The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับประมวลกฎหมายที่ดิน(เฉพาะหมวด๔การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หมวด๕ การรังวัดที่ดิน และหมวด๖การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by surapol_nak, 2023-02-08 08:38:01

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับประมวลกฎหมายที่ดิน(เฉพาะหมวด๔การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หมวด๕ การรังวัดที่ดิน และหมวด๖การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม)

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับประมวลกฎหมายที่ดิน(เฉพาะหมวด๔การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หมวด๕ การรังวัดที่ดิน และหมวด๖การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม)

๔๖ แมตอมาเม ื่อโรงเรียนนํา ส.ค. ๑ ไปขอออก น.ส. ๓ ก. โดยมีการบันทึกไววาไดมาโดยราษฎรอุทิศให การบันทึกคร ั้ งหลังนี้ก็มีน้ําหนักนอยกวา เพราะเวลาไดผานพนเหตุการณเปนเวลาถึงสี่สิบป ประกอบกับพยานบุคคลผูสูงอายุใหถอยคํายืนยันวาที่ดินพิพาทเปนท ี่ ของวัด รวมท ั้ งเหตุผลท ี่ โรงเรียนเคยช ี้ แจงแกหัวหนาการประถมศึกษาอําเภอวาที่ดินแปลงพิพาทเปนท ี่ ธรณีสงฆจึงฟงเปน ที่ยุติวาที่ดินแปลงพิพาทเปนท ี่ ธรณีสงฆตามมาตรา ๖ แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครอง คณะสงฆร.ศ. ๑๒๑ ซึ่งตามมาตรา ๗ แหงพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันกําหนดหามโอน หากจะ โอนกรรมสิทธิ์ก็แตโดยตราเปนพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาแลวแตกรณีตามมาตรา ๓๔ แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆพ.ศ. ๒๕๐๕ เม ื่อไมปรากฏวามีการโอนใหแกโรงเรียนตามวิธีการท ี่ กําหนดไวในกฎหมาย ที่ดินดังกลาวจึงยังเปนท ี่ ธรณีสงฆอยูการท ี่โรงเรียนนําท ี่ ธรณีสงฆไปออก น.ส. ๓ ก.จึงไมชอบดวยกฎหมาย แตเม ื่ อนํามาออกเปนหนังสือสําคัญสําหรับท ี่ หลวง (น.ส.ล.) แลว น.ส. ๓ ก. ซึ่งเปนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเดิมเปนอันยกเลิกไปตามมาตรา ๕๙ เบญจ แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแกไขเพิ่ มเติมโดยประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับท ี่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ สวน น.ส.ล. ที่กรมที่ดินไดออกโดยอาศัยหนังสือรับรองการทําประโยชนที่ไมชอบดวยกฎหมายการออก น.ส.ล. ดังกลาวจึงเปนการกระทําท ี่ไมชอบดวยกฎหมายเชนกัน คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๑๗๐/๒๕๔๙ เม ื่ อกรณีฟงเปนที่ยุติวาที่ดินพิพาทอยูในพื้ นที่ที่กันไวสําหรับเปนทางหลวงอันเปน สาธารณสมบัติของแผนดินสําหรับประชาชนใชรวมกันตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) แหงประมวล กฎหมายแพงและพาณิชยการครอบครองและการออกหนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส. ๓) ที่ดินดังกลาวจึงไมชอบตามขอ ๓ ของกฎกระทรวง ฉบับท ี่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความใน พระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่บังคับใชอยูในขณะนั้น ดังนั้น การ ครอบครองที่ดินพิพาทจึงเปนการครอบครองท ี่ไมชอบดวยกฎหมายมาโดยตลอด และการท ี่ เจาพนักงานที่ดิน (ผูถูกฟองคดีที่ ๑) ออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยหลักฐานการรับรองการทําประโยชน ที่ออกโดยไมชอบดวยกฎหมายดังกลาวจึงเปนการออกโฉนดที่ดินท ี่ไมชอบดวยมาตรา ๕๙ วรรคหนึ่ง แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับขอ ๑๔ (๑) ของกฎกระทรวง ฉบับท ี่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออก ตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ คําวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขที่ ๒๓/๒๕๔๒ การท ี่ ราษฎรเขาครอบครองทําประโยชนในที่ดินในเขตทรงสงวนโดยมิไดรับ อนุญาตจากกองทัพเรือ และนําที่ดินท ี่ตนครอบครองไปขอออกโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมาย สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๔๗ ที่ดินนั้น เม ื่ อพิจารณาพระบรมราชโองการในปพ.ศ. ๒๔๖๕ แลวจะเห็นไดวาการท ี่ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักด ิ์ ทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตใหกองทัพเรือมีอํานาจอนุญาตใหราษฎรเขา จับจองที่ดินในเขตทรงสงวนไดนั้น ไมไดประสงคที่จะใหเปนกรณียกเวนไมตองดําเนินการตาม กฎหมายที่ดินแตอยางใด ผูที่ไดรับอนุญาตใหจับจองที่ดินยังคงตองปฏิบัติตามหลักเกณฑและ วิธีการที่กําหนดไวในกฎหมายที่ดินจึงจะไดสิทธิในที่ดินโดยชอบดวยกฎหมาย สวนการ เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑและวิธีการจับจองที่ดินที่กําหนดไวตามกฎหมายที่ดิน ก็ไมมีผลเปนการ ยกเลิกอํานาจหนาท ี่ ของกองทัพเรือในการพิจารณาอนุญาตใหราษฎรจับจองที่ดินในเขตทรงสงวน เม ื่ อกองทัพเรือไดอนุญาตใหราษฎรเขาจับจองที่ดิน และผูไดรับอนุญาตใหเขาจับจองที่ดินปฏิบัติ ตามบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายที่ดินแลว จึงจะไดสิทธิในที่ดินดังกลาวการครอบครองที่ดิน ในเขตทรงสงวนโดยมิไดรับอนุญาตจากกองทัพเรือและนําที่ดินท ี่ครอบครองไปขอออกโฉนดที่ดิน ตามประมวลกฎหมายที่ดิน เจาพนักงานที่ดินยอมไมอาจออกโฉนดที่ดินใหได คําวินิจฉัยกรณีอื่นๆ ที่นาสนใจ คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๗๔๘/๒๕๔๘ การท ี่ เจาพนักงานที่ดินมีคําส ั่งไมออกโฉนดที่ดินใหแกผูฟองคดีโดยใหเหตุผลวา หลักฐานการแจงความประสงคจะไดสิทธิในที่ดิน (ส.ค. ๒) ตามมาตรา ๒๗ ตรีแหงประมวล กฎหมายที่ดินที่ผูฟองคดีนํามาใชเปนหลักฐานในการขอออกโฉนดที่ดิน ไมสามารถใชเปน หลักฐานในการขอออกโฉนดที่ดินไดเพราะผูแจงการครอบครอง (ส.ค. ๒) ไดแจงการครอบครอง ที่ดินสวนท ี่ไมไดครอบครองทําประโยชนดวย และตอมามีผูแยงการครอบครองจากผูแจง ส.ค. ๒ และนํามาโอนใหผูฟองคดีซึ่งการแยงการครอบครองไมถือวาเปนการครอบครองตอเน ื่ องตามนัย มาตรา ๕๙ ทวิแหงประมวลกฎหมายที่ดิน ผูฟองคดีซึ่งรับโอนที่ดินมาจากบุคคลดังกลาวยอมไมมี สิทธิขอออกโฉนดที่ดิน นั้น คําส ั่ งดังกลาวยอมกระทบตอสิทธิและหนาท ี่ ของผูฟองคดีแลว จึงเปน คําส ั่งทางปกครองตามนัยมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผูฟองคดีนําขอพิพาทมาฟองตอศาลปกครองจึงเปนคดีพิพาทเก ี่ ยวกับการท ี่ เจาหนาท ี่ ของรัฐ ออกคําส ั่งโดยไมชอบดวยกฎหมายตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งผูฟองคดียอมเปนผูไดรับความเดือดรอน สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๔๘ หรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเล ี่ยงไดตามนัยมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงเปนผูมีสิทธิฟองคดีตอศาลปกครอง คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๒๙๓/๒๕๓๕ การออกหนังสือรับรองการทําประโยชนเฉพาะราย นอกจากจะเขาหลักเกณฑที่ กําหนดไวในประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๕๘ ทวิ (๓) แลว ยังตองเปนไปตามระเบียบท ี่ คณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติกําหนดดวยซึ่งระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติฉบับท ี่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๕) หมวด ๔ เร ื่ องการขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนเฉพาะราย โดยมิไดแจงการครอบครองกําหนดไวในขอ ๙ วา “การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทํา ประโยชนใหแกผูครอบครองและทําประโยชนในที่ดินเฉพาะราย โดยมิไดแจงการครอบครองที่ดิน ตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ จะตองอยูภายใต หลักเกณฑและตองไดรับอนุมัติจากผูวาราชการจังหวัดเปนการเฉพาะราย” ดังนั้น ที่ดินซ ึ่งโจทก เขาจับจองครอบครองหลังจากท ี่ประกาศใชประมวลกฎหมายที่ดินแลวจึงเปนที่ดินท ี่ไมอาจจะแจง การครอบครองไดตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และผูวาราชการจังหวัดไดมีหนังสือใหโจทกออกจากที่พิพาท อันแสดงใหเห็นวาไมมีการอนุมัติให ออกหนังสือรับรองการทําประโยชนเฉพาะรายสําหรับที่ดินพิพาท จึงไมอยูในหลักเกณฑที่ระเบียบ คณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติกําหนดท ี่ จะออกหนังสือรับรองการทําประโยชนได คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๖๑๙๓/๒๕๔๐ การออกหนังสือรับรองการทําประโยชนในที่ดินที่ตั้งอยูบนเกาะยอมตกอยูภายใต บังคับของกฎกระทรวง ฉบับท ี่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) คือ ตองมีหลักฐานการแจงการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) มีใบจอง ใบเหยียบย่ํา หนังสือรับรองการทําประโยชนโฉนดตราจอง ตราจองท ี่ ตราวา “ไดทําประโยชนแลว” อยางใดอยางหน ึ่ งมาแสดง หรือตองเปนผูมีสิทธิตามกฎหมายวาดวยการ จัดที่ดินเพ ื่ อการครองชีพ หรือที่ดินท ี่ คณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติไดอนุมัติใหจัดแกประชาชน หรือที่ดินซ ึ่งไดจัดหาผลประโยชนตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน โดย คณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติไดอนุมัติแลว หากมิไดมีหลักฐานดังกลาวหรือมิไดเปนผูมีสิทธิในที่ดิน ตามท ี่ กฎหมายกําหนดไวดังกลาว แมจะไดครอบครองทําประโยชนสืบตอกันมาต ั้ งแตกอน พระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ประกาศใชและมิไดแจงการครอบครอง ที่ดินตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ก็ไมมีสิทธิขอ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๔๙ ออกหนังสือรับรองการทําประโยชนเปนการเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ ทวิแหงประมวลกฎหมาย ที่ดิน คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๒๑๒๗/๒๕๔๒ เม ื่ อมีการประกาศกําหนดทองท ี่ และวันเร ิ่ มตนของการเดินสํารวจเพ ื่อออกโฉนด ที่ดิน ผูที่ครอบครองและทําประโยชนในที่ดินโดยมิไดแจงการครอบครองตามมาตรา ๕ แหง พระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ไดไปพบพนักงานเจาหนาท ี่ เพ ื่ อนํา สํารวจรังวัดออกโฉนดที่ดินแลว แตพนักงานเจาหนาท ี่ใหรออยูกอน คร ั้ นเม ื่อไปพบตามกําหนดก็ ไดรับแจงวาหมดโครงการเดินสํารวจแลว เหตุขัดของซ ึ่ งทําใหไมมีการสํารวจรังวัดที่ดินพิพาท ตาม วัน เวลาท ี่ พนักงานเจาหนาที่ปดประกาศจึงมิใชเปนความผิดของผูครอบครองการนําเจาพนักงาน ที่ดินไปทําการรังวัดที่ดินพิพาทเพ ื่อขอออกโฉนดที่ดินยอมถือไดวาประสงคจะไดสิทธิในที่ดินพิพาท และเปนผูปฏิบัติตามมาตรา ๒๗ ตรีแหงประมวลกฎหมายที่ดิน เปนกรณีผูตกคางการแจง การครอบครอง ซึ่งสามารถขอออกโฉนดที่ดินเปนการเฉพาะรายไดตามมาตรา ๕๙ ทวิวรรคหนึ่ง แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เม ื่ อมีการดําเนินการออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยมิไดแจงการครอบครองตาม หลักเกณฑและวิธีการท ี่ กฎหมายกําหนด โดยพนักงานเจาหนาท ี่ไดทําการรังวัดตรวจสอบ รายละเอียดและดําเนินการตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติแลวกรมที่ดินยอมไม อาจปฏิเสธการออกโฉนดที่ดินเพียงเพ ื่อใหผูประสงคขอออกโฉนดที่ดินดําเนินการขอเอกสารสิทธิใน ที่ดินพิพาทตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพ ื่ อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ เน ื่ องจากผูนั้นมีสิทธิ ดําเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินได คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๘๑๑๓/๒๕๔๖ ตามพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๕ บัญญัติ รับรองถึงสิทธิของผูครอบครองและทําประโยชนในที่ดินอยูกอนวันท ี่ประมวลกฎหมายที่ดิน ใชบังคับ ดังนั้น สิทธิในที่ดินที่บุคคลมีอยูตามประมวลกฏหมายที่ดิน จึงหมายรวมถึงสิทธิครอบครอง ตามแบบแจงการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ดวย เมื่อ พ. ไดขายที่ดินพิพาทซ ึ่งเปนที่ดินที่มีสิทธิ ครอบครองใหแกจําเลย และจําเลยไดเขาครอบครองทําประโยชนโดยทําเปนสวนผลไมแสดงให เห็นวา พ. ไดสละสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและโอนที่ดินพิพาทโดยการสงมอบการครอบครอง ใหแกจําเลยจําเลยรับโอนมาโดยชอบ จึงเปนผูมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมาย ที่ดิน มาตรา ๕๙ วรรคสอง สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพ ื่ อเกษตรกรรม (โจทก) จึงไมมีสิทธิในที่ดิน สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๕๐ พิพาทและไมมีอํานาจนําที่ดินพิพาทมาใชในการปฏิรูปที่ดินเพ ื่ อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติ การปฏิรูปที่ดินเพ ื่ อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๖ (๔ ) แตอยางใด คําวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขที่ ๑๓๑/๒๕๔๒ การที่ผูมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส. ๓) จะ ขอใหเปลี่ยนแปลงเอกสารสิทธิจากหนังสือรับรองการทําประโยชนดังกลาวเปนหนังสือรับรองการทํา ประโยชน (น.ส. ๓ ก.) จะตองมีคําขอเปนหนังสือตอเจาพนักงานที่ดินเพ ื่อใหดําเนินการใหหากไมมี คําขอรองรับการพิจารณาการกระทําทางปกครองของเจาหนาท ี่ ของรัฐ เจาหนาท ี่ ของรัฐยอมไมมี หนาที่ที่จะตองพิจารณาส ั่งการในทางปกครองเพื่ อแกไขเปลี่ยนแปลงเอกสารสิทธิให สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๕๑ มาตรา ๖๐ ในการออกโฉนดที่ดินตามความในมาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๙ ถามี ผูโตแยงสิทธิกัน ใหพนักงานเจาหนาท ี่ หรือเจาพนักงานที่ดิน แลวแตกรณีมีอํานาจทําการสอบสวน เปรียบเทียบ ถาตกลงกันก็ใหดําเนินการตามความตกลงนั้น แตถาไมตกลงกัน ใหพนักงาน เจาหนาท ี่ หรือเจาพนักงานที่ดินเสนอเร ื่ องพรอมท ั้ งความเห็นไปยังผูวาราชการจังหวัด เพื่อ พิจารณาส ั่ งการ เม ื่ อผูวาราชการจังหวัดส ั่งประการใดแลว ใหแจงแกคูกรณีทราบ และใหฝายท ี่ ไมพอใจไปดําเนินการฟองหรือรองตอศาลภายในกําหนดหกสิบวันนับแตวันทราบคําสั่ง ในกรณีที่ไดฟองหรือรองตอศาลแลว ใหรอเร ื่องไวจนกวาศาลจะพิพากษาหรือ มีคําส ั่งประการใด จึงใหดําเนินการไปตามกรณีถาไมฟองหรือรองภายในกําหนด ก็ใหดําเนินการ ไปตามที่ผูวาราชการจังหวัดสั่ง (ความในมาตรา ๖๐ เดิมถูกยกเลิกโดยมาตรา ๑๐ แหงพระราชบัญญัติแกไข เพ ิ่ มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับท ี่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ และใหใชความตอไปนี้ แทน) มาตรา ๖๐ ในการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนถามี ผูโตแยงสิทธิกัน ใหพนักงานเจาหนาท ี่ หรือเจาพนักงานที่ดิน แลวแตกรณีมีอํานาจทําการ สอบสวนเปรียบเทียบ ถาตกลงกันไดก็ใหดําเนินการไปตามที่ ตกลง หากตกลงกันไมไดให เจาพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจาพนักงานที่ดินจังหวัดสาขามีอํานาจพิจารณาส ั่งการไป ตามที่เห็นสมควร เม ื่ อเจาพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจาพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาส ั่งประการ ใดแลวใหแจงเปนหนังสือตอคูกรณีเพ ื่ อทราบ และใหฝายท ี่ไมพอใจไปดําเนินการฟองตอ ศาลภายในกําหนดหกสิบวันนับแตวันทราบคําสั่ง ในกรณีที่ไดฟองตอศาลแลว ใหรอเร ื่องไวเม ื่อศาลไดพิพากษาหรือ มีคําส ั่ งถึงที่สุดประการใด จึงใหดําเนินการไปตามกรณีถาไมฟองภายในกําหนด ก็ให ดําเนินการไปตามที่ เจาพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจาพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาสั่ง แลวแตกรณี ประเด็นปญหา ในกรณีที่กรมปาไม (เดิม) คัดคานวา การออกโฉนดที่ดินหรือ หนังสือรับรองการทําประโยชนทับที่ดินในเขตปาสงวนแหงชาติเจาพนักงานที่ดินหรือพนักงาน สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๕๒ เจาหนาท ี่ จะมีอํานาจในการสอบสวนเปรียบเทียบและส ั่ งการตามมาตรา ๖๐ แหงประมวล กฎหมายที่ดินหรือไม มีคําวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการรางกฎหมาย) ดังน ี้ ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาท ี่ ๑๔๒/๒๕๓๓ ตามท ี่ มาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง แหงประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติวา “ในการออก โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนถามีผูโตแยงสิทธิกัน ใหพนักงานเจาหนาท ี่ หรือ เจาพนักงานที่ดินมีอํานาจทําการสอบสวนเปรียบเทียบ ฯลฯ ” นั้น มาตราดังกลาวใชในกรณีการ ขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเทานั้น ซึ่งหมายความวา มาตรา ๖๐ จะตองใชกับที่ดินท ี่ สามารถ ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนไดและการท ี่ มาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง ไดบัญญัติ วา “ถามีผูโตแยงสิทธิกัน” ก็หมายความวา มีการโตแยงสิทธิกันระหวางบุคคลสองฝายซ ึ่ งตางอาง วาตนมีสิทธิในที่ดินนั้น และอาจขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินน ั้นไดกรณีที่กรมปาไมคัดคาน การขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตปาสงวนแหงชาติไมถือวาเปนการโตแยงสิทธิกัน เพราะในเขตปาสงวนแหงชาติผูใดจะมีกรรมสิทธ ิ์ หรือสิทธิครอบครองที่ดินไมไดและที่ดินในเขต ปาสงวนแหงชาติก็ไมอาจออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได ดังนั้น พนักงานเจาหนาท ี่ หรือ เจาพนักงานที่ดินจึงใชอํานาจตามมาตรา ๖๐ ทําการสอบสวนเปรียบเทียบในกรณีที่มีการพิพาท ระหวางเจาหนาท ี่ ของรัฐ (เจาหนาที่ปาไม) กับเอกชนท ี่ขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทํา ประโยชนในเขตปาสงวนแหงชาติไมได ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาท ี่ ๖๙๐/๒๕๓๘ การสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมายที่ดินจะตองใชกับ ที่ดินท ี่สามารถออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนไดและการท ี่ มาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง ไดบัญญัติวา “ถามีผูโตแยงสิทธิกัน” หมายความวาเปนการโตแยงสิทธิกันระหวางบุคคลสองฝาย ซึ่งตางอางวาตนมีสิทธิในที่ดินน ั้ นและอาจออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินน ั้นไดแตการท ี่กรมปาไม คัดคานการขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตปาสงวนแหงชาตินั้น ไมถือวาเปนการโตแยง สิทธิกัน เพราะในเขตปาสงวนแหงชาติผูใดจะมีกรรมสิทธ ิ์ หรือสิทธิครองครองที่ดินไมไดและที่ดิน ในเขตปาสงวนแหงชาติก็ไมอาจออกหนังสือสําคัญแสดงสิทธิในที่ดินไดสําหรับกรณีการออกโฉนด ที่ดินในเขตอุทยานแหงชาติเขตรักษาพันธุสัตวปา เขตปาไมตามมติคณะรัฐมนตรีหรือที่ดินของรัฐ ประเภทอื่น (สาธารณสมบัติของแผนดิน) คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการรางกฎหมาย คณะ ที่ ๗) เห็นวา ที่ดินดังกลาวน ั้ นตางก็เปนสาธารณสมบัติของแผนดินตามมาตรา ๑๓๐๔ แหงประมวล กฎหมายแพงและพาณิชยเชนเดียวกับที่ดินในเขตปาสงวนแหงชาติซึ่งจะโอนไดโดยอาศัยอํานาจ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๕๓ ตามกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา นอกจากนั้น ที่ดินในเขตปาสงวนแหงชาติเขตอุทยาน แหงชาติเขตรักษาพันธุสัตวปาและเขตปาไมตามมติคณะรัฐมนตรียังเขาลักษณะเปนที่ดินที่หาม มิใหออกโฉนดที่ดินตามขอ ๑๔ (๕) ของกฎกระทรวง ฉบับท ี่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความใน พระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ อีกดวย ดังนั้น พนักงานเจาหนาท ี่ หรือ เจาพนักงานที่ดินจึงใชอํานาจตามมาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมายที่ดินทําการสอบสวน เปรียบเทียบในกรณีการออกโฉนดที่ดินในเขตปาสงวนแหงชาติเขตอุทยานแหงชาติเขตรกษาพันธั ุ สัตวปา เขตปาไมตามมติคณะรัฐมนตรีหรือที่ดินของรัฐท ี่เปนสาธารณสมบัติของแผนดินไมได ประเด็นปญหา ตามท ี่ มาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง แหงประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติวา ในการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนถามีผูโตแยงสิทธิกัน ให พนักงานเจาหนาท ี่ หรือเจาพนักงานที่ดิน แลวแตกรณีมีอํานาจทําการสอบสวนเปรยบเทียบี ถาตกลง กันไดก็ใหดําเนินการไปตามที่ ตกลง หากตกลงกันไมไดใหเจาพนักงานที่ดินจังหวัดหรือ เจาพนักงานที่ดินจังหวัดสาขามีอํานาจพิจารณาส ั่งการไปตามที่ เห็นสมควร นั้น การดําเนินการ ดังกลาวควรเปนอยางไร มีคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ดังน ี้ คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๔๐/๒๕๔๗ เม ื่ อมีกรณีการขอออกหนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส. ๓ ก.) โดยอาศัย หลักฐานแบบแจงการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ซึ่งมีปญหาวาอาจไมชอบดวยกฎหมายเพราะ ผูแจงการครอบครองไมไดครอบครองและทําประโยชนในที่ดินอยูกอนวันท ี่ประมวลกฎหมายที่ดิน ใชบังคับ เจาพนักงานที่ดินจะตองตรวจสอบใหแนชัดวาที่ดินท ี่ ขอออก น.ส. ๓ ก. เปนที่ดินแปลง เดียวกับที่ดินตาม ส.ค. ๑ นั้น หรือไม ผูแจงการครอบครองไดครอบครองและทําประโยชนในที่ดิน อยูกอนวันท ี่ประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับหรือไม และเปนที่ดินท ี่สามารถออกโฉนดที่ดินได หรือไม หากปรากฏวาเปนที่ดินแปลงเดียวกัน แตแจงการครอบครองโดยไมชอบดวยกฎหมาย ยอมเปนที่ดินท ี่ไมสามารถออก น.ส. ๓ ก. ไดตามขอ ๕ ของกฎกระทรวง ฉบับท ี่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งจะตองดําเนินการ จําหนาย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดิน ตามคําส ั่ งกรมที่ดิน ที่ ๒๓/๒๕๑๓ เร ื่ อง จําหนาย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดิน ลงวันท ี่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๑๓ โดย เจาพนักงานที่ดินจะตองรายงานใหผูวาราชการจังหวัดพิจารณามีคําส ั่ งตอไป สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๕๔ ตามท ี่ มาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง แหงประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติวา ในการออก โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนถามีผูโตแยงสิทธิกันใหพนักงานเจาหนาท ี่ หรือ เจาพนักงานที่ดิน แลวแตกรณีมีอํานาจทําการสอบสวนเปรียบเทียบ ถาตกลงกันไดก็ให ดําเนินการไปตามที่ ตกลง หากตกลงกันไมไดใหเจาพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจาพนักงานที่ดิน จังหวัดสาขามีอํานาจพิจารณาส ั่งการไปตามที่ เห็นสมควร หมายความวาพนักงานเจาหนาท ี่ หรือ เจาพนักงานที่ดินจะตองทําการสอบสวนท ั้ งผูขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชน และผูโตแยงคัดคาน แลวนําพยานหลักฐานของท ั้งสองฝายท ี่ไดจากการสอบสวนมาเปรียบเทียบ กันวา พยานหลักฐานของฝายใดจะมีน้ําหนักนาเช ื่ อถือมากกวากัน แลวจึงมีอํานาจส ั่งการไป ตามท ี่ เห็นสมควร คือส ั่งการไปตามพยานหลักฐานท ี่เปรียบเทียบไดโดยอาจจะสั่งใหออกหรือ ไมออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนทั้งหมดหรือบางสวนก็ไดแลวแตกรณี การท ี่ เจาพนักงานที่ดินเห็นวา ที่ดินที่นํามาขอออก น.ส. ๓ ก. เปนที่ดินท ี่ แจงการ ครอบครองไมชอบดวยกฎหมายและตองจําหนาย ส.ค. ๑ แตไมไดดําเนินการตามคําส ั่ งกรมที่ดิน ที่ ๒๓/๒๕๑๓ กลับดําเนินการประกาศการออก น.ส. ๓ ก. และเม ื่ อมีผูคัดคานก็ไดอาศัยอํานาจ ตามมาตรา ๖๐ วรรคหนึ่งแหงประมวลกฎหมายที่ดินมีคําส ั่งไมดําเนินการออก น.ส. ๓ ก. ใหผูฟองคดี เพราะหลักฐาน ส.ค. ๑ ไมชอบดวยกฎหมาย โดยไมปรากฏวาไดสอบสวนพยานหลักฐานของ ผูคัดคานหรือไม คําส ั่ งดังกลาวจึงมิใชคําส ั่งสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน แตเปนเพียงการส ั่ งการตามหนาที่ทั่วไป ซึ่งไมถูกตองตามกฎหมายและ กฎกระทรวงท ี่ เก ี่ ยวของ รวมท ั้งไมถูกตองตามข ั้ นตอน หรือวิธีการอันเปนสาระสําคัญที่กําหนดไว สําหรับการกระทํานั้น ประเด็นปญหา คําส ั่ งของเจาพนักงานที่ดินหรือพนักงานเจาหนาที่ที่สั่งการใน การสอบสวนเปรียบเทียบการขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนตามมาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมายที่ดินเปน “คําส ั่งทางปกครอง” หรือไมและระยะเวลาการฟองคดีโตแยง คําส ั่ งดังกลาวควรเปนอยางไร มีคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ดังน ี้ คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๖๐๖/๒๕๔๕ (ประชุมใหญ) การท ี่ เจาพนักงานที่ดินซ ึ่งเปนเจาหนาท ี่ ของรัฐไดอาศัยอํานาจตามมาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมายที่ดินอันเปนกฎหมายปกครอง มีคําส ั่งในการสอบสวนเปรียบเทียบตาม สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๕๕ อํานาจหนาท ี่ คําส ั่ งดังกลาวจึงเปนคําส ั่งทางปกครอง เม ื่ อผูฟองคดีเห็นวาคําส ั่ งดังกลาวไมชอบ ดวยกฎหมายยอมเปนคดีพิพาทเก ี่ ยวกับการท ี่ เจาหนาท ี่ ของรัฐกระทําการโดยไมชอบดวยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การฟองคดีตอศาลปกครองในประเด็นดังกลาวเม ื่ อเจาพนักงานที่ดินมีคําส ั่ งตาม มาตรา ๖๐ วรรคหน ึ่ งแลว ผูฟองคดีสามารถฟองคดีไดภายในระยะเวลาตามมาตรา ๖๐ วรรคสอง โดยไมตองอุทธรณคําส ั่ งตามข ั้ นตอนและระยะเวลาที่กําหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เสียกอน เน ื่ องจากข ั้ นตอนตามที่กําหนดไวในมาตรา ๖๐ แหงประมวล กฎหมายที่ดินมีหลักเกณฑที่ประกันความเปนธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไมต่ํากวา หลักเกณฑที่กําหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ อยูแลว คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๔๖/๒๕๔๗ คําส ั่ งของเจาพนักงานที่ดินในการสอบสวนเปรียบเทียบและส ั่ งการตามมาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เปน “คําส ั่งทางปกครอง” ตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การฟองโตแยงคําส ั่ งดังกลาวจึงเปนคดีที่อยูในอํานาจพิจารณา พิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แตการฟองคดีตอศาลปกครองตองย ื่นภายใน ๖๐ วัน นับแตวันท ี่ ทราบคําสั่ง โดยผูฟองคดีไมตองอุทธรณตามข ั้ นตอนและระยะเวลาที่กําหนดไวใน พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ. ๒๕๓๙ เน ื่องจากประมวลกฎหมายที่ดิน ไดกําหนดระยะเวลาการฟองคดีไวโดยเฉพาะ และมีหลักเกณฑที่ประกันความเปนธรรมหรือ มีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไมต่ํากวาหลักเกณฑที่กําหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผูฟองคดีนี้ยื่นฟองคดีเกินกําหนดระยะเวลาดังกลาว โดยอางเหตุจําเปนวา ไดอุทธรณคําส ั่ งตอเจาพนักงานที่ดิน (ผูถูกฟองคดี) และผูถูกฟองคดีมี หนังสือแจงไมรับอุทธรณใหผูฟองคดีทราบลาชา นั้น ปรากฏวาตามหนังสือดังกลาวเปนการแจงให ผูฟองคดีดําเนินการตามคําส ั่ งเดิม โดยไมปรากฏวามีการพิจารณาขอเท็จจริงหรือพยานหลักฐาน ใหมอันเปนเพียงการยืนยันคําส ั่งทางปกครองเดิม จึงไมอาจรับฟงเปนเหตุจําเปนวาท าให ํ ผูฟองคดี ไมสามารถย ื่นฟองคดีตอศาลไดภายในกําหนดระยะเวลาตามมาตรา ๕๒ แหงพระราชบัญญัติ จัดต ั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๕๖ ประเด็นปญหา เจาพนักงานที่ดินหรือพนักงานเจาหนาท ี่ปฏิบัติหนาท ี่ในการ สอบสวนเปรียบเทียบการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนตามมาตรา ๖๐ แหง ประมวลกฎหมายที่ดินโดยชอบดวยกฎหมาย หรือละเลยตอหนาท ี่ ตามท ี่ กฎหมายกําหนดใหตอง ปฏิบัติหรือปฏิบัติหนาที่ดังกลาวลาชาหรือไม มีคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดและ คณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขดังน ี้ คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๓๐๓/๒๕๔๙ การที่ผูขอสํารวจรังวัดออกโฉนดที่ดินบางรายไมไปยืนยันเอกสารหลักฐานและ ถอยคําท ี่ไดใหไวตอพนักงานเจาหนาท ี่ในวันสอบสวนเปรียบเทียบนั้น ยอมมีผลเปนการปฏิเสธการ สอบสวนเปรียบเทียบ ดังนั้น เม ื่อการสอบสวนเปรียบเทียบไมสามารถตกลงกันไดการท ี่ เจาพนักงานที่ดิน (ผูถูกฟองคดี) มีคําส ั่ งแตงต ั้ งคณะกรรมการตรวจสอบที่ดินพิพาท แลวมีคําสั่ง ออกโฉนดที่ดินใหกับผูที่มีพยานหลักฐานรับฟงไดวาบุคคลดังกลาวไดครอบครองทําประโยชนใน ที่ดินพิพาทจริงจึงเปนการดําเนินการตามท ี่ มาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมายที่ดินกําหนดไว คําวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขที่ ๑๘๒/๒๕๔๒ ในการขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หากมีผูโตแยงคัดคานแลวคูกรณีตกลง กันไมไดเจาพนักงานที่ดินตองดําเนินการสอบสวนเปรียบเทียบ เม ื่อสอบสวนเปรียบเทียบแลว เจาพนักงานที่ดินยอมมีอํานาจส ั่งไปในทางใดทางหนึ่งไดตามท ี่ มาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมาย ที่ดินบัญญัติไวเม ื่ อขอเท็จจริงปรากฏวา ราชพัสดุจังหวัด (ในขณะนั้น) ไดคัดคานการรังวัดออก โฉนดที่ดินของผูรองทุกขและเจาพนักงานที่ดินไดทําการสอบสวนเปรียบเทียบคูกรณีแตไม สามารถตกลงกันไดเจาพนักงานที่ดินจึงมีคําส ั่ งวาที่ดินที่ผูรองทุกขขอออกโฉนดที่ดินเปนท ี่ ราชพัสดุ มากอนการแจงการครอบครอง (ส.ค. ๑) การแจง ส.ค. ๑ ที่ดินดังกลาวไมกอใหเกิดสิทธิขึ้นใหม แกผูแจงแตประการใด ที่ดินท ี่ขอออกโฉนดที่ดินจึงไมอยูในหลักเกณฑที่จะออกโฉนดที่ดินไดจึงมี คําส ั่งใหยกเลิกคําขอออกโฉนดที่ดินของผูรองทุกขและใหฝายท ี่ไมพอใจไปดําเนินการฟองคดีตอ ศาลภายในกําหนด ๖๐ วัน นับแตวันรับทราบคําส ั่ งน ี้ เม ื่ อพนกําหนดระยะเวลา หากไมมีการ ฟองรองก็ใหยกเลิกคําขอ แตเม ื่ อครบกําหนดระยะเวลาดังกลาวแลวไมปรากฏวาผูรองทุกขไป ฟองคดีตอศาล ดังนั้น คําขอออกโฉนดที่ดินของผูรองทุกขยอมเปนอันยกเลิกไปตามคําส ั่ งของ เจาพนักงานที่ดินดังกลาวการปฏิบัติหนาท ี่ ของเจาพนักงานที่ดินในกรณีนี้จึงเปนไปตามท  ประมวล ี่ กฎหมายที่ดินบัญญัติแลว สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๕๗ ประเด็นปญหา ในการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หากมีผูโตแยงสิทธิกัน แต พนักงานเจาหนาท ี่ หรือเจาพนักงานที่ดินยังไมไดดําเนินการสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ผูถูกโตแยงสิทธิจะสามารถนําคดีพิพาทไปฟองรองตอศาลไดหรือไม มีคําวินิจฉัยของศาลฎีกา ดังน ี้ คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๑๘๕๗/๒๕๒๙ แมประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ จะบัญญัติใหผูวาราชการจังหวัดมีอํานาจ เพิกถอนหนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส. ๓ ) เม ื่อปรากฏวาไดออกโดยคลาดเคลื่ อน เชน ออก น.ส. ๓ ทับท ี่ ของบุคคลอื่น แตก็มิไดหมายความวาเฉพาะผูวาราชการจังหวัดเทาน ั้ นที่สั่งเพิกถอน หรือแกไข น.ส. ๓ ที่ออกโดยคลาดเคลื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมาย และมิไดหมายความวาการ เพิกถอนหรือแกไข น.ส. ๓ ที่ออกโดยคลาดเคลื่ อนหรือโดยไมชอบดวยกฎหมายน ั้ นจะตอง ดําเนินการตามวิธีการตามท ี่ มาตรา ๖๑ บัญญัติไวเพียงประการเดียว ในบางกรณีคูกรณีอาจเห็นวา การดําเนินการตามมาตรา ๖๑ อาจไมทันการหรือเกิดความลาชาเน ื่ องจากคูกรณีอีกฝายหนึ่ง ประวิงเวลาไวคูกรณีก็มีสิทธิดําเนินคดีทางศาลเพ ื่อใหศาลพิพากษาหรือมีคําส ั่ งเพิกถอนหรือแกไข การออก น.ส. ๓ โดยคลาดเคลื่ อนหรือโดยไมชอบน ั้นไดสวนบทบัญญัติมาตรา ๖๐ แหงประมวล กฎหมายที่ดินก็เปนเร ื่ องที่คูกรณีโตแยงสิทธิในการออกโฉนดที่ดินและกําหนดระยะเวลาการ ฟองรองไวในกรณีที่ผูวาราชการจังหวัดไดพิจารณาส ั่งในปญหาพิพาทนั้น ตามบทบัญญัติ มาตรา ๖๐ และมาตรา ๖๑ มิไดหามการฟองคดีหากมิไดดําเนินการตามข ั้ นตอนที่กําหนดไว ดังนั้น คูกรณีจึงมีอํานาจฟองไดเองหากถูกโตแยงตามบทบัญญัติมาตรา ๕๕ แหงประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพง คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๖๙๕๙/๒๕๓๘ การย ื่ นคําคัดคานตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ ที่มีเน ื้อหาในคําคัดคาน อางวา ที่ดินท ี่โจทกขอเปลี่ ยนหนังสือรับรองการทําประโยชนจาก น.ส. ๓ เปน น.ส. ๓ ก. เปนที่ดิน ของจําเลย นั้น เปนการโตเถียงเร ื่ องกรรมสิทธ ิ์ หรือสิทธิในที่ดินระหวางโจทกจําเลย ถือวามี ขอโตแยงเกิดข ึ้ นกับโจทกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา ๕๕ แลว โจทกจึง ชอบท ี่ จะเสนอคดีตอศาลได การท ี่ เจาหนาท ี่ บริหารงานที่ดินมีหนังสือใหจําเลยซ ึ่งเปนผูคัดคานไปพบพนักงาน เจาหนาท ี่ เพ ื่อสอบสวนเปรียบเทียบและดําเนินการตามระเบียบตอไป โดยสงหนังสือใหจําเลย ตามท ี่ อยูของจําเลยแลว แตเม ื่ อถึงวันนัด จําเลยไมไดไปพบเปนเหตุใหพนักงานเจาหนาที่ทําการ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๕๘ สอบสวนเปรียบเทียบไมไดจึงไมสามารถส ั่งการใดๆใหโจทกจําเลยปฏิบัติตามไดแตตามประมวล กฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ มิไดหามโจทกฟองคดีหากมิไดดําเนินการตามข ั้ นตอนท ี่ กฎหมายกําหนด โจทกจึงมีอํานาจฟองไดเองเม ื่ อถูกโตแยงสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา ๕๕ คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๕๓ – ๕๔/๒๕๔๐ บทบัญญัติในมาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมายที่ดินเปนเพียงการกําหนดวิธีการ ใหเจาพนักงานที่ดินดําเนินการสอบสวนเปรียบเทียบ กรณีที่มีการโตแยงสิทธิกันในการขอออก โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนเทานั้น แมจะมีขอกําหนดไววาเม ื่ อเจาพนักงานที่ดิน ส ั่ งการอยางไรแลว ใหฝายท ี่ไมพอใจไปดําเนินการฟองรองตอศาลภายในกําหนด ๖๐ วันนับแตวัน ทราบคําส ั่ งก็ตาม แตขอกําหนดดังกลาวคงเปนเพียงการกําหนดข ั้ นตอนเพ ื่อใหเจาพนักงานที่ดินปฎิบัติ ภายหลังจากท ี่ไดสั่งการไปแลว คือหากมีการฟองคดีตอศาลก็ใหเจาพนักงานที่ดินรอเรื่องไวจนกวา ศาลจะไดมีคําพิพากษาหรือคําส ั่ งถึงที่สุดประการใดก็ใหดําเนินการไปตามนั้น ถาไมฟองภายใน กําหนดก็ใหดําเนินการไปตามที่ เจาพนักงานที่ดินสั่ง แลวแตกรณีหาใชเปนเง ื่อนไขในการฟองคดี ตอศาลไม ทั้งบทบัญญัติดังกลาวก็มิไดมีขอหามมิใหฟองคดีหากมิไดดําเนินการตามข ั้ นตอนที่กําหนด ไวในบทบัญญัติดังกลาวกอนดวย ดังนั้น เม ื่อโจทกทั้งสองถูกโตแยงสิทธิตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพง มาตรา ๕๕ โจทกทั้งสองจึงมีอํานาจฟอง คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๘๗๙๓/๒๕๔๓ บทบัญญัติในมาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมายที่ดินเปนเพียงการกําหนดวิธีการ ใหเจาพนักงานที่ดินดําเนินการสอบสวนเปรียบเทียบและส ั่งการในกรณีที่มีการโตแยงสิทธิกันใน การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนเทานั้น แมจะมีขอกําหนดไววาเมื่อ เจาพนักงานที่ดินส ั่ งการอยางไรแลวใหฝายท ี่ไมพอใจไปดําเนินการฟองรองตอศาลภายในกําหนด ๖๐ วัน นับแตวันทราบคําส ั่ งก็ตาม แตขอกําหนดดังกลาวคงเปนเพียงการกําหนดข ั้ นตอนเพ ื่อให เจาพนักงานที่ดินปฏิบัติภายหลังจากท ี่ไดสั่งการไปแลว คือหากมีการฟองคดีตอศาลก็ให เจาพนักงานที่ดินรอเร ื่องไวจนกวาศาลจะไดมีคําพิพากษาหรือคําส ั่ งถึงที่สุดประการใด ก็ให ดําเนินการไปตามนั้น ถาไมฟองภายในกําหนดก็ใหดําเนินการไปตามที่ เจาพนักงานที่ดินจังหวัด หรือเจาพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาส ั่ งแลวแตกรณีมิใชเปนเง ื่อนไขในการฟองคดีตอศาล ประกอบ กับบทบัญญัติดังกลาวมิไดหามการฟองคดีเม ื่อไมดําเนินการตามข ั้ นตอนที่กําหนดไว ดังนั้น หาก ถูกโตแยงสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา ๕๕ ก็ยอมมีอํานาจฟองได สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๕๙ ประเด็นปญหา ในการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หากมีผูโตแยงสิทธิกัน พนักงานเจาหนาท ี่ หรือเจาพนักงานที่ดินจะสามารถใชดุลพินิจไมดําเนินการสอบสวนเปรียบเทียบ ตามมาตรา ๖๐ วรรคหนึ่งแหงประมวลกฎหมายที่ดินไดหรือไม มีคําวินิจฉัยของศาลฎีกา ดังน ี้ คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๑๑๔๒/๒๕๔๑ มาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ระบุวา ใหพนักงานเจาหนาท ี่ หรือเจาพนักงานที่ดิน แลวแตกรณีมีอํานาจทําการสอบสวนเปรียบเทียบ เปนการใหดุลพินิจ พนักงานเจาหนาที่ที่จะทําการสอบสวนเปรียบเทียบหรือไมก็ไดมิไดบังคับใหตองทําการสอบสวน เปรียบเทียบทุกกรณีบทบัญญัติดังกลาวจึงมิใชเปนกรณีที่มีกฎหมายใหฝายบริหารวินิจฉัย ขอพิพาทกอน ดังนั้น พนักงานเจาหนาที่ยอมมีอํานาจใชดุลพินิจไมเปรียบเทียบไดซึ่งมีผลให คูกรณีมีอํานาจฟองคดีตอศาลโดยตรง คําวินิจฉัยกรณีอื่นๆ ที่นาสนใจ คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๖๔/๒๕๔๔ การฟองวาเจาพนักงานที่ดินไดดําเนินการสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน โดยไมสุจริตและใชดุลพินิจมิชอบดวยกฎหมายโดยขอใหศาลปกครอง เพิกถอนคําส ั่ งที่มิชอบดวยกฎหมายดังกลาว เปนคดีที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบกับมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แหง พระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๕๐๗/๒๕๔๕ การที่ผูปกครองทองท ี่ไมรับรองแนวเขตที่ดินใหแกผูฟองคดีถือวาเปนการโตแยง สิทธิครอบครองที่ดินของผูฟองคดีตามมาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งพนักงาน เจาหนาท ี่ หรือเจาพนักงานที่ดินตองดําเนินการสอบสวนเปรียบเทียบวาฝายใดมีสิทธิครอบครอง ที่ดินบริเวณน ั้ นดีกวากันเสียกอน ถาตกลงกันไดจึงพิจารณาออกโฉนดที่ดินใหแกผูมีสิทธิตามท ี่ ตกลงกัน แตถาตกลงกันไมไดก็ใหเจาพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจาพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา มีอํานาจพิจารณาส ั่งการไปตามที่ เห็นสมควร หากฝายใดไมพอใจในคําส ั่ งน ั้ นก็มีสิทธิฟองตอศาลได แตหากเปนกรณีที่ยังมิไดทําการสอบสวนเปรียบเทียบและมีคําส ั่ งอยางหน ึ่ งอยางใดเกี่ ยวกับคําขอ ออกโฉนดที่ดิน เปนกรณีที่ยังมิไดมีคําส ั่งทางปกครองเกี่ ยวกับคําขอออกโฉนดที่ดินอันจะเปนเหตุ ใหผูฟองคดีนํามาฟองตอศาลปกครองไดกรณีเชนน ั้ นถือวาผูฟองคดียังไมไดรับความเดือดรอน สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๖๐ เสียหายท ี่ จะมีสิทธิฟองคดีตามมาตรา ๔๒ แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๑๒/๒๕๔๖ การฟองโตแยงการสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมาย ที่ดินของเจาพนักงานที่ดินที่มีคําสั่งไมออกโฉนดที่ดินใหแกผูฟองคดีโดยมีคําขอใหศาลส ั่ งเพกถอนิ การคัดคานการรังวัดที่ดินของคูกรณีและเพิกถอนคําส ั่งไมออกโฉนดที่ดินของเจาพนักงานที่ดิน เปนคดีพิพาทที่ผูฟองคดีมีความประสงคใหศาลวินิจฉัยช ี้ ขาดวาที่ดินพิพาทเปนที่ดินที่ผูฟองคดี มีสิทธิครอบครอง จึงเปนคดีพิพาทท ี่ เก ี่ ยวกับสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธ ิ์ในที่ดิน และการท ี่ ศาล จะมีคําพิพากษาหรือคําส ั่งใหเพิกถอนการคัดคานการรังวัดที่ดินของคูกรณีซึ่งเปนหนวยงาน ทางปกครอง และเพิกถอนคําส ั่งไมออกโฉนดที่ดินของเจาพนักงานที่ดินไดนั้น จําเปนท ี่ จะตอง พิจารณาขอเท็จจริงใหเปนที่ยุติกอนวาที่ดินพิพาทเปนที่ดินที่ผูฟองคดีมีสิทธิครอบครองตาม กฎหมายหรือไมอันเปนการพิจารณาขอพิพาทเก ี่ ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพงและ พาณิชยประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอ ื่ นที่บัญญัติในเรื่ องน ั้นไวเปนพิเศษ จึงมิใชคดีพิพาท ที่อยูในอํานาจศาลปกครองตามมาตรา ๙ แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๓๘ – ๔๒/๒๕๔๖ คําส ั่งสอบสวนเปรียบเทียบกรณีที่มีการคัดคานการรังวัดเพ ื่อออกโฉนดที่ดินท ี่ เจาพนักงานที่ดินไดสั่งการตามมาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เปนคําส ั่ งทาง ปกครองตามมาตรา ๕ (๑) แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่ง ตามมาตรา ๖๐ วรรคสอง แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ไดบัญญัติใหฝายท ี่ไมพอใจไปดําเนินการ ฟองคดีตอศาลภายใน ๖๐ วัน ไวเปนการเฉพาะแลว จึงไมตองอุทธรณตามมาตรา ๓ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๒๑๐/๒๕๔๖ เม ื่ อผูฟองคดีไปยื่ นคําขอออกโฉนดที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรองการทํา ประโยชน (น.ส. ๓ ก.) ตอเจาพนักงานที่ดิน และไดนํารังวัดช ี้ เขตที่ดินแลวปรากฏวา เจาของที่ดิน ขางเคียงคัดคานแนวเขตที่ดิน เจาพนักงานที่ดินจึงไมอาจออกโฉนดที่ดินใหแกผูฟองคดีไดแตยัง ไมทันท ี่ เจาพนักงานที่ดินหรือพนักงานเจาหนาท ี่ จะดําเนินการสอบสวนเปรียบเทียบหรือมีคําสั่ง อยางหน ึ่ งอยางใดเกี่ ยวกับคําขอออกโฉนดที่ดินดังกลาวตามมาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมาย ที่ดิน ผูฟองคดีไดฟองคดีตอศาลปกครองเสียกอน กรณีจึงเปนเร ื่ องท ี่ เจาหนาท ี่ ของรัฐยังไมมีคําสั่ง สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๖๑ ทางปกครองอันจะเปนเหตุใหผูฟองคดีนํามาฟองตอศาลปกครองไดผูฟองคดียังไมไดรับความ เดือดรอนหรือเสียหายจากคําส ั่ งของเจาหนาท ี่ ของรัฐท ี่ จะมีสิทธิฟองคดีตามนยมาตราั๔๒ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๙๘๙ – ๙๙๓/๒๕๒๒ มาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เปนบทบัญญัติใหอํานาจพนักงาน เจาหนาท ี่ หรือเจาพนักงานที่ดินท ี่จะสอบสวนเปรียบเทียบในกรณีมีการโตแยงสิทธิกันในการออก โฉนดที่ดิน และเม ื่ อผูวาราชการจังหวัดมีคําส ั่ งเก ี่ ยวกับเร ื่ องน ั้นและไดแจงใหคูกรณีทราบแลว ให ฝายท ี่ไมพอใจไปดําเนินการฟองตอศาลภายในกําหนดเวลา ๖๐ วันนับแตวันทราบคําสั่ง แตมิได กําหนดเก ี่ ยวกับเวลาฟองเพ ื่ อเอาคืนซ ึ่ งการครอบครองตามมาตรา ๑๓๗๕ แหงประมวลกฎหมาย แพงและพาณิชยซึ่งตองนับต ั้ งแตวันแยงการครอบครอง คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๔๖๕๕/๒๕๓๔ การฟองเจาพนักงานที่ดินเปนจําเลยโดยอางแตเพียงวาคําส ั่ งท ี่ใหออกโฉนดที่ดิน พิพาทแกบุคคลอ ื่นเปนคําส ั่ งท ี่ไมชอบดวยกฎหมายเปนการฝาฝนตอบทกฎหมายและความเปนจริง เพราะที่ดินพิพาทเปนของโจทกเหตุผลเพียงเทาที่อางดังกลาวไมอาจถือไดวาเจาพนักงานที่ดิน กระทําไปโดยไมชอบดวยเหตุผลและไมสุจริต จึงยอมไมมีอํานาจฟองเพิกถอนคําสั่งได คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๓๖๔๓/๒๕๓๗ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ เปนเร ื่ องที่มีกรณีโตแยงสิทธิกันเก ี่ ยวกับการ ออกโฉนดที่ดิน และไมอาจตกลงกันไดในชั้ นเจาพนักงานที่ดิน และตองฟองคดีตอศาล ซึ่งเจาพนักงานที่ดินจะตองรอเร ื่องไวจนกวาศาลจะมีคําพิพากษาอยางหน ึ่ งอยางใดแลวจึงให เจาพนักงานที่ดินดําเนินการตอไป แตการฟองคดีตอศาล หากประสงคใหมีการบังคับแก เจาพนักงานที่ดินใหกระทําการหรืองดเวนกระทําการใด ตองย ื่นฟองเจาพนักงานที่ดินเปนจําเลย มาดวย คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๕๗๕/๒๕๓๘ การท ี่โจทกซึ่งเปนผูครอบครองทําประโยชนในที่พิพาทย ื่ นคําขอออกหนังสือ รับรองการทําประโยชนและเจาหนาท ี่ไดออกไปทําการรังวัดพิสูจนสอบสวนแลวมีความเห็นควร ออกหนังสือรับรองการทําประโยชนใหแกโจทกแตจําเลยท ี่ ๑ ซึ่งเปนกํานัน และจําเลยท ี่ ๒ ซึ่งเปน นายอําเภอไดคัดคานโดยอางวาเปนท ี่ สาธารณสมบัติของแผนดิน และจําเลยท ี่ ๒ ไมยอมออก สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๖๒ หนังสือรับรองการทําประโยชนใหเปนการโตแยงสิทธิของโจทกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพง มาตรา ๕๕ แลว แมโจทกจะมิไดยื่นฟองคดีภายใน ๖๐ วัน นับแตวันทราบคาสํงตามมาตรา ั่ ๖๐ แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน ก็เปนเร ื่ องที่จําเลยท ี่ ๒ จะปฏิบัติตามอํานาจหนาที่ที่กฎหมายใหอํานาจ สั่งการไวตอไปไดไมเปนการตัดสิทธิโจทกที่จะฟองบังคับจําเลยท ั้งสองเปนคดีตอศาล คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๒๓๑๒/๒๕๓๘ การท ี่โจทกฟองวาที่ดินพิพาทเปนของโจทกและโจทกครอบครองตลอดมา แต ผูปกครองทองที่คัดคานการขอออกโฉนดที่ดินโดยอางวาที่ดินพิพาทเปนท ี่สาธารณประโยชนเปน เหตุใหเจาพนักงานที่ดินไมยอมออกโฉนดที่ดินพิพาทใหแกโจทกเปนการโตแยงสิทธิของโจทก โจทกจึงมีอํานาจฟองโดยไมตองปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ เน ื่องจากโจทกมิได ฟองผูปกครองทองท ี่ในฐานะเจาพนักงานผูออกโฉนดที่ดิน คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๓๘๐๓/๒๕๓๘ การท ี่ เจาพนักงานที่ดินส ั่งงดออกโฉนดที่ดินเพ ื่ อดําเนินการตามข ั้ นตอนท ี่ประมวล กฎหมายที่ดินมาตรา ๖๐ บัญญัติไวโดยทําการสอบสวนเปรียบเทียบจากพยานหลักฐานของ คูกรณีทุกฝายแลวใชดุลพินิจไปตามที่ เห็นสมควร เม ื่ อเจาพนักงานที่ดินส ั่งประการใดแลวใหฝายท ี่ ไมพอใจไปดําเนินการฟองตอศาลภายในกําหนดหกสิบวันนับแตวันทราบคําส ั่ งนั้น หมายถึงให คูกรณีฟองเพ ื่อขอใหศาลพิจารณาพิพากษาเก ี่ ยวดวยเร ื่ องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่พิพาทวาผูใดมีสิทธิ ดีกวากัน โดยเจาพนักงานที่ดินจะรอเร ื่องการออกโฉนดที่ดินไวในระหวางนั้น แมโจทกจะกลาวใน คําฟองวา คําส ั่ งของเจาพนักงานที่ดินซ ึ่งเปนจําเลยเปนคําส ั่ งท ี่ไมชอบดวยกฎหมาย เพราะจําเลย มิไดไตสวนและรับฟงพยานหลักฐานโดยรอบคอบ เม ื่อปรากฏวาจําเลยไดรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งของฝายโจทกและฝายผูคัดคานมาเปรียบเทียบกันแลวเห็นวา หลักฐานและเอกสารของฝาย ผูคัดคานมีเหตุผลดีกวา จึงมีคําส ั่งใหงดออกโฉนดที่ดินใหโจทกคําส ั่ งดังกลาวจึงชอบดวย กฎหมายโจทกไมมีสิทธิขอใหเพิกถอนคําสั่ง คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๒๗๑๔/๒๕๔๐ การย ื่ นคําคัดคานอันเปนการใชสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ นั้น หากเน ื้อหาในคําคัดคานที่จําเลยอางวาที่ดินท ี่โจทกขอออกโฉนดที่ดินเปนที่ดินของจําเลยยอมเปน การโตแยงเร ื่ องกรรมสิทธ ิ์ หรือสิทธิครอบครองในที่ดินระหวางโจทกกับจําเลย ถือวามีขอโตแยง เกิดข ึ้ นเก ี่ ยวกับสิทธิของโจทกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา ๕๕ แลว โจทก จึงชอบท ี่ จะเสนอคดีตอศาลได สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๖๓ คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๖๗๐/๒๕๔๔ การรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนใหแกประชาชน หาก มีผูโตแยงคัดคาน เจาพนักงานที่ดินมีอํานาจทําการสอบสวนเปรียบเทียบ ถาตกลงกันได ก็ดําเนินการไปตามที่ ตกลง หากตกลงกันไมไดเจาพนักงานที่ดินมีอํานาจพิจารณาส ั่งการไปตามที่ เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ วรรคแรก คูกรณีฝายท ี่ไมพอใจคําส ั่ งมีสิทธิที่จะ ฟองคูกรณีอีกฝายหน ึ่ งตอศาลไดภายใน ๖๐ วันนับแตไดทราบคําส ั่ งดังกลาวอันเปนการใหโอกาส แกคูกรณีที่ไมพอใจคําส ั่งไดนําพยานหลักฐานมาสืบโตแยงใหเห็นวาคําส ั่งในการสอบสวน เปรียบเทียบดังกลาวไมถูกตอง แตถาเจาพนักงานที่ดินมีคําส ั่งใหออกโฉนดที่ดินแกบุคคลใด อันเปนการใชดุลพินิจส ั่ งการตามท ี่ตนไดทําการสอบสวนเปรียบเทียบไปโดยสุจริตตามอํานาจ หนาท ี่ ชอบดวยมาตรา ๖๐ แลวอีกฝายยอมไมมีอํานาจท ี่จะฟองขอใหเพิกถอนคําส ั่ งดังกลาว คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๔๗๒๕/๒๕๔๕ การท ี่โจทกบรรยายคําฟองโดยตั้งประเด็นกลาวหาวา เจาพนักงานที่ดินปฏิบัติ หนาที่ดวยความประมาทเลินเลออยางรายแรง โดยการสั่งใหออกโฉนดที่ดินแกผูคัดคานตาม มาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ในทํานองใหรับผิดฐานละเมิด แตในคําฟองมิไดบรรยาย ขอเท็จจริงโดยชัดแจงวาเจาพนักงานที่ดินพิจารณาหลักฐานไมรอบคอบอยางไร กระทําโดย ประมาทปราศจากความระมัดระวังอยางไร รวมท ั้ งรายละเอียดเก ี่ ยวกับบุคคล วัน เวลา และ สถานที่ที่เก ี่ ยวของตามสมควร โดยมีคําขอทายคําฟองเพียงใหศาลพิพากษาวาคําส ั่ งดังกลาว ไมชอบดวยกฎหมายและใหเพิกถอนคําส ั่ งดังกลาว กับใหออกโฉนดที่ดินใหแกโจทกถือไมไดวา โจทกฟองกรมที่ดินใหรับผิดฐานละเมิด แตมีลักษณะเปนการโตแยงคัดคานคําส ั่ งของเจาพนักงาน ที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ ซึ่งบทบัญญัติดังกลาวกําหนดใหฝายท ี่ไมพอใจไป ดําเนินการฟองตอศาลภายในกําหนดหกสิบวันนับแตวันทราบคําสั่ง หมายถึง ใหคูกรณีฟองขอให ศาลพิจารณาพิพากษาเก ี่ ยวดวยเร ื่ องกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทวาผูใดมีสิทธิดีกวากัน โดยเจาพนักงาน ที่ดินจะรอเร ื่องการออกโฉนดไวในระหวางนั้น เม ื่อศาลไดพิพากษาหรือมีคําส ั่ งถึงที่สุดประการใด กรมที่ดินตองปฏิบัติตาม โจทกจึงชอบท ี่ จะดําเนินการตามข ั้ นตอนดวยการฟองผูคัดคานตอไป สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๖๔ มาตรา ๖๑ เม ื่อความปรากฏวาไดออกโฉนดที่ดินหรือไดจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมเก ี่ ยวกับที่ดิน หรือจดแจงเอกสารรายการจดทะเบียนที่ดินใหแกผูใดโดยคลาดเคลื่ อน หรือไมชอบดวยกฎหมาย ใหอธิบดีมีอํานาจเรียกโฉนดที่ดินหรือเอกสารท ี่ไดจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมหรือเอกสารท ี่ไดจดแจงรายการทะเบียนที่ดินน ั้ นมาแกไขใหถูกตอง หรือเพิกถอนเสียได กอนท ี่ จะแกไขหรือเพิกถอนตามความในวรรคแรก ใหแจงใหผูมีสวนไดเสียทราบ โดยตรงลวงหนาไมนอยกวาสิบหาวัน เพ ื่อใหโอกาสโตแยงคัดคาน เม ื่ ออธิบดีพิจารณาประการใด แลวก็ใหดําเนินการตอไปตามควรแกกรณี (ความในมาตรา ๖๑ เดิมถูกยกเลิกโดยขอ ๗ แหงประกาศของคณะปฏิวัติฉบับ ที่ ๓๓๔ ลงวันท ี่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ และใหใชความตอไปนี้ แทน) มาตรา ๖๑ เม ื่อความปรากฏวาไดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชน หรือไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก ี่ ยวกับที่ดิน หรือจดแจงเอกสารรายการจดทะเบียนที่ดิน ใหแกผูใดโดยคลาดเคลื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมาย ใหผูดํารงตําแหนงตอไปนี้มีอํานาจเพิกถอน แกไข หรือออกใบแทนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หรือเพิกถอน แกไขเอกสารที่ไดจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม หรือเอกสารท ี่ไดจดแจงรายการทะเบียนที่ดินน ั้นไดแลวแตกรณี (๑) อธิบดีสําหรับโฉนดที่ดิน การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซ ึ่ งกระทําตอ พนักงานเจาหนาท ี่ ตามมาตรา ๗๑ (๑) และการจดแจงเอกสารรายการจดทะเบียนที่ดินสําหรับ โฉนดที่ดิน (๒) ผูวาราชการจังหวัดสําหรับหนังสือรับรองการทําประโยชนการจดทะเบียน สิทธิและนิติกรรมซ ึ่ งกระทําตอพนักงานเจาหนาท ี่ ตามมาตรา ๗๑ (๒) และการจดแจงเอกสาร รายการจดทะเบียนที่ดินสําหรับหนังสือรับรองการทําประโยชน ใหพนักงานเจาหนาท ี่ ตามมาตรา ๗๑ มีอํานาจสอบสวนและเรียกโฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทําประโยชนเอกสารท ี่ไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เอกสารท ี่ไดจดแจง รายการทะเบียนที่ดินหรือเอกสารอ ื่ นท ี่ เก ี่ ยวของน ั้ นมาพิจารณา กอนท ี่ จะดําเนินการเพิกถอนหรือ แกไขใหแจงใหผูมีสวนไดเสียทราบลวงหนาไมนอยกวาสิบหาวันเพ ื่อใหโอกาสคัดคาน ถาไม คัดคานภายในกําหนดสามสิบวันนับแตวันที่รับแจง ใหถือวาไมมีการคัดคาน เม ื่ อผูมีอํานาจตามวรรคหน ึ่ งพิจารณาประการใดแลวก็ใหดําเนินการไปตามนั้น ถามีการคลาดเคล ื่ อนเน ื่ องจากเขียนหรือพิมพขอความผิดพลาดโดยมีหลักฐาน สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๖๕ ชัดแจงและผูมีสวนไดเสียยินยอมเปนลายลักษณอักษรแลว ใหพนักงานเจาหนาท ี่ ตามมาตรา ๗๑ มีอํานาจแกไขใหถูกตองได ในกรณีที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคําส ั่ งถึงที่สุดใหเพิกถอนหรือแกไขอยางใดแลว ใหพนักงานเจาหนาท ี่ ตามมาตรา ๗๑ ดําเนินการตามคําพิพากษาหรือคําส ั่ งน ั้ นตามวิธีการท ี่ อธิบดี กําหนด (ความในมาตรา ๖๑ ซึ่งแกไขเพิ่ มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับท ี่ ๓๓๔ ลงวันท ี่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ ถูกยกเลิกโดยมาตรา ๑๑ แหงพระราชบัญญัติแกไขเพิ่ มเติม ประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับท ี่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ และใหใชความตอไปนี้ แทน) มาตรา ๖๑ เม ื่อความปรากฏวาไดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทาประโยชน ํ  หรือไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก ี่ ยวกับอสังหาริมทรัพยหรือจดแจงเอกสารรายการ จดทะเบียนอสังหาริมทรัพยใหแกผูใดโดยคลาดเคลื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมาย ใหผูดํารง ตําแหนงตอไปนี้เปนพนักงานเจาหนาที่มีอํานาจส ั่ งเพิกถอน แกไข หรือออกใบแทนหนังสือแสดง สิทธิในที่ดิน หรือเพิกถอน แกไข เอกสารท ี่ไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือเอกสารท ี่ไดจดแจง รายการทะเบียนอสังหาริมทรัพยนั้นได (๑) อธิบดีหรือผูซึ่งอธิบดีมอบหมาย สําหรับกรุงเทพมหานคร (๒) ผูวาราชการจังหวัด สําหรับจังหวัดอื่น กอนท ี่ จะดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ใหเจาพนักงานที่ดินมีอํานาจสอบสวนและ เรียกโฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทําประโยชนเอกสารท ี่ไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เอกสาร ที่ไดจดแจงรายการทะเบียนอสังหาริมทรัพยหรือเอกสารอ ื่ นท ี่ เก ี่ ยวของมาพิจารณา และแจงใหผูมี สวนไดเสียทราบเพ ื่อใหโอกาสคัดคาน ถาไมคัดคานภายในกําหนดหกสิบวันนับแตวันท ี่ ทราบ ให ถือวาไมมีการคัดคาน เม ื่ อผูมีอํานาจตามวรรคหน ึ่ งพิจารณาประการใดแลวก็ใหดําเนินการไปตามนั้น ถามีการคลาดเคล ื่ อนเน ื่ องจากเขียนหรือพิมพขอความผิดพลาดโดยมีหลักฐาน ชัดแจงและผูมีสวนไดเสียยินยอมเปนลายลักษณอักษรแลว ใหเจาพนักงานที่ดินมีอํานาจแกไขให ถูกตองได ในกรณีที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคําส ั่ งถึงที่สุดใหเพิกถอนหรือแกไขอยางใดแลว ใหเจาพนักงานที่ดินดําเนินการตามคําพิพากษาหรือคําส ั่ งน ั้ นตามวิธีการท ี่ อธิบดีกําหนด สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๖๖ (ความในมาตรา ๖๑ ซึ่งแกไขเพิ่ มเติมโดยพระราชบัญญัติแกไขเพิ่ มเติมประมวล กฎหมายที่ดิน (ฉบับท ี่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ ถูกยกเลิกโดยมาตรา ๓ แหงพระราชบัญญัติแกไข เพ ิ่ มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับท ี่ ๙) พ.ศ. ๒๕๔๓ และใหใชความตอไปนี้ แทน) มาตรา ๖๑ เม ื่อความปรากฏวาไดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทํา ประโยชนหรือไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก ี่ ยวกับอสังหาริมทรัพยหรือจดแจง เอกสารรายการจดทะเบียนอสังหาริมทรัพยใหแกผูใดโดยคลาดเคลื่ อนหรือไมชอบดวย กฎหมาย ใหอธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอํานาจหนาที่สั่งเพิกถอนหรือ แกไขได กอนท ี่ จะดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ใหอธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดี มอบหมายต ั้ งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นคณะหนึ่ง โดยมีอํานาจเรียกโฉนดที่ดิน หนังสือ รับรองการทําประโยชนเอกสารท ี่ไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เอกสารท ี่ไดจดแจง รายการทะเบียนอสังหาริมทรัพยหรือเอกสารอ ื่ นท ี่ เก ี่ ยวของมาพิจารณา พรอมท ั้ งแจงให ผูมีสวนไดเสียทราบเพ ื่อใหโอกาสคัดคาน ถาไมคัดคานภายในกําหนดสามสิบวันนับแต วันท ี่ไดรับแจง ใหถือวาไมมีการคัดคาน คณะกรรมการสอบสวนการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทํา ประโยชนที่ออกโดยคลาดเคลื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมาย อยางนอยตองมีเจาพนักงาน ฝายปกครองและตัวแทนคณะผูบริหารทองถ ิ่ นหรือผูบริหารทองถ ิ่ นที่ที่ดินน ั้ นต ั้ งอยูเปน กรรมการ การสอบสวนตามวรรคสองตองดําเนินการใหแลวเสร็จและสงใหอธิบดี หรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในกําหนดหกสิบวันนับแตวันท ี่ไดมีคําส ั่งใหทําการ สอบสวนในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนไมสามารถดําเนินการใหแลวเสร็จภายใน กําหนดเวลาดังกลาว ใหคณะกรรมการสอบสวนรายงานเหตุที่ทําใหการสอบสวนไมแลว เสร็จตออธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายเพ ื่ อขอขยายระยะเวลาการสอบสวน โดยใหอธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายส ั่ งขยายระยะเวลาดําเนินการไดตาม ความจําเปนแตไมเกินหกสิบวัน ใหอธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายพิจารณาใหแลวเสร็จภายใน สิบหาวันนับแตไดรับรายงานการสอบสวนจากคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคส ี่ เม ื่ ออธิบดี หรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายพิจารณาประการใดแลว ก็ใหดําเนินการไปตามนั้น สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๖๗ การดําเนินการเพิกถอนแกไขตามความในมาตรานี้ถาไมไดโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทําประโยชนมาใหถือวาโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทํา ประโยชนนั้นสูญหาย ใหเจาพนักงานที่ดินออกใบแทนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเพื่อ ดําเนินการตอไป ถามีการคลาดเคล ื่ อนเน ื่ องจากเขียนหรือพิมพขอความผิดพลาดโดยมี หลักฐานชัดแจงและผูมีสวนไดเสียยินยอมเปนลายลักษณอักษรแลว ใหเจาพนักงานที่ดิน มีอํานาจหนาท ี่ แกไขใหถูกตองได ในกรณีที่ศาลมีคําพิพากษาหรือคําส ั่ งถึงที่สุดใหเพิกถอนหรือแกไขอยางใด แลว ใหเจาพนักงานที่ดินดําเนินการตามคําพิพากษาหรือคําส ั่ งน ั้ นตามวิธีการท ี่ อธิบดี กําหนด การต ั้ งคณะกรรมการสอบสวน การสอบสวน การแจงผูมีสวนไดเสีย เพ ื่อใหโอกาสคัดคาน และการพิจารณาเพิกถอนแกไข ใหเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการ ที่กําหนดในกฎกระทรวง กฎกระทรวงท ี่ออกตามความในมาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแกไข เพ ิ่ มเติมโดยพระราชบัญญัติแกไขเพิ่ มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับท ี่ ๙) พ.ศ. ๒๕๔๓ คือ กฎกระทรวง กําหนดหลักเกณฑและวิธีการในการตั้ งคณะกรรมการสอบสวน การสอบสวน การแจงผูมีสวนไดเสียเพ ื่อใหโอกาสคัดคาน และการพิจารณาเพิกถอนหรือแกไขการออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทําประโยชนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก ี่ ยวกับอสังหาริมทรัพยหรือ การจดแจงเอกสารรายการจดทะเบียนอสังหาริมทรัพยโดยคลาดเคลื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งมีรายละเอียดดังตอไปนี้ หมวด ๑ การต ั้ งคณะกรรมการสอบสวนและการสอบสวน ขอ ๑ เม ื่อความปรากฏวาไดมีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชน หรือการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก ี่ ยวกับอสังหาริมทรัพยหรือการจดแจงเอกสารรายการจด สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๖๘ ทะเบียนอสังหาริมทรัพยใหแกผูใด โดยคลาดเคลื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมาย ใหอธิบดีหรือรอง อธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายต ั้ งคณะกรรมการสอบสวนข ึ้ นคณะหนึ่ง ดังน ี้ (๑) กรณีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนโดยคลาดเคลื่ อน หรือไมชอบดวยกฎหมาย (ก) สําหรับกรุงเทพมหานคร ประกอบดวยเจาพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร หรือเจาพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขา หรือขาราชการสังกัดกรมที่ดินท ี่ อธิบดีหรือรองอธิบดี ซึ่งอธิบดีมอบหมายเห็นสมควร เปนประธาน ผูวาราชการกรุงเทพมหานครหรือผูแทน ผูอํานวยการเขต ซึ่งที่ดินน ั้ นต ั้ งอยูหรือผูแทน และผูแทนสวนราชการอ ื่ นท ี่ เก ี่ ยวของตามที่เห็นสมควร เปนกรรมการ และขาราชการต ั้ งแตระดับหาข ึ้นไปในสํานักงานที่ดินกรุงเทพมหานครหรือสํานักงานที่ดิน กรุงเทพมหานครสาขา เปนกรรมการและเลขานุการ (ข) สําหรับจังหวัดอื่น ประกอบดวยเจาพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจาพนักงาน ที่ดินจังหวัดสาขา หรือขาราชการสังกัดกรมที่ดินท ี่ อธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมาย เห็นสมควร เปนประธาน นายอําเภอหรือปลัดอําเภอผูเปนหัวหนาประจําก ิ่ งอําเภอซ ึ่ งที่ดินน ั้ นต ั้ งอยู หรือผูแทน ตัวแทนคณะผูบริหารทองถ ิ่ นหรือผูบริหารทองถ ิ่ นซ ึ่ งที่ดินน ั้ นต ั้ งอยูหรือผูแทน และผูแทน สวนราชการอ ื่ นท ี่ เก ี่ ยวของตามท ี่ เห็นสมควร เปนกรรมการ และขาราชการต ั้ งแตระดับหาข ึ้นไปใน สํานักงานที่ดินจังหวัดหรือสํานักงานที่ดินจังหวัดสาขา เปนกรรมการและเลขานุการ ในกรณีที่ที่ดินน ั้ นมีอาณาเขตติดตอ คาบเก ี่ ยว หรืออยูในเขตปาสงวน แหงชาติเขตอุทยานแหงชาติเขตรักษาพันธุสัตวปา เขตหามลาสัตวปา หรือเขตท ี่ไดจําแนกใหเปน เขตปาไมถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีใหแตงต ั้ งผูแทนกรมปาไมเปนกรรมการดวย (๒) กรณีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก ี่ ยวกับอสังหาริมทรัพยหรือการจดแจง เอกสารรายการทะเบียนอสังหาริมทรัพยโดยคลาดเคลื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมาย (ก) สําหรับกรุงเทพมหานคร ประกอบดวยเจาพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร หรือเจาพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขา หรือขาราชการสังกัดกรมที่ดินท ี่ อธิบดีหรือรองอธิบดี ซึ่งอธิบดีมอบหมายเห็นสมควร เปนประธาน และกรรมการซ ึ่งเปนขาราชการต ั้ งแตระดับหาข ึ้นไป ในสํานักงานที่ดินกรุงเทพมหานครหรือสํานักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขาอีกสองคน โดยให กรรมการคนหน ึ่งเปนเลขานุการ (ข) สําหรับจังหวัดอื่น ประกอบดวยเจาพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจาพนักงาน ที่ดินจังหวัดสาขา หรือขาราชการสังกัดกรมที่ดินท ี่ อธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมาย สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๖๙ เห็นสมควร เปนประธาน และกรรมการซ ึ่งเปนขาราชการต ั้ งแตระดับหาข ึ้นไปในสํานักงานที่ดิน จังหวัดหรือสํานักงานที่ดินจังหวัดสาขาอีกสองคน โดยใหกรรมการคนหน ึ่งเปนเลขานุการ ขอ ๒ ใหคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการสอบสวนพยานหลักฐานใหไดความ วาไดมีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนหรือการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เก ี่ ยวกับอสังหาริมทรัพยหรือการจดแจงเอกสารรายการทะเบียนอสังหาริมทรัพยที่สอบสวนนั้น คลาดเคล ื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมายหรือไม การนัดสอบสวน การนัดพิจารณาหรือการอยางอ ื่ นท ี่ คณะกรรมการสอบสวนตอง แจงใหผูมีสวนไดเสียทราบ ใหกระทําเปนหนังสือ ขอ ๓ ในการสอบสวน ใหคณะกรรมการสอบสวนมีอํานาจเรียกโฉนดที่ดิน หนังสือ รับรองการทําประโยชนเอกสารท ี่ไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เอกสารท ี่ไดจดแจงรายการ ทะเบียนอสังหาริมทรัพยหรือเอกสารอ ื่ นท ี่ เก ี่ ยวของจากผูยึดถือมาประกอบการพิจารณาพรอมทั้ง แจงใหผูมีสวนไดเสียทราบเพ ื่อใหโอกาสคัดคาน เม ื่อคณะกรรมการไดรับเอกสารมาตามวรรคหน ึ่ งแลว ใหออกใบรับไวเปน หลักฐาน ในกรณีคณะกรรมการสอบสวนไมอาจเรียกเอกสารมาตามวรรคหน ึ่งไดใหบันทึก เหตุผลไวในสํานวนการสอบสวนท ี่ เสนออธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายดวย ขอ ๔ เม ื่ อดําเนินการสอบสวนเสร็จแลว ใหคณะกรรมการสอบสวนรายงานผล การสอบสวนน ั้ นตออธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมาย ในรายงานผลการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง ใหสรุปขอเท็จจริงและเหตุที่มีการออก โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนหรือการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก ี่ ยวกับ อสังหาริมทรัพยหรือการจดแจงเอกสารรายการทะเบียนอสังหาริมทรัพยโดยคลาดเคลื่ อนหรือไม ชอบดวยกฎหมายนั้น รวมท ั้งใหเสนอความเห็นตออธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายดวยวา สมควรส ั่ งเพิกถอนหรือแกไขความคลาดเคลื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมายน ั้ นหรือไมอยางไร กรรมการสอบสวนผูใดมีความเห็นแยง ใหทําความเห็นแยงติดไวกับสํานวนการ สอบสวนโดยใหถือเปนสวนหน ึ่ งของสํานวนการสอบสวนน ั้ นดวย ขอ ๕ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนไมสามารถดําเนินการสอบสวนใหแลวเสร็จ ภายในกําหนดหกสิบวันนับแตวันท ี่ไดมีคําส ั่งใหดําเนินการสอบสวน ใหคณะกรรมการสอบสวน สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๗๐ รายงานเหตุที่ทําใหการสอบสวนน ั้นไมแลวเสร็จตออธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายเพ ื่ อขอ ขยายระยะเวลาการสอบสวนกอนครบกําหนดระยะเวลาดังกลาว ขอ ๖ ภายในสิบหาวันนับแตวันท ี่ไดรับรายงานการสอบสวนจากคณะกรรมการ สอบสวน ถาอธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายเห็นสมควรใหมีการสอบสวนเพ ิ่ มเติม ใหกําหนดประเด็นพรอมท ั้ งสงเอกสารท ี่ เก ี่ ยวของไปใหคณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเพื่อ ดําเนินการสอบสวนเพ ิ่ มเติมตอไป ใหคณะกรรมการสอบสวนดําเนินการสอบสวนเพ ิ่ มเติมใหแลวเสร็จโดยเร็ว และ ใหสงผลการสอบสวนเพ ิ่ มเติมน ั้นไปใหอธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมาย หมวด ๒ การแจงผูมีสวนไดเสียเพอให ื่ โอกาสคัดคาน ขอ ๗ ในการสอบสวน ใหคณะกรรมการสอบสวนสงหนังสือแจงผูมีสวนไดเสีย เพ ื่อใหโอกาสคัดคานการเพิกถอนหรือแกไขการออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทําประโยชน หรือการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก ี่ ยวกับอสังหาริมทรัพยหรือการจดแจงเอกสารรายการ ทะเบียนอสังหาริมทรัพยที่คลาดเคล ื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมายนั้น ขอ ๘ การแจงผูมีสวนไดเสียเพ ื่อใหโอกาสคัดคานใหกระทําเปนหนังสือ โดยสง ทางไปรษณียลงทะเบียนตอบรับตามท ี่ อยูที่ผูมีสวนไดเสียไดใหไวแกพนักงานเจาหนาท ี่ในสารบบ ที่ดินแปลงนั้น ขอ ๙ ในกรณีที่ไมอาจแจงผูมีสวนไดเสียเพ ื่อใหโอกาสคัดคานไดให คณะกรรมการสอบสวนแจงผูมีสวนไดเสียโดยปดหนังสือแจงไวในที่เปดเผยสามารถเห็นไดชัดเจน ณ สํานักงานที่ดิน สํานักงานเขต ที่วาการอําเภอหรือที่วาการก ิ่ งอําเภอ ที่ทําการแขวงหรือที่ทําการ กํานันทองท ี่ สํานักงานหรือที่ทําการองคกรปกครองสวนทองถิ่น ซึ่งที่ดินน ั้ นต ั้ งอยูและในบริเวณ ที่ดินนั้น แหงละหน ึ่ งฉบับ ใหถือวาผูมีสวนไดเสียไดรับแจงเม ื่ อลวงพนระยะเวลาสิบหาวันนับแตวันปด หนังสือแจง สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๗๑ ขอ ๑๐ เม ื่ อผูมีสวนไดเสียไดรับแจงหรือถือวาไดรับแจงเพ ื่อใหมีโอกาสคัดคาน แลว และมีความประสงคที่จะคัดคานการเพิกถอนหรือแกไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรอง การทําประโยชนหรือการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก ี่ ยวกับอสังหาริมทรัพยหรือการจดแจง เอกสารรายการทะเบียนอสังหาริมทรัพยที่คลาดเคล ื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมายนั้น ใหทําหนังสือ คัดคานย ื่ นตอประธานคณะกรรมการสอบสวนภายในกําหนดสามสิบวันนับแตวันท ี่ไดรับแจง โดย ใหระบุเหตุผลที่คัดคานพรอมท ั้ งแสดงพยานหลักฐานท ี่ เก ี่ ยวของดวย ถาผูมีสวนไดเสียไมคัดคานภายในกําหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ใหถือวาไมประสงค ที่จะคัดคาน หมวด ๓ การส ั่ งเพกถอนหริ ือแกไข ขอ ๑๑ เม ื่อไดรับรายงานการสอบสวนจากคณะกรรมการสอบสวนตามขอ ๔ หรือขอ ๖ แลวอธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายจะพิจารณาส ั่ งเพิกถอนหรือแกไขการออก โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนหรือการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก ี่ ยวกับ อสังหาริมทรัพยหรือการจดแจงเอกสารรายการทะเบียนอสังหาริมทรัพยที่คลาดเคล ื่ อนหรือ ไมชอบดวยกฎหมายน ั้นไดตอเม ื่อปรากฏชัดแจงวาไดมีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการ ทําประโยชนหรือการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก ี่ ยวกับอสังหาริมทรัพยหรือการจดแจง เอกสารรายการทะเบียนอสังหาริมทรัพยนั้นโดยคลาดเคลื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมาย ขอ ๑๒ ในการออกคําส ั่ งเพิกถอนหรือแกไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรอง การทําประโยชนหรือการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก ี่ ยวกับอสังหาริมทรัพยหรือการจดแจง เอกสารรายการทะเบียนอสังหาริมทรัพยที่คลาดเคล ื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมายตามขอ ๑๑ ให อธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายแจงคําส ั่ งดังกลาวพรอมดวยเหตุผลใหผูมีสวนไดเสียทราบ ดวย ทั้งน ี้ใหนําความในขอ ๗ ขอ ๘ และขอ ๙ มาใชบังคับโดยอนุโลม สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๗๒ ประเด็นปญหา การท ี่ เจาหนาท ี่ไดลงวัน เดือน ปที่ออกใบแทนหนังสือรับรอง การทําประโยชน (หรือโฉนดที่ดิน) ผิดไปจากขอเท็จจริง ถือวาเปนการออกหนังสือรับรองการทํา ประโยชน (หรือโฉนดที่ดิน) คลาดเคล ื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมาย หรือไม มีคําวินิจฉัยของ ศาลปกครองสูงสุด ดังน ี้ คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๑๑๓/๒๕๔๙ กรณีที่เจาหนาท ี่ แกไขเดือนท ี่ออกใบแทนหนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส. ๓) ฉบับพิพาทใน น.ส. ๓ ฉบับพนักงานเจาหนาท ี่ เน ื่ องจากเจาหนาท ี่ไดระบุเดือนท ี่ออกใบแทน ในสารบัญจดทะเบียน น.ส. ๓ ดังกลาว คลาดเคล ื่ อนจากเดือนกรกฎาคมเปนเดือนมิถุนายน นั้น การกระทําดังกลาวเปนการดําเนินการตามวิธีการที่กําหนดในขอ ๑๘ ของกฎกระทรวง ฉบับท ี่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ เพ ื่อให ทราบวาไดมีการออกใบแทน น.ส. ๓ ฉบับพิพาทไปเมื่ อวัน เดือน ปใดเทานั้น เมอม ื่ หลีกฐานชัดแจั ง วาเจาพนักงานที่ดิน (ผูถูกฟองคดี) มีคําส ั่งใหออกใบแทน น.ส. ๓ ฉบับพิพาทเม ื่ อเดือนกรกฎาคม จึงเปนการระบุเดือนท ี่ออกใบแทนโดยคลาดเคลื่ อน เจาหนาที่จึงมีอํานาจดําเนินการแกไขให ถูกตองไดโดยไมตองแจงใหผูมีสวนไดเสียเก ี่ ยวกับ น.ส. ๓ ฉบับพิพาทใหความยินยอม เน ื่ องจาก กรณีดังกลาวมิใชเปนการออกหนังสือรับรองการทําประโยชนหรือการจดแจงเอกสารรายการ จดทะเบียนอสังหาริมทรัพยโดยคลาดเคลื่ อนตามมาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ประเด็นปญหา การท ี่ ศาลมีคําพิพากษาใหเปนไปตามสัญญาประนีประนอม ยอมความที่คูความในคดีแพงตกลงยินยอมใหมีการเพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ที่พนักงานเจาหนาท ี่ตามประมวลกฎหมายที่ดินไดดําเนินการใหไป นั้น คําพิพากษาดังกลาวถือวา เปนคําพิพากษาถึงที่สุดใหเพิกถอนหรือแกไขรายการจดทะเบียนฯ ที่เจาพนักงานที่ดินจะตอง ดําเนินการเพิกถอนหรือแกไขใหเปนไปตามคําพิพากษาน ั้ นตามนัยมาตรา ๖๑ วรรคแปด แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแกไขเพิ่ มเติมโดยพระราชบัญญัติแกไขเพิ่ มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับท ี่ ๙) พ.ศ. ๒๕๔๓ หรือไม มีคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ดังน ี้ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๗๓ คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๓๕๖/๒๕๔๙ แมผูฟองคดีซึ่งเปนทายาทของเจามรดกไดยื่นฟองคดีตอศาลยุติธรรมขอใหศาล เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกระหวางผูจัดการมรดกกับทายาทผูรับโอน และใหใสชื่อผูฟองคดี เปนผูรับมรดกรวมดวยแตตอมาผูฟองคดีและคูความไดตกลงทําสัญญาประนีประนอมยอมความ กัน โดยผูจัดการมรดกและทายาทท ี่ไดรับโอนมรดกที่ดินพิพาทไดตกลงเพิกถอนการจดทะเบียน โอนมรดกนั้น และใหผูฟองคดีรับโอนมรดกแตเพียงผูเดียว ซึ่งศาลไดมีคําพิพากษาตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ และคําพิพากษาดังกลาวก็ไมใชคําพิพากษาถึงที่สุดใหเพิกถอนหรือ แกไขรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่พิพาท ดังนั้น เม ื่ อผูฟองคดีนําสัญญาประนีประนอม ยอมความและคําพิพากษาตามยอมไปยื่ นคําขอตอเจาพนักงานที่ดินใหเพิกถอนรายการ จดทะเบียนโอนมรดก จึงเปนการขอเพิกถอนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไมอยูใน หลักเกณฑการขอเพิกถอนการจดทะเบียนตามนัยมาตรา ๖๑ วรรคแปด แหงประมวลกฎหมาย ที่ดินท ี่ เจาพนักงานที่ดินจะตองดําเนินการเพิกถอนตามนัยดังกลาวได เม ื่ อขอเท็จจริงปรากฏวา คูความไดตกลงทําสัญญาประนีประนอมยอมความและ ศาลมีคําพิพากษาตามยอม โดยไมไดวินิจฉัยวาการจดทะเบียนโอนมรดกไมชอบดวยกฎหมาย แตอยางใด กรณีไมใชการเพิกถอนรายการจดทะเบียนตามมาตรา ๖๑ วรรคแปด แหงประมวล กฎหมายที่ดินแลว หากผูฟองคดีประสงคจะขอจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทใหเปนไป ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคําพิพากษาตามยอม ผูฟองคดีตองเสียคาธรรมเนียม การโอนในอัตรารอยละ ๒ ตามขอ ๒ (๗) (ก) ของกฎกระทรวง ฉบับท ี่ ๔๗ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตาม ความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ เจาพนักงานที่ดินไมอาจ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินใหโดยคิดคาธรรมเนียมในอัตรารอยละ ๐.๕ ของขอ ๒ (๗) (ง) ของ กฎกระทรวงดังกลาวได ประเด็นปญหา การท ี่ อธิบดีกรมที่ดินหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายส ั่งให เพิกถอนโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนเปน “คําส ั่งทางปกครอง” หรือไม มีคํา วินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดและคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขดังน ี้ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๗๔ คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๕๘๑/๒๕๔๙ คําส ั่ งของอธิบดีกรมที่ดินท ี่ อาศัยอํานาจตามมาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมาย ที่ดินใหเพิกถอนหนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส. ๓ ก.) ของผูฟองคดีมีผลทําใหน.ส. ๓ ก. ของผูฟองคดีถูกเพิกถอน และผูฟองคดีตองเสียสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธ ิ์ในที่ดินไป คําสั่ง ดังกลาวจึงเปนคําส ั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เม ื่ อผูฟองคดีเห็นวาคําส ั่ งดังกลาวไมชอบดวยกฎหมายและนํามาฟอง ตอศาลปกครอง จึงเปนคดีพิพาทเก ี่ ยวกับการท ี่ หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาท ี่ ของรัฐ ออกคําส ั่งโดยไมชอบดวยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แมคดีจะมีประเด็นท ี่ จะตองพิจารณา เก ี่ ยวกับสิทธิในที่ดิน ศาลปกครองก็มีอํานาจท ี่ จะแสวงหาขอเท็จจริงเพ ื่ อการพิจารณาถึงความชอบ ของการใชอํานาจตามกฎหมายของอธิบดีกรมที่ดิน (ผูถูกฟองคดี) เทานั้น หากศาลปกครองเห็นวา คําส ั่งไมชอบดวยกฎหมายก็ยอมมีอํานาจส ั่ งเพิกถอนคําส ั่งไดตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แหง พระราชบัญญัติเดียวกัน แตศาลไมอาจมีคําบังคับท ี่เปนการรับรองสิทธิในที่ดินใหแกผูฟองคดีได คําวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขที่ ๒๐๖/๒๕๔๑ คําส ั่งใหเพิกถอนโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนที่ออกโดย คลาดเคล ื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมาย ตามมาตรา ๖๑ วรรคหนึ่ง แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เปน คําส ั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังนั้น กอนท ี่ จะนําขอพิพาทมารองทุกขตอคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขผูรองทุกขจะตอง ดําเนินการตามข ั้ นตอนท ี่ กฎหมายกําหนดใหคูกรณีใชสิทธิอุทธรณตามมาตรา ๔๔ แหง พระราชบัญญัติเดียวกัน เพ ื่อใหฝายปกครองดําเนินการแกไขปญหาเสียช ั้ นหนงก ึ่ อน ประเด็นปญหา เม ื่ ออธิบดีกรมที่ดินหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายไดมีคําสั่ง ใหเพิกถอนโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนแลว หากเจาของโฉนดที่ดินหรือหนังสือ รับรองการทําประโยชนเห็นวาเปนคําส ั่ งท ี่ไมชอบดวยกฎหมายและประสงคจะอุทธรณโตแยง จะตองใชสิทธิอุทธรณโตแยงตามกฎหมายใด มีคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ดังน ี้ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๗๕ คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๗๑๔/๒๕๔๙ ตามมาตรา ๖๑ วรรคสอง แหงประมวลกฎหมายที่ดินไดบัญญัติขั้นตอนการ ดําเนินการกรณีที่จะเพิกถอนหรือแกไขโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนหรือการจด ทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหผูที่มีสวนไดเสียไดมีโอกาสคัดคานตอคณะกรรมการสอบสวนทแต ี่ งต ั้ง ขึ้นโดยคําส ั่ งของอธิบดีกรมที่ดิน สําหรับกรณีที่ผานข ั้ นตอนการดําเนินการของคณะกรรมการ สอบสวนมาแลว โดยอธิบดีกรมที่ดินไดมีคําส ั่ งเพิกถอนโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทํา ประโยชนแลว หากเจาของโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนที่ถูกเพิกถอนเห็นวาคําสั่ง เพิกถอนดังกลาวไมถูกตองก็ตองใชสิทธิอุทธรณตามมาตรา ๔๔ แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เน ื่องจากตามประมวลกฎหมายที่ดินไมไดกําหนดระยะเวลา การอุทธรณไวโดยเฉพาะ และไมอาจนําระยะเวลาการคัดคานของผูมีสวนไดเสียตามมาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดินมาใชบังคับโดยอนุโลมไดเพราะเปนคนละข ั้ นตอนกัน ประเด็นปญหา คําส ั่ งแตงต ั้ งคณะกรรมการสอบสวนเพ ื่ อพิจารณาเพิกถอนหรือ แกไขโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนฯลฯ ที่คลาดเคล ื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมาย เปนคําส ั่งทางปกครองหรือไม มีคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ดังน ี้ คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๓๕๗/๒๕๔๖ ถึงแมการออกคําส ั่ งแตงต ั้ งคณะกรรมการสอบสวนเพ ื่ อพิจารณาเพิกถอนหนังสือ แสดงสิทธิในที่ดินจะเปนการใชอํานาจตามมาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แตก็เปน เพียงการออกคําส ั่งภายในฝายปกครองเพื่ อแสวงหาขอเท็จจริงมาประกอบการพิจารณาเทานั้น ยังไมมีการส ั่ งเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินท ี่ กระทบสิทธิของผูมีชื่อในหนังสือแสดงสิทธิใน ที่ดินดังกลาว ที่จะทําใหเปนผูไดรับความเดือดรอนหรือเสียหาย อันจะเปนผูมีสิทธิฟองคดีตอ ศาลปกครองไดตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่งแหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๔๒๔/๒๕๔๖ คําส ั่ งแตงต ั้ งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เปนเพียงการเตรียมการเพ ื่ อจัดใหมีคําส ั่งทางปกครองของอธิบดีกรมที่ดิน หรือรองอธิบดีกรมที่ดิน ที่ไดรับมอบหมายตอไป ซึ่งเปนการพิจารณาทางปกครองตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๗๖ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ผูฟองคดีจึงยังไมใชผูเดือดรอนหรือผูเสียหายอันเกิด จากคําส ั่ งแตงต ั้ งคณะกรรมการสอบสวนที่มีสิทธิฟองขอใหศาลส ั่ งเพิกถอนคําส ั่ งดังกลาวตาม มาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประเด็นปญหา การท ี่ เจาหนาท ี่ ของรัฐมีหนังสือถึงผูครอบครองที่ดินใหนําโฉนด ที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนซึ่งออกโดยไมชอบดวยกฎหมายเพราะออกทับท ี่ สาธารณประโยชนบางสวนไปมอบใหเพ ื่ อทําการแกไขใหถูกตอง เปน “คําส ั่งทางปกครอง” หรือไม มีคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ดังน ี้ คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๓๙๓/๒๕๔๕ การที่ผูวาราชการจังหวัดมีหนังสือถึงผูครอบครองที่ดินใหนําโฉนดที่ดินซ ึ่ งออกทับ ที่สาธารณประโยชนบางสวนไปมอบใหเพ ื่ อทําการแกไขใหถูกตอง โดยมีเน ื้อหาเปนการตอบ ขอรองเรียนของผูครอบครองที่ดิน และแนะนําผูครอบครองที่ดินใหนําโฉนดที่ดินไปยื่นขอใหมีการ รังวัดสอบเขตใหมใหถูกตอง เม ื่ อหนังสือไมไดระบุชื่อผูรับวาเปนผูมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทและ ไมไดมีลักษณะเปนการออกคําส ั่ งตอผูมีชื่อในโฉนดที่ดิน จึงยังไมมีลักษณะเปนการแจงคําสั่ง ทางปกครองที่สั่งใหผูมีชื่อตามโฉนดที่ดินสงโฉนดที่ดินคืนเพ ื่ อแกไขความผิดพลาดตามที่กําหนด ในมาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ยังไมกอใหเกิดหนาที่กับผูมีชื่อในโฉนดที่ดินและแมผูนั้น จะไมดําเนินการตามที่ผูวาราชการจังหวัดแจงใหทราบก็ไมกอใหเกิดผลเสียหายใดๆ ขึ้น กรณียัง ถือไมไดวาหนังสือดังกลาวหรือขอความท ี่ ระบุในหนังสือเปนการกระทําที่กอใหเกิดความเสียหาย ตอผูครอบครองที่ดินและผูมีชื่อในโฉนดที่ดิน บุคคลท ั้ งสองจึงไมใชผูเดือดรอนเสียหายตาม มาตรา ๔๒ แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประเด็นปญหา ในกรณีที่ไดมีการออกหนังสือรับรองการทําประโยชน (หรือ โฉนดที่ดิน) ในเขตปาสงวนแหงชาติซึ่งกรมปาไม (เดิม) เห็นวาไมชอบดวยกฎหมาย กรมปาไมใน ฐานะผูดูแลรักษาปาสงวนแหงชาติจะดําเนินการฟองรองเจาของที่ดินเพ ื่อขอใหศาลเพิกถอน หนังสือรับรองการทําประโยชน (หรือโฉนดที่ดิน) นั้นไดหรือไมเพียงใด หากไมสามารถดําเนินการ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๗๗ ฟองรองไดสมควรดําเนินการเก ี่ ยวกับเร ื่ องน ี้ประการใด มีคําวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการรางกฎหมาย) ดังน ี้ ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาท ี่ ๑๔๒/๒๕๓๓ ถามีการออกหนังสือรับรองการทําประโยชน (หรือโฉนดที่ดิน) ในเขตปาสงวน แหงชาติแลว การออกหนังสือรับรองการทําประโยชน (หรือโฉนดที่ดิน) ดังกลาวยอมไมชอบดวย กฎหมาย เพราะในเขตปาสงวนแหงชาตินั้น จะออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไมไดกรมปาไมจึง อาจขอใหพนักงานเจาหนาที่ที่มีอํานาจตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๖๑ สั่งเพิกถอนหรือ แกไขหนังสือรับรองการทําประโยชนนั้นไดแตเน ื่ องจากอํานาจในการสั่ งเพิกถอนหรือแกไขหนังสือ รับรองการทําประโยชนตามมาตรา ๖๑ เปนดุลพินิจของพนักงานเจาหนาท ี่ ตามมาตราดังกลาว ที่จะใชอํานาจน ั้ นหรือไมก็ไดถาพนักงานเจาหนาที่มิไดสั่งเพิกถอนหรือแกไขหนังสือรับรองการทํา ประโยชนแลวกรมปาไมในฐานะผูดูแลรักษาปาสงวนแหงชาติสามารถนําคดีมาฟองศาลเพ ื่อขอให ศาลเพิกถอนหนังสือรับรองการทําประโยชนที่ออกโดยไมชอบดวยกฎหมายน ั้นได ขอสังเกต ความเห็นน ี้เปนความเห็นกอนท ี่ จะมีการแกไขเพิ่ มเติมมาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดินโดยพระราชบัญญัติแกไขเพิ่ มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับท ี่ ๙) พ.ศ. ๒๕๔๓ จากเดิมที่บัญญัติใหอธิบดีกรมที่ดินและผูวาราชการจังหวัด (แลวแตกรณี) มีอํานาจ ในการเพิกถอนหรือแกไขโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนฯลฯ ที่คลาดเคล ื่ อนหรือไม ชอบดวยกฎหมาย เปนใหอธิบดีกรมที่ดินหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอํานาจหนาท ี่ เพิกถอนหรือแกไขได ประเด็นปญหา กรณีที่ปรากฏวามีการออกโฉนดที่ดินสําหรับท ี่ ราชพัสดุทับที่ดิน ของเอกชน หากทางราชการจะคืนที่ดินดังกลาวใหแกเอกชน จะถือวาเปนการจําหนายทรัพยสิน ของแผนดินหรือไม ถาเปนการจําหนายทรัพยสินของแผนดิน จะถือวาเปนการจําหนาย สาธารณสมบัติของแผนดินที่ตองดําเนินการตราพระราชบัญญัติหรือไม มีคําวินิจฉัยของคณะกรรมการ กฤษฎีกา (กรรมการรางกฎหมาย) ดังน ี้ ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาท ี่ ๘๔/๒๕๑๔ กรณีที่ทางราชการรังวัดออกโฉนดที่ดินสําหรับท ี่ ราชพัสดุคลาดเคล ื่ อนตอความ เปนจริง เชน รังวัดกันเอาที่ดินของเอกชนบางสวนมาเปนท ี่ ราชพัสดุการท ี่ จะนําที่ดินคืนแกเอกชน สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๗๘ จึงมิใชเปนการจําหนายที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน กรณีดังกลาวเปนการเพิกถอนหรือ แกไขโฉนดที่ดินท ี่ออกไปโดยคลาดเคลื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมายซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ กําหนดใหอธิบดีมีอํานาจเรียกโฉนดที่ดินหรือเอกสารท ี่ไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือเอกสารท ี่ไดจดแจงรายการทะเบียนมาเพิกถอนหรือแกไขใหถูกตองไดไมจําเปนตอง ดําเนินการโดยตราเปนพระราชบัญญัติ ประเด็นปญหา การท ี่ เจาพนักงานที่ดินปฏิเสธคํารองขอของประชาชนที่ขอให เพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชน โดยผูรองไดนําหลักฐานมาพิสูจนใหเห็นแลววาการจดทะเบียนน ั้นไมชอบดวยกฎหมาย คําส ั่ งของ เจาพนักงานที่ดินดังกลาวถือวาชอบดวยกฎหมายหรือไม มีคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ดังน ี้ คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๖๙/๒๕๔๗ การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก ี่ ยวกับอสังหาริมทรัพยซึ่งไดมาโดยทางมรดก ตามมาตรา ๘๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เปนการใชอํานาจตามกฎหมายของเจาหนาที่ที่มีผล เปนการสรางนิติสัมพันธขึ้นระหวางบุคคลในอันท ี่ จะกอ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมี ผลกระทบตอสถานภาพของสิทธิหรือหนาท ี่ ของบุคคล จึงเปนคําส ั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งการจดทะเบียนท ี่ ชอบดวย กฎหมายนอกจากจะตองดําเนินการถูกตองตามรูปแบบ ขั้นตอน และวิธีการอันเปนสาระสําคัญ ตามที่กําหนดไวในมาตราดังกลาว และกฎกระทรวง ฉบับท ี่ ๒๔ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ออกตามความใน พระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ แลว สาระของการจดทะเบียนคือ ขอเท็จจริงเก ี่ ยวกับสิทธิในการรับมรดกอสังหาริมทรัพยที่ขอจดทะเบียนน ั้ นจะตองชอบดวย กฎหมายดวย ดังนั้น เม ื่ อมีหลักฐานแสดงวาผูฟองคดีเปนบุตรของเจามรดก ยอมมีสิทธิไดรับ มรดกที่ดินที่พิพาทดวย การท ี่ ทายาทผูขอจดทะเบียนยืนยันตอพนักงานเจาหนาที่วา เจามรดกมี ทายาทผูมีสิทธิไดรับมรดกเพียงผูขอจดทะเบียนเทานั้น โดยไมไดแจงใหพนักงานเจาหนาท ี่ ทราบ วาผูฟองคดีก็เปนบุตรดวยจึงเปนขอเท็จจริงเก ี่ ยวกับทายาทผูมีสิทธิไดรับมรดกท ี่ไมถูกตอง ดังนั้น การท ี่ เจาพนักงานที่ดินดําเนินการจดทะเบียนใหไปตามที่ผูขอจดทะเบียนโอนมรดกแสดงหลักฐาน จึงเปนการจดทะเบียนท ี่ไมชอบดวยกฎหมาย เม ื่ อเจาพนักงานที่ดินจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ไปโดยไมชอบดวยกฎหมาย เจาพนักงานที่ดินมีหนาที่ดําเนินการตามหลักเกณฑและวิธีการ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๗๙ ที่กําหนดไวในมาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดินและกฎกระทรวงท ี่ เก ี่ ยวของ โดยตองรายงาน ขอเท็จจริงพรอมความเห็นและเหตุผลไปยังผูบังคับบัญชาตามลําดับจนถึงอธิบดีกรมที่ดิน หรือ รองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายเพ ื่ อดําเนินการแตงต ั้ งคณะกรรมการสอบสวนทําการสอบสวนตอไป การท ี่ไมดําเนินการดังกลาวกลับแจงใหทายาทที่รองขอใหเพิกถอนไปใชสิทธิทางศาล เปนการ กระทําท ี่ไมชอบดวยกฎหมายอันมีลักษณะเปนการสรางข ั้นตอนโดยไมจําเปนหรือสรางภาระให เกิดกับประชาชนเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประเด็นปญหา การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนพิพาทเปน การออกโดยคลาดเคลื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมายอันจะตองดําเนินการเพิกถอนหรือแกไขตาม มาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม มีคําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขดังน ี้ คําวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขที่ ๙๖/๒๕๒๗ เม ื่ อขอเท็จจริงปรากฏวาโฉนดที่ดินของผูรองทุกขบางสวนออกทับทางสาธารณประโยชน อธิบดีกรมที่ดินยอมมีอํานาจส ั่ งเพิกถอนหรือแกไขไดตามมาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งกอนท ี่ จะมีการดําเนินการเพ ื่ อเพิกถอนโฉนดที่ดินนั้น กรมที่ดินไดแจงใหเจาพนักงานที่ดิน มีหนังสือแจงใหผูรองทุกขยินยอมใหมีการรังวัดกันเขตทางสาธารณประโยชนออก แลวแกไขรูป แผนท ี่ และเน ื้ อท ี่ในโฉนดที่ดินใหถูกตอง แตผูรองทุกขไมยินยอมและคัดคานภายในกําหนดเวลา ดังนั้น การท ี่ อธิบดีกรมที่ดินดําเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินจึงเปนการปฏิบัติไปตามขั้ นตอนของ กฎหมายแลว หมายเหตุ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาไดตั้งขอสังเกตประกอบการ พิจารณาส ั่ งการของนายกรัฐมนตรีวาการท ี่ อธิบดีกรมที่ดินไดสั่งการใหเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท ทั้งที่มีเพียงบางสวนของโฉนดที่ดินดังกลาวเทาน ั้ นท ี่ ออกทับทางสาธารณประโยชนถือวาเปนการ ใชอํานาจเกินกวาท ี่ จะมี “เหตุผล” สนับสนุน ดังนั้น จึงเปนการใชอํานาจโดยไมชอบ เน ื่ องจาก มาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดินไดใหอํานาจแกอธิบดีกรมที่ดินไวหลายประการ คือ เพิกถอน แกไข หรือออกใบแทนโฉนดที่ดิน กรณีนี้สมควรส ั่ งแกไขใหถูกตองไดการท ี่ เจาของที่ดิน (ผูรองทุกข) ไมยินยอมหรือไมใหความรวมมือในการรังวัดกันเขตทางสาธารณะออก ไมใชเหตุผลท ี่ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๘๐ จะทําใหอธิบดีกรมที่ดินจะสามารถใชดุลพินิจส ั่ งการเพิกถอนโฉนดที่ดินเสียท ั้ งฉบับ ทั้งน ี้ในการ สั่งแกไขโฉนดที่ดินเพียงบางสวน อธิบดีกรมที่ดินมีวิธีการตามบทบัญญัติของกฎหมายอยูแลวท ี่ จะ ดําเนินการไดโดยพนักงานเจาหนาท ี่ สามารถเขาไปทําการรังวัดไดตามมาตรา ๖๖ แหงประมวล กฎหมายที่ดิน คําวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขที่ ๕๗/๒๕๒๘ เม ื่อปรากฏวาที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส. ๓) ของผูรองทุกขอยู ในเขตที่สาธารณประโยชนซึ่งทางราชการไดประกาศขึ้ นทะเบียนไวเปนท ี่ สงวนหวงหามสําหรับ เล ี้ ยงสัตวกอนที่ผูรองทุกขจะเขาครอบครอง ผูรองทุกขจึงไมมีสิทธิครอบครองที่ดินแตอยางใด ดังนั้น การออก น.ส. ๓ ดังกลาวยอมไมชอบดวยกฎหมาย ยอมตองถูกเพิกถอนตามมาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน การปฏิบัติหนาท ี่ ของเจาหนาท ี่ ของรัฐที่ดําเนินการเพิกถอน น.ส. ๓ ดังกลาว จึงเปนการปฏิบัติไปตามอํานาจหนาท ี่ ตามท ี่ กฎหมายกําหนด คําวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขที่ ๙๓/๒๕๒๘ แมทางราชการจะตกลงโอนที่ดินท ี่เปนทางสาธารณประโยชนแลกเปลี่ ยนกับที่ดิน ของเอกชนเพ ื่ อนํามาจัดทําเปนถนนสาธารณประโยชนก็ตาม แตหากหนวยงานซ ึ่ งมีหนาท ี่ ตาม กฎหมายในการดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผนดินดังกลาวมิไดดําเนินการใหมีการถอนสภาพ หรือออกพระราชบัญญัติโอนที่ดินท ี่เปนทางสาธารณประโยชนใหแกเอกชนรายน ั้นใหถูกตองตาม มาตรา ๘ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแกไขเพิ่ มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับท ี่ ๓๓๔ ลงวันท ี่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ เสียกอน ทางสาธารณประโยชนดังกลาวยอมยังคงเปน สาธารณสมบัติของแผนดินและไมสามารถนําไปออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไดการออกหนังสือ แสดงสิทธิในที่ดินใหแกเอกชนโดยทับทางสาธารณประโยชนดังกลาวจึงเปนการออกหนังสือแสดง สิทธิในที่ดินท ี่ไมชอบดวยกฎหมาย ซึ่งตองแกไขหรือเพิกถอนตามมาตรา ๖๑ แหงประมวล กฎหมายที่ดิน และเพ ื่ อมิใหเกิดความเดือดรอนเสียหายดังกลาวแกเจาของหนังสือแสดงสิทธิใน ที่ดิน หากปรากฏวาเปนกรณีที่มีเพียงบางสวนของหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินดังกลาวออกทับทาง สาธารณประโยชนก็ควรแกไขโดยกันรูปที่ดินสวนท ี่เปนทางสาธารณประโยชนออก หมายเหต ุขอเท็จจริงกรณีรองทุกขนี้ปรากฏวาอําเภอเมืองอุบลราชธานีไดออก หนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส. ๓ ก.) เน ื้ อท ี่ประมาณ ๕๐ ตารางวาใหแกนาง ป. ทับทางเกวยนี สาธารณประโยชนที่อยูติดกับที่ดินของผูรองทุกขทําใหผูรองทุกขไมสามารถออกสูทางสาธารณะได  ทั้งน ี้มีเหตุเน ื่ องมาจากการท ี่ ชาวบานและผูปกครองทองท ี่ไดรวมกันพัฒนาถนนในหมูบานโดยตัด ทางสายใหมซึ่งตองผานที่ดินของนาง ป. ชาวบานและผูปกครองทองที่จึงขอรองใหนาง ป.อุทิศ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๘๑ ที่ดินใหตัดถนนดังกลาว และไดตกลงยกที่ดินสวนท ี่เปนทางเกวียนเดิมใหเปนการตอบแทน ตอมา นาง ป. ไดไปขอออก น.ส. ๓ ก. โดยคลุมทางเกวียนพิพาทไปดวย ผูรองทุกขจึงรองทุกขขอความ เปนธรรมใหมีทางออกสูทางสาธารณประโยชนดวย ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขไดมี คําวินิจฉัยดังกลาวขางตน และในการนี้ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาไดตั้งขอสังเกตเพื่อ ประกอบการพิจารณาส ั่ งการของนายกรัฐมนตรีวา เร ื่ องรองทุกขกรณีนี้เปนเร ื่ องที่นาพิจารณาเปน พิเศษเพราะเปนกรณีที่มีความขัดแยงกันระหวาง “ประโยชนสาธารณะ” กับ “ประโยชนของ เอกชน” ที่ชัดแจงกลาวคือขอเท็จจริงปรากฏวาชาวบานไดขอรองใหนาง ป. แลกเปลี่ ยนที่ดินของ ตนกับทางเกวียนสาธารณะ ซึ่งมีเน ื้ อที่นอยกวา เพ ื่ อนํามาจัดทําเปนถนนสาธารณะสายใหม ในขณะที่ คณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขวินิจฉัยวา การออก น.ส. ๓ ก. ไมชอบดวยกฎหมาย เพราะออกทับทางสาธารณประโยชนซึ่งตองดําเนินการแกไขใหถูกตอง ทั้งน ี้ เพ ื่ อแกไขความ เดือดรอนของผูรองทุกข อยางไรก็ตาม ความเห็นดังกลาวก็ไมนาเปนอุปสรรคในการที่ ทางราชการ จะตราพระราชบัญญัติโอนที่ดินใหแกนาง ป. ทั้งน ี้โดยคํานึงถึง “ประโยชนสาธารณะ” ที่ไดจากถนน สายใหมและคํานึงถึง “สภาพที่ดินของผูรองทุกข” ที่ติดถนนอยูดานหน ึ่ งแลว คําวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขที่ ๑๓๓/๒๕๔๑ ผูรองทุกขไดซื้อที่ดินพิพาทมาจากเจาของเดิมต ั้ งแตพ.ศ. ๒๕๐๔ แตตอมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ เจาของเดิมกลับทําหนังสือยอมอุทิศที่ดินพิพาทบางสวนใหสรางทางหลวง โดยผูรองทุกข มิไดรูเห็นยินยอมดวย และผูรองทุกขยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตอเน ื่องมาโดยตลอด หนังสือ ยินยอมอุทิศที่ดินของเจาของเดิมยอมไมผูกพันผูรองทุกข ดังนั้น เม ื่ อผูรองทุกขไปขอรังวัดตรวจสอบ เน ื้ อท ี่ ตาม น.ส. ๓ และเปลี่ ยน น.ส. ๓ เปน น.ส. ๓ ก. ตามนัยมาตรา ๖๙ ทวิแหงประมวล กฎหมายที่ดิน การท ี่ เจาหนาท ี่ไดรังวัดกันเน ื้ อท ี่ บางสวนไวเพ ื่ อจัดทําทางหลวง และออก น.ส. ๓ ก. ใหผูรองทุกขโดยยึดถือตามหนังสืออุทิศที่ดินของเจาของเดิม เปนเหตุใหจํานวนเน ื้ อที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของผูรองทุกขขาดหายไป จึงเปนการออก น.ส. ๓ ก. โดยไมชอบดวยกฎหมายซึ่งจะตอง ดําเนินการแกไขใหถูกตองตามมาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน คําวินิจฉัยกรณีอื่นๆ ที่นาสนใจ คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๓๖๗/๒๕๔๕ การท ี่ เจาพนักงานที่ดินจดทะเบียนแบงแยกที่ดินเปนการใชอํานาจตามกฎหมาย ที่มีผลเปนการสรางนิติสัมพันธขึ้นระหวางบุคคล จึงเปนคําส ั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แหง สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๘๒ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เม ื่ อผูฟองคดีเห็นวาไมชอบดวย กฎหมายจึงไดมีหนังสือใหเพิกถอนการจดทะเบียนดังกลาว ถือไดวาผูฟองคดีไดอุทธรณคําสั่ง ทางปกครองตอเจาพนักงานที่ดิน (ผูถูกฟองคดี) ตามมาตรา ๔๔ แหงพระราชบัญญัติเดียวกัน หากผูถูกฟองคดีเห็นดวยกับคําอุทธรณจะตองดําเนินการเพิกถอนหรือแกไขตามมาตรา ๖๑ แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน แตถาไมเห็นดวยก็จะตองรายงานความเห็นพรอมเหตุผลไปยังผูมีอํานาจ พิจารณาคําอุทธรณตามมาตรา ๔๕ แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เม ื่ อผูถูกฟองคดีไมเห็นดวยกับคําอุทธรณของผูฟองคดีแตกลับมีหนังสือปฏิเสธและ ใหไปใชสิทธิทางศาล จึงเปนคําวินิจฉัยอุทธรณที่ไมถูกตองตามมาตรา ๔๕ แหงพระราชบัญญัติ ดังกลาว ผูฟองคดียอมมีสิทธินําคดีมาฟองตอศาลได คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๖๙๐/๒๕๔๖ ผูถูกฟองคดีดํารงตําแหนงเจาพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา เปนเจาพนักงานที่ดิน ตามคําส ั่งกระทรวงมหาดไทย ที่๔๖๖/๒๕๒๒ ลงวันท ี่ ๖ มิถุนายน ๒๕๒๒ และเปนพนักงาน เจาหนาท ี่ ตามมาตรา ๗๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน จึงมีอํานาจสอบสวนและเรียกหนังสือรับรอง การทําประโยชนที่ออกโดยคลาดเคลื่ อน หรือไมชอบดวยกฎหมายมาพิจารณา สรุปรายงานชี้ แจง เหตุที่คลาดเคล ื่ อน หรือไมชอบดวยกฎหมายไปยังผูมีอํานาจส ั่ งเพิกถอนหรือแกไขตามมาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดินไดเม ื่ อเหตุแหงการฟองคดีเกิดจากการที่ผูถูกฟองคดีใชอํานาจเรียก หนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส. ๓ ก.) จากผูฟองคดีมาพิจารณาดําเนินการเพ ื่ อเสนอ ความเห็นใหพนักงานเจาหนาที่ผูมีอํานาจตามกฎหมายพิจารณาส ั่ งเพิกถอนหรือแกไขตามมาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เน ื่ องจากมีบางสวนออกทับท ี่ สาธารณสมบัติของแผนดิน โดยผูถูกฟองคดีไดเรียก น.ส. ๓ ก. ของผูฟองคดีมาพิจารณาต ั้ งแตปพ.ศ. ๒๕๔๕ ก็ยังดําเนินการ ไมแลวเสร็จ ประเด็นสําคัญแหงคดีนี้จึงเปนเร ื่ องกลาวหาวาผูถูกฟองคดีปฏิบัติหนาท ี่ในเรื่ อง ดังกลาวลาชาเกินสมควร การท ี่ศาลปกครองชั้ นตนกําหนดประเด็นวา ผูฟองคดีมีสิทธิครอบครอง ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. พิพาทหรือไม โดยไมมีผูใดโตแยงเร ื่ องสิทธิครอบครองของผูฟองคดีและมีคําสั่ง ไมรับคําฟองในประเด็นน ี้ไวพิจารณา จึงเปนการไมชอบ สมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาของ ศาลปกครองชั้ นตน ตามขอ ๗ แหงระเบียบของท ี่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด วาดวยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๘๓ คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๑๖๓/๒๕๔๘ เม ื่ อศาลยุติธรรมมีคําพิพากษาถึงที่สุดวา ผูฟองคดีซึ่งเปนผูคัดคานการออก โฉนดที่ดินตามมาตรา ๖๐ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เปนผูมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทบางสวน ดีกวาผูขอออกโฉนดที่ดิน คําพิพากษาดังกลาวยอมมีผลผูกพันคูกรณีและเม ื่ อขอเท็จจริงปรากฏ วาผูขอออกโฉนดที่ดินไมไดเปนผูมีสิทธิครอบครองที่ดินบางสวน การท ี่ เจาพนักงานที่ดินออก โฉนดที่ดินใหไปเต็มพ ื้ นท ี่จึงเปนการออกไปโดยคลาดเคลื่ อน ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินหรือรองอธิบดีกรม ที่ดินท ี่ไดรับมอบหมายมีหนาที่ตองแกไขโฉนดที่ดินพิพาทใหถูกตองตามมาตรา ๖๑ แหงประมวล กฎหมายที่ดิน เม ื่ อผูฟองคดีนําคําพิพากษาไปแสดงตอเจาพนักงานที่ดินเพ ื่ อขอจดทะเบียนแบง ไดมาโดยการครอบครอง จึงเปนการแสดงความประสงคจะใหแกไขโฉนดที่ดินท ี่ออกโดย คลาดเคล ื่ อนดังกลาวและออกหนังสือสําคัญแสดงสิทธิในที่ดินใหแกผูฟองคดีซึ่งเจาพนักงานที่ดิน ชอบท ี่ จะเสนอตออธิบดีกรมที่ดินหรือรองอธิบดีกรมที่ดินท ี่ไดรับมอบหมายเพ ื่ อส ั่ งการตอไป การท ี่ เจาพนักงานที่ดินปฏิเสธคําขอและไมดําเนินการใดๆยอมเปนการละเลยตอหนาท ี่ ตามท ี่ กฎหมาย กําหนดใหตองปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๔๕๐/๒๕๔๘ การที่ผูฟองคดีไดมีหนังสือรองขอใหอธิบดีกรมที่ดินและเจาพนักงานที่ดิน พิจารณาแกไขโฉนดที่ดินท ี่ออกโดยผิดพลาดคลาดเคล ื่ อนตามมาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมาย ที่ดิน เชน จํานวนเน ื้ อท ี่ไมถูกตองและการระบุขางเคียงไมตรงตามที่ผูฟองคดีมีสิทธิครอบครอง หรือไมตรงตามหนังสือรับรองการทําประโยชนที่นํามาใชออกโฉนดที่ดิน เพ ื่อใหถูกตองเปนไปตาม ขอเท็จจริงและหลักฐานที่ดินเดิม แตไมไดรับแจงผลการพิจารณาตามหนังสือรองขอดังกลาว จึง ฟองขอใหศาลส ั่งใหอธิบดีกรมที่ดินดําเนินการแกไขโฉนดที่ดินตามมาตรา ๖๑ แหงประมวล กฎหมายที่ดิน กรณีดังกลาวเปนกรณีที่อธิบดีกรมที่ดินไมไดดําเนินการแจงผลการพิจารณาตาม หนังสือรองขอใหแกไขโฉนดที่ดิน อันเปนคดีพิพาทเก ี่ ยวกับการท ี่ เจาหนาท ี่ ของรัฐปฏิบัติหนาท ี่ ตามท ี่ กฎหมายกําหนดใหตองปฏิบัติลาชาเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แหง พระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งตองย ื่นฟองคดีนี้ ภายในระยะเวลาตามมาตรา ๔๙ แหงพระราชบัญญัติดังกลาว คือภายใน ๙๐ วัน นับแตวันที่รู หรือควรรูถึงเหตุแหงการฟองคดีหรือนับแตวันที่พนกําหนด ๙๐ วัน นับแตวันที่ผูฟองคดีไดมี หนังสือรองขอตออธิบดีกรมที่ดินเพ ื่อใหพิจารณาแกไขโฉนดที่ดินท ี่ออกโดยคลาดเคลื่ อนดังกลาว สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๘๔ และไมไดรับหนังสือช ี้ แจงผลการพิจารณา เม ื่ อผูฟองคดียื่นฟองคดีเม ื่ อพนระยะเวลาดังกลาวยอม เปนการย ื่นฟองคดีเม ื่ อพนระยะเวลาการฟองคดีศาลจึงไมอาจรับคําฟองไวพิจารณาได คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๓๔๔/๒๕๔๘ ขอเท็จจริงและคําวินิจฉัยทํานองเดียวกันกับคําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๔๕๐/๒๕๔๘ คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๘๗๗/๒๕๔๘ เม ื่ อขอเท็จจริงไดความตามคําฟองวา เดิมนายก. เปนเจาของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขท ี่ ๒๔๑ เน ื้ อท ี่ ๒ ไร๓ งาน ๑๓ ตารางวา ตอมาพนักงานเจาหนาท ี่ไดแกไขเนื้ อท ี่เปน ๑๓ ไร ๑ งาน ๒๐ ตารางวา แลวจดทะเบียนแบงขายใหผูฟองคดี๕ ไรเศษ โดยออก น.ส. ๓ ก. แปลงแยก ในนามผูฟองคดีตอมาอธิบดีกรมที่ดินไดมีคําส ั่ งเพิกถอน น.ส. ๓ ก.ของผูฟองคดีเพิกถอนรายการ จดทะเบียนแบงขายและแกไขเนื้ อท ี่ ของ น.ส. ๓ ก. เลขท ี่ ๒๔๑ ใหกลับเปน ๒ ไร๓ งาน ๑๓ ตารางวาตามเดิม ผูฟองคดีจึงนําคดีมาฟองตอศาลปกครองโตแยงคําส ั่ งดังกลาวกรณีจึงเปน คดีพิพาทเก ี่ ยวกับการท ี่ เจาหนาท ี่ ของรัฐออกคําส ั่งโดยไมชอบดวยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เพราะคําส ั่ งท ี่ เพิกถอนรายการจดทะเบียนแบงขายที่ดิน และ น.ส. ๓ ก. ของผูฟองคดีโดยอางเหตุ แหงการเพิกถอนสืบเน ื่ องมาจากการกระทําท ี่ คลาดเคล ื่ อนของเจาหนาที่ที่สั่งแกไขเนื้ อท ี่ใน น.ส. ๓ ก. ฉบับเดิม ประเด็นพิพาทในคดีนี้จึงเกิดจากการกระทําของเจาหนาท ี่ ของรัฐโดยตรง คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๗๗๒/๒๕๔๙ มูลเหตุที่อธิบดีกรมที่ดินส ั่ งเพิกถอนหนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส. ๓ ก.) ฉบับที่พิพาท เน ื่ องมาจากมีการตรวจพบวามีการใชส.ค. ๑ ของที่ดินแปลงอื่ นท ี่ไดออก น.ส. ๓ ก. ไปแลว มาสวมแทน ส.ค. ๑ ของที่ดินแปลงพิพาท ฉะนั้น สาเหตุการเพิกถอนมิไดมีปญหาวา การครอบครองที่ดินชอบหรือไมจึงไมมีกรณีที่จะตองพิสูจนเก ี่ ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แตอยางใด หากแตเพิกถอนเพราะเอกสารหลักฐานท ี่ใชในการออก น.ส. ๓ ก. ไมชอบ กรณีพิพาท ที่ผูฟองคดีซึ่งเปนเจาของที่ดินโตแยงคําส ั่ งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. และคําวินิจฉัยอุทธรณในคดีนี้ มีเพียงวาอธิบดีกรมที่ดิน (ผูถูกฟองคดีที่ ๑) ออกคําส ั่ งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. โดยอางเหตุวา ส.ค. ๑ ที่ใชเปนหลักฐานในการออก น.ส. ๓ ก. เปน ส.ค. ๑ ของที่ดินแปลงอื่น เปนการชอบหรือไมจึงเปน คดีที่อยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แหง พระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๘๕ คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๙๑๑/๒๕๔๙ การที่ผูฟองคดีฟองวาอธิบดีกรมที่ดินมีคําส ั่งใหเพิกถอนโฉนดที่ดินของผูฟองคดี ซึ่งเปนโฉนดที่ดินท ี่ออกโดยอาศัยหลักฐานหนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส. ๓) เลขท ี่ ๘๑๖/๓๒๓ โดยใหเหตุผลในการเพิกถอนวา ไดออกไปโดยไมตรงตามหลักฐานที่ดินเดิม และทับที่ดินตาม หลักฐานหนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส. ๓ ก.) เลขท ี่ ๘๒๙/๓๒๓ เปนการกระทําท ี่ไมชอบ ดวยกฎหมายขอใหอธิบดีกรมที่ดิน (ผูถูกฟองคดี) ยกเวนคารังวัดที่ดินเพ ื่อออกโฉนดที่ดินใหมและ ขอความเปนธรรมกรณีโฉนดที่ดินถูกเพิกถอน ถือวาเปนคดีพิพาทเก ี่ ยวกับการท ี่ หนวยงาน ทางปกครองหรือเจาหนาท ี่ ของรัฐกระทําการโดยไมชอบดวยกฎหมาย ไมวาจะเปนการออกกฎ คําสั่ง หรือการกระทําอ ื่นใดตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติจัดต ั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แมการท ี่ ศาลจะวินิจฉัยวา คําส ั่ งท ี่เปนเหตุแหงการฟองคดี ชอบดวยกฎหมายหรือไมศาลจําตองวินิจฉัยใหไดความยุติวา ที่ดินตามโฉนดที่ดินของผูฟองคดี เปนที่ดินแปลงเดียวกับ น.ส. ๓ เลขท ี่ ๘๑๖/๓๒๓ หรือเปนที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก.เลขท ี่ ๘๒๙/๓๒๓ แตเหตุเพียงเทาน ี้ หาอาจถือไดวาคดีนี้เปนคดีพิพาทเก ี่ ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยูใน อํานาจของศาลยุติธรรมไม คําส ั่งศาลปกครองสูงสุดท ี่ ๑๖๗/๒๕๕๐ คดีที่ฟองขอใหเพิกถอนคําส ั่ งของอธิบดีกรมที่ดินท ี่ใชอํานาจตามมาตรา ๖๑ แหง ประมวลกฎหมายที่ดินส ั่ งแกไขรายการจดทะเบียนแบงกรรมสิทธ ิ์รวมและโฉนดที่ดินแปลงแยก โดยใหเหตุผลในการออกคําส ั่ งวา ผูฟองคดีขอแบงกรรมสิทธ ิ์ รวมที่ดินพิพาท ทั้งในฐานะที่ผูฟองคดี มีชื่อถือกรรมสิทธ ิ์เปนสวนตัวและในฐานะเปนผูจัดการมรดกของเจาของรวม อันเปนกรณีที่ถือไดวา ผูฟองคดีเปนผูมีสวนไดเสียเปนปฏิปกษตอกองมรดกที่ตองหามทํานิติกรรมตามมาตรา ๑๗๒๒ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยนั้น เปนกรณีที่ศาลจะตองวินิจฉัยใหเปนที่ยุติกอนวาการ จดทะเบียนแบงกรรมสิทธ ิ์ รวมดังกลาว เปนกรณีที่ถือวาผูฟองคดีเปนผูมีสวนไดเสียเปนปฏิปกษตอ กองมรดกที่ตองหามทํานิติกรรมตามมาตรา ๑๗๒๒ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย หรือไมศาลจึงจะวินิจฉัยไดวาคําส ั่ งของอธิบดีกรมที่ดินดังกลาวชอบดวยกฎหมายหรือไม ประเด็น หลักแหงคดีจึงเปนเร ื่ องเก ี่ ยวเน ื่ องกับสิทธิในทรัพยสินอันเปนกองมรดกของเจามรดกซ ึ่งเปน ขอพิพาทเก ี่ ยวกับการจัดการมรดกอันอยูในอํานาจพิจารณาของศาลยุติธรรม คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๑๘๕๗/๒๕๒๙ (อางแลวในมาตรา ๖๐) สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๘๖ คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๕๗๐๙/๒๕๓๓ พนักงานเจาหนาที่ที่เปนผูรับผิดชอบและมีอํานาจออกใบจอง หนังสือรับรองการ ทําประโยชนและจดทะเบียนนิติกรรมซ ื้ อขายที่ดินในเขตทองที่ที่รับผิดชอบ ยอมจะตองทราบดีวา ที่ดินแปลงใดเปนที่ดินรกรางวางเปลา ที่ดินแปลงใดมีการครอบครองจนไดสิทธิครอบครองแลว เม ื่อไดรวมกันดําเนินการจัดที่ดิน ออกใบจอง และหนังสือรับรองการทําประโยชนทับที่ดินที่ผูอื่น มีสิทธิครอบครองอยูและจดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินดังกลาวใหแกผูอื่นตอไปอีกยอมถือไดวาเปน การโตแยงสิทธิของผูมีสิทธิครอบครองที่ดินท ี่ แทจริง ผูนั้นมีสิทธิฟองคดีตอศาลไดผูมีสิทธิ ครอบครองรายดังกลาวจึงมีอํานาจฟองพนักงานเจาหนาท ี่ไดโดยไมจําตองฟงผลคําพิพากษาใน อีกคดีหน ึ่ งวาใครเปนผูมีสิทธิครอบครองที่พิพาท เม ื่ อขอเท็จจริงรับฟงไดวา การออกหนังสือรับรองการทําประโยชนทับที่ดินของ ผูอื่นบางสวน อันเปนการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินท ี่ไมชอบดวยกฎหมายเฉพาะสวนที่ทับกัน เทานั้น ซึ่งสามารถทําการแกไขใหถูกตองตามความเปนจริงไดโจทกไมมีอํานาจขอใหเพิกถอน ใบจองและหนังสือรับรองการทําประโยชนทั้งฉบับ คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๗๕๙๗/๒๕๓๘ การท ี่ เจาพนักงานที่ดินจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไปตามคําขอของคูกรณีเปน การกระทําไปตามอํานาจหนาท ี่ เม ื่อปรากฏวาการจดทะเบียนดังกลาวเปนการฉอฉลโจทกผูที่ โตแยงสิทธิของโจทกก็คือคูกรณีที่ขอจดทะเบียน โจทกยอมฟองคูกรณีในการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมดังกลาวไดโดยไมตองฟองเจาพนักงานที่ดิน เพราะเม ื่อปรากฏวาการจดทะเบียนเปนการ คลาดเคล ื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมาย และศาลมีคําพิพากษาหรือคําส ั่ งถึงที่สุดใหเพิกถอนหรือ แกไขอยางใดแลว พนักงานเจาหนาท ี่ ตามมาตรา ๗๑ ยอมมีหนาท ี่ จะตองดําเนินการตาม คําพิพากษาหรือคําส ั่ งน ั้ นตามวิธีการท ี่ อธิบดีกําหนด ทั้งน ี้ ตามมาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมาย ที่ดิน คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๙๐๕๗/๒๕๓๙ กรณีโจทกฟองวาจําเลยนําที่ดินของโจทกไปออกโฉนดที่ดินโดยแจงความเท็จตอ เจาพนักงานจนหลงเช ื่ อแลวออกโฉนดที่ดินใหจําเลยขอใหเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทนั้น แมประมวล กฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ วรรคหนึ่ง (๒) จะใหผูวาราชการจังหวัดมีอํานาจเพิกถอนโฉนดที่ดินท ี่ ออก โดยไมชอบดวยกฎหมายก็มิไดหมายความวาเฉพาะผูวาราชการจังหวัดเทาน ั้ นที่สั่งเพิกถอนโฉนด ที่ดินท ี่ออกโดยไมชอบดวยกฎหมายไดคูกรณีมีสิทธิดําเนินคดีทางศาล เพ ื่อใหศาลพิพากษาหรือมี สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๘๗ คําส ั่ งเพิกถอนการออกโฉนดที่ดินโดยไมชอบดวยกฎหมายไดอีกท ั้ งตามคําขอทายฟองโจทกขอให เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท มิไดมีคําขอใหผูวาราชการจังหวัดเพิกถอนการออกโฉนดที่ดิน จึงมิใช คําขอที่บังคับแกบุคคลภายนอกที่มิไดเปนคูความในคดีแตเปนกรณีขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือ คําส ั่ งเพิกถอนการออกโฉนดที่ดิน โจทกจึงมีอํานาจฟองไดเองโดยไมตองฟองผูวาราชการจังหวัด หรือเจาหนาที่ที่เก ี่ ยวของเปนคูความดวย คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๓๘๖/๒๕๔๑ ผูเปนเจาของกรรมสิทธิ์ที่ดินยอมมีสิทธิขอใหพนักงานเจาหนาที่ผูมีอํานาจแกไข โฉนดที่ดินของตนท ี่ไดออกไปโดยคลาดเคลื่อนใหถูกตองตามความเปนจริงไดตามมาตรา ๖๑ แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน โดยไมมีกําหนดอายุความ คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๗๙/๒๕๔๒ จําเลยท ี่ ๒ ในฐานะผูวาราชการจังหวัดซ ึ่งเปนพนักงานเจาหนาที่มีอํานาจสั่ง เพิกถอนโฉนดที่ดินท ี่ไดออกโดยคลาดเคลื่ อนหรือไมชอบดวยกฎหมายในเขตจังหวัดตามประมวล กฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ (๒) การเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทจึงอยูในอํานาจหนาท ี่ ของจําเลยท ี่ ๒ เม ื่อโจทกมีหนังสือรองขอใหจําเลยท ี่ ๒ ในฐานะพนักงานเจาหนาที่สั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินท ี่ ออกทับ ที่ดินพิพาทของโจทกแตจําเลยท ี่ ๒ ไมดําเนินการใหยอมถือไดวาสิทธิของโจทกถูกจําเลยท ี่ ๒ โตแยงแลว โจทกจึงมีอํานาจฟองจําเลยท ี่ ๒ ได คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๕๔๔/๒๕๔๒ โจทกเปนผูมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แตไดมีการออก น.ส. ๓ ก. ของที่ดิน พิพาทวาจําเลยท ี่ ๑ ถึงท ี่ ๕ เปนผูครอบครองและไดทําประโยชนในที่ดินพิพาทแลวการออก น.ส. ๓ ก. ดังกลาวจึงไมชอบและคลาดเคล ื่อนจากความเปนจริงซึ่งอาจถูกเพิกถอนไดโดยพนักงานเจาหนาท ี่ ผูมีอํานาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ เม ื่ อจําเลยท ี่ ๑ ถึงท ี่ ๕ ไมมีสิทธิครอบครองใน ที่ดินพิพาท จําเลยท ี่ ๖ ผูรับโอนสิทธิตอจากจําเลยท ี่ ๑ ถึงท ี่ ๕ จึงไมมีสิทธิดีกวาจําเลยท ี่ ๑ ถึงท ี่ ๕ และจําเลยท ี่ ๗ ผูรับโอนสิทธิครอบครองจากจําเลยท ี่ ๖ ในที่ดินพิพาทก็ยอมไมมีสิทธิดีกวาจําเลย ที่ ๖ ซึ่งเปนผูโอน คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๗๖๗๒/๒๕๔๔ ที่ดินเฉพาะสวนที่พิพาทเปนของจําเลยการท ี่โจทกนําเจาพนักงานที่ดินรังวัดออก โฉนดรวมเอาที่ดินสวนที่พิพาทเขาไปดวยยอมเปนการไมชอบดวยกฎหมาย ศาลฎีกามีอํานาจ เพิกถอนโฉนดที่ดินเฉพาะที่ทับที่ดินสวนที่พิพาทไดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ จําเลย สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๘๘ มีสิทธิที่จะไปดําเนินการออกโฉนดที่ดินไดตอไปตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดไวในประมวล กฎหมายที่ดิน คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๒๕๙๙/๒๕๔๖ การที่จําเลยไมมีสิทธิครอบครองที่ดินแตเปนการครอบครองแทนโดยอาศัยสิทธิ ของโจทกและนําที่ดินท ี่ อยูในความครอบครองของโจทกไปขอออกหนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส. ๓ ก.) เปนการกระทําท ี่ไมชอบดวยกฎหมาย ศาลมีอํานาจส ั่งใหเพิกถอนไดตามประมวล กฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ คําพิพากษาฎีกาท ี่ ๑๕๖๔/๒๕๔๘ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ วรรคหนึ่ง ใหอธิบดีกรมที่ดินหรือรองอธิบดีซึ่ง อธิบดีมอบหมายใชอํานาจบริหารในการเพิกถอนหรือแกไขโฉนดที่ดินซ ึ่งออกโดยคลาดเคลื่ อน ไมชอบดวยกฎหมายไดเม ื่ อคดีมาสูศาลและศาลเห็นวาโฉนดที่ดินออกโดยคลาดเคลื่ อน มาตรา ๖๑ วรรคแปด ไดกําหนดวิธีการใหเจาพนักงานที่ดินดําเนินการตามคําพิพากษาถึงที่สุดไวแลว ศาลไม จําตองพิพากษาบังคับใหคูความไปดําเนินการขอรังวัดแบงแยกโฉนดที่ดินอีก ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาท ี่ ๑/๒๕๓๓ ตามท ี่ มาตรา ๖๑ แหงประมวลกฎหมายที่ดินบัญญัติใหอธิบดีกรมที่ดินหรือ ผูวาราชการจังหวัดมีอํานาจส ั่ งเพิกถอน แกไข หรือออกใบแทนโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทํา ประโยชนที่ไดจดทะเบียนหรือจดแจงเอกสารรายการไปโดยคลาดเคลื่ อน หรือไมชอบดวยกฎหมายได โดยใหมีการสอบสวนและแจงใหผูมีสวนไดเสียทราบเพ ื่อใหโอกาสคัดคานนั้น แสดงใหเห็นวา การจะแกไข หรือยกเลิกเพิกถอนเอกสารท ี่เปนเอกสารมหาชน เชน โฉนดที่ดินจะกระทําไดก็ตอเมื่อ มีกฎหมายบัญญัติไวโดยชัดแจง หาใชเปนอํานาจของพนักงานเจาหนาท ี่ หรือของนายทะเบียน โดยลําพังท ี่ จะทําการเพิกถอนการจดทะเบียนใดๆ ที่ตนไดกระทําลงไปแลวไดไมเพราะเอกสาร มหาชนดังกลาว เม ื่ อเจาหนาท ี่ไดจัดทําข ึ้ นหรือรับรองความถูกตองแลวตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพง มาตรา ๑๒๗ ใหสันนิษฐานไวกอนวาเปนของแทจริงและถูกตอง คําวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขที่ ๗๒/๒๕๓๗ การท ี่ เจาพนักงานที่ดินมีหนังสือแจงใหผูรองทุกขซึ่งเปนผูครอบครองที่ดินตาม หนังสือแสดงสิทธิในที่ดินซ ึ่ งออกทับท ี่สาธารณประโยชนสงมอบหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินดังกลาว ฉบับเจาของที่ดินเพ ื่อประกอบการเพิกถอนหรือแกไขใหถูกตองตอไป ตามนัยมาตรา ๖๑ แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน อันเปนข ั้ นตอนการดําเนินการสอบสวนพยานหลักฐาน เรียกหนังสือแสดง สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๘๙ สิทธิในที่ดินมาทําการตรวจสอบ เพ ื่ อพิจารณาสรุปรายงานชี้ แจงเหตุที่คลาดเคล ื่ อนหรือไมชอบ ดวยกฎหมายไปยังผูมีอํานาจหนาที่ทําการเพิกถอนหรือแกไขตอไป ซึ่งยังไมเปนการแนนอนวา ผูมี อํานาจหนาที่สั่งเพิกถอนหรือแกไขจะพิจารณาเปนประการใด ในชั้ นนี้จึงยังไมอาจถือวาผูรองทุกข เปนผูไดรับความเดือดรอนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดรอนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเล ี่ยงได จากการกระทําของเจาหนาท ี่ ของรัฐที่ขัดหรือไมถูกตองตามกฎหมาย สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๙๐ มาตรา ๖๒ บรรดาคดีที่เกิดข ึ้ นเก ี่ ยวดวยเร ื่ องกรรมสิทธิ์ที่ดินท ี่ไดออก โฉนดที่ดินแลว เม ื่ อศาลพิจารณาพิพากษาคดีถึงที่สุดแลว ใหศาลแจงผลของคําพิพากษา อันถึงที่สุดหรือคําส ั่ งน ั้ นตอเจาพนักงานที่ดินแหงทองที่ซึ่งที่ดินน ั้ นต ั้ งอยูดวย ไมพบคําวินิจฉัยท ี่ เก ี่ ยวของ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๙๑ มาตรา ๖๓ โฉนดที่ดินของผูใดเปนอันตราย ชํารุด สูญหายดวยประการใด ใหเจาของมาขอรับใบแทนโฉนดที่ดินน ั้นได เม ื่อไดออกใบแทนไปแลว โฉนดที่ดินเดิมเปนอันยกเลิก เวนแตศาลจะสั่ง เปนอยางอื่น สําหรับการขอใบแทนใบจอง หนังสือรับรองการทําประโยชนหรือใบไตสวน ใหนําความดังกลาวขางตนมาใชบังคับโดยอนุโลม ประเด็นปญหา การท ี่ เจาพนักงานที่ดินหรือพนักงานเจาหนาที่มีคําส ั่งใหออก ใบแทนโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนที่พิพาทเปนคําส ั่ งท ี่ ชอบดวยกฎหมายหรือไม มีคําวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ดังน ี้ คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๑๑๓/๒๕๔๙ กรณีที่ผูมีสิทธิจดทะเบียนตามคําพิพากษาของศาลมาย ื่ นคําขอออกใบแทน หนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส. ๓) ฉบับพิพาทตอเจาพนักงานที่ดิน (ผูถูกฟองคดี) เพ ื่ อขอจด ทะเบียนแบงไดมาโดยการครอบครองตามคําพิพากษาศาล เพราะไมไดน.ส. ๓ ฉบับพิพาทมา ถือวาเปนการขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทําประโยชนกรณีที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุด เก ี่ ยวกับ น.ส. ๓ ฉบับพิพาท ตามมาตรา ๖๓ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับขอ ๑๒ และ ขอ ๑๗ วรรคหนึ่ง (๑) (๓) และวรรคสอง ของกฎกระทรวง ฉบับท ี่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตาม ความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ดังนั้น การท ี่ เจาพนักงานที่ดิน (ผูถูกฟองคดี) รับคําขอออกใบแทน น.ส. ๓ ฉบับพิพาท แลวดําเนินการออกประกาศการขอออก ใบแทนมีกําหนดสามสิบวันแลวนําประกาศไปปดในสถานที่ ตามที่กําหนดในขอ ๑๗ วรรคหนึ่ง (๑) ของกฎกระทรวงฉบับดังกลาวครบถวนตามหลักฐานรายงานการปดประกาศดังกลาว ซึ่งตาม กฎหมายไมมีขอกําหนดใหตองแจงใหผูฟองคดีซึ่งมีชื่อเปนเจาของที่ดินตาม น.ส. ๓ ที่พิพาททราบ เม ื่ อครบกําหนดระยะเวลาการประกาศ ไมมีผูคัดคานการขอออกใบแทนดังกลาว ผูถูกฟองคดียอม มีอํานาจลงลายมือช ื่อออกใบแทน น.ส. ๓ ฉบับเจาของที่ดินใหแกผูขอไดตามขอ ๑๘ ของ กฎกระทรวงฉบับเดียวกัน ดังนั้น การที่ผูถูกฟองคดีมีคําส ั่งออกใบแทน น.ส. ๓ ฉบับพิพาทได ดําเนินการโดยถูกตองตามข ั้ นตอนและวิธีการอันเปนสาระสําคัญสําหรับการออกใบแทนและ ผูถูกฟองคดีมีอํานาจในการออกใบแทนตามบทกฎหมายดังกลาวแลว จึงเปนคําส ั่ งท ี่ ชอบดวย กฎหมาย สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๙๒ คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท ี่ อ.๒๙๕/๒๕๔๙ ในการดําเนินการออกใบแทนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน เจาหนาท ี่ ของรัฐที่มี อํานาจหนาท ี่ จะตองดําเนินการสอบสวนและตรวจสอบโดยละเอียดถึงความมีอยูของตนฉบับ เอกสารดังกลาว โดยควรเรียกเจาของที่ดินมาสอบปากคําเพ ื่ อยืนยันวาตนฉบับเอกสารฉบับ สํานักงานที่ดินยังคงใชเปนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินอยู สําหรับกรณีพิพาทในคดีนี้แมการออก ใบแทนหนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส. ๓ ก.) เจาหนาท ี่ ของกรมที่ดินจะไดดําเนินการตาม ขั้นตอนท ี่ กฎหมายกําหนดโดยครบถวนแลวก็ตาม แตการออกใบแทนดังกลาวเจาหนาที่มิได สอบสวนตรวจสอบโดยละเอียดถึงความมีอยูของตนฉบับ น.ส. ๓ ก. ฉบับเดิม ตลอดจนไมไดเรียก ผูมีชื่อเปนเจาของ น.ส. ๓ ก. มาสอบปากคําเพ ื่ อยืนยันวาตนฉบับ น.ส. ๓ ก. ฉบับเดิมยังคงมี สภาพเปนเอกสารสิทธิของที่ดินอยู โดยไดออกใบแทน น.ส. ๓ ก.พรอมท ั้งไดจดทะเบียนโอนที่ดิน ตาม น.ส. ๓ ก.ดังกลาวใหแกผูซื้อที่ดินไดจากการขายทอดตลาดไป ตอมาภายหลังจึงปรากฏ ขอเท็จจริงวา เจาของที่ดินเดิมไดนํา น.ส. ๓ ก.ไปออกเปนโฉนดที่ดินและขายใหแกผูอื่นไปกอน หนาน ั้ นแลว เปนเหตุใหผูซื้อที่ดินไดจากการขายทอดตลาดไมไดสิทธิในที่ดิน ฉะนั้น การออก ใบแทน น.ส. ๓ ก.ที่พิพาทจึงถือไมไดวาเจาหนาท ี่ไดกระทําการโดยชอบดวยกฎหมาย ซึ่งการ กระทําดังกลาวเกิดจากความประมาทเลินเลอของเจาหนาท ี่ ของกรมที่ดิน และทําใหผูฟองคดีซึ่ง เปนผูซื้อที่ดินไดจากการขายทอดตลาดไดรับความเสียหาย กรมที่ดินในฐานะหนวยงานตนสังกัด จึงตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนตอผูฟองคดีในผลแหงการละเมิดท ี่ เจาหนาท ี่ของตนไดกระทํา ในการปฏิบัติหนาท ี่โดยประมาทเลินเลอตามมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิด ของเจาหนาท ี่ พ.ศ. ๒๕๓๙ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๙๓ มาตรา ๖๔ ถาโฉนดที่ดินฉบับสํานักงานที่ดินจังหวัดหรือสํานักงานที่ดินสาขา เปนอันตราย ชํารุด สูญหาย ใหเจาพนักงานที่ดินมีอํานาจเรียกโฉนดที่ดินฉบับเจาของที่ดิน มาพิจารณาแลวจัดทําข ึ้นใหมโดยอาศัยหลักฐานเดิมได (ความในมาตรา ๖๔ เดิมถูกยกเลิกโดยมาตรา ๖ แหงพระราชบัญญัติแกไข เพ ิ่ มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับท ี่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๑ และใหใชความตอไปนี้ แทน) มาตรา ๖๔ ถาโฉนดที่ดิน ใบไตสวน หนังสือรับรองการทําประโยชนหรือ ใบจอง ฉบับสํานักงานที่ดินเปนอันตราย ชํารุด สูญหาย ใหพนักงานเจาหนาท ี่ ตามมาตรา ๗๑ มีอํานาจเรียกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินดังกลาวจากผูมีสิทธิในที่ดินมาพิจารณาแลว จัดทําข ึ้นใหม โดยอาศัยหลักฐานเดิมได ไมพบคําวินิจฉัยท ี่ เก ี่ ยวของ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๙๔ หมวด ๕ การรังวัดที่ดิน มาตรา ๖๕ การรังวัดเพ ื่อออกโฉนดที่ดิน ใหเปนไปตามหลักเกณฑและ วิธีการที่กําหนดในกฎกระทรวง กฎกระทรวงท ี่ออกตามความในมาตรา ๖๕ นี้คือ กฎกระทรวง ฉบับท ี่ ๖ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งแกไข เพ ิ่ มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับท ี่ ๔๙ (พ.ศ. ๒๕๔๔) ฯลฯกําหนดไวดังตอไปนี้ ขอ ๑ การรังวัดทําแผนท ี่ เพ ื่อออกโฉนดที่ดิน ใหกระทําได๒ วิธีคือ (๑) แผนที่ชั้นหนึ่งกระทําโดยการใชกลองธีโอโดไลทและเคร ื่ องมือวัดระยะโยงยึด หลักเขตวัดงามมุม ภาคของทิศ หรือใชกลองสํารวจแบบประมวลผล หรือการรังวัดดวยเคร ื่ องรับ สัญญาณดาวเทียมหรือดวยเคร ื่ องมือสํารวจประเภทอื่ นที่มีความละเอียดถูกตองไมต่ํากวาเกณฑ มาตรฐานท ี่ กรมที่ดินกําหนด โดยคํานวณเปนคาพิกัดฉากสืบเน ื่ องจากหมุดหลักฐานแผนท ี่ ของ กรมที่ดิน และคํานวณพ ื้ นท ี่โดยวิธีคณิตศาสตรจากคาพิกัดฉากของแตละมุมเขต (๒) แผนที่ชั้นสอง ซึ่งใชแผนท ี่ระวางเปนหลัก กระทําโดยใชวิธีวัดระยะเปน มุมฉาก หรือวัดระยะสกัดเปนรูปสามเหลี่ ยมจากเสนหมุดหลักฐานโครงงานแผนที่ หรือโดยวิธีจาก รูปถายทางอากาศ และคํานวณเน ื้ อท ี่โดยวิธีคณิตศาสตรหรือโดยมาตราสวน ที่ดินบริเวณใดควรกระทําโดยวิธีใด ใหอธิบดีกําหนด ขอ ๒ ที่ดินในแผนระวางที่ออกโฉนดที่ดินซ ึ่ งทําการรังวัดเพ ื่อออกโฉนดที่ดิน ไวแลวโดยวิธีแผนที่ชั้นหน ึ่ งหรือโดยวิธีแผนที่ชั้นสอง เม ื่ อมีความจําเปนตองรังวัดใหม ใหทําการ รังวัดโดยมีมาตรฐานเทาเดิมหรือดีกวา ขอ ๓ เพ ื่อใหเสนเขตที่ดินที่ทําการรังวัดเปนเสนตรงไมคดไปคดมา ใหเจาของ ที่ดินท ั้งสองฝายทําความตกลงกําหนดเสนเขตเสียใหมใหเปนเสนตรงเสนเดียวหรือหลายเสนตอ กันไดเม ื่ อตกลงกันประการใด ใหพนักงานเจาหนาที่ทําการรังวัดไปตามนั้น ไมพบคําวินิจฉัยท ี่ เก ี่ ยวของ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


๙๕ มาตรา ๖๖ เพ ื่อประโยชนแกการรังวัด ใหพนักงานเจาหนาท ี่ และคนงานมี อํานาจ เขาไปในที่ดินของผูมีสิทธิในที่ดิน หรือผูครอบครองในเวลากลางวันไดแตจะตอง แจงใหผูมีสิทธิในที่ดินทราบเสียกอน และใหผูมีสิทธิในที่ดินหรือผูครอบครองที่ดินนั้น อํานวยความสะดวกตามควรแกกรณี ในกรณีตองสรางหมุดหลักฐานการแผนท ี่ในที่ดินของผูใด ใหพนักงาน เจาหนาที่มีอํานาจสรางหมุดหลักฐานลงไดตามความจําเปน ในการรังวัด เม ื่ อมีความจําเปนและโดยสมควร พนักงานเจาหนาที่มี อํานาจท ี่ จะ ขุดดิน ตัด รานก ิ่งไมหรือกระทําการอยางอ ื่ นแกสิ่งที่กีดขวางแกการรังวัดได เทาที่จําเปน ทั้งน ี้ใหระลึกถึงการท ี่จะใหเจาของไดรับความเสียหายนอยที่สุด ประเด็นปญหา ในการรังวัดตรวจสอบที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน พนักงานเจาหนาที่มีอํานาจเขาไปในที่ดินของบุคคลอ ื่ นหรือไม มีคําวินิจฉัยของคณะกรรมการ กฤษฎีกา (กรรมการรางกฎหมาย) และคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขดังน ี้ ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาท ี่ ๑๙๙/๒๕๑๙ อํานาจหนาท ี่ ของหนวยงานหรือเจาหนาท ี่ ของรัฐในการดูแลรักษาและดาเนํนการิ คุมครองปองกันที่ดิน อันเปนสาธารณสมบัติของแผนดิน หมายความรวมถึงการท ี่จะปองกันมิให บุคคลใดมาบุกรุกที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินไดการท ี่ จะทราบวา มีบุคคลใดบุกรุก ที่ดินหรือไม ผูดูแลรักษาจะตองทราบเขตที่ดินสาธารณสมบัติของแผนดินท ี่ แนนอนเสียกอน จึงมี สิทธิและหนาที่ที่จะขอใหพนักงานเจาหนาที่ดําเนินการตรวจสอบเขตที่ดินไดสวนการท ี่ เจาพนักงานที่ดินจะดําเนินการรังวัดเพ ื่ อตรวจสอบที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินโดยวิธีใด นั้น ยอมเปนทางปฏิบัติของเจาพนักงานที่ดินเอง เพราะบางกรณีการรังวัดตรวจสอบเขตที่ดินอาจ ทําไดโดยการรังวัดเฉพาะที่ดินที่ตองการรังวัด แตบางกรณีก็อาจจําเปนตองตรวจสอบไปถึงที่ดิน ขางเคียงเพ ื่ อความถูกตองดวยได ทั้งน ี้ เจาพนักงานที่ดินมีสิทธิในการที่ จะเขาไปในที่ดินของ บุคคลอ ื่ นตามมาตรา ๖๖ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน และเรียกผูมีสิทธิในที่ดินขางเคียงมาระวัง แนวเขตหรือมาใหถอยคําหรือสงเอกสารตามมาตรา ๗๐ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ไดอยูแลว คําวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขที่ ๑๓๘/๒๕๔๓ ในกรณีที่มีความจําเปนตองทําการรังวัดที่ดินหรือทางสาธารณะเพ ื่ อตองการ ทราบวามีการบุกรุกที่ดินหรือทางสาธารณะดังกลาวหรือไม ในทางปฏิบัติพนักงานเจาหนาท ในการ ี่ สํานักพัฒนาระบบงานคดีปกครอง สํานักงานศาลปกครอง


Click to View FlipBook Version