The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sunny Strong, 2023-02-15 23:01:47

ชีวา ณ 4

ชีวา ณ 4

ชีวา ณ เคหาสน์ ณ อาศรม ณ อารมณ์ ณ อาลัย เรียบเรียงโดย เมทนี แสงธรรม Complied by: Martin Chan 编制者: 马丁 陈 08/02/2566 09.18AM. ๔


เคหาสน์ ค าว่า คฤหาสน์ แปลว่า บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย เป็นค าสนธิภาษาสันสกฤต จากค าว่า คฤห+อาสน ส่วนภาษาบาลีนั้น จะใช้เคห+อาสน = เคหาสน์มี ความหมายว่า บ้านเรือน หรือที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกัน (บางคน เคยชินกับค าว่า เคหะ ในค าว่า เคหสถาน ที่แปลความหมายเช่นเดียวกัน มากกว่า )


ซึ่งมีหลายคนมักใช้ตัวการันต์ผิด เพราะคงเคยผ่านตากับค าว่า คฤหัสถ์ ที่แปลว่า ผู้ครองเรือน มาบ้าง จนจ าสับสน ค าว่า คฤหัสถ์แปลว่า ผู้ครองเรือน มีความหมายเช่นเดียวกับ ฆราวาส ใช้เรียกบุคคลทั่วไป ที่ไม่ได้ด ารงเพศสมณะ หรือเป็นสงฆ์ *ข้อควรจ า* คฤหัสถ์ใช้ถ์ เพราะ"ถือ"ครองความเป็นเจ้าเรือน คฤหาสน์ใช้น์ เพราะสนธิกับค าว่าอาสน ซึ่งเป็น ที่"นั่ง" https://www.facebook.com/Ruk.pasa/posts/414682928601424/


อาศรม อาศรม ในศาสนาฮินดู หมายถึง ระยะของชีวิต 4 ระยะ ซึ่งมีระบุไว้ในเอกสารยุคโบราณและยุคกลางของฮินดู อาศรมทั้งสี่ระยะ ได้แก่ พรหมจรรยะ (ผู้เรียน), คฤหัสถะ (ผู้ครองเรือน), วานปรัสถะ (ผู้ออกจาริก) และ สันยาสะ (ผู้ละทิ้งทางโลก)


อาศรมสี่ เป็นหนทางหนึ่งของแนวคิด ธรรมะ ในศาสนาฮินดู และเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นทางจริยศาสตร์ของ ปรัชญาอินเดีย ที่ซึ่งถูกรวม เข้ากับเป้าหมายสี่ประการของชีวิตมนุษย์ (ปุรุษสรรถะ) เพื่อการเติมเต็ม, ความสุขและการบรรลุทางจิตวิญญาณ แนวคิดอาศรมสี่ ยังมีอิทธิพล ต่อการวางแผนด ารงชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะในอินเดีย http://bit.ly/3HCgc6K


อารมณ์ อารมณ์ ส่งผลกระทบทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรมของตนเอง รวมทั้งส่งผลต่อผู้อื่นด้วย


การจัดการกับอารมณ์ เป็นทักษะ ที่สามารถพัฒนาได้ ด้วย วิธีการและเทคนิคต่างๆ เช่น การควบคุมอารมณ์ทางลบ ให้มีการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม ถือเป็นการพัฒนาตนเอง ให้มีความสามารถทางอารมณ์ ที่มีความจ าเป็นในการใช้ชีวิต และส่งผลต่อความส าเร็จในชีวิตด้วย


เทคนิคที่จะช่วยในการฝึกมีดังนี้ 1. ทบทวนการแสดงออกทางอารมณ์ของตัวเราเอง 2.เตรียมการในการแสดงอารมณ์ 3. ฝึกสติ 4. ฝึกการผ่อนคลายตนเอง 5. ประเมินสถานการณ์และอารมณ์


อาลัย ค าว่า “อาลัย” ถ้าได้ยินค าว่า “อาลัย” หลายคน คงคิดถึงความหมาย ประมาณว่า ความห่วงใย, ความพัวพัน, ความระลึกถึงด้วยความเสียดาย แน่นอน แต่ค าว่า “อาลัย” ยังมีอีกความหมาย คือ ที่อยู่, ที่พัก ค าว่า “อาลัย” ในความหมายนี้ จะใช้ประกอบกับค าอื่น ด้วยการสมาสแบบสนธิ


ค าว่า “หิมาลัย” มาจาก หิมะ + อาลัย มีความหมายว่า “ที่อยู่แห่งหิมะ” ค าว่า “ชลาลัย” มาจาก ชล + อาลัย มีความหมายว่า “ที่อยู่แห่งน ้า” ค าว่า “วิทยาลัย” มาจาก วิทยา + อาลัย มีความหมายว่า “ที่อยู่แห่งความรู้” ค าว่า “เทวาลัย” มาจาก เทวะ + อาลัย มีความหมายว่า “ที่อยู่แห่งเทวดา” ค าว่า “สุราลัย” มาจาก สุร + อาลัย มีความหมายว่า “ที่อยู่แห่งเทวดา”


ค าว่า “ศิวาลัย” มาจาก ศิวะ + อาลัย มีความหมายว่า “ที่อยู่แห่งพระศิวะ” https://www.facebook.com/kumthai.th/photos/a.1502532273398314/2353947471590119/?type=3


15 ตำ แหน่งทิศทำงดำวโคจรท้งั 9 ดวงประจ ำปี พ.ศ. 2566 31 กำรแพทย์ตะวันตก 51 เปรียบเทียบกำรรักษำทำงคลินิกแพทย์แผนจีน-แผนตะวันตก ตอนที่ ๑๙ โรคมะเร็ง (๔)กำรรักษำมะเร็งแบบบูรณำกำรแพทยจ ์ีนกบัแผนปัจจุบนั 77 10 สตรีผู้ทรงอิทธิพล ครองพ้ืนที่สื่อแห่งปีที่ผำ่นมำ 119 8 อนัดบัเหล่ำสตรีผทู้ รงอิทธิพลของโลก !!! 143 14 เรื่องรำวชีวิตของสำวงำมในประวัติศำสตร์ ที่กลำยเป็ นต ำนำน 180 จำก Man of the Year ถึง ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจ ำศตวรรษ ฉบับนิตยสำรไทม์ 206 10 อันดับสตรีที่มีบทบำทในประวัติศำสตร์โลก สร ้ ำงประวตัิศำสตร ์ หนำ ้ใหม่จนถึงปัจจุบนั สารบัญ


220 “Red Cliff” ... ‘โจโฉ แตกทัพเรือ’... โดย ‘จอห์น วู ’ ผู้(กล้ำ)แตกต่ำง 260 ตำ นำนรักต่ำงวยัของ ดร. ซุน ยัตเซ็น บิดำแห่งสำธำรณรัฐจีน ที่จบลงด้วยกำรจำกลำ 289 กำรดูแลควำมงำมสไตล์จีนโบรำณ 361 8 ต ำนำนนักเขียนหญิงที่โลกลืม


ตำ แหน ่ งทศ ิ ทำงดำวโคจรทง ั ้ 9 ดวง ประจ ำปี พ.ศ. 2566 http://bit.ly/3WMwCOd


ต าแหน่งทิศที่เป็นมงคลและอัปมงคล แบ่งออกได้ดังนี้ ทิศมหามงคล : ทิศใต้(8) ทิศมงคล : ทิศเหนือ(9) ทิศตะวันตกเฉียงใต้(1) ทิศปานกลาง : จุดศูนย์กลาง (4) ทิศตะวันตก (6) ทิศอัปมงคล : ทิศตะวันออก(2) ทิศตะวันออกฉียงใต้(3) ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (5) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ(7) 3 8 1 2 4 6 7 9 5


วิธีใช้เข็มทิศวัดทิศทาง 1.ยืนถือเข็มทิศอยู่ณ จุดกึ่งกลางห้อง หรือกึ่งกลางบ้าน (ขึ้นอยู่กับจุด ประสงค์ของท่านว่า ต้องการทราบต าแหน่งทิศที่ตั้งของวัตถุหรือ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใด) 2.โดยปกติแล้ว ปลายลูกศรในเข็มทิศ จะชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ ตามแรงดึงดูดของขั้วแม่เหล็กโลกทางทิศเหนือ ดังนั้นท่านจึงต้องหมุน เข็มทิศ โดยพยายามจัดให้ปลายลูกศร ชี้ไปที่ตัว N (NORTH - ทิศเหนือ) หรือตัวเลข 360 องศา บนตัวเข็มทิศ


3.เมื่อเข็มทิศนิ่งสนิทแล้ว (โดยมีลูกศรชี้ไปทางทิศเหนือ) ให้อ่านในตัว เข็มทิศ ดูว่า วัตถุหรือเฟอร์นิเจอร์ ที่ท่านต้องการวัดนั้น ตกอยู่ในมุม ของทิศใด โดยอาจคะเนดูคร่าวๆ ด้วยตาเปล่า หรือหากต้องการองศาที่ละเอียดลึกซึ้ง ท่านสามารถเทียบได้จากข้อมูลดังนี้ N NORTH ทิศเหนือ มีองศาอยู่ระหว่าง 337.5 - 22.49 NE NORTH EAST ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีองศาอยู่ระหว่าง 22.5 - 67.49 E EAST ทิศตะวันออก มีองศาอยู่ระหว่าง 67.5 - 112.49 SE SOUTH EAST ทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีองศาอยู่ระหว่าง 112.5 - 157.49


S SOUTH ทิศใต้ มีองศาอยู่ระหว่าง 157.5 - 202.49 SW SOUTH WEST ทิศตะวันตกเฉียงใต ้ มีองศาอยู่ระหว่าง 202.5 – 247.49 W WEST ทิศตะวันตก มีองศาอยู่ระหว่าง 247.5 – 292.49 NW NORTH WEST ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีองศาอยู่ระหว่าง 292.5 – 337.49 4.ในขณะที่ท่านใช้เข็มทิศอยู่ มีข้อควรระวังคืออย่าอยู่ใกล้กับสิ่งของ หรือวัสดุที่เป็นโลหะ เช่น นาฬิกา รั้วเหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มีส่วนประกอบของเหล็ก เพราะจะท าให้การวัดองศาในเข็มทิศ คลาดเคลื่อนได้


ในภาควิชาฮวงจุ้ยชั้นสูง คือ ทิศทางประจ าปี สัมพันธ์สอดคล้อง กับต าแหน่งของดวงดาว หรือ“ฮวงจุ้ยหลุ่งหลิ่วจ้วง” คือ การโคจรของดวงดาวหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกัน ท าหน้าที่ส่งผลดีและร้ายต่อมนุษย์ ประจ าอยู่ในแปดทิศหลักใหญ่ เรียกว่า “หลิ่งนี้ฮวงจุ้ย” หากท่านผู้อ่าน สามารถทราบล่วงหน้า ว่าต าแหน่งทิศทางใด ที่เมื่อตั้งโต๊ะท างานหรือเตียงนอนแล้ว จะบังเกิดความเป็นมงคลความเจริญรุ่งเรือง


ก็จะได้ขยับขยายเคลื่อนย้ายจุดต่างๆ ในบ้าน เพื่อเปิดรับโชคลาภโภคทรัพย์ ณ ต าแหน่งทิศทางนั้น อย่างเต็มที่ แต่หากไม่สามารถขยับขยายได้ ก็จะได้หาสิ่งของอันเป็นสิริมงคล เพื่อกระตุ้นโชคลาภ และหลีกเลี่ยงเคราะห์ภัยต่างๆ ต่อไป โดยกลุ่มดาวเหนือ ที่โคจรเข้ามาส่งผลจะมีอยู่9 ดวง


เมื่อหมุนเวียนไปประจ าหน้าที่ใน 8 ทิศใหญ่แล้ว จะมีอีกหนึ่งดวง ที่ประจ าอยู่ณ จุดกึ่งกลางที่บ้านของท่านทุกหลัง ในปีเถาะ 2566 นี้ ดาวบินที่โคจรเข้ามา ณ ต าแหน่งจุดศูนย์กลางของบ้านท่านทุกหลัง คือ ดาวบิน “สี่เขียว” (ซี้เล็ก) “บุ่งเข็ก” โคจรเข้ามาสถิตอยู่ และตามหลักวิชานี้ ดาวบินอื่นๆ ก็จะสถิตหมุนเวียนตามทิศต่างๆ ดังนี้ 3 8 1 2 4 6 7 9 5


ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศอัปมงคล) NE NORTH EAST ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีองศาอยู่ระหว่าง 22.5 - 67.49


ตำ แหน่งท ิ ศตะวนัออกเฉ ี ยงเหน ื อ ในปีพ.ศ.๒๕๖๖ น ้ ี ได้ปรำกฏดำวโจรภัย หร ื อดำวแห่งกำรทำ ลำยลำ ้ ง “ชิกเฉียก” (เจ็ดแดง) โคจรเข้ำมำพิฆำต หำกท่ำนใดท ี่นงั่หร ื อนอนอยเ ู่ป็ นประจำ โดยม ี ดำ ้ นหลงัพ ิ งตำ แหน่งท ิ ศทำงน ้ ี ยง ิ่โดยเฉพำะม ี หอ ้ งทำ งำนของบำ ้ น ท ี่ต ้ งัอยใ ู่นมุมของท ิ ศตะวนัออกเฉ ี ยงเหน ื อ


อ ี กท ้ งัม ี จวั่แหลม หรือมุมแหลมของสันตู้ หรือมุมของเตียง พงุ่เขำ ้ใส่ ยง ิ่มำประกอบกบักำรม ี ชยัภ ู ม ิ นอกบำ ้ น ตรงกบัทำงสำมแพร่ง ตึกที่มียอดแหลม จวั่หลงัคำวดั หร ื อม ี ช่องลมเลง ็ ตรงเขำ ้ มำ จะยง ิ่ส่งผลพ ิ ฆำตรุนแรง ต่อภำยในบำ ้ นหร ื อสำ นกังำน ท ี่ดำ ้ นหลงัพ ิ งท ิ ศทำงน ้ ี เป็ นพิเศษ จะก่อใหเ ้ ก ิ ดปำกเส ี ยงทะเลำะวว ิ ำทกนัอย ู่ เป็ นประจ ำ


หรืออำจถูกลอบท ำร้ำย ถูกปล้นทรัพย์ หรือถูกผู้หญิงหลอกลวงด้วยมำรยำ ท ำให้เสียทรัพย์ เก ิ ดปัญหำคด ี ควำมฟ้ องร ้ อง ตอ ้ งข ้ึ นโรงข ้ึ นศำล ประกอบก ิ จกำรกำรคำ ้ กจ ็ ะพบกำรต่อส ู ้ แข่งขนักนัอยำ่งดุเด ื อดรุนแรง


ซึ่งหำกท่ำนตอ ้ งกำรหล ี กเล ี่ยงเหตุร ้ ำย กส ็ ำมำรถกระทำ ได ้ โดยกำรเคลื่อนย้ำย หร ื อสลบัเปล ี่ยนจุดท ี่ต ้ งัของโต ๊ ะทำ งำน โต ๊ ะเกบ ็ เง ิ น หร ื อเต ี ยงนอนเส ี ยใหม่ ไปต ้ งัหลงัพ ิ งท ิ ศทำง ที่เป็ นมงคลทิศอื่นๆ ในปี น ้ ี แทน แต่หำกไม่สำมำรถเคล ื่อนยำ ้ ยได ้ ในควำมพิฆำตรุนแรง กย ็ งัม ี หนทำงแกไข้ ปี น ้ ี ท่ำนสำมำรถจดัต ้ งั “ช้ำงสำมเศียรจักรพรรดิร ่ำรวยทรัพย์” 1 ตัว โดยน ำไปวำงไว้บนโต๊ะท ำงำน โต๊ะข้ำงหัวเตียงนอน โต ๊ ะเกบ ็ เง ิ นหร ื อวำงไวเ ้ หน ื อประต ู,หนำ ้ ต่ำง


เพ ื่อช่วยคล ี่คลำยสลำย พลังของ “ดำวชิกเฉียก” ใหอ ้่อนกำ ลงัลง และช่วยขจดัปัดเป่ำส ิ่งอปัมงคล เหตุร้ำยแรงต่ำงๆ ให้มลำยหำยไป


“ช้ำงเอรำวัณ” เป็ นสตัวท ์ ี่ม ี ร ู ปร่ำงส ู งใหญ่ มีนิสัยใจดีไม่ดุร ้ ำยท ้ งัยงัเป็ นม ิ ตรต่อผค ู ้ น ไม่เบ ี ยดเบ ี ยนใคร ในภำษำจีน ออกเส ี ยงวำ่“เส ้ ี ยง” เป็ นสญัลกัษณ ์ แห่งอำ นำจบำรม ี ท ี่นำ ไปส ู่สนัต ิ ภำพ


ทำงด้ำนฮวงจุ้ย นิยมน ำ “ช้ำงเอรำวัณ” มำใช้เสริมมงคล ในดำ ้ นควำมมนั่คงั่ท ี่มนั่คงควำมมีบำรมี กำรได้รับชัยชนะ และควำมส ู งใหญ่ ที่เปรียบเสมือนภูผำ หร ื อภ ู เขำส ู งท ี่มนั่คง “ช้ำงเอรำวัณ” จึงเป็ นสัญลักษณ์ของควำมส ำเร็จ ควำมสมบ ู รณ ์ใหก ้ บัตวัท่ำนและครอบครัว และยงัช่วยปรับสมดุลตำมหลกัฮวงจุย ้ ให้พบแต่ควำมสงบสุข มีสันติสุขตลอดกำล


การแพทย์ตะวันตก https://www.doctor.or.th/article/detail/4343 คอลัมน์“กำรแพทย์แผนตะวันออก” ท ี่ผเ ู ้ ข ี ยนเข ี ยนอยใ ู่นช่วง 2-3 คร ้ังน ้ ี จำ เป็ นตอ ้ งป ู พ ้ น ื ประวตัิศำสตร์ของกำรพัฒนำของ กำรแพทย์ตะวันออกและตะวันตก ซ่ึ งค่อนขำ ้ งจะเป็ นวช ิ ำกำร แต่ม ี ควำมจำ เป็ นท ี่จะตอ ้ งคน ้ ควำ ้ เพ ื่อนำ มำเสนอแก่ผอ ู ้่ำน เพ ื่อป ู พ ้ ื นไวเ ้ ม ื่อพด ู ถ ึ งตอนต่อๆ ไป ท ี่พด ู เก ี่ยวกบักำรนำ แพทยต ์ ะวนัออกมำใช ้ ในชีวิตประจ ำวัน จะไดไ้ ม่เก ิ ดควำมสบัสนกบัวธ ิี กำรค ิดของกำรแพทย์ แผนตะวันออก


ในศตวรรษที่16 และ 17 กำรแพทย์ตะวันตก ได้แหวกควำมคิดที่ครอบง ำ ของคริสต์ศำสนำ ออกมำ แลว ้ ถ ู กแทนท ี่ดว ้ ยม ี ดผำ่ตดั และกล้องจุลทรรศน์ อำวธุใหม่ท ้ งัสอง ไดค ้่อยๆ เปิ ดโปงควำมลบัของร่ำงกำย ท ำให้ทรำบถึงโครงสร้ำง และกำรทำ งำนของระบบต่ำงๆ (เช่น ระบบเคลื่อนไหวระบบยอ่ยระบบขบัถ่ำย ระบบไหลเวียนของเลือด ระบบหำยใจระบบสืบพันธุ์ ระบบประสำท เป็ นต้น) ไดล ้ ะเอ ี ยดยง ิ่ข ้ึ น


สำ หรับควำมเจร ิ ญกำ ้ วหนำ ้ ของกำรแพทย์ตะวันตก ในศตวรรษที่18 และ 19 น ้ นั ปรำกฏใหเ ้ ห ็ นเด่นชดั ในดำ ้ นต่ำงๆ ดงัต่อไปน ้ ี 1. กำรกำ เน ิดของวิชำสรีรวิทยำเชิงทดลอง (experimental physiology) 2. กำรกำ เน ิ ดของวช ิ ำสร ี รวท ิ ยำของเซลล ์ (cytophysiology) 3. กำรเก ิ ดของวช ิ ำจุลช ี ววท ิ ยำ


1. กำรกำ เน ิ ดของวช ิ ำสร ี รวท ิ ยำเช ิ งทดลอง (experimental physiology) ในปีพ.ศ.2371 นำยแพทย์นักเคมีชำวเยอรมัน ฟรีดริช วอห์เลอร์ (Friedrich Wohler พ.ศ.2343-2425) ได้ทดลองสังเครำะห์สำรอินทรีย์เคมียูเรีย นอกร่ำงกำยส ิ่งม ี ช ี วต ิไดส้ ำ เร ็ จ แสดงใหเ ้ ห ็ นวำ่ สำรอินทรีย์ สำมำรถสังเครำะห์จำกสำรอนินทรีย์ได้


เป็ นกำรบุกเบิก แขนงวิชำอินทรีย์เคมี ข ้ึ นเป็ นคร ้ังแรก กำรกำ เน ิ ดของวช ิ ำน ้ ี ได้ถูกน ำไปใช้ศึกษำ กระบวนกำรทำงอินทรีย์เคมี ในร่ำงกำยท ี่ปกต ิ และในกระบวนกำรเคมีทำงพยำธิวิทยำ ในร่ำงกำยมนุษยข ์้ึ น


2. กำรกำ เน ิ ดของวช ิ ำสร ี รวท ิ ยำของเซลล ์ (cytophysiology) กำรพัฒนำของวิชำกำยวิภำคศำสตร์ (anatomy) ท ำให้มนุษย์ได้เข้ำใจ โครงสร ้ ำงของร่ำงกำยไดล ้ ะเอ ี ยดชดัเจนข ้ึ น บนพ ้ น ื ฐำนน ้ ี มนุษยไ์ ดเ ้ ร ี ยนร ู ้ ต่อไปวำ่ ผลจำกกำรเก ิ ดโรค จะท ิ ้ งร่องรอยของควำมเส ี ยหำย ท ี่เก ิ ดข ้ึ นในอวยัวะภำยใน แต่ละอวยัวะข ้ึ น


ในปีพ.ศ.2304 มำร์เกกนี่ (Morgagni พ.ศ.2225-2314) นักกำยวิภำคพยำธิวิทยำ (pathological anatomy) ชำวอิตำลี ได้พบควำมผิดปกติทำงกำยวิภำค ของผู้ป่ วย 640 รำย แล้วเขียนสรุป เป็ นหนังสือชื่อ“ตำ แหน่งและตน ้ เหตุของโรค” วำ่ โรคค ื อกำรถ ู กทำ ลำยในจุดเฉพำะส่วน


เขำเช ื่อวำ่ โรคแต่ละชน ิ ด เก ิ ดเฉพำะท ี่อวยัวะท ี่ต่ำงกนัเท่ำน ้ นั ซ่ึ งต่อมำ กไ็ ดเ ้ ก ิ ดศพัท ์ ค ำวำ่จุดกำ เน ิ ดของภำวะโรค (nidus) ข ้ึ น


3. กำรเก ิ ดของวช ิ ำจุลช ี ววท ิ ยำ ก่อนท ี่จะม ี กำรคน ้ พบเช ้ ื อจุล ิ นทร ี ย ์ ซ่ึ งเป็ นปัจจยัหน่ึ งท ี่ก่อใหเ ้ ก ิ ดโรค มนุษย์ เช ื่อวำ่ โรคร ้ ำยแรงท ี่ม ี อนัตรำยถ ึ งช ี วต ิ และกำรเก ิ ดหนองน ้ นั เป็ นเพรำะอ ำนำจเหนือธรรมชำติ (super natural) บนัดำลใหเ ้ ก ิ ดข ้ึ น ต่อมำกำรพฒันำกำ ้ วหนำ ้ ของวิชำฟิ สิกส์เคมีและกล้องจุลทรรศน์ ไดเ ้ ก ิ ดข ้ึ น


หลุยส์ปำสเตอร์ (Louis Pasteur พ.ศ.2365-2438) นักชีววิทยำ ชำวฝรั่งเศส ไดค ้ น ้ พบเช ้ ื อ สแตปฟิ โลคอคคัส (Staphylococcus) และเช ้ ื อสเตรปโตคอคคสั (streptococcus) ตลอดจน ผลของจุล ิ นทร ี ยท ์ ี่ม ี ต่อกำรต ิ ดต่อของโรค ท ำให้มนุษย์ เร ิ่มศ ึ กษำถ ึ งจุล ิ นทร ี ยท ์ ี่ม ี ผลต่อร่ำงกำย และวธ ิีป้ องกนัจุล ิ นทร ี ย ์


ซ่ึ งเป็ นผลท ี่ก่อใหเ ้ ก ิ ดแขนงวช ิ ำใหม่ คือจุลชีววิทยำ เก ิ ดเป็ น ยคุเช ้ ื อโรควท ิ ยำ กำรพัฒนำ ของกำรแพทย์ตะวันตก ในยคุน ้ นั ม ี จุดเด่นทำงประวตัิ ศำสตร ์ คือเป็ นกำรแพทย์ที่อำศัย กำรสังเกตจำกกำรทดลอง เป็ นพ ้ ื นฐำน แลว ้สรุปเป็ นกฎเกณฑท ์ ำงกำรแพทยข ์้ึ น


แนวโน้ม กำรพฒันำของกำรแพทยต ์ ะวนัตกในยคุน ้ นั เรำสำมำรถสรุป ไดจ ้ ำกพ ้ ื นฐำนหลกั 2 ประกำร ดงัน ้ ี 1. เป็ นกำรศ ึ กษำแบบแบ่งเป็ นแขนงวช ิ ำ และศ ึ กษำแต่ละวช ิ ำอยำ่งเป็ นเอกเทศ 2. เป็ นกำรศ ึ กษำท ี่พฒันำไปในลกัษณะเฉพำะส่วน และลงลึก


1. เป็ นการศึกษาแบบแบ่งเป็ นแขนงวิชา และศึกษาแต่ละวิชาอย่างเป็ นเอกเทศ กำรพฒันำของกำรแพทยต ์ ะวนัตกในยคุน ้ นั ในระยะแรก คือเรียนรู้ ว่าร่ างกายคืออะไร การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ของชีวิตคืออะไร ปรากฏการณ์ของโรคคืออะไร ดงัน ้ นักำรเร ี ยนร ู ้ จ ึ งเร ิ่มจำกจุดแต่ละจุด ดงัคำ พด ู ท ี่วำ่ “ถำ ้ หำกเรำไม่ร ู ้ จกัรำยละเอ ี ยดยอ่ยๆ ของแต่ละคน เรำกไ็ ม่สำมำรถมองภำพรวมของท ้ งัหมดไดช ้ ดัเจน” ซึ่งหมำยถึง ไม่สำมำรถยด ึ กมุกำรเคล ื่อนไหวของช ี วต ิได ้


ในยคุน ้ นั เคร ื่องม ื อท ี่ใชอ ้ นัไดแ ้ ก่กลอ ้ งจุลทรรศน ์ ม ี กำ ลงัขยำยเพ ี ยง 300 เท่ำ เครื่องมืออื่น กอ ็ ยใ ู่นระยะเร ิ่มตน ้ ของกำรประด ิ ษฐค ์ ิ ดคน ้ จ ึ งเป็ นเง ื่อนไขท ี่จำ กดั ไม่สำมำรถศ ึ กษำ กำรเคล ื่อนไหวของร่ำงกำยมนุษย ์ ในลกัษณะลงล ึ กและเป็ นระบบท ี่เช ื่อมโยงกนัได ้ กำรศ ึ กษำของกำรแพทยใ์ นยคุน ้ นั มักจะดึงเอำปรำกฏกำรณ์และกระบวนกำร ออกมำจำกควำมสัมพันธ์ที่เป็ นเอกภำพ เพ ื่อท ี่จะศ ึ กษำเฉพำะส่วน


ดงัน ้ นั กำรศึกษำจึงเป็ นแบบโดดเดี่ยว เป็ นเอกเทศ ไม่เก ี่ยวพนักนั กำรศ ึ กษำแบบน ้ ี แม้จะสำมำรถให้ค ำตอบ กำรทำ งำนของอวยัวะเฉพำะส่วนใดส่วนหนึ่ง และเงื่อนไขเฉพำะได้ แต่กไ็ ม่สำมำรถท ี่จะบอกถ ึ ง เน ้ ื อหำท ี่ม ี ควำมสมัพนัธ ์ กนัแบบองคร ์ วม ของร่ำงกำยมนุษยไ์ ด ้


2. เป็ นการศึกษา ที่พัฒนาไป ในลักษณะเฉพาะส่วนและลงลึก กำรพฒันำของแพทยต ์ ะวนัตกน ้ นั เร ิ่มตน ้ จำกอวยัวะถ ึ งเน ้ ื อเยอ ื่ไปส ู่เซลล ์ แล้วเจำะลึกลงไปเรื่อยๆ จึงมีลักษณะเฉพำะและลงลึก ให้ควำมสนใจ เฉพำะกำรวิเครำะห์ลักษณะโครงสร้ำง ซึ่งเป็ นผลจำกกำรเปลี่ยนแปลง อันเนื่องจำกโรค


แต่ไม่สำมำรถศ ึ กษำ กำรเคลื่อนไหวของชีวิต ในลักษณะองค์รวม ที่เป็ นกระบวนกำรที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนำ อยต ู่ลอดเวลำได ้


สรุปวำ่ กำรแพทย์ตะวันตก ในศตวรรษที่18 และ 19 น ้ นั ต ้ งัอยบ ู่นพ ้ น ื ฐำนของกำรทดลอง ใชว ้ ธ ิี กำรแบ่งออกเป็ นแขนงวช ิ ำ แลว ้ศ ึ กษำแต่ละแขนงวช ิ ำ อยำ่งเป็ นเอกเทศ ผลจำกกำรศ ึ กษำแบบน ้ ี ก่อใหเ ้ ก ิ ดกำรพฒันำในแขนงวช ิ ำแต่ละวช ิ ำข ้ึ น และมุ่งส ู่กำรศ ึ กษำเฉพำะจุดท ี่ลงล ึ ก แต่ขณะเด ี ยวกนักก ็่อใหเ ้ ก ิ ดแนวโนม ้ ท ี่ละเลย ควำมสัมพันธ์แบบองค์รวมที่มีกำรพัฒนำและ เปล ี่ยนแปลงอยต ู่ลอดเวลำ


ในควำมเป็ นจริง กำรเก ิ ดของโรคน ้ นั เป็ นผลจำกกำรกระท ำ ของปัจจัยภำยนอกและปัจจัยภำยใน ร่วมกนั ดังบทสรุปทำงปรัชญำ ท ี่กล่ำววำ่ “ปัจจัยภำยนอกเป็ นเงื่อนไข แต่ปัจจัยภำยในเป็ นมูลฐำนของกำรเปลี่ยนแปลง กำรกระทำ ของปัจจยัภำยนอกต่อวตัถุ จะเก ิ ดข ้ึ นไดจ ้ ะตอ ้ งผำ่นปัจจยัภำยในเท่ำน ้ นั”


แต่วช ิ ำจุลช ี ววท ิ ยำ มักจะให้ควำมส ำคัญปัจจัยภำยนอก ที่มีผลกระทบ หร ื อทำ ลำยร่ำงกำยเป็ นดำ ้ นหลกั ทำ ใหล ้ ะเลยผลท ี่เก ิ ดจำกกำรกระทำ ระหวำ่งปัจจยัภำยนอกและปัจจัยภำยในไป


Click to View FlipBook Version