The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jamemeeja007, 2022-06-21 01:32:54

แผน ม.1

แผน ม.1

28

(แนวคำตอบ สารที่อยู่รอบตัวเราบางชนิดมีสมบัติทางกายภาพบางประการท่ีเหมือน และแตกต่าง
กัน เช่น สถานะ การนำความร้อน การนำไฟฟ้า เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามสารแต่ละชนิดย่อม
ลักษณะเฉพาะของสารแต่ละชนิดน้ัน ๆ เช่น สภาพการละลาย จุดเดือด จุดหลอมเหลว ความ

หนาแนน่ ของสาร เป็นต้น)

ขน้ั สอน

สำรวจค้นหา (Explore)

1. ครูถามคำถาม prior knowledge กระตุ้นความคิดของนักเรียน
2. ครูใหน้ ักเรยี นแบ่งกลมุ่ ออกเป็น 4 กล่มุ โดยใหแ้ ต่ละกล่มุ ศึกษา เรอ่ื ง สมบตั ิของสาร จากหนงั สอื

เรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.1 เลม่ 1 หน้าที่ 3
3. ครนู ำน้ำสม้ สายชูใส่ลงในบกี เกอร์ A และนำ้ ใสล่ งในบีกเกอร์ B มาใหน้ กั เรยี นศึกษา และตอบคำถาม

ต่อไปนี้
- นักเรียนคดิ ว่าสารในบีกเกอร์ A และ B เปน็ สารชนดิ เดียวกันหรือไม่
(แนวคำตอบ พิจารณาคำตอบของนักเรียน โดยให้อย่ใู นดุลยพนิ ิจของครผู ูส้ อน)

4. ครูใหน้ ักเรียนตรวจสอบสารในบกี เกอร์ A และ B แล้วถามคำถามนักเรยี น ดงั น้ี
- สาร A และ B ท่นี กั เรียนตรวจสอบ มีลักษณะอยา่ งไร
(สาร A และ B เปน็ ของเหลว ไม่มีสี แตส่ าร A มีกลิน่ ฉุน เม่ือทดสอบดว้ ยกระดาษลิตมสั
พบว่าสาร A มีฤทธ์ิเปน็ กรด ส่วนสาร B ไม่เปล่ยี นสกี ระดาษลติ มสั )
- นักเรียนคิดว่าลักษณะใดเปน็ สมบัตทิ างกายภาพ
(สถานะของสาร สี กลิน่ เป็นตน้ )
- นกั เรยี นคิดวา่ ลักษณะใดเป็นสมบตั ทิ างเคมี
(ความเป็นกรด-เบส เป็นตน้ )

5. ครแู ละนักเรยี นรว่ มกันอภปิ ราย เรื่อง สมบัติของสาร โดยครยู กตัวอย่างให้นักเรยี นเหน็ จากการนำ
สาร A และ B ที่มลี ักษณะภายนอกท่ีเหมอื นกนั แต่ไมใ่ ชส่ ารเดียวกนั ดังน้ันจงึ จำเป็นตอ้ งอาศัย
สมบตั ิของสารเขา้ มาตรวจสอบ จึงทำใหร้ วู้ า่ สารทง้ั สองเปน็ สารต่างชนดิ กนั

6. ครเู กรนิ่ นำเข้าสู่เร่ืองถดั ไปว่า การจำแนกสารจำเปน็ ต้องใชส้ มบัตขิ องสารมาวิเคราะห์
7. ครูยกตัวอยา่ งการจำแนกสารโดยใชส้ ถานะของสาร ซึง่ เป็นสมบัตทิ างกายภาพมาให้นกั เรียนศกึ ษา

โดยให้นกั เรียนศึกษาในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.1 เลม่ 1 หนา้ ท่ี 4
8. ครยู กตัวอย่างสถานะของปรอท ซงึ่ เปน็ สารทมี่ ี 3 สถานะเช่นเดยี วกับนำ้ ใน Science focus มาให้

นกั เรียนได้ศึกษาในหนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ ม.1 เลม่ 1 หนา้ ท่ี 4
9. ครูให้นักเรียนแต่ละกลมุ่ ศกึ ษา เรอื่ ง การจำแนกสารโดยใช้เนอ้ื สารและอนุภาคของสารเปน็ เกณฑ์

จากหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 หน้าที่ 5
10. ครแู จกภาพแตล่ ะชุดให้แตล่ ะกลมุ่ โดยภาพแตล่ ะชดุ มี ดังนี้

สม้ ตำ นำ้ ผลไม้ป่ัน นำ้ เกลือ น้ำนม กาแฟ สลัด นำ้ แป้ง ทองคำขาว น้ำพริก แอลกอฮอล์เช็ดแผล
นำ้ สม้ สายชู หมอก ควนั จากท่อไอเสีย แกส๊ หุงต้ม เปน็ ตน้
11.ครูแจกใบงานท่ี 1.1 เรอ่ื ง การจำแนกสาร เพื่อใหแ้ ต่ละกลุ่มรว่ มกันจำแนกสารจากภาพ แล้ว
บนั ทกึ ลงใน ใบงานท่ี 1.1

29

ช่ัวโมงท่ี 2

ขั้นสอน

อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. ครสู ุ่มตัวแทนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอใบงานท่ี 1.1 เรื่อง การจำแนกสาร
2. ครเู สริมและเพิ่มเติมความรู้ให้กบั ตัวแทนนักเรยี นท่ีออกมานำเสนอ
3. ครูและนกั เรียนร่วมกนั อภิปรายสมบัติของสาร การจำแนกสาร เปรียบเทยี บการจดั เรียงอนภุ าค และ
การเคลื่อนท่ีของสารทัง้ 3 สถานะ

ขน้ั สรุป

ขยายความเขา้ ใจ (Expand)
1. ครใู หน้ ักเรยี นทำแบบฝึกหดั ลงในแบบฝกึ หดั วิทยาศาสตร์ ม.1

ชัว่ โมงที่ 3
ขัน้ สอน

สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครใู ห้นักเรียนแบ่งกลมุ่ ออกเป็น 3 กลมุ่ โดยให้แตล่ ะกลุ่มส่งตัวแทนออกมาจบั ฉลากหัวข้อกจิ กรรม
ดงั นี้
- ของแข็ง
- ของเหลว
- แก๊ส
2. ครใู ห้นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มทำกิจกรรม เร่ือง ของแขง็ ของเหลว และแกส๊ ตามหนงั สอื เรียน
วิทยาศาสตร์ ม.1 หน้าท่ี 6 โดยใหแ้ ตล่ ะกล่มุ ทำกิจกรรมภายใต้หัวข้อทนี่ ักเรียนจับฉลากได้ ดังน้ี
- กลมุ่ ของแข็ง ให้บรรจุเม็ดโฟมเต็มขวด
- กลุ่มของเหลว ใหบ้ รรจุเม็ดโฟมครึง่ ขวด
- กลุ่มแกส๊ ใหบ้ รรจเุ ม็ดโฟมน้อยกว่าคร่ึงขวด
3. ครใู ห้นักเรยี นทำกจิ กรรม เรอื่ ง ของแขง็ ของเหลว และแก๊ส ตามหนังสอื แล้วบนั ทึกผลกิจกรรม และ
ตอบคำถามทา้ ยกิจกรรมลงในแบบฝกึ หดั วิทยาศาสตร์ ม.1

ช่วั โมงท่ี 4

ขน้ั สอน

อธบิ ายความรู้ (Explain)

30

1. ครูสุ่มตวั แทนกลุ่มออกมารายงานผลจากการทำกจิ กรรมหน้าชน้ั เรยี น
2. ครูเฉลยคำตอบจากคำถามท้ายกิจกรรม ในแบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ม.1

ถามคำถามทา้ ยกจิ กรรม ดงั นี้
- ขวดนำ้ ทบี่ รรจุเมด็ โฟมของแต่ละกลมุ่ เปรียบเสมือนกับสถานะของสารใดบ้าง
(แนวคำตอบ สารทีอ่ ย่รู อบตัวเราบางชนิดมสี มบตั ทิ างกายภาพบางประการที่เหมอื น และแตกต่างกนั เชน่
สถานะ การนำความร้อน การนำไฟฟ้า เปน็ ตน้ แต่อย่างไรกต็ ามสารแต่ละชนิดมียอ่ มลกั ษณะเฉพาะของ
สารแตล่ ะชนิดนนั้ ๆ เชน่ สภาพการละลาย จุดเดือด จดุ หลอมเหลว ความหนาแนน่ ของสาร เปน็ ตน้ )
- หลังจากเปา่ ลมเข้าไปในขวด ลกั ษณะการเคล่ือนที่ของเม็ดโฟมแตล่ ะกลุม่ แตกต่างกนั หรือไม่
อย่างไร
(แนวคำตอบ แตกตา่ งกัน ขวดทบี่ รรจเุ ม็ดโฟมจนเตม็ ขวด อนุภาคของเม็ดโฟมจะสนั่ อยู่กลับท่ี ถ้าบรรจุ
เมด็ โฟมครึ่งขวด บางอนภุ าคของเมด็ โฟมจะเคล่ือนที่อิสระ แต่ถ้าบรรจเุ มด็ โฟมตำ่ กวา่ ครึง่ อนุภาคของ
เมด็ โฟมจะเคล่ือนท่ีได้อยา่ งอิสระ)
3. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายเปรียบเทียบ การจัดเรยี งอนภุ าค และการเคล่ือนที่ของสารทั้ง 3
สถานะ

ขั้นสรุป

ขยายความเข้าใจ (Expand)
1. ครูให้นักเรียนทำใบงานท่ี 1.2 เร่ือง สารรอบตัว โดยให้นักเรียนกลับไปสำรวจสารรอบตัวภายใน
บา้ นของนักเรยี น แล้วจำแนกสารลงในใบงาน พร้อมตกแตง่ ใหส้ วยงาม
2. ครูให้นกั เรียนทำแบบฝึกหดั แบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ ม.1 เลม่ 1

ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูตรวจแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
2. ครูตรวจใบงานที่ 1.1 เร่อื ง การจำแนกสาร
3. ครปู ระเมินการนำเสนอใบงานท่ี 1.1 เร่อื ง การจำแนกสาร โดยใช้แบบประเมินผลงาน
4. ครูตรวจใบงานที่ 1.2 เร่ือง สารรอบตวั
5. ครูประเมินการทำกจิ กรรม เร่ือง ของแข็ง ของเหลว และแกส๊ โดยใชแ้ บบประเมนิ การปฏิบตั ิการ
6. ครูประเมนิ พฤติกรรมการทำงานกลุม่ จากการศึกษาและทำใบงาน เรือ่ ง การจำแนกสาร

7. ส่อื การสอน / แหล่งเรยี นรู้

7.1 สอ่ื การเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ม.1
2. แบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ ม.1
3. ใบงานท่ี 1.1 เร่ือง การจำแนกสาร
4. ใบงานที่ 1.2 เรื่อง สารรอบตัว
5. PowerPoint หรือภาพสารต่าง ๆ ได้แก่ ส้มตำ นำ้ ผลไม้ปั่น นำ้ เกลือ น้ำนม กาแฟ สลัด นำ้ แป้ง

ทองคำขาว นำ้ พริก แอลกอฮอล์ น้ำส้มสายชู หมอก ควันจากทอ่ ไอเสยี แกส๊ หงุ ตม้ เป็นตน้
6. อุปกรณก์ ารทดลอง เรือ่ ง ของแขง็ ของเหลว และแกส๊

7.2 แหลง่ การเรยี นรู้
1. ห้องสมุด

31

2. หอ้ งเรียน
3. อินเทอรเ์ น็ต
4. หอ้ งปฏบิ ัติการ

8. บันทกึ ผลหลังแผนการจัดการเรียนรู้

1. ผลการเรยี นรู้

1.1 ด้านความรู้ (K)

ตารางท่ี 1 แสดงคา่ ร้อยละระดบั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น เร่ือง ...................................................

ระดบั ผลสัมฤทธิ์ จำนวนนกั เรยี น ร้อยละ

ดีมาก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรบั ปรงุ (50-59 คะแนน)

จากตารางที่ 1 พบว่านกั เรยี นผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น ร้อยละ................อยใู่ นระดบั .............

และรองลงมารอ้ ยละ.................อยใู่ นระดบั ...............และพบว่านกั เรยี น……………….............................

………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..

1.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P )

ตารางท่ี 2 แสดงค่าร้อยละระดบั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น เรอ่ื ง ..................................................

ระดับผลสัมฤทธ์ิ จำนวนนักเรยี น ร้อยละ

ดมี าก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรบั ปรุง (50-59 คะแนน)

จากตารางท่ี 2 พบวา่ นักเรียนผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น ร้อยละ................อย่ใู นระดับ.............

และรองลงมาร้อยละ.................อย่ใู นระดับ...............และพบวา่ นักเรยี น……………….............................

………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..

1.3 ด้านเจตคติ / คณุ ลักษณะฯ (A)/ สมรรถนะ (C) เชอ่ื มโยงกบั มาตรฐานหลักสตู ร

ตารางท่ี 3 แสดงคา่ ร้อยละคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ เร่อื ง ............................................

ระดบั ผลสัมฤทธิ์ จำนวนนกั เรียน รอ้ ยละ

ดีมาก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรบั ปรงุ (50-59 คะแนน)

32

จากตารางท่ี 3 พบว่านกั เรยี นคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ร้อยละ..............อยใู่ นระดับ............
และรองลงมารอ้ ยละ.................อยูใ่ นระดบั ...............และพบว่านักเรยี น……………….............................
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..

สรปุ ผลการใช้แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี …………………………..
1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิท์ างการเรียนอยใู่ นระดับ...................
2) นักเรียนมีทักษะในระดบั ..................
3) นกั เรยี นมคี ุณลักษณะในระดับ...............

2.บรรยากาศการเรียนรู้
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................ ..................................

3. การปรบั เปลยี่ นแผนการจัดการเรยี นรู้ (ถา้ ม)ี
........................................................................................................................................................................... ...
................................................................................................................................ ..............................................
.

4. ข้อคน้ พบดา้ นพฤตกิ รรมการจดั การเรียนรู้

............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

5. อ่ืนๆ

............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................... .....................................

33

แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 2
เร่ือง การเปล่ียนแปลงของสาร เวลา 4 ช่ัวโมง ระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1
__________________________________________________________________________

1. เปา้ หมายการเรยี นรู้ / หลกั ฐานการเรยี นรู้ / การวัดและการประเมนิ ผล

มาตรฐานการเรียนรู้ ส่งิ ท่ีตอ้ งร้แู ละปฏิบัตไิ ด้ ผลงาน / ชนิ้ งาน การวดั ผลและการ
และตัวชวี้ ดั ประเมนิ ผล
1. อธิบายความสัมพันธ์ 1. การเปลยี่ นแปลง
ว 2.1 ม.1/10 อธิบาย ระหวา่ งพลงั งานความร้อน ของสาร 1.ตรวจใบงานที่ 1.3
ความสัมพันธ์ระหว่าง กับการเปลย่ี นสถานะของ 2. พฤติกรรมการทำงาน เรือ่ ง ความร้อนกับการ
พลังงานความร้อนกับ สสารได้ รายบุคคล เปลยี่ นสถานะของสาร
การเปลี่ยนสถานะของ 2.สามารถระบกุ าร 3. การปฏิบัตกิ าร 2ตรวจแบบฝึกหดั
สสาร โดยใชห้ ลกั ฐาน เปลี่ยนแปลงสถานะของ 3. สงั เกตพฤติกรรม
เชิงประจักษ์ และ สสารทอี่ ยู่รอบตวั ได้ การทำงานรายบุคคล
แบบจำลอง 4. ประเมนิ การ
ปฏบิ ัตกิ าร

2. สาระการเรียนรู้ (Learning Contents)
1. ความรู้ (Knowledge)
สารท่ีอยู่รอบตัวเราล้วนมีสมบัติทางกายภาพ และสมบัติทางเคมีท่ีแตกต่างกัน ซึ่งอุณหภูมิ

ภายนอกมีผลต่อสถานะของสาร ซ่ึงเป็นสมบัติทางกายภาพของสารอย่างหน่ึง เช่น น้ำแข็ง (ของแข็ง) เมื่อได้รับ
ความร้อนจะละลายกลายเป็นน้ำ (ของเหลว) เม่ือน้ำได้รับความร้อนต่อเนื่องจะเดือด และระเหยกลายเป็นไอ (แก๊ส)
เป็นต้น ซึ่งความร้อนที่ทำให้ของแข็งเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียกว่า ความร้อนแฝงของการหลอมเหลว และ
เรียกความร้อนที่ทำให้ของเหลวเปลีย่ นสถานะเป็นแก๊สว่า ความรอ้ นแฝงของการกลายเป็นไอเป็นตน้

2. ทักษะ/กระบวนการ (Skill during the process)
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional

Model)

3. หลักฐานการเรยี นร้ชู ้ินงานหรือภาระงาน (Work)
1. ใบงาน
2. สมุด

4. สมรรถนะ (Competency)
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคดิ
1) ทักษะระบุ
2) ทกั ษะการสงั เกต
3) ทกั ษะการสำรวจคน้ หา
4) ทกั ษาการจำแนกประเภท
3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต
4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

34

4. การวดั และการประเมินผล (Evaluation)

สง่ิ ทว่ี ัดผล วิธวี ดั ผล เครือ่ งมอื วดั ผล เกณฑ์การประเมิน
ประเมนิ ตามสภาพจริง
ดา้ นความรู้ (K) - แบบทดสอบก่อน แบบทดสอบ
เรยี น และหลัง รอ้ ยละ 70 ผา่ นเกณฑ์
เรียน 1.แบบฝึกหดั
2.ใบงาน ระดบั คุณภาพ 2
ด้านทกั ษะ/กระบวนการ -การสงั เกต แบบสรปุ คุณลกั ษณะ ผ่านเกณฑ์
(P) ระดบั คุณภาพ 2
แบบสรุปสมรถนะของผ้เู รยี น ผ่านเกณฑ์
เจตคต/ิ คณุ ลักษณะ (A) -การสังเกต

สมรถนะของผู้เรยี น (C) -การสังเกต

5. กระบวนการการจดั กจิ กรรม / รปู แบบการจัดกจิ กรรม (Learning Process)
การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู/้ แนวทางการเสริมแรงหรือชว่ ยเหลอื นักเรียน
1. รูปแบบการจักการเรียนท่เี ป็นเกมส์
2. การใหค้ ำชมนกั เรยี นท่ีต้ังใจทำงาน

6. กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ข้นั นำเขา้ สูบ่ ทเรียน ( ระบเุ วลาทใี่ ช้ )

ขัน้ ขนั้ กระต้นุ ความสนใจ (Engage)

ชั่วโมงที่ 1

ขั้นนำ

กระต้นุ ความสนใจ (Engage)
1. ครูถามคำถาม prior knowledge กระตุ้นความคิดของนักเรียนว่า ก้อนน้ำแข็งที่วางท้ิงไว้กลางแจ้ง
จะมีการเปล่ียนแปลงสถานะอยา่ งไร
(แนวคำตอบ 3 สถานะ ไดแ้ ก่ ของแขง็ ของเหลว และแก๊ส)
2. ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียนด้วยการทดลองหน้าชั้นเรียน เรื่อง การเปลี่ยนแปลงสถานะของ
นำ้ โดยครเู ตรยี มอปุ กรณ์ ดังน้ี
- นำ้ แขง็ 1 ถุง
- น้ำในบกี เกอร์
- ฮอทเพลท

35

ขนั้ สอน

สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครใู หน้ ักเรยี นศกึ ษา เรือ่ ง การเปลย่ี นแปลงสถานะของสาร ในหนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.1 หนา้ ที่
7-8
2. ครสู ุม่ ตวั แทนนักเรยี นออกมาหน้าช้ันเรียน เพื่อทำกจิ กรรมตามขั้นตอน ดงั น้ี
- เทน้ำแขง็ ลงในบีกเกอร์ จากนั้นใหค้ วามรอ้ นดว้ ยฮอทเพลท จนกระทั่งน้ำแข็งละลาย จากนน้ั ให้
ความร้อนต่อไปจนกระทงั่ น้ำในบกี เกอรเ์ ดอื ดกลายเปน็ ไอน้ำ
- นำบกี เกอรล์ งจากฮอทเพลท แลว้ นำกระจกนาฬิกามาปดิ ปากบีกเกอร์ขณะท่ีน้ำเดือด
3. ครูให้นักเรยี นสังเกต และจดบันทึกการเปล่ยี นแปลงสถานะของนำ้ ลงในสมุดบนั ทกึ ของนกั เรียน

อธิบายความรู้ (Explain)
1. ครูเขียนคำถามท้ายกิจกรรมบนกระดาน ดังน้ี
- ความรอ้ นทใ่ี ช้ในการเปลยี่ นสถานะของน้ำแขง็ กลายเปน็ น้ำเรียกว่าอะไร และอุณหภมู ิท่ีทำให้
นำ้ แข็งเปล่ยี นสถานะเรียกว่าอะไร
(แนวคำตอบ ความร้อนแฝงของการหลอมเหลวทำให้น้ำแข็งเปล่ยี นสถานะกลายเปน็ น้ำ โดย
อุณหภูมิ ณ จดุ น้ี เรียกว่า จดุ หลอมเหลว)
- ความรอ้ นทีใ่ ชใ้ นการการเปล่ยี นสถานะของของเหลวกลายเป็นไอเรยี กว่าอะไร และอุณหภมู ิทที่ ำให้
น้ำเปล่ียนสถานะเรียกว่าอะไร
(แนวคำตอบ ความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอทำใหน้ ำ้ เปลยี่ นสถานะกลายเปน็ ไอน้ำ โดยอุณหภูมิ
ณ จุดนี้ เรียกวา่ จุดเดอื ด)
- การเปลี่ยนสถานะของแก๊สกลายเป็นของเหลวเรยี กวา่ อะไร และอุณหภมู ิท่ีทำใหไ้ อน้ำเปล่ยี นสถานะ
เรยี กวา่ อะไร
(แนวคำตอบ การควบแน่นทำให้แก๊สกลายเป็นของเหลว โดยอณุ หภมู ิ ณ จดุ นี้ เรียกว่า จุดควบแนน่
ซง่ึ เปน็ อุณหภูมิเดยี วกบั จุดเดือด)
- หากนำน้ำไปแช่ในอณุ หภมู ิท่ี 0 องศาเซลเซียส จนนำ้ กลายเป็นน้ำแข็ง เรยี กอุณหภูมนิ ้ีว่า อะไร
(แนวคำตอบ จุดเยอื กแข็ง ซึ่งเปน็ อุณหภูมเิ ดยี วกับจดุ หลอมเหลว)
2. ครูให้นกั เรยี นลอกโจทยแ์ ละตอบคำถามลงในสมดุ บน
3. สมุ่ ตวั แทน 4 คน ออกมาเสนอคำตอบทา้ ยกจิ กรรมบนกระดานคนละข้อ
4. ครูเฉลยและอธิบายคำตอบบนกระดานท่ีถกู ต้อง

ชัว่ โมงที่ 2

ขนั้ สรปุ

ขยายความเขา้ ใจ (Expand)
1. ครใู ห้นกั เรยี นศึกษาตัวอย่างการเปลี่ยนสถานะของน้ำในธรรมชาติ ในหนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์
ม.1 เล่ม 1 หนา้ ท่ี 8 เพ่ือขยายความเข้าใจของนกั เรยี น
2. ครูให้นกั เรียนทำใบงานท่ี 1.3 เร่อื ง ความร้อนกบั การเปล่ียนสถานะของสาร

36

3. ครใู ห้นกั เรยี นทำแบบฝกึ หดั ในแบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ ม.1

ช่วั โมงที่ 3

ข้นั สอน

สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครูใหน้ ักเรียนจบั แบ่งกลมุ่ กลุ่มละ 5 คน ทำกิจกรรม เร่ือง อณุ หภมู ิกบั การเปลีย่ นสถานะ ตาม
หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ม.1 เลม่ 1 หน้าที่ 9 โดยสมาชกิ ในกล่มุ มีหน้าที่ ดงั น้ี
สมาชกิ คนที่ 1 เตรียมอุปกรณ์
สมาชกิ คนท่ี 2 และ 3 ทำการทดลอง
สมาชกิ คนที่ 4 บนั ทึกผลลงในแบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 และนำข้อมลู มาแสดงเปน็ กราฟ
สมาชิกคนที่ 5 นำเสนอผลที่ได้จากกจิ กรรม

ชว่ั โมงท่ี 4

ขน้ั สอน

อธิบายความรู้ (Explain)
1. ครูให้สมาชกิ คนท่ี 5 ของแต่ละกลมุ่ ออกมานำเสนอผลกจิ กรรม เร่อื ง อุณหภูมิกับการเปล่ยี น
สถานะ และชว่ ยเสริมและแก้ไขข้อมูลให้ถกู ต้อง
2. ครูและนกั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายผลจากกจิ กรรม
3. ครูถามคำถามทา้ ยกจิ กรรม ดังนี้
- เมื่อน้ำมาผสมกับนำ้ แขง็ อุณหภูมขิ องสารมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
(แนวคำตอบ อณุ หภูมิของนำ้ แข็งจะสงู ข้ึน ขณะที่อุณหภมู ิของน้ำจะต่ำลง จนกระทั่งสารทั้งสองอยู่
ในสภาพสมดุลท่ีอณุ หภมู หิ น่ึง)
- หลงั จากใหค้ วามร้อนแก่น้ำเปน็ เวลา 3 นาที น้ำในบีกเกอรม์ ีการเปลย่ี นสถานะอยา่ งไร
(แนวคำตอบ น้ำจะเดือดกลายเปน็ ไอ ซ่งึ เป็นการเปลย่ี นสถานะจากของเหลวเปน็ ของแข็ง)
แล้วบันทกึ คำตอบลงในแบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ม.1

ขัน้ สรปุ

ขยายความเขา้ ใจ (Expand)
1. ครูใหน้ ักเรยี นทำแบบฝกึ หัดลงในแบบฝกึ หดั วิทยาศาสตร์ ม.1

ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครตู รวจใบงานท่ี 1.3 เร่อื ง ความรอ้ นกับการเปลย่ี นสถานะของสาร
2. ครูตรวจแบบฝึกหัดในแบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ม.1
3. ครปู ระเมนิ ผลการทำกิจกรรม เรอ่ื ง อุณหภูมิกบั การเปลยี่ นสถานะ โดยใชแ้ บบประเมนิ ปฏิบัตกิ าร

37

4. ครูประเมนิ ผลการทำงานรายบคุ คล จากการศึกษากิจกรรมการทดลองของตัวแทนนักเรียน เรื่อง
การเปล่ียนสถานะของน้ำ สังเกต และจดบนั ทกึ การทดลอง และการตอบคำถามท้ายการทดลอง
จากโจทยบ์ นกระดาน

7. ส่อื การสอน / แหล่งเรียนรู้

7.1 ส่ือการเรียนรู้
1. หนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.1
2. แบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ม.1
3. อุปกรณ์การทดลอง เร่ือง การเปลย่ี นแปลงสถานะของน้ำ
4. อุปกรณก์ ารทดลอง เรื่อง อุณหภูมกิ ับการเปลี่ยนสถานะ
5. ใบงานท่ี 1.3 เรื่อง ความร้อนกับการเปล่ยี นสถานะของสาร

7.2 แหล่งการเรียนรู้
1) ห้องสมุด
2) หอ้ งเรียน

8. บนั ทกึ ผลหลังแผนการจัดการเรียนรู้

1. ผลการเรียนรู้

1.1 ด้านความรู้ (K)

ตารางที่ 1 แสดงคา่ ร้อยละระดบั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น เร่ือง ...................................................

ระดับผลสัมฤทธิ์ จำนวนนกั เรียน ร้อยละ

ดีมาก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรบั ปรุง (50-59 คะแนน)

จากตารางท่ี 1 พบวา่ นกั เรียนผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น ร้อยละ................อยใู่ นระดับ..........
และรองลงมารอ้ ยละ.................อยู่ในระดับ...............และพบวา่ นักเรียน...............................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

1.2 ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P )

ตารางท่ี 2 แสดงคา่ ร้อยละระดบั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน เรือ่ ง ..................................................

ระดบั ผลสัมฤทธิ์ จำนวนนักเรียน รอ้ ยละ

ดีมาก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรับปรุง (50-59 คะแนน)

38

จากตารางที่ 2 พบว่านักเรียนผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน ร้อยละ................อยูใ่ นระดับ..............
และรองลงมาร้อยละ.................อย่ใู นระดับ................และพบวา่ นกั เรยี น..............................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

1.3 ด้านเจตคติ / คุณลักษณะฯ (A)/ สมรรถนะ (C) เชือ่ มโยงกบั มาตรฐานหลักสตู ร

ตารางท่ี 3 แสดงค่าร้อยละคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ เรือ่ ง ............................................

ระดบั ผลสัมฤทธิ์ จำนวนนักเรยี น รอ้ ยละ

ดมี าก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรบั ปรุง (50-59 คะแนน)

จากตารางท่ี 3 พบว่านักเรยี นคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ร้อยละ..............อยูใ่ นระดบั ............และและ

รองลงมาร้อยละ.................อยใู่ นระดับ................และพบวา่ นักเรียน..............................................

………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………

สรปุ ผลการใชแ้ ผนการจัดการเรียนรู้ที่ …………………………..
4) นักเรยี นมผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นอยู่ในระดับ...................
5) นกั เรยี นมที ักษะในระดับ..................
6) นักเรียนมคี ุณลกั ษณะในระดับ...............

2.บรรยากาศการเรยี นรู้
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

3. การปรับเปล่ยี นแผนการจัดการเรียนรู้ (ถา้ ม)ี
......................................................................................................................................................... .....................
.............................................................................................................. ................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

4. ขอ้ คน้ พบดา้ นพฤติกรรมการจดั การเรียนรู้

...................................................................................... ........................................................................................
......................................................................................................................................... .....................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

5. อน่ื ๆ

............................................................................................................................... ...........................................

39

............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................................... ...................

แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 3

เร่อื ง สารบริสุทธ์ิ เวลา 5 ช่วั โมง ระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1

__________________________________________________________________________

1. เป้าหมายการเรยี นรู้ / หลักฐานการเรยี นรู้ / การวัดและการประเมนิ ผล

มาตรฐานการเรียนรู้ ส่ิงทต่ี ้องรูแ้ ละปฏิบตั ิได้ ผลงาน / ช้ินงาน การวดั ผลและการ
ประเมินผล
และตวั ชี้วัด
1.ตรวจแบบฝกึ หัด
1.1 ตัวชวี้ ัด 1. อธิบายความสมั พนั ธ์ 1. ใบงานสารบรสิ ทุ ธิ์ 2.ประเมินการนำเสนอ
ประโยชนข์ องธาต
ว 2.1 ม.1/1 อธบิ าย ระหวา่ งอะตอม ธาตุ และ 2. การนำเสนอผลงาน 3.สังเกตพฤติกรรม
การทำงานรายกลุม่
สมบตั ทิ างกายภาพบาง สารประกอบ โดยใช้ 3. พฤติกรรมการทำงาน

ประการของธาตโุ ลหะ แบบจำลองได้ รายกลมุ่

อโลหะ และกึ่งโลหะ 2.อธบิ ายโครงสรา้ ง

โดยใช้หลักฐานเชงิ อะตอม โดยใช้แบบจำลอง

ประจักษ์ท่ีได้จากการ ได้

สังเกต และการทดสอบ 3. อธบิ ายสมบตั ทิ าง

และใชส้ ารสนเทศท่ีได้ กายภาพบางประการของ

จากแหลง่ ข้อมลู ต่าง ธาตุโลหะ อโลหะ และกง่ึ

รวมทัง้ จดั กลุ่มธาตโุ ลหะ โลหะได้

อโลหะ และกึ่งโลหะ 4. วิเคราะหผ์ ลจากการใช้

ว 2.1 ม.1/2 วิเคราะห์ ธาตโุ ลหะ อโลหะ ก่ึงโลหะ

ผลจากการใชธ้ าตโุ ลหะ และธาตุกมั มันตรงั สีต่อ

อโลหะ กึง่ โลหะ และ สง่ิ มีชวี ิต สิง่ แวดลอ้ ม

ธาตกุ มั มนั ตรงั สี ที่มตี ่อ เศรษฐกจิ และสังคม

ส่งิ มีชวี ติ ส่ิงแวดลอ้ ม

เศรษฐกิจ และสงั คม

จากข้อมลู ทรี่ วบรวมได้

ว 2.1 ม.1/3 ตระหนัก

ถึงคุณคา่ ของการใชธ้ าตุ

โลหะ อโลหะ กง่ึ โลหะ

ธาตุกมั มนั ตรงั สี โดย

เสนอ แนวทางการใช้

ธาตุอยา่ งปลอดภยั และ

คมุ้ ค่า

40

ว 2.1 ม.1/7 อธิบาย
เก่ยี วกับความสมั พันธ์
ระหวา่ งอะตอม ธาตุ
และสารประกอบ โดย

มาตรฐานการเรยี นรู้ สิ่งที่ต้องรูแ้ ละปฏิบตั ิได้ ผลงาน / ช้ินงาน การวัดผลและการ

และตวั ชี้วดั ประเมนิ ผล

ใช้แบบจำลองและ

สารสนเทศ

ว 2.1 ม.1/8 อธบิ าย

โครงสรา้ งอะตอมที่

ประกอบดว้ ยโปรตอน

นวิ ตรอน และ

อเิ ลก็ ตรอน โดยใช้

แบบจำลอง

2. สาระการเรยี นรู้ (Learning Contents)

1. ความรู้ (Knowledge)

สารทีอ่ ยรู่ อบตวั ลว้ นประกอบด้วยธาตุและสารประกอบ ธาตุ เปน็ สารท่ีประกอบดว้ ยอะตอมเพียงชนดิ

เดียว เม่ือธาตุมากกวา่ 1 ชนดิ มารวมกนั ทางเคมีในอัตราส่วนโดยมวลคงท่ี จะได้สารประกอบทมี่ สี มบตั ิ

แตกตา่ งจากธาตุท่ีเปน็ องคป์ ระกอบเดมิ ธาตแุ ละสารประกอบจงึ จดั เป็นสารบรสิ ทุ ธิ์

2. ทักษะ/กระบวนการ (Skill during the process)
แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนคิ : สบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

3. หลกั ฐานการเรียนรูช้ ิ้นงานหรอื ภาระงาน (Work)
1. ใบงาน
2. สมุด

4. สมรรถนะ (Competency)
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
1. ทกั ษะระบุ
2. ทักษะการสังเกต
3. ทักษะการสำรวจคน้ หา
4. ทกั ษาการจำแนกประเภท
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
4. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

41

4. การวดั และการประเมนิ ผล (Evaluation)

สงิ่ ที่วัดผล วิธีวัดผล เครื่องมอื วดั ผล เกณฑ์การประเมิน
ประเมินตามสภาพจรงิ
ด้านความรู้ (K) - แบบทดสอบก่อน แบบทดสอบ
รอ้ ยละ 70 ผา่ นเกณฑ์
เรยี น และหลงั เรยี น 1.แบบฝกึ หดั
2.ใบงาน ระดับคุณภาพ 2
ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ -การสงั เกต แบบสรปุ คณุ ลักษณะ ผ่านเกณฑ์
ระดับคุณภาพ 2
(P) ผา่ นเกณฑ์

เจตคติ/คุณลักษณะ (A) -การสงั เกต

สมรถนะของผู้เรียน (C) -การสงั เกต แบบสรปุ สมรถนะของ

ผเู้ รียน

5. กระบวนการการจดั กจิ กรรม / รูปแบบการจดั กิจกรรม (Learning Process)

การจัดกจิ กรรมการเรียนรู/้ แนวทางการเสรมิ แรงหรือช่วยเหลอื นักเรยี น

1. รปู แบบการจักการเรยี นท่ีเปน็ เกมส์

2. การให้คำชมนักเรียนทีต่ ง้ั ใจทำงาน

6. กิจกรรมการเรยี นการสอน

ชวั่ โมงท่ี 1
ขัน้ นำ

กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. ครูแจ้งผลการเรียนรู้ใหน้ ักเรียนทราบ
2. ครูถามคำถาม prior knowledge เพื่อกระตุ้นความคิดของนักเรียนก่อนเข้าสู่บทเรียนว่า อากาศท่ี
อยรู่ อบตวั ของนกั เรยี นมีธาตุใดเปน็ องค์ประกอบ
(แนวคำตอบ ไนโตรเจน ออกซเิ จน อารก์ อน คารบ์ อน เปน็ ต้น)

ข้นั สอน

สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครูใหน้ กั เรียนศึกษาเกีย่ ว เรอ่ื ง สารบรสิ ทุ ธ์ิ จากหนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.1 หนา้ ท่ี 10
2. ครูเขยี นคำถามบนกระดานใหน้ ักเรียนตอบคำถาม ดงั นี้
- สารบรสิ ทุ ธิ์ คอื อะไร
(แนวคำตอบ สารท่ีมอี งคป์ ระกอบเพยี งชนิดเดยี ว มีสมบัติเฉพาะทางกายภาพและสมบัติทางเคมี)
- เพราะเหตใุ ด ธาตจุ งึ จัดเปน็ สารบริสุทธิ์

42

(แนวคำตอบ เพราะธาตปุ ระกอบดว้ ยอะตอมเพียงชนดิ เดียว ไมส่ ามารถแยกหรือสลายออกเปน็
สารอ่นื ได้ แต่สามารถทำปฏิกิรยิ ากับสารอน่ื แล้วเกิดเป็นสารใหมไ่ ด)้

- อะตอมคืออะไร ประกอบไปดว้ ยอะไรบ้าง

(แนวคำตอบ อะตอม คือ อนุภาคทเ่ี ล็กท่สี ุดของธาตุประกอบไปดว้ ยอนภุ าคมลู ฐาน คือ โปรตอน
นวิ ตรอน และอิเล็กตรอน)

3. ครนู ำก้อนดนิ นำ้ มนั มาปน้ั เป็นลูกทรงกลม 3 ลูก 3 สี ดงั นี้
- ลูกแรก สีแดง คือ นวิ ตรอน
- ลกู ทสี่ อง สฟี ้า คือ โปรตอน
- ลูกที่สาม สีเหลอื ง คือ อเิ ล็กตรอน

4. ครใู หน้ กั เรยี นสืบคน้ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั แบบจำลองอะตอมของธาตุ หรือศกึ ษาจากหนังสือเรียน

วทิ ยาศาสตร์ ม.1 หน้าท่ี 10

อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. ครูส่มุ ตัวแทนนกั เรียนออกมาสรา้ งและอธบิ ายแบบจำลองอะตอมโดยใชด้ นิ นำ้ มันที่ครเู ตรียมมา โดย
ใชค้ วามรจู้ ากการสืบคน้ ข้อมูล
2. ครตู รวจแบบจำลองอะตอมที่นกั เรียนปน้ั และเพ่ิมเติมข้อมูลท่ีนักเรยี นนำเสนอใหถ้ ูกต้อง
3. ครูยกตวั อยา่ งแบบจำลองอะตอมของธาตบุ างชนดิ เชน่ คาร์บอน ออกซเิ จน เป็นต้น

ขน้ั สอน ชั่วโมงที่ 2

สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ครูเกรนิ่ นำวา่ ธาตุในปจั จบุ ันมมี ากวา่ 117 ชนิด แลว้ ถามคำถามนักเรียนว่า เราจะรู้ไดอ้ ย่างไรวา่

ธาตุแต่ละชนิดคือธาตุใด
(แนวคำตอบ ใชส้ ญั ลกั ษณ์ธาตุเป็นตวั อกั ษรแทนช่ือธาตุ)
2. ครูใหน้ กั เรียนศึกษา เร่ือง หลักการเขยี นสัญลกั ษณ์ของธาตุ จากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร์ ม.1

ครนู ำตวั อย่างตารางธาตุทแี่ สดงสญั ลักษณ์นวิ เคลียร์ของธาตมุ าใหน้ ักเรียนศกึ ษา
3. ครูใหน้ กั เรียนศกึ ษา เรือ่ ง การเขียนสญั ลกั ษณ์นวิ เคลยี รข์ องธาตุ จากหนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์

ม.1 หน้าท่ี 12
4. ครูให้นกั เรียนศึกษาสมบตั ิของธาตใุ นตารางที่ 1.2 กบั ตารางธาตุในหนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ ม.1

หน้าท่ี 1
ตารางธาตตุ วั อย่างท่ีมสี ญั ลักษณน์ ิวเคลยี ร์ เลขมวล เลขอะตอม

43

อธบิ ายความรู้ (Explain)

1. ครใู หน้ กั เรียนออกมาเขียนสัญลักษณ์ของธาตหุ นา้ ชัน้ เรยี น และอธบิ ายหลกั การเขยี นสัญลกั ษณ์ ของ
ธาตุชนดิ นัน้

2. ครอู ธบิ ายตารางท่ี 1.1 จากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.1 หน้าท่ี 11 ให้นกั เรยี นเข้าใจสัญลักษณ์
ของธาตุมากขน้ึ

3. ครูส่มุ เรยี กนกั เรียน 5 คน ออกมาตอบคำถามคนละข้อจากตารางธาตุ ต่อไปน้ี
จงหาสญั ลกั ษณ์ธาตุทองคำ และเขียนสัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุ
จงหาสัญลกั ษณ์ธาตซุ ีนอน และเขยี นสัญลักษณ์นวิ เคลยี รข์ องธาตุ
จงหาสญั ลกั ษณ์ธาตุเงิน และเขยี นสญั ลักษณน์ ิวเคลยี รข์ องธาตุ
จงหาสัญลกั ษณธ์ าตปุ รอท และเขียนสญั ลกั ษณ์นวิ เคลียร์ของธาตุ
จงหาสญั ลกั ษณ์ธาตุสังกะสี และเขียนสญั ลักษณ์นวิ เคลยี รข์ องธาตุ

4. ครูและนกั เรยี นร่วมกนั เฉลยคำตอบที่ถูกต้อง

ชวั่ โมงท่ี 3

ขัน้ สอน

สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ครถู ามถามคำถาม ตอ่ ไปนี้
- แนวโนม้ ของธาตุในตารางสามารถแบง่ ธาตุออกเปน็ กปี่ ระเภท และแตล่ ะประเภทมีลักษณะ
อยา่ งไร
(แนวคำตอบ 3 ประเภท ดังน้ี
- โลหะ : เป็นของแขง็ ท่ีอุณหภมู หิ อ้ ง ที่ผิวของโลหะจะมันวาว นำไฟฟ้าและความรอ้ นได้ดี มี
จดุ เดอื ด จดุ หลอมเหลวสงู
- อโลหะ : มีลักษณะตรงข้ามกบั โลหะ
- กึง่ โลหะ : สว่ นใหญเ่ ปน็ สารกง่ึ ตัวนำ โดยจะนำไฟฟา้ ได้ดีก็ตอ่ เม่ืออณุ หภูมสิ ูงกวา่
อณุ หภูมิหอ้ ง)
2. ครูเตรยี มอุปกรณ์การทดลอง เร่อื ง สมบตั ขิ องธาตุ ดงั น้ี
- ตะปเู หลก็
- กำมะถนั
- กระดาษทราย
- สายไฟ
- ถ่านไฟฉาย
- หลอดไฟ
จากนนั้ ครใู หน้ ักเรยี นแต่ละกลุม่ ทดสอบสมบัติของธาตุตามขน้ั ตอน ดังน้ี
- ใช้กระดาษทรายขัดผิวธาตุ แล้วสงั เกตความมนั วาว
- ให้นกั เรยี นต่อวงจรไฟฟา้ ดังภาพ แล้วสงั เกตความสว่างของหลอดไฟ

44

3. ครใู ห้นกั เรียนตอบคำถามจากการทำกจิ กรรม ต่อไปน้ี
- เมื่อใช้กระดาษขัดผวิ ตะปเู หลก็ ผิวของตะปูเหล็กมีลักษณะอย่างไร
(แนวคำตอบ มผี วิ มันวาว)
- เมือ่ ใช้กระดาษขัดผิวกำมะถนั กำมะถนั มีลกั ษณะอย่างไร
(แนวคำตอบ ไม่เกิดการเปล่ียนแปลง)
- เม่อื นำตะปเู หล็ก ไปต่อกับวงจรไฟฟา้ หลอดไฟสวา่ งหรอื ไม่
(แนวคำตอบ หลอดไฟสวา่ ง)
- เมือ่ นำกำมะถนั ไปต่อกับวงจรไฟฟา้ หลอดไฟสวา่ งหรอื ไม่
(แนวคำตอบ หลอดไฟไม่สว่าง)

ช่วั โมงที่ 4
ข้ันสอน

อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. ครใู หน้ กั เรียนของแตล่ ะกลุม่ ส่งตวั แทนออกมานำเสนอหนา้ ชัน้ เรยี นว่าธาตุ 2 ชนดิ จัดอยใู่ นกลุ่มใด
เพราะเหตุใด
(แนวคำตอบ ตะปูเหล็กจดั เป็นธาตโุ ลหะ เนื่องจากผิวของตะปูเหลก็ มีความมนั วาว และเม่ือนำไปต่อ
กบั วงจรไฟฟ้าพบวา่ ตวั ธาตุนำไฟฟ้าได้ทำให้หลอดไฟสว่าง ในทางกลับกันผิวของกำมะถันไมม่ นั วาว
และไมน่ ำไฟฟ้าจึงจดั เปน็ ธาตุอโลหะ)
2. ครตู ั้งคำถามใหน้ กั เรยี นชว่ ยกันระดมความคดิ ตอบคำถาม ตอ่ ไปน้ี
- ธาตุโลหะและธาตุอโลหะมีสมบตั ิเหมือนหรอื แตกตา่ งกนั อยา่ งไร
(แนวคำตอบ ธาตุโลหะจะมผี ิวเปน็ มันวาว นำไฟฟ้าและความรอ้ นได้ดี มจี ุดเดือด จดุ หลอมเหลวสูง
ในทางกลบั กนั ธาตอุ โลหะจะมีสมบัตติ รงขา้ ม)
- สมบตั ิของธาตโุ ลหะสามารถนำมาใช้ประโยชนอ์ ะไรได้บ้าง จงยกตัวอย่าง
(แนวคำตอบ ธาตโุ ลหะนำไฟฟา้ ได้ดี จึงนิยมนำมาทำสายไฟ เช่น ทองแดง นอกจากนี้โลหะมสี มบัติ
ในการนำความร้อนไดด้ ี เชน่ อะลมู ิเนียมนยิ มนำมาทำเป็นภาชนะหุงตม้ อาหาร เปน็ ตน้ )

45

ชวั่ โมงที่ 5

ขน้ั สอน

สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ครใู ห้นักเรยี นร่วมกันระดมความคิดวา่ ในปจั จบุ ันเรานำธาตุมาใช้ประโยชน์อะไรบ้าง
2. ครใู ห้นักเรยี นแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 กลมุ่ สบื คน้ ประโยชนข์ องธาตุใหม้ ากท่ีสดุ

อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. ครสู ุ่มตัวแทนกลุ่มออกมานำเสนอผลจากการสบื ค้นประโยชนข์ องธาตุ
2. ครอู ธิบายและยกตวั อย่างธาตุทม่ี ีความสำคญั ต่อประเทศในหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.หนา้ ท่ี 14

ขั้นสรุป

ขยายความเข้าใจ (Expand)
1. ครูให้นกั เรยี นทำแบบฝึกหัดลงในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1

ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครตู รวจแบบฝึกหัดในแบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ม.1
2. ครูประเมินพฤติกรรมการทำงานกลมุ่ จากการสบื ค้นประโยชนข์ องธาตุ
3. ครูประเมนิ การนำเสนอประโยชน์ของธาตุ โดยใช้แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

7. สอ่ื การสอน / แหล่งเรียนรู้

7.1 ส่อื การเรยี นรู้

1. หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.1

2. แบบฝกึ หดั วทิ ยาศาสตร์ ม.1

3. ภาพสารตัวอยา่ ง

4. อุปกรณ์การทดลอง เรื่อง สมบัตขิ องธาตุ

7.2 แหล่งการเรียนรู้

1) ห้องสมดุ

2) หอ้ งเรียน

8. บนั ทกึ ผลหลังแผนการจัดการเรียนรู้

1. ผลการเรียนรู้

1.1 ด้านความรู้ (K)

ตารางที่ 1 แสดงค่าร้อยละระดบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เรอื่ ง ...................................................

ระดบั ผลสัมฤทธิ์ จำนวนนักเรียน รอ้ ยละ

ดีมาก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรบั ปรงุ (50-59 คะแนน)

46

จากตารางท่ี 1 พบว่านักเรยี นผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น ร้อยละ................อยู่ในระดับ..........

และรองลงมารอ้ ยละ.................อยู่ในระดบั ...............และพบว่านักเรยี น...........................................

………………………………………………………………………………………………………………………………………..

1.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P )

ตารางที่ 2 แสดงคา่ ร้อยละระดบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน เร่ือง ..................................................

ระดบั ผลสัมฤทธ์ิ จำนวนนักเรียน รอ้ ยละ

ดีมาก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรบั ปรงุ (50-59 คะแนน)

จากตารางที่ 2 พบว่านกั เรยี นผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ร้อยละ................อยู่ในระดบั ..........

และรองลงมารอ้ ยละ.................อยู่ในระดับ...............และพบวา่ นกั เรียน...........................................

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..

1.3 ด้านเจตคติ / คุณลกั ษณะฯ (A)/ สมรรถนะ (C) เชือ่ มโยงกบั มาตรฐานหลกั สตู ร

ตารางที่ 3 แสดงค่าร้อยละคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ เรอื่ ง ............................................

ระดับผลสัมฤทธิ์ จำนวนนักเรียน ร้อยละ

ดมี าก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรับปรุง (50-59 คะแนน)

จากตารางที่ 3 พบว่านักเรียนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ร้อยละ..............อยู่ในระดับ............
และรองลงมารอ้ ยละ.................อยใู่ นระดบั ...............และพบวา่ นักเรยี น...........................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………..
สรปุ ผลการใชแ้ ผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี …………………………..
7) นกั เรยี นมผี ลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นอยูใ่ นระดับ...................
8) นักเรียนมีทักษะในระดบั ..................
9) นักเรียนมคี ุณลักษณะในระดับ...............

2.บรรยากาศการเรยี นรู้
...................................................................................... ........................................................................................
......................................................................................................................................... .....................................
........................................................................................................................................................... ...................

3. การปรบั เปลีย่ นแผนการจัดการเรยี นรู้ (ถา้ มี)
...................................................................................................................................................... ........................

47

........................................................................................................... ...................................................................
........................................................................................................................................................... ..................

4. ขอ้ คน้ พบด้านพฤตกิ รรมการจัดการเรียนรู้

............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................... ...................

5. อน่ื ๆ
.................................................................................................... ................................................ .......................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................... .....................................

48

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4

เรอื่ ง ธาตกุ มั มันตรงั สี เวลา 2 ช่วั โมง ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 1

__________________________________________________________________________

1. เปา้ หมายการเรยี นรู้ / หลักฐานการเรยี นรู้ / การวดั และการประเมินผล

มาตรฐานการเรยี นรู้ ส่ิงที่ตอ้ งร้แู ละปฏิบัติได้ ผลงาน / ช้ินงาน การวดั ผลและการ
และตัวชวี้ ดั ประเมนิ ผล

ว 2.1 ม.1/2 1. อธบิ ายลกั ษณะของ 1.ใบงานธาตกุ มั มันตรังสี 1. ตรวจใบงานที่ 1.4

วเิ คราะหผ์ ลจากการใช้ ธาตกุ ัมมันตรังสีได้ 2. การนำเสนอผลงาน เรอื่ ง ธาตกุ ัมมันตรงั สี

ธาตโุ ลหะ อโลหะ กึง่ 2.วเิ คราะห์ผลจากการใช้ 3. พฤติกรรมการทำงาน 2. ตรวจแบบฝกึ หัด

โลหะ และธาตุ ธาตุกมั มนั ตรงั สี ต่อ รายกลมุ่ 3. ประเมินการนำเสนอ

กมั มันตรงั สี ท่ีมีตอ่ สง่ิ มีชวี ติ สิง่ แวดล้อม ใบงานที่ 1.4 เร่อื ง ธาตุ

สิง่ มีชวี ิต สงิ่ แวดลอ้ ม เศรษฐกิจ และสังคมได้ กัมมันตรังสี
เศรษฐกจิ และสงั คม 3. ตระหนกั ถงึ คุณค่าของ 4.สงั เกตพฤติกรรม

จากข้อมูลทร่ี วบรวมได้ การใช้ธาตกุ มั มันตรงั สี การทำงานรายกลมุ่

ว 2.1 ม.1/3 ตระหนัก
ถงึ คุณคา่ ของการใชธ้ าตุ

โลหะ อโลหะ กึง่ โลหะ

ธาตุกมั มนั ตรังสี โดย
เสนอแนวทางการใช้

ธาตอุ ยา่ งปลอดภัยและ

คมุ้ คา่

2. สาระการเรยี นรู้ (Learning Contents)
1. ความรู้ (Knowledge)
ธาตุบางชนิดที่มีเลขอะตอมสูงกว่า 83 สามารถแผ่รังสีได้อย่างต่อเน่ือง เรียกว่า ธาตุ

กัมมันตรังสีเกิดจากนิวเคลียสในอะตอมของธาตุไม่เสถียร จึงสลายตัวแล้วเปลี่ยนไปเป็นธาตุท่ีมีความเสถียร
มากข้ึน และปล่อยอนุภาคภายในนิวเคลียสออกมาในรูปของสี ซ่ึงรังสีท่ีแผ่ออกมา เรียกว่า กัมมันตภาพรังสี
ซ่ึงมี 3 ประเภท ได้แก่ อนุภาคแอลฟา อนุภาคบีตา และรังสีแกมมา ซ่ึงก่อให้เกิดประโยชน์และโทษต่อ
ส่ิงมชี วี ติ

2. ทกั ษะ/กระบวนการ (Skill during the process)
แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนคิ : สืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional

Model)
3. หลักฐานการเรียนร้ชู น้ิ งานหรือภาระงาน (Work)

1. ใบงาน
2. สมดุ

49

4. สมรรถนะ (Competency)
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
1.ทักษะระบุ
2.ทกั ษะการสังเกต
3. ทกั ษะการสำรวจคน้ หา
4. ทกั ษาการจำแนกประเภท
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
4. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

4. การวัดและการประเมินผล (Evaluation)

ส่งิ ท่วี ดั ผล วธิ วี ดั ผล เครอื่ งมอื วัดผล เกณฑ์การประเมนิ
ประเมนิ ตามสภาพจรงิ
ด้านความรู้ (K) - แบบทดสอบก่อน แบบทดสอบ
รอ้ ยละ 70 ผ่านเกณฑ์
เรยี น และหลงั 1.แบบฝึกหัด
2.ใบงาน
เรียน

ดา้ นทักษะ/กระบวนการ -การสังเกต

(P)

เจตคต/ิ คณุ ลักษณะ (A) -การสงั เกต แบบสรปุ คณุ ลกั ษณะ ระดับคุณภาพ 2
สมรถนะของผเู้ รยี น (C) -การสงั เกต แบบสรปุ สมรถนะของผู้เรยี น ผา่ นเกณฑ์

ระดับคุณภาพ 2
ผา่ นเกณฑ์

5. กระบวนการการจดั กิจกรรม / รูปแบบการจัดกจิ กรรม (Learning Process)
การจัดกิจกรรมการเรียนรู/้ แนวทางการเสรมิ แรงหรือชว่ ยเหลือนักเรียน
1. รปู แบบการจักการเรียนที่เป็นเกมส์
2. การใหค้ ำชมนกั เรียนทต่ี ้งั ใจทำงาน

6. กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ขัน้ นำเขา้ ส่บู ทเรียน ( ระบุเวลาท่ใี ช้ )

ชว่ั โมงที่ 1

ขน้ั นำ

กระตนุ้ ความสนใจ (Engage)
1. ครแู จง้ ผลการเรยี นรใู้ หน้ กั เรยี นทราบ
2. ครูกระตนุ้ ความสนใจของนกั เรยี นเก่ยี วกบั เร่ือง ธาตกุ ัมมันตรังสี โดยเปิดวดี ีทัศน์ เรอื่ ง ผลกระทบ
นวิ เคลยี รฟ์ กุ ชุ มิ ะ (แหล่งที่มา https://www.youtube.com/watch?v=TIHc2v-zoec)
จากนั้นครูต้งั คำถามจากวดี ีทัศน์ ดงั นี้

50

- ครถู ามนกั เรยี นวา่ จากขา่ วผลกระทบนวิ เคลียร์ฟกุ ชุ ิมะเกิดการ่วั ไหลของสารใด
(แนวคำตอบ สารกมั มนั ตรงั สี)
- ครูถามนักเรยี นว่า สารกัมมันตรงั สีสง่ ผลกระทบต่อสง่ิ มชี ีวิตอย่างไร
(แนวคำตอบ พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรยี น โดยใหอ้ ยใู่ นดลุ ยพนิ จิ ของครผู สู้ อน ตวั อยา่ งเชน่
ทำให้เกดิ การกลายพนั ธุ์ เป็นต้น)
3. ครถู ามนกั เรยี นว่า นกั เรียนคิดวา่ ธาตุที่เปน็ องคป์ ระกอบของสารกัมมันตรังสมี ีลกั ษณะอยา่ งไร จึง
ทำให้เกดิ ผลกระทบต่าง ๆ ต่อสิง่ มชี ีวิต
(แนวคำตอบ พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอ้ ยู่ในดุลยพินจิ ของครูผ้สู อน ตัวอย่างเช่น
ธาตอุ าจมกี ารแผก่ ระจายของรงั สี เปน็ ต้น)

ข้นั สอน

สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ครจู ัดเตรียมชดุ แบบจำลองนวิ เคลยี สของอะตอม 3 นิวเคลียส ไดแ้ ก่
1. นวิ เคลียสขนาดใหญท่ ม่ี จี ำนวนโปรตอนเทา่ กบั อิเลก็ ตรอน ครูจดั เตรยี มโดยปัน้ ดินนำ้ มันสเี ขยี ว
เปน็ กอ้ นกลม 6 ลูก แตล่ ะลกู แทนเปน็ โปรตอน 1 อนุภาค และปั้นดนิ น้ำมนั สีส้ม 6 ลูก แต่ละ
ลูกแทนเป็นนวิ ตรอน 1 อนภุ าค จากน้นั นำก้อนดนิ นำ้ มันมาตดิ กนั (อย่าตดิ แน่นกนั จนเกินไป)

2. นวิ เคลียสทมี่ จี ำนวนโปรตอนมากกวา่ นิวตรอน โดยครปู ้ันดนิ น้ำมนั สเี ขียวเปน็ ก้อนกลม 3 ลกู
และป้ันดนิ น้ำมนั สสี ้ม 2 ลกู จากนนั้ นำก้อนดนิ นำ้ มนั มาติดกัน (อยา่ ติดแน่นกันจนเกินไป)

3. นิวเคลียสท่ีมีจำนวนนิวตรอนมากกวา่ โปรตอน โดยครูปั้นดินนำ้ มนั สีเขยี วเป็นก้อนกลม 2 ลูก
และปนั้ ดินน้ำมนั สสี ม้ 3 ลกู จากนน้ั นำก้อนดินน้ำมันมาติดกนั (อยา่ ตดิ แน่นกันจนเกินไป)

4. นิวเคลยี สขนาดปานกลางทไี่ ด้รบั พลังงานกระตนุ้ โดยครปู ้ันดินน้ำมนั สีเขียวเป็นก้อนกลม 2 ลกู
และปนั้ ดินน้ำมนั สสี ม้ 3 ลูก จากนนั้ นำก้อนดนิ น้ำมันมาติดกนั (อยา่ ติดแน่นกันจนเกนิ ไป) แล้ว
วางบนเครอื่ งเขยา่ สารโดยใช้ความเร็วในการเขยา่ น้อยทีส่ ุด

2. ครูนำเสนอนวิ เคลยี สของธาตุกัมมันตรังสใี หน้ ักเรยี นดู แล้วดงึ ก้อนดนิ น้ำมนั สเี ขียวและสเี หลอื งสี สลี ะ
2 ก้อนออกจากแบบจำลองนิวเคลยี สขนาดใหญ่ จากนัน้ ครูตงั้ คำถามนักเรยี นวา่ นวิ เคลยี สทคี่ รเู ตรยี มท้งั 4
นิวเคลียส ซึง่ เปน็ นวิ เคลียสของธาตกุ ัมมนั ตรงั สี จะมีการแผ่รังสีชนิดใดออกมา เพราะเหตใุ ดจึงคิดเชน่ น้ัน

51

3. ครใู หน้ กั เรียนแบ่งกลุ่มๆ ละ 5 คน ออกมารบั ใบงานท่ี 1.4 เรือ่ ง ธาตุกัมมันตรังสี จากน้นั ครูให้
นกั เรยี นศกึ ษาคำช้ีแจงในใบงาน สบื ค้นเกี่ยวกับธาตกุ ัมมนั ตรังสีในหนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 หนา้ ที่
15 แล้วตอบคำถามในใบงานที่ 1.4 เรือ่ ง ธาตุกมั มันตรังสี ตอนที่ 1

อธิบายความรู้ (Explain)
1. ครใู หต้ วั แทนนักเรยี นแต่ละกลมุ่ ออกมานำเสนอคำตอบในใบงานที่ 1.4 เรื่อง ธาตุกัมมันตรังสี
ตอนที่ 1 หนา้ ชนั้ เรยี น จากนั้นครูและนกั เรยี นรว่ มกนั ตรวจสอบความถกู ตอ้ งและความละเอยี ด
ของขอ้ มลู ทแี่ ตล่ ะกลมุ่ นำเสนอหน้าชน้ั เรียน
2. ครูและนักเรียนรว่ มกันอภปิ รายและหาข้อสรปุ จากการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยใช้แนวคำถามต่อไปน้ี
- ธาตกุ มั มนั ตรงั สี คืออะไร
(แนวคำตอบ ธาตุกัมมนั ตรงั สี คอื ธาตทุ ่มี เี ลขอะตอมสูงกว่า 83 ซึ่งสามารถแผร่ ังสไี ด้อย่าง
ตอ่ เน่ือง เน่ืองจากนิวเคลยี สภายในอะตอมของธาตุไมเ่ สถียร จงึ ต้องมีการเปล่ยี นแปลงไปเปน็
ธาตุทีม่ คี วามเสถียรมากขนึ้ โดยการสลายตัวแล้วปล่อยอนุภาคภายในนวิ เคลียส)
- กมั มนั ตภาพรงั สมี กี ี่ประเภท อะไรบ้าง
(แนวคำตอบ มี 3 ประเภท ไดแ้ ก่ อนุภาคแอลฟา อนุภาคบีตา และรงั สีแกมมา)
- อนภุ าคแต่ละประเภทเกิดข้นึ ได้อย่างไร และมีลักษณะอย่างไร
(แนวคำตอบ อนภุ าคแอลฟา เกดิ จากนวิ เคลยี สไม่เสถยี ร แล้วปลอ่ ยอนุภาคท่มี โี ปรตอนและ
นวิ ตรอนออกมาอย่างละ 2 อนภุ าค อนุภาคบตี าเกดิ จากนิวเคลยี สมีจำนวนอนุภาคโปรตอน
และอนุภาคนิวตรอนแตกตา่ งกนั ทำให้มีการสลายอนุภาคโปรตอนหรอื นวิ ตรอนส่วนเกินแลว้
แผร่ ังสีบตี าออกมา รังสแี กมมาเกดิ จากนิวเคลยี สได้รบั พลังงานกระต้นุ สงู ทำให้ปลอดปล่อย
พลังงานออกมาในรปู ของคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้ )
- ความสามารถในการทะลทุ ะลวงของรังสีแต่ละประเภทเปน็ อย่างไร
(แนวคำตอบ อนุภาคแอลฟามีอำนาจทะลทุ ะลวงตำ่ ไมส่ ามารถทะลผุ ่านแผ่นกระดาษบาง ๆ
ได้ อนุภาคบตี าสามารถทะลผุ ่านแผ่นกระดาษบาง ๆ ได้ แต่ไมส่ ามารถทะลผุ า่ นแผน
อะลูมิเนยี มหนา 2 มลิ ลิเมตรได้ รงั สแี กมมาสามารถทะลุทะลวงผ่านแผน่ กระดาษและแผ่น
อะลมู เิ นียมหนา 2 มิลลเิ มตรได้ แตไ่ มส่ ามารถทะลผุ า่ นแท่งตะกั่วหนา 10 เซนตเิ มตรได้)

ชั่วโมงท่ี 2

ขัน้ สอน

สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครูถามนักเรียนเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาลักษณ ะของธาตุกัมมันตรังสี นักเรียนคิดว่า
ธาตกุ มั มนั ตรงั สีมปี ระโยชน์ต่อส่งิ มีชีวิตหรอื ไม่ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน ตัวอย่างเช่น
ใชใ้ นโรงไฟฟ้านิวเคลยี ร์ ใชใ้ นการตรวจหาโรค ใชป้ รับปรงุ พันธุส์ งิ่ มีชวี ติ เป็นต้น)
2. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสุ่มจับฉลากหัวข้อเกี่ยวกับการนำความรู้เก่ียวกับธาตุกัมมันตรังสีไปใช้
ประโยชน์ ดงั น้ี

หวั ขอ้ ที่ 1 : การนำความรู้เกี่ยวกบั ธาตกุ ัมมนั ตรังสไี ปใช้ดา้ นอุตสาหกรรม
หัวขอ้ ที่ 2 : การนำความรู้เกี่ยวกบั ธาตุกมั มนั ตรังสีไปใช้ด้านการแพทย์
หัวขอ้ ที่ 3 : การนำความรู้เกี่ยวกบั ธาตกุ ัมมนั ตรังสีไปใช้ด้านการเกษตร
หวั ขอ้ ท่ี 4 : การนำความร้เู ก่ียวกบั ธาตุกมั มันตรังสีไปใช้ดา้ นธรณวี ิทยา

52

3. ครูถามนักเรียนว่า นอกจากธาตุกัมมันตรังสีจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้แล้ว ธาตุกัมมันตรังสี
จะกอ่ ใหเ้ กิดโทษตอ่ ส่ิงมีชีวติ อยา่ งไรบ้าง
(แนวคำตอบ พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน ตัวอย่างเช่น
ทำใหส้ งิ่ มชี วี ิตเกิดการกลายพันธ์ุ ทำใหม้ นษุ ย์เปน็ โรคมะเรง็ เป็นต้น)

4. ครูใหน้ กั เรยี นศึกษาผลของกัมมันตรังสีตอ่ สิง่ มีชวี ิตและส่ิงแวดลอ้ ม ในหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.1
เล่ม 1 หรือจากแหลง่ เรยี นรอู้ ่ืน ๆ แลว้ ใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ รว่ มกนั นำเสนอและอภปิ ราย

อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอเกี่ยวกับการนำความรู้เกี่ยวกับธาตุกัมมันตรังสีไปใช้
ประโยชน์ จากน้ันให้นักเรียนแต่ละกลุ่มบันทึกคำตอบลงในใบงานที่ 1.4 เร่ือง ธาตุกัมมันตรังสี
ตอนท่ี 2
2. ครูและนักเรียนร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ เกยี่ วกับประโยชนท์ ีไ่ ดร้ ับจากการทำกิจกรรม และ
การนำความรทู้ ี่ได้ไปใช้ประโยชน์

ข้ันสรุป

ขยายความเข้าใจ (Expand)
1. ครูทบทวนความเขา้ ใจของนกั เรยี นโดยการใช้แนวคำถาม ดงั นี้
– ธาตกุ มั มันตรังสี คืออะไร
(แนวคำตอบ ธาตุกัมมนั ตรงั สี คือ ธาตุทสี่ ามารถแผร่ งั สีได้อย่างตอ่ เนื่อง เน่ืองจากนวิ เคลียส
ภายในอะตอมของธาตุไม่เสถียร จงึ ต้องมีการเปล่ียนแปลงไปเปน็ ธาตุท่มี คี วามเสถียรมากข้ึนโดย
การสลายตัวแลว้ ปลอ่ ยอนภุ าคภายในนวิ เคลยี ส)
– ธาตุกมั มนั ตรังสสี ามารถแผ่รงั สไี ดก้ ีป่ ระเภท อะไรบา้ ง
(แนวคำตอบ 3 ประเภท ได้แก่ อนภุ าคแอลฟา อนภุ าคบตี า และรังสีแกมมา)
– รังสีแตล่ ะประเภทเกิดข้ึนได้อย่างไร
(แนวคำตอบ อนภุ าคแอลฟาเกิดจากอนุภาคโปรตอนและอนภุ าคนิวตรอนหลุดมาจากนิวเคลยี ส
อย่างละ 2 อนภุ าค อนภุ าคบีตาลบเกดิ จากนิวเคลียสมนี ิวตรอนมากกว่าโปรตอน อนุภาคบตี า
บวกเกิดจากนิวเคลยี สมีโปรตอนมากกว่านวิ ตรอน และรังสีแกรมมาเกดิ จากนิวเคลยี สมีพลังงาน
สงู ทำให้ไม่เสถียร)
– ธาตกุ ัมมันตรังสีมีประโยชน์อยา่ งไรบา้ ง
(แนวคำตอบ มีประโยชน์ในด้านการเกษตร การแพทย์ อตุ สาหกรรม และธรณวี ทิ ยา เป็นตน้ )

– โทษของธาตุกมั มนั ตรงั สมี ีอะไรบา้ ง
(แนวคำตอบ ทำใหเ้ กดิ การกลายพนั ธุข์ องส่ิงมีชีวิต ทำให้เกิดโรคมะเร็ง เป็นตน้ )

2. ครูใหน้ กั เรียนทำแบบฝึกหัดในแบบฝกึ หดั วทิ ยาศาสตร์ ม.1

ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครตู รวจใบงานท่ี 1.4 เรื่อง ธาตุกัมมันตรังสี
2. ครตู รวจแบบฝึกหดั ในแบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ม.1

53

3. ครูประเมนิ พฤติกรรมการทำงานรายกลมุ่ จากการทำใบงานและการศึกษาประโยชนข์ องธาตุ
กัมมนั ตรังสี

4. ครปู ระเมนิ การนำเสนอใบงานที่ 1.4 เรอ่ื ง ธาตุกัมมันตรงั สี โดยใชแ้ บบประเมนิ การนำเสนอผลงาน

7. ส่ือการสอน / แหล่งเรยี นรู้

7.1 สือ่ การเรยี นรู้
1. หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.1
2. แบบฝกึ หดั วทิ ยาศาสตร์ ม.1
3. ดินนำ้ มนั
4. ใบงานท่ี 1.4 เร่อื ง ธาตกุ ัมมนั ตรังสี

7.2 แหล่งการเรยี นรู้

1) หอ้ งสมดุ

2) หอ้ งเรยี น

8. บันทกึ ผลหลังแผนการจัดการเรียนรู้

1. ผลการเรียนรู้

1.1 ด้านความรู้ (K)

ตารางที่ 1 แสดงคา่ ร้อยละระดบั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน เรื่อง ...................................................

ระดับผลสัมฤทธ์ิ จำนวนนกั เรียน รอ้ ยละ

ดมี าก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรบั ปรุง (50-59 คะแนน)

จากตารางท่ี 1 พบวา่ นักเรียนผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ร้อยละ................อยู่ในระดับ..........

และรองลงมาร้อยละ.................อย่ใู นระดับ...............และพบว่านกั เรียน..........................................

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

1.2 ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (P )

ตารางที่ 2 แสดงคา่ ร้อยละระดับผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน เรอื่ ง ..................................................

ระดบั ผลสัมฤทธ์ิ จำนวนนกั เรียน ร้อยละ

ดีมาก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรบั ปรงุ (50-59 คะแนน)

จากตารางท่ี 2 พบวา่ นักเรยี นผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น ร้อยละ................อยู่ในระดับ..........
และรองลงมาร้อยละ.................อยใู่ นระดบั ...............และพบว่านักเรยี น..........................................
……………………………………………………………………………………………………………………………………….

54

1.3 ดา้ นเจตคติ / คุณลักษณะฯ (A)/ สมรรถนะ (C) เชือ่ มโยงกับมาตรฐานหลักสูตร

ตารางท่ี 3 แสดงคา่ ร้อยละคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เร่อื ง ............................................

ระดับผลสัมฤทธิ์ จำนวนนกั เรียน รอ้ ยละ

ดมี าก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรับปรงุ (50-59 คะแนน)

จากตารางท่ี 3 พบว่านกั เรียนคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ ร้อยละ..............อยใู่ นระดบั ............
และรองลงมาร้อยละ.................อยูใ่ นระดบั ...............และพบวา่ นกั เรยี น..........................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………..
สรุป ผลการใชแ้ ผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ …………………………..
10)นกั เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นอยู่ในระดับ...................
11)นกั เรยี นมที ักษะในระดับ..................
12)นักเรยี นมคี ุณลักษณะในระดับ...............
2.บรรยากาศการเรียนรู้

....................................................................................................................... .......................................................

......................................................................................................................................... .....................................

........................................................................................................................................................... ..................

3. การปรบั เปล่ยี นแผนการจัดการเรียนรู้ (ถ้ามี)
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................... ..................

4. ขอ้ คน้ พบด้านพฤติกรรมการจดั การเรียนรู้

............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
.............................................................................................................................................................................

5. อน่ื ๆ
............................................................................................................................. ..............................................
...................................................................................................................................... ........................................
.............................................................................................................................................................................

55

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 5
เร่อื ง สารประกอบ เวลา 2 ชั่วโมง ระดับชั้น มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1
__________________________________________________________________________

1. เป้าหมายการเรียนรู้ / หลักฐานการเรยี นรู้ / การวัดและการประเมนิ ผล

มาตรฐานการเรยี นรู้ ส่งิ ท่ีต้องรแู้ ละปฏบิ ัตไิ ด้ ผลงาน / ช้ินงาน การวดั ผลและการ
และตัวช้วี ัด ประเมินผล
1. อธบิ ายความสมั พันธ์ 1. ใบงานสารประกอบ
ว 2.1 ม.1/7 อธิบาย ระหวา่ งอะตอม ธาตุ และ 2. การนำเสนอผลงาน 1. ตรวจใบงานที่ 1.5
เกย่ี วกบั ความสมั พนั ธ์ สารประกอบ โดยใช้ 3. พฤตกิ รรมการทำงาน เร่อื ง สารประกอบ
ระหวา่ งอะตอม ธาตุ แบบจำลองได้ รายกลมุ่ 2. ตรวจแบบฝึกหดั
และสารประกอบ โดย 2. อธบิ ายโครงสรา้ ง 3. ประเมินการนำเสนอ
ใช้แบบจำลองและ สารประกอบโดยใช้ ใบงานท่ี 1.5 เรอ่ื ง
สารสนเทศ แบบจำลองได้ สารประกอบ
3.นำเสนอเกย่ี วกับสมบัติ 4. สังเกตพฤติกรรม
ของสารประกอบได้ การทำงานรายกลมุ่

2. สาระการเรียนรู้ (Learning Contents)
1. ความรู้ (Knowledge)
สารประกอบ คือ สารบริสุทธ์ิทเี่ กิดจากอะตอมของธาตุต้ังแต่ 2 ชนดิ ขึน้ ไปมารวมกนั ทางเคมี

โดยอตั ราส่วนโดยมวลคงท่ี และมีสมบตั ิของสารแตกต่างไปจากสมบัติของธาตุทเ่ี ป็นองค์ประกอบ ซ่ึง

สามารถแยกออกเป็นธาตุไดด้ ้วยวิธกี ารทางเคมี

3. ทกั ษะ/กระบวนการ (Skill during the process)
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

3. หลักฐานการเรียนรชู้ นิ้ งานหรอื ภาระงาน (Work)
1. ใบงาน
2. สมุด

4. สมรรถนะ (Competency)
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
1. ทักษะระบุ
2. ทกั ษะการสังเกต
3. ทักษะการสำรวจคน้ หา
4. ทกั ษาการจำแนกประเภท
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

56

4. การวดั และการประเมนิ ผล (Evaluation)

สิง่ ทวี่ ดั ผล วิธีวดั ผล เคร่อื งมือวดั ผล เกณฑ์การประเมิน
ประเมนิ ตามสภาพจรงิ
ดา้ นความรู้ (K) - แบบทดสอบก่อน แบบทดสอบ
ร้อยละ 70 ผา่ นเกณฑ์
เรียน และหลงั 1.แบบฝึกหดั
เรียน 2.ใบงาน ระดบั คุณภาพ 2
แบบสรปุ คณุ ลักษณะ ผา่ นเกณฑ์
ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ -การสังเกต ระดับคุณภาพ 2
(P) แบบสรปุ สมรถนะของผู้เรียน ผา่ นเกณฑ์

เจตคติ/คณุ ลักษณะ (A) -การสังเกต

สมรถนะของผู้เรียน (C) -การสังเกต

5. กระบวนการการจดั กิจกรรม / รปู แบบการจัดกิจกรรม (Learning Process)

การจดั กิจกรรมการเรียนรู้/แนวทางการเสรมิ แรงหรือชว่ ยเหลอื นกั เรียน
1. รูปแบบการจักการเรียนท่ีเปน็ เกมส์

2. การให้คำชมนักเรียนทต่ี ้งั ใจทำงาน

6. กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. ข้นั นำเขา้ สู่บทเรยี น ( ระบเุ วลาทใ่ี ช้ )

ช่วั โมงท่ี 1

ข้นั นำ

กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. ครแู จ้งผลการเรยี นร้ใู ห้นักเรยี นทราบ
2. ครูถามคำถามทบทวนความร้เู ดิมของนกั เรยี น ดังนี้
- สารบริสทุ ธ์ิ คอื อะไร
(แนวคำตอบ สารบริสทุ ธิ์ คอื สารทม่ี อี งค์ประกอบเพยี งชนิดเดียว มีสมบัตเิ ฉพาะทางกายภาพ
และสมบตั ทิ างเคม)ี
- เพราะเหตใุ ด ธาตุจงึ จัดเปน็ สารบรสิ ุทธ์ิ
(แนวคำตอบ เพราะธาตุประกอบด้วยอะตอมเพียงชนดิ เดยี ว ไม่สามารถแยกหรือสลายออกเปน็ สาร
อ่ืนได้)
3. ครเู กรนิ่ วา่ อะตอมของธาตุสามารถสรา้ งพนั ธะระหว่างกนั ได้ จากนั้นนำเสนอแบบจำลองสารตอ่ ไปน้ี

Mn Cl
O O Na

Na H CH K

O

57

4. ครถู ามนกั เรียนเกย่ี วกบั แบบจำลองโครงสรา้ งสารที่ครูนำเสนอ ดงั น้ี
- สารที่ครูแสดงจัดเปน็ สารบริสทุ ธหิ์ รือไม่ เพราะเหตุใด
(แนวคำตอบ พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอ้ ย่ใู นดุลยพนิ ิจของครูผู้สอน ตัวอย่างเช่น
จดั เป็นสารบริสทุ ธ์ิ เพราะมีการสร้างพนั ธะรว่ มกนั เป็นตน้ )
- สารท่คี รูแสดงมีคุณสมบัตแิ ตกต่างไปจากธาตุท่เี ป็นองค์ประกอบของสารน้ันหรอื ไม่
(แนวคำตอบ พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรยี น โดยให้อยใู่ นดุลยพนิ จิ ของครผู ู้สอน ตัวอย่างเช่น
แตกตา่ ง เพราะธาตุต่างชนดิ กันทำพนั ธะกนั เปน็ ต้น)

ขน้ั สอน

สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ครูใหน้ กั เรยี นแบ่งกลมุ่ กลุ่มละ 5 คน จากนัน้ ใหน้ ักเรียนส่งตวั แทนกลมุ่ ออกมารบั ใบงานท่ี 1.5
เร่อื ง สารประกอบ
2. ครใู หน้ ักเรียนศึกษาเรอื่ ง สารประกอบ ในหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 หนา้ ที่ 18 หรอื
จากแหล่งการเรยี นรู้อืน่ ๆ จากนนั้ ใหน้ กั เรยี นบันทกึ ผลการสบื คน้ ลงในใบงานท่ี 1.5 เร่ือง
สารประกอบ ตอนท่ี 1

อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. ครใู หน้ กั เรยี นแต่ละกลมุ่ สง่ ตวั แทนออกมานำเสนอหนา้ ชน้ั เรียน เก่ยี วกับการบนั ทึกผลการสบื คน้ ลง
ในใบงาน โดยนกั เรยี นกลุ่มอื่นร่วมกนั อภิปรายเกีย่ วกบั คำตอบของกลุ่มเพ่ือนทีน่ ำเสนอ
2. ครูและนักเรยี นร่วมกนั อภิปรายและหาข้อสรปุ จากกจิ กรรม โดยครูถามคำถามนกั เรียน ดงั นี้
- สารประกอบ คืออะไร
(แนวคำตอบ สารประกอบ คือ สารบรสิ ุทธ์ิทเี่ กิดจากอะตอมของธาตุต้งั แต่ 2 ชนิดข้นึ ไปมารวมกนั
ทางเคมี)
- อัตราสว่ นโดยมวลของธาตุท่ีรวมกนั เป็นสารประกอบเปน็ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ อตั ราสว่ นโดยมวลคงท)่ี
- สมบตั ิของสารประกอบเปล่ียนแปลงไปจากสมบตั ิของธาตุท่ีเป็นองค์ประกอบเดิมหรือไม่
(แนวคำตอบ สมบตั ิของสารประกอบเปลีย่ นแปลงไปจากสมบตั ขิ องธาตทุ ี่เปน็ องค์ประกอบเดมิ )
- สารประกอบชนดิ ใดท่สี ามารถใชส้ ูตรโมเลกลุ ได้
(แนวคำตอบ สารประกอบที่มีธาตอุ โลหะเป็นองค์ประกอบเทา่ น้ัน)

ชวั่ โมงท่ี 2

ขัน้ สรุป

ขยายความเข้าใจ (Expand)
1. ครถู ามนักเรยี นวา่ นอกจากตัวอยา่ งแบบจำลองโมเลกลุ ของสารประกอบที่ครูนำเสนอแล้ว นักเรียน
คดิ ว่า มีสารใดรอบตัวนกั เรียนที่เปน็ สารประกอบอีกบ้าง

58

(แนวคำตอบ พิจารณาตามคำตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยใู่ นดลุ ยพินจิ ของครูผู้สอน ตวั อย่างเช่น ผง
ชูรส น้ำ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ เป็นตน้ )
2. ครใู หน้ ักเรียนแตล่ ะกลุ่ม ศึกษาคน้ ควา้ เก่ียวกบั สารประกอบที่อยูร่ อบตวั นักเรียน แลว้ บันทกึ ผลการ
สบื ค้นลงในใบงานที่ 1.5 เรอ่ื ง สารประกอบ ตอนท่ี 2
ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครตู รวจแบบฝึกหัดในแบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ม.1
2. ครตู รวจใบงานที่ 1.5 เรื่อง สารประกอบ
3. ครปู ระเมินพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ่ จากการทำใบงานท่ี 1.5 เรอ่ื ง สารประกอบ
4. ครปู ระเมินการนำเสนอใบงานที่ 1.5 เร่ือง สารประกอบ โดยใช้แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน

7. ส่ือการสอน / แหล่งเรียนรู้

7.1 ส่อื การเรยี นรู้
1. หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1
2. แบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ม.1 เลม่ 1
3. แบบจำลองโครงสร้างของสาร
4. ใบงานท่ี 1.5 เรอื่ ง สารประกอบ

7.2 แหลง่ การเรียนรู้
1. หอ้ งสมดุ
2. ห้องเรยี น

8. บันทกึ ผลหลังแผนการจดั การเรียนรู้

1. ผลการเรยี นรู้

1.1 ดา้ นความรู้ (K)

ตารางท่ี 1 แสดงค่าร้อยละระดับผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น เร่อื ง ...................................................

ระดบั ผลสัมฤทธิ์ จำนวนนกั เรยี น ร้อยละ

ดมี าก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรับปรงุ (50-59 คะแนน)

จากตารางที่ 1 พบว่านักเรยี นผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น ร้อยละ................อย่ใู นระดบั ..........
และรองลงมาร้อยละ.................อยู่ในระดับ...............และพบวา่ นกั เรียน.............................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….

59

1.2 ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P )

ตารางที่ 2 แสดงค่าร้อยละระดับผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง ..................................................

ระดบั ผลสัมฤทธ์ิ จำนวนนกั เรียน ร้อยละ

ดมี าก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรับปรุง (50-59 คะแนน)

จากตารางท่ี 2 พบวา่ นกั เรยี นผลสัมฤทธิท์ างการเรียน ร้อยละ................อยใู่ นระดับ..........

และรองลงมาร้อยละ.................อยูใ่ นระดับ...............และพบวา่ นักเรยี น.............................................

………………………………………………………………………………………………………………………………………….

1.3 ด้านเจตคติ / คณุ ลกั ษณะฯ (A)/ สมรรถนะ (C) เช่ือมโยงกับมาตรฐานหลักสูตร

ตารางท่ี 3 แสดงคา่ ร้อยละคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ เร่ือง ............................................

ระดับผลสัมฤทธ์ิ จำนวนนักเรียน ร้อยละ

ดีมาก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรบั ปรงุ (50-59 คะแนน)

จากตารางท่ี 3 พบวา่ นักเรยี นคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ร้อยละ..............อยู่ในระดบั ............
และรองลงมารอ้ ยละ.................อยูใ่ นระดับ...............และพบว่านกั เรียน.............................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….
สรุป ผลการใชแ้ ผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี …………………………..
13)นักเรยี นมผี ลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นอยใู่ นระดับ...................
14)นักเรียนมีทักษะในระดับ..................
15)นักเรียนมีคุณลักษณะในระดับ...............
2.บรรยากาศการเรียนรู้

............................................................................................................................. .................................................

..............................................................................................................................................................................

................................................................................................................................................. .............................

3. การปรบั เปลย่ี นแผนการจัดการเรยี นรู้ (ถา้ มี)

............................................................................................................................. .................................................

......................................................................................................................................... .....................................

..............................................................................................................................................................................

60

4. ขอ้ คน้ พบดา้ นพฤติกรรมการจัดการเรยี นรู้

......................................................................................................................... .....................................................
......................................................................................................................................... .....................................
........................................................................................................................................................... ...................

5. อืน่ ๆ
.................................................................................................. .................................................. ........................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................... .....................................

61

แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 6
เรือ่ ง สารผสม เวลา 4 ชวั่ โมง ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 1
__________________________________________________________________________

1. เปา้ หมายการเรยี นรู้ / หลกั ฐานการเรยี นรู้ / การวดั และการประเมินผล

มาตรฐานการเรียนรู้ สง่ิ ท่ีต้องรู้และปฏิบตั ิได้ ผลงาน / ชนิ้ งาน การวัดผลและการ
และตวั ชวี้ ดั ประเมินผล
1. อธบิ ายความหนาแน่น 1.ใบงาน สารผสม
ว 2.1 ม.1/4 ของสารบรสิ ทุ ธแ์ิ ละสาร 2. การนำเสนอผลงาน 1.ตรวจใบงานที่ 1.6
เปรยี บเทียบจุดเดือด ผสมได้ 3. พฤตกิ รรมการทำงาน เรอ่ื ง สารผสม
จุดหลอมเหลวของสาร 2.เปรียบเทียบจดุ เดือด รายบุคคล 2.ประเมินผังมโนทัศน์
บริสุทธิ์และสารผสม จดุ หลอมเหลวของสาร 4. พฤตกิ รรมการทำงาน เร่ือง สารบรสิ ุทธแิ์ ละ
โดยการวัดอุณหภมู ิ บรสิ ทุ ธแิ์ ละสารผสมได้ รายกลุ่ม สารผสม
เขียนกราฟ แปล 3.เปรยี บเทยี บความ 3.ตรวจแบบฝกึ หดั
ความหมายข้อมลู จาก หนาแน่นของสารบริสุทธ์ิ 4.ประเมนิ การนำเสนอ
กราฟหรือสารสนเทศ และสารผสมได้ ใบงานที่ 1.6
ว 2.1 ม.1/5 อธิบาย 4.ใช้เครือ่ งมือวัดมวลและ 5.สังเกตพฤติกรรม
และเปรยี บเทียบความ ปรมิ าตรของสารบรสิ ทุ ธิ์ การทำงานรายบุคคล
หนาแน่นของสาร และสารผสมได้ 6.สังเกตพฤติกรรม
บรสิ ุทธ์ิและสารผสม การทำงานรายกลุ่ม
ว 2.1 ม.1/6 ใช้
เครอื่ งมอื วดั มวลและ
ปรมิ าตรของสาร
บรสิ ุทธ์แิ ละสารผสม

2. สาระการเรยี นรู้ (Learning Contents)
1. ความรู้ (Knowledge)
สารผสมเกิดจากสารต้ังแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมาผสมกัน โดยสารผสมบางชนิดผสมเป็นเน้ือ

เดียวกัน เรียกว่า สารละลาย ซ่ึงประกอบด้วยตัวละลายและตัวทำละลาย ซึ่งตัวทำละลายจะมีปริมาณ

มากกว่า และมีสถานะเดียวกับสารละลาย นอกจากน้ีสารผสมบางชนิดผสมไม่เป็นเน้ือเดียวกัน เรียกว่า

สารเนื้อผสม ซึง่ มี 2 ประเภท ไดแ้ ก่ สารแขวนลอย และคอลลอยด์

2. ทกั ษะ/กระบวนการ (Skill during the process)
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional

Model)
3. หลกั ฐานการเรียนรู้ช้ินงานหรือภาระงาน (Work)

1. ใบงาน
2. สมุด

62

4. สมรรถนะ (Competency)
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคดิ
1. ทักษะระบุ
2. ทักษะการสังเกต
3. ทกั ษะการสำรวจค้นหา
4. ทกั ษาการจำแนกประเภท
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ติ
4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

4. การวัดและการประเมนิ ผล (Evaluation)

สิง่ ทวี่ ดั ผล วิธวี ดั ผล เครอื่ งมือวดั ผล เกณฑ์การประเมนิ
ประเมนิ ตามสภาพจรงิ
ด้านความรู้ (K) - แบบทดสอบก่อน แบบทดสอบ
รอ้ ยละ 70 ผา่ นเกณฑ์
เรยี น และหลงั 1.แบบฝกึ หดั
2.ใบงาน ระดบั คุณภาพ 2
เรยี น แบบสรปุ คุณลกั ษณะ ผา่ นเกณฑ์
ระดับคุณภาพ 2
ด้านทักษะ/กระบวนการ -การสังเกต แบบสรปุ สมรถนะของผูเ้ รยี น ผ่านเกณฑ์

(P)

เจตคต/ิ คณุ ลักษณะ (A) -การสงั เกต

สมรถนะของผเู้ รยี น (C) -การสงั เกต

5. กระบวนการการจดั กจิ กรรม / รปู แบบการจดั กิจกรรม (Learning Process)
การจดั กิจกรรมการเรียนร้/ู แนวทางการเสรมิ แรงหรือช่วยเหลอื นกั เรียน
1. รปู แบบการจกั การเรยี นท่เี ปน็ เกมส์
2. การให้คำชมนกั เรียนที่ตงั้ ใจทำงาน

6. กิจกรรมการเรยี นการสอน
1. ข้ันนำเข้าส่บู ทเรยี น ( ระบุเวลาท่ีใช้ )

ชวั่ โมงท่ี 1

ขัน้ นำ

กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. ครแู จ้งผลการเรยี นรใู้ ห้นักเรียนทราบ
2. ครูนำสารมา 3 ชนิด ไดแ้ ก่ น้ำแดง นำ้ นม น้ำโคลน แลว้ ให้นักเรยี นเปรียบเทยี บความเหมอื น และ

ความแตกต่างของสารทั้งสามชนิด

63

3. ครูเกริ่นนำถามคำถามนักเรียนวา่ สารผสม คอื อะไร และใหน้ กั เรยี นยกตวั อย่างสารผสมท่นี ักเรยี นรูจ้ กั
มาคนละชนิด

ขน้ั สอน

สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครใู หน้ กั เรียนจบั คู่ศึกษา เร่ือง สารละลาย จากหนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 หน้าที่ 19
2. ครูแบ่งกลมุ่ นักเรียนออกเป็น 4 กลมุ่
3. ครเู ตรียมอปุ กรณ์การทดลองใหก้ บั แต่ละกลุ่ม ดังนี้
- เกลอื
- น้ำกลนั่
- บีกเกอรข์ นาด 250 cm3
- แท่งคนสารชอ้ นตกั สาร
- กระบอกตวง
- เครอื่ งชั่งสาร
4. จากนั้นครูใหน้ ักเรียนชงั่ เกลือมา 10 กรัม ใส่ลงในบกี เกอร์แล้วเติมน้ำกล่นั จนมีปรมิ าตรเปน็ 100
ลูกบาศกเ์ ซนตเิ มตร
5. ครใู หน้ ักเรยี นสืบค้นคำตอบของคำถามท้าทายความคดิ ขน้ั สงู (H.O.T.S.)
- จงอธิบายความแตกต่างระหว่างการหลอมเหลวกบั การละลาย
(แนวคำตอบ การหลอมเหลวเป็นการเปล่ียนสถานะของสารจากของแข็งเป็นของเหลว แต่ยังคง
เป็นสารชนิดเดิม โดยสารต้องได้รับความร้อนจนกระท่ังถึงอุณหภูมิหน่ึง ท่ีเรียกว่า จุดหลอมเหลว
ซ่ึงเป็นค่าเฉพาะของสารแต่ละชนิด ส่วนการละลายเกิดจากสารชนิดหน่ึง (ตัวถูกละลาย) แตกตัว
ออกเป็นอนุภาคเล็ก ๆ และแทรกตัวในสารอีกชนิดหนึ่ง (ตัวทำละลาย) กลายเป็นสารชนิดใหม่
หรือมีคุณสมบัติแตกต่างไปจากเดิม โดยตัวถูกละลายจะเปลี่ยน หรือไม่เปล่ียนสถานะ ขึ้นอยู่กับ
สถานะของตัวทำละลาย

อธิบายความรู้ (Explain)
1. ครูถามคำถามเพื่อทดสอบความเข้าใจของนักเรียน และอธิบายคำตอบ ดงั นี้
- หลังจากเติมเกลือลงไปในน้ำ นกั เรยี นคิดว่า เกลือหายไปไดอ้ ยา่ งไร
(แนวคำตอบ อนุภาคของเกลือแตกตัว และละลายในน้ำ โดยการละลายเป็นสมบัติเฉพาะของสาร
ขึน้ อยู่กับสภาพการละลายของสารแต่ละชนดิ ซึง่ สารบางชนิดไม่ละลายน้ำ เช่น น้ำมนั เปน็ ตน้ )
- สารทไี่ ดห้ ลงั จากเติมเกลือลงไป เรยี กว่าอะไร
(แนวคำตอบ สารละลาย)
- จากการทดลองนกั เรียนคดิ ว่าสารใดเปน็ ตวั ละลาย และสารใดเป็นตวั ทำละลาย
(แนวคำตอบ น้ำเปน็ ตวั ทำละลาย และเกลือเปน็ ตัวละลาย)
- จากการทดลองสารละลายท่ีได้มีคุณสมบตั ิแตกตา่ งจากสารต้งั ต้นอยา่ งไร
(แนวคำตอบ สารละลายที่ได้มีสมบัติเป็นของเหลว นำไฟฟ้าได้ และจัดว่าเป็นสารผสมที่เกิดจาก
สสารต้ัง 2 ชนิดมาผสมกันเป็นเนื้อเดียว ขณะสารตั้งต้น เช่น เกลือแกงมีสมบัติเป็นของแข็งไม่นำ
ไฟฟ้า สว่ นน้ำมีสมบัติเป็นของเหลวนำไฟฟา้ ได้ ซึ่งสารต้ังตน้ ท้งั สองจดั วา่ เป็นสารประกอบ เป็นตน้ )

64

- นักเรียนคิดว่าสารประกอบแตกต่างอยา่ งไรกบั สารละลาย
(แนวคำตอบ สารประกอบเกิดจากธาตุ ตง้ั แต่ 2 ชนิดมารวมกันทางเคมกี ลายเป็นสารชนิดใหม่ท่ีมี
คุณสมบัติแตกต่างไปจากธาตุเดิมที่มาเป็นองค์ประกอบ ซึ่งจัดว่าเป็นสารบริสุทธ์ิ แต่สารละลาย
เกดิ จากสารต้งั แต่ 2 ชนิดมาผสมกันเป็นเนื้อเดยี วกนั ซ่ึงจัดวา่ เป็นสารไมบ่ ริสุทธ์)ิ

ชว่ั โมงที่ 2

ขน้ั สอน

สำรวจคน้ หา (Explore)

1. ครใู ห้นักเรียนสืบคน้ วิธกี ารคำนวณสารละลาย เพ่อื ใช้เปน็ ความรใู้ นการทำกิจกรรม เร่ือง การ

เตรยี มสารละลาย ตามหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.1 หนา้ ที่ 20 แล้วบนั ทกึ ผลลงในแบบฝกึ หัด
วิทยาศาสตร์ ม.1
อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. ครูสอนการคำนวณสารละลายในหน่วยรอ้ ยละโดยมวล ร้อยละโดยปริมาตร และรอ้ ยละโดยมวลต่อ
ปริมาตร เพอ่ื ทำกจิ กรรมการเตรียมสารละลาย
2. ครสู มุ่ นักเรียนออกมาทำโจทย์หน้าชน้ั เรยี น

ชั่วโมงที่ 3

อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. ครูถามคำถามหลงั การทดลอง ดงั น้ี
- จากกจิ กรรม นกั เรียนคดิ วา่ สารใดเป็นตวั ละลาย และสารใดเปน็ ตัวทำละลาย
(แนวคำตอบ น้ำเปน็ ตวั ทำละลาย และโพแทสเซยี มเปอร์แมงกาเนต หรือด่างทับทมิ เป็นตวั ละลาย)
- จากกจิ กรรม สีของสารละลายดา่ งทบั ทิมท่เี ตรียมไดแ้ ตกตา่ งกนั หรอื ไม่ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ แตกต่างกัน สีของสารละลายท่ีมีด่างทับทิม 10 กรัม (ความเข้มข้นมากกว่า) จะมีสี
เขม้ กวา่ สารละลายทมี่ ดี า่ งทบั ทิม 5 กรัม (เจือจางกว่า))
2. ครูสุ่มนักเรียน 6 คน ออกมาคำนวณความเข้มข้นของสารละลายท่ีเตรียมได้จากกิจกรรมเป็นหน่วย
ร้อยละโดยมวล ร้อยละโดยปริมาตร และร้อยละโดยมวลต่อปริมาตร ตามลำดับ โดย 3 คนแรก
คำนวณโดยใชป้ รมิ าณด่างทับทมิ 5 กรมั และอีก 3 คน คำนวณโดยใช้ปริมาณด่างทบั ทิม 10 กรัม
(แนวคำตอบ
สารละลายที่มีตัวละลายด่างทับทิม 5 กรัม จะมีความเข้มข้นร้อยละโดยมวลเท่ากับ
0.05 รอ้ ยละโดยปรมิ าตรเท่ากบั 0.02 และความเขม้ ขน้ ร้อยละโดยมวลต่อปรมิ าตรเทา่ กบั 0.05
สารละลายที่มีตัวละลายด่างทับทิม 10 กรัม จะมีความเข้มข้นร้อยละโดยมวลเท่ากับ
0.10 ร้อยละโดยปรมิ าตรเทา่ กบั 0.04 และความเข้มข้นร้อยละโดยมวลต่อปรมิ าตรเท่ากบั 0.10)
3. ครแู ละนักเรยี นร่วมกันอภปิ รายผลท่ีไดจ้ ากการทำกิจกรรม

65

ชว่ั โมงที่ 4

ขั้นสอน

สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครใู หน้ กั เรียนศึกษา เรื่อง สารแขวนลอย และคอลลอยด์ ในหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1
หนา้ ท่ี 21
2. ครเู ตรยี มชดุ สาธิตให้นกั เรียนศกึ ษา เรื่อง สารผสม จากฐานกจิ กรรม ดังน้ี
- ฐานท่ี 1 เตรียมนำ้ โคลน 500 mL ในบีกเกอรข์ นาด1000 ml
เตรียมน้ำนม 500 mL ในบกี เกอรข์ นาด1000 ml
- ฐานที่ 2 ปรากฏการณท์ นิ ดอลล์
เตรียมน้ำนมผสมนำ้ ให้มปี ริมาตร 300 ml ในบีกเกอรข์ นาด 500 ml
เตรียมน้ำเกลือใหม้ ีปรมิ าตร 300 ml ในบีกเกอร์ขนาด 500 ml
ไฟฉาย 1 กระบอก
- ฐานที่ 3 อิมัลช่ัน
เตรยี มนำ้ มนั พืช นำ้ ส้มสายชู และไข่แดงใสล่ งในหลอดทดลองอยา่ งละหลอด
3. ครแู จกใบงานที่ 1.6 เร่ือง สารผสม จากน้ันใหน้ กั เรยี นจบั กลมุ่ 3 คน โดยใหส้ มาชิกภายในกลุ่มทำ
กจิ กรรมฐานต่อไปน้ี
- สมาชิกคนที่ 1 ทำกจิ กรรมฐานที่ 1 เร่อื ง ความแตกต่างของสารเน้ือผสม
- สมาชกิ คนท่ี 2 ทำกจิ กรรมฐานที่ 2 เรื่อง ปรากฏการณ์ทินดอลล์
- สมาชิกคนท่ี 3 ทำกิจกรรมฐานที่ 3 เร่อื ง อมิ ลั ชัน โดยให้สมาชกิ คนท่ี 3 ของแตล่ ะกลุ่มออกมารับ
หลอดทดลอง 1 หลอด และหลอดดดู สาร เพ่ือใช้ทำกิจกรรม
4. ครใู หน้ ักเรียนทำกิจกรรมฐานตามขน้ั ตอนและบนั ทกึ ผลลงในใบงานที่ 1.6 เรอ่ื ง สารผสม

อธิบายความรู้ (Explain)
1. ครใู หส้ มาชกิ ภายในกลุม่ นำผลการทดลองท่บี ันทึกลงในใบงานมาแลกเปลีย่ นขอ้ มลู และอธิบายผล
จากกจิ กรรมฐานให้สมาชกิ ภายในกลมุ่ เขา้ ใจ
2. ครูสมุ่ ตัวแทนกลุ่ม 1 คน ออกมาสรปุ ผลจากใบงานที่ 1.6 เร่ือง สารผสม
3. ครถู ามคำถามเพ่ือทดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี น ดงั นี้
- สารผสมทุกชนิดจัดเปน็ สารเน้ือผสม นกั เรียนเห็นด้วยกับข้อความนหี้ รือไม่ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ ไม่ สารผสม เกิดจากสารตั้งแต่ 2 ชนิดมาผสมกัน บางชนิดผสมกันเป็นเนื้อเดยี วกนั
เชน่ สารละลาย บางชนดิ ผสมไม่เป็นเน้ือเดยี วกนั (สารเน้ือผสม) เช่น สารแขวนลอย และคอลลอยด์
เปน็ ต้น)
- สารแขวนลอย ตา่ งจากคอลลอยด์อย่างไร
(แนวคำตอบ เมอ่ื ต้งั สารแขวนลอยท้งิ ไวจ้ ะตกตะกอน ส่วนคอลลอยดเ์ ม่ือต้ังทงิ้ ไวจ้ ะไม่ตกตะกอน
เน่ืองจากอนุภาคของสารแขวนลอยดม์ ขี นาดใหญ่กวา่ คอลลอยด์)
- ปรากฏการณท์ ินดอลล์ คืออะไร

66

(แนวคำตอบ ปรากฎการณท์ ่ีเกดิ จากการหักเห และการกระเจิงของแสง เมื่อฉายแสงให้กับสาร
แขวนลอย หรือคอลลอยด์จะเห็นเป็นลำแสงส่องผา่ นสารชนดิ ดงั กลา่ ว)
- อมิ ัลชัน่ และ อิมลั ซิไฟเออร์มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร
(แนวคำตอบ อิมลั ชนั คือ สารผสมทเี่ กิดจากของเหลวตง้ั แต่ 2 ชนิด ทไี่ มล่ ะลายซึ่งกนั และกนั และ
อมิ ัลซไิ ฟเออร์ คอื ตัวประสานให้ของเหลว 2 ชนิดทไี่ ม่ละลายซ่งึ กนั และกนั หรืออมิ ัลชันมาผสม
รวมกันได้)

ข้ันสรุป

ขยายความเข้าใจ (Expand)
1. ครูให้นักเรยี นรวบรวมข้อมูลเร่ือง สารบรสิ ุทธิ์และสารผสม โดยทำในรูปแบบแผนผงั มโนทัศน์ท่เี ข้าใจ
งา่ ยและสวยงาม ลงในกระดาษ A4 จากนั้นใหน้ ักเรียนสรุปวา่ สารบริสทุ ธ์ิและสารผสมมีความ
แตกต่างกนั อย่างไร
2. ครูให้นักเรยี นทำแบบฝึกหัดลงในแบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ม.1

ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครตู รวจใบงานท่ี 1.6 เรือ่ ง สารผสม
2. ครูประเมินผังมโนทัศน์ เรอ่ื ง สารบริสทุ ธแิ์ ละสารผสม
3. ครูตรวจแบบฝึกหัดในแบบฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ ม.
4. ครูกิจกรรมทา้ ทายความคิดขั้นสงู ในแบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ม.1
5. ครูประเมินพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คลจากการสืบคน้ และศกึ ษา เรอื่ ง สารละลาย
6. ครปู ระเมินพฤติกรรมการทำงานรายกลุ่มจากการทำกจิ กรรรมฐาน เรื่อง สารผสม
7. ครปู ระเมนิ ผลการนำเสนอใบงาน เรือ่ ง สารผสม โดยใช้แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

7. ส่ือการสอน / แหล่งเรียนรู้
7.1 ส่ือการเรียนรู้
1. หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.1
2. แบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ ม.1
3. ภาพสารตัวอยา่ ง
4. อปุ กรณก์ ารทดลอง เรอื่ ง สารผสม
5. ใบงานท่ี 1.6 เรื่อง สารผสม

7.2 แหลง่ การเรยี นรู้
1) ห้องสมุด
2) ห้องเรียน

8. บันทึกผลหลังแผนการจัดการเรยี นรู้
1. ผลการเรยี นรู้
1.1 ด้านความรู้ (K)

67

ตารางที่ 1 แสดงคา่ ร้อยละระดับผลสัมฤทธิท์ างการเรียน เรื่อง ...................................................

ระดับผลสัมฤทธิ์ จำนวนนักเรยี น ร้อยละ

ดมี าก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรับปรงุ (50-59 คะแนน)

จากตารางที่ 1 พบว่านักเรยี นผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน ร้อยละ................อย่ใู นระดบั ..........

และรองลงมารอ้ ยละ.................อยูใ่ นระดับ...............และพบวา่ นักเรียน...........................................

…………………………………………………………………………………………………………………………………………

1.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P )

ตารางท่ี 2 แสดงคา่ ร้อยละระดับผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น เรอื่ ง ..................................................

ระดบั ผลสัมฤทธิ์ จำนวนนักเรียน รอ้ ยละ

ดีมาก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรบั ปรุง (50-59 คะแนน)

จากตารางที่ 2 พบวา่ นกั เรียนผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น ร้อยละ................อยใู่ นระดับ..........

และรองลงมารอ้ ยละ.................อยใู่ นระดับ...............และพบวา่ นักเรียน...........................................

…………………………………………………………………………………………………………………………………………

1.3 ดา้ นเจตคติ / คุณลกั ษณะฯ (A) / สมรรถนะ (C) เช่ือมโยงกับมาตรฐานหลักสตู ร

ตารางท่ี 3 แสดงคา่ ร้อยละคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ เรอ่ื ง ............................................

ระดบั ผลสัมฤทธ์ิ จำนวนนักเรยี น รอ้ ยละ

ดีมาก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรบั ปรงุ (50-59 คะแนน)

จากตารางท่ี 3 พบว่านักเรียนคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ร้อยละ..............อย่ใู นระดับ............
และรองลงมารอ้ ยละ.................อยู่ในระดบั ...............และพบวา่ นักเรียน...............................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….

68

สรุป ผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ …………………………..
16)นกั เรยี นมีผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นอยใู่ นระดับ...................
17)นักเรียนมีทักษะในระดบั ..................
18)นกั เรียนมีคุณลกั ษณะในระดับ...............

2.บรรยากาศการเรยี นรู้
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................... ...................

3. การปรับเปลยี่ นแผนการจัดการเรยี นรู้ (ถ้าม)ี
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................................. ............................
..............................................................................................................................................................................

4. ข้อค้นพบด้านพฤตกิ รรมการจัดการเรียนรู้

............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................... .....................................
............................................................................................................................................................................. .

5. อน่ื ๆ
...................................................................................................................... .....................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................

69

แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 7
เรอื่ ง สมบัตขิ องสารบริสุทธ์ิและสารผสม เวลา 5 ชั่วโมง ระดับช้ัน มัธยมศึกษาปีท่ี 1

__________________________________________________________________________
1. เปา้ หมายการเรยี นรู้ / หลกั ฐานการเรียนรู้ / การวัดและการประเมนิ ผล

มาตรฐานการเรยี นรู้ สิ่งทต่ี ้องรแู้ ละปฏบิ ตั ไิ ด้ ผลงาน / ช้ินงาน การวัดผลและการ

และตวั ชวี้ ดั ประเมนิ ผล

ว 2.1 ม.1/4 1.อธบิ ายความหนาแนน่ 1. ใบงานสมบัตขิ องสาร 1.ตรวจแบบฝึกหัด

เปรยี บเทยี บจุดเดือด ของสารบรสิ ุทธแ์ิ ละสาร บริสุทธแ์ิ ละสารผสม 2.สงั เกตพฤติกรรม

จุดหลอมเหลวของสาร ผสมได้ 2. พฤตกิ รรมการทำงาน การทำงานรายกลมุ่

บริสุทธแ์ิ ละสารผสม 2. เปรียบเทยี บจุดเดอื ด จดุ รายกลุม่ 3.สงั เกตพฤติกรรม

โดยการวดั อณุ หภมู ิ หลอมเหลวของสารบริสุทธิ์ 3. พฤติกรรมการ การปฏิบัติการ
4.สงั เกตความมีวินยั
เขียนกราฟ แปล และสารผสมได้ ปฏิบตั กิ าร ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งม่ัน

ความหมายข้อมลู จาก 3. เปรียบเทียบความ 4. คุณลกั ษณะอันพงึ

กราฟหรือสารสนเทศ หนาแน่นของสารบริสทุ ธิ์ ประสงค์ ในการทำงาน
ว 2.1 ม.1/5 อธบิ าย และสารผสมได้
และเปรยี บเทยี บความ 4. ใชเ้ ครื่องมือวัดมวลและ

หนาแน่นของสาร ปรมิ าตรของสารบรสิ ทุ ธ์ิ
บริสทุ ธิแ์ ละสารผสม และสารผสมได้
ว 2.1 ม.1/6 ใช้

เครอื่ งมือวัดมวลและ
ปรมิ าตรของสาร
บรสิ ุทธแิ์ ละสารผสม

2. สาระการเรียนรู้ (Learning Contents)
1. ความรู้ (Knowledge)
สารผสมเกิดจากสารตั้งแต่ 2 ชนิดข้ึนไปมาผสมกัน โดยสารผสมบางชนิดผสมเป็นเน้ือเดียวกัน

เรียกว่า สารละลาย ซึ่งประกอบด้วยตัวละลายและตัวทำละลาย ซ่ึงตัวทำละลายจะมีปริมาณมากกว่าและมี
สถานะเดียวกับสารละลาย นอกจากน้ีสารผสมบางชนิดผสมไม่เป็นเน้ือเดียวกัน เรียกว่า สารเนื้อผสม ซึ่งมี 2
ประเภท คือ สารแขวนลอยและคอลลอยด์

2. ทักษะ/กระบวนการ (Skill during the process)
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

3. หลกั ฐานการเรยี นรู้ชิน้ งานหรอื ภาระงาน (Work)
1. ใบงาน
2. สมดุ

70

4. สมรรถนะ (Competency)
1. ความสามารถในการส่ือสาร

2. ความสามารถในการคิด

1. ทกั ษะระบุ

2. ทักษะการสังเกต

3. ทักษะการสำรวจคน้ หา

4. ทกั ษาการจำแนกประเภท

3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ

4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

4. การวดั และการประเมินผล (Evaluation)

ส่ิงท่ีวัดผล วธิ ีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมนิ
ประเมินตามสภาพจริง
ด้านความรู้ (K) - แบบทดสอบก่อน แบบทดสอบ
รอ้ ยละ 70 ผา่ นเกณฑ์
เรยี น และหลัง 1.แบบฝกึ หัด
เรยี น 2.ใบงาน ระดบั คุณภาพ 2
แบบสรุปคณุ ลกั ษณะ ผ่านเกณฑ์
ดา้ นทักษะ/กระบวนการ -การสงั เกต ระดับคุณภาพ 2
(P) แบบสรุปสมรถนะของผเู้ รยี น ผ่านเกณฑ์

เจตคติ/คุณลักษณะ (A) -การสังเกต

สมรถนะของผ้เู รยี น (C) -การสงั เกต

5. กระบวนการการจดั กจิ กรรม / รปู แบบการจัดกิจกรรม (Learning Process)

การจดั กจิ กรรมการเรียนรู/้ แนวทางการเสริมแรงหรือช่วยเหลอื นกั เรยี น
3. รูปแบบการจกั การเรยี นที่เป็นเกมส์

4. การให้คำชมนักเรยี นทีต่ ้ังใจทำงาน

6. กิจกรรมการเรยี นการสอน
1. ขนั้ นำเข้าส่บู ทเรียน ( ระบุเวลาที่ใช้ )

ชวั่ โมงที่ 1
ขน้ั นำ

กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. ครแู จ้งผลการเรียนรู้ใหน้ ักเรียนทราบ

71

2. ครูนำแก้วมา 2 ใบ โดยใบหน่ึงใส่นำ้ เกลือ และอีกใบหนง่ึ ใสน่ ำ้ ธรรมดา จากนัน้ ครูหย่อนลกู ปดั ลงใน
แกว้ ท่มี ีน้ำเกลอื และน้ำธรรมดา จากนน้ั ครใู ห้นักเรยี นเปรยี บเทยี บผลทีเ่ กดิ ขึ้น เพื่อใหน้ ักเรยี นเหน็ ถงึ
ความแตกต่างของสารบรสิ ุทธ์ิกับสารผสม

ข้ันสอน

สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ครูให้นักเรียนสืบค้นข้อมูล หรือศึกษาจากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.1 หน้าท่ี 22 วา่ เพราะ
เหตใุ ดลูกปดั จึงจมในน้ำเกลือ แตก่ ลับลอยในน้ำธรรมดา เพ่ือเกริ่นนำให้เรยี นรจู้ ักความหนาแน่น
จำเพาะของสาร ซึ่งเปน็ สมบตั ิทางกายภาพ
2. ครเู กรนิ่ นำวา่ สารบริสทุ ธแ์ิ ละสารผสมมีสมบัตทิ างกายภาพ เช่น จุดเดอื ด จดุ หลอมเหลว ความ
หนาแนน่ เปน็ ต้น ที่แตกตา่ งกัน
3. ครูให้นักเรียนศึกษา เร่ือง สมบัติของสารบริสุทธิ์และสารผสมในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์
ม.1 หน้าที่ 22

อธิบายความรู้ (Explain)
1. ครูสุ่มเรียกนักเรียนออกมาอธิบายผลจากการสืบค้นข้อมูลหน้าชั้นเรียน
2. ครูเฉลยคำตอบ และเพิ่มเติมความรู้ให้กับนักเรียนว่า เพราะเหตุใดลกู ปดั จึงลอยในน้ำทะเล แต่
กลบั จมในนำ้ ธรรมดา
(แนวคำตอบ เพราะ น้ำเกลือ เปน็ สารผสม ทีค่ วามหนาแน่นมากกวา่ นำ้ ธรรมดาซ่ึงเป็นสารบริสทุ ธ์ิ
จึงเปน็ เหตุลูกปดั ลอยในนำ้ ได้)
3. ครูอธิบายเพ่ิมเตมิ เก่ียวกบั ความหนาแนน่ จำเพาะของสารในกรอบ Science focus

ชวั่ โมงที่ 2

สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ครูให้นักเรียนแบ่งกล่มุ ออกเป็น 4 กลุม่ ศกึ ษากิจกรรม การตรวจสอบสารบริสทุ ธ์ิและสารละลาย
ในตอนที่ 1 จากน้นั ครูอธบิ ายขน้ั ตอนการทดลองในตอนที่ 1 อยา่ งละเอยี ด ตามหนังสือเรียน
วิทยาศาสตร์ ม.1 หนา้ ที่ 23
2. ครใู ห้นักเรียนแตล่ ะกลุ่มทำกิจกรรมตอนที่ 1 เรอ่ื ง การหาจดุ เดอื ดของเอทานอล และสารละลายกลี
เซอรอลในเอทาน แล้วบันทึกผลลงในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1

ชวั่ โมงที่ 3

สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครใู ห้นักเรียนแบ่งกลมุ่ เดิม ศึกษากจิ กรรม การตรวจสอบสารบริสทุ ธ์ิและสารละลาย ในตอนท่ี 2
จากนน้ั ครูอธบิ ายข้ันตอนการทดลองในตอนที่ 2 อยา่ งละเอียด ตามหนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.1
หน้าที่ 23
2. ครูใหน้ ักเรยี นแบ่งกลุ่มเดิมจากชวั่ โมงทแี่ ลว้ เพ่อื ทำกิจกรรมตอนท่ี 2 เรอื่ ง การหาจุดหลอมเหลวของ
แนฟทาลีน และสารละลายกรดเบนโซอคิ ในแนฟทาลีน แลว้ บนั ทึกผลลงในแบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์
ม.1

72

ชวั่ โมงที่ 4

อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. ครูให้นกั เรียนแตล่ ะกลุม่ สง่ ตวั แทนออกมานำเสนอผลจากกิจกรรมการตรวจสอบสารบรสิ ุทธิ์และ
สารละลาย ทั้งในตอนที่ 1 และตอนที่ 2 จากชว่ั โมงท่ีแลว้
2. ครแู ละนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลกิจกรรมการตรวจสอบสารบริสทุ ธ์แิ ละสารละลาย
3. ครูและนักเรียนร่วมกันตอบคำถามท้ายกจิ กรรม แล้วบนั ทึกลงในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1

แนวตอบคำถามท้ายกิจกรรม
1. เพราะ การให้ความรอ้ นโดยตรงแก่หลอดทดลอง และหลอดคะปลิ ลารจี ะทำใหอ้ า่ นอุณหภูมขิ องจุด

เดือด และจุดหลอมเหลวของสารไม่ทนั
2. แตกต่างกนั เพราะ เอทานอลเป็นสารบรสิ ุทธ์จิ ะมจี ุดเดือดคงที่ และตำ่ กว่าสารผสม โดยกลีเซอรอลที่

ผสมกบั เอทานอลซ่ึงเป็นสารไม่บริสุทธิ์ หรอื สารผสมจะมจี ุดเดือดที่สงู กว่า
3. แตกต่างกนั เพราะ แนฟทาลีนเป็นสารบริสทุ ธจ์ิ ะมจี ุดหลอมเหลวสูงกว่าสารผสม โดยสารละลาย

เบนโซอคิ ในแนฟทาลนี ซ่งึ เป็นสารไมบ่ ริสุทธ์ิ หรือสารผสมจะมจี ดุ หลอมเหลวตำ่ กว่า

ชั่วโมงท่ี 5

ขน้ั สรปุ

ขยายความรู้ (Expand)
1. ครใู ห้นักเรยี นศึกษาสมบตั ิตอลลเิ กทฟี ของสารละลาย ใน science focus จากหนงั สอื เรียน
วทิ ยาศาสตร์ ม.1 เพ่อื ขยายความใจวา่ เพราะเหตุใดสารบริสทุ ธิจ์ ึงมีจดุ เดอื ดต่ำกวา่ สารผสม และ
สารบรสิ ทุ ธิ์มจี ดุ หลอมเหลวสงู กวา่ สารผสม
2. ครใู ห้นักเรยี นทำ self check และ Unit Question
3. ครใู หน้ ักเรียนทำแบบทดสอบทา้ ยหนว่ ย
4. ครูใหน้ ักเรียนทำแบบทดสอบท้ายเลม่ ในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1 ครูให้นักเรียนทำแบบทดสอบ
หลังเรยี น

ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูเฉลย self check และ Unit Question แลว้ ให้นักเรยี นประเมนิ ตนเอง
2. ครูตรวจแบบฝึกหัดท้ายเล่มจากแบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ม.1
3. ครูตรวจแบบฝกึ หัดในแบบฝกึ หดั วทิ ยาศาสตร์ ม.1
4. ครูตรวจแบบทดสอบท้ายหนว่ ยที่ 1 ในแบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ม.1
5. ครูตรวจแบบฝึกหัดทา้ ยเล่มในแบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ ม.1
6. ครปู ระเมินผลงานจากการทำกจิ กรรมกลุ่มจาก group activity
7. ครปู ระเมนิ ผลการทำกิจกรรม การตรวจสอบสารบริสทุ ธิ์และสารละลาย โดยใช้แบบประเมนิ การปฏบิ ัตกิ าร
8. ครูประเมินผลการทำงานรายกลมุ่ จากการทำกิจกรรมการตรวจสอบสารบริสุทธ์แิ ละสารละลาย
9. ครูตรวจแบบทดสอบหลงั เรยี น

73

7.สอ่ื การสอน / แหล่งเรียนรู้
7.1 ส่อื การเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.1
2. แบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ม.1
3. อุปกรณ์การทดลอง เร่ือง ความหนาแนน่ เชน่ น้ำเกลอื น้ำธรรมดา คลปิ หนบี กระดาษ เป็นตน้
4. อปุ กรณก์ ารทดลอง เร่อื ง การตรวจสอบสารบรสิ ุทธ์แิ ละสารผสม
7.2 แหล่งการเรียนรู้
1) หอ้ งสมดุ
2) หอ้ งเรียน
3) อนิ เทอร์เนต็

8. บนั ทกึ ผลหลังแผนการจดั การเรียนรู้

1. ผลการเรียนรู้

1.1 ดา้ นความรู้ (K)

ตารางท่ี 1 แสดงค่าร้อยละระดบั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น เรื่อง ...................................................

ระดับผลสัมฤทธ์ิ จำนวนนักเรยี น รอ้ ยละ

ดมี าก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรบั ปรุง (50-59 คะแนน)

จากตารางที่ 1 พบว่านกั เรียนผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น ร้อยละ................อยใู่ นระดบั ..........

และรองลงมาร้อยละ.................อยใู่ นระดบั ...............และพบว่านักเรยี น...........................................

………………………………………………………………………………………………………………………………………..

1.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P )

ตารางท่ี 2 แสดงคา่ ร้อยละระดบั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น เร่ือง ..................................................

ระดับผลสัมฤทธ์ิ จำนวนนักเรียน ร้อยละ

ดีมาก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรับปรุง (50-59 คะแนน)

จากตารางท่ี 2 พบวา่ นักเรยี นผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ร้อยละ................อยู่ในระดับ..........
และรองลงมาร้อยละ.................อยู่ในระดบั ...............และพบวา่ นกั เรยี น...........................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………..

74

1.3 ดา้ นเจตคติ / คุณลกั ษณะฯ (A)/ สมรรถนะ (C) เช่ือมโยงกบั มาตรฐานหลักสูตร

ตารางที่ 3 แสดงค่าร้อยละคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ เรือ่ ง ............................................

ระดบั ผลสัมฤทธ์ิ จำนวนนักเรยี น ร้อยละ

ดีมาก (80-100 คะแนน)

ดี (70-79 คะแนน)

พอใช้ (60-69 คะแนน)

ปรบั ปรุง (50-59 คะแนน)

จากตารางท่ี 3 พบว่านักเรยี นคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ร้อยละ..............อยใู่ นระดับ............
และรองลงมาร้อยละ.................อยใู่ นระดับ...............และพบวา่ นกั เรียน...........................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………..
สรุป ผลการใชแ้ ผนการจดั การเรยี นรู้ที่ …………………………..
19)นกั เรยี นมผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นอยใู่ นระดับ...................
20)นกั เรยี นมที ักษะในระดับ..................
21)นักเรียนมีคุณลักษณะในระดับ...............

2.บรรยากาศการเรียนรู้
.................................................................................................................................................................... ..........
......................................................................................................................... .....................................................
........................................................................................................................................................... ..................

3. การปรับเปลยี่ นแผนการจดั การเรยี นรู้ (ถา้ มี)
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................... .....................................
..............................................................................................................................................................................

4. ข้อคน้ พบดา้ นพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้

............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................... .....................................
.................................................................................................................................................................... ..........

5. อ่นื ๆ
............................................................................................................. ..............................................................
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................ ..............................

75

หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 เรอื่ ง หนว่ ยของส่ิงมีชีวิต จำนวน 12 ชัว่ โมง
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565

รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101

ครูผู้สอน นายนิธิศ จติ รจกั ร์
_________________________________________________________

สาระสำคัญ / ความคดิ รวบยอด (Learning Concepts)

ส่ิงมีชีวิตทุกชนิดมีเซลล์ (cell) เป็นหน่วยท่ีเล็กท่ีสุดเป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
สามารถดำรงชีวติ อย่ไู ดเ้ พียงเซลล์เดียว แต่สิง่ มีชีวิตหลายเซลล์จำเป็นต้องมเี ซลล์หลายเซลลม์ ารวมกัน เพ่ือทำ
หน้าท่ีเดียวกัน ซ่ึงเซลล์แต่ละชนิดจะมีรูปร่าง และหน้าท่ีแตกต่างกัน ซ่ึงส่ิงมีชีวิตล้วนมีองค์ประกอบพ้ืนฐาน
ของเซลล์ท่เี หมือนกัน ได้แก่ นิวเคลียส ไซโตพลาซึม และเยื่อหุ้มเซลล์ นอกจากน้ีในการดำรงชวี ิตของสิ่งมชี ีวิต
จำเปน็ ต้องมกี ระบวนการแพร่และออสโมซิสเพ่อื ลำเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์
สาระท่ี : 2 เรอื่ งวทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐานท่ี : ว 1.2 เขา้ ใจสมบตั ขิ องสิ่งมีชวี ติ หนว่ ยพน้ื ฐานของส่ิงมชี ีวติ การลำเลยี งสารผา่ นเซลล์

ความสัมพนั ธ์ของโครงสร้างและหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ ของสตั วแ์ ละมนษุ ยท์ ่ที ำงาน
สมั พนั ธก์ ัน ความสัมพันธ์ของโครงสรา้ งและหน้าทข่ี องอวยั วะตา่ ง ๆ ของพืชทที่ ำงาน
สัมพนั ธก์ นั รวมทั้งนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ตัวช้ีวดั ท่ี : ม.1/1 เปรยี บเทยี บรปู ร่างและโครงสรา้ งของเซลล์พืชและเซลลส์ ัตว์ รวมท้งั บรรยายหน้าที่
ของผนงั เซลล์ เยอื่ หุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม นวิ เคลียส แวคิวโอล ไมโทคอนเดรยี
และคลอโรพลาสต์
ม.1/2ใชก้ ล้องจุลทรรศน์ใช้แสงศกึ ษาเซลล์และโครงสร้างต่าง ๆ ภายในเซลล์
ม.1/3อธบิ ายความสัมพันธ์ระหวา่ งรปู รา่ งกบั การทำหนา้ ทข่ี องเซลล์
ม.1/4อธบิ ายการจดั ระบบของสิ่งมีชีวติ โดยเรม่ิ จากเซลล์ เนือ้ เยือ่ อวยั วะ ระบบอวัยวะ
จนเป็นสงิ่ มีชวี ติ
ม.1/5อธิบายกระบวนการแพร่และออสโมซสิ จากหลักฐานเชิงประจักษ์ และยกตวั อยา่ ง
การแพรแ่ ละการออสโมซิสในชีวิตประจำวัน
เชงิ ประจกั ษแ์ ละแบบจำลอง

สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น ( Competency ) คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ( Desired Characteristics )

1. ความสามารถในการสื่อสาร 4) มีวนิ ยั
2. ความสามารถในการคิด 5) ใฝ่เรยี นรู้
6) มงุ่ มนั่ ในการทำงาน
1) ทักษะการสงั เกต
2) ทกั ษะการระบุ
3) ทกั ษะการเปรียบเทยี บ
4) ทกั ษะการจำแนกประเภท
3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ

76

ทักษะ / กระบวนการ ( Skill during the process )

ทกั ษะเฉพาะวชิ า ทกั ษะการคดิ

1.การกำหนดและควบคมุ ตัวแปร 1.การคน้ คว้าข้อมูล
2.การกำหนดนยิ ามเชงิ ปฏบิ ตั ิการ 2.การนำเสนอข้อมลู
3.การจดั กระทำและสื่อความหมายขอ้ มูล

4.การตคี วามหมายขอ้ มูลและลงข้อสรปุ

ความเขา้ ใจท่ยี ่ังยนื
สงิ่ มีชวี ิตทกุ ชนิดมีเซลล์ (cell) เป็นหน่วยท่เี ล็กท่ีสดุ เป็นองค์ประกอบของสิง่ มชี ีวิต ส่ิงมีชีวิตเซลล์เดยี ว

สามารถดำรงชวี ติ อยู่ได้เพียงเซลล์เดยี ว แต่สง่ิ มีชวี ติ หลายเซลล์จำเป็นต้องมเี ซลล์หลายเซลล์มารวมกัน เพ่ือ
ทำหน้าที่เดียวกัน ซ่ึงเซลล์แต่ละชนิดจะมีรูปร่าง และหน้าที่แตกต่างกัน ซึ่งส่ิงมีชีวิตล้วนมีองค์ประกอบ
พื้นฐานของเซลล์ท่ีเหมือนกัน ได้แก่ นิวเคลียส ไซโตพลาซึม และเย่ือหุ้มเซลล์ นอกจากน้ีในการดำรงชีวิต
ของสิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องมีกระบวนการแพร่และออสโมซิสเพอ่ื ลำเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์

ความสมั พนั ธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อนื่
ภาษาไทย โดยการใช้เขียนคำท่ีถูกต้อง
คณิตศาสตร์ โดยหารหารค่าของสารต่างๆ
เทคโนโลยี โดยการใช้สำหรบั คน้ ควา้ หาข้อมลู

77

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 1
เรือ่ ง เซลล์ของสง่ิ มชี ีวิต เวลา 5 ชว่ั โมง ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1

__________________________________________________________________________

1. เป้าหมายการเรียนรู้ / หลกั ฐานการเรียนรู้ / การวัดและการประเมินผล

มาตรฐานการเรยี นรู้ สงิ่ ทตี่ ้องรแู้ ละปฏบิ ัตไิ ด้ ผลงาน / ชน้ิ งาน การวดั ผลและการ

และตัวชวี้ ัด ประเมนิ ผล

ว 1.2 ม.1/2 ใช้ 1. อธบิ ายความสัมพันธ์ 1. ใบงานเซลล์ของ 1. เฉลยใบงานท่ี 2.1

กล้องจุลทรรศน์ใชแ้ สง ระหว่างรปู ร่างของเซลล์ สงิ่ มชี ีวิต เรื่อง เซลล์ของสง่ิ มีชวี ิต

ศึกษาเซลล์และ ตอ่ การทำหนา้ ท่ีของเซลล์ 2. การนำเสนอผลงาน 2. แบบประเมินการ

โครงสร้างตา่ ง ๆ ภายใน ได้ 3. พฤติกรรมการทำงาน นำเสนอผลงาน

เซลล์ 2. อธิบายการจัดระบบ รายกลุม่ 3. แบบสงั เกต

ม.1/3 อธบิ าย ของสิ่งมีชวี ิตได้ พฤติกรรม
การทำงานรายกลุ่ม
ความสัมพันธ์ระหวา่ ง 3. ใชง้ านกลอ้ งจลุ ทรรศน์

รูปรา่ งกบั การทำหน้าที่ แบบใช้แสงตามขน้ั ตอนท่ี

ของเซลล์ ถูกต้องได้
ม.1/4 อธิบายการ

จัดระบบของสงิ่ มชี ีวิต

โดยเร่มิ จากเซลล์
เน้ือเยอื่ อวยั วะ ระบบ

อวยั วะ จนเปน็

สง่ิ มีชวี ติ

2. สาระการเรยี นรู้ (Learning Contnts)

1. ความรู้ (Knowledge)

เซลล์ (cell) เปน็ หนว่ ยพนื้ ฐานทเี่ ลก็ ทส่ี ุดของสิง่ มชี ีวติ ท้งั สง่ิ มชี วี ติ เซลลเ์ ดียวและสิ่งมีชวี ิตหลายเซลล์
ซง่ึ เซลล์แต่ละชนิดจะมีรปู ร่างและลกั ษณะท่แี ตกตา่ งกนั โดยทว่ั ไปเซลลข์ องสิ่งมีชีวิตจะมีขนาดเล็กไมส่ ามารถ
มองเหน็ ได้ด้วยตาเปลา่ จึงต้องใชก้ ลอ้ งจุลทรรศนใ์ นการศึกษารปู ร่างและลักษณะของเซลล์

2. ทักษะ/กระบวนการ (Skill during the process)

แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

3. หลกั ฐานการเรียนรชู้ ้นิ งานหรอื ภาระงาน (Work)
1. ใบงาน
2. สมดุ


Click to View FlipBook Version