The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มืออบรมแกนนำสุขภาพสำหรับบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการขับเคลื่อนสู่มหาวิทยาลัยสุขภาพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Healthy University, 2022-06-17 10:11:42

คู่มืออบรมแกนนำสุขภาพ

คู่มืออบรมแกนนำสุขภาพสำหรับบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการขับเคลื่อนสู่มหาวิทยาลัยสุขภาพ

Keywords: แกนนำสุขภาพ,Health Volunteers,Healthy,CMU

สรปุ โรคหัวใจและหลอดเลอื ดในบคุ ลากรมหาวทิ ยาลยั /คนวยั ทางาน

“พฤติกรรมรา้ ยๆ ทาลายหัวใจและสมอง”

ความหมาย

โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease [CVD]) หมายถึง โรคท่ีเกิดจากหลอด
เลือดตบี ตันหรือหลอดเลือดทแี่ ข็งตวั จากการเกาะของไขมันทส่ี ะสมอยู่ในหลอดเลือดนนั่ เอง

บคุ คลใดบ้างที่เสยี่ งต่อโรคนี้
1) ปัจจัยเส่ียงที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ เพศ อายุ โดยเพศหญิงท่ีมีอายุ > 55 ปี และเพศชายอายุ

> 45 ปี ในครอบครัวมีผู้ท่ีเปน็ โรคหวั ใจและหลอดเลอื ด เปน็ ตน้
2) ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีโซเดยี มสูง น้าตาลสูง และมีไขมัน

สูง ไม่ทานผกั และผลไม้ สูบบหุ รี่ ดื่มแอลกอฮอล์อยา่ งหนัก และขาดการออกกาลังกาย เปน็ ตน้

อาการบง่ ชีข้ องโรคหวั ใจขาดเลอื ด
มกั มีอาการเจ็บแน่นตรงกลางหน้าอกเหมือนมีอะไรบีบรัด หรือมีของหนัก

กดทับ อาจปวดร้าวไปที่คอ แขนซ้าย หรือกราม หายใจเหน่ือยหอบ อึดอัด นอน
ราบไมไ่ ด้ อาจอาการคลน่ื ไส้ เหง่ือออกทว่ มตัว เวยี นศรี ษะ หน้ามืด เป็นลม เปน็ ต้น

อาการเตือนของโรคสมองขาดเลือด
ผู้ทม่ี ีสมองขาดเลอื ด จะมอี าการเหลา่ นี้อย่างนอ้ ย 1 อาการ ดังนี้

F = Face (ใบหนา้ ) ย้มิ มีมมุ ปากตก 1 ข้าง
A = Arms (แขน) ยกแขนไมข่ ึ้น 1 ขา้ ง
S = Speech (การพูด) พูดไม่ออก พูดไม่ชัด พูดแล้วคน
ฟังไม่รเู้ รอ่ื ง
T = Time (เวลา) หากมีอาการข้างต้นให้รีบไป
โรงพยาบาลเพือ่ รกั ษาภายใน 4 ชม.

การจัดการ/การควบคุมโรคหวั ใจและหลอดเลือด มีดังนี้
- หลกี เลย่ี งการรบั ประทานอาหารที่มไี ขมนั สูง อาหารรสจดั (เปรีย้ ว หวาน มนั เคม็ )
- เพิ่มการรับประทานผกั สดอย่างนอ้ ย 2 ฝ่ามือ/มื้อ หรือผักสุกอย่างน้อย 1 ฝ่ามือ/ม้ือ
- ออกกาลงั กายที่มคี วามหนักระดับปานกลาง วนั ละ 30 นาที อยา่ งน้อย 5 วนั /สัปดาห์
- ควบคุมน้าหนกั ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
- เลิกบหุ รี่ และหลกี เลีย่ งการดื่มแอลกอฮอล์
- หากรบั ประทานยาอยู่ ควรรบั ประทานยาตามท่ีแพทยส์ ัง่ ไม่เพิม่ /ลด หรือปรบั ขนาดยาเอง

โดยเฉพาะผู้ทีร่ บั ประทานยาต้านการเกาะกลุ่มกันของเกร็ดเลือด หรือยาต้านการแข็งตวั ของเลอื ด ควร
สังเกตอาการเลือดออกผิดปกตอิ ยู่เสมอ

- ไปตรวจรักษาตามแพทย์นดั ทุกครง้ั เพื่อติดตามอาการและปอ้ งกันอนั ตรายจากที่เกิดจาก
โรคหัวใจและหลอดเลอื ดท่ีอาจเกิดข้นึ ได้

51

52

53

54

55

56

57

58

บทท่ี 5

ความเครียดในบคุ ลากรมหาวทิ ยาลัย/คนวัยทางาน

ความเครียดเป็นสภาวะปกติที่สามารถเกิดข้ึนได้ในชีวิตประจาวันของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยความเครียดในระดับต่าและระดับปานกลางจะช่วยเพ่ิมความสามารถในการทางานและการเตรียม
ความพรอ้ มท่ดี ี เกิดการตื่นตัว เกดิ แรงใจ เกิดปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ในการลงมือทาสงิ่ ใดส่ิงหนึ่ง
แต่ความเครียดระดบั สูงจะส่งผลกระทบต่อร่างกายและจติ ใจ รวมถงึ การทางานได้

ความหมาย
ความเครียด (Stress) หมายถึง สภาพจิตใจและอารมณ์ของบุคคลท่ีต้องเผชิญกับเหตุการณ์ใน

ชีวิต หรือความไม่แน่นอนต่าง ๆ ท่ีเกินกว่ากาลัง ทรัพยากรท่ีมีอยู่ และเกินความสามารถที่จะแก้ไขได้
ทาให้บุคคลรู้สึกหนักใจ เป็นทุกข์ หรือมีความกระวนกระวายเกิดข้ึน (กรมสุขภาพจิต กระทรวง
สาธารณสุข, 2555)

สาเหตุของการเกดิ ความเครียด
กรมสุขภาพจติ กระทรวงสาธารณสขุ (2555) ได้แบ่งสาเหตุความเครียดออกเป็น 2 ประการ ดงั นี้
1) สาเหตุจากสภาพของปัญหาที่เกิดข้ึนในชีวิต ได้แก่ ปัญหาการทางาน ปัญหาการเงิน ปัญหา

ครอบครัว ปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุคคล ปัญหาปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาด้านมลพิษ ปัญหา
การจราจร และภัยพิบตั ติ า่ ง ๆ เช่น อากาศเป็นพิษ นา้ ทว่ ม ไฟไหม้ ฝนแลง้ เป็นต้น

2) สาเหตุจากการคดิ และการประเมินสถานการณข์ องแต่ละบคุ คล โดยบคุ คลท่มี ีมมุ มองทางบวก
มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน และมีแหล่งสนับสนุนช่วยเหลือท่ีดีเมื่อเผชิญกับปัญหา จะมีความเครียด
น้อยกว่าผู้ที่มองโลกในแง่ร้าย ใจร้อน เอาจริงเอาจังกับชีวิต และไม่มีแหล่งสนับสนุนช่วยเหลือเมื่อเกิด
ปญั หา

อาการบง่ ชข้ี องความเครียด
อาการบง่ ชข้ี องความเครยี ดสามารถแบง่ ออกได้เปน็ 4 ดา้ น (สสส., 2559) ดังน้ี
1) ด้านร่างกาย ได้แก่ หายใจเร็วขึ้น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ใจส่ัน ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น ปวด

ศรี ษะ ระดับน้าตาลในเลือดเพิม่ สูงขึน้ กล้ามเนื้อเกร็ง กระตกุ ปวดทอ้ ง คล่นื ไส้ อาเจียน เปน็ ตน้
2) ด้านจิตใจและอารมณ์ ได้แก่ วิตกกังวล กลัว ตื่นเต้น ไม่มีสมาธิ โกรธง่าย มีความคิดด้านลบ

เหนือ่ ยง่าย ทอ้ แท้ และซึมเศร้า เปน็ ตน้
3) ด้านพฤติกรรม ได้แก่ นอนไม่หลับ/นอนหลับมากเกินไป เบ่ืออาหาร/รับประทานอาหารมาก

เกนิ ไป สบู ุหร่ี ด่ืมสรุ า เปน็ ต้น
4) ดา้ นสงั คม ไดแ้ ก่ ไม่อยากพบปะผูค้ น เบอื่ หนา่ ยในงาน และมีประสิทธิภาพในการทางานลดลง

เป็นต้น

หากบุคคลทีม่ ีอาการดังกล่าวข้างตน้ เลือกวธิ ีการจัดการความเครียดของตนเองได้อย่างเหมาะสม
จะช่วยให้บคุ คลนนั้ ๆ รบั มอื กบั สถานการณ์ท่ีก่อให้เกิดความเครยี ดได้เป็นอยา่ งดี

59

การจัดการกบั ความเครียด
วิธีการจัดการกับความเครียดสาหรับวัยทางาน (กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

กระทรวงสาธารณสขุ , 2558; เสาวลกั ษณ์ พสิ ิษฐไ์ พบลู ย์, 2559) มดี ังต่อไปน้ี
1) ออกกาลังกายอย่างสมา่ เสมอและต่อเน่ือง วันละ 30 นาที อยา่ งนอ้ ย 5 วัน/สปั ดาห์
2) นอนหลบั พักผอ่ นให้เพียงพอ โดยวัยผใู้ หญค่ วรนอนหลับอย่างน้อย 7 - 9 ชว่ั โมง/วัน
3) รับประทานอาหารท่มี สี รรพคุณช่วยคลายเครยี ด (สสส., 2559) ดังนี้
3.1) ผักและผลไม้สดทีมีวิตามินบี แมกนีเซียม ช่วยบารุงประสาทและสมอง ผ่อนคลาย
ความเครียด และวิตามินซีสูง ช่วยลดฮอร์โมนความเครียดหรือคอร์ติซอล และเสริม
ภูมคิ ้มุ กนั ของรา่ งกาย เช่น ส้ม ฝร่งั มะนาว ตาลึง ผกั ขม
3.2) คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ช่วยคงระดับน้าตาลในเลือดให้คงที่กว่าคาร์โบไฮเดรตเชิงเด่ียว
และมีส่วนช่วยให้สมองหล่ังเซโรโทนินท่ีมีบทบาทในการควบคุมอารมณ์ ลดความวิตก
กังวล ความโกรธ และความเศร้า เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ลูกเดือย ฟักทอง เผือก
มัน เป็นตน้
3.3) เคร่ืองดื่มสมุนไพร ที่ช่วยลดความตึงเครียด ผ่อนคลายและลดการเกร็งตัวของระบบ
ประสาท เชน่ ขงิ ข่า ตะไคร้ กระเทยี ม ขมนิ้ ใบบวั บก เก็กฮวย เปน็ ต้น
3.4) ปลาทมี่ โี อเมก้า-3 สูง เช่น ปลาทะเล ได้แก่ ปลาจะละเมด็ ขาว ปลาสาลี ปลากะพงขาว
ปลาอนิ ทรี ปลาทู และปลาน้าจดื ได้แก่ ปลาดกุ ปลาสวาย ปลาช่อน เป็นต้น
3.5) นมหรือผลิตภณั ฑจ์ ากนมท่ีมีแคลเซียมและแมกนเี ซยี มสงู ชว่ ยผ่อนคลายและลดอาการ
เกร็งตัวของระบบประสาท เช่น นมเปร้ยี ว โยเกริ ์ต
3.6) ดม่ื น้าเปลา่ ให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย อย่างน้อย 6-8 แกว้ /วนั เนอ่ื งจาก
สภาวะขาดน้าจะทาให้ร่างกายเกิดความเครียด ระบบต่างๆทางานได้ไม่เต็ม
ประสิทธภิ าพ
4) แบ่งเวลาสาหรับการพักผ่อนหย่อนใจ โดยการทากิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ชื่นชอบหรือ

คุ้นเคย เช่น การดูหนัง ฟังเพลง การอ่อนหนังสือ การทาสวน การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การฝึกการ
หายใจ การน่ังสมาธิ การจินตนาการ การนวดคลายเครียด การชอปป้ิง การพบปะพูดคุยกับเพื่อนฝูง
การทากจิ กรรมรว่ มกบั สมาชิกในครอบครัว เพ่ือนร่วมงาน หรอื คนในชุมชน เป็นต้น

5) ส่ือสารกับผู้ร่วมงานและบุคคลรอบข้างด้วยท่าทางเป็นมิตร เลือกใช้คาพูดที่ชวนฟัง ควร
กล่าวช่นื ชม ทกั ทายสวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ และใหอ้ ภยั ไม่ใช้ถ้อยคาในเชงิ ตาหนิ สอ่ เสยี ดหรือซ้าเติม

6) จดั การกบั อารมณข์ องตนเอง โดยการตง้ั สติ คดิ ไตรต่ รองถึงผลดี ผลเสียท่อี าจเกิดตามมาจาก
การกระทา

7) สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ยิ้มแย้มแจ่มใส เอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่ ให้ความช่วยเหลือซ่ึง
กนั และกนั รู้จกั เอาใจเขามาใสใ่ จเรา

8) บริหารจดั การเวลา โดยเรียงลาดับการทางานตามความสาคญั หรือความเรง่ ดว่ นของงาน
9) กล้าคิดและแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ รวมถึงเปิดใจรับฟังผู้อ่ืน และชี้แจงด้วย
เหตผุ ล
10) สร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้ตนเอง โดยหม่ันให้กาลังใจและชื่นชมตนเองทุกคร้ังเม่ือทา
อะไรสาเร็จตามเป้าหมายท่ีต้งั ไว้ ไมก่ งั วลกบั ส่งิ ทีย่ งั มาไมถ่ ึง
11) ฝึกการเก็บออมใหเ้ ป็นนิสยั โดยแบ่งเงนิ รายได้สว่ นหน่ึงสาหรับเก็บออมก่อนการใช้จา่ ย

60

12) หาสาเหตุของความเครียด และแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี ไม่ใช้อารมณ์ สุรา หรือส่ิงเสพติดใน
การระบายความเครยี ด

หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเครียดด้วยตนเอง ควรปรึกษาคนใกล้ชิด/คนท่ีไว้วางใจ หรือ
ขอรับคาปรกึ ษาจากผเู้ ชยี่ วชาญผา่ นสายดว่ นสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชวั่ โมง

61

แผนการจัดกิจกรรมเรื่อง: การดูแลสุขภาพ การป้องกัน และการควบคุมความเครียดในบุคลากร
มหาวิทยาลยั
กล่มุ เป้าหมาย: แกนนาสขุ ภาพบคุ ลากรมหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่ จานวน 54 คน
ระยะเวลาทง้ั หมด: 2 ชว่ั โมง 10 นาที (ภาคทฤษฎี 40 นาที และภาคการปฏิบตั ิ 1 ชั่วโมง 30 นาท)ี
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ภาคทฤษฎี: เพอื่ ให้แกนนาสุขภาพบคุ ลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

1. มีความตระหนกั ถึงปญั หาความเครยี ด
2. มีความรู้ ความเขา้ ใจ เกย่ี วกบั ความหมาย สาเหตุ อาการบง่ ชี้ของความเครยี ด
3. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกย่ี วกับวิธีป้องกันและจัดการกับความเครียด
เกณฑ์การประเมินผลภาคทฤษฎี: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายที่ผ่านการ
อบรมใหค้ วามรู้
1. มคี วามตระหนกั ถึงปัญหาความเครียดในระดบั มาก
2. มีความรู้ ความเข้าใจท่ีถูกต้องเกี่ยวกับความหมาย สาเหตุ อาการบ่งชี้ของความเครียด
อย่างน้อยรอ้ ยละ 80
3. มคี วามรู้ ความเข้าใจทถ่ี กู ต้องเกย่ี วกบั วธิ ีป้องกนั และลดความเครียด อยา่ งน้อยร้อยละ 80
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ภาคปฏิบัติ: เพื่อให้แกนนาสขุ ภาพบคุ ลากรมหาวิทยาลัยเชยี งใหม่
1. สามารถดาเนินกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันและลดความเครียด ให้แก่บุคลากร
ในคณะฯ หรือหนว่ ยงานของตนเองได้
เกณฑ์การประเมินผลภาคปฏิบัติ: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายที่ผ่านการ
อบรม
1. สามารถดาเนินกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันและลดความเครียด ให้แก่บุคลากร
ในคณะฯ หรอื หน่วยงานของตนเอง ไดอ้ ย่างตอ่ เน่ืองเปน็ เวลานานอยา่ งนอ้ ย 6 เดอื น

62

สรุปความเครยี ดในบคุ ลากรมหาวิทยาลัย/คนวัยทางาน “หากเครียดมากไป...โรคภัยอาจถามหา”

“ความเครียด” สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวติ ประจาวันของทุกคนอย่างหลกี เล่ยี งไม่ได้ ความเครียด
ระดับเล็กน้อยน้ัน จะช่วยให้เกิดความตื่นตัว และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทางานได้ แต่หากมี
ความเครียดที่มากจนเกนิ ไป อาจส่งผลเสยี ต่อรา่ งกายและจติ ใจ รวมถึงการทางานได้

ความเครยี ดคอื อะไร?
ความเครียด (Stress) หมายถึง สภาพจิตใจและอารมณ์ของบุคคลที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ใน

ชีวติ หรือความไมแ่ น่นอนต่าง ๆ ที่เกินกว่ากาลังท่ีมีอยู่ และเกนิ ความสามารถท่จี ะแก้ไขได้

ความเครียดเกิดจากอะไร?
สาเหตสุ าคัญท่ที าให้เกิดความเครียด มีอยู่ 2 ปจั จัยหลัก คือ (1) ปัญหาในชีวติ เช่น การเงนิ การ

ทางาน ครอบครัว สุขภาพ หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบตัว เป็นต้น (2) การคิดและการประเมิน
สถานการณข์ องบุคคล เช่น การคิดแต่เรือ่ งเชิงลบ ใจร้อน เอาจริงเอาจังกบั ชวี ิตมากจนเกินไป ไม่มแี หล่ง
สนับสนนุ ชว่ ยเหลือเมือ่ เกิดปญั หา เปน็ ตน้

อาการแบบไหน จึงจะเรยี กว่าเครียด?
อาการบ่งชข้ี องความเครยี ดสามารถแบ่งออกไดเ้ ป็น 4 ด้าน ดังน้ี

1) ด้านร่างกาย ได้แก่ หายใจเรว็ ขนึ้ หวั ใจเตน้ เรว็ ใจสน่ั ปวด ปวดทอ้ ง คลืน่ ไส้ อาเจยี น เป็นต้น
2) ด้านจิตใจและอารมณ์ ได้แก่ รู้สึกวิตกกังวล กลัว ต่ืนเต้น ไม่มีสมาธิ โกรธง่าย มีความคิดด้านลบ
เหน่อื ยง่าย และทอ้ แท้ เป็นต้น
3) ด้านพฤติกรรม ได้แก่ นอนไม่หลับ/นอนหลับมากเกินไป เบื่ออาหาร/รับประทานอาหารมากเกนิ ไป
มคี วามอยากสูบบหุ รี่ ดม่ื สุรา เปน็ ตน้
4) ด้านสังคม ได้แก่ ไม่อยากพบปะผคู้ น เบื่อหนา่ ยในงาน และมปี ระสทิ ธิภาพในการทางานลดลง

แล้วจะทาอยา่ งไร หากความเครยี ดมาเยือน?
1) บรหิ ารจัดการเวลา โดยเรียงลาดบั การทางานตามความสาคญั หรอื ความเรง่ ดว่ นของงาน
2) พูดคุยกับผรู้ ว่ มงานและบคุ คลรอบข้างด้วยความเป็นมติ ร
3) แบ่งเวลาสาหรับการพักผ่อนหย่อนใจ ได้แก่ การฟังเพลง นั่งสมาธิอยู่กับลมหายใจ ออกกาลังกาย
ท่องเทยี่ ว สงั สรรค์กบั เพอื่ น ทาบญุ เปน็ ตน้
4) ปรับเปล่ียนความคิด มมุ มอง และทศั นคติในแงบ่ วก
5) นอนหลับพกั ผ่อนให้เพียงพอ
6) รบั ประทานอาหารทีม่ สี รรพคณุ ช่วยคลายเครยี ด เช่น นา้ ขิงร้อน ผัก ผลไมจ้ าพวกสม้ ฝร่ัง มะนาว
7) สรา้ งความเข้มแข็งทางจิตใจใหต้ นเอง โดยช่นื ชมตนเองทุกครั้งเมื่อทาอะไรสาเร็จตามเปา้ หมายที่ต้ัง
ไว้
8) หาสาเหตุของความเครียด และแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี ไม่ใช้อารมณ์ สุรา หรือสิ่งเสพติดในการ
ระบายความเครยี ด

หากพบว่ามีความเครียดมาก สามารถขอรับบริการที่คลินิกคลายเครียดหรือบริการให้คาปรึกษา
สายดว่ นสขุ ภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

63

64

65

66

67

68

69

70

71

72

บทท่ี 6

การคัดกรอง การเฝา้ ระวัง และการป้องกนั โรคโควิด-19

การคัดกรองโรคโควดิ -19 ในบุคลากรมหาวทิ ยาลยั
การคัดกรองโรค เป็นการค้นหาความเส่ียงหรือโรคในประชากรสุขภาพดี เพ่ือป้องกันโรค ลด

ความเส่ียงของการเกิดโรค หรือลดภาวะแทรกซ้อนจากโรค การคัดกรองโรคโควิด-19 เป็นมาตรการ
สาคัญในการค้นหากลุ่มเสี่ยงหรือผู้ติดเชื้อโควิด-19 ต้ังแต่ในระยะแรก เพ่ือสามารถแยกผู้ป่วย หรือ
กักกันผู้ป่วยได้ต้ังแต่ระยะแรก ลดการแพร่กระจายเชื้อ ลดการเจ็บป่วยที่รุนแรง และลดอัตราการตาย
จากโรคโควิด-19 การดาเนินการคัดกรองโรคในบคุ ลากรมหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ควรดาเนินการอย่างเป็น
ระบบและดาเนินการในเชิงรุก (active case finding) ความทา้ ทายในการคัดกรองโรคโควิด-19 คอื ผูท้ ี่
ตดิ เช้อื โรคนใ้ี นระยะแรก ผูป้ ่วยประมาณรอ้ ยละ 80 จะไมม่ อี าการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้
อาการของโรคโควิด-19 เช่น อาการไข้ ไอ เจ็บคอ และมีน้ามูก จะมีความคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัด และ
โรคไข้หวัดใหญ่ ซ่ึงเป็นโรคติดเช้ือระบบทางเดินหายใจ ที่พบได้มากในช่วงฤดูฝน ดังนั้นในการคัดกรอง
และแยกผปู้ ่วยโรคระบบทางเดนิ หายใจตามฤดูกาลออกจากโรคโควิด-19 จึงเป็นเร่ืองยาก และเปน็ ความ
ท้าทายของบุคลากรแกนนาสุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บุคลากรแกนนาสุขภาพต้องมีความรู้และ
ทักษะในการซักถามอาการ ประวัติความเส่ียง และตรวจวัดอุณหภูมิของร่างกาย ท่ีจะช่วยคัดกรองผู้ติด
เช้อื เบ้อื งตน้ ได้ แต่หากต้องแยกผ้ปู ว่ ยทีต่ ิดเช้ือโควิด-19 ออกจากผูป้ ว่ ยโรคทางเดนิ หายใจประจาฤดูกาล
ที่มีอาการคลา้ ยกัน จาเปน็ ตอ้ งมีการเก็บสิ่งสง่ ตรวจโดยนาไม้พันสาลี (swab) สอดเขา้ ไปในคอ และจมูก
เพือ่ เก็บสารคัดหลง่ั บรเิ วณหลงั โพรงจมกู นาไปตรวจในหอ้ งปฏิบัตกิ าร ซง่ึ ตอ้ งดาเนนิ การโดยผเู้ ชยี่ วชาญ

การคดั กรองผตู้ ิดเช้ือโควิด-19 สาหรับบุคลากรมหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่ สามารถทาได้หลายวิธี
เชน่ การตอบแบบคดั กรองโรคด้วยตนเองผ่านทางแอปพลิเคชัน และการคัดกรองอุณหภูมิ รวมถงึ อาการ
ของโรคโควดิ -19 กอ่ นเขา้ สูอ่ าคารต่าง ๆ ภายในมหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ ซง่ึ บคุ ลากรแกนนาสขุ ภาพ
มหาวิทยาลยั เชียงใหม่ จะมสี ่วนสาคญั ทีจ่ ะทาใหก้ ารคดั กรองโรคโควิด-19 เปน็ ไปอย่างมีประสิทธิภาพ
คน้ พบกลมุ่ เสยี่ งและผู้ป่วยได้ตง้ั แต่ระยะแรก เพ่ือชว่ ยลดการแพรก่ ระจายเช้อื ไปในวงกวา้ ง

การเฝ้าระวังโรคโควดิ -19 ในบุคลากรมหาวิทยาลัย

การเฝ้าระวังโรคโควิด-19 เป็นกระบวนการจัดเก็บ วิเคราะห์ แปลผล และเผยแพร่ข้อมูล ท่ี
ดาเนินการเฝ้าระวังโรคโควิด-19 อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง รวมถึงการนาผลท่ีได้ไปใช้ประโยชน์ใน
ด้านการวางแผน การกาหนดนโยบายหรือมาตรการการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 รวมถึงการ
ประเมินผล ซึ่งการท่ีจะนาข้อมูลท่ีได้จากการเฝ้าระวังโรคโควิด-19 ไปใช้ประโยชนไ์ ด้น้ัน ข้อมูลดังกล่าว
จะต้องมีความถูกต้องน่าเช่ือถือ โดยการเฝ้าระวังโรคโควิด-19 ในบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต้อง
ดาเนินการเฝ้าระวังโรคในบุคลากรทุกคน เพื่อค้นพบผู้ติดเช้ือได้ตั้งแต่ในระยะแรก มหาวิทยาลัยจะ
สามารถดาเนินการป้องกันและควบคุมโรคได้อย่างทันท่วงที และไม่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ใน
วงกวา้ งภายในมหาวิทยาลยั เชียงใหม่และชุมชนใกล้เคียง

73

การเฝ้าระวังโรคโควิด-19 สาหรับบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สามารถทาได้หลายวิธี เช่น
การตอบแบบเฝ้าระวังโรคด้วยตนเองผ่านทางแอปพลิเคชัน และการเฝ้าระวังโดยบุคลากรที่มีความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับการเฝ้าระวังโรค ซึ่งบุคลากรแกนนาสุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะมีส่วนสาคญั
ท่ีจะทาให้การเฝ้าระวังโรคโควิด-19 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ค้นพบกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยได้ตั้งแต่
ระยะแรก เพื่อชว่ ยลดการแพรก่ ระจายเช้ือไปในวงกวา้ ง

นอกจากการดาเนินการเฝา้ ระวงั โรคโควิด-19 แลว้ จะต้องมีการประเมนิ ระบบการเฝ้าระวังเป็น
ระยะอย่างต่อเนื่อง เพ่ือใหม้ ่นั ใจว่าระบบการเฝา้ ระวังโรคโควิด-19 ของมหาวทิ ยาลัยเชียงใหมม่ ี
ประสทิ ธภิ าพ โดยประเดน็ หลักท่ีควรประเมนิ ประกอบด้วย แนวทางหรอื วิธีการดาเนินงาน ต้นทุน
ประโยชน์ ความยากงา่ ย (simplicity) ความยดื หยนุ่ (flexibility) การยอมรับ (acceptability) ความไว
(sensitivity) ความจาเพาะ (specificity) ความถูกตอ้ ง (accuracy) คา่ พยากรณบ์ วก (positive
predictive value) คา่ พยากรณล์ บ (negative predictive value) การเป็นตวั แทนของประชากร
(representativeness) ความยัง่ ยนื (sustainability) และความทนั เวลา (timeliness)
การป้องกนั โรคโควดิ -19 ในบุคลากรมหาวิทยาลัย

การป้องกันโรคโควิด-19 เป็นส่ิงสาคัญที่สุดในการปอ้ งกนั การตดิ เชอื้ และการแพร่กระจายเชอื้
ในบคุ ลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วธิ ีการและมาตรการในการปอ้ งกนั โรคโควิด-19 มีหลายวธิ ี แตว่ ิธีท่ีทา
งา่ ย สะดวก และมปี ระสทิ ธิภาพในการป้องกนั โรคโควดิ -19 ในบุคลากรมหาวิทยาลยั เชยี งใหม่ ที่ควร
ดาเนนิ การอย่างจริงจัง เพอื่ ให้ในบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหมท่ ุกคน มีความร้คู วามเข้าใจ และปฏบิ ตั ิ
ได้อยา่ งถูกต้อง ไดแ้ ก่ การทาความสะอาดมือ การสวมหนา้ กากป้องกันโรค มารยาทในการไอจาม การ
รักษาระยะหา่ งทางสงั คม และการทาความสะอาดและการทาลายเชื้อในสง่ิ แวดล้อม หากมหาวิทยาลยั
จะสามารถดาเนินการในเรื่องดังกลา่ วได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ จะลดโอกาสการติดเชื้อและการ
แพร่กระจายเช้ือโรคโควิด-19 ในในบคุ ลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และชุมชนใกล้เคียง

74

แผนการจัดกิจกรรมเรื่อง: การคัดกรองโรคโควิด-19 ในบุคลากรมหาวิทยาลัย

กลมุ่ เป้าหมาย: แกนนาสขุ ภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จานวน 54 คน

ระยะเวลาทงั้ หมด: 3 ช่ัวโมง 30 นาที (ภาคทฤษฎี 1 ชวั่ โมง และภาคการปฏบิ ตั ิ 2 ช่ัวโมง 30 นาท)ี

จุดประสงค์การเรียนรภู้ าคทฤษฎี: เพือ่ ใหแ้ กนนาสุขภาพบคุ ลากรมหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่

1. อธบิ ายความหมายและความสาคญั ของการคดั กรองโรคโควดิ -19 ได้
2. อธิบายวธิ กี ารและขนั้ ตอนการคัดกรองโรคโควดิ -19 ได้
3. จาแนกกลุ่มเสย่ี งตอ่ การติดเช้ือโรคโควิด-19 ได้
4. แนะนาและส่งตอ่ บคุ ลากรทม่ี ีความเสยี่ งตอ่ การติดเชอ้ื โรคโควิด-19 ได้

เกณฑ์การประเมินผลภาคทฤษฎี: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายที่ผ่านการ
อบรมให้ความรู้

1. อธิบายความหมายและความสาคัญของการคัดกรองโรคโควิด-19 ได้ถูกต้องอย่างน้อย ร้อย
ละ 80

2. อธิบายวธิ กี ารและขัน้ ตอนการคัดกรองโรคโควดิ -19 ได้ถกู ต้องอยา่ งน้อยร้อยละ 80
3. จาแนกกลมุ่ เสี่ยงตอ่ การติดเชือ้ โรคโควิด-19 ได้ถูกต้องอย่างน้อยรอ้ ยละ 80
4. แนะนาและส่งต่อบุคลากรท่ีมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้ถูกต้องอย่างน้อย ร้อย
ละ 80

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ภาคปฏิบตั :ิ เพอ่ื ใหแ้ กนนาสขุ ภาพบุคลากรมหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ สามารถ

1. สาธิตย้อนกลบั วธิ ีการคดั กรองโรคโควิด-19 ผ่านโปรแกรม zoom ได้
2. ดาเนินกจิ กรรมการคัดกรองโรคโควดิ -19 ใหแ้ ก่บคุ ลากรในคณะฯ หรือหนว่ ยงานของตนเองได้

เกณฑ์การประเมินผลภาคปฏิบัติ: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายที่ผ่านการ
อบรม

1. สาธิตย้อนกลับวธิ ีการคัดกรองโรคโควิด-19 ผ่านโปรแกรม zoom ได้ถูกต้องอย่างน้อย ร้อย
ละ 80

2. ดาเนินกิจกรรมการคัดกรองโรคโควิด-19 ให้แก่บุคลากรในคณะฯ หรือหน่วยงานของตนเอง
ได้อย่างตอ่ เนอ่ื งเปน็ เวลาอยา่ งนอ้ ย 6 เดือน

75

แผนการจัดกจิ กรรมเรื่อง: การเฝา้ ระวังโรคโควิด-19 ในบุคลากรมหาวทิ ยาลยั

กลุ่มเปา้ หมาย: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ จานวน 54 คน

ระยะเวลาท้งั หมด: 3 ชว่ั โมง 30 นาที (ภาคทฤษฎี 1 ช่วั โมง และภาคการปฏิบัติ 2 ชวั่ โมง 30 นาท)ี

จุดประสงคก์ ารเรียนร้ภู าคทฤษฎี: เพื่อใหแ้ กนนาสขุ ภาพบคุ ลากรมหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่
1. อธิบายความหมายและความสาคญั ของการเฝ้าระวงั โรคโควดิ -19 ได้
2. อธิบายวธิ กี ารและขนั้ ตอนการเฝ้าระวังโรคโควิด-19 ได้
3. อธบิ ายวธิ ีการประเมนิ ผลระบบการเฝ้าระวงั โรคโควดิ -19 ได้

เกณฑ์การประเมินผลภาคทฤษฎี: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายท่ีผ่านการ
อบรมให้ความรู้

1. อธิบายความหมายและความสาคัญของการเฝ้าระวังโรคโควิด-19 ไดถ้ กู ตอ้ งอย่างน้อย ร้อย
ละ 80

2. อธบิ ายวิธกี ารและข้นั ตอนการเฝา้ ระวงั โรคโควดิ -19 ไดถ้ ูกตอ้ งอยา่ งนอ้ ยร้อยละ 80
3. อธิบายวธิ ีการประเมินผลระบบการเฝ้าระวงั โรคโควิด-19 ได้ถูกต้องอย่างนอ้ ยร้อยละ 80

จดุ ประสงค์การเรยี นร้ภู าคปฏิบัติ: เพอ่ื ใหแ้ กนนาสขุ ภาพบุคลากรมหาวิทยาลยั เชยี งใหม่ สามารถ
1. บันทึกและแปลผลข้อมูลในแบบเฝา้ ระวงั โรคโควดิ -19 ได้
2. คานวณคา่ ความไว ความจาเพาะ ความถูกต้อง คา่ พยากรณ์บวก และค่าพยากรณล์ บของ

ระบบการเฝา้ ระวังโรคโควดิ -19 ผา่ นโปรแกรม zoom ได้
3. ดาเนินกจิ กรรมการเฝ้าระวงั โรคโควดิ -19 ใหแ้ กบ่ ุคลากรในคณะฯ หรือหน่วยงานของตนเองได้

เกณฑ์การประเมินผลภาคปฏิบัติ: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายท่ีผ่านการ
อบรม

1. บันทึกและแปลผลขอ้ มลู ในแบบเฝ้าระวงั โรคโควิด-19 ผา่ นโปรแกรม zoom ไดถ้ ูกต้อง อย่าง
นอ้ ยร้อยละ 80

2. คานวณค่าความไว ความจาเพาะ ความถูกต้อง คา่ พยากรณ์บวก และค่าพยากรณ์ลบของ
ระบบการเฝ้าระวงั โรคโควิด-19 ผ่านโปรแกรม zoom ได้ถูกตอ้ งอย่างน้อยร้อยละ 80

3. ดาเนินกิจกรรมการคัดกรองโรคโควิด-19 ให้แก่บุคลากรในคณะฯ หรือหน่วยงานของตนเอง
ไดอ้ ย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอยา่ งน้อย 6 เดอื น

76

แผนการจัดกิจกรรมเรือ่ ง: การป้องกันโรคโควิด-19 ในบคุ ลากรมหาวทิ ยาลยั

กลุม่ เป้าหมาย: แกนนาสขุ ภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ จานวน 54 คน

ระยะเวลาทง้ั หมด: 4 ชั่วโมง 30 นาที (ภาคทฤษฎี 2 ช่ัวโมง และภาคการปฏิบตั ิ 2 ช่ัวโมง 30 นาท)ี

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ภาคทฤษฎี: เพือ่ ให้แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชยี งใหม่

1. อธบิ ายวถิ ที างการแพรก่ ระจายเชอ้ื โรคโควิด-19 ได้
2. อธิบายหลกั การการป้องกันการติดเชอื้ โรคโควิด-19 ได้
3. อธิบายหลักการและวิธีการทาความสะอาดมือได้
4. อธบิ ายหลกั การและวธิ ีการสวมหน้ากากปอ้ งกนั โรคได้
5. อธิบายหลักการและวิธีมารยาทในการไอจามได้
6. อธิบายหลักการและวธิ กี ารรักษาระยะห่างทางสังคมได้
7. อธิบายหลักการและวธิ ีการทาความสะอาดและการทาลายเช้ือในสิง่ แวดล้อมได้

เกณฑ์การประเมินผลภาคทฤษฎี: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายที่ผ่านการ
อบรมให้ความรู้

1. อธิบายวถิ ีทางการแพร่กระจายเชื้อโรคโควดิ -19 ไดถ้ กู ต้องอยา่ งนอ้ ยรอ้ ยละ 80
2. อธิบายหลักการและวิธกี ารป้องกนั การติดเชอื้ โรคโควดิ -19 ได้ถูกตอ้ งอย่างนอ้ ยร้อยละ 80
3. อธิบายหลกั การและวิธีการทาความสะอาดมือไดถ้ กู ต้องอย่างน้อยรอ้ ยละ 80
4. อธิบายหลักการและวิธีการสวมหน้ากากปอ้ งกันโรคไดถ้ กู ตอ้ งอยา่ งน้อยรอ้ ยละ 80
5. อธิบายหลกั การและวิธีมารยาทในการไอจามได้ถูกต้องอย่างนอ้ ยร้อยละ 80
6. อธบิ ายหลกั การและวธิ กี ารรักษาระยะหา่ งทางสงั คมไดถ้ ูกต้องอย่างนอ้ ยร้อยละ 80
7. อธิบายหลักการและวิธีการทาความสะอาดและการทาลายเช้ือในสิ่งแวดล้อมได้ถูกต้องอย่าง
นอ้ ยรอ้ ยละ 80
จุดประสงค์การเรียนรู้ภาคปฏบิ ตั ิ: เพ่ือใหแ้ กนนาสขุ ภาพบุคลากรมหาวิทยาลยั เชยี งใหม่ สามารถ

1. สาธติ ย้อนกลบั การทาความสะอาดมอื ได้
2. สาธติ ยอ้ นกลบั การสวมหน้ากากปอ้ งกนั โรคได้
3. สาธติ ยอ้ นกลบั มารยาทในการไอจามได้
4. แนะนาและสาธติ การทาความสะอาดมอื การสวมหนา้ กากป้องกันโรค มารยาทในการไอจามท่ี
ถกู ต้อง ใหแ้ กบ่ ุคลากรในคณะฯ หรือหนว่ ยงานของตนเองได้
เกณฑ์การประเมินผลภาคปฏิบัติ: แกนนาสุขภาพบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกรายที่ผ่านการ
อบรม

1. สาธติ ย้อนกลับการทาความสะอาดมือได้ถูกต้องอยา่ งน้อยร้อยละ 80
2. สาธิตย้อนกลบั การสวมหนา้ กากป้องกันโรคได้ถกู ต้องอย่างน้อยร้อยละ 80
3. สาธิตย้อนกลับมารยาทในการไอจามได้ถกู ต้องอยา่ งน้อยรอ้ ยละ 80

77

4. แนะนาและสาธิตวิธีการทาความสะอาดมือ การสวมหน้ากากป้องกันโรค มารยาทในการไอ
จามท่ีถูกต้องให้แก่บุคลากรในคณะฯ หรือหน่วยงานของตนเองได้อย่างต่อเน่ืองเป็นเวลาอย่างน้อย 6
เดอื น

78

79

80

81

82

83

84

85

86

87

88

89

90

91

92

93

94

95

96

97

98

99

100


Click to View FlipBook Version