The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

Book

Book

1


2 คำ�นำ� จังหวัดชัยภูมิเป็นจังหวัดในภาคอีสานที่มีเรื่องราวและความเป็นมาที่ยาวนาน “เสน่ห์อิสาน เล่าขานเมืองชัยภูมิ” เป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นเพื่อต้องการบอกเล่าเรื่องราว ของจังหวัดชัยภูมิแก่ผู้มาเยือน ทั้งด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ อารยธรรม ศิลปวัฒนธรรม ภาษา จารีตประเพณี แหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร รวมทั้งข้อมูล ที่น่าสนใจมากมาย หวังเป็นอย่างยิ่งว่า“เสน่ห์อิสาน เล่าขานเมืองชัยภูมิ” เล่มนี้ จะเป็น เข็มทิศทำ ให้ผู้อ่านได้พบว่า “ชัยภูมิ” เป็นเมืองที่น่าสนใจ มีมนต์เสน่ห์ยิ่งนักขอบคุณ หัวหน้าส่วนราชการ คณะทำงานทุกท่าน ที่ร่วมมือร่วมใจจัดทำ หนังสือเล่มนี้จนสำ เร็จลุล่วง ด้วยดี นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ


3 สารบัญ คุยเฟื่องเมืองพ่อแล เก่าแก่ตอนตั้งเมือง รุ่งเรืองเรื่องตัวตน สืบค้นวัฒนธรรม ประเพณี บารมี พุทธธรรม งามล้ำธรรมชาติ ดารดาษ นามนี้มีที่มา ก้าวไปหาเมืองน่าอยู่ ไม่ไปไม่รู้ ต้องมาดูให้เห็นกับตา ภาคผนวก ๓ - ๑๖ ๑๗ - ๒๙ ๓๐ - ๓๗ ๔๑ - ๕๒ ๕๓ - ๗๒ ๗๓ - ๙๐ ๙๑ - ๑๐๗ ๑๐๘ - ๑๑๘ ๑๑๙ - ๑๒๒ ๑๒๓ - ๑๒๖


4 เสน่ห์เมืองอิสาน เรื่องเล่าขานชัยภูมิ ภูเขียวป่าเขียวชุ่ม เขื่อนห้วยกุ่มน้ำผุดทัพลาว เจ็ดดาวเก้าตะวัน อัศจรรย์มอหินขาว ผาหัวนาคฉากเรื่องราว นอนดูดาวกลางแดนไพร กระเจียวบานตระการตา พรมผืนป่าชมพูไสว ป่าหินงามจับใจ น้ำตกใส(ใกล้)คือไทรทอง บ้านโหล่นต้นน้ำชี ปรงพันปีเยี่ยมยลมอง หม่ำดีใครลิ้มลอง สมใจปองไปอีกนาน หมี่คั่นขอนารี ขอกระหรี่ชื่อกังวาล ฝ้ายไหมสืบตำนาน งามเล่าขานแม่บุญมี พระธาตุชัยภูมิเด่น งามวันเพ็ญประเพณี พระใหญ่ทวารวดี องค์ปรางค์กู่อยู่คู่เมือง พระยาภักดีชุมพล พระคุณล้นชนลือเลื่อง สร้างบ้านและแปงเมือง ให้ประเทืองเรืองจำรูญ กราบไหว้แลขอพร ใครเดือดร้อนทุกข์ดับสูญ อำนวยสุขเพิ่มพูน ทรัพย์ไหลหลั่งดังบูชา เมืองนี้ดีน่าอยู่ เชิญมาดูและทัศนา ชัยภูมิภูมิพนา ภูมิใจมาชัยภูมิ เสน่ห์อิสาน เล่าขานเมืองชัยภูมิ


5 คุยเฟื่องเมืองพ่อแล คุยเฟื่องเมืองพ่อแล ช่างดีแท้หนอเมืองนี้ เรื่องราวล้วนมากมี คือศักดิ์ศรีชัยภูมิ


6 ตราประจำจังหวัด คำขวัญ สัญลักษณ์ : เป็นรูปธงสามชาย หมายถึง ธงสามเหลี่ยมมุมฉาก ปลายธงมี ๓ แฉก เป็น ๓ ชายลดหลั่นกัน เชื่อว่าเป็นธงที่นำ มา ซึ่งสิริมงคล มักใช้นำริ้วกระบวนทัพ เพื่อมุ่งหวัง ให้ได้รับชัยชนะ สอดคล้องกับนามเมืองที่แปล ความได้ว่า “แผ่นดินแห่งชัยชนะ” กำ เนิดแม่น้ำชี สดุดีพญาแลผู้กล้า ปรางค์กู่เป็นสง่า ล้ำ ค่าพระธาตุชัยภูมิ สมบูรณ์ป่าเขาสรรพสัตว์ เด่นชัดลายผ้าไหม ดอกกระเจียวงามลือไกล อารยธรรมไทยทวารวดี


7 ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกกระเจียว ต้นไม้ประจำจังหวัด คือ ต้นขี้เหล็ก ชื่อพันธุ์ไม้ ขี้เหล็กบ้าน


8 ขนาดและที่ตั้ง จังหวัดชัยภูมิตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณใจกลางของประเทศ เส้นรุ้งที่ ๑๕ องศาเหนือเส้นแวงที่ ๑๐๒ องศาตะวันออกสูงจากระดับน้ำ ทะเล ๖๓๑ ฟุตห่างจากกรุงเทพมหานครโดยทางรถยนต์๓๓๒ กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ ๑๒,๗๗๘.๒๘๗ ตารางกิโลเมตร หรือ ๗,๙๘๖,๔๒๙ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๗.๙ ของพื้นที่ทั้งหมดของภาค และร้อยละ ๒.๕ ของพื้นที่ทั้งประเทศ มีเนื้อที่ใหญ่ เป็นอันดับ ๓ ของภาค และใหญ่เป็นอันดับ ๗ ของประเทศ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้ - ทิศเหนือ ติดต่อกับ จังหวัดขอนแก่น และเพชรบูรณ์ - ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดขอนแก่น และนครราชสีมา - ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดนครราชสีมา - ทิศตะวันตก ติดต่อกับ จังหวัดลพบุรีและเพชรบูรณ์


9 ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไป ประกอบด้วยป่าไม้และภูเขา ร้อยละ ๕๐ ของพื้นที่ นอกนั้นเป็นที่ราบ และที่ราบลุ่ม ด้านตะวันตกมีเทือกเขาวางตัวแนวเหนือ ใต้ ประกอบด้วยเทือกเขาเพชรบูรณ์ ภูเขียว ภูพังเหย บริเวณตอนกลางของพื้นที่มี เทือกเขาวางตัวในแนวตะวันออก ตะวันตก คือ เทือกเขาภูแลนคา


10 สภาพภูมิอากาศ จังหวัดชัยภูมิมีลักษณะอากาศร้อนชื้น อยู่ในภูมิอากาศแบบมรสุม เขตร้อนมีฤดู ๓ ฤดู ได้แก่ ฤดูหนาว ประมาณเดือน พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ฤดูร้อน ประมาณเดือน มีนาคม – พฤษภาคม ฤดูฝน ประมาณเดือน มิถุนายน – ตุลาคม


11 การปกครองและบริหารราชการ จังหวัดชัยภูมิมีรูปแบบการปกครองและการบริหารราชการ ๓ ส่วน ได้แก่ ๑. ราชการบริหารส่วนกลาง มีส่วนราชการตั้งหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัด ๔๖ หน่วย ๒. ราชการบริหารส่วนภูมิภาค มีส่วนราชการส่วนภูมิภาคประจำ จังหวัด จำ นวน ๓๕ หน่วยงาน แบ่งการปกครองออกเป็น ๑๖ อำ เภอ ๑๒๓ ตำ บล ๑,๖๒๐ หมู่บ้าน ๒๕ ชุมชน ประกอบด้วย (๑) อำ เภอเมืองชัยภูมิ (๒) อำ เภอภูเขียว (๓) อำ เภอจัตุรัส (๔) อำ เภอแก้งคร้อ (๕) อำ เภอเกษตรสมบูรณ์ (๖) อำ เภอหนองบัวแดง (๗) อำ เภอคอนสาร (๘) อำ เภอบ้านเขว้า (๙) อำ เภอคอนสวรรค์ (๑๐) อำ เภอบำ เหน็จณรงค์ (๑๑) อำ เภอเทพสถิต (๑๒) อำ เภอบ้านแท่น (๑๓) อำ เภอหนองบัวระเหว (๑๔) อำ เภอภักดีชุมพล (๑๕) อำ เภอเนินสง่า (๑๖) อำ เภอซับใหญ่ ๓. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำ นวน ๑๔๓ แห่ง ประกอบด้วย ๓.๑ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ๑ แห่ง ๓.๒ เทศบาล ๓๖ แห่ง - เทศบาลเมือง ๑ แห่ง - เทศบาลตำ บล ๓๕ แห่ง ๓.๓ องค์การบริหารส่วนตำ บล ๑๐๖ แห่ง ประชากร จังหวัดชัยภูมิมีประชากรทั้งสิ้น ๑,๑๒๔,๙๒๔ คน แบ่งเป็น ชาย ๕๕๖,๐๔๕ คน หญิง ๕๖๘,๘๗๙ คน มีจำ นวนบ้านทั้งสิ้น ๔๐๐,๕๘๓ หลังคาเรือน และความหนาแน่นของประชากร โดยเฉลี่ยทั้งจังหวัด ๘๘ คน ต่อตารางกิโลเมตร (ข้อมูลจากสำ นักงานกลางทะเบียนราษฎร์กระทรวงมหาดไทย ณ วันที่๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๓)


12 การคมนาคม จังหวัดชัยภูมิมีเส้นทางคมนาคมติดต่อกับจังหวัดต่าง ๆ ทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคกลาง และภาคเหนือ ได้โดยสะดวกทั้งทางรถยนต์และทางรถไฟ ได้ดังนี้ - ถนนสายหลัก สามารถใช้เดินทางโดยใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๐๑ (สีคิ้ว-ชัยภูมิ-ชุมแพ) ๒๐๒ (บัวใหญ่-สีดา-ชัยภูมิ) ๒๐๕ (ลำ นารายณ์-ลำ สนธิ-ชัยภูมิ) ๒๒๕ (นครสวรรค์-ชัยภูมิ) - รถประจำ ทาง มีรถประจำ ทางธรรมดาและปรับอากาศรถตู้ปรับอากาศ ทั้งบริษัทขนส่ง จำกัด และบริษัทเอกชนเชื่อมโยมทุกภูมิภาคในประเทศไทย - โดยรถไฟ จะมีรถไฟสายที่ไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขบวนกรุงเทพฯ-หนองคาย สามารถลงได้ที่สถานีจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิแล้วต่อรถยนต์โดยสารประจำ ทาง เข้าสู่จังหวัดชัยภูมิระยะทางประมาณ ๔๐ กิโลเมตร หรือลงที่สถานีบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา แล้วต่อรถยนต์โดยสารประจำ ทางเข้าสู่จังหวัดชัยภูมิมีระยะทางประมาณ ๕๕ กิโลเมตร


13 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แหล่งน้ำ เขื่อนจุฬาภรณ์ ห้วยกุ่ม ลำ ปะทาว


14 ทรัพยากรป่าไม้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว น้ำ ตกตาดโตน ป่าต้นน้ำชี ทุ่งกะมัง


15 พลังงาน ไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ไฟฟ้าพลังงานลม กังหันลมอำ เภอเทพสถิต ไฟฟ้าพลังงานน้ำ โรงงานไฟฟ้าพลังงานน้ำจุฬาภรณ์


16 การประกอบอาชีพ ด้านการเกษตร ด้านปศุสัตว์ ไร่มันสำ ปะหลัง ไร่อ้อย โค-กระบือ การเลี้ยงปลาในกระชัง


17


18 ชัยภูมิ ชัยภูมิเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานตอนล่าง ตั้งอยู่บริเวณชายขอบด้านตะวันตกของภาค เป็นแหล่งกำ เนิดต้นแม่น้ำชี แม่น้ำ สำ คัญที่หล่อเลี้ยงผู้คนใน ๘ จังหวัดภาคอีสาน อันประกอบด้วย ชัยภูมิ นครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำ นาจเจริญ และอุบลราชธานี มีหลักฐานการค้นพบเครื่องประดับในยุคก่อนประวัติศาสตร์ เครื่องมือที่ทำ จากสำ ริดและเหล็ก ตลอดทั้งมีการค้นพบ ภาพเขียนสี รูปมนุษย์กับสัตว์ตามผนังถ้ำ ในเขตอำ เภอคอนสารและอำ เภอหนองบัวแดง จากหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าชัยภูมิ เป็นชุมชนโบราณที่มีความเจริญมาแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์


19 ประวัติการสร้างเมืองที่ปรากฏหลักฐานทางลายลักษณ์อักษรปรากฏชื่อ ชัยภูมิมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยาตอนต้น ยุคสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยพระมหาธรรมราชา ครั้งกรุงศรีอยุธยาปรากฏชัยภูมิเป็นเมืองร้าง สมัยกรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏหลักฐานว่ามีการถวายช้างเผือกสำ คัญในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช คือ พระอินทรไอยรา รัตนนาเคนทร์ คเชนทรบดินทร์ อินทรังสรรค์ อนันตคุณสมบูรณ์เลิศฟ้า และพระเทพกุญชร บวรศรีเศวต เอกชาติฉัททันต์ อนันตคุณ สมบูรณ์เลิศฟ้า สมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ปรากฏหลักฐานการอพยพมาของชาวลาวและเจ้าพ่อพญาแล สมัย รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้พระยาภักดีชุมพล (แล) เป็นเจ้าเมืองคนแรก หลังจาก นั้นมีผู้ครองเมืองชัยภูมิในนามพระยาภักดีชุมพลหลายท่าน ดังนี้ พระยาภักดีชุมพล (เกตุ) พระยาภักดีชุมพล (เบี้ยว) พระยาภักดีชุมพล (ที) พระยาภักดีชุมพล (บุญจันทร์) และพระยาภักดีชุมพล (บุญแสง) ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตามการเปลี่ยนแปลงปรับปรุง บริหารงานปกครองท้องถิ่นในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่กำ หนดให้เมืองชัยภูมิแยกออกมาจากมณฑล อิสาน ซึ่งแต่เดิมขึ้นตรงต่อเมืองนครราชสีมา เมืองสำ คัญที่มีผู้ครองเมือง คือ เมืองเกษตรสมบูรณ์ เมืองสี่มุมหรือเมืองจัตุรัส เมืองภูเขียว เมืองคอนสาร เมืองบำ เหน็จณรงค์ ก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นอำ เภอตั้งแต่นั้นมา


20 ชาวชัยภูมิมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย รักความสงบ เป็นสังคมเกษตรกรรม มีผู้คนทั้งไทยลาวอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข มีแนวทางการดำ เนินชีวิตโดยยึดแบบอย่างการปฏิบัติตามพุทธศาสนามีร่องรอยปรากฏที่สำ คัญคือ วัดกุดโง้ง มีใบเสมาขนาดใหญ่ ที่แกะสลักเรื่องราวพระชาติทั้ง ๑๐ ของพระพุทธเจ้า อยู่อย่างเด่นชัดงดงามในสภาพที่สมบูรณ์ และมีหลักฐานปรางค์กู่อันแสดงถึง ศิลปวัฒนธรรมขอมโบราณ สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ กว่าจะมาถึงเมืองชัยภูมิอันสงบร่มเย็นในวันนี้ ย่อมมีรากเหง้าที่งดงามหยั่งรากแห่งความดีงาม บนความอดทน เสียสละ ซื่อสัตย์ สุจริต สร้างบ้านแปงเมืองไว้ให้ลูกหลาน ซึ่งถ้าจะเล่าไปก็จะมีทั้งชาวบ้าน ครัวเกวียน ช่างฝีมือพื้นบ้าน หลอมรวมกันเป็น หนึ่งตลอดมา เมืองชัยภูมิได้ชื่อว่าเป็น เมืองผู้กล้า พญาแล เพราะท่านเป็นผู้นำ ที่เข้มแข็ง เก่งกล้า มีฝีมือและมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรี นอกจากนั้นยังได้รับความร่วมมือจากหัวเมืองต่าง ๆ ดังนี้ เจ้าพ่อพญาแล พระยาภักดีชุมพล เจ้าเมืองชัยภูมิ พระยาไกรสีหนาท เจ้าเมืองเกษตรสมบูรณ์ พระฤทธิฦาชัย (พล) เจ้าเมืองบำ เหน็จณรงค์ พระยานรินทร์สงคราม (ทองคำ ) เจ้าเมืองจัตุรัส (สี่มุม) หลวงพิชิตสงคราม (ปู่หมื่นอร่ามคำ แหง) เจ้าเมืองคอนสาร


21 เจ้าพ่อก่อเมืองเรา เดิมนั้นเล่าชื่อพ่อแล เป็นคนลาวโดยแท้ ย้ายมาแต่เมืองเวียงจันทน์ เป็นนักรบผู้ดี ตำ แหน่งมีในเขตขัณฑ์ เพื่อนพ้องพร้อมใจกัน มุ่งหน้าพลันเข้าพงพี ท่องข้ามลำ น้ำ โขง มาเชื่อมโยงลำ น้ำชี ปลูกบ้านแปงเมืองดี เชื่อมไมตรีสร้างบ้านเรือน ไทยลาวเรารักกัน ผูกสัมพันธ์ดุจดาวเดือน เจ้าพ่อคอยย้ำ เตือน เมืองไทยเหมือนบ้านเกิดมา บ้านเกิดอยู่เวียงจันทน์ เรือนนอนนั้นไทยแท้หนา ภักดีองค์ราชา สยามมินทร์ถิ่นเมืองนอน เจ้าพ่อผู้ศักดิ์สิทธิ์ เทวฤทธิ์อดิศร กราบไหว้และขอพร ได้สมหวังดังตั้งใจ ปกบ้านและคุ้มเมือง มลังเรืองเลื่องลือไกล ชัยภูมิภูมิถิ่นไทย ค้ำ ผืนชัยให้มั่นคง เจ้าพ่อผู้ก่อเมือง


22 พระไกรสิงหนาท เจ้าเมืองเกษตรสมบูรณ์ พระไกรสิงหนาท เจ้าเมืองเกษตรสมบูรณ์คนแรก เป็นคนเชื้อชาติลาว เป็นหลานเจ้าอนุวงศ์ เวียงจันทน์ เป็นหนึ่งในควาญช้างที่อพยพมาตั้งหมู่บ้านที่บ้านลาด (อำ เภอภูเขียวปัจจุบัน) เมื่อครั้งเหตุการณ์สงครามระหว่างกรุงธนบุรี กับกรุงศรีสัตนาคนหุต พุทธศักราช ๒๓๒๕ รัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดเกล้าให้ยกหมู่บ้านลาดเป็นเมือง พระราชทานนามให้ว่า “เมืองภูเขียว” และโปรดเกล้าฯให้นามควาญช้าง ๒ คนที่มีส่วนร่วมในการทำ สงคราม ท่านหนึ่งทรงตั้ง ให้เป็น พระภิรมย์ไกรภักดิ์ และอีกท่านหนึ่ง คือขุนไกรสิงหนาท พุทธศักราช ๒๓๓๗ ขุนไกรสิงหนาท ได้จับช้างรูปงามลักษณะถูกถ้วนตามตำรับคชลักษณ์ ที่ป่าภูเขียวได้นำ ทูลเกล้าถวายแต่พระเจ้ากรุงสยาม ขุนไกรสิงหนาทได้รับพระราชทานปูนบำ เหน็จ ความชอบให้เป็นพระไกรสิงหนาทและให้ครองเมืองเกษตรสมบูรณ์ ท่านพระไกรสิงหนาทเป็นผู้มี ความสามารถปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข มีความซื่อสัตย์และมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ จักรีเสมอมาเฉกเช่นเดียวกับเจ้าพ่อพญาแล พระไกรสิงหนาทไม่มีบุตรธิดา เมื่อชราภาพจึงได้มีใบบอกไปยังพระเจ้ากรุงสยาม พระเจ้าแผ่นดินในครั้งนั้น จึงแต่งตั้งให้นายฦาชาผู้เป็นหลานและมีความสามารถ เป็นผู้ปกครอง เมืองเกษตรสมบูรณ์ต่อมา จนถึงสมัยรัชกาลที่หก ทรงมีนโยบายให้ราษฎรมีนามสกุลใช้ เพื่อให้รู้จัก เครือญาติของตนเอง ลูกหลานผู้สืบสกุลของท่านฦาชาจึงใช้นามสกุล ฦาชา ตั้งแต่นั้นมา พระไกรสิงหนนาท เป็นเจ้าเมืองผู้เรืองนาม ปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็น ทำ ให้เมืองเกษตรสมบูรณ์มีความมั่นคง ชาวบ้านเคารพกราบไหว้จึงร่วมกันสร้างศาลเพียงตาเคารพ กราบไหว้ขอพร และต่อมาได้สร้างอนุสาวรีย์พระไกรสิงหนาทในปัจจุบัน


23 พระฤทธิฦาชัย (พล) เจ้าเมืองบำ เหน็จณรงค์ พระฤทธิฦาชัย (ขุนพล) เป็นกัลยาณมิตรที่ดีคนหนึ่งของขุนภักดีชุมพล(แล) เมื่อครั้งมีตำ แหน่งเป็นขุนพล เป็นผู้มีความรู้ดีจึงได้รับการแต่งตั้งไปเป็นผู้ดูแลกรมการ ขุขันธ์ ซึ่งใกล้ไปทางเมืองเวียงจันทน์ ท่านสามารถพูดภาษาลาวได้ดี ท่านขุนพลและขุนภักดีชุมพล อันหมายถึงเจ้าพ่อพญาแล จะไปมาหาสู่กัน ณ ด่านชวนเป็นประจำ และพักค้างแรมอยู่หลายวัน ท่านทั้งสองมีความสามารถในการคล้องช้าง ท่านจึงออกคล้องช้างในป่าแถบรอยต่ออีสานกับภาค กลางอยู่เนือง ๆ เหตุการณ์ในศึกกบฏเจ้าอนุวงศ์ ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ว่าท่านขุนพลได้มีส่วนช่วยเหลือในการศึกสงครามเช่นเดียวกับเจ้าพ่อพญาแล พระองค์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานบำ เหน็จความชอบให้ขุนพลนายด่านชวน เป็นที่ “พระฤทธิฦาชัย” ยกฐานะด่านบ้านชวนขึ้นเป็น “เมืองบำ เหน็จณรงค์” แต่งตั้งให้พระฤทธิ ฦาชัยครอบครองเมืองบำ เหน็จณรงค์ดังกล่าวมา


24 พระยานรินทร์สงคราม (หลวงปู่ทองคำ ) เจ้าเมืองจัตุรัส (สี่มุม) พระนรินทร์สงคราม นามเดิม ทองคำ บรรพบุรุษเป็นคนลาวเวียงจันทน์เช่นเดียวกับท่าน เจ้าพ่อพญาแล เป็นเจ้าเมือง คนแรกของเมืองสี่มุม ซึ่งเป็นชื่อเดิมของเมืองจัตุรัส หลวงปู่ทองคำ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถทางโหราศาสตร์เป็นอย่างดีและมีคาถา ประจำ ตัวอยู่ยงคงกระพันชาตรี ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือมาก ยกย่องท่านว่า อาจารย์คำ ในเหตุการณ์กบฏเจ้าอนุวงศ์ พระนรินทร์สงครามได้ต่อสู้อย่างอาจหาญเช่นเดียวกับเจ้าพ่อพญาแล แต่เพื่อรักษาครัวเรือนของชาวบ้าน ท่านจึงยอมตายในฐานะหัวหน้าแม่ทัพ ยอมให้ถูกจับประหาร และการประหารท่านก็ใช้วิธีแบบโบราณ คือต้องใช้ช้างแทง ท่านจึงจะสิ้นชีวิต เจ้านายในสยามครั้งนั้นเห็นความเสียสละของท่านที่มีต่อลูกบ้านชาวเมืองสี่มุม จึงปูนบำ เหน็จให้เป็นพระนรินทร์สงคราม ชาวบ้านชาวเมืองสร้างรูปสักการะบูชาไว้เป็นการรำ ลึก ถึงคุณงามความดี ให้ท่านได้ปกปักษ์รักษาดูแลบ้านเมืองสืบมาช้านาน


25 หลวงพิชิตสงคราม (ปู่หมื่นอร่ามกำ แหง) เจ้าเมืองคอนสาร คอนสารเป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีเรื่องเล่าว่า มีนายภูมี ชาวเมือง นครไทย เมืองพิษณุโลก ได้นำ พรรคพวกมาเที่ยวป่าและล่าสัตว์ตลอดทั้งอาหารจากป่านานาชนิด ท่านเห็นว่าบริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์ จึงได้ตั้งถิ่นฐานพร้อมนำ ครัวเรือนผู้ร่วมเดินทางมาตั้งบ้าน แปงเมืองขึ้นและตั้งตนเป็นหัวหน้าหมู่บ้านนั้น ความอุดมสมบูรณ์ของป่าคอนสาร มีผึ้ง งาช้าง และวัตถุทำ ดินประสิว เนื่องจากมีถ้ำ และภูเขามากมาย ท่านจึงได้นำงาช้าง น้ำ ผึ้ง และดินประสิว ขึ้นถวายเป็นเครื่องบรรณาการต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงได้รับพระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น “หมื่นอร่ามกำ แหง” ตำ แหน่งนายหมวด มีหน้าที่รักษาป่า ผึ้ง และมูลค้างคาวในเทือกเขาสูง นามคอนสารมาจากเรื่องราวพงศาวดารกล่าวไว้ว่า ระยะทางจากกรุงเทพมหานครถึงบ้าน คอนสารไกลมาก พระราชสารตราตั้งนั้นต้องห่อผ้า แล้วใช้ไม้คอนมาจนถึงหมู่บ้านที่ตนอยู่ จึงเรียก หมู่บ้านว่าคอนสาร มาจนทุกวันนี้ หลังจากปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข หมื่นอร่ามกำ แหงได้เลื่อนยศเป็น “หลวงพิชิตสงคราม” เป็นเจ้าเมืองคอนสารคนแรก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมืองคอนสารถูกยุบมาเป็นตำ บล หนึ่งของอำ เภอ ภูเขียว และได้รับการแต่งตั้งเป็นกิ่งอำ เภอคอนสาร เมื่อ พุทธศักราช ๒๕๐๑ และได้ยกฐานะเป็น อำ เภอคอนสาร เมื่อ พุทธศักราช ๒๕๐๓ หมื่นอร่ามกำ แหง ซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหลวงพิชิตสงครามนั้น นอกจากจะเป็น เจ้าเมืองคนแรกแล้ว ท่านยังเป็นผู้มีเมตตา เปี่ยมด้วยคุณธรรม ปกครองลูกบ้านด้วยความรัก ช่วยเหลือดูแลในยามเจ็บป่วย ท่านจึงได้รับการเคารพบูชา จนชาวบ้านได้สร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้ กราบไหว้ บูชาและขอพร


26 ปู่ด้วง ปู่ด้วงเป็นชาวบ้านอำ เภอขุขันธุ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อแต่งงานแล้วมีบุตรด้วยกัน ๒ คน ต่อมาอพยพจากบ้านเดิมมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านตาดโตน ตำ บลนาฝาย อำ เภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ มีฐานะมั่นคง มั่งมี เมื่อครั้งเจ้าพ่อพญาแลเป็นเจ้าเมืองชัยภูมิ ได้อาศัย ปู่ด้วงนี้เป็นครูบาอาจารย์ประสิทธิ์ ประสาทวิชา เวทมนตร์ คาถาวิชาอาคมให้จนเจ้าพ่อพญาแลมีความเชี่ยวชาญ ประกอบกับท่าน เจ้าพ่อพญาแลเป็นผู้มีอำ นาจวาสนาสามารถเรียนสำ เร็จวิชาอาคมอยู่ยงคงกระพันชาตรี ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออก เมื่อครั้งเหตุการณ์กบฏเจ้าอนุวงศ์ ปู่ด้วงพาครอบครัวขึ้นไปอยู่กลางขุนเขาภูแลนคา ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเก่าย่าดีในปัจจุบัน ผู้คนเรียกขานท่าน พระอาจารย์ ปู่ด้วงสามารถเรียกสัตว์ป่าในป่าให้มาเป็นบริวารได้ จนได้รับขนานนามจากชาวบ้านว่าเจ้าปู่แห่งขุนเขา ท่านสามารถรักษาผู้มีอาการเจ็บป่วยด้วยมนต์คาถา จนเป็นที่นับถือของชาวบ้าน มีรูปสักการะของปู่ด้วงไว้สักการะบูชาถึง ๓ แห่งด้วยกัน คือที่ช่องสามหมอ ตาดโตน และเก่าย่าดี เชื่อกันว่าใครได้กราบไหว้ ขอพรแล้ว ได้สมหวังดังตั้งใจทุกคน


27 ย่าดี ย่าดี เกิดที่บ้านโสกคลอง อำ เภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ แต่งงานแล้วมีลูก ๑ คน ได้ย้ายจากบ้านเดิมมาอยู่บ้านตาดโตน ย่าดีเกิดคนละสมัยกับปู่ด้วง หลังจากปู่ด้วงได้เสียชีวิตแล้ว ประมาณ ๒๐ ปี จึงมีเรื่องย่าดีปรากฏขึ้นดังนี้ ย่าดีอยู่กับสามีและลูกหลานที่บ้านตาดโตน อยู่ร่วมสุขร่วมทุกข์เรื่อยมาจนแก่เฒ่าเมื่อายุ มากขึ้นย่าดีเกิดล้มป่วยเป็นไข้ล้มหมอนนอนเสื่อลุกไปไหนมาไหนไม่ได้ เป็นเวลาแรมปี ยาอะไรก็ ช่วยไม่ได้หมอยาต่าง ๆ ไม่สามารถรักษาได้ นอนรอวันตาย คืนหนึ่งย่าดีฝันไปว่าปู่ด้วงได้เข้าฝัน และถามว่า ต้องการหายหรือต้องการตาย ย่าดีตอบว่าต้องการหาย กลัวตาย เพราะยังไม่ได้สร้าง บุญสร้างกุศลพอเพียง ต้องการอยู่ทำ บุญทำ กุศลเสียก่อน ปู่ด้วงเลยบอกว่า ถ้าต้องการหายให้เข้า ป่าไปจำ ศีลภาวนาที่บ้านกลางป่า ซึ่งเป็นบริเวณที่ปู่ด้วงเคยอยู่จำ ศีลภาวนามาก่อนแล้วจะหายป่วย ย่าดีดีใจมากเล่าให้ญาติพี่น้องฟังพร้อมกับบอกให้พาไปที่ปู่ด้วงจำ ศีล ญาติพี่น้องจึงทำ เปล หามไป พอไปถึงชายป่า ย่าดีก็มีเรี่ยวแรงลุกขึ้นเดินไปเองได้อย่างน่าอัศจรรย์ จากนั้นย่าดีได้อยู่ปฏิบัติธรรมตามแนวทางของท่านปู่ด้วง และย่าดีก็สามารถดูแลรักษาผู้ป่วย ต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกับท่านพระอาจารย์ปู่ด้วง ชาวบ้านเก่าย่าดีจึงได้จัดทำรูปเคารพของท่านย่าดีไว้ คู่กับท่านปู่ด้วงตั้งแต่นั้นมา


28 ท้าวบุญมี ศาลเจ้าพ่อพญาแล ท้าวบุญมีหรือแม่บุญมี เป็นผู้ดีหลวงที่ติดตามเจ้าพ่อพญาแลมาจากเวียงจันทน์ ท่านมีฝีมือในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้า จึงก่อให้เกิดการทอผ้าของหญิงชาว ชัยภูมิอย่างมากมายและมีลวดลายสวยงาม ปรากฏภาพแม่บุญมีอยู่ในหลายเรื่องราว โดยส่วนใหญ่จะปรากฏอยู่ในการเป็นผู้นำ สตรีในการทอผ้าไหม ผ้าฝ้ายใครัวเรือน และผ้าที่นำ ไปเป็นเครื่องบรรณาการต่อราชสำ นักเสมอมา เจ้าพ่อพญาแลได้รับพระราชทานยศเป็นพระยาภักดีชุมพล (แล) ด้วยท่านเป็นแบบอย่างของคนที่มีความจงรักภักดีต่อแผ่นดินสยามอย่างยิ่งยอด ท่านส่งเครื่องบรรณาการเข้าไปถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทุกปี และท่านก็ไม่ลืมเมืองเวียงจันทน์ที่ท่านจากมา ท่านก็ส่งส่วยผ้าขาวไปถวาย เจ้าอนุวงศ์เช่นกัน ท่านได้รับพระราชทานนามว่า พระยาภักดีชุมพล ด้วยความภักดี มีถนนที่เป็นอนุสรณ์รำ ลึกถึงความดีของท่านคือ ถนนบรรณาการ ในปัจจุบัน เนื่องด้วยเกิดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกันระหว่างไทยและ ลาวในช่วงรัชกาลที่ ๓ เจ้าพ่อผู้มีบ้านเกิดอยู่เมืองลาวและเป็นคนลาวโดยแท้ จำ เป็นต้องเลือกที่จะดูแลเมืองนอนผู้คนชัยภูมิที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ท่านจึง ยอมตายแทนลูกหลานเพื่อให้เหตุการณ์สงบลง ด้วยพระคุณของท่าน ชาวชัยภูมิจึงพร้อมใจกันปลูกศาลเพียงตาขึ้นบริเวณที่ เชื่อว่าท่านเสียชีวิต ณ ใต้ต้นมะขามใหญ่ ริมหนองปลาเฒ่า คนทั้งหลายเรียกกัน ว่า “ศาลเจ้าพ่อพญาแล” ตั้งแต่นั้นมา


29 พระตำ หนักเขียว พระตำ หนักเขียวนี้เป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงประทับแรมเมื่อครั้งเสด็จ เยี่ยมพสกนิกรจังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ ๔-๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๘ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจ เป็นมงคลยิ่ง ประทับแรม ณ พระตำ หนักเขียว ความเป็นมา “พระตำ หนักเขียว” เดิมเป็นบ้านพักของผู้ว่าราชการ จังหวัดชัยภูมิต่อมาปี ๒๔๙๘ ได้จัดให้เป็นพระตำ หนักที่ประทับแรมของพระบาท สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำ เนินเยี่ยมราษฎรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ ๒-๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๙๘ “พระตำ หนักเขียว” มีการปรับปรุงซ่อมแซม โดยด้านบนจัดเป็นสถานที่ แสดงภาพประวัติศาสตร์เครื่องใช้ส่วนพระองค์เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนจังหวัดชัยภูมิ และเป็นห้องที่ทรงงาน ห้องเสวยสุธารส และห้องพระบรรทม ด้านล่างพระตำ หนักให้เป็นที่แหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน จังหวัดชัยภูมิ ด้านการทอผ้าไหม โดยรวบรวมเอกสารลวดลายผ้าไหมชัยภูมิที่มี ลายผ้าเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดไว้จำ นวน ๑๕๐ ลาย ซึ่งได้จัดแสดง และบันทึก ไว้ในแฟ้มประวัติ ณ พระตำ หนักแห่งนี้


30 รุ่งเรืองเรื่องตัวตน อัตลักษณ์ที่ชัดเจน และโดดเด่นตามวิถี ตัวตนเรื่องดีดี บ่งบอกชี้สิ่งดีงาม แม้จะเป็นชาวอีสาน แต่ชาวชัยภูมิมีความเป็นตัวตนที่เด่นชัดมากแตกต่าง จากชาวอีสานหลายอย่างคือ ภาษา การแต่งกาย อาหาร ดนตรี ศิลปะการแสดงประจำถิ่น และมีอัตลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม รอการมาเยือนของผู้คน มีประเพณีที่ งดงามตามวิถีของชาวชัยภูมิและที่นี่มีเรื่องราวของชาติพันธุ์ชาวญัฮกุรอยู่กับชาวชัยภูมิ ได้อย่างมีความสุข


31 ภาษาในเมืองชัยภูมิ มีทั้งหมด ๔ ประเภท ชาวชัยภูมิมีพื้นภูมิส่วนใหญ่มาจากเมืองลาว ภาษาพื้นเมืองของชาวชัยภูมิ จึงเป็นภาษาลาวส่วนใหญ่แต่ก็มีสำ เนียงแตกต่างกันไปดังนี้ ๑) กลุ่มลาวเวียงจันทน์ ใช้ภาษาลาวสำ เนียงเวียงจันทน์ เป็นกลุ่มชนที่มีมากที่สุดในจังหวัด สำ เนียงเวียงจันทน์ถือเป็นภาษาที่ใช้มากที่สุดในจังหวัดชัยภูมิ เนื่องจาก ในอดีตบรรพบุรุษของชาวชัยภูมิส่วนใหญ่ สืบเชื้อสายมาจากนครเวียงจันทน์ โดยพบการใช้ภาษาสำ เนียงเวียงจันทน์ในทุกอำ เภอ ปัจจุบันภาษาสำ เนียง เวียงจันทน์ เปลี่ยนสำ เนียงไป มีการปะปนสำ เนียงทั้งจากโคราช ภาษาไทย และภาษาล้านนา ทำ ให้มีสำ เนียงที่แตกต่างออกไปจากเดิม ๒ ) กลุ่มลาวหลวงพระบาง หรือกลุ่มไทเลย ใช้ภาษาลาวสำ เนียงหลวงพระบาง ซึ่งเป็นภาษาเดียวกันที่ใช้มากในแถบจังหวัดเลย คนชัยภูมิที่มีพื้นภูมิ อยู่ด้านบนของจังหวัด ก็จะพูดสำ เนียงไทเลย ภาษานี้เป็นภาษาหลักที่ใช้ในอำ เภอคอนสาร และมีปะปนในแถบอำ เภอหนองบัวแดง อำ เภอภักดีชุมพล อำ เภอภูเขียว อำ เภอเกษตรสมบูรณ์ ๓) กลุ่มไทโคราช ใช้ภาษาไทยโคราช ใช้ในพื้นที่ส่วนล่างของจังหวัดที่มีเขตติดต่อกับจังหวัดนครราชสีมา เช่น อำ เภอจัตุรัส อำ เภอเทพสถิต อำ เภอบำ เหน็จณรงค์ อำ เภอเนินสง่า อำ เภอซับใหญ่ และบางส่วนในแถบอำ เภอเมือง เช่น ตำ บลบ้านค่าย และในอำ เภอคอนสวรรค์ ที่บ้านโนนพันชาติ ตำ บลโนนสะอาด ๔) กลุ่มชาติพันธุ์มอญญัฮกุร เป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมของจังหวัด ใช้ภาษาญัฮกุร ซึ่งเป็นภาษามอญโบราณ จัดอยู่ในกลุ่มภาษาตระกูลมอญ-เขมร คำ ศัพท์ หลายคำ ใกล้เคียงกับภาษาเขมรและภาษากูย โดยกลุ่มชาวมอญญัฮกุร นั้นเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เก่าแก่ และเป็นมอญโบราณกลุ่มสุดท้าย ซึ่งหากเทียบกับจังหวัด อื่นที่มีกลุ่มชาติพันธุ์นี้ในประเทศไทย ที่จังหวัดชัยภูมิถือว่ามีชนกลุ่มนี้อาศัยอยู่มากที่สุด โดยพบได้ที่ บ้านน้ำ ลาด บ้านสะพานหิน บ้านสะพานยาว อำ เภอเทพสถิต นอกจากนี้ยังมีที่บ้านวังกำ แพง ในอำ เภอบ้านเขว้า ที่บ้านท่าโป่ง บ้านห้วยแย้ ในอำ เภอหนองบัวระเหว


32 ผ้าไหมมัดหมี่ ลายขอกะหรี่ เสื้อไทคอนสาร อำ เภอคอนสาร “ลายหมี่คั่นขอนารี” เป็นลายผ้าไหมประจำจังหวัดชัยภูมิ ชื่อเดิมคือ “ลายขอกระหรี่” เป็นลวดลายเอกลักษณ์ที่งดงาม ผ้าไหมมัดหมี่ของชัยภูมิมีมากที่อำ เภอบ้านเขว้า แก้งคร้อ คอนสวรรค์ สืบสานงานฝีมือการทอผ้าของผู้หญิงชาวชัยภูมิ มาตั้งแต่ สมัยแม่บุญมี จนในปัจจุบัน ผ้าไหมเมืองชัยภูมิ มีชื่อเสียง เมื่อครั้งสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงส่งเสริมงานปลูก หม่อน เลี้ยงไหม พระองค์ท่านได้ทรงทอดพระเนตรงานผ้าไหมของชัยภูมิ และทรง ชื่นชมว่าสวยงามมาก ได้มีพระราชดำริให้อนุรักษ์ลายดังกล่าวไว้ วิถีชีวิตของชาวคอนสาร ผูกพันอยู่กับการทอผ้า ทั้งผ้าไหมและ ผ้าฝ้าย ลายผ้า ของที่นี่มีลักษณะพิเศษ เรียกว่า ลายดอกแก้ว แต่เดิมการทอผ้าขิด นั้น ใช้ทอเพื่อทำ หมอน ต่อมา นางไพรัตน เลิศคอนสาร เป็นผู้มีฝีมือ ในการตัดเย็บและทอผ้า ได้ปรับเปลี่ยนจากการทำ หมอนเพียงอย่างเดียว มาเป็นการนำ ผ้าขิดลายดอกแก้ว มาตกแต่งเป็นเสื้อสวมใส่ ทั้งชายและหญิงสวยงามแปลกตา แก่ผู้พบเห็นเป็นเสน่ห์ ชวนมอง จึงมีการสวมใส่กันอย่างพร้อมเพรียงจนเป็นเอกลักษณ์ของชาวคอนสาร ในปัจจุบัน เสื้อไทคอนสารเป็นเสื้อที่ทำ มาจากผ้าฝ้ายสีขาวตกแต่งลายขิดดอกแก้ว มีลักษณะ คล้ายเสื้อม่อฮ่อม ใส่ได้ทุกโอกาส (มีผ้าขิดตกแต่งในส่วนต่างๆ ของเสื้อตาม ต้องการ)ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวอำ เภอคอนสาร


33 อาหาร “หม่ำ” อาหาร “ปลาส้มไร้ก้าง” “หม่ำ” เป็นอาหารพื้นบ้านที่มีมาแต่โบราณ ถือเป็นความภูมิใจสุดยอดของดี ของฝากชาวชัยภูมิ การทำ หม่ำ เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยด้านอาหาร การทำ หม่ำ ในสมัยก่อนเกิดจากชาวบ้านแถบภูเขาขึ้นไปล่าเนื้อหาอาหาร ซึ่งแต่เดิมยังไม่เป็นเขต หวงห้าม เมื่อได้เนื้อสัตว์ต่างๆ ก็จะนำ เอากระเพาะของสัตว์นั้นๆ เป็นภาชนะใส่เนื้อ และสัตว์ต่างๆ ผสมเกลือห่อเป็นก้อนๆ ลงมาจากภูเขาสูง ให้ครอบครัวได้ใช้เป็นอาหาร เรียกห่อนั้นๆว่า หม่ำ “หม่ำ” ในเมืองชัยภูมิ มีอยู่ทั่วไปผู้คนนิยมรับประทาน และเป็นสินค้าที่ สร้างรายได้ให้กับจังหวัดชัยภูมิ อย่างหนึ่ง “ปลาส้มไร้ก้าง” ต้นตำรับส่วนใหญ่ทำจากปลาตะเพียน วิธีการทำ ให้เปรี้ยว หรือมีรสชาติที่เรียกว่าปลาส้ม คือ หลังจากที่นำ ปลาตะเพียนมาแยกก้างออกแล้ว ล้างน้ำ ให้สะอาด ทำ รสชาติใหเปรี้ยวด้วยการใช้น้ำ หมักเอนไซม์จากน้ำ สับปะรด การหมักใช้เวลาไม่เกิน ๔ ชั่วโมง และปลาที่นำ มาหมักต้องเป็นปลาที่สด ผ่านการ ทำ ความสะอาดอย่างดี ปลอดสารพิษทำ ให้ปลาที่นำ มาทำ ปลาส้มไม่เน่าเสียง่าย ที่เรียกว่าปลาส้มไร้ก้าง เพราะก่อนทำ การหมัก จะแยกก้างปลาออกก่อน จึงเป็นที่มา ของปลาส้มไร้ก้าง การทอด คือชุบด้วยแป้งข้าวเจ้าก่อนเพราะจะช่วยทำ ให้รสชาติปลาออกมาก กรอบนอกนุ่มในมีรสชาติเปรี้ยว หวาน ปลาส้มไร้ก้างของเมืองชัยภูมิ เป็นที่ขึ้นชื่อว่า มีรสชาติอร่อยถูกปากทุกคน


34 อาหาร “คั่วเนื้อปลา” อาหาร “ขนมเส่นแกงไก่” อาหาร “ทอดมันปลากราย” ในสมัยโบราณท้องที่อำ เภอคอนสารมีป่าไม้และสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ เวลาออกไป ล่าเนื้อได้ตัวใหญ่ๆทำ อาหารกินอย่างไรก็ไม่หมด มีเนื้อสัตว์เหลืออยู่ เพราะไม่มีที่ซื้อ ขาย เหมือนปัจจุบันและไม่มีตู้เย็นเก็บอาหาร ชาวบ้านจึงทำ เนื้อย่างปลาย่างเก็บไว้ มากมาย ครั้งหนึ่งพ่อเมืองประกาศในงานทำ บุญประจำ ปีให้ชาวบ้านจัดหุงหาอาหาร มาให้ร่วมกันรับประทาน และมีการคัดสรรว่าอาหารอันใดที่จะนำ มาคู่กับกับงานบุญ ประจำ ปี มีชาวบ้านนำ เนื้อย่างปลาย่างที่ ทำ เก็บไว้มาปรุงอาหาร วิธีการทำ โดยใช้ มะพร้าวขาวแก่จัดขูดและเคี่ยวให้ แตกมัน ใส่ หอม กระเทียม ใบมะกรูดข่า ตะไคร้ ขมิ้น เป็นส่วนผสมที่สำ คัญในการปรุงรสให้อร่อย จากนั้นนำ เนื้อสัตว์ปลาต่างๆ ที่ย่างไว้ใส่ลงไปคั่วต่อจนหอมและได้ที่ ยกลงมารับประทาน คั่วเนื้อคั่วปลาเป็นวิธีการถนอมอาหารที่เก่าแก่เป็นภูมิปัญญาของชาวอำ เภอคอนสาร ที่ร่วมกันอนุรักษ์ไว้ ขนมจีน ชาวชัยภูมิ เรียกว่า “ขนมเส่น” มีลักษณะเส้นกลมๆ ยาวๆ คล้ายเส้นหมี่ แต่เหนียวนุ่มกว่า รับประทานกับน้ำ ยาต่างๆ น้ำ ยาปลาร้า น้ำ ยาไก่ น้ำ ยาน้ำ พริก (คนชัยภูมิ เรียกว่าน้ำ ยาหวาน) น้ำ ยาไก่ ป็นน้ำ ยากะทิพื้นบ้าน ที่คนชัยภูมินิยมกินกับขนมจีน ในน้ำ ยาไก่ มีทั้งเนื้อไก่ สับหยาบ น่องไก่ ปีกไก่ เครื่องในไก่ และเลือดไก่ มีเครื่องเคียง เป็นผักพื้นบ้าน คือ ใบสะระแหน่ ถั่วงอก ถั่วฟักยาว กินขนมจีน น้ำ ยาไก่ เท่ากับได้กินอาหารครบ ๕ หมู่ ทอดมันปลากรายเป็นทอดมันที่มีคุณค่าทางอาหารที่ขึ้นชื่อว่าเป็นทั้งอาหารที่อร่อย ถูกปาก เป็นของฝากก็ถูกใจ ของจังหวัดชัยภูมิ คือ ทอดมันปลากราย ยี่ห้อ 3 จ เป็นของฝากที่ขึ้นชื่อ ของอำ เภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ


35 วงแคนที่มีขนาดแคนใหญ่และวงแคนยาวแห่งบ้านขี้เหล็กใหญ่ อำ เภอเมืองชัยภูมิ เป็นวงแคนวงเดียวในประเทศก็ว่าได้ เพราะลักษณะของแคน คือ มีลักษณะแปลก จากแคนทั่วไป คือแคนหนึ่งตัว อาจมี ๒ เต้า ๓ เต้า และมีตัวแคนยาวสูงมาก บางครั้งสามารถแสดงการเป่าแคนจากคน ๓ คน ใน ๓ เต้าของแคนหนึ่งลำ จึงนับเป็นความแปลกใหม่ สร้างสรรค์ ของช่างฝีมือด้านแคนของคนชัยภูมิโดยแท้ วงแคนใหญ่ ดนตรี


36 ศิลปะการแสดง ศิลปะการแสดงของชัยภูมิที่ขึ้นชื่อ คือ หมอลำ กลอนทำ นองชัยภูมิ ชื่อเรียกในท้องถิ่น “หมอลำ กลอนวาทชัยภูมิ”เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นศิลปะการ แสดงพื้นบ้านที่เป็นวัฒนธรรม ที่มีการแสดงอยู่ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิทั้ง ๑๖ อำ เภอ และต่างจังหวัดที่มีคนชื่นชอบมากที่สุด คือ “กลอนเกี้ยวกระดูกแตก ” โดยเฉพาะในภาคอีสานที่รับฟังทำ นองลำ ชัยภูมิ ในขณะนี้ยังมีนักแสดงหมอลำ กลอนทำ นองชัยภูมิเหลืออยู่ จำ นวน ๕ คน ซึ่งมีภูมิลำ เนาอยู่ในพื้นที่ ตำ บลในเมือง อำ เภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ , ตำ บลบ้านเพชร อำ เภอภูเขียว จังหวัดและตำ บลหนองสังข์ อำ เภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ เป็นลักษณะของ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้าน ศิลปะการแสดงหมอลำ กลอนวาทชัยภูมิ เป็นการลำ ที่ใช้บทกลอนโต้ตอบกันระหว่างหมอลำ ฝ่ายชายและหมอลำ ฝ่ายหญิง ใช้ลำ โต้ตอบกัน บทกลอนที่หมอลำ ใช้ลำ (ขับลำ ) เรียกว่า “กลอนลำ” มีเนื้อหาสาระ เกี่ยวกับ วิถีชีวิตทุกด้าน ด้านศีลธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ นิทานพื้นบ้าน วัฒนธรรมท้องถิ่น การชมธรรมชาติ กลอนลำ เนื้อหาจริยธรรม คุณธรรม คำ สอนโบราณ ชาวอีสาน คติโลกคติธรรม โดยกลอนลำ ทำ นองชัยภูมิ โดยเฉพาะ การ “ ลำ ทางสั้น ” จะมีโครงสร้างของกลอนที่ไม่เหมือนจังหวัดใด ในภาคอีสานอีก ๑๙ จังหวัดและในประเทศไทย เพราะโครงสร้างของกลอนลำ ทำ นอง ชัยภูมิ จะมี จำ นวนคำ และหรือพยางค์ ตั้งแต่ ๙ พยางค์ไปจนถึง ๑๕ พยางค์ ในแต่ละวรรคของกลอนลำ หมอลำ กลอนทำ นองชัยภูมิ


37 “รำ เจ้ย หรือ รำ เจ๊ย” รำ เจ้ย หรือ รำ เจ๊ย เป็นประเพณีการร้องประกอบรำ ในการ เชิดบั้งไฟ หนึ่งปีมีครั้งเดียว ถือเป็นการแสดงประกอบประเพณีจุดบั้งไฟ เป็นการแสดงฟ้อนรำ และร้องกลอน มีดนตรีประกอบการแสดงคือ โทน ๑ ใบ สำ หรับตีประกอบจังหวะการรำ เจ้ยบั้งไฟในหมู่บ้านขี้เหล็กใหญ่ นี้จะมีเฉพาะ คุ้มเท่านั้น คือคุ้มที่อยู่ใกล้หนองน้ำ สตรีร่ายรำ กันอย่าง สนุกสนาน เป็นการรักษาสืบทอดประเพณีดั้งเดิมของชุมชนไว้อย่างเหนียว แน่น เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านเก่าแก่ดั้งเดิม สืบสานต่อเนื่องมายาวนาน มีมาแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ ทั้งชุดเสื้อผ้า เล็บฟ้อน หมวก เครื่องแต่งกายกลุ่ม รำ เจ้ย จะใส่เสื้อคอกลม แขนกระบอกย้อมคราม สวมซิ่นไหมน้อยแบบ ต่อตีน มีลายขิด สวมเล็บฟ้อน มีหมวกสานด้วยไม้ไผ่ มีตระกร้าไม้ไผ่เล็กๆ ผูกกับเอว มีกระดิ่งประกอบเวลาก้าวเดิน ก็จะได้ยินเสียงกุ้งกริ๊ง ไพเราะ สะท้อนการแต่งกายระหว่างชาติพันธุ์กลุ่มลาวเวียงหรือลาวหลวงพระบาง การรำ เจ้ยบั้งไฟที่บ้านขี้เหล็กใหญ่ ชัยภูมิ แตกต่างจากที่อื่น คือ เล็บยาว ที่ใช้ฟ้อนสานด้วยไม้ไผ่ ปัจจุบันใช้กระดาษ แต่มีผู้เฒ่า คนหนึ่งยังสานเล็บ ฟ้อนได้ คือ คุณตาสงคราม ก้อนมณี


38 อัตลักษณ์ทางธรรมชาติ ทุ่งดอกกระเจียว ดอกกระเจียว หรือบัวสวรรค์ เป็นดอกไม้ที่สวยงามมีก้านดอกยาว ขึ้นเองตามธรรมชาติ สวยสะพรั่งงดงาม อย่างพร้อมเพรียงกันทำ ให้ป่าเต็งเร็ง และหญ้าเพ็กในอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ที่แห้งแล้ง กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เปรียบเสมือนราชินี แห่งมวลดอกไม้ บนขุนเขาแห่งนี้ เมื่อถึงช่วงฤดูฝนตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ถึงสิงหาคม ของทุกปี กระเจียวดอกสีชมพู นับพันนับหมื่นชูช่ออวดสายตาผู้คนที่เดินทางมา ท่องเที่ยวเยี่ยมชม


39 มอหินขาว มอหินขาว (เสาหินมหัศจรรย์ล้านปี) ตั้งอยู่ที่บ้านวังคำ แคน หมู่ที่ ๙ ตำ บลท่าหินโงม อำ เภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่มีทิวทัศน์สวยงามสามารถเที่ยวชมได้ตลอดปีมอหินขาว เป็นที่ตั้งของเสาหินขนาดใหญ่จำ นวนหลายแท่ง และกลุ่มหินอีกจำ นวนมากบนเทือกเขาภูแลนคาลักษณะของ หินแต่ละแท่ง มีสีขาวเกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก การผุพัง การกัดเซาะในยุคจูแรสสิก ถึง ครีเทเซียส (Jurassic- Cretaceous) อายุ ๑๗๕-๑๘๕ ล้านปี จนปรากฏเป็นรูปร่างเด่นทางธรณีวิทยามี เพียงแห่งเดียวในทวีปเอเชียอยู่สูงจากระดับน้ำ ทะเล ประมาณ ๖๐๐ เมตร มีจุดชมวิวผาหัวนาค กลุ่มหินโขลงช้าง แปลกตารอต้อนรับผู้มาชม


40 อุทยานแห่งชาติตาดโตน อุทยานแห่งชาติตาดโตนอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือ ประมาณ ๒๑ กิโลเมตร อยู่ในท้องที่ บ้านตาดโตน ตำ บลนาฝาย อำ เภอเมืองชัยภูมิ ตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๒๐๕๑(ชัยภูมิ-ตาดโตน) บริเวณน้ำ ตกตาดโตนจะมีน้ำ ไหลเต็มที่สวยงามโดยเฉพาะในช่วง ฤดูฝน มีลานหินที่กว้างใหญ่น้ำ ตกไหลลดหลั่นเป็นชั้นๆ พื้นที่โดยทั่วไป ปกคลุมด้วยป่าดงดิบแล้งและป่าเต็งรัง ธรรมชาติบริเวณเหนือน้ำ ตกเป็นลานหินกว้างเหมาะแก่การ พักผ่อนหย่อนใจเล่นน้ำ และชมวิวในธรรมชาติ บริเวณด้านล่าง น้ำ ตกมีธรรมชาติที่สวยงาม ประกอบไปด้วย แอ่งน้ำ ลำธาร โขดหิน และพันธุ์ไม้นานาพันธุ์ขึ้นอย่างหนาแน่น ทำ ให้บรรยากาศร่มรื่น เหมาะแก่การประกอบกิจกรรมปิกนิกพักผ่อนหย่อนใจ


41 สืบค้น วัฒนธรรม ประเพณี


42 ชัยภูมิ เป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม ประเพณีมีการผสมผสานระหว่างความเชื่อดั้งเดิม ประวัติศาสตร์ของจังหวัด กับหลักปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาทำ ให้การสืบทอดวัฒนธรรมประเพณี และประเพณีบุญตามฮีต ๑๒ ของชาวอีสานยังมีการถือปฏิบัติกันอยู่อย่าง เหนียวแน่น เช่น งานฉลองอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาแล งานแห่เทียนเข้าพรรษา งานบุญบั้งไฟ งานบุญข้าวจี่ งานบุญเผวด ประเพณีรำ ผีฟ้า เป็นต้น ทั้งนี้ จังหวัดชัยภูมิ มีวัฒนธรรมประเพณี ดนตรีและการละเล่นพื้นบ้าน ตลอดจน กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความโดดเด่น และน่าสนใจ ดังนี้ ภูมิใจในแผ่นดิน ศาสตร์และศิลป์ในถิ่นนี้ วัฒนธรรมประเพณี ภูมิดีดีที่ภูมิใจ งานบุญเดือนสี่ประเพณีไทคอนสาร แรมสิบห้าค่ำ เดือนสี่ ประเพณีไทคอนสาร วัฒนธรรมที่ยาวนาน ร่วมสืบสานให้สืบไป สืบสานงานบุญประเพณี ประเพณีบุญเดือนสี่ไทคอนสารเป็นประเพณี ของชาวอำ เภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ที่สืบทอด มาแต่สมัยโบราณ ชาวอำ เภอคอนสารถือว่า เป็นประเพณีสำ คัญที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีการแต่งกายพื้นเมืองที่ แสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาวไท คอนสาร มีการจัดขบวนแห่ การละเล่นพื้นบ้าน การแข่งขันสะบ้า การประกวดอาหารพื้นบ้าน คั่วเนื้อคั่วปลา ข้าวตอกข้าวเฮียง โดยได้กำ หนด จัดงานส่งเสริมประเพณีท้องถิ่นเทศกาลท่องเที่ยว บุญเดือนสี่ประเพณีไทคอนสาร ในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ของทุกปี ณ ลานวัดเจดีย์ บ้านนาเขิน ตำ บลคอนสาร อำ เภอคอนสาร และสนาม หน้าที่ว่าการอำ เภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เพื่อสืบสาน ส่งเสริม อนุรักษ์ ฟื้นฟูและเผย แพร่งานประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรมอันดีงาม ของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป


43 งานบุญเดือนหกทุกปี มาแห่บายศรีบูชาเจ้าพ่อ ประเพณีลูกหลานสานต่อ โอ โอ่ ละหนอ มาร่วมงานบุญ ประเพณีแห่บายศรีบุญเดือน ๖ สักการะเจ้าพ่อพญาแล เป็นประเพณี พิธีกรรม และความเชื่อ ของชาวชัยภูมิที่ถือปฏิบัติและสืบทอดกันมา จัดขึ้นในวันจันทร์แรกของเดือน ๖ ของทุกปี เป็นเวลา ๙ วัน ๙ คืน ณ บริเวณศาลเจ้าพ่อพญาแล ชุมชนหนองปลาเฒ่า ตำ บลในเมือง อำ เภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ เพื่อแสดงออกถึงความกตัญญู และรำ ลึกถึงคุณงามความดีของเจ้าพ่อพญาแล เจ้าเมืองคนแรกผู้ก่อตั้งเมืองชัยภูมิ โดยเฉพาะในวันที่ ๓ ของการจัดงานจะมีการจัดขบวนแห่ บายศรีเข้าเมืองโดยประชาชนในจังหวัดชัยภูมิจะจัดทำ บายศรีขนาดใหญ่ประณีตและสวยงาม จำ นวนมากมาร่วมแห่บายศรีเพื่อถวายเจ้าพ่อพญาแล อีกทั้งมีขบวนศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นให้ นักท่องเที่ยวได้ชม และมีประชาชนที่มีศรัทธาต่อเจ้าพ่อพญาแลทั่วสารทิศมาร่วมแห่บายศรีเป็น จำ นวนมาก โดยตลอดระยะเวลาจัดงานจะมีกิจกรรมทางวัฒนธรรม และมหรสพสมโภชตลอด ๙ วัน ๙ คืน ประเพณีแห่บายศรีบุญเดือน ๖ สักการะเจ้าพ่อพญาแล


44 ประเพณีแห่นาคโหด แห่นาคโหดโจษขาน คือตำ นานลูกผู้ชาย ผ่านด่านที่โหดร้าย พร้อมใจกายทดแทนคุณ ประเพณีแห่นาคโหด เป็นประเพณีบวชหมู่ หรืออุปสมบทหมู่ ของชาวบ้านโนนเสลา-โนทัน ตำ บลหนองตูม อำ เภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เป็นการบวชนาคที่แตกต่างจากที่อื่น คือก่อนจะถึง เดือน ๖ ผู้ชายในหมู่บ้าน ที่มีอายุครบ ๒๐ ปี จะต้องเข้านาคพร้อมกัน และเมื่อถึงวันที่จะบวช นาคจะต้องนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ที่มีคานหาม และมีคนหาม โดยการแห่นาคนั้น นาคจะถูกแห่ ถูกเซิ้ง ถูกเขย่า ถูกโยน แห่ไปรอบ ๆ หมู่บ้านตามเสียงจังหวัดของกลองยาวและดนตรี ซึ่งมีทั้งความ สนุกสนาน และเป็นการฝึกความอดทนของนาค ชาวบ้านเชื่อว่าการแห่นาคแบบนี้ เปรียบได้กับ มารดาของนาค ที่คลอดบุตรและกำ ลังอยู่ไฟว่ามารดาของนาคนั้นจะต้องอดทนต่อความร้อนของไฟ ซึ่งจะต้องนั่งอยู่บนแคร่ที่มีไฟลุกอยู่ข้างๆ ตัวตลอดเวลา เป็นระยะเวลาหลายเดือน ดังนั้น จากการ ที่ชาวหมู่บ้านโนนเสลามีการอุปสมบทหมู่และมีการแห่นาคที่มีความแปลกแตกต่างจากที่อื่น ทำให้ผู้ที่พบเห็นประเพณีอุปสมบทหมู่ของหมู่บ้านโนนเสลา จึงเรียกประเพณีนี้ว่า “ประเพณีแห่นาคโหด” มาจนถึงปัจจุบัน


45 ประเพณีแห่ผีสุ่ม บุญเดือนสิบ เดือนสิบแห่ผีสุ่ม เดินดุ่มดุ่มตามคุ้มบ้าน อุทิศบุญสุนทาน เพื่อส่งผ่านผู้ล่วงลับ เมื่อถึงวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ ๒ ของเดือนกันยายนของทุกปี ชาวบ้านเสี้ยวน้อย ตำ บลบ้านเล่า อำ เภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ จะมีการจัดงานบุญประเพณีบุญ เดือนสิบแห่ผีสุ่ม เป็นประจำ ทุกปี นอกจากการทำ บุญอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับแล้ว ที่นี่จะมีการละเล่นที่สนุกสนาน เรียกว่า “แห่ผีสุ่ม” โดยมีความเชื่อในวันดัง กล่าวจะมีผีไม่มีญาติ ไม่มีพี่น้องมาทำ บุญให้ ทำ ให้ผีเหล่านั้นอยากได้ส่วนบุญส่วนกุศล จึงใช้วิธีเอาสุ่ม(สุ่มจับปลา สุ่มไก่) มาคุมหัวตัวเองเพื่อไม่ให้ใครเห็น แล้วไปหากอง บุญเศษของเหลือจากผีตนอื่น เพื่อให้ตนไม่ต้องหิวโหย และหลุดพ้นให้ได้ไปชาติภพที่ดี จึงทำ ให้เกิดการละเล่นแห่ผีสุ่มขึ้นเพื่อเป็นการทำ บุญให้กับผีไม่มีญาติ มีกิจกรรม ทำ บุญตักบาตร การประกวดและสาธิตทางวัฒนธรรม และแห่ผีสุ่มไปตามเส้นทางในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียงโดยจะมีชาวบ้านนำข้าวสารอาหารแห้งมาให้ผีสุ่ม ผู้ที่เล่นเป็นผีสุ่มจะมีการแต่งกาย ที่เป็นอัตลักษณ์ คือ สวมหัวด้วยสุ่มที่ตกแต่งหน้าเป็นนกเค้าแมว หรือนกฮูก สวมชุดผ้าพื้นถิ่น เช่น ผ้าไหม หรือผ้าฝ้าย ถือตะกร้าไม้ไผ่ ที่ตกแต่งให้สวยงาม


46 ประเพณีบุญกระธูป ถึงวันออกพรรษา ถวายบูชาสัมมาพุทธ หอมสมุนไพรเมื่อจุด บุญกระธูปประเพณี ประเพณีบุญกระธูป อำ เภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติในช่วงออกพรรษาของทุกปี ชาวพุทธจะถวายการสักการะองค์พระสัมมา สัมพุทธเจ้า ที่จะเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในกาลนี้ชาวบ้านจะร่วมแรงร่วมใจกันสร้างต้นกระธูปเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยทำจากขุยมะพร้าว ใบอ้ม ใบเนียม นำ มาผสมกันแล้ว ห่อด้วยกระดาษให้ได้รูปทรงยาวเหมือนธูป นำ กระดาษสีมาประดับตกแต่งลวดลายให้สวยงาม แล้วนำธูปที่ได้มาประกอบติดกับโครงไม้ ความสูงประมาณ ๓-๕ เมตร รูปทรงคล้ายฉัตร นำ ไปแห่และจุดไฟบูชาตามวัดต่าง ๆ ปัจจุบันชาวอำ เภอหนองบัวแดง ได้ร่วมกันอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดบุญกระธูปให้เป็นประเพณีส่งเสริมการ ท่องเที่ยว ทุกตำ บลในอำ เภอหนองบัวแดง จะตกแต่งต้นกระธูปขนาดใหญ่ มีลวดลายสวยงาม นำ มารวมกัน ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำ เภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ โดยมีขบวนแห่กระธูป การประกวดกระธูป กิจกรรมการประกวดแข่งขันต่าง ๆ และมีมหรสพให้ชมภายในงาน


47 เมื่อลมหนาวโบกมา ไม่รอช้าตีคลีไฟ หนองเขื่องจัดงานใหญ่ เชิญชวนไปทัศนา ประเพณีตีคลีไฟ เกิดขึ้นจากกีฬาโบราณ การละเล่นพื้นบ้านของชาวบ้านหนองเขื่อง ตำ บลกุดตุ้ม อำ เภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ การตีคลีไฟถือเป็นการออก กำ ลังกายในช่วงหน้าหนาวของผู้ชาย สมัยก่อนมักจะเล่นกันในช่วงบ่ายถึงค่ำ หลังจากกลับจากไร่นา ระหว่างทางอากาศหนาวจึงหาวิธีออกกำ ลังกายให้คลายหนาว ด้วยการ เล่นตีคลี โดยใช้ไม้งิ้ว (นุ่น) มาทำ ลูกคลี และนำ เหง้าไม้ไผ่ที่มีลักษณะงอเป็นตะขอมาทำ เป็นไม้ที่ตี แต่แรกเริ่มจากการ “ตีคลีโหล๋น” ไม่ได้จุดไฟที่ลูกคลี ผู้ที่ตีลูกคลีออก ไปได้ไกลกว่าจะเป็นผู้ชนะ ต่อมาจึงพัฒนาเป็นการแข่งขันแบบทีม มีการนำ ลูกคลีไปเผาไฟ และนำ มาตีให้เข้าประตูลักษณะคล้ายกีฬาฮอกกี้ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้มีการส่ง เสริมการเล่นคลีไฟอย่างจริงจัง จึงได้จัดให้เป็นประเพณีตีคลีไฟขึ้นจนถึงปัจจุบัน กำ หนดจัดงานในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี ในงานจะนำ การเล่นตีคลีไฟมาจัดแสดงและ แข่งขันจัดแสดงแสงสีเสียงตำ นานตีคลีไฟ การประกวด และสาธิตทางด้านวัฒนธรรม และมีมหรสพสมโภชน์ตลอดการจัดงาน ประเพณีตีคลีไฟ


48 ดนตรี และการละเล่นพื้นบ้าน กลองกิ่ง หรือกลองเส็ง กลองกิ่งหรือกลองเส็ง ดังตะเบ็งเมื่อเส็งกลอง บรรเลงท่วงทำ นอง เดาะวางกลองซ้องส่งเสียง กลองกิ่ง เป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่สอดแทรกอยู่ในกิจกรรมทางสังคมของคนชัยภูมิมาเป็นเวลายาวนานแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาด้านศิลปวัฒนธรรม ที่ชาวบ้านได้สร้างสรรค์ ทั้งวิธีการทำ กลอง การเดาะกลอง และการเส็งกลอง ชาวชัยภูมิได้มีการนำ กลองกิ่งมาใช้ในโอกาสต่างๆ เช่น เพื่อการผ่อนคลาย ความตึงเครียด เพื่อสร้างบรรยากาศในการประกอบพิธีกรรมให้ดูศักดิ์สิทธิ์ เพื่อสื่ออารมณ์ความรู้สึกสนุกสนานในงานบุญหรืองานฉลองต่างๆ หรือเพื่อ การประชันแข่งขันที่แสดงให้เห็นถึงความมีพละกำ ลังของผู้เล่น เสริมสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชน กลองกิ่ง เป็นเครื่องดนตรีประเภทตีด้วยไม้ มีหน้าสองหน้าคือ หน้าน้อย และหน้าใหญ่ มีการบรรเลง ๒ ลักษณะ ได้แก่ การเดาะ เป็นการตีกลองทั้ง ๒ หน้า ให้เป็นท้วงทำ นองต่างๆ และการเส็ง เป็นการตีกลองเพื่อให้เกิดเสียงดังมากที่สุด นิยมแข่งขันกันทั้งแบบเดียวและแบบทีม โดยผู้ตีได้เสียงดังที่สุดจะเป็นผู้ชนะ


49 สุดสะแนนแคนเป่า รวมวงเข้าสนุกสนาน เครื่องดนตรีมีเนิ่นนาน คู่อีสานบ้านของเฮา แคน แคน เป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคอีสานที่เก่าแก่มีมาแต่โบราณเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ปากเป่า ให้เป็นเพลง ท่วงทำ นองของแคนที่ถูกเป่าออกมานั้น เรียกว่า ลายแคน สามารถแยกระดับเสียง ได้ ๒ กลุ่ม ได้แก่ ทางยาว คือการบรรเลงประกอบการลำ ที่มีท่วงทำ นองเชื่องช้า และทางสั้น คือ การบรรเลงประกอบการลำ ที่มีท่วงทำ นองกระชับ สนุกสนาน การบรรเลงดนตรีทุกอย่างของ ชาวชัยภูมิใช้แคนเป็นหลัก ถือเป็นเอกลักษณ์ทางดนตรีของชาวชัยภูมิอย่างหนึ่ง ในอดีตหนุ่มๆ นิยมเป่าแคนไปคุยสาว หรืองานบุญประเพณีต่างๆ ก็จะนิยมเป่าแคนเป็นเครื่องดนตรีประกอบ ปัจจุบันการเป่าแคนจะบรรเลงประกอบลำ และประกอบฟ้อนในงานที่มีการจ้างในรูปแบบอื่น ๆ


50 อีเต็ง เป็นภาษาโบราณท้องถิ่นที่ชาวชัยภูมิ ใช้เรียก “พิณ” คำว่า “อี” คือคำ ที่ชาวอีสานมักใช้เรียกนำ หน้าคนหรือสรรพนามสิ่งของ เช่น เดียวกับคำว่า อีพ่อ อีแม่ หรืออีโต้ ส่วนคำว่า “เตง” หรือ “เต่ง” มีความหมายถึงการถูกทับ “อีเต็ง” จึงเป็นคำ ที่คนชัยภูมิใช้เรียกเครื่องดนตรีประเภทสายที่มีลักษณะการ เล่นที่ต้องวางทับที่ต้นขา เครื่องดนตรี “อีเต็ง” ในอดีตจะมีการบรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีอื่นๆ เช่น แคน กลองโทน กลองหาง ในงานเทศกาลบุญประเพณีท้องถิ่น และใน พิธีกรรมทางความเชื่อ เช่น การรำ บวงสรวงแม่ศรีเมือง สันนิษฐานได้ว่า มีมาแต่สมัยเจ้าพ่อพญาแล ที่ใช้เป็นเครื่องดนตรีที่บรรเลงในงานพิธีกรรม และงานรื่นเริงตามประเพณีท้องถิ่น ลายเพลงโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ของ จังหวัดชัยภูมิ เช่น ลายแมงตับเต่า ลายแห่แม่ศรีเมือง ซึ่งเป็นท่วงทำ นองที่มี ตัวโน๊ตกระโดด ไปมา น่าจะเป็นการเล่นอีเต็งตามจังหวะการกระโดดของร่าง ทรงในพิธีกรรม ทางความเชื่อโบราณ อีกทั้งจังหวัดชัยภูมิยังมีศิลปินพื้นบ้าน ที่ได้คิดค้นสร้างเครื่องดนตรี โดยการนำ พิณพื้นบ้านมาผสมกับกีต้าร์ร่วมสมัย กลายเป็นเครื่องดนตรี พิณ หรือ อีเต็ง พิณหรืออีเต็งเปล่งเสียง พลิ้วสำ เนียงเสียงเครื่องสาย ออกมาฟ้อนงามตามลาย ตับเต่าส่ายหลายบทเพลง


Click to View FlipBook Version