คานา
กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดาเนินโครงการพัฒนาพน้ื ท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ
ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” และมอบหมายให้สถาบันการพัฒนาชุมชน ได้
ดาเนินการกิจกรรมท่ี 1"ฝกึ อบรมทักษะระยะส้ันการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียงรูปแบบ
“โคก หนอง นา โมเดล” เพื่อสรา้ งความรู้ ความเข้าใจ ศาสตรพ์ ระราชา ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง และการสรา้ งความเขา้ ใจพนื้ ฐาน ในการปรบั เปลยี่ นวถิ ีชวี ติ ให้สามารถพงึ่ ตนเองได้ตามหลัก
กสิกรรมธรรมชาติ มาแล้วนั้น
จากสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันต้องเผชญิ กับผลกระทบจากวกิ ฤตการ
แพรร่ ะบาดของโรคติดเชอื้ ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) ซงึ่ ส่งผลกระทบไปถึงวกิ ฤตทางด้าน
เศรษฐกิจ ด้านการสาธารณสุขด้านการคมนาคมและอ่ืน ๆ ส่งผลให้เกิดวกิ ฤตทางสังคมขนาดหนักไป
ทวั่ จงึ ทาให้ต้องปรบั เปลี่ยนวธิ กี ารฝกึ อบรมโดยใชว้ ธิ กี ารฝกึ อบรมแบบทางไกล (online) ผา่ นระบบ
Zoom หรอื ระบบอน่ื เพ่ือลดการรวมกล่มุ ตามมาตรการของรฐั บาล
เพื่อให้การดาเนินโครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์และเป็นไปได้ในทิศทางเดียวกัน
สถาบันการพัฒนาชุมชน ได้จดั ทาหลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนากสิกรรมธรรมชาติสู่ระบบเศรษฐกิจ
พอเพียง รปู แบบ “โคก หนอง นา โมเดล” เพือ่ ให้ทมี วทิ ยากรได้ใชเ้ ปน็ แนวทางในการอบรมต่อไป
สถาบันการพฒั นาชุมชน
สงิ หาคม 2564
สารบัญ
ความเป็นมา หน้า
๑. ตารางกิจกรรม ๑
๒. แผนการสอน ๒
๓. สงั เขปวชิ า ๗
4. เนื้อหาวชิ า ๒๑
หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ ๒๑
หลกั กสิกรรมธรรมชาติ ๖๐
ทฤษฎีบันได ๙ ขั้นสู่ความพอเพียง ๘๓
สุขภาพพึง่ ตน พฒั นา ๓ ขุมพลงั “พลังกาย พลงั ใจ พลังปญั ญา” ๘๖
ยุทธศาสตรก์ ารขบั เคลอื่ นปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งสู่การปฏิบัติ ๘๗
เรยี นรจู้ ากการฝกึ ปฏิบตั ิ “9 ฐานการเรยี นรู้ สู่เศรษฐกิจพอเพยี ง” ๘๙
หลักการออกแบบเชงิ ภูมิสังคมและการออกแบบโคก หนอง นาฯ เบื้องต้น ๑๒๙
Work shop การจดั การพื้นที่ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นาโมเดล” ๑๓๕
ถอดรหัส “พระมหาชนก” ๑๓๗
ถอดบทเรยี นผา่ นส่ือแผ่นดินไทย ตอน “แผน่ ดินวกิ ฤต” ๑๔๑
ถอดบทเรยี นประสบการณ์จากปราชญ์ชาวบ้าน “วถิ ีภมู ิปญั ญาไทยกับการพ่ึงตนเอง” ๑๔๒
ถอดบทเรยี น “เอามื้อสามคั คี” ๑๔๓
ภาคผนวก
- กิจกรรมหน้าเสาธง บทคากลา่ วปฏิญาณตนหน้าเสาธง , บทพิจารณาอาหาร, คาถาเลย้ี งดิน
- QR Code วชิ าเรยี น และ เพลงอบรมโคกหนองนาฯ
- การออกแบบโคกหนองนาด้วยตนเอง
- ส่ือเรยี นรจู้ ากภาพยนตร์
ความเปน็ มา
“โครงการพฒั นาพ้ืนทต่ี ้นแบบการพฒั นาคุณภาพชวี ติ ตามหลักทฤษฎีใหม่
ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นาโมเดล”
1. หลักการและเหตุผล
สถานการณ์ของประเทศไทยในปจั จุบันต้องเผชญิ กับผลกระทบจากวกิ ฤตการแพรร่ ะบาดของ
โรคติดเชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) ซง่ึ ส่งผลกระทบไปถึงวกิ ฤตทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการ
สาธารณสุขด้านการคมนาคมและอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดวกิ ฤตทางสังคมขนาดหนักไปทว่ั ท้ังโลก จากการ
รายงานของ McKinsey & Company (March 26, 2020) จะส่งผลให้โลกมีผลผลิต(Productivity)
ลดลงถึง 30% น่ันหมายถึง โลกจะขาดอาหารและเศรษฐกิจจะมีการเติบโตลดลง -1.5% ของ World
GDP อีกทั้งวกิ ฤตด้านการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ ท้ังเรอ่ ื งภัยแล้งและน้าท่วม ท่ีคาดว่าจะมี
ความรุนแรงขึ้นทง้ั ในเชงิ ความผันผวน ความถ่ีและขอบเขตทก่ี ว้างมากขึน้ ซงึ่ จะสรา้ งความเสียหายต่อ
ชวี ติ และโครงสรา้ งพ้ืนฐานทจี่ าเปน็ ทาให้เศรษฐกิจฐานราก (Local economy) ของประเทศเกิดความ
เสียหาย เพ่ิมปญั หาความยากจนลดความเหลื่อมล้าทางสังคม ตลอดจนระบบการผลิตทางการเกษตร
ทม่ี ีความสัมพันธต์ ่อเน่ืองกับความม่ันคงด้านอาหารและน้า ขณะทรี่ ะบบนิเวศต่าง ๆ มีแนวโน้มเสื่อม
โทรมลง และมีแนวโน้มที่จะสูญเสียความสามารถในการรองรบั ความต้องการมนุษยชาติ อย่างมี
ประสิทธภิ าพ
ทางออกของประเทศไทยในการรอดพ้นวกิ ฤตและเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้ถูกกาหนดไว้ใน
ยุทธศาสตร์ ชาติ พ.ศ. 2561 – 2580 และนโยบายรฐั บาลที่จะสืบสาน รกั ษา ต่อยอด และพัฒนา
ประเทศ ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระชนกาธเิ บศร มหาภูมิพล
อดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร กระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน ได้น้อมนา
หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการส่งเสรมิ กระบวนการเรยี นรูแ้ ละการมีส่วนรว่ ม
ของประชาชน เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยการพัฒนาคนให้พ่ึงตนเอง มีความเป็นเจา้ ของและ
บรหิ ารจัดการโดยชุมชน พัฒนาหมู่บ้านหรอื ชุมชนให้มีวถิ ีชวี ติ เศรษฐกิจพอเพียง และเป็นสังคม
“อยู่เย็น เป็นสุข” ทงั้ น้ี กรมการพัฒนาชุมชน รว่ มกับมูลนิธกิ สิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระ
จอมเกลา้ เจา้ คุณทหารลาดกระบัง และภาคีเครอื ขา่ ยภาคส่วนต่างๆ ท้ัง 7 ภาคี ได้น้อมนาปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงลงสู่การปฏิบัติอย่างเปน็ ขั้นตอน ตามกลไกการขับเคลื่อนสืบสานศาสตรพ์ ระราชา
เพื่อการปฏิรปู ประเทศ โดยใชห้ มู่บ้านเป็นฐานของการพัฒนา มุ่งสรา้ งภูมิคุ้มกันให้ทุกครวั เรอื น และ
พัฒนาคนให้มีความรูแ้ ละปรบั ตัวให้สามารถดาเนินชีวติ อย่างมีความสุข มีอาชีพ สรา้ งรายได้
ทา่ มกลางวกิ ฤตโลกทมี่ กี ารเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเรว็ ด้วยการจดั ทาโครงการทป่ี ระยุกต์การใชศ้ าสตร์
พระราชาและน้อมนาเอาแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาอันเน่ืองมาจากพระราชดารกิ ว่า 40 ทฤษฎี ท่ี
ทรงพระราชทานไว้ให้ในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อมมาประยุกต์กับแนวคิด
การพฒั นาพ้นื ทแี่ ละการออกแบบเชงิ ภมู ิสังคมไทยเพ่อื การพึ่งตนเอง และรองรบั ภัยพิบตั ิ
ในรูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล”สรา้ งการพัฒนาคุณภาพชวี ติ ให้เหมาะสมกับหมู่บ้านในภูมิสังคม
ต่าง ๆ ผ่านการทางานในรูปแบบการจา้ งงานและการรว่ มกันลงแรงด้วยการสนับสนนุ วสั ดุพื้นฐานและ
งบประมาณและบูรณาการการทางานจากภาคีภาคส่วนต่างๆ เพื่อสรา้ งงานสรา้ งรายได้ให้กับครวั เรอื น
และชุมชนที่เข้ารว่ มโครงการในระดับพื้นฐาน ดาเนินการสรา้ ง (1) พ้ืนที่เรยี นรูช้ ุมชนต้นแบบการ
พัฒนาคุณภาพชีวติ (Community Lab Model for quality of life : CLM) ระดับตาบล จานวน
337 ตาบล แยกเป็น ขนาดพ้ืนที่ 10 ไร่ จานวน 23 พ้ืนที่ และพ้ืนที่ 15 ไร่ จานวน 314 พ้ืนที่ รวม
พื้นท่ีไม่น้อยกว่า 4,940 ไร่ และให้การสนับสนุนเพื่อพัฒนา (2) พื้นที่ครวั เรอื นต้นแบบการพัฒนา
คุณภาพชวี ติ (Household Lab Model for quality of life : HLM) ระดับครวั เรอื น จานวนท้ังส้ิน
24,842 ครวั เรอื น ขนาดพ้ืนทไี่ ม่เกิน 3 ไร/่ ครวั เรอื น รวมพื้นทไี่ ม่เกิน 54,676 ไร่ และ (3) บูรณาการ
รว่ มพัฒนาพื้นที่ระดับตาบล เพื่อการบรหิ ารจดั การน้าขั้นพ้ืนฐานที่เหมาะสมกับภูมิสังคมตามแนว
พระราชดาร ิ10 วธิ ี เชอ่ื มโยงกับพื้นที่ปฏิบัติการโครงการฯ จากน้ันพัฒนาสู่ระดับก้าวหน้าโดยการ
ดาเนินการส่งเสรมิ การสรา้ งมาตรฐานผลผลิต การแปรรปู และการตลาดตามมาตรฐานอนิ ทรยี ์วถิ ีไทย
และยกระดับชุมชนทั้ง 337 ตาบล ให้สามารถ (1) แก้ไขวกิ ฤตด้านเศรษฐกิจ สังคม และสงิ่ แวดล้อม
ของประเทศ (2) เสรมิ สรา้ งความสามัคคีและสรา้ งเสรมิ สุขภาพให้แขง็ แรงผ่านการทากิจกรรมพัฒนา
พื้นที่รว่ มกัน (3) สรา้ งระบบเกษตรกรรมย่ังยืนทผ่ี ลิตอาหารปลอดภัยจากสารเคมีและผลิตสมุนไพร
ต่าง ๆ เพื่อยกระดับอาหารให้เปน็ ยาทส่ี ามารถสรา้ งเสรมิ ภูมิต้านทานโรคต่าง ๆ อีกทั้งยัง (4) เพิ่มการ
จดั การให้กักเก็บน้าฝนท่ีตกในพ้ืนท่ีได้เพียงพอต่อการเพาะปลูกและการดารงชวี ติ ชว่ ยแก้ปัญหาภัย
แล้งและน้าท่วม (5) เพ่ิมพื้นท่ีป่าท่ีช่วยฟอกอากาศที่บรสิ ุทธ์ิและช่วยกักเก็บคารบ์ อนในช้ัน
บรรยากาศ ลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 (6) เก็บรกั ษาและฟ้ ืนฟูหน้าดินด้วยการเก็บ
ตะกอนดินในพื้นที่ ชว่ ยสรา้ งความสมดุลของระบบนิเวศใน ดิน น้า และปา่ (7) เพ่ิมความหลากหลาย
ให้กับพันธกุ รรมของสิ่งมชี วี ติ ทง้ั พืชและสัตว์ ทส่ี าคัญยงั ชว่ ยให้ชุมชนได้
ทั้งนี้ การดาเนินการพัฒนาสู่ระดับก้าวหน้า ในระยะท่ี 2 มีแผนดาเนินการส่งเสรมิ ในระดับ
ชุมชนให้รวมตัวกันจดั ต้ังกลุ่มเป็นกลุ่มอาชพี เพ่ือสรา้ งวสิ าหกิจชุมชน ซงึ่ จะส่งผลให้เกิดการสรา้ ง
ความม่ันคงทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนกระบวนการผลิต ด้วยการส่งเสรมิ และสนับสนุนให้วสิ าหกิจ
ชุมชนสามารถพัฒนายกระดับมุ่งไปสู่การจดั ต้ังบรษิ ัทวสิ าหกิจเพื่อสังคมในระดับตาบล เพ่ือพัฒนา
ศักยภาพการเพ่ิมผลผลิตต่าง ๆ ท่ีได้จากในพื้นท่ีดาเนินการ เพ่ิมมูลค่าด้วยการแปรรูป ขยายตลาด
การท่องเท่ียวชุมชน ฯลฯ และสรา้ งงานวจิ ยั ชุมชนเพ่ือยกระดับผลิตภัณฑ์หรอื ค้นหาอัตลักษณ์ของ
ชุมชน การสรา้ งนวัตกรรมที่เหมาะสมกับภูมิสังคมของชุมชน สรา้ งการจัดการความรูใ้ นมิติการ
พึ่งตนเองด้านครู คลัง ชา่ ง หมอ ของชุมชน รว่ มกับสถาบันการศึกษาในพ้ืนท่ีชุมชนทั่วประเทศ ให้
ได้ผลการดาเนินงานที่สามารถนาไปต่อยอดให้กับวสิ าหกิจชุมชนในด้านการพัฒนาการท่องเท่ียว
ชุมชน การเพ่ิมมูลค่าผลผลิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน รวมทง้ั สรา้ งการส่ือสารสังคม
ให้เกิดกระบวนการเรยี นรูแ้ ละการมีส่วนรว่ มในระดับชุมชน ระดับตาบล ระดับอาเภอ ระดับจงั หวัด
ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ เรอ่ ื งการน้อมนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency
Economy Philosophy: SEP) ในรูปแบบการทางานตามศาสตรพ์ ระราชาสู่การปฏิบตั ิจนเปน็ วถิ ีชวี ติ
ของประชาชนให้บรรลุตามเป้าหมายเพ่ือการพัฒนาท่ียั่งยืน (Sustainable Development Goals:
SDGs) (SEP for SDGs) ในรูปแบบและวธิ กี ารต่าง ๆ ที่เข้าถึงคนได้ทุกระดับและทุกวัย ผ่านการ
ดาเนินงานโครงการในทุกพ้ืนท่ีเพื่อส่ือสารวธิ กี ารแก้ไขวกิ ฤตตามแนวทางปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงด้วยการสรา้ งตัวอย่างความสาเรจ็ ที่เรม่ ิ ต้นจากการพัฒนาคนให้โลกได้รบั รูอ้ ย่างแพรห่ ลาย
ซึ่งการขับเคล่ือนตามกระบวนการท้ัง 2 ระยะ จะเป็นการ (8) เตรยี มความพรอ้ มให้ ชุมชนมี
ความสามารถในการพ่ึงตนเองในเรอ่ ื งของน้า อาหาร และพลังงานทดแทนสรา้ งภูมิคุ้มกันชุมชนต่อ
สภาพปัจจุบันที่โลกกาลังเผชิญกับวกิ ฤต ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ
ธรรมชาติอย่างรุนแรง วกิ ฤตทางด้านโรคระบาดวกิ ฤตทางด้านความอดอยากและวกิ ฤตความขัดแย้ง
ของสงครามเศรษฐกิจหรอื สงครามรปู แบบต่าง ๆ ในอนาคต
2. วัตถุประสงค์
2.1 เพ่ือส่งเสรมิ การเรยี นรูก้ ารน้อมนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงประยุกต์สู่การ
ปฏิบัติ ในรปู แบบ โคก หนอง นา โมเดล
2.2 เพื่อพัฒนาพื้นทเ่ี รยี นรูช้ ุมชนต้นแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” ตามหลักปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี งระดับตาบล และระดับครวั เรอื น
2.3 เพ่ือฟ้ ืนฟูเศรษฐกิจทอ้ งถิ่นและชุมชนผ่านการสรา้ งงานสรา้ งรายได้ ให้แก่เกษตรกร
แรงงานและบัณฑิตจบใหม่ กลุ่มแรงงานท่ีอพยพกลับท้องถิ่นและชุมชน ท่ีได้รบั ผลกระทบจาก
สถานการณ์ในชว่ งวกิ ฤตการแพรร่ ะบาดของโรคติดเชอื้ ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID - 19)
3. ผลท่คี าดว่าจะได้รบั
3.1 ผลผลติ ของโครงการและตัวชว้ี ัด
ผลผลิตของโครงการ
1) กลุ่มเปา้ หมายสามารถเปน็ แกนนาขับเคล่ือน การน้อมนาหลกั ปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหมป่ ระยุกต์สู่การปฏิบตั ิในรูปแบบ โคก หนอง นา โมเดล ในพน้ื ท่ี
เปา้ หมายได้ จานวน 34,367 คน
2) เกิดพ้ืนท่เี รยี นรูช้ ุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ (Community Lab
Model for quality of life : CLM) จานวน 337 ตาบล ขนาดพื้นทไี่ ม่น้อยกว่า 4,940 ไร่
3) เกิดพ้ืนทีค่ รวั เรอื นต้นแบบการพฒั นาคุณภาพชวี ติ (Household Lab
Model for quality of life : HLM) ขนาดพ้นื ทไ่ี มเ่ กิน 3 ไร่ จานวน 24,842 ครวั เรอื น ขนาดพนื้ ทไ่ี ม่
น้อยกวา่ 54,676 ไร่
4) เกิดการสรา้ งงานสรา้ งรายได้ แก่ เกษตรกร บณั ฑิตจบใหม่ กลมุ่ แรงงาน
อพยพกลับทอ้ งถิ่นทไี่ ด้รบั ผลกระทบจากวกิ ฤตโรคติดเชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID - 19) ในพื้นที่
3,246 ตาบล รวมจานวน 9,188 คน
ตัวชว้ี ัด
1) เกิดแกนนาการพัฒนา เป็นครูกระบวนการ ครูกสิกรรม ครูประจาฐานเรยี นรู้
การพง่ึ พาตนเอง และครูพาทา จานวน 34,367 คน
2) เกิดพ้ืนที่เรยี นรูช้ ุมชนต้นแบบ ระดับตาบล จานวน 337 ตาบล และระดับ
ครวั เรอื น จานวน 24,842 ครวั เรอื น
3) เกิดการจา้ งงานในพ้ืนที่ จานวน 9,188 คน
4) กลมุ่ เปา้ หมายเขา้ รว่ มโครงการมีรายได้เฉลี่ยเพ่ิมข้ึน 3 เทา่ จากเดิมภายใน 2 ปี
5) พ้ืนทค่ี รวั เรอื นทเ่ี ข้ารว่ ม จะลดปญั หาภัยแลง้ ได้ 50% ของพ้ืนท่ี ภายใน 3 ปี
3.2 ผลลัพธข์ องโครงการและตัวชว้ี ัด
1. เพ่ิมรายได้ครวั เรอื นทผี่ ่านการพัฒนาพืน้ ทค่ี รวั เรอื นต้นแบบในปแี รก เปน็ การสรา้ ง
ความมั่นคงทางอาหารให้กับครวั เรอื น/ชุมชน โดยเฉพาะเรอ่ ื งการปลูกพืชผักสวนครวั เพ่ือลดรายจา่ ย
เทา่ กับเพิม่ รายได้ให้กับครวั เรอื นและพืชเศรษฐกิจ เชน่ ขา้ ว สามารถผลติ ข้าวนาปคี ิดเปน็ ผลผลิตเป็น
ข้าวสามารถเป็นแหล่งอาหาร หลักเล้ียงดูคนในชุมชน ระยะต่อมาเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าปลูกใหม่ตาม
แนวพระราชดาร ิปา่ 3 อย่าง เพ่อื ประโยชน์ 4 อยา่ ง ซง่ึ ผลผลิตจะสามารถสรา้ งรายได้ให้กับครวั เรอื น
2. เพ่ิมการจา้ งงานด้วยการสรา้ งงานสรา้ งรายได้ให้แก่เกษตรกร แรงงานและบัณฑิต
จบใหม่ กลุ่มแรงงานท่ีอพยพกลับท้องถิ่นและชุมชนท่ีได้รบั ผลกระทบจากสถานการณ์ในชว่ งวกิ ฤต
การแพรร่ ะบาดของโรคติดเชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) ด้วยการเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่เพ่ือ
เรยี นรูช้ ุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ (Community Lab Model for quality of life :
CLM) ระดับตาบล จานวน 337 ตาบล ๆ ละ 10 คน รวม 3,370 คน และจา้ งงานในพ้ืนท่ีครวั เรอื น
ต้ นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ (Household Lab Model for quality of life : HLM) ระดั บ
ครวั เรอื น จานวน 2,909 ตาบล ๆ ละ 2 คน รวม 5,818 คน รวมผไู้ ด้รบั การจา้ งงาน ทง้ั สิ้น 9,188 คน
จา้ งงานคนละ 9,000 บาท/เดือน เปน็ ระยะเวลา 12 เดือน
3. เพิ่มพ้ืนทกี่ ักเก็บนา้ ฝนในพื้นทโ่ี ครงการฯ ได้ไมน่ ้อยกว่า 145 ล้านลกู บาศก์เมตร
4. สรา้ งความม่ันคงทางอาหารให้กับชุมชน โดยเฉพาะเรอ่ ื งข้าว สามารถผลิตข้าวนาปี
คิดเป็นผลผลิตเป็นข้าว จานวน 10,818,780 กิโลกรมั สามารถเป็นแหล่งอาหารหลักเล้ียงดูคนใน
ชุมชนได้ปลี ะไม่น้อยกว่า 108,187 คน
5. เพิ่มพ้ืนท่ีป่าปลูกใหม่ตามแนวพระราชดาร ิป่า 3 อย่าง เพื่อประโยชน์ 4 อย่าง ได้
ไม่น้อยกว่า 25,759 ไร่ คิดเปน็ จานวนต้นไม้ปลกู ใหมไ่ ด้ไม่น้อยกวา่ 10,303,600 ต้น
6. ฟ้ ืนฟูทรพั ยากรดิน ได้ไม่น้อยกว่า 25,759 ไรต่ ่อปี ลดการชะล้างหน้าดินที่
ก่อให้เกิดตะกอนดิน คิดเปน็ ปรมิ าณ 2,575.9 ตันต่อปี
3.3 ผลสัมฤทธ/์ิ ผลประโยชน์และความคุ้มค่าของโครงการ
1. ครวั เรอื นทเี่ ข้ารว่ มโครงการมีรายได้ มีอาชพี ทมี่ ่นั คง มีคณุ ภาพชวี ติ และมคี วามสุข
2. ชุมชนมีศูนย์เรยี นรูต้ ้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ ด้ วยหลักปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง
1
2
วางแผนขน้ั ตอนการฝกึ อบรม “โคก หนอง นา” ออนไลน์ ผ่านระบบ Zoom
วนั ที่ 1
เวลา หัวข้อ/วชิ า รายละเอียด อุปกรณ์ทใ่ี ช้
08.00 – ลงทะเบียน/ วางแผนงาน แบ่งคน แบ่งงาน เจา้ หน้าท่ผี ู้รบั ผิดชอบ - เอกสารลงทะเบียน
09.00 น. เข้าสู่ระบบ - ลงทะเบียนผู้อบรม บนั ทึกข้อมูลตามแบบฟอรม์ รายละเอียด - เว้นระยะห่าง
Zoom / - ถ่ายรูปรายบุคคล เพ่ือยืนยันการเข้ารว่ มอบรม
09.00 – ถ่ายภาพ - ซกั ซอ้ มความเข้าใจการอบรมแบบ ออนไลน์ ผ่านระบบ Zoom หรอื - ไมค์+ลาโพง
12.00 น. ระบบอื่น ๆ - สื่อการบรรยาย
หลักปรชั ญา หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ - ฟลิตชารท์ ปากกาเคมี
ของเศรษฐกิจ วางแผนหาผู้บรรยาย มีวชิ าการท่ีบรรยาย ดังนี้ - การน่งั เว้นระยะห่าง
พอเพียง และ - ส.ค.ส. 2547 วกิ ฤตระเบดิ สี่ลูก การฝกึ อบรม
ทฤษฎีใหม่ - ปรชั ญา 3 ระบบ (ทุนนิยม สังคมนิยม เศรษฐกิจพอเพียง)
- แนวคิด ทฤษฎี นวตั กรรม ศาสตรพ์ ระราชา
ว่าด้วยดิน นา้ ป่า คน
10.30 – รบั ประทาน - รบั ประทานอาหารวา่ ง/เครอ่ ื งดื่ม สถานท่ไี ม่แออัด
10.45 น. อาหารว่าง - เวน้ ระยะห่างของผู้เข้าฝึกอบรม
12.00 - รบั ประทาน แยกรบั ประทานอาหารกลางวนั เว้นระยะห่างตามมาตรการลดการแพร่ สถานทอ่ี บรม ไม่แออัด
13.00 น. อาหาร ระบาด ของ โควดิ -19
กลางวัน
13.00 – หลักปรชั ญา ผู้บรรยาย : หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ (ต่อ) - ส่ือการบรรยาย
14.๓0 น. ของเศรษฐกิจ - ทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ "โคก หนอง นาโมเดล" - ฟลิตชารท์ ปากกาเคมี
พอเพียง และ - วธิ ปี ฏิบัติอย่างเป็นขั้นเป็นตอน - การนั่งเว้นระยะห่าง
ทฤษฎีใหม่ - ทาแบบคนจน ( เอามื้อสามัคคี) ฝึกอบรม
14.30 – รบั ประทาน - รบั ประทานผลไม้/เครอ่ ื งด่ืม สถานทีไ่ ม่แออัด
14.45 น. อาหารว่าง - เวน้ ระยะห่างของผู้เข้าฝึกอบรม
14.๓0- ถอดรหัส วางแผนหาผู้บรรยาย วชิ า ถอดรหัสพระมหาชนก - สื่อการบรรยาย
- ฟลิตชารท์ ปากกาเคมี
15.30 น. พระมหาชนก - การน่ังเวน้ ระยะห่าง
ฝึกอบรม
15.30 – ชมสื่อวดิ ีทศั น์ วางแผนทมี วทิ ยากรที่เปน็ เจา้ หน้าที่ เพื่อแบง่ คน แบ่งงานทากิจกรรม
16.30 น. เรอ่ ื ง แผ่นดิน - ถอดบทเรยี นผ่านสื่อ แผ่นดินไทย “แผ่นดินวกิ ฤต” - สื่อเรอ่ ื ง แผ่นดินวกิ ฤติ
วกิ ฤต - นัดหมายกิจกรรมวันถัดไป 50 นาที
- ฟลิตชารท์
วนั ที่ 2 3
เวลา หัวข้อ/วชิ า รายละเอียด อุปกรณ์ทใี่ ช้
- รวมคน แบบเวน้
08.00 - กิจกรรม วางแผนทมี วทิ ยากรทีเ่ ปน็ เจา้ หน้าที่ เพื่อแบ่งคน แบ่งงานทากิจกรรม ระยะห่าง
09.00 น. พัฒนา 3 ขุม - กิจกรรม พัฒนา 3 ขุมพลงั ชวี ติ
- ห้องประชุม/สถานท่ี
พลังชวี ติ อบรมในพื้นท่ี
- ส่ือเรอ่ ื ง ทฤษฎี 9 ข้ัน
09.00 - ฟังบรรยาย วางแผนหาผู้บรรยาย ทฤษฎีบันได 9 ขั้น พรอ้ มกับการเปดิ ส่ือ สู่ความพอเพียง
๑๒.00 น. ทฤษฎีบันได วทิ ยากร แนะนาตัว สถานที่ไม่แออัด
9 ข้ัน/ชมส่ือ - วชิ า ทฤษฎีบนั ได 9 ข้ัน สู่ความพอเพียง
๑๐.๓0 - รบั ประทาน - รบั ประทานอาหารวา่ ง/เครอ่ ื งด่ืม
๑๐.๔๕ น. อาหารว่าง - เวน้ ระยะห่าง
๑๐.๓0 - ฟังบรรยาย วางแผนหาผู้บรรยาย วชิ า หลักกสิกรรมธรรมชาติ (วทิ ยากรครพู าทา - ไมค์+ลาโพง
๑๒.๐๐ น. -นิยาม ๕ และ ที่จบหลักสูตร) - สื่อการบรรยาย
หลักกสิกรรม - นิยาม ๕ - ฟลิตชารท์ ปากกาเคมี
ธรรมชาติ - - การนั่งเว้นระยะห่าง
การฝกึ อบรม
- สิ่งมชี วี ติ ในดิน
12.00 - รบั ประทาน แยกรบั ประทานอาหารกลางวนั เวน้ ระยะห่างตามมาตรการลดการแพร่ สถานที่อบรม ไม่แออัด
13.00 น. อาหาร ระบาด ของ โควดิ -19
กลางวนั - ไมค์+ลาโพง
- สื่อการบรรยาย
13.00 - บรรยาย วทิ ยากรแนะนาตัวและบรรยาย (วทิ ยากรครพู าทาท่ีจบหลักสูตร) - ฟลติ ชารท์ ปากกาเคมี
15.๓0 น. เรอ่ ื ง “หลักกสิ - การนง่ั เว้นระยะห่าง
กรรม หลักกสิกรรมธรรมชาติ การฝึกอบรม
ธรรมชาติ - เล้ียงดินให้ดินเล้ียงพืช - อย่าปลอกเปลือกเปลือยดินให้ห่มดิน
- ป่า 3 อยา่ งประโยชน์ 4 อยา่ ง / การปลกู ไม้ 5 ระดับ
- 10 ขั้นตอนการตรวจแปลง
14.30 - รบั ประทาน - รบั ประทานผลไม้/เครอ่ ื งด่ืม สถานทไ่ี ม่แออัด
14.45 น. อาหารว่าง - เวน้ ระยะห่างของผู้เข้าฝกึ อบรม
1๕..๓0 - ถอดบทเรยี น/ - ถอดบทเรยี นผ่านสื่อ “วถิ ีภูมิปญั ญาไทย กับการพึ่งตนเอง” ปลดหน้ี ห้องประชุม
๑๖.๓0 น. สรุปบทเรยี น/ ด้วยศาสตรพ์ ระราชา | คนรกั ษ์ป่า “พ่อเล่ียม บุตรจนั ทา”
นาเสนอ - นัดหมายกิจกรรมวันถัดไป
4
วนั ที่ 3
เวลา หัวข้อ/วชิ า รายละเอียด อุปกรณ์ท่ีใช้
08.00 - กิจกรรม วางแผนทีมวทิ ยากรทเ่ี ปน็ เจา้ หน้าท่ี เพื่อแบง่ คน แบง่ งานทากิจกรรม -รวมคน แบบเว้น
09.00 น. พัฒนา 3 ขุม - กิจกรรม พัฒนา 3 ขุมพลังชวี ติ ระยะห่าง
พลังชวี ติ
0๙.๐0 - ฟังบรรยาย -วางแผนหาผู้บรรยาย โดยให้นาวทิ ยากรครพู าทาทจ่ี บหลักสูตรกสิกรรม - ห้องประชุมหรอื
๑๒.00 น. หลักกสิกรรม ธรรมชาติ มาพิจารณาเปน็ วทิ ยากร สถานท่ีท่ีเหมาะสม
หลักการออกแบบและการออกแบบโคก หนองนาฯ เบื้องต้น - ไมค์+ลาโพง
ชมสื่อ - วทิ ยากรกระบวนการเกรน่ ิ นาเพ่ือนาเข้าสู่บทเรยี น แนะนาวทิ ยากร - ส่ือการบรรยาย
บรรยาย หลักการออกแบบและการออกแบบโคก หนองนาฯ เบอื้ งต้น - ฟลติ ชารท์ ปากกาเคมี
- หลกั การออกแบบตามหลกั ภูมิสงั คม ดิน น้า ลม ไฟ พชื คน - การนัง่ เว้นระยะห่าง
- การสารวจพ้ืนทกี่ ่อนการออกแบบ การฝกึ อบรม
๑๐.๓0 - รบั ประทาน - รบั ประทานอาหารว่าง/เครอ่ ื งด่ืม สถานทไี่ ม่แออัด
๑๐.๔๕ น. อาหารวา่ ง - เวน้ ระยะห่าง
12.00 - รบั ประทาน แยกรบั ประทานอาหารกลางวนั เว้นระยะห่างตามมาตรการลดการแพร่ สถานทอ่ี บรม ไม่แออัด
13.00 น. อาหาร ระบาด ของ โควดิ -19
กลางวัน
13.00 – Work Shop - รวมพล(เวน้ ระยะห่าง) ณ ห้องประชุมหรอื สถานทท่ี ี่กาหนด เพ่ือชแ้ี จง - สื่อการเรยี นรู้
1๕.๓๐ น. การจดั การ รายละเอียดกิจกรรม - กระดาษเอ 4
พื้นที่ ดิน นา้ - ทากิจกรรม Work Shop การออกแบบพ้ืนทีต่ ามท่ีกาหนด ถ้ามีการนา - ปากกา
ปา่ คน หลักการนาดินมาป้ นั เหนียวเป็นโมเดลพ้ืนที่ออกแบบ เห็นควรหาสถานท่ี - ฟลิตชารท์
ท่ีเหมาสมแก่การอบรม - ใบงาน Work Shop
- สมาชกิ ชว่ ยกันออกแบบพื้นทต่ี ามที่โจทยก์ าหนด
- ออกมานาเสนอผลการออกแบบ หรอื ซกั ถาม
14.30 - รบั ประทาน - รบั ประทานผลไม้/เครอ่ ื งดื่ม สถานทไ่ี ม่แออัด
14.45 น. อาหารวา่ ง - เว้นระยะห่างของผู้เข้าฝึกอบรม
1๕.๓0 - ถอดบทเรยี น/ รวมกลุ่มแบบเวน้ ระยะห่าง - ใบงาน/โจทย์
๑๖.๓0 น. สรุปบทเรยี น/ สรปุ บทเรยี น การออกแบบพื้นท่ีโคก หนอง นา เบื้องต้น - ฟลิตชารท์ ปากกา
นาเสนอ - นัดหมายกิจกรรมวันถัดไป เคมี
5
วนั ที่ 4
เวลา หัวข้อ/วชิ า รายละเอียด อุปกรณ์ที่ใช้
08.00 - กิจกรรม วางแผนทีมวทิ ยากรทเี่ ป็นเจา้ หน้าที่ เพ่ือแบ่งคน แบ่งงานทากิจกรรม -รวมคน แบบเวน้
09.00 น. พัฒนา 3 ขุม - กิจกรรม พัฒนา 3 ขุมพลงั ชวี ติ ระยะห่าง
พลังชวี ติ
0๙.๐0 - ฟังบรรยาย - รวมพล(เวน้ ระยะห่าง) ณ ห้องประชุมหรอื สถานทที่ ีก่ าหนด เพื่อชแี้ จง - ห้องประชุมหรอื
๑๒.00 น. ๙ ฐานเรยี นรู้ รายละเอียดกิจกรรม ว่าฟังบรรยาย หรอื มีกิจกรรมแบบปฏิบัติจรงิ สถานท่ที ่ีเหมาะสม
สู่เศรษฐกิจ -วางแผนหาผู้บรรยาย โดยให้นาวทิ ยากรครพู าทาที่จบหลักสูตรกสิกรรม - ไมค์+ลาโพง
พอเพียง ธรรมชาติ มาเป็นวทิ ยากร - สื่อการบรรยาย
หรอื เรยี นรู้ 9 ฐานเรยี นรู้ สู่เศรษฐกิจพอเพียง - ฟลิตชารท์ ปากกาเคมี
ฝึกปฏิบตั ิจรงิ 1.คนติดดิน 2.คนเอาถ่าน ๓.คนมีไฟ ๔.คนรกั ษ์แม่ธรณี - การนั่งเว้นระยะห่าง
๕.คนมีนา้ ยา ๖.รกั ษ์ป่า ๗.รกั ษ์นา้ ๘.รกั ษ์แม่โพสพ ๙.รกั ษ์สุขภาพ การฝกึ อบรม
๑๐.๓0 - รบั ประทาน - รบั ประทานอาหารวา่ ง/เครอ่ ื งดื่ม สถานที่ไม่แออัด
๑๐.๔๕ น. อาหารวา่ ง - เว้นระยะห่าง
12.00 - รบั ประทาน แยกรบั ประทานอาหารกลางวนั เว้นระยะห่างตามมาตรการลดการแพร่ สถานที่อบรม ไม่แออัด
13.00 น. อาหาร ระบาด ของ โควดิ -19
กลางวัน
13.00 - ฟังบรรยาย - รวมพล(เว้นระยะห่าง) ณ ห้องประชุมหรอื สถานท่ที กี่ าหนด เพ่ือชแี้ จง - ห้องประชุมหรอื
1๕.๓0 น. ๙ ฐานเรยี นรู้ รายละเอียดกิจกรรม วา่ ฟังบรรยาย หรอื มีกิจกรรมแบบปฏิบตั ิจรงิ สถานทท่ี ี่เหมาะสม
สู่เศรษฐกิจ - ผู้บรรยาย โดยให้นาวทิ ยากรครพู าทาทีจ่ บหลักสูตรกสิกรรมธรรมชาติ - ไมค์+ลาโพง
พอเพียง มาเป็นวทิ ยากร - ส่ือการบรรยาย
หรอื เรยี นรู้ 9 ฐานเรยี นรู้ สู่เศรษฐกิจพอเพียง (ต่อ) - ฟลติ ชารท์ ปากกาเคมี
ฝึกปฏิบตั ิจรงิ 1.คนติดดิน 2.คนเอาถ่าน ๓.คนมีไฟ ๔.คนรกั ษ์แม่ธรณี - การนง่ั เวน้ ระยะห่าง
ในกิจกรรม ๕.คนมีน้ายา ๖.รกั ษ์ปา่ ๗.รกั ษ์นา้ ๘.รกั ษ์แม่โพสพ ๙.รกั ษ์สุขภาพ การฝึกอบรม
เอามื้อสามัคคี
****และหรอื มีกิจกรรมการเอามื้อสามัคคี ก็ได้ ตามความเหมาะสม กับ
สถานการณ์ในพื้นที่
14.30 - รบั ประทาน - รบั ประทานผลไม้/เครอ่ ื งดื่ม สถานทไี่ ม่แออัด
14.45 น. อาหารว่าง - เว้นระยะห่างของผู้เข้าฝกึ อบรม
- ห้องประชุมหรอื
1๕.๓0 - ถอดบทเรยี น - รวมกลมุ่ แบบเวน้ ระยะห่าง สถานทีท่ เี่ หมาะสม
๑๖.๓0 น. การเรยี นรู้ ๙ - วทิ ยากรให้แต่ละกลุ่มถอดบทเรยี นจากการเรยี นรู้ ๙ ฐานเรยี นรู้ สู่ - ใบงาน/โจทย์
ฐานเรยี นรสู้ ู่ เศรษฐกิจพอเพียง - ฟลิตชารท์ ปากกา
เศรษฐกิจ - วทิ ยากรให้แต่ละกล่มุ ถอดบทเรยี นจากกิจกรรมเอาม้ือสามัคคี เคมี
พอเพียงและ
หรอื เอามื้อฯ
6
วนั ท่ี 5
เวลา หัวข้อ/วชิ า รายละเอียด อุปกรณ์ท่ใี ช้
-รวมคน แบบเวน้
08.00 - กิจกรรม วางแผนทมี วทิ ยากรทเี่ ป็นเจา้ หน้าที่ เพ่ือแบง่ คน แบง่ งานทากิจกรรม ระยะห่าง
09.00 น. พัฒนา 3 ขุม - กิจกรรม พัฒนา 3 ขุมพลังชวี ติ สถานทไ่ี ม่แออัด
ห้องประชุม หรอื
พลังชวี ติ สถานทเ่ี หมาะสม
๑๐.๓0 - รบั ประทาน - รบั ประทานอาหารวา่ ง/เครอ่ ื งด่ืม สถานท่อี บรม ไม่แออัด
๑๐.๔๕ น. อาหารวา่ ง - เว้นระยะห่าง
- แบบประเมิน
09.00 – ฟังบรรยาย วางแผนหาผู้บรรยายเก่ียวกับการวางแผนยุทธศาสตร์ โครงการ
12.00 น. ยุทธศาสตร์ - ฟังบรรยายยุทธศาสตรก์ ารขับเคล่ือนปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การ - เว้นระยะห่าง
การขับเคล่ือน ปฏิบัติ สถานท่ไี ม่แออัด
ปรชั ญา - ปฏิบตั ิตามทวี่ ทิ ยากรมอบหมาย
เศรษฐกิจ
พอเพียงสู่การ
ปฏิบัติ
12.00 - รบั ประทาน แยกรบั ประทานอาหารกลางวนั เว้นระยะห่างตามมาตรการลดการแพร่
13.00 น. อาหาร ระบาด ของ โควดิ -19
กลางวนั
13.00 - นาเสนอ - แต่ละกลุ่มนาเสนอยุทธศาสตร์
1๕.๓0 น. ยุทธศาสตร์ - ประเมินผลโครงการฝกึ อบรม (30 นาที)
- มอบหมายภารกิจในการดาเนินการพัฒนากสิกรรมธรรมชาติ สู่
14.30 - รบั ประทาน เศรษฐกิจพอเพียงต่อไป
14.45 น. อาหารวา่ ง - รบั ประทานผลไม้/เครอ่ ื งด่ืม
- เวน้ ระยะห่างของผู้เข้าฝกึ อบรม
๑๖.๓๐ น. - เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ
7
1) “ หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง และทฤษฎีใหม่ ”
วัตถุประสงค์
เพอ่ื ให้ผ้เู ข้ารบั การอบรมมคี วามรู้ “หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง และ
ทฤษฎีใหม่” เพื่อนาไปประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พฒั นาชุมชน”
ระยะเวลา
จานวน ๔ .๓๐ ชว่ั โมง
ขอบเขตเน้ือหา
๑. ส.ค.ส. 2547 วกิ ฤตระเบิดส่ีลกู
๒. ปรชั ญา 3 ระบบ
๓. แนวคิด ทฤษฎี นวตั กรรมศาสตรพ์ ระราชา ว่าด้วยเรอ่ ื งดิน น้า ปา่ คน
๔. ทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่โคก หนอง นาโมเดล
5. วธิ ปี ฏิบัติอยา่ งเปน็ ข้ันเปน็ ตอน
6. ทาแบบคนจน
- การเอาม้ือสามัคคี
เทคนิค /วธิ กี าร
วทิ ยากร ใช้ PowerPoint หรอื คลิปสื่อ ประกอบการบรรยาย โดยสรุป ดังน้ี
๑. ปรชั ญา 3 ระบบ
๒. แนวคิด ทฤษฎี นวัตกรรมศาสตรพ์ ระราชา วา่ ด้วยเรอ่ ื งดิน น้า ป่า คน
๓. ทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่โคก หนอง นาโมเดล
๔. ตัวอยา่ งความสาเรจ็ โคก หนอง นา โมเดล
วัสดุ/อุปกรณ์
๑. สื่อวดี ีทศั น์ ประกอบการบรรยาย ผ่านระบบ Zoom
๒. ส่ือ Power point
การประเมินผล
- การสงั เกตของวทิ ยากร
- การมีส่วนรว่ มของผูเ้ ข้าฝกึ อบรม
***************
8
- การถอดบทเรยี นผา่ นส่ือแผน่ ดินไทย ตอน “แผน่ ดินวกิ ฤต”
วัตถุประสงค์
๑. เพ่ือให้ผู้เรยี นได้สงั เคราะห์ความรูท้ ่ีได้รบั จากวทิ ยากรท่ีได้มาบรรยายในแต่ละวชิ า
๒. เพ่ือให้ผู้อบรมมีความรูค้ วามเข้าใจสถานการณ์โลกปจั จุบนั กับการเปลย่ี นแปลงของ
ดิน ฟ้า อากาศและตระหนักถึงวกิ ฤตปญั หาด้านดิน น้า ลม ไฟ โรคติดต่อระบาดทีอ่ าจเกิดข้ึน
ในประเทศไทยและการปอ้ งกันภัย
๓. เพอื่ ให้ผู้เข้ารบั การฝกึ อบรมตระหนักถึงความสาคัญของการน้อมนาหลักปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี ง ไปประยุกต์ใชใ้ นการดารงชวี ติ
ระยะเวลา
จานวน ๑ ชวั่ โมง
ขอบเขตเน้ือหา
๑. ภาวะวกิ ฤตสงั คมโลก สังคมไทย
๒. ถ้าเข้าสู่ภาวะวกิ ฤตจะเอาตัวรอดอยา่ งไร
๓. ทางออกวกิ ฤต ดิน น้า ปา่ คน ด้วย โคก หนอง นาโมเดล
เทคนิค/วธิ กี าร
๑. แบง่ กล่มุ มอบหมายงาน
๒. นาเสนอข้อมลู รายกลุ่มองค์ความรูท้ ่ีได้รบั /แนวคิดทไ่ี ด้ชมคลิปจากการบรรยาย
๓. รวบรวมองค์ความรู้ ข้อเสนอแนะ คาแนะนาจากวทิ ยากรมาสรุปรายละเอียด
๔. ชมสื่อวดี ีทศั น์
๕. ถอดบทเรยี นจากสื่อในประเด็น ได้ข้อคิด/มุมมองอะไรบ้าง และจะทาอะไรต่อไป
๖. นาเสนอ/แลกเปลีย่ นเรยี นรู้
วสั ดุ/ อุปกรณ์
๑. ส่ือวดี ีทัศน์ “แผ่นดินวกิ ฤติ”
๒. เครอ่ ื งคอมพวิ เตอร์ เครอ่ ื งฉาย และจอภาพ เขา้ ระบบ Zoom
การประเมนิ ผล
๑. สงั เกตจากการนาเสนอ
๒. สังเกตจากการทางานเปน็ ทมี
๓. สังเกตจากการมสี ่วนรว่ ม
***************
9
2) “ หลักกสิกรรมธรรมชาติ ”
วตั ถปุ ระสงค์
๑. เพ่ือให้ผ้รู บั การฝกึ อบรมรถู้ ึงประโยชน์ของการปลูกต้นไม้ ตามแนวคิด ปา่ ๓ อย่าง
ประโยชน์ ๔ อยา่ ง โดยการปลกู ไม้ 5 ระดับ
๒. จดั รปู แบบการปลูกให้เกิดคณุ ค่าและบูรณาการในพื้นทท่ี ากินเดิม ให้มสี ภาพ
ใกลเ้ คียงกับป่า
๓. สรา้ งมูลค่าต้นไมท้ ่ปี ลูกทาให้เปน็ ทรพั ย์ เพื่อออมทรพั ย์และใชแ้ ก้ปญั หาความ
ยากจน
ระยะเวลา
จานวน ๔.๓๐ ชว่ั โมง
ขอบเขตเน้ือหา
๑. หัวใจหลักกสิกรรมธรรมชาติ “เลีย้ งดิน ให้ดินเล้ียงพืช” ห่มดิน “แห้งชาม นา้ ชาม”
- เรยี นรู้ หลกั เกษตรกรรม กับ กสิกรรม
- เกษตรปลอดพิษ : ตัวห้าตัวเบยี น การจดั การแมลง ด้วยระบบนิเวศท่ีสมดุล
๒. นิยาม 5
๓. ปา่ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อยา่ ง
๔. การปลูกไม้ 5 ระดับ
๕. 10 ขั้นตอนการตรวจ
เทคนิค / วธิ กี าร
- วทิ ยากรผ้เู ชยี่ วชาญบรรยายเพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ หัวใจหลกั กสิกรรมธรรมชาติ
1) เลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืช ,ห่มดิน “แห้งชาม น้าชาม” ,หลักเกษตรกรรม กับ กสิกรรม ,เกษตร
ปลอดสารพิษ : ตัวห้าตัวเบียน การจดั การแมลงด้วยระบบนิเวศท่สี มดุล 2) นิยาม 5 ประการ
๓) ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ๔) การปลูกไม้ 5 ระดับ ๕) 10 ข้ันตอนการตรวจแปลง
และเรยี นรูจ้ ากกรณีตัวอย่าง “โคกหนองนา โมเดล” โดยใชส้ ื่อ สื่อ Power point และส่ือ
วดิ ีทศั นป์ ระกอบการบรรยาย
วสั ดุ/อุปกรณ์
๑. ส่ือวดิ ีทศั น์ ประกอบการบรรยาย ผ่านระบบ Zoom
๒. สื่อ Power point
การประเมนิ ผล
- การสงั เกตของวทิ ยากร
***************
10
- การถอดบทเรยี นผ่านสื่อ “ วถิ ีภูมิปัญญาไทยกับการพงึ่ ตนเอง ”
วัตถปุ ระสงค์
1) เพ่อื ให้ผู้เขา้ อบรมได้เรยี นรจู้ ากผู้ทป่ี ฏิบัติจรงิ จนเป็นทย่ี อมรบั
2) เพื่อสรา้ งแรงบันดาลใจในการประยุกต์ศาสตรพ์ ระราชาสู่การปฏิบัติจนเปน็
ทย่ี อมรบั
ระยะเวลา
จานวน 1 ชว่ั โมง
ขอบเขตเนื้อหา
๑. ประวตั ิส่วนตัวของพอ่ เล่ียม บุตรจนั ทา หรอื ปราชญ์อนื่ ๆ
๒. การใชว้ ถิ ีภมู ิปญั ญาไทย กับการเอาตัวรอดอย่างไร
๓. ทางออกคือการพึง่ ตนเอง
เทคนิค/วธิ กี าร
๑. แบง่ กล่มุ มอบหมายงาน
๒. นาเสนอข้อมลู รายกลุ่มองค์ความรูท้ ่ไี ด้รบั /แนวคิดทไี่ ด้ชมคลิปจากการบรรยาย
๓. รวบรวมองค์ความรู้ ข้อเสนอแนะ คาแนะนาจากวทิ ยากรมาสรุปรายละเอยี ด
๔. ชมสื่อวดิ ีทศั น์
๕. ถอดบทเรยี นจากสื่อในประเด็น ได้ข้อคิด/มุมมองอะไรบ้าง และจะทาอะไรต่อไป
๖. นาเสนอ/แลกเปลย่ี นเรยี นรู้
วัสดุ/ อุปกรณ์
๑. สื่อวดิ ีทศั น์ “ปา่ เป็นบานาญชวี ติ ของพ่อเลย่ี ม บุตรจนั ทา”
๒. เครอ่ ื งคอมพิวเตอร์ เครอ่ ื งฉาย และจอภาพ เข้าระบบ Zoom
การประเมนิ ผล
๑. สงั เกตจากการนาเสนอ
๒. สังเกตจากการทางานเปน็ ทีม
๓. สังเกตจากการมสี ่วนรว่ ม
***************
11
3) “ ทฤษฎีบนั ได ๙ ขน้ั สู่ความพอเพยี ง ”
วตั ถุประสงค์
เพ่ือให้ผู้เข้ารบั การฝกึ อบรมมีความรู้ ความเข้าใจหลักคิดปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ทฤษฎีใหม่ การบรหิ ารจดั การตามขั้นตอนเศรษฐกิจพอเพียงมาปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจาวัน และ
สามารถนาไปปฏิบัติจนเปน็ วถิ ีชวี ติ
ระยะเวลา
จานวน ๑.๓๐ ชว่ั โมง
ขอบเขตเน้ือหา
๑. หลกั คิด “ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง”
๒. การประยุกต์ใชห้ ลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล กลุม่ องค์กร
ชุมชน และสังคม
๓. พระราชดาร ิ“ทฤษฎีใหม่” การบรหิ ารจดั การตามข้ันตอน
ทฤษฎีข้ันทห่ี น่ึง : อยู่รอด แบง่ สัดส่วนพ้ืนที่ สรา้ งผลผลิต ครวั เรอื นสามารถ
พ่งึ ตนเองได้
ทฤษฎีข้ันที่สอง : พอเพียง ชุมชนรวมกลุ่มพ่ึงตนเอง
ทฤษฎีขั้นทส่ี าม : ยง่ั ยนื การบรหิ ารจดั การ สรา้ งมลู ค่าเพิม่ พฒั นาการตลาด
๔. เศรษฐกิจพอเพยี งความเข้มแขง็ ท่ีเปน็ รปู ธรรมตามวถิ ีวัฒนธรรม ภูมปิ ญั ญา และภูมิ
สงั คม
เทคนิค / วธิ กี าร
๑. วทิ ยากรบรรยายเนื้อหา
๒. วทิ ยากรเปดิ ส่ือวดิ ีทศั น์
๓. วทิ ยากรมอบงาน โดยให้ผู้เข้าอบรมแบ่งกลุ่มพรอ้ มนาเสนอในแต่ละประเด็นเนื้อหา
วัสดุ/อุปกรณ์
- สื่อวดิ ีทศั น์
- บทความ
- PPT
- คอมพวิ เตอร์ เครอ่ ื งฉาย และจอภาพ เข้าระบบ Zoom
การประเมนิ ผล
- สงั เกตจากการนาเสนอ
***************
12
4 ) “สุขภาพพง่ึ ตน พฒั นา ๓ ขมุ พลัง” พลงั กาย พลงั ใจ พลงั ปญั ญา
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อให้ผู้เข้ารบั การฝกึ อบรมได้ยืดเส้นยืดสาย ออกกาลังกาย ก่อนการฝกึ อบรม
๒. เพ่ือพฒั นาพลังกาย พลงั ใจ และพลังปญั ญา
๓. เพอ่ื ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีวา่ ด้วยการสรา้ งคณุ ค่าในการดาเนินชวี ติ
ระยะเวลา
จานวน 1 ชว่ั โมง ใน 1 วัน
ขอบเขตเน้ือหา
๑. การพฒั นาพลังกาย การพฒั นาพลงั ใจ การพัฒนาพลงั ปัญญา
๒. แนวคิดการพัฒนาเพ่ือพ่ึงตนเองของเปา้ หมายโคกหนองนาโมเดล
๓. การปรบั เปลี่ยนชวี ติ ตามสถานการณ์
เทคนิค / วธิ กี าร
๑. วทิ ยากรบรรยายเน้ือหา
๒. วทิ ยากรเปดิ ส่ือวดิ ีทศั น์
๓. วทิ ยากรมอบงาน โดยให้ผเู้ ขา้ อบรมแบ่งกลุ่มพรอ้ มนาเสนอในแต่ละประเด็นเนื้อหา
วสั ดุ/อุปกรณ์
- คอมพิวเตอร์ ,โปรเจค็ เตอร์ ผา่ นระบบ Zoom
- สื่อวดิ ีทศั น์
- PPT
การประเมินผล
- สงั เกตจากการมีส่วนรว่ ม
- สังเกตจากการนาเสนอ
***************
13
5 ) ยุทธศาสตรก์ ารขบั เคล่อื นปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบตั ิ
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพื่อกาหนดแนวทาง/เปา้ หมายในการขับเคลื่อนหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงที่
สอดคลอ้ งกับบรบิ ทพ้นื ทข่ี องตนเอง เล็ก แคบ ชดั ,การเอาม้ือสามัคคี ,ครูพาทา
2. เพ่ือให้ผู้เข้ารบั การฝกึ อบรมตระหนักถึงความสาคัญของสถาบนั พระมหากษัตรยิ ์
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รชั กาลท่ี 9)
ทท่ี รงงานหนักเพื่อประชาชนและประเทศไทย
3. เพ่ือให้ผู้เขา้ รว่ มประชุมสามารถนาเสนอแผนยุทธศาสตรก์ ารขับเคลื่อนของหลัก
ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงของตัวเองได้
ระยะเวลา
จานวน 3 ชว่ั โมง
ขอบเขตเน้ือหา
๑. การกาหนดเปา้ หมายของชวี ติ บนวถิ ีชวี ติ เศรษฐกิจพอเพียง
๒. ออกแบบพื้นทช่ี วี ติ การดารงอยู่บนพื้นฐานของการพงึ่ พาตนเอง เลก็ แคบ ชดั ,การ
เอามื้อสามัคคี ,การเปน็ ครพู าทา
3. กาหนดยุทธศาสตรก์ ารขับเคล่ือนปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติสถานทจี่ รงิ
วางแผนขับเคล่ือนสรา้ งสงั คมอุดมสุขแบบพอเพียง จติ อาสาพฒั นาพื้นท่ี /พัฒนาชุมชน
เทคนิควธิ กี าร
๑. วทิ ยากรใชส้ ื่อวดิ ีทศั น์ “เรอ่ ื งในหลวงในดวงใจ” หรอื เรอ่ ื ง “สืบสาน รกั ษา ต่อยอด
สรา้ งสุขปวงประชา” ให้ผู้เขา้ รบั การฝกึ อบรมได้ดูและสะทอ้ นความรูส้ ึกทีม่ ีต่อสถาบัน
พระมหากษัตรยิ ์
๒. ฝกึ ปฏิบัติการจดั ยุทธศาสตรอ์ ยา่ งงา่ ย
๓. นาเสนอ/แลกเปลย่ี นเรยี นรู้
วัสดุ / อุปกรณ์
- สื่อวดิ ีทศั น์ , PPT ,บทความ , กรณีศึกษา
- คอมพิวเตอร์ เครอ่ ื งฉาย และจอภาพ ผ่านระบบ Zoom
- บอรด์ ,ปากกา
การประเมินผล
๑. สังเกตจากการนาเสนอ
๒. สังเกตจากการมีส่วนรว่ ม
**************
14
6 ) เรยี นรจู้ ากส่ือ หรอื ฝกึ ปฏิบตั ิจรงิ “ 9 ฐานการเรยี นรู้ สู่เศรษฐกจิ พอเพียง ”
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อให้ผู้เขา้ รบั การฝกึ อบรม รูแ้ ละเข้าใจ ถึงการน้อมนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงมาปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจาวัน และสามารถปฏิบตั ิจนเปน็ วถิ ีชวี ติ
๒. เพ่ือผ้เู ขา้ อบรมมที กั ษะ ความรูใ้ นแต่ละฐานการเรยี นรู้ และนาไปปฏิบัติได้
๓. สามารถนาความรูแ้ ละเทคนิคในฐานต่าง ๆ ไปประยุกต์ใชเ้ ปน็ อาชพี เสรมิ ใน
ครวั เรอื น เพ่ือให้เกิดรายได้และพ่ึงพาตนเองได้
ระยะเวลา
จานวน ๖ ชวั่ โมง
ขอบเขตเนื้อหา
๑. เรยี นรู้ 9 ฐานเรยี นรู้ 1) ฐานคนติดดิน : ป้ นั ดินเปน็ บา้ น 2) ฐานคนเอาถ่าน : แปลง
กิ่งไม้เปน็ ถ่าน 3) ฐานคนมีไฟ : ไบโอดีเซล พลังงานทดแทน 4) ฐานคนรกั ษ์แม่ธรณี : เลี้ยง
ดิน ให้ดินเลี้ยงพืช 5) ฐานคนมีน้ายา : น้ายาอเนกประสงค์ 6) ฐานคนรกั ษ์ป่า : (ป่า 3 อย่าง
ประโยชน์ 4 อย่าง 7) ฐานคนรกั ษ์น้า : (การจดั การและอนุรกั ษ์น้า) 8) ฐานคนรกั ษ์แม่โพสพ
: นาข้าวอินทรยี ์ สู่วถิ ีชาวนาไทย 9) ฐานคนรกั ษ์สุขภาพ : วถิ ีสุขภาพแบบพอเพยี ง
2. สรปุ ผลกิจกรรมทร่ี ว่ มกันทา
เทคนิค / วธิ กี าร
๑. เครอื ข่ายครูพาทาที่ผ่านการฝึกอบรมจิตอาสาวทิ ยากร บรรยาย เพื่อให้มีความรู้
เกี่ยวกับฐานการเรยี นรู้ ฝกึ ปฏิบัติ ตอบขอ้ ซกั ถาม
2. ผู้เขา้ อบรมสรุปผลกิจกรรม เปน็ รายกลมุ่
วสั ดุ/อุปกรณ์
๑. วัสดุ/อปุ กรณ์ ประจาฐานเรยี นรู้
๒. เอกสารองค์ความรูใ้ นแต่ละฐานเรยี นรู้
๓. บอรด์ , ปากกา, กระดาษฟลปิ ชารท์
๔. อปุ กรณ์ขยายเสียง, ไมค์โครโฟน
การประเมนิ ผล
- การสังเกตของวทิ ยากร
- การวดั ความสัมฤทธผ์ิ ลของการปฏิบัติแต่ละกลุ่ม
***************
15
7 ) หลกั การออกแบบเชงิ ภูมสิ งั คมและการออกแบบโคก หนอง นาฯ เบื้องต้น
วัตถปุ ระสงค์
1. เพ่ือให้ผู้เขา้ รบั การฝกึ อบรม มคี วามรู้ ความเข้าใจในหลักการออกแบบเชงิ ภูมสิ ังคม
และการออกแบบโคก หนอง นาฯ เบ้ืองต้น
2. เพื่อเรยี นรหู้ ลกั การออกแบบตามหลักภมู ิสงั คม ดิน นา้ ลม ไฟ พืช คน
3. เพื่อเรยี นรขู้ ้ันตอนออกแบบโคก หนอง นา พัฒนาชุมชน ด้วยตนเอง
4. เพ่ือให้ผู้เข้าอบรม รถู้ ึงหัวใจ คือการอยูร่ วมกับธรรมชาติ โดยไม่ฝนื ธรรมชาติ
ระยะเวลา
จานวน ๓-6 ชวั่ โมง
ขอบเขตเน้ือหา
๑. หลกั การออกแบบตามหลักภูมิสงั คม ดิน น้า ลม ไฟ พชื คน
๒. การสารวจพื้นท่กี ่อนการออกแบบ
๓. ขน้ั ตอนการออกแบบโคก หนอง นา พัฒนาชุมชน ด้วยตนเอง
เทคนิค / วธิ กี าร
๑. วทิ ยากรแนะนาตัวแก่ผเู้ ข้าอบรม สรา้ งบรรยากาศการเรยี นรู้ ทกั ทาย ชวนคยุ เล่า
ถึงประวตั ิตัวเอง
๒. วทิ ยากรต้ังคาถาม “ทาไมต้องออกแบบพน้ื ที่ จาเป็นไหม”
๓. วทิ ยากรเลา่ ถึงสถานการณ์และวกิ ฤตของประเทศไทยพรอ้ มยกตัวอย่างเพื่อนาเขา้ สู่
เนื้อหาการออกแบบภูมิสงั คมไทยตามหลักการพัฒนาภมู ิสังคมอย่างยัง่ ยืน เพ่ือการพง่ึ ตนเอง
และรองรบั ภัยพบิ ัติ “โคก หนอง นา โมเดล”
๔. วทิ ยากรบรรยายถึงการออกแบบเชงิ ภูมสังคมไทยตามหลกั การพฒั นาภูมิสังคม
อย่างยั่งยืน (การออกแบบพืน้ ทช่ี วี ติ )
๕. วทิ ยากรยกตัวอย่างแบบจาลองการจดั การพืน้ ทก่ี สิกรรมประกอบเพ่ือให้เห็นชดั เจน
ยิ่งขึน้ พรอ้ มสรุปเติมเต็มและให้คาแนะนากับผู้เขา้ รว่ มอบรม
๖. วทิ ยากรบรรยายให้ความรูใ้ นหัวข้อ ดังน้ี
๖.๑. สถานการณ์และภาวะวกิ ฤตของโลก ประเทศ ชุมชน (นา้ อาหาร พลังงาน)
๖.๒. แนวทางการแก้ไขรองรบั ภัยพิบัติด้วยการบรหิ ารจดั การพ้ืนที่ “โคก หนอง นา”
๖.๓. กรณีศึกษาความสาเรจ็ “โคก หนอง นา”
๗. บรรยายประกอบส่ือวดี ีทศั น์ และชมส่ือวดี ีทศั น์
8. นาเสนอ/แลกเปล่ยี นเรยี นรู้
16
หลักการออกแบบเชงิ ภมู ิสงั คมและการออกแบบโคก หนอง นาฯ เบื้องต้น (ต่อ)
วัสดุ/อุปกรณ์
- ส่ือวดิ ีทศั น์
- กรณีศึกษา
- PPT
- คอมพวิ เตอร์ เครอ่ ื งฉาย และจอภาพ ผ่านระบบ Zoom
- บอรด์ ,ปากกา
การประเมนิ ผล
- สังเกตจากการมีส่วนรว่ ม
- สงั เกตจากการนาเสนอ
***************
17
7.1 การจดั การพ้นื ทตี่ ามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล
วตั ถุประสงค์
เพอื่ ให้ผู้เข้ารบั การฝึกอบรมมีความรู้ ความเข้าใจเรอ่ ื งศาสตรพ์ ระราชากับการบรหิ าร
จดั การ ดิน น้า ปา่ อย่างยงั่ ยืน ตลอดจนมคี วามเข้าใจในการจดั การพน้ื ทเี่ ชงิ ภมู สิ ังคมไทยตาม
หลักการพัฒนาภมู ิสงั คมอย่างยง่ั ยนื เพื่อการพ่ึงตนเองและรองรบั ภัยพิบัติ “โคก หนองนา
โมเดล”
ระยะเวลา
จานวน 3 ชวั่ โมง
ขอบเขตเน้ือหา
๑. ศาสตรพ์ ระราชาด้านการบรหิ ารจดั การทรพั ยากรดิน น้า ปา่
๒. คน กลไกสาคัญในการบรหิ ารจดั การพ้ืนท่ีอย่ายั่งยนื ตามศาสตรพ์ ระราชา
๓. สถานการณ์และภาวะวกิ ฤติของโลก ประเทศ ชุมชน
๔. กรณีศึกษาความสาเรจ็ “โคก หนองนา” ในการแก้ไขและรองรบั ภัยพิบัติด้วยการ
บรหิ ารจดั การพ้ืนท“ี่ โคก หนอง นา”
๕. หลกั คิดพื้นฐานการออกแบบตามหลักภมู ิสังคม (Geosocial)
๖. การคานวณการจดั การนา้ ฝนในพ้ืนที่
๗. แนวคิดการออกแบบและฝกึ ปฏิบัติการเขียนแบบตามหลกั “โคก หนอง นา”
เทคนิค / วธิ กี าร
๑. วทิ ยากรบรรยายเนื้อหา
๒. วทิ ยากรเปดิ ส่ือวดิ ีทศั น์
๓. วทิ ยากรมอบงาน โดยให้ผ้เู ขา้ อบรมแบ่งกลุ่มพรอ้ มนาเสนอในแต่ละประเด็นเน้ือหา
วัสดุ/อุปกรณ์
- ส่ือวดิ ีทศั น์
- บทความ
- กรณีศึกษา
- PPT
- คอมพวิ เตอร์ เครอ่ ื งฉาย และจอภาพ ผ่านระบบ Zoom
- บอรด์ ,ปากกา
การประเมนิ ผล
- สงั เกตการนาเสนอ
***************
18
8 ) กิจกรรม ถอดบทเรยี นจากฐานเรยี นรู้ ๙ ฐานเรยี นรสู้ ู่เศรษฐกิจพอเพยี ง
วัตถุประสงค์
1) เพื่อให้ผเู้ ข้าอบรมได้นาเสนอและถอดความรูท้ ไ่ี ด้จากการฝกึ อบรมในฐานเรยี นรู้
2) เพ่ือสรา้ งแรงบนั ดาลใจและตระหนักในการทาหลักกสิกรรมธรรมชาติ
ระยะเวลา
จานวน 1 ชว่ั โมง
ขอบเขตเน้ือหา
จากการเรยี นรู้ 9 ฐานเรยี นรู้ สู่เศรษฐกิจพอเพยี ง
1. ฐานคนติดดิน 2. ฐานคนเอาถ่าน
3. ฐานคนมีไฟ 4. ฐานคนรกั ษ์แม่ธรณี
5. ฐานคนมนี ้ายา 6. ฐานคนรกั ษ์ป่า
7. ฐานคนรกั ษ์น้า 8. ฐานคนรกั ษ์แม่โพสพ
9. ฐานเรยี นรคู้ นรกั ษ์สุขภาพ
เทคนิค / วธิ กี าร
แบง่ กลมุ่ ระดมความคิดและนาเสนอผลงาน โดยใชป้ ระเด็นดังน้ี
1. สิ่งทีไ่ ด้เรยี นรู้
- ข้นั ตอน อปุ กรณ์ และวธิ ที า
2. การนาไปใชป้ ระโยชน์ได้อยา่ งไร
- ได้เรยี นรขู้ ั้นตอน หลกั การ ขบวนการ
- ได้เรยี นรวู้ ัตถดุ ิบต่าง ๆ และประโยชน์
วัสดุ/อุปกรณ์
- ส่ือวดี ีทศั น์
- คอมพวิ เตอร์ เครอ่ ื งฉาย และจอภาพ ผา่ นระบบ Zoom
- บอรด์ ,ปากกา
การประเมินผล
- สงั เกตการนาเสนอ
***************
19
9 ) “ จติ อาสาพฒั นา เอามื้อสามคั คี พัฒนาพน้ื ทต่ี ามหลักทฤษฎีใหม่ ”
วัตถปุ ระสงค์
เพ่ือให้เกิดการแลกเปล่ียนแรงงาน เอามือ้ สามัคคี และเป็นการแลกเปลยี่ นองค์ความรู้
ในด้านการพัฒนาพ้ืนที่ตามหลักทฤษฎีใหม่ โดยประชาชนส่วนใหญ่มักรูจ้ กั ในชอ่ื กิจกรรมการ
“ลงแขก” หรอื “เอาแรง” ซึ่งเป็นวัฒนธรรมชุมชนท่ีอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างช้านาน โดย
ในชว่ งหลังมาน้ี นอกจากจะเป็นการแลกเปล่ียนในด้านแรงงาน แล้วยังได้เน้นให้เกิดการสรา้ ง
ความรูท้ เี่ หมาะสมกับสภาพพ้นื ที่
ระยะเวลา
จานวน 3 - ๖ ชว่ั โมง
ขอบเขตเน้ือหา
การทากิจกรรมรว่ มแรง รว่ มใจ รว่ มพลงั กันในการประยุกต์ใชห้ ลกั ปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง พฒั นาพ้ืนทตี่ ามหลักทฤษฎีใหม่วทิ ยากร
เทคนิค / วธิ กี าร
๑. การสารวจพ้ืนที่
๒. วางแผนการดาเนินงาน
๓. ลงมือปฏิบตั ิโดยมีกิจกรรมทีด่ าเนินตามบรบิ ทของพ้นื ที่ เชน่ ขุดคลองไส้ไก่ ห่มดิน
ปลกู ปา่ ๓ อยา่ งประโยชน์ ๔ อย่าง
วสั ดุ/อุปกรณ์
- อปุ กรณ์และเครอ่ ื งการเกษตร จอบ เสียม บัวรดนา้
- พันธก์ ล้าไม้
- ฟางคลุมดิน,ปุย๋ หมกั ฯลฯ
การประเมนิ ผล
- สงั เกตจากการมสี ่วนรว่ ม
***************
20
9.1 กิจกรรม ถอดบทเรยี นจากการเอามือ้ สามัคคี
วตั ถปุ ระสงค์
1) เพอื่ ให้ผู้เขา้ อบรมได้นาเสนอและถอดความรูท้ ่ไี ด้จากการเอามื้อสามคั คี
2) เพ่อื สรา้ งแรงบนั ดาลใจและตระหนักในการทาหลักกสิกรรมธรรมชาติ
ระยะเวลา
จานวน 1 ชว่ั โมง
ขอบเขตเนื้อหา
1. จากการได้เรยี นรู้ “จติ อาสาพัฒนา เอามื้อสามัคคี พฒั นาพืน้ ทต่ี ามหลักทฤษฎีใหม่”
2. หลักการตรวจแปลง 10 ข้อการตรวจแปลง
เทคนิค / วธิ กี าร
แบง่ กล่มุ ระดมความคิดและนาเสนอผลงาน โดยใชป้ ระเด็นดังนี้
1. สิ่งที่ได้เรยี นรู้
2. การนาไปใชป้ ระโยชน์ได้อยา่ งไร
วัสดุ/อุปกรณ์
- ส่ือวดิ ีทศั น์
- คอมพวิ เตอร์ เครอ่ ื งฉาย และจอภาพ ผา่ นระบบ Zoom
- บอรด์ ,ปากกา
การประเมนิ ผล
- สังเกตการนาเสนอ
***************
21
เนื้อหาวชิ าการ
บทท่ี 1 วชิ า การบรรยาย“หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่”
วทิ ยากรผู้สอน : วทิ ยากรจากภายใน /ภายนอก
วตั ถุประสงค์ : เพ่ือสรา้ งความรู้ ความเขา้ ใจแก่ผู้เขา้ อบรมถึงความสาคัญของ หลักปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี งและทฤษฎีใหม่” ตามลาดับอยา่ งเปน็ ขน้ั เปน็ ตอน
เวลาสอน : จานวน 3-6 ชวั่ โมง
รูปแบบการสอน : การบรรยายให้ความรู้ และใชส้ ่ือเพอ่ื สรา้ งแรงบนั ดาลใจ
ขอบเขตเน้ือหาวชิ าทส่ี อน :
1.1 ส.ค.ส. 2547 วกิ ฤตระเบดิ สี่ลกู
บรบิ ทการเปล่ียนแปลงของโลกทค่ี นไทยได้เผชญิ มาแล้ว และจะรนุ แรงขึ้นในทศวรรษหน้า
ด้วยระเบิด ๔ ลูกทจี่ ุดชนวนทวั่ โลก
ลูกท่ี ๑ วกิ ฤตเศรษฐกิจ
(Economic Crisis) วกิ ฤต
เ ศ ร ษ ฐ กิ จ พ ลั ง ง า น น้ า มั น
กา รเงนิ ข าดแคลนปัจ จัยสี่
และน้าดื่มน้าใช้
ลูกท่ี ๒ วกิ ฤตส่ิงแวดล้อม
(Environmental Crisis)
ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ส ภ า พ
ภูมิอากาศโลก เช่น โลกรอ้ น
น้าแข็งละลาย แ ผ่นดิ นไหว
อุทกภัย วาตภัย และภัยแล้ง
การสูญพันธขุ์ องสิ่งมีชวี ติ
ลู ก ท่ี ๓ ว ิก ฤ ต สั ง ค ม
(Social Crisis) วกิ ฤตการณ์
สังคม และ โรคระบาดใหม่ ๆ
ลูกที่ ๔ วกิ ฤตการเมือง
(Political Crisis) ความ
ขั ด แ ย้ ง ใ น ลั ท ธิ ค ว า ม เ ชื่อ
ศ า ส น า วั ฒ น ธ ร ร ม สี ผิ ว
ก า ร เ มื อ ง ต่ อ สู้ แ ย่ ง ชิ ง
ทรพั ยากร นาสู่สงคราม
22
ฉะนั้นแล้ว ถึงจะเกิดวกิ ฤตอะไร เกิดขน้ึ อยา่ งไร “ความสามัคคีจงึ เปน็ พลงั คา้ จุนแผ่นดินไทย” ได้เปน็
อยา่ งดี ด้วยการใชห้ ลักการทรงงาน “เขา้ ใจ เขา้ ถึง พัฒนา”
1. เขา้ ใจ : เขา้ ใจศาสตรพ์ ระราชา (สิง่ ทพ่ี ่อคิด)
: เข้าใจชวี ติ (เขา้ ใจตนเอง)
: เขา้ ใจโลก (ปญั หา)
: บรบิ ทของชุมชน (รากเหงา้ )
2. เขา้ ถึง : ภูมิปญั ญาของบรรพบุรุษ (ความรู)้
: หลกั การทรงงาน
: กิจทพ่ี ่อทา
: ปญั หา
3. พัฒนา : มนษุ ยใ์ นระบบเศรษฐกิจพอเพียง
: ลงมือทา (ทาเปน็ ขน้ั เปน็ ตอน) ทาแบบคนจน
: ปรบั ใช้ : ต่อยอด
พระมหาชนก “นับแต่อุปราช จนถึงคนรกั ษาชา้ ง รกั ษาม้า ล้วนจารกึ ในโมหภูมิ พวกน้ีขาดท้ัง
ความรูว้ ชิ าการ ทง้ั ความรูท้ ว่ั ไป คือ ความสานึกธรรมดา”
ขอบคุณ : ถอดรหัสลับ คาทานาย ในหลวง ร.9 ทรงเตือน คนไทยผ่าน ส.ค.ส. ภัยธรรมชาติ
โ-ร-ค-ระ-บ-า-ด : 15.50 นาที ชอ่ ง เผามันส์ เผาเผือก
23
1.2 ปรชั ญา ๓ ระบบ
เ ป็ น ป ร ัช ญ า เ บื้ อ ง ห ลั ง ข อ ง ก า ร ก่ อ เ กิ ด แ ล ะ เ ป็ น แ ร ง ผ ลั ก ดั น ข อ ง ก า ร ส ถ า ป น า ป ร ัช ญ า ข อ ง
เศรษฐกิจพอเพียง เพ่ือเปน็ มรรควธิ ี และวถิ ีในการดาเนินชวี ติ ใหม่ของมวลมนุษยชาติ เพือ่ การพ้นทกุ ข์
เพ่ือให้เห็นความหมายของทฤษฎีหลักของโลก 2 ทฤษฎี ที่ต่อสู้กันมาตลอด และเศรษฐกิจ
พอเพยี ง เปน็ ทฤษฎีใหม่ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว ซงึ่ อาจจะมีผู้สอบถามว่า ทาไมจงึ ไม่นา
พอเพยี งไว้ด้านบน อธบิ ายได้วา่ เศรษฐกิจพอเพียง เปน็ ฐานก่อนทาการค้า หรอื กระจายรายได้เทา่ เทยี ม
เราต้องทาให้พอเพียงก่อนเป็นขึ้นพื้นฐาน หากจะทาการค้าในข้ันก้าวหน้า ก็ต้องแบ่งปนั สังคม ทาบุญ
ทาทานก่อน จงึ จะมั่นคงได้
สาหรบั ระบบเศรษฐกิจหลักของโลก 2 ระบบ 1) ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism)
2) ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism)
1. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism) ลักษณะระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เรยี กอีก
อย่างหนึ่งว่า ระบบเศรษฐกิจแบบเสรนี ิยม มีเสรภี าพในการตัดสินใจว่า จะผลิตอะไร ( What) ผลิต
อย่างไร (How) ผลิตเพื่อใคร (Who) เอกชนสามารถเลือกใชท้ รพั ย์สินทาการผลิตในส่ิงที่ตนถนัดที่สุด
และเห็นว่าจะนาผลกาไรมาให้มากทส่ี ุด รฐั บาลไม่มีส่วนเขา้ ไปเก่ียวข้องหรอื ถ้ามีก็น้อยมาก โดยอยู่ในรูป
ของการบรกิ ารให้ความสะดวกแก่ผู้ผลิตการดาเนินการผลติ ขนึ้ อยู่กับ กลไกราคา
2. ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism) รฐั จะเขา้ ควบคมุ และโอนกิจการธนาคารท้ังหมด มา
เป็นของรฐั การดาเนินกิจกรรมขนาดใหญ่จะถูกควบคุมโดยรฐั เชน่ กิจการสาธารณูปโภค อาทิ ไฟฟ้า
ประปา รถไฟโทรศัพท์ และโทรคมนาคม รวมถึงอุตสาหกรรมหนักต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมป่าไม้
อุตสาหกรรมเหมืองแร่ อุตสาหกรรมน้ามันและพลังงาน แต่ยังเปดิ โอกาสให้เอกชนมีทรพั ย์สินส่วนตัว
สาหรบั ดาเนินธุรกิจขนาดย่อม มีอิสระในการประกอบอาชพี และมีเสรภี าพในการเลือกซอ้ื สินค้าและ
บรกิ าร และมีกรรมสิทธใิ์ นท่ีอยู่อาศัย รฐั จะเข้าไปจดั สวัสดิการให้กับประชาชน เชน่ กัน การประกันการ
ว่างงาน การกาหนดค่าแรงข้นั ตา่ การเลย้ี งดูคนชรา
24
ระบบเศรษฐกิจ : ระบบเศรษฐกิจ หมายถึง การรวมตัวกันเปน็ กลุ่มของหน่วยเศรษฐกิจ ซง่ึ ประกอบด้วย
บุคคล หรอื สถาบันท่ที าหน้าที่เฉพาะอย่างในทางเศรษฐกิจ ใชห้ ลักการแบ่งงานกันทาตามความถนัด มีการ
ปฏิบัติภายใต้ระเบียบ กฎเกณฑ์ นโยบาย และ แนวทางการปฏิบัติที่คล้ายคลึงกัน หน่วยเศรษฐกิจ คือ
หน่วยงานท่ีมีอยู่ในระบบเศรษฐกิจ จะทาหน้าท่ีเก่ียวกับกิจกรรมท่ีสาคัญทางด้านเศรษฐกิจอันได้แก่การ
ผลิต การบรโิ ภค และ การแจกจา่ ยสินค้า และบรกิ าร
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism) เป็นระบบเศรษฐกิจทีเ่ ปดิ โอกาสให้บุคคลทั่วไปเลือกตัดสินใจ
ดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามความสามารถและโอกาสของตนโดยอาศัยตลาดและราคาในการเลือก
โดยรฐั หรอื เจา้ หน้าทจี่ ากส่วนกลางมีบทบาทเก่ียวขอ้ งน้อยมาก
ข้อดีของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม : ทรพั ย์สินและปัจจัยการผลิตเป็นของเอกชน เอกชนเป็น
ผู้ดาเนินการกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยผ่านกลไกราคา และ มีกาไรเป็นแรงจูงใจ มีการแข่งขันเป็นรากฐาน
ของระบบเศรษฐกิจ รฐั ไม่เข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจ มีบทบาทเพียงการรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย ความ
ยุติธรรม ประชาชนสามารถใชค้ วามรคู้ วามสามารถ โอกาส ความคิดรเิ รม่ ิ ของตนในการผลิตและบรโิ ภคเพื่อ
ประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนได้อยา่ งเต็มท่ี
ข้อเสียของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม : เนื่องจากความสามารถ และ โอกาสของบุคคลท่ี
แตกต่างกัน ทาให้มีระดับรายได้แตกต่างกัน นาไปสู่ปัญหาการกระจายรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจน
การผลิตในระบบทุนนิยมเป็นที่มาของการแข่งขันกันผลิต นาไปสู่การทาลายทรัพยากร และ
สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติจนกลายเปน็ ปญั หาของโลกในปจั จุบนั
ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism) เปน็ ระบบเศรษฐกิจทรี่ ฐั เปน็ เจา้ ของปจั จยั การผลิต
วางแผนและควบคุมการผลิตบางประเภท โดยเฉพาะการผลติ ทเ่ี ปน็ ผลประโยชน์รว่ มกันของประชาชน
เชน่ การสาธารณปู โภค ต่าง ๆ สถาบนั การเงนิ ปา่ ไม้ เอกชนถกู จากัดเสรภี าพในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะส่วนทเ่ี ปน็ ผลประโยชน์ของส่วนรวม ดาเนินการได้เพียงอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมขนาด
ยอ่ ม ทง้ั น้ีเพ่ือแก้ไขปญั หาความแตกต่างด้านฐานะระหวา่ งคนรวยและคนจน
ข้อดีของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม : รฐั ควบคุมการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มีการ
วางแผนจากส่วนกลาง ความเสมอภาคด้านฐานะทางเศรษฐกิจของบุคคลในสังคม ประชาชนได้รบั
สวสั ดิการจากรฐั บาลกลางโดยเทา่ เทยี มกันและสามารถกาหนดนโยบายเปา้ หมายตามท่ีรฐั บาลกลาง
ต้องการได้
ข้อเสียของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม : ประชาชนขาดแรงจูงใจในการทางาน เศรษฐกิจของ
ประเทศอาจเผชญิ วกิ ฤติหากรฐั กาหนดความต้องการผิดพลาด การไม่มีระบบแขง่ ขันแบบทนุ นิยมทาให้
ไม่มีการพัฒนาสินค้า และ บรกิ ารใหม่ๆ
ระบบเศรษฐกิจตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นระบบเศรษฐกิจท่ีมุ่งต่อศักยภาพของ
ประเทศท่ีมีความสมดุลเป็นพื้นฐาน โดยให้ความสาคัญกับการผลิตเพื่ออุปโภค บรโิ ภค สารอง และ
แบ่งปัน หลังจากน้ันจงึ ผลิตเพ่ือการค้า ซงึ่ ประกอบด้วย 3 คุณลักษณะที่เป็นห่วงสอดรอ้ ยประสานกัน
เพ่ือนาไปสู่การปฏิบัติ ได้แก่ ความพอประมาณ (ความพอดี ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไปโดยไม่
เบียดเบยี นตนเองและผู้อ่ืน เชน่ การผลิตและการบรโิ ภคทอี่ ยู่ในระดับพอประมาณ) ความมีเหตุผล
25
(การตัดสินใจเก่ียวกับระดับของความพอเพียงน้ัน จะต้องเปน็ ไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุ
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดข้ึนจากการกระทานั้น ๆ อย่างรอบคอบ) การมี
ภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว (การเตรยี มตัวให้พรอ้ มรบั ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านการต่าง ๆ ที่จะ
เกิดข้นึ โดยคานงึ ถึงความเปน็ ไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ทคี่ าดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตท้งั ใกล้และไกล)
นอกจากคุณลักษณะ 3 ห่วงดังกล่าวแล้ว ส่ิงสาคัญอีกอย่างหนึ่งคือการกาหนดเง่อื นไขไว้ 2 ประการ
เพอื่ การตัดสินใจและดาเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพยี งน้ันต้องอาศัยทง้ั ความรูแ้ ละคุณธรรม
เปน็ พ้ืนฐาน นั่นคือ เงอ่ ื นไขความรู้ ซง่ึ ประกอบด้วยความรอบรูเ้ กี่ยวกับวชิ าการต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องอย่าง
รอบด้านความรอบคอบท่ีจะนาความรูเ้ หล่านั้นมาพิจารณาให้เชอื่ มโยงกันเพื่อประกอบ การวางแผน
และความระมัดระวังในขั้นตอนปฏิบัติ และเงอ่ ื นไขคุณธรรม ที่จะต้องเสรมิ สรา้ ง ประกอบ ด้วยมีความ
ตระหนักในคุณธรรม มีความซอ่ื สัตย์สุจรติ และมีความอดทน มีความเพียร ใชส้ ติปญั ญาในการดาเนิน
ชวี ติ
ดูคลิปเพิ่มเติมระบบเศรษฐกิจ
ขอบคณุ
# คาพ่อสอน "Our loss is our gain" ขาดทนุ คอื กาไร
หลกั การ "ขาดทุน" คือ "กาไร" (Our loss is our gain) คือ การดาเนินงานทยี่ ึดผลสาเรจ็ แห่ง
ความ "ค้มุ ค่า" มากกว่า "คุ้มทนุ " คานงึ ถึงผลประโยชน์ของคนส่วนรวมมากกว่าผลสาเรจ็ ทเ่ี ปน็ ตัวเลขอัน
เปน็ ผลประโยชน์ของกลุม่ คนส่วนน้อย เล็งเห็นผลทไี่ ด้จากการลงทนุ เพอ่ื ประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ อัน
ได้แก่ ความอยูด่ ีมีสุขของประชาชนซง่ึ ตีค่าเปน็ ตัวเงนิ ไม่ได้ ซงึ่ ถ้าหากพจิ ารณาตามหลกั เศรษฐศาสตร์
แล้ว อาจจะถือวา่ เปน็ การลงทนุ ทขี่ าดทนุ หรอื ไม่ค้มุ ทนุ
***********************
26
1.3 แนวคิด ทฤษฎี นวัตกรรม ศาสตรพ์ ระราชาว่าด้วย ดิน นา้ ปา่ คน
ศาสตรพ์ ระราชา หมายถึง พระราชดาร ิ (King Initiate) พระราชดารสั พระบรมราโชวาท
ทีไ่ ด้มีการนาไปปฏิบัติ โดย มีการประยุกต์รว่ มกับวชิ าการด้านต่าง ๆ ท่ีมีลักษณะเป็นองค์รวมนามาใช้
รวมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ( บรรพบุรุษทา่ นทาไว้ดีแล้ว) และ ได้นาไปสู่การทดลองปฏิบัติหลายครงั้ จน
ได้รบั ความผลสาเรจ็ ตามพระราชประสงค์ สามารถนาไปใช้แก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ได้ เช่น โครงการ
พระราชดาร ิและสรุปขึน้ เปน็ หลักการกรอบในการปฏิบัติงาน ( หลักการทรงงาน ) และ ทฤษฎีใหม่ด้าน
ต่าง ๆ ตลอดจนแนวทางการพัฒนาที่เกิดเป็นรูปธรรมจนเป็นท่ีประจักษ์แก่สาธารณะ ท้ังน้ี จาก
การศึกษาในเบอ้ื งต้นพบวา่ ศาสตรพ์ ระราชามีอยูด่ ้วยกัน ๓ ด้าน ด้านการพัฒนามนษุ ย์ ด้านการพัฒนา
และบรหิ าร ด้านการอนรุ กั ษ์และฟ้ ืนฟู (ทีม่ า ;จากภาพหน้าสุดทา้ ยในหนงั สือพระราชนิพนธพ์ ระมหาชนก)
๑) ศาสตรด์ ้านการพัฒนามนุษย์ เปน็ ด้านท่มี ีความสาคัญเปน็ อันดับแรก โดยเรม่ ิ ด้วยการ
พัฒนาคนให้มีคุณธรรม แล้วให้มีทาหน้าที่ในการสรา้ ง ให้เกิดความสมดุล ระหว่างการ อนุรกั ษ์ฟ้ ืนฟู
และการพัฒนาบรหิ าร โดยมีคณุ ธรรมความเพียรเปน็ พนื้ ฐาน
๒) ศาสตรด์ ้านการพัฒนาบรหิ าร เป็นทฤษฎีใหม่ด้านต่าง ๆ ได้แก่ ทฤษฎีด้านการพัฒนา
เศรษฐกิจใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง “Sufficiency Economy” ทฤษฎีใหม่ด้านการเกษตร และทฤษฎี
ใหม่ด้านอื่น ๆ ท่ีเก่ียวข้อง ภูมิสังคม การออกแบบภูมิสังคมโคก หนอง นา โมเดล กสิกรรมธรรมชาติ
การพัฒนาชุมชนแนวใหม่ การบรหิ ารจัดการแนวใหม่ การจัดการลุ่มน้าแบบมีส่วนรว่ ม มาตรฐาน
อุตสาหกรรมพอเพยี ง ฯลฯ
๓)ศาสตรด์ ้านการอนุรกั ษ์และฟ้ ืนฟู มีทฤษฎีใหม่ด้านการอนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ ดิน
นา้ ปา่ ความหลากหลายทางชวี ภาพรวมถึงความหลากหลายทางชาติพันธ์ วัฒนธรรม ความเชอ่ื ศาสนา
ภูมิปัญญา ท่ีแตกต่างกันไปตาม ภูมิ-สังคม เชน่ การแก้ปัญหาเรอ่ ื งดิน ใชก้ ารห่มดิน แกล้งดิน ปลูก
แฝก อนุรกั ษ์ดินและน้า ปา่ เก็บนา้ ไว้ในดิน แก้ลิง ปลูกปา่ โดยไม่ต้องปลูก บ้านเล็กในปา่ ใหญ่ คนอยู่ป่า
ยัง อนุรกั ษ์พันธกุ รรมพืช ชา่ งสิบหมู่ ฯลฯ
เศรษฐกิจพอเพียง “Sufficiency Economy” เปน็ ทฤษฎีใหม่ด้านการพัฒนาและบรหิ าร
ท่ีมีคุณธรรมเป็นพ้ืนฐาน มีสถานะเป็นลัทธิเศรษฐกิจใหม่ของโลก “มีปรชั ญา (พอ) แนวคิดเป็นการ
พัฒนาทพ่ี ่ึงตนเอง พ่ึงกันเองและแบง่ ปนั เปน็ ลัทธเิ ศรษฐกิจใหม่ ทอ่ี ยูร่ ะหว่างทา่ มกลางลัทธแิ ละทฤษฎี
เศรษฐศาสตรแ์ บบเก่าท้ังสามลัทธิ ได้แก่ เศรษฐกิจแบบหลังเขา ลัทธสิ ังคมนิยมคอมมิวนิสต์ และ
ลัทธเิ ศรษฐกิจเสร ี(ทนุ นิยม) ซง่ึ เศรษฐกิจพอเพียงมี สองข้ัน คือ ขัน้ พ้ืนฐาน และ ขัน้ ก้าวหน้า
เกษตรทฤษฎีใหม่ หรอื ทฤษฎีใหม่ในการพัฒนาการเกษตร เป็นการนาเสนอทั้งแนวคิด
ใหม่ การพัฒนาทมี่ ีระดับการพฒั นาทเี่ ปน็ ข้นั เปน็ ตอน เปน็ ระบบการผลิตเกษตรแบบผสมผสานรูปแบบ
หนงึ่ มีลกั ษณะเปน็ เกษตรกรรมทางเลอื กทมี่ ีความย่ังยนื ทงั้ เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมและส่ิงแวดล้อม
แต่มีลักษณะพิเศษทแ่ี ตกต่างกับระบบเกษตรกรรมย่ังยืนอ่ืน ๆ และจดั อยูใ่ น ทฤษฎีใหม่ข้ันที่ ๑
สาหรบั เครอ่ ื งมือท่ีใช้ในการเกษตรทฤษฎีใหม่น้ัน มีทฤษฎีใหม่ที่เก่ียวข้องเป็นจานวนมาก
เชน่ ทฤษฎีด้านอนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ ดิน น้า ป่า ความหลากหลายทางชวี ภาพ (ที่รวมถึงความ
หลากหลาย ทางวัฒนธรรม ชาติพันธ์ ลัทธคิ วามเชอ่ื ศาสนา) องค์ความรูภ้ ูมิปญั ญาทอ้ งถ่ิน เปน็ ต้น
27
ทฤษฎีใหม่ด้านการอนุรกั ษ์และการฟ้ ืนฟูทรพั ยากรธรรมชาติ เชน่ ทฤษฎีการอนุรกั ษ์ ดิน น้า
ปา่ ความหลากหลายทางชวี ภาพ รวมทงั้ ทฤษฎีการบรหิ ารจดั การแนวใหม่ด้านต่างๆ ซง่ึ เป็นศาสตรข์ อง
พระราชาภูมิปญั ญาของแผ่นดิน
ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับอนุรกั ษ์ดิน
วชิ ชาท่ีว่าด้วยการ“คืนชวี ติ ให้แผ่นดิน” เชน่ หลักกสิกรรมธรรมชาติ (หยุดฆ่า ไม่ปอกเปลือก
เปลือยดิน ให้ห่มดิน ใชจ้ ุลินทรยี ์ คืนชวี ติ ให้แผ่นดิน จดั การแมลงด้วยระบบนิเวศน์ ใชส้ มุนไพรในการ
จดั การแมลงและเป็นฮอรโ์ มน ใชป้ ุ๋ยอินทรยี ์ชวี ภาพ ฯลฯ ความอุดมสมบูรณ์ของดินวัดกันที่ ฮิวมัส
(ซากพืชซากสัตว์) และอินทรยี วัตถุ ที่ถูกย่อยสลายโดยจุลินทรยี ์ แทนการใช้ปัจจัยการผลิตจาก
ภายนอก เชน่ ปุย๋ เคมี สารเคมีกาจดั ศัตรูพืช ตลอดจนการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับดิน เชน่ การแกล้งดิน
และ การห่มดิน เปน็ ต้น
พระราชดารเิ รอ่ ื ง "ดิน"
"มีความเดือดรอ้ นอย่างย่ิงว่าประชาชนในเมืองไทยจะไรท้ ่ีดิน และถ้าไรท้ ี่ดินแล้วก็จะทางาน
เปน็ ทาสเขา ซง่ึ เราไม่ปรารถนาทจี่ ะให้ประชาชนเปน็ ทาสคนอ่ืน แต่ถ้าเราสามารถทจี่ ะขจดั ปญั หานี้ โดย
เอาทด่ี ินจาแนกจดั สรรอยา่ งยุติธรรม อย่างมีการจดั ต้ังจะเรยี กว่านิคม หรอื จะเรยี กว่าหมู่หรอื กลุ่ม หรอื
สหกรณ์ก็ตาม ก็จะทาให้คนท่ีมีชวี ติ แรน้ แค้นสามารถท่ีจะพัฒนาตัวเองข้ึนมาได้" พระราชดารสั ไว้ ณ
สานักงาน กปร. ในปี พ.ศ. 2531
จากจุดเรม่ ิ ต้นของพระเมตตา ที่จะเห็นประชาชนมีท่ีดินทากิน มีผลผลิตเป็นอาหารเพียงพอต่อ
การดารงชพี ก่อให้เกิดโครงการพระราชดารติ ่างๆ เพื่อแก้ไขปญั หาในมิติ "ดิน" ดังนี้
1. การแก้ปัญหาขาดแคลนทีด่ ินทากินของเกษตรกร
ปญั หาการขาดแคลนทด่ี ินทากินของเกษตรกร เป็นปัญหาสาคัญยิ่งในชว่ ง 4 ทศวรรษทผี่ ่าน
มา งานจัดและพัฒนาที่ดินเป็นงานแรกๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวทรงให้ความสาคัญ ทรงเรม่ ิ
โครงการพัฒนาทดี่ ินหุบกะพง ตามพระราชประสงค์ เมื่อปี พ.ศ 2511 โดยมุ่งแก้ไขปัญหาการไม่มีท่ดี ิน
ทากินของเกษตรกรเปน็ สาคัญ
พระราชดารแิ นวทางหนึง่ ในการแก้ไขปัญหาเรอ่ ื งดิน คือ ทรงนาเอาวธิ กี ารปฏิรูปทดี่ ินมาใชใ้ น
การจัดและพัฒนาท่ีดินท่ีเป็นป่าเสื่อมโทรม รกรา้ ง ว่างเปล่า นามาจดั สรรให้เกษตรกรที่ไรท้ ่ีทากินได้
ประกอบอาชพี ในรูปของหมู่บ้านสหกรณ์ และโครงการจัดและพัฒนาท่ดี ินในรูปแบบอ่ืนๆ ทัง้ นี้โดยให้
สิทธทิ ากินชว่ั ลูกชวั่ หลาน แต่ไม่ให้กรรมสิทธใิ์ นการถือครอง พรอ้ มกับจดั บรกิ ารพ้ืนฐานให้ตามความ
เหมาะสม นอกจากน้ียังมีการจัดพื้นที่ทากินให้ราษฎรชาวไทยภูเขา สามารถดารงชีพอยู่ได้เป็นหลัก
แหลง่ โดยไม่ต้องทาลายปา่ อีกต่อไป
2. การอนุรกั ษ์และฟ้ ืนฟูดิน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยและให้ความสาคัญมากขึ้นในงานอนุรกั ษ์และ
ฟ้ ืนฟูดิน ท่ีมีสภาพธรรมชาติและปัญหาท่ีแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค โดยเ ขียนไว้ในเอกสาร
พระราชทานว่า “ดินที่เหมาะสมสาหรบั การเกษตรกรรม ต้องมีคุณสมบัติต่างๆ ดังน้ี มีแรธ่ าตุท่เี รยี กว่า
ปุย๋ ส่วนประกอบสาคัญ คือ 1) N(nitrogen) ในรูป nitrate 2) P(phosphorus) ในรปู phosphate
28
3) K (potassium) และแรธ่ าตุ อ่ืนๆ O H Mg Fe มีระดับ เปรย้ ี ว ด่าง ใกล้เปน็ กลาง (pH 7) มีความ
เค็มต่า มีจุลินทรยี ์ มีความชนื้ พอเหมาะ (ไม่แห้ง ไม่แฉะ) มีความโปรง่ พอเหมาะ (ไม่แข็ง)” จงึ มี
พระราชดารใิ นการแก้ไขปัญหาที่ดินท่ีเน้นเฉพาะเรอ่ ื งมากข้ึน เชน่ การศึกษาวจิ ยั เพ่ือแก้ไขปัญหาดิน
เค็ม ดินเปรย้ ี ว ดินทราย ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัญหาดินพรุในภาคใต้ และที่ดิน
ชายฝ่ ังทะเล รวมถึงการแก้ไขปรบั ปรุงและฟ้ ืนฟูดินท่ีเส่ือมโทรมพังทลายจากการชะล้างหน้าดิน
ตลอดจนการทาแปลงสาธิตการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมในพ้ืนท่ีท่ีมีปัญหาดินเสื่อมโทรม
เพ่ือให้พ้ืนทท่ี มี่ ีปญั หาเรอ่ ื งดินจากหลายๆ สาเหตุ กลบั มาใชป้ ระโยชน์ทางการเกษตรได้อีก
ดังน้ัน โครงการต่างๆ ในระยะหลัง จึงเป็นการรวบรวมความรูท้ ั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติจาก
หลากหลายสาขา มาใชร้ ว่ มกันในการจดั การทรพั ยากรธรรมชาติ และที่ปรากฏให้เห็นได้อย่างชดั เจนก็
คือ แนวคิดและตัวอย่างการจดั การทรพั ยากรดินในศูนยศ์ ึกษาการพฒั นาอันเน่ืองมาจากพระราชดาร ิ 6
แห่ง ท่ีทรงมีพระราชดารใิ ห้จัดต้ังขึ้นเพื่อทาการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการอนุรกั ษ์ดินและน้า เป็น
ตัวอย่างในการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การขยายพันธุพ์ ืชเพ่ืออนุรกั ษ์ดินและบารุงดิน และ
สนับสนนุ ให้เกษตรกรเรยี นรเู้ ขา้ ใจวธิ กี ารอนุรกั ษ์ดินและน้า การปรบั ปรุงบารุงดิน สามารถนาไปปฏิบัติ
ได้เอง ทรงมีพระราชดารวิ ่า “การปรบั ปรุงทีด่ ินน้ันต้องอนุรกั ษ์ผิวดิน ซง่ึ มีความสมบูรณ์ไว้ไม่ให้ไถ หรอื
ลอกหน้าดินทง้ิ ไป สงวนไม้ยนื ต้น ทยี่ ังเหลืออยู่ เพื่อทจี่ ะรกั ษาความชุม่ ชน่ื ของผืนดิน”
แนวพระราชดารใิ นด้ านการอนุรักษ์และฟ้ ืนฟูดิน ที่สาคัญแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ 1)
แบบจาลองการพฒั นาพื้นทที่ มี่ ีสภาพขาดความสมบูรณ์ ดินปนทราย และปญั หาการชะลา้ งพังทลาย 2)
การแก้ปญั หาดินเปรย้ ี ว โดยทฤษฎีแกลง้ ดิน 3) การอนรุ กั ษ์ดินโดยหญ้าแฝก 4) การห่มดิน
2.1 แบบจาลองการฟ้ ืนฟูบารุงดินท่ีมีสภาพขาดความสมบูรณ์ ดินปนทราย และ
ปัญหาการชะล้างพงั ทลาย
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จดั ตั้ง ศูนย์ศึกษาการพัฒนา
อันเน่ืองมาจากพระราชดาร ิ 6 แห่งทว่ั ประเทศ รวมทง้ั พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาร ิ
เพื่อเป็นแหล่งศึกษาวจิ ัยการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ ท่ีมีสภาพปัญหาต่างกันตามภูมิสังคม
ตลอดจนเปน็ แหลง่ ศึกษาดูงานและนาความรูไ้ ปปรบั ใชต้ ามสภาพปญั หาพืน้ ที่
2.2 การแก้ปัญหาดินเปรย้ ี วด้วย “ทฤษฎีแกล้งดิน”
ดินเปรย้ ี วหรอื ดินพรุ เปน็ สภาพธรรมชาติของดินทเ่ี กิดจากอินทรยี วัตถุสะสมจานวนมาก
เปน็ เวลานานจนแปรสภาพเปน็ ดินอินทรยี ์ท่มี ีความเป็นกรดกามะถันสูง เมื่อดินแห้งกรดกามะถันจะทา
ปฏิกิรยิ ากับอากาศ ทาให้แปรสภาพเปน็ ดินเปรย้ ี วจดั ทาการเกษตรได้ผลน้อยไม่คุ้มทนุ พบมากในภาค
ตะวนั ออกและภาคใต้ และบรเิ วณทรี่ าบลุ่มชายฝ่ งั ทะเล ในการแก้ปญั หาดินเปรย้ ี ว พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวพระราชดาร ิ “แกล้งดิน” โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ
ดาเนินการสนองพระราชดารโิ ครงการแกล้งดิน เพ่ือศึกษาการเปล่ียนแปลงความเปน็ กรดของดิน เรม่ ิ
จากวธิ กี ารแกล้งดินให้เปรย้ ี ว ด้วยการทาให้ดินแห้งและเปียกสลับกันไปเพื่อเรง่ ปฏิกิรยิ าทางเคมีของ
ดิน ซ่ึงจะไปกระตุ้นให้สารไพไรต์ (Pyrite หรอื FeS2) ทาปฏิกิรยิ ากับออกซิเจน (O2) ในอากาศ
ปลดปล่อยกรดกามะถัน (sulphuric Acid) ออกมา ทาให้ดินเปน็ กรดจดั จนถึงข้ัน “แกล้งดินให้เปรย้ ี ว
สุดขีด” จนกระท่ังถึงจุดที่พืชไม่สามารถเจรญิ งอกงามได้ จากน้ันจงึ หาวธิ กี ารปรบั ปรุงดินดังกล่าวให้
สามารถปลูกพืชได้
29
วธิ กี ารแก้ไขปญั หาดินเปรย้ ี วจดั ตามแนวพระราชดาร ิ
1. ควบคมุ ระดับนา้ ใต้ดิน เพ่ือปอ้ งกันการเกิดกรดกามะถัน จงึ ต้องควบคุมนา้ ใต้ดินให้อยู่เหนือชนั้
ดินเลนทมี่ ีสารไพไรต์อยู่ เพ่ือไม่ให้สารไพไรต์ทาปฏิกิรยิ ากับออกซเิ จนหรอื ถกู ออกซไิ ดซ์ (Oxidization)
2. การปรบั ปรงุ ดินมี 3 วธิ กี าร ตามสภาพของดินและความเหมาะสม ได้แก่
- ใชน้ ้าชะล้างความเป็นกรด ดินจะเปรย้ ี วจดั ในชว่ งดินแห้งหรอื ในฤดูแห้ง ดังน้ันการชะล้างควร
เรม่ ิ ในฤดูฝนเพอื่ ลดปรมิ าณการใชน้ ้าชลประทาน การใชน้ ้าชะล้างความเปน็ กรดต้องกระทาต่อเน่ืองและ
ต้องหวังผลในระยะยาว มิใชก่ ระทาเพียง 1 หรอื 2 ครง้ั เท่าน้ัน วธิ นี ้ีเป็นวธิ ที ่งี ่ายทีส่ ุด แต่จาเป็นต้องมี
น้ามากพอทจ่ี ะใชช้ ะล้างดินควบค่ไู ปกับการควบคุมระดับนา้ ใต้ดิน ให้อยู่เหนือชนั้ ดินเลนทม่ี ีสารประกอบ
ไพไรต์มาก เม่ือดินคลายความเปรย้ ี วลงแล้วจะมีค่า pH เพ่ิมขึ้น อีกทัง้ สารละลายเหล็กและอลูมินัมที่
เปน็ พิษก็เจอื จางลงจนทาให้พืชสามารถ เจรญิ เติบโตได้ดี ถ้าหากใชป้ ุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟตชว่ ย ก็
สามารถเจรญิ เติบโตได้ดี ถ้าหากใชป้ ุย๋ ในโตรเจนและฟอสเฟตชว่ ยก็สามารถทาการเกษตรได้
- ใชป้ ูนผสมคลุกเคล้ากับหน้าดิน ปูนท่ีหาได้ง่ายในท้องที่ เชน่ ใชป้ ูนมารล์ (mar) สาหรบั ภาค
กลาง หรอื ปูนฝุน่ ( lime dust ) สาหรบั ภาคใต้ หว่านให้ท่วั 1-4 ตันต่อไรแ่ ล้วไถแปรหรอื พลิกกลบคืน
ข้อควรจาคือ ไม่มีสูตรตายตัว โดยปรมิ าณของปูนทใ่ี ชข้ ึ้นอยู่กับ
- การใชป้ ูนควบคู่ไปกับการใชน้ ้าชะล้างและควบคุมระดับน้าใต้ดิน เปน็ วธิ กี ารท่ีสมบูรณ์ทสี่ ุดและ
ใชไ้ ด้ผลมา ในพ้ืนที่ซง่ึ ดินเปน็ กรดจดั รุนแรงและถูกปล่อยท้งิ เป็นเวลานาน โดยเรม่ ิ จากหว่านปูนให้ทั่ว
พืน้ ที่ ใชป้ ูน 1-2 ตันต่อไร่ แล้วไถกลบ จากน้ันใชน้ ้าชะล้างความเปน็ กรดออกจากหน้าดิน และควบคุม
น้าใต้ดินให้อยู่เหนือชน้ั ดินเลนท่ีมีสารประกอบไพไรต์มากเพื่อป้องกันไม่ให้ทาปฏิกิรยิ ากับออกซิเจน
เพราะจะทาดินกลายเปน็ กรด
3. การปรบั สภาพพน้ื ทมี่ ีอยู่ 2 วธิ ี ได้แก่
- การปรบั ผิวหน้าดิน โดยการทาให้ผิวหน้าดินลาดเอียงเพ่ือให้น้าไหลออกไปสู่คลองระบายน้าได้
หรอื ถ้าเป็นการทานาก็จดั ตกแต่งแปลงนาและคันนา ให้สามารถเก็บกักน้าและสามารถระบายน้าออก
ได้ถ้าต้องการ
- การยกรอ่ งปลูกพืช วธิ นี ี้ใชส้ าหรบั พ้นื ทที่ จ่ี ะทาการปลกู พืชไร่ พืชผัก ไม้ผลหรอื ไม้ยืนต้น แต่วธิ นี ้ี
จาเปน็ จะต้องมีแหลง่ น้าชลประทาน เพราะจะต้องขงั นา้ ไว้ในรอ่ งเพอ่ื ใชถ้ ่ายเทเปลี่ยน เม่ือน้าในรอ่ งเป็น
กรดจดั ในการขุดรอ่ งน้ี เกษตรกรจะต้องทราบว่าในพื้นท่ีน้ันมีดินชน้ั เลนซง่ึ เปน็ ดินที่มีสารประกอบไพ
ไรต์มากอยู่ลึกในระดับใด เพราะเมื่อขุดรอ่ งจะให้ลึกเพียงระดับดินเลนน้ัน โดยทั่วไปจะลึกไม่เกิน 100
เซนติเมตร
3 การอนุรกั ษ์ดินด้วยหญ้าแฝก
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดารเิ กี่ยวกับการพฒั นาและรณรงค์การใช้
หญ้าแฝก ครง้ั แรกเม่ือวันที่ 22 มิถุนายน 2534 ทรงตรสั ว่าหญ้าแฝกเป็นหญ้าของไทยสามารถใช้
อนุรกั ษ์ดินและน้าได้ดี ปอ้ งกันการชะล้างพังทลายของดิน ในขณะนั้นยังไม่มีใครรูจ้ กั หญ้าแฝก สมเด็จ
พระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี เป็นพระองค์แรกท่ที าการทดลองเลี้ยงและปลูกหญ้าแฝกเป็นจานวน 1
ลา้ นถุงแรกทด่ี อยตุง หลายหน่วยงานพยายามค้นหาหญ้าแฝกตามสถานทต่ี ่างๆ แต่ก็ล้มเหลว จนต้อง
เชญิ ดร.เต็ม สมิตินันท์ ปรมาจารยท์ างด้านพฤกษศาสตร์ ทา่ นก็ไปชว่ ยหาหญ้าแฝกทวั่ ประเทศ
30
ในท่ีสุดก็เจอหญ้าแฝกที่เพชรบุร ี เป็นหญ้าแฝกที่มีกอใหญ่มาก จากน้ันก็เรม่ ิ รวบรวมหญ้าแฝก กรม
พัฒนาท่ีดินเป็นหน่วยงานแรกที่ทาการรวบรวมหญ้าแฝก โดยรวบรวมมาจากหลายจังหวัด ขณะนี้
สามารถรวบรวมสายพันธุข์ องหญ้าแฝกได้กว่า 100 สายพันธุ์ ถ้าพบที่สงขลาเรยี กว่าสายพันธุ์สงขลา
พบทกี่ าแพงเพชรเรยี กว่าสายพันธกุ์ าแพงเพชร พบทอ่ี ุดรก็เรยี ดวา่ สายพันธอุ์ ุดร จากการสารวจพบว่ามี
กระจายอยู่ทว่ั ประเทศ กรมพฒั นาทดี่ ินได้นาเอาหญ้าแฝกมาป้องกันการชะล้างพังทลายหน้าดินตามลา
คลอง อ่างเก็บน้า หญา้ แฝกชว่ ยกรองทาให้น้าใส
ทม่ี า :จากการบรรยาย ดร.วรี ะชยั ณ นคร 27 สิงหาคม 2553 ในการเสวนา “เกษตรยง่ั ยืน ฟ้ ืนฟู
ภูมิปญั ญา พัฒนาสู่สากล” ในงาน ทกั ษิณวชิ าการ-เกษตรแฟร์ ครงั้ ที่ 6 และงานนิทรรศการปดิ ทองหลัง
พระฯ)
4. การห่มดิน
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัวฯ ทรงพระราชทานแนวพระราชดารใิ นการดูแลและรกั ษาดิน
อีกทางหนง่ึ น่ันคือ “การห่มดิน” เพื่อให้ดินมีความชุม่ ชน้ื จุลินทรยี ์ทางานได้ดี อันจะส่งผลให้ดินบรเิ วณ
น้ันทาการเกษตรได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ ปอ้ งกันการชะล้างพังทลายของดินและพัฒนาทรพั ยากรดินให้
เกิดแรธ่ าตุ ทั้งน้ีการห่มดินมีอยู่ด้วยกันหลายวธิ กี าร เชน่ ใชฟ้ างและเศษใบไม้มาห่มดินหรอื วัสดุอ่ืน
ตามทห่ี าได้ตามสภาพทวั่ ไปของพื้นที่, การใชพ้ รมใยปาล์ม (wee drop) ซงึ่ ทามาจากปาลม์ ทผ่ี ่านการรดี
นา้ มันแลว้ เรม่ ิ จากการนาทะลายปาล์มมาตะกยุ ให้เปน็ เส้น ๆ ก่อนจะเอาไปอัดให้เปน็ แผ่นเปน็ ผ้าห่มดิน
นอกจากประโยชน์ทกี่ ล่าวไปแล้ว การห่มดินยังจะชว่ ยคลุมหน้าดินไม่ให้วัชพืชข้ึนรบกวนต้นไม้/พืชหลัก
อีกด้วย
ขอบคุณ https://www.youtube.com/watch?v=ntjhcCZywEs
31
ทฤษฎีการอนุรกั ษ์และฟ้ ืนฟูทรพั ยากรนา้
๑) ศาสตรด์ ้าน
การจดั การความแห้งแล้ง ด้วย
การทาฝนเทียม ซึง่ ไม่เคยมีมา
ก่อน ในโลก
๒) เก็บรกั ษาน้า
ตามภูมิปญั ญาของแผ่นดิน
๒ . ๑ ) ด้ ว ย
การสรา้ งฝาย เพื่อสรา้ งความ
ชุม่ ช้ืน เพ่ืออนุรกั ษ์ ดิน น้า ป่า
เป็นลักษณะฝายขนาดเล็ก กัก
น้าและความช้ืนให้กระจายตัว
ในผืนดิน สรา้ งความชุ่มชื้นแก่
ป่า มีความแตกต่างจากทฤษฎี
การจัดการน้าในอดีตซ่งึ ใชก้ าร
กั้ นเขื่ อ นข น า ดใ หญ่ อ่ า งน้ า
แหล่งนา้ ชุมชน เปน็ หลัก
๒ . ๒ ) ด้ ว ย
การทาแก้มลิง เพ่ือกักเก็บน้า
ใ น ข ณ ะ ที่ มี น้ า ม า ก ป้ อ ง กั น น้ า
ทว่ มและเก็บนา้ ในฤดูแลง้
๒.๓) การ
ป ลู ก แ ฝ ก เ ก็ บ น้ า ไ ว้ ใ น ดิ น
อนุรกั ษ์ ดิน น้า และ ป่า และ
ความหลากหลายทางชวี ภาพไป
พ ร้อ ม กั น ส นั บ ส นุ น ก า ร ท า
การเกษตร เพ่ือป้องกันการ
พังทลายของดิน ฯลฯ
๒.๔) เก็บน้า
ไวใ้ นดิน ระบบนิเวศปา่ ไม้เม่ือมี
ป่ า ท่ี ส ม บู ร ณ์ ร า ก ต้ น ไ ม้ ท า
หน้าที่คล้ายฟองน้าจะกักเก็บ
น้า ท่ีซึม ผ่ า นไว้ ในดิ นและจ ะ
ค่อยๆ ไหลออกมาใชไ้ ด้ตลอดปี หรอื ซมึ ลงไปเก็บไว้ในแหล่งนา้ ใต้ดิน
32
ขอบคุณ https://www.youtube.com/watch?v=FJMfFaTvrUs การจดั การนา้ 8 วธิ ี แก้ปญั หาภัยแล้ง
ขอบคุณ
การบรหิ ารจดั การทรพั ยากรธรรมชาติ “จากนภา ผ่านภูผา สู่มหานที”
ฝนหลวง
เกิดขึน้ เมื่อคราวทพี่ ระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัว รชั กาลท่ี 9 เสด็จพระราช
ดาเนินไปทรงเย่ียมราษฎรในพน้ื ทภี่ าคตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงสังเกตว่ามี
เมฆปรมิ าณมากแต่ไม่สามารถรวมตัวก่อเปน็ ฝนได้เปน็ สาเหตุของฝนทง้ิ ชว่ ง
จนเกิดความแห้งแลง้ จงึ ได้พระราชทานแนวคิดในการทาฝนหลวง และทรง
ทมุ่ เทใช้ เวลาถึง 14 ปี ในการค้นควา้ วจิ ยั และทดลอง จนเกิดความสาเรจ็
ในปี 2512 ชว่ ยให้ประเทศชาติรอดพน้ วกิ ฤติภัยแล้งมาได้จนถึงปจั จุบัน
33
• แนวพระราชดารดิ ้านปา่ ไม้
- ปลูกปา่ โดยไม่ต้องปลูก
ปล่อยพืน้ ท่ีปา่ น้ันไวต้ รงน้ัน
ไม่ต้องไปทาอะไร ปา่ จะ
เจรญิ เติบโตเปน็ ปา่ สมบูรณ์
โดยไม่ต้องปลกู
- ปลกู ปา่ ในทสี่ ูง ใชไ้ ม้
จาพวกทมี่ ีเมลด็ ข้ึนไปปลูก
บนยอดสูง เม่ือโตแลว้ ออก
ฝักออกเมลด็ ก็จะลอยตกลง
มาแล้วงอกเองในทต่ี า่ ต่อไป
เปน็ การขยายพันธโุ์ ดย
ธรรมชาติ
- การปลูกปา่ ทดแทน จะต้องทาอย่างมีแผนโดยการดาเนินการไปพรอ้ มกับการพฒั นาชาวเขา โดย
เจา้ หน้าทปี่ า่ ไม้ ชลประทาน และฝา่ ยเกษตร ต้องรว่ มมือกันวางแผนปรบั ปรงุ ต้นนา้ และพฒั นาอาชพี ได้
อยา่ งถกู ต้อง
- ปา่ 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อย่าง ปลกู ปา่ 3 อย่าง คือ ปา่ ไม้ใชส้ อย ได้แก่ ไม้โตเรว็ สาหรบั ใชใ้ น
ครวั เรอื น ปา่ ไม้กินได้ คือไม้ผล และปา่ ไม้เศรษฐกิจ คือไม้ทปี่ ลูกไวข้ าย และได้ประโยชน์อยา่ งที่ 4 คือ
ชว่ ยอนรุ กั ษ์ดินและนา้
- ปา่ เปยี ก ทฤษฎีการฟ้ ืนฟปู า่ ไม้โดยสรา้ งแนวส่งนา้ หรอื แนวพืชอุ้มนา้ เพือ่ ให้ดินเกิดความชุม่ ชน้ื ให้
ปา่ เขยี วสดจงึ ชว่ ยลดปญั หาไฟปา่
- ภเู ขาปา่ ทฤษฎีการฟ้ ืนฟูปา่ โดยการส่งนา้ ขึ้นไปยงั จุดทสี่ ูงทสี่ ุดและกระจายน้าให้หล่อเลี้ยงกลา้ ไม้
อ่อนทป่ี ลูกทดแทนไวใ้ ห้เติบโตเปน็ ภูเขาปา่ ทส่ี มบูรณ์
• ฝาย
ในหลวง รชั กาลที่ 9 ได้พระราชทาน
พระราชดารใิ นปี พ.ศ.2521 โดยสรา้ งฝาย
จากวัสดุทห่ี างา่ ยในทอ้ งถิ่น เชน่ หิน กรวด
ไม้ไผ่ ขวางกั้นลาธารหรอื ทางเดินของน้าท่ี
เปน็ ต้นนา้ หรอื มีความลาดชนั สูง จะชว่ ย
ชะลอการไหลของน้าให้ชา้ ลง เปน็ หนทาง
แห่งการฟ้ ืนฟปู า่ หยุดไฟป่า สรา้ งความ
สมดุลให้ระบบนิเวศ และเปน็ แหล่งนา้
สาหรบั การอุปโภค บรโิ ภค รวมถึง
การเกษตร ถือเปน็ วธิ ที ดี่ ี งา่ ย และเหมาะสม ในการดูแลและฟ้ ืนฟูทรพั ยากรธรรมชาติ
34
• เขอื่ น
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัวภูมิพลอดุลยเดช
ทรงให้ความสนพระราชหฤทยั ในการชลประทาน
หรอื การพฒั นาแหล่งนา้ เปน็ อย่างมาก เพราะทรง
ตระหนักดีว่า “นา้ คือชวี ติ ”
การสรา้ งเขอ่ื นในพนื้ ทท่ี ่ี เหมาะสม ไม่เพยี งแต่
จะชว่ ยแก้ไขปญั หาการขาดแคลนนา้
ซงึ่ อานวยประโยชน์ต่อพ้นื ทเ่ี พาะปลูก ยังสามารถ
บรรเทาอุทกภัยหรอื ปญั หานา้ ทว่ มได้อีกด้วย
• อ่างเก็บน้า
อ่างเก็บน้า เปน็ แหลง่ นา้ ผิวดินประเภทหนึง่ ที่
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว รชั กาลที่ 9
พระราชทานพระราชดารเิ พ่ือแก้ปญั หาการขาด
แคลนนา้ ในทอ้ งถ่ินทรุ กันดารและแห้งแลง้ ให้
ราษฎรได้มีน้าสาหรบั อุปโภค บรโิ ภค และเพ่ือ
ใชใ้ นการเกษตร ซง่ึ อ่างเก็บน้าสามารถเก็บ
รกั ษานา้ ทม่ี ีตามธรรมชาติในฤดูฝนไว้
ให้เพยี งพอใชไ้ ด้ตลอดทง้ั ปี
• แฝก
ในปี 2534 พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว รชั กาลท่ี 9 ทรงมีพระราชดารเิ ปน็ ครง้ั แรกให้
หน่วยงานต่าง ๆ ทาการศึกษา ทดลอง และดาเนินการปลกู หญา้ แฝก ซงึ่ เปน็ ประโยชน์
อยา่ งยง่ิ แก่การอนุรกั ษ์ดินและน้า เพราะมีรากทห่ี ยัง่ ลกึ แผ่กระจายลงไปตรง ๆ ทาให้
อุ้มน้าและยดึ เหนี่ยวดินได้ม่ันคง ลดการพังทลายของ ดิน อีกท้ังมีลาต้นชดิ ติดกันแน่น
หนาจงึ ชว่ ยดักตะกอนดินและรกั ษาหน้าดินได้เปน็ อย่างดี
35
• แก้มลิง
แนวพระราชดารขิ องในหลวง รชั กาลที่ 9 ทรงตระหนักถึงความรุนแรงของน้าทว่ มท่ีเกิดข้ึนใน
กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2538 โดยให้จดั หาสถานท่ีเก็บกักน้าตามจุดต่างๆ เพื่อรองรบั น้าฝนไว้
ชวั่ คราว เม่ือถึงเวลาท่คี ลองพอจะระบายน้าได้จงึ ค่อยระบายน้าจากส่วนท่ีกักเก็บไว้ออกไป จงึ สามารถ
ชว่ ยลดปญั หาน้าท่วม โดยทรงได้แนวคิดจากการท่ลี ิงอมกล้วยไว้ในกระพุ้งแก้มคราวละมาก ๆ จากน้ัน
จะค่อย ๆ นาออกมาเค้ียวและกลนื กินภายหลัง
• กังหันน้าชยั พฒั นา
ส่ิงประดิษฐข์ องในหลวง รชั กาลที่ 9 เพือ่ บาบัดนา้ เสียด้วยการเติมออกซเิ จนลงไปในน้า สามารถแก้ไข
ความเสื่อมโทรมของสภาพนา้ ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ และได้รบั การจดสิทธบิ ตั รในพระปรมาภิไธย ของ
พระมหากษัตรยิ ์พระองค์แรกของไทยและครงั้ แรกของโลก ปจั จุบันกังหันน้าชยั พัฒนาได้มีการติดตั้ง
ไม่เฉพาะในประเทศไทยเทา่ น้ัน แต่ได้มีการขอนาไปใชง้ านในประเทศเบลเยยี ม อินเดีย และอังกฤษ
ด้วย
36
• น้าดีไลน่ ้าเสีย
ต า ม แ น ว พ ร ะ ร า ช ด า ร ขิ อ ง
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว
รัชกาลท่ี 9 ในการใช้น้า
คุ ณ ภ า พ ดี ม า ช่ว ย บ ร ร เ ท า น้ า
เน่าเสีย โดยให้น้าดีผลักดัน
น้าเน่าเสียออกไปและชว่ ยให้
น้าเน่าเสียมีสภาพเจือจางลง
โดยใชห้ ลักการตาม ธรรมชาติ
แ ห่ ง แ ร ง โ น้ ม ถ่ ว ง โ ล ก
(Gravity Flow) ควบคู่กับ
การบรหิ ารจดั การ ทงั้ น้ีโดยรบั
น้าจากแม่น้า เจ้าพระยาหรอื
จากแหล่งน้าภายนอกส่งไปตามคลองต่างๆ ซงึ่ กระแสน้าจะไหลแผ่กระจายขยายไป ตามคลองซอยท่ี
เชอื่ มกับแม่น้าเจา้ พระยาอีกด้านหนงึ่ เมื่อน้าสามารถไหลเวยี นไปตามลาคลองได้ตลอด ย่อมสามารถ
เจอื จางนา้ เน่าเสียและชกั พาสิ่งโสโครกออกไป เป็นวธิ กี ารชว่ ยบรรเทาน้าเน่าเสียในคลอง ต่างๆ ในชว่ ง
ฤดูแล้งได้เปน็ อยา่ งดี
• แกลง้ ดิน
แนวพระราชดาร ิ
ของในหลวง รชั กาลที่ 9
ท่ีไ ด้ พระรา ชทา นใ นปี
2527 ณ ศูนย์ศึกษา
การพัฒนาพิกุลทอง อัน
เนื่องมาจากพระราชดาร ิ
จังหวัดนราธิวาส เพ่ือ
แก้ไขปัญหาดินเปร้ยี ว
หรอื ดินเป็นกรด อันเกิด
จากการ ตกตะกอนของ
น้าทะเลหรอื ตะกอนน้า
กรอ่ ย ท่ีมีสารประกอบ
ของกามะถันซง่ึ จะถูกเปลี่ยนเป็นกรด กามะถันตามกระบวนการธรรมชาติและสะสมในชนั้ หน้าดิน โดย
ดินทมี่ ีความเป็นกรดสูง ความอุดม สมบูรณ์จะต่า ขาดธาตุอาหารทีจ่ าเป็นต่อการเจรญิ เติบโตของพืช
อย่างรุนแรง โดยวธิ กี ารแก้ไขคือ ให้ขังน้า ไว้ในพ้ืนท่ีที่มีปัญหา จนกระท่ังเกิดปฏิกิรยิ าเคมีทาให้ดิน
เปรย้ ี วจัดจนถึงท่ีสุดจึงระบายน้าออกและปรบั สภาพฟ้ ืนฟูดินด้วยปูนขาว จนกระท่ังดินมีสภาพดี
พอทจี่ ะใชใ้ นการเพาะปลกู ได้
37
• ทฤษฎีใหม่
การทาการเกษตรในพื้นทข่ี นาดเล็ก ประมาณ 15 ไร่ ด้วยการแบง่ พืน้ ทอ่ี อกเปน็ 4 ส่วน
ประกอบด้วย นา ขา้ ว 30% สระน้า 30% พืชไรพ่ ืชสวน 30% อีก 10% สาหรบั สรา้ งบา้ น-เล้ียงสัตว์ ซง่ึ
หากดาเนินการ ดังน้ี เกษตรกรจะสามารถเลี้ยงตัวเองได้ และมีนา้ ใชเ้ พอ่ื การเพาะปลกู ตลอดทง้ั ปี โดย
พระบาทสมเด็จพระ เจา้ อยูห่ ัว รชั กาลท่ี 9 ทรงศึกษาและทดลองเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ ณ โครงการ
พฒั นาพ้นื ท่บี รเิ วณวดั มงคล ชยั พัฒนาอันเน่ืองมาจากพระราชดาร ิจงั หวดั สระบุร ีซงึ่ ถือเปน็ สถานที่
เรยี นรดู้ ้าน “ทฤษฎีใหม่” แห่งแรก ของประเทศไทย
• แหลมผักเบย้ี
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว รชั กาลที่ 9 ได้พระราชทานพระราชดารใิ นการแก้ไขปญั หานา้ เน่าเสียของ
ชุมชนเมือง โดยทรงให้ศึกษาทดลองด้วยวธิ ธี รรมชาติ ณ โครงการศึกษาวจิ ยั และพัฒนาส่ิงแวดล้อม
แหลมผักเบ้ียอันเน่ืองมาจากพระราชดาร ิจงั หวัดเพชรบุร ีโดยดาเนินการทง้ั การแก้ปญั หาน้าเน่าเสีย
และการกาจดั ขยะ ด้วย 4 ระบบ คือ ระบบบ่อบาบัดน้าเสีย ระบบพชื และหญ้ากรองนา้ เสีย ระบบพ้ืนที่
ชุม่ น้าเทยี ม และระบบแปลงพชื ปา่ ชายเลน ซง่ึ เปน็ การแก้ไขปญั หาด้วยวธิ ธี รรมชาติชว่ ยธรรมชาติ สรา้ ง
สมดุลให้เกิดแก่ระบบนิเวศ มีการเพิ่มขนึ้ ของพน้ื ทปี่ า่ ชายเลน สัตวน์ า้ และนกนานาชนิด
38
• ปา่ ชายเลน
ทผ่ี ่านมาปา่ ชายเลนได้ถูกทาลายไปเปน็ จานวนมาก พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัว รชั กาลท่ี 9 ได้
พระราชทานพระราชดารใิ ห้หาวธิ อี นุรกั ษ์และขยายพันธโุ์ ดยเฉพาะต้นโกงกางเพื่อเพ่มิ ปรมิ าณพ้ืนทป่ี า่
ชายเลนให้มากขน้ึ เน่ืองจากปา่ ชายเลนมีความสาคัญต่อระบบนิเวศบรเิ วณชายฝ่ ัง ถือเปน็ ถ่ินกาเนิด
และเปน็ ทเ่ี จรญิ เติบโตของพนั ธพุ์ ืชและสัตวน์ า้ นานาชนิด ปจั จุบันหลายหน่วยงานได้รว่ มมือกันเพอ่ื
สรา้ งพ้นื ทปี่ า่ ชายเลนให้มีความอุดมสมบูรณ์ตามแนวพระราชดารเิ พื่อให้เกิดความย่งั ยืนต่อไป
เมื่อต้องสรุปพระราชกรณียกิจของ ในหลวง ร.9 ให้ได้ในหนง่ึ หน้ากระดาษ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
เลขาธกิ ารมูลนิธชิ ยั พฒั นา เลือกใชป้ ระโยคข้างต้นน้ี แทนใจความทงั้ มวล ชายข้าราชบรพิ ารผู้รบั ใชเ้ บอื้ ง
พระยุคลบาทอยา่ งใกล้ชดิ มานาน 35 ปี กล่าวในงานปฐกถางานหนง่ึ วา่
“งานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรม่ ิ ต้นบนทอ้ งฟ้า ผ่านภูเขาลงทร่ี าบ ออกสู่
ทะเลขณะทเี่ ราทกุ คนเห็นเปน็ ก้อนเมฆ พระองค์ทา่ นเห็นเปน็ น้า จะทาอย่างไรให้ก้อนเมฆทเ่ี ปน็ นา้ อยู่ใน
ลกั ษณะไอลงมาเปน็ หยดน้า เกิดเปน็ ฝนหลวง ต่อด้วยการปลูกปา่ อนุรกั ษ์เสรจ็ แล้วมาพักอยูก่ ลางภูเขา
พระองค์ทา่ นรบั ส่ังทาฝายชะลอนา้ สรา้ งอ่างเก็บนา้ น้าถูกส่งไปยังพืน้ สวน ไร่ นา ถ่ายเปน็ ของเสีย
พระองค์ทา่ นใชพ้ ืชชนิดฟองน้า ส่งผ่านปา่ โกงกาง สู่วงจรทค่ี รบครนั …ผมสรปุ งานพระเจา้ อยูห่ ัวฯ ใน
กระดาษแผ่นเดียวใชห้ ัวขอ้ ชอื่ วา่ จากนภา ผา่ นภผู า สู่มหานที”
ข้อความจากชายผ้เู คยได้เห็นแม้นหยาดเสโทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลย
เดช อย่างใกลช้ ดิ ผู้นี้ย่อมเปน็ ส่ิงยืนยันแก่พสกนิกรชาวไทยได้อยา่ งดี ว่าสิ่งทพี่ ระองค์ทรงให้
ความสาคัญยง่ิ บนผืนแผ่นดินนี้ คือ น้า ดังพระราชดารสั ทเ่ี คยตรสั ไว้ เม่ือ 17 มีนาคม 2529 ความวา่
“… หลกั สาคัญวา่ ต้องมีน้าบรโิ ภค นา้ ใช้ นา้ เพอ่ื การเพาะปลกู เพราะวา่ ชวี ติ อยู่ทน่ี ่ัน ถ้ามีนา้ คนอยูไ่ ด้ ถ้า
ไม่มีน้าคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้าคนอยู่ไม่ได้ …”
และไม่เพยี งแต่พระราชดารสั ของพระองค์ หรอื ภาพประกอบ จาก ดร.สุเมธ ในงานปฐกถาใด
แต่สิ่งทอี่ ธบิ ายได้ดีทสี่ ุดคือ “ภาพในหัวใจคนไทย” ทพ่ี ระองค์ทรงฝากไว้ ตลอด 70 ปี
ช่อง Chaipattana Foundation
39
ทฤษฎีการปลูกป่าแนวใหม่ โดยเรม่ ิ ท่ีจะปลูกป่าในใจคน ทั้งเจ้าหน้าท่ีและชาวบ้านให้รกั ป่า
และปลอ่ ยให้ปา่ เขาขึ้นเอง อย่างไปรบกวนคือ “การปลกู ปา่ โดยไม่ต้องปลูก” ในเวลาเดียวกันต้อง “รู้ รกั
สามัคคี” คนสามารถอยูก่ ับปา่ ได้ถ้ามีจติ สานึกและรคู้ ณุ ค่าของปา่ “คนอยู่ปา่ ยงั ” และอยู่แบบไม่กระทบ
ปา่ โดยใชห้ ลักการ “บ้านเล็กในปา่ ใหญ่” เปน็ ต้น
40
ทฤษฎีการทางานใหม่ เชน่ การบูรณาการ อะลุ่มอล่วย ปรกึ ษาหารอื การมีส่วนรว่ ม “เบญจภาคี”
(ภาครฐั ภาควชิ าการ ภาคประชาชน ( บวร บ้านชุมชน วัด โรงเรยี น) ฯลฯ ซงึ่ เปน็ “ประชารฐั ” ที่แทจ้ รงิ
ไม่ใชส่ มรูร้ ว่ มคิด อยา่ งทร่ี ฐั บาลทาอยู่
ตัวอย่างทฤษฎีใหม่ด้านการพัฒนาและบรหิ ารด้าน อื่น ๆ เชน่
๑) ต้นแบบการบรหิ ารธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง (“พอ” ไม่โลภไม่เบียดเบียน แบ่งปนั ท่ี
นาไปใชก้ ับการขัดการธุรกิจโรงแรมเชน่ ชุมพรคาบาน่ารสี อรท์ อนัตตารสี อรท์ เชยี งใหม่ ที่ได้นาการ
พึ่งพาตนเอง และศาสตรข์ องพระราชาทเ่ี กี่ยวขอ้ ง ไปใชจ้ นประสบผลสาเรจ็ สามารถลดหน้ีสินทีเ่ กิดจาก
ระบบเศรษฐกิจตาโตในอดีตได้อยา่ งมีนัยสาคัญ ( มีประสิทธภิ าพ)
๒) นาไปใชก้ ับองค์กรภาคอุตสาหกรรม การจดั การองค์กรขนาดใหญ่จาเปน็ ต้องอบรมพนักงาน
ให้เข้าใจพื้นฐาน การมีคุณธรรม เพื่อนาไปสู่การพัฒนาคนให้สานึกในคุณธรรมในทุกระดับขององค์กร
ด้านอุตสาหกรรมก็ต้องเรม่ ิ ต้นท่ีการพัฒนาพนักงานโดยใชก้ ระบวนการสรา้ งมาตรฐานพอเพียงด้าน
อุตสาหกรรม เป็นกุศโลบายในการดึงภาคอุตสาหกรรมเข้ามารว่ มผลักดันขบวนการเศรษฐกิจพอเพียง
โดยการพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรมพอเพียง มอก.๙๙๙๙ ขึ้นใชเ้ ปน็ เครอ่ ื งมือในการสรา้ งทุนใหญ่ทม่ี ี
หัวใจพอเพียง รจู้ กั พอ ไม่โลภ ไม่เบยี ดเบยี น รูจ้ กั แบ่งปนั ให้เข้ามามีส่วนในการพัฒนาชุมชนในทฤษฎี
ใหม่ข้ันทส่ี าม
๓) ทฤษฎีการศึกษาใหม่ โดยสถาปนา “สถานอบรมสั่งสอนให้เบ็ดเสรจ็ หรอื ปูทะเลย์มหาวชิ า
ลัย หรอื โพธยิ าลยั มหาวชิ ชาลยั ทจ่ี าเปน็ ต้องมีการปรบั ระบบการศึกษากันใหม่ให้เปน็ ระบบการศึกษาท่ี
มี “ศีลเด่น ( วนิ ัย ) เป็นงาน ชาญวชิ ชา” การจัดทาหลักสูตรท่ีเหมาะสมกับพ้ืนที่ นาองค์ความรูภ้ ูมิ
ปญั ญาทมี่ ีอยู่กลบั นามาใชใ้ นการพฒั นาทอ้ งถิ่น และหลักสูตรการศึกษาใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนา
ศาสตรพ์ ระราชาด้านต่าง ๆ อนุรกั ษ์ พัฒนามนุษย์ พัฒนาและบรหิ าร ท่ีควรจดั ทาเป็นหลักสูตรใชส้ อน
กันในทุกระดับการศึกษา เช่น เศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็นทฤษฎีการพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ เกษตร
ทฤษฎีใหม่ และ เทคนิคการเกษตรทเ่ี หมาะสม คือ“กสิกรรมธรรมชาติ”ทใี่ ชใ้ นการการส่งเสรมิ เกษตรกร
ให้พ่ึงตนเอง ( ธรรมชาติชว่ ยธรรมชาติ ภมู ิ-สถาปตั ย์ เปน็ ต้น
๔) การวจิ ยั แนวใหม่ ทชี่ ุมชนหรอื ผู้ทเ่ี ปน็ เจา้ ของปญั หา เปน็ คนกาหนดหัวขอ้ วจิ ยั เพื่อตอบปญั หา
ของชุมชน โดยใชศ้ าสตรพ์ ระราชาทส่ี ามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ได้โดยไม่ต้องผ่านระบบงานวจิ ยั แบบเก่า
ทน่ี ักวจิ ยั ทาไปเพอื่ ตอบสนองวชิ าการทรี่ ่าเรยี นมา เม่ืองานวจิ ยั เสรจ็ นักส่งเสรมิ เปน็ ผู้นาไปเผยแพรซ่ งึ่
ไปไม่ค่อยถึงชาวบ้าน เพราะอธบิ ายเป็นวชิ าการชาวบ้านไม่เข้าใจ หากชาวบ้านทางานวจิ ัยโดยมีภาค
ราชการและนักวชิ าการเป็นพ่ีเล้ียง หรอื การนาผลการวจิ ัยของชาวบ้านนามาสนับสนุนเชิงวชิ าการ
กาหนดเปน็ นโยบาย น่าจะเปน็ ประโยชน์มากกว่า
E-book ศาสตรพ์ ระราชา “ด้าน ดิน น้า ปา่ ไม้”
ขอบคุณ PPT อาจารย์ ศ.ดร.นพิ นธ์ ต้ังธรรม
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์
http://online.anyflip.com/rqntj/ilxk/mobile/index.html
41
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร ได้พระราชทานแนวพระราชดารแิ ละ
ทรงทาเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงความผูกพันเก้ือกูลของดิน น้า ป่าและคน มาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่
ประจักษ์และเป็นแนวทางให้พสกนิกรดาเนินรอยตาม เม่ือท้ังวงจรได้รบั การดูแลรกั ษา ย่อมเกิดการ
พฒั นาทย่ี ่งั ยนื อีกนานเทา่ นาน
ขอบคณุ
ขอบคุณ
1.4 ทฤษฎีใหม่
“ทฤษฎีใหม่” คือแนวพระราชดารใิ นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรชั กาลที่ ๙ ที่ทรง
พระราชทานให้กับพสกนิกรของพระองค์ทา่ นเพือ่ ให้ใชเ้ ปน็ กรอบแนวคิด และแนวทางการปฏิบัติในการ
ดารงชวี ติ อยู่อย่างพอเพียง แนวทางดาเนินการดังกล่าวนาไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเองในระดับ
ต่างๆ อยา่ งเปน็ ขัน้ เปน็ ตอน บนพื้นฐานของความพอเพียง ปรชั ญาของคาว่า “พอ” มีพ้ืนฐานจากธรรมะ
ทเ่ี รยี กวา่ ”สันโดษ”)
42
ทฤษฎีใหม่ แบง่ การพัฒนาออกเป็น ๓ ระดับ
ทฤษฎีใหม่ขน้ั ที่ ๑ พึง่ ตนเองอย่างน้อยหนงึ่ ในสี่ของการปฏิบัติ
ทฤษฎีใหม่ขัน้ ที่ ๒ รวมกลุม่ กันพ่ึงกันเอง
ทฤษฎีใหม่ข้ันที่ ๓ ทนุ ทมี่ ีคุณธรรม สนับสนุนชุมชนและเครอื ขา่ ย ค้าขายกันโดยตรงไม่ผ่าน
คนกลางแบบเก่า
“ทฤษฎีใหม่”เป็นระบบความคิดเก่ียวกับกระบวนการพัฒนาท่ีไม่เคยมีผู้ใดคิดมาก่อนและ
แตกต่างจากแนวคิดทฤษฎีและวธิ กี ารท่ีเคยมีมาก่อนท้ังส้ิน จงึ ได้เรยี กว่าเป็นทฤษฎีใหม่ ซง่ึ ได้มีการ
พัฒนาขนึ้ ใชใ้ นการแก้ไขปญั หาด้านการเกษตร และด้านอ่ืน ๆ มากกว่า ๕๐ ทฤษฎี
๑) เศรษฐกิจพอเพียง เองก็เปน็ หนง่ึ ใน ทฤษฎีใหม่ เปน็ ทฤษฎีการพัฒนาประเทศทม่ี ี ความ
ย่ังยืนเป็นเป้าหมายการพัฒนา ทใี่ ห้ความสาคัญกับความสมดุล ทั้ง เศรษฐกิจ สังคม ส่ิงแวดล้อมและ
วัฒนธรรม โดยเน้นไปทีก่ ารพึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเอง ตัดคนกลางแบบเก่าออก ไม่ได้มุ่งเปา้ การผลิต
เพ่ือการค้าขาย (ซึ่งไม่ใช่ ไม่สามารถค้าขายได้ แต่ค้าขายในท่ีไม่ไกลก่อน ค้าขายกันในกลุ่ม ชุมชน
เครอื ขา่ ยให้ได้เสียก่อน แลว้ จงึ ค่อยค้าขายในโลกเสร ี เม่ือมีความพรอ้ มแล้วเท่าน้ัน ซงึ่ ควรจะค้าขายใน
ระบบตลาดทม่ี ีคณุ ธรรม (Fair Trade) )
๒) มีนวัตกรรมทางสังคมใหม่ๆเกิดข้ึนจากแนวทฤษฎีใหม่น้ีเชน่ ทฤษฎีใหม่ในการพัฒนา
ชุมชนเขม้ แข็ง ทเี่ รยี กว่า “บวร” (บ้าน ชุมชน วัด โรงเรยี น ราชการ) เพ่ือการจดั การตนเอง หรอื “ชุมชน
จดั การตนเอง ”(One Stop Service)“สถานอบรมสั่งสอนให้เบด็ เสรจ็ ” (จากพระราชนิพนธพ์ ระมหาชนก)
๓) กระบวนการจัดทาแผนพัฒนาชุมชน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ท่ีมีการนาหลักการ
ทรงงาน ไปประยุกต์ใช้ เชน่ “ระเบิดจากข้างใน” สู่กระบวนการ พัฒนาชนบทโดย “การบูรณาการเชงิ
พื้นท”่ี ของมูลนิธปิ ดิ ทองหลังพระ เปน็ ต้น
เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นรูปธรรม หรอื ภาคปฏิบัติของเศรษฐกิจพอเพียงข้ันพ้ืนฐาน เพื่อให้
เกษตรกรมีภูมิคุ้มกัน จากความเสี่ยงท่ีต้องเผชญิ จากการเปลี่ยนแปลงของปัจจยั ต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับ
การกระบวนการผลิต การตลาด นโยบายทางการเกษตร อาทิ เชน่ ความผันแปรของ ธรรมชาติ สภาพ
ภมู ิอากาศ ความเส่ียงด้านราคาปจั จยั การผลิตทมี่ ีแนวโน้มสูงข้ึนในชว่ ง ฤดูกาลผลิต และ ราคาผลผลิต
ทมี่ ีความผันผวนลดลงอยู่ตลอดเวลา การเปล่ยี นแปลง นโยบายการเมือง โดยพระองค์ท่านได้ทรงพระ
ราชทา นพระราชดารแิ ละสรา้ งต้นแบบ และตัวอย่าง ของ การทาเกษตรแนวใหม่ ที่ให้ความสาคัญ
และ เคารพต่อธรรมชาติและสภาพแวดล้อม เพอื่ ให้เอ้ือต่อการทาเกษตรกรรมให้ย่ังยนื ท่ีไม่ใชส้ ารเคมี
สังเคราะห์ในกระบวนการผลิต ท้ังนี้ เพ่ือให้เกษตรกรรายย่อยที่มีท่ีดินไม่มากได้ใชเ้ ปน็ แนวทางใหม่ที่
กลับมาพ่ึงพาตนเองและระบบนิเวศท่ีสมดุล ให้สามารถมีวถิ ีชวี ติ ท่ีเรยี บง่ายเพื่อเป้าหมายของทฤษฎี
ใหม่ คือ ความพออยู่ พอกิน พอใช้ พอ รม่ เยน็ ให้ได้เสียก่อน เพ่อื ทจ่ี ะได้พฒั นาในระดับทส่ี ูงขึ้นต่อไป
เกษตรทฤษฎีใหม่ ในความหมายที่นาเสนอต่อไปน้ี หมายถึงทฤษฎีใหม่ด้านการเกษตรที่
เน้นการบรหิ ารจัดการ น้า ท่ีดินและแรงงานจานวนไม่มากนัก(น้อย) ซง่ึ เป็นหน่ึงในพระราชดารขิ อง
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ฯ โดยมีเปา้ หมายเพ่ือการอยู่อาศัยและการดาเนินชวี ติ
อยา่ งมั่นคง ยง่ั ยนื ซงึ่ เปน็ การคิดบนหลักการใหม่ ทแ่ี ตกต่างจาก แนวทางการทาการเกษตรเพ่ือการค้า
และอุตสาหกรรม ทมี่ ุ่งผลิตผลผลติ ในปรมิ าณมากเพ่ือการค้าขายเปน็ หลกั