The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นิทานเรื่องเวตาลนี้ เดิมได้เรียบเรียงเป็นร้อยแก้ว ชื่อ ลิลิตเพชรมงกุฎ โดยเจ้าพระยาพระคลัง (หน) แต่ถอดมาเพียงเรื่องแรกเท่านั้น (เรื่องพระวัชรมกุฎกับพุทธิศรีระ) ภายหลังพระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ หรือ น.ม.ส. ได้ทรงแปลจากฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษของริชาร์ด เอฟ เบอร์ตัน จำนวน 9 เรื่อง และจากสำนวนแปลของ ซี.เอช. ทอว์นีย์ อีก 1 เรื่อง ทำให้ฉบับภาษาไทยของ น.ม.ส. มีนิทานเวตาลทั้งหมด 10 เรื่อง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-01-16 06:07:06

เวตาลปัญจวิงศติ

นิทานเรื่องเวตาลนี้ เดิมได้เรียบเรียงเป็นร้อยแก้ว ชื่อ ลิลิตเพชรมงกุฎ โดยเจ้าพระยาพระคลัง (หน) แต่ถอดมาเพียงเรื่องแรกเท่านั้น (เรื่องพระวัชรมกุฎกับพุทธิศรีระ) ภายหลังพระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ หรือ น.ม.ส. ได้ทรงแปลจากฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษของริชาร์ด เอฟ เบอร์ตัน จำนวน 9 เรื่อง และจากสำนวนแปลของ ซี.เอช. ทอว์นีย์ อีก 1 เรื่อง ทำให้ฉบับภาษาไทยของ น.ม.ส. มีนิทานเวตาลทั้งหมด 10 เรื่อง

นิทานเวตาล




เวตาลปัญจวิงศติ

น.ม.ส. : กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

ข้อมูลหนังสือ

01 ต้นเรื่อง

02 เรื่องที่ 1

เรื่องที่ 2
เรื่องที่ 3
เรื่องที่ 4
เรื่องที่ 5
เรื่องที่ 6
เรื่องที่ 7
เรื่องที่ 8
เรื่องที่ 9
เรื่องที่ 10

03 ปลายเรื่อง

ต้นเรื่อง

มีพระมหากษัตริย์องค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระวิกรมาทิตย์ ครองกรุงอุช
ชยินี พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ได้รับการเฉลิมพระเกียรติทั้งในด้านการสงคราม
และการปกครอง ทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองและไพร่ฟ้าประชาชนอยู่เย็นเป้
นสุขกันทั่วหน้า

เมื่อพระองค์ทรงครองราชสมบัติมาจนมีพระชนมายุได้ ๓๐ พรรษา ก็มี
พระราชดำริ (คิด) ว่าจะเสด็จไปยังเมืองต่าง ๆ เพื่อหา ข่องทางที่จะเอาเมือง
เหล่านั้นมาเป็นเมืองขึ้น เมื่อมีพระราชดำริแล้วก็มอบราชสมบัติให้แก่ พระ
ภรรตฤราช พระอนุชาปกครองแทน แล้วพระองค์ก็ทรงเครื่องปลอมเป็นโยคี
เสด็จออกจากพระนครพร้อมกับ พระธรรมธวัช พระโอรส
องค์ที่ ๒ ตามเสด็จไปด้วย

พระภรรตฤราชนั้นเป็นกษัตริย์ที่มีพระทัยซึมเศร้า เนื่องจากพระองค์ได้สูญ
เสียพระชายาไปด้วยเหตุประหลาดดังนี้ วันหนึ่งขณะที่พระองค์เสด็จออกไปล่า
สัตว์
ได้ไปพบหญิงม่ายคนหนึ่งเดินเข้าสู่กองเพลิงที่เผาศพของพราหมณ์ผู้เป็นสามี
อย่างไม่สะทกสะท้าน ครั้นเมื่อพระองค์เสด็จกลับมาถึงก็ได้ทรงเล่าเรื่องให้
พระชายาฟัง พระชายาทูลตอบว่า "เมื่อสามีเสียชีวิตไปแล้ว ภรรยาที่ดีย่อม
จะสิ้นชีวิตด้วยกองเพลิงแห่งความทุกข์ ไม่จำเป็นที่จะต้องตายในกองเพลิงที่เผา
สามี" พระภรรตฤราชได้ฟังดังนี้ก็นิ่งอยู่ มิได้ตรัสประการใด

ครั้นวันรุ่งขึ้น พระองค์ก็เสด็จออกไปล่าสัตว์อีกครั้งหนึ่ง แล้วมีรับสั่งให้
มหาดเล็กเชิญเครื่องทรงของพระองค์ซึ่งขาดและเปื้อนเปรอะ กลับไปทูลพระ
ชายาว่า เกิดเหตุร้ายขึ้นในป่า

พระองค์สิ้นพระชนม์เสียแล้ว พระชายาได้ฟังดังนั้นก็ล้มลงสิ้นชีวิตด้วยเพลิงแห่ง
ทุกข์ เมื่อพระภรรตฤราชเสด็จกลับมาจากป่าก็เสียพระทัย มีพระอาการซึมเศร้า
อยู่ตลอดเวลานับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เมื่อได้ครองราชย์แทนพระเชษฐา พระภรรตฤราชก็ปฏิบัติพระราชภารกิจไป
วัน ๆ ไม่สนุกสนานกับงานที่กระทำเลยจนพระกามเทพได้แผลงศรดอกไม้ทะลุ
พระทัยของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง นางนั้นมีลักษณะงามยิ่งนัก คือ มีดวงหน้างาม
ดังพระจันทร์วันเพ็ญ ผมดังเมฆสีนิลซึ่งอุ้มฝนห้อยอยู่บนฟ้า มีผิวดังเย้ยดอก
มะลิให้ได้อาย มีตาเหมือนตาเนื้อทรายซึ่งระแวงภัย ริมฝีปากเหมือนดอก
ทับทิม คอเหมือนคอนกเขา มือเหมือนสีแห่งท้องสังข์ เอวเหมือนเอวเสือดาว
เท้าเหมือนดอกบัว

เนื่องจากพระชายาองค์ใหม่นี้ทรงพระสิริโฉมโสภา พระภรรตฤราชจึง
หลงใหลรักใคร่นางมาก แต่นางกลับปันใจให้แก่อำมาตย์หนุ่มมีชื่อว่า มหิบาล

อยู่มาวันหนึ่ง มีพราหมณ์สามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นคนเข็ญใจ ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้
พระราชวัง ได้บำเพ็ญตบะ อดข้าวอดน้ำ และทรมานร่างกาย จนเหล่าเทวดาทั้ง
หลายพากันยำเกรงในที่สุดทูตสวรรค์องค์หนึ่งก็เสด็จลงมาและนำผลไม้ผลหนึ่ง
มาส่งให้แก่พราหมณ์พร้อมกับบอกว่าเป็นผลอมฤตเมื่อกินแล้วจะมีความเป็น
อมตะ คือ ไม่ตาย

เมื่อทูตสวรรค์กลับไปแล้ว พราหมณ์ก็หยิบผลไม้อมฤตหมายจะใส่ปากกินให้
สมใจแต่ภรรยาร้องห้ามว่า"ท่านอยากมีความทุกข์เช่นนั้นตลอกไปหรือ ความ
ยากจนนั้นเป็นบาปที่เราทำไว้แต่หนหลัง ผลไม้นี้ท่านอย่ากินเลย ท่านจงคิดให้ดี
ความตายนั้นเป็นทุกข์ชั่วขณะหนึ่ง ความมีชีวิตที่ยากแค้นเป็นความทุกข์
ยาวนานนัก"

"แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไรต่อไปเล่า" พราหมณ์ถามภรรยา
"ท่านกับข้าแก่แล้ว คนแก่อยู่นานไปก็ไร้ประโยชน์ ถ้าท่านกินผลไม้นี้แล้วก
ลับทำให้เป็นหนุ่มขึ้น ข้าก็จะไม่ห้ามเลย" ภรรยาอธิบาย
พราหมณ์ได้ยินภรรยากล่าวดังนั้น ก็สิ้นความลังเลใจ ทิ้งผลไม้ลงบนพื้นดิน
ภรรยาเห็นเช่นนั้นก็ยินดี เพราะถ้าสามีกินผลอมฤตก็จะมีชีวิตยืนยาว ส่วน
นางนั้ั้นก็คงต้องตายลง แล้วจะเป็นธรรมหรือ ต่อจากนั้นนางก็ได้กล่าวถึงโทษ
ของการมีอายุยืนซ้ำอีก จนพราหมณ์สามีเห็นจริง โกรธเทวดาแล้วหยิบผลไม้
นั้นจะโยนเข้ากองไฟ ภรรยาเห็นเช่นนั้นจึงห้ามไว้
และกล่าวว่า "ท่านอย่าเพิ่งใจร้อน ผลไม้นี้ไม่ใช่ของหาง่าย เมื่อได้รับมาแล้ว
ควรใช้ให้เป็นประโยชน์ที่สุด ขอให้ท่านจงนำผลไม้นี้ไปถวายพระภรรตฤราช
จะดีกว่า และพระองค์ก็จะพระราชทานรางวัลให้อย่าง
เหมาะสมแก่ราคา ของรางวัลนี่แหละจะช่วยปลดทุกข์ยากให้แก่เราได้"
พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย รีบนำผลอมฤตเข้าไปถวายพระภรรตฤราช
แล้วทูลว่า "ขอพระองค์จงเสวยผลไม้นี้เถิด แล้วพระองค์จะทรงมี
พระชนมายุยั่งยืนนาน เป็นที่พึ่งแก่ประชาราษฎร์ทั้งหลายสืบไป"
พระภรรตฤราชได้ฟังดังนั้นก็ทรงยินดี รับผลไม้จากพราหมณ์แล้ว ก็พา
พราหมณ์ไปที่คลังทองซึ่งมีทรายทองกองอยู่เป็นจำนวนมาก แล้วตรัสสั่งให้
พราหมณ์ขนเอาไปตามใจชอบ พราหมณ์จึงเปลื้องผ้าออกห่อทรายทองและใส่
ลงในที่ต่าง ๆ ที่พอจะใส่ได้รวมทั้งในปากที่ไมีฟันนั้นด้วย
เมื่อพราหมณ์ออกจากวังไปแล้วพระองค์ก็เสด็จไปยังตำหนักของพระชายา
สุดที่รัก พระราชทานผลไม้นั้นแก่่นางพร้อมตรัสว่า "ขอน้องจงเสวยผลไม้อมฤต
นี่เถิด แล้วความงามของน้องก็จะอยู่ให้พี่ช่ืนชมไปชั่วฟ้าดินสลาย"

พระชายารับผลอมฤตมาแล้ววางพระหัตถ์บนพระอุระของพระสามีพลางจุมพิต
สามีแล้วทูลว่า "ขอเสด็จพี่จงเสวยผลไม้นี้เถิด หรือมิฉะนั้นก็แบ่งกันเสวยกับหม่อน
ฉันคนละครึ่งเพื่อจะได้มีความเป็นหนุ่มเป็นสาวเสมอกันนะเพคะ"

"ผลอมฤตนี้ต้องเสวยคนเดียวหมดผลจึงจะมีคุณดังกล่าว ถ้าแบ่งกันเสวยคนละ
ครึ่งก็จะไม่มีประโยชน์เลยน้องเอ๋ย" พระภรรตฤราชมีรับสั่งกับพระชายาแล้วก็เสด็จ
ไปจากตำหนัก ทิ้งผลอมฤตไว้ให้นางเสวยแต่ผู้เดียว

ฝ่ายพระชายาแสนสวย เมื่อเห็นพระสามีเสด็จพ้นจากตำหนักไปแล้ว
นางก็ให้คนสนิทไปตามมหิบาลอำมาตย์หนุ่มที่นางหลงรักมาที่ตำหนักของนาง
พร้อมบอกสรรพคุณและมอบผลอมฤตให้แก่อำมาตย์หนุ่มนั้น อำมาตย์หนุ่มเมื่อ
รับผลอมฤตแล้ว ก็รีบลงจากตำหนักไปทันที เมื่อพบนางสนมรูปงานคนหนึ่งซึ่ง
เป็นที่พิศวาสของตน อำมาตย์ก็ให้ผลอมฤตแก่นางนั้น

ส่วนนางสนมคนงามเมื่อรับผลอมฤตมาแล้ว ก็คิดจะหาความชอบ จึงนำไป
ถวายแก่พระภรรตฤราช โดยหารู้ไม่ว่าเป็นของพระองค์มาก่อน เมื่อพระภรรตฤราช
รับผลผมฤตมาแล้ว ก็ทรงพระราชทานรางวัลให้แก่นางเป็นอันมาก พลางถือผลไม้
นั้นไว้แล้วทรงรำพึงว่า

"มายาคือความมั่งคั่งและมายาศึกคือความรักที่่ไม่มีคุณเลย ความชื่นบานอัน
เกิดมาจากมายาทั้งสองนั้นอยู่ได้ประเดี๊ยวเดียวก็กลับเป็นความขมขื่นตลอดไป
ทรัพย์สมบัติทั้งหลายเหมือนเหล้าในแก้วของนักเลงสุรา เมื่อจิบครั้งแรกก็มีรสดี
เอิบอาบซาบซ่านไปทั่วร่างกาย ยิ่งดื่มบ่อยเข้ารสก็จืดจางลง ในที่สุดก็เป็นทุกข์
ชีวิตนี้มิใช่อะไรอื่น มีความหมุนเวียนแห่ง ความชื่นบานเป็นความหลงกับความ
เร่าร้อน ซ่ึงเป็นความจริงเท่านั้นวันที่รู้ว่าชีวิตคืออะไรก็คือวันสุดท้ายแห่งชีวิต
นั่นเอง"

เมื่อพระภรรตฤราชทรงรำพึงเช่นนั้นแล้ว ก็ตกลงพระทัยว่าจะออกป่าเป็นโยคี
แต่ยังอยากจะสนทนากับพระชายารูปงาม จึงเสด็จไปยังตำหนักของนางและนำ
ผลอมฤตไปด้วยครั้นเสด็จถึงจึงตรัสว่าผลอมฤตที่ให้ไปนั้ันนางเสวยแล้วหรือ

นางทูลตอบว่า"เหตุไฉนเสด็จพี่จึงตรัสเช่นนั้นพอหม่อมฉันได้รับผลอมฤตมา
แล้วก็รีบเสวยทันทีเลยเพคะ เสด็จพี่ทรงเห็นหม่อมฉันสาวน้อยไปกว่าเมื่อตะกี้นี้
หรือเพคะ"

พระภรรตฤราชทรงหยิบผลอมฤตออกมาชูให้นางดู แล้วตรัสสั่งให้เพชฌฆาต
นำตัวนางไปประหารชีวิต ส่วนผลอมฤตนั้นมีรับสั่งให้นำไปล้างให้สะอาด
ปราศจากมลทินจากมือคนใจสกปรกทั้งหลาย แล้วพระองค์ก็เสวยผลไม้ทั้งหมด
นั้น หลังจากนั้นก็ทิ้งราชสมบัติเสด็จเข้าป่า ถือเพศเป็นโยคีนับแต่นั้นมา

ส่วนราชสมบัติกรุงอุชชยินีนั้น พระอินทร์ได้ตรัสสั่งให้ยักษ์ตนหนึ่งชื่อ "ปัถพี
บาล" ลงมาปกป้องดูแลรักษาจนกว่าพระวิกรมาทิตย์จะเสด็จกลับพระนคร

ฝ่ายพระวิกรมาทิตย์ปลอมพระองค์เป็นโยคีเสด็จพาพระโอรสเที่ยวเตร็ดเตร่
ตามเมืองต่าง ๆ ได้ประมาณ ๑ ปี ก็บังเกิดความเบื่อหน่าย เพราะขาดทั้ง
เครื่องอุปโภคและบริโภค บางคราวก็ต้องต่อสู้กับสัตว์ป่าอันน่าสะพรึงกลัว ทั้ง
ยังได้ทรงทราบข่าวว่าพระอนุชาได้ละทิ้งบ้านเมืองเข้าป่าและถือเพศเป็นฤๅษีเสีย
แล้ว จึงตัดสินพระทัยเสด็จกลับยังพระนคร

เมื่อเสด็จถึงประตูพระนคร ก็มียักษ์ตนหนึ่งร่างกายกำยำยือขวางประตูอยู่
พร้อมร้องถามด้วยเสียงอันดังว่า "ท่านเป็นใคร จะไปไหน จงหยุดเดี๋ยวนี้"

"ข้าคือพระวิกรมาทิตย์ จะกลับเข้าสู่พระนครของข้า เจ้าคือใครจึงบังอาจมาห้าม
ข้าเช่นนี้"พระวิกรมาทิตย์มีรับสั่งตอบไปด้วยความไม่พอพระทัย

"ข้าพเจ้าชื่อปัถพีบาล พระอินทร์ใช้ให้มารักษาเมืองอุชชยินีไว้ ถ้าท่านคือพระวิ
กรมาทิตย์จริง ขอจงมาประลองฤทธิ์กับข้าพเจ้าดูก่อน" ยักษ์ปัถพีบาลพูด

"ตกลง"พระวิกรมาทิตย์ตรัสแล้วก็ตรงเข้าต่อสู้กับยักษ์ทันที เพราะพระองค์โปรด
การต่อสู้อยู่แล้ว

ยักษ์นั้นมีกำหมัดเท่าผลแตงโมลำแขนแข็งแรงราวกับกระบองเหล็กฟาดลงไป
แต่ละครั้งราวกับต้นไม้ใหญ่ถูกพายุล้มลงส่วนพระวิกรมทิตย์นั้นสูงเพียงสะดือของ
ยักษ์เมื่อยักษ์ฟาดกำหมัดลงไปก็จะตวาดด้วยเสียงอันดังทุกครั้ง ผู้ที่ไม่กล้าหาญ
มั่นคง อาจยอมแพ้เพราะเสียงนั้น แต่พระวิกรมาทิตย์หาเกรงกลัวไม่

การต่อสู้ดำเนินไปได้เพียงครู่เดียวยักษ์ก็ล้มลง พระวิกรมาทิตย์เห็นเช่นนั้นจึง
ขึ้นขี่คอ โดยมีพระโอรสน่ังทับอยู่บนท้องยักษ์ พระองค์ใช้สองพระหัตถ์จิกไปใน
กระบอกตาของยักษ์ พร้อมตรัสว่า

"ถ้าเจ้าไม่ยอมแพ้ข้า ข้าจะควักดวงตาของเจ้าออกเดี๋ยวนี้แหละ"
"ช้าก่อนพระองค์ พระองค์ได้ทีที่ทำให้ข้าพเจ้าล้มลงได้ข้าพเจ้ายอมถวายชีวิต
ของพระองค์แก่่พระองค์" ยักษ์ปัถพีบาลทูล
"เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ ขณะนี้ชีวิตของเจ้าอยู่ในกำมือของข้าแล้ว ข้าจะตัดสม
หายใจของเจ้าเสียแต่เดี๋ยวนี้ก็ได้ เจ้าไม่ต้องมาให้ชีวิตแก่ข้าหรอก ข้าควรจะให้
ชีวิตแก่เจ้ามากกว่า" พระวิกรมาทิตย์ตรัสตอบพร้อมทรงพระสรวล

"พระองค์อย่ากล่าวเย่อหยิ่งนักเลย พระองค์ตั้งอยู่ในความไม่รู้ พระองค์
จะสิ้นชีวิตในเร็ววันนี้ ถ้าข้าพเจ้าช่วยให้พระองค์รอดชีวิต ก็เท่ากับข้าพเจ้าถวาย
ชีวิตแก่พระองค์ ขอพระองค์จงฟังเรื่องที่ข้าพเจ้าจะเล่าถวายตอ่ไปนี้ แล้วทรงตรึก
ตรองดูเถิด ถ้าเชื่อข้าพเจ้าและทำตาม พระองค์ก็จะทรงมีพระชนมายุยืนยาว
พระเกียรติก้องเกริกไกร เป็นที่พึ่งแก่อาณาประชาราษฎรไปชั่วกาลนาน และเมื่อ
ถึงคราวดับพระชนมชีพ ก็จะดับด้วยความสงบ"
ยักษ์ปัถพีบาลตอบ

เมื่อพระวิกรมาทิตย์และพระโอรสได้ทรงฟังเช่นนั้น ก็ลงจากตัวยักษ์ ยักษ์จึงเล่า
เรื่องให้ฟัง ดังนี้

กรุงอุชชยินีในครั้งก่อน มีผู้เกิดวันเดือนปีเดียวกัน ๓ คนคือ พระวิกรมาทิตย์
บุตรพ่อค้าน้ำมัน และโยคี โยคีนั้นถ้ามีโอกาสจะฆ่าคนทั้งหลายเพื่อบูชา “นางทุร
คา” วันหนึ่งได้ฆ่าบุตรพ่อค้าน้ำมันตาย แล้วไปบำเพ็ญตบะด้วยการห้อยตัวเอาหัว
ลงอยู่บนต้นไม้ในป่าช้า มีความคิดที่จะฆ่าพระวิกรมาทิตย์ และต่อมาได้ฆ่าบุตรของ
ตนเองตาย

เมื่อยักษ์เล่ามาถึงตอนนี้พระวิกรมาทิตย์ทรงสงสัย ตรัสถามว่า “เหตุใดพระโยคี
จึงบุตรได้เล่า”

ยักษ์ตอบว่า ข้าจะเล่าต่อไปนี้
ขณะที่พระราชบิดาของพระองค์ทรงมีพระชนมชีพครองราชย์สมบัติอยู่นั้น วัน
หนึ่งพระองค์เสด็จประพาสป่า ได้ทอดพระเนตรเห็นโยคีตนหนึ่งนั่งบำเพ็ญตบะอยู่
ในป่า ฝูงปลวกพากันมาทำรังอยู่รอบตัวโยคี สัตว์เลื้อยคลานต่างๆ พากันไต่ไปตาม
ตัวและใบหน้า หมาร่าทำรังห้อยอยู่บนผม แต่โยคีก็นั่งนิ่งอยู่เหมือนกับไม่มีชีวิตพระ
ราชบิดาของพระองค์ทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้นก็ทรงแปลกพระทัยยิ่งนัก

เมื่อเสด็จกลับพระนครทรงดำริจะทดลองตบะของโยคี ทรงประกาศไปทั่ว
พระนครว่า ผู้ใดชักชวนให้โยคีเข้ามาในพระนครได้ จะพระราชทานรางวัล ๑๐๐
เหรียญทอง

ขณะนั้นมีหญิงแพศยานางหนึ่งชื่อว่า “นางวสันตเสนา” มีความสามารถในการ
ร้องรำทำเพลง ได้เข้ามาเฝ้าและอาสาจะนำโยคีเข้ามายังท้องพระโรง โดยจะให้แบก
บุตรมาด้วย พระองค์ทรงอนุญาตและพระราชทานใบพลูให้ใบหนึ่งเป็นสัญญา

นางวสันตเสนาจึงมุ่งหน้าไปยังป่าทันทีพบโยคีนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่มีอาการเหมือน
ใกล้จะสิ้นชีวิต นางจึงย่องเข้าไปใกล้แล้วนำอาหารน้ำอย่างหนึ่ง มีรสหวานค่อย ๆ
ป้ายลงที่ปากของโยคี โยคีก็เลียอาหารนั้นเข้าไป นางก็ป้ายซ้ำๆ อีก จนถึงวันที่สาม
โยคีก็ค่อยมีกำลังขึ้น พอรู้สึกว่ามีนิ้วมาป้ายที่ปากก็ลืมตา เมื่อเห็นนางวสันตเสนาก็
เอ่ยปากว่า “เจ้ามาที่นี่ทำไม”

นางวสันตเสนาตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นลูกสาวเทวดาได้บำเพ็ญพรตอยู่บนสวรรค์ มี
ความปรารถนาที่จะลงมาบำเพ็ญพรตอยู่ที่ป่าแห่งนี้”

ครั้นโยคีเห็นนางมีรูปงามก็คิดว่า การบำเพ็ญพรตอยู่ใกล้ๆนางย่อมมีความสำราญ
มากกว่าอยู่ลำพังเป็นแน่ จึงถามถึงที่อยู่ของนาง นางก็ชี้บอกว่าอยู่ใกล้ ๆ ตรงนี้นี่เอง
แล้วนางก็เข้าไปแกะดินปลวกออกจากตัวและแกะหมาร่าออกจากผมของโยคีจน
หมดพาไปอาบน้ำชำระกายที่กระท่อมของนางซึ่งมีผู้มาสร้างเตรียมไว้ก่อนแล้ว

เมื่อถึงกระท่อมโยคีได้เห็นเครื่องอุปโภคบริโภคของนางล้วนแต่เป็นของดี ๆ
ทั้งนั้นก็ชื่นชอบ และนางวสันตเสนาได้อธิบายว่า นางถือพรตชนิดที่ต้องใช้สิ่งของ
ดี ๆ ที่สุดเท่าที่จะหาได้ ต้องแต่งตัวสวย รับประทานอาหารรสเลิศ แล้วนางก็
ปรนนิบัติบำรุงโยคีอย่างดี ทำให้โยคีละการถือพรตแบบเก่ามาถือพรตแบบใหม่
อยู่กินกับนางวสันตเสนาจนมีบุตรคนหนึ่ง

อยู่มาวันหนึ่งนางวสันตเสนาได้ชวนโยคีสามีเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อไปล้าง
บาปยังท่าน้ำ โยคีเห็นด้วยจึงแบกบุตรขึ้นบ่าเดินทางตามนางวสันตเสนาตรง
เข้าไปยังกรุงอุชชยินี เข้าไปถึงท้องพระโรงในขณะที่พระราชบิดาของพระองค์
ประทับอยู่ท่ามกลางหมู่เสนาอำมาตย์น้อยใหญ่ เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็น
เช่นนั้นก็ทรงพระสรวลและตรัสว่า “นั่นนางแพศยาได้ไปพาโยคีแบกบุตรมาตาม
สัญญาแล้ว”

หมู่เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็ทูลว่า “พระองค์ตรัสถูกต้องแล้ว หญิงคนนี้แหละ
ที่รับอาสาจะไปพาโยคีมา และนางก็ทำสำเร็จแล้วจริง ๆ”

พระราชาได้ทรงฟังก็ทรงพระสรวล และหมู่เสนาอำมาตย์ก็หัวเราะขึ้นพร้อม
กัน ทำเหมือนโยคีเป็นตัวตลก ฝ่ายโยคีเมื่อเห็นดังนั้นก็คิดว่าบุคคลพวกนี้เองที่ส่ง
นางไปล่อตนจนทำให้ตนตบะแตกก็โกรธ จึงออกปากสาปแช่งผู้คนเหล่านั้น
แต่คำสาปไม่เป็นผล เพราะเสียตบะไปแล้วนั่นเอง

โยคีแบกบุตรขึ้นบ่ากลับไปยังสำนักเดิมแล้วฆ่าบุตรตาย ต่อจากนั้นก็เริ่ม
บำเพ็ญตบะใหม่โดยมุ่งหวังว่าจะแก้แค้นพระราชบิดาของพระองค์ แต่บัดนี้พระ
ราชบิดาของพระองค์ได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว โยคีจึงตั้งหน้าจะทำร้ายพระองค์ต่อ
ไปเพื่อเอาพระโลหิตของพระองค์และพระโอรสไปเซ่นสรวงบูชานางทุรคา หวังจะ
ได้รับความเป็นใหญ่ในโลกเป็นรางวัล

เมื่อเล่าจบยักษ์ปัถพีบาล กราบทูลย้ำว่า
“ข้าพเจ้าเคยกล่าวไว้ว่า จะช่วยชีวิตพระองค์ ฉะนั้นขอให้พระองค์จงฟัง
ข้าพเจ้าเถิด ต่อแต่นี้ไปขอจงระวังพระองค์ อย่าเชื่อคำผู้มีสำนักอยู่ในหมู่คนตาย
และจงจำใส่พระทัยไว้ว่า ผู้ใดมุ่งจะเอาชีวิตพระองค์ พระองค์จะต้องตัดหัวผู้นั้น
ก่อน แล้วพระองค์จะมีเกียรติขจรไกลไปชั่วกาลนาน” ยักษ์ปัถพีบาลทูลแล้วก็
อันตรธานหายไป
ฝ่ายชาวเมืองอุชชยินีเมื่อทราบว่าพระวิกรมาทิตย์และพระโอรสเสด็จกลับ
มาปกครองบ้านเมืองเช่นเดิมก็ดีใจ ชวนกันแต่งกายโอ่อ่า ออกมาร้องรำทำเพลง
กันอย่างสนุกสนาน ส่วนพระวิกรมาทิตย์ก็ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยความเที่ยง
ธรรม
อยู่มาวันหนึ่งมีพ่อค้ามาจากเมืองไกล ได้นำผลไม้ผลหนึ่งมาถวายพระวิกรมา-
ทิตย์ แล้วก็ทุลลาไป พระวิกรมาทิตย์ก็ทรงพระราชดำริว่า บุคคลที่ยักษ์บอกให้
พระองค์ระวังนั้นอาจเป็นบุคคลผู้นี้ก็ได้ จึงไม่ทรงเสวยผลไม้นั้น และมีรับสั่งให้เจ้า
หน้าที่นำผลไม้ไปเก็บรักษาไว้ในคลังและในวันรุ่งขึ้นพ่อค้าคนเดิมก็นำผลไม้อีกผล
หนึ่งมาถวายอีก พระองค์ก็ให้เจ้าหน้าที่นำไปเก็บในคลังเช่นเดิม พ่อค้าก็ยังคงนำ
ผลไม้มาถวายจนผลไม้ที่มีอยู่ในคลังเป็นกองใหญ่
วันหนึ่งพระวิกรมาทิตย์เสด็จไปที่โรงม้าต้น พ่อค้าคนเดิมก้นำผลไม้ผลหนึ่งมา
ถวายอีก พระองค์รับแล้วก็ทรงโยนผลไม้นั้นเล่นเผอิญผลไม้ตกจากพระหัตถ์กลิ้ง
ไปใกล้ลิงซึ่งผูกไว้ที่โรงม้าต้น ลิงนั้นฉวยผลไม้มาฉีกกินทันใดนั้นก็มีทับทิมเม็ดใหญ่
งามสุกใสตกลงมาจากผลไม้นั้นทำให้พระวิกรมาทิตย์และเสนาอำมาตย์ที่ตาม
เสด็จต่างก็พากันแปลกใจ เพราะไม่มีใครเคยเห็นทับทิมน้ำงามเช่นนี้มาก่อน

พระวิกรมาทิตย์ทอดพระเนตรทับทิมอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตรัสถามพ่อค้าว่า
“เหตุใดท่านจึงให้ทรัพย์แก่เรามากมายเช่นนี้”
“คัมภีร์โบราณสอนว่า เมื่อจะไปเฝ้าพระราชา ไปหาอุปัชฌาย์ ไปหาตุลาการ
ไปหาหญิงสาว และไปหามารดาหญิงสาวที่เรารักใคร่ชอบพอ จงอย่าได้ไปมือเปล่า
และข้าพเจ้าก็ได้ถวายทับทิมเช่นนี้แก่พระองค์ทุกครั้งที่เข้าเฝ้า มิใช่ถวายแต่ทับทิม
เม็ดนี้เพียงเม็ดเดียวเท่านั้น”
พระวิกรมาทิตย์ได้ทรงฟังเช่นนั้นก็ทรงให้เจ้าหน้าที่นำผลไม้มาผ่าดูทั้งหมด
ปรากฏว่ามีทับทิมน้ำงามอยู่ทุกผล ทรงดีพระทัยมาก ตรัสให้ไปตามพ่อค้าพลอยเข้า
มา แล้วตรัสว่า
“มนุษย์เราเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ไม่สามารถนำสิ่งใดติดตัวไปได้เลย ธรรมเป็นคุณ
วิเศษ กว่าสิ่งใดในโลก เพราะฉะนั้นเจ้าจงบอกแก่เราว่าทับทิมเหล่านี้เม็ดหนึ่ง ๆ มี
ค่าเท่าไร”
พ่อค้าพลอยทูลตอบว่า “พระองค์มีรับสั่งถูกต้องแล้ว ผู้ใดมีธรรมในใจ ผู้นั้นเป็น
เจ้าของสิ่งทั้งปวงในโลก ธรรมย่อมเป็นเพื่อนไปในทุกสถานที่ มีทั้งประโยชน์ในโลก
นี้และโลกหน้า อันทับทิมเหล่านี้ ถ้าข้าพเจ้าทูลว่าแต่ละเม็ดมีค่าถึงสิบล้านเหรียญ
ทอง พระองค์ก็ยังไม่ทรงทราบราคาจริงทับทิมเม็ดหนึ่ง อันที่จริงราคาทับทิมเหล่านี้
แต่ละเม็ดอาจซี้อทวีปได้หนึ่งทวีปจากทั้ง ๗ ทวีป ซึ่งรวมกันเป็นโลกนี้”
พระวิกรมาทิตย์เมื่อได้ฟังดังนั้น ทรงสำราญพระราชหฤทัย พระราชทานรางวัล
แก่พ่อค้าพลอยเป็นอันมาก แล้วมีรับสั่งให้พ่อค้าที่ถวายทับทิมตามเสด็จเข้าท้อง
พระโรง ตรัสว่า “ราชสมบัติของเราทั้งหมด มีราคาไม่ถึงครึ่งของราคาทับทิมเม็ด
หนึ่ง ๆท่านเป็นพ่อค้าซึ่งหากำไรจากการค้าขาย เหตุใดท่านจึงให้ทับทิมแก่เรา
มากมายเช่นนี้”

พ่อค้าทูลตอบว่า “ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ คัมภีร์โบราณกล่าวว่า ข้อความ
บางอย่างไม่ควรกล่าวในที่ชุมชน ได้แก่ การขอพร การร่ายมนตร์ การวางยา การ
กล่าวถึงคุณความดี การพูดถึงเรื่องในบ้าน การกินอาหารที่ห้ามและการกล่าวลบหลู่
เพื่อนบ้าน ถ้าข้าพเจ้าได้เฝ้าพระองค์แต่เพียงลำพังผู้เดียว ข้าพเจ้าจะทูลความ
ประสงค์ของข้าพเจ้า เรื่องอะไรในโลกนี้ถ้าได้ยินถึง ๖ หู ก็ไม่เป็นความลับ ถ้า
ได้ยินเพียง ๔ หูบางทีก็ไม่มีใครทราบต่อไป แต่ถ้าได้ยิน ๒ หู แม้พระพรหมก็ไม่อาจ
จะทราบได้”

พระวิกรมาทิตย์ได้ทรงฟังเช่นนั้น ก็โปรดให้พ่อค้าพลอยเข้าเฝ้าในที่ลับแล้ว
ตรัสว่า “ท่านได้ให้ทับทิมแก่เรามากมายเช่นนี้ เรายังไม่ได้ตอบแทนใดๆ แก่ท่าน
เลย ท่านประสงค์สิ่งใดจงบอกแก่เรามาเถิด”

พ่อค้าทูลตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่พ่อค้า ข้าพเจ้าเป็นโยคีชื่อ “ศานติศีล”
ข้าพเจ้ากำลังจะทำพิธีกรรมอย่างหนึ่งในป่าช้าริมฝั่งแม่น้ำโคทาวารี เมื่อข้าพเจ้า
ทำเสร็จแล้วจะได้เป็นใหญ่ในโลก ข้าพเจ้าขอเชิญพระองค์และพระธรรมธวัช
ราชโอรสไปช่วยข้าพเจ้าในครั้งนี้ โดยขอเชิญเสด็จไปที่ป่าช้าหนึ่งคืน และกระทำ
การตามที่ข้าพเจ้าบอก การพิธีของข้าพเจ้าก็จะสำเร็จ”

พระวิกรมาทิตย์ได้ยินคำว่า “ป่าช้า” ก็ตกพระทัยด้วยคิดถึงที่ยักษ์ทูลเตือนไว้
แด่พระองค์เป็นกษัตริย์จึงทรงซ่อนความรู้สึกได้ทำให้โยคีศานติศีลไม่รู้ว่าพระองค์
ทรงพระวิตกแต่พระองค์ได้ออกพระโอษฐ์ไปแล้ว ถ้าไม่ทำตามจะเสียสัตย์ จึงตรัส
ว่า“เราจะเสด็จไปยังป่าช้าและช่วยท่านทำพิธีการดังกล่าว ขอท่านจงบอกกำหนด
วันและเวลามาเถิด”

โยคีได้ฟังดังนั้นจึงทูลตอบว่า “ขอเชิญพระองค์เสด็จไปที่ป่าช้าจำเพาะแต่
พระองค์กับพระโอรส มิให้มีผู้ใดตามเสด็จ แต่ให้ทรงถืออาวุธไปด้วยในวันจันทร์
แรม ๑๔ ค่ำเดือนนี้”

เมื่อเห็นพระวิกรมาทิตย์ทรงรับคำแล้ว โยคีก็ทูลลาออกจากวังไป เพื่อเตรียม
การสำหรับพิธีการดังกล่าว

ฝ่ายพระวิกรมาทิตย์ทรงพระราชดำริถึงถ้อยคำที่ให้คำมั่นสัญญาไว้แก่โยคีแล้ว
ไม่มีช่องทางใดที่จะหลีกเลี่ยงได้ จึงไม่แพร่งพรายเรื่องนี้แก่ผู้ใด แม้แต่อำมาตย์คน
สนิท

ครั้นถึงวันเวลาที่กำหนดนัดหมาย พระวิกรมาทิตย์กับพระธรรมธวัช พระ
โอรสก็เตรียมพระองค์ ทรงโพกผ้าพันไว้ใต้พระหนุ (คาง) ทรงถือดาบเป็นอาวุธคู่
พระหัตถ์ ทั้งสองพระองค์พากันทรงพระดำเนิน (เดิน) บ่ายพระพักตร์สู่ป่าช้าซึ่ง
อยู่ริแม่น้ำโคทาวารี

คืนนั้นมืดสนิท พายุพัดฝนตกหนักอากาศเยือกเย็นมาก ผู้คนไม่มีเดินผ่านไป
มาเลย พระวิกรมาทิตย์และพระโอรสทรงพระดำเนินไปจนเห็นแสงไฟอยู่กลาง
ป่าช้า ก็เสด็จตรงเข้าไปหาแสงไฟ เมื่อถึงริมป่าช้า พระองค์หยุดชะงักชั่วครู่
เพราะรังเกียจที่จะเหยียบพื้นดินสกปรกโสโครกไปด้วยซากศพ ทรงเหลียวดู
พระโอรสเห็นว่ามิได้ครั่นคร้ามแต่อย่างใด ทั้งสองพระองค์ก็ทรงพระดำเนินตรง
เข้าไป

สักครู่หนึ่งก็ถึงกลางป่าช้า พระองค์ทอดพระเนตรเห็นสิ่งซึ่งน่ารังเกียจต่าง ๆ
อยู่รอบกองไฟซึ่งเผาศพใหม่ ๆ มีทั้งภูตผีปีศาจ หมาในกินศพกระจัดกระจายอยู่
เป็นชิ้น ๆ สุนัขจิ้งจอกออกต่อสู้แย่งเนื้อและกระดูกมนุษย์กัน หมีกำลังเคี้ยวกิน
ตับทารก ที่ใกล้กองไฟเห็นรูปฝีนั่งยืนและลอยอยู่เป็นอันมาก ทั้งมีเสียงลมเสียง
ฝนเสียงสุนัขเห่าหอน เสียกนกเค้าแมวร้อง พร้อมทั้งมีเสียงกระแสน้ำไหลกลบ
เสียงต่าง ๆ เหล่านั้น

ในท่ามกลางสิ่งน่าเกลียดน่ากลัวต่าง ๆ โยคีศานติศีลนั่งอยู่ใกล้กองไฟ มี
กะโหลกศีรษะวางอยู่บนเข่า มือถือกระดูกแข้งข้างละท่อน พลางเคาะกะโหลกเป็น
เพลงให้ภูติผีปีศาจต่าง ๆ รำและกระโดดไปมาอยู่รอบข้าง

ฝ่ายพระวิกรมาทิตย์ทรงมีความกล้าอย่างที่สุด และเป็นความกล้าที่มิได้
ประมาท ทรงระมัดระวังพระองค์ตามคำเตือนของยักษ์ปัถพีบาล ครั้นเห็นโยคี
แวดล้อมไปด้วยผีเช่นนั้น ทรงคิดว่าถ้าจะตรงเข้าไปทำร้ายด้วยพระแสงดาบอันคม
กล้าให้หัวโยคีขาดไปก็จะกระทำได้โดยง่าย แต่ก็จะเป็นการผิดคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้
แก่โยคี จึงทรงพระดำเนินนำพระโอรสเข้าไป กระทำกิริยาเคารพโยคีแล้วประทับ
ลงบนพื้นดินตามที่โยคีทูลเชิญ สักครู่หนึ่งพระองค์ก็ตรัสว่า

“เราได้มาตามสัญญาแล้ว ท่านจะให้เราทำกิจอันใดก็จงว่ามาเถิด”
โยคีทูลตอบว่า “ในทิศใต้มีป่าช้าเช่นเดียวกันนี้อีกแห่งหนึ่ง มีต้นอโศก บนต้น
อโศกมีศพแขวนอยู่ศพหนึ่ง ขอพระองค์จงไปนำศพนั้นมาให้ข้าพเจ้าโดยเร็วด้วย
เถิด”
พระวิกรมาทิตย์ได้ยินดังนั้น ก็จับพระหัตถ์พระโอรสพากันเดินทางทิศใต้ ทรง
แน่พระทัยว่า โยคีศานติศีลนี่เองคือ โยคีที่เป็นศัตรูกับพระราชบิดาของพระองค์
จำจะต้องคิดหาอุบายไม่ให้โยคีทำอันตรายแก่พระองค์ได้ ในขณะที่ทรงพระ
ดำเนินไปนั้นก็ได้ยินเสียงภูตผีปีศาจต่างร้องรำทำเพลงกันอื้ออึงไปหมด ทางที่จะ
ไปนั้นก็มืด มีภูตผีตามล่อหลอกให้ตกพระทัย บ้างก็แกล้งขวางให้สะดุดล้ม บ้างก็
เป็นงูมาพันพระชงฆ์บ้างก็ทำแสงวูบวาบข้าง ๆ ทาง บ้างก็ทำเสียงดังลั่น แต่
พระองค์กับพระโอรสก็มิได้หวาดหวั่นพรั่นพรึง พากันทรงพระดำเนินไปจนถึง
ป่าช้า

สักครู่ก็มองเห็นต้นอโศกใหญ่ลุกเป็นไฟแดงไปทั้งต้น ก็ตรงเข้าไปยังต้นอโศกนั้น
มีเสียงผีร้องบอกว่า “ฆ่าเสีย ฆ่าเสียทั้งสองคน จับตัวให้ได้ ช่วยกันจับตัวเผาไฟที่
ต้นไม้นี้ให้ไหม้เป็นจุณไป” แม้จะทรงได้ยินเสียงนั้น พระวิกรมาทิตย์ก็ไม่ทรงครั่น
คร้าม ทรงพระดำเนินไปจนถึงโคนต้นอโศก เพราะเปลวไฟบนต้นไม้ไม่ร้อน
เนื่องจากเป็นไฟที่ปีศาจสำแดงหลอกเท่านั้น ทรงหยุดพิศดูศพที่แขวนอยู่บนต้น
อโศก

“ศพนั้นลืมตาโพลง ลูกตาสีเขียวเรือง ๆ ผมและหน้าสีน้ำตาล ตัวผอมเห็น
ซี่โครงเป็นซี่ๆ ห้อยหัวลงมาเหมือนค้างคาว แต่เป็นค้างคาวตัวใหญ่ที่สุด เมื่อจับถูก
ตัวก็เหนียวๆ เหมือนงู หางเหมือนหางแพะกระดิกได้”

พระวิกรมาทิตย์ทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น ก็ทรงคิดในพระทัยว่า ตัวที่ห้อยอยู่
นี้คือ “เวตาล” ซึ่งแต่เดิมทรงคิดว่าเป็นศพของลูกชายพ่อค้าน้ำมัน ครั้นเมื่อเห็น
เวตาลเช่นนี้ก็แปลกพระทัย ทรงคิดว่าโยคีแกล้งเปลี่ยนศพให้เป็นเวตาลเพื่อจะลวง
พระองค์ให้สนิทด้วย ต่อจากนั้นพระวิกรมาทิตย์ทรงปีนขึ้นไปบนต้นไม้ ตรัสให้
พระโอรสยืนหลักให้ห่างออกไป แล้วทรงพระแสงดาบฟันกิ่งไม้ที่เวตาลห้อยอยู่
ขาดตกลงไปยังพื้นดิน

ฝ่ายเวตาลเมื่อตกถึงพื้นดินก็กัดฟันร้องเสียงเหมือนทารกที่ได้รับความเจ็บปวด
พระวิกรมาทิตย์เห็นเช่นนั้นก็ตรัสว่า “อ้ายตัวนี้มีชีวิตแล้วเสด็จลงจากต้นไม้ ตรัส
ถามเวตาลว่า “เอ็งนั้นเป็นอะไร”

ตรัสยังไม่ทันขาดคำเวตาลก็ลอยกลับขึ้นไปห้อยเกาะอยู่บนกิ่งไม้กิ่งอื่น แล้ว
หัวเราะจนตัวแกว่งไปแกว่งมา พระวิกรมาทิตย์ทรงคิดว่าเวตาลนี้คงเป็นบุตรชาย
พ่อค้าน้ำมันแน่ จึงทรงปีนขึ้นบนต้นไม้ ตัดกิ่งไม้ขาดตกลงมาพร้อมกับเวตาล พระ
ธรรมธวัชเห็นดังนั้นก็ตรงเข้าจับตัวเวตาลไว้แน่นพระวิกรมาทิตย์รีบเสด็จลงจาก
ต้นไม้เข้าช่วยพระโอรสจับตัวเวตาลไว้ พร้อมตรัสถามว่า “เอ็งนี้คือใคร”

ทันใดนั้นเวตาลก็ลื่นหลุดลอยขึ้นไปห้อยเกาะอยู่บนกิ่งไม้ที่สูงขึ้นและหัวเราะ
เยาะเย้ยด้วยความชอบใจ ฝ่ายพระวิกรมาทิตย์เมื่อเห็นเวตาลหลุดไปได้ถึงสองครั้ง
เช่นนั้นก็ทรงพระพิโรธ ตรัสสั่งพระโอรสว่า เมื่อเวตาลตกลงมาถึงพื้นให้ฟันหัวให้
ขาด แล้วทรงปีนต้นไม้ จับผมเวตาลกระชากจนเวตาลหลุดจากกิ่งไม้ แล้วทิ้งลง
มายังพื้นดิน พระธรรมธวัชจึงฟันด้วยพระแสงดาบถูกหัวเวตาลแต่เหมือนกับฟัน
หินทำให้พระแสงดาบบิ่น พอพระวิกรมาทิตย์เสด็จลงมาก็ตรัสถามว่า “เอ็งคือ
ใคร” แต่ยังไม่ทันขาดคำ เวตาลก็หัวเราะแล้วลอยกลับไปเกาะอยู่บนต้นไม้ดังเดิม

พระวิกรมาทิตย์ก็ไม่ย่อท้อ ทรงปีนขึ้นไปและลงหลายครื้งก็ยังจับตัวเวตาลไม่ได้
จนครั้งที่เจ็ดเวตาลจึงยอมให้จับ พระองค์จึงนำผ้าผืนหนึ่งมาผูกเป็นย่ามเพื่อจะใส่
เวตาล เวตาลเห็นเช่นนั้นจึงถามว่า “ท่านนี้คือใครและท่านทำอะไร”

พระวิกรมาทิตย์ตรัสตอบว่า “ข้าคือพระวิกรมาทิตย์พระมหากษัตริย์แห่งกรุงอุช
ชยินี ข้าจะจับตัวเจ้าไปให้คนคนหนึ่ง ซึ่งสนุกในการเคาะกะโหลกหัวผีเป็นเพลงให้ผี
ฟัง”

เวตาลทูลตอบว่า “พระองค์ผู้เป็นมหากษัตริย์จงจำภาษิตโบราณไว้ว่า ลิ้นคนนั้น
ตัดคอคนเสียมากต่อมากแล้ว ข้าพเจ้าจะยอมตามพระทัยของพระองค์ และตาม
เสด็จไปหาบุรุษที่ทำดนตรีด้วยกะโหลกหัวผี พระองค์จะผูกข้าพเจ้าสะพายหลัง
เหมือนย่ามของคนขอทานก็ตามที แต่ขอพระองค์จงตั้งพระทัยฟังข้าพเจ้าไปตลอด
ทาง เพราะข้าพเจ้าเป็นคนช่างพูด ประกอบกับระยะทางจากที่นี่ไปถึงป่าช้าที่เพื่อน
ของพระองค์นั่งทำดนตรีอยู่นั้นกินเวลาเป็นชั่วโมงเศษ ในเวลาเดินทางนั้นข้าพเจ้า
จะเล่านิทานเล่นเพราะนักปราชญ์ผู้มีความรู้ย่อมใช้เวลาของตนในเรื่องหนังสือมิใช่
เวลาในการนอนและขี้เกียจอย่างคนโง่ในเวลาเล่านิทานนั้นข้าพเจ้าจะตั้งปัญหาถาม
พระองค์ และพระองค์จะต้องสัญญาแก่ข้าพเจ้าเสียก่อนข้าพเจ้าจึงจะยอมไปด้วย
คือเมื่อข้าพเจ้าตั้งปัญหา ถ้าพระองค์ตอบจะเป็นด้วยกรรมในปางก่อนบันดาลให้
ตอบ

หรือด้วยความแพ้ความฉลาดของข้าพเจ้าที่ล่อให้พระองค์แสดงความเย่อหยิ่งว่า
มีความรู้ก็ตามถ้าตรัสตอบปัญหาของข้าพเจ้าเมื่อใด ข้าพเจ้าก็กลับไปยังที่อยู่ของ
ข้าพเจ้าตามเดิม ต่อเมื่อพระองค์ไม่ตอบปัญหาเพราะได้สติ หรือด้วยความโง่
เขลาเบาปัญญาของพระองค์ ข้าพเจ้าจึงจะยอมไปด้วย และข้าพเจ้าทูลแนะนำ
ว่า พระองค์จงสงบความหยิ่งในพระทัยว่าเป็นผู้มีความรู้ไว้ เมื่อเกิดมาเป็นคนโง่
แล้วจงยอมโง่เสียเถิด มิฉะนั้นแล้วจะไม่ได้ประโยชน์อันใดเลย ซึ่งนอกจาก
ข้าพเจ้าแล้วไม่มีใครช่วยพระองค์ได้”

พระวิกรมาทิตย์ได้ฟังดังนั้นก็ขัดเคืองพระทัย เพราะพระมหากษัตริย์ไม่เคย
ฟังใครดูหมิ่นว่าโง่ แต่ครั้นจะไม่ยอมสัญญาตามคำเวตาล ก็จะไม่ได้ตัวไปตาม
ประสงค์ จึงทรงนิ่งเสีย แล้วทรงจับตัวเวตาลใส่ลงไปในย่ามยกขึ้นสะพายแล้ว
ตรัสให้พระโอรสรีบตามให้ทัน พลางเสด็จออกรีบทรงพระดำเนินไปทันที

ฝ่ายเวตาลเมื่อพระวิกรมาทิตย์พาออกเดินทางได้ครู่หนึ่ง ก็ทูลถามปัญหาสั้น
ๆ เกี่ยวกับลมฝนและโคลนในถนน แต่พระองค์ก็ไม่ตรัสตอบ เวตาลจึงทูลว่า
“ข้าพเจ้าจะเล่านิทานซึ่งเป็นเรื่องจริงถวาย ณ บัดนี้ ขอพระองค์จงฟังเถิด”

เรื่องที่ 1 พระวัชรมงกุฎ กับ พุทธศริระ

แต่โบราณกาล มีเมืองหนึ่งชื่อพาราณสี อันเป็นที่กล่าวกันว่าเป็นที่ประทับของ
พระศิวะผู้เป็นเจ้าเพราะเมืองนี้เป็นที่อยู่ของผู้บริสุทธิ์ในศาสนา ซึ่งเปรียบเหมือน
ภูเขาไกรลาสอันเป็นที่ชุมนุมของทวยเทพ แม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์มีน้ำเปี่ยมฝั่ง
ตลอดกาลไหลเลียบพระนครนี้ ทำให้ดูเสมือนสร้อยแก้วมณีอันบรรเจิดที่คล้องเอา
ไว้โดยรอบ

ที่พระนครพาราณสีนี้ มีพระราชาองค์หนึ่งทรงนามว่า พระเจ้าประตาปมกุฏ
ปกครองอยู่ พระองค์เป็นผู้เลิศด้วยเดชานุภาพ สามารถปราบปรามเหล่าอริราช
ศัตรูได้ราบคาบราวกับกองอัคนีที่เผาผลาญป่าใหญ่ให้วอดวาย ฉะนั้นพระองค์มี
ราชโอรสองค์หนึ่งชื่อ วัชรมกุฏ ผู้ทรงโฉมอันงามยอดยิ่งเพียงดังจะเย้ยกามเทพให้
ได้อาย เจ้าชายมีสหายผู้หนึ่งชื่อพุทธิศรีระ ซึ่งทรงรักและตีราคาคุณค่าของเขา
เท่ากับชีวิตของพระองค์นั่นเทียว แลพุทธิศรีระนั้นเป็นบุตรมนตรีผู้ใหญ่ของพระ
ราชา

สมัยหนึ่งเจ้าชายกับพระสหายพากันแสวงหาความบันเทิงสุขโดยการขี่ม้า
ประพาสป่าไล่ล่าสิงโตอย่างสนุก ทรงยิงธนูตัดสร้อยคอของสีหะเหล่านั้น อันมี
ลักษณะดังแส้จามรีของมันขาดกระจุย ในที่สุดเสด็จมาถึงป่าใหญ่แห่งหนึ่งที่นั้นมี
ความงดงามรื่นรมย์ราวกับอุทยานของกามเทพ มีเสียงนกดุเหว่าวิเวกแว่วอ่อน
หวาน ผสมผสานมากับสายลมที่แผ่วรำเพยมาจากแนวพฤกษ์อันมีดอกบานสะพรั่ง
ทุกกิ่งก้านกวัดไกวไปมา ระหว่างทิวไม้อันคดโค้งในเบื้องหน้าเป็นทะเลสาบซึ่งมีน้ำ
อันใสเขียวดังมรกตและมีระลอกน้อย ๆ วิ่งไล่กันเข้าสู่ฝั่งมิได้ ขาด กลางบึงใหญ่มี
กอบัวอันสลับสล้างด้วยสีสันวรรณะต่าง ๆ อย่างงดงาม ณ ที่นั้น เจ้าชายทอด
พระเนตรเห็นนารีนางหนึ่งมีรูปโฉมงดงามดังเทพอัปสร ลงเล่นน้ำอยู่พร้อมด้วย
คณานางผู้เป็นบริวาร นางมีพักตร์อันงามดังสมบูรณจันทร์ อันทำให้เศวโตตบล
(บัวสายสีขาว) ทั้งหลายต้องได้อาย

เพียงได้แลเห็นนางครั้งแรก เจ้าชายหนุ่มก็รู้สึกเหมือนว่านางได้คร่าเอาดวงหทัย
ของพระองค์ไปเสียแล้วด้วยเสน่ห์อันลึกซึ้งของนาง แลนางนั้นกำลัง เพลิดเพลินอยู่
ด้วยการเล่นน้ำจนมิทันระวัง อาภรณ์ที่หลุดร่วงจากอุระ ขณะที่เจ้าชายและสหาย
กำลังจ้องดูนางอยู่

ด้วยความสงสัยว่านางเป็นใครนั้น ก็พอดีนางเหลือบมาเห็นเข้า นางเมินหน้าหนี
ด้วยความอาย แต่แล้วกลับแสดงท่าทีเป็นนัย ๆ ให้ทราบว่านางเป็นใครมาจากไหน
นางเด็ดดอกบัวออกจากมาลาที่สวมศีรษะนางดอกหนึ่งเอาทัดหูไว้ นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วเอาดอกบัวออกจากหู บิดให้เป็นรูปเครื่องประดับอย่างหนึ่งที่เรียกว่า ทันตบัตร
(แผ่นฟันเป็นรูปอาภรณ์ชนิดหนึ่ง) จากนั้นนางหยิบดอกบัวอีกดอกหนึ่งขึ้นวางบน
ศีรษะ และเอามือปิดอุระไว้ตรงหัวใจนาง เจ้าชายมองดูอากัปกิริยาของนางอย่างไม่
เข้าใจ แต่สหายผู้เป็นบุตรมนตรีเข้าใจโดยตลอด นางโฉมงามนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็ขึ้นจาก
น้ำแวดล้อมด้วยบริวารเดินทางกลับไปยังนิวาสสถานของนาง

เมื่อนางเข้าในบ้านก็ล้มตัวลงบนที่นอน มีใจอันเต้นระทึกคิดถึงเจ้าชายด้วยความ
สงสัยว่าพระองค์จะเข้าใจสัญญาณของนางหรือไม่ ส่วนเจ้าชายวัชรมกุฏ เมื่อมิได้
เห็นนางอีกแล้วก็เปรียบเหมือนวิทยาธรที่สิ้นไร้ซึ่งมนตร์วิเศษ เมื่อเสด็จกลับถึง
พระนครก็มีแต่จิตประหวัดคิดถึงนางอยู่มิรู้วาย ทรงตกอยู่ในอารมณ์รันทด มีแต่
ความเศร้าสร้อยอาวรณ์หาแต่นางผู้เดียว วันหนึ่งบุตรมนตรีเข้ามาเฝ้าและสนทนา
กันด้วยเรื่องต่าง ๆ พุทธิศรีระบุตรมนตรี ได้ถามเจ้าชายผู้เป็นสหายว่ามีความคิด
อย่างไรเรื่องนางงามที่พบที่ทะเลสาบ ในความคิดของตนเห็นว่านางนั้นอาจจะ
ติดต่อได้ง่ายกว่าที่คิดเพราะทุกอย่างไม่มีปัญหาอะไรเลย

เจ้าชายได้ฟังก็พลุ่งขึ้นมาว่า “เจ้าพูดได้อย่างไรว่าเข้าหาไม่ยากเลย ข้าไม่รู้จัก
แม้แต่ชื่อของนาง ที่ซึ่งนางอยู่ หรือแม้แต่หัวนอนปลาย ตีนของนางทั้งสิ้น เจ้าชางก
วนโมโหข้าเสียจริง”

เมื่อเจ้าชายตรัสดังนี้ พุทธิศรีระก็ถึงกับอ้าปากค้าง กล่าวว่า “อะไรนะ พระองค์
ไม่ทราบได้อย่างไรในเมื่อนางให้สัญญาณออกโจ่งแจ้งอย่างนั้น ก็เมื่อนางเอา
ดอกบัวทัดที่หู นางหมายจะบอกพระองค์ว่า ‘ฉันอยู่ในแว่นแคว้นของพระราชา
นาม กรรโณตบล’ (ผู้มีดอกกบัวประดับที่หู) เมื่อนางบิดกลับบัวเป็นอาภรณ์ทันต
บัตร นางหมายความว่า ‘จงรู้เถิดว่าฉันเป็นลูกของทัตแพทย์ที่เมืองนั้น’ การที่นาง
หยิบดอกบัวขึ้นชูบนศีรษะว่า นางชื่อปัทมาวดี และการที่นางเอามือทาบหทัย
ประเทศก็หมายความว่า พระองค์สถิตอยู่ในหัวใจของนางแล้วนั่นเอง พระองค์ไม่รู้
หรือว่าพระราชากรรโณตบลนั้นเป็น กษัตริย์แห่งแคว้นกลิงคะ และมีพระสหายที่
โปรดปรานคนหนึ่งเป็นหมอฟันชื่อสงครามวรรธน์ ก็ชายผู้นี้แหละ มีลูกสาวชื่อ
ปัทมาวดี ผู้เป็นมุกดาแห่งโลกทั้งสาม และบิดาของนางตีราคานางเท่ากับชีวิตของ
เขานั่นเทียว

เรื่องราวเหล่านี้ข้าพเจ้าทราบจากคำคนเขาพูดกันมานานแล้ว เพราะฉะนั้น
ข้าพเจ้าจึงตีความหมายของนางได้ถูก ต้องไม่ว่านางจะแสดงท่าทีอย่างไร

เมื่อราชบุตรได้ฟังคำเฉลยอันแจ่มแจ้งของบุตรมนตรีดังนี้ ก็มีใจปลอดโปร่งสิ้น
ความกังวลวิตก มีใบหน้าอันแช่มชื่นขึ้นทันที และเห็นโอกาสที่จะไปหานางอันเป็น
ที่รักได้โดยง่าย จึงจัดการเสด็จอีกครั้งหนึ่งพร้อมด้วยบุตรมนตรี โดยแสร้งทำเป็นว่า
จะไปล่าสัตว์แล้วมุ่งไปหานางโดยทันทีตามเส้นทางเดิม พอมาถึงกลางทาง เจ้าชาย
ก็กระตุ้นม้าเผ่นโผนไปด้วยความเร็วจนข้าราชบริพารตามไม่ทัน แล้วมุ่งหน้าไปยัง
แคว้นกลิงคะพร้อม ด้วยบุตรมนตรีตามเสด็จอย่างใกล้ชิด ณ ที่นั้นชายหนุ่มทั้งสอง
ก็มุ่งไปยังพระนครของพระราชากรรโณตบล แล้วสืบเสาะจนพบคฤหาสน์หลังงาม
ของทันตแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าชายและพระสหายแวะเข้าไปสู่บ้านของหญิง ชราผู้
หนึ่งซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับคฤหาสน์นั้น พุทธิศรีระจัดการให้หญ้าให้น้ำแก่ม้าทั้งสองตัว
แล้วเอาไปซ่อนในที่ ลับตา จากนั้นก็กล่าวแก่หญิงชราต่อพระพักตร์ของเจ้าชายว่า
“คุณแม่ ท่านเคยรู้จักหมอฟันชื่อ สงครามวรรธน์บ้างหรือ”

พอนางได้ฟังถ้อยคำดังนั้น ก็กล่าวแก่ชายหนุ่มอย่างอ่อนน้อมว่า “แม่รู้จักเขาดี
ทีเดียว ก็แม่นี่แหละเคยเป็นแม่นมของเขา เดี๋ยวนี้เขาให้แม่เป็นคนดูแลลูกสาวของ
เขาแล้ว แต่แม่ก็ไม่ได้เข้าไปที่บ้านใหญ่นั่นหรอก เพราะไม่มีเสื้อผ้าดี ๆ จะแต่ง มีแต่
ชุดปอน ๆ นี่จะใส่ไปก็อายเขา ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะอ้ายลูกชายชาติชั่ว มันเล่นการ
พนันหมดเนื้อหมดตัว ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว มันเห็นเสื้อผ้าสวย ๆ ของแม่มีอยู่ มัน
ก็ขนเอาไปจนหมด” เมื่อบุตรมนตรีได้ฟังดังนั้นก็ยินดี แลเห็นช่องทางโดยตลอด จึง
ถอดสร้อยสังวาลออกมอบให้นางพร้อมด้วยของขวัญอีกหลายอย่าง ทำให้นาง
ปลาบปลื้มเป็นอันมาก บุตรมนตรีเห็นได้โอกาสจึงกล่าวแก่นางว่า

“คุณแม่จงเป็นแม่ของพวกเราเถิด ตอนนี้ฉันมีความลับอย่างหนึ่งที่จะบอกคุณ
แม่ และขอให้คุณแม่ช่วยสงเคราะห์ด้วย ให้คุณแม่ไปหานางปัทมาวดี ลูกหมอฟัน
และกล่าวแก่นางว่า เจ้าชายที่เจ้าเห็นที่ทะเลสาบนั้น บัดนี้มาถึงแล้ว และเพราะ
ความรักของเขาที่มีต่อเจ้าอย่างท่วมท้น เขาจึงรีบให้แม่มาบอกเจ้า”

เมื่อหญิงชราได้ฟังดังนั้นก็ตอบตกลง เพราะได้ลาภสักการมาไว้แล้วอย่างเต็มที่
รีบกระวีกระวาดเข้าไปพบนางปัทมาวดีในปราสาท และกลับมาในเวลาเพียงชั่วครู่
เจ้าชายและพระสหายเห็นนางกลับมาก็ถามเรื่องราวโดยทันที นางได้ฟังก็ตอบว่า
“แม่ไปพบนางอย่างลับ ๆ และแจ้งข่าวแก่นางว่าเจ้ามาถึงแล้ว พอนางฟังจบก็ด่าข้า
ยกใหญ่ มิหนำซ้ำยังตบหน้าข้าทั้งสองข้างข้างละทีด้วยฝ่ามือที่ทาด้วยการบูร แล้ว
ไล่ข้ากลับมา นางทำให้ข้าต้องร้องไห้ด้วยความเสียใจเพราะถูกดูหมิ่นอย่างคาดไม่
ถึง นี่ไงล่ะ ลูกเอ๋ย รอยที่นางตบข้ายังเป็นผื่นห้านิ้วอยู่เลยเห็นไหม”

เมื่อได้ฟังดังนี้ เจ้าชายก็รู้สึกเป็นทุกข์เพราะความผิดหวังยิ่งนัก แต่บุตรมนตรีผู้
ฉลาดได้กล่าวปลอบโยนว่า “อย่าทรงเศร้าโศกไปเลยพระเจ้าข้า ที่นางทำอย่างนี้
เป็นแต่เพียงปริศนาเท่านั้นหรอก การที่นางบริภาษแม่เฒ่าและตบหน้าทั้งสองแก้ม
ด้วยมือทาการบูรทั้งสิบนิ้วเป็นรอยสีขาวอย่างนั้นก็เพราะนางต้องการจะตอบเป็น
นัย ๆ ว่าให้พระองค์ทรงรออีกสิบวันข้างขึ้น เพราะระหว่างนี้เป็นวันที่ฤกษ์ไม่ดี”

หลังจากที่บุตรมนตรีกล่าวปลอบโยนเจ้าราชบุตรดังนี้แล้ว บุตรมนตรีก็ออก
ไปตลาด แอบเอาเครื่องทองหยองออกขายอย่างลับ ๆ เอาเงินมาให้แม่เฒ่าไปทำ
อาหารอย่างดีเลิศมากินกันทั้งสามคน หลังจากนั้นเมื่อรอมาครบสิบวัน บุตร
มนตรีก็ส่งแม่เฒ่าไปพบนางปัทมาวดีอีกเพื่อดูว่านางจะว่าอย่างไร ฝ่ายหญิงชรา
หลังจากที่ถูกปรนเปรอด้วยเหล้ายาปลาปิ้งและอาหารนานารสอย่างอิ่มหมีพีมัน
แล้วก็มีกำลังใจยอมช่วยเหลือเต็มที่ นางเดินทางไปหานางปัทมาวดีอีกครั้งเพื่อ
เอาใจแขกทั้งสอง นางไปแล้วมิช้าก็กลับมากล่าวแก่ชายทั้งสองว่า “แม่ไปมาแล้ว
และไม่ทันได้พูดอะไร แต่นางกลับเยาะเย้ยแม่ว่าทำเป็นแม่สื่อดีนัก นางเอามือที่
ทาชาดมาแปะหน้าอกข้าเป็นรอยนิ้วมือสามนิ้ว ข้าจึงกลับมายังเจ้าพร้อมด้วย
รอยนิ้วมือของนางนี่แหละ”

เมื่อบุตรมนตรีได้ฟังและพิเคราะห์ด้วยความฉลาดก็ทูลเจ้าชายให้สงบพระทัย
และไตร่ตรองในปริศนาของนาง ซึ่งตนเห็นว่าไม่ลี้ลับอะไรเลย “นางต้องการจะ
บอกให้ทราบว่า นางยังไม่ว่างที่จะพบใครในสามวันนี้” บุตรมนตรีเฉลยปัญหา
อย่างมั่นใจ

หลังจากนั้นอีกสามวัน พุทธิศรีระก็ส่งหญิงเฒ่าไปหานางปัทมาวดีอีก คราวนี้
นางปัทมาวดีต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ปรนเปรอด้วยอาหารอันเอมโอชและสุรา
อย่างดี หญิงชราเพลิดเพลินอยู่ที่คฤหาสน์ตลอดวัน จนกระทั่งถึงเวลาเย็นนางจึง
ลากลับบ้าน ขณะนั้นปรากฎเสียงอื้ออึงในท้องถนนหน้าคฤหาสน์เสียงคนร้อง
เอะอะว่า “ระวังด้วย มีช้างบ้าหลุดจากเสาตะลุงวิ่งมาทางนี้ มันกระทืบคนตาย
ไปหลายคนแล้ว หนีเร็ว” นางปัทมาวดีได้ยินดังนั้นจึงกล่าวแก่หญิงชราว่า “แม่
อย่าออกไปทางถนนใหญ่เลย อันตรายเปล่า ๆ เราจะให้แม่นั่งในกระเช้าแล้ว
ค่อยหย่อนเชือกลงไปจากหน้าต่างดีกว่า พอลงไปถึงสวนแล้วก็ปีนต้นไม้ออกไปที่
กำแพง แล้วข้ามกำแพง ลงไปโดยไต่ลงต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ถึงทางลัดแล้วแม่ก็กลับ
ไปบ้านเถิด”

หลังจากกล่าวดังนี้แล้ว นางปัทมาวดีก็ให้หญิงชราลงไปนั่งในกระเช้า เอาเชือกพัน
แน่นหนา แล้วก็ค่อยหย่อนนางลงทางหน้าต่าง เมื่อลงไปถึงสวนแล้วก็ให้นางทำ
ตามที่บอกจนหญิงเฒ่ากลับสู่บ้านด้วยความปลอดภัย เมื่อนางกลับมาบ้านแล้วก็
เล่าเรื่องทั้งหมดให้ชายหนุ่มทั้งสองฟัง บุตรมนตรีได้ฟังดังนั้นก็กล่าวแก่เจ้าชายว่า
“ความปรารถนาของพระองค์ถึงความสำเร็จแล้ว เพราะฟังจากถ้อยคำแม่เฒ่านี่
นางปัทมาวดีได้แนะหนทางให้พระองค์ไปสู่บ้านของนางแล้ว เพราะฉะนั้นจงเสด็จ
ไปเถิด ไปเสียวันนี้เลย เวลาย่ำค่ำ ไปตามหนทางที่นางชี้แนะไว้แล้วนั่นแหละ”

เมื่อบุตรมนตรีกล่าวดังนี้ เจ้าราชบุตรก็เดินทางไปพร้อมด้วยบุตรมนตรีลัดเลาะ
มาจนถึงแนวกำแพงบ้านนางตามที่หญิงชราบอกไว้ ที่ตรงนั้นมีเชือกผูกระเช้า
หย่อนลงมาจากหน้าต่าง ที่ขอบหน้าต่างแลเห็นสาวใช้กำลังเยี่ยม ๆ มอง ๆ
เหมือนนางกำลังคอยหาเจ้าชายอยู่ ดังนั้นเจ้าจึงลงไปนั่งในกระเช้านางสาวใช้สอง
คนก็ช่วยกันชักกระเข้าขึ้นไปจนถึงหน้าต่าง จากนั้นเจ้าชายก็เสด็จเข้าไปใน
ปราสาทและตรงเข้าไปหานางอันเป็นที่รัก บุตรมนตรีเห็นว่าเสร็จธุระของตนแล้ว
ก็กลับที่พัก

ส่วนเจ้าชายเมื่อเข้าไปถึงห้องของนางก็แลเห็นนางนั่งอยู่บนอาสน์ มีใบหน้าอัน
งามปลั่งเปล่งดังจันทร์เพ็ญฉายแสงอร่ามเรืองในราตรี นางแลเห็นเจ้าชายก็รีบลุก
จากแท่นเข้ามากอดไว้ด้วยความเสน่หาอันแผดเผาอุระให้ทรมานมานับเดือน เจ้า
ชายประคองนางไว้ด้วยความรัก และกระทำวิวาหะต่อนางตามแบบคานธรรพ
วิวาห์ เมื่อความปรารถนาของพระองค์บรรลุความสำเร็จแล้ว เจ้าชายก็ประทับ
อยู่กับนางเรื่อยมาโดยการลักลอบมิให้รู้ถึงผู้อื่น จนเวลาผ่านไปหลายวัน

วันหนึ่งขณะในที่อยู่กับนางในที่รโหฐาน เจ้าชายรำลึกถึงพระสหายได้ จึงกล่าว
แก่นางว่า “ดูก่อนเจ้าผู้เป็นที่รัก สหายร่วมใจของข้ากำลังคอยข้าอยู่ที่บ้านแม่เฒ่า
เวลาก็ผ่านไปหลายวันแล้ว ข้าคิดว่าควรจะกลับไปเยี่ยมเยียนเขาบ้าง เพราะเขา
คอยฟังข่าวจากข้าอยู่ เสร็จธุระแล้วข้าจะกลับมาที่นี่อีก”

ปัทมาวดีโฉมงามได้ฟังก็นิ่งอยู่ ไตร่ตรองด้วยความฉลาดของนาง แล้วก็กล่าวแก่
สามีของนางว่า “โอท่านผู้เป็นบดี (สามี หรือนาย) ของข้า เมื่อพระองค์ตรัสดังนี้ก็
ดีแล้ว แต่ข้ายังมีความสงสัยอยู่อย่างหนึ่งที่จะถามว่า ก่อนหน้านี้ข้าเคยทำปริศนา
หลายอย่างต่อพระองค์ พระองค์ทรงตีปัญหาแตกด้วยความคิดของพระองค์เองหรือ
หรือว่าบุตรมนตรีผู้เป็นสหายเป็นคนคิดให้”

เจ้าราชบุตรได้ฟังดังนั้นก็กล่าวตอบโดยความซื่อว่า “ข้าไม่ได้คิดเองเลยสักอย่าง
แต่สหายของข้าคือบุตรมนตรีผู้นั้นเป็นผู้แนะนำต่างหาก”

นางได้ฟังดังนั้นก็คิดในใจด้วยความล้ำลึก ปกปิดความรู้สึกอันแท้จริงมิให้ปรากฏ
ออกนอกหน้า กล่าวว่า “พระองค์ทำผิดเสียแล้วที่ไม่แจ้งเรื่องนี้แก่ข้าก่อน เมื่อเขา
เป็นสหายของพระองค์ เขาก็ควรจะเป็นพี่ของข้าด้วย ข้าควรจะให้เกียรติแก่เขายิ่ง
กว่าใคร ๆ ทั้งหมด โดยให้ของขวัญอันมีค่าต่าง ๆ”

เมื่อนางกล่าวดังนี้แล้ว ตกเวลากลางคืนนางก็ส่งเจ้าชายกลับไปโดยวิธีเดิม
เหมือนขามา เจ้าชายก็กลับมาหาพุทธิศรีระและพักอยู่ด้วยกันเป็นเวลาหลายวัน วัน
หนึ่งราชบุตรกล่าวแก่บุตรมนตรีว่าพระองค์ได้เล่าเรื่องการแก้ปริศนาของเขาให้นาง
ทราบหมดแล้วเพื่อต้องการจะยกย่องความฉลาดของเขา สหายหนุ่มได้ฟังก็ตำหนิ
ว่าเป็นการเสี่ยงมากที่ทรงทำดังนั้น การสนทนาระหว่างสองชายดำเนินไปจนกระทั่ง
เย็นค่ำ วันต่อมา หลังจากการสวดประจำวันเวลาเช้าสิ้นสุดลง ก็ปรากฏว่ามีสาวใช้
คนสนิทของนางปัทมาวดีมารอพบอยู่ เอาหมากพลูมาให้พร้อมกับอาหารซึ่งน่ากิน
หลายอย่าง นางถามสารทุกข์สุกดิบของบุตรมนตรีตามธรรมเนียม แล้วมอบของกิน
ให้แก่เขาและกล่าวแก่เจ้าชายว่า นางปัทมาวดีกำลังคอยอยู่ ขอให้พระองค์เสด็จไป
เสวยอาหารที่บ้านของนางโดยเร็ว นางกล่าวจบก็รีบผลุนผลันกลับไป บุตรมนตรี
เห็นนางไปแล้วก็กล่าวแก่เจ้าชายว่า

“ข้าแต่ราชบุตร โปรดคอยดู ข้าจะแสดงอะไรให้ดูสักอย่าง” กล่าวจบก็นำ
อาหารในภาชนะนั้นมาให้สุนัขกิน สุนัขกินอาหารนั้นยังไม่ทันหมดก็ล้มลงขาดใจ
ตาย เจ้าชายแลดูด้วยความงุนงง ตรัสว่า “นี่มันอะไรกัน ข้าไม่เข้าใจ”

บุตรมนตรีจึงอธิบายว่า “ความจริงก็คือ นางผู้เป็นที่รักของพระองค์รู้ว่าข้าเป็น
คนมีปัญญา เพราะสามารถตีปัญหาของนางออกทุกอย่าง นางจึงส่งอาหารใส่ยาพิษ
มาให้ข้ากิน ที่นางทำเช่นนี้ก็เพราะนางรักพระองค์มากเหลือเกิน นางต้องการให้
พระองค์รักนางอย่างสุดจิตสุดใจ และนางเห็นว่า ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าอาจ
เป็นก้างขวางคอนาง และอาจจะยุยงพระองค์ให้เหินห่างจากนางเมื่อไรก็ได้ นางจึง
คิดจะฆ่าเสีย มิให้ข้านำพาพระองค์เสด็จกลับพระนคร แต่พระองค์อย่าโกรธนาง
เลย ทางที่ดีขอให้พระองค์เล้าโลมนางจนคิดหนีจากสกุลติดตามพระองค์กลับสู่
พระนครจะดีกว่า ข้าจะเป็นผู้ออกอุบายดำเนินเรื่องนี้เอง”

เมื่อบุตรมนตรีทูลดังนี้ เจ้าราชบุตรก็ทรงยิ้มแย้มด้วยความพอพระทัยตรัสว่า
“เจ้านี่สมแล้วที่ได้ชื่อว่า พุทธิศรีระ เพราะเจ้าเป็นแหล่งของความฉลาดแท้เทียว”

ขณะที่เจ้าชายกำลังกล่าวยกย่องพระสหายอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงคนเป็นอันมากส่ง
เสียงปริเทวนาการมาจากท้องถนนว่า “โธ่เอ๋ย ช่างกระไรราชบุตรน้อยของพระ
ราชามาด่วนจากไปเสียแล้ว ไม่ควรเลย ยังเด็กอยู่แท้ ๆ” บุตรมนตรีได้ยินเสียงดัง
นั้นก็รู้สึกยินดีนัก กล่าวแก่เจ้าชายว่า “รีบเสด็จไปบ้านนางเถอะ คืนนี้เมื่อพระองค์
อยู่กับนาง จงพยายามให้นางดื่มสุราให้มาก ให้นางเมาจนสิ้นสติแน่นิ่ง แล้วจงเอา
เหล็กเผาไฟนาบสะโพกของนางเป็นเครื่องหมายแล้วเก็บสร้อยถนิมพิมพาภรณ์
เครื่องประดับกายของนางมาให้หมด จากนั้นขอให้เสด็จกลับมาทางเดิม เมื่อกลับ
มาบ้านแล้วข้าจะดำเนินการตามแผนที่คิดไว้ทุกอย่าง”

เมื่อบุตรมนตรีกล่าวดังนี้แล้วก็มอบเหล็กแหลมรูปตรีศูลอันเล็ก ๆ มีลักษณะแหลม
ราวกับขนหมูป่าให้แก่เจ้าชายเพื่อไปกระทำตามแผน เจ้าชายรับมาแล้วทรงพิจารณา
ดูอาวุธน้อยอันดำเป็นมันขลับราวกับตะกั่วดำ พลางคิดว่าทั้งนางปัทมาวดีผู้เป็นที่รัก
กับพุทธิศรีระผู้เป็นสหายแก้ว ดูจะเป็นคนใจหินด้วยกันทั้งคู่ไม่มีใครเป็นรองใครจึง
ตรัสว่า “เอาเถอะข้าจะทำตามที่เจ้าสั่งทุกอย่าง”

คืนนั้นเจ้าชายเสด็จไปยังคฤหาสน์ของนางปัทมาวดี เพราะขึ้นชื่อว่าเจ้าชายย่อม
จะต้องทำตามคำแนะนำของมนตรีที่ฉลาดเสมอ ณ ที่นั้นพระองค์ได้ภิรมย์อยู่ด้วยนาง
จนเวลาค่อนคืน ปรนเปรอนางด้วยสุรา จนนางเมามายถึงขนาดและแน่นิ่งไป เจ้าชาย
เห็นได้โอกาสก็หยิบตรีศุลมาลนไฟแล้วนาบลงที่สะโพกของนางโดยนางยังคงสลบไสล
ไม่ได้สติเช่นเดิม เสร็จแล้วทรงรวบรวมรัตนาภรณ์ของนางใส่ห่อผ้า เสด็จเร้นพระองค์
ลงจากหน้าต่างในความมืด แฝงกายลัดเลาะมาถึงบ้าน แจ้งเหตุการณ์ทุกอย่างให้บุตร
มนตรีทราบ ทำให้บุตรมนตรีดีใจที่แผนการประสบผลสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว

รุ่งเช้าบุตรมนตรีแอบไปยังสุสานนอกเมือง พร้อมด้วยราชบุตร และเปลี่ยนเสื้อผ้า
โดยบุตรมนตรีปลอมตนเป็นโยคี ส่วนเจ้าชายปลอมเป็นสาวก เสร็จแล้วบุตรมนตรี
กล่าวแก่เจ้าชายว่า “พระองค์จงนำรัตนาวลีนี้ไปเร่ขายในตลาด แล้วทำเป็นโก่งราคา
เสียจนไม่มีใครกล้าแตะ จงเดินเร่ขายไปเรื่อย ๆ ทำให้ใคร ๆ ได้เห็นกันจนทั่ว และ
เมื่อถูกราชบุรุษ (ตำรวจ) จับ จงทำเป็นไม่รู้อิโหน่อิเหน่ตอบแต่เพียงว่า ท่านโยคี
อาจารย์ของข้าสั่งให้ข้าเอาสร้อยเส้นนี้มาขาย

เมื่อบุตรมนตรีกำชับกำชาเรียบร้อยแล้วก็ส่งเจ้าชายออกไปที่ตลาด เจ้าชายแกล้ง
ตระเวนขายสายสร้อยมณีไปทั่วตลาด ในที่สุดก็ถูกราชบุรุษจับ เพราะราชบุรุษได้รับ
แจ้งความมาว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัตนาภรณ์ที่โจรเอาไปจากลูกสาวเศรษฐีผู้เป็น
ทันตแพทย์ เมื่อราชบุรุษจับกุมเจ้าชายไปแล้วก็นำไปมอบแก่ตุลาการ ตุลาการแลเห็น
ราชบุตรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าของโยคี ก็รีบแสดงความเคารพและถามด้วยความ
นอบน้อมว่า “ข้าแต่ท่านสาธุ ท่านเอาสร้อยมณีเส้นนี้มาจากไหน ท่านรู้หรือไม่ว่า
สร้อยเส้นนี้เป็นของธิดาเศรษฐีใหญ่ คือธิดาทันตแพทย์หลวง นางทำหายไปโดย
ไร้ร่องรอยจำไม่ได้ว่าที่ไหน บางทีอาจจะถูกขโมยเมื่อคืนนี้ก็ได้”

เมื่อเจ้าชายผู้ปลอมเป็นสาธุได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า “ท่านมหาคุรุผู้เป็นอาจารย์
ของข้าเป็นคนมอบให้ข้าเอง ถ้าท่านอยากรู้อะไรก็จงสอบถามท่านคุรุเถิด”

ตุลาการได้ฟังก็เดินทางไปที่สุสาน แลเห็นบุตรมนตรีนั่งอยู่ คิดว่าเป็นโยคีจึง
เข้าไปทำความเคารพและถามว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านได้มุกดาวลีเส้นนี้มาจาก
ไหน ข้าได้มาจากศิษย์ของท่าน”

เมื่อหนุ่มเจ้าเล่ห์ได้ฟังก็ตอบว่า “ข้าเป็นนักบวชแสวงบุญ เดินทางท่องเที่ยว
จาริกแสวงบุญไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่พำนักถาวร ข้าชอบท่องเที่ยวไปในไพรกว้าง ออก
จากป่าโน้นเข้าป่านี้ตามอำเภอใจของข้า คราวนี้ประเหมาะได้เจอเรื่องตื่นเต้นเข้า
จนได้ เมื่อคืนข้ามาพักอยู่ในสุสานนี้ ข้าได้เห็นนางแม่มดจำนวนมากมาประชุมกัน
ที่นี่ พวกมันคนหนึ่งนำเอาร่างสลบไสลของชายองค์หนึ่งมาด้วย มันเอาร่างเปล่า
เปลือยของชายเคราะห์ร้ายมาวางเป็นเครื่องบูชายัญแด่องค์พระไภรวะ (ผู้น่ากลัว
หมายถึงพระศิวะ (อิศวร) ปางดุร้าย) นางแม่มดตนหนึ่งมีอำนาจตบะแรงกล้ามิใช่
น้อย แอบเข้ามาขโมยสร้อยประคำที่ข้าใช้ท่องบ่นมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ไป ข้าลืมตา
ขึ้นเห็นนางตัวดีวิ่งหนีไปข้างหน้า ข้าโกรธมาก วิ่งตามไปจิกหัวมัน กระชากสร้อย
ประคำคืนมาแล้วมัดนางไว้ เอาตรีศุลของข้าลนไฟแล้วนาบสะโพกมัน ข้าหยิบ
สร้อยมุกดาที่มันสวมคอเอามาด้วย แล้วปล่อยมันไป ข้าเห็นว่ารัตนาวลีนี้เป็นของมี
ค่า มิใช่ของอันดาบสพึงเก็บเอาไว้ใช้สอย จึงให้ลูกศิษย์ข้าเอาไปขายที่ตลาด เรื่องก็
มีเท่านี้แหละ

เมื่อตุลาการได้ฟังเรื่องราวโดยตลอดเช่นนั้นก็รีบกลับเข้าวังทูลพระราชาให้ทรง
ทราบ พระราชาได้ฟังรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่มีเรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้น ในที่สุดทรง
สรุปเอาว่า สร้อยมุกดานั้นชะรอยจะเป็นเส้นเดียวกับเส้นที่หายไป พระราชาจึงส่ง
นางพนักงานชราที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้คนหนึ่งไปสืบที่บ้านเศรษฐี เพื่อดูว่าธิดาเศรษฐผู้
นั้นมีรอยรูปตรีศุลอยู่ที่สะโพกหรือหาไม่ หญิงเฒ่าไปแล้วมิช้าก็กลับมาทูลว่า

นางปัทมาวดีนั้นมีรอยรูปตรีศูลบนสะโพกเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อได้ฟังดังนั้นพระ
ราชาก็ทรงมั่นพระทัยว่า นางปัทมาวดีเป็นแม่มด และเป็นคนเดียวกับที่ฆ่าพระ
โอรสของพระองค์เป็นแน่แท้ ดังนั้นพระองค์จึงเสด็จไปแต่ลำพัง เข้าไปหาโยคีที่
สุสาน และถามว่า พระองค์ควรจะจัดการอย่างแก่นางปัทมาวดี โยคีปลอมจึงทูล
แนะนำให้เนรเทศนางไปเสียจากพระนคร พระราชาจึงออกคำสั่งให้เนรเทศนางไป
เสีย ทำให้บิดามารดาของนางเศร้าโศกเพียงชีวิตจะแตกสลาย เมื่อนางปัทมาวดีถูก
ขับไล่ออกจากเมือง เสื้อผ้าแพรพรรณและถนิมพิมพาภรณ์ของนางก็ถูกยึดไปหมด
เหลือแต่ผ้านุ่งห่มปอน ๆ ผืนเดียว นางเข้าไปอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว สิ้นความคิดที่จะ
ช่วยเหลือตัวเอง นั่งซึมเซาอยู่ตกเย็นบุตรมนตรีกับเจ้าชายเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
นักบวช แล้วขี่ม้าเข้ามาในป่าตรงไปหานาง ปลอบโยนนางให้คลายโศกแล้วเจ้าชาย
ก็อุ้มนางขึ้นขี่ม้าตัวเดียวกันเดินทางกลับพระนครพาราณสี และดำรงชีวิตอยู่ด้วย
กันด้วยความผาสุก ส่วนเศรษฐีทันตแพทย์ เมื่อธิดาของตนจากไปแล้วและมิได้ยิน
ข่าวเกี่ยวกับนางอีกก็คิดว่านางคงถูกสัตว์ป่ากินสิ้นชีวิตไปแล้ว มีความทุกข์ระทม
แสนสาหัส ก็ตรอมใจตาย ต่อมามิช้านางผู้ภริยาก็ตายตามไปด้วยอีกคนหนึ่ง



ฝ่ายเวตาลเมื่อเล่าเรื่องจบลงแล้ว ก็แสร้งกล่าวแก่พระราชาว่า “โอ อารยบุตร
ข้ามีความสงสัยอยู่อย่างหนึ่งในเรื่องที่เล่ามานี้ว่า ในกรณีที่บิดามารดาของนาง
ปัทมาวดีต้องสิ้นชีวิตลงไปนี้ ทรงเห็นว่าเป็นความผิดของใคร บุตรมนตรี หรือว่า
เจ้าชาย หรือนางปัทมาวดีกันแน่ โปรดทรงวินิจฉันให้ข้าฟังหน่อยเถอะ เพราะ
พระองค์ก็ได้ชื่อว่าเป็นยอดนักปราชญ์ผู้หนึ่ง โอ ราชะ ถ้าพระองค์ไม่กล่าวคำจริง
ทั้ง ๆ ที่ทรงรู้ดีอยู่แก่ใจแล้วละก็ พระเศียรของพระองค์จะต้องแยกออกเป็นร้อย
เสี่ยงแน่เทียว”
เมื่อเวตาลกล่าวดังนี้ พระราชาผู้เป็นสัตยเคราะห์ (ผู้ยึดมั่นในความสัตย์) ก็ตก
พระทัยเพราะความเกรงกลัวในคำสาป จึงตรัสว่า “โอ เวตาล เจ้าก็เป็นผู้ชำนิ
ชำนาญในมายาศาสตร์ทั้งปวง เรื่องนี้ยากเย็นอะไร บุคคลทั้งสามที่เจ้าเอ่ยมานั้น
ข้าไม่เห็นว่าจะมีใครเป็นผู้ผิดแม้แต่คนเดียว ความผิดในเรื่องนี้ทั้งหมดเป็นของ
พระราชากรรณโณตบลนั่นต่างหาก”

เวตาลได้ฟังก็กล่าวว่า “อะไรกัน พระราชาเป็นผู้ผิดด้วยเหตุใด บุคคลทั้งสาม
นั่นแหละเป็นผู้ก่อความผิดเกี่ยวเนื่องกันทั้งสามคน ก็กานั้นเสพของสกปรกจะต้อง
พลอยมีความผิดด้วยหรือ ในเมื่อหงส์นั้นมิได้กินภักษาหารเหมือนกา แต่กินข้าว
เปลือกแทน”

พระราชาตรัสอธิบายว่า “ว่าตามจริงคนทั้งสามมิได้ทำความผิดเลยสักนิด
บุตรมนตรีไม่ได้ทำผิดเพราะสิ่งที่เขาทำไปเป็นเพราะเขาต้องการจะช่วยเจ้านาย
ของเขา นับเป็นหน้าที่ที่เขาจะต้องทำอยู่แล้วในฐานเสวกและสหาย ส่วนนาง
ปัทมาวดีและเจ้าราชบุตรก็มิได้ทำผิดอะไร เพราะทั้งสองคนต่างก็ถูกเผาไหม้ด้วย
พิษศรกามเทพเช่นเดียวกัน สิ่งที่พวกเขากระทำไปก็เพราะเขาต่างรักกัน และทำ
ไปด้วยความโง่เขลาต่างหาก จึงไม่ควรถูกตำหนิในเรื่องนี้ ก็พระราชากรรโณตบ
ลนั่นแหละ ขาดความรู้ความเข้าใจในนิติศาสตร์อันเป็นหลักที่พระเจ้าแผ่นดินควร
จะรู้ ไม่สืบสวนข้อเท็จจริงให้ประจักษ์ในงานอันเกี่ยวกับแว่นแคว้นที่ตนปกครอง
ไม่รู้จักการใช้จารชนให้เป็นประโยชน์ แม้ในเรื่องของราษฎรภายใต้อำนาจของตัว
เองก็ไม่รู้ ไม่มีความเฉลียวในเล่ห์ของทรชน ขาดความชำนิชาญในการตีวความสิ่ง
ที่ปรากฎแม้ง่าย ๆ ที่กล่าวมานี้แล คือความบกพร่องอันควรนับว่าเป็นความผิด
ของพระราชากรรโณตบลโดยแท้ เวตาลผู้สิงอยู่ในศพเมื่อได้ฟังพระราชากล่าวดัง
นั้น ทราบว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่พระราชาได้ลืมคำสัญญาที่ว่าจะไม่พูดแล้ว
จึงเป็นโอกาสอันดีที่ตนจะหนีไป เวตาลก็ผละจากไหล่ของพระราชาและอันตรธาน
หายไป ทำให้พระราชาตริวิกรมเสนต้องเสด็จเที่ยวติดตามเพื่อจับเอาตัวมาอีก

เรื่องที่ 2 นกแก้วจุฑามน กับ นกขุนทองโสมิกา

หมายเหตุ : ในเรื่องนี้จะมี 2 เรื่องย่อย
- นางรัตนาวดี กับ ชายผู้มีหลังเหมือนอูฐ
- นางชัยสิริ กับ จมูกที่แหว่งของนาง

ฝ่ายพระวิกรมาทิตย์ ครั้นเวตาลหลุดลอยไปแล้วก็ยืนตะลึงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จึงหัน
พระพักตร์พาพระราชบุตรดำเนินไปยังต้นอโศก ครั้นถึงก็ปีนขึ้นไปปลดเวตาลลงมา
บรรจุลงย่ามแบกดำเนินกลับมา เวตาลก็เล่าเรื่อง ซึ่งกล่าวว่าเป็นเรื่องจริงอีกเรื่อง
หนึ่งดังนี้

ในเมืองโภควดี มีพระราชกุมารองค์หนึ่งซึ่งข้าพเจ้าจะกล่าวได้ว่าทรงเกียรติคุณ
แลทรงศักดิ์ประดุจดังพระราชบุตรแห่งพระองค์ซึ่งตามเสด็จอยู่ ณ บัดนี้ เวตาลทูล
ดังนั้น ประสงค์จะทูลพระราชาทางอ้อมแต่พระราชามิได้รับสั่งประการใดเพราะไม่
โปรดการยอ แต่ถ้าจำเป็นใครจะต้องยอใครแล้ว พระวิกรมาทิตย์โปรดให้ยอ
พระองค์เอง ไม่ต้องให้ยอผ่านคนอื่น พระหฤทัยในข้อนี้เนาวรัตนกวีย่อมทราบ แล
ใช้เป็นหลักในการยอพระเกียรติ แลใช้การยอพระเกียรติเป็นหลักแห่งความมั่งคั่ง
ของเจ้าบทเจ้ากลอนทั้งเก้านั้น

เวตาลเล่าต่อไปว่า พระราชกุมารองค์นั้นทรงนาม พระรามเสน เป็นพระ
ราชบุตรของพระราชาธิบดี ซึ่งข้าพเจ้าจำต้องกล่าวว่าผิดกับพระองค์มาก เพราะ
พระราชาองค์นั้นโปรดเข้าป่าล่าเนื้อ โปรดเล่นสกา โปรดบรรทมกลางวัน เสวยน้ำ
จัณฑ์กลางคืน โปรดความสำราญซึ่งเป็นไปในทางกาม ประกอบด้วยคุณชั่วหลาย
อย่าง คุณดีหายากแต่เป็นที่รักที่นับถือของพระราชบุตรแลธิดา เพราะเธอทรง
เอาใจใส่ที่จะให้เป็นเช่นนั้น เธอไม่วางลงเป็นบัญญัติมาแต่สวรรค์ว่าจะมีเหตุอันควร
ก็ดี มิมีก็ดี ลูกจำเป็นต้องรักพ่อให้เต็มความรักซึ่งมีในใจ มิฉะนั้นก็ต้องตกนรก ไม่
เหมือนพ่อแม่บางคนซึ่งถือตัวว่าทรงคุณธรรมอันดี แต่ใช้ลูกวิ่งตามหลังประหนึ่ง...

เวตาลพูดไม่ทันขาดคำ พระวิกรมาทิตย์ทรงพิโรธเป็นกำลังก็เอื้อมพระหัตถ์
ไปข้างหลัง จับแขนเวตาลเต็มกำกระชากด้วยกำลังแรง เวตาลร้องโอยๆ เหมือน
หนึ่งเจ็บปวดมาก แต่ถ้าจะสังเกตก็เหมือนแกล้งร้องเป็นเชิงเยาะเย้ย ไม่ใช่ร้อง
ด้วยเจ็บ เพราะเมื่อพระราชาหยุดกระชาก เวตาลก็กล่าวต่อไปด้วยสำเนียง
แจ่มใสว่า

พ่อทั้งหลายแบ่งเป็นสามประเภท แลถ้าจะกล่าวการจำแนกประเภทแห่งแม่
ก็ฉันเดียวกัน พ่อประเภทที่หนึ่ง เป็นคนชนิดที่กล่าวได้โดยอุปมาว่า มีอกกว้าง
สามศอก มีใจกว้างตามขนาดแห่งอก พ่อชนิดนี้เป็นคนใจดี ชอบสนุก เอาใจลูก
มักจะจน แต่ลูกรักเหมือนเทวดา พ่อประเภทที่สองอกกว้างเพียงศอกคืบ มี
ใจแคบเข้ามาตามส่วนแห่งอก พ่อชนิดนี้ถ้าได้ยินข้าพเจ้าพูดดังที่พระองค์ได้ยิน
อยู่เดี๋ยวนี้ก็คงคิดในใจว่าอ้ายตัวนี่มันพูดถูก กูจะจำคำของมันเป็นคติ ลองดูว่า
จะเป็นผลอย่างไรบ้าง คิดดังนั้นแล้วก็กลับไปบ้าน ปฏิบัติการเอาใจลูกเป็น
ขนานใหญ่ แต่ไม่ช้าก็กลับเป็นอย่างเก่าเพราะความเที่ยงในใจไม่มี พ่อประเภท
ที่สามเป็นคนอกกว้างศอกเดียวไม่มีเศษ สมมุติเป็นที่สุดแห่งความแคบ แลใจ
ก็ได้ขนาดกับอก

พระองค์ผู้เป็นพระราชาธิบดีอันสูงสุด เป็นตัวอย่างพ่ออกศอกเดียวคือ
ประเภทที่สามนี้ เมื่อยังทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงเรียนวิชาซึ่งมีผู้สั่งสอนถวาย
เช่น ความรู้ที่ว่าไม้เรียวเป็นต้นไม้ซึ่งคนอาจปีนขึ้นไปได้ถึงสวรรค์เป็นต้น ครั้น
พระองค์ทรงชนมายุถึงมัชฌิมวัย ก็ทรงใช้ความรู้ที่เรียนมาในเบื้องต้น ทรงปลูก
ไม้เรียวสำหรับให้พระราชบุตรปีนขึ้นไปสู่ทิพยโลก พระองค์จะสอนอะไรตนเอง
ก็สอนไม่ได้ ก่อนที่หนวดแห่งพระองค์งอกงามเป็นช่อ ครั้นเมื่องอกงามแล้วใคร
จะสอนอะไรพระองค์ก็ไม่ได้เหมือนกัน ถ้าใครเพียรจะทำให้พระองค์เปลี่ยน
ความเห็น พระองค์ก็กล่าวคำที่กวีโง่ๆ กล่าวไว้ว่า

"อะไรใหม่มิใช่ความจริงแน่ ความจริงแท้เกิดใหม่เกิดได้หรือ
อะไรใหม่ไม่จริงทุกสิ่งคือ อะไรจริงใช่ชื่อว่าใหม่เอย ฯ "

แต่พระองค์ก็เป็นประโยชน์แก่โลกเหมือนสิ่งอื่นๆ ในแผ่นดิน เมื่อทรงชนมายุก็
อยู่เหมือนอูฐซึ่งรับใช้การ เมื่อสิ้นชนมายุแล้ว เถ้าแลถ่านอัฐิแห่งพระองค์ก็ประสม
ธาตุอย่างเดียวกับเถ้าแลถ่านอัฐิแห่งผู้มีปัญญา

พระราชาทรงจับย่ามกระชาก เวตาลร้องเหมือนเจ็บ ครั้นพระราชาทรงหยุด
กระชาก มันก็หัวเราะแล้วทูลต่อไปว่า ข้าพเจ้ากล่าวตรงไปตรงมามิได้อ้อมค้อม
เพราะถ้าไม่พูดตรง จะต้องพูดยืดยาวจึงจะได้ความเท่าที่พูดนี้ บัดนี้จะทูลเล่าเรื่อง
ต่อไปว่า

ครั้นพระราชากรุงโภควดีเป็นอากาศปนกับอากาศไปแล้ว พระรามเสนก็ได้รับ
ราชสมบัติเป็นมรดกสืบไป พระรามเสนมีนกแก้วตัวหนึ่ง ซึ่งได้รับเป็นมรดกจาก
พระราชบิดา นกแก้วตัวนี้เป็นมรดกมีค่ายิ่งทรัพย์สินเงินทองทั้งหลาย มีชื่อว่า จุ
รามัน พูดสันสกฤตคล่องราวกับบัณฑิต รู้ศาสตร์ทั้งหลาย แลมีความคิดราวกับ
เทวดา เว้นแต่ถ้าเทวดาจะไม่มีความคิดแล้วก็จนใจอยู่ นกจุรามันนี้เป็นที่ปรึกษา
ของพระราชาองค์ใหม่ในกิจส่วนพระองค์แลราชการบ้านเมืองทั่วไป

วันหนึ่งพระราชาตรัสแก่นกจุรามันว่า "เจ้ามีความรู้ทุกอย่าง เจ้าจงบอกแก่
ข้าว่าข้าจะหานางได้ที่ไหนผู้จะเป็นคู่สมควรแก่ข้าทุกประการ คัมภีร์ศาสตร์กล่าว
ว่า ชายจะมีเมียไม่ควรเลือกหญิง ในสกุลซึ่งกล่าวต่อไปนี้ แม้สกุลจะมั่งคั่งด้วยโค
ด้วยแพะ ด้วยแกะ ด้วยทองแลด้วยธัญญาหารก็ต้องห้าม ถ้าเป็นสกุลซึ่งไม่กระทำ
การบูชาตามบัญญัติ ในคัมภีรศาสตร์ หรือเป็นสกุลซึ่งไม่มีลูกชาย หรือเป็นสกุลซึ่ง
ไม่มีใครเคยเรียนพระเวท หรือเป็นสกุลซึ่งคนมีขนขึ้นมากตามกาย หรือเป็นสกุลซึ่ง
มีโรคติดต่อกันมาแต่ปู่แลบิดา ชายจะเลือกภริยาควรเลือกนางซึ่งมีกายไม่มีตำหนิ
ซึ่งมีนามไพเราะ ซึ่งเดินงามเหมือนช้างอ่อนอายุ ซึ่งมีฟันแลผมพอดีทั้งขนาดแล
ปริมาณ ซึ่งมีกายอันอ่อนนุ่ม คัมภีรศาสตร์กล่าวเช่นนี้ เจ้าจะเห็นนางที่ไหนสมควร
แก่ข้าบ้าง"

นกจุรามันทูลตอบว่า "ข้าแต่พระราชา ในเมืองมคธมีพระราชาทรงนาม
ท้าวมคเธศวร มีพระราชธิดาทรงนาม จันทราวดี นางนี้จะได้กับพระองค์เป็นแน่
นางประกอบด้วยความรู้แลงดงามนัก มีฉวีเหลืองแลนาสิกเหมือนดอกงา ชงฆ์
เรียวเหมือนต้นกล้วย เนตรใหญ่เหมือนใบบัว คิ้วจดกรรณทั้งสองข้าง ริม
พระโอษฐ์เหมือนใบมะม่วงอ่อน พักตร์เหมือนจันทร์เพ็ญ สำเนียงเหมือนนก
กาเหว่า กร ยาวถึงเข่า ศอเหมือนคอนกเขา เอวเหมือนเอวสิงห์ เกศาห้อยยาวถึง
เอว ทนต์เหมือนเมล็ดแห่งผลทับทิม ดำเนินเหมือนช้างเมามัน"

พระรามเสนได้ทรงฟังนกจุรามันชมโฉมนางดังนั้นก็เป็นที่พอพระราชหฤทัย
เราท่านทั้งหลายจะต้องคิดว่าพระรามเสนเป็นแขก อาจเห็นงามในทางซึ่งเรา
ท่านเห็นน่าเกลียดเป็นที่สุด อนึ่งนกจุรามันเป็นนกแขกแล้วมิหนำซ้ำพูดสันสกฤต
คล่องด้วย เหตุดังนั้นความเปรียบของนกคงจะผิดกับความเปรียบของท่านแล
ข้าพเจ้า ซึ่งไม่ใช่นกแลพูดสันสกฤตไม่เป็น

จะอย่างไรก็ตามคำชมโฉมของนกนั้น กระทำให้พระรามเสนคิดใคร่จะได้นาง
เป็นชายาแต่ยังไม่แน่ในพระหฤทัยทีเดียว จึงตรัสเรียกพระราชครูไทวะจินตกะ
เข้าไปเฝ้าตรัสถามว่า "ข้าจะได้ใครเป็นเมีย" พระราชครูตรวจตำราแม่นยำแล้ว
ทูลว่า "นางที่จะเป็นพระราชชายาทรงพระนาม นางจันทราวดี ไม่ช้าคงจะได้มี
การวิวาหะพระองค์กับนางองค์นั้น" พระราชาได้ทรงฟังก็ยินดี แม้ไม่เคยทรงเห็น
นางก็เกิดรักแลใคร่เป็นกำลัง จึงทรงจัดให้พราหมณ์คนหนึ่งเป็นทูตไปเฝ้าท้าว
มคเธศวร ขอพระราชธิดา ทรงสัญญาแก่พราหมณ์นั้นว่า ถ้าจัดการสำเร็จจะ
ประทานรางวัลให้สมกับความชอบ คำที่ทรงสัญญานี้เสมอกับทำให้ปีกงอกบน
หลังพราหมณ์ มีคำกล่าวว่าไม่เคยมีใครเดินทางเร็วเท่าพราหมณ์คนนั้น

ฝ่ายพระราชธิดาท้าวมคเธศวรมีนกขุนทองตัวหนึ่งพูดสันสกฤตคล่องไม่หย่อน
กว่านกแก้วของพระรามเสน นกขุนทองนั้นเป็นนางนกชื่อโสมิกา มีความรู้อยู่ใน
ใจหลายร้อยเล่มสมุด จะหานกไหนทรงความรู้เช่นนั้นไม่มี ถ้าจะเว้นก็มีแต่นก
แก้วของพระรามเสนกระมัง

พระองค์ทรงทราบว่าในกาลโบราณ คนมีความรู้ทำสัตว์พูดได้แลเข้าใจภาษามนุษย์
แม้ภาษาสันสกฤตซึ่งใช้ไวยากรณ์ยากที่สุด นกก็พูดได้ไม่พลาดพลั้ง ดังนกชื่อจุรามัน
แลนางนกชื่อโสมิกานี้เป็นตัวอย่าง

การทำให้นกพูดได้นี้ กล่าวกันว่าเป็นความคิดของนักปราชญ์คนหนึ่งซึ่งผ่าลิ้นนก
ออกให้เป็นสองภาค แล้วเปลี่ยนรูปสมองด้วยวิธีผูกรัดหัวกะโหลกเบื้องหลัง จนหัว
กะโหลกเบื้องหลังยื่นออกมา ทำให้เกิดมันสมอง จนถึงรู้คิดแลพูดได้เป็นภาษาคน
การที่นักปราชญ์คิดทำให้นกรู้ประสาเช่นนี้ก็มีคุณดีบ้าง แต่มีคุณชั่วมาก เหมือน
ความคิดนักปราชญ์ทั้งปวง คือเมื่อนกมีความคิดแลพูดได้แล้วก็คิดอย่างฉลาดแลพูด
อย่างดี คำที่กล่าวล้วนเป็นคำสัตย์ ครั้นมนุษย์พูดเหลวไหล ปราศจากสัตย์ นกก็พูด
ติเตียนจนมนุษย์เบื่อความสัตย์เข้าเต็มที่ ก็ทิ้งวิชาทำให้นกพูดได้นั้นเสีย ความรู้จึง
เสื่อมด้วยประการเช่นนี้ ในปัจจุบันถ้านกแก้วแลนกขุนทองยังพูดได้ ก็พูดเหลวๆ
เพราะความจำอย่างเดียว ไม่ใช่พูดด้วยรู้คิดอย่างแต่ก่อน มนุษย์ไม่ต้องเดือดร้อน
ด้วยความสัตย์แห่งนกอีกต่อไป

วันหนึ่งนางจันทราวดีพระราชกุมารี ทรงนั่งตรัสกับนางนกในที่รโหฐาน ข้อความ
ที่ตรัสนั้นไม่เป็นข้อความแปลก เพราะหญิงสาวในยุคทั้งหลายเมื่อพูดกับผู้ที่ไว้ใจ
สนิท จะเป็นเรื่องให้ช่วยพยากรณ์การภายหน้าก็ตาม ให้ทำนายฝันก็ตาม จะหารือ
ความในใจก็ตาม ใจความที่พูดนั้นอย่าง เดียวกันหมด จะพูดเรื่องอื่นเป็นไม่มี เรื่องที่
พูดนั้น เรื่องที่พูดนั้นพระองค์ควรทราบได้ด้วยไม่ต้องถามว่าอะไร พระวิกรมาทิตย์
ทรงนิ่งอยู่ เวตาลก็กล่าวต่อไปว่า

นางจันทราวดีตรัสวนเวียนสักครู่หนึ่ง ก็ไปถึงปัญหาซึ่งได้ตรัสถามแล้วในเดือน
นั้นประมาณร้อยครั้งว่า ชายที่สมควรเป็นสามีแห่งนางมีหรือไม่ นางนกทูลว่า
"ข้าพเจ้ามีความยินดีที่จะทูลให้ทรงทราบได้ในวันนี้ อันที่จริงความมิดเมี้ยนในใจ
แห่งเราผู้เป็นหญิง..." นกทูลยังไม่ทันขาดคำ นางจันทราวดีชิงตรัสว่า "เจ้าจงหยุด
แสดงธรรมในทันที มิฉะนั้นเจ้าจะต้องกินข้าวกับเกลือแทนข้าวกับไข่"

เวตาลกล่าวต่อไปว่า พระองค์ย่อมทราบว่านกขุนทองชอบกินข้าวกับไข่ ไม่ชอบ
ข้าวกับเกลือ เมื่อนางจันทราวดีตรัสขู่ดังนั้นนกก็งดการสำแดงปัญญา ซึ่งอาจเป็น
ประโยชน์แก่มนุษย์ที่ได้สดับต่อๆ กันมา นกทูลว่า "ข้าพเจ้าเห็นการภายหน้าได้ถนัด
พระรามเสนพระราชาธิบดีครองกรุงโภควดี จะเป็นพระราชสามีแห่งนาง นางจะ
เป็นความสุขแก่พระรามเสน ดังซึ่งพระรามเสนจะเป็นความสุขแก่นาง เธอเป็นชาย
หนุ่มงดงาม มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ มีหฤทัยเผื่อแผ่แก่คนอื่น สนุกง่าย ไม่ฉลาดเกิน
แลไม่มีโอกาสจะเป็นคนเจ็บได้เลย"

พระราชธิดาได้ฟังดังนั้น แม้ไม่เคยได้เห็นพระรามเสนก็บังเกิดความรักใคร่ กล่าว
สั้นๆ พระราชาหนุ่มและพระนารีสาวต่างก็เป็นปฏิพัทธ์กันอยู่ไกลๆ แต่เพราะเหตุที่
พระแลนางอยู่ในตำแหน่ง สูงสมควรกัน ความรักอยู่ห่างๆ จึงสำเร็จได้ดังประสงค์

เมื่อพราหมณ์ซึ่งพระรามเสนให้เป็นทูตไปกล่าวขอนางนั้น ไปถึงกรุงมคธ ท้าว
มคเธศวรก็ทรงรับรองเป็นอันดี แลตรัสอวยพระราชธิดาแก่พระรามเสน ทรงแต่งให้
พราหมณ์ในกรุงมคธไปกรุงโภควดีเป็นทางจำเริญไมตรี แล้วตรัสให้เตรียม การ
มงคล ฝ่ายพระรามเสนเมื่อทรงทราบข่าวดี ก็แช่มชื่นในพระหฤทัย ประทานรางวัล
แก่พราหมณ์กรุงมคธเป็นอันมาก ครั้นถึงวันฤกษ์ดีก็ออกจากกรุงโภควดี แวดล้อม
ด้วยพหลแสนยากร รอนแรมไปในป่าจนถึงกรุงมคธ ก็เข้าเฝ้าท้าวมคเธศวร กระทำ
การเคารพแลแสดงไมตรีอันดี

ครั้นถึงฤกษ์งามยามบุญ ท้าวมคเธศวรก็จัดการวิวาหะพระราชธิดา มีการเลี้ยงดู
อย่างใหญ่ มีการตกแต่งด้วยโคมไฟแลจุดดอกไม้เพลิง มีการสวดร้องตามซึ่งบัญญัติ
ไว้ในพระเวท มีการแห่แลการดนตรี มีเสียงดังเอ็ดไปทั้งพระนคร ครั้นพิธีวิวาหะ
สำเร็จแล้ว นางจันทราวดีล้างขมิ้นจากพระหัตถ์แทบจะยังไม่ทันหายเหลือง
พระรามเสนก็ทูลลาท้าวมคเธศวรพานางกลับกรุงโภควดี

นางจันทราวดีจะจากพระราชบิดาแลบ้านเมืองไปก็มีความสร้อยเศร้าจึงต้องพา
โสมิกา คือนางนกขุนทองไปด้วย ไปตามทาง นางเล่าถึงนกแลความฉลาดของนก
ถวายพระสามี แลทั้งทูลว่านกเป็นผู้กล่าวพระนามพระราชาให้นางทราบก่อนที่
ได้ยินทางอื่น

ฝ่ายพระรามเสนได้ทรงฟังก็เล่าถึงจุรามันนกแก้วของพระองค์ ทรงชี้แจงความ
ฉลาดแลความรู้ของนกนั้น รวมทั้งข้อที่พูดสันสกฤตคล่องนั้นด้วย

พระราชินีได้ฟังดังนั้นก็ทูลพระราชาว่า "เมื่อนกสองตัวของเราวิเศษถึงปานนี้ก็
ควรจะเลี้ยงในกรงเดียวกันแลให้วิวาหะกันโดยคนธรรพ์ลักษณะ นกทั้งสองจะได้
เป็นสุข" พระราชินีได้วิวาหะใหม่ๆ ก็ใคร่จะจัดการวิวาหะให้คู่อื่นบ้าง ตามซึ่งมักจะ
เป็นไปโดยมากในหมู่หญิงสาวซึ่งได้ผัวใหม่ๆ

พระราชาตรัสว่า นางตรัสถูกแล้ว ถ้านกทั้งสองไม่มีคู่จะมีสุขอย่างไรได้ การที่
ตรัสอย่างนี้เพราะพระองค์กำลังเพลินในการมีคู่ ย่อมจะนึกตามอารมณ์ของผู้มีเมีย
ใหม่ว่านอกจากคนมีเมียแล้ว ไม่มีใครมีความสุขเป็นอันขาด ความทุกข์จะเกิดแก่ผู้มี
เมียนั้นไม่อาจมีได้ในโลก

ครั้นสององค์เสด็จถึงกรุงโภควดีแล้ว ก็ตรัสให้เจ้าพนักงานยกกรงใหญ่มาตั้ง
จำเพาะพระพักตร์ ทรงจับนกปล่อยเข้าไปในกรงทั้งสองตัว ฝ่ายนกจุรามันเกาะอยู่
บนคอนเอียงคอดูนกขุนทอง นางโสมิกานกขุนทองจับอยู่อีกคอนหนึ่ง ยกหน้าชูปาก
ขึ้นไปบนฟ้าโดยกิริยาดูหมิ่นแล้วกระโดดไปเกาะคอนอื่นที่ห่างออกไป

นกแก้วนิ่งดูอยู่ครู่หนึ่งก็พูดภาษาสันสกฤตว่า "นางนกขุนทอง เจ้าคงจะ
กล่าวดอกกระมังว่า เจ้าไม่อยากได้คู่" นางนกขุนทองตอบในภาษาเดียวกันว่า "ท่าน
เดาเห็นจะไม่ผิด" นกแก้ว "เพราะเหตุไรเจ้าจึงไม่อยากมีคู่" นกขุนทอง "เพราะใจ
ของข้าเป็นอย่างนั้น" นกแก้ว "นี่พูดอย่างผู้หญิงทีเดียว

ข้าจะขอยืมคำพระราชาของข้ามากล่าวว่า ที่อธิบายเช่นนี้เป็นปัญญาหญิง คือไม่ใช่
ปัญญาแลไม่ใช่อธิบายเลย เจ้าจะพูดให้แจ่มแจ้งกว่านี้สักหน่อยจะได้หรือไม่ หรือ
รังเกียจที่จะพูดให้ผู้อื่นเข้าใจ"

นกขุนทองโกรธจนแทบจะลืมไวยากรณ์สันสกฤต ตอบว่า "ข้าไม่รังเกียจเลย ข้า
จะบอกให้แจ่มแจ้งที่สุด บางทีจะแจ่มแจ้งเกินความพอใจของเจ้า พวกเจ้าซึ่งเป็นเพศ
ชายย่อมประกอบขึ้นด้วยความบาป ความโกง ความล่อหลอก ความเห็นแก่ตัว
ความปราศจากธรรมในใจ คล่องในการทำลายพวกเราซึ่งมีเพศเป็นหญิง เพื่อความ
สำราญของพวกเจ้า"

พระราชาตรัสแก่พระราชินีว่า "นางนกตัวนี้กล้าหาญ พูดจาไม่เกรงใจใครเลย"
นกแก้วทูลพระราชาว่า "พระองค์จงถือว่าคำที่นางนกกล่าวนั้นเหมือนหนึ่งลมซึ่งเข้า
กรรณนี้ไปออกกรรณโน้นเถิด (แล้วเหลียวไปพูดกับนกขุนทองว่า) นางนกขุนทอง
พวกเจ้านั้นถ้าไม่ได้ประกอบขึ้นด้วยความล่อหลอก แลความคดในใจแลความไม่รู้ ก็
ประกอบขึ้นด้วยอันใดเล่า พวกเจ้ามีปรารถนาอยู่อย่างเดียวแต่จะไม่ให้มีชีวิตเป็น
เครื่องสำราญได้ในโลกนี้เป็นอันขาด"

พระราชินีทูลพระราชาว่า "นกของพระองค์ตัวนี้ พูดจาก้าวร้าว ไม่ยำเกรงใคร
เลย" นกขุนทองทูลพระราชินีว่า "คำที่ข้าพเจ้ากล่าวนั้นอาจนำพยานมาสำแดงได้"
นกแก้วทูลพระราชาว่า ข้าพเจ้าอาจนำนิทานมาเล่าให้ผู้หญิงเห็นจริงได้"

พระราชาแลพระราชินีได้ทรงฟังดังนั้น ก็ตกลงกันให้นกทั้งสองนำหลักฐานมา
สำแดง เป็นพยานคำที่กล่าว พระราชินีขอให้นกขุนทองแสดงก่อน พระราชายอม
ตกลง นางนกขุนทองกล่าวดังนี้

นิทานของนกขุนทอง
เมื่อก่อนที่ข้าพเจ้ามาเป็นข้าพระองค์นั้น ข้าพเจ้าเคยอยู่กับ นางรัตนาวดี

ธิดาพ่อค้าผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ นางรัตนาวดีเป็นหญิงน่ารักน่าชมทุกประการ
(นกขุนทองกล่าวเท่านั้นก็ร้องไห้ พระราชินีทรงสงสารก็รับสั่งปลอบโยนเป็นอัน
ดี นกก็เล่าต่อไปว่า)

ในเมืองอิลาบุรี มีพ่อค้ามั่งมีคนหนึ่ง ได้ความเดือดร้อนเพราะไม่มีบุตร พ่อค้า
จึงทำโยคะคืออดข้าวเป็นต้น แลทั้งเที่ยวไปในบุณยสถานต่างๆ เพื่อจะขอลูก
เมื่ออยู่บ้านก็อ่านปุราณะแลให้ทานแก่พราหมณ์ ด้วยประสงค์อันนั้น

ต่อมาพระผู้เป็นเจ้าโปรดประทานให้มีบุตรชายมาเกิดคนหนึ่ง พ่อค้ายินดีก็มี
งานสมโภชลูกชายใหญ่โต ให้ทานแก่พราหมณ์ผู้สวดกลอนยอ แลพราหมณ์อื่นๆ
เป็นอันมาก ผู้ที่จนก็ได้รับเงินแจกแลเสื้อผ้า ผู้ที่หิวก็ได้รับแจกอาหารแลขอ
งอื่นๆ เป็นอันมาก

พ่อค้าทำนุบำรุงเลี้ยงบุตรชายมาจนอายุได้ห้าขวบก็หาผู้มาสอนให้อ่าน
หนังสือ ครั้นโตขึ้นอีกก็ส่งให้ไปอยู่กับครูผู้มีชื่อว่ามีความรู้แลสั่งสอนดี บุตรชาย
โตขึ้นมีรูปสมบัติดูไม่ได้ เค้าหน้าเหมือนลิง ขาเหมือนขานกกระเรียน หลังโกง
เหมือนหลังอูฐ พระองค์คงจะทราบภาษิตโบราณว่า ถ้าพบคนขาเขยกให้เชื่อใจ
ได้ว่าพบความคด ๓๒ ข้อ ถ้าพบคนตาบอดข้างหนึ่ง พบความคด ๘๐ ข้อ ถ้า
พบคนหลังกุ้งให้สวดมนต์อ้อนวอนพระมเหศวรให้คุ้มครองตน

บุตรชายพ่อค้านั้น เมื่อไปเรียนหนังสือกับครูก็มิได้ไปถึงครู ไปเที่ยวแวะเล่น
เบี้ยกับเพื่อนที่เป็นพาลด้วยกัน ต่างคนมีใจชั่วและประพฤติทุจริตต่างๆ เมื่อพบ
ผู้หญิงก็เข้าเกี้ยวชักชวนในเชิงกาม และกระทำการลามกจนบิดาเสียใจเป็นโรค
หนักอยู่หน่อยหนึ่ง ก็ถึงแก่ความตาย

ครั้นบิดาสิ้นชีวิตแล้ว บุตรชายได้รับมรดกก็จ่ายทรัพย์เปลืองไปในการพนันแล
บำรุงความชั่ว ไม่ช้าทรัพย์มรดกซึ่งได้รับเป็นอันมากนั้นก็สิ้นไปจนไม่มีอะไรเหลือ
ครั้นทรัพย์ของตนหมดก็ทำลายทรัพย์เพื่อนบ้านจนในที่สุดเขาจับได้ว่าเป็นขโมย
เผอิญหลบหลีกได้ไม่ถูกประหารชีวิตตามอาญาเมือง จนในที่สุดกล่าวลบหลู่เทวดา
ว่าให้แต่โชคร้าย แล้วหนีออกจากเมืองไปเดินป่าอยู่พักหนึ่ง ถึงเมืองซึ่งเป็นที่อยู่
แห่ง เหมคุปต์ เศรษฐีผู้บิดานางรัตนาวดี ได้ยินชื่อเหมคุปต์ก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อบิดา
ของตนยังมีชีวิตอยู่นั้น ได้ทำการค้าขายติดต่อ จึงเข้าไปหาเหมคุปต์ แจ้งความว่า
ตนเป็นบุตรแห่งพ่อค้าที่ได้เคยค้าขายติดต่อกัน บัดนี้บิดาสิ้นชีวิตเสียแล้ว พูด
เท่านั้นก็ร้องไห้ร่ำไรไปเป็นอันมาก

ฝ่ายเหมคุปต์ ครั้นได้ยินแลเห็นชายหนุ่มแต่งกายทรุดโทรมดังนั้น ก็ประหลาด
ใจแลคิดสงสาร จึงปลอบโยนซักถามว่าเหตุไฉนจึงเป็นเช่นนี้ ชายหนุ่มหลังโกง
เหมือนอูฐตอบว่า ข้าพเจ้าจัดสินค้าบรรทุกเรือไปค้าขายในเมืองอื่น ครั้นขายของ
หมดแล้ว ข้าพเจ้าซื้อสินค้าเมืองนั้น บรรทุกเรือจะกลับไปขายในเมืองของข้าพเจ้า
แล่นใบไปในกลางทะเล ถูกพายุใหญ่เป็นอันตรายในทะเลทั้งเรือแลสินค้า ข้าพเจ้า
เกาะกระดานลอยไปคนเดียว เผอิญยังไม่ถึงเวลาสิ้นชีวิต จึงรอดขึ้นฝั่งได้แลเดิน
ทางมา จนถึงเมืองนี้ ข้าพเจ้าไม่มีหน้าจะกลับไปเมืองของตนได้ เพราะสิ้นทรัพย์
แล้วก็ไม่มีใครนับถือ ผู้ที่เป็นศัตรูก็มีแต่จะด่าว่าข่มขี่ต่างๆ บิดามารดาของข้าพเจ้า
ก็สิ้นชีวิตเสียนานแล้ว ข้าพเจ้าไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร ทั้งนี้ก็เป็นผลแห่งกรรมซึ่ง
กระทำไว้แต่ปางก่อน พูดเท่านั้นแล้วก็ร้องไห้ร่ำไรไป

ฝ่ายเหมคุปต์เศรษฐีได้ยินชายหลังอูฐร้องไห้เล่าเรื่องให้ฟังดังนั้นก็เกิดสงสาร
เป็นกำลัง จึงต้อนรับเลี้ยงดูให้ชายหลังอูฐอาศัยอยู่ในบ้านของตน ชายชั่วเห็นทาง
จะได้ดีด้วยทำดีก็ขืนใจปฏิบัติเป็นคนดี จนเหมคุปต์ไว้ใจให้มีส่วนในการค้าขาย
ชายหนุ่มก็ยิ่งแสร้งทำดีจนเหมคุปต์ไว้ใจแลเอ็นดูยิ่งขึ้น

วันหนึ่งเหมคุปต์ตรึกตรองในใจว่า เรานี้มีความร้อนใจมาหลายปีแล้วเพราะ
บกพร่องในครอบครัว เพื่อนบ้านของเราก็ซุบซิบนินทาเรามาช้านาน บ้างก็พูด
อ้อมค้อม บ้างก็พูดตรงๆ ว่า ธรรมดาคนมีลูกสาว เมื่อลูกอายุถึง ๗ ขวบ ๘ ขวบ
พ่อก็ต้องจัดการให้มีผัว เพราะธรรมศาสตร์บัญญัติอย่างนั้น แต่บุตรสาวเหมคุปต์
เศรษฐีนี้พ้นอายุที่ควรแต่งงานมาหลายปี จนบัดนี้อายุถึง ๑๓ หรือ ๑๔ ปี นางเป็น
คนร่างใหญ่รูปอวบ ดูเหมือนหญิงอายุ ๓๐ ปีที่มีผัวแล้ว แต่บิดาก็ยังหาจัดการให้มี
ผัวไม่ บิดาจะกินแลนอนเป็นสุขอย่างไร การที่ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ย่อมเป็นที่ครหา
เป็นโทษโดยคดีโลกแลคดีธรรม แม้ญาติวงศ์ที่สิ้นชีวิตไปแล้วย่อมได้ทุกข์เพราะเหตุ
ที่ญาติในมนุษยโลกปล่อยลูกสาวไว้มิให้มีผัวจนป่านนี้ ข้อติเตียนข้อนี้ก็ทำให้เราเดือด
ร้อนมาช้านานแล้วแต่เรามิรู้จะแก้ไขอย่างไรได้ บัดนี้พระผู้เป็นเจ้าโปรดให้เราสิ้น
ทุกข์ จึงบันดาลให้ชายหนุ่มนี้มาถึงบ้านเรา เขาก็เป็นคนดี ปฏิบัติอยู่ในคลองธรรม
เป็นที่ชอบใจเรา จำเราจะยกลูกสาวให้แก่ชายหนุ่มนี้ตามโอกาสที่พระผู้เป็นเจ้า
ประทานแก่เรา เราจะชักช้าต่อไปไม่ควร เพราะสิ่งใดที่จะทำได้ในวันนี้ สิ่งนั้นเป็นดี
ที่สุด พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรเราทราบไม่ได้

เหมคุปต์ตรึกตรองตกลงใจดังนี้แล้ว ก็ไปพูดกับภริยาว่า ความเกิด ๑ การวิวาหะ
๑ ความตาย ๑ ทั้ง ๓ อย่างนี้ย่อมเป็นไปแล้วแต่เทวดาจะบัญญัต ิ เราต้องการให้ลูก
หญิงของเราได้ผัวที่เกิดในสกุลดี เป็นผู้มั่งมี เป็นผู้มีรูปงาม เป็นคนฉลาด แลเป็นผู้มี
ความสัตย์ แต่เราจะหาชายหนุ่มเช่นนั้นไม่ได้ เจ้ากล่าวว่าถ้าเจ้าบ่าวขาดคุณดีเหล่านี้
การวิวาหะก็จะไม่เป็นผลดังประสงค์ แต่ถ้าจะไม่ให้ลูกมีผัวไซร้ เราจะเอาเชือกผูกคอ
ลูกเราถ่วงลงในคูนี้ก็ไม่ได้ เหตุดังนั้น ถ้าเจ้าเห็นว่าบุตรพ่อค้าซึ่งข้าได้รับเข้าไว้เป็น
สหายในการค้าขายของข้านี้ เป็นคนดี ควรจะให้ลูกสาวเราได้ เราจะรีบจัดการ
วิวาหะโดยเร็ว

ภริยาเหมคุปต์ได้ยินสามีพูดดังนั้นก็ดีใจ เพราะชายหนุ่มหลังอูฐได้ล่อลวงให้ลุ่ม
หลงอยู่แล้ว นางจึงตอบสามีว่า เมื่อพระผู้เป็นเจ้าชี้ทางให้เห็นชัดอยู่เช่นนี้ ถ้าเราไม่
ทำตามก็คือขืนคำเทพยดา เรามิได้ไปเที่ยวแสวงหาที่ไหน เจ้าบ่าวก็มีมาเอง เหตุดัง
นั้นเราไม่ควรจะชักช้าไปเลย ท่านจงรีบจัดการเถิด

สามีภริยาปรึกษากันเช่นนี้แล้วก็เรียกบุตรสาวเข้าไปหา นางนั้นงามสมควรเป็น
ที่รักของคนธรรพ์ นางมีเกศายาวอันเป็นสีม่วงอ่อน เพราะแสงแห่งความเป็นสาว
เป็นมันเหมือนปีกแมลงภู่ ขนงบริสุทธิ์แลใสเหมือนโมรา แก้วประพาฬอันเกิดแต่
ทะเลนั้น เมื่อเทียบกับริมฝีปากแห่งนาง แก้วประพาฬก็มีสีเผือดไป ทนต์ของนาง
เสมอกับไข่มุก ภาคต่างๆ ในกายนางล้วนประกอบขึ้นสำหรับเป็น ที่รักทั้งนั้น เมื่อ
ใครได้เห็นเนตรแห่งนาง ก็ใคร่จะเห็นอีก แลเห็นอยู่เสมอไป ใครได้ยินเสียงนางก็
ใคร่จะได้ยินดนตรีนั้นอยู่เสมอ ความดีของนางเสมอกับความงาม เป็นที่รักของบิดา
มารดาแลญาติพี่น้องทั่วไป เพื่อนฝูงของนางจะหาที่ตินางก็มิได้ ถ้าข้าพเจ้าจะเล่า
คุณความดีของนางก็คงไม่มีเวลาสิ้นสุดได้ นกขุนทองเล่ามาเพียงนี้ก็ร้องไห้ร่ำไรอยู่
ครู่หนึ่งจึงเล่าต่อไป

เมื่อบิดามารดาเรียกนางรัตนาวดีมาบอกความประสงค์ให้ทราบ นางก็ตอบว่า
แล้วแต่บิดามารดา เพราะนางไม่ใช่หญิงชนิดที่เกลียดอะไรไม่เกลียดเท่าชายที่
พ่อแม่บัญชาให้รัก อันที่จริงข้าพเจ้าทราบว่านางจะดูชายหนุ่มที่จะเป็นเจ้าบ่าวก็ดู
ไม่ได้เต็มตา เพราะความขี้ริ้วของชายนั้น แต่ไม่ช้าความช่างพูดของเจ้าบ่าวก็ทำให้
นางเกิดความนิยมขึ้นทีละน้อย แลทั้งนางรู้สึกคุณชายหนุ่มที่อุตส่าห์เอาใจใส่
เอื้อเฟื้อต่อบิดามารดา นับถือความประพฤติของชายหนุ่มซึ่งแสร้งทำดี สงสารด้วย
ตกยาก จนในที่สุดก็ลืมความขี้ริ้วของชายนั้น

เมื่อก่อนการวิวาหะ นางได้สัญญาในใจไว้ว่า เมื่อแต่งงานแล้ว แม้หน้าที่แห่ง
ภริยาจะไม่เป็นที่ชอบใจเพียงไร นางก็จะอุตส่าห์ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหน้าที่ ครั้น
แต่งงานแล้ว ความไม่พอใจในหน้าที่นั้นหามีไม่ นางกลับรักสามีเสียอีก ส่วนความขี้
ริ้วของสามีนั้นไม่เป็นเหตุให้นางเกลียดชัง อันที่จริงกลับจะรักยิ่งขึ้นเพราะความขี้ริ้ว
นั้น

ความรักนี้เป็นของน่าพิศวงมาก เป็นแสงฟ้าฉายความสุขลงมายังแผ่นดินอันมืด
แลเต็มไปด้วยความซึมเซา เป็นมนตร์ซึ่งทำให้เรารำลึกถึงความมีชาติที่สูงกว่านี้ เป็น
ความสุขในขณะนี้แลเป็นทางพาให้คิดถึงสุขในเบื้องหน้า

ทำให้ความขี้ริ้วกลับเป็นความงาม ทำให้ความโง่กลายเป็นความฉลาด ทำให้ความ
แก่เป็นความหนุ่ม ทำให้บาปเป็นบุญ ทำให้ความซึมเซาเป็นความแช่มชื่น ทำให้
ใจแคบเป็นใจกว้าง ความรักนี้เป็นโอสถอย่างเอก ชักให้ความตรงกันข้ามมาเดินลง
รอยเดียวกัน

นกขุนทองกล่าวดังนี้ พลางแลดูนกแก้ว นกแก้วกล่าวว่า ถ้าเอาคำโบราณมาพูด
น้อยกว่านี้จะเป็นการสำแดงความคิดตนเองมากขึ้น การที่จำเอาคำเก่าๆ มากล่าว
เช่นนี้ ไม่เป็นไปตามทำนองผู้มีปัญญาเลย นกขุนทองกล่าวต่อไปว่า คำโบราณกล่าว
ว่า เสือจะกลายเป็นลูกแกะนั้นยังไม่เคยมี เหตุดังนั้นถึงชายหนุ่มหลังอูฐจะได้แสร้ง
ประพฤติเป็นคนดีอยู่คราวหนึ่งก็หาดีได้จริงไม่

อยู่มาวันหนึ่ง ชายหนุ่มรำลึกในใจว่า ผู้มีปัญญาย่อมเอาตัวออกห่างจากความ
เหนี่ยวรั้งแห่งครอบครัว แลปลดตัวจากความรักลูกรักเมียแลรักบ้าน คิดดังนี้ชาย
หนุ่มจึงกล่าวแก่ภริยาว่า ข้าได้จากเมืองมาอยู่ในเมืองเจ้านี้ก็หลายปีแล้ว ไม่ได้ข่าว
คราวญาติพี่น้องในเมืองข้าเลย ใจข้าจึงเศร้า เจ้าจงกล่าวแก่แม่ของเจ้า ขออนุญาต
ให้ข้ากลับไปบ้านเมือง แลถ้าเจ้าจะใคร่ไปด้วยก็ได้ นางรัตนาวดีได้ยินสามีว่าดังนั้น
ก็รีบไปบอกมารดาตามคำซึ่งสามีกล่าว มารดาได้ทราบก็ไปแจ้งแก่เหมคุปต์ เหมคุปต์
ตอบอนุญาต ให้บุตรเขยกลับบ้านเมืองได้ตามใจ แลถ้าบุตรีจะยอมไปกับสามีก็
อนุญาต ครั้นตกลงกันดังนี้แล้ว เหมคุปต์เศรษฐีก็ให้ทรัพย์สินแก่บุตรเขยเป็นอันมาก
ทั้งให้แก่บุตรสาวอีกส่วนหนึ่ง แลจัดทาสีให้ไปด้วยคนหนึ่ง บุตรเขยแลบุตรสาวก็ลา
ออกเดินทางเข้าป่าไป

ฝ่ายชายหนุ่มหลังอูฐ พาภริยาเดินทางไปหลายวัน นิ่งตรึกตรองไม่ใคร่จะตกลงใน
ใจว่าจะทำวิธีใดจึงจะทิ้งภริยาเสียได้ การที่จะพาไปยังเมืองของตนนั้นไม่ได้เป็นอัน
ขาด เพราะเมื่อไปถึงเมืองเข้า นางก็จะจับเท็จทั้งปวงได้ อนึ่งชายหลังอูฐอยากได้นาง
เป็นภริยาก็เพราะอยากได้ทรัพย์สมบัติ ไม่อยากได้ตัวนางเอง

ครั้นเมื่อพ้นตาพ่อแม่มาเช่นนี้ก็คิดหาทางจะทิ้งนางเสียแต่ตรึกตรองอยู่หลาย
วัน จนไปถึงป่าเปลี่ยวก็หยุดพักแล้วบอกแก่นางว่าตำบลนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุม นาง
จงปลดเครื่องประดับกายทั้งปวงซึ่งมีค่าเป็นอันมากออกให้สามีซ่อนไว้ในไถ้ ครั้น
นางทำตามแล้วชายสามีก็ล่อทาสีไปห่างที่ซึ่งภริยานั่งคอยอยู่ แล้วเอามีดเชือดคอ
ทาสี ทิ้งศพไว้เป็นอาหารสัตว์ในป่า แล้วกลับไปหาภริยา ล่อให้เดินไปใกล้เหว
แล้วผลักตกลงไปในเหว เผอิญก้นเหวนั้นมีกิ่งไม้แลใบไม้รองอยู่มากนางจึงไม่สิ้น
ชีวิต



ฝ่ายชายหลังอูฐครั้นผลักภริยาลงเหวแล้วก็รวบรวมทรัพย์สมบัติทั้งปวงออก
เดินทางไปสู่เมืองของตน ไม่ช้ามีชายอีกคนหนึ่งเดินมาในป่าเปลี่ยว ได้ยินเสียงคน
ร้องไห้ก็หยุดยืนฟังแลนึกในใจว่า ป่านี้เปลี่ยวนักหนา เหตุใดมีคนมาร้องไห้อยู่ใน
ดงชัฏ ครั้นยืนฟังอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เดินไปในทางซึ่งได้ยินเสียงร้องไห้ ครั้นไปถึงเหว
ก็หยุดชะโงกดูเห็นผู้หญิงร้องไห้อยู่ก้นเหว ชายนั้นก็ปลดผ้าโพกแลสายรัดตัวออก
ต่อกันเป็นสายยาวหย่อนลงไปในเหว ร้องให้นางเอาปลายผ้าผูกตัวเข้าแล้วฉุดขึ้น
มาได้ แลถามนางว่าเกิดเหตุอย่างไรจึงเป็นเช่นนี้
นางรัตนาวดีตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นบุตรีเหมคุปต์พ่อค้าเศรษฐีใหญ่ในกรุงจันทปุ
ระ ข้าพเจ้าเดินทางมากับสามี พบโจรมีกำลังช่วยกันฆ่าทาสีของข้าพเจ้าเสียแล้ว
มัดสามีข้าพเจ้าพาตัวไป แลเมื่อได้ปลดเครื่องประดับกายของข้าพเจ้าออกหมด
แล้วก็ผลักข้าพเจ้าตกอยู่ในเหวนี้ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าสามีจะเป็นตายประการใด
แลสามีข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่า ข้าพเจ้ายังอยู่หรือสิ้นชีวิตแล้ว
ชายเดินป่าได้ฟังนางเล่าดังนั้นก็เชื่อแลพานางไปเมืองจันทปุระส่งยังบ้านบิดา
เมื่อนางไปถึงบ้านบิดาก็เล่าเรื่องอย่างเดียวกับที่เล่าให้ชายเดินทางฟัง

เหมคุปต์เศรษฐีได้ยินเรื่องก็สงสารบุตรี จึงกล่าวปลอบโยนว่า "ลูกเอ๋ย เจ้าอย่า
ร้อนใจไปเลย ผัวของเจ้ายังคงมีชีวิตอยู่เป็นแน่ ธรรมดาโจรย่อมจะแย่งชิงทรัพย์
สมบัติของผู้อื่น ไม่แย่งชิงชีวิตผู้ไม่มีทรัพย์เหลือ เหตุดังนี้เมื่อไรพระผู้เป็นเจ้าโปรด
ผัวของเจ้าก็จะกลับมาเมื่อนั้น จงตั้งใจคอยไปเถิด"

เหมคุปต์กล่าวปลอบบุตรีฉะนี้พลางจัดเครื่องประดับกายอันหาค่ามิได้ให้แก่บุตรี
เป็นอันมาก ทั้งบอกกล่าวญาติพี่น้องแลมิตรทั้งปวงให้มาเยี่ยม แลปลอบโยนชี้แจง
แก่นางรัตนาวดีโดยนัยเดียวกัน แต่นางก็มิได้วายเศร้า เพราะเรื่องในใจผิดกับเรื่องที่
เล่าบอกแก่บิดาแลญาติมิตรทั้งนั้น

จะกล่าวถึงชายหลังอูฐ เมื่อผลักภริยาตกแหวแล้ว ก็รวบรวมของมีราคาทั้งหลาย
รีบไปยังเมืองของตน เพื่อนฝูงทั้งปวงก็ช่วยกันต้อนรับเป็นอันดี เพราะเหตุที่มีทรัพย์
เป็นอันมาก เพื่อนนักเลงก็พากันมากลุ้มรุม ชวนเล่นชวนกินอย่างแต่ก่อน การพนัน
แลการเสพย์เครื่องมึนเมาต่างๆ ก็กลับทำ ตามเดิม โทษทั้งหลายก็กลับเกิด
ทรัพย์สินทั้งหลายก็เปลืองไป ในที่สุดก็หมดลงอีกครั้งหนึ่ง ชนทั้งหลายที่เป็นสหาย
ในการทำชั่วแลเป็นมิตรในการช่วยกันกินกันเล่นต่างก็ชักห่างออกไป

ในที่สุดเมื่อชายหลังอูฐสิ้นทรัพย์แน่แล้วก็ไม่มีใครคบค้าสมาคม เมื่อไปถึงบ้าน
ผู้ที่เคยเป็นมิตรเขาก็ปิดประตูเสีย หรือมิฉะนั้นขับไล่ไม่ให้เข้าเรือน ชายหลังอูฐสิ้น
ปัญญาก็กระทำโจรกรรม จนเขาจับได้ก็ถูกเฆี่ยนตีลงโทษเป็นสาหัส ครั้นจะอยู่ใน
เมืองของตนต่อไปไม่ได้ ก็หนีออกจากเมืองอีกครั้งหนึ่ง เดินไปในป่า พลางคิดในใจ
ว่า เราจะต้องกลับไปหาพ่อตาเล่านิทานให้ฟังว่า บัดนี้นางรัตนาวดีคลอดบุตรเป็น
ชายคนหนึ่งแล้ว เราจึงไปหาพ่อตาเพื่อจะบอกข่าวอันควรยินดีนี้ให้พ่อตาทราบ เรา
อาจจะได้ทรัพย์สมบัติอีกเพราะการไปบอกข่าวนี้

ชายหลังอูฐคิดดังนั้นแล้ว ก็ตั้งหน้าเดินไปเมืองจันทปุระ ตรงไปบ้านเหมคุปต์
เศรษฐี ครั้นไปถึงประตูบ้านก็ตกใจเป็นกำลัง เพราะเห็นนางรัตนาวดีภริยาลงจาก
เรือนวิ่งออกมารับ ในชั้นต้นคิดว่าผี เพราะนึกว่านางคงจะตายอยู่ในเหวนั้นเอง เมื่อ
คิดดังนี้ก็กลัวจึงหันหลังจะวิ่งหนี ต่อนางตะโกนเรียก จึงหยุดยืนลังเลด้วยเข้าใจว่า
นางคงจะกลับไปเล่าเรื่องให้บิดาฟังตลอด เมื่อเหมคุปต์มาพบเข้าก็จะคงจับตัว
ลงโทษเป็นแน่

ฝ่ายรัตนาวดีเห็นสามียืนลังเล มีสีหน้าอันซีดด้วยความกลัวเช่นนั้น ก็กล่าว
แก่สามีว่า "ท่านอย่าสะดุ้งตกใจไปเลย ข้าพเจ้ามิได้เล่าความจริงแก่บิดาดอก
ข้าพเจ้าได้เล่าว่าเราเดินทางไปกลางป่า พบโจรหมู่หนึ่งมีกำลังมาก โจรฆ่าทาสีของ
ข้าพเจ้าเสีย แย่งเครื่องประดับจากกายข้าพเจ้าหมด แล้วผลักข้าพเจ้าตกลงในเหว
แลทั้งมัดท่านพาตัวไป เมื่อท่านพบกับบิดาข้าพเจ้า ท่านจงเล่าเรื่องให้ตรงกัน เรา
ทั้งสองก็จะกลับได้ความสุขเหมือนเดิม ท่านจงระงับความร้อนใจเสียเถิด ข้าพเจ้าดู
อาการแห่งท่านเห็นว่าท่านจะได้ทุกข์มานักหนา เสื้อผ้าแลร่างกายจึงขะมุกขะมอม
เหมือนเช่นที่เห็นอยู่นี้ ท่านจงตามข้าพเจ้าขึ้นมาบนเรือนแลผลัดเสื้อผ้าโสมมนี้ สวม
เสื้อผ้าที่ดีแลกินอาหารซึ่งประกอบด้วยรสทั้งหก ท่านจงถือว่าเหย้าเรือนแลสมบัติ
เหล่านี้เป็นท่าน แลตัวข้าพเจ้าคือทาสีผู้จะปฏิบัติท่านให้ได้ความสุขทุกประการ"

ชายหลังอูฐได้ฟังภริยากล่าวดังนั้น แม้ตัวจะเป็นผู้มีใจบึกบึน ก็บังเกิดใจอ่อน
แทบจะร้องไห้ จึงตามภริยาขึ้นไปบนเรือน ครั้นถึงห้องนางก็ล้างเท้าให้ แลจัดให้
อาบน้ำชำระกาย แต่งเครื่องนุ่งห่มอย่างดีมีค่าแล้วนำเอาอาหารมาให้กิน

ครั้นเหมคุปต์เศรษฐีและภริยากลับมาถึงบ้าน นางรัตนาวดีก็พาสามีไปหาแลเล่า
นิทานให้ฟังว่า ฝูงโจรได้ปล่อยชายสามีกลับมาแล้ว เหมคุปต์แลภริยาได้ฟังก็ดีใจ
จัดการให้บุตรเขยอยู่กินมีตำแหน่งในครอบครัวอย่างแต่ก่อน

ชายหนุ่มหลังอูฐได้กินอยู่มีความสุข ก็พักอยู่กับพ่อตา ๒-๓ เดือน ระหว่างนั้น
ประพฤติตัวเป็นคนดี มีใจโอบอ้อมอารีต่อภริยา ผู้ที่ไม่รู้เรื่องไม่มีใครสงสัยว่าจะเป็น
คนชั่วร้าย แต่การกระทำดีนั้นเป็นการขืนนิสัย จะทำได้อย่างมากก็พักหนึ่งเท่านั้น
ไม่ช้าก็คบกับโจรในเมืองนั้น นัดหมายกันเข้า ปล้นบ้านเหมคุปต์เศรษฐี ครั้นถึงวัน
นัดเวลาเที่ยงคืน นางรัตนาวดีกำลังหลับสนิท ชายหลังอูฐก็เอามีดแทงนางตาย
แล้วเปิดประตูรับพวกโจรเข้าไปในเรือน ช่วยกันฆ่าเหมคุปต์แลภริยาตาย แล้วช่วย
กันขนทรัพย์สมบัติล้วนแต่ที่มีราคาออกจากเรือนไป

นางนกขุนทองเล่ามาเพียงนี้ ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวต่อไปว่า
เมื่อชายหลังอูฐเดินผ่านกรงข้าพเจ้า เวลาจะออกจากบ้านหนีไปนั้น มันแลดู
ข้าพเจ้าแลหยุดยืนจับประตูกรง จะ เปิดจับข้าพเจ้าออกมาหักคอ เผอิญหมาเห่า
ขึ้นมันตกใจก็รีบหนีไป ข้าพเจ้าจึงรอดชีวิตอยู่ได้ นางนกขุนทองร้องไห้สะอึกสะอื้น
อยู่อีกครู่หนึ่งจึงทูลพระมเหสีว่า เรื่องนี้ข้าพเจ้ายินด้วยหู รู้ด้วยตามาเอง แลเป็น
เรื่องที่ทำให้ข้าพเจ้าได้ความทุกข์ ในเวลายังอ่อนอายุ จึงเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ารังเกียจ
ชายทั้งหลาย จะขออยู่ไม่มีคู่ไปจนสิ้นชีวิต พระองค์จงทรงดำริว่า นางรัตนาวดีไม่ได้
ทำความผิดอะไรเลย ยังเป็นได้ถึงเพียงนั้นเพราะผู้ชายย่อมมีน้ำใจเป็นโจรทั้งหมด
แลผู้หญิงซึ่งยอมเป็นมิตรกับชายนั้นเสมอกับเอางูเห่ามาเลี้ยงไว้บนอก
นางนกขุนทองทูลพระมเหสีเช่นนี้แล้วก็หันไปพูดกับนกแก้วว่า นี่แน่ะเจ้านก
แก้ว ข้าได้เล่าเรื่องเป็นพยานคำของข้าแล้ว ข้าไม่มีอะไรจะพูดอีก นอกจากจะ
กล่าวว่าผู้ชายทั้งปวงเป็นจำพวกคดโกงล่อลวงผู้อื่น เห็นแก่ตัวแลมีใจบาปหยาบ
ร้ายหาที่สุดมิได้

นกแก้วทูลพระราชาว่า พระองค์จงฟังเถิด เมื่อหญิงกล่าวว่าไม่มีอะไรจะพูดที่
เป็นข้อสำคัญจะอยู่ในคำแถมทั้งนั้น แลคำแถมย่อมจะยาวกว่าคำพูดที่พูดมาแล้ว
หลายสิบเท่า นางนกตัวนี้ก็ได้พูดมาจนน่าจะเบื่อเต็มทีอยู่แล้ว แต่อย่างนั้นยังนับว่า
พึ่งจะขึ้นต้นเท่านั้น พระราชาตรัสว่าเจ้ามีเรื่องอะไรจะนำมากล่าวเป็นพยานคำติ
เตียนหญิง เจ้าก็จงเล่าไปเถิด นกแก้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าจะเล่าเรื่องซึ่งเกิดแต่เมื่อ
ข้าพเจ้ายังอ่อนอายุ แลทำให้ข้าพเจ้าทำความตกลงในใจว่าจะอยู่ไม่มีคู่ไปตราบจน
วันตาย
นิทานของนกแก้ว

เมื่อข้าพเจ้าเป็นลูกนก ยังไม่ทันได้ร่ำเรียนอันใดก็ติดกรงหับ แล้วมีผู้นำไปขาย
พ่อค้าเศรษฐีชื่อ สาครทัต ซึ่งเป็นพ่อหม้าย มีลูกสาวคนหนึ่งชื่อ นางชัยศิริ สาครทัต
กระทำการค้าขายกว้างขวาง มีธุระอยู่ที่ร้านตลอดวันแลครึ่งคืน ใช้เวลาในการก้ม
มองดูตัวเลขในบัญชี แลดุด่าเสมียนรับใช้ ไม่มีเวลาดูแลบุตรสาว นางชัยศิริ
ประพฤติตนตามอำเภอใจแลอำเภอใจของนางนั้นไม่มีอำเภออันดีเลย

ชายทั้งปวงที่มีลูกสาว อาจกระทำผิดเป็นข้อใหญ่ได้สองทางคือ ระมัดระวังน้อย
ไปทางหนึ่ง ระมัดระวังมากไปทางหนึ่ง พ่อแม่บางจำพวกคอยจ้องมองดูลูกสาวมิให้
คลาดตาไปเลย คอยสงสัยว่าลูกสาวมีความคิดชั่วร้ายในใจอยู่เป็นนิตย์ พ่อแม่ชนิดนี้
มักจะเขลา แลเพราะเขลาจึงแสดงความสงสัยให้ลูกเห็น เมื่อลูกเห็นว่าสงสัยว่าคิด
ชั่วก็เสมอกับยุ เพราะหญิงสาวย่อมมีมานะโดยความคิด ตื้นๆ ว่า เราจะทำชั่วโดย
เร็วให้สมกับโทษที่เราได้รับอยู่แล้ว ในเวลานี้เรายังไม่ได้ทำชั่วอะไรเลย แต่ก็ได้รับ
โทษเสมอกับว่าได้ทำชั่วมาช้านาน ความสำราญแห่งการทำชั่วนั้นเรายังไม่ได้รับ ได้
รับแต่ทุกข์แห่งความทำชั่ว ไหนๆ ก็ได้รับทุกข์แล้ว เราจะทิ้งความสำราญเสียทำไม
เล่า เราต้องรีบทำชั่วทันที เพราะเราได้ทุกข์มานานแล้ว เมื่อคิดดังนี้แล้วก็ประพฤติ
การเป็นโทษต่างๆ ที่พ่อแม่ไม่อาจรู้เห็น เพราะพ่อแม่นั้นถึงจะระมัดระวังอย่างไร
ลูกสาวก็คงหลบหลีกได้เสมอ พ่อแม่จะนั่งจ้องอยู่วันยังค่ำคืนยังรุ่งไม่ได้ ต้องมีเวลา
หลับตาลงบ้าง

พ่อแม่อีกประเภทหนึ่ง ทำผิดในทางที่ระมัดระวังลูกสาวน้อยไป คือไม่ระมัดระวัง
เสียเลย ปล่อยให้ลูกนั่งเล่นอยู่เปล่าๆ ไม่มีอะไรทำเสมอกับฝึกหัดให้ขี้เกียจ แลเพาะ
พืชความชั่ว ปล่อยให้คบกับคนซึ่งมีความคิดบาป คือให้โอกาสให้ปฏิบัติเป็นโทษ
หญิงสาวซึ่งบิดามารดาปล่อยตามอำเภอใจเช่นนี้ มักจะเดินเข้าสู่บ่วงซึ่งผู้มีเจตนาชั่ว
วางดักไว้แลประพฤติตัวเป็นโทษด้วยประการต่างๆ เพราะความไม่ระมัดระวังตัวแล
เพราะความล่อลวงของพวกมีเจตนาชั่ว อันเป็นชนจำพวกซึ่งมีความเพียรยิ่งกว่าผู้มี
เจตนาดี ก็บิดามารดาซึ่งมีปัญญานั้นควรทำอย่างไรเล่าจึงจะหลีกทางทั้งสองนี้ได้

ธรรมดาบิดามารดาผู้มีปัญญาย่อมเอาใจใส่สังเกตนิสัยบุตรของตน แลดำเนินการ
ระมัดระวังตามนิสัยซึ่งมีในตัวบุตร ถ้าลูกสาวมีนิสัยดีอยู่ในตัว บิดามารดาที่ฉลาดก็
คงจะวางใจปล่อยให้ดำเนินความประพฤติตามใจในเขตอันควร ถ้าบุตรสาวมีนิสัย
กล้าแข็ง บิดามารดาก็คงจะแสดงกิริยาประหนึ่งว่าไว้วางใจในบุตร แต่คงจะลอบ
ระมัดระวังอยู่เสมอ

นกแก้วแสดงวิธีเลี้ยงลูกสาวถวายพระราชารามเสนเช่นนี้ต่อไปอีกครู่หนึ่งจึงเล่า
ถึงนางศิริชัยว่า นางนั้นเป็นคนสูง ค่อนข้างจะอ้วน รูปทรงดี ครอบงำน้ำใจตนเองไม่
ใคร่ได้ นางมีเนตรใหญ่แลหลังตากว้าง มือมีรูปอันดีแต่ไม่เล็ก ฝ่ามือมีไอร้อนแลเป็น
เหงื่ออยู่เสมอๆ เสียงค่อนข้างแหลมแลบางทีฟังเหมือนเสียงผู้ชาย ผมดำเป็นมัน
เหมือนขนนกกาเหว่า ผิวเหมือนดอกพุทธชาด ลักษณะเหล่านี้เป็นลักษณะซึ่งคนโดย
มากมักจะแลดู แต่นางจะเป็นคนงามก็ไม่เชิง ไม่งามก็ไม่เชิง กล่าวได้ว่าอยู่ ใน
ระหว่างคนสวยแลคนขี้ริ้วอันเป็นความดีแก่ตัวหญิง เพราะความอยู่กลางๆ นี้สำคัญ
อยู่ หญิงที่งามนักอย่าว่าแต่ใครแม้นางสีดายังถูกทศกัณฐ์ลักพาไป

นกแก้วกล่าวต่อไปว่า แต่ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็จำต้องกล่าวว่า หญิงงามมักจะมี
ธรรมในใจมากกว่าหญิงขี้ริ้ว หญิงงามได้รับชักชวนจูงใจไปในทางชั่วแต่มีความหยิ่ง
เป็นเครื่องต่อสู้ป้องกันตัวได้ เพราะความหยิ่งนั้นทำให้หญิงงามสัญญาในใจตัวเองว่า
จะได้รับชักโยงไปในทางเดียวกันบ่อยๆ เพราะฉะนั้นถึงจะไม่ยอมไป ในคราวนี้ก็ไม่
สิ้นโอกาสที่จะได้รับเชื้อเชิญต่อไป


Click to View FlipBook Version