The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชา สังคมศึกษา สค31001 ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิชา สังคมศึกษา สค31001 ม.ปลาย

วิชา สังคมศึกษา สค31001 ม.ปลาย

193

3. สถาบนั ทเ่ี กย่ี วของกบั การแลกเปลี่ยน ไดแก
1) คนกลาง (Middleman) หมายถึง ผูทําหนาที่เปนส่ือกลางระหวางผูผลิตกับผูบริโภค เชน

พอคาขายปลีก พอคาเรตาง ๆ เปนตน คนกลางมีประโยชนทําใหผูบริโภคไดใชสินคาและบริการตามความ
ตองการแตถ าคนกลางเปน ผูเอาเปรียบผบู รโิ ภคมากเกนิ ไปจะทําใหประชาชนเดอื ดรอน

2) ธนาคาร (Bank) คือ สถาบันการเงินที่ใหความสะดวกในดานการแลกเปลี่ยน ธนาคารทํา
หนาท่เี ปน ตวั กลางระหวางผอู อมและผลู งทนุ

3) ตลาด (Market) ในทางเศรษฐศาสตร หมายถึง กระบวนการแลกเปลี่ยนซ้ือขายสินคาและ
บรกิ าร ไมไดหมายถึงสถานท่ีทําการซ้ือขายสนิ คา แตเปนสถานทใ่ี ด ๆ ทส่ี ามารถติดตอซ้ือขายกันได อาจจะมี
หลายรูปแบบ เชน ตลาดขา ว ตลาดหนุ ตลาดโค กระบอื เปนตน หนา ทีส่ ําคัญของตลาด ไดแก

3.1) การจัดหาสินคา (Assembling) คอื จัดหา รวบรวมสินคา และบริการมาไวเพื่อจําหนาย
แกผตู อ งการซ้ือ

3.2) การเก็บรักษาสนิ คา (Storage) คอื การเกบ็ รกั ษาสนิ คา ท่ีรอการจาํ หนา ยแกผตู องการซอ้ื
หรือเกบ็ เพื่อการเก็งกาํ ไรของผูข าย เชน โกดัง หรอื ไซโลเก็บพืชผลตาง ๆ เปน ตน

3.3) การขายสินคา และบรกิ าร (Selling) ทาํ หนา ที่ขายสนิ คาและบรกิ ารแกผูต องการซอ้ื เชน
รานคาปลกี หา งสรรพสินคา ตลาดสด เปนตน

3.4) การกําหนดมาตรฐานของสินคา (Standardization) ทําหนาที่กําหนดมาตรฐานของ
สินคาท่นี าํ มาเสนอขายในดานของนํ้าหนกั ปริมาณและคณุ ภาพ เพือ่ ใหผ ซู ือ้ เกดิ ความไววางใจในสินคาที่นํามา
เสนอขาย

3.5) การขนสง (Transportation) ระบบการขนสงทําหนาท่ีสงสินคาที่นํามาแลกเปล่ียนซ้ือ
ขายกนั การขนสงมคี วามสําคญั เพราะทุกขั้นตอนของการผลิตจะตองผานกระบวนการขนสงทง้ั สน้ิ

3.6) การยอมรับการเสี่ยงภัย (Assumtion of Risk) ตลาดจะยอมรับการเสี่ยงภัยตาง ๆ
อนั อาจเกดิ ข้ึนจากการแลกเปล่ียนซอ้ื ขาย อาทิ ความเสยี่ งภยั เกี่ยวกบั สนิ คาสญู หายหรอื เสอ่ื มภาพ เชน สินคา
การเกษตร ยารักษาโรค อาหาร เปนตน

3.7) การเงิน (Financing) ตลาดทําหนาที่รับจายเงินในข้ันตอนตาง ๆ ของการซื้อขาย
ตลอดจนการจัดหาทนุ หมุนเวียนและสนิ เชือ่ ตาง ๆ เพือ่ การดําเนนิ ธรุ กิจเกย่ี วกับการแลกเปล่ยี นซ้อื ขาย

ในการแขงขนั ตลาดแบง ออกเปน 2 ลกั ษณะคือ
1) ตลาดท่ีมีการแขงขันท่ีไมสมบูรณ (Imperfect Competitive Market) เปนตลาดที่พบอยู

โดยทวั่ ไปในประเทศตา ง ๆ ลักษณะสาํ คญั ของตลาดชนิดน้ีคือ มักมีการจํากัดอยางใดอยางหน่ึงที่ทําใหผูขาย
หรือผซู ื้อมอี ิทธพิ ลตอการกําหนดราคาหรือปริมาณได ตลาดที่มีการแขงขันไมสมบูรณแบงออกเปน 3 แบบ
ไดแก

1.1) ตลาดก่ึงแขงขันก่ึงผูกขาด (Monopolistic Comtetition) คือ ตลาดที่มีผูซื้อขาย
จาํ นวนมาก สนิ คา ของผูขายแตล ะรายจะมคี วามแตกตางกันเพียงเลก็ นอยแตไมเหมอื นกนั ทุกประการ สามารถ
ท่ีจะทดแทนกนั ไดแ ตไ มอาจทดแทนกันไดอยางสมบูรณ สวนใหญจะแตกตางกันในเรื่องของการบรรจุหีบหอ

194

และเครื่องหมายการคา ในตลาดชนิดน้ีผูขายสามารถกําหนดราคาไดบางแตตองคํานึงถึงราคาของผูขาย
รายอื่น ๆ ดวย ตัวอยางของสินคาในตลาด กึ่งแขงขันกึ่งผูกขาด ไดแก ผงซักฟอก ยาสีฟน สบู ยาสระผม
แปง เด็ก เปน ตน

1.2) ตลาดผขู ายนอยราย (Oligopoly) หมายถงึ ตลาดทมี่ ผี ขู ายไมม ากนัก ผูขายแตละราย
จะมีสวนแบง ในตลาด (Market Share) มาก สนิ คาที่ซื้อขายในตลาดจะมลี กั ษณะคลา ยคลงึ กันแตไ มเหมอื นกัน
ทุกประการ เชน การผลิตนาํ้ อัดลมในประเทศไทยมีเพยี งไมกีร่ าย ถาหากผูผลติ นํ้าอัดลมรายใดลดราคาสินคา
ลงจะทําใหปรมิ าณขายของผูผลิตรายน้ันเพิ่มข้ึนและปริมาณขายของผูอ่ืนจะลดลง แตอยางไรก็ตามผูขายใน
ตลาดชนดิ นีม้ กั จะไมลดราคาแขง ขนั กนั เพราะการลดราคาเพอ่ื แยงลกู คาซึ่งกันและกันในที่สุดจะทําใหรายได
ของผูขายทกุ รายลดลงโดยที่ไมไดลูกคาเพิม่ ดงั นั้น ผขู ายมกั จะแขงขันกันดวยวิธีอ่ืน เชน การโฆษณาและการ
ปรับปรุงคุณภาพของสินคา เปนตน ตัวอยางสินคาในตลาดชนิดนี้ ไดแก น้ําดื่ม น้ําอัดลม น้ํามัน รถยนต
เปนตน

1.3) ตลาดผูกขาด (Monopoly) หมายถงึ ตลาดทม่ี ีผูขายเพียงรายเดียวสินคาท่ีซื้อขายใน
ตลาดมีคุณลกั ษณะพเิ ศษไมเ หมอื นใคร ไมสามารถหาสินคา อื่นมาทดแทนไดอ ยางใกลเ คียง เปนการผูกขาดตาม
นโยบายของรัฐบาล เชน การผลติ บหุ รี่ การออกสลากกินแบง เปนตน หรอื ขนาดของกิจการตอ งใหญม าก เชน
กจิ การรถไฟใตดิน โทรศัพท การผลิตไฟฟา เปน ตน

2) ตลาดแขง ขนั สมบรู ณ (Prefect Competitive Market) มีลกั ษณะดงั น้ี
2.1) ผูขายและผูซื้อมีจํานวนมากราย การซื้อขายของแตละรายเปนปริมาณสินคาเพียง

เล็กนอยเม่ือเทยี บกบั จํานวนซ้อื ขายทงั้ ตลาด ดังนัน้ การเปล่ยี นแปลงปรมิ าณซ้อื ขายของผูซอ้ื และผูขายรายใด
รายหนง่ึ จึงไมท าํ ใหอุปสงคข องตลาดเปลี่ยนแปลง และไมส ง ผลกระทบตอราคาตลาด

2.2) สินคามคี ุณลกั ษณะและคุณภาพใกลเคียงกันมาก (Homogeneous Product)
หมายความวา ในสายตาของผูซอ้ื เห็นวา สินคาดังกลาวของผขู ายแตล ะรายไมแ ตกตางกันจะซอื้ จากผูขายรายใด
ก็ไดต ราบเทา ที่ขายในราคาตลาด

2.3) ผผู ลิตรายใหมส ามารถเขาสตู ลาดไดโดยงา ย ขณะเดียวกันการเลิกกิจการก็สามารถทํา
ไดโดยไมมีอุปสรรคในการเขาและออกจากตลาด (Free Entry and Exit) กิจการใดที่มีกําไรสูงจะมีผูเขามา
แขง ขันมากเพอื่ จะไดมีสวนแบงในกําไรนั้น แตกิจการใดขาดทุนผูประกอบกิจการจะเลิกไปเพื่อไปประกอบ
กจิ การอยางอน่ื ที่ทํากาํ ไรมากกวา

2.4) ปจจยั การผลิตสามารถเคล่ือนยายไดโดยสมบูรณ (Perfect Mobility of factors of
Production) ปจจัยการผลติ สามารถเคลอ่ื นยายจากกจิ กรรมทีม่ ีผลตอบแทนต่ําไปยงั กิจกรรมที่มีผลตอบแทน
สูงกวาทนั ทีโดยไมต องเสียตนทุนการเคล่อื นยา ยแตอยางใด

2.5) ผซู ้อื ผูขายมขี อมลู ขา วสารสมบรู ณ (Perfect information หรอื Perfect Knowledge)
กลาวคอื ผูซ ้อื ผูขายสามารถเขาถึงขอมูลเก่ียวกบั ตลาด เชน ราคาสินคาในแตละพื้นท่ไี ดส ะดวกและเสมอภาค
กนั เปนตน

195

ในตลาดแขงขันสมบรู ณดงั กลาว การจดั สรรและการใชท รพั ยากรท่มี อี ยูอยางจํากดั รวมทั้งสินคาและ
บริการตาง ๆ จะถูกกําหนดโดยกลไกตลาด (Price Mechanism) หรือโดยปฏิสัมพันธของผูซ้ือและผูขาย
จาํ นวนมากในตลาดซึง่ ในทางเศรษฐศาสตร กค็ ืออุปสงคแ ละอปุ ทานตลาดนัน่ เอง การซอื้ ขายเปน ไปตามความ
พอใจของผซู อ้ื และผขู ายอยา งแทจ ริง

4. การแทรกแซงราคาในตลาดของรัฐบาล
ราคาสนิ คาและบริการในตลาดบางครงั้ อาจถกู แทรกแซงโดยรฐั บาลกไ็ ด ซงึ่ สามารถทาํ ไดใน 3 กรณี คือ

1) การกําหนดราคาสงู สดุ (Fixing of Maximum Prices) ในกรณที ร่ี ฐั บาลเหน็ วา สนิ คา ทจี่ ําหนา ย
จําเปนตอการครองชีพในทองตลาดเกิดการขาดแคลนและราคาสินคาสูงข้ึน ทําใหประชาชนไดรับความ
เดือดรอน รัฐบาลจะเขาควบคุมโดยกําหนดราคาสูงสุดของสินคาน้ัน ๆ เชน เน้ือสัตว น้ําตาลทราย
เปนตน

2) การประกันราคาขั้นตํ่า (Guaranteed Minimum Prices) ในกรณีที่รัฐบาลเห็นวาราคา
สนิ คาบางอยางลดตํา่ ลง จนอาจเกิดผลเสยี แกผ ผู ลิต เชน สินคา การเกษตรบางประเภทรัฐบาลจะเขาควบคุม
โดยกาํ หนดราคาข้ันตํา่ หรอื ถา ไมม ีพอ คา รบั ซ้อื รฐั บาลจะเขา รับซอื้ เอง เปนตน

3) การพยุงราคา (Price Support) เปนมาตรการที่รัฐบาลชวยใหราคาสินคาชนิดใดชนิดหน่ึง
เพิม่ สูงขึน้ เพอื่ ประโยชนของผูผลิตหรือผูขายอาจกระทําโดยการเขาแทรกแซงตลาดของรัฐบาลดวยการเขา
แขงขนั การซ้ือกับเอกชน เพ่ือขยายอุปสงค หรือการใหเงินอุดหนุนแกผูผลิตที่ลดการผลิตลงเพ่ือลดอุปทาน
ใหมีนอ ยลงกไ็ ด

กลาวไดว า การแลกเปลี่ยนเปนกิจกรรมที่สําคัญตอการกระจายสินคาและรายไดไปยังบุคคลตาง ๆ
ซ่งึ ตองอาศยั สถาบันท่ีเกี่ยวของกับการแลกเปลี่ยนหลายสถาบัน อาทิ คนกลาง ตลาด ธนาคาร และสถาบัน
อ่นื ๆ อีกมากมาย รวมทง้ั บทบาทของรัฐบาลที่จะเขา มาอาํ นวยความสะดวกใหก ารแลกเปล่ยี นดาํ เนินไปดวยดี

สรุป

การแลกเปลี่ยน หมายถึง การเปล่ียนความเปนเจาของในสินคาและบริการ โดยการโอนหรือยาย
กรรมสทิ ธิ์หรอื ความเปน เจาของระหวางบุคคลหรือธุรกิจ การแลกเปลี่ยนมีวิวัฒนาการมายาวนานต้ังแตการ
แลกสิ่งของกับสิ่งของจนถึงปจจุบันท่ีใชระบบเงินและเครดิตและอาศัยสถาบันตาง ๆ เปนตัวกลางในการ
แลกเปลี่ยน

แบบฝกหดั ทา ยบทเร่ืองท่ี 3 กระบวนการทางเศรษฐกจิ

คําส่ัง เมื่อผูเรียนศึกษา เร่ืองกระบวนการทางเศรษฐกิจแลวใหทําแบบฝกหัดตอไปน้ี โดยเขียนในสมุด
บนั ทึกกิจกรรมการเรยี นรู
แบบฝกหดั ท่ี 1 ใหผูเ รยี นศกึ ษาวเิ คราะหช่อื สินคา และประเภทของสินคาตามท่ีกําหนด แลวนําช่ือ ประเภท
สนิ คาใสท า ยชื่อสินคา ใหส ัมพันธ / สอดคลอ งกัน

196

ก. สินคาไรราคา (Free Goods)
ข. สินคา เศรษฐทรพั ย (Economic Goods)
ค. สินคาสาธารณะ (Public Goods)

1. นาํ้ ทะเล ......................................................................................
2. ผลไม ......................................................................................
3. โทรศพั ท ......................................................................................

4. รถยนต ......................................................................................
5. ขยะ ......................................................................................
7. ปลาทตู วั เลก็ ......................................................................................

8. กองทพั แหง ชาติ ......................................................................................
9. ขาวสารชนดิ 25% ......................................................................................
10. แสงแดด ......................................................................................

แบบฝก หัดที่ 2 ใหผเู รยี นตอบคาํ ถามตอไปน้ี
1. การผลติ หมายถึง อะไร

…………………………………………………………………………………………………….…………..…………………
2. ปจ จยั การผลิต ไดแกอะไรบาง

………………………………………………………………………………………………………………..…………………

3. ลาํ ดบั ข้นั การผลติ มกี ีล่ าํ ดับขั้น ไดแ กอะไรบาง
………………………………………………………………………………………….……………………….………………
………………………………………………………………………………………………………………..……………......

4. สินคา มีกี่ประเภท อะไรบา ง
.........................................................................................................................………....
.........................................................................................................................………....

5. สิ่งกําหนดการผลิตไดแกอะไรบาง
……………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………..……………………………

6. ประเภทของหนวยธรุ กจิ ไดแกอ ะไรบา ง
………………………………………………………………………………………………………..………………...……
…………………………………………………………………………………………………..……………………………

197

7. การแบง สรร หมายถงึ อะไร
……………………………………………………………………………………………………………………..…………
…………………………………………………………………………………………………..……………………………

8. การแบง สรรมีกีป่ ระเภท อะไรบาง
………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………..……………………………

9. ความแตกตา งในดา นรายไดข องคนเราเกิดจากอะไร
………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………..……………………………

แบบฝก หัดที่ 3 ใหผูเรยี นอา นขอ ความทกี่ าํ หนดใหแ ลว ตอบคําถาม
อปุ สงค (Demand) หมายถงึ ความตอ งการของผูบ ริโภคในการท่ีจะบริโภคสินคาอยางใด อยางหนึ่ง

ดว ยเงินที่เขามอี ยู ณ ราคา และเวลาใดเวลาหนึ่ง เปน ความตอ งการทีผ่ ซู ้อื ตอ งการและเต็มใจท่จี ะซอ้ื สนิ คา

อุปทาน (Supply) หมายถงึ ปรมิ าณการเสนอขายสินคา ณ ราคาหนง่ึ ตามความตอ งการของผูซอื้ เปน
สภาพการตดั สินใจของผขู ายวาจะขายสนิ คา จํานวนเทาใด ในราคาเทา ใด

ใหผเู รียนพจิ ารณาตารางแสดงอุปสงค อุปทานของลําไยในตลาดแหง หนึ่ง แลว ตอบคําถาม

ตารางราคาลําไย

ราคา (บาท) ปริมาณซ้อื (Demand) ปริมาณจา ย (Supply)
(กก.) (กก.)
30 20 80
25 35 65
20 50 50
15 65 35
10 80 20

198

คําถาม
1. ราคาสินคา จะสงู หรือตาํ่ ขึน้ อยูกบั

....................................................................................................................
2. เพราะเหตุใดลาํ ไยราคากโิ ลกรมั ละ 30 บาท ผซู อื้ จึงตองการซื้อนอ ย

....................................................................................................................

3. ณ ราคาเทาใดที่ผูข ายตอ งการขายลําไยนอ ยทส่ี ุด
....................................................................................................................

4. ลาํ ไยราคา 20 บาท เรียกวา

....................................................................................................................
5. ปริมาณลาํ ไย 50 กิโลกรัม เรียกวา

....................................................................................................................

แบบฝก หดั ที่ 4 ใหผ เู รยี นศึกษาปจ จัยการผลิตและผลตอบแทนตอ ไปน้แี ลว ตอบคําถามท่กี ําหนดให

ในการผลติ สนิ คา จะตองอาศยั ปจ จัยการผลิต 4 อยา ง คอื
1. ที่ดิน (Land) หมายถงึ ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ุกชนดิ มผี ลตอบแทนเปนคา เชา
2. แรงงาน (Labour) หมายถงึ ความมานะพยายามของมนษุ ยท ัง้ ทางกายและทางสมองมผี ลตอบแทน
เปน คา จา ง
3. ทนุ (Capital) หมายถึง สนิ คาประเภททนุ หรือเคร่ืองมือในการผลติ มผี ลตอบแทนเปน ดอกเบย้ี
4. ผูประกอบการ (Entrepreneurship) หมายถึง การจัดต้ังองคการเพ่ือผลิตสินคาและบริการ
มผี ลตอบแทน คอื กาํ ไร

ใหผ ูเ รียนแสดงผลตอบแทนของปจ จัยการผลติ แตละชนดิ

ปจ จยั การผลติ ผลตอบแทนของปจจยั การผลิต

1. ที่ดนิ

2. แรงงาน

3. ทุน

4. ผปู ระกอบการ

199

เรอ่ื งท่ี 4 แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ

1. ความหมายและความสาํ คญั ของการพัฒนาเศรษฐกิจ
การพัฒนาเศรษฐกิจ หมายถึง การเปล่ียนแปลงโครงสรา งทางสงั คม การเมอื ง และเศรษฐกิจใหอยู

ในภาวะทีเ่ หมาะสม เพ่อื ทําใหร ายไดทแี่ ทจริงเฉล่ียตอบุคคลเพ่ิมข้ึนอยางตอเน่ือง อันเปนผลทําใหประชากร
ของประเทศมีมาตรฐานการครองชพี สงู ขนึ้

การพัฒนาเศรษฐกจิ ของแตละประเทศ จะมจี ดุ มุงหมายทแ่ี ตกตางกัน ท้งั น้ีเนอ่ื งจากทรัพยากร
การผลิต สภาพภูมิศาสตร ตลอดจนพ้ืนฐานทางวัฒนธรรมไมเหมือนกัน แตอยางไรก็ตาม ในแตละประเทศ
ยังคงมีจดุ มงุ หมายท่ีเหมอื นกันประการหน่ึง คือ มุงใหเกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยางมีเสถียรภาพ
เพื่อใหป ระชากรของประเทศอยูดกี ินดนี น่ั เอง

การพัฒนาเศรษฐกิจ หากทาํ ไดผลดียอ มสงผลใหประเทศมีฐานะทางเศรษฐกิจดีข้ึน ประชาชนมี
ความเปนอยสู ุขสภาพในทางตรงกันขาม หากการพฒั นาเศรษฐกิจไมไ ดผลหรอื ไมไ ดร ับการเอาใจใสอ ยา งจริงจัง
ฐานะทางเศรษฐกจิ ของประเทศก็จะทรดุ โทรมลง และประชาชนมีความเปนอยูแรนแคน มากขึน้

สาํ หรบั การพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศไทยน้ันไดมีการพัฒนาอยางตอเน่ืองและใหความสําคัญ
มาก โดยเฉพาะอยางย่งิ การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยจะเหน็ ไดจากการกําหนดให มีหนวยงานรับผิดชอบ
ในการจัดทําแผน คือ สาํ นกั งานคณะกรรมการพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ซ่ึงในปจจุบันประเทศไทย
มีแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติทัง้ หมด 11 ฉบับ

2. ปจ จยั ทีเ่ กีย่ วของกบั การพัฒนาเศรษฐกจิ
ปจ จยั ทีเ่ ก่ียวของกับการพัฒนาเศรษฐกิจมี 4 ประการ คือ ปจจัยทางเศรษฐกิจ ปจจัยทางการเมือง

ปจ จยั ทางสังคม และปจจยั ทางเทคโนโลยี ซ่ึงปจจยั ดังกลา วมรี ายละเอยี ดดังน้ี
2.1 ปจ จยั ทางเศรษฐกิจ ปจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลใหเกิดการเพ่ิมข้ึนของรายไดตอบุคคลมี 4

อยาง คอื
1) การสะสมทุน การสะสมทนุ จะเกดิ ขึ้นไดใ นกรณีทมี่ รี ายไดประชาชาติสูงขึ้น ซึ่งทําใหเกิด

เงินออมและเงินลงทนุ เพมิ่ ขนึ้ ซ่งึ เม่อื มกี ารสะสมทนุ ขึ้นแลว กจ็ ะมผี ลตอการเพ่มิ การผลติ และรายไดตอบุคคล
ตามมา

2) การเพิม่ จํานวนประชากร ในปจจุบันน้ันการเพ่ิมจํานวนประชากรกอใหเกิดผลเสียทาง
เศรษฐกิจอยา งมาก โดยเฉพาะอยางย่ิงการผลิตจะมีประสิทธิภาพต่ําลงเนื่องจากมีการใชทรัพยากรธรรมชาติ
กันมากขนึ้ ซ่งึ มผี ลทําใหทรัพยากรเสื่อมคุณภาพและทรัพยากรบางอยาง ก็ไมสามารถงอกเงยมาทดแทนได
นอกจากน้เี มอื่ มีประชากรเพ่ิมข้นึ ทําใหรฐั บาลตอ งเสียคาใชจา ย ดา นสวัสดิการเพิ่มขึ้น เชน คาใชจายดานการ
จดั การศกึ ษา การสาธารณสุขและการสาธารณูปโภค เปนตน นอกจากรัฐบาลจะตองเสียคาใชจายดังกลาว
แลว ยงั มีปญ หาอยา งอื่นตามมาอกี เชน ปญหาดานการจราจร ปญ หาดานมลพษิ ฯลฯ

3) การคนพบทรพั ยากรใหม ๆ ทําใหเ กิดโอกาสใหม ๆ ในการผลิต รวมท้ังมีผลทําใหมีการ
ลงทุนเพม่ิ ขน้ึ และสงผลในการเพิม่ ขนึ้ ของผลผลิตเพือ่ ใหป ระชาชนไดบ รโิ ภคมากข้นึ

200

4) ความกาวหนา ทางเทคโนโลยจี ากความกา วหนาทางเทคโนโลยีในปจจุบัน จะเห็นไดวามี
การนาํ เคร่อื งจกั รมาใชในการผลิต ดังนนั้ จึงทําใหมีความสามารถในการผลิตไดมาก ปริมาณผลผลิตก็เพิ่มข้ึน
และเปนไปอยางสมาํ่ เสมอ ประการท่ีสําคญั ชว ยลดตนทนุ ในการผลิตไดเ ปน จํานวนมากอีกดวย

2.2 ปจจยั ทางการเมือง
ปจจัยทางการเมืองนับวามีผลตอการพัฒนาเศรษฐกิจมากดวยเชนกัน โดยเฉพาะในดาน

นโยบายและความมน่ั คงการปกครอง การเปล่ยี นแปลงรัฐบาลบอ ย ๆ หรอื การยดึ อํานาจ โดยรฐั บาลเผด็จการ
จะมสี วนทําใหเกิดปญ หาดานการผลติ ตางชาตไิ มส ามารถเขาไปลงทนุ ดา นการผลิตได นอกจากนอี้ งคก รธุรกจิ
ภายในประเทศเองกอ็ าจตอ งหยุดซะงกั ตามไปดวย

2.3 ปจ จยั ทางสงั คม
ปจ จัยทางสังคมมีผลตอการพัฒนาเศรษฐกิจไมแพปจจัยอ่ืน ๆ โดยเฉพาะประเทศ ที่กําลัง

พัฒนา ซ่ึงพบวาสวนใหญประชาชนมักขาดความกระตือรือรนในการทํางานและมีนิสัยใช จายเงินฟุมเฟอย
การเก็บออมจงึ มีนอ ย และเมอ่ื มีรายไดเ พิ่มมักใชจ า ยในการซือ้ เครื่องอุปโภคบรโิ ภคทีอ่ าํ นวยความสะดวกสบาย
มากกวา ทจี่ ะไปลงทนุ ในการผลิตเพอื่ ใหรายไดงอกเงยข้นึ

2.4 ปจ จยั ดานเทคโนโลยี
ใ น ป ร ะ เ ท ศ อุ ต ส า ห ก ร ร ม ก า ร ใ ช เ ท ค โ น โ ล ยี ชั้ น สู ง ช ว ย ทํ า ใ ห เ พิ่ ม ผ ล ผ ลิ ต ไ ด ม า ก ข้ึ น

ในขณะเดียวกันก็สามารถประหยดั การใชแรงงานซง่ึ มีอยอู ยา งจาํ กัด โดยการใชเ ครื่องจักรทุนแรงตาง ๆ แตใน
ประเทศกําลังพัฒนาการใชเทคโนโลยีมีขอบเขตจํากัดเน่ืองจากยังขาดผูมีความรู ความสามารถ ดานการใช
เทคโนโลยี ขาดเงินทนุ ท่จี ะสนับสนนุ การคน ควาวจิ ัยทางดา นเทคโนโลยีใหม ๆ และท่ีสําคัญการใชเ คร่ืองจักร
ทุนแรงในประเทศทก่ี ําลังพฒั นาจะกอ ใหเกิดปญหาดาน แรงงานสว นเกิน แทนท่ีจะทําใหก ารวา งงานนอ ยลง

3. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศไทย
ประเทศไทยไดมีการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติตั้งแตมี พ.ศ. 2504 โดยเริ่ม

ตง้ั แตฉ บับที่ 1 จนถงึ ปจจบุ นั คอื ฉบบั ที่ 11 มกี ารกาํ หนดวาระของแผน ฯ ดงั นี้
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี 1 พ.ศ. 2504 – 2509
แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบบั ที่ 2 พ.ศ. 2510 – 2514
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบบั ที่ 3 พ.ศ. 2515 – 2519
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2520 – 2524
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 5 พ.ศ. 2525 – 2529
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2530 – 2534
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2535 – 2539
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบบั ที่ 8 พ.ศ. 2540 – 2544
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2545 – 2549
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 10 พ.ศ. 2550 – 2554
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 11 พ.ศ. 2555 – 2559

201

3. สาระสาํ คญั และผลการใชพ ฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ

แผนฯ สาระสาํ คัญ ผลจากการใชแ ผนฯ

ฉบับที่ 1 จุดมงุ หมาย สงเสรมิ อตุ สาหกรรมทดแทนการ G.D.P. เพม่ิ ขนึ้ 8 % ตอไป

พ.ศ. 2504 - 2509 นาํ เขา การกระจายรายไดไมเปน

สาระสําคญั เนนการลงทนุ เศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน ธรรมเกิดปญ หาสาํ คญั

เชน เขอ่ื น ไฟฟา ประปา ถนน และ ในชวงนค้ี ือประชากร

สาธารณูปการอืน่ ๆ นอกจากนยี้ งั มีการพฒั นา เพิม่ ข้นึ อยางรวดเรว็

การศกึ ษาระดบั อดุ มศึกษาไปสูภูมภิ าคเปน

ครงั้ แรก (ตั้งมหาวิทยาลยั เชยี งใหม, ขอนแกน)

อปุ สรรค ขาดบคุ ลากรทางวิชาการและการ

บรกิ าร

ฉบบั ท่ี 2 จดุ มงุ หมาย พัฒนาสงั คมควบคกู ับการ พัฒนา อตั ราการขยายตัวทาง
เศรษฐกจิ สงู แตตํ่ากวา
พ.ศ. 2510 - 2514 เศรษฐกจิ แผนฉบบั นีจ้ งึ เร่ิมใชชือ่ วา เปา หมาย การกระจาย
“แผน พัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาต”ิ รายไดไ มเปน ธรรม

สงเสรมิ การผลิตเพื่อการสงออก

ฉบับที่ 3 สาระสาํ คัญ เนน การพัฒนาสงั คม โดยลด G.D.P. เพม่ิ ขึน้ 6.2% ตอ
ปซ ึ่งตาํ่ กวา เปาหมายทั้งน้ี
พ.ศ. 2515 - 2519 ชองวางของการกระจายรายไดนอกจากนี้ยงั ได เพราะสภาพดินฟา อากาศ
เร่ิมโยบายประชากรและการวางแผนครอบครวั
แปรปรวนประกอบกบั การ
ผันผวนของเศรษฐกจิ โลก
(โดยเฉพาะการข้ึนราคา

นา้ํ มัน) อุตสาหกรรมทําให
ไทยตองนําเขาสนิ คาทนุ
มากข้ึนจนตอ งประสบ

ภาวะขาดดลุ การคา และ
ดลุ ชําระเงนิ อยางมาก

ฉบบั ที่ 4 จดุ มงุ หมาย เนนการกระจายรายไดแ ละสรา ง ผลการพฒั นาสงู กวา
เปาหมายเลก็ นอยยงั คงมี
พ.ศ. 2520 - 2524 ความเปนธรรมทางสังคมมกี ารปรับปรงุ ปญ หาตอ งพงึ่ พาการ

อุตสาหกรรมเพ่อื ขยายการสงออกและพัฒนา

202

แผนฯ สาระสําคัญ ผลจากการใชแ ผนฯ

ทรัพยากรธรรมชาติ (โดยเฉพาะนาํ้ มนั และกาซ นาํ เขาขาดดลุ การคา ความ
ธรรมชาต)ิ มาใชประโยชนนอกจากน้มี ีการ
พัฒนาเมอื งหลกั ในแตล ะภาคอยางชดั เจน ยากจนในชนบทการ
พัฒนาสงั คมความเสอื่ ม
โทรมของสง่ิ แวดลอม

ฉบับที่ 5 จดุ มุงหมาย แกป ญหาการกระจายรายได และ G. D.P. เพม่ิ ขน้ึ 4.4%
พ.ศ. 2525 - 2529 ความยากจนในชนบท โดยใหช าวชนบทมสี วน ตอ ปซ ึง่ ตํา่ กวาเปา หมาย
รวมในการแกป ญหาดว ยตัวเองมากทสี่ ดุ ประสบความสาํ เร็จในการ

นอกจากนีย้ งั เนนการพฒั นาเมอื งในพนื้ ทีช่ ายฝง พัฒนาชนบททยี่ ากจนและ
ตะวันออก การลดอัตราการเพม่ิ
ประชากร

ฉบบั ที่ 6 จุดมงุ หมาย เนน การขยายตวั ทางเศรษฐกจิ และ เศรษฐกจิ ขยายตัวสูงและ
พ.ศ. 2530 - 2534 พฒั นาคุณภาพประชากร เปดกวางเขาสรู ะดบั
นานาชาตมิ ากข้นึ
สาระสําคัญ โครงสรางเศรษฐกจิ เริ่มเขา
พัฒนาคณุ ภาพประชากร วทิ ยาศาสตร สูภ าคอตุ สาหกรรมฐานะ
การเงินการคลังของ
เทคโนโลยี และทรพั ยากรธรรมชาติ ปรบั ปรงุ ประเทศมเี สถียรภาพ
(ดลุ การคลังเกินดลุ ครั้ง
คณุ ภาพสนิ คาไทยเพอื่ แขงขนั ในตลาดโลก แรกในป 2531) ยงั คงมี
ปญ หาการกระจายรายได
กระจายรายไดส ภู ูมภิ าคและชนบท แผนฉบบั นี้ ขาดบริการขนั้ พน้ื ฐานและ
เงนิ ออมปญ หาสังคมและ
หันมาเพมิ่ บทบาทของภาคเอกชนในการพัฒนา ความเสือ่ มโทรมของ
ทรัพยากรธรรมชาตริ ะบบ
ประเทศมากขึ้นอุปสรรค ขาดแคลนบรกิ ารขน้ั ราชการไมด พี อ
พนื้ ฐาน (เชน ถนน ไฟฟา ทาเรอื สนามบนิ )

และแรงงานฝม ือ

ฉบบั ท่ี 7 จดุ มุงหมาย เนน “ปรมิ าณทางเศรษฐกจิ ” การเปดเสรที างการเงนิ ทํา
พ.ศ. 2535 - 2539 “คุณภาพประชากร” และ “ความเปน ธรรมทาง ใหฟ องสบแู ตก เปน

สังคม” ใหส มดลุ กนั สาระสําคญั เนนการ ตนเหตุของวิกฤตเิ ศรษฐกจิ
ไทย (ตมยาํ กุง)
พฒั นาคุณภาพชวี ติ โดย มงุ การขยายตัวและ

203

แผนฯ สาระสําคัญ ผลจากการใชแ ผนฯ

เสถียรภาพทางเศรษฐกจิ พฒั นากรงุ เทพฯ และ
ปริมณฑลใหเ ช่อื มโยงกับพน้ื ทชี่ ายฝง ทะเล
ตะวันออก

ฉบบั ที่ 8 จดุ มงุ หมาย เนน “การพฒั นาทรัพยากร เกิดวกิ ฤตเศรษฐกจิ ไทย
ในเดือนกรกฎาคม 2540
พ.ศ. 2540 - 2544 มนษุ ย และคณุ ภาพชีวิตของคนไทยเปนสาํ คัญ ทําใหเ กิดภาวะชะงกั งนั
ทางเศรษฐกจิ และรฐั ตองกู
การพัฒนาคุณภาพชีวิต สงิ่ แวดลอ มและ เงินจาก IMF มาพยุงฐานะ
ทางเศรษฐกจิ
ทรพั ยากรธรรมชาติ สาํ หรบั การพฒั นาอยาง

ยัง่ ยนื และยาวนาน การกระจายความเจริญสู

สว นภมู ิภาคโดยใหค วามสําคัญแกการพฒั นา

กลุม คนในชนบท และกระจายอํานาจบรหิ ารสู

ทอ งถ่นิ กําหนดเขตเศรษฐกจิ อยางจรงิ จงั และ

ชัดเจนโดยรัฐ เขา ไปดแู ลใหก ารสนบั สนุนการ

ปลูกพืชตามท่กี ําหนดให

ฉบบั ที่ 9 จดุ มุง หมาย เนน พฒั นาคนเปน ศนู ยก ลางปรบั

พ.ศ. 2545 - 2549 โครงสรา งการพฒั นาประเทศ ใชค วามคิดเห็น

ประชาชนท้งั ประเทศ มากําหนดกรอบและ

ทศิ ทางของแผนพัฒนาฯ ใชแ นวพระราชดําริ

“เศรษฐกจิ พอเพียง” เปน วิสยั ทศั นของแผน

การพฒั นาทีย่ ่ังยืน และความอยดู ีมีสขุ ของคน

ไทยรากฐานการพัฒนาประเทศทเี่ ขม แข็ง

กระจายผลประโยชนแ กปญ หาความยากจน

ฉบบั ที่ 10 จุดมงุ หมาย เนน “สังคมอยเู ย็นเปน สุข

พ.ศ. 2550 - 2554 รวมกนั ” ภายใตแ นวปฏบิ ัติของ “ปรชั ญา

เศรษฐกจิ พอเพยี ง”การพฒั นาแบบบรู ณาการ

เปนองคร วมทม่ี ี “คนเปนศูนยกลางการพฒั นา”

การพฒั นาทีย่ งั่ ยืนการพฒั นาคนและ เทคโนโลยี

204

4. วเิ คราะหส าระสําคัญจากแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบับท่ี 10
จากแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 10 ไดสรุปสาระสําคัญเก่ียวกับสถานะดาน

เศรษฐกจิ ของประเทศไว คือ ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตอยางตอเนื่องอัตราเฉล่ีย 5.7 ตอป ชวงป 2545 -
2548 และจัดอยูในกลมุ ประเทศท่มี ีรายไดปานกลาง โดยมีขนาดเศรษฐกิจใหญเปนอันดับท่ี 20 จากจํานวน
192 ประเทศของโลก มีบทบาททางการคาระหวางประเทศ และรักษาสวนแบงการตลาดไวไดในขณะท่ีการ
แขงขันสูงขึ้น ตลอดถึงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรูของประเทศไทยปรับตัวสูงข้ึน โครงสรางการผลิตมี
จุดแข็ง คือมีฐานการผลิตท่ีหลากหลาย ชวยลดความเส่ียงจากภาวะผันผวนของวัฎจักรเศรษฐกิจ สามารถ
เช่ือมโยงการผลิตเพื่อสรางมูลคาเพิ่มไดมากข้ึน แตเศรษฐกิจไทยมีจุดออนในเชิงโครงสรางที่ตองพ่ึงพิงการ
นําเขาวตั ถุดิบ ชิน้ สว น พลังงาน เงินทุนและเทคโนโลยีในสัดสวนที่สูง การผลิตอาศัยฐานทรัพยากรมากกวา
องคความรู มีการใชทรัพยากรเพื่อการผลิตและบริโภคอยางสิ้นเปลือง ทําใหเกิดปญหาสภาพแวดลอมและ
ผลกระทบในดานสังคมตามมา โดยไมไดมีการสรางภูมิคุมกันอยางเหมาะสม ภาคขนสงมีสัดสวนการใช
พลังงานเชิงพานิชยส ูงถงึ รอ ยละ 38 โครงสรา งพื้นฐานดานเทคโนโลยสี ารสนเทศและสื่อสาร รวมถึงน้าํ เพือ่ การ
บรโิ ภคยังไมก ระจายไปสูพื้นท่ีชนบทอยา งเพียงพอและท่ัวถึง โครงสรางพื้นฐานดานวิทยาศาสตร เทคโนโลยี
และนวัตกรรมยงั อยูในระดับตาํ่ และเปน รองของประเทศที่เปนคูแขง ทางการคา

ประเทศไทยยังมีจุดแข็งอยูท่ีมีเสถียรภาพเศรษฐกิจในระดับท่ีดี จากการดําเนินนโยบายเพ่ือฟนฟู
เสถียรภาพเศรษฐกจิ ของประเทศและวิกฤตเศรษฐกิจ อยางไรก็ตามราคานํ้ามันที่เพิ่มสูงขึ้นและตอเน่ืองถึง
ปจจบุ นั สง ผลใหด ุลการคา ดุลบัญชเี ดินสะพดั ขาดดุลเพม่ิ ขึน้ สะทอนถึงปญหาความออ นแอในเชิง โครงสรางท่ี
พง่ึ พงิ ภายนอกมากเกินไป ประเทศไทยยังมกี ารออมต่ํากวาการลงทนุ จึงตองพ่งึ เงินทุนจากตา งประเทศทําใหมี
ความเสย่ี งจากการขาดดลุ บญั ชเี ดนิ สะพัด และจากการเคลอ่ื นยายเงินทนุ ระหวางประเทศ จงึ จาํ เปนตอ งพฒั นา
ระบบภูมิคุมกันทางเศรษฐกิจภายใตเงื่อนไขบริบทโลกที่มีการเคลื่อนยายอยางเสรีของคนองคความรู
เทคโนโลยี เงินทนุ สินคา และบรกิ าร

การพฒั นาเพื่อเสรมิ สรางความเปน ธรรมทางเศรษฐกิจและการแกไขปญหาความยากจนมีสวนชวยให
ความยากจนลดลงตามลําดับและการกระจายรายไดป รบั ตวั ดีข้ึนอยา งชา ๆ

5. แนวคดิ หลักและทศิ ทางการปรบั ตัวของประเทศไทย จากสถานการณด ังกลาวจาํ เปนตอ งปรับตัว
หันมาปรบั กระบวนทรรศนก ารพัฒนาในทิศทางที่พึ่งตนเองและภูมิคุมกันมากขึ้น โดยยึดหลัก “ปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง” เปนแนวทางปฏิบัติควบคูไปกับการพัฒนาแบบบูรณาการเปนองครวมที่ยึด “คนเปน
ศนู ยกลางการพฒั นา” เพือ่ เกดิ ความเชื่อมโยงทง้ั ดา นตวั คน สงั คม เศรษฐกิจ ส่ิงแวดลอมและการเมือง โดยมี
การวเิ คราะหอยางมี “เหตุผล” และใชหลัก “ความพอประมาณ” ใหเกิดความสมดุลระหวางความสามารถ
ในการพึ่งตนเองกบั ความสามารถในการแขง ขันในเวทีโลก ความสมดุลระหวา งสงั คมชนบทกบั สงั คมเมือง
โดยมกี ารเตรยี ม “ภมู คิ ุมกัน” ดวยการบริหารจดั การความเสย่ี งใหเพียงพอพรอ มรับผลกระทบจากการเปล่ียน
ทงั้ จากภายนอกและภายในประเทศ

การขับเคล่ือนการพัฒนาทุกข้ันตอนตองใช “ความรอบรู” ในการพัฒนาดานตาง ๆ ดวยความ
รอบคอบ เปนไปตามลําดับข้ันตอน รวมทั้งเสริมสรางศีลธรรมและสํานึกใน “คุณธรรม”จริยธรรมในการ

205

ปฏบิ ัติหนาที่และการดําเนินชวี ติ ดวยความเพียร อนั เปน ภูมิคมุ กนั ในตวั ทดี่ ี พรอมรับการเปล่ียนแปลงที่เกิดขนึ้
ท้ังในระดับครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ และสอดคลองกับวิถีชีวิตสังคมและสอดคลองกับ
เจตนารมณของรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2550

เปาหมายดานเศรษฐกิจ ปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหมีความสมดุลและยั่งยืน โดยใหสัดสวนภาค
เศรษฐกิจในประเทศตอภาคการคาระหวางประเทศเพ่ิมข้ึน สัดสวนภาคการผลิตเกษตรและอุตสาหกรรม
เพิ่มขึน้ กาํ หนดอตั ราเงนิ เฟอ ลดการใชพ ลงั งานโดยเฉพาะภาคขนสง สดั สว นผลผลิตของวิสาหกิจขนาดกลาง
และขนาดยอมตอ ผลติ ภณั ฑร วมในประเทศต่ํากวา รอ ยละ 40

แบบฝกหดั ทา ยบท เรอื่ งท่ี 4 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ

คาํ สัง่ เมือ่ ผเู รียนศึกษา เรือ่ ง แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติจบแลวใหทาํ แบบฝกหัดตอไปน้ี
โดยเขียนในสมุดบนั ทกึ กจิ กรรมการเรยี นรู

แบบฝกหดั ที่ 1 ใหผเู รียนตอบคาํ ถามตอ ไปนี้ โดยกาเคร่ืองหมาย X คําตอบทีถ่ กู ท่สี ุด
1. การพัฒนาเศรษฐกจิ หมายถึงอะไร
ก. การเพ่มิ ขึน้ ของรายได
ข. การขายตัวทางดา นเศรษฐกจิ และการคา
ค. อตั ราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและรายไดเพิ่มสูงข้ึน
ง. การเปล่ยี นโครงสรา งทางเศรษฐกจิ สงั คม การเมือง นําไปสูก ารกระจายรายไดท สี่ งู ขนึ้
2. ประเทศตา ง ๆ เร่มิ มีความตนื่ ตวั ในการพัฒนาเศรษฐกิจเมื่อใด
ก. กอ นสงครามโลกครัง้ ท่ี 1
ข. หลังสงครามโลกครงั้ ที่ 1
ค. กอ นสงครามโลกครงั้ ที่ 2
ง. หลังสงครามโลกคร้ังท่ี 3
3. เหตุผลใดไมไ ดส งผลกระตนุ ใหป ระเทศตาง ๆ หนั มาพฒั นาเศรษฐกิจ
ก. ภาวะเศรษฐกิจตกต่ําหลงั สงครามโลกคร้ังที่ 2
ข. ภาวะสงครามเยน็ หลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2
ค. ความเจริญทางการสอื่ สารกอใหเ กดิ การเลยี นแบบกนั
ง. ประเทศเอกราชหลงั สงครามโลกครงั้ ท่ี 2 ตนื่ ตัวในการพฒั นาเศรษฐกจิ มากขนึ้
4. ส่งิ ทีใ่ ชวดั ระดับการพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศตา ง ๆ คืออะไร
ก. รายไดต อบคุ คล
ข. รายไดป ระชาชาติ
ค. รายไดร วมจากสินคาและบรกิ าร
ง. ความกาวหนา ทางเทคโนโลยี

206

5. ประเทศ A มีรายไดแทจ รงิ ตอบคุ คล 500,000 บาท / คน / ป ประเทศ B มีรายไดแ ทจรงิ ตอ
บคุ คล เทา กบั ประเทศ A แสดงวาอยา งไร
ก. ประเทศ A และประเทศ B เปนประเทศพฒั นาแลวเหมอื นกัน
ข. ประเทศ A มีระดบั การพัฒนาเทา กบั ประเทศ B ถา ดชั นีช้ีวดั ความอยูด กี นิ ดขี อง 2 ประเทศ
ใกลเ คยี งกนั
ค. ประเทศ B มีระดบั การพฒั นาสงู กวา ประเทศ A ถาประเทศ B มดี ลุ การชําระเงินเกนิ ดลุ
ง. ทั้งประเทศ A และประเทศ B เปน ประเทศกาํ ลงั พัฒนาเหมือนกัน

6. นอกเหนอื จากรายไดต อ หวั ตอ คน ตอปแลว ส่งิ สาํ คัญทบี่ ง บอกถงึ ระดบั การพฒั นาของประเทศ
ตาง ๆ คอื อะไร
ก. จํานวนประชากร
ข. อาชีพของประชากร
ค. คุณภาพประชากร
ง. อตั ราการเพิม่ ของประชากร

7. ขอ ใดไมใ ชสิ่งบง บอกวาเปนประเทศดอ ยพฒั นาหรือกําลังพฒั นา
ก. รายไดตาํ่
ข. ประชากรสวนใหญเ ปนเกษตรกร
ค. มีความแตกตา งกันมากเร่ืองรายได
ง. เศรษฐกจิ ของประเทศพง่ึ ตวั เองได

8. จุดเร่ิมตน ของวัฏจักรแหง ความอยากจนอยูท่ีใด
ก. การลงทนุ ตํา่
ข. รายไดแทจริงตํ่า
ค. ปจ จัยทนุ มีประสทิ ธิภาพตาํ่
ง. ประสิทธภิ าพการผลติ ตาํ่

9. ในการวางแผนพฒั นาเศรษฐกิจจะมกี ระบวนการพัฒนาโดยเริม่ ตนและสิ้นสุดอยา งไร
ก. สาํ รวจภาวะเศรษฐกิจ - กาํ หนดเปาหมาย
ข. สาํ รวจภาวะเศรษฐกิจ – ประเมนิ ผลการพัฒนา
ค. กาํ หนดเปา หมาย – ปฏบิ ตั งิ านตามแผนพฒั นา
ง. กาํ หนดเปา หมาย – ประเมินผลการพัฒนาเศรษฐกิจ

10. ขอใดไมถ กู ตอ ง
ก. ประเทศไทยไดประกาศใชแ ผนพฒั นาเศรษฐกิจหลงั การเปลย่ี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ข. ประเทศไทยเรม่ิ ใชแผนพฒั นาเศรษฐกจิ คร้ังแรกใน พ.ศ. 2504
ค. ประเทศไทยเรม่ิ ใชแผนพฒั นาเศรษฐกจิ ครง้ั แรกในสมยั จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต
ง. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ แผนแรกของประเทศไทยเปน แผนทีม่ รี ะยะเวลายาวนานทสี่ ดุ

207

11. ระยะแรกของการใชแ ผนพฒั นาเศรษฐกิจแหง ชาติ ฉบบั ที่ 1 เนนในเรื่องใด
ก. การพฒั นาสังคม
ข. การผลิตสินคา สาํ เรจ็ รปู
ค. การลงทนุ ปจจยั พืน้ ฐาน
ง. การควบคมุ อตั ราเพิ่มประชากร

12. ขอบกพรอ งของแผนพฒั นาเศรษฐกิจแหง ชาติ ฉบับท่ี 1 คืออะไร
ก. ขาดการลงทนุ ปจจยั พนื้ ฐาน
ข. ละเลยการพัฒนาชนบท
ค. พัฒนาอตุ สาหกรรมมากกวา การเกษตร
ง. ละเลยการพฒั นาทางดา นสังคม

13. แผนพฒั นาเศรษฐกิจฉบบั ใดที่เริ่มพัฒนาเศรษฐกจิ ควบคูกบั สังคม
ก. ฉบบั ที่ 1
ข. ฉบับที่ 2
ค. ฉบบั ที่ 3
ง. ฉบับที่ 4

14. ขอ ใดไมใ ชอปุ สรรคของการดาํ เนินงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบับท่ี 3
ก. สภาพดินฟา อากาศแปรปรวน
ข. ภาวะการคาและเศรษฐกิจโลกซบเซา
ค. ดุลการคาและดุลการชาํ ระเงนิ ของประเทศเกนิ ดลุ
ง. การขึ้นราคาน้าํ มนั ของกลมุ โอเปคทําใหเ กิดภาวะเงนิ เฟอ

15. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาตฉิ บบั ใดทีม่ งุ แกป ญ หาความยากจนในชนบทอยางจรงิ จงั
ก. ฉบบั ท่ี 4
ข. ฉบบั ท่ี 5
ค. ฉบับที่ 6
ง. ฉบับท่ี 7

16. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติฉบบั ใดทีก่ ําหนดเปา หมายการลดอัตราเพม่ิ ประชากรเปน
ครง้ั แรก
ก. ฉบบั ท่ี 3
ข. ฉบบั ท่ี 4
ค. ฉบบั ท่ี 5
ง. ฉบบั ที่ 7

208

17. ขอ ใดไมไดอยใู นเปาหมายการพฒั นาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 6
ก. พัฒนาคุณภาพของทรัพยากร
ข. กําหนดอตั ราเพิ่มประชากรไมเกนิ รอยละ 1.2
ค. การผลติ สินคา เพอ่ื การสงออกไปแขงขนั ในตลาดโลก
ง. การขยายตวั ทางดานการลงทุนและดานอตุ สาหกรรม

18. ขอ ใดไมใ ชจดุ เนนของแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 7
ก. การกระจายรายไดไ ปสภู มู ภิ าคมากขึ้น
ข. การพฒั นาคุณภาพชวี ิต รกั ษาสง่ิ แวดลอมและทรพั ยากรธรรมชาติ
ค. การขยายตวั ทางเศรษฐกิจอยา งตอเนื่องเหมาะสมและมเี สถยี รภาพ
ง. การพฒั นาอุตสาหกรรมโดยใชว ตั ถุดิบทางการเกษตรเพอื่ พง่ึ ตนเอง

19. การมงุ พัฒนาประเทศใหเ ปนประเทศอตุ สาหกรรมตามแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ
ฉบบั ท่ี 1-7 ไดก อ ใหเ กิดผลตอ สงั คมไทยอยางไร
ก. รายไดต อหัวของประชากรสงู ขนึ้ และกระจายไปสูคนสวนใหญอ ยางท่ัวถงึ
ข. ประชาชนไดรับการบรกิ ารพ้ืนฐานอยา งเพียงพอและมีความเปนธรรมในสงั คม
ค. สังคมไดรบั การพัฒนาทางวัตถุ ละเลยการพฒั นาทางจติ ใจเกิดชองวา งระหวางเมอื งและ
ชนบท
ง. เกดิ เสถยี รภาพทางเศรษฐกจิ สงั คมและการเมือง มาตรฐานการครองชพี ของประชาชนสงู ขน้ึ

20. เปาหมายหลกั ของแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 8 คืออะไร
ก. การกระจายรายไดท่ีเปนธรรม
ข. อตั ราการขยายตวั ทางเศรษฐกจิ สงู ข้นึ
ค. คุณภาพประชากร
ง. การเปนประเทศอตุ สาหกรรมช้นั นํา

209

เรอื่ งที่ 5 สถาบนั การเงินและการธนาคาร การคลงั

ความหมายและความสาํ คัญของเงนิ

เงิน (Money) หมายถึง อะไรก็ไดท่ีมนุษยนํามาใชเปนสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แตตองเปนส่ิงท่ี
สังคมนัน้ ยอมรับในการชําระหน้ี เชน คนไทยสมยั สโุ ขทัย ใชเ บี้ยหรือเปลือกหอย เปนตน เงินอาจจะอยูในรูป
ของโลหะกระดาษ หนังสตั ว ใบไมก็ได เงินท่ดี จี ะตองมลี กั ษณะดงั น้ี

1. เปน ของมีคาและหายาก เงินจะตอ งเปน สิ่งที่มีประโยชน และมีคา ในตัวของมนั เอง เชน ทองคาํ และ
โลหะเงิน เปนตน

2. เปน ของทด่ี อู อกงาย สามารถรูไดวาเปนเงินปลอมหรือเงินจริง โดยไมตองอาศัยวิธีการท่ีซับซอน
ในการตรวจสอบ

3. เปน ของทีม่ ีมลู คาคงตัว ไมเปลี่ยนแปลงมากนักแมเวลาจะผานไป
4. เปน ของทแ่ี บง ออกเปน สวนยอ ยได และมลู คา ของสว นทแ่ี บงยอย ๆ น้นั ไมเ ปลีย่ นแปลงและใชเปน
สือ่ กลางในการแลกเปลยี่ นได
5. เปน ของท่ขี นยา ยสะดวก สามารถพกพาติดตวั ไปไดง า ย
6. เปนของท่คี งทนถาวร เงินสามารถจะเกบ็ ไวไดนาน ไมแ ตกหักงาย
คาํ วา “เงนิ ” ในสมัยกอ นใชโลหะทองคําและเงิน ตอมามกี ารปลอมแปลงกันมากจึงมีการประทับตรา
เพ่ือรบั รองน้ําหนักและความบรสิ ุทธ์ิของเงิน เงินท่ีไดรบั การประทบั ตรานีจ้ ึงเรียกวา “เงนิ ตรา”

ความสาํ คัญของเงิน
เงนิ เปน ส่ือกลางในการแลกเปลี่ยนที่มีความสําคัญตอชีวิตประจําวันของมนุษยมาก เงินชวยอํานวย
ความสะดวกใหแกมนุษย 3 ประการ คอื
1. ความสะดวกในการซ้ือขาย ในสมยั โบราณมนุษยนําส่งิ ของมาแลกเปลีย่ นกันทาํ ใหเกิดความยุงยาก
ในการแลกเปลย่ี นเพราะความตอ งการไมตรงกนั หรอื ไมยุติธรรมเพราะมูลคา ของสง่ิ ของไมเ ทาเทยี มกนั การนํา
เงินเปนสือ่ กลางทาํ ใหเกิดความสะดวกในการซ้ือขายมากข้ึน
2. ความสะดวกในการวัดมูลคา เงินจะชวยกําหนดมูลคาของส่ิงของตาง ๆ ซ่ึงสามารถนํามา
เปรยี บเทียบกนั ได
3. ความสะดวกในการสะสมทรัพยสิน สนิ คาทม่ี นุษยผ ลิตไดบางอยา งไมสามารถเกบ็ ไวไ ดนาน ๆ
แตเมอ่ื แลกเปลี่ยนเปนเงิน สามารถทีจ่ ะเก็บไวแ ละสะสมใหเพ่มิ ข้ึนได
สรปุ

เงิน หมายถงึ อะไรก็ไดที่มนุษยนํามาใชเปน ส่ือกลางในการแลกเปลี่ยนและเปนสิ่งท่ีสังคมน้ันยอมรับ

เงินนอกจะมีความสําคัญในแงของสอื่ กลางในการแลกเปลย่ี นแลว ยงั ชวยอํานวยความสะดวกในการซอ้ื ขายการ

วัดมลู คา และการสะสมทรัพยส ิน

210

ประเภท และหนา ท่ขี องเงนิ

ประเภทของเงนิ
เงินในปจจบุ ันแบงออกเปน 3 ประเภท ไดแ ก
1. เหรยี ญกษาปณ (Coinage) เปน เงินโลหะทสี่ ามารถชําระหนี้ไดตามกฎหมาย ในประเทศไทยผลิต
โดยกรมธนารักษ กระทรวงการคลัง
2. เงนิ กระดาษหรอื ธนบัตร (Paper Currency) เปนเงินท่ีสามารถชาํ ระหนไ้ี ดต ามกฎหมายในประเทศ
ไทยผลิตโดยธนาคารแหงประเทศไทย
3. เงินเครดิต (Credit Money) ไดแก เงินฝากกระแสรายวัน หรือเงินฝากท่ีส่ังจายโอนโดยใชเช็ค
รวมทั้งบตั รเครดติ ทใ่ี ชแ ทนเงนิ ได
การท่ีสังคมยอมรับวาทั้ง 3 ประเภทเปนเงิน (Money) เพราะวามีสภาพคลอง (Liquidity) สูงกวา
สินทรัพยอ ่นื ๆ กลาวคอื สามารถเปลีย่ นเปนสนิ คาและบรกิ ารไดทนั ที สว นสนิ ทรัพยอ่นื ๆ เชน เงนิ ฝากประจาํ
เงนิ ฝากออมทรัพย ตั๋วแลกเงิน พันธบัตรรัฐบาล เปนตน มีสภาพคลองนอยกวาจึงเรียกวา เปนสินทรัพยท่ีมี
ลักษณะใกลเ คียงกับเงิน (Near Money)

หนา ท่ขี องเงนิ
เงนิ มีหนา ที่สาํ คญั 4 ประการ คือ
1. เปนมาตรฐานในการเทียบเทา (Standard of Value) มนุษยใชเงินในการเทียบคาสินคาและ
บริการตาง ๆ ทาํ ใหก ารซ้ือขายแลกเปล่ยี นสะดวกน้นั
2. เปนสื่อกลางในการแลกเปล่ียน (Medium of Exchange) เงินทําหนาท่ีสื่อกลางในการซื้อขาย
สินคาตาง ๆ เพราะวา เงนิ มีอาํ นาจซือ้ (Purchasing Power) ทจี่ ะทาํ ใหการซื้อขายเกดิ ขนึ้ ไดทกุ เวลา
3. เปนมาตรฐานในการชําระหน้ีภายหนาการซ้ือแลกเปลี่ยนสินคาภายในประเทศและระหวาง
ประเทศยอมเกดิ หน้สี ินทจ่ี ะตอ งชาํ ระเงนิ เขา มามบี ทบาทในการเปนสัญญาที่จะตอ งชําระหนี้นน้ั
4. เปนเครื่องรักษามูลคา (Store of Value) เงินที่เก็บไวจะยังคงมูลคาของสินคาและบริการไว
ไดอ ยา งครบถวนมากกวาการเก็บเปนตัวของสินคา ซึง่ อาจจะอยไู ดไ มน าน

สรุป

เงนิ แบงออกเปน 3 ประเภท คือ เหรียญกษาปณ ธนบัตร และเงินเครดิต เงินมีหนาที่สําคัญในดาน

เปน มาตรฐานในการเทยี บคา เปนสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเปนมาตรฐานในการชําระหน้ีภายหนา และเปน

เครอ่ื งรกั ษามลู คา

211

วิวฒั นาการของเงิน

วิวัฒนาการในดานการแลกเปลี่ยนของมนษุ ยม ดี งั น้ี
1. ระบบเศรษฐกิจท่ีไมใชเงินตรา เปนการแลกเปลี่ยนโดยใชสิ่งของกับสิ่งของซ่ึงมีขอยุงยากและ
ไมส ะดวกหลายประการ ไดแ ก

1.1 ความตอ งการไมตรงกันทั้งชนิดและจํานวนของสนิ คา
1.2 ขาดมาตรฐานในการเทียบคา เพราะส่ิงของนําทนี่ าํ มาแลกเปลีย่ นมีมลู คา ไมเทากนั
1.3 ยงุ ยากในการเกบ็ รักษา การเกบ็ เปน สินคาเปลืองเนอ้ื ทม่ี าก
2. ระบบเศรษฐกิจท่ีใชเ งนิ ตรา มวี วิ ัฒนาการดังน้ี
2.1 เงินที่เปน สิ่งของหรือสนิ คา คอื การนาํ สิ่งของหรอื สินคา บางอยางมาเปน สื่อกลาง เชน ลูกปด
ผา ขนสตั ว เปลอื กหอย เปนตน ซงึ่ เงนิ ชนดิ น้ีอาจจะไมเ หมาะสมในดา นความไมค งทน มมี าตรฐานและคุณภาพ
ไมเหมอื นกัน ทําใหค าไมม่ันคง ยุงยากในการพกพาและแบงยอยไดย าก
2.2 เงินกษาปณ (Coinage) การนําโลหะมาเปนสื่อกลางในการแลกเปล่ียน แตเดิมใชไปตาม
สภาพเดิมของแรนั้นๆ ยังไมรูจักการหลอม ตอมาไดมีวิวัฒนาการดีขึ้นเรื่อย ๆ มีการหลอม การตรวจสอบ
นาํ้ หนักและความบริสุทธหิ์ รือผสมโลหะหลายชนดิ เขา ดว ยกัน
2.3 เงินกระดาษ (Paper Money) นิยมใชเปนส่ือกลางในการแลกเปล่ียนเพราะมีนํ้าหนักเบา
พกพาสะดวก ประเทศแรกที่รูจกั การใชเงินกระดาษ คอื ประเทศจีน
2.4 เงินเครดติ (Credit Money) เปนเงินทเ่ี กิดขน้ึ ในสังคมเศรษฐกิจสมัยใหมท่ีมีระบบธนาคาร
แพรหลายเรว็ การใชเ งินชนิดนีก้ อใหเ กิดความรวดเร็วและปลอดภัยในการแลกเปลี่ยน
สาํ หรบั ประเทศไทยมีววิ ัฒนาการของเงนิ ประเภทตางๆ ดงั นี้
1. เหรยี ญกษาปณ ประเทศไทยใชเ งนิ เบ้ียเปนส่อื กลางในการแลกเปล่ียนมาตั้งแตสมัยสุโขทัยและใช
มาถงึ สมยั กรงุ ศรอี ยุธยา ในรัชสมัยพระเจา อยหู วั บรมโกศเกิดการขาดแคลนเบี้ย จึงนําดินเผามาปนและตีตรา
ประทับ เรียกกวา “ประกับ” ตอมาไดมีการทําเงินพดดวงข้ึนซ่ึงไดใชตอมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 แหงกรุง-
รตั นโกสินทร เมอื งไทยเราทาํ การคากับตางประเทศมากขึ้นทําใหเ กิดความขาดแคลนเงินพดดวง จึงไดจัดทํา
เงนิ เหรียญข้ึนแทน ในสมยั รัชกาลท่ี 5 ไดจัดทําเหรียญสตางคขึน้ เพ่ือสะดวกในการทําบญั ชี
2. ธนบตั ร รัชกาลที่ 4 ไดม ีพระราชดาํ ริใหผ ลิตธนบัตรข้นึ เรยี กวา “หมาย” แตไมแพรหลายมากนกั ใน
สมัยรัชกาลท่ี 5 ไดประกาศใชพระราชบัญญัติธนบัตร เม่ือวันที่ 24 มิถุนายน 2445 ดําเนินการออกธนบัตร
โดยรฐั บาล ธนบตั รจึงแพรห ลายต้ังแตน้นั มา

สรุป

การแลกเปลยี่ นของมนษุ ยม วี ิวัฒนาการจากระบบเศรษฐกิจทไ่ี มใชเ งินตรามาเปนระบบเศรษฐกิจท่ีใช

เงินตรา สําหรับประเทศไทยใชเงินเบี้ยเปนสื่อกลางในการแลกเปล่ียนมาตั้งแตสมัยสุโขทัย มาจนถึงการใช

212

เหรยี ญสตางคในสมยั รัชกาลที่ 5 สวนธนบัตรมีการผลติ และประกาศใชพระราชบัญญตั ิธนบัตรเปนคร้ังแรกใน

สมัยรชั กาลท่ี 5

ปริมาณและการหมุนเวียนของเงิน

1. ปรมิ าณเงนิ
ปริมาณเงินในความหมายอยางแคบ หมายถึง ปริมาณของเหรียญกษาปณ ธนบัตร และเงินฝาก
กระแสรายวนั รวมกันท้งั หมดนาํ ออกใชหมุนเวยี นอยใู นมอื ประชาชนขณะใดขณะหน่งึ
ปริมาณเงิน ในความหมายอยางกวาง หมายถึง ปริมาณของเหรียญกษาปณ ธนบัตร และเงินฝาก
กระแสรายวนั รวมท้งั เงินฝากประจาํ และเงินฝากออมทรพั ยในสถาบันการเงนิ ทุกประเภท
2. การวัดปริมาณเงิน ปริมาณเงินจะเปนเครื่องช้ีบอกภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะใด
ถา ปรมิ าณเงินสงู ขนึ้ อํานาจซ้ือของประชาชนกจ็ ะสูงข้ึน ถา ปริมาณสินคาและบริการไมเพียงพอประชาชนจะ
แยงกันซื้อและกักตุนสินคา ถาปริมาณเงินนอยลง อํานาจซื้อของประชาชนก็จะลดลง สินคาจะลนตลาด
ผผู ลติ อาจจะลดการผลิตสนิ คา ลง หรืออาจจะเกดิ การวางงานได
3. การหมนุ เวียนของเงนิ กับกฎของเกรแชม การหมนุ วยี นของเงิน หมายถึง เงินท่ีเราจับจายใชสอย
เปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ เซอรโทมัส เกรแชม ไดต้ังกฎท่ีเรียกวา กฎของเกรแชม (Greshan’s Law) กลาววา
ถาประชาชนใหความสําคัญแกเงินทุกชนิดเทาเทียมกันการหมุนเวียนของเงินก็จะไมติดขัด ถาขณะใด
ประชาชนเหน็ วา เงินชนดิ หนง่ึ สงู กวาเงินอกี ชนดิ หนึง่ ประชาชนจะเกบ็ เงนิ ที่มีคา สูงไวไ มน าํ ออกมาใชจ าย
แตจะรบี นาํ เงนิ ทม่ี ีคาตํ่ามาใช
4. คา ของเงนิ หมายถึง ความสามารถหรืออํานาจซ้ือของเงินแตละชนิดท่ีจะซื้อสินคาหรือบริการได
การวัดคาของเงินจะวัดดวยระดับราคาท่ัวไปซึ่งเปนราคาถัวเฉลี่ยของสินคาและบริการคาของเงินจะ
เปลีย่ นแปลงในทางเพิม่ ขึน้ หรือลดลง ยอ มมผี ลกระทบตอ บุคคลกลมุ ตา ง ๆ

สรปุ

ปริมาณเงนิ ในระบบเศรษฐกิจมที ้งั ปรมิ าณเงนิ ในความหมายอยางแคบและปรมิ าณเงินในความหมาย
อยางกวาง ปริมาณเงินจะเปนเคร่ืองช้ีบอกภาวะเศรษฐกิจของประเทศ การวัดวาเงินจะมีคาหรือไมวัดดวย
ระดับราคาท่ัวไปหรือดัชนีราคา

สถาบันการเงิน

1. ความหมายของสถาบนั การเงนิ
สถาบันการเงินเปนตลาดเงิน (Financial Market) หรือแหลงเงินทุนใหผูที่ตองการลงทุนกูยืม

เพื่อนําไปดําเนนิ ธรุ กิจ ตลาดการเงินมที งั้ ตลาดการเงินในระบบ ไดแ ก แหลง การเงินของสถาบันการเงินตาง ๆ
กับตลาดการเงนิ นอกระบบ ซึ่งเปนแหลงการกยู มื เงนิ ระหวา งบุคคล เชน การจาํ นํา จาํ นอง เปน ตน

213

2. ประเภทของสถาบนั การเงิน สถาบันการเงินทีส่ าํ คญั ในประเทศไทย ไดแก
2.1 ธนาคารแหงประเทศไทย เปนสถาบันการเงินที่จัดตั้งขนึ้ เพ่อื รกั ษาเสถียรภาพทางการเงินและ

เศรษฐกิจของประเทศ
2.2 ธนาคารพาณิชย เปนสถาบันการเงนิ ที่ใหญท สี่ ุดของประเทศ เพราะมปี ริมาณเงินฝากและเงินกู

มากที่สดุ เมื่อเทยี บกับสถาบันอ่ืน ๆ
2.3 ธนาคารออมสนิ เปน สถาบนั การเงนิ ของรฐั ทําหนา ทเ่ี ปนสอ่ื กลางในการระดมเงินออม

จากประชาชนสูรัฐบาล เพือ่ ใหห นวยงานของรัฐและวสิ าหกิจกไู ปใชในการพฒั นาประเทศ
2.4 บรษิ ทั เงนิ ทนุ และบริษทั หลักทรพั ย

บริษทั เงินทุน หมายถึง บรษิ ัทจาํ กดั ทไ่ี ดรับอนุญาตจากรฐั มนตรีวาการกระทรวงการคลังใหประกอบ
กิจการกยู ืมหรือรบั เงนิ จากประชาชน การใหก ูมีทัง้ ระยะสน้ั และระยะยาว

บริษัทหลกั ทรัพย หมายถงึ บรษิ ัทจํากดั ทีไ่ ดรับอนุญาตจากรัฐมนตรกี ระทรวงการคลังใหประกอบธุรกิจ
หลักทรัพยประเภทใดประเภทหนึ่งหรือหลายประเภทก็ไดในดานการเปนนายหนา การคา การใหคําปรึกษา
ดา นการลงทนุ เปนตน

2.5 สถาบนั การเงินเฉพาะอยาง
1. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณก ารเกษตร (ธ.ก.ส.) เปนธนาคารของรัฐบาลจัดต้ังขึ้น

โดยมีวัตถุประสงคท่ีจะใหความชวยเหลือทางการเงิน เพื่อสงเสริมอาชีพ หรือการดําเนินงานของเกษตรกร
กลุมเกษตรกร หรือสหกรณการเกษตร โดยใหเ งนิ กทู ้งั ระยะสน้ั และระยะยาว

2. บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแหงประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงคที่จะจัดหาทุน
เพือ่ ใหก ูร ะยะยาวแกกิจการอุตสาหกรรม เพือ่ สรางสนิ ทรพั ยถ าวร เชน โรงงาน เครื่องจักร เคร่ืองมือ เปนตน
และรบั ประกนั เงนิ กูลกู คาที่กูจากสถาบนั การเงนิ ภายในและภายนอกประเทศดวย

3. ธนาคารอาคารสงเคราะห เปนธนาคารของรัฐบาล จัดตั้งข้ึนเพ่ือดําเนินการสงเสริมให
ประชาชนมอี าคารและทีด่ นิ เปนที่อยูอาศัย ท้ังการซอื้ ขาย ไถถอน จํานอง รับจํานํา

4. บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันภัย เปนสถาบันการเงินท่ีดําเนินการรับประกันภัย
ใหกับผอู ื่นโดยไดรบั เบี้ยประกนั ตอบแทน ถา เปนการประกนั ภยั อนั เกดิ กับทรัพยสินเรยี กวา การประกันวนิ าศภัย

5. สหกรณการเกษตร เปน สถาบนั การเงินที่ต้ังขึน้ เพอ่ื ใหเกษตรกรรวมมอื กันชว ยเหลอื ในการ
ประกอบอาชพี ของเกษตรกร

6. สหกรณอ อมทรัพย เปนสถาบนั ท่รี บั ฝากเงินและใหสมาชิกกูยืมโดยคิดดอกเบ้ียมีผูถือหุน
เปนสมาชิก

7. บรษิ ัทเครดิตฟองซิเอร เปนสถาบนั ทร่ี ะดมเงนิ ทุนดว ยการออกตั๋วสัญญาใชเงินและนํามา
ใหป ระชาชนกูยมื เพือ่ ซอ้ื ท่ดี นิ และสรางท่ีอยอู าศยั

8. โรงรบั จํานาํ เปน สถาบนั การเงนิ ที่เลก็ ทีส่ ดุ มจี ดุ มุง หมายท่จี ะใหป ระชาชนกูยมื โดยการรับ
จาํ นาํ สงิ่ ของ

214

3. การวัดความสําคญั ของสถาบันการเงนิ
สถาบนั การเงนิ แตละประเภททําหนาท่ีระดมเงินออมจากประชาชนใหผูตองการเงินทุนกูยืมมาก

นอยแตกตางกันไป สถาบนั การเงินมคี วามสาํ คญั วดั ไดจาก
1. ความสามารถในการระดมเงินออม การระดมเงินออมโดยวิธีรับฝากเงินของสถาบันการเงิน

แตล ะแหงจะแตกตางกนั ไป ในประเทศไทยธนาคารพาณิชยสามารถระดมเงินออมไดม ากทีส่ ุด
2. ความสามารถในการใหก ูย ืมเงิน ธนาคารพาณชิ ยเ ปนสถาบนั การเงินที่ใหก ูเ งินแกป ระชาชนมาก

ท่ีสดุ รองลงมาคอื บรษิ ทั เงนิ ทนุ และท้ังสองสถาบันยังมีอัตราการขยายตัวของการใหก ูในแตละปส ูงดวย
3. ยอดรวมของสินทรัพย ธนาคารพาณิชย เปนสถาบันที่มียอดรวมของสินทรัพยมากท่ีสุด

รองลงมาคือธนาคารออมสินและบรษิ ัทเงินทนุ
4. ความสําคญั ดานการพัฒนาเศรษฐกิจ สถาบันการเงินประเภทธนาคารและบริษัทเงินทุนเปน

สถาบันทีเ่ ปนกําลังสาํ คญั ในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย เพราะทําหนาท่ีระดมเงินออม ใหกูแกผูลงทุนและเปน
แหลงเงินกูข องรัฐบาล

การคลงั

ความหมายและความสําคญั ของเศรษฐกิจภาครฐั บาลหรอื คลงั รัฐบาล (Public Economy)
ความหมายของเศรษฐกิจภาครัฐบาล
เศรษฐกิจภาครัฐบาล (Public Economy) หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาครัฐบาลในดาน
รายได รายจาย นโยบายที่รัฐกําหนดโครงสรางของรายไดรายจายและการกอหนี้สาธารณะ ตลอดจน
ผลกระทบจากการจัดเก็บรายไดและการใชจายเงินของรัฐ เพ่ือดําเนินกิจกรรมทางดานเศรษฐกิจท่ีมีผลตอ
เศรษฐกจิ สงั คมและการเมือง เพ่อื ใหบ รรลุวตั ถุประสงคดา นเศรษฐกิจของประเทศ ไดแ ก การมงี านทาํ การ
มรี ายได การรกั ษาเสถียรภาพของราคาและดลุ การชาํ ระเงิน การผลกั ดันใหร ะบบเศรษฐกิจมคี วามมั่นคง
เปน ตน
ริชารด อาร มัสเกรฟ กลาววา การศึกษาเศรษฐกิจภาครัฐบาลเพื่อตอบสนองวัตถุประสงคทาง
เศรษฐกจิ 4 ประการ คอื

1. เพ่อื จัดสรรทรพั ยากรใหเปน ไปอยา งมีประสิทธภิ าพและตอบสนองความตอ งการของสังคม
2. เพือ่ การกระจายรายไดใ นสังคมทม่ี คี วามแตกตางกัน ลดชองวางระหวา งคนรวยและคนจน
3. เพอื่ การเจริญเตบิ โตทางเศรษฐกิจ ประชาชนมงี านทําและมีรายได
4. เพื่อรักษาเสถยี รภาพดานเศรษฐกจิ แกป ญหาการวางงาน รักษาระดบั ดุลการชําระเงนิ ไมใ หข าด
ดลุ และรักษาระดบั ราคาสนิ คา ไมใหส ูงข้ึน
เศรษฐกิจภาครฐั บาล กค็ ือ คลงั รัฐบาล ซ่งึ หมายถงึ การแสวงหารายไดแ ละการใชจายเงินของรัฐบาล
ตามงบประมาณแผน ดินประจาํ ป

215

ความสาํ คัญของเศรษฐกิจภาครัฐบาล
นับต้ังแตศตวรรษที่ 18 เปนตนมา นักเศรษฐศาสตรมีความเช่ืออยางแพรหลายวารัฐบาลไมควร
แทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แตควรมีหนาท่ี 3 ประการ คือ หนาท่ีในการปองกันประเทศ หนาที่รักษา
ความสงบและความยตุ ธิ รรมในประเทศ และใหบ ริการสาธารณะบางอยา ง เชน การศกึ ษา สาธารณสุขเสนทาง
คมนาคม เปนตน ท่ีเปนเชนน้ีเพราะนักเศรษฐศาสตรเหลาน้ันมีความเชื่อวาถาบุคคลแตละคนสามารถจะ
ตดั สินใจทาํ กจิ กรรมตา ง ๆ ซ่งึ จะเปน ประโยชนสูงสุดแกตนเอง ยอมจะกอ ใหเกิดประโยชนสูงสุดตอสังคมดวย
แตนับตงั้ แตศตวรรษที่ 19 เปนตนมา นักเศรษฐศาสตรบางกลุมเริ่มมองเห็นวาการปลอยใหระบบเศรษฐกิจ
ดําเนินไปอยางเสรีโดยรัฐบาลไมแทรกแซงนั้นกอใหเกิดปญหาบางประการ เชน ปญหาการวางงาน ปญหา
เศรษฐกิจตกต่ํา เปนตน จึงเกิดความคิดวารัฐบาลนาจะเขามามีบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อแกไข
ปญหาตา ง ๆ ขจัดการเอารดั เอาเปรยี บระหวางกลุมเศรษฐกิจตาง ๆ สงเสริมการผลิตสินคาและบริการท่ีเปน
ประโยชนต อสว นรวม ควบคมุ การผลติ สนิ คา และบริการท่ีกอใหเกดิ โทษตอสังคม การแทรกแซงของรัฐบาลจะ
ชว ยรกั ษาเสถียรภาพทางเศรษฐกจิ ไมใ หเ กิดภาวะเงนิ เฟอหรอื เงนิ ฝด และการวางงาน เครื่องมือสําคัญในการ
ดําเนนิ งานของรัฐบาล คอื นโยบายการคลงั (Fiscal Policy)
เศรษฐกิจภาครัฐบาลไมวาจะเปนเร่ืองการจัดเก็บรายได การกอหนี้สาธารณะ การใชจายเงินจาก
ภาครัฐสูภาคเอกชนลวนมีผลกระทบตอการผลิต การบริโภค และการจางงาน โดยเฉพาะในประเทศดอย
พฒั นาเศรษฐกจิ ภาครัฐบาลมีความสาํ คัญมากเพราะวา
1. รัฐบาลประเทศตาง ๆ มีภาระหนาท่ีไมเพียงแตการบริหารประเทศเทานั้น รัฐยังตองพัฒนา
เศรษฐกิจในทกุ ๆ ดา น ซ่งึ ตองใชจ า ยเงนิ จํานวนมาก
2. การหารายไดจากภาษีอากร การใชจายเงินและการกูเงินของรัฐบาลผลกระทบตอกิจกรรมทาง
เศรษฐกจิ ในดา นการผลิต การบริโภค การแลกเปล่ียน และการกระจายรายได
ดงั น้ัน การคลังจึงมีความสาํ คญั ในการดาํ เนนิ งานของรัฐบาล เพราะรฐั บาลจะใชก ารคลงั ควบคุมภาวะ
เศรษฐกิจของประเทศดวยวธิ ีการ ดังตอไปนี้
1. สงเสริมการจัดสรรทรัพยากรของสังคม (Allocation Function) ใหเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ
เนอื่ งจากทุกประเทศประสบปญหาทรัพยากรมีจํากัด จึงเกิดปญหาวาจะจัดสรรทรัพยากรของสังคมอยางไร
จึงจะสามารถตอบสนองความตองการของประชาชนไดดี นโยบายการคลังจึงมีบทบาทสําคัญในการ
กําหนดการจดั สรรทรพั ยากรระหวางภาครัฐกับภาคเอกชนใหเปนไปในสัดสวนที่ทําใหสังคมไดรับประโยชน
สงู สดุ
2. สงเสริมการกระจายรายไดที่เปนธรรม (Distribution Function) นโยบายการคลังของรัฐบาล
จงึ มวี ตั ถปุ ระสงคทจ่ี ะใหเกิดความเปน ธรรมในการไดร ับประโยชนแ ละรบั ภาระรายจายของรฐั บาล
3. การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสังคม (Stabilization Function) รัฐบาลจะตองควบคุม
และดูแลใหเศรษฐกจิ ของสงั คมเปน ไปดวยความราบร่นื ดวยการรกั ษาระดบั การจางงานใหอ ยูในอัตราสูงระดับ
ราคาสนิ คา และบริการมเี สถยี รภาพ รวมทง้ั อัตราการเจริญเตบิ โตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) อยใู น
ระดบั ทน่ี า พอใจ

216

รัฐบาลจงึ ใชนโยบายการคลงั ในการควบคุมดูแลตลอดจนแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ
เพอื่ ใหร ะบบเศรษฐกิจของประเทศคงไวซ ึง่ เสถยี รภาพ

ตารางแสดงความแตกตา งระหวางการดาํ เนินกจิ กรรมทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนและภาครัฐบาล

การดาํ เนนิ กิจกรรม ภาคเอกชน ภาครฐั บาล

วตั ถปุ ระสงคแ ละจดุ มงุ หมาย เพือ่ แสวงหาผลกาํ ไรและ มีวัตถปุ ระสงคเ พอ่ื ประโยชนข อง
ประโยชนส ว นตวั สาธารณชน

ดา นการวางแผนดาํ เนิน วางแผนดําเนนิ กจิ กรรมทาง วางแผนโครงการและตัง้ ประมาณ
กิจกรรม เศรษฐกจิ โดยพจิ ารณารายได การรายจา ย แลว จึงประมาณการ
กอ นหรอื มรี ายไดก ําหนดรายจาย รายไดทคี่ าดวา จะไดรับหรอื มี
รายจายกําหนดรายได

ดา นระยะเวลาดําเนิน มักดําเนนิ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ มักดําเนินกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ
โครงการ ทีใ่ หผลตอบแทนในระยะสั้น ที่ใหผลตอบแทนระยะยาว ในบาง

โครงการไมส ามารถประเมินออกมา
เปน ตวั เลขได

สรปุ

เศรษฐกจิ ภาครัฐบาล หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาครัฐบาลในดา นรายได รายจายนโยบาย
ทรี่ ฐั กําหนดโครงสรางของรายได รายจา ย และการกอ หน้สี าธารณะ ตลอดจนผลกระทบจากการจดั เก็บรายได
และการใชจ า ยเงนิ ของรัฐ เศรษฐกจิ ภาครฐั บาลมคี วามสําคญั ในการดาํ เนนิ งานของรัฐบาล เพราะการคลังชวย
ควบคมุ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

งบประมาณแผน ดิน (Budget)

งบประมาณแผน ดิน เปน แผนการเกยี่ วกับการหารายได และการใชจายเงินของรัฐบาลตามโครงการ
ตาง ๆ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรมตาง ๆ เปนผูจัดทําและเสนอไปยังสํานักงบประมาณเพ่ือเสนอตอไปยัง
คณะรัฐมนตรี จัดทําเปนรางพระราชบัญญัติงบประมาณประจําป เสนอของอนุมัติจากรัฐสภาเพราะเงิน
งบประมาณแผนดินคือเงินของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยการใชเงินงบประมาณแผนดินตองไดรับ
อนมุ ัติจากรัฐสภากอ น

217

งบประมาณแผนดนิ แบงออกเปน 3 ลักษณะ คอื
1. งบประมาณสมดลุ (Balanced Budget) คือ รายไดและรายจา ยของรฐั บาลมีจํานวนเทากนั
2. งบประมาณขาดดุล (Dificit Budget) คอื รายไดของรัฐบาลต่าํ กวา รายจาย
3. งบประมาณเกนิ ดุล (Surplus Budget) คือ รายไดของรัฐบาลสงู กวา รายจาย

งบประมาณแผน ดินจงึ เปน การเปรียบเทียบรายไดแ ละรายจา ยจรงิ ของรฐั บาลในชว งเวลา 1 ป
ดลุ แหง งบประมาณในระบบเศรษฐกิจจะเปนอยางไรนน้ั ขึน้ อยูกบั ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะ
น้ัน โดยทั่วไปในขณะที่ระบบเศรษฐกิจรุงเรือง ดุลแหงงบประมาณมักจะเกินดุลและจะขาดดุลในขณะท่ี
เศรษฐกจิ ซบเซา ในกรณที ่ีงบประมาณขาดดุลรฐั บาลอาจชดเชยการขาดดุลโดยการกอหนี้สาธารณะ (Public
Debit) หน้ีที่มีกําหนดระยะเวลาชําระคืนไมเกิน 1 ป ถือเปนหน้ีระยะสั้น สวนหนี้ระยะยาวมีกําหนดเวลา
ชําระคืน 5 ป ขน้ึ ไป ซึง่ อาจจะมาจากแหลงเงินกูภ ายในประเทศหรอื ภายนอกประเทศก็ได

สรุป

งบประมาณแผนดินเปน แผนการเกี่ยวกับการหารายไดแ ละการใชจายเงินของรฐั บาลตามโครงการ
ตาง ๆ ในระยะเวลา 1 ป งบประมาณแผนดินมี ลักษณะ คือ งบประมาณสมดุล งบประมาณขาดดุล
งบประมาณเกินดลุ

รายไดข องรัฐบาล (Public Revenue)

รายไดข องรัฐบาล หมายถงึ เงนิ ภาษีอากร (Tax Revenue) ทร่ี ัฐจดั เก็บจากราษฎรและรายไดอ ื่น
ท่มี ิใชภาษอี ากร (Non – tax Revenue) เชน กําไรจากรัฐวสิ าหกิจ คาธรรมเนียมและรายไดเ บด็ เตลด็ อ่นื ๆ
เปนตน

รายไดข องรฐั บาล จาํ แนกออกไดเปน 4 ประเภท คือ
1. รายไดจ ากภาษอี ากร เปนรายไดสว นใหญประมาณรอยละ 88 ของรายไดท้งั หมด
2. รายไดจากการขายสงิ่ ของและบรกิ าร หมายถงึ คา บริการและคาธรรมเนียม เชน คาเชาทรัพยสิน
ของรัฐ คาขายอสังหาริมทรัพย คาขายผลิตภัณฑธรรมชาติ คาขายหนังสือราชการ คาขายของกลางจาก
คดีอาญา รายไดส วนน้คี ิดเปน รอ ยละ 2 ของรายไดท ั้งหมด
3. รายไดจ ากรฐั พาณชิ ย หมายถึง รายไดข องรัฐบาล ท่ีมาจากผลกําไร และเงนิ ปน ผลจากองคการ
ตาง ๆ ของรฐั เงนิ สว นแบง จากธนาคารแหง ประเทศไทย รายไดส ว นนคี้ ดิ เปนรอ ยละ 6 ของรายไดท ง้ั หมด
4. รายไดอ่ืน ๆ เปนรายไดนอกเหนือจากรายได 3 ประเภทขางตน ไดแก คาปรับ คาธรรมเนียม
ใบอนุญาตตา ง ๆ คาสมั ปทานแรแ ละปโตรเลียม คา อาชญาบตั รสาํ หรับฆา สตั ว คาภาคกลางแรและปโตรเลียม
คา ภาคหลวงไม การผลติ เหรยี ญกษาปณ รายไดส วนนี้คิดเปน รอยละ 4 ของรายไดทง้ั หมด

218

สรุปไดวารายไดสวนใหญของรฐั บาลคอื รายไดจากภาษีอากรเปน เงนิ ทีร่ ฐั บาลเก็บจากประชาชนผูมเี งิน
ไดเพ่ือใชจายในกิจการของรัฐบาลโดยไมตองใหการตอบแทนอยางใดอยางหนึ่งแกผูเสียภาษีอากร
ซงึ่ มวี ัตถุประสงคใ นการจัดเกบ็ ดงั นี้

1. เพ่อื เปน รายไดข องรฐั สาํ หรบั ใชจ า ยในโครงการตา งๆ ท่ีจําเปน
2. เพื่อการควบคุม เชน เพื่อจํากัดการบริโภคของประชาชนในสินคาฟุมเฟอย หรือสินคาที่เปน
อนั ตรายตอ สุขภาพ
3. เพ่ือการจดั สรรและการกระจายรายได โดยการเก็บภาษีจากผูมีรายไดมาก ในอัตราสูง เพื่อใหรัฐ
นําไปใชจ ายใหเ ปนประโยชนแกสว นรวมและผูมรี ายไดนอย
4. เพื่อการชําระหน้ีสินของรัฐโดยการเก็บภาษีอากรจากผูที่ไดรับประโยชนจากการพัฒนาของรัฐ
เพือ่ นาํ ไปชําระหนเ้ี งินกทู ี่รฐั กูยืมมา
5. เพื่อเปนเครื่องมือในนโยบายทางธุรกิจ โดยใชภาษีอากรเปนเครื่องมือสนับสนุนหรือจํากัดการ
ลงทุนการธุรกิจเพอ่ื ประโยชนใ นการพัฒนาเศรษฐกิจ
6. เพอ่ื เปน เคร่ืองมือในนโยบายการคลัง เชน เพ่ิมอัตราภาษีใหสูงข้ึนในภาวะเงินเฟอ และลดอัตรา
ภาษีลงในภาวะเงินฝด เปนตน

สรุป

รายไดของรฐั บาลประกอบดว ยรายไดท ่เี ปน ภาษีอากรและรายไดทีไ่ มใชภาษอี ากร เพอ่ื นํามาใชจาย

ในกิจการของรฐั บาลโดยไมตองใหการตอบแทนแกผ หู นง่ึ ผูใ ดโดยเฉพาะ

ภาษีอากร

ประเภทของภาษอี ากร
การแบง ประเภทของภาษอี ากรขึ้นอยกู ับเกณฑท่ีใชใ นการแบงซึ่งมี 4 เกณฑ ดงั นี้
1. แยกตามหลกั การผลกั ภาระภาษี แบงไดเปน 2 ชนิด คือ

1.1 ภาษที างตรง คือ ภาษีท่เี ก็บแลวผเู สียภาษีไมส ามารถผลักภาระไปใหผูใดไดอีก ไดแก ภาษี
เงนิ ไดบคุ คลธรรมดา ภาษีเงินไดนติ ิบคุ คล ภาษที รพั ยส ิน เปน ตน

1.2 ภาษที างออ ม คอื ภาษที ี่ผูเสียภาษไี มจ ําเปน ตอ งรับภาษไี วเอง สามารถผลกั ภาระใหผ ูอ่ืนได
เชน ภาษสี รรพสามิต ภาษศี ลุ กากร เปน ตน

2. แยกตามการใชภ าษี แบงไดเปน 2 ชนดิ
2.1 ภาษีท่ัวไป (General Tax) หมายถึง ภาษีที่จัดเก็บเพื่อนํารายไดไปเขางบประมาณ

แผนดนิ สําหรับใชใ นกจิ การท่วั ไป ไมมีการระบวุ าจะตอ งนําเงินภาษีไปใชเ พ่ือการใดโดยเฉพาะ
2.2 ภาษเี พือ่ การเฉพาะอยา ง (Ear – Marked Tax) หมายถงึ ภาษที ี่จัดเก็บเพ่อื นําเงนิ ไปใชใน

กจิ การใดกิจการหนง่ึ โดยเฉพาะ จะนาํ ไปใชผ ิดกิจกรรมมไิ ด เชน ภาษกี ารปอ งกนั ประเทศ เปนตน

219

3. แยกตามฐานภาษี แยกเปน ชนิดตาง ๆ ตามฐานภาษี ดังน้ี
3.1 ภาษที เ่ี ก็บจากเงนิ ได เชน ภาษเี งินไดบ คุ คลธรรมดา หรอื ภาษีเงนิ ไดน ิติบคุ คล เปน ตน
3.2 ภาษที เี่ กบ็ จากฐานการใชจ าย เชน ภาษกี ารใชจ าย เปนตน
3.3 ภาษีท่ีเกบ็ จากทนุ เชน ภาษมี รดก ภาษีรถยนต เปนตน
3.4 ภาษที ีเ่ ก็บจากการเปลี่ยนมือ เชน ภาษขี าย ภาษีสรรพสามติ เปน ตน

4. แยกตามเกณฑก ารประเมนิ ไดแ ก
4.1 ภาษตี ามมูลคา (Ad Valorem Tax) คือ ภาษีท่ีถือมูลคาของสินคาหรือบริการที่ซื้อขาย

กันเปน ฐาน โดยมากกาํ หนดรอยละของมูลคาโดยไมค าํ นงึ ถงึ จํานวนทซ่ี ้อื ขายกนั วา เปนอยางไร
4.2 ภาษตี ามสภาพ (Specific Tax) คือ ภาษีทเ่ี กบ็ ตามสภาพของสนิ คา เชน กําหนดเก็บภาษี

น้ํามันวา เกบ็ ลิตรละ 2 บาท ไมว าราคาน้าํ มนั จะเปนเทา ใด เปน ตน
โครงสรางอัตราภาษอี ากร (Tax Rate Structure) แบง เปน 3 ประเภท คือ
1. โครงสรางอัตราภาษีแบบกาวหนา คือ ภาษีที่อัตราภาษีเพ่ิมข้ึนเม่ือฐานภาษีสูงขึ้น ถาภาษีเงินได

เปน ภาษแี บบกา วหนา เม่อื เงินไดเ พ่มิ ข้นึ อัตราภาษีจะสูงข้นึ ดวย
2. โครงสรา งภาษแี บบคงที่ คอื ภาษที ีม่ อี ัตราคงท่ไี มว าฐานภาษจี ะเพ่มิ ขึน้ หรือลดลง
3. โครงสรา งอัตราภาษแี บบถดถอย คือ ภาษีที่อัตราภาษจี ะลดลงเมอื่ ฐานภาษีมคี า สูงขึ้น

การจดั เกบ็ ภาษอี ากรในประเทศไทย

ภาษอี ากรซึง่ เปน รายไดสว นใหญข องประเทศไทย มหี นว ยงานทจ่ี ดั เก็บ ไดแ ก
1. ประเภทภาษีอากรทีก่ รมสรรพากรทีห่ นา ที่จดั เกบ็ ไดแก

1.1 ภาษีเงนิ ไดบุคคลธรรมดา
1.2 ภาษีเงนิ ไดน ติ บิ ุคคล
1.3 ภาษีเงนิ ไดปโตรเลียม
1.4 ภาษกี ารคา
1.5 ภาษีมลู คาเพิ่ม (Value Added Tax) รัฐบาลนําเขา มาใชแทนภาษกี ารคา

เม่ือวนั ท่ี 1 มกราคม 2535
1.6 ภาษีธรุ กจิ เฉพาะ
1.7 อากรแสตมป
1.8 อากรมหรสพ (คา งเกา) ไดยกเลิกการจดั เกบ็ แลว
1.9 อากรรังนกนางแอน

การธนาคาร

ความหมายของการตลาดเงินและตลาดทนุ
ตลาดเงิน คือ ตลาดท่ีมีการระดมเงินทุนและการใหสินเช่ือในระยะส้ันไมเกิน 1 ป การโอนเงิน
การซื้อขายหลกั ทรัพยทางการเงินที่มอี ายุการไถถอนระยะสั้น เชน ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใชเงิน และต๋ัวเงินคลัง

220

เปน ตน ปน ทีร่ วมกลไกท้งั หลายทท่ี าํ ใหการหมนุ เวียนของเงินทุนระยะสั้นเปนไปดวยดี ไดแก การใหสินเช่ือ
เพื่อการประกอบธุรกิจ และการจัดหาทุนระยะส้ันแกภาครัฐบาล แบงออกเปน ตลาดเงินในระบบ ไดแก
ธนาคารพาณชิ ย บรษิ ัทเงนิ ทนุ บริษัทหลักทรพั ย ธนาคารกลาง เปนตน และตลาดเงินนอกระบบเปนการกูยืม
ระหวางบุคคล

ตลาดทุน คือ ตลาดทมี่ ีการระดมเงินออมระยะยาวและใหส นิ เชือ่ ระยะยาว ตั้งแต 1 ปข ึ้นไป ไดแ ก
เงนิ ฝากประจําตง้ั แต 1 ปขึ้นไป หุน กู หุน สามญั และพันธบตั รรัฐบาลหรอื เอกชน

ในปจ จุบันการแบง ปน ตลาดเงนิ และตลาดทนุ คอ นขางยงุ ยากเพราะสถาบนั การเงนิ จะทาํ หนา ทท่ี ง้ั สอง
อยา งจงึ รวมเรียกวา ตลาดการเงนิ

สรุป

ตลาดเงินคือตลาดที่ระดมเงินทุนและการใหสินเช่ือในระยะส้ันไมเกิน 1 ป สวนการระดมเงินออม

มากกวา 1 ปข้ึนไป เรียกวาตลาดทุน ตลาดเงินและตลาดทุนมีทั้งในระบบและนอกระบบ และมีสวนสําคัญ

ในการพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศ

ธนาคารกลาง
1. ความหมายของธนาคารกลาง
ธนาคารกลางเปน สถาบันการเงินซ่ึงสวนมากเปนของรัฐ ทําหนาท่ีเปนศูนยกลางควบคุมการเครดิต

และระบบการเงินของประเทศ ในประเทศไทยคอื ธนาคารแหงประเทศไทย
ธนาคารกลางมลี กั ษณะแตกตางจากธนาคารพาณชิ ย คอื
1.1 ธนาคารกลางดําเนินงานเพ่ือเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ไมใช เพื่อรายไดหรือผล

กาํ ไรอยางธนาคารพาณชิ ย
1.2 ธนาคารกลาง เปน สถาบันการเงินที่รัฐบาลเขา มามีสว นรว มในการบรหิ าร
1.3 ลูกคาสวนใหญของธนาคาร ไดแก หนวยงานของรัฐบาล ธนาคารพาณิชย และสถาบัน

การเงินบางประเภท ธนาคารกลางจะไมท ําธรุ กิจตดิ ตอพอคา หรอื ประชาชนโดยตรง

2. หนา ทข่ี องธนาคารกลาง
2.1 เปนผูออกธนบัตร เพ่ือควบคุมปริมาณธนบัตรท่ีใชหมุนเวียนใหพอดีกับความตองการของ

ธรุ กิจและประชาชนท่ัวไป
2.2 เปนผูควบคุมเงินสดของธนาคารพาณิชย โดยมีอํานาจกําหนดเพ่ิมหรือลดจํานวนเงินสด

สํารองเงินฝากของธนาคารพาณิชย เพือ่ ใหธ นาคารกลางสามารถกําหนดปริมาณเงินฝากและการสรางเงินฝาก
ของธนาคารพาณิชยไ ด

2.3 เปนธนาคารของธนาคารพาณิชย ธนาคารกลางจะรับฝากเงินจากธนาคารพาณิชยเปนผูให
ธนาคารพาณชิ ยกยู ืมแหลง สดุ ทา ย และรับหักบัญชรี ะหวา งธนาคาร

221

2.4 เปนนายธนาคารของรัฐบาล ธนาคารกลางจะถือบัญชีเงินฝากของรัฐบาลใหรัฐบาลกูยืมเละ
เปน ตวั แทนทางการเงินของรฐั บาล

3. ธนาคารแหง ประเทศไทย
3.1 ประวัตคิ วามเปน มา
ธนาคารแหง ประเทศไทยเปนธนาคารกลางของประเทศไทย เร่ิมตนจากรัฐบาลไทยไดริเริ่มจัดตั้ง

สํานักงานธนาคารชาติไทยข้นึ เมือ่ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 สํานักงานนีป้ ระกอบธรุ กิจของธนาคารกลาง
เฉพาะบางประเภทเทานั้น เพราะยังไมมฐี านะเปนธนาคารกลางโดยสมบรู ณ ตอมาเมอ่ื วนั ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.
2548 รัฐบาลไดจัดต้ังธนาคารกลางขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารแหงประเทศ พ.ศ. 2548 โดยไดรับทุน
ดําเนินงานจากรัฐบาล 20 ลานบาท รวมทรัพยสินที่โอนมาจากสํานักงานธนาคารแหงประเทศไทย 13.5
ลา นบาท

3.2 หนาทข่ี องธนาคารแหงประเทศไทย
1) ออกและพิมพธนบัตร ธนาคารแหงประเทศไทยมีอํานาจตามกฎหมายที่จะออกธนบัตร

รฐั บาลภายใตเงือ่ นไข 2 ประการ คือ ออกธนบัตรใหมแ ทนธนบัตรเทาที่ชํารุดเสียหาย และเม่ือไดรับทุนสํารอง
เงนิ ตราเพม่ิ ขน้ึ

2) เก็บรกั ษาทนุ สาํ รองเงนิ ตรา ในการออกธนบตั รใหมของธนาคารแหงประเทศไทย กฎหมาย
กําหนดใหม ีทุนสาํ รองเงนิ ตรา ประกอบดว ย ทองคาํ หลักทรัพยและเงินตราตางประเทศไมตํ่ากวารอยละ 60
ของจํานวนธนบัตรที่พมิ พออกใช

3) เปนธนาคารของธนาคารพาณชิ ย และคอยกํากับดูแลธนาคารแหงประเทศไทยใหบริการ
แกธ นาคารพาณชิ ยในลกั ษณะเดยี วกับที่ธนาคารพาณิชยดแู ลลูกคา คือ

3.1 รักษาบญั ชเี งินฝากของธนาคารพาณิชย
3.2 เปน สาํ นักงานกลางในการหักบัญชรี ะหวา งธนาคาร
3.3 เปนผูใหกแู หลง สุดทาย
3.4 เปนศูนยก ลางการโอนเงิน
4) เปน ธนาคารของรฐั บาล ธนาคารแหง ประเทศไทยรกั ษาบัญชเี งินฝากของหนวยงานรฐั บาล
และรฐั วิสาหกจิ ซอ้ื ขายเงินตราตา งประเทศใหร ฐั บาล และใหรฐั บาล รฐั วสิ าหกิจ กยู มื โดนมีหลักทรพั ย
5) รกั ษาเสถียรภาพของเงนิ ตรา เปน บทบาทหนาท่ีทส่ี าํ คญั ทีส่ ดุ ของธนาคารแหงประเทศไทย
ในการรกั ษาเสถียรภาพของเงนิ ตราโดยการใชม าตรการตา ง ๆ ควบคุมปรมิ าณเงนิ ของประเทศใหอยูในปริมาณ
ทีเ่ หมาะสม

สรปุ

ธนาคารกลางเปนสถาบันการเงินที่สว นใหญเ ปนของรัฐทาํ หนาทีเ่ ปนศนู ยก ลางควบคมุ การเครดิตและ
ระบบการเงินประเทศไทยคือ ธนาคารแหง ประเทศไทย

222

ธนาคารพาณิชย

1. ความหมายของธนาคารพาณิชย
ธนาคารพาณิชย หมายถึง ธนาคารที่ไดรับอนุญาตใหประกอบการธนาคารพาณิชยและหมายรวม
ตลอดถงึ สาจาของธนาคารตางประเทศทีไ่ ดร ับอนุญาตใหป ระกอบการธนาคารพาณิชย โดยการประกอบธุรกิจ
ประเภทรบั ฝากเงนิ ทีต่ องจายเมอื่ ทวงถามหรือเมื่อส้ินระยะเวลาอันกําหนดไวและใชประโยชนเงินน้ันในทาง
หนงั สือหลายทาง เชน

1. ใหก ยู มื
2. ซอื้ ขายหรือเกบ็ เงนิ ตามตั๋วแลกเงนิ หรือตราสารเปลีย่ นมืออืน่ ใด
3. ซอ้ื หรอื ขายเงินปริวรรตตา งประเทศ
2. หนาที่ของธนาคารพาณิชย มีดังน้ี
2.1 หนาทีใ่ นดานการใหบรกิ ารทางการเงิน ไดแก

1) การรบั ฝากเงิน เงนิ ทร่ี บั ฝากจะมปี ระเภทเงนิ ฝากกระแสรายวัน เงินฝากประจํา และเงิน
ฝากออมทรพั ย

2) การโอน หมายถงึ การสงเงนิ ภายในทองถิน่ ระหวางเมืองหรือระหวางประเทศโดยการ
ใชด รา ฟ หรือผา นระบบออนไลน

3) การเรยี กเกบ็ เงนิ หมายถึง การเรยี กเกบ็ เงินตามเช็ค ตั๋วแลกเงนิ ที่ครบกาํ หนดเวลา
4) การใหเ ชา หบี นิรภยั คือ การใหเชาหองท่มี คี วามม่ันคงปลอดภัย เพอ่ื เกบ็ ทรพั ยสนิ
5) การเปนทรัสต หมายถึง การทาํ หนาทพ่ี ทิ กั ษท รพั ยส นิ และผลประโยชนของบุคคลอน่ื หรอื
รับจดั การผลประโยชนข องผทู ม่ี ีทรัพยส นิ มากและไมมีเวลาดแู ลทรัพยส นิ ของตนเองได
6) การซอื้ ขายเงนิ ตราตา งประเทศ หมายถงึ การซื้อขายแลกเปลีย่ นเงนิ ตราตา งประเทศ

2.2 หนา ทเี่ กย่ี วกบั การใหกยู มื และสรางเงินฝาก
1) การใหกูยืมของธนาคารพาณิชย ธนาคารพาณิชยรับฝากเงินจากประชาชน แลวนํามาให

กยู มื 3 วธิ ดี ว ยกนั คอื
1.1) ใหกยู ืมเปน ตวั เงินโดยตรง
1.2) ใหเบิกเงินเกนิ บัญชี
1.3) รบั ซื้อต๋วั แลกเงิน
2) การสรางเงินฝากของธนาคารพาณิชย เมื่อมีลูกคานําเงินมาฝากเรียกวา เงินฝากข้ันที่ 1

ธนาคารจะเอาไปใหผูอื่นกูยืม โดยเปดบัญชีเงินฝากในนามของผูกู เรียกวา เงินฝากขั้นที่ 2 โดยมอบเช็คให
เพ่อื ไปเขยี นสงั่ จา ยตามวงเงินที่กู เงนิ ฝากของธนาคารจึงเพ่มิ ข้ึนโดยธนาคารไมจาํ เปนตอ งมลี ูกคานาํ เงินสดเขา
มาใหมเสมอ เปนเงินฝากท่ีเกดิ จากการแปลงหน้ีของผูก ใู หอยูในรปู บัญชเี งินฝาก

223

สรุป

ธนาคารพาณิชย คอื สถาบันการเงินท่ีไดรับอนุญาตใหรับฝากเงิน ใหกูยืม ซ้ือขายหรือเรียกเก็บเงิน
ตามต๋วั แลกเงนิ ซอ้ื หรอื ขายเงินปริวรรตตา งประเทศ เปน สถาบนั การเงนิ ทใ่ี หญทส่ี ุดในประเทศไทย

แบบฝก หดั ทา ยบทเรื่องท่ี 5 สถาบันการเงนิ และการเงนิ การคลัง การธนาคาร

คาํ สั่ง เมอื่ ผเู รยี นศึกษาเร่อื งสถาบันการเงนิ และการเงนิ การคลังจบแลว ใหทาํ แบบฝก หดั ตอ ไปน้ี โดยเขยี นใน

สมดุ บันทึกกิจกรรมเรียนรู

แบบฝกหดั ท่ี 1 ใหผเู รยี นศกึ ษาวิเคราะหและจับคขู อ ความทีก่ ําหนดใหตอ ไปน้ี โดยใหมีความสัมพันธกนั

..............1. เหรยี ญกษาปณ ก. เงนิ ฝากทส่ี ั่งจายโดยใชเช็ค

..............2. ธนบัตร ข. รัชกาลที่ 4

..............3. เงนิ ฝากกระแสรายวนั ค. รชั กาลที่ 5

..............4. เงินพดดว ง ง. เร่มิ ใชส มยั สโุ ขทยั

..............5. เริม่ ใชธ นบัตรเปนชาติแรก จ. ธนาคารแหงประเทศไทย

..............6. เลกิ ใชเงินพดดว ง ฉ. กรมธนารักษ

..............7. เรมิ่ ใชเงินโลหะ ช. เงินโลหะ

..............8. เร่ิมผลติ ธนบตั รในประเทศไทย ซ. อียิปต

..............9. หนว ยงานทีผ่ ลติ ธนบตั ร ฌ. จนี

............10. หนวยงานที่ผลติ เหรยี ญกษาปณ ญ. เงนิ กระดาษ

แบบฝกหัดท่ี 2 ใหผ เู รยี นบอกหนา ท่ขี องสถาบนั การเงนิ ตอ ไปนี้
1. ธนาคารออมสนิ

.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

2. บริษัทเงินทุน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

3. บริษทั หลกั ทรพั ย
.................................................................................................................……………………………….......
.............................................................................................................................................................

4. บรรษทั เงินทุนอตุ สาหกรรมแหง ประเทศไทย
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

224

5. บริษัทประกนั ภยั
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

6. โรงรับจาํ นาํ
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

7. บรษิ ัทเครดิตฟองซเิ อร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

8. สหกรณอ อมทรพั ย
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

9. ธนาคารอาคารสงเคราะห
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

10. ธนาคารเพ่ือการเกษตรและสหกรณการเกษตร
.............................................................................................................................................................

แบบฝกหัดที่ 3 ใหผ ูเรยี นสรปุ เรอ่ื งตอ ไปน้ี
1. ความหมายของเศรษฐกิจภาครฐั บาล

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................

2. ความสาํ คัญของเศรษฐกจิ ภาครัฐบาล
.....................................................................................................................................................................

3. ความหมายของงบประมาณแผนดิน
.....................................................................................................................................................................

4. ขน้ั ตอนการจดั ทํางบประมาณแผน ดิน
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

225

5. หนว ยงานรบั ผิดชอบในการจัดทํางบประมาณแผน ดิน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................

6. งบประมาณแผน ดนิ ในปปจ จุบัน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................

เรื่องที่ 6 ความสัมพันธและผลกระทบทางเศรษฐกิจระหวา งประเทศ
กับภูมิภาคตาง ๆ ทั่วโลก

เศรษฐกิจระหวางประเทศ คือ การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินคาและบริการระหวางประเทศ
ซ่ึงประกอบดวย การคาระหวางประเทศ การชําระเงินระหวางประเทศ การรวมมือทางเศรษฐกิจระหวาง
ประเทศ

1. การคา ระหวางประเทศ (International Trade)
การคาระหวางประเทศ (International Trade) หมายถึง การนําสินคาและบริการจากประเทศ

หนงึ่ แลกเปลีย่ นกบั อีกประเทศหนงึ่
1.1 ปจ จัยทที่ ําใหเกดิ การขยายตัวทางการคาระหวา งประเทศ
1) ความแตกตา งของทรัพยากรและปจจัยการผลิต เชน ราคาของวัตถุดิบ คุณภาพแรงงาน

การใหบ ริการ เปนตน
2) ความแตกตางของลักษณะทางกายภาพ เชน ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทําใหผลผลิตที่ได

แตกตา งกนั เปน ตน
3) ความแตกตา งในความสามารถทางการผลติ เชน เทคโนโลยี ตนทุนการผลติ
4) การสนบั สนนุ จากภาครัฐบาลและกฎหมายท่เี ออ้ื ตอการลงทุน
5) โครงสรา งทางเศรษฐกิจของประเทศ

1.2 ประโยชนข องการคาระหวา งประเทศ
1) แตละประเทศมสี ินคา ครบตามตอ งการ
2) การผลติ สนิ คา ในประเทศตา ง ๆ จะมีการแขงขนั ทางดานคณุ ภาพและประสทิ ธิภาพ
3) การกระจายผลผลติ ไปสผู ูบริโภคอยางกวางขวาง เปน การจดั สรรทรพั ยากรของโลกที่มีอยู

อยางจํากัด ใหส ามารถสนองความตองการของประชากรโลกอยางทั่วถึง

226

4) เกิดความเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของการผลิต การจางงาน การถายทอด
เทคโนโลยี การผลิตระหวางประเทศ เกิดความรูความชํานาญเฉพาะอยาง มีโอกาสพัฒนาประเทศตนให
ทัดเทยี มกันได

5) การผลติ สนิ คาเปน การผลิตเพอื่ การคาหรือมีเศรษฐกิจแบบการคา
ประเทศท่ีทําการซ้ือขายสินคาระหวางกันเรียกวา ประเทศคูคา สินคาท่ีนํามาจากตางประเทศ
เพื่อเขามาจําหนาย เรียกวา สินคาเขา (Import) สวนสินคาที่ผลิตไดนําสงออกไปจําหนายในตางประเทศ
เรียกวา สินคาออก (Export)
1.3 นโยบายการคา ระหวางประเทศ (Trade Policy) เปนแนวทางปฏิบัติทางการคา กบั ประเทศ
ตาง ๆ ซ่ึงมักกาํ หนดขึ้นเพอ่ื รกั ษาผลประโยชนทางเศรษฐกจิ ของประชาชน แบงเปน 2 ลักษณะ คือ

1) นโยบายการคาแบบเสรมี ักใชวธิ ีการ ดังนี้
1.1 ไมมีการเกบ็ ภาษคี ุมกัน คอื ไมกาํ หนดกําแพงภาษีขาเขา ไมเกบ็ คา พรเี มี่ยม
1.2 ไมใหส ิทธทิ างการคา แกประเทศหน่ึงประเทศใด
1.3 หลักการแบงงานทํากัน เลือกผลิตเฉพาะสินคาที่ตนถนัด ทําใหตนทุนการผลิตต่ํา

สินคามคี ณุ ภาพ เกดิ ประโยชนท ัง้ ผผู ลติ และผูบ ริโภค
1.4 ไมม ขี อ จํากัดทางการคา คือ ไมม กี ารกําหนดโควตาสินคา

ปจ จุบนั ประเทศตาง ๆ ยกเลิกนโยบายการคาแบบเสรี เน่ืองจากประเทศเกษตรกรรมจะเสียเปรียบ
ประเทศอตุ สาหกรรม ทําใหเกิดภาวะปญ หาขาดดุลการคา เงินทองรวั่ ไหลไปประเทศอืน่ มาก และสถานการณ
ทางการเมืองโลกท่ีเปล่ยี นไป จงึ มกี ารกดี กนั ทางการคา ซ่งึ กันและกนั

2) นโยบายการคา แบบคมุ กัน (Protective Policy) เปนนโยบายการคา ที่จํากัดสินคาเขาท่ีจะ
มาแขง ขนั กบั สนิ คาท่ีผลติ ไดในประเทศ นโยบายน้ีมีวตั ถุประสงคเพื่อคุมครองการผลติ ภายในประเทศประเทศ
ที่ใชนโยบายการคา แบบคุม กันมักใชว ิธกี าร ดังนี้

2.1 การต้ังกําแพงภาษี กําหนดอัตราภาษีสินคาเขาใหสูงกวาชาติอ่ืนหรือ เก็บภาษี
หลายอัตรา

2.2 กําหนดปรมิ าณการนําเขา หรือการสง ออกสินคา บางชนดิ (โควตา)
2.3 หามนําเขา หรือสง ออกสนิ คา บางชนิด เชน หา มสง ออกสตั วปา
2.4 การใหเงินอุดหนุน เชน ใหเงินอุดหนุนแกผูผลิตในประเทศหรือผูสงออกสินคา
บางชนิดลดภาษีสง ออกหรอื ใหความสะดวกดานสนิ เช่อื
1.4 นโยบายการคา ตา งประเทศของไทย
พ้ืนที่ทางเศรษฐกิจของไทย คือ เกษตรกรรม เพ่ือไมใหเกิดการเสียเปรียบดุลการคา จึงใช
นโยบายการคาตางประเทศแบบคุมกัน ดังน้ี
1) ใชนโยบายการคาแบบคุมกัน โดยนําเอามาตรการตาง ๆ มาใช เชน ต้ังกําแพงภาษี
การกําหนดปริมาณการนําเขาสินคา การลดภาษีสงออก เพ่ือคุมครองอุตสาหกรรมและการผลิตสินคา
ภายในประเทศ

227

2) ใหเ อกชนมีบทบาททางการคามากท่ีสดุ รฐั บาลสงเสรมิ ใหเอกชนดาํ เนนิ การสงออกมสี ินคา
บางอยา งท่รี ัฐเปน ผูดําเนนิ การสงออก เชน ขาว ขาวโพด น้ําตาล เปนตน

3) ใชระบบภาษีศุลกากรพิกัดอัตราเด่ียว หรือพิกัดอัตราซอน สินคานําเขาจากประเทศใด
ก็ตาม รัฐเก็บภาษาศุลกากรในอัตราเดียวกัน ไมใหสิทธิหรือกีดกันประเทศใดเปนพิเศษ ที่เปนเชนนี้
เพราะประเทศไทยเปน สมาชิก องคการคาโลก (World Trade Organization หรอื WTO)

ปรมิ าณการคา ระหวางประเทศ คิดจากมูลคาของสินคาออกและมูลคาของสินคาเขารวมกันปริมาณ
การคาระหวา งประเทศจะแตกตา งกันไป ตามสภาพเศรษฐกจิ และนโยบายการคาของประเทศน้ัน ๆ ประเทศ
พฒั นาแลวมีปรมิ าณการคา ระหวา งประเทศสงู กวาประเทศกําลังพฒั นา

1.5 ดุลการคา ระหวา งประเทศ
ดุลการคา (Balance of Trade) คอื การเปรียบเทียบมูลคา สินคาออกกับมูลคา สินคาในเวลา 1

ป ดลุ การคามี 3 ลักษณะ คือ
ดลุ การคาเกนิ ดลุ = มูลคา สินคา ออก มากกวา มูลคาสนิ คาเขา
ดลุ การคาสมดลุ = มลู คา สนิ คา ออก เทากบั มูลคา สินคา เขา
ดุลการคาขาดดลุ = มูลคา สินคา ออก นอยกวา มูลคาสนิ คา เขา

แตขณะเดยี วกันประเทศไทยรว มจัดตั้ง เขตการคาเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area หรือ
AFTA) มีขอตกลงจัดเก็บภาษีสินคาเขาจากประเทศสมาชิก AFTA ตํ่ากวารอยละ 0-5 เทาน้ัน ประเทศ
สมาชกิ AFTA ทั้ง 10 ประเทศจะเก็บภาษใี นอตั ราเทากันทงั้ หมดในอตั ราที่ตา่ํ กวา WTO

1.6 ดลุ การคา ของไทย
ดุลการคาประเทศไทยมีลักษณะขาดดุลมาตลอด นับต้ังแต พ.ศ. 2495 เปนตนมา เนื่องจาก

สินคาเขาสวนใหญเปนสินคาอุตสาหกรรม เชน เครื่องจักรไฟฟา เครื่องจักรใชในอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ
แผงวงจรไฟฟา นํา้ มันดบิ เปนจํานวนมากมาพฒั นาประเทศ สว นสินคาออกเปนผลิตภัณฑดานเกษตรกรรม
ซ่ึงมีมูลคานอยกวาสินคาทุน จึงทําใหขาดดุลการคาตั้งแต ป 2541 เปนตนมาปริมาณการคาขยายตัวสูงขึ้น
เรอ่ื ย ๆ ประเทศไทยเร่ิมดลุ การคาเกินดลุ ประเทศคูคา สาํ คญั ของไทย คอื ญีป่ นุ สหรัฐอเมรกิ า ประชาคมยโุ รป
(EC) และประเทศในกลุม อาเซียน

1.7 ปญ หาการคา ระหวางประเทศของไทย
ปริมาณการคาระหวางประเทศของไทย มีอัตราขยายตัวสูงมาก ขณะเดียวกันก็ประสบปญหา

สําคัญ 3 ประการ คือ
1) ลทั ธิกีดกันทางการคาของประเทศคูคา ทส่ี าํ คญั เชน การต้งั กาํ แพงภาษีขาเขา ยกเลิกการใหส ิทธิ

พเิ ศษทางการคา (GSP) แกสินคา ไทย กฎหมายลิขสทิ ธ์ทิ างปญ ญา เปน ตน
2) ตลาดการคา ในตา งประเทศยังไมกวางขวาง
3) การแขงขันแยงตลาดของประเทศคูแขง ไทยมีคูแขงสินคาการเกษตรในตลาดโลกหลายราย

โดยเฉพาะสนิ คาขาว

228

4) ขอผูกพันที่ตองปฏิบัติตามกฎขอบังคับของแกตต (GATT) คือ ขอตกลงท่ัวไปวาดวยภาษี
ศลุ กากรและการคาของประเทศสมาชกิ

5) การขาดดุลการคา ซ่ึงแนวทางแกไข คอื ปรบั ปรุงคุณภาพสนิ คาและราคา แลวขยายตลาดและ
ปริมาณสงออก ในขณะเดียวกันตองพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศพรอม ๆ กับจํากัดการนําเขาสินคา
ตางประเทศทีฟ่ ุมเฟอ ย

การเงินระหวางประเทศ (International Finance)
การเงินระหวางประเทศเปน การแสดงความสมั พนั ธดานการเงินระหวางประเทศหนงึ่ กับอกี ประเทศ
หนึง่ อนั สืบเนือ่ งมาจากการคาขายระหวางประเทศ การกยู ืมเงินและการชาํ ระหน้ี การลงทุนระหวางประเทศ
และการชว ยเหลือกนั ระหวา งประเทศ
2.1 การแลกเปลย่ี นเงินตราตางประเทศ (Foreign Exchange)
การแลกเปลย่ี นเงนิ ตราตางประเทศ คอื การเปรียบเทยี บราคาของเงินตราประเทศหนึ่งกับเงินตรา
ของอกี ประเทศหน่งึ โดยท่ัวไปมกั เทยี บคา เงนิ ตราของประเทศตนกับเงนิ ดอลลารสหรัฐ การท่ตี องแลกเปลย่ี น
เงินตราตางประเทศ เพราะมกี ารดาํ เนินธรุ กิจการคาระหวา งประเทศ แตล ะประเทศมหี นวยเงินตรา ไมเหมือนกัน
จึงตองกําหนดอัตราแลกเปลี่ยน เงินตราท่ีไดรับการยอมรับใหเปนส่ือในการแลกเลี่ยน คือ เงินดอลลารสหรัฐ
เงนิ เยน เงินยโู ร
ธนาคารกลางเปนผูกําหนดอัตราแลกเปลี่ยน โดยเทียบคาเงินของตนกับทองคําหรือเงินตรา
สกลุ อืน่ ภายใตเง่ือนไขท่ีกองทุนการเงนิ ระหวางประเทศ (IMF) กําหนด
2.2 ดลุ การชาํ ระเงินระหวางประเทศ (Balance of Payment)
ดุลการชาํ ระเงนิ ระหวา งประเทศ หมายถึง รายการแสดงยอดรายรับและรายจายของประเทศที่เกิด
จากการทาํ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ระหวา งประเทศในระยะเวลา 1 ป
ดลุ การชาํ ระเงินระหวางประเทศ ประกอบดว ย 3 สว นใหญ ๆ คอื
1) บญั ชีเดนิ สะพัด เปน บัญชีแสดงดุลการคา ดุลบรกิ าร
2) บญั ชที นุ เคลอ่ื นยาย เปน บัญชแี สดงการนําเงนิ ไปลงทุนระหวางประเทศทัง้ ภาครัฐและเอกชน
3) บญั ชที นุ สาํ รองระหวางประเทศ เปนบัญชีท่ีแสดงการเปล่ียนแปลงจํานวนเงินสํารองระหวาง
ประเทศในแตละป
ทนุ สาํ รองระหวา งประเทศ คอื ทรพั ยสินของประเทศที่เก็บไวในรูปของเงินสกุลตางประเทศและ
ทองคาํ แทง
4) บญั ชีเงนิ โอนและบริจาค เปน เงนิ ไดเ ปลาหรอื เงินบรจิ าคระหวางประเทศดลุ การชําระเงนิ มี 3
ลักษณะ คือ
ดุลการชําระเงินขาดดลุ คอื รายรบั ต่ํากวารายจา ย
ดุลการชาํ ระเงินเกนิ ดุล คอื รายรับสูงกวารายจา ย
ดุลการชาํ ระเงนิ สมดลุ คอื รายรับเทา กบั รายจา ย

229

ดลุ การชาํ ระเงิน = รายรับทัง้ หมดท่ไี ดจากตางประเทศ - รายจายทัง้ หมดที่จา ยไปตา งประเทศ

ขอแตกตางระหวางดลุ การคากบั ดลุ การชําระเงิน
1) ดุลการคา เปรยี บเทยี บเฉพาะ มูลคาสินคา ออกกบั มลู คาสินคาเขา เทานัน้
ดลุ การชาํ ระเงิน เปรียบเทยี บเฉพาะรายรบั กบั รายจายทเ่ี กดิ จากการตดิ ตอ กบั

ตา งประเทศทกุ ดาน
2) ดลุ การคา เปน สวนหนงึ่ ของบัญชีดลุ การชําระเงิน

2.3 ภาวะดุลการชาํ ระเงินของไทย
แมดุลการคาของประเทศจะขาดดุลมาตลอด แตประเทศไทยไมขาดดุลการชําระเงินปใด
ดลุ การชาํ ระเงินเกินดุลเกดิ ผลดี ทาํ ใหประเทศมี “ทนุ สํารองระหวางประเทศ” เพ่ิมสงู ขึ้น
ป 2540 ดุลการชําระเงินขาดดุล เพราะดึงทุนสาํ รองมาใช จนเกดิ วกิ ฤตกิ ารเงนิ
ป 2541 ดุลการคาเริม่ เกนิ ดลุ เนอ่ื งจากการลดอตั ราแลกเปลีย่ นเงินตราระหวางประเทศ ลดการ
นาํ เขา สนิ คาทุนและวตั ถดุ บิ นบั จากป 2541 น้ไี ป ไทยยงั คงมีดลุ การคา เกินดลุ แตเ ร่ิมเกินดุลลดลง

3. การลงทุนระหวางประเทศ (International Investment)

การลงทนุ ระหวางประเทศ หมายถงึ การทีร่ ฐั บาลหรือเอกชนของประเทศหนึ่งนําเงินไปลงทุนดําเนิน
ธุรกจิ เพื่อแสวงหากาํ ไรในอกี ประเทศหน่ึง ปจ จุบันการลงทุนระหวางประเทศสวนใหญอ ยใู นรปู การดําเนินงาน
โดยวิสาหกิจ และมสี ถาบนั การเงนิ เอกชนเปนผจู ดั หาเงินทุนสําหรบั โครงการตา ง ๆ

3.1สาเหตขุ องการลงทุนระหวา งประเทศ
1) ลดตน ทุนการนาํ เขา วตั ถุดบิ
2) ลดตน ทนุ แรงงานต่ํา
3) ขยายตลาด โดยตั้งโรงงานผลิตเพ่ือตอบสนองความตอ งการตลาดมากข้นึ
4) ไดรับสทิ ธิพเิ ศษทางภาษี

ประเทศกําลังพฒั นามคี วามเหมาะสมมากตอ การลงทนุ
ผลดีของการลงทุนระหวางประเทศ คือ ทาํ ใหก ารคาระหวางประเทศขยายตัว เศรษฐกิจภายใน
ประเทศดีขน้ึ และมีความกา วหนาทางเทคโนโลยี
3.2 การลงทนุ ของตา งประเทศในประเทศไทย

รัฐบาลสนับสนนุ และสงเสรมิ การลงทนุ ของตางประเทศ และจัดต้ังสํานักงานคณะกรรมการ
สง เสริมการลงทนุ (Board of Investment หรือ BOI) เพือ่ ทาํ หนา ทส่ี นบั สนุนการลงทุนโดยใหส ิทธพิ เิ ศษ
ตา ง ๆ แกผ ลู งทนุ เชน ลดหยอนภาษีศุลกากรสินคาสงออกและนําเขาวัตถุดิบ หรือตั้งกําแพงภาษีสินคาจาก
ตางประเทศ เพือ่ คมุ ครองอตุ สาหกรรมท่ผี ลติ ไดใ นประเทศไทย ประเทศไทยไดร บั ความชว ยเหลือทางเศรษฐกจิ
จากประเทศญี่ปนุ และสหรัฐอเมริกาเปน สว นใหญ

230

แบบฝกหัดทายบทเร่ืองท่ี 6 เร่ือง ความสัมพันธและผลกระทบทางเศรษฐกิจระหวางประเทศกับภูมิภาค
ตาง ๆ ทว่ั โลก

คําสง่ั เมื่อผเู รยี นศกึ ษาเรอื่ ง ความสมั พันธและผลกระทบทางเศรษฐกิจระหวา งประเทศกับภูมิภาค
ตา ง ๆ ท่วั โลก จบแลว ใหทาํ แบบฝกหัดตอ ไปน้ี โดยเขียนในสมุดบนั ทึกกจิ กรรมเรียนรู

แบบฝกหดั ท่ี 1 ใหผ เู รยี นอา นขอความตอ ไปนี้ แลวตอบคําถามท่กี าํ หนดให

เรอื่ งท่ี 1
การคา ระหวา งประเทศ หมายถึง การซ้อื ขายแลกเปล่ียนสนิ คา และบริการระหวา งประเทศหนึ่งกับอีก

ประเทศหน่งึ อาจกระทาํ โดยรัฐบาลหรือเอกชนกไ็ ด ปจ จุบนั ประเทศตา ง ๆ สวนมากมักมกี ารติดตอซือ้ ขายกัน
เน่ืองจากแตละประเทศมีทรัพยากรธรรมชาติ สภาพของดินฟาอากาศ และความชํานาญในการผลิตสินคา
แตกตา งกัน สรุปไดวา ปจจยั ท่กี อ ใหเ กดิ การคาระหวางประเทศ คือ

1. ความแตกตางในเร่อื งทพั ยากรธรรมชาติ ไดแก พลงั งาน แรธ าตุ ปาไม ความอดุ มสมบรู ณของดินใน
แตล ะประเทศในโลกแตกตา งกัน ประเทศท่มี ที รัพยากรอุดมสมบูรณ ยอมมโี อกาสสูงที่จะนําทรัพยากรมาผลิต
เปนสนิ คา และบรกิ าร

2. ความแตกตางในดานลักษณะภมู ิประเทศและภูมิอากาศ จงึ ผลิตสินคา ไดแ ตกตางกนั
3. ความแตกตางในเรื่องความชํานาญการในการผลิต เพราะแตละประเทศมีความกาวหนาทาง
เทคโนโลยีแตกตา งกัน ประชากรของแตละประเทศมีความรู ความชํานาญแตกตางกัน เชน สวิตเซอรแลนด
มีความชํานาญในการผลติ นาฬิกา เปน ตน

ใหผเู รียนตอบคาํ ถามตอไปน้ี โดยเตมิ คาํ ตอบลงในชอ งวาง
1. การคาระหวางประเทศ หมายถงึ .....................................................................................................
2. การดาํ เนนิ กจิ กรรมในดานการคาระหวา งประเทศสามารถดาํ เนนิ การโดย ......................................
............................................................................................................................................................................
3. สาเหตุทีท่ าํ ใหเ กดิ การคาระหวางประเทศ ไดแ ก .............................................................................
............................................................................................................................................................................
4. ประเทศไทยเปน ประเทศท่ีผลิตขา วไดมาก เน่อื งจาก.....................................................................
............................................................................................................................................................................

เรื่องที่ 2
การท่ีประเทศใดจะผลิตสินคาอะไรมากนอยเทาใดนั้น ข้ึนอยูกับปจจัยและความเหมาะสมหลาย ๆ

ประการดังทไี่ ดกลาวมาแลว ไมม ปี ระเทศใดสามารถผลิตสินคาที่ประชาชนตองการไดหมดทุกอยาง ประเทศ
ตาง ๆ จงึ นําสินคาของตนมาแลกเปลีย่ นกัน ดงั นน้ั การคาระหวา งประเทศจึงกอ ใหเ กดิ ประโยชน ดงั นี้

231

1. สินคาใดท่ีผลิตในประเทศเราไมได เราสามารถที่จะซื้อสินคาจากประเทศอน่ื ได ทาํ ใหมีสินคาสนอง
ความตองการของเราไดมากขึน้

2. สินคาทผี่ ลติ ไดในประเทศแตม ีตนทนุ ในการผลติ สงู ประเทศเราควรเลือกผลิตสินคาที่มีตนทุนการ
ผลิตตา่ํ แลว สง ไปขายแลกเปล่ยี น เราจะไดสนิ คาคณุ ภาพดแี ละราคาถกู กวา ทจ่ี ะผลติ เอง

3. กอ ใหเ กดิ ความรูค วามชาํ นาญในการผลิตเฉพาะอยางตามความถนดั ทาํ ใหเกดิ แรงจูงใจที่จะคิดคัน
เทคนคิ การผลติ ใหมีคณุ ภาพมากข้ึน

4. ชว ยใหประเทศกําลังพฒั นาไดแบบอยา งการผลิตทท่ี นั สมยั สามารถนาํ ทรพั ยากรที่มอี ยมู าใชในการ
ผลิตเพ่ือสง ออกมากขน้ึ

5. ชวยใหประเทศกําลังพัฒนารูจักใชเทคโนโลยีจากประเทศท่ีพัฒนาแลวมาพัฒนาประเทศให
เจรญิ กา วหนา ข้นึ

ใหผเู รยี นตอบคาํ ถามตอ ไปนี้ โดยเตมิ คาํ ตอบลงในชองวา งตอไปน้ี
1. ในการผลิตสินคา ถาตน ทนุ ในการผลิตในประเทศสูง ควรแกปญหาโดย
.............................................................................................................................................................
2. ประเทศกําลงั พฒั นาไดแ บบอยางในการผลิตสินคา จาก..................................................................

........................................................................................................................................................
3. การคา ระหวา งประเทศชว ยใหเ ศรษฐกจิ ขยายตัวเพราะ ............................................................

........................................................................................................................................................

เรอ่ื งที่ 3
นโยบายการคาระหวางประเทศ เปนนโยบายที่ประเทศหน่ึงประเทศใดนําไปใชในการคาระหวาง

ประเทศแบง ออกเปน 2 แบบ คือ
1. นโยบายการคาเสรี เปนนโยบายที่สงเสริมใหประเทศอ่ืนนําสินคามาขายอยางเสรี ปราศจาก

ขอ จํากดั ใดๆ ประเทศท่ใี ชนโยบายการคาเสรีจะตอ งปฏบิ ตั ิตามเง่อื นไขตอไปน้ี
1.1 ตอ งผลติ สนิ คาทมี่ ีประสิทธิภาพสูง หรือมีความชาํ นาญในการผลิตสูง
1.2 ตอ งไมเ ก็บภาษี หรอื เกบ็ นอ ยทสี่ ดุ เพือ่ ไมใหเ กิดความแตกตา งในการผลติ สนิ คา
1.3 ไมมีการแบงแยก หรือใหอ ภิสิทธิ์แกประเทศใดประเทศหน่งึ

2. นโยบายการคาแบบคุมกัน เปนนโยบายที่รัฐบาลจะใชเคร่ืองมือตาง ๆ เพ่ือจํากัดการนําเขาและ
สงเสรมิ การสง ออก

232

เรื่องท่ี 7 การรวมกลุมทางเศรษฐกจิ

ความเปนมาและองคป ระกอบ
การคา ระหวางประเทศเกิดข้ึนเนื่องจากการที่โลกไดถูกแบง ออกเปนประเทศ แตละประเทศตางผลิต
สินคาหรอื บริการแตกตางกนั เมอ่ื แตละประเทศตา งเกิดความตองการที่จะแลกเปลี่ยนสินคาและบริการที่ตน
ผลิต ไดเ ปนจํานวนมากสินคาและบรกิ ารท่ีตนผลิตไดนอยหรือผลิตไมไดเลยกับประเทศอื่น ประกอบกับการ
คมนาคมไปมาหาสูก ันสะดวก การคา ระหวา งประเทศจงึ เกดิ ข้นึ
การที่แตล ะประเทศผลติ สนิ คา หรือบรกิ ารไดแ ตกตา งกันเปนเพราะสาเหตตุ อไปนี้
1. แตละประเทศตา งมีลกั ษณะที่ต้งั ตา งกัน ลักษณะที่ตั้งของบางประเทศเอื้ออํานวยใหเกิดการผลิต
สินคาหรือบริการ เชน ประเทศท่ีมีชายฝง ทะเลกจ็ ะมอี ุตสาหกรรมตอเรือเพื่อขนสงหรือการใหบริการขนถาย
สินคาโดยใชทา เรือนาํ้ ลกึ บางประเทศมภี ูมปิ ระเทศงดงาม จะมีอตุ สาหกรรมการทองเที่ยวเกิดข้ึน
2. แตล ะประเทศมแี รธาตุซงึ่ เปนทรัพยากรธรรมชาติมากนอยตางกัน เชน สวีเดนมีเหล็ก เยอรมันมี
ถา นหนิ เวเนซูเอลาและตะวันออกกลางมีนํ้ามัน แอฟริกาใตมีทองคําและยูเรเนียม ประเทศเหลานี้ก็จะนํา
แรธ าตขุ ึ้นมาใชและสงเปน สนิ คา ออก
3. แตละประเทศมีลกั ษณะดนิ ฟาอากาศทีแ่ ตกตา งกนั เชน สหรัฐอเมริกาและแคนาดาประเทศทอี่ ยูใน
เขตอบอุนสามารถปลูกขาวสาลไี ด ไทยอยูในเขตมรสมุ สามารถปลูกขา วได บราซลิ เปน ประเทศในเขตศูนยสูตร
สามารถปลกู กาแฟได จากการทีพ่ ืชผลสามารถข้นึ ไดดี ตามสภาพดนิ ฟาอากาศแตละชนิดดังกลาวทําใหแตละ
ประเทศสามารถผลติ พืชผลชนิดน้นั ไดเปนจาํ นวนมาก เม่ือมเี หลอื ก็สามารถสง เปนสนิ คาออก
นอกจากนี้ยังมีทฤษฎียืนยันวา “ถาทุกประเทศแบงงานผลิตสินคาและบริการตามที่ตนถนัดหรือ
เมื่อเปรียบเทยี บแลวไดเปรียบ จะทําใหมผี ลผลติ เกดิ ขน้ึ มากกวาตางคนตางผลติ ”

ดลุ การคาและดุลการชาํ ระเงิน
ในการทําการคา ระหวา งประเทศนนั้ ประเทศหนึง่ ๆ ยอมตองบนั ทึกรายการที่เกดิ ขึ้น เพราะจะทําให
ไดทราบผลการติดตอ คา ขายกับตา งประเทศ รายการคากับตางประเทศนี้อาจบันทึกอยูใน 2 รูปแบบ ดวยกัน
คอื ดุลการคา และดุลการชําระเงิน
ดุลการคา (Balance of Trade) ไดแก การเปรียบเทียบมูลคาของสินคาท่ีประเทศหน่ึงสงออกขาย
(Export) ใหประเทศอ่ืน ๆ กับมูลคาของสินคาท่ีประเทศน้ันสั่งซื้อเขามาจําหนายวามากนอยตางกันเทาไร
ในระยะ 1 ป เพ่อื เปรยี บเทียบวา ตนไดเ ปรยี บหรือเสียเปรยี บ
ตัวอยางเชน ประเทศไทยสงสินคา ออกหลายประเภทไปขายสงประเทศญี่ปุน สิงคโปร และอีกหลาย
ประเทศ มีมูลคารวมกัน 589,813 ลานบาท ในป พ.ศ. 2533 และในปเดียวกันก็ไดสั่งสินคาเขาจากประเทศ
ตาง ๆ มีมูลคา 844,448 ลานบาท เมื่อนํามาเปรียบเทียบกันจะทําใหทราบไดวาไดเปรียบหรือเสียเปรียบ
ดลุ การคา ในการเปรียบเทยี บนอ้ี าจแบงออกไดเปน 3 ประเภท คือ

233

1. ดุลการคาไดเปรียบ หรือเกินดุล ไดแกการท่ีประเทศหนึ่งสงสินคาไปขายยังตางประเทศมีมูลคา
มากกวาส่งั สินคาเขามาอุปโภคบรโิ ภค

2. ดลุ การคาเสยี เปรยี บ หรือขาดดุล ไดแก การทีป่ ระเทศหนง่ึ สง สินคา ไปขายยังตางประเทศ มีมูลคา
นอยกวา ทส่ี ่งั สนิ คา เขา มาอปุ โภคบรโิ ภค

3. ดุลการคาสมดุล ไมไดเปรียบเสียเทียบกันหรือเทากันมีผลลบเปนศูนยกลาวคือมูลคาสินคาเขา
เทากบั มูลคา สนิ คา สง ออก

โดยทั่วไปการใชดุลการเพียงอยางเดียวอาจไมทําใหทราบฐานะที่แทจริงของประเทศไดกลาวคือ
ดุลการคา ท่เี สียเปรยี บนนั้ อาจไมเ ปนผลเสียใด ๆ ตอ ประเทศก็ได เนื่องจากบันทึกเก่ียวกับดุลการคานั้นจะไม
รวมถงึ การนาํ เขาสนิ คา บางชนิด ท่ีไมต องชาํ ระเปน เงินตราตางประเทศกไ็ ดเ น่ืองมาจากสินคา ชนิดนน้ั จะมาจาก
การบริจาคชว ยเหลือ ถา นาํ เอารายการน้ีมาหักออกอาจทําใหดุลการคาลดลงหรือการคิดราคาสินคาเขาและ
สินคาออกตางกนั กลาวคอื ขณะทสี่ ินคา เขารวมมูลคาขนสงและการประกันภัยแตสินคาออกไมไดรวมไวหรือ
การส่งั สนิ คาประเภททนุ เชน เครื่องจกั รกลเขา มาทําการผลติ สินคา ดเู หมอื นวาจะทําใหเสียเปรียบดุลการคา
ก็จรงิ แตในระยะยาวแลวเมือ่ มีการผลติ สนิ คา เพ่อื การสงออก สนิ คานน้ั อาจทาํ ใหไดเ ปรียบดุลการคา ในระยะ
ยาวก็เปนไปได เปนตน

ประเทศที่ดุลการคาไดเปรียบถือวาภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นเจริญ แตอาจจะไมเปนผลดีตอ
เศรษฐกิจเสมอไป เชน เม่อื ไดร ับเงินตราตางประเทศ ธนาคารกลางสามารถเพ่มิ ปรมิ าณเงินในทอ งตลาดไดมาก
พอคาสามารถแลกเงินตราตา งประเทศมาเปน เงนิ ในประเทศไดม าก เม่ือปรมิ าณเงินในทองตลาดมากอาจเกิด
ภาวะเงินเฟอหรอื การท่ปี ระเทศใด ประเทศหน่ึงไดเปรียบดุลการคากับประเทศอ่ืนติดตอกันหลายปจะทําให
ประเทศคูคาไมสามารถมีเงินมาซ้ือสินคาหรือชําระเงินได ยอมเปนผลเสียตออุตสาหกรรมภายในประเทศ
ดังนั้นนักคิดทางเศรษฐศาสตรจึงเห็นวาไมควรเปรียบเทียบเฉพาะรายการสินคาเทาน้ัน จึงจะทําใหทราบ
สภาวะเศรษฐกจิ ทแ่ี ทจริงของประเทศ แตค วรมรี ายการอื่นๆ เขามาแสดงเปรยี บเทียบดว ยและรายการอ่ืน ๆ
ที่แสดงเปรยี บเทียบนัน้ แตละประเทศจะแสดงไวใ นรูปของดุลชาํ ระเงินระหวา งประเทศ

ดุลการชําระเงินระหวา งประเทศ คอื สถิตใิ นรูปบญั ชแี สดงรายรับ (หรือ credit = +) ท่ีประเทศหน่ึง
ไดรับจากตางประเทศ และรายจาย (หรือ debit = - ) ท่ีประเทศนั้นจายแกตางประเทศในรอบ 1 ป นํามา
เปรียบเทียบกนั เพ่ือทราบตนไดเปรียบหรือเสียเปรยี บ โดยปกติดลุ การชําระเงินจะประกอบไปดวย

1. บญั ชีดลุ การคา
2. บญั ชีดลุ บริการ
3. บัญชีดลุ บริจาค
4. บญั ชที นุ หรือบัญชเี งินทนุ
5. บญั ชกี ารเคลอ่ื นยายเงนิ ทุนของระบบการเงนิ
6. จาํ นวนไมประจักษหรอื คา คลาดเคลอื่ นสทุ ธิ

234

จากบัญชีดุลชําระเงินทง้ั 6 ชนดิ นี้ บัญชดี ลุ การคา บัญชีดลุ บรกิ าร และบัญชีดลุ บริจาคเรยี กรวมกันวา
บญั ชีเดนิ สะพัด (Current Account) เปน บญั ชแี สดงถึงการแลกเปลยี่ นเงินระหวางประเทศเฉพาะสวนท่ีเปน
ผลิตภณั ฑ (สนิ คาและบริการ) เทานนั้ แตไ มมีรายการแสดงการเคลอ่ื นยา ยทรัพยส ินหรือทนุ
ซึง่ ดลุ การชําระเงินจะพิจารณาจาก

ดุลการชําระเงนิ = ดลุ บัญชเี ดนิ สะพัด + ดุลบัญชีทุน + จาํ นวนไมประจักษ
ซง่ึ จะแสดงผลอยูใน 3 ลักษณะ คือ ถายอดรายรับมากวารายจาย เรียกวา ดุลการชําระเงินเกินดุล
ถา ยอดรายรับนอ ยกวา ยอดรายจา ย เรยี กวา ดลุ การชําระเงินขาดดุล และถายอดรายรับหรือรายจายเทากัน
หรือเปนศูนยเ รียกวา ดุลการชําระเงินสมดลุ

อตั ราแลกเปลี่ยนเงินตราตางประเทศ
เงนิ ตราตางประเทศ หมายถึง เงินตราของประเทศอื่นซง่ึ อยูในความครอบครองของรฐั บาลหรือเอกชน
ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ตัวอยางเชน เงินตราตางประเทศในทัศนะของเอกชนและรัฐบาลไทยก็คือเงิน
ดอลลาร มารค เยน ปอนด เปนตน สวนเงินบาทเปนเงินที่ออกโดยรัฐบาลไทย ถือเปนเงินตราตางประเทศ
ทัศนะของรัฐบาลและเอกชนของประเทศอน่ื นอกจากประเทศไทย เงนิ ตราของประเทศตาง ๆ แตล ะหนว ยจะมี
อํานาจซือ้ แตกตางกนั ไปตามคาของเงนิ ในแตละประเทศ ซึ่งคา ของเงนิ แตล ะประเทศจะถูกกําหนดไวในรปู ของ
อตั ราแลกเปลีย่ นเงินตราระหวา งประเทศ
อัตราแลกเปล่ียนเงินตราระหวางประเทศมีความสัมพันธอยางใกลชิดกับการคาระหวางประเทศ
เพราะอัตราแลกเปลี่ยน หมายถึง ราคาของเงินตราสกุลหนึง่ เมอื่ เปรียบเทียบกับเงินตราของสกุลอื่น ๆ อัตรา
แลกเปล่ียนเปนราคาที่สําคัญเม่ือเทียบกับราคาสินคาโดยท่ัวไป เพราะอัตราแลกเปลี่ยนจะเปนตัวเช่ือมโยง
ราคาสินคาของประเทศตาง ๆ หากเราไมทราบอตั ราแลกเปลี่ยนจะทาํ ใหเราไมส ามารถเปรยี บเทยี บราคาสินคา
ระหวางประเทศได และอัตราแลกเปลีย่ น ราคาสนิ คาทุกชนดิ ในตา งประเทศ ซง่ึ คดิ เปน เงนิ ตราของประเทศใด
ประเทศหนึง่ จะเปลยี่ นไปดว ย ตวั อยา งเชน อตั ราแลกเปลี่ยนระหวางปอนดกับบาทเปน 1 ปอนดตอ 45 บาท
เสื้อขนสัตวตัวหนึ่งมีราคา 20 ปอนดในประเทศอังกฤษจะมี ราคา 900 บาทในประเทศไทย แตถาประเทศ
อังกฤษลดคาเงินปอนดเปน 1 ปอนดเทากับ 35 บาท เส้ือขนสัตวตัวเดิมจะมีราคาในประเทศไทยเพียง 700
บาท เทานัน้ โดยตง้ั ขอสมมติในชั้นนี้วา ราคาเส้ือขนสัตวในอังกฤษไมเปล่ียนแตในทางปฏิบัติจริง เม่ืออังกฤษ
ลดคาเงนิ ปอนด ราคาสินคา ในอังกฤษจะเปลี่ยนจากระดับเดิมและราคาเปรียบเทียบระหวางเงินบาทกับเงิน
ปอนดจะเปล่ียนไป ดังนั้นราคาสินคาท่ีส่ังจากประเทศไทยไปประเทศอังกฤษจะเปลี่ยนไปเชนกัน กลาวคือ
ทอี่ ัตราแลกเปลย่ี นเดิมทีเงนิ 1 ปอนดมคี า เทากบั 45 บาทนั้น ถาประเทศอังกฤษตอ งการซ้ือรองเทาซึ่งมีราคา
450 บาทจากประเทศไทย อังกฤษจะตองจายเงิน 10 ปอนด แตเ มือ่ อัตราแลกเปล่ยี นเงินตราเปลี่ยนไปเปน 1
ปอนดม คี า เทากับ 35 บาท จะทําใหองั กฤษตองจายคารองเทาคูเดียวกันถึง 12.8 ปอนด ดังนั้นจึงกลาวไดวา
อัตราแลกเปล่ียนเปนปจจัยหน่ึงท่ีมีอิทธิพลตอสินคาเขาและสินคาออกของประเทศ ตลอดจนการดําเนิน
กิจกรรมทางเศรษฐกจิ ของประเทศอกี ดว ย ฉะนั้นประเทศตา ง ๆ จงึ พยายามหาวิธีรวมกันในการกําหนดอัตรา
แลกเปลี่ยนท่เี หมาะสม

235

ผลจากการรว มกลมุ ทางเศรษฐกิจ
การรวมกลุมเศรษฐกิจ (Regional Economic integration) หมายถึง การที่ประเทศมากกวา 1
ประเทศขึ้นไปมารวมกนั อยางเปนทางการ (Official integration) เพ่อื เช่อื มเศรษฐกิจของภูมิภาคเดียวกนั
การท่ปี ระเทศในภมู ภิ าคเดียวกันมารวมตัวกนั นน้ั เพราะประสบปญ หาทางการคา นานาประการโดยเฉพาะ
ปญหาการขาดดุลการคา ซึง่ มีสาเหตมุ าจากการไรประสิทธิภาพในการผลิตและความไมม่ันคงในสินคาที่เปน
วัตถุดิบที่ใชในการผลิต จึงเกิดมีการรวมกลุมกันเพ่ือการผลิตและขยายตลาดและมีการทําสัญญาตาง ๆ
เพอ่ื แกปญ หาเฉพาะเรอ่ื ง
การรวมกลมุ เศรษฐกจิ มหี ลายประเภท แตม ีลกั ษณะเหมือนกันอยูประการหนึง่ คอื “การใชก าํ แพงภาษี
กดี กันสินคา จากประเทศนอกกลุมสมาชิก และใหมสี ิทธพิ ิเศษในการนําเขา สินคาจากประเทศสมาชิกในกลุม”
การรวมกลมุ จงึ มลี ักษณะของการคาแบบเสรี และการคาคุมกันอยูในตัวซ่ึงสามารถแบงออกเปนประเภทได
ดงั น้ี
1. เขตปลอดภาษี (Free Trade) เปนการวมกลุมประเทศท่ีงายท่ีสุดคือประเทศสมาชิกจะยกเวน
การเกบ็ ภาษขี าเขา ระหวา งกันเอง โดยท่แี ตจะประเทศสมาชิกมีอิสระเต็มที่ในการตั้งอัตราภาษีเรียกเก็บจาก
ประเทศนอกกลุม เชน เขตการคาเสรีแปซิฟค (Pacific Free Trade Area : PAFTA) เขตการคาเสรีลาติน
อเมรกิ า (Latin Amereac Free Trade: LAFTA) การรวมกลมุ ประเทศในลกั ษณะน้มี กั จะมปี ญ หาเนอื่ งมาจาก
การทแ่ี ตละประเทศสมาชิกมรี ะดับการพัฒนาท่ีแตกตางกันและการตั้งอัตราภาษีสําหรับประเทศนอกกลุมมี
ความแตกตางกนั ทําใหป ระเทศคูค า สามารถเลอื กคา กับประเทศสมาชกิ ที่ต้ังอัตราภาษีไวตํา่
2. สหภาพศลุ กากร (Custom Union) เปนการรวมกลุมเหมือนเขตปลอดภาษี แตมีขอตกลงเรื่อง
การตั้งกําแพงภาษีรวมกันเพื่อเก็บจากประเทศนอกกลุม แตมักจะมีปญหาคืออัตราภาษีท่ีรวมกันต้ังใหม
ถาแตกตางจากเดิมมากจะมผี ลกระทบตอ อัตราภาษีเดมิ ทีเ่ กบ็ ภายในประเทศและสงผลกระทบถึงราคาสินคา
ในประเทศ
3. ตลาดรว ม (Common Market) มีลกั ษณะเหมือนสหภาพศุลกากรทกุ ประการ แตเพ่ิมเง่ือนไขวา
ไมเ พียงแตสนิ คา เทานนั้ ที่สามารถเคลอ่ื นยายไดโ ดยเสรรี ะหวา งประเทศสมาชิกแตไมวาจะเปนการเคลื่อนยาย
ทุน แรงงาน สามารถทําไดโดยเสรี การตั้งตลาดรวมจําเปนตองมีนโยบายหลาย ๆ ดานท่ีประสานกัน เชน
การเก็บภาษรี ายได นโยบายการเงนิ ภายใน นโยบายการคา ตลอดจนกฎหมายตาง ๆ
4. สหภาพเศรษฐกิจ (Economic Union) เปนการรวมกลุมกันอยางสมบูรณแบบโดยสมาชิก
อยภู ายใตน โยบายเดียวกัน ใชเงนิ ตราสกลุ เดยี วกันและอยภู ายใตอาณาจกั รเศรษฐกิจเดียวกนั

กลมุ ทางเศรษฐกจิ ท่สี าํ คัญมีดงั นี้
1. กลมุ ประชาคมยุโรป (European Community : EC) เกิดจากการรวมตัวกนั ของประเทศสมาชิก
ในยุโรป 12 ประเทศ ไดแก อังกฤษ เดนมารก ไอรแลนด กรีซ สเปน โปรตุเกส ฝร่ังเศส เยอรมันนี อิตาลี
เบลเยียม เนเธอรแลนด และลักแซมเบิรก ปจจุบันประชาคมยุโรปมีสภาพเปนสหภาพศุลกากร กลาวคือ
มีขอกําหนดใหประเทศสมาชิกยกเลิกการเก็บภาษีขาเขา ควบคุมสินคาเขาและสินคาออกระหวางประเทศ
สมาชิกและไดดาํ เนนิ นโยบายและมาตรการทางการคากับประเทศนอกประชาคมรว มกัน โดยใชระบบประกัน

236

ราคาผลิตผลเกษตรแบบเดียวกัน และใชงบประมาณสวนกลางของประชาคมยุโรปเขาสูการเปนตลาดรวม
ตัง้ แตป  2535 และในป 2539 ไดร วมตัวกันเปนสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (Economic and Monetary
Union) ซ่ึงจะมกี ารใชเงินตราในสกุลเดยี วกนั

2. สมาคมการคาเสรีแหงยุโรป (European Free Trade Association) มีสมาชิกในปจจุบัน
7 ประเทศ คือ นอรเวย สวีเดน ออสเตรยี สวเี ดน ออสเตรยี สวิซเซอรแลนด ไอแลนด ฟนแลนด และลิกเตน-
สไตน วัตถปุ ระสงคก ารกอตั้งเปน เขตการคาเสรีมากกวาเปน สหภาพศุลกากร ในป 2527 กลุม ประเทศ น้ีไดเ คย
แถลงการณ รว มมอื กนั จดั ต้งั เปนเขตเศรษฐกจิ ยโุ รป (European Economic Area : EEA) โดยมีวัตถปุ ระสงค
เพ่ือขยายความรวมมือระหวางกลุมประเทศท้ังสองสวน ข้ันตอนในการจัดตั้งยังไมไดกําหนดไวชัดเจน
จนกระทงั่ ป 2532 กลุมประเทศสแกนดิเนเวียวิตกวาการเปนตลาดเดียวของประเทศสมาชิกประชาคมยุโรป
อาจสงผลกระทบตอการคาระหวางประเทศของตน จึงไมมีความประสงคจะกอต้ังเขตเศรษฐกิจยุโรป
แตป ระชาชนยุโรปยังใหก ารสนบั สนนุ เนอ่ื งจากสมาคมการคา เสรีแหงยุโรปเปนตลาดสินคาท่ีสําคัญ และใหญ
ท่สี ุดของประชาคมยุโรปจงึ ไดมกี ารจดั ตั้งอยางเปน ทางการและมกี ารใหสตั ยาบันรวมกัน โดยมีผลบังคับต้ังแต
วันที่ มกราคม 2536 เปน ตน

3. ขอตกลงการคาเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement : NAFTA)
มีประเทศสมาชิกในปจจบุ นั 3 ประเทศ ไดแก สหรัฐอเมรกิ า แคนาดา และเมก็ ซิโก มีวัตถุประสงคเพ่ือยกเลิก
การกีดกนั ทางการคาและการลงทุนระหวางประเทศสมาชิกท้ังสามและเพ่ือสรางเขตการคาเสรีที่ยอมรับการ
คมุ ครองสทิ ธิในทรพั ยส ินทางปญญา

4. กลุมประเทศอาเซียน ประกอบไปดวยประเทศสมาชิก 10 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร มาเลเซีย
อนิ โดนีเซยี ฟลปิ ปน ส บรูไน เวียดนาม ลาว กัมพชู า และเมียนมาร มีวตั ถปุ ระสงคใ นการรวมตัวกันในครั้งแรก
คือการแบง งานกันผลติ สินคา เพอ่ื ลดความซ้ําซอนในการผลิต และสรา งอํานาจตอรองทางการคาภายหลังไดมี
ขอเสนอใหจัดต้ังเขตการคาเสรีอาเซียน (Asean Free Trade Agreement : AFTA) มีวัตถุประสงคเพื่อให
ประเทศสมาชกิ คอ ย ๆ ยกเลิกหรือลดภาษีศุลกากร สําหรับสินคาสวนใหญที่คาขายกันอยูใหเหลือรอยละ 5
ภายในระยะเวลา 15 ป เชือ่ วาจะทาํ ใหการคา และการลงทุนของกลุมอาเซียนขยายตัวมากขึ้น

ประเทศไทยไดร ว มมอื ทางเศรษฐกิจกบั ประเทศอน่ื ๆ อยา งกวา งขวาง และไดเขารว มเปน สมาชิกของ
องคกรระหวางประเทศ หลายองคก รดังน้ี

กลุม อาเซียน หรือสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต (Association of Southeast Asian
Nations : ASEAN) ประกอบดวย 10 ประเทศ ไดแก อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟลิปปนส สิงคโปร บรูไน ไทย
เวียดนาม ลาว กัมพชู า และเมียนมาร สํานักงานใหญต้ังอยทู เ่ี มืองจาการต า ประเทศอนิ โดนเี ซยี

องคกรน้มี ีวตั ถปุ ระสงค เพื่อสง เสรมิ ความรว มมือทางเศรษฐกิจ วทิ ยศาสตรแ ละเทคโนโลยี สังคม และ
วฒั นธรรม ตลอดจนการเมอื งระหวางประเทศสมาชกิ

จากการกอ ต้งั กลุมอาเซยี น มาตง้ั แต พ.ศ.2510 มาถึงปจ จบุ ัน ประเทศสมาชิกอาเซยี น มกี ารขยายตัว
ทางเศรษฐกจิ อยา งรวดเร็ว โครงสรางทางเศรษฐกิจก็เปล่ียนแปลงจากภาคเกษตร ไปสูภาคอุตสาหกรรมมากข้ึน

237

สง ผลใหป ระเทศสมาชิกประสบปญหาทัง้ ทางดา นการขาดดุลการคา การเพม่ิ อัตราคา จา งแรงงาน และการขาด
แคลน การบริการพน้ื ฐาน

กลุมเอเปค (Asia – Pacific Economic Cooperation : APEC) กอต้ังขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2532 มี สมาชิก 12
ประเทศ ไดแ ก สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต สิงคโปร ฟลิปปนส นิวซีแลนด มาเลเซีย ญ่ีปุน อินโดนีเซีย แคนาดา
บรไู น ออสเตรเลีย และไทย

องคกรน้ีวัตถุประสงคเพ่ือสงเสริมความรวมมือในการแกปญหารวมกันสงเสริมการคาเสรีตลอดจนการ
ปรับปรุงแบบแผนการติดตอ การคา ระหวา งกนั และเพ่ือต้งั รบั การรวมตวั เปน ตลาดเดียวกนั ระหวางประเทศ

สมาชิกคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ และสังคมสําหรับเอเชียและแปซิฟก (Economic and Social
Commission for Asia and Pacific : ESCAP)

องคกรน้เี ปนองคกรทจ่ี ดั ตง้ั ขน้ึ โดยองคก ารสหประชาชาติ มีวัตถุประสงคเพ่ือสงเสริมความรวมมือในการ
พัฒนาดานเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศสมาชิกทอี่ ยูในเอเชยี และแปซฟิ ก รวมทง้ั ประเทศไทยดวย ESCAP
เปนองคกรท่ีขยายมาจากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแหงเอเชีย และตะวันออกไกล (Economic Commission
for Asia and the Far East : ECAFE) ซ่ึงจัดต้ังข้ึนเม่ือ พ.ศ. 2490 และ ใน พ.ศ. 2517 ไดขยายมาเปน
ESCAP ทงั้ นีเ้ พ่อื ใหค รอบคลมุ ประเทศในพน้ื ที่เอเชีย และแปซฟิ กทัง้ หมด ประเทศท่ีเปนสมาชิกจะไดรับความ
ชว ยเหลือในการพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคม สํานักงานตงั้ อยูท่ี กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

ขอตกลงท่ัวไปดวยภาษีศุลกากรและการคา (General Agreement on Tariffs and Trade :
GATT) กอ ต้ังเมื่อวันที่ 30 ตลุ าคม พ.ศ. 2409 มปี ระเทศสมาชกิ เกือบทั่วโลก ประเทศไทยเขาเปนสมาชิกเมื่อ
วันท่ี 20 พฤศจิกายน 2525 องคกรนี้มีวัตถุประสงคเพ่ือสงเสริมระบบการคาเสรี และสงเสริมสัมพันธภาพ
ทางการคา และเศรษฐกิจระหวางประเทศ โดยทุกประเทศสมาชิกตอง ปฏิบัติตามกฎระเบียบของ GATT
ประเทศไทยไดร บั การสง เสริมดา นการขยายตัวทางการคา ทาํ ใหค วามเสยี เปรยี บดา นการเจรจาการคา ระหวา ง
ประเทศกับมหาอํานาจทางเศรษฐกิจลดลงไปมาก

ความสัมพันธระหวา งเศรษฐกิจของไทยกับกลมุ เศรษฐกิจโลก
ประเทศไทยเปน ประเทศสมาชิกในขอตกลงเขตการคาเสรอี าเซยี น ซ่งึ มีวัตถปุ ระสงคข องการรวมกลุม
คลายกับการรวมกลมุ ของประเทศในภูมภิ าคอื่น ๆ คือ การยกเลกิ กําแพงภาษที มี่ รี ะหวางประเทศสมาชิกและ
กําหนดมาตรการทางเศรษฐกิจอื่น ๆ รวมกัน เชน การผลิตสินคาบริการ การกําหนดอัตราภาษีศุลกากร
เปน ตน ในขณะเดียวกนั กส็ รา งกาํ แพงภาษีเพื่อสกัดกน้ั สนิ คาทีมาจากนอกเขต ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็
สังกัดอยูในกลุม “ขอตกลงทั่วไปวาดวยภาษีศุลกากรและสินคา (General Agreement on Tariff and
Trade : GATT) ซงึ่ เปน องคกรท่ีเกี่ยวของกับการปฏิบัติทางการคาของโลก ซ่ึงประเทศไทยมีพันธะสัญญาท่ี
จะตอ งปฏิบัติตามขอ ตกลงเหลาน้ัน เชน การสงเสริมการคา แบบเสรกี ารลดอัตราภาษนี ําเขา การถอื หลกั การท่ี
ไมใหมกี ารกีดกันทางการคา แตกตา งกันตามประเทศคูคา การคมุ ครองสทิ ธิในทรัพยสนิ ทางปญญา เปน ตน ซึ่งมี
ขอตกลงบางอยา งก็เปน สง่ิ ท่ขี ัดกบั การคา ภายในประเทศ เชน การยอมรบั ในขอ ตกลงวาดวยการคุมครองสิทธิ
ทางปญญา แตการประกอบธรุ กิจในประเทศไทยหลายประเภทมลี ักษณะละเมดิ สทิ ธิทางปญ ญา

238

เนือ่ งจากการทแ่ี ตล ะประเทศตา งรวมตัวกันเปน เขตเศรษฐกิจในลักษณะตาง ๆ กันประกอบกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจจะดําเนินการเฉพาะภายในกลุม ในขณะเดียวกันก็มีนโยบายกีดกันสินคาจากภายนอกกลุม
ทาํ ใหเปนการยากทีป่ ระเทศไทยจะหาตลาดทางการคา ประเทศไทยจงึ ตองดําเนินนโยบายทางการคาโดยการ
เจรจาทางการคากบั ประเทศคคู า โดยตรงเพ่ือรกั ษาตลาดทางการคา ในขณะเดียวกันก็พยายามหาทางขยาย
ตลาดไปสภู ูมภิ าคท่ียงั มีการรวมกลุมทางเศรษฐกจิ ท่ไี มค อ ยเขมแข็งนกั เชน ตลาดยุโรปตะวันออก

แบบฝกหัดทา ยบทเร่ืองท่ี 7

คําชแ้ี จง เมอื่ ศกึ ษาบทน้แี ลว ใหนกั ศกึ ษาคนควาและตอบคําถามตอ ไปนี้
1. ในระดับชมุ ชน มคี วามเกีย่ วเนอื่ งอยางไรกบั ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศ
2. จากสภาวการณเศรษฐกจิ ปจจบุ ัน ประชาชนไดร ับผลกระทบอยา งไร
ใหยกตัวอยา งประกอบ 2- 3 อยา ง
3. การกีดกันทางการคา ของประเทศคูแขง มอี ะไรบาง
4. อะไรบา งทค่ี นไทยควรปรับตัวในการทําธรุ กิจกบั ตางชาติ

239

บทที่ 4 การเมอื งการปกครอง

สาระสาํ คญั

การศึกษาเรื่องการเมอื งการปกครอง นอกจากผูเรียนจะไดเ รียนรถู งึ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
และการปกครองระบอบเผด็จการของประเทศตา ง ๆ ในโลกแลวยังไดร ูแ ละเขาใจถึงพัฒนาการของประเทศ
ตาง ๆ นับตั้งแตย ุคโบราณ ยคุ กลาง ชวงครสิ ตว รรษ ท่ี 18, 19 และ 20 โดยจะทราบวาจุดเร่ิมตนของระบอบ
ประชาธิปไตยมคี วามเปน มาอยา งไร และประชาธิปไตยของประเทศตา ง ๆ รวมทั้งประเทศไทยเปน อยางไรบา ง
นอกจากน้ีผูเรียนยังไดเรียนรูถึงเหตุการณสําคัญทางการเมืองการปกครองของประเทศไทยและของโลกวา
เหตุการณห รือสถานการณทางการเมืองนั้นสง ผลกระทบตอสังคมไทยและสังคมโลกอยางไร รวมทั้งผูเรียน
จะไดศ ึกษาเรยี นรถู ึง หลักธรรมมาภบิ าลและแนวปฏบิ ัตติ ามหลกั ธรรมมาภิบาลเปนอยา งไร เพ่อื การนําไปสกู าร
ปฏิบัติตนของผูเรียนไดอ ยางถูกตอง และเหมาะสมตอไป

ตัวชวี้ ดั

1. รแู ละเขา ใจระบอบการเมืองการปกครองตา ง ๆ ทีใ่ ชอยปู จ จุบนั
2. ตระหนกั และเหน็ คณุ คา การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
3. รูและเขาใจผลทเ่ี กิดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมอื งการปกครองของประเทศไทยจากอดตี
4. รูและเขา ใจผลทเี่ กิดจากการเปล่ยี นแปลงทางการเมอื งการปกครองของโลก
5. ตระหนกั และเหน็ คุณคาของหลักธรรมาภิบาลและนาํ ไปปฏิบตั ิในชีวติ จริงได

ขอบขายเนื้อหา

เรอ่ื งที่ 1 การปกครองระบอบประชาธิปไตย
เรื่องท่ี 2 การปกครองระบอบเผด็จการ
เรือ่ งท่ี 3 พฒั นาการของระบบประชาธิปไตยของประเทศตาง ๆ ในโลก
เร่อื งท่ี 4 เหตุการณส าํ คัญทางการเมอื ง การปกครองของประเทศไทย
เร่อื งท่ี 5 เหตกุ ารณสําคัญทางการเมอื ง การปกครองของโลกที่สงผลกระทบ

ตอประเทศไทย
เรื่องที่ 6 หลกั ธรรมาภิบาล

240

เรอ่ื งที่ 1 การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย

1. ระบอบประชาธิปไตย
คําวา “ประชาธิปไตย” เปน คําไทยท่ีบญั ญัตขิ นึ้ ใหมีความหมายตรงกับคําภาษาอังกฤษวา Democracy
หมายถงึ อาํ นาจของประชาชน
คาํ วา “ประชา” แปลวา ประชาชน
คําวา “อธิปไตย” แปลวา ความเปน ใหญ
สรุปวา คําวา “ประชาธิปไตย” หมายถึง การปกครองที่ประชาชนมีอํานาจสูงสุดในการปกครอง
ประเทศ
ดงั นน้ั “การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย” จึงหมายถึง ระบอบการปกครองซึ่งประชาชนมีอํานาจ
สูงสุด โดยจะเห็นวา การปกครองระบอบประชาธิปไตยในปจจุบันน้ันจะแยกออกเปน 2 แบบ คือ ระบอบ
ประชาธปิ ไตยแบบมีพระมหากษัตรยิ เปนประมขุ กับระบอบประชาธปิ ไตยแบบมปี ระธานาธิบดเี ปน ประมขุ
ระบอบประชาธิปไตยมีความเชื่อวา มนุษยเปนสัตวประเสริฐ มีความคิด ความเฉลี่ยวฉลาดและ
สติปญญาที่จะปกครองตนเองได สามารถใชเหตุผลในการแกไขปญหาของตนเอง และสังคมได ดังน้ัน
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงเปนวิธีการท่ีประชาชนมีโอกาสไดเลือกสรรคนท่ีเหมาะสมเขาไปทํา
หนาท่ีในการบริหารประเทศแทนตน อันเปนหนทางท่ีดีท่ีสุด การปฏิวัติรัฐประหารการใชวิธีรุนแรง
การปราบปรามเขนฆา เพือ่ ใหไ ดมาซง่ึ อํานาจในการปกครองถอื เปนวิธีการท่ีดูหมิ่นเหยียดหยามและทําความ
ทําลายความเปน มนุษยของประชาชนอยา งยงิ่

2. หลกั การของระบอบประชาธิปไตย
ระบอบประชาธิปไตยจะม่ันคงหรือไมนั้นข้ึนอยูกับรัฐบาลและประชาชนวาจะยึดมั่นในหลักการ

ของระบอบประชาธปิ ไตยมากนอ ยเพยี งใด ซง่ึ หลักการของระบอบประชาธิปไตยมีดงั นี้
2.1 หลักความเสมอภาค
หลักความเสมอภาค หมายถงึ ทกุ คนไมวา ฐานะจะเปน อยา งไร มสี ตปิ ญญาหรือความสามารถ

มากนอยแตกตางกัน หรือแมมีผิวพรรณแตกตางกัน แตทุกคนมีความเปนมนุษยอยางเทาเทียมกัน ซึ่งหลัก
ความเสมอภาคแบงเปน 4 ลักษณะ ดังนี้

1) ความเสมอภาคทางกฎหมาย หมายความวา ทุกคนมีความเทาเทียมกันทางกฎหมาย
รฐั บาลจะออกกฎหมายเพือ่ คมุ ครองใครคนใดคนหน่ึงไมไ ด เม่อื มใี ครกระทําผดิ ก็จะตองถูกกฎหมายลงโทษเทา
เทยี มกัน

2) ความเสมอภาคทางการเมือง หมายความวา ทกุ คนมีความเทาเทียมกันในทางการเมือง
การปกครอง เชน ทุกคนมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเทากันคือคนละ 1 เสียง มีสิทธิตั้งพรรคทาง
การเมือง มสี ิทธิลงสมัครรบั เลอื กต้ัง มีสิทธ์ิตง้ั กลุมทางการเมือง มีสทิ ธแิ สดงความคดิ เหน็ ทางการเมือง เปน ตน

241

3) ความเสมอภาคทางเศรษฐกจิ หมายความวา ประชาชนมสี ิทธิในการประกอบอาชีพทาง
เศรษฐกิจ และสามารถครอบครองหรอื ไดร บั ประโยชนจากกจิ การท่ีตนทาํ ไปอยางเต็มท่ี รัฐบาลจะตอ งเปน ผูนํา
ทรัพยากรภายในประเทศมาใชและจัดสรรผลประโยชนเหลานั้นสูประชาชนอยางท่ัวถึง โดยการกระจาย
ความเจริญไปสสู ว นตา ง ๆ ของประเทศ

4) ความเสมอภาคในดา นโอกาส หมายความวา ความเทาเทียมกันท่ีจะไดรับโอกาสในการ
พฒั นาตนเอง เชน โอกาสทางการศึกษา (ความเทาเทียมกันในการสอบเขา มหาวิทยาลัย) การประกอบอาชีพ
การสรา งฐานะทางเศรษฐกิจ

2.2 หลกั สทิ ธเิ สรภี าพและหนา ท่ี
สิทธิ หมายถงึ อาํ นาจหรือผลประโยชนข องบคุ คลทีก่ ฎหมายใหความคมุ ครอง บุคคลทีล่ ะเมดิ ลวงเกิน
หรอื กระทาํ การใด ๆ ที่กระทบกระเทือนตอ สิทธิของบุคคลอืน่ ไมได
เสรีภาพ หมายถึง ความมีอิสระในการกระทําของบุคคล การกระทําน้ันตองไมขัดตอกฎหมายหรือ
ไมละเมดิ สทิ ธขิ องผอู ื่น เชน มีเสรีภาพในการเขียนแสดงความคิดเห็น แตถาไปละเมิดสิทธิของผูอ่ืน โดยการ
เขยี นโจมตซี ่งึ ขาดพยานหลกั ฐาน เชน นีผ้ ูท ่ีไดรับความเสียหายกม็ สี ทิ ธิที่จะปกปองชอ่ื เสียงของตนเอง ดวยการ
ฟองรองไดหรือเรามีเสรภี าพท่ีจะเปดวิทยุภายในบา นเรือน แตถ า เปดเสียงดังเกนิ ไปจนรบกวนผอู นื่ เชน นี้ถอื วา
เปน การละเมดิ สิทธิของผอู น่ื ปน ตน
หนาที่ หมายถงึ ภาระหรือความรบั ผดิ ชอบทีบ่ ุคคลจะตองปฏบิ ัติตามกฎหมาย
สทิ ธิและเสรภี าพเปน รากฐานที่สําคญั ในการปกครองประชาธปิ ไตย ประเทศใดใหส ทิ ธิและเสรีภาพกับ
ประชาชนมาก ประเทศน้ันก็มีประชาธิปไตยมาก ในทางกลับกันถาประเทศใดจํากัดสิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชน แสดงวา ประเทศนั้นไมเ ปนประชาธิปไตย
สทิ ธแิ ละเสรภี าพขั้นพน้ื ฐานของประชาชนทรี่ ฐั บาลจะตองใหการรบั รอง ไดแก
1) สทิ ธแิ ละเสรภี าพสว นบคุ คล เปนสทิ ธเิ สรีภาพทีท่ กุ คนพงึ มใี นฐานะทเ่ี กดิ มาเปน มนุษย ไดแ ก สทิ ธิ
และเสรภี าพในการไดรับการคุมครองท้ังทางรางกายและทรัพยสินจากรัฐ สิทธิและเสรีภาพในการประกอบ
อาชีพสุจริต สิทธิและเสรภี าพในการเลอื กท่อี ยู หากรัฐบาลหรือบคุ คลใดกระทาํ การละเมดิ ตอ สทิ ธแิ ละเสรีภาพ
ของบุคคลอน่ื ถอื วาเปนความผดิ
2) สิทธิและเสรีภาพทางการเมือง เปนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ที่จะเขามามีสวนรวม
ในกจิ กรรมทางการเมืองการปกครอง และกิจการตา ง ๆ ของรฐั เชน สิทธิทางการเมืองระหวางเพศหญิงและ
ชายมเี ทาเทยี มกัน ประชาชนมีสทิ ธิออกเสียงเลือกต้งั รบั เลอื กต้งั ต้ังพรรคการเมือง แตตอ งอยูภายใตก ฎหมาย
และระเบยี บอันดงี ามของประเทศ
3) สทิ ธแิ ละเสรภี าพทางเศรษฐกจิ ประชาชนมเี สรีภาพในการเลือกประกอบอาชีพมสี ทิ ธิเปน เจา ของ
ทรัพยส ินทีห่ ามาดว ยความสจุ ริต มสี ิทธิทจ่ี ะไดร ับคาจางแรงงานท่ีเปนธรรม เปนตน
รฐั บาลจะตองไมละเมิดสทิ ธิและเสรีภาพของประชาชน ยกเวนในกรณีสงครามหรือเพื่อรักษาความ
มั่นคงของชาติ การรักษาความสงบเรยี บรอย การคุมครองผลประโยชนของสวนรวม การรักษาศีลธรรมอันดี
งามของประชาชนและการสรา งสรรคค วามเปน ธรรมใหกบั สงั คมเทา นั้น

242

2.3 หลักนิตธิ รรม
กฎหมายเปน กฎเกณฑกติกาทที่ ุกคนจะตองปฏิบตั ิตาม ดงั นั้น สทิ ธิ เสรีภาพและความเสมอภาคใด ๆ
จะเปนจริงไมไดห ากขาดกฎหมายทเ่ี ปน หลักประกนั คุมครองประชาชนเพราะเม่อื ไมมีกฎหมาย แตล ะคนกอ็ าจ
ทาํ ตามความพอใจของตน ทาํ ใหเ กดิ การละเมิดสิทธแิ ละเสรภี าพขน้ึ ได

2.4 หลกั การยอมรับเสียงสวนมาก
การอยรู วมกนั ของคนหมูมาก ยอมมีความขัดแยงหรือความเห็นไมตรงกันติดตามมา ปญหา

ความขัดแยง บางอยา งท่ีเก่ียวของกับความถูกผิด สามารถใชกฎหมาย ระเบียบของสังคมหรือกฎศีลธรรมมา
ตดั สินได แตค วามขัดแยงบางอยา งไมเกยี่ วของกับความถูกผิด เปนความขัดแยงของสวนรวมท่ีตองการทําส่ิง
ตาง ๆ ใหดีข้ึน ดังน้ันจึงตองอภิปรายถกเถียงกัน แตละฝายช้ีแจงเหตุผล จากน้ันจึงลงมติเลือกสิ่งท่ีดีท่ีสุด
ขอเสนอใดทเ่ี ปนเสยี งขา งมาก กค็ อื วา เปน มตขิ องคนสว นใหญ ซงึ่ ทุกคนตอ งนาํ มติน้ีไปปฏิบตั ิ

3. ประเภทของประชาธปิ ไตย
การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย แบงออกเปน 2 ประเภท คือ
3.1 ประชาธปิ ไตยโดยทางตรง เปนวิธีการท่ีประชาชนทุกคนมีสวนรวมในการปกครองโดยตรง

เหมาะกบั รฐั ทมี่ ปี ระชากรไมมาก เชน นครรฐั กรีกโบราณ ใหป ระชาชนทุกคนรว มกันพจิ ารณาตดั สินปญหา
แตวธิ กี ารนีไ้ มเหมาะสมกับรฐั ท่ีมีประชากรเปน จํานวนมาก ประชาธิปไตย โดยทางออ มจึงถูกนํามาใชกับรัฐท่ีมี
ประชากรเปน จํานวนมาก

3.2 ประชาธิปไตยโดยทางออม เนอ่ื งจากจาํ นวนประชากรของแตละประเทศมีจํานวนมหาศาล
ดังนั้นการใหประชาธิปไตยทางตรง จึงไมสามารถกระทําได ประเทศตาง ๆ ทั่วโลกไดใชวิธีประชาธิปไตย
ทางออ ม ซ่งึ กค็ อื การเลือกตัวแทนเขาไปทําหนาที่แทนประชาชน การใชอํานาจอธิปไตยของประชาชนจะใช
ผา นตวั แทน ซง่ึ ไดแก อํานาจนติ กิ ับบัญญัติคือรัฐสภา อาํ นาจบริหารคอื รัฐบาล อาํ นาจตลุ าการคือศาล

4. ขอดแี ละขอ เสียของระบอบประชาธิปไตย

4.1 ขอ ดขี องระบอบประชาธิปไตย
1) ทําใหประชาชนยดึ หลกั การทถ่ี กู ตอง ชอบธรรม มรี ะเบยี บวินยั รูจักประสานผลประโยชน

รว มกนั ของคนภายในชาติ เสรมิ สรางจรยิ ธรรม คุณธรรม ความถูกตองดีงามกอใหเกิดความเรียบรอยสงบสุข
ความเจริญงอกงาม ขวญั กาํ ลังใจ ศกั ดิ์ศรี และความภาคภูมิใจในการเปนเจา ของประเทศอยางแทจรงิ

2) การปกครองระบอบประชาธิปไตย เปนการปกครองที่ประชาชนทุกคนมีสวนในการ
ปกครองตนเอง เปนเจาของอํานาจสูงสุดของประเทศคืออํานาจอธปิ ไตย จึงทําใหการปกครองมเี สถยี รภาพ

3) ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคเทา เทียมกัน
4) เปน การปกครองทป่ี ฏิบตั ติ ามมตขิ องเสียงสวนมาก ขณะเดียวกันก็เคารพเสียงสวนนอย
โดยต้งั อยูบนหลักการของประโยชนส วนรว ม ความถกู ตอง และตองไมละเมดิ สทิ ธิและเสรีภาพของผอู ่นื
5) ชว ยแกไขปญหาความขัดแยง ภายในหมปู ระชาชน ระหวางรัฐกับประชาชน หรือระหวาง
รฐั กับรฐั โดยอาศยั กฎหมายท่กี ําหนดข้ึนเปนกตกิ า หรือใชก ารอภปิ รายลงมติเพ่อื หาขอสรุป


Click to View FlipBook Version