การอบรมแกนนาสุขภาพ
สาหรบั บุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ในการขับเคล่ือนสู่มหาวิทยาลัยสุขภ
1
การดแู ลสุขภาพ การป้องกันและการควบคมุ
โรคไม่ติดตอ่ เรอ้ื รังทพ่ี บบอ่ ยในวัยทางาน
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
110/406 ถ. อนิ ทวโรรส ต. สุเทพ
อ. เมือง จ. เชียงใหม่ 50200
โทรศพั ท:์ 053-949093
โทรสาร: 053-217145
2
คานา
จากการเพ่ิมขึ้นของสถิติของโรคกลุ่มไม่ติดต่อเร้ือรัง (NCDs) และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต
ของคนไทยกว่า 2 ใน 3 โดยโรคกลุ่มไม่ติดต่อเร้ือรัง เกิดจากปัจจัยภายในร่างกาย ส่วนใหญ่เป็นผลจาก
การใชช้ วี ิตท่มี ีพฤตกิ รรมเสยี่ งอย่าง เหล้า บหุ ร่ี ขาดการออกกาลังกาย รบั ประทานอาหารหวาน มัน เคม็
จัด และมีความเครียด ขณะที่องค์การอนามัยโลกทานายว่าในปี พ.ศ.2573 ประชากรโลกจานวน 23
ล้านคนจะเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โดยร้อยละ 85 อยู่ในประเทศกาลังพัฒนา
เน่ืองจากชีวิตท่ีสะดวกสบายมากข้ึน ดังนั้นการสร้างความเข้าใจแก่ชุมชน สังคม และประเทศ โดยใช้
มหาวิทยาลัยเป็นจุดศูนย์กลาง จึงเป็นทางออกท่ีจะกระจายองค์ความรู้ได้อย่างต่อเน่ืองและยั่งยืนที่สุด
เพื่อให้เกดิ การเปลี่ยนพฤติกรรมการเสรมิ สรา้ งความสามารถและสรา้ งเครือขา่ ยมหาวทิ ยาลัยสุขภาพตาม
กรอบ Health University Framework เน้นไปในทิศทางของการป้องกันโรคกล่มไม่ติดต่อเร้ือรัง(
NCDs)
ทางโครงการ HealthyCMU จึงได้พัฒนาหลักสูตรแกนนาสุขภาพสาหรับบุคลากร
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เน้นการป้องกันโรคกล่มไม่ติดต่อเร้ือรัง( NCDs) และโรคติดเช้ือโคโรนาไวรัส
2019 หรือโรคโควิด-19 เน่ืองจากโรคโควิด-19 เป็นโรคติดเช้ือที่มีการแพร่ระบาดไปทั่วโลก และ
ก่อให้เกิดผลกระทบซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต รวมถึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง
รวมถึงสุขภาวะของประชาชนท้ังทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ วิธีการสาคัญท่ี
จะชว่ ยลดการระบาดของโรคน้ไี ด้คือ มีระบบการคดั กรองและระบบเฝ้าระวงั ที่มีประสทิ ธภิ าพ และมีการ
ปฏิบตั ติ ามมาตรการการปอ้ งกันการตดิ เช้อื อย่างเครง่ ครัด
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีบุคลากรจานวนมาก ดังนั้นการพัฒนาแกนนาทางด้านสุขภาพในการ
สร้างเสริมสุขภาพของบุคลากรในหน่วยงานและคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงมีกลไกสาคัญ
ในการขับเคล่ือนสู่มหาวิทยาลัยสุขภาพเพ่ือการมีสุขภาพดี ลดความเส่ียงและช่วยในการเฝ้าระวัง
ทางด้านสุขภาพเพ่ือมุ่งเน้นให้บุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้คงมีศักยภาพในการดูแลตนเองและ
สามารถสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ติดต่อเร้ือรังและมี
คุณภาพชีวิตท่ีดี อีกทั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จาเป็นต้องมีระบบการคัดกรอง ระบบเฝ้าระวัง และ
แนวทางการปฏิบัติในการป้องกันสุขภาพที่ถูกต้อง ทันสมัย และมีความเหมาะสม นาไปสู่การปฏิบัติได้
จริง รวมถึงมีบุคลากรแกนนาสุขภาพ ท่ีจะช่วยให้การดาเนินงานดังกล่าวมีประสิทธิภาพ ในบุคลากร
มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ และช่วยในการขบั เคล่อื นสมู่ หาวิทยาลัยสุขภาพต่อไป
คณะทางาน จึงมีการจัดอบรมแกนนาสุขภาพ สาหรับบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการ
ขับเคลื่อนสมู่ หาวทิ ยาลัยสุขภาพ เร่ือง กลุ่มโรคไม่ตดิ ต่อเรื้อรงั ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดนั โลหติ สงู
ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ โรคหัวใจและหลอดเลือด และความเครียด รวมถึงเร่ือง การคัดกรอง การ
เฝ้าระวัง และการป้องกันโรคโควิด-19 ขึ้น เพ่ือให้บุคลากรแกนนาสุขภาพมีศักยภาพ และมีความมั่นใจ
ในการช่วยขับเคล่ือนการดาเนนิ งานการป้องกนั โรคไม่ตดิ ต่อเรื้อรัง และการคดั กรอง เฝา้ ระวงั การติดเชื้อ
และการแพรก่ ระจายเช้ือโรคโควดิ -19 ของมหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ให้ประสบความสาเรจ็ ต่อไป
รองศาสตราจารย์ ดร. วณิชา พึง่ ชมภู
กรกฎาคม 2563
3
สารบญั
คานา 3
สารบัญ 4
แผนการจัดกิจกรรม
บทที่ 1 โรคเบาหวานในบคุ ลากรมหาวิทยาลัย/คนวยั ทางาน 5
บทท่ี 2 โรคความดนั โลหติ สงู ในบุคลากรมหาวิทยาลยั /คนวัยทางาน 21
บทที่ 3 ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติในบุคลากรมหาวทิ ยาลัย/คนวยั ทางาน 37
บทท่ี 4 โรคหัวใจและหลอดเลอื ดในบคุ ลากรมหาวิทยาลัย/คนวยั ทางาน 47
บทที่ 5 ความเครียดในบุคลากรมหาวิทยาลยั /คนวยั ทางาน 59
บทที่ 6 การคัดกรอง การเฝ้าระวัง และการป้องกนั โรคโควดิ -19 ในบุคลากรมหาวิทยาลัย 73
ภาคผนวก 120
เอกสารอ้างอิง
4
บทที่ 1
โรคเบาหวานในบคุ ลากรมหาวิทยาลัย/คนวัยทางาน
ความหมาย
โรคเบาหวาน (Diabetes [DM]) หมายถึง โรคที่เกิดจากความบกพร่องของการสร้างฮอร์โมน
อินซูลินท่ีผลิตจากเซลล์ของตับอ่อน หรือจากความบกพร่องในการทางานของโรคเบาหวาน ทาให้ระดับ
น้าตาลในเลือดสูงมากกว่าปกติ (พิมพ์ใจ อันทานนท์, 2562; สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย,
2560)
ปัจจัยเสย่ี งของการเกิดโรคเบาหวาน มีดังน้ี
- อายุ ≥ 45 ปี
- เพศชาย
- ดัชนมี วลกาย ≥ 23 กก./ ม.2
- ขนาดรอบเอว เพศชาย > 90 ซม., เพศหญงิ > 80 ซม.
- เป็นโรคความดันโลหติ สูง
- มีประวัตญิ าติสายตรง (พอ่ แม่ พ่ี นอ้ ง) เปน็ โรคเบาหวาน
ชนิดและสาเหตุของการเกดิ โรคเบาหวาน
โรคเบาหวานมที ้ังหมด 4 ชนดิ ตามสาเหตขุ องการเกดิ โรค ดงั น้ี
1) โรคเบาหวานชนิดท่ี 1 มีสาเหตุจากเบต้าเซลล์ท่ีตับอ่อนถูกทาลายโดยภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ทาให้ขาดฮอรโ์ มนอนิ ซูลิน มักพบบอ่ ยในวยั เดก็ คนอายุนอ้ ย
2) โรคเบาหวานชนิดท่ี 2 พบได้บ่อยที่สุดถึงร้อยละ 95 ในคนไทย โดยมักพบบ่อยในวัยผู้ใหญ่/
วัยทางาน ผู้ทมี่ นี า้ หนักเกนิ หรือมภี าวะอ้วน มีสาเหตุจากเซลล์ของร่างกายตอบสนองต่อการทางานของ
ฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ น้าตาลจึงไม่สามารถเข้าไปยังเซลลเ์ พ่ือเผาผลาญเป็นพลังงานได้ จึงทา
ใหร้ ะดับน้าตาลในเลือดสงู
3) โรคเบาหวานที่มีสาเหตุจาเพาะ เช่น จากโรคของตับอ่อน โรคต่อมไร้ท่อ การได้รับยา การติด
เช้อื หรือจากปฏกิ ิริยาของระบบภูมิคมุ้ กัน
4) โรคเบาหวานขณะต้ังครรภ์ มีสาเหตุจากการมีภาวะด้ืออินซูลินมากข้ึนในระยะตั้งครรภ์ โดย
ส่วนมากมกั พบในไตรมาสท่ี 2-3 และสามารถหายได้เองหลังการคลอดบตุ ร
เกณฑ์บ่งชีข้ องโรคเบาหวาน
ผู้ทีเ่ ปน็ โรคเบาหวานจะมขี ้อบง่ ชีอ้ ยา่ งใดอยา่ งหนึง่ ดังต่อไปน้ี
5
1) มอี าการของโรคเบาหวานชัดเจน เชน่ หวิ นา้ บ่อย ปัสสาวะบอ่ ยและปริมาณมาก นา้ หนกั ลดลง
โดยไม่ทราบสาเหตุ ร่วมกับมีระดับน้าตาลในเลือดในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (โดยไม่ได้
อดอาหาร) ≥ 200 มก./ดล.
2) มรี ะดบั นา้ ตาลในเลอื ดหลังอดอาหาร (อย่างนอ้ ย 8 ชั่วโมง) ≥ 126 มก./ดล.
3) มีระดบั นา้ ตาลในเลอื ดในชวั่ โมงที่ 2 หลังทานกลโู คส 75 กรัม ≥ 200 มก./ดล.
4) ระดบั นา้ ตาลในเลือดสะสม (HbA1c) ≥ 6.5%
การควบคุมโรคเบาหวาน
เป้าหมายของการควบคุมโรคเบาหวาน มดี ังตอ่ ดงั นี้
ตารางที่ 1. เปา้ หมายการควบคุมเบาหวานสาหรบั ผูใ้ หญ่
การควบคมุ เป้าหมายการควบคมุ (มก./ดล.)
ระดบั นา้ ตาลในเลอื ดขณะอดอาหาร เข้มงวดมาก เขม้ งวด ไมเ่ ข้มงวด
ระดับน้าตาลในเลือดหลังอาหาร 2 ชม.
ระดบั น้าตาลในเลอื ดสูงสดุ หลงั อาหาร > 70-110 80-130 140-170
A1C (% of total hemoglobin)
<140 -
- <180
< 6.5% < 7.0% 7.0-8.0%
แนวทางการคัดกรองกลุ่มเส่ียงต่อภาวะเบาหวาน (สานักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวง
สาธารณสุข, 2560)
การคดั กรองความเสี่ยงของเบาหวานประชากรอายุ 15-34 ปี
การคัดกรองความเสี่ยงของเบาหวานดว้ ยวาจา (Verbal Screening) 5 ขอ้ ดังนี้
1. มภี าวะนา้ หนกั เกนิ และอ้วน รอบเอว ≥1/2 ของส่วนสงู (เซนตเิ มตร) หรือมดี ัชนมี วลกาย ≥ 25
กก./ม.2
2. มีภาวะความดันโลหติ สูง BP≥140/90 มม.ปรอท หรือมีประวัตเิ ปน็ โรคความดันโลหติ สูง หรือ
รบั ประทานยาควบคมุ โรคความดันโลหติ สูง
3. มรี อยพับรอบคอหรอื ใตร้ ักแรด้ า
4. มีประวตั ิ บดิ า มารดา พหี่ รือน้อง เป็นเบาหวาน
5. สบู บุหรี่
การคัดกรองความเส่ียงของเบาหวานประชากรอายุ 35 ปขี ้นึ ไป
การคดั กรองความเส่ยี งของเบาหวานดว้ ยวาจา (Verbal Screening) 6 ข้อดงั นี้
1.มภี าวะนา้ หนกั เกนิ และอว้ น รอบเอว ≥1/2 ของส่วนสูง (เซนติเมตร) หรือมดี ชั นมี วลกาย ≥25
กก./ม.2
2. มีประวัติญาตสิ ายตรง (บดิ า มารดา พีห่ รอื น้อง) เป็นเบาหวาน
6
3. มรี ะดับความดันโลหิตสูง ≥140/90 มม. ปรอท หรอื กาลังรับประทานยาควบคมุ ความดันโลหิต
สงู
4. ประวตั ิไขมนั ในเลือดผิดปกติ (ไตรกลีเซอไรด์ ≥250 มก./ดล. และ/หรือ HDLcholesterol <
35 มก./ดล.)
5. ประวตั มิ ีน้าตาลในเลอื ดสงู จากการตรวจเลอื ดหลังอดอาหาร (Fasting Plasma Glucose)
เทา่ กบั 100-125 มก./ดล.หรือการตรวจน้าตาลในเลือด 2 ชั่วโมงหลงั กนิ กลโู คส 75 กรัม มรี ะดับนา้ ตาล
เท่ากับ 140-199 มก./ดล.
6. ประวตั เิ ปน็ เบาหวานขณะตัง้ ครรภห์ รอื เคยคลอดบตุ รท่ีมีน้าหนกั แรกคลอดมากกวา่ 4 กโิ ลกรัม
*เม่ือพบปัจจยั เส่ียง 1 ปจั จยั ขึ้นไป ให้สง่ ตรวจวัดระดบั น้าตาลในเลอื ดดว้ ยการเจาะปลายนิว้ *
วิธกี ารควบคุมเบาหวาน
วิธีการควบคุมเบาหวานตามแนวทางของสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย (2560) มี
ดงั ต่อไปนี้
1. การรบั ประทานอาหาร
การรับประทานอาหารที่เหมาะสม หลากหลายชนิด ครบท้ัง 5 หมู่ โดยปรับสัดส่วนของอาหาร
ในปริมาณท่ีพอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงในผู้ท่ีมีภาวะเส่ียง ลดโอกาสเกิดโรคในผู้ที่มีภาวะก่อน
เบาหวาน และช่วยชะลอการดาเนินโรคและภาวะแทรกซ้อนในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ซ่ึงมีหลักในการ
ปฏิบัติดงั น้ี
1.1) อาหารประเภทคารโ์ บไฮเดรต: 50% ของพลังงานรวมต่อวนั
- ควรรบั ประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และมคี วามหลากหลาย
- การรับประทานอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรต ควรรับประทานในปริมาณและเวลาท่ี
ใกล้เคยี งกนั เป็นประจาทกุ วัน
- รับประทานอาหารทปี่ รงุ รสดว้ ยน้าตาลได้บา้ ง แต่ไม่เกิน 3 - 6 ชอ้ นชา/วัน
- จากัดปรมิ าณการรบั ประทานน้าตาลเทียมและนา้ ตาลแอลกอฮอล์ให้น้อยที่สุด
- หลกี เลย่ี ง/ งดเครื่องดืม่ ทีม่ ีรสหวานทุกชนดิ
1.2) อาหารประเภทโปรตนี : 15 - 20% ของพลงั งานรวมต่อวัน (หากไตทางานปกติ)
- ควรรับประทานอาหารประเภทเน้ือไก่และเน้ือปลาเป็นหลกั โดยรับประทานปลาอยา่ ง
นอ้ ย 2 ครง้ั /สปั ดาห์
- หลกี เลีย่ งเนอ้ื สตั วใ์ หญ่ เนอื้ สตั วท์ ่มี ีไขมนั สงู หรอื เนื้อสตั ว์แปรรปู
1.3) อาหารประเภทไขมัน: 30 - 35% ของพลงั งานรวมตอ่ วนั
- ควรเลือกใช้น้ามันราข้าวหรือน้ามันถั่วเหลืองในการทาอาหารเมนูผัดหรือทอด ลดการ
รบั ประทานนา้ มันหมู น้ามันปาล์ม หรือกะทิ
- ลดการรบั ประทานอาหารท่ีมมี าการีนและเนยขาว
7
1.4) วติ ามินและแรธ่ าตุ
- ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานไม่จาเป็นต้องรับประทานวิตามินหรือแร่ธาตุเสริม ยกเว้นกรณีที่
ขาดวิตามินหรอื แร่ธาตุชนิดนนั้ ๆ
1.5) แอลกอฮอล์
- ไมแ่ นะนาให้ด่มื แอลกอฮอล์ หากหลกี เลยี่ งไม่ไดค้ วรจากัดปริมาณในการดมื่ ดังนี้
ผู้หญิง: ไม่เกิน 1 ส่วน/วัน (เบียร์ชนิดอ่อน 330 มล. หรือไวน์ 150 มล. หรือ
วิสก้ี 45 มล.)
ผู้ชาย: ไม่เกิน 2 ส่วน/วัน (เบียร์ชนิดอ่อน 660 มล. หรือไวน์ 300 มล. หรือ
วสิ ก้ี 90 มล.)
- หากด่ืมเคร่ืองด่ืมท่ีผสมแอลกอฮอล์ ควรรับประทานอาหารร่วมด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้
เกดิ ภาวะน้าตาลในเลอื ดตา่
2. การออกกาลังกาย
การออกกาลังกายมีประโยชน์ต่อการควบคุมระดับน้าตาลในเลือด ระดับไขมัน ระดับความดัน
โลหิต น้าหนักตัว และช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายจากความวิตกกังวลและความเครียด ในผู้ที่เป็น
โรคเบาหวานควรมีการออกกาลังกายอย่างเป็นประจาและสม่าเสมอ โดยควรตั้งเป้าหมาย และประเมิน
สขุ ภาพเพอื่ ค้นหาความเสีย่ งทีอ่ าจเกิดขึ้นก่อนที่จะเร่มิ ออกกาลงั กาย ดังน้ี
- ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรออกกาลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่าเสมอ (ดังแสดงในตารางที่ 2)
รว่ มกบั การออกกาลงั กายแบบต้านแรง ได้แก่ การยกนา้ หนัก การออกกาลังด้วยยางยืด 2 คร้งั /สปั ดาห์
- การเดนิ เปน็ การออกกาลังกายระดับหนักปานกลาง ท่ีมขี ้อจากัดน้อย และสามารถทาได้ทกุ ช่วง
วยั โดยท่กี ารเดนิ หลงั อาหาร 10 นาทจี ะช่วยลดระดบั น้าตาลในเลือดหลงั อาหารได้
- การออกกาลังกายจะช่วยลดระดับน้าตาลในเลือดได้หากมีอินซูลินในเลือดเพียงพอ ดังน้ันผู้ท่ี
เป็นโรคเบาหวานท่ีรักษาด้วยยาอินซูลินหรือยากระตุ้นอินซูลินควรตรวจระดับน้าตาลในเลือดก่อนออก
กาลังกายเพ่ือปรับขนาดอินซูลิน โดยหากมีน้าตาลในเลือด < 100 มก./ดล. ควรทานอาหาร
คาร์โบไฮเดรตเพิ่มเติมก่อนออกกาลังกาย และตรวจน้าตาลในเลือดเมื่อหยดุ ออกกาลังกาย และหลงั ออก
กาลังกายหลายชวั่ โมง หากพบวา่ มนี า้ ตาลในเลอื ดต่าต้องแกไ้ ขทนั ที
ตารางท่ี 2. การออกกาลงั กายแบบแอโรคบิคสาหรับผูท้ ี่เปน็ โรคเบาหวาน
เปา้ หมาย ระยะเวลาและความหนกั
1. เพ่ือควบคุมระดับน้าตาลใน - ออกกาลังกายระดับหนักปานกลาง** วันละ 30-50 นาที อย่าง
เลือด ลดน้าหนัก และลดปัจจัย น้อย 3-5 วัน/สปั ดาห์ หรือ
เสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและ - ออกกาลังกายระดับหนักมาก*** 75 นาที/สัปดาห์ โดยแบ่งเป็น
หลอดเลอื ด 3 วนั /สัปดาห์
- ไมค่ วรงดการออกกาลงั กายนานเกิน 2 วัน
8
เป้าหมาย ระยะเวลาและความหนัก
2. เพ่ือคงระดับของน้าหนักท่ี - ออกกาลังกายระดับหนกั ปานกลาง ถึงหนักมาก 7 ชม./สปั ดาห์
ลดลงไว้
* การออกกาลังกายระดบั เบา = ชีพจร < 50% ของชพี จรสูงสุด (ชีพจรสงู สดุ = 220 – อายุเป็นปี)
** การออกกาลังกายระดับหนักปานกลาง = ชีพจรเท่ากับ 50-70% ของชีพจรสูงสุด หรือเหนื่อยแต่
สามารถพูดได้เปน็ ประโยค
*** การออกกาลังกายระดบั หนกั มาก = ชพี จร > 70% ของชีพจรสงู สดุ หรอื เหนอ่ื ย พูดเป็นคา ๆ
3. การใช้ยารกั ษาและการไปตรวจตามแพทย์นัด
-การใช้ยาชนิดรับประทาน ควรรับประทานยาให้ถูกขนาดและถูกเวลา ไม่ควรหยุด เพ่ิม/ลดยา
เอง หากลืมรับประทานยา ให้รับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้ ไม่ควรเพ่ิมยาในม้ือถัดไปเพราะอาจทาให้
นา้ ตาลในเลือดตา่ กว่าปกติ
-การใชย้ าฉีดอินซลู ิน ควรฉีดยาตามแผนการรกั ษาของแพทย์อย่างสม่าเสมอ
-ควรตรวจระดับน้าตาลในเลือดทุกคร้ังตามกาหนดนัด ในกรณีท่ีตรวจระดับน้าตาลในเลือดด้วย
ตัวเอง ควรทาอย่างนอ้ ยวนั ละ 1 ครัง้ ก่อนอาหาร และจดบนั ทึกผลระดับน้าตาลในเลอื ด
-ควรพกลูกอมติดตัวอยู่เสมอ หากมีอาการของระดับน้าตาลในเลือดต่า เช่น ใจส่ัน มือส่ัน เหง่ือ
ออกมาก ใจหวิว หงุดหงิด ปวดศีรษะ หน้ามืด ควรอมลูกอมทันทีหรือด่ืมน้าหวานครึ่งแก้ว จากน้ันให้
รับประทานขา้ วหรอื ขนมปงั แลว้ พัก 15 นาที หากอาการไมด่ ขี ้ึนให้ดม่ื นา้ หวานอีก 1 แก้ว หากอาการยัง
ไมด่ ขี ึ้นให้รบี ไปพบแพทยห์ รือสถานพยาบาลใกลบ้ า้ นเพ่ือตรวจหาความผิดปกติ
- ควรไปตรวจตามแพทย์นัดทุกคร้ัง และหม่ันสังเกตอาการผิดปกติของตนเอง เช่น อาการชาหรือ
การรับความรู้สึกของปลายมือปลายเท้าลดลง การเกิดแผลบริเวณเท้า อาการตามัว ความผิดปกติของ
ลกั ษณะและปรมิ าณของปสั สาวะ หากมอี าการดังกลา่ วควรรีบแจ้งให้แพทย์ทราบ
9
แผนการจดั กิจกรรมเรอื่ ง: การดูแลสขุ ภาพ การป้องกนั และการควบคุมโรคเบาหวานในบคุ ลากรมหาวทิ ยาลยั
กลุม่ เป้าหมาย: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลยั เชียงใหม่ จานวน 54 คน
ระยะเวลาทงั้ หมด: 4 ช่ัวโมง 55 นาที (ภาคทฤษฎี 1 ชว่ั โมง 15 นาที และภาคการปฏิบตั ิ 3 ชว่ั โมง 40 นาท)ี
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ภาคทฤษฎี: เพือ่ ใหแ้ กนนาสขุ ภาพบุคลากรมหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่
1. มีความตระหนักถึงปญั หาโรคเบาหวาน
2. มีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับชนิด สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง เกณฑ์บ่งช้ี และการคัดกรองของ
โรคเบาหวาน
3. มคี วามรู้ ความเข้าใจเกีย่ วกับวธิ ีการดูแลสขุ ภาพ เพอื่ ป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน
เกณฑ์การประเมินผลภาคทฤษฎี: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายที่ผ่านการอบรมให้
ความรู้
1. มคี วามตระหนักถึงปญั หาโรคเบาหวานในระดับมาก
2. มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเก่ียวกับชนิด สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง เกณฑ์บ่งช้ีและการคัดกรองของ
โรคเบาหวาน อย่างน้อยรอ้ ยละ 80
3. มีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับวิธีการดูแลสุขภาพ เพ่ือป้องกันและควบคุมโรคเบาหวา น
อย่างนอ้ ยรอ้ ยละ 80
จุดประสงค์การเรยี นรู้ภาคปฏบิ ัติ: เพอื่ ใหแ้ กนนาสุขภาพบุคลากรมหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
1. สามารถดาเนินกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพเพ่ือป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานให้แก่บุคลากร
ในคณะฯ หรอื หน่วยงานของตนเองได้
เกณฑ์การประเมนิ ผลภาคปฏบิ ตั ิ: แกนนาสุขภาพบคุ ลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายที่ผา่ นการอบรม
1. สามารถดาเนินกิจกรรมการสร้างเสริมสขุ ภาพเพ่ือป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานให้แก่บุคลากร
ในคณะฯ หรือหน่วยงานของตนเอง ได้อย่างตอ่ เน่ืองเปน็ เวลานานอย่างน้อย 6 เดอื น
10
สรปุ โรคเบาหวานในบุคลากรมหาวิทยาลัย/คนวัยทางาน
ความหมาย
โรคเบาหวาน (Diabetes; DM) หมายถึง โรคท่ีร่างกายสร้างฮอร์โมนที่ดึงน้าตาลในเลือดเข้าไปไว้ใน
เซลล์ (ฮอรโ์ มนอินซูลิน) ทีผ่ ลิตจากตับออ่ น หรอื จากความบกพร่องในการทางานของโรคเบาหวาน ทาใหร้ ะดับ
นา้ ตาลในเลอื ดสูงมากกว่าปกติ
ปจั จยั เสย่ี งของการเกดิ โรคเบาหวาน มดี งั นี้
- อายุ ≥ 45 ปี
- เพศชาย
- มปี ระวัติญาตสิ ายตรง (พ่อ แม่ พี่ นอ้ ง) เป็นโรคเบาหวาน
- นา้ หนกั เกินมาตรฐาน
- ขนาดรอบเอว เพศชาย > 90 ซม.,
เพศหญงิ > 80 ซม.
- เป็นโรคความดนั โลหิตสูง
ชนดิ ของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานชนิดท่ี 2 พบได้บอ่ ยที่สุดถึง 95% ในคนไทย โดยมกั พบบ่อยในวยั ผูใ้ หญ/่ วัยทางาน ผู้ที่
มีน้าหนักเกนิ หรือมภี าวะอ้วน
การควบคมุ โรคเบาหวาน ควรควบคุมใหร้ ะดบั น้าตาลในเลือดขณะอดอาหารอยู่ในชว่ ง 70-110 มก./ดล
วิธีการควบคมุ เบาหวาน
1. การรบั ประทานอาหาร กนิ อาหารใหค้ รบ 5 หมู่ โดยปรบั
สัดส่วนของอาหารในปริมาณทพ่ี อเหมาะ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต 50%
ไขมัน 30 - 35% และโปรตนี 15 - 20% ของพลงั งานรวมตอ่ วัน (หาก
ไตทางานปกต)ิ
2. แอลกอฮอล์ ไม่แนะนาใหด้ ่ืมแอลกอฮอล์ หากหลกี เลย่ี ง
ไมไ่ ดค้ วรจากดั ปริมาณในการดม่ื โดยไม่เกนิ 1 ด่ืมมาตรฐาน ในผูห้ ญิง
และ ไม่เกิน 2 ดมื่ มาตรฐาน ในผชู้ าย
3. การออกกาลังกาย ควรเปน็ การออกกาลังกายแบบแอโร-บิคอย่างสม่าเสมอ รว่ มกับการออกกาลังกาย
แบบต้านแรง ได้แก่ การยกน้าหนกั การออกกาลงั ด้วยยางยดื 2 ครง้ั /สัปดาห์
4. การใช้ยารกั ษาและการไปตรวจตามแพทย์นดั
4.1 การใช้ยาชนิดรบั ประทาน หรือการใช้ยาฉีดอินซลู นิ ควรใชใ้ ห้ถูกขนาดและถกู เวลา ตามคาแนะนาของ
แพทย์ ไมค่ วรหยดุ เพิ่ม/ลดยาเอง กรณลี มื รบั ประทานยา ให้รบั ประทานทนั ทีทน่ี ึกขึ้นได้
4.2 ควรพกลกู อมติดตัวอยูเ่ สมอ หากมอี าการของระดับนา้ ตาลในเลอื ดต่า เช่น ใจสัน่ มอื สัน่ เหง่อื ออก
มาก ใจหววิ หงุดหงดิ ปวดศรี ษะ หน้ามดื ควรอมลูกอมทนั ทหี รอื ดมื่ นา้ หวานครึ่งแกว้ หากอาการยงั ไม่ดขี น้ึ ให้
รบี ไปพบแพทยห์ รือสถานพยาบาลใกล้บา้ นเพือ่ ตรวจหาความผิดปกติ
4.3 ควรไปตรวจตามแพทย์นดั ทกุ คร้งั และหมัน่ สังเกตอาการผิดปกตขิ องตนเอง
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
บทท่ี 2
โรคความดันโลหิตสงู ในบคุ ลากรมหาวิทยาลยั /คนวัยทางาน
ความหมาย
โรคความดันโลหิตสูง (hypertension [HT]) หมายถึง ระดับความดันในหลอดเลือดแดงขณะ
หวั ใจหอ้ งลา่ งบีบตัวเต็มท่ี (systolic blood pressure [SBP]) ≥ 140 มม.ปรอท หรอื ระดับความดันใน
หลอดเลือดแดงขณะหัวใจห้องล่างคลายตัวเต็มท่ี (diastolic blood pressure [DBP]) ≥ 90 มม.ปรอท
(สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, 2562)
ปัจจัยเสี่ยงของโรคความดันโลหติ สูง
องค์การอนามัยโลก (WHO, 2019) แบ่งปัจจัยเส่ียงของโรคความดันโลหิตสูงออกเป็น
2 ประเภท ดังต่อไปนี้
1) ปจั จัยเสย่ี งทีส่ ามารถปรบั เปลย่ี นได้ (modifiable risk factors) มดี งั นี้
- การรับประทานอาหารที่ไม่ดีตอ่ สุขภาพ เช่น อาหารท่ีมีรสเค็มมากเกินไป อาหารท่ีมีไขมัน
อมิ่ ตัวและไขมนั ทรานสส์ ูง และการรับประทานผกั และผลไม้น้อย
- การไมม่ ีกจิ กรรมการเคลอ่ื นไหวร่างกาย
- การสูบบหุ รแี่ ละด่ืมสุรา
- การมนี า้ หนักเกนิ (BMI = 25-29.9) หรอื มภี าวะอ้วน (BMI ≥ 30)
2) ปจั จยั เสย่ี งท่ีไมส่ ามารถปรบั เปล่ยี นได้ (non-modifiable risk factors) มีดังนี้
- มญี าติสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง) เปน็ โรคความดนั โลหิตสงู
- อายุ> 65 ปี และมโี รคร่วม เช่น โรคเบาหวาน หรอื โรคไต
ประเภทและเกณฑ์บง่ ช้ีของโรคความดนั โลหติ สูง
การบ่งชี้ว่าบุคคลใด ๆ เป็นโรคความดันโลหิตสูง อ้างอิงจากผลการวัดระดับความดับโลหติ จาก
สถานพยาบาลเป็นหลัก โดยพิจารณาจากผลการวัดความดันโลหิตในครั้งแรกที่มาพบแพทย์ ตามเกณฑ์
จาแนก ดังน้ี
ประเภท SBP (มม. ปรอท) และ DBP (มม. ปรอท)
เหมาะสม < 120 และ/ หรือ < 180
ปกติ 120 -129 และ/ หรือ 80 - 84
สงู กว่าปกติ และ/ หรือ 85 - 89
ความดันโลหติ สงู ระดับ 1 130 - 139 และ/ หรือ 90 - 99
ความดันโลหติ สูงระดบั 2 140 - 159
ความดนั โลหิตสงู ระดับ 3 160 - 179 และ 100 - 109
ความดนั โลหิตตวั บนสงู (ISH) และ ≥ 110
≥ 180 < 90
≥ 140
21
อาการท่พี บไดบ้ ่อยของโรคความดนั โลหิตสงู (WHO, 2019) มีดังน้ี
- มีอาการปวดศีรษะในตอนเช้า เลือดกาเดาไหล ความสามารถในการมองเห็นเปลี่ยนไป ได้ยิน
เสยี งเหมอื นมีแมลงบินอยู่ในหู
- ผู้ท่ีมีความดันโลหิตอยู่ในระดับสูงมาก อาจมีอาการ อ่อนเพลีย คล่ืนไส้ อาเจียน สับสน วิตก
กังวล เจบ็ หน้าอก และมีอาการสัน่ ของกล้ามเนื้อ
แนวทางการคัดกรองความดันโลหิตสูง (สานักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข,
2560)
การเตรียมตัวเพอ่ื วดั ความดันโลหิต
1. ควรหยดุ กิจกรรมที่ใช้พลังงานมากใน 1 ชั่วโมง ก่อนรบั การตรวจวดั ความดันโลหติ เชน่ ออก-
กาลงั กายหรือทางานหนกั มาก เป็นตน้
2. ก่อนวัดความดนั โลหิต ควรนง่ั พกั อยา่ งนอ้ ย 5 นาที โดยน่ังหลงั พิงพนักเก้าอีแ้ ละเท้าทั้งสองวาง
ราบกับพนื้ วางพกั แขนบนโตะ๊ ทีร่ ะดับหวั ใจ
3. งดดืม่ สุรา ชา กาแฟ เครื่องด่มื ท่ีมคี าเฟอนี หรือสบู บหุ รี่กอ่ นวดั อย่างนอ้ ย 30 นาที
4. ควรสวมเส้อื แขนส้นั หรือสวมเสอื้ หลวมๆ สบายๆ สามารถพับแขนเสื้อขึ้นไปเหนือข้อศอกและ
ต้นแขนเพือ่ ความสะดวกในการวดั
5. ควรปัสสาวะก่อนวดั ความดันโลหติ
ขณะวดั ความดนั โลหติ
1. ต้องไม่พดู คุย
2. วดั ความดนั โลหิตอยา่ งนอ้ ย 2 คร้ัง ห่างกนั 3-5 นาที
3. แจง้ คา่ และอธบิ ายความหมายระดบั ความดันที่วดั ไดแ้ ก่ผทู้ ่ไี ดร้ บั การคดั กรอง
4. แนะนาการปฏบิ ตั ติ ัวที่เหมาะสมกับระดบั ความดนั โลหิต
หมายเหตุ: เคร่อื งมือวัดความดันโลหติ ทีม่ ีมาตรฐานเพ่อื การคัดกรอง ได้แก่
1. เคร่ืองมือวดั ความดนั โลหติ ชนดิ ปรอท ท่มี ีการสอบเทียบคา่ เป็นระยะ
2. เครื่องมือวดั ดิจทิ อลชนิด cuff พนั รอบแขนท่มี ขี นาดเหมาะสมกบั ผูถ้ ูกคดั กรองและเทยี บค่ากับ
เคร่ืองวดั ความดันโลหิตชนดิ ปรอท ท่มี กี ารสอบเทียบค่าเป็นระยะๆ
22
การป้องกนั การเกิดโรคความดนั โลหติ สงู (WHO, 2019) มีดงั น้ี
- ลดปริมาณการรบั ประทานเกลอื (< 5 กรมั / วนั )
- รับประทานผักและผลไมใ้ หม้ ากข้นึ
- ออกกาลังกายอย่างสมา่ เสมอ
- หลีกเลี่ยงการสบู บุหร่ี
- ลดการด่ืมเครอื่ งดม่ื ที่มีแอลกอฮอล์
- จากัดการรบั ประทานอาหารท่ีมไี ขมันอ่ิมตัวสูง
- งด/ลดไขมันทรานสใ์ นอาหาร
- ลด/จัดการกบั ความเครียด
การจัดการ/การควบคมุ โรคความดนั โลหติ
การจัดการ/ควบคุมโรคความดันโลหิตสูงตามแนวทางของสมาคมโรคความดันโลหิตสูงแห่ง
ประเทศไทย (2562) มดี ังนี้
1) การลดน้าหนักในผู้ที่น้าหนักเกินหรือมีภาวะอ้วน ให้มีค่าดัชนีมวลกายอยู่ในช่วง 18.5 –
22.9 กก./ตร.ม. และเสน้ รอบเอวไม่เกินครึ่งหน่งึ ของสว่ นสูง
2) การปรับรปู แบบของการรบั ประทานอาหารเพ่ือสขุ ภาพ ดังนี้
- รบั ประทานอาหารแต่ละมือ้ ใหค้ รบ 5 หมู่ ในปริมาณทเี่ หมาะสม
- ใช้สูตรเมนูอาหารตามแนวทางของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข คือ สูตร 2:1:1
ประกอบด้วย ผักอย่างน้อย 2 ชนิด 2 ส่วน ข้าวหรืออาหารประเภทแป้ง 1 ส่วน และโปรตีนท่ีเป็น
เน้อื สัตว์ไมต่ ดิ มนั และเนอื้ ปลา 1 สว่ น และมีผลไม้รสหวานน้อยรับประทานร่วมด้วยในทุกมอื้ อาหาร
- ควรหลกี เลย่ี งอาหารเสริมหรือสารสกัดจากสมุนไพรทส่ี ่งผลให้ความดันโลหิตเพ่ิมสูงข้ึน
เชน่ มาฮวง ชะเอมเทศ ชะเอม สม้ ขม
- จากัดปริมาณการรับประทานโซเดียมไม่เกินวันละ 2 กรัม (เกลือแกง 1 ช้อนชา มี
ปรมิ าณโซเดียม 2 กรมั นา้ ปลา/ซีอวิ๊ ขาว 1 ชอ้ นชา มปี รมิ าณโซเดยี ม 350-500 มก. และผงชูรส 1 ช้อน
ชา มีปรมิ าณโซเดยี ม 500 มก.)
3) การเพิ่มกิจกรรมทางกาย และ/หรือ การออกกาลงั กายแบบแอโรบคิ อย่างสม่าเสมอ ดงั น้ี
3.1) ควรออกกาลังกายแบบแอโรบิค ≥ 5 วนั /สปั ดาห์
3.2) ควรออกกาลังกายที่มีความระดับความหนักแตกต่างกันหลายแบบ เช่น ระดับหนัก
ปานกลาง ถึงระดบั หนกั มาก
3.3) การออกกาลังกายที่ต้องออกแรงต้านหรือออกแรงเกร็งกล้ามเน้ืออยู่กับท่ี อาจทาให้
ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ เช่น การยกน้าหนัก ดังน้ันผู้ท่ียังควบคุมระดับความดันไม่ได้จะต้องปรึกษา
แพทยก์ ่อน
3.4) ผทู้ จ่ี ะต้องออกกาลังกายภายใตค้ าแนะนาของแพทย์ มีดังต่อไปนี้
- ความดันโลหิตตัวบน (SBP) ≥ 180 มม.ปรอท หรือ ความดันโลหิตตัวล่าง (DBP)
≥ 110 มม.ปรอท
- มีอาการเจบ็ หนา้ อก หรอื หายใจไม่สะดวก โดยเฉพาะขณะออกแรง
- มโี รคหัวใจลม้ เหลว
23
- มีภาวะหวั ใจเตน้ ผดิ จังหวะ
- มีโรคเบาหวานทค่ี วบคุมนา้ ตาลไม่ได้
- มภี าวะเจ็บปว่ ยเฉยี บพลนั
- มโี รคเรื้อรัง เชน่ โรคทเี่ ก่ียวข้องกบั ขอ้ เขา่ เส่อื ม อัมพฤกษ์ และโรคปอดเร้ือรงั
4) การจากัดหรืองดเครอ่ื งดม่ื แอลกอฮอล์
- ผทู้ ไี่ มเ่ คยด่ืมแอลกอฮอล์ ควรหลกี เลย่ี ง/งดการด่มื
- ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ ควรลดจากัดปริมาณในการด่ืม โดยผู้หญิงด่ืมแอลกอฮอล์ได้ไม่เกิน
1 ดืม่ มาตรฐาน (เครือ่ งด่มื ทมี่ แี อลกอฮอล์ = 10 กรัม) สว่ นผู้ชายด่ืมแอลกอฮอลไ์ ดไ้ มเ่ กิน 2 ด่มื มาตรฐาน
5) ควรหลีกเล่ียงหรือเลิกสูบบุหร่ี ถึงแม้จะไม่ส่งผลช่วยลดระดับความดันโลหิตโดยตรง แต่
การการหลีกเลี่ยงหรือเลิกสูบบุหร่ีจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดย
สามารถโทรขอรบั คาปรึกษาจากศูนย์บริการเลิกบหุ รีท่ างโทรศัพท์แหง่ ชาติที่เบอร์ “1600 สายเลิกบุหร่ี”
ไดฟ้ รีโดยไม่เสยี ค่าบรกิ าร หรือเวบ็ ไซต์ www.thailandquitline.or.th
6) ควรรับประทานยาลดความดันโลหิตตามแผนการรักษาของแพทย์ ไม่ปรับเพิ่มหรือลดยา
เอง และไปตรวจตามนัดทุกครัง้
24
แผนการจดั กิจกรรมเร่ือง: การดแู ลสขุ ภาพ การป้องกัน และการควบคุมโรคความดันโลหติ สงู ใน
บคุ ลากรมหาวิทยาลยั
กลมุ่ เปา้ หมาย: แกนนาสุขภาพบคุ ลากรมหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ จานวน 54 คน
ระยะเวลาทัง้ หมด: 2 ชั่วโมง 50 นาที (ภาคทฤษฎี 40 นาที และภาคการปฏิบตั ิ 2 ชว่ั โมง 10 นาท)ี
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ภาคทฤษฎี: เพือ่ ให้แกนนาสขุ ภาพบคุ ลากรมหาวิทยาลัยเชยี งใหม่
1. มีความตระหนกั ถึงปญั หาโรคความดันโลหิตสูง
2. มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ปัจจัยเสี่ยง เกณฑ์บ่งชี้และอาการของโรคความดัน
โลหติ สูง
3. มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธกี ารดแู ลสขุ ภาพเพ่ือป้องกันและควบคุมโรคความดันโลหติ สงู
เกณฑ์การประเมินผลภาคทฤษฎี: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายที่ผ่านการ
อบรมให้ความรู้
1. มีความตระหนักถึงปัญหาโรคความดันโลหิตสงู ในระดับมาก
2. มีความรู้ ความเข้าใจท่ีถูกต้องเก่ียวกับความหมาย ปัจจัยเส่ียง เกณฑ์บ่งช้ี การคัดกรอง และ
อาการของโรคความดนั โลหิตสงู อย่างนอ้ ยรอ้ ยละ 80
3. มีความรู้ ความเข้าใจท่ีถูกต้องเกี่ยวกับวิธีการดูแลสุขภาพ เพื่อป้องกันและควบคุมโรคความ
ดันโลหติ สูง อย่างนอ้ ยรอ้ ยละ 80
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ภาคปฏบิ ตั ิ: เพ่อื ใหแ้ กนนาสุขภาพบุคลากรมหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
1. สามารถดาเนินกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันและควบคุมโรคความดันโลหิตสูง
ใหแ้ กบ่ ุคลากรในคณะฯ หรือหนว่ ยงานของตนเองได้
เกณฑ์การประเมินผลภาคปฏิบัติ: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายท่ีผ่านการ
อบรม
1. สามารถดาเนินกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพเพ่ือป้องกันและควบคุมโรคความดันโลหิตสูง
ให้แก่บุคลากรในคณะฯ หรือหน่วยงานของตนเอง ได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอย่างน้อย
6 เดือน
25
สรุปโรคความดนั โลหิตสงู ในบคุ ลากรมหาวิทยาลัย/คนวัยทางาน
ความหมาย
โรคความดันโลหิตสูง (hypertension; HT) หมายถึง ระดับความดันในหลอดเลือดแดงขณะ
หัวใจห้องล่างบีบตัวเต็มท่ี (systolic blood pressure; SBP) ≥ 140 มม.ปรอท หรือ ระดับความดันใน
หลอดเลอื ดแดงขณะหวั ใจหอ้ งล่างคลายตัวเตม็ ที่ (diastolic blood pressure; DBP) ≥ 90 มม.ปรอท
ปจั จยั เสีย่ งของการเกิดโรคความดนั โลหติ สงู มดี งั นี้
1. ปจั จัยเส่ียงทสี่ ามารถปรบั เปล่ียนได้ ได้แก่ การรับประทานอาหารท่ีไม่ดตี ่อสุขภาพ การไม่มี
กิจกรรมการเคลอ่ื นไหวรา่ งกาย การสบู บหุ ร่แี ละดื่มสรุ า และการมีน้าหนักเกิน (BMI = 25-29.9) หรอื มี
ภาวะอ้วน (BMI ≥ 30)
2. ปัจจัยเสีย่ งท่ีไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ> 65 ปี และเป็นโรคเรอ้ื รงั อืน่ ๆร่วมดว้ ย
หรอื มญี าตสิ ายตรง (พ่อ แม่ พ่ี นอ้ ง) เปน็ โรคความดนั โลหิตสงู
อาการทพ่ี บได้บอ่ ยของโรคความดันโลหติ สงู
อาการปวดศีรษะในตอนเช้า เลือดกาเดาไหล การมองเห็นเปล่ียนไป ได้ยินเสียงเหมือนมีแมลง
บนิ อยใู่ นหู หากความดนั โลหติ สงู มาก อาจมีอาการ ออ่ นเพลยี คลืน่ ไส้ อาเจียน เจ็บหนา้ อก เป็นต้น
การควบคมุ ความดนั โลหิตสูง ควรควบคุมใหร้ ะดบั ความดันโลหติ ไมเ่ กิน 140/90 มม.ปรอท
การจัดการ/การควบคุมโรคความดันโลหติ
- จากัดปริมาณการรับประทานโซเดียมไม่เกินวันละ 2 กรัม (เกลือแกง 1 ช้อนชา มีปริมาณ
โซเดียม 2 กรัม น้าปลา/ซีอ๊ิวขาว 1 ช้อนชา มีปริมาณโซเดียม 350-500 มก. และผงชูรส 1 ช้อนชา มี
ปริมาณโซเดยี ม 500 มก.)
- รับประทานอาหารแต่ละม้ือให้ครบ 5 หมู่
โดยใช้สูตรเมนูอาหารตามแนวทางของกรมอนามัย
กระทรวงสาธารณสุข คือ สูตร 2:1:1 ประกอบด้วย
ผักอยา่ งน้อย 2 ชนดิ 2 ส่วน ขา้ วหรอื อาหารประเภท
แป้ง 1 ส่วน และโปรตีนท่ีเป็นเน้ือสัตว์ไม่ติดมันและ
เ นื้ อ ป ล า 1 ส่ ว น แ ล ะ มี ผ ล ไ ม้ ร ส ห ว า น น้ อ ย
รบั ประทานร่วมด้วยในทกุ ม้ืออาหาร
- หากรับประทานอาหารนอกบา้ น ไมค่ วรปรุงรสชาตเิ พ่ิม
- ออกกาลังกายอยา่ งสมา่ เสมอ โดยออกกาลงั กายแบบแอโรบิค ≥ 5 วัน/สปั ดาห์
- หลีกเลี่ยงการสบู บหุ รี่ และลดการดื่มเครอื่ งด่ืมท่มี ีแอลกอฮอล์
- ลด/จัดการกบั ความเครยี ด
- ควรรับประทานยาลดความดันโลหิตตามแผนการรักษาของแพทย์ ไม่ปรับเพ่ิมหรือลดยาเอง
และไปตรวจตามนัดทุกครัง้
26
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
บทท่ี 3
ภาวะไขมนั ในเลือดผดิ ปกติในบคุ ลากรมหาวทิ ยาลัย/คนวัยทางาน
ความหมาย
ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (Dyslipidemia) หมายถึง ภาวะที่มีระดับคอเลสเตอรอล และ/หรือ
ไตรกลีเซอไรด์ ในพลาสมาสูงกว่าปกติ หรือมีระดับของไขมันชนิดดี (HDL) ในพลาสมาต่ากว่าปกติ
(Davidson, 2019)
สาเหตขุ องภาวะไขมันในเลือดผดิ ปกติ
1) ชนิดปฐมภมู :ิ เช่ือว่าเกิดจากความผิดปกติพนั ธุกรรมในการควบคุมการสงั เคราะห์และการเผา
ผลาญไขมนั ชนดิ ไม่ดี (LDL) และหรือมคี วามผดิ ปกติของยีนทคี่ วบคุมการสร้างตัวรับ LDL ท่เี ซลลต์ บั ทา
ให้ระดบั ของ LDL และไตรกลีเซอไรด์ในเลอื ดสูงข้นึ
2) ชนดิ ทตุ ยิ ภมู ิ เกิดจากวถิ ีชวี ติ และปจั จัยต่าง ๆ ดงั น้ี
2.1) พฤตกิ รรมการรบั ประทานอาหารที่ไม่ดตี อ่ สุขภาพ
- การรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ไขมันอิ่มตัวสูง และไขมันทรานส์สูง เช่น
ไขมันจากสัตว์ เนย ไข่แดง เคร่อื งในสัตว์ และกะทิ เป็นตน้
- การรับประทานอาหารท่ีทาให้ระดับไตรกลเี ซอไรด์ในเลือดสงู ขึ้น ได้แก่ อาหารท่ีมีแป้ง
และนา้ ตาลสงู และเคร่ืองด่มื ทม่ี ีแอลกอฮอล์
2.2) มีโรคประจาตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคต่อมไทรอยด์ทางานนอ้ ยเกินไป โรค
ตบั แขง็ จากท่อนา้ ดีปฐมภูมิ เป็นต้น
2.3) การดื่มเครอื่ งดื่มแอลกอฮอลม์ ากเกนิ ไป
2.4) การได้รับยาบางชนิด เช่น thiazides, beta-blockers, retinoids, cyclosporine,
tacrolimus, estrogen และ progestins และ glucocorticoids
เกณฑบ์ ง่ ชีข้ องภาวะไขมันในเลือดผดิ ปกติ
เกณฑ์บ่งช้ีของโรคไขมันในเลือดผิดปกติ ด้วยวิธีการตรวจระดับไขมันในพลาสมาภายหลังการงด
น้าและอาหารเป็นเวลานานอยา่ งน้อย 10 ชวั่ โมง (พรี ะ สมบัติดี, สายสมร พลดงนอก และสิทธชิ ยั เนตร
วิจติ รพันธ์, 2558) มีดังตอ่ ไปนี้
- ระดับคอเลสเตอรอลในเลอื ด (total cholesterol) > 200 มก./ดล.
- ระดับไขมนั ชนิดไมด่ ใี นเลอื ด (LDL-C) > 140 มก./ดล.
- ระดบั ไขมันชนิดดใี นเลอื ด (HDL-C) < 50 มก./ดล.
- ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด (TGs) > 150 มก./ดล.
การป้องกนั / การควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยใู่ นเกณฑ์ปกติ (สานักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคมุ โรค,
มปป.; Davidson, 2019) มดี ังตอ่ ไปนี้
- ลดการรบั ประทานอาหารท่ีมีไขมนั และคอเลสเตอรอล
- เพ่ิมสัดส่วนการรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ (หวานน้อย) ที่มีกากใยสูง และคาร์โบไฮเดรต
เชงิ ซอ้ น
37
- ออกกาลังกายเป็นประจา อย่างน้อย 5 วัน/สัปดาห์ ซ่ึงจะช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอล
ชนิดไม่ดี (LDL) และเพ่ิมระดับของไขมนั ชนดิ ดี (HDL)
- ควบคุมนา้ หนกั ให้อยใู่ นเกณฑท์ เ่ี หมาะสม
- จากดั เครือ่ งดื่มทม่ี แี อลกอฮอล์
- เลิกสบู บหุ รี่
- ทาจิตใจให้ผ่องใส ไมเ่ ครียด
- รับประทานยาลดไขมันตามแผนการรักษาของแพทย์ หากลืมรับประทานยาให้ทานทันทีทนี่ กึ
ได้ แต่หากใกลก้ ับเวลาทต่ี ้องทานในครัง้ ถัดไป ให้ข้ามยาครัง้ ท่ลี มื ห้ามเพ่มิ ยาเป็น 2 เท่า
- ตรวจและตดิ ตามระดบั ไขมนั และคอเลสเตอรอลในหลอดเลอื ดอยา่ งสม่าเสมอ อย่างน้อยปลี ะ
1 ครัง้
- ไปรับการตรวจตามแพทย์นดั ทุกครัง้ เพ่อื ติดตามการรกั ษาอยา่ งตอ่ เน่ือง
38
แผนการจัดกิจกรรมเร่ือง: การดูแลสุขภาพ การป้องกัน และการควบคุมภาวะไขมันในเลือดผิดปกติใน
บุคลากรมหาวิทยาลัย
กล่มุ เปา้ หมาย: แกนนาสขุ ภาพบุคลากรมหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ จานวน 54 คน
ระยะเวลาทั้งหมด: 2 ช่ัวโมง 15 นาที (ภาคทฤษฎี 40 นาที และภาคการปฏบิ ัติ 1 ช่ัวโมง 35 นาท)ี
จุดประสงค์การเรยี นรู้ภาคทฤษฎี: เพ่อื ให้แกนนาสขุ ภาพบุคลากรมหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
1. มคี วามตระหนกั ถึงปญั หาภาวะไขมนั ในเลอื ดผดิ ปกติ
2. มีความรู้ ความเข้าใจ เกีย่ วกับความหมาย สาเหตุ และเกณฑบ์ ง่ ชี้ภาวะไขมันในเลอื ดผิดปกติ
3. มีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับวิธีการดูแลสุขภาพ เพื่อป้องกันและควบคุมภาวะไขมันในเลือด
ผิดปกติ
เกณฑ์การประเมินผลภาคทฤษฎี: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายท่ีผ่านการ
อบรมให้ความรู้
1. มคี วามตระหนกั ถึงปัญหาภาวะไขมนั ในเลอื ดผิดปกติในระดบั มาก
2. มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเก่ียวกับความหมาย สาเหตุ และเกณฑ์บ่งช้ีภาวะไขมันในเลือด
ผดิ ปกติ อย่างน้อยร้อยละ 80
3. มีความรู้ ความเข้าใจท่ีถูกต้องเก่ียวกับวิธกี ารดูแลสขุ ภาพ เพ่ือป้องกันและควบคุมภาวะไขมัน
ในเลอื ดผิดปกติ อยา่ งนอ้ ยร้อยละ 80
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ภาคปฏิบตั ิ: เพอ่ื ใหแ้ กนนาสุขภาพบคุ ลากรมหาวิทยาลัยเชยี งใหม่
1. สามารถดาเนินกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพเพ่ือป้องกันและควบคุมภาวะไขมันในเลือด
ผดิ ปกติ ใหแ้ กบ่ คุ ลากรในคณะฯ หรือหนว่ ยงานของตนเองได้
เกณฑ์การประเมินผลภาคปฏิบัติ: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายท่ีผ่านการ
อบรม
1. สามารถดาเนินกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันและควบคุมภาวะไขมันในเลือด
ผิดปกติ ให้แก่บุคลากรในคณะฯ หรือหน่วยงานของตนเอง ได้อย่างต่อเน่ืองเป็นเวลานานอย่างน้อย 6
เดอื น
เกณฑ์การประเมินผลภาคปฏิบัติ: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายที่ผ่านการ
อบรม
39
สรปุ ภาวะไขมันในเลือดผดิ ปกติในบคุ ลากรมหาวิทยาลัย/คนวัยทางาน
“ไขมันในเลอื ดสูง ภยั รา้ ยทไ่ี มท่ นั ระวัง”
ความหมาย
ภาวะไขมันในเลอื ดผิดปกติ หมายถึง ภาวะที่ร่างกายมีระดับไขมันในเลอื ดสูงกว่าปกติ ซึ่งระดับ
โคเลสเตอรอลปกติไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร และระดับไตรกลีเซอไรค์ ปกติไม่
เกิน 150 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สาคัญทาให้เกิด
โรคหวั ใจและหลอดเลือดตบี ตนั และอาจเปน็ อันตรายถึงแก่ชีวติ ได้
สาเหตขุ องภาวะไขมนั ในเลอื ดผดิ ปกติ
อาจเกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมหรือยีนในการควบคุมการสร้างและการเผาผลาญไขมัน
ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากวิถีชีวิต ได้แก่ พฤติกรรมการรับประทานอาหารท่ีไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น
ไขมันจากสัตว์ เครอื่ งในสตั ว์ กะทิ เครอื่ งดืม่ ทมี่ ีแอลกอฮอล์ อาหารทมี่ แี ปง้ และน้าตาลสูง เป็นตน้
อันตรายท่เี กดิ ขึ้นจากภาวะไขมันในเลือดสูง
ไขมนั ส่วนเกนิ จะไปตกตะกอนตามผนังของเส้น
เลอื ด ทาให้ผนังเส้นเลือดหนา และแข็ง จะทาให้ตีบตันได้
ง่าย ถ้าหากเกิดการตบี ตันท่เี สน้ เลือดหวั ใจทาให้เกดิ หัวใจ
ขาดเลอื ด และหากเป็นที่เสน้ เลือดที่เลยี้ งสมอง อาจทาให้
เสน้ เลือดตีบตันและเปน็ อัมพฤกษ์ อมั พาตได้
การปฏบิ ตั ิตน เพ่อื ควบคุมไขมันในเลือด มีดงั ต่อไปน้ี
- ลดการรับประทานอาหารทมี่ ไี ขมันและคอเลสเตอรอลสงู
- เพิ่มสัดส่วนการรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ (หวานน้อย) ท่ีมีกากใยสูง และคาร์โบไฮเดรต
เชงิ ซ้อน
- ออกกาลังกายเป็นประจา อย่างน้อย 5 วัน/สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอล
ชนิดไมด่ ี และเพ่ิมระดับของไขมันชนิดได้
- ควบคมุ นา้ หนักใหอ้ ยู่ในเกณฑท์ ่เี หมาะสม
- เลิกสูบบหุ รี่ และจากัดเคร่อื งดื่มที่มีแอลกอฮอล์
- ทาจิตใจให้ผอ่ งใส ไมเ่ ครียด
- รับประทานยาลดไขมันตามแผนการรักษาของแพทย์ หากลืมรับประทานยาให้ทานทันทีท่นี กึ
ได้ แต่หากใกลก้ บั เวลาที่ต้องทานในคร้ังถัดไป ใหข้ ้ามยาครัง้ ทีล่ มื หา้ มเพ่ิมยาเปน็ 2 เทา่
- ตรวจและติดตามระดับไขมนั อย่างสม่าเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 คร้ัง
40
41
42
43
44
45
46
บทที่ 4
โรคหวั ใจและหลอดเลือดในบุคลากรมหาวทิ ยาลยั /คนวยั ทางาน
ความหมาย
โรคหัวใจและหลอดเลอื ด (Cardiovascular disease [CVD]) หมายถึง โรคท่ีเกิดจากหลอดเลือด
ตีบตันหรือหลอดเลือดเกิดการแข็งตัวจากการเกาะของไขมัน โปรตีน และแร่ธาตุท่ีผนังหลอดเลือดจน
หลอดเลือดมีการตีบแคบลง เกิดแรงต้านต่อการไหลเวียนของเลือดท่ีไปเล้ียงอวัยวะต่าง ๆ หลอดเลือด
ขาดความยืดหยุ่นและเปราะได้ง่าย หากเกิดบริเวณหลอดเลือดหัวใจอาจทาให้เซลล์กล้ามเน้อื หัวใจขาด
เลือด กล้ามเน้ือหัวใจตาย หัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ หากเกิดบริเวณหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอาจทา
ให้เกดิ โรคสมองขาดเลอื ด และเกิดอัมพฤกษ์ หรอื อัมพาตตามมาได้ (กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะ
สุข, มปป.)
ปจั จยั เส่ียงของการเกิดโรคหวั ใจและหลอดเลือด
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวในและหลอดเลือด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม (สานักโรคไม่ติดต่อ
กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสขุ , 2559) ดงั นี้
1) ปจั จัยเส่ยี งท่ีไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้
- เพศชาย
- อายุมาก โดยเพศหญงิ ทมี่ อี ายุ > 55 ปี และเพศชายอายุ > 45 ปี
- มีประวัติครอบครวั (พ่อ แม่ พ่ี น้อง) เปน็ โรคหัวใจและหลอดเลือด
2) ปัจจยั เสย่ี งท่ีสามารถปรบั เปล่ยี นได้
- การรับประทานอาหารมากเกนิ พอดี ไม่ถูกสดั ส่วน
- การรับประทานผกั และผลไม้นอ้ ย
- การรบั ประทานอาหารที่มีโซเดยี มสูง น้าตาลสงู และมีไขมนั สูง
- การสบู บุหรี่
- การดื่มแอลกอฮอล์
- การขาดกิจกรรมการออกกาลงั กาย หรอื มกี ารเคลอื่ นไหวรา่ งกายนอ้ ยลง
อาการบ่งชีข้ องโรคหัวใจขาดเลอื ด
- มีอาการเจบ็ แน่นตรงกลางหน้าอกเหมือนมีอะไรบีบรัด หรือมีของหนักกดทบั อาจปวดร้าว
ไปท่ีคอ แขนซ้าย หรือกราม หายใจเหน่ือยหอบ อึดอัด นอนราบไม่ได้ ร่วมกับอาการคล่ืนไส้ เหง่ือออก
ท่วมตัว เวียนศีรษะ หนา้ มืด เป็นลม
- อาการจะเกิดขึ้นเม่อื ออกกาลังกาย ทางานหนกั ๆ หรอื อยู่ในภาวะเครยี ดจดั แตน่ ัง่ พัก หรอื
อมยา Nitroglycerine ใตล้ ้ินแลว้ ดีขึน้
- หากหลอดเลือดหัวใจตีบมาก อาการแน่นหน้าอกอาจรุนแรง หยุดพักแล้วอาการไม่ดีขึ้น
จนเกิดภาวะกล้ามเนอ้ื หวั ใจตายเฉยี บพลัน หรือหัวใจอาจหยุดเตน้ อยา่ งกะทนั หันได้
47
อาการเตอื นของโรคสมองขาดเลอื ด
ผ้ทู ม่ี ีสมองขาดเลือด จะมอี าการเหล่านีอ้ ย่างนอ้ ย 1 อาการ ดังนี้
- F = Face (ใบหนา้ ) ยม้ิ มมี ุมปากตก 1 ข้าง
- A = Arms (แขน) ยกแขนไม่ข้นึ 1 ขา้ ง
- S = Speech (การพูด) พดู ไม่ออก พดู ไมช่ ัด พดู แล้วคนฟงั ไมร่ เู้ รอ่ื ง
- T = Time (เวลา) หากมีอาการข้างต้นให้รีบไปโรงพยาบาลเพ่ือรักษาภายใน 4 ชม.
จึงจะชว่ ยใหส้ ามารถรกั ษาและฟน้ื ฟสู ภาพให้กลับมาเปน็ ปกติ/ ใกล้เคียงปกติได้
การจดั การ/การควบคุมโรคหวั ใจและหลอดเลือด
การจัดการและการควบคุมโรคหัวใจและหลอดเลือด (สานักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสุข, มปป.) มีดังต่อไปน้ี
1) การปรบั พฤตกิ รรมการรบั ประทานอาหาร ดงั นี้
- ควรรับประทานอาหารปรุงด้วยวิธีการต้ม ตุ๋น นึ่ง อบ ยาและผัดท่ีไม่มัน มากกว่าอาหาร
ทอด
- หลีกเล่ียงการรับประทานอาหารท่ีมีไขมันสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์
อาหารทอด เครื่องด่ืมที่มีไขมันสูง หรืออาหารท่ีมีไขมันทรานส์ เช่น ขนมอบ ขนมกรุบกรอบ เบเกอร่ี
อาหารทีท่ อดซ้าหลายครั้ง
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสเค็ม หรือมีเกลือโซเดียมสูง เช่น น้าปลา ซีอ๊ิว เต้าเจี้ยว
กะปิ ผงชรู ส ของหมักดอง อาหารหรอื เครือ่ งดมื่ สาเรจ็ รปู เปน็ ต้น
- หลีกเลี่ยงเคร่ืองด่ืมที่มีรสหวาน/น้าตาลสูง เช่น น้าอัดลม น้าหวาน น้าผลไม้ และลดการ
รบั ประทานน้าตาล (ไม่เกิน 6-8 ช้อนชา/วัน)
- เพิ่มการรับประทานผักสดอย่างน้อย 2 ฝ่ามือ/ม้ือ หรือผักสุกอย่างน้อย 1 ฝ่ามือ/ม้ือ และ
ผลไม้ที่มีรสไมห่ วานจัด
2) การออกกาลงั กายทม่ี คี วามหนักระดบั ปานกลาง วันละ 30 นาที อย่างนอ้ ย 5 วนั /สัปดาห์ ดงั นี้
- อบอนุ่ ร่างกาย และยืดเหยียดกล้ามเนื้อ 5-10 นาที
- ออกกาลังกายความหนักระดับปานกลาง (อัตราการเต้นของหวั ใจ 50-70% ของอัตราการ
เต้นหัวใจสูงสดุ หรอื ระดับทเี่ หน่ือยแต่ยงั สามารถพูดคุยได้เป็นประโยค) อยา่ งนอ้ ย 10 นาท/ี คร้งั
- การยืดเหยียดกลา้ มเนอ้ื 5-10 นาที
3) การควบคุมน้าหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยควบคุมค่าดัชนีมวลกายไม่เกิน 25 กก./
ตร.ม. และ รอบเอวไมเ่ กินครึ่งหนึ่งของส่วนสงู
4) การผ่อนคลายความเครียด โดยเลือกวิธีที่ตนเองถนัด ชอบ หรือรู้สึกสนใจ เช่น การนั่งสมาธิ
การพักผ่อนนอนหลับ การดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ การพบปะและพูดคุยกับเพ่ือน การออกกาลังง
กาย การไปเที่ยว หรอื การชอปปงิ้ เป็นตน้
5) การลด/หลีกเลย่ี งการสบู บุหรี่ และการดม่ื แอลกอฮอล์
6) การรับประทานยาและไปตรวจตามแพทย์นดั ทุกคร้ัง
48
- ควรรับประทานยาตามแผนการรักษาของแพทย์ ไม่เพิ่ม/ลด หรือปรับขนาดยาเอง
โดยเฉพาะผู้ท่ีรับประทานยาต้านการเกาะกลุ่มกันของเกร็ดเลือด หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด ต้อง
สังเกตอาการเลือดออกผิดปกติ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมท่ีท่ีอาจทาใหเ้ กิดการบาดเจ็บ หรือมีเลือดออกได้
งา่ ย
- ไปตรวจรักษาตามแพทยน์ ดั ทุกคร้ัง เพอ่ื ติดตามอาการและรับการรกั ษาอยา่ งต่อเน่ือง
49
แผนการจัดกิจกรรมเรื่อง: การดูแลสุขภาพ การป้องกัน และการควบคุมโรคหัวใจและหลอดเลือดใน
บคุ ลากรมหาวิทยาลัย
กลมุ่ เปา้ หมาย: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลยั เชียงใหม่ จานวน 123 คน
ระยะเวลาทั้งหมด: 2 ชว่ั โมง 20 นาที (ภาคทฤษฎี 50 นาที และภาคการปฏบิ ัติ 1 ชั่วโมง 30 นาท)ี
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ภาคทฤษฎี: เพ่ือให้แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
1. มีความตระหนกั ถึงปญั หาโรคหัวใจและหลอดเลอื ด
2. มีความรู้ ความเข้าใจ เก่ียวกับความหมาย ปัจจัยเส่ียง อาการบ่งชี้/อาการเตือนของโรคหัวใจ
และหลอดเลือด
3. มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการดูแลสุขภาพ เพ่ือป้องกันและควบคุมโรคหัวใจและหลอด
เลอื ด
เกณฑ์การประเมินผลภาคทฤษฎี: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายที่ผ่านการ
อบรมใหค้ วามรู้
1. มีความตระหนักถงึ ปัญหาโรคหวั ใจและหลอดเลอื ดในระดับมาก
2. มีความรู้ ความเข้าใจท่ีถูกต้องเกี่ยวกับความหมาย ปัจจัยเสี่ยง อาการบ่งชี้/อาการเตือนของ
โรคหัวใจและหลอดเลือด อยา่ งน้อยร้อยละ 80
3. มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเก่ียวกับวิธีการดูแลสุขภาพ เพ่ือป้องกันและควบคุมโรคหัวใจ
และหลอดเลือด อย่างนอ้ ยร้อยละ 80
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ภาคปฏิบัติ: เพื่อใหแ้ กนนาสุขภาพบคุ ลากรมหาวิทยาลยั เชียงใหม่
1. สามารถดาเนินกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพเพ่ือป้องกันและควบคุมภาวะไขมันในเลือด
ผิดปกติ ให้แกบ่ ุคลากรในคณะฯ หรือหนว่ ยงานของตนเองได้
เกณฑ์การประเมินผลภาคปฏิบัติ: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายที่ผ่านการ
อบรม
1. สามารถดาเนินกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพเพ่ือป้องกันและควบคุมภาวะไขมันในเลือด
ผิดปกติ ให้แก่บุคลากรในคณะฯ หรือหน่วยงานของตนเอง ได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอย่างน้อย 6
เดอื น
50