The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชา สังคมศึกษา สค31001 ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิชา สังคมศึกษา สค31001 ม.ปลาย

วิชา สังคมศึกษา สค31001 ม.ปลาย

93

2. สวนท่ีเปนบริเวณท่ีอยูอาศัยภายในกําแพงเมือง เริ่มต้ังแตคูเมืองเดิมไปทางทิศตะวันออก
จนจดคเู มืองทีข่ ดุ ใหมหรือคลองรอบกรงุ ประกอบดวย คลองบางลําพู และคลองโองอาง และเพ่ือสะดวกใน
การคมนาคม โปรดใหขดุ คลองสองคลอง คอื คลองหลอด 1 และคลองหลอด 2 เช่อื มคูเมอื งเกากบั คูเมอื งใหม
ติดตอถึงกัน ตามแนวคลองรอบกรุงนี้ ทรงสรางกําแพงเมือง ประตูเมืองและปอมปราการข้ึนโดยรอบ
นอกจากน้ียังโปรดใหส รา งถนน สะพาน และสถานทอี่ น่ื ๆ ทีจ่ าํ เปน ราษฎรที่อาศัยอยูในสวนนี้ประกอบอาชีพ
คาขายเปน หลกั

3. สวนที่เปนบริเวณที่อยูอาศัยนอกกําแพงเมือง มีบานเรือนตั้งอยูริมคลองรอบกรุง เปนหยอม ๆ
กระจายกนั ออกไป คลองสาํ คญั ที่โปรดใหขุดขึ้น คอื คลองมหานาค ราษฎรในสวนน้ปี ระกอบอาชีพการเกษตร
และผลิตสนิ คา อตุ สาหกรรมทางชา งประเภทตาง ๆ

สําหรบั การสรางพระบรมมหาราชวังน้ัน นอกจากจะใหสรางปราสาทราชมณเฑียรแลว ยังโปรดให
สรางวดั พระศรรี ตั นศาสดาราม (วดั พระแกว) ข้นึ ภายในวังดว ย เหมอื นวดั พระศรสี รรเพชญสมัยกรุงศรีอยุธยา
แลวใหอ ัญเชิญพระแกวมรกตมาประดิษฐานเปนสิริมงคลแกกรุงเทพมหานคร และพระราชทานนามใหมวา
พระพทุ ธมหามณรี ตั นปฏิมากร สําหรับพระนครเม่ือสรางเสรจ็ สมบูรณใ นป พ.ศ. 2328 แลว จดั ใหมกี ารสมโภช
และพระราชทานนามพระนครใหมวา กรุงเทพมหานครบวรรัตนโกสินทร มหนิ ทรายุธยามหาดิลก ภพนพรตั น
ราชธานบี ุรีรมยอดุ มราชนิเวชมหาสถาน อมรพมิ านอวตาลสถติ สักกะทัศติยวศิ นกุ รรมประสทิ ธิ์แตต อมาในสมัย
รัชกาลท่ี 4 ทรงเปลย่ี น จากบวรรตั นโกสินทร เปน อมรรัตนโกสินทร สืบมาจนปจ จบุ ัน

สภาพภูมิประเทศ
สภาพภูมิประเทศของกรุงรัตนโกสินทรนั้นตั้งอยูบริเวณแหลมยื่นลงไปในแมน้ําเจาพระยาฝง
ตะวนั ออก มีแมนา้ํ เจาพระยาไหลผานลงมาจากทางเหนือผา นทางตะวันตกและใตกอนที่จะมุงลงใตสูอาวไทย
ทําใหด คู ลา ยกับกรุงศรอี ยธุ ยา รัชกาลที่ 1 โปรดเกลาใหข ุดคูพระนครตั้งแตบางลําพูไปถึงวัดเลียบ ทําใหกรุง-
รัตนโกสินทรมีสภาพเปนเกาะสองช้ัน คือสวนที่เปนพระบรมมหาราชวังกับสวนระหวางคูเมืองธนบุรี
(คลองคเู มืองเดิม) กับคพู ระนครใหม ในขณะเดียวกนั ไดม กี ารสรา งพระบรมมหาราชวงั แบบงาย ๆ เพ่ือใชประกอบ
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พอประกอบพิธีแลวจึงร้ือของเกาออกและกออิฐถือปูน สวนกําแพงพระนครน้ัน
นาํ อิฐจากกรุงศรีอยธุ ยามาใชส รา งและถอื วา มชี ยั ภมู ิชนั้ เย่ียมในการปองกันศึกในสมัยนั้น คือ พมา เพราะไดมี
น้ําเจาพระยาขวางทางตะวันตก อีกทั้งกรุงธนบุรีเดิมก็สามารถดัดแปลงเปนคายรับศึกไดแตเหตุการณ
ที่พมาเขาเหยียบชานพระนครก็ไมเคยเกิดขึ้นสักครั้ง เปนท่ีสังเกตเห็นไดวา การสรางกรุงรัตนโกสินทรน้ัน
เปน การลงหลกั ปก ฐานของคนไทยอยา งเปนทางการหลังกรงุ แตก เพราะมีการสรา งปราสาทราชมณเฑียรทสี่ วยสด
งดงามจากสมยั ธนบรุ ี ทั้ง ๆ ท่ขี ณะน้นั เกิดสงครามกบั พมาคร้งั ใหญ

การขยายพระนคร
การขยายพระนครนั้นเรมิ่ ในรชั กาลที่ 4 เมือ่ มกี ารขุดคลองผดุงกรุงเกษมข้ึน พรอมสรางปอมแตไมมี
กําแพง นอกจากนั้นยังมีการตัดถนนเจริญกรุงและพระรามส่ีหรือสมัยน้ันเรียกถนนตรง ทําใหความเจริญ
ออกไปพรอ มกับถนน ก็สรุปไดว าในรัชกาลที่ 4 เมืองไดขยายออกไปทางตะวันออก ในรัชกาลท่ี 5 ความเจริญ

94

ไดตามถนนราชดําเนินไปทางเหนือพรอมกับการสรางพระราชวังดุสิตขึ้น กําแพงเมืองตาง ๆ เริ่มถูกรื้อ
เนอ่ื งจากความเจริญและศกึ ตาง ๆ เร่มิ ไมม แี ลว ความเจรญิ ไดตามไปพรอมกับวังเจา นายตาง ๆ นอกพระนคร
ทงุ ตา งๆ กลายเปนเมือง ในสมัยรัชกาลท่ี 6 ไดเกดิ สะพานขามแมนํ้าเจาพระยาแหงแรก เปนสะพานขามทาง
รถไฟช่ือสะพานพระรามหก พอมาถึงรัชกาลท่ี 7 ฝงกรุงธนบุรีกับพระนครไดถูกเชื่อมโดยสะพานปฐมบรม
ราชานุสรณ (สะพานพทุ ธ) ทําใหป ระชาชนเกิดความสะดวกข้นึ มามากในการสัญจรเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งท่ี
สองในรชั กาลที่ 8 พระนครถูกโจมตีทางอากาศจากฝายสมั พันธมติ รบอ ยครง้ั แตพ ระบรมมหาราชวังปลอดภัย
เน่ืองจากทางเสรีไทยไดระบุพิกัดพระบรมมหาราชวังมิใหมีการยิงระเบิด เม่ือส้ินสงครามแลวพระนคร
เริ่มพัฒนาแบบไมหยดุ เกดิ การรวมจังหวัดตา ง ๆ เขา เปนกรงุ เทพมหานคร และไดเปนเขตปกครองพิเศษหน่ึง
ในสองแหงของประเทศไทย

พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลานภาลยั (รชั กาลที่ 2) เสด็จพระราชสมภพเมอ่ื วันท่ี 24 กมุ ภาพันธ
พ.ศ. 2310 พระนามเดิมวา ฉิม เปนพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช
พระองคท รงใฝพ ระทยั ในศลิ ปวฒั นธรรมมาก ทงั้ ทางดา นวจิ ติ รศิลปและวรรณคดีพระองคไดรับการยกยองวา
เปนกษัตริยผูเปนอัครศิลปน ทรงสรางและบูรณะวัดวาอารามจํานวนมาก ท่ีสําคัญท่ีสุดคือโปรดเกลาฯ ให
บูรณะ วัดสลักใกลพระราชวังเดิมฝงธนบุรี จนยิ่งใหญสวยสงากลายเปนวัดประจํารัชกาลของพระองคและ
พระราชทานนามวา “วัดอรุณราชวรารามมหาวิหาร” ความเปนศิลปนเอกของพระองคเห็นไดจากการ
ทพ่ี ระองคท รงแกะสลักบานประตหู นาวดั สุทัศนฯ ดว ยพระองคเ อง ผลงานอันวิจติ รชิ้นนป้ี จจบุ นั เก็บรักษาไวท่ี
พพิ ิธภัณฑส ถานแหง ชาตกิ รงุ เทพฯ นอกจากฝพ ระหตั ถเ ชิงชางแลว รัชกาลที่ 2 ยงั ทรงพรอ มอจั ฉริยภาพในทาง
กวีดวย พระราชนิพนธช้ินสาํ คญั ของพระองค บทละครเรอื่ ง อเิ หนา และรามเกียรต์ิ

นอกจากทรงพระราชนพิ นธดวยพระองคเ องแลว ยังไดช ือ่ วาเปนองคอุปถัมภบรรดาศลิ ปน และกวดี วย
ยุคน้จี งึ เรียกไดวา เปนยุคสมัยทกี่ วรี ุงเรืองท่ีสดุ กวเี อกที่ปรากฏในรัชกาลของพระองค คือ พระศรีสุนทรโวหาร
(ภู) ทีค่ นไทยทว่ั ๆ ไปเรยี กวา “สุนทรภู”

ในดานการตางประเทศ พระองคทรงไดเร่ิมฟนฟูความสัมพันธกับประเทศตะวันตกใหม หลังจาก
หยุดชะงักไปตง้ั แตสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช โดยมีพระบรมราชานุญาตใหโปรตุเกสเขามาต้ังสถานทูต
ไดเปน ชาติแรก

พระบาทสมเด็จพระน่งั เกลา เจา อยหู วั (รชั กาลท่ี 3) เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันท่ี 31 มีนาคม พ.ศ.
2330 มพี ระนามเดิมวา พระองคเ จา ทบั เปน พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา นภาลยั และเจา
จอมมารดาเรียบ เปนกษัตริยผูทรงเครงครัดในศาสนาพุทธ ชาวตะวันตกมักมองวาพระองคตึงและตอตาน
ศาสนาอืน่ แมก ระน้นั ก็ทรงอนญุ าตใหมิชชนั่ นารีจากอเมริกานาํ แพทยแ ผนตะวันตกเขา มาเผยแพรไ ด

ความจริงในสมัยรัชกาลที่ 3 ประเทศสยามตองรับบรรดาทูตตาง ๆ จากชาติตะวันตกที่เขามาทํา
สัญญาทางการคาบางแลว โดยเฉพาะการมาถึงของเซอรจอหน เบาริ่ง จากอังกฤษที่เขามาทําสัญญาเบาร่ิง
อนั สง ผลอยางใหญหลวงตองานประเทศสยามในเวลาตอมา อยางไรก็ตามผลจากการเปดประเทศมาปรากฎ
อยา งเดนชัดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลท่ี 4 ซึ่งทรงสนพระทัยในศิลปะวิทยาการ
ของตะวันตกมาก พระองคท รงศกึ ษาวิชาการตาง ๆ อยา งแตกฉาน ทรงเขา ใจภาษาบาลเี ปนอยางดีต้ังแตค รั้งท่ี

95

ออกผนวชเปนเวลาถึง 27 พรรษากอนทรงข้ึนครองราชย สวนภาษาอังกฤษนั้นทรงไดเรียนกับมิชชันนารี
จนสามารถตรสั ไดเ ปน อยา งดี นอกจากนยี้ งั มีความรูในวทิ ยาศาสตรแ ขนงตาง ๆ โดยเฉพาะดาราศาสตรในยุค
สมัยของพระองค ขนมธรรมเนียมตาง ๆ ในราชสํานักไดเปล่ียนไปมาก เชน การแตงกายเขาเฝาของขุนนาง
ทรงใหสวมเสื้อผาแบบตะวันตกแทนที่จะเปลือยทอนบนเชนสมัยกอน หรือยกเลิกประเพณีหมอบคลาน
เปนตน

สวนในดา นการศาสนานั้นทรงต้ัง นกิ ายธรรมยตุ ิขนึ้ มา ซ่ึงเปนการเรม่ิ ตนการรวมอํานาจของคณะสงฆ
ซงึ่ เคยกระจดั กระจายทั่วประเทศใหเขามาอยทู ส่ี วนกลาง พระองคนับวาทรงเปนกษัตริยผูมีวิสัยทัศนยาวไกล
และทรงตระหนกั ถงึ ภยั จากลัทธิลา อาณานิคมของประเทศตะวันตก ซึง่ ในเวลานัน้ เขายดึ ครองประเทศเพื่อนบาน
ของสยามจนหมดส้ินแลว พระองคทรงมีพระราชดําริวา ความเขมแข็งแบบตะวันออกของสยามไมสามารถชว ย
ใหป ระเทศรอดพนจากการตกเปนอาณานิคมได จึงทรงเนนใหประเทศสยามพัฒนาใหทันสมัยเพื่อลดความ
ขัดแยงกับชาตติ ะวันตก

ยุคสมัยนี้กลาวไดวาประเทศสยามเร่ิมหันทิศทางไปสูตะวันตกแทนที่จะแข็งขืนอยางประเทศเพ่ือน
บา น ซึง่ ถึงทีส่ ดุ แลวก็ไมอาจสูความไดเปรียบทางเทคโนโลยีของชาติตะวันตกไดในราชสํานักทรงจางครูฝร่ัง
มาสอนภาษาใหแ กพระราชโอรสและพระราชธิดา สวนภายนอกมีชาวตางประเทศจํานวนมากที่มาประกอบ
กิจการในเมืองสยาม สมยั น้มี ีหนังสอื พมิ พภาษาไทยออกมาเปน คร้งั แรก นน่ั คอื บางกอกรีคอดเดอรของหมอ-
บดั เลย 

พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 4) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันท่ี 18 ตุลาคม
พ.ศ. 2347 เปน พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หลานภาลัย และสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรม
ราชินี มีพระนามเดิมวา เจาฟามหามาลา เมื่อพระชมมายุได 9 พรรษา ไดรับสถาปนาเปนเจาฟามงกุฎ
มพี ระราชอนุชารวมพระราชมารดา คือ เจาฟาจุฬามณี ซึ่งตอมาไดรับสถาปนาเปนพระบาทสมเด็จพระปน-
เกลา เจา อยหู ัว เมื่อพระชนมายไุ ด 21 พรรษา ไดอ อกผนวชตามประเพณแี ละอยูในเพศบรรพชติ ตลอดรัชสมัย
รชั กาลท่ี 3 เม่ือรชั กาลท่ี 3 สวรรคตจึงไดล าสิกขามาขน้ึ ครองราชยส มบตั ิ

ระหวางทท่ี รงผนวช ประทับอยูท่ีวัดมหาธาตุ แลว ทรงยายไปอยูวดั ราชาธิวาส (วัดสมอราย) พระองค
ไดทรงต้ังคณะสงฆ ช่ือ “คณะธรรมยุตินิกาย” ข้ึน ตอมาทรงยายไปอยูวัดบวรนิเวศวิหารไดรับแตงตั้งเปน
พระราชาคณะ และไดเปนเจาอาวาสวดั บวรนเิ วศองคแรก ทรงรอบรูภาษาบาลีและแตกฉานในพระไตรปฎก
นอกจากนั้น ยังศึกษาภาษาลาติน และภาษาอังกฤษจนสามารถใชงานไดดี ในรัชสมัยของพระองค อังกฤษ
สหรฐั อเมริกา และฝร่ังเศส ตา งกส็ ง ทตู มาขอทาํ สนธสิ ัญญาในเรื่องสิทธสิ ภาพนอกอาณาเขตใหแกคนในบังคับ
ของตน และสทิ ธกิ ารคาขายเสรี ตอ มาไทยไดท าํ สัญญาไมตรีกับประเทศนอรเวย เบลเย่ียมและอิตาลี และได
ทรงสง คณะทูตออกไปเจรญิ พระราชไมตรีกับตางประเทศ นับเปนคร้ังที่สองของไทย นับตอจากสมัยสมเด็จ-
พระนารายณมหาราช โดยไปยงั ประเทศอังกฤษ และฝรง่ั เศส

ทรงจา งชาวยุโรปมารบั ราชการในไทย ในหนาทีล่ ามแปลเอกสารตํารา ครฝู ก วชิ าทางทหารและตาํ รวจ
และงานดา นการชาง ทรงตงั้ โรงพิมพของรัฐบาล ต้งั โรงกษาปณเพื่อผลิตเงินเหรียญ แทนเงินพดดวงและเบ้ีย
หอยทีใ่ ชอ ยเู ดิม มโี รงสไี ฟ โรงเล่ือยจักร เปดท่ีทําการศุลกากร ตัดถนนสายหลัก ๆ ไดแก ถนนบํารุงเมือง

96

ถนนเฟองนคร ถนนเจริญกรุง และถนนสีลม มีรถมาขึ้นใชครั้งแรกขุดคลองผดุงกรุงเกษม คลองมหาสวัสด์ิ
คลองภาษีเจริญ คลองดาํ เนินสะดวก และคลองหัวลําโพง

ดานการปกครอง ไดจัดต้ังตํารวจนครบาล ศาล แกไขกฎหมายใหทันสมัย ใหเสรีภาพในการนับถือ
ศาสนาดานศาสนา ไดส รางวัดราชประดษิ ฐ วดั มงกุฎกษตั รยิ ารามและวดั ปทุมวนาราม เปนตน ทรงเช่ียวชาญ
ทางโหราศาสตร สามารถคํานวนการเกิดจันทรุปราคา และสุริยุปราคาไดอยางแมนยํา ทรงคํานวณการเกิด
สุริยุปราคาหมดดวงในวันขึ้น 1 คํ่า เดือน 10 ป พ.ศ. 2411 ณ ตําบลหวากอ (คลองวาฬ) จังหวัด
ประจวบคีรขี ันธ ไดอ ยา งถูกตอ ง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 20
กนั ยายน พ.ศ. 2396 มพี ระนามเดิมวา เจา ฟาจุฬาลงกรณ เปนพระราชโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา-
เจาอยูหวั และสมเด็จพระเทพศริ ินทรามาตย กอ นขน้ึ ครองราชยท รงดาํ รงพระยศเปนกรมขนุ พนิ ิตประชานาถ

พระองคไ ดทรงสรางความเจริญรงุ เรอื งใหแ กป ระเทศนานปั การ ทรงบรหิ ารประเทศกาวหนา ทัดเทยี ม
นานาอารยประเทศ ทรงประกาศเลิกทาส ปรับปรุงระบบการศาล ต้ังกระทรวงยุติธรรม ปรับปรุงกฎหมาย
ตาง ๆ สง เสรมิ การศึกษาอยางกวางขวางในหมูประชาชนทั่วไป ตั้งกระทรวงธรรมการ ต้ังโรงเรียนฝกหัดครู
สง นกั เรยี นไทยไปศึกษาในยุโรป สรา งการรถไฟ โดยทรงเปดเสนทางเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมา
เมอ่ื วนั ที่ 9 มนี าคม พ.ศ. 2421 สรา งโรงไฟฟาจัดใหมีการเดินรถรางขึ้นในกรุงเทพฯ จัดต้ังการ ไปรษณียโทร
เลข เมือ่ พ.ศ. 2421 สรา งระบบการประปา ฯลฯ

ดานการตางประเทศ ทรงมีวิสัยทัศนกวางไกลย่ิงนัก ไดทรงนําประเทศไทยใหรอดพนจากการเปน
เมืองข้ึนของชาติตะวันตกไดตลอดรอดฝง โดยดําเนินการผูกสัมพันธไมตรีกับประเทศมหาอํานาจ เพ่ือคาน
อํานาจ พระองคไดเสดจ็ ประพาสยุโรป ถึงสองครัง้ ไดเสด็จเยือนประเทศ ฝร่ังเศส รัสเซีย เยอรมนี อังกฤษ
ออสเตรีย ฮังการี เบลเยี่ยม อิตาลี สวีเดน และเดนมารก เมื่อป พ.ศ. 2440 ทรงแตงตั้งราชทูตไปประจํา
ประเทศตางๆ ในป พ.ศ. 2424 ไดแก อิตาลี เยอรมัน เนเธอรแลนด เบลเย่ียม ออสเตรีย ฮังการี เดนมารก
สวีเดน โปรตุเกส นอรเวย และสเปน อังกฤษ ในป พ.ศ. 2425 สหรัฐอเมริกาในป พ.ศ. 2427 รัสเซียในป
พ.ศ. 2440 และญ่ปี ุน ในป พ.ศ. 2442

พระองคท รงปกครองอาณาประชาราษฎร ใหเปน สุขรม เย็นโปรดการเสดจ็ ประพาสดวยตนเอง เพอ่ื ให
ไดท รงทราบความเปนอยทู ีแ่ ทจ ริงของพสกนกิ ร ทรงสนพระทยั ในวิชาความรู และวทิ ยาการแขนงตาง ๆ อยาง
กวา งขวาง และนํามาใชบ ริหารประเทศใหเ จริญรดุ หนาอยางรวดเร็ว พระองคจึงไดรับถวายพระราชสมัญญา
นามวา สมเด็จพระปยมหาราช

ดานการพระศาสนาทรงทํานุบํารงุ และจดั การใหเหมาะสมเจรญิ รุงเรือง ทรงสถาปนามหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัยขน้ึ ณ วัดมหาธาตุ และมหามงกุฎราชวิทยาลัยขึ้น ณ วัดบวรนิเวศวิหารเพ่ือใหเปนสถานศึกษา
พระปริยัติธรรม และวิชาการชั้นสูง นอกจากน้ัน ยังทรงสรางวัดเทพศิรินทราวาส และวัดเบญจมบพิตร
ซ่ึงนบั วาเปนสถาปตยกรรมที่งดงามย่งิ แหง หนึง่ ของกรงุ เทพฯ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลท่ี 6) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 1 มกราคม
พ.ศ. 2423 มีพระนามเดิมวา สมเดจ็ เจา ฟามหาวชริ าวุธ เปน พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา-

97

เจา อยูหวั และสมเดจ็ พระศรีพชั รินทราบรมราชินนี าถ ไดร บั สถาปนาเปนสมเด็จเจาฟา กรมขุนเทพทวาราวดี
เม่ือพระชนมายุได 8 พรรษา เม่ือพระชนมายุได 11 พรรษา ไดเสด็จไปศึกษาวิชาการท่ีประเทศอังกฤษ
ทรงศึกษาในมหาวทิ ยาลัยออกซฟอรด และศกึ ษาวชิ าการทหารบกที่โรงเรียนนายรอยแซนดเฮิสต ไดรับสถาปนา
เปนสมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชสยามมกฎุ ราชกมุ าร เมอื่ ป พ.ศ. 2437

เสด็จกลับประเทศไทยแลว ทรงเขารับราชการในตําแหนงจเรทัพบก และทรงบัญชาการทหารมหาดเล็ก
ดาํ รงพระยศพลเอก

เสด็จขึ้นครองราชยสมบัติ เม่ือวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ไดทรงปรับปรุงดานการศึกษาของไทย
โปรดใหตราพระราชบญั ญัติ ประถมศกึ ษา ใหเ ปน การศกึ ษาภาคบังคบั ทรงตง้ั กระทรวงการทหารเรือ กองเสือปา
และกองลูกเสอื โรงพยาบาลจฬุ าลงกรณ กรมศลิ ปากร โรงไฟฟา หลวงสามเสน คลังออมสนิ กรมสถิตพิ ยากรณ
กรมสรรพากร กรมตรวจเงนิ แผนดิน กรมมหาวิทยาลัย กรมรถไฟหลวง และเปด เดินรถไฟไปเช่อื มกับมลายู
ตง้ั สถานเสาวภาและกรมรา งกฎหมาย ทรงเปลย่ี นการใชรตั นโกสนิ ทรศ ก (ร.ศ.) เปน พุทธศกั ราช (พ.ศ.)

พระองคไดทรงปลูกฝง ความรกั ชาติใหเกิดข้ึนในหมูประชาชาวไทย ทรงเปนศิลปนและสงเสริมงาน
ประพันธเปนอยางมาก ทรงเปนผนู าํ ในการประพนั ธว รรณคดีไทย ท้ังท่ีเปนรอยแกวและรอยกรอง ทรงเขียน
หนงั สือทางดานประวัตศิ าสตร และดานการทหารไวเปน จาํ นวนมากประมาณถงึ 200 เครือ่ ง พระองคจึงไดรับ
ถวายพระราชสมญั ญานามวา สมเด็จพระมหาธีรราชเจา ทรงเปน นกั ปราชญท่ีย่ิงใหญพระองคหนึ่งของไทย

การปกครองประเทศไดทรงเจริญรอยตามสมเด็จพระราชบิดา สานตองานที่ยังไมเสร็จสิ้นในรัชสมัย
ของพระองคไ ดเ กิดสงครามโลกครง้ั ที่ 1 โดยมีสมรภูมิอยูในทวีปยุโรป ทรงตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับ
เยอรมัน โดยเขารวมกับสัมพันธมิตรไดสงทหารไทยไปรวมรบ ณ ประเทศฝรั่งเศส ผลท่ีสุดไดเปนฝายชนะ
สงคราม ทําใหไทยไดรับการแกไขสนธิสัญญา ทีไ่ ทยเสยี เปรยี บตางประเทศไดเ ปนอันมาก

พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 7) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันท่ี 8 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2436 มีพระนามเดิมวาสมเด็จเจาฟาประชาธิปกศักดิเดชน เปนพระราชโอรส พระองคเล็กของ
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจา อยูหัว และสมเดจ็ ศรีพชั รนิ ทราบรมราชนิ นี าถไดรับสถาปนาเปนกรมขุน-
สุโขทัยธรรมราชา เม่ือพระชนมายุได 12 พรรษา ไดเสด็จไปศึกษาวิชาการทหารบกที่ประเทศอังกฤษ และ
ฝรั่งเศส สําเรจ็ การศึกษาแลวเสด็จกลับประเทศไทย เขา รับราชการทกี่ องพันทหารปนใหญท ี่ 1 รกั ษาพระองค
ในตําแหนงผูบังคับกองรอย ตอมาไดรับราชการในตําแหนงผูบังคับการโรงเรียนนายรอยทหารบกช้ันปฐม
ปลดั กรมเสนาธิการทหารบก ผบู ัญชาการกองพลทหารบกท่ี 2 แลวไดท รงกรมเปนกรมหลวงสโุ ขทัยธรรมราชา

เสด็จขึน้ ครองราชยส มบตั ิ เมื่อวันท่ี 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ในชวงเวลาท่ีเศรษฐกิจของประเทศ
และของโลกกาํ ลังทรดุ หนัก อันเปนผลเนื่องมาจากสงครามโลก ครั้งท่ี 1 ซ่ึงพระองคก็ไดทรงแกไขอยางเต็ม
พระกาํ ลังความสามารถจนประเทศไทย ไดรอดพนจากวกิ ฤติการณน ั้นได ในรชั สมัยของพระองค ไทยสามารถ
ตดิ ตอกบั นานาประเทศทางวิทยุ และโทรเลขไดโดยทั่วไปเปน คร้ังแรก ทรงพระราชทานนามหอสมุดแหงชาติ
พิมพพระไตรปฎ กเลมใหม สรางโรงเรยี นวชิราวธุ วทิ ยาลัย เปด เดนิ รถไฟไปถึงชายแดนไทยตดิ ตอ กับเขมร แกไข
ระบบการจดั เกบ็ ภาษาอากรใหม ตงั้ สถานีวิทยุกระจายเสียงแหงประเทศไทยประกาศพระราชบัญญัติเงินตรา
และทรงตรากฎหมายอ่ืน ๆ อีกเปนจํานวนมาก สรางสะพานพระปฐมบรมราชานุสรณ (สะพานพระพุทธ-

98

ยอดฟาฯ) วันท่ี 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรไดปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองตอมา เมื่อวันที่ 2
มีนาคม พ.ศ. 2477พระองคไดตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ ตอมาไดเสด็จสวรรคต เมื่อวันท่ี 30 พฤษภาคม
พ.ศ. 2484 ณ ประเทศอังกฤษ

พระราชหตั ถเลขาท่ที รงลาออกจากราชบัลลงั ก มคี วามตอนหน่ึงวา “ขาพเจา มีความเหน็ ใจทจี่ ะสละ
อํานาจอันเปนของขาพเจาอยูเดิมใหแกราษฎรโดยท่ัวไป แตขาพเจาไมยินยอมยกอํานาจทั้งหลายของ
ขาพเจา ใหแ กผใู ด คณะใดโดยเฉพาะ เพอ่ื ใชอ าํ นาจโดยสทิ ธิขาดและโดยไมฟงเสียงอันแทจริงของประชา
ราษฎร”

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8) เสด็จ-
พระราชสมภพ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2468 ณ เมืองไฮเดลเบิรก ประเทศเยอรมัน ทรงเปนพระราชโอรส
องคท สี่ องของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดลุ ยเดชวกิ รม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรม
ราชชนนี

เมื่อพระชนมายุได 3 เดือน ไดตามเสด็จพระบรมราชชนกนาถและพระราชมารดาไปประทับอยู
ณ ประเทศฝรงั่ เศสและสหรฐั อเมริกา จนพระชนมายไุ ด 3 พรรษา จงึ เสดจ็ กลบั ประเทศไทย เม่อื ป พ.ศ. 2471
หลังเปล่ียนแปลงการปกครอง สมเด็จพระราชชนนีไดนําเสด็จไปประทับอยู ณ เมืองโลซานน ประเทศ
สวติ เซอรแ ลนด เม่อื ป พ.ศ. 2476

เม่ือพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ทรงสละราชสมบัติ เม่ือวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477
พระองคไดเสด็จข้ึนครองราชย เมื่อพระชนมายุได 10 พรรษา จึงตองมีคณะผูสําเร็จราชการแผนดินปฏิบัติ
หนา ท่ีแทนพระองค พระเจา วรวงศเธอ กรมหมื่นอนุวรรตนจาตุรงต เปนประธาน ตอมาพระองคเจาอาทิตย
ทิพอาภา เปนประธาน

พระองคม นี ้ําพระราชหฤทัยเปย มดวยพระเมตตากรณุ าในพสกนิกรโปรดการศึกษาการกีฬา การชาง
และการดนตรีไดเสด็จไปศึกษาตอ ณ ประเทศสวิตเซอรแลนดเม่ือสงครามโลกคร้ังที่ 2 สงบ ไดเสด็จนิวัติ
ประเทศไทย เม่ือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ผูสําเร็จราชการแทนพระองค จึงไดถวายราชกิจเพ่ือให
ทรงบริหารโดยพระราชอาํ นาจ

เมื่อวนั ท่ี 9 มถิ ุนายน พ.ศ. 2489 ไดเ กดิ เหตุการณอันไมคาดฝน พระองคตองอาวุธปนเสด็จสวรรคต
ณ ที่นั่งบรมพมิ านในพระบรมมหาราชวงั ยังความเศราสลด และความอาลยั รกั จากพสกนกิ รเปนทย่ี ง่ิ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) เสด็จพระราชสมภพเม่ือวันท่ี 5
ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ มลรัฐแมซซาชูเซทส ประเทศสหรัฐอเมริกา เปนพระราชโอรส องคเล็กของสมเด็จ-
พระมหิตลาธเิ บศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเมื่อพระชนมายุ
ได 1 พรรษา ไดเสด็จนวิ ตั สูประเทศไทยในป พ.ศ. 2471 ภายหลังจากที่สมเด็จพระมหติ ลาธเิ บศร อดุลยเดชวิกรม
พระบรมราชชนกเสดจ็ ทิวงคตแลว ไดเสดจ็ กลับไปประทบั ท่เี มืองโลซานน ประเทศสวิตเซอรแ ลนด และเขา รบั
การศึกษา ณ ท่ีน้ัน เม่ือสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
พระอัฐมรามาธิบดินทรเสด็จสวรรคตเม่ือวันท่ี 13 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ไดเสด็จขึ้นครองราชยสืบแทน

99

เมือ่ พระชนมายุได 19 พรรษา โดยมีผูสําเรจ็ ราชการแทนพระองค แลวทรงเสด็จไปศึกษาตอในวิชานิติศาสตร
ท่ีประเทศสวติ เซอรแลนด

พระองคไดเสด็จนิวัติสูประเทศไทยเมื่อ ป พ.ศ. 2493 เพ่ือถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาท-
สมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรและไดทรงเขาพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับ
สมเด็จพระนางเจาสิริกติ ์ิ พระบรมราชินีนาถ ซ่งึ ขณะนั้นดาํ รงพระยศ เปน ม.ร.ว.สริ ิกติ ิ์ กติ ิยากร พระธิดาของ
พระวรวงศเ ธอกรมหม่นื จนั ทบรุ ีสรุ นาถ และไดป ระกาศพระบรมราชโองการสถาปนาเปน สมเด็จพระบรมราชนิ ี

ไดมีพระบรมราชาภเิ ษก เฉลิมพระปรมาภไิ ธยวา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มหติ ลาธเิ บศรรามาธบิ ดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธริ าช บรมนาถบพติ ร เมอ่ื วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493

ไดเสด็จกลับไปทรงศึกษาตอ ณ ประเทศสวิตเซอรแลนด เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2493 จนถึงป
พ.ศ. 2494 จงึ เสด็จนวิ ัติพระนคร ไดเ สด็จออกผนวช ณ วัดพระศรีรตั นศาสดาราม เมื่อวันท่ี 22 ตุลาคม พ.ศ.
2499 แลว เสด็จประทบั ณ วดั บวรนิเวศวหิ าร ระหวางทีท่ รงผนวชสมเด็จพระนางเจา สริ กิ ิติ์ พระบรมราชนิ นี าถ
ทรงเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองค จึงไดรับโปรดเกลาฯ ใหสถาปนาเปนสมเด็จพระนางเจาสิริกิต์ิ
พระบรมราชินีนาถ

พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช และสมเด็จพระนางเจา สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ทรงบาํ เพ็ญพระราชกรณยี กิจเปนเอนกประการแผไพศาลไปทว่ั ทงั้ ในประเทศและตา งประเทศ

ทรงเสด็จพระราชดําเนินเยือนตางประเทศท้ังในยุโรป เอเชีย และอเมริกา เพื่อเจริญพระราชไมตรี
อยางกวา งขวาง ปรากฏพระเกียรติคณุ อยา งทไี่ มเคยปรากฎมากอน ดา นในประเทศทรงเสดจ็ เยี่ยมเยียนราษฎร
ในชนบทที่อยูหางไกลเพ่ือรับทราบปญหาตาง ๆ โดยตรงและไดทรงริเริ่มโครงการตามพระราชดําริ
เพื่อแกปญหาเหลา นน้ั พรอมทง้ั พฒั นาใหดขี ึน้ เพือ่ ใหส ามารถชวยตนเองได

พระราชกรณียกิจของพระองค ท้ังในฐานะที่ทรงเปนพระประมุขของประเทศและในฐานะสวน
พระองคเปน ไปอยา งไมหยุดยัง้ ทรงเตม็ เปย มดว ยทศพิธราชธรรม ทรงมีพระอัจฉริยภาพในดานตาง ๆ ยากที่
จะหาผเู สมอเหมอื น ทรงมพี ระราชศรทั ธาตัง้ ม่นั และแตกฉานในพระศาสนาและทรงถายทอดแกพสกนกิ รของ
พระองคในทุกโอกาส ดังเราจะไดพบในพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแกป ระชาชนในโอกาสตา ง ๆ

การเปล่ยี นแปลงการปกครอง
ภายหลังการปฏิรูปการปกครองและการปฏิรูปการศกึ ษาในรัชกาลท่ี 5 พระองคไดมีกระแสความคิด
ท่ีจะใหประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบการ
ปกครองที่มีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ โดยมีรัฐสภาเปนสถาบันหลักที่จะให
ประชาชนมีสวนรวมในการปกครองมากขึ้นเปนลําดับ จนกระท่ังไดมีคณะนายทหารชุดกบฏ ร.ศ.130 ซึ่งมี
ความคดิ ทป่ี ฏิบตั กิ ารใหบรรลุความมุงหมายดังกลาว แตไมทันลงมือกระทําการก็ถูกจับไดเสียกอนเมื่อ พ.ศ.
2454 ในตน รชั กาลที่ 6
อยางไรกต็ าม เสยี งเรยี กรองใหม กี ารเปลย่ี นแปลงการปกครองก็ยังคงมีออกมาเปนระยะ ๆ ทางหนา
หนงั สือพิมพ แตย งั ไมผ ลตอ การเปล่ียนแปลงใด ๆ มากนัก นอกจากการปรับตัวของรัฐบาลทางดานการเมือง
การปกครองใหทนั สมัยยิ่งขนึ้ กวาเดิมเทานั้น แตก็ยังไมไดมีการประกาศใชรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดใน

100

การปกครองประเทศแตประการใด จนกระท่ังในสมัยรัชกาลท่ี 7 ไดมีคณะผูกอการภายใตการนําของ
พ.อ.พระยาพหลพลพยหุ เสนา ซงึ่ ไดกอการเปลยี่ นแปลงการปกครองเปน ผลสาํ เร็จใน พ.ศ. 2475

ดังนั้นการเปล่ยี นแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 จึงเปน การเปลย่ี นแปลงทางการเมืองท่ีสําคัญของ
ประวตั ิศาสตรชาตไิ ทย
สภาพการณโดยทั่วไปของบา นเมอื งกอ นเกดิ การเปล่ยี นแปลงการปกครอง

สังคมไทยกําลังอยูในชวงเวลาของการเปลี่ยนแปลงเขาสูความทันสมัยตามแบบตะวันตก
ในทุก ๆ ดาน อันเปนผลสืบเน่ืองมาจากการปฏิรูปแผนดินเขาสูความทันสมัยในรัชกาลท่ี 5 (พ.ศ. 2411 –
2453) ความจริงแลวสังคมไทยเร่ิมปรับตัวใหเขากับกระแสวัฒนธรรมตะวันตกมาต้ังแตสมัยรัชกาลท่ี 4
ภายหลังไดทําสนธิสัญญาบาวร่ิงกับอังกฤษใน พ.ศ. 2398 และกับประเทศอ่ืนๆ ในภาคพื้นยุโรปอีกหลาย
ประเทศ และทรงเปดรับประเพณีและวัฒนธรรมของตะวันตก เชน การจางชาวตะวันตกใหเปนครูสอน
ภาษาอังกฤษแกพระราชโอรสและพระราชธิดาในพระบรมมหาราชวัง การใหขาราชการสวมเส้ือเขาเฝา
การอนุญาตใหช าวตางประเทศเขา เฝา พรอมกบั ขนุ นางขา ราชการไทยในงานพระบรมราชาภเิ ษก เปนตน

ในสมัยรัชกาลท่ี 5 ไดทรงดําเนินพระบรมราโชบาย ปลดปลอยไพรใหเปนอิสระและทรงประกาศ
เลกิ ทาสใหเ ปน ไทแกตนเอง พรอมกนั น้นั ยงั ทรงปฏริ ูปการศกึ ษาตามแบบตะวันตก เพื่อใหคนไทยทุกคนไดรับ
การศกึ ษาถงึ ข้นั อานออกเขียนไดแ ละคิดเลขเปน ไมว าจะเปนเจานาย บตุ รหลาน ขนุ นาง หรอื ราษฎรสามญั ชน
ที่พนจากความเปนไพรหรือทาส ถาบุคคลใดมีสติปญญาเฉลียวฉลาดก็จะมีโอกาสเดินทางไปศึกษาตอยัง
ประเทศตะวันตกโดยพระบรมราชานุเคราะหจากผลการปฏิรูปการศึกษา ทําใหคนไทยบางกลุมท่ีไดรับ
การศึกษาตามแบบตะวันตก เริ่มรับเอากระแสความคิดเกี่ยวกับการเมืองสมัยใหม ที่ยึดถือรัฐธรรมนูญเปน
กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมาจากตะวนั ตก และมคี วามปรารถนาท่ีจะเหน็ การเปลีย่ นแปลง

สมัยรัชกาลท่ี 5 ทรงปฏิรปู ประเทศเขา สคู วามทนั สมยั สังคมไทยก็เรมิ่ กา วเขา สูความมีเสรใี นการแสดง
ความคิดเห็นมากข้นึ โดยเริ่มเปดโอกาสสอื่ มวลชนเสนอความคดิ เหน็ ตอสาธารณชนไดค อ นขางเสรี ดังน้ัน
จงึ ปรากฏวา ส่ือมวลชนตา ง ๆ เชน น.ส.พ. สยามประเทศ, ตุลวิภาคพจนกจิ , ศริ พิ จนภาค, จีนโนสยามวารศัพท
ซ่ึงตพี มิ พจ าํ หนา ยในรัชกาลท่ี 5 น.ส.พ. บางกอกเมือง ซ่ึงพิมพจําหนายในสมัยรัชกาลที่ 6 และน.ส.พ.สยาม
รวี ิว ซึง่ พมิ พจ ําหนา ยในสมยั รชั กาลท่ี 7 ไดเรียกรองและชี้นําใหมีการเปล่ียนแปลงการปกครองประเทศไปสู
ระบบรฐั สภา โดยมรี ัฐธรรมนญู เปน หลักในการปกครองประเทศอยา งตอเนื่อง

อยา งไรก็ตาม เน่ืองจากการปลดปลอยไพรและทาสใหเปนอิสระในสมัยรัชกาลท่ี 5 ไดผานพนไปได
เพียง 20 ปเศษ ดังน้ันสภาพสังคมสวนใหญในสมัยรัชกาลที่ 7 กอนท่ีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
จึงยังตกอยูภายใตอิทธิพลของวัฒนธรรมในระบบเจาขุนมูลนาย นอกจากนี้คนสวนนอยยังคงมีฐานะสิทธิ
ผลประโยชนตาง ๆ เหนือคนไทยสวนใหญ คนสวนใหญมักมีความเห็นคลอยตามความคิดท่ีสวนนอย
ซึง่ เปน ชนชนั้ นําของสังคมไทยชี้นํา ถา จะมคี วามขัดแยงในสงั คมก็มักจะเปนความขัดแยงในทางความคิด และ
ความขดั แยงในเชงิ ผลประโยชนในหมูชนช้ันนาํ ของสงั คมทไ่ี ดร ับการศึกษาจากประเทศตะวันตกมากกวาจะเปน
ความขดั แยงระหวา งชนชน้ั นําของสังคมไทยกับราษฎรท่วั ไป

101

สภาพการณทางการเมืองและการปกครองของไทยกําลังอยูในระยะปรับตัวเขาสูแบบแผนการ
ปกครองของตะวนั ตก เห็นไดจากพระบรมราโชบายของพระมหากษัตริยไทยทุกพระองค ภายหลังที่ไทยไดมี
การติดตอกับประเทศตะวันตกอยางกวางขวาง นับต้ังแตสมัยรับกาลท่ี 4 – 7 สมัยรัชกาลที่ 4 ยังไมไดทรง
ดําเนินนโยบายปรับปรุงการปกครองใหเปน แบบตะวนั ตก แตก ท็ รงมีแนวพระราชดาํ รโิ นมเอียงไปในทางเสรี
นยิ ม เชน ประกาศใหเจานายและขา ราชการเลอื กตง้ั ตําแหนงมหาราชครูปุโรหติ และตําแหนง พระมหาราชครู-
มหธิ ร อนั เปน ตาํ แหนง ตุลาการทีว่ างลง แทนที่จะทรงแตง ต้ังผพู ิพากษาตามพระราชอํานาจของพระองค และ
เปลี่ยนแปลงวธิ ถี วายนํ้าพิพัฒนสัตยาดวยการที่พระองคทรงเสวยน้ําพิพัฒนสัตยา รวมกับขุนนางขาราชการ
และทรงปฏญิ าณความซอื่ สัตยข องพระองคต อ ขุนนางขาราชการท้งั ปวงดว ย

สมัยรชั กาลท่ี 5 ทรงปฏริ ูปการเมอื งการปกครองครงั้ ใหญ เพือ่ ใหก ารปกครองของไทยไดจ รญิ กา วหนา
ทัดเทียมกับชาติตะวันตก โดยจัดต้ัง สภาท่ีปรึกษาราชการแผนดิน (Council of State) และสภาที่ปรึกษา
สว นพระองค (Privy Council) ใน พ.ศ. 2417 เพอื่ ถวายคาํ ปรกึ ษาเกยี่ วกับการบรหิ ารราชการแผนดินในเรื่อง
ตาง ๆ ท่ีพระองคของคําปรึกษาไป นอกจากนี้พระองคยังทรงปฏิรูปการปกครองที่สําคัญ คือ การจัดต้ัง
กระทรวงแบบใหมจ าํ นวน 12 กระทรวงขน้ึ แทนจตสุ ดมภในสว นกลางและจดั ระบบการปกครองหวั เมืองตาง ๆ
ในรูปมณฑลเทศาภบิ าลในภมู ิภาค โดยเร่ิมตั้งแต พ.ศ. 2435 เปนตนมา นอกจากน้ีพระองคทรงริเริ่มทดลอง
การจัดการปกครองทองถ่ินในรูปสุขาภิบาล จัดตั้งรัฐมนตรีสภา เพื่อทําหนาที่ตามกฎหมาย ใน พ.ศ. 2437
ตามแบบอยา งตะวันตก

สมยั รชั กาลท่ี 6 ทรงรเิ ริ่มทดลองการปกครองแบบประชาธปิ ไตยโดยการจัดตัง้ ดสุ ิตธานเี มอื งประชาธิปไตย
ข้ึนในบริเวณพระราชวังดุสิต พ.ศ. 2461 เพื่อทดลองฝกฝนใหบรรดาขาราชการไดทดลองปกครองตนเอง
ในนครดุสิตธานี เหมือนกับการจดั รปู แบบการปกครองทองถิ่นที่เรียกวา “เทศบาล” นอกจากน้ียังทรงจัดตั้ง
กระทรวงขึ้นมาใหมจากทม่ี อี ยูเดิม และยุบเลิกกระทรวงบางกระทรวงใหมีความทนั สมัยมากขึ้น โดยทรงจัดต้ัง
มณฑลเพม่ิ ข้นึ และทรงปรับปรุงการบริหารงานของมณฑลดวยการยบุ รวมมณฑลเปน หนวยราชการท่ีเกี่ยวกับ
การปกครองเรียกวา มณฑลภาค เพอ่ื ใหก ารปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลมคี วามคลองตัวมากขนึ้

สมยั รชั กาลที่ 7 (พ.ศ. 2468 – 2475) ทรงเลง็ เห็นความจาํ เปนที่จะตองเปลี่ยนแปลงการปกครองให
ทันสมยั และตอ งเตรียมการใหพรอ มเพิม่ มใิ หเกดิ ความผดิ พลาดได โดยพระองคไดทรงจัดต้ังอภิรัฐมนตรีสภา
เพอ่ื เปน ที่ปรกึ ษาราชการแผน ดนิ พ.ศ. 2468 และทรงมอบหมายใหอ ภริ ัฐมนตรีสภาวางระเบียบสําหรับจัดตั้ง
สภากรรมการองคมนตรี เพือ่ เปน สภาท่ปี รกึ ษาสว นพระองคอกี ดว ย

นอกจากน้ีทรงมอบหมายใหอภิรัฐมนตรีวางรูปแบบการปกครองทองถ่ินในรูปเทศบาลดวยการ
แกไขปรับปรุงสุขาภบิ าลที่มีอยูใหเ ปนเทศบาล แตไมม โี อกาสไดป ระกาศใช เพราะไดเกิดการเปล่ียนแปลงการ
ปกครองขนึ้ กอน นอกจากนย้ี งั ทรงโปรดเกลาฯ ใหพ ระยาศรวี ศิ าลวาจาและนายเรยม อนด บี. สตีเวนส ซ่ึงเปน
ท่ปี รกึ ษากระทรวงการตา งประเทศชวยกันรา งรัฐธรรมนูญ ตามกระแสพระราชดาํ ริใน พ.ศ.2474 มสี าระสาํ คญั
ดงั น้ี

อํานาจนิติบัญญัติจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรทางออม โดยมีสมาชิก 2 ประเภท คือ
มาจากการเลอื กต้ังและการแตงต้งั สวนผูท่ีมีสทิ ธ์สิ มคั รเลอื กต้ังจะตองมีอายุไมต่ํากวา 30 ป มีพื้นฐานความรู

102

อา นออกเขียนได สวนอํานาจบริหารใหพระมหากษัตริยทรงเลือกนายกรัฐมนตรี แตเนื่องจากอภิรัฐมนตรีมี
ความเหน็ ประชาชนยังไมพรอม ดังนั้นการประกาศใชรัฐธรรมนูญควรระงับไวชั่วคราว จนกระท่ังไดเกิดการ
เปลย่ี นแปลงการปกครองเสยี กอนจึงมไิ ดม กี ารประกาศใชแ ตอยางใด

สาเหตุการเปลยี่ นแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475

1. ความเสอื่ มของระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย
การทีค่ ณะนายทหารหนุมภายใตการนาํ ของ ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ (เหลง็ ศรีจนั ทร) ไดวางแผนยึด
อํานาจการปกครอง เพื่อเปลยี่ นแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย มาเปนระบอบท่ีจํากัด
พระราชอํานาจของพระมหากษัตริยใหอยูในฐานะประมุขของประเทศภายใตรัฐธรรมนูญเม่ือ พ.ศ. 2454
แตไมป ระสบความสําเร็จเพราะถูกจบั กุมกอนลงมือปฏิบัติงาน แสดงใหเห็นถึงความเสื่อมของระบอบนี้อยาง
เห็นไดช ัด ขณะเดยี วกนั ในสมัยรัชกาลท่ี 6 ไดมีการวิพากษวิจารณกันอยางกวางขวางเก่ียวกับการใชจายเงิน
งบประมาณทไ่ี มดลุ กับรายรบั ทําใหม ีการกลา วโจมตีรฐั บาลวาใชจายฟุมเฟอยเกินไป ครัง้ ตอมาในสมัยรัชกาล
ที่ 7 พระองคก ถ็ ูกโจมตวี า ทรงตกอยใู ตอทิ ธพิ ลของอภิรฐั มนตรีสภา ซึง่ เปน สภาทีป่ รึกษาทป่ี ระกอบดวยสมาชิก
ทเ่ี ปนพระบรมวงศานวุ งศชั้นสงู และบรรดาพระราชวงศก ม็ ีบทบาทในการบริหารบา นเมอื งมากเกินไป ควรจะ
ใหบคุ คลอ่นื ทีม่ ีความสามารถเขามสี ว นรว มในการบรหิ ารบานเมืองดวย ปรากฎการณด ังกลาวสะทอนใหเห็นถงึ
ความไมพ อใจตอระบอบการปกครองทม่ี พี ระมหากษตั ริยอยูเหนือกฎหมาย ซึ่งนับวันจะมปี ฏิกริ ยิ าตอตา นมากขึ้น

2. การไดร ับการศึกษาตามแนวความคดิ ตะวันตกของบรรดาชนชั้นนาํ ในสังคมไทย
อิทธิพลจากการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลท่ี 5 ทําใหคนไทยสวนหนึ่งท่ีไปศึกษายังประเทศ
ตะวันตก ไดรับอิทธิพลแนวคิดทางการเมืองสมัยใหม และนํากลับมาเผยแพรในประเทศไทย ทําใหคนไทย
บางสวนท่ีไมไ ดไ ปศกึ ษาตอในตา งประเทศรับอทิ ธพิ ลแนวความคิดดังกลา วดว ย อทิ ธิพลของปฏริ ปู การศึกษาได
สง ผลกระตุนใหเกิดความคิดในการเปล่ียนแปลงการปกครองมากขึ้น นับต้ังแตคณะเจานายและขาราชการ
เสนอคํากราบบังคมทูลใหเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ. 2427 นักหนังสือพิมพอยางเทียนวรรณ
(ต.ว.ส.วัณณาโภ) ก.ศ.ร.กุหลาบ (ตรษุ ตฤษณานนท) ไดเ รยี กรองใหป กครองบานเมอื งในระบบรัฐสภา เพื่อให
ประชาชนมีสวนรวมในการปกครองและยังไดกลาววิพากษวิจารณสังคม กระทบกระเทียบชนชั้นสูงที่ทําตัว
ฟงุ เฟอ ซึ่งตัวเทยี นวรรณเองก็ไดกราบบังคมทูลถวายโครงรา งระบบการปกครองท่ีเปนประชาธปิ ไตยแดร ัชกาล
ที่ 5 ตอ มาในรชั กาลท่ี 6 กลมุ กบฏ ร.ศ.130 ทวี่ างแผนยดึ อํานาจการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็เปนบุคคลท่ี
ไดรับการศึกษาแบบตะวันตกแตไ มเ คยไปศกึ ษาในตางประเทศ แตคณะผกู อการเปล่ียนแปลงการครองใน พ.ศ.
2475 เปน คณะบคุ คลท่สี ว นใหญผา นการศึกษามาจากประเทศตะวนั ตกแทบทัง้ ส้ิน แสดงใหเห็นถงึ อิทธิพลของ
ความคิดในโลกตะวันตกที่มีตอชนช้ันผูนําของไทยเปนอยางย่ิง เม่ือคนเหลานี้เห็นความสําคัญของระบอบ
ประชาธปิ ไตยทมี่ พี ระมหากษตั รยิ เ ปน ประมุข การเปลย่ี นแปลงการปกครองจึงเกิดขนึ้

103

3. ความเคลือ่ นไหวของบรรดาสอื่ มวลชน
ส่ือมวลชนมบี ทบาทในการกระตุนใหเ กดิ ความตน่ื ตัวในการปกครองแบบใหมและปฏเิ สธระบบการ

ปกครองแบบสมบรู ณาญาสิทธิราชย เชน น.ส.พ.ตุลวิภาคพจนกิจ (พ.ศ. 2443 – 2449) น.ส.พ.ศิริพจนภาค
(พ.ศ. 2451) น.ส.พ.จนี โนสยามวารศัพท (พ.ศ. 2446 – 2450) น.ส.พ. บางกอกการเมือง (พ.ศ. 2464) น.ส.พ.
สยามรีวิว (พ.ศ. 2430) น.ส.พ. ไทยใหม (พ.ศ. 2474) ตางก็เรียกรองใหมีการปกครองในระบบรัฐสภาที่มี
รัฐธรรมนูญเปนหลักในการปกครองประเทศ โดยช้ีใหเห็นถึงความดีงามของระบอบประชาธิปไตยท่ีจะเปน
แรงผลักดันใหประชาชาติมีความเจริญกาวหนามากกวาที่เปนอยู ดังเชนที่ปรากฏเปนตัวอยางในหลาย ๆ
ประเทศที่มีการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญ กระแสเรียกรองของสื่อมวลชนในสมัยนั้นไดมีสวนตอการ
สนับสนนุ ใหก ารดําเนนิ ของคณะผูกอการในอนั ท่ีจะเปลย่ี นแปลงการปกครองบรรลผุ ลสาํ เร็จไดเหมือนกนั

4. ความขดั แยง ทางความคดิ เก่ียวกบั การปกครองในระบอบประชาธิปไตย
รัชกาลท่ี 7 ทรงเล็งเห็นความสําคัญของการมีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครอง

ประเทศและทรงเต็มพระทยั ท่ีจะสละพระราชอาํ นาจมาอยูภ ายใตรัฐธรรมนูญเม่ือถึงเวลาที่เหมาะสม แตเมื่อ
พระองคทรงมีกระแสรับส่ังใหพระยาศรีวิศาลวาจาและนายเรยมอนด บี.สตีเวนส รางรัฐธรรมนูญข้ึนมา
เพ่ือประกาศใช พระองคไดทรงนําเร่ืองนี้ไปปรึกษาอภิรัฐมนตรีสภา แตอภิรัฐมนตรีสภากลับไมเห็นดวย
โดยอา งวา ประชาชนยงั ขาดความพรอมและเกรงจะเปนผลเสียมากกวาผลดี ทั้ง ๆ ที่รัชกาลที่ 7 ทรงเห็นดวย
กับการประกาศใชรัฐธรรมนูญ แตเม่ืออภิรัฐมนตรีสภาคัดคาน พระองคจึงมีน้ําพระทัยเปนประชาธิปไตย
โดยทรงฟงเสยี งทัดทานจากอภิรฐั มนตรสี ภาสวนใหญ ดังนนั้ รฐั ธรรมนญู จึงยังไมมีโอกาสไดรับการประกาศใช
เปนผลใหคณะผกู อ การชิงลงมือทาํ การเปลีย่ นแปลงการปกครองในวันท่ี 24 มิถุนายน 2475 ในที่สุด

5. สถานการณคลังของประเทศและการแกปญ หา
การคลงั ของประเทศเรมิ่ ประสบปญ หามาตั้งแตสมัยรัชกาลท่ี 6 เพราะการผลิตขาวประสบความ

ลมเหลว เน่ืองจากเกิดภาวะนํ้าทวมและฝนแลงติดตอกันใน พ.ศ.2460 และ พ.ศ. 2462 ซึ่งกอใหเกิดผล
เสียหายตอการผลิตขา วรนุ แรง ภายในประเทศก็ขาดแคลนขาวท่จี ะใชใ นการบริโภค และไมสามารถสงขาวไป
ขายยังตางประเทศได ทําใหรัฐขาดรายไดเปนจํานวนมาก รัฐบาลจึงตองจัดสรรเงินงบประมาณชวยเหลือ
ชาวนา ขา ราชการ และผูประสบกับภาวะคาครองชีพท่ีสูงข้ึน มีทั้งรายจายอ่ืน ๆ เพ่ิมข้ึนจนเกินงบประมาณ
รายได ซง่ึ ใน พ.ศ. 2466 งบประมาณขาดดลุ ถงึ 18 ลา นบาท นอกจากนรี้ ัฐบาลไดน ําเอาเงนิ คงคลงั ทเ่ี กบ็ สะสม
ไวออกมาใชจายจนหมดสิ้น ในขณะที่งบประมาณรายไดตํ่า รัชกาลที่ 6 ทรงแกปญหาดวยการกูเงินจาก
ตา งประเทศ เพอ่ื ใหม เี งนิ เพียงพอกับงบประมาณรายจาย ทําใหเกิดเสียงวิพากษวิจารณวารัฐบาลใชจายเงิน
งบประมาณอยา งไมประหยดั ในขณะท่เี ศรษฐกจิ ของประเทศกําลังคับขนั

ตอมาสมัยรัชกาลที่ 7 ทรงดําเนินนโยบายตัดทอนรายจายของรัฐบาลลดจํานวนขาราชการใน
กระทรวงตาง ๆ ใหนอยลง และทรงยินยอมตัดทอนงบประมาณรายจายสวนพระองคใหนอยลง เม่ือพ.ศ.
2469 ทาํ ใหรัฐบาลมีรายไดเ พม่ิ ขึน้ ปล ะ 3 ลา นบาท แตเ นอื่ งจากเศรษฐกิจของโลกเร่มิ ตกตํา่ มาเปนลาํ ดบั ต้งั แต
พ.ศ. 2472 ทาํ ใหมีผลกระทบตอประเทศไทยอยางไมม ที างหลกี เลีย่ ง รัฐบาลตองตัดทอนรายจายอยา งเขม งวด

104

ทสี่ ุด รวมทั้งปลดขาราชการออกจากตาํ แหนง เปน อนั มาก จดั การยบุ มณฑลตา ง ๆ ทั่วประเทศ งดจา ยเบย้ี เลย้ี ง
และเบยี้ กันดารของขาราชการ รวมทั้งการประกาศใหเงินตราของไทยออกจากมาตรฐานทองคํา

พ.ศ. 2475 รัฐบาลไดประกาศเพิ่มภาษีราษฎรโดยเฉพาะการเก็บภาษีเงินเดือนจากขาราชการ
แตมาตรการดงั กลาวก็ไมส ามารถจะกอบกูส ถานการณค ลังของประเทศไดก ระเต้อื งข้ึนได จากปญ หาเศรษฐกิจ
การคลังท่ีรัฐบาลไมสามารถแกไขใหมีสภาพเปนปกติได ทําใหคณะผูกอการใชเปนขออางในการโจมตี
ประสทิ ธภิ าพการบรหิ ารงานของรัฐบาล จนเปนเง่อื นไขใหคณะผกู อ การดาํ เนินการเปล่ียนแปลงการปกครอง
เปน ผลสาํ เรจ็

กจิ กรรม เรอ่ื งท่ี 3 ประวตั ิศาสตรช าติไทย

กจิ กรรมที่ 8 ใหผูเรียนแบง กลุม 4 กลุม แตล ะกลุมศกึ ษาคน ควา และทํารายงานสง พรอมกบั นําเสนอ
โดยมหี วั เรื่อง ดงั น้ี

กลุมท่ี 1 ประวตั คิ วามเปน มาของชาตไิ ทย ตง้ั แตส มยั โบราณจนถงึ กรงุ ธนบุรี
กลุมที่ 2 ประวตั ิความเปนมาของกรงุ รตั นโกสนิ ทร
กลมุ ที่ 3 การเปลยี่ นแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475
กลมุ ที่ 4 ใหวเิ คราะหส ถานการณป จ จุบนั ของกรงุ เทพมหานครฯ วา แนวโนม

ประเทศไทยจะยา ยเมอื งหลวงไปยงั แหง ใหม หรอื ไม เพราะเหตใุ ด

เร่อื งท่ี 4 บุคคลสาํ คญั ของไทยและของโลกในดา นประวัติศาสตร

จากการศกึ ษาประวัตศิ าสตรไทยและของโลกทาํ ใหเราไดทราบเร่ืองราวและผลงานท่ีดํารงความเปน
เอกราช มวี ฒั นธรรมดา นตาง ๆ ที่เปน เอกลักษณ และทีส่ รา งคุณคา ประโยชนส ง่ิ ที่ดงี ามใหแกม วลมนษุ ย ฉะนนั้
อนชุ นรนุ หลงั จะตอ งเอาใจใสดแู ลรกั ษามรดกตาง ๆ เหลา นี้เพอื่ ถายทอดสูคนรุนหลังตอไป

บคุ คลสําคญั ของไทยและของโลก

1. สมัยกรุงสุโขทยั
1.1 พอขุนรามคาํ แหงมหาราช
พอขนุ รามคําแหงมหาราช เปนพระราชโอรสของพอขุนศรีอินทราทิตย (บางกลางทาว) กับนาง

เสอื ง มพี ระนามเดมิ วา พระราม เมอ่ื พระชนมายุ 19 พรรษา ไดตามเสด็จพระบิดาไปในการสงครามระหวาง
สโุ ขทัย กับเมอื งฉอด ทรงชวยพระบิดาทํายุทธหัตถชี นะขนุ สามชน เจา เมอื งฉอด พระบดิ าจึงเฉลิมพระนาม
ใหเ ปน “พระรามคาํ แหง”

พระราชกรณียกิจที่สาํ คญั
1. ทรงขยายอาณาเขตออกไปกวางขวางกวา รชั สมยั ใด ๆ และสรางความสัมพันธอันดีกับรัฐใกลเคียง
เชน พญาเม็งรายแหง อาณาจักรลา นนา พญางาํ เมืองแหงแควน พะเยา พระเจาฟารวั่ แหงอาณาจักรมอญ

105

2. ทรงประดิษฐตวั อักษรไทยใน พ.ศ. 1826
3. ทรงสงเสริมการคา ทงั้ การคาภายในและการคาภายนอก เชน ใหง ดเวนการเก็บจังกอบหรอื ภาษดี าน
4. ทรงบํารงุ ศาสนา เชน ใหน ิมนตพ ระสงฆนกิ ายเถรวาทแบบลังกาวงศจากนครศรีธรรมราชมาเปน
พระสงั ฆราชและริเริม่ การนิมนตพ ระสงฆมาแสดงธรรมในวนั พระ
5. ทรงดแู ลทุกขส ุขของราษฎรอยา งใกลชิด เชน ใหผูเดือดรอนมาสั่นกระด่ิง ถวายฎีกาไดใหทายาท
มีสิทธไิ ดร ับมรดกจากพอแมท่เี สยี ชีวติ ไป เปนตน
1.2 พระมหาธรรมราชาท่ี 1

พญาลิไท หรือ พระยาลิไท หรือ พระศรีสุริยพงศรามมหาธรรม-ราชาธิราช หรือพระมหาธรรม
ราชาท่ี 1 ทรงเปนพระราชโอรสของพระยาเลอไทและพระราชนัดดา (หลานปู) ของพอขุนรามคําแหง
ครองราชย พ.ศ. 1890 แตไมทราบปส้ินสุดรัชสมัยท่ีแนนอน สันนิษฐานวาอยูระหวาง พ.ศ. 1911 – 1966
พระมหาธรรมราชาท่ี 1 ทรงเปนแบบฉบับของกษัตริยในคติธรรมราชา ทรงปกครองบานเมืองและอาณา
ประชาราษฎรดวยทศพิธราชธรรม ทรงทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาใหเจริญรุงเรืองจนสุโขทัยกลายเปน
ศูนยก ลางของพระพทุ ธศาสนาและทรงปฏิบัติพระองคช ักนาํ ชนทงั้ หลายใหพน ทกุ ข หลกั ฐานสําคัญอีกชิ้นหน่ึง
ท่ีแสดงวาพระองคมีความรูแตกฉานในพระไตรปฎกเปนอยางดี ไดแก วรรณกรรมเรื่อง ไตรภูมิพระรวง
วรรณคดชี ้ินแรกของประเทศไทย เมือ่ ป พ.ศ. 1888 ท่ีทรงนิพนธขึ้นต้ังแตกอนเสวยราชยหลังจากทรงเปน
รชั ทายาทครองเมืองศรสี ชั นาลัยอยู 8 ป จงึ เสดจ็ มาครองสโุ ขทัยเม่ือป พ.ศ. 1890 โดยตองใชก ําลังทหารเขามา
ยึดอํานาจเพราะท่ีสุโขทัย หลังส้ินรัชกาลพอขุนงัวนําถมแลวเกิดการกบฏการสืบราชบัลลังกไมเปนไปตาม
ครรลองครองธรรม

พระราชกรณยี กจิ ทสี่ าํ คัญ
1. การทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาศูนยรวมจิตใจของคนในชาติ เพราะสุโขทัยหลังรัชสมัยพอขุน
รามคําแหงมหาราชแลว บานเมืองแตกแยกแควนหลายแควนในราชอาณาจักรแยกตัวออกหางไป ไมอยูใน
บังคบั บญั ชาสโุ ขทยั ตอ ไป
2. พญาลิไททรงคิดจะรวบรวมสุโขทัยใหกลับคืนดังเดิม แตก็ทรงทําไมสําเร็จ นโยบายการปกครอง
ทีใ่ ชศาสนาเปน หลักรวมความเปนปกแผนจงึ เปน นโยบายหลักในรชั สมยั นี้
3. ทรงสรา งเจดียท น่ี ครชมุ (เมอื งกําแพงเพชร) สรา งพระพทุ ธชนิ ราชที่พิษณโุ ลก

ทรงออกผนวช เมอื พ.ศ. 1905 การท่ีทรงออกผนวช นับวาทําความม่ันคงใหพุทธศาสนามากขึ้น
ดงั กลา วแลว วา หลังรชั สมยั พอ ขุนรามคาํ แหงมหาราชแลว บานเมืองแตกแยกวงการสงฆเองก็แตกแยก แตละ
สํานกั แตล ะเมืองก็ปฏิบตั ิแตกตา งกนั ออกไป เม่ือผูนําทรงมีศรัทธาแรงกลาถึงขั้นออกบวช พสกนิกรทั้งหลาย
ก็คลอ ยตามหนั มาเลือ่ มใสตามแบบอยางพระองค กิตติศัพทของพระพุทธศาสนาในสุโขทัยจึงเล่ืองลือไปไกล
พระสงฆช้ันผูใหญหลายรูปไดออกไปเผยแพรธรรมใสแ ควนตาง ๆ เชน อโยธยา หลวงพระบาง เมืองนาน
พระเจากอื นา แหง ลา นนาไทย ไดน ิมนตพระสมณะเถระไปจากสโุ ขทยั เพอื่ เผยแพรธ รรมในเมืองเชียงใหม

106

2. สมยั กรุงศรีอยธุ ยา
2.1 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ เปน พระราชโอรสของสมเดจ็ พระบรมราชาธบิ ดีท่ี 2 (เจา สามพระยา)

กับพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 2 แหงสโุ ขทัย พระองคจงึ เปน เชอ้ื สายราชวงศสพุ รรณบุรแี ละ
ราชวงศพระรวง

พระรวง ทรงเปน พระมหากษัตรยิ ทีย่ ง่ิ ใหญพ ระองคห นึง่ ของอยุธยา ข้ึนเสวยราชยใน พ.ศ. 1991
เสดจ็ สวรรคตใน พ.ศ. 2031 ทรงอยใู นราชสมบตั ิ 40 ป นับวา นานที่สุด

พระราชกรณยี กิจท่ีสาํ คัญ
1. การรวมอาณาจักรสุโขทัยเขากับอยุธยา เม่ือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นเสวยราชยใน พ.ศ.
1991 นั้น ทางสโุ ขทัยไมมพี ระมหาธรรมราชาปกครองแลว คงมีแตพระยายุทธิษเฐียร พระโอรสของพระมหา
ธรรมราชาที่ 4 ไดรบั แตงตง้ั จากอยธุ ยาใหไ ปปกครองเมืองพิษณุโลก ถึง พ.ศ. 1994 พระยายุทธิษเฐียรไปเขา
กับพระเจาตโิ ลกราชแหงลานนา พระราชมารดาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถไดปกครองเมืองพิษณุโลก
ตอมาจนสิ้นพระชนมเม่ือ พ.ศ. 2006 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถไดเสด็จไปประทับท่ีพิษณุโลกและถือวา
อาณาจักรสุโขทัยถูกรวมเขากับอาณาจกั รอยธุ ยานบั ต้งั แตนัน้ เปนตนมา

2.2 สมเด็จพระรามาธิบดีท่ี 2
สมเด็จพระรามาธบิ ดที ่ี 2 เปนพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถครองราชย พ.ศ. 2034
ถงึ พ.ศ. 2072
ใน พ.ศ. 2054 โปรตุเกสไดเขามาติดตอกบั กรงุ ศรีอยธุ ยา นับเปนชาวตะวันตกชาติแรกท่ีเขามาเจริญ
สัมพันธไมตรีกับไทย ไทยจึงเริ่มเรียนรูศิลปวิทยาของชาวตะวันตก โดยเฉพาะดานการทหาร ทําใหสมเด็จ-
พระรามาธิบดที ี่ 2 ทรงพระราชนพิ นธตําราพชิ ัย-สงครามของไทยไดเ ปน ครง้ั แรก นอกจากนที้ รงใหท ําสารบญั ชี
คือ การตรวจสอบจัดทาํ บญั ชีไพรพ ลทัง้ ราชอาณาจกั ร นับเปนการสาํ รวจสาํ มะโนครวั ครง้ั แรก โดยทรงต้ังกรม
สุรัสวดใี หมหี นา ทส่ี าํ รวจและคุมบัญชีไพรพ ลทางดานศาสนา สมเด็จพระรามาธิบดีท่ี 2 ทรงสรางวัดพระศรี-
สรรเพชญไวใ นเขตพระราชฐาน และใหห ลอพระศรีสรรเพชญ สงู 8 วา หมุ ทองคํา ไวในพระมหาวิหารของวัด
ดวย ในรัชสมยั น้ีอยุธยาและลานนายังเปนคูสงครามกันเชนเดิม เน่ืองจากกษัตริยลานนา คือ พระเมืองแกว
(ครองราชย พ.ศ. 2038 – 2068) พยายามขยายอาณาเขตลงมาทางใต จนถงึ พ.ศ. 2065 มีการตกลงเปน ไมตรี
กนั สงครามจงึ สนิ้ สดุ ลง

ทางดานศาสนา
สมเด็จพระรามาธิบดที ่ี 2 ทรงสรา งวดั พระศรสี รรเพชญไวใ นเขตพระราชฐานและใหห ลอ พระศรสี รรเพชญ
สูง 8 วา หมุ ทองคาํ ไวใ นพระมหาวหิ ารของวดั ดวย ในรัชสมัยนอี้ ยธุ ยาและลา นนายงั เปนคสู งครามกันเชนเดิม
เนื่องจากกษัตริยลานนา คือ พระเมืองแกว (ครองราชย พ.ศ. 2038 - 2068) พยายามขยายอาณาเขตลงมา
ทางใต จนถงึ พ.ศ. 2065 มีการตกลงเปน ไมตรกี นั สงครามจึงส้ินสุดลง

107

2.3 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช เปน โอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชาในราชวงศสโุ ขทัยกับพระวิสุทธิ-
กษตั รยิ  พระราชธดิ าของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ประสูติเม่ือ พ.ศ. 2098 ที่เมืองพิษณุโลกเม่ือพระชนมายุ
ได 9 พรรษา ทรงถกู สง ไปเปน ตัวประกันทีก่ รุงหงสาวดี เพราะพมา ยดึ เมืองพิษณุโลกได ทรงไดรบั การเลี้ยงดใู น
ฐานะพระราชบุตรธรรมเปน เวลา 7 ป จน พ.ศ. 2112 กรุงศรอี ยธุ ยาเสียแกพมา พระมหาธรรมราชาไดรับการ
สถาปนาขึ้นเปนกษัตริยของกรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองขึ้นของกรุงหงสาวดีและอนุญาตใหพระนเรศวรกลับ
กรุงศรีอยุธยา และไดรับการสถาปนาใหเปนเจาเมืองพิษณุโลกและมีตําแหนงอุปราช ระหวางน้ันทรงทํา
สงครามกับเขมรและพมา เพ่ือปอ งกนั อยุธยา พระเจา หงสาวดีเห็นดงั นจี้ ึงคิดกําจัดพระนเรศวร แตพระองคท รง
ทราบจึงทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง รวมเวลาที่กรุงศรีอยุธยาตกอยูภายใตการปกครองของพมา
เปนเวลา 15 ป หลังจากประกาศอิสรภาพก็ทรงทําสงครามกับพมาหลายครั้ง และไดกวาดตอนผูคนจาก
หัวเมืองฝายเหนือมาไวเปนกําลังไดมาก ตอมาใน พ.ศ. 2133 สมเด็จพระธรรมราชาสวรรคต พระนเรศวร
จงึ เสด็จขน้ึ ครองราชยแ ละทรงสถาปนาพระเอกาทศรถพระอนุชาขึ้นเปน พระมหาอปุ ราช พระราชภารกิจของ
พระองค ไดแก การทําศึกสงคราม โดยเฉพาะสงครามคร้ังสําคัญ คือ สงครามยุทธหัตถี ที่ทรงรบกับพมา
ที่ตาํ บลหนองสาหราย แมแตฝ ายแพก ย็ ังไดร บั การยกยอ งวาเปน นกั รบแท หลงั จากนนั้ ตลอดระยะเวลา 150 ป
กรุงศรอี ยธุ ยาไมถูกรกุ รานจากพมาอีก สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชทรงขยายอาณาเขตออกไปอยางกวางขวาง
ครอบคลุมท้ังลานนา ลานชาง ไทยใหญ และกัมพูชา รวมถึงพมา คร้ังสุดทาย คือ การเดินทัพไปตีเมือง
อังวะ ซ่งึ พระองคป ระชวร และสวรรคตท่ีเมืองหาง ใน พ.ศ. 2148 พระชนมายุได 50 พรรษา เสวยราชสมบัติ
ได 15 ป สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเปน วรี กษัตรยิ ท ่ไี ดร ับการจารึกไวในประวัติศาสตรในฐานะผูกอบกู
เอกราชใหแ กก รงุ ศรีอยุธยา ประชาชนชาวไทยจงึ ยกยองพระองคใหเ ปน มหาราช พระองคหน่งึ

พระราชกรณียกิจท่สี ําคญั
1. การลดสว ยและงดเกบ็ ภาษอี ากรจากราษฎรเปน เวลา 3 ปเศษ
2. การประกาศใชก ฎหมายพระราชกาํ หนดและกฎหมายเพ่ิมเติมลักษณะรับฟอง
3. การสงเสริมงานดา นวรรณกรรม หนังสือท่ีแตงในสมัยน้ี เชน สมุทรโฆษคําฉันท โคลงทศรถสอน

พระราม โคลงพาลี-สอนนอง โครงราชสวัสดิ์ เพลงพยากรณกรุงเกา เพลงยาวบางบท รวมถึงวรรณกรรมช้ิน
สาํ คัญ คือ โครงเฉลิมพระเกยี รตสิ มเด็จพระนารายณนบั เปน ยุคทองแหง วรรณกรรม ของไทยยุคหนงึ่

4. การทาํ ศกึ สงครามกบั เชยี งใหมแ ละพมา พ.ศ. 2203 และไดอญั เชิญพระพุทธสหิ งิ ค ลงมาอยธุ ยาดว ย
5. ดา นความสัมพันธก บั ตางประเทศน้นั เจรญิ รุง เรืองมาท้งั ประเทศตะวันออก เชน จีน อินเดีย และ
ประเทศตะวนั ตกที่สาํ คัญ ไดแก โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ และฝร่ังเศส ท้ังดานการเชื่อมสัมพันธไมตรีและ
การปองกนั การคมุ คามจากชาติตาง ๆ เหลา นีจ้ ากพระราชกรณียกิจตาง ๆ ดังกลา ว จึงทรงไดรบั การยกยองวา
ทรงเปนมหาราชพระองคหนึ่ง อีกทั้งในรัชสมัยของพระองคยังไดรับการยกยองวาเปนบุคคลสําคัญดาน
ศิลปวฒั นธรรมยุคหนึ่งดว ย สมเด็จพระนารายณมหาราชเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2231 ที่เมืองลพบุรี ราชธานี
ทส่ี องทพ่ี ระองคโปรดเกลา ฯ ใหสรางข้ึน

108

3. สมัยกรุงธนบรุ ี

สมเด็จพระเจา ตากสนิ มหาราช มีนามเดมิ วา สิน ประสตู เิ มื่อวันท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2277 ในรัชสมัย
สมเดจ็ พระเจา อยูหวั บรมโกศ เปน บตุ รของนายไหฮอง และนางนกเอี้ยง เจา พระยาจักรีรบั ไปเปน บุตรบญุ ธรรม
ตอมาเขารับราชการจนไดตําแหนงหลวงยกกระบัตรเมืองตาก และเปนเจาเมืองตากคร้ันเม่ือพมาลอมกรุง
ใน พ.ศ. 2308 พระยาตากถูกเรียกตัวเขาปองกันพระนครหลวง แตเกิดทอใจวาหากสูกับพมาท่ีอยุธยาตอง
เสยี ชีวิตโดยเปลาประโยชนเปนแน จึงพาทัพตีฝาหนีไปตั้งตัวท่ีจันทบูร(จันทรบุรี) พอถึงเดือนเมษายน พ.ศ.
2310 กรุงศรอี ยธุ ยา ก็เสียแกพ มา แตหลังจากนั้น 7 เดือน พระยาตากกไ็ ดยกทัพมาขับไลพ มาออกจากกรุงศรี-
อยุธยา ไดท งั้ หมด แตเหน็ วา กรุงศรอี ยุธยาเสียหายมาก จึงสถาปนากรงุ ธนบุรีเปนเมอื งหลวง และประกอบพิธี
บรมราชาภิเษกข้นึ ครองราชยใ น พ.ศ. 2310 ทรงพระนามวา สมเดจ็ พระบรมราชาท่ี 4 แตคนทั่วไปนิยมออก
พระนามวา สมเด็จพระเจาตากสิน พรอมท้ังพระราชทานนามเมืองวา กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร เหตุท่ีเลือก
ธนบรุ เี ปน เมอื งหลวง เนอ่ื งจากทรงเห็นวาธนบุรเี ปน เมืองเล็กปองกันรักษางายอยูใกลปากอาวสะดวกแกการ
ติดตอคาขายกบั ตางชาติ และการลาํ เลียงอาวธุ มเี สน ทางคมนาคมสะดวก โดยเฉพาะทางเรือมีแมนํ้าคั่นกลาง
เชน เดยี วกบั พษิ ณุโลกและสพุ รรณบุรี เพื่อจะไดใชก องทพั เรือสนับสนุนการรบ และต้งั อยูไมไกลศูนยกลางเดิม
มากนกั เปนแหลงรวมขวัญและกําลังใจของผคู น โดยอาศัยมผี ูนาํ ท่เี ขมแขง็

พระราชกรณียกิจที่สําคัญท่ีสดุ
การรวบรวมบรรดาหัวเมอื งตา ง ๆ เขาอยภู ายใตการปกครองเดียวกัน เนอ่ื งจากมคี นพยายามตั้งตวั ขึ้น

เปนผูนําในทองถ่ินตาง ๆ มากมาย เชน ชุมนุมเจาเมืองพิษณุโลก ชุมนุมเจาเมืองพิมาย ชุมนุมเจาเมือง
นครศรธี รรมราช เปน ตน ตลอดรชั กาลมศี ึกสงครามเกดิ ข้นึ มากมาย ไดแ ก ศกึ พมาทบ่ี างกุง ศึกเมืองเขมร

ศึกเมืองเชียงใหม ศกึ เมอื งพิชยั ศึกบางแกว ศึกอะแซหวุน กี้ ศกึ จาํ ปาศักดิ์ ศกึ เวยี งจันทน ซึ่งพระเจากรุงธนบุรี
ไดรบั ชยั ชนะในการศึกษามาโดยตลอด ในสมัยกรงุ ธนบุรีตอนปลาย

4. สมยั กรงุ รัตนโกสินทร
4.1 พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟาจฬุ าโลก
ในรชั สมยั สมเดจ็ พระเจา อยหู วั บรมโกศ เมอ่ื วนั ท่ี 20 มนี าคม พ.ศ. 2279 พระบิดามพี ระนามเดมิ วา

ทองดี พระมารดาชอ่ื หยก
เมอ่ื ทรงมีพระชันษา 21 พรรษา ทรงผนวชเปน พระภิกษุ 3 เดอื น เมื่อลาสิกขากท็ รงเขารบั ราชการ

ในแผน ดนิ สมเดจ็ พระเจา อทุ มุ พร คร้นั ถงึ แผน ดนิ สมเด็จพระเจา เอกทัศทรงไดร บั ตําแหนงเปน หลวงยกกระบตั ร
ประจําเมืองราชบุรี พระองคทรงมีความชํานาญในการรบอยางย่ิง จึงไดรับพระราชทานปูนบําเหน็จความดี
ความชอบใหเ ลอื่ นเปน พระราชวรินทร พระยาอภยั รณฤทธิ์ พระยายมราชวา ทีส่ มหุ นายก เจา พระยาจักรี และ

ในที่สุดไดเลอ่ื นเปน เจา พระยามหากษัตริยศ ึก มีเคร่อื งยศอยาง เจาตางกรม เม่ือทรงตไี ดเ วยี งจันทร พระองคได

109

อญั เชญิ พระพุทธมหามณรี ัตนปฎมิ ากร (พระแกวมรกต) จากเมืองเวียงจันทนมายังกรุงธนบุรีดวย ตอมาเกิด
เหตุจลาจล ขาราชการและประชาชนจงึ อัญเชิญเปนพระมหากษตั รยิ แทนสมเด็จพระเจา ตากสนิ มหาราช

พระราชกรณยี กิจทสี่ ําคญั
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟาจฬุ าโลกมหาราชทรงเปน ทั้งนักปกครองและนกั การทหารที่ยอดเยี่ยม
ทรงแตง ตงั้ ใหเจา นายท่เี คยผานราชการทพั ศึกมาทาํ หนา ท่ีชว ยในการปกครอง บา นเมอื งโปรดเกลาฯ
1. ใหชําระกฎหมายใหสอดคลองกบั ยคุ สมัยของบานเมอื ง คือ กฎหมายตราสามดวง
2. รวมถึงการชาํ ระพระพุทธศาสนาใหบ รสิ ทุ ธิ์อันเปน เครื่องสงเสริมความมั่นคงของกรุงรตั นโกสินทร
3. นอกจากน้ีพระองคย งั คงทรงสง เสรมิ วฒั นธรรมของชาติ ทัง้ ดานวรรณกรรมที่ทรงแสดงพระปรีชา
สามารถในการประพนั ธ โดยพระราชนิพนธ บทละครเรื่องรามเกียรติ์ บทละครเร่ืองอุณรุท บทละเครื่อง
อิเหนา บทละครเรื่องดาหลัง เพลงยาวรบพมาท่ีทาดินแดง นอกจากดานวรรณกรรมแลว พระบาทสมเด็จ-
พระพทุ ธยอดฟา จุฬาโลกมหาราชยงั ทรงสงเสรมิ ศิลปะดานสถาปตยกรรม ประตมิ ากรรม และนาฏกรรม
4. ภายหลังที่ครองกรุงรัตนโกสินทรเพียง 3 ป ไดเกิดศึกพมายกทัพมาตีเมืองไทย พระองคทรงจัด
กองทัพตอสูจนทัพพมาแตกพาย ยังความเปนเอกราชใหกับแผนดินไทยมาจนทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จ-
พระพทุ ธยอดฟา จุฬาโลกมหาราชทรงเปน พระมหากษตั ริยท่ีทรงมพี ระมหากรุณาธิคุณอยา งลนพน ตอพสกนิกร
ชาวไทย เปน มหาราชอีกพระองคหนึ่งในประวัติศาสตรไทย และทรงเปนปฐมบรมกษัตริยแหงราชจักรีวงศ
ท่ปี กครองบานเมืองใหเ กิดความสงบสขุ จวบจนปจ จุบนั
4.2 พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจา อยูหัว
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจา อยหู ัว มพี ระนามเดมิ วา สมเด็จพระเจา ลกู ยาเธอเจา ฟามงกฎุ
เปนพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลานภาลยั รัชกาลที่ 2 กับกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบ
รมราชนิ ี ทรงพระราชสมภาพเมอื่ วนั ที่ 17 ตลุ าคม พ.ศ. 2347 ในรัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟาจุฬา-
โลกมหาราชเม่อื พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หลา นภาลยั จะเสดจ็ สวรรคตนนั้ พระองคม ไิ ดต รัสมอบราชสมบัติ
ใหแ กเ จา นายพระองคใด ทปี่ ระชุมพระบรมวงศานวุ งศแ ละขนุ นางผใู หญจึงปรึกษายกราชสมบัติใหแกพระเจา
ลูกยาเธอกรมหมืน่ เจษฎาบดนิ ทร ฝา ยเจา มงกุฎซงึ่ ทรงผนวชตามราชประเพณกี อนพระราชบดิ าสวรรค ไมก ี่วัน
จงึ ไดดํารงอยูในสมณเพศตอไปถึง 26 พรรษา ทําใหพระองคมีเวลาทรงศึกษาวิชาการตาง ๆ อยางมากมาย
โดยเฉพาะภาษาตางประเทศ เปนเหตใุ หทรงทราบเหตุการณโลกภายนอกอยางกระจางแจง ท้ังยังไดเสดจ็ ธดุ งค
จารกิ ไปนมสั การปชู นียสถานตามหวั เมอื งหางไกล ท่ีทาํ ใหทรงทราบสภาพความเปนอยขู องราษฎรเปนอยางดี

110

พระราชภารกจิ ท่สี ําคญั
1. การทาํ สนธสิ ญั ญากบั อังกฤษ เพอื่ แลกกับเอกราชของประเทศ ยอมใหตั้งสถานกงสุลมีสิทธิสภาพ

นอกราชอาณาเขต ยอมเลกิ ระบบการคาผูกขาดเปน การคาเสรี เก็บภาษขี าเขาในอัตรารอยชกั สาม
2. ทรงปรับปรงุ การรักษาความม่นั คงของประเทศ มีการตง้ั ขาหลวงปกปนพระราชอาณาเขตชายแดน

ดานตะวันตกรวมกับอังกฤษ ทรงจางผูเช่ียวชาญชาวยุโรปมาสํารวจทําแผนที่พระราชอาณาเขตชายแดน
ดานตะวันออก จางนายทหารยุโรปมาฝกสอนวิชาทหารแบบใหม ทรงใหตอเรือกลไฟข้ึนใชหลายลําและ
ผลจากการทําสัญญากบั องั กฤษทําใหเศรษฐกิจเจรญิ รงุ เรืองมาก

3. พระองคจึงขยายพระนครออกไปทางทิศตะวันออก ไดมีการขุดคลองและสรางถนนข้ึนมากมาย
เชน คลองผดุงกรุงเกษม คลองภาษเี จรญิ คลองดําเนินสะดวก ถนนเจรญิ กรงุ ถนนบาํ รุงเมือง ถนนเฟอ งนคร

4. ไดเกิดกจิ การแบบตะวนั ตกขน้ึ หลายอยา ง เชน ใชร ถมา เดนิ ทาง มีตกึ แบบฝรง่ั มีโรงสีไฟ โรงเลื่อย
จกั ร เปนตน นอกจากน้ียังมีการรับชาวตางประเทศเขามารับราชการ ออกหนังสือราชกิจจานุเบกษา ต้ังโรง
กษาปณ ฯลฯ

5. พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวไดพระราชทานเสรีภาพในการนับถือศาสนา เพราะทรง
เห็นวาไมม ีผลตอ กจิ การแผนดิน

6. พระองคไดท รงปญ ญตั กิ ฎหมายข้นึ เกือบ 500 ฉบับ ซ่งึ เปนกฎหมายทีเ่ ต็มไปดว ยมนษุ ยธรรม
7. พระองคทรงเปนนักวิทยาศาสตร ทรงยอมรับวิชาการทางตะวันตกมาใช เชน การถายรูป
การกอ สราง และงานเครื่องจักร เปนตน ท้ังยังทรงมีพระปรีชาสามารถในดานดาราศาสตร คือ ทรงคํานวณ
เวลาเกดิ สุรยิ ุปราคาหมดดวงในประเทศไทย ที่ตําบลหวากอ แขวงเมืองประจวบคีรีขันธ ไดวาจะเกิดข้ึนวันท่ี
18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 เวลา 10.32 นาฬิกา เวลาดวงอาทิตยมืดเต็มดวง คือ 6 นาที 46 วินาที และ
เหตุการณไ ดเกิดขน้ึ จริงตามที่ทรงคํานวณไวทุกประการ
ในการเสด็จไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาคร้ังน้ันทําใหพระองคประชวรดวยไขจับส่ันอยางแรง และ
เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 1 ตลุ าคม พ.ศ. 2411 สิรพิ ระชนมายไุ ด 64 พรรษา รวมเวลาครองราชยได 17 ปเศษ

4.3 พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจาอยูหวั
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลาเจาอยูห ัว เปนพระราชโอรสในรชั กาลท่ี 4 และสมเด็จพระเทพศิริน-
ทราบรมราชินี พระราชสมภพเมื่อวันท่ี 20 กันยายน พ.ศ. 2396 มีพระนามเดิมวา สมเด็จพระเจาลูกยาเธอ-
เจาฟาจฬุ าลงกรณ ทรงไดรับการศกึ ษาข้นั ตน ในพระบรมมหาราชวงั เมอื่ พระชนมายุ 13 พรรษา ทรงเปนกรม
ขุนพนิ ิตประชานาถ เสวยราชยเม่ือวันท่ี 1 ตลุ าคม พ.ศ. 2411

111

ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง 15 พรรษา โดยมีเจาพระยาศรีสุริยวงศ (ชวง บุนนาค) เปนผูสําเร็จ
ราชการแผน ดิน จนถงึ พ.ศ. 2416 ทรงบรรลุนิตภิ าวะ พระชนมพรรษาครบ 20 พรรษา จึงมีพระราชพิธีบรม-
ราชาภเิ ษกคร้ังที่ 2 ทรงครองราชยสมบัตยิ าวนานถึง 42 ป สวรรคตเม่อื วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453

พระราชกรณียกิจท่สี ําคญั
เพ่ือใหไทยเจริญกาวหนาทัดเทียมอารยประเทศและรอดพนจากภัยจักรวรรดินิยมท่ีกําลังคุมคาม
ภูมิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใตอยูขณะน้นั รัชกาลท่ี 5 ทรงพฒั นาและปรับปรุงประเทศ ทุกดาน เชน

การปกครอง
ทรงปฎิรูปการปกครองใหมตามอยางตะวันตก แยกการปกครองออกเปน 3 สวน คือ การปกครอง
สวนกลาง แบงเปนกระทรวงตาง ๆ การปกครองสวนภูมิภาคโดยระบบเทศาภิบาลและการปกครองสวน
ทอ งถ่ินในรูปสขุ าภิบาล

กฎหมายและการศาล
ใหตั้งกระทรวงยุติธรรมรับผิดชอบศาลยตุ ธิ รรม เปนการแยกอํานาจตลุ าการ ออกจากฝายบริหารเปน
ครั้งแรก ยกเลิกจารีตนครบาลที่ใชวิธีโหดรายทารุณในการไตสวนคดีความ ตั้งโรงเรียนกฎหมายข้ึนและ
ประกาศใชประมวลกฎหมายลักษณะอาญาอนั เปนประมวลกฎหมายฉบับแรกของไทย การปรับปรุงกฎหมาย
และการศาลนีเ้ ปนลูทางทท่ี ําใหป ระเทศไทยสามารถแกปญ หาสทิ ธิสภาพนอกอาณาเขตไดใ นภายหลงั

สังคมและวฒั นธรรม
ทรงยกเลิกระบบทาสและระบบไพร ใหประชาชนมีอิสระในการดํารงชีวิต ยกเลิกประเพณีท่ีลาสมัย
และรบั เอาวฒั นธรรมตะวนั ตกเขา มา

การเงนิ การธนาคารและการคลัง
ผลจากการทําสนธสิ ญั ญาเบาวร งิ ในสมัยรชั กาลที่ 4 ทําใหเศรษฐกจิ การคาขยายตวั มชี าวตา งประเทศ
เขา มาทาํ กจิ การในประเทศไทยมากข้นึ รัชกาลท่ี 5 จึงใหออกใชธนบัตรและมีการกําหนดอัตราแลกเปลี่ยนท่ี
แนนอนเปน คร้ังแรก ทรงอนญุ าตใหธนาคารพาณชิ ยข องตางประเทศเขามาตั้งสาขาและสนับสนุนใหคนไทย
ตัง้ ธนาคารพาณชิ ยขนึ้ ในดา นการคลงั มกี ารจดั ทาํ งบประมาณแผนดนิ เปนคร้ังแรก และปรบั ปรุงระบบจัดเก็บ
ภาษอี ากรใหม ีประสิทธิภาพขน้ึ
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจา อยูหัว ทรงมีพระกรุณาธิคุณตอประชาชนชาวไทยและประเทศ
ไทยอยางใหญหลวง จึงทรงไดรับพระราชสมัญญาวา พระปยมหาราชอันหมายถึงวา ทรงเปนที่รักย่ิงของ
ปวงชนชาวไทย และในโอกาสครบรอบ 150 พรรษาแหงวันคลายวันพระราชสมภพ วันท่ี 20 กันยายน พ.ศ.

112

2546 องคการศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ไดประกาศ

ยกยองใหพระองคเปนบุคคลสําคัญและมีผลงานดีเดนของโลกทางสาขาการศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร

มนุษยวทิ ยา การพัฒนาสังคม และส่ือสาร

4.4 สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเ ธอ กรมพระยาดํารงราชานภุ าพ
สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ เปนพระโอรสในรัชกาลที่ 4 กับเจาจอม
มารดาชุม มีพระนามเดิมวา พระองคเจาดิศวรกุมาร ประสูติเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 ทรงไดรับ
การศึกษาเบ้ืองตนในพระบรมมหาราชวัง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ไดรับการสถาปนาเปนกรมหมื่นดํารง
ราชานุภาพ แลวเลื่อนเปนกรมหลวง ตอมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ไดเล่ือนข้ึนเปนกรมพระยา และเมื่อถึงสมัย
รัชกาลท่ี 7 ไดรับการสถาปนาเปน สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ สมเด็จฯกรม
พระยาดํารงราชานุภาพทรงเปนกําลังสําคัญในการพัฒนาบานเมือง โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศในสมัย
รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิบัตหิ นาที่ราชการดานความวิรยิ ะอุตสาหะ มคี วามรอบรู มคี วามซื่อสัตย และจงรักภักดีตอ
พระมหากษตั ริยท กุ พระองค

กรณยี กิจทีส่ าํ คญั

การศึกษา
ใน พ.ศ. 2423 ทรงไดรับแตงตั้งใหดํารงตําแหนงผูบังคับการกรมทหารมหาดเล็ก จึงเกี่ยวของกับ
การศึกษามาตงั้ แตนนั้ เนอื่ งจากมีการต้งั โรงเรียนทหารมหาดเลก็ ขึ้นในกรมทหารมหาดเล็ก ตอมาเปล่ียนเปน
โรงเรียนเรียนพลเรือน จนถงึ พ.ศ. 2433 ทรงเปนอธิบดกี รมศึกษาธิการและกํากับกรมธรรมการ จึงปรับปรุง
งานดานการศกึ ษาใหทนั สมัย เชน กําหนดจุดมุง หมายทางการศกึ ษาใหสอดคลองกบั ความตองการของประเทศ
คือ ฝกคนเพ่ือเขารับราชการกําหนดหลักสูตร เวลาเรียนใหเปนแบบสากล ทรงนิพนธแบบเรียนเร็วข้ึนใช
เพ่ือสอนใหอานไดภายใน 3 เดือน มีการตรวจคัดเลือกหนังสือเรียน กําหนดแนวปฏิบัติราชการในกรม
ธรรมการและริเร่มิ ขยายการศกึ ษาออกไปสูร าษฎรสามญั ชน เปนตน

การปกครอง
ทรงตาํ แหนง เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยคนแรกเปน เวลานานถึง 23 ป ติดตอกันตั้งแตพ.ศ. 2435 –
2458 ทรงมีบทบาทสําคัญในการวางรากฐานระบบการบริหารราชการแผนดินสวนภูมิภาพในแนวใหม
โดยยกเลกิ การปกครองท่ีเรยี กวา ระบบกินเมอื ง ซึง่ ใหอาํ นาจเจาเมืองมาก มาเปน การรวมเมอื งใกลเ คียงกันตั้ง
เปนมณฑล และสงขา หลวงเทศาภบิ าลไปปกครองและจายเงินเดือนใหพ อเล้ยี งชีพ ระบบนี้เปนระบบการรวม
อํานาจเขาสศู ูนยก ลาง นอกจากนมี้ กี ารตง้ั หนว ยงานใหมขึ้นในกระทรวงมหาดไทย เพ่ือทําหนาท่ีดูแลทุกขสุข
ราษฎร เชน กรมตํารวจ กรมปาไม กรมพยาบาล เปนตน ตลอดเวลาท่ีทรงดูแลงานมหาดไทย ทรงให
ความสําคัญแกการตรวจราชการเปนอยางมาก เพราะตองการเห็นสภาพเปนอยูที่แทจริงของราษฎรดูการ
ทาํ งานของขา ราชการ และเปน ขวัญกาํ ลงั ใจแกข า ราชการหัวเมืองดว ย

113

งานพระนิพนธ
ทรงนิพนธงานดานประวัตศิ าสตรโ บราณคดี และศิลปวฒั นธรรมไวเปนจํานวนมาก ทรงใชวิธีสมัยใหม
ในการศึกษาคนควาประวัติศาสตรและโบราณคดี จนไดรับการยกยองวาเปนบิดาทางโบราณคดีและ
ประวตั ิศาสตรไทย สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดํารงราชานภุ าพทรงลาออกจากตําแหนง เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย
เมอ่ื พ.ศ. 2458 ในสมัยรัชกาลที่ 6 เนอื่ งจากมปี ญ หาดา นสขุ ภาพ แตต อมาเสดจ็ กลบั เขารับราชการอีกคร้ังใน
ตาํ แหนง เสนาบดีมุรธาธร และเม่ือถึงสมัยรัชกาลท่ี 7 ทรงดํารงตําแหนงอภิรัฐมนตรี งานสําคัญอื่น ๆ ที่ทรง
วางรากฐานไว ไดแก หอสมุดสาํ หรบั พระนคร และงานดานพิพธิ ภัณฑแ ละหอจดหมายเหตุ สมเด็จฯกรม
พระยาดํารงราชานุภาพส้ินพระชนมเม่ือ พ.ศ. 2486 ทรงเปนตนราชสกุล ดิศกุล ใน พ.ศ. 2505 ยูเนสโก
ประกาศยกยองพระองคใหเปนผูมีผลงานดีเดนทางดานวัฒนธรรมระดับโลก นับเปนคนไทยคนแรกท่ีไดรับ
เกียรติ
4.5 สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเธอ เจา ฟากรมพระยานรศิ รานุวัดติวงศ
สมเด็จพระเจาบรมวงศเ ธอ เจาฟากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ เปนเจาฟาผูทรงพระปรีชาสามารถ
ในวิชาการหลายแขนง ทรงเปนปราชญทางอักษรศาสตร ประวัติศาสตร ดนตรี และงานชาง พระองคมีพระ
นามเดมิ วา พระองคเจา จติ รเจรญิ เปนพระราชโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูหัว กับหมอมเจา
หญงิ พรรณราย ประสตู ทิ ตี่ ําหนกั ในพระบรมมหาราชวงั เมื่อวนั ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2406 ทรงไดรบั การศกึ ษา
ขั้นตนที่โรงเรยี นเตรียมทหาร จากนน้ั ผนวชเปนสามเณรอยูทวี่ ดั บวรนเิ วศวิหาร หลงั จากนั้นทรงศึกษาวิชาการ
ตา ง ๆ และราชประเพณี ครนั้ ลาผนวชแลว ทรงรบั ราชการในพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจาอยูหัวทรงมี
พระสติปญญารอบรู เปนท่ีวางพระราชหฤทัยจนไดรับพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหเล่ือนพระอิสริยยศเปน
พระเจานองยาเธอเจาฟากรมขุนนริศรานุวัดติวงศ ทรงรับราชการในตําแหนงสําคัญ อยูหลายหนวยงาน
เพ่อื วางรากฐานในการบริหารราชการใหม น่ั คง ทงั้ กระทรวงโยธาธกิ าร กระทรวงพระคลัง และกระทรวงวัง
ใน พ.ศ. 2452 ทรงกราบบังคมลาออกจากราชการ เนื่องจากประชวร ดวยโรคพระหทัยโต ทรงปลกู
ตําหนกั อยทู ี่คลองเตย และเรยี กตาํ หนักน้ีวา บานปลายเนิน คร้ันเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา
เจาอยูหัว ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหเลื่อนพระอิสริยยศเปน สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรม
พระนริศรานุวดั ตวิ งศ และโปรดเกลาฯ ใหทรงกลับเขารับราชการอีกครั้งหนึ่ง จนกระท่ังมีการเปลี่ยนแปลง
การปกครอง จงึ ทรงพนจากตําแหนง
ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8)
ทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ ใหเ ลือ่ นกรมขน้ึ เปน สมเด็จพระเจา บรมวงศเธอ เจาฟา กรมพระยานรศิ รานุวดั
ติวงศใ นบน้ั ปลายพระชนมท รงประทบั ท่ีบา นปลายเนินจนส้นิ พระชนมลงเมอ่ื วันที่ 10 มนี าคม พ.ศ. 2490
พระชนั ษา 83 ป ทรงเปน ตน ราชสกุล จติ รพงศ
สมเดจ็ ฯ เจาฟากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ ทรงมีพระปรีชาสามารถในงานชางหลายแขนง ไดทรง
งานออกแบบไวเปนจํานวนมาก ทั้งงานภาพเขียนในวรรณคดี ภาพประดับผนัง พระราชลัญจกรและตรา
สัญลักษณตาง ๆ ตาลปต ร ตลอดจนสถาปต ยกรรม ซึ่งเปน ทร่ี ูจกั แพรห ลาย เชน พระอุโบสถวดั เบญจมบพิตร-

114

ดุสิตวนาราม พระอุโบสถวัดราชาธิวาส พระอโุ บสถวัดพระปฐมเจดีย ฯลฯ ดวยพระปรีชาสามารถทางดานงาน
ชา งนี้เอง ทาํ ใหทรงไดร ับพระสมัญญานามวา นายชา งใหญแหงกรุงสยาม

นอกจากน้ียงั ทรงพระปรชี าสามารถทางดา นดนตรี ทรงพระนิพนธเพลงเขมรไทรโยค เพลงตับนิทรา
ชาครติ เพลงตบั จลู ง ฯลฯ สว นดา นวรรณกรรมทรงมีลายพระหัตถโ ตตอบกับสมเด็จฯ กรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ
ซึ่งภายหลังไดกลายเปนเอกสารที่มีคุณคาดานประวัติศาสตรโบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมประเพณีและอักษร
ศาสตร ท่ีรูจักกันท่ัวไปในนาม สาสนสมเด็จ ความท่ีสมเด็จฯ เจาฟากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ
ทรงพระปรีชาสามารถในวิชาการหลายแขนง จึงมิไดเปนบุคคลสําคัญของชาติไทยเทาน้ัน หากแตทรงเปน
บุคคลที่ชาวโลกพึงรูจัก โดยใน พ.ศ. 2506 อันเปนวาระครบรอยปแหงวันประสูติ ยูเนสโกไดประกาศให
พระองคเ ปน บุคคลสาํ คญั ของโลกพระองคหน่ึง

4.6 ขรวั อนิ โขง
ขรวั อินโขง เปนช่อื เรียกพระอาจารยอ ิน ซง่ึ เปนจิตรกรในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยหู ัว
ขรวั อนิ โขง เปนชาวบางจาน จังหวัดเพชรบุรี บวชอยูจนตลอดชีวิตที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) กรุงเทพฯการท่ี
ทานบวชมานานจงึ เรยี กวา ขรวั สวนคาํ วา โขง นั้นเกิดจากทานบวชเปนเณรอยูนานจนใคร ๆ พากันเรียกวา
อนิ โขง ซง่ึ คาํ วา โขง หรือ โคง หมายถงึ ใหญหรือโตเกินวยั นนั้ เอง
ขรัวอินโขง เปนชางเขียนไทยคนแรกท่ีมีความรูในการเขียนภาพทั้งแบบไทยท่ีนิยมเขียนกันมา
แตโ บราณ และทง้ั แบบตะวนั ตกดวย นับเปนจิตรกรคนแรกของไทยที่มีพัฒนาการเขียนรูปจิตรกรรมฝาผนัง
โดยการนาํ ทฤษฎีการเขียนภาพแบบสามมิติแบบตะวนั ตกเขามาเผยแพรใ นงานจติ รกรรมของไทยยคุ น้นั
ภาพตา ง ๆ ทีข่ รวั อนิ โขง เขียนจงึ มีแสง เงา มคี วามลกึ และเหมอื นจรงิ
ผลงานของขรวั อนิ โขงเปนทีโ่ ปรดปรานของพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจาอยหู วั มากเคยโปรดเกลาฯ
ใหเ ขยี นรูปตาง ๆ ตามแนวตะวันตกไวทีพ่ ระอุโบสถวัดบวรนเิ วศวหิ าร ซ่งึ เปน ภาพเขียนแรก ๆ ของขรัวอินโขง
นอกจากนัน้ มภี าพเหมือนพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาท่หี อพระราชกรมานสุ รณ
ภาพของขรัวอนิ โขง เทา ท่มี ปี รากฏหลกั ฐานและมกี ารกลาวอางถึง อาทิ ภาพเขียนชาดก เร่ืองพระยา
ชางเผือก ที่ผนังพระอโุ บสถ และภาพสภุ าษติ ท่ีหนา ตางพระอโุ บสถวดั พระศรีรตั นศาสดาราม ภาพพงศาวดาร
กรุงรัตนโกสินทรใ นหอพระราชพงศานสุ รณในพระบรมมหาราชวัง ภาพปริศนาธรรมทีผ่ นังพระอโุ บสถวัดบรม
นิวาส ภาพพระบรมรปู รชั กาลท่ี 4 ฯลฯ
ภาพเขียนจากฝมือขรัวอินโขงเหลานี้ มีเอกลักษณเฉพาะตัว โดดเดน แปลกตา ใชสีเขมและสีออน
แตกตางจากงานจิตรกรรมที่เคยเขียนกันมาในยุคนั้น ทําใหเกิดรูปแบบใหมของงานจิตรกรรมในสมัย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวท่ีเรียกกันวา จิตรกรรมสกุลชางขรัวอินโขงท่ีเปนตนกําเนิดของงาน
จติ รกรรมไทยในยุคตอ ๆ มา

115

4.7 สมเด็จพระศรีนครนิ ทราบรมราชชนนี
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนชี ทรงมีพระนามเดิมวา สังวาล ตะละภัฏ พระราชราชสมภพ
เมอื่ วันอาทิตยท ี่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ทรงเปนบุตรคนที่ 3 ในพระชนกชู และพระชนนีคํา ทรงมีพระภคินี
และพระเชษฐา 2 คนซึง่ ไดถ งึ แกกรรมตง้ั แตเยาววยั คงเหลอื แตพระอนชุ าออ นกวา พระองค 2 ป คอื คุณถมยา
สมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนีอภเิ ษกสมรสกบั สมเด็จเจาฟา ฯ กรมขนุ สงขลานครนิ ทร
ไดประสตู ิพระโอรสและพระธิดา ดงั น้ี
1. หมอ มเจา กลั ยาณิวัฒนามหดิ ล ภายหลงั ทรงไดร บั การสถาปนาพระอิสริยศกั ด์ิ เปน สมเดจ็ พระเจา -
พ่นี างเธอ เจา ฟา กัลยาณวิ ฒั นา กรมหลวงนราธวิ าสราชนครนิ ทร
2. หมอมเจาอานนั ทมหดิ ล (รชั กาลที่ 8)
3. พระวรวงศเธอพระองคเจา ภูมิพลอดุลยเดช (รชั กาลท่ี 9)

พระราชกรณยี กจิ ท่สี าํ คัญ

การแพทย พยาบาล การสาธารณสขุ และการศึกษา
สมเดจ็ ยาทรงจดั ตงั้ หนวยและมลู นธิ ทิ ีส่ าํ คญั ข้นึ ดังน้ี
1. หนว ยแพทยอาสาสมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เปนหนวยแพทยอาสาเคล่ือนท่ี
ท่เี ดนิ ไปในถิ่นทรุ กันดาร ประกอบดว ย แพทย ทนั ตแพทย เภสัชกร พยาบาล เจาหนาทีส่ าธารณสขุ และสมาชิก
สมทบอกี คณะหนงึ่ ซง่ึ ไมไ ดรบั สิง่ ตอบแทนและเบี้ยเลี้ยง เงินเดอื น
2. มลู นิธขิ าเทยี ม จดั ต้งั เมือ่ 17 สงิ หาคม พ.ศ. 2535
3. มูลนิธิถนั ยรักษ ท่โี รงพยาบาลศริ ริ าช จัดตงั้ เม่อื เดอื นมนี าคม พ.ศ. 2538 เพอ่ื ใชเ ปน สถานที่ตรวจ
วนิ ิจฉัยเตา นม
4. ทรงบริจาคเงนิ เพอ่ื สรางโรงเรียนกวา 185 โรงเรียน และทรงรบั เอาโครงการของโรงเรียนตํารวจ
ตระเวนชายแดนไวใ นพระราชูปถัมภ

การอนุรกั ษธรรมชาติ และส่งิ แวดลอ ม
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเปนพระราชวงศที่โปรดธรรมชาติมาก ทรงสราง
พระตําหนักดอยตุง ข้ึนบริเวณดอยตุง เนื้อที่ 29 ไร 3 งาน ท่ีบานอีกอปากลวย อําเภอแมฟาหลวง จังหวัด
เชียงราย ดวยพระราชทรัพยสวนพระองคเอง ในพื้นที่เชาของกรมปาไมเปนเวลานาน 30 ป มีความสูงกวา
ระดับน้ําทะเลประมาณ 1,000 เมตร โดยทรงเรียกพระตําหนักน้ีวา บานท่ีดอยตุง ทรงพัฒนาดอยตุงและ
สงเสริมงานใหช าวเขาอกี ดวย ดงั นี้
1. โครงการพัฒนาดอยตงุ เมื่อป พ.ศ. 2531
2. ทรงพระราชทานกลา ไมแกผูตามเสดจ็ และทรงปลกู ปา ดวยพระองคเอง
3. ทรงนําเมลด็ กาแฟพนั ธุอาราบกิ า และไมด อกมาปลูก
4. โครงการขยายพนั ธโุ ดยวิธีเพาะเลย้ี งเน้ือเยอื่ หนอไมฝรง่ั กลวย กลวยไม เห็ดหลนิ จอื สตรอเบอรรี่

116

5. จดั ตัง้ ศูนยบําบดั และฟนฟูสมรรถภาพผตู ดิ ยาเสพติด ทีบ่ า นผาหมี ตําบลเวียงพางคาํ อาํ เภอ
แมสาย จงั หวัดเชียงราย

จากพระราชอุตสาหะดังกลาว และโครงการที่ยังมิไดนําเสนอขึ้นมาขางตนนี้ ยอดดอย ที่เคยหัวโลน
ดวยการถางปา ทําไรเล่ือนลอยปลูกฝน จึงไดกลับกลายมาเปนดอยท่ีเต็มไปดวยปาไมตามเดิม ดวยเหตุน้ี
พระองคจึงทรงไดรบั ขนานนามวา สมเดจ็ ยาแมฟ าหลวงของชาวไทย

ในวนั อังคารท่ี 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 สมเดจ็ พระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงไดเสด็จสวรรคต
แตพ ระเกยี รติคณุ และพระมหากรณุ าธคิ ุณ ที่ทรงปรารถนาใหชาวไทยมีความสุข ยังคงสถิตถาวรอยูในความ
ทรงจําของพสกนิกรทั่วไทยตลอดกาล และในวันท่ี 21 ตุลาคม พ.ศ. 2543 เปนวันคลายวันพระราชสมภพ
ครบรอบ 100 ป องคการวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ไดเฉลิมพระเกียรติ
ยกยองใหส มเดจ็ พระศรีนครนิ ทราบรมราชชนนีทรงเปน “บคุ คลสาํ คัญของโลก”

4.8 พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9)
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช พระราชโอรสพระองคเล็กในสมเด็จเจาฟามหิดล
อดลุ ยเดช กรมขนุ สงขลานครนิ ทร และหมอ มสงั วาล ประสูติ ณ โรงพยาบาลเมานทออเบรน เมืองเคมบริดจ
รฐั แมสสาซเู สตต ประเทศสหรัฐอเมรกิ า วันที่ 5 ธนั วาคม 2570 ตรงกบั วันจันทร เดอื นอาย ขึ้น 12 คํ่า ปเถาะ
เหตทุ ีป่ ระสตู ิทอี่ เมรกิ าเพราะขณะนน้ั พระบรมราชนกเสด็จทรงศกึ ษาและปฏิบัติหนาทรี่ าชการในตางประเทศ
ทรงเปนพระมหากษัตรยิ ร ชั กาลที่ 9 แหง ราชวงศจ กั รี เสดจ็ ขึน้ ครองราชยตั้งแตวนั ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.
2489 และเสด็จสวรรคตในวันท่ี 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ทรงอยูในราชสมบัติ เปนระยะเวลา 70 ป
ทรงพระสถานะเปนประมขุ แหงรัฐตามบทบัญญตั ิของรัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย
พระองคทรงไดรับการถวายพระราชสมัญญาวา “สมเด็จพระภัทรมหาราช” ซึ่งมีความหมายวา
“พระมหากษัตริยผูประเสริฐยิ่ง” ตอมาไดมีการถวายพระราชสมัญญาใหมวา “พระบาทสมเด็จ-
พระเจา อยหู วั ภมู พิ ลอดุลยเดชมหาราช” เมอ่ื พ.ศ. 2530 และ“พระภูมิพลมหาราช” อนุโลมตามธรรมเนียม
เชนเดียวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 5) ท่ีทรงไดรับพระราชสมัญญาวา
“พระปยมหาราช” อนึ่ง ประชาชนท่ัวไปนิยมเรียกพระองควา “ในหลวง” คําดังกลาวคาดวายอมาจาก
“ใน (พระบรมมหาราชวัง) หลวง” บา งก็วาเพี้ยนมาจากคําวา “นายหลวง” ซึ่งแปลวา เจา นายผเู ปนใหญ
ทัง้ นี้ ทรงเปนพระมหากษตั รยิ ทีท่ รงอยูใ นตําแหนงยาวนานที่สุดในโลก และเสวยราชยยาวนานท่ีสุด
ในประวัติศาสตรชาตไิ ทยดวยเชนกัน
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช ทรงหมน้ั กับ ม.ร.ว. สริ กิ ิติ์ เม่ือวันท่ี 19 กรกฎาคม
พ.ศ. 2492 เสด็จพระราชดําเนินนวิ ตั พระนครในปถัดมา โดยประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ตอมาวันท่ี 28
เมษายน พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชโปรดเกลาฯ ใหจัดการพระราชพิธี-
ราชาภิเษกสมรสกับหมอมราชวงศสิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตําหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี
พระพันวัสสาอัยยิกาเจาในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสน้ี มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกลา ฯ ใหสถาปนาหมอ มราชวงศห ญงิ สริ กิ ิติ์ กติ ิยากร ข้นึ เปน สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ วันท่ี 5 พฤษภาคม
พ.ศ. 2493 ทรงพระกรณุ าโปรดเกลากระหมอ มใหตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษกตามแบบอยางโบราณราช

117

ประเพณขี ึ้น ณ พระท่นี ง่ั ไพศาลทกั ษิณเฉลิมพระปรมาภไิ ธยตามทีจ่ ารกึ ในพระสพุ รรณบฏั วา พระบาทสมเดจ็ -
พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถ-
บพิตร พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการวา “เราจะครองแผน ดนิ โดยธรรม เพ่ือประโยชนสุขแหงมหาชน
ชาวสยาม” และในโอกาสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหเ ฉลมิ พระนามาภไิ ธย สมเดจ็ พระราชินีสิริกติ ์ิ
เปนสมเด็จพระนางเจาสิรกิ ติ ์ิ พระบรมราชินี

พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดชและสมเดจ็ พระนางเจาสริ ิกติ ิ์ พระบรมราชินีนาถ
มีพระราชโอรส และพระราชธดิ าดว ยกันสี่พระองคตามลําดับดังตอไปนี้

1. ทูลกระหมอ มหญงิ อบุ ลรตั นราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี (พระนามเดิม : สมเดจ็ พระเจา ลกู เธอ
เจา ฟา อบุ ลรัตนราชกญั ญา สิรวิ ัฒนาพรรณวดี ประสตู ิ 5 เมษายน 2494 สถานพยาบาล มงตช ัวชี เมืองโลซาน
ประเทศสวิตเซอรแลนด) สมเด็จพระเจาลูกเธอพระองคน้ีไดทรงลาออกจากฐานันดรศักด์ิแหงพระราชวงศ
โดยมพี ระโอรสหนึง่ องคและพระธดิ าสององค ทั้งนี้ คาํ วา “ทูลกระหมอมหญิง” เปนคําเรียกพระราชวงศที่มี
พระชนนเี ปนสมเด็จพระบรมราชินี

2. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจาฟามหาวชิราลงกรณ สยามมกฎราชกุมาร (พระนามเดิม :
สมเดจ็ พระเจาลกู ยาเธอ เจาฟาวชริ าลงกรณ บรมจักรยาดศิ รสนั ตตวิ งศ เทเวศรธํารงสุบรบิ าล อภิคุณูประการ
มหติ ตลาดุลเดช ภูมิพลนเรสวรางกูร กิตติสริ ิสมบรู ณสวางควัฒน บรมขัตติยราชกุมาร; ประสูติ: 28 กรกฎาคม
2495, พระทนี่ ั่งอมั พรสถาน)

3. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจาฟา มหาจกั รีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปยชาติ สยามบรมราชกุมารี
(พระนามเดิม: สมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟาสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย; ประสูติ:2 เมษายน
2498, พระที่นั่งอัมพรสถาน)

118

4. สมเดจ็ พระเจาลูกเธอ เจา ฟา จฬุ าภรณวลยั ลกั ษณ อคั รราชกุมารี (ประสูติ: 4 กรกฎาคม 2500,
พระทีน่ งั่ อัมพรสถาน)

พระราชกรณียกิจ พระราชนพิ นธ และผลงานอน่ื โดยสังเขป
ทรงประกอบพระราชกรณยี กจิ ท่ีถงึ พรอมทงั้ ความบรสิ ุทธิ์บรบิ รู ณ จึงเปน ชวงเวลา 60 ป ทพี่ สกนิกร
ชาวไทยอยูไดอยางรมเย็นเปน สขุ ภายใตรม
พระบารมี พระราชกรณียกจิ ทั้งหลายท่ีพระองค
ทรงบาํ เพญ็ นับเปน พระมหากรุณาธคิ ุณอยางหา
ทส่ี ุดไมไดท พี่ ระองคทรงมตี อประเทศชาตแิ ละ
ประชาชนชาวไทย ดงั พระราชกรณียกจิ และ
พระราชนพิ นธ ดังน้ี
มลู นธิ ิชยั พัฒนา
มูลนิธิโครงการหลวง
โครงการสว นพระองคสวนจิตรลดา
โครงการหลวงอางขาง
โครงการปลูกปาถาวร
โครงการแกมลงิ
โครงการฝนหลวง
โครงการสารานกุ รมไทยสําหรบั เยาวชน
โครงการแกลง ดนิ
กังหันชยั พฒั นา
แนวพระราชดาํ ริ ผลติ แกสโซฮอลในโครงการสว นพระองค (พ.ศ. 2528)
แนวพระราชดาํ ริ เศรษฐกิจพอเพยี ง
เพลงพระราชนพิ นธ
พระสมเดจ็ จติ รลดา

พระเกยี รติยศ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช ทรงไดรับการทลู เกลาฯ ถวายรางวลั และเกยี รติยศ
ตา ง ๆ มากมาย ทง้ั จากบุคคลและคุณบคุ คลในประเทศและตา งประเทศ อนั เนอื่ งมาจากพระราชกรณยี กิจและ
พระราชอัธยาศยั ในการแสวงหาความรู ท่ีสาํ คญั เปน ตน วา
ประธานรฐั สภายโุ รปและสมาชกิ รวมกันทูลเกลาฯ ถวาย “เหรยี ญรัฐสภายุโรป”
(19 กรกฎาคม พ.ศ. 2519)
ประธานคณะกรรมมาธกิ ารเพื่อสนั ตภิ าพของสมาคมอธกิ ารบดีระหวา งประเทศ ทูลเกลา ฯ ถวาย
“รางวลั สันติภาพ” (9 กันยายน พ.ศ. 2529)

119

สถาบนั เทคโนโลยีแหง เอเชีย ทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญทองเฉลิมพระเกียรติคุณ ในการนําชนบทให
พฒั นา” (21 กรกฎาคม พ.ศ. 2530)

ผอู าํ นวยการใหญโ ครงการสง่ิ แวดลอ มแหงสหประชาชาติ (UNEP) ทูลเกลา ฯถวาย “เหรยี ญทองประกาศ
พระเกียรตคิ ุณดานสงิ่ แวดลอ ม” (4 พฤจิกายน พ.ศ. 2535)

ผอู ํานวยการใหญองคก ารอนามยั โลก (WHO) ทูลเกลา ฯ ถวาย “เหรียญทองสาธารณสุขเพอ่ื มวลชน”
(24 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2535)

คณะกรรมการสมาคมนิเวศวิทยาเชิงเคมีสากล (International Society of Chemical Ecology)
ทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญรางวลั เทิดพระเกียรติในการสงวนรักษาความหลายหลายทางชีวภาพ” (26 มกราคม
พ.ศ. 2536)

หวั หนา สาขาเกษตร ฝา ยวิชาการภมู ภิ าคเอเชยี ของธนาคารโลก ทูลเกลา ฯ ถวาย “รางวลั หญาแฝกชบุ
สาํ ริด” สดดุ ีพระเกียรตคิ ณุ ในฐานะทที่ รงเปนนกั อนุรกั ษด นิ และน้ํา (30 ตุลาคม พ.ศ. 2536)

ผูอาํ นวยการบริหารของยูเอ็นดีซีพี (UNDCP) แหงสหประชาชาติ ทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญทองคํา
สดุดีพระเกียรตคิ ุณดานการปอ งกนั แกไ ขปญหายาเสพติด” (12 ธันวาคม พ.ศ. 2537)

องคก ารอาหารและเกษตรแหงสหประชาชาติ (FAO) ทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญสดุดีพระเกียรติคุณ
ในดานการพฒั นาการเกษตร” (6 ธันวาคม พ.ศ. 2539)

สํานกั งานโครงการพัฒนาแหง สหประชาชาติ (UNDP) ทลู เกลาฯ ถวาย “รางวลั ความสําเรจ็ สงู สุดดาน
การพฒั นามนษุ ย” จากการท่ีไดทรงอุทิศกําลังพระวรกายและทรงพระวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติพระราช
กรณยี กิจนอยใหญนานปั การ เพ่อื ยังประโยชนและความเจรญิ อยา งยัง่ ยนื มาสปู ระชาชนชาวไทยท้งั ประเทศมา
โดยตลอด (26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549)

ในป พ.ศ. 2550 องคการทรัพยสินทางปญญาโลก (World Intellectual Property Organization-
WIPO) แถลงขาวการทลู เกลาฯ ถวาย “เหรียญรางวัลผูนําโลกดานทรัพยสินทางปญญา” (Global Leaders
Award) โดยนายฟรานซิส เกอรรี่ ผูอํานวยการใหญเปนผูนําขึ้นทูลเกลาฯ ถวาย ณ พระราชวังไกลกังวล
ในวันท่ี 14 มกราคม 2552 เพ่ือเทดิ พระเกยี รติทที่ รงมบี ทบาทและผลดา นทรพั ยสินทางปญญาทีโ่ ดดเดน ทั้งน้ี
พระองคท รงเปน ผนู าํ โลกคนแรกทไ่ี ดรับการทลู เกลา ฯ ถวายเหรยี ญรางวัลดังกลาว

4.9 พระยากัลยาณไมตรี (ดร.ฟรานซสิ บี แซร) Dr. Francis Bowes Sayre
ดร.ฟรานซสิ บี.แซร เปน ชาวตะวนั ตกคนที่ 2 ท่ีไดร ับพระราชทานบรรดาศกั ดเ์ิ ปน พระยากัลยาณไมตรี
ชาวตะวันตก คนแรกท่ีเปนพระยากัลยาณไมตรี มีนามเดิมวา เจนสไอเวอรสันเวสเตนการด (Jens Iverson
Westengard) เกิดเม่ือ พ.ศ. 2428 ท่ีมลรัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกาสําเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย
ฮารวารด เขามารบั ราชการในประเทศไทยในสมยั รัชกาลที่ 5 - 6 โดยใน พ.ศ. 2446-2451 เปน ผูช ว ยที่ปรึกษา
ราชการแผนดนิ หลงั จากนนั้ เปนทปี่ รกึ ษาราชการแผน ดินจนถงึ พ.ศ. 2458 จงึ กราบถวายบังคมลาออกกลับไป
สหรัฐอเมรกิ า เวสเตนการดไดรบั พระราชทานบรรดาศักด์ิเปน พระยากลั ยาณไมตรีเมอ่ื พ.ศ. 2454
ดร.แซร มีบทบาทสําคัญในการปลดเปลื้องขอผูกพันตามสนธิสัญญาเบาวริงท่ีไทยทําไวกับประเทศ
องั กฤษในสมัยรชั กาลท่ี 4 และสนธิสัญญาลักษณะเดียวกันที่ไทยทําไวกับประเทศอื่น ซ่ึงฝายไทยเสียเปรียบ

120

มากในเร่ืองที่คนในบงั คบั ตา งชาตไิ มตองข้นึ ศาลไทย และไทยจะเก็บภาษีจากตางประเทศเกินรอยละ 3 ไมได
ประเทศไทยพยายามหาทางแกไขสนธิสัญญาเสียเปรียบน้ีมาโดยตลอด ต้ังแตสมัยรัชกาลท่ี 5 มาจนถึงสมัย
รัชกาลที่ 6 ปรากฏวามีเพียง 2 ประเทศที่ยอมแกไขให โดยมีขอแมบางประการ ไดแก สหรัฐอเมริกาเปน
ประเทศแรกทย่ี อมแกไ ขใน พ.ศ. 2436 และญีป่ นุ ยอมแกไ ขใน พ.ศ. 2466

เมื่อ ดร.แซร เขามาประเทศไทยแลว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงแตงตั้งใหเปน
ผแู ทนประเทศไทยไปเจรจาขอแกไขสนธิสัญญากับประเทศในยุโรป ดร.แซร เร่ิมออกเดินทางไปปฏิบัติงาน
ใน พ.ศ. 2467 การเจรจาเปนไปอยา งยากลาํ บาก โดยเฉพาะอยา งย่ิงการเจรจากบั อังกฤษ และฝร่งั เศสซงึ่ ตา งก็
พยายามรักษาผลประโยชนข องตนเต็มที่ แตเ น่อื งจาก ดร.แซร เปน ผูมีวิรยิ ะอุตสาหะ มีความสามารถทางการ
ทูต และมีความต้ังใจดีตอประเทศไทย ประกอบกับสถานภาพสวนตัวของ ดร.แซร ท่ีเปนบุตรเขยของ
ประธานาธิบดวี ูดโรว วิสสนั แหงสหรฐั อเมริกา จึงทําใหการเจรจาประสพความสําเร็จ ประเทศในยุโรปท่ีทํา
สนธิสัญญากับไทย ไดแก ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอรแลนด สเปน โปรตุเกส เดนมารก สวีเดน อิตาลี
และเบลเยีย่ ม ยนิ ยอมแกสนธิสัญญาใหเ ปน แบบเดยี วกับท่ีสหรฐั อเมริกายอมแกใ ห

ดร.แซร ถวายบังคมลาออกจากหนาที่กลบั ไปสหรัฐอเมรกิ าใน พ.ศ. 2468 แตก็ยังยินดีที่จะชวยเหลือ
ประเทศไทย ดังเชนใน พ.ศ. 2469 หลังจากท่ีพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงข้ึนครองราชยได
ไมนาน ดร.แซรไ ดถวายคําแนะนาํ เก่ียวกบั สถานการณบานเมอื ง และแนวทางแกปญหาตาง ๆ ตามท่ีทรงถาม
ไป และยงั ไดรา งรัฐธรรมนูญถวายใหทรงพจิ ารณาดว ย

จากคุณงามความดที ่ี ดร.แซร มตี อประเทศไทย จึงไดร ับพระราชทานบรรดาศักดิ์เปนพระยากัลยาณ
ไมตรี เมื่อ พ.ศ. 2470 และตอ มาใน พ.ศ. 2511 รัฐบาลไทยไดต ้งั ชอื่ ถนนขา ง กระทรวงตางประเทศ (วังสราญ
รมย) วาถนนกัลยาณไมตรี พระยากลั ยาณไมตรีถงึ แกอ นจิ กรรมที่ประเทศสหรฐั อเมรกิ าเม่อื พ.ศ. 2515

4.10 หมอบรดั เลย (Dr. Dan Beach Bradley)
ดร.แดน บีช แบรดเลย ชาวไทยเรียกกันวา หมอบรัดเลย หรือ ปลัดเล เปนชาวนิวยอรก ประเทศ
สหรัฐอเมรกิ า เกดิ เมือ่ พ.ศ. 2345 หมอบรัดเลยเดินทางเขามายังสยาม เมื่อ พ.ศ. 2378 โดยพักอาศัยอยูกับ
มชิ ชนั นารี ช่ือ จอหนสนั ท่วี ัดเกาะ เมือ่ เขามาอยูเมืองไทย ในตอนแรกหมอบรัดเลยเ ปด โอสถศาลาข้ึนท่ีขางใต
วัดเกาะ รับรักษาโรคใหแกชาวบานแถวน้ัน พรอมท้ังสอนศาสนาคริสตใหแกชาวจีนที่อยูในเมืองไทย
สวนซาราหภรรยาของหมอเปนครูสอนภาษาองั กฤษ
ตอ มาหมอบรดั เลยย า ยไปอยแู ถวโบสถว ดั ซางตาครสู ขยายกิจการจากรับรกั ษาโรค เปน โรงพิมพ
โดยรับพิมพหนังสือเกี่ยวกับศาสนาคริสต แจกและพิมพประกาศของทางราชการ เรื่อง หามนําฝนเขามา
ในประเทศสยามเปน ฉบบั แรก จํานวน 9,000 แผน เม่อื วนั ท่ี 27 เมษายน พ.ศ. 2382 อีกดวย กิจการโรงพิมพ
น้ีนับเปนประโยชนสาํ หรับคนไทยมาก เอกสารทางประวตั ศิ าสตรท ่สี าํ คญั ซ่งึ คนรุน หลังไดศ กึ ษาสว นหนึง่
ก็มาจากโรงพิมพของหมอบรดั เลย นอกจากน้ีทานไดออกหนังสือพิมพรายปฉบับหน่ึง ชื่อวา บางกอกคาเลน
เดอร (Bangkok Galender) ตอมาไดอ อกหนงั สือพิมพรายปกษอกี ฉบับหนง่ึ เมื่อ พ.ศ. 2387 ชื่อวา บางกอกรี
คอรเดอร (Bangkok Recorder) นอกจากหนังสอื พิมพแลว ยงั ไดพิมพหนงั สือเลมจาํ หนายอีกดวย เชน ไคเก็ก

121

ไซฮั่น สามกก เลียดกก หองสนิ ฯลฯ หนังสือของหมอบรัดเลยน้ันเปนที่รูจักแพรหลายในหมูขุนนางและราช
สํานกั โดยเฉพาะหนงั สือพิมพทีล่ งบทความแสดงความคิดเหน็ อยางกวางขวาง

นอกจากงานดา นโรงพิมพท ี่หมอบรัดเลยเขา มาบุกเบิกและพัฒนาใหวงการสิ่งพิมพไทยแลวงานดาน
การแพทยและดานสาธารณสุขท่ีทา นทําไวกม็ ิไดย ง่ิ หยอ นไปกวา กนั หมอบรัดเลย นบั เปนหมอฝรั่งคนแรกที่ได
นําเอาหลกั วิชาการแพทยสมยั ใหมเ ขามาเผยแพรในเมืองไทย มีการผาตัดและชวยรักษาโรคตาง ๆ โดยใชยา
แผนใหม ซ่งึ ชว ยใหค นไขห ายปวยอยา งรวดเรว็ ท่สี าํ คัญทีส่ ดุ คอื การปลกู ฝปอ งกนั ไขท รพิษ

ดวยคุณงานความดีที่หมอบรัดเลยมีตอแผนดินไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวจึงได
พระราชทานพระบรมราชานุญาตใหพวกมิชชันนารี และหมอบรัดเลยเชาที่หลังปอมวิไชยประสิทธิ์อยูจนถึง
รัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจาอยูห ัว จึงพระราชทานใหอ ยูโดยไมต อ งเสยี คา เชาจนกระท่ังหมอบ
รดั เลยถ งึ แกก รรมเมอ่ื พ.ศ. 2416 รวมอายไุ ด 71 ป

บุคคลสาํ คัญของประเทศไทยท่อี งคการศกึ ษา วิทยาศาสตร และวฒั นธรรมแหง
สหประชาชาติ (ยูเนสโก) ยกยอง

อันดับ ผูไดร ับยกยอง ยกยอ งเม่อื วนั ที่ ยกยองเนอ่ื งในวาระ

1. สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอฯ 21 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2505 ฉลองวันประสูติ

กรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ ครบ 100 พรรษา

2. สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอฯ 28 เมษายน พ.ศ. 2506 ฉลองวันประสูติ
กรมพระยานรศิ รานุวัดติวงศ ครบ 100 พรรษา

122

อันดับ ผูไดร ับยกยอ ง ยกยองเมอ่ื วนั ที่ ยกยอ งเนื่องในวาระ

3. พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศ 24 กุมภาพันธ พ.ศ. 2511 ฉลองวนั พระราชสมภพ

หลา นภาลยั ครบ 200 พรรษา

4. พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฏเกลา 1 มกราคม พ.ศ. 2524 ฉลองวันพระพระราช
เจา อยหู วั สมภพครบ 100 พรรษา

5. สุนทรภู 26 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2529 ฉลองครบชาตกิ าล
200 ป

6. พระยาอนุมานราชธน 14 ธนั วาคม พ.ศ. 2531 ฉลองครบชาติกาล 100 ป

7. สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรม 11 ธันวาคม พ.ศ. 2533 ฉลองวันประสูติครบ 200
พระปรมานชุ ติ ชโิ นรส พรรษา

8. พระเจาวรวงศเ ธอกรมหมืน่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2534 ฉลองวันประสูตคิ รบ 100
นราธปิ พงศป ระพันธ พรรษา

9. สมเดจ็ พระมหติ ลาธเิ บศร 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ฉลองวันพระราชสมภพ
อดลุ ยเดชวิกรม ครบ 100 พรรษา
พระบรมราชชนก

10. พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทร 9 มิถนุ ายน พ.ศ. 2539 ฉลองสิรริ าชสมบัติ
มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช ครบ 50 ป

11. สมเดจ็ พระศรีนครินทรา 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 ฉลองวันพระราชสมภพ
บรมราชชนนี ครบ 100 พรรษา

12. นายปรีดี พนมยงค 20 กนั ยายน พ.ศ. 2543 ฉลองครบชาติกาล 100 ป

13. พระบาทสมเดจ็ พระ 20 กันยายน พ.ศ. 2546 ฉลองวนั พระราชสมภพ
จุลจอมเกลาเจา อยูห วั ครบ 150 พรรษา

14. หมอ มหลวงปน มาลากลุ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2546 ฉลองครบชาตกิ าล
100 ป

123

อนั ดับ ผไู ดร ับยกยอง ยกยองเม่อื วันที่ ยกยองเนอื่ งในวาระ

15. พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา 18 ตลุ าคม พ.ศ. 2547 ฉลองวนั พระราชสมภพ
เจาอยหู ัว ครบรอบ 200 พรรษา

16. นายกหุ ลาบ สายประดิษฐ 31 มีนาคม พ.ศ. 2548 ฉลองครบชาติกาล
17. พทุ ธทาสภิกขุ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2548 100 ป

ฉลองครบชาติกาล
100 ป

18. พระเจาบรมวงศเ ธอฯ กรม 19 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2550 ฉลองวันประสูติครบ
หลวงวงศาธิราชสนทิ 200 พรรษา

กจิ กรรมที่ 9 เรือ่ ง บคุ คลสาํ คญั ของไทยและของโลกดานประวัติศาสตร

ใหนักศกึ ษาแบงกลมุ 4 กลมุ แตละกลุมศกึ ษาคนควาและทาํ รายงานสง พรอ มกบั นาํ เสนอ โดยมี
หวั เรือ่ ง ดังน้ี

กลมุ ท่ี 1 พระราชประวัตแิ ละพระราชกรณียกจิ ทส่ี ําคญั ของพอ ขุนรามคําแหงมหาราช

กลมุ ที่ 2 พระราชประวตั แิ ละพระราชกรณียกจิ ทีส่ ําคญั ของ
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา เจาอยหู ัว

กลมุ ที่ 3 พระราชประวตั แิ ละพระราชกรณยี กจิ ทส่ี ําคญั ของ
สมเดจ็ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี

กลมุ ที่ 4 พระราชประวัติและพระราชกรณยี กิจท่สี าํ คญั ของ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

124

เรอื่ งท่ี 5 เหตุการณสาํ คญั ของโลกท่ีมีผลตอ ปจ จุบนั

เหตุการณส ําคญั ทม่ี ีผลกระทบตอการเปลี่ยนแปลงของโลกนั้นหมายถึงเหตุการณสําคัญท่ีทําใหโลก
เกิดการเปล่ียนแปลงภายหลังสงครามสิ้นสุดลง ซึ่งพบวาสหประชาชาติสามารถยับยั้งการทําสงครามอาวุธ
ไดใ นระดับหนึ่ง แตเมื่อสงครามอาวธุ ผานไปเหตกุ ารณป จ จบุ ันจะกลายเปน สงครามเศรษฐกจิ ชวี ิตความเปน อยู
วัฒนธรรม จารีตประเพณี รวมถึงการเมืองการปกครองในปจจุบัน ซ่ึงเหตุการณสําคัญในอดีตท่ีสงผล
ตอ ปจจุบันมีดังน้ี

1. สงครามโลกครัง้ ท่ี 1 และ 2

สงครามโลกครง้ั ทหี่ น่ึง เปนสงครามความขดั แยงบนฐานการลาอาณานิคม ระหวางมหาอํานาจยุโรป
สองคา ย คอื ฝายไตรพนั ธมิตร (Triple Alliance) ซงึ่ ประกอบไปดวยเยอรมนี และอิตาลี กับฝายมหาอํานาจ
(Triple Entente) ประกอบไปดวยบริเตนใหญ ฝรั่งเศสและรัสเซีย เกิดขึ้นในชวง ค.ศ.1914-1918
(พ.ศ.2547-2461)

สาเหตุของสงครามโลกครง้ั ที่หนึ่ง เกดิ จากความขดั แยง ทางการเมืองของทวีปยุโรป โดยเปนจุดเริม่ ตน
ของการส้ินสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยของยุโรป การส้ินสุดของจักรวรรดิออตโตมัน เปนตัวเรง
ปฏกิ ิรยิ าของการปฏิวัติรัสเซยี การพา ยแพข องประเทศเยอรมนใี นสงครามครงั้ นี้ สง ผลใหเกิดลัทธิชาตินิยมขึ้น
ในประเทศ และเปน จุดเรม่ิ ตน ของสงครามโลกครั้งทีส่ อง เม่อื พ.ศ.2482 (ค.ศ.1939)

ในชวงแรกของสงครามมหาอํานาจกลางเปนฝายไดเปรียบ แตหลังจากที่อเมริกาเขารวมกับฝาย
พันธมิตร พรอมกับสงอาวุธยุทโธปกรณและกําลังพลเกือบ 5 ลานคน ทําใหพันธมิตรกลับมาไดเปรียบและ
สามารถเอาชนะฝายมหาอํานาจกลางไดอยา งเดด็ ขาด ในที่สุดเมื่อฝา ยมหาอาํ นาจกลางยอมแพแ ละเซ็นสัญญา
สงบศึกเม่อื วนั ท่ี 11 พฤศจกิ ายน ค.ศ.1918 สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งกินระยะเวลายาวนาน 4 ป 5 เดือน จึงยุติ
ลงอยา งเปน รูปธรรม

ผลกระทบ
หลงั จากท่สี หรัฐอเมริกาไดเ ขารวมรบและประกาศศักดาในสงครามครั้งนี้ ทําใหสหรัฐอเมริกาไดกาว
เขา มาเปนหนง่ึ ในมหาอํานาจโลกเสรบี นเวทีโลกเคยี งคูกับองั กฤษและฝรั่งเศส รสั เซียกลายเปน มหาอํานาจโลก
สังคมนิยม หลังจากเลนินทําการปฏิวัติยึดอํานาจ และตอมาเม่ือสามารถขยายอํานาจไปผนวกแควนตาง ๆ
มากข้ึน เชน ยูเครน เบลารสุ ฯลฯ จึงประกาศจดั ตงั้ สหภาพโซเวียต (Union of Soviet Republics – USSR)
ในป ค.ศ.1922 เกิดการรางสนธิสัญญาแวรซาย (The treaty of Veraailles) โดยฝายชนะสงครามสําหรับ
เยอรมนี และสนธิสญั ญาสนั ติภาพอีก 4 ฉบับ สําหรับพนั ธมติ รของเยอรมนี เพอ่ื ใหฝ ายผูแพย อมรบั ผิดในฐานะ

125

เปน ผูกอใหเกิดสงครามในสนธิสัญญาดังกลาว ฝายผูแพตองเสียคาปฏิกรรมสงคราม เสียดินแดนทั้งในยุโรป
และอาณานิคม ตองลดกาํ ลังทหาร อาวุธ และตองถูกพันธมิตรเขายึดครองดนิ แดนจนกวา จะปฏิบัตติ ามเงื่อนไข
ของสนธิสัญญาเรียบรอย อยางไรก็ตามดวยเหตุที่ประเทศผูแพไมไดเขารวมในการรางสนธิสัญญา แตถูกบีบ
บังคบั ใหลงนามยอมรับขอตกลงของสนธสิ ญั ญาจงึ กอ ใหเกดิ ภาวะตึงเครยี ดขึ้น เกดิ การกอ ตัวของลัทธิฟาสซสิ ต
ในอิตาลี นาซใี นเยอรมนั และเผดจ็ การทหารในญีป่ นุ ซง่ึ ทา ยสุดประเทศมหาอํานาจเผดจ็ การทั้งสามไดรวมมอื
เปน พนั ธมิตรระหวางกนั เพ่ือตอตานโลกเสรแี ละคอมมวิ นสิ ต เรียกกนั วาฝายอกั ษะ (Axis) มีการจัดต้ังขึ้นเปน
องคกรกลางในการเจรจาไกลเกล่ียขอพิพาทระหวางประเทศ เปนความรวมมือระหวางประเทศ เพ่ือรักษา
ความม่ันคง ปลอดภัยและสันติภาพในโลก แตความพยายามดังกลาวก็ดูจะลมเหลว เพราะในป ค.ศ. 1939
ไดเกิดสงครามทีร่ นุ แรงขนึ้ อกี ครัง้ น่นั คือ สงครามโลกครั้งที่ 2 เปน ความขัดแยงในวงกวาง ครอบคลุม ทุกทวีป
และประเทศสวนใหญในโลก เร่ิมตนในป พ.ศ.2482 (ค.ศ.1939) และดําเนินไปจนกระทั่งส้ินสุดในป พ.ศ. 2488
(ค.ศ.1945) ไดช ่ือวาเปนสงครามที่มขี นาดใหญและทําใหเกิดความสญู เสียคร้งั ใหญท ส่ี ุดในประวตั ศิ าสตรโ ลก

ตนเหตุท่แี ทจ รงิ ของสงครามครัง้ น้ี ยงั เปนประเด็นที่ถกเถียงกันอยูไมวาจะเปนสนธิสัญญาแวรซายส
ภาวะเศรษฐกิจตกตาํ่ ครง้ั ใหญ ความเปน ชาตินยิ ม การแยงชงิ อาํ นาจและตอ งการแบงปนโลกใหมของประเทศ
ทเ่ี จริญตามมาทีหลังและกระแสนิยม เชนเดยี วกบั วันเริ่มตนสงครามท่ีอาจเปนไปไดท้ังวันท่ี 1 กันยายน พ.ศ.
2482 (ค.ศ.1939) ทีเ่ ยอรมันรกุ รานโปแลนด, วนั ท่ี 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 (ค.ศ.1937)

ท่ีญป่ี ุนรกุ รานแมนจเู รยี บางคนกลาววาสงครามโลกคร้ังท่ีหนึ่งและสงครามโลกคร้ังน้ีเปนขอพิพาท
เดียวกันแตแยกกันดวย “การหยุดยิง” การตอสูมีข้ึนต้ังแตมหาสมุทรแอตแลนติก ยุโรปตะวันตกและ
ตะวันออกทะเลเมดิเตอรเ รเนยี น แอฟรกิ า ตะวันออกกลาง มหาสมุทรแปซิฟก เอเชยี ตะวันออกเฉียงใตและจีน
สงครามในยุโรปสิ้นสุด เม่ือเยอรมนียอมจํานนในวันท่ี 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ.1945) แตในเอเชีย
ยงั ดําเนินตอไปจนกระทง่ั ญ่ปี นุ ยอมจํานนในวันที่ 15 สิงหาคม ปเดียวกัน คาดวามีผูเสียชีวิตในสงครามครั้งนี้
ราว 57 ลานคน

2. สงครามเย็น

สงครามเย็น (อังกฤษ : Cold War) (พ.ศ.2490-2534 หรือ ค.ศ.1947-1991) เปนการตอสูกัน
ระหวางกลุมประเทศ 2 กลุม ที่มีอุดมการณทางการเมืองและระบบการเมืองตางกัน เกิดขึ้นในชวงหลัง
สงครามโลกคร้ังทส่ี อง ฝา ยหนงึ่ คอื สหภาพโซเวียต เรยี กวา คายตะวนั ออก ซึง่ ปกครองดว ยระบอบคอมมวิ นสิ ต
อีกฝายหนึ่งคอื สหรฐั อเมรกิ าและกลมุ พนั ธมิตร เรยี กวา คายตะวันตก ซึ่งปกครองดว ยระบอบเสรปี ระชาธปิ ไตย

นโยบายตา งประเทศของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวยี ตในชวงเวลาดังกลาว คํานึงถึงสงครามเย็น
เปนหลัก นับจากป ค.ศ.1947 (พ.ศ.2490) จนกระทั่งการลมสลายของสหภาพโซเวียต ใน ค.ศ.1991

126

(พ.ศ.2534) สมัยเรม่ิ ตน สงครามเย็น นาจะอยใู นสมัยวกิ ฤตการณท างการทูตในตอนกลางและปลาย ค.ศ.1947
เม่ือสหรัฐอเมรกิ ากบั สหภาพโซเวียตเกดิ ขัดแยงเร่ืองการจัดตั้งองคการสันติภาพในตุรกี ยุโรปตะวันออกและ
เยอรมนี

ความตึงเครยี ดเนื่องจากการเผชิญหนากันระหวา งอภมิ หาอํานาจ แตย ังไมมีการประกาศสงครามหรือ
ใชกําลังเปนสมยั ลัทธิทรูแมน วันที่ 12 มีนาคม คศ.1947 กับประกาศแผนการมารแชลล เพ่อื ฟน ฟูบูรณะ
ยุโรปตะวันตก ซึ่งไดรับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่สอง การขยายอิทธิพลของโซเวียตในยุโรป
ตะวันออกและการแบงแยกเยอรมนี

การวิจัยและพฒั นาโครงการทางการทหารทงั้ ขนาดเลก็ และขนาดใหญจํานวนมาก เกิดข้ึนในชวงเวลา
นี้รวมถึงการแขงขันกันสํารวจอวกาศ การจารกรรมและการสะสมอาวุธนิวเคลียรดวยท้ังหมดนี้เปนไป
เพ่อื แสดงแสนยานภุ าพของฝายตน

3. สงครามเศรษฐกิจ

หากยอนไปเมื่ออดีตการเกิดข้ึนของสงครามจะเปนการแกงแยงชิงดินแดนและทรัพยากร
เพราะสงครามในขณะน้ันจะเปนการขยายอาณาเขตออกไป โดยมไิ ดม ุง หวังเพียงดินแดนเทาน้ัน แตยังมุงหวัง
ทรัพยากรในดินแดนอีกดวย ภายหลังสงครามโลกส้ินสุดลง การแขงขันดานการคา ชีวิตความเปนอยู
เปลยี่ นแปลงไปกลางเปนสงครามเศรษฐกิจ การทําสงครามเศรษฐกจิ จะมกี ารใชวฒั นธรรมเขาไปแทรกแซงเปน
การกลืนชาติดวย ที่เรียกวา “Crelization” หมายความวา เปนความพยายามยัดเยียดวัฒนธรรมของตน
ใหเปน สว นหนึง่ ของวฒั นธรรมในชาตนิ ้ัน ๆ โดยครอบงําทําใหค นมวี ิถชี ีวิตตามแบบฉบบั วฒั นธรรมของตนหรือ
รสู ึกวาเหมอื นเปนวัฒนธรรมของตน เพราะวา วถิ ีชีวิตจะมตี วั สินคาเปนองคป ระกอบ

4. เหตกุ ารณโลกปจจบุ นั

หลักการเกิดสงครามโลกทั้งประเทศท่ีชนะและแพสงครามตางก็เปนประเทศอุตสาหกรรมทําให
ทุกประเทศตองฟนฟูเศรษฐกิจในประเทศตน ในท่ีสุดผลผลิตมีมากเกินความตองการจนกลายเปนสาเหตุ
เศรษฐกิจตกตาํ่ ท่วั โลกในป ค.ศ. 1929-1933

เหตกุ ารณโ ลกปจ จบุ นั มีการแขงขันดานเศรษฐกิจสูงหรือการทําสงครามดานเศรษฐกิจทําใหวิถีชีวิต
ของชาวไทยไมว า จะเปน การดําเนินชวี ติ ปจ จุบนั การบริโภคคา นิยมเปลย่ี นแปลงไป เม่ือเรายอมรับวถิ ชี วี ติ ใด ๆ
ก็ตาม วิถชี วี ติ เหลานั้นยอมจะตองรองขอสินคาบางอยางเพ่ือท่ีจะทําใหการดําเนินชีวิตเหลาน้ันเดินตอไปได
เชน เม่อื เรายอมรับวิถีชีวิตดิจิทัล (Digital) เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส และ PC ก็จะกลายเปนสวนหน่ึงของวิถี
ชีวติ เรา ญ่ปี นุ เปนชาตหิ น่งึ ทผ่ี ลติ เครื่องเสยี งไดดี ซึ่งการรองเพลงตามเนือ้ รอ งท่ีเรียกกันเปน ภาษาญี่ปนุ วา

127

“คาราโอเกะ” เมือ่ เรายอมรับวิธีการรองเพลงกันตามเน้ือเพลงที่เปน คาราโอเกะ ในท่ีสุดสินคาเก่ียวกับการ
รอ งเพลงคาราโอเกะแบบญี่ปุนก็จะขายดีไปดวย การรับประทานอาหารฟาสตฟูด ตามแบบฉบับวัฒนธรรม
อเมรกิ นั หรอื การยอมรับภาษาทใี่ ชในการสื่อสารทางธุรกิจตอ งเปนภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เปน ตน

การเกดิ ขน้ึ ของกระแสวัฒนธรรมโลก จะทําใหบ รษิ ทั ยกั ษใหญระดับโลกสามารถผลติ สนิ คา ดวยตน ทุน
ตํ่าท่ีขายไดท่ัวโลก ซึ่งเปนการแสวงหาผลประโยชนขามชาติ จากประเทศดอยพัฒนา หรือการทําการคา
โดยเสรจี ากบรษิ ทั ใหญ ซึ่งมตี น ทุนหรอื กาํ ลงั ทรพั ยม ากมาแขงขันธรุ กิจในประเทศทกี่ าํ ลงั พัฒนา จะเหน็ ไดว าใน
ยคุ เศรษฐกิจใหม มกี ารหลงั่ ไหลของวัฒนธรรมตา งชาติเขามาในสงั คมไทยอยางหนกั จนทําใหร สู ึกวาวัฒนธรรม
คา นิยม รูปแบบวิถกี ารดําเนนิ ชีวติ แบบไทย ๆ กําลังถูกกลืนและถูกทําลายความเปนไทยทําใหปฏิเสธไมไดวา
ปจจบุ นั วัฒนธรรม รูปแบบวถิ ชี ีวติ ตะวนั ตกหรือของตางชาติกําลงั มีบทบาทตอการดาํ เนนิ ชีวติ ความเปน อยขู อง
คนทกุ เพศทุกวยั

อยางไรก็ตาม แมวาระบบตลาดทุนนิยมน้ีจะมีการแขงขันที่สงผลดีตอผูบริโภค ในเรื่องคุณภาพ
ผลิตภัณฑแ ละรปู แบบของนวัตกรรม (Innovation) ก็ตาม แตก็ทําใหสังคมไทยยุคใหมมีลักษณะเปนบริโภค
นิยม (Consumerism) และสังคมมคี วามเสีย่ งตอการถูกกลืนทางวัฒนธรรม ซ่ึงคนรุนใหมท่ีจะเปนฟนเฟอง
กลไกทางสังคมตอ ไปในอนาคตก็กําลังหลงใหลนิยมชมชอบกับความสุขจากส่ิงบันเทิงตาง ๆ ที่มากับกระแส
โลกาภวิ ัฒนแ ละการเปด เสรที างการคา

ในป ค.ศ.2508 (พ.ศ.2551) วนั ที่ 15 กันยายน 2551 บรษิ ทั ยกั ษใหญใ นสหรฐั อเมรกิ าประกาศภาวะ
ขาดทุนลม ทําใหสงผลกระทบตอเศรษฐกจิ โลกถดถอยจนถงึ ป พ.ศ. 2552

เรือ่ งท่ี 6 บทบาทของสถาบันพระมหากษัตรยิ ในการพัฒนาชาติไทย
บทบาทของสถาบนั พระมหากษตั รยิ ในการพฒั นาชาติไทย

สถาบันพระมหากษตั ริย : กาํ เนิด ความหมาย แนวคิด สัญลกั ษณ และพัฒนาการ

ในคัมภีรพราหมณ กลาวถึงการแตงต้ังมนุษยคนแรกเปนกษัตริยและจักรพรรดิในการปกครอง
ประชาชน ซ่ึงมีบางคัมภีรกลาววาพระพรหมทรงตั้งพระมนูเปนกษัตริยองคแรกข้ึนมาเพื่อใหทําหนาท่ีแกไข
ปญหาการทะเลาะวิวาทของมนษุ ยทแี่ ยง ชิงขาวสาลกี นั จนวนุ วายจนยตุ ิปญ หาลงไดสําเร็จ ถอื วาเปนการเรม่ิ ตน
ของการมสี ถาบนั กษัตริยใ นมนุษยโลกตามความเชอื่ ของพราหมณฮ นิ ดใู นอินเดยี

สถาบันพระมหากษัตริยไทย คือ 1 ใน 3 สถาบันสูงสุดของชาติที่เปนศูนยรวมจิตใจทําใหเกิด
ความมั่นคงเปนเอกภาพของประชาชนชาวไทยเพราะพระมหากษตั ริยท รงทําหนาที่เปนทั้งผูปกครองเขตแดน
และคมุ ครองปอ งกันอาณาประชาราษฎรในฐานะของจอมทัพทําสงครามกบั ขาศกึ เพือ่ ปอ งกนั ดินแดนและ

128

เอกราชของชาติอาจเร่มิ จากการเปนผปู กครองเมืองเลก็ เมอื งนอ ยมากอ นเม่อื มกี ําลังแขง็ แกรงมากข้ึน
จนสามารถผนวกเมืองอ่ืน ๆ เขาดวยกันแลวกต็ ง้ั ตนเปนประมขุ ยกฐานะข้นึ เปน พระมหากษัตริยปกครองเมือง
ศนู ยก ลางและเมืองบรวิ ารในพระราชอาณาจกั ร

บนเสนทางแหงกาลเวลาสถาบันพระมหากษัตริยมีพัฒนาการจากรูปแบบการปกครองท่ีเรียบงาย
เสมอื นพอปกครองลูกหรือการดูแลบริวารในครอบครัว จนมีความสลับซบั ชอนมากขึ้นดวยเหตุผลของจํานวน
ประชากร หรือความกวางขวางของดินแดน และปจจัยดานตาง ๆ ของลักษณะทางสังคมและสภาพของ
เศรษฐกจิ ท่ีตองมกี ารกาํ หนดวธิ ีการในการควบคมุ ดแู ลอยา งเปน ระบบเพ่อื ใหเ กิดความสงบปลอดภยั และเจรญิ
มงั่ คง่ั ของอาณาจักรซงึ่ มสี ถาบนั พระมหากษตั ริยทรงเปน ศนู ยก ลางของการปกครองนัน้

สถาบนั พระมหากษตั รยิ ประกอบดว ยคาํ ๒ คาํ คือ สถาบันกับพระมหากษตั รยิ  คําวา สถาบัน หมายถงึ
ส่ิงซึ่งคนในสวนรวมคือสังคมจัดต้ังใหมีขึ้น เพราะเห็นประโยชนวามีความตองการและจําเปนแก
วิถีชีวิตของตน เชน สถาบันชาติ สถาบันการเงิน และสถาบันศาสนา เปนตน สถาบันเปนส่ิงสําคัญในสังคม
เพราะมีหนาที่ยึดเหน่ียวคนในสังคมใหมีทิศทางดําเนินชีวิตไปในแบบเดียวกัน หรือมีความสุขเสมอกัน
นอกจากน้ีสถาบันจะบังเกิดข้ึนไดดวยคนในสังคมมีความเห็นพองกันวาจําเปนตองมีและสามารถอํานวย
ประโยชนใหบังเกิดได คําวาพระมหากษัตริยมีความหมายถึงพระเจาแผนดิน พระเจาอยูหัวเปนคําในภาษา
สันสกฤติวา “กษฺตฺริย” หรือภาษาบาลีวา “ขัตติย” หมายถึง คนในวรรณที่ 2 ในสังคมอินเดีย ซ่ึงมีอยู 4
วรรณะ คอื พราหมมณ กษตั ริย แพทย และศูทร หมายถงึ ผนู าํ ในการรบ ผูปอ งกนั ภัย หรือชาตินักรบ ซึ่งเดิม
หมายถึง บคุ คลผูมหี นาที่ปองกันขาศึกหรอื ผูเปน หวั หนาและยังเปน รากศัพทเดียวกบั คําวา เกษตร สถาบันชาติ
สถาบันศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริยมีอยูคูกับแผนดินไทยตลอดมาควบคูกับการสถาปนาอาณาจักร
โบราณตาง ๆ นับตั้งแตพุทธศตวรรษ 12 ซึ่งพบหลักฐานท่ีเปนประเภทลายลักษณอักษรท่ีแสดงถึงการมี
พระมหากษัตรยิ ข องอาณาจักรทวารวดี มีเมืองอูทองซ่ึงปจจุบันเปนที่ต้ังอําเภออูทองจังหวัดสุพรรณบุรีเปน
เมอื งสําคญั จากการคน พบเหรียญเงนิ ท่เี มืองอูทองบนเหรียญปรากฏจารึกภาษาสนั สกฤตวา “ศรที วารวดี
ศวร ปนุ ยะ” แปลวา การบุญของผเู ปน ใหญแ หงศรที วารวดี เปน การยืนยนั วา มสี ถาบันกษัตริยเกิดข้ึน ในขณะ
เริม่ ตน ของยุคประวัตศิ าสตรข องดนิ แดนไทยและมกี ารคนพบตอมาวาบานเมอื งและอาณาจักรอน่ื ๆ ในดินแดน
ท่ีเปนชาติไทยในปจ จุบนั นี้ลวนปกครองดว ยระบอบกษตั ริยท งั้ สิน้

ตอมาในสมัยสุโขทัยสังคมไทยมีลักษณะเปนครอบครัว โดยมีประมุขเปนหัวหนาชุมชนท่ีเรียกวา
“พอขุน” การเก็บผลประโยชนเ ขารัฐอาจมีนอยดงั ท่กี ลาวไวในศิลาจารึกสโุ ขทยั หลักที่ 1 วา “เจาเมือง บเอา
จกอบในไพรล ูทา ง” ซ่งึ หมายถงึ การไมเ ก็บภาษีการคา และใหเสรีทางการคา ดังความวา “ใครจักใคร คาชาง
คา ใครจักใครคา มา คา ใครจกั ใครค าเงอื น (เงิน) คา ทองคา ” แมก ารปกครองโดยสถาบนั กษัตริยใ นสมัยสุโขทัย
จะมีผูกลาววามีวิถีสงบรมเย็นแตในช้ันหลังก็มีทั้งปจจัยภายใน คือ ความขัดแยงของเจานายที่เปนสมาชิก
ภายในสถาบนั และปจ จยั ภายนอก คอื การขยายอํานาจของลา นนาและกรุงศรีอยธุ ยาทาํ ใหสโุ ขทยั ทเี่ ปน เสมือน
รัฐกันชนของสองอาณาจักรตองตกอยูในภาวะสงครามและการแยงชิงกันจนตองยอมผนวก เขากับกรุงศรี-
อยธุ ยาในทสี่ ุด

129

กรุงศรีอยุธยาซึ่งเปนรัฐท่ีเกิดจากการผนึกกําลังกันของสุพรรณบุรีและละโว ซ่ึงในอดีตเคยอยูใน
อิทธพิ ลของวัฒนธรรมเขมรมากอน กรุงศรีอยุธยาจึงรบั เอาคติของเทวราชาจากวัฒนธรรมเขมรมาใช ทําใหมี
คตคิ วามเชอื่ บางสวนเปนการปกครองแบบฮินดูของอินเดีย พระมหากษัตริยอยุธยาจึงเปนเสมือนสมมุติเทพ
ทอี่ วตารหรอื แบง ภาคลงมาปราบยุคเข็ญในมนุษยโลก และเปนศูนยรวมของการปกครอง มีแนวคิดเกี่ยวกับ
สถาบันพระมหากษัตริยที่เกิดจากศาสนาพราหมณ ฮินดู ไดยกยองพระมหากษัตริยไวในฐานะของเทวดา
ซง่ึ เปรียบดงั องคพระนารายณ หรือพระวิษณุอวตารลงมาปราบยุคเข็ญ ทําใหมีการสรางสัญลักษณแทนองค
พระมหากษตั รยิ  เมือ่ ประทับหรอื เสดจ็ ไปท่ตี าง ๆ เปน ”ธงครฑุ ” อันหมายถึง พาหนะของพระนารายณ

ครุฑเปน พาหนะของพระนารายณ

เรือพระทนี่ ัง่ นารายณท รงสุบรรณ
พระมหากษัตรยิ ทรงประทับในการประกอบพระราชพิธตี าง ๆ ทางชลมารค

130

หรือแมแ ตห นาบนั ของพระอโุ บสถในพระอารามหลวงท่ีพระมหากษัตริยท รงสรา งกจ็ ะจําหลกั หรอื ทาํ ลวดลาย
ปนู ปน รปู นารายณท รงครฑุ เพอ่ื แสดงถงึ ความเปนวัดทกี่ ษัตรยิ ท รงสรา ง

พระนารายณทรงสบุ รรณ (ครฑุ )
บนหนา บันพระอุโบสถและวหิ ารในพระอารามหลวง

ในดานพระราชอํานาจพระมหากษัตรยิ  กท็ รงมสี ทิ ธิขาดในการใชอ ํานาจที่เรยี กวา “สมบูรณาญาสทิ ธริ าชย”
ในการลงโทษลดโทษหรืออภยั โทษแกบ คุ คลในพระราชอาณาเขตและมกี ฎมณเฑียรบาลทจ่ี ะตราขึน้ เพ่อื รกั ษา
พระราชฐาน เพอ่ื ถวายพระอภิบาลปอ งกนั เภทภยั เพื่อรกั ษาพระเกียรติยศและเปน กฎระเบยี บในการปฏิบัติ
ตนตอ องคพระมหากษตั ริยแ ละสมาชิกในสถาบันพระมหากษัตริย ไดแก พระมเหสี พระราชโอรสธดิ า
พระบรมวงศานวุ งศ แมแตบ คุ คลอ่ืน ๆ ท่อี าศัยหรอื ทํางานอยูใ นพระราชฐาน มีการกาํ หนดคําราชาศพั ทข ้นึ
เปนภาษาเฉพาะใชกับพระมหากษตั รยิ ห รอื พระบรมวงศานุวงศตามลาํ ดบั ชนั้ ซึง่ คาํ ราชาศพั ทห ลายคํามาจาก
ภาษาเขมร เชน คําวา เสวย - กนิ , พระแกล - หนาตา ง ,พระขนอง - หลัง การกําหนดรูปแบบของทปี่ ระทบั
เชน พระบรมมหาราชวงั หรอื พระตาํ หนกั ทม่ี ลี กั ษณะพเิ ศษ คอื เปน เรือนยอดหลังคาซอ นชน้ั ตามฐานานศุ กั ด์ิ
ตา งไปจากบานเรอื นสามัญชนโดยท่ัวไป

พระทน่ี ั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง

131

ในดา นพธิ ีกรรมตาง ๆ นบั แตการประสูติจนถงึ สวรรคตของพระมหากษตั รยิ แ ละสมาชกิ ในราชตระกูล
เชน พระราชพธิ ขี นึ้ พระอู พระราชพิธลี งสรง พระราชพิธีสมโภชเดือน พระราชพิธีโสกันต พระราชพิธีบรม-
ราชาภเิ ษก พระราชพธิ ีถอื น้าํ พระพพิ ฒั นสัตยา (ศรีสัจปานการ) พระราชพธิ ีออกพระเมรุ ฯลฯ ซ่ึงลวนแลวแต
เปนพิธกี รรมท่เี ก่ยี วกบั ความเปน “เทพเจา ” ท้ังสน้ิ

พระราชพธิ โี สกนั ตท เ่ี ขาไกลาส (จําลอง)

พระเมรมุ าศ

ในการเฉลิมพระนามพระมหากษตั ริยใ นยคุ สมัยตา ง ๆ จะเห็นถงึ ความเชอื่ ในวิถีการเมืองการปกครอง
ของพระมหากษัตริยแตละพระองควาจะทรงวางพระองคอยูในแนวทางเชนไร คือ ทรงเปนเทวราชา เชน
พระนามสมเดจ็ พระรามาธิบดที ่ี 1 (อทู อง) สมเด็จพระรามราชาธิราช สมเด็จพระนารายณมหาราช หมายถึง
พระรามพระนารายณ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หมายถึงพระอิศวร สมเด็จพระอินทราธิราช หมายถึง
พระอินทร หรือทรงเปนพุทธราชา และธรรมราชา เชน สมเด็จพระมหาธรรมราชา (ลิไท) สมเด็จพระบรม
ไตรโลกนาถ สมเดจ็ พระสรรญเพชญท่ี 1 สมเดจ็ พระเจา ทรงธรรม เปน ตน

132

ศาสนาพราหมณ์
ฮนิ ดู

พุทธศาสนา สถาบัน ความเชอื ท้องถนิ
พระมหากษัตริย์ไทย

แผนภูมแิ สดงความสัมพนั ธของสถาบนั พระมหากษัตรยิ ก ับศาสนาและความเชื่อทอ งถน่ิ

จากแผนภมู ขิ า งตน นี้ชี้ใหเหน็ วา แมสถาบนั พระมหากษัตริยจะมีลกั ษณะของเทวราชาชัดเจนในหลาย
สว น แตม ีอกี หลายสว นที่แสดงถึงความเปน “ธรรมราชา” หรือ “พุทธราชา” ของพระมหากษัตริย ในสมัย-
สุโขทัยอทิ ธพิ ลของพุทธศาสนาทาํ ใหพ อขุนรามคําแหงเสดจ็ ออกสง่ั สอนประชาชนดว ยพระองคเ องบนขดานหิน
“มนังคศิลาบาต” กลางดงตาล หรือพระมหาธรรมราชาลิไท ทรงสรางพระพุทธชินราชเมืองพิษณุโลกและ
เสดจ็ ออกผนวช เปน ตน โดยเฉพาะสมยั อยุธยา ท่ีเห็นไดชัดวา พระพุทธศาสนาสงผลตอการรับเอาหลักพุทธ
ธรรมมาใชใ นการปกครองบา นเมอื งของสถาบันพระมหากษตั ริย เชน พระมหากษัตริยตองมีทศพิธราชธรรม ,
จักรวรรดิวัตร 12 และสังคหวัตถุ 4 และหลักธรรมอื่น ๆ อีกมากมาย ซ่ึงพระมหากษัตริยพระองคใด
ทรงสมบรู ณพ รอมดว ยธรรมเหลานี้ กจ็ ะทรงไดรบั การยกยองวา ทรงเปน “ธรรมราชา”

ในพระราชพงศาวดาร กลา วถึง พระราชกรณยี กิจของพระมหากษัตริยอ ยธุ ยาวา ทรงมพี ระราชศรทั ธา
ในการทาํ นุบาํ รุงพระพทุ ธศาสนาในการสรางพระอารามหลวงที่งดงามและใหญโตโอฬารมากมาย ในกรุงศรี-
อยุธยา เชน วัดพระศรีสรรเพชญ วัดพระราม วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ วัดไชยวัตนาราม ฯลฯ และมีการ
สถาปนาพระพุทธรูปใหญง ดงาม เชน พระพุทธชินราช พระศรีสรรเพชญ พระพทุ ธไตรรัตนนายก (พระพทุ ธเจา
พแนงเชิง) พระมงคลบพิตร เปน ตน พระเจา แผน ดินทุกพระองคทรงบําเพ็ญกุศลเสด็จนมัสการพระพุทธบาท
และพระพุทธฉายที่สระบุรีเปนประจํา นับแตรัชกาลสมเด็จพระเจาทรงธรรมเปนตนมา เหตุการณดังกลาว
แสดงใหเ หน็ ถงึ ความม่นั คงในหลักพุทธธรรมท่ที รงปรับปรุงพระราชจริยวัตรใหเหมาะกับวิถีความเปนอยูของ
คนไทย ในวรรณคดีโคลงพระราชพิธีทวาทศมาสที่กลาวถึงพระราชพิธีสิบสองเดือน ซ่ึงกําหนดไวในรอบป
ปรากฏวาหลายพระราชพิธีทท่ี รงพระราชทานพระราชทรัพยโดยการโปรยทานแกประชาชนในการที่สถาบัน
พระมหากษตั ริยไ ดแสดงถึงพระเมตตาท่ที รงมตี อประชาชนและมิไดม คี วามเด็ดขาดแรงกลา จนเกินไปในการใช

133

พระราชอาํ นาจเชนนี้ อาจเปน ชอ งทางใหเกิดความไมมนั่ คงในพระราชบลั ลงั กและการสบื ราชสมบัติไดแมจะมี
กฎมณเฑียรบาลบังคับใชอยู ทาํ ใหพระมหากษัตริยและองคร ัชทายาทย่ิงตองทรงบําเพ็ญพระบุญญาบารมีให

เปน ทจี่ งรกั ภกั ดขี องขนุ นาง ขา ราชการและไพรฟา ขาแผน ดิน ในขณะท่ีตองทรงมีวธิ ีการปรบั ปรงุ ระบบราชการ
และการปกครองใหเหมาะสมกับสภาพบานเมืองแตละยุคสมัยดวยจึงจะทรงรักษาพระราชอํานาจและราช-
บลั ลงั กเ อาไวไ ด

พระมหากษตั รยิ บางพระองคเชื่อในการบําเพ็ญพระบารมีในฐานะพระโพธิสัตว เชน สมเด็จพระเจา
ปราสาททอง ทรงอธิษฐานปรารถนาพุทธภูมิ พระองคทรงเปลี่ยนรูปทรงของพระประธานในพระอุโบสถ
วัดหนาพระเมรุ เปนพระพุทธรูปทรงเคร่ือง ซึ่งสันนิษฐานไดอีกนัยคือ เปรียบเสมือนพระศรีอริยเมตไตรย

จนถงึ กรุงธนบรุ ีและรตั นโกสนิ ทรต อนตน ก็ยังคงรับคตคิ วามเช่อื เชน เดยี วกับสมัยอยธุ ยาไวค อ นขา งจะครบถวน
สมบรู ณ เพียงแตการสน้ิ พระชนมของพระมหากษัตริยเ ปล่ยี นจาก คําวาเสด็จนฤพาน (นิพพาน) มาเปนคําวา
“สวรรคต” เทานนั้ คือลดฐานะลงมาไมไดแสดงฐานะวาทรงเปน พระพุทธเจา หรือพระโพธิสัตว อยางชัดเจน

เชนสมยั อยุธยา สวนสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชน้ันทรงใฝพระทัยในการเจริญกัมมัฏฐานอยางย่ิง หรือ
สมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา จฬุ าโลกมหาราชก็ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการวา

“ตัง้ ใจจะอปุ ถมั ภก ยอยกวรพทุ ธศาสนา
ปองกันขอบขณั ฑสมี า รกั ษาประชาชนและมนตร”ี

จะเห็นไดวาพระบรมราชโองการนีแ้ สดงถึงความตระหนักในพระราชภาระท่ีทรงมีตอบานเมืองใน 3
ประการ คอื การปอ งกัน การรกั ษา และการคมุ ครอง “ไพรฟาขาแผนดนิ ” โดยเฉพาะเปน การฟนฟูบํารุงขวัญ
และกาํ ลังใจใหแกค นท่ียงั ไมลืมการลม สลายของทุกสถาบันในคราวเสียกรุงศรอี ยธุ ยาครง้ั ท่ี 2 ในป พ.ศ. 2310

ครนั้ มาถงึ ในรัชกาลตอ ๆ มา เชน สมเดจ็ พระจอมเกลา เจาอยหู วั รชั กาลท่ี 4 พระองคทรงเคยผนวชมา
นานกอนขึ้นครองราชสมบตั จิ ึงทรงสง เสริมพระพุทธศาสนาอยางเต็มทีต่ ามท่ที รงเลา เรียนมาพระราชกระแสใน
รชั กาลท่ี 4 ทรงตรสั ไวตอนหนงึ่ วา “พระราชอํานาจของพระมหากษัตริยมิไดย่ิงใหญไปกวาความสุขสวนรวม
ของประชาชน” และยงั ทรงมแี นวคิดในการเปล่ียนแปลงยอมรับพระราชฐานะของพระมหากษตั ริยวาทรงเปน
“มหานกิ ร สโมสรสมมติ” ไมใชการปราบดาภิเษกหรือการขึ้นครองราชย โดยอํานาจดังในอดีต แตเปนการ
ยนิ ยอมพรอ มใจยกยอ งของมหาชน และแสดงใหเหน็ วา สถาบันพระมหากษตั ริย ไดเ ริ่มตระหนักใน “อํานาจ”
ของประชาชน หรือ “ประชาธิปไตย” มากข้ึน ซ่ึงในรัชสมัยของพระมหากษัตริยอื่น ๆ ถัดมาก็ทรงมี
พระราชดําริเก่ียวกับการพระราชทานพระราชอํานาจของพระองคคืนสูประชาชนมากข้ึนมาโดยลําดับ เชน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงโปรดใหขุนนางท่ีเดินทางไปราชการในยุโรปใหกลับมาถวาย
รายงานถงึ การสังเกตแนวทางการปกครองแบบประชาธปิ ไตยของประเทศเหลานั้น การทดลองใหขาราชการ
ไดฝก บทบาทสมมตุ ิในวถิ ีประชาธปิ ไตยจากดสุ ิตธานี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว
ตลอดจนการตัดสินพระทัยสละพระราชอํานาจแกประชาชนของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว
เม่อื คณะราษฎรทต่ี ้ังตนเองเปนตวั แทนของราษฎรขอพระราชทานอํานาจอธปิ ไตย การท่คี วามหา งเหินกันดวย
ระบบเทวราชเกอื บจะหมดไปโดยสนิ้ เชิงในหว งเวลาน้ีนับสมัยรชั กาลท่ี 4 เปน ตน มา ทรงโปรดฯ ใหประชาชน

134

เฝา ชมพระบารมีไดสะดวกขึ้นกวาในอดตี และเร่ิมคลี่คลายมากจนนัง่ เกาอใี้ นขณะเขา เฝาได แตประชาชนก็ยัง
ยนิ ดที ่จี ะหมอบกราบแทบพระยุคลบาทดวยความรูสึกจงรักภักดีเสมือนพระองคทรงเปนเจาชีวิตดังแตกอน
แมก ารปกครองดว ยสถาบนั กษัตริยข องไทยเราจะมีลักษณะเปนการปกครองที่ประชาชนไมมีสวนรวมในการ
กาํ หนดผูปกครอง อํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศเปนของพระมหากษัตริย แตมีลักษณะท่ีผิดไปจาก
ระบอบเผด็จการ เพราะพระมหากษตั ริยไ ดร บั การยอมรบั เทิดทนู จากประชาชน ในลกั ษณะเปน เสมือนสถาบนั
ศกั ดิส์ ทิ ธทิ์ ใ่ี หความคุมครองแกต น การยอมอยใู ตก ารปกครองของพระมหากษัตริยเปนไปดวยความสมัครใจ
บังเกิดจากความจงรักภักดีเพราะตระหนักวา ประเทศชาติมีความสงบและมั่นคงดวยพระบารมีของ
พระมหากษัตรยิ ซ ึ่งมีระบบศักดินาชว ยจัดระเบียบทางสงั คมสบื เนอ่ื งจนถงึ สมยั รตั นโกสนิ ทรตอนตนดวยจึงเลิกไป

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช พระราชดําเนนิ ที่รพ.ศิรริ าช
(รชั กาลทื่ 9) เสด็จออกสีหบัญชร

บทบาทของสถาบนั พระมหากษตั ริยในการพัฒนาชาตไิ ทย

สถาบันพระมหากษัตริยมีความสําคัญอยางย่ิงในการเปนศูนยรวมจิตใจของชนชาวไทยทุกหมู
เหลา ทุกฐานะทุกเชื้อชาติและศาสนา ตางยึดถือพระมหากษัตริยเปนธงชัย เปนท่ีพึ่ง และเปนแบบอยาง
ในการดาํ เนนิ ชวี ติ ทง้ั นี้เพราะชาวไทยมีความเชื่อม่ันศรัทธารวมกันวาองคพระมหากษัตริยทุกพระองคทรงมี
พระบุญญาธิการอนั สงู สง ดว ยทรงบาํ เพญ็ พระบารมีสั่งสมมาหลายภพชาติ ดุจดังความเชื่อในพุทธศาสนาวา
บุรุษที่ไดบําเพ็ญกุศลทานอันถึงพรอมชักชวนใหผูคนมารวมกุศลอันยิ่งใหญแลวเทานั้นจึงจะไปบังเกิด
ในดาวดึงสเสวยอินทรสมบัติในวิมานน้ันได และยังเชื่อวาพระมหากษัตริยคือพระโพธิสัตวเสด็จลงมาจาก
สวรรคช ัน้ ดสุ ิตเพ่ือลงมาบาํ เพ็ญพระบารมเี พ่ือการตรัสรูในพทุ ธภูมิอันใกล บา งก็เชอ่ื วา พระองคค ือ พระอิศวร
มหาเทพ หรือพระวษิ ณอุ วตารลงมาดับทุกขร อ นใหป วงชนในมนษุ ยโลก

135

พระสยามเทวาธริ าชทลู เชิญพระอศิ วรลงมาจตุ ิเปนสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ดว ยความศรทั ธาอันหย่ังรากลกึ ลงในจิตใจของชาวไทยทุกหมูเหลาตอสถาบันพระมหากษัตริย เชนน้ี
จึงเปน สิ่งทท่ี าํ ใหส ถาบันพระมหากษัตรยิ เ ปน ทีห่ วงั พ่ึงในพระบารมแี ละพระมหากรณุ าธิคณุ ในทุก ๆ ดาน โดยท่ี
สมาชกิ ในสถาบันพระมหากษตั ริยกไ็ ดรบั การกาํ หนดบทบาทดวย “ธรรมะของพระราชา”อยูแลวรวมทั้งการ
ส่ังสมมาโดยการบอกกลาวส่ังสอนมาในสายพระราชสกุลถึงความรับผิดชอบตอพระราชภาระของผูครอง
แผน ดนิ ดงั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจาอยูหัวทรงกวดขนั ดูแลพระราชโอรส คือ สมเดจ็ เจา ฟา กรมขุนพนิ ติ
ประชานาถ (ตอมาคือรชั กาลที่ 5) ในการศึกษาราชการแผน ดินโดยโปรดเกลาฯ ใหเฝาปฏิบัติประจําพระองค
นอกเหนอื จากเวลาเฝา ตามปกตเิ พอื่ ทรงรับฟงพระบรมราโชวาทและพระบรมราชาธิบายในเร่ืองราชการและ
ราชประเพณีตาง ๆ อยเู สมอ หรอื ความในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว
ทรงมีถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจาฟามหาวชิรุณหิศถึงภาระรับผิดชอบของผูเกิดในราชตระกูลภายใต
พระมหาเศวตฉัตรวาอยาถือวา ตวั เองมีบุญแตใหถ อื วา มีกรรมทต่ี อ งมีหนาท่ีตองปฏบิ ตั ติ อประชาชนในดานการ
ศกึ สงครามผทู เี่ ปน องคร ัชทายาทนนั้ จะตอ งฝก ฝน และรบั ผิดชอบตั้งแตทรงพระเยาว พ.ศ. 2357 ในรัชสมัย
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา นภาลัย เม่ือมอญไมพอใจท่ีถูกพมาเกณฑแรงงานกอสรางพระเจดีย จึงกอ
กบฏท่ีเมืองเมาะตะมะ ทําใหถูกพมาปราบปราม ตองหนีเขามายังไทยเปนระลอกใหญเพ่ือพ่ึงพระบรม
โพธสิ มภาร เจา ฟา มงกุฎ (ตอ มาคือรัชกาลท่ี 4) เสด็จเปนแมก องพรอ มดวยกรมหลวงพิทักษมนตรี ออกไปรับ
ถึงชายแดน แมแตพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยเองก็ทรงไดรับการฝกฝนใหไปราชการสงคราม
ตงั้ แตพระชนมายเุ พียง 8 พรรษา

ท่ีเดนชัดคือบทพระนิพนธของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีที่ทรงกลาว
เปรียบเทียบการทรงงานวา คือการเดินไปในปาท่ีมีแตอันตรายในบทรําพึงของลูกและบทปลอบใจของ
พอ ใหล กู มีกาํ ลังใจทีจ่ ะทาํ ตามอุดมการณค ือการเสียสละเพือ่ ผอู น่ื ดงั นั้นบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย

136

จึงเปลยี่ นไปไมใ ชเ พยี งการทรงงานของพระมหากษัตรยิ เ พียงลาํ พังแตพระบรมวงศานุวงศกร็ ว มมบี ทบาทตาง ๆ
กนั ทจี่ ะชวยสงเสรมิ ความเจรญิ กา วหนา แกช าติบานเมอื งมิใชเ พียงออกทาํ ราชการสงครามเทา นัน้

ฉันเดินตามรอยเทา อันรวดเรว็ ของพอโดยไมห ยุด
ผานเขาไปในปา ใหญ นากลวั ทบึ แผไ ปโดยไมม ที สี่ ้นิ สุด มืดและกวา ง

มตี น ไมใหญเ หมือนหอคอยท่เี ขม แขง็
พอ จา ...ลกู หิวจะตายอยแู ลว และเหนอื่ ยดวย
ดซู ิจะ เลอื ดไหลออกมาจากเทาทง้ั สองท่ีบาดเจ็บของลกู
ลูกกลัวงู เสอื และหมาปาพอ จา ...เราจะถงึ จุดหมายปลายทางไหม?
ลูกเอย...ในโลกนี้ไมม ที ่ไี หนดอกท่มี ีความรื่นรมณแ ละความสบายสําหรบั เจา
ทางของเรามไิ ดป ูดวยดอกไมสวยสวยจงไปเถิด แมวา มนั จะเปน สิง่ ท่ีบบี ค้นั หวั ใจเจา
พอเห็นแลว วา หนามตาํ เนอ้ื ออ นออนของเจาเลอื ดของเจา เปรียบดงั่ ทบั ทมิ บนใบหญาใกลน ้ํา
นํ้าตาของเจา ท่ไี หลตอ งพุมไมสเี ขยี วเปรียบดง่ั เพชรบนมรกตทีแ่ สดงความงามเต็มท่ี
เพ่อื มนุษยชาต.ิ ..จงอยา ละความกลาเมอ่ื เผชิญกบั ความทุกข. ...ใหอ ดทนและสุขมุ
และจงมีความสขุ ทไ่ี ดย ดึ อุดมการณทม่ี คี า ไปเถดิ ..ถา เจาตองการเดนิ ตามรอยเทาพอ
บทพระราชนิพนธส มเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ

137

บทบาทหนาที่ของพระมหากษัตริย
บทบาทหนาท่ีของพระมหากษัตริยคือ การเปนประมุขของประเทศ และทรงมีหนาที่ในดานการ

ปกครอง เสริมสรางความม่ันคงใหพระราชอาณาจักร นอกจากนี้ พระมหากษัตริยก็ยังทรงสงเสริมดาน
เศรษฐกจิ ทําใหม ีความมง่ั ค่ังเจรญิ รุงเรอื ง พรอมท้ังทํานบุ าํ รุงศลิ ปวฒั นธรรมสรางความงดงามในความเปน ไทย

1. ดานการเมืองการปกครองและเสริมสรางความม่นั คง
พระมหากษัตริยทรงเปน ผนู าํ ในการสรา งความม่นั คงในพระราชอาณาจกั ร และทรงเปน จอมทัพในการ

ทําศึกสงครามเพื่อขยายพระราชอาณาเขตใหกวางใหญไพศาล ในขณะเดียวกันพระมหากษัตริยก็ยังทรง
ปกปองบา นเมืองจากขา ศึกศัตรู ดังเชน สมัยสุโขทัยพอขุนบางกลางหาว ทรงรวมมือกับพอขุนผาเมืองขับไล
ขอมสบาดโขลญลาํ พงออกจากสโุ ขทัย พอขุนบางกลางหาวทรงยึดเมืองศรีสัชนาลัยไวไดและทรงคืนเมืองให
พอ ขุนผาเมอื ง สวนพอ ขนุ ผาเมืองก็ทรงปราบดาภเิ ษกพอขุนบางกลางหาวเปน กษัตริยสุโขทัย ทรงพระนามวา
“พอขนุ ศรอี นิ ทราทติ ย” ปฐมกษตั ริยแ หงราชวงศพ ระรวงเจา กรุงสุโขทัย พอขุนศรีอินทราทิตยทรงปกครอง
บานเมืองแบบพอปกครองลูกและปกปองพระราชอาณาเขตเพ่ือใหไพรฟาประชาชนอยูอยางรมเย็นเปนสุข
พระองคทรงทําสงครามยุทธหัตถีกับขุนสามชน เจาเมืองฉอด โดยมีพระราชโอรสองคที่ 3 รวมรบจนสามารถ
เอาชนะขุนสามชนได พระองคจ งึ ทรงเฉลิมพระนามวา “พระรามคําแหง”

คร้ันตอมา พระรามคําแหงก็ไดข้ึนครองราชยตอจากพอขุนบานเมือง ซ่ึงเปนพระเชษฐาธิราชของ
พระองคทรงพระนามวา “พอขุนรามคาํ แหง”พระองคท รงปกครองบา นเมือง และขยายพระราชอาณาเขตได
กวางใหญไพศาลท่ีสุดในสมัยสุโขทัย คือ ทิศตะวันออกทรงปราบไดถึงเมืองสระหลวง สองแคว (พิษณุโลก)
ลุมบาจาย สะคา ขามฝงแมนํ้าโขงไปถึงเวียงจันทน เวียงคําในลาว ทิศใตทรงปราบไดคนที (บานโคน
กาํ แพงเพชร) พระบาง (นครสวรรค) แพรก (ชัยนาท) สุพรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบรุ ี นครศรีธรรมราช มฝี งทะเล
สมทุ ร (มหาสมุทร) เปนเขตแดน ทางทิศตะวนั ตกทรงปราบไดเมืองฉอด เมืองหงสาวดี และมีมหาสมุทรเปน
เขตแดน ทิศเหนือทรงปราบไดเมืองแพร เมืองนาน เมืองพลัว (อําเภอปว จังหวัดนาน) ขามฝงโขงถึงเมืองชวา
(หลวงพระบาง) เปน เขตแดน นอกจากน้ี พอขนุ รามคําแหงมหาราชยงั ทรงสรางพระราชไมตรีกับพระยามังราย
แหง ลา นนา และพระยางําเมอื งแหงพะเยา ทรงยินยอมใหพระยามังรายขยายอาณาเขตลานนาทางแมนํ้ากก
แมน ํา้ ปง และแมน้าํ วังไดอ ยา งสะดวก เพราะพระองคต องการใหล านนาเปนกนั ชนระหวา งจนี กบั สุโขทยั
เมื่อ พ.ศ. 1839 พอขนุ รามคาํ แหงมหาราชยงั ทรงชว ยเหลอื พระยามงั รายหาชัยภมู ิในฐานะมติ รสหาย

สว นในสมัยอยธุ ยา พระเจา อูทองทรงรวบรวมสพุ รรณบรุ ีกับละโว ซึ่งเปนกลุมเมืองในเครือญาติเขา
ดวยกัน แลวสถาปนากรุงศรีอยุธยาบริเวณที่เรียกวา หนองโสน เมื่อจุลศักราช 712 ปขาล โทศก วันศุกร
ขนึ้ 6 ค่ํา เดือนหา เวลารงุ แลว 3 นาฬกิ า 9 บาท (9 โมงเชา 54 นาท)ี เมือ่ แรกเสวยราชสมบัติทรงพระนามวา
สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรบรมบพิตรพระพุทธเจาอยูหัว ขณะพระชนมายุได 37 พรรษา ภายหลังการ
สถาปนาพระราชอาณาจักรแลว ปรากฏความในจุลยุทธการวงศวา ประเทศราช 16 หัวเมือง ไดเขามาถวาย
บังคมยอมรับในพระราชอํานาจ เชน มะละกา (แหลมมลาย)ู ชวา (หลวงพระบาง) ตะนาวศรี นครศรธี รรมราช

138

ทวาย เมาะตะมะ เมาะลาํ เลิง สงขลา จนั ทบูรณ พิษณโุ ลก สุโขทยั พชิ ยั สวรรคโลก พิจิตร กําแพงเพชร และ
นครสวรรค นอกจากนีพ้ ระองคย งั ทรงทําสงครามและกวาดตอนเทครวั ชาวกัมพูชามายังกรงุ ศรอี ยุธยา

รัชสมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ ทรงโปรดใหมีการปฏิรูประบบบริหารราชการแผนดิน โดยการ
แตงต้ังตําแหนงสมุหพระกลาโหม ดูแลทหาร และสมุหนายก ดูแลพลเรือน ขณะเดียวกันพระองคก็ยังทรง
แตง ตง้ั คณะบุคคลขน้ึ มารบั สนองพระราชกจิ ซ่ึงแบง เปน 4 ฝาย เรียกวา จตสุ ดมภ คือ อธบิ ดกี รมเมือง (เวียง)
อธิบดกี รมวงั อธิบดกี รมคลัง อธิบดีกรมนา และพระองคย งั ทรงโปรดใหพระญาติวงศไ ปปกครองบานเล็กเมือง
นอยตามฐานะดว ย แตต องอยูในพระเนตร พระกรรณของพระองค ดังน้ันสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงทรง
เปน ศนู ยก ลางอาํ นาจในการปกครองทั้งปวง

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทํายทุ ธหัตถกี บั พระมหาอปุ ราชาเมื่อ พ.ศ. 2135

ตอมาในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระมหากษัตริยแหงกรุงศรีอยุธยา ผูทรงพระปรีชา
สามารถในดานการทําศึกสงคราม พระองคทรงขยายพระราชอาณาเขตออกไปอยางกวางขวางและปกปอง
บานเมอื งจากขา ศึกศัตรู เชน สงครามยุทธหตั ถี เม่อื พ.ศ. 2135 พระเจาหงสาวดนี ันทบเุ รง ทรงใหพระมหา-
อุปราชายกทพั มาบุกกรุงศรอี ยธุ ยาผานดานเจดียส ามองค สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเม่อื ทรงทราบขาวศกึ
กท็ รงแตงกองทพั พรอ มดวยสมเดจ็ พระเอกาทศรถ พระอนุชาธิราชออกรบกับพระมหาอุปราชาที่หนองสาหราย
พระองคทรงทํายุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาจนสามารถเอาชนะไดสําเร็จ ผลของสงครามทําใหพระมหา-
อุปราชาทรงสน้ิ พระชนมบ นคอชา ง ในการทาํ สงครามยทุ ธหตั ถคี รงั้ น้เี ปน สาเหตทุ าํ ใหพ มาไมกลาเขา มารุกราน
กรุงศรีอยุธยายาวนานกวา 100 ป

คร้นั ในสมัยสมเดจ็ พระนารายณมหาราช พระองคท รงเจริญสมั พันธไมตรกี ับพระเจาหลุยสท ่ี 14 แหง
ประเทศฝร่ังเศส เพอ่ื สรา งรากฐานแหงพระราชอํานาจใหเปน ที่นา เกรงขามในบรรดานานาประเทศ เน่ืองจาก
ฝรั่งเศสเปน ประเทศมหาอาํ นาจที่ไดรับการยอมรบั โดยทั่วไปวามคี วามสามารถทางดา นการรบ และความเจรญิ
ดา นศิลปวทิ ยาการ สมเด็จพระนารายณมหาราชทรงโปรดใหท หารชาวตางชาตมิ ารบั ราชการในราชสํานักและ
ทรงสรา งเมืองลพบรุ ไี วเ ปน ราชธานแี หง ท่ี 2 พรอ มท้ังใหชาวตา งชาติสรางปอมปราการไวเพ่ือต้ังรับขาศึกศัตรู
ที่จะเขามากระทําอันตรายตอ พระราชอาณาจกั ร

139

สมเดจ็ พระเจาตากสนิ มหาราช พระมหากษตั ริยแหงกรงุ ธนบุรี

เม่ือกรงุ ศรอี ยุธยาพา ยแพใหกับพมา ในป พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจา ตากสนิ มหาราชทรงกอบกูเ อกราช
ขับไลขาศึกศัตรูออกจากพระราชอาณาจักร แลวพระองคก็ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเปนราชธานี ตอจากนั้น
พระองคก็ไดทรงรวบรวมบานเมืองใหเปนปกแผนดวยการปราบปรามชุมนุมตาง ๆ คือ ชุมนุมเจาพระยา-
พิษณโุ ลก (เรือง) ชุมนุมเจา พระฝาง (เรอื น) ชมุ นมุ เจาพระยานครศรีธรรมราช (หน)ู และชุมนมุ เจา พมิ าย หรือ
กรมหมนื่ เทพพิพธิ กระท่งั ถึง พ.ศ. 2313 จึงสามารถมีชยั เหนือชุมนมุ ตา ง ๆ ไดท งั้ หมดสงผลใหช าตไิ ทยกลบั มา
รวมเปนอันหนง่ึ อันเดยี วกนั อีกครั้ง หลังศึกอะแซหวุนกี้ ใน พ.ศ. 2318 สมเด็จพระเจา ตากสินมหาราชทรง
ดําเนนิ การขยายพระราชอาณาเขตของกรุงธนบุรีออกไปอยางกวางใหญไพศาล ทิศเหนือไดถึงเมืองเชียงใหม
ทิศใตต ลอดหัวเมืองตานี (ปต ตาน)ี ทิศตะวันออกตลอดกัมพูชา จําปาศักดิ์ถึงญวนใต ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ตลอดเวยี งจันทน หวั เมอื งพวน และหลวงพระบาง ทิศตะวนั ตกถึงเมืองมะริด และตะนาวศรอี อกมหาสมุทรอนิ เดีย

ตอมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช พระองคทรงสถาปนาราชธานี
ขน้ึ ใหมในป พ.ศ. 2325 บริเวณฝง ตะวันออกของแมน้ําเจาพระยา เรียกวากรงุ รัตนโกสินทร ในตอนตนรัชกาล
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชทรงรวมกับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ผูเปน
พระอนุชาธิราชทําศึกสงครามกับพมา ในป พ.ศ. 2328 ซึ่งเปนสงครามคร้ังใหญ เรียกวา สงคราม 9 ทัพ
พระเจา ปดุง กษตั ริยแ หง พมา ยกกองทัพมาตไี ทยมากถงึ 9 ทัพ ต้ังแตทิศเหนือ ทิศตะวนั ตก และทิศใต แตดวย
พระปรีชาสามารถของท้ังสองพระองคจึงเอาชนะพมาไดสาํ เร็จ

140

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจา อยหู วั (กลาง)
ทรงฉายพระรปู กบั สมเด็จฯ กรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ (ขวา)

และสมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศวโรปการ (ซาย)

ครน้ั ในรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหัว รัชกาลที่ 5 แหง กรงุ รัตนโกสินทร พระองค
ทรงปฏิรูปบานเมืองใหทัดเทียมกับนานาประเทศที่เขามาเจริญสัมพันธไมตรีในราชสํานักสยาม ทรงมี
พระราชดําริแกไขระบบบริหารราชการแผนดินคร้ังใหญเมื่อป พ.ศ. 2435 โดยทรงยกเลิกระบบเสนาบดี
แบบเดมิ ท่มี ีมาตัง้ แตส มัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แลว ทรงจัดตัง้ กระทรวงจํานวน 12 กระทรวง ทรงแบง
หนาทใ่ี หชดั เจน และเหมาะกบั ความเปล่ียนแปลงของบานเมือง พระราชกรณียกิจทสี่ ําคัญของพระองคค อื การ
รกั ษาเอกราชของชาติไวไดร อดปลอดภยั ในขณะทีป่ ระเทศเพอ่ื นบานโดยรอบ ทวั่ ทุกทศิ ตองตกเปน อาณานิคม
ของชาติตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษกบั ฝรงั่ เศส ซ่ึงในขณะนั้นเปน มหาอาํ นาจที่นาหวาดกลวั

ในรชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลท่ี 9) พระองคทรงเปนประมุข
ของประเทศตามรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย และทรงเปน ผูที่คอยบาํ บดั ทกุ ขบ ํารงุ สขุ ของพสกนิกรชาว
ไทยท้ังประเทศ ดังพระบรมราชโองการแกประชาชนชาวไทยวา “เราจะครองแผน ดินโดยธรรม เพ่อื ประโยชน
สุขแหงมหาชนชาวสยาม” พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เปนที่
ประจกั ษ ทั้งชาวไทยและชาวตางชาตนิ บั ตั้งแตท รงครองสริ ิราชสมบัติพระองคทรงอุทิศกําลังพระวรกาย และ
กําลังพระสติปญญาเพื่อประโยชนสุขของประชาชนตลอดมา ทรงเสด็จพระราชดําเนินเย่ียมราษฎรทั่วท้ัง
ประเทศ ซ่งึ ทาํ ใหทรงทราบถงึ ปญ หาทุกดานของประชาชน จนนํามาซ่ึงโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ
ตาง ๆ เชน โครงการฝนหลวง เพ่ือชวยเหลอื เกษตรกรที่ประสบภัยแลง การขาดแคลนนํ้าหรือฝนท้ิงชวง และ
ชวยดานการอุปโภคบริโภคของประชาชน โครงการนํ้าดีไลน ้ําเสยี เพ่อื แกไ ขปญหามลพษิ ทางนาํ้ โครงการแกม
ลิงอันเนื่องมาจากพระราชดําริ เพื่อแกไขปญหาน้ําทวม พระราชดําริการอนุรักษปาไมดวยการสราง
ความสํานกึ ใหรักปา ไมรวมกัน การปลูกปา นอกจากนี้ยังมแี นวพระราชดําริดานการเกษตร คือ เกษตรทฤษฎี
ใหมอนั เปน การใชป ระโยชนจ ากพื้นที่ที่มีอยอู ยางจาํ กดั ใหเ กดิ ประโยชนส งู สุด แนวพระราชดาํ ริเร่อื งเศรษฐกิจ
พอเพียงซึง่ เปนวถิ ีแหง การดําเนินชวี ิตอยอู ยา งเรียบงาย รูจักประมาณตน มีเหตุผล มีภูมิคุมกันท่ีดี มีความรู
คูคุณธรรม และโครงการอนั เนอ่ื งมาจากพระราชดาํ รอิ นื่ ๆ อกี มากมาย

141

พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช (รัชกาลท่ี 9)
ทรงบําเพญ็ พระราชกรณยี กิจนานัปการเพ่อื บาํ บัดทุกขบาํ รุงสขุ ของพสกนิกรชาวไทย

พัฒนาการบทบาทหนาที่ของพระมหากษัตริยจากอดีตสูปจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปในบริบท
ทางสังคมของแตล ะยคุ สมัย เพราะพระมหากษัตรยิ ในอดีตตองเปนจอมทัพในการทําศึกสงครามปกปองและ
ขยายพระราชอาณาเขต สรางความเปนปกแผนมั่นคง ความเจริญรุงเรืองของพระราชอาณาจักร สวนใน
ปจจุบันพระมหากษัตริยทรงไมไดทําศึกสงครามแลว แตทรงมีบทบาทในการบําบัดทุกขบํารุงสุข แกอาณา
ประชาราษฎรใหอยรู มเยน็ ภายใตพ ระบรมโพธิสมภารดว ยการแกไขปญหาการทาํ มาหากนิ และการดาํ เนินชีวติ
ของประชาชนโดยทรงพระราชทานโครงการหลวงตา ง ๆ ตามแนวพระราชดําริ

ในรัชกาลปจจุบนั สมเดจ็ พระเจา อยหู ัวมหาวชริ าลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกรู พระองคข้ึนทรงราชย-
สืบราชสันตติวงศ เปนสมเด็จพระเจาอยูหัว รัชกาลที่ 10 ทรงเปนประมุขของประเทศตามรัฐธรรมนูญแหง-
ราชอาณาจักรไทย และสานตอพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
(รัชกาลท9ี่ ) ตอไป

142

นอกจากน้พี ระบรมวงศานวุ งศท กุ พระองคในราชตระกลู กย็ งั ทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจในดานตาง ๆ
ตามรอยเบือ้ งพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช (รชั กาลที่ 9) ดงั น้ัน สถาบนั
พระมหากษัตริยจ ึงเปน ศนู ยร วมจิตใจของปวงชนชาวไทยท้ังปวง
2. ดา นการสง เสรมิ เศรษฐกิจของชาติ

การสงเสริมเศรษฐกิจของชาติ เปนบทบาทที่สําคัญของสถาบันพระมหากษัตริย ต้ังแตสมัยสุโขทัย
เปนราชธานี ในศิลาจารึกสุโขทัยหลกั ที่ 1 กลาวเก่ียวกบั การสงเสริมการคา ในสมยั พอ ขุนรามคาํ แหงมหาราชวา
“เจาเมืองบเ อาจกอบในไพรลูทาง เพือ่ นจูงววั ไปคาข่ีมาไปขาย ใครจกั ใครค าชางคา ใครจักใครค ามา คา ใครจัก
ใครคาเงือน (เงนิ ) คาทองคา”

จากขอความขางตน แสดงใหถึงการสงเสริมเศรษฐกิจการคาของพระมหากษัตริยดวยการเปดเสรี
ทางการคา และไมเก็บ “จกอบ” ซ่ึงหมายถึงภาษีคาผานดานกับบรรดาพอคาท่ีมาทําการคาในสุโขทัย
พระมหากษัตริยสมัยสุโขทัยมีการปรับปรุงระบบชลประทาน เพ่ือกักเก็บน้ําตามธรรมชาติใหเพียงพอตอ
การอปุ โภค บริโภค ตลอดท้ังปของไพรฟา ปรากฏวา มกี ารขุดสระ (ตระพงั ) สรางเขอ่ื น (สรีดภงส หรือทํานบ
พระรวง) ดังในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 วา “กลางเมืองสุโขทัยนี้มีนํ้าตระพังโพยสีใสกินดี ดั่งกินน้ําโขง
เม่อื แลง” ซงึ่ เปน การสงเสริมการทําเกษตรกรรมของบรรดาไพรฟา เชน การปลูกหมาก พลู มะพราว ขนุน
มะมว ง มะขาม และทรพั ยากรอื่น ๆ

สว นการคา กบั ตา งประเทศ องคพระมหากษัตรยิ ทรงสนับสนุนใหพ อคาชาวตางชาติเขามาทํา การคา
กับสโุ ขทยั อาทิ จีน อนิ เดีย เปอรเซยี อาหรบั มะรดิ และลาว ฯลฯ สินคาสําคัญของสุโขทัยที่สงไปคาขายกับ
ตางประเทศ คือ เครื่องสังคโลก ซึ่งเปนเคร่ืองปนดินเผาท่ีมีสีเขียวไขกา น้ํายาเคลือบแตกลายงา
เปน ลกั ษณะเฉพาะของสโุ ขทัยที่งดงาม

เศรษฐกิจสมัยสุโขทัยเรม่ิ ขยายตัวเพ่ิมมากขึ้นเพราะพระมหากษัตริยทรงสนับสนุนการคาทั้งภายใน
และภายนอก ประกอบกับสุโขทัยมีความอุดมสมบูรณ จึงเปนปจจัยสําคัญท่ีชวยสงเสริมนโยบายของ
พระมหากษตั รยิ สมยั สโุ ขทยั ใหป ระสบความสาํ เร็จ ความอุดมสมบรู ณ น้ปี รากฏในศลิ าจารกึ สโุ ขทยั หลักท่ี 1 วา
“เมืองสโุ ขทัยนีด้ ี ในนํา้ มีปลา ในนามขี า ว”

สมัยอยุธยามีที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยาอุดมสมบูรณตามธรรมชาติ สังคมอยุธยาเปนสังคมเกษตร
ประกอบอาชพี ทํานา ทําสวน ทําไร และการประมง ผลผลิตทางการเกษตรทงั้ มที ี่เก็บไวบริโภคและทําการคาขาย
พระมหากษัตรยิ ท รงมนี โยบายสง เสริมเศรษฐกิจดวยการสรางเสนทางคมนาคมใหสะดวกขึ้น เชน การขดุ คลอง
ลดั เช่อื มกับลํานา้ํ หลัก อาทิ แมน าํ้ เจาพระยา แมน าํ้ ปาสกั แมน้ําลพบุรี นอกจากนี้ ยังทรงเจริญสัมพันธไมตรี
กบั นานาประเทศ ท้ังชาติตะวันออกและชาติตะวันตก ในสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช ทรงผูกมิตรกับ
พระเจา หลยุ สท ่ี 14 ดวยการสงราชฑูตนําพระราชสาสนไปเจริญสัมพันธไมตรี ณ ประเทศฝรั่งเศส พระองค
ไมทรงกดี กันชาวตา งชาติที่เขามายงั ราชสํานกั เพราะทรงมีวิสัยทัศนกวางไกลในการนําพาประเทศไปสูความ
เจริญมั่งคั่งและม่ันคง นอกจากน้ีพระองคยังทรงติดตอกับจีน ญ่ีปุน ชวา ญวน อินเดีย เปอรเซีย ฮอลันดา
และอกี หลายประเทศในทวปี ยุโรป สงผลใหการคาสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช เจริญรุงเรืองเปนที่โดด
เดน มากในสมัยอยธุ ยา


Click to View FlipBook Version