The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชา สังคมศึกษา สค31001 ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิชา สังคมศึกษา สค31001 ม.ปลาย

วิชา สังคมศึกษา สค31001 ม.ปลาย

43

2. ในฐานะท่ีทา นเปนสวนหน่ึงของประชากรโลกทานสามารถจะชวยปองกันและแกไขปญหาภาวะ
โลกรอนไดอ ยา งไรใหบอกมา 5 วิธี
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

เรือ่ งท่ี 3 วธิ ีใชเครอื่ งมอื ทางภูมศิ าสตร

เครอ่ื งมือทางภูมิศาสตร
ใชประกอบการเก็บขอมูล เพื่อการบรรยายเชิงปริมาณและคุณภาพของสภาพภูมิอากาศโลก เชน
จพี เี อส หรือระบบกําหนดตําแหนงบนพื้นผิวโลก เข็มทิศ เครือ่ งมอื บางชนดิ ใชป ระกอบการเรียนและการสอน
ในหองเรียนหรอื ในหองปฏิบัตกิ าร และเครอ่ื งมือบางชนิดใชประกอบการศึกษา และเก็บขอมูลเฉพาะในสนาม
เทานั้น บางครั้งการใชเครื่องมือตองใชเคร่ืองคอมพิวเตอรประกอบดวย เชน เคร่ืองมือระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตรหรือท่ีรูจักกันในปจจุบันวา GIS (Geographic Information System) ขอมูลดาวเทียมหรือ SRS
(Satellite Remote Sensing) ระบบกําหนดตําแหนงพื้นผิวโลกหรือ GPS (Global Positioning System)
ซึ่งนกั ภมู ิศาสตรยุคใหมจ ําเปนตอ งรู สําหรบั ในท่ีนี้จะกลาวถึงเครื่องมือ ภูมิศาสตรท่ีสําคัญคือ แผนที่ ลูกโลก
รปู ถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทยี ม และเครอื่ งมอื เทคโนโลยสี ื่อการศึกษาภมู ิศาสตร

44

แผนที่
แผนท่ีเปนส่งิ ท่มี คี วามสาํ คญั มากในการศกึ ษาวชิ าภูมศิ าสตร เพราะครอบคลมุ ท้ังลักษณะภูมิประเทศ
ลกั ษณะภมู อิ ากาศ และทรพั ยากรธรรมชาติ รวมทง้ั สิง่ ทเี่ กดิ ข้ึนจากฝม ือของมนุษยบนพ้ืนผิวโลกดวยการจดั ทํา
แผนทีใ่ นปจจบุ นั ไดมกี ารพฒั นาการขน้ึ เปนลําดบั มกี ารนาํ เอารปู ถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทียมมาชว ย
ในการทาํ แผนทที่ าํ ใหส ามารถสรางแผนที่ไดรวดเรว็ มีความถูกตอ งและทนั สมัยกวา ในอดตี
ความหมายของแผนท่ี
แผนที่ (Map) หมายถึง การแสดงลักษณะพ้ืนผิวโลกลงบนแผนราบ โดยการยอสวนและการใช
สัญลักษณไ มวาเครื่องหมายหรอื สี แทนสิง่ ตาง ๆ บนพ้นื ผวิ โลก แผนที่จงึ ตา งจากลกู โลกและแผนผงั
เครื่องหมายแผนที่ คือ เครือ่ งหมายหรือสัญลักษณที่ใชแทนส่ิงตาง ๆ บนพ้ืนพิภพ ที่เกิดขึ้นเองและ
ตามธรรมชาติ นอกจากเคร่อื งหมายแลว เรายังใชสีเปน การแสดงลกั ษณะภูมปิ ระเทศอีกดว ย คือ
1. สีดํา หมายถึง ภมู ปิ ระเทศสาํ คญั ทางวฒั นธรรมทมี่ นุษยส รา งขนึ้ เชน อาคาร สุสาน วดั สถานท่ี
ราชการตาง ๆ เปนตน
2. สนี ้ําเงิน หมายถงึ ลักษณะภูมิประเทศทเี่ ปนน้ํา เชน ทะเล แมนา้ํ หนอง บึง เปน ตน
3. สีนา้ํ ตาล หมายถงึ ลกั ษณะภมู ิประเทศที่มีความสงู โดยทวั่ ไป เชน เสน ชนั้ ความสูง
4. สีเขยี ว หมายถงึ พชื พนั ธไุ มตางๆ เชน ปา สวน ไร
5. สแี ดง หมายถึง ถนนสายหลัก พนื้ ที่ยานชมุ ชนหนาแนน และลกั ษณะภมู ปิ ระเทศสาํ คัญ

45

ความสาํ คัญของแผนที่

1. ทาํ ใหท ราบลกั ษณะทางธรรมชาตขิ องพนื้ ผิวโลก รวมท้งั กจิ กรรมทางเศรษฐกิจบนพืน้ ผิวโลก
2. ทาํ ใหทราบขอ มลู สถิติตาง ๆ เพอ่ื การเปรยี บเทียบ การพัฒนาการวางแผนในดา นตา ง ๆ

รวมท้ังดานยทุ ธศาสตร

ประโยชนข องแผนที่

1. ในการศึกษาลักษณะภูมิประเทศ แผนที่จะทําใหผูศึกษาทราบวาพื้นที่ใดมีลักษณะภูมิประเทศ
แบบใดบา ง

2. ตอการศกึ ษาธรณีวทิ ยา เพื่อใหท ราบความเปนมาของแหลงทรพั ยากร ดนิ หิน แรธาตุ
3. ดานสมุทรศาสตรแ ละการประมง เพ่ือใหทราบสภาพแวดลอ มชายฝง ทะเล
4. ดา นทรัพยากรนํ้า รขู อ มูลเกีย่ วกับแมน ้าํ และการไหล อา งเกบ็ นาํ้ ระบบการชลประทาน
5. ดานปาไม เพ่อื ใหท ราบคุณลกั ษณะของปา ไมและการเปลีย่ นแปลงพนื้ ท่ีปา
6. ดานการใชท ด่ี นิ เพื่อใหท ราบปจจยั การใชประโยชนท ด่ี นิ ดานตา ง ๆ
7. ดา นการเกษตร การเกษตรมีผลตอ การพฒั นาประเทศ เพ่ือรวู า บรเิ วณใดควรพัฒนา
8. ดา นสิ่งแวดลอม โดยเฉพาะการจัดการทรพั ยากรบรเิ วณตาง ๆ
9. ในการวางผงั เมอื ง เพอื่ ใชข อ มลู ทางธรรมชาติในการจัดวางผังเมืองใหเหมาะสม
10. การศึกษาโบราณคดี เพือ่ คน หาแหลงชมุ ชนโบราณและความรูอ่ืน ๆ
11. ดานอตุ นุ ิยมวิทยา เพ่อื ประโยชนใ นการเพาะปลกู อุตสาหกรรม ประมง การปอ งกนั อทุ กภัย

ลักษณะของสงิ่ ท่แี สดงปรากฏบนแผนท่ีประกอบดวย

1. ลักษณะของสงิ่ ท่เี กิดข้ึนเองตามธรรมชาติ เชน ทะเล มหาสมุทร ทะเลสาบ แมนํา้ ภูเขา ที่ราบ
ที่ราบสงู เกาะ เปน ตน

2. ลักษณะของสงิ่ ทมี่ นุษยส รา งขึน้ เชน เสนก้นั อาณาเขต เมือง หมบู าน สถานที่ราชการ ศาสนสถาน
เสน ทางคมนาคม พ้นื ทเ่ี กษตรกรรม เปนตน

ชนิดของแผนที่

1. แบงตามขนาดของมาตรสวน มี 3 ชนดิ คือ
1.1 แผนทีม่ าตราสวนเล็ก หมายถงึ แผนทีท่ ่ีมาตราสว นเล็กกวา
1 : 1,000,000
1.2 แผนทม่ี าตราสวนกลาง หมายถงึ แผนทีท่ ีม่ มี าตราสวนระหวา ง
1 : 250,000 ถึง 1 : 1,000,000
1.3 แผนทม่ี าตราสว นใหญ หมายถงึ แผนท่ที ี่มีมาตราสวนมากกวา 1 : 250,000

46

2. แบงตามประเภทการใช ไดแก
2.1 แผนท่ีกายภาพ หรือแผนทีล่ กั ษณะภูมปิ ระเทศ (Topographic หรือ Landform หรือ Relief

Map) เปนแผนท่ีแสดงรายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เชน ทะเล มหาสมุทร เทือกเขาท่ีราบสูง
ทรี่ าบ ฯลฯ

2.2 แผนที่รัฐกิจ (Political Map) หรือแผนท่ีทั่วไป (General Map) เปนแผนท่ีแสดงขอบเขต
การปกครองของจังหวัด รฐั ประเทศ

2.3 แผนทีป่ ระวตั ศิ าสตร (Historical Map) เปน แผนทแี่ สดงอาณาเขตของอาณาจักรหรอื
จักรวรรดิตา ง ๆ ในสมัยโบราณ

2.4 แผนทโ่ี ครงรา ง (Outline) เปนแผนทีแ่ สดงโครงรางของทวีป ประเทศ โดยไมมีรายละเอียด
ใด ๆ เพื่อใชใ นการศึกษา เชน

2.5 แผนที่เดนิ เรอื (Nautical Map) เปนแผนท่ีแสดงเสน ทางการเดนิ เรือในทองทะเล มหาสมุทร
รวมทง้ั ใชส ญั ลักษณสเี พือ่ แสดงความตื้นลกึ ของพื้นนาํ้

2.6 แผนท่เี ศรษฐกิจ (Economic Map) เปน แผนท่แี สดงเขตกิจกรรมทางเศรษฐกิจตา ง ๆ รวมท้งั
แสดงแหลง ทรัพยากรสาํ คัญ

องคประกอบของแผนท่ี

องคป ระกอบทส่ี าํ คัญ ดังน้ี
1. ช่ือแผนท่เี ปน ส่ิงท่ีมคี วามจาํ เปน สาํ หรบั ใหผ ใู ชไ ดท ราบวาเปนแผนที่เรื่องอะไร แสดงรายละเอียด
อะไรบาง เพอื่ ใหผูใชใชอยางถกู ตอง และตรงความตองการ โดยปกติชือ่ แผนท่ีจะมคี ําอธบิ ายเพิม่ เติมแสดง
ไวด วย เชน แผนทป่ี ระเทศไทยแสดงเน้ือทปี่ าไม แผนที่ประเทศไทยแสดงการแบงภาคและเขตจงั หวดั เปนตน
2. ขอบระวาง แผนท่ีทุกชนิดจะมีขอบระวาง ซึง่ เปน ขอบเขตของพ้นื ท่ใี นภมู ิประเทศทแ่ี สดงบนแผนที่
แผน นั้นมักจะแสดงดวยเสน ขนานเพ่ือแสดงตําแหนง ละติจูดกับเสน เมริเดยี นเพ่อื แสดงตาํ แหนงลองจจิ ูดและ
จะแสดงตวั เลขเพ่ือบอกคา พกิ ดั ภูมิศาสตรของตาํ แหนงตา ง ๆ
3. ทศิ ทาง มีความสาํ คัญตอ การคน หาตําแหนง ท่ีตงั้ ของส่ิงตาง ๆ โดยในสมยั โบราณใชว ธิ ดี ทู ิศทางตาม
การข้ึนและตกของดวงอาทิตยในเวลากลางวัน และการดูทิศทางของดาวเหนือในเวลากลางคืน ตอมามีการ
ประดิษฐเขม็ ทศิ ซงึ่ เปน เคร่ืองมือชวยในการหาทศิ ขน้ึ เนื่องจากเข็มของเขม็ ทิศจะชีไ้ ปทางทศิ เหนือตลอดเวลา
การใชทิศทางในแผนท่ีประกอบกับเข็มทิศหรือการสังเกตดวงอาทิตยและดาวเหนือจึงชวยใหเราสามารถ
เดนิ ทางไปยงั สถานทท่ี เ่ี ราตอ งการได ในแผนท่ีจะตองมีภาพเข็มทิศหรือลูกศรช้ีไปทางทิศเหนือเสมอ ถาหาก
แผนท่ใี ดไมไ ดก าํ หนดภาพเขม็ ทิศหรือลูกศรไวก ็ใหเ ขาใจวาดานบนของแผนทีค่ อื ทิศเหนือ
4. สญั ลกั ษณ เปนเคร่ืองหมายท่ใี ชแ ทนสง่ิ ตาง ๆ ในภมู ิประเทศจริง เพอื่ ชวยใหผ ใู ชสามารถอา น
และแปลความหมายจากแผนทไ่ี ดอ ยา งถกู ตอง ท้งั น้ีในแผนท่ีจะตอ งมีคําอธิบายสญั ลกั ษณป ระกอบไวดวยเสมอ
5. มาตราสวน เปนอัตราสว นระหวางระยะทางทย่ี อ สวนมาลงในแผนที่กบั ระยะทางจรงิ ในภมู ิประเทศ
มาตราสวนชว ยใหผูใชท ราบวาแผนทน่ี ัน้ ๆ ยอ สวนมาจากสภาพในภมู ปิ ระเทศจรงิ ในอตั ราสว นเทา ใด

47

มาตราสว นแผนที่โดยมากจะมี 3 ลักษณะ ไดแก มาตราสวนแบบเศษสวน มาตราสวนคําพูดและมาตราสวน
แบบกราฟก มาตราสวนของแผนที่ คือ อัตราสวนระหวางระยะบนแผนที่กับระยะในภูมิประเทศ หรือ
ความสัมพันธระหวางระยะทางราบบนแผนท่ีกับระยะทางราบในภูมิประเทศ การเขียนมาตราสวนเขียนได
หลายวิธี เชน 50,000 หรอื 1/50,000 หรอื 1 : 50,000

การคํานวณระยะทางบนแผนที่

คาํ นวณไดจ ากสูตร : มาตราสวนของแผนท่ี = ระยะบนแผนที่
ระยะในภูมิประเทศ

6. เสนโคงแผนท่ีเปนระบบของเสนขนานและเสนเมริเดียนท่ีสรางข้ึนเพื่อกําหนดตําแหนงพิกัด
ภูมิศาสตรใหเปนมาตรฐานไวใ ชอ างอิงรวมกนั ซึง่ ประกอบดวย

6.1 เสนขนาน เปน เสน สมมติทลี่ ากจากทศิ ตะวันออก สรา งข้ึนจากการวดั มมุ เรมิ่ จากเสน ศูนยสูตร
ซึ่งมคี ามมุ 0 องศา ไปยงั ขวั้ โลกทั้งสองดา น ๆ ละไมเกิน 90 องศา เสน ขนานท่ีสาํ คญั ประกอบดวย

1. เสน ศูนยส ตู รหรือเสนอิเควเตอร มคี า มุม 0 องศา
2. เสนทรอปกออฟแคนเซอร มีคามุม 23 องศา 30 ลิปดาเหนือ
3. เสน ทรอปก ออฟแคปริคอรน มีคามุม 23 องศา 30 ลปิ ดาใต
4. เสน อารก ตกิ เซอรเคิล มีคา มุม 66 องศา 30 ลิปดาเหนอื
5. เสนอนั ตารก ติกเซอรเ คลิ มคี า มุม 66 องศา 30 ลิปดาใต
6.2 เสนเมริเดียน เปนเสนสมมติที่ลากจากข้ัวโลกเหนือไปยังขั้วโลกใต สรางขึ้นจากการสมมติ
เสน เมรเิ ดียนปฐม มคี ามุม 0 องศา ลากผานตําบลกรีนิช กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักรไปทางทิศ
ตะวันออกและทิศตะวันตกดานละ 180 องศา โดยเสนเมริเดียนที่ 180 องศาตะวันออกและ 180 องศา
ตะวันตกจะทบั กันเปนเสนเดียวน้ีใหเปนเสนวันท่ีหรือเสนแบงเขตวันระหวางชาติ หรือเสนแบงเขตวันสากล
เสนเมริเดียนแรกหรือเสนเมริเดียนปฐม (Prime Meridian) คือเสนเมริเดียนที่ลากผานหอดูดาวแหงหนึ่ง
ตาํ บลกรนี ชิ ใกลกรุงลอนดอนในประเทศอังกฤษ ท้ังนเี้ พอ่ื ใชเปนหลักอา งอิงในการนับเสนเมรเิ ดียนอนื่ ๆ ตอไป
เสนเมริเดียนรอบโลกมี 360 เสน แบงเปนเสนองศา ตะวันออก 180 เสน และเสนองศาตะวันตก 180 เสน
ความสําคัญของเสนเมริเดียน คือ บอกพิกัดของตําแหนงท่ีตั้งตางๆ บนพื้นผิวโลกโดยใชรวมกับ เสนขนาน
(เสนละตจิ ูด) และใชเ ปนแนวแบงเขตเวลาของโลก

48

7. พิกัดภูมิศาสตรเปนระบบท่ีบอกตําแหนงของส่ิงตาง ๆ บนพ้ืนผิวโลก โดยอาศัยเสนโครงแผนที่
ซง่ึ เสน ขนานและเสน เมริเดยี นตัดกันเปน จุดส่งิ ตาง ๆ บนพื้นผิวโลก โดยอานคา พิกดั ภมู ศิ าสตรเปนละตจิ ูด
(เสน ขนาน) และลองจิจูด (เสน เมรเิ ดยี น)

ดงั น้ัน ละติจดู เปน พกิ ัดของจดุ หนงึ่ บนเสน ขนาน สว นลองจจิ ูดกเ็ ปนพกิ ัดของจดุ หนึ่งบนเสนเมรเิ ดยี น
ซงึ่ ทัง้ ละติจดู และลองจจิ ดู มคี า ของมุมเปนองศา โดย 1 องศา มคี าเทากับ 60 ลิปดาและ 1 ลิปดา มีคาเทากับ
60 ฟลิปดา

พิกัดภูมิศาสตรเปนระบบท่ีบงบอกตําแหนงท่ีตั้งอยูจุดตําแหนงตาง ๆ บนพ้ืนผิวโลก โดยอาศัย
โครงขายของเสนโครงแผนทีซ่ ง่ึ ประกอบดว ยเสน เมรเิ ดียนกบั เสนขนานตดั กนั เปน “จุด”

1) ละติจดู (Latitude) เปนคา ของระยะทางเชิงมุม โดยนับ 0 องศา จากเสนศูนยสูตรไปทางเหนือ
หรอื ใตจนถงึ 90 องศาท่ีข้ัวโลกทัง้ สอง

2) ลองจิจูด (Longitude) เปน คาของระยะทางเชงิ มุม โดยนับ 0 องศา จากเสน เมริเดียนไปทางทิศ
ตะวนั ออกและทศิ ตะวนั ตกจนถึง 180 องศา

ปจจุบันการบงบอกจุดตําแหนงบนพ้ืนผิวโลก สามารถทราบไดงายและถูกตอง โดยใช จีพีเอส
เครื่องมือกําหนดตําแหนงบนพื้นผิวโลก (GPS:Global Positioning System) เคร่ืองมือชนิดนี้ มีขนาดเล็ก
พกพาไดส ะดวก และใหขอมลู ตําแหนงบนพ้ืนผวิ โลกไดต รงกบั ความเปนจริง ดงั น้ันจึงมผี นู ําเครื่องมือน้ีไปใชได
สะดวกสบายในกิจกรรมตาง ๆ ไดแก การเดินเรือ การเดินทาง ทองเที่ยวปา การเดินทางดวยรถยนต
เครื่องบิน เปนตน เมื่อกดปุมสวิตซ เครื่องจะรับสัญญาณจากดาวเทียมแลวบอกคาพิกัดภูมิศาสตรใหทราบ
เครอ่ื งหมายแผนที่

49

ลกู โลก
องคประกอบของลกู โลก องคป ระกอบหลักของลูกโลก
จะประกอบไปดวย
1. เสนเมริเดยี นหรือเสน แวง เปน เสนสมมติที่ลากจาก
ข้ัวโลกเหนือไปจดขั้วโลกใต ซึ่งกําหนดคาเปน 0 องศา ท่ีเมือง
กรีนชิ ประเทศอังกฤษ
2. เสนขนาน หรอื เสนรุง เปนเสนสมมติท่ีลากจากทิศ
ตะวันตกไปทิศตะวันออก ทุกเสนจะขนานกับเสนศูนยสูตร ซึ่งมี
คามมุ เทากับ 0 องศา
การใชลูกโลก ลูกโลกใชประกอบการอธิบายตําแหนงหรือสถานที่ของจุดพ้ืนท่ีของสวนตาง ๆ
ของโลก โดยประมาณ
เข็มทศิ
เข็มทิศเปนเคร่ืองมือสําหรับใชในการหาทิศของจุดหรือวัตถุ
โดยมีหนว ยวดั เปน องศา เปรยี บเทียบกับจดุ เร่มิ ตน เข็มทิศใชในการหา
ทศิ โดยอาศยั แรงดงึ ดดู ระหวา งสนามแมเ หลก็ ขั้วโลก (Magnetic Pole)
กับเข็มแมเหล็ก ซึ่งเปนองคประกอบสําคัญที่สุดของเคร่ืองมือน้ี
เขม็ แมเหล็กจะแกวง ไกวไดโ ดยอสิ ระในแนวนอน เพ่อื ใหแนวเข็มชี้อยใู น
แนวเหนือใต ไปยังข้ัวแมเหล็กโลกตลอดเวลา หนาปดเข็มทิศซ่ึงคลาย
กบั หนาปด นาฬกิ าจะมกี ารแบงโดยรอบเปน 360 องศา ซง่ึ เข็มทิศมีประโยชนในการเดินทาง เชน การเดินเรือ
ทะเล เครือ่ งบิน การใชเ ข็มทศิ จะตองมแี ผนที่ประกอบและตองหาทิศเหนอื กอ นเพอ่ื จะไดรูทศิ อืน่

รปู ถา ยทางอากาศและภาพจากดาวเทียม

รูปถายทางอากาศและภาพจากดาวเทียมเปน รปู หรือขอมลู ตวั เลขทีไ่ ดจ ากการเกบ็ ขอมลู ภาคพื้นดนิ
จากกลอ งท่ีติดอยูก ับพาหนะ เชน เครื่องบนิ หรอื ดาวเทียม โดยมกี ารบนั ทึกขอ มูลอยางละเอยี ดหรอื หยาบใน
เวลาแตกตา งกนั จึงทําใหเ ห็นภาพรวมของการใชพืน้ ทีแ่ ละการเปล่ียนแปลงตาง ๆ ตามที่ปรากฏบนพื้นผิวโลก
เชน การเกิดอทุ กภัย ไฟปา การเปลยี่ นแปลง การใชทีด่ ิน การกอสรา งสถานท่ี เปน ตน

ประโยชนข องรปู ถายทางอากาศและภาพจากดาวเทียม ที่นิยมใชกันมากจะเปนรูปหรือภาพถายท่ีได
จากการสะทอนคลื่นแสงของดวงอาทิตยข้ึนไปสูเคร่ืองบันทึกที่ติดอยูบนเครื่องบินหรือดาวเทียม การบันทึก
ขอมูลอาจจะทําโดยใชฟลม เชน รูปถายทางอากาศสีขาวดํา หรือรูปถายทางอากาศสีธรรมชาติ การบันทึก
ขอมลู จากดาวเทียมจะใชสัญญาณเปน ตัวเลขแลว จึงแปลงคา ตวั เลขเปน ภาพจากดาวเทยี มภายหลงั

การใชร ปู ถายทางอากาศและภาพจากดาวเทียม ผูใชจ ะตอ งไดรับการฝกหัดเพื่อแปลความหมายของ
ขอมูล การแปลความหมายอาจจะใชการแปลดวยสายตาตามความสามารถของแตละบุคคลหรือใชเครื่อง
คอมพิวเตอรแ ละโปรแกรมเขามาชว ย

50

เครอื่ งมอื เทคโนโลยีเพอื่ การศกึ ษาภมู ศิ าสตร

ในโลกยคุ ปจจุบันทเี่ ต็มไปดวยขอ มลู ขา วสาร และขอมลู ท่ีเปนตวั เลขจํานวนมาก เทคโนโลยจี ึงเขา มามี
ความสําคญั และจะมีความสาํ คญั มากยิ่งข้นึ ในอนาคต เทคโนโลยที ส่ี ําคัญดา นภูมิศาสตร คือ ระบบสารสนเทศ
ภูมศิ าสตรห รือ GIS (Geographic Information System) และระบบกําหนดตําแหนงพ้ืนผิวโลก หรือ GPS
(Global Positioning System) เครอ่ื งมือทัง้ สองประกอบดว ยคอมพวิ เตอร หรอื ฮารด แวร (Hard ware) ซึง่ มี
ขนาดตา งๆ และโปรแกรมหรือซอฟแวร (Software) เปน หลักในการจัดทาํ ดังนี้

1) ประโยชนของเครื่องมือเทคโนโลยีเพ่อื การศกึ ษาภมู ศิ าสตร จะคลายกับการใชประโยชนจากแผนท่ี
สภาพภูมิประเทศและแผนท่ีเฉพาะเรือ่ ง เชน จะใหค ําตอบวา ถาจะตองเดนิ ทางจากจดุ หนง่ึ ไปยังอกี จุดหนึ่งใน
แผนทจี่ ะมรี ะยะทางเทา ใด และถา ทราบความเร็วของรถจะทราบไดวาจะใชเวลานานเทา ใด

หลังจากการทาํ งานของระบบสารสนเทศภมู ศิ าสตร คือ การจัดหมวดหมขู องขอ มูลตามความตองการ
ที่จะนําไปวิเคราะหการคัดเลือกตัวแปร หรือปจจัยที่เก่ียวของ การจัดลําดับความสําคัญของปจจัยและการ
ซอ นทับขอ มลู ตัวอยางเชน ตองการหาพ้ืนท่ีที่เหมาะสมสําหรับการปลูกขาว โดยแบงออกเปน 3 ระดับ คือ
เหมาะสมดี เหมาะสมปานกลาง และไมเ หมาะสม โดยคัดเลือกขอมลู 2 ประเภท คือ ดินและสภาพภูมิประเทศ

2) การใชเคร่ืองมือเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาภูมิศาสตร การใชเครื่องมือเทคโนโลยีจําเปนตองมี
เคร่ืองคอมพวิ เตอรและโปรแกรม ผูใ ชจ ะตอ งไดร ับการฝกฝนกอ นทีจ่ ะลงมือปฏบิ ตั ิ

แหลง ขอมลู สารสนเทศของไทย

ปจ จุบนั ไดม ีการคดิ คน และพฒั นาการขอ มลู สารเทศอยางรวดเร็วและไดเผยแพรขอมูลสูสาธารณชน
มาก โดยเฉพาะการนําขอมูลเขาเว็บไซดใหประชาชนและผูสนใจท่ัวไปเขาไปดูขอมูลได ซึ่งเปนประโยชน
อยางมากตามความตองการของผใู ชข อ มูล แตขอมูลบางชนิดอาจตอ งตดิ ตอจากหนวยงานนั้น ๆ โดยตรง
ทั้งจากหนวยงานของรัฐท่ีสําคัญ ๆ คือ กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมแผนที่ทหารและเอกชนที่สําคัญ ๆ คือ
เคร่ืองเดินอากาศและเดินเรือ เว็บไซตท่ีนาสนใจ เชน ขอมูลดานสถิติ (www.nso.go.th) ขอมูลประชากร
(www.dola.go.th) ขอมูลดาวเทียม (www.gistda.go.th) ขอมูลดินและการใชที่ดิน (www.dld.go.th)
เปนตน

กลา วโดยสรุป เครื่องมือทางภูมิศาสตรใชประกอบการศึกษา และการเก็บขอมูลเครื่องมือบางชนิด
เหมาะสําหรบั ใชใ นหองเรียน หรือหอ งปฏบิ ัติการ เคร่ืองมือบางชนิดใชไ ดส าํ หรบั ในหอ งเรียนและในภาคสนาม
ผูใ ชจ ะไดร วู า เมือ่ ใดควรใชเ ครอื่ งมือภูมิศาสตรในหองเรียนและเมื่อใดควรใชในภาคสนาม เคร่ืองมือบางชนิด
จะมคี วามซับซอนมาก หรอื ตอ งใชรวมกันระหวางเครอื่ งคอมพิวเตอรและโปรแกรม

เครื่องมือทางภมู ิศาสตรท ี่มคี วามสําคญั มากในปจ จบุ นั คอื ระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร (GIS) ซ่ึงแปลง
สารสนเทศทเ่ี กี่ยวกับพื้นท่ี และขอมูลตารางหรือคําอธิบายที่ใหเปนขอมูลเชิงตัวเลขทําใหการจัดเก็บเรียกดู
ขอมูล การปรับปรุงแกไขและการวิเคราะหเปนไปอยางรวดเร็ว และถูกตองและแสดงผลในรูปแบบแผนท่ี
กราฟ หรอื ตารางไดอยางถูกตองอีกดวย สวนระบบ กําหนดตําแหนงบนพ้ืนผิวโลก (GIS) ใชกําหนดจุดพิกัด
ตาํ แหนงของวตั ถตุ าง ๆ บนผวิ โลก โดยอาศัยสัญญาณจากดาวเทียมหลายดวงท่โี คจรอยูรอบโลก

51

กจิ กรรมท่ี 1.3 วธิ ใี ชเ คร่อื งมอื ทางภูมศิ าสตร
1. แผนทีห่ มายถึง

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................

2. จงบอกประโยชนข องการใชแผนที่มา 5 ขอ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................

3. ใหบอกวธิ ีการใชเ ข็มทศิ คกู บั การใชแผนที่พอสังเขป
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

52

เร่ืองท่ี 4 ปญหาการทําลายทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอม
ผลการจดั ลําดับความสาํ คญั ของปญ หาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอม

ปญหาทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม น้ันไดมีการสํารวจทัศนคติของประชาชน พบวา ปญหา
สาํ คญั 5 ลาํ ดบั แรก มีดงั นี้ ลาํ ดับท่ี 1 การสูญเสียทรัพยากรปาไม ลําดับที่ 2 อุทกภัยและภัยแลง ลําดับท่ี 3
ความเส่อื มโทรมของทรัพยากรดินและการใชท่ีดิน ลาํ ดับท่ี 4 มลพิษจากขยะ และลาํ ดับที่ 5 มลพิษทางอากาศ
ดังตารางแสดง ผลการจดั ลําดับความสาํ คัญ ดังตอไปน้ี

ผลการ ทรพั ยากรธรรมชาติ ลาํ ดบั ความสําคัญ
จัดลําดบั และสง่ิ แวดลอม (จําแนกตามวธิ ีการจดั ลาํ ดับ)
(ลําดับท่ี)
จดั ลําดบั ดวย จดั ลาํ ดบั ดวย

มลู คา ความเสยี หาย ทัศนคติประชาชน

1 ทรพั ยากรปาไม 12

2 ทรัพยากรนา้ํ 31

3 ทรัพยากรดนิ และการใชท ีด่ ิน 2 6

4 มลพษิ จากขยะ 74

5 มลพิษทางอากาศ 57

6 มลพิษทางน้าํ 85

7 ทรัพยากรพลงั งาน 11 3

8 ทรัพยากรทะเลและชายฝง 4 10

9 มลพิษจากสารอนั ตราย 98

10 มลพิษจากของเสียอันตรายจากชมุ ชน 6 12

11 ทรพั ยากรและแร 10 9

ทม่ี า : สถาบันวิจัยเพอื่ การพฒั นาประเทศไทย 2549

53

ความสาํ คญั ของสงิ่ แวดลอม คือ เอ้ือประโยชนใหสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตวอยูรวมกันอยางมีความสุข
มีการพง่ึ พากันอยา งสมดุล มนุษยดํารงชีพอยไู ดด ว ยอาศัยปจ จยั พ้ืนฐานจากสิ่งแวดลอม ซึง่ ประกอบดวยอาหาร
อากาศ นา้ํ ท่อี ยูอาศัย และยารกั ษาโรค ส่งิ แวดลอ มเปน องคป ระกอบที่สาํ คญั ของสิ่งมชี วี ติ ทุกชนิด แต “ทําไม
สิ่งแวดลอมจึงถูกทําลาย” และเกิดปญหามากมายท่วั ทุกมมุ โลก เมื่อทาํ การศกึ ษาพบวา “มนุษย”เปนผูทําลาย
สิง่ แวดลอมมากที่สุด สาเหตทุ ่มี นุษยท าํ ลายส่ิงแวดลอ มเกิดจากความเหน็ แกต ัวของมนุษยเ อง โดยมงุ เพื่อดาน
วัตถุและเงินมาตอบสนองความตอ งการของตนเอง

เมอ่ื ส่งิ แวดลอ มถูกทาํ ลายมากข้นึ ผลกระทบก็ยอนกับมาทาํ ลายตัวมนุษยเอง เชน เกิดการเปล่ียนแปลง
บรรยากาศของโลก เกิดสภาวะเรือนกระจก ภาวะโลกรอนตลอดจนเกิดภัยธรรมชาติตาง ๆ เชน นํ้าทวม
แผนดินถลม ควันพิษ น้ําเนาเสีย ขยะมูลฝอย และส่ิงปฏิกูล ซึ่งสิ่งเหลาน้ีมีผลโดยตรงและทางออม และ
ไมส ามารถหลีกเลย่ี งได

ผลกระทบจากการใชแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับท่ี 4 ของไทยเกิดจากการโดยนํา
นโยบายการปลูกพืชเชิงเดย่ี วเขา มาใชเ พือ่ มุงพัฒนาเศรษฐกจิ เปน หลกั ทําใหป ระชาชนตื่นตัวในการทําไรปลูก
พืชเชิงเดีย่ ว เชน มันสําปะหลงั ออย ปอ จงึ เกดิ การทาํ ลายปา และทรพั ยากรธรรมชาตเิ พ่ือหาพื้นท่ีในการปลูก
พืชเชิงเด่ียวตามนโยบายรัฐบาล มีการใชปุยเคมี ใชยาปราบศัตรูพืช เกิดโรงงานอุตสาหกรรมจํานวนมาก
แตภ าครัฐยังขาดการควบคุมอยางเปนระบบและชัดเจน จงึ ทาํ ใหเ กดิ ผลกระทบมาจนถึงปจจุบัน เชนปาไมถูก
ทําลาย ดินเสื่อมคุณภาพ น้ําเนาเสีย เกิดสารเคมีสะสมในแหลงน้ําและดิน เกิดมลพิษ ซ่ึงส่ิงเหลานี้เกิด
ผลกระทบโดยตรงและโดยออม ตอสขุ ภาพและการดาํ รงชวี ติ ของประชาชน ทําใหเกิดความเสียหายตอประเทศ
โดยรวม

จากการศกึ ษาของนักวิชาการ พบวา การแกไ ขปญ หาสิง่ แวดลอมตอ งแกท่ตี ัว “มนษุ ย” นัน่ คือจะตอง
ใหความรู ความเขาใจธรรมชาติ เจตคติ มีคุณธรรมจริยธรรม และสรางจิตสํานึกใหเกิดความตระหนักตอ
สง่ิ แวดลอม ตอประชาชน โดยเรยี นรูจ ากแหลงเรียนรูใหม ๆ สรางความตระหนักในปญ หาที่เกิดข้ึน และสราง
การมสี ว นรว มในการปอ งกันและแกไขปญ หาทีเ่ กดิ ขนึ้ ปญหาสงิ่ แวดลอ มสาํ คญั ๆ ดังตอไปน้ี คือ

1. ปา ไม

“ปา ไม” เปนศูนยรวมของสรรพ
ชวี ติ เปน ท่ีกอกําเนิดสายน้ํา ชีวิตพืชและ
สัตวท่ีหลากหลายอีกทั้งเปนที่พึ่งพิงและ
ใหประโยชนแกมนุษยมาแตโบราณกาล
เพราะปา ไมชวยรักษาสมดลุ ของธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอม ควบคุมสภาพดินฟา
อากาศ กําบังลมพายุ ปองกันบรรเทา
อทุ กภยั ปองกนั การพังทลายของหนาดิน
เปนเสมือนเขื่อนธรรมชาติท่ีปองกันการ

54

ต้นื เขินของแมนํ้าลําคลอง เปน แหลง ดูดซบั กา ซคารบ อนไดออกไซดและเปนโรงงานผลิตออกซิเจนขนาดใหญ
เปน คลงั อาหารและยาสมนุ ไพร และปาไม ยงั เปนแหลงศึกษาวิจัยและเปน สถานที่พักผอนหยอนใจของมนุษย
นอกจากนี้ในผนื ปา ยงั มสี ตั วปา นานาชนดิ ซ่งึ มีประโยชนตอมนุษยและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในหลายลักษณะ ไดแก
การรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เชน การควบคุมปริมาณสัตวปาใหอยูในภาวะสมดุล การชวยแพรพันธุพืช
การควบคมุ แมลงศัตรพู ชื เปน ปยุ ใหก ับดนิ ในปา เปนตน การเปน แหลงพันธกุ รรมท่หี ลากหลาย การเปน อาหาร
ของมนุษยและสัตวอ่ืน และการสรางรายไดใหแกมนุษย เชน การคาจากชิ้นสวนตาง ๆ ของสัตวปา
การจําหนายสัตวปา และการเปดใหบริการชมสวนสัตว เปนตน ดังนั้น จึงนับวาปาไมใหคุณประโยชน
ทัง้ ทางตรงและทางออ มแกม วลมนษุ ยเ ปนอยางมากมาย หากปา ไมเ สอ่ื มโทรม ชวี ิตความเปน อยขู องมนุษยแ ละ
สัตวอยา งหลกี เลี่ยงไมได

ประเภทของปา ไมในประเทศไทย

ประเภทของปาไมจะแตกตางกันไปขึ้นอยูกับการกระจายของฝน ระยะเวลาท่ีฝนตกรวมท้ังปริมาณ
น้าํ ฝนทําใหป าแตล ะแหง มีความชมุ ชืน้ ตางกนั สามารถจาํ แนกไดเปน 2 ประเภทใหญ ๆ คอื

1. ปาประเภทท่ีไมผลัดใบ (Evergreen)
2. ปาประเภทที่ผลดั ใบ (Deciduous)

ปาประเภทท่ไี มผลดั ใบ (Evergreen)

ปา ประเภทน้มี องดเู ขียวชอมุ ตลอดป เนอ่ื งจากตนไมแทบทั้งหมดทข่ี ึน้ อยเู ปน ประเภทท่ไี มผ ลดั ใบ
ปาชนิดสําคัญซง่ึ จดั อยใู นประเภทนี้ ไดแ ก

1. ปา ดงดบิ (Tropical Evergreen Forest or Rain Forest)

ปา ดงดิบท่ีมอี ยูท่วั ในทุกภาคของประเทศ แตท ี่มมี ากท่ีสดุ ไดแก ภาคใตและภาคตะวันออกในบรเิ วณน้ี
มีฝนตกมากและมีความช้ืนมากในทองท่ีภาคอ่ืน ปาดงดิบมักกระจายอยูบริเวณที่มีความชุมช้ืนมาก ๆ เชน
ตามหบุ เขา ริมแมน้าํ ลาํ ธาร หวย แหลงนาํ้ และบนภเู ขา ซ่ึงสามารถแยกออกเปนปา ดงดิบชนดิ ตา ง ๆ ดังน้ี

1.1 ปาดบิ ชนื้ เปนปา รกทึบมองดเู ขียวชอุมตลอดปมีพันธุไมหลายรอยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู
มักจะพบกระจัดกระจายตั้งแตความสูง 600 เมตร จากระดับนํ้าทะเล ไมที่สําคัญก็คือ ไมตระกูลยางตาง ๆ
เชน ยางนา ยางเสียน สว นไมชั้นรอง คือ พวกไมกอ เชน กอนํา้ กอเดือย

1.2 ปาดิบแลง เปนปาที่อยูในพ้ืนท่ีคอนขางราบมีความชุมชื้นนอย เชน ในแถบภาคเหนือและ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักอยูสูงจากระดับนํ้าทะเลประมาณ 300-600 เมตร ไมท่ีสําคัญ ไดแก มะคาโมง
ยางนา พะยอม ตะเคยี นแดง กระเบากลกั และตาเสือ

1.3 ปาดิบเขา ปาชนิดน้ีเกิดขึ้นในพ้ืนที่สูง ๆ หรือบนภูเขาต้ัง 1,000-1,200 เมตร ขึ้นไปจาก
ระดับนํ้าทะเล ไมสวนมากเปนพวก Gymnosperm ไดแก พวกไมขุนและสนสามพันป นอกจากน้ียังมีไม
ตระกูลกอข้ึนอยู พวกไมช้ันทส่ี องรองลงมา ไดแ ก สะเดาชา ง และขมิ้นชัน

55

2. ปา สนเขา (Pine-Forest)
ปาสนเขามักปรากฏอยูต ามภูเขาสงู สวนใหญเปน พน้ื ท่ีซึง่ มคี วามสูงประมาณ 200 - 1,800 เมตร
ขนึ้ ไปจากระดับนาํ้ ทะเลในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางทีอาจปรากฏในพ้ืนท่ีสูง
200 -300 เมตร จากระดบั นาํ้ ทะเลในภาคตะวันออกเฉียงใต ปาสนเขามีลักษณะเปนปาโปรง ชนิดพันธุไมที่
สําคัญของปาชนิดนี้คือ สนสองใบ และสนสามใบ สวนไมชนิดอ่ืนท่ีขึ้นอยูดวยไดแกพันธุไมปาดิบเขา เชน
กอชนิดตาง ๆ หรอื พนั ธไุ มป าแดงบางชนดิ คอื เตง็ รงั เหยี ง พลวง เปนตน

3. ปาชายเลน (Mangrove Forest)
บางทเี รยี กวา “ปา เลนน้ําเค็ม” หรือปาเลน มีตนไมขึ้นหนาแนน แตล ะชนดิ มรี ากคาํ้ ยันและรากหายใจ
ปาชนดิ นีป้ รากฏอยตู ามทด่ี นิ และริมทะเลหรือบริเวณปากนํ้าแมน้ําใหญ ๆ ซ่ึงมีนํ้าเค็มทวมถึงในพื้นที่ภาคใต
มีอยูตามชายฝง ทะเลท้ังสองดา น ตามชายทะเลภาคตะวันออกมอี ยูท กุ จงั หวัดแตท่ีมากทส่ี ดุ คือ บริเวณปากนํ้า
เวฬุ อาํ เภอขลุง จงั หวดั จันทบุรี
พนั ธุไ มท ่ขี นึ้ อยูตามปา ชายเลน สวนมากเปนพนั ธไุ มขนาดเลก็ ใชป ระโยชนสาํ หรบั การเผาถา น และทํา
ฟนไมช นดิ ทสี่ ําคญั คือ โกงกาง ถ่ัวขาว ถว่ั ขาํ โปรง ตะบูน แสมทะเล ลําพูนและลําแพน ฯลฯ สวนไมพื้นลาง
มกั เปน พวก ปรงทะเล เหงือกปลาหมอ และปอทะเล เปนตน

56

4. ปาพรหุ รือปา บึงนา้ํ จืด (Swamp Forest)
ปาชนิดน้ีมักปรากฏในบริเวณที่มีนํ้าจืดทวมมากๆ ดินระบายน้ําไมดี ปาพรุในภาคกลาง มีลักษณะ
โปรงและมตี น ไมข น้ึ อยหู า ง ๆ เชน สนนุ จิก โมกบา น หวายน้าํ หวายโปรง ระกํา ออ และแขม ในภาคใตปาพรุ
มขี ้นึ อยูตามบริเวณทม่ี นี ้ําขังตลอดป ดนิ ปา พรุ ทมี่ ีเน้ือทมี่ ากที่สุดอยูในบริเวณจังหวัดนราธิวาส ดินปาพรุเปน
ซากพชื ผสุ ลายทับถมกนั เปนเวลานาน ปาพรุแบงออกได 2 ลักษณะ คือ ตามบริเวณซ่ึงเปนพรุนํ้ากรอยใกล
ชายทะเลตน เสมด็ จะขึน้ อยูหนาแนนพื้นที่มีตนกกชนิดตาง ๆ เรียก“ปาพรุเสม็ด หรือ ปาเสม็ด” อีกลักษณะ
เปนปา ท่มี ีพนั ธไุ มตาง ๆ มากชนดิ ข้ึนปะปนกัน
ชนิดพันธไุ มท ี่สําคญั ของปาพรุ ไดแก อินทนิลนํ้า หวาจกิ โสกนํา้ กระทุม น้าํ กนั เกรา โงงงนั ไมพ นื้ ลาง
ประกอบดวย หวาย ตะคา ทอง หมากแดง และหมากชนดิ อนื่ ๆ
5. ปา ชายหาด (Beach Forest)
เปน ปาโปรง ไมผลดั ใบขึ้นอยูตามบรเิ วณหาดชายทะเล นํา้ ไมทว มตามฝง ดนิ และชายเขารมิ ทะเล ตนไม
สาํ คญั ท่ีขน้ึ อยูตามหาดชายทะเล ตอ งเปน พชื ทนเคม็ และมกั มลี ักษณะไมเปนพุมลักษณะตนคองอ ใบหนาแข็ง
ไดแก สนทะเล หูกวาง โพธ์ทิ ะเล กระทิง ตีนเปด ทะเล หยนี ํ้า มกั มตี นเตยและหญาตาง ๆ ขน้ึ อยู
เปนไมพื้นลาง ตามฝงดินและชายเขา มักพบ มะคาแต กระบองเพชร เสมา และไมหนามชนิดตาง ๆ เชน
ซงิ ซี่ หนามหนั กาํ จาย มะดนั ขอ เปนตน
ปา ประเภทท่ผี ลดั ใบ
ตน ไมทขี่ ้ึนอยูใ นปาประเภทนี้เปน จําพวกผลัดใบแทบท้ังสน้ิ ในฤดูฝนปาประเภทน้ีจะมองดูเขียวชอุม
พอถึงฤดูแลงตนไม สวนใหญจะพากันผลัดใบทําใหปามองดูโปรงขึ้น และมักจะเกิดไฟปาเผาไหมใบไมและ
ตนไมเ ลก็ ๆ ปาสําคญั ซึ่งอยใู นประเภทน้ี ไดแ ก
1. ปา เบญจพรรณ
ปาผลัดใบผสมหรือปาเบญจพรรณมีลักษณะเปนปาโปรงและยังมีไมไผชนิดตาง ๆ ข้ึนอยูกระจัด
กระจายท่วั ไปพ้ืนที่ดินมกั เปนดินรวนปนทราย ปาเบญจพรรณ ในภาคเหนือมักจะมีไมสักขึ้นปะปนอยูท่ัวไป

57

ครอบคลุมลงมาถึงจงั หวัดกาญจนบุรี ในภาคกลางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก มีปาเบญจพรรณ
นอยมากและกระจัดกระจาย พันธุไ มชนิดสําคัญ ไดแก สัก ประดูแดง มะคาโมง ตะแบก เสลา ออยชาง ลาน
ยมหอม ยมหิน มะเกลือ เก็ดดํา เกด็ แดง ฯลฯ นอกจากนมี้ ไี มไผท สี่ ําคัญ เชน ไผป า ไผบง ไผซาง ไผรวก ไผไร
เปน ตน

2. ปาเต็งรงั หรอื ท่ีเรียกกันวา ปาแดง

ปา แพะ ปา โคก ลักษณะทว่ั ไปเปนปา โปรง ตามพื้นปามักจะพบตนปรง และหญาเพ็ก พื้นท่ีแหงแลง
ดินรวนปนทราย หรือกรวด ลูกรัง พบอยูท ่วั ไปในทร่ี าบและท่ีภูเขา ในภาคเหนือสวนมากข้ึนอยูบนเขาที่มีดิน
ตน้ื และแหง แลงมาก ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื มีปาแดงหรอื ปา เตง็ รงั นีม้ ากที่สดุ ตามเนินเขาหรือที่ราบดิน
ทราย ชนิดของพันธุไมที่สําคัญในปาแดง หรือปาเต็งรัง ไดแก เต็ง รัง เหียง พลวง กราด พะยอม ต้ิว แตว
มะคา แต ประดู แดง สมอไทย ตะแบก เลอื ดแสลงใจ รกฟา ฯลฯ สวนไมพ้ืนลา งทีพ่ บมาก ไดแก มะพราวเตา
ปุมแปง หญา เพ็ก ปรงและหญาชนิดอนื่ ๆ

3. ปา หญา (Savannas Forest)

ปา หญา ทอ่ี ยูทุกภาคเกิดจากปาทถี่ ูกแผว ถางทาํ ลายบริเวณพน้ื ดินท่ขี าดความสมบูรณ และถูกทอดท้ิง
หญาชนิดตา ง ๆ จึงเกิดขนึ้ ทดแทนและพอถึงหนา แลง กเ็ กดิ ไฟไหมท าํ ใหต นไมบ รเิ วณขา งเคียงลมตาย พื้นท่ีปา
หญา จึงขยายมากข้ึนทุกป พืชท่ีพบมากท่ีสุดในปาหญาคือ หญาคา หญาขนตาชาง หญาโขมง หญาเพ็กและ
ปุมแปง บริเวณที่พอจะมีความช้ืนอยูบาง และการระบายนํ้าไดดีก็มักจะพบพงและแขมขึ้นอยู และอาจพบ
ตนไมทนไฟขน้ึ อยู เชน ตับเตา รกฟา ตานเหลือ ติว้ และแตว

ประโยชนข องทรัพยากรปา ไม
ปาไมน อกจากเปนที่รวมของพันธุพืชและพันธุสัตวจํานวนมาก ปาไมยังมีประโยชนมากมายตอการ
ดํารงชวี ิตของมนุษยทงั้ ทางตรงและทางออม ดงั น้ี
ประโยชนทางตรง ไดแ ก ปจจัย 4 ประการ
1. จากการนําไมมาสรา งอาคารบานเรอื นและผลิตภัณฑตาง ๆ เชน เฟอรน เิ จอร กระดาษ ไมขดี ไฟ
ฟน เปนตน
2. ใชเปนอาหารจากสวนตางๆ ของพชื ทะเล
3. ใชเ สนใย ที่ไดจ ากเปลือกไมและเถาวัลยมาถักทอ เปนเคร่ืองนงุ หม เชอื กและอ่ืนๆ
4. ใชทํายารักษาโรคตา ง ๆ

ประโยชนทางออม
1. ปาไมเ ปน เปนแหลง กาํ เนดิ ตน นา้ํ ลาํ ธารเพราะตนไมจ ํานวนมากในปาจะทําใหนา้ํ ฝนท่ีตกลงมา
คอ ย ๆ ซมึ ซับลงในดนิ กลายเปนนํา้ ใตดินทซ่ี ึง่ จะไหลซมึ มาหลอ เลี้ยงใหแมน ้ํา ลาํ ธารมนี ํา้ ไหลอยตู ลอดป
2. ปา ไมทําใหเกดิ ความชมุ ชืน้ และควบคุมสภาวะอากาศ ไอนํ้าซ่ึงเกิดจากการหายใจของพืช ซ่ึงเกิด
ขึ้นอยูมากมายในปาทําใหอากาศเหนือปามีความช้ืนสูงเม่ืออุณหภูมิลดตํ่าลงไอนํ้าเหลานั้นก็จะกล่ันตัว

58

กลายเปนเมฆแลวกลายเปน ฝนตกลงมา ทาํ ใหบ รเิ วณทมี่ พี ืน้ ปา ไมมคี วามชุม ชน้ื อยูเสมอ ฝนตกตอ งตามฤดกู าล
และไมเ กดิ ความแหง แลง

3. ปาไมเปนแหลงพักผอนและศึกษาความรู บริเวณปาไมจะมีภูมิประเทศท่ีสวยงามจากธรรมชาติ
รวมทั้งสตั วปา จงึ เปนแหลงพกั ผอ นไดศกึ ษาหาความรู

4. ปาไมช วยบรรเทาความรุนแรงของลมพายุ และปองกันอุทกภัย โดยชวยลดความเร็วของลมพายุ
ท่ีพัดผานไดต้ังแต 11 – 44% ตามลักษณะของปาไมแตละชนิด จึงชวยใหบานเมืองรอดพนจากวาตภัยได
ซ่ึงเปน การปองกันและควบคมุ นํา้ ตามแมน้ําไมใหส งู ขนึ้ มารวดเร็วลน ฝงกลายเปน อทุ กภยั

5. ปาไมชวยปอ งกันการกัดเซาะและพัดพาหนาดิน จากน้ําฝนและลมพายุโดยลดแรงปะทะ ลงการ
หลุดเล่อื นของดนิ จึงเกดิ ขน้ึ นอย และยังเปนการชว ยใหแมน า้ํ ลําธารตาง ๆ ไมต้ืนเขินอีกดวย นอกจากนี้ปาไม
จะเปน เสมอื นเคร่ืองกีดขวางตามธรรมชาติ จงึ นับวา มปี ระโยชนใ นทางยุทธศาสตรด ว ยเชนกนั

สาเหตสุ าํ คัญของวิกฤตการณป า ไมในประเทศไทย
1. การลักลอบตัดไมทําลายปา ตัวการของปญหาน้ีคือ นายทุนพอคาไม เจาของโรงเล่ือย เจาของ
โรงงานแปรรูปไม ผูร ับสมั ปทานทาํ ไมและชาวบา นท่ัวไป ซึ่งการตัดไมเพื่อเอาประโยชนจากเน้ือไมทั้งวิธีที่ถูก
และผดิ กฎหมาย ปรมิ าณปา ไมทถี่ กู ทาํ ลายนนี้ ับวันจะเพมิ่ ขึน้ เรอื่ ยๆ ตามอัตราเพ่ิมของจํานวนประชากร ย่ิงมี
ประชากรเพิ่มข้ึนเทาใด ความตองการในการใชไ มก ็เพิม่ มากข้นึ เชน ใชไมในการปลกู สรา งบา นเรอื น เครอ่ื งมือ
เครอื่ งใชในการเกษตรกรรม เครือ่ งเรอื นและถานในการหุงตม เปนตน
2. การบุกรุกพ้ืนที่ปาไมเพ่ือเขาครอบครองที่ดิน เมื่อประชากรเพิ่มสูงขึ้น ความตองการใชที่ดิน
เพื่อปลกู สรางทอี่ ยูอาศยั และที่ดนิ ทาํ กนิ กอ็ ยูสงู ขึน้ เปน ผลผลักดันใหราษฎรเขา ไปบุกรุกพนื้ ท่ีปาไม แผว ถางปา
หรอื เผาปา ทาํ ไรเล่อื นลอย นอกจากนย้ี ังมนี ายทนุ ท่ีดนิ ทจี่ างวานใหราษฎรเขาไปทําลายปาเพ่ือจับจองท่ีดินไว
ขายตอไป
3. การสงเสริมการปลูกพืชหรือเล้ียงสัตวเศรษฐกิจเพ่ือการสงออก เชน มันสําปะหลัง ปอ เปนตน
โดยไมสงเสริมการใชท่ีดินอยางเต็มประสิทธิภาพท้ัง ๆ ที่พื้นที่ปาบางแหงไมเหมาะสมท่ีจะนํามาใชใน
การเกษตร
4. การกําหนดแนวเขตพ้ืนท่ีปากระทําไมชัดเจนหรือไมกระทําเลยในหลาย ๆ พื้นที่ทําใหเกิดการ
พพิ าทในเร่อื งทด่ี นิ ทาํ กนิ ของราษฎรและทดี่ นิ ปา ไมอ ยูต ลอดเวลา และเกดิ ปญหาในเร่อื งกรรมสทิ ธท์ิ ดี่ นิ
5. การจัดสรา งสาธารณปู โภคของรัฐ เชน เขอื่ น อา งเก็บนํ้า เสน ทางคมนาคม การสรางเข่ือนขวางลํา
น้ําจะทําใหพนื้ ท่ีเก็บนํา้ หนา เขื่อนท่ีอุดมสมบูรณถูกตัดโคนมาใชประโยชน สวนตนไมขนาดเล็กหรือที่ทําการ
ยายออกมาไมทันจะถกู นา้ํ ทวมยนื ตนตาย เชน การสรา งเขอ่ื นรชั ประภาเพื่อก้นั คลองพระแสงอนั เปน สาขาของ
แมน ้ําพุมดวง แมน า้ํ ตาป ทาํ ใหน ้ําทว มบริเวณปาดงดบิ ซึ่งมีพันธุไมหนาแนน และสัตวนานาชนิดเปนบริเวณ
นับแสนไร ตอ มาจึงเกดิ ปญหานํ้าเนาไหลลงลาํ นํา้ พุมดวง
6. ไฟไหมป า มกั จะเกิดขึน้ ในชวงฤดแู ลง ซ่งึ อากาศแหง แลงและรอ นจัด ท้งั โดยธรรมชาติและจากการ
กระทาํ ของมนุษยทอี่ าจลกั ลอบเผาปา หรือเผลอ จดุ ไฟท้งิ ไว

59

7. การทาํ เหมอื งแร แหลงแรท่พี บในบริเวณท่ีมีปาไมปกคลุมอยู มีความจําเปนท่ีจะตองเปดหนาดิน
กอ นจงึ ทําใหป าไมท ่ีขึ้นปกคลมุ ถกู ทําลายลง เสน ทางขนยา ยแรใ นบางครั้งตองทําลายปาไมลงเปนจํานวนมาก
เพือ่ สรางถนนหนทาง การระเบดิ หนา ดนิ เพ่อื ใหไดมาซง่ึ แรธ าตุ สงผลถงึ การทําลายปา

การอนุรักษป าไม
ปาไมถกู ทําลายไปจํานวนมาก จึงทําใหเกิดผลกระทบตอสภาพภูมิอากาศไปท่ัวโลก รวมทั้งความสมดุล
ในแงอ น่ื ดวย ดงั นน้ั การฟนฟสู ภาพปาไมจ งึ ตองดาํ เนินการเรงดวน ทัง้ ภาครฐั ภาคเอกชนและ ประชาชน ซ่ึงมี
แนวทางในการกําหนดแนวนโยบายดา นการจัดการปาไม ดงั นี้
1. นโยบายดา นการกําหนดเขตการใชประโยชนท ีด่ นิ ปา ไม
2. นโยบายดา นการอนุรกั ษทรพั ยากรปา ไมเ กี่ยวกับงานปอ งกันรกั ษาปา การอนุรักษสง่ิ แวดลอม
3. นโยบายดานการจัดการทีด่ ินทํากนิ ใหแกราษฎรผูยากไรในทอ งถ่นิ
4. นโยบายดา นการพฒั นาปาไม เชน การทําไมแ ละการเก็บหาของปา การปลูก และการบํารุงปาไม
การคนควา วิจัย และดา นการอุตสาหกรรม
5. นโยบายการบริหารท่ัวไปจากนโนบายดังกลาวขางตนเปนแนวทางในการพัฒนาและการจัดการ
ทรัพยากรปา ไมข องชาติใหไ ดร บั ผลประโยชน ทงั้ ทางดา นการอนุรักษแ ละดานเศรษฐกิจอยางผสมผสาน ท้ังนี้
เพื่อใหเกดิ ความสมดุลของธรรมชาติและมีทรัพยากรปาไมไ วอ ยา งย่ังยืนตอ ไปในอนาคต

สถานการณทรพั ยากรปาไม

การใชประโยชนจากพน้ื ท่ปี า อยางตอเนือ่ งในชวงสี่ทศวรรษท่ีผานมาทําใหประเทศไทยสูญเสีย พ้ืนท่ี
ปาไมแ ลวประมาณ 67 ลา นไร หรือเฉลย่ี ประมาณ 1.6 ลานไรต อ ป กลา วคอื ป พ.ศ. 2504 ประเทศไทยมพี ้ืนท่ี
ปาอยูถ งึ รอ ยละ 53.3 ของพน้ื ที่ประเทศ หรอื ประมาณ 171 ลานไร และลดลงมาโดยตลอดจนในป พ.ศ. 2532
ประเทศไทยเหลือพื้นที่ปาเพียงรอยละ 27.95 ของพ้ืนท่ีท้ังหมด หรือประมาณ 90 ลานไร รัฐบาลในอดีตได
พยายามจะรักษาพ้ืนที่ปา โดยประกาศยกเลิกสัมปทานการทาํ ไมในปาบกท้ังหมด ในป พ.ศ.2532 แตหลังจาก
ยกเลิกสัมปทานปาไม สถานการณดีขึ้นในระยะแรกเทาน้ัน ตอมาการทําลายก็ยังคงเกิดข้ึนไมแตกตางจาก
สถานการณก อ นยกเลิกสมั ปทานปา ไมเ ทาใดนัก โดยพืน้ ที่ปา ท่ีถกู บกุ รกุ กอนการยกเลิกสัมปทาน
(ป พ.ศ. 2525-2532) เฉลี่ยตอปเทากับ 1.2 ลานไร และพ้ืนท่ีปาท่ีถูกบุกรุกหลังการยกเลิกสัมปทาน
(ป พ.ศ. 2532-2541) เฉล่ีย 1.1 ลานไรต อ ป (ตารางที่ 1)

60

ตารางท่ี 1 พืน้ ที่ปากอนและหลังการยกเลิกสมั ปทานปา ไม

รายการ พืน้ ท่ีปา (ลา นไร) พ้ืนที่ถูกทําลายเฉล่ียตอป
(ลานไร)

ป พ.ศ. 2504 171.0 -

ป พ.ศ. 2525 97.8 3.5

ป พ.ศ. 2532 (ประกาศยกเลกิ สมั ปทานปาไม) 89.6 1.2

ป พ.ศ. 2541 81.1 1.1

2. ภูเขาและแรธาตุ
ภเู ขา เปนแหลง ตน กาํ เนิดของแรธาตุ ปา และแหลง นา้ํ ที่สาํ คัญของประเทศไทย
ภาคเหนือเปนภาคที่อุดมดวยทรัพยากรแรธาตุภาคหน่ึงของประเทศไทย เพราะมีภูมิประเทศท่ีมี
โครงสรางเปนภเู ขา เนนิ เขาและแอง แผน ดิน ในยุคกลางเกา กลางใหม ที่บริเวณตอนกลางที่ผานการผุกรอน

และมีการเปล่ียนแปลงของแผนดิน โดยเฉพาะภูเขาทางตะวันตกที่เปนแนวของทิวเขา อุดมดวยแรโลหะ
แรอโลหะและแรเ ชอื้ เพลิง

แรโ ลหะ ทส่ี าํ คญั ทพี่ บตามภูเขาหนิ แกรนิตในภาคเหนอื ไดแ ก

1. แรดีบุก แหลงแรดีบุกที่พบในภาคเหนือ อยูในเขตภูเขาของจังหวัดที่อยูทางเหนือ และทางภาค
ตะวันตกของภาค คือ จังหวดั แมฮ องสอน จังหวัดเชียงใหม จังหวัดลําปาง จังหวัดเชียงราย แตมีปริมาณการ
ผลติ ไมมากเทา กับแหลง ดีบุกสําคัญทางภาคใต

2. ทังสเตนหรอื วุลแฟรม ทีพ่ บมากในภาคเหนือ คอื แหลงแรซไี รท เปน แรท ่ีสําคญั ทางเศรษฐกจิ การคา
และยุทธปจ จัยสาํ คัญ มีการทาํ เหมอื งที่ อําเภอดอยหมอก อําเภอเวียงปาเปา จงั หวดั เชยี งราย และพบ
แถบภูเขาสูงในเขต จังหวัดแมฮองสอนมีเหมืองดําเนินการผลิตถึง 10 เหมือง ท่ีสําคัญคือเหมืองท่ี อําเภอ

แมลานอย เหมืองหวยหลวง และเหมอื งแมสะเรยี ง ทางดา นตะวนั ตกของลมุ นํา้ ยม
3. ตะกั่วและสังกะสี แรต ะก่ัวและสังกะสีมกั จะเกิดรว มกันแตที่พบยังมีปริมาณนอยไมเพียงพอ ที่จะ

นํามาใชในเชิงพาณิชยเหมือนที่พบในภาคตะวันตก ภาคเหนือมีแหลงแรตะกั่วและสังกะสีในแถบจังหวัด

แมฮองสอน จงั หวัดเชียงใหม จังหวดั ลําปางและจงั หวัดแพร
4. ทองแดง แหลงแรท องแดงมีอยหู ลายในแหงประเทศ แตเ ปน แหลงแรที่มีมูลคาทางเศรษฐกิจเพียง

ไมก แี่ หง บริเวณท่พี บ ไดแก ในเขตจงั หวดั ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เชน จงั หวัดนครราชสีมา จังหวัดเลย

แตท่ภี าคเหนือพบในเขต จังหวัดอุตรดิตถ จังหวดั แพร จังหวัดนา น และจังหวดั ลําปาง

61

5. เหล็ก แหลง แรเหลก็ ในประเทศไทยมีหลายแหงเชน กัน ท้งั ท่ีกําลงั มกี ารผลติ ท่ีผลติ หมดไปแลว
แตแ หลง ท่ีนา สนใจที่อาจมคี าในอนาคต ไดแกท ่ี อาํ เภอตาคลี จังหวดั นครสวรรค ที่เขาทับควาย จังหวัดลพบุรี
แหลงภูยาง อําเภอเชียงคาน จังหวัดเลย แหลงอึมครึม จังหวัดกาญจนบุรี ในภาคเหนือพบที่อําเภอแมแจม
จังหวัดเชยี งใหม แหลง เดิม อาํ เภอเถิน จงั หวัดลาํ ปาง

6. แมงกานีส แหลง แมงกานีสในภาคเหนอื มีแหลง ผลิตที่สําคัญอยูใน จังหวัดลําพูน จังหวัดเชียงใหม
จงั หวดั ลาํ ปาง จังหวัดแพร จงั หวดั เชยี งราย และจังหวดั นาน

7. นกิ เกลิ และโครเมยี ม พบที่ บา นหว ยยาง อําเภอทา ปลา จงั หวัดอุตรดติ ถ นอกจากนีย้ งั มแี รโครไมต
ท่ใี หโ ลหะโครเมียม ซึ่งเปน แรผ สมเหล็ก

แรอ โลหะ ที่สําคัญทพ่ี บในภาคเหนือ ไดแ ก
1. ฟลูออไรต แหลงแรฟลูออไรตท่ีสําคัญของประเทศพบในภาคเหนือและภาคตะวันตก ไดแก
ท่อี ําเภอบา นโฮง อาํ เภอปาซาง จังหวดั ลําพูน อําเภอฝาง แมแ จม อําเภอฮอด อําเภออมกอย จังหวัดเชียงใหม
อําเภอแมส ะเรยี ง จงั หวัดแมฮอ งสอน นอกจากน้กี ม็ ีท่ีภาคตะวันตก และภาคใตของไทยอีกดวย
2. แบไรต แหลงแรแบไรตท ่สี ําคญั นอกจากจะมีมากในภาคใตท่ีบริเวณเขาหลวง จังหวันครศรีธรรม
ราชและในจังหวดั สรุ าษฏรธานีแลว ยังมีแหลงสําคญั ในภาคเหนืออกี ท่ี บริเวณภไู มตอง อาํ เภอดอยเตา อําเภอ
ฮอด จังหวดั เชยี งใหม นอกจากนีย้ งั มีใน จงั หวัดแมฮอ งสอน จังหวดั ลําพนู ลําปาง อตุ รดติ ถ เชยี งราย และแพร
3. ยิปซัม แหลงยิปซัมที่สําคัญมีที่ จังหวัดนครสวรรคและพิจิตร ในภาคเหนือไดแก แหลงแมเมาะ
อําเภอแมเมาะ จงั หวดั ลาํ ปาง แหลง แมก ั๊วะ อาํ เภอเกาะคา จงั หวัดลําปาง และแหลงสองหอง อําเภอน้ําปาด
จงั หวัดอุตรดิตถ
4. ฟอสเฟต มแี หลงเล็ก ๆ อยทู ี่ ต.นาแกว อาํ เภอเกาะคา จงั หวดั ลําปาง
5. ดนิ ขาวหรอื เกาลิน ไดมกี ารพบและผลิตดินขาวในหลายบรเิ วณทงั้ ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต
ในภาคเหนือมีแหลง ดนิ ขาวท่ี อาํ เภอแจห ม จังหวัดลําปาง นอกจากนีย้ งั มีแรอโลหะอนื่ ๆ ทพ่ี บในภาคเหนอื อกี
เชน แรหนิ มาท่ี จงั หวัดเชยี งใหม แมฮ องสอน แรใ ยหินพบใน จังหวัดอตุ รดติ ถ
แรเ ชอื้ เพลิง ทีส่ าํ คัญทางเศรษฐกจิ คอื มกี ารนํามาใชเ ปนเชือ้ เพลงิ สาํ คัญในโรงงานไฟฟา เคร่ืองจกั รกล
โรงงานอุตสาหกรรมเคมภี ัณฑและในกจิ กรรมขนสงตา ง ๆ เชน ในเคร่ืองบิน รถยนต เรอื ยนต เปน ตน
1. หินน้ํามัน พบที่ บานปาคา อําเภอลี้ จังหวัดลําพูน แตยังไมไดนํามาใชประโยชนในเชิงพาณิชย
เนอ่ื งจากการแยกนํา้ มนั ออกจากหนิ นํา้ มันตอ งลงทุนสงู
2. ปโ ตรเลยี่ ม น้าํ มนั ดิบ กา ซธรรมชาติเหลว พบท่ี อําเภอฝาง จงั หวัดเชียงใหม นํามาใชเปนนํา้ มันหลอลื่น
นา้ํ มันดีเซลหมนุ เร็วปานกลางและนาํ้ มันเตา
3. ลิกไนต พบท่ี อําเภอแมเมาะ อําเภอแมทะ จังหวัดลําปาง ใชเปนเชื้อเพลิงในโรงงานบมยา
โรงไฟฟา

62

3. แหลง นํา้

ปญ หาเกย่ี วกบั ทรัพยากรนํ้า
จากพฤติกรรมการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย ซ่ึงมีผลกระทบตอสภาวะแวดลอมในโลก
โดยเฉพาะปญหาเกีย่ วกับทรัพยากรนํ้า ซึ่งเปนปจจัยสําคัญในการดํารงชีวิตของมนุษย เพราะนํ้าไดใชในการ
บริโภคและผลติ เคร่อื งอปุ โภคตาง ๆ ปจ จุบันปญ หาทรัพยากรนํา้ มดี ังน้ี
1. ปญหาทางดา นปรมิ าณ

1) การขาดแคลนน้ําหรือภัยแลง สาเหตุที่สาํ คญั ไดแ ก
1.1 ปาไมถูกทาํ ลายมากโดยเฉพาะปาตน น้ําลาํ ธาร
1.2 ลักษณะพืน้ ท่ไี มเหมาะสม เชน ไมม ีแหลง นา้ํ ดินไมด ูดซับนํา้
1.3 ขาดการวางแผนการใชแ ละอนรุ ักษน ํ้าท่ีเหมาะสม
1.4 ฝนตกนอ ยและฝนทิง้ ชว งเปนเวลานาน

2) การเกิดนํา้ ทว ม อาจเกิดจากสาเหตุหนง่ึ หรือหลายสาเหตรุ วมกัน ดงั ตอไปน้ี
2.1 ฝนตกหนกั ติดตอ กันนาน ๆ
2.2 ปาไมถ กู ทาํ ลายมาก ทาํ ใหไ มมีสง่ิ ใดจะชว ยดดู ซับนาํ้ ไว
2.3 ภมู ปิ ระเทศเปนท่ลี มุ และการระบายนาํ้ ไมดี
2.4 น้ําทะเลหนุนสูงกวา ปกติ ทาํ ใหน ํา้ จากแผนดินระบายลงสทู ะเลไมไ ด
2.5 แหลงเก็บกักนํา้ ตนื้ เขนิ หรือไดรับความเสียหาย จงึ เกบ็ น้ําไดนอยลง

2. ปญหาดานคณุ ภาพของน้ําไมเ หมาะสม สาเหตทุ ี่พบบอ ยไดแก
1) การทิ้งสิ่งของและการระบายน้ําทิ้งลงสูแหลงน้ํา ทําใหแหลงน้ําสกปรกและเนาเหม็นจนไม

สามารถใชป ระโยชนได มักเกิดตามชมุ ชนใหญ ๆ ที่อยูใกลแ หลง นา้ํ หรือทอ งถน่ิ ทีม่ ีโรงงานอตุ สาหกรรม
2) สงิ่ ทป่ี กคลุมผวิ ดนิ ถกู ชะลา งและไหลลงสูแหลง น้ํามากกวาปกติ มีทงั้ สารอินทรีย สารอนินทรีย

และสารเคมีตา งๆ ท่ใี ชในกจิ กรรมตา ง ๆ ซ่งึ ทําใหน าํ้ ขุนไดง า ย โดยเฉพาะในฤดูฝน
3) มีแรธาตุเจอื ปนอยูมากจนไมเหมาะแกก ารใชป ระโยชน นาํ้ ท่ีมแี รธาตุปนอยเู กินกวา 50 พพี ีเอม็

นน้ั เม่ือนํามาดื่มจะทาํ ใหเ กิดโรคน่ิวและโรคอนื่ ได
4) การใชสารเคมีท่ีมีพิษตกคาง เชน สารที่ใชปองกันหรือกําจัดศัตรูพืชหรือสัตว ซ่ึงเมื่อถูกฝน

ชะลางลงสูแหลงนา้ํ จะกอ ใหเ กิดอนั ตรายตอ สิ่งมชี วี ติ
3. ปญหาการใชท รัพยากรนา้ํ อยา งไมเหมาะสม เชน ใชม ากเกินความจาํ เปน โดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะ

ขาดแคลนนํ้า หรือการสูบน้ําใตดินขึ้นมาใชมากจนดินทรุด เปนตน ป พ.ศ. 2541 ธนาคารโลกพยากรณวา
น้ําในโลกลดลง 1 ใน 3 ของปริมาณนํ้าท่ีเคยมีเม่ือ 25 ปกอน และในป ค. ศ. 2525 หรืออีก 25 ปขางหนา
การใชน าํ้ จะเพม่ิ อกี ประมาณรอยละ 65 เนือ่ งจากจํานวนประชากรโลกเพ่ิมขึ้น การใชน้ําอยางไมถูกตองและ
ขาดการดูแลรักษาทรัพยากรนํ้า ซึ่งจะเปนผลใหประชากรโลกกวา 3,000 ลานคน ใน 52 ประเทศประสบ
ปญหาการขาดแคลนน้ํา

63

4. ปญหาความเปล่ียนแปลงของฟา อากาศ เน่ืองจากปรากฏการณ เอล นิโน (EI Nino ) และ
ลา นินา (La Nina) โดยปรากฏการณที่ผิดธรรมชาติจะเกิดข้ึนประมาณ 5 ปตอคร้ัง คร้ังละ 8 -10 เดือน
โดยกระแสนํา้ อนุ ในมหาสมุทรแปซิฟกตะวันตก บริเวณตะวันออกเคล่ือนลงไปถึงชายฝงตะวันตกเฉียงเหนือ
ของทวปี อเมริกาใต (ประเทศเปรู เอกวาดอร และชิลตี อนเหนอื ) ทําใหผ ิวน้ําทเี่ คยเยน็ กลบั อนุ ข้นึ และท่ีเคยอุน
กลบั เย็นลง

เม่อื อุณหภูมิของผวิ นาํ้ เปลีย่ นแปลงไปกจ็ ะสงผลทาํ ใหอณุ หภูมิเหนือน้ําเปลี่ยนไปดวยเชนกัน เปนผล
ใหความรอนและความแหงแลงในบริเวณที่เคยมีฝนชุก และเกิดฝนตกหนักในบริเวณที่เคยแหงแลง ลมและ
พายุเปลี่ยนทิศทาง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงดังกลาวเกิดเปนบริเวณกวาง จึงสงผลกระทบตอโลกอยาง
กวางขวาง สามารถทาํ ลายระบบนเิ วศในซีกโลกใต รวมทั้งพ้ืนที่บางสวนเหนือเสนศูนยสูตรได สาหรายทะเล
บางแหงตายเพราะอุณหภูมิสูง ปลาท่ีเคยอาศัยน้ําอุนตองวายหนีไปหานํ้าเย็นทําใหมีปลาแปลกชนิดเพิ่มขึ้น
และหลงั การเกิดปรากฎการณ เอล นิโน แลว ก็จะเกิดปรากฎการณลา นินา ซึ่งมีลักษณะตรงกันขามตามมา
โดยจะเกิดกระแสนํ้าอุนและคล่ืนความรอนในมหาสมุทรแปซิฟกตอนใตเคลื่อนยอนไปทางตะวันตกทําให
บริเวณมหาสมุทรแปซิฟกตะวันออกท่ีอุณหภูมิเร่ิมเย็น จะมีการรวมตัวของไอนํ้าปริมาณมาก ทําใหอากาศ
เยน็ ลง เกิดพายุ และฝนตกหนักโดยเฉพาะในกลมุ ประเทศอาเซียน

เอล นิโน เคยกอตัวคร้ังใหญในป พ.ศ. 2525 – 2526 ซึ่งผลทําใหอุณหภูมิผิวน้ําสูงกวาปกติถึง
9 องศา ฟาเรนไฮต ทาํ ลายชวี ติ มนษุ ยทัว่ โลกถึง 2,000 คน คาเสียหายประมาณ 481,000 ลานบาท ปะการัง
ในทะเลแคริบเบยี นเสยี ความสมดลุ ไปรอ ยละ 50 – 97 แตใ นป พ.ศ. 2540 กลบั กอตวั กวางกวา เดิม ซ่งึ คิดเปน
พน้ื ทไี่ ดก วา งใหญกวา ประเทศสหรฐั อเมรกิ า โดยเขตน้ําอนุ นอกชายฝง ประเทศเปรขู ยายออกไปไกลกวา 6,000
ไมล หรอื ประมาณ 1 ใน 4 ของเสน รอบโลก อุณหภูมิผวิ น้าํ วดั ไดเ ทากนั และมีความหนาของนาํ้ ถึง 6 น้ิว สงผล
ใหเ กิดปรากฎการณธ รรมชาติท่ีเลวรายท่สี ุดในรอบ 150 ป โดยเร่มิ แสดงผลตัง้ แตเดอื นเมษายน 2541

นอกจากน้ีปรากฏการณเรือนกระจกและการลดลงของพน้ื ทป่ี า ยังสงเสริมความรุนแรงของปญหาอีก
ดวย ดงั ตัวอยางตอไปน้ี

1) ประเทศไทย ประสบความรอนและแหงแลงรุนแรงท่ัวประเทศ ฝนตกนอยหรือตกลาชากวาปกติ
(ยกเวนภาคใตท่ีกลางเดือนสิงหาคมเกิดฝนตกหนักจนน้ําทวม) ปริมาณนํ้าในแมนํ้า อางเก็บน้ําและเขื่อน
ลดนอยลงมาก รวมท้ังบางจังหวัดมีอุณหภูมิในฤดูรอนสูงมาก และเกิดติดตอกันหลายวัน เชน จังหวัดตาก
มอี ุณหภมู ิในเดือนเมษายน พ.ศ. 2541 สงู ถึง 43.7 องศาเซลเซยี ส ซง่ึ นบั วาสงู ท่สี ุดในรอบ 67 ป นอกจากนี้
ยังทําใหผลผลติ ทางการเกษตร โดยเฉพาะไมผลลดลง

2) ประเทศอินโดนีเซีย ประสบความแหง แลง ท้ังท่ีอยูใ นเขตมรสุมและมีปาฝน เมื่อฝนไมตกจึงทําให
ไฟไหมปาท่ีเกิดข้ึนในเกาะสุมาตรา และบอรเนียวเผาผลาญปาไปประมาณ 14 ลานไร พรอมทั้งกอปญหา
มลพิษทางอากาศเปน บรเิ วณกวาง มีผคู นปว ยไขน บั หม่ืน ทศั นวิลัยไมด ีจนทําใหเ คร่ืองบินสายการบนิ การดู าตก
และมผี เู สยี ชวี ิต 234 คน อีกทัง้ ยังทาํ ใหผลิตผลการเกษตรตกตาํ่ โดยเฉพาะเมล็ดกาแฟโรบัสตาท่ีสงออกมาก
เปนอนั ดบั หนงึ่ ไดรบั ความเสียหายมากเปน ประวัติการณ

64

3) ประเทศปาปว นวิ กนิ ี ไดร บั ผลกระทบรุนแรงที่สดุ ในภมู ภิ าคเอเชียแปซิฟก มคี นตายจากภยั แลง 80
คนและประสบปญ หาแลง อกี ประมาณ 1,000,000 คน

4) ประเทศออสเตรเลยี อากาศแหงแลงรุนแรงจนตองฆาสัตวเลย้ี งเพราะขาดแคลนนาํ้ และอาหาร
ซึง่ คาดวา ผลผลติ การเกษตรจะเสียหายประมาณ 432 ลานเหรียญ

5) ประเทศเกาหลเี หนอื ปญหาความแหงแลง รุนแรงและอดอยากรุนแรงมาก พืชไรเสียหายมาก
6) ประเทศสหรฐั อเมริกา เกิดพายุเฮอรริเคนทางดานฝงตะวันตกมากข้ึน โดยเฉพาะภาคใตของรัฐ
แคลฟิ อรเนียไดรบั ภยั พบิ ัติมากทส่ี ดุ สว นทางฝง ตะวนั ออกซง่ึ มเี ฮอรร ิเคนคอนขางมาก คล่ืนลมกบั สงบกวาปกติ
7) ประเทศเปรูและซิลี เกิดฝนตกหนักและจับปลาไดนอยลง (เคยเกิดฝนตกหนักและนํ้าทวม
ในทะเลทรายอะตาคามา ประเทศซิลี อยางไมเคยปรากฏมากอน ทั้งๆ ท่ีบริเวณน้ีแหงแลงมากจนประเทศ
สหรฐั อเมริกาขอใชเ ปน สถานท่ีฝกนกั อวกาศ โดยสมมติวา เปนพ้ืนผิวดาวองั คาร)
8) ทวปี แอฟริกา แหง แลงรุนแรง พชื ไรอ าจเสยี หายประมาณครงึ่ หนึ่ง

ปญ หาเกีย่ วกบั ทรัพยากรน้าํ ในประเทศไทย

1. การขาดแคลนนํ้าหรอื ภยั แลง
ในหนาแลง ประชากรไทยจะขาดแคลนน้ําด่ืมน้ําใชจํานวน 13,000 – 24,000 หมูบาน ประชากร
ประมาณ 6 -10 ลานคน ซง่ึ โดยสวนใหญอยูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลาง การขาดแคลนนํ้าในระดับ
วิกฤตจะเกิดเปนระยะๆ และรุนแรงขึ้น น้ําในเขื่อนสําคัญตางๆ โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลมีปริมาณเหลือนอย
จนเกือบจะมีผลกระทบตอการผลิตกระแสไฟฟา และการผลิตน้ําประปาสําหรับใชในหลายจังหวัด การลด
ปริมาณของฝนและน้ําท่ีไหลลงสูอางเก็บนํ้า และการเกิดฝนมีแนวโนมลดลงทุกภาค ประมาณรอยละ 0.42
ตอป เปน สิง่ บอกเหตสุ าํ คัญทแ่ี สดงใหเหน็ ถึงแนวโนม ความรนุ แรงของภัยแลง

ตารางแสดงการเปรยี บเทยี บปริมาณน้ําฝนตอ ปใ นแตละภาค

พ.ศ. ปรมิ าณนา้ํ ฝน 2536 ตางจากปริมาณเฉลย่ี
ภาค (มิลลิเมตร) (มิลลเิ มตร)
2503 – 2536 2535
2535 2536

ทุกภาค (ทวั่ ประเทศ) 1,733 1,430 1,594 -303 -139

ภาคเหนอื 1,232 1,142 931 -301 -301

ภาคกลาง 1,226 1,115 1,075 -111 -151

ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื 1,405 1,241 1,176 -164 -229

ภาคตะวันออก 2,011 1,534 1,732 -477 -279

65

พ.ศ. ปริมาณนํา้ ฝน 2536 ตา งจากปรมิ าณเฉลย่ี
ภาค (มิลลิเมตร) 1,789 (มลิ ลเิ มตร)
2503 – 2536 2535 2,863
ภาคใตฝ ง ตะวนั ออก 1,768 1,457 2535 2536
ภาคใตฝง ตะวนั ตก 2,760 2,088 -307 25
-672 103

สําหรบั ปรมิ าณนํ้าที่ไหลลงสอู างเก็บนา้ํ ของเข่อื นและแมน้ําสําคัญ เชน เข่ือนภูมิพล เข่ือนสิริกิติ์และ
แมนํา้ เจาพระยา ตง้ั แตป  พ.ศ. 2515 เปนตน มา กม็ ปี รมิ าณลดลงเชนกัน เนื่องจากตนน้ําลําธารถูกทําลายทํา
ใหฝนและนํ้านอ ย และขณะเดียวกันความตองการใชน้ํากลับมีมากและเพ่ิมข้ึนเร่ือย ๆ เชน การประปานคร
หลวงใชผลิตนํ้าประปาประมาณ 1,300 ลานลูกบาศกเมตรตอป การผลักดันนํ้าเค็มบริเวณปากแมน้ํา
เจาพระยา และแมนํา้ ทาจีนจะตองใชนาํ้ จดื ประมาณ 2,500 ลา นลกู บาศกเมตรตอป การทํานาปใชประมาณ
4,000 ลา นลูกบาศกเมตร และการทาํ นาปรงั จะใชป ระมาณ 6,000 ลานลกู บาศกเ มตร โดยมีแนวโนมของการ
ใชเพิม่ มากขนึ้ ทุกป

แนวโนม การลดปรมิ าณนาํ้ ในเข่อื นท่ีสาํ คญั และแมน้ําเจาพระยา

แหลงทวี่ ัดปรมิ าณ ชวงปท ่ีวัด ปรมิ าณนํา้ เฉลย่ี ตอ ป
(ลานลูกบาศกเมตร)

ปริมาณนา้ํ ไหลลงสูอางเก็บน้าํ เขอ่ื น พ.ศ. 2515 – 2534 ประมาณ 10,360
ภมู พิ ลและเขอื่ นสิรกิ ิต์ิ พ.ศ. 2525 – 2534 ประมาณ 8,760
พ.ศ. 2530 - 2534 ประมาณ 7,000

ปรมิ าณนาํ้ ในแมน า้ํ เจาพระยาทีไ่ หล พ.ศ. 2515 – 2534 ประมาณ 22,200
ผานจังหวดั นครสวรรค พ.ศ. 2525 – 2534 ประมาณ1 8,700
พ.ศ. 2530 - 2534 ประมาณ16,000

2. ปญ หานา้ํ ทวมหรอื อุทกภยั
เกดิ จากฝนตกหนกั หรือตกตดิ ตอ กันเปนเวลานาน ๆ เน่อื งจากการตัดไมท าํ ลายปา แหลง นาํ้ ตืน้ เขินทาํ
ใหรองรับนํา้ ไดนอยลง การกอ สรา งที่ทาํ ใหน ํ้าไหลไดนอยลง เชน การกอสรางสะพาน นอกจากนี้น้ําทวมอาจ

เกิดจากนํ้าทะเลหนุนสูงขึ้น พื้นดินทรุดตัวเนื่องจากการสูบน้ําใตดินไปใชมากเกินไป พ้ืนที่เปนที่ต่ําและ
การระบายนํา้ ไมด ี และการสูญเสยี พ้ืนที่นํ้าทวมขัง ตัวอยาง ไดแ ก การถมคลองเพ่ือกอสรางที่อยูอาศัย รวมท้ัง
การบุกรุกพน้ื ท่ชี ุมนํา้ เชน กวานพะเยา บึงบอระเพด็ ทะเลสาบสงขลา และหนองหาร จงั หวดั สกลนคร เพือ่ ใช

ประโยชนอ ยางอืน่

66

3. เกิดมลพษิ ทางนํ้าและระบบนเิ วศถูกทาํ ลาย
โดยสวนใหญแ ลว นํ้าจะเกดิ การเนา เสียเพราะการเจือปนของอินทรียสาร สารพิษ ตะกอน สิ่งปฏิกูล
และน้าํ มนั เช้อื เพลงิ ลงสแู หลงน้ํา ซึง่ มผี ลใหพ ืชและสัตวนา้ํ เปน อนั ตราย เชน การท่ีปะการงั ตัวออ นของสตั วน้าํ
และปลาท่เี ล้ียงตามชายฝง บรเิ วณเกาะภูเกต็ ตายหรือเจรญิ เติบโตผดิ ปกติ เพราะถูกตะกอนจากการทําเหมือง
แรท ับถม ไปอดุ ตันชอ งเหงือกทําใหไดรบั ออกซเิ จนไมเ พียงพอ

4. แหลงนา้ํ ตน้ื เขิน
ดินและตะกอนดินที่ถูกชะลางลงสูแหลงนํ้าน้ันทําใหแหลงนํ้าตื้นเขินและเกิดนํ้าทวมไดงาย ซ่ึงเปน
อุปสรรคตอการเดนิ เรือ และยงั เปนผลเสยี ตอการดาํ รงชวี ิตของสัตวน้าํ โดยเฉพาะบรเิ วณอาวไทยตอนบน
โดยในแตละปตะกอนดินถูกพัดพาไปทับถมกันมากถึงประมาณ 1.5 ลานตัน การสูบนํ้าใตดินไปใชมากจน
แผนดนิ ทรดุ ตวั
ชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลท้ัง 6 จังหวัดใชนํ้าบาดาลจํานวนมาก เม่ือป 2538 พบวาใช
ประมาณวันละ 1.5 ลา นลกู บาศกเ มตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจใชประมาณวันละ 1.2 ลานลูกบาศก
เมตร ทําใหด ินทรดุ ตวั ลงทีละนอย และทําใหเกิดนํา้ ทว มขงั ไดง า ยขึ้น

4. ทรัพยากรดิน

ปญหาการใชที่ดนิ ไมเ หมาะสม และไมค ํานงึ ถงึ ผลกระทบตอ ส่งิ แวดลอม ไดแ ก
1. การใชท ดี่ นิ เพ่อื การเกษตรกรรมอยา งไมถกู หลกั วิชาการ
2. ขาดการบํารงุ รักษาดิน
3. การปลอยใหผ ิวดนิ ปราศจากพชื ปกคลุม ทําใหสญู เสยี ความชมุ ช้นื ในดนิ
4. การเพาะปลูกทที่ าํ ใหด นิ เสีย
5. การใชป ยุ เคมีและยากาํ จดั ศัตรพู ืชเพื่อเรง ผลติ ผล ทาํ ใหด ินเส่ือมคณุ ภาพและสารพิษตกคา ง
อยูในดิน
6. การบกุ รุกเขา ไปใชป ระโยชนท ด่ี นิ ในเขตปา ไมบนพน้ื ทท่ี ่ีมคี วามลาดชนั สูง
7. รวมทงั้ ปญ หาการขยายตวั ของเมอื งท่รี ุกลา้ํ เขา ไปในพน้ื ที่เกษตรกรรม และการนาํ มาใชเปนทอี่ ยู
อาศัย ท่ตี ั้งโรงงานอุตสาหกรรม
8. หรอื การเก็บทีด่ ินไวเพื่อการเกง็ กําไร โดยมิไดม กี ารนํามาใชป ระโยชนแ ตอยา งใด นอกจากน้ี
การเพิ่มขนึ้ ของประชากรประกอบกับความเจรญิ เติบโตทางเศรษฐกจิ สูงขึ้น ทําใหความตองการใช

ทด่ี ินเพ่ือการขยายเมอื ง และอตุ สาหกรรมเพ่ิมจาํ นวนตามไปดว ยอยา งรวดเรว็ โดยปราศจากการควบคมุ การใช
ท่ีดนิ ภายในเมืองใหเหมาะสม เปนสาเหตใุ หเ กิดปญหาสงิ่ แวดลอ มภายในเมือง หลายประการ เชน ปญหาการ
ต้งั ถิน่ ฐาน ปญหาแหลงเส่ือมโทรม ปญ หาการจราจร ปญหาสาธารณสุข ปญหาขยะมูลฝอย และการบริการ
สาธารณปู โภคไมเพียงพอ

67

นอกจากนน้ั ปญ หาการพังทลายของดินและการสญู เสยี หนาดนิ โดยธรรมชาติ เชน การชะลาง การกัดเซาะของน้ํา
และลม เปน ตน และทสี่ าํ คัญคือ ปญ หาจากการกระทาํ ของมนษุ ย เชน การทําลายปา เผาปา การเพาะปลูกผิดวิธี
เปนตน กอใหเ กิดการสูญเสยี ความอุดมสมบูรณข องดินทาํ ใหใ ชประโยชนจากทดี่ ินไดล ดนอ ยลง ความสามารถ
ในการผลิตทางดานเกษตรลดนอยลงและยังทําใหเกิดการทับถมของตะกอนดินตามแมนํ้าลําคลอง เขื่อน
อา งเกบ็ นา้ํ เปนเหตุใหแหลงน้ําดังกลาวตื้นเขิน รวมท้ังการที่ตะกอนดินอาจจะทับถมอยูในแหลงท่ีอยูอาศัย
และท่วี างไขของสัตวน ํา้ อกี ท้งั ยังเปนตวั ก้นั แสงแดดที่จะสอ งลงสพู น้ื นาํ้ สิง่ เหลานลี้ วนกอใหเกิดผลกระทบตอ
สงิ่ มีชวี ติ ในนา้ํ นอกจากน้ีปญหาความเสือ่ มโทรมของดิน อันเน่ืองมาจากสาเหตุดัง้ เดมิ ตามธรรมชาติ คือ การที่
มีสารเปน พษิ เกดิ ขึน้ มาพรอ มกบั การเกดิ ดิน เชน มีโลหะหนัก มีสารประกอบท่ีเปนพษิ ซ่งึ อาจทาํ ใหด นิ เค็ม
ดินดางดินเปรี้ยวได โดยเฉพาะปญหาการแพรกระจายของดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือการดําเนิน
กิจกรรมเพื่อใชประโยชนจากท่ีดินอยางไมเหมาะสม และขาดการจัดการท่ีดี เชน การสรางอางเก็บน้ํา
ในบริเวณทมี่ ีเกลือหนิ สะสมอยมู าก นา้ํ ในอา งจะซมึ ลงไปละลายเกลือหนิ ใตดิน แลว ไหลกลับขนึ้ สผู วิ ดนิ บริเวณ
รอบ ๆ การผลิตเกลือสินเธาวใ นเชิงพาณิชย โดยการสูบน้ําเกลือใตดินข้ึนมาตมหรือตาก ทําใหปญหาดินเค็ม
แพรข ยายออกไปกวา งขวางยิง่ ขนึ้ ยงั มีสาเหตุท่ีเกิดจากสารพิษและสงิ่ สกปรกจากภายนอกปะปนอยูใ นดิน เชน
ขยะจากบา นเรือน ของเสยี จากโรงงานอุตสาหกรรม สารเคมีตกคางจากการใชป ุย และยากําจดั ศตั รูพชื เปน ตน
ลว นแตสง ผลกระทบตอ ส่งิ แวดลอ ม และกอใหเ กิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ

68

5. สตั วปา

สตั วป า
สาเหตปุ ญ หาของทรพั ยากรสตั วปา สาเหตขุ องการสูญพนั ธุหรือลดจาํ นวนลงของสตั วป า มดี งั นี้
1. การทาํ ลายทอ่ี ยอู าศัย การขยายพืน้ ท่ีเพาะปลกู พื้นที่อยอู าศยั เพ่อื การดาํ รงชพี ของมนุษยไ ดทําลาย
ทอ่ี ยอู าศัยและทดี่ าํ รงชีพ ของสัตวปา ไปอยา งไมรตู วั
2. สภาพธรรมชาติ การลดลงหรอื สูญพันธุไปตามธรรมชาติ ของสัตวป า เนือ่ งจากการปรับตัวของสตั ว
ปา ใหเ ขา กบั การดาํ รงชวี ติ ในสภาพแวดลอมท่ีเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา สัตวปาชนิดที่ปรับตัวไดก็จะมีชีวิต
รอด หากปรับตัวไมไ ดจ ะลมตายไป ทาํ ใหมจี ํานวนลดลงและสญู พันธใุ นท่สี ดุ
3. การลา โดยตรง โดยสัตวป าดว ยกันเอง สตั วปา จะไมลดลงหรือสูญพันธุอยางรวดเร็ว เชน เสือโครง
เสอื ดาว หมาไน หมาจิ้งจอกลากวางและเกง ซึ่งสัตวท่ีถูกลาสองชนิดน้ี อาจจะตายลงไปบางแตจะไมหมดไป
เสยี ทเี ดียว เพราะในธรรมชาติแลว จะเกิดความ สมดลุ อยูเสมอระหวา งผลู าและผูถูกลา แตถาถูกลาโดยมนุษย
ไมว า จะเปน การลา เพื่อเปนอาหาร เพ่ือการกีฬา หรือเพือ่ อาชีพ สัตวป าจะลดลงจาํ นวนมาก
4. เนื่องจากสารพิษ เมื่อเกษตรกรใชสารเคมีในการเพาะปลูก เชน ยาปราบศัตรูพืชจะทําใหเกิด
สารพิษตกคา งในส่ิงแวดลอม นอกจากน้กี ารสาธารณสุขบางครัง้ จําเปน ตองกําจัดหนู และแมลงเชน กัน สารเคมี
ท่ีใชในกิจกรรมตาง ๆ เหลานี้ มีหลายชนิดที่มีพิษตกคาง ซึ่งสัตวปา จะไดรับพิษตามหวงโซอาหาร ทําให
สารพิษไปสะสมในสตั วป า มาก หากสารพิษมีจํานวนมากพออาจจะตายลงไดห รอื มีผลตอลูกหลาน เชน รา งกาย
ไมสมบรู ณ ไมส มประกอบ ประสิทธภิ าพการใหก าํ เนดิ หลานเหลนตอ ไปมจี ํากัดข้ึน ในที่สุดจะมีปริมาณลดลง
และสูญพันธไุ ป
5. การนาํ สัตวจ ากถนิ่ อ่ืนเขามา ตัวอยางนยี้ ังปรากฏไมเ ดน ชดั ในประเทศไทย แตใ นบางประเทศจะพบ
ปญหาน้ี เชน การนาํ พงั พอนเขาไปเพื่อกําจดั หนู ตอมาเมือ่ หนมู จี ํานวนลดลงพงั พอนกลับทําลายพืชผลท่ีปลูก
ไวแ ทน เปนตน

69

6. มลพษิ ทางอากาศ

“มลพิษทางอากาศ” มลพษิ ทางอากาศเปนปญ หาสําคัญปญหาหน่ึงที่เกิดขึ้นในเขตเมือง โดยเฉพาะ
กรุงเทพมหานคร เนอ่ื งจากมลพษิ ทางอากาศกอใหเกิดผลกระทบดานสุขภาพอนามัย ไมวาจะเปนดานกลิ่น
ความรําคาญ ตลอดจนผลกระทบตอ สขุ ภาพทเ่ี กี่ยวกับระบบการหายใจ หัวใจและปอด ดังน้ันการติดตามเฝา
ระวงั ปริมาณมลพษิ ในบรรยากาศจงึ เปนภารกิจหนง่ึ มม่ี คี วามสําคญั กรมควบคุมมลพษิ เปนหนวยงานท่ีทําการ
ตรวจวัดคุณภาพอากาศมาอยางตอเน่ือง โดยทําการตรวจวัดมลพิษทางอากาศท่ีสําคัญ ไดแก ฝุนละออง
ขนาดเลก็ (ฝนุ ละอองขนาดไมเ กิน 10 ไมครอน : PM-10) กา ซซลั เฟอรไ ดออกไซด (SO2) สารตะก่ัว (Pb)
กาซคารบอนมอนอกไซด (CO) ไนไตรเจนไดออกไซด (NO2) และกาซโอโซน (O3)

สถานการณม ลพษิ ทางอากาศ
ผลจากการตรวจวัดคุณภาพอากาศในชว งเกือบ 20 ปท่ผี า นมาก พบวา คุณภาพทางอากาศในประเทศ
ไทยมคี ณุ ภาพดขี ึ้น โดยพจิ ารณาไดจากคาสูงสุดของความเขม ขนของสารมลพิษสวนใหญอ ยใู นเกณฑมาตรฐาน

70

ยกเวน ฝุนขนาดเล็ก และกาซโอโซน ท้ังนี้การทคี่ ุณภาพอากาศของประเทศไทยมีคุณภาพดีข้นึ มีสาเหตุมาจาก
การลดลงของปรมิ าณการใชเชื้อเพลิงในชว งวกิ ฤตเิ ศรษฐกิจและอกี สว นหนง่ึ มาจากมาตรการของรฐั ที่มีสวนทํา
ใหม ลพษิ ทางอากาศลดลง (ธนาคารโลก 2002) ซงึ่ ไดแก

การรณรงคใ หใชรถจักรยานยนต 4 จงั หวะแทนรถจักรยานยนต 2 จงั หวะ เนื่องจากรถจักรยานยนต
2 จงั หวะเปนแหลง กําเนิดสําคัญของการปลอยฝุนละออกสูบรรยากาศ การปรับเปล่ียนมาใชรถจักรยานยนต
4 จังหวะ จงึ จะชว ยใหม ีการปลอ ยฝุนละอองสบู รรยากาศลดลง

การติดต้ังอุปกรณกําจัดสารซัลเฟอร (Desulfurization) ในโรงไฟฟาแมเมาะในป พ.ศ.2535
เนอ่ื งจากโรงไฟฟาแมเ มาะเปน โรงไฟฟาท่ใี ชถานหินลิกไนตเปน เช้ือเพลงิ เปนแหลง กําเนิดสาํ คัญของการปลอย
กา ซซลั เฟอรไดออกไซด ดังนั้นการติดตง้ั อปุ กรณด งั กลาวทําใหปริมาณกาซซัลเฟอรไดออกไซดในบรรยากาศ
ลดลงอยางตอ เนือ่ งจนอยูในระดบั ท่ีตา่ํ กวามาตรฐาน ตง้ั แตม ีการติดตัง้ อปุ กรณก ําจดั สารซัลเฟอร

การบงั คบั ใชอ ปุ กรณขจัดมลพษิ ในระบบไอเสยี รถยนตป ระเภท Catalytic converter ในรถยนตใหม
ในป พ.ศ. 2536 เนอ่ื งจากยานยนตเ ปนแหลงกําเนิดกา ซคารบ อนมอนอกไซดท ี่สําคญั สง ผลใหระดบั กา ซ
คารบอนมอนอกไซดล ดลงจนอยูใ นระดับทตี่ ํา่ กวา มาตรฐาน

การลดปริมาณสารตะกั่วในนํ้ามัน โดยในป พ.ศ. 2532 รัฐบาลไดมีมาตรการเริ่มลดปริมาณตะกั่ว
ในน้ํามันจาก 0.45 กรัมตอลิตรใหเหลือ 0.4 กรัมตอลิตร และในป พ.ศ. 2535 ไดลดลงมาเหลือ 0.15 กรัม
ตอลติ ร จนกระทั่งปลายป พ.ศ. 2538 รฐั บาลไดยกเลกิ การใชน ้าํ มนั เบนซินท่ีมีสารตะกวั่ ทาํ ใหร ะดบั สารตะกั่ว
ลดลงอยางรวดเร็วจนอยใู นระดบั ท่ีต่าํ กวามาตรฐาน

ฝนุ ละอองขนาดเลก็ และกา ซโอโซน ยงั เปนสารมลพิษท่เี ปนปญ หา ซง่ึ ถึงแมจ ะมีแนวโนม ลดลงเชน กัน
แตม ลพษิ ทงั้ 2 ตัวก็ยงั สงู เกินมาตรฐาน ท้ังนี้อาจเปนเพราะฝุนละอองมีแหลงกําเนิดหลากหลาย ทําใหการ
ออกมาตรการเพื่อลดฝุนละอองทาํ ไดยาก โดยแหลงกําเนิดฝุนละอองที่สําคัญ ไดแก ยานพาหนะ ฝุนละออง
แขวนลอยคงคางในถนน ฝนุ จากการกอ สราง และอุตสาหกรรม สําหรับในพน้ื ที่ชนบท แหลงกาํ เนิดฝนุ ละออง
ท่ีสําคัญ คือ การเผาไหมในภาคเกษตร ขณะที่กาซโอโซนเปนสารพิษทุติยภูมิที่เกิดจากปฏิกิริยาระหวาง
สารประกอบอินทรียระเหยงาย (Volatile organic compound: VOC) และออกไซดของไนโตรเจน โดยมี
ความรอ นและแสงอาทิตยเปนตัวเรงปฏิกิริยา ทําใหกาซโอโซนมีปริมาณสูงสุดในชวงเท่ียงและบาย และถูก
กระแสลมพัดพาไปสะสมในบรเิ วณตา งๆ ซึง่ จะเห็นไดว ามปี จจยั หลายปจจัยท่ียากตอการควบคุมการเกิดของ
กาซโอโซน ทําใหม าตรการตาง ๆ ที่กลาวมาของภาครัฐ ยงั ไมสามารถลดปริมาณกาซโอโซนลงใหอยูในเกณฑ
มาตรฐานได

มลพิษทางอากาศมีแหลงกําเนิดมลพิษและผลกระทบตอสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดลอมแตกตาง
และรุนแรงตา งกันไป ทัง้ นส้ี ามารถสรปุ ได ดงั ตารางท่ี 1

71

ตารางท่ี 1 แหลงกาํ เนดิ ที่สาํ คญั และผลกระทบของมลพษิ ทางอากาศ

มลพษิ แหลงกาํ เนดิ ที่สําคญั ผลกระทบ

ฝุนละออง การเผาไหมข องเครือ่ งยนตดเี ซล PM-10 มีผลกระทบตอ สุขภาพอนามยั
ไมเ กนิ 10 ไมครอน ฝนุ ละออง แขวนลอยคงคา ง ของคนอยา งสงู เพราะมีขนาดเลก็
(PM-10) ในถนน ฝุนจากการกอสรา ง จึงสามารถแทรกตัวเขาไปในปอดได
และจากอุตสาหกรรม

กา ชซลั เฟอร การเผาไหมเ ชอ้ื เพลงิ ทีม่ ี การสะสมของ SO2 จาํ นวนมาก
ไดออกไซด ซลั เฟอรเ ปน องคประกอบ อาจทาํ ใหเ ปนโรคหอบหดื หรือ
(SO2 ) ซง่ึ สวนใหญ คือ ถานหินและ
นํา้ มนั และอาจเกดิ จาก มีปญ หาเกย่ี วกบั ระบบทางเดนิ หายใจ
กระบวนการทางอตุ สาหกรรม นอกจากนก้ี ารรวมตวั กนั ระหวา ง SO2
บางชนิด และ NO2 เปนสาเหตุสาํ คัญท่กี อใหเกิด

ฝนกรด (acid rain) ซ่ึงทําใหเ กิดดนิ
เปรีย้ ว และทําใหนาํ้ ในแหลง นา้ํ
ธรรมชาตติ า ง ๆ มีสภาพเปนกรด

สารตะกว่ั การเผาไหม alkyl lead ที่ผสม สารตะก่วั เปน สารอันตรายทส่ี ง ผล
(Pb) อยูในนา้ํ มันเบนซนิ ทาํ ลายสมอง ไต โลหิต ระบบประสาท
สวนกลาง และระบบสบื พันธุ โดยเดก็
ทีไ่ ดร บั สารตะก่ัวในระดบั สูงอาจมี
พัฒนาการรับรชู ากวา ปกติ และ
การเจรญิ เตบิ โตลดลง

กาชคารบอนได การเผาไหมข องน้ํามนั ท่ีไม CO จะเขา ไปขัดขวางปริมาณกา ซ
ออกไซด สมบรู ณ ออกซเิ จน (O2) ท่ีรา งกาย จําเปน ตอง
(CO) ใช ดงั นั้นผทู ม่ี อี าการโรคระบบหัวใจ
และหลอดเลอื ดจึงมคี วามเส่ยี งสงู จน
อาจถงึ แกชีวติ ได ถา ไดรบั CO
ในระดับสูง

72

มลพษิ แหลงกําเนิดทส่ี ําคัญ ผลกระทบ

ไนโตรเจนออกไซด การเผาไหมเ ชอื้ เพลิงฟอสซิล การรบั NO2 ในระดับตํ่าอาจทาํ ให
NO2 และยงั มบี ทบาทสําคัญ ในการ คนทม่ี โี รคระบบทางเดินหายใจ
กอ ตัวของ O3 และฝนุ ละออง มคี วามผิดปกติของปอด และอาจเพิ่ม
การเจบ็ ปวยของโรคระบบ ทางเดนิ
หายใจในเด็ก ขณะที่การรบั No2
เปนเวลานานอาจเพ่ิมความไวทีจ่ ะตดิ
เชือ้ โรคระบบทางเดนิ หายใจและทาํ ให
ปอดมีความผิดปกตอิ ยา งถาวร

กา ชโอโซน การทาํ ปฏิกริ ิยาระหวา ง O.3 อาจทาํ ใหเกิดอันตรายเฉียบพลัน
O3 สารประกอบอนิ ทรยี ร ะเหยงา ย ตอสขุ ภาพ เชน ความระคายเคืองตอ
(Volatileorganic สายตา จมูก คอ ทรวงอก หรอื อาการ

compound: VOC) และ ไอ ปวดหัว นอกจากนี้ยังอาจทาํ ให
ออกไซดของ ไนโตรเจนโดยมี ผลผลติ ทางการเกษตรตํ่าลง
ความรอ นและแสงอาทติ ยเ ปน
ตวั เรงปฏกิ ริ ิยา

ท่มี า : ธนาคารโลก 2002.

กจิ กรรมบทที่ 4 เร่ือง การทาํ ลายทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ ม

กิจกรรมที่ 1 ผูเรียนคิดวาในชุมชนเกิดปญหาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมในดานใดบาง
ใหเลือก 1 ปญหา แลววิเคราะหหาสาเหตุของการเกิดปญหาและหาสาเหตุของการเกิดปญหาและหาแนว

ทางแกไ ข

กิจกรรมท่ี 2 ใหผูเรียนศึกษาผลกระทบจากการสรางเขื่อนขนาดใหญตอการเปล่ียนแปลงทาง
ธรรมชาติ และจัดทํารายงาน

กจิ กรรมท่ี 3 จงเลือกคาํ ตอบทถ่ี กู ตองท่สี ดุ เพยี งคาํ ตอบเดยี ว

1. ปญ หาการจราจรติดขดั ตามเมอื งใหญ ๆ นอกจากจะทาํ ใหเ กดิ ผลเสียทางเศรษฐกจิ แลว ยงั จะทําให

เกดิ ผลเสียทางใดอีก

ก. ทาํ ใหค นฝาฝน กฎหมาย ข. ทําใหส ิง่ แวดลอมเปนพษิ

ค. ทําใหรถยนตเ สอ่ื มสภาพเร็ว ง. ทาํ ใหสูญเสยี เวลาไปโดยเปลา ประโยชน

73

2. เราจะแกอากาศเปน พิษอยางเชนในกรงุ เทพฯ โดยวิธใี ดจึงจะดที สี่ ุด

ก. ลดจาํ นวนรถยนตล ง ข. ไมส ง เสียงดงั ในโรงภาพยนตร

ข. ปลูกตน ไมใ หมาก ง. ขยายเขตเมอื งใหก วา งออกไปอีก

3. การปอ งกันไมใหเกดิ ปญหามลพษิ ควรปฏิบัติอยางไร

ก. ไมส บู บุหรีใ่ นทีส่ าธารณะ

ข. ไมส งเสยี งดังในโรงภาพยนตร

ค. ขามถนนตรงทางมาลายหรอื สะพานลอย

ง. ติดตัง้ ระบบปอ งกันไอเสียในรถยนต

4. ประเทศไทยขาดดลุ การคา กบั ตางประเทศ เพราะเหตใุ ด

ก. สนิ คา มีจาํ นวนนอยกวา เปาหมาย

ข. ปรมิ าณการผลิตสนิ คานอ ยลง

ค. ไมสนบั สนุนใหเ อกชนสง สินคาออก

ง. มลู คาราคาสินคาสง ออกนอยกวา มลู คาสนิ คา นําเขา

5. สาเหตอุ ะไรที่ทาํ ใหฝ นมสี ภาพเปน กรด

ก. กา ซท่ีมอี อกไซดเปนตวั ประกอบ ข. ซลั เฟอรไ ดออกไซด

ข. ออกไซดของไนโตรเจน ง. คารบ อนมอนนอกไซด

6. มลภาวะเปนพษิ ท่เี กิดผลกระทบตอ ระบบนิเวศหมายถึง

ก. ออกซเิ จนในอากาศมีปรมิ าณเพ่ิมขึ้น

ข. คารบ อนไดออกไซดใ นอากาศมีปริมาณเพ่มิ ขึ้น

ค. ออกซเิ จนในอากาศมีปรมิ าณเทา เดมิ

ง. คารบอนไดออกไซดใ นอากาศมปี ริมาณนอ ยลง

7. ขอ ใดไมใชปญ หาการส้นิ เปลืองพลังงานอันเกิดจากปญหาทรัพยากรและสง่ิ แวดลอม

ก. ปญ หาการขาดแคลนนา้ํ ใช ข. ปญหานาํ้ ทว มกรงุ เทพฯ

ค. ปญ หาการจราจรติดขดั ง. ปญหาการศึกษา

8. ขอใดเปน การใชพลังงานเพอื่ ปอ งกันและแกไขปญหาทรพั ยากรและสงิ่ แวดลอม

ก. การทิ้งขยะมูลฝอย ข. การปลอ ยนํ้าเสีย

ค. การคมุ กาํ เนดิ ของประชากร ง. การควบคมุ หรือปองกนั อากาศเสีย

74

เร่อื งท่ี 5 แนวทางการปอ งกนั แกไ ขปญ หาการทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาติและ
สง่ิ แวดลอ ม โดยประชาชน ชุมชน องคกร ภาครฐั ภาคเอกชน

แนวคิดในการอนุรักษท รัพยากรธรรมชาติ
1. การอนรุ ักษทรพั ยากรธรรมชาติ หมายถึง การรูจักใชทรัพยากรธรรมชาติอยางชาญฉลาด เพ่ือให
เกิดประโยชนสงู สดุ ตอ ประชาชนโดยท่ัวถึงกนั ใชไ ดอยา งยาวนาน
2. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติเกี่ยวของกับประชาชนทุกคน รวมท้ังชุมชน องคกรภาครัฐและ
ภาคเอกชน
3. การอนรุ กั ษห รือการจัดการทรพั ยากร ตอ งคํานงึ ทรัพยากรอยา งอนื่ ในเวลาเดียวกนั ดวย
เพราะทรพั ยากรทุกอยางมีสว นเกย่ี วขอ งและสมั พันธก นั
4. ในการวางแผนการจัดการทรัพยากร ตองไมแยกมนุษยออกจากสภาพแวดลอม ทางสังคมหรือ
วฒั นธรรมหรือสภาพแวดลอมตามธรรมชาติ
5. ผูใชทรัพยากรธรรมชาติตอ งตระหนักถึงความสําคัญของทรัพยากรนั้น ๆ และใชอ ยางชาญฉลาด
ใหเกิดผลดีกบั ทกุ ดาน
6. การอนรุ กั ษทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ ม นอกจากเพอื่ การกินดีอยูดีแลวจาํ เปนตองอนุรักษ
เพอ่ื ความสวยงามของธรรมชาตดิ ว ย

การอนรุ กั ษปา ไม
1. กาํ หนดนโยบายปา ไมแ หงชาติเพื่อเปน แนวทางในการจดั การและพฒั นาปาไมในระยะยาว
2. การปลูกปา สงวน รวมทง้ั ทาํ นุบํารุงดูแล โดยใหประชาชน และชุมชนมีสวนรวมในการรักษาดูแล
ปาไม
3. สรา งจติ สาํ นึกใหประชาชนทกุ คนไดร ูคุณคาของปาไม และผลกระทบทเ่ี กิดจากการตัดไมทําลายปา
การอนุรักษทรัพยากรดนิ เปนวิธกี ารปองกันเรม่ิ แรกที่ดีท่สี ุด ทีจ่ ะทําใหม นุษยไดใชประโยชนของดิน
อยางยาวนาน ซึ่งสามารถทําได ดังน้ี
1. ปรับสภาพดิน หรอื ปลูกพชื ที่สามารถปองกนั การทะลาย การชะลาง และการกัดเซาะ
2. ปกคลมุ ดินใหพนจากการกระทบของฝนและลม
3. การไถพรวนดินใหถูกตอ ง
4. ใชประโยชนใหเ หมาะสมกับลกั ษณะดิน
การอนรุ กั ษท รัพยากรนํ้า วธิ ีการอนรุ กั ษทรพั ยากรนาํ้ สามารถแกไดทีต่ ัวตน เหตุ ซง่ึ ก็คอื มนุษย
1. ไมท ง้ิ เศษขยะมลู ฝอย สิง่ สกปรกโสโครก ลงไปในแมน ้าํ ลาํ คลอง
2. ควรมีมาตรการหา มไมใ หโรงงานอตุ สาหกรรมทงิ้ นํ้าเสยี ลงในแมน้ํา
3. ประชาชนทุกชุมชน องคกรภาครฐั และเอกชนทุกหนว ยงาน ตอ งชว ยกนั รักษาตนน้ําลาํ ธาร

75

การอนุรักษสัตวปา สัตวเปนทรัพยากรธรรมชาติท่ีสามารถทําใหเพิ่มจํานวนมากขึ้นได แตถาหาก
สตั วป า ชนิดใดสญู พันธุ ไปแลว จะไมสามารถสรางพันธุของสัตวปาชนิดนั้น ขึ้นมา ไดอีก การอนุรักษสัตวปา
จึงควรมีหลัก ดงั นี้

1. การใชกฎหมายควบคุม เปน การอนรุ ักษส ตั วป า ทางตรง มีการปอ งกันและปราบปราม ผูกระทําผิด
พระราชบญั ญตั สิ งวน และคุมครองสตั วปา อยา งเขม งวด

2. การสงวนแหลงที่อยู อาศัยของสัตวปา หมายถึงการปองกันรักษาปาไม ท่ีจัดเปนเขตรักษาพันธุ
สัตวป า เขตปาในอุทยานแหง ชาติ เขตวนอทุ ยานตอ งมีการปอ งกัน บํารงุ รักษา และการปลูกพนั ธุไมขึน้ มาใหม

3. การเพาะพันธุเพิม่ เชน ตามสวนสัตวตา ง ๆ เขตรักษาพันธุสัตวหลายแหง เลี้ยงสัตวบางชนิดไวใน
กรงเพือ่ เพาะพันธเุ พิม่ เมอื่ มมี ากแออัด จงึ นําสตั วบ างชนิดไปปลอยไวใ นปา เปด ของอุทยานแหง ชาติ

4. การคนควา วจิ ยั ทางวชิ าการ ถือไดว า เปน พน้ื ฐานของการจัดการสตั วป า ใหม จี าํ นวนเพิม่ ข้ึนในระดบั
ทพี่ อเหมาะกบั อาหารและที่หลบภัยในทองทีน่ นั้ ๆ

5. การใชป ระโยชนจากสตั วต ามหลกั การอนุรักษทรัพยากร โดยไมเ กบ็ ทรัพยากรไว รูจกั นําทรัพยากร
น้ัน ๆ มาใชใหเปนประโยชนมากที่สุด เชน จัดเปนแหลงเรียนรู จัดสถานท่ีชมสัตวปา จัดสวนสัตวใหเปนท่ี
พกั ผอนหยอนใจแกม นุษย เปนตน

การอนุรกั ษท รัพยากรแรธาตุ
1. กาํ หนดแผนการใชทรัพยากรแรเ พอื่ ใหการบริหารทรพั ยากรแรเปน ไปอยางตอเนอื่ ง
2. วางแผนการนาํ แรมาใชป ระโยชนอ ยางมปี ระสิทธภิ าพ ไมทาํ ลายสงิ่ แวดลอมตามธรรมชาติ
3. สงเสริมใหม กี ารใชทรัพยากรแรใ หม ากที่สดุ และครบวงจร ตวั อยางคือมีการนาํ แรธาตุทใี่ ชแ ลวมาใช
ใหม เชน เหล็ก รวมทั้งใหร ฐั เขามามีบทบาทในการควบคุมกลไกการผลติ

แนวทางแกไ ขปญหาวิกฤตการณส่ิงแวดลอม
ปญ หาสิง่ แวดลอ ม เปน ปญ หาของทกุ คนในสงั คม เพราะจะมผี ลกระทบตอทุกคนทอ่ี ยรู วมกัน ทงั้ เรื่อง
มลพษิ ทางอากาศ ทางน้าํ หรอื ขยะมลู ฝอย โดยมีแนวทางการแกไข ดังน้ี

แนวทางการแกไ ขมลพษิ ทางอากาศ
มลพษิ ทางอากาศสวนใหญจะเกิดในชมุ ชนขนาดใหญ เน่ืองจากมีประชากรอาศัยอยูมาก สาเหตุเกิด
จาก ควนั พิษจากรถยนต และจากโรงงานอุตสาหกรรม ซ่งึ มแี นวทางแกไขปญหา ดงั ตอไปนี้
1. จัดหาและพัฒนาระบบการตรวจคณุ ภาพในอากาศ ใหสามารถวิเคราะหปริมาณมลพิษทางอากาศ
ชนดิ ตาง ๆ เพอื่ ประเมินคณุ ภาพในอากาศ
2. หาทางลดปรมิ าณสารมลพิษทางอากาศจากแหลงกาํ เนดิ เพอื่ ใหส ามารถควบคมุ และรักษาคณุ ภาพ
อากาศใหไดต ามมาตรฐาน
3. กระตุนใหผ ใู ชร ถยนตใหความสําคญั ในการดแู ลรกั ษาเคร่อื งยนตใหอ ยูในสภาพดเี พ่อื ลดควันดาํ
4. ออกมาตรการตรวจสอบและตรวจจับรถยนตทม่ี ีควันดํา
5. รณรงคใ หผ ขู บั ขี่รถยนตม วี นิ ัยและเคารพในกฎจราจร

76

แนวทางการแกไขมลพิษทางน้ํา
1. รณรงคใ หประชาชนใชน ํ้าอยา งประหยัด
2. มกี ารจดั การนํา้ แบบบูรณาการใหมีประสิทธิภาพเพื่อเกิดประโยชนสงู สุด
3. มีมาตรการทีเ่ ขมงวดในการควบคมุ นาํ้ ท่อี อกจากโรงงานอุตสาหกรรม
4. ปรบั ปรงุ ทอ น้ําทิ้ง ไมใ หบานเรอื นทิง้ น้าํ ใชแ ลวสแู มน้าํ ลาํ คลอง

แนวทางการแกไขขยะมลู ฝอย
1. หลีกเลย่ี งการใชโ ฟมหรือพลาสตกิ
2. ซอ มแซมแกไ ขเครื่องใชท ช่ี ํารุดใหน ํากลับมาใชใ หมแ ทนการท้ิงเปน ขยะ
3. ควรนําวัสดุทใ่ี ชแ ลว เชน กระดาษ แกว พลาสตกิ มาแปรรปู กลบั มาใชไ ดใหม
4. นาํ ของที่ใชแ ลว บางชนิดมาดดั แปลงใชใ หมใ หเกดิ ประโยชน
5. ควรแยกขยะตามประเภท เชน ขยะเปยก ขยะแหง ขวดพลาสติก ฯลฯ
ในการปอ งกันแกไ ขปญ หาการทําลายทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอมนั้น ไมเ พียงแตประชาชน
ทุกคนเทา นั้น แตช ุมชน องคก รภาครฐั และภาคเอกชนจะตองรว มมอื รวมใจกนั เพอ่ื การพัฒนาและการอนุรักษ
ทยี่ ่งั ยนื

กิจกรรมที่ 4 แนวทางการปอ งกันแกไ ขปญหาการทําลายทรพั ยากรธรรมชาติและ
สิง่ แวดลอม โดยประชาชน ชมุ ชน องคก รภาครัฐ ภาคเอกชน

1. เหตุใดจงึ กลา ววา “มนุษย” คือตวั การสาํ คัญท่ีเปน ผทู าํ ลายทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอม
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

2. ในชุมชนท่ีผูเรียนอาศัยอยู มีทรัพยากรชนิดใดมากท่ีสุด ผูเรียนจะมีวิธีชวยอนุรักษทรัพยากร
ชนดิ นน้ั ไดอยา งอยางไรบาง

1. .....………………………………………………………………………………......................................................
.....………………………………………………………………………………........................................................................

2. .....………………………………………………………………………………......................................................
.....………………………………………………………………………………........................................................................

3. .....………………………………………………………………………………......................................................
.....………………………………………………………………………………........................................................................

4. .....………………………………………………………………………………......................................................
.....………………………………………………………………………………........................................................................

77

บทท่ี 2 ประวัตศิ าสตร

สาระการเรียนรู

การศึกษาทางประวัติศาสตร เปน กระบวนการหรือข้ันตอนการศึกษา เรื่องราวของมนุษยใ นยุค
ตา ง ๆ เชน ความเปนอยู การปกครอง ศาสนา ศลิ ปะ และวัฒนธรรม ท่เี ปน สภาพเหตกุ ารณในอดีตทถ่ี กู บนั ทกึ
ไวใหศกึ ษา ซ่งึ เหตกุ ารณเ หลา น้ีจะมผี ลกระทบตอความคิดของมนุษยปจจบุ ัน ทั้งดานความเขา ใจพลเมืองชาติ
ตาง ๆ ความสําเร็จ ความประทบั ใจที่มีคุณคา ของบรรพบรุ ษุ มาศึกษาใหเขาใจ สามารถนําไปสรา งองคค วามรู
ใหมในทางประวัตศิ าสตรได

ตวั ชวี้ ดั

1. อธบิ ายเหตกุ ารณส าํ คญั ทางประวัติศาสตรข องประเทศตาง ๆ ในโลก
2. วิเคราะหและเปรียบเทยี บเหตุการณสําคัญทางประวัตศิ าสตรของแตละประเทศในโลกท่มี ผี ล
กระทบตอความเปลีย่ นแปลงของประเทศตาง ๆ ในโลก
3. วิเคราะหเ หตุการณโลกปจจุบันและคาดคะเนเหตุการณท ี่อาจจะเกิดข้ึนกับประเทศตาง ๆ
ในอนาคต

ขอบขา ยเน้ือหา

เรอ่ื งที่ 1 การแบง ชว งเวลาและยุคสมยั ทางประวัติศาสตร
เร่อื งท่ี 2 แหลง อารยธรรมโลก
เรอ่ื งที่ 3 ประวัติศาสตรชาตไิ ทย
เรอื่ งท่ี 4 บคุ คลสําคญั ของไทยและของโลกในดานประวัติศาสตร
เรอ่ื งท่ี 5 เหตุการณส าํ คญั ของโลกทม่ี ีผลตอปจ จุบัน

78

เรือ่ งที่ 1 การแบง ชว งเวลาและยุคสมยั ทางประวัตศิ าสตร

ยุคสมยั ประวัติศาสตรมคี วามสําคญั ตอการศกึ ษาประวัตศิ าสตรเน่ืองจากเปน การแบง ชวงเวลาในอดีต
อยา งเปน ระบบ โดยพจิ ารณาจากหลักฐานท่ีเหลืออยูในปจจุบัน ซึ่งจะนําไปสูการวิเคราะหเหตุการณตาง ๆ
อยางมีเหตุผล โดยตระหนักถึงความสําคัญของความตอเนื่องของชวงเวลา จะทําใหการลําดับเปรียบเทียบ
เรือ่ งราวทางประวตั ิศาสตรม ีความชัดเจนข้นึ ตามเกณฑด ังตอ ไปนี้

1. การแบง ชว งเวลา มีพ้นื ฐานมาจากยุคสมัยทางศาสนาแบงออกเปน
(1) การแบงชวงเวลาตามประวัติศาสตรไ ทย ไดแ ก รัตนโกสินทรศก (ร.ศ.) จุลศักราช (จ.ศ.) และ

พทุ ธศักราช (พ.ศ.) ปจจุบันทใ่ี ชกันอยูคือ พทุ ธศักราช (พ.ศ.) ซึ่งเปนศักราชในกลุมผูที่นับถือพระพุทธศาสนา
การนับปของพุทธศาสนา เร่ิมป พ.ศ.1 หลังจากท่ีพระพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินิพพานแลว 1 ป คือปแรก
นับเปน พ.ศ. 0 เมื่อครบ 1 ป ของพุทธศาสนาจึงเร่ิมนับ พ.ศ.1 โดยเริ่มใชตั้งแตสมัยสมเด็จพระนารายณ
มหาราช จนมาเปนทแ่ี พรห ลายและระบุใชอยางเปน ทางการในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว
(รัชกาลท่ี 6) ในปพทุ ธศักราช 2455 และบางครง้ั มกี ารแบง เปน ทศวรรษ และศตวรรษ เชน พุทธศตวรรษที่ 25
คอื ป พ.ศ. 2500 เทากับ ครสิ ตศ ตวรรษท่ี 20 คอื ป ค.ศ. 2000

(2) การแบงชวงเวลาตามประวัติศาสตรสากล ไดแก คริสตศักราช (ค.ศ.) เปนการนับเวลาทาง
ศกั ราชของผูท ่ีนบั ถอื ครสิ ตท น่ี ยิ มใชก นั มาทว่ั โลก โดยคริสตศ ักราชที่ 1 เร่ิมนับตั้งแตปท่ีพระเยซูคริสตประสูติ
(ตรงกับ พ.ศ. 543 ) และถอื ระยะเวลาท่อี ยูกอนคริสตศ กั ราชลงไปจะเรียกวา สมัยกอนคริสตศักราชหรือกอน
ครสิ ตกาล และฮจิ เราะหศ กั ราช (ฮ.ศ.) เปนการนับเวลาทางศักราชของผูนับถือศาสนาอิสลามโดยที่อาศัยปที่
ทานนบีมูฮัมหมัดไดอพยพจากเมืองเมกกะไปยังเมืองมาดินา เปนปเริ่มตนศักราชอิสลามซึ่งตรงกับวันที่
6 กรกฎาคม ค.ศ. 622

2. การแบง ยคุ สมัยทางประวตั ศิ าสตร
การแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรโดยการใชหลักเกณฑการพิจารณารูปแบบและลักษณะของ
หลักฐานท่ีเปนลายลักษณอักษรและไมเปนลายลักษณอักษร สามารถแบงยุคสมัยทางประวัติศาสตรเปน
ยคุ ตา ง ๆ ไดดงั น้ี

ยุคกอนประวตั ศิ าสตร

เปนชวงเวลาที่มนุษยยังไมรูจักการประดิษฐตัวอักษร แตมีความสามารถในการปรับตัวใหเขากับ
สงิ่ แวดลอม ส่งิ ทมี่ นษุ ยสรา งขน้ึ เพ่ือใชประโยชนในชีวิตประจําวันและหลงเหลืออยู จึงเปนหลักฐานแสดงให
เห็นถึงวิวฒั นาการในยุคกอ นประศาสตร ซงึ่ แบง ยอยออกไปตามลักษณะวัสดทุ ีใ่ ชทาํ เคร่อื งมือเครอ่ื งใช ดังนี้

1. ยุคหิน เปนยุคทม่ี นษุ ยร ูจักนําหินมาดดั แปลงเปน เครื่องมือเคร่อื งใช โดยมีววิ ฒั นาการดังน้ี
(1) ยุคหินเกา มนุษยนํากระดูกสัตว นําหินมากะเทาะทําเคร่ืองมืออยางหยาบ ๆ ยังคงใชชีวิต

เรรอ นยา ยท่อี ยูตามฝงู สัตวทล่ี าเปนอาหารโดยอาศยั อยูตามถา้ํ
(2) ยคุ หนิ กลาง มนุษยเ รม่ิ รูจักสรางบานเรือนแทนการอยูถํ้า เร่ิมทําเกษตรและรูจักปนหมอไห

อยางหยาบ ๆ ดวยดนิ เหนยี วตากแหง

79

(3) ยุคหนิ ใหม มนษุ ยอ ยูเ ปนหลกั แหลง สามารถทําการเกษตรและผลิตอาหารไดเอง เครื่องมือ
เครอ่ื งใชทีท่ ําจากหินมกี ารขัดเกลาใหแหลมคม ทําเคร่ืองปน ดนิ เผามาใชใ นบานเรอื นได และเร่ิมรูจ กั การนําเสน
ใยมาทอผา

2. ยุคโลหะ ในยุคนี้มนุษยเร่ิมทําเครื่องมือเคร่ืองใชจากโลหะแทนหินและกระดูกสัตว ยุคโลหะ
สามารถแบง ยอยไปไดอีก 2 ยคุ ตามลกั ษณะโลหะท่ีใชคอื

(1) ยคุ สาํ รดิ เครือ่ งมือเครื่องใชของมนษุ ยใ นยุคนท้ี าํ จากโลหะผสมระหวา งทองแดงและดีบกุ เชน
ขวาน หอก กําไล เปน ตน

(2) ยุคเหลก็ เมอื่ มนุษยรูจักวิธีการถลุงเหลก็ จงึ นาํ มาทําเคร่ืองมือเคร่อื งใชและอาวุธ เชน ใบหอก
ขวาน มดี ซึ่งจะมคี วามแข็งแกรงทนทานกวา สาํ ริดมาก

ยุคประวตั ิศาสตร
เปน ชวงเวลาท่ีมนษุ ยร จู กั ประดิษฐต วั อักษรและบันทึกไวบนวัสดุตาง ๆ เชน แผนหิน แผนดินเหนียว
แผน ผา ยุคประวตั ศิ าสตรแบงออกเปนยุคสมยั ตา ง ๆ ดังน้ี
1. สมัยโบราณ มนุษยเลิกใชชีวิตแบบเรรอนมาตั้งถิ่นฐานบานเรือนอยูรวมกัน สรางระเบียบวินัย
ในการอยูรวมกันข้ึนจนเปนสังคมที่มีความซับซอน อารายธรรมในสมัยน้ี ไดแก อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
อารยธรรมอียิปต อารายธรรมอินเดีย อารยธรรมจีนไปจนถงึ จักรวรรดโิ รมนั ลม สลาย
2. สมัยกลาง เม่ือจักรวรรดิโรมันลมสลาย โดยการรุกรานของพวกเตอรก ศิลปะวิทยาการตาง ๆ
จึงหยดุ ชะงักไปดว ย ยคุ สมัยนจ้ี งึ เรยี กอกี ชื่อหนึง่ วา ยคุ มดื
3. สมัยใหมหรือยุคฟนฟูศิลปะวิทยาการ นับวายุคน้ีเปนรากฐานของความเจริญทุก ๆ ดานในยุค
ตอมา ชว งเวลาของยุคนเี้ ร่มิ ตั้งแตก ารออกสํารวจดนิ แดนไปจนถึงสงครามโลกคร้ังท่ี 1
4. สมัยปจ จุบันคอื ชวงเวลาต้งั แตย ตุ ิสงครามโลกครงั้ ท่ี 1 เร่อื ยมาจนถงึ ปจ จบุ ัน

หลกั เกณฑการแบง ยุคสมยั ทางประวัตศิ าสตร มดี ังน้ี
1. การแบงยุคสมยั ทางประวตั ศิ าสตรส ากล
แบงตามความเจริญทางอารยธรรมมนุษย
แบงตามการเร่มิ ตน ของเหตุการณสาํ คญั
แบง ตามช่ือจักรวรรดิหรอื อาณาจกั รทส่ี ําคัญท่เี คยรุงเรอื ง
แบง ตามราชวงศท่ีปกครองประเทศ
แบงตามการตงั้ เมืองหลวง

2. การแบงยคุ สมัยทางประวตั ศิ าสตรไ ทย
สวนใหญยึดถือหลักเกณฑของประวัติศาสตรสากล แบงเปนสมัยกอนประวัติศาสตรไทยและสมัย
ประวัติศาสตรไ ทย

80

สมัยประวัติศาสตรไ ทยแบงตาม
สมยั โบราณหรอื สมัยกอนสุโขทัย ต้งั แต พ.ศ.1180 ถึง พ.ศ. 1792
สมัยสุโขทัย ตั้งแต พ.ศ. 1792 ถงึ พ.ศ. 2006
สมยั อยธุ ยา ตัง้ แต พ.ศ. 1893 ถงึ พ.ศ. 2310
สมัยธนบุรี ตง้ั แต พ.ศ. 2310 ถึง พ.ศ. 2325
สมัยรตั นโกสนิ ทร ตัง้ แต พ.ศ. 2325 ถงึ ปจ จุบนั

การเทยี บยคุ สมยั สาํ คัญระหวางประวตั ิศาสตรส ากลกบั ไทย

ประวตั ิศาสตรส ากล ประวตั ศิ าสตรไ ทย

สมยั โบราณ สมัยโบราณหรอื สมยั กอนสโุ ขทยั
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อาณาจกั รลังกาสุกะ
อารยธรรมอยี ปิ ต อาณาจกั รทวารวดี

อารยธรรมกรีก อาณาจกั รโยนกเชียงแสน
อารยธรรมโรมัน อาณาจกั รตามพรลงิ ค
สน้ิ สุดสมยั โบราณ เม่ือ ค.ศ.476 ( พ.ศ.1019 )

สมัยกลาง สมัยสุโขทยั
จกั รวรรดิโรมันตะวนั ออก สน้ิ สดุ ค.ศ. 1453 สมัยอยธุ ยา
การสรา งอาณาจักรคริสเตียน
การปกครองในระบบฟวดลั สมยั ธนบรุ ี
การฟน ฟเู มอื งและการคา สมัยรัตนโกสนิ ทร
การฟนฟูศิลปะวิทยาการ
การคน พบทวปี อเมรกิ า

สมัยใหม
การสํารวจทางทะเล
การปฏวิ ัตวิ ิทยาศาสตร
การปฏิวัตอิ ุตสาหกรรม
การปฏิวัติฝรง่ั เศส
สงครามโลกครัง้ ท1ี่ -2
สิ้นสุดสมัยใหม ค.ศ. 1945

81

ประวัติศาสตรส ากล ประวตั ิศาสตรไทย

สมยั ปจ จุบัน-รวมสมยั -ปจ จบุ นั พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหา-
ยุคสงครามเย็น ภูมิพลอดลุ ยเดช (2489 – ปจ จบุ นั )
ยคุ เทคโนโลยีการสื่อสาร

ตวั อยางเหตกุ ารณส าํ คัญท่ีแสดงความสัมพันธและความตอเนื่องของกาลเวลา

1. ประวตั ศิ าสตรสากล
เหตุการณส าํ คญั ในประวัติศาสตรสากลนํามาเปนตัวอยางคือ ยุคจักรวรรดินิยมเกิดขึ้นมาจากปจจัย
หลายประการ ท้ังการเมือง เศรษฐกิจและพลังทางสังคม ซึ่งทําใหประเทศในทวีปยุโรปมีอํานาจเขมแข็ง
มีความกาวหนาทางเศรษฐกิจ มีความเจริญรุงเรือง แตการมีอํานาจและความม่ันคงดังกลาวเกิดข้ึนมา
เพราะการปฏิวัติอุตสาหกรรมและยุคจักรวรรดินิยม ส้ินสุดเมื่อสงครามโลกครั้งท่ี 1 ซ่ึงทําใหมหาอํานาจ
ท้งั หลายหยดุ การลา อาณานคิ ม แตอ าณานิคมทัง้ หลายที่เปน อยกู ็ยังคงเปน อาณานคิ มตอ มาอกี หลายป
หลายชาตเิ ริม่ เรยี กรองเอกราชและสว นใหญไดเ อกราชคนื ภายหลังสงครามโลกครง้ั ท่ี 2

2. ประวัตศิ าสตรไ ทย
เหตุการณสําคัญในประวัติศาสตรไทยที่นํามาเปนตัวอยางคือ ยุคการปรับปรุงประเทศอยูในชวง
พ.ศ. 2394-2475 หรือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกลา
เจา อยูหวั ระหวา งนมี้ กี ารปรับปรงุ และปฏริ ปู ประเทศทุกดานทงั้ การปกครอง สงั คม เศรษฐกจิ วัฒนธรรม ฯลฯ

82

กจิ กรรมท่ี 5 เรื่องที่ 1 การแบง ชวงเวลาและยุคสมยั ทางประวัตศิ าสตร

จงทําเคร่ืองหมาย X หนา คาํ ตอบทถ่ี กู ตองทส่ี ุดเพียงขอเดยี ว
1. ความหมายของคําวา “ประวัตศิ าสตร” ในขอใดถูกตอ งที่สุด
ก. การกลาวถงึ สภาพแวดลอ มทเ่ี ปลย่ี นแปลงไปตามกาลเวลา
ข. เปน เร่ืองของความคิดและการกระทําของมนุษย
ค. การบันทึกเรอื่ งราวในอดตี อยางมหี ลักฐาน
ง. การเลาเร่อื งราวในอดีตท่สี ืบคน มา
2. การศกึ ษาประวัตศิ าสตร หมายถึงขอ ใด
ก. การหาหลักฐานซ่งึ นาํ ไปสกู ารวิเคราะหเหตุการณต า ง ๆ อยา งมเี หตุผล
ข. การศึกษาพฤติกรรมของ
ค. การใชวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร
ง. การใหข อมูลจากแหลง ตาง ๆ
3. ประเทศไทยเร่มิ ใชปพ ทุ ธศักราชสมัยใด
ก. พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยหู วั
ข. พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจาอยูห ัว
ค. พระพุทธยอดฟาจุฬาโลก
ง. พระนารายณม หาราช
4. มนุษยรูจักประดิษฐต วั อักษรและบันทึกไวบนวัสดตุ า ง ๆ ในยคุ ไหน
ก. ยคุ ประวัติศาสตรส ากล
ข. ยุคกอนประวัติศาสตร
ค. ยคุ ประวัตศิ าสตร
ง. ยคุ สงครามเย็น
5. การแบง ยุคสมัยทางประวตั ิศาสตรไทย
ก. สมัยประวัติศาสตรส ากล
ข. สมัยโบราณและสมยั กรงุ ธนบรุ ี
ค. สมยั อยุธยาและสมัยประวัตศิ าสตรไทย
ง. สมยั กอนประวตั ิศาสตรไ ทยและสมัยประวตั ศิ าสตรไ ทย

83

เรือ่ งที่ 2 แหลง อารยธรรมโลก

ในยคุ กอ นประวตั ศิ าสตร มนษุ ยจ ะไมมีทอี่ ยเู ปน หลักแหลง มที ่ีพกั ชั่วคราวตามถํ้า ตนไมใหญ เพื่อกัน
แดดกนั ฝนและปองกนั สตั วร า ย การอพยพยา ยที่อยูข้ึนอยูกับแหลงอาหาร คือ ฝูงสัตว เมื่อสัตวอพยพไปตาม
ฤดกู าลตาง ๆ มนษุ ยกอ็ พยพตามไปดว ย ตอมาในยคุ หนิ มีการคดิ คนการเพาะปลูก มนุษยตองรอการเก็บเก่ียว
พืชผล ทําใหม นุษยตอ งอยเู ปน หลกั แหลง และพฒั นาเปนชุมชน ในยุคตอมามนุษยประดิษฐตัวอักษรใชในการ
บนั ทึกเร่ืองราว เมื่อมนษุ ยเริม่ รวมตัวกันหนาแนน ตามแหลง อุดมสมบูรณ ลุมแมนํ้าตาง ๆ ของโลกจึงเกิดการ
จัดระเบียบในสังคม มกี ารแบง หนา ที่ความรับผดิ ชอบรว มกัน จงึ ทําใหเ กดิ ความชาํ นาญเฉพาะอยางข้ึน อันเปน
จุดกําเนิดของอารยธรรม ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษวา “Civilization” มีความหมายวา สภาพท่ีพนจาก
ความปาเถื่อน

อารยธรรมของมนษุ ยยุคประวตั ิศาสตร

พฒั นาการของมนษุ ยนน้ั มิใชเ ฉพาะลกั ษณะท่เี ห็นจากภายนอกเทานั้น พัฒนาการทางดานความคิด
ไดม ีการปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดลอมทางภมู ศิ าสตรแ ละสังคมที่เปล่ียนไปดวย พัฒนาการทางดานภาษา
การสรา งสรรคงานศลิ ปะ และการพัฒนาวถิ กี ารดาํ เนนิ ชวี ิตในดา นตาง ๆ นาํ ไปสกู ารเกิดอารยธรรม ซ่ึงตองใช
เวลาอนั ยาวนานและความเจรญิ ท้งั หลายในปจ จบุ นั ลว นสืบสายมาจากอารยธรรมโบราณ อารยธรรมของมนุษย
ในภมู ภิ าคตาง ๆ ของโลก แบงออกเปน 2 สว น คอื

สวนท่ี 1 อารยธรรมของโลกตะวนั ออก สว นใหญม รี ากฐานมาจากแหลงอารยธรรมท่ีเกาแกของโลก
คอื จีนและอินเดีย

อารยธรรมจีน
ประเทศจีนเปนประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานที่สุดประเทศหนึ่ง โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร
ทีส่ ามารถคนควาไดบง ชวี้ า อารยธรรมจนี มอี ายุถึง 5,000 ป รากฐานท่สี าํ คัญของอารยธรรมจีน คือ การสราง
ระบบภาษาเขียนและการพัฒนาแนวคิดลัทธิขงจื้อ เมื่อประมาณศตวรรษท่ี 2 กอน ค.ศ. ประวัติศาสตรจีน
มีทั้งชวงที่เปนปกแผนและแตกเปนหลายอาณาจักรสลับกันไป ในบางครั้งก็ถูกปกครองโดยชนชาติอื่น
วัฒนธรรมของอารยธรรมจนี สมัยกอนประวตั ิศาสตร มีแหลง อารยธรรมทีส่ ําคัญ 2 แหลง คือ
ลมุ แมนา้ํ ฮวงโห พบความเจรญิ ทเ่ี รียกวา วัฒนธรรมหยางเซา (Yang Shao Culture) พบหลกั ฐาน
ทีเ่ ปน เครือ่ งปน ดนิ เผามลี กั ษณะสาํ คัญคือ เคร่ืองปน ดนิ เผาเปนลายเขยี นสี มกั เปน ลายเรขาคณิต พืช นก สตั ว
ตา ง ๆ และพบใบหนามนุษย สีทีใ่ ชเ ปนสีดําหรือสมี วงเขม นอกจากนยี้ งั มกี ารพิมพล ายหรือขดู สลกั ลายเปน
รปู ลายจักสาน ลายเชือกทาบ
ลมุ นา้ํ แยงซี (Yangtze) บรเิ วณมณฑลซานตงุ พบ วัฒนธรรมหลงซาน (Long Shan Culture)
พบหลกั ฐานทเ่ี ปน เครื่องปนดินเผามีลกั ษณะสาํ คัญคอื เครือ่ งปน ดนิ เผามีเนื้อละเอยี ดสดี ําขัดมันเงา คุณภาพดี
เนอื้ บางและแกรง เปน ภาชนะ 3 ขา

84

สมัยประวัตศิ าสตรข องจีนแบงได 4 ยุค
ประวตั ิศาสตรสมัยโบราณ เริม่ ตัง้ แตส มัยราชวงศซาง ส้นิ สุดสมัยราชวงศโ จว
ประวัติศาสตรสมัยจกั รวรรดิ เร่มิ ตง้ั แตส มยั ราชวงศจ น๋ิ จนถงึ ปลายราชวงศซ ิง หรือเชง็
ประวตั ศิ าสตรส มยั ใหม เร่มิ ปลายราชวงศเ ช็งจนถงึ การปฏิวัติเขา สูระบอบสังคมนิยม
ประวัติศาสตรรวมสมัย เริ่มต้ังแตจีนปฏิวัติเปล่ียนแปลงการปกครองเขาสูระบอบสังคมนิยมหรือ
คอมมิวนสิ ตจนถงึ ปจ จุบัน
อารยธรรมจีนไดรบั อิทธพิ ลของศาสนาเตา หรอื ขงจื้อ สถาปตยกรรมทยี่ ง่ิ ใหญเ ปนหนึง่ ในส่งิ มหัศจรรย
ของโลก คอื “กาํ แพงเมืองจนี ” กวีที่สําคัญคอื ซือหมาเชียน ผลงานทีส่ าํ คญั คอื การบันทกึ ประวัตศิ าสตรและ
วรรณกรรมทีส่ าํ คัญ คือ สามกก และความรกั ในหอแดง

การถา ยทอดอารยธรรมจนี สูด ินแดนตาง ๆ
อารยธรรมจนี แผข ยายขอบขายออกไปอยางกวางขวาง ท้ังในเอเชียและยุโรปอันเปนผลมาจากการ
ตดิ ตอทางการฑตู การคา การศึกษา ตลอดจนการเผยแพรศ าสนา อยางไรก็ตามลกั ษณะการถายทอดแตกตาง
กันออกไป ดินแดนท่ีเคยตกอยูภายใตการปกครองของจีนเปนเวลานาน เชน เกาหลีและเวียดนาม จะไดรับ
อารยธรรมจีนอยา งสมบรู ณ ทัง้ ในดานวัฒนธรรม การเมือง ขนมธรรมเนียมประเพณี การสรางสรรคและการ
แสดงออกทางศิลปะทั้งน้ีเพราะราชสํานักจีนจะเปนผูกําหนดนโยบายและบังคับใหประเทศท้ังสองรับ
วฒั นธรรมจนี โดยตรง
ในเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต อารยธรรมจนี ไดร ับการยอมรับในขอบเขตจํากดั มากท่ีเห็นอยางชัดเจน คือ
การยอมรับระบบบรรณาการของจีน
ในเอเชียใต ประเทศท่แี ลกเปล่ียนวัฒนธรรมกบั จนี อยางใกลช ิด คือ อินเดีย พระพทุ ธศาสนา มหายาน
ของอินเดียแพรหลายเขามาในจีนจนกระท่ังเปนศาสนาสําคัญท่ีชาวจีนนับถือ นอกจากน้ีศิลปะอินเดียยังมี
อทิ ธิพลตอการสรางสรรคศ ลิ ปะบางอยา งของจนี เชน ประตมิ ากรรมท่เี ปน พระพทุ ธรปู
สวนภูมภิ าคเอเชยี กลางและตะวนั ออกกลางนน้ั เนอื่ งจากบริเวณที่เสนทางการคา สานแพรไหมผาน
จงึ ทําหนาทีเ่ ปน สือ่ กลางนําอารยธรรมตะวนั ตกและจีนมาพบกัน อารยธรรมจีนที่เผยแพรไป เชน การแพทย
การเลี้ยงไหม กระดาษ การพมิ พแ ละดนิ ปน เปนตน ซ่ึงชาวอาหรบั จะนาํ ไปเผยแพรแกช าวยโุ รปอกี ตอหนึง่

อารยธรรมอนิ เดีย

อินเดยี เปนแหลง อารยธรรมที่เกาแกแหงหนึ่งของโลก บางทีเรียกวา แหลงอารยธรรมลุมแมน้ําสินธุ
อาจแบง ยคุ สมยั ทางประวตั ศิ าสตรข องอนิ เดียไดดงั นี้

สมัยกอนประวัติศาสตร พบหลักฐานเปนซากเมืองโบราณ 2 แหง ในบริเวณลุมแมนํ้าสินธุ คือ
เมอื งโมเฮนโจดาโร ทางตอนใตของประเทศปากีสถานเมืองอารับปา ในแควนปนจาป ประเทศปากีสถานใน
ปจ จบุ นั

85

สมัยประวัติศาสตร เร่ิมเม่ือมีการประดิษฐตัวอักษรข้ึนใช โดยชนเผาอินโด – อารยัน ซ่ึงต้ังถิ่นฐาน
บรเิ วณแมน้ําคงคา แบงได 3 ยุค

1. ประวัติศาสตรส มัยโบราณ เรม่ิ ต้งั แตก าํ เนดิ ตัวอกั ษร บรามิ ลปิ  ส้นิ สดุ สมยั ราชวงศคปุ ตะ เปนยุคที่
ศาสนาพราหมณ ฮินดแู ละพุทธศาสนา ไดถ อื กําเนดิ แลว

2. ประวัติศาสตรส มยั กลาง เริ่มตัง้ แตร าชวงศค ุปตะสิ้นสุดลง จนถงึ ราชวงศโมกลุ เขาปกครองอินเดยี
3. ประวตั ิศาสตรส มัยใหม เริม่ ตัง้ แตราชวงศโมกุลจนถึงการไดร บั เอกราชจากอังกฤษ
อารยธรรมลมุ น้าํ สนิ ธุ ชาวอารยันไดสรางปรัชญาโบราณ เร่ิมจากคัมภีรพระเวทอันเปนแมแบบของ
ปรัชญาเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต วรรณกรรมท่ีสําคัญ ไดแก พระเวทอุปนิษัท มหากาพย
มหาภารตะ มหากาพย รามายยะ ปุราณะ เปนตน กวีท่ีมีช่ือเสียงท่ีสุดมี กาลิทาสจากงานศกุณตลา ชัยเทพ
(กวีราช) จากผลงานเร่ือง คีตโควินทและรพนิ ทรนาถ ฐากรู กวสี มัยใหมจากวรรณกรรมเรอื่ ง “คีตาญชลี”
ซงึ่ ไดรับรางวลั โนเบล สาขาวรรณคดี

การแพรขยายและการถา ยทอดอารยธรรมอินเดีย
อารยธรรมอินเดีย แพรขยายออกไปสูภูมิภาคตาง ๆ ทั่วทวีปเอเชียโดยผานทางการคา ศาสนา
การเมอื ง การทหารและไดผสมผสานเขา กบั อารยธรรมของแตละประเทศจนกลายเปนสว นหนึง่ ของอารยธรรม
สังคมนน้ั ๆ
ในเอเชียตะวนั ออก พระพุทธศาสนามหายานของอินเดียมีอิทธิพลอยางลึกซึ้งตอชาวจีนท้ังในฐานะ
ศาสนาสาํ คัญและในฐานะท่มี ีอิทธพิ ลตอ การสรางสรรคศ ิลปะของจนี
ภูมภิ าคเอเชยี กลาง อารยธรรมอนิ เดียท่ถี ายทอดใหเร่มิ ตั้งแตค ริสตศตวรรษที่ 7 เมอื่ พวกมสุ ลิมอาหรบั
ซ่ึงมีอํานาจในตะวันออกกลาง นําวิทยาการหลายอยางของอินเดียไปใช ไดแก การแพทย คณิตศาสตร
ดาราศาสตร เปนตน ขณะเดียวกนั อินเดียก็รับอารยธรรมบางอยางท้ังของเปอรเซียและกรีก โดยเฉพาะดาน
ศิลปกรรม ประติมากรรม เชน พระพทุ ธ รปู ศิลปะคันธาระซึ่งเปนอิทธิพลจากกรีก สวนอิทธิพลของเปอรเซีย
ปรากฏในรูปการปกครอง สถาปตยกรรม เชน พระราชวัง การเจาะภูเขาเปนถ้าํ เพือ่ สรางศาสนสถาน
ภูมิภาคทีป่ รากฏอิทธิพลของอนิ เดยี มากทส่ี ดุ คือ เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต พอคา พราหมณและภิกษุ
สงฆช าวอินเดียเดนิ ทางมาและนําอารยธรรมมาเผยแพร อารยธรรมที่ปรากฏอยูมีแทบทุกดาน โดยเฉพาะใน
ดา นศาสนา ความเชอื่ การปกครอง ศาสนาพราหมณ ฮินดแู ละพุทธ ไดห ลอ หลอมจนกลายเปน รากฐานสําคัญ
ท่สี ุดของประเทศตาง ๆ ในภูมภิ าคนี้

สว นที่ 2 อารยธรรมของโลกตะวันตก หมายถึง ดินแดนแถบตะวันตกของทวีปเอเชีย รวมเอเชีย
ไมเนอรและทวปี แอฟริกา อียปิ ต เมโสโปเตเมีย กรีกและโรมนั

อารยธรรมอียปิ ต
อียิปตโบราณหรือไอยคุปต เปนหนึ่งในอารยธรรมที่เกาแกท่ีสุดในโลกแหงหนึ่ง ตั้งอยูทาง
ตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีพ้ืนที่ตั้งแตตอนกลางจนถึงปากแมนํ้าไนล ปจจุบันเปนที่ตั้งของ
ประเทศอียิปต อารยธรรมอียิปตโบราณเร่ิมข้ึนประมาณ 3,150 ป กอนคริสตศักราช โดยการรวมอํานาจ

86

ทางการเมอื งของอยี ิปตต อนเหนือและตอนใต ภายใตฟาโรหองคแรกแหงอียิปต และมีการพัฒนาอารยธรรม
เรอ่ื ยมากวา 3,000 ป ประวตั ิของอียิปตโบราณปรากฏข้นึ ในชว งระยะเวลาหนึง่ หรือที่รจู กั กนั วา “ราชอาณาจักร”
มกี ารแบงยุคสมัยของอียิปตโบราณเปนราชอาณาจักร สวนมากแบงตามราชวงศที่ข้ึนมาปกครองจนกระท่ัง
ราชอาณาจักรสุดทา ยหรอื ทร่ี จู กั กนั ในช่ือวา “ราชอาณาจกั รใหม” อารยธรรมอียิปตอยูในชวงที่มีการพัฒนา
ทน่ี อยมากและสวนมากลดลง ซง่ึ เปนเวลาเดียวกันท่ีอียิปตพายแพตอการทําสงครามจากอํานาจของชาติอื่น
จนกระทัง่ เม่อื กอ นคริสตศ กั ราชก็เปน การสิ้นสดุ อารยธรรมอียปิ ตโ บราณลง เมอ่ื จักรวรรดโิ รมนั สามารถเอาชนะ
อียปิ ตและจัดอยี ปิ ตเ ปนเพยี งจงั หวดั หนึ่งในจกั รวรรดิโรมัน

อารยธรรมอยี ิปตพฒั นาการมาจากสภาพของลุมแมน้ําไนล การควบคุมระบบชลประทาน การควบคมุ
การผลิตพืชผลทางการเกษตร พรอมกับพัฒนาอารยธรรมทางสังคมและวัฒนธรรม พื้นที่ของอียิปตน้ัน
ลอ มรอบดว ยทะเลทรายเสมือนปราการปอ งกนั การรุกรานจากศัตรูภายนอก นอกจากนี้ยังมีการทําเหมืองแร
และอยี ปิ ตย งั เปน ชนชาตแิ รก ๆ ทมี่ ีการพัฒนาการดวยการเขียน ประดิษฐตัวอักษรขึ้นใช การบริหารอียิปต
เนนไปทางสิ่งปลกู สรางและการเกษตรกรรม พรอ มกันนัน้ ก็มีการพัฒนาการทางทหาร

อยี ิปตท ีเ่ สรมิ สรางความแขง็ แกรง แกราชอาณาจักร โดยประชาชนจะใหความเคารพกษัตริยหรือฟาโรห
เสมือนหนงึ่ เทพเจา ทาํ ใหก ารบรหิ ารราชการบา นเมอื งและการควบคุมอาํ นาจน้นั ทาํ ไดอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ

ชาวอียิปตโบราณไมไดเปนเพียงแตนักเกษตรกรรมและนักสรางสรรคอารยธรรมเทาน้ัน แตยังเปน
นักคิด นักปรัชญา ไดมาซ่ึงความรูในศาสตรตาง ๆ มากมาย พัฒนาอารยธรรมกวา 3,000ป ท้ังในดาน
คณติ ศาสตร เทคนคิ การสรางพีระมิด วัด โอเบลิสก ตัวอักษรและเทคโนโลยีดานกระจก นอกจากน้ียังมีการ
พัฒนาประสิทธิภาพทางดานการแพทย ระบบชลประทานและการเกษตรกรรม อียิปตทิ้งมรดกสุดทายแก
อนุชนรุนหลังไวค ือ ศิลปะและสถาปตยกรรม ซึ่งถูกคัดลอกนําไปใชท่ัวโลก อนุสรณ สถานท่ีตาง ๆ ในอียิปต
ตางดึงดดู นักทองเที่ยว กวาหลายศตวรรษทผี่ า นมา ปจ จบุ ันมกี ารคนพบวัตถุใหมๆ ในอียิปตมากมายซ่ึงกําลัง
ตรวจสอบถึงประวตั ิความเปน มาเพอ่ื เปนหลักฐานใหแกอารยธรรมอยี ิปต การสรางสรรคอ ารยธรรมของชาวอยี ิปต
โบราณ เชน อักษรภาพ “เฮียโรกริฟฟค” ถือวาเปนหลักฐานขอมูลของแหลงอารยธรรมอื่น ๆ
“พีรามิด” ใชเปนสุสานเก็บพระศพของฟาโรห ซึ่งใชน้ํายาอาบศพในรูปของมัมมี่ ประติมากรรมรูปคนตัว
เปน สงิ หหมอบเฝา หนาพรี ามดิ ถือวาเปน ประติมากรรมท่ยี ิ่งใหญ

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
กําเนดิ ข้ึนในบรเิ วณลมุ แมน ้ํา 2 สาย คอื แมน ้ําไทกรีสและแมน้ํายูเฟรตีส ปจจุบันอยูในประเทศอิรัก
เปนแหลงอารยธรรมแหงแรกของโลก มนุษยในอารยธรรมนี้มักมองโลกในแงราย เพราะสภาพภูมิประเทศ
ไมเออ้ื ตอการดาํ รงชวี ิต ทาํ ใหเ กรงกลัวเทพเจา คดิ วาตนเองเปน ทาสรบั ใชเทพเจา จงึ สรา งเทวสถานใหใหญโต
นาเกรงขาม เปน สญั ลกั ษณท ่ปี ระทับของเทพเจาตาง ๆ มีชุมชนหลายเผาตง้ั ถน่ิ ฐานในบรเิ วณนี้ที่สําคัญ ไดแ ก
สุเมเรยี น อะมอไรต อัสซีเรียน คาลเดยี และชนชาติอน่ื ๆ
คนกลมุ แรกท่ีสรางอารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้น คือ สุเมเรีย ผูคิดประดิษฐตัวอักษรขึ้นเปนครั้งแรก
ของโลก อารยธรรมท่ีชาวสุเมเรียนสรางข้ึนเปนพ้ืนฐานสําคัญของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย สถาปตยกรรม
ซกั กเู ร็ตประดิษฐค ันไถใชไ ถนา ตัวอักษร ศลิ ปกรรมอื่น ๆ ตลอดจนทศั นคตติ อ ชีวิตและเทพเจา ของชาว

87

สเุ มเรียน ไดดํารงอยแู ละมีอทิ ธพิ ลอยูในลมุ แมน ้ําทัง้ สองตลอดชว งสมัยโบราณ ชนชาติอะบอไรตแหง อาณาจกั ร
บาบโิ ลเนยี ไดประมวลกฎหมายขน้ึ เปน ครัง้ แรกคือ ประมวลกฎหมาย “ฮัมบูราบี” ชนชาตอิ ัสซีเรยี นสรา งภาพ
สลักนนู และชนชาติเปอรเซยี เปนตน แบบสรา งถนนมาตรฐาน

อารยธรรมกรกี
อารยธรรมกรีกโบราณ ไดแก อารยธรรมนครรัฐกรีก คําวา กรีก เปนคําท่ีพวกโรมันใชเปนครั้งแรก
โดยใชเรยี กอารยธรรมเกาตอนใตของแหลมอตี าลี ซ่งึ เจรญิ ขึ้นบนแผนดนิ กรีกในทวีปยุโรป และบริเวณชายฝง
ตะวันออกของทะเลเมดิเตอรเรเนียน ดานเอเชียไมเนอร ซ่ึงในสมัยโบราณเรียกวา ไอโอเนีย (lonia)
อารยธรรมท่ีเจริญขึ้นในนครรัฐกรีกมีศูนยกลางสําคัญที่นครรัฐเอเธนสและนครรัฐสปารตา นครรัฐเอเธนส
เปน แหลงความเจริญในดานตา ง ๆ ทงั้ ดานการปกรอง เศรษฐกิจ สังคม ศิลปะ วิทยาการดานตาง ๆ รวมทั้ง
ปรชั ญา สว นนครรัฐสปารตาเจริญในลักษณะที่เปนรัฐทหารในรูปเผด็จการ มีความแข็งแกรงและเกรียงไกร
เปน ผนู ําของรฐั อนื่ ๆ ในแงข องความมรี ะเบยี บวินยั กลา หาญและเดด็ เดยี่ ว การศกึ ษาเกี่ยวกับอารยธรรมกรีก
โบราณ จึงเปน การศึกษาเรอ่ื งราวเกี่ยวกับนครรฐั เอเธนสและนครรัฐสปารตา
ชาวกรกี เรียกตวั เองวา เฮลีนส (Hellenes) เรียกบานเมืองของตนวา เฮลัส(Hellas) และเรียกอารย
ธรรมของตนวา อารยธรรมเฮเลนิค (Hellenic Civilization) (1) ชาวกรีกโบราณเปนชาวอินโตยูโรเปยน
ชาวกรีกตั้งบานเรือนของตนเองอยูทางทิศตะวันออกเฉียงใต ตรงปลายสุดของทวีปยุโรปตรงตําแหนงท่ีมา
บรรจบกนั ของทวปี ยุโรป เอเชยี และแอฟรกิ า เปน ตน เหตุใหก รีกโบราณไดรับอิทธิพลความเจริญโดยตรงจาก
ทงั้ อยี ิปตแ ละเอเชยี กรกี ไดอ าศัยอิทธิพลดังกลาวพฒั นาอารยธรรมของตนขึ้น โดยคงไว ซึ่งลักษณะท่ีเปนของ
ตนเอง ชาวกรีกสมัยโบราณถือวาตนเองมคี ุณลกั ษณะพเิ ศษบางอยางทีผ่ ิดกับชนชาตอิ ่ืนและมักจะเรียกชนชาติ
อ่ืนวา บาเบเรยี น ซึ่งหมายความวาผทู ่ีใชภาษาผิดไปจากภาษาของพวกกรีก
อารยธรรมกรีกรูจักกันในนามของอารยธรรมคลาสสิก สถาปตยกรรมท่ีเดน คือ วิหารพาเธนอน
ประตมิ ากรรมทีเ่ ดน ทสี่ ดุ คือ รปู ปน เทพซีอุส วรรณกรรมดีเดน คอื อเี ลียดและโอดิสต (I liad and Oelyssay)
ของโอเมอร
อารยธรรมโรมนั
อารยธรรมโรมันเปน อารยธรรมท่ีไดร ับการถา ยทอดมาจากกรกี เพราะชาวโรมันไดรวมอาณาจักรกรีก
และนาํ อารยธรรมกรีกมาเปนแบบแผนในการสรางสรรคใหเหมาะสมกับสภาพความเปนอยูของสังคมโรมัน
สถาปตยกรรมที่เดน ไดแก วิหารพาเธนอน หลังคารูปโมในกรุงโรม โคลอสเซียม อัฒจันทรสําหรับดูกีฬา
ซึง่ จุผูดไู ดถ งึ 4,500 คน วรรณกรรมที่เดนท่ีสุดคือเร่อื ง อเี นียด (Aeneid) ของเวอรว ิล

88

กิจกรรมเรื่องที่ 2 แหลงอารยธรรมโลก

กจิ กรรมท่ี 6 ใหศ ึกษาคนควา และทํารายงานสง
ใหเ ปรยี บเทยี บอารยธรรมของโลกตะวนั ออกและตะวันตก

กจิ กรรมที่ 7 จงทาํ เครอ่ื งหมาย X หนาคําตอบที่ถกู ตองทสี่ ดุ เพยี งขอ เดยี ว

1. ขอ ใดตรงกับความหมายของคาํ วาอารยธรรม
ก. สภาพโบราณ
ข. สภาพประวัตศิ าสตร
ค. การถา ยทอดอดีตสปู จจบุ ัน
ง. สภาพที่พนจากความปาเถื่อน

2. อารยธรรมเมโสโปเตเมียกําเนดิ ในบรเิ วณลมุ แมน ้ําใด
ก. แมน ํ้าไททรสั และแมน้ํายเู ฟรตสี
ข. แมนา้ํ ไทกรสี และแมน ํ้าสเุ มเรยี น
ค. แมนาํ้ ยูเฟรตีสและแมน ํ้าสุเมเรยี น
ง. แมน ํ้ายูเฟรตีสและแมน ้าํ อะมอไรต

3. ประวตั ศิ าสตรข องจนี แบงเปนกย่ี ุค
ก. 3
ข. 4
ค. 5
ง. 6

4. โคลอสเซียม เปน สถาปต ยกรรมของอารยธรรมประเทศใด
ก. ฝร่ังเศส
ข. อยี ปิ ต
ค. โรมนั
ง. กรกี

5. อารยธรรมของโลกตะวันออก มีรากฐานมาจากแหลง อารยธรรมประเทศอะไร
ก. จีนและกัมพชู า
ข. จีนและอนิ เดีย
ค. อินเดยี และกมั พชู า
ง. จนี และประเทศไทย

89

เรื่องท่ี 3 ประวัตศิ าสตรช าตไิ ทย

ความเปนมาของดินแดนประเทศไทยในสมัยโบราณสวนใหญมาจากหลักฐานดานโบราณคดีและ
เอกสารประวตั ิศาสตรจีนโบราณและภาพถายทางอากาศและเห็นถึงที่ต้ังและสภาพของแหลงชุมชนโบราณ
ในประเทศไทย สภาพคนู ้าํ และคันดินในแหลงโบราณคดีแตละแหงแสดงใหเห็นวาชุมชนนั้นไดเริ่มตั้งถ่ินฐาน
อยางถาวรแลว เชน ชุมชนบงึ คอกชา ง จังหวดั อุทัยธานี มีคนู ้ําและคันดินลอมรอบถึง 3 ชั้นดวยกัน ซ่ึงแสดงวา
ชุมชนดังกลาวมีประชากรต้ังถิ่นฐานอยูอยางตอเนื่อง และมีประชาชนเพิ่มมากข้ึนจนตองขยายเขตชุมชน
ออกไป

ดินแดนในประเทศไทยมีทั้งพัฒนามาจากอาณาจักรเดิมและมีการอพยพยายเขามาของกลุมคนพูด
ภาษาไทย – ลาวจากถนิ่ บรรพบรุ ษุ ซง่ึ อยตู อนใตข องประเทศจนี เดิม เขามายงั ดนิ แดนเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต
ราวคริสตศ ตวรรษที่ 10 รฐั ของชาวไทยมีความสําคญั ตามยุคสมยั ไดแก อาณาจักรโยนกเชียงแสน อาณาจักร
ลา นนา อาณาจักรสโุ ขทยั อาณาจกั รอยธุ ยา และไดพฒั นามาเปนสมัยกรุงรัตนโกสินทร นับตั้งแต พ.ศ. 2325
เปน ตน มา

อาณาจกั รสยามเผชญิ กบั การคกุ คามในสมยั ยุคลาอาณานิคมของประเทศตะวันตก แตสยามสามารถ
รอดพน จากการถูกยึดครองโดยประเทศเจาอาณานิคมได และหลังจากการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการ
ปกครอง ในป พ.ศ. 2475 ประเทศไทยยังคงอยูในชวงท่ีปกครองโดยรัฐบาลทหารเปนสวนใหญ จนกระทั่ง
อีก 60 ปถ ัดมา จงึ ไดมรี ะบบการเลอื กตงั้ ท่ีเปนประชาธิปไตยอยา งแทจรงิ

ประวัติศาสตรท่ีมกี ารคน พบในประเทศไทยที่เกา แกทส่ี ดุ คือท่บี า นเชียง โดยสิ่งของท่ีขุดพบมาจากใน
สมัยยุค 3,600 ปกอนคริสตศักราช โดยมีการพัฒนาเครื่องบรอนซ และมีการปลูกขาว รวมถึงการติดตอ
ระหวางชุมชนและมรี ะบอบการปกครองข้นึ

มีหลายทฤษฎีที่พยายามหาท่ีมาของชนชาติไทย ทฤษฎีดั้งเดิมเชื่อวาชาวไทยในสมัยกอนเคยมี
ถิ่นอาศัยอยูข้นึ ไปทางตอนเหนอื ถึงแถบเทือกเขาอัลไต จากนั้น ไดมีการทยอยอพยพเคลื่อนยายลงมาทางใต
สูค าบสมุทรอินโดจีน หลายละลอกเปนเวลาตอ เนอ่ื งกนั หลายพันป โดยเช่ือวาเกิดจากการแสวงหาทรัพยากร
ใหม แตทฤษฎีน้ีขาดหลักฐานทางโบราณคดีที่นาเช่ือถือได ในขณะเดียวกันก็มีหลายทฤษฎีท่ีอธิบายวาเดิม
ชนชาติ ไทย ไดอ าศยั อยเู ปนบรเิ วณกวางขวางในทางตอนใตของจีนจนถึงภาคเหนอื ของไทยและไดมกี ารอพยพ
ลงใตเ ร่ือย ๆ เขา มาอาศัยอยูในดินแดนคาบสมุทรอินโดจีน จากนั้นไดอาศัยกระจัดกระจายปะปนกับกลุมชน
ด้ังเดมิ ในพืน้ ที่ โดยไมมีปญ หามากนัก ซง่ึ อาจเนอื่ งดวยดนิ แดนคาบสมุทรอนิ โดจีนในชวงเวลานนั้ ยังมีพืน้ ที่และ
ทรัพยากรธรรมชาติเปนจํานวนมาก ในขณะที่มีกลุมชนอาศัยอยูเบาบาง ปญหาการแยงชิงทรัพยากรจึงไม
รุนแรง รวมทั้งลกั ษณะนสิ ยั ของชาวไทยนั้นเปนผูอ อนนอมและประนีประนอม ความสัมพันธระหวางชาวไทย
กลุมตาง ๆ อาจมกี ารติดตอ อยา งใกลช ดิ อยบู า ง ในฐานะของผูมีภาษาวัฒนธรรมและที่มาอันเดียวกัน แตการ
รวมตัวเปนนิคมขนาดใหญหรือแวนแควนยังไมปรากฏ ในเวลาตอมาเมื่อมีชาวไทยอพยพลงมาอาศัยอยูใน

90

ดินแดนคาบสมทุ รอินโดจนี เปนจาํ นวนมากขน้ึ ชาวไทยจงึ เรมิ่ มบี ทบาทในภมู ภิ าค แตกย็ งั คงจาํ กดั อยูเพียงการ
เปน กลมุ อํานาจยอ ย ๆ ภายใตอํานาจการปกครองของชาวมอญและขอม กระทง่ั อํานาจของขอมในดนิ แดน
ทีร่ าบลุมแมนาํ้ เจาพระยาเร่ิมออ นกาํ ลังลง กลุมชนที่เคยตกอยภู ายใตอาํ นาจปกครองของขอม รวมท้งั กลุมของ
ชาวไทย

ในชวงตอมา มีการปกครองของหลายอาณาจักรในบริเวณที่เปนประเทศไทยในปจจุบัน ไดแก
ชาวมาเลย ชาวมอญ ชาวขอม โดยอาณาจกั รท่ีสาํ คญั ไดแก อาณาจกั รทวารวดีในตอนกลาง อาณาจกั รศรีวิชัย
ในตอนใต และอาณาจักรขอมซ่งึ มีศูนยก ลางการปกครองท่ีนครวดั โดยคนไทยมกี ารอพยพมาจากดินแดนทาง
ตะวันตกเฉียงใตและทางใตข องจนี ผานทางประเทศลาว

ภาคกลาง
1. อาณาจกั รทวารวดี
2. อาณาจกั รละโว

ภาคใต
1. อาณาจักรศรีวชิ ยั
2. อาณาจกั รตามพรลิงก

ภาคอสี าน
1. อาณาจักรฟนู าน
2. อาณาจักรขอม
3. อาณาจกั รศรโี คตรบรู ณ

ภาคเหนือ
1. อาณาจักรหรภิ ุญชยั
2. อาณาจกั รโยนกเชียงแสน

ดินแดนในประเทศไทยมีทั้งพฒั นามาจากอาณาจักรเดิมกอ นหนา นั้น เชน ละโว ศรีวชิ ยั ตามพรลงิ ก
ทวารวดี ฯลฯ อาณาจกั รทส่ี ําคญั ของไทยในชวงปลายพทุ ธศตวรรษท่ี 19 ถึงปจจุบนั ไดแ ก อาณาจักรสุโขทัย
อาณาจกั รอยธุ ยา กรงุ ธนบรุ ี และรตั นโกสินทร

กรงุ ธนบุรี พ.ศ. 2310 – 2325

หลงั จากพระเจา ตากสนิ ไดก อบกกู รงุ ศรีอยธุ ยากลับคนื จากพมา ไดแ ลว พระเจา ตากสนิ ทรงเหน็ วา กรุง-
ศรอี ยุธยาถกู พมา เผาผลาญเสยี หายมาก ยากทจี่ ะฟนฟูใหเหมือนเดิม พระองคจึงยายเมืองหลวงมาอยูที่กรุง-
ธนบรุ แี ลว ปราบดาภิเษกข้นึ เปน กษัตรยิ  ทรงพระนามวา “พระบรมราชาธริ าชที่ 4” (แตประชาชนนิยมเรียกวา
สมเดจ็ พระเจาตากสนิ มหาราชหรือสมเด็จพระเจา กรุงธนบรุ ี) ครองกรุงธนบุรอี ยู15 ป นับวาเปนพระมหากษัตริย
พระองคเดียวทปี่ กครองกรุงธนบุรี

91

สมเด็จพระเจา ตากสนิ ทรงยา ยเมืองหลวงมาอยูท่กี รงุ ธนบุรี เนอ่ื งจากสาเหตุดงั ตอ ไปน้ี
1. กรงุ ศรีอยุธยาชํารุดเสียหายมากจนไมสามารถบูรณปฏิสังขรณใหดีเหมือนเดิมได กําลังรี้พลของ

พระองคมนี อ ยจึงไมสามารถรกั ษากรุงศรอี ยธุ ยาเปนเมอื งใหญได
2. ทาํ เลท่ตี ้งั ของกรุงศรีอยธุ ยาทาํ ใหขา ศกึ โจมตีไดงาย
3. ขาศกึ รูเสน ทางการเขา ตกี รงุ ศรอี ยธุ ยาดี
สว นสาเหตุท่ีพระเจา ตากสนิ ทรงเลือกกรุงธนบุรีเปนเมืองหลวงเนื่องจากทําเลที่ตั้งกรุงธนบุรีอยูใกล
ทะเล ถา เกดิ มีศกึ มาแลว ต้ังรบั ไมไ หวก็สามารถหลบหนไี ปตง้ั ม่นั ทางเรือไดกรุงธนบรุ เี ปนเมอื งเลก็ จึงเหมาะกับ
กําลังคนท่ีมีอยูพอจะรักษาเมืองไดกรุงธนบุรีมีปอมปราการที่สรางไว ตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยาหลงเหลืออยู
ซ่ึงพอจะใชเ ปน เครอ่ื งปองกนั เมืองไดในระยะแรก

ดา นการปกครอง
หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียใหแกพมา เม่ือ พ.ศ. 2310 บานเมืองอยูในสภาพไมเรียบรอย มีการ
ปลนสะดมกันบอย ผูคนจึงหาผูคุมครองโดยรวมตัวกันเปนกลุมเรียกวาชุมนุม ชุมนุมใหญ ๆ ไดแก ชุมนุม
เจา พระยาพษิ ณโุ ลก ชุมนมุ เจาพระฝาง ชุมนุมเจาพิมาย ชุมนุมเจานครศรีธรรมราช เปนตน สมเด็จพระเจา
ตากสนิ ทรงใชเวลาภายใน 3 ป ยกกองทัพไปปราบชุมชนตางๆ ท่ีต้ังตนเปนอิสระจนหมดส้ินสําหรับระเบียบ
การปกครองนั้น พระองคทรงยึดถือและปฏิบัติตามระเบียบการปกครองแบบสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
ตามท่ีสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงวางระเบียบไว แตรัดกุมและมีความเด็ดขาดกวา คนไทยในสมัยน้ัน
จงึ นิยมรบั ราชการทหาร เพราะถาผใู ดมีความดีความชอบ ก็จะไดรบั การปูนบาํ เหนจ็ อยางรวดเร็ว
ลักษณะการปกครอง ในสวนกลางมีตาํ แหนง อคั รมหาเสนาบดี 2 ตําแหนง ไดแ ก
สมหุ นายก ควบคุมดแู ลหวั เมอื งฝายเหนอื
สมุหกลาโหม ควบคมุ ดแู ลหวั เมืองฝา ยใต
นอกจากน้ียังมีเสนาบดีอีก 4 ตําแหนง คือ เสนาบดีจตุสดมภ ไดแก เสนาบดีกรมเมือง (นครบาล)
เสนาบดีกรมวงั (ธรรมาธกิ รณ) เสนาบดีกรมคลงั (โกษาธบิ ด)ี และเสนาบดีกรมนา (เกษตราธิการ)
สว นภมู ิภาคแบง เปน หัวเมอื งช้นั ใน คือ เมืองท่ีรายรอบพระนคร และหัวเมืองชั้นนอก คือ เมืองที่อยู
ไกลพระนคร
ดานเศรษฐกิจและสังคม ตลอดระยะเวลาที่บานเมืองไมสงบ สภาพเศรษฐกิจตกต่ําลงอยางมาก
เพราะพลเมืองไมเปน อันทํามาหากนิ เม่ือกเู อกราชไดแลว ความอดอยากหิวโหยก็ยังคงมีอยู เปนเหตุใหมีโจร
ผูรายชกุ ชุมและเกิดโรคระบาด ผคู นลมตายเปนจํานวนมาก สภาพหวั เมืองตา ง ๆ จึงเหมือนเมืองราง สมเด็จ-
พระเจากรุงธนบุรีไดสละพระราชทรัพยซื้อขาวสารราคาแพงจากพอคาตางเมืองเพื่อนํามาแจกจายราษฎร
นอกจากนน้ั ไดพระราชทานเส้ือผา เครือ่ งนงุ หมดว ย
สมัยกรุงธนบรุ ี ประชาชนทําการขดุ ทรัพยส มบัตจิ ากแหลง ซอ นทรัพยใ นกรงุ ศรีอยธุ ยา ซ่งึ ผูคนนาํ มาฝง
ซอ นไว การขดุ แตล ะครง้ั ผูขุดจะไดท รพั ยส นิ เงนิ ทองมากมาย แตก ท็ าํ ใหโบราณวัตถุถกู ทาํ ลายลง
ดา นศาสนา หลังจากท่พี ระเจาตากสินข้ึนครองกรุงธนบุรีแลว พระองคจึงไดจัดระเบียบสังฆมณฑล
รวบรวมพระไตรปฎ กและบรู ณปฏิสงั ขรณวดั

92

ดานวัฒนธรรมและศิลปกรรม สมเด็จพระเจากรุงธนบุรีทรงพระราชนิพนธรามเกียรต์ิไว 4 ตอน
นอกจากน้นั ก็มีกวที ่ีสําคญั ในสมัยน้ัน คือ หลวงสรวชิ ติ (หน) นายสวนมหาดเลก็ และพระยามหานุภาพ

ดา นศลิ ปกรรม เกดิ ศิลปกรรมหลายแขนง เชน นาฏกรรม จิตรกรรม และสถาปต ยกรรม
หลกั ฐานทางประวัตศิ าสตรก รุงธนบุรี
เน่ืองจากสมัยกรุงธนบุรีเปนราชธานีเปนชวงระยะเวลาส้ัน ๆ และมีพระมหากษัตริยเพียงพระองค
เดียว (สมเด็จพระเจา ตากสินมหาราชเสดจ็ สวรรคตใน พ.ศ. 2325 พระชนมายุได 45 พรรษา) ดงั นนั้ หลักฐาน
ท่ปี รากฏจึงไมม ากนัก ไดแก
1. บนั ทกึ สว นเอกชน เชน จดหมายเหตคุ วามทรงจาํ กรมหลวงนรนิ ทรเทวี
2. เอกสารไทยรว มสมยั ไดแ ก เอกสารราชการ เชน หมายรับสั่ง จดหมายเหตุรายงาน การเดินทัพ
จดหมายเหตุโหร พระราชกําหนด และอีกประเภทหนึ่ง คือ งานวรรณกรรมรวมสมัยอิงประวัติศาสตร เชน
คําโคลงยอพระเกยี รตพิ ระเจา กรงุ ธนบุรีของนายสวนมหาดเลก็ นิราศเมืองกวางตุงของพระยามหานุภาพและ
สงั คตี ยิ วงศ ของสมเด็จพระวนั รัตนว ดั พระเชตพุ น
3. พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี
4. เอกสารตางประเทศ ไดแ ก เอกสารจีน เอกสารประเทศเพื่อนบานและเอกสารตะวนั ตก

กรุงรัตนโกสนิ ทร พ.ศ. 2325 – ปจจบุ นั

หลงั จากปราบดาภิเษกข้ึนเปน พระมหากษัตริย ในป พ.ศ. 2325 แลว สมเด็จเจาพระยามหากษัตริย
ศึกทรงใชพระนามวา “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก” และไดยายราชธานีจากกรุงธนบุรีขาม
แมนา้ํ เจาพระยามายังฝง ตรงขาม และต้งั ชอื่ ราชธานใี หมน ว้ี า “กรุงเทพมหานคร” พรอม ๆ กับการสถาปนา-
ราชวงศจ ักรีขึน้ มา โดยกําหนดในวันที่ 6 เมษายน ของทกุ ปเปนวันจักรี

เหตุผลในการยา ยราชธานี
1. พระราชวงั เดมิ ไมเ หมาะสมในแงย ทุ ธศาสตร เพราะมแี มน าํ้ ไหลผานกลางเมอื ง ยากแกก ารปองกัน
รักษา
2. ฝงตะวันออกของแมนํ้าเจาพระยามีชัยภูมิดีกวา เพราะเปนดานหัวแหลม มีลํานํ้าเปนพรมแดน
กวา ครึ่ง
3. เขตพระราชวังเดมิ ขยายไมได เพราะมวี ดั กระหนาบอยทู ัง้ สองขา ง ไดแก วัดแจงและวดั ทา ยตลาด
ลักษณะของราชธานใี หม
ราชธานีใหมท่ีพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชโปรดฯ ใหสรางข้ึนไดทําพิธียก
เสาหลักเมือง เมื่อวันท่ี 21 เมษายน พ.ศ. 2325 การสรางราชธานีใหมนี้โปรดฯ ใหสรางเลียนแบบกรุงศรี-
อยธุ ยา กลา วคือ กาํ หนดผงั เมืองเปน 3 สวน
1. สวนท่เี ปนบรเิ วณพระบรมมหาราชวงั วังหนา วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแกว ) ทุงพระเมรุ
และสถานทส่ี ําคญั อนื่ ๆ มีอาณาบรเิ วณตงั้ แตร ิมฝง แมน้ําเจา พระยามาจนถงึ คูเมืองเดิม สมัยกรงุ ธนบรุ ี


Click to View FlipBook Version