The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์
เรื่อง กลไกการพัฒนาการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคมพหุวัฒนธรรมโดยใช้ศาสนาเป็นฐาน จังหวัดยะลา

โดย ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนยะลา กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sonchai.thz, 2021-12-28 04:14:16

กลไกการพัฒนาการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคมพหุวัฒนธรรมโดยใช้ศาสนาเป็นฐาน จังหวัดยะลา

รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์
เรื่อง กลไกการพัฒนาการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคมพหุวัฒนธรรมโดยใช้ศาสนาเป็นฐาน จังหวัดยะลา

โดย ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนยะลา กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

Keywords: งานวิจัย

รายงานการวิจัยฉบบั สมบรู ณ์
เร่ือง

กลไกการพัฒนาการปฏิบตั ิงานของพฒั นากรในสงั คมพหุวัฒนธรรม
โดยใช้ศาสนาเป็นฐาน จงั หวัดยะลา

A Mechanism for the Operational Development among the Developers
in the Multicultural Society in the Lens of Religion of Yala Province

โดย
ศนู ย์ศกึ ษาและพัฒนาชมุ ชนยะลา

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
ปงี บประมาณ พ.ศ. 2564

รายงานการวิจัยฉบบั สมบรู ณ์
เร่ือง

กลไกการพัฒนาการปฏิบตั ิงานของพฒั นากรในสงั คมพหุวัฒนธรรม
โดยใช้ศาสนาเป็นฐาน จงั หวัดยะลา

A Mechanism for the Operational Development among the Developers
in the Multicultural Society in the Lens of Religion of Yala Province

โดย
ศนู ย์ศกึ ษาและพัฒนาชมุ ชนยะลา

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
ปงี บประมาณ พ.ศ. 2564



กติ ตกิ รรมประกาศ

รายงานการวิจัยเรื่อง กลไกการพัฒนาการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคมพหุวัฒนธรรม
โดยใช้ศาสนาเป็นฐาน จังหวัดยะลา เสร็จสมบูรณ์ไปได้ โดยได้รับความกรุณาจากนายปัญญา น่วมประวัติ
ผู้อานวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนยะลา ท่ีกรุณาให้โอกาสในการทางานวิจัย สนับสนุนและ
ใหข้ ้อเสนอแนะที่เปน็ ประโยชนต์ ่อการวจิ ัย ขอขอบพระคุณเปน็ อย่างสูงไว้ ณ ท่ีน้ี

ขอขอบพระคุณ นายเสรี จิตรเวช พัฒนาการจังหวัดยะลา พัฒนาการอาเภอ พัฒนากร ผู้แทน
องค์กรศาสนา ทั้ง 8 อาเภอในจังหวัดยะลา ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ และคณะวิจัยศูนย์ศึกษา
และพัฒนาชมุ ชนยะลา

ขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชินีเพ็ญ มะลิสุวรรณ อาจารย์ประจาหลักสูตร
นิเทศศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และส่ือดิจิทัล คณะวิทยาการจัดการ
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ท่ีให้ความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบเคร่ืองมือท่ีใช้ในงานวิจัย และให้
คาปรึกษาในทุกขัน้ ตอนของการดาเนนิ การวจิ ยั ใหแ้ ล้วเสรจ็ ดว้ ยดี

ศูนย์ศึกษาและพฒั นาชมุ ชนยะลา
กันยายน 2564



ช่อื รายงานการวิจยั กลไกการพัฒนาการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยใช้

ศาสนาเปน็ ฐาน จงั หวดั ยะลา

คณะทางาน ศูนยศ์ กึ ษาและพฒั นาชมุ ชนยะลา สถาบนั การพัฒนาชมุ ชน

ปงี บประมาณ 2564

ระยะเวลาดาเนินการ พฤษภาคม – กนั ยายน 2564

บทคดั ย่อ
การศึกษาน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ1) ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของพัฒนากรสาหรับการ
ปฏบิ ตั ิงานในสงั คมพหุวัฒนธรรม จังหวดั ยะลา 2) ศกึ ษากระบวนการมสี ่วนรว่ มขององค์กรศาสนาในการ
ปฏิบตั งิ านของพัฒนากรในสงั คมพหวุ ฒั นธรรม จงั หวดั ยะลา และ3) สร้างกลไกการพฒั นาการปฏบิ ัตงิ าน
ของพัฒนากรในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยใช้ศาสนาเป็นฐาน จังหวัดยะลา การวิจัยเร่ืองนี้เป็นการวิจัย
แบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ สาหรับการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง
คือ พัฒนากรในจังหวัดยะลา จานวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม และวิเคราะห์
ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ซ่ึงการวิจัยเชิงคุณภาพ
มีผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ตัวแทนพัฒนากร ตัวแทนผู้แทนองค์กรศาสนา และพัฒนาการอาเภอ ใช้วิธีการ
เลอื กแบบเจาะจง เครอ่ื งมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสนทนากลุ่ม โดยวธิ กี าร
สมั ภาษณเ์ ชงิ ลึก การสนทนากลุ่ม และวเิ คราะห์ข้อมูลโดยการพรรณนาวิเคราะห์
ผลการวิจัย พบว่า 1) คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของพัฒนากรสาหรับการปฏิบัติงานใน
สังคมพหุวัฒนธรรม จังหวัดยะลา คือ ด้านทักษะในการคิดวิเคราะห์ วิจัย เพื่อจัดทาแผนโครงการ/
กิจกรรม โดยอาศัยการมีส่วนร่วมขององค์กรศาสนาในการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคมพหุ
วัฒนธรรม 2) กระบวนการมีส่วนร่วมขององค์กรศาสนาในการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคมพหุ
วัฒนธรรม จังหวัดยะลา คอื การมสี ว่ นรว่ มในการค้นหาปัญหา โดยในการตัดสนิ ใจเร่ิมต้นจากการคน้ หา
ปัญหาผ่านการสอบถาม พูดคุย ร่วมกับองค์กรศาสนา เพ่ือรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านและความ
ต้องการของชาวบ้าน จากนั้นจัดลาดับความสาคัญของปัญหาซ่ึงเป็นหัวใจสาคัญของการมีส่วนร่วมใน
การตัดสินใจระหว่างองค์กรศาสนาและพัฒนากร โดยอาศัยข้อมูลจาก จปฐ. กชช2.ค. กองทุนพัฒนา
บทบาทสตรี กองทุนชมุ ชนอ่นื ๆ รวมไปถึงความถนัด ความสามารถในการเขา้ ถงึ ประชาชน มาใช้ในการ
ประกอบการตัดสินใจจัดลาดับความสาคัญ และวางแผนแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน ผ่านสื่อกิจกรรม
อาทิ เวทีประชาคม ลานวัฒนธรรม และ3) การสร้างกลไกการพัฒนาการปฏิบัติงานของพัฒนากรใน
สังคมพหุวัฒนธรรม โดยใช้ศาสนาเป็นฐาน จังหวัดยะลา ควรใช้ทุนทุนทางสังคม อาทิ ภูมิปัญญา
ประเพณี วัฒนธรรม ความเช่ือ มีส่วนในการขับเคล่ือนงานพัฒนาในพื้นท่ีพหุวัฒนธรรมจนสาเร็จเป็น
รปู ธรรม

คำสำคญั กลไกการพฒั นา, พัฒนากร, สงั คมพหุวัฒนธรรม, ศาสนาเป็นฐาน, จงั หวดั ยะลา



Research Title A Mechanism for the Operational Development among the
Developers in the Multicultural Society in the Lens of Religion of
Committee Yala Province
Year Yala Community Development Learning Center, Community
Processing Time Development Institute
2021
May – September

Abstract
This research is developed with the objectives of 1) exploring the desirable
characteristics of developers for the operational development in the multicultural
society of Yala Province, 2) investigating the participation process of religious organizations
in engaging the operational development, and 3) proposing a mechanism for such a
development among the developers in multicultural society in terms of religion at Yala
Province. This research also integrates both quantitative and qualitative analyses. As for
the quantitative aspect, it applies a sample group of 45 developers in Yala Province, and
uses a questionnaire as a research tool. In analyzing the data, different statistical
measurements are utilized including frequency, percentage, mean, and standard
deviation. In terms of qualitative research analysis, developer representatives, delegates
of religious organizations, and District developers are specifically selected as part of key
information providers. While a semi- structured interview, focus group with in- depth
interview, and descriptive analysis are the research tools. As for the findings, it reveals
different aspects corresponding to the research objectives. Among the desirable
characteristics of the developers, it is to possess an analytical thinking and researching
for projects/activities organization together with the participation of religious institutions.
In consideration of such a participation, it is initially to involve in mutual problem-solving;
identifying problems through interviews and discussion with religious institutions in order
to acquire social concerns and public needs, prioritizing the concerns by accessing data
from community development offices ( Chor. Por. Thor. Kor. Chor. Chor. 2 Khor. ) ,
Development Fund for Women, Other Community Funds. This further includes the
expertise and ability to reach out to the public being integrated into the above
prioritization and mutual problem solving through active platforms of community forums



and cultural fairs. In the lens of mechanism proposal, social capital, including wisdom,
traditions, cultures, and beliefs to drive successful and concrete operational
development.
Keywords: Developmental Mechanism, Developers, Multicultural Society, religion focus,
Yala Province



สารบญั

หน้า

กิตตกิ รรมประกาศ ก

บทคัดย่อภาษาไทย ข

บทคดั ย่อภาษาอังกฤษ ค

สารบัญ ง

สารบญั ตาราง จ

สารบัญภาพ ฉ

บทที่

บทท่ี 1 บทนา 01

1.1 ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา 01

1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย 03

1.3 ขอบเขตการวิจยั 03

1.4 ประโยชน์ท่คี าดว่าจะไดร้ ับ 04

1.5 นยิ ามศพั ท์ปฏิบัติการ 05

บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ัยทีเ่ กยี่ วข้อง 07

2.1 ขอ้ มลู ทั่วไปเก่ียวกบั จังหวัดยะลา 07

2.2 แนวคดิ เกีย่ วกบั คณุ ลักษณะของพฒั นากร 10

2.3 แนวคิดเกี่ยวกับการมีสว่ นรว่ ม 24

2.4 แนวคดิ เกี่ยวกบั สงั คมพหุวฒั นธรรม 29

2.5 แนวคิดเก่ียวกบั กลไกการพฒั นาชมุ ชน 34

2.6 ผลงานวิชาการและงานวิจัยทเี่ กย่ี วขอ้ ง 35

2.7 กรอบแนวคิดการวิจยั 43

บทที่ 3 ระเบียบวธิ วี จิ ยั 44

3.1 ข้ันตอนที่ 1 ศกึ ษาคุณลกั ษณะทพ่ี ึงประสงค์ของพฒั นากรสาหรบั การ 46

ปฏิบตั ิงานในสังคมพหวุ ัฒนธรรม จังหวัดยะลา

3.2 ข้ันตอนที่ 2 ศกึ ษากระบวนการมีส่วนร่วมขององค์กรศาสนาในการปฏิบตั ิงาน 48

ของพัฒนากรในสังคมพหวุ ัฒนธรรม จงั หวัดยะลา

3.3 ขน้ั ตอนที่ 3 สรา้ งกลไกการพฒั นาการปฏิบตั งิ านของพัฒนากรในสงั คม 53

พหุวฒั นธรรม โดยใช้ศาสนาเปน็ ฐาน จงั หวดั ยะลา

สารบญั (ตอ่ )

บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล 57

4.1 ผลการวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ 57

4.2 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ 62

บทท่ี 5 สรปุ อภิปรายผลการวิจยั และขอ้ เสนอแนะ 82

5.1 สรุปผลการวิจยั 82

5.2 อภปิ รายผลการวจิ ัย 86

5.3 ขอ้ เสนอแนะ 90

บรรณานุกรม 92

ภาคผนวก 96

ภาคผนวก ก เครอ่ื งมือที่ใช้ในการวิจยั 97

ภาคผนวก ข รายช่ือผทู้ รงคุณวฒุ ิและผลการตรวจค่าดชั นีความสอดคล้องของเคร่ืองมอื วิจัย (IOC) 116

ภาคผนวก ค หนังสือขอความอนเุ คราะหใ์ นการเกบ็ ขอ้ มลู วิจยั 125

ภาคผนวก ง หนงั สือขอความอนเุ คราะห์บุคลากรรว่ มเป็นท่ีปรกึ ษาวิจยั 128

ภาคผนวก จ ภาพประกอบ 130

คณะผ้จู ดั ทา 133



สารบญั ตาราง

ตารางที่ หน้า

1.1 แสดงระยะเวลาในการดาเนินการวิจยั 04

3.1 แสดงข้นั ตอน วิธีการ เคร่ืองมือ ผู้ให้ข้อมลู หลัก และผลที่ไดร้ บั จากการดาเนนิ การวจิ ัย 44

3.2 แสดงขอ้ มลู องคก์ รศาสนาในจังหวัดยะลา 48

3.3 แสดงขอ้ มูลผู้ให้ข้อมลู หลักเกี่ยวกบั กระบวนการมสี ว่ นร่วมขององค์กรศาสนาในการปฏิบัติงาน 49

ของพฒั นากรในสงั คมพหวุ ัฒนธรรมจงั หวดั ยะลา

3.4 แสดงข้อมูลผใู้ หข้ ้อมูลหลักเก่ยี วกบั การสรา้ งกลไกการพฒั นาการปฏิบตั ิงานของพัฒนากร 54

ในสังคมพหวุ ฒั นธรรม โดยใช้ศาสนาเป็นฐานจงั หวดั ยะลา

4.1 แสดงจานวนและร้อยละจาแนกตามเพศ 57

4.2 แสดงจานวนและร้อยละจาแนกตามอายุ 58

4.3 แสดงจานวนและรอ้ ยละจาแนกตามศาสนา 58

4.4 แสดงจานวนและร้อยละจาแนกตามระดบั การศึกษา 58

4.5 แสดงจานวนและร้อยละจาแนกตามตาแหนง่ ในปัจจบุ ัน 59

4.6 แสดงจานวนและรอ้ ยละจาแนกตามระยะเวลาทป่ี ฏิบัตงิ านในพนื้ ที่จงั หวัดยะลา 59

4.7 แสดงคา่ เฉลี่ยและสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานคุณลกั ษณะที่พงึ ประสงค์ 60

สารบัญภาพ ฉ

ภาพท่ี หนา้
ภาพท่ี 2.1 กรอบแนวคิดการวจิ ัย 43
ภาพที่ 5.1 แสดงกลไกการพัฒนาการปฏิบตั งิ านของพัฒนากรในสังคมพหุวฒั นธรรม 89

โดยใช้ศาสนาเป็นฐาน จงั หวดั ยะลา

1

บทท่ี 1
บทนำ

1.1 ควำมเปน็ มำและควำมสำคัญของปญั หำ

กรอบการพัฒนาประเทศระยะยาวยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2560 – 2579 กาหนด
วิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศไทย คือ “ประเทศมีความม่ันคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว
ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ให้ความสาคัญด้านความมั่นคง ด้านการสร้าง
ความสามารถในการแข่งขัน ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ด้านการสร้าง
โอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม
และด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ (สานักงานเลขานุการคณะกรรมการ
ยุทธศาสตร์ชาติ, 2561) สอดรับกับเป้าหมายสาคัญตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่
12 (พ.ศ. 2560 – 2564) ท่ีให้ความสาคัญกับเป้าหมาย 1) คนไทยท่ีมีคุณลักษณะเป็นคนไทยที่สมบูรณ์
มีวินัย มีทัศนคติ และพฤติกรรมตามบรรทัดฐานท่ีดีของสังคม 2) การลดความเหล่ือมลาทางด้านรายได้
และความยากจน การเข้าถึงบริการทางสังคมที่มีคุณภาพอย่างท่ัวถึง 3) ระบบเศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง
และแข่งขันได้ โครงสร้างเศรษฐกิจปรับสู่เศรษฐกิจฐานบริการและดิจิทัล มีผู้ประกอบการรุ่นใหม่
และเป็นสังคมผู้ประกอบการ 4) ทุนทางธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อมสามารถสนับสนุนการเติบโต
ทีเ่ ป็นมิตรกบั ส่งิ แวดล้อม มคี วามม่ันคงทางอาหาร พลังงาน และนา เพม่ิ พนื ทป่ี ่าไม้ร้อยละ 40 ของพืนท่ี
ประเทศ 5) ม่ันคงในเอกราชและอธิปไตย สังคมปลอดภัย สามัคคี สร้างภาพลักษณ์ดี และเพ่ิมความ
เชื่อม่ันของนานาชาติต่อประเทศไทย และ 6) มีระบบบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย
โปรง่ ใส ตรวจสอบได้ กระจายอานาจ และมสี ่วนรว่ มจากประชาชน (สานกั งานคณะกรรมการพัฒนาการ
เศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาต,ิ 2559)

การพัฒนาประเทศในแต่ละด้านนันพืนฐานสาคัญ คือ ผู้ขับเคล่ือนในการพัฒนา
โดยกรมการพัฒนาชุมชนมีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมของ
ประชาชน สง่ เสริมและพฒั นาเศรษฐกจิ ชมุ ชนฐานรากใหม้ ีความมัน่ คงและมเี สถียรภาพ โดยสนับสนุนให้
มีการจัดทาและใช้ประโยชน์จากข้อมูลสารสนเทศ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย จัดทายุทธศาสตร์ชุมชน
ตลอดจนการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร ที่เก่ียวข้องในการพัฒนาชุมชน เพ่ือให้เป็นชุมชนเข้มแข็ง
อย่างย่ังยืน โดยจุดยืนของกรมการพัฒนาชุมชน คือ กลไกสาคัญในการสร้างเสริมชุมชนให้เข้ มแข็ง
อย่างย่ังยืน และพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้ม่ันคง โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมไปถึง
ค่านิยมทัง 8 ด้าน คือ ชื่นชม กล้าหาญ สร้างสรรค์ ใฝ่รู้ เข้าใจเอืออานวย ทาให้ง่าย ปฏิบัติได้จริง
ทาหน้าท่ีในการขับเคลื่อนขับเคลื่อนประเด็นยุทธศาสตร์ในการสร้างสรรค์ชุมชนให้พ่ึงตนเองได้ ส่งเสริม
เศรษฐกิจฐานรากให้ขยายตัว เสริมสร้างทุนชุมชนให้มีประสิทธิภาพ และมีธรรมาภิบาล

2

และการเสริมสร้างองค์กรให้มีขีดสมรรถนะสูง (กรมการพัฒนาชุมชน, 2560) โดยมีบุคลากรสาคัญ
ในพนื ที่ คือ “พฒั นากร”

ทังนี จังหวัดยะลาเป็นจังหวัดหน่ึงในพืนท่ีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นจังหวัดท่ีมี
หลากหลายทางวัฒนธรรม ซ่ึงในอดีตเกิดความไม่สงบมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีลักษณะปัญหาที่มี
ความซับซ้อน ละเอียดอ่อน และเช่ือมโยงกันหลายมิติ ปัจจัยหลักที่ถูกนามาเป็นเง่ือนไขของปัญหา คือ
ชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของพืนที่ รวมทังประชาชน
มีความต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการกาหนดวิถีชีวิตเพื่อดารงอยู่ในสังคมไทยภายใต้ความเข้าใจ
และการยอมรับบนพืนฐานของความเป็นอัตลักษณ์ อนึ่ง การใช้ความรุนแรงที่เกิดขึนมาอย่างต่อเน่ือง
เป็นผลมาจากคนกลุ่มหน่ึงซึ่งมีอุดมการณ์แตกต่างจากรัฐ มีความรู้สึกคับแค้นใจ และรู้สึกไม่ได้รับ
ความเป็นธรรมจากการดาเนินงานของภาครัฐ จึงนามาเป็นเง่ือนไข ขยายผล และต่อสู้ด้วยการใช้
ความรุนแรง ส่งผลทาให้เกิดบรรยากาศความกลัว ความไม่ไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน
และประชาชนกับประชาชน รวมทังยังส่งผลกระทบทางตรงและทางอ้อมต่อการสูญเสียชีวิต
และทรัพย์สินของประชาชนในพืนที่ นอกจากนี ความไม่เข้าใจและไม่เห็นคุณค่าความหลากหลายทาง
วฒั นธรรมอย่างแท้จริงของคนบางกลุ่ม ยังคงถูกใชเ้ ป็นเง่ือนไขสร้างความชอบธรรมในการก่อเหตุรุนแรง
ส่งผลให้ประชาชนเกิดความหวาดระแวง และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าท่ีรัฐ
บางคน ในขณะท่ีการพัฒนาพืนที่ทังในเร่ืองของการพัฒนาเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต สังคมและการศึกษา
ไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของพืนท่ี รวมถึง การบริหารจัดการของภาครัฐท่ีขาดเอกภาพ และการบูรณา
การการทางานร่วมกันอย่างแท้จริง ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบดังกล่าว
ซึ่งแนวโน้มท่ีจะนาไปสู่การแก้ไขปัญหาในทิศทางที่ดีขึน คือ 1) ภาครัฐมีทิศทางและพัฒนาการแก้ไข
ปัญหา มีความเข้าใจในวิถีชีวิต และความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม รวมทัง รับรู้ปัญหาและความต้องการ
ของประชาชน 2) การเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขและพัฒนาพืนที่ของภาคประชาชนภาคประชาสังคม
อันจะนาไปสู่การแก้ไขปัญหาและการพัฒนาพืนท่ีจังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกัน อีกทังรัฐบาลให้
ความสาคัญกับแผนงานโครงการเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ให้สอดคล้องกับความต้องการของ
ประชาชนในพืนท่แี ละท่ัวถงึ ทุกกลมุ่ เปา้ หมายโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างต่อเน่ือง (กองยุทธศาสตร์
การพัฒนาจงั หวดั ชายแดนภาคใต,้ 2560)

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้คณะวิจัยศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนยะลา เล็งเห็น
ความสาคญั ในการเช่ือมโยงการปฏิบัตงิ านของพฒั นากรของการมีสว่ นรว่ มในการพฒั นาชุมชนกับองค์กร
ศาสนา โดยคานึงถึงการศึกษา 1) คุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ของพัฒนากรสาหรับการปฏิบัติงานในสงั คม
พหุวัฒนธรรม จังหวัดยะลา 2) ศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมขององค์กรศาสนาในการปฏิบัติงานของ
พฒั นากรในสังคมพหวุ ฒั นธรรม จงั หวดั ยะลา และ3) สรา้ งกลไกการพัฒนาการปฏบิ ัติงานของพัฒนากร
ในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยใช้ศาสนาเป็นฐาน จังหวัดยะลา เพ่ือเป็นส่วนหน่ึงของกลไกการแก้ปัญหา
ความไมส่ งบในพนื ทจี่ งั หวดั ชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย

3

1.2 วัตถุประสงค์กำรวิจัย

1.2.1 เพ่ือศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของพัฒนากรสาหรับการปฏิบัติงานในสังคม
พหุวฒั นธรรม จังหวดั ยะลา

1.2.2 เพ่ือศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมขององค์กรศาสนาในการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคม
พหวุ ฒั นธรรม จงั หวัดยะลา

1.2.3 เพื่อสร้างกลไกการพัฒนาการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยใช้ศาสนา
เป็นฐาน จังหวัดยะลา

1.3 ขอบเขตกำรวิจัย

1.3.1 ขอบเขตดำ้ นประชำกรท่ใี ช้ในกำรศกึ ษำ
ข้นั ตอนที่ 1 ศกึ ษาคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ของพัฒนากรสาหรับการปฏิบัตงิ านในสังคมพหุ

วฒั นธรรม จงั หวัดยะลา
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคุณลกั ษณะที่พึงประสงค์ของพัฒนากรสาหรับ

การปฏิบัติงานในสังคมพหุวัฒนธรรม จังหวัดยะลา คือ พัฒนากรประจาตาบลท่ีปฏิบัติงานในพืนท่ี
8 อาเภอของจังหวัดยะลา ไดแ้ ก่ อาเภอเมืองยะลา อาเภอรามัน อาเภอกรงปินัง อาเภอยะหา อาเภอกาบัง
อาเภอบันนังสตา อาเภอธารโต และอาเภอเบตง จานวนทังสนิ 45 คน

ขั้นตอนที่ 2 ศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมขององค์กรศาสนาในการปฏิบตั ิงานของพัฒนากร
ในสังคมพหวุ ฒั นธรรม จังหวดั ยะลา

การศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมขององค์กรศาสนาในการปฏิบัติงานของพัฒนากรใน
สังคมพหุวัฒนธรรม จังหวัดยะลา ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลหลักใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง
(Purposive sampling) โดยการคัดเลือกพัฒนากรและผู้แทนองค์กรศาสนาในพืนท่ีจังหวัดยะลา จาก 8
อาเภอ ได้แก่ อาเภอเมืองยะลา อาเภอรามัน อาเภอกรงปินัง อาเภอยะหา อาเภอกาบัง อาเภอ
บันนังสตา อาเภอธารโต และอาเภอเบตง เพ่ือให้ได้กลุ่มเป้าหมายท่ีครอบคลุมทุกพืนท่ี ประกอบด้วย
ผู้แทนพัฒนากร จานวน 8 คน และผู้แทนองค์กรศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลาม จานวน 8 คน
รวมทังสนิ 16 คน

ขั้นตอนที่ 3 สร้างกลไกการพัฒนาการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคมพหุวัฒนธรรม
โดยใช้ศาสนาเป็นฐาน จงั หวดั ยะลา

การศึกษาการสร้างกลไกการพัฒนาการปฏิบัตงิ านของพัฒนากรในสงั คมพหุวัฒนธรรม
โดยใช้ศาสนาเป็นฐาน จังหวัดยะลา ใช้วิธีการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลหลักใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง
(Purposive sampling) จาก 8 อาเภอ ได้แก่ อาเภอเมืองยะลา อาเภอรามัน อาเภอกรงปินัง อาเภอยะหา
อาเภอกาบัง อาเภอบันนังสตา อาเภอธารโต และอาเภอเบตง เพื่อให้ได้กลุ่มเป้าหมายท่ีครอบคลุม

4

ทุกพืนที่ ประกอบด้วย พัฒนาการอาเภอ จานวน 8 คน ผู้แทนพัฒนากรท่ีได้รับรางวัลซึ่งเป็นรางวัล

ที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนกับองค์กรศาสนาในพืนที่ตาบลที่รับผิดชอบของจังหวัด

ยะลา จานวน 2 คน และผูแ้ ทนองค์กรศาสนา จานวน 2 คน รวมทังสิน 12 คน

1.3.2 ขอบเขตดำ้ นเนอื้ หำ

ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของพัฒนากรสาหรับการปฏิบัติงานในสังคมพหุวัฒนธรรม

จังหวัดยะลา กระบวนการมีส่วนร่วมขององค์กรศาสนาในการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคม

พหุวัฒนธรรม จังหวัดยะลา และสร้างกลไกการพัฒนาการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคม

พหวุ ัฒนธรรม โดยใช้ศาสนาเปน็ ฐาน จงั หวัดยะลา

1.3.3 ขอบเขตด้ำนระยะเวลำ

ดาเนนิ การระหวา่ งเดือนพฤษภาคม ถึง กันยายน 2564 รวมระยะเวลาทังสิน 5 เดอื น

ตำรำงที่ 1.1 แสดงระยะเวลาในการดาเนินการวจิ ัย

ระยะเวลำ

ลำดับ กิจกรรม ในกำรดำเนนิ งำน

พ.ค. ม.ิ ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย.

1 วเิ คราะห์ปญั หาและความต้องการของหนว่ ยงาน

2 ศกึ ษาทฤษฎีที่เก่ยี วข้องเพื่อเขียนท่มี าและความสาคัญของ

ปัญหา

3 นาเสนอหวั ข้องานวิจยั

4 รวบรวมเอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ กยี่ วข้อง

5 ดาเนนิ การตามระเบียบวิธีวิจยั

6 วิเคราะหข์ ้อมลู

7 สรุปผลการศึกษา อภปิ รายผลและข้อเสนอแนะ

1.4 ประโยชน์ท่ีคำดวำ่ จะไดร้ ับ

1.4.1 ได้คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของพัฒนากรสาหรับการปฏิบัติงานในสังคมพหุวัฒนธรรม
จังหวัดยะลา

1.4.2 ได้กระบวนการมีส่วนร่วมขององค์กรศาสนาในการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคม
พหุวัฒนธรรม จงั หวัดยะลา

1.4.3 ได้แนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยใช้ศาสนา
เปน็ ฐาน จงั หวดั ยะลา

5

1.5 นยิ ำมศัพท์ปฏิบตั ิกำร

1.5.1 กลไกการพัฒนา หมายถึง บุคคล ทรัพยากร งบประมาณ โครงการ กระบวนการทางาน
สถานท่ีท่ีเอืออานวยต่อการขับเคล่ือนงานพัฒนาชุมชนผ่านการมีส่วนร่วมระหว่างพัฒนากรและองค์กร
ศาสนาในพนื ที่จังหวัดยะลา เพ่อื ให้งานบรรลเุ ปา้ หมาย

1.5.2 พัฒนากร หมายถึง ข้าราชการในสังกัดกรมการพฒั นาชมุ ชน กระทรวงมหาดไทยทีม่ ีตาแหน่ง
นักวิชาการพัฒนาชุมชนชานาญการ นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชน
ชานาญงาน และเจา้ พนักงานพฒั นาชุมชนปฏิบัติงาน ซึง่ ปฏิบัตงิ านในพืนท่ี 8 อาเภอ ไดแ้ ก่ อาเภอเมือง
ยะลา อาเภอรามัน อาเภอกรงปินัง อาเภอยะหา อาเภอกาบัง อาเภอบันนังสตา อาเภอธารโต และ
อาเภอเบตง

1.5.3 สงั คมพหุวฒั นธรรม หมายถึง กลุ่มคนทม่ี คี วามหลากหลายทางวัฒนธรรม เชือชาตศิ าสนา วถิ ี
ชวี ิต ประกอบดว้ ย วัฒนธรรมไทยพุทธ วัฒนธรรมไทยมุสลิม วัฒนธรรมจนี กวางใส ซงึ่ นบั ถือศาสนาพุทธ
ศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์ ในพนื ท่ีจังหวดั ยะลา

1.5.4 องค์กรศาสนา หมายถึง หน่วยงานที่ร่วมมือกับพัฒนากรผ่านการมีส่วนร่วมในการพัฒนา
ชมุ ชนในพืนท่จี งั หวดั ยะลา ประกอบดว้ ย หน่วยงานด้านศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลาม

1.5.5 คุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ หมายถึง ลักษณะที่ต้องการของพัฒนากรด้านบุคลิกภาพ
ด้านจิตใจ ด้านความรู้ และด้านทักษะความสามารถในการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนผ่านการมี
ส่วนร่วมกับองค์กรศาสนาในพืนที่จงั หวัดยะลา

1.5.7 คุณลักษณะด้านบุคลิกภาพ หมายถึง พัฒนาการด้านร่างกาย เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ตาม
เกณฑ์การพัฒนาในแต่ละช่วงวัย พัฒนาการด้านสติปัญญาเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ตามเกณฑ์
การพฒั นาในแต่ละช่วงวยั มสี ุขภาพร่างกายท่สี มบรู ณแ์ ขง็ แรง

1.5.8 คุณลักษณะด้านจิตใจ หมายถึง เป็นผู้รู้จักและเข้าใจตนเองเป็นอย่างดี เป็นผู้รู้จักและเข้าใจ
ความรู้สึกของผู้อื่นได้เป็นอย่างดี เป็นผู้รู้จักและเข้าใจสถานการณ์สภาพแวดล้อมภายนอกต่าง ๆ
ไดเ้ ปน็ อย่างดี

1.5.9 คุณลักษณะด้านความรู้ หมายถึง รู้อย่างลึกซึงถึงแก่นสาระของวิชา รู้รอบด้านเชิง
สหวทิ ยาการ รไู้ กลไปถึงอนาคต

1.5.10 คุณลักษณะด้านทักษะความสามารถ หมายถึง ทักษะด้านการคิด ทักษะการสื่อสาร ทักษะ
ภาษาต่างประเทศ ทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะทางสังคม การทางานร่วมกับผู้อื่น ทักษะทาง
อาชีพ ทักษะทางสุนทรยี ะ ทกั ษะการจดั การ

1.5.11 กระบวนการมีส่วนร่วม หมายถึง การทาการส่งเสริม ชักนา สนับสนุน และสร้างโอกาสให้
ประชาชนในพืนท่ีจังหวัดยะลาทงั ในรูปสว่ นบุคคล กลุ่มคน ชมรม สมาคม องค์กรศาสนาใหเ้ ข้ามามีส่วน

6

รว่ มในการพฒั นาชุมชนบรรลผุ ลที่กาหนดไว้ ประกอบด้วย การมสี ่วนรว่ มในการตัดสินใจ การมีสว่ นร่วม
ในขนั ปฏิบัติการ การมีส่วนรว่ มในการรบั ผลประโยชน์ และการมสี ่วนร่วมในการประเมนิ ผล

1.5.12 การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ หมายถึง การมีส่วนร่วมในการคิดริเร่ิมโครงการ โดยมีการ
อภิปรายถึงปัญหาและความต้องการ มีการจัดลาดับความสาคัญของปัญหา การกาหนดทางเลือกว่าควร
จะจัดทาโครงการหรือกิจกรรมใดบ้าง และการตัดสินใจวา่ จะทาโครงการหรือกิจกรรมใด และการมีสว่ น
รว่ มในการตัดสนิ ใจยงั ครอบคลมุ ไปถึงการตัดสินใจในระหว่างการดาเนนิ งานโครงการ

1.5.13 การมีส่วนร่วมในขันปฏิบัติการ หมายถึง การมีส่วนร่วมในทรัพยากรต่าง ๆ ให้กับโครงการ
ทังในดา้ นเงิน แรงงาน วสั ดอุ ุปกรณ์ และการมีสว่ นร่วมในการบรหิ ารและประสานงานโครงการต่าง ๆ

1.5.14 การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ หมายถึง การร่วมรับประโยชน์ ซึ่งผลประโยชน์ท่ีได้รับได้แก่
1) ผลประโยชน์ด้านวัตถุคอื การมรี ายไดแ้ ละทรัพย์สินเพม่ิ ขนึ และมัน่ คงมากขึนหรือการมีสาธารณูปโภค
ที่เพียงพอ มีประสิทธิภาพ หรือคุณภาพดี 2) ผลประโยชน์ด้านสังคม ได้แก่ การได้รับการศึกษาหรือมี
ก า ร รู้ ห นั ง สื อ ม า ก ขึ น ร ว ม ทั ง ก า ร ใ ห้ บ ริ ก า ร สั ง ค ม อ่ื น ๆ ม า ก ขึ น แ ล ะ มี คุ ณ ภ า พ ดี ขึ น
3) ผลประโยชน์ส่วนบุคคล ได้แก่ การมีความนับถือตนเองมากขึน มีพลังอานาจทางการเมืองมากขึน
และมีความรูส้ กึ ถงึ ความมีประสิทธิภาพของตนเอง

1.5.15 การมีส่วนร่วมในการประเมินผล หมายถึง การท่ีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมใน
การประเมินโครงการทังอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น การประชุมเพ่ือทบทวนและประเมิน
การดาเนินงานท่ีผา่ นมา การร่วมเปน็ คณะทางานหรือคณะกรรมการในการประเมินผล หรือการเข้าร่วม
เป็นคณะทางานในการวิจัยประเมินผล การประชุมกลุ่มย่อยอย่างไม่เป็นทางการหรือการพบปะพูดคุย
แลกเปลี่ยนความคดิ เห็นเกี่ยวกับการดาเนนิ งานของโครงการ

1.5.16 จังหวัดยะลา หมายถึง จังหวัดหนึ่งในพืนท่ีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย
ซ่ึงไดร้ บั ผลกระทบจากสถานการณค์ วามไมส่ งบ ตังแต่ พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจบุ ัน

7

บทที่ 2
แนวคดิ หลกั การ ทฤษฎี และงานวจิ ัยท่เี ก่ียวข้อง

รายงานการวิจัยเรื่อง กลไกการพัฒนาการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคมพหุวัฒนธรรม
โดยใชศ้ าสนาเป็นฐาน จังหวัดยะลา มีวตั ถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคณุ ลักษณะที่พึงประสงค์ของพัฒนากร
สาหรับการปฏิบัติงานในสังคมพหุวัฒนธรรม จังหวัดยะลา 2) ศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมขององค์กร
ศาสนาในการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคมพหุวัฒนธรรม จังหวัดยะลา และ3) สร้างกลไกการ
พัฒนาการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยใช้ศาสนาเป็นฐาน จังหวัดยะลา จาก
การศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง สามารถรวบรวมเพื่อนามาประมวลเป็นกรอบแนวคิดในการ
วิจัยได้ ดังนี้

2.1 ขอ้ มูลท่วั ไปเก่ยี วกบั จงั หวัดยะลา
2.2 แนวคิดเกีย่ วกับคณุ ลกั ษณะของพัฒนากร
2.3 แนวคิดเกี่ยวกบั การมีสว่ นร่วม
2.4 แนวคดิ เก่ยี วกบั สงั คมพหุวฒั นธรรม
2.5 แนวคิดเกย่ี วกับกลไกการพัฒนาชุมชน
2.6 ผลงานวชิ าการและงานวิจัยทีเ่ กยี่ วข้อง
2.7 กรอบแนวคิดการวจิ ัย

2.1 ขอ้ มลู ทวั่ ไปเก่ยี วกับจังหวัดยะลา

2.1.1 ประวตั ิความเป็นมาของจงั หวดั ยะลา
ประวัติความเป็นมาของจังหวัดยะลา คาว่า "ยะลา” มาจากภาษาพื้นเมืองเดิมว่า "ยะลอ”

ซ่งึ แปลว่า "แห” ตามประวัตติ ั้งแตส่ มยั สโุ ขทัยถงึ ตอนต้นกรุงรัตนโกสินทรน์ นั้ "เมอื งยะลา” เปน็ สว่ นหนึ่ง
ของเมืองมณฑลปัตตานี ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 ได้
ทรงโปรดเกลา้ ใหม้ ีการปรับปรงุ การปกครองสว่ นภมู ภิ าคใหม่ เป็นการปกครองแบบเทศาภิบาล โดยออก
ประกาศข้อบังคับสาหรับการปกครอง 7 หัวเมือง ร.ศ. 120 ซึ่งประกอบด้วยเมืองปัตตานี หนองจิก
ยะหร่ิง สายบุรี ยะลา ระแงะ และเมืองรามัน ในแต่ละเมืองมีพระยาเมืองเป็นผู้รักษาราชการ โดยอยู่
ภายใต้การดูแลของข้าหลวงเทศภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ต่อมาในปีพุทธศักราช 2476 ได้มีการยุบ
เลิกมณฑลปัตตานีและได้มีการจัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาค จังหวัด อาเภอ ตาบล และ
หมบู่ า้ น เมอื งยะลาจึงเปน็ จงั หวดั หนึง่ ของประเทศไทยในปจั จุบัน สาหรบั เมอื งยะลาไดม้ กี ารโยกย้ายท่ีตั้ง
มาแลว้ 4 ครัง้ ดังน้ี ครงั้ ท่ี 1 ตั้งเมืองอยู่ที่ตาบลบา้ นยะลา ครั้งท่ี 2 ไดย้ า้ ยเมืองไปตั้งที่ตาบลทา่ สาป (ฝั่ง
ซ้ายของแม่น้าปัตตานี) คร้ังท่ี 3 ได้ย้ายไปต้ังที่เมืองสะเตง (ทางฝ่ังขวาของแม่น้าปัตตานี) คร้ังท่ี 4 ได้

8

ย้ายไปตั้งที่ตาบลบ้านนิบง ในสมัยอามาตย์โทพระรัฐกิจวิจารณ์ (สวาสดิ์ ณ นคร) ผู้ว่าราชการจังหวัด
ยะลา คนที่ 10 (พ.ศ. 2456–2458) ได้วางผังเมืองด้วยการหาจุดศูนย์กลางใจเมือง โดยการปักหลักไว้
และเอาก้อนหินวางไว้เป็นเคร่ืองหมายเรียกว่า "กิโลศูนย์” และลากเส้นวงกลมเป็นช้ัน ๆ มีถนนรองรับ
เป็นตาข่ายลกั ษณะใยแมงมุมทีส่ วยงามทีส่ ุดของประเทศไทย และไดร้ บั รางวลั ชนะเลิศการประกวดความ
สะอาด 3 ปีซ้อน (พ.ศ. 2528-2530) และในปี 2540 ได้รับการคัดเลือกจากองค์การอนามัยโลกยกให้
เป็น 1 ใน 5 เมืองของประเทศไทยในโครงการเมืองน่าอยู่ทั่วโลก คาขวัญประจาจังหวัดยะลา "ใต้สุด
สยาม เมืองงามชายแดน” ตราประจาจังหวัดยะลารูปเหมืองแร่ดีบุก หมายถึง พื้นท่ีของจังหวัดยะลา
อุดมสมบรู ณ์ดว้ ยแรด่ ีบกุ และอาชีพหลักของประชาชนในอดตี คือการทาเหมืองแรด่ ีบกุ วสิ ยั ทัศนจ์ ังหวัด
ยะลา คือ ยะลาเมืองน่าอยู่ คสู่ ันติสุข (ฐานขอ้ มูลทอ้ งถิ่นภาคใต้, 2563)

2.1.2 ลักษณะที่ตัง้ และอาณาเขต
จังหวัดยะลาเป็นจังหวัดหนึ่งในชายแดนภาคใต้ โดยมีอาเภอเบตง เป็นอาเภอใต้สุดของ

ประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 4,521.078 ตารางกิโลเมตร หรอื ประมาณ 2,825,673.75 ไร่ คิดเป็นร้อย
ละ 6.4 ของพื้นท่ีภาคใต้ การจัดการปกครองจังหวัดยะลาในปัจจุบัน ประกอบด้วย 8 อาเภอ (องค์การ
บริหารส่วนจงั หวดั ยะลา, ม.ป.ป) คือ

1) เมืองยะลา เป็นคามลายู หมายถึง แหหรือตาข่าย มาจากภูเขาลูกหน่ึงอยู่ในเขต
อาเภอเมืองยะลา มลี ักษณะเหมอื นแหหรือตาข่ายจับปลา ชาวบา้ นเรยี กภูเขานว้ี ่ายะลาหรือยาลอ

2) เบตง เป็นคามลายู หมายถึง ไม้ไผ่ขนาดใหญ่ เช่น ไผ่ตง เดิมเรียกอาเภอยะรม
(ยะรมหมายถึงเขม็ เย็บผา้ )

3) ธารโต หมายถงึ ลาธารกวา้ งใหญ่ไหลผา่ น
4) บันนังสตา เป็นคามลายู 2 คา คือ บันนังและสตา บันนัง หมายถึง ท่ีนา ส่วนสตา
หมายถึง ต้นมะปราง รวมความแลว้ หมายถึง ทนี่ ามตี น้ มะปราง
5) รามนั คามลายู หมายถึง ชุมชนใหญ่
6) ยะหา คามลายู หมายถึง ตน้ ขเ้ี หล็ก
7) กาบงั อาจมาจากคามลายูวา่ ฆามแบ (Gambe) หมายถึงต้นสเี สยี ด
8) กรงปินงั คามลายู หมายถึง ตน้ หมาก, ดงหมาก, ป่าหมาก
2.1.3 ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ
ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศโดยท่ัวไปส่วนใหญ่เป็นป่าเขาเนนิ สูงและภูเขาเต้ียสลับซับซ้อนจะมีพ้ืนท่ี
ราบเพียงเล็กน้อยบริเวณตอนเหนือของจังหวัดส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม มีความเหมาะสมในการทานา
สว่ นบริเวณตอนใต้ของจังหวดั เป็นป่าเขาและเนินสงู ปกคลุมไปดว้ ยป่าไม้
2.1.4 ลักษณะภมู ิอากาศ
จังหวัดยะลามีอากาศชุ่มช้ืนและอบอุ่น มี 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มต้ังแต่เดือน กุมภาพันธ์ถึง
กลางเดอื นกรกฎาคม และฤดูฝนเรม่ิ ตงั้ แตก่ ลางเดือนกรกฎาคม ถงึ กลางเดือนกมุ ภาพนั ธ์

9

2.1.5 วฒั นธรรมและประเพณี
1) ประเพณีของชาวไทยท่ีนับถือศาสนาพุทธ
1.1) ประเพณีชิงเปรต การชิงเปรตเป็นประเพณีเน่ืองในเทศกาลเดือนสิบของชาวไทย

ท่ีนับถือศาสนาพุทธ โดยจัดในวัดทุกวัด ในวันแรม 14 ค่า หรือ 15 ค่า เดือน 10 โดยทาร้านจัดสาหรับ
อาหารคาวหวานไปวางเพ่ืออุทิศส่วนกุศลไปให้เปรตชน (ปู่ ยา่ ตา ยาย และบรรพบุรษุ ท่ีลว่ งลับไปแล้ว)
รา้ นทว่ี างอาหารเรียกวา่ “ร้านเปรต” สรา้ งไว้กลางวดั ยกเสาสงู 4 เสาบ้าง เสาเดียวบา้ ง และนิยมจัดทา
ร้านเปรต 2 ร้าน โดยแบ่งออกเป็นร้านเสาสูง สาหรับคนหนุ่มท่ีมีกาลังวังชาในการปีนป่าย ส่วนอีกร้าน
เปน็ เสาเตยี้ สูงประมาณสะเอว สาหรบั ให้เดก็ และผหู้ ญงิ ได้แย่งชงิ เพือ่ ความสนุกสนาน บนร้านเปรตจะมี
สายสิญจน์วงล้อมไว้รอบ และต่อยาวไปจนถึงที่พระสงฆ์น่ังประกอบพิธีกรรม เม่ือทาพิธีเสร็จแล้ว จะมีผู้
ตีระฆังให้สัญญาณ บรรดาผู้มาร่วมทาบุญ ก็จะเข้าไปรุมแย่งส่ิงของอาหารคาวหวานท่ีอยู่บนร้านเปรต
อยา่ งสนุกสนาน ซ่งึ เรยี กกันว่า ชงิ เปรต

1.2) ประเพณีบังสุกุลบัว คือ การทาบุญระลึกถึงญาติที่ล่วงลับไปแล้วและนากระดูกมา
บรรจุไว้ในบัว (ท่ีบรรจุอิฐิ) ประจาหมู่บ้านในแต่ละวัดหรือบัวประจาตระกูลมีข้ึนระหวา่ งเดือน 5 แรม 1
ค่าของทุกปีเป็นต้นไป ถือเป็นการชุมนุมญาติของแต่ละหมู่บ้าน ตาบล โดยเม่ือถึงวันบังสุกุลบัว
ญาติพ่ีน้องลูกหลาน ท่ีไปประกอบอาชีพหรือไปอยู่ต่างถิ่น จะพร้อมใจกันกลับบ้าน เพ่ือทาบุญในวันน้ี
และจะมกี ารทาความสะอาดตกแต่งบัว บางทเ่ี รยี กประเพณนี ว้ี า่ ทาบญุ รดนา้ บัว

1.3) ประเพณีลากพระหรือชักพระ ซึ่งจะกระทากันหลังจากวันออกพรรษา 1 วัน คือ
ตรงกับวันแรม 1 ค่า เดือน 11 พุทธศาสนิกชนจะพร้อมใจกันอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบน
บุษบกที่วางอยู่เหนือรถหรือล้อเล่ือน แล้วแห่แหนชักลากไปตามถนน ซึ่งจะไปรวมกัน ณจุดท่ีนัดหมาย
อาจจะเป็นวัดใดวัดหน่ึง หรือสถานท่ีท่ีผู้จัดงานกาหนดไว้ รถหรือล้อเลื่อนน้ัน ชาวบ้านมักเรียกว่า
เรือพระ ปกติจะตกแต่งเป็นรูปเรือ โดยใช้คนลากเชือกเป็น 2 สาย บนเรือพระจะมีคนตีโพน การตีโพน
นั้นเพ่ือปลุกใจให้ชาวบ้านกระตือรือร้นมาร่วมพิธีลากพระ และเรียกให้ชาวบ้านที่อยู่แนวถนนได้มาร่วม
พธิ เี ท่าทีม่ ีเวลา อาจจะเพยี งช่วงระยะทาง 10-20 เมตร และร่วมทาบุญตามศรัทธา เมือ่ เรอื พระแต่ละลา
เดนิ ทางไปถึงจดุ นัดหมายก็จะมีพธิ ีกรรมและกิจกรรม โดยชาวบา้ นจะนาอาหารถวายพระสงฆ์ท่ีมาพร้อม
กับเรือพระ หรือพระสงฆ์ท่ีชาวบ้านนิมนต์มาเพ่ือร่วมงานลากพระ เม่ือพระฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ชาวบ้านก็จะร่วมกันรับประทานอาหาร และร่วมกิจกรรมเพ่ือความสนุกสนาน และความสามัคคี
กิจกรรมท่ีจดั ในงานประเพณีลากพระ

2) ประเพณชี องชาวไทยท่นี บั ถือศาสนาอสิ ลาม (มุสลมิ )
2.1) มาแกปูโละ (งานแต่งาน) “มาแกปูโละ” เป็นภาษาท้องถิ่นแปลว่า "กินเหนียว"

ประเพณีการกินเหนียวของชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม จะใช้ในหลายโอกาส เช่น แต่งงาน และเข้า

10

สุหนัต คาว่า “กินเหนียว”มิใช่ว่าเจ้าของจะบริการอาหารเฉพาะข้าวเหนียวเท่าน้ัน แต่เป็นการเล้ียง
อาหารธรรมดาทวั่ ไปนน่ั เอง

2.2) การเข้าสุหนัต เป็นหลักการของศาสนาอิสลาม อันเกี่ยวเนื่องกับเร่ืองความสะอาด
คือการขลิบผิวหนังหุ้มส่วนปลายอวัยวะเพศชายหรือเรียกตามภาษาท้องถ่ินว่า “มาโซะยาวี” ซึ่งจะทา
แก่เดก็ ชายท่มี อี ายรุ ะหว่าง 2-10 ปี สว่ นการจดั เลี้ยงอาหารในวนั เขา้ สุหนตั ถอื ว่าเป็นประเพณีอย่างหน่ึง

2.3) วันฮารีรายอ มีอยู่ 2 วัน คือ วันฮารีรายอ ปอซอ เป็นวันเฉลิมฉลองเนื่องจาก
การส้ินสุดการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน เป็นการกลับเข้าสู่สภาพเดิมคือ สภาพที่ไม่ต้องอดอาหาร
ไม่ต้องอดน้าอีกต่อไป ซึ่งตรงกับวันที่หน่ึงของเดือนเซาวาล เป็นเดือนที่ 10 ทางจันทรคติ และทาง
ราชการกาหนดให้เป็นวันหยดุ ราชการใน 4 จงั หวัดชายแดนภาคใต้ (ยกเวน้ สงขลา) 1 วนั และ วันอารรี า
ยอหัจญี หมายถึงวันเฉลิมฉลองเน่ืองในวันเชือดสัตว์เพ่ือเป็นทานบริจาคอาหารแก่คนยากจน
และประชาชนทว่ั ไป ตรงกับวนั ที่ 10 ของเดอื นซลุ อจิ ญะ เป็นเวลาเดยี วกับการประกอบพธิ หี ัจญ์ ณ นคร
เมกกะของมุสลิมท่ัวโลก ดังนั้นชาวไทยมุสลิมจึงนิยมเรียกวันตรุษนี้ว่าวันอีดใหญ่หรือวันรายอหัจญี
และทางราชการกาหนดให้เป็นวันหยุดราชการใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยกเว้นสงขลา) 1 วัน
(กติ ติศักดิ์ พรหมเดช, ม.ป.ป อ้างถึงใน คอลฟั ตว่ นบูละ และคณะ, 2559)

กล่าวโดยสรุป จังหวัดยะลาเป็นจังหวัดหนึ่งในชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย 8 อาเภอ
ได้แก่ อาเภอเมืองยะลา อาเภอรามัน อาเภอกรงปินัง อาเภอยะหา อาเภอกาบัง อาเภอบันนังสตา
อาเภอธารโต และอาเภอเบตง มีศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประเพณีที่มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ท้ัง
วัฒนธรรมไทยพุทธและไทยมุสลมิ

2.2 แนวคดิ เกย่ี วกบั คณุ ลักษณะของพัฒนากร

2.2.1 ความหมายของพัฒนากร
นิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ (2550) กล่าวว่า พัฒนากร หมายถึง ข้าราชการพลเรือนในสังกัด

กรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย ผู้ตารงตาแหน่งนักพัฒนาชุมชนและเจ้าพนักงานพัฒนาชุมชน
อยู่ในฐานะผู้ทางานกับประชาชนในระดับตาบล หมู่บ้าน/ชุมชน แม้จะมีสานักงานอยู่ท่ีอาเภอ แต่พ้ืนที่
ปฏิบัติงานน้ันอยู่ในตาบล หมู่บ้าน/ชุมชน พัฒนากร คือ ผู้เอ้ืออานวยให้เกิดกระบวนการพัฒนาชุมชน
กล่าวคือ เป็นผู้เปิดโอกาสให/้ ผสู้ ่งเสริมให้ประชาชนรว่ มกันสร้างกระบวนการพัฒนาชมุ ชนขึ้นด้วยความ
เข้าใจ เข้าถึงและเห็นแก่ประโยชน์สุขของประชาชนส่วนรวม พัฒนากร จึงเป็นข้าราชการท่ีทางานอยู่
ใกล้ชิดประชาขน สามารถเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาชุมชนร่วมกับประชาชน เพ่ือทาให้ชุมขนเข้มแข็ง
ประชาชนพึ่งตนเองไดค้ รอบครัวมีคณุ ภาพชีวติ ดี มคี วามสุข

จรรยารักษ์ สาธิตกิจ (2546) กล่าวว่า พัฒนากร หมายถึงข้าราชการระดับผู้ปฏิบัติงาน
ในหนว่ ยงานพฒั นาชุมชนอาเภอ เป็นผชู้ ่วยพัฒนาการอาเภอในการปฏิบัติงานพัฒนาชมุ ชนระดับอาเภอ

11

ให้เป็นไปตามกฎ ข้อบังคับ ระเบียบแบบแผน คาส่ัง วัตถุประสงค์ และนานโยบายไปปฏิบัติในพื้นท่ี
ตาบลที่รับผิดชอบ โดยมีบทบาทในฐานะผู้สง่ เสรมิ สนับสนุน และประสานงานการพัฒนาชมุ ชนในพืน้ ท่ี
ให้เป็นไปตามหลักการ ปรัชญา ขั้นตอน กระบวนการพัฒนาชุมชน รวมทั้งรับผิดชอบในการรายงานผล
การจดั เก็บข้อมลู ในการพฒั นาชนบทเสนอต่อหัวหนา้ หนว่ ยงาน

กิตติ ปานแก้ว (2554) กล่าวว่า พัฒนากร หมายถึง ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน
กระทรวงมหาดไทย ท่ีปฏิบัติงานอยู่ ณ ตาบล หมู่บ้าน มีสานักงานพัฒนาชุมชนอาเภอเป็นสานักงาน
เป็นข้าราชการท่ีมีหน้าที่คอยประสานงานระหว่างราชการกับประชาชนตลอดเวลา พยายามส่งเสริมให้
ชาวบ้านสรา้ งสรรคส์ ิ่งต่าง ๆ ทางด้านวตั ถุให้เกิดขน้ึ และจะต้องพยายามเปล่ียนแปลงทัศนคติและจิตใจ
ของชาวบ้าน ดังน้ัน พัฒนากรจึงต้องมีคุณสมบัติพิเศษนอกเหนือไปจากข้าราชการท่ัวไปเพื่อให้
การปฏบิ ตั งิ านไดผ้ ลและมีประสทิ ธภิ าพ

จากความหมายข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า พัฒนากร หมายถึง ข้าราชการพลเรือน
ในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ท่ีเป็นผู้ดารงตาแหน่งนักพัฒนาชุมชนและเจ้า
พนักงานพัฒนาชุมชน อยู่ในฐานะผู้ทางานรว่ มกบั ประชาชนระดบั ตาบล หมบู่ ้าน และชมุ ชน

2.2.2 คุณลักษณะของพฒั นากร
คาว่า "Trait" หรือ "คุณลักษณะ " หมายถึง คุณลักษณะปรุงแต่ง (Individual Attributes)

เฉพาะรายบุคคล ซึ่งประกอบด้วยสิ่งที่เป็นพื้นฐานของบุคลิกภาพ ภาวะด้านอารมณ์และจิตใจ
(Temperament) ความต้องการ (Needs) แรงขับ (Motives) และค่านิยม (Values) คุณลักษณะ
ด้านบุคลิกภาพเป็นสิ่งท่ีค่อนข้างถาวรท่ีบุคคลนั้นแสดงออกมาในรูปแบบเฉพาะ ในแต่ละสถานการณ์
รวมถึงความม่ันใจตนเอง (Self-Confidence) วุฒิภาวะด้านอารมณ์ (Emotional Maturity)
ความมั่นคงด้านอารมณ์ (Emotional Stability) ระดับความมีพลัง (Energy Level) และความสามารถ
ทนต่อความเครียด (Stress Tolerance) เป็นต้น คุณลักษณะ (Traits) เป็นท้ังส่ิงที่สามารถเรียนรู้ได้
และเป็นความสามารถท่ีถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม เพ่ือให้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือประสบการณ์เฉพาะ
เช่น เร่ืองค่านิยม และความต้องการต่าง ๆ ทางสังคมเป็นส่ิงที่ได้มาจากการเรียนรู้มากกว่าคุณลักษณะ
อ่นื ๆ เช่น ภาวะทางอารมณแ์ ละจิตใจ และความตอ้ งการทางกาย (สเุ ทพ พงศศ์ รวี ัฒน,์ 2550)

คุณลักษณะท่ีสาคัญของบุคลากร คือความสามารถที่จะปฏิบัติงานได้ดีในระดับท่ีองค์กร
พึงประสงค์ ดังนั้น จึงให้ความสาคัญกับคาว่า “สมรรถนะ” (Competency) ว่าเป็นคุณลักษณะพิเศษ
ท่ีแฝงอยู่ในตัวบุคคล ซ่ึงมีความสัมพันธ์กับผลการปฏิบัติงานท่ีมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ท่ีกาหนด
David C. McClelland (1973 อ้างถึงใน ฉัตรพงษ์ วงษ์สุข, 2552) กล่าวว่า สมรรถนะ หมายถึง
คุณลกั ษณะของบคุ คลอันประกอบไปดว้ ย ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) บทบาทางสงั คม (Social
Role) ภาพลักษณ์ของตนเอง (Self Image) คุณสมบัติหรือลักษณะพิเศษ (Trait) และเหตุจูงใจหรือ
แรงดลใจ (Motive)

12

Boyatzis (1982, อ้างถึงใน ฉัตรพงษ์ วงษ์สุข, 2552) กล่าวว่า คุณลักษณะพิเศษเฉพาะ
บคุ คล ซง่ึ เก่ียวข้องกับผลการปฏบิ ัตงิ านในระดบั ดเี ย่ยี มหรือสูงกว่าระดบั ทว่ั ไป ซง่ึ เป็นผลมาจากปจั จัย 5
ประการ คอื

1) แรงจูงใจ (Motive) เป็นความต้องการลึกๆ ที่แฝงอยู่หรือรูปแบบความคิดที่คอย
ผลกั ดัน กากบั และเลอื กพฤตกิ รรมทจ่ี ะแสดงออก เชน่ ความต้องการท่จี ะประสบความสาเรจ็

2) คณุ สมบัตเิ ฉพาะตัวบุคคลหรืออุปนิสัย (Trait) คือ แนวโน้มทจ่ี ะประพฤตปิ ฏบิ ัติหรือ
ตอบสนองด้วยวิธใี ดวธิ หี น่งึ เชน่ มีความเชอื่ มน่ั ในตนเอง การควบคมุ ตนเอง การต้านทานต่อแรงกดดัน

3) กรอบแนวคิดในการมองโลก (Self - Concept) เกดิ จากทัศนคตหิ รือคุณค่าท่ีบุคคล
ยดึ ถือ สามารถวัดไดจ้ ากแบบทดสอบท่ถี ามถึงส่งิ ทบ่ี ุคคลใหค้ ุณค่า สิ่งที่บคุ คลคดิ หรอื สนใจ

4) สาระความรู้ที่บุคคลมีอยู่ (Content Knowledge) เป็นความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง
หรือขั้นตอน ท้ังด้านเทคนิคหรือทักษะปฏิสัมพันธร์ ะหว่างบุคคล วัดผลได้จากแบบทดสอบ แต่ส่วนใหญ่
ผลจากการทดสอบแทบจะไมไ่ ด้แสดงความแตกต่างระหว่างผลการปฏิบัตใิ นระดับสงู กับระดับเฉลี่ย

5) ทักษะในการรับรู้และทาความเข้าใจรวมไปถึงการแสดงออก (Cognitive and
Behavioral Skills) ทัง้ ท่ีแฝงเรน้ และสังเกตเห็นได้ เชน่ การใหเ้ หตุผลจากเร่ืองท่วั ๆ ไปสเู่ รือ่ งเฉพาะกับ
การให้เหตุผลจากส่วนย่อย ๆ ไปหาส่วนรวม ทั้งสองอย่างน้ีเป็นความรู้ที่แฝงเร้น ความรู้ที่ชัดแจ้ง เช่น
ทักษะการฟังอย่างกระตือรือร้น

Spenser & Spenser (1993, อ้างถึงใน ฉัตรพงษ์ วงษ์สุข, 2552) กล่าวว่า ลักษณะพิเศษ
พ้ืนฐานท่ีแฝงอยู่ในตัวบุคคล ซ่ึงมีความสัมพันธ์กับผลการปฏิบัติท่ีมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์หรือผลการ
ปฏิบัติงานท่ีดีเย่ียมในงาน ๆ หน่ึงหรือในสถานการณ์หน่ึง ทั้งนี้ลักษณะพิเศษเฉพาะ หมายถึง
ความสามารถในส่วนทล่ี ึกซึ้งอย่างเหมาะสม และเปน็ ส่วนท่ปี รากฎในบุคลิกของคน ๆ หนึ่ง และสามารถ
ใช้ทานายพฤติกรรมในสถานการณ์กว้าง ๆ และพฤติกรรมในการทางาน ส่วนคาว่า ความสัมพันธ์
หมายถึง ความสามารถท่ีทาให้เกิดหรือใช้ทานายพฤติกรรมและผลการปฏิบัติงาน ส่วนคาว่าตามเกณฑ์
หมายถึง ความสามารถที่ทานายวา่ ใครทาบางส่งิ ไดด้ ี หรือแยโ่ ดยวัดจากเกณฑท์ เ่ี ปน็ มาตรฐานหรอื เกณฑ์
ท่ีกาหนดขึ้นมาเฉพาะเจาะจง กล่าวโดยสรุปคาว่า สมรรถนะหรือความสามารถสาหรับ Spencer &
Spencer หมายถึง ลักษณะพิเศษเฉพาะของบุคคลท่ีบ่งบอกถึงวิธีการปฏิบัติตนหรือการคิดใน
สถานการณต์ า่ ง ๆ และคงอย่เู ป็นระยะเวลานานชว่ งหนึ่งอยา่ งสมเหตสุ มผล คณุ ลกั ษณะทเ่ี ป็นสมรรถนะ
ตามความหมายของ Spencer & Spencer ประกอบดว้ ย

1) มูลเหตุจูงใจหรือแรงดลใจ (Moive) ที่ทาให้บุคคลคิดหรือต้องการกระทา มูลเหตุ
จูงใจหรือแรงดลใจน้ีจะเป็นตัวผลักดัน กากับและทาให้บุคคลเลือกที่จะแสดงพฤติกรรมเพ่ือให้บรรลุ
เป้าหมาย ซ่ึงเป็นพฤติกรรมท่ตี ่างไปจากคนอน่ื ๆ ตัวอยา่ งเชน่ คนทม่ี ีเรอ่ื งความสาเร็จเป็นแรงดลใจก็จะ
ตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย รับผิดชอบท่ีจะทาให้สาเร็จและใช้ความคิดเห็นของคนอ่ืน ๆ หรือข้อมูลสะท้อน
กลบั มาปรบั ปรุงเพอ่ื ทาให้ดยี ิ่งขน้ึ

13

2) คุณสมบัติหรือลักษณะเฉพาะหรืออุปนิสัย (Tai) เป็นลักษณะทางกายภาพ
และปฏิกิริยาที่แสดงออกอย่างสม่าเสมอในสถานการณ์ต่าง ๆ หรือต่อข้อมูลที่ได้รับ ตัวอย่างเช่น
การมีสายตามองเห็นได้ดี และระยะเวลาในการมีปฏิกิริยาหรือโต้ตอบเป็นสมรรถนะด้านคุณสมบัติหรือ
ลกั ษณะเฉพาะทางกายภาพสาหรับนกั บินต่อสู้อากาศยาน การควบคมุ อารมณ์ตนเองกบั ความคดิ เร่ิมเป็น
การโต้ตอบที่สม่าเสมอต่อสถานการณ์ซ่ึงมีความสลับซับช้อนมากกว่า บางคนไม่ระเบิดอารมณ์ใส่คนอ่ืน
แตป่ ฏบิ ตั ิตนอยู่เหนือ และทามากกวา่ คาว่าหนา้ ที่ เพือ่ ทจี่ ะแก้ไขปญั หาภายใตค้ วามกดดัน

3) ความรู้สึกนึกคิดหรือกรอบแนวคิดของตนเอง (Self - Concept) ได้แก่ ทัศนคติ
การให้คุณค่าต่อบุคคลและภาพลักษณ์ของคน ตัวอย่างเช่น คนท่ีมีความม่ันใจในตนเองจะเชื่อว่าตนเอง
เป็นคนมีประสิทธิภาพในเกือบทุกสถานการณ์ น่ันคือส่วนท่ีเป็นแนวคิดเกี่ยวกับการรับรู้ตนเองคุณคา
ของบุคคล เปน็ มลู เหตจุ ูงใจหรือแรงดลใจในทางตอบสนองหรือในทางปฏิกิรยิ าทที่ านายส่ิงท่ีเขาหรือเธอ
จะทาในระยะสั้นในสถานการณ์ต่าง ๆ ในขณะที่คนอื่น ๆ อยู่ในหน้าที่ ตัวอย่างเช่น คนที่ให้คุณค่ากับ
การเป็นผูน้ ากม็ ักจะแสดงพฤติกรรมทีส่ ะท้อนภาวะผนู้ า ถา้ หากเขาหรอื เธอ ได้รบั การบอกกลา่ วว่างานที่
ทาจะเป็นการทดสอบความสามารถในการเป็นผู้นา คนท่ีให้คุณค่ากับการอยู่ในตาแหน่งบริหารจัดการ
แตภ่ ายในลึก ๆ แลว้ ไมไ่ ดช้ อบหรือคิดโดยสัญชาติญาณเกยี่ วกับการมีอิทธิพลต่อคนอ่ืนในระดับแรงจูงใจ
แล้วก้าวมาสู่ตาแหน่งบรหิ ารแตแ่ ลว้ ก็ล้มเหลว

4) ความรู้ (Knowledge) คือ ข้อมูลในเร่ืองต่าง ๆ ท่ีบุคคลมี เป็นข้อมูลในขอบเขต
เน้ือหาสาระเฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น ความรู้เก่ียวกับการผ่าตัดระบบประสาทและกล้ามเนื้อใน
ร่างกายมนุษย์ ความรู้เป็นสมรรถนะที่สลับซับซ้อนอย่างหน่ึง คะแนนทดสอบความรู้มักจะล้มเหลวใน
การทานายผลการปฏิบัติงาน เพราะล้มเหลวในการวัดความรู้และทักษะที่ใช้ในการปฏิบัติงาน
ท้ังนี้เพราะ ประการแรก การทดสอบความรู้ส่วนใหญ่ ทดสอบความรู้ท่ีเป็นการท่องจาอย่างเดียว
ในขณะที่สิ่งท่ีสาคัญจริง ๆ คือความสามารถในการหาข้อมูล ความจาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงท่ีเฉพาะเร่ือง
มีความสาคัญน้อยกว่าการรวู้ ่าข้อเท็จจรงิ ที่มีอย่นู ั้น ข้อเท็จจริงไหนท่ีเก่ียวข้องกบั การแก้ไขปัญหาเฉพาะ
ปัญหาหนึ่งและจะหาข้อเท็จจริงเหล่าน้ันได้ที่ไหนเมื่อต้องการใช้ ประการท่ีสอง การทดสอบความรู้
ข้ึนกับผู้ตอบ การทดสอบความวัดความสามารถของผู้เข้ารับการทดสอบในการเลือกทางเลือกหรือ
คาตอบท่ีมีอยู่หลายคาตอบว่าอันไหน ถูกต้องไม่ได้วัดว่าผู้ตอบจะสามารถปฏิบัติตามความรู้ช้ันพื้นฐาน
ได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น ความสามารถท่ีจะเลือก 5 รายการที่เป็นข้อโต้แย้งท่ีได้ผลซึ่งต่างจาก
ความสามารถท่ีจะอดทนอยู่ได้ในสถานการณ์ท่ีมีความขัดแย้งและโต้แย้งโดยโน้มน้าวผู้อื่น ท้ายสุดแล้ว
ความรู้กใ็ ชท้ านายได้ดีทสี่ ุดในสิง่ ทีค่ นสามารถทาได้มิใช่สิง่ ทบ่ี คุ คลจะทา

5) ทักษะ (Skill) คือ ความสามารถท่ีจะทางานหนึ่งงานใด จนเกิดเป็นความชานาญ
เช่ียวชาญ เป็นความสามารถท่จี ะทางานท่ใี ชแ้ รงกายหรืองานท่ีใช้สมอง ตัวอยา่ งเชน่ ทกั ษะทางกายภาพ
ของทันตแพทยท์ ่ีจะใสฟ่ ันโดยไมท่ าลายเสน้ ประสาท หรือ ความสามารถของคอมพิวเตอรโ์ ปรแกรมเมอร์

14

ที่จะจัดสัญญาณ 50,000 เส้นให้เป็นระบบเป็นขั้นตอน สมรรถนะทางสมองหรือความรู้ความเข้าใจของ
คนรวมถงึ การคิดเชิงวเิ คราะห์ และการคดิ เชงิ มโนทศั น์ (conceptual)

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักด์ิ (2545) กล่าวว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของคนไทยแบ่ง
ออกเป็น 4 มิติ ดงั นี้

1) มิติด้านร่างกาย ได้แก่ พัฒนาการด้านรา่ งกาย เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ตามเกณฑ์
การพัฒนาในแต่ละช่วงวัย พัฒนาการด้านสติปัญญาเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ตามเกณฑ์การพัฒนา
ในแตล่ ะชว่ งวัย มีสขุ ภาพร่างกายที่สมบรู ณ์แข็งแรง

2) มิติด้านจิตใจ ได้แก่ เป็นผู้รู้จักและเข้าใจตนเองเป็นอย่างดี เป็นผู้รู้จักและเข้าใจ
ความรู้สกึ ของผู้อ่ืนได้เป็นอย่างดี เป็นผู้รู้จกั และเข้าใจสถานการณส์ ภาพแวดล้อมภายนอกตา่ ง ๆ ไดเ้ ป็น
อย่างดี

3) มิติด้านความรู้ ได้แก่ รู้อย่างลึกซึ้งถึงแก่นสาระของวิชา รู้รอบด้านเชิง
สหวิทยาการ รไู้ กลไปถึงอนาคต

4) มิติด้านทักษะความสามารถ ได้แก่ ทักษะด้านการคิด ทักษะการส่ือสาร ทักษะ
ภาษาต่างประเทศ ทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะทางสังคม การทางานร่วมกับผอู้ ่ืน ทักษะทาง
อาชีพ ทกั ษะทางสุนทรยี ะ ทกั ษะการจดั การ

สานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (2553) กล่าวว่า สมรรถนะหลัก หมายถึง
คุณลักษณะเชิงพฤติกรรมท่ีกาหนดเป็นคุณลักษณะร่วมของข้าราชการพลเรือนทั้งระบบ เพ่ือเป็น
การหล่อหลอมค่านิยมและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ร่วมกัน โดยสมรรถนะหลักในภาคราชการพลเรือน
ประกอบดว้ ย

1) การมุ่งผลสัมฤทธ์ิ หมายถึง ความมุ่งมั่นและตั้งใจท่ีจะปฏิบัติหน้าที่ราชการให้ดี
ให้มีประสิทธิผล หรือให้สูงเกินกว่ามาตรฐานท่ีมีอยู่ คาว่า “มาตรฐาน” ดังกล่าวน้ัน อาจวัดหรือเทียบ
จากผลปฏบิ ตั งิ านของตนเองท่ผี ่านมา หรืออาจหมายถึงมาตรฐานตามเกณฑว์ ดั ผลสัมฤทธทิ์ ี่สว่ นราชการ
กาหนดขึ้นมาก็ได้ นอกจากน้ี การมุ่งผลสัมฤทธิ์ยังหมายรวมถึงการรังสรรค์ การพัฒนาผลงาน หรือ
การปฏิบตั ิงานทย่ี ากและท้าทายอกี ดว้ ย

2) บริการที่ดี หมายถึง ความมุ่งม่ัน ความต้ังใจ และความพยายามท่ีจะให้บริการแก่
ผขู้ อรับบรกิ ารจากงานในหน้าที่ราชการของตน หรืองานอื่นท่ีเกย่ี วข้องท่ีตนเองสามารถที่จะให้บริการได้
การบริการท่ดี ีจึงเปน็ การกระทาโดยไม่เลือกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเปน็ ประชาชนผู้มาติดต่อ ข้าราชการ
ในสังกัดเดียวกันหรือต่างสังกัด หรือหน่วยงานท่ีติดต่อขอรับบริการ เป็นการให้บริการในหลายรูปแบบ
ซ่งึ เกิดจากจิตสานกึ ของผูใ้ ห้บริการและจติ สานึกของความเปน็ ข้าราชการท่ดี ี

15

3) การสง่ั สมความเช่ียวชาญในงานอาชีพ หมายถงึ ความสนใจใฝ่รูอ้ นั ที่จะส่งั สมความรู้
ความสามารถของตน ด้วยการศกึ ษา ค้นคว้าและพัฒนาอย่างต่อเน่ือง จนสามารถประยกุ ตใ์ ห้ความรู้ทาง
วิชาการและเทคโนโลยตี า่ ง ๆ เพอื่ ใช้ในการปฏิบตั ิหน้าทีร่ าชการให้เกดิ ประโยชน์สงู สุด

4) การยึดม่ันในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม หมายถึง การดารงตนและ
การประพฤติปฏบิ ัติตนในวิถีแหง่ ความดีงาม ความถกู ต้อง ท้งั ในกรอบของกฎหมาย คณุ ธรรม จริยธรรม
และจรรยาบรรณแห่งวิชาชพี เพือ่ ภาพลักษณ์ ศักดิศ์ รี ช่ือเสียง และเกยี รตยิ ศของความเป็นข้าราชการท่ีดี

5) การทางานเป็นทีม หมายถึง ความตั้งใจและความพร้อมที่จะทางานร่วมกับผู้อ่ืน
หรอื เปน็ ส่วนหน่ึงของทมี หนว่ ยงาน หรอื ส่วนราชการ โดยผู้ปฏบิ ัตมิ ีฐานะเปน็ สมาชิก ไม่จาเป็นที่จะต้อง
อยู่ในฐานะหรือตาแหน่งหัวหน้าทีมแต่เพียงตาแหน่งเดียว ความเป็นสมาชิกในทีมดังกล่าว หมายความ
รวมถงึ ความสามารถในการสรา้ งและรกั ษาสัมพนั ธภาพกับสมาชิกในทีมด้วย

กรมการพัฒนาชุมชน (2553) ได้กาหนดมาตรฐานสมรรถนะหลักของข้าราชการในสังกัด
กรมการพัฒนาชุมชน ตาแหนง่ เจา้ พนักงานพัฒนาชมุ ชน และนักวิชาการพฒั นาชมุ ชน ไว้ดงั นี้

1) การมุ่งผลสัมฤทธิ์ คือ ความมุ่งมั่นจะปฏิบัติราชการให้ดีหรือให้เกินมาตรฐาน
ที่มีอยู่โดยมาตรฐานนี้ อาจเป็นผลการปฏิบัติงานท่ีผ่านมาของตนเอง หรือเกณฑ์วัดผลสัมฤทธิ์ท่ีส่วน
ราชการกาหนด อีกทั้งยังหมายรวมถึงการสร้างสรรค์ พัฒนาผลงานหรือกระบวนการปฏิบัติงานตาม
เปา้ หมายทยี่ ากและทา้ ทายชนดิ ทอ่ี าจไมเ่ คยมีผู้ใดสามารถกระทาไดม้ าก่อน

2) การบรกิ ารทีด่ ี คอื ความต้ังใจ และความพยายามของข้าราชการในการให้บริการต่อ
ประชาชน ขา้ ราชการ หรอื หน่วยงานอนื่ ๆ ท่ีเกีย่ วข้อง

3) สั่งสมความเช่ียวชาญในงานอาชีพ คือ ความสนใจใฝ่รู้ ส่ังสมความรู้ความสามารถ
ของตนในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ด้วยการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาตนเองอย่างต่อเน่ืองจนสามารถ
ประยุกตใ์ ช้ความรู้เชิงวชิ าการและเทคโนโลยตี า่ ง ๆ เข้ากบั การปฏิบัตริ าชการให้เกดิ ผลสัมฤทธ์ิ

4) การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม คือ การดารงตนและประพฤติ
ปฏิบัตอิ ยา่ งถูกต้องเหมาะสมท้ังตามกฎหมาย คุณธรรม จรรยาบรรณแห่งวชิ าชีพ และจรรยาข้าราชการ
เพอื่ รกั ษาศักดิ์ศรีแห่งความเป็นข้าราชการ

5) การทางานเป็นทีม คือ ความต้ังใจท่ีจะทางานร่วมกับผู้อื่น เป็นส่วนหน่ึงของทีม
หน่วยงาน หรือส่วนราชการ โดยผู้ปฏิบัติมีฐานะเป็นสมาชิก ไม่จาเป็นต้องมีฐานะหัวหน้าทีม รวมทั้ง
ความสามารถในการสรา้ งและรกั ษาสมั พันธภาพกบั สมาชิกในทมี

และสมรรถนะเฉพาะตามลักษณะงานทป่ี ฏบิ ตั ิ ตาแหน่งเจ้าพนักงานพัฒนาชุมชน
ประกอบดว้ ย

1) การตรวจสอบความถูกต้องตามกระบวนงาน คือ ความใส่ใจท่ีจะปฏิบัติงาน
ให้ถูกต้องครบถ้วน มุ่งเน้นความชัดเจนของบทบาทหน้าที่ และลดข้อบกพร่องที่อาจเกิดจาก

16

สภาพแวดล้อมโดยติดตาม ตรวจสอบการทางานหรือข้อมูล ตลอดจนพัฒนาระบบการตรวจสอบเพื่อ
ความถกู ต้องของกระบวนงาน

2) ความยืดหยุ่นผ่อนปรน คือ ความสามารถในการปรับตัวและปฏิบัติงานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพในสถานการณ์และกลุ่มคนที่หลากหลาย หมายความรวมถึงการยอมรับความคิดเห็น
ท่แี ตกตา่ งและปรับเปลี่ยนวธิ ีการเม่ือสถานการณเ์ ปลี่ยนไป

3) การสร้างสัมพันธภาพ คือ สร้างหรือรักษาสัมพันธภาพฉันมิตรเพ่ือความสัมพันธ์ท่ีดี
ระหวา่ งผู้เกย่ี วข้องกับงาน

สมรรถนะเฉพาะตามลักษณะงานที่ปฏิบตั ิ ตาแหนง่ นักวิชาการพัฒนาชมุ ชน ประกอบดว้ ย
1) การคิดวิเคราะห์ คือ การทาความเข้าใจและวิเคราะห์สถานการณ์ ประเด็นปัญหา

แนวคิดโดยแยกแยะประเด็นออกเป็นส่วนย่อย ๆ หรือทีละข้ันตอน รวมถึงการจัดหมวดหมู่อย่างเป็น
ระบบระเบียบเปรียบเทียบแง่มุมต่าง ๆสามารถลาดับความสาคัญ ช่วงเวลา เหตุและผล ที่มาที่ไปของ
กรณตี า่ ง ๆ ได้

2) การมองภาพองค์รวม คือ การคิดในเชิงสังเคราะห์ มองภาพองค์รวมโดยการจับ
ประเด็น สรุปรูปแบบเชือ่ มโยงหรือประยุกต์แนวทางจากสถานการณ์ ข้อมูลหรือทัศนะต่าง ๆ จนได้เป็น
กรอบความคิดหรือแนวคดิ ใหม่

3) ศิลปะการสื่อสารจูงใจ คือ ความสามารถท่ีจะสื่อความด้วยการเขียน พูด โดยใช้สื่อ
ตา่ ง ๆ เปน็ การโน้มนา้ ว เพื่อให้ผอู้ ่นื เขา้ ใจ ยอมรับ และสนบั สนุนความคิดของตน

รังสรรค์ หังสนาวิน (2549) กล่าวว่า พัฒนากรต้องรับผิดชอบงานในระดับตาบล
ซ่ึงแบ่งพ้ืนที่เป็นหมู่บ้านหลายหมู่บ้านในแต่ละหมู่บ้าน โดยแต่ละหมู่บ้านประกอบด้วยครอบครัว
ประชาชนจานวนมาก จึงทาให้งานของพัฒนากรเป็นงานที่หนัก ท้าทาย และต้องใช้การทุ่มเท
ทั้งแรงกายและแรงใจ ต้องใช้ความอดทน อุตสาหะ ตลอดจนความเสียสละในการทางานเพื่อความอยูด่ ี
มีสุขของประชาชน โดยเฉพาะงานในความรับผิดชอบของพัฒนากรมีลกั ษณะงานท่ีทาร่วมกับประชาชน
ในชุมชน ในการปรับเปล่ียนระบบคิดทัศนคติ ปรับปรุงวิธีการทางานในชีวิตประจาวันเพ่ือให้ประชาชน
พึ่งตนเองได้ ด้วยความรู้ความสามารถและทักษะของตัวเอง พร้อมท้ังรวมพลังการทางานเพื่อความ
เข้มแข็งของส่วนรวมท้ังชุมชน ความพยายามที่ให้การศึกษา เพื่อพัฒนาประชาชนในชุมชน
ให้เห็นประโยชน์ในการทางานเพื่อส่วนรวมเพื่อผลที่เกิดขึ้นในอนาคต การสร้างการยอมรับ นวัตกรรม
ในกระบวนการทางานของชุมชนเพื่อลดการพ่ึงพาจากภายนอกชุมชน งานดังกล่าวจึงเป็นงานที่ยาก
เพราะเป็นการทางานกับชุมชนท่ีประกอบด้วยบุคคลที่มีพื้นฐานแตกต่างกันท้ังด้านการศึกษา
ประสบการณ์ ความเชื่อ ดงั นนั้ พัฒนากรจงึ ตอ้ งมพี นื้ ฐานในการปฏบิ ัตงิ านโดยสามารถกาหนดเปา้ หมาย
และมุ่งมั่นในการทางาน อีกท้ัง ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้สามารถสรุปเป็นพฤติกรรมที่เก่ียวข้องกับการ
ทางานของพฒั นากรได้อย่างน้อย 3 ประการ โดยสามารถสรปุ ได้ ดังนี้

17

1) พฤติกรรมการทางานโดยยึดหลักการพัฒนาชุมชน หมายถึง พฤติกรรมการกระตุ้น
ประชาชนด้วยกระบวนการ ร่วมศึกษาชุมชน ร่วมให้การศึกษาชุมชน ร่วมวางแผน ร่วมดาเนินการ และ
รว่ มติดตามประเมนิ ผล

2) พฤติกรรมการทางานอย่างมุ่งอนาคต หมายถึง การรายงานพฤติกรรมการทางาน
ท่ีแสดงถึงลักษณะมุ่งอนาคตและควบคุมตน เช่น มีความซื่อสัตย์ในการทางาน ทางานอย่างเต็ม
ความสามารถและทางานตามเปา้ หมายของหนว่ ยงาน เป็นต้น

3) พฤติกรรมอุทิศตนในงาน หมายถึง การรายงานพฤติกรรมการทางานที่แสดงถึง
ความมุ่งม่ัน อุตสาหะ และเสียสละในการทางานให้แก่หน่วยงาน เช่น ส่ังสมความรู้ด้วยการอ่านหนังสอื
ที่เป็นประโยชน์กับการทางาน ปฏิบัติตนตามกฎระเบียบของหน่วยงาน เสียสละเวลาวันหยุดเพ่ือการ
ทางาน เป็นตน้

เท้ือน ทองแก้ว และ เฉลา ประเสริฐสังข์ (2542, อ้างถึงใน นรวิชญ์ กันทะ, 2556) กล่าวว่า
องค์ประกอบของการเปน็ ผู้นาทด่ี ีประกอบด้วย 4 ด้าน คอื

1) ลักษณะทางด้านร่างกาย หมายถึง รูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ ขนาดและรูปทรง
รวมถึงกริ ิยาทา่ ทาง การพดู การส่อื สารและการแสดงออกตา่ ง ๆ ด้วย ลักษณะทางร่างกายเป็นสว่ นแรก
ท่ีทาให้ผู้อื่นมองเห็น รับรู้และประเมินความเป็นผู้นาและภาวะผู้นาได้เป็นอย่างดี เป็นผู้นาที่ตัวใหญ่
เข้มแข็ง บึกบึน ท่าทางกระฉับกระเฉง แสดงออกถึงความมีพลังอานาจ น่าเกรงขามมากกว่าผู้นาท่ี
ตัวเล็กและดูท่าทางเฉอื่ ยชา

2) ลักษณะทางสติปัญญาและความคิด หมายถึง ความเฉลียวฉลาด ความฉับไวทางการ
คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ แยกแยะส่ิงต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง
มกี ารวิเคราะหท์ างเลอื กในการปฏบิ ัติ นอกจากนผี้ นู้ ายังตอ้ งเป็นผมู้ ีประสบการณ์

3) ลักษณะทางด้านอารมณ์ หมายถึง การควบคุมอารมณ์และการแสดงออกทาง
อารมณ์ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม เช่น เปน็ คนท่ีมีจิตใจหนกั แนน่ ม่นั คง มคี วามอดทนสูง มีความกระตอื รือร้นใน
การทางาน มคี วามตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

4) ลักษณะทางสังคม หมายถึง ความเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ เป็นคนมองโลกในแง่ดี
มคี วามสามารถในการพดู การสอ่ื สารกบั บุคคลทว่ั ไป และสามารถปรับตัวได้ดี

อาไพ อินทรประเสริฐ (2542, อ้างถึงใน นรวิชญ์ กันทะ, 2556) กล่าวว่า องค์ประกอบของ
การเป็นผ้นู าทีด่ ี ประกอบด้วยคณุ สมบัติและคณุ ลักษณะ ดงั น้ี

1) คณุ สมบตั ิทางวิชาการ ไดแ้ ก่
1.1) มคี วามรู้ในวิชาชีพเป็นอย่างดี
1.2) มีความรู้ในเร่ืองท่ัว ๆ ไป ใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ เพราะผู้นาที่ดีจะต้องมี

ความรอบรใู้ นเรื่องต่าง ๆ

18

1.3) มีความรู้และความสามารถในการบริหารและการนา คือ เก่งงาน เก่งคน
และเก่งคิด มีความสามารถในการใช้เทคนิคและวิธีการทางาน มีความสามารถในการสร้าง
มนุษยสัมพันธ์ เข้ากับคนได้ดี รู้จักใช้คนและจูงใจให้คนศรัทธา มีความสามารถในการคิด มีปัญญา
มไี หวพรบิ ฉลาด ทันคน ทันเหตุการณ์ ตัดสนิ ใจและแกป้ ัญหาเฉพาะหนา้ ได้ดี

2) คุณลักษณะด้านบุคลิกภาพ หมายถึง รูปร่างหน้าตา ท่วงที วาจา อุปนิสัยใจคอ
ตลอดจนอารมณ์และบทบาทหน้าท่ี ที่ปรากฏแก่สายตาบคุ คลอืน่ บุคลิกภาพของผู้นานั้นแบ่งไดเ้ ปน็

2.1) บุคลิกภาพค้านร่างกาย ผู้นาที่ดีต้องมีบุคลิกลักษณะท่ีดี รูปร่างสมส่วน
พอเหมาะแก่ตน แต่งกายถูกต้อง มชี วี ิตชีวา คล่องแคลว่ และวางตนเหมาะสม

2.2) บุคลิกภาพด้านจิตใจ ผู้นาท่ีดีจะต้องมีความเช่ือมั่น ศรัทธาผู้อื่น
มีความอดทน กล้าหาญ มีเมตตาจิต มีวินัย มีใจเป็นธรรม น่ันคือต้องฟังความคิดเห็นทุกด้าน ไม่เป็นคน
หูเบา มีอารมณ์ขัน มใี จคอหนักแนน่ ตอ่ สภาวการณค์ าพดู ท่ีขดั แย้งหรอื ไมเ่ ปน็ มิตร

2.3) บุคลกิ ภาพดา้ นสังคม ผนู้ าทด่ี ีจะต้องมีความเห็นอกเห็นใจผอู้ ืน่ ชว่ ยเหลือ
สงั คมเห็นประโยชนส์ ่วนรวมเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนและมีมนษุ ยสมั พนั ธด์ ี

3) คุณลกั ษณะดา้ นความสามารถและคุณสมบตั ิพิเศษ การท่ีบุคคลหนง่ึ จะเป็นผู้นาได้ดี
น้นั ย่อมจะตอ้ งมีความสามารถและมคี ุณสมบัติพเิ ศษแตกต่างไปจากผูอ้ ืน่ ดังน้ี

3.1) มีสติปัญญาฉลาด เฉียบแหลม ความฉลาดอาจได้มาจากการฝึกฝน
การทางาน โดยใช้วจิ ารณญาณและทางานอยา่ งเป็นระบบ

3.2) รู้บทบาทหน้าที่ของตน รู้จักตนเอง เพราะคนเราต้องรจู้ ักตนเองเสียก่อน
ว่าเป็นใครทาอะไร กาลังจะไปทางไหน จงึ จะมคี วามสามารถในการจูงใจผอู้ ื่นได้

3.3) มีความรับผิดชอบอุทิศเวลาให้แก่งานในหน้าที่ ศรัทธาต่อผู้อ่ืน เป็นท่ีพ่ึง
แกผ่ นู้ ้อย ผลของการปฏิบตั ิงานของตน กล้าเผชญิ ตอ่ เหตกุ ารณ์และผลของการตัดสนิ ใจ

3.4) มีความเป็นธรรม รับฟังความเห็นทุกด้าน ไม่หูเบา เอาใจใส่ความเป็นอยู่
ของผู้ใต้บงั คับบัญชาและปฏบิ ตั ิตอ่ ผู้ใต้บงั คับบัญชาเสมอกนั

3.5) มีความกล้าหาญ ท้ังทางกายและทางใจ คือมีอานาจทางใจท่ีสามารถ
ควบคมุ ตนเองได้เมอื่ ตกอยูใ่ นอันตรายและสามารถปฏบิ ตั หิ นา้ ที่ต่อไปดว้ ยลักษณะอนั สงบและม่ันคง

3.6) มีความแนบเนียน คือ มีความสามารถในการทางานร่วมกับบุคคลอื่นได้
โดยไมม่ ีความขดั แยง้

3.7) มีความเด็ดขาด มีความสามารถในการตัดสินใจอย่างทันท่วงทีและ
ประกาศการตดั สินใจน้ัน ๆ ในลกั ษณะท่ีชดั เจน มัน่ คงและสามารถปฏบิ ตั ิได้

3.8) มีความริเร่ิมคือ แสดงออกถึงความม่ันใจในงานอย่างจริงจังและปฏิบัติ
ดว้ ยความเตม็ ใจและมองโลกในแงด่ ีเสมอ

19

3.9) มีความตั้งใจจริง มีความมุ่งมั่นไม่ท้อถอย ซึ่งเป็นสิ่งสาคัญท่ีทาใหผ้ ู้นาขน้ึ
ส่จู ุดสูงสดุ

3.10) มีความสามารถในการจูงใจ ความสามารถในการจูงใจกลุ่มคนเป็นส่ิงที่
สร้างผ้นู าได้อยา่ งแทจ้ รงิ

สมหวัง พิธิยานุวัฒน์และคณะ (2541, อ้างถึงในวันเพ็ญ เนตรประไพ, 2553) ได้เสนอ
แนวคิดเก่ียวกับคุณลักษณะของคนไทยในอนาคตไว้ว่า คนไทยจะมีพัฒนาการสมวัย มีสุขภาพดี
มีสมรรถภาพทางกายสมบูรณ์ มีสุขนิสัยท่ีดี เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดี มีความเป็นประชาธิปไตย
มีความรู้ และทักษะทางเทคนิค สามารถใช้เครื่องมือ และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว
ท่สี าคัญ ควรตอ้ งมีความสามารถในการปรับตัวได้อย่างผสมผสานในคุณลักษณะตา่ งขั้วมติ ิต่าง ๆ เพ่ือหา
จุดที่สมดุลระหว่างคุณลักษณะดังต่อไปน้ี เพ่ือจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย และสังคมโลกในอนาคต
คอื

1) การเปน็ ผ้นู าที่ดี และการเป็นผตู้ ามที่ดี
2) การรกั ธรรมชาติ ศลิ ปะ และการรักวทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยี
3) การมชี วี ิต และรูจ้ ักพอ และการมีชวี ติ แขง่ ขันกนั เพ่ือประโยชน์สูงสดุ
4) การรว่ มมือกนั และการแข่งขันกนั
5) ค่านิยมความเสมอภาค และค่านยิ มเก็งกาไร มุ่งประโยชนต์ น
6) การเห็นคุณคา่ ภมู ปิ ัญญาท้องถน่ิ และการเห็นคณุ ค่าวทิ ยาการสมัยใหม่
7) การอยากเรยี นเพ่อื รู้ และการอยากเรยี นเพ่ือปริญญา เพื่ออาชีพ
8) การเรยี นรสู้ กึ ซึ้ง และการเรยี นรู้กวา้ งขวางหลายสาขา รู้รอบ
9) การหวงแหนวัฒนธรรมไทย และการรับวัฒนธรรมตา่ งชาติ
10) ความสามารถในการทางานเปน็ ทีม และความเป็นปัจเจกชน
นิรนั ดร์ จงวฒุ ิเวศย์ (2550) กล่าวว่า พฒั นากร จะตอ้ งเปน็ คนมคี ุณลกั ษณะในการ
ปฏิบตั ิงาน ดงั นี้
1) มีน้าใจไมตรี เอ้ืออารี เหน็ ใจ เข้าใจผู้อื่น
2) ช่างคิด วเิ คราะห์ จาแนก แยกแยะ หาเหตุ หาผล
3) สรา้ งความน่าเชื่อถือ และประทบั ใจต่อประชาชน และคนอ่ืนได้
4) จัดการงาน จดั การกลุ่ม และจัดการคนได้
5) มคี วามคิดเปน็ ระบบ รวบยอด เหน็ ภาพรวมของงาน
ไพโรจน์ บาลัน (2562) กล่าวว่า ความฉลาดทางอารมณ์ เป็นความสามารถในการจัดการ
ตนเองและความสัมพันธ์ของเราอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหลักการเบ้ืองต้นความฉลาดทางอารมณ์
ประกอบดว้ ยความสามารถพ้นื ฐานแบง่ เปน็ 4 ส่วนใหญ่ ๆ ไดแ้ ก่
1) การตระหนกั รใู้ นตนเอง (self-awareness) ประกอบด้วย

20

1.1) ตระหนักถึงอารมณ์ของตัวเอง (emotional self-awareness) คือ
ความสามารถในการอ่านและเขา้ ใจอารมณ์ของตวั คุณเอง รวมท้ังรบั รถู้ งึ ผลกระทบของอารมณ์ที่มีผลต่อ
การทางาน ความสัมพันธ์และสงิ่ ท่เี กี่ยวขอ้ งกนั

1.2) ประเมนิ ตนเองอย่างถกู ต้องเทยี่ งตรง (accurate self-assessment) คือ
การประเมนิ ในเร่ืองจุดแข็งและข้อจากัดของคุณตามความเป็นจรงิ

1.3) เชือ่ มนั่ ในตนเอง (self-confidence) คือ รู้ชดั ถงึ คุณคา่ และความสามารถ
ของตัวเอง

2) การบรหิ ารตนเอง (self-management) ประกอบด้วย
2.1) ควบคุมตนเองได้ (self-control) คือ ความสามารถในการควบคุม

อารมณใ์ นดา้ นลบและแรงกระต้นุ
2.2) ไว้วางใจได้ (trust worthiness) คือ การแสดงความซ่ือสัตย์และความ

น่าไว้วางใจอยา่ งสม่าเสมอ
2.3) มีสติรู้ตัว (conscientiousness) คือ ความสามารถในการจัดการกับ

ตัวคุณเองและหน้าทร่ี บั ผิดชอบ
2.4) ปรับตัวได้ (adaptability) คือ ทักษะในการปรับตัวต่อสถานการณ์

ท่ีเปลี่ยนไปและเอาชนะอุปสรรคได้
2.5) มุ่งหวังสู่ความสาเร็จ (achievement orientation) คือ ผลักดันให้ได้

มาตรฐานภายในองคก์ รทีด่ เี ลิศ
2.6) มคี วามคิดรเิ รม่ิ สร้างสรรค์ (initiative) คอื พร้อมท่จี ะควา้ โอกาสเสมอ

3) การรจู้ กั สงั คม (social awareness) ประกอบดว้ ย
3.1) การมีความรู้สึกร่วม (empathy) คือ ทักษะในการรับรู้อารมณ์ของผู้อ่ืน

เข้าใจมมุ มองและใหค้ วามสนใจกบั สง่ิ ท่ผี ู้อนื่ สนใจ
3.2) ตระหนักรู้ถึงองค์กร (organizational awareness) คือ ความสามารถ

ในการอ่านกระแสขององค์กร รู้ถงึ สงิ่ ทม่ี อี ิทธิพลต่อการตัดสนิ ใจของกลมุ่ และรูท้ นั การเมอื งในองคก์ ร
3.3) มุ่งเน้นให้บริการ (service orientation) คือ ความสามารถในการรับรู้

และทาให้ได้ตามที่ลูกคา้ ต้องการ
4) การมีทกั ษะในการเข้าสงั คม (social skill) ประกอบด้วย
4.1) การเป็นผนู้ าแบบให้วสิ ัยทศั น์ (visionary leadership) คือ ความสามารถ

ในการมีส่วนเก่ียวข้องและสรา้ งแรงบนั ดาลใจด้วยวิสยั ทศั นท์ กี่ าหนด
4.2) มีอิทธิพล (influence) คือ ความสามารถในการใช้อานาจตามลาดับของ

กลยทุ ธใ์ นการจูงใจ

21

4.3) การพัฒนาผู้อื่น (developing others) คือ ชอบที่จะสนับสนุน
ความสามารถของผ้อู ื่น โดยการให้ผลสะท้อนกลับ (feedback) และแนวทางตา่ ง ๆ

4.4) เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (change catalyst) คือ มีประสิทธิภาพใน
เรื่องการสรา้ งแนวคดิ ใหม่ ๆ และนาผอู้ ่นื ใหไ้ ปสู่ทศิ ทางใหม่ ๆ

4.5) การบรหิ ารความขดั แยง้ (conflict management) คอื ความสามารถใน
การลดความขดั แยง้ และรวบรวมวิธแี ก้ไขปญั หา

4.6) การรักษาความสัมพันธ์ (building bonds) คือ มีประสิทธิภาพในการ
เพาะสรา้ งและรกั ษาเครือข่ายความสมั พันธ์

4.7) การทางานเป็นทีมและการร่วมมือ (teamwork and collaboration)
คอื ความสามารถในการสง่ เสรมิ ความสมานฉนั ทแ์ ละสร้างทีมงาน

ชัยเสฏฐ์ พรหมศรี (2554) กล่าวว่า ทักษะหรือปัจจัยที่สาคัญในการเป็นผู้นาประกอบด้วย
คุณลกั ษณะ 8 ประการ ดงั น้ี

1) การบริหารพนักงาน (Leading Employees) ทักษะทางด้านการบริหารงาน
เก่ียวข้องกับความสามารถในการนา และสร้างแรงจูงใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชา รวมถึงการใช้อานาจอย่าง
เหมาะสม และช่วยให้ผ้ใู ต้บังคับบัญชาสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ลโดย
ผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพในการนาหรอื บริหารพนักงาน จะมีความสามารถในการมอบหมายงานอย่างมี
ประสิทธิภาพด้วยเช่นกันโดยเปิดโอกาสให้พนักงานได้เจริญเติบโตในหน้าท่ีการงาน รวมถึงการพัฒนา
ศกั ยภาพของตน ซง่ึ ทกั ษะทางด้านการบรหิ ารพนกั งานอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ

2) ความฉลาดหลักแหลม (Resourcefulness) ผู้นาท่ีมีทักษะทางด้านน้ีเป็นคนที่มี
ความยดื หยุ่นและมองส่ิงใดสิง่ หน่งึ ได้อย่างทะลปุ รุโปรง่ นอกจากนย้ี งั เป็นผ้ทู ี่สามารถคิดในเชงิ กลยุทธ์
และตัดสินใจแก้ปญั หาได้ดใี นสภาวการณ์ท่ีกดดัน ท้งั ต้องมที กั ษะความฉลาดหลักแหลม โดยเฉพาะอย่าง
ยงิ่ เมือ่ มตี าแหนง่ สูงขน้ึ เพ่ือจะรบั มือกบั ความยุ่งยาก และซบั ซอ้ นขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3) ความกล้าตัดสนิ ใจ (Decisiveness) ความสามารถในการตดั สนิ ใจ ทราบวา่ เวลาไหน
ควรทาอะไร เม่ือไหร่ และอย่างไร โดยกลา้ ทีจ่ ะเสยี่ งและรบั ผิดชอบต่อผลการตดั สนิ ใจทเ่ี กิดขึ้น

4) การจัดการการเปล่ียนแปลง (Managing Change) ความสามารถในการนาพา
องค์กรไปสู่การเปลี่ยนแปลง และเอาชนะการต่อต้านการเปล่ียนแปลงในองค์กรได้ เพราะการที่องค์กร
ไมม่ ีการเปล่ียนแปลงหรอื พฒั นาหมายถึงการนับถอยหลงั

5) ความตรงไปตรงมาและใจเย็น (Straightforwardness and Composure)ผู้บริหาร
ท่ีมีประสิทธิภาพต้องเป็นคนที่ตรงไปตรงมา มีความรับผิดชอบในส่ิงท่ีตนเองทา ในสถานการณ์ที่คับขัน
หรืออยู่ในช่วงวิกฤติ ผู้บริหารต้องแสดงให้เห็นถึงความใจเย็นหรือความสามารถในการควบคุมอารมณ์
ของตนไดเ้ ปน็ อย่างดี โดยไม่กลา่ วโทษหรอื ตาหนผิ ู้อ่ืนสาหรบั ความผิดพลาดทเ่ี กดิ ข้นึ

22

6) สร้างความสัมพันธ์และพัฒนาให้ดีข้ึนอย่างต่อเน่ือง (Building and Mending
Relationships) การทางานท่ีมปี ระสิทธิภาพสูงสดุ คือ การทางานรว่ มกันเป็นทมี ผบู้ รหิ ารทม่ี ีทักษะด้าน
นี้จะแสดงความเข้าใจต่อมุมมองและความต้องการของบุคคลอื่น ซึ่งส่งผลให้ได้รับความรว่ มมือ ความไว้
เนอ้ื เช่อื ใจและความเคารพยกย่องจากบุคคลเหล่านนั้ ในท้ายทีส่ ุด

7) ทาส่ิงต่าง ๆ ให้สาเร็จลลุ ่วง (Doing Whatever It Takes) การทาส่ิงต่าง ๆ ให้เสรจ็
สนิ้ ไม่ว่าจะมกี ารต่อต้านหรอื อปุ สรรคใด ๆ กต็ าม โดยทาอยา่ งเตม็ กาลังความสามารถและไม่ย่อท้อ

8) การใช้รูปแบบของการจัดการแบบมีส่วนร่วม (Employing Participative
Management Style) การจัดการแบบมีส่วนร่วมที่ดี จะใช้ทักษะการฟังท่ีมีประสิทธิภาพและ
การสื่อสารเพ่ือนาไปสู่การมีส่วนร่วมกับบุคคลอ่ืนในองค์กร สร้างความเห็นที่สอดคล้องกัน (con-
sensus) และกระตุน้ การตัดสินใจใหเ้ กิดขึ้น

จากการทบทวนแนวคิดคุณลักษณะของพัฒนากร สามารถสรุปได้ว่า คุณลักษณะของ
พัฒนากร ประกอบด้วย 1) ด้านร่างกาย ได้แก่ พัฒนาการด้านร่างกายเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ตาม
เกณฑ์การพัฒนาในแต่ละช่วงวัย พัฒนาการด้านสติปัญญาเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ตามเกณฑ์
การพัฒนาในแต่ละช่วงวัย มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง 2) ด้านจิตใจ ได้แก่ เป็นผู้รู้จักและเข้าใจ
ตนเองเป็นอยา่ งดี เปน็ ผู้รู้จกั และเข้าใจความรู้สึกของผู้อ่ืนได้เปน็ อยา่ งดี เปน็ ผรู้ ู้จกั และเขา้ ใจสถานการณ์
สภาพแวดล้อมภายนอกต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี 3) ด้านความรู้ รู้อย่างลึกซึ้งถึงแก่นสาระของวิชา รู้รอบ
ด้านเชิงสหวิทยาการ รู้ไกลไปถึงอนาคต และ4) ด้านทักษะความสามารถ ทักษะด้านการคิด ทักษะการ
สื่อสาร ทักษะภาษาต่างประเทศ ทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะทางสังคม การทางานร่วมกับ
ผ้อู ่ืนทักษะทางอาชพี ทักษะทางสนุ ทรียะ ทักษะการจดั การ

2.2.3 บทบาทของพฒั นากร
นิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ (2550) กล่าวว่า การทางานของพัฒนากร มี 2 ด้าน คืองานบน

สานักงาน และงานในพ้นื ที่ ดงั นี้
1) งานบนสานักงาน ก่อนที่พัฒนากรจะเข้าไปทางานในตาบลหมู่บ้านที่ตนรับผิดชอบ

น้ัน จะต้องจัดการงานส่วนหน่ึงบนสานักงานให้เรยี บรอ้ ยก่อนและเม่ือออกไปปฏิบตั ิงานในพื้นที่แล้ว ก็มี
งานบางอยา่ งท่ตี ้องนากลับมาทาบนสานกั งานอกี งานบนสานกั งานท่ีพฒั นากรจะต้องปฏิบัติ มดี งั ตอ่ ไปน้ี

1.1) งานวางแผนการทางาน ไม่ว่าพัฒนากรจะทาอะไรก็ตาม พัฒนากร
จะต้องมีแผน เพราะเพ่ือให้งานบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ แผนการทางานท่ีพัฒนากรจะต้อง
จดั ทา คอื แผนปฏิบัตงิ านประจาปี แผนปฏบิ ตั ิงานประจาเดอื น เปน็ ตน้

1.2) งานข้อมลู และสารสนเทศที่พฒั นากรมีสว่ นเกย่ี วข้องทีส่ าคัญ ได้แกข่ ้อมูล
กชช. 2 ค ข้อมูล จปฐ. สารสนเทศชุมชน ข้อมูลเพ่ือการพัฒนาชุมชน เช่น ข้อมูลผู้นา/กลุ่มองค์กร/
เครือข่าย ข้อมูลเศรษฐกิจของชุมชน เป็นต้น เมื่อพัฒนากรได้จัดเก็บข้อมูลในพื้นที่มาแล้ว งานบาง

23

ขั้นตอนพัฒนากรมีความจาเป็นต้องนามาปฏิบัติบนสานักงานดว้ ย งานข้อมูลและสารสนเทศที่พัฒนากร
ตอ้ งปฏบิ ัติบนสานกั งาน ได้แก่

1.2.1) งานวิเคราะหข์ อ้ มลู
1.2.2) งานจัดระบบขอ้ มูล
1.2.3) งานบรกิ ารข้อมลู
1.3) งานรายงานผลการปฏิบัติงาน เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการติดตามผล
ในงานพัฒนาชุมชน โดยกาหนดให้เจ้าหน้าท่ีพัฒนาชุมชนรายงานส่ิงที่ตนได้ปฏิบัติให้ผู้เก่ียวข้องทราบ
การรายงานผลการปฏบิ ัตงิ านในหนา้ ทขี่ องพัฒนากร จาแนกเป็น 3 ลักษณะ คือ
1.3.1) การรายงานผลการปฏบิ ตั ิงานตามแบบปกติ
1.3.2) การรายงานผลการปฏบิ ตั ิงานตามทไ่ี ด้รับมอบหมาย
1.3.3) การรายงานการพฒั นาหม่บู ้าน
1.3.4) งานประสานงาน
2) งานในพื้นท่ี การท่ีพัฒนากรได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานในตาบล หมู่บ้าน
เป็นการเปิดโอกาสให้พัฒนากรได้เข้าไปทางานกับชาวบ้านในหมู่บ้าน ตาบล และได้พบปะ ร่วมคิด
ร่วมปรึกษาปัญหาและร่วมปฏบิ ตั ิงานกับชาวบ้าน การออกไปปฏิบัติงานในพ้ืนที่จาเป็นสาหรับพัฒนากร
โดยเกีย่ วข้องกับงานต่อไปน้ี
2.1) งานกระบวนการพัฒนาชุมชน
2.2) งานสารวจข้อมูลและสารสนเทศชุมชน
2.3) งานที่ปรกึ ษากลุ่ม/องค์กร/เครือข่ายประชาชน
2.4) งานสรา้ งผูน้ า และอาสาสมคั ร
2.5) งานนโยบายรัฐบาล
การดาเนินการพัฒนาชุมชน ต้องประสานกับหน่วยต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้อง ต้ังแต่ระดับชาติ
ลงไปถึงตาบล หมู่บ้าน พัฒนากร ต้องเป็นผู้มีความสามารถในการประสานงานกับผู้เกี่ยวข้อง
การประสานงานในสานักงานมีความสาคัญและจาเป็นต่อพัฒนากร เพราะจะนาไปสู่ความสาเร็จใน
การทางานอ่ืน ๆ รวมทั้งงานในพ้ืนท่ีที่ตนรับผิดชอบด้วย พัฒนากรควรประสานงานกับบุคคลและกลุ่ม
ตา่ ง ๆ ดงั นี้
1) นายอาเภอ (โดยเฉพาะพัฒนากรที่เข้ารับตาแหน่งใหม่ ต้องเข้ารายงานตัวต่อ
นายอาเภอก่อน)
2) หัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ทุกส่วนในอาเภอ เช่น ท้องถิ่นอาเภอ
ผู้อานวยการสานักงานบริหารการศึกษา นอกโรงเรียนอาเภอ เกษตรอาเภอ สาธารณสุขอาเภอ
ปลดั อาเภอ เปน็ ต้น
3) เพอื่ นพัฒนากรด้วยกัน

24

4) นายก อบต. ปลัด อบต. สมาชิก อบต.
5) คณะกรรมการหมบู่ ้าน (กม.)
6) ผูน้ ากลุ่ม องค์กร เครือขา่ ยภาคประชาชน

2.3 แนวคดิ เก่ยี วกบั การมีส่วนรว่ ม

2.3.1 ความหมายของการมีสว่ นร่วม
ไพรัตน์ เตชะรินทร์ (2526, อ้างถึงใน ธงชัย สิงอุดม, 2563) กล่าวว่า การมีส่วนร่วม

หมายถึง กระบวนการท่ีรัฐบาลทาการส่งเสริม ชักนา สนับสนุน และสร้างโอกาสให้ประชาชนในชุมชน
ทั้งในส่วนบุคคล กลุ่มคน ชมรม สมาคม มูลนิธิ และองค์การ อาสาสมัครในรูปแบบต่าง ๆ ให้เข้ามามี
ส่วนรว่ มในการดาเนินการในเรอื่ งหน่ึงหรอื หลายเร่อื งรว่ มกนั

เมตต์ เมตตก์ ารุณ์จติ (2553) กล่าววา่ การมีสว่ นร่วม หมายถงึ การเปิดโอกาสให้บุคคลหรือ
กลุ่ม บุคคลเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ในลักษณะของการร่วมรับรู้
ร่วมคิด รว่ มทา รว่ มตัดสินใจ รว่ มติดตามผล

ทรงวุฒิ เรืองวาทศิลป์ (2550, อ้างถึงใน สมบัติ นามบุรี, 2562) กล่าวว่า การมีส่วนร่วม
หมายถงึ การเปิดโอกาสให้ประชาชนทุก ภาคส่วนที่เก่ยี วขอ้ งเข้ามามีบทบาทร่วมในกิจกรรมทกุ ประการ
ตามกาลังความสามารถของสมาชิกไม่ ว่าจะเป็นการตดั สินใจ การดาเนนิ กิจกรรม การตดิ ตามตรวจสอบ
และการประเมินผลร่วมกนั นาผลที่ได้มาปรบั ปรุงแก้ไขพัฒนางานในกล่มุ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขนึ้

Erwin (1976, อ้างถึงใน ณัฐกานต์ เกตุชาวนา, 2554) กล่าวว่า การมีส่วนร่วม หมายถึง
การพัฒนาแบบมีส่วนร่วม คือกระบวนการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการดาเนินงานพัฒนา
รว่ มคิด ตดั สนิ ใจแกป้ ญั หาของตนเอง เน้นการมสี ่วนร่วมเกย่ี วขอ้ งอย่างแข็งขนั ของประชาชนให้ความคิด
สร้างสรรค์ และความชานาญของประชาชนแกไ้ ขปัญหากบั วิทยาการท่เี หมาะสม

ถวิลวดี บุรีกุล (2548) กล่าวว่า การมีส่วนร่วม หมายถึง กระบวนการซ่ึงประชาชนหรือผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสียได้มีโอกาสแสดงทัศนะ และเข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของ
ประชาชน รวมท้ังมีการนาความคิดเห็นดังกล่าวไปประกอบการพิจารณากาหนดนโยบายและการ
ตัดสินใจของรัฐ การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกระบวนการสื่อสารในระบบเปิด กล่าวคือ เป็นการ
ส่ือสารสองทาง ท้ังอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซ่ึงประกอบไปด้วยการแบ่งสรรข้อมูลร่วมกัน
ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีในสังคม ท้ังน้ีเพราะการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนเป็นการเพ่ิมคุณภาพของการตัดสินใจ การลดค่าใช้จ่ายและการสูญเสียเวลา เป็นการสร้าง
ฉันทามติ และทาให้ง่ายต่อการนาไปปฏิบัติ อีกทั้งช่วยหลีกเล่ียงการเผชิญหน้าใน "กรณีที่อาจรุนแรง"
ช่วยให้เกิดความน่าเช่ือถือและความชอบธรรม และช่วยให้ทราบความห่วงกังวลของประชาชนและ
ค่านิยมของสาธารณชน รวมทงั้ เปน็ การพัฒนาความเช่ียวชาญและความคิดสร้างสรรค์ของสาธารณชน

25

จากการความหมายข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การมีส่วนร่วม หมายถึง การส่งเสริม
ชักนา สนับสนุน และสร้างโอกาสให้ประชาชนในชุมชน ท้ังในส่วนบุคคล กลุ่มคน ชมรม สมาคม มูลนธิ ิ
และองค์การ อาสาสมัครในรูปแบบต่าง ๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินการในเรื่องหน่ึงหรือหลาย
เรื่องร่วมกนั

2.3.2 ลักษณะของการมีส่วนร่วม
Andrew & Stiefel (1980, อา้ งถงึ ใน ทานตะวัน อนิ ทร์จันทร์, 2546) กล่าววา่ ลักษณะของ

การมีส่วนรว่ มประกอบดว้ ย 4 ประการ คือ การมสี ่วนร่วมในการตดั สนิ ใจ การมสี ว่ นร่วมในข้ันปฏบิ ตั กิ าร
การมีสว่ นร่วมในการรบั ผลประโยชน์ การมีสว่ นร่วมในการประเมนิ ผล

Cohen and Uphoff (1977, อา้ งถึงใน สิริอร นยิ มเดช, 2556) กลา่ วว่า การมีสว่ นร่วมแบ่ง
ไดเ้ ปน็ 4 ประเภท คือ

1) การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ หมายถึง การที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการคิดริเร่ิม
โครงการ โดยมีการอภิปรายถึงปัญหาและความต้องการ มีการจัดลาดับความสาคัญของปัญหา
การกาหนดทางเลือกว่าควรจะจัดทาโครงการหรือกิจกรรมใดบ้าง และการตัดสินใจว่าจะทาโครงการ
หรือกิจกรรมใด และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจยังครอบคลุมไปถึงการตัดสินใจในระหว่างการ
ดาเนนิ งานโครงการ

2) การมีส่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ หมายถึง การที่ประชาชนมีส่วนร่วมในทรพั ยากรต่าง ๆ
ให้กับโครงการทั้งในด้านเงิน แรงงาน วัสดุอุปกรณ์ และการมีส่วนร่วมในการบริหารและประสานงาน
โครงการตา่ ง ๆ

3) การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ การมีส่วนร่วมประเภทน้ีมีสองนัย คือ การร่วมรับ
ประโยชนแ์ ละร่วมรับผลสบื เน่ืองในทางลบจากโครงการพฒั นา ผลประโยชน์ทไ่ี ดร้ ับได้แก่

3.1) ผลประโยชน์ดา้ นวตั ถุคือ การมรี ายไดแ้ ละทรพั ย์สินเพ่ิมขึ้นและมัน่ คงมาก
ข้นึ หรอื การมสี าธารณปู โภคท่เี พยี งพอ มปี ระสิทธภิ าพ หรือคณุ ภาพดี

3.2) ผลประโยชน์ด้านสังคม ได้แก่ การได้รับการศึกษาหรือมีการรู้หนังสือ
มากข้นึ รวมท้งั การให้บริการสงั คมอืน่ ๆ มากขึน้ และมคี ณุ ภาพดขี ้ึน

3.3) ผลประโยชน์ส่วนบุคคล ได้แก่ การมีความนับถือตนเองมากขึ้น มีพลัง
อานาจทางการเมืองมากขน้ึ และมคี วามรู้สกึ ถงึ ความมีประสิทธภิ าพของตนเอง

4) การมีส่วนร่วมในการประเมินผล เป็นการท่ีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมใน
การประเมินโครงการท้ังอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ รูปแบบการมีส่วนร่วมประเมินอย่างเป็น
ทางการ เช่น การประชุมเพื่อทบทวนและประเมินการดาเนนิ งานท่ีผ่านมา การรว่ มเป็นคณะทางานหรือ
คณะกรรมการในการประเมินผล หรือการเข้าร่วมเป็นคณะทางานในการวิจัยประเมินผล สาหรับการมี
ส่วนร่วมในการประเมินผลอย่างไม่เป็นทางการ เช่น การประชุมกลุ่มย่อยอย่างไม่เป็นทางการหรือการ
พบปะพูดคุยแลกเปล่ียนความคิดเหน็ เกย่ี วกบั การดาเนินงานของโครงการ

26

มิติการมีส่วนรว่ มจะประกอบด้วยประเด็นคาถาม ดังน้ี (Cohen and Uphoff,1977 อ้างถึง
ใน บนั เทิง ผลอาพันธ,์ุ 2556)

1) มสี ่วนร่วมอะไรบา้ ง (What) แบง่ เป็น
1.1) การมีส่วนร่วมในการตดั สินใจ (Decision Making)
1.2) การมีส่วนร่วมในการดาเนนิ การ (Implementation)
1.3) การมีสว่ นร่วมในการรับผลประโยชน์ (Benefits)
1.4) การมสี ว่ นร่วมในการประเมินผล (Evaluation)

2) มีส่วนร่วมกับใครบ้าง (Whose) ได้แก่ การมีส่วนร่วมกับชาวบ้าน ผู้นาชุมชน
เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล เจ้าหน้าท่ีต่างชาติ (จากองค์กรท่ีให้ทุน เป็นต้น) ท้ังน้ี ให้พิจารณาคุณลักษณะทาง
ประชากร สังคม และเศรษฐกิจของผู้เข้ามีส่วนร่วมในเร่ือง อายุ เพศ สถานภาพครอบครัวระดับ
การศึกษา ระดบั ชน้ั ทางสังคม อาชพี ระดับรายได้ ระยะเวลาทีอ่ ยูอ่ าศัย การถอื ครองท่ดี นิ

3) มีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง (How) โดยพิจารณาจาก
3.1) การมีส่วนร่วมเกดิ จากเบือ้ งบนหรอื เบ้อื งล่าง
3.2) ถกู บังคบั ให้เขา้ ร่วมกจิ กรรมหรือแรงจูงใจ
3.3) โครงสรา้ งชมุ ชน
3.4) ช่องทางการมีสว่ นรว่ มท่ีเกิดขึ้น
3.4.1) การมีส่วนรว่ มโดยผ่านปัจเจกชนหรอื ผ่านกลมุ่
3.4.2) การมสี ว่ นรว่ มโดยตรง หรอื โดยออ้ ม (ผา่ นตัวแทน)
3.4.3) การมีสว่ นรว่ มอยา่ งเปน็ ทางการหรอื ไม่เปน็ ทางการ
3.5) ระยะเวลา (Duration) ความตอ่ เนอ่ื งของกิจกรรม
3.6) ขอบขา่ ย (Scope) ความครอบคลุมของกิจกรรม
3.7) ผลทเ่ี กิดจากการมีส่วนรว่ ม

ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม และพรรณทิพย์ เพชรมาก (2551, อ้างถึงใน สมบัติ นามบุรี, 2562)
ได้กล่าวถึงลักษณะการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนไว้ใน เอกสารประกอบการสอนการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนในการพัฒนาเมืองและชนบท โดยได้ข้อสรุปลักษณะการมีส่วนร่วมแบ่งออกเป็น 6 ลักษณะ
ไดแ้ ก่

1) การรับรู้ข่าวสาร (Public Information) การมีส่วนร่วมแบบนี้ ประชาชนเป็นผู้ที่มี
ส่วนได้ส่วนเสีย และบุคคลหรือหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องจะต้องได้รับการแจ้งให้ทราบถึงรายละเอียดของ
โครงการท่ีจะดาเนินการ รวมทั้งผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ท้ังน้ี การแจ้งข่าวสารดังกลา่ วจะต้องเปน็
การแจง้ กอ่ นที่จะมีการตัดสินใจดาเนนิ โครงการ

2) การปรึกษาหารือ (Pubic Consultation) เป็นรูปแบบของการมีส่วนร่วมที่มีการ
จัดการหารือระหว่างผู้ดาเนนิ การโครงการกับประชาชนที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบ เพื่อรับฟังความ

27

คิดเห็นและการตรวจสอบข้อมูลเพ่ิมเติม นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางการกระจายข่าวสารข้อมูลไปยัง
ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดความเข้าใจ และเพ่ือให้มีการให้ข้อเสนอแนะเพื่อประกอบ
ทางเลอื กการตัดสินใจ

3) การประชุมรับฟังความคิดเห็น (Public Meeting) มีวัตถุประสงค์เพ่ือให้ประชาชน
และฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการหรือกิจกรรมและผู้ที่มีอานาจในการตัดสินใจ ใช้เวทีสาธารณะในการทา
ความเข้าใจ การประชุมรับฟังความคิดเห็นมีหลายวิธีการ เช่น การประชุมระดับชุมชน (Community
Meeting) การประชมุ รบั ฟงั ความคดิ เห็นเชิงวิชาการ (Technical Meeting)

4) การประชาพิจารณ์ (Public Hearing) เป็นการประชุมที่มีข้ันตอนการดาเนินงานที่
เป็นระบบ และมีความชัดเจนมากข้ึน เป็นเวทีในการเสนอข้อมูลอย่างเปิดเผยไม่มีการปิดบังของผู้ที่มี
ส่วนได้และส่วนของโครงการ การประชาคมและคณะกรรมการจัดประชุมจะต้องมีองค์ประกอบของ
ผู้เข้าร่วมท่ีเป็นท่ียอมรับ มีหลักเกณฑ์และประเด็นในการพิจารณาท่ีชัดเจน และมีการแจ้งให้ทุกฝ่าย
ทราบอย่างชัดเจน

5) การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Decision Making) เป็นเป้าหมายสูงสุดของการมี
ส่วนร่วมของประชาชนให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสนิ ใจต่อประเด็นปัญหานั้น ๆ ซ่ึงอาจจะดาเนนิ การโดยการ
เลอื กตวั แทนเข้าไปเป็นกรรมการที่มอี านาจการตัดสินใจ

6) การใช้กลไกทางกฎหมาย รูปแบบนี้ไม่ถือว่าเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชน
โดยตรงในเชิงการป้องกันและแก้ไข แต่เป็นลักษณะของการเรียกร้องและการป้องกันสทิ ธขิ องตนเองอัน
เนื่องมาจากการไม่ได้รับความเป็นธรรม เพื่อให้ได้ มาซึ่งผลประโยชน์ที่ตนเองควรจะได้ รับ
ซ่ึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ให้หลักเร่ืองการมีส่วนของประชาชนไว้หลายประการ
และประชาชนสามารถใช้สทิ ธติ ารฐั ธรรมนญู ทัง้ ในรูปแบบของปจั เจกหรือในรูปแบบกลุ่ม องคก์ าร ตามที่
กฎหมายบญั ญัติไว้

อาร์นสไตน์ (1969, อ้างถึงใน โศภิดา คล้ายหนองทรวง, 2558) เห็นว่า การมีส่วนร่วมจะมี
ลักษณะมากน้อยเพียงใด ให้พิจารณาว่าผู้นาเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปร่วมในการใช้อานาจและมี
บทบาทในการควบคุมได้เท่าใด ซ่ึงเป็นข้อบ่งบอกถึงภาวะผู้นาที่เป็นประชาธิปไตย ว่ามีสูงหรือต่า อาร์
นสไตน์ได้ใช้อานาจการตัดสินใจเป็นเกณฑ์ในการบ่งบอกการมีส่วนร่วม โดยสรุปเป็นข้ันบันได
(Participation ladder) 8 ขั้น และ ใน 8 ขั้น จัดไดเ้ ปน็ 3 กลมุ่ หรือ 3 ประเภทดังนี้

1) การมสี ว่ นร่วมเทยี ม หรือไมม่ สี ว่ นร่วม
2) การมีส่วนร่วมพอเป็นพิธี หรือร่วมเพียงบางส่วน
3) การมีสว่ นร่วมอยา่ งแท้จรงิ คือ มีอานาจและบทบาทมาก
อรทัย ก๊กผล (2552, อ้างถึงใน เอมอร แสนภูวา, 2562) ได้กล่าวถึงหลักการมีส่วนร่วมของ
ประชาชน จะต้องมลี กั ษณะของการมสี ่วนร่วม ดงั น้ี

28

1) เร่ิมตั้งแต่การเกิดจิตสานึกในตนเองและถือเป็นภาระหน้าท่ีของตน ในการเป็นส่วน
หน่ึงของสงั คมหรือชุมชนที่ตนเองอยู่

2) ร่วมคิดด้วยกันว่าอะไรท่ีเป็นปัญหาของชุมชน มีสาเหตุอย่างไร จะจัดลาดับ
ความสาคญั ของเปา้ หมาย และควรทีจ่ ะจดั การกบั ปัญหาใดกอ่ นหลัง

3) ร่วมกันวางแผนการดาเนินงานว่าจะจัดกิจกรรมหรือโครงการอะไร แบ่งงานกัน
อยา่ งไรใชง้ บประมาณมากน้อยเพียงใด จัดหางบประมาณมาจากทใี่ ด

4) ร่วมดาเนินงาน ประชาชนจะต้องร่วมกิจกรรมด้วยความเต็มใจเต็มกาลังความรู้
ความสามารถ

5) ร่วมกันติดตามประเมนิ ผลตลอดเวลาทีท่ างานร่วมกนั ประชาชนจะต้องมสี ่วนร่วมใน
การตรวจสอบถึงปัญหาอุปสรรคและร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาเพ่ือให้งานหรือภารกิจดังกล่าวสามารถ
สาเรจ็ ลุลว่ งตามเป้าหมาย

6) รว่ มรับผลประโยชน์ ประชาชนท่ีเขา้ มามสี ว่ นร่วมกิจกรรมของชุมชนและชุมชนย่อม
ได้รับผลประโยชนร์ ว่ มกนั ไมจ่ าเปน็ จะต้องอย่ใู นรูปของเงิน วัตถุส่งิ ของ แต่อาจเป็นความสขุ สบาย ความ
พอใจในสภาพของความเปน็ อยทู่ ีด่ ีขนึ้ กไ็ ด้

สถาบันพระปกเกล้า (2545, เอมอร แสนภวู า, 2562) กล่าวถึงลักษณะของกระบวนการการ
มีส่วนรว่ มออกเป็น 4 ขั้นตอน คือ

1) การมีส่วนร่วมงานการวางแผน
2) การมสี ่วนรว่ มในการปฏบิ ตั ิ
3) การมสี ว่ นรว่ มในการจัดสรรผลประโยชน์
4) การมีส่วนรว่ มในการติดตามและประเมินผลของตนเอง
จากการทบทวนแนวคิดการมีส่วนร่วม สามารถสรุปได้ว่า ลักษณะของการมีส่วนร่วม
ประกอบด้วย 4 ประการ คือ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมในขั้นปฏิบัติการ การมีส่วน
ร่วมในการรับผลประโยชน์ การมีส่วนรว่ มในการประเมนิ ผล
2.3.3 ความสาคญั ของการมีส่วนร่วม
การมีส่วนร่วมเป็นหัวใจสาคัญของแนวคิดประชาธิปไตย และหลักการเบ้ืองต้นของการ
มีส่วนร่วม คือ การตัดสินใจใดใดก็ตามท่ีส่งผลกระทบถึงบุคคลใด บุคคลเหล่าน้ันควรเป็นผมู้ ีส่วนร่วมใน
การตดั สินใจน้ัน โดยหลักการนี้ การมสี ว่ นรว่ มจะตงั้ อย่บู นพนื้ ฐานความคิดที่ว่าบุคคลแต่ละคนย่อมทราบ
ดีว่า ตนต้องการอะไร เพราะฉะน้ันการท่ีเหตุการณ์ใดก็ตามจะส่งผลกระทบถึงบุคคลใด บุคคลนั้นย่อม
ทราบดวี า่ เขาตอ้ งการหรือไมต่ ้องการอะไร และอะไรบา้ งท่ีจะเกดิ ขน้ึ กับตนเอง ดังนน้ั เพื่อความยุติธรรม
บุคคลน้ันควรจะต้องมีสิทธิในการกาหนดให้เหตุการณ์นั้นเป็นไปอย่างที่เขาต้องการ เพื่อให้ผลที่ตามมา
เป็นไปตามท่ีเขากาหนดไว้ การที่จะให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง จึงต้องเกี่ยวข้องกับการได้รับ
อานาจที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเร่ืองต่าง ๆ ที่จะส่งผลต่อวิถีชีวิตของเขา

29

(ศิริกาญจน์ โกสุมภ์, 2542 อ้างถึงใน ณัฐกานต์ เกตุชาวนา, 2554) โดยความจาเป็นในการมีส่วนร่วม
ประกอบด้วย ดงั นี้

1) ประชาชนอยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ รับทราบและเผชิญปัญหาน้ัน ๆ เช่น การรณรงค์
ลดปญั หาอาชญากรรม ยาเสพตดิ การใชส้ ิ่งเสพติด ทุจรติ การเลอื กตง้ั การคอร์รัปชัน

2) เมือ่ เขา้ รว่ มวิเคราะห์ปัญหาแลว้ ตอ่ ไปก็คิดแก้ไขโดยการพ่งึ ตนเอง
3) ทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่จากัด ทุกคนมีความห่วงใย จึงต้องเข้ามามีส่วนร่วม
ทาใหป้ ระหยัดงบประมาณลงได้
4) เป็นหลักการบริหารบนพ้ืนฐานของความสุจริตและยุติธรรมภายใต้ระบอบ
ประชาธิปไตย การให้มีส่วนร่วมจากประชาชนเสมือนการให้ตรวจสอบการทางานของหน่วยงาน
นอกจากน้ี การทชี่ นกลุม่ ตา่ ง ๆ มสี ่วนรว่ ม โดยร่วมในการคน้ หาปัญหา รว่ มวางแผน
5) ทาให้เกิดฉันทามติท่ีคนทั้งหลายทราบเหตุผลกันและกัน ก็มักจะเห็นพ้องที่จะเลือก
ทางที่ดที ส่ี ดุ
6) จาเป็นต้องมีตัวแทนหลายฝ่ายร่วมดูแลผลประโยชน์ของตน เพราะที่ผ่านมา
ผลประโยชนจ์ ากการพัฒนามักตกเฉพาะคนบางกลมุ่ เท่าน้ัน
7) เพ่ือให้ชุมชนและกลุ่มต่าง ๆ สนับสนุนต่อผลการตัดสินใจนั้น ๆ หรือในบางกรณี
ที่หน่วยงานของรัฐไม่อยู่ในสถานะที่จะบังคับใช้การตัดสินใจได้ หรือต้องได้รับความสมัครใจ สนับสนุน
จากคนส่วนใหญ่ของชุมชนจึงจะสามารถดาเนินการได้ มิฉะน้ันกลุ่มท่ีคัดค้านอาจทาให้โครงการล้มเลิก
ได้ จงึ ตอ้ งให้ชุมชนสนบั สนุนโครงการใหม้ าก โครงการจึงยั่งยนื
8) เมื่อตัดสินใจอย่างไรแล้วจะเกิดผลกระทบที่สาคัญต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลได้
จงึ ต้องรบั ทราบปัญหาและแนวทางแก้ไขให้รอบดา้ น
9) ประชาชนอาจเป็นต้นเหตุของความล้มเหลวของโครงการได้ถ้าไม่ให้มีส่วนร่วม
เพราะต้องเป็นผู้ปฏิบตั ิ (นรินทร์ชยั พัฒนพงศา 2547, อ้างถงึ ใน เอมอร แสนภูวา, 2562)
กล่าวโดยสรุป การมีส่วนร่วมในทุกข้ันตอนต้ังแต่การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การมีส่วน
ร่วมในข้ันปฏิบัติการ การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ การมีส่วนร่วมในการประเมินผลจึงจาเป็นที่
ทุกฝ่ายตอ้ งรว่ มมอื กนั ทจี่ ะทาใหก้ จิ กรรมหรือโครงการน้นั ประสบผลสาเร็จ

2.4 แนวคิดเกีย่ วกบั สงั คมพหวุ ฒั นธรรม

2.4.1 ความหมายของพหุวัฒนธรรม
วัฒนธรรมตรงกับคาภาษาอังกฤษว่า "culture" มาจากภาษาลาตินคือ culture ซ่ึงแตกมา

จากคาว่า colere หมายถึง การเพาะปลูกและบารุงให้เจริญงอกงาม (cultivate) โดยท่ัวไปแล้วการใช้
คาน้ีสะท้อนถึงวิถีชีวิตของผู้คนและโครงสร้างทางสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการประพฤติปฏิบัติที่สาคัญ

30

วัฒนธรรมได้รับการเข้าใจว่าเป็นเสมือนระบบของสัญลักษณ์และความหมายที่มนุษย์สร้างข้ึนซ่ึงมีความ
แตกต่างกันตามลักษณะของแด่ละพ้ืนที่ ความแตกต่างกันของการให้ความหมายของคาว่าวัฒนธรรม
ข้ึนอยู่กับการใช้ แนวคิด และทฤษฎีท่ีแตกต่างกัน รวมไปถึงเกณฑ์ในการประเมินการประพฤติ การ
ปฏบิ ัตทิ ่แี ตกต่างกัน (กระทรวงวัฒนธรรม, 2552)

Grant and Ladson-billings (1997, อา้ งถึงใน บังอร ร้อยกรอง, 2553) กล่าวว่า วฒั นธรรม
หมายถึง ค่านิยมและการประพฤติปฏิบัติของสมาชิกในสังคมใดสังคมหน่ึง ซึ่งปรากฎในรูปของเนื้อหา
และกระบวนการอนั เป็นผลมาจากพัฒนาการดา้ นสติปัญญา อารมณแ์ ละสงั คมของคนในสังคมนั้น

ประเวศ วะสี (2550, อ้างถึงใน บังอร ร้อยกรอง, 2553) กล่าวว่า วัฒนธรรม หมายถึง
วิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนท่ีสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ ส่ิงแวดล้อมแต่ละแห่งไม่เหมือนกันมนุษย์
ไม่ว่าจะอยู่ในส่ิงแวดล้อมใด ก็ต้องดิ้นรนต่อสู้ เรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้ และอยู่ให้ได้ดีในส่ิงแวดล้อมนั้น ๆ
สิ่งแวดล้อมแต่ละแห่งไม่เหมือนกันวัฒนธรรมจึงมีความหลากหลาย ที่เรียกว่า ความหลากหลายทาง
วัฒนธรรม วัฒนธรรมต้องสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม จึงทาให้อยู่ได้ และจะต้องรักษาสิ่งแวดล้อม
วิถีชีวิตของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับส่ิงแวดล้อมหนึ่ง ๆ มีทุกส่ิงทุกอย่างอยู่ในน้ัน มีคุณค่าร่วมกัน
ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ การดูแลรักษาส่ิงแวดล้อม ดูแลรักษาสุขภาพ มีการไกล่เกลี่ยความ
ขัดแย้ง มีความยุติธรรมในชมุ ชน มีศาสนาอยู่ในกรอบของวัฒนธรรม ฉะน้ันในวัฒนธรรมจะมีศาสนาอยู่
เสมอ ครบหมดทุกอย่าง เพราะในวิถีชีวิตร่วมกันก็ต้องทางาน ต้องมีกติกา ขนบธรรมเนียมประเพณี มี
ภาษาสาหรับการสื่อสาร มศี ลิ ปะสนุ ทรียกรรม

พหุ หมายถึง มากหรือหลาย และวัฒนธรรม หมายถึง วิถีชีวิต มรดกทางสังคม
และภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาของคนในสังคมแสดงถึง ความเจริญงอกงามซึ่งเป็นผลจากระบบ
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสังคม และมนุษย์กับธรรมชาติ พหุวัฒนธรรม
(multicultural) จึงหมายถึง ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งรวมถึง มิติวิถีชีวิต มรดกทางสังคม
หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น ก่อนที่จะมีมนุษย์เกิดขึ้นก็มีความหลากหลายในธรรมชาติเป็นพื้นฐานมาก่อน
มนษุ ย์กเ็ กิดขนึ้ ในส่งิ แวดล้อมที่แตกต่างกัน ในทแ่ี ตล่ ะแห่งมนุษย์กย็ ่อมเวยี นรทู้ ่จี ะอยูร่ ่วมกัน และอยรู่ ่วม
อยา่ งสอดคล้องกับธรรมชาติ จงึ มวี ิถชี วี ิตทแ่ี ตกต่างกัน (บงั อร ร้อยกรอง, 2553)

คาว่า พหุวัฒนธรรม ในภาษาไทยน้ัน อาจมีความหมายถึงคาภาษาอังกฤษสองคาที่แตกต่าง
แต่ก็เก่ียวข้องกัน คือ Cultural Diversity (ความหลากหลายทางวัฒนธรรม) และ Multiculturalism
(พหุวัฒนธรรมนิยม) ความหลากหลายทางวัฒนธรรม (หรือพหุวัฒนธรรม) หมายถึง การท่ีสังคมมีความ
แตกต่างทางเช้ือชาติและวัฒนธรรมดารงอยู่ ในขณะที่คาที่สอง หมายถึง การส่งเสริมให้เกิดการดารง
รักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มวัฒนธรรมรองต่าง ๆ บนพ้ืนฐานของสิทธิและความเท่าเทียมกัน
(ศริ จิ ติ สนุ นั ตะ๊ , 2556)

สังคมพหุวัฒนธรรม (Multicultural Society) เป็นสังคมที่ประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีความ
หลากหลาย มีความแตกต่างกันทางสังคมและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนา ภาษา การแต่งกาย

31

การเป็นอยู่ เพราะแต่ละกลุ่มชนมีความเช่ือ ความศรัทธา ในศาสนาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
การที่จะทาให้แต่ละคนสามารถอยู่รว่ มกันในชุมชนหรือสงั คมเดียวกัน ด้วยการพึ่งพาอาศัยช่วยเหลอื กนั
ไม่มีการเบียดเบียนกัน ไม่ทาร้ายกัน หรือไม่ละเมิดสิทธิของกันและกัน สามารถประกอบพิธีกรรมทาง
ศาสนาได้ตามความเช่ือและศรัทธาของตนเอง อย่างมีเสรีภาพโดยไม่มีการกีดกัน ก้าวก่าย ล่วงละเมิด
หรือก่อกวนซึ่งกันและกัน ทาให้สามารถอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรมได้ อย่าง
สันติ สงบ และพ่ึงพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยไม่มีปัญหาขัดแย้งหรือความรุนแรงระหว่างกัน จึงต้องมี
การศึกษาวิเคราะห์ทาความเข้าใจกับความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างลึกซ้ึงและรอบด้าน (พระมหา
มงคลกานต์ ฐิตธมโฺ ม และอาภรณ์รัตน์ เลิศไผ่รอด, 2563)

พหุวฒั นธรรม มีความเช่ือมโยงกับความคิดแบบเสรีนิยม ซ่งึ มีผคู้ นใชช้ วี ิตทเ่ี ปน็ อิสระมากข้ึน
จึงทาใหส้ งั ดมเปดิ โอกาสและให้ความสาคัญกบั เรื่องทเ่ี ปน็ ปัจเจกบุคคลมากขน้ึ ทาใหก้ ารดาเนนิ ชวี ิตของ
ผู้คนมีความเท่าเทียมกัน โดยไม่ได้คานึงถึงชาติพันธ์ุ เพศ และมีการยอมรับความแตกต่างทางศาสนา
วัฒนธรรมอย่างมีอิสรภาพเสรี ความซับซ้อนทางพหุวัฒนธรรมจึงมีลักษณะลูกผสมทางวัฒนธรรมและ
อัตลักษณ์ในเชิงซับซ้อน ดังนั้นจึงมองวัฒนธรรมเป็นเรื่องท่ีสามารถปรับเปล่ียนและพัฒนาไดต้ ลอดเวลา
(อานันท์ กาญจนพันธ์, 2544 อ้างถึงใน อภิโชติ เกตุแกว้ , 2563)

วิลาศ โพธิสาร (2552, อ้างถึงในทิฆัมพร สมพงษ์, 2559) กล่าวว่า พหุวัฒนธรรม หมายถึง
กลุม่ ชนทอี่ ยรู่ วมกนั แต่มีความแตกตา่ งกนั ทางชาตพิ ันธุ์ มีความหลากหลายทางวฒั นธรรม ด้านความคิด
ความเช่ือ การต่อสู้และมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่สะท้อนให้เห็นทัศนะ การปรับตัว และ
วถิ ีการดาเนนิ ชวี ิตของแตล่ ะกลุ่มชนท่อี ยรู่ ่วมกันในสงั คมใดสังคมหนงึ่

กล่าวโดยสรุป สังคมพหุวัฒนธรรม หมายถึง กลุ่มคนท่ีมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม
เช้ือชาติศาสนา วิถีชีวิต ประกอบด้วย วัฒนธรรมไทยพุทธ วัฒนธรรมไทยมุสลิม ซึ่งนับถือศาสนาพุทธ
และศาสนาอิสลาม

2.4.2 ความสาคญั ของวัฒนธรรม
วัฒนธรรมเป็นเครื่องกาหนดวถิ ีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในสังคม ท้ังยังเป็นเครื่องวัด

และกาหนดความเจริญ ความเสื่อมของสังคม วัฒนธรรมจึงมีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและ
ความเจริญก้าวหน้าของประเทศ หากสังคมใดมีวัฒนธรรมท่ีเหมาะสมมีความดีงาม สังคมน้ันย่อม
เจริญก้าวหน้า ฉะนั้นการทาความเข้าใจในกระบวนการวัฒนธรรมจะเป็นประโยชน์ในการกาหนดกรอบ
หรือแบบแผนการดาเนินชีวิตของสังคม วัฒนธรรมมีคุณประโยชน์หลายประการ คือ ช่วยให้มนุษย์
สะดวกสบายข้ึน ช่วยแก้ปัญหาและสนองความต้องการต่าง ๆ ของมนุษย์ เป็นส่ิงที่แสดงเอกลักษณ์ของ
ชาติเป็นเคร่ืองกาหนดพฤติกรรมของคนในสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขช่วย นอกจากน้ีวัฒนธรรม
สามารถทาหนา้ ท่ีได้หลายระดับ คือ

1) เพื่อสนองความต้องการพ้ืนฐาน ไดแ้ ก่ ปัจจัยในการครองชีพ
2) เพื่อความเรียบร้อยของสงั คม ไดแ้ ก่ การปกครอง

32

3) เพ่ือผลทางจติ ใจ ไดแ้ ก่ ศาสนา
4) เพื่อความสดช่ืนในชีวติ ได้แก่ สุนทรียภาพ
5) เพื่อการสื่อสารความรู้ ได้แก่ การศึกษา
วัฒนธรรมจึงเป็นปัจจัยสาคัญในการดารงชีวิตของมนุษย์ ช่วยให้มนุษย์รู้จักทามาหากิน
ร่วมกัน อยู่ร่วมกัน และมีความเจริญเหนือสัตว์ประเภทอื่น วัฒนธรรมช่วยให้มนุษย์และสังคมพัฒนาข้นึ
โดยลาดับ วัฒนธรรมจะแสดงออกในรูปของค่านิยม (value) โดยมีบรรทัดฐาน (norms) เป็นกลไกใน
การควบคุมการประพฤติการปฏิบัติ ผลของการประพฤติปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานของสังคม
จะก่อให้เกิดกลไกประการหนง่ึ ที่เรียกว่าการแซงช่ันของสังคม (social sanction) เพ่ือรักษาบรรทัดฐาน
ทางสังคมไว้ ซ่ึงการแซงช่ันจะผันแปรตามบรรทัดฐานของสังคม บรรทัดฐานท่ีสามารถรักษาสังคมได้
อย่างชัดเจนคือ กฎระเบียบ (laws) ภายใต้ระบบสถาบันท่ีเป็นโครงสร้างของสังคม อย่างไรก็ตามการ
เปลี่ยนแปลงทางสังคมมีผลทาให้ค่านิยม บรรทัดฐานเปลี่ยนไป วัฒนธรรมจึงเป็นปัจจัยสาคัญในการ
ดารงชีวิตของมนุษย์ ช่วยให้มนุษย์รู้จักทามาหากินร่วมกัน อยู่ร่วมกัน และมีความเจริญเหนือสัตว์
ประเภทอื่น วัฒนธรรมช่วยให้มนุษย์และสังคมพัฒนาขึ้นโดยลาดับ วัฒนธรรมจะแสดงออกในรูปของ
ค่านิยม (value) โดยมีบรรทัดฐาน (norms) เป็นกลไกในการควบคุมการประพฤติการปฏิบัติ ผลของ
การประพฤติปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานของสังคมจะก่อให้เกิดกลไกประการหนึ่งท่ีเรียกว่า
การแซงชั่นของสังคม (social sanction) เพ่ือรักษาบรรทัดฐานทางสังคมไว้ ซึ่งการแซงชั่นจะผันแปร
ตามบรรทัดฐานของสังคม บรรทัดฐานที่สามารถรักษาสังคมได้อย่างชัดเจน คือ กฎระเบียบ (laws)
ภายใต้ระบบสถาบันที่เป็นโครงสร้างของสังคม อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมีผลทาให้
คา่ นิยม บรรทัดฐานเปลยี่ นไป (สุธรี ์ ธีระปัญญาพงศ์, 2540 อา้ งถึงใน กระทรวงวฒั นธรรม, 2552 )
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) (2532, อ้างถึงใน พระสมชัย กิตฺติญาโณ, 2560) กล่าวถึง
ความสาคญั ของวัฒนธรรมไทยไว้ 6 ประการ คอื
1) วัฒนธรรมเป็นเครื่องสร้างระเบียบแก่สังคม วัฒนธรรมไทยเป็นเคร่ืองกาหนด
พฤติกรรมของสมาชิกในสังคมไทย ให้มีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจนรวมถึงผลการแสดงพฤติกรรมตลอด
จนถึงกรสร้างแบบแผนของสังคมทาให้ความคิด ความเช่ือและค่านิยมของสมาชิกให้อยู่ในรูปแบบ
เดียวกัน
2) วัฒนธรรมทาใหเ้ กิดความสามัคคี ความเป็นอันหน่ึงอันเดยี วกัน สังคมท่ีมีวัฒนธรรม
เดยี วกันย่อมจะมคี วามผกู พัน เกดิ ความเป็นปกี แผ่น จงรักภกั ดีและอทุ ิศตนใหก้ บั สังคม
3) วัฒนธรรมเป็นตัวกาหนดรูปแบบสถาบัน เช่น สถาบันครอบครัวของแต่ละสังคม
ต่างกันไป ทั้งน้ีเน่ืองจากวัฒนธรรมในสังคมเป็นตัวกาหนดรูปแบบ เช่น วัฒนธรรมไทยกาหนด รูปแบบ
ความสัมพันธ์ของครอบครวั เปน็ แบบสามีภรรยาเดียว ในสังคมอ่ืนชายอาจมีภรรยาได้หลายคนหรือหญงิ
อาจมีสามไี ดห้ ลายคน เป็นต้น

33

4) วัฒนธรรมเป็นเคร่ืองมือช่วยแก้ปัญหาและสนองความต้องการของมนุษย์ มนุษย์ไม่
สามารถดารงชวี ิตภายใตส้ ิง่ แวดล้อมได้อยา่ งสมบูรณ์ ดงั นนั้ มนษุ ย์ต้องแสวงหาความร้จู ากประสบการณ์
ท่ีตนได้รับ การประดิษฐ์คิดค้นวิธีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตและสนองความ ต้องการของ
มนุษย์ใหม้ ากทส่ี ุด

5) วัฒนธรรมช่วยให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า หากสังคมใดมีวัฒนธรรมที่ดีงาม
เหมาะสม เช่น ความมีระเบียบวินัย ขยัน ประหยัด อดทน การเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว
เปน็ ต้น สงั คมนั้นย่อมเจริญก้าวหนา้ ได้อย่างรวดเรว็

6) วัฒนธรรมเป็นเคร่ืองแสดงเอกลักษณ์ของชาติ ท่ีแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยแตกต่าง
จากสังคมอ่ืน เช่น วัฒนธรรมทาง ด้านการทักทาย คนไทยทักทายกันด้วยการยกมือไหว้ สังคมญ่ีปุ่นใช้
การคานับ สงั คมตะวนั ตกใชก้ ารสมั ผัสมอื เปน็ ตน้

กล่าวโดยสรุป วฒั นธรรมเปน็ ปจั จัยสาคัญในการดารงชีวิตของมนุษย์ ชว่ ยใหม้ นษุ ย์รู้จักทา
มาหากินร่วมกัน อยู่ร่วมกัน และมีความเจริญเหนือสัตว์ประเภทอ่ืน วัฒนธรรมช่วยให้มนุษย์และสังคม
พัฒนาข้ึนโดยลาดับ เป็นเคร่ืองกาหนดวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในสังคม ท้ังยังเป็นเคร่ืองวัด
และกาหนดความเจริญ ความเส่ือมของสังคม วัฒนธรรมจึงมีอิทธพิ ลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและ
ความเจรญิ กา้ วหน้าของประเทศ

2.4.3 ประเภทของวัฒนธรรม
กระทรวงวัฒนธรรม (2552) แบ่งวฒั นธรรมออกเปน็ 2 ประเภท คอื
1) วัฒนธรรมที่สัมผัสได้ (tangible culture ) หมายถึง สิ่งประดิษฐ์หรือส่ิงสร้าง

ที่มนุษย์คิดคันขึ้น เช่น ส่ิงของเคร่ืองใช้ในครัวเรือน อาคารบ้านเรือน เสื้อผ้า เคร่ืองประดับตกแต่ง
บางคร้งั วัฒนธรรมท่ีสัมผัสไดถ้ ูกเรยี กขานวา่ วฒั นธรรมวตั ถุ (Material culture)

2) วัฒนธรรมที่สัมผัสไม่ได้ (intangible culture) หรือท่ีเรียกว่าวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ
(Nonmaterial culture) หมายถงึ แบบแผนในการดาเนินชวี ิต หรอื ประพฤติ ปฏิบตั ิ ทเ่ี กิดจากความคิด
ความเชื่อ ซง่ึ ปรากฎในรปู ของกระทา เช่น การใช้ภาษา การยึดถือศลี ธรรม จารตี ต่าง ๆ

นอกจากนว้ี ฒั นธรรมได้ถูกจดั ประเภทใหล้ ะเอียดมากขนึ้ โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท คอื
1) วัฒนธรรมทางความคิด (ideas-thinking) หมายถึง วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับความ

คิดเหน็ ความร้สู ึกนกึ คิด หรือความเช่ือ ซึ่งอาจถกู หรอื อาจผดิ เช่น การเชือ่ โชคลาง การทาบญุ
2) วัฒนธรรมทางบรรทัดฐาน (norms) คือ การปฏิบัติของคนในสังคมที่ยึดถือแบบ

แผนหรอื ประเพณรี ่วมกนั ซงึ่ ประกอบดว้ ย
2.1) วถิ ชี าวบา้ น (folkways) คือ ระเบียบแบบแผนท่บี คุ คลในสังคมยึดถือและ

ปฏิบัติ เช่น การบวชทดแทนคุณบิดามารดาของลูกชาย การต้นรับแขก ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ
หากใครไมป่ ฏบิ ตั ติ ามจะถกู ติฉินนนิ ทา

34

2.2) จารีต (mores) คือ ระเบียบแบบแผนท่ีบุคคลในสังคมต้องปฏิบัติตาม
หากฝ่าฝืนจะเป็นการกระทาท่ีผิดศีลธรรม หรือถูกรังเกียจ เช่น การเลี้ยงดูพ่อแม่ในยามแก่เฒ่า
นอกจากน้ขี อ้ ห้ามทางศาสนา (taboos) ถือเปน็ จารตี อยา่ งหนงึ่ เชน่ ห้ามคา้ อาวุธ เสพยาเสพติด

2.3) กฎหมาย (laws) คอื ระเบยี บแผนท่ที ุกคนในสังคมต้องปฏิบัติ หากฝ่าฝืน
จะได้รับโทษตามตัวบทกฎหมาย หรือระเบียบข้อบังคับ เช่น การหยุตรถเมื่อมีสัญญาณไฟแดงตามกฎ
จราจร

3) วัฒนธรรมทางวตั ถุ (material-having) ได้แก่ สิง่ ของ เครื่องใชท้ ม่ี นุษย์สรา้ งข้ึน
เชน่ เสือ้ ผ้า อาหาร ยา ทอี่ ยอู่ าศัย

2.5 แนวคิดเกีย่ วกบั กลไกการพัฒนาชมุ ชน

จากการศึกษาเรื่องกลไกการพัฒนาการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคมพหุวัฒนธรรม
โดยใช้ศาสนาเป็นฐาน จังหวัดยะลา คณะผู้วิจัยได้นาแนวคิดเก่ียวกับการบริหารจัดการซึ่งกล่าวถึง 4M
มาประยุกต์ใช้ในการกาหนดตัวแปรในงานวิจยั รายละเอยี ดดงั นี้

1) บุคลากร (Man) การบริหารคนเป็นปัจจัยที่สาคัญอย่างหน่ึง การจะทางานหรือ
กจิ กรรมตา่ ง ๆ ลว้ นต้องใช้คนเพอ่ื ให้องคก์ รบรรลวุ ัตถุประสงคท์ ่ีได้วางไว้ โดยมกี ารส่งเสรมิ พัฒนาความรู้
ความสามารถของบุคลากรให้เกิดความเชี่ยวชาญ มีความพร้อมต่อการทางานและการเรียนรู้งานใหม่
เพื่อให้งานออกมามีคณุ ภาพ บรรลวุ ัตถปุ ระสงค์ทว่ี างไว้

2) งบประมาณ (Money) มีการกาหนดแนวทางการบริหารค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนอย่าง
ประหยัด และคุ้มค่า เพ่ือให้ได้ผลลัพธ์ที่มากกว่าต้นทุน เพื่อให้องค์กรมีเงินไปพัฒนาด้านอื่น ๆ หรือ
นาไปจัดสวัสดิการอ่นื เพ่มิ เติมใหก้ ับบคุ ลากร

3) วัสดุอุปกรณ์ (Materials) เป็นการกาหนดแนวทางการใช้งานเครื่องมือ เคร่ืองใช้
ที่เป็นส่วนประกอบในการผลิต ให้ได้คุณภาพ และผลิตได้ตารมระยะเวลาท่ีกาหนด ดังน้ันบุคลากรจึง
ควรมคี วามรู้ ความสามารถในการใชเ้ คร่ืองมือต่าง ๆ

4) การจัดการ (Management) มีการกาหนดกลยุทธ์ในการบริหารงาน โดยคานึงถึง
สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกองคก์ ร ทาการวเิ คราะหจ์ ุดแข็ง จดุ อ่อน โอกาส และอุปสรรค ท่ีมีผล
ต่อการบริหารงาน เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมภายในและ
ภายนอกองค์กร (นสิ าชล ณ ระนอง, 2554)

กล่าวโดยสรุป กลไกการพัฒนาในงานพัฒนาชุมชนเมื่อประยุกต์กับแนวคิดการบริหาร

จัดการจึงประกอบด้วย คน ทรัพยากร งบประมาณ โครงการ กระบวนการทางาน และสถานที่

ทีส่ ามารถเออื้ ต่อการพฒั นา

35

2.5 งานวิจัยทเี่ กย่ี วขอ้ ง

จากการทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยทีเ่ กีย่ วขอ้ ง พบวา่ มกี ารศกึ ษาวจิ ัยท่ีสามารถนามาเป็น
แนวทางในการทาวิจัย เร่ือง กลไกการพัฒนาการปฏิบัติงานของพัฒนากรในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยใช้
ศาสนาเป็นฐาน จังหวัดยะลา คณะผู้วิจัยได้ทาการทบทวนวรรณกรรมและงานวจิ ัยท่ีเก่ียวข้องต่าง ๆ ได้
ดงั น้ี

กรมการพฒั นาชมุ ชน (2563) ดาเนินการศกึ ษาวิจยั เรื่อง รูปแบบการทางานของพัฒนากร
ที่ส่งผลให้ชุมชนเข้มแข็ง พบว่า คุณลักษณะของพัฒนากรท่ีจะส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็งจะมาจาก 3
สมรรถนะหลัก ประกอบด้วย 1) สมรรถนะด้านความรู้ โดยพัฒนากรจะต้องรู้แนวทางการพัฒนาชุมชน
มีความรู้เก่ียวกับพ้ืนที่ มีการคิด วิเคราะห์ การคิดเชิงกลยุทธ์ ความคิดสร้างสรรค์ และมีวิสัยทัศน์
2) สมรรถนะด้านคุณลักษณะ พัฒนากรต้องมี ใจรักในการทางาน เสียสละ อดทน มุ่งมั่นทุ่มเท ต้ังใจ
และเอาใจใส่การทางาน มีอัธยาศัยดี มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เข้าใจคน เป็นคนท่ีสามารถไว้วางใจได้
มีความสามารถในการประสานงาน สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี โดยพัฒนากรมีคุณลักษณะ
เฉพาะ ได้แก่ มีอุดมการณ์แน่วแน่ รักชุมชน รักชาวบ้าน ไม่ถือตัว ศรัทธาใน งานพัฒนาชุมชน และ 3)
สมรรถนะด้านการปฏิบัติ/ทักษะ พัฒนากรต้องมีความสามารถในการประสานงาน สามารถปรับตัวเข้า
กับชุมชนได้ดี มีทักษะในการส่ือสาร การถ่ายทอดข้อมูลต่าง ๆ ได้ถูกต้อง ชัดเจน ตลอดจน เช่ียวชาญ
งานทางด้านการพัฒนาชุมชน และรูปแบบการทางานของพัฒนากรท่ีส่งผลให้ชุมชนเข้มแข็ง
ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) เรียนรู้ชุมชน มีการเรียนรู้พ้ืนท่ี เข้าใจชุมชน และข้อมูลต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้อง 2) ค้นหาทีมงาน ค้นหาและสร้าง ทีมงานเครือข่ายจากภาคส่วนต่าง ๆ ประสานงานและ
สร้างศรัทธาให้เกิดในทีมงานเครือข่าย 3) บูรณาการสรรพสิ่ง ส่งเสริมให้เกิดกระบวนการร่วมคิด ร่วม
วางแผน ให้เกิดการบูรณาการงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนับสนุน กิจกรรมและงบประมาณ 4) อิง
พ้ืนที่สม่าเสมอ เกาะติดงาน เกาะติดพ้ืนท่ีชุมชน เพื่อให้ทีมงานเครือข่ายและ ชาวบ้านได้มั่นใจ เป็นท่ี
ยอมรับในชุมชน 5) ให้ก าลังใจเมื่อเจอปัญหา เป็นท่ีปรึกษาท่ีดี ให้ข้อเสนอแนะ เสริมกาลังใจให้แก่
ทีมงานและชาวบ้าน 6) พัฒนาอย่างต่อเน่ือง มีกระบวนการติดตามและประเมินผล การทางานและ
ผลลัพธ์ท่ีเกิดขึ้นอย่างต่อเน่ือง นาผลการประเมินมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และต่อยอดองค์ความรู้ ให้แก่
ชมุ ชน

อุไรวรรณ แมะบ้าน (2563) ดาเนินการศึกษาวิจัย เรื่อง การบริหารจัดการทุนทางสังคม
เพ่ือการพัฒนาชุมชนในรูปแบบชุมชนที่พึ่งตนเอง กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศ
ไทย พบว่า บริบทที่มีผลต่อการบริหารจัดการทุนทางสังคม ด้านสภาพทุนทางสังคมของชุมชน ได้แก่
ทุนมนุษย์ ทุนสถาบัน ทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม โดยด้านทุน
มนษุ ย์พบวา่ หากผูน้ าชุมชนทั้งท่ีเปน็ ทางการและไม่เปน็ ทางการ เข้ามามบี ทบาทในการขับ เคลือ่ นชุมชน
อยา่ งจรงิ จังจะทาให้ชุมชนนน้ั เข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ ซ่ึงทุนมนษุ ย์เป็นหัวใจสาคัญ ในการขบั เคลื่อนให้

36

การพัฒนาบรรลตุ ามเปา้ ประสงคท์ ่วี างไวโ้ ดยมีทุนทางสถาบนั ต่าง ๆ ในพ้ืนทเี่ ข้าเป็น ภาคีเครอื ข่าย สรา้ ง
การมีส่วนร่วม การแลกเปล่ียนเรียนรู้ โดยอาศัยทุนทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาเป็น องค์ประกอบของ
ส่ิงแวดล้อมที่มีอยู่ในชุมชน ซ่ึงได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเช่ือและสิ่งต่าง ๆ ท่ีเป็นอัตลักษณ์
ของชมุ ชน ในการขบั เคลอื่ นการดาเนินกิจกรรมตา่ ง ๆ ให้ชมุ ชนเข้มแข็งต้องอาศยั ชุมชน เปน็ หลักในการ
พัฒนามากกว่าอาศัยการช่วยเหลือจากภาครัฐ การใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการทุนทาง สังคมที่มีผลต่อ
การพัฒนาชุมชนในรูปแบบชุมชนพ่ึงตนเอง พบว่า มีการขับเคล่ือนชุมชนโดยมีการวางแผน และการ
ประสานงานภายในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ประชาชนเข้ามามีบทบาทในการร่วมศึกษา ปัญหาร่วมคิด
ร่วมทา ร่วมตัดสินและวางแผนในการดาเนินงานและประสานงานร่วมกัน กลยุทธ์การบริหารจัดการที่
ชุมชนนามาใช้ในการพัฒนาชุมชนพึ่งตนเอง คือการจัดการความรู้ ได้แก่การสร้างความรู้ การจัดเก็บ
ความรู้การแบ่งปันความรู้และการประยุกต์ใช้ความรู้ การบริหารทุนทางสังคมจึงเป็นปัจจัยความสาเร็จ
หลักของการพฒั นาชมุ ชนพง่ึ ตนเองในชมุ ชนทอ้ งถน่ิ ไทย

พระมหามงคลกานต์ ฐิตธมฺโม และ อาภรณ์รตั น์ เลิศไผร่ อด (2563) ดาเนินการศึกษาวิจัย
เร่ือง การอยู่ร่วมกันของคนในสังคมพหุวัฒนธรรมในประเทศไทย กรณีศึกษาสังคมพหุวัฒนธรรมใน
อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า หลักการอยู่ร่วมกันของคน ด้วยการสร้างให้ประชาชนในชุมชน
ประตูท่าแพ เข้าใจและยอมรับซ่ึงความแตกต่างในเรื่องของแนวคิดวัฒนธรรมประเพณี และความ
แตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา ลัทธิความเชอื่ ความสอดคล้องของหลักการอย่รู ่วมกันของคนใน
สังคมส่งเสริมให้มีการพัฒนาเปิดกว้างแต่ละชุมชนสสู่ ังคมอย่างเท่าเทียมกัน ให้ทุกคนในสังคมหันมาเข้า
ใจความแตกต่างและสนใจเรียนรู้ความแตกต่างกับความรู้ที่มีอยู่ ส่งเสริมการยอมรับในเร่ืองความ
แตกต่างในเรื่องความคิดตลอดจนมีทัศนคติที่ดีในการอยู่ร่วมกัน อันจะเป็นผลให้การอยู่ร่วมกัน
ในชมุ ชนทมี่ ีความหลากหลายอย่างมปี ระสิทธิภาพ

พระครูสังฆรักษ์ปัญญาพล ปญฺญาพโล (มีชูนึก) (2561) ดาเนินการศึกษาวิจัย เรื่อง
กลไกการพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติงานของพระวินยาธิการ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า
1) ผลการวิเคราะห์สภาพทั่วไปในการปฏิบัติงานของพระวินยาธิการ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า
เจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซ่ึงเป็นหัวหน้าพระวินยาธิการประจาจังหวัด ดูแลเอาใจใส่ต่อ
การปฏิบัติงานของพระวินยาธิการเป็นอย่างดีมีการแต่งตั้งเจ้าคณะตาบลทุกตาบลในเขตปกครองคณะ
สงฆ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้เป็นพระวินยาธิการ ทาหน้าท่ีดูแลความเรียบร้อยในเขตปกครองคณะ
สงฆ์ของตนเอง และมีการประชุมกันทุกเดือน ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน คือ ยังขาด
งบประมาณสนับสนุนในการปฏิบัติหน้าท่ีของพระวินยาธิการ อาทิเช่น ค่าพาหนะในการเดินทาง
ค่าประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น 2) ปัจจัยท่ีส่งผลกับการพัฒนาศักยภาพในการ
ปฏิบัติงานของพระวินยาธิการ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า พระวินยาธิการในจังหวัด
พระนครศรีอยุธยา มีระดับปฏิบัติการในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
พบว่า ด้านการปฏิบัติงานของพระวินยาธิการ มีค่าเฉลี่ยมากกว่าด้านอื่น ๆ คือ ด้านสมรรถนะ

37

ในการทางาน ด้านคุณลักษณะพื้นฐาน และด้านปัจจัยในการทางาน ตามลาดับ ผลการทดสอบ
สมมติฐานการวิจัย พบว่า การเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยที่ส่งผลในการทางาน
ปัจจัยด้านคุณลักษณะพ้ืนฐาน และ ปัจจัยด้านประเภทของสมรรถนะในการทางาน กับการปฏิบัติงาน
ของพระวินยาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยการหาค่าสหสัมพันธ์ Pearson พบว่า
ค่า Significant Level มีค่าเท่ากับ 0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 นั่นคือ ปัจจัยที่ส่งผลในการทางาน ปัจจัย
ด้านคุณลักษณะพื้นฐาน และปัจจัยด้านประเภทของสมรรถนะในการทางาน กับการปฏิบัติงานของ
พระวินยาธิการมีความสัมพันธ์กัน กลไกการพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติงานของพระวินยาธิการ
ประกอบด้วย 5 กลไก คือ 1) ศึกษาจัดทาข้อมูลพื้นฐานของหน่วยงานให้เป็นระบบ ฐานข้อมูลจานวน
พระภิกษุสามเณรในจังหวัด ฐานข้อมูลพระวินยาธิการในจังหวัด 2) จัดทาโครงการพัฒนาศักยภาพด้วย
การส่งพระวินยาธิ การไปศึกษาหลักสูตรพระวินยาธิการ, นิติศาสตรบัณฑิต 3) พัฒนาขีดความสามารถ
ตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล ส่งเสริมให้พระวินยาธิการมีศีลาจารวัตรเรียบร้อยเป็นแบบอย่างท่ีดี 4) การ
ให้คาปรึกษาด้วยการจัดต้ังสานักงานพระวินยาธิการกลาง และมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการ และ 5) การ
ตดิ ตามและประเมนิ ผล มีการตดิ ตามผลการปฏบิ ตั งิ านและรายงานเจา้ คณะผูป้ กครองทราบ

ทิฆัมพร สมพงษ์ (2559) ดาเนินการศึกษาวิจัย เร่ือง รูปแบบการบริหารสถานศึกษาตาม
แนวคิดพหุวัฒนธรรมศึกษาในสามจังหวัดชายแดนใต้ พบว่า 1) องค์ประกอบการบริหาสถานศึกษาตาม
แนวคิดพหุวัฒนธรรมศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ คือ 1.1)
ความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานท่ีมีส่วนเกี่ยวข้อง 1.2) ภาวะผู้นาของผู้บริหารในบริบท
พหุวัฒนธรรมศึกษา 1.3) การส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนในบริบทพหุวฒั นธรรม 1.4) คุณลักษณะ
ของครูในบริบทพวัฒนธรรม 1.5) คุณลักษณะของผู้บริหารในบริบทพหุวัฒนธรรม 1.6) หลักสูตร
ที่สอดคล้องในบริบทพหุวัฒนธรรม 1.7) การสร้างเครือข่ายสถานศึกษาในบริบทพหุวัฒนธรรม
2) รูปแบบการบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า
ผ้ทู รงคุณวุฒิและผู้เชีย่ วชาญมีความเหน็ และยนื ยันตามองค์ประกอบท้งั 7องคป์ ระกอบ 17ประเดน็ ดังน้ี
องค์ประกอบที่ 1 ความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องประกอบด้วย 3 ประเด็น คือ
ความสัมพันธ์ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ความสัมพันธ์ของผู้ปกครอง ชุมชนและ
หน่วยงานที่เก่ียวข้อง และ สถานศึกษาเปิดโอกาสให้เกิดความสัมพันธ์ร่วมกัน องค์ประกอบที่ 2 ภาวะ
ผนู้ าของผู้บริหารในบรบิ ทพหวุ ฒั นธรรมศึกษา ประกอบด้วย 3 ประเด็น คอื ภาวะผู้นาในการเปน็ ผู้สร้าง
และใหโ้ อกาส ภาวะผ้นู าในความม่งุ มัน่ ตงั้ ใจ และภาวะผนู้ าในบรหิ ารงานตามสถานการณ์ องคป์ ระกอบ
ท่ี 3 การส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนในบริบทพหุวัฒนธรรมประกอบด้วย 2 ประเด็น คือ
สถานศึกษาผู้สนับสนุน และครูผู้ส่งเสริมและพัฒนา องค์ประกอบท่ี 4 คุณลักษณะของครูในบริบทพหุ
วฒั นธรรม ประกอบด้วย 2 ประเดน็ คือ คณุ ลักษณะของครูด้านการเรียนการสอน และคณุ ลกั ษณะของ
ครูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ องค์ประกอบท่ี 5 คุณลักษณะของผู้บริหารในบริบทพหุวัฒนธรรม
ประกอบด้วย 3 ประเด็น คือ ผู้บริหารนักสร้างวิสัยทัศน์ ผู้บริหารนักแก้ปัญหา และ ผู้บริหารผู้นาไปสู่

38

เป้าหมาย องค์ประกอบท่ี 6 ด้านหลักสูตรท่ีสอดคล้องในบริบทพหุวัฒนธรรม ประกอบด้วย 2 ประเด็น
ย่อย คือ กระบวนการพัฒนาหลักสูตร และการนาหลักสูตรไปใช้ องค์ประกอบที่ 7 การสร้างเครือข่าย
สถานศึกษาในบริบทพหุวัฒนธรรม ประกอบด้วย 2 ประเด็นย่อย คือ กระบวนการสร้างเครือข่าย และ
เครอื ข่ายโรงเรียนคพู่ ฒั นา

อริยา คูหา และ หริรักษ์ แก้วกับทอง (2559) ดาเนินการศึกษาวิจัย เรื่อง สมรรถนะ
ความเป็นครูของนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า นักศึกษาคณะ
ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีสมรรถนะความเป็นครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก สมรรถนะ
การมุ่งสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน ด้านความสามารถในการวางแผน การกาหนดเป้าหมาย การวิเคราะห์
สังเคราะห์ภารกิจงานของนักศึกษาท่ีมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกันใน
รายการ “วิเคราะห์ภารกิจงานเพื่อวางแผนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ” อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .05 ในด้าน ความสามารถในการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน นักศึกษาที่มีเพศต่างกัน
มีความคิดเห็นต่างกันในรายการ “ติดตามผลประเมินอย่างต่อเนื่อง”อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ
.05 และด้านความสามารถในการติดตาม ประเมินผลการปฏิบัตงิ าน โดยรวมนักศึกษาท่ีศกึ ษาสาขาวิชา
ต่างกันมีความคิดเห็นต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ท่ีระดับ .05 สมรรถนะการบริการที่ดี ด้านการ
ปรับปรุงระบบบริการให้มีประสิทธิภาพ ของนักศึกษาที่มีเพศต่างกัน มีความคิดเห็นต่างกันในรายการ
“แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อ่ืนเพ่ือพัฒนาตนเอง และพัฒนางาน”อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สมรรถนะการทางานเป็นทีม ดา้ นการให้ความรว่ มมือ ช่วยเหลือและสนบั สนนุ เพ่อื นรว่ มงาน นักศึกษาท่ี
มีเพศต่างกันมีความคิดเห็นต่างกันในรายการ “ช่วยเหลือ สนับสนุน เพื่อนร่วมงานเพ่ือสู่เป้าหมาย
ความสาเร็จร่วมกัน” ด้านการแสดงบทบาทผู้นา/ผู้ตามนักศึกษาท่มี ีเพศ “การแสดงบทบาทผ้นู า/ ผู้ตาม
ในการทางานร่วมกับ ผู้อื่นได้อย่างเหมาะสมตามโอกาส และรายการ “เน้นการบริการบนพ้ืนฐาน
ความสาเร็จในผลงานตามบทบาท หนา้ ที่และความรับผิดชอบที่มีอยู่” อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติท่ีระดับ.
05 ด้านการเข้าไปมีส่วนร่วมกับผู้อื่นในการ พัฒนาการจัดการศึกษาให้บรรลุผลสาเร็จตามเป้าหมาย
นักศกึ ษาทม่ี ีศาสนาตา่ งกันมคี วามคิดเห็นต่างกันในรายการ “แลกเปลยี่ นเรยี นรู้/ รบั ฟังความคดิ เหน็ และ
ประสบการณ์ระหว่างเครือข่ายและทีมงาน” และ “ร่วมกับ เพ่ือนร่วมงานในการสร้างวัฒนธรรมการ
ทางานเป็นทีมให้เกิดข้ึนในสถานศึกษา”อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สมรรถนะจริยธรรมและ
จรรยาบรรณวิชาชีพครูด้านการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างท่ีดี นักศึกษาท่ีมีเพศต่างกันมีความ
คิดเห็นต่างกันในรายการ “ปฏิบัติตนตามหลักการครองตน ครองคน ครองงาน เพ่ือให้การปฏิบัติงาน
บรรลุผลสาเรจ็ ” และนกั ศึกษาท่ศี ึกษาสาขาวิชาต่างกนั มคี วามคิดเห็นตา่ งกันในรายการ “เป็นแบบอย่าง
ท่ีดีในการส่งเสริมผู้อ่ืนให้ปฏิบัติตนตามหลักจริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพครูและพัฒนาจนเป็นท่ี
ยอมรับ”อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดับ .001

พงศ์ภัทร สิรันทวิเนติ (2558) ดาเนินการศึกษาวิจัย เร่ือง คุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ของ
ข้าราชการฝ่ายปกครองในพ้ืนที่จังหวัดชายแดนใต้ พบว่าคุณลักษณะท่ีสาคัญในการปฏิบัติงานในพื้นที่

39

จังหวัดขายแดนใต้จะต้องมีคุณลักษณะคือ 1) คุณลักษณะท่ีเกี่ยวข้องกับความไว้วางใจ ได้แก่
การเข้าถึงผู้นาทางศาสนาและประชาชน ความตั้งใจและทุ่มเทในการปฏิบตั ิหน้าท่ี ความเข้าใจในบรบิ ท
ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น และความเข้าใจในภาษาถิ่น 2)คุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการ
อานวยความยุติธรรม ได้แก่ การอานวยความยุตธิ รรมโดยยึดหลักความเป็นธรรม การอ้างอิงหลักตัวบท
กฎหมายต่าง ๆ 3) คุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองและการไกล่เกลี่ย ได้แก่ การเข้าถึงผู้นา
ศาสนาและผ้นู าท้องถิ่น มคี วามเป็นกลาง การเลือกใชว้ ิธใี นการเจรจาต่อรองและไกล่เกลีย่ บุคลกิ ของนัก
เจรจาต่อรองและไกล่เกล่ีย 4) คุณลักษณะในทางทหาร ได้แก่ การนาหน่วยอาสารกั ษาดินแดนและการ
ดาเนินการทางยุทธวิธี ความสามารถในการประสานงานกับหน่วยกาลังข้างเคียง 5) คุณลักษณะที่
เก่ียวข้องกับการสื่อสาร ไดแ้ ก่ การเลอื กใชถ้ ้อยคาและเนื้อหาทีต่ ้องการสื่อสาร การแสดงออกต่อผู้อนื่ 6)
คณุ ลักษณะอนื่ ๆ ไดแ้ ก่ ภาวะผู้นา การเปน็ นกั ประสานงาน และการมมี นุษยสมั พันธท์ ่ดี ี

นรวิชญ์ กันทะ (2556) ดาเนินการศึกษาวิจัย เร่ือง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้นาเชิง
พฤติกรรมศาสตร์ในทัศนะของข้าราชการตารวจช้ันประทวน ในสังกัดกองบังคับการสืบสวนสอบสวน
ตารวจภูธรภาค 5 ผลการศึกษาพบว่า 1) ข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ผู้ตอบ
แบบสอบถามส่วนใหญ่เปน็ เพศชายมีอายุระหว่าง 31 - 40 ปี จบการศกึ ษาในระดับปรญิ ญาตรีมากที่สุด
ดารงตาแหน่งในสายงานป้องกันปราบปราม และส่วนใหญ่มียศดาบตารวจ 2) คุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของผู้นาเชิงพฤตกิ รรมศาสตร์ ในทัศนะของข้าราชการตารวจชั้นประทวนในสังกัดกองบงั คับการสืบสวน
สอบสวนตารวจภูธรภาค 5 พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่มี
ค่าเฉล่ียสูงที่สุด คือ ผู้นาในสายงานควรยึดหลักเหตุผลเป็นหลักในการปฏิบัติงานไม่กคขี่ข่มเหง
ผู้ใต้บังคับบัญชา รองลงมา คือ ผู้นาในสายงานควรสง่ เสริมสนบั สนุนความก้าวหน้าใน การทางานให้กับ
ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน โดยเท่าเทียมกัน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ท่ีมีค่าเฉลี่ยต่าที่สุด คือ ผู้นาในสาย
งานควรทางาน โดยมุ่งประโยชนส์ ่วนตวั เปน็ สาคญั การเปรียบเทยี บคุณลกั ษณะที่พงึ ประสงค์ของผู้นาเชิง
พฤติกรรมศาสตร์ ในทัศนะของข้าราชการตารวจช้ันประทวนในสังกัดกองบังคับการสืบสวนสอบสวน
ตารวจภูธรภาค 5 ระหว่างสายงาน ได้แก่ สายงานอานวยการ สายงานสืบสวน และสายงานป้องกัน
ปราบปราม พบว่า ในภาพรวมมีความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ของผู้นาเชิงพฤติกรรม
ศาสตร์ ไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนะเก่ียวกับคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ของผู้นาเชิงพฤติกรรมศาสตร์
พบว่าข้อเสนอแนะในด้านนโยบายการบริหารและการส่ังงานผู้ใด้บังคับบัญชาข้อเสนอแนะท่ีมากที่สุด
3 อันดับแรก คือ เปีดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและแสดงความคิดเห็นมีการ
ส่ังงานผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเข้มงวดและจริงจัง ยึดถือกฎระเบียบ วินัย และข้อบังคับอย่างเคร่งครัด
และลงโทษผู้กระทาผิดวินัย กฎระเบียบทางราชการ และมีการสั่งงานเป็นไปตามกฎระเบียบและเป็น
ระบบ ตามลาดับ ส่วนข้อเสนอแนะเก่ียวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้นาเชิงพฤติกรรมศาสตร์
ในสายงาน ค้านความสัมพันธ์กับผู้ใด้บังกับบัญชา พบว่า ข้อเสนอแนะท่ีมากท่ีสุด 3 อันดับแรก
คือ เอาใจใส่ ดูแลความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังกับบัญชา เสมือนคนในครอบครัว มีความเป็นกันเองและ

40

สามารถพ่ึงพาอาศัยกันได้ และมีกิจกรรมร่วมกันอย่างสม่าเสมอ เช่น เล่นกีฬา รับประทานอาหาร เป็น
ต้น ตามลาดับ

สิริอร นิยมเดช (2556) ดาเนินการศึกษาวิจัย เร่ือง การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อ
การดาเนินกิจกรรมตามโครงการหมู่บา้ นเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ปี 2555 บ้านหนองอ้อ หมู่ 3 ตาบล
มะขาม อาเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี พบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการคาเนินกิจกรรม
ตามโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบปี 2555 บ้านหนองอ้อ หมู่ 3 ตาบลมะขาม อาเภอ
มะขาม จังหวดั จันทบรุ ี ในภาพรวมอยูใ่ นระดบั มาก คอื ดา้ นการร่วมรบั ผลประโยชน์ รองลงมา คอื ด้าน
การร่วมคิดและตัดสินใจ ดา้ นการร่วมในการประเมินผลและดา้ นการรว่ มปฏิบัติตามกิจกรรม เปน็ อนั ดับ
สุดท้าย ผลการทคสอบสมมติฐานเพ่ือเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการดาเนินกิจกรรม
ตามโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบปี 2555 บ้านหนองอ้อ หมู่ 3 ตาบลมะขาม อาเภอ
มะขาม จังหวัดจันทบุรี จาแนกตามสถานภาพส่วนบุคคล พบว่า ตัวแทนครัวเรือนที่มีเพศ อายุ
สถานภาพ การศึกษา และรายได้ต่อเดือนต่างกัน มสี ่วนรว่ มต่อการดาเนนิ กิจกรรมตามโครงการหมู่บ้าน
เศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบปี 2555 บ้านหนองอ้อ หมู่ 3 ตาบลมะขาม อาเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี
ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย และตัวแทนครัวเรือนที่มีอาชีพต่างกัน มีส่วนร่วมต่อการ
ดาเนินกิจกรรมตาม โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบปี 2555 บ้านหนองอ้อ หมู่ 3 ตาบล
มะขามอาเภอมะขาม จงั หวดั จันทบุรี แตกตา่ งกัน จึงยอมรับสมมตฐิ านการวิจยั

พวงชมพู ไชยอาลา แสงรุ่งเรืองโรจน์ (2556) ดาเนินการศึกษาวิจัย เร่ือง การส่ือสารแบบ
มีส่วนร่วม: กลไกในขับเคล่ือนแนวคิด สู่การปฏิบัติภายใต้กระบวนทัศน์การพัฒนาแบบทางเลือก พบว่า
การเสริมพลังให้สามารถเป็นกลไกขับเคลื่อนแนวคิดไปสู่การปฏิบัติ ซ่ึงประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนหลัก
ได้แก่ ขั้นวางแผน ข้ันปฏิบัติงาน และขั้นการตรวจสอบและประเมินผล ดังน้ี ขั้นวางแผน นักพัฒนา
จะต้องมองให้เหน็ ศักยภาพของชุมชนในการ ทจ่ี ะดาเนนิ งานพัฒนารว่ มกับตน แทนท่จี ะมองเห็นแต่ด้าน
อ่อนด้อยของชุมชน รวมทั้งการใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วน
ร่วมต้ังแต่การระบุปัญหา การค้นหาวิธีแก้ไข และการดาเนินการแก้ไข โดยนักพัฒนาอยู่ในฐานะ
ผู้สนับสนุนกระบวนการดังกล่าว ขั้นปฏิบัติงาน จาเป็นต้องนาการส่ือสารแบบมีส่วนร่วม เข้ามาใช้ทั้งใน
ด้านการใช้การส่ือสารเพื่อชักนาใหช้ มุ ชนเข้ามามีส่วนร่วมในงาน พัฒนา เช่น การใช้หอกระจายข่าวสาร
เป็นช่องทางเสริมสร้างความเข้าใจแก่ชุมชน อันนามาสู่การมีส่วนร่วมในงานพัฒนา รวมถึงการเปิด
โอกาสใหช้ มุ ชนได้เข้ามา มสี ่วนร่วมในกระบวนการสอื่ สารเพ่ือใหช้ ุมชนเกิดการพัฒนา เช่น การให้ชมุ ชน
ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดรายการหอกระจายข่าว อันนามาสู่การเสริมสร้าง พลังชุมชนในที่สุด
ข้ันการตรวจสอบและการประเมินผล จาเป็นต้องให้ชุมชนเข้ามา มีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดการตรวจสอบ
และประเมินผลจากสายตาของคนในชุมชน ร่วมกับนักพัฒนา การตรวจสอบและประเมินผลดังกล่าว
จะทาให้ทั้งชุมชนและ นักพัฒนาได้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นความสาเร็จหรือความล้มเหลว
อันนาไปสูก่ ารพัฒนาศกั ยภาพของชุมชนในการทางานด้านพฒั นาด้วยตนเอง


Click to View FlipBook Version