The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายวิชาหน้าที่พลเมืองฯ ม.1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by supranee_2511, 2022-09-09 23:47:25

ppt รายวิชาหน้าที่พลเมืองฯ ม.1

รายวิชาหน้าที่พลเมืองฯ ม.1

เปน องคก รตลุ าการทมี่ อี าํ นาจพิจารณาวินจิ ฉัยชข้ี าดขอ
พิพาททางการปกครอง หรอื ที่เรยี กวา คดีปกครอง
ศาลปกครองแบงออก
เปน ๒ ช้นั
คดีพิพาทระหวา งหนว ยงานของรฐั
ทเี่ รยี กวา “หนว ยงานทางปกครอง”
หรอื เจาหนาท่ขี องรฐั กบั เอกชนอันเน่อื ง ศาลปกครองชน้ั ตน
มาจากการใชอ ํานาจตามกฎหมาย หรอื ศาลปกครองกลาง และศาลปกครอง
จากการจดั ทาํ กจิ การของรฐั ในภมู ภิ าคตา งๆ เชน ศาลปกครอง
ขอนแกน ศาลปกครองเชยี งใหม

คดพี พิ าทระหวา งหนว ยงานทางปกครอง ศาลปกครองสูงสุด
หรอื เจา หนา ทขี่ องรฐั ดวยกนั เองอัน ซ่ึงมเี พยี งศาลเดยี ว ทาํ หนาท่เี ปน
ศาลสูงสดุ เชน เดยี วกับศาลฎีกาใน
เน่อื งมาจากการใชอํานาจตามกฎหมาย ระบบของศาลยตุ ธิ รรม
หรือจากการจดั ทาํ กจิ การของรฐั

มีอํานาจพจิ ารณาพิพากษาคดีอาญาซ่ึงผูกระทาํ ผดิ
เปน บุคคลทีอ่ ยใู นอาํ นาจศาลทหาร และคดีอน่ื ตามที่
กฎหมายบญั ญัติไว

แผนผงั การแสดงความสัมพันธก ารแบง แยกการใชอ ํานาจ
การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ทรงเปน ประมขุ

พระมหากษัตริย

ฝา ยนติ บิ ญั ญตั ิ ฝา ยบริหาร ฝา ยตลุ าการ

รฐั สภา คณะรัฐมนตรี ศาล

สภาผแู ทนราษฎร วุฒสิ ภา นายกรัฐมนตรี รฐั มนตรี ศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลยตุ ธิ รรม
ออกกฎหมาย บงั คบั ใชก ฎหมาย ศาลปกครอง
เสนอรางกฎหมาย ศาลทหาร

ตรวจสอบการออก
กฎหมายและการ
บงั คบั ใชก ฎหมาย

การถว งดุลอํานาจอธิปไตย

การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย อันมีพระมหากษัตรยิ ท รงเปน ประมุข กําหนดให
อาํ นาจอธปิ ไตยเปน อาํ นาจสงู สุดในการปกครองประเทศ ประชาชนทกุ คนเปน
เจาของอํานาจอธิปไตย และมีการแบง ใชอ ํานาจออกเปน 3 ฝาย คือ
ฝา ยนิตบิ ญั ญตั ิ ฝา ยบรหิ าร และฝา ยตลุ าการ

โดยทง้ั 3 ฝา ย มสี ถานะเทา เทยี มกันตามรัฐธรรมนูญ และมอี ิสระในการปฏบิ ตั ิ
หนา ทขี่ องตน แตโ ดยหลักการแลวตอ งตรวจสอบซ่งึ กันและกนั ได ท้งั น้ีเพราะ
องคกรอาํ นาจทัง้ 3 ฝาย มิไดแ บง แยกจากกันโดยเด็ดขาด แตห ากมคี วามสัมพนั ธ
ในเชิง “การถว งดลุ อาํ นาจ” หรือ “การคานอาํ นาจ”

บทบาทความสัมพนั ธใ นเชิงการถวงดุล
อาํ นาจระหวางอาํ นาจ 3 ฝา ย

การถว งดุลอาํ นาจฝา ยบรหิ ารหรือคณะรัฐมนตรี การถว งดลุ อาํ นาจฝา ยตุลาการ
โดยการควบคมุ การบรหิ ารราชการแผน ดนิ • โดยกระบวนการควบคุมและ
ซง่ึ กระทาํ ไดด ว ยวธิ กี าร เชน
• ใหค วามเหน็ ชอบบคุ คลทจ่ี ะเปน นายกรฐั มนตรี อนมุ ตั ิงบประมาณรายจาย
ประจาํ ป ถอดถอนผูพพิ ากษา
โดยประธานสภาผแู ทนราษฎรเปน ผูลงนามรบั หรอื ตุลาการออกจากตําแหนง
สนองพระบรมราชโองการแตงต้งั นายกรฐั มนตรี ตามบทบญั ญตั ริ ัฐธรรมนญู
• ใหค ณะรัฐมนตรตี อ งแถลงนโยบายในการบริหาร
ราชการแผน ดนิ ตอ รัฐสภากอนเขา บรหิ ารราชการ
แผนดิน โดยไมมกี ารลงมตไิ ววางใจ

การถว งดลุ อาํ นาจฝา ยนิติบัญญัติ การถว งดุลอํานาจฝายตุลาการ

โดยการยุบสภา ซ่งึ เปน พระราชอาํ นาจของ โดยการกล่นั กรองและใหค วาม
พระมหากษตั รยิ ท จ่ี ะมพี ระราชกฤษฎกี ายบุ สภา เห็นชอบวงเงนิ งบประมาณรายจาย
ตามคาํ แนะนาํ ของนายกรฐั มนตรี ซ่งึ จะทาํ ให ประจาํ ป
สภาผแู ทนราษฎรส้นิ สดุ วาระกอ นกาํ หนด
หรอื ไมส ามารถปฏบิ ตั หิ นา ทต่ี อ ไปได ขณะเดยี ว
กนั ฝา ยบรหิ าร คอื คณะรัฐมนตรเี องกต็ อ งพน
จากตําแหนง แตต องอยใู นตาํ แหนง เพ่อื ปฏบิ ัติ
หนา ท่ตี อ ไปจนกวา คณะรฐั มนตรีชดุ ใหมจ ะเขา
มารบั หนาท่ี

การถว งดุลอาํ นาจฝายบรหิ าร การถวงดุลอํานาจฝายนติ บิ ัญญตั ิ

โดยกระบวนการพจิ ารณาคดขี องศาลฎกี า โดยกระบวนการพจิ ารณาคดขี องศาล
แผนกคดอี าญาของผดู าํ รงตาํ แหนง ทางการ รฐั ธรรมนญู หรือศาลฎีกาแผนกคดอี าญา
เมอื ง หรอื ศาลรฐั ธรรมนูญ เชน การวนิ จิ ฉยั ของผดู ํารงตาํ แหนง ทางการเมอื ง
คณุ สมบัตขิ องผูดาํ รงตาํ แหนง ทางการเมอื ง
หรือศาลปกครอง เชน การพิพากษาคดี
ปกครอง ท่ีเกิดจากการปฏบิ ตั หิ นา ทขี่ อง
หนว ยงานปกครองหรือเจา หนา ทขี่ องรฐั

แนวทางการปฏบิ ตั ติ น
ตามบทบญั ญัติในรฐั ธรรมนญู
เกีย่ วกบั สทิ ธิ เสรีภาพ และหนาท่ี

เคารพสทิ ธขิ องกัน สงเสริมและสนบั รูจ ักใชส ทิ ธขิ อง รวมมือกบั หนว ย
และกนั โดยไม สนนุ การดาํ เนนิ งาน ตนเองและ งานของภาครฐั และ
ขององคกรอสิ ระตาม แนะนาํ ใหผ อู ื่น เอกชนเพื่อคมุ ครอง
ละเมดิ สิทธเิ สรีภาพ
ของผอู ่ืน รฐั ธรรมนญู รูจักใชแ ละรักษา สทิ ธมิ นุษยชน
สทิ ธขิ องตนเอง

เผยแพรค วามรเู กย่ี วกบั สิทธมิ นุษยชน และปลกู ฝง แนวความคดิ เรอ่ื งสทิ ธิ
มนษุ ยชนใหแ กช มุ ชนหรอื สังคมตามสถานภาพและบทบาททตี่ นพึงกระทาํ ได



หนวยการเรยี นรูที่ ๓

กฎหมายคุมครองสทิ ธสิ วนบคุ คล



สงเสริมใหทกุ คนเหน็ ความสาํ คัญ ทาํ ใหม กี ารกําหนดแนวทางการ
และปฏิบตั ติ อกันอยา งเหมาะสม พัฒนาคณุ ภาพของประชาชนชาว
เชน กฎหมายคมุ ครองเด็ก กจ็ ะมี ไทยทางดานการศกึ ษาตามสทิ ธทิ ี่พงึ
บทบัญญัติสําคัญในการปกปอง ไดร ับ เชน สทิ ธแิ ละหนา ทท่ี างการ
คุม ครองเด็ก ศกึ ษา ทาํ ใหเ ด็กมสี ติปญญา ความรู
ประชาชนไดเ ขา ถึงขอมลู ขาวสาร
ตา งๆ ซง่ึ เปนประโยชนต อ การ คุณธรรม จริยธรรม
บริโภค เชน กฎหมายคมุ ครอง
ผบู ริโภค

สงเสริมใหประชาชนมีโอกาสรวมมือกนั
คิดสรา งสรรคส่ิงตา งๆ อนั จะเปน
ประโยชนต อ สังคม ประเทศชาติ ทาํ ใหป ระชาชนไดรบั การคมุ ครองสิทธิ
และโลก ทีพ่ งึ ไดร บั ตามกฎหมาย ไมถกู เอารัด
ทาํ ใหป ระชาชนรูสกึ ปลอดภยั ในการ เอาเปรียบ หรอื ไมถกู ละเมิด
ดาํ รงชวี ิตในสงั คม สทิ ธทิ พ่ี ึงไดร บั
ทําใหป ระชาชนไดร ับการคมุ ครอง
ทรพั ยส นิ ของตนเอง ทําใหไดใช
ทรพั ยส นิ ของตนเองอยางคุมคา
และเกิดประโยชนส ูงสุด

เปนมาตรฐาน เพอื่ การอยูรวมกนั อยา งสงบสุข
ในการใหค วามคมุ ครอง

สิทธิของบคุ คล

กฎหมายคุม ครองสทิ ธขิ องบคุ คลทคี่ วรเรียนรู เชน
• กฎหมายคมุ ครองเด็ก
• กฎหมายการศกึ ษา
• กฎหมายคุม ครองผูบรโิ ภค
• กฎหมายลขิ สทิ ธิ์

1. หลักการและแนวคิด 2. บทบาทหนา ท่ี
สําคัญ ๆ เก่ยี วกับสทิ ธิเด็ก ทพ่ี งึ ปฏบิ ัติตอ เดก็

3. ประเภทของเดก็ ท่ีพงึ กฎหมาย 4. ประเภทของเดก็ ที่
ไดรบั การสงเคราะห คุม ครองเดก็ พึงไดร บั การคมุ ครอง

สวัสดภิ าพ

5. มาตรการสงเสรมิ ความประพฤติ
นักเรยี นและนกั ศกึ ษา

กฎหมายคุม ครองเดก็

เดก็ ตามพระราชบญั ญตั คิ ุม ครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ หมายความวา “บคุ คลซง่ึ มี
อายตุ ํ่ากวา สบิ แปดปบริบูรณ แตไ มร วมถึงผทู ี่บรรลนุ ิตภิ าวะดวยการสมรส”

พระราชบัญญตั ิคมุ ครองเด็ก พ.ศ. 2546 มีประเด็นสําคญั โดยสรปุ ดงั น้ี

1.1 หลักการเพือ่ ประโยชนสงู สุดของเด็กและไมเ ลอื กปฏบิ ัติ ไมว า จะ
เปน เรื่องเชอ้ื ชาติ ศาสนา สญั ชาติ เผา พนั ธุ สีผิว เพศ ภาษา ฯลฯ
1.2 ยอมรับนับถอื อาํ นาจปกครองของบิดามารดาหลกั การ
ที่วาเด็กยอ มเหมาะสมทจี่ ะอยรู ว มกบั บิดามารดาผใู หก ําเนิด
1.3 แทรกแซงอํานาจปกครองของบิดามารดาโดย
อาํ นาจรัฐตอ งเปนไปเพ่อื ประโยชนส งู สดุ ของเด็ก

2.1 บทบาทหนา ทข่ี องผปู กครอง มีดงั น้ี
1. ใหก ารอปุ การะเลยี้ งดู อบรมสัง่ สอน และพัฒนาเดก็ ท่ีอยใู นความ

ปกครองดแู ลของตนตามความสมควร
2. การอุปการะเลี้ยงดูอบรมส่ังสอนและพฒั นานั้นตอ งไมต ํา่ กวา มาตรฐาน

ขน้ั ตาํ่ ตามที่กาํ หนดในกฎกระทรวง
3. คุมครองสวัสดภิ าพเดก็ ที่อยใู นความปกครองดูแลของตนไมใหต กอยู

ในภาวะอนั นาจะเกดิ อนั ตรายแกร างกายหรอื จติ ใจ
4. ไมท อดทิ้งเด็กไวใ นสถานรบั เลี้ยงเดก็ หรอื สถานพยาบาล

หรอื ไวกบั บุคคลทร่ี บั จางเลย้ี งเด็ก หรือทส่ี าธารณะ
หรือสถานท่ีใดโดยเจตนาท่ีจะไมรบั เด็กกลบั คนื

2.1 บทบาทหนาทขี่ องผูปกครอง มดี ังน้ี
5. ไมล ะทิง้ เด็กไว ณ สถานทีใ่ ดๆ โดยไมจ ัดใหมกี ารปองกนั และดแู ล

สวสั ดภิ าพหรือใหการเลยี้ งดทู ี่เหมาะสม
6. ไมจ งใจหรอื ละเลยไมใหส ่ิงท่ีจาํ เปน แกการดํารงชีวิตหรอื สขุ ภาพอนามยั

จนนา จะเกดิ อันตรายแกรา งกายหรือจิตใจของเด็ก
7. ไมปฏบิ ัติตอเด็กในลกั ษณะทเี่ ปน การขัดขวางการเจรญิ เตบิ โตหรอื

พัฒนาการของเด็ก
8. ไมป ฏบิ ัตติ อ เด็กในลักษณะที่

เปน การเล้ยี งดูโดยมิชอบ

2.2 บทบาทหนาที่ของรัฐ มดี งั น้ี
1. คมุ ครองสวสั ดภิ าพทอ่ี ยใู นเขตพ้ืนท่ีรับผิดชอบ ไมวาเด็กจะมี

ผปู กครองหรอื ไมก็ตาม
2. ดูแลและตรวจสอบสถานรบั เลยี้ งเดก็ สถานแรกรบั สถานสงเคราะห

สถานคุมครองสวสั ดภิ าพ สถานพฒั นาและฟน ฟู และสถานพินิจท่ตี ัง้ อยู
ในเขตพื้นทท่ี ี่รับผดิ ชอบ

ตามพระราชบญั ญัติคมุ ครองเด็ก พ.ศ. 2546 มี 8 ประเภท ดงั น้ี
1. เดก็ เรร อนหรือเด็กกาํ พรา
2. เดก็ ท่ีถกู ทอดท้ิงหรอื พลดั หลง
3. เดก็ ท่ีผปู กครองไมส ามารถอุปการะเลยี้ งดไู ด เชน ถูกจําคกุ พิการ

ทพุ พลภาพ เจบ็ ปว ยเร้อื รัง ยากจน เปน ผูเ ยาว ถกู ทิ้งรา ง เปน โรคจิต
หรอื โรคประสาท
4. เด็กพิการ

5. เดก็ ทผ่ี ปู กครองมพี ฤตกิ รรมหรือประกอบอาชพี ไมเหมาะสม อาจสงผลกระทบ
ตอ พฒั นาการทางดานรา งกายและจติ ใจของเด็กท่ีอยใู นความปกครองดแู ล

6. เดก็ ท่ีอยใู นสภาพยากลาํ บาก
7. เดก็ ทีไ่ ดรับการเลยี้ งดโู ดยมชิ อบ ถูกใชเปนเคร่อื งมอื ในการกระทําหรอื แสวงหา

ประโยชนโ ดยมิชอบ ถกู ทารณุ กรรม เปนเหตุใหเกดิ อนั ตรายแกรา งกายหรือ
จิตใจ
8. เดก็ ท่อี ยูในสภาพที่จาํ ตอ งไดรบั
การสงเคราะหตามท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง

1. เดก็ ที่ถกู ทารณุ กรรม
2. เด็กที่เสย่ี งตอ การกระทาํ ความผิด
3. เด็กที่อยูในสภาพทีจ่ ําตอ งไดรบั การคมุ ครองสวสั ดภิ าพตามที่กําหนดไวใน

กฎกระทรวง



หนาที่ของโรงเรียนและสถานศึกษา หนา ที่ของนกั เรยี น นักศกึ ษา
ทีจ่ ะตอ งจดั ใหม รี ะบบงานและ ที่จะตองประพฤติตนตามระเบยี บ
กิจกรรมในการแนะแนวให
ของโรงเรียนหรอื สถานศกึ ษา
คําปรกึ ษาและฝก อบรมแกน กั เรียน
นกั ศึกษาและผูปกครอง

หนาที่ของโรงเรียนและสถานศึกษา หนา ที่ของนกั เรยี น นักศกึ ษา
ทีจ่ ะตอ งจดั ใหม รี ะบบงานและ ที่จะตองประพฤติตนตามระเบยี บ
กิจกรรมในการแนะแนวให
ของโรงเรียนหรอื สถานศกึ ษา
คําปรกึ ษาและฝก อบรมแกน กั เรียน
นกั ศึกษาและผูปกครอง

กฎหมายการศึกษา

เรามาเรยี นรกู ฎหมายการศกึ ษา กนั เถอะ
พรอ มหรือยังคะ ถาพรอ มแลว ไปศกึ ษา

เนอ้ื หากนั เลยคะ

"การศึกษา" หมายความวา กระบวนการเรียนรูเพือ่ ความเจรญิ
งอกงามของบคุ คลและสังคม โดยการถา ยทอดความรู การฝก การอบรม
การสบื สานวัฒนธรรม การสรา งสรรคจ รรโลงความกาวหนา ทางวิชาการ
การสรางสรรคค วามรอู นั เกิดจากการจัดสภาพแวดลอ ม สงั คม การเรียนรู
และปจจยั เกือ้ หนุนใหบุคคลเรียนรูอ ยางตอ เนอ่ื งตลอดชวี ิต

หวั ใจสาํ คัญของการพัฒนาประเทศ คอื ประชากร
ในชาติตองไดรับการศึกษา

การศึกษาของไทยจะตอ งเปน ไปเพอ่ื พัฒนา
คนไทยใหเ ปน คนท่ีมคี วามสมบูรณท้งั ดา นรางกาย
จติ ใจ สตปิ ญญา ความรู และคณุ ธรรม

หลักการของการศกึ ษา คอื จะตองเปน
การศึกษาตลอดชีวิตสาํ หรบั ประชาชน



นอกจากน้ีแลวกฎหมายยังกาํ หนดใหร ัฐละผปู กครอง
ทําหนา ทที่ างการศกึ ษาของประชาชนชาวไทย ไวดังน้ี

รัฐ 1. รัฐตองจัดการศึกษาใหบุคคลมีโอกาสเทาเทียมกันในการรับการศึกษา
พนื้ ฐานไมน อยกวา12 ป และตองมคี ุณภาพ และจดั เปน พเิ ศษสําหรบั ผูพ กิ าร

ผูปกครอง 2. บิดามารดา หรือผูปกครอง มีหนาท่ีจัดใหบุตรไดรับการศึกษาภาค
รัฐ บังคับ 9 ป โดยจะตองสงเด็กที่มีอายุยางเขาสูปที่ 7 เขาเรียนใน
สถานศึกษาจนอายยุ า งเขาสปู ท่ี 16

3. บุคคล ครอบครัว ชุมชน องคกรชุมชน สามารถจัดการศึกษาขั้น
พื้นฐานไดตามทก่ี ฎกระทรวงกาํ หนด และไดร บั การอดุ หนุนจากรฐั บาล

นอกจากน้แี ลว นโยบายของรัฐดา นการศึกษา จัดใหท ุกคนมีโอกาสไดรับ
การศึกษาฟรี 15 ป ตง้ั แตอ นุบาลไปจนถึงระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ระบบการศึกษา.... อุดมศึกษา

การศกึ ษาภาคบงั คับ

ปีที 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12

การศกึ ษาขนึ้ พน้ื ฐาน

การจัดการศึกษา มี 3 รปู แบบ คือ

1. การศึกษาในระบบ เปน การศึกษาท่ีกาํ หนดจุดมุงหมาย วธิ ีการศกึ ษา
หลกั สูตร ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมนิ ผล ทแ่ี นนอน การศึกษา
แบบนม้ี ี 2 ระดับ คือ

1.1 การศึกษาขั้นพ้นื ฐาน คือ การศกึ ษาจดั ไมน อยกวา 12 ป เชน ระดบั
ประถมศึกษา มธั ยมศกึ ษาอาชวี ศกึ ษา

1.2 การศึกษาระดับอุดมศกึ ษา แบง เปน 2 ระดับ คอื ระดบั ตาํ่ กวา
ปรญิ ญา และระดับปรญิ ญา

2. การศึกษานอกระบบ มีความยืดหยุนในการกําหนด
จุดมุงหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลา การ
วัดและประเมนิ ผล โดยเน้อื หาและหลักสตู ร สอดคลอ งกับ
ปญหาและความตองการของบุคคลแตล ะกลุม

3. การศกึ ษาตามอัธยาศยั เปน การศกึ ษา
ทีใ่ หผูเรยี นไดเ รยี นรูดว ยตนเองตามความ
สนใจ

สาํ หรับแนวการจัดการศกึ ษา
ของไทย เทา ท่ผี มทราบนะครับ

ยดึ หลักวา ผเู รยี นทกุ คนมคี วามสามารถ
เรียนรแู ละพัฒนาตนเองไดแ ละถือวา ผูเรยี น
ความสําคัญที่สุด และเนนความสาํ คญั ทง้ั
ความรู คณุ ธรรม

ประโยชนข องการปฏบิ ตั ิตนตามกฎหมายการศกึ ษา

1. ประโยชนต อ ตนเอง เกิดความสขุ ในการเรียนรู มคี วามรู มอี าชพี ทาํ ใหเ ปน
คนเกง คนดี และมีความสขุ สามารถทีจ่ ะอยูรวมกับผอู ื่นไดอยางสนั ตสิ ขุ
2. ประโยชนตอ ชมุ ชนและสงั คม เมอ่ื คนในสงั คมสวนใหญ มกี ารศกึ ษาจะทาํ ให
สงั คมสามารถพฒั นาใหเ จริญกาวหนา ไดอ ยา งรวดเร็ว

กฎหมายคมุ้ ครองผูบ้ รโิ ภค

ความหมายและความสาํ คญั ของ
กฎหมายคมุ ครองผูบริโภค

กฎหมายคมุ ครองผูบริโภค (Consumer Protection Law) คอื
กฎหมายทใ่ี หความคุมครองประโยชนของผบู ริโภคเกีย่ วกับการบรโิ ภคสนิ คา
และการใชบ ริการ
ความสําคัญของกฎหมายคมุ ครองผูบรโิ ภค

1. เพื่อใหผ ูบริโภคไดใชส ทิ ธิ และรักษาสทิ ธขิ องตนตามกฎหมายเมื่อได
รบั ความเสยี หายหรือเดือดรอ นจากการบริโภคสนิ คา หรอื บรกิ าร

2. ผบู ริโภคสามารถตอตา นการเอารัดเอาเปรียบจากผูประกอบธุรกจิ และ
ใหด แู ลใหป ฏบิ ตั ติ ามระเบยี บขอบงั คบั ของกฎหมาย

3. เพือ่ สรางจติ สาํ นกึ ของผปู ระกอบธุรกจิ ในการผลิตสนิ คา และบรกิ าร
โดยคํานงึ ถึงมาตรฐานคุณภาพและมคี วามเปน ธรรมดานราคา

พระราชบญั ญตั คิ มุ ครองผบู รโิ ภค พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญตั ิ
คมุ ครองผบู รโิ ภค (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2541 (ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2556)

ผูบรโิ ภค หมายถึง ผูซ ือ้ หรอื ผไู ดร ับบริการจากผูป ระกอบธรุ กจิ
ผูประกอบธุรกิจ หมายถึง ผูขาย ผูผลิตเพ่ือขาย ผูสั่งหรือนําเขามาใน
ราชอาณาจกั รเพ่ือขาย
กฎหมายคุมครองผูบริโภคเปนกฎหมายที่เกี่ยวกับการดํารงชีวิตของคนใน
สังคม โดยท่ัวไปจะเก่ียวของกับการบริโภคสินคาและการใชบริการ เชน การบริโภค
อาหาร เคร่ืองด่ืม บริการรถประจําทาง รถไฟฟา รวมท้ังบริการอื่นๆ ดังนั้นการบริโภค
หรือการใชบริการตาง ๆจะตองไดมาตรฐานและมีคุณภาพครบถวนตามที่ผูผลิตได
โฆษณาแนะนําไว ดวยเหตุน้ี รัฐในฐานะผูคุมครองดูแลประชาชน หากพบวาประชาชน
ไดร บั ความเดอื ดรอนจากการบรโิ ภคสินคาและบรกิ ารจะตองรีบ เขาไปแกไขเยียวยาและ
ชดเชยความเสียหายใหกบั ประชาชน

1. สทิ ธขิ องผบู รโิ ภค มี 5 ประการ
1.1 สิทธทิ ีจ่ ะไดรับขา วสาร รวมท้ังคาํ พรรณนาคุณภาพท่ีถูกตอง

และเพียงพอเกี่ยวกบั สนิ คา และบริการ
1.2 สิทธทิ ี่จะมีอิสระในการเลอื กสินคาและบริการ
1.3 สิทธทิ ีจ่ ะไดร บั ความปลอดภยั จากการใชส ินคา หรอื บริการ

ที่มคี ุณภาพและไดมาตรฐาน
1.4 สทิ ธทิ จี่ ะไดร บั ความเปนธรรมในการทาํ สัญญา
1.5 สทิ ธทิ ี่จะไดร ับการพจิ ารณาและชดเชยความเสียหาย

2. การคมุ ครองผบู รโิ ภค คณะกรรมการคมุ ครองผูบริโภค
จะคุมครองสทิ ธิของผูบรโิ ภค 4 ดาน ดังน้ี

2.1 คมุ ครองผูบ ริโภคดานการโฆษณา ผูประกอบธรุ กิจ
ไมโฆษณาเปน เทจ็ เกนิ ความจริง

2.2 การคมุ ครองบริโภคดานฉลาก
2.2.1 ใชข อ ความทตี่ รงตอความจริง
2.2.2 ตองระบุชอื่ หรือเครื่องหมายการคา สถานทผ่ี ลิต
2.2.3 ระบุขอความท่ีจําเปน เชน ราคา วิธีใช ขอแนะนํา คําเตือน

วัน เดือน ปท่หี มดอายุและท่สี ําคัญฉลากของสินคา จะตอ งแสดงไวท ่ีตวั สินคา
2.3 การคุมครองผูบริโภคดานสัญญา สัญญาท่ผี ปู ระกอบธุรกจิ ทํากับผูบริโภค

จะตอ งเปน สญั ญาท่เี ปนธรรมไมเ อาเปรยี บผบู รโิ ภค
2.4. การคุมครองชดเชยความเสียหาย เม่ือผูบริโภคไดรับความเสียหายหรือ

ถูกละเมดิ จากผูประกอบการ ผบู ริโภคสามารถเรียกรองความเสียหายจากผูประกอบการ
ได

3. องคกรท่ีทาํ หนาทีค่ มุ ครองผูบริโภค
ตามประเภทของการบริโภคสินคาและบรกิ าร มดี ังนี้

1. สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขึน้ อยูกบั
กระทรวงสาธารณสขุ มีหนา ทป่ี กปองและคุมครองสขุ ภาพประชาชนจากการ
บริโภคผลติ ภณั ฑสุขภาพ โดยผลติ ภณั ฑสขุ ภาพเหลา นนั้ ตองมคี ณุ ภาพมาตรฐาน
และปลอดภัย มีการสงเสรมิ พฤตกิ รรมการบรโิ ภคทีถ่ ูกตองดวยขอ มลู วชิ าการท่มี ี
หลกั ฐานเชอ่ื ถอื ไดและมคี วามเหมาะสม เพอ่ื ใหป ระชาชนไดบ ริโภคผลติ ภัณฑ
สขุ ภาพท่ีปลอดภัย และสมประโยชน เชน ตรวจสอบคณุ ภาพของ อาหารกระปอ ง
เคร่ืองสําอางและยา ในกรณที ่ีประชาชนไดร บั ความเดอื ดรอนเก่ียวกบั อาหาร ยา
หรือเครอ่ื งสําอาง และจดั ใหม บี ริการสายดวน 1556

2. สํานักงานคณะกรรมการคมุ ครองผบู ริโภค (สคบ.) ข้ึนอยูกับ
สาํ นักนายกรัฐมนตรี มีอาํ นาจหนาที่สําคญั ในการดาํ เนนิ การเพ่ือคมุ ครองผบู รโิ ภค
ใหไ ดร บั ความปลอดภัย เปน ธรรม ไมถ ูกเอารัดเอาเปรยี บจากผูประกอบธุรกิจ
รวมทงั้ ดาํ เนินคดีเพื่อเรียกรองคา เสยี หายแทนผูบริโภคเปน สว นรวม ตลอดจน
ดาํ เนินการเผยแพรว ชิ าการ และใหความรูแ กผ ูบ รโิ ภคเพ่ือใหผ บู รโิ ภครจู กั ระมดั ระวงั
ตนในการบริโภคสนิ คา หรอื รบั บริการตา ง ๆ

นอกจากนไ้ี ดจ ดั ใหม ีศนู ยร บั เรอ่ื งราวรองทกุ ข เพอ่ื ใหประชาชนผบู ริโภค
สามารถมาใชบรกิ ารไดโ ดยตรง และจดั ใหม บี รกิ ารสายดว น 1166

3. สาํ นกั งานมาตรฐานผลิตภณั ฑอ ตุ สาหกรรม (สมอ.) ข้นึ อยูกบั
กระทรวงอตุ สาหกรรม มอี าํ นาจหนาทใ่ี นการทดสอบ วิจัย วิเคราะห
พฒั นาและรับรองผลิตภณั ฑส นิ คาอตุ สาหกรรมใหไ ดมาตรฐาน
เชน เครอ่ื งใชไ ฟฟา ตา ง ๆ ภาชนะและเครอื่ งมอื ในครวั เรือน
ประโยชนจ ากการปฏบิ ตั ิตามกฎหมายคุมครองผบู รโิ ภค มี 2 ประการ คือ

1. ประโยชนตอตนเอง ไดแก ผูบริโภคไดรับความเปน ธรรม รวมทงั้ ไดรบั
การชดเชยความเสียหายทเ่ี กดิ ข้ึนจากการใชส ินคาและบริการท่ีไมมคี ณุ ภาพ

2. ประโยชนตอชุมชนและสังคม เปนการสรางนิสัยใหแกผูประกอบการ
ในกรณีท่ีพบวาผูประกอบการจําหนายสินคาไมมีคุณภาพ คณะกรรมการคุมครอง
ผูบ ริโภคจะใหคาํ แนะนาํ เพอื่ ดาํ เนนิ การแกไ ข และปรับปรุงสินคาใหม ีคณุ ภาพตอ ไป



กฎหมายลิขสทิ ธิ์

ลขิ สทิ ธิ์ หมายถงึ สิทธแิ ตเ พยี งผเู ดยี วของผูส รา งสรรคงานท่ี
จะกระทําการใด ๆ เก่ยี วกับงานที่ผสู รางสรรคงานไดใชสตปิ ญญา
ความสามารถ และความเพียรพยายามสรา งสรรคขน้ึ

ลขิ สิทธิ์ ถือเปน ทรัพยส นิ ประเภทหนึง่ สามารถ
ทาํ การซ้ือ ขาย โอนกรรมสิทธร์ิ ะหวา งกันได

งานทเ่ี จาของผลงานสรางสรรคขึน้ มา เราเรยี กวา “ทรัพยส นิ ทางปญ ญา”

ซึ่งประกอบดว ย ๒. สิทธิบตั ร ๓. เคร่ืองหมายการคา

กฎหมายลิขสทิ ธิ์ คอื ....อะไร
กฎหมายท่ีใหความคุมครองสิทธใิ นทางวรรณกรรมศิลปกรรม ผูแตง หรือ
เจา ของผลงานจะไดรับความคมุ ครองโดยกฎหมายนี้ ลิขสิทธเ์ิ กิดข้นึ ทนั ทีเม่อื
มีการสรางสรรคง านขึน้ ใครผลิต สรา งขึ้นกอน ยอมถอื เปน เจา ของลิขสทิ ธ์ิ
คนแรก ผูใดจะนาํ งานชิ้นน้นั ไปพมิ พซ้ํา เผยแพรท กุ รปู แบบไมไ ด จนกวา จะ
รับความยนิ ยอมจากเจา ของชิน้ งานกอน

สําหรับกฎหมายที่ใชบ งั คับเก่ียวกับลขิ สิทธิ์
ที่สําคัญของไทย ไดแก พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.
2537 (แกไขเพม่ิ เติมฉบบั ที่ 4 พ.ศ. 2561)
หรือทีเ่ รียกวา “กฎหมายลขิ สทิ ธ์ิ มีสาระสําคญั ดงั นี้

1. งานท่ีมีสทิ ธิ์ ไดแ ก งานสรางสรรคประเภทตา ง ๆ ดงั นี้
1.1 งานวรรณกรรม หมายถึง งานนพิ นธท ่ีทาํ ขนึ้ ทุกชนดิ

เชน หนงั สอื ส่งิ เขียน ส่งิ พมิ พ ปาฐกถา เทศนา คําปราศรยั สุนทรพจน
1.2 โปรแกรมคอมพวิ เตอร หมายถึง คาํ สั่ง

ชดุ คาํ ส่ัง หรือสง่ิ อ่นื ใดที่นาํ ไปใชก บั เครือ่ งคอมพิวเตอร
1.3 งานนาฏกรรม คือ งานท่ีเกี่ยวกับการรํา

การเตน การทําทาหรือการแสดงท่ีประกอบขึ้นเปน
เรอ่ื งราวและใหห มายความถงึ การแสดงโดยวธิ ใี บดว ย

1 .4 ง านดน ตรีกร ร ม เป นง านที่
เกี่ยวของกับเพลง ทํานอง เน้ือรอง รวมถึง
โนตเพลงท่แี ยกและเรยี บเรยี งเสยี งประสานแลว

1.5 งานโสตทศั นวสั ดุ หมายถงึ งานอันประกอบดว ย
ลําดับของภาพ โดยบันทกึ ลงในวสั ดุท่สี ามารถ
จะนาํ มาเลน ซํ้าไดอ ีก เชน แผน เลเซอรด ิสก
วิดโี อเทป

1.6 งานศลิ ปกรรม หมายถึง งานอันมีลักษณะอยางใดอยางหน่ึงหรือ
หลายอยา งดงั ตอ ไปน้ี
-งานจิตรกรรม -งานประติมากรรม -งานภาพพมิ พ -งานภาพถา ย
-งานสถาปต ยกรรม -งานภาพประกอบ -งานศิลปประยกุ ต
1.7 งานภาพยนตร หมายถึง โสตทัศนวัสดุ ซ่ึงสามารถนํา
ออกฉายตอเนื่องได หรอื สามารถบนั ทึกลงบนวัสดุอ่ืนเพื่อนํา
ออกฉายตอ เนื่องได

1.8 งานแพรเ สยี งและภาพ หมายถึง งานท่นี ําออกเผยแพร
ทางวิทยกุ ระจายเสยี งหรอื วทิ ยโุ ทรทศั น
1.9 งานสิ่งบนั ทึกเสียง หมายถึง
เสยี งการแสดง หรอื เสยี งอื่นใดโดยบันทกึ
ลงในวัสดทุ ส่ี ามารถจะนาํ มาเลนซา้ํ ไดอกี
เชน เทปเพลง คอมแพกตดสิ ก

1.10 งานอ่ืนๆ ในแผนวรรณคดี วิทยาศาสตร หรือศิลปะของผสู รา งสรรค

2. งานทไี่ มมลี ขิ สิทธ์ิ ไดแก
2.1 ขาวประจําวัน ทม่ี ีลักษณะ

เปนเพียงขา วสาร

2.3 ระเบยี บ 2.2 รฐั ธรรมนูญและกฎหมาย
ขอบงั คับ ประกาศ คาํ ส่ัง 2.4 คําพิพากษา คําส่งั คาํ
คาํ ชแ้ี จง และหนงั สือ วนิ จิ ฉยั และรายงานทางราชการ
โตตอบของกระทรวง
ทบวง กรม

2.5 คาํ แปลและการรวบรวมสิ่งตา ง ๆ

4. การคุมครองลขิ สิทธ์ิ ตามพระราชบญั ญตั ลิ ขิ สิทธ์ิ พ.ศ. 2537
ไดใหส ทิ ธแิ กเ จา ของลิขสทิ ธิ์ โดยเจา ของลขิ สทิ ธ์ิยอ มมสี ทิ ธิแตเพียง
ผูเดียวในการกระทําการ ดงั น.ี้ .....

4.1 ทาํ ซ้ําหรือดัดแปลง
4.2 เผยแพรต อ สาธารณชน
4.3 ใหเชาตน ฉบบั หรอื สาํ เนางาน
4.4 ใหประโยชนอ นั เกิดจากลิขสิทธแิ์ กผอู น่ื
4.5 อนญุ าตใหผูอื่น ทําซ้ําหรือดัดแปลง เผยแพร ใหเชา ตน ฉบบั

เจาของสทิ ธอ์ิ าจโอนสิทธ์ิทั้งหมด หรือบางสว น ใหแ กบคุ คลอน่ื กไ็ ด และ
ถาไมใ ชม รดก ตอ งทําเปนหนงั สือลงลายมอื ชือ่ ทง้ั ผูใหและผูรับ ถาไมไดกาํ หนด
ระยะเวลาในสัญญา ใหถ ือวา มกี ําหนดระยะเวลา 10 ป

5. อายใุ นการคุมครองลขิ สทิ ธ์ิ
นับตั้งแตท่ีมีการสรางสรรคผลงานข้ึนมา จนตลอดอายุของ

ผูสรางสรรค และจะมีอยูตอไปอีก 50 ป นับตั้งแตผูสรางสรรคถึงแก
ความตาย ยกเวน งานศิลปประยุกต ใหมีอายุ 25 ป นับตั้งแตได
สรางสรรคผลงาน และถามีการโฆษณา ในระหวางระยะเวลา
ดังกลาวใหลขิ สทิ ธมิ์ ีอายุ 25 ป นับแตไ ดม กี ารโฆษณา
6. การละเมิดลิขสิทธิ์ คือ การกระทําอยางใดอยางหนึ่งแกงานที่มี
ลขิ สิทธิโ์ ดยท่ีไมไ ดรับอนญุ าตจากเจาของลิขสิทธ์ิ ถือวาเปนการละเมิด
ลิขสทิ ธ์ิ คอื

6.1 ทาํ ซํา้ หรือดดั แปลง
6.2 เผยแพรตอ สาธารณชน


Click to View FlipBook Version