The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือกายวิภาคศาสตร์ ปวส.(เทคนิคเภสัชกรรม) 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Husna Bulah, 2022-09-30 05:39:32

คู่มือกายวิภาคศาสตร์ ปวส.(เทคนิคเภสัชกรรม) 1

คู่มือกายวิภาคศาสตร์ ปวส.(เทคนิคเภสัชกรรม) 1

ANATOMYคู่มือกายวิภาคศาสตร์

ฉบับประชาชนกับการบูรณาการ
ในงานเทคนิคเภสัชกรรม

บทนำและความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์
โครงสร้างการทำงานของเซลล์และเนื้อเยื่อ
ระบบโครงกระดูก
ระบบหายใจ
การบูรณปารกะากราใศนนีงยาบนัตเสทราวคิขชนาาิเคชีทพเคภชวั้ินสนทิัคชยสูเากงภลสรัสยารัชกธมกาารรรจสัรณงามหสธุวาัขดรศตณารัสสงุขตสริ์รินธร

" คู่มือกายวิภาคศาสตร์ฉบับประชาชนกับการ
บูรณาการในงานเทคนิคเภสัชกรรม "

เรื่อง บทนำและความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์ โครงสร้าง
การทำงานของเซลล์และเนื้อเยื่อ ระบบโครงกระดูก ระบบหายใจ
และการบูรณาการในงานเทคนิคเภสัชกรรม

จัดทำโดย

1. นางสาวกันต์กมล สุวรรพรหม รหัสประจำตัว 65205101001

2. นางสาวกันทนา น้อยชาตรี รหัสประจำตัว 65205101002

3. นางสาวจริยา ทองสอน รหัสประจำตัว 65205101003


4. นางสาวโซเฟีย หนิเหม รหัสประจำตัว 65205101008

5. นายณัฐนันท์ มิตตะกา รหัสประจำตัว 65205101010

6. นายธนพัฒน์ อ่อนทอง รหัสประจำตัว 65205101015

7. นางสาวนูรชาฮีดา ชำนาญนา รหัสประจำตัว 65205101020

8. นางสาวมณีรัตน์ ก๊กใหญ่ รหัสประจำตัว 65205101030

9. นางสาวสุวิสาข์ เย็นเพชร รหัสประจำตัว 65205101041

10.นางสาวหุสนา บูละ รหัสประจำตัว 65205101043

11.นางสาวอมลณัฐ พรหมขน รหัสประจำตัว 65205101045

12.นางสาวอัสมา เกื้อสา รหัสประจำตัว 65205101048

หลักสูตรป
ระกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาเทคนิคเภสัชกรรม ชั้นปีที่ 1

คำนำ

คู่มือกายวิภาคศาสตร์ฉบับประชาชนเล่มนี้ จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยว
กับระบบต่างๆในร่างกายในฉบับประชาชน ทั้งนี้ คู่มือฉบับนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับบทนำและความรู้
พื้นฐานเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์ โครงสร้างการทำงานของเซลล์และเนื้อเยื่ อ ระบบโครง
กระดูก ระบบหายใจ และการบูรณาการในงานเทคนิคเภสัชกรรมเพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับการ
ทำงานของระบบต่างๆที่คณะผู้จัดทำได้เรียบเรียงเนื้อหามา

การศึกษาค้นคว้าคู่มือกายวิภาคศาสตร์ฉบับประชาชนเล่มนี้ คณะผู้จัดทำได้ศึกษา
ค้นคว้าแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ต่างๆ คณะผู้จัดทำหวังว่า เนื้อหาในคู่มือกายวิภาคศาสตร์ฉบับ
ประชาชนเล่มนี้ที่ได้เรียบเรียงมาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจเป็นอย่างดี หากมีสิ่งใดในคู่มือ
กายวิภาคศาสตร์ฉบับประชาชนเล่มนี้จะต้องปรับปรุง คณะผู้จัดทำขอน้อมรับในข้อชี้แนะและ
จะนำไปแก้ไขหรือพัฒนาให้ถูกต้องสมบูรณ์ต่อไป

คณะผู้จัดทำ





หน้า เรื่อง สารบัญ

ก คำนำ
ข สารบัญ
1 บทนำและความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์
2 • ความหมายกายวิภาคศาสตร์
3 • คำศัพท์ทางกายวิภาคศาสตร์
5 • ช่องว่างภายในร่างกาย
7 โครงสร้างการทำงานของเซลล์และเนื้อเยื่อ
8 • เซลล์
9 • เนื้อเยื่อบุผิวและต่อม
13 • เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
16 • เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ
21 • การพัฒนา
21 • ฟังก์ชัน
22 • เนื้อเยื่อประสาท
24 • การบูรณาการในงานเทคนิคเภสัชกรรม

หน้ า เรื่อง สารบัญ

26 ระบบโครงกระดูก
27 • ความหมายของระบบโครงกระดูก
29 • ชนิดของกระดูก
30 • ข้อต่อ
31 • โครงสร้างกระดูกพรุน
31 • หน้าที่ของกระดูก
31 • การบำรุงรักษากระดูก
32 • การบูรณาการในงานเทคนิคเภสัชกรรม
35 ระบบหายใจ
36 • ความหมายของระบบหายใจ
39 • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ
40 • ท่อทางเดินหายใจ
43 • การควบคุมการหายใจ
46 • การบูรณาการในงานเทคนิคเภสัชกรรม
49 บรรณนานุกรม

บ ท นำ แ ล ะ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ
ก า ย วิ ภ า ค ศ า ส ต ร์

กายวิภาคศาตร์ (anatomy)

เป็นศาสตร์หรือแขนงของการศึกษาอย่างวิทยาศาสตร์ เป็นวิชาที่
ศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของร่างกายของสัตว์และมนุษย์ รวมทั้งตำแหน่ง
และที่ตั้ง

anatomy เริ่มครั้งแรกในประเทศอียิปต์ ในกลางศตวรรษที่ 4
Hippocrates ได้สอนวิชานี้ในประเทศกรีก ใน คศ. 384-322
Aristotle เป็นผู้ริเริ่มใช้คำว่า “ anatome”ซึ่งเป็นคำกรีก หมาย
ถึง“cutting up “ เรียกว่า “ชำแหละ” การชำแหละ (dissection)




สรีรวิทยา(Physiology)

เป็นวิชาที่ว่าด้วยหน้าที่การทำงานของอวัยวะต่าง ๆของร่างกายในภาวะที่ปกติ

สาขาวิชากายวิภาศาสตร์

MicroscopicAnatomy หมายถึง การศึกษาโครงสร้างของสัตว์และพืช เป็น
รายละเอียดขนาดเล็กๆ โดยใช้กล้องจุลทรรศน์ (Microscope)

Gross anatomy หมายถึงการศึกษาโครงสร้างของร่างกายด้วยตาเปล่า โดย
ใช้เครื่องมือชำแหละช่วย

Developmental Anatomy หมายถึงการศึกษา การเปลี่ยนแปลงของสิ่งมี

ชีวิตตั้งแต่เริ่มการปฏิสนธิ(Fertilized egg) จนถึงตอนที่ร่างกายของมนุษย์

เติบโตเต็มที่
Neuroanatomy เป็นการศึกษาเกี่ยวกับระบบประสาท ซึ่งมีหน้าที่ควบคุม

และร่วมมือกับอวัยวะหรือโครงสร้างอื่นๆให้ดำเนินไปด้วยดี 2

คำ ศั พ ท์ ท า ง ก า ย วิ ภ า ค ศ า ส ต ร์

ภาพ : ท่ายืนทางกายวิภาค

Anatomical position : ร่างกายที่อยู่ในท่ายืนตรงตามองไป ข้างหน้าแขน

ขา ชิดลำตัว หันฝ่ามือไปข้าง หน้า

Longitudinal : เกี่ยวกับตามความยาวของร่างกาย

median plane : แบ่งร่างกายในแนวตั้งออกเป็นสองส่วนเท่ากัน

midsagittal plane : จะมีอีกหนึ่งเพลนที่เป็นแนวขนานกับ median

plane แต่ไม่ได้ผ่านตรงกลาง โดยทั่วไปจะเรียกว่า

frontal/coronal plane sagittal planeซึ่งแบ่งลำตัวออกเป็นด้านซ้ายขวา

: แบ่งร่างกายออกเป็นส่วนหน้ากับส่วนหลัง
horizontal/transverse/axial plane : แบ่งร่างกายออกเป็นส่วนบนและส่วนล่าง

3

คำ ศั พ ท์ ท า ง ก า ย วิ ภ า ค ศ า ส ต ร์

ภาพ : การแบ่งพื้นที่ของร่างกาย

คำ ศั
พ ท์

Superior ข้างบน Caudal ใกล้เท้ามากกว่า
Inferior ข้างล่าง Medial ด้านในหรือด้านใกล้แนวกลางลำตัว
Anterior ส่วนหน้า Lateral ด้านข้าง
Posterior ส่วนหลัง Proximal ใกล้ลำตัวหรือส่วนต้น
Dorsal ส่วนหลังหรือด้านหลัง Distal ไกลลำตัวหรือส่วนปลาย
Ventral ส่วนหน้า ด้านหน้าหรือด้านท้อง Superficial ใกล้ผิว หรือตื้น
Cranial ใกล้ศีรษะมากกว่า Deep ลึก
Cephalic ใกล้ศีรษะมากกว่า

4

ช่องว่างภายในร่างกาย (Body Cavity)

ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยช่องว่างภายในร่างกาย 2 ช่องหลัก คือ
ช่องว่างทางด้านหลัง (dorsal cavity) และช่องว่างทางด้านหน้า (ventral cavity) ช่องว่างของร่างกาย
เปรียบเสมือนเกราะที่ป้องกันอวัยวะภายใน โดย dorsal cavity ประกอบไปด้วยสมอง ไขสันหลัง ส่วน
ventral cavity จะประกอบไปด้วยอวัยวะภายในช่องอก ช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน

ช่องว่างทางด้านหน้า (ventral cavity)

ช่องว่างทางด้านหน้าเป็นช่องว่างในส่วนของลำตัวซึ่งอยู่หน้าต่อกระดูกสันหลัง และหลังต่อกระดูกหน้าอก
(sternum) และกล้ามเนื้อที่ประกอบเป็นผนังหน้าท้อง ประกอบด้วย 2 ช่องคือ ช่องอก (thoracic cavity) และ
ช่องท้องและเชิงกราน (abdominalpelvic cavity)

1.ช่องอก (thoracic cavity)

ช่องอก ประกอบไปด้วย หัวใจ ปอด หลอดลม กล่องเสียง หลอดอาหาร ต่อมไธมัส และเส้นเลือด
ใหญ่จำนวนมาก ผนังของช่องอกคือกล้ามเนื้อและกระดูก ในช่องอกประกอบด้วยช่องย่อยๆ คือช่องรอบหัวใจ
(pericardial cavity) ภายในช่องนี้เป็นหัวใจ และช่องปอด (pleural cavity) ซึ่งมีซ้ายขวา ภายในช่องนี้เป็น
ปอด ส่วนช่องตรงกลางของช่องอก เรียกว่า mediastinum ภายในบรรจุด้วย หัวใจ เส้นเลือดใหญ่ที่หัวใจ
ต่อมไธมัส หลอดลม และหลอดอาหาร โดยปอดจะอยู่ด้านนอก mediastinum

2.ช่องท้องและเชิงกราน (abdominalpelvic cavity)

ช่องท้องและเชิงกราน แยกออกจากช่องอกโดยกะบังลม โดยประกอบไปด้วย ช่องท้อง
(abdominal cavity) และช่องเชิงกราน (pelvic cavity) ภายในช่องท้องประกอบด้วยอวัยวะของระบบ
ทางเดินอาหาร ได้แก่ ตับ ถุงน้ำดี กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ไต ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ ส่วนช่อง
เชิงกราน ประกอบด้วยอวัยวะภายในของระบบสืบพันธุ์ บางส่วนของลำไส้ใหญ่ ไส้ตรง และกระเพาะ
ปัสสาวะ

5

ช่องว่างทางด้านหลัง (dorsal cavity)

ช่องว่างร่างกายทางด้านหลังประกอบไปด้วยระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมอง
และไขสันหลัง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่องย่อย คือ cranial cavity ซึ่งเป็นช่องว่างภายใน
กะโหลกศีรษะ ภายในช่องนี้บรรจุด้วยสมอง และ spinal cavity เป็นช่องภายในกระดูกสันหลัง
ภายในช่องนี้บรรจุด้วยไขสันหลัง

ภาพ : ช่องว่างต่างๆของร่างกาย

6

โ ค ร ง ส ร้ า ง ก า ร ทำ ง า น
ข อ ง เ ซ ล ล์ แ ล ะ เ นื้ อ เ ยื่ อ

โครงสร้างการทำงานของเซลล์และเนื้ อเยื่ อ

เ ซ ล ล์ ( C e l l )

เป็นหน่วยเล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต โดยเซลล์(cell) มาจากคำว่า Cellaในภาษาละติน ซึ่งมี
ความหมายว่าห้องเล็ก ๆ เซลล์สามารถเพิ่มจำนวน เจริญเติบโตและตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ เซลล์
บางชนิดเคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง เช่น เซลล์อสุจิ เป็นต้น

เซลล์มีอยู่หลายชนิดซึ่งมีรูปร่างและลักษณะที่แตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่อยู่ของ
เซลล์(cell)และหน้าที่การทำงานของเซลล์(cell) แต่เซลล์(cell)มีโครงสร้างที่สำคัญอยู่ 3 ส่วน ที่มี
เหมือนกัน คือ เยื่อหุ้มเซลล์(cell membrane) ไซโตพาซึม(cytoplasm)
และนิวเคลียส(nucleus)

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างก็ประกอบด้วยเซลล์(cell)ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดที่สามารถบ่งบอกถึง
คุณสมบัติและแสดงความเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างชัดเจนสมบูรณ์ เซลล์(cell)ช่วยในการสร้างและซ่อมแซม
ผิวหนัง กล้ามเนื้อ กระดูก อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย

ส่วนประกอบของเซลล์

เยื่อหุ้มเซลล์ ( cell menbrane )
ไซโตพลาสซีม ( cytoplasm )
นิวเคลียส ( nucleus )

8

เนื้อเยื่อบุผิวและต่อม (Epithelium and Gland)

เนื้อเยื่อ (Tissue) ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ที่มีโครงสร้าง หน้าที่ และต้นกำเนินคล้ายคลึงกันมาอยู่
รวมกัน เพื่อร่วมกันทำหน้าที่ต่าง ๆ และประกอบกันเป็นอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เนื้อเยื่อ
กระดูก เนื้อเยื่อประสาท เป็นต้น เนื้อเยื่อพื้นฐานมีอยู่ 4 ประเภท คือ

1. เนื้อเยื่อบุผิว (Epithelial tissue: เอพิทีเลี่ยล ทิชชู) เป็นเนื้อเยื่อที่ปกคลุมอวัยวะทั้งภายใน
และภายนอกร่างกาย คลุมตามภายในช่องโพรงต่าง ๆ เช่น ช่องปาก โพรงจมูก ภายในอวัยวะที่เป็น
ท่อ เช่น หลอดอาหาร เส้นเลือด เป็นต้น

2. เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue: คอนเนคทีฟ ทิชชู) เป็นเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ค้ำจุนและ
ป้องกันอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย และยังเป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย เช่น เส้นใยคอลลาเจน เส้นใย
อิลาสติก กระดูกอ่อน เอ็นกล้ามเนื้อ เป็นต้น

3. เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ (Muscular tissue: มัสคูล่า ทิชชู) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวส่วน
ต่าง ๆ ของร่างกาย

4. เนื้อเยื่อระบบประสาท (Nervous tissue: เนอร์เวิร์ส ทิชชู) เป็นเนื้อเยื่อที่ควบคุมการทำงาน
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

เนื้อเยื่อบุผิว (Epithelium tissue)

เป็นกลุ่มเซลล์ที่เรียงชิดกัน อาจมีชั้นเดียวหรือหลายชั้น และมีรูปร่างต่าง ๆ กันไปแต่ละชนิด
เยื่อบุผิวจะวางอยู่บนเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) โดยมีเนื้อเยื่อพื้นฐาน (Basement
membrane) เป็นรองรับและยึดระหว่างเนื้อเยื่อบุผิวและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เนื้อเยื่อบุผิวจะไม่มีเส้นเลือดมา
หล่อเลี้ยง แต่จะได้รับสารอาหาร แร่ธาตุ และออกซิเจนมาจากการซึมผ่านมาจากเส้นเลือดฝอยที่อยู่ใน
เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่รองรับอยู่ แต่จะมีเส้นประสาทมาหล่อเลี้ยงจำนวนมาก

**สามารถพบเนื้อเยื่อบุผิวได้ตามตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย
เช่น ผิวหนังกำพร้า (Epidermis: แอบพิเดอร์มีส) คือส่วนที่เป็นชั้นนอกสุดของผิวหนัง

9

หน้าที่ของเยื่อบุผิว (Epithelial function)

- ป้องกันอันตราย (Protection: โปรเทคชั่น) ให้กับอวัยวะภายในร่างกาย เช่น การฉีกขาดจาก
การเสียดสีของอวัยวะต่าง ๆ ภายในช่องท้อง ป้องกันการเสียน้ำและเกลือแร่ เป็นต้น

- ดูดซึมสารชนิดต่าง ๆ (Absorption: แอปซอร์บชั่น) เช่น เยื่อบุของผนังลำไส้เล็กทำหน้าที่ดูด
ซึมสารอาหารชนิดต่าง ๆ

- ขับเยื่อเมือก (Secretion: ซีครีชั่น) ผนังเยื่อบุทางเดินหายใจขับเมือกที่ผนังทางเดินหายใจเพื่อ
ดักจับฝุ่นละออง เป็นต้น

- หลั่งสารเคมี (Exretion: แอคครีชั่น) เช่น ผนังไตขับแร่ธาตชนิดต่าง ๆ ออกมา กระเพาะ
อาหารหลั่งน้ำย่อย เป็นต้น

- รับความรู้สึก (Sensation: เซนเซชั่น) เช่น บริเวณโพรงจมูกหากมีลิ่งที่ระคายเคืองจะทำให้
เกิดการไอ หรือจามเพื่อขับสิ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคืองออกมา เป็นต้น

- ช่วยในการเคลื่อนที่ (Transportation: ทรานสปอร์เทชั่น) โดยอาศัยเยื่อบุผิวที่มีลักษณะคล้าย
ๆ เส้นผม (Cilia: ซิเลีย) ทำหน้าที่ในการช่วยพัดโบก เช่น ผนังของท่อนำไข่จะมี Cilia ที่ผนังของท่อ
เพื่อช่วยในการพัดโบกไข่ของเพศหญิงที่ได้รับการผสมกับอสุจิแล้ว เคลื่อนตัวมายังผนังมดลูกเพื่อฝังตัวที่
ผนังมดลูกต่อไป

การแบ่งประเภทของเนื้อเยื่อบุผิว

เนื้อเยื่อบุผิว แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. ปกคลุมร่างกาย (Covering and lining epithelium) ประกอบด้วยเซลล์ที่เรียงต้วซ้อนกันเป็น

ชั้น ๆ คลุมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทั้งภายในและภานอก เช่น คาดอยู่บนผิวหนังของร่างกาย
หรืออวัยวะที่เป็นท่อ เช่น หลอดเลือด หลอดอาหาร หลอดลม ฯลฯ หรือดาดอยู่ภายในช่องต่าง ๆ
เช่น ช่องอก ช่องท้อง เป็นต้น เนื้อเยื่อบุผิวชนิดนี้จะไม่มีหลอดเลือดเลือดมาหล่อเลี้ยง

2. รวมตัวเป็นต่อม (Glandular epithilium) ประกอบด้วยเซลล์ที่รวมตัวกันเป็นหน่วยเพื่อทำ
หน้าที่พิเศษ เช่น หลั่งฮอร์โมน เป็นต้น

10

1. ชนิดปกคลุมร่างกาย(Covering and lining epithelium)
การจำแนกชนิด อาศัยหลัก 3 ประการคือ
1. แบ่งตามจำนวนชั้นของเซลล์ที่มาเรียงประกอบกันเป็นเนื้อเยื่อบุผิว คือ
1.1 แบบชั้นเดียว (Simple type) เช่น Simple cuboidal epithelium พบที่ผนังของท่อไต

เป็นต้น
1.2 มากกว่า 1 ชั้น (Stratified type) เช่น Stratified cuboidal epithelium พบได้ที่ผนังของ

ต่อมเหงื่อ เป็นต้น
2. แบ่งตามรูปร่างและลักษณะของเซลล์ คือ
2.1 แบบสี่เหลื่ยมแบนบาง (Squamous) คล้ายขนมเปียกปูน มีนิวเคลียสอยู่ตรงกลาง
2.2 แบบสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ (Cuboidal) มีนิวเคลียสอยู่ตรงกลาง
2.3 แบบสี่เหลี่ยมทรงสูง (Columnar) มีนิวเคลียสอยู่ค่อนมาทางฐานของเซลล์
2.4 รูปร่างไม่คงที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (Transitional)
3. แบ่งตามลักษณะความแปลกของเซลล์ (Pseudostratified type) คือ เซลล์จะมีเพียงชั้นเดียว

แต่มีลักษณะสูง-ต่ำไม่เท่ากัน ทำให้มองคลายกับเป็นเซลล์หลายชั้น เช่น Pseudostratified ciliated
columnar epithelium พบได้ที่ผนังของทางเดินหายใจ เป็นต้น

2. เซลล์รวมตัวกันเป็นต่อม (Grandular Epithelium)
- Grandular Epithelium เป็นเนื้อเยื่อบุผิวที่ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ ทำหน้าที่ในการสร้างสาร

คัดหลั่ง (Secretion) เรียกว่า "ต่อม" (Gland:แกรนด์) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. ต่อมมีท่อ (Exocrine gland:แอซโซครีน แกรนด์) คือ อวัยวะที่สามารถสร้างสารคัดหลั่งได้

และส่งออกสู่ภายนอกต่อมโดยผ่านท่อลำเลียง เช่น ต่อมเหงื่อ (Sweat glands:สเวท แกรน์ด) ต่อม
น้ำลาย (Salivary glandซ:ซาลิวารี แกรนด์) ต่อมน้ำนม (Mammary gland:แมมมารี เกรนด์) เป็นต้น
ลักษณะของต่อมมีท่อ จะเป็นเนื้อเยื่อบุผิวที่มีการเว้าตัวลงไป และเจริญกลายไปเป็นต่อม

11

ประเภทต่อมมีท่อ สามารถแบ่งออกได้โดยอาศัยลักษณะของสิ่งต่อไปนี้
1.1 ลักษณของท่อ (Duct) ที่นำสิ่งที่คัดหลั่งออกมา คือ

1.1.1 ท่อเดี่ยว (Simple gland) คือ เป็นต่อมที่มีท่อเปิดสู่ภายนอกเพียงท่อเดียว เช่น ต่อมเหงื่อ
1.1.2 ท่อรวม (Compound gland) คือ เป็นต่อมที่มีลักษณะคล้าย simple gland หลายต่อม และ
หลั่งสารออกมาตามท่อย่อย ๆ หลาย ๆ ท่อ และมารวมกันเป็นท่อใหญ่เปิดออกสู่ภายนอกเพียงท่อเดียว
เช่น ต่อมน้ำลาย
1.2 ลักษณะของเซลล์ที่สร้างสิ่งคัดหลั่ง คือ
1.2.1 ลักษณะเป็นท่อ (Tubular)
1.2.2 ลักษณะเป็นถุง-พวง (Alveolar or acinar)
1.2.3 แบบผสม คือ มีลักษณะของท่อและถุงอยู่ร่วมกัน

2. ต่อมไม่มีท่อ หรือ ต่อมไร้ท่อ (Endocrine gland:แอนโนครีน แกรนด์) สามารถสร้างสิ่งคัด
หลั่งที่เรียกว่า ฮอร์โมน (hormone) ออกสู่ภายนอกต่อมและซึมหรือไหลผ่านเข้ากระแสเลือดเพื่อเดิน
ทางไปออกฤทธิ์ตามอวัยวะที่เป็นเป้าหมาย เช่น อินซูลิน (Insulin hormone) ที่หลั่งออกมาจากตับอ่อน
เป็นต้น

12

เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue)

เนื้อเยื่อเกี่ยวพันมีลักษณะสำคัญร่วมกันคือ มีหน้าที่เกี่ยวกับการค้ำจุนและรักษาโครงสร้าง
มักจะพัฒนามาจากเมโซเดิร์มแบ่งประเภทตามลักษณะของเนื้อเยื่อที่ไม่มีชีวิต

ประเภทของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน

เนื้อเยื่อเกี่ยวพันทั่วไป (Connective tissue proper)
เนื้อเยื่อร่างแห (Areolar (or loose) connective tissue) ช่วยค้ำจุนอวัยวะและ

เนื้อเยื่อบุผิวให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ประกอบด้วยเส้นใยโปรตีนหลายชนิด เช่น เส้นใยคอลลา
เจน และ เส้นใยอีลาสติน นอกจากนั้นเนื้อเยื่อนี้ยังมีบทบาทในการอักเสบ
เนื้อเยื่อเกี่ยวพันหนาแน่น (Dense connective tissue) หรือเรียกโดยทั่วไปว่า เนื้อเยื่อเส้นใย
(fibrous connective tissue) รวมตัวกันเป็นเอ็น (ligament) และเอ็นกล้ามเนื้อ (tendon) เส้นใย
คอลลาเจนจะเรียงตัวกันหนาแน่นทำให้สามารถทนแรงตึงได้ดี
เนื้อเยื่อเกี่ยวพันตาข่าย (Reticular connective tissue) เป็นโครงข่ายของเส้นใยเรติคูลาร์
(reticular fibre) (เส้นใยคอลลาเจน ชนิด III) รวมตัวกันเพื่อเป็นโครงให้อวัยวะน้ำเหลือง
(lymphoid organ) ยึดเกาะ (เช่น ต่อมน้ำเหลือง (lymph node) , ไขกระดูก (bone marrow) ,
และม้าม (spleen))

เนื้อเยื่อไขมัน (Adipose tissue) ประกอบด้วยเซลล์ไขมัน (adipocyte) ทำหน้าที่ป้องกัน
แรงกระทบกระเทือน เป็นฉนวนกันการสูญเสียความร้อน และช่วยหล่อลื่น (โดยเฉพาะในเยื่อหุ้ม
หัวใจ pericardium) และเก็บสะสมพลังงานในรูปไขมัน

13

เนื้อเยื่อเกี่ยวพันพิเศษ (Specialized connective tissues)
เลือด ทำหน้าที่ในการขนส่งสารต่าง ๆ ในร่างกาย สารองค์ประกอบนอกเซลล์ (extracellular

matrix) คือ พลาสมา หรือ น้ำเลือด (blood plasma) ที่ซึ่งทำละลายและลำเลียงสารอาหาร,
ฮอร์โมน และ คาร์บอนไดออกไซด์ในรูปของไบคาร์บอเนต เซลล์ที่เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ คือ เม็ด
เลือดแดง

กระดูก ประกอบกันขึ้นเป็นโครงร่างกายในสัตว์มีกระดูกสันหลังที่โตเต็มที่
กระดูกอ่อน เป็นโครงร่างกายในสัตว์จำพวกปลากระดูกอ่อน (chondrichthyes) ในสัตว์มี
กระดูกสันหลังอื่น ๆ มักพบกระดูกอ่อนตามข้อต่อเพื่อช่วยในการป้องกันการกระทบเสียดสี สารองค์
ประกอบนอกเซลล์ของกระดูกอ่อนส่วนใหญ่ คือ คอลลาเจน

เนื้อเยื่อเกี่ยวพันตัวอ่อน (Embryonic connective tissues)
มีเซนไคม์ (Mesenchyme or Mesenchymal connective tissue)
เนื้อเยื่อเกี่ยวพันมิวคัส (Mucous connective tissue)

ชนิดของเส้นใย

เส้นใยคอลลาเจน (collagenous fibers)

เส้นใยอีลาสติก (elastic fibers)

เส้นใยร่างแห (reticular fibers)

14

เ นื้ อ เ ยื่ อ ก ล้ า ม เ นื้ อ

เป็นเนื้อเยื่ออ่อนที่ประกอบเป็นกล้ามเนื้อในสัตว์และช่วยให้กล้ามเนื้อหดตัวได้ เรียกอีกอย่าง
ว่าเนื้อเยื่อไมโอโพรพัลซีฟ นี้จะตรงข้ามกับส่วนประกอบอื่น ๆ หรือเนื้อเยื่อในกล้ามเนื้อเช่นเส้นเอ็น
หรือperimysium มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในระหว่างการพัฒนาของตัวอ่อนผ่านกระบวนการที่เรียก
ว่าmyogenesis [1] เนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อโครงร่างประกอบด้วยยาวเซลล์กล้ามเนื้อเรียกว่าเส้นใย
กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อโครงร่างมีหน้าที่ในการเคลื่อนไหวของร่างกาย กล้ามเนื้อประกอบ
ด้วยโปรตีนพิเศษที่เรียกว่าโปรตีนหดตัว ซึ่งหดตัวและผ่อนคลายเพื่อทำให้เกิดการเคลื่อนไหว

ร่างกายประกอบด้วยเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ 3 ประเภท ได้แก่
(a) กล้ามเนื้อโครงร่าง (b) กล้ามเนื้อเรียบ (c) กล้ามเนื้อหัวใจ (กำลังขยายเดียวกัน)

แผนผังของเซลล์กล้ามเนื้อประเภทต่างๆ
(ลำดับเดียวกันกับด้านบน)

เนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อแตกต่างกันไปตามหน้าที่และตำแหน่งในร่างกาย ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสาม
ประเภท ได้แก่ : เนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อโครงร่างหรือลาย ; กล้ามเนื้อเรียบ (non-striated) และกล้าม
เนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อเรียบและกล้ามเนื้อหัวใจหดตัวโดยไม่สมัครใจโดยไม่มีการแทรกแซงอย่างมีสติ กล้าม
เนื้อประเภทนี้อาจถูกกระตุ้นทั้งโดยการทำงานร่วมกันของระบบประสาทส่วนกลางและโดยการได้รับการ
ปกคลุมด้วยเส้นประสาทจากช่องท้องส่วนปลายหรือการกระตุ้นของต่อมไร้ท่อ กล้ามเนื้อลายหรือโครงร่าง
จะทำสัญญาโดยสมัครใจตามอิทธิพลของระบบประสาทส่วนกลาง การตอบสนองเป็นรูปแบบหนึ่งของ
การกระตุ้นกล้ามเนื้อโครงร่างโดยไม่รู้สึกตัว แต่เกิดขึ้นจากการกระตุ้นของระบบประสาทส่วนกลางแม้ว่า
จะไม่ได้มีส่วนร่วมกับโครงสร้างเปลือกนอกจนกว่าจะเกิดการหดตัว

ประเภทของกล้ามเนื้อแตกต่างกันไปตามการตอบสนองต่อสารสื่อประสาทและสารต่อมไร้ท่อ
เช่นacetylcholine , noradrenaline , adrenaline , nitric oxideและอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับประเภทของกล้าม
เนื้อและตำแหน่งที่แน่นอนของกล้ามเนื้อ

15

โครงสร้าง

เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อเป็นเนื้อเยื่อที่มีความยาวตั้งแต่หลายมิลลิเมตรไปจนถึงยาวประมาณ 10
เซนติเมตรและมีความกว้างตั้งแต่ 10 ถึง 100 ไมโครเมตร เซลล์เหล่านี้มีร่วมกันในเนื้อเยื่อที่อาจจะ
เป็นริ้วหรือเรียบขึ้นอยู่กับการมีหรือไม่มีตามลำดับของการจัดเตรียมการทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอของโปรตีน
กล้ามเนื้อหดตัวที่เรียกว่าmyofilaments กล้ามเนื้อลายแบ่งออกเป็นกล้ามเนื้อโครงร่างหรือกล้ามเนื้อ
หัวใจ [3]โดยทั่วไปแล้วกล้ามเนื้อลายจะอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างมีสติในขณะที่กล้ามเนื้อเรียบไม่ได้
ดังนั้นเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อสามารถอธิบายได้ว่าเป็นหนึ่งในสามประเภทที่แตกต่างกัน :

• โครงกระดูกกล้ามเนื้อลายในโครงสร้างและภายใต้การควบคุมความสมัครใจถูกยึดโดยเส้นเอ็น
(หรือโดยaponeurosesในสถานที่ไม่กี่ที่) เพื่อกระดูกและถูกนำมาใช้เพื่อผลโครงร่างการเคลื่อนไหว เช่น
การเคลื่อนไหวและการรักษาท่าทาง แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วการควบคุมท่าทางจะยังคงเป็นปฏิกิริยาสะท้อน
กลับโดยไม่รู้ตัวก็ตาม นอกจากนี้ยังมีลักษณะที่แตกต่างจากกล้ามเนื้อเรียบ

• กล้ามเนื้อเรียบทั้งโครงร่างในโครงสร้างมิได้ภายใต้การควบคุมความสมัครใจที่พบอยู่ภายใน
กำแพงของอวัยวะและโครงสร้างเช่นที่ หลอดอาหาร , กระเพาะอาหาร , ลำไส้ , หลอดลม , มดลูก
, ท่อปัสสาวะ , กระเพาะปัสสาวะ , หลอดเลือดและpili arrectorในผิว (ในซึ่งควบคุมการแข็งตัวของ
ขนตามนร่างกาย)

16

• กล้ามเนื้อหัวใจ (myocardium) ซึ่งพบเฉพาะในหัวใจเป็นกล้ามเนื้อที่มีโครงสร้างคล้ายกับ
กล้ามเนื้อโครงร่าง แต่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมโดยสมัครใจ

กล้ามเนื้อหัวใจและโครงร่างมีลักษณะ "เป็นริ้ว" ซึ่งประกอบด้วยsarcomeresและบรรจุไว้ในมัด
รวมกันอย่างสม่ำเสมอ กล้ามเนื้อเรียบไม่มี ในขณะที่กล้ามเนื้อโครงร่างถูกจัดเรียงเป็นมัดแบบปกติ
ขนานกันกล้ามเนื้อหัวใจจะเชื่อมต่อที่การแตกแขนงมุมที่ผิดปกติ (เรียกว่าintercalated discs ) กล้าม
เนื้อลายจะหดตัวและคลายตัวในระยะสั้น ๆ ที่รุนแรงในขณะที่กล้ามเนื้อเรียบยังคงหดตัวนานขึ้นหรือ
เกือบจะถาวร

เซลล์กล้ามเนื้อลาย

เซลล์กล้ามเนื้อโครงร่างลายในมุมมองด้วยกล้องจุลทรรศน์ myofibers เป็นแถบแนวตั้งตรง
แถบแนวนอน (แถบสีอ่อนและสีเข้มขึ้น) ซึ่งเป็นผลที่มองเห็นได้จากความแตกต่างขององค์ประกอบ
และความหนาแน่นตามเส้นใยภายในเซลล์ แพทช์สีเข้มคล้ายซิการ์ข้างไมโอไฟเบอร์คือนิวเคลียสของ
เซลล์กล้ามเนื้อ
ประเภทกล้ามเนื้อโครงร่าง

ประเภทที่ 1 ออกซิเดชั่นช้ากระตุกช้าหรือกล้ามเนื้อ "สีแดง" มีเส้นเลือดฝอยหนาแน่นและอุดมไป
ด้วยไมโทคอนเดรียและไมโอโกลบินทำให้เนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อมีสีแดง สามารถพกพาออกซิเจน
ได้มากขึ้นและรักษากิจกรรมแอโรบิคได้

เส้นใยกล้ามเนื้อ Type I บางครั้งแบ่งออกเป็นประเภท I และ Type Ic อันเป็นผลมาจาก
การวิจัยล่าสุด

17

• ประเภท II กล้ามเนื้อกระตุกเร็วมีสามประเภทใหญ่ ๆ คือตามลำดับการเพิ่มความเร็วในการหดตัว :
Type IIa ซึ่งเหมือนกับกล้ามเนื้อช้าคือแอโรบิคที่อุดมไปด้วยไมโทคอนเดรียและเส้นเลือดฝอยและจะ
ปรากฏเป็นสีแดงเมื่อ deoxygenated
Type IIx (หรือที่เรียกว่า type IId) ซึ่งมีความหนาแน่นน้อยกว่าในไมโทคอนเดรียและไมโอโกลบิน นี่
คือประเภทของกล้ามเนื้อที่เร็วที่สุดในมนุษย์ มันสามารถหดตัวได้เร็วกว่าและด้วยแรงที่มากกว่ากล้าม
เนื้อออกซิเดชั่น แต่สามารถคงอยู่ได้ในระยะสั้น ๆ เท่านั้นโดยไม่ใช้ออกซิเจนก่อนที่การหดตัวของกล้าม
เนื้อจะเจ็บปวด (มักเกิดจากการสะสมของกรดแลคติกอย่างไม่ถูกต้อง) NB ในหนังสือและบทความ
บางเล่มกล้ามเนื้อนี้ในมนุษย์เรียกว่าประเภท IIB อย่างสับสน
ประเภท IIb ซึ่งเป็นแบบไม่ใช้ออกซิเจนglycolyticกล้ามเนื้อ "สีขาว" ที่แม้ความหนาแน่นน้อยใน
mitochondria และ myoglobin ในสัตว์ขนาดเล็กเช่นสัตว์ฟันแทะนี่เป็นประเภทของกล้ามเนื้อเร็วที่
สำคัญโดยอธิบายถึงสีซีดของเนื้อสัตว์

18

เซลล์กล้ามเนื้อเรียบ

กล้ามเนื้อเรียบไม่ได้สมัครใจและไม่มีริ้วรอย แบ่งออกเป็นสองกลุ่มย่อย: หน่วยเดี่ยว (รวมกัน)
และกล้ามเนื้อเรียบหลายหน่วย ภายในเซลล์หน่วยเดียวกลุ่มหรือแผ่นทั้งหมดจะทำสัญญาเป็นซินไซเทียม
(คือมวลของไซโทพลาซึมหลายนิวเคลียสที่ไม่ได้แยกออกเป็นเซลล์) เนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อเรียบหลาย
หน่วยช่วยกระตุ้นเซลล์แต่ละเซลล์ ด้วยเหตุนี้จึงช่วยให้สามารถควบคุมได้ดีและตอบสนองทีละน้อยเช่น
เดียวกับการจัดหาหน่วยมอเตอร์ในกล้ามเนื้อโครงร่าง

กล้ามเนื้อเรียบที่พบภายในผนังของหลอดเลือด (กล้ามเนื้อเรียบดังกล่าวโดยเฉพาะการถูกเรียก
ว่ากล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด ) เช่นในสื่อกอชชั้นขนาดใหญ่ ( เส้นเลือด ) และขนาดเล็กหลอด
เลือดแดง , หลอดเลือดและเส้นเลือด กล้ามเนื้อเรียบยังพบในท่อน้ำเหลืองที่กระเพาะปัสสาวะ , มดลูก
(เรียกว่ามดลูกของกล้ามเนื้อเรียบ ) ชายและหญิงระบบสืบพันธุ์ , ระบบทางเดินอาหาร , ระบบทาง
เดินหายใจ , พิลี arrector ของผิวที่กล้ามเนื้อปรับเลนส์และม่านตาของตา โครงสร้างและหน้าที่โดย
พื้นฐานแล้วจะเหมือนกันในเซลล์กล้ามเนื้อเรียบในอวัยวะต่าง ๆ แต่สิ่งเร้าที่กระตุ้นนั้นแตกต่างกันอย่าง
มากเพื่อให้เกิดผลกระทบส่วนบุคคลในร่างกายในแต่ละครั้ง นอกจากนี้glomeruliของไตประกอบด้วย
กล้ามเนื้อเรียบเหมือนเซลล์ที่เรียกว่าเซลล์ mesangial

เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ

เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ , (เรียกว่า cardiomyocytes หรือ myocardiocytes) ส่วนใหญ่มีเพียงหนึ่งนิวเคลียส
แม้ว่าประชากรมี 2-4 นิวเคลียสทำอยู่ [9] [10] [ หน้าจำเป็น ] กล้ามเนื้อหัวใจเป็นเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อของ
หัวใจและรูปแบบชั้นกลางหนาระหว่างนอกepicardiumชั้นและชั้นในเยื่อบุโพรงหัวใจชั้น

การประสานงานการหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจในหัวใจขับเคลื่อนเลือดออกจากหัวใจห้องบนและโพรง
เพื่อหลอดเลือดซ้าย / ร่างกาย / ระบบและขวา / ปอด / ปอดระบบไหลเวียนเลือด กลไกนี้แสดงให้เห็นถึงความ
ซับซ้อนของหัวใจของหัวใจ เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจไม่เหมือนเนื้อเยื่ออื่น ๆ มากที่สุดในร่างกายพึ่งพาเลือดที่มีอยู่และ
การจัดหาไฟฟ้าเพื่อส่งออกซิเจนและสารอาหารและของเสียลบผลิตภัณฑ์เช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หลอดเลือด
หัวใจช่วยเติมเต็มฟังก์ชั่นนี้

19

การพั ฒนา

เซลล์กล้ามเนื้อทั้งหมดได้มาจากพาราเซียลเมโซเดิร์ม mesoderm paraxial แบ่งออกตามตัวอ่อนยาว 's เข้า
ไขสันหลังซึ่งสอดคล้องกับการแบ่งส่วนของร่างกาย (เห็นได้ชัดที่สุดในกระดูกสันหลัง)แต่ละ somite มีสาม
ฝ่ายsclerotome (ซึ่งรูปแบบกระดูกสันหลัง ) dermatome (ซึ่งรูปแบบ ผิวหนัง) และไมโอโทม (ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อ)
ไมโอโทมแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ epimere และ hypomere ซึ่งสร้างกล้ามเนื้อ epaxial และ hypaxialตามลำดับ
กล้ามเนื้อ epaxial เดียวในมนุษย์คือerector spinaeและ intervertebral ขนาดเล็กและ ภายในโดย rami หลังของ
เส้นประสาทไขสันหลังูกล้ามเนื้ออื่น ๆ ทั้งหมดรวมทั้งแขนขาเป็น hypaxial และ innervated โดยrami หน้าท้องของ
เส้นประสาทไขสันหลัง

ในระหว่างการพัฒนาmyoblasts (เซลล์ต้นกำเนิดของกล้ามเนื้อ) จะยังคงอยู่ใน somite เพื่อสร้างกล้าม
เนื้อที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังหรือย้ายออกไปในร่างกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้ออื่น ๆ ทั้งหมด การโยกย้าย Myoblast
จะนำหน้าด้วยการก่อตัวของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันกรอบมักจะเกิดขึ้นจากร่างกายmesoderm แผ่นด้านข้าง Myoblasts
ติดตามสัญญาณทางเคมีไปยังตำแหน่งที่เหมาะสมซึ่งจะหลอมรวมเป็นเซลล์กล้ามเนื้อโครงร่างที่ยืดออก

ฟั ง ก์ ชั น

เซลล์กล้ามเนื้อเรียบ
เซลล์กล้ามเนื้อเรียบจะหดตัวช้ากว่าเซลล์กล้ามเนื้อโครงร่างในทางกลับกันเซลล์เหล่านี้จะแข็งแรงทนทาน

กว่าและต้องการพลังงานน้อยกว่า กล้ามเนื้อเรียบยังเป็นไปโดยไม่สมัครใจซึ่งแตกต่างจากกล้ามเนื้อโครงร่างซึ่งต้อง
ได้รับการกระตุ้น
เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ

กล้ามเนื้อหัวใจเป็นกล้ามเนื้อของหัวใจ เป็นการทำสัญญาด้วยตนเองควบคุมโดยอัตโนมัติและต้องทำสัญญา
อย่างเป็นจังหวะต่อไปตลอดชีวิตของสิ่งมีชีวิต ดังนั้นจึงมีคุณสมบัติพิเศษ

20

เ นื้ อ เ ยื่ อ ป ร ะ ส า ท

เนื้อเยื่อประสาททำหน้าที่ในการติดต่อสื่อสารระหว่างส่วนต่างๆ ของร่างกาย เนื้อเยื่อนี้ประกอบ
ด้วยเซลล์ประสาทหรือนิวรอน (neuron) ทำหน้าที่ส่งกระแสประสาท (impulse) และเซลล์เกลีย (glia
หรือ neuroglia) ทำหน้าที่ช่วยในการส่งสัญญาณประสาทและให้สารอาหารต่างๆ แก่เซลล์ประสาท
เนื้อเยื่อประสาทในสิ่งมีชีวิตรวมตัวกันเป็นระบบประสาท

เนื้อเยื่อประสาทประกอบขึ้นมาจากเซลล์ประสาทที่มีที่มาแตกต่างกันมากมาย ซึ่งมีลักษณะแตก
ต่างกันที่แอกซอน (หรือ แกนประสาท) ซึ่งเป็นส่วนเส้นใยที่ยืดยาวออกมาจากตัวเซลล์ ทำหน้าที่ในการ
ส่งสัญญาณศักยะทำงาน (action potential signals) ไปยังเซลล์ประสาทถัดไป

เส้นประสาท (nerve) จะประกอบไปด้วยเส้นใยประสาท (nerve fiber) ที่เรียงตัวกันเป็นมัด
(fascicle) ใน nerve แต่ละเส้นก็อาจจะมีเพียง 1 fascicle หรือมากกว่าก็ได้ ขึ้นกับขนาดของ nerve
นั้นๆ

กรณีที่มีหลาย fascicle จะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue) ซึ่งเรียกว่า perineurium
หุ้มอยู่รอบแต่ละ fascicle หลายๆ fascicle จะรวมกันเข้าเป็น nerve ซึ่งก็จะมี connective tissue
เรียกว่า epineurium หุ้มโดยรอบอีกครั้งหนึ่ง ระหว่าง nerve fiber ใน fascicle ก็จะมี connective
tissue คั่นอยู่เรียกว่า endoneurium ดังได้แสดงเป็นรูปวาดใน รูปที่ 1 และภาพตัดขวางของเส้น
ประสาทจริงใน รูปที่ 2

รูปที่ 1 การจัดเรียงตัวของ nerve fiber ในเส้นประสาท รูปที่ 2 ภาพตัดขวางของเส้นประสาท sural
ของคนย้อมด้วย methylene blue

21

เนื้อเยื่อประสาท (nervous tissue) จะมีเซลล์หลัก 2 ประเภท ประเภทแรก คือ เซลล์ประสาท
(neuron) ซึ่งจะประกอบไปด้วย cell body, dendrite และ axon เป็นหลัก เซลล์ประเภทที่สอง คือ
เซลล์ค้ำจุน (glial cell) ซึ่งมีหลายชนิดแตกต่างกันระหว่างใน CNS และ PNS

ใน PNS นั้น nerve fiber ซึ่งถือได้ว่าเป็นหน่วยย่อยที่สุดของ nerve จะประกอบไปด้วยส่วน axon ของ neuron ซึ่ง
ถูกหุ้มรอบด้วย glial cell ชนิดที่เรียกว่า Schwann cell ที่พบได้ใน PNS เท่านั้น

22

การบูรณาการในงานเทคนิคเภสัชกรรม
โครงสร้างการทำงานของเซลล์และเนื้อเยื่อ

โรคของเนื้อเยื่ออ่อน
โรคของเนื้อเยื่ออ่อนที่อยู่ในช่องปาก

ในช่องปากนอกจากโรคฟันผุและโรคปริทันต์ที่ทุกท่านคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ยังสามารถพบโรค
หรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้กับเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก เช่น กระพุ้งแก่ม ริมฝีปาก ลิ้น เพดาน ฯลฯ
โรคของเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปากที่พบได้บ่อยและสาเหตุ

โรคของเนื้อเยื่ออ่อนที่พบได้บ่อยในคนทั่วไป เช่น แผลแอฟทัสหรือแผลร้อนใน ซึ่งยังไม่ทราบ
สาเหตุของการเกิดโรคที่แน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่กระตุ้นให้เกิดแผลร้อนในในช่องปากได้
เช่น ความเครียดการเปลี่ยนแปลง ฮอร์โมนในร่างกาย ส่วนประกอบบางอย่างในอาหาร เช่น สารกัน
บูด สารแต่งกลิ่น สี รส การขาดเหล็ก โฟเลท หรือวิตามินบี ๑๒ ฯลฯ

ลักษณะความผิดปกติและอาการ
โดยปกติเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปากจะมีพื้นผิวเรียบสีชมพู ถ้ามีความผิดปกติหรือเกิดโรคเหล่านี้ขึ้น

จะทําให้เนื้อเยื่อเหล่านี้มีรอยถลอกหรือกลายเป็นแผล นอกจากนี้โรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบ
ภูมิคุ้มกันหรือการติดเชื้อรา จะทําให้เนื้อเยื่ออ่อนในช่องปากบางลง ความผิดปกติเหล่านี้ทําให้ผู้ป่วยมี
อาการเจ็บปวดหรือแสบโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลารับประทานอาหารรสจัด นอกจากนี้ความผิดปกติบาง
อย่าง อาจทําให้เนื้อเยื่อหนาตัวหรือบวมโตขึ้นมา ซึ่งผู้ป่วยรู้สึกถึงความผิดปกติได้โดยง่าย

วิธีการดูแลรักษา
เมื่อผู้ป่วยมีความผิดปกติของเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก ผู้ป่วยควรดูแลความสะอาดในช่องปาก

ซึ่งเป็นสิ่งจํา เป็นและสําคัญที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซํ้าไปที่แผลหรือความผิดปกตินั้น
อาจต้องเปลี่ยนยาสีฟันเป็น ยาสีฟันที่ไม่ทําให้ผู้ป่วยรู้สึกแสบยิ่งขึ้น ใช่ไหมขัดฟันทําความสะอาดฟัน ไม่
แนะนําให้ใช้นํ้ายาบ้วนปากใดๆ เพราะอาจทําให้ผู้ป่วยเจ็บแสบยิ่งขึ้น แนะนําให้พบทันตแพทย์หรือ
ทันตแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ช่องปาก เพื่อให้การรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละโรค ซึ่งมีได้ตั้งแต่
กําจัดสาเหตุ การให้ยาทาเฉพาะที่หรือยารับประทานเพื่อรักษาหรือบรรเทาอาการของโรค

23

วิธีป้องกันและปฏิบัติตน

การดูแลสุขภาพร่างกายโดยทั่วไป โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ ๕ หมู่ การ
ออกกําลังกาย การพักผ่อนให้เพียงพอ การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การงดสูบบุหรี่ การใช้
ยาเส้นยาสูบ หมาก นํ้ายาบ้วนปาก ต่างๆ มีผลต่อสุขภาพที่ดีของเนื้อเยื่อในช่องปากร่วมกับการดูแล
สุขภาพช่องปากให้ดีอยู่เสมอไม่ให้มีฟันผุหรือเหงือกอักเสบ โดยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน ถ้าใส่ฟัน
เทียมชนิดถอดไดัตัองลัางทําความสะอาดฟันเทียมและถอดแช่นํ้าไวัโดยไม่ใส่ฟันช่วงเวลานอนหลับ เหล่า
นี้จะช่วยให้เนื้อเยื่ออ่อนในช่องปากมีความแข็งแรง ลดโอกาสเกิดความรุนแรงหรือความผิดปกติดังที่
กล่าวมาแล้ว

เมื่อท่านรู้สึกมีความผิดปกติในช่องปาก มีอาการเจ็บปวดหรือแสบร้อน มีแผลเรื้อรังในช่องปาก
แนะนําให้ท่านไปพบทันตแพทย์หรือทันตแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ช่องปาก เพื่อตรวจดูความผิด
ปกตินั้น และรับการรักษาที่เหมาะสมเพราะการมีแผลเรื้อรังในช่องปากอาจมีโอกาสเกิดมะเร็งช่องปาก
ได้ ไม่แนะนําให้ผู้ป่วยซื้อยามาทาเอง เพราะความผิดปกติของเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก มิได้เป็นแผลร้อน
ในชนิดเดียว อาจเป็นโรคหรือความผิดปกติอื่นๆ

24

ร ะ บ บ โ ค ร ง ก ร ะ ดู ก

ระบบโครงกระดูก

ระบบกระดูก ( The skeletal system ) เป็นโครงสร้างหลักที่ช่วยป้องกันอวัยวะบอบบางต่างๆที่
อยู่ภายใน ระบบโครงกระดูก ทำให้เราสามารถ ลุก นั่ง เดิน นอน หรือทา อิริยาบถอื่นๆได้โดยอาศัย
มัดกล้ามเนื้อต่างๆที่เกาะเกี่ยวอยู่กับกระดูกแต่ละส่วนของร่างกาย

ระบบกระดูก ประกอบด้วย กระดูก กระดูกอ่อน ข้อต่อ และเอ็นเชื่อมกระดูก กระดูกนับเป็น ส่วน
ที่แข็งที่สุดในร่างกาย กระดูกในร่างกายมีรูปร่างต่างกัน กระดูกแต่ละท่อนหรือแต่ละข้อจะเชื่อมต่อกัน
ด้วย เอ็นเชื่อมกระดูกตรงบริเวณข้อต่อ ช่วยให้กระดูกยืดหยุ่น และร่างกายเคลื่อนไหวได้สะดวก

กระดูก ( Bone ) ในระยะแรกจะเจริญในรูปของกระดูกอ่อน เมื่ออายุมากขึ้น กระดูกอ่อนจะ
เปลี่ยนเป็นกระดูกที่แข็งแกร่งรองรับน้ำหนักได้มากขึ้น ยกเว้นบางส่วนที่ยังคงเป็นกระดูกอ่อน เช่น ใบหู
ปลายจมูก เด็กแรกเกิดจะมีกระดูกมากถึง 350 ชิ้น เมื่อโตกระดูกบางส่วนจะต่อกันเหลือเพียง 206
ชิ้น จำแนกกระดูกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ

1.กระดูกแกน ( Axial skeleton ) คือกระดูกที่เป็นแกนกลางของลาตัวมีอยู่ 80 ชิ้น ประกอบ
ด้วย

1.1 กระดูกกะโหลกศรีษะ(Skull) ประกอบด้วยกระดูก 29 ชิ้น มีหน้าที่ห่อหุ้มและป้องกัน
สมอง แบ่งออก ได้เป็น 4 ส่วน คือ

1.1.1 กระดูกกะโหลก ( Craniumbone )
มีทั้งหมดด้วยกัน 8 ชิ้น ต่อกันเป็นลูกกลมช่วยห่อหุ้ม สมองไว้ทั้งหมด
คือกระดูกหลังคา( Parictal ) ผีเสื้อ ( Sphenoid ) ขมับ ( Temporal )
หน้าผาก ( Frontal ) และใต้สันจมูก ( Ethmoid )

1.1.2 กระดูกส่วนหน้า ( Face bone )
มีด้วยกันทั้งหมด 14 ชิ้น คือ ขากรรไกรล่าง (Mandible )
ขากรรไกรบน ( Maxilla ) สันจมูก ( Nasal ) โหนกแก้ม ( Zygomatic )
ข้างในจมูก ( Interior Conchac ) กลางจมูก ( Vomer ) ข้างถุงน้าตา ( Lacrimal ) เพดานปาก
( Paratine ) เบ้าตา ( Orbit )

1.1.3 กระดูกหู ( Auditory Ossicles ) มี 6 ชิ้น คือ กระดูกค้อน (Malleus) ทั่ง (Incus)
โกลน ( Stap ) กับส่วนอื่นๆอีก 3 ชิ้น รวมเป็น 6 ชิ้น

1.1.4 กระดูกโคนลิ้น ( Hyoid ) เป็นกระดูกรูปเกือกม้าตั้งอยู่ที่โคนลิ้นข้างหน้าของลาคอ
เหนือ ลูกกระเดือก ซึ่งลอยอยู่เฉยๆไม่ติดอยู่กับกระดูกชิ้นอื่นๆเลย

26

1.2 กระดูกทรวงอก ( Thorax ) ซึ่งหมายรวมถึงกระดูกที่เป็นส่วนประกอบสาคัญอีกสองส่วนคือ สัน อก (
Stemum ) กับซี่โครง ( Rips ) ทั้ง 12 ซี่ด้วย กระดูกทรวงอกนี้เป็นส่วนสาคัญของร่างกายอีกส่วนหนึ่งที่ ช่วยห่อ
หุ้มและป้องกันอันตรายให้กับอวัยวะสาคัญคือ ปอดและหัวใจ หากบอบช้าหรือสิ้นสภาพเมื่อใดก็หมายถึง ชีวิตต้อง
ดับดิ้นทันที

1.3 กระดูกสันหลัง ( Vertebral Column ) กระดกู แต่ละชิ้นที่มาเรียงต่อกันและมีลักษณะต่างกันตาม หน้าที่
และตาแหน่งที่อยู่ของมันเริ่มตั้งแต่ต้นคอลงมาถึงก้นกบรวมทั้งหมดได้ 33 ชิ้น ดังนี้ คือ

1.3.1 กระดูกบริเวณต้นคอ ( Cervical Vertebra ) มี 7 ชิ้น
1.3.2 กระดูกตรงบริเวณทรวงอก ( Thorax Vertebra ) มี 12 ชิ้น
1.3.3 กระดูกตรงบริเวณบั้นเอว ( Lumber Vertebra ) มี 5 ชิ้น
1.3.4 กระดูกตรงกระเบนเหน็บ ( Sacrum Vertebra ) มี 5 ชิ้น ยึดติดกันเป็นแผ่นเดียว
1.3.5 กระดูกหางหรือกระดูกก้นกบ ( Ischium Vertebra ) มี 4 ชิ้น ยึดติดเป็นชิ้นเดียวเช่นกัน
2. กระดูกระยางค์ ( Appendicular Skeleton ) คือกระดูกที่นอกเหนือไปจากกระดูกลำตัวซึ่งรวมทั้งหมดได้ 126
ชิ้น ได้แก่
2.1 กระดูกแขน ( Upper extremities ) กับกระดูกรองรับแขน ( Picteral girdle ) 64 ชิ้น เป็นกระดูกที่มี
ขนาดใหญ่และแข็งแรงมากทาหน้าที่เป็นฐานเชื่อมโยงกับกระดูกส่วนอื่นๆ
2.2 กระดูกขา ( Pelvic ) กับกระดูกเชิงกราน ( Hip Girdle ) 62 ชิ้น กระดูกขาเป็นกระดูกที่มีขนาด ใหญ่
และแข็งแรงมากจะทำหน้าที่รับน้ำหนักของร่างกาย

27

ชนิดของกระดูก

กระดูกคนเราจะมีลักษณะรูปร่างต่างๆกันไปกระดูกแยกตามรูปร่างได้ 4 ชนิด คือ
1. กระดูกยาว ( Long bones ) พบได้ที่กระดูกต้นแขน แขนท่อนปลาย ต้นขา และขา ฝ่ามือ ฝ่าเท้า นิ้ว มือ
และนิ้วเท้า เป็นกระดูกยาวขนาดเล็ก ในส่วนลาของกระดูกยาวเรียงตัวกันเป็นรูปทรงกระบอก ตรงกลางเป็น
โพรง ที่ขอบภายในเป็นกระดูกเล็กๆติดต่อกันคล้ายฟองน้า เรียกว่า กระดูกพรุน กระดูกชนิดนี้มีไว้สาหรับรับน้ำ
หนักของร่างกายและเคลื่อนไหวมากกว่ากระดูกชนิดอื่นๆ มีทั้งหมด 90 ชิ้น
2. กระดูกสั้น ( Short bones ) มีอยู่ตามร่างกายส่วนที่แข็งแรงสาหรับออกแรงเมื่อเวลาทางานที่ไม่มี การ
เคลื่อนไหวมาก ได้แก่ กระดูกข้อมือ ข้อเท้า กระดูกเหล่านี้เป็นท่อนสั้นๆ ไม่มีส่วนลาแต่จะมีกระดูกเนื้อแน่น
บางๆอยู่ที่ขอบ ภายในเป็นกระดูกฟองน้า กระดูกสั้นมีทั้งหมด 30 ชิ้น
3. กระดูกแบน ( Flat bones ) มีลักษณะเป็นแผ่นแบนกว้างออกไป ประกอบด้วยกระดูกเนื้อแน่นสอง แผ่น
เชื่อมติดกัน ภายในเป็นกระดูกพรุน กระดูกชนิดนี้จะช่วยป้องกันอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับอันตรายง่าย ได้แก่
กระดูกกะโหลกศรีษะ กระดูกซี่โครง กระดูกสะบัก กระดูกหน้าอก และกระดูกเชิงกราน กระดูกแบนมีทั้งหมด
40 ชิ้น
4. กระดูกรูปร่างไม่แน่นอน ( Irrigular bone ) หรือมีรูปแปลกๆ ได้แก่ กระดูกสันหลัง กระดูกก้นกบ กระดูกขา
กรรไกร กระดูกโคนลิ้น กระดูกหู กระดูกชนิดนี้มีแง่ มีเหลี่ยมหรือช่องโค้งไปมามากเพื่อให้เหมาะกับการ
ประกอบเข้าได้กับกระดูกชิ้นอื่นที่เป็นโครงร่างของร่างกาย กระดูกชนิดนี้มีทั้งหมด 46 ชิ้น
5. กระดูกอ่อน ( Cartilage ) กระดูกอ่อนจัดเป็นเนื้อเยื่อยึดเหนี่ยวชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสารระหว่างเซลล์เหนียว หนืด
มีหน้าที่รองรับเนื้อเยื่ออ่อนๆ และช่วยทาให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้สะดวกขนึ้ กระดูกอ่อนไม่แข็งแรงเท่ากระดูก
เพราะไม่มีแร่ธาตุ แต่มีความยืดหยุ่นมากกว่ากระดูก
กระดูกอ่อนแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ

1. กระดูกอ่อนขาว ปรากฏเป็นเส้นสีขาวปนสีน้าเงิน พบได้ที่ด้านข้อต่อของกระดูก กระดูกอ่อนซี่โครง
กระดูกอ่อนกล่องเสียง และกระดูกอ่อนหลอดลม

2. กระดูกอ่อนยืดหยุ่น สีค่อนข้างเหลือง ยืดหยุ่นได้มาก เพราะมีเส้นใยมากพบได้ที่กระดูกอ่อนใบหู และฝา
ปิดกล่องเสียง

3. กระดูกอ่อนพังพืด มีเส้นใยพังพืดมาก พบได้ที่หมอนรองกระดูกสันหลัง และข้อต่อหัวหน่าว ข้อต่อและ
เอ็นเชื่อมกระดูก

28

ข้อต่อ ( Joint )

เกิดจากกระดูกตั่งแต่ 2 ชิ้นขึ้นไปที่อยู่ใกล้กันมาเชื่อม โดยมีเอ็นและกล้ามเนื้อช่วยยึดเสริม
ความแข็งแรงให้แก่ข้อต่อทำให้โครงกระดูกยืดหยุ่น ส่วนต่างๆของร่างกายเคลื่อนไหวได้สะดวกข้อต่อใน
ร่างกายมีรูปร่าง ลักษณะและหน้าที่แยกเป็นประเภทดังนี้

1.ข้อต่อเอ็น เป็นข้อต่อที่ยึดกันด้วยเอ็นพังพืดขาว ได้แก่ ข้อต่อระหว่างกระดูกกะโหลกศรีษะส่วนบน
ข้อต่อชนิดนี้จะไม่มีการเคลื่อนไหวเลย

2.ข้อต่อกระดูกอ่อน เป็นข้อต่อที่เชื่อมกันด้วยกระดูกอ่อนและมีเอ็นช่วยเสริมด้วยทำให้เคลื่อนไหวได้
เล็กน้อย ได้แก่ ข้อต่อระหว่างกระดูกอ่อนซี่โครงซี่ที่ 1 กับกระดูกหน้าอกและข้อต่อระหว่างกระดูกสัน
หลัง

3.ข้อต่อซิลโนเวียล เป็นข้อต่อที่พบมากในร่างกายเราด้วยข้อต่อของกระดูกคลุมด้วยกระดูกอ่อนขาว
หรือกระดูกอ่อนพังพืด ทาให้เคลื่อนไหวได้คล่องมีเอ็นรอบข้อชั้นนอกเป็นเยื่อพังพืดสีขาว ชั้นในเป็นเยื่อ
บุซินโนเวียล ซึ่งเป็นที่สร้างน้ำไขข้อช่วยในการหล่อลื่น เพราะกระดูกมีการเสียดสีอยู่เป็นเวลานาน และ
ยังทำหน้าที่นำอาหารจากหลอดเลือดมาสู่กระดูกอ่อนที่คลุมปลายกระดูกด้วยข้อต่อซิลโนเวียลมีโพรงข้อ
ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน และมีผลให้เกิดการเคลื่อนไหวในลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนี้

1.ข้อที่เคลื่อนไหวได้ทิศทางเดียว คือ เคลื่อนไหวเข้าหรืออกเหมือนบานพับ เช่น ข้อศอก ข้อเข่า
2.ข้อที่เคลื่อนไหวได้สองทิศทาง คือ ข้อต่อที่กระดูกข้อมือต่อกับฝ่ามือของนิ้วหัวแม่มือมีลักษณะ
เหมือนอานม้า ปลายกระดูกข้างหนึ่งเว้า ข้างหนึ่งนูนรับกัน เคลื่อนไหวได้ 2 แบบ คือ การงอเข้า-ยืด
ออก และหมุน ทำให้สามารถงอนิ้วหัวแม่มือมาสู่ฝ่ามือในการกำได้
3.ข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง มีหลายลักษณะ เช่น ลักษณะของข้อที่เชื่อมกันเกิดจากปลาย
กระดูกข้างหนึ่งมีหัวกลมเข้าไปในเบ้าของกระดูกอีกข้างหนึ่งคล้ายลูกบอล เคลื่อนไหวได้ทุกทิศทาง รวม
ทั้งการหมุน ซึ่งได้แก่ ข้อไหล่ ข้อสะโพก กระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง

29

โครงสร้างของกระดูกพรุน

โดยเฉพาะกระดูกพรุนที่เป็นท่อนยาว เช่น กระดูกแขนและขา จะมีช่องว่างภายในเต็มไปด้วย
สาระสาคัญ คือ ไขกระดูก ( bone marrow ) ทำหน้าที่ผลิตสิ่งต่อไปนี้คือ

1.เม็ดโลหิตแดง ( red blood cell ) ทำหน้าที่นาออกซิเจนจากปอดไปสู่เนื้อเยื่อต่างๆ
2.เม็ดโลหิตขาว ( white blood cell ) ทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค
3.เกล็ดเลือด ( blood platelet ) หรือทรอมโบไซด์ ( thrombocytes )มีหน้าที่ทำให้เลือดแข็งตัว
เป็นลิ่ม เลือดจะหยุดไหลเมื่อเกิดบาดแผล กระดูกจะเจริญเติบโตแข็งแรงจะต้องได้อาหารที่อุดมด้วย
แคลเซียม ( Ca ) ฟอสฟอรัส ( P ) วิตามินดี รวมทั้งฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองและพาราไทรอยด์

หน้าที่ของกระดูก

1. เป็นโครงร่างของร่างกาย ช่วยค้าจุนและรองรับน้าหนักทาให้ร่างกายทรงรูปร่างอยู่ได้
2. ช่วยยกและพยุงอวัยวะต่างๆของร่างกาย เช่น ลาไส้ มดลูก
3. ป้องกันอวัยวะภายในร่างกายไม่ให้เป็นอันตราย เช่น สมอง หัวใจ ปอด
4. เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ ทาให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้
5. ภายในกระดูกมีไขกระดูกที่ทาหน้าที่สร้างเม็ดเลือดชนิดต่างๆ และเกล็ดเลือด

การบำรุงรักษากระดูก

แนวทางในการบารุงรักษากระดูก มีดังนี้
1.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีแร่ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งเป็นส่วน
ประกอบสำคัญของกระดูกและฟัน
2.ออกกาลังกายกลางแจ้งสม่ำเสมอ ควรออกกาลังกายกลางแจ้งโดยเฉพาะในช่วงเช้าหรือเย็นเป็น
ประจำเพราะจะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงอัลตราไวโอเลตอย่างเพียงพอ
3.เคลื่อนไหวร่างกายอย่างถูกต้อง การพัฒนาท่าทางการทรงตัว หรือการเคลื่อนไหวของร่างกาย ได้แก่
การยืน เดิน นั่ง นอนให้ถูกต้องเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ และจะช่วยให้มีโครงร่างและบุคลิกภาพที่ดี

30

การบูรณาการในงานเทคนิคเภสัชกรรม

การบูรณาการในงานเทคนิคเภสัชกรรมระบบโครงกระดูก

1.ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนต (bisphosphonates)

Fosamax,Bonviva,Aclasta, Risedronate ยาบิสฟอสโฟเนตเป็นยาที่ต้องรับประทานให้ถูกวิธีอย่าง
เคร่งครัด เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการรักษา เพราะการรับประทานยาบิสฟอสโฟเนตมีการดูดซึมในทางเดิน
อาหารค่อนข้างน้อย ดังนั้นการรับประทานยาผิดวิธีอาจทำให้ยาไม่ได้ประสิทธิผลในการรักษาโรค และอาจ
ทำให้เกิดผลข้างเคียงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร จึงมีคำแนะนำในการใช้
ยาที่ถูกวิธีสำหรับผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยานี้3 คือ
ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาในผู้ป่วยที่กำลังมีอาการของระบบทางเดินอาหาร หรือ มีโรคหลอดอาหารอยู่เดิม
เช่น การเคลื่อนไหวของหลอดอาหารผิดปกติ หลอดอาหารตีบ เป็นต้น
หากมีอาการของหลอดอาหารอักเสบหรืออาการทางระบบทางเดินอาหารส่วนต้น เช่น อาการแสบร้อน
หน้าอก ปวดท้อง คลื่นไส้ เป็นต้น ควรแจ้งแพทย์ทันทีเพื่อพิจารณาการหยุดรับประทานยาบิสฟอสโฟเนต
รับประทานยาในตอนเช้าหลังตื่นนอนขณะท้องว่าง โดยรับประทานยาพร้อมกับน้ำเปล่า 180-240
มิลลิลิตร (ประมาณครึ่งถึงหนึ่งแก้ว) และหลังรับประทานยา ต้องอยู่ในท่าตั้งตรงไม่น้อยกว่า 30-60
นาที (นั่งตัวตรงหรือยืนตัวตรง ห้ามก้ม ห้ามเอน ห้ามนอน) ไม่ควรรับประทานยาพร้อมนม กาแฟ น้ำ
ผลไม้ น้ำแร่ และยาเม็ดแคลเซียม เนื่องจากทำให้การดูดซึมยาบิสฟอสโฟเนตลดลง
หลังรับประทานยาไม่ควรรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม เช่น นม กาแฟ น้ำผลไม้ และยาอื่นๆเป็นระยะ
เวลาอย่างน้อย 30 นาทีสำหรับยาอเลนโดรเนตและริสสิโดรเนต หรือ 60 นาทีสำหรับยาไอแบนโดรเนต

2.ยากลุ่มเซิมส์ (SERMs)Raroxifene

Raloxifene (ราโลซิฟีน) เป็นยาในกลุ่มเซิร์ม (Selective Estrogen Receptor Modulators: SERMs)
ใช้รักษาและป้องกันโรคกระดูกพรุนในสตรีวัยหมดประจำเดือน ทำให้กระดูกพรุนช้าลงและแข็งแรงมาก
ขึ้น และอาจช่วยป้องกันโรคมะเร็งเต้านมบางชนิดในสตรีวัยหมดประจำเดือนที่เป็นโรคกระดูกพรุน หรือผู้
ที่เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้อีกด้วย นอกจากนี้ อาจนำยานี้มาใช้รักษาอาการอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของ
แพทย์ด้วย

31

3.ยาแคลซิโทนิน (calcitonin)

แคลซิโทนินคือ การลดระดับแคลเซียมในกระแสเลือด และเพิ่มการสะสมของแคลเซียมและ
ฟอตเฟท (Phosphate) ในกระดูก โดยการลดการดูดซึมของแคลเซียมที่ลำไส้เล็ก ยับยั้งการทำงานของ
เซลล์ออสทิโอคลาสต์ (Osteo clast cell) ซึ่งเป็นเซลล์กระดูกที่ทำหน้าที่สลายกระดูกและเกลือแร่ที่อยู่
ในกระดูก กระตุ้นการทำงานของเซลล์ออสทิโอบลาส (Osteoblast cell) ซึ่งทำหน้าที่สร้างเซลล์กระดูก
และยับยั้งการทำงานของเซลล์หน่วยไต เพื่อไม่ให้เกิดการดูดกลับของแคลเซียมส่งผลให้เกิดการกำจัด
แคลเซียมออกจากร่างกายทางปัสสาวะ ปัจจุบันยาแคลซิโทนินจัดอยู่ในกลุ่มยาอันตราย สามารถซื้อได้
จากร้านยาภายใต้คำแนะ นำของเภสัชกรหรือจากแพทย์ อย่างไรก็ดี ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจาก
แพทย์ก่อนใช้ยานี้ในการรักษา และใช้ยานี้ตามคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด

4.สตรอนเตียมรานีเลต (strontium ranelate) Protaxos

สตรอนเทียม(Strontium สัญญลักษณ์คือ Sr) เป็นธาตุชนิดหนึ่งที่อยู่หมู่เดียวกันกับธาตุ
แคลเซียม(Calcium) ทำให้สตรอนเทียมสามารถถูกดูดซึมเข้าสู่กระดูกได้ดีคล้ายกับแคลเซียม สำหรับตัว
ยาสตรอนเทียม แรนนีเลท(Strontium ranelate) ในทางเคมีจัดเป็นสารประกอบประเภท
เกลือ(สารประกอบที่เกิดจากสารที่เป็นกรดและเป็นด่างรวมตัวกัน) การแพทย์แผนปัจจุบันได้ใช้ยาส
ตรอนเทียม แรนนีเลทมารักษาภาวะ/โรคกระดูกพรุนในสตรีหลังหมดประจำเดือน (วัยหมดประจำ
เดือน)ด้วยยานี้จะช่วยลดความเสี่ยงของกระดูกสันหลังและกระดูกสะโพกหัก

5.ฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (parathyroid hormone)

พาราไทรอยด์ฮอร์โมน (parathyroid hormone หรือ PTH) ช่วยรักษาสมดุลแคลเซียมใน
เลือด หากมีระดับแคลเซียมในเลือดต่ำจะกระตุ้นต่อมพาราไทรอยด์ให้หลั่งฮอร์โมน ฮอร์โมนนี้เพิ่มการ
สลายกระดูก (ทำงานตรงกันข้ามกับแคลซิโทนิน) ลดการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ กระตุ้นการ
สร้างวิตามินดีที่ไตให้อยู่ในรูปที่มีฤทธิ์ ทั้งนี้เพื่อทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดเพิ่มขึ้น

32

6.ยาDenosumab

ยาดีโนซูแมบ (Denosumab) เป็นยาชีววัตถุ (Biotechnology drug, ยาซึ่งใช้เทคโนโลยี ผลิต
จากสิ่งมีชิวต) ชนิดโมโนโคลนอลแอนตีบอดี [Monoclonal Antibody/ยาที่เกิดจากการโคลน /โคลน
นิง (Cloning, กระบวนการที่ทำให้เหมือนกันที่ไม่ใช่จากการสืบพันธุ์] จากเซลล์ภูมิคุ้มกันต้านทานโรค
ของมนุษย์ มีบทบาทยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ชนิดพรีออสทีโอคลาสต์ (Pre-osteoclasts) ที่เป็น
เซลล์ออสทีโอคลาสต์ที่สมบูรณ์ทำให้กระบวนการสลายกระดูกเกิดได้ช้าลงจึงช่วยเพิ่มมวลกระดูก/เนื้อ
กระดูกให้มากขึ้น

33

ระบบหายใจ

ระบบหายใจ

ระบบหายใจจะเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระหว่างออกซิเจนจากอากาศที่
หายใจเข้าไปในปอดกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นของเสียจากการมีแต่เมตาบอลิซึมของเซลล์ ซึ่ง
ละลายอยู่ในน้ำเลือดที่ถุงลมปอด สาเหตุที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนก๊าซเนื่องจากการออกซิเจนมีความ
สำคัญในขบวนการเมตาบอลิซึมของเซลล์ คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นในเซลล์หากมีการสะสมมากๆจะ
ทำให้เซลล์ตายได้ ร่างกายจึงจำเป็นต้องจำกัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกโดยการหายใจออกหรือบางส่วน
ถูกกำจัดออกทางไต มีส่วนน้อยที่เซลล์ถูกนำไปสังเคราะห์เป็นสารอินทรีย์อื่นๆต่อไปได้ การขาด
ออกซิเจนไม่กี่นาทีอาจทำให้เซลล์ตายได้โดยเฉพาะเซลล์สมอง การหายใจเป็นกิจกรรมของร่างกายของ
เซลล์ในสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

35

หน้าที่ของระบบหายใจ

1.นําก๊าซออกซิเจนเข้าสู่รางกาย และขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากขบวนการเมตาโบ
ลิซึมออกจากร่างกาย

2.ควบคุมปริมาณก็าซออกซเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ต่อการมีชีวิตอยู่ของสัตว์

3.กําจัดสิ่งแปลกปลอมที่ปะปนมากับอากาศซึ่งสัตว์หายใจเข้าในร่างกาย เนื่องจากมี macrophages
cells ที่ผนังของถุงลมปอด และสามารถผลิตแอนติบอดี้(antibodies) ที่ทําหน้าที่ ต่อต้านเชื้อโรคได้

4.เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยน angiotensin I ที่เป็นเอนไซม์ที่อยู่ในรูปที่ยงทำงานไม่ได้เปลี่ยนให้เป็น
angiotensin II ที่อยู่ในรูปที่พร้อมที่จะทํางานได้ (active form)

5.เกี่ยวข้องกับการควบคุมสมดุลของกรด-ด่างในเลือด ถ้าเลือดมีสภาพเป็นด่าง (alkalosis)
ร่างกายจะมีความสามารถขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง ในทางตรงกันข้ามถ้ามีสภาพเป็นกรด การ
ขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจะมีมากขึ้น

6.ทําหน้าที่ร่วมกับกลไกอื่ยๆนร่างกายเพื่อควบคุมอณหภูมิของร่างกายในอยู่ในระดับปกติ
โดยการระบายความร้อนออกมาพร้อมกับไอน้ำที่ออกมากับการหายใจออก

36

ประเภทของการหายใจ

ในทางสรีรวิทยาสามารถแบ่งการหายใจออกได้ 4 ชนิด คือ
1.breathing หมายถึงการหายใจเพื่อนำอากาศที่มีก๊าซออกซิเจนจากภายนอกเข้าสู่ปอดโดยการ
หายใจเข้า และการนำอากาศที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากปอดโดยการหายใจออก
2.external respiration หมายถึงการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากับ
เลือดที่ปอด (ถุงลมปอด) โดยเลือดจะรับก๊าซออกซิเจนและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา
(ระหว่างก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายในน้ำเลือด)
3.internal respiration หมายถึง ขบวนการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนจากเลือดกับก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ที่ผลิตขึ้นจากเซลล์(ระหว่างออกซิเจนในน้ำเลือดกับคาร์บอนไดออกไซด์ในเซลล์)
4.cellular respiration หมายถึงการหายใจภายในหรือการหายใจภายในระดับเซลล์ เป็นขบวนการ
ใช้ก๊าซออกซิเจนในไมโตคอนเดรียในการเมตาโบลิซึมของเซลล์ เพื่อให้ได้พลังงานในรูปEEA ATP

37

อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ

ระบบหายใจประกอบด้วยอวัยวะที่สำคัญ 3 ส่วนคือ
1.อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการนำอากาศเข้าและออกจากร่างกาย (air passage) ส่วนใหญ่ของ
อวัยวะนี้จะมีลักษณะเป็นท่อขนาดต่างๆกัน เรียกว่าท่อทางเดินหายใจ ซึ่งเริ่มต้นจากจมูกเรื่อยไปจนถึง
ส่วน terminal bronchioles ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอากาศเข้าสู่ร่างกาย ในระหว่างที่อากาศไหล
ผ่านท่อทางเดินหายใจอากาศจะถูกทำให้อุ่นขึ้น หรือทำให้มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับอุณหภูมิร่างกาย
นอกจากนี้อากาศยังถูกทำให้ชุ่มชื้นขึ้นโดยของเหลวที่ผลิตจากต่อม(mucous gland) ของชั้นเยื่อเมือก
ในช่องจมูก และอากาศที่หายใจเข้าไปยังถูกกรองฝุ่นผง รวมทั้งเชื้อโรคขนาดเล็กออกโดยขนจมูกและ
เยื่อเมือกที่เคลือบท่อทางเดินหายใจ
2.อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนก๊าซ (respiratory portion) หมายถึงส่วนที่มีการแลก
เปลี่ยนก๊าซเกิดขึ้น โดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะซึมออกจากเลือดเข้าสู่ถุงลมปอด และก๊าซ
ออกซิเจนจากอากาศจะซึมผ่านผนังหลอดเลือดเข้าไปในเลือด ส่วนที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าซเป็นส่วน
ของท่อที่ต่อจากส่วน terminal bronchioles ประกอบด้วย respiratory bronchioles, alveolarducts,
alveolar sacs และ alveoli ตามลำดับ ส่วนของ alveoli เป็นถุงลมที่มีรูปร่างเป็นกระเปาะอากาศ
ขนาดเล็กๆ โดยรอบถุงลมจะมีเส้นเลือดฝอยมาประสานเป็นตาข่ายเรียกว่า pulmonarycapillary bed
ถุงลมเป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากผนังด้านข้างของ respiratory bronchioles มีอยู่มากมายอยู่รวมกัน
เป็นกลุ่ม ถุงลมที่รวมกลุ่มกันจะทำให้เกิดเป็นส่วนของเนื้อเยื่อปอดขึ้นมาทำให้นื้ออดมีลักษณะยืดหยุ่น
3.อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการหายใจเข้าและการหายใจออก (ventrilation portion)
เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจเข้า และกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจออกร่วม
กับคุณสมบัติของเนื้อเยื่อปอดที่มีความยืดหยุ่นได้ดี

38

ท่อทางเดินหายใจ

ท่อทางเดินหายใจมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ รูจมูก, ช่องจมูก, โพรงอากาศ, หลอดคอ, กล่อง
เสียง, หลอดลม, bronchus, bronchiole, alveolar ducts, alveolar sacs และ alveoli เป็นต้น

1. รูจมูก (nostis) เป็นส่วนของท่อทางเดินหายใจที่อยู่ด้านนอกของร่างกาย รูปร่างลักษณะ
ของรูจมูกในสัตว์เลี้ยงจะแตกต่างกันไปตามชนิดและลักษณะของการกินอาหาร ส่วนของ muzzle ในโค
แกะ และสุกรจะไม่มีขน เรียกว่า planum masals ในบริเวณนี้จะไม่มีต่อมน้ำมันอยู่เลย แต่จะมีต่อม
เหงื่ออยู่มากมาย บริเวณนี้ในโคจะใช้เป็นที่สังเกตสุขภาพได้ ถ้าโคป่วยบริเวณนี้จะแห้งและตกสะเก็ด

2. ช่องจมูก (nasal cavity) เป็นช่องทางผ่านของอากาศที่ผ่านเข้าและออกจากร่างกายเป็นส่วน
ที่ต่อมาจากรูจมูก โดยจะแยกออกจากช่องปากด้วยเพดานปากแข็งและเพดานปากอ่อน (hard and
soft palates) ช่องจมูกจะแยกออกเป็น 2 ช่องด้านซ้ายและขวา โดยกระดูกอ่อนที่มีลักษณะเป็นแผ่น
(turbinate bone) แต่ละข้างของช่องจมูก (nasal septum) จะติดต่อกับหลอดคอ (pharynx)ตรง
บริเวณ nasopharynx ในช่องจมูกบุด้วยชั้นเยื่อเมือกที่มีเซลล์เยื่อบุผิวที่มีลักษณะเป็นขน(ciliated
columnar epithelial cell) ทำหน้าที่ช่วยทำให้ลมหายใจอุ่นขึ้น เนื่องจากชั้นเยื่อเมือกนี้มีเลือดมาหล่อ
เสียงมากมาย นอกจากนี้เซลล์เยื่อบุผิวที่อยู่บริเวณส่วนท้ายของช่องจมูกจะมีปลายประสาทรับความรู้สึก
ที่เกี่ยวข้องกับการได้กลิ่นอยู่ด้วย (olfactory nerve)

3. โพรงอากาศ (sinuses) เป็นส่วนหนึ่งของกะโหลกศรีษะที่เป็นทางเปิดทะลุไปยังช่องจมูกได้
บริเวณโพรงอากาศจะมีเยื่อบุผิวเช่นเดียวกับช่องจมูก อากาศที่ผ่านมาทางช่องจมูกจะต้องผ่านโพรง
จมูกก่อนจึงจะเข้าไปที่ปอด ที่กะโหลกศรีษะมีโพรงอากาศอยู่ 4 อัน เกี่ยวข้องกับการช่วยทำให้ลม
หายใจอุ่นขึ้น และทำให้เสียงมีความกังวาน โพรงอากาศที่สำคัญได้แก่ frontal sinus, maxillarysinus,
sphenaidal sinus และ palatine sinus ในม้าส่วนของ sphenoidal sinus อาจรวมกับpalatine sinus
เป็น sphenopalatine sirus สำหรับไนโด และแกะจะมีโพรงอากาศเพิ่มขึ้นอีกเช่นlacrimal sinusในการ
ตัดเขาโคอาจมีการติดเชื้อทาง frontal sinus ได้

39

4. หลอดคอ (pharynx) เป็นช่องเปิดร่วมระหว่างช่องปาก (oral cavity) และของจมูก
(nasalcavity) สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนได้แก่ nasopharynx, Oropharynx และ laryngopharynx
บริเวณนี้จะมีเซลล์เยื่อบุผิวปกคลุมอยู่ นอกจากนี้ยังพบต่อมทอลซิล (tonsil gland) ซึ่งทำหน้าที่เป็นต่อม
น้ำเหลืองช่วยในการทำลายเชื้อโรคบริเวณหลอดคอ บริเวณหลอดคอจะมีช่องมาเปิดหลายแห่ง ได้แก่
ช่องเปิดจากจมูก (posterior choanae) จำนวน 2 ช่อง, ช่องเปิดจากหูชั้นกลาง (eustachiantubes)จํา
นวน 2 ช่อง ช่องเปิดจากปาก ช่องเปิดจากกล่องเสียง และช่องเปิดจากหลอดอาหารเป็นต้นส่วนของ
หลอดคอจะมีกระดูกอ่อน (epiglottis) ทำหน้าที่ในการปิดและเปิดให้อากาศเข้าหลอดลมและให้อาหารเข้า
หลอดอาหาร ปกติกระดูกอ่อนนี้จะเปิดตลอดเวลาเพื่อให้อากาศผ่านเข้าไปที่หลอดลมส่วน trachea
โดยตรง แต่เมื่อสัตว์กินอาหารและมีการกลืนอาหารกระดูกอ่อนชิ้นนี้จะปิดลงเพื่อให้ก้อนอาหารเข้าไปใน
หลอดอาหาร

5. กล่องเสียง (larynx) เป็นส่วนของกระดูกอ่อนหลายๆชิ้นมารวมกันเพื่อควบคุมการหายใจเข้า
และหายใจออก ป้องกันสิ่งแปลกปลอมไม่ให้เข้าไปในหลอดลมและช่วยควบคุมเสียงร้องที่เกิดขึ้น

6. หลอดลม (trachea) เป็นส่วนของท่อทางเดินหายใจที่ต่อมาจากกล่องเสียงประกอบด้วยกระดูก
อ่อนที่มีลักษณะเป็นวง (cartilage ring) พวก hyaline cartilage มีสีขาวมาเรียงต่อกันด้านบนของ
วงแหวนจะไม่เชื่อมติดต่อกัน หลอดลมจะมีลักษณะเป็นท่อตรงทอดยาวไปถึงส่วนที่โค้งของหลอดเลือดแดง
ใหญ่ จากนั้นจะแตกแขนงออกเป็น bronchi ด้านซ้ายและด้านขวาซึ่งอยู่ด้านนอกของเนื้อเยื่อปอด ผนังชั้น
นอกของกระดูกอ่อนจะเป็น serous membrane ที่มีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เหนียวมาก ชั้นกลางของหลอดลมซึ่ง
เป็นกระดูกอ่อ จะเป็นรูปวงแหวน และชั้นในเป็นชั้นเยื่อเมือกที่มีเซลล์ที่มีขน (cillated columniar
epithelium) เรียงตัวกันอยู่ทำหน้าที่ขับสารเมือกออกมาเมื่อเกิดการไอ

40

7. bronchus และbronchiole เป็นส่วนของท่อทางเดินหายใจที่ต่อมาจากหลอดลม
ส่วน(trachea) ที่แตกแขนงออกเป็นแขนงด้ายซ้ายและขวา (left and right bronchi) แต่ละข้างจะเข้าสู่
เนื้อเยื่อของปอด แล้วแตกเป็นแขนงย่อยเรียกว่า secondary bronchi ซึ่งจะแตกออกเป็น
tertiarybronchi แต่ละ tertiary bronchi จะแตกแขนงออกไปอีกมากมายจนเป็น terminal bronchioles
และterminal bronchioles จะแตกแขนงออกเป็น respiratory bronchioles usias
respiratorybronchiolesจะมีถุงลมเล็กๆมาเปิดเข้า (อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการนำอากาศเข้าและออกจาก
ร่างกายเริ่มจากส่วนรูจมูกถึง terminal bronchiole)

8. ถุงลม (alveolar ducts และ alveoli) เป็นถุงลมเล็กๆ ที่มาเปิดอยู่ตรงปลายของrespiratory
bronchioles ถุงลมที่มาเรียงชิดกันอยู่เรียกว่า alveolar ducts และช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการที่มีถุงลม
หลายๆถุงมาเปิดเข้าร่วมกัน เรียกว่าalveolar sac ถุงลมแต่ละอันเรียกว่า alveoli

41

การควบคุมการหายใจ

การหายใจปกติจะถูกควบคุมโดยระบบประสาท ที่ศูนย์หายใจ สมองส่วนแมคสาร์{medullar
respiratory cerler) และศูนย์หายใจสมองส่วนพอนส์ (pons) นอกจากนี้การควบคุมการหายใจยัง
สามารถถูกควบคุมได้โดยสารเคมีในเชียง เช่นความเป็นกรด-ด่างที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ H.co,
uะ O, ในเดือด ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของศูนย์หายใจที่สมอง
1.การควบคุมการหายใจโดยระบบประสาทนาน 2 ส่วนได้แก่

ก. การควบคุมที่ศูนย์หายใจแมดดูล่าร์ ประกอบด้วยศูนย์หายใจเข้า (Inspiratory center)
และศูนย์หายใจออก (Expiratory center) ทั้งสองศูนย์นี้จะทำงานสลับกันไปแบบยับยั้งกัน เมื่อศูนย์
หายใจเข้าทำงานจะยับยั้งไม่ให้ศูนย์หายใจออกทำงาน ส่วนใหญ่จะไม่ทํางาน จึงทำให้มีการหายใจเข้า
และหายใจออกสลับกันไป ศูนย์หายใจทั้งสองมีเจล ประสาท2 ประเภทคือ dorsal respiratory group
(ORG) และ ventral respiratory group (VRG) ส่วน DRGจะเป็นศูนย์หายใจเรา nspiratory center)
ส่วน VINIT จะเป็นศูน หายใจ en lexpiratory center)นของศูนย์ (center) เป็นส่วนที่เกิดจากการรวม
กลุ่มกันของเอสประสาทหลายๆสก์ ศูนย์แต่ละศูนย์จะทําหน้าที่รับกระแสประสาท (nerve Impalee)
จาก รับความรู้สึก receptor) ซึ่งเป็นส่วนของเซลล์ประสาทรับความรู้สึก (sensory nerve)

42

เมื่อมีสิ่งกระตุ้นที่ปลายประสาท (dendete)องเซลล์ประสาทรับความรู้สึก ก็จะมีการส่งกระแส
ประสาทผ่านมาทาง afferent nerve ของประสาทรับความรู้สึกเพื่อส่งกระแสประสาทไปที่ศูนย์ ศูนย์เมื่อ
รับกระแสประสาทจะออกคำสั่งแล้วส่งมาตามประสาทสั่งการ (motor nerve) ผ่าน efferent nerve
โดยระบบประสาทสั่งการ (motor nerve) มี 2ตัวได้แก่ first neuron หรือ preganglionic nerve ซึ่ง
จะมีการ Synapesis กับประสาทสั่งการตัวที่สองเรียกว่า secondary neuron หรือ postganglionic
riterve ซึ่งจะเป็นตัวออกคำสั่งและส่งคำสั่งไปที่อวัยวะเป้าหมาย (target organ) เช่นส่วนของกล้ามเนื้อ
ลายที่ซี่โครง (Intercostal muscle) และกล้ามเนื้อกระบังลม (diaphragmm) กระบวนการการกระตุ้น
จากภายนอกที่ปลายประสาทรับความรู้สึกจนกระทั่งมีการตอบสนองของกล้ามเนื้อโดยการสั่งการจาก
สมองเรียกว่า reflex arc

กลไกในการหายใจเข้าจะเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งกระตุ้นที่ประสาทรับความรู้สึก (sensoryTerror) ซึ่งจะ
ส่งกระแสประสาทไปกระตุ้นศูนย์หายใจเข้า (respiratory center) ที่ศูนย์หายใจเข้าจะมีคำสั่งส่งมาที่
ปอด โดยจะไปกระตุ้นการทำงานของถุงลมปอดให้ถุงลมมีการยืดออก พร้อมทำให้กล้ามเนื้อที่ซี่โครง
ส่วน Internal intercostal muscle ยึดตัว และกล้ามเนื้อที่กระบังลม (ray muscletber) เกิดการหย่อน
ตัวลงมา ดังนั้นเวลาที่เกิดการหายใจเข้ากระบังลม เช็ดตัวลงมาทางด้านล่างของช่องท้อง ขณะเดียวกัน
ช่องระหว่างกระดูกซี่โครงจะขยายออกไปทางด้านบนจนถึงโครงกระดูกรจะเห็นได้ว่าเวลาหายใจเข้าจะมี
ความยาวลำตัวมากขึ้น และมีการขยายหน้าอกไปข้างหน้าตามการขยายตัวของกระบังลม

เมื่อกระแสประสาทที่กระตุ้นการหายใจช้าหยุดลง ศูนย์ภายใจออก (expiratory center จะเริ่ม
ทำงานโดยจะส่งคำสั่งผ่านกระแสประสาท (impulse) ไปที่กล้ามเนื้อ edemaintercostalmuscle ทำให้
เกิดการยึดตัว และสั่งให้ส่วนกล้ามเนื้อ internal intercostal muscle ที่บริเวณซี่โครงและกล้ามเนื้อที่
กระบังลมเกิดการหดตัว รวมทั้งกล้ามเนื้อเรียบรอบๆถุงลมและท่อทางเดินหายใจเกิดการหดตัวเพื่อขับ
ก๊าซออกจากร่างกายผ่านทางลมหายใจออก

43

ข.การควบคุมการหายใจที่ศูนย์หายใจที่สมองส่วนพอนส์ ที่สมองส่วนพอน
มีกลุ่มเซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการหายใจ 2 กลุ่มได้แก่ apreslecenter และ pneurotaxic center
การทำงานของ apneustic center จะเกี่ยวกับการหายใจเข้าโดยจะทำงานผ่านส่วนศูนย์หายใจเข้าที่สมองส่วนแมดดู
ล่าร์ medullary inrespiratory centerพบว่าถ้ามีการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าที่ were usic certine จะเกิดภาวะการหายใจ
เข้าตลอดเวลา ภาวะนี้เรียกว่า apneusis โดย apneustic center จะมีการส่งกระแสประสาทมากระตุ้นหรือสั่งการ
ให้medullar inspiratory center ทำงาน ส่วน pneumataxic center เป็นศูนย์หายใจที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการ
หายใจเข้า โดยไม่ให้มีการหายใจให้อากาศเข้าที่ปอดมากเกินไป โดย pneumotasiccenter จะส่งกระแสประสาทไปที่
medullar exspiratory center และ apneustic center ทำให้ ศูนย์หายใจออก (exspiratory center) ทำงานและ
ยับยั้งการทำงานของ apnieustic center

กลไกที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมในส่วนท่อทางเดินหายใจ

การไอ (couch) เป็นรีเฟล็กซ์ที่ร่างกายใช้ในการป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมหรือก๊าซที่ระคายเคียง
เข้าไปใน bronchioles และ alveoli เมื่อมีการกระตุ้นที่ตัวรับความรู้สึกที่บริเวณกล่องเสียง หลอดคอ หูชั้น
นอกส่วน cough reflex หรือกระตุ้นที่เยื่อหุ้มปอด ผัวรับที่ถูกกระตุ้นจะส่งสันญาณหรือกระแสประสาทไปที่
ศูนย์ cough center หรือ expiratory center ที่อยู่ในสมองส่วนแมดดูล่าร์ (medullar oblongata) ทำให้สม
องส่วนแมดดูล่าร์ส่งกระแสประสาทที่เป็นคำสั่งมาที่กล้ามเนื้อหน้าอก กล้ามเนื้อท้องและกล้ามเนื้อที่กล่อง
เสียง ทำให้เกิดการไอ โดยส่วน glottis จะปิดตัวเองอย่างแรงและแน่น กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ
ออกจะหดตัวอย่างแรง ทำให้เกิดความดันในช่องอกและช่องท้องเพิ่มมากขึ้น เมื่อความดันช่องอกสูงขึ้นถึง
ระดับหนึ่ง glottis จะค่อยๆเปิดออกกระทั่งความดันช่องท้องสูงกว่าช่องอกซึ่งจะดันให้กระบังลมยกสูงขึ้น
และดันเอาอากาศออกมาอย่างแรงผ่าน glottis ที่เปิดอยู่ ขณะที่ glottis เปิดส่วนเพดานอ่อน (soft palate)
จะยกตัวสูงขึ้นเพื่อปิดส่วน nasopharynx ทำให้ยากาศที่พุ่งออกมาทางปากด้วยความเร็วสูงมาก

การจาม (sneezing) เป็นกลไกการป้องกันร่างกายอีกวิธีหนึ่งเพื่อกำจัดสิ่งที่มาทำความระคายเคือง
ให้แก่ท่อทางเดินหายใจหรือท่อทางเดินอากาศส่วนต้น โดยจะมีตัวรับที่เยื่อบุในช่องจมูกเมื่อได้รับการกระตุ้น
ตัวรับจะส่งสัญญาณผ่าน olfactory nerve ไปยัง expiratory center อากาศที่ออกมาจะออกมาทั้งจากท่อ
ทางเดินหายใจและท่อทางเดินอาหาร ออกมาทั้งทางปากและจมูก)

44

การบูรณาการในงานเทคนิคเภสัชกรรมระบบหายใจ

คออักเสบ/ทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน
(acute pharyngitis/ tonsillitis/ Pharyngotonsillitis)

คออักเสบ/ทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน หมายถึง การติดเชื้อของบริเวณคอหอย ทั้งบริเวณที่เป็น
Nasopharynx และ Oropharynx และ/หรือต่อมทอนซิล โรคทอนซิลอักเสบพบบ่อยที่สุดในช่วงอายุ
3-14 ปี พบน้อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี
สาเหตุและระบาดวิทยา

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่พบบ่อย ได้แก่ Adenovirus, Influenza Virus, Para
Influenza Virus, Rhinovirus, Respiratory Syncytial Virus (RSV) ไวรัสอื่นที่พบรองลงมา คือ
Coxsackievirus, Echovirus, Herpes Virus, Epstein-Barr virus (EBV)

กลุ่มแบคที่เรีย เชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ Group A Beta-hemolytic Streptococci (GABHS)
พบเป็นสาเหตุประมาณร้อยละ 20 ถึง 40 ที่พบรองลงมา ได้แก่ Group C, Group G streptococci
และ Anaerobe มีรายงานว่าพบเชื้อ Fusobacterium Necrophorum ในวัยรุ่น

กลุ่ม Atypical pathogen ที่เป็นสาเหตุ ได้แก่ Mycoplasma Pneumoniae, Chlamydophila (or
Chlamydia) Pneumoniae แต่พบได้ไม่บ่อย
ลักษณะอาการทางคลินิก

อาการที่สำคัญ คือ ไข้ และเจ็บคอ แต่ในเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถบอกอาการได้ จะมาด้วย
อาการน้ำลายไหลผิดปกติ หรือไม่รับประทานอาหาร ส่วนอาการอื่นๆ ที่พบร่วมได้ ขึ้นกับเชื้อที่เป็น
สาเหตุ เช่น ถ้าเป็นจากเชื้อไวรัส จะพบอาการนำคล้ายโรคหวัด คือ มีน้ำมูก คัดจมูก จาม อาจ
พบตาแดง น้ำตาไหล เสียงแหบ เด็กบางรายอาจตรวจพบมีแผลในปากหรือเปืนตุ่มน้ำใส ผื่นตามตัว
หรือมีคลื่นไส้อาเจียนท้องเสียร่วมด้วย

45


Click to View FlipBook Version