The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง รูปแบบโคก หนอง นา โมเดล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by DCLC UBON, 2022-05-24 05:41:48

คู่มือฝึกอบรมแบบออนไลน์

หลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง รูปแบบโคก หนอง นา โมเดล

43

พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว ทรงให้ความสาคัญกับการพัฒนาการเกษตรเป็นอย่างยิ่ง
ในชว่ งแรกของการพฒั นาทฤษฎีใหม่น้ัน พระองค์ทรงใชพ้ นื้ ทบี่ รเิ วณวงั สวนจติ รลดารโหฐานเป็นสถานที่
ทาการศึกษา ค้นควา้ ทดลอง จากนั้นได้ขยายไปยงั โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดารติ ามจงั หวัดต่าง
ๆ ปัจจุบันมีโครงการพระราชดารแิ ละโครงการตามแนวพระราชดารมิ ากกว่า ๔,๕๐๐ โครงการ โดย
โครงการพระราชดารสิ าคัญโครงการหนึ่งตั้งอยู่ ณ วัดมงคลชยั พัฒนา ตาบลห้วยบง อาเภอเฉลิมพระ
เกียรติในจงั หวัดสระบุร ี ซง่ึ ถือเปน็ พื้นทแี่ รกทไี่ ด้นา “ทฤษฎีใหม่” ด้านการเกษตรสู่การปฏิบัติอย่างเปน็
รูปธรรมจนประสบความสาเรจ็ เปน็ ต้นแบบของการทาเกษตรทฤษฎีใหม่ทว่ั ประเทศ

หัวใจสาคัญของทฤษฎีใหม่ “ทฤษฎีใหม่น้ันยืดหยุน่ ได้ และต้องยดื หยุ่น เหมือนชวี ติ ของเรา
ทกุ คนต้องมียดื หยุ่น…”

พระราชดารสั ในพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว ณ สวนสมเด็จพระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี
จงั หวัดเพชรบุร ีเม่ือวนั ที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๑

แนวพระราชดารเิ ม่ือวันท่ี ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง
ชใ้ี ห้เห็นว่า อาชพี ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ คือ การเกษตรกรรมโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นเกษตรกร
รายย่อย มีสมาชกิ ครอบครวั เฉลี่ยประมาณครอบครวั ละ ๔-๖ คน ส่วนใหญ่มีฐานะค่อนข้างยากจน มี
ทด่ี ินทากินน้อย หรอื บางรายไม่มีทดี่ ินทากินเลย

พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวทรงพระราชทาน “ทฤษฎีใหม่” เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา
โดย ประยุกต์ใชห้ ลักการของเศรษฐกิจพอเพียง รูจ้ กั พอ ไม่โลภ ไม่เบียดเบียน พึ่งตนเอง พ่ึงกันเอง
เข้ากับการทาการเกษตรแนวใหม่อย่างเปน็ รปู ธรรม

โดยเรม่ ิ จากการศึกษาข้อมูลจนพบว่า เกษตรกรไทยส่วนใหญ่มีพ้ืนท่ีเฉล่ียอยู่ประมาณ
ครอบครวั ละ ๑๐-๑๕ ไร่ ( ค่าเฉลี่ยของการถือครองทีด่ ินในขณะน้ัน) จงึ ทรงคิดคานวณ จาแนกการใช้
พ้ืนทีดินเพ่ือการดาเนินชวี ติ โดย มีเป้าหมายหลัก คือ ทาอย่างไรให้ มีข้าว ปลา อาหาร เพียงพอและ
ปลอดภัยตลอดปี จากผืนดินจานวนน้อยทมี่ ีอยู่ เพ่อื ทจ่ี ะได้ประหยัดค่าใชจ้ า่ ยทีต่ ้องจา่ ยไปกับค่าอาหาร
และ ของกินของใช้ต่าง ๆ เพื่อให้มีรายได้เหลือพอสาหรบั จับจ่ายใช้สอยในส่ิงท่ีจาเป็นสาหรบั ชีวติ
นอกจากนั้นยัง มีความมั่นคงในท่ีอยู่อาศัย เมื่อมีความมั่นคงในชวี ติ ก็ดาเนินชวี ติ ด้วยความรกั ความ
สามัคคี และเอื้ออาทรกันในระดับทสี่ ูงข้นึ ไปคือระดับชุมชน

สรุปแนวคิด ข้ันตอนการดาเนินงาน
พระองค์ทา่ นทรงพระราชทานดารใิ ห้ทดลอง “ทฤษฎีใหม่” ข้ึนครง้ั แรกท่ีวัดมงคลชยั พัฒนา
เมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๓๒ โดยพระราชทานทนุ ทรพั ยส์ ่วนพระองค์ ( เพ่ือซอื้ ทดี่ ินจานวน ๑๕ ไร่ ใกล้วัดมงคลชยั
พฒั นาทดลองทาทฤษฎีใหม่จากนั้นขยายโครงการไปยังทอ่ี ่ืน ๆ อีก เชน่ ทอ่ี าเภอเขาวง จงั หวัดกาฬสินธุ์
และภายหลงั ได้ทรงสรุปแนวคิดเปน็ วธิ กี าร ดาเนินงาน “ทฤษฎีใหม่” ๓ ขั้นตอน ดังนี้

ข้ันตอนที่๑ การผลิตเพ่อื พออยู่ พอกิน และพง่ึ ตนเองได้ (Self Sufficiency of Economy)
คาถาม ทาอยา่ งไรให้ พออยู่ พอกิน พึ่งตนเองได้ ? (ทาไมต้อง พ่งึ ตนเอง?
คาตอบ คือ ทาให้ผืนดินที่มีอยู่ใชป้ ระโยชน์ได้อย่างเต็มท่ี เพ่ือการพออยู่ (ท่ี อยู่อาศัย)
พอกิน (อาหาร) พ่ึงตนเองได้ (อาชพี ทม่ี ั่นคง) จงึ ต้องมีการแบ่งพ้ืนทอี่ อกเปน็ ส่วนๆ (การวางแผน) และ
ใชพ้ ื้นทใ่ี ห้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยแบง่ พ้ืนทอ่ี อกเปน็ ส่วนๆ อย่างครา่ ว ๆ (Tentative) ดังนี้

44

ส่วนท่ี ๑ พน้ื ทรี่ อ้ ยละ ๓๐ ขุดบ่อนา้ ปลกู พืชน้า เชน่ ผักบุ้ง ผักกระเฉด ทา เล้าสัตว์บน ขอบสระนา้
ส่วนท่ี ๒ พ้นื ทรี่ อ้ ยละ ๓๐ ทานา
ส่วนที่ ๓ พืน้ ทรี่ อ้ ยละ ๓๐ ปลูกพืชไร่ พชื สวน ไม้ผล ไม้ยนื ต้น ไม้ใชส้ อย(ปา่ 3อยา่ ง ประโยชน์4อย่าง)
ส่วนท่ี ๔ พื้นทร่ี อ้ ยละ ๑๐ ปลูกบ้านพัก โรงเรอื น โรงเพาะเห็ด ผักสวนครวั ไม้ประดับ กอง
ฟาง กองปุ๋ยหมัก ถนนหนทาง ท่ีจอดรถ ที่ต้องพึ่งตนเอง เพราะทฤษฎีเก่าส่งเสรมิ ให้เกษตรกรพึ่ง
ภายนอก จงึ ทาให้เกษตรกรยากจน
ขั้นตอนท่ี ๒ การรวมพลงั หรอื รว่ มแรงกันในรูปกลุ่ม หรอื สหกรณ์

คาถาม ทาอยา่ งไรให้กล่มุ และสหกรณ์ รวมทงั้ ชุมชนเข้มแขง็ และมีความยัง่ ยนื
คาตอบ คือ การรวมกลุ่มกัน (พ่ึงพากันเอง) เพื่อเป็นการสรา้ งความเข้มแข็งโดยแปรพลัง
เกษตรกร สู่การสรา้ งความเขม้ แขง็ และย่งั ยืนให้กับชุมชน ในด้านต่าง ๆ ดังน้ี

๑.การผลิต : การวางแผนการผลิต (แผนผังฟารม์) การเตรยี มดิน (เทคนิคกสิกรรม
ธรรมชาติ) การจดั การแหล่งน้า เตรยี มปัจจัยการผลิต พันธุพ์ ืช ตัวอ่อนสัตว์ และประมง ปุ๋ย (ฮิวมัส)
สมุนไพร ยาพชื สัตว์ คน และ ปจั จยั การผลติ อ่ืน ๆ

๒.การตลาด : การเตรยี มลานตากข้าว การจดั หายุ้งฉางเอาไว้เก็บผลผลิต เครอ่ ื งสีข้าว
แปรรูปผลผลิตเพ่ือสรา้ งมูลค่าเพิ่ม การรวมกลุ่มกันขายให้ขายในท่ีไม่ไกลก่อน เพ่ือลดค่าใชจ้ า่ ยในการ
ขนส่งผลิตผลทางการเกษตร และเพ่ือความม่ันคงของจานวนผลผลิตและคุณภาพผลผลิตมีผลผลิตท่ี
ปลอดภัยและมีปรมิ าณไม่มากนัก ทาให้มีอานาจต่อรองจนถึงกาหนดราคา ในห่วงโซอ่ ุปทาน

๓.การเป็นอยู่ : การดูแลชีวติ ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนร่วมกัน เช่น อาหาร
เครอ่ ื งนุ่งห่ม ยารกั ษาโรค ด้วยการเผ่ือแผ่ แบ่งปัน ระหว่างคนในชุมชนหรอื การต้ังรา้ นค้าสหกรณ์
ชุมชน เพ่อื ลดค่าใชจ้ า่ ยในการเดินทาง และลดต้นทนุ จากการซอื้ เปน็ จานวนมาก ๆ

๔.ธนาคารเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสวัสดิการ : การจัดการด้านสาธารณสุขของชุมชน
(ปลอดภัย) ด้วยการรว่ มมือกันจัดหาบรกิ ารสวัสดิการสังคมพ้ืนฐานสาหรบั ชุมชน เชน่ สถานบรกิ าร
สาธารณสุขชุมชน บรกิ ารด้านสุขอนามัย หรอื การตั้งกองทุนกู้ยืมเพ่ือการทากิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน
เชน่ สัจจะออมทรพั ย์ ธนาคารข้าว ธนาคารโคกระบอื ธนาคารต้นไม้ ฯลฯ

๕.การศึกษา : การให้ความรูข้ องชุมชน รวมตัวกันสรา้ งความเข้มแข็งด้านการศึกษา
โดยมีบทบาทด้านการส่งเสรมิ การศึกษาชุมชน การสิบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ศูนย์ฝึกอบรมสั่งสอน
แบบเบด็ เสรจ็

๖.สังคมและศาสนา : มีการสืบทอดทางวัฒนธรรม การส่งต่อประเพณีและการสืบทอด
ศาสนา การปลกู ฝังคณุ ธรรมจรยิ ธรรมให้กับคนในชุมชน (กาหนดเปน็ ตัวชวี้ ดั ชุมชนเขม้ แข็ง ด้านคุณธรรม)

ขั้นตอนที่ ๓ การติดต่อประสานเพ่ือหาแหลง่ ทนุ หรอื แหล่งเงนิ
คาถาม ทาอยา่ งไรให้กลุ่ม / ชุมชนมีความเข้มแข็งและยัง่ ยนื
คาตอบ คือ การประสานความรว่ มมือไปยังบรษิ ัทเอกชน แหล่งทนุ และบรษิ ัทด้านพลังงาน

เพือ่ ก้าวเขา้ สู่ขน้ั ที่ ๓ ของการพ่ึงตนเอง พึ่งกันเองโดยการขอรบั การสนับสนุนด้านเงนิ ทุนจาก ธนาคาร
บรษิ ัท ห้างรา้ น หรอื หน่วยงานเอกชน ให้ความสาคัญกับการได้ประโยชน์รว่ มกันท้ังสองฝ่าย เชน่ บรษิ ัท
ห้างรา้ น ได้ซอ้ื ข้าว และผลผลิตทางการเกษตรราคาถูกจากเกษตรกรโดยตรง แลกเปลี่ยนกับการให้
พ้นื ทใี่ นการจาหน่ายสินค้า บรษิ ัทได้ทากิจกรรมทร่ี บั ผิดชอบต่อสังคม (CSR)

45

โดยรายละเอียดของแต่ละขั้นตอน เม่ือนาไปปฏิบัติจรงิ จะทาได้อย่างไรจะได้กล่าวถึงต่อไป

เหตุผลทเี่ รยี กว่าทฤษฎีใหม่ :

คาถาม ทาไมถึงเรยี กวา่ ใหม่

คาตอบ เพราะว่า

 มีการบรหิ ารและจดั แบ่งที่ดินเล็กออกเป็นสัดส่วนท่ีชดั เจน เพ่ือประโยชน์สูงสุดของ

เกษตรกรซึง่ ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน ตัวอย่าง การประยุกต์ของปราชญ์ชาวบ้านอีสาน

“เกษตรประณีต ๑ ไร่ “ แบง่ พ้ืนท๑่ี ไรเ่ ทา่ กับ ๑,๖๐๐ ตารางเมตร เปน็ ต้น

 มีการคานวณโดยหลักวชิ าการ เก่ียวกับการออกแบบพ้ืนท่กี ักเก็บน้าตามปรมิ าณน้าฝน

ท่ีจะกักเก็บให้เพียงพอ ต่อการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสมตลอดปีอย่างครา่ วๆ

(Tentative) ทไี่ ด้คานวณปรมิ าณการระเหยของนา้ ไวด้ ้วย) ต้องมีแหล่งน้าของตนเองท่ี

สามาถนามาใชใ้ นการทาการเกษตรตลอดปี

 มีการวางแผนทสี่ มบูรณ์แบบ สาหรบั เกษตรกรรายยอ่ ยโดยมีถึง 3 ขัน้ ตอน

ระบบการผลิตที่ตอบสนองความต้องการด้านอาหาร ปัจจัยการผลิต การแปรรูป การ

รวมกลุ่ม จดั การวางแผนด้านการตลาดผลผลิต รวมตัวกันเป็นเครอื ข่ายความรว่ มมือ

และทาธรุ กิจกับทนุ ใหญ่ ตัดคนกลาง

 มีการกาหนดมาตรฐานระบบการตรวจสอบรบั รอง ขายสินค้าท่ีต้องแปรรูปก่อนไม่ขาย

เป็นวัตถุดิบ กาหนดราคา เป็นราคาที่ยุติธรรม และขายในท่ีไม่ไกลก่อน เพ่ือพรอ้ ม

สามารถค้าขายแข่งขันได้

ความแตกต่างของทฤษฎีเก่า กับทฤษฎีใหม่

ทฤษฎีใหม่ในพระราชดารขิ องพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว นอกจากจะเป็นการบรหิ าร

จดั การพ้ืนท่ีจานวนน้อยแล้ว ความสาคัญท่ียิ่งกว่านั้นคือ“เปน็ แนวทางในการดาเนินชวี ติ ” เพ่ือนาไปสู่

การพ่ึงตนเองได้ ซงึ่ เป็นความแตกต่างที่สาคัญของทฤษฎีใหม่ นอกจากนั้นยังมีความแตกต่างในการ

จดั การด้านต่าง ๆ ดังนี้

ทฤษฎีเก่า ทฤษฎีใหม่

การจดั การพื้นที่ เกษตรเชงิ เด่ียว ปลกู พชื ชนิดเดียว แบ่งพนื้ ที่ 30 : 30 : 30 : 10 เปน็ ระบบเกษตร

ผสมผสาน เต็มพน้ื ท่ี

การเตรยี มดิน ปอกเปลอื ก ใชป้ ุย๋ เคมี ปูนขาว ทานาแบบขนั้ บนั ได ลดการชะล้างหน้าดิน

ปุย๋ คอก ปุย๋ พชื สด ปลกู แฝกยดึ หน้าดิน ลดการพงั ทลายของดิน

ปลกู แฝกรอบโคนต้นไม้ชว่ ยกักเก็บนา้ ในดิน

การจดั การนา้ ระบบเขอ่ื นกักเก็บนา้ และปลอ่ ยนา้ ขุดสระโดยการคานวณปรมิ าณนา้

ตามระบบชลประทาน มีขอ้ จากัด ให้เพียงพอต่อการทานา ทาสวน จดั หา

ทาได้เพียง ๓๐% ของพ้นื ทเ่ี กษตร แหล่งนา้ เสรมิ โดยการใชท้ ฤษฎีอ่างใหญ่

เติมอา่ งสารอง และบ่อเกษตรกร

อาหาร ขายผลผลิตเพียงไม่กี่ชนิดเพอื่ นาเงนิ ปลูกทกุ อย่างทต่ี ้องกิน ปลกู ข้าว พอกิน

ไปซอื้ อาหารและค่าใชจ้ า่ ยในครวั เรอื น ในครวั เรอื น ปลูกผักสวนครวั พืชนา้ ปลูกผลไม้

ตลอดทง้ั ปี เลี้ยงปลา เลย้ี งไก่พ่งึ ตนเองได้ด้านอาหาร

46

ทอี่ ยู่อาศัย ขายผลผลติ เพอื่ นาเงนิ ไปสรา้ งบา้ น ทาบ้านดิน ปลูกไม้เพ่ือสรา้ งบา้ น
เวลาทง้ั ชวี ติ ทงั้ ชวี ติ ในการหาเงนิ ทาเฟอรน์ ิเจอร์ และเครอ่ ื งเรอื น
ลดค่าใชจ้ า่ ยด้านอาหาร พอมีเหลือ
เสื้อผ้า/ ขายผลผลติ เพอ่ื นาเงนิ ไปซอ้ื เสื้อผา้
เครอ่ ื งนงุ่ ห่ม เพื่อจบั จา่ ยใชส้ อยในสิ่งทจ่ี าเปน็
ข้าวของ ขัดสน เม่ือราคาผลผลติ ตก หรอื พ่งึ ตนเองได้แม้มีภัยธรรมชาติ

ได้รบั ความเสียหายจากภัยธรรมชาติ พึ่งตนเอง ด้วยปุย๋ ชวี ภาพ ลดการใชเ้ คมี
ใชธ้ รรมชาติชว่ ยธรรมชาติ สมุนไพรบาบัด
สุขภาพ เจบ็ ปว่ ยจากเกษตรเชงิ เด่ียว ภมู ิปญั ญาชาวบ้านใชส้ มุนไพรต้านโรค
จากการใชย้ าฆา่ แมลง และสารเคมี
ต้องหาเงนิ มารกั ษา

พ่งึ พาราคาตลาด ขนั้ ที่ 1 พอกิน พออยู่
พึง่ พาพ่อค้าคนกลาง ปลูกของทกี่ ิน กินของทปี่ ลูก
แลกผลิตผลเปน็ เงนิ
เพ่อื ซอื้ สินค้า/อาหาร พงึ่ ตนเองได้

ขายทดี่ ินทากิน ขนั้ ที่ 2 รวมกลุม่ ในรูปสหกรณ์
ทงิ้ แผ่นดินเกิด เดิน
ทางเข้าทางานในเมือง รว่ มมือกันด้านการผลติ การตลาด
ดูแลชความเปน็ อยู่ การศึกษา

สาธารณสุข สังคม ศาสนา

ปญั หาครอบครวั ปัญหาคุณภาพชวี ติ ความยากจน ขนั้ ที่ 3 ประสานแหลง่ ทนุ
ปัญหาสังคม วกิ ฤตการณ์ความขัดแย้ง ก้าวสู่ข้นั พฒั นา รว่ มกล่มุ
การค้า พัฒนาอาชพี และ
ชุมชนแออัด ทรพั ยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม
คณุ ภาพชวี ติ

ครอบครวั อยูร่ ว่ มกัน สรา้ งงาน สรา้ งรายได้ มีอาชพี เสรมิ
แก้ปญั หาความยากจน อยู่อย่างพอเพียง
ฟ้ ืนฟูทรพั ยากรธรรมชาติ ดิน นา้ ปา่

สืบทอดภมู ิปญั ญาและวฒั นธรรม ชุมชนเขม้ แขง็ ย่งั ยืน

47

จากทฤษฎีใหม่ สู่การปฏิบตั ิ

ทฤษฎีใหม่ มีเป้าหมายข้ันต้น เพื่อการพ่ึงตนเองให้ได้และพรอ้ มท่ีจะก้าวสู่ความเข้มแข็งด้วย

การรวมกลุ่มชุมชน สรา้ งความรว่ มมือในรูปแบบของสหกรณ์ เพื่อดูแลกันและกันในชุมชน สืบทอดภูมิ

ปญั ญาทอ้ งถ่ิน โดยมีศาสนาเปน็ ศูนย์กลาง ก่อนขยายสู่ขนั้ ทส่ี าม คือ การต่อยอดความยั่งยืนในรูปของ

การเชอ่ื มโยงแหล่งทนุ ภายนอกและบรษิ ัทพลังงานเพื่อขยายรูปแบบการผลิตสู่วสิ าหกิจชุมชนด้วยการ

สนับสนุนของธนาคาร และบรษิ ัทห้างรา้ น หน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นท่ี เป็นการสรา้ งความยั่งยืนในระยะ

ยาวได้

จากทฤษฎี ดังที่ ได้กล่าวไว้ข้างต้น ดูเหมือนว่าสามารถดาเนินการได้เป็นข้ันเป็นตอนและน่าจะ

สาเรจ็ ได้โดยงา่ ย แต่การจะนา ๓ ขั้นตอนของทฤษฎีใหม่ ไปปฏิบัติให้สาเรจ็ นั้นมีส่ิงทตี่ ้องคานึงถึงหลาย

ประการและทส่ี าคัญต้องไม่ลมื เรอ่ ื งของ “ความยืดหยุ่น” ซงึ่ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวได้ทรงกล่าวไว้

บ่อยครง้ั ว่า “อย่าติดตารา”เหตุเพราะว่าตาราท่ีเราใช้กันอยู่ยังไม่มีตาราเล่มใดที่จะมีแนวทางการ

แก้ปญั หาทเ่ี กิดขนึ้ ได้ จงึ ได้ทรงพระราชดารนิ ้ันเปน็ “ทฤษฎีใหม่”ย่อมยังไม่มีในตาราใด ๆ และได้ทดลอง

ปฏิบัติจนได้ผลจรงิ แล้วจงึ เขียนเป็นทฤษฎีใหม่นี้ข้ึน ส่ิงต่าง ๆ ทีท่ รงกาหนดข้ึนก็เป็นเพียงการคานวณ

อยา่ งครา่ วๆ หรอื สูตรครา่ วๆ (Tentative Formula) เม่ือนาไปปฏิบัติจาเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องคานงึ ถึง

ความเหมาะสมของสภาพพืน้ ทแี่ ละปจั จยั อื่น ๆ ทแี่ ตกต่างกันไปตามแต่ละครอบครวั ซงึ่ มีความแตกต่าง

กันไป ตาม “ภูมิสังคม”

ข้ันตอนท่ี ๑ การผลติ เพื่อพออยู่ พอกินและพึ่งตนเองได้ พออยู่ พอกิน
ขน้ั ที่ ๑ ของทฤษฎีใหม่มีหลกั สาคัญ คือ การผลติ เพอ่ื พออยู่ พอกินและ พึ่งตนเองได้
พงึ่ ตนเองได้ ด้วยการจดั การ ๓ อย่าง คือ

๑. การจดั การทด่ี ินขนาดเล็กเพ่อื ให้ได้ประโยชน์สูงสุดตามทฤษฎีใหม่

๒. การจดั การบรหิ ารแหล่งน้า ให้มีนา้ ใชไ้ ด้ตลอดปี

๓. การจดั การด้านการเกษตร เพื่อการ พออยู่ พอกิน พ่งึ ตนเองได้

การจดั การทด่ี ินขนาดเล็กเพ่อื ให้ได้ประโยชน์สูงสุดตามทฤษฎีใหม่

ส่วนที่ ๑ พ้นื ทร่ี อ้ ยละ ๓๐ ขุดบ่อน้า ปลกู พชื นา้ เชน่ ผักบุ้ง ผักกระเฉด ทาเลา้ สัตวบ์ นสระน้า

ส่วนท่ี ๒ พื้นทรี่ อ้ ยละ ๓๐ ทานา

ส่วนท่ี ๓ พืน้ ทรี่ อ้ ยละ ๓๐ ปลูกพชื ไร่ พืชสวน ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใชส้ อย

ส่วนท่ี ๔ พน้ื ทรี่ อ้ ยละ ๑๐ บา้ นพัก โรงเรอื น โรงเพาะเห็ด ผักสวนครวั ไม้ประดับ กองฟาง

กองปุย๋ หมัก

จากหลกั การน้ีลองแบ่งทด่ี ินตามสัดส่วนดังทกี่ าหนดไว้ซงึ่ ต้องไม่ลืมว่าหลกั การน้ีเปน็ แต่เพียง

“สูตรครา่ วๆ”เทา่ นั้น ดังน้ันสามารถปรบั เปลี่ยนได้ตามสภาพพื้นท่ี โดยมีส่ิงทตี่ ้องคานงึ ถึงทส่ี าคัญ คือ

๑.ผืนที่นา ต้องผลติ ข้าวได้เพยี งพอเลยี้ งสมาชกิ ในครอบครวั ( เหลือแลว้ จงึ ขาย ) แต่ต้องผ่าน

ขั้นตอนการทาบุญ ทาทาน แบ่งปนั แปรรูป เก็บรกั ษา แลว้ จงึ ให้ขายได้ ขายในทไี่ ม่ไกล

๒.บ่อน้า ต้องสามารถกักเก็บน้าไว้ได้เพียงพอใชต้ ลอดทั้งปี ทั้งสาหรบั ที่นา ที่ไร่ สวน ผักสวน

ครวั และนา้ กิน นา้ ใชใ้ นครวั เรอื น (หากขุดสระได้ปรมิ าณน้าไม่พอใชท้ ั้งปี ต้องรว่ มมือ กันบรหิ ารจดั การ

แหลง่ นา้ โดยใชร้ ะบบอ่างใหญ่เติมอ่างเลก็ อ่างเล็กเติมสระนา้ )

48

๓.การจัดการด้านการเกษตร ( การวางผังฟารม์ ) เพ่ือการพออยู่ พอกิน มีเป้าหมายเพื่อให้
พ่ึงตนเองได้โดยเลือกให้เหมาะสมกับสภาพพืน้ ท่ี ปรมิ าณน้า ความชานาญ และ รูปแบบของการใชช้ วี ติ

๔.ทฤษฎีใหม่ เปน็ แนวทางการดาเนินชวี ติ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง(เศรษฐกิจการเกษตร
แบบพอเพียง) มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรสามารถเล้ียงตัวเองได้ในระดับทปี่ ระหยัดก่อน โดยอาศัย
ความรว่ มมือรว่ มใจ และความสามัคคีของคนในชุมชน ชว่ ยเหลือกันและกัน เพื่อ “ลดรายจ่าย” ให้ได้
มากทสี่ ุด ซงึ่ จะนาไปสู่การพ่งึ ตนเองได้แบบ พออยู่ พอกิน พอใช้ (พอรม่ เย็น)

ตัวอย่างการแบ่งพ้ืนที่ สาหรบั ท่ดี ินจานวน ๑๕ ไร่
บ้าน นายแสนยา พนื้ ท่ี ๑๕ ไร่ จ.น่าน มีฝนตกปานกลาง ห่างไกลระบบชลประทาน

ทานา พื้นที่เฉล่ีย ประมาณ ๕ ไร่ ขุดสระนา้ พื้นที่เฉลี่ยประมาณ ๔ ไร่
ผลิตข้าวให้เพียงพอทงั้ ครอบครวั ท้งั ปี
เหลือจงึ ขายโดยการรวมกล่มุ สหกรณ์ ขุดสระลกึ ๔ เมตร หรอื พิจารณาตาม
ลักษณะพ้ืนท่ี เพื่อให้มีน้าในปรมิ าณ
พื้นท่ีสวน ๔ ไร่ ปลูกผลไม้ ปลูกไม้ยนื ต้น เพียงพอต่อการใชท้ ง้ั ปี จากนั้นเลี้ยง
ไม้ใชส้ อย สมุนไพร ปลกู ปา่ ๓ อยา่ ง ปลา ปลูกผักบงุ้ ผกั กระเฉด เพ่อื ใช้
ประโยชน์ ๔ อย่าง เพ่ือทาฟืน สรา้ งบ้าน เปน็ อาหาร
บนพ้ืนท่ีตามคันนา พื้นที่ทเ่ี หลือ และ
บรเิวณโดยรอบท่ีดิน พ้ืนท่ี ๒ ไร่ สรา้ งบา้ น
โรงเรอื น โรงเห็ด ผกั สวนครวั
ไม้ดอก ไม้ประดับ สรา้ ง
รายได้เสรมิ

ตัวอยา่ งการแบง่ พน้ื ที่ สาหรบั ทดี่ ินจานวน 15 ไร่ (พนื้ ทม่ี ีฝนตกบ่อย)
บ้าน นายเหมือง พื้นท่ี 15 ไร่ จ.ชุมพร มีฝนตกตลอดปี

ทานา พ้ืนที่ ๕ ไร่ ขุดสระน้า พื้นท่ี ๓ ไร่
ผลิตข้าวพอกินทงั้ ครอบครวั ทงั้ ปี ขุดสระลึก ๔ เมตร
มีน้าในปรมิ าณเพียงพอต่อการใช้
ตลอดทั้งปี

พื้นท่สี วน ๕ ไร่ ปลูกผลไม้ ปลูกไม้ยืนต้น พ้ืนท่ี ๒ ไร่ สรา้ งบ้าน
ไม้ใชส้ อย สมุนไพร ปลกู ปา่ ๓ อยา่ ง โรงเรอื น โรงเห็ด ผกั
ประโยชน์ ๔ อยา่ ง เพื่อทาฟืน สรา้ งบา้ น สวนครวั ไม้ดอก ไม้
บนพื้นท่ตี ามคันนา พื้นท่ีท่ีเหลือ และ ประดับ สรา้ งรายได้เสรมิ
บรเิวณโดยรอบที่ดิน

49

เกษตรทฤษฎีใหม่: ศาสตรพ์ ระราชาสู่โคก หนอง นา โมเดล

เทคนิคการสร้างหลุมขนมครกในไร่ คือการนา
ศาสตร์พระราชา ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น นามาสู่การ
ออกแบบพื้นท่ี 1 พื้นท่ี จานวนก่ีไรก่ ็ได้ ให้สามารถเก็บ
น้าฝนในพ้ืนที่น้ัน ๆ ไว้ให้ได้ทั้ง 100% โดยต้องมีการ
คานวณปรมิ าณน้าฝนทีต่ กลงมา น้าสาหรบั การบรโิ ภค และ
ปลูกข้าวซึ่งเป็นหลักการสา คัญของเกษตรทฤษฎีใหม่
นอกจากน้ันยังนาศาสตรพ์ ระราชาด้านการจัดการ ดิน น้า
ป่า มาใช้เพ่ือฟ้ ืนฟูระบบนิเวศในภาพรวม ทั้งการก้ันฝาย
ชะลอนา้ ฝายชุม่ ชนื้ การบาบัดน้าเสีย การปลูกแฝก และป่า
3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง ส่วนภูมิปัญญาท้องถิ่นน้ันได้แก่
การนาดินที่ขุดจากหนอง มาทาโคก การขุดหนองคดโค้ง
เพ่ือเพ่มิ พืน้ ทรี่ อบหนอง และเพื่อให้เป็นท่ีอยู่อาศัยของปลา
การขุดคลองไส้ไก่ เพ่ือเพ่ิมความชุม่ ชน้ื ในพื้นท่ี การยกหัว
คันนาสูงเพ่ือกักเก็บน้าฝน การทานานา้ ลกึ โดยใชร้ ะดับนา้ ในทอ้ งนาควบคุมวชั พชื และศัตรูพชื

หลมุ ขนมครก เมื่อนามาปฏิบัติ จะแตกต่างตามพ้ืนทลี่ ุ่ม และพื้นท่ีสูง แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือใน
พ้นื ทล่ี ุม่ ใชร้ ูปแบบ“โคก หนอง นา โมเดล” ในพน้ื ทส่ี ูง ใชก้ าร“เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นเขาหัวจุก” เชน่

1. พื้นที่ลุ่ม : โคกหนองนา โมเดล คือ รูปธรรมของหลุมขนมครก ซงึ่ เรยี กให้ง่ายต่อการจดจา
– โคก การนาดินทไ่ี ด้จากการขุดหนอง นามาถมเปน็ โคกเพอื่ สรา้ งทอ่ี ยูอ่ าศัย ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์
รวมท้ังปลูกต้นไม้ตามแนวทางศาสตรพ์ ระราชา คือ “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ได้แก่ ไม้เพื่อ
บรโิ ภค (พอกิน) เพื่อใชส้ อยในครวั เรอื น (พอใช)้ และเพ่ือสรา้ งท่ีอยู่อาศัย (พออยู่) ป่าท้ัง 3 อย่าง ให้
ประโยชน์อย่างที่ 4 คือชว่ ยสรา้ งสมดุลระบบนิเวศ (พอรม่ เย็น) ปลูกเป็นป่า 5 ระดับคือ สูง กลาง เตี้ย
เรย่ ี ดิน และพชื หัว ใบไม้ทร่ี ว่ งหล่นชว่ ยปกคลมุ หน้าดินเพิม่ ความชุม่ ชนื้ * น้าใต้ดินท่ีสะสมไว้ใต้โคก เม่ือ
ฝนตกลงมาบนโคกทีม่ ีต้นไม้จานวนมาก น้าจะค่อยๆ ไหลซมึ ลงมาเก็บไว้ใต้โคก รากต้นไม้ซง่ึ ต่างระดับ
กันจะชว่ ยรกั ษาหน้าดิน และกักเก็บน้าไว้ใต้ดินกลายเป็นแหล่งกักเก็บน้าใต้ดิน ชว่ ยสรา้ งความชุม่ ชนื้
เพ่ิมความอุดมสมบูรณ์ให้กับพืน้ ดิน
– หนอง ขุดหนองให้ขอบมีความคดโค้ง เพื่อให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของปลา ปรบั พื้น
หนองให้มีความลึกหลายระดับ ส่วนที่แสงแดดส่องถึง ปลาจะสามารถวางไข่ได้ดี * คลองไส้ไก่ ช่วย
กระจายน้ารอบพื้นท่ี ขุดให้มีลักษณะคดเค้ียว เพ่ือให้น้าไหลผ่านท่ัวพ้ืนท่ี เพ่ิมความชุม่ ชนื้ ให้กับผืนดิน
ส่งผลดีต่อการทาเกษตรและการปลูกพืชผล * ฝายชะลอน้า รบั และชะลอน้าท่ีไหลมาจากแม่น้าหรอื
พนื้ ทข่ี า้ งเคียง ชว่ ยดักตะกอนดินไม่ให้ไหลลงมาสะสมในหนอง คลอง บงึ และเข่ือน นอกจากน้ันยังเปน็
การเพมิ่ แหล่งกักเก็บน้าในพื้นที่
– นา ยกหัวคันนา เพ่ือเพ่ิมพื้นที่กักเก็บน้าไว้ในนา โดยให้มีความสูงประมาณ 1 เมตร และป้ ัน
หัวคันนาให้มีความกว้างเพ่ือปลูก “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” และปลูกแฝก เพื่อป้องกันการ
พังทลายของคันนา คันนาจะใชเ้ ป็นเครอ่ ื งมือในการปรบั ระดับน้าเข้านาตามความสูงของต้นข้าว เกิด
เปน็ นานา้ ลกึ ใชน้ ้าในการควบคมุ วัชพืชและแมลงตามภูมิปญั ญาทอ้ งถิ่น

50

2. พ้นื ทสี่ งู : เปล่ยี น “เขาหัวโล้น” เปน็ “เขาหัวจุก”

เมื่อประยุกต์ใช้ โคกหนองนา โมเดล ให้เขา้ กับภูมิสังคม พื้นทภ่ี ูเขา คือโคกตามธรรมชาติ จงึ ไม่
จาเป็นต้องสรา้ งโคกอีก ส่วนหนองน้ันเปล่ียนเป็นการกั้นฝายในพื้นที่รอ่ งเขาเพ่ือเก็บน้าไว้ ทานา
ข้นั บันได โดยยกหัวคันนาสูงและกวา้ ง เพ่ือเก็บน้าฝนทตี่ กลงมาบนภูเขาให้ได้มากทสี่ ุด สรา้ งบ่อเก็บน้า
จากวัสดุในพ้ืนท่ีไว้ด้านบน เพื่อปล่อยน้าผ่านคลองไส้ไก่ หรอื ท่ีเรยี กว่า ลาเหมือง กระจายให้ทั่วพ้ืนท่ี
และปลูกแฝกเพื่อป้องกันการพังทลายของดิน ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง เพ่ือพอกิน พออยู่
พอใช้ และคืนความรม่ เย็นให้ระบบนิเวศ รูปแบบนี้จะใชพ้ ื้นที่เพียง 10 ไร่ สามารถให้ผลผลิต มากกว่า
การปลกู ขา้ วโพดทง้ั ภเู ขา

51
– โคก พื้นทส่ี ูงในลกั ษณะภเู ขาเปน็ โคกโดยธรรมชาติ จงึ เน้นการปลูก “ปา่ 3 อย่าง ประโยชน์ 4
อย่าง” เพื่อชว่ ยสรา้ งสมดุลระบบนิเวศ แต่เน่ืองจากพ้ืนที่ขาดความชุม่ ช้นื จึงต้องเพ่ิมความชุ่มช้นื ให้
กลับคืนมาด้วยการสูบนา้ จากรอ่ งเขามาทบ่ี อ่ เก็บน้า และกระจายผ่านลาเหมืองให้ทว่ั พื้นท่ี “เขาหัวจุก”
– หนอง เกิดจากการกักน้าไว้ในรอ่ งเขาให้เพิ่มระดับสูงข้ึนด้วยการทาฝายชะลอน้า บ่อเก็บน้า
สรา้ งบ่อเก็บน้าไว้บนที่สูง โดยใชว้ ัสดุท่ีหาได้ง่ายในพ้ืนที่ เชน่ ไม้ไผ่ ทาบ่อโครงไม้ไผ่ฉาบปูน สูบน้าจาก
ฝายข้ึนบ่อด้วยพลังงานทดแทน เมื่อน้าเกินปรมิ าณกักเก็บของบ่อ ปล่อยน้าไหลลงคลองไส้ไก่ หรอื “ลา
เหมือง” ซงึ่ ขุดไล่ตามระดับชน้ั ความสูงของพื้นท่ี เพื่อกระจายความชุม่ ชนื้
– นา ทานาขั้นบันได ยกหัวคันนาสูงและกว้าง เพื่อกักเก็บน้าฝนที่ตกลงมาไว้ในท้องนา และ
ปลูกแฝกชะลอการพังทลายของดิน ทานาน้าลกึ เปน็ นาอินทรยี ์โดยการใชน้ า้ ควบคมุ วัชพืช และเรง่ ระดับ
ความสูงของต้นข้าว เพิ่มผลผลิต

๑. เกษตรทฤษฎีใหม่(1/8): ศาสตรพ์ ระราชาสู่โคก หนอง นา โมเดล

๒. เกษตรทฤษฎีใหม่(4/8): โคก หนอง นา พลิกฟ้ ืนพื้นท่ีแล้ง ตอนที่ 1
๓. เกษตรทฤษฎีใหม่(5/8): โคก หนอง นา พลิกฟ้ ืนพ้ืนท่ีแล้ง ตอนที่ 2
๔. เกษตรทฤษฎีใหม่(6/8): โคก หนอง นา ดาราโมเดล ตอนท่ี 1
๕. เกษตรทฤษฎีใหม่(7/8): โคก หนอง นา ดาราโมเดล ตอนที่ 2

๖. เกษตรทฤษฎีใหม่(8/8): โคก หนอง นา โมเดลเพื่อการจดั การนา้ อยา่ งยัง่ ยนื

52

1.5 วธิ ปี ฏิบัติอย่างเปน็ ระบบ เป็นขนั้ เป็นตอน มนษุ ย์ในระบบ

เศรษฐกิจพอเพยี ง : ต้องลงมือทา หรอื ททท. ทัน-ทนั -ที (ทาตามลาดับ เปน็ ข้ัน เปน็ ตอน)

ทาตามลาดับขนั้

ในการทรงงาน พระองค์จะทรงเรม่ ิ ต้นจาก
สิ่งที่จาเป็นของ ประชาชนท่ีสุดก่อน ได้แก่
สาธารณสุข เมื่อมีรา่ งกายสมบูรณ์แข็งแรง
แลว้ ก็จะสามารถทาประโยชน์ด้านอื่นๆ ต่อไป
ได้ จากนั้นจะเป็นเร่อื ง สาธารณูปโภคขั้น
พื้นฐาน และส่ิงจาเป็นในการประกอบอาชีพ
อาทิ ถนน แหล่งน้าเพ่ือการเกษตร การ
อุปโภคบรโิ ภค ที่เอ้ือประโยชน์ต่อประชาชน
โดยไม่ทาลายทรพั ยากรธรรมชาติ รวมถึงการ
ให้ความรูท้ างวชิ าการและ เทคโนโลยีที่เรยี บ
ง่าย เน้นการปรับใช้ภูมิปัญญาท้อ งถ่ิ นที่
รา ษฎรส า มา รถ นา ไปปฏิบัติ ไ ด้ และเ กิ ด
ประโยชน์สูงสุด ดังพระบรมราโชวาทเม่ือวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗ ความตอนหน่ึงว่า “…...การพัฒนา

ประเทศจาเป็นต้องทาตามลาดับขั้น
ต้ อ ง ส ร้า ง พื้ น ฐ า น คื อ มี ค ว า ม
พอมีพอกิน พอใชข้ องประชาชนส่วน
ใหญ่เปน็ เบ้ืองต้น ก่อน ใชว้ ธิ กี ารและ
อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตาม
หลักวชิ าการ
เ มื่ อ ไ ด้ พ้ื น ฐ า น ที่ ม่ั น ค ง พ ร้ อ ม
พอสมควรและปฏิบัติได้แล้ว จงึ ค่อย
สร้างค่อย เสรมิ ความเจรญิ และ
ฐานะเศรษฐกิจขั้นทส่ี ูงข้ึนโดยลาดับต่อไป หากมุ่ง แต่จะทมุ่ เทสรา้ งความเจรญิ ยกเศรษฐกิจให้รวดเรว็
แต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของ ประชาชน โดย
สอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรอ่ ื งต่างๆ ข้ึน ซงึ่ อาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ใน
ทสี่ ุด ดังเห็นได้ท่ี อารยประเทศกาลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในเวลานี้ การชว่ ยเหลือ
สนับสนนุ ประชาชนในการประกอบอาชพี และต้ัง ตัวให้มีความพอกิน พอใชก้ ่อนอื่นเป็นพ้ืนฐานนั้น เปน็
ส่ิงสาคัญอย่างย่ิง ยวด เพราะผู้ท่ีมีอาชพี และฐานะเพียงพอที่จะพึ่งตนเอง ย่อมสามารถ สรา้ งความ
เจรญิ ก้าวหน้าระดับที่สูงได้ต่อไปโดยแน่นอน ส่วนการถือ หลักที่จะส่งเสรมิ ความเจรญิ ให้ค่อยเป็นไป
ตามลาดับ ด้วยความ รอบคอบระมัดระวังและประหยัดนั้น ก็เพ่ือปอ้ งกันความผิดพลาดล้มเหลว และ
เพอื่ ให้บรรลผุ ลสาเรจ็ ได้แน่นอนบรบิ ูรณ์............”

53

ในการทรงงานพระองค์ จะทรงเรม่ ิ ต้น
จากสิ่งท่ีจาเป็นของประชาชนท่ีสุ ดก่ อน
ได้แก่ สาธารณสุข เมื่อมีรา่ งกายสมบูรณ์
แข็งแรงแล้ว ก็จะสามารถทาประโยชน์ด้าน
อื่ น ๆ ต่ อ ไ ป ไ ด้ จ า ก น้ั น จ ะ เ ป็ น เ ร่ ือ ง
สาธารณูปโภค ข้ันพ้ืนฐานและส่ิงจาเป็นใน
การ ประกอบอาชพี อาทิ ถนน แหล่งน้า เพ่ือ
ก า ร เ ก ษ ต ร ก า ร อุ ป โ ภ ค บ ร โิ ภ ค ท่ี เ อ้ื อ
ป ร ะ โ ย ช น์ ต่ อ ป ร ะ ช า ช น โ ด ย ไ ม่ ท า ล า ย
ทรพั ยากรธรรมชาติ รวมถึงการให้ความรู้
ทางวชิ าการและเทคโนโลยีท่ีเรยี บง่าย เน้น
ก า ร ป รับ ใ ช้ภู มิ ปั ญ ญ า ท้อ ง ถิ่ น ท่ี ร า ษ ฎ ร
สามารถนาไปปฏิบัติได้และเกิด ประโยชน์สูงสุด

ดังพระบรมราโชวาท เม่ือ
วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗
ความตอนหนึ่งว่า "………..การ
พัฒนาประเทศจาเปน็ ต้องทา
ต า ม ล า ดั บ ขั้ น ต้ อ ง ส ร้ า ง
พ้ื น ฐ า น คื อ ค ว า ม พ อ มี พ อ กิ น
พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่
เป็นเบ้ืองต้นก่อน ใช้วธิ ีการ
และอุ ปกร ณ์ ท่ีป ระห ยัดแ ต่
ถูกต้องตามหลักวชิ าการ เม่ือ
ไ ด้ พ้ื น ฐ า น ที่ มั่ น ค ง พ ร้ อ ม
พอสมควรและปฏิบัติได้แล้ว
จงึ ค่อยสรา้ งค่อยเสรมิ ความเจรญิ และฐานะเศรษฐกิจขั้นทส่ี ูงข้ึนโดยลาดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทมุ่ สรา้ ง
ความเจรญิ ยกเศรษฐกิจให้รวดเรว็ แต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของ
ประเทศและของประชาชน โดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรอ่ ื งต่างๆขน้ึ ซง่ึ อาจกลายเปน็
ความยุง่ ยากลม้ เหลวได้ในทส่ี ุด ดังเห็นได้ทอ่ี ารยประเทศกาลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
ในเวลาน้ี การชว่ ยเหลอื สนับสนนุ ประชาชน ในการประกอบอาชพี และต้ังต้วให้มีความพอกิน พอใชก้ ่อน
อ่ืนเป็นพ้ืนฐานนั้น เป็นส่ิงสาคัญอย่างย่ิงยวด เพราะผู้ท่ีมีอาชพี แลฐานะเพียงพอท่ีจะพึ่งตนเอง ย่อม
สามารถสรา้ งความเจรญิ ก้าวหน้าระดับที่สูงได้ต่อไปโดยแน่นอน ส่วนการถือหลักท่ีจะส่งเสรมิ ความ
เจรญิ ให้ค่อยเป็นไปตามลาดับ ด้วยความรอบคอบระมัดระวังและประหยัดน้ัน ก็เพ่ือป้องกันความ
ผิดพลาดล้มเหลวและเพอื่ ให้บรรลผุ ลสาเรจ็ ได้แน่ นอนบรบิ ูรณ์............."

54

ขน้ั ตอนการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ เ จ้ า อ ยู่ หั ว
ทรงศึกษาข้อมูลต่าง ๆ เป็นขั้นเป็น
๔. การดาเนินงานตามโครงการ ตอนอย่างละเอียดก่อนทุกครงั้ ในการ
๕. การติดตามผลงาน จดั วางแผนโครงการใดโครงการหน่ึง
ก่อนจะมีพระราชดารนิ ้ัน ข้ันตอนต่างๆ
๑. การศึกษาขอ้ มลู พอจะกล่าวได้ดังต่อไปนี้

ก่อนจะเสด็จพระราชดาเนินยังพน้ื ทใ่ี ดๆน้ัน จะทรง ๑. การศึกษาข้อมูล
ศึกษาข้อมูลจากเอกสารและแผนที่ต่างๆ ท่ีมีอยู่ ๒. การหาข้อมูลในพืน้ ที่
เพ่ือให้ทราบถึงสภาพในท้องถ่ินนั้นๆ อย่างละเอียด ๓. การศึกษาข้อมูลและการจดั ทา
ก่อนเสมอ โครงการ

๒. การหาขอ้ มูลในพนื้ ที่

เมื่อเสด็จฯ ถึงพ้นื ทนี่ ั้นๆ จะทรงหาขอ้ มูล
รายละเอียดเพมิ่ เติมอีกครงั้ หนงึ่ เพือ่ ให้ได้ขอ้ เทจ็ จรงิ
และขอ้ มูลล่าสุด อาทเิ ชน่

๑. ทรงสารวจพืน้ ท่ี เสด็จพระราชดาเนิน
ทอดพระเนตรพนื้ ทจ่ี รงิ ทคี่ าดวา่ ควรจะดาเนินการ
พัฒนาได้

๒. ทรงสอบถามเจ้าหน้าที่ เม่ือทรงศึกษาจาก
ข้อมูลเอกสาร และทรงได้ข้อมูลจากพ้ืนที่จรงิ แล้วจะ
ทรงปรกึ ษากับเจา้ หน้าทฝ่ี ่าย ต่างๆถึงความ เหมาะสม
ความเปน็ ไปได้อีกครงั้ หน่งึ พรอ้ มทั้งคานวณวเิ คราะห์
ทันที ด้วยว่าเมื่อดาเนินการแล้วจะได้ประโยชน์
อย่างไรและคุ้มค่ากับการลงทุน หรอื ไม่เพียงใด
อย่างไรแล้ว จงึ พระราชทานพระราชดารใิ ห้เจา้ หน้าทีท่ ่ี
เกี่ยวข้องไปพิจารณาในขั้น รายละเอียดตามขั้นตอน
ต่อไป

55

๓. การศึกษาขอ้ มูลและการจดั ทาโครงการ

เม่ือเจา้ หน้าทผ่ี ู้เก่ียวข้องได้รบั พระราชทานพระราชดารแิ ล้ว จะไปศึกษาข้อมูลรายละเอียดต่างๆ อีก
ครง้ั หนง่ึ เพื่อประกอบการจดั ทาโครงการให้เปน็ ไปตามแนวทางพระราชดารทิ ่ีได้พระราชทานไว้ อย่างไร
ก็ตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดารอิ ยู่เสมอว่า พระราชดารขิ องพระองค์เป็นเพียง
ข้อเสนอแนะเท่าน้ัน เม่ือรฐั บาลได้ทราบแล้ว ควรไปพิจารณาวเิ คราะห์กลั่นกรองตามหลักวชิ าการก่อน
เมื่อมีความเป็นไปได้และมีประโยชน์คุ้มค่า และเห็นควรทา เป็นเรอ่ ื งที่จะต้องพิจารณาตัดสินใจเอง
และในกรณีทว่ี เิ คราะห์พจิ ารณาแลว้ เห็นว่าไม่เหมาะสมสามารถลม้ เลกิ ได้

๔. การดาเนินงานตามโครงการ

เมื่อจัดทาโครงการเสรจ็ เรยี บรอ้ ย และผ่านการพิจารณาจากหน่วยเหนือตามลาดับข้ันตอน จนถึง
การอนุมัติโครงการและงบประมาณแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดาเนินการปฏิบัติงานในทันที โดยมี
สานักงานคณะกรรมการพเิ ศษเพือ่ ประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดาร ิ (สานักงาน กปร.)
เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานและประสานแผนต่างๆ ให้แต่ละหน่วยงานได้ดาเนินการ
สนับสนุนสอดคล้องกัน และ/หรอื อาจจดั ตั้งองค์กรกลางท่ีประกอบด้วยแต่ละฝ่ายท่ีเกี่ยวข้อง เป็นผู้
ควบคุมดูแลให้การดาเนินการต่างเปน็ ไปด้วยความเรยี บรอ้ ย มีประสิทธภิ าพ

๕. การติดตามผลงาน

ในการติดตามผลงานการดาเนินงานน้ัน แต่ละหน่วยงาน รวมท้ังสานักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อ
ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาร ิ จะได้มีการติดตามประเมินผลเปน็ ระยะๆ แต่ทส่ี าคัญ
คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯกลับไปยังโครงการนั้นด้วยทุกครง้ั เมื่อมีโอกาส เพื่อ
ทอดพระเนตรความก้าวหน้าและติดตามผลงานต่างๆ ให้เป็นไปด้วยความเรยี บรอ้ ย ในกรณีที่เกิดมี
ปญั หาอุปสรรคต่างๆ จะทรงชแี้ นะแนวทางการแก้ไขปญั หาน้ัน ให้สาเรจ็ ลุล่วงไป

ความประทบั ใจ

หลักการทรงงานน้ีเปน็ หลกั การทรงงานทีด่ ีและยังสาคัญกับการทางานเนื่องจากเราควรทจ่ี ะวางแผน
อย่างเปน็ ระบบ เพอ่ื ทจี่ ะให้งานออกมาดีเปน็ ระบบระเบียบ

56

1.6 ทาแบบคนจน (เอามื้อสามัคคี)

ผมสงสัยมานานว่า ทาไม อ.ยกั ษ์ (ดร.ววิ ฒั น์ ศัลยกาธร) ต้องเรม่ ิ สอนทฤษฎีตอนตี ๕ ออกเรยี น
ภาคปฏิบัติตอนมองเห็นลายฝ่ามือ... แต่คลปิ ทฟ่ี ังมาทง้ั หมดทา่ นไม่ได้บอกไว้ วันน้ีเจอคลิปทที่ ่านพูด
เรอ่ ื งนี้ไว้ชดั เจนยิง่ นัก ... ทา่ นใดใครด่ ูเองเชญิ เถิดครบั ... แต่หากชอบอ่านเลอื่ นผ่านไปเลยครบั (ผม
เขยี นบนั ทกึ นี้โดยเอาความรเู้ ดิมทเี่ คยฟังทา่ นมาหลายคลปิ มาเติมด้วย)
เกรน่ ิ ก่อน (สิ่งทผี่ มเพิง่ จะเข้าใจเปน็ ครง้ั แรก)

 เพง่ิ เขา้ ใจวา่ ทาไมการศึกษาไทยสมัยใหม่จงึ ล้มเหลว ลม้ เหลวในทน่ี ี้ หมายถึง การศึกษาสมัยน้ี
ทาให้คนทงิ้ ถิ่น ทงิ้ บ้านทง้ิ เรอื น

 เพง่ิ เข้าใจว่า "คนจนเขาทางานแบบไหน" ทง้ั ๆ ทผ่ี มเองก็ผ่านความยากจนแบบน้ันมาด้วย
ตนเอง แค่ฟังทา่ นพดู ภาพในอดีตทั้งหลายมันรวมลงในใจผมวา่ ใช่ ใชเ่ ลย ตอนเด็กๆ พอ่ แม่ก็
สอนแบบน้ี... ผมลมื คาสอนของทา่ นไปนานกี่ปเี น่ีย

 เพง่ิ จะเข้าใจวา่ หนงั สือพระราชนิพนธ์ "พระมหาชนก" ตีความว่า "ต้นมะม่วง" ก็คือ "ประเทศ
ไทย" ... ในใจมีเสียงกังวาลว่า ...อ้อ...เข้าใจแล้ว

การศึกษาแบบคนจน-คนรวย
 คนจนตั้งตนอยู่ในความลาบาก (ฝนื กิเลส) กุศลจงึ เจรญิ ผู้คนจงึ ใจดี มีเมตตา เอื้อเฟ้ ือ แบ่งปนั
... แต่การศึกษาในปจั จุบัน สอนให้นิสิตนักศึกษา ต้ังตนอยู่ในความสบาย (ตามใจกิเลส) สังคม
จงึ เส่ือมลงอยา่ งเห็นได้ชดั
 คนจนต่ืนตี ๔ เรม่ ิ เรยี นรแู้ ละทางานตอนตี ๕ นอนเรว็ ต่ืนเชา้ เขา้ วัดวนั โกณวนั พระ แต่
การศึกษาสมัยใหม่ ทาให้คน ต่ืนสาย นอนดึก เทย่ี วกลางคืน ไม่เข้าวดั หยุดเสาอาทติ ย์
 การศึกษาแบบคนรวย(แบบทนุ นิยม) ทาให้คนทงิ้ ถิ่น ยิ่งเก่งยิ่งทงิ้ ชุมชนเรว็ ใครเก่งทส่ี ุดจะถูก
ส่งเสรมิ ให้ทงิ้ บา้ นเข้าเมือง เมื่อสาเรจ็ การศึกษาได้ทางานทตี่ ั้งตนอยูใ่ นความสบาย หาเงนิ เพื่อ
ซอื้ ความสบาย นาเงนิ ซอื้ ความสบายให้พอ่ แม่ทอี่ ยูท่ บ่ี า้ น .... จงึ กระตุ้นให้คืนอื่นๆ เกิดกิเลส
อยากสบายและมีหน้าตาเปน็ เจา้ เปน็ นายบา้ ง จงึ แห่กันทงิ้ บา้ นทงิ้ เรอื นเขา้ กรงุ มุ่งหาเงนิ ซอ้ื ขา้ ว
กิน (ทงั้ ที่ตนเองปลกู กินเองได้) ... จนเปน็ ทมี่ าของหน้ีสินและความจน(จรงิ )
 คนทเ่ี คยสบายแลว้ เปน็ เรอ่ ื งยากทจ่ี ะกลับไปลาบาก(กาย) ย่งิ เด็กรุน่ หลงั ทไี่ ม่ได้รบั การปลูกฝัง
ให้ผ่านการตั้งตนอยูใ่ นความยากลาบากกับชวี ติ "แบบคนจน" เลย จงึ ไม่มีทางทกี่ ารศึกษาแบบ
คนรวย จะทาให้คนกลับไปอยู่บา้ นเกิดภมู ิลาเนาของตนเอง

การศึกษาแบบคนจน
 คือการศึกษาบนฐานชวี ติ จรงิ ๆ ของชาวบ้าน มีลาดับขั้นการศึกษาพัฒนา ๓ ขัน้ ตอน คือ
o การศึกษาเพอื่ ให้เปน็ ผู้มีวนิ ัย มีคณุ ธรรม ... เปน็ คนดี มีสัมมาสามัญสานึก
o การศึกษาเพื่อให้สามารถประกอบอาชพี ทามาหากินได้ (สัมมาอาชวี ะ) ... พงึ่ ตนเอง
o การศึกษาให้เกิดความเชย่ี วชาญ เปน็ ปราชญ์ เปน็ ครู พัฒนาต่อยอดหรอื สรา้ งภมู ิ
ปญั ญา และสอนลูกหลานต่อไป ...แบ่งปนั ชว่ ยเหลือคนอ่ืนได้

57

 วธิ กี ารศึกษาแบบคนจน ควรจะ
o ฝกึ ให้ชนิ กับการฝนื กิเลส รูจ้ กั กิเลส เอาชนะกิเลส โดยการสรา้ งปญั ญาในตนเอง เชน่
 สอนให้รจู้ กั ศีล เบญจศีล เบญจธรรม
 ตื่นเชา้ (กิเลสชอบนอนต่ืนสาย) เพียรทางานหนัก (กิเลสชอบสบาย) ขยนั
(กิเลสชอบขเ้ี กียจ)
 ฝกึ วนิ ัยในทกุ กิจกรรม ทกุ กิจวัตร ทกุ อรยิ าบท (ปูพื้นไปสู่การปฏิบตั ิธรรม เจรญิ
สติ เจรญิ ปญั ญาภายใน) ต้ังแต่เทา้ ถึงเส้นผม ตั้งแต่รองเทา้ ถึงหมวก ตั้งแต่เชา้
ถึงคา่ ต้ังแต่ตื่นจนหลับ
 เขา้ วัด ฟังธรรมะ เสียสละ ทาเพ่ือสวนรวม ผ่านกิจกรรมบาเพ็ญประโยชน์
พรอ้ มๆ กับการรกั ษาและทานวุ ฒั นธรรมประเพณีอันดีงามของบรรพบุรุษ (บวร
บา้ น วัด โรงเรยี น)
o ฝึกให้รสู้ ึกปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดาเนินชวี ติ และพฒั นาชวี ติ ตามลาดับขน้ั ด้วย
ความรูแ้ ละความดี
 พอกิน
 พอใช้
 พออยู่
 พอรม่ เย็น
 ส่ังสมบุญ เรม่ ิ จากการดูแลตอบแทนบุญคณุ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ปา้ น้า
อา ญาติ มิตร สหาย และผู้มีพระคณุ ทั้งหลาย
 ทาทาน อามิสทาน อภัยทาน ธรรมทาน ฯลฯ
 ขาย ค้าขายแลกเปลี่ยน ขยายความความสุขความสาเรจ็ ให้เจรญิ ขนึ้
 รว่ มตัวกันสรา้ งเครอื ข่าย สู่ความสามัคคี พอเพียง มั่งคั่ง ย่งั ยนื

อ.ยกั ษ์ทา่ นบอกว่า ... พูดแบบน้ีมาก็นานแลว้ แต่ไม่มีมหาวทิ ยาลยั ใดทาเลย....ผมเอาเรอ่ ื งนี้มา
คุยกับน้อง ๆ ทที่ างาน น้องอาจารย์บอกว่า ยากมากนะครบั

ผมยอมรบั ว่า เพ่ิงจะเขา้ ใจก็คราวน้ีเองว่า ทใ่ี นหลวง ร.๙ ทรงตรสั วา่ "ให้ทาแบบคนจน" นั้น
สาหรบั ด้านการศึกษาเปน็ แบบนี้เอง

เอามือ้ สามคั คี คือ อะไร

การเอามื้อสามัคคี เปน็ กิจกรรมทกี่ ระตุ้นการบรโิ ภคภาคครวั เรอื นและเอกชน ผ่านกิจกรรมการ
พัฒนาและสนับสนุนพื้นทีค่ รวั เรอื นต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ ระดับครวั เรอื น ในโครงการพัฒนา
พื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ทีแ่ สดงให้
เห็นถึงการรว่ มแรงรว่ มใจกัน ชว่ ยเหลือซงึ่ กันและกัน ตามวัฒนธรรมและวถิ ีชวี ติ เดิมท่พี บในทุกพื้นที่
เปน็ กระบวนการทางาน

“ทาแบบคนจน” เพื่อขับเคลื่อนศาสตรพ์ ระราชาสู่การปฏิบัติ การใชก้ ิจกรรมเอามื้อสามัคคีมา
ขับเคลื่อนการพัฒนาพ้ืนที่ต้นแบบในแต่ละแปลง จงึ เป็นการรอ้ ื ฟ้ ืนเอาวถิ ีชวี ติ ดั้งเดิมวัฒนธรรมอันดี
ของคนไทยย้อนกลับมาปฏิบัติให้เกิดการปฏิบัติตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ รวมท้ัง สรา้ งความเป็นจิต
อาสาพัฒนาชุมชน จนเกิดเครอื ขา่ ยทม่ี ีพลังและความสามัคคี

58

การเอามื้อสามัคคี เปน็ การเรยี นรจู้ ากการฝึกปฏิบตั ิจรงิ โดยมีการแบ่งหน้าที่วางแผนการเอา
มื้อสามัคคี เรม่ ิ จากการสรา้ งความรู้ เตรยี มความพรอ้ มกิจกรรม จากนั้นแบง่ หน้าที่ แบง่ คน แบง่ งาน
ภายใต้แนวคิด “คึกคัก คล่องแคลว่ ครน้ ื เครง” และการลงมือปฏิบัติจรงิ ซงึ่ กิจกรรมเอาม้อื สามัคคี เปน็
การเรยี นรู้ 10 ขัน้ ตอนตามหลกั กสิกรรมธรรมชาติ เชน่ การรว่ มกันเอามื้อห่มดิน รว่ มกันปลกู หญา้ แฝก
การปลูกปา่ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ปลกู ปา่ 5 ระดับ การขุดคลองไส้ไก่ การทาหลุมขนมครก การ
ป้ นั คันนา การทาแซนด์วชิ ปลา ทาปุย๋ ชวี ภาพ ปลกู ดอกไม้ลอ่ แมลง รวมทงั้ การปลูกพืชผักสวนครวั และ
พชื เศรษฐกิจ เชน่ ข่า กลว้ ย ฝรงั่ มะม่วง พะยูง ยางนา เปน็ ต้น

เมื่อเสรจ็ จากกิจกรรมลงมือปฏิบตั ิก็มีทานอาหารรว่ มกัน โดยแต่ละคนนาอาหารจากบ้านตนเอง
ซง่ึ เปน็ ผลผลิตจากการทาเกษตรมาแบง่ ปนั กัน และในระหว่างการทานอาหารก็จะมีการแบง่ ปนั
ความรูส้ ึกดีๆ การล้อมวงสนทนา

เกิดการแลกเปล่ียนประสบการณ์ทไ่ี ด้ทาจรงิ ซงึ่ นอกจากจะพฒั นาพ้นื ทข่ี องครวั เรอื นต้นแบบ
ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติแล้ว ยังก่อให้เกิดการเรยี นรทู้ แี่ ทจ้ รงิ จากการฝกึ ปฏิบัติของ
ผู้เขา้ รว่ มเอาม้ือสามัคคีทกุ คน เกิดเครอื ขา่ ยเอาม้ือสามัคคีของครวั เรอื นต้นแบบ ทจี่ ะคอยชว่ ยเหลอื
กันเอามื้อสามัคคีในแปลงอ่ืนๆ ในพน้ื ทเ่ี ครอื ข่าย ซงึ่ จะก่อให้เกิดความสามัคคีปรองดองกัน ชว่ ยเหลือ
เก้ือกูลซงึ่ กันและกัน สามารถเปน็ พลังของชุมชนทเี่ ขม้ แขง็ ได้ สามเรอ่ ื งน้ีจะทาให้ครวั เรอื นมีความมั่นคง
พออยู่ พอกิน พอใช้ และพอรม่ เย็น พรอ้ มรบั มือกับปญั หาด้านต่างๆ ได้ และทส่ี าคัญคือ มีการปรบั
ทศั นคติให้ประชาชนได้เห็นถึงความสาคัญของการศึกษา การได้รบั การเรยี นรูต้ ลอดเวลาตลอดชวี ติ
เพื่อนาความรูแ้ ละคุณธรรมมาเปน็ พืน้ ฐานในการดารงชวี ติ นั่นเอง

ขอบคุณ

chaba2550

59

สรุป

การแปลงปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็นนามธรรม สู่การปฏิบัติ
แบบเป็นขั้น เป็นตอน ด้วยศาสตรพ์ ระราชการ 5 ระดับ คือ

1. ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2. แนวคิดทฤษฎี วา่ ด้วยเรอ่ ื ง ดิน น้า ปา่ คน และทฤษฎีใหม่
3. วธิ ปี ฏิบตั ิอย่างเป็นขน้ั เปน็ ตอน
4. เทคนิค นวัตกรรม เคล็ดวชิ า บทเรยี นจานวนมาก
5. การบรหิ ารแบบคนจน

60

บทที่ 2

2.1 หลักกสิกรรมธรรมชาติ

วทิ ยากรผู้สอน : วทิ ยากรจากภายนอก /ภายใน

วตั ถุประสงค์ : เพอื่ สรา้ งความรู้ ความเขา้ ใจแก่ผู้เขา้ อบรมถึง“หลักกสิกรรมธรรมชาติ”

เวลาสอน : จานวน 3-6 ชว่ั โมง

รูปแบบการสอน : การบรรยายให้ความรู้ และใชส้ ่ือเพื่อสรา้ งแรงบันดาลใจ

หัวใจของหลักกสิกรรมธรรมชาติ
คือ “เลี้ยงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช” เราไม่
เผา ไม่ทาลายหน้าดิน ไม่ปอกเปลือก
เปลือยดิน แต่นาเศษไม้ ใบหญ้า เศษ
ฟาง มาห่มดินไว้และรดด้วยปุย๋ น้าหมัก
แห้งชาม น้าชาม แลว้ ปลอ่ ยให้จุลนิ ทรยี ์
ทาหน้าที่ของมัน นั่นคือหลักการคืน
ชีวติ ให้แผ่นดิน เพราะดินมันตายแล้ว
ดิ น ต า ย ห ม า ย ถึ ง ใ น ดิ น ไ ม่ มี ส่ิ ง มี ชีว ติ
หลงเหลือ ไม่มีจุลินทรยี ์ ไม่มีไส้เดือน
ไม่มีแมลงเล็กๆ เพราะการใชส้ ารเคมี
ใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าจนดินตาย
ห ม ด สิ้ น เ ร า จึ ง ต้ อ ง “คื น ชี ว ิต ใ ห้
แผ่นดิน” ……....

เมื่อเราห่มดินด้วยฟางไอน้าท่ี
ระเหยจากดินในเวลากลางคืนจะขึ้นมา
ติดอยูก่ ับเศษซากใบไม้และฟางทีห่ ่มไว้
กลายเป็นน้าเป็นความชื้นท่ีเพียงพอ
สาหรบั พืชได้อยู่รอด แต่ต้องเป็นพืชที่
เ ล้ี ย ง แ บ บ ธ ร ร ม ช า ติ ป ลู ก แ บ บ
ธรรมชาติ ไม่ปรนเปรอด้วยน้า ด้วยปุย๋ จนอ่อนแอ หากินเองไม่เปน็ รากพืชที่เพาะปลูกแบบธรรมชาติ
จะยาวและแข็งแรง เพราะต้องหาอาหารกินเอง อยา่ ลืมว่าต้นไม้น้ันมี “ชวี ติ ”

เม่ือมีชวี ติ ก็เข้าตามกฎพื้นฐานคือต้องการเอาชวี ติ ตัวเองให้รอด พืชจงึ แกรง่ พอที่จะรอดจาก
อากาศทแี่ ห้งแล้ง แปรปรวน แต่เราต้องชว่ ย คือชว่ ยปรบั สภาพแวดลอ้ มทเ่ี ราทาลายลงไปให้หมดความ
สมดุลน่ีแหละให้กลับสู่ความสมดุล โดยคืน จุลินทรยี ์ดีให้กลับสู่พ้ืนดิน ซงึ่ จุลินทรยี ์น้ันก็อยู่ในน้าหมัก
ปุย๋ หมักทเ่ี ราหมักจากเศษใบไม้ และเติมหัวเชอ้ื จุลินทรยี ์ลงไป หรอื เก็บจุลินทรยี ์ตามธรรมชาติมาเล้ียง
ให้เพ่ิมจานวน แล้วจุลินทรยี ์ก็จะไปทาหน้าที่ย่อยฟาง ย่อยใบไม้ ซง่ึ เป็นปุ๋ยชน้ั ดีของพืช ปุ๋ยจงึ มาจาก
เศษซากพชื ซากสัตว์ ข้ีวัว ขค้ี วาย ต่างๆ ทเี่ ราใส่เขา้ ไป

61

จากนั้นจุลนิ ทรยี ์ปลายรากของต้นไม้แต่ละชนิดจะได้มายอ่ ยเอาไปเปน็ อาหารตามความชอบของ
พืชแต่ละต้นในแต่ละชว่ งเวลา จะเติมฮอรโ์ มนให้เขาในเวลาที่พืชต้ังทอ้ งก็ได้ ก็เหมือนเราบารุงครรภ์ก็
ต้องเพิ่มอาหารดีๆ .... นั้นคือหลักการทากสิกรรมธรรมชาติ ง่ายๆ แต่ต้องรูจ้ กั ธรรมชาติ และให้อาหาร
พชื ทเี่ ปน็ ธรรมชาติ จงึ ปฏิเสธปุย๋ เคมี และยาฆ่าแมลงทุกชนิด เพราะจะไปฆ่าแมลงดีๆ ทม่ี ากินแมลงตัว
รา้ ยตายไปด้วย และปฏิเสธเคมีทมี่ าในรูปของกากขยะนา้ มัน N P K ทกุ ชนิด เพราะเราไม่จาเป็นต้องซอื้
เราสรา้ งอาหารพืชได้ด้วยตัวเอง ประหยัด พงึ่ ตนเองได้

“ถ้าเราเรม่ ิ ปลกู จากการเผา ทาลาย เราก็จะสลายอาหารพืชทดี่ ีทส่ี ุดไปด้วยไฟ”

“ถ้าเราเรม่ ิ ปลูกจากการฆ่า เราก็เรม่ ิ ต้นวงจร “ระบบนิเวศอาหาร” ด้วยการทาลาย”

“ถ้าเราเรม่ ิ ปลกู จากการ “ให้” ให้จากใจเราเอง ให้กับธรรมชาติ ให้กับโลก เราก็จะอยู่ในโลกน้ีได้”

“ถ้าทกุ คนเรม่ ิ จากตนเอง เราก็จะมีกัลยาณมิตร เปน็ เครอื ข่ายทีม่ ีคุณธรรม เปน็ เพ่ือน เป็นมิตร
กัน ดูแลกันไปตลอดชวี ติ ”

วงจรแห่งความเจรญิ จงึ เรม่ ิ ต้นได้จากจุดเล็กๆ ในใจของแต่ละคนท่ีมองเห็นความเชอื่ มโยงของ
ทกุ สรรพส่ิงบนโลกนี้ และเมตตาต่อกัน ต่อๆ กันไป

จากหลกั กสิกรรมธรรมชาติเล็กๆ “เลยี้ งดิน ให้ดินเลีย้ งพชื ” จงึ สามารถสรา้ งแหล่งอาหารเล้ียงดู
ผู้คน และสรา้ งแหล่งพักพิงด้วยใจของคนท่ีเต็มไปด้วยเมตตาและการให้อันเป็นแก่นของปรชั ญา
เศรษฐกิจพอเพียงทเี่ ชอ่ื ว่า Our Loss is Our Gain ยิ่งให้ไปย่ิงได้มา เปน็ แหล่งพักใจท่ามกลางความ
แล้ง รอ้ น โลภ ของสังคมทม่ี ุ่งแขง่ ขันอย่างทกุ วันน้ี

“การห่มดิน”

ศาสตรก์ ารเล้ียงดินด้วยการห่มดินของพระราชา เรยี นรศู้ าสตรพ์ ระราชา “เลยี้ งดิน ให้ดินเลีย้ ง

พืช” ดินทด่ี ีน้ัน จะมีส่วนประกอบของดินทดี่ ีตามธรรมชาติ

1 อินทรยี ว์ ตั ถุ 3-5% /หรอื ส่ิงมีชวี ติ เล็กๆ 1-2%

2 น้าหรอื ความชน้ื 25% องค์ประกอบของดินดี

3 อากาศ 25%

4 แรธ่ าตุหรอื สารอาหาร 45%

- อินทรยี ว์ ัตถุ ก็คือเศษซากพืช, ซากสัตว์, มูลสัตว์ทย่ี ่อยสลายแล้ว และสิ่งมีชวี ติ เลก็ ๆ อยา่ งเชน่

จุลินทรยี ์, เชอื้ รา, ไส้เดือน, แมงมุม และมด ส่ิงมีชวี ติ เหล่าน้ีจะคอยเก้ือกลู ผลประโยชน์ให้กับพชื

- ความชนื้ ก็คือ น้า ซง่ึ น้าเป็นหัวใจสาคัญของทุกชวี ติ แน่นอนว่าถ้าพ้ืนที่ใดไม่มีน้าหรอื ไม่มี

ความชน้ื อยู่เลย ก็จะไม่มีส่ิงมีชวี ติ ใดเติบโตอยู่ได้เชน่ กัน

- อากาศ บางท่านอาจจะสงสัยว่า.. ดินต้องมีอากาศด้วยหรอ? ถ้าเล่าย้อนกลับไปในชว่ งท่ีเรยี น

อยูป่ ระถม ในการทดลองวทิ ยาศาสตร์ คณุ ครใู ห้นาดินมาโรยลงในน้าและสังเกตการเปลี่ยนแปลง จาได้

แม่นเลยว่าพยายามสังเกตหลายอย่างมาก แต่ก็ตอบไม่ถูกสักที สุดท้ายคุณครูก็เฉลยว่า “เราจะเห็น

ฟองอากาศลอยข้นึ มา” เปน็ อะไรทเี่ ห็นได้ชดั เจนมาก นี่จงึ เปน็ ขอ้ พิสูจนห์ นง่ึ ทบี่ ่งบอกว่าในดินก็มีอากาศ

อยูด่ ้วย

- สารอาหารต้องบอกก่อนว่า..ดินเปน็ เพียงโครงสรา้ งทเี่ อาไว้ยึดเกาะ แต่ไม่ได้ทาให้ต้นไม้โต สิ่ง

ทจี่ ะทาให้ต้นไม้โตได้นั้น ก็คือ สารอาหาร ซง่ึ มันก็มาจาก อินทรยี ์วัตถุ, ปุ๋ย และจุลินทรยี ์ ตัวอย่างเชน่

62

การปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ ต้นผักจะลอยอยู่ในน้าโดยใชโ้ ครงสรา้ งพลาสติกในการยึดเกาะและเติบโต
ด้วยสารอาหารจากปุย๋ ทลี่ ะลายอยู่ในนา้ โดยทไี่ ม่ต้องใชด้ ินแม้แต่น้อย

“การเลี้ยงดินด้วยการห่มดิน เปน็ การสรา้ งระบบนิเวศให้ฟ้ ืนกลบั คืนมาอย่างสมบูรณ์อีกครง้ั ”

วธิ กี ารเล้ียงดิน ด้วยศาสตร์ “การห่มดิน”

ขั้นตอนแรก การปรุงอาหารเล้ียงดิน นามูลสัตว์หรอื ปุ๋ยหมัก มาโรยรอบตรงพุ่มใต้ต้นไม้ เพื่อ
เปน็ ประโยชน์ ดังต่อไปนี้

กระตุ้นให้จุลินทรยี ์สรา้ งอาหารสาหรบั พืช ปรบั ปรุงโครงสรา้ งดินให้ดี รว่ นทรุยขึ้น ชว่ ยดูดซบั
ธาตุอาหารไวใ้ ห้แก่พืช **อธบิ ายเสรมิ ปกติแล้วเวลาทเ่ี ราใส่ปุย๋ ต้นพืชจะไม่ได้นาปุย๋ น้ันไปใชไ้ ด้ทง้ั หมด
ปุย๋ บางอย่างพืชดูดไปได้ชา้ อาจถูกการชะลา้ งจากนา้ ฝนหรอื น้าทเ่ี รารดไปก่อนได้ ชว่ ยปรบั ค่า กรด-ด่าง
ของดินให้เหมาะสมกับการเติบโตของพืช ชว่ ยกาจดั และต่อต้านเชอื้ โรคในดิน ทาให้พืชต้านทานโรค
และแมลงได้ดี

ขัน้ ตอนท่ี 2 การห่มดิน ในข้นั ตอนนี้เราจะนาศาสตรก์ ารห่มดินของพระราชา ในหลวงรชั กาลที่9
มาปรบั ใช้ โดยการนาฟางขา้ วหรอื เศษพชื ทห่ี าได้งา่ ย เชน่ ใบไม้ กิ่งไม้ หญ้าแห้ง วัชพืชต่างๆ มาคลุมให้
ทวั่ บรเิ วณทรงพุ่มทเี่ ราได้โรยมูลสัตวไ์ วแ้ ลว้ ความหนา1 ฝ่ามือและห่างจากโคนต้นประมาณ 1 คืบ เพื่อ
รกั ษาความชนื้ และความรอ้ นหน้าดิน ทาให้สิ่งมีชวี ติ เล็กๆในดินเกิดการขยายตัวมากข้นึ
ข้ันตอนท่ี 3 ให้คอยรกั ษาความชนื้ ภายใต้ฟางเอาไว้ โดยการรดน้าตามปกติ เพ่ือเพ่ิมจานวนสิ่งมีชวี ติ
เล็กๆในบรเิ วณน้ันให้มีมากๆ และเสรมิ ด้วยน้าหมักจุลินทรยี ์ ไม่ต้องเยอะ ซงึ่ ท่ีเราเรยี กว่า แห้งชาม น้า
ชาม เชน่ จุลินทรยี ์สังเคราะห์แสง ทท่ี าได้งา่ ยในเวลา 1 เดือน เพือ่ ให้จุลนิ ทรยี ท์ าการย่อยอาหารบรเิ วณ
น้ันออกมาให้กับพชื

การเชค็ ความสมบูรณ์จากรากพชื

การห่มดิน จะทาให้รากพืชบางส่วนงอกข้ึนมาหาอาหารบนดิน ซง่ึ รากพืชนั้นสามารถบ่งบอกถึง
ความสมบูรณ์ของต้นพืชได้ โดยการเปิดหน้าดินเล็กน้อยแล้วสังเกตทป่ี ลายราก ถ้าปลายรากยาวอวบ
สดใสมีจานวนมากแสดงวา่ ต้นสมบูรณ์ดี แต่ถ้าปลายรากเรยี วเล็กก็แสดงว่าความสมบูรณ์ยงั น้อย

ประโยชน์ของฟางขา้ ว
เปน็ อาณาจกั รของสัตว์ ทเี่ ปน็ มิตรกับต้นพชื ชว่ ยปรบั โครงสรา้ งของดินให้เกิดความสมดุล ชว่ ย

ลดการระบาดของแมลงศัตรูพืช ชว่ ยเพ่มิ ปรมิ าณอินทรยี ว์ ตั ถใุ นดิน และชว่ ยรกั ษาความชนื้ หน้าดิน
มีคากลา่ วหนง่ึ วา่ “ฟางข้าวเปรยี บเสมือนรถมือหนง่ึ ส่วนมูลวัวมูลควายเปรยี บเสมือนรถมือสอง”
วัว-ควาย พวกมันกินหญ้ากินฟางไปบารุงรา่ งกาย ส่วนที่เหลือก็ขับถ่ายออกมา ประโยชน์จงึ เหลืออยู่
น้อยเม่ือเทยี บกับฟางทยี่ ังไม่ได้ถกู นาไปใชง้ านเลย

ดังคากล่าวอีกคาหนงึ่ ว่า
“ต้องใชม้ ูลวัวมูล/ควาย 10 ส่วน จงึ จะเทยี บเทา่ ฟาง 1 ส่วน”
ถ้าหากเรานาฟางขา้ วมาใช้ 130 กิโลกรมั เม่ือมันย่อยสลายแลว้ เราจะได้สารอาหารโดยประมาณดังนี้
N ไนโตรเจน 8 ขดี
P ฟอสฟอรสั 1 ขีด
K โพแทสเซยี ม 2 กิโลกรมั
SiO2 ซลิ ิกา 13 กิโลกรมั

63

“ฟางข้าว” ธาตุสิลิกาอยูม่ าก ซงึ่ จะชว่ ยสรา้ งความแขง็ แรงและความทนทานต่อโรคแมลงให้กับ
ต้นพชื ได้อยา่ งดี อย่าปลอกเปลอื ก เปลอื ยดิน.....ให้...ห่มดิน…เลย้ี งดิน ให้ดินเลยี้ งพชื

การห่มดิน คืออะไร การห่มดิน คือ เป็นการปอ้ งกันการระเหยของความชนื้ ที่อยู่ในดิน และเป็น
ทอี่ าศัยของจุลินทรยี ์ท่ีมีประโยชน์ จุลินทรยี ์ชอบอยู่ในท่ีมืดที่มีความชุม่ ชน้ื ซงึ่ จะทาให้จุลินทรยี ์ทางาน
และขยายตัวได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ และจะทาให้ดินมีความสมบูรณ์

การห่มดิน เปน็ วธิ ปี อ้ งกันไม่ให้หญา้ ข้ึนในพ้ืนทเี่ ราได้ด้วย เพราะหญา้ โดนคลุมไว้
การห่มดิน เปน็ วธิ กี ารเพ่ิมอินทรยี วัตถุให้กับดินหรอื เปน็ การปรบั ปรุงดินก่อนการเพาะปลูก ดิน
ทด่ี ีสังเกตจะมีเชอื้ ราเกิดขึน้ และต้องใชร้ ว่ มกับนา้ หมักชวี ภาพจะทาให้ดินมีความสมบูรณ์ยง่ิ ขึ้นปลูกหญ้า
แฝกด้วย ใบแฝกก็ตัดมาห่มดินได้ก็เปน็ การดี
การห่มดิน เพ่ือให้จุลินทรยี ์ในดินมีความอุดมสมบูรณ์ถ้าเปลือยดินไว้จะทาให้จุลินทรยี ์ตาย
ต้นไม้จะไม่สามารถเจรญิ เติบ
ปญั ญาธรรมชาติรกั ดินต้องปรบั ปรุง
เรอ่ ื งการห่มดินสรุปว่า เป็น “ปัญญาธรรมชาติ” “รกั ดินต้องปรบั ปรุง รกั ท้องทุ่งต้องใช้
อินทรยี วัตถุไปปรบั ปรงุ ดิน” ชว่ งก่อนปี 2553-2554 มีการศึกษาและให้ความสาคัญในเรอ่ ื งน้ี อ.ววิ ัฒน์
ศัลยกาธร กลา่ วไวว้ า่ พืชพันธหุ์ รอื ต้นไม้ไม่วา่ พชื ชน้ั สูงพชื ชน้ั ต่า ไม้ใหญ่ไม้เล็กก็ต้องการความสมดุลทาง
ธรรมชาติเชน่ เดียวกันทงั้ สิ้นบางครงั้ ส่ิงทเ่ี ขาขาดไปเราก็สามารถแต่งเติมธรรมชาติให้เขาได้เชน่ กันโดย
ไม่ทงิ้ ความจรงิ ของธรรมชาติเชน่ การห่มดิน
นักวชิ าการเสรมิ อีกว่า การรกั ษาดินโดย (1) ไม่ซ้าเติมดินคืนจุลินทรยี ์ให้ดินชว่ ยปลุกพระแม่
ธรณีคืนชพี (2) ต้องมีความเขา้ ใจในพน้ื ทแ่ี ต่ละแห่งแลว้ ลงมือทาอย่างมีความหวังใบไม้แห้งก่ิงไม้แห้งที่
ลว่ งหล่นยามแลง้ อย่ากวาดออกไปปลอ่ ยให้ล่วงหล่นมาห่มดินให้ค่อยๆเรยี กความชน้ื เพ่ิมข้ึนมา(3) ยาม
ท่ีฝนฟ้าคะนองเทน้ามาให้ก็จาบังหน้าดินไม่ให้ถูกกระแทกอย่างรุนแรง แถมยังกักเก็บน้าไว้ให้หน้าดิน
ได้นาน (4) เม่ือมีความชนื้ ความอบอุ่นเหล่าสิ่งมีชวี ติ ตัวเล็กตัวน้อยก็จะมาอาศัยอยู่สรา้ งกิจกรรมตาม
ธรรมชาติแล้วจะนามาการฟ้ ืนแผ่นดิน
ต่อมามีการศึกษาเรยี นรูต้ ่อยอดจากประสบการณ์นาแนวคิดการทาเกษตรผสมผสานตามแนว
ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมาปรบั ใช้ โดยการปรบั คุณภาพดินด้วยการ “ห่มดิน” ด้วยฟาง
ข้าว เป็นต้น เพื่อทาให้ดินมีชีวติ การรกั ษาไม้ยืนต้นเดิมท่ีมีอยู่ในพื้นท่ีสวน และเสรมิ พันธุ์ไม้ใหม่ที่
เหมาะสมกับพืชเดิมท่มี ีอยู่ ด้วยแนวคิดการปลูกพืช 5 ระดับ คือ พืชใต้ดิน พืชเลื้อย พืชพ้นดิน พืชยืน
ต้นระดับกลาง และไม้ยนื ต้นระยะยาว ในพืน้ ทเี่ ดียวกัน
ดิน เปน็ ทรพั ยากรธรรมชาติทีม่ ีความสาคัญอย่างย่ิงต่อสิ่งมีชวี ติ เพราะคนเราใชท้ รพั ยากรดิน
เปน็ ทงั้ ทอี่ ยูอ่ าศัย เปน็ แหลง่ สรา้ งอาหาร เครอ่ ื งน่งุ ห่ม และยารกั ษาโรค แถมยังใชเ้ ป็นแหล่งกักเก็บน้า
เพ่ือการอุปโภค บรโิ ภค จึงกล่าวได้ว่า ดินเป็นทรพั ยากรขั้นมูลฐาน เป็นตัวการให้ มนุษย์เก็บเกี่ยว
ผลประโยชน์จากทรพั ยากรอื่น ๆ ได้เพิ่มมากขึน้ อยา่ งมหาศาล
การเกษตรทไี่ ม่ทาลายธรรมชาติ ไม่ทาลายดิน ไม่ใชส้ ารเคมีทเ่ี ปน็ อันตรายต่อดิน และให้ความสาคัญกับ
การปรบั ปรุงดิน เปน็ หัวใจสาคัญทจ่ี ะรกั ษาดินเอาไว้ได้
การ “ห่มดิน” หรอื “คลุมดิน” โดยใชฟ้ าง เศษหญ้า หรอื ใบไม้ท่ีสามารถย่อยสลายได้เองตาม
ธรรมชาติ และใส่อาหารให้แก่ดิน ด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรยี ์ชวี ภาพลงไป เพ่ือให้อาหารแก่ดิน แล้วดินจะ

64

ปล่อยธาตุอาหารให้พืช โดยกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรยี ์เรยี กหลักการนี้ว่า “เลี้ยงดิน ให้ดิน
เลยี้ งพชื ” การปฏิบตั ิเชน่ น้ี จะทาให้ดินกลบั มามีชวี ติ เปน็ การ “คืนชวี ติ ให้แผ่นดิน”

ประโยชน์ของการห่มดิน

1 เปน็ ทอ่ี ยูอ่ าศัยของจุลนิ ทรยี ์
2 เปน็ อาหารให้สัตวห์ น้าดิน เชน่ ไส้เดือน กิ้งกือ ฯลฯ ซงึ่ ชว่ ยพรวนดินและถ่ายมูลเปน็ ปุย๋ ให้พืช
3 เก็บรกั ษาความชน้ื
4 เมื่อย่อยสลายจะกลายเปน็ ฮิวมัส ซงึ่ เปน็ ปุ๋ยให้กับพืช
ประโยชน์ของจุลินทรยี ์
1 ชว่ ยตรงึ ไนโตรเจนจากอากาศ ซงึ่ ในอากาศมีก๊าชไนโตรเจนอยูถ่ ึง 78%
2 ชว่ ยยอ่ ยสลายซากพืช ซากสัตว์
3 ช่วยย่อยแรธ่ าตุท่ีอยู่ในหิน ลูกรงั ทราย เช่น ธาตุอาหาร กลุ่ม เหล็ก แมงกานีส สังกะสี
ฟอสฟอรสั เปน็ ต้น
4 ชว่ ยผลิตฮอรโ์ มนให้พชื
5 ชว่ ยผลิตสารปอ้ งกันโรคพชื

วธิ กี ารห่มดิน

ห่มดินด้วยฟาง เศษหญ้า หรอื ใบไม้ รอบโคนต้นไม้ประเภทไม้ยืนต้น โดยเว้นให้ห่างจากโคน
ต้นไม้ 1 คืบ ห่มหนา 1 คืบ ถึง 1 ฟตุ ทาเปน็ วงเหมือนโดนัท โรยด้วยปุ๋ยคอก (มูลสัตว์) บาง ๆ และรด
ด้วยน้าหมักชวี ภาพผสมนา้ เจอื จาง อัตราส่วน 1 : 50-100

ห่มดินในท่ีดินผืนใหม่ท่ีเพิ่งขุดปรบั พื้นท่ี หรอื ดินท่ีเสื่อมสภาพ เพื่อปรบั ปรุงคุณภาพของดิน
ก่อนเรม่ ิ การเพาะปลกู ด้วยการห่มฟาง เศษหญ้า หรอื ใบไม้ ให้หนาอย่างน้อย 1 ฟุต ทงั้ แปลง โรยด้วย
ปุย๋ คอก แลว้ ราดรดด้วยนา้ หมักชวี ภาพผสมน้าเขม้ ขน้ อัตราส่วน 1 : 10

โดยวธิ นี ี้ เป็นการระเบิดดินที่แห้งแข็ง ให้มีความชุม่ ชน้ื (ฟางห่มคลุมดินเพ่ือลดการระเหยของ
น้าในดิน ปุ๋ยคอกท่ีใส่เพ่ือเพ่ิมอินทรยี วัตถุ น้าหมักทาหน้าที่ย่อยสลายทั้งปุ๋ยและฟาง ให้กลายเป็น
อินทรยี วัตถุได้เรว็ ขึน้ ) ซงึ่ วธิ นี ้ีอาจต้องใชเ้ วลา 3 เดือนขน้ึ ไป โดยยังไม่ควรปลกู พชื ใด ๆ เพราะน้าหมักที่
เข้มข้นอาจทาให้ต้นไม้ตายได้

เกษตรกรรม กับ กสิกรรม

คาวา่ กสิกรรม และ เกษตรกรรม ต่างกันอย่างไร

คาว่า กสิกรรม กับคาว่า เกษตรกรรม มีความหมายต่างกัน ดังน้ี
คาว่า กสิกรรม มาจากคาบาลีว่า กสิกมฺม (อ่านว่า กะ-สิ-กัม-มะ) ซง่ึ หมายถึง การเพาะปลูก,
การไถ ในภาษาไทยคาว่า กสิกรรม เขียนคาว่า กรรม ตามแบบสันสกฤต คือ ก ไก่ ร หัน ม ม้า
หมายถึง การทาไรไ่ ถนา ใชต้ รงกับคาภาษาอังกฤษว่า farming (อ่านว่า ฟารม์ -ม่ิง)
ส่วนคาว่า เกษตรกรรม มาจากคาสันสกฤตว่า เกษฺ ตฺร (อ่านวา่ เกฺสด-ตฺระ) ซงึ่ หมายถึง “นา” กับ
คาว่า กรฺม (อ่านว่า กัร-มะ) ซง่ึ หมายถึง การกระทา คาว่า เกษตรกรรม ใชต้ รงกับคาภาษาอังกฤษว่า
agriculture (อ่านวา่ อะ-กรฺ -ี คัล-เชอ่ ร)์ หมายถึง การใชป้ ระโยชน์จากทด่ี ิน เชน่ การเพาะปลกู พืชต่าง ๆ
การปา่ ไม้ รวมทง้ั การเล้ียงสัตว์ และการประมงด้วย

65

เกษตรกรรม คือวถิ ีชวี ติ แห่งสังคมไทย

สังคมไทยมีรากฐานมาจากสังคมเกษตรกรรมการสังคมไทยมีรากฐานมาจากสังคมเกษตรกรรม
การปลูกขา้ วเปน็ การผลติ ของคนส่วนใหญใ่ นประเทศ วถิ ีชวี ติ ของคนเพาะปลูกขา้ วจงึ เปน็ พน้ื ฐานสาคัญ
ในการรงั สรรค์วัฒนธรรมในด้านต่างๆ ท้ังวัฒนธรรมการเมือง การปกครอง วัฒนธรรมการกินอยู่
วัฒนธรรมทางความคิด ความเชอื่ วัฒนธรรมทางภาษา และตลอดจนการแสดงออกต่างๆ ซง่ึ รวมเรยี ก
ได้วา่ เปน็ วฒั นธรรมข้าว (Rice Culture)

ในด้านการเมือง การปกครอง หรอื การจัดระเบียบทางสังคมของ ชุมชน วัฒนธรรมข้าว เช่น
สังคมไทยในอดีต สุภางค์ จนั ทวานิช เสนอบทความไว้ใน งานสัมมนา "วัฒนธรรมข้าวในสังคมไทย" ว่า
วธิ กี ารเพาะปลูกข้าวแบบนาดาเป็นเงอ่ ื นไขสาคัญทที่ าให้เกิดการจดั ระเบียบการปกครองแบบศักดินา
ข้ึน เน่ืองจากในการเพาะปลูกข้าวแบบนาดาซ่งึ เป็นวธิ ีการผลิตของชุมชนที่ตั้งถ่ินฐานม่ันคงมีการนา
ระบบชลประทานเข้ามาชว่ ยในพ้ืนที่ท่ีน้าหลากเข้าไปไม่ถึง ต้องใชแ้ รงงานจานวนมาก ตั้งแต่เรม่ ิ ทาคัน
น้า ขุดคลองส่งน้า ตกกล้า ทานา จนไปถึงการเก็บเก่ียวผลผลิต ดังนั้น แรงงานจงึ เป็นปัจจยั สาคัญใน
การผลิตของสังคมศักดินาจานวนแรงงานในสังกัด ผนวกกับขนาดท่ีดินท่ใี ชเ้ พาะปลูก จงึ เปน็ ตัววัดยศ
ของผู้ปกครอง ดังนั้น ศักดินา จงึ หมาย อานาจในการถือทีน่ า เป็นตัวกาหนดขนาดท่ีดินท่ีเพาะปลูกข้าว
และจานวนแรงงานทใ่ี ชใ้ นการเพาะปลูก เน่ืองจากการเพาะปลูก คือ หัวใจของการผลิตในสังคมศักดินา
จงึ ต้องกาหนดให้มีการดูแลกิจกรรมการปลูกข้าวเป็นพิเศษ กรมหลักในจตุสดมภ์ ซง่ึ เป็นหลักสาคัญ
ของการปกครองของไทยมาต้ังแต่สมัยกรุงศรอี ยุธยา จงึ ปรากฏ กรมนา มีเสนาบดีนา หรอื เกษตราธิ
การ มีหน้าทดี่ ูแลนาหลวง สนับสนุนให้ ราษฎรทานา เก็บภาษีนา ซอื้ ข้าวเข้าฉางหลวง ตลอดจนต้ังศาล
ชาระความเกี่ยวกับทน่ี า และววั ควาย

เกษตรกรรมคือวถิ ีชวี ติ แห่งสงั คมไทย

การจัดการระเบียนการปกครองด้วยระบบศักดินา ได้ดาเนินมาจนถึงสมัยรตั นโกสินทร์ ใน
รชั กาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการปฏิรูป การปกครองเป็นระบบมณฑล
เทศาภิบาล และยกเลิกระบบศักดินาไป มีการ ต้ังกระทรวงเกษตรพนิชการข้ึนแทนกรมนา เมื่อวันที่ ๑
เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๕ ต่อมาเปลี่ยนชอื่ เปน็ กระทรวงเกษตราธกิ าร และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใน
ปจั จุบนั

ถึงแม้ระบบศักดินาจะถูกยกเลิกไป แต่ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ระหว่าง “นาย” กับ “ไพร"่
ยังคงตกค้างอยู่ในสังคมไทย ระบบอุปถัมภ์แบบ “นาย กับบ่าว” ได้ววิ ัฒน์มาเป็น “เจา้ นายกับลูกน้อง”
ในปจั จุบนั สรุปได้ว่าแม้ การเพาะปลูกข้าวจะไม่ใชก่ ารผลติ ทส่ี าคัญทส่ี ุดอีกต่อไป แต่ระเบียบสังคมที่ถูก
สรา้ งขน้ึ จากสังคมวฒั นธรรมขา้ วกลบั ฝังรากลึกยง่ิ ในสังคมไทย

ในด้านความคิดความเชอื่ ของชุมชนในวัฒนธรรมข้าวแสดงออกในรูปของ พิธกี รรมเพื่อความ
อุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธญั ญาหารเป็นการอ้อนวอนธรรมชาติ หรอื เทพแห่งธรรมชาติ ให้อานวย
ความอุดมสมบูรณ์แก่ผลผลิตทไี่ ด้ลงแรงผลติ ไป ซง่ึ รวมความถึงความอยูเ่ ย็นเปน็ สุขของครอบครวั และ
ความมั่นคงของชุมชน พิธกี รรมท่ีเก่ียวกับข้าวและการทานา หรอื รวมเรยี กว่า พิธกี รรมท่ีเกี่ยว ข้องกับ
การเพาะปลูก จงึ เปน็ พิธกี รรมสาคัญของชุมชนวัฒนธรรมข้าว เชน่ สังคมไทย

66

หากจะนับเวลากิจกรรมตั้งแต่เรม่ ิ ทานาถึงเก็บเก่ียวผลผลิต ต้องใชเ้ วลา ถึง ๙ เดือน ตลอด
ระยะเวลาดังกล่าว คนไทยได้จัดให้มีพิธกี รรมในทุกขั้นตอน เรม่ ิ ตั้งแต่ พิธีกรรมบวงสรวง อ้อนวอน
เสี่ยงทายในชว่ งก่อนการเพาะปลูก หรอื ขณะเพาะปลูก เชน่ พิธเี ซน่ ไหว้ผีบ้านผีเมือง หรอื อารกั ษ์ หลัก
เมือง พิธกี รรม ขอฝน ฯลฯ เมื่อเพาะปลูกก็มีการอ้อนวอนขอให้การเพาะปลูกดาเนินไปด้วยดี เชน่ พิธี
แรกไถนา พิธเี ชญิ ขวัญแม่โพสพลงนา ฯลฯ มีการจดั พิธกี รรมเพื่อการบารุง รกั ษาต้นกล้าให้เจรญิ งอก
งาม เชน่ พธิ รี บั ขวญั แม่โพสพ ฯลฯ เมื่อถึงฤดูกาล เก็บเกี่ยวก็มีพิธแี สดงความอ่อนน้อมต่อ ธรรมชาติ ที่
บันดาลให้ได้ผลผลิต เชน่ พิธที าขวัญข้าว ทาขวัญลาน ทาขวัญอุ้งขา้ ว เปน็ ต้น ทา้ ยสุดก็ คือพิธกี รรมเพ่ือ
เฉลิมฉลองผลผลิตที่ได้ เชน่ พิธกี วนข้าวทิพย์ พิธบี ุญข้าวจี่ ฯลฯ ตลอดจนแสดง ความกตัญญูต่อผู้มี
บุญคณุ ในการเพาะปลกู ซงึ่ ได้แก่ พธิ สี ู่ขวญั ววั ควาย เปน็ ต้น

เมื่อสังคมไทยรบั ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธ เข้ามาในภายหลัง ศาสนาท้ังสองก็ได้ผสม
กลมกลืนกับความเชอ่ื ดั้งเดิมเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ ในพิธกี รรมที่เก่ียวข้องกับการเพาะปลูกมีการ
ผสมผสานแนวคิดไว้อย่างชดั เจน ดังเชน่ พระราชพิธจี รดพระนงั คัลแรกนาขวัญ เปน็ ต้น

ในปัจจุบันเม่ือความต้องการข้าวมีมากขึ้น มีการนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามามีบทบาทในการ
ผลิต พิธกี รรมเหล่าน้ีค่อยๆ ลดบทบาทลงจากการอ้อนวอน เพ่ือขอฝนจากเทวดา เปลี่ยนเป็นการทา
ฝนเทียม หรอื ใช้เทคโนโลยี การชลประทานจากการใช้แรงงานวัวควายเปลี่ยนมาเป็นใช้แรงงาน
เครอ่ ื งจกั รกล จากการอ้อนวอนขอความเมตตาจากเทวดาเพื่อความอุดมสมบูรณ์ เปล่ียนเปน็ การใส่ปุย๋
ใชย้ าฆ่าแมลง ฯลฯ เทคโนโลยีทนั สมัยเหล่าน้ีได้เข้ามาแทนทพ่ี ิธกี รรมด้ังเดิม จงึ ปรากฏว่าพิธกี รรมใน
การเพาะปลกู ของคนไทยเปน็ พธิ กี รรมทห่ี มดไปเรว็ ทส่ี ุดก่อนพิธกี รรมประเภทอ่ืนๆ

กสิกรรม

การกสิกรรม หมายถึงการเพาะปลูกพืชหรอื การนาพืชมาปลูกเพอื่ ใชป้ ระโยชน์ในการบรโิ ภคหรอื
ใชส้ อยนั้น เชอ่ื กันว่าเกิดขึ้นต้ังแต่มนุษย์เรม่ ิ รูจ้ ักการต้ังถ่ินฐานเป็นหลักแหล่งก่อนยุคประวัติศาสตรท์ ี่
เรยี กวา่ นีโอลทิ คิ (neolithic age) เมื่อประมาณ 10,000 ปกี ่อน ค.ศ. มาแลว้ เมื่อกลา่ วถึงประวัติหรอื
การพัฒนาการของการกสิกรรมซงึ่ ถือได้ว่าเป็นอารยธรรมสาคัญอย่างหน่ึงของมนุษย์น้ันอาจจะแบ่ง
ออกเปน็ ยุคต่างๆทม่ี ีการเปลยี่ นแปลงครง้ั ใหญ่ๆ จากหลกั ฐานทางโบราณคดีละทางประวตั ิศาสตรอ์ ื่นๆ

ประวตั ิการกสิกรรมของประเทศไทย

การกสิกรรมของประเทศไทยเชอ่ื ว่ามีมานานต้ังแต่สมัยดึกดาบรรพ์มาแล้ว ท้ังน้ีเน่ืองจากว่า
ดินแดนทเ่ี ปน็ คาบสมุทรอินโดจนี น้ีมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธญั ญาหารมากทีส่ ุดแห่งหนง่ึ ของ
โลก จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าเมื่อประมาณ 10,000 ปที ี่ผ่านมาน้ันมีมนุษย์ท่ีอาศัยอยู่ในทาง
ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เชน่ ในบรเิ วณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เลย หนองคาย
นครพนม อุบลราชธานี เป็นต้น รูจ้ กั บรโิ ภคอาหารชนิดต่างๆ มากกว่า 100 ชนิดแล้ว มีหลักฐานการ
ปลูกข้าวที่บ้านโนนนกทา จงั หวัดขอนแก่น เมื่อ 6,000 ปี และภาพเขียนท่ผี าแต้ม ท่ีอาเภอโขงเจยี ม
จงั หวัดอุบลราชธานี แสดงการปลกู ขา้ วในพน้ื ทนี่ า้ ขังและมีการควบคมุ น้า มีการเล้ียงสัตว์ เชน่ วัว ควาย
ไก่ กับมีเครอ่ ื งมือจบั ปลาใหญ่ในแม่น้าโขง ส่วนท่ีจงั หวัดอุดรธานีพบแหล่งอารยธรรมโบราณบ้านเชยี ง
ซงึ่ รจู้ กั เลย้ี งหม่อนไหมและกัญชา สาหรบั ทอผ้าใชก้ ่อนประเทศจนี ถึง 1,000 ปี ทง้ั ยังมีเครอ่ ื งป้ นั ดินเผา

67

มีลวดลายสวยงาม นอกจากน้ีในชว่ งเวลาดังกล่าวยังพบการถลุงเหล็กในอิสานตอนใต้หลายแห่งเพ่ือ
นาไปใชเ้ ป็นเครอ่ ื งมือทางการเกษตร เชน่ ไถหัวโลหะท่ใี ชล้ ากจูงด้วยสัตว์เล้ียง เปน็ ต้น เป็นการแสดง
ให้เห็นวา่ อารยธรรมของชุมชนโบราณในแถบนี้มีมานานไม่แพ้แหลง่ อารยธรรมในยุคเดียวกันของอิยิปต์
โบราณดังได้กล่าวมาแล้วตอนต้น ครน้ั มาในช่วงระหว่าง 6,000-1,200 ปี มีการสรา้ งเมืองสรา้ ง
อาณาจกั รมากข้ึนมีการกสิกรรมและเล้ียงสัตว์เป็นหลักแหล่งมากขึ้น เชน่ อาณาจกั รขอม จาปา และ
เมืองโบราณของไทยหลายแห่งโดยได้รบั อิทธิพลทางด้านอารยธรรมและศาสนาจากอินเดียและ
ทางด้านเศรษฐกิจ การค้าและการกสิกรรมจากจนี อิทธพิ ลของอาณาจกั รขอมได้แผ่ความเจรญิ มาทาง
ภาคอีสานและภาคกลาง เชน่ อาณาจกั รทวาราวดี ซงึ่ มีหัวเมืองสาคัญต่างๆ เชน่ อู่ทอง นครชยั ศร ี อู่
ตะเภา จนั เสน กาแพงแสน เสมา เปน็ ต้น ได้กลายเปน็ ศูนยก์ ลางการค้าทส่ี าคัญมีสินค้าจาพวกสมุนไพร
ทไ่ี ด้จากปา่ เปน็ หลัก ได้แก่ พรกิ ไทย ดีปลี กระวาน กานพลู เป็นต้น มีหลักฐานปรากฏว่าหลายหัวเมือง
รจู้ กั การขุดคชู กั น้าเพ่ือการกสิกรรม

ตัวห้า ตัวเบียน การจดั การแมลงด้วยระบบนิเวศทสี่ มดุล

ตัวห้า ตัวเบียน คืออะไร
ตัวหา้ – ห้าหั่น – สัตว์หรอื แมลงทล่ี ่าแมลงและหนอนทกี่ ินพชื เปน็ อาหาร
ตัวเบยี น – เบยี ดเบียน – สัตวห์ รอื แมลงทเ่ี ปน็ ปรสิต เบยี ดเบียนแมลงและหนอนทกี่ ินพชื เปน็ อาหาร
สาเหตุของการที่ศัตรูพืชท้ังหนอนและแมลงเข้าทาลายสวนของหลายๆ คน เกิดจากการใช้

ปุย๋ เคมี(ปุย๋ สังเคราะห์)มาเปน็ ระยะเวลานานจนมีการสะสมส่วนทเ่ี หลือของ N (Nitrogen) กลายเป็นไน
เตรทท่ีดึงดูดแมลงเลือดสีฟ้าเข้ามา และมีการศึกษาพบว่าการใช้ปุ๋ยสังเคราะห์ ( Synthetic
Fertilizers) ดึงดูดแมลงศัตรูพืช (แหล่งที่มา Earth Kind Gardening, 1993) และการศึกษาวจิ ยั
หลายชน้ิ หลังจากนั้นก็ยืนยันว่าการใชป้ ุย๋ เคมีสังเคราะห์ดึงดูดให้โรคและแมลงศัตรพู ชื เข้ามารมุ ทงึ้ พืช

เม่ือพืชถูกแมลงศัตรูพืชรบกวน ชาวสวนก็ไปซอ้ื ยาฆ่าแมลงมาใชฉ้ ีดพ่น ฆ่าทั้งแมลง หนอน ท่ี
เป็นศัตรูกับพืชในแปลง แล้วก็ฆ่าแมลงตัวห้าตัวเบียนที่เป็นตัวควบคุมปรมิ าณประชากรของศัตรูพืช
ของคุณไปซะด้วยเลย แล้วหลังจากนั้นก็ต้องใชย้ าฆ่าแมลงตลอดเป็นวงจรอุบาทว์เรอ่ ื ยไปเพราะไม่มี
ยาม ไม่มีผู้พิทกั ษ์ (ตัวหา้ ตัวเบียน) คอยชว่ ยปกปอ้ งชว่ ยกาจดั ศัตรูพืชให้

การป้องกันกาจัดศัตรูพืช ในทางธรรมชาติ(เกษตรอินทรยี ์) เราให้ความสาคัญกับตัวห้า -ตัว
เบยี น มากทสี่ ุดครบั สาหรบั คนทใี่ ชส้ ารเคมีในการป้องกันกาจดั ศัตรูพืชก็อยากให้ลองทบทวนค่านิยมดู
ใหม่ แล้วหันมาหาใช้วธิ ีป้องกันและกาจัดศัตรูพืชโดยวธิ ีธรรมชาติ หรอื โดยการใช้สารสกั ดจาก
ธรรมชาติมาทดแทนสารเคมีอันตรายกัน

วันน้ีเรามาทาความรูจ้ กั กับ ตัวห้าและตัวเบียนกันเถอะ
ตัวห้า เปน็ สิ่งมีชวี ติ ทกี่ ินศัตรูพชื เปน็ อาหารครบั ซงึ่ แบ่งตัวหา้ ออกเปน็ 2 กลมุ่ ดังน้ี
- กลุ่มทเี่ ปน็ แมลง เชน่ แมลงปอ ด้วงเต่า มวน แมลงชา้ ง แมลงหนีบ เปน็ ต้น
- กลมุ่ ทไ่ี ม่ใชแ่ มลง เชน่ แมงมุม ไร นก งู มด เปน็ ต้น
ตัวห้า 1 ตัว ตลอดชว่ งชวี ติ สามารถกินศัตรูพืชได้เป็นจานวนมาก จึงมีบทบาทสาคัญในการ
ควบคุมปรมิ าณศัตรอู ยา่ งยิ่ง ขอยกตัวอยา่ งดังต่อไปน้ี
- มวนเพชฌฆาต มวนพิฆาต ชอบกิน หนอนทกุ ชนิดและแมลงทม่ี ีลาตัวน่มุ

68

- แมลงชา้ งปกี ใส ด้วงเต่าตัวหา้ ชอบกิน เพลีย้ ชนิดต่างๆ ไขแ่ ละหนอนศัตรูพืช
- ไรตัวหา้ ชอบกิน ไรศัตรูพืช และเพล้ยี ไฟ
- แมลงหางหนีบ ชอบกิน เพล้ยี ชนิดต่างๆ ไข่ และหนอนศัตรพู ืช รวมทง้ั แมลงทม่ี ีลาตัวอ่อนน่มุ
ข้อเปรยี บเทยี บระหว่างการใชส้ ารเคมีและการใชต้ ัวหา้ ควบคุมศัตรูพืช
ใชส้ ารเคมีกาจดั แมลงและหนอน ผลท่ไี ด้
* แก้ปญั หาได้เฉียบพลนั แต่ชว่ งระยะส้ัน ๆ
* สิ้นเปลอื งเพราะต้องเสียค่าสารเคมีและค่าจา้ งพน่
* สารเคมีทกุ ชนิดอันตรายต่อคน สัตว์และส่ิงแวดล้อม (ตกค้าง สะสม โดยเฉพาะในตัวเราเอง)
* ทาให้แมลงต้านทานสารเคมี(ดื้อยา)และเกิดศัตรูพชื ชนิดใหม่ ถึงใชห้ ลายตัววนกันก็เถอะ
การมีตัวห้า ผลท่ไี ด้
* แก้ปญั หาได้อย่างยงั่ ยืน
* ประหยดั ไม่ต้องซอื้ (ขยายพันธเุ์ อง) ไม่ต้องจา้ ง (กินศัตรูพชื ในสวนเรา)
* ปลอดภัยเพราะมีอยูใ่ นธรรมชาติ
* ชว่ ยให้ธรรมชาติสมดุลไม่มีศัตรพู ืชระบาด
ตัวเบียน ตัวเบียดเบียนตามธรรมชาติของศัตรพู ชื
ตัวเบยี น สัตว์ทเ่ี บียดเบียนอยูบ่ นหรอื อยูใ่ นศัตรูพชื เพ่ือการขยายพนั ธแุ์ ละเจรญิ เติบโต หรอื อยู่
ด้วยจนครบวงจรชวี ติ ทาให้เหยือ่ อ่อนแอและตายในทส่ี ุดมีทงั้ ทเี่ ปน็ แมลงและสัตวอ์ ื่นๆ เชน่ แตนเบียน
และไส้เดือนฝอย เปน็ ต้น
ตัวเบียนแตกต่างจากตัวห้าตรงท่ีสามารถเข้าทาลายศัตรูพืชได้ทุกระยะ เชน่ ตัวเบียนไข่ ตัว
เบียนหนอน ตัวเบียนดักแด้ ตัวเบียนตัวเต็มวัย ตัวเบียนต้องดารงชวี ติ จนครบวงจรชวี ติ ในเหยื่อจึง
เสาะหาศัตรพู ืชเพอื่ เปน็ แหล่งอาหารและขยายพนั ธุ์
แม้ตัวเบียนมีความจาเพาะเจาะจงต่อศัตรูพืชแต่ก็เป็นแมลงท่ีมีมากทั้งชนิดและปรมิ าณจึงมี
บทบาทในการลดปรมิ าณศัตรพู ชื ลงอยา่ งมาก
ตัวอย่างตัวเบียนชนิดต่างๆและเป้าหมาย
- แตนเบียนไข่ทรคิ โคแกมม่า ตัวเมียวางไข่ในไข่แมลง
- แตนเบียน หนอน ชอนใบส้ม ตัวเมียวางไขใ่ นหนอน
- แตนเบยี นมวนลาไย ตัวเมียวางไขใ่ นมวนลาไย
- แตนเบยี นหนอนโคทเี ชยี ตัวเมียวางไขใ่ นตัวหนอน
- ไส้เดือนฝอยตัวเบยี น เข้าไปอาศัยกินและขยายพันธุ์ ปลอ่ ยสารพิษในเหย่ือทเ่ี ปน็ หนอนชนิดต่างๆ
วธิ แี ก้ไขและฟ้ ืนคืนกระบวนการท้งั หมด
หยุดการใช้ปุ๋ยสังเคราะห์(ปุ๋ยเคมี) สารกาจัดวัชพืช สารกาจัดศัตรูพืช เพ่ือเปล่ียนมาเป็น
กระบวนการธรรมชาติ (ขน้ั ตอนนี้ใชร้ ะยะเวลา แต่ผลทจี่ ะได้ค้มุ ค่า)
หันมาใส่ปุย๋ ชวี ภาพ ปุย๋ หมักชวี ภาพ นา้ หมักชวี ภาพแทน ระหว่างการฟ้ ืนคืนน้ี ดินในแปลงท่เี คย
ใชเ้ คมียงั คงมีปุย๋ สังเคราะห์หลงเหลืออยู่ ซงึ่ แน่นอนจะยงั มีแมลงศัตรพู ืชรบกวนอยู่ได้จากการดึงดูดเข้า
มา ให้ใชว้ ธิ กี ารปอ้ งกันแบบธรรมชาติแทนครบั สูตรหมักไล่แมลง น้าส้มควันไม้ สารสะเดาหมัก เชอ้ื บีที
บิวเวอเรยี เมธาไรเซยี ม ฯลฯ

69

ปลูกพชื สมุนไพรแทรกแซมไวร้ ะหว่างพชื ประธาน เชน่ ตะไคร้ ข่า ขิง ไพร กระวาน กระชาย ฯลฯ
แมลงจะหนีพืชจาพวกน้ี แถมเก็บขายได้อีกด้วยครบั

เม่ือผ่านไประยะหน่ึง (แต่ละสวนใชเ้ วลาไม่เท่ากันนะครบั ข้ึนอยู่กับสภาพดินเสียมากน้อยแค่
ไหน) ดินเรม่ ิ มีหญ้าปกคลมุ ดินมีชวี ติ มีไส้เดือน มีสัตว์หน้าดิน สัตวใ์ นดิน มีหยากไย่แมงมุมในสวน น่ัน
ละครบั ตัวห้าตัวเบยี น ยามผู้ดูแลรกั ษาสวนของคุณได้กลับมาแลว้ ถึงตรงน้ีเบยี รด์ ีใจด้วยครบั แสดงว่า
กระบวนการสมดุลธรรมชาติถูกฟ้ ืนคืนมาได้แลว้

สุดทา้ ยแลว้ ถ้ายังคงทาเกษตรแบบเคมี เราจะเปน็ อินทรยี ์ได้หรอื ไม่ แน่นอนว่าหลายๆ คนกลัว
ว่าแมลงศัตรพู ชื จะมารุมแทะสวนของเราเพราะไม่ได้ใชส้ ารเคมีปอ้ งกัน แต่อย่าลืมว่า

1. ใชป้ ุย๋ เคมีดึงดูดแมลงศัตรพู ืช
2. เขา้ วงจรใชส้ ารกาจดั ศัตรพู ืช ตัวห้าตัวเบยี นตายไปด้วย แต่สวนเรามี
3. สวนเราพืชแข็งแรงทนทานต่อโรคและแมลง สวนเบียรไ์ ม่เคยฉีดยาเก่ียวกับแมลงเลย ไม่มี
ปญั หาใดๆ เลย ผลผลติ ก็สวยงาม รสชาติก็ดี ราคาก็ได้สูงกว่าเพราะขายเองได้
กระแสอาหารสุขภาพกาลังเปน็ ทตี่ ้องการของตลาดมากขึน้ เรอ่ ื ยๆ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ความรู้
ท่ีมากข้ึนทาให้เราเข้าใจมากข้ึนว่าสิ่งใดดีหรอื ไม่ดีกับเรา วันนี้อยู่ท่ีคุณตัดสินใจว่าจะนาหน้าคนอ่ืนไป
ก่อน หรอื ถึงเวลาทค่ี ุณจะต้องเปล่ียนบา้ งแล้วถึงค่อยมาทาตามหลัง เกษตรอินทรยี ์คือวถิ ีทย่ี ่ังยืน

70

2.2 นิยาม 5

(กาหนดอันแน่นอน, ความเปน็ ไปอันมีระเบียบแน่นอนของธรรมชาติ, กฎธรรมชาติ
- orderliness of nature; the five aspects of natural law)

1. อุตุนิยาม (กฎธรรมชาติเก่ียวกับอุณหภูมิ หรอื ปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะดินน้า
อากาศ และฤดูกาล อันเปน็ ส่ิงแวดล้อมสาหรบั มนษุ ย์-physical inorganic order; physical laws)

2. พีชนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ มีพันธุกรรมเป็นต้น - physical organic order;
biological laws)

3. จติ ตนิยาม (กฎธรรมชาติเก่ียวกับการทางานของจติ - psychic law)
4. กรรมนิยาม (กฎธรรมชาติเก่ียวกับพฤติกรรมของมนุษย์ คือ กระบวนการให้ผลของการกระทา -
order of act and result; the law of Kamma; moral laws)
5. ธรรมนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความสัมพันธ์และอาการที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันแห่งสิ่ง
ทงั้ หลาย - order of the norm; the general law of cause and effect; causality and
conditionality) ท่มี า

71

ในทางพระพุทธศาสนาเถรวาท แบง่ นยิ าม 5 มีรายละเอียด ดังนี้

1. อุตุนิยาม (Physical Laws) หมายถึง ธรรมชาติที่เก่ียวกับอุณหภูมิและฤดูกาล เป็น
ปรากฏการณ์ทเ่ี ก่ียวกับ ดิน นา้ ลม ฟ้าอากาศ อันเปน็ ส่ิงแวดลอ้ มสาหรบั มนุษย์

2. พีชนิยาม (Biological Laws) หมายถึง กฎเกี่ยวกับกฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์
เมล็ดพชื รวมทง้ั พันธกุ รรม

3. จติ ตนิยาม (Psychological Laws) หมายถึง กฎธรรมชาติเกี่ยวกับกลไกทางานของจติ กฎ
ทก่ี าหนดว่าองค์ประกอบของจติ แบบน้ีจะส่งผลให้เกิดพฤติกรรมทางจติ และการทางานของจติ

4. กรรมนิยาม (Moral Laws) หมายถึง กฎธรรมชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ คือ
กระบวนการให้ผลของกรรม ระบบจรยิ ธรรม เป็นการให้ผลของกรรมท่ีประกอบด้วยความจงใจ แบ่ง
ออกเปน็ 2 ฝ่าย ฝา่ ยกรรมดีและฝา่ ยกรรมชวั่ ได้แก่ กระบวนการให้ผลของกรรมระบบจรยิ ธรรม

5. ธรรมนิยาม (Causal Laws) หมายถึง กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความสัมพนั ธแ์ ละความเปน็ เหตุ
เปน็ ผลหรอื เปน็ ปจั จยั แก่กันของสิ่งทง้ั หลาย (สมภาร พรมทา, 2540)

หลกั นิยาม 5 จงึ เป็นเรอ่ ื งของกฎของกระบวนการธรรมทางกายภาพท่ีไม่มีชวี ติ (อุตุ นิยาม) กฎ
ทางชวี ภาพ (พชี นิยาม) กฎทางจติ วทิ ยา (จติ วทิ ยา) กฎของพฤติกรรมมนุษย์ (กรรมนิยาม) และกฎของ
พฤติกรรมมนษุ ย์ (ธรรมนิยาม)

สรรพส่ิงลว้ นเปน็ ไปตามกฎธรรมชาติ
สรรพส่ิงท่ีเปน็ สังขตธรรมล้วนดาเนินไปตามระเบียบที่แน่นอน เรยี กว่ากฎธรรมชาติหรอื นิยาม

แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกคือ กฎเกณฑ์ย่อยๆ ที่ควบคุมความเป็นไปของสังขตธรรม ได้แก่
อุตุนิยาม พีชนิยาม จติ ตนิยาม และกรรมนิยาม ส่วนที่สอง คือกฎเกณฑ์ใหญ่ที่ควบคุมกฎเกณฑ์ย่อยๆ
หรอื ความเป็นไปของสังขตธรรม กฎเกณฑ์น้ันคือ ธรรมนิยาม ส่วนสังขตธรรม ได้แก่นิพพานนั้นไม่
ดาเนินไปตามกฎเกณฑ์ใด ไม่ว่าจะเป็นอุตุนิยม พีชนิยาม จติ ตนิยาม กรรมนิยาม หรอื ธรรมนิยาม (ไตร
ลักษณ์และปฏิจจสมุปบาท) กฎเกณฑ์หรอื นิยามที่ควบคุมความเป็นไปของสังขตธรรม ประกอบด้วย
นิยามทง้ั 5 ประการ ดังน้ี

1. อุตุนิยาม คือ ความสม่าเสมอคงทใ่ี นธรรมชาติ ส่วนทเี่ กี่ยวกับวัตถุหรอื กฎธรรมชาติเก่ียวกับ
วัตถุท่ไี ม่มีชวี ติ เชน่ สสารและพลังงาน ดังที่ (สมภาร พรมทา, 2546) ได้สรุปเนื้อหาของอุตุนิยามจาก
เนื้อหาท่ีกระจัดกระจายอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาไว้ 4 ประการ คือ (1) วัตถุทุกอย่างมี
ความสัมพนั ธถ์ ึงกัน (2) ระหว่างวตั ถุทงั้ สองชนิ้ ทเ่ี ก่ียวเน่ืองกัน ในแงท่ ส่ี ิ่งหนง่ึ เปน็ สาเหตุและอีกสิ่งหนึง่
เปน็ ผล มีระเบียบความสม่าเสมอและกฎเกณฑ์ทแ่ี น่นอน (3) ภายในวัตถุแต่ละชนิ้ มีความเปน็ ระเบียบ
สม่าเสมอและมีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน (4) ในโลกแห่งวัตถุ สาเหตุอย่างเดียวย่อมส่งผลเหมือนกัน อุตุ
นิยามน้ันเป็นกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว ซง่ึ สามารถนามาอธบิ ายปรากฏการณ์ทางวัตถุต่างๆ ได้ เชน่
อธิบายอุณหภูมิหรอื สภาพภูมิอากาศ ฤดูกาล และการเคลื่อนที่ของวัตถุ รวมท้ังปรากฏการณ์ทาง
ธรรมชาติต่างๆ

2. พีชนิยาม คือ ความสม่าเสมอคงท่ใี นธรรมชาติ ส่วนทเ่ี กี่ยวกับสิ่งมีชวี ติ เชน่ มนุษย์ พืช สัตว์
เนื้อหาของพชี นิยาม คือ (1) สิ่งมีชวี ติ ทกุ ชนิดมีความสัมพันธเ์ น่ืองกันไป (2) ระหวา่ งส่ิงมีชวี ติ สองหน่วย
ที่เกี่ยวเน่ืองกันในแง่ท่ีส่ิงหน่ึงเป็นสาเหตุและอีกสิ่งหนึ่งเป็นผล มีระเบียบ ความสม่าเสมอ และมี

72

กฎเกณฑ์ที่แน่นอน (3) ภายในสิ่งมีชีวติ แต่ละหน่วยมีความเป็นระเบียบ ความสม่าเสมอ และมี
กฎเกณฑท์ แี่ น่นอน (4) ในโลกแห่งส่ิงมีชวี ติ สาเหตุอย่างเดียวกันยอ่ มส่งผลเหมือนกัน

3. จิตตนิยาม คือ ความสม่าเสมอคงที่ในธรรมชาติ ส่วนท่ีเก่ียวข้องกับจิตใจหรอื เป็นกฎ
ธรรมชาติท่ีเกี่ยวกับกลไกการทางานของจติ เนื้อหาของจติ ตนิยาม คือ (1) จิตทุกดวงมีความสัมพันธ์
เนื่องกัน (2) ระหว่างจติ สองดวงทีเ่ กี่ยวเนื่องกันในแง่ที่ดวงหน่ึงเปน็ สาเหตุ และอีกดวงหน่ึงเป็นผล มี
ระเบียบ ความสม่าเสมอและมีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน (3) ภายในจติ แต่ละดวงมีความเป็นระเบียบ ความ
สม่าเสมอและมีกฎเกณฑ์ท่ีแน่นอน (4) ในโลกแห่งจิต สาเหตุอย่างเดียวกันย่อมก่อให้เกิดผลอย่าง
เดียวกัน

4. กรรมนิยาม คือ ความสม่าเสมอคงทใี่ นธรรมชาติ ส่วนทเ่ี กี่ยวข้องกับการให้ผลของกรรม หรอื
กฎธรรมชาติเก่ียวกับการให้ผลของกรรมท่ีประกอบด้วยความจงใจ (เจตนา) ท้ังการกระทาดีและการ
กระทาทไ่ี ม่ดี ดังทดี่ ังท่ี สมภาร พรมทา ได้กลา่ วถึงเนื้อหาของนิยาม คือ (1) กรรม หรอื การกระทาทเี่ กิด
จากความจงใจ ทุกอย่างมีผลสนองตอบผู้กระทาเสมอ ยกเว้นกรรมท่ีไม่อาจสนองตอบ เพรา ะตัว
ผู้กระทากรรมไม่มีตัวตนในสังสารวัฏอีกแล้ว (อโหสิกรรม) (2) กรรมมีสองประเภท คือ กรรมดีและ
กรรมช่ัว กรรมดีย่อมก่อให้เกิดผลตอบสนองที่ดี กรรมชั่วย่อมก่อให้เกิดผลตอบสนองช่ัวเสมอ (3)
ระหว่างกรรมและผลของกรรม มีระเบียบ ความสม่าเสมอและกฎเกณฑ์ที่แน่นอน กรรมอย่างเดี ยวกัน
กระทาโดยบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน และกระทาต่อส่ิงทมี่ ีคุณสมบัติเหมือนกันย่อมอ านวยวบิ าก
เหมือนกัน นอกจากนิยามท้ัง 4 ซ่ึงเป็นกฎเกณฑ์ความเป็นไปของสังขตธรรมทั้งหลายแล้ว ยังมี
กฎเกณฑ์หรอื นิยามที่ครอบคลุมนิยามทั้ง 4 ดังกล่าว กฎเกณฑ์น้ันเรยี กว่า ธรรมนิยาม ส่วนอสังขต
ธรรม ได้แก่ นพิ พานน้ันมิได้ดาเนินไปตามนิยามท้งั 4 และกฎธรรมนิยามหรอื กฎอ่ืนใด ดังน้ัน จงึ กล่าว
ได้วา่ ธรรมนิยาม คือกฎเกณฑท์ ค่ี วบคมุ ความเปน็ ไปของสรรพส่ิงยกเว้นอสังขตธรรม

5. ธรรมนิยาม กฎทว่ั ไปแห่งความเปน็ สาเหตุเปน็ ผล เปน็ กฎทคี่ รอบคลมุ ความเปน็ ไปของสังขต
ธรรม ได้แก่ อุตุนิยาม พชี นิยาม จติ ตนิยาม และกรรมนิยาม ธรรมนิยามมีเนื้อหาโดยทัว่ ไปว่า “เมื่อสิ่งนี้
มี สิ่งน้ีจงึ มี เพราะส่ิงนี้เกิดข้ึน สิ่งน้ี จงึ เกิดข้ึน เพราะเมื่อส่ิงนี้ไม่มี ส่ิงน้ีจงึ ไม่มี เพราะสิ่งน้ีดับ ส่ิงน้ีจงึ ดับ”
(ขุ.อุ. (ไทย) 25/3/174)หรอื กล่าวอีกนัยหนึง่ ว่า ทุกส่ิงล้วนอิงอาศัยกันในฐานะทีส่ ่ิงหน่งึ เปน็ สาเหตุ อีก
ส่ิงหนึ่งเป็นผล ธรรมนิยามน้ีเป็นกฎเกณฑ์ใหญ่ที่ครอบคลุมนิยามหรอื กฎเกณฑ์เฉพาะทั้ง 4 ดังกล่าว
ธรรมนิยามเปน็ กฎเดียวกันกับหลกั ไตรลักษณ์และหลกั ปฏิจจสมุปบาท กฎธรรมชาติหรอื ธรรมนิยาม ซงึ่
ประกอบไปด้วยไตรลักษณ์และปฏิจจสมุปบาท ในขณะที่กฎ 4 ข้อแรก กระทาการภายในขอบเขตของ
ตน แต่กฎข้อสุดทา้ ยคือกฎแห่งความเปน็ เหตุเปน็ ผลแก่กันแห่งส่ิงทง้ั หลายกระทาการภายในของกฎ 4
ข้อแรก ทาให้กฎแต่ละขอ้ สัมพันธก์ ัน ข้อน้ีหมายถึงว่า ศีลธรรมของมนุษย์ ซงึ่ เป็นพฤติกรรมของมนุษย์
(กรรมนิยาม)
คลิป อาจารย์ยักษ์ สอนหลักคิดของการทา "กสิกรรมธรรมชาติ" ด้วยนิยาม 5 ความยาว 8.36 นาที
https://www.youtube.com/watch?v=Sox4N3UhsEs

73

2.3 หลักการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง

พระราชดารกิ ารพัฒนาป่าไม้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการ
ผสมผสานการอนรุ กั ษ์ ดิน น้า และการฟ้ ืนฟทู รพั ยากรปา่ ไม้ ควบค่กู ับความต้องการด้านเศรษฐกิจ

ปลกู ป่า

1. ปา่ ไม้ใชส้ อย คือ ไม้โตเรว็ เชน่ สะเดา ไม้ไผ่
2. ปา่ ไม้เศรษฐกิจ คือ เชน่ ไม้สัก ประดู่ พะยูง
3. ปา่ ไม้กินได้ คือ ไม้ผล เชน่ กล้วย มะม่วง และผักกินใบต่าง ๆ

ได้ประโยชน์

1. ไม้ใชส้ อย สาหรบั ใชใ้ นครวั เรอื น เชน่ นามาสรา้ งบ้าน ทาเล้าเป็ด เล้าไก่ ด้ามจอบเสียม ทา
หัตถกรรม หรอื กระทงั่ ใชเ้ ปน็ เชอื้ เพลงิ (ฟืน) ในการหุงต้ม

2. เปน็ แหลง่ รายได้ของครวั เรอื น เปน็ พืชทส่ี ามารถนามาจาหน่ายได้ ซง่ึ ควรปลกู พืชหลากหลาย
ชนิดเพอ่ื ลดความเสี่ยงเรอ่ ื งราคาตกตา่ และไม่แน่นอน

3. นามาเปน็ อาหาร นามาเปน็ อาหาร ทง้ั พชื กินใบ กินผล กินหัว และเปน็ ยาสมุนไพร
4. ประโยชน์ในการชว่ ยอนุรกั ษ์ดินและน้า การปลูกพืชท่ีหลากหลายอย่างเป็นระบบ จะช่วย
สรา้ งสมดุลของระบบนิเวศ ชว่ ยปกปอ้ งผิวดินให้ชุม่ ชนื้ ดูดซบั น้าฝน

ขอ้ คานงึ ในการปลกู ป่า 3 อยา่ ง

1. การปลูกช่วงแรกควรเลือกปลูกไม้เบิกนา เชน่ แค มะรุม สะเดา กล้วย อ้อย ไผ่ ข้าวและ
พชื ผัก ทงั้ นี้ เพราะเปน็ พืชอาหารและไม้ใช้ สอยเลก็ ๆน้อยๆ ทโี่ ตและให้ผลผลิตเรว็ สามารถคลุมดินและ
ดูดซบั ความชุม่ ชน้ื โดยควรเน้นปลูกพชื กินได้ ทโี่ ตไวเพือ่ เปน็ แหลง่ อาหาร และไม้ใชส้ อย

74

2. ไม้ปลูกเพอื่ อยู่อาศัย หรอื ไม้เศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรอื ไม้ระดับสูง ควรปลกู ในปที ่ี 2
3. ไม้สมุนไพร ส่วนใหญจ่ ะเปน็ ไม้พมุ่ เตี้ย ไม้เรย่ ี ดิน และไม้หัวใต้ดิน มักจะเจรญิ เติบโตได้ดี ใน
ทร่ี ม่ และรม่ ราไร
4. นาข้าวควรเลือกทาในพ้ืนทใี่ ห้เหมาะสม สามารถให้ผลผลิตเพียงพอ ตลอดทง้ั ปี
5. ควรขุดรอ่ งน้าขนาดเล็กเพอ่ื เก็บนา้ และความชุม่ ชน้ื แก่ต้นไม้ อีกทั้ง สามารถใชเ้ ลี้ยงปลาเพ่ือ
เปน็ อาหาร และหมุนเวยี นนา้ ไปสู่บอ่ ขนาดใหญ่

แนวคิดการปลกู ปา่ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

เปน็ แนวคิดของการผสมผสานการอนุรกั ษ์และฟ้ ืนฟูทรพั ยากรป่าไม้ ควบคู่กันไปกับการพัฒนา
ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยส่งเสรมิ ให้ชาวบ้านได้ตระหนักและเห็นคุณค่าจากปา่ ไม้ท่ีปลูกโดยจาแนก
ตามการใชป้ ระโยชน์ดังนี้

ประโยชน์เพื่อให้ “พออยู่” คือการปลูกต้นไม้ท่ีใชเ้ น้ือไม้และไม้เชงิ เศรษฐกิจให้เปน็ ปา่ ไม้กลุ่มนี้เป็นไม้
อายุยาวนานซ่ึงจะเน้นประโยชน์ในเน้ือไม้ได้เพ่ือสรา้ งบ้าน ทาเครอ่ ื งเรอื น และถือได้ว่าเป็นการออม
ทรพั ย์เพื่อสรา้ งความมั่นคงในอนาคตต้นไม้กลุ่มนี้ ได้แก่ ตะเคียนทอง ยางนา แดง สัก ประดู่ พะยอม
พะยูง เปน็ ต้น
ประโยชน์เพ่ือให้ “พอกิน” คือการปลูกต้นไม้ทก่ี ินได้รวมทั้งเป็น สมุนไพร ไม้ในกลุ่มนี้ เชน่ แค มะรุม
ทเุ รยี น สะตอ ผักหวาน ฝาง แฮ่ม กล้วย ฟักขา้ ว เปน็ ต้น
ประโยชน์เพือ่ “พอใช”้ คือการปลกู ต้นไม้สาหรบั ใชส้ อยในครวั เรอื น อาทิ เผาถ่าน ทางานหัตถกรรมหรอื
ทาน้ายาซกั ล้างไม้ในกลุ่มน้ี เชน่ ประคาดีควาย หวาย ไผ่ หมีเหม็น เปน็ ต้น
ประโยชน์เพื่อ “พอรม่ เย็น” คือประโยชน์อย่างท่ี 4 ทเ่ี กิดจากการ ปลูกป่า 3 อย่าง “พอรม่ เย็น” คือป่า
ทง้ั 3 อย่างจะชว่ ยฟ้ ืนฟูระบบนิเวศดินและนา้ ให้กลบั มาอุดมสมบูรณ์ รม่ รน่ ื เยน็ ฉา่ ข้ึนมา

หลกั การท่ี 1 การสรา้ ง “ป่าเปยี ก”

วธิ ที ่ี 1 ทาระบบปอ้ งกันไฟไหม้ปา่ โดยใชแ้ นวคลองส่งนา้ และแนวพชื ชนิดต่าง ๆ ทป่ี ลูกไว้
วธิ ที ี่ 2 สรา้ งระบบการควบคุมไฟปา่ ด้วยปา่ เปยี ก โดยอาศัยชลประทานและน้าฝน
วธิ ที ่ี 3 ปลูกต้นไม้โตเรว็ คลุมแนวรอ่ งน้า เพ่ือให้เกิดความชุม่ ชนื้ แผ่ขยายออกไปทัง้ สองรอ่ งน้า
ซงึ่ จะชว่ ยปอ้ งกันไฟปา่ เนื่องจากไฟปา่ จะเกิดขน้ึ หากขาดความชุม่ ชน้ื ของสภาพปา่
วธิ ที ี่ 4 สรา้ งฝายชะลอความชุม่ ชน้ื หรอื ท่เี รยี กว่า “Check Dam” เพื่อปดิ ก้ันรอ่ งน้าหรอื ลาธาร
ขนาดเล็กๆ เพื่อใชเ้ ก็บกักน้าและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้าที่เก็บไว้จะซมึ เข้าไปสะสมในดิน ทาให้
ความชุม่ ชนื้ ขยายเข้าไปทง้ั สองด้านจนกลายเปน็ ปา่ เปยี ก
วธิ ที ี่ 5 สูบน้าจากทสี่ ูงแล้วปล่อยให้ไหลลงมาทีละน้อย เพ่ือชว่ ยเสรมิ การปลูกป่าบนพ้ืนท่ีสูงใน
รปู “ภเู ขาปา่ ” ให้กลายเปน็ ปา่ เปยี กชว่ ยปอ้ งกันไฟปา่ ได้
วธิ ที ่ี 6 ปลกู ต้นกลว้ ย ซง่ึ สามารถอุ้มนา้ ไวไ้ ด้มากกว่าพืชชนิดอ่ืน ในพน้ื ทท่ี กี่ าหนดให้เปน็ ชอ่ งว่าง
ของปา่ กวา้ ง 2 เมตร เพื่อเปน็ แนวปะทะกับไฟปา่

75

ทฤษฎีการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกตามหลักการฟ้ ืนฟูสภาพป่าด้วยวัฏจกั รธรรมชาติ (Natural
Reforestation) การปลูกปา่ โดยไมต่ ้องปลกู มี 3 วธิ ดี ังน้ี

ปล่อย ถ้าเลือกพื้นที่เหมาะสมแล้วควรท้ิงป่าไว้ตรงน้ัน ไม่ต้องไปปรบั สภาพอ่ืนใดป่าจะเติบโต
ขึ้นมาเปน็ ปา่ สมบูรณ์ได้เอง

ปละ ในสภาพปา่ เต็งรงั ปา่ เส่ือมโทรมไม่ต้องไปทาอะไรเพราะตอไม้จะแตกก่ิงออกมาอีก ถึงแม้
ต้นไม่สวยแต่จะกลายเปน็ ต้นไม้ใหญ่ได้

ประคับประคอง ไม่รงั แกปา่ หรอื ต้นไม้ เพยี งแต่ค้มุ ครองให้เจรญิ เติบโตตามธรรมชาติเทา่ นั้น

หลักการท่ี 2 ปลูกป่าในทสี่ งู

ใช้ไม้จาพวกท่ีมีเม็ดทั้งหลาย ข้ึนไปปลูกบนยอดท่ีสูง เม่ือโตมีเมล็ดพันธุ์ โดยจะลอยตกลง
มาแลว้ งอกในทตี่ ่าต่อไป เปน็ การขยายพนั ธโุ์ ดยธรรมชาติ

หลกั การท่ี 3 ปลกู ป่าธรรมชาติ

ปลูกต้นไม้ด้ังเดิม ศึกษาก่อนว่าพันธุ์พืชพันธุไ์ ม้ดั้งเดิมมีอะไร เป็นอย่างไรแล้วปลูกเพ่ิมเติม
ตามที่เหมาะสม งดปลูกไม้ต่างถิ่น ไม่ควรนาไม้แปลกปลอมหรอื พันธุต์ ่างถ่ินเข้ามาปลูกโดยยังไม่ได้
ศึกษาอย่างแน่ชดั

ขอ้ คานงึ ในการปลกู ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

ไม้เบิกนา ไม้สะเดา มะรุม แค กล้วย อ้อย และพืชผักอายุสั้น ควรหามาปลูกก่อนเพ่ือสรา้ ง
แหลง่ อาหารให้กับครอบครวั

ไม้เพ่ืออยู่อาศัย ควรปลูกหลงั จากปลกู ไม้ในขอ้ ที่ 1 ประมาณ 1-2 ปี
ไม้สมุนไพร จะเจรญิ เติบโตได้ดีเม่ือมีความรม่ รน่ ื เพียงพอ นาขา้ ว กาหนดพ้ืนท่ใี ห้เหมาะสมหาก
มีพน้ื ทเี่ พียงพอ เพื่อเก็บข้าวไว้กินระหว่างปีโดยไม่ต้องซอื้ รอ่ งน้า ควรขุดรอ่ งน้าขนาดเล็กเพื่อให้ความ
ชุม่ ชน้ื กับพนื้ ดินและต้นไม้ ซงึ่ จะทาให้สามารถเล้ียงปลาธรรมชาติเพ่ือใชเ้ ปน็ อาหาร โดยขุดให้เชอ่ื มต่อ
กับบ่อขนาดใหญป่ ลกู ต้นไม้ให้หลากหลาย เพ่ือใชป้ ระโยชน์ได้หลากหลาย ชว่ ยลดค่าใชจ้ า่ ย สรา้ งความ
ม่ันคงซงึ่ เปน็ การเสรมิ สรา้ งภูมิค้มุ กันในครอบครวั และชุมชน

วธิ กี ารปลูกต้นไม้ แบบหลุมพอเพียง.....ปลูกทุกอย่างในหลุมเดียว ลดภาระการรดน้า ปลูกซา้
หลุมพอเพยี ง คือ การปลกู พืชหลายอย่างในหลุมเดียว หลุมทว่ี ่านี้ไม่ได้สภาพเปน็ หลุมลึก ๆ แต่

เปน็ การปลูกพืชเปน็ กลุม่ ขนาดทน่ี ่าลองทาคือ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร แต่สาหรบั คนที่มีพ้ืนท่ี
ว่าง เพ่ือเตรยี มปลูกพืช อาจจะทาหลายๆหลุม ขนาดที่กาลังพอแรง คือขนาดกว้าง 80 – 100
เซนติเมตร จะทาวงกลมหรอื สี่เหลย่ี มก็ได้ ระยะห่างระหว่างหลุม 4x4 เมตร ถ้ามีพ้ืนที่ 1 ไร่ จะได้ 100
หลมุ หรอื ถ้าไม่มีทเ่ี ปน็ ผืนก็สรา้ งหลุมไว้ตามหัวไรป่ ลายนา มุมบา้ น หลังครวั ขอบบอ่ น้า รมิ ทางเดิน

หลุมพอเพียง เปน็ วธิ กี ารบรหิ ารจดั การสิ่งท่อี ยู่ในหลุม เรม่ ิ จากเตรยี มพ้ืนที่ตามขนาดทก่ี าหนด
แล้วก็ปลูกหญ้าแฝกเป็นรูปวงกลมหรอื เป็นล็อกสี่เหล่ียม จากนั้นปลูกไม้ในหลุมนี้ ลงได้ถึง 4 – 5
ประเภทในหลุมเดียว เพื่อลดภาระการรดน้า ปลูกซ้า และเกื้อต่อการกาจดั ศัตรูพืชเพราะให้ทุกอย่าง
เกื้อกลู อันเอง

76

ต้นไมท้ จ่ี ะปลูกในหลุมแบง่ เป็น 5 ประเภท

1. ไม้พี่เล้ยี ง เปน็ ไม้ทใี่ ห้รม่ เงา เก็บนา้ เก็บความชน้ื โดยเฉพาะชว่ งรอ้ นหรอื หน้าแล้ง เชน่ กล้วย
น้าว้า กล้วยหอม ควรปลกู ทางทศิ ตะวนั ตก เพราะชว่ ยบงั แสงชว่ งบ่ายทอ่ี ากาศรอ้ นจดั เป็นพ่ีเลี้ยงให้พืช
ทไี่ ม่ชอบแดดจดั มาก ได้กล้วยเครอื แรกเม่ือปลูก 1 ปี ก็ตัดทงิ้ ปล่อยหน่อใหม่ให้ทางาน

2. ไม้ฉลาด เป็นไม้ข้ามปี ที่สามารถเอาตัวรอดได้ดี เก็บผลได้นานพอสมควร เช่น ชะอม
ผักหวาน มะละกอ ผักต้ิว ผักเม็ก เรม่ ิ เก็บกินได้ต้ังแต่ 1 เดือนไปเรอ่ ื ยๆ

3. ไม้ปญั ญาอ่อน หรอื ไม้รายวัน เป็นไม้ล้มลุกปลูกง่าย ตายเรว็ ต้องคอยปลูกใหม่ ดูแลรดน้า
ทุกวัน แต่เก็บผลได้เรว็ ได้ทุกวัน เช่น พรกิ มะเขือ กะเพรา โหระพา ตะไคร้ ข่า ฟักทอง แตงไทย
แตงกวา ผักบุง้ จนี คะน้า เปน็ ต้น เรม่ ิ เก็บกินได้ตั้งแต่ 15 วนั

4. ไม้บานาญ เปน็ ไม้ผลยนื ต้น ใชเ้ วลาปลูก 2 - 4 ปี แต่เม่ือให้ผลผลิตแล้ว เก็บกิน เก็บขายได้
เรอ่ ื ย ๆ เชน่ ขนุน มะม่วง มะนาว กระทอ้ น เงาะ ทุเรยี น มังคุด ยางพารา เปน็ ต้น ในหลุมหนง่ึ ควรเลือก
ปลูกแค่ประเภทเดียว

5. ไม้มรดก เป็นกลุ่มไม้ใชส้ อยทีอ่ ายุยืน ใชเ้ วลาปลูกนาน เก็บไว้เปน็ มรดกให้ลูกหลาน ตัดขาย
ก็ได้เงนิ ก้อนใหญ่หรอื จะเอาไว้ใชซ้ อ่ มแซมบ้านก็ได้ เชน่ ประดู่ สักทอง ยางนา สะเดา พะยูง ชงิ ชนั ไม้
พวกน้ีเปน็ ไม้ใหญ่ ปลูกฝ่ ังตรงขา้ มกับต้นกลว้ ย

พ้นื ทใี่ ต้รม่ เงาหรอื บรเิ วณหลุมทม่ี ีการเตรยี มดินใส่ปุย๋ ปรบั ปรุงดินรดน้าและดูแล ยังสามารถใช้
ประโยชน์ได้อีกมาก แทนทจ่ี ะปล่อยให้วัชพืชข้ึนเปน็ ภาระทต่ี ้องคอยกาจดั การปลกู พืชบางอยา่ งท่ีมีกลิ่น
เฉพาะ ชว่ ยไล่แมลงศัตรูพืช นอกจากน้ันยังเปน็ กุศโลบายทท่ี าให้พืชหลักทตี่ ้องการปลูก เชน่ ไม้ผล ไม้
ยืนต้น ไม้ป่ายืนต้น เจรญิ เติบโตและมีโอกาสรอดสูง เพราะผู้ปลูกจะคอยห่วงใย หมั่นดูแล ทาให้พืช
หลัก ดังกล่าวเจรญิ เติบโตดีกว่าปกติอีกด้วย และหากพืชชนิดใด ชนิดหน่ึงจะเบียดเบียนพืชอื่นมาก
เกินไปก็คอยควบคุมให้เหมาะสม ตัดแต่งทรงพุ่ม จดั พืชหรอื เถาเลื้อยให้เหมาะสม สาหรบั พืชพ่ีเลี้ยงก็
ไม่ต้องมาก ในหน่ึงหลุมปลูกกล้วยเพียง ๑ -๒ ต้น เท่าน้ัน คือ ต้นที่กาลังให้เครอื อีกหนงึ่ ต้นสารองไว้
สาหรบั เครอื ต่อไปนอกนั้นให้ขุดหน่อไปขายหรอื ไปปลูกท่ีอื่น

การปลกู หญา้ แฝกล้อมต้นไม้หลักไม่วา่ จะอยู่ในรูปแบบหลุมพอเพียงหรอื ไม้เดี่ยวรากหญ้าแฝก
จะเป็นรา่ งแหในแนวดิ่งชว่ ยยึดดินให้คงรูปเปรยี บเสมือนกระถางธรรมชาติ เพราะปมรากแฝกจะ ชว่ ย
เพ่ิมธาตุอาหารในดิน ชว่ ยดูดซบั น้าในดินไว้ แทนที่จะซมึ หายลงใต้ดินอย่างรวดเรว็ กอแฝกท่ีเบียดชดิ
ชว่ ยดักตะกอนดินซงึ่ รวมปุย๋ ทใี่ ส่ และ ใบแฝกทตี่ ัดมาคลมุ ดินยังชว่ ยรกั ษาดินให้ชุม่ ชน้ื ในทสี่ ุดก็ยอ่ ย

77

2.4 การปลูกป่า ไม้ 5 ระดับ

ปลกู ไม้ 3 อยา่ ง คือ
1. ปา่ ไม้ ใชส้ อย: สามารถนาไม้มาใชท้ า

ถ่าน ฟืน ให้พลงั งาน ก่อสรา้ งทาคอก
สัตว์ ทากสิกรรมต่างๆ
2. ปา่ ไม้ ทใ่ี ชใ้ นการก่อสรา้ ง : สามารถ
นาไม้มาใชส้ รา้ งบา้ นเรอื น
เฟอรน์ ิเจอร์
3. ปา่ ไม้ กินได้ : นาผลไม้ทไ่ี ด้มากินได้
นามาเปน็ อาหาร ยารกั ษาโรค
เครอ่ ื งด่ืม เชน่ พชื ผัก สมุนไพร
ผลไม้

ปลูกไม้ ประโยชน์ 4 อยา่ ง คือ
1. พออยู่ หมายถึง ไม้ยนื ต้น ไม้

เศรษฐกิจ ปลกู ไวใ้ ชก้ ่อนสรา้ งทาที่
อยู่อาศัย ซอ่ มแซมบา้ นเรอื น ออม
เงนิ และจาหน่าย
2. พอกิน หมายถึง การปลูกพืชผัก
สมุนไพร และผลไม้ทกี่ ินได้
3. พอใช้ หมายถึง ปลูกไม้ไวใ้ ชส้ อย
และพลังงาน เชน่ ไม้ฟืน และไม้ไผ่ เปน็ ต้น
4. ประโยชน์ต่อระบบนิเวศ สรา้ งความสมบูรณ์และก่อให้เกิดความหลากหลายทางชวี ภาพในพืน้ ทป่ี า่

ปา่ ไม้ 5 ระดับ คือ
1. ไม้สูง : จะมีความสูงจากพ้นื ดินตั้งแต่ 240 ซม. ขึ้นไป เปน็ ไม้ทใี่ ชป้ ลกู เพื่อเปน็ รม่ เงา
2. ไม้กลาง : จะมีความสูงจากพืน้ ดินไม่เกิน 180 ซม.
3. ไม้เต้ีย : จะมีความสูงจากพน้ื ดินไม่เกิน 45 ซม.
4. ไม้เรย่ ี ดิน, ไมเ้ ลื้อย : จะมีความสูงจากพื้นดินไม่เกิน 30 ซม. ประโยชน์ของไม้คลุมดิน คือ ยดึ หน้าดิน

เอาไว้ไม่ให้พงั ทลายเวลาโดนน้าพัด ลดความรอ้ นระอุของดิน
5. ไม้หัวใต้ดิน : เปน็ ไม้ทมี่ ีหัวอยู่ใต้ดิน

ตัวอย่างไมแ้ ต่ละประเภท

1. ไม้สูง : ไม้ยนื ต้น ไม้เศรษฐกิจ ออมเงนิ ชว่ ยรกั ษาระบบนิเวศ เชน่ ตะเคียน ยางนา เต็ง รงั มะค่า
มะฮอกกานี ประดู่ ต้น สัก พยุง ฯลฯ

2. ไม้กลาง : ไม้ทม่ี ีความสูงเปน็ รองกลุ่มไม้ยืนต้น เชน่ สะเดา ข้ีเหลก็ มะขาม มะกรดู มะนาว มะพรา้ ว
ส้มโอ ขนุน ทเุ รยี น มะม่วง ดอกแค กลว้ ย ชะอม พืชไร่ พืชสวน ทกุ ชนิด ฯลฯ

78

3. ไม้เต้ีย : ต้นไม้ทม่ี ีทรงพุ่มเตี้ย เชน่ พรกิ มะเขือ กะเพรา ตะไคร้ ข้าว ฟ้า ทะลายโจร ทานตะวัน ไม้
ดอก พชื สมุนไพรต่างๆ ฯลฯ

4. ไม้เรย่ ี ดิน : ไม้เลื้อย เชน่ บวบ น้าเต้า ถ่ัว แตง มะระ ตาลึง ผักบุ้ง พืชผักต่างๆ ฯลฯ
5. ไม้หัวใต้ดิน : ปลกู พืชทมี่ ีหัวฝงั ดิน เชน่ ขงิ ข่า หัวหอม กระเทยี ม สายบัว เผือก มนั ถ่ัวลสิ ง ฯลฯ
วธิ ปี ลูกปลูกไม้ 3 ชนิด ในพ้ืนทเ่ี ดียวกัน ดังน้ี
1. ไม้ใชส้ อย : ( ไม้โตเรว็ 5-10 ปใี ชไ้ ด้, ไม้ฟืน ) จานวน 100 ต้น/ไร่ ใชร้ ะยะปลูก 4 x 4 เมตร
2. ไม้ก่อสรา้ ง : ( ไม้โตชา้ , ไม้เนื้อแข็ง, ไม้เศรษฐกิจ, ไม้ยนื ต้น ) จานวน 100 ต้น/ไร่ ใชร้ ะยะปลูก 4 x 4

เมตร
3. ไม้ปา่ กินได้ : จานวน 25 ต้น/ไร่ ใชร้ ะยะปลูก 4 x 4 เมตร และปลกู ไม้ชน้ั ลา่ งแซม ปลกู พชื หัว

สมุนไพร และพืชล้มลกุ
การเลือกชนิดพันธไุ์ ม้ปลกู
1. ไม้ใชส้ อย
หมายถึง ไม้ทสี่ ามารถนามาใชป้ ระโยชน์ได้อเนกประสงค์ในการก่อสรา้ ง ทาเครอ่ ื งมือกสิกรรม ทา
เฟอรน์ ิเจอร์ ประดิษฐกรรมฟืนและถ่านฯ ซง่ึ ชนิดไม้ทป่ี ลกู สามารถตัดฟันนามาใชป้ ระโยชน์ได้ในชว่ ง
ระยะเวลาอันสั้น 5 – 10 ปี ส่วนใหญจ่ ะเน้นหนักพันธไุ์ ม้โตเรว็ เปน็ หลกั แต่หากในบางพ้ืนที่ทมี่ ีการใช้
ประโยชน์ไม้ขนาดเล็ก เพ่ืออุตสาหกรรมประดิษฐกรรม พันธไุ์ ม้มีค่าเศรษฐกิจบางชนิด เชน่ ไม้สัก ก็
จดั เปน็ ไม้ใชส้ อย ทง้ั นี้การแบง่ หมวดหมู่ขน้ึ อยู่กับวัตถุประสงค์การใชเ้ ปน็ หลกั

ชนิดไม้ทเี่ หมาะสมสาหรบั ปลกู เปน็ ไม้ใชส้ อย ควรมีลกั ษณะดังน้ี
1) เปน็ ชนิดไม้ทห่ี าพนั ธไุ์ ด้งา่ ยและโตเรว็ ในทอ้ งถ่ินน้ัน มีเรอื นยอดขนาดปานกลาง รวมถึง
ความสามารถต้านทานต่อปจั จยั แวดล้อมทไี่ ม่เหมาะสมได้ดี
2) ให้ผลผลติ ด้านเน้ือไม้สูงและมีก่ิงก้านมากพอสมควร
3) มีระบบรากค่อนข้างลึกเพอ่ื ลดการแก่งแย่งธาตุอาหารจากพชื เกษตร และพ้นอันตรายจากการไถ
พรวน
4) ปลกู และบารงุ รกั ษาได้งา่ ย
5) มีอายุการตัดฟันในระยะสั้น 5 – 15 ปี และมีความสามารถในการสืบต่อพนั ธโุ์ ดยวธิ งี า่ ย ๆ เชน่ แตก
หน่อได้ดี
6) เปน็ ชนิดไม้ทใี่ ห้ค่าความรอ้ นสูงเพ่อื ใชเ้ ปน็ ฟืนถ่าน
7) เปน็ ไม้ทใี่ ชป้ ระโยชน์ได้อเนกประสงค์ เชน่ ใบ ดอก ผล ใชเ้ ปน็ อาหารได้
8) สามารถชว่ ยให้การปรบั ปรุงดินได้ดี

การเลือกชนิดไม้ปลูก นอกจากจะต้องเปน็ ชนิดไม้ทค่ี วรมีลกั ษณะดังกล่าวข้างต้นแล้ว การเลอื กชนิดไม้
ปลกู ยงั จะต้องคานงึ ถึงความต้องการ ปจั จยั แวดลอ้ ม ของพนั ธไุ์ ม้ชนิดนั้น ๆ โดยพนั ธไุ์ ม้แต่ละชนิดจะมี
ความต้องการปจั จยั แวดล้อมทแ่ี ตกต่างกัน ปจั จยั แวดลอ้ มทสี่ าคัญ และมีผลกระทบ ต่อการ
เจรญิ เติบโตของต้นไม้ประกอบด้วย สภาพภูมิอากาศ ดิน แมลงและเชอื้ โรคการทผ่ี ู้ปลูกได้ทราบข้อมูล
ว่าพันธไุ์ ม้ชนิดใด ชอบขนึ้ ในสภาพแวดล้อมอย่างไร จะเปน็ ประโยชน์ต่อการเลอื กชนิดไม้ปลกู เปน็ อย่าง
มาก

79

ชนิดพันธไุ์ ม้เลอื กปลูกอาจเปน็ ทม่ี ีอยู่ในทอ้ งถิ่นน้ันหรอื นามาจากแหล่งอ่ืน แต่ในทางปฏิบัติทดี่ ี ควร
เลอื กชนิดพันธไุ์ ม้ทอ้ งถิ่นเปน็ อันดับแรกเสียก่อน เพราะจะเปน็ วธิ กี ารทปี่ ระหยัดและปลอดภัยทสี่ ุด
ส่วนการเลือกชนิดพันธุไ์ ม้ต่างถิ่นนามาปลูก ควรเปน็ อันดับรองและมีความแน่ใจขึน้ ได้ดี ดังนั้นการได้
ทราบความต้องการปจั จยั แวดลอ้ มของพนั ธไุ์ ม้บางชนิดเสียก่อน ก็จะเปน็ ประโยชน์ต่อการตัดสินใจ
เลอื กชนิดไม้ปลกู ไม้โตเรว็ ในรปู ของฟืนและถ่านขณะนี้ความต้องการเก่ียวกับการใชป้ ระโยชน์ใน
รปู แบบต่าง ๆ มีมากขึน้ อย่างรวดเรว็ จนปา่ ธรรมชาติ มิอาจสนองตอบได้ทนั ทว่ งที

การปลูกไม้ไวใ้ ชส้ อยสาหรบั ชุมชน จงึ เกิดขึน้ อย่างมากมายทวั่ ทกุ ภาคของประเทศไทย
โดยเฉพาะการปลกู ไม้โตเรว็ สาหรบั ใชส้ อย และฟ้ ืนฟูสภาพพน้ื ดินทเี่ สื่อมโทรมในปจั จุบันให้ดีขนึ้ พันธุ์
ไม้ทก่ี รมปา่ ไม้ได้แนะนาให้ประชาชนปลกู ได้แก่ ยูคาลิปตัส สนประดิพัทธ์ กระถินยักษ์ สะเดา เลย่ี น
กระถินณรงค์ สะแก ขี้เหลก็ สนทะเล และพุทรา เปน็ ต้น

2. ไม้ทใ่ี ชใ้ นการก่อสรา้ ง
ไม้เปน็ วสั ดุซง่ึ มนษุ ยร์ จู้ กั กันอยา่ งแพรห่ ลาย มีการนามาใชป้ ระโยชน์เปน็ เวลานาน ตั้งแต่อดีต

จนถึงปจั จุบัน เนื้อไม้เปน็ ส่วนทไ่ี ด้จากไม้ยืนต้น ซงึ่ นาไปใชส้ อยในรูปต่าง ๆ มากกวา่ ส่วนอ่ืน ส่วนของ
เน้ือไม้อาจแบง่ ได้ 3 ลักษณะ

1. ใชจ้ ากเนื้อไม้โดยตรง : เชน่ ไม้กระดาน ไม้ก่อสรา้ งต่าง ๆ เครอ่ ื งเรอื น ฯลฯ
2. ใชจ้ ากเซลลใ์ นเนื้อไม้ : เชน่ กระดาษ หีบห่อ ฯลฯ
3. ใชจ้ ากอณหู รอื สารเคมจี ากไม้ : เชน่ ยา กาวเคมี เครอ่ ื งนงุ่ ห่ม ไหมเทยี ม พลาสติก ฯลฯ

นาไม้มาใชเ้ ปน็ วสั ดุก่อสรา้ งและเครอ่ ื งใชต้ ่าง ๆ ได้ จากไม้ยืนต้น 3 ประเภท
1. ไม้ใบรปู เขม็ : พวกไม้สน (Pine)
2. ไม้ใบกวา้ ง : ทใี่ ชก้ ันทวั่ ไปในบา้ นเราและรจู้ กั กันดีทวั่ ไป เชน่ ไมส้ ัก ไม้ยาง ฯลฯ
3. ไม้ไผ่และปาล์ม : ไม้ไผเ่ ปน็ ทร่ี จู้ กั กันดี ส่วนไม้พวกปาล์ม ได้แก่หวาย มะพรา้ ว ตาล หมาก

ชนิดของไม้ทเ่ี หมาะสมใชใ้ นงานก่อสรา้ งและการใชส้ อยอ่ืน ๆ
1. เสา : ได้แก่ เต็ง ตะเคียนทอง รงั แดง เค่ียม มะค่าโมง ประดู่ เค่ียมคะนอง สัก เขลง

กันเกรา หลุมพอ เลยี งมัน ตีนนก
2. เสาเขม็ : ได้แก่ เต็ง รงั ติ้ว แต้ว พลวง ตะแบก สนทะเล สนประดิพัทธ์ ยางพารา ยูคาลิปตัส
3. แบบหลอ่ คอนกรตี : ได้แก่ กะบาก งว้ ิ สมพง เผิง

4. หมอนรถไฟ : ได้แก่ เต็ง รงั แดง มะค่าโมง กันเกรา ตะเคียนชนั มะค่าแต้ เลียงมัน เขล็ง พันจา
เค่ียม บุนนาค สักทะเล เค่ียมคะนอง ซาก ตีนนก หลุมพอ

5. ไม้ขีดไฟ ไม้จมิ้ ฟัน : ได้แก่ มะกอก ตีนเปด็ ปออีเก้ง ปอฝา้ ย ลนุ่ กระเจา อ้อยชา้ ง มะยมปา่
งว้ ิ ไขเ่ นา สาโรง ซอ้

6. ด้ามเครอ่ ื งมือ : ได้แก่ กระถินพมิ าน ชงิ ชงั ฝรงั่ หลุมพอ กระพเี้ ขาควาย พลวง ชุมเห็ด
เลียงมัน แดง แก้ว พะวา เหลาเตา เต็ง มะเกลอื ตะเคียนหนู รกฟ้า ขานาง พยุง ตะแบก

7. เครอ่ ื งเรอื น : ได้แก่ ประดู่ ชงิ ชงั พยุง มะเกลือ มะค่าโมง มะม่วงปา่ ยมหอม ตาเสือ กันเกรา
จาปาปา่ ตะแบก เสลา สัก กระพเ้ี ขาควาย ดาดง จนั ดง

80

3. ไม้กนิ ได้

ไม้ทกุ ชนิดมีคณุ สมบัติทใ่ี ห้คุณค่าในทกุ ๆ ด้านได้อยา่ งเอนกประสงค์ และมีไม้บางชนิดมี
คณุ ลักษณะเพ่มิ เติม สามารถให้ประโยชน์ทใ่ี ชส้ ่วนต่าง ๆ เปน็ อาหารได้ แบง่ ออกเปน็ 5 ประเภท ดังนี้

1) ประเภททก่ี ินใบและยอดอ่อน : ได้แก่ กันเกรา ข้เี หล็กบา้ น ถ่อน เพกา มะกอกปา่ มะม่วงปา่
สะเดา สะตอ หว้า นนทรปี า่ ฯลฯ

2) ประเภทท่กี ินดอก : ได้แก่ ข้เี หลก็ บา้ น พะยอม เพกา สะเดา ฯลฯ
3) ประเภททก่ี ินผล : ได้แก่ ก่อ นางพญาเสือโครง่ มะกอกปา่ มะเกลือ มะขามปอ้ ม
มะม่วงปา่ หวา้ หวาย ฯลฯ
4) ประเภททก่ี ินฝัก : ได้แก่ แดง เพกา มะค่าแต้ มะค่าโมง สะตอ เหรยี ง ฯลฯ
5) ประเภททกี่ ินหัว ราก หน่อ และอื่น ๆ : ได้แก่ ไผ่ต่าง ๆ สีเสียดแก่น หวาย นนทรปี า่

ประเภทและลักษณะการเจรญิ เติบโตของไม้

การเจรญิ เติบโตของพนั ธไุ์ ม้ ลักษณะเฉพาะพันธไุ์ ม้ทสี่ าคัญซงึ่ เปน็ ตัวแทนของไม้แต่ละประเภท
เพือ่ ประกอบการพิจารณาและตัดสินใจปลูก โดยแยกกลมุ่ ชนิดพรรณไม้ตามลกั ษณะการเจรญิ เติบโต
ภายใต้สภาพแวดล้อมทเ่ี หมาะสมของไม้แต่ละชนิด ออกเปน็ 5 กลมุ่ โดยพิจารณาเมื่อต้นไม้ มอี ายุและ
โตได้ขนาดเส้นรอบวงทรี่ ะดับอก 100 ซม. หรอื มขี นาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 ซม. ซง่ึ เปน็ ขนาดจากัดท่ี
เรม่ ิ นาไปใชป้ ระโยชน์ได้ ดังน้ี

1. ไม้โตเรว็ มาก

คือ ไม้ทใ่ี ชเ้ วลาในการเจรญิ เติบโตจนถึงขนาดทกี่ าหนด เม่ืออายุ 5 – 10 ปี โดยมีอัตราการ
เจรญิ เติบโตทางเส้นรอบวงมากกวา่ 5 ซม. ต่อปี หรอื มีเส้นผ่าศูนย์กลางเพ่มิ ขึ้นมากกวา่ ปลี ะ 1.5 ซม.
เชน่ ไม้สะเดาเทยี ม ตะกู เลีย่ น กระถินณรงค์ กระถินเทพา ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซสิ

2. ไม้โตเรว็

คือ ไม้ทใ่ี ชเ้ วลาในการเจรญิ เติบโตจนถึงขนาดทก่ี าหนดประมาณ 10 – 15 ปี โดยมีอัตราการ
เจรญิ เติบโตทางเส้นรอบวงปลี ะประมาณ 5 ซม. หรอื มีเส้นผ่าศูนยก์ ลางของลาต้นทร่ี ะดับอกเพ่ิมขนึ้ ปี
ละ 1.5 ซม. ได้แก่ ไม้สะเดา ขเ้ี หล็ก ถ่อน สีเสียดแก่น โกงกาง สนทะเล สนประดิพัทธ์

3. ไมโ้ ตปกติ

คือ ไม้ทใ่ี ชเ้ วลาในการเจรญิ เติบโตจนถึงขนาดทเี่ รม่ ิ ใชป้ ระโยชน์ได้เม่ืออายุ 15 – 20 ปี โดยมี
อัตราการเจรญิ เติบโตทางเส้นรอบวง 2.5 – 4 ซม./ปี หรอื มีเส้นผ่าศูนยก์ ลางเพิ่มขน้ึ 0.8 – 1.2 ซม./ปี
ได้แก่ ไม้สัก สนสามใบ สนคารเิ บยี

4. ไม้โตคอ่ นขา้ งชา้

คือ ไม้ทใ่ี ชเ้ วลาในการเจรญิ เติบโตจนถึงขนาดจากัดต่าสุดทเ่ี รม่ ิ ใชป้ ระโยชน์ได้ (เส้นรอบวงของ
ลาต้นทร่ี ะดับอก 100 ซม.) เมื่ออายุ 20 – 25 ปี โดยมีอัตราการเจรญิ เติบโตทางเส้นรอบวง 1.0 –
2.5 ซม./ ปี หรอื มีอัตราการเจรญิ เติบโตทางเส้นผ่าศูนยก์ ลาง 0.3 – 0.8 ซม./ปี ได้แก่ ไม้ประดู่ ยางนา
แดง หลุมพอ

81

5. ไม้โตชา้

ได้แก่ ไม้ทมี่ ีอายุตัดฟัน 25 – 30 ปี จงึ จะโตได้ขนาดจากัดทส่ี ามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ได้ โดยมี
อัตราการเจรญิ เติบโตทางเส้นรอบวงน้อยกว่า 1 ซม./ปี หรอื มีเส้นผ่าศูนยก์ ลางเพ่ิมข้ึนน้อยกวา่ 0.3
ซม./ปี เชน่ ไม้ตะเคียนทอง พะยูง ชงิ ชนั มะค่าโมง เต็ง รงั

พ้ืนทท่ี เ่ี หมาะกับการปลูกไม้แต่ละประเภท
ภาคเหนือ :
สัก สนเขา (Pinus) ยมหอม ยมหิน มะค่าโมง ตะเคียนทอง ประดู่ปา่ แดง ยางนา ตะแบก จาปี
ปา่ จาปาปา่ แอปเปลิ ปา่ กาลงั เสือโครง่ นางพญาเสือโครง่ มะม่วงปา่ ตะกู มะกอกปา่
ตีนเปด็ หว้า เพกา ราชพฤกษ์ นนทรปี า่ ก่อ ทะโล้ มะขามปอ้ ม เสี้ยว สะเดา ขเ้ี หลก็ บ้าน บง ไผ่
ต่าง ๆ หวาย
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ :
สัก มะค่าโมง มะค่าแต้ ตะเคียนทอง ยมหิน ประดู่ปา่ แดง
ยางนา พะยอม ตะแบก สนเขา (Punus) ชงิ ชงั พะยูง มะม่วงปา่ เต็ง รงั เหียง พลวง นนทร ี
ปา่ ถ่อน พฤกษ์ ข้เี หลก็ บ้าน สะเดา สีเสียดแก่น สาธร สนเขา บง ไผ่ต่าง ๆ หวาย
ภาคกลาง – ตะวันตก :
ประดู่ปา่ สะเดา สีเสียดแกน่ ตะกู มะปนิ กฤษณา สัก
ยมหอม ยมหิน ตะเคียนทอง แดง ยางนา ยางแดง ตะแบก มะม่วงปา่ นนทรปี า่ ไผ่ต่าง ๆ หวาย
กันเกรา มะเกลอื ตีนเปด็ นางพญาเสือโครง่ ข้เี หลก็ บา้ น มะขามปอ้ ม สนทะเล ทองหลาง
ภาคใต้ :
ประดู่ปา่ ทงั มะม่วงปา่ หลมุ พอ ตะกู ตะเคียนทอง ตะเคียนชนั ตาแมว เคี่ยม ยางนา กันเกรา ไข่เขียว
ทงุ้ ฟ้า ขเี้ หล็กบา้ น ยมหิน ทเุ รยี นปา่ สะตอ เหรยี ง พะยอม ไผ่ต่าง ๆ หวาย
เคล็ดลับการปลกู ไม้เศรษฐกิจให้ต้นโตเรว็
 นอกจากดินดี แสงแดดถึงแล้ว
 ควรศึกษาต้นไม้แต่ละชนิดว่าชอบน้าประมาณไหน เชน่ บางชนิดไม่ค่อยชอบน้า บางชนิดชอบนา้

เยอะ
 ควรปลกู เวน้ ระยะห่าง 6 x 6 เมตร แล้ว ขั้นกลาง 3 เมตรด้วย ไม้ผล หรอื ผลไม้

82

2.5 คือ 10 ขั้นตอน การลง /ตรวจ แปลง ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ

หลักจากทีผ่ ู้เข้ารว่ มอบรมได้เรยี นรูเ้ รอ่ ื ง หลักกสิกรรมธรรมชาติ และข้ันตอนการลงแปลงตาม
หลกั กสิกรรม 10 ขัน้ ตอน คือ 1) การจดั การกลุม่ สารวจพ้นื ที่ แบ่งหน้าที่ แบ่งคน และแบ่งงาน 2) การ
เตรยี มดินขุดรอ่ งน้า หรอื ทาฝายก้ันน้า 3) การปลูกปา่ 5 ระดับ 4) การปลูกแฝกเพื่ออนุรกั ษ์หน้าดิน
และน้า 5) การปลูกดอกไม้เพื่อบรหิ ารจดั การแมลงในพ้ืนที่ 6) การห่มดินด้วยฟาง เศษใบไม้แห้ง 7)
การเลยี้ งดินโดยการใส่ปุย๋ อินทรยี ์ (แห้งชาม นา้ ชาม)
8) การทอ่ งคาถาเลีย้ งดินทงั้ 5 ภาษา 9) การทาพ้ืนที่ให้สวยงามเป็นศิลปะ แปลงมีความเรยี บรอ้ ย 10)
การจดั เก็บอุปกรณ์ ล้างทาความสะอาดนาไปเก็บให้เรยี บรอ้ ย

83

บทท่ี 3 ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง

วทิ ยากรผู้สอน : วทิ ยากรจากภายนอก /ภายใน

วตั ถุประสงค์ : เพื่อสรา้ งความรู้ ความเขา้ ใจแก่ผู้เขา้ อบรมถึง “ทฤษฎีบันได 9 ข้ันสู่ความพอเพียง”

เวลาสอน : จานวน 3 ชวั่ โมง

รูปแบบการสอน : การบรรยายให้ความรู้ และใชส้ ื่อเพอ่ื สรา้ งแรงบนั ดาลใจ

ทฤษฎีบันได 9 ขัน้ สู่ความพอเพยี ง เปน็ แนวทางทใ่ี ชล้ าดับข้ันเพ่อื เดินตามไปทลี ะขั้น ค่อยๆ ก้าว
ไปแบบย้งั ยืนและม่ันคง ซงึ่ หากใครทาตามได้ รบั รองวา่ ไม่มีจนแน่นอน โดยแต่ละขั้นจะมี ดังนี้

บันไดขนั้ ท่ี 1-4 คือ เศรษฐกิจพอเพียงขน้ั พน้ื ฐาน

ขนั้ ที่ 1 พอกิน

พื้นฐานที่สุดของมนุษย์ คือ ความต้องการปัจจยั 4 และประการสาคัญท่ีสุดของปัจจัย 4
คือ อาหาร ข้ันที่ 1 ของแนวทางแก้ปญั หาทย่ี ง่ั ยืนคือ ตอบคาถามให้ได้ว่า “ทาอย่างไรจงึ จะพอกิน” โดย
ให้ความสาคัญกับ ข้าวปลาอาหาร ไม่ให้ความสาคัญกับเงนิ ซ่ึงเป็นเพียงแค่ “ตัวกลาง” ในการ
แลกเปลี่ยนตามมาตรฐานสากล โดยยึดหลักว่า “เงนิ ทองเปน็ ของมายา ข้าวปลาสิของจรงิ ”

เกษตรกรต้องเรม่ ิ จากการอยู่ให้ได้โดยไม่ใชเ้ งนิ มีอาหารพอมี พอกิน ด้วยการปลูกพืช
ผัก ผลไม้ ให้พอกิน ชาวนาต้องเก็บข้าวไวใ้ ห้เพียงพอสาหรบั การมีกินทง้ั ปี ไม่ขายข้าวเปลือกเพื่อนาเงนิ
ไปซอ้ื ข้าวสาร

นอกจากน้ัน หัวใจสาคัญของ “พอกิน” ยงั มีความหมายรวมไปถึงความปลอดภัยในอาหาร
กินอย่างไรให้มีสุขภาพดี ไม่สะสมเอาความเจบ็ ไข้ได้ปว่ ยไวใ้ นรา่ งกาย น่ีคือความหมายของบันไดขั้นท่ี ๑
ทเ่ี กษตรกรต้องก้าวขา้ มให้ได้

84

ขนั้ ที่ 2-4 พอใช้ พออยู่ พอรม่ เยน็

เกิดขึ้นได้พรอ้ มกัน ด้วยคาตอบเดียวคือ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ซง่ึ ป่า 3
อย่างจะให้ท้งั อาหาร เครอ่ ื งน่งุ ห่ม สมุนไพรสาหรบั รกั ษาโรค ทัง้ โรคคน โรคพืช โรคสัตว์ ให้ไม้สาหรบั
ทาบ้านพักที่อยู่อาศัย และให้ความรม่ เย็นกับบ้าน กับชุมชน กับโลกใบน้ี ซ่ึงเป็นแนวทางในการ
แก้ปญั หาความยากจนของเกษตรกรไทย

ซ่งึ ได้รบั การพิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาได้จรงิ และยังสามารถย้อนกลับไปแก้ไข
ปัญหาหนี้สินซึ่งสะสมพอกพูนจากการทา เกษตรเชิงเดี่ยว ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรพั ยากร
ปญั หาความขาดแคลนนา ภัยแล้ง ทั้งหมดล้วนแก้ไขได้จากแนวคิดป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่างของ
องค์พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวฯ

บันไดขน้ั ท่ี 5-9 คือ เศรษฐกิจพอเพยี งขน้ั ก้าวหน้า

ขนั้ ที่ 5-6 บุญและทาน

เครอื ข่ายเศรษฐกิจพอเพียง เช่อื มั่นว่าสังคมไทยเป็นสังคมบุญ สังคมทาน ไม่เน้นการ
แลกเปล่ียนทางการค้า แต่เน้นการทาบุญ ไม่เน้นการสะสมเป็นของส่วนตัว แต่เน้นการให้ทานและ
สะสมโดยมอบให้เปน็ ทรพั ยส์ ินส่วนรวมโดยวัด หรอื ศาสนสถานตามแต่ละศาสนาเปน็ ศูนยก์ ลาง

เป็นการฝึกจติ ใจ ให้ละซง่ึ ความโลภ และกิเลสในการอยากได้ ใครม่ ี ลดปัญหาชอ่ งว่าง
ระหว่างชนชนั้ ตามความหมายอันลึกซง้ึ ของคา “ยิ่งทายิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งมี” การให้ไปคือได้มา และเชอ่ื ม่ัน
ในฤทธิข์ องทาน ว่าทานมีฤทธจ์ิ รงิ และจะส่งผลกลับมาเป็นเพื่อน เป็นกัลยาณมิตร เป็นเครอื ข่ายที่
ชว่ ยเหลอื กันในทกุ สถานการณ์ แม้ในวันทโี่ ลกนี้ประสบกับวกิ ฤตการณ์

ขนั้ ที่ 7 เก็บรกั ษา

ขัน้ ต่อไปหลังจากสามารถพง่ึ ตนเองได้ พอมี พอเหลอื ทาบุญ ทาทานแลว้ คือการรูจ้ กั เก็บ
รกั ษา ซง่ึ เปน็ การต้ังอยูใ่ นความไม่ประมาท และการรูจ้ กั เก็บรกั ษา ยังเป็นการสรา้ งรากฐานของการเอา
ตัวรอดในเวลาเกิดวกิ ฤตการณ์ โดยยึดแนวทางตามวถิ ีชวี ติ ชาวนาสมัยก่อนซงึ่ เก็บรกั ษาขา้ วไว้ในยุ้งฉาง
เพอ่ื ให้พอมีกินขา้ มปี คัดเลอื กและเก็บรกั ษา “ขา้ วพนั ธุ”์ ไว้สาหรบั เปน็ พนั ธขุ์ า้ วในปตี ่อไป

ซงึ่ ผิดกับวถิ ีชาวนาในปัจจุบันท่ีใชว้ ธิ กี ารขายข้าวท้ังหมด แล้วนาเงนิ ท่ีขายได้ไปซอื้ พันธุ์
ข้าวเพ่ือปลูกในปีต่อไป ส่งผลให้เกิดการขาดความม่ันคงและเปรยี บเสมือนการใชช้ วี ติ อยู่บนเส้นทาง
สาย ความประมาท เพราะหากเกิดภัยแล้ง น้าท่วม ผลผลิตไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ ย่อมหมายถึงปัญหา
หนี้สินและการขาดแคลนพันธขุ์ า้ วสาหรบั ปลกู ในปตี ่อไป

นอกจากเก็บพันธุข์ ้าวแล้ว ยังเน้นให้รูจ้ กั วธิ กี ารถนอมอาหาร การสะสม อาหารไว้กินใน
ยามหน้าแล้ง ด้วยการแปรรูปอาหารหลากชนิด อาทิ ปลารา้ ปลาแห้ง มะขามเปียก พรกิ แห้ง หอม
กระเทยี ม เพือ่ เก็บไว้กินในอนาคต

85

ขน้ั ที่ 8 ขาย

เนื่องจากเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใชเ่ ศรษฐกิจการค้า แต่ก็ไม่ใชเ่ ศรษฐกิจหลังเขา การค้า
ขายสามารถทาได้ แต่ทาภายใต้การรูจ้ กั ตนเอง รูจ้ กั พอประมาณ และทาไปตามลาดับ โดยของท่ีขาย
คือ ของท่ีเหลือจากทุกขั้นแล้วจึงนามาขาย เช่น ทานาอินทรยี ์ ปลูกข้าวปลอดสารเคมี ไม่ทาลาย
ธรรมชาติ ได้ผลผลิตเก็บไว้พอกิน เก็บไว้ทาพันธุ์ ทาบุญ ทาทาน แล้วจึงนามาขายด้วยความรูส้ ึกของ
การ “ให้” อยากทจ่ี ะให้สิ่งดี ๆ ทเ่ี ราปลูกเอง เผื่อแผ่ให้กับคนอ่ืน ๆ ได้รบั ส่ิงดี ๆ นั้น ๆ ด้วย

การค้าขายตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพยี ง จงึ เปน็ การค้าทม่ี องกลบั ด้าน “เพราะรกั คุณจงึ
อยากให้คณุ ได้รบั ในส่ิงดี ๆ” พอเพียงเพอื่ อุ้มชู เผื่อแผ่ แบ่งปนั ไปด้วยกัน

ขน้ั ท่ี 9 เครอื ขา่ ย กองกาลงั เกษตรโยธนิ

คือการสรา้ งกองกาลังเกษตรโยธนิ หรอื การสรา้ งเครอื ขา่ ยเชอื่ มโยงทงั้ ประเทศ เพือ่ ขยาย
ผลความ สาเรจ็ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิวัติแนวคิด และวถิ ีการดาเนินชวี ติ ของคนใน
สังคม ในชุมชน เพ่ือการแก้ปัญหาวกิ ฤต 4 ประการ อันได้แก่ วกิ ฤตการณ์สิ่งแวดล้อม ภัยธรรมชาติ
วกิ ฤตการณ์โรคระบาดท้ังในคน สัตว์ พืช วกิ ฤตเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพงวกิ ฤตความขัดแย้งทาง
สังคม

เครอื ข่ายกสิกรรมธรรมชาติ มูลนิธกิ สิกรรมธรรมชาติ ได้น้อมนาศาสตรพ์ ระราชามาสู่การ
ปฏิบัติ ในระยะเวลากว่า ๓๐ ปที ี่ผ่านจนได้ผลจรงิ ในการปฏิบัติเพื่อแก้ไขปญั หาทั้งด้านดิน น้า ป่า และ
คน จนพัฒนาเป็นหลักการ แนวปฏิบัติตามศาสตรพ์ ระราชา อย่างเป็นข้ันเป็นตอน เรยี กว่า “ทฤษฎี
บนั ได ๙ ขัน้ สู่ความพอเพยี ง มั่งค่ัง ยงั่ ยนื ”

86

บทท่ี 4 พัฒนา 3 ขุมพลัง (พลังกาย พลังใจ พลังปญั ญา)

วทิ ยากรผู้สอน : ทมี เจา้ หน้าทจ่ี าก สพจ.จงั หวัด/อาเภอ

วตั ถปุ ระสงค์ : เพอื่ ให้ผู้เขา้ อบรมได้เตรยี มความพรอ้ มรา่ งกายและจติ ใจก่อนการเรยี นรใู้ นวชิ าต่อไป

เวลาสอน : 08.00 – 09.00 น. จานวน ๑ ชว่ั โมง ต่อวัน

รปู แบบการสอน : 1) น่ังสมาธิ กาหนดลมหายใจ

2) ออกกาลังกาย

ขอบเขตเนื้อหาวชิ าทส่ี อน :
เป็นกิจกรรมท่ีจัดขึ้นในชว่ งเชา้ ก่อนทากิจกรรมอ่ืน ๆ เบื้องต้นใชเ้ พลงประกอบกิจกรรมสรา้ ง

ความตื่นตัวแก่ผู้เข้าอบรม จากน้ันเปน็ กิจกรรมออกกาลังกายรว่ มกันโดยให้ผู้เข้ารว่ มอบรมส่งตัวแทน
ออกมาด้านหน้าห้องประชุม หรอื สถานทเ่ี หมาะสาม เพอื่ นาการออกกาลงั กาย วันละ 1 คน จากน้ันเป็น
การนง่ั สมาธเิ พอื่ กาหนดลมหายใจ 5 – 10 นาที หรอื หลังจากทมี่ ีการออกกาลงั กาย จะให้ผู้เข้าอบรมชม
วดิ ีทศั น์ต่างๆ (ตามความเหมาะสม) เพือ่ สรา้ งแรงบนั บาลใจในการทาเกษตรตามหลกั กสิกรรมธรรมชาติ
ก่อนทจี่ ะแจง้ กาหนดการกิจกรรมในวนั น้ัน ๆ

ผลการเรยี นรขู้ องผู้เขา้ รว่ มการอบรม :
เพื่อให้ผู้เขา้ อบรมได้เตรยี มความพรอ้ มก่อนเรม่ ิ กิจกรรมต่าง ๆ ผู้เขา้ อบรมมีการตื่นตัว ละเกิด

ความสนใจในกิจกรรมทจ่ี ะต้องเรยี นรใู้ นวนั นั้น ๆ และสรา้ งบรรยากาศความสนกุ สนานเปน็ กันเอง

ภาพกิจกรรมระหวา่ งการอบรม

87

บทท่ี 5 ยุทธศาสตรก์ ารขับเคลื่อนปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบตั ิ

วทิ ยากรผู้สอน : วทิ ยากรภายนอก /ภายใน
วัตถปุ ระสงค์ : เพ่ือเรยี นรหู้ ลักการจดั ทายุทธศาสตรก์ ารขับเคล่อื นปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
เวลาสอน : 09.00 – 12.00 น. จานวน 3 ชว่ั โมง
รปู แบบการสอน : การฟังบรรยาย แบง่ กลุ่มระดมความคิดและนาเสนอผลงาน

ขอบเขตเนื้อหาวชิ าทสี่ อน :

ยุทธศาสตร์ หมายถึง เปา้ หมาย หรอื ทศิ ทาง นโยบาย และกระบวนการทอี่ งค์การตัดสินใจเลอื ก
เกี่ยวกับการบรหิ ารจดั การทรพั ยากรทม่ี ีอยู่อย่างจากัดเพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวัง
ของผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้อง โดยมีอนาคตเป็นตัวกาหนด โดยการค้นหาเป้าหมายยุทธศาสตร์ ต้องประเมิน
ด้วย 4 รู้ ประกอบด้วย

1. ประเมินตนเอง (รเู้ รา) คือ รขู้ ้อดี ข้อด้อย ของตนเอง
2. ประเมินสภาพภายนอก (รเู้ ขา) คือ รขู้ อ้ ดี ข้อด้อย ของเขา
3. ประเมินสภาพอากาศ (รฟู้ ้าดิน) คือ รูส้ ถานะสภาพปรมิ าณฝน สภาพดิน ปรมิ าณลม สภาพ
แสงอาทติ ย์
4. ประเมินสถานการณ์ (รูส้ ถานการณ์) คือ รูว้ กิ ฤติสถานการณ์ทงั้ 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านภัย
ธรรมชาติ ด้านโรคระบาด ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคมโลก (สงคราม)

ยุทธวธิ ี หมายถึง แผนการดาเนินการ วธิ กี ารแบบเปน็ ขั้นเปน็ ตอน ตอบคาถามดังน้ี
ใคร (Who)
ทาอะไร (What)
ทไี่ หน (Where)
เมื่อไหร่ (When)
อย่างไร (How)

88

ประกอบด้วย
1. การรว่ มกลุ่มเปา้ หมาย (คน) คือ กลุ่มเปา้ หมายคนทมี่ ีความรู้ มีความสนใจคนทพี่ รอ้ ม

ดาเนินงาน
2. กาหนดพ้ืนที่ คือ การแบง่ งาน แบง่ คน สู่ยุทธการทจี่ ะต้องดาเนินการ
3. กาหนดแผนการขับเคล่ือน คือ โครงการและกิจกรรมทด่ี าเนินการ
4. การต่อยอด คือ การดาเนินการต่อเน่ือง

ยุทธการ หมายถึง กระบวนการดาเนินงาน หรอื ขบวนการดาเนินงาน เชน่ “จอบเปลีย่ นโลก”
“เล็ก แคบ ชดั ”

โดยมีตารางการดาเนินงาน ประกอบด้วย

วนั ไหน แปลงพ้นื ทใ่ี คร กิจกรรม ผู้รบั ผิดชอบ

โดยสรุป ยุทธศาสตร์ (เปา้ หมาย)

นาสู่
ยุทธวธิ ี (แผนการดาเนินการ/วธิ กี ารทางาน)

ยุทธการ (แนวทางการทางาน)

ผลการเรยี นรูข้ องผเู้ ขา้ รว่ มการอบรม :

การแบง่ กลุ่มระดมความคิดและนาเสนอผลงานยุทธศาสตร์

89

บทท่ี 6 เรยี นรู้ 9 ฐานเรยี นรู้ สู่เศรษฐกิจพอเพียง

1. ฐานคนติดดิน : ป้ ันดินให้เป็นบ้าน

วทิ ยากรผู้สอน : วทิ ยากรภายใน /ภายนอก

วัตถุประสงค์ : เพ่ือให้ผู้เข้าอบรมได้เรยี นรูก้ ารสรา้ งบ้านจากดิน

เวลาสอน : 1-2 ชวั่ โมง

รูปแบบการสอน : บรรยายให้ความรู้ หรอื ลงมือปฏิบัติจรงิ

ขอบเขตเน้ือหาวชิ าท่สี อน :

“บ้านดิน” ใชว้ ัสดุจากธรรมชาติ อย่างดิน, แกลบ, น้า, และดินเหนียว เพ่ือสรา้ งเปน็ บ้านท่ีไม่

ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังสามารถป้องกันไฟและความรอ้ นได้ดี เนื่องจากเป็นบ้านที่

ผลิตจากผนังดินซ่ึงมีความหนา นอกจากนี้บ้านดินยังเป็นบ้านที่เหมาะกับประเทศในเขตรอ้ นอย่าง

ประเทศไทยอีกด้วย เนื่องจากอุณหภูมิภายในบ้านดิน จะอยู่ท่ีประมาณ 24 – 26 องศาเซลเซยี ส

ตลอดทั้งปี ซงึ่ เป็นอุณหภูมิท่มี นุษย์สามารถอยู่ได้อย่างสบาย ไม่จาเป็นต้องติดแอร์ อีกทัง้ ฝาผนังบ้าน

ดินยังสามารถดูดซมึ ความชนื้ ได้ดี ดังนั้นบ้านดิน จงึ ชว่ ยปรบั ความชน้ื ภายในได้เป็นอย่างดี งบประมาณ

ในการสรา้ งบ้านดินแต่ละหลัง ก็น้อยแสนน้อยเม่ือเทียบกับการสรา้ งบ้านไม้หรอื บ้านปูน 1 หลังใน

ปจั จุบัน เพราะวัสดุหลักๆ ทีน่ ามาใชเ้ ป็นวัสดุทีห่ าได้ทว่ั ไป และอาศัยแรงงานในพื้นท่ีชว่ ยกันค่อย ๆ ลง

แรงสรา้ งจนกลายเป็นบ้านดินคุณภาพแข็งแรง โดยใช้ทุนเพียงเล็กน้อย บ้านดินจึงเป็นอีกหน่ึง

ทางเลอื กสาหรบั คนทอ่ี ยากมีบา้ น

การทาบ้านดิน มีข้นั ตอน ดังน้ี
1. ขัน้ ตอนในการสรา้ งบ้านดินหลงั จากมีสถานทแ่ี ลว้ ก็คือ การคานวณหาจานวนก้อนอิฐทจ่ี ะใช้

โดยได้สรา้ งบลอ็ กไม้ขนาด 20 X 40 X 10 cm. ไว้เรยี งกัน 5 บล็อก หรอื บางทเี่ ห็นทา 1 ก้อน 1 บล็อก
ซงึ่ มีหน้าตาอย่างนี้

90
2. วัสดุที่ใชก้ ็มี ดินอะไรก็ได้ ยกเว้นดินทรายดินเหนียว และดินที่มีหินเจอื ปนเพราะเวลาย่าดิน
หินจะบาดเทา้ นอกนั้นใชไ้ ด้หมด ส่วนผสมก็มี แกลบดิบและน้า เม่ือได้ครบแล้วก็นวดดินให้เข้ากันแล้ว
นามาเทใส่ในบล็อกไม้ไว้สักพกั แลว้ ดึงบลอ็ กออก ไม่ต้องปล่อยไว้นานกดดินในบล็อกให้แน่น เต็มบล็อก
ถ้ากดดินไม่เต็มจาทาให้ก้อนอิฐดินไม่สวยและไม่แขง็ แรง

3. เมื่อได้จานวนทต่ี ้องการแลว้ ก็ตากดินทปี่ ้ นั ไวป้ ระมาณ 1 สัปดาห์ แลว้ พลิก ก้อนดินตั้งขึน้ ไว้
เพอื่ ตากให้แห้ง อีก 1 สัปดาห์ ค่อยเก็บหรอื เอาไปใชก้ ่อ

91
4. เม่ืออิฐดินแห้งได้ทแ่ี ลว้ ก็นามาก่อบรเิ วณทเ่ี ตรยี มไว้ โดยวางเรยี งๆกันข้นึ ไป นวดดินไวเ้ ชอื่ ม
กันระหว่างก้อนอิฐดิน เหมือนก่ออิฐทมี่ ีปูน เป็นตัวเชอ่ื มประสาน การก่ออิฐดินก็ก่อไปตามแบบ หรอื
แปลนทเี่ ราต้องการ แต่หลังน้ีมีพนื้ ทเี่ ทไว้ก่อนแล้วจงึ ไม่มีแบบอะไรมากคิดว่าจะทาทรงไหนก็ก่อไปเลย
แนะนาวา่ ควรมีแบบไว้ก่อนจงึ จะทาได้สวย

หากจะกันห้องหรอื ทาเตียงทาอะไรควรก่อไปตั้งแต่เรม่ ิ ต้นเพราะก้อนอิฐดินจะได้วางสลับกันทาให้
โครงสรา้ งแข็งแรงมากข้นึ สังเกตว่าหลงั น้ีไม่มีเสาอาศัยก้อนอิฐดินก่อขน้ึ ไปเลย

92
5. เมื่อก่ออิฐได้รปู ทรงตามต้องการแล้วก็เตรยี มทาหลงั คา ซงึ่ หลังนี้เปน็ การทดลองจงึ เตรยี มจะ
ใชด้ ินทาหลงั คา ซง่ึ ไม้รองหลังคาเปน็ ส่ิงจาเปน็ และใชป้ รมิ าณมาก

6. เม่ือวางโครงหลังคาเรยี บรอ้ ยก็คือการมุง อย่างทบ่ี อกก่อนหน้าน้ีวา่ เปน็ การทดลองใชด้ ินมุง
หลงั คา ซงึ่ ก็ไม่ยากคือนวดดินเหนียวแล้วราดบนโครงหลังคาทที่ าไวไ้ ด้เลย


Click to View FlipBook Version