The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง รูปแบบโคก หนอง นา โมเดล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by DCLC UBON, 2022-05-24 05:41:48

คู่มือฝึกอบรมแบบออนไลน์

หลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง รูปแบบโคก หนอง นา โมเดล

93
7. เม่ือมุงหลังคาเสรจ็ แล้วก็คือการฉาบและตกแต่ง ซง่ึ ก็นาดินมานวดเหมือนการป้ นั ก้อนอิฐ
ดิน แล้วนามาฉาบทาผิว ให้เรยี บ

กาลังฉาบเสาหน้าบา้ น
- ฉาบแล้วทงิ้ ไวใ้ ห้ดินแห้งซกั ระยะก่อนจะทาสีหรอื ไม่ก็ได้
- ภายในห้องก็ทาชอ่ งระบายอากาศ แลว้ แต่ชอบจะทาแบบไหนก็ได้
- การตกแต่งขน้ึ อยูก่ ับความชอบใจ หากจะทาห้องนา้ ควรมีการติดกระเบื้องซง่ึ ก็ไม่ได้ยากอะไร

ในการติดกระเบอ้ื งในบ้านดิน

การตกแต่งสุดทา้ ย คือการลงสี โดยใชด้ ินสีธรรมชาติ ซงึ่ จะเปน็ สีแดง ส่วนใหญ่ จะทา
ให้บา้ นสวยขน้ึ

@@@@@@@@@@@@@@@@@

เทคนคิ ทาบ้านดินโดยโจน จนั ได

94

2. ฐานคนเอาถ่าน : แปลงกิ่งไม้เปน็ ถ่าน

วทิ ยากรผู้สอน : วทิ ยากรภายนอก/ภายใน

วัตถุประสงค์ : เพือ่ ให้ผู้เขา้ อบรมได้เรยี นรกู้ ารทาเตาเผาถ่านและประโยชน์จากการเผาถ่าน

เวลาสอน : 1 ชวั่ โมง

รูปแบบการสอน : บรรยายให้ความรูแ้ ละหรอื ลงมือปฏิบัติจรงิ

ขอบเขตเนื้อหาวชิ าทสี่ อน :

ในอดีต ถ่านเปน็ ทรี่ จู้ กั กันในทกุ ครอบครวั สามารถผลิตเองได้ เปน็ การพึง่ ตนเอง แต่เตาถ่านใน

อดีตเปน็ เตาหลุมผีหรอื เตาดิน จงึ ต้องใชไ้ ม้ใหญ่ๆ และเลือกไม้มาทาการเผาถ่านจงึ เป็นส่วนหน่ึงของ

การทาลายปา่ ใชท้ รพั ยากรธรรมชาติส้ินเปลือง ไม้จงึ หมดไปอย่างหน้าใจหาย ในปจั จุบัน ได้มีการพัฒนา

เตาเผาถ่านในหลายรูปแบบ แถมยังใชไ้ ม้ก่ิงเลก็ ๆ ไม้แห้ง เศษไม้ ผลไม้ ดอกไม้ และยังสามารถใชง้ าน

ได้ในหลายรูปแบบ ได้ของแถมท่ีมากด้วยคุณค่าอีกด้วย เมื่อพูดถึงถ่านก็ต้องนึกถึงไม้ท่ีจะนามาเผา

ตรงกับแนวพระราชดารสั ของพระองค์ทา่ น

ในเรอ่ ื งของ ป่า ๓ อย่างประโยชน์ 4อย่าง บ้านเราเจรญิ เติบโตมาด้วยภาคเกษตร การทา

การเกษตรก็ต้องใช้น้า ถ้าหมดป่าเราจะหมดน้า ต้นกาเนิดของน้า คือ ป่า ก่อนที่เราจะเผาถ่าน เรา

จะต้องปลูกต้นไม้ให้เปน็ ต้นทนุ ก่อน เมื่อต้นไม้โตจะมีแขนงงอกออกมาทขี่ ้างลาต้น เราก็ทาการตัดแต่ง

กิ่งนามาเป็นดอกเบ้ีย ต้นทนุ เราก็ยังอยู่ เราจะใชโ้ ดยไม่รูจ้ กั หมด เป็นการสะสมไปในตัว เตาเผาถ่าน

ของเราต้นทุนต่าสามารถให้ผลผลิตสูง ทาจากถัง ๒๐๐ ลิตร ท่ีเป็นถังเหล็ก หรอื ทาด้วยถัง ๒๐ -๓๐

ลิตรก็ได้ ทาครงั้ เดียวจะอยู่ได้ถึง ๒ -๓ ปี เปน็ การประหยัดเวลาและประหยัดไม้ ในการเผาถ่านแต่ละ

ครงั้ จะได้ของแถมทมี่ ากด้วยคุณค่า เปน็ การสลายตัวของสารอาหารทอี่ ยูใ่ นเน้ือไม้ สีนา้ ตาลอมแดงหรอื

เรยี กว่า น้าส้มควนั ไม้ สามารถนามาใชป้ ระโยชน์ทง้ั ในด้านการเกษตร ในครวั เรอื น ปศุสัตวอ์ ุตสาหกรรม

วัสดุอุปกรณ์ทใี่ ชใ้ นการทาเตาเผาถ่าน

1. ถังนา้ มัน ๒๐๐ ลิตร (ถังเหล็ก) ๑ – ๒ ใบ

2 .อิฐบล็อก ๘ – ๑๐ ก้อน

3. ทอ่ ใยหิน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๔ น้ิว ยาว ๑ เมตร

4. ดิน และทราย

5. สังกะสีหรอื กระเบ้ือง แผ่นเรยี บ

6. ไม้ยาวประมาณ ๔๐ – ๗๕ เซนติเมตร ๑๒ – ๑๕ ทอ่ น

7. ไม้หมอน ตัดไม้ยาว ๒๐ เซนติเมตร หรอื ประมาณ ๒ คืบ จานวน ๓-๕ ทอ่ น เพอ่ื เปน็ ชอ่ ง

ระบายอากาศ

ขั้นตอนการติดตั้งเตาเผาถ่าน

1. นาถัง ๒๐๐ ลิตร ตัดฝาด้านบนออกให้สามารถเปดิ ปดิ และยึดกับตัวถังได้ เจาะรูทฝ่ี าถังเปน็

รูปส่ีเหลี่ยม ขนาด ๒๐x๒๐ ซม. ตรงก้นถังเจาะรูวงกลมเส้นผ่าศูนยก์ ลาง ๔ น้ิว
2. ปูพนื้ ด้วยทรายหรอื ดินให้มีขนาดความกว้างยาวเทา่ ขนาดถัง แล้วนาถังมาวางลงไป

3. ประกอบขอ้ งอ ๙๐ องศา กับใยหินทท่ี าหน้าทเี่ ปน็ ปลอ่ งควัน พรอ้ มเชอื่ มรอยต่อโดยใชด้ ิน

เหนียวผสมขเ้ี ถ้าแกลบ แลว้ ใชก้ รวด หิน หรอื อิฐหักรองรบั นา้ หนักของทอใยหิน

95

4. หุ้มถังด้วยดินเหนียวหนา ๓๐ ซม. หรอื ใชไ้ ม้ตีกรอบลอ้ มถังและถมดินลงไปให้ทว่ มถัง เพื่อ
เปน็ ฉนวนปอ้ งกันความรอ้ น จากน้ันใส่ตะแกรงเหล็กในถังก่อนจดั เรยี งไม้พ้นื ทไี่ ม่สดหรอื แห้งเกินไป
โดยควรใชฟ้ ืนทต่ี ัดเก็บไว้ในทร่ี ม่ ๑ - ๒ อาทติ ย์ เรยี งซอ้ นกันจนเต็มเตา โดยเรยี งฟืนขนาดเลก็ ไว้
ขา้ งลา่ งฟืนใหญ่ไว้ขา้ งบน

5. ทาการปดิ ฝาถัง พรอ้ มใชด้ ินเหนียวผสมแกลบดาอุดรอยแยกถัง เพ่ือปอ้ งกันไม่ให้อากาศเข้า
ตามรอยแยก จากนั้นนาอิฐบลอ็ กมาวางให้ตรงชอ่ งหน้าเตาทเ่ี จาะไว้

ทตี่ ั้งของเตาถ่าน ควรทาหลงั คามุงกันแดดกันฝน เพื่อความคงทนและสะดวกในการทางานหน้า
เตา ส่วนตาแหนง่ ทใี่ ชจ้ ุดไฟหน้าเตา ควรขุดให้ลาดเอียงเขา้ หาปากเตาเล็กน้อย และควรให้อยูต่ า่ กวา่
พ้นื เตาเพื่อให้ความรอ้ นเขา้ ได้งา่ ย

http://online.anyflip.com/zzbjs/svqm/mobile/index.html

E-book ฐานคนเอาถ่าน
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครศรธี รรมราช

การเผาถ่าน

1. การจุดไฟหน้าเตา ควรจุดให้ห่างปากเตาประมาณ ๑ ฟุต
ปลอ่ ยให้อากาศรอ้ นเทา่ น้นั ทไี่ หลเขา้ ไปในเตา ขั้นตอนนี้เปน็ การอบ
ไม้ฟืนให้แห้ง ควรให้ความรอ้ นจากหน้าเตาแบบค่อยเปน็ ค่อยไป ไม่
เรง่ รดั โหมไฟจนเกินไป เพื่อให้ไมใ้ นเตาถกู อบแห้งอยา่ งทวั่ ถึง
สม่าเสมอ ซงึ่ ใชเ้ วลาประมาณ ๒ ชว่ั โมง โดยสังเกตควันสีขาว
ของความชน้ื จากเน้ือไม้ทปี่ ากทอ่ ใยหิน

2. การควบคมุ ไฟเตา เมื่อไม้ฟืนภายในเตาเรม่ ิ ติดไฟลกุ ไหม้ซง่ึ เปน็ ข้ันตอนทจี่ ะกลายเปน็ ถ่าน
ให้หยุดเติมไฟจากภายนอก และลดชอ่ งอากาศทหี่ น้าเตาให้เลก็ ลงประมาณฝาขวด ปลอ่ ยให้เตาเผาไหม้
ต่อไปด้วยความรอ้ นจากภายในเตาเทา่ น้ัน โดยสังเกตดูควันที่ปากทอ่ ซงึ่ จะเปลยี่ นเปน็ สีขาวอมน้าตาล
ฉุนแสบตา ให้ดักเก็บน้าส้มควนั ไม้ในชว่ งน้ี จะได้น้าส้มควันไม้ทม่ี ีคุณภาพสูง อุณหภมู ิทป่ี ล่องควนั จะอยู่
ที่ ๘๒ –๑๒๐ องศา ขั้นตอนน้ีเปน็ ชว่ งทจ่ี ะทาให้ถ่านปลอดภัยจากสารทาร์ หรอื น้ามันดิน ซงึ่ เปน็ พษิ ต่อ
พชื ดิน รวมทงั้ เป็นสารก่อมะเรง็ จงึ เหมาะสมในการดักเก็บนา้ ส้มควันไม้

3. การปดิ เตา ในชว่ งถ่านสุกซงึ่ เปน็ ชว่ งทไี่ ม้กลายเปน็ ถ่านอย่างสมบูรณ์สังเกตวา่ ควนั
จะเปล่ียนเปน็ สีขาวอมนา้ เงนิ ในชว่ งควนั สีน้าเงนิ ใส ให้ขยายหน้าเตาครง่ ึ หนงึ่ ปล่อยไว้ประมาณ ๓๐ –
๔๕ นาที จงึ ปดิ หน้าเตา ทง้ิ ไว้อีกประมาณ ๑๕ –๒๐ นาที จงึ ปดิ หน้าเตาด้วยดินเหนียวรวมทง้ั รอยรว่ั อื่น ๆ
อย่าให้มีควนั เลด็ ลอดออกมาได้โดยเด็ดขาด และใชผ้ ้าห่อทรายชุบน้าปดิ ลงไปทปี่ ากปลอ่ ง จากนั้นทิ้งเตา
ไว้ ๑ คืน ให้เยน็ ลงจนสามารถเปดิ เตา ห้ามใชน้ ้ารดเตา ถ่านออกมาได้ในเชา้ ของวนั ถัดไป ถ่านคุณภาพ
จะมีลกั ษณะเปน็ มันวาว แก่นไม้มักมีรอยแตกเปน็ รปู ดอกไม้ หากใชน้ ิ้วสัมผัสจะมีฝุน่ ถ่านสีดาติดมือมา
น้อยมาก เมื่อนาไปใชใ้ ห้ความรอ้ นสูง

96

การเก็บนา้ ส้มควนั ไม้
1. การดักเก็บนา้ ส้มควนั ไม้ ให้สังเกตสีของควันเปน็ สีเหลอื งนา้ ตาลปนเทา โดยการนา

กระเบื้องเคลือบสีขาวมาอังทปี่ ล่องไฟดูจะเปน็ สีนา้ ตาล จากนั้นนาทอ่ ไม้ไผ่ทเี่ ตรยี มไว้มาวางต่อกับปล่อง
ควันโดยตั้งทอ่ ไม้ไผ่ให้เอียงชนั ขึน้ ไปประมาณ ๔๕ องศา ห่างข้นึ ไป ๑ ขอ้ ไม้ไผ่ ใชเ้ ลือ่ ยตัดเปดิ ทอ่ ไม้ไผ่
ให้เปน็ รู เพอ่ื ให้นา้ ส้มควนั ไม้หยดลงมาแล้วหาขวดมารองรบั นา้

2. ทรี่ ะยะห่างขึน้ ไปอีก ๑ ขอ้ ไม้ไผ่หรอื ราว ๔๐ ซม. ให้ติดตั้งระบบควบแน่นด้วยการใชผ้ ้า
ชุบนา้ มาพนั รอบทอ่ และใชข้ วดพลาสติกบรรจุนา้ เจาะรทู ฝ่ี าขวด ให้น้าหยดตรงบรเิ วณทพี่ ันผ้า เพอ่ื ให้
ทอ่ เย็นตลอดเวลา

3. หม่ันตรวจควันทป่ี ลอ่ งเปน็ ระยะ เม่ือสีน้าส้มควันไม้เข้ม และมีความหนืดมาก จงึ หยุด
เก็บนา้ ส้มควันไม้
คุณภาพของเนื้อไม้ทจี่ ะนามาเผา

1. ไมแ้ ห้ง สารอาหารหมดจากเน้ือไม้แล้ว ไม่ต้องเก็บนา้ ส้มควนั ไม้ สามารถเผาเปน็ ถ่านได้
2. ไม้พอหมาด ไม้ทต่ี ัดไวป้ ระมาณ ๓ –๔ สัปดาห์ คณุ ภาพของน้าส้มควันไม้จะดี
3. ไมส้ ด ต้องจุดไฟหน้าเตานานเนื่องจากความชนื้ สูง ส้ินเปลอื งฟืนทใี่ ชจ้ ุดหน้าเตา
คณุ ภาพของนา้ ส้มควนั ไม้ทไ่ี ด้พอใช้
ถ่านไม้ไผ่ ถ่านมีประโยชน์ต่อภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ในภาคการเกษตรเราใชผ้ สม
เปน็ อาหารสัตว์ ส่วนในภาคอุตสาหกรรม ใชเ้ ปน็ ส่วนประกอบของเครอ่ ื งสาอาง สบู่ และยาสระผม ถ่าน
นอกจากจะชว่ ยในการอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติทางด้านพลงั งานได้อย่างมากมายมหาศาลแล้ว ถ่านก็
ยงั มีผลดีต่อโลกทง้ั ทางตรงและทางอ้อมอีกมาก ไม่ใชเ่ ฉพาะด้านอนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติเพียงอย่าง
เดียว ยงั ชว่ ยฟ้ ืนฟูเยยี วยารกั ษาสภาพทเ่ี สียไปของอากาศบนผิวโลกอีกด้วย
ถ่านมีคณุ สมบตั ิพเิ ศษคือ รพู รุนมากมายโดยเฉพาะถ่านไม้ไผ่จะมีรพู รุนมากกวา่ ถ่านทว่ั ไป
หลายเทา่ ตัว รพู รนุ ทมี่ ีมากมายจะทาหน้าทดี่ ูดซบั กักเก็บอาหาร เม่ือฝงั หรอื ผสมถ่านลงไปในดินจะชว่ ย
เก็บรกั ษาอาหารและแรธ่ าตุทพ่ี ชื ต้องการ และชว่ ยให้ออกซเิ จนถ่ายเทได้ดีย่ิงขนึ้ ไปกวา่ น้ันถ่านยังมีแร่
ธาตุมากมายหลายชนิดทม่ี ีประโยชน์ต่อพชื และเพิ่มประสิทธภิ าพของปุย๋ โดยเฉพาะปุย๋ อินทรยี ์
ประโยชน์ของถ่านไม้ไผ่

1. ทาสบู่ ระงบั กลนิ่ ตัว กล่ินเหล้าเบียร์
2. ดูดสารพษิ ในขา้ ว
3. ลา้ งผัก โดยการบดถ่านให้เปน็ ผงผสมกับน้า
4. ลา้ งสารพษิ ในรา่ งกาย
ถ้าถ่านทไ่ี ด้จากการเผามีคณุ ภาพดีจะมีค่ากระแสไฟฟ้าสูง ซง่ึ ถ่านดังกลา่ วจะนาไปทายาสีฟัน
โดยนาไปบดผสมกับเกลือ การบูร พมิ เสนและสามารถนามาทาเปน็ สบู่ถ่านและหมอนถ่านได้

คนเอาถ่านVol2 - การทาเตาเผาถ่าน : ศูนย์บม่ เพาะวสิ าหกิจ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏภูเก็ต
https://www.youtube.com/watch?v=f7RKPEuWnxw

97

98

3. ฐานคนมีไฟ : ไบโอดีเซล พลังงานทดแทน

หลักสูตร วทิ ยากรจติ อาสาพัฒนาชุมชนตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ธิ กี ารบรรยายสาธติ และปฏิบัติพรอ้ มกัน 40 นาที แลว้ ให้
ทกุ คนในกลุ่ม ได้รว่ มซกั ถามถึงการทานา้ มันไบโอดีเซล ในประเด็น
ความจาเปน็ ในการทา ประหยดั จรงิ หรอื ไม่

“…นา้ มันปาล์มทราบว่าดีเปน็ นา้ มันทดี่ ีใชง้ านได้ ใชบ้ รโิ ภคแบบใชน้ า้ มันมาทอดไขไ่ ด้ มาทาครวั ได้
เอานา้ มันปาลม์ มาใส่รถดีเซลได้ กาลงั ของน้ามันปาลม์ น้ีดีมากได้ผล เพราะวา่ เมอื่ ได้มาใส่รถดีเซล
ไม่ต้องทาอะไรเลย ใส่เขา้ ไป แล่นไป คนทแี่ ลน่ ตามบอกว่าหอมดี…”
- พระราชดารสั ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

การทานา้ มนั ไบโอดีเซล

1. หลักการและความสาคัญ (หัวใจสาคัญ : เพื่อทาให้สามารถพ่ึงตนเองได้ด้านพลังงาน)

ประวัติ “นา้ มันไบโอดีเซล”
แนวความคิดในการนา ไบโอดีเซล มาเปน็ เชอ้ื เพลิงนั้น เกิดขึ้นในปี 1987 เมื่อ ดร.รดู อล์ฟ
ดีเซล ได้คิดค้นและสรา้ งเครอ่ ื งยนต์ดีเซลเครอ่ ื งแรกขึน้ มา แรงจูงใจของเขาคือการนาเสนอเครอ่ ื งจกั ร
ให้กับบรษิ ัทขนาดเล็กต่าง ๆ ซงึ่ เปน็ จุดทท่ี าให้เขาพยายามคิดค้นสรา้ งเครอ่ ื งยนต์ทม่ี ีประสิทธภิ าพ
มากกวา่ เครอ่ ื งยนต์ไอนา้ ขนาดใหญ่
และมีราคาแพง รวมถึงเครอ่ ื งยนต์ประเภทเผาไหม้ภายในซง่ึ ผลิตขึ้นโดย นิคลอส ออตโต้ ในปี 1876
เครอ่ ื งยนต์ต้นแบบของ ดร.ดีเซลนั้น สามารถทางานด้วยกาลังของเครอ่ ื งยนต์เองเปน็ ครง้ั
แรกทเี่ มือง ออกซเ์ บิรก์ (เยอรมัน) เม่ือวันท่ี 10 สิงหาคม 1893 ซงึ่ ภายหลังถูกประกาศให้เปน็ "วนั ไบ
โอดีเซลนานาชาติ"
หลงั จากทไี่ ด้ทาการทดลองเกี่ยวกับเชอ้ื เพลิงหลายๆครง้ั น้ัน เขาได้แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะ
ของเครอ่ ื งยนต์ประเกท "จุดระเบิดด้วยการอัด" ทม่ี ีความเสถียรในงานแสดงเครอ่ ื งยนต์โลกทกี่ รุงปารสี
ในปี 1900
ซง่ึ ได้รบั รางวลั กรงั ปรซี ์ (รางวัลสูงสุด) เนื่องจากเครอ่ ื งยนต์น้ันทางานได้โดยใช้ นา้ มันถ่ัว เพยี งอยา่ ง
เดียว

ดร.ดีเซล กลา่ วไวใ้ นปี 1912 ขณะบรรยายว่า "การนา
นา้ มันจากผักมาใชเ้ ปน็ เชอ้ื เพลงิ ในปจั จุบันนั้น อาจดู
ไม่ใช่
เรอ่ ื งทส่ี ลกั สาคัญเทา่ ไหร่ แต่ในอนาคดนา้ มันเหลา่ น้ี
อาจมีความสาคัญเทยี บเทา่ กับนา้ มันปโิ ตรเลยี มและ
น้ามันถ่านหินในปจั จุบนั "

99

ประวตั ิ “นา้ มันไบโอดีเซลในไทย”

ปี พ.ศ. 2526 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ
บพิตร ทรงมีพระราชดารใิ ห้มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ สรา้ งโรงงานสกัดนา้ มันปาลม์ ขนาดเลก็ ที่
สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จงั หวดั กระบแ่ี ละทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้สรา้ งโรงงานสกัดน้ามันปาล์ม
บรสิ ุทธขิ์ นาดเล็กกาลังผลิตวันละ 110 ลิตร ทศ่ี ูนย์ศึกษาการพฒั นาพิกุลทองอันเนื่องมาจาก
พระราชดาร ิจงั หวัดนราธวิ าส

ปี พ.ศ. 2528 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ
บพติ ร พระราชดาเนิน พรอ้ มด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธริ าชเจา้ กรมสมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ สยาม
บรมราชกมุ าร ีทอดพระเนตร โรงงานสกัดน้ามันปาลม์ สาธติ ทมี่ หาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทรแ์ ละมีพระ
ราชดารสั ให้ไปทดลองสรา้ งโรงงานให้กลุ่มเกษตรกรทม่ี ีความพรอ้ มในพ้ืนทจ่ี รงิ

ปี พ.ศ. 2529 มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทรจ์ ดั สรา้ งโรงงานสกัดน้ามันปาลม์ ทดลองขน้ึ ทสี่ หกรณ์
นิคมอ่าวลึก จงั หวัดกระบ่ี

ปี พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ
บพติ ร มีพระราชกระแสให้สรา้ งโรงงานแปรรปู น้ามันปาลม์ ขนาดเล็กครบวงจร ทศี่ ูนย์ศึกษาการพัฒนา
พิกลุ ทองอันเน่ืองมาจากพระราชดารจิ งั หวดั นราธวิ าส ซง่ึ แล้วเสรจ็ ในปี พ.ศ. 2533

ปี พ.ศ. 2543 โครงการส่วนพระองค์สวนจติ รลดาและกองงานส่วนพระองค์ วงั ไกลกังวล
อาเภอหัวหิน จงั หวดั ประจวบคีรขี นั ธ์ เรม่ ิ การทดลองนาน้ามันปาลม์ มาใชเ้ ปน็ เชอื้ เพลงิ สาหรบั
เครอ่ ื งยนต์ดีเซล จากการทดสอบพบวา่ นา้ มันปาล์มบรสิ ุทธิ์ 100% สามารถใชเ้ ปน็ น้ามันเชอื้ เพลงิ
สาหรบั เครอ่ ื งยนต์ดีเซล โดยไม่ต้องผสมกับนา้ มันเชอ้ื เพลงิ อื่น ๆ หรอื อาจใชผ้ สมกับนา้ มันดีเซลได้
ต้ังแต่ 0.01% ไปจนถึง 99.99%

ปี พ.ศ. 2544 เม่ือวันท่ี 9 เมษายน พ.ศ. 2544 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหา
ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คุณอาพล เสนาณรงค์
องคมนตร ีเปน็ ผู้แทนพระองค์ย่ืนจดสิทธบิ ตั ร "การใชน้ า้ มันปาล์มกลั่นบรสิ ุทธเ์ิ ปน็ นา้ มันเชอ้ื เพลงิ
สาหรบั เครอ่ ื งยนต์ดีเซล"

และโครงการน้ามันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากนา้ มันปาล์ม ได้รบั เหรยี ญทองประกาศนียบตั ร
สดุดีเทดิ พระเกียรติคณุ พรอ้ มถ้วยรางวัล พระอัจฉรยิ ภาพของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวไม่เพียง
ประจกั ษ์ในหมู่พสกนิกรชาวไทยเทา่ น้ัน แต่ยงั ขจรขจายไปในเวทนี านาชาติอีกด้วย

น้ามันไบโอดีเซล (Biodiesel) ทางเลอื กหนงึ่ ของพลงั งานทดแทน เป็นผลิตภัณฑ์ทไ่ี ด้จากการ
นาน้ามันพืชชนิดต่างๆ หรอื น้ามันสัตว์มาสกัดเอายางเหนียวและส่ิงสกปรกออก จากนั้นนาไปผ่าน
กระบวนการทางเคมีโดยการเติมแอลกอฮอล์ เชน่ เอทานอลหรอื เมทานอล และมีตัวเรง่ ปฏิกิรยิ า เชน่
โซเดียมไฮดรอกไซต์ (โซดาไฟ) ภายใต้สภาวะที่มีอุณหภูมิสูง เพื่อเปล่ียนโครงสรา้ งน้ามันจาก
Triglycerides เปน็ Organic Acid Esters เรยี กว่า “ไบโอดีเซล” และได้กลีเซอรอล เปน็ ผลพลอยได้
ใชเ้ ปน็ วตั ถุดิบสาหรบั อุตสาหกรรมยา เครอ่ ื งสาอาง

วตั ถุประสงค์ของกระบวนการดังกล่าวคือ ชว่ ยปรบั ปรุงคุณสมบตั ิของนา้ มันในเรอ่ ื งความหนืด
ให้เหมาะสมกับการใชง้ านกับเครอ่ ื งยนต์ดีเซลและเพิ่มค่า Cetane number

100

การใชไ้ บโอดีเซลสามารถลดมลพษิ ทางอากาศ ซง่ึ เปน็ ผลจากการเผาไหม้ในเครอ่ ื งยนต์ได้ส่วน
หนง่ึ เน่ืองจาก องค์ประกอบของไบโอดีเซลไม่มีธาตุกามะถัน แต่มีออกซเิ จนเปน็ องค์ประกอบ ประมาณ
10% โดยน้าหนักจงึ ชว่ ยการเผาไหม้ได้ดีลดมลพษิ ซลั เฟอรไ์ ดออกไซด์ไฮโดรคารบ์ อนมอนนอกไซด์ ได้

นอกจากน้ีไบโอดีเซล มีคุณสมบัติในการหล่อล่ืนดีกว่าน้ามันดีเซล น้ามันเชอื้ เพลิงชนิดนี้ ใน
ระดับชุมชนสามารถทาการผลิตได้จากพืชน้ามันในท้องถิ่น เช่น น้ามันสบู่ดา หรอื โดยการใช้น้ามัน
ประกอบอาหารท่ีใชแ้ ล้วจากกิจการต่าง ๆ ในครวั เรอื น รา้ นอาหาร กลุ่มผลิตผลิตภัณฑ์ OTOP หรอื
โรงงานอุตสาหกรรม อาหารในชุมชนซง่ึ จะเปน็ การเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตร หรอื เปน็ การ
เพิ่มคุณค่าของน้ามันทใี่ ชแ้ ลว้ และชว่ ยลดปรมิ าณของเสียท่จี ะทาให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชน
อีกด้วย

2.สถานที่

2.1 โครงสรา้ งประจาฐานเรยี นรู้

ฐานการทานา้ มันไบโอดีเซล เปน็ ฐานทใี่ ชก้ ารบรรยายและอธบิ ายข้นั ตอนการทาน้ามันไบโอ

ดีเซล โดยไม่ได้สาธติ จรงิ เนื่องจากเวลาจากัด(การทาจรงิ ต้องใชเ้ วลาหลายวนั ) แต่ใชก้ ารอธบิ าย

ขน้ั ตอนการทาจากวสั ดุและอุปกรณ์จรงิ และตัวอยา่ งผลทไี่ ด้ จงึ มโี ครงสรา้ งของฐานเรยี นรู้ ดังนี้

1) โต๊ะตัวยาว สาหรบั ตั้งตัวอย่างวสั ดุตามข้ันตอนการทาน้ามันไบโอดีเซล

และพื้นทส่ี าหรบั ตั้งตัวอยา่ งหม้อและถังแก๊ส

2) ปา้ ยข้อมูลบอกขนั้ ตอนการทาน้ามันไบโอดีเซล

3) พน้ื ทน่ี งั่ ฟังบรรยาย สาหรบั ผู้เขา้ รบั การเรยี นรใู้ นฐาน พรอ้ มเก้าอี้นง่ั

2.2 ขนาดพื้นที่

จุดบรรยายและอธบิ ายขั้นตอนการทาน้ามันไบโอดีเซล พืน้ ทน่ี งั่ ฟังบรรยาย สาหรบั ผู้เขา้ รบั การ

เรยี นรใู้ นฐาน

ขนาดโดยประมาณ 4 x 1 เมตร ขนาดโดยประมาณ 5 x 4 เมตร

101

2.3 ตัวอย่างแผนผังจุดเรยี นรู้

2.4 ส่ือการสอน
1) ปา้ ยบอกชอ่ื ฐานเรยี นรู้
2) ปา้ ยข้อมูล
3) เอกสารความรู้

2.5 วสั ดุอุปกรณ์ประจาฐาน สาหรบั อธบิ ายและแสดงให้ดูประกอบการอธบิ าย

1) หม้อสแตนเลส และถัง 2) ขวดนา้ มันทใ่ี ชแ้ ลว้ 3) ขวดน้ามันตามผลลัพทท์ ไี่ ด้ตาม
แก๊ส ขั้นตอน

4) แอลกฮอล์ 5) ตาชงั่ 6) โซเดียมไฮดรอกไซด์ (โซดาไฟ)

7) เทอรโ์ มมิเตอร์ 8) ไม้พาย 9) อุปกรณ์ประจาตัววทิ ยากร
- ถงุ มือ ผ้าปดิ จมูก และหน้ากาก

ปอ้ งกันสารเคมี

102

3. วทิ ยากรหลัก เปน็ ผู้บรรยายและอธบิ ายขนั้ ตอนการทาน้ามันไบโอดีเซล
4. วธิ กี ารนาเสนอ/กิจกรรม

4.1 แนะนาตัววทิ ยากร
4.2 อธบิ ายประวัติความเปน็ มาและความสาคัญ ของนา้ มันไบโอดีเซล
4.3 อธบิ ายส่วนผสม วสั ดุและอุปกรณ์การทานา้ มันไบโอดีเซล
4.4 อธบิ ายวธิ ที านา้ มันไบโอดีเซล
4.5 อธบิ ายประโยชน์และการนาไปใช้
4.6 เปดิ โอกาสให้ถามขอ้ สงสัย และแลกเปลยี่ นความรู้ ประสบการณ์การทาและการใชน้ า้ มันไบ
โอดีเซล

5. เทคนิคประจาฐาน

ใชก้ ารเรยี นรผู้ ่านการฟังบรรยายและอธบิ ายขั้นตอนการทานา้ มันไบโอดีเซล โดยมีตัวอยา่ งผลท่ี
ได้ในแต่ละข้นั ตอนมาประกอบการอธบิ าย เพ่อื ให้เห็นภาพจรงิ และเข้าใจได้งา่ ยข้นึ โดยไม่ต้องสาธติ จรงิ
เนื่องจากขนั้ ตอน
การทาน้ามันไบโอดีเซล ต้องใชก้ ารผสมและทงิ้ ระยะเวลาสารเคมีในการทาปฏิกรยิ าเปน็ เวลานาน จงึ
ต้องทาไวล้ ่วงหน้าแล้วนาผลมาแสดงประกอบการอธบิ าย และมีปา้ ยขอ้ มูลทเี่ ปน็ ภาพเขา้ ใจงา่ ย

6. ปญั หา/อุปสรรค

- ไม่มีตัวอยา่ งในการอธบิ ายถึงการนาไปใช้ อาทิ นานา้ มันไบโอดีเซลทผี่ ลติ ได้ ไปเติมรถทใ่ี ช้
นา้ มันดีเซล แล้วสามารถสตารท์ ติด ทาให้ขาดความน่าเชอื่ ถือ ถึงการนาไปใชไ้ ด้จรงิ

- การอธบิ ายถึงประโยชน์ทย่ี ังคลมุ เครอื ไม่แน่ชดั ยังไม่สามารถสรุปได้วา่ เปน็ ประโยชน์สูงสุด
หรอื ยัง เน่ืองจากตอนนี้การทาน้ามันไบโอดีเซลเอง มีค่าใชจ้ า่ ยสูงกวา่ การซอื้ นา้ มันดีเซลจากป๊ มั มาใช้

7. แนวทางแก้ไขปญั หา/ขอ้ เสนอแนะ

จากปญั หาและอุปสรรคขา้ งต้น มีการแก้ปญั หาดังกล่าว ด้วยการให้ผ้เู ขา้ รบั การเรยี นรใู้ นฐานน้ี
แลกเปลีย่ นความรแู้ ละประสบการณ์กัน จะทาให้ผเู้ คยปฏิบตั ิเลา่ และการนั ตีวา่ สามารถนาไปใชไ้ ด้จรงิ และมี
ประโยชน์อยา่ งไร

ข้อเสนอแนะ : วทิ ยากรควรหาขอ้ มูลเพ่ิมเติม และทาความเขา้ ใจประโยชน์การทาน้ามันไบโอ
ดีเซลให้ได้อย่างลกึ ซงึ้ และเก็บรวบรวมข้อมูลประสบการณ์ผู้ทร่ี ว่ มแลกเปลย่ี นเรยี นรใู้ นฐาน ไวเ้ ปน็
ข้อมูลศึกษาต่อไป เพราะประโยชน์ของการใชน้ ้ามันไบโอดีเซล มีประโยชน์ทอี่ าจจะยังเห็นไม่ชดั และมี
ความแตกต่างกันในบรบิ ทของแต่ละคนที่จะมองเห็นประโยชน์ได้แตกต่างกัน อาทิ คนทอี่ ยูบ่ นพ้นื ที่
ห่างไกล บนภเู ขา ทห่ี าป๊ มั นา้ มันได้ยาก และคนทร่ี กั ส่ิงแวดลอ้ ม มองวา่ นา้ มันทใ่ี ชแ้ ลว้ จะเปน็ ขยะท่ี
กาจดั ได้ยาก หากลงแม่นา้ ไปจะทาให้แม่นา้ เน่าเสีย หรอื เปน็ การเตรยี มตัวในอนาคตทรี่ าคาน้ามันจะพงุ่
สูงข้ึน หรอื นา้ มันขาดแคลน เปน็ ต้น

103

8. ข้อมูลประจาฐาน

สูตรการทานา้ มันไบโอดีเซลจากนา้ มันพชื หรอื นา้ มันสัตว์ทใ่ี ชแ้ ล้ว

เมทลิ แอลกอฮอล์ (เมทานอล) โซเดียมไฮดรอกไซต์ (โซดาไฟ)

น้ามันพชื ,สัตว์ (ลติ ร) (ลิตร) (กรมั )

อัตราคานวณ (15 – 20%) อัตราคานวณ (6 – 6.25%)

120 24 800

75 15 500

60 12 400

30 6 200

25 5 150

7.5 1.5 50

3.75 0.75 25

วธิ กี ารทานา้ มันไบโอดีเซล

1) นาน้ามันพืชหรอื นา้ มันสัตว์ทใ่ี ชแ้ ล้ว กรองเอาเศษอาหารทปี่ นออก แลว้ ยกขนึ้ ดั้งไฟ

- หากมีน้าผสมอยใู่ นน้ามัน (ลักษณะขาวขน้ ) ต้องต้มนา้ มันในอุณหภูมิประมาณ 110 องศา

นานประมาณ 10 นาที แล้วดับไฟ (ขณะต้มจะมีฟองน้าผุดขนึ้ และมีเสียงดังก้นหม้อ)
- หากไมม่ ีนา้ ปน (นา้ มันมีลกั ษณะใส) ต้มน้ามันทอี่ ุณหภูมิ 57 องศา แลว้ ดับไฟ ความรอ้ นจะข้นึ

ถึง 60 องศา
2) นาเมทลิ แอลกอฮอล์ ใส่ลงในภาชนะคลา้ ยแกลลอนทม่ี ีฝาปดิ และนาโซดาไฟใส่ลงไป ปดิ

ฝาแล้วเขย่าจนละลายหมด ณ เวลาใกลเ้ คียงกับนา้ มันอุณหภูมิที่ 60 องศา (ระหว่างเขยา่ ควรหยุดเปดิ
ฝาคลายให้ไอรอ้ นระเหยออกจากแกลลอน แลว้ จงึ เขย่าอีกครงั้ ) ข้นั ตอนน้ีควรทาด้วยความระมัดระวัง

อยา่ สัมผัสส่วนผสมนหี้ รอื สูดดมไอระเหย และอยา่ ทาให้เกิดประกายไฟ ควรทาในสถานทอ่ี ากาศถ่ายเท
ได้ดี (หากมีการสัมผัสให้ลา้ งน้าสะอาดทนั ที)

3) เม่ืออุณหภมู ินา้ มันทตี่ ้ม 60 องศาพอดีแล้ว ให้ยกน้ามันลงจากเตา แลว้ นาส่วนผสมของขอ้
2 เทผสมลง แลว้ กวนให้เขา้ กันเปน็ เน้ือเดียวกัน พักทง้ิ ไวค้ ้างคืน

4) ตอนเชา้ จะพบว่ามีฝ้าลอยอยูบ่ นผิวหน้าให้ตักออก แล้วพักของเหลวใสตอนบน (ไบโอดีเซล)
ไว้ประมาณ 7 วนั ค่อยนาไปใชเ้ ติมเปน็ เชอื้ เพลิงแทนนา้ มันดีเซล ส่วนชนั้ ลา่ งเปน็ ของแขง็ สีนา้ ตาล คือ

กลีเซอรนี สามารถ นาไปทาเปน็ สบูธ่ รรมชาติเพื่อใชล้ า้ งทาความสะอาดพน้ื หรอื ทาเปน็ เชอื้ เพลงิ ติดไฟ
เพิ่มเติม : เมื่อผสมส่วนผสมเขา้ กันแลว้ หลงั จากกวนส่วนผสม ผลทไี่ ด้ คือ

- ได้เปน็ ของเหลวคล้ายเจล โดยไม่มีการแยกตัว หมายความวา่ “โซดาไฟมากไป”
- ได้เปน็ 3 ส่วน คือ ไบโอดีเซล (ส่วนบน), น้ามันทยี่ ังไม่ทาปฏิกรยิ า (ส่วนกลาง), กลีเซอรนี

(ส่วนล่าง) หมายความวา่ “โซดาไฟน้อยไป”

- หากใชโ้ ซดาไฟทช่ี น้ื หรอื มนี า้ ปนอยู่ ก็จะได้ ส่วนท่ี 4 คือ สบู่

และควรทดสอบหาค่าของโซดาไฟ ตามความเหมาะสมของน้ามันแต่ละแหลง่ ทไ่ี ด้มา ในจานวน

ทน่ี ้อยก่อน เพ่อื ปอ้ งกันความเสียหาย เน่ืองจากคณุ สมบตั ิของนา้ มันทแ่ี ตกต่างกัน

104
ขอ้ ควรระวงั ในการใชง้ านโซดาไฟ

ถึงแม้โซดาไฟ จะใชง้ านกันมากในวงการอุตสาหกรรมต่าง ๆ แต่ก็มีข้อควรระวงั เก่ียวกับการใช้
งานเน่ืองจากเปน็ สารเคมี ดังน้ันเวลาใชง้ านจงึ ควรระมัดระวงั เปน็ พเิ ศษ

1) ละอองของโซเดียมไฮดรอกไซต์หรอื โซดาไฟ ทาให้เกิดการอักเสบทเี่ ย่ือบุระบบทางเดิน
หายใจ หากสูดเอาไอหรอื ฝนุ่ โซดาไฟเขา้ ไป อาจมีผลให้เกิดการระคายเคือง และอักเสบทปี่ อด

2) การสัมผัสกับผิวหนงั ท่ีมีความเข้มขน้ สูงจะทาให้เกิดเปน็ แผลพุพอง และเปน็ แผลเปน็ ได้
หรอื การสัมผัสกับไอของโซเดียมไฮดรอกไซต์ เปน็ เวลานานจะทาให้ผิวหนงั แห้ง แตกสะเก็ดเปน็ แผลได้
ระวังอยา่ ให้โซดาไฟถูกผิวหนงั

3) เม่ือสัมผัสกับตาจะทาให้เกิดอาการระคายเคือง ทาลายเนื้อเยอ่ื แผลพุพอง เปน็ ต้อหินหรอื
ต้อกระจกและอาจตาบอดได้

4) เม่ือเข้าสู่ปาก และทางเดินอาหารจะทาให้เกิดการกัดกรอ่ นอยา่ งรนุ แรงต่อเน้ือเยือ่ ทางเดิน
อาหาร ทาให้เปน็ แผลทชี่ อ่ งปาก และลาคอไหม้ ปวดทอ้ ง ทอ้ งเสีย อาเจยี น วงิ เวยี น จนถึงตายได้ และ
อาจจะกลายเปน็ มะเรง็ ในระยะเวลา 10 - 20 ปไี ด้

5) ขณะใชง้ าน ควรสวมผ้าปดิ จมูก สวมถุงเทา้ ถุงมือ แว่นตากันสารเคมี และสวมชุดปอ้ งกัน
สารเคมีให้เรยี บรอ้ ย

การใชน้ า้ มันไบโอดีเซล ควรหมั่นตรวจไส้กรองดีเซล และเปลี่ยนตามกาหนด หรอื ถ่ายน้าจากกรอง
ดักน้าบอ่ ย ๆ เพือ่ ปอ้ งกันการอุดตันของสบู่ หากเครอ่ ื งยนต์มีอาการสะดุด ให้ตรวจสอบระบบทอ่ นา้ มัน
และไส้กรองน้ามันดีเซล

โจน จนั ใด ชวี ติ งา่ ยๆ
นา้ มันพชื ทใ่ี ชแ้ ลว้ ใชท้ าไบโอดีเซลแบบงา่ ยๆ

105

4. ฐานคนรกั ษ์แม่ธรณี : เลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืช

ปุย๋ อินทรยี ช์ วี ภาพ (ปุ๋ยแห้ง)

หลักสูตร วทิ ยากรจติ อาสาพัฒนาชุมชนตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง

วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ธิ กี ารบรรยายพรอ้ มกับการปฏิบัติจรงิ รวม 45 นาที

แล้วให้ทกุ คนในกลุ่มได้ลงมือปฏิบัติจรงิ พรอ้ มกับการ

แลกเปลีย่ นเรยี นรไู้ ปพรอ้ มๆกัน

ปุย๋ หมักชวี ภาพ

การทาปุย๋ หมักชวี ภาพเปน็ การลดต้นทนุ การผลติ ให้แก่เกษตรกร อีกทงั้ บางส่วน หากมีมาก

สามารถแบง่ จาหน่ายเพือ่ สรา้ งอาชพี เสรมิ และรายได้แก่เกษตรกรอีกหนง่ึ ทาง ซง่ึ สามารถนาวสั ดุทม่ี ีใน

พ้ืนทใ่ี ชเ้ พื่อการทาปุย๋ หมักชวี ภาพได้ ดังน้ี คือ

ส่วนผสม 1 กระสอบ
1. มูลสัตว์ แกลบดิบ 1 กระสอบ
2. แกลบดิบ 2 กิโลกรมั
3. ราหยาบละเอียด 1 กระสอบ
4. อ่ืนๆ เชน่ กากถ่ัว, เศษใบไม้ (ถ้ามี) ใส่จนพอหมาด
5. ผสมน้าหมักชวี ภาพ 1 ส่วน ต่อน้า 10 ลิตร

106

วธิ กี ารทา

1. นาส่วนผสมตั้งแต่ ขอ้ 1 ถึง 4 คลุกเคลา้ ให้เขา้ กัน
2. เกล่ียกองปุย๋ ทผ่ี สมเขา้ กันแล้วออกบางๆ รดด้วยน้าหมักชวี ภาพ ทผี่ สมต่อนา้ 10 บนกองปุย๋
ให้ชุม่ พอหมาด(ความชน่ื ประมาณ 30-35%)
3. คลุกให้เขา้ กันอีกครง้ั
4. เมื่อคลุกเขา้ กันเสรจ็ เรยี บรอ้ ย กรณีท่ี 1 ใส่ในถงุ กระสอบ กองทง้ิ ไวเ้ ว้นชอ่ งว่าง เพื่อระบาย
อากาศบางส่วนระหวา่ งกอง กรณีที่ 2 กองไว้ในทร่ี ม่ ใชก้ ระสอบหรอื พลาสติกคลุมกอง ปุย๋ ทงิ้ ไว้ กลับ
ทกุ 5-7 วัน ซง่ึ ทงั้ 2 กรณีจะต้องรอให้ปุย๋ เย็นก่อน (ความรอ้ นของกองปุย๋ เทา่ กับ อากาศ ) จงึ จะ
นาไปใชป้ ระโยชน์ได้

การทาปุย๋ หมกั แบบไมก่ ลับกอง “ วศิ วกรรมแม่โจ้ ”
ความจาเปน็ ของการผลติ ปุย๋ อินทรยี ์

ในการเพาะปลูกของเกษตรกรสิ่งทมี่ ีความจาเปน็ และสาคัญทส่ี ุด คือความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ความอุดมสมบูรณ์ของดินจะได้มาจากการทม่ี ีอินทรยี วัตถุสะสมอยู่ในดินอยู่มาก จุลนิ ทรยี ด์ ินจะใช้
อินทรยี ์วตั ถุเปน็ สารอาหาร แลว้ ปลดปล่อยแรธ่ าตุทจี่ าเปน็ ให้แก่พชื ในปรมิ าณทพ่ี ชื ต้องการอย่าง
เพียงพอ ซง่ึ ได้แก่ ธาตุอาหารหลกั (ไนโตรเจน-N ฟอสฟอรสั -P2O5 และ โพแทสเซยี ม-K2O) ธาตุ
อาหารรอง (ซลั เฟอร์ แคลเซยี ม และแมกนีเซยี ม) และจุลธาตุ (แมงกานีส ทองแดง โบรอน โมลิบดินัม
เหลก็ คลอรนี และสังกะสี) ดังน้ัน การเติมความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินวธิ หี นงึ่ คือการใชป้ ุย๋ หมักหรอื ปุย๋
อินทรยี ์ซง่ึ นอกจากจะเปน็ การเพ่มิ แรธ่ าตุให้กับพืชแล้ว ปุย๋ อินทรยี ์ยังชว่ ย ลดความเปน็ กรดของดินท่ี
เกิดจากการใชป้ ุย๋ เคมีและยาฆ่าหญา้ อย่างยาวนาน ได้อีกด้วย

นอกจากน้ี ในอดีตก่อนทจ่ี ะมีการผลติ ปุย๋ เคมีขนึ้ ในโลก เกษตรกรในประเทศไทยก็ได้มีการสรา้ ง
ความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินในการเพาะปลูก โดยการใชม้ ูลสัตวต์ ่างๆ เชน่ มูลโค มูลกระบอื และมูลไก่
เปน็ ต้น ประเทศไทย ในขณะนั้นสามารถส่งออกข้าวเปน็ ที่ 1 ของโลกมาโดยตลอด ทง้ั ๆทไี่ ม่มีปุย๋ เคมีใช้

แต่ปจั จุบัน ภายหลงั จากการ “ปฏิวัติเขยี ว” หรอื การนาปุย๋ เคมีเขา้ มาจาหน่ายในประเทศไทย
ประมาณ เม่ือปพี .ศ.2503 การเกษตรกรรมของไทยก็ได้ใชป้ ุย๋ เคมีสารเคมีและยาฆ่าหญ้าอย่างหนัก
โดยลมื ทจ่ี ะเติมความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน

107

อย่างแต่ก่อน การใชป้ ุย๋ เคมีและสารเคมีอย่างยาวนาน 40-50 ปี ได้ทาให้ดินเพาะปลูก
เสื่อมสภาพลงอยา่ งมาก กลายเปน็ ดินทแ่ี น่น แขง็ และ เปน็ กรด รากพชื ไม่สามารถชอนไชหาอาหารได้
ดีความเปน็ กรดของดิน ทาให้เกิดการละลายของธาตุอะลูมิเนียมออกมาแล้วดูดซมึ เขา้ ทางรากพืช ทาให้
พชื ไม่แขง็ แรงกลายเปน็ โรคงา่ ยและเชอ้ื ราทเี่ ปน็ โรคพืชบางชนิดยังทางาน ได้ดีในดินทเี่ ปน็ กรดอีกด้วย
ทาให้เกษตรกรต้องใชป้ ุย๋ เคมีและสารเคมเี พิ่มมากขนึ้ ทกุ ปีทาให้มีต้นทนุ สูงขึน้ และ

ในขณะเดียวกัน การเผาทาลายเศษพชื ในแต่ละครง้ั ก็ส่งผลให้อินทรยี วตั ถุและจุลินทรยี ์ดินทม่ี ี
อยูน่ ้อยพลอยสลายตัวหายไป อีก เพ่ือให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินกลับคืนมาเกษตรกรจงึ ควรงดการ
เผาเศษพชื และนาเศษพืชมาผลิตเปน็ ปุย๋ อินทรยี ์คณุ ภาพดีแล้วนาไปปรบั ปรุง บารงุ ดินเพอ่ื เพ่มิ
อินทรยี ์วัตถเุ พม่ิ ความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ทจ่ี ะส่งผลให้การใชป้ ุย๋ เคมีและสารเคมีลดลง ซง่ึ หมายถึง
ต้นทนุ การผลติ ก็จะลดลง ผลผลิต เพิม่ มากขน้ึ มีผลกาไรมากข้นึ ดินเพาะปลูกจะกลบั มาเปน็ ดิน ดาทฟ่ี ู
น่มุ โครงสรา้ งเม็ดดินจะรว่ นซุยข้ึน มีไส้เดือนกลับคืนมาทช่ี ว่ ยการชอนไช ของรากพืช พชื ก็จะกลบั มา
แข็งแรง เกษตรกรและประชาชนจะมีสุขภาวะทดี่ ี จากการลดควันพิษจากการเผาและลดการใชส้ ารเคมี

ปจั จุบันเกษตรกรจานวนมากเรม่ ิ หันกลับมาลดต้นทนุ ทางการเกษตร โดยทาการหมักปุย๋ อินทรยี ์
สาหรบั ใชใ้ นพ้นื ทข่ี องตนเอง แต่ปญั หาทพ่ี บส่วนใหญ่คือจะต้องใชแ้ รงงานคนจานวนมากในการกลับ
กองปุย๋ ทกุ ๆ 7 วัน ซง่ึ เปน็ วธิ ที ยี่ ุง่ ยาก และเสียค่าใชจ้ า่ ยมาก ทาให้ทาง ผศ.ธรี ะพงษ์ สวา่ งปญั ญางกรู
มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้ ได้คิดค้นวธิ กี ารทาปุย๋ หมักทงี่ า่ ย ประหยัด และได้ผลดีขน้ึ มา โดยเรยี กนวตั กรรม
ใหม่น้ีว่า “วศิ วกรรมแม่โจ”้ ขัน้ ตอนวธิ กี ารเปน็ เชน่ ไรติดตามได้ในฉบับนี้เลยครบั
ข้นั ตอนท่ี 1 นาเศษข้าวโพดหรอื ฟางข้าว 4 ส่วนกับมูลสัตว์ 1 ส่วนโดยปรมิ าตร วางสลบั กันเปน็ ชน้ั
บางๆ สูงไมเ่ กินชน้ั ละ 10 เซนติเมตร จานวน 15 - 17 ชน้ั รดน้าแต่ละชน้ั ให้มีความชน้ื ข้นึ กองเปน็ รปู
สามเหลยี่ มทม่ี ีความสูงไมต่ ่ากว่า 1.50 เมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร ส่วนความยาวของกองจะยาวเทา่ ไรก็
ได้ขึน้ อยูก่ ับปรมิ าณเศษพชื และมูลสัตว์ทม่ี ี ความสาคัญของการทตี่ ้องทาเปน็ ชน้ั บาง ๆ 15 - 17 ชน้ั ก็
เพือ่ ให้จุลินทรยี ท์ ม่ี ีอยูใ่ นมูลสัตวไ์ ด้ใชท้ งั้ ธาตุคารบ์ อน (มีอยู่ในเศษพชื ) และธาตุไนโตรเจน (มีในมูล
สัตว์) ในการเจรญิ เติบโตและสรา้ งเซลลข์ องจุลินทรยี ์ ซง่ึ จะทาให้การยอ่ ยสลายวตั ถุดิบเปน็ ไปได้อย่าง
รวดเรว็ โดยการวางกองปุย๋ หมักสามารถวางไวก้ ลางแจง้ ได้เลย ไม่ต้องมีการปดิ คลมุ

108

ขั้นตอนท่ี 2 รกั ษาความชน้ื ภายในกองปุย๋ ให้มีความเหมาะสมอยเู่ สมอตลอดเวลา (มีค่าประมาณรอ้ ยละ
60 – 70) โดยมี 2 ขนั้ ตอนดังนี้

ขน้ั ตอนท่ี 1 รดนา้ ภายนอกกองปุย๋ ทุกเชา้ (ถ้าฝนตกก็ให้งดขัน้ ตอนนี้)
ขั้นตอนที่ 2 ใชไ้ ม้แทงกองปุย๋ ให้เปน็ รูลึกถึงข้างล่างแลว้ กรอกนา้ ลงไประยะห่างของรูประมาณ
40 เซนติเมตร ทาขน้ั ตอนทสี่ องน้ี 5 ครง้ั ระยะเวลาห่างกัน 10 วนั เมื่อเติมนา้ เสรจ็ แลว้ ให้ปดิ รเู พือ่
ไม่ให้สูญเสียความรอ้ นภายในกองปุย๋ ข้นั ตอนทส่ี องนี้แม้วา่ อยใู่ นชว่ งของฤดูฝนก็ยังต้องทา เพราะ
น้าฝนจะไม่สามารถไหลซมึ เขา้ ไปในกองปุย๋ ได้ การทฝ่ี นไม่สามารถชะล้างเขา้ ไปในกองปุย๋ ได้เกษตรกรจงึ
สามารถผลติ ปุย๋ อินทรยี ด์ ้วยวธิ นี ี้ในฤดูฝนได้ด้วย

ภายในเวลา 5 วันแรก กองปุย๋ จะมีค่าอุณหภมู ิสูงขึ้นมาก บางครงั้ สูงถึง 70 องศาเซลเซยี ส ซง่ึ เปน็ เรอ่ ื ง
ปกติสาหรบั กองปุย๋ ทท่ี าได้ถูกวธิ ี อันเกิดจากกิจกรรมการยอ่ ยสลายของจุลินทรยี ์ และความรอ้ นสูงน้ียัง
เปน็ สภาวะแวดลอ้ มทเี่ หมาะสมกับการทางานของจุลนิ ทรยี ์ในกองปุย๋ อีกด้วย หลังจากนั้นอุณหภูมิจะ
ค่อย ๆ ลดลงจนมีค่าอุณหภูมิปกติทอ่ี ายุ 60 วัน

109

ขัน้ ตอนที่ 3 เม่ือกองปุย๋ มอี ายุครบ 60 วัน ก็หยุดให้ความชนื้ กองปุย๋ จะมีความสูงเหลือเพยี ง 1 เมตร
แล้วทาปุย๋ อินทรยี ์ให้แห้งเพ่ือให้จุลินทรยี ์สงบตัวและไม่ให้เปน็ อันตรายต่อรากพืช วธิ กี ารทาปุย๋ อินทรยี ์
ให้แห้งอาจทาโดยทงิ้ ไวใ้ นกองเฉยๆ ประมาณ 1 เดือน หรอื อาจแผ่กระจายในทร่ี ม่ อากาศถ่ายเทให้มี
ความหนาประมาณ 20 – 30 ซม. แล้วเกลี่ยไปมา ซง่ึ จะแห้งภายในเวลา 3 – 4 วนั ก็สามารถนาไปใช้
บารุงพืช และปรบั ปรงุ ดินในพ้ืนทขี่ องเกษตรกรได้ทนั ที หรอื จะนามาปน่ ละเอียดเพ่อื จาหน่ายสรา้ ง
รายได้ก็เข้าที

ขอ้ ห้ามของการผลติ ปุย๋ อินทรยี ว์ ธิ ี “วศิ วกรรมแม่โจ้ ”
1. ห้ามข้ึนเหยียบกองปุย๋ ให้แน่น หรอื เอาผ้าคลมุ กองปุย๋ หรอื เอาดินปกคลุ มด้านบนกองปุย๋

เพราะจะทาให้อากาศไมส่ ามารถไหลถ่ายเทได้สะดวก
2. ห้ามละเลยการดูแลความชน้ื ทง้ั 2 ข้ันตอน เพราะถ้ากองปุย๋ แห้งเกินไปจะทาให้ต้องใช้

ระยะเวลาหมักนานข้นึ และปุย๋ มีคณุ ภาพตา่
3. ห้ามวางเศษพืชหนาเกินไป เพราะจะทาให้จุลินทรยี ์ทมี่ ีในมูลสัตว์ไม่สามารถเขา้ ไปย่อยสลาย

เศษพืชได้
4. ห้ามทากองปุย๋ ใต้ต้นไม้ เพราะความรอ้ นของกองปุย๋ จะทาให้ต้นไม้ตายได้
5. ห้ามระบายความรอ้ นจากกองปุย๋ เพราะความรอ้ นจะชว่ ยให้จุลนิ ทรยี ์ทางานได้ดีมากขึ้น และ

ยงั ชว่ ยให้เกิดการไหลเวยี นของอากาศผ่านกองปุย๋ อีกด้วย

ปุ๋ยนา้ หมักชวี ภาพ นา้ หมัก ๗ รส

น้าหมักสมุนไพร 7 รส เป็นสูตรท่ีผสมขึ้นมาจากสมุนไพรที่มีรสจืด ขม ฝาด เมาเบื่อ เปรย้ ี ว
หอมระเหย และ เผ็ดรอ้ น หรอื อาจกล่าวได้ว่าเป็นสูตรที่รวมรสของสมุนไพรท่มี ีคุณสมบัติในการกาจดั
แมลงศัตรูพืชเข้าไว้ในสูตรเดียวกัน เพ่ือเพ่ิมประสิทธภิ าพในการป้องกันกาจดั แมลงศัตรูพืชผัก ซงึ่ มี
ความหลากหลายและสามารถพฒั นาความต้านทานสารกาจดั แมลงได้ภายในเวลาไม่นาน ดังน้ันการรวม
พิษของพืชทม่ี ีผลต่อระบบการทางานของแมลงศัตรูพชื เอาไว้ภายในสูตรเดียว จงึ เป็นอีกหนึ่งวธิ ที ี่จะลด
ปญั หาการดื้อยาของแมลงลงได้ โดยการทาน้าหมักสมุนไพร 7 รสน้ันเปน็ การเลือกเอาสมุนไพรรส
ต่างๆ มาทาน้าหมักจุลนิ ทรยี ช์ วี ภาพ เพอ่ื ประโยชน์ทางการเกษตร ซง่ึ สามารถใชไ้ ด้กับนาข้าว และพืชผัก
ทกุ ชนิด

110

ปุ๋ยนา้ หมกั สมนุ ไพร 7 รส ประกอบด้วย

1. สมุนไพรรสจดื ได้แก่ ใบกลว้ ย ผักบุ้ง รางจดื และพืชสมุนไพรทมี่ ีรสจดื ทกุ ชนิด

สรรพคุณ : จะเปน็ ปุย๋ บารุงดิน ให้ดินมีความรว่ นซุย โปรง่ และทาให้ดินไม่แขง็ และสามารถใชบ้ าบดั นา้

เสียได้ด้วย

2. สมุนไพรรสขม ได้แก่ ใบสะเดา บอระเพ็ด ใบข้ีเหลก็ และพืชสมุนไพรทมี่ ีรสขมทกุ ชนิด

สรรพคุณ : สามารถฆ่าเชอ้ื แบคทเี รยี เพ่อื สรา้ งภมู ิค้มุ กันให้กับพืช

3. สมุนไพรรสฝาด ได้แก่ ปลีกล้วย เปลอื กมังคุด เปลอื กฝรง่ั มะยมหวาน และพืชสมุนไพรทม่ี ี

รสฝาดทกุ ชนิด

สรรพคุณ : ฆ่าเชอื้ ราในโรคพชื ทกุ ชนิด

4. สมุนไพรรสเมาเบือ่ ได้แก่ หัวกลอย ใบ/เมล็ดสบู่ดา ใบน้อยหน่า และพืชสมุนไพรทม่ี ีรสเมา

เบื่อทกุ ชนิด

สรรพคณุ : ฆ่าเพล้ยี หนอนและแมลง ในพืชผักทกุ ชนิด

5. สมุนไพรรสเปรย้ ี ว ได้แก่ มะกรดู มะนาว กระเจยี๊ บ และพชื สมุนไพรทมี่ ีรสเปรย้ ี วทกุ ชนิด

สรรพคณุ : ไลแ่ มลงโดยเฉพาะ

6. สมุนไพรรสหอมระเหย ได้แก่ ตะไครห้ อม ใบกะเพรา ใบเตยและพืชสมุนไพรทมี่ ีรสหอมระเหย

ทกุ ชนิด

สรรพคุณ : จะเปน็ น้าหมักทเี่ ปล่ียนกลิ่นของต้นพชื เพือ่ ปอ้ งกันไม่ให้แมลงไปกัดกินทาลาย

7. สมุนไพรรสเผ็ดรอ้ น ได้แก่ พรกิ ขงิ ข่า และพืชสมุนไพรทมี่ ีรสเผ็ดรอ้ นทกุ ชนิด

สรรพคุณ : ไลแ่ มลง และทาให้แมลงแสบรอ้ น

การทาปุย๋ นา้ (นา้ หมกั )

วตั ถุดิบ

1. พชื (สับหรอื บด) 3 ส่วน

2. น้าตาล 1 ส่วน

3. หัวเชอ้ื 1 ส่วน

4. นา้ 10 ส่วน

วธิ กี ารทา

1) สับเศษผัก/เศษอาหาร/เศษผลไม้ ให้ละเอียด

2) ละลายกากนา้ ตาล/น้าตาลทรายแดง กับนา้ แลว้ นาเศษอาหาร/เศษผัก/เศษผลไม้ ทสี่ ับให้

ละเอียดแล้วคลกุ เคลา้ ให้เขา้ กัน

3) นาส่วนผสมทคี่ ลุกเคล้ากันเสรจ็ เรยี บรอ้ ยเทใส่ถังหมักทเ่ี ตรยี มไว้เว้นชอ่ งวา่ ง ประมาณ 1/4

ของถังหมัก ทง้ิ ไว้ประมาณ 90 วนั หรอื 3 เดือน จงึ นาน้าหมักไปใชป้ ระโยชน์

ก่อนนานา้ หมักไปใชป้ ระโยชน์สังเกต ดังน้ี

1. สี ของน้าหมักจะมีสีน้าตาลเข้ม หรอื อาจมีราขาวขึน้ บนผิวหน้าของน้าหมัก

2. กล่นิ ของน้าหมักจะออกเปรย้ ี ว

3. รสชาติ ของน้าหมักจะมีรสเปรย้ ี ว

4. ค่าความเปน็ กรด-ด่าง (pH) ประมาณ 3

111

การนาไปใชป้ ระโยชน์ การใชป้ ระโยชน์
มีความเข้มข้นมากสามารถทาให้พชื ตายได้
อัตราส่วน ลดกลิ่นกองขยะ คอกสัตว์ และห้องน้า
นา้ หมักชวี ภาพ 100 % ใชร้ ดนา้ พชื ผัก ต้นไม้
นา้ หมักชวี ภาพ 1 ส่วนต่อน้า 10 ส่วน เหมาะสาหรบั การล้างพื้นคอกสัตวเ์ ล้ียง
นา้ หมักชวี ภาพ 1 ส่วนต่อนา้ 200 ส่วน
น้าหมักชวี ภาพ 1 ส่วนต่อนา้ 500 ส่วน

112

5. ฐานคนมนี ้ายา : นา้ ยาอเนกประสงค์ (ลดรายจา่ ยในครวั เรอื น)

วทิ ยากรผู้สอน : วทิ ยากรภายนอก /ภายใน

วตั ถุประสงค์ : เพ่อื ให้ผู้เขา้ อบรมได้เรยี นรกู้ ารทานา้ ยาอเนกประสงค์เพื่อใชเ้ องหรอื เพอ่ื จาหน่าย

เวลาสอน : จานวน ๑-2 ชวั่ โมง

รูปแบบการสอน : บรรยายให้ความรูแ้ ละหรอื ลงมือปฏิบตั ิจรงิ

ขอบเขตเนื้อหาวชิ าทสี่ อน :

น้ายาอเนกประสงค์ สูตรน้าหมักผลไม้รสเปรย้ ี ว เปน็ มรดกทางภูมิปญั ญาของไทย มีคุณสมบัติ

เด่นคือ มีความเป็นกรดสูงใชส้ าหรบั การทาความสะอาดในรูปแบบต่าง ๆ ได้ดี ใชไ้ ด้ท้ังล้างจาน ซกั ผ้า

ขัดห้องน้า ล้างรถ ถูบ้าน ล้างเชด็ ทาความสะอาดอุปกรณ์ท่ีทาจากทั้งจากโลหะหรอื อโลหะ ข้อดี ก็คือ

ค่อนข้างจะเปน็ มิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะมีจุลินทรยี ์ชนิดดีจากน้าหมักผลไม้รสเปรย้ ี วเป็นตัวชว่ ยย่อย

สลายและขจดั สิ่งสกปรก ทง้ั สารเคมี สีและกลิ่น เชน่ ถ้านาไปซกั ผ้า จะชว่ ยปอ้ งกันเชอื้ ราได้ ขัดห้องน้า

ก็จะช่วยกาจัดกลิ่นได้ น้าที่เหลือจากการล้างจาน ซักผ้า ก็สามารถนาไปรดต้นไม้ ช่วยย่อยสลาย

สารอาหารในดินให้เปน็ ปุย๋ ต่อไปได้ นอกจากน้ีต้นทนุ การผลิตก็ตา่ สามารถทาใชไ้ ด้เองอยา่ งงา่ ยๆ

สูตรการทานา้ ยาอเนกประสงค์ (สูตรหมอเขยี วทวี )ี หรอื สูตรอื่นๆ ก็ได้ตามวทิ ยากรแต่ละพนื้ ท่ี

วสั ดุ/วัตถดุ ิบ

1. น้าหมักผลไม้รสเปรย้ ี ว จานวน ๕ ลติ ร

2. เกลอื แกง จานวน ๑ กิโลกรมั

3. N70 จานวน 1 กิโลกรมั

4. น้าด่างข้ีเถ้า จานวน ๕ ลติ ร

5. น้าสะอาด(ไม่ใชน้ ้าประปา/ไม่ใชน้ ้าฝน) จานวน 10 ลิตร

6. ถังพลาสติก + ไม้พาย

วธิ ที า

1. นา N 70 และเกลอื แกงใส่ถังแลว้ คนผสมทงั้ 2 ให้เขา้ กันจนกลายเปน็ สีขาวนวล

2. คอยเติมนา้ หมักผลไม้รสเปรย้ ี วและคนไปเรอ่ ื ย ๆ และเติมน้าหมักฯ จนครบทงั้ 3 ลติ ร

3. ค่อยเติมน้าขเี้ ถ้าจนครบทง้ั 1 ลติ ร

4. คนไปเรอ่ ื ย ๆ และเติมน้าเปล่าจนครบทง้ั 10 ลติ ร คนไปเรอ่ ื ย ๆ จนส่วนผสมทง้ั หมด

เขา้ กันและคนจนฟองยุบ ทง้ิ ไว้ประมาณ 6 ชว่ั โมงแลว้ จงึ กรอกใส่ขวดเพอื่ ใชต้ ่อไป

วธิ ใี ชแ้ ละประโยชน์

น้ายาอเนกประสงค์สามารถใชเ้ ปน็ นา้ ยาล้างจาน น้ายาซกั ผ้า นา้ ลา้ งห้องน้า รวมถึงการทา

ความสะอาดส่ิงของต่าง ๆ หากต้องการฟองจานวนมากให้เติมปรมิ าณ N70 เพม่ิ ขนึ้ หากต้องการให้

น้ายาขจดั คราบไขมันได้ดีให้เพิม่ ปรมิ าณนา้ ขเี้ ถ้า

ขอบคุณ

จดั ทาโดย มูลนิธแิ พทยว์ ถิ ีธรรมแห่ง
ประเทศไทย ศูนย์เรยี นรสู้ ุขภาพตามแนว
เศรษฐกิจพอเพียง สวนปา่ นาบุญ ๑
ดอนตาล จงั หวดั มุกดาหาร

113

6. ฐานคนรกั ษ์ปา่ (ปา่ 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อย่าง)

หลักสูตร วทิ ยากรจติ อาสาพัฒนาชุมชนตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ธิ กี ารบรรยาย 10 นาที โดยให้แบง่ กลุ่ม โดยให้พูดเรอ่ ื งปลูกปา่ 3 อยา่ ง
ประโยชน์ 4 อย่าง และ เรอ่ ื งปลกู ไม้ 5 ระดับ ส่งตัวแทน ได้ออกไปนาเสนอ

หลักการปลูกปา่ 3 อยา่ งประโยชน์ 4 อย่าง
พระราชดารกิ ารพัฒนาปา่ ไม้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช ในการ

ผสมผสานการอนุรกั ษ์ ดิน น้า และการฟ้ ืนฟูทรพั ยากรปา่ ไม้ ควบค่กู ับความต้องการด้านเศรษฐกิจ

ปลูกปา่
1. ปา่ ไม้ใชส้ อย คือ ไมโ้ ตเรว็ เชน่ สะเดา ไม้ไผ่
2. ปา่ ไม้เศรษฐกิจ คือ เชน่ ไม้สัก ประดู่ พะยูง
3. ปา่ ไม้กินได้ คือ ไม้ผล เชน่ กล้วย มะม่วง และผักกินใบต่าง ๆ
ได้ประโยชน์
1. ไมใ้ ชส้ อย สาหรบั ใชใ้ นครวั เรอื น เชน่ นามาสรา้ งบา้ น ทาเลา้ เปด็ เลา้ ไก่ ด้ามจอบเสียม ทาหัตถกรรม
หรอื กระทงั่ ใชเ้ ปน็ เชอื้ เพลิง (ฟืน) ในการหุงต้ม
2. เปน็ แหลง่ รายได้ของครวั เรอื น เปน็ พชื ทส่ี ามารถนามาจาหน่ายได้ ซงึ่ ควรปลูกพืชหลากหลายชนิด
เพอ่ื ลดความเสี่ยงเรอ่ ื งราคาตกต่าและไม่แน่นอน
3. นามาเปน็ อาหาร นามาเปน็ อาหาร ทง้ั พชื กินใบ กินผล กินหัว และเปน็ ยาสมุนไพร
4. ประโยชน์ในการชว่ ยอนุรกั ษ์ดินและนา้ การปลูกพืชทหี่ ลากหลายอย่างเปน็ ระบบ จะชว่ ยสรา้ งสมดุล
ของระบบนิเวศ ชว่ ยปกปอ้ งผิวดินให้ชุม่ ชนื้ ดูดซบั นา้ ฝน

เทคนิคการปลูกปา่
แบง่ ปา่ ออกเปน็ 5 ระดับ ตามชน้ั ความสูงของต้นไมแ้ ละ
ระบบนิเวศของปา่ ดังน้ี
1. ไม้ระดับสูง อาทิ ตะเคียน ยางนา มะค่าโมง สะตอ
มะพรา้ ว ฯลฯ
2. ไม้ระดับกลาง อาทิ ผักหวานปา่ ต้ิว พลู กาลังเสือ
โครง่ กลว้ ย ฯลฯ
3. ไม้พุ่มเต้ียอาทิ ผักหวานบา้ น มะนาว พรกิ ไทย, ยา่ นาง
, เสาวรส ฯลฯ
4. ไม้เรย่ ี ดิน อาทิ หน้าวัว ผักเสี้ยน มะเขอื เทศ แตงกวา
ถั่วถั่วฝักยาวสะระแหนง่ ฯลฯ
5. ไม้หัวใต้ดิน อาทิ ข่า ตะไคร้ ขมิ้น ไพล เผือก มัน บุก
กลอย ฯลฯ

114

ขอ้ คานงึ ในการปลูกปา่ 3 อย่าง

1. การปลกู ชว่ งแรกควรเลือกปลกู ไม้เบิกนา เชน่ แค มะรมุ สะเดา กลว้ ย อ้อย ไผ่ ข้าวและ
พชื ผัก ทง้ั นี้ เพราะเปน็ พชื อาหารและไม้ใช้ สอยเลก็ ๆ น้อยๆ ทโี่ ตและให้ผลผลติ เรว็ สามารถคลุมดิน
และดูดซบั ความชุม่ ชนื้ โดยควรเน้นปลูกพชื กินได้ ทโี่ ตไวเพ่ือเปน็ แหลง่ อาหาร และไม้ใชส้ อย

2. ไม้ปลูกเพือ่ อยูอ่ าศัย หรอื ไม้เศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรอื ไม้ระดับสูง ควรปลกู ในปที ี่ 2
3. ไมส้ มุนไพร ส่วนใหญจ่ ะเปน็ ไม้พุม่ เต้ีย ไม้เรย่ ี ดิน และไม้หัวใต้ดิน มักจะเจรญิ เติบโตได้ดี ใน
ทรี่ ม่ และรม่ ราไร
4. นาขา้ วควรเลือกทาในพ้นื ทใ่ี ห้เหมาะสม สามารถให้ผลผลิตเพยี งพอ ตลอดท้ังปี
5. ควรขุดรอ่ งนา้ ขนาดเลก็ เพื่อเก็บนา้ และความชุม่ ชนื้ แก่ต้นไม้ อีกทง้ั สามารถใชเ้ ลย้ี งปลาเพื่อ
เปน็ อาหาร และหมุนเวยี นนา้ ไปสู่บ่อขนาดใหญ่

แนวคิดการปลกู ป่า 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อยา่ ง

เปน็ แนวคิดของการผสมผสานการอนุรกั ษ์และฟ้ ืนฟทู รพั ยากรปา่ ไม้ ควบค่กู ันไปกับการพัฒนา
ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยส่งเสรมิ ให้ชาวบา้ นได้ตระหนักและเห็นคุณค่าจากปา่ ไม้ทปี่ ลกู โดยจาแนก
ตามการใชป้ ระโยชน์ ดังน้ี

ประโยชน์เพื่อให้ “พออยู่” คือการปลูกต้นไม้ทใี่ ชเ้ น้ือไม้และไม้เชงิ เศรษฐกิจให้เปน็ ปา่ ไม้กลมุ่ น้ีเปน็ ไม้
อายุยาวนานซงึ่ จะเน้นประโยชน์ในเน้ือไมไ้ ด้เพ่อื สรา้ งบ้าน ทาเครอ่ ื งเรอื น และถือได้ว่าเปน็ การออม
ทรพั ย์เพ่อื สรา้ งความม่ันคงในอนาคตต้นไม้กลุ่มน้ี ได้แก่ ตะเคียนทอง ยางนา แดง สัก ประดู่ พะยอม
พะยูง เปน็ ต้น
ประโยชน์เพอ่ื ให้ “พอกิน” คือการปลูกต้นไม้ทก่ี ินได้รวมทง้ั เปน็ สมุนไพร ไม้ในกลุ่มน้ี เชน่ แค มะรุม
ทเุ รยี น สะตอ ผักหวาน ฝาง แฮม่ กลว้ ย ฟักขา้ ว เปน็ ต้น
ประโยชน์เพอ่ื “พอใช”้ คือการปลูกต้นไม้สาหรบั ใชส้ อยในครวั เรอื น อาทิ เผาถ่าน ทางานหัตถกรรมหรอื
ทานา้ ยาซกั ล้างไม้ในกลุ่มน้ี เชน่ ประคาดีควาย หวาย ไผ่ หมเี หม็น เปน็ ต้น
ประโยชน์เพื่อ “พอรม่ เยน็ ” คือประโยชน์อยา่ งที่ 4 ทเี่ กิดจากการ ปลูกปา่ 3 อยา่ ง “พอรม่ เยน็ ” คือปา่
ทง้ั 3 อย่างจะชว่ ยฟ้ ืนฟรู ะบบนิเวศดินและนา้ ให้กลบั มาอุดมสมบูรณ์ รม่ รน่ ื เย็นฉ่าขึน้ มา

หลักการที่ 1 การสรา้ ง “ปา่ เปยี ก”
วธิ ที ี่ 1 ทาระบบปอ้ งกันไฟไหม้ปา่ โดยใชแ้ นวคลองส่งนา้ และแนวพชื ชนิดต่างปลูกไว้ตามแนวคลอง
วธิ ที ี่ 2 สรา้ งระบบการควบคุมไฟปา่ ด้วยปา่ เปยี ก โดยอาศัยชลประทานและนา้ ฝน
วธิ ที ี่ 3 ปลูกต้นไม้โตเรว็ คลมุ แนวรอ่ งน้า เพื่อให้เกิดความชุม่ ชนื้ แผข่ ยายออกไปทง้ั สองรอ่ งน้าซงึ่ จะชว่ ย
ปอ้ งกันไฟปา่ เนื่องจากไฟปา่ จะเกิดขึ้นหากขาดความชมุ่ ชนื้ ของสภาพปา่
วธิ ที ี่ 4 สรา้ งฝายชะลอความชุม่ ชนื้ หรอื ทเ่ี รยี กว่า “Check Dam” เพื่อปดิ ก้ันรอ่ งนา้ หรอื ลาธารขนาด
เล็กๆ เพ่ือใชเ้ ก็บกักนา้ และตะกอนดินไว้บางส่วน โดยนา้ ทเี่ ก็บไวจ้ ะซมึ เข้าไปสะสมในดิน ทาให้ความชุม่
ชน้ื ขยายเขา้ ไปทง้ั สองด้านจนกลายเปน็ ปา่ เปยี ก
วธิ ที ี่ 5 สูบน้าจากทสี่ ูงแลว้ ปล่อยให้ไหลลงมาทลี ะน้อย เพ่อื ชว่ ยเสรมิ การปลกู ปา่ บนพ้นื ทส่ี ูงในรปู “ภเู ขา
ปา่ ” ให้กลายเปน็ ปา่ เปยี กชว่ ยปอ้ งกันไฟปา่ ได้

115

วธิ ที ่ี 6 ปลกู ต้นกลว้ ย ซง่ึ สามารถอุ้มนา้ ไวไ้ ด้มากกวา่ พืชชนิดอื่น ในพื้นทที่ ่ีกาหนดให้เปน็ ชอ่ งวา่ งของปา่
กว้าง 2 เมตร เพ่อื เปน็ แนวปะทะกับไฟปา่

ทฤษฎีการปลูกปา่ โดยไม่ต้องปลูกตามหลักการฟ้ ืนฟูสภาพปา่ ด้วยวัฏจกั รธรรมชาติ (Natural
Reforestation) การปลกู ปา่ โดยไม่ต้องปลูกมี 3 วธิ ี ดังนี้
ปลอ่ ย ถ้าเลอื กพ้ืนทเี่ หมาะสมแลว้ ควรทงิ้ ปา่ ไว้ตรงนั้น ไม่ต้องไปปรบั สภาพอื่นใดปา่ จะเติบโตขึน้ มาเปน็
ปา่ สมบูรณ์ได้เอง
ปละ ในสภาพปา่ เต็งรงั ปา่ เสื่อมโทรมไม่ต้องไปทาอะไรเพราะตอไม้จะแตกก่ิงออกมาอีก ถึงแม้ต้นไม่
สวยแต่จะกลายเปน็ ต้นไม้ใหญไ่ ด้
ประคับประคอง ไม่รงั แกปา่ หรอื ต้นไม้ เพียงแต่ค้มุ ครองให้เจรญิ เติบโตตามธรรมชาติเทา่ น้ัน

หลกั การที่ 2 ปลกู ปา่ ในทสี่ ูง

ใชไ้ ม้จาพวกทม่ี ีเม็ดทงั้ หลาย ขนึ้ ไปปลูกบนยอดทส่ี ูง เมื่อโตมีเมล็ดพนั ธุ์ โดยจะลอยตกลง
มาแลว้ งอกในทต่ี ่าต่อไป เปน็ การขยายพนั ธโุ์ ดยธรรมชาติ

หลักการที่ 3 ปลูกปา่ ธรรมชาติ

ปลกู ต้นไม้ด้ังเดิม ศึกษาก่อนวา่ พันธุพ์ ืชพันธไุ์ ม้ดั้งเดิมมีอะไร เปน็ อยา่ งไรแลว้ ปลูกเพม่ิ เติมตามท่ี
เหมาะสม งดปลูกไม้ต่างถ่ิน ไม่ควรนาไม้แปลกปลอมหรอื พันธตุ์ ่างถ่ินเขา้ มาปลูกโดยยังไม่ได้ศึกษา
อย่างแน่ชดั

ขอ้ คานงึ ในการปลูกป่า 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อย่าง

ไม้เบิกนา ไม้สะเดา มะรุม แค กลว้ ย อ้อย และพืชผักอายุส้ัน ควรหามาปลกู ก่อนเพื่อสรา้ งแหลง่ อาหาร
ให้กับครอบครวั
ไม้เพอ่ื อยูอ่ าศัย ควรปลูกหลังจากปลูกไม้ในขอ้ ที่ 1 ประมาณ 1-2 ปี
ไม้สมุนไพร จะเจรญิ เติบโตได้ดีเมื่อมีความรม่ รน่ ื เพยี งพอ นาข้าว กาหนดพ้นื ทใี่ ห้เหมาะสมหากมีพื้นท่ี
เพียงพอ เพือ่ เก็บข้าวไวก้ ินระหวา่ งปโี ดยไม่ต้องซอื้ รอ่ งนา้ ควรขุดรอ่ งน้าขนาดเล็กเพ่อื ให้ความชุม่ ชนื้
กับพ้ืนดินและต้นไม้ ซง่ึ จะทาให้สามารถเล้ยี งปลาธรรมชาติเพอื่ ใชเ้ ปน็ อาหาร โดยขุดให้เชอื่ มต่อกับบ่อ
ขนาดใหญป่ ลกู ต้นไม้ให้หลากหลาย เพ่อื ใชป้ ระโยชน์ได้หลากหลาย ชว่ ยลดค่าใชจ้ า่ ย สรา้ งความมั่นคง
ซงึ่ เปน็ การเสรมิ สรา้ งภูมิค้มุ กันในครอบครวั และชุมชน
วธิ กี ารปลูกต้นไม้ แบบหลุมพอเพยี ง.....ปลูกทุกอยา่ งในหลุมเดียว ลดภาระการรดน้า ปลกู ซา้

หลุมพอเพยี ง คือ การปลูกพชื หลายอยา่ งในหลมุ เดียว หลุมทวี่ ่าน้ีไม่ได้สภาพเปน็ หลุมลกึ ๆ แต่
เปน็ การปลกู พืชเปน็ กลมุ่ ขนาดทนี่ ่าลองทาคือ ขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลาง 1 เมตร แต่สาหรบั คนทมี่ ีพื้นที่
ว่าง เพื่อเตรยี มปลูกพชื อาจจะทาหลายๆหลุม ขนาดทก่ี าลงั พอแรง คือขนาดกว้าง 80-100 เซนติเมตร
จะทาวงกลมหรอื สี่เหลย่ี มก็ได้ ระยะห่างระหวา่ งหลุม 4x4 เมตร ถ้ามีพน้ื ที่ 1 ไร่ จะได้ 100 หลุม หรอื
ถ้าไม่มีทเ่ี ปน็ ผืนก็สรา้ งหลุมไว้ตามหัวไรป่ ลายนา มุมบ้าน หลงั ครวั ขอบบอ่ น้า รมิ ทางเดิน ได้หมด

หลุมพอเพียง เปน็ วธิ กี ารบรหิ ารจดั การสิ่งทอี่ ยู่ในหลมุ เรม่ ิ จากเตรยี มพ้ืนทต่ี ามขนาดทก่ี าหนด
แล้วก็ปลูกหญ้าแฝกเปน็ รูปวงกลมหรอื เปน็ ลอ็ กส่ีเหล่ียม จากนั้นปลูกไม้ในหลมุ นี้ ลงได้ถึง4-5 ประเภท
ในหลุมเดียว เพือ่ ลดภาระการรดน้า ปลูกซา้ เกื้อต่อการกาจดั ศัตรูพืชเพราะให้ทกุ อยา่ งเก้ือกูลอันเอง

116

ต้นไม้ทจี่ ะปลูกในหลุมแบง่ เป็น 5 ประเภท
1. ไม้พ่เี ลีย้ ง เปน็ ไม้ทใ่ี ห้รม่ เงา เก็บน้า เก็บความชน้ื โดยเฉพาะชว่ งรอ้ นหรอื หน้าแลง้ เชน่ กล้วย

นา้ วา้ กล้วยหอม ควรปลูกทางทศิ ตะวนั ตก เพราะชว่ ยบงั แสงชว่ งบ่ายทอ่ี ากาศรอ้ นจดั เปน็ พ่ีเล้ยี งให้พชื
ทไี่ ม่ชอบแดดจดั มาก ได้กลว้ ยเครอื แรกเม่ือปลกู 1 ปี ก็ตัดทงิ้ ปล่อยหน่อใหม่ให้ทางาน

2. ไม้ฉลาด เปน็ ไม้ขา้ มปี ทส่ี ามารถเอาตัวรอดได้ดี เกบ็ ผลได้นานพอสมควร เชน่ ชะอม
ผักหวาน มะละกอ ผักติ้ว ผักเม็ก เรม่ ิ เก็บกินได้ต้ังแต่ 1 เดือนไปเรอ่ ื ยๆ

3. ไม้ปัญญาอ่อน หรอื ไม้รายวนั เปน็ ไม้ล้มลุกปลูกงา่ ย ตายเรว็ ต้องคอยปลูกใหม่ ดูแลรดน้า
ทกุ วนั แต่เก็บผลได้เรว็ ได้ทกุ วนั เชน่ พรกิ มะเขอื กะเพรา โหระพา ตะไคร้ ขา่ ฟักทอง แตงไทย
แตงกวา ผักบุง้ จนี คะน้า เปน็ ต้น เรม่ ิ เก็บกินได้ตั้งแต่ 15 วนั

4. ไม้บานาญ เปน็ ไม้ผลยืนต้น ใชเ้ วลาปลูก 2 - 4 ปี แต่เม่ือให้ผลผลติ แลว้ เก็บกิน เก็บขายได้
เรอ่ ื ย ๆ เชน่ ขนนุ มะม่วง มะนาว กระทอ้ น เงาะ ทเุ รยี น มังคดุ ยางพารา เปน็ ต้น ในหลมุ หนง่ึ ควรเลอื ก
ปลกู แค่ประเภทเดียว

5. ไม้มรดก เปน็ กลุ่มไม้ใชส้ อยทอ่ี ายุยนื ใชเ้ วลาปลูกนาน เก็บไว้เปน็ มรดกให้ลูกหลาน ตัดขาย
ก็ได้เงนิ ก้อนใหญ่หรอื จะเอาไวใ้ ชซ้ อ่ มแซมบ้านก็ได้ เชน่ ประดู่ สักทอง ยางนา สะเดา พะยูง ชงิ ชนั ไม้
พวกนี้เปน็ ไม้ใหญ่ ปลูกฝ่ ังตรงข้ามกับต้นกล้วย

พ้นื ทใ่ี ต้รม่ เงาหรอื บรเิ วณหลุมทม่ี ีการเตรยี มดินใส่ปุย๋ ปรบั ปรงุ ดินรดน้าและดูแล ยังสามารถใช้
ประโยชน์ได้อีกมาก แทนที่จะปลอ่ ยให้วัชพชื ข้นึ เปน็ ภาระทตี่ ้องคอยกาจดั การปลกู พชื บางอยา่ งทมี่ ีกลน่ิ
เฉพาะ ชว่ ยไลแ่ มลงศัตรูพชื นอกจากนั้นยังเปน็ กุศโลบายทที่ าให้พืชหลักทตี่ ้องการปลูก เชน่ ไม้ผล ไม้
ยนื ต้น ไม้ปา่ ยืนต้น เจรญิ เติบโตและมีโอกาสรอดสูง เพราะผู้ปลูกจะคอยห่วงใย หมั่นดูแล ทาให้พืช
หลกั ดังกล่าวเจรญิ เติบโตดีกว่าปกติอีกด้วย และหากพืชชนิดใด ชนิดหนงึ่ จะเบียดเบยี นพชื อ่ืนมาก
เกินไปก็คอยควบคมุ ให้เหมาะสม ตัดแต่งทรงพมุ่ จดั พืชหรอื เถาเล้อื ยให้เหมาะสม สาหรบั พืชพี่เลย้ี งก็
ไม่ต้องมาก ในหนง่ึ หลุมปลูกกล้วยเพยี ง ๑ -๒ ต้น เทา่ นั้น คือ ต้นทกี่ าลังให้เครอื อีกหนง่ึ ต้นสารองไว้
สาหรบั เครอื ต่อไปนอกน้ันให้ขุดหน่อไปขายหรอื ไปปลูกทอี่ ่ืน

การปลูกหญา้ แฝกลอ้ มต้นไม้หลกั ไม่ว่าจะอยู่ในรปู แบบหลุมพอเพยี งหรอื ไม้เด่ียวรากหญา้ แฝก
จะเปน็ รา่ งแหในแนวดิ่งชว่ ยยดึ ดินให้คงรูปเปรยี บเสมือนกระถางธรรมชาติ เพราะปมรากแฝกจะ ชว่ ย
เพิ่มธาตุอาหารในดิน ชว่ ยดูดซบั นา้ ในดินไว้ แทนทจี่ ะซมึ หายลงใต้ดินอยา่ งรวดเรว็ กอแฝกทเี่ บยี ดชดิ
ชว่ ยดักตะกอนดินซง่ึ รวมปุย๋ ทใี่ ส่ และ ใบแฝกทตี่ ัดมาคลุมดินยังชว่ ยรกั ษาดินให้ชุม่ ชน้ื ในทสี่ ุดก็ย่อย
เครอ่ ื งมือ 1 พันธไุ์ ม้ หรอื เมลด็ พันธุ์ ทจ่ี ะปลูก

2 ปุย๋ นา้ หมักรสจดื และปุย๋ แห้ง (แห้งชาม น้าชาม)
3 ฟาง หรอื เศษใบไม้
4 จอบ เสียม

สภาพแวดล้อม อยใู่ นสถานทจ่ี รงิ ได้ฝึกปฏิบัติจรงิ แบบ on the Jop training

เงอ่ ื นเวลา 45 นาที เน่ืองจากเวลาในการเรยี นรนู้ ้อย ให้วทิ ยากรหรอื ครูพาทาจะต้องใชว้ ธิ กี าร

แลกเปลย่ี นเรยี นรู้

117

7. ฐานคนรกั ษ์นา้ (การจดั การและอนุรกั ษ์นา้ )

หลักสูตร วทิ ยากรจติ อาสาพัฒนาชุมชนตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง

วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ธิ กี ารบรรยาย 30 นาที แลว้ ให้ทกุ คนซกั ถามพดู กัน

ในกลุม่ ฝึกปฏิบตั ิจรงิ ได้ถือจอบ ถอื เสียม มาชว่ ยกัน

ขุดคลองไส้ไก่เพอื่ สรา้ งชุม่ ชน้ื ให้กับพนื้ ท/ี่ ต้นไม้

ฝายชะลอนา้ หรอื ฝายชะลอความชุม่ ชนื้

ซงึ่ หมายถึงสิ่งก่อสรา้ งทข่ี วางทางกั้นลานา้ ขนาดเล็กในบรเิ วณต้นนา้ หรอื พ้ืนทท่ี ี่มีความลาดชนั
สูงเพอ่ื ให้น้าทไี่ หลมาแรงสามารถทจ่ี ะชะลอการไหลชา้ ลง และเก็บกักตะกอนเพื่อไม่ให้ลงไปสู่บรเิ วณลุม่
นา้ ตอนลา่ ง

ประเภทของฝายชะลอนา้ หรอื ฝายชะลอความชุม่ ชน้ื แบ่งได้ 2 ประเภท
1. ฝายต้นนา้ ลาธารหรอื ฝายชะลอความชุม่ ชน้ื เปน็ ฝายทก่ี ักเก็บน้าให้ไหลชา้ ลงและสามารถซมึ

ลงใต้ผิวดิน เพือ่ สรา้ งความชุม่ ชน้ื ให้แก่พืน้ บรเิ วณนั้น
2. ฝายดักตะกอนดิน ทราย เปน็ ฝายทดี่ ักตะกอนดินและทรายไม่ให้ไหลลงสู่แหล่งน้าเบื้องลา่ ง

รูปแบบของฝาย สามารถแบง่ ออกได้ 3 แบบ
1. แบบทอ้ งถิ่นเบ้ืองต้นหรอื ทเ่ี รยี กกันทว่ั ไปวา่ “ฝายแม้ว” เปน็ การก่อสรา้ งด้วยวสั ดุทมี่ ีอยูต่ าม

ธรรมชาติเชน่ กิ่งไม้ ทอ่ นไม้ ขนาบด้วยก้อนหินขนาดต่างๆ ในลาห้วย หรอื รอ่ งนา้ โดยจะสามารถดัก
ตะกอน ชะลอการไหลของนา้ และเพม่ิ ความชุม่ ชน้ื ให้แก่บรเิ วณพื้นทร่ี อบๆ ฝายได้

2. แบบเรยี งด้วยหินค่อนข้างถาวร เปน็ การก่อสรา้ งด้วยการเรยี งหินเปน็ ผนงั กั้นน้าจะก่อสรา้ ง
บรเิ วณตอนกลางและตอนล่างของลาห้วยหรอื รอ่ งน้า จะสามารถดักตะกอนและเก็บกักน้าในชว่ งฤดู
แล้งได้บางส่วน

3. แบบคอนกรตี เสรมิ เหล็ก เปน็ การก่อสรา้ งแบบถาวร ส่วนมากจะดาเนินการในบรเิ วณตอน
ปลายของลาห้วยหรอื รอ่ งนา้ ทาให้สามารถดักตะกอนและเก็บกักน้าในฤดูแล้งได้ดี ค่าก่อสรา้ งขึน้ อยูก่ ับ
ขนาดของลาห้วย ซงึ่ ควรมคี วามกว้างไมเ่ กิน ๕ เมตร

ประโยชน์ของฝายชะลอนา้
1. ชว่ ยเก็บกักนา้
2. ชว่ ยลดความรุนแรงของการเกิดไฟปา่
3. ชว่ ยลดการพังทลายของหน้าดินและลดความรนุ แรงของกระแสน้าในลาห้วย
4. ชว่ ยกักเก็บตะกอนและวัสดุต่างๆทไี่ หลลงมากับนา้ ในลาห้วย
5. ชว่ ยเพิ่มความหลากหลายทางชวี ภาพ
6. เปน็ ทอี่ ยูอ่ าศัยของสัตวน์ ้าและใชเ้ ปน็ แหลง่ นา้ เพ่ือการอุปโภคบรโิ ภค

118

วธิ กี ารทาฝายชะลอนา้

1. แนวทางการก่อสรา้ งฝายต้นนา้ ลาธาร/ฝายชะลอนา้
1 การเลอื กสถานทกี่ ่อสรา้ ง
ในการเลือกจุดทก่ี ่อสรา้ งฝายต้นน้าลาธารปจั จยั สาคัญทค่ี วรคานงึ ถึงคือ ประโยชน์ทจี่ ะได้รบั จาก

ฝาย ไม่ว่าจะเปน็ ด้านการอนุรกั ษ์ต้นน้า ด้านนิเวศวทิ ยาปา่ ไม้ ด้านเกษตรกรรม ตลอดจนด้านชุมชน
นอกจากน้ีการกาหนดพ้ืนทีท่ จี่ ะก่อสรา้ ง ยงั ต้องขึน้ อยูก่ ับสภาพพืน้ ทคี่ วามจาเปน็ และความเหมาะสม
อ่ืน ๆ ประกอบอีกด้วย

2 การเลือกวัสดุสาหรบั ก่อสรา้ ง
รูปแบบของฝายต้นนา้ ลาธาร สามารถแบง่ แยกออกตามวสั ดุทใี่ ชใ้ นการก่อสรา้ งเปน็ 2 แบบ
ด้วยกัน คือวสั ดุ ทหี่ าได้จากธรรมชาติ เชน่ เศษไม้ ปลายไม้ และเศษวชั พชื หินขนาดต่างๆที่หาได้ใน
พน้ื ท่ี และวัสดุทจี่ ะต้องจดั ซอื้ เชน่ ปูนซเี มนต์ เหลก็ เส้น กรวด ทราย การเลอื กวสั ดุแต่ละชนิดข้นึ อยู่กับ
ชนิด ขนาดและวัตถปุ ระสงค์ รวมทง้ั สภาพพน้ื ท่ี ปรมิ าณนา้ และปจั จยั ต่างๆ ในแต่ละจุด
3 การกาหนดขนาดของฝาย
ขนาดของฝายไม่มีการกาหนดขนาดตายตัว ขน้ึ อยูก่ ับปจั จยั ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
3.1 พืน้ ทร่ี บั นา้ ของแต่ละลาห้วย
3.2 ความลาดชนั ของพื้นที่
3.3 สภาพของดิน/การชะลา้ ง
พงั ทลายของดิน
3.4 ปรมิ าณนา้ ฝน

3.5 ความกว้าง-ลกึ ของลาห้วย
3.6 วตั ถุประสงค์ของการก่อสรา้ ง
4. วธิ กี ารก่อสรา้ ง
การก่อสรา้ งฝายแต่ละฝายขึ้นอยู่กับชนิดและวัสดุทใี่ ช้ ถ้าเปน็ ฝายผสมผสาน เชน่ ฝายเศษไม้
และฝายกระสอบทราย เปน็ เพยี งการนาวัสดุดังกล่าวมาวางกองรวมกันเพื่อขวางรอ่ งห้วย โดยใชห้ ลกั
เสาไม้ หรอื เสาคอนกรตี ปกั ยดึ ให้ลึกพอสมควรก็เพียงพอ เนื่องจากฝายดังกล่าวส่วนใหญจ่ ะอยูใ่ นระดับ
ต้น ๆ ของลาห้วย ซง่ึ มีปรมิ าณนา้ และความรนุ แรงของการไหลไม่มาก จงึ ไม่จาเปน็ ต้องการความ
แขง็ แรงนัก ประกอบกับฝายดังกลา่ วมีวัตถปุ ระสงค์เพียงเพอื่ กรองตะกอนไว้เพยี งบางส่วนเทา่ นั้น ไม่มี
การเก็บกักน้า จงึ สามารถสรา้ งได้ทว่ั ๆ ไปไม่มขี อ้ กาหนดมากนัก
ส่วนฝายกึ่งถาวร และฝายถาวร เชน่ ฝายหินเรยี งและฝายคอนกรตี เสรมิ เหลก็ น้ัน ในการ
ก่อสรา้ งควรเน้นเรอ่ ื งความแขง็ แรงเปน็ หลกั ควรมีการวางฐานรากทแ่ี ขง็ แรงให้เพียงพอ โดยการ
เจาะลึกลงไปในพ้นื ทรี่ อ่ งห้วยให้ถึงดินแข็งหรอื ชนั้ หินประมาณ 1 เมตร และมีสันฝายลกึ เข้าไปในผนงั
รอ่ งห้วยทง้ั สองด้านอย่างน้อยขา้ งละ 1.00 - 1.50 เมตร ทง้ั น้ีข้ึนอยู่กับสภาพของดินในแต่ละห้วยด้วย
หรอื อาจใชว้ ธิ กี ารอยา่ งอื่นเพอ่ื เสรมิ ความแข็งแรงของตัวฝายให้มากข้นึ ก็ได้ อนงึ่ ในการก่อสรา้ งฝายแต่
ละชนิด ถ้าเปน็ ฝายกึ่งถาวรหรอื ฝายถาวรทมี่ ีการเก็บกักนา้ ควรคานงึ ถึงทางระบายนา้ หรอื ทางนา้ ลน้ ให้
เพยี งพอกันกับปรมิ าณน้าทไี่ หลผ่าน ไม่เชน่ นั้นอาจจะกระทบกระเทอื นกับโครงสรา้ งของฝายนั้น ๆ ได้

119

การจดั การนา้ บนพืน้ ทสี่ งู ตามศาสตรพ์ ระราชา (ฝายชะลอนา้ )

วตั ถุประสงค์
1. อธบิ ายเรอ่ ื งฝายชะลอนา้ แต่ละรปู แบบ
2. อธบิ ายการสรา้ งฝายแต่ละรปู แบบ
3. อธบิ ายประโยชน์ของฝายชะลอน้า

กิจกรรม

1. ศึกษารปู แบบฝายชะลอนา้ ฟังบรรยายพรอ้ มเอกสาร
2. ศึกษาวธิ กี ารสรา้ งฝายแต่ละรูปแบบ ฟังบรรยายพรอ้ มเอกสาร
3. ลงมือปฏิบัติการสรา้ งฝายชว่ั คราว

คลองไส้ไก่
- คลองไส้ไก่ คือ การขุดรอ่ งน้าในทดี่ ิน เปน็ หนง่ึ ในรูปแบบหลมุ ขนมครกเพ่ือกักเก็บนา้ และ

กระจายความชุม่ ชน้ื ไปทวั่ บรเิ วณพืน้ ทเี่ พาะปลูก
- คลองไส้ไก่ คือ การขุดรอ่ งน้าในทดี่ ิน เปน็ หนง่ึ ในรูปแบบหลุมขนมครกเพื่อกักเก็บน้าและ

กระจายความชุม่ ชนื้ ไปทวั่ บรเิ วณพนื้ ทเ่ี พาะปลูก เปรยี บเสมือนลาธารทมี่ ีความคดเคี้ยว มีการไหลตก
กระทบ นา้ ทไี่ หลผ่านจะซมึ ลงสู่พ้ืนดินทาให้เกิดความชุม่ ชนื้

วธิ ขี ุดคลองไส้ไก่
ให้ขุดเปน็ รอ่ งโดยมีความกวา้ งและความลึก 50 เซนติเมตรโดยนาดินทไ่ี ด้จากการขุดมาถมใน

ฝ่ ังตรงขา้ มของแหล่งน้า ทไ่ี หลมาทาคันดินให้กวา้ ง 1 เมตรแลว้ ปลกู แฝกเพื่อลดการพังทลายของคัน
ดิน ปลูกไม้ผลและผักสวนครวั ไวเ้ ปน็ แหล่งอาหาร

น อ ก จ า ก น้ี ใ ห้ ขุ ด ห ลุ ม เ ล็ ก ๆ
(หลุมขนมครก) เพ่ือให้น้าท่ีไหลมา
ตกในหลุม เป็นการชะลอน้าท่ีไหล
ผ่านไม่ให้ไหลแรงเกินไป รวมถึงการ
ทาฝายเล็ก ๆ เป็นระยะ ๆ เพื่อชะลอ
น้า ทาให้น้าซึมลงใต้ดินได้มากที่สุด
และยังเปน็ การล็อกตะกอนดินทีเ่ กิด
จ า กกา รทับถ ม กั นข อ งใ บ ไ ม้ แ ล ะ
อินทรยี วัตถุต่าง ๆ ซ่งึ อุดมด้วยธาตุ
อาหารทจี่ าเปน็ แก่พืช

120

การขุดคลองไส้ไก่มี 3 แบบ คือ

1. คลองไส้ไก่บนพ้ืนทล่ี าดเอียงทเี่ ปน็ ภเู ขา
จะขุดคลองไส้ไก่เพื่อรบั นา้ จากบรเิ วณพ้ืนทล่ี าดชนั ให้ลงมาสู่คลองไส้ไก่ เพอื่ ให้น้าไหลเอ่ือย ๆ ซมึ ลงดิน
ให้มากทส่ี ุดแล้วไหลผา่ นไปยังพืน้ ทต่ี า่ สุด

2. คลองไส้ไก่บนพน้ื ทเี่ นิน
จะขุดคลองไส้ไก่เพ่อื เปล่ียนทางน้าให้ไหลมายังพื้นทเ่ี พาะปลูก เพ่อื ให้เกิดความชุม่ ชน่ื ของพน้ื ท่ี

3. คลองไส้ไก่บนพนื้ ทรี่ าบล่มุ
จะขุดคลองให้คดโค้งให้น้าไหลเอื่อยแล้วค่อย ๆ ไหลแบบเคลือ่ นตัวตลอดเวลา นอกจากกระจายความ
ชุม่ ชน้ื แลว้ ยังทาให้อากาศเข้ามาแทรกในนา้ ทาให้น้าไม่เน่า

ประโยชน์ของคลองไส้ไก่
กักเก็บนา้ ให้ซมึ ลงดิน
เปล่ียนทางนา้ ให้กระจายสู่พ้นื ทเี่ พาะปลูก
ลอ็ กตะกอนดินหรอื ธาตุอาหาร
ปอ้ งกันการพังทลายของหน้าดิน

เครอ่ ื งมือ จอบ เสียม และใจ

สภาพแวดล้อม อยูใ่ นสถานทจ่ี รงิ ได้ฝึก

ปฏิบตั ิจรงิ แบบ on the Jop training

เงอ่ ื นเวลา 45 นาที เนื่องจากเวลาในการ

เรยี นรมู้ ีจากัดหรอื เวลาน้อย ทาให้วทิ ยากรหรอื ครจู ะต้องใชว้ ธิ กี ารแลกเปล่ยี นเรยี นรู้

121

8. ฐานคนรกั ษ์แม่โพสพ (นาขา้ วอินทรยี ์)สู่วถิ ีชาวนาไทย

หลักสูตร วทิ ยากรจติ อาสาพฒั นาชุมชนตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ธิ กี ารบรรยาย 30 นาที แล้วให้ทกุ คนซกั ถามพดู กัน
ในกลมุ่ หรอื ฝกึ ปฏิบัติจรงิ ในพ้ืนทป่ี ลกู ข้าว/ดานา (ถ้าม)ี

“...ขอบใจทนี่ าสิทธบิ ตั รนี้ ซงึ่ ถือว่าเปน็ การประกันวา่ การขา้ วไทยเปน็ ของไทยแท้ ซงึ่ คน
หนักใจว่า เราเป็นขา้ วไทยมานานแลว้ จะกลายเป็นต้องไปกนิ ขา้ วฝรงั่ เพราะวา่ สิทธบิ ตั รนี้
เปน็ ของฝรง่ั แต่ว่ามาอยา่ งน้ี ก็ถอื ว่าเปน็ ว่าเราได้รบั ประกันว่าเราเปน็ ขา้ วไทย และจะกิน
ขา้ วไทยต่อไป ฉะนั้นการทม่ี สี ิทธบิ ัตรน้ี ก็เปน็ สงิ่ ทสี่ าคัญ และกห็ วังวา่ จะต้องทกุ คนจะ

รกั ษาความเปน็ ไทยได้ด้วยรบั ประทานกินขา้ วไทย ไมต่ ้องกินขา้ วฝรง่ั ...”

พระราชดารสั ของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวฯ
ณ พระตาหนักเป่ ยี มสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรขี นั ธ์ เมื่อวนั ที่ ๒๔ มิถนุ ายน ๒๕๕๒

ขา้ วเปน็ พชื ทหี่ ล่อเลีย้ งเผ่าพนั ธคุ์ นไทยมานับตั้งแต่โบราณกาล โดยมีการค้นพบหลักฐานทชี่ ว้ี ่า
ได้เกิดภูมิปญั ญาการปลูกขา้ วด้วยการปกั ดาในวัฒนธรรมบา้ นเชยี งซง่ึ มีอายุไม่ต่ากวา่ ๕,๐๐๐ ปี และ
จากการตรวจพบเมลด็ ขา้ วเก่าแก่อายุมากกวา่ ๖,๐๐๐ ปี ผสมอยู่ในภาชนะดินเผาทโี่ นนนกทา จงั หวดั
ขอนแก่น สนับสนุนแนวคิดทวี า่ บรรพบุรษุ ของเราชาวเอเชยี อาคเนย์ ได้เรม่ ิ ทาการปลกู ข้าวก่อนทว่ี ถิ ี
แห่งข้าวจะแพรห่ ลายเขา้ ไปสู่ประเทศอินเดีย จนี ญ่ปี ุน่ และเกาหลี

คนไทยผูกพนั นับถือและบูชาข้าวในนามเรยี กขาน “แม่โพสพ” เทพธดิ าประจาต้นข้าว ซงึ่ เชอื่ วา่
คอยชว่ ยเหลอื ชาวนาให้สามารถทานาได้พอกินและพอสาหรบั จุนเจอื เพอื่ นมนุษย์ ดังคาอธษิ ฐานของ
ชาวนาในอดีตระหว่างทาการหวา่ นเมล็ดพนั ธขุ์ า้ ว ๓ กาแรก ลงบนผืนนา โดยกาท่ี ๑ กล่าววา่ “ทาบุญ”
กาที่ ๒ กลา่ วว่า “ทาทาน” และกาท่ี ๓ กล่าวว่า “เลยี้ งชวี ติ ”

122

ในขณะทคี่ นไทยบรโิ ภคข้าวเฉล่ยี ๑๕๐-๓๐๐ กิโลกรมั ต่อคนต่อปี และขา้ วกลายเปน็ อาหาร
หลกั ของคนทว่ั โลกกวา่ ๔,๐๐๐ ลา้ นคน ทาให้ประเทศไทยส่งออกขา้ วได้มากกว่า ๗ ลา้ นตันต่อปี โดยใน
ปพี .ศ. ๒๕๕๐ มียอดการส่งออกมากถึง ๙.๒ ลา้ นตัน

ด้วยเหตุปจั จยั หลายอยา่ งทงั้ ด้านเศรษฐกิจและนโยบายรฐั นับจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
แห่งชาติฉบบั ท่ี ๑ จนถึงปจั จุบนั ส่งผลให้วถี ีการปลกู ขา้ วด้วยความละเมียด ทะนถุ นอมและเคารพ
เก้ือกลู ต่อแม่โพสพ ธรรมชาติ และเพอื่ นมนุษย์ ผืนดินของบรรพชนชาวนาไทยได้เปลีย่ นแปลงไปจาก
วถิ ีด้ังเดิมอย่างส้ินเชงิ

การทานาเพ่ือการ “ทาบุญ ทาทาน
เลี้ยงชีวติ เคารพเกื้อกูลในแม่โพสพและ
ธรรมชาติ” เปล่ียนเป็นการผลิตเพื่อขาย
และการให้ค่ากับผลกาไรและศรทั ธาในเงนิ
ทองเป็นท่ีต้ัง ส่งผลให้เกิดการขยายพ้ืนท่ี
ทานาอยา่ งกว้างขวาง

ข้อมูลจากทางสานักงานเศรษฐกิจ
การเกษตร ปีพ.ศ. ๒๕๕๐/๒๕๕๑ ระบุว่า
ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย มี พ้ื น ท่ี เ พ า ะ ป ลู ก ข้ า ว น า ปี
๕๗.๔๒ ล้านไร่ ผลิตขา้ วเปลอื กได้ ๒๓.๓๙ ลา้ นตัน แต่ขณะเดียวกันชาวนาไทยกลับยากจนข้นแค้น เปน็
หน้ีสิน ทด่ี ินหลดุ มือ

จากการทานาทไี่ ม่ต้องใชเ้ งนิ สักบาทในอดีต ต้นทนุ การผลติ ข้าวเฉลย่ี ปพี .ศ. ๒๕๕๑ เพิ่มสูงขึ้น
ถึง ๖,๐๐๐ บาท/ไร่ ซงึ่ ในรายการนี้รวมถึงค่าซอื้ ปุย๋ และสารเคมีจากต่างประเทศทเ่ี พ่มิ ปรมิ าณมากข้นึ ใน
ทกุ ๆ ปี ปุย๋ ฝรงั่ เบียดแทนทมี่ ูลจากควายอดีตเพอื่ นค่กู ายคใู จของบรรพชนชาวนาไทย ซง่ึ นอกจากคอย
ชว่ ยเหลอื ชาวนาในด้านแรงงานแล้วยังผลิตปุย๋ ธรรมชาติให้แก่ชาวนาอีกด้วย โดยควายรนุ่ ทมี่ ีนา้ หนัก
ประมาณ ๒๕๐ กิโลกรมั ๑ ตัว จะถ่ายมูลสดเฉลีย่ วันละ ๑๓.๕ กิโลกรมั หรอื คิดเปน็ มูลแห้ง ๔ กิโลกรมั

วถิ ีชาวนายุค “เงนิ ทองเป็น
ใหญ่” ท่ีดูเหมือนว่าจะเป็น
ความหวังอันเรอื งรองของพ่ี
น้องชาวนา ได้ส่งผลสะท้าน
สะเทือนต่อระบบนิเวศนาข้าว
จากท่ีเคยอุดมสมบูรณ์ดังคา
กลา่ วทวี่ า่ “ในน้ามีปลา ในนามี
ข้าว” กลับล่มสลายกลายเป็น
ผืนนาอันไรซ้ ง่ึ ชวี ติ

123
ไม่มีปูปลาในนาข้าวเฉกเชน่ ในอดีต ควายเหล็กหรอื รถไถนาจากต่างชาติบุกทลายไปท่ัวทกุ พ้ืนท่ี ผืนนา
ไทยทเี่ คยอุดมก็โทรมทรุดลงอย่างรวดเรว็ ราวกับคนป่วยท่กี าลังสิ้นลม ซง่ึ นั่นก็พอๆ กับวถิ ีชาวนาไทยที่
ลมหายใจเรม่ ิ รวยรนิ ภาพของชาวนาไทยผู้เคยได้รบั การยกย่องเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” กลับ
กลายเปน็ ภาพของผู้ทอ่ี ุดมด้วยปญั หาหนี้สิน ท่ีดินเปลี่ยนมือเปน็ แหล่งชุมนุมของปญั หาสุขภาพทั้งกาย
และใจ และไรซ้ ง่ึ ศักดิ์ศร ี ท้งั หมดคือจุดเรม่ ิ ต้นของคาถามแห่งยุคสมัยทวี่ ่า...ข้าวท่เี รากินและส่งขายกัน
ทกุ วันนี้ ยังจะสามารถเรยี กว่า “ขา้ วไทย” ได้อยูห่ รอื ไม่

นาขา้ วอินทรยี ์...ก้ชู วี ติ ชาวนาไทย

นาขา้ วอินทรยี ์ เปน็ ระบบการผลิตขา้ วทไี่ ม่ใชส้ ารเคมีทางการเกษตรทกุ ชนิดเปน็ ต้นว่า ปุย๋ เคมี สาร
ควบคุมการเจรญิ เติบโต สารควบคมุ และกาจดั วชั พชื สารปอ้ งกันกาจดั โรค แมลง และสัตวศ์ ัตรขู า้ ว
ตลอดจนสารเคมีทใ่ี ชร้ มเพอ่ื ปอ้ งกันกาจดั แมลงศัตรขู า้ วในโรงเก็บการผลิตข้าวอินทรยี ์ นอกจากจะทา
ให้ได้ผลผลติ ข้าวทมี่ ีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพษิ แล้ว ยงั เปน็ การอนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ
และเปน็ การพฒั นาการเกษตรแบบย่ังยืนอีกด้วย
การผลติ ขา้ วอินทรยี ์เปน็ ระบบการผลิตทางการเกษตรทเี่ น้นเรอ่ ื งของธรรมชาติเปน็ สาคัญ ได้แก่ การ
อนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ การฟ้ ืนฟูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ การรกั ษาสมดุลธรรมชาติและ
การใชป้ ระโยชน์จากธรรมชาติ เพื่อการผลิตอยา่ งยงั่ ยืน เชน่ ปรบั ปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการ
ปลกู พืชหมุนเวยี น การใชป้ ุย๋ อินทรยี ์ในไรน่ าหรอื จากแหล่งอ่ืน ควบคมุ โรค แมลง และสัตว์ศัตรขู า้ วโดย
วธิ ผี สมผสานไม่ใชส้ ารเคมี

124

การเลอื กใชพ้ นั ธขุ์ ้าวทเี่ หมาะสมมีความต้านทานโดยธรรมชาติ ชว่ ยรกั ษาสมดุลของศัตรู
ธรรมชาติ การจดั การพชื ดิน และน้า ให้ถกู ต้องเหมาะสมกับความต้องการของต้นขา้ ว เพื่อทาให้ต้นข้าว
เจรญิ เติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติ การจดั การสภาพแวดลอ้ มไม่ให้เหมาะสมต่อ
การระบาดของโรคแมลง และสัตวศ์ ัตรขู ้าว เปน็ ต้น การปฏิบตั ิเชน่ นี้สามารถทาให้ต้นข้าวทปี่ ลูก
ให้ผลผลิตสูงในระดับทนี่ ่าพอใจ โดยมเี ทคนิคและวธิ กี ารดังน้ี

๑. ย่อยฟางและตอซงั ให้เปน็ ปุย๋ หลังการเก็บเก่ียว อยา่ เผาฟางตอซงั หรอื หญา้ เพราะจะเปน็
การทาลายหน้าดินและจุลินทรยี ์ทม่ี ีประโยชน์ในดิน ควรปลอ่ ยน้าเขา้ นาให้ได้ระดับความลกึ ๕ - ๑๐ ซม.
แทน จากน้ันใชน้ ้าหมัก หยดไปกับนา้ ในอัตราไรล่ ะ ๑ ลติ ร ปลอ่ ยทง้ิ ไวป้ ระมาณ ๓ - ๗ วัน นา้ หมักจะ
กระตุ้นจุลินทรยี ใ์ นดินให้ทาการย่อยฟาง สังเกตได้โดยเมื่อหยบิ ฟางขึน้ ดูจะพบว่าฟางเป่ อื ยยุย่
กลายเปน็ ปุย๋ อยา่ งดี

นอกจากนี้ การหมักฟางยงั ให้ประโยชน์อีกหลายประการคือ ได้ปุย๋ หมักอินทรยี ์ชวี ภาพจากฟาง
ข้าว ซงึ่ ชว่ ยปรบั สภาพโครงสรา้ งดินให้รว่ นซุยและฟขู ึ้น ทงั้ ยงั ชว่ ยเพมิ่ จุลินทรยี ท์ ีม่ ีประโยชน์ในดิน เม่ือ
ฟางยอ่ ยสลายดีแล้วก็สามารถทาเทอื กหว่านหรอื ปกั ดาได้ทนั ที โดยไม่ต้องไถคราด ชว่ ยประหยดั
ค่าใชจ้ า่ ยข้ึน ทง้ั ยังสามารถปรบั ค่าความเปน็ กรด-ด่างในดินให้อยู่ในระดับทเ่ี หมาะสมต่อการทานาขา้ ว
คือประมาณ pH ๖.๕

๒. ทบุ ทาเทอื ก หลงั จากฟางย่อยสลายดีแลว้ หากมีนา้ ขงั หรอื มีความชน้ื มากพอสามารถทบุ ทา
เทอื กได้ทนั ที และควรคราดพนื้ ทนี่ าให้เสมอกัน จะทาให้สามารถควบคุมระดับนา้ ได้ดี นอกจากนั้นยงั
สามารถควบคุมวัชพชื ได้อกี ด้วย ทาให้การงอกของต้นขา้ วเปน็ ไปอยา่ งสมา่ เสมอ สะดวกต่อการทา
กิจกรรมต่างๆ ไม่วา่ จะเปน็ การใส่ปุย๋ การเก็บเก่ียวผลผลติ ถ้าพืน้ ทไ่ี ม่เรยี บมีน้าขัง อาจทาให้เมลด็ ข้าว
ทแี่ ชน่ ้าเน่าเสียหายได้

๓. การเตรยี มเมลด็ พันธขุ์ ้าวสาหรบั เพาะปลกู ก่อนการหวา่ น หรอื การปกั ดาควรนาเมล็ดพันธุ์
ข้าวทคี่ ัดไว้มาแชห่ รอื คลกุ กับนา้ หมัก (ทม่ี ีส่วนผสมของสมุนไพรทม่ี ีฤทธใิ์ นการขับไล่หรอื กาจดั โรคและ
แมลงศัตรูพชื ) หรอื แชห่ มักในนา้ เชอ้ื ราไตรโคเดอรม์ า ทง้ิ ไว้ ๑-๒ คืน เม่ือนาไปหว่านจะชว่ ยในการ
ปอ้ งกันโรคพชื และแมลงศัตรพู ชื รบกวน อีกท้ังยังทาให้อัตราการงอกสูงข้ึนอีกด้วย นอกจากน้ียงั ชว่ ยให้
ใชเ้ วลาในการเพาะต้นกล้าสั้นลง ต้นกลา้ ทไี่ ด้สมบูรณ์แขง็ แรงงา่ ยต่อการย้ายกล้าและสามารถฟ้ ืนตัวเรว็

125

๔. การหว่านกล้าและการดานา หลังจากได้เมล็ดพันธทุ์ คี่ ัดเลอื กแลว้ ก็ทาการหว่านเมลด็ ลงใน
แปลงเพาะทเ่ี ตรยี มไว้โดยอาจแบ่งจากทน่ี า ๑ งาน เพอ่ื ทาการตกกลา้ การตกกลา้ จะใชเ้ มล็ดพันธขุ์ ้าว ๑
ถังครง่ ึ ต่อแปลงเพาะขนาด ๑ งาน จะได้ต้นกล้าทนี่ าไปปกั ดาในพ้ืนทีน่ าประมาณ ๕ ไร่ และเม่ือต้นกล้า
เรม่ ิ ข้นึ ควรให้นา้ หมัก ในปรมิ าณ ๑ ลิตรต่อ ๑ ไร่ หยดไปกับน้าหรอื ฉีดพ่น โดยผสมนา้ หมัก ๑ ลติ ร ต่อ
นา้ ๔๐๐ ลิตร เม่ือต้นกลา้ อายุได้ประมาณ ๓๐ วัน ก็สามารถนาไปปกั ดาได้ โดยต้องตัดใบออกให้เหลือ
ความยาวจากรากประมาณ ๒๐ ซม. เพื่อลดการคายน้าทาให้ต้นขา้ วฟ้ ืนตัวเรว็

ในกรณีทเี่ ปน็ นาหวา่ น หลังจากทบุ ทาเทอื กเรยี บรอ้ ยแล้ว ใชเ้ มลด็ พนั ธทุ์ เ่ี ตรยี มไวป้ ระมาณ ๑
ถังครง่ ึ ต่อนา ๑ไร่ การหว่าน ควรหวา่ นให้กระจายทว่ั ทง้ั แปลง และไม่ควรใชเ้ มลด็ พนั ธมุ์ ากเกินไป เพราะ
จะทาให้ต้นข้าวขนึ้ หนาแนน่ ส่งผลให้ต้นขา้ วแคระแกรนและส้ินเปลอื งต้นทนุ ในการใส่ปุย๋ เพม่ิ มากขึ้น

๕. ให้อาหารดินเพ่ือบารุงดิน และเรง่ จุลนิ ทรยี ์ในดิน หลังปกั ดาหรอื หว่านเมล็ดแลว้ ๑๐-๑๕ วัน
ควรให้ปุย๋ หมักแห้งอินทรยี ช์ วี ภาพ และฉีดพ่นด้วยปุย๋ น้าหมักชวี ภาพเพื่อเรง่ ราก และสรา้ งอาหารตาม
ธรรมชาติให้เพยี งพอต่อความต้องการของต้นกล้า โดยจุลนิ ทรยี ใ์ นดินจะชว่ ยย่อยดิน ทราย และ
สารอาหารในดินปอ้ นให้แก่รากกล้า จะส่งผลให้รากลกึ เรง่ การแตกรากของข้าวได้มากขนึ้ ทาให้ต้นขา้ ว
แขง็ แรง กอมีขนาดใหญ่ รากหาอาหารได้ดี มีภูมิต้านทานโรคและแมลงสูง

เมื่อขา้ วออกรวงเต็มทต่ี ้นจะไม่ลม้ ขา้ วแตกกอได้มาก ทรงพมุ่ ต้ังตรงลาต้นแกรง่ เหนียว ใบ
แข็งแรงตั้งตรงรบั แสงแดดได้ดี ทาให้สังเคราะห์แสง และปรงุ อาหารได้ดี โดยสีของใบจะเปน็ สีเขยี ว
นวล ไม่ใชส่ ีเขียวเข้มบ้าใบเหมือนใชป้ ุย๋ เคมี ซง่ึ สีของใบน้ีจะขนึ้ อยู่กับความเขม้ ของแสง และปรมิ าณของ
ก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์

๖. บารุงดินเรง่ จุลินทรยี ์ ก่อนข้าวตั้ง
ท้องประมาณ ๑๕ วัน ควรบารุงดินด้วยปุ๋ย
หมักแห้ งอินทรยี ์ชีวภาพ และปุ๋ยน้าหมัก
อิ น ท ร ยี ์ ชีว ภ า พ ก ร ะ ตุ้ น ก า ร ท า ง า น ข อ ง
จุลินทรยี ์ในดินให้เรง่ ย่อยสลาย และสารอง
อาหารให้เพียงพอกับความต้องการของต้น
ข้าวในขณะต้ังท้อง และเมื่ออาหารเพียงพอ
ต้นข้าวจะมีลาต้นอวบใหญ่ ปล้องยาวใหญ่
พรอ้ มอุ้มท้อง และเมื่อข้าวตั้งท้องก็จะได้ข้าว
ทที่ อ้ ง อวบยาว ส่งผลให้รวงยาวใหญ่ เมล็ดมีขนาดสม่าเสมอ มีจานวนเมล็ดมาก (๒๕๐-๓๕๐ เมล็ดต่อ
๑ รวง) เมลด็ ขา้ วเต็มโครง (ไม่มีเมลด็ ลีบ) เมล็ดใส (ไม่มีทอ้ งไขป่ ลา) รสชาติดี มีกลิน่ หอม น้าหนักดี (ถัง
ละ ๑๑.๕ – ๑๒ กก.) ผลผลติ ได้มาตรฐาน เปน็ ทตี่ ้องการของตลาด ราคาสูง

นอกจากทาให้ต้นข้าวแขง็ แรง แลว้ การใชป้ ุย๋ อินทรยี ช์ วี ภาพยังชว่ ยฟ้ ืนฟดู ินให้กลบั มาอุดม
สมบูรณ์ หลังจากเปลยี่ นมาทานาแบบชวี ภาพ โดยการไม่เผาฟางและใชป้ ุย๋ อินทรยี ์ชวี ภาพ โครงสรา้ ง
ดินจะค่อยๆ ดีข้ึน ดินดารว่ นซุย ค่าความเปน็ กรด-ด่างมีความเหมาะสมมีอาหารพชื ตามธรรมชาติเพ่มิ
มากขนึ้ เน่ืองจากจุลนิ ทรยี ใ์ นดินทางานได้อยา่ งเต็มที่และมีประสิทธภิ าพ ชว่ ยให้ลดการใชป้ ุย๋ และ
สารเคมี จงึ ประหยดั ต้นทนุ ได้มากข้ึน

126

9. ฐานคนรกั ษ์สุขภาพ วถิ ีสุขภาพแบบพอเพียง

หลกั สูตร วทิ ยากรจติ อาสาพฒั นาชุมชนตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
วธิ กี ารเรยี นรู้ ใชว้ ธิ กี ารบรรยายสาธติ และปฏิบตั ิพรอ้ มกัน 40 นาที แลว้ ให้
ทกุ คนในกลุม่ ได้รว่ มกจิ กรรมด้วย

บรรพบุรุษของเราเคยพูดไว้ว่า “ใจเปน็ นาย กายเป็นบ่าว” นั้นสอดคล้องกับผลการวจิ ยั จานวน
มากที่สะท้อนว่า ภาวะจติ ใจท่ีไม่สบายน้ัน ส่งผลสะเทือนจนก่อให้เกิดโรคทางกายอีกมากมายตามมา
การทากสิกรรมธรรมชาติ และประคองตนในวถิ ีพอเพียงนั้น ทาให้เกิดสิ่งแวดล้อมทดี่ ี ได้ดารงสติให้เกิด
เป็นสมาธพิ รอ้ มกับการทางาน ส่งผลให้จติ พบกับความสงบเย็น ผลหลังจากนั้นคือการได้มาซง่ึ อาหาร
คุณภาพดีไร้สารพิษ ครอบครัวไร้หนี้สิน และความโลภเบาบางลง ทาให้ราอยู่ดีกินดี ซึ่งถือเป็น
“ภมู ิคุ้มกันทางสิ่งแวดลอ้ มกายและใจ"

วัตถดุ ิบ (สมุนไพรฤทธเ์ิ ย็น) 2. ใบอ่อมแซบ (เบญจรงค์)
4. มะละกอครง่ ึ สุกครง่ ึ ดิบ
1. ใบยา่ นาง 6. หยวกกลว้ ย 7. ดินสอพอง
3. ใบเตย
5. วอเตอรเ์ ครส
8. ผงถ่าน

อุปกรณ์ 2. ผ้าขนหนู
4. กระบวยสแตนเลส
1. กะละมังใบเล็ก ใบใหญ่ 6. ผ้าขาวบาง
3. ถังน้าใบใหญ่มีฝาปดิ
5. เครอ่ ื งป่ นั

การพอกหน้าด้วยสมนุ ไพร

วธิ ที า

นาผงดินสอพองกับผงถ่าน และน้าใบยา่ นาง ผสมให้เข้ากัน แล้วนามาพอกหน้าทงิ้ ไว้ 2o นาที
แล้วเชด็ หรอื ล้างหน้าตามปกติ

นา้ ป่ ันหยวกกล้วย

วธิ ที า

1. ทาความสะอาดหยวกกลว้ ยแลว้ นามาตัดเปน็ ทอ่ น ๆ
2. นาหยวกกล้วย และน้าเย็นป่ นั ให้เข้ากัน
3. นาน้าป่ นั จากหยวกกลว้ ยกรองใส่ผ้าขาวบาง แลว้ ค้นั เอาแต่นา้ สามารถนามาดื่มได้ปกติ

127

การแชม่ อื แชเ่ ทา้

มือและเทา้ เปน็ ทที่ รี่ า่ งกายขับพษิ ออก ซง่ึ การแชม่ ือแชเ่ ทา้ เปน็ การใชฤ้ ทธข์ิ องนา้ อุ่นและ
สมุนไพร คลายกล้ามเน้ือเพอ่ื ให้รา่ งกายได้ขับพิษออกได้อย่างเต็มท่ี และชว่ ยปรบั สมดุลรา่ งกาย หาก
ปฏิบัติอยา่ งต่อเน่ือง จะชว่ ยกระตุ้นการไหลเวยี นโลหิต ลดอาการชาทปี่ ลายมือและเทา้ และความ
เจบ็ ปวดต่างๆ บนรา่ งกาย ชว่ ยให้หลับสบาย วธิ กี ารทาไม่ยาก ใชเ้ วลาไม่นาน

การแชม่ ือแชเ่ ทา้ มือและเทา้ ของคนเรา เปน็ อวัยวะทใ่ี ชร้ ะบายเอาพิษออกจากรา่ งกายและใชร้ บั
สิ่งทม่ี ีประโยชน์เข้ามาในรา่ งกาย เมื่อคนเราใชม้ ือและเทา้ ในกิจวัตรประจาวันมากกวา่ ส่วนอื่น กล้ามเน้ือ
ทม่ี ือและเทา้ จะเกิดอาการเกรง็ ค้าง ของเสียทจี่ ะระบายออกทางมือและเทา้ ก็จะไม่สามารถระบายออก
ได้ และสิ่งทเี่ ปน็ ประโยชน์ก็ไม่สามารถเขา้ มาได้ เพราะกล้ามเนื้อทเี่ กรง็ ค้างจะขวางทางระบายของพิษ
จงึ มีศาสตรข์ องการขูดกัวซา การกดจุด และการแชม่ ือแชเ่ ทา้ เพอื่ ทาการคลายเส้นเอ็นทเี่ กรง็ ค้าง

การแชม่ ือ-แชเ่ ทา้ เปน็ ทางเลือกอีกทางทสี่ ะดวก สามารถทาได้ด้วยตนเองในระยะเวลาทไี่ ม่มาก
นัก การแชม่ ือ-แชเ่ ทา้ ควรใชส้ มุนไพรฤทธท์ิ เี่ หมาะกับตนเอง ถ้าผู้ปว่ ยมีอาการรอ้ นเกินควรใชส้ มุนไพร
ฤทธเิ์ ย็น เชน่ ยา่ งนาง ใบเตย เบญจรงค์(อ่อมแซบ) หญา้ ปกั กิ่ง รางจดื ผักบุ้ง บวั บก เปน็ ต้น ถ้าผู้ปว่ ย
มีอาการเยน็ เกินให้ใชส้ มุนไพรฤทธริ์ อ้ น เชน่ ขมิ้น ขิง ตะไคร้ ไพร ใบมะกรดู เปน็ ต้น เลอื กสมุนไพร
อย่างใดอย่างหนงึ่ หรอื หลายอย่างรวมกันให้ได้ประมาณ 1 กามือ ต้มกับนา้ 1-2 ลติ รจนเดือด แลว้ ผสม
กับน้าธรรมดาให้อุ่นแค่พอรูส้ ึกสบาย ถ้าไม่มีสมุนไพรเลย ก็ใชน้ ้าเปล่าต้มให้เดือดแล้วผสมนา้ ธรรมดา
ให้อุ่นก็ได้ จากนั้นแชม่ ือและเทา้ แค่พอทว่ มขอ้ มือขอ้ เทา้ 3 นาที แล้วยกขน้ึ จากน้าอุ่น 1 นาที ทาซา้ จน
ครบ 3 รอบ ในการแชแ่ ต่ละรอบไม่ควรแชเ่ กิน 3 นาที ถ้าแชเ่ กิน 3 นาทมี ักจะพบว่ามีอาการอ่อนเพลยี
หรอื ไม่สบายในรา่ งกาย เพราะพษิ จะเคลือ่ นออกได้แค่ประมาณ 3 นาที ถ้าแชต่ ่ออีก หลงั จากนั้นพษิ
ของนา้ อุ่นจะเคลือ่ นเขา้ ทารา้ ยรา่ งกาย โดยสามารถทาวนั ละประมาณ 1-2 ครง้ั ถ้าใชส้ มุนไพรฤทธเ์ิ ย็น
ต้มแลว้ รสู้ ึกไมส่ บายก็ปรบั ใชส้ มุนไพรฤทธร์ิ อ้ นต้มได้ถ้ารูส้ ึกสบายกวา่
การแชม่ ือแชเ่ ทา้ จะชว่ ยกระตุ้นการไหลเวยี นของเลอื ดจากปลายเทา้ ไปทวั่ รา่ งกาย ทาให้ลดอาการ
เม่ือยล้า เกิดการผ่อนคลายรา่ งกายและจติ ใจ ส่วนคนทปี่ วดปลายเทา้ มีอาการชาหรอื ปวดขา ปวดเขา่
สามารถแชเ่ พื่อลดอาการอักเสบ (ยกเวน้ ในขณะทบี่ วมอักเสบหรอื มีการติดเชอื้ ) ลดปวดได้ การแช่-มือ
แชเ่ ทา้ ก็ไม่ได้หมายความวา่ ทกุ คนจะรสู้ ึกดีขึ้นได้อยา่ งมากในทนั ที บางคนก็ดีข้ึนอย่างรวดเรว็ บางคนก็
ค่อยๆดีขึ้น แต่วธิ นี ี้ก็เปน็ ส่วนหนงึ่ ในการชว่ ยระบายพิษออกจากรา่ งกายได้

ประโยนชข์ องการแชม่ อื แชเ่ ทา้ :

• ลดการเกรง็ ค้างของกลา้ มเน้ือบรเิ วณมือ และเทา้
• ลดอาการเจบ็ ปวดของกลา้ มเนื้อ และข้อกระดูก ลดอาการชาทป่ี ลายมือ บรเิ วณขาและแขน
• ลดอาการอักเสบ
• ระบายพิษ ดีทอ็ กซ์
• กระตุ้นการไหลเวยี นเลือด
มือและเทา้ ของคนเราเปน็ อวัยวะทใี่ ชร้ ะบายเอาพษิ ออกจากรา่ งกาย เม่ือเราใชม้ อื และเทา้ ใน
กิจวตั รประจาวันมากกว่าส่วนอื่น กล้ามเน้ือทม่ี ือและเทา้ จะเกิดอาการเกรง็ ค้าง การขูดกัวซา และการ
แชม่ ือแชเ่ ทา้ เปน็ ประจานน้ั จะทาให้คลายการเกรง็ ค้าง เพมิ่ การไหลเวยี นเลือด และระบายพษิ ได้

128

วธิ กี ารแช่

1. เลือกสมุนไพร ใชส้ มุนไพรฤทธทิ์ เ่ี หมาะกับตนเอง ถ้ารา่ งกายรอ้ น ควรใชส้ มุนไพรฤทธเ์ิ ย็น ถ้า
รา่ งกายเยน็ เกินให้ใชส้ มุนไพรฤทธริ์ อ้ น หากไม่มีสมุนไพร ใชแ้ ค่นา้ เปล่าก็ได้ อ่านเพ่ิมเติมเรอ่ ื ง ฤทธิ์
รอ้ น-เย็นได้ ทนี่ ี่

2. นาสมุนไพรประมาณ 1 กามือ ต้มกับนา้ 1-2 ลิตร จนเดือดประมาณ 5 นาที แลว้ ผสมกับนา้
ธรรมดาให้เทา่ ทร่ี สู้ ึกสบาย (หรอื ผสมให้อุ่นจดั จะได้ผลดี หากทนได้ไม่ต้องฝนื มาก)

3. แชม่ ือและเทา้ ในภาชนะทเ่ี ตรยี มไว้ ให้ระดับนา้ ทว่ มข้อมือขอ้ เทา้ แช่ 3 นาที แล้วยกขน้ึ จาก
นา้ อุ่นพกั ไว้ 1 นาที แลว้ ทาซา้ อีก 2 รอบ สามารถเติมน้ารอ้ นเพ่มิ ได้ หากน้าเรม่ ิ เยน็ ลง

ควรร:ู้ ในการแชแ่ ต่ละรอบไม่ควรแช่
นานเกินไป ถ้าแชน่ านเกินเวลาทแ่ี นะนา คือ
3 นาที มักจะพบว่ามีอาการอ่อนเพลยี หรอื ไม่
สบายในรา่ งกาย เนื่องจากอุณหภูมิของ
รา่ งกายเรม่ ิ ขนึ้ สูง

สภาพแวดลอ้ ม อยใู่ นสถานทจ่ี รงิ ได้ฝกึ ปฏิบัติ
จรงิ แบบ on the Jop training

เงอ่ ื นเวลา 45 นาที เนื่องจากเวลาในการ
เรยี นรมู้ ีจากัดหรอื เวลาน้อย ทาให้วทิ ยากรหรอื
ครจู ะต้องใชว้ ธิ กี ารแลกเปลีย่ นเรยี นรู้

129

บทท่ี 7 หลักการออกแบบเชงิ ภูมิสังคมและการออกแบบโคกหนองนาเบ้ืองต้น

วทิ ยากรผู้สอน : เครอื ข่ายครูพาทาทจี่ บหลักสูตรจติ อาสาพฒั นาชุมชน จากเครอื ข่ายกสิกรรมฯ

วัตถุประสงค์ : 1) เพ่ือให้ผูเ้ ขา้ อบรมทราบถึงแนวคิดการออกแบบโคก หนอง นา ตามภูมิสังคม

2) เพ่ือให้ผู้เขา้ อบรมสามารถคานวณหาปรมิ าณน้าฝนในพ้นื ทขี่ องตนเองได้

เวลาสอน : จานวน ๓ - 6 ชวั่ โมง

รูปแบบการสอน : การฟังบรรยายและใชก้ รณีตัวอยา่ ง

ขอบเขตเนื้อหาวชิ าทสี่ อน :

เปน็ วชิ าการบรรยายโดยวทิ ยากรทมี่ ีความรู้ ความเชยี่ วชาญเฉพาะทางในการออกแบบพน้ื ทเี่ พ่ือ
การจดั การพ้นื ทที่ กี่ ่อประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงการออกแบบพืน้ ทเี่ พื่อรองรบั ปรมิ าณนา้ ฝนเพอ่ื ใชใ้ นการ
อุปโภค บรโิ ภคของเจ้าของพ้ืนท่ี โดยพิจารณาการออกแบบตามภูมิสังคม คือ การออกแบบพื้นที่ท่ี
สอดคล้องกับสภาพทางกายภาพของพื้นท่ี วถิ ีชีวติ ค่านิยม ความหลากหลายของวัฒนธรรม และ
ประเพณีทอ่ี ยูร่ อบ ๆ บรเิ วณน้ัน ประกอบไปด้วยแนวคิด 4 แนวคิด ดังน้ี

1. แนวคิดการทาโคก หนอง นา โมเดล เปน็ การจดั การพน้ื ทซ่ี งึ่ เหมาะกับการทาเกษตร (การ
จดั การพื้นทเี่ พอื่ การกสิกรรม) แล้วมีการทาเกษตรแบบผสมผสานทฤษฎีใหม่ (30 : 30 : 30 : 10) โดย
ยึดแผนการจดั การน้าของชลประทานคือ การทาอ่างใหญเ่ พื่อเติมอ่างเล็ก และอา่ งเลก็ เติมน้าเข้าสระน้า
แต่ในพืน้ ทที่ อ่ี ยู่นอกเขตชลประทาน เจา้ ของพน้ื ทจ่ี ะต้องจดั การนา้ ด้วยตัวเอง โดยยดึ หลักการทวี่ ่าฝน
ตกเทา่ ไรต้องกักเก็บน้าไวใ้ ห้ได้ทง้ั หมด ไม่ทง้ิ การปลูกข้าว และต้องปลูกปา่ (วนเกษตร) ควบค่กู ับการ
ปฏิบตั ิงานตามหลักการทรงงานของพระราชา คือ ต้องไม่ติดตารา ต้องมีความยดื หยุน่ ในการทางาน ทา
ตามภูมิสังคมและทาแบบคนจน(ค่อย ๆ ทา ทาตามกาลงั ) ซงึ่ การจดั การพื้นทเ่ี หล่านี้แปลงเปน็ คาไทย
งา่ ยๆ คือ “โคก หนอง นา” ซง่ึ โคก หนอง นา โมเดลนี้ แต่ละพน้ื ทจี่ ะมีสัดส่วนการกักเก็บนา้ คือ พื้นที่
โคกสามารถกักเก็บน้าในพ้ืนดินได้กว่า 50 % ของปรมิ าณน้าฝนทต่ี ก ส่วนพ้ืนทหี่ นองน้าสามารถกักเก็บ
น้าได้ทงั้ หมด 100 % ของปรมิ าณน้าฝนทต่ี ก ส่วนนาก็สามารถกักเก็บนา้ ได้ทงั้ หมด 100 % ของ
ปรมิ าณนา้ ฝนทต่ี กในพน้ื ทเี่ ชน่ เดียวกัน มีแนวทางการปฏิบตั ิในพ้ืนที่ดังนี้

1) ดินทข่ี ุดทาหนองนา้ น้ันให้นามาทาโคก บนโคกปลูก “ปา่ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง”
ตามแนวทางพระราชดาร ิ

2) หนองนา้ นั้นเพอ่ื ให้นา้ กระจายไปเต็มพนื้ ทใี่ ห้ขุด “คลองไส้ไก่” หรอื คลองระบายน้ารอบพ้ืนที่
โดยขุดให้คดเคี้ยวไปตามพ้ืนทเี่ พื่อให้นา้ กระจายเต็มพ้นื ทเี่ พิ่มความชุม่ ชนื้ ลดพลังงานในการรดน้า
ต้นไม้

3) ทา ฝายทดนา้ เพอื่ เก็บนา้ เข้าไว้ในพื้นทใี่ ห้มากทส่ี ุด โดยเฉพาะเมื่อพ้นื ทโี่ ดยรอบไม่มีการ
กักเก็บนา้ ซง่ึ นา้ จะหลากลงมายงั หนองนา้ และคลองไส้ไก่ ให้ทาฝายทดนา้ เก็บไวใ้ ชย้ ามหน้าแลง้

4) พ้ืนทนี่ าน้ันให้ยกคันนาให้สูงและกว้าง โดยสูง 1 - 1.2 เมตร ความกวา้ งตามความเหมาะสม
เพ่อื ให้นาสามารถกักเก็บน้าไวไ้ ด้ในยามนา้ หลาก

5) การทานา ให้ทานานา้ ลึกปลกู ขา้ วอินทรยี ์พ้ืนบา้ น โดยเรม่ ิ จากการฟ้ ืนฟูดินด้วยการทาเกษตร
อินทรยี ์ คืนชวี ติ เล็ก ๆหรอื จุลินทรยี ์กลบั คืนแผ่นดิน ขา้ วพนั ธพุ์ ้ืนเมืองทเี่ ติบโตด้วยดินทอี่ ุดมจะมี
ภมู ิค้มุ กันต่อโรคและแมลง

130

6) ควบคมุ ปรมิ าณน้าในนาเพือ่ คุมหญ้า ทาให้ปลอดสารเคมีได้ปลอดภัยทง้ั คนปลกู คนกิน
7) บนคันนา และโดยรอบพ้ืนที่ปลูกพืช ผัก สวนครวั เลี้ยงหมู เลีย้ งไก่ เล้ียงปลา ทาให้พออยู่
พอกิน พอใช้ พอรม่ เย็น เปน็ เศรษฐกิจพอเพยี งข้ันพื้นฐาน ก่อนเข้าสู่ขน้ั ก้าวหนา้ คือ ทาบุญ ทาทาน
เก็บรกั ษา ค้าขาย และเชอ่ื มโยงเปน็ เครอื ข่าย
8) การพฒั นาแหล่งนา้ ในพ้นื ท่ี ทง้ั การขุดลอก หนอง คู คลอง เพื่อกักเก็บนา้ ไวใ้ ชย้ ามหน้าแลง้
และเพิ่มการระบายนา้ ยามน้าหลาก
2. หลักการคานวณเชงิ ปรมิ าณ เป็นหลักการคานวณเพ่ือหาปรมิ าณน้าฝนทีต่ กในพื้นท่ีของเรา
โดยส่ิงท่ีเราใชเ้ ป็นเครอ่ ื งมือในการกักเก็บน้าฝนคือ การขุดสระหรอื การขุดบ่อน้า โดยเราจะต้องคิด
เสมอว่าเราต้องกักเก็บน้าฝนทุกหยดเพ่ือไว้ใช้ตลอดปีหรอื เราต้องกักเก็บน้าฝนในพ้ืนที่ของเราให้
ได้มากท่ีสุด ส่ิงท่ีเราควรรู้ เพื่อประกอบการคานวณการเก็บน้าฝนไว้ในสระน้าหรอื บ่อน้าน้ัน เราต้องรู้
ปรมิ าณน้าฝนท่ตี กในพื้นที่ของเราให้ได้เสียก่อน โดยใชเ้ ครอ่ ื งมือ search engine ค้นหาปรมิ าณน้าฝน
ท่ีตกในเขตพื้นท่ีที่ต้องการ จานวนพ้ืนท่ีท่ีเราต้องการทาโคก หนอง นา ข้อมูลเพียง 2 อย่างก็ทาให้เรา
ทราบแล้ววา่ เราต้องกักเก็บนา้ เพื่อใชใ้ นการบรโิ ภคจานวนเทา่ ใด
หลักการสาคัญของโคก หนอง นา โมเดล คือ การเก็บกักน้าที่ตกลงมาจากฟ้าไว้ให้ได้มากทีส่ ุด
โดยสามารถเก็บไว้ในสภาพทอี่ ยู่ในธรรมชาติ ได้แก่

หนองนา้ การขุดหนองหรอื สระเก็บนา้ ทดี่ ี ควรมีลักษณะคดโค้ง และมีความต่างระดับลึกต้ืน
เพราะการขุดหนองลงไปเปน็ รูปส่ีเหลี่ยมหน้าตัด ทาให้ปลาไม่สามารถวางไขไ่ ด้ เพราะปลาจะวางไข่
บรเิ วณตะพกั ส่วนความลึก ของหนองขนึ้ อยูก่ ับปรมิ าณน้าฝนทตี่ กในพื้นท่ี พระบาทสมเด็จพระ
เจา้ อยูห่ ัว(รชั กาลท่ี 9) ทรงคานวณน้าอยา่ งละเอียด พบว่าใน 1 ปี มีวันทฝ่ี นไม่ตก 300 วัน ซงึ่ วันทฝ่ี น
ไม่ตกนี้ น้าจะระเหยไปวนั ละ 1 เซนติเมตร ดังน้ัน
ใน 1 ปี น้าจงึ ระเหยไป 3 เมตร การขุดบอ่ จงึ ต้องขุดลึกมากกว่า 3 เมตร เพื่อให้มีน้าเหลือพอใน
หน้าแล้ง หรอื ชว่ งทฝ่ี นทงิ้ ชว่ ง

โคก นาดินทขี่ ุดจากหนองน้ามาทาเป็นโคก บนโคกสามารถปลูกปา่ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
คือใชเ้ ปน็ ไม้ใชส้ อยเพ่ือสรา้ งบ้านเรอื น และชว่ ยสรา้ งความรม่ เย็น ความชุม่ ชน่ื ในพื้นท่ี ควรปลูกป่าเปน็
ไม้ 5 ระดับ ได้แก่ ไม้สูง ไม้กลาง ไม้เต้ีย ไม้เรย่ ี ดินและพืชหัวใต้ดิน เพ่ือให้รากสานกันหลายระดับราก
พืชจะทาหน้าทเ่ี ก็บกักน้าไว้ใต้ดิน นอกจากนี้ควรปลูกแฝกเพื่อชว่ ยปอ้ งกันการพังทลายของหน้าดิน ปา่
ทีอ่ ยู่บนโคกสามารถกักเก็บน้าใต้ดินไว้ประมาณ 50% ของปรมิ าณน้าฝนท่ีตกลงมา ตาแหน่งของปา่ ควร
อยูท่ ศิ ตะวันตกเพ่ือชว่ ยบงั แสงอาทติ ย์ยามบา่ ย

นา ควรทาคันนาสูงอยา่ งน้อย 1 เมตร เพราะเมื่อฝนตกลงในพ้นื ที่นา จะสามารถเก็บนา้ ได้
เทา่ กับความสูง×ความสูง×ความยาวของคันนา เชน่ นา 1 ไรม่ ีขนาด 1,600 ตร.ม. เม่ือยกคันนาสูง 1
เมตร จะสามารถเก็บนา้ ได้ 1,600 ลบ.ม. แต่นา้ ทเ่ี ก็บไวใ้ นนาจะค่อย ๆ ซมึ ลงดินอย่างน้อย 50 %
จงึ เหลือน้าทอี่ ยูบ่ นผิวดินครง่ ึ หนง่ึ ของปรมิ าณนา้ ทงั้ หมด คือ 800 ลบ.ม. แต่นา้ ทซี่ มึ หายไปจะชว่ ยสรา้ ง
ความชุม่ ชน่ื และเก็บน้าไวเ้ ปน็ นา้ ใต้ดิน นอกจากนี้การสรา้ งคันนาทใ่ี หญจ่ ะทาหน้าทเี่ หมือนเขอ่ื นชว่ ย
เก็บน้าไว้ในนาและสามารถปลกู พืช ผักหรอื ไม้ผล ได้อีกด้วย

131

คลองไส้ไก่ ควรขุดคลองไส้ไก่ให้คดเคี้ยวทวั่ พน้ื ทเี่ พื่อเปน็ ทางน้าบนดินส่งความชุม่ ชน่ื ไปทว่ั พื้นที่
โดยไม่ต้องเสียค่าใชจ้ า่ ยสาหรบั การติดต้ังท่อส่งน้าหรอื สปรงิ เกอร์ ซงึ่ ตลอดแนวคลองไส้ไก่ก็สามารถ
ปลูกพชื ผัก ผลไม้ต่าง ๆ ได้อีกด้วย ในแนวคลองไส้ไก่ควรขุดบ่อพักน้าหรอื หลุมขนมครกไว้เปน็ ระยะ เพ่ือ
ดักเก็บนา้ ไว้ซง่ึ บอ่ พกั นา้ จะชว่ ยเพม่ิ ความชน่ื สัมพทั ธใ์ นพ้นื ท่ี และลดภาระทต่ี ้องคอยรดน้าพืชอยู่ตลอด

อย่างไรก็ตามเพือ่ ให้การคานวณออกแบบพื้นทโี่ คก หนอง นา งา่ ยต่อการเรยี นรูต้ ่อผู้อบรม
แยกการคานวณเปน็ 3 ส่วนดังน้ี

1) หาปรมิ าณนา้ ฝนทต่ี กทง้ั ปใี นพ้ืนทขี่ องตัวเอง มีสูตรการคานวณ ดังนี้

ปริมำณนำ้ ฝนทต่ี ้องกักเก็บ = จำนวนไร่ × ขนำดพ้นื ท่ีจำนวน 1 ไร่ × ปรมิ ำณน้ำฝน/ปี

2) การคานวณหาพ้นื ทกี่ ารทานา เปน็ การคานวณหาพ้ืนทกี่ ารทานาเพ่อื การบรโิ ภค
ตลอดทงั้ ปี โดยอ้างอิงจากจานวนสมาชกิ ในครอบครวั ทม่ี ีการบรโิ ภคข้าวตลอดทั้งปี มีสูตรการคานวณ
2 สูตร ดังน้ี

2.1) สูตรจานวนขา้ วสารทบ่ี รโิ ภคทงั้ ปี

พนื้ ทนี่ ำ = จำนวนข้ำวสำรทีบ่ รโิ ภคท้งั ปี จำนวนข้ำวเปลอื กท่ผี ลิตไดต้ อ่ ไร่ × 45 %
100

จำนวนขำ้ วสำรที่บรโิ ภคท้งั ปี = จำนวนคนใน ครวั เรอื น × จำนวนข้ำวสำรที่บรโิ ภคต่อคนตลอดท้งั ปี

2.2) สูตรการคานวณหาพื้นทน่ี า

วทิ ยากรยกตัวอยา่ งในการคานวณการหาปรมิ าณนา้ ฝนเพือ่ ทาโคกหนองนา ดังน้ี ครอบครวั

หนง่ึ มีพื้นทที่ ้ังหมด 90 ไร่ 2 งาน ปรมิ าณนา้ ฝนที่ตกตลอดทง้ั ปอี ยูท่ ี่ 1,100 มิลลเิ มตร/ปี ครอบครวั มี

สมาชกิ ท้งั หมด 25 คน จงคานวณหาปรมิ าณน้าฝนที่ต้องกักเก็บ จานวนพื้นท่นี าทเี่ พียงพอต่อการบรโิ ภค

ทง้ั ปี และพ้ืนทขี่ ุดสระเพือ่ กักเก็บน้า

พนื้ ทข่ี นาด 90 ไร่ 2 งาน คิดเปน็ ตารางเมตรได้ ดังนี้ 1 ไร่ = 1,600 ตร.ม.

ดังน้ัน 90 ไร่ 2 งาน = (90 × 1,600) + 800

= 144,800 ตร.ม.

ปรมิ าณนา้ ฝนทต่ี กทง้ั ปใี นพื้นท่ี = 144,800 ตร. × 1.1 ม.

= 159,280 ลูกบาศ์เมตร

พื้นทที่ านา = 25 คน × 110 กก./คน/ปี 600 กก./ไร่ × 45

100

= 2,750 กก. (คิดเปน็ 3,000 กก.) 270 กก./ไร่

= 3,000 /270

= 11.11 คิดเป็น 11 ไร่ 1 งาน

132

พื้นที่ จานวน 11 ไร่ 1 งาน สามารถกักเก็บนา้ ฝนได้ 100 %

พน้ื ท่นี ามีขนาด = 11.1 ไร่ × 1,600 ตร.ม.

= 17,600 (คิดเปน็ 18,000 ตร.ม.)

ดังน้ันนา 11 ไร่ 1 งาน กักเก็บนา้ ได้ = 18,000 ตร.ม. × 1.1 ม.

= 19,800 ลูกบาศก์เมตรต่อปี

3) การคานวณหาพื้นทขี่ องสระนา้ หรอื บ่อนา้
การขุดแบบคดเค้ียวมีตะพักนา้ ตามโคก หนอง นา โมเดล เพอ่ื รองรบั ปรมิ าณนา้ ทตี่ กใน
พื้นทท่ี ง้ั ปี ต้องขุดสระขนาด เทา่ ใด

พืน้ ทข่ี นาด 1 งาน มีเส้นระยะขอบสระยาว 80 ม. และมีส่วนทเ่ี ปน็ ตะพักลาดชนั ไม่ได้ขุด ยาว 16.5 ม.

ดังน้ัน พนื้ ทข่ี นาด 1 งาน ไม่ถกู ขุด = 80 × 16.5

= 1,320 ตร.ม.

เม่ือพืน้ ทข่ี นาด 1 งาน ขุดลึก 5 เมตร = 400 ตร.ม. × ความลกึ 5 ม. = 2,000 ตร.ม.

ดังนั้น พืน้ ทข่ี นาด 1 งาน ขุดลกึ 5 เมตร = 2,000 – 1,3200

= 680 ตร.ม.

พืน้ ทขี่ นาด 1 ไร่ มีเส้นระยะขอบสระยาว 160 ม. และมีส่วนทเี่ ปน็ ตะพกั ลาดชนั ไม่ได้ขุด ยาว 16.5 ม.

ดังนั้น พน้ื ทข่ี นาด 1 ไร่ ไม่ถกู ขุด = 160 × 16.5

= 2,640 ตร.ม.

เมื่อพน้ื ทขี่ นาด 1 ไร่ ขุดลกึ 5 เมตร = 1,600 ตร.ม. × ความลึก 5 ม. = 8,000 ตร.ม.

ดังนั้น พื้นทข่ี นาด 1 ไร่ ขุดลึก 5 เมตร = 8,000 – 2,640

= 5,360 ตร.ม.

ซง่ึ เมื่อขุดดินขนาด 1 ไร่ ความลกึ 5 เมตร สามารถถมทใี่ นระดับความสูง 1 เมตร ได้ 3.25 (คิดเป็น 3 ไร่ 1 งาน)

ดังนั้น พื้นทที่ ใ่ี ชจ้ รงิ ไปแล้ว คือ ขุด 1 ไร่ + ถม 3 ไร่ 1 งาน = 4 ไร่ 1 งาน (คิดเปน็ 4.25)

ฉะนั้น พ้ืนทท่ี ตี่ ้องขุดและถม 90 ไร่ 2 งาน = 90.50/4.25

= 21.29 (คิดเปน็ 21 ไร่ 1 งาน)

ดังน้ัน พ้ืนทข่ี ุดบอ่ นา้ 21 ไร่ 1 งาน รองรบั ปรมิ าณนา้ ฝน = 21.25 × 1,600 ×1.1

= 37,400 ลบ.ม.

และ พน้ื ทโ่ี คกมีขนาด = 21.25 × 3.25

= 69.06 (คิดเปน็ 70 ไร)่

ซง่ึ พ้ืนทโ่ี คกสามารถรองรบั ได้ 50 % = 70 × 1,600 × 1.1
= 123,200/2
= 61,600 ลบ.ม.

133

ดังน้ันสรปุ ได้ดังน้ี 1) พน้ื ท่ี 90 ไร่ 2 งาน รองรบั น้าฝนได้ปรมิ าณ 159,280 ลูกบาศ์เมตร/ปี
2) พื้นทที่ านาสาหรบั คน 25 คน ทต่ี ้องบรโิ ภคทงั้ ปี จานวน 3,000 กก. คิดเปน็ 11 ไร่ 1

งาน รองรบั นา้ ฝนได้ 19,800 ลบ.ม./ปี
3) พื้นทขี่ ุดสระน้า จานวน 21 ไร่ 1 งาน รองรบั น้าฝนได้ 37,400 ลบ.ม./ปี
4) พ้ืนทโี่ คก จานวน 70 ไร่ รองรบั น้าฝนได้ 61,600 ลบ.ม.

3. หลักความสัมพนั ธต์ ามภมู ิสังคม การออกแบบพน้ื ทแี่ ปลงเพื่อจดั เก็บน้าในระดับไรน่ า ใช้
หลักการออกแบบตามหลักภูมิสังคมมาประยุกต์กับการออกแบบผังแปลง โดยหลักการมีปจั จยั หลักท่ี
สาคัญของการออกแบบพนื้ ที่ ภมู ิ คือ สภาพทางกายภาพ เชน่ สภาพดิน น้า ลม ไฟ(แสงแดด) สังคม
วัฒนธรรม ความเชอื่ ภมู ิปญั ญาดั้งเดิมทอ่ี ยูใ่ นพื้นที่ ซงึ่ ในการออกแบบจะให้ความสาคัญกับ “สังคม”
มากกว่า “ภูมิ” คือต้องออกแบบตามสังคมและวฒั นธรรมของคนทอี่ ยู่ แม้วา่ ภูมิประเทศจะเหมือนกันก็
ตาม หากสังคมต่างกันการออกแบบก็จะต่างกันออกไปมีหลักพจิ ารณา ดังน้ี

1) ปรมิ าณน้าฝนเฉลย่ี ต่อปที ต่ี กในพนื้ ที่
2) ความสูง – ตา่ ของพืน้ ทแ่ี ละทศิ ทางการไหลของน้าในแปลง
3) การวางองค์ประกอบของพน้ื ทใ่ี ห้มีความสัมพันธส์ อดคลอ้ งภมู ิสังคม ดังนี้

น้า : สระนา้ ควรวางในตาแหนง่ ทีล่ มรอ้ นพดั ผ่าน (จากทศิ ตะวนั ตกเฉียงใต้
ไปทศิ ตะวันออกเฉียงเหนือ) และขุดเลยี นแบบธรรมชาติ

ดิน : เราต้องรจู้ กั ลกั ษณะของดินเพ่อื ทจ่ี ะวางแผนขุดสระนา้ อย่างหมาะสม หรอื
ต้องปรบั สภาพดินอยา่ งไร ซง่ึ ตาแหนง่ ของโคกควรวางในตาแหนง่ ทางทศิ ตะวนั ตก
เพอื่ ให้ต้นไม้ใหญบ่ ังแสงแดดในตอนบ่าย เปน็ ต้น

ลม : ควรศึกษาทศิ ทางลมว่าลมรอ้ น ลมหนาว และลมฝนพดั มาทางทศิ ใด
โดยทวั่ ไปลมฝนหรอื ลมมรสุมจะพดั มาทางทศิ ตะวนั ตกเฉียงใต้ ส่วนลมหนาวหรอื ลม
ขา้ วเบาจะพัดมาทางทศิ ตะวันออกเฉียงเหนือ ดังน้ัน การวางตาแหนง่ อาคารบา้ นเรอื น
ไม่ควรวางขวางทศิ ทางลมหนาว นอกจากน้ี การออกแบบบา้ นให้มีทศิ ทางของชอ่ งลม
สอดรบั กับลมท่พี ัดมาแต่ละฤดูกาล ซง่ึ จะชว่ ยเรอ่ ื งของการลดใชพ้ ลงั งานในบ้าน ชว่ ยทา
ให้บ้านเย็น อยู่สบายมากขึน้

ไฟ (แสงแดด) : สารวจทศิ ทางแสงแดด ทศิ ทางการข้นึ และลงของดวงอาทติ ย์
ในแต่ละฤดูกาล เพ่อื ให้การวางตาแหนง่ ของแต่ละกิจกรรมเหมาะสมทส่ี ุด เชน่ บา้ นให้
หน้าต่างบา้ นรบั แสงตอนเชา้ การวางตาแหนง่ ให้เงาต้นไม้บงั แดดในยามบ่าย การวาง
ตาแหนง่ แปลงนาให้วางในแนวทศิ ตะวนั ออก - ตะวันตก เปน็ ต้น

คน : ถือเปน็ ตัวแปรทส่ี าคัญ ควรจะออกแบบให้เหมาะสมกับฐานะและกาลัง
ของเจา้ ของทดี่ ิน และประโยชน์ใชส้ อยเปน็ หลกั
4. หลักการเขียนแบบ เปน็ การถ่ายทอดความคิดสรา้ งสรรค์ด้วยการเขียนหรอื วาดเส้น รูปภาพ
สัญลกั ษณ์ และรายการประกอบแบบ ลงบนกระดาษเขยี นแบบหรอื คอมพิวเตอรเ์ พ่ือใชเ้ ปน็ แนวทางใน
การสรา้ งหรอื การซ่อมแซมช้ินงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างถูกต้อง โดยแบบจะแสดงรายละเอียดหรอื
ข้อกาหนดของงานทชี่ า่ งหรอื ผู้ปฏิบัติงานต้องเข้าใจตรงกันกับผู้ออกแบบ สามารถอ่านแบบได้ถูกต้อง
และปฏิบตั ิตาม รูปแบบรายการทกี่ าหนดไว้ได้ ลักษณะของแบบโดยทวั่ ไปมี 3 ลกั ษณะ ได้แก่ รูปแปลน

134

และรูปด้าน รูปตัด และรูปขยาย ซงึ่ การเขียนแบบสามารถเขียนได้ 2 ลักษณะคือ การเขียนแบบด้วยมือ
เปล่า และเขียนแบบด้วยเครอ่ ื งมือและอุปกรณ์

ผลการเรยี นรูข้ องผู้เข้ารว่ มการอบรม :

ผู้เข้าอบรมมีส่วนรว่ มในการเรยี นรูเ้ น่ืองจากวทิ ยากรได้ยกตัวอย่างการคานวณเพื่อออกแบบ
พ้ืนที่ตามโมเดล โคก หนอง นา ทาให้ผู้เข้าอบรมทราบว่าการออกแบบต้องคานวณหาพื้นท่ีแบ่งเป็น 3
ส่วน คือพน้ื ทขี่ องโคก ของหนอง และนา ซงึ่ ทาให้ผู้เข้าอบรมสามารถคานวณอย่างครา่ ว ๆ ได้ หลังจาก
ฟังบรรยายมีการให้ใบงานให้แต่ละกลมุ่ ชว่ ยกันคิดคานวณและออกแบบพืน้ ทท่ี โี่ ครงการจดั เตรยี มไว้

สรุป หลักการออกแบบและการออกแบบโคก หนอง นา เบอื้ งต้น

1 หลกั การออกแบบตามหลกั ภมู ิสังคม ดิน นา้ ลม ไฟ พืช คน
2 การสารวจพืน้ ที่ ก่อนการออกแบบ
3 ขัน้ ตอนออกแบบโคก หนอง นา ด้วยตนเอง

หัวใจ คือ การอยู่รว่ มกับธรรมชาติ โดยไมฝ่ นื ธรรมชาติ

เกษตรทฤษฎีใหม่(2/8): หลักการออกแบบพ้ืนท่ดี ้วยภูมิสังคม

เกษตรทฤษฎีใหม่(3/8): การคานวณการเก็บน้าด้วยโคก หนอง นา โมเดล

135

Work Shop “การจดั การพื้นท่ี ดิน นา้ ปา่ คน”

วทิ ยากรผู้สอน : วทิ ยากรภายนอก /ภายใน

วตั ถุประสงค์ : 1) เพือ่ ให้ผู้เข้าอบรมสามารถคานวณหาปรมิ าณน้าฝนในพน้ื ทข่ี องตนเองได้

2) ผู้เข้าอบรมมีหลกั คิดในการออกแบบพ้ืนทขี่ องตนเองตามความสัมพันธข์ อง ดิน นา้

ปา่ และคน

เวลาสอน : จานวน 3 ชว่ั โมง

รูปแบบการสอน : 1) ฟังบรรยาย

2) การลงมือปฏิบตั ิในพน้ื ทท่ี ก่ี าหนด

ขอบเขตเนื้อหาวชิ าทส่ี อน :

เน้ือหาวชิ านี้เปน็ ความต่อเน่ืองจากวชิ า การออกแบบเชงิ ภมู ิสังคมไทยตามหลกั การพัฒนาอยา่ ง

ยง่ั ยืนเพ่ือรองรบั ภัยพบิ ตั ิ ซง่ึ ผู้เขา้ อบรมต้องคานวณหาปรมิ าณต่าง ๆ ตามทไี่ ด้รบั มอบหมาย โดยมีการ

ออกแบบเบอ้ื งต้น ในกระดาษฟลิตชารต์ จากนั้นแต่ละกลุม่ ต้องลงไปออกแบบในพ้นื ทที่ จี่ ดั ไว้ นั้นคือ

ลานดินสวนหย่อมของศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาชุมชนนครราชสีมา ซงึ่ วทิ ยากรผู้สอนมีโจทย์แก่ผู้เข้าอบรม

เพื่อฝึกการคานวณหาพ้นื ท่ใี นการออกแบบโคก หนอง นา ดังน้ี

ข้อ 1 สาหรบั สีนาเงนิ มีขนาดพนื้ ที่ 9 ไร่ 3 งาน ปรมิ าณนา้ ฝน 1,300 มม./ปี ระดับน้าทว่ มปกติ

0.5 เมตร ผิดปกติ 0.75 เมตร พ้นื ทีต่ ่ากว่าระดับถนน 1 เมตร ครอบครวั มีสมาชกิ 6 คน ดังรปู

ข้อ 2 สาหรบั สีเหลือง มีขนาดพ้ืนที่ 15 ไร่ 2 งาน ปรมิ าณน้าฝน 1,100 มม./ปี ระดับน้าท่วมปกติ
2 เมตร ตา่ กว่าระดับบถนน 1 เมตร มีสมาชกิ ในครอบครวั 8 คน ดังรูป

136
ข้อ 3 สาหรบั สีแดง ขนาดพื้นที่ 3 ไร่ 1 งาน ปรมิ าณน้าฝน 900 มม./ปี ระดับน้าท่วมปกติ
1 เมตร พนื้ ทตี่ า่ กว่าระดับถนน 0.75 เมตร ครอบครวั มีสมาชกิ 4 คน ดังรูป

ข้อ 4 สาหรบั สีชมพู ขนาดพ้ืนที่21 ไร่ 2 งาน ปรมิ าณน้าฝน 1,200 มม./ปี ระดับน้าทว่ มปกติ
0.75 เมตร พ้ืนทตี่ ่ากวา่ ระดับถนน 1.5 เมตร ครอบครวั มีสมาชกิ 15 คน ดังรปู

ข้อ 5 สาหรบั สีเขยี ว ขนาดพน้ื ท่ี 35 ไร่ ปรมิ าณนา้ ฝน 1,500 มม./ปี ระดับนา้ ทว่ มปกติ 1 เมตร
พ้นื ท่ีต่ากวา่ ระดับถนน 1.5 เมตร ครอบครวั มีสมาชกิ 7 คน ดังรูป

137

บทท่ี 8 ถอดรหัส “พระมหาชนก”

ถอดรหัส “พระมหาชนก” จากมมุ มองด้านการพฒั นามนษุ ย์และองค์การ

อัจฉรยิ ภาพอันสรา้ งสรรค์ของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว

คติธรรมการพัฒนามนษุ ย์ตามแนวทาง “การฟ้ ืนฟตู ้นมะม่วง”

ภาวะผู้นาท่ีดีย่อมแตกต่างจากปุถุชนธรรมดาทั่วไปทั้งหลาย เมื่อเห็นภัยพาล คืบคลานเข้ามา
หรอื เห็นปญั หาเกิดขึ้น ปุถุชนมักจะตื่นตระหนก รา่ รอ้ งโวยวาย กล่าวโทษใส่รา้ ยกัน คนเหล่าน้ีมัก “พลิก
วกิ ฤติให้กลายเปน็ หายนะ” ในทางตรงขา้ มผู้ทมี่ ีภาวะผู้นาคือผู้ทต่ี ั้งอยู่ในสติสัมปชญั ญะ ใชป้ ญั ญา เรยี ก
ระดมผู้รูม้ าชว่ ยกันขบคิดเพื่อแสวงหาทางออกและฟ้ ืนฟูกู้ปัญหาเหล่านั้น พระมหาชนกคือแบบอย่าง
แห่งภาวะผู้นา เม่ือเห็นปญั หา แม้ตนเองจะมีความทุกข์ใจหนักหนากับปญั หาทีเ่ กิดข้ึน แต่ก็ต้ังสติเรยี ก
ระดมปราชญ์ราชบัณฑิต แล้วเตือนสติว่าแทนทจ่ี ะมานั่งพร่าบ่นเสียอกเสียใจ แต่ควรจะมาชว่ ยกันคิด
และดาเนินการ “พลิกวกิ ฤตให้ กลายเป็นโอกาส ” มากกว่า ใ นตอนนี้ พระอัจฉ รยิ ภา พขอ ง
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวได้ปรากฏให้เห็นเด่นชดั อีกครง้ั เม่ือทรงนาเสนอ “แนวทางการฟ้ ืนฟูต้น
มะม่วง” อย่างเปน็ ระบบถูกต้องตามหลักวชิ าถึง 9 วธิ กี าร ดังทปี่ รากฏในตอนท่ี 35

(ตอนท่ี 35) อุทจิ จพราหมณ์มหาศาลรบี มาเฝา้ พระราชา พรอ้ มด้วยลกู ศิษยส์ องคน คือ จารุ
เตโชพราหมณ์และคเชนทรสิงหบณั ฑิตสองคนน้ี คนแรกชานาญการปลูก คนทส่ี องชานาญการถอน
ทนั ใดทมี่ าถึง คเชนทรสิงหบัณฑติ ก็ทรุดลงแทบพระบาทของพระราชาแล้วทลู วา่ “ข้าพระองค์ผิดไป
เอง เม่ือเหลา่ อมาตยข์ อให้ขา้ พระองค์ชว่ ยเก็บมะม่วงถวายพระอุปราช ขา้ พระบาทจงึ นาเอา “ยนั ตกล
เก็บเกี่ยว” มาใช้ มิได้คิดว่าจะทาให้ต้นมะม่วงถอนรากโค่นลงมา พระพุทธเจา้ ขา้ ขอรบั .”

138

พระราชตรสั ว่า: “อย่าโทมนัสไปเลย อาจารยผ์ ู้ดารกิ าร ต้นมะม่วงโค่นไปแลว้ ณ บัดน้ีปญั หาคือ
ฟ้ ืนฟูต้นมะม่วงได้อยา่ งไร เรามีวธิ เี ก้าอย่างทอี่ าจใชไ้ ด้

หนง่ึ เพาะเม็ดมะม่วง สอง ถนอมรากทยี่ ังมีอยูใ่ ห้งอกใหม่ สาม ปกั ชากิ่งทเ่ี หมาะแก่การปกั
ชา ส่ี เอาก่ิงดีมาเสียบยอดกื่งของต้นทไี่ ม่มีผลให้มีผล ห้า เอาตามาต่อก่ิงของอีกต้น หก เอาก่ิงมาทาบ
กิ่ง เจด็ ตอนกิ่งให้ออกราก แปด รมควันต้นทไี่ ม่มีผลให้ออกผล เก้า ทา”ชวี าณสู งเคราะห์” ทา่ น
พราหมณ์มหาศาล จงให้พราหมณ์อันเตวาสิกไปพิจารณา” อุทจิ จพราหมณ์รบั สนองพระราชโองการ ว่า:
ขา้ พระองค์ผู้ทรงภมู ิปญั ญา จะให้คเชนทรสิงหบณั ฑิตนาเครอ่ ื ง ‘ยนั ตกล’ ไปยกต้นมะม่วงให้ตั้งตรง
ทนั ที และจะให้จารุเตโชพราหมณ์เก็บเม็ดและกิ่ง ไปดาเนินการตามพระราชดาร”ิ พระราชโปรดให้สอง
คนน้ันรบี ไป แต่ขอให้พราหมณ์มหาศาลคอยรบั พระราชดารติ ่อไป

มีประเด็นท่ีน่าสนใจและเห็นว่าเปน็ ประเด็นทสี่ าคัญเป็นอยา่ งยงิ่ ในตอนที่ 35 นี้ก็คือ

วธิ ี 9 อย่างในการฟ้ ืนฟูต้นมะม่วง ผู้เขียนได้เคยสอบถามความคิดเห็นจากนักวชิ าการด้าน
การเกษตรบางทา่ น พบวา่ แนวทางการฟ้ ืนฟูต้นมะม่วงท้ัง 9 วธิ กี ารน้ัน ถือเป็นภูมิปญั ญาที่สาคัญและ
ล้าลึกอยา่ งยงิ่ ในวชิ าการทางเกษตรศาสตร์ สะทอ้ นให้เห็นวา่ ผู้ประพันธ์ “พระมหาชนก” ได้ศึกษาค้นคว้า
ศาสตรท์ างด้านนี้มาอย่างลึกซ้งึ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนบทความน้ีมิได้เป็นนักวชิ าการท่ีมีความรูค้ วาม
เข้าใจทางการเกษตร แต่ผู้เขยี น – ในฐานะของนักวชิ าการด้านการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การ
– ใครข่ อตั้งขอ้ สังเกตในทน่ี ้ีว่าน่ีคือ “รหัสนัยทลี่ ึกซง้ึ ” ย่ิงนักและน่าจะเปน็ รหัสนัยทน่ี ักวชิ าการด้านการ
พัฒนาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การพึงขบคิดตีประเด็นให้แตกว่าจะถอดรหัสแนวทางการ “ฟ้ ืนฟูต้น
มะม่วง” ทั้ง 9 วธิ กี ารให้ออกมาเปน็ แนวทางท่ีเหมาะสมกับการ “ฟ้ ืนฟูทรพั ยากรมนุษย์ในองค์การ” ได้
อยา่ งไร?

เน่ืองด้วยภูมิปัญญาอันมีขอบเขตจากัดของผู้เขียนเอง ในที่นี้ผู้เขียนจึงใครข่ อนาเสนอแนว
ทางการถอดรหัสการฟ้ ืนฟูทรพั ยากรมนุษย์ตามแนวทางการฟ้ ืนฟูต้นมะม่วงท้ัง 9 วธิ ี โดยเป็นการ
นาเสนอในลักษณะของการยกรา่ งเป็น “ประเด็นตั้งต้น” (Proposition) เพื่อที่จะเช้ือชวนให้บุคคล
ท่ัวไป รวมท้งั ปราชญ์ ผู้รู้ นักวชิ าการและผู้ปฏิบัติงานที่เชย่ี วชาญและทส่ี นใจในด้านการบรหิ ารจดั การ
และพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ย์และองค์การ จะได้เข้ามารว่ มกันขบคิดถกแถลงแสวงหาทางออกรว่ มกันว่า
“แนวทางการฟ้ ืนฟูทรพั ยากรมนุษย์และองค์การ” แต่ละข้อของ “การฟ้ ืนฟูต้นมะม่วง” ท้ัง 9 ข้อ แท้ท่ี
จรงิ แล้วคืออะไร มีนัยยะความหมายอะไร และมีเครอ่ ื งมือทเ่ี หมาะสมด้านการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์
และองค์การอะไรที่จะใชเ้ พ่ือการฟ้ ืนฟูทรพั ยากรมนุษย์และองค์การได้อย่างไรบ้าง? ท้ังน้ี ใครข่ อให้
ผู้อ่านจนิ ตนาการถึงบรบิ ทองค์การทก่ี าลังเผชญิ กับปัญหาคุณภาพของบุคลากรตกต่า แม้บางองค์การ
จะเปน็ องค์กรทมี่ ีศักยภาพดี แต่บุคลากรบางกลุ่มกลับไรผ้ ลงาน คนดีคนเก่งถูกทาลายเสียขวัญกาลังใจ
จนหมดพลังในการทางาน คาถามคือ เราจะฟ้ ืนฟูคนและองค์การเหล่านี้ – โดยใชแ้ นวทางการฟ้ ืนฟูต้น
มะม่วง 9 ข้อ – อย่างไร? ในการนี้ ผู้เขยี นขอนาเสนอแนวทางการตีความตามหลักการพัฒนาทรพั ยากร
มนุษย์และองค์การเปน็ การต้ังต้น ดังนี้

1. เพาะเม็ดมะมว่ ง (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวทรงพระนิพนธเ์ ปน็ ภาษาอังกฤษว่า

Culturing the seeds) ผู้เขียนใครข่ อถอดรหัสนัยนี้ในเชงิ การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์วา่ การ “เพาะ
เม็ดมะม่วง” น่าจะหมายถึง “การบ่มเพาะบุคลากรรนุ่ ใหม่” หรอื “การพฒั นาบุคลากรพนั ธใุ์ หม่” ขึ้นมา

139

2. ถนอมรากทยี่ ังมีอยูใ่ ห้งอกใหม่ (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวทรงพระนิพนธเ์ ปน็
ภาษาอังกฤษวา่ Nursing the roots so they grow again) ผู้เขยี นใครข่ อถอดรหัสนัยนี้ในเชงิ การ
พฒั นาทรพั ยากรมนุษยแ์ ละองค์การวา่ “ราก” หมายถึง องค์ความรู้ ภมู ิปญั ญา ขีดความสามารถดั้งเดิม
(Competence) ทอี่ งค์กรมีอยู่ เพยี งแต่ทผี่ ่านมาอาจจะขาดการเอาใจใส่ดูแลและพัฒนาส่ิงเหลา่ น้ี
ขึ้นมาเทา่ น้ัน (คลา้ ยๆกับ การทส่ี ังคมไทยเคยมีภมู ิปญั ญาดั้งเดิม แต่ขาดการเหลียวแล เพราะมัวแต่
หลงไหลได้ปลม้ื ไปกับภูมิปญั ญาตะวนั ตก จนในทส่ี ุดภมู ิปญั ญาด้ังเดิมทเี่ ปน็ “รากเหงา้ ” ทแ่ี ทจ้ รงิ ถกู
ละเลย หรอื ถกู ทาลายสูญหายไปอยา่ งน่าเสียดาย)

3. ปกั ชาก่ิงทเี่ หมาะแก่การปกั ชา. (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัว ทรงพระนิพนธเ์ ปน็
ภาษาอังกฤษวา่ Culturing (cutting) the branches) การปักชาก่ิงคือการตัด/นากิ่งทเี่ หมาะสมไป
ปกั ลงในวสั ดุชาเพอ่ื ให้เกิดรากขน้ึ มา เปน็ วธิ กี ารทง่ี า่ ย ได้ผลเรว็ และต้นทนุ ต่า จุดสาคัญจุดหนง่ึ ในทน่ี ี้
คือ การได้มาซงึ่ “ก่ิงทเ่ี หมาะ” แก่การปกั ชา หากจะถอดรหัสนัยนี้ในเชงิ การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์และ
องค์การ ก็อาจตีความได้วา่ “ก่ิงทเ่ี หมาะ” ก็คือ กลมุ่ คนทเี่ ปน็ กลมุ่ “คนดีคนเก่ง”

4. เอาก่ิงดีมาเสียบยอดก่ิงของต้นทไ่ี ม่มีผลให้มีผล. (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว ทรงพระ
นพิ นธเ์ ปน็ ภาษาอังกฤษวา่ Grafting on the other tree.) การเสียบยอดคือการนาเอากิ่งของยอด
พนั ธทุ์ ด่ี ีไปเสียบทาบกับยอดของต้นทไ่ี ม่มีผล โดยมีเปา้ ประสงค์หลกั เพ่อื ให้ได้ผลผลติ จากต้นเดิมทเ่ี รว็
กว่าการเรม่ ิ ปลูกใหม่ หากจะถอดรหัสนัยน้ีในเชงิ การพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ยแ์ ละองค์การ ก็อาจตีความ
ได้ว่า “ก่ิงดี” คือกล่มุ คนทเี่ ปน็ กลุ่ม “คนดีคนเก่ง” ซงึ่ หมายถึงกลมุ่ “ดาวดวงเด่น” และ “กลุม่ ม้างาน” อัน
เปน็ กลุม่ ทเี่ หมาะแก่การขยายพนั ธุ์

5. เอาตามาต่อกิ่งของอีกต้น. (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัวทรงพระนิพนธเ์ ปน็ ภาษาอังกฤษว่า
Bud-grafting on the other tree.) การต่อกิ่งเป็นวธิ กี ารขยายพนั ธุพ์ ืชอีกแบบหนงึ่ โดยเอาตาของ
ต้นไม้ต้นหน่ึงทม่ี ีคณุ ภาพดีไปติดทตี่ ้นหรอื กิ่งของอีกต้นหนงึ่ ซง่ึ เปน็ ชนิดเดียวกันเพอ่ื หวังให้เกิดต้นตอ
หรอื ก่ิงทม่ี ีคุณภาพดีในต้นไม้นั้น หากจะถอดรหัสนัยนี้ในเชงิ การพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ย์และองค์การ ก็
อาจตีความได้วา่ “ตา” หมายถึงแงค่ ิด มุมมอง คณุ ลกั ษณะทด่ี ีของบุคลากรกลมุ่ ทมี่ ีคณุ ภาพ

6. เอาก่ิงมาทาบก่ิง. (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัวทรงพระนิพนธเ์ ปน็ ภาษาอังกฤษวา่
splicing (approach grafting) the branches.) การทาบกิ่ง เปน็ วธิ กี ารขยายพนั ธุท์ ใ่ี ห้ได้ต้นพันธดุ์ ี
ซง่ึ มีลักษณะทางสายพันธุเ์ หมือนต้นแม่วธิ หี นง่ึ โดยก่ิงพันธดุ์ ีจะทาหน้าทเ่ี ปน็ ลาต้นของต้นพืชใหม่ ส่วน
ต้นตอที่นามาทาบติดกับก่ิงของต้นพันธดุ์ ีจะทาหน้าท่ีเปน็ ระบบราก เพอ่ื หาอาหารให้กับต้นพันธดุ์ ี หาก
จะถอดรหัสนัยนี้ในเชงิ การพฒั นาทรพั ยากรมนุษยแ์ ละองค์การ ผู้เขียนมีความเห็นว่าสามารถตีความได้
หลายประการ

> การระดมกลมุ่ คนดีคนเก่งให้มาทางานรว่ มกันในลกั ษณะ Talent Project Team หรอื
Talent Taskforce

> การพัฒนาบุคลากรกลุ่มคนดีคนเก่งทม่ี ีคุณภาพให้เปน็ “วทิ ยากรต้นแบบ”

> การเอาความรู้ เทคนิค ประสบการณ์ของบุคลากรมาแลกเปล่ยี นเรยี นรแู้ บง่ ปนั รว่ มกัน
(Knowledge sharing)

140

7. ตอนก่ิงให้ออกราก. (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวทรงพระนิพนธเ์ ปน็ ภาษาอังกฤษวา่
layering the branches.) การตอนกิ่งคือการทาให้กิ่งหรอื ต้นพชื เกิดรากขณะทีต่ ิดอยู่กับต้นแม่ ทาให้
ได้ต้นพชื ใหม่ ทม่ี ีลักษณะทางสายพนั ธเุ์ หมอื นกับต้นแม่ทกุ ประการ เม่ือถอดรหัสนัยนี้ในเชงิ การพัฒนา
ทรพั ยากรมนษุ ย์และองค์การ ผู้เขียนมีความเห็นว่าสามารถตีความได้ว่า การ “ตอนกิ่งให้ออกราก” คือ
การทอ่ี งค์กรเสรมิ สรา้ ง “กลมุ่ คนดีคนเก่ง” ทเ่ี คย “ถูกบั่นทอนจนสูญเสียขวัญ เสียกาลังใจและความ
มั่นใจ” ให้กลับมามีพลัง มคี วามเขม้ แขง็ มีความม่ันใจทจ่ี ะกลบั มาสรา้ งสรรค์ผลงานทด่ี ีได้อีกครงั้ หนง่ึ

8. รมควนั ต้นทไ่ี ม่มีผลให้ออกผล. (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว ทรงพระนิพนธเ์ ปน็
ภาษาอังกฤษวา่ Smoking the fruitless tree, so that it bears fruit..) การรมควันเปน็ ภมู ิปญั ญา
โบราณ ทกี่ ระทาในชว่ งทใ่ี บมะม่วงสะสมอาหารไวเ้ ต็มทแี่ ลว้ การรมควนั จะเรง่ ให้ใบแก่ของมะม่วงหลดุ
รว่ งก่อนเวลาปรกติ ก่อนทใี่ บจะรว่ ง อาหารทสี่ ะสมทใี่ บจะเคลอื่ นยา้ ยกลบั ไปสะสมทป่ี ลายยอด ทาให้มี
สภาพเหมาะสมแก่การผลติ าดอก นอกจากนี้ยงั พบว่า ในควนั ไฟมีแก๊สเอทลิ ีน (ethylene) ซงึ่ เปน็ สาร
ตัวการสาคัญทกี่ ระตุ้นให้มะม่วงออกดอกอีกด้วย ผู้เขียนใครข่ อถอดรหัสนัยน้ีในเชงิ การพัฒนา
ทรพั ยากรมนษุ ยแ์ ละองค์การวา่ หมายถึง “การบาบดั ฟ้ ืนฟูคนทมี่ ีแววมีศักยภาพได้ฉายแววหรอื เปล่ง
ศักยภาพของตนข้นึ มาอีกครงั้ ”

9. ทา ‘ชวี าณสู งเคราะห์’ (พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัว ทรงพระนิพนธเ์ ปน็ ภาษาอังกฤษว่า
Culturing the cells in a container.) ชวี าณสู งเคราะห์ บา้ งก็ว่าหมายถึงการนาเอาเซลล์ของ
เนื้อเยื่อออกมาเพาะใหม่ บ้างก็วา่ คือการปลกู เน้ือเย่อื บ้างก็หมายถึงการเพาะพันธใุ์ นหลอดแก้ว สรุป
โดยรวม น่าจะหมายถึงการการเพาะเซลล์ทจ่ี ะได้มาซง่ึ พนั ธไุ์ ม้ใหม่ทม่ี ีความแกรง่ กลา้ และให้ดอกออก
ผลได้ดีกว่าเดิม ผู้เขียนใครข่ อถอดรหัสนัยน้ีในเชงิ การพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์และองค์การวา่ หมายถึง
การทอี่ งค์กรรเิ รม่ ิ โครงการบ่มเพาะสรา้ งสรรค์ค่านิยม วัฒนธรรมองค์การใหม่ อนั เปน็ ค่านิยมวัฒนธรรม
ทเ่ี หมาะกับยุคสมัย และจะชว่ ยสรา้ งเสรมิ ความแข็งแกรง่ ให้กับองค์การอยา่ งยัง่ ยืนในอนาคต

หลกั การฟ้ ืนฟูต้นมะม่วงด้วย 9 วธิ กี าร สะทอ้ นให้เห็นถึงหลักคิดแบบ “มนษุ ยน์ ิยม”
(Humanism) และ “มนษุ ยธรรมนิยม” (Humanitarianism) ทใ่ี ห้ความเอาใจใส่ดูแลบุคลากร
ครอบคลุมทุกกลุม่ ไม่ว่าจะเปน็ กลมุ่ คนทม่ี ีผลงานดีหรอื ยงั ไม่มีผลงานชดั เจนก็ตาม ด้วยหลักความคิด
พ้ืนฐานในแงบ่ วกทเ่ี ชอ่ื วา่ คงไม่มีมนษุ ย์คนใดทอ่ี ยากเปน็ คนไม่เก่งไม่ดี มนษุ ยท์ กุ คนล้วนแลว้ แต่อยาก
เปน็ คนดีคนเก่ง และมนุษย์ทกุ คนยอ่ มสามารถพัฒนาฟ้ ืนฟูได้ องค์กรทดี่ ีจงึ ควรมีความมุ่งมั่นทชี่ ดั เจน
ในการเปดิ โอกาสและพฒั นาบุคลากรเพ่อื ดึงเอาความสามารถและความดีงามของบุคลากรออกมา

ผูเ้ ขียน ผศ.ดร.สมบัติ กสุ ุมาวลี | คณะพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ย์ นดิ ้า

141

1. ถอดบทเรยี นผา่ นสื่อแผน่ ดินไทย ตอน “แผ่นดินวกิ ฤต”

วทิ ยากรผู้สอน : วทิ ยากรภายใน /ภายนอก

วตั ถุประสงค์ : 1) เพ่ือให้ผู้เขา้ อบรมได้ชมส่ือเพือ่ สรา้ งแรงบนั ดาลใจ

2) เพื่อสรา้ งแรงบันดาลใจและตระหนักในการทาหลักกสิกรรมธรรมชาติ

เวลาสอน : 15.30 – 16.30 น. จานวน 1 ชว่ั โมง

รูปแบบการสอน : ชมสื่อสรา้ งแรงบันดาลใจ

ขอบเขตเนื้อหาวชิ าทสี่ อน : คลิปวดี ีทศั น์ แผ่นดินไท ตอนที่ 1 แผ่นดินวกิ ฤติ

ผลการเรยี นรขู้ องผู้เขา้ รว่ มการอบรม :
เม่ือทนุ นิยมเติบโตอย่างไรข้ อบเขต ความโลภครอบงาโลกไปทกุ หัวระแหง มนษุ ย์ตักตวงเอา

ความร่ารวยจากโลกเกินพอดี จงึ เกิดภาวะวกิ ฤติขน้ึ ท่วั แผ่นดินโลก รวมถึงแผ่นดินไทย ที่ประสบภัย
พิบัติทเ่ี กิดข้ึน ส่งผลให้เกิดวกิ ฤติทางด้านสิ่งแวดล้อม วกิ ฤติด้านสังคม วกิ ฤติด้านเศรษฐกิจ และวกิ ฤติ
ด้านการเมือง หนทางใดที่จะแก้วกิ ฤติแผ่นดิน

ภัยพิบตั ิของธรรมชาติทเี่ กิดขนึ้ จากสภาพดิน ฟ้า อากาศ การทาการเกษตรขาดทุน ขาดแคลน
นา้ พ้นื ทแี่ ห้งแล้งไม่มีทที่ ากิน และภาวะขาดแคลนส่งผลให้แรงงานจากชนบท เดินทางสู่เมืองหลวงเพ่ือ
หางานทาแยง่ ชงิ การทางาน อาหารเพือ่ ความอยูร่ อด แรงงานจากชนบทเปน็ เพียงเปน็ แรงงานรบั จา้ ง
ทนุ มนษุ ยข์ องนายจา้ ง แรงงานชนบทไรภ้ มู ิค้มุ กันของสังคม ขาดความมั่นคงในชวี ติ จนกลายเป็นภาวะ
ของความยากจนทแี่ ทจ้ รงิ

วกิ ฤติด้านเศรษฐกิจ ส่งผลให้โรงงานขนาดใหญ่ ทม่ี ีแรงงานกวา่ 4,000 คน ต้องปดิ โรงงาน
แรงงานกวา่ 4,000 คน ต้องตกงาน แรงงานผู้หญิงทสี่ ูงอายุไม่สามารถไปหางานทาทอ่ี ่ืนได้ แรงงาน
ไม่ได้รบั เงนิ ชดเชยรายได้ ขาดความมั่นคงในชวี ติ

หนทางทจี่ ะแก้วกิ ฤติแผ่นดิน คือ ยึดการดาเนินชวี ติ ตามแนวหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง

แผ่นดินไท ตอนท่ี 2 ชะตากรรมเกษตรเชงิ เดี่ยว (Rip From DVD)

142

2. ถอดบทเรยี น ประสบการณ์กับปราชญ์ชาวบา้ น “วถิ ีภูมปิ ัญญาไทยกับการ
พ่ึงตนเอง”

วทิ ยากรผู้สอน : วทิ ยากรภายใน /ภายนอก

วตั ถุประสงค์ : 1) เพ่อื ให้ผูเ้ ข้าอบรมได้เรยี นรจู้ ากผู้ทปี่ ฏิบัติจรงิ จนเป็นทย่ี อมรบั

2) เพอ่ื สรา้ งแรงบันดาลใจในการประยุกต์ศาสตรพ์ ระราชาสู่การปฏิบตั ิจนเปน็ ทยี่ อมรบั

เวลาสอน : 15.30.00 – 16.30 น. จานวน 1 ชวั่ โมง

รูปแบบการสอน : การบรรยายสรา้ งแรงบนั ดาลใจ

ขอบเขตเนื้อหาวชิ าทส่ี อน :
นายเลี่ยม บุตรจนั ทา หรอื พ่อเลีย่ ม ถือเปน็ ผู้รดู้ ้านเกษตรทคี่ นทวั่ ไปรจู้ กั กันดีทีส่ ุดคนหนงึ่ พื้น

เพเปน็ คนชาวอีสาน จงั หวดั บุรรี มั ย์ อาชพี แต่เดิม ปลูกอ้อย และมันสาปะหลงั และทามานานต้ังแต่เด็ก
หรอื ต้ังแต่รนุ่ พอ่ -แม่ จนครอบครวั มีหน้ีสินพอกพูน เนื่องจากเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียงปลี ะ 1 ครงั้
(เกษตรเชงิ เดี่ยว) แต่ค่าใชจ้ า่ ยมีอยู่ทกุ วนั จนทะเลาะกับสมาชกิ ในครอบครวั เนื่องจากปญั หาหนี้สิน
สุดทา้ ยก็หาทางออกด้วยการกินเหลา้ เพราะความกลดั กล้มุ จนติดเป็นนิสัย

จนเม่ือปี 2529 จากการทพ่ี อ่ เล่ยี มมีวถิ ีชวี ติ ไม่ต่างไปจากเกษตรกรไทยส่วนใหญท่ ปี่ ลูกพชื
เชงิ เด่ียวอยา่ งมันสาปะหลัง อ้อย ทกุ ปจี นต้องประสบปญั หาหน้ีสิน ค่าปุย๋ ค่ายา และหน้ีเงนิ กู้ทพ่ี อกพนู
รวมถึงการติดเหล้า จงึ ได้ตัดสินใจขายทดี่ ินในจงั หวัดบุรรี มั ย์ เพอื่ นาเงนิ ไปใชห้ น้ีทงั้ หมด เหลือเงนิ จาก
การใชห้ นี้จานวน 1 แสนบาท จงึ อพยพถ่ินฐานพรอ้ มภรรยา และลกู อีก 1 คน มาอยูอ่ าเภอสนามชยั เขต
จงั หวัดฉะเชงิ เทรา และซอื้ ทด่ี ิน 1 แปลง จานวน 50 ไร่ พรอ้ มแผ้วถางปา่ จนเปน็ พื้นทโ่ี ลง่ โดยประกาศ
จะไม่ปลูกมัน และอ้อย อีกต่อไป

แต่สุดทา้ ยค่ชู วี ติ ภรรยาก็ชกั ชวนปลูกขา้ วโพดเพราะเห็นเกษตรกรรายอื่น ๆ ทาแลว้ ได้กาไรดี
จงึ นาเงนิ ทเี่ หลอื มาลงทนุ แต่ก็ขายได้ปลี ะ 1 ครงั้ เหมือนเดิม จากนั้นก็นาเงนิ ทไี่ ด้ไปใชจ้ า่ ยเพ่อื ให้ครบปี
สุดทา้ ยก็กลายเปน็ หน้ีสินอีกเชน่ เดิม และปี 2536 ยอดหนี้ก็เพม่ิ จานวนมหาศาล สุดทา้ ยก็กินเหลา้
และเมาเหมือนเดิม

จากน้ันปี 2539 พ่อเลย่ี ม ได้ตัดสินใจออกเรยี นรเู้ ขา้ รว่ มการฝึกอบรมและศึกษาจากวทิ ยากร
หลายทา่ น มีการพูดถึงชาวนา ชาวไรว่ ่าโง่ และได้อธบิ ายว่าโงอ่ ยา่ งไร จงึ ได้เขา้ ใจ เพราะสิ่งทเี่ ขาวา่ โงน่ ้ัน
คือตัวเรา นอกจากนี้ยงั ได้พูดถึงศาสตรพ์ ระราชา และปรชั ญาของพระเจา้ อยูห่ ัวรชั กาลท่ี 9 ด้วยการ
พ่งึ พาตนเอง โดยวทิ ยากรเหลา่ น้ัน ได้แนะนาให้เรม่ ิ จากทาบัญชคี รวั เรอื น และเมื่อส้ินปี มาดูจงึ รูว้ า่
รายจา่ ยทจี่ า่ ยไป เราสามารถทาเองได้ สาคัญกว่าน้ัน เสียเงนิ ไปกับการซอื้ เหลา้ และเลน่ การพนัน

ดังน้ันในปี 2540 จงึ ประกาศเปน็ วาระครอบครวั ว่าจะไม่ปลกู อะไร เพอ่ื นาไปขายอีกแลว้ แต่จะ
ปลูกส่ิงทเ่ี รากิน ทง้ั ขา้ ว พชื ผัก และผลไม้ต่าง ๆ รวมถงึ ได้ไปฟัง ดร.สุเมธ ตันติเวชกลุ เลขาธกิ าร มูลนิธิ
ชยั พัฒนา และพ่อใหญ่วบิ ูลย์ เขม็ เฉลมิ ปราชญ์ชาวบา้ นจงั หวดั ฉะเชงิ เทรา พูดถึงเรอ่ ื งปา่ 3 อยา่ ง
ประโยชน์ 4 อย่าง ทส่ี รา้ งประโยชน์และคณุ ค่ามหาศาล

จงึ ได้เรม่ ิ ปลูกปา่ ตั้งแต่ปี 2542 ทงั้ ไม้กินผล ไม้ยนื ต้น และไม้ใชส้ อยต่าง ๆ ผสมกับพชื ผัก
หลากหลายชนิด ปจั จุบนั มีเนื้อทป่ี า่ ประมาณ 13 ไร่ มีทกุ อย่างทเี่ ราอยากกิน ทาให้ไม่ต้องซอ้ื อะไร


Click to View FlipBook Version