The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชา สังคมศึกษา สค21001 ม.ต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิชา สังคมศึกษา สค21001 ม.ต้น

วิชา สังคมศึกษา สค21001 ม.ต้น

42

สอ่ื ประกอบการเรยี นรู

สอ่ื ท่ีผเู รยี นสามารถใชในการศึกษาเรยี นรปู ระกอบดวย
1. สื่อแบบเรียน หมวดวชิ าพฒั นาสังคมและชมุ ชน ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน
2. หนังสือพิมพ วารสาร เอกสารทางวิชาการตามหองสมุดและแหลงเรียนรูในชุมชนและหองสมุด
ประชาชน หอ งสมดุ เฉลิมราชกมุ ารใี นทองถ่นิ
3. เครือขา ยอนิ เทอรเ นต็

การวัดผลการเรยี นรู

1. ศกึ ษาจากหนงั สอื เรียนหมวดวชิ าการพัฒนาสงั คมและชุมชน ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน
2. ทํากจิ กรรมทายบทท่กี าํ หนดให
3. ทดสอบปลายภาคเรียน

43

เร่ืองท่ี 1 ประวัตศิ าสตรสังเขปของประเทศในทวีปเอเชยี

1.1 ประวัตศิ าสตรส งั เขปของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจนี

ประเทศจีนหรอื สาธารณรฐั ประชาชนจีน เปนประเทศท่ีมีความเจริญรุงเรือง และมีอารยธรรมยาวนาน
ท่สี ุดประเทศหนึ่งของโลก โดยหลกั ฐานทางประวัติศาสตรท ีส่ ามารถคนควาท่มี กี ารบันทึกเปน ลายลักษณอักษร
และมีหลักฐานทางประวัติศาสตร ศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลายสวยงาม ไดบงชี้วาอารยธรรมจีนท่ีบงบอกถึง

ความเจริญงอกงามของจนี โบราณ ตงั้ แตช ว ง 2,500 - 2,000 ป กอนคริสตศักราช เร่ิมจากสมัยราชวงศตาง ๆ
มาจนถึงจนี ยคุ ใหมคอื ยคุ ปจจุบัน ป ค.ศ. 2009 รวมมีอายยุ าวนานถงึ 4,000 - 5,000 ป

ประเทศจีน เปนประเทศที่ใหญท่ีสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก มีประชากรมากท่ีสุดในโลก คือ
มีประชากรกวา 1.3 พันลานคน หรือประมาณหน่งึ ในหา ของประชากรโลก โดยประชากรสวนใหญเปนชาวจีน

ฮั่น มีพ้ืนที่กวางใหญมีขนาดเปนอันดับ 3 ของโลก เปนรองเพียงรัสเซียและแคนาดา เปนประเทศที่คิดคน
เข็มทิศ การผลิตกระดาษ ดินปน ระบบการพมิ พ ระบบชลประทาน การกอสรางกําแพงเมืองจีน และการขุด
คลองขนุ ถือเปน โครงการดา นวิศวกรรมอันยิง่ ใหญแตโ บราณกาลทีม่ ีมากวา 2000 ป ดวยเหตุน้ี ประเทศจีน

44

จึงเปนสญั ลกั ษณของความม่ังคง่ั ทางศลิ ปะ วัฒนธรรมทชี่ าวจนี ไดผ า นประวัติศาสตรรูปแบบสังคมแบบตาง ๆ
ทัง้ สงั คมแบบยคุ มนุษยห นิ สังคมทาส สงั คมศกั ดินา สังคมก่ึงศักดินา สังคมก่ึงเมืองข้ึน จนเขาสูสังคมนิยมใน
ปจ จบุ ัน

ประเทศจีนมีพรมแดนติดกับ 15 ประเทศ คือ เวียดนาม ลาว พมา อินเดีย ภูฏาน สิกขิม เนปาล
ปากสี ถาน อัฟกานิสถาน ทาจกิ ิสถาน ครี กีซสถาน คาซคั สถาน รัสเซยี มองโกเลีย และเกาหลเี หนอื

ตง้ั แตก อตัง้ สาธารณรฐั เม่อื ป พ.ศ. 2492 ประเทศจีนอยูภ ายใตการปกครองของพรรคคอมมิวนิสตจีน
ประเทศจนี อางอธปิ ไตยเหนือเกาะไตหวนั เผิงหู เอหมงึ และหมาจู แตไ มไดป กครองโดยที่เกาะเหลาน้ีปกครอง
โดยสาธารณรฐั จนี ซงึ่ มเี มืองหลวงอยทู กี่ รงุ ไทเป ฐานะทางการเมอื งของสาธารณรฐั จีนนั้น ยังเปน ทีโ่ ตแยงกันอยู

คาํ วา “จนี แผน ดนิ ใหญ” ใชเรยี กสวนของจีน ท่ีอยูภายใตการปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน
(ยกเวนเขตบริหารพิเศษ 2 แหง คือ ฮองกง และมาเกา) นิยมเรียกสาธารณรัฐประชาชนจีนวา “จีนแดง”
(Read Chaina) ปจ จุบนั ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศญีป่ นุ เปน มหาอํานาจในภูมภิ าคเอเชยี
มีเศรษฐกิจและกําลงั ทางทหารใหญที่สดุ ในภูมภิ าคเอเชยี

ในดา นภาษาในการติดตอสอ่ื สารนนั้ จนี ใชภ าษาจีนกลาง หรือภาษาธรรมดา เปน ภาษาประจาํ ชาติ
ซึ่งเปนภาษาหนึ่งในหาภาษาทางการท่ีใชในองคการสหประชาชาติ ประเทศจีนมีชนเผาตาง ๆ 56 ชนเผา
ซึ่งสว นใหญจะมีภาษาประจําเผาของตัวเอง ภาษากวางตุง เปนหนึ่งในภาษาถ่ินท่ีใชพูดในทางใตของประเทศ
สาํ หรับภาษาเขียนนน้ั ภาษาจีนมมี ากวา 6,000 ปแ ลว

จากชนเผาท้ังหมด 56 เผา มีชนเผาฮ่ัน เปนชนเผาที่ใหญที่สุด มีจํานวนประชากรถึง 91.02 % ของ
ประชากรทง้ั หมด ที่เหลืออกี 8.98 % เปนชนกลมุ นอยซึ่งประกอบไปดวย 55 เผา โดยทุกชนเผามีสิทธิเทาเทียม
กนั ภายใตกฎหมาย

45

รากฐานทางอารยธรรมท่สี ําคญั ของจนี คือ การสรา งระบบภาษาเขียน ในยคุ ราชวงศฉิน (ศตวรรษที่ 3
กอน ค.ศ.) และการพฒั นาแนวคิดลทั ธขิ งจ๊อื เมอื่ ประมาณ ศตวรรษที่ 2 กอน ค.ศ. ประวตั ศิ าสตรจนี มที ัง้ ชวงที่เปน
ปกแผนและแตกเปนหลายอาณาจักรสลับกันไป ในบางครั้งก็ถูกปกครองโดยชนชาติอื่น วัฒนธรรมของจีน
มีอิทธิพลอยางสงู ตอชาติอ่ืน ๆ ในทวีปเอเชีย ซึง่ ถา ยทอดดว ยการอพยพของประชากร การคาและการยึดครอง

1.2 ประวตั ิศาสตรส ังเขปของประเทศอนิ เดีย
ประเทศอินเดีย หรือมีช่ือเรียกอยางเปนทางการวา สาธารณรัฐอินเดีย ต้ังอยูในทวีปเอเชียใต

เปน พื้นท่สี ว นใหญของอนุทวีปอินเดีย มีประชากรมากเปน อนั ดับทีส่ องของโลก และเปนประเทศประชาธปิ ไตย
ทีม่ ีประชากรมากที่สดุ ในโลก โดยมปี ระชากรมากกวาหน่งึ พนั ลานคน มภี าษาพูดประมาณแปดรอยภาษา

ในดา นเศรษฐกิจอนิ เดยี มีอาํ นาจการซือ้ มากเปนอันดบั ทส่ี ข่ี องโลก โดย
อาณาเขตทางทิศเหนือตดิ กับสาธารณรัฐประชาชนจนี เนปาล และภฏู าน
ทศิ ตะวันตกเฉียงเหนือติดปากสี ถาน
ทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนือติดสาธารณรฐั แหง สหภาพพมา
ทศิ ตะวนั ออกเฉยี งใตแ ละตะวันตกเฉียงใตจรดมหาสมุทรอนิ เดีย
ทศิ ตะวนั ออกตดิ บงั กลาเทศ

อนิ เดีย มีพ้นื ท่ี 3,287,590 ตารางกิโลเมตร ซึง่ ใหญกวาไทยประมาณ 6 เทา
ประวัติศาสตรอินเดียเริ่มตนเม่ือ 3,000 ปกอนคริสตกาล หลักฐานทางโบราณคดี ท่ีพบในแควน
ปญ จาบและแควนคชุ ราตของอนิ เดียบง บอกถึงความรงุ เรืองของสังคมเมืองและอารยธรรมลุมนํ้าสินธุในยุคสมัยนั้น
ในศตวรรษที่ 6 กอนคริสตศักราช ชนเผาอินโด-อารยันท่ีปกครองอินเดียอยูในขณะน้ัน ไดต้ังอาณาจักร
ท่ีปกครองโดยกษัตริยนักรบขึ้นเปนผูปกครองดินแดนที่ราบลุมแมน้ําคงคา (Ganges plain) มีชนเผาตาง ๆ
เปนบริวารอยรู อบ ๆ ตอ มามีการตอตา นความมีอาํ นาจของพวกพราหมณที่มีอิทธิพลตอชีวิตความเปนอยูของ
ชาวอินเดยี สว นใหญพ วกท่ีไมเห็นดวยตางพากันแสวงหาศาสดาใหม เปนบอเกิดของศาสนาใหม ๆ ความเชื่อ
ใหม ๆ ข้ึน จึงทําใหเกิดศาสนาสําคัญข้ึน 2 ศาสนา คือ ศาสนาพุทธ (Buddhism) กับศาสนาเชน (Jainism)
ในขณะทศี่ าสนาฮินดรู ุง เรอื งและมอี ทิ ธิพลอยา งมากอยูในอินเดยี พวกมคธ (Magodh) มีอาํ นาจปกครองอยูใน
แถบทรี่ าบตอนเหนอื พระเจาจันทรคปุ ตแ หงราชวงคโมรยิ ะ (Chandragupta Maurya) เปน กษตั ริยอ งคสําคัญ
ในประวัติศาสตรของอินเดีย พระเจาจันทรคุปตทรงตั้งเมืองปาฏะลีบุตร (Pataliputra) เปนเมืองหลวงของ
อนิ เดยี ซง่ึ กลาวกันวา เมอื งปาฏะลีบุตรเปน เมืองใหญท ี่สุดของโลกในเวลานั้น
ตอมาพระเจาจันทรคุปตหันไปนับถือศาสนาเชนและบําเพ็ญทุกกรกิริยา ดวยการอดอาหารตาม
ความเชื่อของศาสนาเชนจนกระท่ังสน้ิ พระชนม จากนั้นราชวงคโมริยะซง่ึ เจริญรงุ เรอื งมากท่ีสุด ในยคุ สมยั ของ
พระเจา อโศกมหาราช ผูแผอิทธิพลและขยายอาณาจักรอินเดียออกไปไกลจนทิศเหนือจรดแควนกัศมีรหรือ
แคชเมียร (Kashmir) ดานทิศใตจรดไมเซอร (Mysore) ทิศตะวันออกจรดโอริสสา(Orissa) เมื่อขึ้นครองราชย
ใหม ๆ พระเจา อโศกมหาราชทรงใชว ิธปี ราบปรามผตู อ ตานพระองค อยางโหดเหี้ยม ทรงขยายอาณาจักรดวย
กองทัพทเี่ กรียงไกร เขนฆาผคู นลมตายเปนใบไมรวง แตภายหลังเม่ือพระเจาอโศกมหาราชหันมานับถือพุทธ
ศาสนา ทรงเปลี่ยนวิธีการขยายอาณาจักรดวยกองทัพธรรมเผยแผศาสนาพุทธโดยสงสมณทูตไปทั่วโลก

46

โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย และประเทศไทยนบั เปน อกี ประเทศหนงึ่ ทไี่ ดร บั อิทธิพลพุทธศาสนาเขามาเผยแผ
อยางกวา งขวาง

ตอมาไดมีการรวมพลังกันตอสูเพื่ออิสรภาพของอินเดีย มีการตั้งพรรคการเมืองชื่อพรรค National
Congress ขน้ึ จดุ ประสงคม ิไดเ ลนการเมอื ง แตม ุงไปท่กี ารหาทางปลดปลอยอินเดียใหเปนเอกราช มีการรณรงค
ใหความรูและปลกุ ระดมความเปน ชาตนิ ิยมขน้ึ ในอินเดีย นําโดยมหาบรุ ุษ คนสาํ คัญของอนิ เดีย คือ ทา นโมหัน
ทาสการามจัน คานธี (Mohandas Karamchand Gandhi) ซึ่งชาวอินเดียเรียกดวยความยกยองวา
“มหาตมะ” (Mahatama แปลวา Great Soul) ผูใชวิธีอหิงสา (nonviolence) ตอสูกับ ผูปกครองอังกฤษ
อยางเงียบๆ มหาตมะ คานธี เปนผนู าํ ชาวอนิ เดยี ทั้งประเทศทาํ การประทว งอยา งสันติในป ค.ศ. 1922 และได
นาํ ชาวอินเดียตอ ตา นกฎหมายเรียกเกบ็ ภาษีเกลือของอังกฤษในป ค.ศ. 1930 และเดนิ ขบวนครั้งใหญเรียกรอง
ใหอังกฤษปลดปลอยอินเดีย ในป ค.ศ. 1942 มีการกอการจลาจลกลางเมืองจนถึงข้ันนองเลือดเกิดขึ้นใน
หลายเมอื งของอนิ เดีย

เหตกุ ารณเ หลานีบ้ บี บงั คบั ใหอังกฤษตองทาํ ความตกลงยอมยกอาํ นาจการปกครองประเทศใหอินเดีย
ในวนั ท่ี 15 สงิ หาคม ค.ศ. 1947 ซ่งึ ชาวอินเดียถือวา เปนวนั ประกาศอสิ รภาพ และวนั หยุดราชการของประเทศ
ดวย ในป ค.ศ. 1947 อินเดียไดเ อกราชจากอังกฤษแตอ นิ เดียตอ งแบงประเทศออกเปน 2 ประเทศ คือ อินเดีย
ท่มี ีประชากรสว นใหญเ ปนประเทศสาธารณรัฐอินเดีย อินเดียสวนนอยที่มีประชาชนเปนมุสลิมแยกตัวไปตั้ง
ประเทศใหมเปน รฐั อิสลามชื่อ ปากีสถาน

ประชากรอินเดียมีประมาณ 1,000 ลา นคน โดยมีเชื้อชาติอินโด-อารยัน รอยละ 72 ดราวิเดียน รอยละ
25 มองโกลอยด รอยละ 2 และอื่น ๆ รอยละ 1 อัตราการเพิ่มของประชากร รอยละ 1.8 พ.ศ. 2542
(ค.ศ. 1999) และอตั ราการรูห นงั สอื รอยละ 52.1

ประชากรกวา 1,000 ลานคนเหลานี้ มีความแตกตางทางดานชาติพนั ธุ และวัฒนธรรม มีภาษาหลักใช
พดู ถึง 16 ภาษา เชน ภาษาฮินดี ภาษาอังกฤษ ภาษาเบงกาลี ภาษาอูรดู เปนตนและมีภาษาถ่ินมากกวา 100
ภาษา ภาษาฮนิ ดี ถือวาเปนภาษาประจาํ ชาติ เพราะคนอนิ เดียกวารอยละ 30 ใชภาษาน้ี คนอินเดียที่อาศัยอยูรัฐ
ทางตอนเหนอื และรฐั ทางตอนใต นอกจากจะใชภาษาที่แตกตางกันแลวการแตงกาย การรับประทานอาหาร
กแ็ ตกตา งกันออกไปดวย

1.3 ประวัติศาสตรสงั เขปของสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว
ลาวหรือสาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว เปน ประเทศหน่ึงท่สี ืบเชือ้ สายบรรพบรุ ุษเดยี วกับ

ชาวไทย แตล าวประกอบดวยชนกลมุ นอยมากมายหลายเผา ลาวแท ๆ มีเพยี ง 50 เปอรเซ็นตเทาน้ัน ซ่ึงสวนใหญ
อาศัยอยูร ิมนํา้ โขงบนทรี่ าบ สวนชาวเขานิยมอยูบ นเทือกเขา

ตามหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตรเม่ือประมาณ 4,000 - 5,000 ปกอน กลุมชนท่ีพูดภาษาไต ไดอพยพ
เขามาอยใู นประเทศลาวและที่ราบสูงในภาคอีสาน รวมถึงพวกไท-กะได มง -เม่ียนทเ่ี ปน บรรพบุรุษของชาวลาวลุม
และพวกมง-เยาท่ีอพยพจากตอนใตของประเทศจีน แรกเร่ิมกลุมชนเหลาน้ีไมมีการต้ังหลักแหลงท่ีแนนอน
ตอ มาเมื่อชนเผา ตาง ๆ ท้งั ไทย พมา และเวียดนามอพยพลงมา ในเขตเทือกเขาและหุบเขาของดินแดนเอเชีย

47

อาคเนย ซง่ึ เปนถ่ินทอี่ ยูข องชนชาติมอญ-เขมร ความจําเปนในการสรางบานเรือนก็เริ่มมีขึ้นจนพัฒนาตอมา
เปน เมืองเกษตรกรรม และตง้ั ถิ่นฐานอยูบรเิ วณหุบเขาและทรี่ าบลมุ ภายใตอํานาจของอาณาจักรเขมร

ตอ มาในป พ.ศ.1896 พระเจาฟา งมุ ทรงทาํ สงครามตเี อานครเวยี งจันทน หลวงพระบางหัวเมืองพวน
ทง้ั หมด ตลอดจนหวั เมืองอีกหลายแหงในท่ีราบสงู โคราชเขา รวมเปน อาณาจักรเดียวกันภายใต การชวยเหลือ
ของกษตั รยิ เ ขมร กอ ตง้ั เปนอาณาจักรลา นชางข้ึนบนดินแดนทตี่ ั้งอยูกึ่งกลางระหวางลุมแมนํ้าโขงกับเทือกเขา
อันหนาํ มศี ูนยก ลางอยทู เี่ มืองเชยี งดง-เชียงทอง เปนอาณาจักรที่รุงเรืองในทุกดาน หลังจากสถาปนาเมืองเชียง
ดง-เชยี งทองแลว พระเจาฟางุม ทรงรับพุทธศาสนาลทั ธิลงั กาวงศ จากราชสาํ นกั เขมรมาเปนศาสนาประจําชาติ
และไดอ ัญเชิญพระบางเปน พระพทุ ธรูปศิลปะสิงหลจากราชสาํ นกั เขมรมายังลา นชา ง เจาฟางุมทรงเปลี่ยนชื่อ
เปน “เมืองหลวงพระบาง”

เมือ่ พระเจาฟางุมส้ินพระชนม พระยาสามแสนไทไตรภูวนาถ โอรสของพระเจาฟางุมไดข้ึนครองราชย
อาณาจกั รลา นชา งเรมิ่ เสอื่ มลง เพราะสงครามแยง ชงิ อํานาจและเกดิ กบฏตาง ๆ นานนบั รอยป จนถงึ พ.ศ. 2063
พระโพธิสารราชเจาเสด็จขนึ้ ครองราชย และรวบรวมแผน ดินขึน้ ใหมใหเปน ปก แผน ทรงโปรดใหยา ยเมอื งหลวง
ของอาณาจกั รลา นชา งไปอยทู ี่เมอื งเวียงจนั ทน เพ่ือใหไกลจากการรกุ รานของสยาม และสรา งความเจริญใหก ับ
อาณาจักรลานชา งเปน อยางมากและทรงมีสายพระเนตรยาวไกล ทรงโปรดใหพ ระเจา ไชยเชษฐาธิราชพระราช
โอรสไปครองอาณาจักรลานนา เพื่อเปนการคานอํานาจพมา คร้ันเม่ือพระเจาโพธิสารราชเจาเสด็จสวรรคต
พระเจาไชยเชษฐาธริ าชเสด็จกลับมาลานชาง และทรงอัญเชิญ พระแกวมรกตจากเชียงใหมไปยังเวียงจันทน
ในรัชสมยั ของพระองคพระพทุ ธศาสนาทรงมีความเจริญรุงเรืองมาก ทรงสรางวัดพระธาตุหลวง หรือท่ีเรียกวา
“พระธาตเุ จดียโ ลกจฬุ ามณี” และสรางวดั พระแกวข้นึ เพ่ือประดิษฐานพระแกวมรกต

หลังแผนดินพระเจาไชยเชษฐาธิราช อาณาจักรลานชางมีกษัตริยปกครองสืบตอกันมาหลายรัชกาล
เจริญสูงสุดในรัชกาลพระเจาสุริยวงศาธรรมิกราช ถือวาเปนยุคทองแหงอาณาจักรลานชาง พระองคทรงเปน
กษตั ริยทต่ี ง้ั มน่ั อยใู นทศพิธราชธรรมและเปนท่ีนบั ถอื ของประชาชน หลังสมเด็จพระเจาสุริยวงศาธรรมิกราช
สวรรคตแลว ลา นชา งแตกออกเปน 3 อาณาจักร คือ อาณาจักรลานชาง หลวงพระบาง อาณาจักรลานชาง
เวียงจันทน และอาณาจักรลานชางจาํ ปาศักดิ์ โดยตกอยูภายใตการยึดครองของประเทศเพ่ือนบาน รวมทั้ง
จีน เวียดนาม และสยาม กองทัพสยามพิชิตหัวเมืองลาวตอนเหนือลงได จึงไดผนวกหลวงพระบางเขาเปน
ดินแดนสวนหนึ่งของตน ราชวงศเหวียนของเวียดนามแผอํานาจยึดครองลาวทางตอนกลางของแมนํ้าโขง
รอบ ๆ นครเวยี งจันทน จนถึง พ.ศ. 2322 กองทัพสยามเขายึดครองแผนดินลานชางท่ีแตกแยกออกเปน 3
อาณาจักรไดท้ังหมด คร้ันถึงป พ.ศ. 2365 เจาอนุวงศ แหงเวียงจันทนวางแผนกอกบฏเพื่อกอบกูเอกราช
แตไมสําเรจ็ ถูกตดั สินโทษประหารชีวติ กองทพั สยามในรชั กาลที่ 3 ยกมาตนี ครเวยี งจนั ทนไดรอื้ ทาํ ลายกาํ แพงเมอื ง
เอาไฟเผาราบท้งั เมอื ง ทรัพยส ินถูกปลนสะดม ผูคนถูกกวาดตอ น วัดในนครเวยี งจนั ทนเ หลอื อยูเพยี งวัดเดยี ว
ทไ่ี มถ ูกไฟไหม คือ วัดสสี ะเกด อาจมสี าเหตสุ ําคญั จากสถาปตยกรรมของวัดสีสะเกดแหงนี้สรางตามแบบอยาง
ของสถาปตยกรรมไทยในสมยั รตั นโกสนิ ทรต อนตน

ตอมาในป พ.ศ. 2428 พวกจีนฮอจากมณฑลยนู นาน ยกทัพมารกุ รานลาวและตีเมอื งตา ง ๆ ไลจ ากทาง
ตอนเหนือไลม าถงึ นครเวยี งจนั ทนตอนใต รชั กาลที่ 5 ทรงแตง ตัง้ ใหกรมหมื่นประจกั ษ - ศลิ ปาคม เปน ขา หลวง

48

ใหญม าประจําอยหู วั เมืองลาวฝายเหนือ และยกกองทพั ขามแมน้าํ โขงมาตีฮอที่เวียงจันทน พวกจีนฮอพายแพ
หนีขนึ้ ไปเชยี งขวาง ไทยตามตีจนถึงเมอื งเชียงขวาง จนพวกฮอ แตกพายไปหมด จนถงึ ป พ.ศ. 2436 ไทยตอ งเสีย
ดินแดนแถบฝง ซายของแมน า้ํ โขงใหแกฝรั่งเศส หลังจากทีไ่ ดปกครองลาวมาถึง 114 ป

เมื่อมหาอํานาจตะวันตกเริ่มแผนอิทธิพลเขาสูอินโดจีน ฝร่ังเศสไดใชสนธิสัญญา ท่ีไมเปนธรรม
บีบสยามใหยกดินแดนฝง ซายของแมน า้ํ โขงทงั้ หมดใหก ับตน (ประเทศลาวในปจจุบนั ) ฝรัง่ เศสปกครองลาว
แตล ะแขวงโดยมีคนฝรงั่ เศสเปน เจา แขวงหรอื ขา หลวง คอยควบคมุ เจาเมืองทีเ่ ปนคนลาวอกี ตอหนง่ึ ซ่ึงตอ งเกบ็
สวยตัวเลขจากชายฉกรรจใหขาหลวงฝร่ังเศส ตลอดเวลาที่ลาวตกเปนเมืองขึ้นน้ัน ฝร่ังเศสไมรักษา
โบราณสถาน โบราณวัตถุ โดยรือ้ สรางเปน ถนนไมไ ดสนใจกบั วัฒนธรรมของประเทศลาวเทา ไรนัก เพราะถือวา
เปน ดนิ แดนบา นปา ลาหลงั ไมมคี า ในเชงิ เศรษฐกจิ

ตอมาในสงครามโลกคร้งั ท่สี อง เยอรมนั นี มชี ยั เหนอื ประเทศฝรง่ั เศสและกอตั้งคณะรัฐบาลขนึ้ ทเี่ มือง
วิซี คณะขา หลวงฝรั่งเศสในอนิ โดจนี ใหการหนุนหลงั รฐั บาลวซิ ี และตกลงเปน พนั ธมิตรกบั ญ่ปี ุน ครน้ั ถึงป พ.ศ.
2484 รฐั บาลภายใตก ารนาํ ของพลตรีหลวงพบิ ลู สงครามเรม่ิ ดาํ เนินการตอตานอํานาจของฝร่ังเศสที่เร่ิมเสื่อม
ถอย ดวยการยึดแขวงไชยบุรีและจําปาศักด์ิกลับคืนมา ญี่ปุนยุใหลาวประกาศเอกราช แตกองทัพฝรั่งเศส
ก็ยอนกลับคืนมาอีกคร้ังหลังสงครามยุติไดไมนาน ลาวหันมาปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยมี
รฐั ธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสดุ ภายใตการควบคุมดูแลของฝรั่งเศส

พ.ศ. 2492 สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรฯ (อังกฤษ) ขบวนการลาวอิสระลมสลาย แนวรัก
รว มชาตไิ ดพ ฒั นาเปน ขบวนการคอมมิวนิสตประเทศลาว ในเวลาตอมาโดยไดรับการสนับสนุนจากโฮจิมินห
และพรรคคอมมิวนสิ ตข องเวยี ดนาม

พ.ศ. 2495 ลาวในหัวเมืองดานตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มกอการจลาจลตอตานการปกครองของ
ฝรงั่ เศสภายใตการสนับสนุนจากรฐั บาลกรุงฮานอย

เม่ือฝรั่งเศสแพส งครามทค่ี า ยเดียนเบยี นฟู ลาวจึงไดร บั เอกราชอยางสมบูรณ ฝร่ังเศสถอนกําลังออก
จากประเทศลาวซ่ึงแตกแยกออกเปน 2 ฝา ย คือ ฝา ยสนบั สนุนระบบกษัตรยิ ในเวียงจันทน (ฝายขวา) กับฝาย
ขบวนการประเทศลาว (ฝา ยซา ย)

พ.ศ. 2498 ลาวไดร ับการยอมรบั ใหเขา เปนสมาชิกขององคการสหประชาชาติ
พ.ศ. 2500 เจาสวุ รรณภมู า ขึ้นดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีเปนผนู ํารฐั บาลผสมในนครเวยี งจันทน
พ.ศ. 2506 รัฐบาลคอมมิวนิสตเวียดนามหันมาใชเสนทางโฮจิมินหในภาคตะวันออกของลาว
เปน เสน ทางหลกั ในการสงกาํ ลงั พลไปปราบปรามพวกตอตานคอมมิวนสิ ตในเวียดนามใต กองกําลังอเมริกนั เริ่ม
เขา มาปฏิบตั กิ ารลับในลาว พ.ศ. 2516 สหรฐั อเมริกาถอนตัวออกจากสงครามเวียดนาม “การทําสงครามหลัง
ฉาก” ในประเทศลาวจงึ ตองเลิกราไปดว ย
พ.ศ. 2518 หลงั จากรัฐบาลคอมมวิ นสิ ตมชี ัยเหนือเวียดนามทงั้ ประเทศไดไ มน าน โดยยึดกรงุ พนมเปญ
เปนแหง แรก ตอ มาไดไซง อ น ขบวนการประเทศลาวยดึ อาํ นาจไดท้ังหมดในเดือนธนั วาคม เจามหาชีวิตศรีสวาง
วัฒนาถูกปลดออกจากราชบัลลังก ตามมาดวยการสถาปนาประเทศใหมชื่อวา “สาธารณรัฐประชาธิปไตย
ประชาชนลาว” หรอื สปป.ลาว เมอื่ วันที่ 2 ธนั วาคม พ.ศ. 2518

49

ระยะ 5 ป หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ลาวใชนโยบายคอมมิวนิสตปกครองอยางเขมงวด
ควบคมุ พุทธศาสนา ตัดสัมพนั ธก ับประเทศไทย ปราบปรามชนกลุม นอ ย ราษฎรหลายหมื่นคนถูกจับ สงผลให
ปญ ญาชนและชนช้นั กลางจาํ นวนมากหลบหนีออกนอกประเทศ เจาสวา งวฒั นาและพระญาติวงศสิ้นพระชนม
อยใู นคายกกั กนั ชาวบา นยากจนลง

พ.ศ. 2535 นายไกสอน พมวิหาร ประธานประเทศผูเชื่อม่ันในระบอบคอมมิวนิสตถึงแกอสัญกรรม
นายหนูฮัก พูมสะหวัน ข้ึนดํารงตําแหนงแทน การจํากัดเสรีภาพคอย ๆ ถูกยกเลิกไป ชาวลาวที่อพยพไปอยู
ตา งประเทศไดรับการเช้ือเชิญใหกลับคืนสูบานเกิดเมืองนอน ลาวเร่ิมเปดประเทศตอนรับนักทองเที่ยวและ
ฟนฟคู วามสมั พันธก ับประเทศไทย

พ.ศ. 2537 มีพิธีเปด “สะพานมิตรภาพ” ขามแมน้ําโขงเชื่อมลาว-ไทย เขาดวยกัน สงผลใหไทย
มีอทิ ธพิ ลตอลาวมากข้ึน ทั้งในดา นวัฒนธรรมและเศรษฐกจิ และการท่ปี ระธานหนฮู ัก พูมสะหวัน ไดเ ดนิ ทางมา
เยือนไทยอยางเปนทางการและเขาเฝาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลท่ี 9)
การปฏิรูปเหลา น้ี ทําใหลาวไดร บั การยอมรบั เขา เปนสมาชกิ อาเซยี นในป พ.ศ. 2540

พ.ศ. 2548 ลาวครบรอบ 30 ป การสถาปนาประเทศใหมเปนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน
ลาว (สปป.ลาว) และในปเ ดียวกันน้ีเอง สะพานมติ รภาพไทย - ลาว กไ็ ดเปดใชอีกเปน แหงท่ีสองที่จังหวดั เลย

1.4 ประวัตศิ าสตรสงั เขปของประเทศพมาหรือสาธารณรฐั แหง สหภาพเมยี นมาร

50

ประวตั ิศาสตรของพมาน้ันยาวนาน มีประชาชนหลายเผาพันธุเคยอาศัยอยูในดินแดนแหงน้ี เผาพันธุ
เกา แกท ส่ี ดุ ที่ปรากฏไดแ ก มอญ ตอ มาราวศตวรรษที่ 13 ชาวพมา ไดอ พยพลงมาจากบรเิ วณพรมแดนระหวา งจนี
และทเิ บต เขา สทู ี่ราบลมุ แมน ้ําอิระวดี และกลายเปนชนเผา สว นใหญท ป่ี กครองประเทศในเวลาตอ มา

ประวตั ศิ าสตรข องสาธารณรฐั แหงสหภาพพมา มีความเกี่ยวขอ งกบั ชนชาตติ าง ๆ หลายเช้ือชาติ ไดแก
มอญ พยู รวมถงึ มีการเกย่ี วพันธก บั อาณาจกั รและราชวงศต าง ๆ เชน

มอญ เปน ชนเผาแรกทสี่ ามารถสรา งอารยธรรมขนึ้ เปน เอกลกั ษณของตนได ชาวมอญไดอพยพเขามา
อาศัยอยูในดินแดนแหงน้ีเมื่อราว 2400 ปกอนพุทธกาล และไดสถาปนาอาณาจักรสุวรรณภูมิ ขึ้นเปน
อาณาจกั รแหงแรกในราวพุทธศตวรรษที่ 2 ณ บริเวณใกลเมืองทาตอน (Thaton) ชาวมอญไดรับอิทธิพลของ
ศาสนาพทุ ธผา นทางอนิ เดยี ในราว พุทธศตวรรษท่ี 2 ซ่ึงเชื่อวามาจากการเผยแพรพระพุทธศาสนาในรัชสมัย
ของพระเจาอโศกมหาราช บันทกึ ของชาวมอญสว นใหญถกู ทาํ ลายในระหวางสงคราม วฒั นธรรมของชาวมอญ
เกิดขนึ้ จากการผสมผสานกับวฒั นธรรมจากอนิ เดีย จนกลายเปนเอกลกั ษณข องตนเองเปนวัฒนธรรมลักษณะ
ลูกผสม ในราวพุทธศตวรรษท่ี 14 ชาวมอญไดเขาครอบครองและมีอิทธิพลในดินแดนตอนใตของพมาและได
เกิดอาณาจกั รใหมข ึ้น เรยี กวา อาณาจกั รสธุ รรมวดี ท่เี มืองพะโค (หงสาวด)ี

ปยุ : พยู : เพียว
ชาวปยุหรือพยูหรือเพียว คือ กลุมชนที่เขามาอาศัยอยูในดินแดนประเทศสาธารณรัฐแหง
สหภาพพมา ตั้งแตพทุ ธศตวรรษท่ี 4 และไดสถาปนานครรัฐขนึ้ หลายแหง เชน ที่ พนิ นาคา (Binnaka) มองกะโม
(Mongamo) ศรีเกษตร (Sri Ksetra) เปยทะโนมโย (Peikthanomyo) และหะลินยี (Halingyi) ในชว งเวลา
ดงั กลาว ดนิ แดนพมาเปน สว นหนง่ึ ของเสนทางการคาระหวา งจีนและอินเดียจากเอกสารของจีนพบวามีเมือง
อยูภายใตอ ํานาจปกครองของชาวพยู 18 เมอื ง และชาวพยเู ปน ชนเผาท่ีรักสงบ ไมปรากฏวามีสงครามเกิดขึ้น
ระหวางชนเผาพยู ขอขัดแยงมักยุติดวยการคัดเลือกตัวแทนใหเขาประลองความสามารถกัน ชาวพยูสวมใส
เคร่ืองแตงกายท่ีทําจากฝาย อาชญากรมักถูกลงโทษดวยการโบยหรือจําขัง เวนแตไดกระทําความผิด
อนั รา ยแรงจงึ ตองโทษประหารชีวติ ชาวพยูนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เด็ก ๆ ไดรับการศึกษาที่วัด
ตั้งแตอ ายุ 7 ขวบจนถึง 20 ป
นครรฐั ของชาวพยไู มเ คยรวมตวั เปน อันหนึ่งอันเดียวกนั แตน ครรัฐขนาดใหญมกั มอี ทิ ธิพลเหนอื นครรฐั
ขนาดเล็ก ซ่ึงแสดงออกโดยการสงเคร่ืองบรรณาการใหนครรัฐท่ีมีอิทธิพลมากท่ีสุด ไดแก ศรีเกษตร ซ่ึงมี
หลกั ฐานเช่อื ไดว า เปนเมืองโบราณที่มีขนาดใหญท่ีสุดในสาธารณรัฐแหงสหภาพพมา ไมปรากฏหลักฐานวา
อาณาจกั รศรเี กษตรถกู สถาปนาขน้ึ เม่ือใด แตมีการกลาวถึงในพงศาวดารวามีการเปล่ียนราชวงศเกิดขึ้นในป
พุทธศกั ราช 637 ซ่งึ แสดงใหเหน็ วา อาณาจกั รศรีเกษตรตอ งไดรบั การสถาปนาขึ้นกอนหนานั้น มีความชัดเจน
วา อาณาจกั รศรีเกษตรถูกละท้ิงไปในปพุทธศักราช 1199 เพ่ืออพยพยายข้ึนไปสถาปนาเมืองหลวงใหมทาง
ตอนเหนือ แตยังไมทราบอยางแนชัดวาเมืองดังกลาวคือเมืองใด นักประวัติศาสตรบางทานเชื่อวาเมือง
ดังกลาวคือเมืองหะลินคยี อยางไรก็ตามเมืองดังกลาว ถูกรุกรานจากอาณาจักรนานเจาในราวพุทธศตวรรษ
ท่ี 15จากน้ันกไ็ มปรากฏหลักฐานกลาวถงึ ชาวพยูอกี เลย

51

อาณาจกั รพกุ าม
ชาวพมาเปนชนเผาจากทางตอนเหนือที่คอย ๆ อพยพแทรกซึมเขามาสั่งสมอิทธิพลในดินแดน
สาธารณรัฐแหง สหภาพพมา ทีละนอย กระทั่งปพุทธศักราช 1392 จึงมีหลักฐานถึงอาณาจักรอันทรงอํานาจ
ซ่งึ มีศนู ยก ลางอยูทีเ่ มอื ง “พุกาม” (Bagan) โดยไดเ ขามาแทนที่ภาวะสูญญากาศทางอํานาจภายหลังจากการ
เส่ือมสลายไปของอาณาจักรชาวพยู อาณาจักรของชาวพุกามแตแรกนั้นมิไดเติบโตข้ึนอยางเปนอันหน่ึง
อันเดียวกัน กระทงั่ ในรัชสมัยของพระเจาอโนรธา (พ.ศ. 1587 - 1620) พระองคจึงสามารถรวบรวมแผนดิน
พมาใหเปนอันหน่ึงอันเดียวกันสําเร็จ และเม่ือพระองคทรงตีเมืองทาตอนของชาวมอญไดในปพุทธศักราช
1600 อาณาจักรพุกามก็กลายเปนอาณาจักรที่เขมแข็งที่สุดในดินแดนพมา อาณาจักรพุกาม
มีความเขมแข็งเพิ่มมากขึ้นในรัชสมัยของพระเจากยันสิทธา (พ.ศ. 1624 - 1655) พระเจาอลองสิทธู
(พ.ศ. 1655 - 1710) ทําใหในชวงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ดินแดนในสุวรรณภูมิเกือบทั้งหมด
ถูกครอบครอง โดยอาณาจักรเพียงสองแหง คือ เขมร (เมืองพระนคร) และพุกาม
อาํ นาจของอาณาจักรพุกามคอย ๆ เส่ือมลง ดวยเหตุผลหลักสองประการ สวนหนึ่งจากการถูกเขา
ครอบงาํ โดยคณะสงฆผูมอี าํ นาจ และอกี สว นหน่ึงจากการรุกรานของจกั รวรรดิมองโกล ท่เี ขา มาทางตอนเหนือ
พระเจานราธิหบดี (ครองราชย พ.ศ. 1779 - 1830) ไดทรงนาํ ทัพสูยนู นานเพอื่ ยบั ยั้งการขยายอํานาจของมอง
โกล แตเม่ือพระองคแพสงครามในปพุทธศักราช 1820 ทัพของอาณาจักรพุกามก็ระส่ําระสายเกือบท้ังหมด
พระเจา นราธหิ บดถี กู พระราชโอรสปลงพระชนมใ นปพทุ ธศกั ราช 1830 กลายเปน ตวั เรงที่ทําใหอาณาจักรมอง
โกลตดั สนิ ใจรุกรานอาณาจักรพุกามในปเดียวกันนั้น ภายหลังสงครามครั้งนี้ อาณาจักรมองโกลก็สามารถ
เขาครอบครองดินแดนของอาณาจักรพุกามไดทั้งหมด ราชวงศพุกามสิ้นสุดลงเมื่อมองโกลไดแตงตั้ง
รัฐบาลหุนข้ึนบริหารดินแดนพมาในปพุทธศักราช 1832
องั วะและหงสาวดี
หลังจากการลมสลายของอาณาจกั รพกุ าม พมา ไดแ ตกแยกออกจากกนั อีกครั้ง ราชวงศอังวะ ซึง่ ไดรับ
อิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอาณาจักรพุกามไดถูกสถาปนาขึ้นที่เมืองอังวะในปพุทธศักราช 1907 ศิลปะและ
วรรณกรรมของพกุ ามไดถกู ฟน ฟจู นยุคนี้กลายเปนยุคทองแหงวรรณกรรมของพมา แตเนื่องดวยอาณาเขต
ที่ยากตอการปองกันการรุกรานจากศัตรู เมืองอังวะจึงถูกชาวไทใหญเขาครอบครองไดในปพุทธศักราช
2070
สาํ หรับดินแดนทางใต ชาวมอญไดสถาปนาอาณาจักรของพวกตนขึ้นใหมอีกครั้งท่ีเมืองหงสาวดี
โดยกษัตรยิ ธรรมเจดยี  (ครองราชย พ.ศ. 1970 - 2035) เปน จดุ เร่ิมตน ยุคทองของมอญ ซ่ึงเปนศูนยกลางของ
พุทธศาสนานิกายเถรวาทและศูนยก ลางทางการคา ขนาดใหญใ นเวลาตอ มา
อาณาจักรตองอู
หลงั จากอาณาจักรพกุ ามถกู รุกรานจากไทใหญ ชาวอังวะไดอพยพลงมาสถาปนาอาณาจักรแหงใหม
โดยมีศูนยกลางที่เมืองตองอูภายใตการนําของพระเจามิงคยินโย ในปพุทธศักราช 2074 พระเจาตะเบง
ชะเวตี้ (ครองราชย พ.ศ. 2074 - 2093) ซ่ึงสามารถรวบรวมพมาเกือบท้ังหมดใหเปนอันหน่ึงอันเดียวกันได
อีกคร้งั

52

ในชวงระยะเวลาน้ี ไดมีการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญเกิดขึ้นในภูมิภาค ชาวไทใหญมีกําลังเขมแข็ง
เปน อยางมากทางตอนเหนือ การเมอื งภายในอาณาจกั รอยุธยาเกดิ ความไมม่ันคง ในขณะทีโ่ ปรตุเกสไดเริ่มมี
อิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใตและสามารถเขาครอบครองมะละกาได ในการเขามาของบรรดา
พอ คาชาวยุโรป พมากลายเปนศนู ยกลางทางการคา ทส่ี าํ คัญอกี ครง้ั หนง่ึ การทพี่ ระเจา ตะเบงชะเวต้ีไดยา ยเมือง
หลวงมาอยูที่เมืองหงสาวดี เหตุผลสวนหนึ่งก็เน่ืองดวยทําเลทางการคา พระเจาบุเรงนอง (ทรงครองราชย
พ.ศ. 2094 - 2124) ซ่ึงเปนพระเทวัน (พ่ีเขย) ของพระเจาตะเบงชะเวตี้ ไดเสด็จข้ึนครองราชยสืบตอจาก
พระเจาตะเบงชะเวตี้ และสามารถเขาครอบครองอาณาจักรตางๆ รายรอบได อาทิ มณีปุระ (พ.ศ. 2103)
อยุธยา (พ.ศ. 2112) การทําสงครามของพระองคทําใหพมามีอาณาเขตกวางใหญไพศาลท่ีสุด อยางไรก็ตาม
ทั้งมณีปุระและอยุธยาตา งกส็ ามารถประกาศตนเปนอสิ ระไดภ ายในเวลาตอ มาไมน าน

เมือ่ ตอ งเผชญิ กบั การกอกบฏจากเมอื งขึ้นหลายแหง ประกอบกบั การรกุ รานของโปรตเุ กส กษตั ริยแหง
ราชวงศตองอูจําเปน ตองถอนตัวจากการครอบครองดนิ แดนทางตอนใต โดยยายเมืองหลวงไปอยูที่เมืองอังวะ
พระเจา อะนอกะเพตลนุ (Anaukpetlun) พระนัดดาของพระเจา บเุ รงนอง สามารถรวบรวมแผนดินพมาใหเ ปน
อันหน่งึ อนั เดยี วกันอีกครั้งในพุทธศักราช 2156 พระองคตัดสินใจ ที่จะใชกําลังเขาตอตานการรุกรานของ
โปรตุเกส พระเจาธารุน (Thalun) ผูสืบทอดราชบัลลังกไดฟนฟูหลักธรรมศาสตรของอาณาจักรพุกามเกา
แตพระองคทรงใชเวลากับเร่ืองศาสนามากเกินไป จนละเลยท่ีจะใสใจตออาณาเขตทางตอนใต ทายที่สุด
หงสาวดีท่ไี ดร บั การสนับสนุนจากฝรัง่ เศสซ่ึงตง้ั มน่ั อยใู นอินเดยี ก็ไดทาํ การประกาศเอกราชจากอังวะ จากนั้น
อาณาจักรของชาวพมากค็ อยๆ ออนแอลงและลมสลายไปในปพทุ ธศักราช 2259 จากการรุกรานของชาวมอญ

ราชวงศอ ลองพญา
ราชวงศอลองพญา ไดร ับการสถาปนาขึ้นและสรางความเขมแข็งจนถึงขีดสุดไดภายในเวลาอันรวดเร็ว
อลองพญาซ่งึ เปน ผูนาํ ทไี่ ดรบั ความนยิ มจากชาวพมา ไดขับไลช าวมอญทีเ่ ขามาครอบครองดนิ แดนของชาวพมา
ไดในป พ.ศ. 2296 จากน้นั ก็สามารถเขา ยึดครองอาณาจักรมอญได อกี คร้ังในป พ.ศ. 2302 ทั้งยังสามารถกลบั
เขา ยดึ ครองกรงุ มณีปรุ ะ ไดใ นชว งเวลาเดยี วกนั พระองคสถาปนาใหเ มืองยา งกงุ เปน เมอื งหลวงในป พ.ศ. 2303
หลังจากเขา ยดึ ครองตะนาวศรี (Tenasserim) พระองคไดยาตราทัพเขารุกรานอยุธยา แตตองประสบความ
ลมเหลวเม่ือพระองคทรงสวรรคตในระหวางสงคราม พระเจาสินบูหชิน (Hsinbyushin , ครองราชย พ.ศ.
2306 - 2319) พระราชโอรส ไดนําทัพเขารุกรานอาณาจักรอยุธยาอีกคร้ังในป พ.ศ. 2309 และประสบ
ความสําเร็จในปถ ดั มา ในรัชสมัยนี้ แมจ ีนจะพยายามขยายอํานาจเขาสูด นิ แดนพมา แตพระองคก็สามารถยับย้ัง
การรุกรานของจีนไดทั้งสี่ครั้ง (ในชวงป พ.ศ. 2309 - 2312) ทําการขยายพรมแดนของจีนทางดานน้ี
ถูกยุติลง ในรัชสมัยของพระเจาโบดอ-พญา (Bodawpaya ครองราชย พ.ศ. 2324 - 2362) พระโอรส
อีกพระองคของพระเจา อลองพญา พมาตอ งสูญเสียอํานาจทีม่ ีเหนืออยธุ ยาไป แตก ส็ ามารถผนวกดนิ แดนยะไข
(Arakan) และตะนาวศรี (Tenasserim) เขา มาไวได ในชวงเดอื นมกราคมของป พ.ศ. 2366 ซ่ึงอยูในรัชสมัย
ของพระเจาบาคยีดอว (Bagyidaw) ขนุ นางชอื่ มหาพันธุละ (Maha Bandula) เขารกุ รานแควนอสั สมั ไดส ําเร็จ
ทาํ ใหพมาตอ งเผชิญหนา โดยตรงกับอังกฤษท่คี รอบครองอินเดียอยูในขณะน้นั

53

สงครามกับองั กฤษและการลมสลายของราชอาณาจักรพมา
สงครามระหวางพมาและอังกฤษครั้งท่ีหน่ึง (พ.ศ. 2367 2369) ยุติลงโดยอังกฤษเปนฝายไดรับ
ชยั ชนะ ฝายพมาจาํ ตองทาํ สนธสิ ัญญายนั ดาโบ (Yandaboo) กับอังกฤษ ทาํ ใหพ มาตองสูญเสียดินแดนอัสสัม
มณีปุระ ยะไข และตะนาวศรีไป ซึ่งอังกฤษก็เริ่มตนตักตวงทรัพยากรตาง ๆ ของพมา นับแตน้ัน เพื่อเปน
หลักประกันสําหรับวัตถุดิบทจี่ ะปอ นสูสงิ คโปร สรางความแคนเคืองใหก ับทางพมาเปนอยางมาก กษัตริยองค
ตอมาจึงทรงยกเลิกสนธิสัญญายันดาโบ และทําการโจมตีผลประโยชนของฝายอังกฤษ เปนตนเหตุใหเกิด
สงครามระหวางพมา และอังกฤษคร้งั ท่สี อง ซ่ึงก็จบลงโดยชัยชนะเปนของอังกฤษอีกคร้ัง หลังสิ้นสุดสงคราม
คร้ังนี้ อังกฤษไดผนวกหงสาวดีและพ้ืนท่ีใกลเคียงเขาไวกับตน โดยไดเรียกดินแดนดังกลาวเสียใหมวาพมา
ตอนใต สงครามครั้งนี้กอใหเกิดการปฏิวัติคร้ังใหญในพมา เร่ิมตนดวยการเขายึดอํานาจโดยพระเจามินดง
(Mindon Min) จากพระเจา ปะกนั (Pagin Min) ซงึ่ เปนพระเชษฐาตางพระชนนี พระเจา มินดงพยายามพฒั นา
ประเทศพมาเพือ่ ตอตา นการรุกรานของอังกฤษ พระองคไ ดส ถาปนากรุงมัณฑะเลย ซึ่งยากตอการรุกรานจาก
ภายนอก ข้ึนเปน เมอื งหลวงแหงใหม แตกย็ งั ไมเ พียงพอทจี่ ะหยุดยั้งการรกุ รานจากองั กฤษได
รัชสมัยตอมา พระเจาธีบอ (Thibow) ซึ่งเปนพระโอรสของพระเจามินดง ทรงมีบารมีไมพ อท่จี ะ
ควบคุมพระราชอาณาจักรได จึงทําใหเกิดความวุนวายไปทั่วในบริเวณชายแดน ในท่ีสุดพระองคไดตัดสิน
พระทยั ยกเลกิ สนธสิ ญั ญากับองั กฤษท่พี ระเจามินดงไดทรงกระทําไว และไดประกาศสงครามกับอังกฤษเปน
ครง้ั ทส่ี ามในปพ ุทธศักราช 2428 ผลของสงครามครง้ั นท้ี ําใหอ ังกฤษสามารถเขา ครอบครองดินแดนสาธารณรัฐ
แหง สหภาพพมาสว นทเี่ หลอื เอาไวไ ด
พมา ตกเปนอาณานคิ มขององั กฤษในป พ.ศ. 2429 และระยะกอนการเกิดสงครามโลกคร้ังท่ี 2 เล็กนอย
ญ่ีปุนไดเขามามีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต ตะขิ่นเปนกลุมนักศึกษาหนุมที่หัวรุนแรงมีอองซาน
นกั ชาตนิ ยิ ม และเปนผูนําของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยยางกุง พวกเขาคิดวาญ่ีปุนจะสนับสนุนการประกาศ
อิสรภาพของพมา จากอังกฤษ แตเม่ือญ่ีปุนยึดครองพมาไดแลว กลับพยายามหนวงเหน่ียวมิใหพมาประกาศ
เอกราช
ดังน้ันอองซานไดกอต้ัง องคการสันนิบาตเสรีภาพแหงประชาชนตอตานฟาสซิสต (Anti-Fascist
Peoples Freedom League : AFPEL) เพอ่ื ตอตานญีป่ ุนอยางลบั ๆ และไดกลายเปน พรรคการเมอื งชื่อพรรค
AFPEL เม่อื ญปี่ นุ แพส งครามโลกครง้ั ท่ี 2 แลว พรรค AFPEL ไดเ จรจากบั องั กฤษโดยองั กฤษยืนยันท่ีจะใหพมา
มีอิสรภาพปกครองตนเองภายใตเครือจักรภพ และมีขาหลวงใหญอังกฤษประจําพมาชวยใหคําปรึกษา
แตพรรคการเมือง AFPEL ตอ งการเอกราชอยางสมบูรณ อังกฤษไดพยายามสนับบสนุนพรรคการเมืองอ่ืน ๆ
ขึ้นแขง อํานาจพรรค AFPEL ของอองซานแตไ มเปนผลสําเรจ็ จึงยนิ ยอมใหพ รรค AFPEL ขึน้ บรหิ ารประเทศ

54

อองซานมนี โยบายสรางความมน่ั คงทางเศรษฐกิจ
และตองการเจรจากับรัฐบาลองั กฤษโดยสนั ตวิ ิธี
จึงทําใหเกดิ ความขัดแยงกับฝา ยนยิ มคอมมวิ นิสตในพรรค
AFPEL อองซานและคณะรัฐมนตรอี กี 6 คน
จึงถูกลอบสังหาร เม่ือวันท่ี 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490
ขณะเดินทางออกจากทป่ี ระชมุ สภา ตอมาตะขิ้นนุหรืออูนุ
ไดข้ึนเปนนายกรัฐมนตรีแทนและมีการประกาศใช
รัฐธรรมนูญเม่ือวันที่ 17 ตุลาคม 2490 โดยอังกฤษได
มอบเอกราชใหแกพมาแตยังรักษาสิทธิทางการทหารไว
จนกระท่ังในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2491 อังกฤษจึงได
มอบเอกราชใหแ กพ มาอยา งสมบรู ณ

ปจ จุบนั ประเทศพมา ปกครองในคณะรฐั บาลทหารทีม่ าจากการเลอื กตั้ง และยงั มปี ญ หาการสูรบกนั ใน
ชนเผา นอยอยูตลอดเวลา

1.5 ประวตั ศิ าสตรสังเขปของประเทศอนิ โดนเี ซยี
อินโดนีเซีย (Indonesia) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Requblic of Indonesia)

เปนหมูเกาะที่ใหญที่สุดในโลก ตั้งอยูระหวางคาบสมุทรเอเชียตะวันออกเฉียงใตและทวีปออสเตรเลียและ
ระหวา งมหาสมุทรอินเดีย และแปซิฟก มีพรมแดนติดกับประเทศมาเลเซียบนเกาะบอรเนียว (อินโดนีเซีย :
กาลิมนั ตนั ), ประเทศปาปวนวิ กนิ ีบนเกาะนิวกนิ ี (อนิ โดนีเซีย : อเิ รียน) และประเทศติมอรตะวันออกบนเกาะ
ตมิ อร

อินโดนีเซยี ประกอบดว ยหมูเ กาะที่มีความเจริญรุง เรอื งมาชานาน แตตอมาตองตกอยูภายใตการ
ปกครองของเนเธอรแลนดอยูนานประมาณ 300 ป ในเดอื นมกราคม พ.ศ. 2485 ซึง่ เปน ชว งสงครามโลกครั้งท่ี
2 ญป่ี นุ บกุ อนิ โดนีเซยี และทาํ การขบั ไลเนเธอรแ ลนดเ จาอาณานิคมของอินโดนีเซียออกไปไดสําเร็จ จึงทําให
ผูนําอินโดนีเซียคนสําคัญ ๆ ในสมัยนั้นใหความรวมมือกับญี่ปุน แตไมไดใหความไววางใจกับญ่ีปุนมากนัก
เพราะมเี หตุเคลอื บแคลง คอื เมอ่ื มีผูร ักชาติชาวอินโดนีเซียจัดต้ังขบวนการตาง ๆ ขึ้นมา ญี่ปุนจะขอเขารวม
ควบคุมและดาํ เนินงานดวย

เมื่อญี่ปนุ แพสงครามและประกาศยอมจํานนตอฝายพันธมิตร อินโดนีเซียไดถือโอกาสประกาศ
เอกราชในวันท่ี 17 สิงหาคม พ.ศ. 2488 แตเนเธอรแลนดเจาอาณานิคมเดิมไมยอมรับการประกาศเอกราช
ของอนิ โดนเี ซยี จึงยกกองทพั เขาปราบปราม ผลจากการสูรบปรากฏวาเนเธอรแลนด ไมสามารถปราบปราม
กองทัพของชาวอินโดนีเซียได อังกฤษซ่ึงเปนพันธมิตรกับเนเธอรแลนดจึงเขามาชวยไกลเกล่ีย เพื่อใหยุติ
ความขัดแยงกนั โดยใหท้ังสองฝายลงนามในขอตกลงลิงกัดยาติ (Linggadjati Agreement) เมื่อ พ.ศ. 2489
โดยเนเธอรแ ลนดยอมรับอาํ นาจของรัฐบาลอินโดนเี ซียในเกาะชวาและ สุมาตรา ตอ มาภายหลังเนเธอรแลนด
ไดล ะเมิดขอ ตกลง โดยไดนาํ ทหารเขา โจมตอี ินโดนเี ซยี ทาํ ใหประเทศอ่ืนๆ เชน ออสเตรเลียและอินเดีย ไดยื่น
เรื่องใหคณะมนตรีความมั่นคงแหงสหประชาชาติ เขาจัดการ สหประชาชาติไดเขาระงับขอพิพาท โดยต้ัง

55

คณะกรรมการประกอบดวย ออสเตรเลีย เบลเยียม และสหรัฐอเมริกา เพือ่ ทาํ หนาที่ไกลเกล่ียประนีประนอม
และไดเ รียกรอ งใหม ีการหยดุ ยิง แตเ นเธอรแลนดไดเขาจับกุมผูนําคนสําคัญของอินโดนีเซีย คือ ซูการโนและ
ฮตั ตาไปกักขงั ตอ มาทหารอนิ โดนีเซียนาํ ตวั ผูนําทัง้ สองออกมาได ในระยะนี้ทุกประเทศท่ัวโลกตางตําหนิการ
กระทําของเนเธอรแลนดอยางยิ่ง และคณะมนตรีความม่ันคงไดกดดันใหเนเธอรแลนดมอบเอกราช
แกอนิ โดนเี ซยี

ในวันท่ี 27 ธันวาคม พ.ศ. 2492 อินโดนีเซียไดรับเอกราช และปกครองระบบประชาธิปไตยมี
ประธานาธิบดีเปนประมุขของประเทศแตความยุงยากยังคงมีอยู เนื่องจากเนเธอรแลนดไมยินยอมใหรวม
ดนิ แดนอเิ รียนตะวันตกเขากับอินโดนีเซีย ทั้งสองฝายจึงตางเตรียมการจะสูรบกันอีก ผลท่ีสุดเนเธอรแลนด
ก็ยอมโอนอํานาจใหสหประชาชาติควบคุมดูแลดินแดนอิเรียนตะวันตก และใหชาวอิเรียนตะวันตกแสดง
ประชามติวา จะรวมกบั อินโดนีเซยี หรอื ไม ผลการออกเสียงประชามติ ปรากฏวาชาวอิเรียนตะวันตกสวนใหญ
ตองการรวมกับอินโดนีเซีย สหประชาชาติจึงโอนอิเรียนตะวันตกใหอยูในความปกครองของอินโดนีเซีย
เม่อื เดอื นพฤษภาคม พ.ศ. 2506

1.6 ประวตั ศิ าสตรสงั เขปของประเทศฟลปิ ปนส
ฟลิปปนส (the Philippines) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐฟลิปปนส (Republic of the

Philippines) เปนประเทศทป่ี ระกอบดวยเกาะจํานวน 7,107 เกาะต้ังอยูในมหาสมุทรแปซิฟก หางจากเอเชีย
แผน ดินใหญทางตะวนั ออกเฉยี งใต ประมาณ 100 กม. และมีลักษณะพเิ ศษคือ เปนประเทศเพียงหนึ่งเดียวที่มี
พรมแดนทางทะเลที่ติดตอระหวางกันยาวมากที่สุดในโลก นิวสเปน (พ.ศ. 2064 - 2441) และสหรัฐอเมริกา
(พ.ศ. 2441 - 2489) ไดครองฟลิปปนสเปนอาณานิคมเปนเวลา 4 ศตวรรษ และเปนสองอิทธิพลใหญที่สุดตอ
วัฒนธรรมของฟลปิ ปน ส

ฟลิปปนสเปนชาติเดียวในเอเชียท่ีประชากรสวนใหญนับถือศาสนาคริสต และเปนหนึ่งในชาติ
ทไ่ี ดรับอิทธพิ ลจากตะวนั ตกมากทสี่ ดุ เปน การผสมผสานกันระหวางตะวันตกและตะวันออกท่ีเปนเอกลักษณ
เฉพาะ อารโ นลด โจเซฟ ทอยนบี (Arnold Joseph Toynbee) นักประวัติศาสตรชาวอังกฤษ ไดกลาวไวในงาน
ของเขาวา ประเทศฟลปิ ปน สเ ปนประเทศลาตินอเมรกิ าท่ีถูกพัดพาไปยงั ตะวันออก โดยคล่นื ทะเลยกั ษ

หลกั ฐานทางโบราณคดแี ละโบราณชีววทิ ยาบง บอกวามีมนษุ ยโฮโมเซเปยนส เคยอาศยั อยใู นเกาะ
ปาลาวันตั้งแตประมาณ 50,000 ปกอน ชนเผาท่ีพูดภาษาในตระกูลออสโตรนีเซียไดเขามาต้ังรกราก
ในฟลิปปนส และจัดตั้งเสนทางเครือขายการคากับเอเชียอาคเนยสวนที่เหลือทั้งหมดต้ังแต 5,000 ป
กอ นครสิ ตกาลภาษาที่ชาวฟล ปิ ปนสใชพ ูดคอื ภาษาตากาลอ็ ค

เฟอรดินันด มาเจลลัน มาถึงหมูเกาะฟลิปปนสในป ค.ศ. 1521 (พ.ศ. 2064) มีเกล โลเปซ
เดเลกัสป มาถงึ ฟลปิ ปนสในป ค.ศ. 1565 (พ.ศ. 2108) และต้งั ชมุ ชนชาวสเปนข้นึ ซงึ่ นําไปสูการตง้ั อาณานิคม
ในเวลาตอ มา หลงั จากนนั้ นกั บวชศาสนาครสิ ตน ิกายโรมันคาทอลิกไดทําให ชาวเกาะทั้งหมดใหหันมานับถือ
ศาสนาคริสต ในชวง 300 ปนับจากน้ัน กองทัพสเปนไดตอสูกับเหตุการณกบฏตาง ๆ มากมาย ทั้งจากชน
พื้นเมอื งและจากชาตอิ ่นื ท่พี ยายามเขามาครอบครองอาณานิคม ซงึ่ ไดแก อังกฤษ จนี ฮอลันดา ฝร่ังเศส ญี่ปุน
และโปรตุเกส สเปน สูญเสียไปมากท่ีสุดในชวงที่อังกฤษเขาครอบครองเมืองหลวงเปนการช่ัวคราวในชวง

56

สงครามเจ็ดป (Seven Years’ War) หมูเกาะฟลิปปนสอยูใตการปกครองของสเปนในฐานะอาณานิคมของ
สเปนใหม (New Spain) นับตั้งแตป ค.ศ. 1565 (พ.ศ. 2108) ถึงป ค.ศ. 1821 (พ.ศ. 2364) และนับจากนั้น
ฟลิปปนสก็อยูใตการปกครองของสเปนโดยตรง การเดินเรือมะนิลาแกลเลียน (Manial Galleon)
จากฟล ิปปนสไ ปเม็กซิโก เริ่มตนข้ึนในชวงปลายศตวรรษท่ี 16 และหมูเกาะฟลิปปนสเปดตัวเองเขาสูการคา
โลกในป ค.ศ. 1834 ปจจุบันประเทศฟลิปปนสปกครองดวยระบบประชาธิปไตยมีประธานาธิบดีเปนผูนํา
ประเทศ

1.7 ประวตั ิศาสตรสังเขปของประเทศญี่ปุน
ญี่ปุน (Nihon/Nippon นิฮง/นิปปง) มีช่ือทางการคือ ประเทศญี่ปุน (Nihon-koku/Nippon-

koku-นิฮงโกะกุ/นิปปงโกะกุ) เปนประเทศหมูเกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตั้งอยูในมหาสมุทรแปซิฟก
ทางตะวนั ตกติดกบั คาบสมุทรเกาหลี และสาธารณรฐั ประชาชนจนี โดยมที ะเลญ่ปี ุนก้ัน สวนทางทิศเหนือ ติดกับ
ประเทศรสั เซยี มีทะเลโอค็อตสก เปนเสนแบงแดน ตัวอกั ษรคนั จิของช่อื ญีป่ ุน แปลวาถ่ินกาํ เนดิ ของดวงอาทติ ย
จงึ ทําใหบ างครง้ั ถกู เรยี กวา ดินแดนแหงอาทิตยอุทยั

ญ่ีปนุ มีเนอื้ ทก่ี วา 377,835 ตารางกิโลเมตร นบั เปนอนั ดบั ที่ 62 ของโลกหมูเกาะญีป่ ุน ประกอบ
ไปดวยเกาะนอยใหญกวา 3,000 เกาะ เกาะท่ีใหญที่สุดก็คือเกาะฮนชู ฮกไกโด คิวชู และชิโกกุ ตามลําดับ
เกาะของญี่ปนุ สว นมากจะเปน หมูเกาะภเู ขา ซงึ่ ในน้นั มจี าํ นวนหน่งึ เปน ภูเขาไฟ เชนภเู ขาไฟฟูจิ ภูเขาที่สูงที่สุด
ในประเทศ เปนตน ประชากรของญ่ีปุนนั้นมีมากเปนอันดับท่ี 10 ของโลก คือ ประมาณ 128 ลานคน
เมืองหลวงของญี่ปุนคือกรุงโตเกียว ซ่ึงถารวมบริเวณปริมณฑลเขาไปดว ยแลว จะกลายเปน เขตเมืองท่ีใหญ
ทสี่ ุดในโลกที่มปี ระชากรอยูอาศัยมากกวา 30 ลา นคน

สันนิษฐานวามนุษยมาอาศยั ในญป่ี นุ คร้งั แรกต้งั แตย ุคหนิ เกา การกลา วถงึ ญี่ปุน คร้ังแรกปรากฏขน้ึ
ในบันทึกของราชสํานักจีนต้ังแตคริสตศตวรรษท่ี1 ญี่ปุนไดรับอิทธิพลจากจีนในหลายดาน เชน ภาษา
การปกครองและวฒั นธรรม แตในขณะเดยี วกันกม็ ีการปรบั เปล่ียนใหเ ปน เอกลักษณของตนเองจึงทําใหญ ่ปี ุน
มีวฒั นธรรมที่โดดเดน มาจนปจ จุบัน อกี หลายศตวรรษตอ มา ญีป่ ุน ก็รับเอาเทคโนโลยีตะวนั ตกและนาํ มาพฒั นา
ประเทศจนกลายเปนประเทศทก่ี าวหนาและมีอิทธิพลมากท่ีสุดในเอเชียตะวันออก หลังจากแพสงครามโลก
ครัง้ ทสี่ อง ญ่ีปุน ก็มีการเปล่ียนแปลงทางการปกครองโดยการใชรฐั ธรรมนูญใหมใ น พ.ศ. 2490

ญ่ปี ุน เปน ประเทศผูนําทางเศรษฐกจิ โดยมีจีดีพีสูงเปนอันดับสองของโลก ญ่ีปุนเปนสมาชิกของ
สหประชาชาติ จี 8 โออซี ีดี และเอเปค และมีความต่ืนตัวที่จะมีสวนรวมในการแกไขปญหาของตางประเทศ
ญ่ีปุนมีมาตรฐานความเปนอยทู ีด่ ี และยังเปน ผนู าํ ทางเทคโนโลยีเครอ่ื งจกั รและเครอ่ื งยนต

ประวตั ศิ าสตรญ ่ปี ุน เรม่ิ ตนดวย ยุคยะโยอิ เริ่มเมื่อประมาณ 300 ปกอน คริสตศักราช เปนยุคท่ี
ผูคนเร่ิมเรียนรูวิธีการปลูกขาว การตีโลหะ ซ่ึงไดรับความรูมาจากผูอพยพชาวจีนแผนดินใหญ การกลาวถึง
ญปี่ ุน ครง้ั แรกปรากฏขึน้ ในบนั ทึกของราชสาํ นักจีนสมัยราชวงศฮ่ัน โฮวฮั่นชู ในป 57 กอนคริสตกาล ซึ่งเรียก
ชาวญ่ปี ุนวา วะ ในชว งพุทธศตวรรษที่ 8 อาณาจกั รที่ทรงอํานาจมากที่สุดในญ่ีปุนคือ ยะมะไทโคะกุ ปกครอง
โดยราชินฮี มิ ิโกะ ซงึ่ เคยสง คณะทตู ไปยังประเทศจนี ผานทางเกาหลดี วย

57

ยคุ โดะฮง ซงึ่ ตัง้ ชอ่ื ตามสสุ านทีน่ ยิ มสรา งข้ึนกนั ในยุคดงั กลาวเร่มิ ตนต้ังแตป ระมาณ พุทธศตวรรษ
ที่ 9 จนถงึ 12 เปน ยคุ ที่ญ่ีปุนเร่มิ มกี ารปกครองแบบราชวงศ ซ่ึงศูนยกลางการปกครองนั้นอยูบริเวณเขตคันไซ
ในยุคนพ้ี ระพุทธศาสนาไดเขามาจากคาบสมุทรเกาหลสี ูหมเู กาะญป่ี ุนไดรับอิทธิพลมาจากจีนเปนหลัก เจาชาย
โชโตะกุทรงสง คณะราชทูตไปเจรญิ สัมพันธไมตรกี ับจีน ญป่ี ุนจงึ ไดรบั นวัตกรรมใหม ๆ จากจนี นอกจากน้ยี งั ทรง
ตรารฐั ธรรมนญู สบิ เจด็ มาตรา ซง่ึ เปนกฎหมายญ่ีปุนฉบับแรกอีกดวย และในท่ีสุดพระพุทธศาสนาก็ไดรับการ
ยอมรับมากขึ้นต้ังแตส มยั อะซกึ ะ ซง่ึ ต้ังช่อื ตามสสุ านที่นยิ มสรา งขึ้นกันในยุคดงั กลาวเริ่มตน ต้ังแตประมาณพุทธ-
ศตวรรษท่ี 9 - 12 เปน ยคุ ท่ญี ่ปี นุ เริ่มมีการปกครองแบบราชวงศ ซึ่งศูนยกลางการปกครองน้ันอยูบริเวณเขต
คันไซ ในยุคนี้พระพุทธศาสนาไดเขามาจากคาบสมุทรเกาหลสี หู มูเ กาะญีป่ นุ แตพระพุทธรปู และพุทธศาสนา
ในประเทศญี่ปุนหลังจากนั้นไดรับอิทธิพลจากจีนเปนหลัก เจาชายโชโตะกุทรงสงคณะราชทูตไปเจริญ
สัมพนั ธไมตรกี บั จนี ญป่ี ุน จึงไดร บั นวัตกรรมใหมๆ จากแผนดินใหญมาเปนจํานวนมาก นอกจากนี้ยังทรงตรา
รฐั ธรรมนูญสิบเจด็ มาตรา ซึ่งเปน กฎหมายญ่ปี นุ ฉบับแรกอกี ดว ยและในทีส่ ดุ พระพทุ ธศาสนากไ็ ดรบั การยอมรบั
มากขึน้ ตง้ั แตสมัยอะซกึ ะ

ยุคนะระ (พ.ศ. 1253 - 1337) เปนยุคแรกที่มีการกอตัวเปนอาณาจักรท่ีเขมแข็ง มีการปกครองอยางมี
ระบบใหเห็นไดอยางชัดเจน โดยการนําระบอบการปกครองมาจากจีนแผนดินใหญ ศูนยกลางการปกครอง
ในขณะน้ันก็คือเฮโจเคียวหรือจังหวัดนะระในปจจุบัน ในยุคนะระเริ่มพบการเขียนวรรณกรรม เชน โคจิกิ
(พ.ศ.1255) และนิฮงโชะกิ (พ.ศ. 1263) เมืองหลวงถูกยายไปที่นะงะโอกะเกียว เปนชวงเวลาสั้น ๆ และถูก
ยา ยอกี ครั้งไปยงั เฮอังเกียว ซึง่ เปน จดุ เริ่มตน ของยคุ เฮอัง

ระหวาง พ.ศ. 1337 จนถึง พ.ศ. 1728 ซึ่งเปนยุคเฮอังน้ัน ถือไดวาเปนยุคทองของญ่ีปุน
เน่ืองจากเปนยุคสมัยที่วัฒนธรรมของญ่ีปุนเองเร่ิมพัฒนาข้ึน ส่ิงท่ีเห็นไดอยางชัดมากที่สุด คือการประดิษฐ
ตวั อักษร ฮิรางานะ ซึง่ ทาํ ใหเ กดิ วรรณกรรมทแ่ี ตงโดยตวั อกั ษรนีเ้ ปน จาํ นวนมาก เชน ในชวงกลางพุทธศตวรรษที่
16 ไดมีการแตงนวนิยายเร่ืองนิทานเกนจิขึ้น ซึ่งเปนนิยายที่บรรยายเก่ียวกับการใชชีวิต การปกครองของ
ตระกูลฟุจิวาระ และบทกลอนท่ีถูกใชเปนเน้ือเพลงของเพลงชาติญี่ปุน คิมิงะโยะ ก็ถูกแตงข้ึนในชวงน้ี
เชนเดียวกัน

ยุคศักดินา ญป่ี ุน เรมิ่ ตนจากการที่ผูปกครองทางการทหารเร่ิมมีอํานาจข้ึน พ.ศ.1728 หลังจาก
การพา ยแพข องตระกลู ไทระ มนิ ะโมะโตะ โนะ โยะรโิ ตะโมะ ไดแ ตง ตั้งตนเองเปน โชกนุ และสรางรัฐบาลทหาร
ในเมืองคะมะกุระ ซ่ึงเปนจุดเริ่มตนของยุคคะมะกุระ ซึ่งมีการปกครองแบบศักดินา แตรัฐบาลคามากุระ
กไ็ มส ามารถปกครองท้งั ประเทศได เพราะพวกราชวงศยังคงมีอาํ นาจอยูในเขตตะวันตก หลังจากการเสียชีวิต
ของโชกนุ โยรโิ ตโมะ ตระกูลโฮโจ ไดก าวขึน้ มาเปน ผูสาํ เรจ็ ราชการใหโชกุน รัฐบาลคะมะกุระสามารถตอตาน
การรกุ รานของจักรวรรดิมองโกลใน พ.ศ. 1817 และ พ.ศ. 1824 โดยไดรับความชวยเหลือจากพายุกามิกาเซ
ซ่ึงทําใหก องทัพมองโกลประสบความเสียหายมาก

อยา งไรก็ตาม รฐั บาลคะมะกรุ ะกอ็ อนแอลงจากสงครามคร้ังน้ี จนในทีส่ ดุ ตองสญู เสยี อํานาจใหแ ก
จกั รพรรดโิ กไดโกะ ผูซึ่งพายแพตออะชิกะงะ ทากาอุจิ ในเวลาตอมาไมนานอาชิกางะ ทากาอุจิ ยายรัฐบาล
ไปตั้งไวท่ีมิโรมะจิ จังหวัดเกียวโต จึงไดชื่อวายุคมุโรมะจิ ในชวงกลางพุทธศตวรรษที่ 20 อํานาจของโชกุน

58

เริ่มเสอื่ มลงและเกดิ สงครามกลางเมืองขนึ้ เพราะบรรดาเจาครองแควนตางทําการสูรบเพื่อแยงชิงความเปน
ใหญ ซงึ่ ทําใหญ่ปี นุ เขาสยู ุคสงครามทเ่ี รียกวายคุ เซงโงกุ

ในระหวางพุทธศตวรรษท่ี 21 มีพอคา และมิชชนั นารีจากโปรตุเกสเดนิ ทางมาถงึ ญปี่ ุนเปน ครง้ั แรก
และเร่ิมการคาขายและแลกเปล่ียนวัฒนธรรมระหวา งญปี่ ุน กับโลกตะวนั ตก

สงครามดํารงอยูหลายสิบปจนโอะดะ โนบุนากะเอาชนะเจาครองแควนอ่ืนหลายคน โดยใช
เทคโนโลยีและอาวุธของยุโรปและเกือบจะรวมประเทศญ่ีปุนใหเปนปกแผนไดแลวเม่ือเขาถูกลอบสังหาร
ใน พ.ศ. 2125 โทพโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ ผูสบื ทอดเจตนารมณตอมาสามารถปราบปรามบานเมอื งใหส งบลงได
ใน พ.ศ. 2133 ฮิเดะโยะชิรุกรานคาบสมุทรเกาหลีถึง 2 คร้ัง แตก็ไมประสบความสําเร็จ จนเม่ือเขาเสียชีวิต
ลงใน พ.ศ. 2141 ญ่ีปนุ กถ็ อนทพั

หลังจากฮิเดะโยะชิเสียชีวิต โทะกุงะวะ อิเอะยะซุ แตงต้ังตนเองขึ้นเปนผูสําเร็จราชการใหแก
ลูกชายของฮิเดะโยะชิ โทพโยะโตะมิ ฮิเดะโยะริ เพื่อที่จะไดอํานาจทางการเมืองและการทหาร อิเอะยะซุ
เอาชนะไดเมียวตาง ๆ ไดในสงครามเซะกิงะฮะระ ใน พ.ศ. 2143 จึงข้ึนเปนโชกุนใน พ.ศ. 2146 และกอต้ัง
รัฐบาลใหมที่เมืองเอะโดะ ยุคเอะโดะจึงเร่ิมตนข้ึน รัฐบาลใชวิธีหลายอยาง เชน บุเกโชฮัตโต เพ่ือควบคุม
ไดเมียวทง้ั หลาย ในปพ.ศ. 2182 รฐั บาลเริ่มนโยบายปด ประเทศและใชนโยบายนี้อยางไมเขมงวดนัก ตอเนื่องถึง
ประมาณสองรอยหาสิบป ในระหวางน้ีญ่ีปุนศึกษาเทคโนโลยีตะวันตกผานการติดตอกับชาวดัตชที่สามารถ
เขามาท่ีเกาะเดจมิ ะ (ในจังหวดั นะงะซะกิ) เทาน้นั ความสงบสขุ จากการปด ประเทศเปนเวลานานทําใหชนท่ีอยู
ใตอ ํานาจปกครองอยา งเชน ชาวเมืองไดม โี อกาสทจี่ ะประดิษฐสิ่งใหมๆ ข้ึนมาในทางของตนเอง ในยุคเอะโดะน้ี
ยงั มีการเริ่มตน การใหศึกษาประชาชนเกีย่ วกับประเทศญป่ี ุนอีกดวย

แตญี่ปุนก็ถูกกดดันจากประเทศตะวันตกใหเปดประเทศอีกครั้ง ในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.
2394 นาวาเอก (พิเศษ) แมทธวิ เพอรร่ี และเรอื ดําน้าํ ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาบุกมาถึงญี่ปุน เพ่ือบังคับ
ใหเ ปด ประเทศดวยสนธสิ ัญญาสมั พนั ธไมตรีกับประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากน้ันญ่ีปุนก็ตองทําสนธิสัญญา
แบบเดียวกนั กับประเทศตะวันตกอ่ืน ๆ ซึ่งสนธิสัญญาเหลานี้ทําใหญี่ปุนประสบปญหาท้ังทางเศรษฐกิจและ
การเมือง เพราะการเปด ประเทศและใหส ทิ ธพิ ิเศษกับชาวตางชาตทิ าํ ใหช าวญป่ี ุนจาํ นวนมากไมพอใจตอ รฐั บาล
เอะโดะ และเกดิ กระแสเรยี กรองใหค นื อาํ นาจอธิปไตยแกองคจักรพรรดิ (ซ่ึงมักเรียกวาการปฏิรูปเมจิ) จนใน
ทส่ี ดุ รัฐบาลเอะโดะก็หมดอํานาจลง

ในยุคเมจิ รัฐบาลใหมภายใตการปกครองของสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิไดยายฐานอํานาจของ
องคจกั รพรรดมิ ายงั เอะโดะ และเปลี่ยนช่ือเมืองหลวงจากเอะโดะเปนโตเกียว มีการเปล่ียนแปลงระบบการ
ปกครองตามแบบตะวนั ตก เชน บงั คบั ใชรัฐธรรมนูญใน พ.ศ. 2443 และกอตั้งสภานิติบัญญัติแหงชาติโดยใช
ระบบสองสภา นอกจากน้ี จักรวรรดญิ ่ีปนุ ยังสนบั สนุนการรบั เอาวิทยาการจากประเทศตะวันตก และทําใหมี
ความกาวหนาทางอุตสาหกรรมเปนอยางมาก จักรวรรดิญี่ปุนเริ่มมีความขัดแยงทางทหารกับประเทศ
ขางเคียงเม่ือพยายามขยายอาณาเขต หลังจากที่ไดชัยชนะในสงครามจีน - ญ่ีปุน ครั้งที่หนึ่ง (พ.ศ. 2437
- 2438) และสงครามรัสเซีย - ญ่ีปุน (พ.ศ. 2447 - 2448) ญ่ีปุนก็ไดอ าํ นาจปกครองไตห วนั เกาหลี และตอน
ใตของเกาะซาคาลิน

59

ญ่ีปุน ยอมแพส งครามโลกครั้งที่ 2

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งทําใหญ ป่ี ุนซึ่งอยูฝา ยไตรภาคี ผูชนะสามารถขยายอํานาจและอาณาเขต
ตอไปอีก ญ่ีปุนดําเนินนโยบายขยายดินแดนตอไป โดยการครอบครองแมนจูเรียใน พ.ศ. 2474 และเมื่อ
ถูกนานาชาติประณามในการครอบครองดินแดนนี้ ญี่ปุนก็ลาออกจากสันนิบาตชาติในสองปตอมา ในป 1936
ญี่ปุนลงนามในสนธสิ ัญญาตอตานองคการคอมมิวนิสตสากลกับนาซีเยอรมนี และเขารวมกับฝายอักษะในป
1941

ในยคุ สงครามโลกครงั้ ทีส่ อง ญป่ี นุ ไดเ สริมสรางอํานาจทางการทหารใหเขมแข็งย่ิงข้ึน หลังจาก
ญป่ี นุ ถูกกีดกันทางการคาจากสหรฐั อเมรกิ า ตอมาจงึ ไดเ ปด ฉากสงครามในแถบเอเชียแปซฟิ ก (ซงึ่ รจู ักกันทั่วไป
ในช่ือ สงครามมหาเอเชียบูรพา) ในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2484 โดยการโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกา
ท่ีอาวเพิรลและการยาตราทัพเขามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต ซึ่งสวนใหญเปนดินแดนอาณานิคมของ
สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจกั รและเนเธอรแ ลนด ตลอดสงครามครง้ั น้ัน ญ่ปี ุนสามารถยดึ ครองประเทศตาง ๆ
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใตไดท้ังหมด แตหลังจากญี่ปุนพายแพใหแกสหรัฐอเมริกาในการรบทางนํ้า
ในมหาสมุทรแปซิฟกหลังจากยุทธนาวีแหงมิดเวย (พ.ศ. 2485) ญี่ปุนก็ตกเปนฝายเสียเปรียบมากข้ึนเร่ือย ๆ
แตก ย็ งั ไมยอมแพแ กฝา ยสมั พันธมติ รโดยงาย เมื่อตองเผชิญหนากับระเบิดปรมาณูของสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกทิ้ง
ทเี่ มืองฮโิ รชมิ าและนางาซากิ (ในวนั ที่ 6 และ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ตามลําดบั ) และการรุกรานของสหภาพ
โซเวยี ต (วันที่ 8 สงิ หาคม พ.ศ. 2488) ญี่ปนุ จึงประกาศยอมแพอยางไมม ีเงอ่ื นไขในวนั ที่ 15 สิงหาคม ปเ ดียวกัน
สงครามทําใหญ ่ปี นุ ตองสูญเสียพลเมืองนับลานคนและทําใหอุตสาหกรรมและโครงสรางพ้ืนฐานของประเทศ
เสยี หายอยางหนัก ฝายสัมพันธมติ รซง่ึ นาํ โดยสหรัฐอเมริกาไดสงพลเอกดักลาส แมกอารเธอรเขามาควบคุม
ญี่ปุน ตัง้ แตหลงั สงครามจบ

ใน ป พ.ศ. 2490 ญ่ีปุนเร่ิมใชรัฐธรรมนูญฉบับใหมซ่ึงเนนเร่ืองประชาธิปไตยอิสระการควบคุม
ญ่ปี ุนของฝา ยสัมพันธมติ รส้ินสุดเม่ือมีการลงนามในสนธิสัญญาซานฟรานซิสโกใน พ.ศ. 2499 และญ่ีปุนไดเปน

60

สมาชิกสหประชาชาติในป 1956 หลังจากสงครามญป่ี ุนสามารถพฒั นาทางเศรษฐกจิ ดว ยอตั ราการเจรญิ เติบโต
ท่ีสงู มากจนกลายเปนประเทศทม่ี เี ศรษฐกจิ ใหญเปนอนั ดบั สองของโลก

บรรยากาศในตอนกลางคืนและ อาคารโตเกยี วทาวเวอร ประเทศญป่ี นุ

ประเทศญ่ีปุนปกครองดวยระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีภายใตรัฐธรรมนูญ โดยมีสมเด็จ
พระจักรพรรดทิ รงเปนประมขุ แตพ ระจกั รพรรดิไมม พี ระราชอาํ นาจในการบรหิ ารประเทศ โดยมีบัญญัติไวใน
รฐั ธรรมนญู แหงญ่ปี นุ วา สญั ลกั ษณแหง รฐั และความสามัคคีของชนในรัฐ อํานาจการปกครองสวนใหญต กอยกู ับ
นายกรัฐมนตรีและสมาชิกอื่น ๆ ในสภานิติบัญญัติแหงชาติ อํานาจอธิปไตยน้ันเปนของชาวญ่ีปุน
พระจกั รพรรดทิ รงทําหนา ทเ่ี ปน ประมขุ แหงรัฐในพธิ ีการทางการทูต พระองคปจจุบันคือ จักรพรรดิอะกิฮิโตะ
สว นรชั ทายาทคือมกุฎราชกมุ ารนะรฮุ ิโตะ

องคกรนิติบัญญัติของญ่ีปุน คือ สภานิติบัญญัติแหงชาติ หรือท่ีเรียก “ไดเอ็ต” เปนระบบสองสภา
ประกอบดวย สภาผูแทนราษฎร (อังกฤษ : House of Representatives) เปนสภาลาง มีสมาชิกสี่รอยแปดสิบ
คนซงึ่ มวี าระดาํ รงตําแหนง สป่ี  และ มนตรีสภา (องั กฤษ : House of Councillors) เปน สภาสูง มีสมาชิกสอง
รอยสี่สบิ สองคนซ่งึ มีวาระดาํ รงตาํ แหนงหกป โดยมีการเลือกตั้งสมาชิกมนตรีสภาจํานวนคร่ึงหน่ึงสลับกันไป
ทกุ สามป สมาชกิ ของสภาท้งั สองมาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ สวนผูมีสิทธิเลือกต้ังน้ันมีอายุยี่สิบปบริบูรณ
เปน ตนไป พรรคเสรีประชาธิปไตยเปน พรรครัฐบาลมาโดยตลอดต้งั แตกอต้ังพรรคใน พ.ศ. 2498 ยกเวน ชวงส้ัน ๆ
ใน พ.ศ. 2536 ทเี่ กิดรฐั บาลผสมของพรรคฝา ยคาน ทั้งนีแ้ กนนาํ ฝา ยคา นคือพรรคประชาธิปไตยญ่ีปนุ

61

สําหรับอํานาจบริหารนั้น พระจักรพรรดิทรงแตงต้ังนายกรัฐมนตรีจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
ที่ไดรับเลือก โดยสมาชิกดวยกันเองใหเปนหัวหนารัฐบาล นายกรัฐมนตรีมีอํานาจแตงต้ังรัฐมนตรีและให
รัฐมนตรีพน จากตาํ แหนง

นโยบายตางประเทศและการทหาร
ญี่ปุนรักษาความสัมพันธทางเศรษฐกิจและทางทหารกับสหรัฐอเมริกาซ่ึงเปนพันธมิตรหลัก โดยมี
ความรวมมอื ทางความมัน่ คงระหวา งสหรัฐอเมรกิ าและญี่ปุนเปนเสาหลักของนโยบายตางประเทศ ญ่ีปุนเปน
สมาชกิ ของสหประชาชาติตั้งแตป 1956 ไดเปน สมาชิกไมถาวรของคณะมนตรีความม่ันคงแหงสหประชาชาติ
รวม 9 คร้ัง (ลา สุดเม่อื ป 2005 - 2006) และยงั เปนหนึ่งในกลุม G4 ซ่ึงมุงหวงั จะเขาเปนสมาชิกถาวร ในคณะ-
มนตรคี วามมัน่ คง ญี่ปนุ ซงึ่ เปนสมาชกิ ของ G8 และเอเปค มคี วามต่ืนตวั ที่จะมสี ว นรวมในการแกไขปญหาของ
ตางประเทศและกระชับความสัมพันธทางการทูต กับประเทศคูคาท่ีสําคัญท่ัวโลก นอกจากน้ียังเปนผูท่ีให
ความชว ยเหลอื เพอ่ื การพฒั นาอยางเปนทางการ (ODA) รายใหญของโลก โดยบริจาค 7.69 พันลานดอลลาร
สหรัฐในป 2007 จากการสํารวจของบีบซี ีพบวานอกจากประเทศจีนและเกาหลีใตแลว ประเทศสวนใหญมอง
อิทธพิ ลของญีป่ ุน ทมี่ ีตอโลกเชงิ บวก
ญีป่ นุ มปี ญ หาขอ พพิ าทเร่ืองสทิ ธิในดนิ แดนตา ง ๆ กับประเทศเพอ่ื นบา น เชนกบั รัสเซีย เร่อื งเกาะครู ลิ
กับเกาหลีใตเร่ืองหินลีอังคอรท (หรือทะเกะชิมะ ในภาษาญี่ปุน) กับจีนและไตหวันเรื่องเกาะเซงกากุกับจีน
เรือ่ งเขตเศรษฐกจิ จําเพาะรอบ ๆ โอะกิโนะ โทะริชิมะ เปนตน นอกจากนี้ ญ่ีปุนยังคงมีปญหากับเกาหลีเหนือ
กรณีการลักพาตัวชาวญ่ีปุนและเรื่องการครอบครองอาวุธนิวเคลียรและเน่ืองจากขอพิพาทเร่ืองเกาะคูริล
ในทางกฎหมายแลว ญี่ปุนยังคงทาํ สงครามอยูกับรัสเซีย เพราะไมเคยมีการลงนามในขอตกลงใด ๆ เกี่ยวกับ
ปญหาน้ี

62

เรือ่ งท่ี 2 เหตกุ ารณสําคญั ทางประวัตศิ าสตรท ่ีเกดิ ขนึ้ ในประเทศไทยและประเทศในทวปี เอเชีย

2.1 ยุคลา อาณานคิ ม
ยุคลาอาณานิคมเกิดข้ึนเนื่องจากประเทศทางโลกตะวันตก ไดแก อังกฤษ ฝร่ังเศส โปรตุเกส

ฮอลันดา ฯลฯ พยายามขยายอาณานิคมของตนเองไปยังประเทศตา ง ๆ ท่วั โลก โดยเฉพาะประเทศในแถบทวปี
เอเชีย เปน ประเทศเปาหมายสําคัญที่ประเทศมหาอํานาจเหลาน้ีเดินทางมาเพื่อลาเปนเมืองข้ึน ท้ังประเทศ
อินเดยี พมา อินโดนีเซีย ฟล ิปปนส ลาว เวยี ดนาม เปนตน ในบทนี้จะกลาวถึงประเทศที่ถูกยึดเปนอาณานิคม
พอเปนสังเขปดงั น้ี

ประเทศพมาต้ังอยูในเขตพื้นท่ีเอเชียตะวันออกเฉียงใต มีระบบการปกครองท่ีมอบอาํ นาจใหแ ก
กษัตริยและขุนนางซึ่งเปนเพียงกลุมคนจํานวนนอยในสังคม สวนไพรและทาสซึ่งเปนคนสวนใหญและมี
หลากหลายชาตพิ ันธจุ ะมหี นา ทใ่ี นการสงสว ยหรอื ใชแ รงงานแกรัฐตามกลไกระบบศักดินา

หลังสงครามอังกฤษกับพมาคร้ังที่ 3 สิ้นสุด พระเจาธีบอและมเหสีก็ถูกเนรเทศ อังกฤษก็ได
ผนวกพมา เขา กับอนิ เดยี ทาํ ใหระบบการปกครองของพมาลม เหลว ขุนนางขาดแหลงอา งอิง ในการใชอาํ นาจ
ทช่ี อบธรรม พระราชวงั มณั ฑะเลยกลายเปนศนู ยกลางรวมกองบญั ชาการทหาร นอกจากนั้นอังกฤษยังทําการ
เลกิ ระบบไพรและทาสดวย

ขนุ นางของพมาจํานวนมากยอมใหค วามรว มมอื กับองั กฤษและตอมาไมน านกถ็ กู ระบบของอังกฤษ
ดูดกลืน หลงั จากนนั้ องั กฤษก็ไดข้ึนมาเปนชนชน้ั ปกครองของพมา พมา ไดถ กู สรา งภาพลักษณใหมใ หซ ึมซาบถงึ
ทุกชนชัน้ ซง่ึ นักศกึ ษาสวนใหญเ ชือ่ วาพมา สมัยใหมเ ปนผลผลิตของอังกฤษ

ICS เปนกลุมนักบริหารอาณานิคม ท่ีเกิดจากการคัดเลือกซึ่งจะทํางานอยูในอินเดียและพมา
เจาหนาท่ี 1 คน ตองรับผิดชอบคนราว 300,000 คน ทําใหคอนขางทํางานหนัก การทํางานของ ICS จําเปน
จะตอ งปฏสิ ัมพนั ธกบั คนพื้นเมอื ง เชน ในพมา แตดว ยความท่มี ีอคติมองวา ชาวพมาเปนชนช้นั ที่ตา่ํ ตอ ยจงึ ทําให
ICS สว นใหญไ มสนใจท่จี ะเรยี นรเู กยี่ วกับพ้นื เมืองพมา มากนัก ทาํ ให ICS และคนพน้ื เมอื งพมา คอนขางทจ่ี ะเกดิ
ความรูสึกแปลกแยกทัง้ จากเชอ้ื ชาตเิ ดยี วกันและตางเชอ้ื ชาติ

การปกครองของอังกฤษในดานการเกบ็ ภาษี โดยเฉพาะสว ยท่รี ฐั บาลเรยี กเก็บรายบคุ คลทําใหภาวะ
ราคาขา วตกต่าํ จนชาวพมาเกิดความกดดนั และนาํ ไปสกู ารตอตานเกดิ กบฏหยา ซาน แตการเกดิ ความขัดแยงน้ัน
อังกฤษมองวา เปนการกระทาํ ที่เกดิ จากไสยศาสตร ความคดิ แบบจารีต ไมไ ดก ลาววา เปนการเกดิ จากปญ หาสงั คม
- เศรษฐกจิ

คร้ันถึงชวงปลายพุทธศตวรรษท่ี 24 ตอชวงตนพุทธศตวรรษท่ี 25 ประเทศฝร่ังเศสเริ่มให
ความสนใจที่จะขยายอํานาจเขามาสูดินแดนในแถบลุมแมนํ้าโขง เพ่ือหาทางเขาถึงดินแดนตอนใตของจีน
เพ่ือเปด ตลาดการคาแหงใหมแขงกบั องั กฤษ ซึง่ สามารถยึดพมา ไดกอ นหนานน้ั แลว โดยฝร่งั เศสเริ่มจากการ
ยดึ ครองแควนโคชนิ จนี หรอื เวยี ดนามใตกอ นในป พ.ศ. 2402 รกุ คืบเขา มาสดู ินแดนเขมรสว นนอก

ซึ่งไทยปกครองในฐานะประเทศราชในป พ.ศ. 2406 (ไทยตกลงยอมสละอํานาจเหนือเขมรสว นนอก
อยางเปนทางการในป พ.ศ. 2410) จากน้ันจึงไดขยายดินแดนในเวียดนามตอจนกระท่ังสามารถยึดเวียดนาม

63

ไดท ง้ั ประเทศในป พ.ศ. 2426 พรมแดนของสยามทางดา นประเทศราชลาวจงึ ประชิดกับดินแดนอาณานคิ มของ
ฝรง่ั เศสอยางหลีกเลี่ยงไมไ ด

ในระยะเวลาเดียวกนั ในประเทศจนี ไดเกดิ เหตุการณกบฏไทผิงตอตานราชวงศชิงกองกําลังกบฏ
ชาวจนี ฮอท่ีแตกพายไดถอยรน มาตงั้ กําลงั ซอ งสมุ ผคู นอยูในแถบมนฑลยนู นานของจนี ดินแดนสิบสองจุไทยและ
ตามแนวชายแดนประเทศราชลาวตอนเหนอื กองกาํ ลังจีนฮอไดท าํ การปลนสะดมราษฎรตามแนวพนื้ ที่ดังกลาว
อยา งตอ เนอ่ื ง สรา งปญ หาตอ การปกครองของท้ังฝายไทยและฝรั่งเศสอยางย่ิง เพราะสงกําลังไปปราบปราม
หลายครั้งกย็ ังไมส งบ เฉพาะกับอาณาจกั รหลวงพระบางนั้น ทางกรงุ เทพถึงกบั ตองปลดพระเจามหินทรเทพนภิ าธร
เจาผูครองนครหลวงพระบางออกจากตําแหนง เนื่องจากไมสามารถรักษาเมืองและปลอยใหกองทัพฮอ
เขาปลนสะดมและเผาเมอื งหลวงพระบางลงและตั้งเจาคําสกุ ขึน้ เปน พระเจาสักรนิ ทรฤทธิ์ปกครองดินแดนแทน

ไทย (หรือสยามในเวลาน้นั ) จงึ รวมกับฝรั่งเศสปราบฮอ จนสาํ เรจ็ โดยทง้ั สองฝา ยไลต กี องกําลังจีนฮอ
จากอาณาเขตของแตละฝายใหมาบรรจบกันที่เมืองแถง (เดียนเบียนฟูในปจจุบัน) แตก็เกิดปญหาใหม คือ
ฝายฝรั่งเศสฉวยโอกาสอา งสทิ ธิปกครองเมอื งแถงและสิบสองจไุ ทย โดยไมยอมถอนกําลังทหารออกจากเมือง
แถงเพราะอา งวา เมืองนเี้ คยสง สวยใหเ วยี ดนามมากอ น ปญ หาดังกลา วนีม้ ีทมี่ าจากภาวะการเปนเมอื งสองฝา ยฟา
ของเมืองปลายแดน ซึ่งจะสง สว ยใหแกรฐั ใหญทุกรฐั ทม่ี อี ิทธิพลของตนเองเพ่ือความอยูร อด

พระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) แมทัพฝายไทย เห็นวาถาตกลงกับฝร่ังเศสไมไดจะทําให
ปญหาโจรฮอบานปลายแกยาก จงึ ตัดสินใจทําสัญญากับฝรั่งเศสในวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2431 ใหฝายไทย
ตัง้ กําลังทหารทเ่ี มอื งพวน (เชยี งขวาง) ฝร่งั เศสต้ังกําลังทหารที่สิบสองจุไทย สวนเมืองแถงเปนเขตกลางใหมี
ทหารของทั้งสองฝายดแู ลจนกวา รฐั บาลทง้ั สองชาตจิ ะเจรจาเรื่องปก ปนเขตแดนไดผลจากสนธิสัญญาน้ีแมจะ
ทําใหฝ ายไทยรว มมือปราบฮอกับฝรัง่ เศสจนสาํ เรจ็ และสามารถยุตคิ วามขัดแยงเร่ืองแควนสิบสองจไุ ทย
เมืองพวน และหวั พนั ทั้งหา ทั้งหกยตุ ลิ งไปชวั่ คราว แตกต็ องเสยี ดินแดนสิบสองจไุ ทยโดยปริยายไป

การลา อาณานคิ มขององั กฤษ
ในยุคลาอาณานิคมน้ัน กลุมประเทศมหาอํานาจตะวันตกหลายประเทศตางแสวงหาอาณานิคม

ของตนเอง เชน ประเทศองั กฤษ โปรตเุ กส ฝร่ังเศส ไดแ ผอ ทิ ธพิ ลเขา มาในทวีปเอเชียหลายประเทศและประเทศ
หนึง่ ทต่ี กเปน เมอื งขนึ้ ขององั กฤษคืออินเดียน่นั เอง

บริษัทอิสตอินเดยี ขององั กฤษเขามาทําการคา ในประเทศอนิ เดีย เปนประวัติศาสตรท่ีศูนยอํานาจ
ชาวอังกฤษที่เขามาสูอินเดียน้ันมาในนามของพอคา ความจริงแลวมีหลายชาติท่ีเขามาทําการคากับอินเดีย
ทสี่ าํ คญั เชน ชาวโปรตุเกส ชาวฮอลนั ดา ชาวฝรง่ั เศส เปน ตน

โปรตุเกส นับเปนยุโรปชาติแรก ๆ ที่เขามาทําการคาบนแผนดินอินเดีย นับตั้งแตวัสโกดากามา
เดนิ ทางมาถึงเมืองกาลกิ ตั ทางตะวันตกของอินเดยี ต้งั แตป ลายคริสตศตวรรษที่ 15 และสามารถสรางเมืองทา
ของตัวเองขึ้นเปนผลสําเร็จที่เมืองกัว (Goa) หลังจากชาวโปรตุเกสแลว ก็มีชาวฮอลันดาและชาวฝรั่งเศส
สว นองั กฤษนน้ั เขา มาในภายหลงั เม่อื ชาวโปรตเุ กส ฮอลนั ดา และฝรัง่ เศสไดม กี จิ การท่ีอนิ เดียอยกู อนแลว และ
นาํ ศาสนาครสิ ตม าเผยแผใ นอนิ เดยี ดว ย

64

บริษัทอิสตอินเดียของอังกฤษ ทําใหเกิดเปนปฏิปกษกับชาวอินเดีย ทั้งท่ีเปนมุสลิมและฮินดู
เพราะบทเรียนเชนนี้ พอ คา ชาวองั กฤษจงึ ไมป รารถนาจะใหเ รื่องศาสนามาเปนอปุ สรรคในการทําธุรกิจการคา
ที่สําคัญคือ ชาวอังกฤษเองกลับเปนผูสนับสนุนชาวอินเดียไมวาจะเปนมุสลิมหรือฮินดูในการตอสูกับพอคา
ตางศาสนา

แมจะเขามาสูอินเดียหลังชาติอ่ืน แตอังกฤษกลับประสบความสําเร็จอยางรวดเร็วและมากกวา
ชาติอ่นื ภายในเวลาไมนาน บรษิ ัทอิสตอินเดียของอังกฤษ ก็สามารถจัดต้ังศูนยการคาของตัวเองไดตามเมืองทา
สําคัญ นบั ตงั้ แตแ ถบตะวนั ตกทเ่ี มอื งสรุ ัต บอมเบย มาจนถงึ แถบตะวนั ออก คอื มัทราส และกลั กตั ตา ท้งั นก้ี ด็ ว ย
ความชว ยเหลอื จากเจาผูครองนครตา งๆ

เมือ่ มาถึงชวงกลางคริสตศตวรรษที่ 18 เปนชวงที่อํานาจปกครองรวมศูนยโดยกษัตริยมุสลิมเร่ิม
เสอ่ื มลง เปนโอกาสใหพ อ คาชาวอังกฤษมีโอกาสเขาไปแทรกแซงดวยการชวยเหลือฝายใดฝายหนึ่งท่ีมีความ
ขัดแยงกัน จนในทส่ี ดุ บริษทั อิสตอ นิ เดยี กม็ ีอิทธพิ ลเหนือเจา ผูปกครองเหลา นน้ั และนําไปสูการมีอํานาจเหนือ
แผนดินอินเดียในเวลาตอ มา

ลว งมาถงึ ศตวรรษท่ี 19 ประเทศอินเดยี ท้งั หมดกต็ กอยภู ายใตอ ทิ ธิพลของอังกฤษ น่ันคอื บางสวน
เปน เขตปกครองของอังกฤษโดยตรง เรียกวา บริทชิ ราช (British Raj) เขตปกครองโดยตรงนี้มีประมาณ 3 ใน 5
ของอินเดียท้งั หมด สว นทเ่ี หลือเปนการปกครองโดยมหาราชาผูครองนคร ที่แตกแยกเปนแควนเล็กแควนนอย
ทีแ่ มจ ะปกครองตนเองไดแตกต็ กอยภู ายใตอ ํานาจของอังกฤษ กลา วคือ ไมสามารถปฏเิ สธอาํ นาจขององั กฤษได

ชวงประมาณ 100 ป ต้งั แตตนศตวรรษที่ 19 ถึงตนศตวรรษที่ 20 เปน รอยปแ หงความเปนไปของ
อินเดยี ที่ถกู กาํ หนดทิศทางโดยผปู กครองชาวองั กฤษ อินเดยี ทแ่ี ตกเปน แควนเลก็ แควนนอยมานานหลายรอ ยป
ถกู เชื่อมโยงใหตดิ กนั เปน หนึง่ เดียว ดว ยระบบทางรถไฟและการสอื่ สารไปรษณยี ท ีอ่ ังกฤษจัดสรางข้ึนบนแผน ดนิ
อินเดยี

นับต้ังแตชวงตนศตวรรษที่ 20 มา จนถึงชวงไดรับอิสรภาพในชวงกลางศตวรรษ กระบวนการ
เรียกรอ งเอกราชจากการปกครองของอังกฤษก็ทวรี นุ แรงขึน้ เรื่อยๆ จนในทส่ี ดุ อนิ เดยี สามารถประกาศเอกราช
ไดส ําเร็จ ผนู ํา คอื มหาตมะคานธีททีต่ อ ตานองั กฤษดวยวิธีการ “อหิงสา” ซึ่งเปนวธิ กี ารสงบสนั ติ พรอ ม ๆ กับ
การแตกอนิ เดยี ออกเปนฮนิ ดสู ถาน (เขตประเทศชาวฮินด)ู และปากสี ถาน (เขตประเทศชาวมุสลิม)

การทําสนธสิ ญั ญาเบาวริง่ พ.ศ. 2398 (Bowring Treaty, 1855) ในสมยั รัชกาลที่ 4

ในชว ง พ.ศ. 2398 เปนชวงทีภ่ ูมิภาคเอเชียตองเผชิญกับการคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยม โดยชาติ
มหาอํานาจตะวันตกไดใชนโยบายเรือปน คือ การใชกองกําลังทหารเรือเขายึดครองประเทศหรือดินแดน
ที่ออนแอกวา นโยบายเรือปนเปนที่นิยมใชของมหาอํานาจทางตะวันตก โดยเฉพาะประเทศฝร่ังเศสและ
ประเทศองั กฤษ ซึง่ ขณะนน้ั ไดข ยายอาํ นาจมาทางเอเชียใตและเอเชียตะวันออกเฉียงใต โดยไดใชอํานาจทาง
ทะเล คือ เรือรบท่ีมีปนใหญทท่ี นั สมยั พรอมกําลงั ทหารประจําเรอื เขายึดครอง โดยองั กฤษยดึ ครองอินเดีย พมา
มลายู สวนฝรัง่ เศสเขา ยึดครองเวยี ดนาม ลาว และกมั พูชา และตอมาฝร่ังเศสไดพ ยายามใชนโยบายเรือปนเขา
ยึดครองประเทศไทย ทําใหไทยตอ งเสยี ดินแดนบางสวนไปใน รศ. 112 (พ.ศ. 2423) โดยฝรั่งเศสไดสงเรือปน

65

ชื่อลตู เิ ขา มาในแมน า้ํ เจา พระยา ถึงหนาสถานทตู ฝรง่ั เศสในกรงุ เทพมหานคร เพื่อขมขูใหไ ทยยกดินแดนฝง ขวา
ของแมนํ้าโขงและดินแดนไทยในกัมพูชาบางสวนใหกับฝรั่งเศส และเพ่ือเขามาบีบบังคับใหประเทศตาง ๆ
ทาํ ตามขอเรยี กรอ งของตน ประเทศไทยไดต ระหนักถึงภัยคุกคามดังกลาว ซ่ึงไดเห็นบทเรียนจากการพายแพ
ของจักรวรรดจิ ีนอนั ยง่ิ ใหญตอ ประเทศองั กฤษในสงครามฝน ครง้ั ที่ 1 (พ.ศ. 2385) การคุกคามของอังกฤษที่มี
ตอประเทศเพอ่ื นบานอยา งพมา และการยึดครองเวียดนามของฝร่ังเศษ ดวยเหตุผลดังกลาวเปนเหตุใหไทย
ตองดําเนินนโยบายแบบผอนปรนหรือลูตามลม (Bending with the wind) เพื่อความอยูรอดของชาติและ
ยนิ ยอมทที่ าํ สนธิสัญญาทไ่ี มเ สมอภาค

เม่ืออังกฤษสงเซอรจอหน เบาวริ่ง (Sir.John Bowring) มาเจรจาทําสนธิสัญญาทางพระราชไมตรี
และการคา ในป พ.ศ. 2398 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ไทยไดยินยอม
ทาํ สนธสิ ญั ญาท่เี รียกวา "สนธสิ ัญญาเบาวร ง่ิ " เมือ่ วันท่ี 18 เมษายน พ.ศ. 2398 ซ่ึงเปาหมายของสนธิสัญญา
ฉบับน้คี ือชาตมิ หาอํานาจตะวันตกตองการใหไทยเปนตลาดระบายสินคาและการลงทุน ซึ่งสงผลใหไทยตอง
สูญเสียรายไดจ ากการคา ตา งประเทศและอํานาจทางการศาลหรือสิทธิสภาพนอกอาณาเขต (Extra territoriality)

สรุปสาระสําคญั ของสนธิสญั ญาเบาวร ิง่ ไดด ังนี้

1. ใหคนในบงั คบั อังกฤษอยภู ายใตก ารควบคุมของกงสุลอังกฤษ ทําใหคนในบังคับอังกฤษไมตองขึ้น
ศาลไทย

2. ยกเลิกพระคลังสินคา ใหคนในบังคับของอังกฤษไดรับสิทธิในการคาเสรีในทุกเมืองทา สามารถ
ซือ้ ขายสนิ คา ไดโดยตรงกับธรุ กิจเอกชนของไทย

3. กําหนดอัตราภาษีศุลกากรขาเขาของสินคาทุกชนิดในอัตรารอยละ 3 นอกจากภาษีศุลกากร
หา มเกบ็ คาธรรมเนยี มและอากรอื่น ๆ จากพอ คา ของประเทศคสู ญั ญา นอกจากไดรับความเหน็ ชอบจากสถาน
กงสลุ

4. อังกฤษเปนประเทศท่ีไดรับการอนุเคราะหจากไทย หมายความวา ถาฝายไทยยอมใหส่ิงใด ๆ
แกชาติอ่นื ๆ นอกเหนือไปจากสญั ญาน้ี ไทยก็ตอ งยอมมอบใหองั กฤษเชน กนั

5. ขาวเปนสนิ คาหลกั รฐั บาลไทยสงวนสิทธกิ ารสงออกขา ว ปลา และเกลอื ในยามที่ไทยขาดแคลน
6. หามมกี ารเปลยี่ นแปลงสญั ญานี้จนกวาจะใชไปครบ 10 ป และถาตองการแกไขเปล่ียนแปลงตอง
แจงใหค ูสญั ญาทราบลวงหนา 1 ป โดยทง้ั สองฝายตองยินยอม
ในการนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจา อยหู วั มพี ระกรุณาโปรดเกลาฯ แตงต้ังเซอรจอหน เบาวร่ิง
เปน “พระยาสยามมานกุ ูลกิจสยามมติ รมหายศ” เปน การแสดงถึงพระราชไมตรอี นั ดที ไี่ ทยมีตอรัฐบาลอังกฤษ
อีกดวย
สนธิสัญญาเบาวร่ิงไดกลายเปนตนแบบของสนธิสัญญาท่ีนานาชาติเขามาเจริญพระราชไมตรีและ
การคา กับไทยในชว งเวลาตอมาท่ีไทยตอ งลงนามในสนธิสญั ญาทไี่ มเ ปน ธรรมกับประเทศอ่นื ๆ เชน เดียวกับในป
พ.ศ. 2303 ทไี่ ทยไดท ําสนธสิ ัญญากับฮอลันดาและปรัสเซยี (เยอรมนี)

66

ผลกระทบของสนธิสญั ญาเบาวร งิ่

1. การสญู เสยี สทิ ธสิ ภาพนอกอาณาเขต
สงผลใหร ัฐบาลไทยพยายามปรับปรุงแกไขระบบกฎหมายและการศาลไทยที่ตะวันตกไมยอมรับ

เพราะขาดความเปนสากล อีกทั้งระเบียบการพิจารณาคดีและวิธีการลงโทษแบบรุนแรงตามจารีตเปนอุปสรรค
ตอการพฒั นาบานเมอื งอยา งย่งิ

2. การเปลย่ี นแปลงในระบบเศรษฐกจิ ของไทย
การทําสนธสิ ัญญาเบาวร่ิง ทําใหระบบการคา แบบผกู ขาดสน้ิ สุดลง นาํ ไปสกู ารท่ีไทยตองเปดประเทศ

สกู ารคาเสรที าํ ใหเ กดิ การเปลยี่ นแปลงในระบบเศรษฐกิจ ดงั นี้
2.1 การเปล่ียนแปลงโครงสรางสินคาเขา และสินคาออกของไทย กลาวคือ กอนทําสนธิสัญญา

เบาวร ิง่ ไทยสงสนิ คาออกหลายชนิด แตเมื่อมีการทําสนธิสัญญาเบาวริ่งแลวไทยมีสินคาสงออกท่ีสําคัญเพียง
ไมก่ีชนิด โดยสินคาออกที่สําคัญของไทยหลังสนธิสัญญาเบาวร่ิง ไดแก ขาว ยางพารา และดีบุก สวนสินคา
นําเขาจากเดิมมีอยูไมก่ีชนิด สวนใหญเปนประเภทสินคาฟุมเฟอยท่ีตอบสนองความตองการของชนชั้นสูง
กเ็ ปลี่ยนเปนสินคาหลากหลายชนิดเพ่อื ใหคนทั่วไปใชอ ปุ โภคบรโิ ภค

2.2 การเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตสินคาทําใหประเทศไทยตองเปล่ียนจากการผลิตเพื่อเลี้ยงชีพ
มาทําหนาท่ีผลิตสินคาเฉพาะ ท่ีถูกกําหนดตามความตองการของตลาดโลก ซ่ึงขาวกลายเปนสินคาสําคัญ
จงึ เกดิ การขยายพนื้ ทเ่ี พาะปลูก และใชแรงงานคนมากข้ึน ดังนั้น รัฐจึงสนับสนุนใหประชาชนเพาะปลูกขาว
มากขน้ึ โดยวธิ กี ารตาง ๆ เชน การขดุ คลอง ลดภาษีคา นา ลดการเกณฑแรงงาน มีการใชแรงงานจีนชวยเสริม
กําลงั การผลิต และเกดิ การจา งแรงงานเพ่ือชว ยในการทาํ นา

2.3 การคาระหวางประเทศขยายตัวมากยงิ่ ขน้ึ เศรษฐกิจของไทยพึ่งพงิ ตา งประเทศมากย่ิงข้ึน และ
เกดิ ระบบเงนิ ตรา เนื่องจากการคาท่ีขยายตวั เงนิ พดดวงไมเพยี งพอ จึงมกี ารผลิตเหรยี ญกษาปณในสมัยรัชการ
ที่ 4 และการผลติ ธนบัตร ในสมยั รชั การที่ 5 ตอ มา

2.4 การลงทุนและพัฒนาการดานอุตสาหกรรม ดว ยการใชเทคโนโลยีจากตะวันตกโดยมีนายทุน
จากยุโรปและจีนไดล งทุนอุตสาหกรรม เชน ไมสัก มีการลงทุนทําไมสักทางภาคเหนือ การทําเหมืองแรดีบุก
ในภาคใต การทําโรงสไี ฟ อตู อเรือสมยั ใหม

3. การเปล่ียนแปลงทางดา นสงั คม
เนื่องจากระบบการคาเสรีสง ผลกระทบตอวถิ ีชีวติ ของผคู นในสงั คม ระบบไพร - ทาส ไมไดเอื้อตอ

ระบบเศรษฐกจิ สมยั ใหมนาํ ไปสกู ระบวนการยกเลกิ ทาสและไพรในการตอมาจึงทําใหระบบความสัมพันธของ

ผคู นในสังคมเปลยี่ นแปลงไป เมอื่ ขา วกลายเปนสินคาหลกั ชาวนาจงึ ผลิตมุงท่ีจะผลิตขาว โดยละทิ้งกิจกรรม

อ่ืนๆ เชน หัตถกรรมพื้นบาน การทอผา เพราะสามารถนําเงินที่ไดจ ากการขายขา วไปซื้อสินคา อน่ื ๆ ไดต ามความ

พอใจ ซ่งึ มสี ว นทําใหคานิยมในสงั คมไทยใหความสําคญั กบั เงินทองทรพั ยสนิ ยง่ิ ข้นึ แรงงานและที่ดินกลายเปน

สง่ิ ที่มมี ูลคา

67

การปฏิรปู ประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาจา อยหู ัว (รชั กาลท่ี 5)

ในสมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ประเทศไทยไดมีการเปลี่ยนแปลงประเทศใหมี
ความเจริญกาวหนาตามแบบตะวันตก โดยการปรับปรุงระบบการบริหารราชการแผนดินคร้ังใหญ ซึ่งเปน
รากฐานทส่ี าํ คญั และสงผลมาถึงปจจุบัน การปฏิรูปประเทศมี 3 ดาน ไดแก 1) การปฏิรูปดานการเมืองการ
ปกครอง 2) การปฏิรปู ดา นเศรษฐกิจ และ 3) การปฏริ ปู ดานสงั คม

สาเหตขุ องการปฏริ ปู ประเทศ

การปกครองตง้ั แตส มัยรัชกาลที่ 5 ในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา เจา อยูหัว ไดทรงปฏิรูป
การปกครองแผนดินอยางขนานใหญ ควบคูไปกับการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ก็เพ่ือใหเหมาะสมกับ
สภาพแวดลอมตาง ๆ ทเ่ี ปล่ียนแปลงไป การปฏริ ูปเศรษฐกิจ ไดแ ก การปรบั ปรงุ ระบบบรหิ ารงานคลังและภาษี
อากร สวนการปฏริ ปู สังคมไดแ ก การเลกิ ทาส การปฏริ ูปการศึกษา รวมทั้งการปรับปรุงการสื่อสาร และการ
คมนาคม เปน ตน สําหรับมลู เหตสุ าํ คญั ทีผ่ ลักดันใหมกี ารปฏิรูปการปกครองมี ดงั นี้

ดา นการเมอื งการปกครอง
1. มูลเหตุภายใน ทรงพจิ ารณาเห็นวา การปกครองแบบเดิมไมเ หมาะสมกบั สภาพทางการปกครอง
และทางสงั คมท่เี ปลีย่ นแปลงไป เชน ประเทศไทยมปี ระชากรเพม่ิ ขน้ึ การคมนาคมและการติดตอ ส่อื สาร เริ่มมี
ความทันสมัยมากข้ึน การปกครองแบบเดิมจะมีผลทําใหประเทศชาติขาดเอกภาพในการปกครอง
ขาดประสทิ ธิภาพในการบรหิ ารราชการแผนดินและพัฒนาไดย าก
2. มูลเหตุภายนอก ทรงพิจารณาเห็นวา หากไมทรงปฏิรูปการปกครองแผนดินยอมจะเปน
อนั ตรายตอ เอกราชของชาติ เพราะขณะน้นั จกั รวรรดินยิ มตะวันตก ไดเ ขามาแสวงหาอาณานิคมในแถบเอเชีย
ตะวนั ออกเฉยี งใต นอกจากนน้ั แตเ ดิมเราตอ งยนิ ยอมใหป ระเทศตะวันตกหลายประเทศมสี ิทธิภาพนอกอาณา
เขต คือ สามารถตั้งศาลกงสุลข้ึนมาพิจารณาความคนในบังคับของตนได โดยไมตองอยูใตการบังคับของ
ศาลไทย เพราะอา งวา ศาลไทยลา สมยั

ดานเศรษฐกจิ
สมัยรัชกาลท่ี 5 พระองคทรงเห็นวาถึงแมรายไดของแผนดินจะเพ่ิมพูนมากขึ้นอันเปนผลมาจาก
ระบบเศรษฐกิจเปลยี่ นไป แตก ารที่ระบบการคลังของแผน ดนิ ยังไมรดั กมุ พอ ทาํ ใหเ กดิ การรัว่ ไหลไดง า ย จงึ ทรง
จดั การปฏริ ปู การคลงั โดยจดั ตั้งหอรัษฎากรพพิ ฒั นข ้นึ เพอ่ื ปรบั ปรงุ และจดั ระบบภาษใี หท นั สมัย ใน พ.ศ.2416
มกี ารประกาศใชพ ระราชบัญญัตงิ บประมาณ พ.ศ. 2434 เรมิ่ โครงการปฏิรูปเงินตราใหม พ.ศ.2442 จัดการ
สง เสริมการเกษตรและการผลติ เพื่อการสง ออกใหม ากขึ้น ปรับปรุงการคมนาคมใหทันสมัยโดยการสรางทาง
รถไฟ ตัดถนนสายตาง ๆ ขุดคลอง เพื่อใหเกิดความสะดวกในการคมนาคม การขนสงสินคาและผลผลิต
การเกษตร ซ่ึงผลจากการปฏริ ปู เศรษฐกจิ ในสมัยรชั กาลที่ 5 ทาํ ใหรายไดของประเทศเพ่ิมมากข้นึ

68

ดา นสังคม
สมัยรัชกาลท่ี 5 ประเทศไทยมีการเปล่ียนแปลงทางสังคม โดยมีสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง
โครงสรางทางสงั คม ดังน้ี
1. สาเหตุภายนอก

- การคุกคามของมหาอํานาจตะวันตกรัชกาลที่ 5 จึงทรงผอนปรนตอการบีบบังคับของ
ประเทศตะวนั ตกและเรงปรบั ปรุงภายในประเทศใหเจรญิ กา วหนาข้ึน

- การรับอิทธิพลแนวความคิดแบบตะวันตก โดยการเรียนรูและศึกษาศิลปะวิทยาการ
ตลอดจนแนวความคิดแบบตะวันตกมากขึ้น

- การเสด็จประพาสประเทศใกลเคียง ทําใหเห็นความเจริญของประเทศเหลานี้ จึงไดทรง
ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงสังคมไทยใหเ จรญิ ทัดเทียมประเทศเพ่อื นบาน

2. สาเหตภุ ายใน
- การมรี ะบบไพรและทาสทําใหเกดิ ความเหลือ่ มลา้ํ และความไมเ ปนธรรมในสงั คม
- รัชกาลท่ี 5 ทรงเห็นวาการเกณฑแรงงานของไพรเปนอุปสรรคตอการขยายตัวของระบบ

เศรษฐกจิ สมยั ใหม
- การมีไพรอ ยใู นความดูแลเปนจํานวนมาก อาจทําใหขุนนางผูใหญใชเปนฐานกําลัง เพื่อแยง

ชงิ อํานาจทางการเมือง และลมลางพระราชอํานาจของพระมหากษตั ริยได
- การมีระบบทาสทําใหชาติตะวันตกดถู ูกวา เมืองไทยเปนเมืองเถ่อื นและอาจใชเปนขอ อางเขา

ยึดครองประเทศได

การปฏิรปู ดานการเมืองการปกครอง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหวั ทรงปฏิรปู การปกครองเพราะทรงเห็นวาเปน หนทางหนึ่ง

ท่จี ะรกั ษาเอกราชของบานเมืองไวไดในชวงการขยายลัทธิจักรวรรดินิยมของชาติตะวันตก การปรับปรุงการ

ปกครองใหท ันสมัย ทาํ ใหช าวตางชาติเหน็ วาประเทศไทยเปน ประเทศที่เจริญแลว สามารถปกครองดแู ลพัฒนา

บา นเมอื งได นอกจากนย้ี ังทาํ ใหประชาชนมีความเปน อยดู ีขน้ึ ประเทศชาติมีรายไดในการทํานุบํารุงบานเมือง

มากข้ึน ทําใหสายตาของชาวตางชาติมองประเทศไทยตางจากประเทศเพ่ือนบานอ่ืน ๆ และดวยการวาง

วิเทโศบายทางการทูตกับชาติตะวันตกอยางเหมาะสม ยอมรับวาชาวยุโรปเปนชาติท่ีเจริญ ใหเกียรติและ

ยกยองพรอมกับเปล่ยี นแปลงวธิ ปี ฏิบัตบิ างอยาง เพ่อื ใหเ ห็นวาไทยไมใ ชช นชาติปา เถอื่ น เชน ใหข า ราชการสวม

เสอื้ เวลาเขาเฝา นอกจากนน้ั ยังยอมผอนปรนอยางชาญฉลาดแมจ ะเสียผลประโยชนหรือดินแดนไปบาง แตก็

เปน สว นนอ ยยังสามารถรกั ษาสวนใหญไวได ประเทศไทยจึงคงความเปนชาติท่มี ีเอกราชตลอดมา

69

พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลาเจาอยหู วั ทรงมแี นวความคิดในการปฏิรปู การปกครอง 3 ประการ คือ
1. การรวมอํานาจเขาสูสวนกลางมากข้ึนทั้งนี้เพ่ือมิใหชาติตะวันตกอางเอาดินแดนไปยึดครองอีก

ถาอํานาจของรัฐบาลกลางแผไปถึงอาณาเขตใดก็เปนการยืนยันวาเปนอาณาเขตของประเทศไทย
2. การศาลและกฎหมายที่มีมาตรฐานจากการยอมเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในรัชกาลท่ี 4

เปนเพราะประเทศอาณานิคมอางวาศาลไทยไมมีคุณภาพ ไมไดมาตรฐาน ดังนั้น รัชกาลที่ 5 จึงทรง
พระราชดาํ รทิ ีจ่ ะปรบั ปรุงการศาลยตุ ิธรรมและกฎหมายไทยใหเ ปน สากลมากขน้ึ

3. การพัฒนาประเทศพระองคทรงริเร่ิมนําสิ่งใหม ๆ เขามาใชเพื่อพัฒนาประเทศในดานตาง ๆ
เชน สรา งถนน ขุดคคู ลอง จดั ใหม ีการปกครองไฟฟา ไปรษณีย โทรเลข รถไฟ เปนตน

การปฏิรปู การปกครองของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวไดกอใหเกิดการจัดระเบียบ
การปกครองท่ีสําคญั จําแนกได 3 สวนคือ

1. การปกครองสวนกลาง

พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจา อยูหวั ยังทรงแตงตง้ั "สภาทีป่ รึกษาในพระองค" ซ่ึงตอมาได
เปลี่ยนเปน "รฐั มนตรีสภา" ประกอบดวย เสนาบดี หรือผูแทนกับผูที่โปรดเกลาฯ แตงตั้ง รวมกันไมนอยกวา
12 คนจดุ ประสงคเพอื่ ใหเ ปนทป่ี รกึ ษาและคอยทดั ทานอํานาจพระมหากษัตริย แตการปฏิบัติหนาท่ีของสภา
ดังกลาวไมไดบรรลุจุดประสงคท่ีทรงหวังไวเพราะสมาชิกสวนใหญไมกลาโตแยงพระราชดําริ คณะท่ีปรึกษา
สวนใหญมักพอใจที่จะปฏิบัติตามมากกวาที่จะแสดงความคิดเห็น นอกจากน้ีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา
เจาอยูหัว ยังทรงแตงต้ัง "องคมนตรีสภา" ข้ึนอีก ประกอบดวยสมาชิกเม่ือแรกตั้งถึง 49 คน มีทั้งสามัญชน
ต้ังแตช้ันหลวงถึงเจาพระยา และพระราชวงศองคมนตรี สภาน้ีอยูในฐานะรองจากรัฐมนตรีสภา เพราะ
ขอ ความที่ปรกึ ษาและตกลงกันในองคมนตรสี ภาแลวจะตองนําเขาที่ประชุมรฐั มนตรีสภากอ น จากน้ันจึงเสนอ
ตอเสนาบดีกระทรวงตาง ๆ

การปรับปรงุ การบรหิ ารราชการในสว นกลางของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวรัชกาล
ที่ 5 คือ ทรงยกเลิกตําแหนงอัครเสนาบดี 2 ตําแหนง คือ สมุหกลาโหม และสมุหนายกรวมท้ังจตุสดมภ
โดยแบงการบริหารราชการออกเปนกระทรวงตามแบบอารยประเทศและใหมีเสนาบดีเปนผูวาการแตละ
กระทรวง กระทรวงท่ีตั้งขึน้ ทง้ั หมด เมื่อ พ.ศ. 2435 มี 12 กระทรวง คือ

1. กระทรวงมหาดไทย มีอาํ นาจหนาทบี่ ังคบั บัญชาหัวเมอื งฝา ยเหนอื และเมืองลาวทง้ั หมด
2. กระทรวงกลาโหม มอี าํ นาจหนาทบี่ ังคบั บัญชาหัวเมืองฝา ยใต หัวเมืองฝายตะวันออก ตะวนั ตก
และหวั เมืองมลายู ประเทศราช ตอ มา พ.ศ. 2437 กระทรวงกลาโหมทาํ หนา ทบี่ งั คบั บญั ชาฝา ยทหารอยา ง
เดียว สว นการปกครองหวั เมืองทั้งหมดอยใู นความควบคุมดแู ลของกระทรวงมหาดไทย

70

3. กระทรวงการตา งประเทศ ทําหนา ท่ีวา การตา งประเทศโดยเฉพาะ
4. กระทรวงวัง มีอํานาจหนาที่บังคับบัญชาเกี่ยวกับกิจการพระราชสํานักและงานเก่ียวกับ

องคพระมหากษตั ริย
5. กระทรวงเมืองหรือกระทรวงนครบาล มีอํานาจหนาที่บังคับบัญชาตํารวจ ดูแลความสงบ

เรียบรอ ยในพระนครและงานเกีย่ วกับนักโทษ
6. กระทรวงเกษตราธกิ าร มอี าํ นาจหนา ที่ควบคุมดูแลเกยี่ วกับงานดา นการเพาะปลกู การคาขาย

การปา ไมและเหมอื งแร
7. กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ มีอํานาจหนาที่ดูแลรับผิดชอบเก่ียวกับภาษีอากรและ

งบประมาณแผน ดนิ
8. กระทรวงยุตธิ รรม มอี าํ นาจและหนา ที่บงั คบั บญั ชาศาลทว่ั ประเทศ
9. กระทรวงยทุ ธนาธกิ าร มอี าํ นาจหนา ทต่ี รวจตราและวางแผนเกยี่ วกับกจิ การทหารบก ทหารเรอื
10. กระทรวงธรรมการ มีอํานาจหนา ท่ีดูแลรบั ผดิ ชอบเกี่ยวกบั การศกึ ษา การสาธารณสขุ วัดและ

พระสงฆ
11. กระทรวงโยธาธกิ าร มีอาํ นาจหนาที่รับผิดชอบเก่ียวกบั การกอ สราง ถนน คลอง การชางรถไฟ

ไปรษณียแ ละโทรเลข
12. กระทรวงมุรธาธิการ รับผิดชอบเก่ียวกับการรักษาตราแผนดินและงานระเบียบสารบรรณ

ภายหลังไดย บุ กระทรวงยุทธนาธิการไปรวมกบั กระทรวงกลาโหมและยบุ กระทรวงมุรธาธิการไปรวม
กับกระทรวงวัง คงเหลือเพียง 10 กระทรวงเสนาบดีทุกกระทรวงมีฐานะเทาเทียมกัน และประชุมรวมกัน
เปนเสนาบดีสภาทําหนาที่ปรึกษาและชวยบริหารราชการแผนดินตามที่พระมหากษัตริยทรงมอบหมาย
เพราะอํานาจสงู สดุ เดด็ ขาดเปนของพระมหากษตั ริยต ามระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย

2. การปกครองสว นภูมภิ าค

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระราชดําริ ใหยกเลิกการปกครองหัวเมือง
และใหเปลี่ยนแปลงเปนการปกครองสวนภูมิภาค โดยโปรดเกลาฯใหตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครอง
ทองที่ ร.ศ. 116 ขึน้ เพือ่ จัดการปกครองเปน มณฑลเมือง อาํ เภอ ตาํ บล และหมบู า น ดงั น้ี

1. ใหจัดระเบียบบริหารราชการหัวเมืองใหม ใหยกเลิกเมืองพระยามหานคร ชั้นเอก โท ตรี
จัตวา และหัวเมอื งประเทศราช โดยจัดเปนมณฑลเทศาภิบาล ใหอ ยูใ นความดูแลของกระทรวงมหาดไทยเพียง
กระทรวงเดยี ว มณฑลเทศาภบิ าล ประกอบดวยเมอื งตัง้ แต 2 เมืองข้นึ ไป มสี มหุ เทศาภบิ าลที่พระมหากษัตริย
ทรงแตง ตั้งไปปกครองดูแลตา งพระเนตรพระกรรณ

71

2. เมอื ง ประกอบดวยอาํ เภอหลายอาํ เภอ มีผวู าราชการเมืองเปนผูรบั ผิดชอบข้ึนตรงตอ ขา หลวง
เทศาภิบาล

3. อาํ เภอ ประกอบดว ยทอ งท่หี ลาย ๆ ตาํ บล มีนายอําเภอเปน ผรู ับผิดชอบ
4. ตาํ บล ประกอบดวยทองท่ี 10 - 20 หมบู านมีกาํ นันซง่ึ เลอื กต้งั มาจากผใู หญบ า นเปน
ผูรบั ผดิ ชอบ
5. หมบู า น ประกอบดว ยบา นเรอื นประมาณ 10 บา นขึ้นไป มรี าษฎรอาศัยประมาณ 100 คน
เปนหนวยปกครองทเี่ ลก็ ทส่ี ดุ มีผใู หญบ า นเปนผรู ับผิดชอบตอ มาในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัว
ไดยกเลกิ มณฑลเทศาภบิ าลและเปลี่ยน เมอื ง เปน จงั หวัด
การบริหารราชการในระบบใหมประสบปญหาและอุปสรรค เน่ืองจากกลุมบุคคลท่ีเคยมีอํานาจ
ในการปกครองประชาชนตามระบอบเกา สญู เสียผลประโยชน จงึ พยายามขัดขวาง พระบาทสมเด็จพระจอม-
เกลาเจาอยูหัว ทรงไมตองการใหเกิดความขัดแยงกันอยางรุนแรง ทรงมีพระบรมราโชบายแบบคอยเปน
คอยไป จึงใชเวลาหลายปก วา จะปฏิรปู การปกครองไดท ว่ั ประเทศ จนกระท่ังถึง พ.ศ. 2449 จึงมีการปกครอง
แบบมณฑล

3. การปกครองสวนทอ งถิน่

การปกครองสวนทองถ่ิน หมายถึง การใหประชาชนในทองท่ีแตละแหงไดมีโอกาสปกครอง
และบริหารงานในทองที่ท่ีตนอาศัยอยู เพื่อฝกฝนใหบุคคลในทองท่ีรูจักพ่ึงพาและชวยเหลือตนเองโดยใช
ทรพั ยากรทมี่ อี ยู และบางสว นมาจากการใหค วามชวยเหลือของรัฐบาลกลาง เพื่อใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
เปนการวางรากฐานการปกครองตนเองตามระบอบประชาธิปไตยในระดบั ทอ งถนิ่

ใน พ.ศ. 2440 โปรดเกลาใหตรา พ.ร.บ. ลักษณะการปกครองทองท่ี ร.ศ.116 โดยรัฐบาลใหสิทธิ
ประโยชนในการเลือกผใู หญบ า นเปน หวั หนา ปกครองประชาชนในหมูบ า น และใหผ ูใหญบ า นมีสิทธเิ ลือกกํานนั
เปนหัวหนาปกครองในตําบลของตน การเลือกกํานันผูใหญบานยังเปนระบบการปกครองสวนทองถิ่นที่ใชกัน
เร่อื ยมาจนถึงปจจุบนั

การจดั สขุ าภิบาล ใน พ.ศ. 2440 เร่ิมจัดต้งั สุขาภิบาลกรุงเทพข้ึนเปนครั้งแรก เพื่อทําหนาที่รักษา
ความสะอาด ความเปน ระเบียบเรยี บรอยในชุมชน การปองกันโรคภัยไขเจ็บ เปนตน ตอมาจึงขยายงานเปน
กรมสุขาภิบาลสังกดั อยูในกระทรวงนครบาล สําหรับตางจังหวัด เร่ิมจัดต้ังสุขาภิบาลเปนแหงแรกท่ี ตําบล-
ทาฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีคณะกรรมการประกอบดวย กํานัน ผูใหญบาน ทําหนาที่บริหารงาน
สขุ าภบิ าล รับผิดชอบงานดา นตา ง ๆ เกย่ี วกบั สวัสดิภาพของประชาชน เชน การรกั ษาความสะอาด การกําจัด
ขยะ การสงเสริมสุขภาพอนามัย และการปองกันโรคระบาดที่เกิดกับประชาชน บํารุงรักษาถนนหนทาง
เปนตน หนว ยงานราชการสว นทองถิ่น คอื สขุ าภบิ าลและเทศบาลยังปรากฏมาจนถงึ ปจจบุ นั

การปฏิรปู ดา นเศรษฐกจิ

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเร่ิมตนพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพราะเปนผลมาจากการติดตอกับ
ตา งประเทศอยางกวางขวาง โดยมีการปฏริ ปู ทางเศรษฐกิจ มีดังตอไปน้ี

72

1. การปฏริ ูปดา นการคลังรชั กาลที่ 5 โปรดเกลา ฯ ใหจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒนขึ้นในป พ.ศ. 2416
ในพระบรมมหาราชวังทําหนาท่ีรับผิดชอบรวบรวมเงินภาษีอากรทุกชนิดนําสงพระคลังมหาสมบัติ ทําบัญชี
รวบรวมผลประโยชน ตรวจตราการเก็บภาษีอากรของหนวยราชการตาง ๆ ใหเรียบรอยรัดกุมรับผิดชอบ
การจายเงินเดอื นในอัตราทแี่ นนอนใหก บั ขา ราชการฝา ยพลเรอื นและทหารเฉพาะในสว นกลางแทนการจา ยเบย้ี
หวัดและเงินป

2. การปฏิรูประบบเงินตรา พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจา อยหู วั ทรงปฏิรปู ระบบเงินตรา ดงั น้ี
2.1 การประกาศกําหนดมาตราเงนิ ใหม ใหมีเพียง 2 หนวย คอื บาทกับสตางค สตางคท ่ี

ออกมาใชคร้งั แรก มี 4 ขนาด คือ 20, 10, 5 และ 2 สตางคค รง่ึ และประกาศยกเลิกใชเงินพดดวง
2.2 การออกธนบตั รประกาศใชพระราชบัญญัติธนบัตร จัดตั้งกรมธนบัตรขึ้น เพ่ือทําหนาท่ี

ออกธนบตั รใหไดมาตรฐาน ธนบตั รนนั้ เดมิ ประกาศใชมาตง้ั แตร ัชกาลท่ี 4 แลว
2.3 เปรยี บเทียบคาเงินไทยกับมาตรฐานทองคํา ใน พ.ศ. 2451 ประกาศใชพระราชบัญญัติ

มาตรฐานทองคาํ กาํ หนดอตั ราแลกเปล่ียน 13 บาท เทากับ 1 ปอนดเ พอื่ ใหส อดคลอ งกบั หลกั สากล
3. การตั้งธนาคารมีบุคคลคณะหน่ึงรวมมือกอตั้งธนาคารของไทยแหงแรกเรียกวาบุคคลัภย

(Book Club) ไดร บั พระราชทานพระบรมราชานุญาตจดั ตง้ั ธนาคารจดทะเบยี นถกู ตอ งตามกฎหมายเรยี กชื่อวา
แบงคสยามกมั มาจล (Siam Commercial Bank) ตอมาไดเปลีย่ นชอื่ เปน ธนาคารไทยพาณิชย จาํ กดั

4. การทํางบประมาณแผน ดิน ใน พ.ศ. 2439 รัชกาลท่ี 5 โปรดใหม กี ารจดั ทาํ งบประมาณแผนดิน
ข้นึ เปน ครงั้ แรกเพอื่ ใหก ารรบั จายของแผนดินมคี วามรัดกมุ โปรดใหแ ยกเงินสวนแผนดินและสวนพระองคออก
จากกันอยา งเด็ดขาดโดยใหพระคลงั ขางทเี่ ปน ผูดูแลพระราชทรพั ยส ว นพระองค

5. การปรบั ปรุงทางดา นการเกษตรและการชลประทานมกี ารขดุ คลองเกาบางแหง และขดุ คลองใหม
อกี หลายแหง เชน คลองนครเนอ่ื งเขต คลองดําเนินสะดวก คลองประเวศบรุ รี มย คลองเปรมประชา คลองทวี
วฒั นา สรางประตรู ะบายนํ้า เพอ่ื ชว ยสงนํ้าใหเ ขา ถึงพนื้ ทีท่ ี่ทาํ การเพาะปลกู ได ดา นการปาไม โปรดใหตง้ั กรม
ปา ไม สงเสรมิ ใหป ลกู สวนสกั อกี ทงั้ ไดสง นกั เรยี นไทยไปศึกษาวิชาปา ไม ณ ตา งประเทศ

การปฏิรปู ดานสังคม

ในสมัยรชั กาลท่ี 5 ทรงสงเสรมิ ใหประชาชนไดร ับสิทธ์ิ เสรภี าพและความเสมอภาคทางสงั คม ดังน้ี
1. ทรงยกเลิกระบบไพร ซึ่งเปนระบบท่ีทางราชการเกณฑประชาชนไปทํางานใหแกขุนนาง
โดยไมไ ดรบั คา จางหรือผลประโยชนตอบแทน ทําใหประชาชนขาดอิสระในการประกอบอาชีพ บางคร้งั ถกู กด
ข่ีขม เหงจากมลู นายอีกดวย เปนเหตุใหเกิดการแบงชนช้ันในสังคมไทย ราษฎรไทยไมไดรับความเสมอภาค
และความยุติธรรมเทา ทีค่ วร พระองคจงึ ทรงโปรดเกลา ใหย กเลกิ แตกระทําแบบคอยเปนคอยไป จนถึง พ.ศ.
2448 จงึ ยกเลิกโดยเดด็ ขาด
2. ทรงเลกิ ทาส พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา เจา อยหู วั ทรงเห็นวา การมที าสทําใหประเทศชาติ
ลา หลงั เปน สังคมท่มี นษุ ยย ังไรศกั ด์ิศรี ขาดความเสมอภาค อิสรภาพและเสรภี าพ ทง้ั อารยประเทศตา ง ๆ

73

กไ็ ดย กเลิกทาสในประเทศของตน จงึ มีพระราชดาํ ริยกเลิกทาสแบบคอ ยเปนคอยไป ซึ่งเริ่มข้ึนเม่ือพ.ศ. 2417
การเลิกทาสดําเนนิ ไปอยางเปน ขน้ั เปนตอนใชเ วลานานถึง 31 ป จึงสาํ เรจ็ เรียบรอยทว่ั ประเทศโดยไมขัดแยง
กันถึงข้ันทาํ สงครามกันเองเหมอื นดังเชนทเ่ี กดิ ขึน้ ในระเทศสหรฐั อเมรกิ า ในพ.ศ. 2448 จึงตราพระราชบัญญตั ิ
เลกิ ทาส เปน กฎหมายทหี่ า มมใิ หซ ้ือขายเอาคนมาเปน ทาสโดยเด็ดขาด

การยกเลกิ ระบบไพรและทาสดังกลา ว นบั เปนการปฏวิ ตั ิสงั คมไทยคร้งั ยง่ิ ใหญท าํ ใหชาวไทยไดร บั
อสิ รภาพ เสรภี าพและความเสมอภาค ซ่ึงเปนรากฐานในการพัฒนาสังคมไทยใหกาวหนาไปสสู งั คมทมี่ ีการ
ปกครองแบบประชาธปิ ไตยในเวลาตอมา

3. ปฏริ ูปการศกึ ษา การศกึ ษาเปน ส่ิงสาํ คัญในการพฒั นาประเทศ จงึ ทรงมุงพฒั นาการศึกษาของ
ไทยใหมคี วามเจรญิ รุง เรอื งและเพอื่ ใหป ระชาชนสามารถดาํ รงชวี ิตในสังคมไดอยา งมีความสุข กาวหนา ในการ
สรา งสรรคอารยธรรมและวฒั นธรรม เชน ต้งั โรงเรียนหลวงข้นึ ในวัง พ.ศ. 2414 ตั้งโรงเรียนนายทหาร
มหาดเล็กทพ่ี ระตาํ หนักสวนกหุ ลาบ ตง้ั โรงเรียนสาํ หรับราษฏรขน้ึ ครง้ั แรกท่ีวดั มหรรณพาราม เมื่อ พ.ศ. 2427
และขยายการศึกษาออกสหู ัวเมอื งอยางจริงจงั ใน พ.ศ. 2441 โดยใชวดั เปนสถานศึกษาและมพี ระสงฆเ ปน
ครผู สู อน

4. ทรงยกเลกิ ประเพณีวัฒนธรรมทลี่ าสมัย ดงั น้ี
- การเปล่ียนแปลงประเพณีการสืบสันตติวงศ รัชกาลท่ี 5 โปรดใหยกเลิกตําแหนงวังหนา

(พระมหาอุปราช) และทรงสถาปนาตําแหนงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร แทนสมเด็จ-
พระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกมุ ารองคแรก คอื เจาฟามหาวชิรุณหิศ แตทรงส้ินพระชนมกอนจึงมีการ
สถาปนาสมเดจ็ พระเจา ลูกเธอเจาฟามหาวชริ าวธุ ขน้ึ เปน สยามมกุฎราชกมุ ารแทน

- การเปลยี่ นแปลงวฒั นธรรมการแตง กาย ทรงผมโปรดใหชายไทยในราชสํานัก เลิกไวผมทรง
มหาดไทยเปลย่ี นเปนไวผมตัดยาวทั้งศรี ษะอยางฝรัง่ ผูห ญิงโปรดใหเ ลิกไวผ มปก ใหไวผมยาวทรงดอกกระทุม
โปรดใหชายไทยในราชสํานกั นงุ ผา มว งสตี า ง ๆ สวมเส้อื ราชปะแตน สวมหมวกอยา งยุโรปใหขาราชการทุกกรม
กองแตงเครอ่ื งแบบนุงกางเกงอยา งทหารในยุโรปแทนโจงกระเบน การแตง กายสตรเี ร่มิ เปลี่ยนแปลงหลังจาก
รัชกาลท่ี 5 กลับจากประพาสยุโรป คร้ังที่ 2 โดยสตรีไทยนิยมสวมเสื้อของอังกฤษ เปนเสื้อคอต้ังแขนยาว
ตน แขนพองคลายขาหมูแฮม

- การเปลี่ยนแปลงประเพณีการเขาเฝาโปรดเกลา ฯ ใหย กเลิกประเพณกี ารหมอบคลานในเวลา
เขา เฝา แตใหใ ชว ิธถี วายคาํ นบั แทนและใหน่งั เกา อี้ ไมต องน่งั กบั พ้ืน

- การใชศักราชและวันทางสุริยคติในทางราชการโปรดเกลาฯ ใหใช ร.ศ. (รัตนโกสินทรศก)
แทน จ.ศ. (จุลศกั ราช) ซงึ่ ใชม าต้งั แตสมัยอยุธยาโดยเร่มิ ใช ร.ศ. ตั้งแตว ันที่ 28 มนี าคม พ.ศ. 2431 เปนตน ไป
เร่ิม ร.ศ. 1 ต้งั แตป 2325 ซง่ึ เปนปที่สถาปนากรุงรัตนโกสนิ ทร

74

ไทยกบั การเขารวมสงครามโลกครงั้ ท่ี 1

ไทยเขาสสู งครามโลกคร้ังที่ 1 ในรชั สมยั ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลา เจาอยูหวั ในชวงแรกของ
สงครามไทยไดประกาศตนเปนกลางไมเขาขางฝา ยใดฝา ยหน่งึ เพอื่ รักษาสมั พนั ธภาพท่ดี ีไวทง้ั 2 ฝาย กลาวคือ
ไทยยังมคี วามสมั พนั ธอนั ดีกบั อังกฤษมาชา นาน ขณะเดียวกนั เยอรมนแี ละ ฝรง่ั เศส ก็ยงั ถือเปน มิตรทด่ี ขี องฝา ยไทย

ตอ มาไทยไดเ ปลย่ี นนโยบายและประกาศสงครามกับฝายเยอรมนั นแี ละออสเตรยี -ฮังการี หรือเรียกวา
ฝายมหาอํานาจกลาง (Central Powers) เมื่อวันท่ี 28 กรกฎาคม 2460 เน่ืองจากฝายไทย พิจารณาแลว
เหน็ วา ฝา ยเยอรมนีเปน ฝา ยท่ีละเมดิ กฎหมายระหวางประเทศและรุกรานประเทศกอน อีกทั้งสหรัฐอเมริกา
ไดประกาศสงครามกับเยอรมนีไปกอนหนานี้ ทําใหไทยมั่นใจวาฝายพันธมิตร (Allied Power) จะเปนฝาย
มชี ยั ชนะ ถา ไทยเขา รว มกับฝายพันธมติ รจะสามารถ สรางเกียรตภิ ูมิใหกับประเทศชาติ และจะทําใหประเทศ
ไทยเปน ท่ีรูจ ักของประชาคมโลก ซง่ึ จะเปนโอกาสของไทย ท่ีจะเจรจาเรียกรองชาติตะวันตกใหทบทวนแกไข
สนธิสญั ญาที่ไมเ ปนธรรมกับฝายไทยท่เี คยทําไว ต้ังแตสมัยรัชกาลท่ี 4

ดังน้ันในการเขารวมสงครามโลกครั้งที่ 1 เปนเหตุการณที่ไทยไดเขาสูประชาคมนานาชาติ
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฏุ เกลา เจา อยหู วั จงึ ทรงใชสญั ลักษณและสรางสถาบันเพอ่ื เปนเคร่ืองมือ ในการสราง
ความเปน ชาติ และเกยี รติภมู ขิ องคนไทยใหป รากฎสูสายตาประชาคมโลก พระองคท รงโปรดเกลาฯใหป ระดิษฐ
ธงชาตใิ หม ในป พ.ศ. 2460 ซึง่ มลี ักษณะเปน ธง 3 สี ประกอบดว ย สแี ดง สขี าว สีนํา้ เงนิ เพื่อเปนเครื่องหมาย
แทนสถาบันสูงสุดของไทย คือชาติศาสนา และพระมหากษัตริย โดยพระราชทานชื่อวา “ธงไตรรงค” และ
นําไปใชในหนวยงาน กรม กอง ตา ง ๆ เพ่อื เปนเครอื่ งเตอื นใจใหคนไทยสํานึกในหนาท่ี รักษาชอื่ เสียงเกียรตยิ ศ
ของหมคู ณะ

หลังจากสงครามโลกคร้ังที่ 1 สิ้นสุด ประเทศไทยสามารถเรียกรองชาติตะวันตกตาง ๆ ใหทบทวน
แกไขสนธิสญั ญากบั ไทยได โดยเฉพาะสนธิสัญญาที่ไมเปน ธรรมระหวา งไทยกับเยอรมนีและออสเตรีย ฮังการี
ประเทศไทยไดรับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดี วูดโรว วิลสัน (Woodrow Wilson)
ในการแกไขสนธิสัญญากบั สหรัฐอเมรกิ า ในฐานะท่ีเปนประเทศท่ีมีผลประโยชนไมม ากนกั แตเ ปนมหาอํานาจ
ที่สําคัญ โดยในป พ.ศ. 2463 รัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาไดทําสนธิสัญญา ซ่ึงระบุใหคนในบังคับ
สหรฐั อเมรกิ าขึน้ ศาลไทย และยกเลกิ ขอจาํ กดั ทางภาษี โดยใหไทยมีสิทธิ์เต็มที่ในการต้ังพิกัดอัตราภาษีอากร
สนธสิ ญั ญาไทย - อเมรกิ ัน จงึ มีความสําคัญเพราะเปน ครั้งแรกท่ไี ทยไดอิสรภาพ ทางภาษีอากร และมีอํานาจ
ในทางการศาลเหมือนคนในบังคบั ตางชาติ โดยไมต อ งเสยี สงิ่ ใดเปนการตอบแทน ซ่ึงทําใหฐานะทางการเมือง
ระหวางประเทศของไทยดีข้ึนในเวลาตอ มา

โดยสนธิสญั ญาฉบับน้ียงั ใชเ ปนแบบอยางในการแกไขสัญญาที่ไมเปนธรรมที่ชาติตะวันตกในป พ.ศ.
2467 และ พ.ศ. 2468 ไทยประสบความสําเร็จในการเจรจาแกไขสัญญาไมเปนธรรมกับฝร่ังเศสและอังกฤษ
โดยอาศัยความสามารถของพระวรวงศเธอ พระองคเจาไตรทศประพันธ กรมหม่ืนเทววงศวโรทัย เสนาบดี
กระทรวงการตา งประเทศในขณะนน้ั และ ดร. ฟรานซสิ บี แซร ทีป่ รึกษาการตา งประเทศชาวอเมรกิ นั สามารถ
แกไขสนธสิ ัญญาได การเขา รว มสงครามโลกครั้งท่ี 1 ของไทย จึงเปน การตัดสินใจครงั้ สําคญั มผี ลทาํ ใหเกดิ การ

75

แกไขสนธิสัญญาอันไมเปนธรรมและทวงคืนอํานาจอธิปไตยทางการศาล และอิสรภาพทางการเมืองไทย
กลบั คนื มา

การเขา รวมสงครามโลกครง้ั ที่ 2 ของประเทศไทย

สงครามโลกคร้ังที่ 2 เกิดขึ้นในยุโรปตั้งแต พ.ศ. 2482 เมื่ออังกฤษและฝรั่งเศสประกาศสงครามกับ
เยอรมนี และไดน ําพาประเทศอาณานคิ มของตนเขาสสู งครามจนลุกลาม เปนสงครามโลก ประเทศไทยถึงแม
จะไมตกเปนอาณานิคมของชาติใด แตก็ไดรับผลกระทบจากกระแสความคิดแบบชาตินิยม และการขยาย
อิทธิพลของญปี่ ุนในเอเชีย จึงไดปรับเปลี่ยนทาทีในการดําเนินความสัมพันธระหวางประเทศของตนในสมัย
รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เชน การตอตานชาวจีนและชาวยุโรป กรณีพิพาทอินโดจีนใน พ.ศ. 2483
การเขารวมมือกับญ่ีปุนในสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ของรัฐบาลไทย ซ่ึงสาระสําคัญของการเขารวมสงครามโลก
ครั้งที่ 2 มีดังน้ี

1. ไทยกบั สงครามโลกคร้ังที่ 2
ในขณะทมี่ หาอาํ นาจฝายสัมพนั ธมิตรกําลงั เพลย่ี งพลา้ํ โดยเฉพาะฝรงั่ เศสที่ตองยอมแพต อ เยอรมนี

วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2483 จึงเปนโอกาสใหไทยซ่ึงมีแนวคิดชาตินิยมเรียกรองดินแดนคืนจากฝรั่งเศส
และไดเ กิดเปนกรณีพิพาทจนเกิดเปนสงครามอินโดจีนระหวางไทยกับฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสเขามาท้ิงระเบิด
สนามบิน ท่ีจังหวัดปราจีนบุรี รวมท้ังระดมยิงปนใหญเขามาในฝงไทย ในวันท่ี 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483
ฝร่ังเศส สง เครอื่ งบินทิ้งระเบดิ จงั หวดั นครพนม และฝา ยไทยกไ็ ดสง เครือ่ งบนิ ท้ิงระเบดิ ทพ่ี กั ทหารฝร่ังเศสในวัน
เดียวกัน หลงั จากนนั้ ก็มีการตอ สกู นั เรอ่ื ยมาจนฝายไทยสามารถเขายึดดินแดนบางสวนของกัมพูชา และลาว
จากฝรั่งเศสมาได กรณีพิพาทคร้ังนี้ ญี่ปุนเขาแทรกแซงโดยเสนอตนเปนผูไกลเกล่ีย และการลงนามใน
อนสุ ญั ญาโตเกียว เม่อื วันท่ี 9 พฤษภาคม พ.ศ.2484 สงผลใหฝ รัง่ เศสตองยอมยกดินแดนบางสว นของอนิ โดจีน
รวมทัง้ ดินแดนฝง ขวาแมนํ้าโขงท่ีฝรั่งเศสยดึ ไปตงั้ แตสมัยรัชกาลท่ี 5 คืนแกไทยดว ย

วนั ที่ 7 ธนั วาคม พ.ศ. 2484 ญ่ีปุน ประกาศสงครามกบั สมั พันธมติ ร โดยยกกําลงั พลเขามาในภูมิภาค
นี้และในวันท่ี 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทหารญ่ีปุนก็เขาเมืองไทยทางสงขลา ปตตานี ประจวบคีรีขันธ
นครศรีธรรมราช สุราษฎรธ านี และสมทุ รปราการ และสง ทหารข้ึนบกท่มี ลายู และโจมตสี งิ คโปรทางเคร่อื งบนิ
ซง่ึ ญีป่ นุ ไดร อ งขอใหร ฐั บาลไทย ยนิ ยอมใหทหารญปี่ ุน เดนิ ทพั ผา นไทย เพ่อื ไปโจมตีพมา และมลายูของ อังกฤษ
และขอใหระงับการตอตานของคนไทย จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ปฏิบัติตาม
ความตอ งการของญปี่ นุ เพื่อรักษาชวี ิตและเลือดเนือ้ ของคนไทย

วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2484 รัฐบาลไทยไดทํากตกิ าสัมพนั ธไมตรีกับญ่ีปนุ สงครามท่เี กิดขึน้ ในเอเชีย
นี้เรียกกันวา สงครามมหาเอเชียบูรพา ญ่ีปุนมีวัตถุประสงค จะสรางวงศไพบูลยมหาเอเชียบูรพา
(The Greater East Asia Co-prosperity Sphere) ทั้งในทางวัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจ
ซึ่งประกอบดวยประเทศตาง ๆ ในเอเชีย โดยมีญ่ีปุนเปนผูนํา ในระยะเริ่มแรกของสงคราม กองทัพญ่ีปุน
มีชยั ชนะท้ังทางบก ทางเรือ และทางอากาศ ทาํ ใหร ฐั มนตรบี างคน เห็นควรใหไทยประกาศสงครามกับอังกฤษ
และสหรฐั อเมริกา ดวยคิดวาญี่ปุนจะชนะสงคราม ไทยจึงตัดสินใจประกาศสงครามกับอังกฤษและอเมริกา

76

เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 ระหวางสงครามน้ัน ญ่ีปุนไดโอนดินแดนบางสวน ที่ยึดไดจากอังกฤษ
คืนใหแ กไทย คือ รัฐไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู ปะลิส และสองรฐั ในแควนไทยใหญ คอื เชียงตุง และเมืองพาน

2. ขบวนการเสรไี ทย
ขบวนการเสรีไทยท่เี กดิ ขึ้นในสงครามหาเอเชียบูรพา และเปนสวนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2

เกิดจากกลุมคนไทยท่ตี อ ตา นการรุกรานของญี่ปุน และไมเห็นดวยกับการท่ีรัฐบาลไทยรวมมือกับญ่ีปุน และ
ประกาศสงครามของรฐั บาลไทยตอ ฝายสัมพันธมิตรแบงเปน 3 กลุม กลาวคือ ขบวนการเสรีไทยในประเทศ
นาํ โดยนายปรีดี พนมยงค ขบวนการเสรไี ทยในสหรฐั อเมริกา นําโดย ม.ร.ว.เสนยี  ปราโมช เอกอัครราชทตู ไทย
ประจํากรงุ วอชงิ ตนั ด.ี ซี. ซึง่ มีบทบาทสาํ คญั ในการไมยอมสงคําประกาศสงครามตอสหรัฐอเมริกา และถือวา
การประกาศสงครามน้ันมิใชเจตนาของคนไทย และขบวนการเสรไี ทยในอังกฤษ นาํ โดยนักเรียนไทย ในองั กฤษ
ซึ่งไดทาํ หนังสอื เสนอ นายวินสตนั เชอรชลิ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เพอ่ื กอ ต้งั กองทหารไทยสรู บกับญีป่ นุ
ในประเทศไทย

ท้ัง 3 กลุมไดทํางานประสานความรวมมือกันดวยความยากลําบากในภาวะขอจํากัดของสงคราม
ท้ังการจัดตั้งกองกําลังตอตานญ่ีปุน และการสรางความเขาใจกับสหรัฐอเมริกา อังกฤษและชาติพันธมิตร
จนกระทั่งในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 นายปรีดี พนมยงค ในฐานะผูสําเร็จราชการแทนพระองค
ไดป ระกาศสนั ตภิ าพ มีสาระสําคัญวา การประกาศสงครามตอสหรฐั ฯ และองั กฤษตลอดจนการกระทําอันเปน
ปฏปิ กษต อฝา ยสัมพันธมติ รท้ังปวงผิดจากเจตจาํ นงของประชาชนชาวไทยและขดั กับรัฐธรรมนญู และกฎหมาย
บานเมือง การประกาศสงครามตอฝายสัมพันธมิตรเปนโมฆะ ไมผูกพันประชาชนชาวไทย ประเทศไทย
ไดตดั สินใจท่จี ะใหก ลบั คนื มาซงึ่ สมั พนั ธไมตรอี นั ดีอันเคยมมี ากบั นานาประเทศเหมือนเมอ่ื กอนวันที่ 8 ธันวาคม
พ.ศ. 2484 และพรอมทจ่ี ะรว มมือเตม็ ทีท่ กุ ทางกบั สหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกน้ี

ดังนั้นขบวนการเสรีไทย เปนขบวนการของประชาชนชาวไทยผูรักชาติท่ีมีเปาหมายชัดเจน
คือตอ งการรักษาเอกราชของชาติไทยไมใหตกเปนของตางชาติในสงครามโลกคร้ังท่ี2ไมวาจะเปนฝายอักษะ
หรือฝายสัมพันธมติ รกต็ าม โดยมีอดุ มการณที่จะรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติไทยเอาไวใหเปนของคน
ไทย ท่ีไมอาจปฏิเสธไดตอบทบาทของเสรีไทยน้ันคือ การตอสูจนไดเอกราชของชาติไทยกลับคืนมาหลัง
สงครามโลกครงั้ ที่ 2 จบลง

3. ผลกระทบของสงครามโลกครงั้ ที่ 2 ทมี่ ีตอประเทศไทย
3.1 ผลกระทบดานการเมอื ง
ญี่ปุนแพสงครามเมื่อวันท่ี 24 สิงหาคม พ.ศ. 2488 รัฐบาลไทยประกาศวา การประกาศ

สงครามกบั สัมพนั ธมติ รเปนโมฆะ เพราะขัดตอรฐั ธรรมนูญ และความประสงคข องประชาชนชาวไทย ไทยตอง
ปรับความเขาใจกับสัมพันธมิตร สหรัฐอเมริกามิไดถือไทยเปนศัตรู ตามประกาศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
โดย นาย เจมส เบิรนส (James Byrnes) รฐั มนตรีตางประเทศเปนผูลงนาม แตรัฐมนตรีตางประเทศอังกฤษ
นายเออรเ นสต เบวิน (Ernest Bevin) ไมยอมรับทราบการโมฆะของการประกาศสงคราม วันที่ 1 มกราคม
พ.ศ. 2489 (เวลาน้ัน ม.ร.ว. เสนีย ปราโมช เปนหัวหนารัฐบาล) ผูแทนไทยไดลงนามกับผูแทนอังกฤษ

77

ท่ีสิงคโปร ความตกลงน้ีเรียกวา "ความตกลงสมบูรณแบบ เพื่อเลิกสถานะสงคราม ระหวางประเทศไทยกับ
บริเตนใหญ และอนิ เดีย" ซ่ึงมสี าระสําคญั ดังน้ี

1. ไทยจะตอ งจัดการเรอ่ื งทีไ่ ทยประกาศสงครามกบั องั กฤษใหส สู ภาพเดิมกอ นวนั ประกาศ
สงคราม

2. การกระทาํ ทไี่ ทยทําตอ องั กฤษหลงั จากญี่ปุนเขา ประเทศไทยถือเปน โมฆะ และไทยตอง
จัดการใหส สู ภาพเดิม หากมคี วามเสียหายตอ งจายคาชดเชยใหองั กฤษ

3. ไทยตองยินยอมรับผิดชอบการพิทักษรักษาและคืนในสภาพไมเสื่อมเสีย ซ่ึงบรรดา
ทรัพยส ิน สทิ ธิ และผลประโยชนของอังกฤษทกุ ชนดิ ในประเทศไทย

4. ไทยจะรวมมอื อยางเตม็ ที่ในบรรดาขอ ตกลง เพ่อื ความมัน่ คงระหวางประเทศ ซึ่งองคกร
สหประชาชาตหิ รือคณะมนตรีความมั่นคงเหน็ ชอบแลว

5. ไทยตองไมตัดคลองขา มอาณาเขตไทย เชือ่ มมหาสมทุ รอนิ เดียกับอาวไทย (คลองคอดกระ)
โดยรฐั บาลองั กฤษมไิ ดเ หน็ พอ งดวยกอ น

6. ไทยจะใหขา วสารโดยไมคดิ มูลคา 1.5 ลา นตันแกอ งคก าร ซ่ึงรัฐบาลองั กฤษจะไดร ะบุ
7. โดยสญั ญาฉบับน้อี งั กฤษและอินเดยี จะสนบั สนุนไทยเขา เปน สมาชิกสหประชาชาติ
การที่ไทยเอาตัวรอดไดท้ัง ๆ ท่ีอยูในฝายประเทศแพสงครามนี้ ขบวนการเสรีไทยมีสวนชวยเหลือ
เปนอยา งมาก ทาํ ใหป ระเทศสัมพนั ธมิตร โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกากลับเขาใจเมืองไทย ขณะที่ ม.ร.ว. เสนีย
ปราโมช อคั รราชทูตไทยประจําสหรัฐอเมริกา ไดประทว งการประกาศสงครามของรัฐบาลไทย และไดรวบรวม
คนไทยในสหรัฐอเมริกาข้ึนเปนขบวนการเสรีไทยตอตานญ่ีปุน ในอังกฤษก็มีขบวนการเสรีไทยเชนเดียวกัน
ตดิ ตอ กบั หนว ยพลพรรคใตใ นดินประเทศ ซ่ึงมีนายปรีดี พนมยงค ผูสําเร็จราชการแทนพระองคเปนหัวหนา
เสรีไทยทั้งหลายเตรียมท่ีจะจับอาวุธขึ้นตอสูกับญ่ีปุน ตามวันเวลาที่นัดหมาย พรอม ๆ กับกําลังของ
สัมพันธมติ รที่จะรกุ เขา มาทางพมา แตญีป่ ุนไดยอมแพ
3.2 ผลกระทบดา นเศรษฐกิจและสังคม
การที่ไทยเขารวมสงครามโลกครั้งท่ี 2 สงผลใหเกิดความเสียหายตอเศรษฐกิจไทยเปน
อยา งมาก เกดิ ภาวะการขาดแคลนสินคาอุปโภคบรโิ ภค ในดา นสงั คมก็เกิดปญ หาโจรผรู ายชกุ ชุม อกี ท้งั ประสบ
ปญหาภาวะเงินเฟอ ในขณะเดียวกันประเทศไทยยังตองแบกรับภาระชดใชคาเสียหายที่เรียกวา
คาปฏิกรรมสงคราม หมายถึงของมีคา ทตี่ อ งจา ยเปนคาชดเชยเพอ่ื ใหค รอบคลุมความเสียหายระหวางสงคราม
ซ่ึงโดยทั่วไปหมายถึงเงินหรือสินคาเปล่ียนมือ มากกวาการถายโอนกรรมสิทธิ์ ที่สําคัญการแกปญหาและ
เยยี วยาความขาดแคลนยากไรใ นชวงสงครามและหลังสงครามไดกลายเปนปญหาใหญท่ีรัฐบาลขณะน้ันตอง
แกไ ขฟน ฟอู ยา งเรงดว น เพอ่ื ใหบ านเมืองคนื สภู าวะปกติโดยเร็ว

78

การเปลี่ยนแปลงการปกครองในป พ.ศ. 2475
สภาพการณโ ดยทัว่ ไปของบานเมืองกอ นการเปลยี่ นแปลงการปกครอง

การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย ที่ประเทศไทยใชมาหลายรอยปไดส้ินสุดลงหลังจาก
“คณะราษฎร” ไดเขายึดอํานาจการปกครองและนําไปสูการเปล่ียนแปลงการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษตั ริยทรงเปนพระประมขุ เมอื่ วันท่ี 24 มถิ ุนายน พ.ศ. 2475

สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

การยึดอํานาจเพ่ือเปล่ียนแปลงการปกครอง เม่ือวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มีสาเหตุสรุปได
ดังนี้

1. การพัฒนาทางดานการศกึ ษาแบบสมัยใหม ต้ังแตสมัยรัชกาลท่ี 5 เปนตนมา ประเทศไทยเร่ิมใช
ระบบการศกึ ษาแบบตะวนั ตก เด็กไทยสามัญชนมีโอกาสเลาเรียนในโรงเรียนหลวง ตอมาในสมัยรัชกาลท่ี 6
รัฐบาลประกาศใช พ.ร.บ. การศึกษาภาคบังคับทําใหการศึกษาของชาติแพรหลายไปสวนภูมิภาค การที่
ชาวไทยไดรับการศึกษาสูงข้ึนกวาแตกอน ทําใหชาวไทยมีโอกาสเรียนรูความกาวหนาแบบสมัยใหมและ
วทิ ยาการจากประเทศตะวนั ตกรวมไปถึงความคิดสมยั ใหมท างการเมืองการปกครองดวย นอกจากน้ันเจานาย
ชนช้ันสูงและสามัญชนไดรับทุนเลาเรียนหลวงเดินทางไปศึกษายังประเทศในทวีปยุโรป จึงประทับใจใน
ความเจริญของบานเมืองและระบอบการปกครองของประเทศตะวันตก ผูนําคณะราษฎรหลายคนไดรับ
การศกึ ษาจากประเทศตะวันตก อาทิ นายปรีดี พนมยงค นายประยูร ภมรมนตรี รอยโทแปลก ขีตตะสังคะ
(ตอมาคือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม) นายแนบ พหลโยธิน นายจรูญ สิงหเสนี เปนตน บุคคลเหลาน้ีจึงมี
แนวความคิดตองการใหประเทศไทยเจริญรุงเรืองตามแบบอยางประเทศตะวนั ตก

2. การแพรอารยธรรมแบบตะวันตกในประเทศไทย อิทธิพลของอารยธรรมตะวันตกไดแพรเขาสู
ประเทศไทย พรอม ๆ กับการขยายตัวทางการคา พอคาและมิชชันนารีไดนําวิทยาการแผนใหมและความรู
ทางดานวิทยาศาสตรมาเผยแพรในประเทศไทยซึ่งเริ่มในสมัยรัชกาลท่ี 3 เปนตนมา ชาวไทยเริ่มสนใจอาน
หนังสือพมิ พท ีว่ พิ ากษว จิ ารณร ฐั บาลตลอดจนหนังสอื ทีเ่ กี่ยวของกับความคดิ ทางการเมอื งและการเปลยี่ นแปลง
ท่ัวโลก เหตกุ ารณท ี่เกดิ ขึ้นในประเทศตาง ๆ ทําใหชาวไทยไดทราบถึงความเจริญกาวหนาแบบตะวันตกเห็น
ความสําคัญและความจาํ เปน ทีจ่ ะตอ งปรับตวั เขา สยู ุคใหมใ นฐานะอารยประเทศ

3. การปฏิวัติในประเทศแถบทวีปเอเชีย ดังเชนในประเทศจีน คณะปฏิวัติไดลมราชวงศแมนจู
ซ่ึงปกครองประเทศจนี และเปลี่ยนการปกครองมาเปนแบบสาธารณรัฐ การปฏิวัติในตุรกีเพ่ือลมการปกครอง
ในระบบสุลตาน การปฏิวัติในรัสเซียเพื่อลมระบบกษัตริย การปฏิวัติประเทศญี่ปุนเพื่อกาวไปสูความ
เจริญรงุ เรอื งแบบยุโรปและกลายเปนประเทศมหาอํานาจทางทหาร การปฏิวัติในประเทศตาง ๆ จึงเปนการ
กระตุน ความคิดของผนู าํ ชาวไทยรุนใหม ทจ่ี ะทําตามแบบอยา งการปฏิวัติดงั กลาว

4. สภาวะเศรษฐกิจตกต่ําอยางรุนแรงและรัฐบาลไมสามารถแกไขปญหาได จากสถานการณหลัง
สงครามโลกครง้ั ที่ 1 เศรษฐกจิ ตกต่าํ ไปทว่ั โลกกอใหเกิดผลกระทบมาถึงประเทศไทย คณะราษฎรมีความเห็น

79

วาเปนเพราะความลมเหลวของระบบการปกครองของไทยจึงตองเปลี่ยนระบบการปกครองใหมเพ่ือแกไข
ปญ หาเศรษฐกจิ

5. ระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชยมขี อบกพรอ งหลายประการ ระบอบการปกครอง
ไมเหมาะสมทีจ่ ะนํามาใชในขณะท่ีความคิดและสังคมของชาวไทยเริ่มเปล่ียนแปลงไป เชน พระมหากษัตริย
พระราชวงศและขุนนาง ซึ่งเปนชนช้ันท่ีควบคุมอํานาจการปกครองและเศรษฐกิจของประเทศโดยส้ินเชิง
ในขณะทรี่ าษฎรทัว่ ไปมฐี านะยากจน ไมมีสิทธิ์มีเสียงในการปกครองประเทศ คณะราษฎรจึงมีความคิดที่จะ
สรางความเสมอภาคในสงั คม

6. การท่พี ระมหากษตั ริยไ ทยตงั้ แตร ัชกาลท่ี 4 เปนตนมา ทรงพยายามพัฒนาประเทศเพ่ือกาวไปสู
ความเปนสมัยใหมแบบตะวันตกตลอดจนปลุกความคิดของประชาชนใหต่ืนตัวในเร่ืองความคิดชาตินิยม
เทา กับเปน การจุดความคิดของประชาชนใหต่นื ตัวในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยไปดวย แมวาจะมี
คณะบุคคลทีไ่ ดรบั การศึกษาจากตะวันตกกราบบังคมทูลเสนอแนะใหเปลี่ยนระบบการปกครองมาเปนแบบ
ประชาธิปไตยกต็ าม แตพ ระมหากษัตริยไทยทรงเห็นวาประชาชนชาวไทยในขณะน้ันยังไมพรอมท่ีจะรับการ
ปกครองแบบใหม ทรงเหน็ วาควรตระเตรียมประชาชนใหเขาใจเสียกอน ดวยวิธีคอยเปนคอยไปนาจะดีกวา
ในท่สี ดุ ก็ไมสามารถหลกี เลีย่ งการเปลีย่ นแปลงการปกครองไปได

การดําเนินการเปลย่ี นแปลงการปกครอง

การยึดอาํ นาจของคณะราษฎร เชาตรูของวนั ท่ี 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎร ประกอบดวย
ทหารบก ทหารเรือและพลเรือน โดยมี พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา เปนหัวหนา รวมดวย พ.อ. พระยา
ทรงสรุ เดช พ.อ. พระยาฤทธิอคั เนย พ.ท. พระประศาสนพ ทิ ยายุทธ พ.ต. หลวงพิบูลสงครม (แปลก ขีตตะสังคะ)
น.ต. หลวงสนิ ธุสงครามชัย น.ต. หลวงศภุ ชลาศัย หลวงประดิษฐมนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค) นายประยูร
ภมรมนตรี นายตั้ว ลพานุกรม นายควง อภัยวงศ ฯลฯ ไดนํากําลังทหารและพลเรือนเขายึดอํานาจการ
ปกครองไดสาํ เรจ็ โดยเขา ควบคุมเจานายและขุนนางช้ันสูงมิใหคิดตอตาน จากนั้นจึงกราบบังคมทูลอัญเชิญ
พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลท่ี 7) ซ่ึงประทับอยูท่ีพระราชวังไกลกังวล หัวหิน จังหวัด
ประจวบคีรีขนั ธ เสด็จนิวตั พิ ระนครทรงดาํ รงพระประมุขของชาตภิ ายใตรัฐธรรมนญู

เม่ือพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาเจา อยูหัว (รัชกาลท่ี 7) ทรงทราบขาวการยึดอํานาจในพระนครแลว
พระองค ทรงเชิญเจานายช้ันสูงและแมทัพนายกอง ซึ่งตามเสด็จมายังพระราชวังไกลกังวล เขารวมประชุม
ปรึกษาหารือวาจะดาํ เนนิ การอยา งไรกนั ตอ ไป ทีป่ ระชุมเสนอความเห็นตาง ๆ กันไป บางทา นเสนอใหใชกําลัง
ทหารในตา งจังหวัดยดึ อาํ นาจคนื บางทานเสนอใหพ ระบาทสมเด็จพระปกเกลา เจา อยหู ัว (รชั กาลที่ 7) เสด็จหนี
ไปยงั ประเทศเพื่อนบาน ในท่ีสดุ พระบาทสมเด็จพระปกเกลา เจาอยูหัว (รัชกาลท่ี 7) ทรงตัดสินพระทัยยอมรับ
ขอ เสนอของคณะราษฎร เพอื่ เห็นแกความสงบสุขและความเรียบรอยของบานเมือง

พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยหู ัว (รชั กาลที่ 7) เสด็จนิวัติถึงพระนคร โดยขบวนรถไฟพระท่ีนั่ง
พเิ ศษ เมือ่ ตอนดกึ ของคืนวันที่ 25 มถิ ุนายน ในตอนสายของวันท่ี 26 มิถนุ ายน คณะราษฎรไดสง ผูแทนเขาเฝา ณ
วงั ศโุ ขทยั พรอ มกบั ทูลเกลาฯ ถวายรางรัฐธรรมนูญช่ัวคราว วันรุงขึ้นคือวันท่ี 27 มิถุนายน พระบาทสมเด็จ

80

พระปกเกลาเจาอยหู วั (รัชกาลที่ 7) ลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพระราชทานแกประชาชน
ชาวไทย ถือเปนรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย เรียกช่ือวา “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครอง
แผนดินสยามช่วั คราว พทุ ธศักราช 2475”

ตอมาในวันท่ี 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลท่ี 7)
พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรและทรงโปรดเกลา ฯ แตงต้งั คณะรัฐมนตรี โดยมพี ระยามโนปกรณนิติธาดา
เปน นายกรฐั มนตรคี นแรกของประเทศไทย

ผลกระทบทเี่ กดิ ขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

1. ผลกระทบทางดานการเมือง การเปลี่ยนแปลงสงผลกระทบตอสถานภาพของสถาบัน
พระมหากษตั รยิ เปน อยางมาก เพราะเปนการสิ้นสดุ พระราชอํานาจในระบอบสมบรู ณาญาสิทธริ าชย ถึงแมวา
พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 7) จะทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลง และทรงยินยอม
พระราชทานรัฐธรรมนูญใหกับปวงชนชาวไทยแลวก็ตาม แตพระองคก็ทรงเปนหวงวาประชาชนจะมิไดรับ
อํานาจการปกครองที่พระองคทรงพระราชทานใหโดยผานทางคณะราษฎรอยางแทจริง พระองคจึงทรงใช
ความพยายามที่จะขอใหราษฎรไดดําเนินการปกครองประเทศดวยหลักการแหงประชาธิปไตยอยางแทจริง
แตพระองคก็มิไดรับการสนองตอบจากรัฐบาลของคณะราษฎรแตประการใด จนกระท่ังภายหลังพระองค
ตองทรงประกาศสละราชสมบัติใน พ.ศ. 2477

นอกจากนี้ การเปล่ียนแปลงการปกครอง 2475 ยังกอใหเกิดความขัดแยงทางการเมืองระหวาง
กลุมผลประโยชนต า ง ๆ ทมี่ สี ว นรวมในการเปล่ียนแปลงการปกครองเม่ือวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ท้ังนี้เปน
เพราะยังมีผูเห็นวาการท่ีคณะราษฎรยึดอํานาจการปกครองมาจากพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว
(รชั กาลท่ี 7) เพ่ือเปลี่ยนแปลงการปกครองทม่ี ีพระมหากษตั ริยเปน ประมขุ ภายใตร ฐั ธรรมนูญนน้ั ยงั มิไดเปน ไป
ตามคําแถลงที่ใหไวกับประชาชนนอกจากน้ีการที่คณะราษฎรไดมอบหมายใหนายปรีดี พนมยงค รางเคา
โครงการเศรษฐกิจแหงชาติ เพอ่ื ดาํ เนนิ การปรับปรุงเศรษฐกิจของประเทศตามที่ไดประกาศไวเม่ือครั้งกระทํา
การยึดอํานาจเพอื่ เปล่ยี นแปลงการปกครองนั้น หลายฝา ยมองวา เคา โครงการเศรษฐกิจมีลักษณะโนมเอียงไป
ในทางหลักเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต ความขัดแยงจึงเกิดข้ึนในหมูผูที่เกี่ยวของภายหลังการเปล่ียนแปลง
การปกครองส้ินสุดลงแลวไมนาน พระยามโนปกรณนิติธาดา นายกรัฐมนตรี เห็นวาการบริหารประเทศ
ทา มกลางความขัดแยงในเรื่องเคาโครงเศรษฐกิจไมสามารถจะดําเนินตอไปได จึงประกาศปดสภาและงดใช
รฐั ธรรมนูญบางมาตรา สงผลให พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา นํากําลังทหารยึดอํานาจรัฐบาลพระยามโน
ปกรณนิติธาดาในวันที่ 20 มิถุนายน 2476 และหลังจากนั้น พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ไดเขาดํารง
ตาํ แหนงนายกรัฐมนตรีบริหารราชการแผนดินสืบแทน แตรัฐบาลของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ไดเขา
บริหารประเทศไดไ มน าน กม็ บี คุ คลคณะหน่ึงซ่ึงเรียกตนเองวา คณะกูบานกูเมือง นําโดยพลเอกพระองคเจา-
บวรเดช ไดก อ การรฐั ประหารยดึ อาํ นาจรฐั บาลในเดือนตลุ าคม 2476 โดยอา งวารัฐบาลไดทาํ การหมิ่นประมาท
องคพระประมุขของชาติ และรับนายปรีดี พนมยงค เขารวมในคณะรัฐบาล พรอมกับเรียกรองใหรัฐบาล
ดําเนินการปกครองประเทศในระบอบรัฐธรรมนูญที่เปนประชาธิปไตยอยางแทจริง แตในท่ีสุดรัฐบาล

81

พ.อ.พระยาพหลฯ ก็สามารถปราบรฐั ประหารของคณะกูบานกูเมืองไดสําเร็จ หลังจากน้ันก็มีการจับกุมและ
กวาดลางผูตองสงสัยวาจะรวมมือกับคณะกูบานกูเมือง จนดูเหมือนวาประเทศไทยมิไดปกครองในระบอบ
ประชาธปิ ไตยอยา งแทจ ริง

2. ผลกระทบทางดานเศรษฐกจิ การเปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เปนการเปล่ียนแปลง
ทางการเมืองทส่ี ําคัญของไทย และมผี ลกระทบทางเศรษฐกจิ เพราะความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสราง
ทางเศรษฐกจิ ทีค่ ณะราษฎรไดมอบหมายใหน ายปรดี ี พนมยงค เปนคนรางเคาโครงการเศรษฐกิจ เพ่ือนําเสนอ
น้ัน มิไดรับการยอมรับจากคณะราษฎรสวนใหญ ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจภายหลังการเปลี่ยนแปลง
การปกครอง จงึ มกี ารเปล่ยี นแปลงเปน ทนุ นิยมโดยรัฐทเ่ี รียกวารัฐวิสาหกิจและโครงสรางทางเศรษฐกิจยังคง
เนน ท่กี ารเกษตรกรรมมากกวาอุตสาหกรรม ซึง่ ตา งจากประเทศตะวันตกสวนใหญท่ีมีการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตย ไดพฒั นาไปสคู วามเปนประเทศอตุ สาหกรรม

3. ผลกระทบทางดา นสังคม ภายหลงั การเปลีย่ นแปลงการปกครอง สงั คมไทยไดร ับผลกระทบจาก
เปลี่ยนแปลงพอสมควร คือ ประชาชนเริ่มไดรับเสรีภาพและมีสิทธิตางๆ ตลอดจนความเสมอภาคภายใต
บทบญั ญตั แิ หงรฐั ธรรมนูญ และไดรบั สิทธิในการปกครองตนเอง ในขณะท่ีบรรดาเจาขุนมูลนาย ขุนนาง ซ่ึงมี
อํานาจภายใตระบอบการปกครองด้ังเดิมไดสูญเสียอํานาจและสิทธิประโยชนตางๆ ที่เคยมีมากอน โดยที่
คณะราษฎรไดเขาไปมีบทบาทแทนบรรดาเจานายและขุนนางในระบบเกา เนื่องจากคณะราษฎรมีนโยบาย
สงเสริมการศึกษาของราษฎรอยางเต็มที่ นอกจากนั้นรัฐบาลไดกระจายอํานาจการปกครองไปสูทองถ่ิน
ดว ยการจดั ต้ังเทศบาลตําบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร มีสภาเทศบาลคอยควบคุมกิจการบริหารของ
เทศบาลเฉพาะทอ งถนิ่ น้ันๆ โดยมีเทศมนตรีเปน ผูบริหารตามหนาที่พ.ศ. 2479 รัฐบาลของ พ.อ.พระยาพหล
พลพยหุ เสนา ไดประกาศใชแผนการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2479 โดยกําหนดแบง การศึกษาออกเปน 2 ประเภท
คือ สายสามัญศึกษาและสายอาชีวศึกษา ซึ่งเปนการเนนความสําคัญของอาชีวศึกษาอยางแทจริง โดยได
กําหนดความมุงหมายเพ่ือสงเสริมใหผูท่ีเรียนจบการศึกษาในสายสามัญ ไดเรียนวิชาอาชีพเพ่ิมเติม
นอกเหนือไปจากเรียนวชิ าสามญั ทัง้ นี้ เพ่ือประโยชนท ีจ่ ะออกไปประกอบอาชพี ตอ ไป

ดงั นัน้ การเปล่ยี นแปลงการปกครองใน พ.ศ.2475 จึงไดนําไปสกู ารปรบั ปรงุ ใหร าษฎรไดร บั การศกึ ษา
และสามารถใชวิชาการความรูท่ีไดรับไปประกอบอาชีพอยางม่ันคงและมีความสุข ขณะเดียวกัน
การเปลย่ี นแปลงการปกครองในคร้งั นสี้ งผลใหชนช้ันเจานายและขุนนางในระบบเกาถูกลิดรอนผลประโยชน
ทางเศรษฐกจิ ลง

82

เรอ่ื งท่ี 3 พระราชกรณยี กจิ ของพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช
และสมเด็จพระนางเจา สิรกิ ติ ิ์ พระบรมราชินนี าถ ท่ีสงผลตอการเปลย่ี นแปลงของ
ประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช
พระราชประวตั ิพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช (รชั กาลท่ี 9)

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันท่ี 5 ธันวาคม
พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาลเมานทออเบอรน (MOUNT AUBURN) รัฐแมสซาชูเซตต (MASSACHUSETTS)
ประเทศสหรฐั อเมริกา พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช ทรงพระนามเดมิ วา “พระวรวงศเ ธอ
พระองคเจาภูมิพลอดุลยเดช” ทรงเปนพระราชโอรสในสมเด็จเจาฟามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลา
นครนิ ทร (ตอ มาไดรบั การเฉลมิ พระนามาภไิ ธยเปน สมเด็จพระมหติ ลาธิเบศร อดลุ ยเดชวิกรม พระบรมราชชนก)
และหมอมสังวาล มหดิ ล ณ อยุธยา ตอมาไดร บั การเฉลมิ พระนามาภไิ ธยเปน สมเดจ็ พระศรีนครนิ ทราบรมราชชนนี

การศกึ ษา

เม่ือพระชนมายุได 5 พรรษา ทรงเริ่มเขารับการศึกษาที่โรงเรียนมาแตรเดอี กรุงเทพมหานคร
ตอจากน้ันทรงเสด็จไปศึกษาตอ ณ ประเทศสวิตเซอรแลนด จากการศึกษาดังกลาว ทรงรอบรูหลายภาษา
ไดแก อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และ ละติน ในระดับอุดมศึกษา ทรงเขาศึกษาในแผนกวิทยาศาสตร
มหาวทิ ยาลยั เมอื งโลซานน ตอ มาในป พ.ศ. 2481 ไดเสด็จนิวัตกลับประเทศไทยพรอมดวยพระบรมเชษฐาธิราช
(พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลท่ี 8) พระบรมราชชนนี และพระเชษฐภคินี
(สมเด็จพระเจาพ่ีนางเธอ เจา ฟา กัลยาณวิ ฒั นา กรมหลวงนราธวิ าสราชนครนิ ทร)

การเถลิงถวลั ยราชสมบตั ิ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต รัฐบาลโดยความเห็นชอบของ
รัฐสภาไดอัญเชิญสมเด็จพระเจานองยาเธอ เจาฟาภูมิพลอดุลยเดช พระชนมพรรษา 18 พรรษา เสด็จข้ึน
ครองราชยเปนพระมหากษัตริย รัชกาลที่ 9 แหงพระบรมราชจักรีวงศ เม่ือวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489
ทรงเฉลมิ พระปรมาภไิ ธยวาพระบาทสมเด็จพระเจาอยหู ัวภมู พิ ลอดุลยเดช เนือ่ งจากยังทรงพระเยาวและยังมี
พระราชกจิ ดา นการศกึ ษา จึงเสด็จพระราชดําเนินกลับไปศึกษาตอ ณ ประเทศสวิตเซอรแ ลนด โดยทรงเลือก
ศึกษาวชิ ากฎหมายและวิชารฐั ศาสตรแ ทน

พระราชพิธีราชาภเิ ษกสมรส

วนั ท่ี 24 มีนาคม พ.ศ.2493 พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช เสด็จฯนิวตั ิประเทศไทย
โปรดเกลาฯ ใหต้ังการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
เม่ือวันที่ 29 มีนาคม 2493 ตอมาเม่ือวันท่ี 28 เมษายน 2493 ทรงโปรดเกลาฯใหจัดการราชาภิเษกสมรสกับ

83

หมอมราชวงศส ิริกติ ์ิ กติ ยิ ากร ท่ีวังสระปทมุ และไดทรงสถาปนาหมอมราชวงศสริ ิกติ ข์ิ น้ึ เปนสมเดจ็ พระราชินี-
สริ กิ ิต์ิ

พระบรมราชาภเิ ษก

วันที่ 5 พฤษภาคม 2493 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไดทรงประกอบ
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณขัตติยราชประเพณี ณ พระที่น่ังไพศาลทักษิณ ในพระมหาราชวัง
เฉลิมพระปรมาภิไธยตามจารึกในพระสุพรรณบัฏวา “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” และไดพระราชทานพระปฐม
บรมราชโองการวา “เราจะครองแผนดินโดยธรรม เพ่ือประโยชนสุขแหงมหาชนชาวสยาม” ในการน้ีไดทรง
พระกรุณาโปรดเกลาฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศ สมเด็จพระราชินีสิริกิต์ิ เปนสมเด็จพระนางเจาสิริกิต์ิ
พระบรมราชินีนาถ ตอมาเม่ือวันที่ 5 มิถุนายน 2493 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ไดเ สด็จฯพรอมดว ย สมเดจ็ พระนางเจาสริ กิ ิติ์ พระบรมราชินนี าถ ไปยงั ประเทศสวติ เซอรแลนดอ กี ครัง้ เพื่อทรง
รกั ษา พระสขุ ภาพ และเสด็จพระราชดําเนนิ นวิ ตั ิพระนคร เม่ือวันที่ 2 ธันวาคม 2494 ประทับ ณ พระตําหนัก
จิตรลดารโหฐาน และพระทนี่ งั่ อัมพรสถาน ท้ังสองพระองคมีพระราชธดิ า และพระราชโอรส 4 พระองคด งั น้ี

1. สมเดจ็ พระเจา ลูกเธอ เจา ฟา อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประสูติเมื่อวันที่ 5 เมษายน
2494 ณ โรงพยาบาลมองซวั ชี นครโลซาน ประเทศสวิสเซอรแ ลนด

2. สมเดจ็ พระเจา ลูกยาเธอ เจาฟาวชิราลงกรณฯ ประสูติเม่ือวันที่ 28 กรกฏคม 2495 ณ พระท่ีนั่ง
อัมพรสถาน ตอมา ทรงไดรับสถาปนาเปน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจาฟามหาวชิราลงกรณฯ
สยามมกุฎราชกุมาร เม่อื วนั ที่ 28 กรกฎาคม 2515

3. สมเดจ็ พระเจาลูกเธอเจาฟา สิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดลุ โสภาคย ประสตู ิเมอื่ วันที่ 2 เมษายน
2498 ณ พระทีน่ ่งั อัมพรสถาน ภายหลังทรงไดรับสถาปนาเปน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจาฟามหาจักรี
สริ ินธร รัฐสีมาคณุ ากรปยชาติ สยามบรมราชกมุ ารี เมอื่ วันที่ 5 ธันวาคม 2520

4. สมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟาจุฬาภรณวลัยลักษณ อัครราชกุมารี ประสูติเม่ือวันที่ 4 กรกฏคม
2500 ณ พระท่นี ั่งอมั พรสถาน

ทรงพระผนวช

วันที่ 22 ตุลาคม 2499 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไดทรงพระผนวช ณ
วดั พระศรรี ัตนศาสดาราม ทรงจาํ พรรษา ณ วดั บวรนิเวศวิหาร ปฏบิ ตั พิ ระศาสนกจิ เปนเวลา 15 วัน ระหวางนี้
สมเดจ็ พระนางเจา สิรกิ ิติ์ พระบรมราชินี ทรงปฏบิ ตั ิพระราชกรณียกิจแทนพระองค ตอมาจึงทรงพระกรุณา
โปรดเกลาฯ สถาปนาเปน สมเดจ็ พระนางเจา สิรกิ ิต์ิ พระบรมราชินีนาถ

พระมหากษัตรยิ ผูม ากอัจฉรยิ ภาพ

ประชาชนชาวไทยหรือแมแตชาวตางชาติ จะมองพระมหากษัตริยพระองคนี้วามีพระปรีชาชาญ
ดานการเกษตรหรือการพัฒนาแหลงนํ้าเปนหลัก เพื่อแกปญหาการอยูดีกินดีของราษฎร ซ่ึงสะทอนผาน

84

โครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดําริมากมายท่ัวประเทศ หรือแมแตโครงการหลวงที่ทรงรับสั่งเปนพิเศษ
อยเู นือง ๆ

จนเร่อื งราวเหลานไ้ี ดบดบงั พระอจั ฉริยภาพดานอื่น ๆ ของพระองค ซ่ึงลวนมีความโดดเดนไมแพกัน
ซึง่ หลาย ๆ เรอ่ื งไมใ ชสง่ิ ที่เรนลับปด บัง หรอื แมแตก ารกลา วอา งทเี่ กินจริง

เชนในหมูศิลปนไดยกยองพระองคเปน “อัครศิลปน” เนื่องจากพระอัจฉริยภาพอันสูงสง
ดานจิตรกรรมที่พระองคทรงปฏิบัติดวยพระราชหฤทัยมานาน เชนเดียวกับงานดานดนตรีท่ีรับรูกันในหมู
นักดนตรีระดบั โลก

ในหมูน ักอา นกเ็ ชนที่รับรกู ันวา พระองคม ีพระอัจฉริยภาพอันลํ้าลึกดานการประพันธ หรือแมแตงาน
พระราชนพิ นธแปล ลว นจดั เปน วรรณกรรมอมตะทีฝ่ ากไวใ นบรรณพภิ พ

ดา นการกีฬาก็เปนที่รูก ันวา พระองคท รงเปน นักกฬี าเหรยี ญทองในกฬี าซีเกมส จากการแขงขันเรือใบ
ทพี่ ระองคท รงประดษิ ฐเองในชื่อ “ซปุ เปอรมด”

ในดานงานชางก็เปนที่ประจักษกันวาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสน
พระทัยและทรงมีฝม ือ ไมวา จะเปน งานชา งไม ชา งโลหะ ชางกล ตลอดถงึ การเปน นักประดิษฐค ดิ คน นวัตกรรม
ใหม ๆ อยูตลอดเวลา

พระราชกรณียกจิ ของพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช

นับแตเสด็จข้ึนครองราชยสมบัติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงปฏิบัติ
พระราชภารกิจอยางมิทรงเห็นแกความเหน็ดเหน่ือย เพ่ือใหประชาชนของพระองคมีความเปนอยูที่ดีขึ้น
คนไทยทุกคนรูสึกและรับรูตลอดมาวาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงงานหนัก
เพื่อใหประชาชนของพระองคม ีความสุข นอกจากจะทรงสนพระราชหฤทัยในเร่ืองการพัฒนาดานทรัพยากร
และส่งิ แวดลอ มตา ง ๆ แลว พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงใหความสําคัญตอการ
พัฒนาคนทั้งกายและจิตใจเปนอยางมาก ท้ังดานการศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและดานสาธารณสุข
รวมทั้งการใหค วามเปน ธรรมแกประชาชน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใหความ
ชว ยเหลอื ประชาชนของพระองคครอบคลมุ วถิ ีชวี ติ ในทุก ๆ ดาน ดังนี้

1. ดานการตา งประทศ
พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไดเสด็จพระราชดําเนินเยือนประเทศตาง ๆ

หลายประเทศ ทัง้ ในทวปี เอเชยี ทวีปยโุ รปและทวีปอเมริกาเหนือ เพ่ือเปน การเจริญทางพระราชไมตรีระหวาง
ประเทศไทยกบั บรรดามิตรประเทศเหลานั้น ที่มีความสัมพันธอันดีอยูแลวใหมีความสัมพันธแนนแฟนย่ิงขึ้น
ทรงนาํ ความปรารถนาดีของประชาชนชาวไทยไปยงั ประเทศตาง ๆ นนั้ ดวยทําใหประเทศไทยเปนท่ีรูจักอยาง
กวา งไกลมากย่ิงขนึ้ นบั วาเปน ประโยชนตอประเทศไทยอยางมหาศาล และประเทศตาง ๆ ที่เสด็จพระราช-
ดําเนินไปทรงเจรญิ ทางพระราชไมตรี มีทง้ั ประเทศในทวีปยโุ รป ทวีปอเมรกิ า ทวีปออสเตรเลีย และทวปี เอเชีย
เมื่อเสรจ็ สนิ้ การเสด็จพระราชดําเนินเยอื นประเทศตา ง ๆ แลว กไ็ ดท รงตอ นรับพระราชอาคันตุกะ ทีเ่ ปนประมุข

85

ของประเทศตาง ๆ ท่ีเสดจ็ ฯ และเดินทางมาเยือนประเทศไทยเปนการตอบแทน และบรรดาพระราชอาคันตุกะ
ท้งั หลายตางกป็ ระทับใจในพระราชวงศของไทย

2. ดา นการพัฒนาสังคม
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไดทรงพัฒนาสังคมเพ่ือใหประชาชน

มีความเปน อยทู ่ดี ใี นหลาย ๆ ดา น ดงั น้ี
3. ดานการศึกษา
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช ทรงเห็นความสําคญั ของการศกึ ษาวา เปน ปจ จยั

ในการสรางและพัฒนาความรู ความคดิ ความประพฤติและคณุ ธรรมของบุคคล การศกึ ษาจึงเปน การพฒั นาคน
ซ่ึงจะนําไปสกู ารพัฒนาในทกุ ๆ ดา น ทั้งดานเศรษฐกิจ สังคม จึงพระราชทานความเกื้อหนุนดานการศึกษา
ท้งั ในระบบและนอกระบบโรงเรียน ตง้ั แตชัน้ ประถมศกึ ษาไปจนถึงอดุ มศกึ ษา ดังท่มี พี ระราชดาํ รสั วา

“การศึกษาเปนปจจัยในการสรางและพัฒนาความรู ความคิด ความประพฤติและคุณธรรมของ
บคุ คล สงั คมและบา นเมืองใดใหการศกึ ษาทดี่ ีแกเยาวชนไดอยางครบถวน ลวนพอเหมาะกันทุก ๆ ดานสังคม
และบา นเมอื งน้นั จะมีพลเมืองท่ีมีคุณภาพ ซ่ึงสามารถธํารงรักษาความเจริญม่ันคงของประเทศชาติไว และ
พัฒนาใหก า วหนาตอ ไปไดโดยตลอด”

พระราชดํารัสดังกลาวสะทอนใหเห็นถึงความสําคัญของการศึกษา วาประเทศชาติจะพัฒนา
ใหเจริญกา วหนา ได กด็ ว ยการพัฒนาประชาชนในชาตใิ หม ีคณุ ภาพโดยการใหก ารศึกษา

พระราชกรณกี ิจดานการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เร่ิมตั้งแต
พ.ศ. 2498 โปรดเกลาฯ ใหตั้งโรงเรียนสําหรับพระราชโอรสและพระราชธิดา บุตรขาราชบริพาร ตลอดจน

บคุ คลทั่วไป ๆ ไดมีโอกาสรวมเรียนดวย คือ โรงเรียน
จิตรลดา และเม่ือไดเสด็จพระราชดําเนินเยี่ยมราษฎร
และหนวยปฏิบัติการทหารตํารวจตามบริเวณชายแดน
ทุรกันดาร ทําใหทรงทราบถึงปญหาการขาดแคลน
ที่เรียนของเด็กและเยาวชน พระบาทสมเด็จ
พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไดพระราชทาน
พระราชทรัพยสวนพระองคเพ่ือพัฒนาดานการศึกษา
โ ด ย ก า ร จั ด ตั้ ง โ ร ง เ รี ย น สํ า ห รั บ เ ย า ว ช น ใ น ท อ ง ถ่ิ น
ทุรกนั ดารใน พ.ศ. 2499 นอกจากน้ียังไดพระราชทานพระราชทรัพยสวนพระองคในการกอสรางโรงเรียน
พระราชทานนามวาโรงเรยี นรม เกลา ซึงเปนโรงเรียนสําหรบั เยาวชนในทอ งถ่ินชนบทหา งไกลที่มีความไมสงบจาก
ภยั ตาง ๆ พระราชทานพระราชทรัพยเพื่อรวมสรางโรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดน สําหรับชาวไทยภูเขา
ทีอ่ าศัยอยูในดินแดนทุรกันดารหา งไกลการคมนาคม ซ่ึงมีช่ือเรียกวา “โรงเรียนเจาพอหลวงอุปถัมภ” จัดตั้ง
โรงเรียนราชประชาสมาสัยเพ่ือเปนสถานศึกษาอยูประจําสําหรับเยาวชนที่เปนบุตรธิดาของคนไขโรคเรื้อน
จดั ตงั้ โรงเรียนราชประชานเุ คราะหร ว มกบั ประชาชนเมอื่ เกดิ วาตภยั ในภาคใตท ีแ่ หลมตะลุมพกุ อาํ เภอปากพนงั
จังหวดั นครศรธี รรมราชและจงั หวดั ใกลเคยี ง

86

นอกจากการศึกษาระดับประถมศึกษา
และมธั ยมศึกษาแลว พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทร
มหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงสนพระราชหฤทัย
ในการศกึ ษาระดบั อดุ มศึกษาดวย โปรดเกลาฯ ใหต้ัง
ทุนภูมิพลข้ึน พระราชทานแกผูท่ีมีผลการเรียนดี
แตขาดแคลนทุนทรัพย และพระราชกรณียกิจ
ท่ีคุนตาคนไทยดี คือ การเสด็จฯพระราชทาน
ปริญญาบัตรแกบัณฑิตผูสําเร็จการศึกษาจาก
มหาวิทยาลัยของรฐั มาตงั้ แต พ.ศ. 2493

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังไดพระราชทานพระราชทรัพยสวนพระองค
กอ ตัง้ ทุน “อานนั ทมหิดล” ขนึ้ เมอื่ พ.ศ. 2498 และทรงพระกรณุ าโปรดเกลาฯ ใหต งั้ เปนมูลนิธิ อานนั ทมหิดล
เม่อื พ.ศ. 2502 เพ่ือสนบั สนุนนกั เรยี นไทยท่มี คี วามสามารถทางวิชาการยอดเย่ยี มและมคี ุณธรรมสงู ใหม โี อกาส
ไปศึกษาจนถงึ ช้ันสูงสุดในตา งประเทศ

4. ดานการศาสนา
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนาเปน

อยา งยิ่ง ทรงเปนองคอัครศาสนูปภัมภกของพระพุทธศาสนา ไดทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเพ่ือ
สงเสริมพระพุทธศาสนา เชน เสด็จพระราชดําเนิน
บําเพ็ญ พระราชกุศลในวันสําคัญทางศาสนาอยาง
สมาํ่ เสมอ เชน วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา
รวมทั้งการเสด็จพระราชดําเนินถวายผาพระกฐินตาม
พระอารามตาง ๆ และทรงรวมในงานพิธีทางศาสนา
ท่ปี ระชาชนกราบบงั คมทลู เชญิ
พระราชกรณยี กจิ ทางศาสนาของ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช

นอกจากทรงทาํ นบุ าํ รุงวัดตามพระราชประเพณมี าแตเดมิ แลว ยังทรงประกอบศาสนพิธไี ดอยางครบถวน
ท่สี ําคญั คือ ศาสนธรรม ซงึ่ ทรงปฏิบตั ิและทรงสอนธรรมอยา งหาผใู ดเสมอเหมือนได พระราชดาํ รัสพระบรม-
ราโชวาททพ่ี ระราชทานในโอกาสตาง ๆ จงึ มาจากหลักธรรมท้ังสนิ้ บางสวนมาจากทศพธิ ราชธรรม บางสวน
มาจากหลักสังคหวตั ถุ จกั วรรดวิ ตั หรือนวโอวาท และหลกั ธรรมทอ่ี า งถงึ ไมวา คนในศาสนาใดกส็ ามารถรับฟง และ
เขาใจได นับวาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชทรงเปนธรรมราชาอยา งแทจ รงิ

นอกจากนน้ั พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช ในฐานะองคอ คั รศาสนูปภัมภกยังได
พระราชทาน พระราชูปภมั ภบ ํารงุ ศาสนาอ่นื ๆ ในประเทศไทยที่คนไทยนับถือดวย ท้ังศาสนา คริสต ศาสนา

87

อิสลาม ศาสนาสิกข ในพระราชอาณาจักรอยางทั่วถึง โดยไดพระราชทานพระราชทรัพยอุปภัมภและบํารุง
ศาสนาเหลาน้นั ดวย

5. ดานศิลปวัฒนธรรม
ศลิ ปวฒั นธรรมเปนสงิ่ ทแ่ี สดงใหเ หน็ ถงึ ความเปน มาของบานเมืองท่ปี ระกอบดว ยคนหลายชาตพิ ันธุ

และความเปนชาติ แมว า พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชจะทรงพระปรีชาสามารถทางดนตรี
จิตรกรรม และประติมากรรม แตก็ทรงสนพระราชหฤทัยเรื่องศิลปวัฒนธรรมดานอ่ืน ๆ และการจัดการ
ทรัพยากรวัฒนธรรมทกุ แขนง รวมทงั้ ภาษาไทยอันเปน ภาษาประจําชาติดวย

วิสัยทัศนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล
อดุลยเดช ดานการจัดการวัฒนธรรม อันเปนเอกลักษณและ
มีประโยชนอยางยิ่งตอการศึกษา สรางความภาคภูมิใจของคน
ในชาติและความกาวหนาทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นไดจากที่เสด็จ
ประพาสสถานท่ีสําคัญทางประวัติศาสตรและโบราณคดี แสดงให
เห็นความหวงใยสมบัติวัฒนธรรมของชาติ จนมีรับส่ังเตือนสติอยู
เนือง ๆ ใหชวยกันอนุรักษและนํามาใชใหเกิดประโยชน คือ การเรียนการสอนใหคนไดรูจักและเขาใจ
อัตลักษณของบานเมือง ไมควรปลอยใหซื้อขายสมบัติของชาติกันอยางไมถูกตองตามกฎหมาย ไมเชนน้ัน
อาจจะตองไปชมหรือศึกษาของเราท่ีตางประเทศ “...ก็ควรเปนเรื่องเศราและนาอับอายมาก...” และ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงยํ้าเสมอวาประเทศเรามีความเปนมายืนยาวนาน
“...มเี อกราช มีภาษา ศิลปะและขนบธรรมเนียมเปน ของตนเอง...”

เร่ืองภาษาไทย ทรงเตือนใหตระหนักวาเปนภาษาประจําชาติ เปนมรดกและสมบัติอันล้ําคาของ
ประเทศชาติควร “...รักษาไว...” และยกตัวอยางบางประการที่ประสบมา เชน การออกเสียงไมถูกตอง
สรางประโยคไมถูกตอ ง และบญั ญตั ิศัพทใหมโดยไมจําเปน ดังมีพระกระแสรับสั่งวา ภาษาไทยเปนสิ่งสําคัญ
สําหรับบา นเมอื ง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระราชหฤทัยอยางมากในเรื่อง
ขนบธรรมเนียมประเพณี ศลิ ปวัฒนธรรมของชาติ และทรงมีบทบาทในการดํารงรักษามรดกไวไมใหสูญหาย
พระราชกรณียกจิ ของพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช ทางดานศลิ ปวฒั นธรรมของชาติ คือ
ทรงฟนฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรด พระนังคัลแรกนาขวัญ จึงเปนพระราชพิธีโบราณเพราะประเทศของเรา
เปนประเทศเกษตรกรรม พระราชพิธีน้ีทําเพื่อความเปนสิริมงคลแดพืชพันธธัญญาหาร และเพ่ือบํารุงขวัญ
กําลงั ใจแดเกษตรกร ซงึ่ เปน ประชากรสว นใหญของประเทศ

นอกจากน้ี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ
ใหฟนฟูพระราชพิธีเสด็จพระราชดําเนินถวายผาพระกฐิน โดยทรงขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พ้ืนฟู

88

พระราชพธิ เี สด็จพระราชดาํ เนินโดยกระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารค เพ่ือถวายผาพระกฐินแดพระอารมหลวง
ซง่ึ เปนมรดกทางวฒั นธรรมที่แสดงใหเห็นถึงความเจรญิ รงุ เรืองของชาตทิ ี่มสี บื ตอ มาจนปจจบุ ันนี้

พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช มีพระราชดาํ รัสอยเู สมอวา โบราณวัตถุ ศลิ ปวัตถุ
และโบราณสถานทั้งหลายลว นเปนของมคี า และจาํ เปน แกการศึกษาคนควาในทางประวัติศาสตร ศิลปะและ
โบราณคดี เพราะเปนเครือ่ งแสดงถึงความเจรญิ รงุ เรอื งของชาตไิ ทยที่มมี าแตอดตี กาล จึงควรจะสงวนรักษาไว
ใหคงทนถาวรเปนสมบัตสิ ว นรวมของชาติไวต ลอดไป

พระราชกรณยี กจิ ดานการพฒั นาคณุ ภาพชีวิตของประชาชน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช ทรงงานอยางหนักอยางตอเนื่อง เพื่อยกระดับ
คุณภาพชีวิตและสภาพความเปนอยขู องประชาชนใหด ีขน้ึ ในทุกดา น โดยเฉพาะผูยากไรในชนบท ในการพฒั นา
คณุ ภาพชวี ติ ของราษฎร พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช ทรงมงุ เนน เร่อื งการเกษตร ซ่งึ เปน
อาชีพหลักของราษฎรท้ังประเทศ โดยทรงใหความสําคัญตอการพัฒนาทรัพยากรและส่ิงแวดลอม เชน
แหลงนํ้า ดินและปาไม ทรงตระหนักวา นํ้าเปนปจจัยสําคัญย่ิงและเปนความตองการอยางมากของราษฎร
ในชนบท ท้ังการใชอุปโภคและบริโภคและเพ่ือการเกษตร ทรงสนพระราชหฤทัยเรื่องการใชท่ีดินเพ่ือ
การเกษตรและทรงเนนการพัฒนาท่ีดิน รวมท้ังปาไมอันเปนทรัพยากรธรรมชาติที่สําคัญของประเทศ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการดานการใช
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอมใหเ กดิ ประโยชนส งู สดุ แกร าษฏร จนเปนท่ีประจักษชัดทั้งภายในประเทศ
และตา งประเทศ แนวพระราชดําริเร่ืองทฤษฎีใหม ซึ่งเปนการจัดการทรัพยากรน้ําและที่ดินเพื่อการเกษตร
เปน แนวพระราชดาํ ริทีไ่ ดร บั การยอมรบั โดยทว่ั ไป

1. ดานทรพั ยากรธรรมชาติ
การจดั การทรัพยากรนํ้า พระราชกรณียกิจดานการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร-

มหาภูมิพลอดุลยเดช ที่สําคัญยิ่งคือ งานพัฒนาที่เก่ียวของกับนํ้า ศาสตรทั้งปวงที่เก่ียวกับนํ้าทั้งการพัฒนา
การจัดหาแหลง นํา้ การเกบ็ กักน้าํ การระบาย การควบคมุ การทํานํ้าเสยี ใหเ ปนน้ําดี ตลอดจนการแกไขปญหา
นํา้ ทวม พระราชกรณียกิจในชวงตน ๆ แหงการเสด็จพระราชดําเนินทรงเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคตาง ๆ ของ
ประเทศ ทรงเนนเรอ่ื งความสาํ คญั ของแหลง น้ําเพ่อื ใชใ นการอุปโภคและการเกษตรกรรม ดังพระราชดาํ รสั ท่ีวา

...หลกั สําคัญตองมนี า้ํ บริโภค นํ้าใชเพื่อการเพาะปลูก เพราะวาชีวิตอยูที่นั่น ถามีน้ําคนอยูได ไมมี
ไฟฟาคนอยูไ ด แตถ า มไี ฟฟา ไมมีนา้ํ คนอยูไมไ ด...

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระราชหฤทัยเรื่องนํ้ามาต้ังแตยังทรง
พระเยาว จึงสงผลใหมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริจํานวนมากที่เก่ียวกับทรัพยากรน้ํา นอกจากน้ี
ความสนพระราชหฤทยั เร่อื งน้าํ ของพระองค มิไดจาํ กัดอยูเฉพาะโครงการพัฒนาแหลงน้ําดวยวิธีการจัดสราง
แหลง นา้ํ ถาวร ซึ่งอาจจะเปน อา งเก็บนํ้าหรอื ฝายใหราษฎรในทองถนิ่ ตา ง ๆ ใหมีนํ้าใชโดยไมขาดแคลนเทาน้ัน

89

แตยังทรงหาวธิ กี ารจัดหาน้าํ ชวยเหลือราษฎรในทุกทาง ดวยเหตุน้ีจึงเกิดแนวพระราชดําริเรื่อง “ฝนหลวง”
ขนึ้ ดงั มี พระราชดํารสั วา

...แตมาเงยดทู องฟา มเี มฆ ทาํ ไมมเี มฆ อยา งน้ีทาํ ไมจะดงึ เมฆนใี่ หล งมาได ก็เคยไดย ินเรือ่ งทาํ ฝน ก็มา
ปรารภกบั คุณเทพฤทธ์ิ ฝนทาํ ได มหี นงั สือ เคยอานหนังสือทาํ ได. ..

จากน้ันโครงการ “ฝนหลวง” หรอื “ฝนเทยี ม” จงึ เกดิ ขนึ้ ภายใตก ารพระราชทานคําแนะนาํ ของ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดชอยางใกลช ดิ โดยเริม่ ตงั้ แตวันที่ 14 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2498

และไดเ รมิ่ ทําฝนเทยี มครง้ั แรกเมอ่ื วนั ท่ี 20 กรกฎาคม
พ.ศ. 2512 จากน้นั การคน ควา พัฒนาเกยี่ วกบั
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช ก็ได
กา วหนาขึ้นอยา งตอเน่อื ง พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหา-
ภมู พิ ลอดลุ ยเดชไดทรงทดลองวจิ ัยดวยพระองคเ อง และ
พระราชทานทรัพยส ินสว นพระองครว มเปนคาใชจ า ย
ในทีส่ ดุ ดวยพระวริ ิยอตุ สาหะเปนเวลาเกอื บ 30 ป ดว ย
พระปรชี าสามารถและพระอจั ฉรยิ ภาพ ทาํ ใหส ามารถกาํ หนดบังคับฝนใหต กลงสูพ้นื ทเี่ ปาหมายได จากฝน
หลวงที่มงุ หวงั ชว ยเหลือเกษตรทป่ี ระสบภยั แลง โดยการชว ยแกไขปญหาขาดแคลนนํา้ หรือฝนทง้ิ ชว ง และชวย
ดานการอุปโภคบรโิ ภค รวมทง้ั การทาํ ฝนหลวงเพ่ือเพิ่มปรมิ าณนํา้ เหนือเขื่อนภูมพิ ล เมือ่ เกดิ ภาวะวกิ ฤตขิ าด
แคลนนํ้าอยางรุนแรงในชวงหนาแลง

การแกไ ขปญหานา้ํ เสยี แนวพระราชดาํ ริเก่ยี วกับเรอ่ื งนา้ํ ท่สี าํ คญั มหี ลายโครงการ เชน เรอื่ ง “นาํ้ ดี
ไลนาํ้ เสีย” ในการแกไขปญหามลพิษทางนา้ํ โดยทรงใชนํ้าท่มี คี ณุ ภาพดีจากแมนํา้ เจาพระยาใหช วยผลกั ดันและ
เจือจางนํ้าเนาเสียใหออกจากแหลงน้ําของชุมชน พระราชดําริบําบัดนํ้าเสียโดยหลักการน้ีเปนวิธีการที่งาย
ประหยดั พลังงาน และสามารถปฏิบัติไดตลอดเวลา แสดงใหเห็นถึงพระปรีชาสามารถและพระวิริยอุตสาหะ
ที่ทรงปฏิบัติเพ่ือประโยชนของราษฎร และยังโปรดเกลาฯ ใหมีการทดลองใชผักตบชวามาชวยดูดซับความ
สกปรก รวมทั้งสารพิษตาง ๆ จากน้ําเนาเสีย ประกอบกับเคร่ืองบําบัดนํ้าเสียแบบตาง ๆ ท่ีไดทรงคิดคน
ประดิษฐข ึ้นโดยเนนท่ีวธิ กี ารเรียบงา ย ประหยัด และไมกอ ใหเกิดความเดอื ดรอนราํ คาญแกประชาชนในพนื้ ที่

การแกไขปญหาน้ําทวม พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชไดพระราชทาน
แนวทางแกไขปญหาน้ําทวมดวยวิธีการตาง ๆ อยางเหมาะสมในแตละพื้นที่ เชน การกอสรางคันกั้นนํ้า
การกอสรางทางผนั นา้ํ การปรับปรงุ ตกแตงสภาพลาํ นา้ํ เพื่อใหน ํ้าทท่ี ว มทะลกั สามารถไหลไปตามลาํ น้ําไดส ะดวก
หรือชวยใหก ระแสนาํ้ ไหล เร็วยง่ิ ขึ้น อันเปน การบรรเทาความเสยี หายจากนาํ้ ทว มขังได นอกจากน้ี การกอ สรา ง
เขื่อนเก็บกักนํ้าเปนมาตรการการปองกันนํ้าทวมที่สําคัญประการหนึ่งในการกักเก็บน้ําท่ีไหลทวมลนในฤดู
นํา้ หลาก โดยเก็บไวทางดานเหนือเขื่อนในลักษณะอางเก็บนํ้า เพ่ือประโยชนในการเพาะปลูกของพ้ืนท่ีดาน
ทายเข่ือนในชว งทีฝ่ นไมตกหรือฤดูแลง เข่ือนเหลาน้ีมีประโยชนดานการชลประทานเปนหลักและประโยชน
อน่ื ๆ เชน การผลติ ไฟฟา การเพาะเล้ียงปลาและกงุ ในอา งเกบ็ นํ้า และการบรรเทานา้ํ ทว ม

90

นอกจากนี้ แนวพระราชดําริที่สําคัญในการแกไขปญหานํ้าทวมที่สําคัญโครงการหนึ่งของ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเปนโครงการแกไขปญหาน้ําทวมพื้นที่ในเขต
กรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามแนวพระราชดําริคือ “โครงการแกมลิงอันเนื่องมาจากพระราชดําริ”
ในพ้นื ทฝี่ ง ตะวนั ออกและฝง ตะวนั ตกของแมน ํา้ เจาพระยา

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช มีพระราชดาํ ริในการพัฒนาทรัพยากรนํ้าซ่ึงเปน
เรอื่ งสาํ คญั ทส่ี ุด จนเปนทีย่ อมรับกนั โดยทว่ั ไปในหมปู ระชาชนชาวไทยวา ทรงเปนผูเช่ียวชาญในเรื่องนํ้า และ
ถอื วา เปนงานพัฒนาท่สี ําคญั ยง่ิ ของพระองค การพฒั นาเรอ่ื งทรพั ยากรอนั เปน พระราชกรณียกิจท่ีสาํ คัญนน้ั มเี ปน
จาํ นวนมาก จนไมอาจกลาวไดอยางครบถวนและดวยพระอัจฉริยภาพดานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําของ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัฐบาลไทย จึงไดเทิดพระเกียรติคุณในฐานะที่มีพระมหา-
กรุณาธิคุณในการพัฒนาทรัพยากรนํ้า โดยถวายพระราชสมัญญาวา “พระบิดาแหงการจัดการทรัพยากรนํ้า”
เม่ือวนั ที่ 21 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2539 ในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทรงครองราชยสมบัตคิ รบ 50 ป ใน พ.ศ. 2539

การจัดการทรัพยากรปา ไม พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระราช
หฤทัยและทรงตระหนักถึงความสําคัญของปาไมเปนอยางยิ่ง ทรงหวงในเรื่องปริมาณปาไมท่ีลดลง ไดทรง

คิดคนวิธีการตาง ๆ ท่ีจะเพิ่มปริมาณปาไมใหมากขึ้น
พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ป ร มิ น ท ร ม ห า ภู มิ พ ล อ ดุ ล ย เ ด ช
มีพระราชดาํ ริที่จะอนุรักษปาไม ดวยการสรางความสํานึก
ใ ห รั ก ป า ไ ม ร ว ม กั น ม า ก ก ว า วิ ธี ก า ร ใ ช อํ า น า จ บั ง คั บ
ดังพระราชดําริท่ีพระราชทานใหมีการปลูกตนไม 3 ชนิด
ท่ีแตกตางกนั คือ ไมผล ไมโตเร็ว และไมเศรษฐกิจ เพ่ือให
เกิดปา ไมแ บบผสมผสานและสรางความสมดุลแกธรรมชาติ
อยา งยงั่ ยนื สามารถตอบสนองความตองการของรัฐและวิถีประชาในชุมชน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา-
ภูมพิ ลอดุลยเดชไดพระราชทานพระราชดาํ รเิ รอ่ื งการปลูกปา หลายประการ เชน การปลกู ปาทดแทน การปลูกปา
ในท่ีสูง การปลูกปาตนนํ้าท่ีลําธารหรือการปลูกปาธรรมชาติ และการปลูกปา 3 อยาง ไดประโยชน 4 อยาง
ดงั พระราชดํารสั วา
การปลูกปา 3 อยาง แตใหประโยชน 4 อยาง ซ่ึงไดไมผล ไมสรางบาน และไมฟนนั้น สามารถให
ประโยชนไ ดถ งึ 4 อยา งคอื นอกจากประโยชนในตัวเองตามชอื่ แลว ยงั สามารถใหประโยชนอันท่ี 4 ซ่ึงเปนขอ
สําคัญคือ สามารถชวยอนรุ กั ษดินและตนนาํ้ ลาํ ธารดว ย
และไดม ีพระราชดาํ รัสเพ่ิมเติมถงึ การปลกู ปา 3 อยาง ไดประโยชน 4 อยางวา
...การปลกู ปาถา จะใหร าษฎรมปี ระโยชนใหเขาอยูได ใหใชวิธีปลูกไม 3 อยาง แตมีประโยชน 4 อยาง
คือ ไมใชสอย ไมกินได ไมเศรษฐกิจ โดยปลูกรองรับการชลประทาน ปลูกรับซับนํ้า และปลูกอุดชวงไหล
ตามรอ งหว ย โดยรบั น้าํ ฝนอยา งเดียว ประโยชนอ ยา งท่ี 4 คือ ไดระบบอนุรักษดนิ และนํ้า...

91

นอกจากน้ี พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช ยงั มพี ระราชดําริหลายประการในการ
พฒั นาปาไม เชน การสรา งภเู ขาปา การอนุรักษและพัฒนาปาชายเลน ซ่ึงเปนการสรางวงจรของระบบนิเวศ
ดวยการอนุรกั ษแ ละขยายพันธไุ มป าชายเลน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช มพี ระราชดําริ
ใหห าทางปอ งกนั อนรุ กั ษแ ละขยายพนั ธุเพ่ิมขึ้น โดยเฉพาะตนโกงกาง ซ่ึงเปนไมชายเลนท่ีขยายพันธุคอนขาง
ยาก นอกจากการอนุรักษและฟนฟูปาชายเลนแลว ยังมีพระราชดําริในการอนุรักษและพัฒนา “ปาพรุ”
ซ่ึงเปนปาไมทึบไมผลัดใบประเภทหน่ึง ซึ่งเหลืออยูเพียงผืนเดียวในภาคใตของประเทศไทย โดยมีลักษณะ
เดนชัดคือ เปนปาดงดิบที่มีน้ําทวมขังทั่วบริเวณ ประเทศไทยมีพื้นที่ปาพรุที่ใหญที่สุดอยูท่ีจังหวัดนราธิวาส
ทําใหมีการจัดตั้งศูนยศึกษาการพัฒนาพิกุลทองขึ้น และใหดําเนินการพัฒนาพ้ืนท่ีพรุใหเกิดประโยชน
หลายดาน จนปจ จุบนั ปา พรไุ ดกอ ใหเ กดิ ประโยชนอยางอเนกประสงค และชวยใหเกิดความสมดุลของระบบ
นิเวศ ตามพระราชดาํ ริของพระองค

การจัดการทรัพยากรดนิ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระราชหฤทัย
ในงานพัฒนาแหลงนํ้าเพื่อการเกษตรและปองกันอุทกภัย โดยทรงเริ่มต้ังแตฟนฟูท่ีภูเขาตนนํ้าโดยการ
ปลูกปาเพื่อการอนุรกั ษดนิ และเพ่ิมความชุม ชน้ื ใหแกด นิ และปา ไมใ นพ้นื ทตี่ า ง ๆ ทกุ ภูมิภาคของประเทศ

ก า ร พั ฒ น า ใ น เ ร่ื อ ง ดิ น ต า ม พ ร ะ ร า ช ดํ า ริ ข อ ง
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่ีมี
ความสําคัญโครงการหนึ่ง คือ การปลูกหญาแฝกปองกัน
การเส่อื มโทรมและพังทลายของดิน เพราะการชะลางพงั ทลาย
ข อ ง ดิ น ก อ ใ ห เ กิ ด ก า ร สู ญ เ สี ย ห น า ดิ น ที่ ป ร ะ ก อ บ ไ ป ด ว ย
สารอาหารท่ีสะสมในดิน รวมทั้งความอุดมสมบูรณจาก
ธรรมชาติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทรงตระหนกั ถึงปญหาสภาพปญ หาและสาเหตทุ ี่เกิดขึ้น โดยทรงศกึ ษาถึงศกั ยภาพของหญา แฝกที่มีคุณสมบัติ
พเิ ศษในการชวยปองกนั การชะลางการพงั ทลายของหนา ดินและอนรุ กั ษความชุม ช้ืนใตดินไว วธิ กี ารปลกู งาย ๆ
เกษตรกรสามารถดําเนนิ ไดเ อง ไมต อ งดแู ลหลงั การปลูกมาก
การดําเนนิ การปลูกหญาแฝกตามแนวพระราชดํารขิ องพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช
ไดร บั การยอมรับจากธนาคารโลกวา “ประเทศไทยทําไดผลอยางเตม็ ทแี่ ละมีประสิทธิภาพยอดเย่ยี ม” และเมอ่ื
วันท่ี 25 กุมภาพันธ 2536 International Erosion Control Association (IECA) ไดมีมติใหถวายรางวัล
The International Erosion Control Association’s International Merit Award แดพระบาทสมเด็จ-
พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช ในฐานะทท่ี รงเปน แบบอยางในการนําหญา แฝกมาใชในการอนรุ กั ษด นิ และ
นํา้ และเม่ือวันที่ 30 ตุลาคม 2536 ผูเชี่ยวชาญเรื่องหญาแฝกเพื่อการอนุรักษดินและนํ้าแหงธนาคารโลก
ไดท ูลเกลา ฯ ถวายแผน เกยี รตบิ ตั ร เปน ภาพรากหญาแฝกชุบสําริด เปนรางวัลสดุดีพระเกียรติคุณ (Award
0f Recognition) ในฐานะที่ทรงมุงม่ันในการพัฒนาและสงเสริมการใชหญาแฝกในการอนุรักษดินและนํ้า
ผลการดําเนินงานหญา แฝกในประเทศไทยไดร ับการตีพิมพเ ผยแพรไปทั่วโลก นอกจากนี้ประเทศไทยยังไดรับ


Click to View FlipBook Version