51 การเล่นสะบ้า เป็นการละเล่นพื้นบ้านประเภทกีฬาและนันทนาการ ที่ชาวอำ เภอคอนสาร ได้สืบทอดจากปู่ย่าตายาย นิยมเล่นกันในช่วงตั้งแต่เดือน ๔ ซึ่งเป็นฤดูแล้งหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว และเล่นกันอย่างจริงจัง ในเทศกาลบุญเดือน ๔ ซึ่งกำ หนดจัดระหว่างวันขึ้น ๑-๓ ค่ำ เดือน ๕ ซึ่งมี ทั้งเล่นเพื่อความสนุกสนาน และการแข่งขัน อุปกรณ์การเล่นสะบ้ามีเพียงลูก สะบ้าที่ได้จากฝักสะบ้าแก่ที่มีอยู่ตามธรรมชาติเพียงเท่านั้น มีการเล่นอยู่ ๒ ประเภท คือ สะบ้าโกบโก้ และสะบ้ายิง การเล่นมีขั้นตอนอยู่ ๔ ขั้นตอน ได้แก่ การขัด (การใช้นิ้วมือขัดกับสะบ้า) การโคน (การเล่นสะบ้าบนเข่า) การแถะ (การเล่นสะบ้าบนฝ่ามือ) การเซิง (การใช้เท้าเล่นสะบ้า) นอกจากชาว คอนสารที่มีการละเล่นสะบ้าแล้ว ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ยังมีกลุ่มชาติพันธ์ุญัฮกุร ซึ่งเป็นกลุ่มคนเชื้อสายมอญสมัยทวารวดี ที่ยังมีการละเล่นสะบ้ากันอยู่บ้าง การเล่นสะบ้า เมื่อเสร็จจากหน้านา เล่นสะบ้าคราเดือนสี่ กีฬาประเพณี ของน้องพี่ไทคอนสาร
52 ชาติพันธุ์ “ญัฮกุร” ชาติพันธ์ุในจังหวัดชัยภูมิ ญัฮกุร เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในเขตจังหวัด เพชรบูรณ์ นครราชสีมา และจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นจังหวัดที่พบประชากรชาวญัฮกุร มากที่สุด ชาวญัฮกุรอาศัยอยู่ในพื้นที่ ๔ อำ เภอได้แก่ อำ เภอเทพสถิต อำ เภอบ้านเขว้า อำ เภอหนองบัวระเหว อำ เภอซับใหญ่ และพบหนาแน่นที่สุดที่อำ เภอเทพสถิต “ญัฮกุร” มีความหมายว่า “คนภูเขา” ภาษาที่ชาวญัฮกุรพูดได้ดึงดูดให้นักภาษาศาสตร์ทำ การสืบค้นจนพบว่า ภาษาญัฮกุรเป็นภาษาเดียวกับภาษามอญโบราณที่ ปรากฏอยู่ในจารึกสมัยทวารวดีเมื่อประมาณ ๒,๐๐๐ ปี มาแล้ว ญัฮกุรมอญโบราณ มีหลักฐานในถิ่นนี้ อยู่กันหลายพื้นที่ ภาษามีชาติพันธุ์
53
54 แหล่งน้ำ ศักดิ์สิทธิ์จากต้นน้ำชี ชีผุด ชีดั้น แหล่งน้ำ ศักดิ์สิทธิ์จากวัดไพรีพินาศ เป็นต้นกำ เนิดแม่น้ำชี อยู่ในเขตอำ เภอหนองบัวแดง เกิดจากเทือกเขาพญาฝ่อ มีน้ำ ผุดออกมาตลอดปี กลายเป็นธารน้ำ ไหลรินลงมา ลำธารบางช่วงจะมุดหาย ไปในซอกหินทั้งสาย เรียกว่า ชีดั้น แล้วปรากฏเป็นน้ำ ผุดในระยะที่ห่างกันหลาย กิโลเมตร และรวมตัวกันเป็นลำธารของต้นน้ำชีในที่สุด มีลักษณะเป็นตาน้ำ ลึกใต้ใบเสมาโบราณ สภาพน้ำ มีความใสปกติเหมือนน้ำ ธรรมชาติ สามารถดื่มกินได้ไม่เคยแห้งโดยในปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ วัดไพรีพินาศ ร่วมกับประชาชนผู้มีจิตศรัทธาจัดสร้างบ่อน้ำ ศักดิ์สิทธิ์ ถวายพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวโรกาส เฉลิมพระชนมายุ ๘๐ พรรษา ในพิธีพลีกรรม ได้ตักน้ำจากแหล่งน้ำ ศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๒ แหล่งนี้เพื่อร่วมทำ “น้ำ อภิเษก” และ “น้ำ สรงพระมุรธาภิเษก” ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขึ้นเสวยราชสมบัติอย่างสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี ซึ่งกำ หนดจัดขึ้นในวันที่ ๔-๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒
55 ปรางค์กู่ (บ้านหนองบัว) ตั้งอยู่ที่บ้านหนองบัว ตำ บลในเมือง อำ เภอเมืองชัยภูมิ เป็นศาสนสถานหรือเรียกว่าอโรคยาศาล ประจำ สถานพยาบาล สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ประกอบด้วยปราสาทประธาน บรรณาลัย และกำ แพงแก้ว ล้อมรอบ มีประตูทางเข้าทางด้านทิศตะวันออก ด้านซ้ายมือ ของประตูทางเข้าเป็นสระน้ำ กรุด้วยศิลาแลง เป็นรูปแบบที่พบ ในอโรคยาศาลอื่น ๆ เช่นกัน ที่หน้าบันประตูทางเข้าปราสาท ประธานแกะสลักเป็นรูปโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๔ กร ส่วนทับ หลังแกะสลักเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิภายในซุ้มเรือนแก้ว เหนือหน้ากาล และลายใบไม้ทั้งสองข้าง เป็นศิลปะแบบบายน ภายในปราสาทประธานทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสประดิษฐานพระพุทธ รูปศิลาปางสมาธิ ศิลปทวารวดี สันนิษฐานว่าน่าจะนำ มาจากที่อื่น
56 ใบเสมาบ้านกุดโง้ง เป็นใบเสมาหินทรายศิลปทวารวดี ที่พบเป็นจำ นวนมากในบริเวณ รอบหมู่บ้าน โดยถูกเก็บรวบรวมไว้ในภายในศาลาวัด ภายในบริเวณโรงเรียน วัดกุดโง้ง ตำ บลบุ่งคล้า อำ เภอเมืองชัยภูมิ รวมทั้งหมดกว่า ๓๐ ชิ้น เป็นเสมาหินทรายศิลปทวารวดีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ ที่พบในภาคอีสาน เป็นโบราณวัตถุที่เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงชุมชนในยุคสมัยทวารวดี ซึ่งเป็น ยุคที่พุทธศาสนาลัทธิหินยานได้มีการเผยแผ่เข้ามา
57 พระธาตุกุดจอก ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุกุดจอก บ้านยางน้อย หมู่ที่ ๒ ตำ บลบ้านยาง อำ เภอเกษตรสมบูรณ์ ภายในพื้นที่ ปรากฏโบราณสถาน ๓ หลัง แต่ละหลังเชื่อมต่อกัน โดยมีวิหารนาคปรกหันด้านหน้าไปทางทิศตะวันออก มีพระธาตุทรงดอกบัวเหลี่ยมอยู่ด้านหลังเยื้องไป ทางทิศเหนือ และมีพระธาตุขนาดเล็กอยู่ด้านหลัง วิหารนาคปรก ทั้งหมดก่อสร้างด้วยอิฐเป็นวัสดุหลัก มีปูนฉาบและปูนปั้นประดับตกแต่ง กำ หนดอายุอยู่ในสมัยวัฒนธรรม ไทย ลาว พุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕
58 พระธาตุชัยภูมิ พระมหาธาตุรัชมงคลเจดีย์สิริชัยภูมิ หรือพระธาตุชัยภูมิ ตั้งอยู่อำ เภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ประดิษฐานอยู่ ณ อรุณธรรมสถาน บนเนินสูงของภูแลนคาเป็นที่บรรจุพระธาตุ มีอาคารและสิ่งก่อสร้างที่มี ศิลปะทางสถาปัตยกรรมที่สวยงาม มองเห็นวิวแบบพาโนรามารอบทิศที่สดชื่นสบายตาที่นี่ยังเป็นสถานที่ปฏิบัติ ธรรมที่ผู้คนที่สนใจในการปฏิบัติธรรมเข้ามาปฏิบัติธรรม เนื่องจากว่าเป็นวัดที่สงบ บรรยากาศร่มรื่นและเต็มไป ด้วยธรรมชาติ
59 พระพุทธบาทเขายายหอม พระพุทธบาทเขายายหอม อยู่ห่างจากตัวอำ เภอเทพสถิต ไปทางทิศตะวัน ออกเฉียงเหนือ ประมาณ ๖๕ กิโลเมตร ตั้งอยู่บนลานหินยอดภูเขายายหอม ในเทือกเขาพังเหย ในบริเวณวัดพระพุทธบาทเขายายหอม ตำ บลนายางกลัก อำ เภอเทพสถิต พบเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๒ เป็นรอยพระพุทธบาทข้างซ้าย ประทับลึกลงไป ในลานหินสีแดง ขนาดกว้าง ๗๕ เซนติเมตร ยาว ๑๘๐ เซนติเมตร ลึก ๔๕ เซนติเมตร ปลายรอบพระพุทธบาทหันเยื้องไปทางทิศอาคเนย์
60
61 วัดถ้ำ สัจธรรม (คอนสาร) ถ้ำ สัจธรรม ตั้งอยู่หมู่บ้านหนองเชียงรอดเหนือ ตำ บล ทุ่งลุยลาย อำ เภอคอนสาร ชัยภูมิ คำ นี้เป็นคำ ที่ครูบาอาจารย์ท่านให้ไว้กับดินแดนที่อยู่รายล้อมด้วยธรรมชาติและหุบเขา ครั้งหนึ่งแต่เดิมได้มีพ่อ แม่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่ชอบ ฐานสโมท่านเคยมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานและเดินจงกรมในถ้ำ แห่งนี้ ปัจจุบันยังมีทางเดินจงกรมที่ให้ชาวบ้านได้ขึ้นไปกราบสักการบูชารอยแห่งพระอรหันต์ผู้มากด้วยบารมี ต่อมา หลวงปู่สีทน สีลธโน (วัดถ้ำ ผาปู) ท่านได้ออกเดินธุดงค์มาตามนิมิตของท่าน และได้มาถึงที่ถ้ำ สัจธรรมแห่งนี้ ทุกอย่างที่อยู่ในถ้ำ ตรงตามที่ท่านนิมิตทั้งหมด สำ คัญที่สุดคือมีหินขนาดใหญ่สูงประมาณตึกสามชั้นที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอยู่ภายในถ้ำ ซึ่งความพิเศษของ หินก้อนนี้จะมีรูปลักษณะเป็น “พระเจดีย์ทรงพระปรางค์” ที่สูงใหญ่และงดงามเป็นอย่างมาก ภายหลังต่อมาท่านก็ได้เริ่มบุกเบิกพาชาวบ้านสร้างวัดนี้ขึ้นและได้ให้หลวงปู่เล็ก เจ้าอาวาสองค์ก่อนหน้านี้ มาประจำ อยู่ที่วัดเป็นตัวแทนของท่าน และต่อมาไม่นานหลวงปู่เล็ก ท่านก็ได้มรณภาพลง
62 สระหงษ์ ตั้งอยู่ในบริเวณวัดเขาสระหงษ์ ตำ บลนาเสียว อำ เภอเมืองชัยภูมิ ห่างจากตัวเมือง ๑๒ กิโลเมตร บริเวณวัดเป็นลาดหินเนินเขา มีหินก้อนหนึ่งรูปร่าง คล้ายหงษ์ ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ถัดจากศาลาวัดไปด้านหลังมีสระน้ำ โบราณกว้างประมาณ ๑๐ เมตร เรื่องเล่ามีอยู่ว่า บริเวณสระหงษ์ปัจจุบัน ลานกว้าง บริเวณนี้สมัยพระพุทธองค์ยังมีพระชนม์ชีพ พระพุทธองค์เคยเสด็จมาใช้ลานหินนี้เพื่อเทศนา ส่วนหงษ์ก็เข้ามาฟังธรรมด้วย แต่น้อยใจที่ไม่ได้เป็นมนุษย์เพื่อฟัง ธรรมจึงกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ถ้าข้าพุทธเจ้าได้สิ้นชีวิตข้าพระพุทธเจ้าขออาราธนาพระพุทธองค์ให้มาเผาร่างข้าพระพุทธเจ้าด้วยเทอญ หลังจากที่หงษ์ได้เสียชีวิต พระพุทธองค์ก็เสร็จมาเผาศพหงษ์ ตามที่หงษ์ได้อาราธนาไว้ และมีพระพุทธบาทประดิษฐานไว้ สระหงษ์
63 พระใหญ่ทวารวดี ประดิษฐานอยู่ที่วัดคอนสวรรค์ บ้านคอนสวรรค์ อำ เภอคอนสวรรค์ เป็นพระพุทธรูปที่มีอายุเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองนครกาหลง มาแต่โบราณ สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำ นาจ และมีความ ขลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระพุทธรูปหินแกะสลักปางประทับยืนศิลปทวารวดีสร้าง ด้วยศิลาแลง เป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดชัยภูมิมากองค์หนึ่ง ชาวบ้าน เรียกว่า “หลวงพ่อใหญ่”เดิมพบอยู่บนเนินดินชาวบ้านจึงเรียกเนินนั้นว่า“เนินหลวงพ่อ ใหญ่”สันนิษฐานว่าคงจะสร้างในสมัยขอมเรืองอำ นาจในภูมิภาคแถบนี้ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๖๘ ขุนบัญชาคดี ซึ่งเป็นนายอำ เภอคอนสวรรค์ ในขณะนั้น ได้ร่วมมือ กับชาวบ้านทำ พิธีอัญเชิญพระพุทธรูปหลวงพ่อใหญ่ไปประดิษฐานไว้ที่วัดบ้าน คอนสวรรค์ ตำ บลคอนสวรรค์ อำ เภอคอนสวรรค์จนถึงปัจจุบัน ด้านหน้าอาคารเก็บใบเสมามีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปใหญ่สมัยทวารวดี แกะจากศิลาแลง สูง ๓ เมตร ชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อใหญ่ พระใหญ่ทวารวดี
64 วัดศิลาอาสน์ (ภูพระ) ตั้งอยู่ที่ ตำ บลนาเสียว อำ เภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ห่างจากตัวเมือง ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำ คัญอีกแห่งหนึ่ง ของชัยภูมิ ภายในบริเวณวัดเงียบสงบ มีผาหินซึ่งมีภาพจำ หลักกลุ่มพระพุทธรูป ทั้งหมด ๙ องค์ อันเป็นที่มาของชื่อ ภูพระ มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประทับนั่ง ขัดสมาธิชาวบ้านเรียก “พระเจ้าองค์ตื้อ” ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวชัยภูมิ และในพื้นที่ ใกล้เคียงมาช้านาน ใกล้กันมีพระพุทธรูปอีก ๗ องค์ จำ หลักรอบเสา หินทราย พระพุทธรูปทั้งหมดเป็นพระพุทธรูปโบราณมีพุทธลักษณะแบบพระพุทธ รูปอู่ทอง มีอายุราวศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็น โบราณสถาน-โบราณวัตถุ มีความเชื่อกันว่า พระเจ้าองค์ตื้อ มีความศักดิ์สิทธิ์ และสามารถดลบันดาลให้ ประสบผลสำ เร็จในสิ่งที่ปรารถนาได้ พระเจ้าองค์ตื้อ
65 พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่พบนั้นเป็นพระพุทธรูปเนื้อศิลาแลงปางมารวิชัย คล้ายศิลปะแบบขอม คาดว่าสร้างตั้งแต่สมัยสุโขทัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๓ ศอก สูง ๘ ศอก มีลักษณะพุทธศิลป์สมบูรณ์และงดงามยิ่งนัก มีลักษณะเด่นคือ พระโอษฐ์สีแดง อายุประมาณ ๗๐๐ ปี ปัจจุบันชื่อว่า พระพุทธชัยสารมุนี แต่ชาว บ้านก็เรียกว่าหลวงพ่อพระประธาน และข้างๆ กันนั้นยังมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ซึ่งเป็นศิลปะแบบอยุธยาตอนต้น ในปี ๒๔๗๙ สำ นักงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย ได้ขึ้นทะเบียนพระประธานเป็นโบราณวัตถุ มีอายุประมาณ ๗๐๐ ปี และเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐ – ๑๘.๐๐ นาฬิกา พระประธาน ๗๐๐ ปี วัดเจดีย์ อำ เภอคอนสาร
66 วัดชัยภูมิพิทักษ์ (วัดผาเกิ้ง) บ้านนาคานหัก ตำ บลกุดชุมแสง อำ เภอหนองบัวแดง สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ มีหน้าผาที่มีความสำ คัญทาง ประวัติศาสตร์ของอำ เภอหนองบัวแดง ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาสองลูกที่มาบรรจบกัน บางครั้งชาวบ้านจะเรียกว่า ช่องบุญกว้าง เป็นเส้นทางลัดที่ใช้เป็นที่หมายในการเดิน ทางจากหุบเขาภูเขียว(ทิวเขาเพชรบูรณ์) มายังจังหวัดชัยภูมิ มีพระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ เป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ ขนาดสูงจากฐานถึงยอด ๑๔ ศอก (๗ เมตร) ก่ออิฐถือปูน หุ้มด้วยกระเบื้องโมเสกสีทองทั้งองค์ เริ่มสร้างวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๑๒แล้วเสร็จปี พ.ศ.๒๕๑๖ มีช่างจากกรมศิลปากร ควบคุมงานก่อสร้างองค์พระ พระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ (วัดผาเกิ้ง)
67 หลวงปู่หลักคำ มีนามเดิมว่าพระอาจารย์สิงห์ หรือเจ้าหัวครูสิงห์ (พระครูปรีชาชินวงศาจารย์) ตามคำ บอกเล่าว่าท่านเดินทางมาจากบ้านตาลเดี่ยว อำ เภอโคกสำ โรง จังหวัดลพบุรี อดีตเจ้าคณะแขวงเมืองชัยภูมิ รูปแรกในสมัยเดียวกันกับพระยาภักดีชุมพล ท่านเป็นพระธุดงค์ที่เคร่งครัดในธุดงควัตร เมื่อได้ท่านธุดงค์ เรื่อยมาจากแผ่นดินบ้านเกิดท่านจนถึงเมืองชัยภูมิ ญาติโยมบ้านโนนปอบิดเห็นจริยาวัตรที่งดงามจึงได้นิมนต์ให้จำ พรษาที่วัดกลางเมืองเก่า หลวงปู่หลักคำ เป็นพระสุปฏิปันโน มีคุณวิเศษโดยเฉพาะเรื่องความอยู่ยงคงกระพันและทางเมตตานิยม จนปรากฎเป็นเลื่องลือมากในสมัยนั้น เช่น มีเหตุการณ์หลายครั้งที่มีโจรมาขโมยทรัพย์สินหรือของมีค่าของชาวบ้าน ชาวบ้านได้มาขอพึ่งบารมีของหลวงปู่ให้ช่วยติดตาม กลุ่มโจรก็ยิงหลวงปู่จนกระสุนปืนหมด แต่ก็ไม่สามารถทำ อันตรายได้ มีเพียงแต่ทำ ให้สบงและจีวรชำรุดไปบ้างเท่านั้น ในที่สุดกลุ่มโจรก็ยอมจำ นนและคืนทรัพย์สินให้ ทราบถึงทางมณฑลนครราชสีมาจึงได้รับแต่ง ตั้งให้เป็นเจ้าคณะแขวงเมืองชัยภูมิ นอกจากนั้น ก็ยังมีปฏิปทาอื่นๆ อีกที่หลวงปู่ได้นำ ความเลื่อมใสและสร้างคุณงามความดีให้ปรากฏทั้งแก่ส่วนรวมและพระพุทธศาสนา แม้ในปัจจุบันบุญญาภินิหารของหลวงปู่หลักคำ ก็ยังคุ้มครองรักษาให้ผู้ที่ไปขอพรได้สำ เร็จดังปรารถนาจนเกิดมีงานบุญประจำ ปีถวายหลวงปู่ตลอดมา ทางวัดยังได้สร้าง มณฑปหลวงปู่หลักคำ เพื่อเป็นอนุสรณ์และเป็นที่บรรจุอัฐิหลวงปู่หลักคำ มีงานบุญประเพณีวันเพ็ญเดือน ๔ ปิดทองรูปเหมือนหลวงปู่หลักคำ หลวงปู่หลักคำ
68 พระเทพภาวนาวิกรม (บุญมา ปุญญาภิรโต/อุทัย น.ธ.เอก,ป.ธ.๖) ที่ปรึกษาเจ้า คณะภาค ๑๑ เจ้าอาวาสวัดชัยภูมิพิทักษ์ เกิดวันพฤหัสบดีที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๑ ปีขาล ณ บ้านคลองไผ่งาม ตำ บลบ้านเขว้า อำ เภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ได้รับการบรรพชาเป็น สามเณรที่วัดทรงศิลา พ.ศ. ๒๔๙๗ สำ เร็จการศึกษาเป็นนักธรรมชั้นเอกเป็นเปรียญธรรม ๖ ประโยค พ.ศ. ๒๕๐๓ ก็ครบกำ หนดอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ท่านเป็นพระปฏิบัติสายกัมมัฏฐาน ได้ออกจาริกธุดงค์ส่วนมากยังเป็นป่าเป็นดง ยังไม่ค่อยมีบ้านคน เป็นดงช้างดงเสืออยู่ แม้เส้นทางเดินตอนนั้นก็ยังไม่มีเส้นทางเดินลัด เลาะผ่านป่าผ่านเขา ท่านได้บุกเบิกสร้างวัดชัยภูมิพิทักษ์ผาเกิ้ง เมือ พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้ริเริ่มบุกเบิกสร้าง วัดและสร้างพระพร้อมกับนำ พาข้าราชการและประชาชนราษฎร์ตัดถนนผ่านภูแลนคาทะลุ ไปอำ เภอหนองบัวแดง ดำ เนินการจัดหาทุนสร้างอาคารและสิ่งอำ นวยความสะดวก คิดเป็นมูลค่าเงินรวมทั้งปัจจัยเป็นเงินมากกว่า ๘๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และสร้างวัดในเขต ที่โรงพยาบาล งานสาธารณสงเคราะห์ เป็นเงินไม่น้อยกว่า ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พระเทพภาวนาวิกรม วิ. (หลวงพ่อเจ้าคุณศรี/ผาเกิ้ง)
69 พระราชภาวนาวชิรคุณ (หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต) เป็นพระสงฆ์สายวิปัสสนา เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๔๘๖ ที่ตำ บลบ้านกอก อำ เภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ อุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ ที่วัดศรีแก้งคร้อ ตำ บลช่องสามหมอ อำ เภอ แก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อผาง จิตฺตคุตฺโต พระอริยสงฆ์แห่งภาคอีสาน วัดอุดมคงคาคีรีเขต อำ เภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น เป็นเจ้าอาวาสวัดเขาตาเงาะอุดมพร” บ้านหัวหนอง อำ เภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ มีพื้นที่ ๒๐๐ ไร่ มีทัศนียภาพสวยงาม ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สวยงาม มีภาพวาดพระเวสสันดรชาดกประณีต สวยงามเป็นพิพิธภัณฑ์ไม้สักทอง หลวงปู่เป็นผู้เปี่ยมไปด้วยบารมี ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ นักพัฒนาได้สร้าง ประโยชน์ให้ส่วนรวมมากมาย ทั้งถนน ฝ่ายกักเก็บน้ำ มีอิทธิฤทธิ์ปรากฏ เมื่อท่านสร้างฝาย เก็บน้ำ ๒ แห่ง ปรากฏว่า ฤดูฝนฝายร้าว ถึงขนาดนายอำ เภอ(คงไม่สามารถเอ่ยนามท่านได้) ต้องซ้อมแผนอพยพประชาชนที่อยู่ใต้ฝาย ท่านเลยไปดูและเหยียบเหนือรอยร้าว ๓ ครั้ง ฝายทั้ง ๒ แห่งยังอยู่จนปัจจุบันนี้ พระราชภาวนาวชิรคุณ วิ. (หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต)
70 หลวงพ่อสายทอง เตชธัมโม/คำ มิสา เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๔๙๑ ณ เลขที่ ๑๙ หมู่ ๗ ดอนสำราญใต้ ตำ บลพระธาตุ อำ เภอเชียงขวัญ จังหวัดร้อยเอ็ด ในสมัยแรก ๆ ที่ท่านออกปฏิบัติ ท่านเดินจงกรมจนฝ่าเท้าเป็นแผลต้องใช้ผ้าพันเท้าไว้ แล้วเดินต่อ บางครั้งเดินจงกรมเป็นเวลา ๑๓ วัน ๑๓ คืน ติดต่อกัน ไม่ออกจากทาง จงกรมจนจิตลง และเพื่อนสหธรรมของท่านได้เล่าให้ฟังว่า “สายทองเขาเดินธุดงค์เท้าเปล่า” นี้ก็แสดงให้เห็นความเป็นคนใจเพชรใจพลอย ครั้งสุดท้ายท่านได้อดอาหารติดต่อเป็น เวลา ๔๙ วัน จนลำ ไส้เกือบทะลุ ท่านก็อดกลั้นอดทนด้วยตบะ อย่างแรงกล้า จนผ่าน ไปได้ หลวงพ่อสายทอง ได้ออกธุดงค์ จนถึงปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ พรรษาที่ ๘ จึงได้ พบสถานที่เหมาะสมสำ หรับการภาวนา หลวงพ่อสายทอง เตชธัมโม ท่านได้มาสร้างวัดป่าห้วยกุ่ม มีพื้นที่ทั้งสิ้น ๓๐๐ ไร่ เดิมเป็นที่ดินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต่อมา กฟผ. ได้ถวายที่ดินผืนนี้ให้หลวงพ่อสายทองเพื่อสร้างวัด หลวงปู่ได้ สร้างอาคารให้กับ โรงพยาบาลหนองแค จังหวัดสระบุรี เป็นแห่งแรกในราคา ๕๐ ล้านบาท นอกจากนั้น ยังได้เริ่มซื้อที่ดินและสร้างโรงพยาบาล สร้างโรงพยาบาล สร้างอาคารและสำ นักงาน ให้แก่หน่วยงานทางราชการ ก่อสร้างอาคารสงฆ์อาพาธและผู้ป่วยใน และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นจำ นวนเงินไม่ต่ำ กว่า ๓๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท หลวงพ่อสายทอง เตชธัมโม
71 นางเขียว ชาวปทุม อายุ ๙๗ ปี เจ้าของบ้านเล่าว่า เกิดมาก็เห็นแล้ว บ้านประมาณ ๑๘๐ ปี บ้านหนองบัวขาว ตำ บลชีลอง อำ เภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ บ้านทรงโบราณหักมุก มีระเบียง บนบ้านมีครัว มีระดับ ของห้องนอน มีห้องมุก มีลานกลางบ้านรับญาติพี่น้อง นั่งกินข้าวร่วมกันตอนเช้า ตอนเย็น ใต้ถุน ได้นั่งพัก ผ่อนรวมญาติ เสาบ้านทั้งหมด ๓๐ เสา บ้านโบราณทรงหักมุก
72 นางสุดใจ เสริฐสอน เล่าว่า ตั้งอยู่หมู่ ๑ บ้านเลขที่ ๘๒ ชุมชนเมืองน้อยเหนือ ตำ บลในเมือง อำ เภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ พ่อแม่ได้เสียชีวิตไป บ้านหลังนี้อายุประมาณ ๙๐ ปี บ้านโบราณทรงอีสาน วิธีการการก่อสร้างไม่ได้ใช้ตะปู ใส่กันเป็นลิ่ม เข้าไม้โดยไม่ใช้ตะปู ไม้ที่นำ มาสร้างเป็นไม้เต็ง ไม้รัง บ้านทรงโบราณอีสาน มีระเบียง บนบ้านมีครัว มีระดับ ของห้องนอน มีห้องมุก มีลานกลางบ้านรับญาติพี่น้อง นั่งกินข้าวร่วมกันตอนเช้า ตอนเย็น ใต้ถุน ได้นั่งพักผ่อนรวมญาติ เป็นคอกวัว ควาย หมู เป็ด ไก่ บ้านโบราณทรงอีสาน
73 งามล้ำธรรมชาติ ธรรมชาติงามตา ภูเขาป่าเขียวขจี เขื่อนอุทยานบันดาลมี แผ่นดินนี้ชัยภูมิ
74 ๒๐ ธันวาคม ๒๕๒๖ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำ เนินมายังเรือนประทับแรมเพื่อทอดพระเนตรทุ่งกะมัง ทรงปลูกสน ๓ ใบ และปล่อยเนื้อทราย จำ นวน ๔ ตัว
75 ๒๓ ธันวาคม ๒๕๓๐ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำ เนินมาเป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของพรานนักล่าจากหมู่บ้านรอบพื้นที่ป่าภูเขียว ...ว่าจะไม่เข้าป่าล่าสัตว์อีก.. และมอบอาวุธปืน จำ นวน ๑,๒๕๐ กระบอก ให้แก่ทางราชการ และทรงปล่อยสัตว์ป่า จำ นวน ๒๔๕ ตัว เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
76 ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรสภาพพื้นที่ป่าบริเวณเขื่อนจุฬาภรณ์ อำ เภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ วันอังคารที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๓๕ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรสภาพ พื้นที่ป่าบริเวณเขื่อนจุฬาภรณ์ ตำ บลทุ่งลุยลาย อำ เภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เพื่อทรงพิจารณาการจัดทำ โครงการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ลำธารและศึกษาวิจัยตาม แนวพระราชดำริ พื้นที่ดังกล่าวนี้ มีเนื้อที่จำ นวน ๑๔,๘๐๐ ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำ บลทุ่งลุยลาย ตำ บลห้วยยาง และตำ บลทุ่งพระ อำ เภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งกรมธนารักษ์ได้น้อมเกล้าฯ ถวาย เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อจัดทำ เป็นโครงการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ลำธารและศึกษาวิจัยตามแนว พระราชดำริ
77 อุทยานแห่งชาติตาดโตน “เสียงดังโย้นๆ ตาดโตนใสเย็น” น้ำ ตกตาดโตนอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง ๑๓ กิโลเมตร อยู่บนเทือกเขาภูแลนคา บริเวณน้ำ ตกตาดโตนจะมีน้ำ ไหลตลอดปี มีลานหินที่กว้างใหญ่ น้ำ ตกไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ มาตามลานหินกว้าง ฤดูฝนมีน้ำ มาก ตัวน้ำ ตกสูงประมาณ ๖ เมตร กว้าง ๕๐ เมตร สองฝั่งของ น้ำ ตกปกคลุมด้วยป่าดงดิบแล้ง และป่าเต็งรัง มีพันธุ์ไม้ที่สำ คัญและสัตว์ป่า หายากอาศัยอยู่มากมาย มีเนื้อที่ประมาณ ๑๙๐,๑๙๗.๕๐ ไร่ มีแหล่งท่องเที่ยวทาง ธรรมชาติที่สำ คัญ ได้แก่ น้ำ ตกตาดฟ้า น้ำ ตกผาเอียง น้ำ ตกผาสองชั้น
78 อุทยานแห่งชาติภูแลนคา ภูแลนคา เทือกเขาที่ยาวเหยียด ตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองชัยภูมิ ที่ทำ การอุทยานอยู่ก่อนถึงวัดผาเกิ้งเพียงเล็กน้อย มีลานหินกว้างใหญ่ หน้าผาสำ หรับชมวิวหลายจุด และมีเส้นทางไปสู่ถ้ำ ต่าง ๆ หลายถ้ำ
79 มอหินขาว (เสาหินมหัศจรรย์ล้านปี) ตั้งอยู่บนเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา ตำ บลท่าหินโงม อำ เภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ประกอบด้วยกลุ่มหินทรายสีขาวเป็นสวนหินธรรมชาติซึ่งเกิดจากการสะสมของตะกอนทรายและดิน เหนียวแข็งตัวกลายเป็นหิน ลักษณะของหินกลุ่มต่าง ๆ เกิดจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกบีบอัด จนเกิดการคดโค้งแตกหัก กัดเซาะทั้งแนวตั้ง และแนวนอน สร้างสรรค์เป็นรูปแบบต่าง ๆ ตามจินตนาการของผู้พบเห็น
80 อัศจรรย์มอหินขาวกลางราวป่า ยิ้มให้กับผืนฟ้าหรือไฉน กี่ล้านปีที่มั่นคงกลางพงไพร แท่งหินใหญ่ปริศนาน่าไปดู
81 อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม และทุ่งกระเจียว ป่าหินที่งดงามแปลกตา แทรกตัวขึ้นกับไม้ป่าที่เขียวขจี หินงามมีหลากหลายรูป มีทั้งรูปถ้วยฟุตบอลโลก รูปมังกรและรูปสัตว์ต่าง ๆ ตามจินตนาการของผู้มาเยือน มีหินงามต่าง ๆ กระจายอยู่ในพื้นที่ ๑,๐๐๐ กว่าไร่ มีดอกไม้ พันธุ์ไม้นานาชนิดขึ้นอยู่ ตามซอกหิน ทุ่งกระเจียว ดอกไม้สีชมพูอมม่วง อ่อนละไม ออกดอกบานสะพรั่งกลางผืนพรม สีเขียวขจีของผืนป่าเพ็ก เป็นดั่งภาพจากสวรรค์เลยทีเดียว ในฤดูที่กระเจียวบาน จะอยู่ในฤดูฝน เมฆหมอกกลางขุนเขาก็ลอยมาให้ผู้คนที่ไปเยือนได้สัมผัสละออง อิ่มใจ อิ่มตา สนุกสนานและได้รับอากาศบริสุทธิ์กลางยอดเขา และอีกจุดหนึ่งที่เมื่อไปเยือนแล้ว ต้องไปยืนคือผาสุดแผ่นดิน เส้นกั้นระหว่าง ที่ราบสูงอีสาน และที่ราบต่ำ ภาคกลาง ยืนอยู่ที่นี่จะได้เห็นว่า ฟ้าสูง แผ่นดินต่ำ ล้ำ ค่าจริง ๆเพราะ แผ่นดินข้างล่างคือยอดไม้ใหญ่ที่ให้ประโยชน์แก่แผ่นดินและที่เติมออกซิเจนให้ท่านในทันที
82 อุทยานแห่งชาติไทรทอง ตั้งอยู่ที่บ้านวังน้ำ เขียว ตำ บลวังตะเฆ่ อยู่ห่างจากตัวเมืองชัยภูมิประมาณ ๗๐ กิโลเมตร และห่างจากที่ว่าการอำ เภอหนองบัวระเหว ๓๗ กิโลเมตร ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๒๒๕ (ชัยภูมิ-นครสวรรค์) ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ ๑๒๒ มีทางแยกขวามือเข้าไปยังบ้านท่าโปร่ง ประมาณ ๗ กิโลเมตร อุทยานแห่งชาติไทรทองครอบคลุมพื้นที่ป่าบนเทือกเขาพังเหย มีเนื้อที่ประมาณ ๓๑๙ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๑๙๙,๓๗๕ ไร่ อยู่ในท้องที่หนองบัวระเหว อำ เภอเทพสถิต และอำ เภอหนองบัวแดง พื้นที่ป่าแห่งนี้เป็นป่าต้นน้ำของลำ ห้วยหลายแห่ง สภาพป่าโดย รอบเป็นป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขาและป่าเต็งรังผสมป่าเบญจพรรณ ซึ่งมีไม้ไผ่ลวก ขึ้นเป็นจำ นวนมากทั้งยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิดอีกด้วย แหล่งท่องเที่ยวทาง ธรรมชาติที่สำ คัญได้แก่ น้ำ ตกไทรทอง น้ำ ตกชวนชม ทุ่งบัวสวรรค์หรือทุ่งดอกกระเจียว ผาพ่อเมือง จุดชมวิวเขาพังเหย จุดชมวิวหลังสัน
83 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว มีพื้นที่ ๙๗๕,๐๐๐ ไร่ หรือประมาณ ๑,๕๖๐ ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม ๓ อำ เภอ คือ อำ เภอคอนสาร อำ เภอเกษตรสมบูรณ์ และอำ เภอหนองบัวแดง ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาหินทราย มีหน้าผาสูงอยู่ทั่วไป สภาพป่าอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งกำ เนิดของ ลำ น้ำ พรม ลำ สะพุง แม่น้ำ ชี และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ามากมาย รวมทั้งนกที่มีไม่น้อยกว่า ๓๕๐ ชนิด เหมาะสำ หรับ การศึกษาธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่า มีสถานที่ที่น่าสนใจได้แก่ ศาลปู่เหนาะ ลำ น้ำ พรม บึงแปน และทุ่งกะมัง ความอุดมสมบูรณ์ที่ยั่งยืนแห่งผืนป่า
84 ทุ่งกะมัง อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เป็นที่ราบกว้างใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยทุ่งหญ้า เรียกว่า “หญ้าสะบัด” กว้างขวาง เขียวขจี ล้อมรอบด้วยภูเขา ในเนื้อที่กว่า ๑ ล้านไร่ อยู่ในเขตอำเภอคอนสาร อำเภอภูเขียว และอำเภอเกษตรสมบูรณ์ ในบริเวณนั้นมีสัตว์ป่านานาประเภท เก้ง กวาง กระจง เนื้อ ทรายและนกนานาชนิด
85 เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนจุฬาภรณ์หรือเขื่อนน้ำ พรมตั้งอยู่ที่ตำ บลทุ่งพระ เป็นลักษณะเขื่อนเอนกประสงค์ ใช้ประโยชน์ในการผลิต พลังงานไฟฟ้า เก็บกักน้ำ ได้ประมาณ ๑๘๘ ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นแหล่งเพาะพันธ์ุปลาน้ำจืดหลากหลายชนิด ภายในบริเวณเขื่อนมีบ้านพัก ร้านอาหาร มีเรือ สำ หรับให้ล่องชมอ่างเก็บน้ำ มีจุดชมวิวทิวทัศน์เหนือเขื่อน เรียกว่า “ศาลาหลุบควน” มีพระตำ หนักหอดูดาวและเป็นศูนย์ ทดลองพืชเมืองหนาว
86 สวนรุกขชาติน้ำ ผุดทัพลาว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ลักษณะเด่นคือ มีบ่อน้ำ ผุดใสเย็น ผุดออกมาบริเวณเชิงเขาและเป็นสายธาร ที่ชุ่มฉ่ำ ท่ามกลางแมกไม้ที่ร่มรื่น มีน้ำ ผุดไหลออกตลอดปี สามารถท่องเที่ยวและเล่นน้ำ ได้ตลอด
87 ป่าปรงพันปี อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา ตำ บลซับสีทอง อำ เภอเมืองชัยภูมิและในเขตป่าสงวนแห่งชาติภูแลนคาด้าน ทิศเหนือ ตำ บลท่ามะไฟหวาน อำ เภอแก้งคร้อ เป็นป่าเต็งรัง ป่าผลัดใบ การนับอายุต้นปรง วัดที่ลำ ต้นในช่วงระยะห่าง ๑ เมตรช่วงโคนต้น กลางต้น และปลายต้น แล้วนับอายุจาก วงรอบลำ ต้นที่เกิดจากการเจริญเติบโตในแต่ละปีนำ มาคิดค่า เฉลี่ยของจำ นวนปี ต้นปรงมี ๒ ชนิด ปรงชนิดที่ ๑ คือ ปรงเขา ลำ ต้น สูงได้ประมาณ ๑๒ เมตรกระจายพันธุ์ขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้งหรือป่าดิบเขา ส่วนปรงชนิดที่ ๒ คือ ปรงชัยภูมิ หรือปรงเท้าช้าง หรือปรงไอ้ตีนโต ลำ ต้นสูง ๑-๓ เมตร โคนต้นแบนคล้ายเท้าช้าง อายุประมาณ ๑,๐๐๐ ปี มีขนาดใหญ่ สูง ๔-๖ เมตร ขึ้นอยู่ในป่าเต็งรังบริเวณ หน้าผายอดภูคี กระจายทั่วพื้นที่ป่าเนื้อที่ ๒๐๐ ไร่
88 บึงละหาน อยู่ที่ตำ บลละหาน อยู่ห่างจากตัวเมืองชัยภูมิประมาณ ๓๒ กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๒๐๑ ก่อนถึงที่ว่าการ อำ เภอจัตุรัส ประมาณ ๗ กิโลเมตร มีลักษณะเป็นบึง ธรรมชาติขนาดใหญ่เนื้อที่ ๑๖,๐๐๐ไร่ เป็นแหล่งน้ำ ที่ อุดมสมบูรณ์ด้วยปลาน้ำจืดหลายชนิด เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา และมีสถานีประมงน้ำจืดเป็นหน่วยงานดูแล ในช่วงฤดูหนาว จะมีนกเป็ดน้ำจำ นวนนับหมื่นตัวมาหากินในบึงแห่งนี้
89 เขื่อนห้วยกุ่ม (ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าห้วยกุ่ม) ตั้งอยู่ที่ตำ บลหนองโพนงาม ห่างจากท้ายเขื่อนจุฬาภรณ์ ประมาณ ๔๐ กิโลเมตร เป็นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียว มีความสูง ๓๕.๕ เมตร ความยาว ๒๘๒ เมตร และกว้าง ๘ เมตร สามารถจุน้ำ ได้ ๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตร สร้างขึ้นเพื่อ รับน้ำจากเขื่อนจุฬาภรณ์เก็บกักไว้ใช้ในการเกษตร และมีเครื่องกำ เนิดไฟฟ้า ๑ เครื่องกำ ลังผลิต ๑,๐๖๐ กิโลวัตต์ บรรยากาศร่มรื่นมีศาลาพักผ่อนชมวิวที่สวยงามของเขื่อน
90 ภูคิ้ง ตั้งอยู่ที่บ้านบุ่งสิบสี่ บ้านโนนทองไฮ ตำ บลโนนทอง มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติ เนื้อที่ประมาณ ๑,๕๐๐ ไร่ ทิศเหนือเป็นหน้าผาสูงชัน ส่วนด้านอื่นลาดต่ำ ลงไป ตรงยอดเขาที่สูงที่สุด มีสภาพเป็นลานหินกว้างยื่นออกมาจากหน้าผา เป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่สุด สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเขื่อนห้วยกุ่ม ภูกระดึง ภูผาจิตร ภูซำ ภูผักหนาม ภูผักขะ ภูนกแซว ภูแลนคา ภูสำ เภอ และภูเวียง
91 ดารดาษ นามนี้มีที่มา นามนี้มีที่มา ด้วยคุณค่าในท้องถิ่น ได้ฟังได้ยลยิน ในแผ่นดินอยู่อาศัย ชื่อบ้านนามเมืองในจังหวัดชัยภูมิ เป็นหลักฐานสำ คัญอย่างหนึ่ง ที่บ่งบอกให้เห็นถึงเรื่องราวของชุมชนต่าง ๆ รวมทั้งกลุ่มผู้คนที่อยู่อาศัยตาม ที่ต่าง ๆ ที่มาของการตั้งชื่อบ้านชื่อเมืองในจังหวัดชัยภูมิมักจะเกี่ยวข้องกับ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ การดำ เนินชีวิต การประกอบอาชีพ ประเพณี และวัฒนธรรม เหตุการณ์สำ คัญ รวมทั้งบุคคลอันเป็นที่รักเคารพและศรัทธา เมื่อเวลาผ่านไปบ้านเมืองบางแห่งได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อตามสถานการณ์ ในช่วงเวลานั้น ๆ หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมชื่อบ้านนามเมืองที่น่าสนใจ ของอำ เภอต่าง ๆ ในจังหวัดชัยภูมิเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจวิถีชีวิตของชาวชัยภูมิ ได้มากขึ้น
92 อำ เภอเมืองชัยภูมิ บ้านเมืองเก่า ตำ บลในเมือง อำ เภอเมืองชัยภูมิ บ้านเมืองเก่าตั้งอยู่ ในเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิ ทางด้านทิศตะวันออกของตัวเมือง โดยมีบริเวณติดต่อกับบ้านหนองบัวและบ้านปรางค์กู่ ปัจจุบันมีการรวม บ้านเมืองเก่า บ้านหนองบัว และบ้านปรางค์กู่ เป็นชุมชนเมืองเก่า จากหลักฐานทางโบราณคดีที่อยู่ภายในวัดไพรีพินาศที่เป็นวัดกลางของชุมชนทำ ให้ สันนิษฐานได้ว่า ชุมชนบ้านเมืองเก่ามีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ต่อเนื่องมาสมัยทวารวดีและสมัยเขมร นอกจากนี้ ภายในวัดพบเสมาหินทรายขนาดใหญ่ ด้านทิศเหนือของวัด บริเวณเสมาหินทรายจะมีน้ำ ซึมขึ้นมาตลอดเวลาเป็นบ่อน้ำ ล้อมรอบเสมา สภาพของน้ำ ใสสะอาด ปัจจุบันได้มีการสร้างอาคารคลุมบริเวณบ่อน้ำ (สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๐) เป็นบ่อน้ำ ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองชัยภูมิ น้ำจากบ่อน้ำ ศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกนำ ไปร่วมในราชพิธี ที่สำ คัญๆ ในปี พ.ศ.๒๕๖๒ มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำของสำ นักงานสิ่งแวดล้อมภาค ๑๑ จังหวัดนครราชสีมาพบว่าเป็นน้ำ ที่มีคุณภาพดีเหมาะสมในการ ร่วมพิธีอันสำ คัญของบ้านเมือง บ่อน้ำ ศักดิ์สิทธิ์นี้และชีผุดต้นน้ำชี ที่ อ.หนองบัวแดง ได้รับการคัดเลือกให้เป็น ๒ ใน ๑๐๗ แหล่งน้ำ ที่ได้เข้าร่วมพิธีทำ น้ำ ศักดิ์สิทธิ์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ วัดไพรีพินาศยังเป็นที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆของ ชุมชน รวมทั้งรอยพระพุทธบาทจำ ลองและอัฐิของหลวงปู่หลักคำ พระเกจิชื่อดัง วัดไพรีพินาศและชาวชุมชนบ้านเมืองเก่าเห็นถึงความสำ คัญของโบราณ วัตถุที่พบในพื้นที่ ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และความเชื่อจึงได้พยายามดูแลรักษาโบราณวัตถุเหล่านี้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีโบราณสถานปรางค์กู่ ตั้งอยู่ที่บ้านปรางค์ ในชุมชนแห่งนี้อีกด้วย ฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำ คัญในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) www.sac.or.th
93 บ้านค่ายหมื่นแผ้ว ตำ บลบ้านค่าย อำ เภอเมืองชัยภูมิ บ้านกุดโง้ง ตำ บลบุ่งคล้า อำ เภอเมืองชัยภูมิ บ้านค่ายหมื่นแผ้ว ตั้งอยู่ที่ตำ บลบ้านค่าย อำ เภอเมืองชัยภูมิเรื่องราวความเป็นมาของบ้านค่ายอยู่ในช่วงที่เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ จากประเทศลาว ยกทัพเพื่อขยายดินแดนมายังภาคอีสานของไทย ได้มีการนำ กองทัพช้างหลวงจากอยุธยามาปราบศึกเจ้าอนุวงศ์ พระยาภักดีชุมพล(แล) เจ้าเมืองชัยภูมิ ในขณะนั้น ได้ตัดสินใจเลือกบริเวณนี้เป็นที่ตั้งฐานทัพ เป็นเมืองหน้าด่าน หรือ “ค่าย” ให้กับเมืองชัยภูมิ เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึก เนื่องจากเป็น ทำ เลที่เหมาะสม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งน้ำ มีแม่น้ำชีและป่าไม้สองฝั่งแม่น้ำชี อีกทั้งชุมชนนี้ยังมีการจับช้างป่ามาไว้ใช้งานอีกด้วย โดยแต่งตั้งให้ “หมื่นแผ้ว”(ยศตำ แหน่งในสมัยนั้น) ซึ่งเป็นผู้นำ หมู่บ้านเป็นหัวหน้าทัพ และทำ คันคูรอบริมฝั่งแม่น้ำชีเป็นลักษณะคันคูสูงยาว ตามริมฝั่งแม่น้ำ คล้ายกำ แพงดิน และใช้เป็นค่ายหรือป้อมเพื่อต่อสู้ข้าศึก อันเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน “บ้านค่ายหมื่นแผ้ว” ตามที่ตั้งและผู้นำ หมู่บ้านตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปัจจุบันบ้านค่าย มีชื่อเสียงในการฝึกช้างไว้เพื่อการแสดง นำช้างออกแสดงในงานต่าง ๆ ทั้งในจังหวัดชัยภูมิและแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งในประเทศ บ้านกุดโง้งตั้งอยู่บริเวณที่อุดมสมบูรณ์ มีกุด (ลำ น้ำ สั้นๆ) ที่มีลักษณะคดโค้งไปมา มีความคดโค้งมาก มีต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด จึงเรียกบ้านว่า “บ้านกุดโง้ง” ตามลักษณะกุดที่พบ มีสภาพพื้นที่อุดมสมบูรณ์ และห้วยหนองคลองบึงมากมาย บ้านกุดโง้งมีลักษณะเป็นเกาะ มีลำ ห้วยล้อมรอบ ทิศเหนือ และทิศตะวันออกติดลำ ปะทาว ทิศใต้ติดลำ ห้วยกอก ทิศตะวันตกมีลำ ห้วยหลัว ดินแดนแห่งนี้สันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของชนชาติลาวโบราณมาก่อนมีหลักฐาน หลายอย่างปรากฏให้เห็นคือ ใบเสมาหินขนาดใหญ่เป็นจำ นวนมากที่จารึกเรื่องราวต่างๆเอาไว้ รวมทั้งเศษอิฐ เศษกระเบื้อง และคูคลองล้อมรอบหมู่บ้าน หมู่บ้านนี้เคยเป็นหมู่บ้านร้างอยู่ช่วงหนึ่ง อาจจะเนื่องจากในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีนั้น เกิดสงครามอยู่เสมอ มีการกวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลย ของตนเอง โดยเฉพาะผู้คนในภาคอีสานที่พูดลาว หรืออาจจะเป็นสาเหตุจากภัยสงครามจึงทำ ให้ชาวบ้านอพยพหนีไปอยู่ที่อื่น ในเวลาต่อมาชนกลุ่มแรก ซึ่งพื้นเพเดิมอยู่ที่บ้านผือ ตำ บลกุดตุ้ม อำ เภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ที่อพยพมาอยู่ ได้แก่ นายจันทร์ นายหลอด นางเทศ นายตา นางอินทร์ นายหน่อ นางสี นายขุนลาด นางบุญมา หลังจากนั้นมีผู้คนอพยพมาอาศัยอยู่เพิ่มมากขึ้นจนขยายเป็นชุมชนกว้างขึ้นเรื่อยมา
94 อำ เภอภูเขียว บ้านธาตุหนองสามหมื่น ตำ บลหนองตูม อำ เภอภูเขียว บ้านโนนเสลา ตำ บลหนองตูม อำ เภอภูเขียว บ้านธาตุหนองสามหมื่น สันนิษฐานว่าตั้งชื่อตามหนองสามหมื่น เป็นหนองน้ำใหญ่ที่อยู่ในบริเวณนี้ บริเวณนี้นอกจากจะมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรน้ำ ดินและธรรมชาติแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม มีแหล่งโบราณคดี โบราณสถาน เช่น เจดีย์ พระธาตุสามหมื่น คูเมืองเก่า ใบเสมาโบราณ เป็นต้น เมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีก่อน มีพ่อเฒ่าโอ พ่อเฒ่าไกร และพ่อเฒ่ามั่น นำ ลูกหลานอพยพจากบุ่งอีโต้เพื่อหาที่ทำ กินเดินทางจนมาพบที่ดอนที่มีไม้ “กะเลา” ขึ้นอยู่ริมน้ำ ห้วยโจด พื้นที่มีลักษณะสมบูรณ์มากเหมาะต่อการตั้งถิ่นฐานและเพาะปลูกจึงได้สร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยในบริเวณนี้ และเรียกว่า “บ้านโนนกะเลา” ในเวลาต่อมามีคนอพยพหนีภัยน้ำ ท่วมจาก บ้านตูม ซึ่งอยู่ห่างไปทางทิศเหนือประมาณ ๒ กิโลเมตร และประกอบกับมีผู้คนอพยพหนี เสือโคร่งจากบ้านน้อยโนนหนามแท่ง ทางทิศตะวันออก จึงทำ ให้ขุมชนขยายตัวมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วอายุคน การเรียกชื่อหมู่บ้านจึงเพี้ยน ไปจากเดิมเป็น “บ้านโนนเสลา” ปัจจุบันบ้านโนนเสลาเป็นชุมชนใหญ่ มีประเพณีงานบุญที่เป็นที่น่าสนใจและเป็นที่รู้จักกันดีคือประเพณี “แห่นาคโหด” ซึ่งจัดเป็นประจำ ทุกวันที่ ๒ พฤษภาคมของทุกปี
95 อำ เภอจัตุรัส บ้านหนองพันก๊ก ตำ บลหนองโดน อำ เภอจัตุรัส บ้านทุ่งเสมียนตรา ตำ บลบ้านขาม อำ เภอจัตุรัส ในอดีตบ้านหนองพันก๊ก เป็นหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์มีหนองน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่า เช่น ช้าง ม้า เสือ และสัตว์อีกจำ นวนมากที่ออกมาหากิน บริเวณหนองน้ำ แห่งนี้เป็นประจำ ทำ ให้มีนายพรานออกมาล่าสัตว์ป่า ซึ่งนายพรานท่านนี้มีชื่อว่าพัน เป็นนักล่าฝีมือเก่งในหมู่บ้าน และลักษณะพื้นที่ของ หมู่บ้านที่ตั้งอยู่นั่น ตั้งอยู่กันเป็นก๊ก ๆ ที่ห่างไกลกัน จึงเรียกว่าบ้านหนองพรานก๊ก และเกิดการกร่อนเสียงมาเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นบ้านหนองพันก๊ก จนถึงปัจจุบัน บ้านทุ่งเสมียนตรา มีพื้นที่ติดต่อกับอำ เภอบำ เหน็จณรงค์และอำ เภอจัตุรัส ในการเดินทางจากอำ เภอจัตุรัสไปอำ เภอบำ เหน็จณรงค์นั้นจะใช้เกวียน ในการเดินทาง ซึ่งมีเสมียนตราที่จะต้องไปตรวจงานที่อำ เภอบำ เหน็จณรงค์ (เดิมบ้านชวน) ระหว่างทางกลับเสมียนตราได้เดินทางผ่านทุ่งกว้าง และได้เสียชีวิตลง จึงเป็นชื่อบ้านทุ่งเสมียนตรา จนถึงปัจจุบัน
96 อำ เภอแก้งคร้อ บ้านแก้งคร้อ ตำ บลช่องสามหมอ อำ เภอแก้งคร้อ บ้านเก่าย่าดี ตำ บลเก่าย่าดี อำ เภอแก้งคร้อ บ้านแก้งคร้อ ในสมัยก่อนมีลำ ห้วยไหลผ่านหมู่บ้าน ชาวบ้านเรียกว่า “แก้ง” หรือ “แก่ง” และที่บริเวณลำ ห้วยมีต้นตะคร้อใหญ่ ผู้คนเดินทางผ่านไปมา ก็จะแวะพักพิงใต้ร่มต้นตะคร้อ จึงตั้งชื่อ หมู่บ้านว่า “บ้านแก้งคร้อ” จนถึงปัจจุบัน ย่าดี เกิดที่บ้านโสกคลอง อำ เภอเกษตรสมบูรณ์ จังวัดชัยภูมิ เมื่อแต่งงานแล้ว ได้ย้ายจากบ้านเดิม มาอยู่ที่บ้านตาดโตน เมื่ออายุมากขึ้นย่าดีเกิดล้มป่วยเป็นไข้ ล้มหมอนนอนเสื่อลุกไปไหนมาไหนไม่ได้ เป็นเวลาแรมปี คืนหนึ่งย่าดีฝันไปว่าปู่ด้วง(เป็นผู้ที่ชาวบ้านเคารพและศรัทธา) ซึ่งเสียชีวิตไป เมื่อ ๒๐ ปีก่อน ได้มาเข้าฝันและบอกว่า อยากหายให้เข้าไปจำ ศีลภาวนาที่บ้านกลางป่าซึ่งเป็นบ้านที่ ปู่ด้วงเคยอยู่จำ ศีลภาวนามาก่อนแล้วจะหายป่วย ย่าดี จึงให้ญาติพี่น้องนำ ย่าดีใส่เปลหามไปยัง สถานที่ดังกล่าว เมื่อไปถึงชายป่าย่าดีก็มีเรี่ยวแรงลุกขึ้นมาเองอย่างน่าอัศจรรย์ แสดงถึงผลแห่งการที่มี จิตศรัทธาที่แน่วแน่มั่งคง แม้ล้มป่วยอยู่ เดินไม่ได้แรมปี ก็กลับสามารถลุกเดินได้ ย่าดีอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้อย่างสุขสบายจนสิ้นอุายขัย บำ เพ็ญเพียรภาวานาจนกลายเป็นผู้ที่ภูมิจิตภูมิธรรมสูง สามารถโน้มน้าวจิตวิญญาณสัตว์ดุร้ายให้มาเป็นบริวาร ดำ รงชีพอยู่ในดงสัตว์ดุร้าย เช่น ช้าง เสือ ได้โดยไม่เป็นอันตราย นับเป็นอานิสงส์ของการถือศีลปฏิบัติธรรม ท่านจึงเป็นปูชนียบุคคลอีกผู้หนึ่งที่ ชาวบ้านทั้งหลายกราบไหว้บูชา
97 อำ เภอเกษตรสมบูรณ์ อำ เภอหนองบัวแดง บ้านบุ่งสิบสี่ บ้านโหล่น ตำ บลนางแดด อำ เภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ บ้านบุ่งสิบสี่ ตั้งอยู่ที่ ตำ บลโนนทอง อำ เภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ บริเวณที่ตั้งของหมู่บ้านมีบุ่ง(หนองน้ำ ) ที่มีความลึกของน้ำวัดได้ ๑๔ ศอก จึงได้ชื่อว่า “บ้านบุ่งสิบสี่” ด้วยความที่ตั้งอยู่ใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และมีลำ น้ำ พรมไหลผ่าน จึงมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติอยู่มากชาวบ้าน ส่วนใหญ่ทำ การเกษตร ทำ สวนผลไม้ โดยเฉพาะส้มโอ นิยมปลูกมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ส้มโอพันธุ์ทองดี พันธุ์ขาวน้ำ ผึ้ง และพันธุ์พื้นเมือง คือ แดงภูคิ้ง มีเนื้อสีแดงฉ่ำ รสชาติอร่อยแบบหวานอมเปรี้ยว ถือเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีที่ใดเหมือน หมู่บ้านนี้ได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยดึง จุดเด่น ด้านวิถีชีวิต วัฒนธรรม และวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาซึมซับธรรมชาติพร้อมกับร่วมกิจกรรมวิถีชีวิตชาวบ้าน คำว่า “โหล่น” เป็นภาษาพื้นเมืองอีสานที่มีความหมายว่า เนินลาดเอียงลงไปตามไหล่เขา ซึ่งเป็นทำ เลที่ตั้งของ หมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่บริเวณเนินข้างลำ น้ำ ซี บริเวณนี้เป็นที่รวมของลำ น้ำ เล็กๆหลายสายที่มาจากชีผุดชีดั้นแล้วเกิดเป็น ลำ น้ำชี แม่น้ำ สายที่ยาวที่สุดของประเทศไทย พื้นที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ มีต้นยาง ต้นตะเคียน ประดู่ มะค่า ป่าไผ่ ดงหวายและเถาวัลย์หนาทึบ มีสัตว์ป่าชุกชุม เช่น ช้าง เก้ง กวาง หมี ลิง ค่างและชะนี รวมทั้งสัตว์ป่าที่ดุร้าย เช่นเสือโคร่ง เป็นต้น จากความอุดมสมบูรณ์ทำ ให้นายพรานที่มาพบเห็นได้นำ ไปเล่าสู่กันฟังปากต่อปาก ทำ ให้มีผู้อพยพเข้ามาอยู่ สร้างที่พักอาศัยดำ รงชีวิตด้วยการปลูกข้าวไร่ เผือก มันและคอยล่าสัตว์เป็นอาหาร ปัจจุบันบ้านโหล่นเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีผู้คนทั้งแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนเสมอเนื่องจากเป็นหมู่บ้านต้นน้ำ ชี มีความอุดมสมบูรณ์ อากาศดี รวมทั้งเป็นแหล่งปลูกพืชเศรษฐกิจและผลไม้ เช่น มะม่วงน้ำ ดอกไม้สีทอง ส่งออกต่างประเทศ
98 อำ เภอคอนสาร บ้านคอนสาร อำ เภอคอนสาร คอนสารเป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีนายภูมีชาวเมืองนครไทย เมืองพิษณุโลก ได้นำ พรรคพวกมาเที่ยวป่า เห็นว่าบริเวณนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ จึงได้ตั้งถิ่นฐานเป็นหัวหน้าหมู่บ้านอยู่ที่นี่ ต่อมาได้นำขี้ผึ้ง งาช้าง และดินประสิว เป็นเครื่องราชบรรณาการทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าเป็น “หมื่นอร่ามกำ แหง” มีตำ แหน่งเป็นนายหมวด มีหน้าที่รักษาป่า ผึ้ง และ มูลค้างคาวในบริเวณนี้ เนื่องจากระยะทางจากกรุงเทพมหานครถึงบ้านคอนสารไกลมาก พระราชสารตราตั้งนั้นต้องห่อผ้า แล้วใช้ไม้คอนมาจนถึงหมู่บ้านที่ตนอยู่ จึงเรียกหมู่บ้านว่า คอนสาร มาจนทุกวันนี้ ต่อมาหมื่นอร่ามกำ แหงได้เลื่อนยศเป็น “หลวงพิชิตสงคราม” เป็นเจ้าเมืองคอนสารคนแรก จนมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมืองคอนสารจึงยุบมาเป็นตำ บลหนึ่งของอำ เภอภูเขียว และได้แยกเป็น กิ่งอำ เภอคอนสาร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ ได้ยกฐานะเป็น อำ เภอคอนสาร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ ภาษาพูดของชาวคอนสารแตกต่างจากภาษาอีสานทั่วไป เนื่องจากสำ เนียงจะเหมือนภาษาของชาวนครไทยและหล่มสัก เพราะบรรพบุรุษมาจากเมืองพิษณุโลก นั่นเองคนทั่วไปและชาวคอนสาร จึงมักเรียกตนเองว่า “ไทคอนสาร” มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามและน่าสนใจหลายแห่ง เช่น เขื่อนจุฬาภรณ์ จุดชมวิวปางม่วง สวนสัตว์ธรรมชาติทุ่งกะมัง สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าภูเขียว ถ้ำ สัจธรรม น้ำ ผุดทัพลาว เป็นต้น ข้อมูลจาก สำ นักงานพัฒนาชุมชนอำ เภอคอนสาร district.cdd.go.th
99 บ้านทุ่งลุยลาย อำ เภอคอนสาร ที่มาของชื่อ “บ้านทุ่งลุยลาย” มาจากบริเวณที่ตั้งหมู่บ้านเป็นพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก มีสัตว์ป่านานาชนิด ผู้คนมีความเป็นอยู่อย่างยากลำ บาก โดยเฉพาะการคมนาคมที่ต้องเดินทางด้วยเท้า และจะมีไฟลามป่าเกิดขึ้นในหน้าแล้ง เมื่อเกิดไฟป่าผู้คนจะต้องเดินลุยป่า ผลที่ตามมาคือทุกคนจะเกิดแผลลายขึ้น ตามตัว ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านทุ่งลุยลาย” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
100 อำ เภอบ้านเขว้า บ้านเขว้า ตำ บลบ้านเขว้า อำ เภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ในอดีตที่ผ่านมา เซียงสี เซียงทอง เซียงหวิงและ เซียงย้อย ราษฎรจาก “บ้านข่าว” เขตอำ เภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ได้เดินทางเพื่อล่าสัตว์จนมาถึง บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำชี ที่นี่เต็มไปด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เห็นว่าบริเวณที่แห่งนี้เหมาะสมที่จะตั้งหลักปักฐานในการตั้งบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัยจึงได้ชวนกันอพยพ โยกย้ายชักชวนญาติพี่น้องมาตั้งรกรากถิ่นฐานบ้านเรือนบริเวณนี้เมื่อมีผู้คนมาตั้งรกรากมากขึ้นจนกลายเป็นหมู่บ้าน แล้วตั้งชื่อว่า “บ้านข่าว” เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับ บรรพบุรุษ ๔ คนแรก ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๓๙๓ ทางราชการได้มีการสำ รวจหมู่บ้านพบว่าหมู่บ้านแห่งนี้ชื่อ “บ้านข่าว” ตามคำ พูดของชาวบ้าน แต่ภาษาทางการทางภาคกลางทำ ให้เรียกชื่อเพี้ยนไปและลงเป็นหลักฐานทางราชการว่า “บ้านเขว้า”อ่านออกเสียงว่า บ้านเขว้า (Ban Kwao) ไม่ใช่ เข-ว้า ประชาชนโดยทั่วไปที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ ยังคงเรียกชื่อว่า “บ้านข่าว” ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและค้าขาย โดยมีผลิตภัณฑ์ผ้าไหมมัดหมี่เป็นสินค้าOtop ที่สำ คัญที่สร้างชื่อเสียงให้กับหมู่บ้านและจังหวัดชัยภูมิ