ความเกยี่ วพนั และมกี ารแลกเปลย่ี นวฒั นธรรมกบั ชนชาตติ า่ ง ๆ มากมาย
โดยเฉพาะ “วฒั นธรรมอาหาร” ซง่ึ พนื้ ทมี่ จี ดุ เดน่ เรอื่ งวตั ถดุ บิ จากธรรมชาติ ทง้ั ทะเล
แมน่ ำ้� ปา่ ไม้ ภเู ขา ในแงข่ องปา่ มเี ครอื่ งหอม และเครอ่ื งเทศ มพี ชื พรรณทข่ี นึ้ เอง
ตามธรรมชาตกิ ลายเปน็ วตั ถดุ บิ ในทอ้ งถนิ่ เชน่ กำ� ยาน กฤษณา พรกิ ไทย กานพลู
อบเชย ดปี ลี จนั ทนเ์ ทศ เรว่ กระวาน ขงิ ขา่ ขมน้ิ กระชาย ฯลฯ วตั ถดุ บิ เหลา่ นี้
กลายเปน็ ปจั จยั สำ� คญั ในการประกอบอาหาร และดว้ ยความเปน็ ศนู ยก์ ลางการเดนิ
เรอื ของพอ่ คา้ จาก อนิ เดยี จนี ชวา อาหรบั เปอรเ์ ซยี และประเทศแถบยโุ รป เกดิ การ
แลกเปล่ียนสินค้าและภูมิปัญญาในการทำ� อาหารของแต่ละชนชาติ รวมถึง พันธุ์
พชื พนั ธส์ุ ตั วต์ า่ ง ๆ กอ่ เกดิ รสชาตขิ อง “เมนอู าหารนานาชาต”ิ และจากประชากร
สว่ นใหญท่ เ่ี ปน็ ชาวมสุ ลมิ นบั ถอื ศาสนาอสิ ลาม ทำ� ใหป้ ตั ตานกี ลายเปน็ “ศนู ยอ์ าหาร
ฮาลาล” ทสี่ ำ� คญั แหง่ หนงึ่
There are different groups of people with whom Pattani has
relationships and cultural exchanges, especially “food cultures.” The
area is characterized by natural ingredients, delivered from the seas,
rivers, forests, mountains. From the forests, people can produce incense
and spices, and collect naturally grown plants - local ingredients such as
incense, agarwood, pepper, cloves, cinnamon, Indian long pepper, nutmeg,
Bustard cardamom, cardamom, ginger, galangal, turmeric, galingale,
etc. These ingredients become essential in cooking. With Pattani being
the maritime hub of merchants from India, China, Java, Arab, Persia
and European countries, there was an exchange of goods and culinary
wisdom among these nations, including plant species, various animal
species, brewing the taste of “International Menu.” As the majority of the
population is Muslim, Pattani emerges as an important “Hub of Halal Food.”
49
เมนูอาหารอาหรับ ท่ีสามารถเลือก
ลิม้ ชมิ รสได้ในเมอื งปัตตานี
50
บทที่ 4
เมนูอาหารนานาชาติ
ประวัติศาสตร์ปัตตานีเก่ียวพันและมีการแลกเปลี่ยน
วฒั นธรรมกบั ชนชาตติ า่ ง ๆ มากมาย โดยเฉพาะ “วฒั นธรรมอาหาร”
ซง่ึ พน้ื ทม่ี จี ดุ เดน่ เรอ่ื งวตั ถดุ บิ จากธรรมชาติ ทง้ั ทะเล แมน่ ำ�้ ปา่ ไม้ ภเู ขา
ในแงข่ องปา่ มเี ครอื่ งหอม และเครอื่ งเทศ มพี ชื พรรณทข่ี น้ึ เองตาม
ธรรมชาตกิ ลายเปน็ วตั ถดุ บิ ในทอ้ งถนิ่ เชน่ กำ� ยาน กฤษณา พรกิ ไทย
กานพลู อบเชย ดปี ลี จนั ทนเ์ ทศ เรว่ กระวาน ขงิ ขา่ ขมนิ้ กระชาย
ฯลฯ วัตถุดิบเหล่านี้กลายเป็นปัจจัยส�ำคัญในการประกอบอาหาร
และดว้ ยความเปน็ ศนู ยก์ ลางการเดนิ เรอื ของพอ่ คา้ จาก อนิ เดยี จนี
ชวา อาหรบั เปอรเ์ ซยี และประเทศแถบยโุ รป เกดิ การแลกเปลยี่ น
สินค้าและภูมิปัญญาในการท�ำอาหารของแต่ละชนชาติ รวมถึง
พนั ธพ์ุ ชื พนั ธส์ุ ตั วต์ า่ ง ๆ
ความแตกตา่ งดา้ นวถิ ชี วี ติ ศลิ ปวฒั นธรรม ประเพณี หลกั
ศรทั ธาความเชอื่ ผา่ นลกั ษณะผสมผสานทางเชอ้ื ชาตวิ ฒั นธรรม ทง้ั
พทุ ธ จนี มสุ ลมิ ฮนิ ดู ครสิ ต์ โดยเฉพาะจาก “อนิ เดยี ใต”้ ตน้ ตำ� รบั
ในการใชเ้ ครอื่ งเทศปรงุ อาหาร และ “จนี ” สง่ ผลใหเ้ กดิ ความเปน็
อัตลักษณ์ด้านวัฒนธรรมอาหารในพ้ืนท่ีแบบเฉพาะถ่ิน ปัตตานี
กลายเปน็ แดนดนิ ถนิ่ อาหาร มกี ารถา่ ยทอดสบื สานตอ่ กนั มาหลาย
ชว่ั อายคุ น ถกู แสดงออกในรปู การปรงุ แตง่ การรบั ประทานอาหาร
ทมี่ ลี กั ษณะเฉพาะ มกี ารปรงุ แตง่ กลนิ่ รส ใหก้ ลมกลอ่ มเปน็ พเิ ศษ
จดั รปู แบบและการตกแตง่ ใหม้ สี สี นั สวยงามนา่ รบั ประทาน รวมทง้ั
การใชอ้ าหารเปน็ เครอ่ื งแสดงความผกู พนั ในหมญู่ าตมิ ติ ร หรอื งาน
เฉลมิ ฉลองในวาระสำ� คญั ตา่ ง ๆ หลอ่ หลอมใหเ้ กดิ “ตำ� รบั อาหาร
นานาชาต”ิ นานาชนดิ เปน็ “เมนปู ตั ตาน”ี ทเ่ี ลศิ รสชวนลม้ิ ลองทงั้
คาวหวาน
51
52
53
เอกลักษณ์อาหารพ้ืนถิ่นของปัตตานี
มที ัง้ อาหารคาวและหวาน
“อาซรู อ” คอื หนงึ่ ในประเภทอาหารทส่ี ะทอ้ นเสน้ ทาง
หรือ “สำ�รับอาหารมุสลิม” ซึ่งมีทั้งจากคนพ้ืนเมือง
ด้ังเดิมหรือสืบเช้ือสายจากเปอร์เซีย อาหรับ อินเดีย
ปากสี ถาน บังกลาเทศ ชวา มลายู มีการสบื ทอดผ่าน
ลกู หลานและความเปน็ มสุ ลมิ มาชา้ นาน กลายเปน็ เมนู
อาหารพ้นื ถิน่ แปลกตาหลากรส
58
บทที่ 5
ศูนย์อาหารฮาลาล
จากประชากรส่วนใหญ่ท่ีเป็นชาวมุสลิม นับถือศาสนา
อสิ ลามทำ� ใหป้ ตั ตานกี ลายเปน็ “ศนู ยอ์ าหารฮาลาล”ทสี่ ำ� คญั แหง่ หนงึ่
ศาสนาอสิ ลามแตกตา่ งจากศาสนาอนื่ ตรงทมี่ บี ทบญั ญตั ิ
เกย่ี วกบั อาหารตามหลกั ศาสนาอยา่ งชดั เจน ทงั้ ประเภททรี่ บั ประทาน
ได้ และรบั ประทานไมไ่ ด้ รวมถงึ มคี ำ� สอนเกยี่ วกบั สขุ ลกั ษณะและ
มารยาทการรับประทานอาหาร โดยในคัมภีร์อัลกุรอาน บัญญัติ
อาหารทร่ี บั ประทานไดเ้ รยี กวา่ “ฮาลาล” ครอบคลมุ อาหารสว่ นใหญ่
ยกเว้น “หะรอม” หรือส่ิงที่ไม่สะอาดต่อร่างกายและจิตวิญญาณ
ไดแ้ ก่ เนอ้ื หมู เลอื ด สตั วท์ มี่ เี ขย้ี วเลบ็ หรอื สตั วเ์ ลอื้ ยคลาน เครอื่ งดมื่
แอลกอฮอล์ ฯลฯ เนอ้ื สตั วท์ รี่ บั ประทานได้ ตอ้ งผา่ นการเชอื ดอยา่ ง
ถกู หลกั ศาสนา ผา่ นวธิ กี ารทำ� ความสะอาดอยา่ งถกู ตอ้ ง นอกจากนี้
อสิ ลามยงั กำ� หนดจรยิ ธรรมในการบรโิ ภคไวห้ ลายประการ
ดว้ ยประชากรสว่ นใหญน่ บั ถอื ศาสนาอสิ ลาม ทำ� ใหป้ ตั ตานี
กลายเปน็ หนง่ึ ในพนื้ ทส่ี ำ� คญั ทส่ี ะทอ้ นเสน้ ทางหรอื “สำ� รบั อาหาร
มสุ ลมิ ” ซง่ึ มที งั้ จากคนพน้ื เมอื งดง้ั เดมิ หรอื สบื เชอื้ สายจากเปอรเ์ ซยี
อาหรบั อนิ เดยี ปากสี ถาน บงั กลาเทศ ชวา มลายู มกี ารสบื ทอดผา่ น
ลกู หลานและความเปน็ มสุ ลมิ มาชา้ นาน กลายเปน็ เมนอู าหารพน้ื ถนิ่
แปลกตาหลากรส หลายเมนทู งั้ คาว-หวาน ไดร้ บั ความนยิ ม สามารถ
เสาะหามารบั ประทานไดใ้ นชวี ติ ประจำ� วนั ประกอบกบั มรี า้ นอาหาร
มสุ ลมิ อยมู่ ากมาย เมนขู น้ึ ชอ่ื เชน่ แกงมสั มน่ั ขา้ วหมกไก่ ขา้ วหมกแพะ
ซปุ หางววั สะเตะ๊ เนอ้ื โรตมี ะตะบะ กว๋ ยเตยี๋ วแกง ฯลฯ รวมถงึ เมนู
อาหารหวานหรอื อาหารพน้ื ถนิ่ อกี นานาชนดิ
59
นอกจากน้ี ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีการสืบสานวัฒนธรรมอาหารท่ีเป็น
เอกลกั ษณท์ างชนชาติ มกั แสดงออกในวาระพเิ ศษ เชน่ งานพธิ เี กดิ งานเขา้ สหุ นตั
พธิ แี ตง่ งาน งานบญุ เทศกาลถอื ศลี อด หรอื งานเลย้ี งในวนั สำ� คญั ทางศาสนา เชน่
วนั ฮารรี ายอ วนั เมาลดิ วนั อาซรู อ ฯลฯ
จงึ ไมใ่ ชเ่ รอื่ งเกนิ เลยหากจะนยิ ามวา่ ปตั ตานี คอื “ศนู ยอ์ าหารฮาลาล”
ส�ำคัญแห่งหน่ึง กอปรด้วยวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ที่สะท้อนวัฒนธรรมอาหาร
ฮาลาลของผนู้ บั ถอื ศาสนาอสิ ลาม ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
กรรมวิธีการท�ำ ขนมพ้นื บ้านแบบดัง้ เดิม
60
รอยยม้ิ ในรา้ นอาหารทส่ี ะทอ้ นมติ รภาพ
ของคนต่างศาสนา
64
ภาค 3
ชนน้อมนำ�ศรัทธา
65
ศรทั ธาไรพ้ รมแดน
66
จงั หวดั ปตั ตานี แบง่ หนว่ ยการปกครองเปน็ 12 อำ� เภอ 115 ตำ� บล 654
หมบู่ า้ น ขอ้ มลู ประชากร ณ วนั ท่ี 30 เมษายน 2564 มจี ำ� นวนทง้ั สน้ิ 727,686 คน
ประชากรสว่ นใหญน่ บั ถอื ศาสนาอสิ ลาม คดิ เปน็ รอ้ ยละ 87.96 รองลงมา คอื ศาสนา
พุทธ ร้อยละ 12.09 ศาสนาคริสต์และอื่น ๆ ร้อยละ 0.35 ซ่ึงแม้จะมีความแตก
ต่างทางศรัทธาความเช่ือและศาสนา หากทว่าผู้คนท่ีนี่ล้วนอยู่ร่วมกันด้วยความรัก
สามคั คใี นสงั คมพหลุ กั ษณ์ ตา่ งมอี สิ ระในการเลอื กนบั ถอื ศาสนาและปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ
ภายใต้วิถีผู้คนหลากหลาย และความเชื่อท่ีผิดแผกแตกต่างกันในลักษณะ “สังคม
พหุวัฒนธรรม” รากทางความเชื่อและศรัทธาที่เกิดข้ึนจึงด�ำรงอยู่อย่างงดงาม
กระจายไปทว่ั ทกุ พนื้ ท่ี สะทอ้ นผา่ นวถิ ปี ฏบิ ตั ธิ รรมและศาสนสถานทม่ี เี อกลกั ษณท์ าง
สถาปตั ยกรรมและศรทั ธาความเชอื่ ดว้ ยเรอ่ื งเลา่ ทางประวตั ศิ าสตร์ ตำ� นานความเปน็ มา
รปู แบบทางสถาปตั ยกรรม การออกแบบและกอ่ สรา้ ง รวมถงึ ภาพวถิ ชี วี ติ ของผเู้ คารพ
ศรทั ธาในแตล่ ะศาสนา ทำ� ใหส้ ถานทส่ี ำ� คญั ทางศาสนาหลายแหง่ กลายเปน็ หมดุ หมาย
ทนี่ กั ทอ่ งเทย่ี วอยากไปเยอื นไปสมั ผสั กราบไหวบ้ ชู า ซมึ ซบั ถงึ พลงั ศรทั ธา
Pattani Province consists of 12 districts, 115 sub-districts, and 654
villages. The population, as of April 30, 2021, is a total of 727,686. Most
of the population is Muslim, accounted for 87.96 percent, followed by
Buddhists at 12.09 percent, Christians and others 0.35 percent. Despite
the differences in beliefs and religions, the people here all live together
in love and harmony in a plural society. They are free to choose their
religion and practice their rituals in this “Multicultural Society.” The roots
of beliefs and faiths are thus beautifully preserved throughout all the
areas, as reflected through the religious practices and religious sites that
are unique in architecture and people’s expressions of faith. With historical
stories, legend, architectural styles, design and construction, and the ways
of life of believers in each religion, many religious sites have become
landmarks attracting tourists who want to visit, experience, worship, and
immerse themselves in the power of faith.
67
เมื่อถึงวันสำ�คัญ มัสยิดก็จะกลายเป็นศูนย์รวมศรัทธา
สำ�คัญของผู้คน เช่น ช่วงงานเมาลิด (วันระลึกถึงศาสดา
ของศาสนาอสิ ลาม) การถือศีลอด อิดลิ ฟิตรี (วันฮารีรายอ
ปอซอ) อีดิลอัฎฮา (วันฮารีรายอฮัจยี) ในเดือนรอมฏอน
โดยเฉพาะภาพ “การละหมาดตารอเวี้ยะ” ที่ขลึมขลัง
สวยงามเป็นอยา่ งยงิ่
68
บทที่ 6
เส้นทางท่องเที่ยวสายศรัทธา
ภายใตว้ ถิ ผี คู้ นหลากหลาย และความเชอื่ ทผี่ ดิ แผกแตกตา่ ง
กนั ในลกั ษณะ “สงั คมพหวุ ฒั นธรรม” รากทางความเชอื่ และศรทั ธา
ทเ่ี กดิ ขน้ึ จงึ ดำ� รงอยอู่ ยา่ งงดงามกระจายไปทวั่ ทกุ พนื้ ที่ สะทอ้ นผา่ น
วถิ ปี ฏบิ ตั ธิ รรมและศาสนสถานทม่ี เี อกลกั ษณท์ างสถาปตั ยกรรมและ
ศรทั ธาความเชอื่
จงั หวดั ปตั ตานี แบง่ หนว่ ยการปกครองเปน็ 12 อำ� เภอ 115
ตำ� บล 654 หมบู่ า้ น ขอ้ มลู ประชากร ณ วนั ท่ี 30 เมษายน 2564 มี
จำ� นวนทงั้ สนิ้ 727,686 คน ประชากรสว่ นใหญน่ บั ถอื ศาสนาอสิ ลาม
คดิ เปน็ รอ้ ยละ 87.96 รองลงมา คอื ศาสนาพทุ ธ รอ้ ยละ 12.09
ศาสนาครสิ ตแ์ ละอนื่ ๆ รอ้ ยละ 0.35
แม้จะมีความแตกต่างทางศรัทธาความเชื่อและศาสนา
หากทว่าผู้คนท่ีน่ีล้วนอยู่ร่วมกันด้วยความรักสามัคคีในสังคม
พหลุ กั ษณ์ ตา่ งมอี สิ ระในการเลอื กนบั ถอื ศาสนาและปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ
ภาพจ�ำเกี่ยวกับพุทธศาสนิกชน เวลาย่�ำรุ่ง จะสามารถ
สมั ผสั ภาพพระสงฆท์ เี่ ดนิ บณิ ฑบาตตามเสน้ ทางสายตา่ ง ๆ คขู่ นาน
ไปกบั ภาพสวยงามทพี่ น่ี อ้ งมสุ ลมิ กำ� ลงั เดนิ ทางไปหรอื กลบั จากการ
ละหมาดเช้า และเม่ือถึงวันส�ำคัญทางศาสนา วัดก็กลายเป็นศูนย์
รวมศรทั ธาสำ� คญั ของผคู้ นทม่ี งุ่ ไปรว่ มงานบญุ เชน่ วนั สารทเดอื นสบิ
(ประเพณชี งิ เปรต) ประเพณชี กั พระ (ลากพระ) ของอำ� เภอโคกโพธิ์
วนั ลอยกระทง วนั สงกรานต์ เปน็ ตน้
69
สำ� หรบั ชาวมสุ ลมิ ทตี่ อ้ งละหมาดวนั ละ 5 เวลา ผมู้ าเยอื นกจ็ ะสมั ผสั ได้
ถงึ พลงั ศรทั ธาจากเสยี งอาซาน (การประกาศเชญิ ชวนใหป้ ฏบิ ตั ลิ ะหมาด) และ
เมอ่ื ถงึ วนั สำ� คญั มสั ยดิ กจ็ ะกลายเปน็ ศนู ยร์ วมศรทั ธาสำ� คญั ของผคู้ น เชน่ ชว่ ง
งานเมาลดิ (วนั ระลกึ ถงึ ศาสดาของศาสนาอสิ ลาม) การถอื ศลี อด อดิ ลิ ฟติ รี (วนั
ฮารรี ายอปอซอ) อดี ลิ อฎั ฮา (วนั ฮารรี ายอฮจั ย)ี ในเดอื นรอมฎอน โดยเฉพาะภาพ
“การละหมาดตารอเวยี้ ะ” ทขี่ รมึ ขลงั สวยงามเปน็ อยา่ งยง่ิ
สว่ นชาวไทยเชอื้ สายจนี นอกจากมกี ารไหวเ้ จา้ ทป่ี ระจำ� วนั แลว้ จะมวี นั
สำ� คญั เชน่ เทศกาลสมโภชเจา้ แมล่ ม้ิ กอเหนย่ี ว ซง่ึ ถอื เปน็ พธิ เี ฉลมิ ฉลองทส่ี ำ� คญั
พธิ หี นง่ึ ของชาวปตั ตานแี ละภาคใต้
ทง้ั ในชวี ติ ประจำ� วนั และในวนั สำ� คญั ทางศาสนา การเปน็ พน้ื ทที่ ไ่ี ดร้ บั
การยอมรบั วา่ “ชนนอ้ มนำ� ศาสนา” ผมู้ าเยอื นจงึ จะไดส้ มั ผสั เสน้ ทางธรรมทก่ี ลาย
เปน็ เสน้ ทางทอ่ งเทย่ี วสายศรทั ธาคขู่ นานกนั ไปดว้ ย
70
71
มสั ยดิ กรอื เซะ หนงึ่ ในศาสนสถานส�ำ คญั ของ
ชาวมสุ ลมิ ทจ่ี ารกึ รอ่ งรอยประวตั ศิ าสตรแ์ ละ
ความสัมพันธ์ของผคู้ น
74
บทที่ 7
ศาสนสถานของชนหลากศาสนา
นอกจากเปน็ ศนู ยร์ วมของความศรทั ธาแลว้ ดว้ ย เรอื่ งเลา่
ทางประวตั ศิ าสตร์ ตำ� นานความเปน็ มา รปู แบบทางสถาปตั ยกรรม
การออกแบบและก่อสร้าง รวมถึงภาพวิถีชีวิตของผู้เคารพศรัทธา
ในแตล่ ะศาสนา ทำ� ใหส้ ถานทส่ี ำ� คญั ทางศาสนาหลายแหง่ กลายเปน็
หมุดหมายที่นักท่องเท่ียวอยากไปเยือนไปสัมผัส กราบไหว้บูชา
ซมึ ซบั ถงึ พลงั ศรทั ธา
หากพนิ จิ เรอ่ื งจำ� นวนศาสนสถานในจงั หวดั ปตั ตานี จะพบ
วา่ มบี าลาเซาะมากทส่ี ดุ 732 แหง่ รองลงมา คอื มสั ยดิ 717 แหง่
วดั 76 แหง่ สำ� นกั สงฆ์ 10 แหง่ ทพี่ กั สงฆ์ 8 แหง่ และโบสถค์ รสิ ต์
6 แหง่ ทง้ั หมดกระจายอยใู่ นแทบทกุ อำ� เภอ เชน่ เขตอำ� เภอเมอื ง
ปัตตานี ประกอบด้วย มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี มัสยิดกรือเซะ
สสุ านพระยาอินทิรา สสุ านเจา้ แม่ล้ิมกอเหน่ยี ว วดั ตานนี รสโมสร
ศาลหลกั เมอื ง เขตอำ� เภอหนองจกิ ประกอบดว้ ย วดั มจุ ลนิ ทวาปี
วิหาร (วัดตุยง) อ�ำเภอโคกโพธิ์ ประกอบด้วย วัดราษฎร์บูรณะ
(วดั ชา้ งให)้ วดั นาประดู่ วดั ทรายขาว มสั ยดิ นจั มดุ ดนิ (มสั ยดิ สาม
รอ้ ยป)ี อำ� เภอยะหรงิ่ ประกอบดว้ ย มสั ยดิ บา้ นดาโตะ๊ วดั บรู พาราม
(วดั ออก) อำ� เภอปะนาเระ ประกอบดว้ ย วดั ศรสี ดุ าจนั ทร์ (วดั หลวง
พอ่ หนอน) อำ� เภอมายอ ประกอบดว้ ย วดั บา้ นตรงั อำ� เภอสายบรุ ี
ประกอบด้วย มัสยิดรายอ ศาลเจา้ พ่อเล่าเอี๊ยะก๋ง อำ� เภอแมล่ าน
ประกอบดว้ ย วดั บพุ นมิ ติ วดั ปา่ สวย
75
76
อยา่ งไรกต็ าม สถานทส่ี ำ� คญั ทางศาสนาซง่ึ เปน็ ทนี่ ยิ มของนกั ทอ่ งเทย่ี ว
และทอ่ งธรรมทม่ี าเยอื นดนิ แดนปตั ตานี ประกอบดว้ ย วดั ราษฎรบ์ รู ณะ (วดั ชา้ ง
ให)้ วดั ตานนี รสโมสร วดั ทรายขาว วดั บรู พาราม (วดั ออก) ศาลหลกั เมอื ง มสั ยดิ
กลางจงั หวดั ปตั ตานี มสั ยดิ กรอื เซะ มสั ยดิ บา้ นดาโตะ๊ ศาลเจา้ เลง่ จเู กยี ง (ศาลเจา้
แมล่ ม้ิ กอเหนย่ี ว) หรอื สสุ านเจา้ แมล่ ม้ิ กอเหนย่ี ว เปน็ ตน้
77
78
มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ศูนย์กลางการประกอบ
ศาสนกิจของชาวมุสลิม ถือว่าเป็นมัสยิดท่ีสวยท่ีสุด
ของไทย ลักษณะทางสถาปัตยกรรมรูปทรงคล้าย
ทชั มาฮาลในประเทศอนิ เดยี
79
82
ภาค 4
ถิ่นธรรมชาติงามตา
83
มุมหน่ึงอันเงียบสงบบริเวณปากอ่าวปัตตานี
ตอนใน เหมาะแก่การกางเต็นท์พักผ่อน
แรมคืน เพ่อื สมั ผัสดาวเดือนและแสงเชา้
84
ท่ีตั้งของจังหวัดปัตตานีอยู่ริมฝั่งทะเลตะวันออกของคาบสมุทร ใน
อดตี เคยเปน็ เมอื งทา่ ทสี่ ำ� คญั ของฝง่ั ทะเลอา่ วไทย มชี ายฝง่ั ทะเลยาวเหยยี ดถงึ
176 กโิ ลเมตร กอ่ เกดิ ความสวยงามของหาดทรายและธรรมชาตอิ นั แปลกตา
รมิ ทะเลตลอดแนวชายฝง่ั และรอยเชอื่ มตอ่ กบั แผน่ ดนิ ตอนใน มที งั้ ทวิ เขา ปา่ ไม้
สายน้�ำ ต่างเกาะเก่ียวสัมพันธ์กัน แหล่งท่องเท่ียวชายทะเลตั้งอยู่รายเรียง
ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสได้ถึงหาดทรายขาว ท้องทะเลใสอาบสีครามสะอาด
ตา โขดหนิ นอ้ ยใหญ่ ความรม่ รนื่ ของรม่ เงาทวิ สนสลบั สวนมะพรา้ วรมิ หาดให้
ความเยน็ สบาย การเปน็ จงั หวดั ทแี่ ฝงดว้ ยมนตเ์ สนห่ น์ านาประการ ไมว่ า่ จะเปน็
ประวตั คิ วามเปน็ มาทคี่ วรคา่ ตอ่ การศกึ ษา ขนมธรรมเนยี มประเพณวี ฒั นธรรม
อนั เลศิ ลำ้� รวมถงึ ความงดงามจากธรรมชาตอิ นั พสิ ทุ ธ์ิ
Pattani Province lays on the eastern coast of the peninsula.
In the past, it was an important port city located in the Gulf of
Thailand. With the coastline stretching up to 176 kilometers, Pattani
exudes the sheer beauty of sand beaches and exotic seaside nature
along the coast that merges with the inner land. Mountains, forests,
and rivers intermingle with one another. Seaside attractions are
abundant. Visitors can relish the white sand beach, the crystal-clear
azure sea, various sizes of rocks, the shade of pine trees alternating
with coconut groves on the breezy beach. Truly, Pattani is richly
endowed with charms; a history worth studying, unique cultural
traditions, and the beauty of the pure nature.
85
86
บรรยากาศยามอรุโณทัยกับภาพวิถี บทที่ 8
ชีวิตชาวประมงพ้นื บ้าน ฟ้ากว้าง ทะเลใกล้
ปตั ตานเี ปน็ จงั หวดั ทแี่ ฝงดว้ ยมนตเ์ สนห่ น์ านาประการ ไม่
วา่ จะเปน็ ประวตั คิ วามเปน็ มาทคี่ วรคา่ ตอ่ การศกึ ษา ขนบธรรมเนยี ม
ประเพณีวัฒนธรรมอันเลิศล�้ำ รวมถึงความงดงามจากธรรมชาติ
อันพิสุทธิ์ ท่ีต้ังของจังหวัดปัตตานีอยู่ริมฝั่งทะเลตะวันออกของ
คาบสมุทร ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าท่ีส�ำคัญของฝั่งทะเลอ่าวไทย
มชี ายฝง่ั ทะเลยาวเหยยี ดถงึ 176 กโิ ลเมตร กอ่ เกดิ ความสวยงามของ
หาดทรายและธรรมชาตอิ นั แปลกตารมิ ทะเลตลอดแนวชายฝง่ั และ
รอยเชอ่ื มตอ่ กบั แผน่ ดนิ ตอนใน รวมถงึ ภาพชวี ติ ชาวประมงพน้ื ถน่ิ
ที่ใช้เรือกอและหาปูปลาอยู่ในท้องทะเลเป็นทรัพย์สินที่ธรรมชาติ
บรรณาการ
แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลจึงต้ังอยู่รายเรียง ผู้มาเยือน
สามารถสมั ผสั ไดถ้ งึ หาดทรายขาว ทอ้ งทะเลใสอาบสคี รามสะอาดตา
โขดหินน้อยใหญ่ ความร่มรื่นของร่มเงาทิวสนสลับสวนมะพร้าว
ริมหาดให้ความเย็นสบาย ไล่เรียงต้ังแต่ หาดบางไหม้ หาดบาง
สาย ชายบงึ ละเวง ในอำ� เภอไมแ้ กน่ หาดวาสกุ รี หาดตำ� บลบางเกา่
เขตอำ� เภอสายบรุ ีหาดรชั ดาภเิ ษกหาดแฆแฆหาดมะรวดหาดชลาลยั
อำ� เภอปะนาเระ และหาดตะโละกะโปร์ แหลมตาชี อำ� เภอยะหรงิ่
87
88
นอกจากนย้ี งั มี “เกาะโลซนิ ” และ “ปา่ โกงกาง” ซงึ่ สามารถ
เข้าถึงวิถีชีวิตชาวประมงพ้ืนถิ่นท่ีมีอัตลักษณ์งดงาม เรือกอและ
ลอยลำ� โดดเดน่ รวมถงึ เรอ่ื งเลา่ ทางประวตั ศิ าสตรท์ แ่ี ฝงฝงั ดว้ ยเกรด็
เรอ่ื งราวมากมาย
ณ ทฟ่ี า้ กวา้ ง ทะเลใกล้ สายลมออ่ นไหวโอบกอดฟา้ สคี ราม
อธั ยาศยั ของชาวบา้ นพนื้ ถน่ิ ทเ่ี ตม็ ไปดว้ ยรอยยมิ้ ทำ� ใหห้ วั ใจผมู้ าเยอื น
เหมอื นไดอ้ ยแู่ นบชดิ กบั ทะเล
89
เกาะโลซิน นอกจากจะพบวาฬ มอนตาเรย์
และสัตว์ทะเลนานาชนิดแล้ว ยังเต็มไปด้วย
ปะการังเขากวาง และซากเรือโบราณท่ีบอก
เล่าประวัตศิ าสตรไ์ ดอ้ ีกแง่มมุ หนง่ึ
92
บทที่ 9
ป่าใหญ่และแม่น�้ำ
นอกจากทะเลกวา้ งใหญฝ่ ง่ั ตะวนั ออกซงึ่ มลี กั ษณะเปน็ พน้ื
ราบชายฝง่ั ทะเล เปน็ พน้ื ทสี่ ว่ นใหญป่ ระมาณ 1 ใน 3 ของพนื้ ทจ่ี งั หวดั
แลว้ เลาะเลยี บสู่ “แผน่ ดนิ ตอนใน” ปตั ตานจี ะมลี กั ษณะภมู ปิ ระเทศ
เป็นพ้ืนที่ราบลมุ่ บรเิ วณตอนกลางและตอนใตข้ องจงั หวัด มีแมน่ �้ำ
ส�ำคัญไหลพาดผ่านน�ำมาซ่ึงความอุดมสมบูรณ์และวิถีชีวิตของ
ประชาชนทผี่ กู ตดิ สมั พนั ธก์ บั แหลง่ นำ้� คอื แมน่ ำ้� ปตั ตานี และแมน่ ำ�้
สายบรุ ี ซงึ่ มตี น้ นำ้� ไหลลอ่ งมาจากผนื ปา่ ใหญน่ าม “ฮาลา – บาลา”
และ “ทวิ เขาสนั กาลาครี ”ี
แมน่ ำ�้ ปตั ตานี มตี น้ กำ� เนดิ แถบเทอื กเขาสนั กาลาครี ี บรเิ วณ
รอยตอ่ เขตแดนไทย-มาเลเซยี ในเขตอำ� เภอเบตง จงั หวดั ยะลา ไหล
เออื่ ย ๆ จากทศิ ใตข้ น้ึ เบอื้ งทศิ เหนอื ผา่ นบรเิ วณซง่ึ สว่ นใหญม่ สี ภาพ
เปน็ ปา่ เขา มพี นื้ ทรี่ าบเลก็ นอ้ ย บางชว่ งเปน็ เสน้ ตรง และวาดวงโคง้
ในบางขณะ ซอกซอนผา่ นหลายพน้ื ทแ่ี ตกตา่ ง ตอนลา่ งของลมุ่ นำ้�
ปตั ตานที มี่ แี มน่ ำ�้ ปตั ตานเี ปน็ ลำ� นำ้� หลกั และมแี มน่ ำ�้ ยะหาเปน็ ลำ� นำ�้
สาขา พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ครอบคลุมไปตลอดจากพ้ืนท่ี
จงั หวดั ยะลาจนจรดจงั หวัดปัตตานี ตอนปลายของสายนำ้� มีคลอง
หนองจกิ แยกจากแมน่ ำ�้ ปตั ตานี โดยมสี ายนำ้� ลำ� คลองเลก็ ๆ เชอ่ื ม
ตอ่ อกี มากมาย กอ่ นจะไหลลงทะเลอา่ วไทยที่ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั
ปตั ตานี
93
ปากน้�ำสายบุรี จุดบรรจบของแม่น�้ำ
ทะเล และชีวติ ผ้คู นบนรอยทาง
94
ตลอดความยาวของลำ� นำ�้ ปตั ตานปี ระมาณ 210 กโิ ลเมตร เมอื่ ถงึ ชว่ งผา่ น
ชมุ ชนใดกม็ กั จะถกู เรยี กชอื่ แมน่ ำ้� สายนโ้ี ดยอา้ งองิ จากชอ่ื ชมุ ชน และเปลย่ี นแปลง
ไปบา้ งตามยคุ สมยั
แมน่ ำ�้ สายบรุ ี ตน้ นำ�้ ไหลผา่ นจากภมู ปิ ระเทศทเ่ี ปน็ แนวทวิ เขาสนั กาลาครี ี
ทางตอนใตส้ ดุ ของจงั หวดั นราธวิ าส ในเขตอำ� เภอแวง้ ไหลไปทางทศิ เหนอื ผา่ น
อ�ำเภอสุคิริน อ�ำเภอจะแนะ และอ�ำเภอศรีสาคร เข้าเขตอ�ำเภอรามัน จังหวัด
ยะลา กอ่ นจะไหลลว่ งสทู่ ะเลกวา้ งในเขตอำ� เภอสายบรุ ี รวมความยาวประมาณ
170 กิโลเมตร ผ่านชุมชน ก่อเกิดความเป็นเมือง โดยเฉพาะ “เมืองสายบุรี”
หนง่ึ ในสถานทเี่ ตม็ ไปดว้ ยเรอื่ งราวทางประวตั ศิ าสตร์ การอยรู่ ว่ มของชมุ ชนแบบ
พหวุ ฒั นธรรมทโ่ี ดดเดน่ อาคารบา้ นเรอื น รปู แบบสถาปตั ยกรรมสวยงาม
นอกจากนี้ แผ่นดินตอนกลางยังมีพืชพรรณป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์
กลายเป็นพื้นที่อนุรักษ์และแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจ ท้ังอุทยานแห่งชาติน�้ำตก
ทรายขาว และวนอทุ ยานปราสาทนางผมหอม
95
96
97
98