณ หมวดเงิน
อดุ หนนุ ของรฐั บาลที่ให้แกเ่ มืองพัทยาและเมืองพทั ยานามาจดั เป็นเงินเดือนของข้าราชการเมืองพัทยา

เมืองพัทยาเป็นองคก์ รปกครองส่วนท้องถน่ิ มีฐานะเปน็ นติ ิบคุ คล

การบรหิ ารเมอื งพทั ยาประกอบดว้ ย สภาเมอื งพทั ยา และนายกเมอื งพทั ยา

นายกเมืองพัทยาควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารกิจการของเมืองพัทยาและเป็น
ผบู้ ังคับบัญชาพนักงานเมืองพทั ยาและลกู จา้ งเมืองพัทยา

15

พนกั งานอ่นื ของรัฐ

รฐั วสิ าหกจิ - ผวู้ า่ การ/ผอู้ านวยการ
- พนกั งานรฐั วิสาหกจิ

องค์การมหาชน - ผู้อานวยการ
-.พนักงาน/เจา้ หนา้ ที่องค์การมหาชน

มหาวทิ ยาลัยในกากับของรัฐ - พนกั งานมหาวทิ ยาลัย

พนักงานมหาวิทยาลัย คือ บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ
ในสถาบนั อดุ มศกึ ษา โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดิน หรือเงินรายได้ของสถาบัน
อุดมศกึ ษา

พนกั งานราชการ

พนักงานราชการ หมายถึง บุคคลซ่ึงได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างโดยได้รับค่าตอบแทนจาก
งบประมาณของสว่ นราชการ เพ่ือเป็นพนกั งานของรัฐในการปฏิบัติงานใหก้ ับส่วนราชการนั้น

พนักงานกระทรวงสาธารณสุข

พนักงานกระทรวงสาธารณสุข หมายถึง บุคคลซ่ึงได้รับการจ้างและได้รับเงินค่าจ้างจากเงิน
รายไดข้ องหนว่ ยบริการในสังกดั กระทรวงสาธารณสุข

พนกั งานจา้ ง

พนกั งานจา้ งตามภารกจิ หมายถึง พนกั งานจา้ งทมี่ ลี กั ษณะงานเป็นการส่งเสริมหรือสนับสนุน
การทางานของพนักงานส่วนท้องถ่ิน หรอื งานท่ตี อ้ งใชท้ ักษะเฉพาะบุคคล

พนักงานจ้างผู้เช่ียวชาญพิเศษ หมายถึง พนักงานจ้างท่ีมีลักษณะงานเป็นที่ปรึกษา โดยเป็น
ผู้ที่มคี วามเช่ยี วชาญพิเศษเฉพาะดา้ น

พนักงานจา้ งท่วั ไป หมายถงึ พนกั งานจ้างท่มี ลี ักษณะงานเป็นการใช้แรงงานทั่วไปซึ่งไม่ต้องใช้
ความรหู้ รือทักษะเฉพาะด้าน

ลกู จ้างประจา

ลูกจ้างประจา หมายความว่า ลูกจ้างรายเดือน รายวัน และรายชั่วโมงที่จ้างไว้ปฏิบัติงานท่ีมี
ลักษณะประจา โดยไมม่ กี าหนดเวลาตามอตั ราและจานวนทีก่ าหนดไว้ เชน่ ตาแหนง่ พนักงานขับรถ

16

ลกู จ้างชั่วคราว

ลกู จ้างชวั่ คราว หมายความวา่ ลกู จ้างรายเดอื น รายวัน และรายชั่วโมงทจ่ี ้างไว้ปฏิบัติงานที่มี
ลักษณะช่วั คราว และหรือมีกาหนดเวลาจา้ ง แต่ทั้งนี้ระยะเวลาการจ้างต้องไมเ่ กนิ ปีงบประมาณ

เงินคา่ จา้ งทไี่ ดร้ บั อาจจา่ ยจากเงินงบประมาณ หรอื เงินนอกงบประมาณ กไ็ ด้

มีลักษณะการปฏิบัติงานเพียงชั่วระยะเวลาหน่ึงเท่าน้ัน สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ในบาง
ประเภทจึงไมไ่ ดร้ บั หรอื บางประเภทอาจไดร้ ับนอ้ ยกว่าลูกจา้ งประจา

พ.ร.บ.จดั ต้งั ศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

เจ้าหนา้ ทขี่ องรัฐ หมายความวา่

(๑) ขา้ ราชการ พนกั งาน ลกู จ้าง คณะบุคคล หรือผู้ที่ปฏบิ ัติงานในหนว่ ยงานทางปกครอง

(๒) คณะกรรมการวินิจฉยั ข้อพพิ าท คณะกรรมการหรือบคุ คลซึง่ มกี ฎหมายใหอ้ านาจในการ
ออกกฎ คาสง่ั หรอื มติใดๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล และ

(๓) บคุ คลท่ีอย่ใู นบังคับบัญชาหรอื ในกากับดแู ลของหน่วยงานทางปกครอง หรอื เจา้ หน้าที่
ของรัฐตาม (๑) หรอื (๒)

คาวินจิ ฉยั ของศาลปกครองเกยี่ วกบั เจา้ หน้าท่ขี องรัฐ

ข้าราชการ พนักงาน ลกู จ้าง คณะบุคคล หรอื ผู้ท่ปี ฏบิ ัตงิ านในหน่วยงานทางปกครอง

- นายทะเบียนมลู นธิ กิ รงุ เทพมหานครเป็นข้าราชการซ่ึงกฎหมายกาหนดให้มีอานาจหน้าท่ีใน
การรับจดทะเบียนและออกใบสาคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่มูลนิธิ แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ
ตลอดจนตรวจตราและควบคุมดแู ลการดาเนินกจิ การของมูลนิธิให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของมูลนิธิ
จงึ มฐี านะเป็นเจ้าหนา้ ทข่ี องรัฐ (คาส่ังที่ ๑๙๗/๒๕๕๔)

- ปฏิรูปที่ดินจังหวัดกาญจนบุรีเป็นข้าราชการในสังกัดสานักงานการปฏิรูปที่ดิน
เพอื่ เกษตรกรรม จงึ มีฐานะเป็นเจา้ หน้าทขี่ องรัฐ (คาสั่งท่ี ๒๓๕/๒๕๕๔)

- ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกองทุนสงเคราะห์ ซึ่งมีกฎหมายกาหนดให้มี
อานาจหน้าที่ในการกากับดูแลจัดการกองทุนสงเคราะห์ และเป็นผู้มีอานาจทาสัญญาจ้างผู้อานวยการกองทุน
สงเคราะห์ในนามของกองทุนสงเคราะห์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกองทุนฯ จึงมีฐานะ
เป็นเจ้าหนา้ ทข่ี องรฐั (คาสั่งท่ี ๑๔๘/๒๕๕๕)

- เม่ือองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานท่ีได้รับ
มอบหมายให้ดาเนินการบริการสาธารณะด้านการกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ อันเป็นกิจการ

17

ทางปกครองและใช้อานาจทางปกครองในการดาเนินกิจการดังกล่าว จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังนั้น
ผูอ้ านวยการฯ ซ่ึงเป็นผู้แทนขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย จึงมีฐานะเป็น
เจ้าหน้าที่ของรฐั (คาพิพากษาที่ อ. ๒๕๒/๒๕๖๐)

- เม่ือองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานท่ีได้รับ
มอบหมายให้ดาเนินการบริการสาธารณะด้านการกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ อันเป็นกิจกา ร
ทางปกครองและใช้อานาจทางปกครองในการดาเนินกิจการดังกล่าว จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังนั้น
ผูอ้ านวยการฯ ซึ่งเป็นผู้แทนขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย จึงมีฐานะเป็น
เจ้าหนา้ ทข่ี องรฐั (คาพพิ ากษาที่ อ. ๒๕๒/๒๕๖๐)

- สถาบันการบินพลเรือน เป็นรัฐวิสาหกิจท่ีจัดตั้งข้ึนตาม พ.ร.ฎ. จัดต้ังสถาบันการบิน
พลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังน้ัน หัวหน้าสานักงานตรวจสอบภายใน สังกัด
สถาบันการบนิ พลเรือน จงึ ถอื เปน็ เจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั (คาส่งั ที่ คบ. ๑๖๐/๒๕๖๐)

- ผู้อานวยการวิทยาลัยการอาชีพเวียงเชียงรุ้งเป็นผู้ปฏิบัติงานในวิทยาลัยการอาชีพ
เวียงเชียงรุ้ง ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังน้ัน ผู้อานวยการวิทยาลัยการอาชีพเวียงเชียงรุ้งจึงมีฐานะเป็น
เจ้าหนา้ ท่ขี องรัฐ (คาพิพากษาท่ี อ. ๗๘/๒๕๖๐)

- สถาบันการบินพลเรือน เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งข้ึนตาม พ.ร.ฎ. จัดตั้งสถาบันการบิน
พลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังนั้น หัวหน้าสานักงานตรวจสอบภายใน
สังกัดสถาบันการบนิ พลเรอื น จงึ ถือเป็นเจา้ หน้าทขี่ องรัฐ (คาสั่งท่ี คบ. ๑๖๐/๒๕๖๐)

- ผู้อานวยการวิทยาลัยการอาชีพเวียงเชียงรุ้งเป็นผู้ปฏิบัติงานในวิทยาลัยการอาชี พ
เวียงเชียงรุ้ง ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังนั้น ผู้อานวยการวิทยาลัยการอาชีพเวียงเชียงรุ้งจึงมีฐานะเป็น
เจา้ หน้าทีข่ องรฐั (คาพิพากษาที่ อ. ๗๘/๒๕๖๐)

- กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้จัดการส่วนจัดหาและคลังพัสดุ เป็นพนักงานที่ปฏิบัติงาน
ในบริษัทไปรษณีย์ไทย จากัด ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนคณะกรรมการประกวดราคาการจัดซ้ือ
รถยนต์ขนส่งไปรษณีย์ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จากัด เป็นคณะบุคคลที่ปฏิบัติงานในบริษัทฯ จึงถือเป็น
เจ้าหน้าทีข่ องรัฐ (คาพพิ ากษาที่ อ. ๑๐๓๖/๒๕๕๘)

- เมื่อสานักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพ่ือยกระดับชุมชน (สพช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใน
ของสานักงานปลัดสานักนายกรัฐมนตรี ทาหน้าที่บริหารจัดการโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน
และชมุ ชน (SML) ดงั นัน้ คณะกรรมการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ของหมู่บ้านวังกระดาน
จึงเป็นเจา้ หน้าทีข่ องรัฐ(คาพพิ ากษาที่ อ. ๑๒๔๙/๒๕๕๘)

18

คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท คณะกรรมการหรือบุคคลซ่ึงมีกฎหมายให้อานาจในการออก
กฎ คาสง่ั หรือมตใิ ดๆ ท่ีมผี ลกระทบต่อบคุ คล

- คณะกรรมการปูองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นคณะบุคคลซึ่งมีกฎหมาย
ให้อานาจในการออกกฎ คาส่ัง หรือมติใดๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล และการแต่งต้ังคณะอนุกรรมการไต่สวน
เพ่ือทาการไต่สวนข้อเท็จจริง เป็นการกระทาในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกาหนดซ่ึงเป็นอานาจหน้าที่
ทางปกครอง คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเป็นเจา้ หนา้ ที่ของรัฐ (คาสงั่ ท่ี ๖๙๓/๒๕๕๙)

- คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นคณะกรรมการของสานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
มีอานาจหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๑๓ แห่ง พ.ร.บ.สานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗
ในการควบคุมดูแลกจิ การ และวางนโยบายของสานกั งานสลากกินแบง่ รฐั บาล โดยอานาจหน้าที่เช่นว่าน้ีรวมถึง
การออกระเบียบหรือข้อบังคับเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์การกาหนดราคา วิธีการจาหน่าย
และการคัดเลือกตัวแทนจาหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลจึงเป็นเจ้าหน้าท่ี
ของรัฐ (คาสงั่ ที่ คร. ๑๑/๒๕๖๓)

- เมื่อเทศบาลนครมีอานาจหน้าท่ีในการดาเนินกิจการโรงรับจานาหรือสถานสินเชื่อท้องถิ่น
และคณะกรรมการจัดการสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน (จ.ส.ท.) มีอานาจหน้าที่
ในการบริหารจัดการเก่ียวกับกิจการสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น บรรจุ แต่งตั้ง
พิจารณาโทษและถอดถอนพนักงาน เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างของสถานธนานุบาลและสานักงาน จ.ส.ท. ดังนั้น
จ.ส.ท. จึงเปน็ คณะกรรมการซ่ึงมีกฎหมายกาหนด ให้มีอานาจในการออกกฎ คาสั่ง หรือมติใดๆ ท่ีมีผลกระทบ
ต่อบุคคล อันเปน็ เจา้ หน้าท่ีของรัฐ (คาสงั่ ที่ คบ. ๖๘/๒๕๖๑)

ไมใ่ ช่เจา้ หนา้ ทขี่ องรัฐ

- เม่ือสหกรณ์ออมทรัพย์ครูอุดรธานี จากัด มิใช่หน่วยงานท่ีได้รับมอบหมายให้ใช้อานาจ
ทางปกครองหรือให้ดาเนนิ กจิ การทางปกครอง ประธานกรรมการดาเนินการของสหกรณ์ฯ และคณะกรรมการ
สบื สวนขอ้ เทจ็ จริงซง่ึ ไดร้ ับการแต่งตงั้ จากสหกรณฯ์ จงึ มิใช่เจา้ หนา้ ทข่ี องรัฐ (คาสงั่ ท่ี ๕๐๐/๒๕๕๙)

- แม้กฎหมายจะกาหนดให้เจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา
ก็เป็นการกาหนดเพียงเพื่อให้มีอานาจหน้าท่ีตามกฎหมายอาญา หาทาให้เจ้าอาวาสเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม
พ.ร.บ. จัดต้ังศาลปกครองฯ ไม่ (คาสัง่ ที่ ๑๗/๒๕๖๐)

- คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นคณะบุคคลท่ีได้รับการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบ
แห่งชาติ เพื่อทาหน้าที่จัดทาร่างรัฐธรรมนู ญและหน้าที่อื่นตามที่กาหนดในรัฐธรรมนูญเท่าน้ัน
การปฏิบัติหน้าท่ีของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในการจัดทาร่างรัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่การปฏิบัติหน้าท่ี
ในฐานะที่เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง คณะบุคคล หรือผู้ท่ีปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครองและมิใช่
คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท คณะกรรมการหรือบุคคลซ่ึงมีกฎหมายให้อานาจในการออกกฎ คาส่ัง หรือมี
มติใดๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล อีกทั้ง ยังมิใช่บุคคลท่ีอยู่ในบังคับบัญชาหรือในกากับดูแลของหน่วยงาน

19

ทางปกครองหรือเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงมิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ (คาส่ังท่ี ๔๕๔/
๒๕๕๙)

การบรหิ ารงานบคุ คลภาครัฐ

รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๗๖ วรรคสอง

รัฐพึงดาเนินการให้มีกฎหมายเก่ียวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐ ให้เป็นไป
ตามระบบคุณธรรม โดยกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีมาตรการปูองกันมิให้ผู้ใดใช้อานาจ หรือกระทาการ
โดยมชิ อบทเ่ี ปน็ การกา้ วก่ายหรอื แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ หรือกระบวนการแต่งต้ังหรือการพิจารณาความดี
ความชอบของเจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั

การปกครองทอ้ งถิ่น

มาตรา ๒๕๑

การบรหิ ารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามท่ีกฎหมายบัญญัติซึ่งต้อง
ใช้ระบบคุณธรรมและต้องคานึงถึงความเหมาะสมและความจาเป็นของแต่ละท้องถ่ินและองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถน่ิ แต่ละรูปแบบ การจัดใหม้ ีมาตรฐานท่สี อดคลอ้ งกันเพ่ือใหส้ ามารถพฒั นาร่วมกันหรือการสับเปลี่ยน
บุคลากรระหว่างองคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่นด้วยกันได้

การปฏริ ูปประเทศ

มาตรา ๒๕๘ ให้ดาเนินการปฏิรูปประเทศอย่างนอ้ ยในด้านต่างๆ ใหเ้ กิดผล ดังตอ่ ไปน้ี

ข. ดา้ นการบรหิ ารราชการแผ่นดิน

(๓) ใหม้ ีการปรับปรงุ และพัฒนาโครงสร้างและระบบการบริหารงานของรัฐและแผนกาลังคน
ภาครัฐให้ทันต่อการเปล่ียนแปลงและความท้าทายใหม่ๆ โดยต้องดาเนินการให้เหมาะสมกับภารกิจ
ของหน่วยงานของรฐั แตล่ ะหนว่ ยงานทแี่ ตกต่างกนั

(๔) ให้มีการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารงานบุคคลภาครัฐเพ่ือจูงใจให้ผู้มีความรู้
ความสามารถอย่างแท้จริงเข้ามาทางานในหน่วยงานของรัฐ และสามารถเจริญก้าวหน้าได้ตามความสามารถ
และผลสัมฤทธข์ิ องงานของแต่ละบคุ คล มีความซ่ือสัตย์สุจริต กล้าตัดสินใจและกระทาในส่ิงท่ีถูกต้องโดยคิดถึง
ประโยชนส์ ว่ นรวมมากกว่าประโยชนส์ ว่ นตวั มีความคิดสร้างสรรค์และคดิ คน้ นวตั กรรมใหม่ๆ เพื่อให้การปฏิบัติ
ราชการและการบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีมาตรการคุ้มครองปูองกันบุคลากร
ภาครัฐจากการใชอ้ านาจโดยไม่เป็นธรรมของผูบ้ งั คับบญั ชา

20

พระราชบญั ญัติระเบยี บข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑

การจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนต้องเป็นไปเพ่ือผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐความมี
ประสิทธิภาพ และความค้มุ คา่ โดยใหข้ า้ ราชการปฏบิ ัติราชการอย่างมีคุณภาพคุณธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
(มาตรา ๓๔)

การจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนสามัญตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คานึงถึงระบบคุณธรรม

ดังตอ่ ไปนี้

(๑) การรับบุคคลเพื่อบรรจเุ ข้ารบั ราชการและแตง่ ตงั้ ให้ดารงตาแหน่งต้องคานึงถึงความรู้
ความสามารถของบคุ คล ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และประโยชน์ของทางราชการ

(๒) การบริหารทรัพยากรบุคคล ต้องคานึงถึงผลสัมฤทธ์ิและประสิทธิภาพขององค์กรและ
ลกั ษณะของงาน โดยไมเ่ ลือกปฏบิ ัตอิ ย่างไม่เป็นธรรม

(๓) การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตาแหน่ง และการให้ประโยชน์อ่ืน
แกข่ า้ ราชการต้องเปน็ ไปอยา่ งเปน็ ธรรมโดยพิจารณาจากผลงาน ศกั ยภาพ และความประพฤติ และจะนาความ
คิดเห็นทางการเมืองหรอื สังกดั พรรคการเมอื งมาประกอบการพิจารณามไิ ด้

(๔) การดาเนนิ การทางวินยั ต้องเปน็ ไปดว้ ยความยุติธรรมและโดยปราศจากอคติ

(๕) การบรหิ ารทรพั ยากรบุคคลต้องมคี วามเป็นกลางทางการเมือง (มาตรา ๔๒)

การสรรหาเพ่ือให้ได้บุคคลมาบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญและแต่งตั้ง
ให้ดารงตาแหน่ง ต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมและคานึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าว
ตลอดจนประโยชนข์ องทางราชการ ทง้ั น้ี ตามทก่ี าหนดในหมวดน้ี (มาตรา ๕๒)

พระราชบัญญัติระเบยี บข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗

การดาเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองท่ีดี
โดยยึดถือระบบคุณธรรม ความเสมอภาคระหว่างบุคคล และหลักการได้รับการปฏิบัติและการคุ้มครองสิทธิ
อยา่ งเสมอภาคเท่าเทียมกนั

การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถ่ินกาเนิด เชื้อชาติ
ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อ
ทางศาสนา การศกึ ษาอบรม หรือความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในเรอ่ื งอื่นๆ จะกระทามไิ ด้ (มาตรา ๒๙)

21

พระราชบัญญัตริ ะเบยี บขา้ ราชการรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๔

การจัดระเบยี บข้าราชการรัฐสภาต้องเปน็ ไปเพอ่ื ผลสมั ฤทธต์ิ ่อภารกิจของทางราชการ ความมี
ประสทิ ธภิ าพ และความคุม้ คา่ โดยให้ขา้ ราชการปฏิบัติราชการอย่างมีคุณภาพคุณธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
(มาตรา ๖)

การจัดระเบียบข้าราชการรัฐสภาสามัญตามพระราชบัญญัตินี้ให้คานึ งถึงระบบคุณธรรม

ดงั ตอ่ ไปน้ี

(๑) การรับบุคคลเพ่ือบรรจุเข้ารับราชการและแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งต้องคานึงถึงความรู้
ความสามารถของบคุ คลความเสมอภาค ความเปน็ ธรรม และประโยชนข์ องทางราชการ

(๒) การบริหารทรัพยากรบุคคล ต้องคานึงถึงผลสัมฤทธ์ิและประสิทธิภาพขององค์กร
และลักษณะของงาน โดยไม่เลือกปฏบิ ัติอย่างไมเ่ ปน็ ธรรม

(๓) การพจิ ารณาความดีความชอบ การเล่ือนตาแหน่ง และการให้ประโยชน์อื่นแก่ข้าราชการ
ต้องเป็นไปอย่างเป็นธรรมโดยพิจารณาจากผลงาน ศักยภาพ และความประพฤติและจะนาความคิดเห็น
ทางการเมืองหรือสังกดั พรรคการเมืองมาประกอบการพิจารณามิได้

(๔) การดาเนินการทางวนิ ัย ต้องเปน็ ไปด้วยความยุติธรรมและโดยปราศจากอคติ

(๕) การบริหารทรัพยากรบุคคลต้องมคี วามเป็นกลางทางการเมือง (มาตรา ๒๔)

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ.
๒๕๕๔

ก า ร จั ด ร ะ เ บี ย บ ข้ า ร า ช ก า ร ก รุ ง เ ท พ ม ห า น ค ร ต้ อ ง เ ป็ น ไ ป เ พื่ อ ผ ล สั ม ฤ ท ธ์ิ ต่ อ ภ า ร กิ จ ข อ ง
กรุงเทพมหานคร ความมีประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า โดยให้ข้าราชการกรุงเทพมหานครปฏิบัติราชการ
อย่างมีคุณภาพ คณุ ธรรม และมคี ุณภาพชวี ิตที่ดี (มาตรา ๔๐)

การจัดระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครตามพระราช บัญญัตินี้ให้คานึงถึงระบบคุณธรรม

ดังต่อไปน้ี

(๑) การรับบุคคลเพ่ือบรรจุเข้ารับราชการและแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งต้องคานึงถึงความรู้
ความสามารถของบุคคล ความเสมอภาค ความเปน็ ธรรม และประโยชน์ของทางราชการ

(๒) การบริหารทรัพยากรบุคคล ต้องคานึงผลสัมฤทธ์ิและประสิทธิภาพขององค์กร
และลักษณะของงาน โดยไม่เลือกปฏิบตั ิอยา่ งไมเ่ ปน็ ธรรม

22

(๓) การพจิ ารณาความดคี วามชอบ การเล่ือนตาแหน่ง และการให้ประโยชน์อื่นแก่ข้าราชการ
กรุงเทพมหานครต้องเป็นไปอย่างเป็นธรรมโดยพิจารณาจากผลงาน ศักยภาพ ความประพฤติและพฤติกรรม
ทางจริยธรรม และจะนาความคิดเหน็ ทางการเมืองหรอื สังกัดพรรคการเมืองมาประกอบการพจิ ารณามไิ ด้

(๔) การดาเนินการทางวินยั ตอ้ งเป็นไปด้วยความยตุ ิธรรมและโดยปราศจากอคติ

(๕) การบรหิ ารทรัพยากรบคุ คลต้องมคี วามเปน็ กลางทางการเมือง (มาตรา ๕๑)

ระบบคณุ ธรรม (Merit System)

ความร้คู วามสามารถและสมรรถนะ (Competency)

ความเสมอภาคในโอกาส (Equality Of Opportunity)

ความมั่นคงในการดารงสถานภาพ (Security Of Tenure)

ความเป็นกลางทางการเมือง (Political Neutrality)

การบริหารงานบคุ คลภาครัฐ

การบริหารงานบุคคลภาครัฐ เปน็ กระบวนการบริหารจดั การเกี่ยวกับบุคคลนับตั้งแต่การสรร
หาคดั เลอื กบคุ คลเขา้ มาปฏิบัติงาน พัฒนา รักษาไว้ใช้ประโยชน์ จนกระทั่งพ้นจากการปฏิบัติงานในหน่วยงาน
ภาครฐั ภายใตบ้ ริบทของกฎหมายว่าด้วยระเบยี บขา้ ราชการหรือเจ้าหน้าทีข่ องรฐั ประเภทน้นั ๆ

ความหมายของการบรหิ ารงานบุคคลทีป่ รากฏในคาพิพากษาของศาลปกครองสูงสดุ

การบริหารงานบุคคล หมายถึง การกาหนดคุณสมบัติและมาตรฐานการกาหนดตาแหน่ง
การสรรหา การบรรจุแต่งตั้ง การทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ การให้ผู้ทดลองปฏิบัติหน้าท่ีราชการออกจาก
ราชการ การส่ังให้ผู้ขาดคุณสมบัติท่ัวไปหรือมีลักษณะต้องห้ามออกจากราชการ การโยกย้าย การโอน
การเล่ือนตาแหน่ง การพ้นจากตาแหน่ง การสั่งให้ประจาส่วนราชการ การส่ังให้ออกจากราชการไว้ก่อน
การบรรจกุ ลบั การคมุ้ ครองระบบคณุ ธรรม การเยียวยาแก้ไขหรือดาเนินการตามคาพิพากษาของศาลปกครอง
และการจัดระบบ การแก้ไขและรักษาทะเบียนประวัติและควบคุมการเกษียณอายุ (คาพิพากษาที่ อ. ๔๙๑/
๒๕๖๐)

กระบวนการบริหารงานบคุ คลภาครฐั

การวางแผนอัตรากาลัง การกาหนดตาแหนง่ เงนิ เดอื นและคา่ ตอบแทนอ่นื

การสรรหา การบรรจุ และแตง่ ตั้ง

- การสอบแขง่ ขนั

23

- การคดั เลอื กบรรจุ

- การทดลองปฏิบัติหนา้ ที่ราชการ

- การบรรจุบคุ คลกลับเข้ารับราชการ

- การแต่งต้ังผไู้ ด้รับการบรรจุ

- การยา้ ย โอน และเล่อื นตาแหน่ง

- การสั่งให้ไปปฏิบัติราชการอ่ืน (การส่ังให้ไปช่วยราชการการรักษาราชการแทน
และรกั ษาการในตาแหนง่ การสัง่ ให้ประจาสว่ นราชการ การสัง่ ใหไ้ ปรับเงนิ เดอื นในอัตรากาลังทดแทน)

การเพม่ิ พูนประสิทธภิ าพและเสริมสรา้ งแรงจูงใจในการปฏบิ ตั ริ าชการ

- การเลื่อนเงินเดอื น การใหร้ างวลั หรอื บาเหน็จความชอบอย่างอื่น

- การประเมนิ ผลการปฏบิ ัตงิ าน

- การศกึ ษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบตั กิ ารวิจยั

- สวสั ดิการ

วินยั และการรักษาวนิ ัย

- การแตง่ ต้งั คณะกรรมการสอบสวน

- การสั่งพักราชการ

- การสั่งใหอ้ อกจากราชการไวก้ ่อน

- การสืบสวนสอบสวน

- การพจิ ารณากาหนดโทษและการสงั่ ลงโทษทางวนิ ัย

- การพิจารณารายงานการดาเนนิ การทางวนิ ัย

การอทุ ธรณแ์ ละการรอ้ งทกุ ข์

การพ้นจากราชการ

ตาย ลาออก เกษยี ณอายุ

ขาดคณุ สมบตั ิ ยบุ เลิกตาแหนง่

24

ไมพ่ น้ การทดลอง เจ็บปุวยไม่อาจปฏบิ ัติหน้าท่ไี ด้

ไปปฏิบัติงานตามความประสงคข์ องทางราชการ

ปฏิบตั งิ านไมม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ ประสิทธิผล

หยอ่ น บกพรอ่ ง ประพฤติตนไม่เหมาะสม

มีมลทินมัวหมอง ไปรบั ราชการทหาร

กระทาผดิ วินยั อย่างร้ายแรง (ปลดหรอื ไล่ออก)

ข้อควรรู้ต่างๆ เก่ยี วกับการบรหิ ารงานบคุ คลภาครฐั

การบรรจุ

หมายถึง การสั่งให้บุคคลมีสถานภาพเป็นข้าราชการหรือพนักงานของรัฐตาม
กฎหมายวา่ ด้วยการนั้น เช่น

การบรรจผุ ู้สอบแข่งขันได้ ผู้ได้รับเลือก ผูท้ รงคณุ วฒุ ิ

การโอนหรือยา้ ยมาบรรจุ

การบรรจกุ ลับ

การแตง่ ตงั้

หมายถงึ การส่งั ให้ขา้ ราชการหรือพนักงานของรัฐมีอานาจหน้าท่ีและรับผิดชอบงาน
ในตาแหนง่ ใดตาแหน่งหนงึ่ และมีสิทธิท่จี ะได้รับเงนิ เดอื นตามตาแหนง่ ท่ีจะไดร้ ับแต่งตงั้ นนั้

โดยเป็นการแต่งต้ังจากผู้ได้รับบรรจุทั้งสามกรณีข้างต้น หรือแต่งตั้งจากผู้โอนมา
สงั กัด หรอื ผถู้ กู ย้าย หรือผู้ได้เลื่อนตาแหนง่ ในระดบั ท่สี งู ข้ึน เปน็ ตน้

การย้าย

หมายถึง การแต่งตั้งข้าราชการหรือพนักงานของรัฐให้ดารงตาแหน่งประเภท
และระดับเดยี วกัน หรือต่างประเภทในสว่ นราชการเดียวกนั

ท้ังนี้ ผู้บังคับบัญชาย่อมมีอานาจออกคาส่ังย้ายข้าราชการในสังกัดได้ แต่จะต้อง
ตัง้ อยบู่ นความเป็นธรรมในการบรหิ ารงานบุคคลตามระบบคุณธรรมเป็นการใช้ดุลพินิจอย่างเหมาะสมหรือเป็น
ดุลพินิจโดยชอบ โดยคานึงถึงประสิทธิภาพและประโยชน์ของทางราชการที่จะได้รับในการดาเนินบริการ
สาธารณะ และขวญั กาลงั ใจของขา้ ราชการประกอบกนั

25

การโอน

หมายถึง การส่ังให้ข้าราชการหรือพนักงานของรัฐในส่วนราชการหน่ึงพ้นจาก
ตาแหน่ง และไปแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่งในส่วนราชการอ่ืน ซ่ึงจะเป็นตาแหน่งประเภทเดียวกันหรือ
ตา่ งประเภทกันกไ็ ด้

ระดบั โดยผู้มีอานาจส่ังบรรจุแต่งตั้งทั้งสองฝุายต้องตกลงยินยอมการโอน เพื่อให้มีการ

พิจารณาเปรียบเทียบถึงผลดีผลเสียและประโยชน์ที่ทางราชการจะได้รับจากการพิจารณาให้โอนข้าราชการ

โดยเฉพาะอย่างยงิ่ สว่ นราชการทเ่ี ปน็ ฝุายตกลงยินยอมให้โอนข้าราชการซ่ึงต้องเสียอัตรากาลังและผู้ที่มีความรู้

ความสามารถออกจากหนว่ ยงานไป

การเล่ือนตาแหน่ง

หมายถึง การสั่งแต่งตั้งข้าราชการให้มีอานาจหน้าท่ีและรับผิดชอบงานในตาแหน่งประเภท
เดียวกนั ในระดับท่สี ูงขึน้ กวา่ เดมิ ท้ังนี้ อาจเป็นตาแหน่งในสายงานเดิมหรือต่างสายงานก็ได้

โดยการเลื่อนตาแหน่งสูงข้ึน ถือเป็นหลักประกันความมั่นคงในอาชีพอย่างหน่ึง จึงเป็นสิทธิ
ตามกฎหมายของข้าราชการตามหลักประกนั ความมน่ั คงในอาชีพ

ตาแหน่งทแี่ ตง่ ต้ัง

ตาแหน่ง (Position) หมายถึง กลุ่มหน้าที่ความรับผิดชอบอันสัมพันธ์และคล้ายคลึงกัน เพื่อ
จะได้มอบหมายให้บคุ คลหนึ่งปฏิบัติงานอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพและประสิทธิผล

ตาแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ

ตาแหนง่ ประเภท

บรหิ าร อานวยการ วิชาการ ทวั่ ไป

ระดับ

ชือ่ ตาแหนง่ ในสายงาน : เจ้าพนกั งานธุรการ นิติกร นักปกครอง
ผตู้ รวจราชการ ฯลฯ

26

ตาแหนง่ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

ตาแหน่งซ่ึงมหี นา้ ที่เปน็ ผูส้ อนในหน่วยงานการศึกษา

ได้แก่ ครูผู้ช่วย ครู อาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และ
ศาสตราจารย์

ตาแหนง่ ผบู้ ริหารสถานศกึ ษาและผบู้ ริหารการศกึ ษา

ได้แก่ รองผู้อานวยการสถานศึกษา ผู้อานวยการสถานศึกษา รองผู้อานวยการ
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ผู้อานวยการ สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา และตาแหน่งท่ีเรียกชื่อ
อย่างอื่น

ตาแหน่งบคุ ลากรทางการศกึ ษาอืน่

ได้แก่ ศึกษานเิ ทศก์ และตาแหนง่ ทีเ่ รียกชอ่ื อยา่ งอน่ื

ตาแหนง่ ทีม่ ีวทิ ยฐานะ

๑. ตาแหน่งครู ครชู านาญการ – ครูเช่ยี วชาญพิเศษ

๒. ตาแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้อานวยการชานาญการ - รองผู้อานวยการ
เช่ยี วชาญ ผ้อู านวยการชานาญการ - ผู้อานวยการเชยี่ วชาญพเิ ศษ

๓. ตาแหน่งผู้บริหารการศึกษา รอง ผอ.สพท. ชานาญการพิเศษ, รอง ผอ.สพท.
เชย่ี วชาญ ผอ.สพท. เช่ยี วชาญ, ผอ.สพท. เช่ียวชาญพเิ ศษ

๔. ตาแหน่งศึกษานิเทศก์ ศกึ ษานเิ ทศกช์ านาญการ – ศกึ ษานิเทศกเ์ ช่ยี วชาญพเิ ศษ

๕. ตาแหนง่ ที่เรียกชื่ออย่างอื่น

ผู้มอี านาจส่งั บรรจุและแต่งตงั้

รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ (มาตรา ๑๘๐)

พระมหากษัตริย์ทรงแต่งต้ังข้าราชการฝุายทหารและพลเรือนตาแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี
และเทยี บเทา่ และทรงให้พ้นจากตาแหน่ง เว้นแตก่ รณที ี่พ้นจากตาแหน่งเพราะความตาย เกษียณอายุ หรือพ้น
จากราชการเพราะถกู ลงโทษ

27

ขา้ ราชการพลเรือนสามัญ (มาตรา ๕๗)

ตาแหน่งประเภท/ระดับ ผู้มีอานาจสั่งบรรจุและแต่งต้ัง
บริหารระดบั ต้น ปลดั กระทรวง/หัวหนา้ สว่ นราชการระดบั กรม (ขน้ึ ตรง)
อานวยการระดบั สงู ปลัดกระทรวง/หัวหนา้ สว่ นราชการระดบั กรม (ขนึ้ ตรง)
ปลดั กระทรวง/หัวหน้าสว่ นราชการระดับกรม (ขึน้ ตรง)
วิชาการระดบั เช่ยี วชาญ

วินยั ขา้ ราชการ

หมายถึงลักษณะท่ีเป็นข้อห้ามและข้อพึงปฏิบัติเกี่ยวกับระเบียบแบบแผ นความประพฤติ
ของข้าราชการเพื่อมุ่งให้เกิดผลดีต่อประเทศชาติ ผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ประชาชน และตัวข้าราชการ
เอง โดยวินัยถือเป็นข้อบ่งช้ีท่ีแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะสาคัญของความเป็นข้าราชการ ซึ่งตามธรรมดา
ขา้ ราชการผู้ฝุาฝนื หรือไมป่ ฏบิ ตั ติ ามยอ่ มต้องไดร้ ับโทษทางวินัย

โทษทางวนิ ยั

พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้กาหนดโทษทางวินัยไว้ ๕ สถาน
แบ่งออกเป็นโทษสาหรบั ความผดิ วินัยอย่างไม่ร้ายแรง และโทษสาหรับความผิดวนิ ยั อย่างรา้ ยแรง

โทษสาหรับความผิดวนิ ยั อยา่ งไมร่ า้ ยแรง : ภาคทัณฑ์ ตดั เงนิ เดือน และลดเงนิ เดือน

โทษสาหรับความผิดวินัยอย่างรา้ ยแรง : ปลดออก และไลอ่ อก

28

พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้กาหนดโทษทางวินัยไว้ ๗ สถาน แบ่งออกเป็นโทษ
สาหรบั ความผดิ วนิ ัยอย่างไมร่ ้ายแรง และโทษสาหรับความผิดวนิ ัยอยา่ งร้ายแรง

โทษสาหรับความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง : ภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง และตัด

เงินเดือน

โทษสาหรบั ความผิดวนิ ยั อยา่ งรา้ ยแรง : ปลดออก และไลอ่ อก

ลักษณะคดีปกครองเกย่ี วกับการบรหิ ารงานบุคคลภาครัฐ

รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (มาตรา ๑๙๗)

ศาลปกครองมีอานาจพจิ ารณาพิพากษาคดปี กครองอนั เนือ่ งมาจากการใช้อานาจทางปกครอง
ตามกฎหมายหรือเน่อื งมาจากการดาเนนิ กิจการทางปกครอง ทง้ั นี้ ตามทีก่ ฎหมายบัญญตั ิ

ให้มีศาลปกครองสงู สดุ และศาลปกครองช้ันต้น

อานาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการวินิจฉัยช้ีขาดขององค์กรอิสระซึ่งเป็นการใช้
อานาจโดยตรงตามรฐั ธรรมนญู ขององค์กรอิสระนั้นๆ

พระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙

วรรคหนึง่

ศาลปกครองมีอานาจพจิ ารณาพิพากษาหรือมีคาสัง่ ในเร่ืองดังต่อไปน้ี

(๑) คดีพิพาทเก่ียวกับการท่ีหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทาการ
โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไมว่ ่าจะเปน็ การออกกฎ คาสง่ั หรือการกระทาอื่นใดเน่อื งจาก...

(๒)คดีพิพาทเกี่ยวกบั การทห่ี น่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าท่ีตามท่ี
กฎหมายกาหนดใหต้ ้องปฏิบตั ิ หรอื ปฏิบัติหนา้ ท่ีดงั กลา่ วล่าชา้ เกินสมควร

(๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทาละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง
หรือเจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั อนั เกิดจากการใชอ้ านาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คาสั่งทางปกครอง หรือคาสั่งอื่น หรือ
จากการละเลยตอ่ หน้าทต่ี ามทีก่ ฎหมายกาหนดให้ต้องปฏิบตั หิ รอื ปฏิบัติหน้าที่ดงั กล่าวลา่ ช้าเกินสมควร

(๔) คดพี พิ าทเกยี่ วกับสัญญาทางปกครอง

(๕) คดีที่มีกฎหมายกาหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าท่ีของรัฐฟูองคดีต่อศาล
เพอ่ื บังคับใหบ้ ุคคลตอ้ งกระทาหรือละเว้นกระทาอยา่ งหนึ่งอย่างใด

(๖) คดพี ิพาทเกย่ี วกบั เรอื่ งที่มีกฎหมายกาหนดให้อยใู่ นเขตอานาจศาลปกครอง

29

วรรคสอง เรอ่ื งดังต่อไปนีไ้ ม่อยใู่ นอานาจศาลปกครอง

(๑) การดาเนนิ การเกีย่ วกับวนิ ยั ทหาร

(๒) การดาเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการ
ฝุายตลุ าการ

(๓) คดีท่ีอยู่ในอานาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร
ศาลทรัพยส์ ินทางปัญญาและการคา้ ระหว่างประเทศ ศาลลม้ ละลาย หรอื ศาลชานัญพิเศษอื่น

มาตรา ๑๑ ศาลปกครองสูงสดุ มอี านาจพิจารณาพิพากษาคดี ดงั ตอ่ ไปน้ี

(๑) คดีพิพาทเก่ียวกับคาวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทตามท่ีที่ประชุมใหญ่
ตลุ าการในศาลปกครองสูงสดุ ประกาศกาหนด

(๒) คดีพิพาทเก่ียวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออก
โดยคณะรัฐมนตรี หรอื โดยความเหน็ ชอบของคณะรัฐมนตรี

(๓) คดีทีม่ กี ฎหมายกาหนดใหอ้ ยู่ในอานาจศาลปกครองสงู สุด

(๔) คดที ่ีอทุ ธรณค์ าพิพากษาหรือคาสั่งของศาลปกครองช้ันต้น

การกระทาทางปกครองเก่ียวกบั การบริหารงานบคุ คลภาครัฐ

คอื ผลิตผลของการใช้อานาจรัฐตามกฎหมายปกครองว่าด้วยการบริหารงานบุคคลภาครัฐ

องคก์ รของรัฐ กระทาการโดยอาศยั อานาจ การกระทาทางปกครอง
เจา้ หน้าท่ขี องรัฐ ตามกฎหมายว่าด้วยการ เกี่ยวกับการบริหารงาน
บริหารงานบคุ คลภาครฐั
บุคคลภาครัฐ

การกระทาทางปกครองเกย่ี วกบั การบรหิ ารงานบคุ คลภาครัฐ จาแนกได้ ๒ ประเภท

นิตกิ รรมทางปกครอง
ปฏบิ ัติการทางปกครอง

30

นติ กิ รรมทางปกครอง

นิติกรรมทางปกครองจาแนกได้ ๒ ประเภท คือ กฎ และคาสั่งทางปกครอง

กฎ หมายความว่า พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น
ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอ่ืนที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใด
หรือบคุ คลใดเป็นการเฉพาะ

(มาตรา ๓ แหง่ พ.ร.บ.จดั ตง้ั ศาลปกครองและวธิ พี ิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒)

การท่ีกรมท่ีดินกาหนดฐานในการคานวณและช่วงเงินเดือนสาหรับการเลื่อนเงินเดือน
ข้าราชการของตาแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโส ตามที่ ก.พ. เป็นผู้กาหนดไว้ตามตารางแนบท้ายหนังสือ
สานักงาน ก.พ. ด่วนที่สุด ท่ี นร ๑๐๐๘.๑/ว ๒๘ ลงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ นั้น มีผลบังคับเป็นการท่ัวไป
โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ จึงมีลักษณะเป็นกฎ (คาส่ังท่ี คบ. ๖๔/
๒๕๕๙)

การกาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ซึ่งแจ้งตามหนังสือสานักงาน ก.ค.ศ. ท่ี ศธ ๐๒๐๖.๔/๑๐๒๔ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม
๒๕๕๖ ได้ประกาศใช้และมีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใด
เป็นการเฉพาะ จึงมีลักษณะเป็นกฎ (คาสัง่ ท่ี ๓๔๗/๒๕๕๙)

ประกาศมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เร่ือง หลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติ
ราชการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการต่อเวลาราชการตามมาตรฐานภาระงาน
ทางวิชาการ ลงวันท่ี ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙ มีผลบังคับใช้เป็นการท่ัวไปสาหรับข้าราชการพลเรือน
ในสถาบันอุดมศึกษาสังกัดมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ได้ต่อเวลาราชการทุกคน โดยมิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับ
แก่บคุ คลใดบคุ คลหนงึ่ เป็นการเฉพาะ จงึ มีสภาพเป็นกฎ (คาส่งั ที่ คบ. ๓๙/๒๕๖๓)

คาสั่งทางปกครอง หมายความวา่

๑. การใชอ้ านาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าท่ีท่ีมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ข้ึนระหว่างบุคคล
ในอันท่ีจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าท่ีของบุคคล
ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง
และการรบั จดทะเบยี น แต่ไมห่ มายความรวมถึงการออกกฎ

๒. การอ่นื ทีก่ าหนดในกฎกระทรวง

(มาตรา ๕ แหง่ พ.ร.บ.วิธีปฏบิ ัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙)

ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกและผู้ได้รับคัดเลือกสารอง รวมท้ังบัญชีรายช่ือ
ผู้มีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามประกาศ โดยประกาศชื่อผู้ฟูองคดีเป็นผู้ไม่ผ่านการตรวจร่างกาย นั้น มีลักษณะ

31

เป็นการแจ้งผลการสอบหรือการวัดผลความรู้หรือความสามารถของบุคคล ซึ่งเป็นคาสั่งทางปกครอง
(กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (๒)) (คาสัง่ ท่ี คบ. ๘๘/๒๕๕๘)

คาสัง่ ใหผ้ ู้ฟอู งคดซี ึ่งเป็นผู้สอบแข่งขันได้และได้รับการบรรจุแต่งต้ังเป็นพนักงานส่วนตาบล
พ้นจากตาแหน่งตามมติ ก.อบต.จังหวัด เน่ืองจากคะแนนสอบท่ีแท้จริงของผู้ฟูองคดีไม่ผ่านเกณฑ์การตัดสิ น
น้ัน เป็นการใช้อานาจตามกฎหมายออกคาส่ังซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟูองคดี คาสั่งดังกล่าวจึงเป็นคาสั่ง
ทางปกครอง (คาสงั่ ที่ คบ. ๑๑๒/๒๕๖๐)

คาสั่งทางปกครองทวั่ ไป

เป็นการใช้อานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าท่ีที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยมิได้เจาะจง
บุคคล แต่มีความมุ่งหมายให้ใช้บังคับเฉพาะกับกรณีหนึ่งกรณีใดเพียงครั้งเดียว (ซึ่งเป็นการวางหลักของศาล
ปกครอง)

หลักเกณฑ์ของสานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีท่ีกาหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติเฉพาะสาหรับ
ตาแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ตาแหน่งเลขที่ ๕๑ สลน. ว่าผู้มีสิทธิที่จะเข้ารับการ
คดั เลือกต้องดารงตาแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชานาญการพิเศษไม่นอ้ ยกว่า ๓ ปี น้นั

เป็นการกาหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของบุคคลท่ีจะได้รับการคัดเลือกเข้ารับการประเมิน
บุคคลและผลงานเพื่อแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งนักทรัพยากรบุคคลระดับเชี่ยวชาญ ซ่ึงมีผลบังคับเป็นการท่ัวไป
แต่ใช้บังคับเฉพาะกับการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการครั้งนี้เท่านั้น จึงมีลักษณะเป็นคาส่ังทางปกครองทั่วไป
(คาสัง่ ท่ี คบ. ๑๑๓/๒๕๕๘)

ประกาศของคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการเพื่อเข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตร
นายอาเภอ ประจาปงี บประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ เรือ่ ง หลกั เกณฑแ์ ละวิธีการคัดเลือกข้าราชการเข้ารับการศึกษา
อบรมหลกั สตู รนายอาเภอประจาปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ เฉพาะกลุม่ ผู้เขา้ รับการคัดเลือก (โดยวิธีการสอบ)
(เพม่ิ เติม) ลงวันท่ี ๒๔ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๗ นัน้

มีลักษณะเป็นคาส่ังทางปกครองท่ีมิได้กาหนดตัวผู้รับคาสั่งทางปกครองไว้เป็นการเฉพาะ
แต่ใช้บังคับเพื่อเป็นหลักเกณฑ์ และวิธีการคัดเลือกในคร้ังนั้นๆ เพียงครั้งเดียวจึงมีลักษณะเป็นคาสั่ง
ทางปกครองท่วั ไป (คาส่ังที่ คบ. ๑๒๗/๒๕๕๘)

การกาหนดมาตรฐานกาหนดตาแหน่งสายงานผู้ตรวจราชการกระทรวงและสายงาน
นักบริหารระดับต้น ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๑ ลงวันท่ี ๙ มีนาคม ๒๕๕๒ เป็นคาส่ังท่ีมีผลบังคับทั่วไป มิได้
กาหนดตัวผู้รับคาสั่งไว้โดยเฉพาะ แต่ใช้บังคับเฉพาะกรณีการกาหนดมาตรฐานกาหนดตาแหน่งของ ก.พ.
เท่านั้น จึงมีสภาพเป็นคาส่ังทางปกครองทั่วไป มิใช่คาส่ังทางปกครองตามมาตรา ๓๐ แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติ
ราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงไม่ต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียได้โต้แย้งคัดค้านก่อนการกาหนดมาตรฐาน
กาหนดตาแหนง่ ดังกลา่ ว (คาสงั่ ท่ี ๓๕๑/๒๕๕๔)

32

ปฏบิ ตั ิการทางปกครอง

การกระทาทางปกครองท้ังหลายท่ีมิใชน่ ิติกรรมทางปกครอง

การกระทาในกระบวนพจิ ารณาเพอ่ื ออกนิติกรรมทางปกครอง

- การสอบสวนวนิ ัยแกข่ า้ ราชการ

- การประเมนิ ผลการปฏบิ ตั งิ านเพื่อเลือ่ นเงนิ เดือน

- การคัดเลอื กเพื่อเล่อื นตาแหน่ง

การกระทาท่เี ป็นมาตรการบังคบั ทางปกครอง

- การท่ีเจ้าพนักงานท้องถิ่นเข้าดาเนินการหรือถอนอาคาร เน่ืองจากเจ้าของอาคาร
ไมป่ ฏบิ ตั ติ ามคาส่งั ใหร้ อ้ื ถอน

- เจ้าพนักงานจราจรยกรถที่จอดข้างถนนโดยฝุาฝืนคาส่ังห้ามจอดการกระทาเพื่อ
ผลสาเรจ็ ในขอ้ เทจ็ จรงิ

- การใชก้ าลังเขา้ สลายการชุมนุม

- การประกาศเตือนให้ประชาชนระมัดระวงั อันตราย

- การดาเนินการขจัดน้าเสีย

สญั ญาทางปกครอง

มาตรา ๓ แหง่ พ.ร.บ.จัดต้ังศาลปกครองฯ พ.ศ. ๒๕๔๒

“สัญญาทางปกครอง” หมายความรวมถึง สัญญาท่ีคู่สัญญาอย่างน้อยฝุายใดฝุายหน่ึงเป็น
หน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทาการแทนรัฐและมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาท่ีให้
จดั ทาบรกิ ารสาธารณะ หรือจัดใหม้ ีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

สัญญาใดจะเป็นสัญญาทางปกครอง ประการแรก คู่สัญญาอย่างน้อยฝุายหน่ึงต้องเป็น
หน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซ่ึงได้รับมอบหมายให้กระทาการแทนรัฐ ประการท่ีสอง สัญญาน้ันมี
ลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทาบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงหา
ประโยชนจ์ ากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเปน็ สญั ญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทาการแทนรัฐตก
ลงให้คู่สัญญาอีกฝุายหนึ่งเข้าดาเนินการหรือเข้าร่วมดาเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญา
ท่ีมีข้อกาหนดในสญั ญาซ่งึ มลี กั ษณะพเิ ศษทีแ่ สดงถึงเอกสิทธ์ิของรัฐ ทง้ั นี้ เพ่ือให้การใช้อานาจทางปกครองหรือ
การดาเนนิ กจิ การทางปกครองซ่ึงก็คือการบรกิ ารสาธารณะบรรลุผล (มติที่ประชุมใหญ่ฯ ครงั้ ท่ี ๖/๒๕๔๔)

33

สัญญาจ้างเลขาธิการสานักงานกองทุนฟ้ืนฟูและพัฒนาเกษตรกรจัดทาขึ้นตาม พ.ร.บ.
กองทุนฟ้ืนฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีคู่สัญญาอย่างน้อยฝุายหน่ึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง
โดยมีวตั ถปุ ระสงคแ์ ห่งสญั ญาเพอื่ วา่ จา้ งผฟู้ ูองคดใี หป้ ฏิบตั ิหนา้ ท่ใี นตาแหน่งเลขาธิการฯ อันเป็นการให้เข้าร่วม
จัดทาบรกิ ารสาธารณะ สญั ญาจ้างดังกลา่ วจึงเป็นสัญญาทางปกครอง (คาสง่ั ที่ คบ. ๑๒๘/๒๕๖๐)

สัญญาที่องค์การบริหารส่วนตาบลจ้างให้ผู้ฟูองคดีเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ ตาแหน่ง
พนกั งานขับรถยนต์ เปน็ สัญญาที่มีคู่สัญญาฝุายหน่ึงเป็นหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีภารกิจในการพัฒนาตาบล
ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมไปถึงการจัดทาบริการสาธารณะเพ่ือประโยชน์ของประชาชน
ในท้องถ่ินเอง สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่ให้ผู้ฟูองคดีเข้าร่วมดาเนินงานจัดทาบริการสาธารณะ
อนั เปน็ สัญญาทางปกครอง (คาสง่ั ท่ี คบ. ๑๔๔/๒๕๕๙)

สัญญาท่ีมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี โดยอธิการบดีจ้างให้ผู้ฟูองคดีเป็นพนักงาน
มหาวิทยาลัย สายการสอน ตาแหน่งอาจารย์ เป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างกันอันเกิดจากการจ้างงาน
โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือให้ผู้ฟูองคดีทาการสอนหนังสือ อันมีลักษณะเป็นสัญญาท่ีให้ผู้ฟูองคดีเข้าร่วมจัดทา
บริการสาธารณะตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง (คาส่ั งที่
คบ. ๑๐๕/๒๕๖๐)

เม่ือสัญญาให้ทุนการศึกษาตามสัญญารับทุนโครงการ ๑ อาเภอ ๑ ทุน เป็นสัญญา
ทางปกครอง ผู้ฟูองคดีจึงมีสิทธิเพียงฟูองว่า ผู้ฟูองคดีมิได้ประพฤติผิดสัญญาทุนการศึกษา และขอให้ศาล
พิพากษาว่าการบอกเลิกสัญญาให้ผู้ฟูองคดีพ้นจากการเป็นนักเรียนทุนไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่าน้ัน (คาส่ังที่
๓๗๔/๒๕๖๐)

ข้อสังเกต...

คดีนี้แม้ผู้ฟูองคดีกับสถาบันวิทยาลัยชุมชนยโสธรจะมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โดยสัญญาจ้าง
ผู้ฟูองคดีให้ปฏิบัติงานในตาแหน่งผู้อานวยการวิทยาลัยชุมชน (ภาคราชการ) อันเป็นสัญญาทางปกครอง
และข้อ ๔ ของสัญญาฉบับดังกล่าวกาหนดให้ผู้ฟูองคดีจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คาส่ัง
และประกาศของทางราชการที่เก่ียวกับการปฏิบัติหน้าท่ีในตาแหน่งผู้อานวยการวิทยาลัยชุมชนโดยเคร่งครัด
หากผู้ฟูองคดีไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายกับวิทยาลัยชุมชนหรือไม่ผ่ าน
การประเมินผลการปฏิบัติงาน ให้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ท่ีจะถูกพิจารณาถอดถอนออกจากตาแหน่งได้ อันมีผล
เปน็ การเลิกสัญญาจ้างปฏิบตั งิ านกับวิทยาลัยชุมชนยโสธรก็ตาม

แต่โดยท่ีคาสั่งให้ผู้ฟูองคดีหยุดปฏิบัติหน้าท่ีผู้อานวยการวิทยาลัยชุมชนยโสธรไว้ก่อน
จนกว่าจะดาเนินการสอบสวนวินัยผู้ฟูองคดีเสร็จสิ้น มิได้เป็นการถอดถอนผู้ฟูองคดีออกจากตาแหน่งอันจะทา
ให้มีผลเปน็ การเลกิ สญั ญาจ้างกนั แตอ่ ย่างใด

34

ดังนัน้ เม่ือคาสั่งดังกลา่ วออกโดยมตสิ ภาสถาบันวิทยาลยั ชุมชนซึ่งอาศัยอานาจตาม พ.ร.บ.
สถาบันวิทยาลัยชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๖ และมาตรา ๑๘ (๘) และ (๑๖) ข้อพิพาทเกี่ยวกับคาส่ัง
ทางปกครองดังกลา่ วจึงแยกออกมาจากข้อพพิ าทเก่ียวกบั การเลกิ จ้างผฟู้ ้องคดีตามสญั ญาจ้างได้

เมื่อคาสั่งพิพาทเป็นคาสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟูองคดียื่นคาฟูองโดยมีคาขอให้ศาลมีคาพิพากษาหรือคาสั่งเพิกถอนคาส่ัง
ที่ให้ผู้ฟูองคดีหยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคาส่ังโดยไม่ชอบ
ดว้ ยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึง่ (๑) แหง่ พ.ร.บ.จดั ตั้งศาลปกครองฯ (คาสั่งที่ ๓๔๗/๒๕๖๒)

การฟูองว่าคาสั่งปลดผู้ฟูองคดีออกจากราชการเป็นคาส่ังท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น
แม้ผู้ฟูองคดีประสงค์จะฟูองคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคาส่ังโดยไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย ซงึ่ ศาลปกครองมอี านาจกาหนดคาบังคับให้ได้กต็ าม

แต่มูลเ หตุ การ ณ์ออกคาส่ั งดั งกล่าว สืบ เน่ื องมาจ ากผู้ฟูองค ดีห นีราชการ ทหารในเ วล า
ประจาการ จึงเป็นการดาเนินการเก่ียวกับวินัยทหาร ศาลปกครองจึงไม่อาจรับคาฟูองของผู้ฟูองคดีในข้อหานี้
ไวพ้ ิจารณาได้

ส่วนกรณีท่ีผู้ฟูองคดีได้มีหนังสือขอกลับเข้ารับราชการแต่ผู้ฟูองคดีก็ยังมิได้กลับเข้ารับ
ราชการทหาร นั้น ถือเป็นเร่ืองสืบเนื่องมาจากการดาเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร ศาลปกครองจึงไม่อาจรับ
คาฟูองในขอ้ หานี้ไว้พจิ ารณาไดเ้ ช่นกัน (คาสง่ั ที่ ๕๓๐/๒๕๕๖)

ในการท่ีผู้บังคับบัญชาจะลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาในความผิดเกี่ยวกับวินัยทหาร
ผู้บังคับบัญชาจะต้องสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนว่า การกระทาท่ีถูกกล่าวหาเป็นความผิดวินัยทหารหรือไม่
เม่ือสอบสวนได้ข้อเท็จจริงว่าการกระทาที่ถูกกล่าวหาเป็นความผิดวินัยทหารแล้ว จึงจะลงโทษตาม
ความรา้ ยแรงของความผิดดังกล่าว

การแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความผิดวินัยทหารจึงเป็นกระบวนการหนึ่ง
ในการดาเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร และเป็นกระบวนการเดียวกันกับการดาเนินการเก่ียวกับวินัยทหาร
ไม่อาจแยกออกจากความผิดวินัยทหารได้ การฟูองคดีเก่ียวกับความชอบด้วยกฎหมายของคาส่ังแต่งตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทาผิดวินัยทหารดังกล่าว จึงเป็นการฟูองการดาเนินการ
เกยี่ วกบั วินยั ทหาร (คาสงั่ ท่ี ๙๙๗/๒๕๕๖)

การท่ี ก.ต. ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการ
ในตาแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ประจาปี พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยไม่ปรากฏรายชื่อของผู้ฟูองคดีเป็นผู้มีสิทธิเข้าสอบ
คัดเลือกในตาแหน่งดังกล่าว อันเป็นการใช้อานาจของ ก.ต. ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครสอบ
คัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตาแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ตามมาตรา ๒๖ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบ
ขา้ ราชการฝุายตลุ าการศาลยตุ ิธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓

35

กรณีจึงเป็นข้อพิพาทอันเกิดจากการใช้อานาจของ ก.ต. ที่เก่ียวกับการดาเนินการของ
คณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายวา่ ดว้ ยระเบียบขา้ ราชการฝุายตลุ าการ (คาส่งั ท่ี ๒๔๗/๒๕๕๔)

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จากัด ได้จัดต้ังข้ึนตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้เปลี่ยนทุน
ของการสือ่ สารแหง่ ประเทศไทยเปน็ หนุ้ ตาม พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีอานาจหน้าที่ในกิจการ
ไปรษณีย์ตามพระราชกฤษฎีกากาหนดอานาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จากัด
พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานท่ีได้รับมอบหมายให้ดาเนินกิจการทางปกครอง บริษัท ไปรษณีย์ไทย
จากัด จงึ เปน็ หนว่ ยงานทางปกครอง

กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จากัด เป็นผู้ท่ีปฏิบัติงานในหน่วยงาน
ทางปกครอง จงึ เป็นเจา้ หน้าท่ขี องรฐั

การฟูองเพิกถอนคาส่ังไล่พนักงานออกจากงาน จึงเป็นคดีพิพาทเก่ียวกับการที่หน่วยงาน
ทางปกครองหรอื เจา้ หน้าทข่ี องรฐั ออกคาสง่ั โดยไมช่ อบด้วยกฎหมาย

แต่โดยที่การออกคาสั่งลงโทษให้ไล่พนักงานที่กระทาผิดวินัยออกจากงานดังกล่าว เป็นไป
ตามข้อบังคับคณะกรรมการบริษัท ไปรษณีย์ไทย จากัด ฉบับที่ ๘ ว่าด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทางาน
พ.ศ. ๒๕๔๙ ซ่ึงเป็นการเลิกจ้างตามความหมายของสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
พ.ศ. ๒๕๔๓

คดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งอยู่ในอานาจพิจารณาพิพากษาของ
ศาลแรงงาน (คาสงั่ ท่ี คบ. ๘๒/๒๕๖๑)

แม้สานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะเป็นส่วนราชการและมีฐานะเป็น
นิติบุคคล อยู่ภายใต้การกากับดูแลของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดตั้งข้ึนโดย พ.ร.บ. ประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ มีอานาจหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการ
และดาเนินการเพื่อให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติบรรลุภารกิจและหน้าท่ีตามท่ีกาหนดไว้
ในรฐั ธรรมนูญและตามท่ี พ.ร.บ.ประกอบรฐั ธรรมนูญดังกลา่ วกาหนดไว้ จงึ เป็นหนว่ ยงานทางปกครอง

แต่สัญญาจ้างปรับปรุงสถานที่ศูนย์สารสนเทศสิทธิมนุษยชน ณ สานักงานคณะกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กาหนดให้ผู้รับจ้างมีหน้าที่เพียงปรับปรุงสถานท่ีศูนย์สารสนเทศสิทธิมนุษยชนเพื่อให้
สานกั งานฯ มสี ถานที่ท่ีเหมาะสมตอ่ การปฏบิ ตั งิ านและการใหบ้ ริการข้อมูลสารสนเทศตามอานาจหนา้ ท่ีเท่านนั้

สญั ญาจ้างดงั กล่าวจงึ ไมม่ ลี กั ษณะเป็นการวา่ จา้ งใหผ้ รู้ ับจ้างเข้าร่วมจัดทาบริการสาธารณะ
และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสมั ปทาน สัญญาท่ีใหจ้ ดั ทาบรกิ ารสาธารณะหรอื จัดใหม้ สี ง่ิ สาธารณูปโภคหรือแสวง
ประโยชนจ์ ากทรพั ยากรธรรมชาติ ตามบทนยิ ามสญั ญาทางปกครอง

จึงมิใช่คดีพิพาทเก่ียวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่ง พ.ร.บ.
จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอานาจพิจารณาพิพากษาของ

36

ศาลปกครอง แต่เป็นคดีท่ีอยู่ในอานาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลยุติธรรม (คาวินิจฉัยชี้ขาดอานาจหน้าที่
ระหวา่ งศาลท่ี ๓๓/๒๕๖๔)

จาเลยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนท่ีจัดตั้งข้ึนตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน
พ.ศ. ๒๕๔๖ มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพช้ันสูง ทาการสอน ทาการวิจัย
ใหบ้ ริการทางวชิ าการแก่สังคม และทานุบารุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายมอบหมาย
ให้สถาบัน อุดมศกึ ษาเอกชนอาจใชอ้ านาจทางปกครองหรือดาเนนิ กจิ การทางปกครองในเรื่องการศึกษาซึ่งเป็น
บรกิ ารสาธารณะได้

แต่โดยท่ีสัญญาที่จาเลยว่าจ้างให้โจทก์ทาหน้าท่ีสอนหนังสือหรืองานทางวิชาการ
ในมหาวิทยาลัยจาเลย เป็นการเข้าทาสัญญาในฐานะเอกชนด้วยกันอันมีลักษณะเป็นความสัมพันธ์ในฐานะ
นายจา้ งและลูกจา้ งตามระบบกฎหมายเอกชน

โดยจาเลยมิได้ใช้อานาจทางปกครองหรือดาเนินกิจการทางปกครองท่ีจะทาให้จาเลยมี
ฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองสัญญาจ้างระหว่างจาเลยกับโจทก์จึงไม่ใช่สัญญาทางปกค รองแต่เป็นสัญญา
จ้างแรงงานในระบบกฎหมายเอกชน

ข้อพิพาทว่าจาเลยมีคาส่ังเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจาเลยชาระสินจ้าง
แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเงินบาเหน็จ ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์
จึงเป็นคดีพิพาทเก่ียวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเก่ียวกับสภาพการจ้าง
(คาวินิจฉัยช้ีขาดอานาจหน้าท่ีระหว่างศาลท่ี ๑๔๔/๒๕๖๐ คาวินิจฉัยท่ี ๑๘๗/๒๕๖๐ และคาวินิจฉัยที่
๕/๒๕๖๑)

คูก่ รณีในคดปี กครองเกยี่ วกับบคุ ลากรภาครฐั

มาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.
๒๕๔๒ คาฟอู งใหใ้ ชถ้ อ้ ยคาสภุ าพและต้องมี

(๑) ชื่อและท่อี ยู่ของผู้ฟอู งคดี

(๒) ชื่อหน่วยงานทางปกครองหรอื เจา้ หนา้ ทีข่ องรัฐท่ีเกย่ี วขอ้ งอนั เป็นเหตุแห่งการฟูองคด.ี ..

กรณที ีผ่ ฟู้ ้องคดีระบตุ วั ผู้ถกู ฟ้องคดีไมถ่ ูกตอ้ ง เป็นคาฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ครบถ้วนซึ่งผู้ฟ้องคดี
อาจแก้ไขใหส้ มบูรณ์ครบถ้วนได้หรือเป็นกรณีท่ีศาลสามารถท่ีจะกาหนดตัวผู้ถูกฟ้องคดีเพ่ิมเติมเสียใหม่
ใหถ้ ูกต้องได้

37

ผู้ฟ้องคดี

บุคลากรภาครฐั

บคุ คลที่พน้ สภาพการเปน็ บคุ ลากรภาครฐั

คู่สญั ญาทางปกครอง

ทายาทโดยธรรมของบุคลากรภาครัฐ

ผ้ถู กู ฟอ้ งคดี

ผมู้ อี านาจสง่ั บรรจแุ ละแต่งตัง้ /ผู้ออกคาส่งั

คณะกรรมการหรืออนุกรรมการทีใ่ ช้อานาจทางปกครองในการบริหารงานบุคคล
(ก.พ./ ก.พ.ค./ก.ค.ศ./ก.ตร./ ก.ท. จงั หวัด/ ก.อบต. จังหวัด ฯลฯ)

หนว่ ยงานของรฐั ตาม พ.ร.บ.ความรบั ผดิ ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

คสู่ ญั ญาทางปกครอง

ผู้อาจจะได้รับผลกระทบจากผลของคาพิพากษา

การเป็นผู้เดือดร้อนเสียหายหรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และศาลออก
คาบงั คับให้ได้ (มาตรา ๔๒ วรรคหนึง่ )

เม่ือผู้ฟูองคดีอยู่ในตาแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชานาญการพิเศษ มิได้มีคุณสมบัติ
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ. กาหนด ดังน้ัน คาส่ังย้ายข้าราชการผู้ดารงตาแหน่งประเภทวิชาการ
ระดับเชี่ยวชาญ ไปแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งประเภทอานวยการระดับสูง ที่ว่างอยู่ จึงมิได้ทาให้ผู้ฟูองคดีได้รับ
ความเดอื ดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเล่ียงได้ที่จะเป็นผู้มีสิทธิฟูองคดีนี้
ต่อศาลปกครองตามมาตรา ๔๒ วรรคหน่ึง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
พ.ศ. ๒๕๔๒ (คาสงั่ ท่ี คบ. ๗๘/๒๕๕๘)

มติของ ก.อบต. จังหวัด ที่ให้ อบต. ดาเนินการแก้ไขการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคล
เป็นพนักงานส่วนตาบลใหเ้ ป็นไปตามประกาศมาตรฐานทั่วไปตามมติของคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตาบล

ถือเป็นความสมั พันธ์ในฐานะผ้กู ากับดแู ลทีม่ ีต่อ อบต. และ อบต. ก็มีหน้าท่ีต้องปฏิบัติตาม
มตขิ อง ก.อบต. จังหวัดดังกล่าวจึงหาได้เป็นคาสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่อย่างใดไม่

กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่า อบต. เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากมติของ
ก.อบต. จงั หวดั ดังกล่าว (คาส่ังที่ คบ. ๑๖๗/๒๕๖๐)

38

การฟูองขอให้เพิกถอนมติของ ก.พ. ที่ไม่อนุมัติการกาหนดมาตรฐานการกาหนดตาแหน่ง
เพ่ิมใหม่ในสายงานนักวิชาการทันตสาธารณสุข และไม่อนุมัติกรณีการขอยกเว้นการปรับปรุงการกาหนด
ตาแหนง่ และการให้ได้รับเงินเดือน หากมีการเปล่ียนสายงานจากเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุขเป็นนักวิชาการ
ทันตสาธารณสุข รวมทั้งไม่พิจารณาให้คุณวุฒิปริญญาสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทันตสาธารณสุข
จากมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นคุณวุฒิที่ส่วนราชการอาจคัดเลือกเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการในตาแหน่ง
นกั วิชาการสาธารณสขุ ปฏบิ ตั ิการได้

เ ป็ น ค ดี พิ พ า ท เ ก่ี ย ว กั บ ก า ร ท่ี เ จ้ า ห น้ า ที่ ข อ ง รั ฐ อ อ ก ค า สั่ ง โ ด ย ไ ม่ ช อ บ ด้ ว ย ก ฎ ห ม า ย
ตามมาตรา ๙ วรรคหนงึ่ (๑) แหง่ พ.ร.บ.จัดต้งั ศาลปกครองและวิธีพจิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อย่างไรก็ตาม โดยท่ีการกาหนดมาตรฐานกาหนดตาแหน่งตามอานาจหน้าที่ของ ก.พ.
เพ่ือให้ส่วนราชการใช้เป็นแนวทางปฏิบัติน้ัน เป็นเพียงกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐของ ก.พ.
ซ่ึงเป็นความสัมพันธ์ภายในระหว่างหน่วยงานเท่านั้น หาได้มีผลทางกฎหมายออกสู่ภายนอก
ไปกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือหน้าที่ หรือก่อความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะก่อความเดือดร้อน
หรือเสียหายโดยตรงแก่ข้าราชการพลเรือนสามัญ (ประเภทท่ัวไป) ตาแหน่งเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข
(ทันตาภบิ าล) แตอ่ ยา่ งใดไม่

ผู้ฟูองคดีจึงมิใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย
โดยมิอาจหลกี เล่ียงได้อันเนื่องจากการกระทาหรือการงดเวน้ การกระทาของ ก.พ. โดยนิตินัย

ส่วนการฟูองขอให้ผู้ถูกฟูองคดีพิจารณาแต่งตั้งผู้ฟูองคดีจากตาแหน่งประเภทท่ัวไป
ไปดารงตาแหน่งประเภทวิชาการ และขอให้นาระยะเวลาการดารงตาแหน่งท่ีเกี่ยวข้องหรือเก้ือกูลกับสายงาน
นักวิชาการสาธารณสุขเช่นเดียวกับสายงานอ่ืน น้ัน แม้จะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครอง
หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าท่ีตามที่กฎหมายกาหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหน่ึง (๒)
แห่ง พ.ร.บ.จดั ตั้งศาลปกครองและวธิ ีพิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม

แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามคาฟูองไม่ปรากฏว่าผู้ฟูองคดีได้มีหนังสือร้องขอให้ผู้ถูกฟูองคดี
ดาเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด กรณีจึงยังไม่มีการกระทาหรือคาส่ังใดๆ ของผู้ถูกฟูองคดีท่ีเป็นข้อพิพาทอันมี
ผลกระทบต่อสทิ ธหิ รือหน้าท่ขี องผฟู้ ูองคดี (คาสง่ั ที่ คบ.๙๕/๒๕๕๘)

สัญญาจ้างเลขาธิการสานักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจัดทาข้ึนตาม พ.ร.บ.
กองทุนฟ้ืนฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีคู่สัญญาอย่างน้อยฝุายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง
โดยมวี ัตถุประสงคแ์ หง่ สัญญาเพื่อวา่ จา้ งผฟู้ อู งคดใี ห้ปฏิบตั ิหนา้ ทใ่ี นตาแหน่งเลขาธิการฯ อันเป็นการให้เข้าร่วม
จดั ทาบรกิ ารสาธารณะ สญั ญาจ้างดังกลา่ วจงึ เปน็ สญั ญาทางปกครอง

ส่วนการให้ผู้ฟูองคดีไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานและการประกาศผลการประเมิน
ดงั กล่าว ถอื เปน็ การดาเนินการประเมินผลการปฏิบัตงิ านของผฟู้ ูองคดีทจ่ี ะต้องดาเนินการเป็นประจาทุกปีตาม
สญั ญาจ้าง จงึ ไมใ่ ช่การดาเนนิ การโดยใช้อานาจตามกฎหมาย

39

ก ร ณี จึ ง ไ ม่ ใ ช่ ก า ร ฟู อ ง ค ดี พิ พ า ท เ ก่ี ย ว กั บ ก า ร ก ร ะท า ก า ร โ ด ย ไ ม่ ช อ บ ด้ ว ย ก ฎ ห ม า ย
ของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหน่ึง (๑) ท่ีศาลจะต้องออกคาบังคับ
ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึง่ (๑) แห่ง พ.ร.บ.จดั ตง้ั ศาลปกครองและวิธพี ิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ประกอบกับการดาเนินการดังกล่าวยังไม่มีผลทาให้ผู้ฟูองคดีถูกเลิกจ้าง จนกว่า
คณะกรรมการกองทนุ ฟ้ืนฟูและพัฒนาเกษตรกรจะได้มมี ติให้เลิกจา้ งผู้ฟูองคดี

ดังน้ัน ตราบใดที่คณะกรรมการฯ ยังไม่มีการพิจารณาเลิกสัญญาจ้าง ผู้ฟูองคดียังไม่อยู่
ในฐานะเป็นผู้มีข้อโต้แย้งเก่ียวกับสัญญาทางปกครอง ผู้ฟูองคดีจึงยังไม่มีสิทธินาคดีน้ีมาฟูองต่อศาลปกครอง
(คาสง่ั ท่ี คบ. ๑๒๘/๒๕๖๐)

เม่ือสัญญาจา้ งระหว่างผ้ฟู ูองคดีกบั ผูถ้ กู ฟูองคดีสิ้นสดุ ลงด้วยระยะเวลาการจ้างครบกาหนด
ตามที่ได้ทาสัญญาต่อกันไว้ จึงเป็นการส้ินสุดการจ้างตามสัญญา และการที่ผู้ถูกฟูองคดีจะพิจารณาต่อสัญญา
จ้างกับผู้ฟูองคดีใหม่หรือไม่นั้น ก็เป็นดุลพินิจของผู้ถูกฟูองคดีในฐานะคู่สัญญาฝุายหน่ึงที่จะพิจารณาตาม
ความเหมาะสมและความจาเป็นแก่การบรหิ ารงานภายในของหนว่ ยงาน

ดังนั้น คาขอของผู้ฟูองคดีที่มีลักษณะเป็นการขอให้ผู้ถูกฟูองคดีพิจารณาต่อสัญญาจ้าง
ให้แก่ผู้ฟูองคดี จงึ เปน็ คาขอท่ศี าลไม่สามารถกาหนดคาบงั คบั ได้ (คาสงั่ ท่ี คบ. ๑๕๐/๒๕๖๐)

การแกไ้ ขความเดอื ดร้อนเสียหายก่อนฟอ้ งคดี (มาตรา ๔๒ วรรคสอง)

คดีน้ีผู้ฟูองคดีเห็นว่า ผู้ฟูองคดีควรได้รับการปรับเงินเดือนตามวุฒิที่เพิ่มข้ึนจึงมีหนังสือ
ถึงเลขาธิการสานักงานประกันสังคม ขอให้ดาเนินการพิจารณาปรับเงินเดือนเพิ่มข้ึนตามคุณวุฒิ ต่อมา ได้รับ
แจ้งวา่ ไม่สามารถนาคุณวุฒิของผู้ฟูองคดีมาพจิ ารณาปรับเงนิ เดือนตามคณุ วฒุ ิตามที่ ก.พ. กาหนดได้

โดยท่ีหนังสือดังกล่าวมีลักษณะเป็นคาส่ังปฏิเสธคาขอของผู้ฟูองคดีอันเป็นการใช้อานาจ
ตามกฎหมายของเลขาธิการฯ ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพแห่งสิทธิของผู้ฟูองคดี จึงเป็นคาสั่งทางปกครอง
ตามนัยมาตรา ๕ แหง่ พ.ร.บ.วธิ ีปฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

การฟอู งขอใหศ้ าลมีคาพพิ ากษาหรอื คาส่ังใหผ้ ้ถู ูกฟูองคดปี รบั เงนิ เพ่ิมข้ึนตามวุฒิปริญญาตรี
และปริญญาโทของผฟู้ ูองคดี จงึ เป็นกรณที ผ่ี ู้ฟอู งคดปี ระสงค์จะฟูองขอให้เพิกถอนคาส่ังปฏิเสธของเลขาธิการฯ
ดงั กล่าว

คดีน้ีจงึ เปน็ คดีพิพาทเก่ียวกับการทห่ี น่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทาการ
โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกิดจากการออกคาสั่ง ตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาล
ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทาละเมิดของหน่วยงาน
ทางปกครองหรือเจ้าหน้าท่ีของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามท่ีกฎหมายกาหนดให้ต้องปฏิบัติ
หรือปฏิบัตหิ น้าทีด่ ังกลา่ วลา่ ช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหน่งึ (๓)

40

ท้ังนี้ หากผู้ฟูองคดีไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาของเลขาธิการฯ ผู้ฟูองคดีต้องร้องทุกข์
ต่อปลัดกระทรวงแรงงานท่ีเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปก่อน โดยยื่นผ่านผู้บังคับบัญชาท่ีเป็นเหตุแห่ง
การร้องทุกข์ก็ได้ ทั้งน้ี ตามข้อ ๒๐ (๓) และข้อ ๒๑ ของกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณา
วินิจฉัยเรือ่ งร้องทกุ ข์ พ.ศ. ๒๕๕๑

เม่ือผู้ฟูองคดียังไม่ได้ดาเนินการร้องทุกข์ตามท่ีกฎหมายกาหนด จึงเป็นกรณีท่ีผู้ฟูองคดี
ยังไม่ได้ดาเนินการตามขั้นตอนและวิธีการสาหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายก่อนนาคดีมาฟูอง
ตอ่ ศาล ผู้ฟูองคดีจึงยังไม่อาจใช้สิทธิฟูองคดีนี้ต่อศาลปกครองได้ตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดต้ัง
ศาลปกครองและวธิ ีพจิ ารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ (คาส่งั ท่ี คบ. ๑๙๑/๒๕๖๐)

คาสั่งของนายกเทศมนตรีท่ีปฏิเสธไม่บรรจุและแต่งต้ังผู้ฟูองคดีเป็นพนักงานครูเทศบาล
เป็นการใช้อานาจตามมาตรา ๑๕ วรรคหน่งึ ประกอบกบั มาตรา ๒๓ วรรคหก แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงาน
บคุ คลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เพือ่ ปฏิเสธไม่ออกคาส่ังเกยี่ วกับการบรรจแุ ละแตง่ ต้งั ผูฟ้ ูองคดใี ห้ดารงตาแหน่ง
พนกั งานเทศบาล ย่อมมีผลกระทบต่อสถานภาพของสทิ ธิของผ้ฟู อู งคดี จึงเป็นคาส่ังทางปกครองตามนัยมาตรา
๕ แหง่ พ.ร.บ.วิธีปฏบิ ัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

เม่ือ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ได้กาหนดขั้นตอน
และระยะเวลาอุทธรณ์ภายในฝุายปกครองไว้เปน็ การเฉพาะ

จึงต้องดาเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองท่ีกาหนดไว้ใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติ
ราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยย่ืนคาอุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าท่ีผู้ทาคาสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวัน
นับแต่วนั ท่ไี ดร้ บั แจง้ คาส่ังตามมาตรา ๔๔ วรรคหน่งึ แห่ง พ.ร.บ.ดงั กล่าว

สาหรับระยะเวลาการพิจารณาอุทธรณ์น้ัน มาตรา ๔๕ วรรคหน่ึง และวรรคสอง แห่ง
พ.ร.บ.เดียวกัน ได้กาหนดระยะเวลาการพิจารณาคาอุทธรณ์คาส่ังทางปกครองไว้เป็นการทั่วไปว่ามีกาหนด
ระยะเวลาไม่เกินหกสบิ วันนบั แตว่ ันท่เี จ้าหนา้ ทผ่ี ูท้ าคาสงั่ ทางปกครองได้รับคาอุทธรณ์ หากมีเหตุจาเป็นไม่อาจ
พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกาหนดระยะเวลาดังกล่าวผู้มีอานาจพิจารณาอุทธรณ์ต้องมีหนังสือแจ้ง
ให้ผ้อู ุทธรณ์ทราบกอ่ นครบกาหนดหกสบิ วนั ระยะเวลาพจิ ารณาอทุ ธรณ์จงึ จะขยายออกไปอีกไม่เกินสามสิบวัน
นับแต่วันที่ครบกาหนดหกสิบวัน ในกรณีท่ีผู้มีอานาจพิจารณาอุทธรณ์ไม่มีหนังสือแจ้งเหตุจาเป็นต้องขยาย
ระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์ทราบ ผู้อุทธรณ์ย่อมคาดหมายได้ว่าไม่มีการขยายระยะเวลาพิจารณา
อทุ ธรณอ์ อกไป

โดยถือว่า วันท่ีครบกาหนดหกสิบวันดังกล่าวเป็นวันท่ีผู้ฟูองคดีได้ดาเนินการแก้ไข
ความเดือดร้อนหรือเสียหายครบตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายกาหนดไว้แล้ว และสามารถใช้สิทธิฟูองคดี
ได้นับแต่วันถัดจากวันครบกาหนดหกสิบวัน คือ วันที่หกสิบเอ็ดเป็นวันท่ีผู้ฟูองคดีรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการ
ฟูองคดี และเปน็ วนั แรกท่ีเริ่มใช้สทิ ธิฟอู งคดีได้

41

เม่ือเจ้าหน้าที่ผู้ทาคาส่ังทางปกครองและเป็นผู้มีอานาจพิจารณาคาอุทธรณ์ ได้รับหนังสือ
อุทธรณ์คาส่ังของผู้ฟูองคดีเม่ือวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๙ จึงมีกาหนดเวลาในการพิจารณาคาอุทธรณ์ของ
ผู้ฟูองคดีให้แล้วเสร็จไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคาอุทธรณ์ตามมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง
แหง่ พ.ร.บ.ดังกลา่ ว กลา่ วคอื ภายในวันท่ี ๙ มนี าคม ๒๕๕๙

การทผี่ ูฟ้ ูองคดยี งั ไมไ่ ด้รบั แจง้ ผลการพจิ ารณาอุทธรณ์ และได้นาคดีมาฟูองต่อศาลเมื่อวันที่
๒๙ มกราคม ๒๕๕๙ จึงเป็นการฟูองคดีท่ียังไม่พ้นกาหนดเวลาในการพิจารณาอุทธรณ์ตามท่ีกฎหมายกาหนด
กรณีจึงถือได้ว่าผู้ฟูองคดียังไม่ได้ดาเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการสาหรับการแก้ไขความเดือดร้อน
หรอื เสยี หายตามท่ีกฎหมายกาหนดไว้ก่อนการฟูองคดี (คาสัง่ ท่ี คบ. ๑๔๙/๒๕๖๑)

โดยที่คาสั่งลงโทษไล่ผู้ฟูองคดีออกจากราชการอันเป็นเหตุพิพาทในคดีนี้ออกโดยอาศัย
อานาจตามมาตรา ๕๘ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ.
๒๕๕๔ ซ่ึงมาตรา ๖๐ วรรคหน่ึง และมาตรา ๖๑ วรรคหนึ่ง ได้กาหนดขั้นตอนหรือวิธีการสาหรับการแก้ไข
ความเดือดร้อนหรือเสียหายไว้โดยเฉพาะ การฟูองคดีปกครองในเร่ืองนี้จะกระทาได้ต่อเม่ือมีการดาเนินการ
ตามข้ันตอนและวิธีการดังกล่าว และได้มีการส่ังการตามกฎหมายหรือมิได้มีการส่ังการภายในเวลาอันสมควร
หรอื ภายในเวลาทีก่ าหนด

ดังน้ัน ก.พ.ค.กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นองค์กรวินิจฉัยอุทธรณ์จึงต้องดาเนินการพิจารณา
วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟูองคดีให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ถ้ามีเหตุขัดข้อง
ไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จได้ให้ขยายระยะเวลาพิจารณาได้อีกไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกิน
หกสบิ วนั และให้บนั ทึกเหตุขัดขอ้ งใหป้ รากฏไว้ดว้ ย

โดยที่บทบัญญตั ดิ ังกล่าว มไิ ด้กาหนดให้ต้องมหี นงั สือแจ้งเหตุขัดข้องท่ีต้องขยายระยะเวลา
พจิ ารณาอทุ ธรณใ์ หผ้ ูอ้ ทุ ธรณ์ทราบ ในกรณีเช่นน้ีถ้าผู้อุทธรณ์ไมไ่ ด้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ หรือไม่ได้รับ
แจ้งเหตุขัดข้องท่ีต้องขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์ย่อมคาดหมายได้ว่ามีการขยายระยะเวลา
พิจารณาอทุ ธรณอ์ อกไปตามระยะเวลาที่กฎหมายให้อานาจไว้ กลา่ วคอื ๒๔๐ วัน นับแต่วันท่ไี ด้รับอุทธรณ์

เม่ือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้มีคาสั่งลงวันท่ี ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ลงโทษไล่
ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ และผู้ฟูองคดีได้ยื่นอุทธรณ์คาส่ังดังกล่าว เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครจึงมีระยะเวลาพจิ ารณาอุทธรณใ์ หแ้ ล้วเสร็จภายในวนั ที่ ๓๐ ธนั วาคม ๒๕๖๐

การทีผ่ ้ฟู ูองคดยี ่นื ฟอู งคดีนีต้ อ่ ศาล เมื่อวนั ที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐ โดยท่ีผู้ฟูองคดียังมิได้รับ
แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์จาก ก.พ.ค.กรุงเทพมหานคร และยังอยู่ภายในระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์
ของ ก.พ.ค.กรุงเทพมหานคร จึงเป็นการยื่นฟูองคดีก่อนที่ ก.พ.ค.กรุงเทพมหานคร จะได้มีคาวินิจฉัยอุทธรณ์
ภายในระยะเวลาท่ีกฎหมายกาหนด ผูฟ้ ูองคดีจึงยงั ไมม่ ีสทิ ธฟิ ูองคดีนต้ี ่อศาล (คาสง่ั ท่ี คบ. ๔๕/๒๕๖๑)

ในการย่ืนหนังสือร้องทุกข์ต้องยื่นต่อผู้มีอานาจพิจารณาตามที่กฎหมายกาหนด เมื่อเหตุ
แห่งการร้องทุกข์นี้เกิดจากการกระทาของอธิบดีกรมปศุสัตว์ในการแต่งต้ังปศุสัตว์จังหวัด จึงต้องร้องทุกข์

42

ตอ่ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซ่ึงเปน็ ผบู้ ังคบั บญั ชาของผู้ร้องทกุ ข์ตามข้อ ๒๐ (๓) ของกฎ ก.พ.ค.ว่าด้วย
การรอ้ งทุกขแ์ ละการพิจารณาวนิ จิ ฉยั เรอื่ งร้องทุกข์ พ.ศ. ๒๕๕๑

การที่ผู้ฟูองคดีมีหนังสือลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ร้องทุกข์ไปยัง ก.พ.ค. ซึ่งไม่ใช่
ผมู้ อี านาจวนิ ิจฉัยเรือ่ งร้องทุกข์ดงั กลา่ ว จึงยังไมอ่ าจถอื ไดว้ ่าเปน็ การย่ืนคารอ้ งทุกข์โดยชอบดว้ ยกฎหมาย

ต่อมา ก.พ.ค. ได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๘ ส่งหนังสือร้องทุกข์ของผู้ฟูองคดี
ไปยังปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผู้มีอานาจวินิจฉัยร้องทุกข์ตามท่ีกฎหมายกาหนด และปลัดฯ ได้รับ
หนังสอื ดงั กลา่ วแล้วเมื่อวนั ท่ี ๑๐ สงิ หาคม ๒๕๕๘ จึงต้องถือว่า วันท่ี ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๘ เป็นวันที่มีหนังสือ
ร้องทกุ ข์ไปยังผมู้ ีอานาจวนิ จิ ฉยั ร้องทุกข์โดยชอบตามกฎหมาย

เม่ือไม่ปรากฏว่าคาส่ังดังกล่าวได้มีการแจ้งสิทธิท่ีอาจโต้แย้งแก่บุคคลที่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง
รวมทั้งระยะเวลาในการโต้แย้ง และไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งสิทธิดังกล่าวน้ันใหม่ในภายหลังจึงถือเป็นการร้อง
ทุกข์ภายในกาหนดเวลาหนึ่งปีตามมาตรา ๔๐ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙

ในการน้ี ผู้มีอานาจวินิจฉัยร้องทุกข์มีระยะเวลาในการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ให้แล้วเสร็จ
ภายในหนงึ่ รอ้ ยยี่สิบวัน โดยตอ้ งพิจารณาให้แล้วเสร็จอยา่ งชา้ ภายในวนั ท่ี ๘ ธนั วาคม ๒๕๕๘

การท่ผี ้ฟู อู งคดีนาคดมี าฟอู งตอ่ ศาลปกครองชั้นต้นในวันท่ี ๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นเวลา
ก่อนครบกาหนดระยะเวลาพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ จึงยังไม่อาจใช้สิทธิฟูองคดีต่อศาลปกครองได้ตาม
มาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.จัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ (คาส่ังท่ี
คบ. ๑๒/๒๕๖๐)

คดีนี้ผู้ฟูองคดีฟูองว่า เลขาธิการสานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคาสั่งให้ย้ายผู้ฟูองคดี
จากตาแหน่งผู้อานวยการสถาบันผู้ตรวจการแผ่นดินศึกษา ไปดารงตาแหน่งผู้อานวยการสานักเทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่ือสาร โดยไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟูองคดี เนื่องจากผู้ฟูองคดีไม่ได้ย่ืนคาขอ ไม่มีการสอบถาม
ความสมัครใจของผู้ฟูองคดี และเป็นการย้ายข้ามสายงาน ทาให้กระทบต่อประสิทธิภาพในการทางาน
และความกา้ วหน้าในหนา้ ทก่ี ารงาน

ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคาส่ังดังกล่าว ในส่วนที่เก่ียวกับผู้ฟูองคดี และมีคาสั่งให้ผู้ฟูอง
คดกี ลับไปปฏบิ ัตหิ นา้ ทใี่ นตาแหน่งเดมิ

กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการท่ีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทาการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คาส่ังหรือการกระทาอื่นใด อันอยู่ในอานาจของศาลปกครองท่ีจะพิจารณาพิพากษา
หรือมีคาส่ังได้

43

เมื่อภาระหน้าท่ีในตาแหน่งหัวหน้าหน่วยงานของสานักฯ มีความแตกต่างจากตาแหน่ง
หัวหน้าหน่วยงานของสถาบันฯ ซึ่งเป็นตาแหน่งเดิมของผู้ฟูองคดี อีกท้ัง ผู้ดารงตาแหน่งหัวหน้าหน่วยงาน
ของสานักดังกล่าวอาจจะตอ้ งเปน็ บคุ คลที่มคี วามรู้ความเชีย่ วชาญเฉพาะด้าน

แม้ผฟู้ อู งคดียังคงดารงตาแหนง่ ผู้อานวยการสานกั และยังคงได้สทิ ธิประโยชน์จากสานักงาน
ผู้ตรวจการแผ่นดินเท่าเดิม แต่ก็เป็นการย้ายจากตาแหน่งหนึ่งไปอีกตาแหน่งหน่ึงท่ีมีความแตกต่างกัน
ในบทบาทและอานาจหน้าที่ของตาแหน่งอย่างมีนัยสาคัญ ทาให้ผู้ฟูองคดีเสียโอกาสไม่สามารถสร้างผลงาน
เพอ่ื ประเมนิ เขา้ สู่ตาแหนง่ ท่สี งู ขึ้นได้เท่าเทียมกบั บคุ คลอื่น

คาส่ังย้ายดังกล่าวย่อมก่อความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่ผู้ฟูองคดีอย่างมีนัยสาคัญแล้ว
และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่ผู้ฟูองคดีได้รับจะกระทาได้ก็ แต่โดยการที่
ศาลปกครองพิพากษาให้เพิกถอนคาสั่งดงั กลา่ ว ผฟู้ ูองคดจี งึ มีสิทธิฟูองคดีน้ี

เมื่อเหตุร้องทุกข์เกิดจากเลขาธิการฯ ผู้ฟูองคดีจึงต้องร้องทุกข์ต่อประธานผู้ตรวจการ
แผ่นดินตามทก่ี าหนดไวใ้ นระเบียบฯ วา่ ดว้ ยการร้องทุกขฯ์ พ.ศ. ๒๕๔๔

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ฟูองคดีจะไม่ได้ร้องทุกข์ต่อประธานฯ แต่เม่ือเลขาธิการฯ เห็นว่า
การร้องทุกข์ของผู้ฟูองคดีไม่เป็นไปตามวิธีการท่ีกาหนดไว้ ก็ชอบท่ีจะส่งเรื่องร้องทุกข์ของผู้ฟูองคดี
ให้ประธานฯ พิจารณาตามอานาจหน้าท่ีต่อไป การที่เลขาธิการฯ แจ้งผลการพิจารณาร้องทุกข์ให้
ผู้ฟูองคดีทราบ ทงั้ ยังแจ้งดว้ ยว่า คาสง่ั ดงั กล่าวเป็นการใช้ดลุ พินิจโดยชอบ

ย่อมถือได้ว่า ผู้ฟูองคดีได้ดาเนินการตามข้ันตอนและวิธีการสาหรับการแก้ไข
ความเดอื ดร้อนหรือเสียหายในเรือ่ งดงั กล่าวทก่ี ฎหมายกาหนดไวโ้ ดยเฉพาะแล้ว (คาสั่งที่ คบ. ๑๒๓/๒๕๖๒)

คาส่ังให้ผฟู้ อู งคดซี ึ่งเป็นผู้สอบแข่งขันได้และได้รับการบรรจุแต่งต้ังเป็นพนักงานส่วนตาบล
พ้นจากตาแหน่งตามมติ ก.อบต.จังหวัด เนื่องจากคะแนนสอบที่แท้จริงของผู้ฟ้องคดีไม่ผ่านเกณฑ์การตัดสิน
น้ัน เป็นการใช้อานาจตามกฎหมายออกคาส่ังซ่ึงมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟูองคดี คาสั่งดังกล่าวจึงเป็นคาสั่ ง
ทางปกครอง ซง่ึ ไมต่ อ้ งดว้ ยกรณที ีจ่ ะใช้สทิ ธอิ ุทธรณ์หรอื ร้องทุกขต์ ่อ ก.อบต.จงั หวัด

ดังน้ัน เม่ือคาสั่งดังกล่าวเป็นคาสั่งทางปกครอง หากผู้ฟูองคดีประสงค์จะโต้แย้งคาสั่ง
ย่อมต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าท่ีผู้ทาคาสั่งทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๔๔ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.
วธิ ปี ฏิบัตริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ (คาสัง่ ที่ คบ. ๑๑๒/๒๕๖๐)

ประกาศของคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการเพื่อเข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตร
นายอาเภอ ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ เร่ือง หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกฯ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน
๒๕๕๗ มีลักษณะเป็นคาส่ังทางปกครองท่ีมิได้กาหนดตัวผู้รับคาส่ังทางปกครองไว้เป็นการเฉพาะ แต่ใช้บังคับ
เพอื่ เป็นหลกั เกณฑ์ และวธิ กี ารคดั เลือกในครงั้ น้นั ๆ เพียงครงั้ เดยี ว จึงมลี ักษณะเปน็ คาสัง่ ทางปกครองท่วั ไป

44

หากผู้ฟูองคดีเห็นว่าประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟูองคดีสามารถนาคดีมาฟูอง
ได้ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันท่ีรู้ถึงประกาศดังกล่าวโดยไม่จาต้องดาเนินการใดๆ เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนหรือ
เสียหายก่อนนาคดมี าฟอู งศาล (คาสัง่ ท่ี คบ. ๑๒๗/๒๕๕๘)

การฟูองคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทาละเมิด ไม่มีกฎหมายกาหนดข้ันตอนหรือวิธีการ
สาหรับการแก้ไขความเดอื ดร้อนหรือเสียหายก่อนการยืน่ ฟอู งคดตี ่อศาลปกครอง ยกเว้น...

คดีน้ีผู้ฟูองคดีฟูองว่า ผู้ฟูองคดีได้ย่ืนคาร้องขอรับการแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่งนักสืบสวน
สอบสวนระดับชานาญการ ต่อมาปลัดกระทรวงยุติธรรมผู้บังคับบัญชาผู้มีอานาจบรรจุและแต่งต้ังผู้ฟูองคดี
วินิจฉัยว่า ผฟู้ ูองคดียงั มีคณุ สมบัตไิ ม่ครบและไม่สามารถนาเอาระยะเวลาที่เคยดารงตาแหน่งข้าราชการตารวจ
มานบั เกื้อกลู เพ่ือเลื่อนข้ึนแต่งตง้ั ใหด้ ารงตาแหน่งนกั สืบสวนสอบสวนระดับชานาญการได้ ขอให้ศาลพิพากษา
ว่าไมช่ อบดว้ ยกฎหมายแลว้ ใหผ้ ู้ฟอู งคดเี ป็นผมู้ ีคณุ สมบัติครบถว้ นและให้ชดใช้คา่ สินไหมทดแทน

กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทาละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าท่ี
ของรัฐอันเกิดจากคาส่ังทางปกครอง ซ่ึงอยู่ในอานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙
วรรคหน่งึ (๓) แห่ง พ.ร.บ.จดั ต้งั ศาลปกครองและวิธพี ิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ซ่งึ ก่อนฟอู งคดี ผฟู้ ูองคดีจะต้องดาเนินการร้องทุกข์ถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคาส่ัง
ทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการละเมิดนั้นต่อองค์กรท่ีมีอานาจวินิจฉัยร้องทุกข์ตามข้ันตอนและวิธีการ
ทีก่ ฎหมายกาหนดไวใ้ หค้ รบถว้ นเสียกอ่ น จึงจะใช้สิทธฟิ ูองคดใี นขอ้ หานี้ได้ (คาสั่งท่ี คบ. ๑๘๓/๒๕๕๙)

เม่ือนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีในคดีนี้ เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาที่ได้ทาไว้ต่อกัน
ซง่ึ สัญญาดงั กลา่ วมลี กั ษณะเป็นการให้ผ้ฟู อู งคดีเข้ารว่ มจัดทาบริการสาธารณะ จึงเป็นสญั ญาทางปกครอง

เม่ือผู้ถูกฟูองคดีใช้สิทธิตามสัญญาบอกเลิกจ้างผู้ฟูองคดีก่อนครบกาหนดเวลาตามสัญญา
จ้าง โดยอ้างว่าผู้ฟูองคดีไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา ซ่ึงผู้ฟูองคดีโต้แย้ง
ว่าตนเป็นผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินตามสัญญา การบอกเลิกสัญญาจึงไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคาพิพากษา
ใหผ้ ถู้ กู ฟูองคดีรบั ผิดชดใชค้ ่าเสียหายกรณที าผิดสัญญาดังกล่าว

กรณจี ึงเป็นคดพี ิพาทเก่ียวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งการฟูองคดีพิพาทเก่ียวกับสัญญาทาง
ปกครอง ไม่มีกฎหมายกาหนดข้ันตอนหรือวิธีการสาหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายก่อนการยื่น
ฟูองคดีต่อศาลปกครอง ผู้ฟูองคดีจึงใช้สิทธิย่ืนฟูองคดีต่อศาลได้โดยไม่จาต้องอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ตามมาตรา
๔๒ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.จัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ (คาพิพากษาที่
อ. ๘๑๘/๒๕๖๐)

45

ระยะเวลาการฟอ้ งคดี

วันทีร่ หู้ รอื ควรร้ถู งึ เหตุแหง่ การฟอู งคดใี นการฟอู งขอใหเ้ พิกถอนกฎ พิจารณาไดด้ ังน.ี้ ..

- กรณีมีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาหรือมีประกาศโดยวิธีการอ่ืนตามท่ีกาหนดไว้
ในกฎหมายและมีผลใช้บังคับแล้ว ให้เร่ิมนับต้ังแต่วันท่ีมีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา หรือวันท่ีมีการ
ประกาศโดยวธิ ีการอ่ืนดังกล่าวและกฎนนั้ มผี ลใช้บังคบั แล้ว

- ส่วนกรณีมิได้ลงพิมพ์หรือมิได้มีการประกาศข้างต้น ให้เร่ิมนับต้ังแต่วันท่ีผู้นั้นได้รู้หรือ
ควรรูถ้ ึงกฎนนั้ ตามความเปน็ จริง

- สาหรับในส่วนของบุคคลที่ยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในบังคับของกฎในวันที่มีการประกาศ
ใช้บังคับกฎ เริ่มนับตั้งแต่วันที่บุคคลดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือ
เสยี หาย (คาพิพากษาที่ ฟ. ๘๑/๒๕๕๕ (ประชุมใหญ่))

คดีน้ีผู้ฟูองคดีเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทตาแหน่งทั่วไป ระดับอาวุโส ฟูองว่า
การกาหนดฐานในการคานวณและช่วงเงินเดือนสาหรับการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการของตาแหน่งประเภท
ท่ัวไป ระดับอาวุโส ท่ีแบ่งออกเป็นสองช่วง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนการกาหนดฐาน
ในการคานวณและการกาหนดช่วงเงินเดอื นสาหรับการเลือ่ นขน้ั เงินเดือนดงั กล่าว

โดยท่ีการกาหนดฐานในการคานวณและการกาหนดช่วงเงินเดือนสาหรับการเลื่อนขั้น
เงินเดือนดังกล่าว มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ
จึงมลี กั ษณะเปน็ กฎ

ผู้ฟูองคดีจึงมีสิทธิฟูองคดีต่อศาลปกครองได้โดยมิต้องดาเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการ
สาหรบั การแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายก่อน โดยจะต้องยื่นฟูองภายใน ๙๐ วันนับแต่วันท่ีรู้หรือควรรู้ถึง
เหตุแห่งการฟอู งคดี

แม้ข้อเท็จจริงจะไม่ปรากฏว่าผู้ฟูองคดีรู้ถึงเหตุแห่งการฟูองคดีจากการกาหนดช่วงเงินเดือน
ดังกล่าวต้ังแต่เมื่อใด แต่ถือว่าผู้ฟูองคดีควรรู้ถึงการได้เลื่อนข้ันเงินเดือนในรอบคร่ึงปีแรก อันเนื่องมาจาก
การกาหนดชว่ งเงินเดือนตามทพ่ี พิ าทอย่างช้าท่ีสดุ ภายในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๓

การท่ีผู้ฟูองคดีนาคดีมาย่ืนฟูองเม่ือวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๘ จึงเป็นการย่ืนคาฟูองเม่ือพ้น
กาหนดระยะเวลาการฟูองคดี (คาส่งั ท่ี คบ. ๖๔/๒๕๕๙)

เม่ือกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการกาหนดช่ือตาแหน่งข้าราชการตารวจฯ ประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาเมอื่ วนั ที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๘ โดยมผี ลใช้บงั คับต้งั แตว่ นั ที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๘

ผ้ฟู อู งคดีเปน็ ข้าราชการตารวจในขณะที่กฎ ก.ตร. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผู้ฟูองคดี
จงึ ตกอยู่ภายใตบ้ งั คบั ของกฎ ก .ตร. ตัง้ แต่วันทก่ี ฎ ก.ตร. ดงั กลา่ วประกาศในราชกิจจานเุ บกษา

46

จึงถือได้ว่าผู้ฟูองคดีรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟูองคดี ในวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๘
อนั เปน็ วนั ที่กฎ ก.ตร.ดงั กล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษา (คาพพิ ากษาที่ อ. ๑๑๑๘/๒๕๖๑)

คดีน้ีผู้ฟูองคดีดารงตาแหน่งรองศาสตราจารย์ กองการศึกษา โรงเรียนนายเรืออากาศ
มีคาขอให้ศาลมีคาพิพากษาให้ตาแหน่งข้าราชการทหารประเภทวิชาการในโรงเรียนทหารระดับ รศ.
เปน็ ตาแหน่งในระดับท่ีสงู กวา่ ตาแหนง่ ข้าราชการระดับชานาญการและให้มคี าสงั่ ใหไ้ ด้รบั คา่ ตอบแทนรายเดือน
เทา่ กับเงินประจาตาแหน่ง

จึงเป็นคดีพิพาทเก่ียวกับการกระทาละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจาก
การละเลยต่อหน้าท่ีตามที่กฎหมายกาหนด ให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่ง พ.ร.บ.จัดต้ัง
ศาลปกครองและวธิ ีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ซ่งึ ไมม่ ีกฎหมายกาหนดขั้นตอนหรือวิธีการสาหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายไว้
โดยเฉพาะ จึงสามารถนาคดีมาฟูองได้โดยมิต้องดาเนินการตามขั้นตอนสาหรับแก้ไขความเดือดร้อนหรือ
เสยี หายตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.เดียวกนั

เม่ือกองกาลังพลทหารอากาศได้มีหนังสือลงวันท่ี ๕ มิถุนายน ๒๕๕๖ ถึงกรมเสมียนตรา
ใหด้ าเนินการเทียบตาแหน่งผู้ฟูองคดี โดยไม่ปรากฏวา่ กรมเสมยี นตราไดร้ ับหนังสือดังกล่าวเม่ือใด แต่ก็ถือได้ว่า
ผ้ถู กู ฟูองคดีได้รบั เมอ่ื ครบกาหนดเจด็ วนั นับแต่วนั สง่ ตามมาตรา ๗๑ แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙

และโดยท่เี ร่อื งนไ้ี มม่ ีกฎหมายเฉพาะกาหนดระยะเวลาการพิจารณาไว้โดยเฉพาะ

ดังนั้น ระยะเวลาอันสมควรที่ผู้มีอานาจพิจารณาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ คือ ภายใน
เก้าสิบวนั นับแตว่ นั ท่ไี ด้รบั หนงั สอื ดงั กล่าว แตเ่ มอ่ื พ้นกาหนดเก้าสิบวนั แลว้ ไม่ปรากฏว่าได้มีการวินิจฉัยให้แล้ว
เสร็จภายในวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖ ผู้ฟูองคดีจึงชอบที่จะย่ืนฟูองคดีนี้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันดังกล่าว
คือ ภายในวันท่ี ๑๐ กนั ยายน ๒๕๕๗

การท่ีผู้ฟูองคดีนาคดีมายื่นฟูองเม่ือวันท่ี ๑๘ กันยายน ๒๕๕๗ จึงเป็นการยื่นคาฟูองเมื่อพ้น
กาหนดระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันท่ีรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟูองคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕๑
แห่ง พ.ร.บ.จดั ต้ังศาลปกครองและวิธพี ิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ (คาสง่ั ที่ คบ. ๕๑/๒๕๕๘)

โดยที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครใช้อานาจตามกฎหมายแต่งตั้งคณะกรรมการโครงการ
เกษียณอายุราชการก่อนกาหนดฯ ในรูปคณะกรรมการให้ทาหน้าที่พิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการ
การเกษียณอายุราชการก่อนกาหนดตามมติคณะรัฐมนตรีให้เหมาะสม สอดคล้องกับการบริหารราชการ
กรงุ เทพมหานคร กาหนดแนวทางการดาเนินงานตามโครงการฯ และกาหนดให้เป็นผู้มีอานาจพิจารณาอนุมัติ
หรอื ไม่อนุมัติให้ข้าราชการเขา้ ร่วมโครงการดังกลา่ ว

47

มตขิ องคณะกรรมการฯ ในกรณีทไ่ี ม่อนมุ ตั ิให้ผฟู้ ูองคดีเขา้ ร่วมโครงการเกษียณอายุราชการ
ก่อนกาหนด จึงเป็นคาส่ังทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
ซ่ึงออกโดยคณะกรรมการ

และคณะกรรมการฯ มิได้มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ฟูองคดีแต่อย่างใด คาฟูองขอให้
เพิกถอนมตขิ องคณะกรรมการฯ ในกรณีน้ีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติว่าด้วยการร้องทุกข์ตามมาตรา ๖๔ วรรคสี่
แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๔ หรือการอุทธรณ์
ตามมาตรา ๔๔ แหง่ พ.ร.บ.วธิ ีปฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

ผู้ฟูองคดีจึงย่ืนฟูองคดีน้ีต่อศาลได้โดยไม่จาต้องมีการปฏิบัติตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง
แหง่ พ.ร.บ.จัดตัง้ ศาลปกครองและวธิ ีพิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก่อนใช้สิทธิฟูองคดีนี้

เมื่อสานักงาน ก.ก. ได้มีหนังสือลงวันท่ี ๑๘ กันยายน ๒๕๕๕ ถึงผู้อานวยการ
เขตลาดกระบัง แจ้งรายชื่อข้าราชการท่ีได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกาหนด
ของกรงุ เทพมหานคร ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยไม่มีช่ือผู้ฟูองคดีได้เข้าร่วมโครงการแล้ว การท่ีผู้ฟูองคดี
ได้นาคดีนี้มาย่ืนฟูองต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๕ จึงเป็นการยื่นฟูองคดีภายในระยะเวลา
เกา้ สิบวันนบั แต่วนั ทร่ี หู้ รือควรรูถ้ งึ เหตุแหง่ การฟูองคดตี ามมาตรา ๔๙ (คาสงั่ ที่ ๑๘๒/๒๕๕๘)

กรณีศึกษาคดีปกครองเก่ยี วกบั การบริหารงานบุคคลภาครัฐ

การบรรจแุ ต่งตัง้ และการให้ออกจากราชการ

คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. ๒๑๑/๒๕๖๓

คดีน้ี ผู้ฟูองคดีได้รับการบรรจุและแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งครูผู้ช่วย กรณีท่ีมีความจาเป็น
หรือมีเหตุพิเศษ โรงเรียนชุมชนสมสนุก สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ตั้งแต่วันท่ี ๑
กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ต่อมา เลขาธิการ ก.ค.ศ. ได้มีหนังสือแจ้งประธาน อ.ก.ค.ศ. เขตพ้ืนท่ีการศึกษาฯ ว่าจาก
การสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษมีพยานหลักฐานเชื่อได้ว่ามีการทุจริตการสอบคัดเลือกบุคคล
เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตาแหน่งครูผู้ช่วย ก.ค.ศ.
จึงมีมติให้แจ้ง อ.ก.ค.ศ. เขตพ้ืนท่ีการศึกษาฯ เพ่ือให้ผู้มีอานาจตามมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ดาเนินการกับผู้ฟูองคดีตามมาตรา ๔๙
แหง่ พระราชบัญญตั เิ ดียวกัน เน่ืองจากเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีสาหรับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและ
บุคลากรทางการศึกษา และเป็นผู้กระทาการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู ซึ่ง อ.ก.ค.ศ.
เขตพ้ืนที่การศึกษาฯ ได้มีมติเห็นชอบ ผู้อานวยการโรงเรียนฯ จึงมีคาสั่งให้ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ ตั้งแต่
วันท่ี ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เป็นต้นไป

ผู้ฟูองคดีได้ร้องทุกข์ต่อประธาน ก.ค.ศ. แต่ ก.ค.ศ. ยังมิได้แจ้งผลการพิจารณาเร่ือง
ร้องทุกข์ให้ทราบ ผู้ฟูองคดีจึงนาคดีมาฟูองต่อศาลปกครองชั้นต้น ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคาสั่งที่ให้

48

ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ พร้อมท้ังให้ผู้อานวยการโรงเรียนฯ มีคาสั่งให้ผู้ฟูองคดีกลับเข้ารับราชการ
ในตาแหน่งและอัตราเงินเดือนเดิมต้ังแต่วันที่มีคาสั่งให้ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ และให้ สพฐ. ใช้เงินหรือ
สนิ ไหมทดแทนในสว่ นของเงนิ เดือน พร้อมดอกเบ้ีย

ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองช้ันต้น ก.ค.ศ. โดย อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ
เก่ียวกับการอทุ ธรณ์และการร้องทุกข์ ได้พิจารณาเร่ืองร้องทุกข์ของผู้ฟูองคดีแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานยังฟัง
ไม่ได้ว่าผู้ฟูองคดี เป็นผู้ทุจริตในการสอบจริง จึงไม่มีเหตุที่จะทาให้เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีสาหรับ
การเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ส่งผลให้ไม่เป็นผู้ขาดคุณสมบัติทั่วไปในการเข้ารับ
ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา ๓๐ (๗) และ (๑๓) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ
ครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ที่จะเป็นเหตุให้มีคาส่ังให้ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ คาส่ัง
ของผอู้ านวยการโรงเรยี นฯ จึงเป็นคาสัง่ ทีไ่ มช่ อบด้วยกฎหมาย โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ผู้บังคับบัญชาเพิกถอน
คาส่ังดงั กลา่ ว แล้วส่ังใหผ้ ฟู้ ูองคดีเข้ารับราชการต่อไป โดยให้มีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่ส่ังให้ออกจากราชการ
จากน้ัน ผู้อานวยการโรงเรียนฯ ได้มีคาสั่งให้เพิกถอนคาสั่งท่ีให้ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ และให้ผู้ฟูองคดี
กลับเข้ารับราชการในตาแหน่งครูผู้ช่วย ต้ังแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘ เป็นต้นไป โดยผู้ฟูองคดีได้รับ
เงินเดือนและเงินเพ่ิมการครองชีพชั่วคราวตั้งแต่วันที่ถูกส่ังให้ออกจากราชการจนถึงวั นที่มีคาส่ังให้กลับเข้ารับ
ราชการแล้วบางสว่ น

ศาลปกครองสูงสดุ วินจิ ฉัยว่า พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการ
ศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๓๐ บัญญัติว่า ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา
สาหรับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ซึ่งจะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและ
บุคลากรทางการศึกษาได้ต้องมีคุณสมบัติทั่วไป ดังต่อไปน้ี... (๗) ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีสาหรับการ
เป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา... (๑๓) ไม่เป็นผู้เคยกระทาการทุจริตในการสอบเข้ารับ
ราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ มาตรา ๔๙ บัญญัติว่า ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งต้ังเข้ารับ
ราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๕๐ มาตรา ๕๑
มาตรา ๕๘ มาตรา ๖๔ มาตรา ๖๕ มาตรา ๖๖ และมาตรา ๖๗ หากภายหลังปรากฏว่าผู้น้ันขาดคุณสมบัติ
ท่ัวไป หรือขาดคุณสมบัติตามมาตรฐานตาแหน่งตามมาตรา ๔๒ หรือขาดคุณสมบัติพิเศษตามมาตรา ๔๘
อยู่ก่อนก็ดี หรือมีกรณีต้องหาอยู่ก่อนและภายหลังปรากฏว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติเน่ืองจากกรณีต้องหานั้นก็ดี
ให้ผู้มีอานาจตามมาตรา ๕๓ ส่ังให้ผู้นั้นออกจากราชการโดยพลัน แต่ท้ังน้ีไม่กระทบกระเทือนถึงการใดท่ีผู้นั้น
ได้ปฏิบัติไปตามอานาจและหน้าที่และการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดท่ีได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับจาก
ทางราชการก่อนมีคาสั่งให้ออกจากราชการนั้น และถ้าการเข้ารับราชการเป็นไปโดยสุจริตแล้ว ให้ถือว่าเป็น
การสั่งใหอ้ อกจากราชการเพ่อื รบั บาเหนจ็ บานาญเหตุทดแทนตามกฎหมายวา่ ด้วยบาเหนจ็ บานาญข้าราชการ

โดยที่คาสั่งให้ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ เน่ืองจากเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีสาหรับ
การเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา และเป็นผู้เคยกระทาการทุจริตในการสอบเข้ารับ
ราชการ น้ัน เป็นการใช้อานาจตามมาตรา ๔๙ ประกอบมาตรา ๓๐ (๗) และ (๑๓) แห่งพระราชบัญญัติ

49

ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ออกคาสั่งให้ผู้ฟูองคดีพ้นจากตาแหน่งหน้าที่
ทางราชการอันเป็นการกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของผู้ฟูองคดี คาส่ังดังกล่าวจึงเป็นคาส่ังทางปกครอง
ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และโดยผลของคาสั่งดังกล่าว
ทาให้ผู้ฟูองคดีต้องพ้นจากตาแหน่งครูผู้ช่วย จึงเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นที่ไม่จาต้องให้โอกาสผู้ฟูองคดีได้ทราบ
ข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนก่อนออกคาสั่งทางปกครองตามมาตรา ๓๐ วรรคสอง (๖)
แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับข้อ (๑) ของกฎกระทรวง ฉบับท่ี ๒ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความ
ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คาส่ังดังกล่าวจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา
๓๐ วรรคหนง่ึ แห่งพระราชบัญญัตวิ ธิ ปี ฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ จะบัญญัติให้ผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีอานาจออกคาส่ังให้
ผู้ฟูองคดีออกจากราชการได้โดยพลัน ในกรณีท่ีปรากฏว่าผู้ฟูองคดีเป็นผู้ขาดคุณสมบัติทั่วไปตามที่กาหนด
ในมาตรา ๓๐ (๗) หรือ (๑๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวก็ตาม แต่การที่จะออกคาสั่งเช่นว่าน้ันได้จะต้องมี
การสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงให้ได้ความเป็นท่ียุติก่อนว่า ผู้ฟูองคดีเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีสาหรับ
การเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา ๓๐ (๗) หรือเป็นผู้เคยกระทาการทุจริต
ในการสอบเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐมาก่อนตามมาตรา ๓๐ (๑๓)
แห่งพระราชบญั ญัติดงั กล่าวจรงิ หรอื ไม่

เม่ือข้อเท็จจริงปรากฏว่า การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยว่าผู้ฟูองคดีมีลักษณะเป็นผู้บกพร่อง
ในศีลธรรมอันดีสาหรับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา และเป็นผู้กระทาการทุจริต
ในการสอบเข้ารับราชการเป็นครูผู้ช่วย เป็นเพียงการวิเคราะห์ข้อมูลเบ้ืองต้นในเชิงสถิติเกี่ยวกับผลการสอบ
คัดเลือกครูผู้ช่วยเท่านั้น มิได้เป็นข้อเท็จจริงท่ีรับฟังได้เป็นท่ียุติหรือเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จะให้รับฟังได้ว่า
ผู้ฟูองคดีเป็นบุคคลผู้มีพฤติกรรมเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีสาหรับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและ
บุคลากรทางการศึกษาหรือเป็นผู้กระทาการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการในตาแหน่งครูผู้ช่วยคร้ังดังกล่าว
แต่อย่างใด และในรายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวก็สรุปได้แค่เพียงว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ฟูองคดี
อาจจะเป็นผหู้ นงึ่ ที่ได้กระทาการทจุ ริตในการสอบคร้ังนน้ั ดว้ ยเท่าน้นั

โดยมิไดค้ น้ หาข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์และหรอื พยานแวดล้อมกรณีท่ีมีการกล่าวหาผู้ฟูอง
คดีมาประกอบการพิจารณาให้เป็นทย่ี ุติ และทาให้เช่ือได้ว่าผู้ฟูองคดีเป็นผู้มีพฤติกรรมตามที่ถูกกล่าวหาจริงมา
ออกคาสั่งให้ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อออกคาส่ังให้ผู้ฟูองคดีออก
จากราชการโดยไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย คาสง่ั ใหผ้ ฟู้ อู งคดอี อกจากราชการ จงึ เป็นคาสง่ั ท่ไี มช่ อบด้วยกฎหมาย

เมื่อผู้อานวยการโรงเรียนฯ กระทาการออกคาสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
และทาใหเ้ สียหายต่อสทิ ธิของผู้ฟอู งคดีท่ตี อ้ งถกู ใหอ้ อกจากราชการ จงึ เปน็ การกระทาละเมิดต่อผู้ฟูองคดี สพฐ.
ซึ่งเป็นส่วนราชการต้นสังกัดของผู้อานวยการโรงเรียนฯ และเป็นหน่วยงานของรัฐจึงต้องรับผิดต่อผู้ฟูองคดี


Click to View FlipBook Version