เรื่องที่ 6 พราหมณ์เกศวะ กับ บุตรเขย 3 คน
ครั้นพระเจ้าวิกรมาทิตย์ เสด็จพระดำเนินกลับไปถึงต้นอโศกแล้ว ก็ทรงต้องปีน
ขึ้นไปบนต้นอโศกเพื่อปลดเวตาลลงใส่ในย่ามตามเดิม และทรงดำเนินพาพระ
ราชบุตรออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เวตาลก็เริ่มเล่านิทานอีกเรื่องหนึ่ง และโอ้อวดว่า
เป็นเรื่องจริงอีกตามเคย
ณ ฝั่งของแม่น้ำยมุนานั้น มีเมืองธรรมสถลตั้งอยู่ และในเมืองนี้มีพราหมณ์คน
หนึ่ง ชื่อว่า "เกศวะ" มีบุตรสาวชื่อว่า "นางมธุมาลตี" ซึ่งอยู่ในวัยที่สมควรจะแต่งงาน
ได้แล้ว ทั้งพ่อ แม่ และพี่ชาย ก็เดือดร้อนเป็นทุกข์ด้วยการหาคู่ครองให้ เพราะ
โบราณกล่าวไว้ว่า
"ลูกหญิงซึ่งมีอายุสมควรมีคู่แล้วแต่ไม่มี ย่อมเป็นเช่นก้อนอุบาทว์ห้อยเหนือ
หลังคาบ้านเรือน"
วันหนึ่ง พราหมณ์เกศวะออกจากบ้านไปเพื่อสืบหาคู่ให้บุตรสาว ส่วนบุตรชาย
คนโตก็ไปแสวงหาวิชาความรู้ตามสถานที่ต่างๆ และในระหว่างที่พราหมณ์เกศวะกับ
บุตรชายไม่อยู่บ้านนั้น ได้มีชายคนหนึ่งมาที่บ้านของพราหมณ์ นางพราหมณีผู้เป็น
ภรรยา พิจารณาดูชายหนุ่มแล้วก็เข้าใจว่าต้องเป็นคนดีแน่นอน จึงบอกยกลูกสาวให้
ฝ่ายพราหมณ์เกศวะนั้นไปพบพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่ง เป็นที่ถูกอกถูกใจ ก็เอ่ย
ปากยกลูกสาวให้อีก สำหรับบุตรชายที่ไปร่ำเรียนวิชา
ไปพบเพื่อนที่เรียนด้วยกัน เห็นว่าเป็นคนดีและขยัน ก็เอ่ยปากว่ายกน้องสาวของ
ตนให้เหมือนกัน แล้วทั้งสองก็พาชายหนุ่มที่ตนพอใจมายังบ้านเพื่อให้แต่งงานกับ
นางมธุมาลตี
ดังนั้น จึงทำให้เกิดปัญหายุ่งยากขึ้นทันที เพราะชายทั้งสามคน ต่างก็ไม่ยินยอม
พากันร้องทุกข์ โดยชายคนที่หนึ่ง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามาถึงเรือนก่อน นางควรจะเป็นของข้าพเจ้า" ชายคนที่สอง กล่าวว่า
"บิดาของนางเป็นผู้เอ่ยยกนางให้แก่ข้าแล้ว และบิดาย่อมมีสิทธิ์กว่าใครๆ เพราะ
เป็นหัวหน้าครอบครัว" ชายคนที่สาม กล่าวว่า
"พี่ชายของนางซึ่งเป็นเพื่อนรักกับข้าพเจ้า ก็ได้ยกนางให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ดูแลต่อไป
เพราะเขารู้ดีว่าข้าพเจ้าเป็นคนเช่นไร"
จึงเป็นอันว่า ในเวลานั้น "ธรรม แยกออกเป็นสามทาง เพราะชายหนุ่มสามคน"
ต่างฝ่ายต่างอ้างเหตุผลโต้แย้งกันไปต่างๆ
ขณะที่ทุกคนกำลังเจรจากันอยู่นั้น มีงูพิษตัวหนึ่งเลื้อยมากัดนางมธุมาลตี ถึงแก่
ความตาย ทุกคนในที่นั้นต่างตกใจควบคุมสติไม่อยู่ ร้องไห้เอะอะโวยวายกัน ครั้น
พอได้สติถึงได้รีบวิ่งไปตามหมอ แม่มด และคนที่มีวิชาเรียกพิษงู แต่เมื่อคนเหล่านั้น
มาพบศพของนาง ต่างคนก็ส่ายหน้าไปตามๆ กัน หมอกล่าวว่า
"อย่าว่าแต่หมอใดๆ เลย แม้แต่พระพรหม ก็ไม่อาจช่วยได้"
ครั้นหมอทั้งหลายกลับไปหมดแล้ว พราหมณ์เกศวะก็จัดการเผาศพบุตรสาว
แล้วกลับบ้านด้วยความเศร้าโศก
ฝ่ายชายหนุ่มทั้งสาม ก็ตกลงใจกันว่าจะขอท่องเที่ยวไปตามบุญตามกรรมดีกว่า
ชายคนที่หนึ่ง ก็เก็บกระดูกของนางมธุมาลตีรวบรวมเป็นห่อห้อยขึ้นบ่าไปด้วย
ฝ่ายชายคนที่สองนั้น ได้กวาดเอาเถ้าถ่านที่เผาศพ รวมกันเป็นห่อ แล้วใส่ย่าม
เดินทางตรงเข้าป่า
ส่วนชายคนที่สาม ได้ไปบวชเป็นโยคี เที่ยวเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ และปฏิบัติตน
ตามควรแก่โยคีทุกประการ
วันหนึ่ง โยคีได้ผ่านไปยังบ้านแห่งหนึ่ง ก็แวะเข้าไปเพื่อขออาหาร ครั้นชาย
เจ้าของบ้านเห็นโยคีมาก็ออกมาต้อนรับอย่างดี และเชิญเข้าไปเพื่อจะเลี้ยงอาหาร
ในบ้าน
ธรรมดานั้น เจ้าของบ้านจะขับไล่แขกที่มาถึงในเวลาตอนเย็นให้ไปพ้นบ้านนั้นไม่
ได้ เจ้าของบ้านจึงเชิญชวนให้โยคีพักค้างคืนด้วย
โยคีตอบตกลง และระหว่างที่โยคีกำลังรับประทานอาหารอยู่นั้น ภรรยาเจ้าของ
บ้านเกรงว่าโยคีจะไม่อิ่ม ก็ลุกไปจัดอาหารมาเพิ่มเติม แต่บุตรผู้เป็นทารกร้องไห้จ้า
ด้วยเสียงอันดัง แล้วคลานไปยึดชายผ้าของมารดาไว้ มารดาบอกให้หยุดร้องก็ไม่
หยุด ยิ่งร้องและดึงผ้าไว้แน่น มารดานึกขัดใจขึ้นมาก็วางสำรับอาหารลง แล้วจับตัว
ลูกโยนเข้าไปในกองไฟ จนทารกน้อยนั้นไหม้เป็นเถ้าถ่าน
ฝ่ายโยคี เมื่อเห็นดังนั้นก็ตกใจลุกขึ้นจากที่นั่ง เจ้าของบ้านจึงถามขึ้นว่า
"ท่านโยคีทำไมถึงไม่กินอาหารต่อล่ะท่าน" โยคีตอบว่า
"ข้าไม่อาจจะกินอาหารของคนที่ประพฤติตนเลวเยี่ยงนี้ได้"
เมื่อเจ้าของบ้านได้ยินโยคีกล่าวเช่นนี้ก็ยิ้มออกมา แล้วลุกขึ้นไปหยิบสมุดเล่มหนึ่ง
ออกมาจากที่ซ่อนบนขื่อ สมุดเล่มนั้น เป็นตำรา "สังชีวนีวิทยา" คือวิชาชุบคนตายให้
คืนชีวิต ครั้นหยิบหนังสือออกมาแล้ว ชายเจ้าของบ้านก็กางตำราออก ทำพิธีชุบลูก
ของตนให้คืนชีวิต ไม่ช้าทารกน้อยนั้นก็กลับมาร้องไห้จ้าเสียงดังเหมือนเก่า บิดา
ของเด็กจึงพูดว่า
"บรรดาของมีค่าทั้งหลาย จะหาสิ่งใดเกินกว่าวิชานั้นได้ไม่"
ฝ่ายโยคี เห็นเป็นอัศจรรย์เช่นนั้น ก็นึกในใจว่า
"ถ้าเราได้สมุดตำราเล่มนี้มา เราก็อาจจะนำไปชุบชีวิตนางมธุมาลตี หญิงอันเป็น
ที่รักได้ แล้วเราจะได้เลิกประพฤติตนเป็นโยคีเสียที"
โยคี นึกตรึกตรองได้ดังนี้แล้ว ก็กลับนั่งลงกินอาหารตามเดิม และตกลงใจค้าง
คืนที่เรือนนั้น จนเวลาเที่ยงคืนมาถึง ทุกคนหลับสนิทกันหมดแล้ว โยคีก็ค่อยๆ ย่อง
เข้าไปในห้องเจ้าของบ้าน แอบขโมยหยิบเอาตำราสังชีวนีวิทยาลงมาจากขื่อได้แล้ว
ก็หลบออกจากบ้านไปในทันที เพื่อมุ่งตรงไปยังป่าช้าที่เผาศพนางมธุมาลตี
ระหว่างทางเผอิญพบชายหนุ่มสองคน ที่เคยหมายปองนางมธุมาลตีเหมือนกัน
จึงได้ไต่ถามความเป็นอยู่ต่อกัน โยคีได้เล่าว่า
"ข้าพเจ้าได้เรียนวิชาชุบคนตายให้ฟื้นคืนชีวิตได้ จากอาจารย์ผู้เก่งกล้า"
ชายหนุ่มทั้งสองได้ฟังก็ดีใจ รีบตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า
"ถ้าท่านมีวิชาอย่างที่ท่านว่า ท่านก็จงชุบนางผู้เป็นที่รักของพวกเราให้คืนชีวิต
ขึ้นมาเถิดท่าน"
ชายผู้เป็นโยคี ก็จัดการทำพิธีด้วยการให้ชายทั้งสองนำกระดูกและเถ้าถ่านของ
นางมธุมาลตี มากองรวมกันไว้แล้วจึงเริ่มร่ายมนต์คาถา ไม่ช้านางมธุมาลตีก็ฟื้นคืน
ชีวิต ลุกขึ้นมานั่งร้องไห้ ชายทั้งสามจึงพานางไปส่งยังบ้านของนาง
ฝ่ายชายทั้งสาม เมื่อนางคืนชีวิตมาแล้ว ก็เกิดการวิวาทแย่งชิงตัวนางอีก ต่างคน
ก็กล่าวว่าตนควรจะได้นางเป็นภรรยาโดยชอบธรรม ชายคนที่หนึ่ง กล่าวว่า
"นางควรจะเป็นภรรยาของข้าพเจ้า เพราะนางคืนชีวิตมาได้เนื่องมาจากกระดูก
ที่ข้าพเจ้าเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี" ชายคนที่สอง กล่าวว่า
"ไม่ได้ นางควรจะเป็นภรรยาของข้าสิจึงจะถูกต้อง เพราะข้าเป็นคนเก็บเถ้าถ่าน
ของนางต่างหาก"
ชายคนที่สามหัวเราะเยาะชายทั้งสองคน แล้วกล่าวว่า
"ถ้ากระดูกและเถ้าถ่านนั้น ไม่ได้ตั้งพิธีและร่ายมนต์ตราของข้า แล้วนางจะฟื้น
คืนชีวิตมาได้อย่างไร ฉะนั้นนางควรจะต้องเป็นภรรยาของข้าพเจ้า"
ชายทั้งสามเถียงกันเป็นการใหญ่ เพราะไม่มีใครยอมใคร จึงพากันไปหาบัณฑิตผู้
มีปัญญาปราดเปรื่องให้เป็นผู้ตัดสิน แต่ก็ไม่มีบัณฑิตคนไหนสามารถตัดสินปัญหานี้
ได้เลย น่าแปลก ที่ไม่มีใครนึกถึงพระราชา แต่พากันไปหาผู้รอบรู้แทน
เวตาล กล่าวต่ออีกว่า
"ในส่วนตัวนั้น หม่อมฉันก็สงสัยอยู่ว่าทำไม แล้วฝ่าพระบาทซึ่งนามว่า
"วิกรมาทิตย์" นั้น เป็นพระราชาผู้ประกอบไปด้วยปัญญายิ่งกว่ามหากษัตริย์ทั้งปวง
มิใช่หรือ ฝ่าพระบาทคงจะตัดสินได้บ้างกระมัง พะยะค่ะ ว่านางควรเป็นของชายคน
ใดอย่างชอบธรรม"
พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงขุ่นพระทัยในคำพูดดูถูกของเวตาล ที่กล่าววาจาดูถูก
พระราชาทั้งปวง ครั้นเวตาลทูลให้ตัดสิน ก็เผลอตรัสออกมาว่า
"เอ็งมันโง่ ช่างไม่รู้จักอะไร ชายคนที่สอง นั่นสิควรจะได้นางมธุมาลตีเป็นภรรยา"
เวตาลทูลถาม ว่า
"เพราะเหตุใดล่ะ พะยะค่ะ"
พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงกริ้วหนัก ตวาดว่า
"อ้ายผีสมองทึบ เอ็งโง่แล้วยังพูดมากอีกด้วย ก็ชายคนที่หนึ่งนั้น เก็บกระดูกของ
นางมธุมาลตีรักษาไว้ จึงอยู่ในตำแหน่งเสมอลูก ไม่ควรได้นางมาเป็นภรรยา
ส่วนชายคนที่สามนั้น ได้ชุบชีวิตนาง คือ ให้ชีวิตแก่นาง จึงอยู่ได้ในตำแหน่งบิดา
ไม่ควรได้นางเป็นภรรยาเช่นกันแต่ชายคนที่สอง เก็บไว้เพียงแต่เถ้าถ่าน จึงควรแก่
ตำแหน่งสามีของนางที่สุด
คำอธิบายเช่นนี้ จะทะลุความโง่ของเอ็งเข้าไปในสมอง ทำให้เอ็งเข้าใจได้แล้ว
หรือยังวะ อ้ายผี" เวตาลทูลตอบว่า
" ความโง่ของหม่อมฉัน บัดนี้ได้ทะลุแล้วพะยะค่ะ แต่ของฝ่าบาทนั้น "ยัง" ฉะนั้น
จึงเป็นเหตุให้หม่อมฉันได้กลับไปแขวนตัวยังต้นอโศกตามเดิม ฮะ ฮะ ฮะ "
แล้วเวตาลก็ลอยลิ่ว หายตัวไปในความมืดอีกเช่นเคย.
เรื่องที่ 7 ความรักมนัสวี ผู้โง่เขลา
ครั้นเวตาล หัวเราะก้องฟ้าลอยไปแล้ว พระเจ้าวิกรมาทิตย์กับพระราชบุตร ก็
ต้องเสด็จดำเนินกลับไปยังต้นอโศกอีกครา พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงปีนขึ้นไปปลด
เวตาลลงมาใส่ย่าม พลางทรงรำพึงว่า
"ถ้าเรานั่งลงแล้ว ฟังอ้ายตัวนี้เล่าให้มันจบๆ ไปจนสิ้นฤทธิ์ของมัน ก็คงจะดี
แล้วค่อยเดินทางต่อ" เวตาลรู้ดังนั้น ก็ร้องทุกข์ว่า
"ฝ่าบาท ทรงผิดระเบียบการทำสัญญานะ พะยะค่ะ หม่อมฉันไม่ยอม"
พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงตรัสตอบว่า
"เอ็งจะยอมหรือไม่ข้าไม่รู้ เพราะในสัญญามิได้บอกว่าจะเดินหรือนั่ง"
เวตาลบ่นอุบอิบ แล้วทูลว่า
"หม่อมฉันสาบานว่าจะไม่พูดอะไรต่อไปอีก คอยดูซีพะยะค่ะ"
แต่ในไม่ช้า เวตาลก็อดพูดไม่ได้ เอ่ยเล่านิทานขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็กล่าวว่าเป็น
ความจริงอีกเช่นเคย ยังมีเมืองอยู่เมืองหนึ่ง ชื่อว่า "กุสมาวดี" กษัตริย์ผู้ครองเมือง
ทรงพระนามว่า "พระเจ้าสุพิจาร" พระองค์ทรงมีพระราชธิดาพระองค์หนึ่ง เป็น
หญิงที่งดงามมาก พระนามว่า "จันทร์ประภา"
วันหนึ่งในฤดูฝน พระธิดาจันทร์ประภาเสด็จลงยังพระราชอุทยาน แวดล้อมไป
ด้วยสาวสรรกำนัลนาง เพื่อทอดพระเนตรพันธุ์ไม้นานาชนิด ที่ผลิดอกออก
ช่องดงามทั้งอุทยาน เผอิญขณะนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อ "มนัสวี" ได้แอบมาเที่ยว
เล่นในอุทยานและแอบนอนหลับอยู่ในที่กำบัง ภายใต้ต้นไม้ โดยเจ้าหน้าที่รักษา
อุทยานไม่ทันเห็น จึงมิได้ปลุกและไล่ไปให้พ้นก่อนที่พระธิดาจะเสด็จออก
ชมพระราชอุทยาน
ฝ่ายพระธิดาจันทร์ประภา ทรงวิ่งเล่นหยอกล้อกับนางกำนัลจนเหนื่อยแล้วก็
ทรงหยุดเล่น หวังที่จะเสด็จไปพักผ่อนที่ตำหนักในอุทยาน ซึ่งในขณะนั้นมนัสวีชาย
หนุ่ม กำลังนอนหลับอยู่ใกล้ทางดำเนิน ครั้นได้ยินเสียงพระธิดาดำเนินผ่านไปใกล้ๆ
มนัสวีก็รีบตื่น และลุกขึ้นนั่งทันที พระธิดา ทรงดำเนินมาถึงก็ทรงสะดุ้งตกใจ
เพราะไม่นึกว่าจะมีชายหนุ่มมาอยู่ในเขตพระราชอุทยานนี้ได้ จึงทรงอุทานออกมา
เบาๆ ว่า
"อุ๊ย คุณพระช่วย"
มนัสวี หันมามองสบพระเนตรพระธิดา ต่างก็เกิดความเสน่หาซึ่งกันและกันใน
ทันใด พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ก็ทรงตรัสแย้งเวตาลว่า
"เจ้าผีช่างพูด มันจะเป็นไปได้ยังไง ไม่จริงหรอก หญิงกับชายเจอกันแค่นาทีแรก
ก็จะเกิดความรักกันได้ เอ็งมันโม้มาตลอด"
เวตาลทำคอย่น บ่นอุบอิบในลำคอแล้วเล่าต่อไปว่า
ครั้นพระธิดา เสด็จกลับเข้าในพระตำหนักหลวงแล้ว มนัสวีก็ปานจะขาดใจ นั่ง
เหม่อลอยและร้องไห้คร่ำครวญ จนกระทั่งมีพราหมณ์สองคน มีวิชาแก่กล้า ชื่อ "ศศี"
คนหนึ่ง และ "มูลเทวะ" คนหนึ่ง เดินเข้าไปทำธุระในสวนหลวง พบชายหนุ่มมีอาการ
เช่นนี้ ก็รู้ว่าเป็นโรคหัวใจมากกว่าโรคกาย จึงถามขึ้นว่า
"พ่อหนุ่ม ทำไมจึงได้มานั่งร้องไห้คร่ำครวญอย่างนี้เล่า"
มนัสวี มองดูพราหมณ์ทั้งสอง แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
พราหมณ์มูลเทวะ ได้ฟังมนัสวีพูดเช่นนั้น ก็เกิดความเห็นใจ จึงกล่าวกับมนัสวีว่า
"เจ้าจงมากับเราเถิด เราจะหาอุบายช่วยท่านให้ท่านสามารถครองคู่
กับพระธิดาได้"
มนัสวี ดีใจ หยุดร้องไห้คร่ำครวญ พลางกล่าวว่า
"ข้าแต่ท่านบัณฑิต ผู้มีใจเมตตากรุณา ขอท่านจงได้โปรดช่วยให้ข้าพเจ้าสมดัง
ประสงค์ด้วยเถิด" พราหมณ์มูลเทวะ รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าจะจัดการให้
สมตามปรารถนา แล้วก็พามนัสวีกลับไปยังบ้านของตน เมื่อไปถึงบ้าน พราหมณ์
มูลเทวะก๊อทำการรับรองเป็นอย่างดี แล้วพราหมณ์มูลเทวะก็เดินไปหยิบลูกอม
มาสองลูก พร้อมทั้งอธิบายวิธีการใช้ของลูกอมนั้นให้มนัสวีฟังว่า "ในบ้านของเรานี้
มีวิชาสืบทอดเป็นมรดกติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายชั่วคนแล้ว แล้วเราได้ใช้วิชานี้
ให้ประโยชน์แก่คน แต่การใช้วิชาความรู้ของเรานี้ คือจะต้องมีจิตใจบริสุทธิ์ และ
ตั้งใจจริงจึงจะได้รับผลประโยชน์ ลูกอมนี้ถ้าเจ้าอมเข้าปากไปเจ้าก็จะกลายเป็น
หญิงสาว แล้วถ้าเจ้าเอาออกจากปากก็จะคืนรูปร่างเดิม และหากเจ้าเอาไปใช้ใน
ทางไม่ดี ก็จะเกิดเหตุร้ายให้เป็นทุกข์ใจอย่างใหญ่หลวง ส่วนทีเหลืออีกเม็ดหนึ่ง
ใครอมเข้าไปก็จะกลายเป็นคนแก่ชราลงทันตา"
พราหมณ์มูลเทวะ ส่งลูกอมที่ทำให้เป็นสาว ให้แก่มนัสวีอม ส่วนตนเองนั้นอม
ลูกที่ทำให้กลายเป็นคนชรา จึงทำให้ทั้งสองมีรูปร่างเปลี่ยนไปทันที พราหมณ์
กำชับมนัสวีว่า ให้ระวังอย่ากลืนล่วงเข้าไปในคอเป็นอันขาด แล้วทั้งสองก็ตรงไป
ขออนุญาตเข้าเฝ้าพระสุพิจาร (กษัตริย์) ณ ท้องพระโรง
ฝ่ายพระสุพิจาร ทรงทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ชราอายุมาก เข้ามายังท้อง
พระโรงก็ต้อนรับเป็นอย่างดี และเชื้อเชิญให้นางที่มาด้วยนั่งในที่อันสมควร จึง
ทรงรับสั่งถามว่า "ท่านผู้เป็นอาจารย์ ท่านมาจากสำนักใด
พราหมณ์มูลเทวะ ทูลว่า
"เมืองของข้าพระองค์นั้น อยู่ทางฟากเหนือ ข้าพระองค์ออกจากบ้านท่องเที่ยว
ไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อศึกษาวิชา ก็ได้พบนางคนนี้ ซึ่งเหมาะที่จะเป็นภรรยาของ
บุตรชายของข้าพระองค์ จึงขอนางมาและจะพากลับบ้านด้วย แต่พอกลับถึงบ้าน
ปรากฏว่าภรรยาและบุตรของข้าพระองค์ก็อพยพไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว ซึ่งข้าพระองค์
ก็ไม่รู้ได้ว่าไปอยู่ที่ไหนกัน และหากข้าพระองค์มีนางคนนี้เป็นห่วงผูกคออยู่ จะออก
เที่ยวตามหาบุตรและภรรยาก็มิได้ จนข้าพระองค์ได้ยินคำเล่าลือถึงพระองค์ผู้ทรง
ธรรมว่า มีพระทัยเมตตากรุณา ข้าพระองค์จึงตั้งใจจะนำนางคนนี้มาถวายฝากไว้
ชั่วระยะหนึ่ง ขอพระองค์จงทรงโปรดรับนางไว้ด้วยเถิดพระเจ้าค่ะ"
พระเจ้าสุพิจาร ได้ทรงฟังเช่นนั้น ก็ทรงนั่งนิ่งตรึกตรองอยู่นาน ก่อนที่จะตรัส
ตอบตกลง เป็นอันว่าการนี้พราหมณ์มูลเทวะ และชายหนุ่ม ทำสำเร็จไปขั้นหนึ่ง
พราหมณ์มูลเทวะจึงรีบทูลลาออกจากที่เฝ้าไป
ครั้นพราหมณ์มูลเทวะในร่างชายชรา ได้ออกจากที่เฝ้าไปแล้ว พระเจ้าสุพิจาร
จึงรับสั่งเรียกนางจันทร์ประภาพระราชธิดาให้มาเข้าเฝ้า พลางตรัสว่า
"นางคนนี้ เป็นคู่หมั้นคู่หมายของบุตรพราหมณ์แก่ ได้นำตัวนางมาฝากไว้ให้พ่อ
คุ้มครอง เนื่องจากกำลังได้รับความเดือดร้อน และในไม่ช้าจะมารับกลับไป แต่ใน
ระหว่างนี้ลูกจงให้นางไปอยู่ที่ตำหนักของลูกด้วย ลูกจงช่วยดูแลเอาใจใส่นางเป็น
อย่างดี เข้าใจไหมลูก"
พระธิดาจันทร์ประภา ได้ทรงฟังก็รับคำว่า
"เพคะเสด็จพ่อ" แล้วพระธิดาก็พานางคู่หมั้นพราหมณ์ ไปยังตำหนักของ
นาง ทรงเอาใจใส่เป็นอันดี ฝ่ายนางคู่หมั้นพราหมณ์สังเกตเห็นว่า พระธิดานั้น
ไม่ทรงร่าเริง นางจึงทูลถามพระธิดาว่า
"พระธิดาเพคะ หม่อมฉันสังเกตเห็นว่าพระองค์ไม่ทรงแจ่มใสเลยเพคะ"
พระราชธิดาจันทร์ประภา จึงรับสั่งเล่าถึงชายหนุ่มชื่อ มนัสวี ให้นางคู่หมั้น
พราหมณ์ฟังทั้งหมดด้วยความเศร้าใจยิ่งนัก นางคู่หมั้นพราหมณ์จึง ทูลถาม
ต่อว่า
"ถ้าหม่อมฉันทำให้พราหมณ์หนุ่ม ผู้เป็นที่รักของพระธิดาเข้ามาเฝ้าได้
ณ บัดนี้ พระธิดาจะทรงประทานอะไรให้หม่อมฉัน เป็นรางวัลบ้างเล่าเพคะ"
พระธิดาจึงทรงรับสั่งตอบว่า "เราก็จะยอมเป็นทาสของเจ้าน่ะซี"
นางคู่หมั้นพราหมณ์ ได้ยินรับสั่งดังนั้น ก็คายลูกอมออกจากปาก ร่างก็กลาย
เป็นมนัสวีโผเข้ากอดพระธิดา พระธิดาทรงดีพระทัยแต่ก็ทรงละอายพระทัยยิ่ง
นัก
เมื่อมนัสวี ได้เข้าถึงองค์พระธิดาสมความปรารถนาแล้ว ก็อยู่ภายในวังประมาณ
ได้ห้าเดือนเศษ คอยเปลี่ยนร่างกาย เป็นชายและหญิงทุกวันทุกคืน จนเกิดความเบื่อ
หน่ายที่ต้องคอยแอบซ่อนและแปลงร่างกายอยู่อย่างนี้ มนัสวีจึงกล่าวโทษพระธิดาว่า
ไม่พาตนออกไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศบ้างเลย ฝ่ายพระธิดาก็เริ่มเกิดความเบื่อ
หน่ายที่ต้องเป็นอยู่อย่างนี้เช่นกัน
วันหนึ่ง พระเจ้าสุพิจารเสด็จไปเป็นเกียรติยศแก่งานมงคลที่บ้านอำมาตย์ โดยมี
นางคู่หมั้นพราหมณ์ตามเสด็จไปด้วย ฝ่ายบุตรชายของท่านอำมาตย์ เมื่อเห็นนางคู่
หมั้นพราหมณ์ มีรูปร่างหน้าตาต้องใจ ก็คิดอยากได้นางมาเป็นภรรยาทันที
เช้าวันรุ่งขึ้น บุตรชายของอำมาตย์ได้ให้อำมาตย์ผู้เป็นพ่อ ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าสุพิจาร
เพื่อกราบทูลขอนางคู่หมั้นพราหมณ์มาเป็นภรรยา เมื่อพระเจ้าสุพิจารได้ทรงทราบ
เรื่อง ก็ทรงพิโรธ ตรัสตวาดออกไปว่า
"เจ้าจะเป็นบ้าไปแล้วหรือไง จึงมาพูดกับข้าเช่นนี้ ข้าเป็นพระราชา ข้าต้องให้ซึ่ง
ความยุติธรรมเสมอ นางเป็นคู่หมั้นของบุตรพราหมณ์ เรามีหน้าที่ปกป้องดูแลนาง
ตามคำฝากไว้ และเราจะเที่ยวยกผู้ที่อยู่ในความดูแลความรับผิดชอบนั้น ไปให้ผู้อื่น
ย่อมเป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด"
ครั้นบุตรชายของอำมาตย์ได้ฟังเรื่อง ก็ตรอมใจล้มหมอนนอนเสื่อ อาการเป็นตาย
เท่ากัน ท่านอำมาตย์เองก็ทุกข์ร้อนใจยิ่งนัก ไม่เป็นอันดูแลราชการบ้านเมือง
เนื่องจากต้องคอยดูแลบุตรชาย
บ้านเมืองจึงยุ่งเหยิงวุ่นวายไปหมด เหล่าท่านอำมาตย์และขุนนางท่านอื่นๆ ทนเห็น
บ้านเมืองแย่ลงไม่ไหว จึงพร้อมใจกันเข้าเฝ้าพระสุพิจารทันที และช่วยกันทูลว่า
"ขอเดชะ เหล่าข้าพระองค์ทั้งหลายได้ลงความเห็นกันว่า พราหมณ์ผู้เฒ่านั้นก็ได้
สูญหายไปเป็นเวลาช้านานแล้ว อาจจะตายและมีผู้พบเห็นจัดการเผาศพให้แล้วก็
เป็นได้พระเจ้าค่ะ และอีกประการหนึ่ง นางคู่หมั้นพราหมณ์นั้น ก็ได้เป็นแต่เพียงคู่
หมั้น หาได้มีการแต่งงานอยู่กินเป็นสามีภรรยาไม่ ซึ่งเหล่าข้าพระองค์ทั้งหลายจึง
เห็นสมควรที่พระองค์จะประทานนางให้แก่บุตรชายของท่านอำมาตย์ เพื่อให้
ราชการบ้านเมืองพ้นจากความยุ่งเหยิงเถิดพระเจ้าค่ะ
ส่วนพราหมณ์แก่นั้น หากยังไม่ตายและกลับมาจริง พระองค์ก็ประทาน
ทรัพย์สินและหญิงงามที่งามกว่านางคู่หมั้นพราหมณ์ ให้พราหมณ์แก่พาไปเป็น
ภรรยาของบุตรชายก็ได้ พระเจ้าค่ะ "
พระเจ้าสุพิจาร เมื่อได้ทรงฟังอำมาตย์และขุนนางทั้งหลายกราบทูลดังนั้น ก็เริ่ม
มีพระทัยโอนเอน จึงตรัสว่า
"การที่พวกท่านกล่าวมาก็ดี เราจะขอตรึกตรองให้รอบคอบในคืนนี้ แล้วพรุ่งนี้
เช้าเราจะให้คำตอบที่แน่นอนอีกครั้ง"
เหล่าบรรดาขุนนางอำมาตย์ ได้ยินรับสั่งเช่นนั้นก็พอใจ พากันออกจากที่เฝ้าไป
ในทันที เมื่อเหล่าบรรดาข้าราชการเหล่านั้น ได้ยินรับสั่งก็แน่ใจว่า พรุ่งนี้เช้าจะต้อง
ได้คำตอบที่ดีแน่นอน เพราะฝ่ายนางคู่หมั้นพราหมณ์คงจะไม่ปล่อยโอกาสที่จะได้
อยู่ดีมีหน้ามีตาไปแน่ ฉะนั้นเมื่อพากันออกจากที่เฝ้าแล้วเหล่าบรรดาข้าราชการก็พา
กันตรงไปยังบ้านของท่านอำมาตย์และลูกชายผู้กำลังทุกข์ใจ เพื่อเล่าความทั้งหมด
ให้ทราบเรื่อง
ฝ่ายพระเจ้าสุพิจาร เมื่อเสด็จเข้าข้างในแล้วก็เสด็จตรงไปยังตำหนักพระธิดา
และเมื่อนางจันทร์ประภากับนางคู่หมั้นพราหมณ์มาเฝ้า พระเจ้าสุพิจารก็ทรงรับสั่ง
กับนางคู่หมั้นพราหมณ์ว่า
"บุตรชายของท่านอำมาตย์มีความพึงพอใจในตัวเจ้ามาก จึงได้มาสู่ขอแก่ข้า
ฉะนั้นเจ้าจงไปอยู่กินกับเขาเถิด จะได้มีหน้ามีตา ไม่ต้องมานั่งรออะไรที่เอาแน่ไม่ได้
เช่นนี้" นางจันทร์ประภา ได้ฟังดังนั้น ก็กล่าวติเตียนพระราชบิดาด้วยคำต่างๆ ว่า
"เสด็จพ่อทรงทำอะไรไปเพคะ เสด็จพ่อเป็นกษัตริย์ที่ทรงประพฤติธรรมอยู่เป็นนิจ
แต่ทำไมมาบัดนี้เสด็จพ่อมีพระประสงค์เปลี่ยนไปจากความเป็นธรรม คงจะเป็น
เพราะเสด็จพ่อหวังแต่จะได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว เพคะ"
ฝ่ายนางคู่หมั้นพราหมณ์ เห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ตัวเองก็อยากมีโอกาสออก
ไปดูโลกภายนอกบ้างจึงรีบตอบตกลงทันที
"ฝ่าบาทเพคะ ถ้าพระองค์ทรงตั้งพระทัยเป็นที่แน่นอนแล้ว ที่จะให้หม่อมฉันไป
เป็นภรรยาของบุตรชายอำมาตย์ หม่อมฉันก็ยินดีเพคะ"
พระธิดาจันทร์ประภา ทรงกริ้วแต่ก็ไม่สามารถเล่าเรื่องของนางคู่หมั้น
พราหมณ์ว่าแท้จริงแล้วนางเป็นชาย และเป็นสามีของตนเองให้ใครฟังได้ จึงได้แต่
เสียพระทัย
เช้าวันรุ่งขึ้น พระเจ้าสุพิจารเสด็จออกยังท้องพระโรง รับสั่งให้เหล่าบรรดา
ข้าราชการทั้งหลายเข้าเฝ้า รวมทั้งท่านอำมาตย์และบุตรชายด้วย แล้วจึงทรง
รับสั่งถึงถ้อยคำของนางคู่หมั้นพราหมณ์ให้ฟังโดยพร้อมเพรียงและในระหว่างรอ
เตรียมการอันเป็นมงคลนั้น ท่านอำมาตย์ได้สู่ขอนางคู่หมั้นพราหมณ์ให้ไปพักอยู่
กับภรรยาคนที่สวยที่สุดของตนก่อน แล้วกำชับว่า "เจ้าทั้งสองจงอยู่ด้วยกัน มี
อะไรจงช่วยเหลือกัน จนกว่าการเตรียมงานทั้งหมดจะเรียบร้อย"
เมื่อนางคู่หมั้นพราหมณ์ได้มาอยู่ที่บ้านอำมาตย์แล้ว ก็ได้พักอยู่ร่วมห้องเดียว
กับภรรยาสาวสวยของท่านอำมาตย์ ในที่สุดก็ทนความเป็นหญิงต่อไปไม่ได้ ก็
กลายร่างเป็นมนัสวีในเวลากลางคืนนั้น แอบลักลอบเป็นชู้กับภรรยาท่านอำมาตย์
พอถึงกลางวันก็แปลงกายเป็นหญิงดังเดิม มนัสวีกระทำการอยู่เช่นนี้ได้ไม่นาน
บาปกรรมก็ตามมาทัน ในคืนหนึ่งเมื่อได้กลายร่างเป็นมนัสวีแล้ว พอรุ่งเช้าจะ
แปลงกลับมาเป็นหญิงก็เอาลูกอมใส่ปากด้วยความเลินเล่อ ลูกอมก็เลยลื่นเข้าคอ
ไป มนัสวีจึงแปลงร่างเป็นหญิงต่อไปไม่ได้อีก จึงต้องรีบหนีออกจากบ้านท่าน
อำมาตย์โดยเร็ว
กล่าวถึงพราหมณ์แก่ ที่พามนัสวีซึ่งปลอมเป็นหญิงไปฝากพระเจ้าสุพิจารนั้น
ครั้นออกมาจากที่เฝ้าก็คืนเป็นพราหมณ์มูลเทวะเช่นเดิม แล้วเดินทางกลับไปหา
พราหมณ์ศศี เล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง พราหมณ์ศศีได้ยินดังนั้น ก็ทำหน้ายุ่งพูด
เสียงขุ่นๆ กับพราหมณ์มูลเทวะว่า "ความมีน้ำใจดี และใจอ่อนของท่านนั้น
ทำให้ท่านทำบาปโดยไม่รู้ตัว อันตรายอาจจะมาถึงท่านได้"
พราหมณ์ศศีและพราหมณ์มูลเทวะ ถกเถียงกันอยู่พักหนึ่ง พราหมณ์มูลเทวะ
จึงกล่าวว่า "ท่านศศี ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ข้าพเจ้าได้กำชับชายหนุ่มผู้นั้นแล้วว่า
จะต้องทำการด้วยความบริสุทธิ์ ถึงจะไม่มีอันตราย" พราหมณ์ศศี กล่าวบ้างว่า
"ท่านได้ให้อาวุธอันแหลมคม ไปกับคนที่ขาดสติและโง่เขลา มันต้องนำไปทำอะไร
สักอย่างให้เกิดเหตุขึ้นจนได้นั่นแหละ ท่านกับข้าพเจ้ามาพนันกันเอาไหมล่ะ ถ้า
ชายหนุ่มผู้นั้นไม่ไปทำอะไรให้เกิดเหตุเสียก่อนแล้ว ข้าพเจ้าจะยอมมอบคัมภีร์ทั้ง
หลายของข้าพเจ้าให้เป็นทรัพย์สมบัติของท่าน แต่ถ้าชายหนุ่มผู้นั้น ไปทำให้เกิด
ความเสื่อมเสีย ท่านจะต้องใช้วิชาของท่าน ทำให้ข้าได้พระธิดาของพระเจ้าสุ
พิจารมาเป็นภรรยา ท่านจะตกลงไหม?"
พราหมณ์มูลเทวะ ตอบตกลง ทั้งสองจึงทำสัญญากันอย่างมั่นคง ก่อนที่จะ
ออกสืบข่าวในที่ใกล้พระนครจนถึงบ้านของท่านอำมาตย์ ก็ได้รู้ว่า "มนัสวี" คือคู่
หมั้นพราหมณ์แปลงนั้น ได้หายไปจากบ้านท่านอำมาตย์เสียแล้ว ไม่มีใครรู้ร่อง
รอยว่าหายไป ที่ใด
พราหมณ์มูลเทวะ ยังคงสืบข่าวต่อไปอีก ก็ตรึกตรองได้ว่าตนเป็นผู้แพ้พนัน
พราหมณ์ศศีเสียแล้ว จึงยอมมอบลูกอมอีกลูกหนึ่งที่จะสามรถทำให้กลายร่างเป็น
ชายหนุ่มรูปงาม หน้าตาหล่อเหลาให้พราหมณ์ศศีอม ส่วนพราหมณ์มูลเทวะก็อม
ลูกอมที่ทำให้กลายเป็นพราหมณ์แก่เหมือนเคย แล้วทั้งสองก็พากันไปเข้าเฝ้า
พระเจ้าสุพิจาร
ขณะนั้นพระเจ้าสุพิจาร เสด็จออก ณ ท้องพระโรง ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์
แก่ก็จำได้ ในขณะนั้นก็เกิดกระวนกระวาย แต่ก็ทรงระงับไว้ จึงทรงตรัสถามว่า
"ท่านพราหมณ์ ท่านไปไหนมาจึงได้หายหน้าไปเป็นเวลาหลายเดือนเช่นนี้"
พราหมณ์แก่ ทูลว่า
"ข้าพระองค์ เที่ยวสืบเสาะไปหลายแห่งเพื่อตามหาให้พบบุตรชาย ครั้นเมื่อพบ
แล้วก็พากันมาเข้าเฝ้าพระองค์ เพื่อที่จะทูลขอนางคู่หมั้นคืนให้แก่บุตรชายของข้า
พระองค์พระเจ้าค่ะ"
พระเจ้าสุพิจารตะลึงไปชั่วครู่ แล้วทรงรับสั่งอ้อมแอ้มอยู่นาน จนในที่สุดก็ทรง
เห็นว่าจะปกปิดเอาไว้ไม่ได้ จึงรับสั่งเล่าเรื่องให้พราหมณ์แก่และบุตรชายฟังทั้งหมด
พราหมณ์เฒ่า แสดงอาการโกรธอย่างไม่พอใจ พลางกล่าวขึ้นว่า
"พระองค์ทรงทำแบบนี้ได้อย่างไรกัน พระองค์ไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ เอาภรรยา
ของบุตรชายข้าพระองค์ไปยกให้แต่งงานกับชายอื่น"
พระเจ้าสุพิจาร ตกพระทัยจนทำอะไรไม่ถูก ทรงระงับพระทัยแล้วรับสั่งกับ
พราหมณ์ว่า
"ท่านพราหมณ์ ท่านจงกรุณาแก่เราเถิด ที่เราทำไปเพราะไม่มีทางเลือก ท่าน
อย่าโกรธอย่าสาปแช่งเราเลย ท่านต้องการอะไรก็บอกมา เราจะจัดหาให้"
พราหมณ์แก่ จึงกล่าวว่า
"ถ้าพระองค์เกรงคำสาปแช่ง พระองค์ก็ทรงประธานพระธิดาจันทร์ประภาให้
เป็นภรรยาของบุตรชายข้าพระองค์ ถ้าทรงยอมดังที่ว่ามานี้ข้าพระองค์ก็จะยอมยก
โทษถวาย"
พระเจ้าสุพิจาร นำความไปบอกแก่พระธิดาจันทร์ประภา พระธิดาเองกำลังตก
อยู่ในระหว่างเศร้าพระทัย และอยากจะประชดมนัสวีที่ทิ้งตนไป จึงตอบตกลง
เมื่อการเป็นเช่นนี้ พราหมณ์หนุ่มแปลงทั้งสอง จึงรับพระธิดาจันทร์ประภา
กลับไปยังบ้านของตน พร้อมด้วยทรัพย์สินมากมายที่พระเจ้าสุพิจารพระราชทาน
ให้
ฝ่ายมนัสวีนั้น เมื่อได้หนีออกมาจากบ้านท่านอำมาตย์แล้ว ก็เที่ยวหลบซ่อนตัว
ไปจนได้ทราบข่าวของพราหมณ์ศศี ว่าจะได้แต่งงานกับพระธิดาจันทร์ประภาและ
ได้พานางกลับไปบ้านแล้ว
มนัสวีจึงรีบตามไปยังบ้านของพราหมณ์ศศี พลางกล่าวกับพราหมณ์ว่า
"ท่านพราหมณ์ พระธิดาจันทร์ประภานางเป็นภรรยาของข้าพเจ้า ได้โปรด
คืนนางมาให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด"
พราหมณ์ศศี จึงเถียงว่า
"ใครบอกเจ้าว่านางเป็นภรรยาของเจ้า นางเป็นภรรยาที่ถูกต้องของข้าต่าง
หาก พยานของข้าก็มีอยู่" มนัสวี โกรธจัด กล่าวคำสาบานอย่างรุนแรง พลาง
ว่า
"นางเป็นภรรยาของข้าด้วยความเต็มใจ พราหมณ์มูลเทวะเป็นผู้วางแผนการ
ให้ข้าได้พบกับนาง พราหมณ์มูลเทวะก็รู้เรื่องทั้งหมดมาตลอด"
แต่ขณะนั้น พราหมณ์มูลเทวะได้หลบหน้าหายตัวไป พราหมณ์ศศีจึงพูดจา
เยาะเย้ยว่า "ไหนล่ะ พราหมณ์มูลเทวะ พยานของเจ้า ฮะ ฮะ ฮะ"
มนัสวีจึงหันไปกล่าวกับพระธิดาจันทร์ประภา แต่นางยังโกรธอยู่ นางจึงพูด
ด้วยอาการมึนชาว่า "ตั้งแต่ข้าเกิดมา ข้ายังไม่เคยรู้จักกับชายผู้นี้เลย"
มนัสวีจึงหันไปกล่าวกับพระธิดาจันทร์ประภา แต่นางยังโกรธอยู่ นางจึงพูดด้วย
อาการมึนชาว่า "ตั้งแต่ข้าเกิดมา ข้ายังไม่เคยรู้จักกับชายผู้นี้เลย"
เวตาล หยุดพูดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า
"แม้ว่ามนัสวีจะอ้างพยานไม่ได้ แต่ความจริงก็คือความจริง พราหมณ์ศศีเองก็รู้
แต่แกล้งไม่รู้ พระธิดาจันทร์ประภาก็แอบเป็นภรรยากับมนัสวีก็ยิ่งรู้ดี "
พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงไม่โปรดการลอบรัก ครั้นได้ยินเวตาลกล่าวมา จึงตรัสขึ้น
ด้วยน้ำเสียงกริ้วว่า
"อ้ายผีใจลามก พระธิดาจันทร์ประภาต้องเป็นภรรยาที่ถูกต้องของพราหมณ์ศศี
มิใช่ชายแปลงที่ลอบรักกันแล้วทิ้งกันอย่างมนัสวี ซึ่งผิดตามคัมภีร์ศาสตร์กฎหมาย"
เวตาลอมยิ้ม และกล่าวว่า
"ฮะ ฮะ ฮะ หม่อมฉันยังไม่ทันเอ่ยถาม พระองค์ก็ทรงตรัสตอบ เพราะฉะนั้น ฝ่า
บาทจงรีบก้าวพระบาทเถิดพระเจ้าค่ะ ลองดูซิว่าฝ่าบาทจะกลับไปถึงต้นอโศกก่อน
หม่อมฉันได้หรือไม่ พะยะค่ะ" เวตาล ทูลจบแล้วก็ออกจากย่ามลอยไปในทันที
"ฮะ ฮะ ฮะ เอิ๊กๆๆๆๆๆ"
เวตาลหัวเราะก้องฟ้าลอยไปกับความมืด
เรื่องที่ 8 พระยศเกตุ กับ ทีรฆทรรศิน และนาง
วิทยาธรสาว
เมื่อพระเจ้าวิกรมาทิตย์ เสด็จถึงยังต้นอโศกก็ทรงปีนขึ้นไปปลดเวตาลลงมาใส่
ย่าม เวตาลหัวเราะเยาะเบาๆ ในลำคอ พลางทูลว่า
"ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ หม่อมฉันมีความชื่นชมต่อฝ่าบาท
เพราะทรงมีพระอุตสาหะพยายาม ไม่ทรงท้อถ้อยเลยแม้แต่น้อย แต่พระองค์ก็ยัง
ทรงพลั้งพลาดอยู่เป็นนิจ"
พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงกริ้ว จึงยกพระหัตถ์จับผมเวตาลกระชากแรงจนหน้า
หงาย แต่เวตาลก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เอ่ยปากเล่านิทานถวายต่อไป
ในเมืององคราษฎร์ มีกษัตริย์องค์หนึ่งพระนามว่า "พระยศเกตุ" มีพระสิริโฉมงาม
ราวเทพบุตร จึงเป็นที่เพลินตาเพลินใจของนางๆ ทั้งหลาย ดังนั้น พระองค์จึงมีนาง
ข้างในจำนวนไม่น้อย และเพิ่มปริมาณขึ้นอยู่เรื่อยๆ
พระเจ้ายศเกตุ มีมุขมนตรีคนสนิทคนหนึ่งชื่อ "ทีรฆะทรรศิน" เป็นคนที่มีความ
สามารถ เฉลียวฉลาด เป็นที่ไว้วางรพระทัยอย่างยิ่ง พระเจ้ายศเกตุจึงพระราชทาน
อำนาจให้ดูแลราชการบ้านเมืองแทน ส่วนพระองค์นั้นทรงปล่อยปละละเลย มิได้เอา
พระทัยใส่ในกิจการดูแลบ้านเมือง ทรงสุขสำราญอยู่กับสาวสรรกำนัลนางและ
น้ำจัณฑ์
ครั้นทีรฆะทรรศิน ได้รับมอบหมายเช่นนั้น ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างด้วย
ความสุจริต โดยมิได้แสวงหาอำนาจ ลาภยศ เกินตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับ
พระราชทานแต่งตั้งแต่ประการใด แต่ถึงกระนั้นก็ยังมิวายที่จะถูกครหานินทา
ทีรฆะทรรศิน เมื่อได้รู้ถึงคำเล่าลือ อันไม่เป็นมงคลแก่ตนเองเช่นนั้น ก็เกิด
ความน้อยใจและเสียใจอันมาก เมื่อกลับไปถึงบ้าน จึงพูดแก่นางเมธาวดี ผู้เป็น
ภรรยาว่า
"น้องรัก พี่กลุ้มใจเหลือเกิน พระเจ้าอยู่หัวของเราเวลานี้ก็ทรงเสวยแต่น้ำจัณฑ์
มิทรงออกว่าราชการบ้านเมืองเลย ตัวพี่เองก็ได้กระทำหน้าที่อย่างสุจริต มิได้เห็น
แก่ความเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย แต่ว่าในเวลานี้มีผู้คิดไปในทางผิดๆ จนเป็นที่เล่า
ลือกันไปทั่ว เป็นที่ไม่สบายใจแก่พี่เหลือเกิน พี่ควรจะทำเช่นไรดีเล่าน้องรัก"
นางเมธาวดี ครั้นได้ยินสามีกล่าวเช่นนั้น นางจึงตอบว่า
"เพื่อเป็นการไปให้พ้นคำครหานินทาว่าร้าย สักระยะหนึ่ง ท่านพี่จงทูลลา
พระเจ้าอยู่หัวไปเสียจากพระนคร โดยอ้างกับพระองค์ว่า จะไปยังท่าน้ำอันเป็น
บุณยสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพื่ออาบน้ำชำระบาป เมื่อท่านพี่ได้ไปเสียแล้ว คนทั้ง
หลายก็จะเห็นความจริงเองว่าท่านพี่มิได้มุ่งหมายที่จะหาอำนาจ คำเล่าลือก็จะ
หมดไปเอง และเมื่อท่านพี่ไม่อยู่ พระเจ้าอยู่หัวก็ต้องทรงดูแลออกว่าราชการบ้าน
เมืองด้วยพระองค์เอง เมื่อได้ทรงว่าราชการอย่างเหน็ดเหนื่อย ความหมกมุ่นใน
กามารมณ์ก็จำต้องลดน้อยถอยไป"
ทีรฆะทรรศิน ได้ฟังภรรยาพูดเช่นนั้นก็เห็นชอบด้วย ดังนั้นวันรุ่งขึ้น จึงเข้าเฝ้า
พระยศเกตุแล้วทูลพระองค์ตามที่ภรรยากล่าวไว้
ครั้นพระเจ้ายศเกตุ ได้ทรงฟังเช่นนั้นก็ตรัสว่า
"ท่านทีรฆะทรรศิน ท่านอย่าจากพระนครไปเลย เมื่อท่านไปแล้วใครจะทำหน้าที่
แทนท่านได้ การทำบุญท่านสามารถทำที่บ้านท่านก็ได้ ซึ่งจะเป็นผลบุญพาท่านไปสู่
สวรรค์เหมือนกัน ไม่เห็นว่าต้องออกเดินทางเลย"
ทีรฆะทรรศิน ทูลตอบว่า
"ความบริสุทธิ์ อันเกิดจากการที่จะต้องใช้ทรัพย์นั้น คนทั่วๆ ไปก็ทำได้พระเจ้าค่ะ
แต่การอาบน้ำที่ท่าบุญนั้น ให้ความบริสุทธิ์อันมิรู้เสื่อมคลาย พระองค์จึงทรงโปรด
ประทานอนุญาตให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิดพระเจ้าค่ะ"
พระเจ้ายศเกตุมิได้ทรงรับสั่งแต่ประการใด ปรากฏแต่พระอาการว่าไม่เต็ม
พระทัยที่จะให้ไป และยังมิทันได้ประทานอนุญาต เมื่อมีขุนนางประจำห้องเข้ามาทูล
ว่า ได้เวลาสรงน้ำแล้ว พระเจ้ายศเกตุก็ลุกจากพระที่นั่ง เสด็จเข้าห้องสรงไปทันที
ครั้นทีรฆะทรรศิน กลับถึงบ้านแล้ว ก็ได้สั่งเสียภรรยาให้อยู่ดูแลบ้านเรือน แล้ว
ลอบออกเดินทางออกจากพระนครไป แม้แต่บ่าวไพร่ในเรือนก็มิมีใครรู้เลย
แม้แต่น้อย
ครั้นทีรฆะทรรศินได้ออกจากพระนครไปแล้ว ก็เที่ยวไปตามท่าน้ำต่างๆ จนเข้า
แคว้นปาณฑระ มีเมืองๆ หนึ่งตั้งอยู่ใกล้ฝั่งทะเล ทีรฆะทรรศินได้ไปแวะพักผ่อนที่
นั้น
เผอิญได้มีพ่อค้าคนหนึ่งชื่อ "นิธิทัตต์" ได้แลเห็นทีรฆะทรรศินนั่งพักผ่อนอยู่ด้วย
อาการอ่อนเพลียเพราะความร้อนของแสงแดด ร่างกายก็เต็มไปด้วยฝุ่นที่เกาะตาม
ทางเดิน นิธิทัตต์เป็นพ่อค้าที่มีใจโอบอ้อมอารี ครั้นเห็นทีรฆะทรรศินมีอาการเช่น
นั้น จึงเชิญให้ไปบ้านของตน
ทีรฆะทรรศิน ตอบตกลงและตามไปยังบ้านของนิธิทัตต์ เมื่อไปถึงเจ้าของบ้านก็
ต้อนรับเป็นอย่างดี นิธิทัตต์ก็เอ่ยถามว่า
"ขอโทษเถิด อย่าหาว่าละลาบละล้วงเลย ข้าพเจ้ายังมิรู้ว่าท่านชื่อว่ากระไร แล้ว
มาแต่ไหน จะไปที่ไหนต่อล่ะท่าน" ทีรฆะทรรศินได้ฟังก็ยิ้ม พลางตอบว่า
"ท่านผู้ใจบุญ ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์ชื่อ ทีรฆะทรรศิน มาจากเมือง
องคราษฎร์ เที่ยวอาบน้ำตามท่าบุญต่างๆ แล้วท่านล่ะ"
นิธิทัตต์พ่อค้าเป็นคนชอบรับแขก เมื่อเห็นแขกมีลักษณะดีก็ยิ่งชอบใจ จึงตอบ
ว่า "ข้าพเจ้าเป็นพ่อค้าชื่อ นิธิทัตต์ กำลังจะไปค้าขายยังเกาะที่มีชื่อว่า "สุวรรณ
ทวีป" ท่านจงพักผ่อนอยู่ที่บ้านของข้าให้สบาย
จนกว่าข้าจะกลับมา แล้วท่านค่อยเดินทางต่อไปเถิด" ทีรฆะทรรศิน จึงตอบว่า
"ถ้าท่านเต็มใจให้ข้าพเจ้าเดินทางไปด้วย ข้าพเจ้าอยากไปยังสุวรรณทวีปกับ
ท่าน" นิธิทัตต์ยินดียอมให้ตามต้องการ ทีรฆะทรรศินก็พักอยู่ในเรือนนั้นอีกคืน
หนึ่ง เมื่อรุ่งขึ้นนิธิทัตต์ก็พาไปลงเรือ ซึ่งบรรทุกสินค้ามากมาย แล้วออกแล่นใบไป
ในทะเล
ครั้นไปถึงที่หมาย นิธิทัตต์ก็ทำการค้าขายสินค้าตามธรรมเนียม ขากลับก็ได้
ซื้อสินค้าบรรทุกเรือจนเต็มลำ แล้วจึงออกจากเกาะแล่นเรือกลับมาตามทาง
ระหว่างทาง ทีรฆะทรรศินออกมายืนรับลมอยู่บนท้ายเรือ ได้เห็นคลื่นลูกหนึ่ง
เกิดขึ้นในทะเล แล้วมีต้นกัลปพฤกษ์ผุดขึ้นมาจากน้ำ กิ่งก้านเป็นทองทั้งต้น มี
อาสนะประดับด้วยแก้ว และบนอาสนะนั้นมีนางทิพย์นั่งเอนกิ่งอยู่ ทีรฆะทรรศิ
นมองตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง นางก็หยิบพิณขึ้นดีดและขับร้องด้วยสำเนียงอันไพเราะ
จับใจว่า
อันปวงกรรมทำไว้ในปางหลัง เป็นพืชยังปางนี้ให้มีผล
หว่านพืชดี ผลดีมีแก่ตน หว่านพืชชั่วกลั้วผลที่ข้นแค้นฯ
แล้วนางทิพย์ก็ค่อยๆ กลับจมหายลงไปในทะเลดังเดิม ทีรฆะทรรศินยืนตรึก
ตรองอยู่เช่นนั้น ด้วยเพราะได้เห็นสิ่งประหลาด
แต่นายท้ายเรือและลูกเรือทั้งหลายกลับไม่เห็นเป็นสิ่งแปลกอะไร เพราะนางนั้นมัก
จะผุดขึ้นจากทะเลและทำกิริยาเช่นนี้อยู่เสมอ จนคนเดินเรือทุกคนพากันชิน
ตาเสียแล้ว
ครั้นเรือสินค้าของนิธิทัตต์ถึงท่าแล้ว ลูกเรือก็พากันทยอยขนสินค้าขึ้นบก แล้วนิธิ
ทัตต์ก็พาทีรฆะทรรศินกลับเรือนของตน แล้วจัดการต้อนรับดูแลเป็นอย่างดี ทีรฆะ
ทรรศินพักอยู่กับพ่อค้าได้สองวัน ก็ได้ลากลับยังบ้านเมืองของตน ต่างคนต่างอวยพร
แสดงความอาลัยต่อกัน แล้วทีรฆะทรรศินก็บ่ายหน้ากลับยังเมืององคราษฎร์ทันที
ฝ่ายพระเจ้ายศเกตุทรงทราบว่า ทีรฆะทรรศินได้เดินทางกลับมา ใกล้จะถึง
พระนครแล้วก็ทรงดีพระทัย เสด็จออกไปรับด้วยพระองค์เอง ทรงแสดงความยินดี
แล้วตรัสให้ทีรฆะทรรศิน ซึ่งมีร่างกายขะมุกขะมอมเปรอะเปื้อน ให้ตามเสด็จเข้าไป
ในวัง แล้วทรงรับสั่งว่า
"ท่านทีรฆะทรรศิน เป็นเหตุใดท่านจึงกระทำการโหดร้าย ปราศจากความกรุณา
ต่อเราเพียงนี้ ท่านทิ้งเราไปเราก็ได้รับความลำบากต่างๆ แล้วดูซิ ตัวท่านเองก็ได้รับ
ความเดือดร้อน เพราะต้องทรมานร่างกาย เดินทางเตร็ดเตร่เร่ร่อน ท่านจงเล่าให้เรา
ฟังซิว่าท่านเดินทางไปเมืองใดมาบ้าง และที่ผ่านมาในระหว่างทางเจ้าได้เห็นอะไร
แปลกประหลาดไหม"
ทีรฆะทรรศินได้ฟังรับสั่งถามดังนั้น ก็ทูลเล่าโดยตลอดนับแต่ออกจากพระนคร
ไปเจอพ่อค้าใจบุญ และเล่าถึงนางทิพย์กับต้นกัลปพฤกษ์ จนกลับมายังพระนคร
พระเจ้ายศเกตุ ครั้นได้ทรงฟังทีรฆะทรรศินเล่าถึงนางทิพย์ ก็เกิดความรุ่มร้อน
ในพระทัย ใคร่อยากจะได้เห็นนางบ้าง จึงตรัสแก่ทีรฆะทรรศินว่า
"เราจำเป็นที่จะต้องไปเห็นนางองค์นั้นให้ได้ เราจะออกเดินทางไปตามที่ท่าน
เล่ามา โดยเราจะปลอมตัวไปเพียงลำพัง และท่านต้องคอยรักษาราชการบ้านเมือง
แทนเราไว้ ความต้องการที่กล่าวมานี้ ท่านจะขัดขืนหรือคัดค้านมิได้เป็นอันขาด
เมื่อกลับมาจากภารกิจนี้แล้วเราจะตั้งใจดูแลบ้านเมืองด้วยตัวเองเป็นอย่างดี"
เมื่อพระเจ้ายศเกตุทรงรับสั่งแก่ทีรฆะทรรศินมุขมนตรี ของพระองค์อย่างเด็ด
ขาดแล้ว ก็ทรงตรัสให้ทีรฆะทรรศินกลับไปบ้าน เพื่อนำความยินดีมาสู่บุตรและ
ภรรยา ซึ่งตั้งใจรอคอยการกลับมาของทีรฆะทรรศิน
ครั้นวันรุ่งขึ้นเวลากลางคืน พระเจ้ายศเกตุก็ทรงปลอมองค์เป็นดาบสลอบออก
จากพระนคร ไปลำพังเพียงพระองค์เดียว ทรงพระดำเนินไปตามทางที่ทีรฆะทร
รศินได้ทูลไว้
ณ ท่าจอดเรือ ลักษมีทัตต์พ่อค้าเรือสำเภา ได้แลเห็นพระดาบสมีลักษณะ
เหมือนองค์กษัตริย์ ดูมีสง่าราศีจึงเลี้ยงดูต้อนรับเป็นอย่างดี และเมื่อดาบสแปลง
เอ่ยปากขออาศัยลงเรือไปด้วย ลักษมีทัตต์จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ไม่นาน เรือก็ได้แล่นไปถึงกลางท้องทะเล พระเจ้ายศเกตุได้ทอดพระเนตรเห็น
ต้นกัลปพฤกษ์ผุดขึ้นมาจากทะเล และมีนางทิพย์นั่งอยู่บนกิ่งไม้ตามที่ทีรฆะทรรศิน
ได้ทูลไว้จริงๆ พระองค์ทรงเพ่งดูนางจนพระเนตรไม่กระพริบ แล้วนางก็หยิบพิณขึ้น
มาดีดและขับร้องคำกลอนอันแสนจะไพเราะ....แล้วนางก็กลับจมไปในทะเลดังเดิม
ฝ่ายพระเจ้ายศเกตุ เมื่อเห็นต้นกัลปพฤกษ์กำลังจะจมหายสู่ใต้น้ำทะเล พระองค์
จึงกระโจนลงตามไปอย่างมิเกรงกลัวภัยอันตรายใดๆ ภายใต้เบื้องล่างนั้น พระองค์
ได้ทอดพระเนตรแลเห็นและเสด็จไปยังเมืองๆ หนึ่งซึ่งสวยงามนัก มีแสงระยิบระยับ
จากเรือนมณี ประดับประดาด้วยของอันมีค่าต่างๆ มากมาย ภายในตัวเมืองนั้นมี
เรือนอยู่มากมายหลายเรือน แต่ก็ปราศจากคนอยู่ พระเจ้ายศเกตุทรงเที่ยวดำเนิน
ค้นหาตัวนางทิพย์ แต่ก็ยังไม่ทรงพบใครเลยแม้สักคนเดียว
ครั้นทรงดำเนินเที่ยวค้นหาต่อไปอีกครู่หนึ่ง ก็ทรงพบวังสูงใหญ่ประดับด้วยมณี
งดงาม พระเจ้ายศเกตุจึงทรงเปิดประตูเสด็จเข้าไปทอดพระเนตรภายในวัง ทรงพบ
คนนอนอยู่บนเตียงคนหนึ่ง มีผ้าคลุมตัวโดยตลอดร่าง พระองค์จึงเปิดผ้าขึ้นดูก็ทอด
พระเนตรเห็นนางทิพย์องค์ที่ปรารถนา
ฝ่ายนางทิพย์นั้น เมื่อลืมตาขึ้นเห็นชายหนุ่มรูปงามไปยืนอยู่ที่ข้างที่บรรทมเช่น
นั้น ก็รีบผุดลุกขึ้นด้วยความรวดเร็ว
"ท่านเป็นใคร และท่านมาที่นี่เพื่อประสงค์สิ่งใด ท่านคงไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่
เพราะกายท่านมีเครื่องหมายอย่างกษัตริย์ ขอท่านจงชี้แจงแก่ข้าพเจ้าด้วย"
พระเจ้ายศเกตุ พลางตรัสอธิบายว่า
"เราเป็นกษัตริย์ครองเมืององคราษฎร์ นามว่า "ยศเกตุ" เราได้ยินคำจากเพื่อนที่
เชื่อถือและไว้ใจได้ เล่าถึงความงดงามของนาง เราจึงปลอมตัวมา ขอนางจงบอก
เราเถิดว่านางเป็นใครกันแน่" นางทิพย์ก้มหน้า แล้วทูลตอบว่า
"มีพระราชาองค์หนึ่ง มีวาสนาเป็นใหญ่ในหมู่พวกวิทยาธรเพคะ และหม่อมฉัน
นั้นเป็นพระธิดาของพระราชาพระองค์นั้น แต่พระราชบิดาของหม่อมฉันได้ไปเสีย
จากเมืองนี้แล้วเพคะ ทิ้งหม่อมฉันไว้เพียงลำพังผู้เดียว หม่อมฉันต้องอยู่อย่าง
ว้าเหว่และหงอยเหงา ด้วยเหตุผลที่หม่อมฉันต้องคำสาปที่พระราชบิดากล่าวไว้
เพียงเพราะหม่อมฉันได้บูชาองค์พระศิวะเพลินไปตลอดทั้งวัน พระองค์จึงไม่ยอม
เสวยพระกระยาหาร ตั้งพระทัยรอคอยหม่อมฉัน จนหิวมาก ก็เลยทรงพระพิโรธ
เพคะ
แต่อีกไม่กี่เวลานี้ หม่อมฉันก็จะได้พ้นคำสาปแล้ว และเมื่อถึงวันนั้นหม่อมฉันจะ
ต้องรีบกลับไปเข้าพวกวิทยาธรโดยเร็วเพคะ"
เมื่อพระเจ้ายศเกตุได้ฟังดังนั้น ก็ทรงเร้าร้อนพระทัย จึงคิดวางอุบายที่จะพา
นางไปอยู่บนโลกมนุษย์ให้ได้ จึงทรงตรัสกับนางวิทยาธรว่า
"ถ้าพี่จำเป็นจะต้องพลัดพรากจากเจ้า ก็เพราะกรรมที่ทำไว้ เหลือที่ใครจะแก้ไข
ได้ แต่ขอให้เจ้าอยู่กับพี่สัก 7 วัน จากนั้นเจ้าจะไปเฝ้าพระราชบิดาก็ตามใจเจ้า
ปรารถนาเถิด ส่วนพี่ก็จะกลับคืนสู่พระนครของพี่ เมื่อเจ้าจะต้องจากไป"
พระเจ้ายศเกตุ ทรงวิงวอนร้องขอเช่นนี้ จนนางสงสาร ยอมทำตามพระประสงค์
และในระหว่างนั้นพระเจ้ายศเกตุก็ทรงตรัสถามนางทิพย์ถึงหนทางที่จะกลับคืนสู่
โลกมนุษย์
นางจึงพาพระเจ้ายศเกตุไปที่ห้องๆ หนึ่ง ซึ่งในห้องนั้นมีอ่างแก้วอันเป็นประตูที่
จะพากลับไปยังโลกของมนุษย์ได้ ในเวลาที่นางทิพย์กำลังชะโงกหน้าชี้ให้ทอด
พระเนตรอยู่นั้น พระองค์ก็กอดพระศอของนางแล้วพาโจนลงอ่างแก้วไป
ในทันใดนั้น ทั้งสองพระองค์ก็เสด็จผุดขึ้นในสระของพระราชอุทยาน
เมือง องคราษฎร์ คนเฝ้าอุทยานเห็นองค์พระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับมาก็ดีใจ รีบไปส่ง
ข่าวบอกให้ทีรฆะทรรศินรู้ทันที
ฝ่ายทีรฆะทรรศินนั้น เมื่อได้เห็นพระเจ้ายศเกตุทรงพานางทิพย์ตามเสด็จกลับ
มาด้วย ก็อดแปลกใจไม่ได้ และรู้สึกในทันทีว่าเรื่องไม่ดีจะเกิดขึ้น
ส่วนนางทิพย์นั้น เมื่อได้มาถึงยังพระนครแล้ว ก็คิดจะเหาะกลับไปยังพวกของ
ตนโดยเร็ว แต่ครั้นจะเหาะก็เหาะไม่ขึ้น จึงแสดงอาการเศร้าโศกเสียใจจนพระเจ้า
ยศเกตุทรงสังเกตเห็น ก็ตรัสถามว่า
"เป็นเพระเหตุใดนางจึงเศร้าโศกเสียใจเช่นนี้"
นางทิพย์จึงทูลตอบว่า
"ก็เพราะหม่อมฉันอยู่กับเสด็จพี่นานเกินควร ไม่รีบกลับไปเข้าพวกวิทยาธรด้วย
กัน ทำให้หม่อมฉันลืมวิชาทั้งหมดเพคะ"
พระเจ้ายศเกตุได้ฟังดังนั้น ก็ทรงพระสรวลด้วยความดีพระทัย ทรงตรัสว่า
"ครั้งนี้เราได้นางไว้เป็นที่แน่นอนแล้ว เพราะนางไม่มีวิชาที่จะหนีไปไหนได้"
ฝ่ายทีรฆะทรรศิน ก็เริ่มคิดตรึกตรอง นับตั้งแต่พระเจ้าอยู่หัวได้พานางทิพย์
เสด็จกลับมาที่วังด้วย ก็นอนคิดคำนึงต่อไปจนสิ้นลมหายใจในทันที
รุ่งเช้า มีผู้นำความไปกราบทูล พระเจ้ายศเกตุทรงเศร้าโศกเสียใจ เพราะไม่มีใคร
ที่จะอยู่ดูแลราชการบ้านเมืองได้ พระเจ้ายศเกตุจึงต้องทรงดูแลเองต่อมาด้วยความ
ยากลำบาก โดยมีนางทิพย์เป็นพระมเหสีสมพระประสงค์
เวตาล หยุดเล่านิทานแล้วทูลถามพระเจ้าวิกรมาทิตย์ว่า
"ทีรฆะทรรศิน นั้นสิ้นใจตายเพราะเหตุใด พะยะค่ะ"
คราวนี้พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงนิ่งไม่รับสั่งประการใด เวตาลจึงทูลซ้ำอีกว่า
"ฝ่าพระบาทคงจะคิดว่า ทีรฆะทรรศิน เสียใจตายเพราะไม่ได้นางทิพย์มาเป็น
ของตัวเองดอกละกระมัง พะยะค่ะ เพราะตัวได้เห็นนางก่อน ถ้าไม่นำความมาเล่า
ถวายพระเจ้าอยู่หัว แล้วตัวเองพากเพียรเอง ก็อาจจะได้นางมาเป็นเมียอีกคน"
พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ไม่โปรดความคิดของเวตาล ที่กล่าวหาทีรฆะทรรศิน ที่เป็น
คนดี จึงทรงตรัสตอบว่า
"อ้ายผีใจสกปรก ไม่ใช่อย่างที่เอ็งว่าเป็นอันขาด ทีรฆะทรรศินหาได้เป็นคนชนิด
นั้นไม่ เหตุที่ทำให้ทีรฆะทรรศินเสียใจคิดมากจนตาย เพราะเขาคิดว่า "แม้แต่มนุษย์
ที่เป็นหญิงธรรมดา พระเจ้ายศเกตุยังคงลุ่มหลงละทิ้งราชการบ้านเมืองเสียแล้ว ต่อ
เมื่อพระองค์ได้นางทิพย์นางสวรรค์ที่งดงามกว่ามาเช่นนี้ ต่อไปบ้านเมืองจะเป็น
อย่างไรเล่า" ทีรฆะทรรศินเองก็เหนื่อยมามาก จนถึงกับต้องออกอุบายออกไปท่อง
เที่ยว ครั้นพอกลับมาหวังจะให้พระองค์ดีขึ้น การกลับตรงข้ามกัน ทีรฆะทรรศินจึง
ตายด้วยความเศร้าใจต่างหาก อ้ายผีโง่" เวตาล หัวเราะ แล้วทูลว่า
"ถ้าพระองค์จะทรงกลับไปที่ต้นอโศก อีกหลายเที่ยวละก็ อย่าทรงเศร้าโศกจน
สิ้นพระชนม์เร็วนักล่ะ พะยะค่ะ หม่อมฉันขอทูลลา ฮะ ฮะ ฮะ"
เวตาลทูลเพียงเท่านั้น แล้วก็หลุดลอยออกไปจากย่ามตามเดิม
เรื่องที่ 9 การชุบชีวิตด้วยความผิดพลาดของ
นางมุกดาวลี
อะไรหนอ...ที่ทำให้พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ต้องเสด็จขึ้นไปปลดเจ้าเวตาลลงมาจาก
ต้นอโศกครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงครั้งนี้
พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงปลดเวตาลลงมาจากต้นอโศกแล้วใส่เวตาลกลับลงไปใน
ย่าม ยังไม่ทันไรเจ้าเวตาลก็เริ่มเล่านิทานถวายต่อทันที แล้วยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง
อีกเช่นเดิม
ณ ดินแดนกว้างไกลออกไป ในประเทศอันสวยสดงดงามแห่งหนึ่งนั้น มีสาว
งามที่เป็นที่เลื่องลือไปทุกทั่วสารทิศ นามว่า "มุกดาวลี" ซึ่งนางเป็นบุตรสาวของ
พราหมณ์หริทาส บรรดาบัณฑิตและกวีจำนวนนับร้อย ต่างพากันแต่งกาพย์
กลอนแสดงความรัก บ้างก็กล่าวคำเยินยอ ถ้านางมุกดาวลีอยู่ ณ ที่ใด นางก็จะต้อง
ได้ยินความเหล่านี้จนนางเกิดความเบื่อหน่าย และเกลียดผู้ที่แต่งกวีเหล่านั้นอย่าง
มาก จนวันหนึ่งนางจึงบอกกับบิดาว่า
"ท่านพ่อคะ ถ้าคิดจะหาสามีให้ลูกแล้วล่ะก็ ต้องหาชายที่มีรูปร่างดี และไม่เคย
แต่งกาพย์กลอนเป็นอันขาด โดยชายคนนั้นจะต้องเป็นคนมีเชาว์ปัญญาประกอบ
ด้วยความรู้เป็นสำคัญ"
เวลาล่วงเลยไปเป็นปี แล้ววันหนึ่งได้มีชายสี่คน มาจากสี่ทิศ ได้เข้ามาขอพบ
พราหมณ์หริทาส แจ้งความประสงค์อยากได้บุตรสาวพราหมณ์ไปเป็นภรรยา
พราหมณ์หริทาสจึงแนะนำให้มาพบใหม่ในวันรุ่งขึ้น เพื่อจะได้ทดสอบความดีกันใน
ด้านเจรจาแสดงความรู้
วันรุ่งขึ้น ชายทั้งสี่ก็มาที่บ้านของพราหมณ์หริทาสตามนัด
ชายคนที่ ๑ กล่าวว่า "ข้าพเจ้าชื่อ "มหาเสนี" ชายใดที่ไม่เชื่อว่าโลกนี้มีความ
เปลี่ยนแปลง ชายนั้นย่อมเป็นคนโง่"
ชายคนที่ ๒ กล่าวว่า "ข้าพเจ้าชื่อ "มหิงสา" หญิงใดปฏิบัติชายผู้ซึ่งบิดา-
มารดายกให้นั้น ได้ชื่อว่าเป็นหญิงดี
ชายคนที่ ๓ กล่าวว่า "ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลนักรบชื่อ "คุณากร" มารดา
คุ้มครองบุตรเมื่อเป็นทารก บิดาคุ้มครองเมื่อบุตรเติบใหญ่ แต่บุรุษซึ่งเป็นชาติ
นักรบย่อมจะคุ้มครองรักษาสกุลของตนทุกเมื่อ"
ส่วนชายคนที่ ๔ นั้นมาจากตระกูลพราหมณ์ ชื่อว่า "รัตนทัตต์" และเป็น
เพื่อนสนิทกับคุณากร(ชายคนที่ 3) ครั้นเมื่อได้ยินชายทั้งสามคนแสดงภูมิปัญญากัน
เช่นนั้น ตนก็นั่งนิ่งอยู่ไม่พูดจาแต่ประการใด จนชายทั้งสามคนพากันคิดว่า ชายคน
นี้ต้องโง่เขลาเบาปัญญาแน่ๆ ผู้คนที่นั่งอยู่ ณ ที่นั้น ได้กล่าวคะยั้นคะยอให้พูด รัต
นทัตต์ก็พูดเพียงสั้นๆ ว่า "ความนิ่งนั้นดีกว่าการพูด"
เมื่อชายทั้งสี่คนได้กล่าวแสดงปัญญาจนครบแล้ว ก็เป็นอันสิ้นสุดการประลอง
ภูมิปัญญา พราหมณ์หริทาสก็ยังลังเลใจอยู่ เพราะไม่แน่ใจว่าจะเลือกคนไหนดี
ฝ่ายนางมุกดาวลีก็นั่งเอียงอายไม่ยอมพูดจาว่ากระไร แต่ชายหางตาดูรัตนทัตต์
ชายคนที่สี่ที่กล่าวว่า "ความนิ่งดีกว่าการพูด" พราหมณ์หริทาสเห็นอาการเช่นนั้น
จึงตัดสินใจยกบุตรสาวให้รัตนทัตต์ ตามใจบุตรสาวต้องการ
เมื่อรุ่งขึ้นมาถึง รัตนทัตต์จึงพานางมุกดาวลีกลับไปยังบ้านของตน ส่วนคุณากร
นักรบคนกล้านั้นมีความผูกพัน รักใคร่ ต่อนางมุกดาวลีและรัตนทัตต์ผู้เพื่อน ด้วย
ความเป็นชายชาตินักรบที่รักความยุติธรรม คุณากรจึงไม่มีความริษยาโกรธเคือง
อย่างใด คุณากรได้ให้สัญญาต่อทั้งสองว่า จะไม่ทอดทิ้งคนทั้งสองไปก่อนเวลาที่รัต
นทัตต์จะพาภรรยากลับไปถึงบ้าน แล้วทั้งสามก็ออกเดินทาง
ระหว่างทางผ่านนั้น เต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะต้องข้ามยอดเขา
หลายลูก ซึ่งมากไปด้วยภัยอันตรายต่างๆ นับแต่หน้าผาลึกแลดูน่ากลัว ลำธารน้ำ
เชี่ยวกรากไหลกระแทกหิน แต่ทั้งสามคนก็เดินฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นมาได้เพราะ
การช่วยเหลือกัน
แต่ป่ายิ่งลึก อันตรายก็ยิ่งมากและน่ากลัวขึ้น รัตนทัตต์จึงได้หยิบด้ายออกมา
จากย่ามเส้นหนึ่ง แล้วตัดออกเป็นสามเส้น ส่งให้นางมุกดาวลีเส้นหนึ่ง ให้คุณากร
เส้นหนึ่ง พลางอธิบายว่า
"ถ้าเกิดเหตุร้ายอันเป็นภัยต่อร่างกายแล้ว ให้เจ้าเอาเชือกที่เราให้นี้ ผูกเข้าที่
แผล แผลก็จะเชื่อมต่อกันและหายสนิททันที"
ครั้นแจกเชือกแล้ว รัตนทัตต์ก็สอนมนต์ให้เพื่อนและภรรยา ทั้งกำชับว่า
"เจ้าทั้งสองต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ เพราะมันจะช่วยชีวิตในยามคับขันได้"
แล้วทั้งสามก็เดินพ้นจากป่าออกสู่ท้องทุ่งในเวลาเย็นวันหนึ่ง แต่ได้มีพวก กลุ่ม
โจรจำนวนมากพากันเข้ามารุมจะทำร้าย รัตนทัตต์จึงรีบนำนางมุกดาวลีเข้าซ่อน
เอาไว้ที่พุ่มไม้ แล้วกลับออกมาช่วยคุณากรต่อสู้กับพวกโจร แต่ด้วยกำลังน้อยจึงถูก
อาวุธของพวกโจรสิ้นกำลังลงในไม่ช้า เมื่อพวกโจรป่าเห็นเช่นนั้น ก็ตรงเข้าไปปลด
ของมีค่า เสร็จแล้วก็ชักดาบออกมาตัดศีรษะให้ขาดออกจากร่างทั้งสองศพ จึงพา
กันกลับไป
นางมุกดาวลีตกใจแทบสิ้นสติ ครั้นเมื่อได้ยินเสียงเงียบลงแล้ว นางจึงออกจาก
ที่ซ่อน เห็นแต่ศพของสามีและเพื่อนนอนอยู่กลางดิน ส่วนหัวทั้งสองก็กลิ้งอยู่ข้างๆ
นั้น นางนั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างศพทั้งสองอยู่นานจนเป็นเวลาค่ำ นางจึงนึกขึ้น
ได้ว่าสามีได้สอนมนต์ให้ไว้แล้ว นางจึงดีใจ ยกเอาหัวของคนทั้งสองมาวางต่อเข้ากับ
ร่าง แล้วเอาด้ายผูกหัวกับตัวเข้าด้วยกัน แต่เวลานั้นเป็นเวลามืดมองเห็นไม่ถนัด ทั้ง
เป็นเวลาที่นางกำลังตกใจกลัว ไม่ทันได้พิจารณาอะไรให้ละเอียดรอบครอบ หัวและ
ตัวที่ต่อกันจึงผิดต่างสลับกันไป
นางมุกดาวลีไม่ทันสังเกตก็นั่งลงร่ายมนต์ชีวนี ซึ่งรัตนทัตต์ได้สอนเอาไว้ให้
ครั้นนางร่ายมนต์จบลงชายทั้งสองก็มีชีวิตคืนมา ต่างคนลืมตาลุกขึ้นนั่งลูบคลำตัว
เอง เหมือนหนึ่งจะดูว่าร่างกายยังอยู่ครบหรือไม่ แต่เมื่อลูบพบร่างกายเต็มทั้งตัว
แล้วก็ไม่หายสงสัย ต่างคนต่างสงสัยว่าต้องมีอะไรผิดเข้าสักแห่ง
ฝ่ายนางมุกดาวลีนั้น เมื่อเห็นชายทั้งสองทำกิริยาประหลาดๆ ก็นึกว่าเป็น
เพราะความสับสนในสมองเพราะถูกตัดหัว นางจึงมองดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้ววิ่งเข้าไป
กอดชายผู้มีหัวเป็นสามี แต่เขาไม่ยอมให้นางเข้าใกล้ตัว กลับผลักไสให้ออกห่าง
จนนางมุกดาวลีละอายใจเป็นที่สุด จึงวิ่งเข้าไปกอดชายอีกคนหนึ่งซึ่งคิดว่าต้อง
เป็นสามีของตนแน่ๆ แต่ชายคนนั้นก็ผลักนางให้ออกห่างอีก พลางบอกว่านาง
เข้าใจผิดอีกเช่นกัน
นางมุกดาวลี ยืนงงเพราะไม่เข้าใจอยู่ชั่วครู่ แล้วนางก็พิจารณาดูชายทั้งสองอีก
ครั้ง เมื่อนางแลเห็นความจริงก็ตกใจแทบสิ้นสติ นางได้ต่อหัวของคนทั้งสองผิดเสีย
แล้ว และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ได้แต่นั่งร้องไห้และเสียใจเป็นที่สุด
หัวของพราหมณ์รัตนทัตต์ในร่างของคุณากรชายนักรบ กล่าวขึ้นว่า
"นางผู้นี้เป็นภรรยาของท่าน"
ฝ่ายหัวคุณากร นักรบผู้กล้า ที่ต่ออยู่กับร่างของพราหมณ์รัตนทัตต์ ก็ปฏิเสธว่า
"ไม่ใช่ นางผู้นี้เป็นภรรยาของท่านต่างหาก"
ชายทั้งสองที่หัวกับร่างอยู่สลับกัน ได้ถกเถียงกันไม่มีทางที่จะยินยอมกันง่ายๆ
ต่างคนต่างไม่ยอมรับนางมุกดาวลีเป็นภรรยา และกล่าวว่านางเป็นคนโกหก ทุก
อย่างกลับวุ่นวายสับสนไปหมด เวตาลหยุดเล่า และกล่าวว่า
"ถ้าหม่อมฉันเป็นนางมุกดาวลี หม่อมฉันจะตัดหัวของคนทั้งสองแล้วต่อใหม่ ให้
ถูกต้องตามเดิม แต่ถ้าพระพรหมท่านไม่เข้าข้างแล้ว ไม่สามารถจะตัดหัวมาต่อใหม่
ได้ พระองค์ผู้ฉลาดปราดเปรื่องด้วยปัญญา พระองค์จะมอบนางให้แก่ชายคนใด
เล่าเพคะ"
พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงเพลิดเพลินกับนิทานที่เวตาลเล่าถวาย ทั้งพระองค์ยัง
ไม่พอพระทัยในคำตัดสินปัญหาต่างๆ ของเวตาล พระองค์จึงต้องเผลอ รับสั่งด้วย
เสียงพิโรธว่า
"เมื่อไหร่เอ็งจะเลิกปัญญาทึบเสียที ก็ถ้าตัดหัวไปต่อใหม่ไม่ได้ ชายคนที่มีหัว
เป็นพราหมณ์รัตนทัตต์ จะต้องเป็นสามีของนาง เพราะวิญญาณความรู้สึกนึกคิด
ของมนุษย์นั้น จะอยู่ที่สมองหาได้อยู่ในส่วนที่เป็นร่างกายไม่ ไอ้ผีเน่า"
เวตาลจึงทูลตอบว่า
"วิญญาณจะอาศัยอยู่ที่แห่งใดก็ไม่สำคัญ แต่ที่แน่ๆ หม่อมฉันต้องกลับไปอาศัย
อยู่ที่ต้นอโศก พะยะค่ะ ฮะๆๆๆๆ เอิ๊กๆๆๆๆ ฮะ ฮะ"
พูดเท่านั้นแล้ว เวตาลก็ลอยออกจากย่ามลอยหายไปกับความมืด
พระเจ้าวิกรมาทิตย์จึงพาพระราชบุตร ย้อนกลับไปที่ต้นอโศกและปลดเจ้า
เวตาลลงมาอีกครั้ง พลางรับสั่งว่า
"เอ็งจงเล่านิทาน ให้ข้าฟังอีกเรื่องเดี๋ยวนี้ แล้วมาคอยดูกัน ไอ้ผีเจ้าเล่ห์"
เรื่องที่ 10 ปริศนายากของเวตาล
เวตาลกล่าวว่าครั้งนี้ข้าพเจ้าให้เกิดเขม่นตาซ้าย หัวใจเต้นแรงแลตาก็มืดมัว
เป็นลางไม่ดีเสียแล้ว แต่ข้าพเจ้าก็จะเล่าเรื่องจริงถวายอีกเรื่องหนึ่ง แลเพราะเหตุ
ข้าพเจ้าเบื่อหน่ายการถูกแบกสะพายไปมาเป็นหลายเที่ยวแล้ว แม้พระองค์ไม่ทรง
เบื่อเป็นผู้แบกก็จริง ข้าพเจ้าจะตั้งปัญหาที่อยากทูลถามสักที ถ้าทรงตอบได้ พระ
ปัญญาก็มากยิ่งกว่าที่ข้าพเจ้าคิดว่าจะมีในพระราชาพระองค์ใด
ในโบราณกาลเมืองใหญ่เมืองหนึ่งชื่อ กรุงธรรมปุระ พระราชาทรงนาม ท้าว
มหาพล มีมเหสีซึ่งแม้มีพระราชธิดาจำเริญวัยใหญ่แล้วก็ยังเป็นสาวงดงามถ้าจะ
เปรียบกับพระราชบุตรีก็คล้ายพี่กับน้องยิ่งกว่าแม่กับลูก ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะ
พระราชธิดามีอาการแก่เกินอายุ ที่จริงเป็นด้วยพระราชมารดาเป็นสาวไม่รู้จักแก่
แลความสาวของพระนางเป็นเครื่องประหลาดของคนทั้งหลาย
เมื่อท้าวมหาพลจะสิ้นบุญนั้น เกิดศึกขึ้นที่กรุงธรรมปุระ ข้าศึกมีกำลังมากแล
ชำนาญการศึก ใช้ทั้งทองคำแลเหล็กเป็นอาวุธ คือใช้ทองคำซื้อน้ำใจนายทหารแล
ไพร่พลของพระราชาให้เอาใจออกห่างจากพระองค์ แลใช้เหล็กเป็นอาวุธฆ่าฟันคน
ที่ซื้อน้ำใจไม่ได้ ข้าศึกใช้ทองคำบ้าง เหล็กบ้างเป็นอาวุธดังนี้ จนในที่สุดรี้พลของ
ท้าวมหาพลหรอร่อยย่อยยับไป
ท้าวมหาพลเห็นจะรักษาชีวิตพระองค์ไว้ไม่ได้ด้วยวิธีรบ ก็คิดจะรักษาด้วยวิธีหนี
จึงพาพระมเหสีแลพระราชธิดาออกจากกรุงไปในเวลาเที่ยงคืนจำเพาะสามพระองค์
พระราชาทรงพานางทั้งสองเล็ดรอดพ้นแนวทัพข้าศึกไปแล้วก็ตั้งพระพักตร์มุ่งไปยัง
เมืองซึ่งเป็นเมืองเดิมของพระมเหสี วันรุ่งขึ้น
พระราชานำนางทั้งสองเดินไปจนเวลาสาย ถึงท้องทุ่งเห็นหมู่บ้านหมู่หนึ่ง
แต่ไกล ไม่ทรงทราบว่าเป็นหมู่บ้านโจร แต่ทรงสงสัยไม่วางพระหฤทัยจึงตรัสให้พระ
มเหสี แลพระราชธิดาหยุดนั่งกำบังอยู่ในแนวไม้ พระองค์ทรงถืออาวุธเดินตรง
เข้าไปสู่หมู่บ้านเพื่อจะหาอาหารเสวยแลสู่นางทั้งสององค์
ฝ่ายพวก ภิลล์ ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านนั้นประพฤติตัวเป็นโจรอยู่โดยปกติ ครั้นเห็นชาย
คนเดียวแต่งตัวด้วยของมีค่าเดินเข้าไปเช่นนั้น ก็คุมกันออกมาจะเข้าชิงทรัพย์ใน
พระองค์พระราชา ท้าวมหาพลทรงเห็นดังนั้นก็ทรงพระแสงธนูยิงพวกโจรล้มตาย
เป็นอันมาก ฝ่ายนายโจรได้ทราบว่าผู้มีทรัพย์มาฆ่าฟันพวกตนลงไปเป็นอันมากดัง
นั้นก็กระทำสัญญาณเรียกพลโจรออกมาทั้งหมดแล้วเข้าล้อมรบพระราชา ท้าวมหา
พลองค์เดียวเหลือกำลังจะต่อสู้ป้องกันอาวุธพวกโจรได้ ก็สิ้นพระชนม์ลงในที่นั้น
พวกภิลล์ก็ช่วยกันปลดเปลื้องของมีค่าออกจากพระองค์ แล้วพากันคืนเข้าสู่บ้าน
แห่งตน
ฝ่ายพระมเหสีและพระราชธิดาทรงแอบอยู่ในแนวไม้เห็นพวกโจรเข้ากลุ้มรุม
รบพระราชาก็ตกใจเป็นกำลังแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ ครั้นเห็นพวกภิลล์ทำลาย
พระชนม์พระราชาลงไปแล้ว สองนางพระองค์สั่นพากันหนีห่างออกไปจากหมู่บ้าน
โจร ทางจะไปทางไหนหาทราบไม่ ความมุ่งมาดมีอยู่แต่ว่าจะหนีให้พ้นมือพวกภิลล์
ซึ่งเป็นคนชาติต่ำช้าเท่านั้น นางทั้งสองทรงกำลังน้อยแต่อำนาจความกลัวพาให้
เสด็จไปเป็นทางถึง ๔ โกรศ อ่อนเพลียพระกำลัง ทรงดำเนินต่อไปไม่ได้ ก็หยุดนั่ง
พักอยู่ใต้ร่มไม้ริมทาง
เผอิญมีพระราชาอีกพระองค์หนึ่ง ทรงนาม ท้าวจันทรเสน เสด็จออกยิงสัตว์ป่า
กับพระราชบุตรจำเพาะสองพระองค์ กษัตริย์ทั้งสองทรงม้าไปตามแนวป่า เห็น
รอยเท้าหญิงสองคนก็ทรงชักม้าหยุดดู พระราชบิดาตรัสว่า
"รอยเท้าคนทำไมมีอยู่ในป่าแถบนี้" พระราชบุตรทูลว่า
"รอยเท้าเหล่านี้เป็นรอยเท้าหญิงสองคน รอยเท้าชายคงจะโตกว่านี้"
พระราชาตรัสว่า
"เจ้าของรอยเท้าเหล่านี้เป็นหญิงจริงอย่างเจ้าว่า แลน่าประหลาดที่มีหญิงมา
เดินอยู่ในป่า แต่ถ้าจะพูดตามเรื่องในหนังสือ หญิงที่พระราชาพบในป่ามักจะงาม
กว่าหญิงที่จะหาได้ในกรุงเหมือนดอกไม้ป่าที่งามกว่าดอกไม้ในสวน มาเราจะตาม
นางทั้งสองนี้ไป ถ้าพบนางงามจริงดังว่า เจ้าจงเลือกเอาเป็นเมียคนหนึ่ง"
พระราชบุตรทูลตอบว่า
"รอยเท้านางทั้งสองนี้มีขนาดไม่เท่ากัน แม้เท้ามีขนาดย่อมทั้งสองนางก็ยังก็ยัง
ใหญ่กว่ากันอยู่คนหนึ่ง ข้าพเจ้าจะเลือกนางเท้าเล็กเป็นภริยาข้าพเจ้า เพราะคง
จะเป็นสาวน้อยตามขนาดแห่งเท้า ส่วนนางเท้าเขื่องนั้นคงจะเป็นสาวใหญ่
ขอพระองค์จงรับไว้เป็นราชชายา" ท้าวจันทรเสนตรัสว่า
"เหตุไฉนเจ้าจึงกล่าวดังนี้ พระราชมารดาของเจ้าสิ้นพระชนม์ไปไม่กี่วัน เจ้าจะ
อยากมีแม่เลี้ยงเร็วเท่านี้เจียวหรือ" พระราชบุตรทูลตอบว่า
"ขอพระองค์อย่ารับสั่งเช่นนั้น เพราะบ้านของผู้เป็นใหญ่ในครอบครัวนั้น ถ้า
ไม่มีแม่เรือนก็เป็นบ้านที่ว่าง อนึ่งพระองค์ย่อมจะทรงทราบคาถาซึ่งมูลเทวะ
บัณฑิตแต่งไว้ มีความว่า 'ชายผู้ไม่ใช่คนโง่ไม่ยอมคืนสู่เรือนซึ่งไม่มีนางที่รักผู้มีรูป
งามคอยรับรองในขณะที่กลับถึงเรือนนั้น แม้เรียกว่าเรือนก็ไม่ใช่ อื่น คือคุกซึ่งไม่มี
โซ่เท่านั้นเอง' พระองค์ย่อมทรงทราบได้ด้วยพระองค์เองว่า ความสุขแห่งพ่อบ้าน
ซึ่งอยู่โดดเดี่ยวนั้นมีไม่ได้ในบ้าน แลมีไม่ได้นอกบ้าน เพราะไม่มีหวังว่าจะได้ความ
สุข เมื่อกลับมาสู่เรือนแห่งตน"
ท้าวจันทรเสนทรงนิ่งตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตรัสตอบพระราชบุตรว่า
"ถ้านางเท้าเขื่องมีลักษณะเป็นที่พึงใจ ข้าก็จะทำตามคำเจ้าว่า"
ครั้นกษัตริย์ทั้งสององค์ทรงกระทำสัญญาแบ่งนางกันดังนี้แล้ว ก็ทรงชักม้าตาม
รอยเท้านางเข้าไปในป่า สักครู่หนึ่งเห็นสองนางนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ กษัตริย์สององค์
เสด็จลงจากม้าเข้าไปถามนาง ทั้งสองนางก็เล่าเรื่องให้ทรงทราบทุกประการ พระ
ราชากับพระราชบุตรก็เชิญนางทั้งสองขึ้นหลังม้าองค์ละองค์ นางพระบาทเขื่องคือ
พระราชธิดาขึ้นทรงม้ากับท้าวจันทรเสน นางพระบาทเล็กคือพระมเหสีขึ้นทรงม้า
กับพระราชบุตร สี่องค์ก็เสด็จเข้ากรุง
กล่าวสั้นๆ ท้าวจันทรเสนแลพระราชบุตรก็ทำการวิวาหะทั้งสองพระองค์แต่กลับ
คู่กันไป คือพระราชบิดาทรงวิวาหะกับพระราชบุตรี พระราชบุตรทรงวิวาหะกับพระ
มเหสี แลเพราะเหตุที่คาดขนาดเท้าผิด ลูกกลับเป็นเมียพ่อ แม่กลับเป็นเมียลูก ลูก
กลับเป็นแม่เลี้ยงของผัวแม่ตัวเอง แลแม่กลับเป็นลูกสะใภ้ของผัวแห่งลูกตน แลต่อ
มาบุตรแลธิดาก็เกิดจากนางทั้งสอง แลบุตรแลธิดาแห่งนางทั้งสองก็ก็มีบุตรแลธิดา
ต่อ ๆ กันไป
เวตาลเล่ามาเพียงนี้ก็หยุดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อไปว่าบัดนี้ข้าพเจ้าจะตั้งปัญหา
ทูลถามพระองค์ว่า ลูกท้าวจันทรเสนที่เกิดจากธิดาท้าวมหาพล แลลูกมเหสีท้าวมหา
พลที่เกิดกับพระราชบุตรท้าวจันทรเสนนั้นจะนับญาติกันอย่างไร พระวิกรมาทิตย์ได้
ทรงฟังปัญหาเวตาลก็ทรงตรึกตรองเอาเรื่องพ่อกับลูก แม่กับลูก แลพี่กับน้องมาปน
กันยุ่ง แลมิหนำซ้ำมีเรื่องแม่เลี้ยงกับแม่ตัวแลลูกสะใภ้กับลูกตัวอีกเล่า พระราชาทรง
ตีปัญหายังไม่ทันแตก พอทรงนึกขึ้นได้ว่าการพาเวตาลไปส่งให้แก่โยคีนั้น จะสำเร็จ
ได้ก็ด้วยไม่ทรงตอบปัญหา
จึงเป็นอันทรงนิ่งเพราะจำเป็นแลเพราะสะดวก แลรีบสาวก้าวทรงดำเนินเร็วขึ้น
ครั้นเวตาลทูลเย้าให้ตอบปัญหาด้วยวิธีกล่าวว่าโง่ จะรับสั่งอะไรไม่ได้ก็ทรงกระแอม
เวตาลทูลถามว่า
"รับสั่งตอบปัญหาแล้วไม่ใช่หรือ"
พระราชาไม่ทรงตอบว่ากระไร เวตาลก็นิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วทูลถามว่า
"บางทีพระองค์จะโปรดฟังเรื่องสั้นๆ อีกสักเรื่องหนึ่งกระมัง" ครั้งนี้แม้แต่
กระแอมพระวิกรมาทิตย์ก็ไม่ทรงกระแอม เวตาลจึงกล่าวอีกครั้งหนึ่งว่า
"เมื่อพระองค์ทรงจนปัญญาถึงเพียงนี้แล้ว บางทีพระราชบุตรซึ่งทรงปัญญา
เฉลียวฉลาดจะทรงแก้ปัญหาได้บ้างกระมัง"
แต่พระธรรมธวัชพระราชบุตรนิ่งสนิททีเดียว
ปลายเรื่อง
เวตาลเล่านิทานเรื่องสุดท้ายจบลง และถามปัญหากับพระวิกรมาทิตย์ หากจะ
เป็นเพราะเหตุที่ทรงแก้ปัญหาไม่ได้หรือเพราะคิดได้ว่า ไม่ควรตอบคำถามก็ตาม
พระวิกรมาทิตย์ก็นิ่งงันอยู่
เมื่อพระวิกรมาทิตย์ทรงนิ่งอึ้งมิได้ออกพระโอษฐ์ตรัสประการใด ดังนั้น เวตาล
จึงแสดงวาจาประหลาดใจอย่างที่สุด กล่าวชมว่า ทรงตั้งพระทัยมั่นคงเหลือเกิน
พระปัญญาราวกับเทวดาจะหามนุษย์มาเทียบมิได้
เวตาลกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอถวายพระพร ขอให้ทรงพระเกษมสำราญ ซึ่งเป็น
ผลแห่งการที่ทรงนิ่งในครั้งนี้ พระองค์ได้พยายามที่จะห้ามความช่างพูดของ
พระองค์มาหลายครั้งแล้วแต่ไม่สำเร็จ ข้าพเจ้าจะไม่ทูลถามว่า การที่พระองค์ทรง
ระงับความช่างพูดนั้น เป็นด้วยความถนอมพระองค์ และความสามารถควบคุม
พระสติไว้ได้ หรือเป็นด้วยความโง่ไม่รู้จะตอบอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อต้องการไว้พระ
พักตร์ของพระองค์ แต่พระองค์ก็คงจะทรงทราบแล้วว่า ข้าพเจ้าเชื่อว่าเหตุที่
พระองค์ไม่ทรงตอบนั้นเป็นเพราะมีพระปัญญาทึบ หาใช่เหตุอื่นไม่”
พระวิกรมาทิตย์กัดริมพระโอษฐ์ เพื่อจะห้ามพระองค์เองมิให้ตรัสและก็
ห้ามไว้ได้
เวตาลเมื่อเห็นพระราชาทรงนิ่งอยู่ก็กล่าวต่อไปว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในหมู่นักรบ พระองค์จงระลึกถึงคำที่อสุรปัถพีบาล
ได้ทูลไว้ว่า ผู้ใดมุ่งจะฆ่าชีวิตพระองค์ พระองค์อาจตัดหัวผู้นั้นเสียก่อนได้โดยชอบ
ธรรม แต่ในการข้างหน้าซึ่งจะเป็นไปตั้งแต่บัดนี้ พระองค์พึงปฏิบัติตามคำที่อสูร
กล่าวนั้น ส่วนพ่อค้าพลอยซึ่งถวายทับทิมแก่พระองค์เป็นอันมาก และโยคี
ชื่อ “ศานติศีล” ที่กระทำพิธีอยู่ที่ป่าช้าริมฝั่งแม่น้ำโคทาวารีนั้น คือคนคนเดียวกัน
และมิใช่ใครอื่น คือโยคีซึ่งพระราชบิดาของพระองคืได้กระทำเหตุให้โกรธ และ
มุ่งหมายที่จะแก้แค้นเป็นเวรกันอยู่จนบัดนี้ ส่วนข้าพเจ้าผู้เป็นลูกพ่อค้าน้ำมันนั้น
โยคีกลัวว่าจะขัดขวางความเป็นใหญ่ในโลกของเขา จึงฆ่าข้าพเจ้าเสียด้วยอำนาจ
ตบะและพาศพข้าพเจ้ามาแขวนห้อยหัวไว้ที่ต้นอโศก เพื่อเป็นเครื่องล่อลวง
พระองค์ โยคีนั้นเป็นผู้ใช้พระองค์มาปลดข้าพเจ้าแล้วแบกไปให้แก่เขา และ
เมื่อพระองค์ทรงทิ้งข้าพเจ้าลงที่เท้าเขาในคืนนี้ เขาจะสรรเสริญความกล้าและ
ระวังพระองค์ให้มาก เพราะโยคีคงพาพระองค์ไปที่หน้าเทวรูปนางทุรคา และเมื่อ
เขาได้บูชาแล้ว เขาจะเชิญให้พระองค์เคารพเทวรูปโดยอัษฎางคประณต (การก
ราบที่ให้อวัยวะแปดส่วนติดพื้น ได้แก่ หน้าผาก หน้าอก มือทั้งสอง ศอกทั้งสอง
และเข่าทั้งสอง)
พอถึงตรงนี้ เวตาลทูลกระซิบค่อย ๆ ประหนึ่งเกรงว่า จะมีผู้ได้ยินและนำคำที่
กล่าวนั้นไปบอกแก่โยคีศานติศีล ครั้นทูลเสร็จแล้ว เวตาลก็ออกจากศพ ทำให้
ย่ามซึ่งพระราชาแบกนั้นเบาขึ้นเป็นอันมาก แต่เมื่อได้ออกจากย่ามแล้วยังลอย
กล่าวสรรเสริญพระราชาและพระราชโอรสอยู่อีก คำกล่าวสรรเสริญนั้นเป็นไปใน
ทางที่ชมว่าทรงรู้สึกถึงความโง่และลดหย่อนราชมานะอันเป็นคุณความดีซึ่งถ้ามีใน
ตัวผู้ใด ผู้นั้นย่อมมีความสุขในโลก