The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชา สังคมศึกษา สค21001 ม.ต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิชา สังคมศึกษา สค21001 ม.ต้น

วิชา สังคมศึกษา สค21001 ม.ต้น

หนังสือเรียนสาระการพฒั นาสังคม

รายวชิ าสงั คมศึกษา

(สค21001)

ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน

หลักสตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน
พุทธศกั ราช 2551

(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)

หามจําหนา ย

หนงั สือเรียนเลมน้ี จัดพมิ พด วยเงนิ งบประมาณแผน ดนิ เพ่อื การศึกษาตลอดชีวติ สําหรบั ประชาชน
ลขิ สทิ ธิ์เปน ของ สาํ นกั งาน กศน. สํานักงานปลัดกระทรวงศกึ ษาธกิ าร

สํานกั งานสงเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั
สาํ นกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการ
กระทรวงศกึ ษาธิการ

หนงั สอื เรียนสาระการพัฒนาสงั คม

รายวชิ าสังคมศึกษา (สค21001)

ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน

(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560)

เอกสารทางวิชาการลาํ ดับท่ี 36/2557

คาํ นาํ

สํานกั งานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ไดด ําเนินการจัดทําหนังสือ
เรยี นชุดใหมน ีข้ ึน้ เพ่ือสาํ หรับใชใ นการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา
ขน้ั พน้ื ฐานพทุ ธศักราช 2551 ท่ีมีวัตถุประสงคในการพัฒนาผูเ รียนใหมีคุณธรรม จริยธรรม มีสติปญญา
และศักยภาพในการประกอบอาชีพการศึกษาตอ และสามารถดํารงชีวติ อยูในครอบครัว ชมุ ชน สังคมได
อยา งมีความสุขโดยผูเรียนสามารถนําหนังสือเรียนไปใชดว ยวิธีการศึกษาคน ควา ดวยตนเอง ปฏิบัติ
กิจกรรม รวมทัง้ แบบฝก หัด เพอ่ื ทดสอบความรูค วามเขาใจในสาระเน้อื หา โดยเม่ือศึกษาแลว ยังไมเ ขาใจ
สามารถกลับไปศึกษาใหมไ ด ผูเรยี นอาจจะสามารถเพ่ิมพูนความรูห ลังจากศึกษาหนังสือเรียนนี้ โดยนํา
ความรไู ปแลกเปลยี่ นกบั เพอ่ื นในชนั้ เรยี น ศึกษาจากภูมิปญ ญาทองถิน่ จากแหลงเรยี นรูและจากส่อื อื่น ๆ

ในการดาํ เนนิ การจดั ทาํ หนงั สอื เรยี นตามหลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน
พุทธศักราช 2551 ไดร บั ความรวมมอื ทด่ี จี ากผทู รงคุณวุฒิและผูเกี่ยวขอ งหลายทา นท่ีคนควาและเรียบเรียง
เนื้อหาสาระจากส่ือตา ง ๆ เพื่อใหไดส ื่อท่ีสอดคลอ งกับหลักสูตรและเปนประโยชนต อผูเ รียนท่ีอยู
นอกระบบอยางแทจริง สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอขอบคุณ
คณะทปี่ รกึ ษา คณะผเู รียบเรยี ง ตลอดจนคณะผูจัดทาํ ทกุ ทานทไี่ ดใหค วามรว มมือดว ยดีไว ณ โอกาสนี้

สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หวังวาหนังสือเรียนชุดน้ี
จะเปนประโยชนใ นการจัดการเรียนการสอนตามสมควร หากมีขอเสนอแนะประการใด สํานักงาน
สงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอนอมรบั ไวดวยความขอบคุณยิง่

สํานักงาน กศน.
กันยายน 2557

สารบัญ

หนา
คาํ นํา
คาํ แนะนํา
โครงสรางรายวชิ าสงั คมศกึ ษา (สค21001)
ขอบขา ยเนอื้ หา

บทที่ 1 ภูมิศาสตรก ายภาพทวีปเอเชีย...............................................................1
เรื่องที่ 1 ลกั ษณะทางภูมศิ าสตรก ายภาพของประเทศ
ในทวปี เอเชยี .............................................................................. 3

เรื่องที่ 2 การเปล่ียนแปลงสภาพภมู ศิ าสตรก ายภาพ.................................. 9
เร่ืองที่ 3 วิธีใชเคร่ืองมอื ทางภมู ิศาสตร ....................................................17
เร่ืองที่ 4 สภาพภมู ิศาสตรก ายภาพของไทย

ท่ีสงผลตอทรัพยากรตาง ๆ .......................................................23
เร่ืองท่ี 5 ความสําคัญของการดาํ รงชวี ติ ใหส อดคลอ ง

กบั ทรัพยากรในประเทศ ...........................................................29

บทที่ 2 ประวัติศาสตรท วีปเอเชีย....................................................................41
เรือ่ งท่ี 1 ประวตั ศิ าสตรส ังเขปของประเทศในทวปี เอเชีย.........................43
เร่ืองที่ 2 เหตกุ ารณส าํ คัญทางประวตั ิศาสตรที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

และประเทศในทวีปเอเชยี .........................................................62
เรื่องท่ี 3 พระราชกรณยี กิจของพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช

(รชั กาลท่ี 9) และสมเดจ็ พระนางเจา สิรกิ ติ ์ิ พระบรมราชินนี าถ

ทส่ี งผลตอ การเปล่ยี นแปลงของประเทศไทย..............................82
บทที่ 3 เศรษฐศาสตร.................................... ...............................................109

เรือ่ งที่ 1 ความหมายความสําคญั ของเศรษฐศาสตรม หภาค

และจุลภาค.............................................................................110
เรอ่ื งที่ 2 ระบบเศรษฐกจิ ในประเทศไทย................................................112
เรอื่ งที่ 3 คุณธรรมในการผลติ และการบริโภค........................................125

เรอ่ื งที่ 4 กฎหมายและขอมลู การคมุ ครองผบู รโิ ภค................................127
เรอ่ื งท่ี 5 ระบบเศรษฐกิจของประเทศตา ง ๆ ในเอเชีย...........................130
เรื่องท่ี 6 ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี น....................................................135

สารบัญ (ตอ)

บทที่ 4 การเมืองการปกครอง.............................................................................. 146

เรื่องท่ี 1 การเมอื งการปกครองทใี่ ชอยใู นปจ จุบัน

ของประเทศไทย .....................................................................147

เรอ่ื งท่ี 2 เปรียบเทียบรูปแบบทางการเมืองการปกครอง

ระบอบประชาธิปไตยและระบบอนื่ ๆ.....................................158

แนวเฉลยกจิ กรรม ……………………………………………………………………………………….167

บรรณานกุ รม ……………………………………………………………………………………….175

คณะผูจัดทาํ ……………………………………………………………………………………….179

คาํ แนะนาํ ในการใชห นงั สือเรยี น

หนังสือสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา (สค21001) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน

เปนหนังสือเรียนที่จัดทําขึ้นสําหรับผูเรียนท่ีเปนนักศึกษานอกระบบในการศึกษาหนังสือสาระ
การพัฒนาสงั คม รายวิชาสงั คมศึกษา (สค21001) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน ผเู รยี นควรปฏิบัติ ดังนี้

ศึกษาโครงสรางรายวิชาใหเ ขา ใจในหัวขอและสาระสําคัญ ผลการเรียนรูท่ีคาดหวัง และขอบขาย

เน้ือหาของรายวิชาน้นั ๆ โดยละเอยี ด
1. ศึกษารายละเอียดเน้อื หาของแตล ะบทอยางละเอียด และทํากจิ กรรมตามทีก่ ําหนด

แลวตรวจสอบกบั แนวตอบกจิ กรรมตามท่กี ําหนด ถา ผูเรยี นตอบผดิ ควรกลับไปศึกษาและทําความเขา ใจ
ในเน้อื หานั้นใหมใ หเ ขาใจ กอ นท่จี ะศกึ ษาเรอื่ งตอ ๆ ไป

2. ปฏิบัติกิจกรรมทา ยเรื่องของแตละเรื่อง เพื่อเปน การสรุปความรู ความเขาใจของเนื้อหา
ในเรอ่ื งนนั้ ๆ อีกครง้ั และการปฏบิ ัติกิจกรรมของแตละเนอ้ื หา แตล ะเร่อื ง ผูเ รยี นสามารถนาํ ไปตรวจสอบ
กับครแู ละเพอื่ น ๆ ที่รว มเรียนในรายวชิ าและระดับเดียวกนั ได

3. หนงั สอื เรยี นเลมน้มี ี 4 บท คอื
บทท่ี 1 ภมู ศิ าสตรก ายภาพทวปี เอเชีย
บทท่ี 2 ประวตั ศิ าสตรทวีปเอเชีย

บทที่ 3 เศรษฐศาสตร
บทท่ี 4 การเมอื งการปกครอง

โครงสรางรายวชิ าสงั คมศึกษา (สค21001)

สาระสาํ คญั

การศึกษาเรียนรูเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอ มทางกายภาพทั้งของประเทศไทย
และทวีปเอเชีย วิวัฒนาการความสัมพันธข องมนุษยกับส่ิงแวดลอม การจัดการทรัพยากรท่ีมีอยูอยา ง
จํากัด เพ่ือใหใ ชอยางเพียงพอในการผลิตและบริโภค การใชขอ มูลทางประวัติศาสตรเพื่อวิเคราะห
เหตกุ ารณใ นอนาคต การเรียนรเู รอ่ื งการเมืองการปกครอง สามารถนําไปใชป ระโยชนในการดําเนินชีวิต
ประจาํ วันได

ผลการเรยี นรทู คี่ าดหวงั

1. อธิบายขอ มูลเก่ียวกับภูมิศาสตร ประวัติศาสตร เศรษฐศาสตร การเมืองการปกครองที่
เกี่ยวของกับประเทศในทวีปเอเชยี

2. นําเสนอผลการเปรียบเทียบสภาพภูมิศาสตร ประวัติศาสตร เศรษฐศาสตร การเมือง
การปกครองของประเทศในทวีปเอเชยี

3. ตระหนกั และวิเคราะหถึงการเปลีย่ นแปลงท่ีเกิดขนึ้ กับประเทศในทวปี เอเชยี ทมี่ ีผลกระทบตอ
ประเทศไทย

ขอบขา ยเนอื้ หา

บทท่ี 1 ภูมิศาสตรก ายภาพทวปี เอเชีย
เรอื่ งท่ี 1 ลักษณะทางภูมิศาสตรก ายภาพของประเทศในทวปี เอเชีย
เร่อื งที่ 2 การเปล่ยี นแปลงสภาพภมู ศิ าสตรก ายภาพ
เรอ่ื งท่ี 3 วิธใี ชเ ครอ่ื งมือทางภมู ศิ าสตร
เรอ่ื งที่ 4 สภาพภมู ิศาสตรก ายภาพของไทยทส่ี ง ผลตอทรพั ยากรตาง ๆ
เร่ืองที่ 5 ความสําคญั ของการดํารงชีวติ ใหส อดคลอ งกับทรพั ยากรในประเทศ

บทที่ 2 ประวตั ศิ าสตรท วีปเอเชยี
เรื่องท่ี 1 ประวตั ศิ าสตรสังเขปของประเทศในทวีปเอเชีย
เรื่องท่ี 2 เหตุการณส าํ คญั ทางประวัตศิ าสตรทเ่ี กดิ ขน้ึ ในประเทศไทยและ
ประเทศในทวปี เอเชีย
เรือ่ งท่ี 3 พระราชกรณียกจิ ของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช
(รัชกาลที่ 9) และสมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์ พระบรมราชนิ นี าถ ท่ีสงผล
ตอ การเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย

บทท่ี 3 เศรษฐศาสตร
เร่อื งท่ี 1 ความหมายความสําคญั ของเศรษฐศาสตรมหภาคและจุลภาค
เร่อื งที่ 2 ระบบเศรษฐกิจในประเทศไทย
เรอื่ งท่ี 3 คุณธรรมในการผลติ และการบรโิ ภค
เรื่องท่ี 4 กฎหมายและขอ มูลการคุมครองผูบรโิ ภค
เร่ืองท่ี 5 ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศตา ง ๆ ในเอเชยี
เรอ่ื งท่ี 6 ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี น

บทท่ี 4 การเมอื งการปกครอง
เรอ่ื งท่ี 1 การเมืองการปกครองทใ่ี ชอ ยใู นปจ จุบนั ของประเทศไทย
เรอื่ งที่ 2 รูปแบบการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยและระบบอื่น ๆ

สื่อประกอบการเรียนรู

1. หนังสือเรียนรายวิชาสังคมศึกษา สาระการพัฒนาสังคม ระดับมัธยมศึกษาตอนตน
หลักสตู รการศกึ ษานอกระบบและระดับการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551

2. เครือ่ งมือทางภมู ศิ าสตร เชน แผนที่ ลูกโลก เข็มทิศ รูปถา ยทางอากาศและภาพถา ย
จากดาวเทยี ม

3. เวบ็ ไซต
4. หนังสือพิมพ วารสาร เอกสารทางวิชาการตามหองสมุดและแหลงเรียนรูใ นชุมชน
และหองสมุดประชาชน หอ งสมุดเฉลิมราชกุมารใี นทองถิ่น

1

บทท่ี 1
ภูมศิ าสตรกายภาพทวีปเอเชยี

สาระสําคัญ

ภูมิศาสตรกายภาพ คือวิชาท่ีเกี่ยวของกับลักษณะการเปล่ียนแปลงของสิ่งแวดลอม
ทางกายภาพ (Physical Environment) ท่ีอยูรอบตัวมนุษย ทั้งสวนท่ีเปนธรณีภาค อุทกภาค
บรรยากาศภาค และชีวภาค ตลอดจนความสัมพันธทางพื้นที่ (Spatial Relation) ของส่ิงแวดลอม
ทางกายภาพตาง ๆ ดงั กลาวขา งตน

การศกึ ษาภูมศิ าสตรท างกายภาพทวีปเอเชียทําใหสามารถวิเคราะหเหตุผลประกอบกับการ
สังเกตพิจารณาสิ่งที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคตาง ๆ ของทวีปเอเชียไดเปนอยางดี การศึกษา
ภูมิศาสตรกายภาพแผนใหมตองศึกษาอยางมีเหตุผล โดยอาศัยหลักเกณฑทางภูมิศาสตรหรือ
หลกั เกณฑสถติ ิ ซง่ึ เปน ขอ เทจ็ จริงจากวชิ าในแขนงท่ีเกยี่ วของกันมาพิจารณาโดยรอบคอบ

ผลการเรียนรูท่คี าดหวัง

1. อธิบายลกั ษณะทางภูมิศาสตรก ายภาพของประเทศในทวีปเอเชียได
2. มคี วามรทู างดานภูมิศาสตรก ายภาพ สามารถเขาใจสภาพกายภาพของโลกวา
มอี งคประกอบและมกี ารเปลยี่ นแปลงที่มผี ลตอสภาพความเปน อยูของมนษุ ยอ ยางไร
3. สามารถอธิบายการใชและประโยชนของเคร่ืองมอื ทางภมู ิศาสตรไ ด
4. อธบิ ายความสมั พนั ธของสภาพภูมิศาสตรกายภาพของไทยที่สงผลตอทรัพยากรตาง ๆ
และสงิ่ แวดลอ มได
5. อธิบายความสัมพันธของการดํารงชีวิตใหสอดคลองกับทรัพยากรในประเทศไทย
และประเทศในทวปี เอเชียได

ขอบขายเนอื้ หา

เร่อื งท่ี 1 ลกั ษณะทางภมู ศิ าสตรก ายภาพของประเทศในทวีปเอเชยี
1.1 ทต่ี งั้ และอาณาเขต
1.2 ลักษณะภูมปิ ระเทศ
1.3 สภาพภูมิอากาศ

เรอ่ื งที่ 2 การเปลีย่ นแปลงสภาพภูมศิ าสตรก ายภาพ
2.1 การเปลีย่ นแปลงสภาพภูมศิ าสตรก ายภาพทส่ี งผลกระทบตอ วิถีชวี ิต

ความเปนอยูของคน

2

เรอื่ งท่ี 3 วิธใี ชเ คร่อื งมอื ทางภมู ิศาสตร
3.1 แผนท่ี
3.2 ลกู โลก
3.3 เข็มทิศ
3.4 รปู ถา ยทางอากาศและภาพถา ยจากดาวเทยี ม
3.5 เคร่อื งมอื เทคโนโลยีเพอ่ื การศกึ ษาภมู ศิ าสตร

เร่อื งท่ี 4 สภาพภูมิศาสตรกายภาพของไทยทสี่ ง ผลตอทรพั ยากรตา ง ๆ และสง่ิ แวดลอม
เรือ่ งท่ี 5 ความสาํ คญั ของการดาํ รงชีวติ ใหส อดคลองกบั ทรัพยากรในประเทศ

5.1 ประเทศไทย
5.2 ประเทศในเอเชยี

ส่ือประกอบการเรยี นรู

1. แบบเรียนรายวิชาสังคมศึกษา สาระการพัฒนาสังคม ระดับมัธยมศึกษาตอนตน หลักสูตร
การศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ึ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551

2. เครื่องมือทางภมู ิศาสตร เชน แผนที่ ลกู โลก เข็มทิศ รูปถา ยทางอากาศและภาพถา ยจากดาวเทียม
3. เวบ็ ไซต

3

เรอ่ื งที่ 1 ลกั ษณะทางภมู ศิ าสตรก ายภาพของประเทศในทวปี เอเชยี

1.1 ทต่ี ้งั และอาณาเขต ทวปี เอเชียเปนทวีปทม่ี ีขนาดใหญที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 44,648,953
ลา นตารางกิโลเมตร มดี ินแดนทีต่ อเนื่องกบั ทวีปยุโรปและทวีปแอฟริกา แผนดินของทวีปยุโรปกับทวีปเอเชีย
ท่ีตอเน่ืองกัน เรียกรวมวา ยูเรเชีย พื้นท่ีสวนใหญอยูเหนือเสนศูนยสูตรมีทําเลที่ตั้งตามพิกัดภูมิศาสตร คือ
จากละติจูด 11 องศาใต ถึงละติจูด 77 องศา 41 ลิปดาเหนือ บริเวณแหลมเชลยูสกิน (Chelyuskin)
สหพันธรัฐรัสเซีย และจากลองจิจูดท่ี 26 องศา 04 ลิปดาตะวนั ออก บริเวณแหลมบาบา (Baba) ประเทศตุรกี
ถงึ ลองจิจดู 169 องศา 30 ลิปดาตะวันตก ทีบ่ ริเวณแหลมเดชเนฟ (Dezhnev) สหพันธรัฐรัสเซยี โดยมอี าณา-
เขตติดตอ กบั ดินแดนตา ง ๆ ดงั ตอ ไปนี้

ทิศเหนือ จรดมหาสมุทรอารกติก มีแหลมเชลยูสกินของสหพันธรัฐรัสเซียเปนแผนดินอยูเหนือสุด
ท่ลี ะตจิ ูด 77 องศาเหนือ

ทิศใต จรดมหาสมทุ รอินเดีย มีเกาะโรติ (Roti) ของติมอร-เลสเต เปน ดินแดนอยูใตท่ีสุดท่ีละติจูด 11
องศาใต

ทศิ ตะวนั ออก จรดมหาสมทุ รแปซิฟก มีแหลมเดชเนฟของสหพันธรัฐรัสเซียเปน แผนดนิ อยูตะวันออก
ท่สี ุด ที่ลองจจิ ูด 170 องศาตะวนั ตก

ทศิ ตะวันตก จรดทะเลเมดเิ ตอรเ รเนยี นและทะเลดํา มีทวิ เขาอูราลกั้นดนิ แดนกบั ทวปี ยุโรป และมี
ทะเลแดงกับคาบสมุทรไซไน (Sinai) ก้ันดินแดนกับทวีปแอฟริกา มีแหลมบาบาของตุรกีเปนแผนดิน
อยตู ะวันตกสดุ ท่ลี องจิจดู 26 องศาตะวนั ออก

1.2 ลักษณะภูมิประเทศ ทวีปเอเชียมีลักษณะภูมิประเทศแตกตางกันหลายชนิดในสวนท่ีเปน
ภาคพน้ื ทวปี แบงออกเปนเขตตา ง ๆ ได 5 เขต คือ

1) เขตทีร่ าบตา่ํ ตอนเหนอื เขตที่ราบตาํ่ ตอนเหนือ ไดแก ดินแดนทีอ่ ยูทางตอนเหนอื ของทวีปเอเชีย
ในเขตไซบีเรีย สวนใหญอยูในเขตโครงสรางแบบหินเกา ท่ีเรียกวา แองการาชีลด มีลักษณะภูมิประเทศ
เปนท่ีราบขนาดใหญ มีแมน้ําออบ แมนํ้าเยนิเซและแมนํ้าลีนาไหลผาน บริเวณน้ีมีอาณาเขตกวางขวางมาก
แตไมคอยมีผูคนอาศัยอยู ถึงแมวาจะเปนที่ราบ เพราะเน่ืองจากมีภูมิอากาศหนาวเย็นมากและทําการ
เพาะปลกู ไมได

2) เขตที่ราบลุมแมน้ํา เขตที่ราบลุมแมนํ้า ไดแก ดินแดนแถบลุมแมน้ําตาง ๆ ซึ่งมีลักษณะ
ภูมปิ ระเทศเปน ท่รี าบและมกั มีดินอุดมสมบูรณเหมาะแกการเพาะปลกู สว นใหญอยูทางเอเชียตะวันออก เอเชียใต
และเอเชียตะวันออกเฉียงใต ไดแก ทร่ี าบลุมฮวงโห ท่รี าบลุมแมน ้าํ แยงซเี กยี งในประเทศจีน ทีร่ าบลุมแมน้ําสินธุ
ที่ราบลุมแมน้ําคงคาและท่ีราบลุมแมนํ้าพรหมบุตรในประเทศปากีสถาน อินเดีย และบังกลาเทศ ท่ีราบลุม
แมน้ําไทกริส ท่ีราบลุมแมนํ้ายูเฟรทีสในประเทศอิรัก ท่ีราบลุมแมนํ้าโขงตอนลางในประเทศกัมพูชาและ
เวยี ดนาม ทีร่ าบลุมแมน ้าํ แดงในประเทศเวียดนาม ท่ีราบลุมแมน้ําเจาพระยาในประเทศไทย ที่ราบลุมแมนํ้า
สาละวนิ ตอนลา ง ที่ราบลุมแมน ํ้าอิระวดใี นประเทศสาธารณรัฐแหงสหภาพพมา

4

3) เขตเทอื กเขาสูง เปนเขตเทือกเขาหินใหมตอนกลาง ประกอบไปดวยท่ีราบสูงและเทือกเขา
มากมาย เทือกเขาสูงเหลาน้ีสวนใหญเปนเทือกเขาท่ีแยกตัวไปจากจุดรวม ท่ีเรียกวา ปามีรนอต หรือภาษา
พน้ื เมอื งเรียกวา “ปามรี ด ุนยา” แปลวา หลังคาโลกจากปามรี นอต มเี ทือกเขาสูง ๆ ของทวีปเอเชียหลายแนว
ซึง่ อาจแยกออกไดด งั น้ี

เทือกเขาท่ีแยกไปทางทิศตะวนั ออก ไดแก เทอื กเขาหมิ าลยั เทือกเขาอาระกันโยมาและเทือกเขา
ทม่ี แี นวตอเน่อื งลงมาทางใต มีบางสวนทจ่ี มหายไปในทะเลและบางสว นโผลข ึน้ มาเปน เกาะในมหาสมุทรอินเดีย
และมหาสมุทรแปซิฟก ถัดจากเทือกเขาหิมาลัยข้ึนไปทางเหนือมีเทือกเขาที่แยกไปทางตะวันออก ไดแก
เทือกเขาคุนลุน เทือกเขาอัลตินตัก เทือกเขานานซานและแนวท่ีแยกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไดแก
เทือกเขาเทียนชาน เทือกเขาอัลไต เทือกเขาคินแกน เทือกเขายาโบลนอย เทือกเขาสตาโนวอยและ
เทือกเขาโกลมี า เทือกเขาทีแ่ ยกไปทางทศิ ตะวันตกแยกเปนแนวเหนือและแนวใต แนวเหนือ ไดแก เทือกเขา
ฮินดูกูช เทือกเขาเอลบูชร สวนแนวทิศใต ไดแก เทือกเขาสุไลมาน เทือกเขาซากรอส ซ่ึงเมื่อเทือกเขาท้ัง 2 นี้
มาบรรจบกันทอ่ี ารเ มเนยี นนอตแลว ยังแยกออกอีกเปน 2 แนวในเขตประเทศตรุ กี คือ แนวเหนือเปน เทอื กเขา
ปอนตกิ และแนวใตเ ปน เทอื กเขาเตารัส

4) เขตท่รี าบสงู ตอนกลางทวปี เขตที่ราบสงู ตอนกลางเปน ทร่ี าบสูงอยูระหวางเทือกเขาหินใหม
ที่สําคัญ ๆ ไดแก ที่ราบสูงทิเบตซึ่งเปนที่ราบสูงขนาดใหญและสูงท่ีสุดในโลก ที่ราบสูงยูนนาน ทางใตของ
ประเทศจีนและที่ราบสูงท่ีมีลักษณะเหมือนแองช่ือ “ตากลามากัน” ซ่ึงอยูระหวางเทือกเขาเทียนซานกับ
เทอื กเขาคุนลนุ แตอ ยสู ูงกวาระดบั นา้ํ ทะเลมากและมีอากาศแหง แลง เปน เขตทะเลทราย

5

5) เขตที่ราบสูงตอนใตและตะวันตกเฉียงใต เขตที่ราบสูงตอนใตและตะวันตกเฉียงใต ไดแก
ที่ราบสูงขนาดใหญทางตอนใตของทวีปเอเชีย ซึ่งมีความสูงไมมากเทากับท่ีราบสูงทางตอนกลางของทวีป
ที่ราบสูงดังกลาว ไดแก ที่ราบสูงเดคคานในประเทศอินเดีย ที่ราบสูงอิหรานในประเทศอิหรานและ
อฟั กานสิ ถานทรี่ าบสูงอนาโตเลียในประเทศตรุ กแี ละทร่ี าบสูงอาหรับในประเทศซาอุดีอาระเบยี

1.3 สภาพภมู อิ ากาศ สภาพภมู ศิ าสตรและพืชพรรณธรรมชาติในทวปี เอเชยี แบงได ดังน้ี
1) ภูมิอากาศแบบปาดิบชื้น เขตภูมิอากาศแบบปาดิบชื้น อยูระหวางละติจูดที่ 10 องศาเหนือ

ถึง 10 องศาใต ไดแก ภาคใตของประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟลิปปนส มีความแตกตางของ
อณุ หภูมริ ะหวางกลางวันและกลางคืนไมมากนกั มีปรมิ าณน้ําฝนมากกวา 2,000 มิลลิเมตร (80 นิ้ว) ตอป และมี
ฝนตกตลอดป

พืชพรรณธรรมชาตเิ ปน ปาดงดบิ ซึ่งไมม ฤี ดูที่ผลัดใบและมีตนไมหนาแนน สวนบริเวณปากแมน้ํา
และชายฝง ทะเลมพี ืชพรรณธรรมชาตเิ ปนปาชายเลน

2) ภูมอิ ากาศแบบมรสมุ เขตรอ นหรือรอ นช้ืนแถบมรสุม เปน ดินแดนที่อยูเ หนือละตจิ ดู 10 องศา
เหนอื ขึ้นไป มฤี ดูแลงและฤดฝู นสลับกนั ประมาณปล ะเดือน ไดแก บริเวณคาบสมุทรอินเดีย และคาบสมุทร
อนิ โดจนี เขตน้เี ปนเขตท่ไี ดรบั อิทธิพลของลมมรสุม ปริมาณน้ําฝนจะสูงในบริเวณดานตนลม (Winward side)
และมีฝนตกนอยในดานปลายลม (Leeward side) หรือเรยี กวา เขตเงาฝน (Rain shadow)

พืชพรรณธรรมชาติเปนปามรสุมหรือปาไมผลัดใบในเขตรอน พันธุไมสวนใหญเปนไมใบกวาง
และเปนไมเน้ือแข็งทมี่ คี าในทางเศรษฐกิจหรือปาเบญจพรรณ เชน ไมสกั ไมจ นั ทน ไมประดู เปนตน ปามรสุม
มีลักษณะเปนปาโปรงมากกวาปาไมในเขตรอนชื้น บางแหงมีไมขนาดเล็กข้ึนปกคลุมบริเวณดินชั้นลางและ
บางแหง เปน ปา ไผห รือหญา ปะปนอยู

3) ภูมิอากาศแบบทุงหญาเมืองรอน มีลักษณะอากาศคลายเขตมรสุม มีฤดูแลงกับฤดูฝน
แตปริมาณนํ้าฝนนอยกวา คือ ประมาณ 1,000 - 1,500 มิลลิเมตร (40 - 60 น้ิว) ตอป อุณหภูมิเฉล่ียตลอดป
ประมาณ 21 องศาเซลเซยี ส (70 องศาฟาเรนไฮต) อณุ หภูมกิ ลางคืนเย็นกวากลางวัน ไดแก บริเวณตอนกลาง
ของอินเดีย สาธารณรฐั แหง สหภาพพมา และคาบสมทุ รอินโดจีน

พืชพรรณธรรมชาติเปนปาโปรงแบบเบญจพรรณ ถัดเขาไปตอนในจะเปนทุงหญาสูงตั้งแต 60 -
360 เซนตเิ มตร (2 - 12 ฟุต) ซง่ึ จะงอกงามดีในฤดูฝน แตแ หงเฉาตายในฤดหู นาวเพราะชวงนอี้ ากาศแหงแลง

4) ภูมิอากาศแบบมรสุมเขตอบอุน อยูในเขตอบอุนแตไดรับอิทธิพลของลมมรสุมมีฝนตก
ในฤดูรอน ฤดูหนาวคอนขางหนาว ไดแก บริเวณภาคตะวันตกของจีน ภาคใตของญ่ีปุน คาบสมุทรเกาหลี
ฮอ งกง ตอนเหนอื ของอนิ เดียในสาธารณรัฐประชาชนลาวและตอนเหนอื ของเวียดนาม

พืชพรรณธรรมชาตเิ ปนไมผลดั ใบหรอื ไมผ สม มที ้ังไมใ บใหญท ่ผี ลดั ใบและไมสนท่ีไมผ ลัดใบ ในเขต
สาธารณรฐั ประชาชนจนี เกาหลี ทางใตข องเขตนเี้ ปนปา ไมผ ลัดใบ สว นทางเหนือมีอากาศหนาวกวาปาไมผสม
และปา ไมผ ลัดใบ เชน ตนโอก เมเปล ถา ขึ้นไปทางเหนืออากาศหนาวเย็นจะเปน ปา สนท่มี ีใบเขียวตลอดป

5) ภูมิอากาศแบบอบอุนภาคพ้ืนทวีป ไดแก ทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ
สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีเหนือ ภาคเหนือของญ่ีปุนและตะวันออกเฉียงใตของไซบีเรีย มีฤดูรอน

6

ทอี่ ากาศรอ น กลางวันยาวกวากลางคืน นาน 5 - 6 เดือน เปนเขตปลูกขาวโพดไดดีเพราะมีฝนตกในฤดูรอน
ประมาณ 750 - 1,000 มม. (30 - 40 นวิ้ ) ตอ ป ฤดูหนาวอณุ หภูมเิ ฉล่ียถึง 7 องศาเซลเซียส (18 องศาฟาเรน
ไฮต) เปน เขตที่ความแตกตางระหวา งอุณหภมู ิมีมาก

พืชพรรณธรรมชาติเปนปาผสมระหวางไมผลัดใบและปาสนลึกเขาไปเปนทุงหญา สามารถ
เพาะปลกู ขาวโพด ขาวสาลแี ละเลี้ยงสัตวพวกโคนมได สว นแถบชายทะเลมีการทาํ ปาไมบางเลก็ นอ ย

6) ภูมิอากาศแบบทุงหญากึ่งทะเลทรายแถบอบอุน มีอุณหภูมิสูงมากในฤดูรอนและอุณหภูมิ
ตา่ํ มากในฤดูหนาว มฝี นตกบา งในฤดใู บไมผลแิ ละฤดูรอ น ไดแ ก ภาคตะวนั ตกของคาบสมทุ รอาหรับ ตอนกลาง
ของประเทศตุรกี ตอนเหนอื ของภาคกลางของอิหรา น ในมองโกเลียทางตะวนั ตกเฉยี งเหนือของจีน

พชื พรรณธรรมชาตเิ ปน ทุงหญาสน้ั (Steppe) ทุงหญา ดงั กลา ว มีการชลประทานเขาถงึ ใชเลี้ยงสัตว
และเพาะปลกู ขาวสาลี ขาวฟาง ฝา ย ไดดี

7) ภมู อิ ากาศแบบทะเลทราย มคี วามแตกตางระหวา งอณุ หภูมิกลางวันกับกลางคืนและฤดูรอน
กบั ฤดหู นาวมาก ไดแ ก ดินแดนท่ีอยภู ายในทวีปท่มี ีเทอื กเขาปดลอม ทําใหอิทธิพลจากมหาสมุทรเขาไปไมถึง
ปริมาณฝนตกนอ ยกวาปละ 250 มม. (10 นวิ้ ) ไดแ ก บริเวณคาบสมุทรอาหรับ ทะเลทรายโกบี ทะเลทรายธาร
และที่ราบสูงทเิ บต ท่ีราบสูงอิหรา น บรเิ วณทีม่ ีนา้ํ และตน ไมข นึ้ เรยี กวา โอเอซสิ (Oasis)

พืชพรรณธรรมชาติเปนอินทผลัม ตะบองเพชรและไมประเภทมีหนาม ชายขอบทะเลทราย
สวนใหญเปนทุงหญาสลับปาโปรง มีการเล้ียงสัตวประเภทที่เลี้ยงไวใชเนื้อและทําการเพาะปลูกตองอาศัย
การชลประทานชว ย

8) ภูมิอากาศแบบเมดิเตอรเรเนียน อากาศในฤดูรอน รอนและแหงแลงในเลบานอน ซีเรีย
อสิ ราเอลและตอนเหนอื ของอิรกั

พืชพรรณธรรมชาติเปนไมตนเต้ีย ไมพุมมีหนาม ตนไมเปลือกหนาท่ีทนตอความแหงแลง ในฤดู
รอนไดด ี พืชที่เพาะปลูก ไดแ ก สม องนุ และมะกอก

9) ภูมิอากาศแบบไทกา (กึ่งข้ัวโลก) มีฤดูหนาวยาวนานและหนาวจัด ฤดูรอนสั้น มีน้ําคางแข็ง
ไดท ุกเวลาและฝนตกในรปู ของหิมะ ไดแก ดนิ แดนทางภาคเหนอื ของทวปี บริเวณไซบเี รีย

พืชพรรณธรรมชาตเิ ปนปาสน เปน แนวยาวทางเหนือของทวีป ท่ีเรียกวา ไทกา (Taiga) หรือ
ปาสนของไซบเี รยี

10) ภมู อิ ากาศแบบทนุ ดรา (ขวั้ โลก) เขตนี้มีฤดหู นาวยาวนานมาก อากาศหนาวจัด มีหิมะปกคลุม
ตลอดป ไมมีฤดูรอน พืชพรรณธรรมชาติเปนพวกตะไครนํา้ และมอสส

11) ภูมิอากาศแบบที่สูง ในเขตที่สูงอุณหภูมิจะลดลงตามระดับความสูงในอัตราความสูงเฉลี่ย
ประมาณ 1 องศาเซลเซียสตอ ความสูง 10 เมตร จงึ ปรากฏวา ยอดเขาสงู บางแหงแมจะอยูในเขตรอน ก็มีหิมะ
ปกคลมุ ทง้ั ป หรือเกอื บตลอดป ไดแก ที่ราบสงู ทเิ บต เทอื กเขาหมิ าลัย เทอื กเขาคุนลุน และเทือกเขาเทยี นชาน
ซึ่งมีความสูงประมาณ 5,000 - 8,000 เมตร จากระดับนํ้าทะเล มีหิมะปกคลุมและมีอากาศหนาวเย็นแบบ
ขว้ั โลก พชื พรรณธรรมชาติเปน พวกตะไครนํา้ และมอสส

7

การแบง ภูมิภาค
ทวีปเอเชยี นอกจากจะเปน อนภุ มู ิภาคของทวีปยเู รเชีย ยงั อาจแบงออกเปนสว นยอ ย ดังน้ี
เอเชียเหนือ หมายถึง รัสเซีย เรียกอีกอยางวาไซบีเรีย บางครั้งรวมถึงประเทศทางตอนเหนือของ

เอเชียดว ย เชน คาซัคสถาน
เอเชยี กลาง ประเทศในเอเชยี กลาง ไดแก
- สาธารณรฐั ในเอเชยี กลาง 5 ประเทศ คอื คาซัคสถาน อซุ เบกิสถาน ทาจกิ สิ ถาน เตริ ก เมนสิ ถาน

และคีรก ซี สถาน
- ประเทศแถบตะวนั ตกของทะเลสาบแคสเปย น 3 ประเทศ คือ จอรเ จีย อารเ มเนยี และ

อาเซอรไ บจานบางสว น
เอเชียตะวนั ออก ประเทศในเอเชียตะวันออก ไดแ ก
- เกาะไตห วันและญ่ีปนุ ในมหาสมทุ รแปซิฟก
- เกาหลีเหนือและเกาหลีใตบ นคาบสมุทรเกาหลี
- สาธารณรัฐประชาชนจีนและมองโกเลยี
เอเชียตะวันออกเฉียงใต ดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต คือ ประเทศบนคาบสมุทรมลายู

คาบสมุทรอินโดจีน เกาะตาง ๆ ในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟก เอเชียตะวันออกเฉียงใต
ประกอบดวย

- ประเทศตาง ๆ ในแผนดินใหญ ไดแก สาธารณรัฐแหงสหภาพพมา ไทย สาธารณรัฐ-
ประชาธิปไตยประชาชนลาว กัมพูชาและเวียดนาม

- ประเทศตาง ๆ ในทะเล ไดแก มาเลเซีย ฟลิปปนส สิงคโปร อินโดนีเซีย บรูไนและติมอร
ตะวันออก (ตมิ อร - เลสเต) ประเทศอินโดนีเซียแยกไดเปน 2 สวน โดยมที ะเลจีนใตคั่นกลาง ทั้งสองสวนมีท้ัง
พ้นื ท่ที ่ีเปนแผน ดินใหญแ ละเกาะ

เอเชียใต เอเชยี ใตอ าจเรียกอกี อยางวาอนุทวีปอินเดยี ประกอบดว ย
- บนเทือกเขาหมิ าลยั ไดแก อนิ เดยี ปากสี ถาน เนปาล ภฏู านและบังกลาเทศ
- ในมหาสมุทรอินเดยี ไดแ ก ศรลี ังกาและมลั ดีฟส

เอเชียตะวนั ตกเฉียงใต (หรอื เอเชียตะวันตก) ประเทศตะวันตกโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกามักเรียก
ภูมิภาคน้ีวาตะวันออกกลางบางคร้ัง “ตะวันออกกลาง” อาจหมายรวมถึงประเทศในแอฟริกาเหนือ เอเชีย
ตะวันตกเฉยี งใตแบงยอยไดเ ปน

- อะนาโตเลยี (Anatolia) ซ่ึงกค็ อื เอเชียไมเนอร (Asia Minor) เปนพื้นที่สวนท่ีเปนเอเชียของ
ตรุ กี

- ประเทศตุรกี 97 % ของตรุ กี
- ทเ่ี ปนเกาะ คอื ไซปรสั ในทะเลเมดเิ ตอรเ รเนียน
- กลุมเลแวนตหรือตะวันออกใกล ไดแ ก ซเี รีย อิสราเอล จอรแ ดน เลบานอนและอริ กั

8

- ในคาบสมุทรอาหรับ ไดแก ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส บาหเรน กาตาร โอมาน
เยเมนและอาจรวมถึงคเู วต

- ท่ีราบสูงอิหราน ไดแ ก อิหรานและพ้นื ที่บางสว นของประเทศอืน่ ๆ
- อัฟกานิสถาน

กิจกรรมที่ 1.1 ลักษณะทางภูมศิ าสตรก ายภาพของประเทศในทวีปเอเชยี

1) ใหผ เู รียนอธิบายจดุ เดนของลกั ษณะภมู ปิ ระเทศในทวปี เอเชีย ทั้ง 5 เขต
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

2) ภูมิอากาศแบบใดทม่ี หี ิมะปกคลมุ ตลอดปแ ละพชื พรรณทป่ี ลกู เปนประเภทใด
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

9

เรอื่ งที่ 2 การเปลย่ี นแปลงสภาพภูมศิ าสตรก ายภาพ

การเปล่ียนแปลงสภาพภูมิศาสตรกายภาพ หมายถึง ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอม
ทางกายภาพท่ีอยูรอบตัวมนุษย ทั้งสวนที่เปนธรณีภาค อุทกภาค บรรยากาศภาคและชีวภาค ตลอดจน
ความสมั พันธทางพ้ืนท่ขี องส่งิ แวดลอ มทางกายภาพตา ง ๆ ดงั กลา วขา งตน

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตรกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ทั้งภูมิประเทศและ
ภมู ิอากาศในประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชีย สวนมากเกิดจากปรากฏการณตามธรรมชาติและเกิดผล
กระทบตอ ประชาชนทอี่ าศยั อยู รวมท้ังสงิ่ กอ สรางปรากฏการณต า ง ๆ ท่มี กั จะเกดิ มีดงั ตอไปน้ี

2.1 การเกิดแผนดินไหว แผนดินไหวเปนปรากฏการณธรรมชาติที่เกิดจากการเคล่ือนที่ของ
แผน เปลือกโลก (แนวระหวางรอยตอธรณีภาค) ทําใหเกิดการเคลื่อนตัวของช้ันหินขนาดใหญเลื่อนเคลื่อนที่
หรือแตกหักและเกิดการโอนถายพลังงานศักยผานในช้ันหินที่อยูติดกัน พลังงานศักยนี้อยูในรูปเคลื่อนไหว
สะเทือน จุดศูนยกลางการเกิดแผนดินไหว (focus) มักเกิดตามรอยเลื่อน อยูในระดับความลึกตาง ๆ ของ
ผวิ โลก สว นจดุ ท่อี ยูใ นระดับสงู กวา ณ ตาํ แหนง ผิวโลก เรยี กวา “จดุ เหนือศูนยก ลางแผน ดินไหว” (epicenter)
การส่ันสะเทือนหรอื แผน ดนิ ไหวนี้จะถกู บันทกึ ดว ยเครือ่ งมอื ทเ่ี รยี กวา ไซสโ มกราฟ

1) สาหตุการเกดิ แผนดินไหว
- แผนดินไหวจากธรรมชาติ เปนธรณีพิบัติภัยชนิดหน่ึง สวนมากเปนปรากฏการณ

ทางธรรมชาตทิ ่เี กิดจากการสน่ั สะเทือนของพื้นดิน อันเน่ืองมาจากการปลดปลอยพลังงานท่ีสะสมไว ภายใน
โลกออกมาอยางฉบั พลนั เพื่อปรบั สมดลุ ของเปลอื กโลกใหค งท่ีโดยปกติเกิดจากการเคล่ือนไหวของรอยเลื่อน
ภายในช้ันเปลือกโลกท่ีอยูดานนอกสุดของโครงสรางของโลก มีการเคลื่อนท่ีหรือเปล่ียนแปลงอยางชา ๆ
อยูเสมอ แผน ดินไหวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงมากเกินไป ภาวะน้ีเกิดข้ึนบอยในบริเวณขอบเขตของ
แผนเปลือกโลกท่ีแบงชั้นเปลือกโลกออกเปนธรณีภาค (lithosphere) เรียกแผนดินไหวที่เกิดขึ้นบริเวณ
ขอบเขตของแผนเปลือกโลกน้ีวา แผนดินไหวระหวางแผน (interpolate earthquake) ซ่ึงเกิดไดบอยและ
รนุ แรงกวา แผนดินไหวภายในแผน (intraplate earthquake)

- แผน ดินไหวจากการกระทาํ ของมนษุ ย ซ่ึงมีท้ังทางตรงและทางออ ม เชน การทดลองระเบิด
ปรมาณู การทําเหมือง สรางอางเก็บนํ้าหรือเขื่อนใกลรอยเลื่อน การทํางานของเคร่ืองจักรกล การจราจร
เปน ตน

2) การวัดระดับความรุนแรงของแผนดินไหว โดยปกติจะใชมาตราริคเตอร ซึ่งเปนการวัดขนาด
และความสัมพนั ธข องขนาดโดยประมาณกบั ความส่นั สะเทือนใกลศูนยก ลาง

ระดบั ความรุนแรงของแผนดินไหว
1 - 2.9 เล็กนอย ผูคนเร่ิมรสู กึ ถึงการมาของคล่นื มอี าการวงิ เวียนเพยี งเลก็ นอ ยในบางคน
3 - 3.9 เล็กนอย ผคู นทีอ่ ยใู นอาคารรสู ึกเหมือนมอี ะไรมาเขยาอาคารใหส ่นั สะเทอื น
4 - 4.9 ปานกลาง ผทู ่อี าศัยอยทู ้ังภายในอาคารและนอกอาคาร รสู กึ ถึงการส่ันสะเทือน วัตถหุ อย
แขวนแกวง ไกว
5 - 5.9 รุนแรงเปน บรเิ วณกวาง เคร่อื งเรอื นและวตั ถุมกี ารเคล่ือนที่

10

6 - 6.9 รุนแรกมาก อาคารเร่มิ เสยี หาย พงั ทลาย
7.0 ข้ึนไป เกดิ การสนั่ สะเทือนอยางมากมาย สงผลทําใหอาคารและสิ่งกอสรางตาง ๆ เสียหาย
อยางรนุ แรง แผน ดินแยก วัตถบุ นพน้ื ถูกเหวี่ยงกระเดน็

3) ขอ ปฏบิ ตั ใิ นการปอ งกันและบรรเทาภยั จากแผนดินไหว
กอ นเกดิ แผน ดินไหว
1. เตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคท่ีจําเปน เชน ถานไฟฉาย ไฟฉาย อุปกรณดับเพลิง น้ํา

อาหารแหง ไวใ ชใ นกรณไี ฟฟา ดบั หรอื กรณฉี ุกเฉินอนื่ ๆ
2. จัดหาเคร่ืองรับวิทยุท่ีใชถานไฟฉายหรือแบตเตอร่ีสําหรับเปดฟงขาวสาร คําเตือน

คําแนะนาํ และสถานการณต าง ๆ
3. เตรยี มอปุ กรณนริ ภยั สําหรบั การชวยชีวิต
4. เตรยี มยารกั ษาโรคและเวชภัณฑใหพรอมท่ีจะใชใ นการปฐมพยาบาลเบือ้ งตน
5. จัดใหม ีการศึกษาถึงการปฐมพยาบาล เพ่ือเปนการเตรียมพรอมที่จะชวยเหลือผูที่ไดรับ

บาดเจบ็ หรืออนั ตรายใหพ น ขดี อนั ตรายกอ นท่ีจะถงึ มือแพทย
6. จําตาํ แหนงของวาลว เปด-ปดน้ํา ตําแหนงของสะพานไฟฟา เพ่ือตัดตอนการสงนํ้าและ

ไฟฟา
7. ยึดเครอ่ื งเรือน เคร่ืองใชไมส อยภายในบา น ที่ทาํ งานและในสถานศกึ ษาใหม น่ั คง แนนหนา

ไมโ ยกเยกโคลงเคลงเพื่อไมใหไ ปทาํ ความเสยี หายแกช ีวิตและทรัพยสนิ
8. ไมค วรวางสิ่งของที่มนี ํา้ หนกั มาก ๆ ไวใ นทสี่ ูง เพราะอาจรว งหลน มาทาํ ความเสยี หายหรือเปน

อนั ตรายได
9. เตรยี มการอพยพเคลื่อนยา ย หากถึงเวลาทจี่ ะตองอพยพ
10. วางแผนปองกันภัยสําหรับครอบครัว ท่ีทํางานและสถานที่ศึกษา มีการชี้แจงบทบาท

ทสี่ มาชิกแตล ะบุคคลจะตองปฏิบัติ มีการฝกซอมแผนที่จัดทําไว เพ่ือเพิ่มลักษณะและความคลองตัว ในการ
ปฏิบัตเิ ม่ือเกิดเหตกุ ารณฉ กุ เฉิน

ขณะเกดิ แผนดินไหว
1. ต้งั สติ อยูใ นท่ีทแี่ ข็งแรงปลอดภยั หา งจากประตู หนาตา ง สายไฟฟา เปนตน
2. ปฏิบัติตามคําแนะนํา ขอควรปฏิบัติของทางราชการอยางเครงครัด ไมต่ืนตระหนก
จนเกนิ ไป
3. ไมค วรทําใหเกิดประกายไฟ เพราะหากมกี ารร่วั ซึมของแกส หรอื วตั ถไุ วไฟ อาจเกดิ ภัยพิบตั ิ
จากไฟไหม ไฟลวก ซาํ้ ซอนกับแผนดินไหวเพมิ่ ข้นึ อีก
4. เปดวิทยรุ บั ฟงสถานการณ คําแนะนํา คําเตอื นตา ง ๆ จากทางราชการอยางตอ เนอ่ื ง
5. ไมควรใชลิฟต เพราะหากไฟฟาดับอาจมีอนั ตรายจากการติดอยูภายในลิฟต
6. มุดเขาไปนอนใตเตยี งหรอื ตง่ั อยาอยใู ตค านหรอื ทที่ ่มี นี าํ้ หนกั มาก

11

7. อยูใ ตโตะ ทแ่ี ขง็ แรง เพื่อปอ งกนั อนั ตรายจากส่งิ ปรักหักพังรวงหลน ลงมา
8. อยหู างจากสงิ่ ที่ไมม่นั คงแขง็ แรง
9. ใหร บี ออกจากอาคารเมอ่ื มีการสง่ั การจากผูท ค่ี วบคุมแผนปองกนั ภยั หรอื ผทู ีร่ บั ผิดชอบในเรอื่ งน้ี
10. หากอยใู นรถ ใหห ยุดรถจนกวาแผนดนิ จะหยดุ ไหวหรอื ส่ันสะเทอื นหลงั เกดิ แผน ดินไหว
11. ตรวจเช็คการบาดเจ็บและทําการปฐมพยาบาลผูท่ีไดรับบาดเจ็บ แลวรีบนําสง
โรงพยาบาลโดยดว นเพื่อใหแพทยไ ดท าํ การรักษาตอไป
12. ตรวจเช็คระบบน้ํา ไฟฟา หากมีการรั่วซึมหรือชํารุดเสียหาย ใหปดวาลวเพื่อปองกันน้ําทวม
เออ ยกสะพานไฟฟา เพ่อื ปอ งกนั ไฟฟารัว่ ไฟฟา ดูดหรือไฟฟา ช็อต
13. ตรวจเช็คระบบแกส โดยวิธีการดมกลิ่นเทานั้น หากพบวามีการรั่วซึมของแกส (มีกล่ิน)
ใหเปดประตูหนาตา ง แลว ออกจากอาคารแจงเจา หนา ทีป่ อ งกนั ภัยฝายพลเรอื นผูท ร่ี ับผิดชอบไดท ราบในโอกาส
ตอ ไป
14. ไมใชโทรศพั ทโ ดยไมจาํ เปน
15. อยา กดนํา้ ลางสวมจนกวา จะมีการตรวจเช็คระบบทอเปนทเ่ี รยี บรอยแลว เพราะอาจเกิด
การแตกหกั ของทอในสว มทาํ ใหนํ้าทวมเออ หรือสงกล่ินทไ่ี มพ ึงประสงค
16. ออกจากอาคารท่ีชํารดุ โดยดวน เพราะอาจเกดิ การพงั ทลายลงมา
17. สวมรองเทา ยางเพ่อื ปอ งกันส่ิงปรักหกั พัง เศษแกว เศษกระเบือ้ ง
18. รวมพล ณ ทห่ี มายที่ไดต กลงนดั หมายกันไวแ ละตรวจนบั จาํ นวนสมาชิกวาอยูครบหรอื ไม
19. รวมมือกับเจาหนาท่ีในการเขาไปปฏิบัติงานในบริเวณท่ีไดรับความเสียหายและผูไมมี
หนาท่ีหรือไมเกยี่ วของไมค วรเขาไปในบรเิ วณนั้น ๆ หากไมไ ดร ับการอนุญาต
20. อยาออกจากชายฝง เพราะอาจเกิดคลื่นใตน าํ้ ซดั ฝง ได แมวา การสั่นสะเทือนของแผนดิน
จะสนิ้ สดุ ลงแลว ก็ตาม
ผลกระทบตอประชากรท่ีเกดิ จากแผน ดนิ ไหว
จากเหตุการณแผนดนิ ไหวคร้ังรายแรงลา สุดในทวีปเอเชีย ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน เมื่อวันที่
12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 มคี วามรุนแรงอยทู ีข่ นาด 7.9 รกิ เตอร ทีค่ วามลกึ : 19 กิโลเมตร โดยจุดศูนยกลาง
การสน่ั อยทู ่ี เขตเหวินฉวน มณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ของนครเฉิงตู 90 กิโลเมตร แผนดินไหวครั้งน้ี
สรางความเสียหายใหกับประเทศจีนอยางมหาศาล ทั้งชีวิตประชาชน อาคารบานเรือน ถนนหนทาง โดยมี
ผูเสียชีวิต 68,516 คน บาดเจ็บ 365,399 คน และสูญหาย 19,350 คน (ตัวเลขอยางเปนทางการ วันท่ี 29
พฤษภาคม พ.ศ. 2551)
นอกจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนแลว แผนดินไหวก็ยังสามารถรูสึกไดในประเทศ
เพอื่ นบานของจนี อาทเิ ชน ประเทศไทย ประเทศบงั กลาเทศ ประเทศอนิ เดยี ประเทศปากสี ถาน
แมว า การเกิดแผนดินไหวไมส ามารถปอ งกันได แตเ ราควรเรียนรูขอปฏิบัติในการปองกันท้ังกอน
การเกดิ แผน ดนิ ไหวและขณะเกิดแผนดินไหว เพือ่ ปองกนั ความเสียหายทเ่ี กดิ กบั ชีวิต

12

2.2 การเกิดพายุ พายุ คือ สภาพบรรยากาศท่ีถูกรบกวนแบบใด ๆ ก็ตาม โดยเฉพาะท่ีมีผลกระทบตอ
พ้ืนผวิ โลกและบง บอกถงึ สภาพอากาศทร่ี ุนแรง เมอ่ื พูดถึงความรุนแรงของพายุจะกลาวถึงความเร็วท่ีศูนยก ลาง
ซง่ึ อาจสูงถึง 400 กม./ชม. ความเร็วของการเคลื่อนตัว ทิศทางการเคล่ือนตัวของพายุและขนาดความกวาง
หรือเสนผาศูนยกลางของตัวพายุ ซึ่งบอกถึงอาณาบริเวณท่ีจะไดรับความเสียหายวา ครอบคลุมเทาใด
ความรนุ แรงของพายุจะมหี นวยวัดความรุนแรงคลายหนว ยริกเตอรข องการวัดความรนุ แรงแผนดนิ ไหว มักจะมี
ความเรว็ เพม่ิ ขน้ึ เรือ่ ย ๆ

ประเภทของพายุ พายแุ บง เปน ประเภทใหญ ๆ ได 3 ประเภท คือ
1) พายฝุ นฟา คะนอง มีลักษณะเปน ลมพดั ยอ นไปมาหรือพัดเคล่ือนตัวไปในทิศทางเดียวกัน อาจเกิด
จากพายุท่ีออ นตวั และลดความรุนแรงของลมลงหรือเกดิ จากหยอ มความกดอากาศต่ํา รองความกดอากาศต่ํา
อาจไมมีทศิ ทางที่แนนอนหากสภาพการณแวดลอมตา ง ๆ ของการเกิดฝนเหมาะสมกจ็ ะเกดิ ฝนตก มลี มพัด
2) พายุหมนุ เขตรอ นตาง ๆ เชน เฮอรร ิเคน ไตฝุนและไซโคลน ซึ่งลวนเปนพายุหมุนขนาดใหญ
เชน เดยี วกนั และจะเกดิ ข้นึ หรอื เร่ิมตนกอ ตัวในทะเล หากเกิดเหนือเสน ศนู ยสูตรจะมีทิศทางการหมุนทวนเข็ม
นาฬิกาและหากเกิดใตเ สนศนู ยสูตรจะหมุนตามเขม็ นาฬิกา โดยมีชอ่ื ตา งกนั ตามสถานท่เี กิด กลาวคอื

พายเุ ฮอรรเิ คน (Hurricane) เปน ชื่อเรยี กพายุหมุนทีเ่ กดิ บรเิ วณทิศตะวนั ตกของมหาสมุทร
แอตแลนติก เชน บริเวณฟลอริดา สหรัฐอเมริกา อาวเม็กซิโก ทะเลแคริบเบียน เปนตน รวมท้ังมหาสมุทร
แปซิฟกบริเวณชายฝง ประเทศเม็กซิโก

พายไุ ตฝ ุน (Typhoon) เปนชื่อพายหุ มนุ ทเี่ กิดทางทศิ ตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟกเหนือ
เชน บรเิ วณทะเลจนี ใต อาวไทย อาวตงั เกย๋ี ประเทศญ่ปี นุ

พายุไซโคลน (Cyclone) เปนชื่อพายุหมุนที่เกิดในมหาสมุทรอินเดียเหนือ เชน บริเวณอาว
เบงกอล ทะเลอาหรับ เปนตน แตถาพายุน้ีเกิดบริเวณทะเลติมอรและทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ
ออสเตรเลยี จะเรยี กวา พายวุ ลิ ลี - วลิ ลี (Willy - Willy)

พายุโซนรอน (Tropical Storm) เกิดขึ้นเม่ือพายุเขตรอนขนาดใหญออนกําลังลงขณะ
เคลอื่ นตัวในทะเลและความเรว็ ท่จี ุดศูนยก ลางลดลงเม่ือเคล่ือนเขาหาฝง มคี วามเรว็ ลม 62 - 117 กโิ ลเมตรตอ
ชั่วโมง

พายุดีเปรสชนั่ (Depression) เกดิ ข้นึ เมอื่ ความเร็วลดลงจากพายุโซนรอ น ซ่งึ กอ ใหเ กิดพายุ
ฝนฟา คะนองธรรมดาหรอื ฝนตกหนกั มีความเรว็ ลมนอยกวา 61 กิโลเมตรตอช่วั โมง

3) พายทุ อรน าโด (Tornado) เปนช่ือเรยี กพายุหมนุ ทเ่ี กิดในทวีปอเมริกา มีขนาดเนื้อทีเ่ ล็กหรือ
เสนผา ศนู ยกลางนอ ย แตหมนุ ดวยความเร็วสงู หรือความเรว็ ที่จดุ ศนู ยกลางสูงมากกวา พายหุ มุนอืน่ ๆ กอ ความ
เสยี หายไดรุนแรงในบริเวณที่พัดผาน เกิดไดทั้งบนบกและในทะเล หากเกิดในทะเล จะเรียกวา นาคเลนน้ํา
(water spout) บางครงั้ อาจเกิดจากกลมุ เมฆบนทอ งฟาแตหมุนตัวยื่นลงมาจากทองฟาไมถึงพ้ืนดิน มีรูปราง
เหมือนงวงชาง จึงเรยี กกันวา ลมงวงชาง

13

ความเร็วของพายุ สามารถแบง ออกเปน 5 ระดบั ไดแ ก
1) ระดับท่ี 1 มีความเร็วลม 119 - 153 กิโลเมตรตอช่ัวโมง ทําลายลางเล็กนอย ไมสงผลตอสิ่ง
ปลกู สรา ง มีน้ําทว มขังตามชายฝง
2) ระดับที่ 2 มีความเร็วลม 154 - 177 กิโลเมตรตอชั่วโมง ทําลายลางเล็กนอย ทําใหหลังคา
ประตู หนา ตางบา นเรือนเสยี หายบาง ทําใหเกิดนา้ํ ทว มขงั
3) ระดับที่ 3 มีความเร็วลม 178 - 209 กิโลเมตรตอชั่วโมง ทําลายลางปานกลางทําลาย
โครงสรา งท่ีอยูอาศัยขนาดเล็ก นา้ํ ทว มขังถึงพ้ืนบานช้ันลาง
4) ระดับที่ 4 มีความเร็วลม 210 - 249 กิโลเมตรตอชั่วโมง ทําลายลางสูง หลังคาบานเรือน
บางแหงถูกทําลาย น้ําทว มเขามาถงึ พน้ื บา น
5) ระดับที่ 5 มีความเร็วลมมากกวา 250 กิโลเมตรตอช่ัวโมง จะทําลายลางสูงมาก หลังคา
บา นเรอื น ตึกและอาคารตาง ๆ ถูกทาํ ลาย พังทลาย นํา้ ทวมขงั ปรมิ าณมาก ถึงขั้นทําลายทรพั ยสินในบา น
อาจตอ งประกาศอพยพประชาชน
ลําดบั ชน้ั การเกดิ พายุฝนฟา คะนอง
1) ระยะเจรญิ เตบิ โต โดยเร่ิมจากการที่อากาศรอนลอยตัวข้ึนสูบรรยากาศ พรอมกับการมีแรง
มากระทําหรอื ผลักดันใหมวลอากาศยกตวั ข้นึ ไปสูความสูงระดับหนึ่ง โดยมวลอากาศจะเย็นลงเมื่อลอยสูงขึ้น
และเร่ิมที่จะเคล่ือนตัวเปนละอองน้ําเล็ก ๆ เปนการกอตัวของเมฆคิวมูลัส ในขณะที่ความรอนแฝงจากการ
กล่นั ตวั ของไอนา้ํ จะชว ยใหอัตราการลอยตัวของกระแสอากาศภายในกอนเมฆเร็วมากย่ิงขึ้น ซึ่งเปนสาเหตุให
ขนาดของเมฆคิวมูลัสมีขนาดใหญข้ึนและยอดเมฆสูงเพิ่มข้ึนเปนลําดับ จนเคลื่อนท่ีข้ึนถึงระดับบนสุดแลว
(จุดอ่มิ ตัว) จนพฒั นามาเปนเมฆควิ มโู ลนิมบัส กระแสอากาศบางสวนก็จะเร่ิมเคล่ือนที่ลงและจะเพ่ิมมากข้ึน
จนกลายเปนกระแสอากาศที่เคลอื่ นทีล่ งอยา งเดยี ว
2) ระยะเจริญเตบิ โตเตม็ ที่ เปน ชวงทีก่ ระแสอากาศมที งั้ ไหลข้นึ และไหลลงปริมาณความรอ นแฝง
ท่ีเกิดขึ้นจากการกล่ันตัวลดนอยลง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการท่ีหยาดน้ําฟาท่ีตกลงมามีอุณหภูมิตํ่า ชวยทําให
อณุ หภูมิของกลมุ อากาศเยน็ กวา อากาศแวดลอม ดังน้นั อตั ราการเคลื่อนที่ลงของกระแสอากาศจะมคี าเพ่ิมข้ึน
เปน ลําดับ กระแสอากาศที่เคลื่อนท่ีลงมา จะแผขยายตัวออกดานขางกอใหเกิดลมกระโชกรุนแรง อุณหภูมิ
จะลดลงทนั ทีทันใด และความกดอากาศจะเพ่ิมขึน้ อยา งรวดเร็วและยาวนาน แผออกไปไกลถึง 60 กโิ ลเมตร
ได โดยเฉพาะสวนท่ีอยูดานหนาของทิศทาง การเคลื่อนที่ของพายุฝนฟาคะนอง พรอมกันน้ันการท่ีกระแส
อากาศเคลอ่ื นทข่ี ้ึนและเคล่อื นท่ีลงจะกอ ใหเ กดิ ลมเชยี รร ุนแรงและเกดิ อากาศปน ปวนโดยรอบ
3) ระยะสลายตัว เปนระยะที่พายุฝนฟาคะนองมีกระแสอากาศเคล่ือนที่ลงเพียงอยางเดียว
หยาดนาํ้ ฝนตกลงมาอยา งรวดเร็วและหมดไปพรอม ๆ กับกระแสอากาศที่ไหลลงก็จะเบาบางลง
การหลบเลี่ยงอันตรายจากพายุฝนฟาคะนอง เน่ืองจากพายุฝนฟาคะนองสามารถ ทําใหเกิด
ความเสียหายตอทรัพยส ินและอันตรายตอ ชีวิตของมนษุ ยไ ด จึงควรหลบเลย่ี งจากสาเหตุดงั กลาว คือ
1) ในขณะปรากฏพายฝุ นฟาคะนอง หากอยูใกลอาคารหรือบานเรือนที่แข็งแรงและปลอดภัย
จากนาํ้ ทวม ควรอยแู ตภ ายในอาคารจนกวา พายุฝนฟา คะนองจะยุตลิ ง ซงึ่ ใชเวลาไมนานนัก การอยูในรถยนต

14

จะเปน วิธีการทป่ี ลอดภยั วิธีหนง่ึ แตค วรจอดรถใหอยูหางไกลจากบริเวณท่ีน้ําอาจทวมได อยูหางจากบริเวณ
ท่เี ปนน้ําข้นึ จากเรอื ออกหางจากชายหาดเมอื่ ปรากฏพายุฝนฟาคะนอง เพือ่ หลกี เล่ยี งอนั ตรายจากนํ้าทว มและ
ฟา ผา

2) ในกรณที ่ีอยูในปา ในทงุ ราบหรือในท่ีโลง ควรคุกเขาและโนมตัวไปขางหนา แตไมควรนอน
ราบกับพ้ืน เนือ่ งจากพืน้ เปย กเปน สื่อไฟฟา และไมควรอยูในทตี่ ่ํา ซง่ึ อาจเกดิ น้าํ ทวมฉับพลันได ไมควรอยูในที่
โดดเดีย่ วหรืออยูส ูงกวา สภาพสง่ิ แวดลอม

3) ออกหางจากวัตถุที่เปนสื่อไฟฟาทุกชนิด เชน ลวด โลหะ ทอน้ํา แนวร้ัวบาน รถแทรกเตอร
จักรยานยนต เครอ่ื งมอื อปุ กรณทําสวนทุกชนิด รางรถไฟ ตนไมสูง ตนไมโดดเดี่ยวในท่ีแจง ไมควรใชอุปกรณ
ไฟฟา เชน โทรทัศน ฯลฯ และควรงดใชโทรศัพทช่วั คราว นอกจากกรณีฉุกเฉิน ไมควรใสเคร่ืองประดับโลหะ
เชน ทองเหลอื ง ทองแดง ฯลฯ ในทแ่ี จงหรือถือวัตถุโลหะ เชน รม ในขณะปรากฏพายฝุ นฟา คะนอง นอกจากน้ี
ควรดแู ลสงิ่ ของตา ง ๆ ใหอยูในสภาพที่แขง็ แรงและปลอดภยั อยูเ สมอโดยเฉพาะสงิ่ ของท่อี าจจะหกั โคนได เชน
หลงั คาบา น ตนไม ปายโฆษณา เสาไฟฟา ฯลฯ

ผลกระทบตอ ประชากรที่เกดิ จากพายุ
จากกรณีการเกดิ พายไุ ซโคลน “นารก สี ” (Nargis) ทีส่ าธารณรฐั แหงสหภาพพมา ถอื เปน ขาวใหญ
ท่ีทั่วโลกใหความสนใจอยางยิ่ง เพราะมหันตภัยคร้ังนี้ ไดคราชีวิตชาวพมาไปนับหม่ืนคน สูญหายอีกหลาย
หมน่ื ชีวิต บา นเรอื น ทรพั ยส ินและสาธารณูปโภคตาง ๆ เสยี หายยับเยิน
“นารกีส” เปนชื่อเรียกของพายุหมุนเขตรอน มีผลพวงมาจากการเกิดภาวะโลกรอน
มคี วามเร็วลม 190 กโิ ลเมตรตอช่วั โมง พายุ “นารก สี ” เรม่ิ กอ ตัว เม่อื วนั ท่ี 27 เมษายน 2551 ในอาวเบงกอล
ตอนกลางและพัดเขาบริเวณสามเหลี่ยมปากแมน้ําอิระวดี ที่นครยางกุงและบาสเซน สาธารณรัฐแหง
สหภาพพมา ในเชา วันท่ี 3 พฤษภาคม 2551
ความรุนแรงของไซโคลน “นารกีส” จัดอยูในความรุนแรงระดับ 3 คือ ทําลายลางปานกลาง
ทาํ ลายโครงสรางที่อยูอาศัยขนาดเล็ก นํ้าทวมขังถึงพื้นบานช้ันลางพัดหลังคาบานเรือนปลิววอน ตนไมและ
เสาไฟฟาหักโคน ไฟฟาดับทั่วเมือง ในขณะที่ทางภาคเหนือและภาคใตของประเทศไทยก็เจอหางเลข
อทิ ธพิ ล “นารกีส” เล็กนอ ย ซึ่งทาํ ใหห ลายจงั หวดั เกดิ ฝนตกชกุ มีนํ้าทว มขัง
พิบตั ิภยั ธรรมชาตไิ มม ีทางเลยี่ งได ไมวาจะประเทศไหนหรอื แผนดินใด แตมีวธิ ปี องกันทด่ี ีทส่ี ดุ คือ
รัฐบาลตองมีหนวยงานซ่ึงทําหนาที่ early warning คือ เตือนประชาชนคนของตนแตแรกดวยขอมูลท่ีมี
ประสิทธิภาพและทันการณ จากน้ันก็ตองรีบดําเนินการตาง ๆ อยางเหมาะสม เชน ยายผูคนใหไปอยูในท่ี
ปลอดภัย ท้ังน้ี นับเปนโชคดีของประเทศไทยท่ีเม่ือ นารกีส มาถึงบานเราก็ลดความแรงลงคงมีแตฝนเปน
สวนใหญ แมจะทําความเสียหายแกพืชไรของเกษตรกรไมนอยแตก็เพิ่มประมาณน้ําในเข่ือนสําคัญ ๆ
แตอยา งไรกต็ ามผลพวงภัยพบิ ัติทางธรรมชาติที่เกดิ ขนึ้ ท้ังหมดมาจาก “ภาวะโลกรอน” ซึ่งก็เกิดจากฝมอื มนุษย
ทั้งส้นิ

15

2.3 การเกิดคล่ืนสนึ ามิ คลนื่ สึนามิ (Tsunami) คือ คลนื่ ในทะเลหรอื คล่ืนยักษใ ตนาํ้ จะเกดิ ภายหลัง
จากการส่ันสะเทือนของแผนดินไหว แผนดินถลม การระเบิดหรือการปะทุของภูเขาไฟท่ีพ้ืนทองสมุทร
อยางรุนแรง ทําใหเกิดรอยแยก นํ้าทะเลจะถูกดูดเขาไปในรอยแยกน้ี ทําใหเกิดภาวะนํ้าลดลงอยางรวดเร็ว
จากนัน้ แรงอัดใตเปลือกโลกจะดันน้ําทะเลขึ้นมากอ พลงั คลืน่ มหาศาล คล่ืนสนึ ามิอาจจะเคลื่อนท่ีขามมหาสมุทร
ซึ่งหางจากจุดท่ีเกิดเปนพัน ๆ กิโลเมตร โดยไมมีลักษณะผิดสังเกต เพราะมีความสูงเพียง 30 เซนติเมตร
เคล่ือนท่ีดวยความเร็ว 600 - 1,000 กิโลเมตรตอช่ัวโมง แตเมื่อเคลื่อนตัวเขามาในเขตน้ําต้ืน จะเกิดแรงดัน
ระดบั น้ําใหส ูงข้นึ อยา งรวดเร็วและมแี รงปะทะอยางมหาศาลกลายเปนคลนื่ ยกั ษทมี่ ีความสงู 15 - 30 เมตร

สึนามิ สวนใหญเกดิ จากการเคลอ่ื นตัวของเปลอื กโลกใตท ะเลอยางฉบั พลนั อาจจะเปน การเกดิ แผน ดิน
ถลม ยบุ ตัวลงหรือเปลอื กโลกถูกดันข้นึ หรือยุบตัวลง ทาํ ใหมนี ํา้ ทะเลปรมิ าตรมหาศาลถูกดันขึ้นหรือทรุดตัวลง
อยา งฉับพลนั พลังงานจํานวนมหาศาลก็ถายเทไปใหเ กิดการเคลือ่ นตัวของนาํ้ ทะเลเปน คลน่ื สนึ ามทิ เ่ี หนือทะเล
ลึก จะดูไมตางไปจากคล่ืนทั่ว ๆ ไปเลย จึงไมสามารถสังเกตไดดวยวิธีปกติ แมแตคนบนเรือเหนือทะเลลึก
ทคี่ ลน่ื สึนามิเคลอื่ นผา นใตท องเรือไป กจ็ ะไมรูสกึ อะไรเพราะเหนือทะเลลึก คล่ืนน้ีสูงจากระดับนํ้าทะเลปกติ
เพยี งไมกฟี่ ตุ เทานน้ั จึงไมส ามารถแมแตจ ะบอกไดด ว ยภาพถายจากเครื่องบนิ หรอื ยานอวกาศ

นอกจากนี้แลว สึนามิ ยังเกิดไดจ ากการเกดิ แผน ดนิ ถลมใตทะเลหรอื ใกลฝ งทที่ ําใหม วลของดินและหนิ
ไปเคลอื่ นยา ยแทนทม่ี วลน้าํ ทะเลหรอื ภเู ขาไฟระเบดิ ใกลทะเล สง ผลใหเกิดการโยนสาดดินหนิ ลงน้ําจนเกิดเปน
คล่ืนสนึ ามิได ดังเชน การระเบดิ ของภเู ขาไฟกระกะตว้ั ในป ค.ศ. 1883 ซงึ่ สง คลื่นสนึ ามิออกไปทาํ ลายลางชีวติ
และทรพั ยส ินของผคู นในเอเชยี มจี าํ นวนผูตายถึงประมาณ 36,000 ชีวติ

16

คล่นื สนึ ามิกบั ผลกระทบตอสิง่ แวดลอม การเกดิ คลน่ื สึนามิกระทบตอ สง่ิ แวดลอมและสังคม ในหลาย ๆ
ดา น เชน เกิดการเปล่ยี นแปลงของพน้ื ทชี่ ายฝง ในชวงเวลาอันสนั้ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทีอ่ ยอู าศยั ของสัตวนํา้
บางประเภท ปะการังถูกทําลาย ประชาชนขาดทีอ่ ยูอ าศยั ไรท รัพยส ินสิน้ เนือ้ ประดาตวั กระทบตอ อาชพี ไมว า จะเปน
ชาวประมง อาชพี ทเ่ี กยี่ วกบั การบรกิ ารดานทองเท่ียว สิง่ ปลูกสรางอาคารบา นเรอื นเสียหาย ฯลฯ

ผลกระทบตอ ประชากรทีเ่ กดิ จากคลื่นสึนามิ
จากกรณีการเกดิ คลนื่ สึนามิ ในวนั ที่ 26 ธนั วาคม 2547 เวลา 0:58:50 น. (UT) หรอื เวลา 7:58:50 น.
ตามเวลาในประเทศไทย ไดเกิดแผนดินไหวขนาด 8.9 ตามมาตราริกเตอร ท่ีนอกชายฝงตะวันตกทางตอน
เหนอื ของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย จุดศูนยกลางอยูลึก 10 กม. หางจากเมืองบันดาเอเช ประมาณ
250 กม. และหางจากกรุงเทพฯ 1,260 กม. แผนดินไหวน้ีเปนแผนดินไหวที่ใหญเปนอันดับท่ี 5 นับตั้งแตป
ค.ศ. 1900 และใหญที่สุดนับต้ังแตแผนดินไหวอลาสกาในป ค.ศ. 1964 เหตุการณดังกลาวทําใหเกิดการ
สั่นสะเทือนรับรูไดในประเทศมาเลเซีย สิงคโปรและไทย แรงคล่ืนสูงประมาณ 6 เมตร ไดถาโถมตามแนว
ชายฝงสรางความเสียหายในวงกวาง ทําใหเกิดผูเสียชีวิตและบาดเจ็บเปนจํานวนมาก ในประเทศอินเดีย
ศรีลงั กา มาเลเซยี และจังหวัดทองเทยี่ วทางใตของประเทศไทย มีผเู สยี ชวี ติ นบั รอ ยและมีผูบาดเจ็บเปนจํานวน
มากในจงั หวัดภเู ก็ต พงั งา ตรงั และกระบ่ี

กิจกรรมที่ 1.2 การเปลยี่ นแปลงสภาพภูมศิ าสตรก ายภาพ

1) ใหผูเรียนอธิบายวาการเกิดแผนดินไหวอยางรุนแรงจะสงผลกระทบตอประชากรและ
ส่งิ แวดลอ มอยางไรบาง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.......................................................................

2) ใหบอกความแตกตา งและผลกระทบทเี่ กิดตอประชากรและส่งิ แวดลอมของพายฝุ นฟาคะนอง
พายหุ มุนเขตรอนและพายุทอรนาโด
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
......................................................................

17

3) คล่ืนสึนามิกับผลกระทบตอสิ่งแวดลอมมากมายหลายอยาง ในความคิดเห็นของผูเรียน
ผลกระทบดานใดที่เสยี หายมากท่ีสุด พรอมใหเ หตผุ ลประกอบ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.....................................................................................

เรอ่ื งที่ 3 วธิ ใี ชเ ครอ่ื งมอื ทางภมู ศิ าสตร

เครื่องมือทางภูมิศาสตร หมายถึง สิ่งที่มนุษยสรางขึ้นมาเพื่อตรวจสอบและบันทึกขอมูลทางดาน
ภมู ิศาสตร เคร่อื งมอื ภูมิศาสตรที่สําคญั ไดแก แผนที่ ลูกโลก เขม็ ทศิ รปู ถา ยทางอากาศ ภาพถายจากดาวเทียม
และเครื่องมือเทคโนโลยีเพอ่ื การศกึ ษาภูมิศาสตร ฯลฯ

3.1 แผนที่ เปนส่ิงที่มนุษยสรางขึ้นเพ่ือแสดงลักษณะที่ต้ังของส่ิงตาง ๆ ที่ปรากฏอยูบนพื้นผิวโลก
ทัง้ ทีเ่ กิดขนึ้ เองตามธรรมชาติและสง่ิ ทม่ี นษุ ยสรา งขน้ึ โดยการยอสวนใหมีขนาดเล็กลงตามทต่ี อ งการ พรอ มท้ังใช
เคร่อื งหมายหรือสัญลักษณแ สดงลักษณะแทนสง่ิ ตา ง ๆ ลงในวัสดพุ ้นื แบนราบ

ความสําคัญของแผนที่ แผนที่เปนท่ีรวบรวมขอมูลประเภทตาง ๆ ตามชนิดของแผนที่
จึงสามารถใชป ระโยชนจ ากแผนทไ่ี ดตามวตั ถุประสงค โดยไมจําเปนตอ งเดินทางไปเห็นพื้นท่ีจรงิ แผนที่ชวยให
ผูใชส ามารถรูสิ่งทป่ี รากฏอยบู นพน้ื โลกไดอ ยางกวางไกล ถูกตอ งและประหยดั

ประโยชนข องแผนที่ แผนที่มีประโยชนตองานหลาย ๆ ดาน คือ
1. ดานการเมืองการปกครอง เพื่อรักษาความม่ันคงของประเทศชาติใหคงอยูจําเปนจะตองมี
ความรูในเรอ่ื งภมู ิศาสตรก ารเมอื งหรอื ทเ่ี รียกกันวา “ภูมิรัฐศาสตร” และเครื่องมือทสี่ ําคัญของนกั ภมู ริ ฐั ศาสตร
ก็คอื แผนที่ เพ่อื ใชศึกษาสภาพทางภูมิศาสตรและนํามาวางแผนดําเนินการเตรียมรับหรือแกไขสถานการณ
ท่เี กดิ ขึ้นได
2. ดานการทหาร ในการพิจารณาวางแผนทางยุทธศาสตรของทหาร จําเปนตองหาขอมูลหรือ
ขาวสารทเ่ี กี่ยวกบั สภาพภูมิศาสตรและตําแหนงทางสิ่งแวดลอมท่ีถูกตองแนนอนเก่ียวกับระยะทาง ความสูง
เสน ทาง ลกั ษณะภูมิประเทศทส่ี าํ คัญ
3. ดา นเศรษฐกจิ และสังคม ดานเศรษฐกิจ เปนเคร่อื งบง ชคี้ วามเปน อยขู องประชาชนภายในชาติ
การดาํ เนนิ งานเพือ่ พัฒนาเศรษฐกจิ ของแตละภูมิภาคท่ีผานมา แผนท่ีเปนส่ิงแรกท่ีตองผลิตขึ้นมาเพื่อการใช
งานในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ ก็ตองอาศยั แผนที่เปนขอมูลพ้ืนฐานเพ่ือใหทราบทําเล
ท่ตี ัง้ สภาพทางกายภาพแหลงทรัพยากร

18

4. ดานสังคม สภาพแวดลอมทางสังคมมีการเปล่ียนแปลงอยูเสมอที่เห็นชัดคือสภาพแวดลอม
ทางภมู ิศาสตร ซงึ่ ทาํ ใหส ภาพแวดลอ มทางสังคมเปล่ียนแปลงไป การศึกษาสภาพการเปล่ียนแปลงตองอาศัย
แผนท่เี ปน สําคัญและอาจชวยใหการดาํ เนนิ การวางแผนพัฒนาสังคมเปนไปในแนวทางทีถ่ กู ตอง

5. ดานการเรียนการสอน แผนท่ีเปนตัวสงเสริมกระตุนความสนใจและกอใหเกิดความเขาใจ
ในบทเรียนดีข้ึน ใชเ ปน แหลงขอมูลทั้งทางดา นกายภาพ ภูมิภาค วฒั นธรรม เศรษฐกิจ สถติ ิและการกระจายของ
สง่ิ ตา ง ๆ รวมท้ังปรากฏการณทางธรรมชาตแิ ละปรากฏการณตา ง ๆ ใชเปนเคร่อื งชว ยแสดงภาพรวมของพ้ืนที่
หรอื ของภูมิภาค อนั จะนาํ ไปศกึ ษาสถานการณแ ละวิเคราะหค วามแตกตา งหรอื ความสมั พันธของพ้นื ท่ี

6. ดา นสง เสรมิ การทอ งเทย่ี ว แผนทม่ี คี วามจําเปนตอนักทองเท่ียวในอันท่ีจะทําใหรูจักสถานที่
ทอ งเท่ียวไดงา ย สะดวกในการวางแผนการเดนิ ทางหรอื เลือกสถานทท่ี องเที่ยวตามความเหมาะสม

ชนิดของแผนที่ แบงตามการใชงานได 3 ชนดิ ไดแก
1. แผนทีภ่ ูมิประเทศ เปนแผนท่ีแสดงความสูงตํ่าของพื้นผิวโลก โดยใชเสนช้ันความสูงบอกคา
ความสูงจากระดบั นา้ํ ทะเลปานกลาง แผนทชี่ นดิ น้ีเปน พ้นื ฐานท่ีจะนาํ ไปทําขอ มูลอื่น ๆ เกี่ยวกับแผนท่ี
2. แผนท่ีเฉพาะเร่ือง เปนแผนที่ท่ีแสดงลักษณะใดลักษณะหนึ่งโดยเฉพาะ ไดแก แผนท่ีรัฐกิจ
แสดงเขตการปกครองหรืออาณาเขต แผนท่แี สดงอณุ หภูมขิ องอากาศ แผนที่แสดงปริมาณนํ้าฝน แผนที่แสดง
การกระจายตัวของประชากร แผนท่เี ศรษฐกิจ แผนท่ปี ระวตั ศิ าสตร เปน ตน
3. เปน แผนทที่ รี่ วบรวมเร่ืองตาง ๆ ทง้ั ลักษณะทางกายภาพ ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางดาน
ประชากร และอ่นื ๆ ไวในเลม เดยี วกนั
องคป ระกอบของแผนทม่ี หี ลายองคป ระกอบ คือ
1. สัญลักษณ คือ เคร่ืองหมายที่ใชแ ทนสิ่งตาง ๆ ตามที่ตองการแสดงไวในแผนท่ี เพ่ือใหเขาใจ
แผนทไี่ ดง า ยข้ึน เชน จุด วงกลม เสน ฯลฯ
2. มาตราสว น คือ อัตราสวนระยะหางในแผนทก่ี บั ระยะหางในภูมิประเทศจริง
3. ระบบอางองิ ในแผนที่ ไดแ ก เสน ขนานละติจดู และเสน ลองตจิ ดู (เมรเิ ดยี น)

เสน ละติจดู เปนเสนสมมติที่ลากไปรอบโลกตามแนวนอนหรือแนวทิศตะวันออก ตะวันตก
แตละเสนหางกัน 1 องศา โดยมีเสน 0 องศา (เสนศูนยสูตร) แบงก่ึงกลางโลก เสนท่ีอยูเหนือเสนศูนยสูตร
เรียกวา “เสนองศาเหนือ” เสน ทอ่ี ยูใตเสน ศนู ยสูตร เรยี กวา “เสนองศาใต” ละติจดู มที ้งั หมด 180 เสน

เสน ลองตจิ ูด เปน เสน สมมติท่ลี ากไปรอบโลกในแนวตั้งจากขั้วโลกเหนือไปยังขั้วโลกใต แตละ
เสนหางกัน 1 องศา กําหนดใหเสนท่ีลากผานตําบลกรีนิช กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เปนเสน 0 องศา
(เมริเดยี นปฐม) ถา นับจากเสน เมริเดยี นปฐม ไปทางตะวันออก เรยี กเสนองศาตะวันออก ถา นบั ไปทางตะวนั ตก
เรยี กเสน องศาตะวนั ตก ลองตจิ ูด มที ้งั หมด 360 เสน

พิกัดภูมิศาสตร เปนตําแหนงที่ตั้งของจุดตาง ๆ บนพื้นผิวโลก เกิดจากการตัดกันของ
เสน ขนานละตจิ ดู และเสนเมรเิ ดยี น โดยเสน สมมตทิ งั้ สองน้ีจะตง้ั ฉากซึ่งกันและกนั

4. ขอบระวาง แผนทีท่ กุ ชนิดควรมขี อบระวาง เพอื่ ชว ยใหด เู รียบรอยและเปนการกําหนดขอบเขต
ของแผนท่ดี วย ขอบระวางมักแสดงดว ยเสน ตรงสองเสนหรือเสนเดียว

19

5. ระบบอา งองิ บนแผนท่ี คือระบบที่กาํ หนดขน้ึ เพ่อื อาํ นวยความสะดวกในการคํานวณหาตําแหนง
ที่ตง้ั และคาํ นวณหาเวลาของตําแหนงตาง ๆ บนพนื้ ผิวโลก ซึง่ แยกไดดงั น้ี

การคํานวณหาตําแหนงท่ีต้ัง จะใชละติจูดและลองติจูดเปนเกณฑ วิธีนี้เรียกวา การพิกัด
ภูมศิ าสตร

การคาํ นวณหาเวลา โดยใชหลักการวา 1 นาที = 15 ลิปดา และ 4 นาที = 1 ลองติจูด หรือ 1
องศา

6. สที ่ีใชในการเขียนแผนที่แสดงลกั ษณะภูมิประเทศ
สดี าํ หมายถงึ สง่ิ สาํ คญั ทางวฒั นธรรมท่มี นษุ ยส รางขึ้น เชน อาคาร วดั สถานท่รี าชการ
สนี ้าํ ตาล หมายถงึ ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศทม่ี ีความสูง
สีน้าํ เงนิ หมายถึง ลกั ษณะภูมิประเทศทเ่ี ปน น้าํ เชน ทะเล แมน ํ้า หนองบงึ
สแี ดง หมายถึง ถนนสายหลัก พื้นท่ยี า นชมุ ชนหนาแนน และลกั ษณะภมู ปิ ระเทศสาํ คัญ
สเี ขียว พชื พนั ธุไ มต า ง ๆ เชน ปา สวน ไร

3.2 ลูกโลก เปนเครื่องมือทางภูมิศาสตรอยางหนึ่งที่ใชเปนอุปกรณในการศึกษาคนควาหรือใช
ประโยชนใ นดา นอื่น ๆ ลกู โลกจําลองเปน การยอสว นของโลกมลี กั ษณะทรงกลม บนผิวของลูกโลกจะมีแผนท่ี
โลก แสดงพ้ืนดิน พน้ื น้าํ สภาพภูมปิ ระเทศ ท่ตี ั้งประเทศ เมืองและเสนพิกัดทางภูมิศาสตร เพ่ือสามารถบอก
ตําแหนงตาง ๆ บนพ้นื ผิวโลกได ลูกโลกจําลองสรา งคลา ยลกู โลกจริง แสดงสแี ทนลักษณะภูมิประเทศตา ง ๆ

20

องคประกอบของลกู โลก ไดแก
เสน เมรเิ ดยี น เปน เสนสมมติที่ลากจากขว้ั โลกเหนือไปยังข้ัวโลกใต ซง่ึ กําหนดใหม ีคาเปน 0 องศา
ทีเ่ มอื งกรนี ชิ ประเทศอังกฤษ
เสน ขนาน เปนเสน สมมติท่ลี ากไปรอบโลกในแนวนอน ทุกเสน จะขนานกับเสนศูนยสตู ร
3.3 เข็มทิศ เปนเคร่ืองมือสําหรับใชในการหาทิศทางของจุดหรือวัตถุ โดยมีหนวยเปนองศา
เปรยี บเทยี บกับจดุ เร่มิ ตน อาศยั แรงดงึ ดูดระหวา งสนามแมเ หลก็ ขั้วโลกกบั เข็มแมเหล็ก ซึ่งเปนองคประกอบที่
สําคญั ทส่ี ุด เข็มแมเหลก็ จะแกวง ไกวอิสระในแนวนอนเพอ่ื ใหแ นวเขม็ ชอ้ี ยใู นแนว เหนือ - ใต ไปยังข้ัวแมเ หล็ก
โลกตลอดเวลา เข็มทิศมปี ระโยชนเพ่ือใชในการเดินทาง ไดแ ก การเดินเรอื ทะเล เคร่อื งบิน การใชเ ขม็ ทศิ จะตอ ง
มีแผนทป่ี ระกอบและตอ งหาทิศเหนอื กอ น
3.4 รูปถา ยทางอากาศและภาพถา ยจากดาวเทียม เปนรูปหรือขอมูลตัวเลขท่ีไดจากการเก็บขอมูล
ภาคพ้นื ดินจากกลองทีต่ ดิ อยูกบั ยานพาหนะ เชน เครอื่ งบนิ หรือดาวเทียม
ประโยชนของรูปถายทางอากาศและภาพถายจากดาวเทียม รูปถายทางอากาศและภาพถาย
จากดาวเทียมใหขอมูลพ้ืนผิวของเปลือกโลกไดเปนอยางดี ทําใหเห็นภาพรวมของการใชพื้นที่และ
การเปลี่ยนแปลงตางๆ ตามท่ีปรากฏบนพื้นโลกเหมาะแกการศึกษาทรัพยากรผิวดิน เชน ปาไม การใช
ประโยชนจ ากดิน หนิ และแร
3.5 เครอื่ งมอื เทคโนโลยีเพ่อื การศกึ ษาภมู ิศาสตร เทคโนโลยีทีส่ ําคัญดานภมู ศิ าสตร คือ
1) ระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร (GIS) หมายถงึ การเก็บ รวบรวมและบันทกึ ขอ มลู ทางภูมิศาสตร
ดว ยระบบคอมพิวเตอรโดยขอ มูลเหลานี้สามารถปรับปรุงแกไขใหถูกตองทันสมัย และสามารถแสดงผลหรือ
นําออกมาเผยแพรเปนตัวเลข สถิติ รูปภาพ ตาราง แผนที่และขอความทางหนาจอคอมพิวเตอรหรือพิมพ
ออกมาเปนเอกสารได

21

ประโยชนข องระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร (GIS) คือชว ยใหป ระหยัดเวลาและงบประมาณ
ชวยใหเห็นภาพจําลองพ้ืนที่ชัดเจนทําใหการตัดสินใจวางแผนจัดการและพัฒนาพื้นท่ีมีความสะดวกและ
สอดคลอ งกับศกั ยภาพของพืน้ ที่น้ันและชว ยในการปรบั ปรุงแผนท่ีใหทนั สมยั

2) ระบบพกิ ดั พ้นื ผิวโลก (GPS) เปน เครอ่ื งมอื รบั สัญญาณพกิ ัดพ้นื ผวิ โลกอาศัยระยะทางระหวา ง
เคร่ืองรับดาวเทียม GPS บนพ้ืนผิวโลกกับดาวเทียมจํานวนหน่ึงท่ีโคจรอยูในอวกาศและระยะทางระหวาง
ดาวเทยี มแตละดวง ปจ จุบันมดี าวเทยี มชนิดน้อี ยูป ระมาณ 24 ดวง เครื่องมือรับสัญญาณ มีขนาดและรูปราง
คลา ยโทรศพั ทม ือถือ เม่ือรับสัญญาณจากดาวเทียมแลวจะทราบคาพิกัด ณ จุดท่ีวัดไว โดยอาจจะอานคาเปน
ละตจิ ูดและลองจิจดู ได ความคลาดเคลือ่ นขึ้นอยูกบั ชนิดและราคาของเครือ่ งมือ

ประโยชนของเครื่องมือเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาภูมิศาสตร จะคลายกับการใชประโยชน
จากแผนทสี่ ภาพภูมิประเทศและแผนท่ีเฉพาะเรือ่ ง เชน จะใหคาํ ตอบวาถาจะเดินทางจากจุดหน่ึงไปยังอีกจุด
หน่ึง ในแผนท่ีจะมีระยะทางเทาใด ถาทราบความเร็วของรถจะทราบวาใชเวลานานเทาใด บางครั้งขอมูล
มีความสับสนมาก เชน ถนนบางชว งมสี ภาพถนนไมเ หมือนกัน คอื บางชวงเปนถนนกวา งทสี่ ภาพผวิ ถนนดี
บางชวงเปน ถนนลกู รัง บางชวงเปนหลมุ เปนบอ ทาํ ใหการคิดคํานวณเวลาเดนิ ทางลําบากแตระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตรจะชว ยใหค ําตอบได

22

กิจกรรมที่ 1.3 วิธใี ชเ ครือ่ งมอื ทางภมู ศิ าสตร
1) ถาตองการทราบระยะทางจากที่หน่ึงไปยังอีกที่หน่ึง ผูเรียนจะใชเคร่ืองมือทางภูมิศาสตร

ชนดิ ใด
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
...................................................................................................

2) ภาพถา ยจากดาวเทียม มีประโยชนอ ยา งไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
...................................................................................................

3) แผนที่มปี ระโยชนอยางไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
...................................................................................................

4) ถาตองการทราบวาประเทศไทยอยูพิกัดภูมิศาสตรที่เทาไหร ผูเรียนจะใชเครื่องมือทาง
ภูมิศาสตรชนิดใดไดบ าง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
....................................................................................................

23

เรอ่ื งท่ี 4 สภาพภมู ศิ าสตรกายภาพของไทยท่ีสง ผลตอทรัพยากรตา ง ๆ และสงิ่ แวดลอ ม

ประเทศไทยมีความแตกตางกันทางสภาพภูมิศาสตรกายภาพ เน่ืองจากมีปจจัยท่ีกอใหเกิดลักษณะ
ภมู ปิ ระเทศ คือ

1) การผันแปรของเปลือกโลก เกิดจากพลังงานภายในโลกท่ีมีการบีบ อัด ใหยกตัวสูงขึ้นหรือ
ทรดุ ตา่ํ ลง สว นที่ยกตัวสงู ขึน้ ไดแ ก ภเู ขา ภูเขาไฟ เนินเขา ทีร่ าบสงู สวนท่ีลดตํา่ ลง ไดแก หุบเขา ทรี่ าบลุม

2) การกระทาํ ของตวั กระทาํ ตา ง ๆ เมอื่ เกิดการผนั แปรแบบแรกแลว กจ็ ะเกิดการกระทาํ จากตวั ตาง ๆ
เชน ลม น้าํ คล่ืน ไปกัดเซาะพังทลายภูมิประเทศหลัก ลักษณะของการกระทํามี 2 ชนิด คือ การกัดกรอน
ทาํ ลาย คอื การทําลายผวิ โลกใหตํา่ ลง โดย ลม อากาศ นาํ้ นํา้ แข็ง คล่นื ลมและ การสะสมเสรมิ สรา ง คือ
การปรบั ผิวโลกใหราบโดยเปน ไปอยางชา ๆ แตตอ เนอ่ื ง

3) การกระทาํ ของมนุษย เชน การสรา งเข่ือน การระเบิดภเู ขา
ดว ยเหตดุ งั กลาว นกั ภูมศิ าสตรไดใ ชห ลกั เกณฑความแตกตางทางดานกายภาพ เชน ภูมิประเทศ

ภูมิอากาศของทอ งถ่นิ มาใชในการแบง ภาคภมู ิศาสตร จงึ ทําใหประเทศไทยมีสภาพภมู ศิ าสตรท ี่แบง เปน 6 เขต
คือ

1. เขตภูเขาและหุบเขาทางภาคเหนือ ลักษณะภูมิประเทศเปนภูเขามากกวาภาคใด ๆ และ
เทือกเขาจะทอดยาวในแนวเหนือใตสลับกับท่ีราบหุบเขา โดยมีท่ีราบหุบเขาแคบ ๆ ขนานกันไป อันเปนตน
กําเนิดของแมน้ําลาํ คลองหลายสาย แควใหญนอยในภาคเหนือทําใหเกิดที่ราบลุมแมนํ้า ซึ่งอยูระหวางหุบเขา
อันอุดมสมบูรณไปดวยทรัพยากรธรรมชาติ ราษฎรสวนใหญประกอบอาชีพเพาะปลูก เลี้ยงสัตวและทํา
เหมอื งแร นอกจากนท้ี รพั ยากรธรรมชาตยิ งั เออ้ื อาํ นวยใหเ กดิ อุตสาหกรรมในครวั เรอื นทมี่ ชี ือ่ เสยี ง เปนท่ีรูจกั กนั
มาชา นาน ภาคเหนอื จะอยูในเขตรอ นท่มี ลี ักษณะภูมิอากาศคลา ยคลึงกับภูมิอากาศทางตอนใตของเขตอบอุน
ของประเทศทมี่ ี 4 ฤดู

2. เขตเทือกเขาทางภาคตะวันตก ลักษณะภูมิประเทศเปนพ้ืนที่แคบ ๆ ทอดยาวขนานกับ
พรมแดนประเทศพมา สวนใหญเปน ภเู ขา มีแหลง ทรัพยากรแรธาตแุ ละปา ไมของประเทศ มีปริมาณฝนเฉลี่ย
ตํ่ากวาทุกภาคและเปนภูมิภาคท่ีประชากรอาศัยอยูนอย สวนใหญอยูในเขตท่ีราบลุมแมนํ้าและชายฝงและ
มักประกอบอาชีพปลกู พชื ไรแ ละการประมง ลกั ษณะภมู อิ ากาศโดยทว่ั ไป มคี วามแหงแลง มากกวาในภาคอน่ื ๆ
เพราะมีเทอื กเขาสงู เปน แนวกาํ บงั ลม ทําใหอ ากาศในฤดูรอนและฤดูหนาวแตกตางกันอยางเดนชัด เนื่องจาก
แนวเทือกเขาขวางกั้น ทิศทางลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต กอใหเกิดบริเวณเงาฝนหรือพื้นท่ีอับลม ฝนจะตก
ดา นตะวันตกของเทอื กเขามากกวา ดานภาคตะวันออก

3. เขตท่รี าบของภาคกลาง ลกั ษณะภูมปิ ระเทศสว นใหญเปน ท่รี าบลุมแมน ํา้ อนั กวางใหญ
มีลักษณะเอียงลาดจากเหนือลงมาใต เปนท่ีราบที่มีความอุดมสมบูรณมากท่ีสุดเพราะเกิดการทับถมของ
ตะกอน เชน ที่ราบลุม แมน้ําเจา พระยา และทาจีน เปน แหลง ที่ทาํ การเกษตร (ทํานา) ที่ใหญท่ีสุด มีเทือกเขา
เปนขอบของภาค ทง้ั ดานตะวันตกและตะวันออก

4. เขตภเู ขาและท่ีราบบรเิ วณชายฝง ทะเลตะวนั ออก ลกั ษณะภูมปิ ระเทศเปน เทอื กเขาสงู และ

24

ทีร่ าบ ซ่งึ สวนใหญเปน ท่รี าบลูกฟูกและมีแมน ํา้ ทีไ่ หลลงสอู าวไทย แมนํ้าในภาคตะวันออกสวนมากเปนแมนํ้า
สายสน้ั ๆ ซ่ึงไดพดั พาเอาดนิ ตะกอนมาทิง้ ไว จนเกดิ เปนทร่ี าบแคบ ๆ ตามท่ีลุมลักษณะชายฝงและมีลักษณะ
ภูมิประเทศเปน เกาะ อา ว และแหลม ลกั ษณะภูมอิ ากาศ ภาคตะวนั ออกมีชายฝง ทะเลและมเี ทือกเขาเปนแนว
ยาว เปด รบั ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใตจากอาวไทยอยางเต็มที่ จึงทําใหภาคน้ีมีฝนตกชุกหนาแนนบางพ้ืนที่
ไดแ ก พนื้ ที่รับลมดานหนาของเทือกเขาและชายฝงทะเล อุณหภูมิของภาคตะวันออกจะมีคาสมํ่าเสมอตลอด
ท้งั ปและมีความชนื้ คอนขางสงู เหมาะแกการทาํ สวน

5. เขตทีร่ าบสงู ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ลักษณะภมู ิประเทศเปน ทรี่ าบสงู ขนาดตา่ํ ทางบริเวณ
ตะวนั ตกของภาคจะมีภูเขาสูง ทางบริเวณตอนกลางของภาคมีลักษณะเปนแองกะทะ เรียกวา “แองที่ราบ-
โคราช” มแี มน้าํ ชแี ละแมนา้ํ มูลไหลผา น ยังมีทร่ี าบโลงอยูห ลายแหง เชน ทงุ กุลารองไห ทงุ หมาหิว ซึง่ สามารถ
ทาํ นาไดแตไ ดผลผลติ ตํ่าและมีแนวทวิ เขาภพู านทอดโคง ยาวคอ นไปทางตะวนั ออกเฉียงเหนือของภาคถัดเลยจาก
แนวทิวเขาภูพานไปทางเหนือมีแอง ทรดุ ตํ่าของแผนดนิ เรยี กวา “แอง สกลนคร”

6. เขตคาบสมุทรภาคใต ลักษณะภมู ิประเทศเปนคาบสมุทรย่ืนไปในทะเล มีเทือกเขาทอดยาว
ในแนวเหนือใต ที่เปนแหลงทับถมของแรดีบุก และมีความสูงไมมากนักเปนแกนกลางบริเวณชายฝงทะเล
ทงั้ สองดานของภาคใตเปนท่ีราบ มีประชากรอาศยั อยูหนาแนน ภาคใตไ ดร บั อิทธพิ ลความช้ืนจากทะเลท้ังสอง
ดาน มีฝนตกชกุ ตลอดป และมีปริมาณฝนเฉลยี่ สูง เหมาะแกการเพาะปลกู พืชผลเมืองรอน ที่ตองการความชื้นสูง
ลกั ษณะภมู ิอากาศไดร ับอิทธพิ ลของลมมรสุมท้ังสองฤดู จึงเปนภาคท่ีมีฝนตกตลอดท้ังป ทําใหเหมาะแกการ
ปลูกพืชเมืองรอ นทีต่ อ งการความชุม ชน้ื สูง เชน ยางพารา ปาลมนํา้ มัน เปนตน

องคประกอบของสิ่งแวดลอมทางกายภาพของไทย ที่สําคัญมี 3 องคประกอบ ไดแก ลักษณะ
ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ ซ่ึงมีความเกี่ยวพันซึ่งกันและกันและมีผลตอความเปนอยูของ
มนษุ ยท ัง้ ทางตรงและทางออม

1) ลกั ษณะภูมิประเทศ ลกั ษณะของเปลือกโลกทเ่ี ห็นเปนรูปแบบตา งๆ
แบงเปน 2 ประเภท คือ ลักษณะภูมิประเทศหลัก ไมเปลี่ยนรูปงาย ไดแก ที่ราบ ที่ราบสูง ภูเขา

และเนนิ เขา ลกั ษณะภูมิประเทศรองเปลย่ี นแปลงรปู ไดง า ย ไดแ ก หุบเขา หว ย เกาะ อาว แมน ้าํ สนั ดอนทราย
แหลม ทะเลสาบ

2) ลักษณะภูมิอากาศ หมายถึง คาเฉล่ียของลมฟาอากาศที่เกิดข้ึนเปนประจําในบริเวณใด
บรเิ วณหนึง่ ในชว งระยะเวลาหนึง่ ซ่ึงมปี จ จัยควบคุมอากาศ เชน ตาํ แหนงละตจิ ูด

3) ทรัพยากรธรรมชาติ ทรพั ยากรธรรมชาติ หมายถึง ส่ิงที่เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติและมนุษย
สามารถนําไปใชประโยชนในการดํารงชีวิตได แบงออกเปน 4 ประเภท คือ ทรัพยากรดิน ทรัพยากรนํ้า
ทรพั ยากรปาไมและทรพั ยากรแรธ าตุ ทรัพยากรธรรมชาติ แบง เปน 3 ประเภท คือ

- ทรพั ยากรทใ่ี ชแลวหมดไปไมส ามารถเกดิ มาทดแทนใหมไ ด เชน นํ้ามนั แรธ าตุ
- ทรัพยากรท่ีใชแลวสามารถสรา งทดแทนได เชน ปา ไม สตั วบ ก สตั วนํา้
- ทรัพยากรทใ่ี ชแลว ไมห มดไป เชน นาํ้ อากาศ เปน ตน

25

การอนุรกั ษท รพั ยากรธรรมชาติ การอนรุ ักษ หมายถึง การรูจ ักใชท รพั ยากรธรรมชาตอิ ยางคมุ คา
และใหเกิดประโยชนมากทส่ี ุด โดยมวี ัตถุประสงค คอื

1. เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของมนุษย หมายถึง การใชประโยชนสูงสุด และรักษาสมดุลของ
ธรรมชาติไวดว ย โดยใชเทคโนโลยีทท่ี ําใหเกิดผลเสยี ตอสภาพแวดลอมนอยท่ีสุด

2. เพ่ือรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดลอมใหอยูในสภาพสมดุล โดยไมเกิดส่ิงแวดลอมเปนพิษ
(Polution) จนทําใหเ กดิ อันตรายตอมนุษยและส่งิ แวดลอม

1) ทรัพยากรดิน ดินเกิดจากการสลายตัวของหิน แรธาตุและอินทรียวัตถุตาง ๆ อันเน่ืองมาจากการ
กระทาํ ของลม ฟา อากาศและอน่ื ๆ สวนประกอบท่ีสาํ คัญของดนิ ไดแ ก อนินทรยี ว ัตถหุ รอื แรธ าตุ

ปญ หาของการใชท รัพยากรดนิ เกดิ จาก
1. การกระทําของธรรมชาติ เชน การสึกกรอนพังทลายท่ีเกิดจากลม กระแสนํ้าและ

การชะลางแรธ าตตุ า ง ๆ ในดิน
2. การกระทาํ ของมนุษย เชน การทาํ ลายปาไม การปลูกพชื ชนิดเดียวซ้ําซาก การเผาปาและ

ไรน า ทําใหสูญเสียหนา ดนิ ขาดการบาํ รุงรักษาดนิ
การอนรุ ักษทรัพยากรดิน โดยการปลกู พืชหมนุ เวยี น การปลูกพืชแบบข้นั บันไดปอ งกนั การเซาะ

ของนํา้ ปลกู พืชคลมุ ดิน ปอ งกนั การชะลางหนา ดนิ ไมตัดไมทาํ ลายปาและการปลูกปาในบริเวณท่ีมีความลาดชัน
เพ่ือปองกันการพงั ทลายของดิน

26

27

2) ทรัพยากรน้ํา น้ําเปนทรัพยากรที่จําเปนตอการดํารงชีวิตของมนุษยและสิ่งมีชีวิต ใชแลว
ไมหมดสน้ิ ไป แบงเปน

- น้ําบนดนิ ไดแก แมน้ํา ลําคลอง หนอง บึง ทะเลสาบ ปรมิ าณน้ํา ขึน้ อยูกบั ปริมาณน้ําฝน
- นาํ้ ใตดนิ หรือน้าํ บาดาล ปริมาณนาํ้ ขน้ึ อยูกบั นํ้าท่ไี หลซมึ ลงไปจากพื้นดนิ และความสามารถ
ในการกักนาํ้ ในชนั้ หนิ ใตดนิ
- น้ําฝน ไดจากฝนตก ซ่ึงแตละบริเวณจะมีปริมาณนํ้าแตกตางกัน ซึ่งในประเทศไทย
เกิดปญ หาวกิ ฤติการณเ กีย่ วกับทรพั ยากรนาํ้ คอื เกิดภาวะการขาดแคลนน้าํ และเกิดมลพิษทางน้ํา เชน นํ้าเสีย
จากโรงงานอุตสาหกรรม
การอนุรักษท รัพยากรนาํ้ โดยการ
1. การพฒั นาแหลงน้าํ ไดแก การขดุ ลอกหนอง คลองบึงและแมน้ําที่ตื้นเขิน เพื่อใหสามารถ
กักเก็บนํ้าไดมากข้ึน ตลอดจนการสรางเขื่อนและอา งกักเก็บนํา้
2. การใชน ้ําอยางประหยัด ไมป ลอยใหน้าํ สญู เสยี ไปโดยเปลา ประโยชนแ ละสามารถนํานํา้ ทีใ่ ช
แลวกลับมาหมนุ เวยี นใชไ ดใ หมอ ีก เชน น้าํ จากโรงงานอตุ สาหกรรม
3. การควบคุมรักษาตนน้ําลาํ ธาร ไมม กี ารอนญุ าตใหม กี ารตดั ตนไมทาํ ลายปา อยางเดด็ ขาด
4. ควบคุมมิใหเกิดมลพิษแกแหลงน้ํา มีการดูแลควบคุมมิใหมีการปลอยส่ิงสกปรกลงไป
ในแหลงนํา้
3) ทรพั ยากรปา ไม ปาไมม คี วามสําคัญตอมนุษยท ั้งทางตรงและทางออม เชน ชวยรักษาสภาพ
ดนิ นํา้ อากาศ บรรเทาความรุนแรงของลมพายุและยังไดรับผลิตภัณฑจากปาไมหรือใชเปนแหลงทองเท่ียว
พกั ผอ นหยอ นใจได ปา ไม แบง เปน 2 ประเภท คือ
1. ปา ไมไมผลัดใบ เชน ปา ดงดิบ หรือปาดิบเปนปา ไมบรเิ วณท่ีมีฝนตกชุก พบมากทางภาคใต
และภาคตะวันออก ปา ดิบเขา พบมากในภาคเหนอื ปาสนเขา พบทางภาคเหนอื และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ปา ชายเลนนํ้าเค็ม เปนปาไมต ามดนิ เลน น้าํ เค็มและนาํ้ กรอ ย
2. ปาไมผลัดใบ เชน ปาเบญจพรรณ เปนปาผลัดใบผสม พบมากที่สุดในภาคเหนือ ปาแดง
ปา โคก ปาแพะ เปน ปา โปรงพบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปาชายหาด เปน ตน ไมเลก็ ๆ ข้ึนตามชายหาด
ปา พรุ หรือปา บึง เปนปาไมท ่ีเกิดตามดนิ เลน
การอนุรักษทรัพยากรปาไม สามารถทําไดโดยการออกกฎหมายคุมครองปาไม คือ
พระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 การปองกันไฟไหมปา การปลูกปาทดแทนไมที่ถูกทําลายไป
การปอ งกนั การลักลอบตดั ไมแ ละการใชไมใ หเ กิดประโยชนและคุม คามากท่ีสุด
4) ทรัพยากรแรธ าตุ แรธ าตุ หมายถงึ สารประกอบเคมีทเ่ี กิดขนึ้ เองตามธรรมชาติ
แบง ออกเปน
- แรโลหะ ไดแ ก เหลก็ ทองแดง สังกะสี ดีบุก ตะกวั่
- แรอโลหะ ไดแ ก ยิปซมั่ ฟลูออไรด โปแตช เกลอื หนิ
- แรเ ช้อื เพลงิ ไดแ ก ลกิ ไนต หินนํ้ามนั ปโ ตรเลยี ม กา ซธรรมชาติ

28

การอนรุ ักษท รัพยากรแรธ าตุ
1. ขดุ แรมาใชเ ม่อื มีโอกาสเหมาะสม
2. หาวธิ ีใชแรใ หมีประสิทธิภาพและไดผ ลคมุ คา มากทสี่ ดุ
3. ใชแรอ ยา งประหยัด
4. ใชว ัสดุหรือส่งิ อ่ืนแทนสงิ่ ทีจ่ ะตอ งทาํ จากแรธ าตุ
5. นาํ ทรพั ยากรแรกลบั มาใชใหม เชน นําเศษเหล็ก เศษอลูมิเนยี ม มาหลอมใชใ หม เปนตน

ปจ จัยท่มี ีผลกระทบตอ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ ม ไดแก
1. การเพ่ิมประชากรมีผลทาํ ใหต องใชทรัพยากรและสิ่งแวดลอมมากขึ้น จึงเกิดปญหาความ

เสื่อมโทรมของสภาพแวดลอ มตามมามากขนึ้
2. การใชเ ทคโนโลยีทนั สมยั ซงึ่ อาจทําใหเ กดิ ทงั้ ผลดแี ละผลเสยี ตอ ธรรมชาติและสิง่ แวดลอม

กิจกรรมที่ 1.4 สภาพภมู ิศาสตรกายภาพของไทยทีส่ ง ผลตอทรพั ยากรตา งๆ และสิ่งแวดลอ ม
1) ใหผ เู รียนอธิบายวาสภาพภมู ิศาสตรของประเทศไทย ทั้ง 6 เขต มีอะไรบาง และแตละเขตสวนมาก

ประกอบอาชพี อะไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

2) ผูเรียนคิดวาประเทศไทยมีทรัพยากรอะไรท่ีมากท่ีสุด บอกมา 5 ชนิด แตละชนิดสงผลตอ
การดําเนินชีวติ ของประชากรอยางไรบา ง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

29

เรอื่ งที่ 5 ความสาํ คญั ของการดํารงชีวิตใหสอดคลอ งกบั ทรพั ยากรในประเทศ

5.1 ความสําคัญของการดํารงชวี ิตใหสอดคลองกับทรัพยากรของประเทศไทย
จากท่ีไดกลาวมาแลววา ประเทศไทยมีความแตกตางกันทางดานกายภาพ เชน ภูมิประเทศ

ภูมอิ ากาศของทองถ่ิน จึงทําใหแตละภาคมีทรัพยากรที่แตกตางกันตามไปดวย สงผลใหประชากร ในแตละ
ภมู ภิ าคประกอบอาชพี ตา งกันไปดวย เชน

ภาคเหนือ ในภาคเหนือมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ จากการที่ลักษณะภูมิประเทศของ
ภาคเหนือสวนใหญเปนทิวเขาและมีที่ราบหุบเขาสลับกันแตพ้ืนที่ราบมีจํากัด ทําใหประชากรต้ังถิ่นฐาน
อยา งหนาแนนตามทีร่ าบลุมแมน า้ํ ทรพั ยากรทส่ี ําคัญ คือ

1) ทรัพยากรดนิ ท้ังดินทรี่ าบหบุ เขา ดนิ ทม่ี นี าํ้ ทว มถงึ และดินทเ่ี หลอื คา งจากการกัดกรอ น
2) ทรพั ยากรนํา้ แบง เปน 2 ประเภท คือ

1. น้ําบนผิวดิน ไดแก แมนํ้าลําธาร หนองบึงและอางเก็บนํ้าตาง ๆ แมวาภาคเหนือจะมี
แมนา้ํ ลาํ ธาร แตบ างแหง ปรมิ าณนาํ้ กไ็ มเ พียงพอ เนอื่ งจากเปนแมนํ้าสายเลก็ ๆ และปจจุบันปริมาณนํ้าในแมน้ํา
ลาํ ธารในภาคเหนือลดลงมาก ทั้งน้ีเน่ืองจากการตัดไมทําลายปาในแหลงตนนํ้า แตอยางไรก็ตามยังมีแมน้ํา
หลายสาย เชน แมนํ้าปง วัง ยม นาน แมนํ้าปงจังหวัดเชียงใหมและแมนํ้ากกจังหวัดเชียงรายท่ีมีนํ้าไหล
ตลอดป แมในฤดูแลงก็ยังมีน้ําที่ทําการเกษตรไดบาง นอกจากน้ี ยังมีบึงน้ําจืดขนาดใหญ คือ กวานพะเยา
จังหวดั พะเยา บงึ บอระเพด็ จังหวดั นครสวรรค

2. น้าํ ใตด ิน ภาคเหนือมีนํ้าใตดินท่ีอยูในรูปของนํ้าบอและบอบาดาล จึงสามารถใชบริโภค
และทาํ การเกษตรได

3) ทรพั ยากรแร มีเหมอื งแรใ นทกุ จงั หวดั ของภาคเหนือ แรท่ีสําคัญไดแก ดีบุก ทังสเตน พลวง
ฟลอู อไรด ดนิ ขาว ถานลิกไนตและนํา้ มนั ปโ ตรเลียม

4) ทรพั ยากรปาไม ภาคเหนอื มอี ตั ราพ้ืนทีป่ า ไมตอ พ้ืนที่ทงั้ หมดมากกวาทกุ ภาค จังหวดั ที่มปี าไม
มากท่ีสดุ คือ เชียงใหม ปาไมส วนใหญเ ปน ปา เบญจพรรณและปาแดง ไมท ส่ี ําคัญคือ ไมส ัก

5) ทรัพยากรดานการทองเท่ียว ภาคเหนือมีธรรมชาติที่สวยงาม สามารถดึงดูดนักทองเท่ียว
ใหม าชมวิวทิวทัศน มที ง้ั น้ําตก วนอุทยาน ถ้ํา บอนํ้ารอน เชน ดอยอินทนนทจังหวัดเชียงใหม ภูช้ีฟาจังหวัด
เชยี งราย

ประชากร ภาคเหนือเปนภาคที่ประชากรอาศัยอยูเบาบาง เนื่องจากภูมิประเทศ เต็มไปดวยภูเขา
ประชากรสวนใหญอาศัยอยูหนาแนนตามท่ีราบลุมแมน้ํา สวนใหญสืบเชื้อสายมาจากไทยลานนา นิยม
เรียกคนภาคเหนอื วา “คนเมือง” ประชากรในภาคเหนือสามารถรักษาวัฒนธรรมดงั้ เดิมไวไดอยางเหนียวแนน
เชน ประเพณสี งกรานต ประเพณที านสลากหรือตานกว ยสลาก ประเพณีลอยกระทง

30

นอกจากนี้ยังมชี าวไทยภเู ขาอาศัยอยูเปนจํานวนมาก เชน เผามง มูเซอ เยา ลีซอ อกี อ กะเหรยี่ ง ฯลฯ
จังหวดั ท่ีมีชาวเขามากท่สี ุด คอื เชียงใหม แมฮองสอนและเชียงราย การอพยพของชาวเขาเขามาในประเทศ
ไทยจํานวนมากทําใหเกิดปญหาติดตามมา คือ ปญหาการตัดไมทําลายปา เพ่ือทําไรเล่ือนลอย ปญหา
การปลูกฝน รฐั บาลไดแกไ ขปญ หา โดยหามาตรการตาง ๆ ที่ทําใหชาวเขาหันมาปลูกพืชเมืองหนาว เชน ทอ
กาแฟ สตรอเบอร่ี บวย อะโวคาโด และดอกไมเมืองหนาว ฯลฯ นอกจากน้ีหนวยงานท่ีเกี่ยวของ ยังไดจัด
การศกึ ษาเพอื่ ใหชาวเขาไดเ รียนภาษาไทย ปลูกจิตสาํ นึกความเปนคนไทย เพอ่ื ใหเขา ใจถึงสิทธิหนาที่ การเปน
พลเมืองไทยคนหนึ่ง

การประกอบอาชพี ของประชากรในภาคเหนอื ประชากรในภาคเหนือจะมีอาชีพทํานา ซ่ึงปลูกท้ัง
ขา วเจาและขา วเหนยี ว ในพื้นที่ราบลุมแมน ้ํา เนอื่ งจากมดี ินอดุ มสมบรู ณแ ละมกี ารชลประทานท่ีดี จึงสามารถ
ทํานาไดปล ะ 2 คร้งั แตผลผลิตรวมยงั นอยกวาภาคกลางและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ นอกจากน้ี ยังประกอบ
อาชีพทําไร (ขาวโพด ถ่ัวเหลือง ถั่วลิสง หอม กระเทียม ออย) การทําสวนผลไม (ล้ินจี่ ลําไย) อุตสาหกรรม
(โรงบมใบยาสูบ การผลิตอาหารสาํ เรจ็ รปู และอาหารกระปอง) อุตสาหกรรมพ้ืนเมือง (เคร่ืองเขิน เคร่ืองเงิน
การแกะสลักไมสัก การทํารมกระดาษ) อุตสาหกรรมการทองเท่ียวเน่ืองจากภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัด
เชยี งใหม มที ัศนียภาพที่สวยงาม มโี บราณสถานมากมายและมวี ัฒนธรรมที่เกาแกทง่ี ดงาม

ภาคตะวนั ตก เนือ่ งจากทวิ เขาในภาคตะวันตกเปนทวิ เขาที่ทอดยาวมาจากภาคเหนือ ดังน้ันลักษณะ
ภมู ิประเทศจงึ คลายกับภาคเหนอื คอื เปนทิวเขาสูงสลบั กบั หุบเขาแคบ ซงึ่ เกดิ จากการเซาะของแมนํ้า ลําธาร

31

อยางรวดเร็ว ทิวเขาสวนใหญเปนหินคอนขางเกา สวนใหญเปนหินปูน พบมากที่จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี
และเพชรบุรี ภเู ขาหนิ ปนู เหลานี้จะมยี อดเขาหยกั แหลมตะปมุ ตะปา นอกจากน้ยี งั มหี นิ ดนิ ดาน หินแกรนติ และ
หนิ ทราย และมที ่รี าบในภาคตะวนั ตก ไดแ ก ท่รี าบลุมแมนาํ้ แควใหญ ท่ีราบลมุ แมนา้ํ แควนอย ทร่ี าบลมุ แมน า้ํ
แมก ลองมที รพั ยากรทีส่ ําคญั คือ

1) ทรัพยากรดิน ดินในภาคตะวันตกสวนใหญเกิดจากการผุพังของหินปูน ดินจึงมีสภาพเปน
กลางหรือดา ง ซ่ึงถอื วาเปนดนิ ที่อดุ มสมบรู ณ เหมาะกับการเพาะปลูก

2) ทรพั ยากรนา้ํ ภาคตะวนั ตกเปนภาคท่ีมีฝนตกนอยกวาทุกภาคในประเทศ เพราะอยูในพื้นท่ี
อับฝน แบงเปน 2 ประเภท คอื

1. น้ําบนผิวดิน ไดแก แมนํ้า ลําธาร หนองบึงและอางเก็บนํ้าตาง ๆ แมวาจะมีฝนตกนอย
เพราะมที วิ เขาตะนาวศรแี ละทิวเขาถนนธงชัยขวางลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต ดังนั้นฝนจึงตกมากบนภูเขา ซึ่งใน
ภาคตะวันตกมีปาไมและแหลงตนน้ําลําธารอุดมสมบูรณ จึงทําใหตนนํ้าลําธารมีนํ้าหลอเลี้ยงอยูเสมอ เชน
แมน้ําแควใหญ แมนาํ้ แควนอย และแมน า้ํ แมกลอง นอกจากน้ีลักษณะภูมิประเทศในภาคตะวันตก มีลักษณะ
เปนหบุ เขาจํานวนมาก จงึ เหมาะอยางย่งิ ในการสรา งเขอ่ื น เชน เขือ่ นภมู ิพล เขื่อนศรนี ครนิ ทร เขื่อนวชิราลงกรณ
เขือ่ นเขาแหลม เขื่อนแกง กระจาน และเขือ่ นปราณบรุ ี

2. นํ้าใตดิน ภาคตะวันตกมีการขุดบอบาดาล ปริมาณน้ําที่ขุดไดไมมากเทากับนํ้าบาดาล
ในภาคกลาง

3) ทรพั ยากรแร ภาคตะวันตกมีหินอคั นแี ละหนิ แปร มีดีบุกซ่ึงพบในหินแกรนิต ทังสเตน ตะก่ัว
สงั กะสี เหลก็ รัตนชาติ และหินนาํ้ มนั

4) ทรัพยากรปาไม ภาคตะวันตกมคี วามหนาแนนของปาไมรองจากภาคเหนือ จังหวัดท่ีมีปาไม
มากทส่ี ุด คือ จังหวดั กาญจนบุรี

5) ทรัพยากรดานการทอ งเทยี่ ว สถานที่ทอ งเทย่ี วสว นใหญเปนภูเขา ถํ้า น้ําตก เขื่อน อุทยาน-
แหง ชาติ ฯลฯ

ประชากร ภาคตะวันตกเปน ภาคท่มี ีความหนาแนนของประชากรนอ ยทส่ี ุด จงั หวดั ที่มีประชากร
หนาแนน ทส่ี ดุ คือ จงั หวัดราชบรุ ี เพราะมีพืน้ ทเี่ ปน ท่รี าบลมุ แมนํา้

การประกอบอาชีพของประชากร ภาคตะวันตกมีลักษณะภูมิประเทศเปนภูเขาคลายกับ
ภาคเหนอื และมพี ืน้ ท่รี าบคลา ยกบั ภาคกลาง ประชากรสวนใหญจงึ อาศยั ในพ้ืนทรี่ าบและมอี าชีพเกษตรกรรม
อาชีพท่ีสําคัญคือการทําไรออย (โดยเฉพาะท่ีจังหวัดกาญจนบุรีและราชบุรี) ปลูกสับปะรด ขาวโพด
มนั สําปะหลัง ฝาย องนุ การทาํ นา ตามท่ีราบลุมแมน้ํา การเลี้ยงโคนม การทําโองเคลือบดินเผา ทํานาเกลือ
อาชีพการประมง การทําเคร่ืองจักสาน นอกจากนี้ยังมี การทําเหมืองแรดีบุก ทังสเตน ตะกั่ว สังกะสี เหล็ก
รตั นชาตแิ ละหินนํ้ามนั

ภาคกลาง ภมู ปิ ระเทศในภาคกลางเปนท่รี าบลมุ แมน้ํา เพราะแมนํ้าหลายสายไหลผานทําใหเกิดการ
ทับถมของตะกอนและมภี เู ขาชายขอบ พน้ื ที่แบงไดเ ปน 2 เขตยอ ย คือ ภาคกลางตอนบน เปนทร่ี าบลุมแมนํ้า
และท่ีราบลูกฟูก มีเนินเขาเต้ีย ๆ สลับเปนบางตอน ในเขตภาคกลางตอนลาง คือต้ังแตบริเวณจังหวัด

32

นครสวรรคลงมาจนถึงอา วไทย มลี ักษณะเปน ท่ีราบลมุ น้าํ ทว มถงึ และเปน ลานตะพกั ลํานํา้ (Stream Terrace)
ทรพั ยากรที่สาํ คญั คอื

1) ทรัพยากรดิน ภาคกลางมีดินที่อุดมสมบรู ณกวาภาคอ่นื ๆ เพราะเกดิ จากการทับถมของโคลน
ตะกอนที่มากบั แมน า้ํ ประกอบกบั มกี ารชลประทานทดี่ ี จึงทาํ การเกษตรไดด ี เชน การทํานา

2) ทรัพยากรนา้ํ ภาคกลางเปน ภาคที่มีนาํ้ อุดมสมบูรณ แบงเปน 2 ประเภท คอื
1. น้ําบนผิวดิน มีแมนํ้าท่ีสําคัญหลอเลี้ยง คือ แมน้ําเจาพระยา ซึ่งจะมีนํ้าไหลตลอดทั้งป

เนื่องจากมแี มน ้าํ สายเล็ก ๆ จํานวนมากไหลลงมาสแู มน ้ําเจาพระยา มกี ารชลประทานท่ีดี เพื่อกักเก็บน้ําไวใช
ในฤดูแลง นอกจากน้ยี ังมีทะเลสาบขนาดใหญ คอื บึงบอระเพ็ด ซึ่งเปนแหลงเพาะพันธุปลาน้ําจืดท่ีใหญที่สุด
ในโลก

2. น้าํ ใตด นิ เน่อื งจากภาคกลางมีลักษณะเปนแองขนาดใหญ จงึ มีบริเวณนา้ํ บาดาลมากท่ีสุด
ของประเทศ

3) ทรัพยากรแร หนิ ในภาคกลางสวนใหญเ ปน หินเกิดใหมท่ีมีอายุนอย มีหินอัคนีซ่ึงเปนหินเกา
พบไดท างตอนเหนือและชายขอบของภาคกลางและมีน้าํ มนั ท่จี งั หวดั กาํ แพงเพชร

4) ทรัพยากรปาไม ภาคกลางมีพ้ืนที่ปาไมนอยมาก จังหวัดท่ีมีปาไมมากคือจังหวัดท่ีอยูทาง
ตอนบนของภาค คือ จงั หวดั เพชรบูรณ พษิ ณุโลก อุทยั ธานี สโุ ขทยั และกําแพงเพชร

5) ทรัพยากรดานการทองเที่ยว สถานท่ีทองเท่ียวสวนใหญเปนน้ําตกและแมนํ้า ซ่ึงปจจุบัน
แมนํ้าหลายสายจะมีตลาดนํ้าใหนักทองเที่ยวไดมาเย่ียมชมมีวนอุทยาน หวยขาแขง จังหวัดอุทัยธานี
นอกจากนี้ยงั มีโบราณสถานที่เปน มรดกโลก เชน อุทยานประวตั ิศาสตรท ่ีจังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา

ประชากร ภาคกลางเปน ภาคท่ีมปี ระชากรมากเปน อนั ดบั สองรองจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ประชากรสว นใหญจะหนาแนนมากในบริเวณท่ีราบลมุ แมนาํ้ เจาพระยา เพราะความอุดมสมบูรณเ หมาะแกก าร
เพาะปลกู จังหวดั ท่ตี ดิ กับชายทะเลก็จะมีประชากรอาศัยอยหู นาแนน นอกจากนภี้ าคกลางจะมอี ัตราการเพิ่มของ
ประชากรรวดเร็วมาก เน่อื งจากมกี ารอพยพเขา มาหางานทาํ ในเมอื งใหญก นั มาก

การประกอบอาชีพของประชากร ภาคกลางมีความอุดมสมบูรณ ทั้งทรัพยากรดิน และนํ้า
นับเปนแหลงอูข า วอนู ้ําของประเทศ ในภาคกลางตอนบนประกอบอาชีพทํานาขาวและทําไร (ขาวโพด ออย
มันสําปะหลัง) รองลงมาคือ อุตสาหกรรม ภาคกลางตอนลางจะมีอาชีพปลูกขาวในบริเวณราบลุมแมนํ้า
เนอ่ื งจากทด่ี นิ เปน ดนิ เหนียวมนี า้ํ แชขังและมีระบบการชลประทานดี จึงสามารถทํานาไดปละ 2 ครั้ง นับเปน
แหลง ปลูกขา วท่ีใหญท ส่ี ดุ ในประเทศและมีการทาํ นาเกลอื นากงุ ในแถบจังหวดั ชายทะเล

ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเปนภาคท่ีเล็กท่ีสุด ตอนเหนือของภาคมีภูมิประเทศเปน ที่ราบลุม
เกดิ จากการเคลอ่ื นไหวและการบีบอัดตัวของเปลือกโลก ทําใหตอนกลางของภาคโกงตัวเปนทิวเขาไปจนถึง
ดานตะวันออกเฉียงใต ขณะเดียวกันตอนเหนือของภาคเกิดการทรุดตัวเปนแองกลายเปนท่ีราบลุมแมน้ํา
และเกดิ การทับถมของโคลนและตะกอน ตอนกลางของภาคเปนทวิ เขา ภูมิประเทศสวนใหญเ ปน หุบเขาแคบ ๆ

33

มีท่ีราบตามหุบเขา เรียกวา ท่ีราบดินตะกอนเชิงเขาตอนใตของภาคเปนท่ีราบชายฝงทะเลภาคตะวันออก
มที รัพยากรท่สี ําคัญ คอื

1) ทรพั ยากรดนิ ดินสว นใหญไมค อ ยสมบรู ณ เพราะเปนดินรวนปนทรายและน้ําฝน จะชะลาง
ดิน เหมาะแกก ารปลูกพืชสวน เชน ทุเรียน เงาะ ระกาํ สละ มังคดุ ฯลฯ และใชปลูกพืชไร เชน มันสําปะหลัง
ออย ฯลฯ การทํานาก็มบี า งบริเวณตอนปลายของแมน ํา้ บางปะกง

2) ทรัพยากรน้ํา ภาคตะวันออกมีนํ้าอยางอุดมสมบูรณ แตเนื่องจากแมนํ้าในภาคตะวันออกเปน
แมน้ําสายส้ัน ๆ ทําใหการสะสมน้ําในแมน้ํามีนอย เม่ือถึงชวงหนาแลงมักจะขาดแคลนน้ําจืด เพราะเปน
ภูมภิ าคท่ีมนี กั ทองเที่ยวจํานวนมาก นอกจากน้ีในหนา แลงนํ้าทะเลเขา มาผสมทาํ ใหเ กิด น้ํากรอย ซง่ึ ไมส ามารถ
ใชบริโภคหรือเพาะปลกู ได การสรางเขอื่ นกไ็ มสามารถทําไดเ พราะสภาพภูมปิ ระเทศไมอ าํ นวย

3) ทรัพยากรแร ภาคตะวันออกมีแรอยูบาง เชน เหล็ก แมงกานีส พลวง แตมีแรท่ีมีช่ือเสียง
คอื แรรตั นชาติ เชน พลอยสีแดง พลอยสนี ้ําเงินหรือไพลินและพลอยสีเหลอื ง โดยผลิตเปนสนิ คาสง ออกไปขาย
ยังตา งประเทศ

4) ทรัพยากรปาไม ปาไมในภาคตะวันออกจะเปนปาดงดิบและปาชายเลน แตก็ลดจํานวนลง
อยางรวดเร็ว เพราะมกี ารขยายพืน้ ทกี่ ารเกษตร สรา งนคิ มอุตสาหกรรม ฯลฯ

5) ทรัพยากรดานการทอ งเทยี่ ว เปนภาคทม่ี ที รัพยากรทองเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะจังหวดั
ท่อี ยูชายทะเล เกาะตางๆ นาํ้ ตก ฯลฯ

ประชากร ภาคตะวนั ออกเปนอกี ภาคหนึ่งท่ีมีการเพิ่มของประชากรคอนขางสูง เน่ืองจากมีการ
ยายมาทํามาหากิน การเจริญเตบิ โตของเขตอตุ สาหกรรม รวมท้งั การทองเทย่ี วเปน เหตุจงู ใจใหคนเขามาตั้งถ่ิน
ฐานเพิ่มมากขนึ้

การประกอบอาชีพของประชากร มีอาชพี ที่สําคญั คือ
1. การเพาะปลูก มกี ารทาํ นา ทาํ สวนผลไม ท้ังเงาะ ทเุ รียน มงั คุด ระกํา สละ สวนยางพารา
ทาํ ไรอ อย และมนั สําปะหลัง
2. การเลยี้ งสตั ว เปน แหลงเล้ยี งเปดและไก โดยเฉพาะท่ีจงั หวัดชลบุรีและฉะเชงิ เทรา
3. การทําเหมืองแร ภาคตะวันออกเปนแหลงที่มีแรรัตนชาติมากที่สุด เชน ทับทิม ไพลิน
บษุ ราคัม สง ผลใหป ระชากรประกอบอาชีพเจยี รนยั พลอยดว ย โดยเฉพาะจงั หวัดจนั ทบุรแี ละตราด
4. อตุ สาหกรรมในครวั เรือน เชน การผลติ เสอ่ี จันทบุรี เคร่อื งจกั สาน
5. การทองเที่ยว เน่ืองจากมีทัศนียภาพที่สวยงามจากชายทะเลและเกาะตาง ๆ อุตสาหกรรมการ
ทองเทีย่ วจึงสรา งรายไดใ หก บั ภมู ิภาคนี้เปน อยางมาก
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ลกั ษณะภมู ิประเทศสว นใหญ เปนทรี่ าบสูงแองกะทะและยังมีท่ีราบลุมแมนํ้าชี
และแมนาํ้ มูลทเ่ี รยี กวา แอง โคราช ซ่งึ เปนทีร่ าบลมุ ขนาดใหญท ี่สดุ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนอื เพราะมีแมน า้ํ
มลู และแมน ํ้าชไี หลผาน จึงมกั จะมนี าํ้ ทวมเมอื่ ฤดนู าํ้ หลาก มีทรพั ยากรทส่ี าํ คัญ คอื
1) ทรัพยากรดิน ดินในภาคนี้มักเปนดินทราย ไมอุมน้ํา ทําใหการเพาะปลูกไดผลนอย
แตก ส็ ามารถแบงไดตามพนื้ ท่ี คือ

34

บริเวณทีร่ าบลุมแมนํ้า แมน าํ้ ชี แมน ํา้ มูลและแมน้ําโขง จะมีความอุดมสมบูรณคอนขางมาก
นิยมปลูกผกั และผลไม สวนท่ีเปน นา้ํ ขงั มักเปน ดนิ เหนียว ใชทํานา

บริเวณลาํ ตะพักลาํ นํา้ สว นใหญเ ปน ดินทราย ใชทํานาไดแตผลผลิตนอย เชน ทุงกุลารองไห
บริเวณทส่ี ูงกวา นี้ นิยมปลกู มนั สําปะหลงั

บรเิ วณท่สี งู และภูเขา เนอ้ื ดินหยาบเปนลูกรัง ท่ดี ินนี้มักเปนปา ไม
2) ทรัพยากรนํา้ ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื จะมีปญ หาในเรอ่ื งของน้ํามากกวาภาคอน่ื ๆ แมวาฝน
จะตกหนัก แตใ นหนาแลง จะขาดแคลนน้าํ เพอ่ื การเกษตรและการบรโิ ภค นาํ้ ในภาคนี้ จะแบงเปน 2 ประเภท คือ

น้ําบนผิวดิน ไดแก น้ําในแมนํ้าชี แมนํ้ามูลและแมนํ้าสายตาง ๆ ในฤดูฝน จะมีปริมาณ
นาํ้ มาก แตใ นฤดูแลงน้ําในแมนํ้าจะมนี อย เนอ่ื งจากพ้นื ดนิ เปน ดนิ ทราย เมื่อฝนตกไมสามารถอุมนํ้าได สวนนํ้า
ในแมน า้ํ ลาํ คลองกม็ ีปรมิ าณนอย เพราะน้ําจะซึมลงพืน้ ทราย แตภาคนถี้ ือวา โชคดีท่ีมเี ขอื่ น อางเก็บน้าํ และฝาย
มากกวา ทกุ ๆ ภาค

นํา้ ใตด นิ ปริมาณนํ้าใตดนิ มมี าก แตมปี ญหานํา้ กรอ ยและนํ้าเค็ม การขุดบอตองขุดใกลแหลง
แมนา้ํ เทา นัน้ หรอื ตอ งขดุ ใหลึกจนถงึ ช้นั หนิ แข็ง

3) ทรพั ยากรแร ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือมีแรโพแทชมากท่ีสุด จะมีอยูมากบริเวณตอนกลาง
และตอนเหนอื ของภาค นอกจากนยี้ ังมแี รเ กลอื หนิ มากทส่ี ุดในประเทศไทย

4) ทรัพยากรปาไม ปาไมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเปนปาแดง ซึ่งเปนปาผลัดใบเปน
ปา โปรง ปาแดงชอบดินลกู รงั หรือดนิ ทราย เชน ไมเตง็ รัง พลวง พะเยา ฯลฯ

5) ทรัพยากรดานการทองเท่ียว มีแหลงทรัพยากรธรรมชาติและที่มนุษยสรางข้ึน เชน
วิวทวิ ทัศน (ภกู ระดงึ ) เขื่อน ผาหนิ (จังหวดั อุบลราชธานี) หลกั ฐานทางโบราณคดี (จงั หวดั อุดรธานี)

ประชากร ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื มปี ระชากรหนาแนน อาศัยอยูตามแองโคราชบรเิ วณที่ราบลมุ
ของแมน ํา้ ชีและแมน ํ้ามูล

การประกอบอาชีพของประชากร ประชากรประกอบอาชีพทีส่ าํ คญั คอื
- การเพาะปลกู เชน การปลกู ขาว การทําไร (ขาวโพด มันสําปะหลัง ออย ปอ ยาสบู )
- การเล้ยี งสัตว เชน โค กระบือ และการประมงตามเขอื่ นและอางเกบ็ นา้ํ
- อตุ สาหกรรม สวนใหญเ ปน การแปรสภาพผลผลิตทางการเกษตร เชน โรงสีขา ว
โรงงานมนั สําปะหลงั อดั เมด็ โรงงานทําโซดาไฟ (จากแรเ กลอื หนิ และแรโ พแทช)
ภาคใต ลกั ษณะภูมปิ ระเทศของภาคใตเ ปนคาบสมุทร มีทิวเขาสูงทอดยาวจากเหนือจรดใต มีทะเล
ขนาบทั้ง 2 ดา น ทิวเขาที่สําคัญ คอื ทวิ เขาภูเก็ต ทิวเขานครศรีธรรมราชและทิวเขาสันกาลาคีรี และมีแมน้ํา
ตาปซ่ึงเปนแมนํ้าที่ยาวและมีขนาดใหญท่ีสุดของภาคใต ที่เหลือจะเปนแมนํ้าสายเล็กๆ และส้ัน เชน แมนํ้า
ปต ตานี แมน ้ําสายบรุ ี และแมนาํ้ โก-ลก มีชายฝงทะเลทั้งทางดานอาวไทย ซึ่งมีลักษณะเปนชายฝงแบบยกตัว
เปน ทร่ี าบชายฝง ทเ่ี กดิ จากคลืน่ พดั พาทรายมาทบั ถม จนกระท่งั กลายเปนหาดทรายทสี่ วยงาม และมีชายฝงทะเล
ดา นทะเลอันดามนั ท่ีมลี กั ษณะเวา แหวงเพราะเปน ฝงทะเลทจ่ี มนํ้าและมปี า ชายเลนข้ึนอยา งหนาแนน

35

1) ทรัพยากรดิน ลกั ษณะดินของภาคใตจ ะมี 4 ลักษณะ คอื
1. บรเิ วณชายฝง เปนดนิ ทราย ท่ีเหมาะแกการปลกู มะพราว
2. บริเวณที่ราบ ดินบริเวณท่ีราบลุมแมนํ้า เกิดจากการทับถมของตะกอนเปนชั้นๆ

ของอนิ ทรียว ัตถุ นยิ มทํานา
3. บรเิ วณที่ดอนยังไมไดบ อกลกั ษณะดิน นยิ มปลูกปาลม นํ้ามนั และยางพารา
4. บริเวณเขาสูง มีลกั ษณะเปนดินที่มหี นิ ติดอยู จงึ ไมเ หมาะแกการเพาะปลูก

2) ทรัพยากรน้ํา แมน ้าํ สวนใหญใ นภาคใตเ ปน สายสน้ั ๆ แตกม็ ีนํา้ อุดมสมบูรณ เนื่องจากมฝี นตก
เกือบตลอดป แตบ างแหง ยังมีการขดุ นา้ํ บาดาลมาใช

3) ทรัพยากรแร แรทส่ี าํ คญั ในภาคใต ไดแก ดบี ุก (จงั หวัดพังงา) ทังสเตน เหล็ก ฟลูออไรด ยิปซ่ัม
ดินขาว ถา นหนิ ลิกไนต

4) ทรัพยากรปาไม ปา ไมใ นภาคใตเปนปาดงดิบและปา ชายเลน
5) ทรัพยากรดานการทองเที่ยว มีทรัพยากรดานการทองเท่ียวมาก เชน ทิวทัศนตามชายฝงทะเล
เกาะ และอทุ ยานแหงชาตทิ างทะเล นาํ้ ตก สุสานหอยลานปท ่ีจงั หวัดกระบ่ี
ประชากร ประชากรอาศยั อยหู นาแนนตามท่ีราบชายฝงต้ังแตจังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปถึง
จังหวัดปตตานี เพราะเปน ท่ีราบผนื ใหญ
การประกอบอาชีพของประชากร อาชีพทส่ี าํ คญั คอื
- การทาํ สวน เชน ยางพารา ปาลม นา้ํ มันและสวนผลไม
- การประมง ทํากนั ทกุ จังหวัดท่มี ชี ายฝงทะเล
- การทาํ เหมอื งแรด ีบกุ
- การทองเที่ยว ภาคใตมีภูมิประเทศที่สวยงาม ทําใหมีแหลงทองเที่ยวตามธรรมชาติมากมาย
หลายแหง เชน ทิวทัศนชายฝงทะเล เกาะแกงตาง ๆ ฯลฯ สามารถทํารายไดจากการทองเที่ยวมากกวา
ภาคอื่น ๆ
5.2 ความสาํ คัญของการดาํ รงชีวิตใหสอดคลองกับทรัพยากรของประเทศในเอเชีย
ลกั ษณะประชากรของทวีปเอเชีย เอเชยี เปนทวปี ทใ่ี หญแ ละมีประชากรมากเปน อันดับ 1 ของโลก
ถือเปนทวีปแหลง อารยธรรม เพราะเปน ดินแดนท่คี วามเจริญเกิดขึ้นกอนทวีปอื่น ๆ ประชากรรูจักและตั้งถ่ิน
ฐานกันมากอน สวนใหญอาศัยอยูหนาแนนบริเวณชายฝงทะเลและท่ีราบลุมแมน้ําตาง ๆ เชน ลุมแมน้ํา
เจาพระยา ลุมแมน้ําแยงซีเกียง ลุมแมน้ําแดงและลุมแมนํ้าคงคา สวนบริเวณที่มีประชากรเบาบางจะเปน
บริเวณทแ่ี หง แลง กันดารหนาวเยน็ และในบริเวณที่เปนภเู ขาซบั ซอ น ซึ่งสว นใหญจะเปน บริเวณกลางทวปี
ประชากรในเอเชียประกอบดว ยหลายเชอื้ ชาติ ดงั นี้
1) กลมุ มองโกลอยด มีจาํ นวน 3 ใน 4 ของประชากรทั้งหมดของทวีป มีลักษณะเดน คอื
ผวิ เหลือง ผมดําเหยยี ดตรง นยั นตารี จมกู แบน อาศยั อยูในประเทศ จนี ญ่ปี นุ เกาหลี และไทย
2) กลมุ คอเคซอยด เปน พวกผวิ ขาว หนา ตารปู รางสูงใหญเหมือนชาวยโุ รป ตา ผมสีดาํ สวนใหญ
อาศยั อยูในเอเชยี ตะวันตกเฉยี งใตและภาคเหนอื ของอินเดีย ไดแ ก ชาวอาหรับ ปากีสถาน อินเดยี เนปาล

36

3) กลมุ นกิ รอยด เปน พวกผิวดํา ไดแก ชาวพื้นเมืองภาคใตของอินเดีย พวกเงาะซาไก มีรูปราง
เล็ก ผมหยกิ นอกจากนี้ยังอยูในศรีลังกาและหมูเกาะในเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต

4) กลมุ โพลิเนเซียน เปน พวกผิวสีคลํา้ อาศยั อยตู ามหมเู กาะแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต ไดแก
ชนพน้ื เมืองในหมเู กาะของประเทศอินโดนีเซยี

ประชากรของทวีปเอเชยี จะกระจายตัวอยตู ามพ้นื ทตี่ าง ๆ ซ่งึ ขึ้นอยูก ับความอดุ มสมบรู ณข องพ้ืนที่
ความเจรญิ ทางดา นวชิ าการในการนําเทคโนโลยีมาใชกับทรัพยากรธรรมชาติ เพ่ือใหเกิดประโยชนสูงสุดและ
ทําเลท่ีตั้งของเมืองท่ีเปนศูนยกลาง สวนใหญจะอยูกันหนาแนนบริเวณตามที่ราบลุมแมนํ้าใหญ ๆ ซ่ึงที่ดิน
อดุ มสมบรู ณ พืน้ ทเี่ ปนทรี่ าบเหมาะแกการปลูกขา วเจา เขตประชากรที่อยกู นั หนาแนน แบง ไดเปน 3 ลกั ษณะ คอื

1. เขตหนาแนนมาก ไดแก ที่ราบลุมแมนํ้าฮวงโห แมน้ําแยงซีเกียง ชายฝงตะวันออก ของจีน
ไตห วนั ปากแมน้ําแดง (ในเวียดนาม) ทีร่ าบลุม แมน้ําคงคา (อนิ เดยี ) ลุมแมนํ้าพรหมบุตร (บังคลาเทศ) ภาคใต
ของเกาะฮอนชู เกาะควิ ชู เกาะซโิ กกุ (ในญ่ีปุน) เกาะชวา (ในอนิ โดนเี ซยี )

2. เขตหนาแนนปานกลาง ไดแก เกาหลี ภาคเหนือของหมูเกาะญ่ีปุน ที่ราบดินดอนสามเหลี่ยม
ปากแมน้ําโขงในเวียดนาม ที่ราบลุมแมน้ําเจาพระยา ที่ราบปากแมนํ้าอิระวดีในพมา คาบสมุทรเดคคาน
ในอินเดยี ลมุ แมน า้ํ ไทกริส-ยเู ฟรตสี ในอริ ัก

3. เขตบางเบามาก ไดแก เขตไซบเี รยี ในรัสเซีย ทะเลทรายโกบีในมองโกเลีย แควนซินเกียงของจีน
ทีร่ าบสูงทเิ บต ทะเลทรายในคาบสมุทรอาหรบั ซ่งึ บรเิ วณแถบนีจ้ ะมอี ากาศหนาวเยน็ แหงแลง และทุรกนั ดาร

ลกั ษณะการต้ังถิ่นฐาน
ประชากรสวนใหญ อาศัยอยูหนาแนนบริเวณชายฝงทะเลและที่ราบลุมแมนํ้าตาง ๆ เชน ลุมแมน้ํา
เจา พระยา ลุมแมน้าํ แยงซเี กยี ง ลมุ แมน ้ําแดงและลุม แมน ้ําคงคา และในเกาะบางเกาะท่มี ดี ินอดุ มสมบรู ณ เชน
เกาะของประเทศฟล ิปปนส อินโดนเี ซียและญี่ปนุ สวนบรเิ วณท่ีมปี ระชากรเบาบาง จะเปนบริเวณท่ีแหงแลง
กันดาร หนาวเย็นและในบริเวณที่เปนภูเขาซับซอน ซ่ึงสวนใหญจะเปนบรเิ วณกลางทวปี มเี พียงสว นนอย
ที่อาศัยอยูในเมือง เมืองที่มีประชากรอาศัยเปนจํานวนมาก ไดแก โตเกียว บอมเบย กัลกัตตา โซล มะนิลา
เซียงไฮ โยะโกะฮะมะ เตหะราน กรุงเทพมหานคร เปนตน
ลักษณะทางเศรษฐกิจ ประชากรของทวีปเอเชียประกอบอาชีพท่ีตางกันขึ้นอยูกับสภาพแวดลอม
ทางธรรมชาติ ไดแก ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดลอมทางวัฒนธรรม ไดแก
ความเจริญในดา นวชิ าการ เทคโนโลยี การปกครองและขนบธรรมเนยี มประเพณี แบงได 3 กลุมใหญ ๆ คือ

1) เกษตรกรรม
การเพาะปลูก นับเปนอาชีพที่สําคัญในเขตมรสุมเอเชีย ไดแก เอเชียตะวันออก เอเชีย

ตะวนั ออกเฉยี งใตแ ละเอเชียใต ทําการเพาะปลกู ประมาณรอ ยละ 70 - 75 % ของประชากรทัง้ หมด เน่ืองจาก
ทวีปเอเชียมภี ูมปิ ระเทศเปนทร่ี าบลุมแมน ํ้าอันกวางใหญหลายแหง มีที่ราบชายฝงทะเล มีภูมิอากาศท่ีอบอุน
มคี วามช้ืนเพียงพอ นอกจากนยี้ ังมกี ารนําเทคโนโลยีที่ทันสมัยเขามาชวย หลายประเทศกลายเปนแหลง อาหาร
ที่สาํ คัญของโลก จะทําในทรี่ าบลุมของแมน ้ําตา ง ๆ พืชทีส่ าํ คญั ไดแ ก ขา ว ยางพารา ปาลม ปาน ปอ ฝาย ชา
กาแฟ ขา วโพด สม มนั สาํ ปะหลงั มะพรา ว

37

การเลี้ยงสตั ว เล้ียงมากในชนบท มีท้งั แบบฟารมขนาดใหญแ ละปลอยเลี้ยงตามทุงหญา ขึ้นอยู
กบั ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ ภมู อิ ากาศและความนยิ ม ซง่ึ เลี้ยงไวใ ชเ น้ือและนมเปนอาหาร ไดแก อฐู แพะ แกะ สุกร
โค กระบือ มาและจามรี

การทําปาไม เน่ืองจากเอเชียตั้งอยูในเขตปาดงดิบ มรสุมเขตรอนและเขตอบอุน จึงไดรับ
ความช้นื สงู เปน แหลงปาไมท ่ใี หญแ ละสําคัญของโลกแหงหน่งึ มที งั้ ปาไมเ นอื้ ออ นและปา ไมเน้ือแข็ง

การประมง นบั เปน อาชีพทส่ี าํ คัญของประชากรในเขตริมฝงทะเล ซ่ึงมีหลายประเภท ไดแก
ประมงน้ําจืด ประมงนํ้าเค็ม การงมหอยมุกและเลยี้ งในบริเวณลาํ คลอง หนองบงึ และชายฝง ทะเล

2) อุตสาหกรรม ไดแก
1. การทาํ เหมืองแร ทวปี เอเชียอุดมสมบูรณไปดวยแรธาตุและแรเชื้อเพลิง ไดแก แรเหล็ก

ถา นหนิ ปโ ตรเลยี มและกา ซธรรมชาติ ซ่ึงจนี เปน ประเทศทม่ี ีการทาํ เหมืองแรมากที่สุดในทวีปเอเชีย สวนถานหิน
เอเชียผลิตถานหินมากที่สุดในโลก แหลงผลิตสําคัญคือ จีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลี แรเหล็ก ผลิตมาก
ในรัสเซีย อนิ เดยี และจนี สวนนํา้ มันดบิ และกา ซธรรมชาติ เอเชยี เปน แหลงสํารองและแหลง ผลิตนํ้ามันดิบและ
กาซธรรมชาติมากทีส่ ุดในโลก ซง่ึ มมี ากบริเวณอา วเปอรเ ซยี ในภมู ิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉยี งใต ไดแก อิหราน
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส อิรัก คูเวต โอมาน กาตาร ประเทศที่ผลิตน้ํามันดิบมาก คือ ซาอุดิอาระเบียและจีน
นอกจากนย้ี ังพบในอินโดนเี ซีย มาเลเซีย บรไู น ปากีสถาน พมา อุซเบกิสถาน เติรก เมนิสถาน อาเซอรไ บจาน

2. อตุ สาหกรรมทอผา ผลติ ภัณฑจากไมแ ละหนังสตั ว ซ่งึ อตุ สาหกรรมเหลา น้ี หลายประเทศ
ในเอเชียเริ่มจากอุตสาหกรรมในครัวเรือน แลวพัฒนาขึ้นเปนโรงงานขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ
นอกจากนยี้ ังมีอุตสาหกรรมอาหารสาํ เร็จรปู เครือ่ งจกั รกล ยานพาหนะ เคมี

38

3) พาณชิ ยกรรม ไดแก การสงสินคาออกและสินคานําเขาประเทศ สินคาที่ผลิตในทวีปเอเชีย
ท่เี ปนสนิ คา ออกสวนมากจะเปนเครือ่ งอปุ โภคบรโิ ภคและวัตถดุ ิบ ไดแก ขาวเจา กาแฟ ชา นํ้าตาล เคร่ืองเทศ
ยางพารา ฝาย ไหม ปอ ปาน ขนสัตว หนังสัตว ดีบุก ฯลฯ ญี่ปุนและจีนมีปริมาณการคากับตางประเทศ
มากที่สุดในทวีป

สนิ คา ออก จะเปน ประเภทเครอ่ื งจกั ร ประเทศทส่ี ง ออกมาก คอื ญ่ีปนุ สว นประเภทอาหาร เชน ขา วเจา
ขา วโพด ถว่ั เหลือง ไดแ ก ไทย พมา และเวยี ดนาม

สว นสินคา นาํ เขา ประเทศ สวนมากจะส่ังซ้ือจากยุโรปและอเมริกา ไดแก ผลิตภัณฑจากอุตสาหกรรม
เครือ่ งโลหะสาํ เรจ็ รปู เชน เคร่ืองจกั ร เคร่ืองยนต เคร่อื งไฟฟา เคมี เคมีภณั ฑ เวชภณั ฑต าง ๆ

กจิ กรรมที่ 1.5 ความสาํ คญั ของการดํารงชีวติ ใหสอดคลองกับทรพั ยากรในประเทศ

1) ใหผ ูเ รียนอธิบายวาในภาคเหนอื ของไทย ประชากรจะอาศัยอยูหนาแนนในบริเวณใดบาง พรอมให
เหตุผล ประชากรสวนใหญป ระกอบอาชีพอะไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.........................................................

39

2) ผูเรียนคิดวาภาคใดของไทยท่ีสามารถสรางรายไดจากการทองเที่ยวมากท่ีสุด พรอมใหเหตุผล
และสถานท่ที องเทยี่ วดงั กลาว มอี ะไรบาง พรอมยกตวั อยาง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.........................................................

3) ปจ จัยใดทท่ี าํ ใหมีประชากรอพยพเขามาอาศัยอยใู นภาคตะวันออกมากขึ้น
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................

4) ทวปี ใดทก่ี ลาวกนั วา เปนทวีป “แหลง อารยธรรม” เพราะเหตใุ ดจงึ กลาวเชนนนั้
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

40

5) ในทวปี เอเชยี ประชากรจะอาศยั อยกู ันหนาแนน บรเิ วณใดบา ง เพราะเหตใุ ด
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

41

บทท่ี 2
ประวัติศาสตรทวีปเอเชีย

สาระสําคญั

ทวปี เอเชยี ประกอบดวย ประเทศสมาชกิ หลายประเทศ ในท่นี ีจ้ ะกลาวถึงประวัติศาสตรของประเทศ
ในแถบเอเชียท่ีมีพรมแดนติดและใกลเคียงกับประเทศไทย ไดแก ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรฐั แหง สหภาพพมา อนิ โดนเี ซีย ฟล ปิ ปนส และประเทศญ่ีปุน
โดยสงั เขป นอกจากน้ไี ดเ กิดเหตุการณส ําคัญ ๆ ในประเทศไทยและประเทศในทวปี เอเชยี ท่ีนา สนใจ เชน ยุคลา
อาณานิคม และยคุ สงครามเยน็ เปนตน

ผลการเรยี นรูที่คาดหวัง

หลังจากผเู รยี นเรียนเรอ่ื งประวัติศาสตรทวีปเอเชยี จบแลว ทาํ ใหผ ูเรียนสามารถ
1. บอกถึงประวัติศาสตรโดยสังเขปของสาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย สาธารณรัฐประชาธิปไตย
ประชาชนลาว สาธารณรัฐแหงสหภาพพมา อนิ โดนเี ซีย ฟล ปิ ปน สและประเทศญ่ปี ุน ได
2. บอกเหตุการณส าํ คญั ทางประวัตศิ าสตรทเ่ี กิดข้นึ ในประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชยี ได

ขอบขายเนื้อหา

เรือ่ งที่ 1 ประวัติศาสตรส ังเขปของประเทศในทวีปเอเชยี ไดแ ก
1.1 ประวัตศิ าสตรประเทศสาธารณรฐั ประชาชนจีน
1.2 ประวตั ิศาสตรป ระเทศอินเดีย
1.3 ประวัตศิ าสตรสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว
1.4 ประวตั ิศาสตรป ระเทศสาธารณสาธารณรัฐแหง สหภาพพมา
1.5 ประวัตศิ าสตรประเทศอนิ โดนีเซยี
1.6 ประวัติศาสตรประเทศฟลปิ ปน ส
1.7 ประวัตศิ าสตรประเทศญป่ี นุ

เร่ืองท่ี 2 เหตุการณส าํ คัญทางประวัติศาสตรทเ่ี กิดขึ้นในประเทศไทยและประเทศใน
ทวีปเอเชยี
2.1 ยคุ ลา อาณานิคม
2.2 ยคุ สงครามเยน็


Click to View FlipBook Version