The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานสรุปผลการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างหลักปฏิบัติราชการที่ดีจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองให้แก่ประชาชน หน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ของสำนักงานศาลปกครองสุพรรณบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ผ่านระบ[ออนไลน์ โปรแกรม Cisco Webex Meetings หัวข้อ “คดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลภาครัฐ” วันพุธที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๑๕ น.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chutinnoy, 2022-01-12 20:47:52

รายงานสรุปองค์ความรู้

รายงานสรุปผลการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างหลักปฏิบัติราชการที่ดีจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองให้แก่ประชาชน หน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ของสำนักงานศาลปกครองสุพรรณบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ผ่านระบ[ออนไลน์ โปรแกรม Cisco Webex Meetings หัวข้อ “คดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลภาครัฐ” วันพุธที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๑๕ น.

Keywords: สุพรรณบุรี

50

ในผลแห่งละเมิดที่ผู้อานวยการโรงเรียนฯ ได้กระทาในการออกคาสั่งดังกล่าวตามมาตรา ๕
แหง่ พระราชบัญญัติความรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจ้าหนา้ ท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙

พิพากษาให้เพิกถอนคาส่ังของผู้อานวยการโรงเรียนฯ ที่ให้ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ
โดยให้มีผลต้ังแต่วันท่ีมีคาสั่งเป็นต้นไป และให้ สพฐ. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของเงินเพ่ิมการครองชีพ
ช่วั คราว ตง้ั แต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ จนถงึ วันยน่ื ฟอู งคดี พรอ้ มดอกเบี้ย

หมายเหตุ

คาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. ๗๔/๒๕๖๓

ศาลพิพากษาให้เพิกถอนคาสั่งที่ให้ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ เฉพาะในส่วนท่ียังมีผลใช้
บังคับระหว่างวันท่ี ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และให้ สพฐ. ชดใช้ค่าสินไหม
ทดแทนเป็นเงินจานวน ๑๐,๐๐๐ บาท ใหแ้ ก่ผฟู้ อู งคดี

(เน่ืองจากผู้อานวยการโรงเรียนฯ ได้ออกคาสั่งให้ผู้ฟูองคดีกลับเข้ารับราชการในตาแหน่ง
ครูผู้ช่วย และให้ได้รับเงินเดือนต้ังแต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป โดยไม่มีผลย้อนหลัง ไปในช่วง
ระยะเวลาบงั คบั ใช้คาส่งั ให้ผฟู้ ูองคดีออกจากราชการ ตง้ั แต่วันที่ ๑๙ มถิ ุนายน ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม
๒๕๕๗

ประกอบกับผู้ฟูองคดีไม่ได้ปฏิบัติหน้าท่ีในตาแหน่งครูผู้ช่วยในช่วงระยะเวลาก่อนวันที่มี
คาส่ังให้ผู้ฟูองคดีกลับเข้ารับราชการในตาแหน่งเดิม รวมระยะเวลากว่า ๑๐ เดือน ผู้ฟูองคดีย่อมเสียโอกาสที่
จะเจริญก้าวหน้าในหน้าท่ีการงาน แม้ผู้ฟูองคดีเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนน้ีเป็นเงินจานวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท
โดยมิได้แสดงพยานหลักฐานเพื่อยืนยันความเสียหายท่ีแท้จริงให้ปรากฏต่อศาล ศาลก็มีอานาจกาหนด
ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในส่วนนี้ให้แก่ผู้ฟูองคดีได้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด
ซึง่ ศาลได้กาหนดค่าสินไหมทดแทนให้เป็นเงนิ จานวน ๑๐,๐๐๐ บาท)

คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อบ. ๑๒๒/๒๕๖๓

ศาลพิพากษาแก้เป็นให้ สพฐ. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจานวน ๑๐,๐๐๐ บาท
ให้แก่ผฟู้ อู งคดี

(เน่ืองจากผู้อานวยการโรงเรียนฯ ได้เพิกถอนคาส่ังที่ให้ผู้ฟูองคดีออกจากราชการและให้
ผู้ฟูองคดีกลับเข้ารับราชการในตาแหน่งและสังกัดเดิม โดยให้ได้รับเงินเดือนต้ังแต่วันท่ีผู้ฟูองคดีออกจาก
ราชการเป็นต้นไปแลว้ ศาลจงึ ไม่จาต้องออกคาบังคับในสว่ นที่ขอให้เพิกถอนคาสั่งใหผ้ ฟู้ ูองคดีออกจากราชการอีก

นอกจากน้ี แม้ผู้ฟูองคดีจะมีหนังสือแจ้งความประสงค์ไปยังผู้อานวยการโรงเรียนฯ ว่า
ไมข่ อรับเงนิ คา่ เสยี หายตามคาพิพากษาของศาลปกครองช้นั ตน้ จานวน ๑๐,๐๐๐ บาท แต่หนังสือดังกล่าวมิใช่
การถอนคาฟูองต่อศาลตามข้อ ๘๒ แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธี

51

พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ แต่เป็นเพียงหนังสือแจ้งความประสงค์ของผูฟ้ ูองคดตี ่อผู้อานวยการโรงเรียน
ฯ ศาลปกครองสงู สดุ จงึ มีอานาจพจิ ารณาพพิ ากษาคาฟูองทฟี่ ูองขอให้ สพฐ. ชดใช้คา่ สินไหมทดแทนต่อไป)

คาพพิ ากษาศาลปกครองสงู สุดที่ อบ. ๒๓/๒๕๖๒

กรณีการกาหนดคุณสมบัติเฉพาะสาหรับตาแหน่งของนักเรียนนายสิบตารวจ ตามข้อสั่งการ
และคาสงั่ อนมุ ัตขิ องผบู้ ญั ชาการตารวจแห่งชาติ

คดีนี้ ศาลปกครองสงู สดุ วินจิ ฉัยวา่ การบรหิ ารงานบุคคลของขา้ ราชการตารวจในส่วนราชการ
ต่างๆ ของสานักงานตารวจแห่งชาติ รวมถึงการจะให้มีตาแหน่งข้าราชการตารวจตาแหน่งใด จานวนเท่าใด
และคุณสมบัติเฉพาะสาหรับตาแหน่งอย่างใด และจะให้มียศหรือไม่ และถ้าให้มียศจะให้มียศใด เป็นอานาจ
ของ ก.ตร. เป็นผูก้ าหนด

เมื่อการกาหนดคุณสมบัติเฉพาะสาหรับตาแหน่งของนักเรียนนายสิบตารวจฯ เกี่ยวกับดัชนี
มวลกาย เป็นการกาหนดตามข้อสั่งการของ ผบ.ตร. และตามที่ ผบ.ตร. ได้มีคาส่ังอนุมัติ โดย ก.ตร. ผู้ที่มี
อานาจหน้าท่ีตามกฎหมายในการกาหนดคุณสมบัติเฉพาะสาหรับตาแหน่งของข้าราชการตารวจในสังกัด
สานกั งานตารวจแห่งชาตไิ ม่ได้เป็นผ้กู าหนด

การกาหนดคุณสมบัติเฉพาะสาหรับตาแหน่งของนักเรียนนายสิบตารวจดังกล่าว จึงเป็นการ
กาหนดคุณสมบัติเฉพาะสาหรับตาแหน่งโดยผู้ที่ไม่มีอานาจ อันทาให้คุณสมบัติเฉพาะสาหรับตาแหน่ง
ตามประกาศรบั สมคั รฯ ไม่อาจใช้บังคับได้

ประกาศรายช่ือผู้ไม่ผ่านการตรวจร่างกาย ท่ีให้ผู้ฟูองคดีเป็นผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ดัชนีมวลกาย
จงึ เป็นการกระทาที่ไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย

คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ. ๓๒๘/๒๕๕๘

กรณีการยกเลิกการรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อคัดเลือกเข้าดารงตาแหน่งผู้อานวยการ
องค์การสวนพฤกษศาสตร์ครง้ั แรก และเปิดรับสมคั รใหม่

คดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ในการรับสมัครบุคคลเพ่ือคัดเลือกเข้าดารงตาแหน่ง
ผู้อานวยการองคก์ ารสวนพฤกษศาสตรม์ ีผสู้ มัครทง้ั หมดรวม ๓ ราย ซึ่งมีจานวนน้อยเกินไป และผู้ที่มีคุณสมบัติ
ครบเพียง ๑ คน คือผู้ฟูองคดี คณะกรรมการสรรหาฯ จึงชอบที่จะใช้ดุลพินิจเสนอให้คณะกรรมการองค์การ
สวนพฤกษศาสตร์ มีมติยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าวได้ เพราะได้แจ้งสงวนสิทธ์ิกรณีมีเหตุเช่นว่าน้ีไว้ตาม
ประกาศรบั สมคั รแลว้

ในการประกาศรับสมัครใหม่ จึงจาเป็นที่จะต้องลดคุณสมบัติ เฉพาะตาแหน่งบางประการลง
เพอื่ ใหค้ ณะกรรมการสรรหาฯ ได้สรรหาบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่มีความเหมาะสม
ในการบรหิ ารจัดการองคก์ ารมากทสี่ ดุ

52

ดังน้ัน การยกเลิกประกาศฉบับแรก และการออกประกาศรับสมัครบุคคลเพ่ือคัดเลือก
เข้าดารงตาแหนง่ ผอู้ านวยการองคก์ ารสวนพฤกษศาสตรใ์ หม่ของคณะกรรมการสรรหาฯ จึงชอบดว้ ยกฎหมาย

คาพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ. ๒๖/๒๕๖๐

กรณีการปฏิเสธไม่รับผู้ฟูองคดีซ่ึงเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ตาแหน่ง
อาจารย์ ๓ ระดับ ๘ ท่ีย่ืนหนังสือขอลาออกจากราชการเพ่ือลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
แตไ่ มไ่ ด้รับเลอื กตงั้ กลับเข้ารับราชการ

คดีน้ี ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน
ในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ กาหนดไว้เฉพาะการขอกลับเข้ารับราชการกรณีการออกจากราชการ
เมื่อถูกสั่งให้ไปรับราชการทหาร และกรณีการออกจากราชการโดยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเพื่อไป
ปฏิบตั ิงานใดๆ ตามมาตรา ๓๔ วรรคหนง่ึ (๑) และ (๒) เท่านน้ั

มิได้กาหนดไว้โดยเฉพาะเก่ียวกับกรณีที่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาได้ลาออก
จากราชการเพอ่ื ไปสมคั รรับเลอื กตั้ง แต่ไม่ไดร้ ับเลือกต้งั และขอกลบั เข้ารบั ราชการไว้

แต่การขอกลับเข้ารับราชการภายหลังจากท่ีไม่ได้รับเลือกตั้งของผู้ฟูองคดี ย่อมถือได้ว่าเป็น
กรณีการลาออกจากราชการไปด้วยเหตุใดๆ อันมิใช่เป็นกรณีออกจากราชการในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าท่ี
ราชการ ดังน้นั การพิจารณาการกลบั เข้ารบั ราชการในกรณนี ี้ ย่อมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขท่ี
ก.พ.อ. กาหนด ผู้ถูกฟูองคดีจึงไม่สามารถอ้างเหตุท่ียังไม่มีการกาหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไข
ในการขอกลับเขา้ รบั ราชการ มาเป็นเหตปุ ฏิเสธการรบั ผู้ฟอู งคดกี ลับเขา้ รบั ราชการได้

โดยในการพิจารณาคาขอดังกล่าว ผู้ถูกฟูองคดีจึงต้องพิจารณาถึงมติคณะรัฐมนตรี
มติคณะกรรมการกาหนดเปูาหมายและนโยบายกาลังคนภาครัฐ และคานึงถึงประโยชน์ของมหาวิทยาลั ย
เปน็ สาคัญ

เมื่อในขณะท่ีผู้ฟูองคดีย่ืนหนังสือขอกลับเข้ารับราชการ นั้น มหาวิทยาลัยมีความต้องการ
อัตรากาลังข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาในตาแหน่งเดิมของผู้ฟูองคดี และเป็นกรณีที่ไม่ขัด
ต่อนโยบายกาลังคนภาครัฐ การบรรจุผู้ฟูองคดีกลับเข้ารับราชการจึงเป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยเนื่องจาก
ผู้ฟูองคดีเคยดารงตาแหน่งดังกล่าวมาก่อน ย่อมมีประสบการณ์และความรอบรู้งานในตาแหน่งหน้าท่ีเดิม
อีกทั้งไม่มีกรณีโต้แย้งว่า ผู้ฟูองคดีไม่มีความรู้ความสามารถ หรือไม่เหมาะสมกับตาแหน่ง หรือบกพร่องต่อ
หนา้ ท่ีแต่อยา่ งใด

จึงต้องถือว่า ผู้ฟูองคดีเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตาแหน่งเดิม การบรรจุ
ผูฟ้ ูองคดกี ลบั เข้ารบั ราชการ ยอ่ มทาใหม้ หาวิทยาลยั มีบุคลากรที่สามารถปฏิบัติหน้าท่ีเดิมได้ทันที ประกอบกับ
ในการขอกลับเข้ารับราชการกรณีลาออกเพื่อไปสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรน้ัน คณะรัฐมนต รี

53

มีมตเิ มื่อวันท่ี ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๐๐ ให้ผู้มีอานาจบรรจุแต่งต้ังข้าราชการให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลดังกล่าว
ให้ได้กลบั เขา้ รบั ราชการโดยเร็ว

ดังน้ัน มหาวิทยาลัยจึงควรดาเนินการพิจารณาบรรจุผู้ฟูองคดีกลับเข้ารับราชการก่อน
ที่จะประกาศรับสมัครคัดเลือกข้าราชการเพื่อรับโอนให้ดารงตาแหน่งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
ในตาแหน่งเดมิ ของผ้ฟู อู งคดี

การยา้ ยและเลื่อนตาแหน่ง

คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ที่ อ. ๙๕๗ - ๙๕๘/๒๕๕๘

คดีน้ี ผู้ฟูองคดีที่ ๑ ดารงตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรียนนาโสกวิทยาคาร ต้ังแต่วันที่ ๒๑
พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ผู้ฟูองคดีที่ ๒ ดารงตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรียนผาเทิบวิทยา ตั้งแต่วันที่ ๑๗
พฤศจกิ ายน ๒๕๔๐ ไดย้ นื่ แบบคาร้องขอย้าย เพอ่ื ขอย้ายไปดารงตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรียนคาสร้อยพิทยา
สรรค์ เนอ่ื งจากผู้อานวยการโรงเรียนคาสรอ้ ยพิทยาสรรค์ จะเกษยี ณอายุราชการในวันท่ี ๓๐ กันยายน ๒๕๕๐
แตค่ ณะกรรมการกลัน่ กรองฯ ได้มมี ตใิ ห้นาย ก. ผอู้ านวยการโรงเรียนดงเย็นวิทยาคม ซงึ่ ดารงตาแหน่งดังกล่าว
ต้ังแต่วันท่ี ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ย้ายสับเปลี่ยนกับนาย อ. ไปดารงตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรียนคาสร้อย
พิทยาสรรค์ และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาฯ ได้พิจารณามีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ
เสนอ ผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาฯ จึงมีคาส่ังลงวันท่ี ๗ กันยายน ๒๕๔๙ ให้ย้ายนาย ก.
สบั เปลี่ยนกับนาย อ. ไปดารงตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรียนคาสรอ้ ยพิทยาสรรคต์ ามคาร้องขอยา้ ย

ตอ่ มามีการรอ้ งเรยี นว่าคาส่ังย้ายสับเปลี่ยนตาแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาดังกล่าวไม่ชอบด้วย
กฎหมาย ซ่ึง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเก่ียวกับการกาหนดแนวปฏิบัติการบริหารงานบุคคล ดูแลและประสานการ
ดาเนินงานดา้ นบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ได้มีมติว่า
การท่ีอ.ก.ค.ศ. เขตพื้นท่ีการศึกษาฯ แก้ไขเพ่ิมเติมหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศกึ ษาจากเดมิ โดยกาหนดให้ผู้มีสิทธิยื่นคาร้องขอย้ายกรณีปกติจะต้องดารงตาแหน่งในหน่วยงานทาง
การศึกษาปจั จบุ ันไม่นอ้ ยกวา่ ๑๒ เดือน นับถึงวันสุดท้ายของการยื่นคาขอ ยกเว้นกรณีการย้ายสับเปล่ียน น้ัน
ไม่สามารถเพิ่มเติมได้ และได้มีหนังสือแจ้งให้ยกเลิกคาส่ังย้ายสับเปล่ียนตาแหน่งดังกล่าว ผู้อานวยการ
สานกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาฯ ยกเลิกคาส่ังให้ยา้ ยนาย ก. สบั เปลีย่ นกับนาย อ. โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันท่ี
๗ กันยายน ๒๕๔๙ โดยนาย ก. ได้กลบั ไปปฏบิ ตั หิ นา้ ทท่ี โ่ี รงเรยี นดงเยน็ วทิ ยาคม เมอื่ วนั ที่ ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๐

ต่อมาวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ นาย ก. ได้ยื่นคาร้องขอย้ายไปปฏิบัติหน้าท่ีท่ีโรงเรียน
คาสร้อยพิทยาสรรค์อีกเป็นครั้งท่ีสอง โดยให้เหตุผลในการขอย้ายเพ่ือกลับภูมิลาเนา และคณะกรรมการ
กลั่นกรองฯ ได้มีมติให้ย้ายนาย ก. ผู้อานวยการโรงเรียนดงเย็นวิทยาคม ซ่ึงได้คะแนนสูงสุด ไปดารงตาแหน่ง
ผู้อานวยการโรงเรียนคาสร้อยพิทยาสรรค์ และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาฯ มีมติเห็นชอบตามที่
คณะกรรมการกล่ันกรองฯ เสนอ ผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ จึงมีคาส่ังย้ายนาย ก. ไปดารง
ตาแหนง่ ผูอ้ านวยการโรงเรียนคาสร้อยพทิ ยาสรรค์

54

ผู้ฟูองคดีทั้งสองจึงนาคดีมาฟูองต่อศาลปกครองชั้นต้น ขอให้เพิกถอนมติของ อ.ก.ค.ศ.
เขตพ้ืนที่การศึกษาฯ และคาส่ังของผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาฯ ดังกล่าว และให้พิจารณา
การย้ายดงั กลา่ วใหม่

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คดีน้ีผู้ฟูองคดีทั้งสองเป็นผู้ยื่นคาร้องขอย้ายไปดารงตาแหน่ง
ผู้อานวยการโรงเรียนคาสร้อยพิทยาสรรค์ และได้ย่ืนคาฟูองต่อศาลโดยอ้างว่า มติของ อ.ก.ค.ศ. เขตพ้ืนที่
การศึกษาฯ และคาส่ังของผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาฯ ท่ีย้ายนาย ก. ไปดารงตาแหน่ง
ผูอ้ านวยการโรงเรียนคาสร้อยพิทยาสรรค์ ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาตามที่
ก.ค.ศ. กาหนด คาส่ังดังกล่าวจึงย่อมมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิของผู้ฟูองคดีทั้งสอง ในอันท่ีจะได้รับ
การพิจารณาให้ย้ายไปดารงตาแหน่งตามคาร้องขอย้ายที่ได้ย่ืนไว้โดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย ผู้ฟูองคดี
ทั้งสองจึงเปน็ ผ้มู ีส่วนได้เสยี หรอื ประโยชนเ์ ก่ยี วขอ้ งกับคาสงั่ ย้าย และอยู่ในข่ายเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือ
เสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทาดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเก่ียวกับการที่
เจา้ หนา้ ทีข่ องรฐั กระทาการโดยไมช่ อบด้วยกฎหมาย ที่ศาลปกครองมอี านาจตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย
ของคาสั่งย้ายดังกล่าวได้ตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี
พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายของผู้ฟูองคดีทั้งสองนั้น
ศาลจาต้องมีคาพิพากษาเพิกถอนมติและคาส่ังดังกล่าว อันเป็นคาบังคับท่ีศาลมีอานาจกาหนดได้ตามมาตรา
๗๒ วรรคหนึง่ (๑) ผู้ฟอู งคดีทงั้ สองจงึ เป็นผมู้ ีสทิ ธฟิ ูองคดีตอ่ ศาลปกครองตามมาตรา ๔๒ วรรคหน่ึง

สาหรับหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสานักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน แนบท้ายหนังสือสานักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ ๐๒๐๖.๓/๒๒๙๙ ลงวันท่ี ๖ มิถุนายน ๒๕๕๐
นั้น เป็นหลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ. ออกโดยอาศัยอานาจตามความในมาตรา ๕๙ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบยี บข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗

หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาดังกล่าวจึงมีสถานะเป็นกฎ ที่มีผลบังคับเป็น
การทั่วไปตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การย้ายผู้บริหาร
สถานศึกษาในสงั กดั สพฐ. จงึ ต้องอยใู่ นบังคับของหลักเกณฑ์ดังกล่าว

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาดังกล่าวได้กาหนดประเภทการย้าย
ผู้บริหารสถานศึกษาไว้เป็น ๓ กรณี คือ ๑. การย้ายกรณีปกติ ได้แก่ การย้ายเพื่ออยู่รวมกับคู่สมรส การย้าย
เพ่ือดูแลบิดามารดา และการย้ายกลับภูมิลาเนา ๒. การย้ายกรณีพิเศษ ได้แก่ การย้ายเน่ืองจากเจ็บปุวย
ร้ายแรง การย้ายเน่อื งจากถกู คกุ คามตอ่ ชีวิต และการย้ายเพื่อดูแลบิดามารดา หรือคู่สมรส ซ่ึงเจ็บปุวยร้ายแรง
และ ๓. การย้ายเพ่ือประโยชน์ของทางราชการ ได้แก่ การย้ายเพ่ือแก้ปัญหาการบริหารจัดการในหน่วยงาน
การศกึ ษา และการย้ายเพือ่ พฒั นาคุณภาพการศึกษา ซึ่งการย้ายในแต่ละกรณี ได้มีการกาหนดหลักเกณฑ์และ
วิธีการท่แี ตกตา่ งกัน

โดยการย้ายกรณีปกติ ซึ่งเป็นการย้ายตามความประสงค์อันเป็นประโยชน์ของผู้ย่ืนคาขอ นั้น
ก.ค.ศ. ได้กาหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกบั คุณสมบัติของผู้ท่ีประสงค์จะยื่นคาร้องขอย้ายว่า ต้องเป็นผู้ดารงตาแหน่ง

55

ผู้อานวยการสถานศึกษา หรือรองผู้อานวยการสถานศึกษาและได้ปฏิบัติงานในหน่วยงานการศึกษาปัจจุบัน
มาแลว้ ไมน่ ้อยกว่า ๑๒ เดอื นนับถงึ วนั ทีย่ ื่นคาขอ

กรณีจะเห็นได้ว่า เง่ือนไขเกี่ยวกับระยะเวลาท่ีกาหนดให้ผู้ประสงค์ขอย้ายต้องดารงตาแหน่ง
และได้ปฏิบัติงานในสถานศึกษาที่ตนดารงตาแหน่งก่อนยื่นคาร้องขอย้ายกรณีปกติเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า
๑๒ เดือน น้ัน ถือเป็นหลักเกณฑ์สาคัญที่กาหนดข้ึนเพื่อมิให้การยื่นคาร้องขอย้ายกรณีปกติซึ่งเป็นการขอย้าย
เพื่อประโยชน์ของผู้ย่ืนคาขอ อันเป็นเหตุผลส่วนตัวส่งผลกระทบท่ีอาจเกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
ทั้งในด้านประสิทธิภาพและและความต่อเนื่องในการปฏิบัติหน้าท่ีของผู้ดารงตาแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา
รวมถึงผลกระทบต่อระบบบรหิ ารงานบคุ คลของเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาโดยรวม

คดีน้ีข้อเท็จจริงปรากฏว่า นาย ก. ได้รับคาสั่งย้ายมาดารงตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรียน
ดงเยน็ วทิ ยาคม เมอ่ื วันท่ี ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ต่อมาได้ยืน่ คาร้องขอย้ายสับเปล่ียนตาแหน่งกับผู้อานวยการ
โรงเรยี นคาสร้อยพทิ ยาสรรค์ ซึ่งเปน็ การย่ืนคาร้องขอยา้ ยในขณะท่ีดารงตาแหน่งและปฏบิ ัติหน้าท่ีผู้อานวยการ
โรงเรียนดงเย็นวิทยาคมไม่ครบ ๑๒ เดือน โดยได้อาศัยมติของ อ.ก.ค.ศ. เขตพ้ืนท่ีการศึกษาฯ ซ่ึงนาย ก.
ร่วมเป็นอนุกรรมการอยู่ด้วย แต่ต่อมา สพฐ. ได้มีหนังสือแจ้งว่า กรณีการย้ายสับเปลี่ยนดังกล่าว
เป็นการไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายตามท่ี ก.ค.ศ. กาหนด ผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาฯ จึงมีคาสั่งยกเลิกคาสั่งดังกล่าว ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่านาย ก. ได้กลับมาปฏิบัติหน้าท่ีตาม
ตาแหน่งเดิมทโ่ี รงเรียนดงเยน็ วทิ ยาคม เมอ่ื วันท่ี ๓ สงิ หาคม ๒๕๕๐ และต่อมานาย ก. ได้มีคาร้องฉบับลงวันที่
๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ขอย้ายกลับไปดารงตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรียนคาสร้อยพิทยาสรรค์อีกครั้ง โดยระบุ
เหตุผลเพื่อขอยา้ ยกลับภูมิลาเนา

เห็นได้ว่า แม้คาส่ังย้ายสับเปลี่ยนดังกล่าว ได้ถูกยกเลิกโดยให้มีผลย้อนหลังไป ซึ่งในทาง
กฎหมายย่อมถือเสมือนว่านาย ก. มิได้มาดารงตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรียนคาสร้อยพิทยาสรรค์ตามคาส่ังที่
ถูกยกเลกิ และถือวา่ นาย ก. ไดด้ ารงตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรียนดงเยน็ วิทยาคมมาต้ังแต่ต้น ก็ตาม แต่กรณีก็
ไมอ่ าจถือได้ว่านาย ก. ได้ปฏิบัตงิ านทโ่ี รงเรียนดงเยน็ วทิ ยาคมในช่วงเวลาดงั กล่าวแต่อย่างใด กรณีจึงต้องถือว่า
นาย ก. ดารงตาแหน่งผอู้ านวยการโรงเรยี นดงเย็นวิทยาคมและได้ปฏิบัติงานท่ีโรงเรียนดงเย็นวิทยาคม ซ่ึงเป็น
หน่วยงานการศึกษาปัจจุบันก่อนยื่นคาร้องขอย้ายต้ังแต่วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๐ และเมื่อคาร้องขอย้ายฉบับ
ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ เป็นการขอย้ายกรณีปกติ จึงเป็นกรณีที่นาย ก. ดารงตาแหน่งผู้อานวยการ
สถานศึกษาและได้ปฏิบัติงานในหน่วยงานการศึกษาปัจจุบันเป็นระยะเวลาน้อยกว่า ๑๒ เดือน นับถึงวัน
ยนื่ คาขอ จึงขดั ต่อหลกั เกณฑเ์ กี่ยวกับคุณสมบัตขิ องผทู้ จ่ี ะมสี ทิ ธิย่ืนคาร้องขอย้ายกรณีปกติตามหลักเกณฑ์และ
วธิ ีการยา้ ยผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษาตามที่ ก.ค.ศ. กาหนด

ผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาฯ จึงมิอาจรับคาร้องขอย้าย ฉบับลงวันท่ี ๑๔
สิงหาคม ๒๕๕๐ ของนาย ก. ไว้พิจารณาและเสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นท่ีการศึกษาฯ พิจารณาอนุมัติให้นาย ก.
ยา้ ยไปดารงตาแหน่งตามคารอ้ งขอดงั กล่าวได้

56

ดังน้ัน มติของ อ.ก.ค. ศ. เขตพื้นท่ีการศึกษาฯ ที่อนุมัติให้ย้ายนาย ก. ไปดารงตาแหน่ง
ผู้อานวยการโรงเรียนคาสร้อยพิทยาสรรค์ และคาสั่งของผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาฯ ที่ย้าย
นาย ก. ไปดารงตาแหน่งตามมติของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาฯ ดังกล่าว จึงเป็นการกระทาที่ไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย

โดยท่ีการมีคาสั่งแต่งต้ังย้ายผู้อานวยการสถานศึกษาไปดารงตาแหน่งในหน่วยงานการศึกษา
ในเขตพ้ืนท่ีการศึกษา เป็นอานาจของผู้อานวยการเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้มีอานาจสั่งบรรจุและแต่งต้ัง
โดยต้องได้รับอนุมัติจาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นท่ีการศึกษาตามมาตรา ๕๙ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๕๓
วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ และเมื่อได้
วินิจฉัยแล้วว่า มติและคาสั่งดังกล่าวเป็นการกระทาท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงสมควรที่ศาลปกครองสูงสุด
จะพิพากษาให้เพกิ ถอนเสยี

อย่างไรก็ดี โดยท่ีมาตรา ๗๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี
พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติว่า ในการมีคาบังคับตามวรรคหนึ่ง (๑) ศาลปกครองมีอานาจ
กาหนดว่าจะให้มีผลย้อนหลังหรือไม่ย้อนหลังหรือมีผลไปในอนาคตถึงขณะใดขณะหน่ึงได้ หรือจะกาหนดให้มี
เงื่อนไขอย่างใดก็ได้ ทั้งน้ี ตามความเป็นธรรมแหง่ กรณี

พจิ ารณาแลว้ เหน็ วา่ การเพกิ ถอนโดยให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลังไปต้ังแต่วันที่มติและคาสั่ง
ดังกล่าวมีผลบังคับ นั้น มิได้มีผลเป็นการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายของผู้ฟูองคดีทั้งสองและ
ผู้ท่ีอาจได้รับผลกระทบจากคาส่ังและมติที่พิพาทดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากภายหลังจากให้เพิกถอนมติ
และคาส่ังแล้วกรณีก็มิอาจมีคาส่ังแต่งตั้งบุคคลหน่ึงบุคคลใดให้ไปดารงตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรียนคาสร้อย
พิทยาสรรค์โดยให้มีผลในทางพฤตินัยย้อนหลังกลับไปได้ อีกทั้งการเพิกถอนมติและคาส่ังดังกล่าวโดยให้มีผล
ยอ้ นหลังไปต้ังแตต่ น้ ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรคแก่การบริหารราชการ ท้ังในด้านประสิทธิภาพและความ
ต่อเน่ืองในการปฏิบัติหน้าท่ีของผู้ดารงตาแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาท่ีเก่ียวข้อง อันอาจมีผลกระทบต่อระบบ
บริหารงานบคุ คลของเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาโดยรวม

พพิ ากษาให้เพกิ ถอนมตแิ ละคาสัง่ ดงั กล่าว โดยให้การเพิกถอนมผี ลนับตั้งแต่วันท่ีศาลปกครอง
สูงสุดมคี าพพิ ากษา

คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. ๕๔/๒๕๖๓

คดีน้ี ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ สังกัดสานักงาน
คณะกรรมการศึกษาข้ันพื้นฐานของ ก.ค.ศ. เป็นการกาหนดขึ้นมาใช้โดยเฉพาะ ซึ่งได้กาหนดให้มี
คณะกรรมการกล่ันกรองการย้ายฯ เพ่ือพิจารณาคาร้องขอย้ายของผู้บริหารสถานศึกษาเพ่ือทาหน้าท่ีให้
ข้อเสนอแนะและพจิ ารณาทางปกครองเก่ยี วกบั การประเมนิ ศกั ยภาพผู้ท่ปี ระสงค์ขอย้าย เป็นการถ่วงดุลการใช้
อานาจของผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาฯ ที่จะออกคาสั่งย้ายผู้บริหารสถานศึกษาได้ ก็ต่อเม่ือ
ได้รับผลการประเมินศักยภาพของผู้ที่ประสงค์ขอย้ายจากคณะกรรมการกลั่นกรองการย้ายฯ ซ่ึงเป็นคณะ

57

บุคคลที่ทาหน้าที่ประเมินศักยภาพผู้ท่ีประสงค์ขอย้ายโดยตรง อันถือเป็นข้ันตอนท่ีเป็นสาระสาคัญในการย้าย
ผู้บรหิ ารสถานศึกษาตามท่ีกฎหมายกาหนด

การที่ผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณารายละเอียดฯ
และคณะกรรมการตรวจทานฯ เป็นการแต่งตั้งข้ึนโดยอาศัยอานาจในทางบริหารทั่วไปตามกฎหมายว่าด้วย
ระเบียบขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา อนั เปน็ การชว่ ยเหลือคณะกรรมการกลั่นกรองการยา้ ยฯ

การแต่งตง้ั คณะกรรมการทัง้ ๒ ชุด จึงหาเป็นการกระทาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการ
กระทาโดยไม่มีอานาจตามทผี่ ูฟ้ ูองคดกี ลา่ วอา้ ง

ส่วนกรณีการแต่งต้ัง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา รวม ๓ คน เป็นคณะกรรมการกล่ันกรอง
การย้ายผู้บริหารสถานศึกษา นั้น เห็นว่า เม่ือ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
พ.ศ. ๒๕๔๗ มไิ ด้มบี ทบัญญัติเก่ียวกับความเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือความเป็นกลางของเจ้าหน้าท่ีหรือกรรมการ
ท่ีพิจารณาทางปกครองไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องนาบทบัญญัติของ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙ มาใช้บงั คบั กบั กรณีดังกลา่ ว

อยา่ งไรกต็ าม แม้บคุ คลทงั้ สามจะเป็นผเู้ ข้าร่วมพจิ ารณาการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะ
คณะกรรมการกล่ันกรองการย้ายแล้วต่อมาได้เข้าร่วมพิจารณาในการประชุม อ.ก.ค.ศ. เขตพ้ืนที่การศึกษา
อกี ชั้นหนึง่ กต็ าม

คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ที่ อ. ๑๙๗/๒๕๕๙

กรณีการแต่งต้ังข้าราชการซ่ึงดารงตาแหน่งเลขาธิการ (นักบริหาร ๑๐) ให้ไปดารงตาแหน่ง
ผูต้ รวจราชการกระทรวง (ผตู้ รวจราชการ ๑๐)

คดีน้ี ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า แม้ว่าการสับเปล่ียนหน้าที่ โอนหรือย้าย และการแต่งต้ัง
ข้าราชการเป็นอานาจดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาที่มีอานาจตามกฎหมายจะสามารถกระทาได้ตามความ
เหมาะสมเพ่ือประโยชน์ของทางราชการและการพัฒนาข้าราชการก็ตามแต่การใช้อานาจดุลพินิจของ
ฝุายบริหารนนั้ จะต้องคานึงถึงวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของกฎหมายและอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมาย
โดยจะตอ้ งมเี หตผุ ลรองรบั ที่มอี ยจู่ รงิ และอธิบายได้

ท้ังจะต้องเป็นไปตามหลักคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลภาครัฐและเป็นไปตามหลักการ
บรหิ ารกิจการบ้านเมอื งทด่ี ีอันเปน็ แนวนโยบายพนื้ ฐานแหง่ รฐั

ดงั นน้ั การแต่งตงั้ ข้าราชการซ่ึงดารงตาแหน่งเลขาธิการ (นักบริหาร ๑๐) ให้ไปดารงตาแหน่ง
ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ ๑๐) แม้จะยังคงดารงตาแหน่งในระดับ ๑๐ และยังได้รับสิทธิ
ประโยชน์จากทางราชการดังเดิมก็ตาม แต่ก็เป็นการย้ายจากตาแหน่งในสายงานนักบริหารไปสู่สายงานตรวจ
ราชการ ซ่ึงมีความแตกต่างกันในบทบาทและอานาจหน้าท่ี โดยไม่ปรากฏเหตุว่าข้าราชการรายดังกล่าว

58

ไม่สนองนโยบายหรือปฏิบัติหน้าท่ีโดยไม่มีประสิทธิภาพหรือมีข้อบกพร่อง นอกจากน้ี การปรับย้ายคร้ังนี้
ยังเปน็ การปรบั ยา้ ยนอกฤดกู าลโยกยา้ ยปกตแิ ละกระทาอย่างเรง่ รบี

ประกอบกับการปรับย้ายผู้ฟูองคดีซ่ึงเป็นมูลกรณีพิพาทในคดีน้ี น้ัน ผู้ถูกฟูองคดีกล่าวอ้าง
เพียงว่า เป็นอานาจดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาท่ีจะพิจารณาดาเนินการได้ตามความเหมาะสมโดยคานึงถึง
ประโยชนข์ องทางราชการ กฎหมายไม่มีข้อกาหนดเกี่ยวกับระยะเวลา และได้พิจารณาแล้วเห็นว่าทางราชการ
จะไดป้ ระโยชน์มากกวา่ การทใี่ หผ้ ู้ฟอู งคดีอยู่ในตาแหน่งเดิม

ซึ่งเป็นเหตผุ ลทีย่ ังไม่มีความชดั เจนหรอื ไม่มเี หตุอนั สมควรเพียงพอ เท่ากับว่าฝุายบริหารได้ใช้
อานาจดุลพินิจในการย้ายผ้ฟู ูองคดโี ดยไม่มีเหตผุ ลรองรบั อย่างเพยี งพอ จึงเป็นการใชด้ ลุ พินจิ โดยมชิ อบ

นอกจากนี้ แม้การมีคาส่ังให้ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดไปรักษาการในตาแหน่งใดท่ีว่างลง
จะเป็นอานาจดุลพินิจโดยเฉพาะของผู้บังคับบัญชาซ่ึงมีอานาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งตามกฎหมาย ท้ังน้ี เพ่ือให้
การปฏิบัติราชการในตาแหน่งดังกล่าวมีความต่อเน่ืองไม่ให้เกิดความเสียหายจากการที่ไม่มีผู้ดารงตาแหน่ง
ในระหวา่ งรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตัง้ ก็ตาม

แต่เม่ือมติของคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เป็นการออกคาส่ังที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การท่ีปลัดกระทรวงสาธารณสุขสั่งให้ผู้ฟูองคดีพ้นจากตาแหน่งเลขาธิการ อย. และให้ไปรักษาการในตาแหน่ง
ผตู้ รวจราชการกระทรวงสาธารณสขุ จึงเป็นการออกคาสัง่ ทีไ่ มช่ อบด้วยกฎหมายเชน่ เดียวกัน

ซ่ึงศาลปกครองมีอานาจสั่งให้เพิกถอนคาส่ังพิพาทดังกล่าวได้ตามมาตรา ๗๒
แห่งพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่โดยท่ีปรากฏข้อเท็จจริง
ต่อมาว่า ตั้งแต่วันท่ี ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ผู้ฟูองคดีพ้นจากตาแหน่งผู้ตรวจราชการฯ และได้รับการโปรดเกล้าฯ
แต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งรองปลัดฯ (นักบริหาร ๑๐) ตามประกาศสานักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๙ กันยายน
๒๕๕๑

การเพิกถอนคาส่ังพิพาทของศาลปกครองในคดีน้ีจึงย่อมต้องไม่มีผลกระทบต่อสิทธิ
ในตาแหนง่ รองปลัดฯ หรือตาแหนง่ อน่ื ซึ่งผู้ฟอู งคดีไดร้ ับแต่งต้ังตามคาส่ังทางปกครองใหม่ในภายหลัง

พิพากษากลับคาพพิ ากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้

๑) เพกิ ถอนมตขิ องคณะรัฐมนตรี และประกาศสานกั นายกรัฐมนตรีที่ให้ย้ายผู้ฟูองคดีไปดารง
ตาแหน่งผูต้ รวจราชการกระทรวงสาธารณสุขตง้ั แตว่ ันทมี่ ีคาส่ังเป็นตน้ ไป

๒) เพกิ ถอนคาส่งั ของปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ให้ผูฟ้ ูองคดีไปรักษาการในตาแหน่งผู้ตรวจ
ราชการกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่วันท่ีมีคาสั่งเป็นต้นไป ท้ังน้ี โดยกาหนดเง่ือนไขให้การเพิกถอนคาสั่ง
ดังกล่าวต้องไม่มผี ลกระทบต่อสิทธิในตาแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขหรือตาแหน่งอื่นซึ่งผู้ฟูองคดีได้รับ
แตง่ ต้ังตามคาสั่งทางปกครองใหม่ในภายหลงั

59

คาพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ. ๑๖๒/๒๕๕๘

กรณี อ.ก.พ. กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีมติมอบหมายให้อธิบดี เป็นผู้ใช้อานาจในการแต่งต้ัง
คณะกรรมการคดั เลอื กแทน อ.ก.พ. กรมสอบสวนคดีพเิ ศษ

คดีน้ี ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗
มิได้บัญญัติในเรื่องการเล่ือนข้าราชการในสังกัดของกรมสอบสวนคดีพิเศษไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องนา
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ในส่วนท่ีเก่ียวกับการ
เลอื่ นขา้ ราชการมาใชบ้ ังคับโดยอนโุ ลม

การท่ี ก.พ. ได้กาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินบุคคลโดยอาศัยอานาจตามมาตรา ๕๘
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ เพ่ือใช้บังคับกับส่วนราชการและข้าราชการ
ในสังกัดส่วนราชการ โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ จึงทาให้หลักเกณฑ์
และวิธีการประเมินบุคคลที่ ก.พ. กาหนดขึ้นน้ัน มีลักษณะเป็นกฎและมีผลผูกพันต่อส่วนราชการและ
ข้าราชการทีอ่ ยใู่ นบังคับให้ตอ้ งปฏิบัตติ ามโดยมอิ าจหลกี เลยี่ งได้

เมื่อตามหนังสือสานักงาน ก.พ. ที่ นร ๑๐๐๖/ว ๑๐ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๘ ก.พ. ได้
กาหนดให้ อ.ก.พ. กรมเป็นผู้มีอานาจแต่งต้ังคณะกรรมการคัดเลือกบุคคล โดยมิได้กาหนดว่าสามารถ
มอบหมายหน้าท่ีให้บุคคลอื่นทาแทนได้ การแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกบุคคล ย่อมเป็นอานาจหน้าที่
เฉพาะตัว และถือว่า อ.ก.พ. กรมเป็นผู้ทรงอานาจในการแต่งต้ังคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลโดยไม่อาจ
มอบหมายอานาจหนา้ ทีใ่ ห้บุคคลอน่ื กระทาการแทนได้

การคัดเลือกและประเมินผลงานข้าราชการตามกรณีพิพาทอ.ก.พ. กรมสอบสวนคดีพิเศษ
จงึ เปน็ ผู้มอี านาจหนา้ ท่แี ต่งตง้ั คณะกรรมการคัดเลอื กบุคคล และเปน็ อานาจหน้าท่เี ฉพาะตวั

การท่ี อ.ก.พ. กรมฯ มีมติมอบหมายให้อธิบดีฯ เป็นผู้ใช้อานาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการ
คัดเลือกแทน อ.ก.พ. กรมฯ และต่อมาอธิบดีฯ ได้มีคาสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลตามมติ อ.ก.พ.
กรมฯ จึงเป็นการออกคาสั่งโดยปราศจากอานาจหรือนอกเหนืออานาจ อันมีผลให้คาส่ังดังกล่าวเป็นคาส่ัง
ทีไ่ มช่ อบดว้ ยกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม เน่ืองจากศาลปกครองช้ันต้นมิได้กาหนดคาบังคับให้การเพิกถอนดังกล่าวมีผล
เฉพาะการคัดเลือกผู้ฟูองคดีท้ังสิบสามคน และให้การเพิกถอนมีผลตั้งแต่เมื่อใด อีกท้ัง คดีนี้ศาลปกครองมี
อานาจเพียงกาหนดคาบังคับใหเ้ พิกถอนกฎหรือคาสัง่ เท่านัน้ รวมท้ังมีอานาจต้ังข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือ
วธิ กี ารดาเนนิ การใหเ้ ป็นไปตามคาพพิ ากษา

พิพากษาแก้คาพิพากษาของศาลปกครองช้ันต้น เป็นให้การเพิกถอนมีผลเฉพาะการคัดเลือก
ผู้ฟูองคดีท้ังสิบสามคน และให้การเพิกถอนมีผลต้ังแต่วันที่ออกประกาศและคาสั่ง โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับ
แนวทางหรือวิธีการดาเนินการให้เป็นไปตามคาพพิ ากษาวา่ ให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดาเนินการคัดเลือก

60

บุคคลเพ่ือเลื่อนและแต่งต้ังข้าราชการในสังกัดให้ดารงตาแหน่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ระดับ ๘ ว
ใหถ้ ูกต้องตามกฎหมายและตามผลแหง่ คาพิพากษาของศาลปกครอง

คาพพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี อบ. ๒๑๐/๒๕๖๓

กรณีการคัดเลือกผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อย
ตารวจ

คดีน้ี ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เม่ือพลตารวจตรี ป. ผู้ได้รับการเสนอช่ือให้เป็นผู้มี
คุณสมบัติเหมาะสมท่ีจะดารงตาแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยได้ถอนตัวจากการเป็นผู้สมัครเข้ารับ
การคัดเลือกดังกล่าว ถึงแม้ว่าสภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตารวจจะได้กาหนดหลักเกณฑ์เก่ียวกับ
การคัดเลือกใหม่ไว้ว่า ให้พิจารณาคัดเลือกใหม่จากผู้สมัครแสดงวิสัยทัศน์ท่ีเหลืออยู่เฉพาะในกรณีที่ ก.ตร.
ไม่ให้ความเห็นชอบแตง่ ต้ังผู้ทไ่ี ด้รับการเสนอชอ่ื ตามคาแนะนาของสภาการศกึ ษาโรงเรยี นนายร้อยตารวจก็ตาม

แต่เม่ือพิจารณาถึงเจตนารมณ์ในการกาหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว เห็นว่า เป็นกรณี
มุ่งประสงค์ที่จะขจัดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีใดกรณีหนึ่งอันมีผลให้ไม่สามารถท่ีจะดาเนินการคัดเลือก
บุคคลท่ีมีคุณสมบัติเหมาะสมเพ่ือแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตารวจได้ ดังน้ัน การที่
พลตารวจตรี ป. ได้ขอถอนตัวเสียก่อนโดยยังไม่ถึงข้ันตอน การเสนอช่ือต่อ ก.ตร. เพ่ือให้ความเห็นชอบ
อันเป็นเหตุที่ทาให้ไม่อาจดาเนินการคัดเลือกบุคคลเพ่ือแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อย
ตารวจดุจเดียวกัน สภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตารวจก็ยิ่งต้องสามารถดาเนินการตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว
ไดเ้ ช่นกนั

ด้วยเหตุน้ี สภาการศกึ ษาโรงเรียนนายร้อยตารวจจึงสามารถพิจารณาคัดเลือกผู้ท่ีมีคุณสมบัติ
เหมาะสมท่ีจะได้รับการเสนอช่ือรายใหม่จากผู้สมัครวิสัยทัศน์ที่เหลืออยู่ได้โดยไม่จาเป็นต้องเปิดรับสมัคร
คดั เลือกผู้ทจ่ี ะดารงตาแหนง่ ผูบ้ ญั ชาการโรงเรยี นนายรอ้ ยตารวจใหม่ และไมจ่ าต้องให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ใหม่
แต่อย่างใด อีกท้ังไม่อาจเสนอชื่อผู้ฟูองคดีแทนได้ เพราะเหตุท่ีผู้ฟูองคดีมิได้เป็นผู้ที่ได้คะแนนเสียงเกินก่ึง
หนง่ึ ขององค์ประชุมจึงมิใช่เป็นผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด เน่ืองจากสภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตารวจได้
กาหนดหลกั เกณฑว์ า่ ผทู้ ไี่ ด้รับการเสนอชอื่ จะต้องได้คะแนนเสียงเกินกว่าก่ึงหน่ึงขององค์ประชุม เมื่อผู้ฟูองคดี
ไดค้ ะแนนเสียงเพยี ง ๕ คะแนน ไม่เกนิ ก่ึงหนึง่ ขององค์ประชุม จงึ ไมเ่ ปน็ ไปตามหลักเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้

ดังนั้น การที่สภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตารวจซ่ึงมีคณะกรรมการเข้าประชุมทั้งสิ้น
จานวน ๑๓ คน ได้ดาเนินการพิจารณาลงคะแนนเสียงใหม่เพ่ือพิจารณาคัดเลือกผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อย
ตารวจจากผู้สมัครแสดงวิสัยทัศน์เดิมมาพิจารณาโดยผลปรากฏว่า ผู้ร้องสอดได้รับคะแนนเสียง ๙ คะแนน
ซ่ึงเป็นคะแนนเสียงสูงสุดและเกินกึ่งหนึ่งขององค์ประชุม มีมติคัดเลือกให้ผู้ร้องสอดเป็นผู้สมควรได้รับ
การแต่งตัง้ ให้ดารงตาแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนนายรอ้ ยตารวจ จึงชอบดว้ ยกฎหมาย

61

การเลื่อนเงนิ เดือน

คาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๗๔๗/๒๕๖๑

คดีน้ี ภายหลังจากสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาฯ ได้แจ้งผลการพิจารณาเร่ืองร้องทุกข์
ใหผ้ ฟู้ ูองคดที ราบว่า คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร มีมติให้ยกคาร้องทุกข์ ผู้ฟูองคดีได้ยื่น
ฟูองขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคาส่ังเลื่อนขั้นและอันดับเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ครั้งท่ี ๒ (๑ ตุลาคม ๒๕๔๘) ลงวันท่ี ๓๐ กันยายน ๒๕๔๘ และพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนให้ผู้ฟูองคดี
ตามสทิ ธิ ๑ ขน้ั และใหผ้ ฟู้ อู งคดไี ด้รับเงินเดอื นย้อนหลังตง้ั แต่เดือนตลุ าคม ๒๕๔๘

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า มติของ กศจ. กรุงเทพมหานครท่ีวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์
ของผู้ฟูองคดีเป็นคาส่ังทางปกครองที่เกิดข้ึนใหม่ และมีผลเป็นการยืนยันคาส่ังลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๘
ท่ีเล่ือนข้ันเงินเดือนให้แก่ผู้ฟูองคดี ๐.๕ ข้ัน แม้ในคาขอท้ายคาฟูองจะระบุแต่เพียงขอให้ศาลเพิกถอนคาส่ัง
ดงั กลา่ วโดยไม่ไดร้ ะบขุ อให้เพกิ ถอนมติของ กศจ. กรุงเทพมหานครกต็ าม แต่ในคาบรรยายฟูองของผู้ฟูองคดีได้
โต้แย้งว่าไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว ประกอบกับผู้ฟูองคดีนาคดีมาฟูองภายหลังได้รับแจ้งมติแล้ว ย่อมเป็น
ที่เข้าใจได้ว่าผู้ฟูองคดีย่ืนฟูองคดีโดยมีความประสงค์ที่ต้องการจะให้ศาลพิจารณาคดีตามผลมติของ กศจ.
กรุงเทพมหานคร และต้องการให้ศาลเพิกถอนมติดังกล่าว ศาลจึงรับคาฟูองที่ผู้ฟูองคดีประสงค์ขอให้ศาล
พพิ ากษาเพิกถอนมติดงั กลา่ วไวพ้ ิจารณาได้

เมื่อการพิจารณากลั่นกรองการเลื่อนข้ันเงินเดือนในคดีนี้ ปรากฏว่า คณะกรรมการพิจารณา
กล่ันกรองการเล่ือนขั้นเงินเดอื นฯ ซ่งึ มีผ้อู านวยการโรงเรยี นมัธยมวัดเบญจมบพติ รเป็นประธานได้มีการประชุม
เพียงครั้งเดียว เพื่อเป็นการกาหนดแนวทางการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน หลังจากนั้นไม่ปรากฏหลักฐานว่า
คณะกรรมการดังกล่าวได้ประชุมเพ่ือกลั่นกรองและพิจารณาผลการประเมินผลการปฏิบัติงาน และพิจารณา
เสนอแนะให้ความเห็นและเสนอผลการพิจารณาเลือ่ นข้ันเงนิ เดือนต่อสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา

กรณีจึงเช่ือได้ว่า คณะกรรมการฯ ไม่ได้พิจารณากล่ันกรองและพิจารณาผลการประเมินผล
การปฏิบัติงาน อันเป็นขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสาคัญที่กาหนดไว้สาหรับการกระทานั้น ทาให้
การพจิ ารณาทางปกครองเพอื่ มคี าสงั่ เลื่อนขั้นเงินเดือนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับผู้อานวยการโรงเรียน
ได้มีคาส่ังยุติเรื่องการดาเนินการทางวินัยกับผู้ฟูองคดีก่อนถึงวันออกคาสั่งเล่ือนข้ันเงินเดือน และผู้อานวยการ
โรงเรียนไม่ได้ทบทวนความเห็นและไม่รายงานผลการดาเนินการทางวินัยให้ กศจ. กรุงเทพมหานครทร าบ
ทาให้ กศจ. กรุงเทพมหานคร ไมม่ ีข้อเทจ็ จริงดงั กลา่ วประกอบการพจิ ารณาเลื่อนขัน้ เงนิ เดือนผฟู้ ูองคดี

เม่ือการพิจารณาเล่ือนข้ันเงินเดือนของผู้อานวยการโรงเรียนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทาให้มติ
ของ กศจ. กรุงเทพมหานคร ที่เห็นชอบให้ผู้ฟูองคดีได้รับการพิจารณาเล่ือนข้ันเงินเดือน ๐.๕ ขั้น ตามผลการ
พิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนของผู้อานวยการโรงเรียน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย คาสั่งของผู้อานวยการโรงเรียน
ไมม่ ีผลบงั คับ ผ้อู านวยการโรงเรยี นจงึ มีหน้าทต่ี ้องไปดาเนินการพิจารณาเร่ืองเลื่อนขั้นเงินเดือนให้กับผู้ฟูองคดี
ใหม่ตอ่ ไป

62

พิพากษาแก้ เป็นให้เพิกถอนมติของ กศจ. กรุงเทพมหานคร ในการพิจารณาการเลื่อนขั้น
เงินเดอื นครงั้ ที่ ๒/๒๕๔๘ (๑ ตลุ าคม ๒๕๔๘) ของโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพติ รเฉพาะส่วนของผู้ฟูองคดีที่ให้
เล่อื นขน้ั เงนิ เดือน ๐.๕ ขน้ั นับตงั้ แต่วันทมี่ คี าวนิ จิ ฉยั

คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๑๘๐/๒๕๖๓

คดีนี้ ผู้ฟูองคดีเป็นข้าราชการครู ตาแหน่งผู้อานวยการสถานศึกษา ไม่ได้รับความเป็นธรรม
จากคาส่ังเล่ือนข้ันและอันดับเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามคาสั่งลงวันท่ี ๕ เมษายน
๒๕๕๑ เน่ืองจากผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาฯ ไม่ได้ดาเนินการให้ถูกต้องตามวิธีการอันเป็น
สาระสาคัญที่กฎหมายกาหนดก่อนท่ีจะออกคาสั่งดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้ฟูองคดีได้รับการเลื่อนข้ันเงินเดือน
เพียงครึ่งขน้ั ทั้งที่ผลการปฏบิ ัติงานของผฟู้ อู งคดอี ยใู่ นเกณฑ์ที่จะได้รบั การเล่ือนข้ันเงินเดือนหน่ึงข้ัน

คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ. ๑๘๐/๒๕๖๓

คดีน้ี ผู้ฟูองคดีเป็นข้าราชการครู ตาแหน่งผู้อานวยการสถานศึกษา ไม่ได้รับความเป็นธรรม
จากคาสั่งเล่ือนขั้นและอันดับเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามคาส่ังลงวันท่ี ๕ เมษายน
๒๕๕๑ เนื่องจากผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาฯ ไม่ได้ดาเนินการให้ถูกต้องตามวิธีการอันเป็น
สาระสาคัญท่ีกฎหมายกาหนดก่อนที่จะออกคาสั่งดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้ฟูองคดีได้รับการเล่ือนขั้นเงินเดือน
เพยี งครึ่งขั้น ทงั้ ทผี่ ลการปฏิบตั งิ านของผู้ฟูองคดอี ยใู่ นเกณฑท์ จ่ี ะได้รบั การเลื่อนขั้นเงนิ เดือนหน่งึ ขน้ั

ผู้ฟอู งคดีจึงรอ้ งทุกข์ต่อประธาน อ.ก.ค.ศ. เขตพ้ืนที่การศึกษา ผ่านผู้อานวยการสานักงานเขต
พืน้ ท่กี ารศึกษาฯ แต่ อ.ก.ค.ศ. เขตพืน้ ที่การศึกษา ไม่รบั เรื่องไวพ้ จิ ารณาและใหร้ ้องทุกข์ต่อ ก.ค.ศ.

ผู้ฟูองคดีจึงนาคดีมาฟูองต่อศาลปกครองช้ันต้น ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคาสั่งลงวันที่
๕ เมษายน ๒๕๕๑ และปฏิบัตติ อ่ ผู้ฟอู งคดใี ห้ถกู ต้องตามกฎหมายต่อไป

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เม่ือผู้ฟูองคดีซ่ึงเป็นผู้ใต้บังคับ บัญชาไม่พอใจคาสั่งเล่ือนขั้น
เงนิ เดือนของผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาฯ ซ่ึงเป็นผู้บังคับบัญชาท่ีส่ังเลื่อนขั้นเงินเดือน โดยเห็น
ว่าคาสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาฯ ประเมินผลการ
ปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟูองคดีซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็น
ธรรมหรือมีความคับข้องใจเนื่องจากการกระทาของผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาฯ ซึ่งเป็น
ผู้บังคับบัญชาตามนัยมาตรา ๑๒๓ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
พ.ศ. ๒๕๔๗ ไม่ใช่กรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความคับข้องใจเนื่องจากมติของอ.ก.ค.ศ. เขตพ้ืนท่ี
การศึกษา ตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับท่ี ๒)
พ.ศ. ๒๕๕๑ การท่ีผู้ฟูองคดีร้องทุกข์เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวต่อประธาน อ.ก.ค.ศ. เขตพ้ืนที่การศึกษา จึงเป็น
การร้องทุกข์ต่อผู้มีอานาจพิจารณาร้องทุกข์ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบเร่ืองอันเป็นเหตุให้ร้องทุกข์
แต่ อ.ก.ค.ศ. เขตพ้นื ทกี่ ารศึกษา มมี ติไม่รบั เร่อื งไวพ้ จิ ารณา กรณจี งึ ถือได้ว่าผู้ฟูองคดีได้ดาเนินการตามขั้นตอน
หรือวิธีการสาหรับแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายตามท่ีกฎหมายกาหนดไว้ตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง

63

แหง่ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้ว ผู้ฟูองคดีจึงเป็นผู้มีสิทธิ
ฟอู งคดีตอ่ ศาลปกครอง

สาหรับการดาเนินการก่อนมีคาส่ังเล่ือนขั้นและอันดับเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา นั้น กฎหมายกาหนดให้คณะกรรมการต้องนาผลการประเมินการปฏิบัติงานของข้าราชการมา
พิจารณาประกอบกับข้อมูลการลาพฤติกรรมการมาทางาน ความประพฤติในการรักษาวินัย คุณธรรม
จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพและข้อควรพิจารณาอื่นของข้าราชการผู้นั้น ท้ังนี้เพ่ือเป็นการกล่ันกรองให้เกิด
ความละเอียดรอบคอบมีการถ่วงดุลกันเพ่ือจะได้เกิดความเป็นธรรมแก่ข้าราชการ เมื่อคณะกรรมการดังกล่าว
พิจารณาแล้วมีความเห็นเป็นประการใดจึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อนาไปประกอบการพิจารณา ทั้งน้ี
เพ่ือปูองกนั มิให้ใช้ดลุ พินิจออกคาส่ังเลอ่ื นขน้ั เงนิ เดือนตามอาเภอใจ

แต่ข้อเท็จจริงจากรายงานการประชุมของคณะกรรมการพิจารณาเล่ือนขั้นเงินเดือนระดับ
สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา และคณะกรรมการพิจารณาเล่ือนข้ันเงินเดือนระดับเขตพื้นที่การศึกษา
กลับไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการได้ทาการพิจารณาผลการประเมินการปฏิบัติงานและข้อมูลอ่ืนๆ
ของขา้ ราชการแต่ละคน เช่น ข้อมูลการลาพฤติกรรมการมาทางาน ความประพฤติในการรักษาวินัย คุณธรรม
จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพและข้อควรพิจารณาอื่นของข้าราชการ และมีความเห็นเสนอผู้ถูกฟูองคดี
แต่อยา่ งใด

โดยปรากฏว่าคณะกรรมการได้มอบให้ผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ
เป็นผ้พู จิ ารณา อันไม่เปน็ ไปตามขนั้ ตอนทีก่ ฎหมายกาหนด

อีกทั้ง การท่ีคณะกรรมการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนระดับสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาได้
กาหนดให้การพิจารณาเล่ือนข้ันเงินเดือนโดยคานึงถึงผู้ท่ีจะเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๑
การกระจาย และเพ่ือเป็นการเชิดชูเกียรติของผู้ที่จะมีสิทธิเสนอขอพระราชทานเคร่ืองราชอิสริยาภรณ์
ชั้นสายสะพายในโอกาสต่อไป ซ่ึงเป็นหลักเกณฑ์ท่ีนอกเหนือจากที่กาหนดไว้ตาม มาตรา ๗๓
แหง่ พระราชบญั ญตั ิระเบยี บขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗

ประกอบกับกฎ ก.ค.ศ. วา่ ดว้ ยการเลอ่ื นขน้ั เงนิ เดอื นขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
พ.ศ. ๒๕๕๐ ข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๖ ข้อ ๗ และข้อ ๙ ท่ีให้พิจารณาจากผลการปฏิบัติงานท่ีเป็นประโยชน์
ต่อผู้เรียนเป็นหลักตามแนวทางการจัดการศึกษาท่ีกาหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติและ
ความประพฤตใิ นการรกั ษาวนิ ยั คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชพี

การนาหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาพิจารณาเล่ือนข้ันเงินเดือน ๑ ข้ัน ให้แก่บุคคลทั้งสองจึงไม่เป็น
ธรรมกับผู้ฟูองคดีและเป็นกรณีที่ไม่ดาเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนหรือวิธีการ อันเป็นสาระสาคัญตามที่
กฎหมายกาหนด ดังนั้น การท่ีผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ ออกคาสั่งเล่ือนข้ันและอันดับ
เงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๑ ในส่วนท่ี ส่ังเลื่อนข้ันเงินเดือน
ของผู้ฟูองคดี จงึ เป็นการออกคาสัง่ ทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

64

พิพากษาแก้ เป็นให้เพิกถอนคาสั่งลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๑ เฉพาะส่วน ท่ีสั่งเลื่อนขั้น
เงินเดือนของผู้ฟูองคดี โดยมีข้อสังเกตเก่ียวกับแนวทางหรือวิธีดาเนินการให้เป็นไปตามคาพิพากษาโดยให้
ผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาฯ พิจารณาเลื่อนข้ันเงินเดือนให้ผู้ฟูองคดีให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ตอ่ ไป

วนิ ยั และการดาเนินการทางวินัย

การลงโทษซา้ สองครัง้

หลักท่ีว่าบุคคลไม่อาจถูกลงโทษหลายคร้ังสาหรับการกระทาความผิดครั้งเดียว เป็นหลัก
กฎหมายท่ัวไปท่ีหา้ มมิใหล้ งโทษบุคคลใดบคุ คลหน่ึงมากกวา่ หนง่ึ ครงั้ สาหรบั ความผดิ ทบี่ ุคคลน้ันได้กระทาเพียง
คร้ังเดียว การลงโทษบุคคลมากกว่าหน่ึงคร้ังสาหรับการกระทาความผิดท่ีบุคคลน้ันได้กระทาเพียงคร้ังเดียว
จึงเท่ากับเป็นการจากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลท่ีรัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริ ยายเกิน
ความจาเปน็

ดังนั้น การมีคาส่ังลงโทษผู้ฟอู งคดีซา้ อกี ครงั้ หนึ่งสาหรบั การกระทาความผิดวินัยของผู้ฟูองคดี
เรื่องเดียวกันกับท่ีผู้ฟูองคดีเคยถูกลงโทษทางวินัยมาแล้ว โดยที่ยังมิได้ดาเนินการให้มีการเพิกถอนคาส่ังแรก
โดยมีผลย้อนหลังไปถึงวันออกคาสั่งดังกล่าว ทั้งน้ีตามหลักเกณฑ์เก่ียวกับการเพิกถอนคาส่ังทางปกครองโดย
เจ้าหน้าท่ีหรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าท่ีผู้ออกคาส่ังทางปกครองใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙ หมวด ๒ คาส่ังทางปกครอง ส่วนที่ ๖ การเพิกถอนคาส่ังทางปกครอง เสียก่อน ซ่ึงเม่ือได้
ดาเนินการดังกล่าวแล้วในสายตาของกฎหมายย่อมถือได้ว่าผู้ฟูองคดีไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยสาหรับ
การกระทาความผดิ ในกรณีเรอ่ื งเดยี วกันน้มี าก่อน

ยอ่ มถอื เปน็ การลงโทษผู้ฟูองคดีซ้าอีกครั้งหน่ึงสาหรับการกระทาความผิดทางวินัยของผู้ฟูองคดี
เร่ืองเดียวกันกับที่ผู้ฟูองคดีเคยถูกลงโทษมาแล้ว และเป็นการกระทาที่ไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายท่ัวไปและ
บทบญั ญัติของรัฐธรรมนูญ จึงเป็นคาสง่ั ทไ่ี มช่ อบด้วยกฎหมาย

(คาพพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี อ. ๗/๒๕๕๗)

แม้การดาเนินการทางวินัยแก่ผู้ฟูองคดีตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕
ไดเ้ สรจ็ สิ้นแลว้ กต็ าม แตโ่ ดยทก่ี ารกระทาเดยี วกันน้ไี ดม้ ีการร้องทุกข์กลา่ วโทษในทางอาญาแก่ผู้ฟูองคดี

ซึ่ง ก.พ. ได้วางแนวปฏิบัติไว้ว่าในกรณีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง เม่ือผู้บังคับบัญชาผู้มี
อานาจของข้าราชการผู้ถูกกล่าวหาได้รับแจ้งมติพร้อมรายงานการสอบสวนจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว
ผู้บังคับบัญชาจะต้องนาเรื่องเข้าสู่กระบวนการทางวินัยตามมาตรา ๑๐๔ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการ
พลเรอื น พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยถอื ว่าการไตส่ วนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการสอบสวนใหม่หรือการสอบสวน
เพ่มิ เตมิ และการลงโทษใหม่ตามฐานความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการเพิ่มโทษ อันเป็นการปรับใช้
กฎหมายทัง้ สองฉบับให้สอดคล้องกัน

65

การลงโทษปลดผู้ฟูองคดีออกจากราชการ และการเพ่ิมโทษผู้ฟูองคดีเป็นไล่ออกจากราชการ
ตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ถือเป็นการลงโทษทางวินัยแก่ผู้ฟูองคดีซ้า ๒ ครั้ง และไม่ได้ปฏิบัติ
นอกเหนืออานาจหน้าท่ตี ามทกี่ ฎหมายกาหนดไว้

(คาพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ. ๕๘๕/๒๕๕๖)

ความแตกตา่ งระหวา่ งความผดิ วินัยกับความผิดอาญา

ในการลงโทษทางวนิ ัยผูบ้ งั คบั บญั ชาสามารถใชด้ ุลพินจิ สง่ั ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้โดยพิจารณา
จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาท่ีปรากฏในสานวนการสอบสวนโดยไม่จาเป็นต้องปรากฏ
พยานหลกั ฐานชดั แจง้ ปราศจากข้อสงสัยดังเช่นคดอี าญา

ผลของการดาเนินการทางวินัยและทางอาญาจึงไม่จาเป็นต้องเหมือนกันหรือสอดคล้องกัน
ดงั นนั้ การดาเนนิ การทางวินัยกไ็ ม่จาตอ้ งรอฟงั ผลคดีอาญาแต่อย่างใด

(คาพพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี อ. ๖๕๔/๒๕๕๖)

ไม่จาต้องยึดถือตามผลคดีอาญา แต่อาจนาผลคดีอาญามาเป็นส่วนหน่ึงของพยานหลักฐาน
ในการพิจารณาลงโทษทางวินัยได้

(คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ที่ อ. ๔๗๗/๒๕๕๕)

กฎหมายไม่ได้ห้ามทีจ่ ะรับฟังข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุติแล้วในคดีอาญา โดยเฉพาะอย่างย่ิงกรณี
ทีข่ อ้ เทจ็ จรงิ ในคดอี าญามีความสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในการสอบสวนทางวินยั

(คาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๓๘๕/๒๕๕๔)

การสบื สวนขอ้ เทจ็ จริง

เม่ือหนังสือร้องเรียนมิได้ระบุว่าผู้ใดเป็นผู้ทาหนังสือขอความอนุเคราะห์หรือเป็นผู้นาหนังสือ
ดังกล่าวไปเร่ียไรเงิน กรณีจึงยังไม่มีการกล่าวหาว่าผู้ฟูองคดีเป็นผู้กระทาการดังกล่าว การท่ีผู้บังคับบัญชามี
คาสั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง จึงเป็นการดาเนินการเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่ามีการทา
หนังสือขอความอนุเคราะห์จริงหรือไม่ และผู้ใดเป็นผู้นาหนังสือขอความอนุเคราะห์ไปเร่ียไรเงินเพ่ือพิจารณา
ดาเนินการต่อไป

กรณจี ึงยังมิใช่เปน็ การดาเนินการทางวินยั แก่ผฟู้ ูองคดีหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด ผู้ฟูองคดีจึงยัง
มไิ ดอ้ ยู่ในฐานะผู้ถกู กล่าวหาว่ากระทาผิดวินัย

คณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงจึงยังมิต้องแจ้งข้อกล่าวหาและส่งสาเนารายละเอียด
ประกอบข้อกล่าวหาให้ผู้ฟูองคดีได้รับทราบเพื่อให้โอกาสผู้ฟูองคดีได้คัดค้านคณะกรรมการสอบสวนหา
ขอ้ เทจ็ จริงแต่อย่างใด

66

ประกอบกับในการดาเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง
คณะกรรมการดังกล่าวมีอานาจหน้าที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ท่ีเห็นว่า
จาเป็นและมีความเกย่ี วขอ้ งในเรือ่ งท่มี กี ารร้องเรยี นเพอื่ ให้ทราบว่าเรอื่ งดงั กลา่ วมีมูลหรอื ไม่ เพียงใด เท่านัน้

และเมอื่ เหน็ วา่ พยานเอกสารและพยานบุคคลท่ีได้จากการสอบสวน มีเพียงพอที่จะพิจารณา
ไดว้ า่ เรอ่ื งร้องเรียนดงั กล่าวมีมูลหรอื ไม่แล้ว การทค่ี ณะกรรมการสอบสวนรับฟังข้อเท็จจริงโดยมิได้สอบปากคา
พยานบคุ คลทุกคนที่ปรากฏชื่อในหนังสือร้องเรียนหรือมิได้นาภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดมาเป็นหลักฐาน
ประกอบการพิจารณา จงึ มไิ ดเ้ ปน็ การกระทาทไ่ี ม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไมเ่ ป็นธรรมตอ่ ผู้ฟอู งคดี

สว่ นการยืน่ หนงั สอื รอ้ งเรยี นดงั กลา่ วจะเป็นการกระทาการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตนหรือไม่
ก็มไิ ด้มผี ลทาใหก้ ารดาเนินการทางวินยั แกผ่ ู้ฟูองคดีไมช่ อบดว้ ยกฎหมายแต่อย่างใด

(คาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อ. ๓๓๒/๒๕๕๙)

การดาเนินการสืบสวนอยู่ในดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาท่ีอาจพิจารณาในเบ้ืองต้นว่า กรณีมูล
ความผิดท่กี ล่าวหานนั้ จะตอ้ งดาเนนิ การสบื สวนกอ่ นหรือไม่ มไิ ด้หมายความว่า เม่ือมีการกล่าวหาว่ามีผู้กระทา
ความผิดทางวนิ ัยแล้ว จะตอ้ งมีการสืบสวนก่อนในทกุ กรณี

เม่ือกรณีน้ีผู้บังคับบัญชาได้พิจารณาแล้ว เห็นควรตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย
อย่างร้ายแรงผู้ฟูองคดี เน่ืองจากกรณีที่มีการกล่าวหามีพยานหลักฐานเพียงพอท่ีจะดาเนินการทางวินัยแก่
ผู้ฟ้องคดไี ด้ โดยไม่จาต้องดาเนินการสืบสวนก่อน การมคี าสัง่ คณะกรรมการสอบสวนดงั กลา่ วจึงชอบแล้ว

(คาพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ที่ อ. ๙๒๔/๒๕๕๘)

เมื่อมีการกล่าวหาว่าข้าราชการตารวจกระทาผิดวินัย กฎหมายบัญญัติให้อานาจดุลพินิจแก่
ผูบ้ งั คบั บญั ชาของขา้ ราชการตารวจคนดงั กลา่ วว่า หากผบู้ งั คบั บัญชาพิจารณาในเบ้ืองต้นแล้วเห็นว่า กรณีมีมูล
เพียงพอท่ีจะออกคาสั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงข้าราชการตารวจท่ีถูกกล่าวหาได้
ผู้บังคับบัญชาก็มีอานาจออกคาสั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงได้โดยไม่ต้องสืบสวน
ข้อเทจ็ จริง แต่กม็ ไิ ด้หมายความวา่ ผู้บังคบั บญั ชาจะใชอ้ านาจดลุ พินิจนั้นอย่างไรตามอาเภอใจก็ได้เพราะคาส่ัง
ดังกล่าวก็อาจเป็นฐานท่มี าในการออกคาสงั่ อ่ืนๆ ท่ีกระทบสิทธิของข้าราชการตารวจผนู้ ัน้ ได้

เม่ือข้อกล่าวหาตามหนังสือร้องเรียนดังกล่าวบางกรณีเป็นเรื่องท่ีมีรายล ะเอียดปลีกย่อย
จานวนมากและมีข้อเท็จจริงที่เก่ียวพันกับหลายหน่วยงาน รวมทั้งใช้เงินงบประมาณจานวนมาก ประกอบกับ
ในขณะนั้นผู้ฟูองคดีดารงตาแหน่งเป็น ผบ.ตร. อันเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสานักงานตารวจแห่งชาติ
และเป็นกรณีกล่าวหาว่าผู้ฟูองคดีกระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรง นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชา จึงควร
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมลู ตามหนังสือร้องเรยี นและเอกสารประกอบดว้ ยความละเอียดรอบคอบ เพ่ือให้
ได้ความชัดเจนในเรื่องท่ีร้องเรียนเสียก่อนว่ามีมูลเพียงพอท่ีจะส่ังแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย
อยา่ งร้ายแรงผ้ฟู อู งคดหี รือไม่

67

โดยท่ีในข้ันตอนการพิจารณาเรื่องร้องเรียนเพ่ือมีคาสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย
อย่างร้ายแรงผู้ฟูองคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็วผิดปกติ อีกทั้ง หากข้อกล่าวหาตามหนังสือร้องเรียน
มพี ยานหลักฐานเพียงพอท่จี ะแตง่ ต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินยั อย่างร้ายแรงเพ่ือพิสูจน์ความผิดของผู้ฟูองคดี
ได้จริงตามที่นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว การดาเนินการทางวินัยแก่ผู้ฟูองคดีก็น่าจะดาเนินการไปได้
โดยรวดเร็ว แต่กลับปรากฏว่าอีกประมาณ ๒ ปี ๓ เดือน นายกรัฐมนตรีได้มีคาสั่งให้ยุติการสอบสวนทางวินัย
อย่างร้ายแรงแก่ผู้ฟูองคดี และให้ยกเลิกคาส่ังที่ให้ผู้ฟูองคดีออกจากราชการไว้ก่อน เน่ืองจากดาเนินการ
สอบสวนไม่แล้วเสรจ็ ภายในระยะเวลา ๑ ปีนบั แต่ผ้ฟู ูองคดีถูกสง่ั ให้ออกจากราชการไวก้ ่อน

อันเป็นการแสดงให้เห็นโดยปริยายว่าข้อกล่าวหาตามหนังสือร้องเรียนยังไม่มีข้อเท็จจริง
และพยานหลักฐานสนับสนุนเพียงพอที่จะแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟูองคดีได้ ดังน้ัน
การท่ีนายกรัฐมนตรีอาศัยข้อกล่าวหาตามหนังสือร้องเรียน ในการออกคาส่ังแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวน
วินัยอยา่ งรา้ ยแรงผฟู้ ูองคดี จึงเป็นกรณีที่ไม่มีมูลเพียงพอท่ีจะแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง
ผู้ฟอู งคดี อันเปน็ การใช้ดุลพนิ ิจในการออกคาส่ังโดยไมช่ อบ

เม่ือเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีมีคาสั่งให้ผู้ฟูองคดีไปปฏิบัติราชการท่ีสานักนายกรัฐมนตรี
สบื เน่ืองมาจากผู้ฟูองคดีถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินยั อยา่ งรา้ ยแรงซง่ึ เปน็ คาสง่ั ที่ไมช่ อบ

จึงเป็นกรณีท่ีนายกรัฐมนตรีนาข้อเท็จจริงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาใช้เป็นฐานในการมีคาส่ัง
ใหผ้ ฟู้ อู งคดไี ปปฏิบตั ริ าชการทสี่ านกั นายกรฐั มนตรี อันมผี ลใหค้ าสั่งดงั กลา่ วเป็นคาสั่งท่ีไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย

และเม่ือคาส่ังดังกล่าวมีผลทาให้ผู้ฟูองคดีไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในตาแหน่ง ผบ.ตร.
จึงเป็นเหตุให้ผู้ฟูองคดีได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทาละเมิดแก่ผู้ฟูองคดี สานักงานตารวจแห่งชาติ
จงึ ตอ้ งรับผิดชดใชค้ า่ สินไหมทดแทนแกผ่ ู้ฟอู งคดีในผลแหง่ ละเมิดท่นี ายกรฐั มนตรไี ด้กระทาในการปฏิบัติหน้าที่

(คาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. ๕๑-๕๒/๒๕๖๓)

เ ม่ื อ มี ก า ร ก ล่ า ว ห า ห รื อ มี ก ร ณี เ ป็ น ที่ ส ง สั ย ว่ า ข้ า ร า ช ก า ร ต า ร ว จ ผู้ ใ ด ก ร ะ ท า ผิ ด วิ นั ย
หากผู้บังคับบัญชาผู้มีอานาจได้พิจารณาในเบื้องต้นว่า กรณีมีมูลเพียงพอท่ีจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
วนิ ยั อยา่ งร้ายแรง

ผู้บังคับบัญชาผู้มีอานาจย่อมสามารถออกคาสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย
อย่างร้ายแรงข้าราชการตารวจผู้นั้นได้โดยไม่ต้องสืบสวนข้อเท็จจริงตามมาตรา ๘๔ แห่งพระราชบัญญัติ
ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกับข้อ ๒ ของกฎ ก.ตร.วา่ ดว้ ยการสบื สวนขอ้ เทจ็ จรงิ พ.ศ. ๒๕๔๗

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของผู้ฟูองคดีซึ่งมีข้อกล่าวหาว่ากระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติได้มีคาสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ย่อมแสดงว่ากรณีข้อกล่าวหา
ผู้ฟูองคดียังไมม่ มี ูลเพยี งพอทจี่ ะมีคาส่ังแต่งตัง้ คณะกรรมการสอบสวนวนิ ยั อย่างร้ายแรงผูฟ้ ูองคดีได้

68

เม่ือการสืบสวนข้อเทจ็ จรงิ แล้วเสร็จ โดยคณะกรรมการสืบสวนขอ้ เทจ็ จริงเห็นว่าเป็นความผิด
วินัยอยา่ งไมร่ า้ ยแรง เหน็ ควรวา่ กล่าวตักเตือนไวค้ รงั้ หน่งึ

ผบ.ตร. ในฐานะผู้บังคับบัญชาผู้มีอานาจชอบท่ีจะนาสานวนการสืบสวนข้อเท็จจริง
และความเหน็ ดงั กล่าวมาพิจารณาสง่ั ลงโทษภาคทณั ฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กกั ขัง หรอื ตดั เงินเดือน ตามควรแก่
กรณีให้เหมาะสมกับความผดิ วินัยอยา่ งไม่ร้ายแรง

การท่ี ผบ.ตร. ใชด้ ุลพินจิ พจิ ารณาออกคาสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง
ผู้ฟูองคดีตามความเห็นของกองวินัย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมเป็นเหตุผล
สนบั สนุนความเหน็ ดังกลา่ ว จงึ ไม่สอดคล้องกับความเหน็ ของคณะกรรมการสืบสวน

แม้ตามหลักกฎหมาย ความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงจะไม่มีผลผูกพันให้
ผบ.ตร. ต้องมีคาส่ังตามความเห็นดังกล่าวทุกกรณี โดยถือว่าข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนข้อเท็จจริง
และความเหน็ ของคณะกรรมการสบื สวนขอ้ เท็จจรงิ ดงั กล่าว

เปน็ เพยี งขอ้ มูลเพ่ือประกอบการใช้ดุลพินิจของ ผบ.ตร. ที่จะพิจารณาดาเนินการทางวินัยกับ
ผู้ฟูองคดตี ่อไปเท่านั้น

แตอ่ ยา่ งไรก็ตาม การท่ี ผบ.ตร. จะมดี ลุ พนิ จิ ดาเนินการทางวินัยอย่างไรต่อผู้ฟูองคดี ก็จะต้อง
ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะเป็นข้อมูลประกอบการใช้ดุลพินิจดังกล่าวอย่างเพียงพอตามที่กฎหมายบัญญัติ เพ่ือให้
การใชด้ ุลพนิ ิจดงั กล่าวชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกับผฟู้ อู งคดี

การที่ ผบ.ตร. มคี าสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟูองคดี ถือได้ว่าเป็น
การใช้ดุลพินิจโดยยังไม่ปรากฏข้อมูล ข้อเท็จจริง อย่างเพียงพอตามท่ีกฎหมายบัญญัติท่ีจะเป็นฐานข้อมูล
สนับสนนุ ให้สามารถใชด้ ุลพินิจมีคาส่ังดงั กลา่ วได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อการออกคาส่งั แต่งตง้ั คณะกรรมการสอบสวนวนิ ยั อย่างร้ายแรงผู้ฟูองคดี เป็นการกระทาที่
ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การนาคาสั่งดังกล่าวไปอ้างเพ่ือออกคาสั่งสารองราชการผู้ฟูองคดี จึงเป็นคาส่ังท่ีไม่ชอบ
ดว้ ยกฎหมายไปด้วย และยอ่ มมผี ลทาใหผ้ ฟู้ ูองคดเี สียหาย จึงเปน็ การทาละเมิดตอ่ ผฟู้ อู งคดีในการปฏบิ ัตหิ น้าที่

สานักงานตารวจแห่งชาติจึงต้องชดใช้เงินให้ผู้ฟูองคดีเท่ากับเงินประจาตาแหน่งและเงินตอบ
แทนเทียบเท่าเงินประจาตาแหน่งที่ผู้ฟูองคดีควรจะได้รับตามสิทธิ หากปฏิบัติหน้าที่ในตาแหน่งเดิมตามปกติ
โดยมิได้ถกู สารองราชการ พรอ้ มทง้ั ดอกเบยี้

(คาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๒๐/๒๕๕๘)

69

การออกคาสัง่ แต่งต้งั คณะกรรมการสอบสวน

การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงท่ีกระทาโดยบุคคลผู้ไม่มีอานาจ
ตามกฎหมาย หรือกระทาโดยบุคคลผู้ไม่ได้รับมอบหมายจากผู้มีอานาจ ย่อมเป็นการออกคาส่ังแต่งตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนวินัยอยา่ งร้ายแรงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อการสอบสวนทางวินัยและ
คาส่งั ลงโทษทางวินยั ทาใหเ้ สียไปและเปน็ เหตใุ ห้ถกู ศาลเพกิ ถอน

เน่อื งจาก การออกคาสัง่ แต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง เป็นขั้นตอนเริ่มต้น
ของการใช้อานาจตามกฎหมายของผบู้ งั คับบัญชาในการดาเนนิ การทางวนิ ัยเพ่ือนาไปสู่การลงโทษทางวินัย

การท่ีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการหรือพนักงานของรัฐได้กาหนดตาแหน่งของ
ผู้บังคับบัญชาท่ีจะเป็นผู้มีอานาจส่ังแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงไว้โดยเฉพาะ เป็นกรณีที่
แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าประสงค์จะกาหนดให้เฉพาะผู้บังคับบัญชาในระดับหรือตาแหน่งท่ี
กฎหมายกาหนดไว้เทา่ น้ันเป็นผมู้ อี านาจออกคาส่งั แต่งตงั้ คณะกรรมการสอบสวนวินยั อยา่ งรา้ ยแรง

ท้ังนี้ เพ่ือเป็นหลักประกันสิทธิของผู้ใต้บังคับบัญชาท่ีเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าจะได้รับความเป็น
ธรรมจากการถูกดาเนนิ การทางวินยั ดงั กล่าวโดยไมถ่ ูกกลน่ั แกลง้ จากผู้ไมม่ ีอานาจตามกฎหมาย

พิพากษาเพิกถอนคาสั่งลงโทษไล่ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ โดยให้การเพิกถอนมีผลตั้งแต่
วนั ท่ีศาลมคี าพพิ ากษาถึงท่สี ุด แต่การทศี่ าลเพิกถอนคาสั่งเพราะเป็นไปโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการที่
กฎหมายกาหนดไว้เช่นน้ี ย่อมไม่มีผลเป็นการตัดอานาจที่จะดาเนินการทางวินัยแก่ผู้ฟูองคดีใหม่ โดยปฏิบัติ
ตามขนั้ ตอนหรือวิธกี ารท่เี ป็นสาระสาคัญท่กี ฎหมายกาหนด

(คาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๖๓/๒๕๕๘ (ประชุมใหญ่), อ. ๕๗/๒๕๕๘ และ
อ. ๖๐๐/๒๕๕๘)

องคป์ ระกอบของคณะกรรมการสอบสวน

คดีน้ีคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ฟูองคดี ประกอบด้วย นายสันติ ปลัดอาเภอ
เป็นประธานกรรมการ นายสมคิด ปลัดอาเภอ เป็นกรรมการ นายทินกร ปลัดอาเภอ เป็นกรรมการ
และเลขานุการ จ่าสิบเอก คมกฤช ปลัดองค์การบรหิ ารสว่ นตาบล เป็นกรรมการและผ้ชู ว่ ยเลขานกุ าร

โดยก่อนการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ได้มีการขอยืมตัวข้าราชการฝุายพลเรือน
และพนกั งานส่วนตาบลจากตน้ สงั กัดอ่ืนเพอื่ เป็นคณะกรรมการสอบสวนวินยั

แต่ต้นสังกัดของจ่าสิบเอก คมกฤช แจ้งว่าไม่สามารถร่วมเป็นคณะกรรมการสอบสวนตามท่ี
ร้องขอได้ การแต่งต้ังจ่าสิบเอก คมกฤช เป็นคณะกรรมการสอบสวนจึงเป็นการแต่งตั้งโดยไม่ได้รับ
ความยนิ ยอมจากต้นสงั กดั

70

คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ฟูองคดีจึงประกอบด้วยคณะกรรมการเพียง ๓ คน เท่าน้ัน
ต่อมาในระหว่างการดาเนินการสอบสวน นายสันติถูกคาสั่งให้ออกจากราชการ ทาให้คงเหลือกรรมการ
ในคณะกรรมการสอบสวนเพยี ง ๒ คนเทา่ นน้ั จงึ มีองค์ประกอบของคณะกรรมการไมค่ รบจานวนตามที่กาหนด

แม้ต่อมาในภายหลัง จะมีการขอยืมตัวจ่าสิบเอก คมกฤช จากต้นสังกัดในคร้ังใหม่
และต้นสงั กัดแจ้งวา่ ไมข่ ัดขอ้ งก็ตาม

ก็มิได้ทา ให้บุคคล ดังกล่า วเป็นคณ ะกรรม การสอบ สวนโ ดย ช อบด้ว ยกฎ หมา ยในทัน ที
เนื่องจากไม่ปรากฏว่าได้มีการยกเลิกคาส่ังเดิมที่มีองค์ประกอบของคณะกรรมการสอบสวนท่ีไม่ครบจานวน
ตามกฎหมาย และได้ออกคาสั่งใหม่เพ่ิม หรือเปล่ียนแปลงตัวกรรมการสอบสวนแทนคาสั่งเดิม รวมถึงได้มี
การแจ้งใหผ้ ฟู้ ูองคดีไดร้ ับทราบถงึ การเปลีย่ นแปลงตัวกรรมการสอบสวนดงั กล่าว จึงเป็นการกระทาโดยไม่ชอบ
การสอบสวนทง้ั หมดจงึ เสียไป

เม่ือกระบวนการสอบสวนทางวินัยมีที่มาจากคณะกรรมการสอบสวนที่มีองค์ประกอบ
ท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมาย คาสัง่ ปลดผูฟ้ ูองคดอี อกจากราชการ จึงเป็นการกระทาทไี่ ม่ชอบดว้ ยกฎหมาย

พิพากษาเพิกถอนคาสั่ง ทั้งนี้ โดยให้มีผลนับแต่วันที่มีคาสั่งดังกล่าว (คาพิพากษา
ศาลปกครองสงู สดุ ท่ี อ. ๖๕๐/๒๕๕๕)

เมื่อคาสั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ฟูองคดี ประกอบด้วย นาย พ.
เป็นประธานกรรมการ นาย ม. เป็นกรรมการและเลขานุการ และพันจ่าโท ค. เป็นผู้ช่วยเลขานุการ จึงมีผู้ทา
หน้าท่ีกรรมการสอบสวนเพียงสองคน ส่วนพันจ่าโท ค. มีฐานะเป็นเพียงผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการ
สอบสวน ซ่ึงการแต่งต้ังข้าราชการไม่ว่าจะให้มีหน้าที่เป็นเลขานุการหรือผู้ช่วย เลขานุการโดยมิได้ระบุให้เป็น
กรรมการสอบสวนด้วย ย่อมทาให้ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขานุการหรือผู้ช่วย เลขานุการไม่มีอานาจหน้าท่ี
ในอนั ทจ่ี ะทาการสอบสวนได้ จงึ เป็นการแต่งตงั้ คณะกรรมการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

(คาพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ. ๗๖๔/๒๕๕๘)

การแจง้ คาส่งั แต่งต้งั คณะกรรมการสอบสวน

คดีน้ีแม้จ ะไม่ได้แจ้ งคาสั่ งแต่งต้ังคณะกรรมการส อบส ว นวินัยให้ ผู้ ฟู องคดีทราบก็ตาม
แต่เม่ือคณะกรรมการสอบสวนได้ส่งบันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหา (แบบ สว. ๒) ให้ผู้ฟูองคดีทราบ
ปรากฏว่าในแบบ สว. ๒ มีข้อความท่ีระบุว่าคณะกรรมการสอบสวนได้รับการแต่งต้ังและท้ายแบบ สว. ๒
มีการลงลายมือช่ือพร้อมชื่อและตาแหน่งของกรรมการสอบสวนทุกคน จึงถือได้ว่าผู้ฟูองคดีได้รับทราบคาส่ัง
แตง่ ต้งั คณะกรรมการสอบสวนและบนั ทึกการแจ้งและรับทราบข้อกลา่ วหา (แบบ สว. ๒) ไว้แล้ว

(คาพพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ. ๕๓๕/๒๕๕๘)

71

การไมพ่ ิจารณาคาคัดค้านคณะกรรมการสอบสวน

เมื่อข้อเท็จจริ งปร ากฏ ว่าได้มีการพิ จาร ณาเฉพาะคาคัดค้า นผู้ ส่ั งแต่ งตั้งคณะกรร มกา ร
สอบสวน แต่ผู้ส่ังแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนมิได้พิจารณาสั่งการอย่างหนึ่งอย่างใดภายใน ๑๕ วันทาการ
นับแต่วันท่ีได้รับหนังสือคัดค้านคณะกรรมการสอบสวนทั้งคณะตามข้อ ๘ วรรคสองและวรรคสาม
ของกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ. ๒๕๕๐ กรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งถูกคัดค้าน
ทง้ั คณะ จึงตอ้ งพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวนตามขอ้ ๘ วรรคห้า ของกฎ ก.ค.ศ. ดังกล่าว

อีกทั้ง ไม่มีบทบัญญัติใดกาหนดว่าการท่ีผู้ถูกกล่าวหายอมให้คณะกรรมการสอบสวน
ดาเนินการสอบสวนตน เปน็ การสละสทิ ธิในคาคัดคา้ นกรรมการสอบสวนท่ีได้ยื่นไวแ้ ลว้ ก่อนหน้านน้ั

เม่ือคณะกรรมการสอบสวนต้องพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวนด้วยเหตุดังกล่าว
กระบวนการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟูองคดีโดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวซึ่งได้ดาเนินการภายหลังพ้น
จากการเป็นกรรมการสอบสวนย่อมเสียไป และสง่ ผลใหค้ าสั่งลงโทษทางวนิ ัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การที่ศาลปกครองช้ันต้นพิพากษาเพิกถอนคาส่ังไล่ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ ท้ังนี้ โดยให้มี
ผลย้อนหลงั ไปนับแตว่ ันทีม่ คี าส่งั ดงั กลา่ ว ศาลปกครองสงู สุดเหน็ พอ้ งด้วย

(คาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อ. ๙๑๓/๒๕๕๙)

การเปลยี่ นตวั คณะกรรมการสอบสวน

คดีน้ภี ายหลงั จากท่ีมคี าสั่งแตง่ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้ฟูองคดีแล้ว นาย ส. ประธาน
คณะกรรมการสอบสวนตามคาสั่งดังกล่าวได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟูองคดีทราบว่า นาย บ. และนาย ศ.
ซ่ึงเป็นกรรมการเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา ส่วนนาง ผ. กรรมการอีกคนหน่ึงมีที่ทางานอยู่ไกล
กบั สานกั งานศกึ ษาธิการจังหวัด ซง่ึ อาจเกดิ อุปสรรคต่อการดาเนนิ การสอบสวนและอาจทาให้การสอบสวนเสีย
ความยตุ ิธรรม

กรณีดังกล่าว ถือเป็นเหตุอันสมควรหรือจาเป็นท่ีผู้มีอานาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนสามารถปรับปรงุ คณะกรรมการสอบสวนได้ใหม่ โดยไมจ่ าตอ้ งรอใหผ้ ้ฟู ูองคดรี อ้ งคัดค้าน

ผู้ถูกฟูองคดีจึงชอบท่ีจะมีคาส่ังแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงผู้ฟูองคดี
ด้วยการเปลี่ยนกรรมการสอบสวนบางคนโดยไม่มีผลกระทบถงึ การสอบสวนที่ไดด้ าเนนิ การไปแลว้

(คาพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี อ. ๑๑๑๓/๒๕๕๘)

การสอบสวนทางวินยั

คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเป็นเพียงผู้ทาหน้าท่ีแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน
เพื่อพสิ ูจนว์ ่าผู้ฟอู งคดกี ระทาผดิ วินัยตามท่ถี กู กลา่ วหาหรือไม่ และหากกระทาผิดวนิ ัยสมควรได้รับโทษสถานใด

72

ความเหน็ ของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยจงึ เป็นเพียงความเห็นเบื้องต้น ซึ่งไม่มีผลผูกพันให้ผู้บังคับบัญชา
ตอ้ งมคี าส่ังหรือปฏิบัติตามความเห็นดงั กลา่ ว

ผู้บังคับบัญชาผู้มีอานาจพิจารณาจึงอาจมีความเห็นแตกต่างจากคณะกรรมการสอบสวน
ทางวินยั ได้

ส่วนกรณีท่ีผู้บังคับบัญชาได้ส่งสานวนการสอบสวนทางวินัยไปให้คณะกรรมการกลั่นกรอง
งานด้านวินัยซึ่งมีอานาจหน้าท่ีในการศึกษา หาข้อมูล และกลั่นกรองงานด้านวินัย พิจารณาและเสนอ
ความเหน็ ประกอบการพิจารณาของตน

เป็นเพียงการพจิ ารณาทบทวนความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนทางวนิ ยั ก่อนท่ีผู้มีอานาจ
จะมีคาสั่งลงโทษทางวินัยแก่ผู้ฟูองคดี มิได้เป็นการสร้างหลักเกณฑ์ท่ีสูงกว่าหลักเกณฑ์ที่กาหนดไว้ใน พ.ร.บ.
วิธปี ฏบิ ตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่อยา่ งใด

(คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๓๓๒/๒๕๕๙)

เมื่อประกาศ ก.อบต. จังหวัด เรื่อง หลักเกณฑ์และเง่ือนไขในการสอบสวนฯ ไม่ได้กาหนด
หลักเกณฑ์และวิธีการเก่ียวกับการถามคาถามไว้เป็นการเฉพาะ และไม่มีระเบียบกฎหมายใดกาหนดบังคับ
หา้ มมิให้คณะกรรมการสอบสวนวนิ ัยตั้งคาถามเหมือนหรือแตกตา่ งกันกับคณะกรรมการสอบสวนอย่างอ่นื

แม้คาถามบางส่วนของคณะกรรมการสอบสวนจะเหมือนกันกับคาถามของคณะกรรมการ
สอบข้อเท็จจริงก็สามารถทาได้โดยชอบ

สว่ นกรณีทีเ่ หน็ ว่าคณะกรรมการสอบสวนมาสอบปากคาไมค่ รบองค์ประชุมหรือมีการปฏิบัติท่ี
ไม่ถูกต้อง ผู้ฟูองคดีก็ชอบที่จะโต้แย้งคัดค้านในขณะนั้นหรือปฏิเสธที่จะลงลายมือช่ือท้ายบันทึกการสอบสวน
ของคณะกรรมการสอบสวนได้

แต่ผู้ฟูองคดีหาได้ดาเนินการดังกล่าวไม่ กรณีจึงต้องฟังว่าการสอบสวนของคณะกรรมการ
สอบสวนดาเนนิ การโดยชอบแลว้

อกี ท้ัง ไม่มีข้อบังคับหรือกฎหมายใดท่ีกาหนดให้คณะกรรมการสอบสวนต้องแจ้งสิทธิที่จะนา
ทนายความหรอื ทปี่ รึกษาเขา้ ฟังการชี้แจงแก้ข้อกลา่ วหาหรอื ใหป้ ากคา ให้ผู้ฟูองคดีทราบ

ส่วนกรณีที่ประกาศ ก.อบต. จังหวัดดังกล่าว กาหนดว่า เม่ือมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนแล้ว จะยกเลิกมิได้ นั้น หมายถึง การยกเลิกคาสั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนโดยเด็ดขาด มิใช่
การยกเลกิ คาสั่งแต่งตัง้ คณะกรรมการสอบสวนเดมิ เพอ่ื จะแต่งตัง้ คณะกรรมการสอบสวนใหม่

(คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ. ๗๖๗/๒๕๕๙)

73

หลักความเป็นกลาง

เม่ือคาส่ังลงโทษทางวินัยเป็นคาส่ังทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งการดาเนินการสอบสวนทางวินัยและการแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัย
อย่างร้ายแรงเป็นการพิจารณาทางปกครอง โดยท่ีบุคคลท่ีได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการในการพิจารณา
ทางปกครองจะต้องมีความเป็นกลาง หากผู้นั้นไม่มีความเป็นกลางหรือมีสภาพร้ายแรงอันอาจทาให้
การพิจารณาไมเ่ ป็นกลางตามมาตรา ๑๓ หรอื มาตรา ๑๖ ผนู้ น้ั ไม่อาจพิจารณาทางปกครองได้

คดีนี้การท่ีผู้ถูกฟูองคดีแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟูองคดี
เป็นคณะกรรมการชดุ เดียวกันกับท่ีนายอาเภอเคยแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และแม้ว่าจะ
เป็นการดาเนินการตามข้อ ๓ วรรคหน่ึง ของกฎ ก.พ. ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐)ฯ ซ่ึงได้กาหนดหลักเกณฑ์
เก่ียวกับการแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนไว้เพียงให้แต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนจานวนอย่างน้อย ๓ คน
กต็ าม

แต่ในการสบื สวนข้อเท็จจริงและแสวงหาพยานหลักฐานเพ่ือให้ได้ข้อเท็จจริงว่า มีการกระทา
ผิดหรอื ไม่ อย่างไร คณะกรรมการทัง้ คณะยอ่ มเปน็ ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะสืบสวนหาข้อเท็จจริง จึงอาจทาให้
การพิจารณาใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสอบสวนทางวินยั อยา่ งร้ายแรงมีความโน้มเอียงไปตามความเห็นเดิม
ที่ได้เคยพิจารณาวินิจฉัยไปแล้วตามผลการสอบสวนข้อเท็จจริง อีกท้ังกรรมการสอบสวนรายจ่าเอก บุญช่วย
เปน็ ผ้มู สี ว่ นได้เสยี ในเร่อื งท่ีผู้ฟูองคดีถูกต้ังคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยด้วย ซ่ึงจ่าเอก บุญช่วย ย่อมเห็นได้
เองอยู่แล้วว่าเป็นผู้ท่ีมีลักษณะต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้จะไม่มีผู้ใดคัดค้านและไม่เข้า
ข้อยกเวน้ ตามนยั มาตรา ๑๘ แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

เมื่อการพิจารณาทางปกครองในการดาเนินการสอบสวนวินัยผู้ฟูองคดีมีข้อบกพร่อง
ในสาระสาคัญและได้ดาเนินการไปจนกระทั่งมีคาสั่งลงโทษไล่ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ คาสั่งดังกล่าว
จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยท่ีมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่ง พ.ร.บ.จัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
พ.ศ. ๒๕๔๒ มิไดใ้ ห้อานาจศาลปกครองท่จี ะกาหนดคาบังคบั ให้ผู้ถูกฟูองคดดี าเนินการเพ่ือให้ผู้ฟูองคดีกลับเข้า
รบั ราชการ

พิพากษาเพิกถอนคาส่ัง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคาพิพากษา โดยมี
ข้อสังเกตเก่ียวกับแนวทางหรือวิธีการดาเนินการให้เป็นไปตามคาพิพากษาตามนัยมาตรา ๖๙ วรรคหน่ึง (๘)
ว่าผู้ถูกฟูองคดมี อี านาจทจี่ ะดาเนินการใหถ้ กู ต้องตามกฎหมายต่อไป

(คาพิพากษาศาลปกครองสงู สุดที่ อ. ๑๓๒/๒๕๕๘)

แม้ว่าในท่ีสุดแล้ว ผู้ฟูองคดีทั้งสองจะถูกลงโทษตัดเงินเดือนเป็นเงินจานวน ๕% เป็นเวลา
๓ เดอื น อันเป็นการลงโทษวนิ ยั อยา่ งไมร่ ้ายแรงกต็ าม

74

แต่ในการแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้ฟูองคดีท้ังสองนั้น ผู้ถูกฟูองคดีท่ี ๑ แต่งตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนวินัยโดยอาศัยอานาจตามมาตรา ๙๓ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน
พ.ศ. ๒๕๕๑ อันเป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ผู้ฟูองคดีทั้งสองจึงเป็นผู้ถูกแต่งตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนวินัยรา้ ยแรง

เมื่อกรณีนี้เป็นการแต่งต้ังกรรมการคนเดียวกันถึง ๔ คน ให้ทาหน้าท่ีเป็นท้ังกรรมการ
ตรวจสอบข้อเท็จจริงและกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟูองคดี โดยท่ีกรรมการท้ัง ๔ คนดังกล่าว
เป็นเสียงข้างมากในคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ผลการสอบสวนวินัยย่อมคาดหมายได้อยู่แล้ว
ว่าไมอ่ าจแตกตา่ งไปจากผลการสอบข้อเท็จจริง กรรมการท้งั ๔ คนดงั กลา่ วจงึ ไม่มคี วามเป็นกลาง

พพิ ากษาเพิกถอนคาส่ังลงโทษตัดเงินเดือน และคาวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค. ท้ังน้ี โดยให้มี
ผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันท่ีคาส่งั มีผลใชบ้ งั คบั เป็นต้นไป แต่ทงั้ น้ีไมต่ ัดอานาจท่ีจะดาเนินการทางวินัยผู้ฟูองคดีท้ัง
สองเสียใหมใ่ หถ้ กู ต้อง

(คาพพิ ากษาศาลปกครองสงู สุดท่ี ฟ. ๓๔/๒๕๖๐)

(คาพพิ ากษาที่ ฟบ. ๒/๒๕๖๔ วินจิ ฉยั ทานองเดียวกัน)

แม้กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ. ๒๕๕๐ จะไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้
กรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเป็นกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง แต่มาตรา ๓ วรรคหน่ึง แห่ง พ.ร.บ.
วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ บัญญัติว่า วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามกฎหมายต่างๆ
ให้เปน็ ไปตามที่กาหนดในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีท่ีกฎหมายใดกาหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
เร่ืองใดไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ากว่า
หลกั เกณฑท์ กี่ าหนดในพระราชบัญญัติน้ี

เมื่อคาส่ังลงโทษตัดเงินเดือนผู้ฟูองคดี ๕% เป็นเวลาสองเดือน เป็นคาสั่งทางปกครอง
ตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.ดงั กลา่ ว

การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงและการดาเนินการสอบสวนวินัย
อันเป็นการเตรียมการและการดาเนินการของเจ้าหน้าท่ีเพ่ือจัดให้มีคาสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าว จึงเป็น
การพิจารณาทางปกครอง ซึ่งบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงนอกจาก
จะตอ้ งเป็นเจา้ หน้าท่ที ่กี ฎหมายใหอ้ านาจกระทาการแลว้ เจา้ หน้าท่ีน้ันจะตอ้ งปฏิบัตหิ นา้ ท่ีด้วยความเปน็ กลาง

เม่ือการแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟูองคดี มีประธานกรรมการ
สอบสวนวินัยเพียงคนเดยี วเท่านั้นท่ไี มไ่ ดเ้ ป็นกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ดังน้ัน การที่กรรมการสอบสวนวินัย
ซ่ึงมีจานวน ๕ คน แต่มีกรรมการท่ีเป็นกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงถึง ๔ คน ย่อมคาดหมายได้ว่า
ผลการสอบสวนทางวินัยจะไม่แตกต่างจากผลการสืบสวนข้อเท็จจริง และจากข้อเท็จจริงตามรายงานผล
การสอบสวน คณะกรรมการสอบสวนวนิ ัยได้เสนอความเห็นเหมอื นกับรายงานการสืบสวนข้อเทจ็ จรงิ

75

เมื่อการดาเนินการสอบสวนวินัยผู้ฟูองคดีโดยกรรมการสอบสวนวินัยท้ังสี่คน ถือได้ว่า มีเหตุ
ซ่ึงมีสภาพร้ายแรงอันอาจทาให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลางตามมาตรา ๑๖ แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติ
ราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กรรมการสอบสวนวินยั ทัง้ สี่คนจะทาการสอบสวนวินยั ผู้ฟูองคดีไมไ่ ด้

และในกรณนี ้ี ไม่ไดม้ ีความจาเปน็ เร่งดว่ น หรือหากปลอ่ ยให้เนน่ิ ชา้ ไปจะเสียหายต่อประโยชน์
สาธารณะ หรือสิทธิของบุคคลจะเสียหายโดยมิอาจแก้ไขได้ หรือไม่มีเจ้าหน้าท่ีอื่นทาแทนได้ตามมาตรา ๑๘
แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว จงึ เป็นการดาเนินการทางวนิ ยั ท่ไี มช่ อบด้วยกฎหมาย

พิพากษากลบั เป็นเพิกถอนคาส่ังพิพาท โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันท่ีมีคาส่ังดังกล่าว คาขอ
อื่นนอกจากน้ีให้ยก โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดาเนินการเพื่อให้เป็นไปตามคาพิพากษาของ
ศาล โดยให้ผู้มีอานาจไปดาเนินการสอบสวนทางวินัยผู้ฟูองคดีใหม่ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขท่ี
กฎหมายหรือระเบียบในเรอื่ งดงั กล่าวกาหนด ท้งั นี้ ภายในเกา้ สบิ วันนบั แตว่ ันทีค่ ดถี งึ ที่สดุ

(คาพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อบ. ๕๐/๒๕๖๓)

ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกาหนดห้ามการแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง
คณะเดียวกันทาการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงหลายคาสั่ง อีกทั้ง
แต่ละคาสั่งก็เป็นข้อกล่าวหาพฤติการณ์ของผู้ฟูองคดีแต่ละกรณีและต่างเวลากัน ประกอบกับผู้ฟ้องคดี
มิได้ใช้สทิ ธคิ ดั คา้ น

อีกทั้งไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการดังกล่าวมีกรณีความไม่เป็นกลางตามมาตรา ๑๓
หรอื มสี ภาพรา้ ยแรงตามมาตรา ๑๖ แหง่ พ.ร.บ.วธิ ีปฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

(คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อ. ๖/๒๕๕๔)

ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ตามข้อ ๘ (๑) ของกฎ ก.พ. ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐)ฯ หมายถึงผู้ท่ีรู้เห็น
ในขณะทมี่ ีการกระทาผิด มิไดห้ มายถึงผู้ที่รู้เห็นจากการบอกเล่าของผู้ทเี่ หน็ เหตุการณ์

เม่อื นาย บ. รูเ้ ห็นจากการสืบสวนขอ้ เท็จจริงจึงเป็นเพียงได้รับการบอกเล่า ดังน้ัน การแต่งตั้ง
นาย บ. ซึ่งเคยเป็นเลขานุการและกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เป็นเลขานุการและกรรมการ ในการสอบสวน
ทางวนิ ัยผูฟ้ ูองคดีจึงชอบแล้ว

(คาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อ. ๕๕/๒๕๕๔)

เมื่อ อ.ก.พ. กรม ท่ีพิจารณาผลการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงกรณีผู้ฟูองคดีถูกกล่าวหา
ว่ากระทาผิด มีอนุกรรมการท้ังส้ิน ๑๑ คน ประกอบด้วย ประธาน อ.ก.พ. รองประธาน อ.ก.พ. ผู้ทรงคุณวุฒิ
ด้านการบริหารงานบุคคล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารและการจัดการ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย
และอนุกรรมการที่เป็นข้าราชการพลเรือนอีก ๖ คน โดยมีนาย ส. ซ่ึงได้รับแต่งต้ังให้เป็นประธานกรรมการ
สอบสวน รวมอยดู่ ว้ ย

76

การท่ีนาย ส. ได้รับการแต่งต้ังให้เป็นประธานกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ฟูองคดี
เป็นการได้รับแตง่ ตงั้ ให้ปฏบิ ัติหนา้ ทน่ี อกเหนือจากหน้าที่ราชการตามปกติ ซึ่งส่งผลให้นาย ส. มีอานาจอันเป็น
อสิ ระท่จี ะดาเนนิ การสอบสวนทางวนิ ัยเพื่อนาเสนอองคก์ รท่ีทาหน้าท่ีบริหารงานบคุ คลเพ่ือวนิ จิ ฉยั สัง่ การต่อไป

การใช้ดุลพินิจในฐานะประธานกรรมการสอบสวนทางวินัย เป็นการใช้ดุลพินิจแยกต่างหาก
จากการใช้ดลุ พินจิ ในฐานะ อ.ก.พ. กรม

แม้ในการพิจารณาของ อ.ก.พ. กรม นาย ส. จะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ทาหน้าท่ีเรียบเรียง
เหตุผลเปรียบเทียบช่ังน้าหนักพยาน หลักฐาน แต่ก็เป็นการกระทาเนื่องจากนาย ส. ซ่ึงเคยเป็นกรรมการ
สอบสวนทางวินัยย่อมรู้ถึงพยานหลักฐานในสานวนดังกล่าว และความเห็นของนาย ส. ก็เป็นเพียง
ความเห็นเดียวใน อ.ก.พ. กรม ซ่ึงมีจานวน ๑๑ คน โดยอนุกรรมการแต่ละคนย่อมมีดุลพินิจอันเป็นอิสระ
ท่ีจะเหน็ ด้วยกับความเห็นของนาย ส. หรอื ไม่

(คาพิพากษาศาลปกครองสงู สุดท่ี อ. ๖๐๑-๖๐๒/๒๕๕๘)

การแจ้ง สว. ๒/สว. ๓

เม่ือถ้อยคาของบุคคลท่ีให้ต่อคณะกรรมการสอบสวน ล้วนแต่เป็นถ้อยคาที่ปรักปราผู้ฟูองคดี
ไม่โดยทางตรงก็โดยทางอ้อมทั้งสิ้น แต่คณะกรรมการสอบสวนมิได้สรุปพยานหลักฐานท่ีสนับสนุนข้อกล่าวหา
ท่ีได้เพ่ิมเติมดังกล่าวให้ผู้ฟูองคดีทราบ และให้โอกาสผู้ฟูองคดีท่ีจะให้ถ้อยคาหรือนาสืบแก้ข้อกล่าวหา
แตอ่ ย่างใด

ความบกพร่องของคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวเป็นเหตุทาให้ถือได้ว่าคณะกรรมการ
สอบสวนไมไ่ ด้ใหโ้ อกาสผู้ฟูองคดีชี้แจงและนาสืบแก้ข้อกล่าวหาอย่างเพยี งพอ

จึงเป็นการกระทาโดยไม่ถูกต้องตามข้ันตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสาคัญท่ีกฎหมายกาหนด
ไว้สาหรับการออกคาส่ังดังกล่าว และเหตุเพียงเท่าน้ีก็เพียงพอที่ทาให้ถือได้ว่าคาสั่งดังกล่าวไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย ทง้ั น้ี โดยมิพักตอ้ งวินิจฉัยวา่ ผู้ฟูองคดไี ด้กระทาผดิ ตามท่ีถูกลงโทษหรือไม่

การที่ศาลปกครองช้ันต้นพิพากษาให้เพิกถอนคาสั่งลงโทษไล่ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ
ต้ังแต่วันที่มีคาส่ัง และไม่ตัดอานาจของผู้ถูกฟูองคดีที่จะดาเนินการตามอานาจหน้าที่ ศาลปกครองสูงสุด
เหน็ พ้องด้วย

(คาพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ที่ อ. ๒๑๐/๒๕๕๒)

แมก้ ารแจง้ สว. ๒ และ สว. ๓ ให้ผูฟ้ อู งคดีทราบครง้ั แรกจะเป็นไปโดยชอบแล้ว และภายหลัง
จากการชแี้ จงแก้ขอ้ กลา่ วหาและการสอบสวนพยานฝุายผู้ฟูองคดีซ่ึงเป็นผู้ถูกกล่าวหา คณะกรรมการสอบสวน
ได้เรียกผู้กล่าวหาและพยานฝุายผู้กล่าวหามาให้ถ้อยคาเพ่ิมเติมในประเด็นเดิม และแม้ว่าจะไม่ได้ทาให้

77

ข้อกล่าวหาเบ่ยี งเบนประเด็นและเป็นเพียงการเก็บรายละเอียด โดยพยานยังคงให้การยืนยันในข้อเท็จจริงเดิม
และมิใช่พยานหลกั ฐานใหม่ ก็ตาม

แต่เมื่อขอ้ เทจ็ จริงรบั กันเป็นท่ียุติแล้วว่า คณะกรรมการสอบสวนได้มีการสอบปากคาเพิ่มเติม
ผ้กู ล่าวหาและพยานฝุายผู้กล่าวหา ซึ่งเป็นการสอบปากคาเพิ่มเติมในรายละเอียดในประเด็นเดิมท่ีผู้ถูกฟูองคดี
ท้ังสองได้นารายละเอียดดังกล่าวมาใช้สนับสนุนข้อกล่าวหาอันเป็นโทษแก่ผู้ฟูองคดีซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหา และ
เปน็ การสอบปากคาเพมิ่ เตมิ ทเี่ กดิ ข้นึ ภายหลงั จากการรวบรวมพยาน หลักฐานท่ีสนบั สนุนข้อกล่าวหาเสร็จแล้ว

โดยมิได้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานในการสอบสวนถึงรายละเอียด
เพ่ิมเติมในประเด็นเดิมซึ่งเป็นส่วนที่ได้จากการสอบปากคาเพิ่มเติมเป็นบันทึกตามแบบ สว. ๓ ให้ผู้ฟูองคดี
ทราบ และไม่ได้ให้โอกาสผฟู้ ูองคดีในการใหถ้ ้อยคาหรือนาสืบแก้ข้อกล่าวหาเฉพาะในรายละเอียดข้อเท็จจริงที่
ไดเ้ พ่ิมเติมนนั้ จงึ เปน็ การดาเนนิ การสอบสวนไมถ่ ูกต้อง

ดังนน้ั คาสง่ั ลงโทษตัดเงินเดือนผู้ฟูองคดี ต่อมาลดโทษจากตัดเงินเดือนเป็นลงโทษภาคทัณฑ์
จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการกระทาที่ได้อาศัยข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้จากกระบวนการสอบสวนท่ี
ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ท้ังนี้ ไม่ตัดสิทธิที่จะดาเนินการในเร่ืองทางวินัยผู้ฟูองคดีใหม่ให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่
กฎหมายกาหนด

การท่ีศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคาสั่งลดโทษ โดยให้มีผลย้อนหลังไปนับแต่วัน
ออกคาสัง่ เป็นต้นไปนน้ั ศาลปกครองสงู สุดเหน็ พ้องด้วย

(คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ที่ อ. ๑๖๘๙/๒๕๕๙)

แม้ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทั่วไป ผู้บังคับบัญชาจะมีอานาจหน้าท่ีในการควบคุมดูแล
ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของ
ทางราชการ ซ่ึงรวมถึงการว่ากล่าวตักเตือนผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องตามระเบียบแบบแผน
ของทางราชการด้วยก็ตาม

แต่โดยที่การว่ากล่าวตักเตือนผู้ฟูองคดีในคดีน้ี เป็นกรณีสืบเน่ืองมาจากการใช้อานาจตาม
กฎหมายในการดาเนินการทางวินัยกับผู้ฟูองคดี หาใช่เป็นการใช้อานาจท่ัวไปของผู้บังคับบัญชา
ในการควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าท่ีให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบแบบแผน
ของทางราชการซ่ึงเป็นมาตรการภายในฝุายปกครองแตอ่ ยา่ งใดไม่

การว่ากล่าวตักเตือนผู้ฟูองคดีดังกล่าวจึงมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าท่ี
ของผู้ฟูองคดีอันมีลักษณะเป็นคาสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงต้องให้คู่กรณีมีโอกาสได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดง
พยานหลกั ฐานของตน

78

เม่ือข้อเท็จจริงเก่ียวกับการให้ถ้อยคาของพยานบุคคล เป็นพยานหลักฐานท่ีสนับสนุน
ข้อกล่าวหาท่ีคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและผู้ถูกฟูองคดีใช้ประกอบการวินิจฉัยความผิดของผู้ฟูองคดี
จึงตอ้ งแจ้งใหผ้ ฟู้ อู งคดีทราบเพือ่ ใหผ้ ู้ฟูองคดมี โี อกาสชแ้ี จงและนาสืบแก้ขอ้ กล่าวหา

ดังนั้น การที่ไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟูองคดีทราบถึงการมีอยู่ของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการให้ถ้อยคา
ของพยานบุคคล จึงถือได้ว่าเป็นกรณีท่ีผู้ถูกฟูองคดีไม่ได้ให้โอกาสผู้ฟูองคดีได้มีโอกาสทราบข้อเท็จจริง
อยา่ งเพียงพอและมีโอกาสโตแ้ ย้งก่อนออกคาส่งั ทางปกครอง และไม่ใช่กรณีท่ีเป็นข้อยกเว้นให้เจ้าหน้าท่ีไม่ต้อง
แจง้ ใหค้ ู่กรณที ราบ ตามมาตรา ๓๐ วรรคสอง และวรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว จึงเป็นการกระทาที่ไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย

พิพากษากลับคาพิพากษาของศาลปกครองช้ันต้น เป็นให้เพิกถอนหนังสือว่ากล่าวตักเตือน
ผู้ฟูองคดี โดยให้มีผลยอ้ นหลังไปต้ังแตว่ นั ที่มคี าสั่ง

(คาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. ๑๒/๒๕๖๒)

กรณีคณะกรรมการสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุน
ข้อกล่าวหาเท่าทม่ี ีตลอดจนระบุการกระทาทีม่ ลี ักษณะเป็นการสนบั สนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ฟูองคดีทราบตามแบบ
สว. ๓ ซ่ึงแม้ว่าจะเป็นการดาเนินการสอบสวนท่ีไม่ครบถ้วนตามข้ันตอนท่ีกาหนดไว้ในข้อ ๑๕ ของกฎ ก.พ.
ฉบับท่ี ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐)ฯ ก่อนท่ีจะมีการสั่งลงโทษผู้ฟูองคดี อันถือได้ว่าเป็นการรับฟังคู่กรณีที่จาเป็นต้อง
กระทาไดด้ าเนนิ การมาโดยไมส่ มบรู ณก์ ต็ าม

แต่กระบวนการสอบสวนทางวนิ ยั ตง้ั แตก่ ารต้งั กรรมการสอบสวน การออกคาส่ังลงโทษ จนถึง
กระบวนการในการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์เป็นกระบวนการท่ีต่อเน่ืองกัน ซ่ึงผู้มีอานาจในแต่ละขั้นตอนอาจมี
การดาเนินการแก้ไข เปลี่ยนแปลง สอบสวน หรอื ดาเนินการอย่างใดเพ่ิมเติมเพ่ือให้คาสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมาย
หรือเพ่อื ประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ตอ่ มาเม่ือมีการแจ้งตามแบบ สว. ๓ ให้ผู้ฟูองคดีทราบในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ โดยผู้
ฟูองคดีได้รับทราบพร้อมท้ังได้ให้ถ้อยคาและได้ไปแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมและได้ส่งเอกสารหลักฐาน
ประกอบจึงเป็นการดาเนินการเพื่อให้มีความถูกต้องตามกฎหมายและมีความเป็นธรรมตามหลักเกณฑ์และ
วิธกี ารสอบสวนพจิ ารณาทก่ี าหนดไวใ้ นขอ้ ๑๗ ของกฎ ก.พ. ฉบับท่ี ๑๖ (พ.ศ. ๒๕๔๐)ฯ วา่ ดว้ ยการอุทธรณ์ฯ

จึงถือว่า ได้มีการรับฟังคู่กรณีให้สมบูรณ์ในภายหลังในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์
และไม่เป็นเหตุใหค้ าส่ังทีล่ งโทษไลผ่ ู้ฟอู งคดอี อกจากราชการเป็นคาสั่งทางปกครองที่ไม่สมบูรณ์ตามมาตรา ๔๑
วรรคหน่งึ (๓) และวรรคสาม แหง่ พ.ร.บ.วิธีปฏบิ ัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

(คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อ. ๕๖๔/๒๕๕๔)

79

การกาหนดระดบั โทษ

เมื่อผู้ฟูองคดีเป็นพนักงานเทศบาลสามัญ ตาแหน่งนิติกร ได้รับมอบหมายให้ยกร่างเทศ
บัญญัติของเทศบาลให้เป็นปัจจุบันและยังคงได้รับมอบหมายให้ติดตามงานคดีต่างๆ เดิมท่ีเคยรับผิดชอบอยู่
ปรากฏว่างานที่ได้รับมอบหมายไม่มีความคืบหน้า รวมทั้งไม่ได้ดาเนินการติดตามงานท่ีได้รับมอบหมายและ
ไมไ่ ด้รายงานความคบื หนา้ ของงานคดเี กี่ยวกบั การคา้ งชาระภาษอี ากร

แต่โดยท่ีการพิจารณาพฤติการณ์ของผู้ฟูองคดีว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จะต้องเป็น
กรณีทีพ่ นกั งานเทศบาลขัดคาสัง่ หรือหลีกเล่ยี งไม่ปฏิบัติตามคาส่ังของผู้บังคับบัญชาซ่ึงส่ังการในหน้าท่ีราชการ
โดยชอบดว้ ยกฎหมาย และการขัดคาส่งั ดงั กลา่ วเป็นเหตุใหเ้ กิดความเสียหายแกร่ าชการอย่างรา้ ยแรง

แมพ้ ฤตกิ รรมของผ้ฟู ูองคดที มี่ าลงช่ือปฏิบัติงานแล้วไม่ปฏิบัติ งานที่ได้รับมอบหมายให้สาเร็จ
ตามวัตถุประสงค์มีลักษณะเป็นการขัดคาส่ังหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคาสั่งของผู้บังคับบัญชาก็ตาม แต่เม่ือ
พิจารณางานท่ีผู้ฟูองคดีได้รับมอบหมายในการยกร่างเทศบัญญัติของเทศบาลให้เป็นปัจจุบันเม่ือผู้ฟูองคดี
ไมด่ าเนินการใหแ้ ลว้ เสร็จ คงมีผลใหเ้ ทศบาลบงั คบั ใชเ้ ทศบญั ญตั ทิ ไี่ ม่เป็นปจั จุบนั ไม่ถึงกับทาให้เกิดผลเสียหาย
อยา่ งร้ายแรงแก่เทศบาล

ส่วนงานติดตามคดีเกี่ยวกับการค้างชาระภาษีอากรได้มีเรียกงานดังกล่าวคืนแล้ว และการท่ี
ผู้ฟูองคดีมาลงชื่อปฏิบัติราชการแต่ไม่อยู่ที่โต๊ะทางานน้ัน เป็นการละท้ิงหรือทอดท้ิงหน้าท่ีราชการโดยไม่มี
เหตุผลอันสมควร ซ่ึงเปน็ การกระทาผิดวินัยอยา่ งไมร่ ้ายแรง

ผู้ถูกฟูองคดีย่อมมีอานาจตามกฎหมายในการพิจารณากาหนดโทษทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
ผู้ฟูองคดีได้ตามความเหมาะสม รวมท้ังพิจารณาดาเนินการเพ่ือส่ังให้ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ กรณี
ไมส่ ามารถปฏบิ ตั ริ าชการให้มปี ระสิทธภิ าพและเกิดประสทิ ธิผลในระดับอนั เป็นทน่ี ่าพอใจของทางราชการได้

การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคาสั่งไล่ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ โดยให้มีผล
ยอ้ นหลังไปตัง้ แต่วนั ท่คี าส่ังนมี้ ีผลใชบ้ งั คบั ศาลปกครองสงู สดุ เหน็ พอ้ งด้วย

(คาพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ. ๗๘๙/๒๕๕๘)

แม้ผู้ฟูองคดีจะไม่มีหน้าท่ีเกี่ยวข้องกับการทาบัตรประจาตัวประชาชนกรณีบัตรหายก็ตาม
แต่ผฟู้ อู งคดใี นฐานะผทู้ ี่ได้รับมอบหมายใหต้ รวจสอบข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ กรณีผู้ทาบัตรประชาชนขอ
ทาบัตรฯ จึงมีหนา้ ที่ต้องตรวจสอบข้อมูลจากเคร่ืองคอมพิวเตอร์ กรณีผู้ทาบัตรประจาตัวประชาชนขอทาบัตร
ฯ ทุกราย รวมทงั้ กรณีบตั รหายดว้ ย

ผู้ฟูองคดีจึงทราบดีว่าตนมีหน้าที่ตรวจสอบภาพใบหน้าจากรายการฐานข้อมูลทะเบียนบัตร
จากเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบว่าผู้ขอทาบัตรเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ มิใช่เป็นเพียงการช่วยเหลือ
ผู้ร่วมปฏิบัติราชการด้วยกันเนื่องจากเคร่ืองพิมพ์ของนาง ป. เสียหรือขัดข้อง ตามที่ผู้ฟูองคดีกล่าวอ้าง
แตอ่ ย่างใด

80

ประกอบกับการปฏิบัติงานบตั รประจาตัวประชาชนเกี่ยวข้องกับความม่ันคงของประเทศชาติ
ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ต้องปฏิบัติด้วยความละเอียดรอบคอบเพื่อมิให้เกิดความเสียหาย การที่ผู้ฟูองคดีไม่ได้ใช้
ความระมัดระวังในตรวจสอบภาพใบหน้าจากรายการฐานข้อมูลทะเบียนบัตรจากเคร่ืองคอมพิวเตอร์ตาม
สมควร จึงเป็นการเพิกเฉยไม่เอาใจใส่และประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าท่ีตามท่ีผู้บังคับบัญชาได้
มอบหมาย

คาสั่งลงโทษภาคทณั ฑผ์ ู้ฟอู งคดี จึงเปน็ คาสง่ั ท่ชี อบด้วยกฎหมาย

การท่ีศาลปกครองชน้ั ตน้ พิพากษายกฟูอง ศาลปกครองสงู สุดเห็นพอ้ งด้วย

(คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. ๑๖๖/๒๕๖๒)

กรณีการช้ีมลู ความผดิ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ข้อกล่าวหาท่ีอยู่ในอานาจไต่สวนและพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หมายถึงเฉพาะ
ข้อกล่าวหาที่เกี่ยวกับการกระทาความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทาความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ราชการ
หรือกระทาความผิดต่อตาแหนง่ หนา้ ที่ในการยตุ ธิ รรมเทา่ นัน้

เมื่อความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
เป็นมูลความผิดทางอาญา ดังน้ัน คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีอานาจหน้าท่ีในการไต่สวนข้อเท็จจริงและช้ีมูล
ความผิดทางวนิ ยั ผู้ฟอู งคดีเฉพาะความผดิ ฐานทจุ ริตต่อหน้าท่ีราชการ

การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนขอ้ เทจ็ จริงและช้มี ูลความผดิ ทางวนิ ัยผู้ฟูองคดีในความผิด
ฐานอน่ื จึงเปน็ การกระทาทไี่ มม่ ีอานาจตามกฎหมาย

จงึ ไมผ่ กู พันที่จะถือเอารายงานการไต่สวนข้อเท็จจรงิ และความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ดังกลา่ ว มาเป็นสานวนการสอบสวนทางวินัย

(คาพิพากษาศาลปกครองสงู สุดท่ี อ. ๑๐๓๗/๒๕๕๘)

(มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด การพิจารณาคดีปกครอง ครั้งท่ี ๗/๒๕๖๒
เม่ือวันท่ี ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๒ และคาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี ฟบ.๘/๒๕๖๒ และที่ ฟบ. ๗/๒๕๖๔
วนิ ิจฉยั ทานองเดยี วกนั )

ขอ้ พึงพจิ ารณาอ่นื ๆ

มาตรฐานการลงโทษวินัยอย่างร้ายแรงข้าราชการตารวจ เป็นเพียงแนวนโยบายในการใช้
ดุลพินิจ โดยมีผลบังคับเพียงเฉพาะภายในสานักงานตารวจแห่งชาติเท่านั้น หาได้มีผลผูกพันการพิจารณา
พิพากษาของศาล เน่ืองจากศาลมีดุลพินิจท่ีจะพิจารณาข้อเท็จจริงที่ได้มาตามกระบวนพิจารณาและ
ขอ้ กฎหมายแล้วมีคาพพิ ากษาใหเ้ ป็นไปโดยยุตธิ รรม

81

(คาพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี อ. ๑๔๕๘-๑๔๕๙/๒๕๕๘)

แม้ข้าราชการจะถูกกล่าวหาว่ากระทาการอันกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดวินัย
อย่างร้ายแรงลักษณะเดียวกัน แต่พยานหลักฐานในสานวนการสอบสวนทางวินัยข้าราชการอย่างร้ายแรง
แตล่ ะสานวนมีน้าหนกั ใหน้ า่ เชื่อฟงั มากน้อยแตกตา่ งกนั ออกไป ไม่เหมือนกนั

(คาพิพากษาศาลปกครองสงู สุดที่ อ. ๓๒๐/๒๕๕๗)

ความมุ่งหมายของการดาเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการก็เพ่ือควบคุมความประพฤติของ
ข้าราชการให้ดารงตนให้สมศักดิ์ศรีกับตาแหน่งหน้าที่ท่ีได้รับมอบหมาย และการพิจารณาโทษหรือทบทวน
การกาหนดโทษย่อมต้องพิจารณาไปตามระดับความร้ายแรงของการกระทาหรือพฤติการณ์ ตลอดจนหน้าท่ี
ความรับผิดชอบของผู้กระทาผิดของแต่ละคนเพ่ือให้เกิดความเป็นธรรมและเหมาะสม ซ่ึงหากมีผู้กระทาผิด
รว่ มกนั จึงไมจ่ าต้องรับโทษอย่างเดียวกัน

(คาพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ที่ อ. ๕๔๗/๒๕๕๙)

เหตุอันควรลดหย่อนโทษที่ผู้บังคับบัญชาจะนามาประกอบ การพิจารณาลดโทษทางวินัยนั้น
ข้ึนอยู่กับการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาผู้มีอานาจส่ังลงโทษโดยยึดหลักความเป็นธรรมเป็นสาคัญว่าจะ นา
เหตุลดหย่อนประการใดมาประกอบการพิจารณา เช่น ลักษณะของการกระทา ผลของการกระทา และ
เหตเุ บ้ืองหลังการกระทา

แม้บทบัญญัติตามมาตรา ๙๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน
พ.ศ. ๒๕๕๑ จะบัญญัติให้ผู้มีอานาจสั่งลงโทษมีดุลพินิจที่จะส่ังลงโทษผู้ที่กระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรงได้
๒ สถาน คือ ลงโทษปลดออก หรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี และมีดุลพินิจที่จะนาเอาเหตุอันควร
ลดหย่อนโทษ มาลดโทษเป็นลงโทษปลดออกกไ็ ด้

แต่มิได้บัญญัติบังคับว่าหากผู้มีอานาจส่ังลงโทษไม่ได้นาเอาเหตุอันควรลดหย่อนโทษมา
ประกอบการพจิ ารณาลงโทษแล้ว จะทาให้การลงโทษน้ันไม่ชอบด้วยกฎหมายแตอ่ ยา่ งใดไม่

ประกอบกับพฤติการณ์การกระทาของผู้ฟูองคดีนอกจากจะเป็นการกระทาความผิดวินัย
อย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการท่ีคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงโทษทางวินัย
ไล่ออกจากราชการสถานเดยี วแลว้ ยังเป็นความผิดทางอาญาอกี ด้วย

การท่ีจะได้นาเอาความดีความชอบของผู้ฟูองคดีหรือเหตุท่ีได้รับการล้างมลทินมาเป็นเหตุ
ลดหยอ่ นโทษตามท่ีผฟู้ ูองคดกี ล่าวอา้ งหรอื ไม่ จงึ หาได้เปน็ การกระทาทไี่ ม่ชอบแต่อย่างใดไม่

(คาพพิ ากษาศาลปกครองสงู สุดท่ี ฟ. ๒/๒๕๖๑)

แม้คาส่ังปลดผู้ฟูองคดีออกจากราชการจะมีข้ึนภายหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.ล้างมลทินฯ
พ.ศ. ๒๕๕๐ เม่ือวันท่ี ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ก็ตาม แต่การที่คาสั่งปลดผู้ฟูองคดีออกจากราชการดังกล่าว

82

ถูกกาหนดให้มีผลย้อนหลังไปต้ังแต่วันท่ี ๓๐ กันยายน ๒๕๕๐ ซ่ึงสามารถกระทาได้ จึงมีผลให้ในวันที่
๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ผู้ฟูองคดีซง่ึ ไดร้ บั โทษทางวินัยไดร้ ับการลา้ งมลทิน

แต่การล้างมลทินมิใช่การลบล้างความผิดของผู้ฟูองคดีที่ได้กระทามาแล้ว ผู้ฟูองคดีจึงมิอาจ
กล่าวอ้างประโยชน์ที่ได้รับตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาเป็นเหตุโต้แย้งว่าคาสั่งลงโทษผู้ฟูองคดีไม่ชอบด้วย
กฎหมายได้ (คาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อ. ๑๔๑/๒๕๕๙) หรือเรียกร้องสิทธิประโยชน์ที่ตนเสียไป
(อ. ๑๒๓/๒๕๕๙)

กรณอี ่นื ๆ

คาพพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อบ. ๑๔๒/๒๕๖๓

คดีน้ี เม่ือครั้งผู้ฟูองคดีดารงตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรียนบ้านปลวกธาตุโสภาวิทยา
วิทยฐานะชานาญการพิเศษ ได้ถูกลงโทษภาคทัณฑ์ และต่อมา ได้มีการเพิ่มโทษผู้ฟูองคดีเป็นไล่ออกจาก
ราชการ ผู้ฟูองคดีได้ยื่นอุทธรณ์คาสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการต่อ ก.ค.ศ. ต่อมา อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเก่ียวกับ
การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ ทาการแทน ก.ค.ศ. ได้พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทาของผู้ฟูองคดีไม่มี
หลักฐานเพียงพอท่ีจะรับฟังได้ว่าเป็นการกระทาทุจริต แต่พฤติการณ์เป็นเพียงความผิดวินัยไม่ร้ายแรง จึงให้
ลดโทษผู้ฟูองคดีจากไล่ออกจากราชการ เป็นตัดเงินเดือนร้อยละ ๕ เป็นเวลาสองเดือน และให้ผู้ฟูองคดีกลับ
เข้ารับราชการ ผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาฯ จึงมีคาส่ังลดโทษผู้ฟูองคดีจากไล่ออกจากราชการ
เป็นตัดเงินเดือนร้อยละ ๕ เป็นเวลาสองเดือน และให้ผู้ฟูองคดีกลับเข้ารับราชการในตาแหน่งผู้อานวยการ
โรงเรียนบ้านโคกสวสั ดี วิทยฐานะชานาญการพิเศษ

โ ด ย ป ลั ด ก ร ะ ท ร ว ง ศึ ก ษ า ธิ ก า ร ใ น ฐ า น ะ ผู้ รั บ ม อ บ อ า น า จ จ า ก รั ฐ ม น ต รี ว่ า
การกระทรวงศึกษาธิการ ได้กาหนดให้จ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้ฟูองคดีในระหว่างถูกสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ
ใ น อั ต ร า ค รึ่ ง ห นึ่ ง ข อ ง เ งิ น เ ดื อ น ท่ี ผู้ ฟู อ ง ค ดี มี สิ ท ธิ ไ ด้ รั บ ก่ อ น วั น ท่ี ถู ก สั่ ง ล ง โ ท ษ ไ ล่ อ อ ก จ า ก ร า ช ก า ร
ส่วนเงินวิทยฐานะและเงินประจาตาแหน่งในช่วงเวลาที่ผู้ฟูองคดีถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ ไม่ได้เบิกจ่าย
ให้แก่ผู้ฟูองคดี ผู้ฟูองคดีจึงนาคดีมาฟูองต่อศาลปกครองชั้นต้น ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟูองคดีทั้งสอง
พิจารณาเลื่อนข้นั เงนิ เดือนใหแ้ ก่ผู้ฟูองคดตี ามสิทธิที่ผู้ฟูองคดีพึงมีพึงได้ จ่ายเงินเดือนระหว่างวันท่ี ๙ ธันวาคม
๒๕๕๔ ถึงวันท่ี ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ ย้อนหลังให้แก่ผู้ฟูองคดีเต็มจานวนหลังจากที่ได้เล่ือนขั้นเงินเดือนแล้ว
รวมทงั้ เงินวทิ ยฐานะและเงนิ ประจาตาแหนง่ ดว้ ย

ศาลปกครองสงู สุดวินิจฉยั ว่า เมอื่ ขอ้ เท็จจริงรบั ฟงั ได้ว่า อ.ก.ค.ศ. วิสามญั เกยี่ วกับการอุทธรณ์
และการร้องทุกข์ ได้พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟูองคดีแล้วมีมติว่า การกระทาของผู้ฟูองคดีไม่เพียงพอฟังว่า
เป็นการกระทาทุจริต แต่เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง จึงให้ลดโทษจากไล่ออกจากราชการ เป็นตัดเงินเดือน
ร้อยละ ๕ เป็นเวลาสองเดือน และให้ผู้ฟูองคดีกลับเข้ารับราชการ อันเป็นกรณีที่ผู้มีอานาจพิจารณาอุทธรณ์
พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟูองคดีกระทาความผิดวินัยอยู่ แต่เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ฉะนั้น ผู้ฟูองคดียังคง
เป็นผู้กระทาความผิดวินัย แต่เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง เมื่อผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาฯ

83

มีคาสง่ั ลดโทษผู้ฟอู งคดจี ากไล่ออกจากราชการเปน็ ตัดเงนิ เดอื น ร้อยละ ๕ เป็นเวลาสองเดือน และให้ผู้ฟูองคดี
กลับเขา้ รับราชการตามมติของ อ.ก.ค.ศ. วิสามญั เกยี่ วกับการอุทธรณ์และการรอ้ งทกุ ข์ดงั กลา่ วแล้ว

ผู้ฟูองคดีย่อมมีสถานภาพเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตลอดระยะเวลา
ระหว่างถูกส่ังไล่ออกจากราชการ ผู้ถูกฟูองคดีจึงมีหน้าท่ีตามกฎหมายที่ต้องคืนตาแหน่ง อัตราเงินเดือน
หรือสิทธิต่างๆ ในฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในช่วงท่ีถูกคาสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ
กลับคืนมาเสมือนไม่เคยออกจากราชการให้แก่ผู้ฟูองคดีท้ังนี้ ตามมาตรา ๑๒๔ วรรคสาม ประกอบมาตรา
๑๐๓ วรรคสามและวรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗
ซ่ึงแม้ว่าหลักเกณฑ์การเล่ือนขั้นเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา ๗๓
วรรคหน่ึง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบข้อ ๓
และข้อ ๖ ของกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการเล่ือนขั้นเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
พ.ศ. ๒๕๕๐ จะกาหนดให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาจากผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทาง
การศึกษาเป็นหลักก็ตาม แต่หลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นหลักเกณฑ์การพิจารณาเลื่อนข้ันเงินเดือน
สาหรับข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาที่มีสถานภาพเป็นข้าราชการและได้ปฏิบั ติหน้าที่ราชการ
ตามปกติ

แต่ในกรณีของผู้ฟูองคดี นั้น ผู้ฟูองคดีต้องออกจากราชการตั้งแต่วันท่ี ๙ ธันวาคม ๒๕๕๔
ถงึ วนั ท่ี ๒๗ สงิ หาคม ๒๕๕๖ โดยสภาพความเป็นจรงิ ผฟู้ อู งคดีย่อมไมส่ ามารถมาปฏิบัติหน้าที่ราชการและไม่มี
ผลการปฏิบัตงิ านใหผ้ บู้ งั คบั บญั ชาประเมินผลการปฏบิ ัติงานของผู้ฟอู งคดีในแต่ละรอบการประเมินในช่วงเวลา
ดังกล่าวได้ อันเป็นผลมาจากคาสั่งที่ลงโทษไล่ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ มิได้เกิดจากการท่ีผู้ฟูองคดีไม่มา
ปฏิบัติหน้าท่ีราชการ หรือละท้ิงการปฏิบัติหน้าท่ีราชการอันจะเป็นการไม่รักษาวินัย หรือการไม่ปฏิบัติตน
ให้เหมาะสมกบั การเป็นขา้ ราชการแต่อย่างใด

การพิจารณาเล่ือนขั้นเงินเดือนให้แก่ผู้ฟูองคดีย้อนหลังไปในช่วงเวลาท่ีผู้ฟูองคดีต้องออกจาก
ราชการ จึงไม่อาจพิจารณาภายใต้หลักเกณฑ์การเลื่อนขั้นเงินเดือนท่ีกาหนดไว้สาหรับข้าราชการครู
และบุคลากรทางการศกึ ษาท่ีมีสถานภาพเป็นขา้ ราชการและได้ปฏิบัติหน้าท่ีราชการตามปกติได้ ซ่ึงจะส่งผลให้
เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟูองคดี ดังนั้น การไม่เล่ือนขั้นเงินเดือนให้แก่ผู้ฟูองคดีระหว่างวันท่ี ๙ ธันวาคม
๒๕๕๔ ถึงวันท่ี ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ โดยอ้างว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ฟูองคดีถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ
จงึ เปน็ การละเลยตอ่ หนา้ ทีต่ ามทีก่ ฎหมายกาหนดใหต้ ้องปฏิบตั ิ

สาหรับจ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้ฟูองคดีในระหว่างถูกไล่ออกจากราชการ น้ัน ผู้ฟูองคดีมีสิทธิ
ได้รับเงินเดือนในระหว่างที่มิได้มาปฏิบัติราชการไม่เกินครึ่งหนึ่งของเงินเดือนท่ีมีสิทธิได้รับตามข้อ ๓ (๒)
ของระเบียบกรมบัญชีกลาง ว่าด้วยการจ่ายเงินเดือนให้แก่ข้าราชการซ่ึงออกจากราชการโดยคาสั่งลงโทษ
ทางวินัยหรือคาส่ังให้ออกจากราชการแล้วได้รับการพิจารณายกเลิก เพิกถอน หรือเปล่ียนแปลงคาส่ัง
เป็นอยา่ งอ่ืน พ.ศ. ๒๕๕๑

84

ส่วนการกาหนดเงินประจาตาแหน่งหรือเงินวิทยฐานะให้แก่ข้าราชการครูและบุ คลากร
ทางการศึกษา ย่อมเป็นการกาหนดข้ึนเพ่ือตอบแทนการที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ได้ปฏิบัติงานในหน้าที่หลักของตาแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจาตาแหน่งและเงินวิทยฐานะ แต่ในกรณีของ
ผู้ฟูองคดซี ่งึ เดิมดารงตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรียนบ้านปลวกธาตุโสภาวิทยา วิทยฐานะชานาญการพิเศษ น้ัน
ผู้อานวยการสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาฯ ได้มีคาส่ังลงโทษไล่ผู้ฟูองคดีออกจากราชการตั้งแต่วันท่ี
๙ ธันวาคม ๒๕๕๔ ซึ่งต่อมาได้มีคาสั่งลดโทษจากไล่ออกจากราชการ เป็นตัดเงินเดือนร้อยละ ๕ เป็นเวลา
สองเดอื น และให้ผู้ฟอู งคดีกลับเขา้ รบั ราชการต้ังแต่วันท่ี ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๖ เปน็ ตน้ ไป

ดังน้ัน ในช่วงเวลาตั้งแต่วันท่ี ๙ ธันวาคม ๒๕๕๔ ถึงวันท่ี ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ ผู้ฟูองคดี
ย่อมไมไ่ ด้ปฏบิ ตั ิหน้าที่หลักในตาแหน่งผู้อานวยการสถานศึกษา วิทยฐานะชานาญการพิเศษ ซ่ึงเป็นผลมาจาก
คาสั่งของผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาฯ ที่ลงโทษไล่ผู้ฟูองคดีออกจากราชการ อันเป็น
ความผิดพลาดในการออกคาสง่ั ของผอู้ านวยการสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาฯ เองทั้งสิ้น และผู้ฟูองคดีย่อมมี
สถานภาพเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตลอดระยะเวลาระหว่างถูกสั่งไล่ออกจากจากราชการ
ผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาฯ จึงมีหน้าท่ีตามกฎหมายต้องจ่ายเงินประจาตาแหน่งและ
เงนิ วิทยฐานะตั้งแตว่ นั ท่ี ๙ ธันวาคม ๒๕๕๔ จนถงึ วันที่ ๒๘ สงิ หาคม ๒๕๕๖ ให้แกผ่ ู้ฟูองคดีเท่ากับจานวนเงิน
ประจาตาแหน่งและเงินวิทยฐานะที่ผู้ฟูองคดีจะพึงได้รับหากปฏิบัติหน้าท่ีหลักในตาแหน่งผู้อานวย การ
สถานศกึ ษา วทิ ยฐานะชานาญการพิเศษ

การทผี่ ้ถู กู ฟูองคดีไมเ่ บิกจ่ายเงนิ ประจาตาแหนง่ และเงินวิทยฐานะในช่วงท่ีผู้ฟูองคดีถูกลงโทษ
ไล่ออกจากราชการระหว่างวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๔ ถึงวันท่ี ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ ให้แก่ผู้ฟูองคดีจึงเป็น
การละเลยต่อหน้าทตี่ ามทีก่ ฎหมายกาหนดใหต้ ้องปฏิบตั ิ

พิพากษาแก้ เป็นให้ผู้ถูกฟูองคดีทั้งสอง เลื่อนขั้นเงินเดือน เบิกจ่ายเงินประจาตาแหน่งและ
เงินวิทยฐานะในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๔ ถึงวันท่ี ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ ให้แก่ผู้ฟูองคดี
ทั้งน้ี ภายในเก้าสบิ วนั นบั แต่วนั ทศ่ี าลปกครองสงู สดุ มคี าพิพากษา

คาพพิ ากษาศาลปกครองสงู สุดท่ี อ. ๔๒/๒๕๖๑

คดีน้ี ผู้ฟูองคดีได้ย่ืนแบบเสนอขอรับการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะเป็นครูชานาญการ
ผู้อานวยการเขตพื้นที่การศึกษาฯ ได้มีคาสั่งให้ผู้ฟูองคดีมีวิทยฐานะครูชานาญการ ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม
๒๕๕๒ ผู้ฟูองคดีได้สมัครรับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งผู้อานวยการสถานศึกษา
โดยผ่านการคัดเลือกได้ลาดับท่ี ๑๗ ต่อมาผู้ฟูองคดีได้รับแจ้งคาสั่งสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาฯ ลงวันท่ี
๒๕ มนี าคม ๒๕๕๓ ว่าขอถอนชอ่ื ผ้ฟู ูองคดีออกจากคาสงั่ ให้มวี ิทยฐานะชานาญการ เนื่องจาก ก.ค.ศ. ไม่อนุมัติ
นับประสบการณ์การดารงตาแหน่งเพื่อขอมีวิทยฐานะครูชานาญการของผู้ฟูองคดี จากนั้น ได้มีคาส่ังแต่งตั้ง
ข้าราชการครูไปดารงตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรียนตามลาดับผู้สอบคัดเลือกได้ในลาดับท่ี ๑๖ ถึงลาดับท่ี
๒๓ แตไ่ ม่แต่งตงั้ ผู้ฟอู งคดี

85

ผู้ฟูองคดีจึงนาคดีมาฟูองต่อศาลปกครองชั้นต้น ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ฟูองคดีได้รับ
การบรรจุแต่งต้งั เปน็ ผู้อานวยการโรงเรยี น โดยให้มีผลย้อนหลังไป ณ วันท่ี ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ท่ีถูกบรรจุ
แต่งต้ังข้ามไป และให้ผู้ฟูองคดีมีสิทธิได้รับเงินวิทยฐานะชานาญการเดือนละ ๓,๕๐๐ บาท ตั้งแต่วันที่
๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๓

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้ฟูองคดีเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับ
การแต่งตั้ง ให้เลื่อนวิทยฐานะ โดยไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐานวิทยฐานะหรือไม่ผ่านกระบวนการเลื่อนวิทยฐานะ
ตามกฎหมาย หลักเกณฑ์และวิธีการท่ี ก.ค.ศ. กาหนด ซึ่งผู้มีอานาจตามมาตรา ๕๓ แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบ
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ คือ ผู้อานวยการเขตพ้ืนที่การศึกษาฯ มีอานาจสั่งให้
ผ้นู ้นั กลับไปดารงวิทยฐานะเดิมโดยพลันตามมาตรา ๖๓ วรรคหน่ึง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยอาจให้มี
ผลยอ้ นหลงั ไปก็ได้

การท่ีผู้อานวยการเขตพ้ืนที่การศึกษาฯ มีคาส่ังลงวันท่ี ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๓ ให้แก้ไขคาส่ังท่ี
เลอ่ื นวิทยฐานะผฟู้ อู งคดีเปน็ ครชู านาญการต้ังแตว่ นั ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ โดยให้ย้อนหลังไปมีผลตั้งแต่วันท่ี
๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ จึงเป็นการกระทาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งในกรณีเช่นนี้จะไม่กระทบกระเทือนถึง
เงนิ เดือนหรอื ผลประโยชนอ์ นื่ ที่ผู้ฟูองคดีได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับในระหว่างท่ีได้รับการเลื่อนวิทยฐานะนั้นตาม
มาตรา ๖๓ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบญั ญัติเดยี วกนั แม้ผู้ฟอู งคดไี มไ่ ดม้ วี ิทยฐานะครชู านาญการซงึ่ เป็นตาแหน่ง
ท่ีมีสิทธิได้รับเงินวิทยฐานะ แต่ผู้ฟูองคดีได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๖๓ วรรคหน่ึง แห่งพระราชบัญญัติ
ดังกล่าว คือ ไม่กระทบกระเทือนถึงการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นที่มีสิทธิจะได้รับจากทางราชการ
ในระหวา่ งทีไ่ ด้รับการเล่อื นตาแหนง่ หรือเล่อื นวิทยฐานะ

การที่สานักงาน ก.ค.ศ. ไม่ดาเนินการเบิกจ่ายเงินวิทยฐานะชานาญการให้แก่ผู้ฟูองคดี
ในชว่ งเวลาตัง้ แตท่ ผ่ี ู้ฟูองคดไี ด้รับการเล่ือนวิทยฐานะจนถึงวันที่มีการเพิกถอนคาส่ังดังกล่าว จึงเป็นการละเลย
ตอ่ หน้าทตี่ ามทกี่ ฎหมายกาหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๖๓ วรรคหน่งึ แห่งพระราชบญั ญตั เิ ดยี วกัน

เม่ือผู้ฟูองคดีเป็นผู้ท่ีได้รับการเลื่อนวิทยฐานะชานาญการตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒
โดยไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กาหนดและถูกเพิกถอนวิทยฐานะในขณะนั้นผู้ฟูองคดีจึงไม่มีสถานภาพ
เป็นผมู้ ีวทิ ยฐานะชานาญการ รวมท้ังขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเพ่ือบรรจุและแต่งต้ัง
ให้ดารงตาแหน่งผู้อานวยการสถานศึกษา ผู้ฟูองคดีซ่ึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่ต้น จึงไม่มีสิทธิได้รับ
การแตง่ ตัง้ เป็นผอู้ านวยการสถานศึกษา

พิพากษาแก้ เป็นให้สานักงาน ก.ค.ศ. เบิกจ่ายเงินวิทยฐานะชานาญการในระหว่างวันที่
๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ถึงวนั ที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๓ ให้แกผ่ ู้ฟูองคดภี ายในหกสบิ วันนับแต่วันที่คดถี งึ ท่สี ดุ

คณะทางานฝา่ ยวิชาการ

โครงการเสรมิ สร้างหลักปฏิบตั ิราชการที่ดจี ากคาวนิ จิ ฉยั ของศาลปกครองใหแ้ ก่ประชาชน
หน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหนา้ ทข่ี องรัฐ ของสานกั งานศาลปกครองสพุ รรณบุรี ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕


Click to View FlipBook Version