85
- โมเลกลุ ของ DNA เปน็ พอลนิ วิ คลีโอไทด์ 2
สาย เรยี งสลบั ทศิ และบดิ เป็นเกลียวเวยี นขวา
โดยการเขา้ ค่กู ันของสาย DNA เกิดจากการ
จับคู่ของเบสคสู่ ม คือ A คูก่ ับ T และ C คกู่ บั G
ยสมบัติ - DNA เปน็ พอลเิ มอร์ของนวิ คลโี อไทด์ แตล่ ะนิ 3 2 3 2 7
ธุกรรม วคลีโอไทดป์ ระกอบด้วยนำ้ ตาล ดีออกซไี รโบส
ะกอบ หมฟู่ อสเฟต และไนโตรจนี สั เบส คือ A T C
สรปุ การ และ G
- โมเลกลุ ของ DNA เป็นพอลนิ ิวคลีโอไทด์ 2
สาย เรียงสลบั ทศิ และบดิ เปน็ เกลยี วเวยี นขวา
โดยการเขา้ คู่กันของสาย DNA เกิดจากการ
จบั คู่ของเบสคู่สม คือ A คกู่ ับ T และ C คู่กับ G
ตอนใน - ยนี คอื สาย DNA บางช่วงทีค่ วบคมุ ลกั ษณะ 8 1 1 2 4
หโ์ ปรตนี ทางพนั ธกุ รรมได้ โดยยนี กำหนดลำดบั กรดอะ
ละ RNA มิโนของโปรตนี ซ่งึ ทำหนา้ ทเี่ ปน็ โครงสรา้ ง
การ เอนไซม์ และอื่น ๆ มผี ลทำให้เซลลแ์ ละ
สง่ิ มชี วี ติ ปรากฏลักษณะตา่ ง ๆ ได้
ะหว่าง - DNA จำลองตวั เองไดโ้ ดยใชส้ ายหนง่ึ เปน็
ล โปรตนี แมแ่ บบและสรา้ งอกี สายขน้ึ มาใหม่ ซงึ่ จะมี
ม และ โครงสร้างและลำดับนวิ คลโี อไทดเ์ หมอื นเดิม
เชื่อมโยงกบั ความรู้เรือ่ ง
ศาสตร์เมนเดล
5.การกลาย 9.สืบค้นข้อมลู และอธ
เกดิ มวิ เทชันระดบั ยนี แล
โครโมโซม สาเหตุการเ
ชนั รวมทง้ั ยกตัวอยา่ งโ
กล่มุ อาการทเ่ี ป็นผลขอ
เกิดมวิ เทชัน
86
งพันธุ - DNA ควบคุมลักษณะทางพนั ธุกรรมของ
สิ่งมีชีวติ ได้ โดยการสร้าง RNA 3 ประเภท คอื
mRNA tRNA และ rRNA ซง่ึ ร่วมกันทำหน้าทใี่ น
กระบวนการสังเคราะหโ์ ปรตนี
- RNA เป็นพอลเิ มอร์ของนวิ คลีโอไทดส์ าย
เดีย่ ว แตล่ ะนิวคลโี อไทด์ประกอบด้วยนำ้ ตาลไร
โบส หมูฟ่ อสเฟต และไนโตรจนี สั เบส คือ A U
C และ G
ธิบายการ - มวิ เทชันเป็นการเปลย่ี นแปลงของลำดบั หรือ 5 2 - 4 6
ละระดบั จำนวนนิวคลีโอไทดใ์ น DNA ซง่ึ อาจนำไปสู่การ
เกิดมวิ เท เปล่ียนแปลงโครงสร้างและการทำงานของ
โรคและ โปรตีน ซงึ่ ถ้าการเปล่ียนแปลงดงั กลา่ วเกิดใน
องการ เซลล์สบื พนั ธุ์จะสามารถถา่ ยทอดไปยังรนุ่ ตอ่
ๆ ไปได้ และทำให้เกดิ ความแปรผนั ทาง
พนั ธกุ รรมของส่งิ มชี ีวิตการเกดิ มวิ เทชนั
มสี าเหตมุ าจากปัจจัยตา่ ง ๆ เช่น รังสี และ
สารเคมี
- การขาดหายไปหรอื เพิ่มขนึ้ ของนวิ คลโี อไทด์
และการแทนท่คี เู่ บส เปน็ การเกิดมวิ เทชันระดับ
ยนี เชน่ โรคโลหติ จางชนิดซิกเคลิ เซลลเ์ ปน็ ผล
6. พนั ธุศาสตรแ์ ละ 1 เทคโนโลยีทางดเี อน็ เอ 10.อธบิ ายหลักการสร
สิ่งมีชีวติ ดัดแปรพันธกุ ร
เทคโนโลยที างดเี อน็ เอ ใช้ดเี อน็ เอรคี อมบิแนนท
2.การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยี 11. สบื คน้ ข้อมลู ยกต
ทางดเี อน็ เอ และอภปิ รายการนำเทค
ทางดเี อน็ เอไปประยุกต
ด้านส่งิ แวดลอ้ ม นติ ิ
วิทยาศาสตร์ การแพทย
การเกษตร และอตุ สาห
87
มาจากการแทนท่คี ่เู บส
- การเปลยี่ นแปลงโครงสรา้ งของโครโมโซม
เช่น หายไปหรอื เพม่ิ ขน้ึ บางสว่ น และการ
เปลี่ยนแปลงจำนวนโครโมโซม เช่น การลดลง
หรอื เพิ่มขึ้นของโครโมโซมบางแทง่ หรือท้ังชดุ
เปน็ สาเหตขุ องการเกดิ มวิ เทชนั ระดบั
โครโมโซม เช่น กลมุ่ อาการคริดูชาต์และกลมุ่
อาการดาวน์ กลมุ่ อาการเทอรเ์ นอรแ์ ละกลมุ่
อาการไคลนเ์ ฟลเตอร์
รา้ ง - การใช้เทคโนโลยีทางดเี อน็ เอ ในการสรา้ งดี 5 2 1 2 5
รรมโดย เอ็นเอ รคี อมบิแนนท์ สามารถนำไปใชใ้ นการ
ท์ สรา้ งสง่ิ มีชีวติ ดัดแปรพนั ธกุ รรม โดยนำยีนที่
ต้องการมาตดั ตอ่ ใสใ่ นสง่ิ มชี ีวติ ทำใหส้ ิ่งมชี วี ติ
นั้นมสี มบตั ติ ามตอ้ งการ
ตวั อยา่ ง - เทคโนโลยที างดเี อน็ เอ สามารถนำไป 5 211 4
คโนโลยี ประยุกต์ใชใ้ นด้านต่าง ๆ เช่น สง่ิ แวดล้อม นติ ิ
ต์ ท้งั ใน วิทยาศาสตร์ การแพทย์ การเกษตร และ
อตุ สาหกรรม โดยการใชเ้ ทคโนโลยีทางดีเอน็ เอ
ย์ ต้องคำนงึ ถงึ ความปลอดภัยทางชีวภาพ ชวี จริย
หกรรม ธรรม และผลกระทบตอ่ สงั คม
7. ววิ ฒั นาการ 1.หลกั ฐานทบี่ ่งบอกถึง และขอ้ ควรคำนึงถึงดา้ น
ววิ ัฒนาการของสงิ่ มีชีวติ ธรรม
12. สืบคน้ ข้อมลู แล
อธิบายเกยี่ วกบั หลกั ฐา
สนบั สนุนและขอ้ มูลทีใ่ ช
การเกดิ วิวฒั นาการของ
สงิ่ มชี ีวติ
2.แนวคิดเกย่ี วกับววิ ฒั นาการ 13.อธบิ ายและเปรยี บเ
ของสง่ิ มีชีวิต แนวคดิ เกีย่ วกับวิวัฒนา
สงิ่ มชี วี ติ ของฌอง ลาม
และทฤษฎเี กยี่ วกบั วิวัฒ
ของสง่ิ มีชวี ิตของชาลส์
88
นชีวจริย
ละ - หลกั ฐานทท่ี ำใหเ้ ช่อื วา่ สิง่ มชี ีวติ มวี วิ ัฒนาการ 5 2 1 1 4
านท่ี เช่น ซากดกึ ดำบรรพ์ กายวิภาคเปรียบเทยี บ
ช้อธบิ าย วิทยาเอม็ บรโิ อ การแพรก่ ระจายของสิ่งมชี วี ิต
ง ทางภมู ศิ าสตร์ การศกึ ษาทางชวี ภูมิศาสตร์
และดา้ นชวี วิทยาระดบั โมเลกลุ
- มนุษยม์ ีการสบื สายววิ ฒั นาการมาเปน็
เวลานาน โดยมีหลกั ฐานท่ีสนบั สนนุ จากซาก
ดึกดำบรรพข์ องบรรพ-บรุ ุษมนษุ ย์ที่ค้นพบ
และจากการเปรียบเทียบลำดบั เบสบน DNA
ระหวา่ งมนษุ ย์กบั ไพรเมตอน่ื ๆ
เทยี บ - ฌอง ลามารก์ ไดเ้ สนอแนวคิดเพ่ืออธิบาย 2 2 1 2 5
าการของ เกย่ี วกบั ววิ ฒั นาการของส่งิ มชี ีวติ วา่ สง่ิ มชี วี ติ มี
มารก์ การเปล่ียนแปลงโครงสรา้ งใหเ้ ขา้ กบั
ฒนาการ สภาพแวดลอ้ ม โดยอาศยั กฎการใช้และไมใ่ ช้
ดารว์ นิ และกฎแห่งการถ่ายทอดลักษณะที่เกดิ ขนึ้ มา
ใหม่
- ชาลส์ ดาร์วนิ เสนอทฤษฎีเก่ียวกบั
วิวฒั นาการของสง่ิ มชี วี ิตวา่ เกดิ จากการ
3.พนั ธุศาสตร์ประชากร 14.ระบสุ าระสำคัญแล
อธิบายเงอ่ื นไขของภาว
ของฮารด์ ี-ไวน์เบิร์ก ปจั
ให้เกดิ การ เปลี่ยนแปล
ของแอลลลี ในประชากร
ท้ังคำนวณหาความถ่ขี อ
ลีลและจีโนไทป์ของประ
โดยใช้หลักของฮารด์ ี-ไ
4.กำเนิดของสปีชสี ์ 15. สืบคน้ ขอ้ มลู อภิป
และอธบิ ายกระบวนกา
ชสี ์ใหมข่ องสง่ิ มีชวี ิต
89
คดั เลอื กโดยธรรมชาติ โดยสงิ่ มีชีวิตมแี นวโนม้
ท่จี ะใหก้ ำเนดิ ลกู ทม่ี ลี ักษณะแตกตา่ งกัน
จำนวนมาก แตม่ เี พียงจำนวนหนง่ึ ที่เหมาะสม
กับสภาพแวดล้อม สามารถมชี วี ติ รอด และ
ถา่ ยทอดลกั ษณะที่เหมาะสมไปยงั รนุ่ ตอ่ ไปได้
ละ - เมื่อประชากรอยใู่ นภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี- 5 2 1 2 5
วะสมดลุ ไวน์เบิรก์ โดยกลมุ่ ประชากรมขี นาดใหญ่ ไมม่ ี
จจัยทที่ ำ การถ่ายเทยีนระหว่างกลุ่มประชากร ไมเ่ กดิ มวิ
ลงความถี่ เทชัน สมาชิกทุกตวั มีโอกาสผสมพนั ธ์ไุ ด้เทา่ กนั
ร พรอ้ ม และไมเ่ กดิ การคัดเลอื กโดยธรรมชาติ จะทำให้
องแอล ความถ่ีของแอลลลี ของลกั ษณะนน้ั ไม่
ะชากร เปลย่ี นแปลงไม่ว่าจะผา่ นไปกรี่ ุ่นกต็ าม เปน็ ผล
ไวนเ์ บิรก์ ใหล้ กั ษณะนั้นไมเ่ กดิ ววิ ฒั นาการ
- การเปล่ียนแปลงความถ่ีของยีนหรอื แอลลีล
ในประชากร เกดิ จากปัจจยั หลายประการ
นำไปสูก่ ารเกดิ ววิ ฒั นาการ
ปราย - สปีชีส์ใหมจ่ ะเกิดขนึ้ ไดเ้ มือ่ ไม่มีการถา่ ยเท 2 2 1 2 5
ารเกิดสปี เคลื่อนยา้ ยยีนระหวา่ งประชากรหนงึ่ กับอกี
ประชากรหน่งึ ในรนุ่ บรรพบุรษุ ทำใหป้ ระชากร
ทั้งสองมโี ครงสร้างทางพนั ธุกรรมทีแ่ ตกตา่ งกนั
รวม เวลา / คะแนน หน่วยการเรยี น
สอบวดั ผลกลางภาคเรยี น
สอบวดั ผลปลายภาคเรียน
รวมเวลาเรียน / คะแนน ตลอดภาคเรยี น
หมายเหตุ....เวลาเรยี น 1 ชว่ั โมง / สัปดาห = 0.5 หนว ยกติ
เวลาเรียน 3 ช่วั โมง / สัปดาห = 1.5 หนว ยกิต
90
และววิ ัฒนาการเกดิ เปน็ สปีชสี ์ใหม่
- ปัจจัยท่ีทำให้เกดิ สปีชสี ใ์ หมอ่ าจเกดิ ได้ 2
แนวทาง คือ การเกดิ สปชี สี ใ์ หม่จากการ
แบง่ แยกทางภมู ิศาสตร์ และการเกดิ สปีชสี ใ์ หม่
ในเขตภมู ศิ าสตร์เดยี วกนั
๕๘ 29 16 25 ๗๐
๑ 5 5 5 ๑๕
๑ 5 5 5 ๑๕
๖๐ 39 26 35 ๑๐๐
เวลาเรยี น 2 ชว่ั โมง / สัปดาห = 1.0 หนว ยกติ
เวลาเรยี น 4 ชว่ั โมง / สปั ดาห = 2.0 หนว ยกิต
91
เกณฑการวดั และประเมนิ ผล
11.อัตราสวนคะแนน หนวยการเรยี น : ปลายภาคเรียน ( 70 : 30 )
11.1. รายละเอียดของการใหคะแนน 70 คะแนน
- งานท่ไี ดรบั มอบหมาย
- ช้ินงาน / ใบงาน /การนำเสนอผลงาน
- พฒั นานาการเรียนรู
11.2. คะแนนสอบปลายภาค 30 คะแนน
รวมคะแนน 100 คะแนน
12.การคิดคะแนน ระดบั คะแนน
ระดับผลการเรียน 8 ระดบั
คะแนน 80 ขน้ึ ไป คะแนน
ระดบั คะแนน 4 คะแนน 75 - 79 คะแนน
ระดบั คะแนน 3.5 คะแนน 70 - 74 คะแนน
ระดบั คะแนน 3 คะแนน 65 - 69 คะแนน
ระดบั คะแนน 2.5 คะแนน 60 - 64 คะแนน
ระดบั คะแนน 2 คะแนน 55 - 59 คะแนน
ระดบั คะแนน 1.5 คะแนน 50 - 54 คะแนน
ระดบั คะแนน 1 คะแนน ต่ำกวา 49 คะแนน
ระดบั คะแนน 0