The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชา สังคมศึกษา สค21001 ม.ต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิชา สังคมศึกษา สค21001 ม.ต้น

วิชา สังคมศึกษา สค21001 ม.ต้น

92

เกียรติใหจัดการประชุมสัมมนาหญาแฝกนานาชาติข้ึนท่ีจังหวัดเชียงราย เพ่ือเปนการเทิดพระเกียรติ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดชในโอกาสท่ที รงครองสิรริ าชสมบตั ิครบ 50 ป

แนวพระราชดํารเิ ร่ืองทฤษฎใี หม แนวพระราชดํารทิ ฤษฎีใหม มจี ดุ มุงหมายที่จะใหเปน แนวปฏิบัติ
สาํ หรบั เกษตรกรรายยอ ยทม่ี พี นื้ ทท่ี ํากนิ จํากัด เพื่อใหเกษตรกรสามารถเล้ียงตัวเองได โดยเฉพาะใหมีความ
มัน่ คงในเรอ่ื งอาหาร คอื ใหสามารถผลิตขาวไดอยา งพอเพยี งตอ การบรโิ ภค เหตุที่เรียกวาทฤษฎีใหมเพราะมี
การบริหารจัดการแบงที่ดินแปลงเล็กออกเปนสัดสวนท่ีชัดเจน เพ่ือประโยชนสูงสุดของเกษตรกร
ซึ่งไมเคยมีใครคิดมากอน มีการคํานวณโดยหลักวิชาการและมีการวางแผนท่ีสมบูรณแบบสําหรับเกษตร
รายยอ ย ดงั นี้

การจัดสรรพืน้ ที่อยูอาศัยและที่ทํากิน ใหแบงพื้นท่ีออกเปน 4 สวน ตามอัตราสวน 30 : 30 : 30 :
10 ซ่ึงหมายถงึ พ้ืนที่สวนที่ 1 ประมาณรอยละ 30 ใหขุด
สระเก็บกักนํ้า เพ่ือใชเก็บกักนํ้าฝนในฤดูฝน และใชเสริม
การปลูกพืชในฤดูแลง ตลอดจนการเล้ียงสัตวนํ้าและพืชน้ํา
ตาง ๆ พืน้ ท่สี วนที่ 2 ประมาณรอ ย 30 ใหปลูกขาวในฤดูฝน
เพื่อใชเปนอาหารประจําวันสําหรับครอบครัวใหเพียงพอ
ตลอดป เพื่อตัดคาใชจายและสามารถพ่ึงตนเองได พื้นที่
สวนท่ี 3 ประมาณรอยละ 30 ใหปลูกไมผล ไมยืนตน

พืชผัก พืชไร พืชสมุนไพร ฯลฯ เพ่ือใชเปนอาหารประจําวัน หากเหลือบริโภคก็นําไปจําหนาย พ้ืนที่สวนที่ 4
ประมาณรอ ยละ 10 เปนท่ีอยอู าศัย เล้ยี งสัตวและโรงเรือนอื่น ๆ

โครงการสว นพระองคสวนจติ รลดา พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช
ทรงคนควาทดลองและวิจัยดานการเกษตรเปนโครงการสวนพระองคมาตั้งแต พ.ศ. 2505 ท่ีสวนจิตรลดา
พระราชวังดุสิต ทรงแบงโครงการสว นพระองคใ นสวนจติ รลดาเปน 2 แบบ คือ โครงการแบบไมใชธุรกิจ และ
โครงการกึ่งธุรกิจ โครงการแบบไมใชธุรกิจ เกี่ยวของกับการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร

โดยทรงใหความสําคัญกบั การเพ่มิ พนู คุณภาพชีวิตของเกษตรกร
ในระยะยาว เพ่ือใหเกษตรกรสามารถพึ่งตนเองไดทางดาน
อาหาร และสนับสนุนใหมีรายไดเพ่ิมข้ึนนอกเหนือจากรายได
จากภา คเกษตร อีก ท้ังยัง เนนก ารพัฒน าและ อนุรัก ษ
ทรัพยากรธรรมชาติดวย เชน นาขาวทดลอง การเลี้ยงปลานิล
การผลิตแกสชีวภาพ หองปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร เพ่ือใช
ตรวจคุณภาพของผลิตภัณฑตาง ๆ ที่ผลิตจากโครงการ
สว นพระองคส วนจิตรลดา หอ งปฏิบตั ิการเพาะเล้ยี งเน้อื เยื่อพืชเพ่ือขยายพันธุไม โครงการบําบัดนํ้าเสีย และ
โครงการสาหรายเกลยี วทอง ซึ่งนาํ มาผลติ เปนอาหารปลา

93

สว นโครงการก่ึงธุรกิจ ซ่ึงเปนโครงการที่มีการจําหนายผลิตภัณฑในราคายอมเยาว โดยไมหวังผล
กําไรอันเปนที่รูจักกันโดยท่ัวไป เชน โรงโคนมสวนจิตรลดา โรงนมผงสวนดุสิต ศูนยรวมนมสวนจิตรลดา
โรงสขี า วตัวอยา งสวนจติ รลดา โรงนมเมด็ สวนดสุ ติ โรงเนยแข็ง โรงกล่ันแอลกอฮอล โรงเพาะเหด็ โรงนํ้าผลไม
กระปอง โครงการตาง ๆ เหลานี้เนนการนําทรัพยากรธรรมชาติและปจจัยทางการเกษตรที่มีอยูมาใชอยาง
ประหยดั และเนนประโยชนสูงสดุ เพอื่ นาํ ผลการทดลองออกเผยแพรเ พื่อเปน ตวั อยางแกเ กษตรกร

โครงการหลวง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงกอต้ังโครงการหลวงข้ึน
โดยเริ่มจากการเสด็จพระราชดําเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระตําหนักภูพิงคราชนิเวศน และได
ทอดพระเนตรความเปน อยูของชาวเขาทม่ี ฐี านะยากจน ปลูกฝน และทําลายปาไม ตนนํ้าลําธาร จึงทรงริเร่ิม

สงเสริมการเกษตรแกชาวเขาโดยพระราชทานพันธุพืช
พันธุสัต ว เพื่อ ทดแทน การปลู กฝน ใ น พ.ศ. 251 2
ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ฯ ใหก อ ตั้งโครงการสวนพระองคขึ้น
ชื่อโครงการพระบรมราชานุเคราะหชาวเขา ซึ่งตอมา
เปลี่ยนเปน โครงการหลวงพัฒนาชาวเขา โครงการหลวงไดให
ทุนสนับสนุนนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
มหาวิทยาลัยเชียงใหม หนวยราชการตาง ๆ ใหทําการวิจัย
จํานวนมาก โครงการวจิ ัยตาง ๆ ลวนเกี่ยวของกับการเกษตร
เชน โครงการวิจัยไมผล โครงการวจิ ัยพชื ผัก โครงการวิจยั ไมดอกไมประดับ โครงการวิจัยพืชไร โครงการวิจัย
ศัตรูพืช โครงการวิจัยงานเล้ียงสัตว โครงการวิจัยงานขยายพันธุพืช นอกจากการวิจัยแลว โครงการหลวง
ยังขยายผลไปสกู ารปฏิบัติโดยชกั ชวนเกษตรกรชาวเขาเขามารวมมือดาํ เนินการเชิงการคาพรอมไปกับงานวิจัย
ปญหาตา ง ๆ ท่เี กดิ ข้ึนในแปลงเกษตรไดร บั การแกไ ขเพม่ิ เตมิ ตดิ ตอ กนั ไป สง ผลใหงานสง เสริมปลูกพชื ทดแทน
ฝนทําไดอยางรวดเร็วขึ้น พรอมกับการแกไขปญหาในพ้ืนที่ของเกษตรก็สามารถทําไดอยางจริงจัง งานของ
โครงการหลวงไดร ับการยอมรบั วา เปน วธิ กี ารแกปญหาพ้นื ทป่ี ลกู ฝน ท่ีทําไดอ ยางสันติวิธีที่สุด และยังเปนการ
ชว ยชาวเขาใหม อี าชีพม่นั คง มลู นธิ ิแมกไซไซ แหงประเทศฟลิปปนสจึงประกาศใหโครงการหลวงเปนองคกร
ท่ีไดรับรางวัลแมกไซไซในดาน International Understanding เมื่อ พ.ศ. 2531 ตอมาพระบาทสมเด็จ-
พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงโปรดเกลาฯ ใหเปล่ียนสถานภาพของโครงการหลวงเปนมูลนิธิ
โครงการหลวง
โครงการหลวงเกิดขนึ้ ดว ยพระราชหฤทัยมงุ มน่ั ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ที่จะทรงพฒั นาคุณภาพชวี ติ ของราษฎรโดยเฉพาะอยางยิ่งเกษตรกร ทําใหเกษตรกรในชนบทมีอาชีพที่ม่ันคง
โดยใชเทคโนโลยีทางการเกษตรชวยพัฒนาการเกษตรของประเทศไดเปนอยา งดี
2. ดานสาธารณสุข
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช ทรงปฏิบตั พิ ระราชกรณียกิจในฐานะพระบิดา
ของปวงชน โดยตัง้ พระทัยมัน่ ทจี่ ะพระราชทานส่งิ จําเปนสําหรบั ชวี ิตทดี่ แี กพ สกนกิ ร ผูใดจะยากดมี จี น อยใู นเมอื ง

94

หรอื ชนบท หรอื จะเปน ชนกลุมนอย หรอื จะนบั ถือศาสนาความเชื่อใด ลวนไดรับพระมหากรุณาธิคุณโดยท่ัวหนา
ซง่ึ ปรากฏเปน บริการสาธารณะตา ง ๆ เพือ่ มวลชน ทงั้ ดา นอาหาร นา้ํ ด่มื นา้ํ ใช การศึกษา การทํามาหากินเลี้ยงชีพ
และการสาธารณสขุ

บรกิ ารสาธารณสุขดานการแพทยและสุขอนามัย
สําหรบั ประชาชนทวั่ ไปท้งั ประเทศเรม่ิ มาต้งั แตร ะยะแรก ๆ
ของรชั สมัยของพระองคท าน งานดา นนกี้ ็เหมอื นงานพฒั นา
ดานอื่น ๆ ท่ีทรงทํา คือมีการออกแบบและวางแผนเปน
อยางดี ไมวาจะเปนเร่ืองแนวคิด การเตรียมการหรือ
การลงมือปฏิบัติงาน ลวนเพื่อประโยชนของประชาชน
เปนใหญ โครงการดานสุขภาพหลาย ๆ โครงการของ
พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ป ร มิ น ท ร ม ห า ภู มิ พ ล อ ดุ ล ย เ ด ช

ชวยบรรเทาทุกขเข็ญของราษฎรเหลานี้ เปนท้ังความชวยเหลือแบบทันทีหรือแบบระยะสั้น และมีที่เปน
ความชวยเหลือระยะยาวดว ย

ในการเสด็จพระราชดําเนินทรงเย่ียมเยียนราษฎรในภูมิภาคตาง ๆ ไดพบวาราษฎรสวนหน่ึงที่มี
รางกายและสุขภาพไมสมบูรณเ นอ่ื งจากขาดทุนทรพั ยในการรักษา ขาดผูรักษา หรืออยูหางไกลสถานที่รักษา
และจํานวนไมน อ ยขาดอาหาร จึงทรงจัดหนว ยแพทยเ คล่อื นท่ีพระราชทาน ต้ังแต พ.ศ. 2497 ทําใหราษฎร
ในเขตทุรกันดารไดรบั การบําบัดรักษา บางครั้งราษฎรที่ปว ยหนกั หรือปวยเรือ้ รงั พระบาทสมเด็จพระปรมินทร-
มหาภูมิพลอดลุ ยเดช ทรงรบั ส่งั ใหผ นู นั้ เปนคนไขในพระบรมราชานุเคราะห ทาํ ใหผ ปู ว ยและครอบครวั พนจาก
ความทุกขทรมานทั้งกายและใจ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงเปนที่เคารพรักของ
ปวงชนชาวไทยในทกุ ภูมิภาคท่วั ประเทศ

3. โครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชหฤทัยมุงม่ันที่จะแกไขปญหา

ความเดือดรอนของราษฎร และทรงเพียรพยายามที่จะพัฒนาความเปนอยูของราษฎร ดวยเหตุน้ีจึงเกิด
โครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดําริขึ้นจํานวนมากและครอบคลุมการพัฒนาในดานตาง ๆ

ท้ังทรพั ยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของประชาชน
โ ค ร ง ก า ร อั น เ นื่ อ ง ม า จ า ก พ ร ะ ร า ช ดํ า ริ ล ว น แ ต มี
จุดมุงหมายท่ีจะใหราษฎรมีความผาสุกอยางแทจริง
มีดังน้ี
โครงการตามพระราชประสงค คือ โครงการที่ทรง
ศึกษา ทดลอง ปฏิบัติเปนการสวนพระองค ทรงใช
พระราชทรพั ยสวนพระองค เมื่อไดผลดีก็จะให
หนว ยงานของรัฐเขารบั ดําเนนิ การตอ ไป

95

โครงการหลวง คือ การพัฒนาชีวิตตามความเปน อยขู องชาวไทยภูเขาใหด ขี ้ึน ชักจงู ใหเ ลกิ
ปลกู ฝน งด การตัดไมท ําลายปา และทาํ ไรเลอ่ื นลอย

โครงการตามพระราชดําริ คือ โครงการที่ทรงวางแผนพัฒนาและเสนอแนะใหรัฐบาลเขารวม
ดําเนนิ งานตามพระราชดําริ ปจ จบุ นั เรียกวา “โครงการอันเนอ่ื งมาจากพระราชดําริ” ซึง่ มอี ยทู ั่วทุกภาคของ
ประเทศไทย

“โครงการอนั เนือ่ งมาจากพระราชดําริ” เปนโครงการท่ที รงวางแผนเพือ่ การพฒั นา ซ่ึงเกิดจาก
การท่ีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดําเนินเย่ียมราษฏรในภูมิภาคตาง ๆ
ท่ัวประเทศ และทรงพบเหน็ ปญ หาท่ีเกดิ ข้นึ โดยเฉพาะอยา งย่ิงปญหาเกษตรกรรม จงึ ไดพระราชทานคาํ แนะนํา
เพื่อนําไปปฏิบัติจนไดผลดี และไดรับการยอมรับจากผูปฏิบัติงานทั้งหลายวาสมควรย่ิงท่ีจะดําเนินตาม
พระราชดําริ พระราชดําริเริ่มแรกซึ่งเปนโครงการชวยเหลือประชาชนเริ่มข้ึนตั้งแต พ.ศ. 2494 โดยทรง
พระกรุณาโปรดเกลา ฯ ใหกรมประมงนําพันธุปลาหมอเทศจากปนัง ซึ่งไดรับจากผูเช่ียวชาญดานการประมง
ขององคก ารอาหารและเกษตรแหง สหประชาชาตเิ ขาไปเล้ยี งในสระนํ้า พระที่นั่งอัมพรสถาน และเม่ือวันท่ี 7
พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2496 ก็ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ฯ พระราชทานพันธปุ ลาหมอเทศแกกํานันและผูใหญบาน
ทว่ั ประเทศ นําไปเลย้ี งเผยแพรขยายพันธุแ กร าษฏรในหมูบา นของตน เพือ่ จะไดมอี าหารโปรตีนเพิ่มขึน้

4. ศูนยศ กึ ษาการพฒั นาอนั เนื่องมาจากพระราชดําริ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช มีพระราชดาํ รใิ หจดั ตง้ั ศูนยก ารศึกษาพัฒนา

อนั เนือ่ งมาจากพระราชดาํ ริขน้ึ โดยมีวัตถุประสงคท่ีสําคัญ คือ การเปนแหลงหาความรูใหแกราษฎร เพ่ือให
เปน ตวั อยา งนาํ ไปประยกุ ตใชก ับงานอาชีพของตน โดยเฉพาะอยางยิ่งเรื่องท่ีเกี่ยวกับการเกษตรกรรมตาง ๆ
ทีท่ าํ ใหเ กษตรกรมีรายไดในการเลย้ี งตนเองและครอบครวั เพมิ่ ข้นึ

ศูนยศ กึ ษาการพฒั นาอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ไดจัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดําริในทุกภาค
จาํ นวน 6 ศูนย ไดแก (1) ศูนยศึกษาการพัฒนาเขาหินซอน จังหวัดฉะเชิงเทรา (2) ศูนยศึกษาการพัฒนา

หวยทราย จังหวัดเพชรบุรี (3) ศูนยศึกษาการพัฒนา
อาวคุงกระเบน จังหวัดจันทบุรี (4) ศูนยศึกษาการ
พัฒนาภูพาน จังหวัดสกลนคร (5) ศูนยศ กึ ษาการพัฒนา
หว ยฮอ งไคร จงั หวัดเชยี งใหม (6) ศูนยศ กึ ษาการพัฒนา
พิกุลทอง จังหวัดนราธิวาส เพื่อเปนสถานท่ีศึกษา
ทดลอง ทดสอบ และแสวงหาแนวทางวิธีการพัฒนา
ดานตาง ๆ ใหเหมาะสมสอดคลองกับสภาพแวดลอม
ท่ีแตกตา งกนั ศนู ยศ กึ ษาฯ จงึ เปรยี บเสมอื น “ตัวแบบ” ของความสําเร็จที่จะเปนแนวทาง และตัวอยางของ
ผลสาํ เรจ็ ใหแกพ ้ืนท่ีอน่ื ๆ เปนศนู ยบ รกิ ารแบบเบด็ เสร็จ คือ สามารถทจ่ี ะศึกษาหาความรูไดทุกเร่ือง ทั้งดาน
การปรับบํารุงดิน การปลูกพืชสวน พืชไร การเลี้ยงสัตว การประมง ปาไม ตลอดจนการชลประทาน
งานศิลปาชพี ฯลฯ ซงึ่ ผลสําเรจ็ เหลา นี้ไดจ ัดสาธิตไวใ นลักษณะของ พพิ ธิ ภณั ฑธรรมชาติทม่ี ีชวี ิต

96

พระอัจฉริยภาพ

เปนท่ีทราบกันดีกวา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีฝพระหัตถ
เปนเยยี่ มในดา นการชาง ไมว า จะเปนงานชางไม ชางโลหะ หรือชา งกล ซ่ึงเปน งานพ้นื ฐานทางวิศวกรรมศาสตร
จึงไดทรงคดิ คน สงิ่ ประดษิ ฐใ หม ๆ เพอ่ื ใชใ นการพฒั นาประเทศและชว ยเหลอื ประชาชนของพระองค ดังนี้

1. งานดานการประดิษฐ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงหวงใย
สภาพแวดลอมตามธรรมชาติที่จําเปนตอการมีชีวิตอยูอยางผาสุกของประชาชนชาวไทยที่เสื่อมโทรมลง

โดยเฉพาะอยางย่ิงปญหาเร่ืองน้ําเสีย ท่ีนับวันมีเพ่ิมมากขึ้นทุกที
และทําความเสียหายแกแหลงนํ้าสะอาดตามธรรมชาติ ทําใหสัตว
ตาง ๆ เชน กงุ หอย ปู ปลา และ อื่น ๆ ที่อยูในแหลงน้ํานั้น หากไม
ตายก็เล้ียงไมโตหรือพิกลพิการจนไมอาจใชบริโภคเปนอาหาร
ไดอ ยา งปลอดภัย เปนอนั ตรายตอ สุขภาพอนามยั และความเปนอยู
ของผูคนอยางรายแรง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล-
อดลุ ยเดช จึงพระราชทานแนวพระราชดาํ ริวา หากเราสามารถเติม
ออกซเิ จนลงไปในนา้ํ เสียได โดยทําเคร่ืองกลเติมอากาศที่มีข้ันตอนการประดิษฐที่คนไทยสามารถทําไดดวย
ตนเอง เสยี คาใชจ า ยนอย กจ็ ะชว ยแกไขสภาพน้ําเสียได ดว ยพระอจั ฉรยิ ภาพดานการประดษิ ฐ พระองคทรง
กาํ หนดเคร่อื งตนแบบ และเปน ท่ีมาของ กังหันนํ้าชัยพัฒนา นํามาใชในการปรับปรุงคุณภาพนํ้าตามสถานที่
ตา ง ๆ ทัว่ ทกุ ภูมภิ าค
2. งานดานวรรณกรรม ผลงานดานวรรณกรรมของพระองคมีท้ังพระราชนิพนธที่ทรงแตงและแปล
ซ่งึ มอี ยหู ลายเรอ่ื งดวยกัน เชน
- พระราชนิพนธเรอ่ื ง“พระราชานุกจิ รัชกาลที่ 8 ” ตามคํากราบบงั คมทูลขอพระราชทานของ
หมอมเจาหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล ซึ่งโปรดเกลาฯใหพิมพพระราชทานในการพระราชกุศล 100 วัน พระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานนั ทมหดิ ล เมอื่ วนั ท่ี 20 กนั ยายน 2489
พระราชนิพนธเร่ืองน้ีเปนเรื่องราวกิจวัตรของรัชกาลท่ี 8 ท้ังในสวนพระองค พระราชกิจและ
พระราชานุกิจขณะเสด็จประพาสสถานทต่ี า ง ๆ ทรงใชภ าษาทส่ี ั้น กระชับและไดใ จความชัดเจน
- พระราชนิพนธเร่ือง “เมื่อขาพเจาจากสยามสูสวิตเซอรแลนด” ไดพระราชทานเปนพิเศษแก
หนงั สอื วงวรรณคดี ฉบบั เดอื นสิงหาคม พ.ศ. 2490 ใชรปู แบบบันทึกประจําวนั ต้งั แตเสดจ็ ฯ จากประเทศไทย
เพ่ือไปทรงศึกษาตอ ณ ประเทศสวิตเซอรแลนดชวงกอนเดินทางจากเมืองไทยไปยังตําหนักวิลลาวัฒนา
ระหวา งวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2489 - 22 สิงหาคม พ.ศ. 2489 ซึ่งพระราชนิพนธน้ีทรงพรรณนาความรูสึก
ของพระองคขณะจากเมืองไทย สะทอนใหเห็นถึงความรัก ความผูกพันและความหวงใยในพสกนิกรของ
พระองค

97

- พระราชนพิ นธเรือ่ งพระมหาชนก หลังจากที่พระบาทสมเดจ็
พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช ไดท รงสดบั พระธรรม-
เทศนาของสมเดจ็ พระมหาวีรวงศ แหง วดั ราชผาตกิ าราม
เม่ือป พ.ศ. 2520 เรอื่ งพระมหาชนกเสด็จทอดพระเนตร
พระราชอทุ ยานในกรงุ มิถลิ า จากนนั้ จงึ ทรงคนควา
เร่ืองพระมหาชนเพิ่มเติมในพระไตรปฎ กและทรงแปลเปน
ภาษาองั กฤษ ในป พ.ศ. 2539 และแปลเปน ภาษาสนั สกฤตอกี ภาษาหนึ่ง กอ นจะแปลเปนฉบับการตนู ในป
พ.ศ. 2545 เพือ่ ใหอ านเขาใจงา ยขน้ึ อันเปน แนวการดําเนนิ ชวี ติ ทเ่ี ปนมงคลทางหนง่ึ
- พระราชนิพนธเร่อื งทองแดง เปน หนังสอื ท่ีแฝงขอคดิ คติธรรมท่มี คี ุณคา โดยเฉพาะความกตัญู
รูคณุ ของทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง ตพี มิ พคร้งั แรกเมอื่ พ.ศ. 2541

3. งานแปล
- ติโต เปนผลงานแปลช้นิ แรกของพระองค โดยทรงแปลจาก Tito ของ Phyllis Auty ในป พ.ศ.

2519 เพ่อื ใหข า ราชบริพารไดทราบถึงบุคคลท่ีนาสนใจคนหนึ่งของโลก ติโตเปนผูที่ทําประโยชนใหประเทศ
ยูโกสลาเวีย ซงึ่ มีประชาชนมาจากหลากหลายชนเผา มีความแตกตา งกนั ทัง้ ในเร่ืองเชอ้ื ชาติ ศาสนา วฒั นธรรม
และประวัติศาสตร แตสามารถรวมตัวกันไดเปนปกแผนในยามที่ประเทศชาติมีวิกฤติเพื่อรวมกันรักษา
ความเปนปกแผน และความเจริญของประเทศไว หนังสือตโิ ตนวี้ างจาํ หนา ย ในป พ.ศ. 2537

- เศรษฐศาสตรตามนัยของพระพทุ ธศาสนา
นายอินทรผูปดทองหลังพระ เปนงานแปลชิ้นที่สองของพระองคทาน โดยทรงแปลจากหนังสือ
A Man Called Intrepid ของ William Stevenson ใชเวลาแปลกวา 2 ป จดั พมิ พ ในป พ.ศ. 2536

4. งานดา นดนตรี
ความสนพระราชหฤทัยดา นดนตรี

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระราชหฤทัยดนตรีมาตั้งแตยัง
ทรงพระเยาว ทรงอา นหนังสอื เก่ียวกบั การดนตรีต้งั แตทรงศึกษาอยูที่ประเทศสวิตเซอรแลนด ทรงไดรับการ

ฝกฝนตามแบบฉบับการศึกษาวิชาดนตรีอยางแทจริง คือ
การเขียนโนตและบรรเลงแบบคลาสสิกเคร่ืองดนตรีท่ีโปรด คือ
เคร่อื งเปาแทบทุกชนิด เชน แซกโซโฟน คลารเิ นต็ ทรมั เปต ท้ังยัง
ทรงกีตารและเปยโน นอกจากน้ีทรงเลนดนตรีรวมกับวงดนตรี
ไดท กุ วงทงั้ ไทยและตางประเทศ ยังทรงดนตรีไดท้ังชนิดมีโนตและ
ไมต องมโี นต เมื่อคร้ังเสด็จพระราชดําเนนิ เยือนนครนวิ ยอรค ประเทศ
สหรัฐอเมริกา เมื่อปพุทธศักราช 2503 นักดนตรีที่มีชื่อเสียงของ

98

โลกลวนถวายการยกยอ งพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดชในฐานะท่ีทรงเปนนกั ดนตรีแจส ทม่ี ี
อัจฉริยภาพสงู สง พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช ทรงเปนนักดนตรีที่มีพระปรีชาสามารถสูง
พระองคหนง่ึ และไดทรงใชพ ระปรชี าสามารถนี้ใหเ ปน ประโยชนต อการสรางสัมพนั ธภาพอันดใี หเกดิ ขนึ้ ในมวล
มนุษยชาติ เปนหนึ่งในตัวอยางของการท่ีทรงนําพระอัจฉริยภาพดานดนตรีมาใชเปนสื่อกลางในการสราง
ความสมานฉนั ทสาํ หรับในระดบั ชาติ

พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช
ทรงประสบความสาํ เร็จในการใชดนตรเี ปนภาษาสากล สรางมติ รภาพ
ระหวา งประเทศไดอยา งงดงาม เชน เมื่อคราวเสดจ็ พระราชดาํ เนนิ เยือน
สหรัฐอเมรกิ า ในป 2503 ระหวา งงานถวายเลย้ี งพระกระยาหารคํ่าที่
วอชิงตันเพลส ทรงไดรับการกราบบงั คมทูลเชิญใหร วมบรรเลงดนตรี
กบั วงดนตรที ่ีจัดแสดงถวายหนาพระทน่ี ่งั โดยไมไดเตรยี มพระองค
มากอน สรางความประทบั ใจแกผ ูร วมงานในวันนน้ั อยา งย่ิง

รางวลั และพระเกียรติยศ

- พ.ศ. 2519 ประธานรฐั สภายุโรปและสมาชิกรวมกันทลู เกลา ฯ ถวาย “เหรียญรฐั สภายุโรป”
- พ.ศ. 2529 ประธานคณะกรรมาธกิ ารเพอ่ื สันติของสมาคมอธิการบดรี ะหวางประเทศทลู เกลาฯ
ถวาย “รางวัลสันติภาพ”

- พ.ศ. 2530 สถาบนั เทคโนโลยแี หงเอเชีย ทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญทองเฉลิมพระเกียรติ
คณุ ในการนาํ ชนบทใหพ ัฒนา”

- พ.ศ. 2535 ผอู ํานวยการใหญโครงการสิ่งแวดลอมแหงสหประชาชาติ (UNEP) ทูลเกลาฯ ถวาย
“เหรียญทองประกาศพระเกียรติคุณดานส่ิงแวดลอม” และผูอํานวยการใหญองคการอนามัยโลก (WHO)
ทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญทองสาธารณสขุ เพ่ือมวลชน”

- พ.ศ. 2536 คณะกรรมการสมาคมนิเวศวิทยาเชิงเคมีสากล (International Society of
Chemical Ecology) ทูลเกลา ฯ ถวาย “เหรียญรางวัลเทดิ พระเกียรติในการสงวนรกั ษาความหลากหลายทาง
ชวี ภาพ” และหัวหนา สาขาเกษตร ฝายวชิ าการภมู ภิ าคเอเชียของธนาคารโลก ทูลเกลาฯ ถวาย “รางวัลหญา
แฝกชุบสาํ ริด” สดุดพี ระเกียรติคณุ ในฐานะทีท่ รงเปน นักอนรุ ักษดินและน้าํ

- พ.ศ. 2537 ผูอํานวยการบริหารของยูเอ็นดีซีพี (UNDCP) แหงสหประชาชาติ ทูลเกลาฯ ถวาย
“เหรยี ญทองคําสดดุ ีพระเกยี รตคิ ณุ ดา นการปอ งกันแกไ ขปญหายาเสพตดิ ”

99

- พ.ศ. 2539องคการอาหารและเกษตรแหงสหประชาชาติ (FAO) ทูลเกลาฯ ถวาย “เหรียญสดุดี
พระเกียรติคุณในดา นการพฒั นาการเกษตร”

- พ.ศ. 2549 สํานักงานโครงการพัฒนาแหงสหประชาชาติ (UNDP) ทูลเกลาฯ ถวาย “รางวัล
ความสําเร็จสูงสุดดานการพัฒนามนุษย” จากการที่ไดทรงอุทิศกําลังพระวรกายและทรงพระวิริยอุตสาหะ
ในการปฏิบัติพระราชกรณยี กิจนอ ยใหญนานัปการ เพ่อื ยงั ประโยชนและความเจริญอยา งยั่งยืนมาสูประชาชน
ชาวไทยทั้งประเทศมาโดยตลอด

นายโคฟ อนั นนั เลขาธิการสหประชาชาติ ไดกลาวในโอกาสทูลเกลาฯ ถวายรางวัลดังกลาวไววา
“หากการพัฒนาคน หมายถึง การใหความสําคัญประชาชนเปนลําดับแรก ไมมีสิ่งอื่นใดแลวที่ยิ่งใหญไปกวา
การพัฒนาคน ภายใตแ นวทางการพฒั นาคนขององคพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่ีได
ทรงอุทิศพระวรกาย ทรงงาน โดยไมรูสึกเหน็ดเหน่ือย ไมเลือกเชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา ทรงเปน
พระมหากษัตริยนักพัฒนา ดวยพระปรีชาสามารถในการเปนนักคิดของพระองค ทําใหนานาประเทศต่ืนตัว
ภายใตแ นวคิดเศรษฐกจิ พอเพียง การเดินสายกลาง รางวลั ความสําเร็จสงู สดุ คร้ังนี้ เปนการจุดประกายแนวคดิ
การพัฒนาแบบใหมส นู านาประเทศ”

100

- พ.ศ. 2551 องคการทรัพยสินทางปญญาโลก (WIPO) ไดทูลเกลาฯ ถวายรางวัล WIPO Global
Leaders Award แดพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เน่ืองดวยงานทรัพยสินทางปญญา
สง เสริมและพัฒนาประเทศรวมถึงชีวิตความเปน อยขู องพสกนิกรชาวไทยใหดีข้ึนอยางโดดเดนเปนที่ประจักษ
แกสายตาชาวโลก อีกทั้งยังทรงเปนผูนําประเทศพระองคแรกที่ไดรับทูลเกลาฯ ถวายรางวัลน้ี นอกจากนี้
จากการหารือกันของสหพันธสมาคมนักประดิษฐระหวางประเทศ (International Federal Inventor
Association : IFIA) ซงึ่ มสี มาชกิ 84 ประเทศท่ัวโลกยงั มิไดมมี ตใิ หว ันท่ี 2 กมุ ภาพันธข องทุกป ซ่ึงเปนวนั ทท่ี รง
ไดรับการจดสทิ ธิบัตรกงั หนั นาํ้ ชัยพฒั นาเปน วันนักประดษิ ฐโ ลกดวย

ไมใ ชเพยี งแคน น้ั หากยอนกลบั ไปในอดีตจะพบวา หลายองคกรท่ีเก่ียวของกับทรัพยสินทางปญญา
ไดเคยทูลเกลาฯ ถวายเหรียญรางวัล และประกาศนียบัตรตาง ๆ แดพระองคมากมาย ไดแก IFIA ประเทศ
ฮังการีทูลเกลา ฯ ถวายถวยรางวัล IFIA Cup 2007 สําหรับผลงานกังหันน้ําชัยพัฒนา เหรียญ Genius Prize
สําหรับผลงานทฤษฎีใหมและเศรษฐกิจพอเพียง และสมาคมสงเสริมการประดิษฐแหงสาธารณรัฐเกาหลี
(korea Invention Promotion Association : KIPA) ไดทูลเกลาฯ ถวายรางวัล Special Prize พรอม
ประกาศนียบัตรซ่ึงถือเปนรางวลั อันทรงเกียรติของนักประดิษฐใ นระดบั โลก

ถงึ แมวา รางวัลเกยี รตยิ ศตา ง ๆ เหลา นจ้ี ะมิใชเ ปา หมายสาํ คัญในการตรากตราํ ทรงงานอยางหนักของ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และประกาศเกียรติคุณจํานวนนับไมถวนท่ีทรงไดรับมา
ตลอดระยะเวลาแหงการครองราชยจะเทียบมิไดกับพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญของพระองคทานที่มีตอ
ปวงชนคนไทย แตก็มิอาจมีใครปฏิเสธไดวาพระองคทรงเปนองคพระประมุขท่ีนําพาประเทศไทยกาวไป
ขางหนา เพื่อใหโลกหันมามองประเทศไทยในแงมุมใหมที่มีเสนหและความงดงามล้ําคาตามแบบฉบับของ
ตนเองมากกวาท่ีจะเปน เพยี งแคจ ุดเล็ก ๆ จดุ หนึ่งบนแผน ทข่ี องภูมิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต

โดยเฉพาะอยางยิ่งเมื่อป พ.ศ. 2549 ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ป ซึ่งยาวนานกวา
พระมหากษัตริยพ ระองคใดในประวัติศาสตรชาติไทยและในโลกปจจุบนั ประเทศที่มีพระมหากษัตริยทรงเปน
ประมุขจํานวน 25 ประเทศ จากทั้งส้นิ 29 ประเทศท่วั โลก ไดตอบรับคาํ เชิญของรัฐบาลไทยมารว มเปนเกียรติ
ในพระราชพธิ ีอนั ย่ิงใหญ นอกจากจะนับเปน การชุมนุมของพระประมขุ จากประเทศตา ง ๆ มากท่ีสดุ ในโลกแลว
ยังเปนการแสดงใหเห็นวานานาประเทศทั่วโลกลวนแลวแตช่ืนชมในพระบารมีอันแผไพศาลของ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและไมใชเพียงแตบุคคลระดับประมุขของประเทศตาง ๆ
เทา นน้ั จากบทความและขา วตางประเทศจํานวนมากมายที่ปรากฏสูสาธารณชนก็เปนเครื่องยืนยันไดวา มิได
มแี ตร าษฎรของพระองคเ ทานั้นทีป่ ระจักษแจงในนาํ้ พระทัยอนั หาทสี่ ดุ มิไดของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร-
มหาภมู ิพลอดลุ ยเดช

101

สมเดจ็ พระนางเจาสริ กิ ิต์ิ พระบรมราชินนี าถ

สมเด็จพระนางเจาสริ ิกติ ิ์ พระบรมราชินนี าถ เปนพระธิดาพระองคใ หญข องหมอมเจา นกั ขัตรมงคล
กิติยากร (ภายหลังเปน พระวรวงศเธอ พระองคเจานักขัตรมงคล กรมหม่ืนจันทบุรีสุรนาถ)
กับหมอมหลวงบัว กิติยากร (สกุลเดิม สนิทวงศ) ประสูติเม่ือวันศุกรท่ี 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 และเขา
พระราชพธิ ีราชาภเิ ษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช เม่ือวนั ท่ี 28 เมษายน พ.ศ.
2493 ณ วังสระปทมุ และเม่ือวนั ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช
ใหป ระกาศสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเดจ็ พระราชนิ ีสิรกิ ติ ิ์ ขนึ้ เปน สมเด็จพระนางเจาสริ ิกิติ์ พระบรมราชินี
และเมอื่ พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไดเสด็จฯ ออกผนวชเปนพระภิกษุ
ในพระพทุ ธศาสนาระหวางวันท่ี 22 ตลุ าคม ถึงวันท่ี 5 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2499 เปน ระยะเวลา 15 วัน จึงทรง
พระกรุณาโปรดเกลาฯ แตงต้ังสมเด็จพระนางเจาสิริกิต์ิ พระบรมราชินีเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองค
ตอ มาจงึ ไดร ับการสถาปนาเปนสมเดจ็ พระนางเจาสริ กิ ติ พิ์ ระบรมราชินีนาถ

พระราชกรณยี กจิ สงั เขป

สมเด็จพระนางเจาสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจนอยใหญนานัปการ
เพอ่ื สนองพระบรมราโชบายในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเฉพาะอยางยิ่งภารกิจ
ในการสงเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ และความเปนอยูของผูยากไรในชนบทหางไกล โดยไดตามเสด็จพระราช
ดําเนนิ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชไปทัว่ ทุกหนแหง ในแผนดินไทย พระราชกรณยี กิจ
ที่สาํ คัญมดี ังน้ี

1. ดานการสงเสริมศิลปาชีพ เปนโครงการที่สมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ทรงกอ ตัง้ ขึน้ เมื่อวนั ท่ี 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 เพื่อชวยเหลือราษฎรที่ยากไรในชนบท โดยสงเสริมอาชีพ
แกช าวบาน เพือ่ ใหม รี ายไดท ดแทนกรณที ่ีผลผลิตทางการเกษตรเสียหายจากภัยธรรมชาติ โครงการสงเสริม
ศิลปาชพี ขยายสาขาไปท่ัวประเทศ ตอมาทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหกอต้ังเปนมูลนิธิ พระราชทานนามวา
"มูลนิธิสงเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ" และเม่ือ พ.ศ. 2528 ไดเปล่ียนช่ือเปน มูลนิธิสงเสริม
ศลิ ปาชพี ในสมเด็จพระนางเจาสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ซ่ึงนอกเหนือจากการสงเสริมอาชีพแลว ยังเปน
การอนรุ กั ษและสง เสรมิ งานศิลปะหัตถกรรมพ้ืนบานในหลากหลายสาขา อาทิ การปน การทอ การจักสาน
เปนตน

2. ดา นการสาธารณสขุ
สมเด็จพระนางเจาสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ยังทรงเอาพระทัยใสในกิจการดานสาธารณสุข

โดยไดทรงดาํ รงตําแหนง สภานายกิ าสภากาชาดไทย และหากเสด็จฯ เยือนตา งประเทศ ก็มักจะทรงถือโอกาส
เสด็จฯทอดพระเนตรกิจการกาชาดของประเทศน้ัน ๆ เพ่อื ทรงนาํ มาปรับปรุงกจิ การสภากาชาดไทยอยเู สมอ

สมเดจ็ พระนางเจา สริ กิ ติ ิ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชหฤทัยอนั มงุ ม่ันท่จี ะบรรเทาทกุ ขใ หแก
ราษฎรอยางจริงจงั และตอ เน่ือง ในระยะแรกของการเสด็จพระราชดําเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในตางจังหวัด
เม่อื ทรงพบเห็นวาราษฎรท่มี าเฝาทลู ละอองธุลีพระบาทรับเสด็จมีอาการเจ็บปวย สมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์-

102

พระบรมราชินีนาถไดมีพระราชเสาวนยี ใ หแ พทยท ี่ตามเสดจ็ ไปในขบวนตรวจอาการ จายยาและใหคําแนะนํา
แกราษฎรในการดูแลรักษาตนเองหากไมสามารถวินิจฉัยโรคไดในขณะนั้นหรือเปนโรคท่ีรายแรงจะมี
พระราชเสาวนยี ใ หสงไปรบั การรกั ษาทโี่ รงพยาบาลซงึ่ อยใู กลท อ งถ่ินน้นั โดยพระราชทานหนงั สอื รับรองวาเปน
คนไขในพระบรมราชานเุ คราะหพรอมคาเดินทางและคาใชจายที่จําเปน สวนคารักษาพยาบาลและคายานั้น
จะพระราชทานแกโ รงพยาบาลโดยตรง หากผปู ว ยไมส ามารถไปเองไดจะทรงจดั เจาหนา ที่นาํ ไป ถา โรงพยาบาล
ที่อยูใกลทองถ่ินนั้นขาดบุคลากรทางการแพทยหรือเครื่องมือเครื่องใชในการรักษา ก็ใหสงไปรับการรักษา
ที่โรงพยาบาลในกรงุ เทพฯ

ในการเสด็จพระราชดําเนนิ ไปทรงเย่ียมราษฎรตางจังหวดั หรอื ขณะแปรพระราชฐานไปประทับ
ทีพ่ ระราชนิเวศนในภมู ิภาคตา ง ๆ มีราษฎรทเี่ จบ็ ไขม าขอรบั พระราชทานความชวยเหลอื เปนจาํ นวนมากตอ งมี
แพทยและพยาบาลอาสาไปชวยปฏิบัติงานเพิ่มข้ึน หลายคร้ังท่ีสมเด็จพระนางเจาสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ
และพระราชโอรส พระราชธิดาทรงชว ยซักถามประวตั แิ ละอาการของผปู วย ตลอดจนชว ยแพทยในการจายยา
การบนั ทกึ เพ่อื ตดิ ตามผล นอกจากนโ้ี รงพยาบาลในทอ งถิ่นมักมีความจาํ กัดในเคร่อื งเวชภณั ฑแ ละยารักษาโรค
สมเดจ็ พระนางเจา สิรกิ ิติ์ พระบรมราชินนี าถ จงึ พระราชทานพระราชทรัพยเพ่ือจัดซื้อเคร่ืองมือเครื่องใชและ
ยาเพิ่มขึ้น

3. ดานการอนุรกั ษท รพั ยากรธรรมชาติ
สมเด็จพระนางเจาสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระราชหฤทัยในเรื่องการอนุรักษน้ํา

ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อใหชุมชนอยูรวมกับธรรมชาติโดยพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทําใหราษฎรทุกหมูเหลา
ตางสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ ไดรวมแรงรวมใจกันอนุรักษทรัพยากรปาไม ใกลชุมชน เปนผลใหปาไมใน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มรักษาไวไดมากขึ้น นอกจากน้ีไดพระราชทานแนวพระราชดําริใหราษฎรอยูรวมกับ
ปา ไมอ ยา งสันตสิ ุข พึง่ พาอาศัยซ่งึ กันและกัน โดยชุมชนหรอื หมบู านไดม กี ารจดั ต้งั องคการในการรวมกนั ดแู ลรักษา
ปา ตน นํ้าลําธารและสภาพแวดลอม โดยมกี จิ กรรมหลกั 2 โครงการ คือ

1. โครงการฝก อบรมราษฎรอาสาสมคั รพิทกั ษป า
สมเด็จพระนางเจาสริ ิกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดําริให "คน" กับ "ปา" อยูรวมกันได

อยางสันติสุขโดยพงึ่ พาอาศัยซง่ึ กนั และกัน เพ่ือเปนแนวทางในการพิทักษ อนุรักษและฟนฟูสภาพปาใหดํารงอยู
อยางยั่งยืนดวย พระราชดําริน้ีทําใหราษฎรตางสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ ไดรวมแรงรวมใจกันอนุรักษ
ทรัพยากรปาไมใกลชุมชน ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหดําเนินการฝกอบรมตามโครงการราษฎรอาสาสมัคร
พทิ ักษปา (รสทป.) เปนการฝก อบรมราษฎรในชุมชนใหมคี วามรูค วามเขา ใจในการอนรุ กั ษท รัพยากรปาไม ปลูกฝง
ความรกั และหวงแหนทรพั ยากรปา ไมในทอ งถ่ินของตน รวมทัง้ คอยดแู ลสอดสองมใิ หมกี ารบกุ รุกและลักลอบตัดไม
ทาํ ลายปา แทน เจาหนา ที่ของรฐั ซ่งึ มีกาํ ลังไมเ พียงพอ

2. โครงการธงพิทักษปาเพื่อรกั ษาชีวิต
เปนการคัดเลอื กหมบู านและชุมชนท่ีใหค วามรว มมอื ในการอนุรกั ษท รพั ยากรปาไม ใหมีสภาพ

อุดมสมบรู ณ ไมม กี ารลักลอบตดั ไม ทําลายปา หรือบุกรุกพ้ืนท่ีปา ซ่ึงทําการคัดเลือก โดยคณะอนุกรรมการ
ดําเนินโครงการธง "พิทักษปา เพื่อรักษาชีวิต" แลวทูลเกลาฯ ถวายสมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์-

103

พระบรมราชนิ นี าถ เพอื่ ขอพระราชทานธง "พิทักษปา เพ่ือรกั ษาชวี ติ " ใหก ับชุมชน ลักษณะของธง มีภาพชาง
อยใู นปา อยภู ายใต พระปรมาภไิ ธยยอ “สก”

สมเด็จพระนางเจาสริ ิกติ ์ิ พระบรมราชนิ นี าถทรงพระราชทานธง "พิทักษปา เพื่อรักษาชีวิต"
น้ี ใหแกราษฎรเปนหมูบานและชุมชนที่ไดรวมกันดูแลหวงแหนอนุรักษทรัพยากรปาไมภายในหมูบานและ
ชมุ ชนโดยไดรว มแรงรว มใจกันอนรุ กั ษปาไม ไมเขา ไปตดั ไมท ําลายปา แผวถางทําไรเล่อื นลอยหรอื ลา สตั ว

4. ดานการทหาร
พระราชกรณียกิจดานการทหารน้ัน ทรงดํารงตําแหนงพันเอกผูบังคับการพิเศษ กรมทหาร

ราบท่ี 21 รักษาพระองค ทรงใหความสนพระทัยตอการดําเนินงานของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค
ตลอดมา โดยผบู ังคับการกรมทหารราบท่ี 21 จะเขา มาถวายรายงานถงึ ผลการปฏิบัตงิ านพรอ มกบั รับพระราช-
เสาวนยี ตลอดจนคาํ แนะนําไปดาํ เนนิ การปฏบิ ัติอยเู ปน ประจาํ

ในดา นความม่ังคงของประเทศ พระองคไดเสด็จพระราชดําเนินไปทรงเยี่ยมทหารที่ปฏิบัติการ
สูรบตอสูกับผูกอการรายตามชายแดนถึงฐานปฏิบัติการตาง ๆ แมเปนท่ีเสี่ยงภยันตรายก็ทรงพระอุตสาหะ
เสด็จฯ ไปทรงดูแลทุกขสุข ปลอบขวัญถึงฐานปฏิบัติการตาง ๆ เปนขวัญกําลังใจแกเหลาทหารหาญที่ตอสู
ปกปองผืนแผนดิน นําความรมเย็นเปนสุขมาสูอาณาประชาราษฎรใหสามารถทํามาหากินไดอยางสงบสุข
จนกระทง่ั ภัยจากผูกอการรายคอมมวิ นสิ ตไดสลายลงในทุกภูมภิ าค ดวยเดชะพระบารมีแหงพระบาทสมเด็จ-
พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช และสมเดจ็ พระนางเจา สิริกิติ์ พระบรมราชนิ ีนาถ

5. ดานการเกษตรและชลประทาน
ในดานการเกษตร สมเด็จพระนางเจาสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ จะทรงเนนในเรื่องการคนควา

ทดลอง และวจิ ัยหาพันธุพชื ใหม ๆ ทัง้ พืชเศรษฐกิจ พืชสมุนไพร รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับแมลงศัตรูพืชและพันธุ
สตั วต า ง ๆ ท่เี หมาะสมกบั สภาพทอ งถ่นิ นั้น ๆ ซึง่ แตละโครงการจะเนนใหสามารถนําไปปฏิบัติไดจริง มีราคาถูก
ใชเทคโนโลยีงาย ๆ ไมสลับซับซอน เกษตรกรสามารถดําเนินการเองได นอกจากนี้ ยังทรงพยายามไมให
เกษตรกรยดึ ติดกบั พชื ผลทางการเกษตรเพยี งอยา งเดียว เพราะอาจเกดิ ปญ หาอนั เน่อื งมาจากความแปรปรวน
ของสภาพดินฟาอากาศ หรือความแปรปรวนทางการตลาด แตเกษตรกรควรจะมีรายไดจากดานอ่ืน
นอกเหนือไปจากการเกษตรเพมิ่ ขนึ้ ดวย เพ่ือจะไดพ ง่ึ ตนเองไดใ นระดบั หนึ่ง

การพัฒนาแหลง น้ําเพ่อื การเพาะปลูกหรือการชลประทาน นับวาเปนงานท่ีมีความสําคัญและมี
ประโยชนอยา งยิ่งสาํ หรบั ประชาชนสวนใหญข องประเทศ เพราะเกษตรกรจะสามารถทาํ การเพาะปลูกไดอ ยาง
สมบรู ณตลอดป เนือ่ งจากพน้ื ทเ่ี พาะปลูกในปจ จุบันสว นใหญเ ปนพื้นท่ีนอกเขตชลประทาน ซ่ึงตองอาศัยเพียง
นํา้ ฝนและนํา้ จากแหลงนํา้ ธรรมชาตเิ ปน หลกั ทําใหพ ืชไดร บั นํ้าไมสม่าํ เสมอ และไมเพียงพอ พระบาทสมเด็จ-
พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช ทรงใหความสนพระราชหฤทัยเกยี่ วกับการพฒั นาแหลง นา้ํ มากกวา โครงการ
พฒั นาอนั เนือ่ งมาจากพระราชดํารปิ ระเภทอ่ืน

6. ดานการศึกษา
สมเดจ็ พระนางเจา สิรกิ ติ ิ์ พระบรมราชนิ นี าถสนพระราชหฤทยั ในดานการศึกษาและทรงยึดมั่น

ในคําสอนของสมเด็จพระสมั มาสัมพทุ ธเจาวา "ปญญาทาํ ใหม นษุ ยเปนมนุษยท่ีสมบูรณ" สติปญญาเกิดขึ้นได

104

ดวยการศึกษาหาความรูโดยเฉพาะอยางย่ิงจากการอานหนังสือพระราชกรณียกิจดานการศึกษานานัปการ
ทพ่ี ระราชทานแกพ สกนิกรชาวไทยน้ันประกอบดว ยทรงสงเสริมการศกึ ษาในระบบโรงเรยี น เชน พระราชทาน
ทนุ การศกึ ษาแกน กั เรียน สรางโรงเรียน พระราชทานพระราชทรัพยอุดหนุนโรงเรียน พระราชทานอุปกรณ
การเรียน ทรงรับโรงเรียนไวในพระบรมราชินูปถัมภ เสด็จพระราชดําเนินไปทรงเย่ียมโรงเรียน เปนตน
ดานการศึกษานอกโรงเรียน เชน ทรงสอนหนังสือชาวบาน ทรงสรางศาลารวมใจ ทรงสงเสริมการอาชีวศึกษา
ทรงอนุรักษ ฟนฟู และพัฒนางานศิลปาชีพ นอกจากนี้ยังทรงสงเสริมการศึกษาของพระภิกษุสามเณรและ
ทรงรับมูลนิธิแมชีไทยไวในพระบรมราชินูปถัมภและพระองคทานยังทรงรับนักเรียนยากจนขาดโอกาส
ทางการศกึ ษาทีท่ รงพบดวยพระองคเ องระหวางการเสด็จพระราชดําเนนิ ไปทรงเย่ียมราษฎรไวในพระบรมราชา
นุเคราะหเกือบสองพันคน มีพระราชเสาวนียใหกองราชเลขานุการในพระองคสมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์-
พระบรมราชนิ ีนาถ ติดตามดแู ลความประพฤติ และความเปน อยขู องนกั เรียน นสิ ติ นกั ศึกษาท่ีไดรบั ทุนเหลานี้
อยางใกลชิด เปน ตน

7. ดานการศาสนา
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเปนพุทธมามะกะและเปนอัคร-

ศาสนปู ถัมภก ประชาชนมสี ิทธแิ ละเสรภี าพในการนบั ถือศาสนาตามท่ีตนเช่ือและศรัทธา สมเด็จพระนางเจา
สิรกิ ิติ์ พระบรมราชนิ นี าถ ทรงตระหนกั วาศาสนาเปนเครอ่ื งยดึ เหนย่ี วจิตใจมนุษยมิใหประพฤติปฏิบัติในส่ิงท่ี
เปนความชั่ว และเปน แนวทางใหมนุษยเ ลือกกระทําแตความดี จึงทรงตระหนักถึงความสําคัญในการอุปถัมภ
ศาสนา นอกจากจะทรงเปนพุทธศาสนิกชนท่ีปฏิบัติพระราชกรณียกิจทางศาสนาโดยสมํ่าเสมอแลว ยังทรง
ทะนุบํารุงศาสนาตาง ๆ ในประเทศไทย ไมวาจะเปนศาสนาพุทธ คริสต อิสลาม พราหมณ ฮินดู และซิกข
เพราะทรงถือวาทุกศาสนาตางก็มีความสําคัญในฐานะเปนเคร่ืองยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนเชนเดียวกัน
ดงั นั้น คราวใดทีพ่ ระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชเสด็จพระราชดําเนินไปในงานพระราชพิธี
หรอื ทรงประกอบพระราชกรณยี กิจเกยี่ วกับศาสนาสมเดจ็ พระนางเจา สริ กิ ติ ์ิ พระบรมราชินนี าถมกั จะโดยเสดจ็ ฯ
เสมอไมว าจะเปน พิธขี องศาสนาใด บางครั้งก็เสด็จพระราชดําเนินโดยลําพังพระองคเองทรงปฏิบัติพระราช-
กรณียกิจดวยความเคารพในประเพณขี องศาสนาน้ัน ๆ อยางดียิ่งดังพระราชเสาวนียท่ีวา “....ฉันรูสึกวา ชีวิต
ของฉนั ทงั้ โดยฐานะสว นตัว และในฐานะทีเ่ ปนพระราชินถี า เผ่ือไมไดพระพุทธศาสนา ก็คงจะแข็งแรงอยูไมได
อยางน”้ี

สมเดจ็ พระนางเจาสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพยายามทุกวิถีทางและทุกโอกาสที่จะทรง
แนะนําใหพ สกนิกรเห็นวา ความเจริญทางดานจิตใจเปนสิ่งจําเปนและสําคัญที่สุดไมนอยไปกวาความเจริญ
ทางดา นวัตถุ เพราะจะชว ยใหช ีวิตมนษุ ยส มบรูณแ ละมีคา ดงั พระราชดํารัสทีพ่ ระราชทานแกน ักศกึ ษาพยาบาล
ณ หอประชุมราชแพทยาลัยโรงพยาบาลศิริราช เม่อื วันที่ 31 กรกฏาคม พ.ศ. 2510 ความตอนหน่ึงวา

“ความเจริญทางดานวัตถุจําตองควบคูไปกับความเจริญทางดานจิตใจจะทําใหชีวิตมนุษย
สมบรณู แ ละมคี า บุคคลแมจะเปน ผทู ่ขี าดความม่นั คงทางวตั ถุแตร่ํารวยในดานคุณธรรม มีความรักและหวงใย
ในเพ่ือนมนษุ ยจึงนับวาเปนผทู พ่ี ระพทุ ธศาสนายกยองแลว วาเจริญแท. ..”

105

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจาสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ท่ีทรงดําเนินการอยาง
ตอเน่ืองเปน เวลานานจนองคก รระหวา งประเทศตางพากนั ยกยอ งและทลู เกลาถวายรางวัลและปริญญาดุษฎี-
บัณฑติ กติ ติมศกั ดเ์ิ ปน จํานวนมาก ดงั เชน

1. องคการอาหารและการเกษตรแหงสหประชาชาติ (FAO) ทูลเกลาฯ ถวายเหรียญซีเรส
เทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงยกฐานะของสตรีใหมีระดับสูงข้ึนและทรงเปนผู "ใหโดยไมเลือกท่ีรักมักท่ีชัง"
(11 พฤษภาคม พ.ศ. 2522)

2. มหาวิทยาลยั ทฟั ส จากรฐั แมสซาชูเซตส สหรัฐอเมรกิ า ทูลเกลาฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิต
กิตตมิ ศกั ดิ์ สาขามนษุ ยธรรมในฐานะที่ทรงยกระดับฐานะการครองชีพของประชาชน และชวยบรรเทาทุกข
ของเดก็ (พ.ศ. 2523)

3. สหพันธพิทักษเด็ก แหงนครนิวยอรก สหรัฐอเมริกา ทูลเกลาฯ ถวายรางวัลบุคคลดีเดน
ดานพทิ ักษเดก็ (9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524)

4. สถาบันเอเชยี โซไซตี้ แหงกรงุ นิวยอรก สหรฐั อเมรกิ า ทูลเกลา ฯ ถวายรางวลั ดา นมนษุ ยธรรม
(14 มีนาคม พ.ศ. 2528)

5. มลู นิธคิ มุ ครองสตั วปา ของโลก สดดุ เี ทิดพระเกียรติ ในฐานะบุคคลดีเดนดานอนุรักษสัตวปา
(19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529)

6. ราชวิทยาลัยอายุรแพทยแหงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ไดทูลเกลาฯ ถวายสมาชิกภาพ
กิตติมศกั ดิ์ ซง่ึ สถาบนั แหงน้ีเคยมอบใหแตเฉพาะผูทเี่ ปนแพทยแ ละนักวิทยาศาสตรดีเดนเปนที่รูจักระดับโลก
เทา นนั้ (1 พฤษภาคม พ.ศ. 2531)

7. ศูนยศกึ ษาการอพยพ ท่มี ีสํานักงานใหญอยูที่รัฐนิวยอรก กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปทรง
รับรางวลั ความชว ยเหลือผูลีภ้ ยั ประจําป ณ วอชิงตนั ด.ี ซี. (29 มีนาคม พ.ศ. 2533)

8. กลมุ ผูสนับสนุนพพิ ิธภัณฑเด็กในสหรัฐอเมริกา ทูลเกลาฯ ถวายรางวัลมนุษยธรรมระหวาง
ประเทศ ณ กรงุ วอชงิ ตัน ดี.ซี. (1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534)

9. องคการศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ทูลเกลาฯ ถวาย
เหรียญทองโบโรพทุ โธ ในฐานะทรงบําเพญ็ พระราชกรณียกิจอนุรักษและพัฒนางานศิลปหัตถกรรม ณ ศาลา
ธรรมจังหวัดเชยี งใหม (30 มกราคม พ.ศ. 2535)

10.กองทุนเพ่ือเด็กแหงสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ทูลเกลาฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณพิเศษ
ในวโรกาสมหามงคลเฉลมิ พระชนมพรรษา 5 รอบ ในฐานะทรงอทุ ศิ พระองคประกอบพระราชกรณียกิจอันเปน
ผลใหแ มและเดก็ นับลานไดรับบริการข้ันพื้นฐาน (2 สงิ หาคม พ.ศ. 2535)

11.กองทนุ พฒั นาเพ่อื สตรแี หงสหประชาชาติ ทูลเกลา ฯ ถวายรางวัลแหงความเปนเลิศในฐานะ
ทรงปฏิบตั พิ ระราชกรณยี กิจพัฒนาสตรไี ทย (2 สงิ หาคม พ.ศ. 2535)

12.มหาวิทยาลัยจอนสฮอปกินส รัฐแมร่ีแลนด สหรัฐอเมริกา ทูลเกลาฯ ถวายปริญญาดุษฎี
บณั ฑิตกติ ตมิ ศักด์ิ สาขามนษุ ยธรรม (25 พฤษภาคม พ.ศ. 2538)

106

2.2 ยุคสงครามเย็น
ยุโรปยคุ สงครามเย็น
สงครามเยน็ (Cold war) เปนสงครามที่เกดิ จากการปะทะกนั ระหวา งสหรัฐอเมริกา

(เสรีประชาธปิ ไตย) และสหภาพโซเวียต (คอมมิวนสิ ต) ซ่ึงจะขอรวมเอาไวท งั้ หนวยงานสําคัญ, สถานท่ีตา ง ๆ
เปนตน

สงครามเย็น เปน ลักษณะการเผชิญหนา ภายหลังสงครามโลกครั้งท่ีสอง คําวาสงครามเย็นเปน
คําใหม ทีเ่ กดิ ขน้ึ กอ นสงครามยตุ ลิ ง และเรียกตอ มาเปน การอธิบายลกั ษณะความตึงเครยี ดระหวางประเทศ หรือ
ระหวางกลุมที่ดําเนินไปอยางตอเนื่อง โดยไมมีการจับอาวุธขึ้นตอสู เพราะถามีการใชอาวุธ สถานการณ
จะเปล่ียนไปเปนสงครามรอน (hot war) ซึ่งจะมีขอบเขตกวางขวางและกออันตรายอยางใหญหลวง
แกม นุษยชาติ วิธกี ารทใ่ี ชม ากในสงครามเย็น คอื การโฆษณาชวนเชอื่ สงครามจติ วิทยา การแขงขันกนั ทางกําลงั
อาวธุ และการสรางความนยิ มลทั ธิของตน ในประเทศเล็กๆ ทอี่ าจถูกรวมเขามาเปนประเทศบรวิ ารของแตละฝาย

สมยั เริ่มตนสงครามเยน็ นา จะอยูในสมยั วิกฤตการณท างการทตู ในตอนกลางและปลาย ค.ศ. 1947
เมื่อสหรฐั อเมริกากับสหภาพโซเวียตเกดิ ขัดแยงเรื่องการจัดต้ังองคการสันติภาพในตุรกี ยุโรปตะวันออกและ
เยอรมนี ซง่ึ ทาํ ใหสหรฐั อเมริกาเรมิ่ ตระหนักวาเปนหนา ทขี่ องตน ทีจ่ ะตอ งเปนผูน าํ ตอ ตาน แผนการยดึ ครองโลก
ของสหภาพโซเวยี ต ทีเ่ ปนผูนาํ ฝา ยคอมมวิ นสิ ต

การแบงสถานภาพของประเทศตา ง ๆ ในสมยั สงครามเย็น คือ
1) ประเทศมหาอํานาจ (Big Powers) คือ ประเทศพฒั นาแลว หมายถึง ประเทศท่ีมีการพัฒนา
อุตสาหกรรม มีภาระหนาที่นาํ อารยธรรมไปเผยแพรย งั ประเทศท่ีลาหลงั ทั้งหมดเปน การสรางลกั ษณะจักรวรรดิ
นิยมใหมในคริสตศตวรรษที่ 19 คือ การลาเมืองข้ึนและยึดครองประเทศอาณานิคมในแอฟริกาและเอเชีย
มีจดุ ประสงคคือความตอ งการตลาดระบายสินคา ตองการแรงงานราคาถกู และตองการทรัพยากรในประเทศนน้ั
มาใชประโยชนในงานอุตสาหกรรมของตน
2) ประเทศดอยพัฒนา (Underdeveloped Countries) คือประเทศท่ียังไมมีการพัฒนา
อุตสาหกรรม หรือมีการพฒั นาในระดับตํา่ ประเทศเหลา นี้จะมคี วามลาหลังทางเทคโนโลยีมีฐานะเปน ประเทศ
พึ่งพา (dependent) และตอ งเผชญิ หนา การลา อาณานคิ มของชาตติ ะวันตก สวนมากเปน ประเทศในเอเชยี และ
แอฟรกิ า
3) ประเทศอภิมหาอํานาจ (Super Powers) คือ ประเทศที่ปรากฏความสําคัญขึ้นมาแทน
มหาอํานาจตะวันตก ภายหลังสงครามโลกคร้ังที่สอง มีลักษณะเปนประเทศภาคพ้ืนทวีป (Continental
Character) มีการพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูง และเปนผูนําลัทธิการเมืองสองฝายคือ ฝายโลกเสรีและ
ฝายคอมมวิ นิสต
ระยะสงครามเยน็
1) ค.ศ. 1947 - 1949 เปน ระยะความตงึ เครียดเนอ่ื งจากการเผชิญหนา กันระหวา งอภมิ หาอํานาจ
แตยังไมมีการประกาศสงครามหรือใชกําลัง เปนสมัยการประกาศแผนการทรูแมน (Truman Doctrine)

107

วนั ที่ 12 มนี าคม ค.ศ. 1947 กบั การประกาศแผนการมารแชลล เพ่ือฟนฟูบูรณะยุโรป (The marshall Plan)
การขยายอทิ ธพิ ลของสหภาพโซเวียตในยุโรปตะวันออก และการแบง แยกเยอรมนี เปนตน

2) ค.ศ. 1950 - 1960 เปนระยะท่ีสาธารณรัฐประชาชนจีนไดเขามามีบทบาทในวงการเมือง
ระหวางประเทศ เกิดวิกฤตการณหลายอยาง เชน สงครามเกาหลี สงครามเวียดนามและการรกุ รานทเิ บตของจนี
เปนตน

3) ทศวรรษท่ี 1960 เปนระยะการอยูรวมกันโดยสนั ติ (Peaceful Co-existence) คอื การสราง
ความสมั พนั ธแบบไมเ ผชิญหนา ซ่ึงเปน นโยบายของ นายนิกิตา ครสุ ชอฟ ทําใหเ กิดความคิดแตกแยกระหวาง
สหภาพโซเวยี ตกบั สาธารณรัฐประชาชนจนี

4) ทศวรรษท่ี 1970 เปน ระยะการผอนคลายความตึงเครียด (Détente) คือ การแตกข้ัวอํานาจ
ระหวา งสองคายประชาธปิ ไตย และคอมมวิ นิสตทีส่ หรฐั อเมริกากับสหภาพโซเวียตเผชิญหนากันอยูไดเพ่ิมข้ัวจีน
คอมมิวนิสตเขา มา เร่ิมจากการไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ในป ค.ศ. 1972 ของประธานาธิบดีริชารด
นิกสนั ของสหรฐั อเมรกิ า เยือนสหภาพโซเวยี ต ในป ค.ศ. 1973 และตอ มาประธานาธิบดีเบรสเนฟ ของสหภาพ
โซเวียตก็เดนิ ทางไปเยอื นสหรัฐอเมริกาดว ย

5) ค.ศ. 1985 - 1991 นายมิคาอิล กอรบาชอฟ (Mikhail Gorbachev) เสนอนโยบาย
กล็าสนอสต-เปเรสทรอยกา (Glasnost-Perestroika) หรอื นโยบายเปด -ปรับ (openness-reconstructuring)
ทางการเมอื งและเศรษฐกจิ ของสหภาพโซเวยี ต จนถึง ค.ศ. 1989 เรม่ิ มกี ารทาํ ลายกาํ แพงเบอรล ิน และเยอรมนี
ตะวันออกกบั ตะวนั ตกสามารถรวมประเทศสาํ เรจ็ ใน ค.ศ. 1990 - 1991 ประเทศกลมุ บอลตกิ (ลิทัวเนีย ลตั เวีย
เอสโตเนยี ) ก็ขอแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต

นายมคิ าอลิ กอรบ าชอฟ ไดเปน ประธานาธิบดจี ากการเลอื กตงั้ ในสภาแทนการแตง ตัง้ โดยพรรค
คอมมิวนิสตดังท่ีผานมา มีการประชุมสุดยอดที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เปนการยุติสงครามเย็น แตเกิด
รัฐประหารใน ค.ศ. 1991 เปด ทางใหน ายบอริส เยลตซ ิน โดง ดงั ในฐานะผสู ามารถปราบกบฏ และเตรยี มการตงั้
เปน ประเทศเครอื รัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States) ในเดอื นธนั วาคม นายกอรบาชอฟ
ลาออกจากตําแหนงประธานาธิบดีของสหภาพโซเวียต เปนการยุติความคงอยูของสหภาพโซเวียต คงให
สหรฐั อเมริกาเปน อภมิ หาอาํ นาจผูน าํ โลกเพียงชาตเิ ดยี วและ ถอื วาเปนการยุติสงครามเยน็ ดว ย

จากเหตุการณประวัติศาสตรที่ผานมาสงผลใหประเทศตาง ๆ ในเอเชียมีการเมืองการปกครอง
ในรูปแบบประชาธิปไตยมากยิ่งขึน้ และแมแตประเทศสังคมนยิ ม เชน สหภาพโซเวียต รัสเซียไดพ ัฒนาการเมอื ง
การปกครองมาเปนสงั คมนยิ มสมยั ใหมมีการเปดประเทศและพัฒนาประเทศใหแ ขง็ แกรง ดานเทคโนโลยีและ
เศรษฐกิจย่งิ ขึ้น

การสิ้นสดุ สงครามเยน็ ในทวีปเอเชีย
ประเทศทวีปเอเชียอยูภายใตอิทธิพลของสังคมเย็น ระหวางรัสเซียและอเมริกาซ่ึงพยายามขยาย
อิทธิพลมายังประเทศตาง ๆ ในเอเชีย เปนการแยงชิงทรัพยากรของมหาอํานาจทั้งสองแตรัสเซีย ซ่ึงเปน
ตนแบบการปกครองแบบคอมมิวนิสตท่ีจีนรับมาและพัฒนาใหเหมาะสมกับตนเอง จีนจึงเปนประเทศ
มหาอํานาจในเอเชียท่มี ีอทิ ธิพลตอ ประเทศตา ง ๆ แทนรัสเซียดังน้ัน สงครามเย็นที่เริ่มมีในเวียดนาม กัมพูชา

108

เกาหลี จนปะทุ มาเปนสงครามเย็นชิงประชาชนเพ่ือลัทธิการเมืองการปกครองจึงมีประเทศผูสนับสนุน คือ
อเมริกา และจีน คนละฝายจนกระท่ังเวียดนามแบงประเทศเปน 2 ฝาย และมารวมกันเปนประเทศเดียว
ในทส่ี ดุ แตเกาหลยี งั แบงแยกเปน 2 ประเทศอยู คือ ลัทธิการเมืองแบบประชาธิปไตยและสังคมนิยม จึงเปน
การสนิ้ สุดสงครามเยน็ ในเอเชีย

109

บทท่ี 3
เศรษฐศาสตร

สาระสําคญั

เศรษฐศาสตรเ ปนวิชาทีว่ า ดว ยเรื่องเก่ยี วกับการกระจายทรพั ยากรทีม่ อี ยอู ยา งจํากัดใหสามารถสนอง
ตอ ความตอ งการของคนในสงั คมอยางเปน ธรรม การพัฒนาเศรษฐกจิ เปน การเปลย่ี นแปลงโครงสรา งทางสังคม
การเมือง และเศรษฐกิจ ใหอยูในภาวะทเี่ หมาะสม โดยแตละประเทศจะมีจุดมุงหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจ
ท่ไี มเ หมือนกนั ท้งั นขี้ ้นึ อยกู บั ทรัพยากรการผลติ สภาพภูมิศาสตร ตลอดจนพ้ืนฐานทางวัฒนธรรมท่ีแตกตาง
กัน โดยมีเปาหมายเหมือนกัน คือ ตองการใหเกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ประชากรของประเทศ
มมี าตรฐานการครองชีพสูงข้นึ

ผลการเรียนรูที่คาดหวัง

1. อธิบายความหมาย ความสาํ คัญของเศรษฐศาสตรมหภาคและจลุ ภาคได
2. อธบิ ายพรอมยกตวั อยางระบบเศรษฐกิจไทยได
3. เปรยี บเทียบเศรษฐกิจของไทยกบั ประเทศในอาเซียนได
4. ยกตวั อยา งผลกระทบของการเปลีย่ นเศรษฐกจิ ท่ีมตี อประเทศไทยได
5. รแู ละเขา ใจสทิ ธิพนื้ ฐานของผบู รโิ ภคได
6. นาํ เสนอผลการเปรยี บเทียบสภาพเศรษฐศาสตรข องประเทศในทวีปเอเชีย
7. รูและเขาใจบทบาทและความสําคัญของการรวมกลุมประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี น

ขอบขา ยเนอื้ หา

เรอื่ งที่ 1 ความหมาย ความสําคญั ของเศรษฐศาสตรมหภาคและจลุ ภาค
เรอ่ื งท่ี 2 ระบบเศรษฐกจิ ในประเทศไทย
เรื่องที่ 3 คณุ ธรรมในการผลติ และการบริโภค
เรอ่ื งท่ี 4 กฎหมายและขอ มลู การคุมครองผูบริโภค
เร่อื งที่ 5 ระบบเศรษฐกิจของประเทศตา ง ๆ ในเอเชีย
เรอ่ื งที่ 6 ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน

110

เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสาํ คัญของเศรษฐศาสตรม หภาคและจลุ ภาค

ความหมาย เศรษฐศาสตร เปนวิชาวาดวยการผลิต การจําหนาย จายแจก และการบริโภค
ใชสอยสิ่งตาง ๆ ของชุมชนมี 2 สาขา คือ เศรษฐศาสตรจุลภาค ไดแก เศรษฐศาสตรภาคที่ศึกษาปญหา
เศรษฐกิจสวนเอกชน หรือปญหาการหาตลาด เปนตน และเศรษฐศาสตรมหภาค ไดแก เศรษฐศาสตรภาค
ที่ศึกษาปญหา เศรษฐกิจของประเทศโดยสวนรวม เชน ปญหาเรื่องรายไดของประชาชาติ การออมทรัพย
ของประชากรปญ หาการลงทุน (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 :
http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp)

เศรษฐศาสตร เปน ศาสตรหรือสาขาความรูท ี่วาดวยการจดั สรรทรพั ยากรทม่ี จี าํ กัดอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ
เพ่ือประโยชนส งู สดุ ของสงั คม ดังนัน้ ไมวา จะเปน ดา นธรุ กิจ การผลติ การขาย การตลาด ดานสขุ ภาพ ดา นการ
กอสรา ง ดานสถาปตยกรรม วิศวกรรม ดานการคา การขนสง จะเก่ียวของกับการจัดสรรทรัพยากรอยางไร
จะใชอยา งไร จะระดมและแบง ทรพั ยากรอยา งไรใหเกดิ ประสทิ ธิภาพ คุมคาสูงสุด จะเปนเร่ืองท่ีเก่ียวของกับ
เศรษฐศาสตรท งั้ สน้ิ เศรษฐศาสตรจึงนํามาใชอยางกวางขวาง นอกเหนือจากการใชเพื่อดําเนินนโยบายและ
มาตรการเพ่ือการบริหารจัดการประเทศ เพื่อใหเกิดผลดีตอเศรษฐกิจและสังคม นอกจากนี้เศรษฐศาสตร
เปนศาสตรที่มีพลวัตและการพัฒนาเสมอ เรียกวาเปนศาสตรที่ไมตาย ทั้งดานเทคนิค ทฤษฎี และการ
ประยุกต จึงเปนศาสตรท่ีจะอยูคูโลกเสมอ และท่ีสําคัญนักเศรษฐศาสตรตองเปนผูใฝรู ใชสติปญญา และมี
ดา นคุณธรรม จรยิ ธรรม ความเปน ธรรม กเ็ ปน ประเดน็ ทนี่ ักเศรษฐศาสตรไ มล ะเลย เพราะจะจดั สรรทรพั ยากร
เพือ่ ใหสังคมไดป ระโยชนสูงสุด ตองใชท ั้งหลกั ประสิทธิภาพและเสมอภาคดว ย

ความสาํ คัญของเศรษฐศาสตร เศรษฐศาสตรสามารถจําแนกไดเ ปน 3 ลักษณะ ดังน้ี
1. ผบู ริโภค ชวยใหผูบริโภคสามารถปรบั ตัวใหเ ขา กับสถานการณทางเศรษฐกิจของประเทศและของ
โลกได รูและเขา ใจในนโยบายทางเศรษฐกจิ ทร่ี ัฐบาลกาํ หนดจะสงผลกระทบผบู รโิ ภคอยางไร ชว ยใหเตรียมตัว
ในการวางแผนใชจาย หรอื ออมภายในครอบครวั หรอื การประกอบอาชพี ได
2. ผูผลิต ชวยใหผูผลิตสินคาและบริการสามารถวิเคราะหและวางแผนการผลิตไดวาจะผลิตอะไร
จํานวนเทาไร ผลิตอยางไร สําหรับใคร ซึ่งตองคํานึงถึงในทุกขั้นตอนกอนสินคาและบริการถึงมือผูบริโภค
เพ่ือใหสามารถแขง ขันในตลาดได
3. เศรษฐศาสตร ชวยใหรัฐบาลเขาใจพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน ผูผลิต ปจจัยในการ
กาํ หนดสินคาตาง ๆ ความสัมพนั ธระหวางตลาดตา ง ๆ ในระบบเศรษฐกิจ การกําหนดนโยบายและมาตรการ
เพือ่ มาใชแ กป ญ หาและพฒั นาเศรษฐกิจ
เศรษฐศาสตรจุลภาค เปนการศึกษาถึงหนวยเศรษฐกิจยอยซึ่งเปนสวนหน่ึงของระบบเศรษฐกิจ
ทงั้ ระบบ เชน การศกึ ษาพฤตกิ รรมในการบรโิ ภค ความชอบ การเลือก ความพงึ พอใจ ตอสินคาและบริการ
เพื่อนําผลการศกึ ษามากําหนดราคา การคดิ ตนทุน การกระจายสินคา และบริการ เปน ตน

111

ขอบขา ยของเศรษฐศาสตร แบงเปน 2 ดา นใหญ ๆ คือ
1. เศรษฐศาสตรมหภาค เปนการศึกษาถึงหนวยเศรษฐกิจเปนสวนรวม เชน การผลิต
รายได การบริโภค การออม การลงทุน การจางงาน การภาษีอากร การธนาคาร รายไดประชาชาติ การคา
ระหวางประเทศ เปนตน
2. เศรษฐศาสตรจุลภาค (Micro Economics) หมายถึง การศึกษาพฤติกรรมของหนวยเศรษฐกิจ
สว นยอ ย ซงึ่ เปน สวนประกอบของระบบเศรษฐกิจสว นรวม เชน ศึกษาพฤติกรรมของผูบริโภคแตละราย หรือ
กลุมของผูบริโภคสินคาแตละชนิด พฤติกรรมของผูผลิตแตละราย กลุมผูผลิตสินคาแตละชนิด การกําหนด
ปริมาณซ้ือของผบู ริโภค การกาํ หนดปริมาณการผลิตของผผู ลติ การกําหนดราคาปจจยั การผลิต ตลอดจนการ
ทาํ งานของกลไกราคา
เศรษฐศาสตรมหภาค (Macro Economics) เปนการศึกษาพฤติกรรมของระบบเศรษฐกิจ
โดยสวนรวม ศกึ ษาถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะหน่ึง เชน ศกึ ษาเร่อื งรายไดประชาชาติ การจางงาน
การออม การลงทุน การเงนิ การธนาคาร การคลังรัฐบาล การคา ระหวางประเทศ การพฒั นาเศรษฐกิจ เปนตน
เศรษฐศาสตรท้ังสองแนวน้ีมีความสําคัญเทาเทียมกัน การศึกษาแขนงใดแขนงหน่ึง จะทําให
ความเขา ใจในการทาํ งานของระบบเศรษฐกิจเปน ไปอยางไมค รบถว น เพราะทั้งสองแขนงตางเปน สวนประกอบ
ซึ่งกนั และกนั
ฐานความรูของการศึกษาเศรษฐศาสตร ในการศึกษาเศรษฐศาสตรควรเขาใจแนวคิดและคําศัพท
เพ่อื เปน พนื้ ฐานในการศกึ ษาดังนี้
1. ความตองการ (Wants) หมายถึง ความปรารถนาที่จะไดสิ่งตาง ๆ มาบริโภค เพ่ือตอบสนอง
ความจาํ เปน ในการดํารงชวี ติ และเพือ่ อาํ นวยความสะดวกตาง ๆ ซึ่งความตอ งการจะเปนกลไกสําคัญเบ้ืองตน
ท่ีกอ ใหเ กิดกิจกรรมตา ง ๆ ทางเศรษฐกจิ ตามมาอกี มากมาย
2. ทรัพยากร หมายถึง สิ่งทั้งหลายท่ีสามารถนํามาใชในการผลิตหรือสรางใหเกิดเปนสินคาและ
บรกิ าร ทรพั ยากร แบง ออกไดเปน 2 ประเภท คอื

2.1 ทรัพยากรมนษุ ย เปน ทรพั ยากรทสี่ ําคัญเปน อยางยิง่ ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
2.2 ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละทรัพยากรที่มนุษยสรางขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติเปนทรัพยากรที่มีอยู
อยา งจาํ กดั เชน แรธาตุ ท่ีดิน นา้ํ มนั ปา ไม แหลงนา้ํ เปน ตน
ทรัพยากรที่มนุษยสรางขึ้นเปนทรัพยากรที่ผลิตขึ้นจากการใชทรัพยากรธรรมชาติเปนวัตถุดิบ เชน
เครื่องมอื เครอ่ื งใช เคร่ืองจักร อาหาร เสือ้ ผา เปนตน
ตัวอยา งเชน ถา รัฐบาลใชจา ยงบประมาณแผน ดิน สรา งถนน 1 สาย ใชเงนิ 20,000 ลา นบาท การใช
จา ยของรฐั บาลผานบริษัทธุรกจิ ทร่ี ับเหมากอ สรา งถนน ทําใหมีการจางงานมากขึ้น ซื้อวสั ดุกอ สรางมากขนึ้
ทาํ ใหป ระชาชนทเ่ี กี่ยวของมีรายไดมากข้ึน เม่ือมีรายไดมากข้ึนก็จะมีอํานาจซ้ือสินคาและบริการมากขึ้น คือ
จะมอี ปุ สงคตอสินคาบริการมากขึ้น

112

เรื่องที่ 2 ระบบเศรษฐกจิ ในประเทศไทย

ระบบเศรษฐกจิ
กอ นทีจ่ ะเรยี นรถู ึงระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย เราควรเขาใจถึงความหมายของระบบเศรษฐกิจ
กันกอ น
ระบบเศรษฐกิจ คือ กลุมหรือหนวยธุรกิจที่รวมตัวกันดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยอยูภายใต
รูปแบบของการปกครอง จารีตประเพณี สงั คม และวฒั นธรรมของแตล ะประเทศ เพ่ือกําหนดวาจะผลิตอะไร
ปรมิ าณมากนอยเทาใด และใชว ิธีการผลิตอยา งไร เพ่อื ตอบสนองความตองการของหนวยครัวเรือน หรือกลุม
ผูบรโิ ภคหรือประชาชนนนั่ เอง
ระบบเศรษฐกิจของแตละประเทศในโลก มคี วามแตกตา งกนั ทัง้ นข้ี น้ึ อยูกับรูปแบบการปกครองและ
จารีตประเพณี โดยท่ัวไปแลวแตละประเทศไดมีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจแบบตาง ๆ ข้ึน เพ่ือแกไข
ขอบกพรองของระบบเดมิ ท่ีมอี ยู ดงั น้นั จะเห็นวา ในปจจบุ นั จะมรี ะบบเศรษฐกจิ อยู 3 แบบ คือ ระบบเศรษฐกจิ
แบบเสรีนิยม ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนยิ ม และระบบเศรษฐกจิ แบบผสม
ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม หมายถึง ระบบเศรษฐกิจท่ีเอกชนหรือประชาชนทั่วไป มีเสรีภาพในการ
ตัดสินใจทํากิจกรรมตาง ๆ ทางเศรษฐกิจ มีท้ังการผลิต การบริโภค การซ้ือขาย แลกเปล่ียน การประกอบ
อาชพี การจดั ตงั้ องคการทางเศรษฐกิจ รวมทัง้ การเปนเจาของทรพั ยสนิ โดยรฐั บาลจะไมเ ขามาเกี่ยวขอ ง
ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม หมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะเปนผูกําหนดและวางแผน
ในการทํากจิ กรรมทางเศรษฐกจิ โดยรัฐบาลเปน ผูตดั สนิ ใจในการดาํ เนนิ เศรษฐกิจท้งั หมด เอกชนไมมีเสรีภาพ
ในการตดั สนิ ใจในการดาํ เนินกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ
ระบบเศรษฐกิจแบบผสม หมายถึง ระบบเศรษฐกิจแบบผสมนี้เกิดข้ึนเนื่องจากปญหาและ
ขอบกพรองของระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและแบบสังคมนิยม โดยจะมีทั้งการใชกลไกราคา เปนการ
กําหนด และการวางแผนมาจากรัฐบาลสวนกลาง กลาวคือ มีท้ังสวนท่ีปลอยใหประชาชนตัดสินใจดําเนิน
กิจกรรมทางเศรษฐกิจเอง และสวนที่รัฐบาลพรอมทั้งเจาหนาท่ีเขาไปควบคุมและวางแผนการทํากิจกรรม
ตาง ๆ ทางเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย
ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยในยุคปจจุบันมีแนวโนมจะเขาสูระบบเศรษฐกิจแบบผสมมากขึ้น
จะเหน็ ไดจ ากการท่ีรฐั บาลไดใ หโอกาสประชาชนมเี สรภี าพทํากิจกรรมทางธุรกิจไดมากข้ึน โดยอาศัยกลไกราคา
เปนเครอ่ื งมือในการตดั สินใจแตก ิจกรรมทางธรุ กิจในบางลักษณะกย็ งั มีความจําเปนตองใชวิธีการควบคุมหรือ
ดําเนนิ การโดยรัฐ เชน กิจการไฟฟา ประปา โทรศัพท ถนน เปนตน

113

อยางไรกต็ ามระบบเศรษฐกจิ ของประเทศไทยนับตั้งแตสมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ. 1800 - 1892) ซึ่งเปน
ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม มีการสงเสริมใหมีการคาโดยเสรีและกวางขวาง พอมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา
(พ.ศ. 1893 - 2310) จะเปนระบบเศรษฐกจิ แบบศักดนิ า ทาํ การเกษตรเปน พน้ื ฐาน ประชาชนทาํ การผลติ แบบ
พอยงั ชพี รายไดห ลกั ของรฐั บาลมาจากสวยและภาษีอากร และเรม่ิ เปล่ยี นแปลงเปนระบบเศรษฐกิจแบบผสม
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทรตอนตน (พ.ศ. 2325 - 2398) โดยลักษณะระบบเศรษฐกิจจะเปนแบบก้ํากึ่งกัน
ระหวางเศรษฐกิจแบบพอยังชีพ และเศรษฐกิจแบบตลาด กลาวคอื มกี ารทาํ การเกษตรเพ่อื บรโิ ภคเอง และทํา
เกษตรเพื่อการคา แตการทําเพ่ือการคาจะเปนลําดับรอง นอกจากการทําการเกษตรแลว ในสมัยกรุง-
รัตนโกสินทรต อนตนนี้ ยังไดเ ริ่มมีการอุตสาหกรรมขนั้ ตน เกิดขึน้ ดว ย เชน อตุ สาหกรรมเหมืองแร และนา้ํ ตาล-
ทราย เปนตน

ตอจากนน้ั หลังชว งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระหวาง พ.ศ. 2475 - 2504 ระบบเศรษฐกิจไทย
เปลย่ี นแปลงไปมาก เนอื่ งจากประเทศไทยไดเ ปด การคา เสรกี บั ประเทศตะวันตกตามขอตกลงใน “สนธิสัญญา
เบาวร ่ิง” เปนผลใหพลังการผลติ ไมพัฒนา และไมสามารถจะแขงขันกับคูแขงทางการคาท้ังหลายได ผลผลิต
ที่พอจะกาวหนาและมีคุณภาพสูง ก็ถูกจํากัดดวยนายทุนตางชาติ และนายทุนเหลาน้ันสามารถควบคุม
เศรษฐกจิ ไทยได นอกจากนภ้ี ายหลงั จากสงครามโลกครงั้ ท่ี 2 (พ.ศ. 2488) ส้นิ สุดลง ประเทศไทยตองประสบ
กับปญหาทางเศรษฐกิจหลายประการ เชน ปญหาการขาดแคลนสินคาอุปโภคบริโภค ปญหาเงินเฟอ ปญหา
การขาดแคลนเงินตราตางประเทศ และปญ หาจากการท่ีตองปฏิบัติตามขอตกลงตามสัญญาสมบูรณแบบกับ
ประเทศอังกฤษ ดังน้ันในชวงน้ีประเทศไทยไดมีการแกปญหา โดยมีการออกกฎหมายควบคุมราคาสินคา
หา มกักตนุ สินคา ใหใ ชข องท่ีผลติ ขึน้ ในประเทศ มีการเปดธนาคารของคนไทยเพ่มิ มากข้ึน และใหธนาคารเปน
แหลงเงนิ ทุนไปทําธุรกจิ รัฐบาล จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม ไดใชนโยบายเศรษฐกิจชาตินิยม และการขยายตัว
ของทนุ นิยมโดยรัฐ เชน รฐั เขามาสงเสรมิ ใหมกี ารประกอบการอุตสาหกรรม พาณชิ ยกรรม สาธารณปู โภค ฯลฯ

114

สงเสริมใหคนไทยมีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น เชน มีการสงวนอาชีพบางประเภทใหคนไทย สวนดาน
อุตสาหกรรม รฐั บาลก็จะเขาไปดาํ เนินการเอง

นับตั้งแต พ.ศ.2504 เปนตนมา ระบบเศรษฐกิจของไทยเปล่ียนแปลงมากอันเนื่องมาจาก
การเจริญเติบโตทางดานประชากร และปญหาดานทรัพยากรซ่ึงมีจํากัด โดยรัฐบาลซ่ึงเปนตัวแทนของสังคม
ตอ งเขา มาทาํ หนา ท่ีเปน ผจู ัดทาํ เพอื่ แกไขปญหาตา ง ๆ ในชวงนีเ้ องจึงทําใหประเทศไทยใหความสําคัญในการ
วางแผนการพัฒนาเศรษฐกจิ โดยรัฐบาลและประชาชนรวมกันดําเนินการ ซึ่งอาจกลาวไดวาระบบเศรษฐกิจ
ไทยไดเ ขาสรู ะบบเศรษฐกจิ แบบผสม โดยมกี ารวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและไดเร่ิมจัดทําเปนแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแหงชาตขิ ้ึน โดยเรม่ิ ตั้งแตฉบับที่ 1 เม่ือ พ.ศ. 2504 มาจนถึงปจจุบัน คือ ฉบับที่ 11 ซ่ึงมี
กําหนดวาระของแผน ดังน้ี

(1) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2504 - 2509
(2) แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 2 พ.ศ. 2510 - 2514
(3) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 3 พ.ศ. 2515 - 2519
(4) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 4 พ.ศ. 2520 - 2524
(5) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 5 พ.ศ. 2525 - 2529
(6) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบบั ที่ 6 พ.ศ. 2530 - 2534
(7) แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2535 - 2539
(8) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2540 - 2544
(9) แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2545 - 2549
(10) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 10 พ.ศ. 2550 – 2554
(11) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 11 พ.ศ. 2555 – 2559

ปญ หาเศรษฐกจิ ของไทย
ประเทศไทยไดชื่อวาเปนประเทศที่กําลังพัฒนา (Developing country) เหมือนกับประเทศตาง ๆ

ในแถบเอเชยี อีกหลายประเทศ ท้ังน้ี เนือ่ งจากประเทศไทยประสบปญ หาทางเศรษฐกิจหลายประการทีส่ ําคญั คอื
1. ความแตกตา งของรายได ผลจากการพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศในอดตี ทผี่ า นมา มีการขยายตวั

ทางเศรษฐกิจเปนไปในลักษณะที่ขาดความสมดุล ระหวางประชาชนในเมืองกับชนบทยังผลใหเกิดปญหา
ความแตกตางทางรายไดอยางเห็นไดชัด ประชาชนในชนบทยังยากจนมากกวา 10 ลานคน หรือประมาณ
รอยละ 90 ของประชาชนในชนบท จากการสํารวจพบวาผูประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีรายไดตํ่ากวาผูท่ี
ประกอบอาชีพอุตสาหกรรม 6 เทาตัว พาณิชยกรรม เกือบ 10 เทาตัว และดานบริการกวา 4 เทาตัว อีกท้ัง
ยังตา่ํ กวารายไดเฉลี่ยของประชาชนในชาติดวย ความแตกตางของรายได ผูประกอบอาชีพดานตาง ๆ ยังคง
ปรากฏอยูใ นปจจุบัน ประชาชนท่ีมรี ายไดเ ฉลย่ี ต่าํ สุดของประเทศอยใู นภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื

2. สนิ คาขั้นปฐม เปนสินคาพื้นฐานของคนไทย อันไดแก สินคาดานการเกษตร เปนสินคาผลิตผล
จากการทาํ นา ทาํ ไร ทําสวน เลยี้ งสัตวและการประมง ลักษณะสินคา เกษตรไทย ในปจ จุบันราคาผลผลติ ตกต่ํา

115

เปน สาเหตใุ หเ กษตรกรมรี ายไดน อย รายไดไมค อ ยจะพอกับรายจาย ถาเปนเกษตรกรรายยอย มักจะประสบ
ปญหาเกีย่ วกบั ราคาผลผลิตเสมอ

อยางไรก็ตามสนิ คาผลผลติ ขัน้ ปฐมของคนไทย ถาพิจารณาในภาพรวมของประเทศสินคาประเภทนี้
ยังเปน สนิ คาสง ออกทส่ี ําคัญของประเทศ และทาํ รายไดใหกับประเทศปละมาก ๆ

3. การตลาด เปนกลไกท่ที าํ ใหผูซ้อื และผขู ายมาพบกัน และเกดิ มกี ารแลกเปล่ยี นกันในกระบวนการ
แลกเปลี่ยนนั้น ตลาดตองทําหนาที่เกี่ยวกับการจัดซ้ือสินคา การเก็บรักษาสินคา การขายสินคาและบริการ
การจาํ หนา ยมาตรฐานสนิ คา การขนสง การยอมรับความเสีย่ งภัยและการเงิน

ลักษณะทางการตลาดของไทยมที งั้ เปนตลาดแบบผกู ขาดและตลาดแบบก่ึงแขง ขัน กึ่งผูกขาด ที่วา เปน
ตลาดแบบผกู ขาดนั้น เปนตลาดท่มี ผี ูซ้อื และผขู ายเพียงรายเดยี ว เชน การผลติ บุหร่ขี องโรงงานยาสูบ ลักษณะ
ของตลาดแบบน้ี ผขู ายเปนผูกําหนดราคาสนิ คา แตเ พียงผเู ดียว โดยไมตอ งระมัดระวังวาจะมีผูแขงขัน สําหรับ
ลักษณะของตลาดอกี แบบหนึง่ ที่เปน กึ่งแขงขันกึ่งผูกขาดนั้นเปนลักษณะของผลผลิตที่มาจากผูผลิตรายใหญ
เพียงไมก ่ีราย เชน บรษิ ัทผูผลิตเครื่องดื่ม บริษัทผูผลิตสุรา บริษัทผูผลิตเหลานี้จะมีผูผลิตนอยราย และมีการ
แขง ขันกันในการที่จะขายสนิ คา ของตน แตจ ะรวมตัวกันเพ่อื ขึ้นราคาสนิ คาหรือกาํ หนดราคาสินคา ไดง าย

ตลาดสินคาไทยอกี อยา งหนงึ่ เปนตลาดสนิ คา ทมี่ ผี ูซื้อและผูข ายจาํ นวนมาก ซง่ึ ตลาดเหลา นมี้ อี ยูทั่วไป
ทกุ จงั หวดั อําเภอ ตําบลและหมูบาน การตลาดของไทยยังมีปญหาสินคาสวนใหญตกอยูในกลุมบุคคลเพียง
ไมก่ีกลุม การท่ีมีกลุมผลประโยชนเหลานี้ข้ึน ถาเปนกลุมที่มีคุณธรรมก็จะกระจายรายไดโดยกําหนดราคา
ท่ีเหมาะสม ไมคิดกําไรมาก แตถากลุมบุคคลเหลาน้ีเปนบุคคลที่เห็นแกได กลุมเหลานี้ก็จะรวมกันบีบผูผลิต

116

ใหขายผลผลิตในราคาตํ่า ซ่ึงสรางความเดือดรอนใหแกประชาชน นอกจากน้ัน การกําหนดราคาสินคาของ
เมอื งไทยเรายังไมมีมาตรฐานโดยเฉพาะอยา งย่ิง สินคาดานการเกษตร

4. การขาดดลุ การคา และดุลการชําระเงิน คําวา ดุลการคา หมายถึง รายรับรายจายจากการคา
ระหวา งประเทศ ดุลการคาเปนเพียงสวนหน่ึงของดุลการชําระเงินเทานั้น เพราะดุลการชําระเงิน หมายถึง
รายงานที่แสดงถึงยอดรายได - รายจาย ที่ประเทศไดรับหรือรายจายใหแกตางประเทศในระยะเวลา 1 ป
ฉะน้ันประเทศอาจมีดุลการคาขาดดุล แตมีดุลการชําระเงินเกินดุลก็ได สําหรับดุลการคาของประเทศไทย
ในชว งทม่ี ีการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ จะขาดดุลการคากับบางประเทศ เพราะจะตองเสียคาใชจายในการสั่งซ้ือ
เครื่องจกั ร

5. การวา งงาน การวางงานยอ มมผี ลกระทบตอเศรษฐกจิ สงั คม และรวมถึงการเมอื งดว ยผลกระทบ
ทางเศรษฐกจิ เชน กอ ใหเกิดความยากจน เปน ผลกระทบถึงปญ หาครอบครัว ปญหาอาชญากรรม ฯลฯ และมี
ผลถึงการฝกใฝในลัทธิเศรษฐกิจและลัทธิการเมือง ทําใหเกิดปญหาผูกอการรายได ในทางเศรษฐศาสตร
มกี ารศกึ ษาและกาํ หนดไววา ถาประเทศใดมีอัตราการวางงานเกิน 4% ของจํานวนแรงงานทั้งหมดแลว จะมี
ผลกระทบตอ ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศนั้นอยางรุนแรง อยางไรก็ตาม ถึงแมอัตราการวางงานจะไมถึง 4%
ดังกลา ว กส็ ามารถทําใหเกิดปญ หาสังคมขนึ้ ได

6. การเงินและการชําระหน้ี การกําหนดและควบคุมปริมาณเงินใหพอดีกับความตองการและ
ความจําเปนในการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจ เปนสิ่งจําเปนที่รัฐบาลจะตองกําหนดเปนนโยบายไว
เพราะถาปริมาณเงินทใ่ี ชห มนุ เวียนในระบบเศรษฐกจิ มีมากเกนิ ไป หรือนอ ยเกินไป เมอ่ื เปรียบเทียบกบั ปรมิ าณ
สินคา หรือบรกิ าร รัฐบาลจะตอ งเขาไปแกไข โดยมอบหมายใหธ นาคารแหงประเทศไทยเปนผูควบคุมปริมาณเงิน
ทําได 3 ทาง คือ

117

1. การนาํ หลักทรพั ยออกขายสูตลาด ถารัฐบาลตองการเก็บเงินก็ขายหลักทรัพยรัฐบาล ถาเงิน
ในมอื ฝดลงรฐั บาลกร็ บี ซอื้ หลกั ทรพั ยก ลบั มาอกี ซึ่งจะเปนการปลอ ยเงินไปสปู ระชาชนเพื่อใหเกิดเงินหมุนเวียน

2. การเพ่ิมหรือลดอัตรารับชวงซื้อลดต๋ัวเงิน ทําใหธนาคารพาณิชยกูยืมเงินจากธนาคารแหง
ประเทศไทยเพิ่มขน้ึ หรือลดลง ดวยวิธีใหเงินสดในทองตลาดลดลง หรือถาใหเงินสดในทองตลาดมีหมุนเวียน
คลองตวั กต็ องกูเงนิ จากธนาคารกลางเพิ่มขนึ้ เงินสดในมือประชาชนจะมมี ากข้ึน

3. การเพิ่มหรือลดอัตราเงินสดสํารองตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาฐานะการคลังของรัฐบาล
ปง บประมาณ 2540 - 2541 เปน ชว งทเ่ี ศรษฐกิจของประเทศตกต่ํามาก จะพบวาสถานภาพเงินคงคลังยังไมมี
ความม่ันคง รัฐบาลตองประหยัดและจะตองกูเงินจากตางประเทศมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณ
ซ่ึงปจจุบันประเทศไทยเปนหนี้ตางประเทศจํานวนมาก รัฐบาลตองต้ังงบประมาณชดใชหน้ีสินปละนับเปน
หม่ืนลานบาท ซึ่งยังผลใหงบประมาณที่จะนาํ มาใชใ นงานพัฒนามนี อ ยมาก

7. เงินเฟอ (Inflation) เงินเฟอ หมายถึง ภาวะท่ีราคาของสินคาสูงข้ึน หรือหมายถึงภาวะท่ีคาของ
เงนิ ลดลง สง่ิ ท่ีจะทําใหเ ห็นชดั ถงึ ภาวะเงนิ เฟอ คอื ดัชนีผบู รโิ ภค เงนิ เฟอ มี 2 ประเภท คือ

1. เงินเฟออยางออน คือ ภาวะที่ราคาของสินคาและบริการสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในอัตราเล็กนอย
ราวปละ 2.3 % และไมเ กนิ 5 %

2. เงินเฟออยางรุนแรง คือ ภาวะที่ราคาสินคาเพ่ิมข้ึนอยางรวดเร็ว ดัชนีราคา จะสูงข้ึนกวา
รอยละ 10 ตอ ป

การที่เกดิ ภาวะเงนิ เฟอนั้น ยอ มจะทําใหเ กิดผลกระทบกระเทอื น ดังน้ี คือ
1. ทาํ ใหเกดิ ผลเสยี หายแกก ารพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมของชาติ
2. ทาํ ใหเกดิ ภาวะชะงักงนั ทางเศรษฐกิจ เพราะคา ของเงนิ ลดลง
3. เจาหนีท้ วั่ ไปจะเสยี ประโยชนจากมูลคาหนี้ท่ีเปล่ยี นแปลง คอื
4. ผูมีรายไดจากคาจาง เงินเดือน และผูมีรายไดคงที่อื่น ๆ จะเดือดรอนจากการครองชีพ

เพราะรายไดไมทนั กับรายจา ย
5. รัฐบาลประสบปญหามากขึ้นในการบริหารประเทศเพราะรัฐบาลตองกูเงินมากขึ้นรัฐบาล

ตองหาเงนิ มาใชใ หพอกับอัตราการเฟอ ของเงินทาํ ใหเ งนิ ทนุ สาํ รองท่เี ปน เงนิ ตราตางประเทศลดลง
ผลจากการท่รี ัฐบาลกําหนดใหค า เงนิ บาทลอยตัวเม่ือเดือนกรกฎาคม 2540 ทําใหสินคา มีราคา

สงู ข้ึน คาของเงนิ บาทลดลง ทาํ ใหเ กดิ เงินเฟอ ปจ จบุ ันเงนิ เฟอ เริม่ ลดลง
การเกดิ เงินเฟอมไิ ดม ีแตผ ลเสียอยางเดียว ยงั มีประโยชนอยบู าง กลา วคอื
1. เปนผลดแี กล กู หนี้ ลกู หนีจ้ ะใชเงินลดลงเมือ่ เปรียบเทยี บกบั ภาวะเงนิ ปจ จุบัน
2. เกษตรกรมรี ายไดเ พ่ิมขึ้น เพราะเม่อื เกดิ เงินเฟอ ราคาผลผลิตทางการเกษตรจะมีราคาสงู ข้ึน
3. ผูป ระกอบธรุ กจิ การคา จะไดร ับผลประโยชนเ นอื่ งจากเงนิ เฟอ จะชว ยสงเสรมิ การลงทนุ การคา

ทั่ว ๆ ไปใหข ยายตัวมากข้นึ

118

แนวทางพฒั นาเศรษฐกจิ ของไทย
การพัฒนาอาชีพและรายได การประกอบอาชีพของคนไทยมีความหลากหลาย มีท้ังขาราชการ
พลเรือน ขาราชการตํารวจ ทหาร ลูกจางของทางราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พอคา แมคา ฯลฯ อาชีพ
ตา ง ๆ เหลานถ้ี า จะจัดเปน กลุมอาชีพจะได 3 กลุมอาชีพ ไดแก อาชีพเกษตรกรรม อาชีพอุตสาหกรรม และ
อาชีพบรกิ าร
1. อาชพี เกษตรกร ประชากรสว นใหญประกอบอาชีพทางการเกษตร ดังน้นั อาชพี เกษตรจงึ มี
ความสาํ คญั ย่งิ สําหรบั คนไทย อาชีพเกษตรมีทง้ั การทํานา ทําสวน ทําไร และเลีย้ งสัตว สนิ คาเกษตรเปนสินคา
ข้ันปฐมของไทย และเปน สินคาทสี่ งไปขายตา งประเทศปละหลายหมืน่ ลา นบาท รัฐบาลพยายามสงเสรมิ อาชีพ
เกษตรมากข้นึ และพยายามเชิญชวนใหเ กษตรกรไทยเปลย่ี นแปลงการปลูกพืชบางชนดิ เมอ่ื เห็นวาพืชนั้น
มผี ูผ ลิตมากและลน ตลาด ทาํ ใหสนิ คาราคาถูก
2. อาชีพอุตสาหกรรม จากขอมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรมพบวา โรงงานอุตสาหกรรม
ในประเทศไทยเปนอตุ สาหกรรมขนาดใหญเ พียงรอยละ 6 อีกรอยละ 94 เปนโรงงานอุตสาหกรรมขนาดยอม
อุตสาหกรรมขนาดใหญแทนท่ีจะจางคนงานมาก แตก ลับจางคนงานนอ ย เพราะมกี ารใชเ ครื่องจกั รแทนแรงคน
ฉะน้ันความหวังท่ีจะเขาไปรบั จา งทํางานในโรงงานอุตสาหกรรมจงึ เปน เรอ่ื งยาก
แนวโนม ของการขยายตวั ทางอตุ สาหกรรมนัน้ รฐั บาลไดพยายามสง เสริมให เอกชนลงทนุ โดยรัฐบาล
ใหหลักประกัน พรอมทั้งเชิญชวนใหชาวตางประเทศมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ถึงกับมีการจัดตั้งเขต
อุตสาหกรรมขึ้นที่ อาํ เภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี อยางไรก็ตามการสรางโรงงานขนาดใหญ ไมสงผลตอการ
จางงานเพมิ่ ข้นึ รฐั บาลจงึ พยายามท่ีจะสง เสรมิ ใหม กี ารลงทนุ ในอตุ สาหกรรมขนาดยอ มเพิม่ ขนึ้ และขยายการ
ลงทุนไปยงั ตา งจงั หวัดใหมาก เพอ่ื หวังจะใหมีการจางงานในสวนภูมิภาค มีแผนขยายเมืองหลักท้ัง 4 ภาคของ
ประเทศ และขยายเขตอตุ สาหกรรมไปยงั จงั หวัดใหญ ๆ ดว ย
3. อาชีพบริการ ถาจะแบง เปนกลมุ ยอยจะได 3 กลมุ คือ

กลุมท่ีหนึ่ง ประกอบดวย ขาราชการและลูกจางหนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ขาราชการ
หมายรวมถงึ ทหาร ตาํ รวจ ดวย กลุมอาชพี น้ีมีหนาทใ่ี หบ ริการแกประชาชนเพราะเปนลูกจางของรฐั

กลุมทส่ี อง เปนพวกทเี่ ปน ลูกจางหนวยงานเอกชน ตามโรงงานอุตสาหกรรม ไร สวน และตาม
บริษัทหางรานตางๆ การจางงานจากสถานบริการเหลานี้ จะอยูในวงจํากัดรับไดจํานวนไมมาก และจาก
ความเจรญิ กา วหนา ทางวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ทําใหค วามจําเปน ในการจางงานลดลง

กลุมท่ีสาม เปนกลุมท่ีประกอบอาชีพอิสระ แนวทางพัฒนาอาชีพในอนาคตน้ัน เน่ืองจากทาง
ราชการรับบุคคลเขาทํางานนอย หนวยงานเอกชนก็มีการจางงานนอยลง ดวยเหตุนี้แนวโนมตอไป
ในแผนพัฒนา ฉบับท่ี 8 (พ.ศ. 2540 – 2544) อาชีพอิสระมีความจําเปนมากสําหรับประชาชน รัฐบาลก็ได
กาํ หนดเปนนโยบายไววา “ใหจ ดั การศึกษาใหต รงกับความตองการของตลาดแรงงานและใหสามารถประกอบ
อาชพี สวนตวั หรอื สรา งงานดว ยตนเองใหม ากขึน้ เนนการพฒั นาคณุ ภาพของประชากรเปน สาํ คัญ”

119

การพัฒนาตลาดแรงงาน
ในป พ.ศ. 2540 ปญหาแรงงานในประเทศไทยเริ่มรุนแรงมากขึ้น โรงงานตาง ๆ หยุดกิจการ มีการ
เลิกจางงานมากข้นึ ทําใหเ กิดปญหาการวา งงานท้งั ในลักษณะท่เี ปน การวา งงาน โดยเปดเผย การวางงานของ
ผูมีความรูแตทํางานตํ่ากวาระดับรายไดและความสามารถ ตลอดจนปญหาแรงงานเด็ก รัฐบาลจึงไดเรงหา
แนวทางและมาตรการตาง ๆ ทจี่ ะลดความรนุ แรงดานปญหาใหนอยลง ตลอดจนกําหนดนโยบายท่ีจะพัฒนา
เศรษฐกจิ เพ่อื ใหมงี านทํามากขึน้ ดว ยวิธกี ารตา ง ๆ เชน

1. การพัฒนาการเกษตรในรูปการเกษตรครบวงจร ตั้งแตการพัฒนาผลผลิตการเกษตร
อตุ สาหกรรมท่ตี อ เน่ือง ตลอดจนการจัดการเรื่องตลาดและเสถียรภาพของราคาในพืชหลักท่ีมีอยู การพัฒนา
การเกษตรแบบผสมผสานที่เปน การขยายชนดิ พืชและใชพ้ืนท่ีมากขึ้นในเขตชลประทานและเขตนาํ้ ฝน

2. การสรา งงานเกษตรในฤดแู ลง เปนทที่ ราบกนั ทั่วไปวาปญ หาในเขตชนบทสว นใหญน น้ั เกิดขน้ึ
ในฤดูแลง มาตรการท่ีจะชวยสรางงานทางการเกษตร ไดแก การนําเทคโนโลยีคิดคนมาไดไปปฏิบัติ เชน
การทําฝนเทียม ซ่ึงสวนใหญเปนพื้นที่ชนบทยากจน เทคโนโลยีใหม ๆ เหลาน้ีไดแก การเพิ่มประสิทธิภาพ
การเพาะปลกู พชื การเลยี้ งสัตว การใชประโยชนจ ากแหลงน้ําใหม นี ้ําพอเพยี งในฤดแู ลง สงผลใหเกิดผลดีในดาน
การประมง การเล้ียงสัตว การเพาะปลูก ตลอดจนการเพ่ิมมาตรการเก่ียวกับไมยืนตนไมโตเร็ว เพ่ือใชสอย
ในระดับหมูบาน การสนับสนุนเร่ืองตาง ๆ เหลานี้อยางพอเพียง จะกอใหเกิดงานท่ีมีผลผลิตและรายไดขึ้น
อยางกวางขวางโดยเฉพาะในฤดแู ลงซึ่งเปนฤดูที่มีปญหา การวา งงานสงู

3. การสรางงานโดยการสนบั สนนุ อุตสาหกรรมชนบท สงเสริมอตุ สาหกรรมชนบทท่ีใชวัตถุดิบ
ทางการเกษตร การสรางงานใหมากข้ึนในตางจังหวัดจะเปนการรองรับแรงงานจํานวนมาก และลดความ
จาํ เปน ทจ่ี ะอพยพเขา มาหางานทาํ ในกรุงเทพมหานคร หรือนอกทอ งถ่นิ ในขณะนไ้ี ดมีการทดลองการใหบ รกิ าร
สนบั สนุนอุตสาหกรรมตา งจงั หวัดโดยวิธีระดมสรรพกาํ ลงั ภาครฐั บาลท่ีมีอยูในดานทุน เทคโนโลยี การจัดการ
และการตลาดในหลายจังหวดั คอื พิษณโุ ลก สงขลา ขอนแกน และกาญจนบุรี

4. การสรางงานโดยการพัฒนาอาชีพนอกการเกษตร การขยายการจางงานในสาขาเกษตร
จําเปนที่จะตองขยายงานนอกการเกษตรภายในชนบท เชน โครงการสงเสริมหัตถกรรมและอุตสาหกรรม
ในครวั เรอื น ซ่งึ เปน สินคา ออกทส่ี ําคญั ประเภทหนึง่ ของประเทศไทย โดยเนนการใชวัตถุดิบในทองถ่ินใหมาก
ท่ีสุด โดยรัฐบาลตองใหความชวยเหลือ จัดใหมีการประสานงานระหวางหนวยงานที่เกี่ยวของที่เขาไป
ดําเนนิ การสง เสรมิ ในเรอื่ งน้ี ฝก อบรมผทู สี่ นใจใหม คี วามรพู ิจารณาแหลงสนิ เช่อื สาํ หรับผูประกอบกิจกรรมและ
การตลาด อยา งไรกด็ ีการทีจ่ ะขยายการผลติ ในกจิ กรรมนอกการเกษตร จาํ เปนตอ งคาํ นงึ ถงึ การเตรียมคนและ
ฝก คนใหมฝี มือสอดคลองกับความตองการของงานนอกการเกษตร

แมจะมีแนวนโยบายที่ชัดเจนดังกลาวขางตนแลวก็ตาม แตปญหาเรื่องการวางงานในชนบท
จะยังคงเปนปญหาอยตู อ ไปอกี นาน ดังนน้ั การปรบั ปรุงนโยบายการพฒั นาการเกษตร เพื่อใหสามารถรองรับ
แรงงานชนบทไดเ พิ่มขึ้น รวมทั้งการเรง รัดขยายอุตสาหกรรมตางจังหวัดเพื่อจางแรงงานจากภาคชนบทเปนส่ิง
ท่ีจะตองดาํ เนินการอยางเอาจริงเอาจงั มากข้ึน

120

5. การเตรียมตัวเขาสูตลาดแรงงาน ถานักศึกษาติดตามขาวทางหนังสือพิมพ จะพบขาว
อยเู สมอเกยี่ วกบั การที่มเี ด็ก ๆ ไปทาํ งานในโรงงานอุตสาหกรรม ท้ังที่อายุยังนอย ยังไมพรอมท่ีจะเขาสูตลาด
งาน เด็กเหลา น้จี ะไดคา จา งตาํ่ และบางครง้ั ตองประสบภยั อนั ตรายจากการทํางาน ท้ังนี้เน่ืองจากเด็กเหลาน้ัน
ยังไมพรอมที่จะเขาสูตลาดแรงงาน การเตรียมตัวเขาสูตลาดแรงงานน้ันจะตองพยายามใหการศึกษา
ดานวิชาชีพแกเด็ก ๆ โดยการปลูกฝงใหเด็กมีความรูสึกที่ดีตอการประกอบอาชีพการฝกทักษะอาชีพ
ที่เหมาะสมกบั วยั มีผลงานอาชพี ของผูเรยี นที่กอใหเ กดิ รายได ซึง่ ทําไดโดยการใหการศกึ ษา ขยายการศึกษาให
กวา งขวางทัว่ ถงึ ใหเด็กไดเ รียนอยางนอ ย 12 ป

การใหก ารศกึ ษาแกเด็กนัน้ ตองจัดหลกั สูตรวิชาชีพเขา ไวในหลักสูตรในโรงเรียนดวย ซ่ึงปจจุบัน
ก็ไดมีการจัดหลักสูตรวิชาชีพใหเด็กไดเรียนแลว ถาเปนผูท่ีไมไดเรียนอยูในโรงเรียนก็ควรตองขยายการ
ฝกอบรมวิชาชพี ระยะสน้ั โดยใชว ิชาการทางการศึกษานอกโรงเรียน จัดบริการฝกอบรมใหท่ัวถงึ ทงั้ ในเมอื ง
และชนบทหา งไกล เพ่อื ประชาชนเหลาน้ันจะไดมีความรูและทกั ษะพรอ มทจี่ ะประกอบอาชพี ได

การพฒั นาผลผลิตและการใชเทคโนโลยีที่เหมาะสม
ในการพฒั นาผลผลิตการเกษตรน้นั เทคโนโลยมี ีความสําคญั
เทคโนโลยี (Technology) คือ วิทยาการซ่ึงไดมาโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร รวมทั้งสิ่งที่เปน
หลกั การ วิธีการ และเครื่องมือตา ง ๆ
เทคโนโลยีที่ไดนํามาใชเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ในประเทศไทยเรามีมากมาย เชน
การรูจักใชเครื่องทุนแรง รูจักการใชปุยชนิดตาง ๆ รูจักการปรับปรุงดิน รูจักการผสมพันธุพืชและพันธุสัตว
ท้งั นเี้ พื่อชวยเพม่ิ ปริมาณและคณุ ภาพของผลผลติ ทางการเกษตร
ผลผลิตทางการเกษตร หมายถึง สิ่งท่ีไดจากการทําเกษตรกรรม และรวมถึงผลิตภัณฑท่ีทําจาก
ผลติ ผลนัน้ ๆ ดวย
ชาวนามอี าชพี ในการทาํ นา โดยการเพาะปลกู ขาวในนา จะเปนโดยการปกดําหรือการหวานก็ได จนขาว
ออกรวงและไดเก็บเกยี่ วเพ่ือนํามานวด เมลด็ ขาวทไี่ ดน ี้เรียกวา ขา วเปลอื ก ถาเรานําขาวเปลือกไปสใี นโรงสีหรือ
เอาไปดาํ กจ็ ะไดเปน เมล็ดขา วสีขาว เรียกวา ขาวสาร คนเราจงึ ไดน ําเอาขาวสารนี้ไปหุงตมหรือนึ่งเสร็จแลวน้ี
จงึ เรียกวา ขาว ดงั นน้ั ขาวจึงเปน ผลผลิตทางการเกษตร
ชาวไรก ม็ ีอาชพี ในการทาํ ไร เชน การทําไรขาวโพด ไรม ันสําปะหลัง ไรพ รกิ ในการทําไรนัน้ ก็ตองเร่ิม
ตั้งแตการคัดเลือกพันธุ การเตรียมดินเพ่ือการเพาะปลูก การบํารุงรักษาพืชไรจนกวาพชื ชนดิ นั้น ๆ จะได
ดอกไดผ ล เชน ขาวโพดจะตองใหฝ กแลว ชาวไรก็เกบ็ ฝก ขาวโพดมาสนี ําไปเปน อาหารของสัตว ดังน้นั ขาวโพด
ท่ีไดอ อกมาจึงเปน ผลผลิตทางการเกษตร

121

ประเทศไทยเปนประเทศเกษตรกรรม ประชากรประมาณรอยละ 75 มีอาชีพทางการเกษตร ดังน้ัน
รายไดสว นใหญข องประเทศจึงไดม าจากการนําผลิตผลทางการเกษตรออกไปจาํ หนายในตา งประเทศ เชน ขาว
ขาวโพด ยางพารา มันสาํ ปะหลงั เปน ตน จากหลักฐานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ บอกวา ประเทศไทย
มีเน้ือที่ในการเพาะปลูกเพียงรอยละ 20 ของเน้ือท่ีทั้งหมด ท่ีเหลือนอกนั้นก็เปนที่อยูอาศัย แมนํ้าลําคลอง
ถนนหนทาง ปาเขา ปาก็จําเปน อยา งย่งิ ทต่ี อ งสงวนไวเพอ่ื เปนการรักษาตน นาํ้ ลาํ ธาร ปอ งกนั นา้ํ ทว ม และเปน
การสงวนพันธุสัตวปา อกี ดว ย

ผลผลิตทางการเกษตร มีประโยชนมากมาย หรือแทบจะกลาวไดวาผลผลิตทาง การเกษตรเปน
ปจจัยสาํ คัญในการดาํ รงชีวิตของมนษุ ยเลยทีเดยี ว ซึ่งอาจจะจําแนกไดดังน้ี

1. อาหาร จะเห็นวามนุษยบริโภคอาหารท่ีไดมาจากผลิตผลทางการเกษตร ดังจะเห็นไดจาก
มนุษยบริโภคขาว ขาวสาลี ขาวโพด เปนอาหาร ถึงแมวามีบางประเทศท่ีประชากรของเขาบริโภคอาหาร
จําพวกขนมหรอื ขนมปง แตขนมเหลานน้ั ก็ทาํ มาจากขาว หรอื ขาวสาลี ดังทเ่ี ราเคยเหน็ แปงชนิดตา ง ๆ ทท่ี าํ มา
จากขาว เชน แปงสาลีก็ทํามาจากขาวสาลี แปงขาวจาวก็ทํามาจากขาวเจา เปนตน แปงเหลานี้ก็นําไปผลิต
เปนพวกขนมตาง ๆ ได หรืออาจจะเปนพวกเครื่องด่ืมตาง ๆ เชน กาแฟ น้ําสม ลวนไดมาจากผลิตผลทาง
การเกษตรท้ังสน้ิ

2. เครื่องนุงหม กเ็ ปนปจ จยั สําคญั ของมนษุ ย โดยที่มนุษยส ามารถนาํ ผลิตผลทางการเกษตรที่ให
เสนใยมาทอเปนผา แลวทําเปนเครื่องนุงหมได พืชท่ีใหเสนใย ไดแก ฝาย ปอ และอ่ืนๆ ผลิตผลทางเกษตร
ที่นํามาใชเ ปน เครอื่ งนุง หมนี้ ถือวา เปน เครือ่ งอุปโภค

3. ยารักษาโรค ผลติ ผลทางการเกษตรบางชนิดสามารถนาํ มาสกดั ทาํ เปนยารกั ษาโรคตาง ๆ
ได เชน กระเทยี ม ขิง ขา และอื่น ๆ เมื่อจํานวนประชากรเพิ่มมากข้ึนเรื่อย ๆ ความจําเปนในการผลิตยารักษา
โรคยิง่ มมี ากขนึ้ ในสภาพของการดําเนนิ ชวี ิตและมนุษยแลว จะหนไี มพ น การเกิด แก เจ็บ ตาย ไปได

122

4. ท่อี ยูอาศัย การสรา งสถานท่ีอยูอาศัยมีความจําเปนตอชวี ิตมนษุ ยม าก ในสมยั โบราณคนเราได
อาศยั อยตู ามถาํ้ พอนานเขา ก็มวี วิ ัฒนาการไปเรื่อย ๆ รูจ ักการกอ สรางทอ่ี ยูอาศัยเอง ซงึ่ อาจจะเริ่มจากการนาํ เอา
ใบไมใบหญามามุงหลังคา หรืออาจจะเปน การนาํ เอาหนงั สัตวมาทาํ เปน ท่ีอยอู าศัย ตอ มากร็ ูจกั การนาํ เอาตนไม
มาแปรรูป เพอื่ ใชกอ สรา งอาคารบา นเรือน เพื่อใหคงทนและถาวรตอไป เมือ่ คนใชต น ไมม ากเขาตนไมก็นอยลง
ทกุ ที จนถึงปจจุบนั น้กี ็ไดม ีการปลกู ปา ข้นึ ซึ่งการปลูกปาหรือปลูกตนไมนี้ลวนแตเปนผลผลิตทางการเกษตร
ทั้งสิน้

5. ผลิตภณั ฑ เปน ผลติ ภณั ฑทไ่ี ดจ ากผลิตผลทางการเกษตรแทบทง้ั ส้นิ อันไดแ ก อาหารกระปอ ง
ไมอ ัด นมผง และเครื่องหนงั ตาง ๆ เปนตน

การอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรม หมายถงึ การผลติ ส่ิงของปริมาณมากเพื่อจําหนายเปนสินคา อุตสาหกรรมไดแบงออก
ตามลักษณะและขนาดของกจิ การไดเ ปน 3 ประเภท คอื

1. อุตสาหกรรมขนาดใหญ หมายถึง อุตสาหกรรมท่ีตองใชเคร่ืองจักรกล อุปกรณและเงินทุน
จาํ นวนมาก เชน โรงงานผลิตปูนซเี มนต โรงงานผลิตเครอ่ื งดม่ื เปน ตน

2. อุตสาหกรรมขนาดยอม เปนอตุ สาหกรรมที่มีขนาดเล็ก ใชคนงานต้ังแต 7 คนขึ้นไป แตไมเกิน 50
คน และใชเงนิ ทุนไมเกนิ 2 ลานบาท อตุ สาหกรรมขนาดยอ มนใี้ ชวัตถุท่ีไดจากอุตสาหกรรมขนาดใหญมาผลิต
ของสาํ เร็จรูปอกี ตอหนงึ่ เพอ่ื จะไดเปนเคร่อื งอุปโภคบริโภค เชน การทํานํ้าตาล การฟอกหนัง การทําน้ําแข็ง
การทํารองเทา เปนตน

3. อุตสาหกรรมในครอบครวั หมายถงึ อตุ สาหกรรมขนาดเล็กท่ีทํากันในครอบครัว ใชแรงงาน
ของคนในครอบครัวเปนสวนใหญ ทําผลิตภัณฑท่ีใชความชํานาญทางฝมือแลวนําออกจําหนาย เชน
การประดิษฐดอกไม การทําอาหารหมักดอง การทําขนม เปนตน ประเทศท่ีเจริญกาวหนาทางดาน
อุตสาหกรรมได จะตอ งเปนประเทศทีม่ ีความเจรญิ ทางดานวิชาการสูง สามารถผลิตสินคาที่มคี ุณภาพดีออกไป
จําหนายแขงขันกับประเทศอ่ืน ๆ ได ในกรณีของประเทศไทยยังมีอุตสาหกรรมประเภทนี้อยูไมมากนัก
และอุตสาหกรรมท่มี ีอยแู ลวสว นใหญก็เปนอุตสาหกรรมขนาดเล็กลงทนุ ไมมาก

แนวโนม ในการพัฒนาเศรษฐกจิ ของไทย
ประเทศไทยไดเริม่ มกี ารวางแผนพัฒนาเศรษฐกจิ เปนครัง้ แรกเมอื่ พ.ศ. 2504 ปจ จบุ ันเนนการพัฒนา
คน โดยกําหนดยุทธศาสตรใ นการพฒั นาไว ดงั น้ี
1. ยุทธศาสตรก ารเพ่ิมศักยภาพของคนทุกกลุมเปา หมาย อายุและเพศ ใหคนมีทางเลอื กในชีวติ และ
เขา มามีสว นรว มในการพัฒนาประเทศอยา งยง่ั ยนื โดย

1.1 ปรับปรงุ กระบวนการเรยี นรูและฝก อบรมใหค ิดเปนทาํ เปน มีการเรยี นรูจ ากประสบการณและ
ของจริง ไดรับการศึกษาอยางตอเน่ืองหลากหลาย สนับสนุนใหเกิดความเชื่อมโยงองคความรูสากลเขากับ
ภูมิปญญาไทยท่ีมีวิวัฒนาการจากพ้ืนฐานสังคมการเกษตรภายใตบริบทของวัฒนธรรม คานิยมด้ังเดิมที่ไม

123

แปลกแยกจากธรรมชาติ สรางแนวการดํารงชีวิตที่ประชาชนรูเทาทันการพัฒนาและสามารถรักษาระดับ
การพฒั นาท่เี หมาะสมไดดว ยตนเองอยา งตอ เนอ่ื งและยืนนาน

1.2 สนับสนนุ ใหเ กดิ การกระจายอาํ นาจการศึกษาเพ่อื เปด โอกาสใหค รอบครวั ชุมชน และทองถิ่น
เขา มามบี ทบาท สามารถจัดการศกึ ษาไดพรอม ๆ ไปกับผอ นคลายกฎระเบียบขอบังคับตาง ๆ และใหส่ิงจูงใจ
เพิ่มเตมิ แกภาคเอกชนใหเ ขามามีบทบาทในการจัดการศกึ ษามากขึน้

1.3 ใหค วามสําคญั เปนลาํ ดบั สงู ในการปฏิรปู การฝกหัดครเู พอื่ ใหค รูเปน วชิ าชพี ทม่ี ีเกยี รติมศี กั ดศิ์ รี
สามารถดึงดูดคนเกงคนดีเขาเรียนวิชาครู รวมท้ังเรงรัดการพัฒนาครูประจําการและบุคลากรทางดาน
การศกึ ษาและปฏริ ปู การเรยี นการสอนในการผลติ ครอู ยา งจริงจงั

1.4 เสริมสรางศักยภาพของส่ือสารมวลชน เพื่อใหสนับสนุนการพัฒนาโดยเปนยุทธศาสตร
ทส่ี ามารถดาํ เนนิ การไดทันทอี ยางตอ เน่อื งไปพรอม ๆ กบั การเพม่ิ ทักษะของการเปนผูรับสารหรือผูบริโภคส่ือ
ทีม่ ีคณุ ภาพ โดยเนนบทบาทของส่อื มวลชนในการสงเสริมกระบวนการเรยี นรูและการสรางปญญาท้ังในระดับ
ทองถ่ินและในกระแสโลกาภิวตั น

1.5 สรา งบรรยากาศแวดลอ มทเ่ี อือ้ ตอการพฒั นาเดก็ และเยาวชน
1.6 สนับสนุนใหมีการพัฒนาจิตใจคนใหเปนคนดีมีวินัย คุณธรรม และจริยธรรม ตลอดจน
สง เสริมวัฒนธรรมไทย โดยเนน ศักดศ์ิ รแี ละศักยภาพของคนไทยในการสรางสรรคผลงานศิลปะ
1.7 ปรบั ปรุงระบบบรกิ ารสาธารณสุข ใหสามารถบริการประชาชนไดอยางมีประสิทธิภาพและ
บรรลุเปา หมายของการมสี ขุ ภาพดีถว นหนา โดยเนน การปองกนั โรคและสงเสรมิ สขุ ภาพ รวมท้ังใหม กี ารพฒั นา
ภมู ปิ ญญาทางดานการรักษาพยาบาลแบบพื้นบา น เชน แพทยแผนโบราณ สมุนไพร เปน ตน
2. ยทุ ธศาสตรก ารเสริมสรางการมีสวนรว มของคนในกระบวนการพัฒนา โดย
2.1 สงเสริมความเขมแข็งของสถาบันครอบครัว และชุมชนใหมีบทบาทและสวนรวมในการ
พฒั นาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิง่ แวดลอม และการเมืองการปกครอง โดยใหความสาํ คัญในการสรางความ
เขมแข็งและมคี วามตอ เนอื่ ง
2.2 สนับสนุนการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของผูดอยโอกาสในสังคมให
สามารถมรี ายไดและพึง่ ตนเองได เพื่อชวยลดชองวางระหวางรายได
2.3 สง เสรมิ บทบาทของสตรีใหเปนพลังในการพฒั นา และเปน ผมู ีสวนรว มในการตดั สินใจใน
ทกุ ระดบั ทั้งน้ี เพอ่ื บูรณาการและสรา งความสมดุลของการพัฒนา
2.4 เรงรดั การพฒั นาชนบทและกระจายความเจริญไปสภู ูมิภาค โดยเนนใหมโี ครงสรา งขนั้ พื้นฐาน
ท้ังทางเศรษฐกจิ และสังคมเพอื่ กระตนุ ใหเ กดิ การพัฒนาชนบททีย่ ่ังยืน
2.5 เพิม่ บทบาทของประชาชนในการเรยี นรูการพิทกั ษทรพั ยากรธรรมชาติ และจัดการส่ิงแวดลอม
ควบคูไ ปกับการเตรยี มคนและชมุ ชนเพ่อื รองรับผลกระทบของการพฒั นาจากภาคนอกชนบท
2.6 พัฒนาและปรบั ปรงุ ระบบประกันสังคมใหส ามารถเขา ถึงกลุมเปาหมายตาง ๆ ใหกวางขวาง
ยิง่ ขึ้น

124

2.7 พฒั นาระบบการเมอื งใหม ีอุดมการณประชาธิปไตยอยางเปนวิถีชีวิต ใหมีคานิยม วัฒนธรรม
กติกา และวิธีการบริหารจัดการท่ีดี มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสังคมไทยเพ่ือสนับสนุนการพัฒนา
ดานเศรษฐกิจและสังคมใหย ่งั ยืน

สรุป ในปจ จบุ นั นี้ ระบบเศรษฐกิจของประเทศ จะมที ้ังภาครฐั และเอกชนตางมีสวนเปนเจาของ
ทรพั ยากรและปจ จัยการผลิตตาง ๆ โดยเอกชนใชก ําไรเปน สงิ่ จงู ใจเขามาทาํ การผลิตและอาศัยกลไกราคาในการ
จัดทรัพยากร และมีบางกิจกรรมท่ีควบคุมโดยรัฐ ทั้งนี้เพ่ือแกไขปญหาพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจและคุมครอง
ผลประโยชนข องสังคมโดยรวม นอกจากน้รี ัฐจะเขา มามบี ทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกจิ เทาทจ่ี ําเปน ไดแก

1) ดาํ เนนิ การเกย่ี วกับการปองกนั ประเทศ เชน ดานการทหาร ตาํ รวจและศาล เปนตน
2) ดําเนินการดานเศรษฐกจิ พ้นื ฐาน เชน สรา งสะพาน ถนน เขื่อน เปนตน
3) ควบคมุ และดําเนนิ การดา นการศึกษาและสาธารณสุข
4) ดาํ เนนิ กจิ การดานสาธารณปู โภค เชน การรถไฟ การประปา สอื่ สารไปรษณยี  เปนตน
5) ดาํ เนนิ การเพ่อื พฒั นาเศรษฐกจิ เพ่อื กระจายรายไดแ ละทรัพยากรจากชุมชนเมืองไปยังชนบท
โดยกําหนดเปนนโยบายสําคัญ ๆ เชน การกระตุนเศรษฐกิจ ไดแก กองทุนหมูบาน SME วิสาหกิจชุมชน
โครงการพฒั นาการศกึ ษา โครงการพฒั นาแหลง นํ้า และการสรา งงานในรปู แบบตา ง ๆ โดยรฐั บาลไดกาํ หนดเปน
นโยบายไวใ นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ ฉบับท่ี 8 - 9 เปนตน
หลักการ และวธิ กี ารเลอื กใชทรัพยากรเพื่อการผลติ
ในการผลติ เพ่อื สนองตอความตอ งการของมนษุ ย ผผู ลติ ตอ งคํานงึ ถงึ สง่ิ ตอ ไปน้ี
ปจจัยการผลิต ปจจัยการผลิต หมายถึง ทรัพยากรที่ใชเพื่อการผลิตเปนสินคาและบริการ
ในความหมายทางเศรษฐศาสตรแบง ปจ จยั การผลิตเปน 4 ประเภท ดงั นี้
1. ทด่ี ิน หมายรวมถงึ ที่ดนิ และทรัพยากรธรรมชาติทัง้ หมด เชน ปาไม สัตว นํ้า แรธาตุ ปริมาณ
นาํ้ ฝน เปนตน สิ่งเหลานีจ้ ะมีอยูต ามธรรมชาติ มนุษยส รางข้ึนเองไมได แตส ามารถพฒั นาปรบั ปรงุ คุณภาพของ
ทรัพยากรธรรมชาติไดบาง เชน การปรับปรุงที่ดินใหอุดมสมบูรณข้ึน เปนตน ผลตอบแทนจากการใชท่ีดิน
เราเรียกวา คาเชา
2. แรงงาน หมายถงึ แรงกาย แรงใจ ความรู สตปิ ญ ญา และความคดิ ที่มนษุ ยท มุ เทใหแ กก ารผลติ
สินคาและบริการ แตใ นท่ีน้ีแรงงานสัตวจะไมถือเปนปจจัยการผลิตประเภทแรงงาน แตถือเปนทุน ประเภท
มีชวี ิต ผลตอบแทนของแรงงานเรยี กวา คาจางและเงนิ เดอื น โดยท่ัวไปแลวแรงงานแบงเปน 3 ประเภทคอื
- แรงงานฝม อื เชน นกั วชิ าการ แพทย นกั วชิ าชีพตา งๆ เปน ตน
- แรงงานกงึ่ ฝม ือ เชน ชางไม ชางเทคนคิ พนักงานเสมียน เปน ตน
- แรงงานไรฝมอื เชน กรรมกรใชแรง นกั การภารโรง ยาม เปนตน
3. ทุน ในความหมายทางเศรษฐศาสตร หมายถึง สิ่งกอสราง และเคร่ืองจักร เคร่ืองมือที่ใชใน
การผลติ นอกจากน้ที ุนยังแบง ออกเปน 2 ประเภท คือ
3.1 เงินทุน หมายถึง ปริมาณเงินตราท่ีเจาของเงินนําไปซื้อวัตถุดิบ จายคาจาง คาเชา และ
ดอกเบ้ยี

125

3.2 สินคา ประเภททนุ หมายถงึ สิ่งกอสราง รวมถึงเคร่ืองมอื เครื่องจักร ที่ใชในการผลิต เปนตน
ผลตอบแทนจากเงินทนุ คอื ดอกเบี้ย

4. ผูประกอบการ หมายถึง บุคคลท่ีสามารถนําปจจัยการผลิตตาง ๆ มาดําเนินการผลิตใหมี
ประสทิ ธภิ าพทสี่ ดุ โดยอาศยั หลกั การบรหิ ารทดี่ ี การตดั สินใจจากขอมลู หรอื จากเกณฑมาตรฐานอยางรอบคอบ
รวมถงึ ความรับผิดชอบ ผลตอบแทน คอื กําไร

เร่ืองที่ 3 คณุ ธรรมในการผลิตและการบรโิ ภค

การบริโภค หมายถึง การแลกเปลี่ยนสินคาและการบริการโดยใชเงินเปนสื่อกลาง เพ่ือตอบสนอง
ความตอ งการบรโิ ภคของบคุ คล เชน การใชเงนิ ซอ้ื อาหาร การใชเงินซื้อท่ีอยูอาศัย การใชเงินซ้ือเครื่องนุงหม
การใชเ งินซื้อยารกั ษาโรค การใชเ งินซ้อื ความสะดวกสบายเพอ่ื การพักผอ นหยอนใจ เปน ตน

การผลิต หมายถึง การสรางสนิ คา และบรกิ ารเพอื่ ตอบสนองการบรโิ ภคของบคุ คล
คณุ ธรรม เปน คณุ งามความดีทจี่ ะตอ งเสรมิ สรางใหเ กิดท้ังในผูผ ลิตและผบู ริโภค
ในแงผูผ ลติ ตองมคี วามซอื่ สตั ยในการไมป ลอมปนสารมพี ิษหรือสารทมี่ ีประโยชน เขามาในกระบวนการ
ผลติ หรอื หากจาํ เปน ตองใชก ต็ องใชใ นปรมิ าณทปี่ ลอดภัยและไมเอาเปรียบผูบ รโิ ภค รวมทงั้ ควรแจงใหผบู รโิ ภค
ทราบ เพ่อื ใหอยูใ นวจิ ารณญาณของผูบริโภคท่จี ะเลอื กใช ขณะเดียวกันก็ตองไมปลอ ยสารพษิ หรอื ส่ิงท่กี อใหเกิด
มลภาวะตอ สิ่งแวดลอมซ่งึ จะมผี ลกระทบตอคนอืน่
คณุ ธรรมของผผู ลิตทส่ี าํ คัญมีดงั น้ี
1. ความขยัน เปนความพยายาม มุมานะทจี่ ะประกอบการในการผลิตและบรกิ ารใหป ระสบผลสําเร็จ
อยา งไมยอทอ ตอ ปญ หาและอปุ สรรค
2. ความซ่อื สตั ย โดยเฉพาะซ่ือสัตยต อผบู ริโภค เชน ไมค ากาํ ไรเกนิ ควร ไมโฆษณาสินคา เกนิ ความเปน
จริง ไมป ลอมปนสินคา ไมผลิตสินคาทีไ่ มไ ดคณุ ภาพ หรอื สนิ คาที่ผดิ กฎหมาย ฯลฯ
3. ความรับผิดชอบ ในการผลิตสินคาและบรกิ ารเพื่อสนองตอความตองการของผบู รโิ ภค และไมสง ผล
กระทบตอ สงั คมและสิ่งแวดลอ ม รับผดิ ชอบตอความเสียหายอนั เกิดจากการผลิตและบรกิ าร
4. พัฒนาคุณภาพสินคา เนนใหสนิ คาและบรกิ ารเปน ทพี่ งึ พอใจของผบู รโิ ภค
5. ดูแลสังคม คือ แบง สว นกาํ ไรทไี่ ดร บั คนื สูสงั คม เชน ทาํ กจิ กรรมเพ่ือสว นรวม เชน ส่ิงที่เปนสาธารณะ
ประโยชน การใหความรูทถ่ี กู ตอ ง ชวยเหลอื ผดู อยโอกาสในรปู แบบตา ง ๆ ฯลฯ
ในแงผูบริโภค ก็ตองใชสติปญญาในการพิจารณาวาควรเช่ือคําโฆษณาของสินคาหรือไม และจะใช
อยา งไรใหค มุ คา และไมท ิง้ ของเหลือใชใหเ ปน มลภาวะตอส่ิงแวดลอ ม ใหค วามรว มมอื ในการกําจดั ขยะอยา งถูกวธิ ี
เพือ่ สุขภาวะของทกุ คนในครอบครัวและในชุมชน
คุณธรรมของผูบริโภค ในการเลอื กสินคา และบริการผบู ริโภคควรคํานึงถึงความจําเปนหรือประโยชน
ตอการดาํ รงชีวิต คณุ ธรรมท่ีสําคัญ มีดงั นี้
1. ใชตามความจาํ เปน ในการบริโภคสินคาหรือบริการใหสอคคลองกับวิถีการดําเนินชีวิตไมกักตุน
สนิ คา

126

2. พิจารณาประโยชนท่จี ะไดรับจากการซอื้ สนิ คา และบริการ
3. ประหยัด ซึ่งควรพิจารณาถึงคุณภาพ ราคาสินคา การบริการที่มีคุณภาพ ยุติธรรมเหมาะสมกับ
คา บรกิ าร
4. มีคานยิ มในการบริโภคสนิ คา ผลิตภณั ฑไทย
ในปจจุบันหนวยธุรกิจตาง ๆ มีการโฆษณา ประชาสัมพันธ ขายสินคาและบริการมากข้ึน ซึ่งเม่ือ
บางครั้งมีการโฆษณาชวนเช่ือเกนิ จริง ทาํ ใหผ บู ริโภคไมท ราบความจริงเกย่ี วกับคุณภาพของสินคา ดังน้ันในการ
ซื้อสนิ คาและบรกิ ารใด ๆ ผบู ริโภคจงึ ควรพจิ ารณาถึงคณุ ภาพ ความจําเปนของสนิ คา และบรกิ ารเพอ่ื ประโยชน
ของผูบริโภค

ปจ จัยท่ีมอี ทิ ธพิ ลตอการบรโิ ภค
1. ราคาของสนิ คา ผบู ริโภคโดยทวั่ ไปจะซ้ือสนิ คา บรกิ ารทเี่ ปน ไปตามความตอ งการ ความจาํ เปน ตอการ
ดาํ รงชวี ิต และมีราคาที่ไมแ พงเกินไปแตม คี ณุ ภาพดี
2. รสนิยมของผบู ริโภค ผบู ริโภคมรี สนยิ มท่ีแตกตา งกัน บางคนมีรสนิยมท่ีชอบสินคาและบริการท่ีมา
จากตางประเทศ ผูบริโภคบางคนมีรสนิยมของความเปนไทย ก็มักจะซ้ือสินคาและบริการที่ผลิตข้ึน
ภายในประเทศเทานน้ั
3. รายไดข องผบู ริโภค รายไดของผูบรโิ ภค เปนปจ จยั ที่มอี ทิ ธิพลตอการบรโิ ภค ถา ผูบรโิ ภคมรี ายไดน อ ย
มักตองการสินคาและบริการที่ราคาถูก เพ่ือใหสามารถดํารงชีวิตอยูไดไมขัดสน ถาผูบริโภคมีรายไดสูงมัก
ตอ งการสนิ คาและบรกิ ารท่ีมคี ุณภาพดี แมจะราคาสงู ก็ตาม
4. ระบบซอื้ ขายเงินผอ น เปน ระบบซื้อขายทีช่ ว ยใหผูมรี ายไดนอ ยมีโอกาสไดบ ริโภคสินคา ที่มรี าคาแพงได
5. การโฆษณา การโฆษณาเปน การทําตลาด ทาํ ใหผบู รโิ ภครจู ักสนิ คา และบริการ สินคา และบริการทีม่ ี
การทุมทนุ โฆษณามากๆ มีสวนทาํ ใหผ บู ริโภคหนั ไปซือ้ สนิ คา และบริการนัน้ มากขนึ้
6. การคาดคะเนราคาภายหนา ถาผูบริโภคมีการคาดวาสินคาใดมีผลผลิตนอยและราคาจะแพงข้ึน
ผบู รโิ ภคก็จะมกี ารซ้อื สนิ คาน้ันกนั มาก
7. ฤดกู าล เชน ฤดรู อ น ผบู ริโภคจะหาซ้ือเสอ้ื ผา ทส่ี วมใสส บายไมร อ น ฤดฝู น ผบู รโิ ภคจะหาซอื้ เสือ้ ผา
และเครือ่ งปอ งกนั ฝนกนั มาก เปน ตน

127

เรอ่ื งที่ 4 กฎหมายและขอ มูลการคุมครองผบู ริโภค

หนวยงานที่คมุ ครองผูบ รโิ ภค

กองคุมครองผูบรโิ ภคดา นโฆษณา 0-2629-7037-9 , 0-2629-7041-3

กองคมุ ครองผูบ ริโภคดา นฉลาก 0-2629-7048-50 , 0-2629-7052-5

กองคมุ ครองผบู ริโภคดานสัญญา 0-2629-7061-3 , 0-2629-7065-8

กองเผยแพรและประชาสัมพนั ธ 0-2629-8250-2 , 0-2629-8254-6

กองนติ กิ าร 0-2629-8259-60 , 0-2629-8262-4

สาํ นกั งานเลขานุการกรม 0-2629-8243 , 0-2629-8245-8

การพทิ ักษส ิทธิ์ผูบริโภค

รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2540 เปนรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ใหความสําคัญของ

การคุม ครองผูบรโิ ภค โดยบญั ญัตถิ ึงสทิ ธขิ องผูบริโภคไวในมาตรา 57 วา “สทิ ธขิ องบุคคลซึ่งเปนผูบริโภคยอม

ไดรับความคุมครอง ทั้งนี้ตามทีก่ ฎหมายบัญญตั ”ิ

พระราชบัญญัติคุมครองผูบริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งแกไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติคุมครอง

ผูบริโภค (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2541 ไดบ ัญญัติสิทธิของผบู รโิ ภคทีจ่ ะไดร บั ความคุมครองตามกฎหมาย 5 ประการ

ดังน้ี

1.สิทธิท่จี ะไดร ับขา วสารรวมท้งั คําพรรณนาคุณภาพที่ถูกตองและเพยี งพอเกยี่ วกบั สนิ คาหรือ

บริการ ไดแ ก สิทธทิ ี่จะไดรบั การโฆษณาหรอื การแสดงฉลากตามความเปนจริงและปราศจากพษิ ภยั แกผูบริโภค

รวมตลอดถึงสิทธิท่ีจะไดรับทราบขอมูลเกี่ยวกับสินคาหรือบริการอยางถูกตองและเพียงพอท่ีจะไมหลงผิด

ในการซ้อื สินคา หรือรับบรกิ ารโดยไมเปนธรรม

2.สทิ ธทิ จ่ี ะมอี ิสระในการเลือกหาสินคาหรือบริการ ไดแก สิทธทิ ี่จะเลอื กซ้อื สนิ คาหรือรบั บริการ

โดยความสมัครใจของผบู รโิ ภค และปราศจากการชกั จูงใจอนั ไมเปนธรรม

3.สทิ ธิทจ่ี ะไดร บั ความปลอดภยั จากการใชสินคาหรือบริการ ไดแก สิทธิท่ีจะไดรับสินคาหรือบริการ

ที่ปลอดภัย มีสภาพและคุณภาพไดมาตรฐานเหมาะสมแกการใช ไมกอใหเกิดอันตรายตอชีวิต รางกายหรือ

ทรพั ยส นิ ในกรณใี ชตามคาํ แนะนําหรอื ระมัดระวังตามสภาพของสนิ คาหรอื บริการน้นั แลว

4.สทิ ธทิ จ่ี ะไดรบั ความเปนธรรมในการทําสัญญา ไดแก สิทธิที่จะไดรับขอสัญญาโดยไมถูกเอารัดเอา

เปรยี บจากผปู ระกอบธรุ กจิ

5.สิทธทิ ี่จะไดรบั การพจิ ารณาและชดเชยความเสียหาย ไดแก สิทธิท่ีจะไดรับการคุมครองและชดใช

คาเสยี หาย เมอ่ื มกี ารละเมิดสทิ ธขิ องผูบรโิ ภคตามขอ 1, 2, 3 และ 4 ดงั กลา ว

ขอควรปฏบิ ัตสิ าํ หรบั ผูบ รโิ ภคในการซอ้ื สนิ คาหรอื บรกิ าร

ขอ ควรปฏบิ ัตหิ ลังจากซื้อสินคาหรือบริการ ผบู รโิ ภคมีหนาท่ีในการใชความระมัดระวัง ตามสมควร

ในการซ้อื สนิ คาหรอื บรกิ าร ไดแก การใหความสาํ คัญกบั ฉลากของสนิ คาและการโฆษณาสนิ คา หรือบริการ

1. ผูบริโภคตองตรวจดูฉลากของสินคา เพ่ือเปนขอมูลในการเปรียบเทียบสินคาแตละย่ีหอ

กอ นตดั สินใจเลือกสนิ คา ฉลากของสินคา ท่ีควบคมุ จะตอ งระบขุ อ ความดังตอ ไปน้ี

128

ช่ือประเภท หรือชนิดของสินคาทีแ่ สดงใหเขา ใจ ไดวาสนิ คานนั้ คอื อะไร ในกรณีทเ่ี ปน สนิ คาสง่ั หรอื
นาํ เขามาในราชอาณาจกั รเพอื่ ขายใหร ะบชุ ื่อประเทศที่ผลติ ดว ย

ชอื่ หรอื เครอ่ื งหมายการคา ท่ีจดทะเบยี นในประเทศไทย ของผูผ ลติ เพื่อขายในประเทศไทย
ชื่อหรือเครื่องหมายการคา ที่จดทะเบยี นในประเทศไทย ของผูส ั่งหรอื นาํ เขา มาในราชอาณาจักร
เพ่อื ขาย
สถานที่ตงั้ ของผูผ ลิตเพอ่ื ขาย หรือของผูสัง่ หรอื ผนู าํ เขา มาในราชอาณาจกั รเพื่อขายแลว แตก รณี
ตองแสดงขนาดหรือมิติ หรอื ปริมาณ หรอื ปริมาตร หรือน้ําหนักของสินคาแลวแตกรณี สําหรับ
หนวยทใ่ี ชจ ะใชชอื่ เต็มหรือช่อื ยอหรอื สัญลักษณแทนกไ็ ด
ตอ งแสดงวิธใี ช เพื่อใหผ ูบริโภคเขาใจวา สินคา นน้ั ใชเพอื่ สง่ิ ใด
ขอ แนะนาํ ในการใชหรอื หามใช เพื่อความถูกตอ งในการใหป ระโยชนแ กผ ูบรโิ ภค
วนั เดือน ป ทีผ่ ลติ หรือวัน เดอื น ป ทีห่ มดอายกุ ารใช หรือ วนั เดอื น ป ทค่ี วรใชกอน วัน เดือน
ป ที่ระบุนั้น เพอ่ื ใหเ ขา ใจในประโยชนของคุณภาพหรอื คุณสมบตั ขิ องสนิ คาน้ัน (ถา มี)
ราคาโดยระบุหนวยเปน บาท และจะระบุเปนเงนิ สกลุ อนื่ กไ็ ด

2. สอบถามขอเทจ็ จริงเกยี่ วกบั คุณภาพของสินคา จากผูขาย หรอื ผูท่ีเคยใชส นิ คา นน้ั แลว
3. ศึกษาเง่ือนไข หรือขอจํากัดของสินคา เชน วัน เดือน ป ท่ีผลิตหรือหมดอายุ วิธีการใชการเก็บ
รักษา คําเตือนหรือขอควรระวังของสินคาใหเขาใจอยางถองแท เพื่อผูบริโภคสามารถใชสินคาไดอยางเต็ม
ประสิทธิภาพและประหยดั
4. รองขอใหหนวยงานท่ีเก่ียวของตรวจสอบคุณภาพ และปริมาณของสินคาวาเปนจริงตามท่ีระบุไวท่ี
ฉลากของสนิ คาหรอื ไม เพอ่ื ใหไดสินคาทีม่ ีคณุ ภาพและเปน ธรรมแกผ บู ริโภค
5. ผูบริโภคอยาดว นหลงเชื่อคาํ โฆษณาของสนิ คา หรือบรกิ ารตองศึกษาเงื่อนไข รายละเอียดอ่ืนๆ ของ
ตัวสินคา หรอื บรกิ ารที่อาจไมไดระบุไวในการโฆษณา เน่ืองจากการโฆษณาสินคาหรือบริการของผูประกอบ
ธุรกิจสวนใหญจะเสนอแตขอดีและเง่ือนไขท่ีเปนประโยชนตอผูบริโภค สวนขอเสียมักจะไมกลาวถึงในการ

129

โฆษณา จึงจําเปนท่ผี บู ริโภคตอ งศกึ ษาหาความรเู พ่ิมเตมิ จากการสอบถามผูข ายหรือบริษทั ผูผลิตตลอดจนผูมี
ความรู ผเู คยมปี ระสบการณในการใชสินคา นัน้ ๆ มาแลว

ขอ ความโฆษณาตอไปน้ี ถอื วา เปน ขอความทีไ่ มเ ปนธรรมตอผบู รโิ ภค หรอื เปน ขอ ความท่อี าจกอใหเ กดิ
ผลเสียหายตอ สังคมเปนสวนรวม

ขอความท่ีเปนเท็จหรือเกนิ ความจรงิ
ขอ ความทก่ี อ ใหเกดิ ความเขา ใจผดิ ในสาระสาํ คัญเกีย่ วกบั สินคาหรือบรกิ าร ไมวาจะเปน การกระทํา
โดยใชหรืออา งอิงรายงานทางวชิ าการ สถติ ิหรอื สิ่งใดส่ิงหนง่ึ อนั เปน ความจริง หรอื เกินความจรงิ หรอื ไมก็ตาม
ขอความทีเ่ ปน การสนับสนุนโดยตรงหรอื โดยออ มใหมกี ารกระทําผิดกฎหมายหรอื ศีลธรรม หรอื นําไปสู
ความเส่อื มเสียในวฒั นธรรมของชาติ
ขอความท่ีจะทาํ ใหเ กดิ ความแตกแยกหรอื เสือ่ มเสียความสามคั คใี นหมูประชาชน
ขอ ความอยางอ่ืนตามทก่ี าํ หนดในกระทรวงที่ผปู ระกอบธรุ กจิ ตอ งระบุขอ ความใหครบถวน หากฝาฝนมี
โทษตามกฎหมาย
ขอ ควรปฏบิ ตั ิหลงั จากซอ้ื สนิ คา หรือบรกิ าร
ผูบริโภคมีหนาท่ีในการเก็บรักษาพยานหลักฐานตางๆ ที่แสดงถึง การละเมิดสิทธิของผูบริโภคไว
เพื่อการเรียกรองตามสิทธิของตน พยานหลักฐานดังกลาว อาจเปนสินคาท่ีแสดงใหเห็นวามีปริมาณ หรือ
คณุ ภาพไมเ ปนไปตามมาตรฐานทร่ี ะบไุ วในฉลาก มคี วามสกปรก หรอื มพี ิษทกี่ อ ใหเ กดิ อันตราย ควรจําสถานท่ี
ซอื้ สนิ คา หรอื บริการน้นั ไว เพ่อื ประกอบการรอ งเรียนและตองเกบ็ เอกสารโฆษณาและใบเสร็จรับเงนิ เอาไวดวย
เม่อื มกี ารละเมิดสิทธิของผูบริโภคข้ึน ผูบริโภคมีหนาที่ในการดําเนินการรองเรียน ตามสิทธิของตน
โดยรองเรียนไปยังหนวยงานท่ีเก่ียวของกับการกํากับดูแลสินคาหรือบริการนั้นหรือรองเรียนมาท่ีสํานักงาน
คณะกรรมการคมุ ครองผบู รโิ ภค ตา งจังหวัดรอ งเรยี นทค่ี ณะอนกุ รรมการการคมุ ครองผบู ริโภคประจําจงั หวดั
การเตรยี มตวั เพื่อรอ งทุกขส ําหรับผบู ริโภค
พระราชบญั ญัตคิ มุ ครองผูบริโภค พ.ศ. 2522 ซึง่ แกไ ขเพ่ิมเติม โดยพระราชบัญญัติคุมครองผูบริโภค
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ไดบ ัญญตั ิสทิ ธิของผูบรโิ ภคทจ่ี ะไดรับการคุมครอง 5 ประการ ไดแ ก

สิทธิทจ่ี ะไดรบั ขาวสารรวมท้ังคาํ พรรณนาคณุ ภาพที่ถกู ตอ งและเพยี งพอเก่ียวกบั สนิ คาหรือบริการ
สทิ ธทิ ่จี ะมีอสิ ระในการเลอื กหาสนิ คา หรอื บริการ
สทิ ธิที่จะไดร ับความปลอดภยั จากการใชส ินคาหรอื บรกิ าร
สิทธิทีจ่ ะไดร บั ความเปนธรรมในการทาํ สญั ญา
สิทธทิ ี่จะไดรับการพจิ ารณาและชดเชยความเสียหาย
ดงั นน้ั การรองทุกขเม่อื ไมไดรบั ความเปนธรรมจากการซอ้ื สินคา หรอื บรกิ าร ถอื เปนเรื่อง ที่ชอบธรรม
ท่ีผูบริโภคควรกระทํา เพื่อใหผูประกอบธุรกิจชดใชความเสียหายและเพื่อเปนการลงโทษหรือปรามมิให
ผปู ระกอบธรุ กจิ เอารัดเอาเปรยี บผูบริโภค
การเตรียมตัวของผูบริโภค เพ่ือจะมารองทุกขเปนข้ันตอนท่ีมีความสําคัญ หากเอกสาร หลักฐาน
ทีผ่ บู ริโภคนํามาไมครบถวน จะทําใหผูบรโิ ภคเสียเวลาในการยนื่ เรือ่ ง

130

การเตรยี มเอกสาร หลักฐานของผูรองเรยี น
ผรู อ งเรยี นจะตอ งเตรยี มเอกสาร หลักฐานใหพ รอม เพ่อื จะนาํ มาใชประกอบกับการบันทึกคํารองเรยี น
ใหผูบริโภคย่ืนเรื่องรองเรียนที่สํานักงานคณะกรรมการคุมครองผูบริโภค (กรุงเทพมหานคร) หรือ
คณะอนุกรรมการการคุมครองผูบ รโิ ภคประจาํ จังหวัด ในจังหวัดที่ทานอาศยั อยู โดยมีข้นั ตอน ดงั น้ี

1. ผูรองเรียนกรอกรายละเอียดในแบบบันทึกคํารองเรียนพรอมแนบเอกสาร (เอกสารลงชื่อ
รบั รองสาํ เนาทกุ ฉบบั ) มอบใหเ จาหนา ที่

2. ผูรอ งเรยี นกรอกรายละเอยี ดในแบบหนังสอื มอบอาํ นาจ (มอบอาํ นาจให สคบ.ดาํ เนนิ การแทน
ผูร อง)

3. กรณีผูบริโภคไมสามารถรองเรียนดวยตนเองได ผูมารองเรียนแทนจะตองมีหนังสือรับรอง
มอบอํานาจจากผูบริโภค (พรอมติดอากรแสตมป จํานวน 30 บาท) นํามาย่ืนตอเจาหนาที่ดวย หากมีขอสงสัย
ประการใดโปรดสอบถามเจาหนา ทเี่ พ่ิมเตมิ หรือโทรศพั ทตดิ ตอหนวยงานท่ีใหก ารคมุ ครองผบู ริโภค

เร่อื งที่ 5 ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศตาง ๆ ในเอเชยี

ความสาํ คญั ของกลุมทางเศรษฐกิจในเอเชยี
การรวมกลุมทางเศรษฐกจิ ในภูมิภาคตา ง ๆ
หลักการการรวมกลุมทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธของการคาระหวางประเทศมีวิวัฒนาการ
เปล่ียนแปลงไปจากการคาในอดีต ท้ังในรูปแบบทางการคา ขอบขายกิจกรรมทางการคา ประเทศคูคาและ
เทคโนโลยีสารสนเทศทอ่ี ํานวยความสะดวกทางการคา การเจรจาทางการคา เปนเร่อื งสําคัญ และเปาหมายหลัก
ของผเู จรจาทางการคาทม่ี าจากภาครัฐ คือ เพือ่ สิทธิประโยชนท างการคาของชาตติ นเอง เน่ืองจากการแขงขัน
ทางการคา ประเทศตา ง ๆ จึงมนี โยบายและมาตรการทีใ่ ชบ ดิ เบอื นทางการคา ซ่ึงทาํ ใหก ารคา ระหวา งประเทศ
ขาดความเปนธรรมและขาดความเปนเสรี การเจรจาทางการคานั้น มุงหวังวาจะเปนการแลกเปล่ียนหรือ
ลดหยอนสทิ ธพิ เิ ศษทางการคา จัดทําขอตกลงทางการคา ความรวมมือและพัฒนารปู แบบการคา และเพ่ือแกไข
ขอ พพิ าททางการคาระหวางประเทศ รูปแบบการเจรจาตอ รองทางการคานนั้ สามารถแบง ไดตามระดบั ของการ
เจรจา คือทวิภาคี (Bilateral) ซ่งึ เปน ความสมั พันธร ะหวา งประเทศตอประเทศการเจรจามากฝา ย (Plurilateral)
อาทเิ ชน การเจรจา 3 ฝา ย หรือการเจรจา 4 ฝา ย การเจรจาหลายฝา ยหรอื พหุภาคี (Multilateral) ซง่ึ เปน การ
เจรจาทม่ี ปี ระเทศเขา รว มและใชเ วลายาวนานกวาจะไดข อสรุป การเจรจาตอ รองทางการคาเหลา นี้นาํ ไปสูระดบั
ความสมั พันธท างการคา ระหวางประเทศในรูปแบบตาง ๆ ปจจุบันระดับความสัมพันธในระดับกลุมประเทศ
ในภูมภิ าคใกลเคียงกนั และมขี อตกลง ตอ กัน (Regional Trade Arrangements) เปนกลุมเศรษฐกิจและเปน
เร่ืองสาํ คัญตอการพัฒนาท่นี ําไปสกู ารคา เสรขี องโลก
รปู แบบของการรวมกลุมทางเศรษฐกจิ
การรวมกลุมทางเศรษฐกจิ มีไดห ลายรูปแบบและมีววิ ฒั นาการแตกตางกนั โดยแตล ะรปู แบบจะมี
ความเขมขนของความสมั พนั ธซ ึง่ กันและกันแตกตางกันไป เชน

131

1. ขอตกลงการใหสิทธิพิเศษทางศุลกากร (Preferential Tariff Agreement) เปนขอตกลง
เพือ่ ลดภาษีใหแกก ันและกนั โดยอัตราภาษีที่เรยี กเกบ็ จะนอยกวา อตั ราภาษที เ่ี รยี กเกบ็ จากประเทศท่ีสาม เชน
การรวมตัวกันของกลมุ LAIA (Latin American Integration Association) , ASEAN และ Trade Expansion
and Cooperation Agreement เปน ตน

2. สหภาพศุลกากรบางสวน (Partial Customs Union) การรวมตัวทางเศรษฐกิจในรูปแบบนี้
ประเทศทที่ ําขอตกลงกันยงั คงอัตราภาษไี วในระดบั เดมิ แตมกี ารกาํ หนดอัตราภาษีศุลกากรในการคากับประเทศ
ภายนอกกลมุ รวมกัน

3. เขตการคาเสรี (Free Trade Areas) ในเขตการคาเสรี การซ้ือขายสินคาและบริการระหวาง
ประเทศภาคี สามารถทาํ ไดอ ยา งเสรปี ราศจากขอ กดี กนั ทางการคา ท้งั มาตรการทางภาษแี ละมาตรการกีดกัน
ทางการคาที่มิใชภาษี ในขณะเดียวกันแตละประเทศสมาชิกยังคงสามารถดําเนินนโยบายกีดกันทางการคา
กับประเทศนอกกลุม ไดอยา งอสิ ระ เชน การรวมตัวกันของกลุม EFTA , NAFTA และ CER เปน ตน

4. สหภาพศลุ กากร (Customs Union) เปน รูปแบบของการรวมกลมุ ทางเศรษฐกจิ ทีม่ รี ะดบั ความ
เขมขนสูงข้นึ มาอกี ระดบั หนึ่ง โดยการรวมกลุม ในลกั ษณะน้ี นอกจากจะขจัดขอกีดกันทางการคาออกไปแลว
ยังมีการกาํ หนดพิกดั อตั ราภาษศี ลุ กากรในการคา กบั ประเทศภายนอกกลมุ รวมกนั และใหม อี ัตราเดียวกนั ดวย

5. ตลาดรวม (Common Market) รูปแบบของการรวมกลุมประเภทน้ี นอกจากจะมีลักษณะ
เหมือนกับสหภาพศุลกากรแลว การเคลอ่ื นยายปจ จัยการผลิต (แรงงาน ทนุ และเทคโนโลยี) สามารถทําไดอ ยาง
เสรี เชน การรวมตวั กนั ของกลมุ EU กอนป 1992

6. สหภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Union) นอกจากจะมกี ารคา เสรี การเคลือ่ นยายปจ จัยการ
ผลติ อยางเสรี และนโยบายการคา รว มแลว ยงั มีการประสานความรวมมือกันในการดําเนนิ นโยบายทางเศรษฐกิจ
ท้งั นโยบายการเงิน และการคลังอีกดว ย เชน การรวมตวั ของกลุม EU ในปจจุบัน

7. สหภาพทางเศรษฐกิจแบบสมบรู ณ (Total Economic Union) เปนการรวมตวั ทางเศรษฐกิจ
ทม่ี คี วามเขม ขน มากที่สดุ จะมีการจัดตัง้ รฐั บาลเหนือชาติ และมนี โยบายทางเศรษฐกิจเดียวกัน

การมีขอ ตกลงทางการคาเสรแี ละบทบาทของ WTO
แกตตหรือองคการการคาโลก (WTO) ในปจจุบันมีวัตถุประสงคที่สําคัญประการหนึ่งคือ ตองการให
การคา โลกดาํ เนนิ ไปอยา งเสรี บนพน้ื ฐานของความเทาเทียมกัน คือ ไมมกี ารเลอื กปฏิบัติระหวางประเทศภาคี
สมาชกิ
การจดั ตง้ั กลมุ เศรษฐกิจในระดบั ภมู ิภาคไมวาจะอยใู นรปู ทวิภาคหี รอื พหุภาคีความเปนเสรีทางการคา
มากข้นึ ระหวางประเทศในกลุม แตไ มอาจหลีกเลยี่ งการกดี กันทางการคา ตอ ประเทศนอกกลุมไปได เมื่อพิจารณา
จากบทบญั ญตั ิของ WTO จะเห็นไดว า การรวมกลมุ หรือการทาํ ความตกลงทางการคาระดบั ภูมภิ าคเชนนเี้ ปน สงิ่
ที่ดําเนินการได ถือวาเปน “ขอยกเวน” อยางหน่ึงของ WTO ท่ีประเทศภาคีสมาชิกสามารถเลือกปฏิบัติได
ระหวางประเทศในกลุมกับประเทศนอกกลุม แตจะตองดําเนินการใหสอดคลองกับเงื่อนไขที่กําหนดไวใน
บทบัญญตั ิมฉิ ะนั้นอาจจะขัดกับพนั ธกรณภี ายใต WTO ได

132

การจัดตัง้ กลุม เศรษฐกิจตามมาตรา 24 นัน้ มีอยู 3 รูปแบบ คือ
1. สหภาพศลุ กากร
2. เขตการคา เสรี
3. ขอ ตกลงชว่ั คราวกอนทจ่ี ะจัดต้ังสหภาพศลุ กากรหรือเขตการคาเสรี

เหตผุ ลของการรวมกลมุ ทางเศรษฐกิจ
ประเทศเล็กท่กี ําลังพัฒนากอตัวเปนกลุมเศรษฐกิจมากข้ึน เพราะนานาประเทศตระหนักวาการที่มี
ตลาดใหญ การรวมใชท รัพยากร การแบง งานกนั ทาํ อยา งมีประสทิ ธิภาพ โดยเฉพาะประเทศท่ีอยูในอาณาบรเิ วณ
ใกลเ คยี งกันจะนาํ ไปสูพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่แข็งแกรงและสามารถแขง ขนั กับตลาดใหญ ๆ ได
ประเทศไทยไดรว มมือทางเศรษฐกจิ กบั ประเทศอ่นื ๆ อยา งกวางขวาง และไดเขารวมเปน สมาชิกของ
องคกรระหวางประเทศหลายองคกร ดงั นี้
1. กลุมอาเซียน หรือ สมาคมประชาชาตเิ อเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต (Association of Southeast Asian
Nations : ASEAN) ประกอบดวย 6 ประเทศ ไดแก อนิ โดนีเซยี มาเลเซีย ฟลิปปนส สิงคโปร บรูไน และไทย
สํานักงานใหญตั้งอยูท ี่เมืองจาการต า ประเทศอนิ โดนีเซีย
องคก รน้มี วี ัตถปุ ระสงค เพอ่ื สงเสริมความรวมมือทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร และเทคโนโลยี สังคม
และวัฒนธรรม ตลอดจนการเมอื งระหวางประเทศสมาชกิ
จากการกอต้ังกลุมอาเซียน มาตั้งแต พ.ศ. 2510 มาจนถึงปจจุบัน ประเทศสมาชิกอาเซียน
มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยางรวดเร็ว โครงสรางทางเศรษฐกิจก็เปล่ียนแปลงจากภาคเกษตรไปสู
ภาคอตุ สาหกรรมมากขนึ้ สงผลใหประเทศสมาชิกประสบปญหาท้ังทางดานการขาดดุลการคา การเพิ่มอัตรา
คาจางแรงงาน และการขาดแคลนการบริการพ้นื ฐาน
2. กลุมเอเปค (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) กอต้ังขน้ึ เมอ่ื พ.ศ. 2532 มีสมาชิก 12
ประเทศ ไดแก สหรัฐอเมรกิ า เกาหลใี ต สิงคโปร ฟลิปปนส นิวซีแลนด มาเลเซีย ญ่ีปุน อินโดนีเซีย แคนาดา
บรูไน ออสเตรเลีย และไทย
องคก รน้ีมวี ตั ถุประสงคเ พอ่ื สง เสรมิ ความรวมมือในการแกป ญหารวมกนั สงเสรมิ การคา เสรี ตลอดจน
การปรับปรงุ แบบแผนการตดิ ตอ การคา ระหวางกนั และเพอื่ ตั้งรบั การรวมตวั เปน ตลาดเดยี วกนั ระหวางประเทศ
สมาชิก
3. คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสําหรับเอเชียและแปซิฟก (Economic and Social
Commission for Asia and pacific : ESCAP)
องคกรนี้เปนองคกรที่จัดตั้งขึ้นโดยองคการสหประชาชาติ มีวัตถุประสงคเพื่อสงเสริมความรวมมือ
ในการพฒั นาดา นเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศสมาชิกที่อยูในเอเชียและแปซิฟก รวมท้ังประเทศไทยดวย
ESCAP เปนองคกรที่ขยายมาจากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแหงเอเชียและตะวันออกไกล (Economic
commission for Asia and the Far East : ECAFE) ซง่ึ จัดตง้ั ข้ึนเม่ือ พ.ศ. 2490 และใน พ.ศ. 2517 ไดข ยาย
มาเปน ESCAP ทัง้ นเ้ี พ่อื ใหค รอบคลุมประเทศในพื้นทีเ่ อเชียและแปซฟิ ก ทงั้ หมด ประเทศท่เี ปน สมาชิกจะไดรับ
ความชว ยเหลือในการพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คม สํานักงานตง้ั อยูท ่ีกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

133

4. ขอตกลงทั่วไปวาดวยภาษีศุลกากรและการคา (General Agreement of Tariffs and Trade :
GATT) กอตั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2490 มีประเทศสมาชิกเกือบท่ัวโลก ประเทศไทยเขาเปนสมาชิก
เม่อื วันท่ี 20 พฤศจิกายน 2525 องคกรนมี้ วี ตั ถปุ ระสงคเพ่อื สงเสรมิ ระบบการคาเสรีและสงเสริมสัมพันธภาพ
ทางการคา และเศรษฐกจิ ระหวางประเทศ โดยทุกประเทศสมาชิกตองปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บของ GATT ประเทศ
ไทยไดรับการสงเสริมดานการขยายตวั ทางการคา ทาํ ใหค วามเสยี เปรยี บดา นการเจรจาการคา ระหวา งประเทศ
กบั มหาอาํ นาจทางเศรษฐกจิ ลดลงไปมาก

ลักษณะ ประเภทสนิ คาของประเทศในเอเชีย
ประเทศตาง ๆ ในเอเชียมีการผลิตสินคาที่มีลักษณะคลายคลึงกัน เนื่องจากลักษณะ
ภูมปิ ระเทศท่เี ปน ที่ตัง้ ของประเทศ ท่สี ามารถผลิตสินคาไดด ี โดยเฉพาะผลผลิตที่เปนอาหารของโลกท่ีไดจาก
การเกษตร เชน ขาว ยางพารา มันสําปะหลัง แตก็มีหลายประเทศ เชน จีน ญ่ีปุน อินเดีย ท่ีพลิกผันไปผลิต
สนิ คา ทีเ่ ปนเทคโนโลยสี มัยใหม เชน ยานยนต อุปกรณไฟฟา คอมพิวเตอร และอนื่ ๆ
ประเทศไทย มีการผลิตสนิ คาท่สี งออกขายทวั่ โลก สินคาเกษตรสง ออกสําคญั ท่นี าํ รายไดเขาประเทศ
สงู สุด 10 อันดับแรก ไดแก ยางพาราและผลติ ภัณฑ ขาวและผลติ ภัณฑ ปลาและผลิตภัณฑ กุงและผลิตภัณฑ
ไมและผลิตภัณฑ มันสําปะหลังและผลิตภัณฑ น้ําตาลและผลิตภัณฑ ผลไมและผลิตภัณฑกระดาษและ
ผลติ ภณั ฑเ นื้อไก
นอกจากนนั้ ยงั มีสนิ คาที่ประเทศไทยทาํ การคาระหวางประเทศ เชน สง่ิ ทอและวัสดุสง่ิ ทอ การออกแบบ
ผลิตภณั ฑ อญั มณี และอุตสาหกรรมการทอ งเทยี่ ว
อนิ โดนเี ซยี มีทรพั ยากรปาไม พ้ืนท่ีสวนใหญเปนปาดงดิบ เปนประเทศท่ีมีปาไมมากที่สุดในเอเชีย
ตะวนั ออกเฉยี งใต ผลติ ผลจากปา ไมสวนใหญเปนไมเนื้อแขง็ แรธ าตุ แรธ าตุทส่ี าํ คัญ ไดแก น้ํามนั ปโ ตรเลียม
ทํารายไดใหกับประเทศมากท่ีสุด อินโดนีเซียเปนสมาชิกขององคการประเทศ ผูสงนํ้ามันเปนสินคาออก
เกษตรกรรม มกี ารปลูกพืชแบบขน้ั บันได พชื เศรษฐกิจ ไดแก ขา ว ยาสบู ขา วโพด เคร่ืองเทศ ประมง ลักษณะ
ภมู ปิ ระเทศเปนหมเู กาะทําใหอนิ โดนีเซียสามารถจับสตั วนํ้าไดมาก อตุ สาหกรรม อุตสาหกรรมท่ีสําคัญ ไดแก
การกลั่นน้าํ มนั การตอเรือ
ญี่ปนุ การสงออกของญปี่ ุนสินคา สงออกของญป่ี ุนที่สาํ คญั เปน ประเภทยานพาหนะและอุปกรณข นสง
เครือ่ งจกั ร และสินคา อเิ ลก็ ทรอนกิ ส เรือ ผลติ ภัณฑเภสัชกรรม เครอื่ งสําอาง รถไฟ/รถรางและอปุ กรณ รวมถึง
ผลิตภัณฑจ ากกระดาษ เชน การบรรจภุ ัณฑ
สิงคโปร ไมม ีทรพั ยากรธรรมชาติของตนเอง ไมมแี รธ าตุใดๆ แมกระทัง่ นาํ้ จดื ยงั ไมมีเพียงพอ ตองพึ่ง
แหลง นํา้ จดื จากมาเลเซีย อตุ สาหกรรมสําคัญๆ โดยนําเขาวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบาน เชน อุตสาหกรรม
กลั่นนํ้ามัน โดยซ้ือนํ้ามันดิบจากอินโดนีเซียและบรูไน นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมถลุงแรเหล็กและดีบุก
อตุ สาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมเคร่อื งใชไฟฟา อุตสาหกรรมผลติ รถยนตแ ละชนิ้ สว นอะไหล ฯลฯ

134

สาธารณรัฐประชาชนลาว สินคาสงออกของลาว ไดแก ไมและไมแปรรูป สินคาประมงและสัตว
แรธาตุ สินคาการเกษตร เชน ชา กาแฟ เครื่องเทศ ฯลฯ เครื่องนุงหม พาหนะและอะไหล หนังสัตวและ
ผลติ ภัณฑห นังฟอก เคร่ืองจกั รกลท่ไี มใ ชไ ฟฟาและสวนประกอบ เครื่องพลาสติก ผลิตภณั ฑและเครอื่ งอุปโภค

เวียดนาม สินคาสงออกที่สําคัญของเวียดนาม ไดแก ขาว นํ้ามันดิบ ส่ิงทอและเสื้อผาสําเร็จรูป
รองเทา ผลติ ภัณฑส ตั วน ้าํ ทะเล ไมและเฟอรน เิ จอร กาแฟ

สาธารณรัฐแหงสหภาพพมา (เมียนมาร) รัฐบาลพมาประกาศนโยบายตั้งแตเขายึดอํานาจการ
ปกครองใหม ๆ ท่ีจะเปลย่ี นแปลงเศรษฐกิจพมา จากระบบวางแผนสว นกลาง (Centrally-planned economy)
เปน ระบบตลาดเปด ประเทศ รองรับและสง เสรมิ การลงทนุ จากภายนอก สง เสริมการสง ออก การทองเท่ยี ว และ
ขยายความรวมมอื ทางเศรษฐกิจกบั ภมู ภิ าค แตใ นทางปฏิบัติการปรับโครงสรางเศรษฐกิจของพมาไมคืบหนา
รฐั บาลพมา ไมไ ดดาํ เนนิ การในทิศทางดังกลาวอยางเต็มที่ รัฐบาลยังคงคุมและแทรกแซงภาคการผลิตตาง ๆ
อยา งเขมงวด มีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบยี บดา นการคา การลงทุน

ดานเกษตรกรรม รฐั บาลพมาใหค วามสําคัญตอการผลิตและสงออกผลผลิตถั่ว ขาว ยางพารา ไดปรับ
ระบบการสง ออกถ่ัวขนึ้ ใหม เพือ่ ใหเ กดิ ความคลอ งตวั และจงู ใจใหเกษตรกร ขยายการเพาะปลกู และรฐั บาลพมา
พยายามสงเสรมิ โครงการปลูกขา วเพือ่ การสง ออก ปจ จบุ นั แมว า รฐั บาลพมา ยังไมไดดําเนินการใด ๆ ที่สําคัญ
เพ่ือปฏิรูประบบเศรษฐกิจมหภาค แตพยายามเรงการพัฒนาภาคการเกษตร การสงเสริมการลงทุนจาก
ตา งประเทศ การสงเสรมิ การทองเทีย่ ว การนาํ ทรัพยากรมาใชโดยเฉพาะกาซธรรมชาติและพลงั นํ้า

135

ประเทศจนี มปี ระชากรมาก และอาณาเขตกวา งขวางเปน ที่สองของโลก ผลผลิตตา ง ๆ สวนใหญ
เพื่อเลี้ยงชีพคนในประเทศ แตอยางไรก็ตามรัฐบาลไดกําหนดนโยบายเพ่ือการพัฒนาเศรษฐกิจใหสามารถ
สงออกไปยงั นานาประเทศได โดยเนนศกั ยภาพของพลเมอื งเปนสําคัญ เชน ทางตะวันตกเฉียงเหนือ มีแรเหล็กมาก
ก็จะเนนการเจรญิ เติบโตดานการผลิตเหลก็ กลา และผลติ ภณั ฑท่ีทาํ จากเหลก็ เมอื งที่เปนกลางการคาก็เนนการ
บริการสงออก การผลิตสนิ คายานยนต เคร่อื งใชไฟฟาและอเี ล็กทรอนกิ ส เชน เซี่ยงไฮ เมืองที่มี

ทรัพยากรธรรมชาติสวยงาม ก็เนนธุรกิจการทองเท่ียว และที่สําคัญผลผลิตทางการเกษตรที่เปนของจีน
สามารถสงออกจาํ หนา ยเปนคูแ ขง ท่ีสาํ คญั ของประเทศในภูมภิ าคเอเชีย เชน ผัก ผลไม และอาหารทะเล
เปนตน

เรือ่ งที่ 6 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี น

1. ความเปน มา
อาเซยี นหรอื สมาคมประชาชาติแหงเอเชียตะวันออกเฉียงใต ( Association of South East Asian.

Nation : ASEAN) เปนองคกรระหวางประเทศระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตกอตั้งขึ้น เมื่อวันท่ี 8
สงิ หาคม 2510 จนถงึ ปจจุบนั มสี มาชิกรวมทัง้ สิน้ 10 ประเทศ ไดแก ประเทศไทย, มาเลเชีย , สาธารณรัฐ
ฟลิปปนส , อินโดนีเชีย , สาธารณรัฐสิงคโปร , บรูไนดารุสซาลาม , สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ,
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว , สหภาพพมา และราชอาณาจักรกัมพูชา การกอตั้งมีวัตถุประสงค

136

เพ่ือสรางสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต สงเสริมความรวมมือซึ่งกันและกันอันจะนํามาสู
ความมัน่ คงทางการเมืองความเจริญทางเศรษฐกิจ สงั คม และวัฒนธรรม

ในยคุ ท่สี ถานการณโลกมกี ารเปล่ียนแปลงไปอยางรวดเรว็ การรวมตัวกนั ของประเทศในกลุมอาเซียน
ท้ัง 10 ประเทศ ใหเขมแข็ง จะทําใหประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต สามารถเผชิญกับการ
เปล่ียนแปลงและปญ หาไดด ียงิ่ ขน้ึ อกี ทง้ั ยงั เปนการเพมิ่ ขีดความสามารถในการแขงขนั เพราะการที่มสี มาชกิ
ถงึ 10 ประเทศ มที าทเี ปน หน่งึ เดียวในเวทรี ะหวา งประเทศ ทาํ ใหอ าเซยี นมคี วามนาเช่อื ถอื และมอี าํ นาจตอรอง
ในเวทรี ะหวา งประเทศมากขน้ึ ดงั นั้นในการประชุมผูนําอาเซียน ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2546 ที่บาหลี ผูนํามี
ความเหน็ ตรงกนั วาอาเซยี นควรรวมมือกันใหเ หนยี วแนน เขมแขง็ และมัน่ คงยงิ่ ข้นึ จงึ มีการลงนามในปฏิญญาวา
ดว ยความรว มมืออาเซียนเพื่อกําหนดใหมกี ารสรางประชาคมอาเซียนขึ้นภายในป 2563 ตอมาไดมีการเลื่อน
กําหนดการรวมตัวในป พ.ศ. 2558 โดยประชาคมอาเซียนประกอบดวย 3 เสาหลัก ไดแก ประชาคมเศรษฐกิจ
อาเซยี นประชาคมสงั คม – วัฒนธรรมอาเซยี น และประชาคมความมั่นคงอาเซียน ซ่งึ ในทนี่ ี้เราจะเรียนรูเฉพาะ
เรือ่ งประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี น

ประชาคมเศรษฐกิจ (ASEAN Economic Comunity : AEC) เปนการรวมกลุมของประเทศสมาชิก
ของอาเซยี นทง้ั 10 ประเทศ ทีเ่ นนใหความสาํ คัญในเร่อื งการสรางความแข็งแกรงทางเศรษฐกิจอยางตอเน่ือง
โดยที่ประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งท่ี 8 เมื่อ เดือนพฤศจิกายน 2545 โดยเห็นชอบให
อาเซยี นกําหนดทิศทางการดําเนินงานเพอ่ื มุง ไปสกู ารเปนประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี น เพอ่ื ใหอาเซียนปรบั ปรุง
กระบวนการดําเนนิ งานภายในของกลุมอาเซยี นใหม ปี ระสิทธภิ าพยง่ิ ขึ้น ซง่ึ ในการประชุมสุดยอดอาเซียนในป
2546 ผูนาํ อาเซียนไดออกแถลงการณเห็นชอบใหม กี ารรวมตวั ไปสกู ารเปน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายใน
ป 2558 และเรง รัดการรวมกลุม เพ่ือเปด เสรีสินคา และบริการสาํ คัญใน 12 สาขา ไดแ ก การทอ งเท่ียว การบิน
ยานยนต ผลิตภัณฑไม ผลิตภัณฑยาง ส่ิงทอ อิเล็กทรอนิกส สินคาเกษตร ประมง เทคโนโลยีสารสนเทศ
สขุ ภาพ และ โลจสิ ติกส

2. ความสาํ คญั
ทามกลางบริบททางเศรษฐกิจ การคาและการลงทุนระหวางประเทศที่มีการแขงขันสูงอันสงผล

ใหประเทศตา ง ๆ ตอ งปรบั ตัวเองเพอื่ ใหไ ดรับประโยชนจากระบบเศรษฐกจิ โลก รวมถึงการรวมกลมุ การคากัน
ของประเทศตา ง ๆ อาทิ สหภาพยุโรป และเขตการคา เสรีอเมริกาเหนอื ผนู าํ ประเทศสมาชิกอาเซียนไดเหน็ ชอบ
ใหจัดตั้ง “ประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียน” ภายในป 2585 เพื่อที่จะใหภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต
มคี วามม่ันคง มัง่ คงั่ และสามารถแขงขันกับภมู ิภาคอนื่ ๆ ได โดยยดึ หลัก ดังนี้

1. มุงท่จี ะจัดตง้ั ใหอ าเซยี นเปนตลาดเดยี วและเปน ฐานการผลติ รวมกัน
2. มุงใหเกิดการเคลอื่ นยา ยเงนิ ทนุ สนิ คา การบรกิ าร การลงทนุ แรงงานฝมือระหวา งประเทศ
สมาชิกโดยเสรี
3. ใหความชวยเหลอื แกประเทศสมาชกิ ใหมข องอาเซียน (ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐ
ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว สหภาพพมา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หรือ CLMV) เพื่อลดชองวาง

137

ของระดบั การพฒั นาของประเทศสมาชิกอาเซียน และชวยใหประเทศสมาชิกเหลาน้ีเขารวมในกระบวนการ
รวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน สงเสริมใหอาเซียนสามารถรวมตัวเขากับประชาคมโลกไดอยางไมอยูใน
ภาวะทเ่ี สยี เปรยี บและสง เสรมิ ขดี ความสามารถในการแขง ขนั ของอาเซียน

4. สงเสริมความรวมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาค การพัฒนาโครงสราง
พื้นฐานและการคมนาคมความรวมมือดานกฎหมาย การพัฒนาความรวมมือดานการเกษตร พลังงาน
การทองเทย่ี ว การพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ย โดยการยกระดับการศกึ ษาและการพัฒนาฝมือ ประชาคมเศรษฐกจิ
ของอาเซียน จะเปนเครอ่ื งมือสาํ คญั ท่จี ะชว ยขยายปริมาณการคาและการลงทุนภายในภูมิภาค ลดการพึ่งพา
ตลาดของประเทศในโลกท่ีสาม สรางอํานาจการตอรองและศักยภาพในการแขงขันของอาเซียนในเวที
เศรษฐกจิ โลก เพมิ่ สวสั ดกิ ารและยกระดบั ความเปน อยขู องประชาชนของประเทศสมาชกิ อาเซยี น

หากอาเซียนสามารถสรา งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไดสาํ เรจ็ ประเทศไทยจะไดประโยชนจากการ
ขยายการสง ออก โอกาสทางการคา และเปด โอกาสการคา บรกิ ารในสาขา ที่ประเทศไทยมีความเขมแข็ง เชน
การทองเทยี่ ว โรงแรมและภัตตาคาร สุขภาพ ฯลฯ ซ่งึ อาเซยี นยงั มีความตองการดานการบรกิ ารเหลานี้อีกมาก
นอกจากนี้ยังชวยเสริมสรางโอกาสในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากตางประเทศมายังอาเซียน ซ่ึงจะเพิ่ม
อาํ นาจการตอรองของอาเซยี นในเวทกี ารคาโลก และยกระดับความเปนอยขู องประชาชนในอาเซียนโดยรวมให
ดีย่งิ ขนึ้
3. กฎบัตรอาเซียน

กฎบัตรอาเซียนเปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญของอาเซียนที่จะทําใหอาเซียนมีสถานะเปนนติ ิบุคคล
เปนการวางกรอบทางกฎหมายและโครงสรา งองคก รใหก ับอาเซยี น

ผนู ําอาเซียนไดล งนามรับรองกฎบัตรอาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียน คร้ังที่ 13 เมื่อวันที่ 20
พฤศจิกายน 2550 ในโอกาสครบรอบ 40 ป ของการกอตัง้ อาเซียน ณ ประเทศสิงคโปร เพื่อใหประชาคมโลก
ไดเห็นถงึ ความกาวหนา ของอาเซียนทจ่ี ะกาวเดินไปดวยกนั อยา งม่ันใจระหวางประเทศสมาชิกท้ัง 10 ประเทศ
และถอื เปน ประวตั ิศาสตรจ ะปรบั เปลี่ยนอาเซียนใหเปนองคกรท่ีมีสถานะเปนนิติบุคคลในฐานะที่เปนองคกร
ระหวางรฐั บาล ทง้ั นปี้ ระเทศสมาชิกไดใ หสตั ยาบนั เปน กฎบัตรอาเซยี นครบท้งั 10 ประเทศแลว เม่อื วันที่ 15
พฤศจิกายน 2551 ดังนน้ั กฎบัตรอาเซยี นจึงมีผลบงั คับใชตั้งแตว นั ท่ี 15 ธันวาคม 2551 เปนตน ไป

วตั ถุประสงคข องกฎบัตรอาเซียน
1. เพ่ือใหองคกรที่มีประสิทธิภาพ มีประชาชนเปนศูนยกลางและเคารพกฎกติกาในการ

ทาํ งานมากขึน้
2. เพื่อเสริมสรางกลไกตรวจสอบเฉพาะและติดตามการดําเนินการตามความตกลงตาง ๆ

ของประเทศสมาชิก ใหมผี ลเปน รูปธรรม
3. เพอื่ ปรบั ปรุงโครงสรางการทํางานและกลไกตา ง ๆ ของอาเซยี นใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น

และเพ่มิ ความยืดหยนุ ในการแกไ ขปญหา

138

4. ความรวมมอื ดานเศรษฐกจิ
ความรว มมอื ดา นเศรษฐกจิ ของอาเซยี นเร่ิมมเี ปาหมายชดั เจนเรม่ิ นาํ ไปสกู ารรวมตวั ทางเศรษฐกิจของ

ประเทศในภูมภิ าคอาเซียน นับตั้งแตการจัดต้ังเขตการคาเสรีอาเซียน (AFTA) ข้ึนและนับแตน้ันมากิจกรรม
อาเซียนไดขยายครอบคลมุ ไปสูทกุ สาขาหลักทางเศรษฐกิจ รวมท้ังในดานการคาสินคาและบริการการลงทุน
มาตรฐานอุตสาหกรรมและการเกษตรกรรม ทรัพยสินทางปญญา การขนสง พลังงาน และการเงิน
การคลัง เปน ตน ความรว มมอื ทางเศรษฐกิจของอาเซียนทีส่ าํ คัญ มีดงั น้ี

4.1 เขตการคาเสรอี าเซยี น (ASEAN Free Trade Area หรอื AFTA)
เขตการคา เสรอี าเซียน หรือ AFTA เปนขอตกลงทางการคาสําหรับสินคาที่ผลิตภายในประเทศ

สมาชิกอาเซียนทั้งหมด ทําข้ึนเมื่อป พ.ศ. 2535 มีวัตถุประสงคเพ่ือเพ่ิมขีดความสามารถในการแขงขันของ
อาเซียน ในฐานะทเี่ ปน การผลติ ท่ีสําคญั ในการปอ นสนิ คา สูตลาดโลก โดยอาศัยการเปด เสรดี านการคา การลด
ภาษี และยกเลกิ อปุ สรรคขอ กดี ขวางทางการคาทีม่ ิใชภ าษี

4.2 เขตการลงทุนอาเซยี น (ASEAN Investment Area หรือ AIA)
ที่ประชมุ สุดยอดอาเซยี นครงั้ ท่ี 5 เมอื่ เดือนธนั วาคม 2538 ท่ีกรุงเทพฯ ไดเห็นชอบใหจัดต้ังเขต

การลงทุนอาเซียน เปนเขตการลงทุนเสรีที่มีศักยภาพโปรงใสเพื่อดึงดูดนักลงทุนท้ังจากภายในและภายนอก
ภูมิภาค ความตกลงครอบคลุมการลงทุนในอุตสาหกรรม 5 สาขา คือ สาขาอุตสาหกรรมการผลิต เกษตร
ประมง ปาไม และเหมอื งแร และภาคบริการทเี่ ก่ียวเน่อื งกับ 5 สาขาการผลิตดังกลาว ยกเวน การลงทุนดาน
หลกั ทรพั ยและการลงทุนในดา นซงึ่ ครอบคลมุ โดยความตกลงอาเซยี นอ่นื ๆ

4.3 ความรเิ ร่มิ เพ่อื การรวมตวั ของอาเซยี น (Initiative for ASEAN Integration หรอื IAI)
การรวมตัวของประเทศสมาชิก เพื่อลดชองวางดานการพัฒนาระหวางประเทศสมาชิกเกา

(ไทย มาเลเซยี ฟลปิ ปน ส สิงคโปร บรูไน อินโดนีเซีย) กับสมาชิกใหมของอาเซียน (สหภาพพมา สาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม) โดยใหประเทศ
สมาชกิ เการวมกันจดั ทําโครงการใหค วามชว ยเหลอื แกป ระเทศใหม ครอบคลมุ 4 ดา น ไดแ ก โครงสรางพ้นื ฐาน
การพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ย เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร

4.4 ความรวมมือดา นอุตสาหกรรม (ASEAN Industrial Cooperation Scheme หรอื AICO)
ความรวมมือดานอุตสาหกรรมของอาเซียน เปนโครงการความรวมมือที่มุงสงเสริมการลงทุน

ในอุตสาหกรรมท่ีใชเทคโนโลยีเปนฐานการผลิต โดยยึดหลักของการใชทรัพยากรรวมกัน การแบงสวน
การผลิตตามความสามารถ และความถนดั

4.5 กรอบความตกลงดานการคาบริการ (ASEAN Framework Agreement on Services หรือ
AFAS)

เปนการกําหนดกรอบการเปดเสรีการคาการบริการในสาขาการบริการตาง ๆ ของอาเซียน
โดยจัดทําขอผูกพันในดานการเปดตลาด (market access) การใหการปฏิบัติเยี่ยงคนในชาติ (National
Treatment) และดา นอ่ืน ๆ (additional commitments) นอกจากน้ี สมาชกิ อาเซียนยงั ตองเรง รัดเปด ตลาด
ในสาขาบรกิ ารที่เปนสาขาสําคัญ 5 สาขา ไดแก สาขาโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาสุขภาพ

139

สาขาการทองเทีย่ ว สาขาการบนิ และสาขาบรกิ ารโลจสิ ตกิ ส ท้ังนเ้ี พ่ือใหอาเซียนมีความพรอมในการกาวไปสู
การเปน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี นในป 2558 ตอไป

4.6 ความรวมมือดานเทคโนโลยีสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส (e-ASEAN Framework
Agreement)

ผูนําของอาเซียน ทั้ง 10 ประเทศ รวมกันลงนามในกรอบความตกลงดานอิเล็กทรอนิกสของ
อาเซียน ซึ่งเปนขอตกลงที่กําหนดแนวทางเสริมสรางความรวมมือระหวางประเทศสมาชิกอาเซียนในดาน
เทคโนโลยีสารสนเทศและส่ือสาร (Information Technology and Communication-ICT) เพ่ือพัฒนา
เทคโนโลยสี ารสนเทศและส่ือสาร ในภมู ภิ าคใหส อดคลอ งกนั และเปนไปในทศิ ทางเดียวกัน โดยมีมาตรการ
ท่คี รอบคลมุ ท้งั 5 ดาน ดังนี้

1) การพฒั นาเช่อื มโยงโครงสรา งพื้นฐานดานเทคโนโลยสี ารสนเทศของอาเซียน
(ASEAN Information Infrastructure) ใหส ามารถตดิ ตอ ถึงกนั ไดอ ยางทวั่ ถึงกนั และดวยความเรว็ สงู

2) การอํานวยความสะดวกดานพาณิชยอิเล็กทรอนิกส (e-Commerce) โดยการออกกฏหมาย
และระเบียบดานพาณิชยอิเล็กทรอนิกสที่สอดคลองกับมาตรฐานระหวางประเทศ และมีระบบรักษา
ความปลอดภยั ทเ่ี ปนมาตรฐานสากล เพ่อื สรา งความเช่อื มน่ั แกผ บู ริโภค

3) สงเสริม และเปดเสรีดานการคาสินคา บริการ และการลงทุนดานเทคโนโลยีสารสนเทศและ
การส่ือสาร (ICT) โดยประเทศสมาชิกอาเซยี นจะยกเลิกภาษีและอุปสรรคทางการคาไมใชภาษสี าํ หรบั สนิ คา ICT

4) สรางสังคมอิเล็กทรอนิกส (e-Society) เสริมสรางความสามารถและพัฒนาอิเล็กทรอนิกส
เพอ่ื ประโยชนต อสงั คม

5) สรางรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส (e-Government) สงเสริมใหมีการใช ICT ในการบริการของ
ภาครัฐใหม ากข้ึน

4.7 ความรว มมือดานการเงนิ การคลัง (Financial Cooperation)
เปน กรอบความตกลงความรวมมือท่ีเนนการสรางกลไกการสนับสนุนเก้ือกูลระหวางกันในเรื่อง

การเงนิ การคลงั ของประเทศสมาชกิ เพอ่ื ดแู ลสภาวะเศรษฐกิจดานการเงิน
1) อาเซียนไดจัดตั้งระบบระวังภัยอาเซียน (ASEAN Surveillance Process) ข้ึน เม่ือวันที่ 4

ตุลาคม 2541 เพอื่ สอดสองดูแลสภาวะเศรษฐกิจและการเคลื่อนยายเงินทนุ ในภูมิภาค โดยใหมีการหารือและ
แลกเปล่ียนขอคดิ เห็นเก่ยี วกบั ภาวะเศรษฐกจิ ในประเทศสมาชิกในภูมภิ าคและในโลก โดยธนาคารพัฒนาเอเชยี
(ADB) ไดสนับสนุนและใหความชวยเหลือทางวิชาการและเงินทุนโดยการจัดการฝกอบรมดานเทคนิค
แกเจาหนาท่ีประเทศสมาชิก และในการจัดต้ัง ASEAN Surveillance Technical Support Unit
ในสาํ นกั งานเลขาธกิ ารอาเซียนเพอื่ สนบั สนุนระบบดังกลา ว

2) การเสริมสรา งกลไกสนบั สนนุ และเกอื้ กลู ระหวางกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออก (Enhancing
self-help and support mechanism in East Asia) โดยไดกําหนดแนวทางความรว มมอื กบั จีน ญี่ปุน และ
เกาหลใี ต ท่สี าํ คัญ ไดแก จดั ทาํ ความตกลงทวิภาคดี า นการแลกเปล่ียนการซื้อ-ขายคืนเงินตราหรือหลักทรัพย

140

ตางประเทศ หารือเกี่ยวกับการจัดต้ังระบบเตือนภัยในภูมิภาคและการแลกเปล่ียนการหารือเกี่ยวกับภาวะ
เศรษฐกจิ ในภมู ิภาค

3) ความริเร่ิมเชียงใหม (Chiang Mai Initiative) ซ่ึงไดจัดตั้งขึ้นเม่ือวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.
2543 เปนการปรับปรุงความตกลงแลกเปล่ียนเงินตราอาเซียน (ASEAN Swap Arrangement - ASA)
ในดานโครงสราง รูปแบบและวงเงิน และใหเสริมดวยเครือขายความตกลงทวิภาคีระหวางประเทศ
อาเซียนกับจีน ญี่ปุนและสาธารณรัฐเกาหลี (Bilateral Swap Arrangment-BSA) โดยไดขยายให ASA
รวมประเทศอาเซียนทงั้ 10 ประเทศแลว

4.8 ความรวมมอื ดา นการเกษตรและปา ไมของอาเซยี น และอาเซียน + 3 (สาธารณรัฐประชาชน
จีน สาธารณรฐั ประชาชนเกาหลี และญป่ี นุ )

เปนโครงการความรว มมอื ระหวา งอาเซยี น และประเทศอาเซียน + 3 (สาธารณรัฐประชาชนจีน
สาธารณรฐั ประชาชนเกาหลี และญี่ปุน) ทคี่ รอบคลุมความรวมมือในดานการประมง ปาไม ปศุสัตว พืช และ
อาหารการเกษตร เพือ่ สง เสริมความมน่ั คงทางดา นอาหารและความสามารถในการแขงขันของอาเซียนในดาน
อาหารและผลผลิตปาไม

4.9 ความรว มมอื ดา นการขนสง
เปนกรอบความตกลงที่เนนการอํานวยความสะดวกในการขนสงทั้งสินคาและบริการรวมกัน

ระหวางประเทศสมาชกิ ทจ่ี ะสงผลใหส ภาพเศรษฐกจิ โดยรวมในภูมภิ าคเจรญิ เตบิ โตอยางรวดเร็ว
1) โครงการพัฒนาทางหลวงอาเซียน (ASEAN Highway Network Project) ลักษณะของ

โครงขา ยทางหลวงอาเซยี น คือ มที างหลวงครอบคลุม 23 สาย ทั่วทง้ั ภมู ภิ าคอาเซยี น และจัดทํามาตรฐานทาง
หลวงอาเซยี น (ปายจราจร สญั ญาณ และระบบหมายเลข)ใหเปน แบบเดยี วกนั

2) การอํานวยความสะดวก ในการขนสงสินคาผานแดน มีวัตถุประสงคใหประเทศสมาชิก
อาเซียนอนุญาตใหรถยนตขนสงที่จดทะเบียนในประเทศสมาชิกหนึ่งสามารถขนสงสินคาผา นแดน ไปยังอีก
ประเทศหน่งึ ได

3) การเปดเสรบี ริการขนสงเฉพาะสนิ คาของอาเซียน มีวัตถปุ ระสงคทจ่ี ะสง เสริมการขนสงสินคา
ในอาเซยี นดวยกนั

4) การเปดเสรีบริการขนสงผูโดยสารทางอากาศของอาเซียน เปนการสงเสริมอุตสาหกรรม
การทองเทีย่ วและการสง ออกสนิ คา ของไทยและสอดคลองกับนโยบายของรัฐบาลที่ตองการใหมีการเปดเสรี
การบนิ และสงเสริมใหป ระเทศไทยเปน ศูนยก ลางการบินในภูมภิ าคน้ดี ว ย

4.10 ความรวมมือดา นพลังงานในอาเซียน (ASEAN Energy Cooperation)
เพื่อเสริมสรางความม่ันคงและความย่ังยืนในการจัดหาพลังงาน การใชพลังงานอยางมี

ประสิทธิภาพในภมู ภิ าคอาเซยี น และการจัดการดา นความตอ งการพลังงานอยางเหมาะสม โดยคํานึงถึงปจจัย
ดา นสภาพสง่ิ แวดลอ ม และการชวยเหลอื กันในการแบงปนปโ ตรเลียมในภาวะฉุกเฉนิ

141

4.11 ความตกลงดา นการทอ งเทีย่ วอาเซยี น (ASEAN Tourism Agreement)
เปนความรวมมือเพื่อสงเสริมใหอาเซียนเปนจุดหมายปลายทางการทองเท่ียว โดยเนน

ความรว มมอื ใน 7 ดาน คอื การอาํ นวยความสะดวกการเดินทางในอาเซียนและระหวางประเทศ การอํานวย
ความสะดวกดานขนสง การขยายตลาดการทองเทีย่ ว การทอ งเท่ยี วท่มี ีคุณภาพความปลอดภัยและความม่ันคง
ของการทองเทยี่ ว การตลาดและการสงเสริมรวมกัน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย ซึ่งตอมาการตกลงดาน
การทอ งเท่ียวอาเซียนนยี้ งั ไดขยายไปยังประเทศอาเซยี น +3 (สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาชน
เกาหลี และญปี่ นุ ) เรียกวา “ความรว มมอื ดานการทอ งเทย่ี วในกรอบอาเซยี นและอาเซียน +3 โดยใหประเทศ
อาเซยี น +3 เสนอแนวทางความรวมมอื กับประเทศสมาชิกอาเซยี นท่ีชัดเจนเพื่อสง เสริมความรวมมอื ระหวางกนั
5. ประโยชนและผลกระทบตอประเทศไทย

5.1 ประโยชนท ่ีประเทศไทยไดรับจากการเขา รว มประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี น
หากอาเซียนสามารถสรา งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไดสําเรจ็ ตามเปา หมายท่ีตงั้ ไว ประเทศไทย
จะไดป ระโยชนห ลายประการ เชน

1) ขยายการสงออกและโอกาสทางการคา จากการยกเลิกอุปสรรคภาษีและท่ีมิใชภาษีจะเปด
โอกาสใหส ินคาเคล่ือนยา ยเสรี

2) คาดวาการสง ออกไทยไปอาเซียนจะสามารถขยายตวั ไดไ มตํา่ กวา 18 - 20% ตอป
3) เปด โอกาสการคา บรกิ าร ในสาขาท่ไี ทยมีความเขม แขง็ เชน ทอ งเท่ียว โรงแรมอาหาร และ
สขุ ภาพ ทาํ ใหไทยมรี ายไดจากการคาบริการจากตา งประเทศเพมิ่ ข้ึน
4) สรางเสริมโอกาสการลงทุน เมื่อมีการเคลื่อนยายเงินทุนไดเสรีย่ิงขึ้นอุปสรรคการลงทุน
ระหวางอาเซยี นจะลดลง อาเซียนจะเปนเขตการลงทนุ ทีน่ า สนใจทัดเทยี มประเทศจีนและอนิ เดีย
5) เพม่ิ พนู ขดี ความสามารถของผูป ระกอบการไทย เม่ือมีการใชทรัพยากรการผลิตรวมกัน/เปน
พันธมิตรทางธุรกิจรวมกับอาเซียนอ่ืน ๆ ทําใหเกิดความไดเปรียบเชิงแขงขัน (Comparative Advantage)
และลดตนทุนการผลิต
6) เพมิ่ อาํ นาจการตอรองของไทยในเวทีการคาโลก สรางความเช่อื มน่ั ใหประชาคมโลก
7) ยกระดับความเปนอยขู องประชาชนในประเทศ ผลการศึกษา แสดงวา AEC จะทําใหรายได
ที่แทจ ริงของอาเซยี นเพม่ิ ขนึ้ รอยละ 5.3 หรือคดิ เปน มลู คา 69 พนั ลา นเหรยี ญสหรฐั ฯ

5.2 ผลกระทบจากประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี น
ถงึ แมป ระเทศไทยจะไดป ระโยชนจ ากการเขา รว มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) แตประเทศไทย
กไ็ ดร บั ผลกระทบดว ยเชนกัน เชน
1) การเปดตลาดเสรกี ารคาและบริการยอ มจะสง ผลกระทบตอ อตุ สาหกรรมและผปู ระกอบการ
ในประเทศทีม่ ีขดี ความสามารถในการแขงขันต่ํา
2) อุตสาหกรรมและผปู ระกอบการในประเทศตองเรง ปรับตัว


Click to View FlipBook Version