การสร้างสรรคเ์ พลงตบั เรื่องพระสุวรรณมาลกิ เจดียศ์ รรี ตั นมหาธาตุ
พรศิริ สมุ งคล
เมธี ประทมุ วัลย์
ดุรยิ นิพนธ์นี้เปน็ ส่วนหน่งึ ของการศกึ ษาตามหลักสูตร
ปรญิ ญาดรุ ยิ างคศาสตรบัณฑิต สาขาวชิ าดุริยางคศาสตรไ์ ทย
มหาวทิ ยาลยั ทกั ษณิ
2565
The Creation of a Musical Based on the Phra Suwannamalik
Chedi Sri Rattanamahathat
Pornsiri Sumongkol
Matee Prathumwan
Music Thesis Submitted in Bachelor of Music
Program in Thai Music
Faculty of Fine and Applied Arts Thaksin University
2022
ใบรบั รองดรุ ยิ นพิ นธ์
ปรญิ ญาดุรยิ างคศาสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าดุริยางคศาสตรไ์ ทย
มหาวทิ ยาลยั ทักษิณ
ชื่อดุรยิ นิพนธ์ : การสร้างสรรคเ์ พลงตบั เรื่องพระสุวรรณมาลิกเจดยี ศ์ รีรัตนมหาธาตุ
ชื่อ-สกลุ ผู้ทำดุริยนพิ นธ์ : นางสาวพรศริ ิ สุมงคล และนายเมธี ประทุมวัลย์
อาจารยท์ ่ปี รึกษาดรุ ิยนิพนธ์ คณะกรรมการสอบปากเปล่าดรุ ยิ นิพนธ์
(อาจารย์คฑาวธุ พรหมลิ) (ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.ปาหนัน กฤษณรมย)์
ประธานที่ปรกึ ษา ประธานกรรมการ
(อาจารย์โสวภา สงขาว) (อาจารยศ์ รัทธา จันทมณีโชต)ิ
กรรมการที่ปรกึ ษา กรรมการ
(อาจารย์คฑาวธุ พรหมลิ)
กรรมการ
(อาจารย์โสวภา สงขาว)
กรรมการ
(อาจารยป์ รัชญา บุญมาสงู ทรง)
กรรมการ
คณะศิลปกรรมศาสตร์อนุมัติให้รับดุริยนิพนธ์ฉบับน้ี เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา
ตามหลกั สูตรปรญิ ญาดุริยางคศาสตรบัณฑิต สาขาวชิ าดุรยิ างคศาสตรไ์ ทย ของมหาวิทยาลยั ทักษณิ
(ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.ระววี ัฒน์ ไทยเจริญ)
คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์
วันท่ี 9 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2565
ลิขสทิ ธ์ิของมหาวิทยาลยั ทักษิณ
บทคดั ยอ่
ชอื่ ดุริยนิพนธ์ : การสร้างสรรคเ์ พลงตับเรื่องพระสุวรรณมาลกิ เจดยี ์ศรรี ัตนมหาธาตุ
ช่ือ-สกุลผูท้ ำดรุ ยิ นพิ นธ์ : นางสาวพรศิริ สมุ งคล และนายเมธี ประทุมวลั ย์
อาจารยท์ ่ปี รึกษาดุริยนิพนธ์ : อาจารย์คฑาวธุ พรหมลิ และอาจารย์โสวภา สงขาว
ปริญญาและสาขาวิชา : ปรญิ ญาดุริยางคศาสตรบัณฑติ สาขาวิชาดุริยางคศาสตร์ไทย
ปีการศกึ ษาที่สำเรจ็ : 2564
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ และ
สร้างสรรค์เพลงตับเรื่องพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ โดยการประพันธ์บทร้องและบรรจุ
เพลง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาค้นคว้าเอกสารต่าง ๆ ผลการวิจัยพบว่า
พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ แรกสถาปนาโดยพระยาธรรมรังคัล (พ.ศ.2057) เจ้าเมือง
สทิงพระได้นิมนต์พระมหาอโนมทัสสีไปเชิญพระมหาธาตุจากลังกามาประดิษฐานไว้บริเวณเชิงเขา
ภพี ชั สิง เรียกวา่ “วดั หลวง” และทำการขอพระราชทานกัลปนาตอ่ สมเด็จพระรามาธิบดีท่ี 2 พระเจ้า
กรงุ ศรีอยุธยา ภายหลังสมยั สมเดจ็ พระเอกาทศรถ (พ.ศ.2158) พระรามนักปราชญ์ พระภิกษวุ ดั หลวง
มคี วามดีความชอบเป็นท่ีทรงโปรด มีความคิดทจ่ี ะยา้ ยพระมหาธาตุไปไว้บนเขาพะโคะเน่อื งจากเจดีย์
เดิมน้ันถูกโจรสลัดทำลายในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงทูลขอกัลปนาวัดพะโคะ ต่อมาในปี
พ.ศ. 2159 ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ พระราชทานกัลปนาและพระราชทานอฐิ และยอดพระเจดีย์
เบญจโลหะ สำหรบั การกอ่ พระสุวรรณมาลิกเจดียศ์ รรี ัตนมหาธาตุ
ผลงานสร้างสรรค์น้ีบทร้องประพันธ์ขึ้นจากเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ตามผลการวิจัย
แบง่ ออกเป็น 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 พระยาธรรมรังคลั อาราธนาพระอโนมทัสสีใหไ้ ปอัญเชิญพระธาตุ
จากลังกา ประกอบด้วยกลอนสุภาพจำนวน 11 บท บรรจุเพลง 8 เพลง ได้แก่ เพลงช้าปี่นอก
เพลงทองย่อน เพลงประพาสเภตรา เพลงกระบอกเงิน เพลงพญาสี่เสา เพลงครอบจักรวาล เพลง
ตวงพระธาตุ เพลงสาธุการ ตอนที่ 2 พระรามนักปราชญ์ขอพระราชทานกัลปนาวดั พะโคะจากสมเด็จ
พระเอกาทศรถและทรงพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชมุนี ประกอบด้วยกลอนสุภาพจำนวน
6 บท บรรจุเพลง 3 เพลง ได้แก่ เพลงมอญแปลง เพลงเวสสุกรรม เพลงโล้ ตอนท่ี 3 การสถาปนาพระ
สุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุบนยอดเขาพะโคะ ประกอบด้วยกลอนสุภาพจำนวน 8 บท และ
กลอนเพลงบอก 5 บท บรรจุเพลง 7 เพลง ไดแ้ ก่ เพลงกระบอกทอง เพลงตะลงุ บ้องตัน ร้องเพลงบอก
เพลงมหาฤกษ์ เพลงมหาชัย เพลงแขกบรเทศ และเพลงกราวรำ ชั้นเดียว การนำเสนอผลงานครั้งน้ี
ใชว้ งปพี่ าทย์ไม้นวมเครอื่ งคู่
Abstract
Music Thesis Title : The Creation of a Musical Based on the Phra Suwannamalik Chedi
Sri Rattanamahathat
Student’s Names : Miss Pornsiri Sumongkol and Mr. Matee Prathumwan
Advisory Committes : Ajarn Katawut Promli and Ajarn Sowapha Songkhao
Degree and Program : Bachelor of Music in Thai Music
Academic Year : 2021
This research aimed to study the history of the Phra Suwannamalik Chedi Sri
Rattanamahathat and to create a musical based on it. A qualitative method, through
the study of historical documents, was used to compose the lyrics and background
music. The research found that the Phra Suwannamalik Chedi Sri Rattanamahathat was
established in the year 1514 by Phraya Tammarangkala, the leader of Sa Thing Phra
Town, who asked Phra Maha Anomatassee to bring Phra Mahathat (the relics of
Buddha) from the town of Lang Ka to be enshrined at Wat Luang at the foothills of
Peepatchasing mountain. He also made this request to King Ramatibodi II, King of
Ayutthaya. Later in 1615, during the reign of King Ekathotsarot, Phra Ram the Sage from
Wat Luang, one of the King’s favorite monks, requested to relocate Phra Mahathat to
Pa-Ko mountain, because the existing Chedi was destroyed by pirates in the era of
King Naresuan the Great. Then in 1616, to build the Phra Suwannamalik Chedi Sri
Rattanamahathat, the King bestowed him with the bricks and the tip of the Chedi,
which was made from five types of metals.
The lyrics for this musical were composed based on the history of the Chedi.
The musical is divided into three parts. Part one, in which Phraya Tammarangkala asked
Phra Maha Anomatassee to bring Phra Mahathat from Lang Ka, consists of an anthology
of 11 Klon Suphap and the background scores of Pleng Cha Pee Nok, Pleng Thongyon,
Pleng Prapas Petra, Pleng Krabok Ngoen, Pleng Payaseesao, Pleng Krob Chakkraval,
Pleng Tuang Phrathat, and Pleng Sathukarn. Part two, in which Phra Ram the Sage
made the request to King Ekathotsarot and he was bestowed with the title of Royal
monk, consists of a collection of 6 Klon Suphap, combined with background music of
Pleng Mon Plaeng, Pleng Wessukam, and Pleng Loah. Part three, which describes the
establishment of the Phra Suwannamalik Chedi Sri Rattanamahathat on Pa-Koh
mountain consists of 8 pieces of Klon Suphap and 5 pieces of Pleng Bok, accompanied
by background music of Pleng Krabok Thong, Pleng Talung Bongtan, Pleng Bok, Pleng
Maharoek, Pleng Mahachai, Pleng Khaekborates, and Pleng Grawram. The music was
performed by Piphat Khrueang Khru musicians.
ประกาศคุณปู การ
ดุริยนิพนธ์ฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาเมตตา ช่วยเหลือ แนะนำ และ
ใหค้ ำปรึกษาอย่างดีย่งิ จากอาจารย์คฑาวธุ พรหมลิ ประธานที่ปรึกษาดรุ ิยนพิ นธ์ และอาจารย์โสวภา
สงขาว กรรมการที่ปรกึ ษาดรุ ยิ นิพนธ์
กราบขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปาหนัน กฤษณรมย์ ประธานกรรมการสอบ
ดรุ ยิ นิพนธ์ อาจารยศ์ รัทธา จันทมณีโชติ และอาจารยป์ รัชญา บญุ มาสงู ทรง กรรมการสอบดุรยิ นิพนธ์
ที่ให้ความกรุณาถ่ายทอดความรู้ แนวคิด วิธีการ คำแนะนำ และตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ
ดว้ ยความเอาใจใสย่ ่งิ
กราบขอบพระคุณ คุณครูปิยเทพ ไชยวารี ท่ีเอื้อเฟื้อความสะดวกในการบันทึกเสียงการ
แสดงผลงานดรุ ยิ นิพนธ์
ขอขอบคุณ นายกฤษฎา รอดสง ศิษย์เก่าหลักสูตร ดศ.บ. (ดุริยางคศาสตร์ไทย) คณะ
ศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยทักษณิ ท่ใี ห้คำปรกึ ษาในการทำดุรยิ นิพนธ์
ขอขอบคุณ พี่ ๆ นอ้ ง ๆ นสิ ติ หลักสูตร ดศ.บ. (ดุริยางคศาสตรไ์ ทย) คณะศิลปกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลยั ทกั ษิณ ทุกคนทไ่ี ดใ้ หค้ ำแนะนำและความรว่ มมอื ในเรื่องต่าง ๆ มาโดยตลอด
ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา ของวิจัย ที่คอยช่วยเหลือสนับสนุนทั้งด้านกำลังใจและ
ด้านทนุ ทรพั ยม์ าโดยตลอด
สารบญั
บทที่ หนา้
1 บทนำ...........................................................................................................................................1
ภมู หิ ลัง ..................................................................................................................................1
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั ........................................................................................................4
ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะได้รบั จากการวจิ ยั ..................................................................................4
ขอบเขตของการวจิ ยั ..............................................................................................................4
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ....................................................................................................................4
กรอบแนวคิด .........................................................................................................................5
2 เอกสารและงานวิจัยท่เี ก่ียวข้อง ................................................................................................6
พระสุวรรณมาลกิ เจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ .................................................................................6
ทฤษฎีดนตรไี ทย ................................................................................................................. 12
ทฤษฎีเพลงตบั ................................................................................................................... 20
ทฤษฎีการประพนั ธบ์ ทร้อง ................................................................................................. 22
ทฤษฎีการบรรจุเพลง ......................................................................................................... 25
งานวิจัยทเี่ กี่ยวขอ้ ง ............................................................................................................. 34
3 วธิ ีการดำเนินการวจิ ัย ............................................................................................................. 41
ขนั้ ท่ี 1 การเตรยี มการและรวบรวมข้อมูล .......................................................................... 41
ขนั้ ท่ี 2 การจดั การเอกสารและการประพันธ์ ..................................................................... 41
ขน้ั ท่ี 3 การวเิ คราะห์ข้อมูล ................................................................................................ 42
ขัน้ ท่ี 4 การนำเสนอข้อมูล ................................................................................................. 43
4 การสรา้ งสรรคเ์ พลงตบั เรอ่ื งพระสวุ รรณมาลิกเจดยี ์ศรรี ตั นมหาธาตุ ..................................... 44
อรรถาธบิ ายการประพนั ธ์บทรอ้ ง ....................................................................................... 44
อรรถาธิบายการบรรจเุ พลง ................................................................................................ 57
5 สรปุ ผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ ................................................................................. 109
สรุปผล ............................................................................................................................. 109
อภิปรายผล ...................................................................................................................... 110
ข้อเสนอแนะ .................................................................................................................... 111
สารบญั (ตอ่ )
บรรณานกุ รม ............................................................................................................................ 113
ภาคผนวก ................................................................................................................................. 116
ประวัตผิ ู้วจิ ัย ............................................................................................................................. 145
1
บทท่ี 1
บทนำ
ภูมิหลัง
พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ เป็นเจดีย์ทรงลังกาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ปัจจุบันตั้งอยู่ที่วัดราชประดิษฐานหรือวัดพะโคะ หมู่ 6 ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา
สรา้ งข้ึนเมอ่ื รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดที ี่ 2 แห่งกรุงศรอี ยธุ ยา โดยพระยาธรรมรงั คัล เจ้าเมืองสทิง
พาราณสี ได้นิมนตพ์ ระมหาอโนมทัสสีไปเชิญพระมหาธาตุจากเมืองลงั กา แล้วนำมาก่อเป็นพระเจดีย์
สถิตไว้ที่วัดดีหลวง ซึ่งอยู่ในบริเวณเชิงเขาภีพัชสิง ต่อมาพระราชมุนี (หลวงพ่อทวด) ได้ย้าย
พระมหาธาตุมาสถิตไว้บนยอดเขาพะโคะ โดยได้รับพระราชทานอิฐและยอดพระเจดีย์จากสมเด็จ
พระเอกาทศรถ สำหรับการกอ่ พระสวุ รรณมาลกิ เจดียศ์ รีรัตนมหาธาตุ
หลวงศรีวรฉัตร (พิณ จันทโรจนวงศ์) (2462 : 46) ได้กล่าวถึงการสถาปนาพระสุวรรณมา
ลิกเจดยี ศ์ รีรตั นมหาธาตุ ดงั ความท่ปี รากฏในพงศาวดารเมอื งพัทลงุ ว่า
…พระยาธรรมรงั คลั เปน็ เจ้าเมืองพทั ลงุ ต้ังอยูท่ ่ีจะทิง้ พระ (ในอำเภอจะทิ้ง
พระ แขวงจังหวัดสงขลานี้อีกเห็นจะต่อเนื่องมาแต่ เดิม) พระยาธรรมรังคัลได้
นิมนตพ์ ระมหาอโนมทัสสีไปเชิญพระมหาเจา้ ธาตมุ าแต่ลังกาทวีป มาก่อพระเจดีย์
สูง 1 เส้น บรรจุพระมหาธาตุ แล้วสร้างวัด ทำอุโบสถ ศาลาวิหารและก่อกำแพง
ลอ้ มเป็นเขตวัดสงู 6 ศอก ณ เชงิ เขาพพิ ัทสิงห์เรียกวา่ “วัดหลวง”…
ต่อมาในสมัยในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระเจดีย์เดิมชำรุดด้วยถกู โจรสลัดโจมตี
พระรามนักปราชญ์ พระภิกษุรูปสำคัญผู้เป็นหลานสมภารจวงแห่งวัดดีหลวง จึงมีแนวคิดที่จะย้าย
พระมหาธาตุจากเชิงเขาขึ้นไปยังยอดเขาพะโคะ เมื่อครั้งที่ได้เข้าไปแสดงธรรมยังกรุงศรีอยุธยา จน
เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระเอกาทศรถ พระเจ้ากรงุ ศรีอยุธยา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้
กอ่ เจดีย์ วหิ าร ขึน้ บนเขาพะโคะ ดังความที่ปรากฏในหนงั สือประชมุ พระตำราบรมราชทู ิศเพ่ือกัลปนา
สมยั อยธุ ยา ซ่งึ สำนกั นายกรฐั มนตรี (2510 : 67) ได้รวบรวมประชมุ พระตำราบรมราชทู ิศเพื่อกัลปนา
2
สมัยอยุธยา จำนวน 3 เรื่อง ซึ่งปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับการสถาปนาพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตน
มหาธาตุ ในเอกสารเรอื่ งกลั ปนาวดั จงั หวดั พัทลุง ได้กล่าวไว้ว่า
...นามชื่อพระรามแล ธ มาคิดอ่านด้วย พระครูสัทธรรมรังสีพุทธบวร
จารยี ์ และว่าจะขอท่ี ณ บนเขาพระโคะนั้น วา่ จะตง้ั พระศรีรัตนมหาธาตุน้นั และ
จึงพระรามนั้นถามว่า เขานั้นสูงเท่าใด จึงพระครูสัทธรรมรังสีพุทธบวรจารีย์ ก็
บอกว่าสูงได้เส้นหนึ่งจึงพระรามว่า จะก่อพระศรีรัตนมหาธาตุเส้นห้าวา และจะ
ทำด้วยจลุงทองแดงแลจึงพระครูสัทธรรมรังสีพุทธบวรจารีย์ ก็เห็นว่าชอบจึงก็
โมทนาด้วยแล จึงพระรามก็เข้าไปเมืองศรีอยุธยา จึงมีราชทานโปรดให้นาม ชื่อ
สมเด็จพระราชมุนี ผู้มีบุญแลจึงกระทำรถถวาย แต่สมเด็จพระบรมบพิตร
พระพุทธเจ้าอยู่หวั จึงมพี ระราชโองการตรัสให้ก่อพระศรรี ัตนมหาธาตุ ณ บนเขา
พระโคะนั้นลงเส้นห้าวา และทำระเบียงรอบและทำพระศาลา และทำพระวิหาร
อโุ บสถฯ…
ด้วยวัดพระราชประดิษฐานเป็นวัดที่มีความสำคัญต่อพระราชอาณาจักรสยาม
องค์พระมหากษัตริย์จึงให้ความสำคัญมาโดยตลอดด้วยการพระราชกัลปนาและบำรุงรักษา
พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรตั นมหาธาตุ อันเป็นศูนย์กลางของศาสนสถานทั้งปวงในวัด ไว้ด้วยความ
สมบูรณ์ดังความที่ สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ (2525 : 52) กล่าวถึงเหตุการณ์ตั้งแต่แรกสถาปนา
พระบรมธาตแุ ละการฟ้นื ฟใู นแต่ละสมัยในหนังสอื วัดพะโคะ ไว้วา่
สมัยพระยาธรรมรังคัล (ราว พ.ศ. 2057) สร้างวัดหลวง เชิงเขาภีพัชสิง
(เขาพะโคะ) สรา้ งพระเจดยี บ์ รรจพุ ระมหาธาตสุ ูง 1 เส้นได้พระราชทานทก่ี ลั ปนา
สมัยผแดงศรีทิม สร้างวิหารและพระพุทธไสยาสน์โคตรมะ บนยอดเขา
ทีพัชสิง คนจึงเรยี กว่า เขาพระโคะ และเป็นพะโคะ
สมัยพระรามนกั ปราชญ์ หรือเรือหลวงพอ่ ทวด ก่อนไปอยุธยาและยังอยู่
อยุธยา (ราว พ.ศ. 2148 - 2155) ดำริจะย้ายพระมหาธาตุไปไว้บนเขาพะโคะจึง
คิดสร้างวัดและสร้างเจดยี ใ์ หม่สงู 1 เสน้ 5 วาเศษ ณ ทีน่ น้ั
3
สมัยพระศรีรักนักเรียน (ราวระหว่าง พ.ศ. 2152 - 2155) พระศรีรัก
นักเรยี นเปน็ เจ้าคณะลงั กาชาตหิ วั เมืองพะโคะ
ก่อนสมยั พระครเู ทพราชเมาฬฯี (ราว พ.ศ. 2152 - 2155) เมอื งพัทลุงถกู
ศึกอิโยตานะปล้นเมือง วดั พะโคะถกู ทำลาย
สมัยพระครูเทพราชเมาฬีฯ (ราว พ.ศ. 2156) พระครูเทพราชเมาฬีเป็น
เจ้าคณะลงั กาชาติหัวเมอื งพะโคะ
(ราว พ.ศ. 2158) สมเดจ็ พระเอกาทศรถพระราชทานกัลปนาแก่ พระครู
เทพราชเมาฬีฯ
(หลงั พ.ศ. 2158) พระครเู ทพราชเมาฬีฯ คราวไดเ้ ป็นสมเด็พระสังฆราช
ฝ่ายลังกาชาติ ต้องประทับ ณ อยุธยา และในช่วงนี้พระรามนักปราชญ์ (สมเด็จ
เจ้าพะโคะ) ไปเป็นเจ้าคณะลังกาชาติ หัวเมอื งพะโคะสบื แทน
สมัยพระรามนกั ปราชญ์ (ราวหลงั พ.ศ. 2159) ศกึ อชุ งตะนะทำลายเมือง
นครและพทั ลงุ เสียหายยับเยนิ และสมเด็จเจา้ พะโคะหายไปอยา่ งไมม่ ีรอ่ งรอย
สมัยพระครูธรรมทิวากรฯ (ราว พ.ศ. 2213) พระราชทานทกี่ ลั ปนาแกว่ ัด
พะโคะและบรรดาญาติอาราม
จากข้อมูลดังที่กล่าวมาข้างต้นเหน็ ได้ว่า พระมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ มีความสำคัญทั้ง
ฝ่ายศาสนจักรและฝ่ายอาณาจักร มีบทบาทสำคัญทางการเมืองอยู่ในระดับสูงมาตั้งแต่ครั้งโบราณ
ทั้งนี้ด้วยบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนปลายพระราชอาณาจกั รสยาม ซึ่งมักได้รับผลกระทบจากการ
ศกึ สงครามกบั ต่างชาติต่างภาษาเป็นประจำ พระเจา้ แผน่ ดินสยามจึงพระราชทานกัลปนาสำหรับการ
ทำนุบำรุงพระศาสนามาโดยตลอด ปจั จบุ นั พระสวุ รรณมาลกิ เจดียศ์ รรี ตั นมหาธาตุ วัดราชประดิษฐาน
หรือวัดพะโคะ เปน็ หน่ึงในสถานทท่ี ่องเท่ียวเชิงวฒั นธรรมสำคัญของจังหวัดสงขลาทม่ี นี ักท่องเท่ียวมา
เยยี่ มชมเป็นจำนวนมาก สร้างรายได้ในเชงิ เศรษฐกิจใหแ้ กว่ ัดและชุมชนโดยรอบเป็นอยา่ งดี ดว้ ยเหตุน้ี
ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปกรรมชิ้นหนึ่งขึ้นเพื่อเป็นการช่วยส่งเสริม
ประชาสัมพันธก์ ารทอ่ งเที่ยวเชงิ ประวัตศิ าสตร์และวฒั นธรรม ในมติ ิการบรรเลงและขับร้องดนตรีไทย
เพ่ือให้ความรูแ้ ละความบนั เทงิ ท้ังทางดา้ นประวตั ิศาสตรท์ ้องถ่นิ ดา้ นการศาสนา ดา้ นศิลปะ และด้าน
วัฒนธรรม ภายใต้ชื่อโครงการสร้างสรรค์ดุริยนิพนธ์ : เพลงตับเรื่องพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตน
มหาธาตุ
4
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั
1. เพ่อื ศึกษาประวตั ิพระสุวรรณมาลกิ เจดยี ศ์ รีรตั นมหาธาตุ
2. เพอื่ สร้างสรรคเ์ พลงตับเรื่องพระสุวรรณมาลกิ เจดยี ์ศรรี ตั นมหาธาตุ
ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะไดร้ ับจากการวิจัย
1. ได้ทราบถงึ ประวตั ิศาสตร์พระสวุ รรณมาลกิ เจดยี ์ศรรี ัตนมหาธาตุ
2. ได้ผลงานสร้างสรรค์เพลงตับเร่อื งพระสุวรรณมาลิกเจดยี ์ศรรี ัตนมหาธาตุ
3. เพลงตับเรื่องพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรตั นมหาธาตุ จะเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์
ทางดุริยางคศลิ ปท์ ี่มี เนอ้ื หาเกย่ี วกบั ประวัตศิ าสตร์ท้องถนิ่
ขอบเขตของการวจิ ัย
เป็นการประพันธ์บทร้องเล่าประวัติศาสตร์พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ
วัดราชประดิษฐาน หรอื วัดพะโคะ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และบรรจทุ ำนองเพลงในรูปแบบ
เพลงตับเรื่อง โดยใช้เวลาในการบรรเลงประมาณ 40 นาที
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
อชุ งตะนะ หมายถึง โจรสลัดปลายแหลมมลายู พงศาวดารเมืองพัทลุงเรียกว่า อุยงตะนะ,
อุชงคตน
เขาภพี ัชสิง เป็นชอ่ื ภเู ขาลูกหนึง่ ในจงั หวัดพัทลงุ ของกลมุ่ ภูเขา 4 ลูก ชื่อ เขาพนงั ตุกแก เขาคูหา
เขาผี และเขาภพี ชั สงิ เอกสารบ้างเล่มใช้คำวา่ เขาพิพัทสิงห์, เขาพเิ พชรสิง, เขาพระ
พทุ ธบาทบรรพต
พระมาลกิ เจดีย์ เปน็ ศลิ ปะสถาปตั ยกรรมทางใต้สมัยกรุงศรีอยุธยา แบบอย่างศิลปะลังกา บรรจุพระ
บรมธาตุ (สร้างอยู่บนฐานรากเดิมท่ีเคยถูกข้าศึกอบังตะนะทำลาย) และสันนิษฐาน
กนั วา่ รูปทรงสมัยแรกทำตามแบบศลิ ปะปลั ลวะ
5
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
พระสวุ รรณมาลกิ เจดยี ์ศรรี ัตนมหาธาตุ
เอกสารทเี่ กี่ยวขอ้ ง แรงบนั ดาลใจ แนวคิด/ทฤษฎี
ทฤษฎีดนตรไี ทย
หนงั สอื วดั พะโคะ ประวัติศาสตรพ์ ระสวุ รรณ ทฤษฎเี พลงตับ
มาลกิ เจดีย์ศรีรตั นมหาธาตุ ทฤษฎีการประพนั ธ์บทรอ้ ง
พงศาวดารเมอื งพัทลงุ ทฤษฎกี ารบรรจเุ พลง
กระบวนการสรา้ งสรรคผ์ ลงาน
ประชุมพระตำราบรมราชูทศิ เพือ่ กลั ปนา สรา้ งสรรค์ประพันธบ์ ทรอ้ ง
สมยั อยธุ ยา
คดั เลอื กบรรจุเพลง
ซอ้ มรวมวง ปรบั วง
แสดงตอ่ สาธารณะชน
การสร้างสรรค์ : เพลงตบั เรื่องพระสุวรรณมาลกิ เจดีย์ศรรี ัตนมหาธาตุ
6
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยทเี่ กย่ี วข้อง
การสร้างสรรค์ดุริยนิพนธ์เพลงตับเรื่องพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ ได้แบ่ง
เน้อื หาตามวัตถปุ ระสงคข์ องการวิจยั โดยในสว่ นนีม้ ปี ระเด็นเก่ียวขอ้ งดงั น้ี
1. พระสุวรรณมาลิกเจดยี ศ์ รรี ตั นมหาธาตุ
2. ทฤษฎดี นตรีไทย
3. ทฤษฎเี พลงตบั
4. ทฤษฎีการประพนั ธบ์ ทร้อง
5. ทฤษฎีการบรรจุเพลง
6. เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวข้อง
พระสวุ รรณมาลกิ เจดยี ์ศรีรัตนมหาธาตุ
หลวงศรีวรฉตั ร (พณิ จันทโรจนวงศ์) (2462 : 46 - 48) ได้กลา่ วถงึ การสถาปนาพระสวุ รรณ
มาลิกเจดีย์ศรรี ัตนมหาธาตุ ดังความท่ีปรากฏในพงศาวดารเมืองพทั ลุงวา่
ครั้นกาลล่วงมาราว พ.ศ. 2057 (จ.ศ. 876) ล่วงแล้วครั้งกรุงศรีอยุธยา
ปรากฏวา่ พระยาธรรมรังคลั เปน็ เจา้ เมืองพัทลงุ ตงั้ อยทู่ ี่จะทิง้ พระยาธรรมรังคัล
ได้นิมนต์พระมหาอโนมทัสสีไปเชิญพระมหาเจ้าธาตุมาแต่ลังกาทวีป มาก่อพระ
เจดีย์สูง 1 เส้น บรรจุพระมหาธาตุ แล้วสร้างวัดทำอุโบสถศาลาวิหาร และก่อ
กำแพงล้อมเป็นเขตวัดสูง 6 ศอก ณ เชิงเขาพิพัทสิงห์ เรียกว่า “วัดหลวง” แล้ว
บอกถวายพระราชกศุ ลเข้าไปกรุง โปรดเกล้าฯ ให้มีตราพระคชสีห์ และตราพระ
โกษาธิบดีออกมาเบิกจ่ายข้าส่วยและภูมิเรือกสวนไร่นาขาดออกจากส่วยหลวง
เปน็ ขา้ โปรดคนทานพระกัลปนาไวส้ ำหรับวัดหลวงสืบไป
ครั้นกาลล่วงมาพระสามีรามซึ่ง ไปเรียนหนังสือฝ่ายปริยัติธรรมณกรุง
เป็นผู้ชำนาญ ได้แปลธรรมชนะพราหมณ์ชาวสิงหฬไดค้ วามชอบ ทรงโปรดปราน
มาก ครั้นกลับออกมาจึงคิดอ่านด้วยพระครูสัทธรรมรังสีพุทธบวรมาจารย์
(พระครูสัทธรรมรังสีจะเป็นเจ้าอธิการวัดหลวงต่อจากพระนาไลมุย และจะเป็น
7
เจ้าคณะผู้ใหญ่ด้วย) พระครูสัทธรรมรังสียินยอมด้วย พระสามีรามจึงเข้าไปกรุง
ขอพระราชทานเบิกญาติโยมออกจากส่วยหลวง แล้วโปรดพระราชทานท่ีนาและ
กัลปนาและต้นตาลญาติโยมออกจากส่วยหลวง 9 หัวงาน เป็นข้าโปรดคนทาน
พระกัลปนาขึ้นวัดพระโคะโปรดให้มีเลนฑุบาตร ทิศเหนือถึงเขาพังไกรและ
ควนชลิก ทิศใต้จดเขาเขียวและเขาแดง ทิศตะวันออกจดทะเลเค็ม ทิศตะวันตก
จดทะเลสาบ แลว้ โปรดตงั้ ให้พระสามีรามเป็นพระราชมุนี คร้ันกลับออกมาจึงก่อ
พระเจดีย์บรรจพุ ระศรรี ัตนมหาธาตุสูงเสน้ 5 วา ทำด้วยจะลุ้งทองแดง (เข้าใจว่า
หุ้มทองแดงที่ยอด) มีระเบียงรอบพระเจดีย์ ทำศาลาวิหารอุโบสถขึ้นบน
เขาพระโคะแล้วเปลี่ยนเรียกว่า “วัดพระโคะ” และอาณาเขตเหล่านั้นเรียกว่า
“ที่พระโคะ” แต่นั้นมา และครั้งนั้นโปรดเกล้าฯ ให้ออกเมืองราชแสนมาเป็น
เจ้าเมืองพัทลุง โปรดให้บรรทุกอิฐมาช่วยทำพระศรีรัตนมหาธาตุเจดีย์นี้ด้วย
พระราชมุนกี ็ได้รับเปน็ เจ้าอธิการวัดในเวลาต่อมา (มคี ำเลา่ ลือวา่ ท่านพระโคะผู้นี้
มีบุญและมีอภินิหารต่าง ๆ ชาวเมืองแถวนั้นเรียกว่า “ท่านเจ้าพระโคะผู้มีบุญ”
นับถือกันวา่ เป็นเทพารักษ์ศักดิ์สิทธิม์ าจนถึงทกุ วันนี้ และที่เรียกว่ารอยพระบาท
น้นั ก็กลายเป็นรอยเทา้ ท่านพระโคะไป)…
สำนักนายกรฐั มนตรี (2510 : 66 - 67) ไดร้ วบรวมประชุมพระตำราบรมราชทู ิศเพื่อกัลปนา
สมัยอยุธยา จำนวน 3 เรื่อง ซึ่งปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับการสถาปนาพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตน
มหาธาตุ ในเอกสารเรื่องกลั ปนาวดั จังหวดั พัทลงุ ได้กล่าวไว้วา่
...เมื่อขณะพญาธรรมรังคัลกินเมืองสทิงพระ และนิมนต์พรมหา
อโนมทัสสี ให้ไปเอากระบวนพระมหาธาตุเจ้ามาแตเ่ มืองลงั กา และมาก่อพระศรี
รัตนมหาธาตุเจ้าสูงเส้นหนึ่ง และทำพระวิหาร พระธรรมศาลา และทำวิหาร
อุโบสถแลกำแพงรอบ และสูงกำแพงนั้น 6 ศอก และเอากระบวนพระศรีรัตน
มหาธาตุ และพระวิหารเขา้ ไปถวายถึงกรุงเทพพระมหานครศรีอยุธยา และสมเด็จ
พระบรมบพติ รพระพุทธเจ้าอยู่หัว มีพระราชสัทธา และยกญาติโยม และท่ีภูมสัด
แลไร่นาโตนดตน้ ตาลผลารามิส ยกขาดออกจากสว่ ยหลวงให้เป็นข้าโปรดคนทาน
พระกัลปนา สำหรับพระศรีรัตนมหาธาตุ และมีตำราไว้ชั่วพระจันทร์พระอาทติ ย์
อนั สถิตย์ในโลกายน้ขี าดออกจากส่วยหลวง...
8
...ในท่ีสัดหลวงนั้นมีภูเขา 4 ภูเขา เขาหนึ่งชื่อเขาพนังตุกแก อยู่ข้าง
ทักษิณ เขาหนึ่งชื่อเชาคูหา อยู่อุดร เขาหนึ่งเล่าชื่อ เขาผี อยู่ข้างพายับ เขา
ภีพัชสงิ แล เขาทั้งนีอ้ ยู่ทวี่ ดั หลวงนั้น อยู่มาจงึ ผแดงศรีทิรม ขอที่ ณ บนเขาพเิ พชร
สิงแก่พระ ณไสยมุย ว่าจะตั้งไพหารและก่อรูปพระโคจึงพระ ณไสยมุยเจ้า ก็
โมทนาให้แก่ผแดงศรีทิรมนั้น จึงให้ก่อสร้างพระไพหารแต่นั้นมา จึงเรียกว่าเขา
พระโคะ...
...นามชื่อพระรามแล ธ มาคิดอ่านด้วย พระครูสัทธรรมรังสีพุทธบวร
จารีย์ และวา่ จะขอท่ี ณ บนเขาพระโคะนนั้ ว่าจะตัง้ พระศรีรตั นมหาธาตนุ ้นั และ
จึงพระรามนน้ั ถามว่า เขานั้นสูงเท่าใด จึงพระครูสัทธรรมรังสพี ทุ ธบวรมาจารีย์ ก็
บอกว่าสูงได้เส้นหนึง่ จึงพระราม ว่าจะก่อพระศรีรัตนมหาธาตุเส้นห้าวา และจะ
ทำดว้ ยจลุงทองแดงแล...
ได้ปรากฏข้อมลู เกย่ี วกบั การสถาปนาพระสุวรรณมาลกิ เจดียศ์ รรี ัตนมหาธาตุ ในเรือ่ งสำเนา
หนังสือครั้งกรุงเก่า ว่าด้วยการพระราชทานที่กัลปนา (ยอเข้าตำราหมื่นตราพระธรรม วิลาสเอาไป
วิวาทเปน็ หวั เมอื ง) ไว้วา่
...แลจึงขุนศรีทนนชัย ก็นิมนต์พระรามเข้าไปในราชวัง ถวายพระพร
พระราชกศุ ลแก่บรมบพติ ร พระพทุ ธเจ้าอยหู่ วั มพี ระราชโองการตรัสถามพระราม
นักปราชญ์ ว่าเข้ามานี้ประสงค์แก่อันใด จึงพระรามนักปราชญ์ขอพระราชทาน
ค่าส่วยหลวงซึ่งยากแคน้ แลว้ เห็นวัดพระราชประดษิ ฐาน จะขอพระราชทานสร้าง
อาราม แลอย่าให้เอาส่วยหลวงเข้าไปในพระคลังแต่นี้ไปเมื่ อหน้า จึงมี
พระราชทานโปรดให้ แลตรัสให้นายสามจอมแลขุนอินปัญญา ออกไปเอา
สารบัญชีเบิกค่าส่วยไว้ให้เป็นข้าพระตาม ซึ่งพระรามนักปราชญ์ขอพระราชทาน
นั้น จึงนายสามจอมแลขุนอินปัญญา ก็เอาสารบัญชีเข้าไปทูลเกลา้ ทูลกระหม่อม
ถวายเป็นข้าพระนั้น 300 หัวงานมีเศษ ผูกไว้ให้เป็นข้าพระศรีรัตนมหาธาตุใน
วัดพระราชประดิษฐาน จึงมีพระราชโองการ ตรัสให้ขุนศรีทนนชัยให้นิมนต์
พระรามนักปราชญ์เข้าไปในพระราชวัง จึงมีพระราชโองการศรัทธา ให้ทำเป็น
พระกัลปนาอุทิศไว้ ยกญาติโยมบ่าวไพร่ไร่นาดินป่าบูชาธรรมเทศนา ให้แก่
9
พระรามนักปราชญ์แล้วแลพระราชโองการตรัสว่า เราจะกรวดน้ำด้วยคณฑี
เงินทองเห็นว่ามิแตกแล จึงจัดให้เอาคณฑีกระเบื้องให้แตกทีเดียวแล้ว แลมี
พระราชโองการสาบาลไว้ว่า ถ้าผู้ใดแลละเมิดพระบัณฑูร เบียดเบียนข้าพระ
คนทานไปใช้ ให้ผู้นั้นไปตกนรกหมกไหม้ได้ทุกข์นิรันดร์ อย่าให้ทันพระพุทธ
พระธรรม พระจันทร์ พระอาทิตย์ และพระสงฆ์เจ้าสักชาติ อย่ารู้คลาดอัปราชัย
ในชั่วนี้ชั่วหน้า ต้องสัจจาธิฐานพระมหากษัตริย์เจ้า สาบาลไว้ทั้ง 5000
พระพรรษาแตน่ ้เี มือ่ หน้า แลในท้องพระตำรานน้ั ให้ห้ามเจ้าพญาแลออกญา สัสดี
เมืองนคร ฯ เจ้าพญา แลสัสดีเมืองพัทลุง อย่าให้ใช้ข้าพระ ณ วัดพระราช
ประดิษฐาน...
...แลพระรามนักปราชญ์ให้พระมหาเถรศรีผู้น้อง คุมสมุห์บัญชีหัวงาน
ข้าพระซึ่งพระราชอุทิศให้ไว้เป็นข้าพระ แลให้ไว้รักษาวัดพระราชประดิษฐาน
แลทำพระมาลิกเจดีย์ ณ วัดพระราชประดิษฐานนั้น สูงเส้นห้าวามีเศษ แลมี
พระห้องรอบตามราชจำนง แต่ครั้งองค์พระเจ้ารามาธิบดี เสวยราชสมบัติ
พระราชทาน ให้ข้าหลวงจ่าพรหมมานออกมาบำรุง ช่วยพระมหาเถรศรีผู้น้อง
พระรามนักปราชญ์นั้น ให้ข้าหลวงแต่งสเภาปากสามวาศอก บรรทุกอิฐแลยอด
พระมาลิกเจดีย์ พระมหาธาตุออกมาแต่เมืองศรีอยุธยา แลให้นายจัน พี่สมเด็จ
เจ้าพระรามนักปราชญ์ถือยอดพระ ซึ่งหล่อด้วยเบญจโลหะ ยาวสามวา สามคืบ
แลยอดพระนั้น มีพระราชทานโปรดแต่งให้ออกมาแต่พระราชมณเฑียร แล
เครื่องประดับประดายอดพระนั้น พระราชทานแต่งออกมาแต่คลังหลวง แลซึ่ง
พระราชทาน ไว้ให้เป็นข้าพระคนทานรักษาสืบ ๆ กันไป แต่นี้เมื่อหน้าไว้รักษา
พระศรีรัตนมหาธาตุ 50 รักษาพระธรรมศาลา 20 รักษาอุโบสถ 20 แต่นี้ไปเม่อื
หนา้ …
วันพฤหสั บดี เดือนสิบเอ็ด ขึ้นหกค่ำ จอนักษัตรโทศก พระศรีสรรเพชญ
สมเด็จบรมบพิตร เสด็จสถานพิธีโดยทักษิณทิศสถิตมหาปราสาทพระราช
มณเฑียรพระราชวังพระบางตรา จึงออกพระศรีภูรีปัญญาธิราช เสนาบดีศรี
สาลักษณ์ นำพุทธฎีกาสมเด็จพระสังฆราชาธิบดีศรีสังฆปรินายกบพิตร โดย
สารกถา ในพุทธฎีกาสมเด็จพระสังฆราชบพิตรให้สวด ทูลพระกรุณาสมเด็จ
พระบรมบพิตรทรงทศพิธราชธรรม ด้วยพระครูมงคลราชรุจีศรีสัทธรรมเกียรต์ิ
หวั เมืองนครศรีธรรมราชแลพระครพู ุทธโฆษาจารย์ปลัด และพระครธู รรมทิวากร
10
วรมุนีศรีสัทธรรมมาทิพ หัวเมืองพัทลุง แลปลัดวินัยธร แลสงฆ์ทั้งหลายเข้าไป
ถวายพระพรว่า พระศาสนาวดั ราชประดิษฐาน แลพระมาลิหกเจดียส์ ูงเส้นห้าวา
แลมี ณ บนพระพุทธบาทเขาบรรพต พะโต๊ะ แลวัดวาอารามจังหวัดเมืองพัทลุง
ว่าอูชงตะนะมาปล้นเมืองแลเผากุฎี วิหาร พระธรรมศาลา อุโบสถ อาราม
แลทำลายพระพุทธรูปศิลาองค์หาหารพิชยั แมนเสยี แลวา่ พระครูแลสงฆ์ท้ังหลาย
จะเอาคนทานพระกัลปนาซึ่งมีในท้องพระตำราพระราชโองการแต่พระไอยกา
ธิราช แลบัญชีนายสามจอม แลขุนอินปัญญาโดยบุรพกษัตริย์ อุทิศไว้สำหรับ
พระเจ้า แลอารามทั้งปวง แต่ก่อนนั้น เลิกพระศาสนาให้เป็นบริบูรณ์ไซร้ แลว่า
เจ้าเมอื ง แลปลดั เมือง แลกรมการท้งั หลาย เบยี ดเสียดเอาเป็นมหาบโทนเล้ียงช้าง
เลี้ยงม้าเป็นอาณาประโยชน์ แลมิได้รกั ษาศาสนาโดยพระตำราพระราชอุทิศไว้...
(แหลง่ เดิม. 2510 : 71, 76 - 77)
นอกจากนแ้ี ล้ว สุธวิ งศ์ พงศไ์ พบลู ย์ (2525 : 45 - 49) ไดก้ ลา่ วถึงเหตกุ ารณ์ในการสถาปนา
และการฟนื้ ฟพู ระบรมธาตุ ดังความทปี่ รากฏในหนังสอื วดั พะโคะไวว้ า่
...พระศรีรัตนมหาธาตุ ท่ีว่าอยู่ท่ีวดั หลวงน้นั อยู่ ณ ท่ีใดกนั แน่ ถ้ามิได้อยู่
บนเขาพะโคะ และก็คงไม่อยู่บนเขาพะโคะ เพราะมีหลักฐานจากเรื่องกัลปนา
วัดพัทลุงบ่งว่า “อยู่มาเป็นช้านาน จึงสมเด็จเจ้าเมื่อยังมิได้เข้าไปเมืองกรุงศรี
อยุธยานั้นก่อน และนามชื่อพระราม แล ธ มาคิดร่วมด้วย พระครูสัทธรรมรังสี
พุทธบวรจารีย์ และว่าจะขอที่บนเขาพะโคะน้ัน ว่าจะตั้งพระศรีรัตนมหาธาตุนั้น
แลจึงพระรามนั้นถามว่า เขานั้นสูงเท่าใด จึงพระครูสัทธรรมรังสีพุทธบวรจารีย์
กบ็ อกว่าสงู ได้เส้นหน่ึง จึงพระรามว่า จะกอ่ พระศรีรตั นมหาธาตุเสน้ หา้ วา”
“สมเด็จเจ้า” หรือ “พระราม” ในที่นี้เชื่อกันว่าคือ สมเด็จพะโคะ หรือ
หลวงพ่อทวด ซึ่งเมื่อสอบตามหลักฐาน น่าจะเกิดปี พ.ศ. 2132 จ.ศ. 950
เป็นปีชวด และจากข้อความที่ยกมาแสดงว่า พระรามได้คิดเคลื่อนย้ายพระศรี
รตั นมหาธาตจุ ากวัดหลวงที่เชิงเขาไปประดิษฐาน ณ ทีใ่ หม่บนยอดเขาพะโคะ ท้ัง
ยังเพ่มิ เจดียใ์ ห้สูงกว่าเดมิ จาก 1 เสน้ เปน็ 1 เสน้ ห้าวาเศษความคดิ อันนี้ คงเสร็จ
11
ได้ภายหลังพระรามเข้าไปพระนครศรีอยุธยาจนได้แสดงความสามารถทาง
ภูมิธรรมแล้ว
...พระครูเทพราชเมาฬีนี้ สันนิษฐานกันว่าคือพระจวงอาจารย์เดิมของ
หลวงพ่อทวด ซึ่งเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดกุฎีหลวงและต่อมาเมื่อพระรามไปมี
บุญญาธิการ ณ อยุธยาจนช่วยสร้างพระศรีรัตนมหาธาตุบนเขาพะโคะ พระราม
นักปราชญ์ให้พระมหาเถรศรีผนู้ ้องคุมสมุหบญั ชีหวั งานข้าพระซ่ึงพระราชอุทิศให้
ไว้เป็นข้าพระแลให้ไว้รักษาวัดประดิษฐานแลทำพระมาลิกเจดีย์ ณ วัดราช
ประดิษฐานนั้นสงู เสน้ หา้ วามีเศษ แลมีพระห้องรอบตามราชจำนงแตค่ ร้ังพระองค์
พระเจ้ารามาธิบดีเสวยราชสมบัติ พระราชทานให้ข้าหลวงจำพรหมมานออกมา
บำรงุ ช่วยพระมหาเถรศรีผนู้ ้องพระรามนกั ปราชญ์นน้ั ต่อมาพระจวงกไ็ ด้ฐานะเป็น
พระครูเทพราชเมาฬีศรีปรมาจารย์ราชประชาหัวเมอื งพะโคะคณะลงั กาชาติ...
จากข้อมูลที่ได้กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปเหตุการณ์การสถาปนาพระบรมธาตุได้ว่า
แรกเริ่มนั้นพระยาธรรมรังคัล เป็นเจ้าเมืองพัทลุง ได้นิมนต์พระมหาอโนมทัสสีไปเชิญพระมหาธาตุ
เจดีย์จากลังกาทวีปมาก่อเป็นเจดีย์สูง 1 เส้น (40 เมตร) บรรจุพระมหาธาตุ แล้วสร้างวัดทำอุโบสถ
ศาลาวิหารและก่อกำแพงล้อมเป็นเขตวัด บริเวณเชิงเขาภีพัชสิงเรียกว่า “วัดหลวง” และทำการขอ
พระราชทานกัลปนา ตอ่ สมเด็จพระรามาธบิ ดที ่ี 2 พระเจ้ากรุงศรีอยธุ ยา เมอื่ ปพี ทุ ธศกั ราช 2057
ต่อมาในสมัยพระรามนักปราชญ์ (พระราชมุนีสามีราม หรือหลวงพอ่ ทวด) มีความคิดที่จะ
ย้ายพระมหาธาตุจากเชิงเขาขึ้นไปไว้ท่ีบนเขาพะโคะ เนื่องจากเจดีย์เดิมนั้นถูกโจรสลัดโจมตีในสมัย
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และได้มีโอกาสเข้าไปแสดงธรรมยังกรุงศรีอยุธยา จนเป็นที่โปรดปราน
ของสมเด็จพระเอกาทศรถ ราวปีพุทธศักราช 2158 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน
กัลปนา ทรงพระราชทานอิฐ ให้ข้าหลวงบรรทุกลงลำเรือมาใช้สำหรับการก่อพระเจดีย์ และยัง
พระราชทานยอดพระเจดียซ์ งึ่ ทำดว้ ยเบญจโลหะอกี ด้วย การย้ายและก่อพระบรมธาตเุ จดยี ์ในคร้ังน้ีได้
เพิ่มความสูงขึ้นอีก 5 วา รวมเป็น 1 เส้น 5 วา และเรียกพระบรมธาตุองค์นี้ว่า “พระสุวรรณมาลิก
เจดยี ศ์ รรี ัตนมหาธาตุ”
12
ทฤษฎีดนตรไี ทย
ดนตรีเป็นเสียงบริสุทธิ์ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ได้ถูกร้อยเรียงขึ้นเป็นทำนอง
สามารถสร้างความสะเทือนอารมณ์และเกิดจินตนาการได้ ซึ่งบ่งบอกถึงความเจริญทางด้านปัญญา
วิชาการและอารมณ์รวมถึงศาสตร์หลายแขนง ดังที่ เฉลิมศักดิ์ พิกุลศรี (2530 : 2) ได้กล่าวถึงใน
หนงั สือสังคีตนิยมวา่ ด้วยดนตรไี ทย ไว้วา่
...ดนตรีคือ เสียงบริสุทธิ์หลายเสียงที่ถูกมาร้อยกรองให้เกิดการประสม
ประสานกันขึ้นเป็นบทเพลงที่ไพเราะน่าฟัง ดนตรีเป็นศิลปะแห่งเสียงเพลงที่
สามารถใช้เสียงบริสุทธิ์นั้นสร้างความสะเทือนอารมณ์บันดาลให้ผู้ฟังนึกภาพใน
จินตนาการได้...
อุทิศ นาคสวัสดิ์ (2530 : 2) ได้กล่าวถึงดนตรีไทย ไว้ว่า “ดนตรีไทยนั้น เป็นของวิเศษ
พิสดารและแปลกกว่าดนตรีของชาติ อื่น ๆ เรามหี ลักเกณฑ์ของเราโดยเฉพาะ จะเอาไปเปรียบเทียบ
กบั ดนตรีของชาตใิ ด ๆ ย่อมไม่ได้” หลกั เกณฑ์ทเี่ ฉพาะของดนตรไี ทย ทเ่ี ป็นหลกั ความคิดทางวิชาการ
ในด้านองค์ประกอบของดนตรี ท่ีประกอบไปดว้ ย ทำนอง เสียง จังหวะ สำนวน โดยมีส่ิงที่สำคัญที่สุด
คือ ทำนองและจงั หวะ ประกอบเข้ากันเป็นเพลงหรอื ดนตรีนนั้ ขึน้ อย่กู บั วตั ถุประสงค์ ของผู้ประพันธ์
เพลงแตล่ ะคน ดงั ท่ี มนตรี ตราโมท (2540 : 22) ได้กล่าวไว้ว่า
สิ่งที่ประกอบกันเข้าเป็นเพลงหนึ่ง ๆ นั้น มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน บาง
เพลงก็มีมากอย่างบางเพลงก็มีน้อยอย่าง ตามลักษณะและความประสงค์ของ
ผู้ประดิษฐ์เพลงนั้น ๆ สิ่งเหล่านี้คือ ทำนอง สำเนียง จังหวะ หน้าทับ เท่า โยน
ลูกล้อ ลูกขัด เหลื่อม ล่วงหน้า กรอ เก็บ รัว ฯลฯ ซึ่งมีกล่าวไว้ในตอนซึ่งวา่ ด้วย
ศัพท์สังคีตแล้ว ขอให้ดูจากตอนนั้นแต่สิ่งซึ่งสำคัญที่สุดของเพลงก็คือ “ทำนอง
กับจังหวะ” มีแต่ทำนอง ไม่มีจังหวะกร็ ุงรังโยเ้ ย้ไมเ่ ป็นเพลง มีอยู่บ้างเหมือนกัน
ที่เพลงอย่างเกือบไม่มีจังหวะควบคุม เช่น เพลงรัว แต่ก็ยังมีจังหวะอยู่บางแห่ง
และมีเสียงที่ไปรอกันอยู่ได้นาน ๆ จึงพอพากันไปพร้อม ๆ กันได้ แต่ถ้ามีแต่
จังหวะไม่มีทำนอง ก็ไม่เป็นเพลงเลย หากจะนับเป็นเพลงก็เป็นเพลงอย่างชาว
ป่าหรอื สมยั ดึกดำบรรพโ์ น้น
13
คุณหญิงชิ้น ศิลปะบรรเลง และลิขิต จินดาวัฒน์ (2521 : 26) ได้กล่าวไว้วา่ ดนตรีไทยถือ
เป็นศิลปะบริสุทธิ์ ที่แสดงออกถึงความงดงามของเสียงที่ร้อยเรียงอย่างมีระเบียบแบบแผน ดัง
ขอ้ ความวา่
เพลงไทยทกุ เพลง (เรียกเพลงไทยไมใ่ ช่เพลงไทยเดมิ เพราะว่าเพลง ไทย
ไม่มวี ันล้าสมัย บรรเลงเมอื่ ใดก็ไดไ้ ม่เบ่ือ เว้นไว้แต่ผูฟ้ งั จะเข้าไม่ถงึ เท่าน้ัน) แสดง
ถึงความงดงามของเสยี งซึง่ ร้อยกรองเข้าไว้อยา่ งมีระเบยี บแบบแผน วรรณคดีเป็น
ศลิ ปะของการเรยี บเรยี งถ้อยคำ ดนตรเี ป็นศิลปะของการเรยี บเรียงเสียง วรรณคดี
ร้อยกรองมีฉันทลกั ษณ์เป็นเกณฑ์ ดนตรีไทยกม็ ีหลักของคีตฉนั ทลักษณเ์ ป็นแบบ
แผนเช่นเดยี วกัน
1. องคป์ ระกอบของดนตรี
เฉลิมศักดิ์ พิกุลศรี (2542 : 3 - 15) ได้อธิบายถึงรายละเอียดขององค์ประกอบของดนตรี
ไทยไว้ 6 ประการ คือ เสยี ง พน้ื ฐานจังหวะ ทำนอง พนื้ ผวิ ของเสียง สีสนั ของเพลง คีตลกั ษณ์ โดยได้
อธบิ ายรายละเอียดไวด้ งั นี้
1. เสียง (Tone) เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศที่เป็นไปอย่าง
สม่ำเสมอ สว่ นเสยี งอกึ ทึกหรือเสยี งรบกวน (Noise) เกดิ จาก การส่นั สะเทือนของ
อากาศที่ไม่สมำ่ เสมอ ลักษณะความแตกต่างของเสียงข้นึ อย่กู ับคณุ สมบัติสำคญั 4
ประการคือ ระดับเสยี ง (Pitch) ความสน้ั ยาวของเสยี ง (Duration) ความเขม้ ของ
เสยี ง (Intensity) และคุณภาพของเสียง (Quality)
2. พื้นฐานจังหวะ (Element of Time) จังหวะในดนตรีไทย สามารถ
แยกพิจารณาได้ 2 ประเภทคอื จงั หวะภายในและจังหวะภายนอก
3. ทำนอง (Melody) เป็นการจัดระเบยี บของเสียงที่เก่ียวขอ้ งกับ ความ
สงู -ต่ำ ความสนั้ -ยาว และความดัง-เบา ทำนองของดนตรไี ทยสามารถแบ่งเป็น 2
ประเภทคือ ทำนองหลกั และทำนองตกแตง่
14
4. พื้นผิวของเสียง (Texture) ลักษณะหรือรูปแบบของเสียงทั้งที่
ประสานสัมพันธ์และไม่ประสานสัมพันธ์ อาจเป็นการนำเสียงมาบรรเลงซ้อนกัน
หรือพรอ้ มกัน ซงึ่ อาจพบทั้งแนวตง้ั และแนวนอนตามกระบวนการประพันธ์เพลง
5. สีสันของเพลง (Tone Color) คุณลักษณะของเสียงที่กำเนิดจาก
แหล่งเสียงที่แตกต่างกัน ความหลากหลายสีสันของเสียงประกอบด้วย วิธีการ
บรรเลง วัสดุทีใ่ ชท้ ำเคร่ืองดนตรี รูปร่าง รูปทรง ขนาด
6. คีตลักษณ์ (Forms) หรือรูปแบบของเพลง สามารถพิจารณาได้จาก
รปู แบบของเพลง ส่วนทีเ่ ปน็ กรอบภายนอกและลีลาของเพลงมีความเกย่ี วข้องกับ
วิธีการที่ผปู้ ระพนั ธ์เพลงใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน
นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่มีแนวคิดไปในทางเดียวกันกับ เฉลิมศักดิ์ พิกุลศรี เช่น พิชิต ชัยเสรี
(2559 : 4 - 9) ซึ่งไดอ้ ธิบายเก่ียวกับองคป์ ระกอบของดนตรีโดยแบ่งเปน็ 3 สว่ นใหญ่ ๆ ดงั น้ี
1. ทว่ งทำนอง (Melody) มี 3 องค์ประกอบดังนี้
1.1 ระดับเสยี ง (Pitch) ดนตรีไทยมรี ะดับเสียง 7 เสยี ง แต่ละเสียงมี
ช่วงเสียงห่างเท่า ๆ กัน ในที่นี่จะแสดงการวิเคราะห์อัตราส่วนระหว่าง Upper
Pitch และ Lower Pitch เปรียบเทียบทั้งไทยและตะวันตก เพื่ อยืนยัน
ปรากฏการณร์ ะดบั เสียงทีเ่ ทา่ กนั ท้งั 7 ระดบั เสยี งในทางดนตรีไทย
1.2 ความดงั -ค่อย (Volume) ทว่ งทำนองเดยี วกันแต่มคี วามดัง คอ่ ย
แตกต่างกนั กม็ ผี ลต่อการแสดงออกของธาตสุ ุนทรยี ะไม่เหมือนกนั นอกเหนือ จาก
นี้ในดุริยางค์ไทยการผสมวงแต่ละชนิดก็ให้ความดังค่อยไม่เท่ากันอีกด้วย เช่น
วงเครือ่ งสายเครื่องเดยี่ วให้ความดังมากกว่าวงมโหรเี ครอ่ื งส่ี
1.3 คุณภาพเสียง (Tone Color) เสียงเดียวกันแต่มีกำเนิดมา จาก
เครื่องดนตรีแต่ละชนดิ ย่อมให้สีสันแตกต่างกนั เพลงเดียวกันที่ใช้บรรเลงดว้ ยวง
ดนตรตี า่ งชนิดกนั จงึ ให้ความร้สู ึกไม่เหมือนกัน การเลอื กเครื่องดนตรีใหเ้ หมาะสม
กับเพลงจึงเป็นสิง่ สำคัญ โดยเฉพาะในการบรรเลงเพลงเดี่ยว ไม่ใช่วา่ เครือ่ งใด ๆ
ก็สามารถบรรเลงเด่ียวไดไ้ ปเสยี ทกุ เพลง
15
2. การประสานเสยี ง (Harmony) มี 2 นัยคือ
2.1 การประสานเสยี งในแนวด่ิง (Vertical Harmony) ดนตรีไทยใน
ขนบนั้นไม่มกี ารประสานเสยี งในแนวดิง่ อยา่ งดนตรีตะวนั ตก นอกจากที่ปรากฏใน
คู่ประสานแต่ละเคร่ืองมือ เช่น ในเคร่อื งตี ในจะเข้ ซอสามสาย แม้จะมีบางเพลง
แสดงลักษณะเช่นนี้ ก็เป็นด้วยอิทธิพลของตะวันตกหาใช่ของโบราณแท้ ดังที่
ปรากฏในเห่ท้ายเตา่ เหแ่ ละการขับร้องประสานเสียงชายหญงิ ในเพลงเวสสกุ รรม
2.2 การประสานเสียงแนวนอน (Horizontal Harmony) แม้ว่า
ดนตรีไทยจะไม่มีลักษณะการประสานเสียงในแบบแนวดิ่งอย่างข้างต้น แต่ใน
ระหว่างการบรรเลงบทเพลงหนง่ึ ๆ นัน้ แต่ละเครื่องมือจะมีวธิ ีการดำเนินทำนอง
ทางปฏิบัติของตน ซึ่งสอดประสานกับเครื่องมืออื่น ๆ จนไปบรรจบที่จุดหมาย
เดียวกัน ลักษณะเช่นนี้อาจเทียบได้กับการประสานเสียงเชน่ กัน แต่เป็นลักษณะ
แนวนอน คือการดำเนินท่วงทำนองที่มิได้เป็นแนวดิ่ง ดังลักษณะ Triads หรือ
Chords ต่าง ๆ ของดนตรตี ะวนั ตก
3. จงั หวะ (Rhythm) ในดนตรไี ทยมี 2 นยั คอื
3.1 จงั หวะฉิง่ สามารถจำแนกการกำกบั จงั หวะของฉิ่งได้ 3 ประเภท
โดยใชเ้ กณฑล์ กั ษณะการบรรเลงดังนี้
- การตีแบบเปิด-ปิด (ฉิ่ง-ฉับ) สามารถจำแนกย่อยออกไดอ้ ีก 3
ประเภทดงั น้ี
- ตีเปิด-ปิด แบบลดหลั่นกัน 3 อัตราจังหวะ มักปรากฏ ใช้ใน
เพลงเถาตา่ ง ๆ และแตล่ ะอัตราจังหวะสามารถถอดแยกใช้จากกนั ได้อย่าง อิสระ
ขึน้ อยูก่ ับการบรรเลงเปน็ สำคญั
- ตีเปิด-ปิด แบบฉิ่งตัด (ฉิ่งโอ้หรือฉิ่งโลม) เป็นการยุบ รวมกัน
ระหว่างการตีฉิ่งในอัตราจังหวะสามช้ัน และอัตราจังหวะสองชั้นแล้วตัดห้องที่ 8
ออก การตีฉิ่งประเภทนี้ใช้ตีประกอบในประเภทเพลงโลมหรือเพลงโอ้ ในการ
แสดงโขนละคร เช่น เพลงโอ้ลาวครวญ เพลงโอโ้ ลม เพลงสงิ โตตัด
- ตีเปิด-ปิด แบบเพลงสำเนียงจีน การตีในลักษณะเช่นนี้ ใช้กับ
เพลงทม่ี สี ำเนียงจนี เช่น เพลงจนี ขมิ ใหญ่ จนี ใจ๋ยอ โดยการตีเปดิ 2 คร้ัง และตปี ดิ
1 ครงั้ ไดเ้ สียง ฉิง่ ฉ่งิ ฉบั
16
- การตีแบบเปิด-ปิด (ฉิ่ง-ฉิ่ง) เป็นการตีกำกับจังหวะแบบตีเปิด
อย่างเดียว มักใช้กับเพลงหน้าพาทย์เป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างเพลงที่มักใช้วิธีการ
บรรเลงแบบนี้ เช่น เพลงสาธกุ าร เพลงกลม เพลงรัว
- การตีแบบเปิด-ปิด (ฉับ-ฉับ) เป็นการตีกำกับจังหวะแบบปิด
อย่างเดยี ว เสียงทไ่ี ดเ้ ปน็ เสียง ฉบั เช่น ตกี ำกับจงั หวะในเพลงเชิดจีน
- การตีผสม เป็นการตีกำกับคละเคล้ารูปแบบต่าง ๆ ที่กล่าว
มาแลว้ ตามลกั ษณะเพลงทปี่ รากฏ เช่น ในเพลงช้าป่ี
3.2 จังหวะหน้าทับ หน้าทับคือกระบวนการที่นำเอา Sound Effect
หรือผลที่ได้จากการบรรเลง คือ เสี ยงกลองมาร้อยเรียงสร้างสรรค์
เป็นกระบวนการต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบในการบรรเลงดนตรีแต่ละกระบวนการ
นั้นเรียกว่า หน้าทับ ซึ่งเป็นลักษณะของการบรรเลงเครื่องหนัง เช่น กลองแขก
ตะโพน โทนรำมะนา หน้าทับที่มักถูกนำมาใช้ประจำและอาจถือว่าเป็นหน้าที่
สำคญั ที่ผู้เรียนดนตรีไทยต้องรแู้ ละสามารถปฏบิ ัตไิ ด้ คอื หนา้ ทบั ปรบไก่ หน้าทับ
สองไม้ พน้ จากนีก้ ็จะเป็นหนา้ ทบั พิเศษต่าง ๆ เฉพาะเพลงเฉพาะ สำเนียงไป เช่น
หน้าทบั มา้ ยอ่ ง สมิงทอง ข้ึนม้า หน้าทับภาษาต่าง ๆ
จากแนวคิดต่าง ๆ ขา้ งต้นสามารถสรุปได้วา่ ดนตรเี ป็นสง่ิ ท่ีเกิดข้นึ จากองค์ประกอบสำคัญ
ได้ 3 ประการ คือ 1.องค์ประกอบที่ทำให้เกิดเสยี ง เชน่ เสยี ง ช่วงเสยี ง บันไดเสยี ง 2.องค์ประกอบท่ี
ทำให้เกิดเพลง เชน่ จงั หวะ ทำนอง หน้าทบั 3.องค์ประกอบที่ทำให้เกิดความไพเราะ เช่น การดำเนิน
ทำนอง การประสานเสียง อารมณ์เพลง ที่มีการร้อยเรียงอย่างมีระบบแบบแผน สามารถสะท้อนถงึ
จินตนาการ ความหมาย อารมณ์ต่าง ๆ ที่สามารถอธิบายความคิด ความเป็นไปในวัฒนธรรมและ
ลกั ษณะความเปน็ อยขู่ องเจา้ ของดนตรีนน้ั ๆ ไดเ้ ป็นอยา่ งดี
2. การประสมวงดนตรีไทย
มนตรี ตราโมท (2538 : 24 - 25) ไดอ้ ธบิ ายเกย่ี วกับหลักของการผสมเครื่องดนตรีเข้าเป็น
วง สรุปได้ว่า ต้องรู้ถึงคุณภาพของเครื่องดนตรีชนิดนั้นว่ามีลักษณะ ขอบเขตเสียงความสูงต่ำและ
กังวานสั้นยาวอย่างไร ต้องพิจารณาดูว่าเมื่อผสมกันแล้วส่งเสริมซึ่งกันและกันหรือไม่ เช่น ในวงปี่
พาทย์มีระนาดเอกทมี่ ีเสียงสงู และมคี วามดังแกรง่ กรา้ ว เน่อื งจากตดี ว้ ยไมแ้ ขง็ จงึ จำจะต้องมรี ะนาดทุ้ม
17
ท่ีมีเสียงต่ำ มคี วามนมุ่ นวลของเสียง ตัดความแกรง่ กรา้ วของระนาดเอกให้นอ้ ยลง และสง่ เสรมิ ใหเ้ สียง
ของระนาดเอกเด่นไพเราะชัดเจนขึน้ สว่ นฆ้องวงใหญ่มีระดับเสียงอยู่ในขนาดปานกลาง มกี ังวานยาว
กวา่ ระนาดเอกและระนาดทุ้ม จงึ ใหต้ ีดว้ ยวิธีการตีห่าง ๆ อย่างชดั เจน หากมีฆอ้ งวงเล็กซง่ึ มีระดบั เสียง
สูงกว่าแต่กงั วานสัน้ กว่า จะทำใหเ้ กิดความไพเราะมากขึ้น ส่งิ เหล่านสี้ ำคัญ อยู่ท่ีว่าต้องรู้จักพิจารณา
กระแสเสียงของสง่ิ เหลา่ น้ัน นอกจากน้ีระดบั เสยี งจะตอ้ งมีความสงู ต่ำเสมอกัน โดยลำดับเสยี งเรียงกัน
ไปตัง้ แต่ตำ่ ไปหาสูงเปน็ ข้นั ๆ ไป ฉะนนั้ การทีจ่ ะนำเคร่อื งดนตรใี ดเข้าผสมเปน็ วงเดียวกนั จะต้องระวัง
ลำดับเสียงของเครื่องดนตรีให้ตรงกันจึงจะไปด้วยกันได้ เมื่อนำเข้ามาบรรเลงร่วมกันจะต้องใช้
ความรู้สึกฟังดูด้วยวิจารณญาณอันสุขุม เพราะขึ้นชื่อว่าศิลปะแล้ว ย่อมมีความละเอียดอยู่ในตัวทกุ
อย่าง
นอกจากนี้ บุญธรรม ตราโมท (2545 : 29 - 30) มีความคิดไปในทางเดียวกนั เกี่ยวกับการ
ประสมวงดนตรไี ทยวา่ เปน็ การนำเครื่องดนตรีต่าง ๆ ท่ีมีความเหมาะสมในเร่ืองของเสยี งและบทบาท
หนา้ ท่ีเป็นสำคัญมารวมประสมเขา้ ด้วยกันจงึ เกดิ ข้ึนเปน็ วงดนตรตี ามแบบแผนทป่ี รากฏ ซ่งึ การปรับวง
ดนตรีไทยเป็นปัจจยั สำคัญที่ส่งผลต่อบทบาทหนา้ ที่ของเครื่องดนตรี ดังที่ ได้กล่าวเก่ียวกับทฤษฎีว่า
ด้วยการประสมวงไว้ว่า
1. เคร่อื งสำหรบั ทำลำนำ
2. เครอ่ื งสำหรับบงั คบั จงั หวะ
เครื่องส่วนที่สำหรับทำลำนำนั้น ก็ยังมีหน้าที่แตกต่างกันออกไปอีก เช่น
เป็นผนู้ ำ เป็นผูท้ ำความโหยหวน เป็นผหู้ ลอกลอ้ เปน็ ผแู้ ทรกแซงเหลา่ น้ี เครื่องส่วน
ที่สำหรับบงั คับจงั หวะเพื่อให้เครื่องทีท่ ำลำนำดำเนินไปโดยพรอ้ มเพรียงกนั นน้ั ก็ยัง
มีหน้าที่ต่าง ๆ กันอีกเหมือนกัน คือเดินจังหวะโดยตรงห่าง ๆ เดินจังหวะย่อยให้รู้
จังหวะหนักเบาหลอกล้อในจังหวะ ควบคมุ จงั หวะใหญ่ ๆ เป็นประโยค ๆ วรรคตอน
ดังนี้
ตามทก่ี ลา่ วมาน้ี ไมไ่ ด้บังคบั วา่ การผสมวงดนตรวี งหน่ึง ๆ จะตอ้ งมีครบทุก
ๆ หน้าที่ ทั้งนี้แล้วแต่ลักษณะของวงชนิดนั้น ๆ จะมีความต้องการเพียงไร แต่
อธิบายให้ ทร าบว ่าถ้าวง ดนตรี ชน ิดใดมี เครื ่อง ดน ตร ีหลายอ ย่ าง ก็ ต้อง มี หน ้ า ที่
แตกต่างกันออกไปดังกล่าวมานอกจากจะวางหน้าที่ต่าง ๆ แล้วการที่จะผสมวง
ดนตรยี ังจะต้องพจิ ารณาถงึ เสียงของเครือ่ งดนตรนี ั้น ๆ อกี วา่ ถ้าผสมกันเข้าแล้วจะ
18
มี ความไพเราะกลมกลืนกนั หรือไม่ ขอ้ น้ีเป็นข้อสำคญั มากสำหรับการผสมวง เมื่อมี
ส่งิ ทมี่ เี สยี งสูงก็ต้องมสี ิ่งท่ีมีเสียงต่ำต่าง ๆ เม่ือมีส่ิงที่มีเสยี งแหลมก็ต้องมีส่ิงท่ีมีเสียง
นุ่มนวลประกอบ เพ่ือใหร้ บั และตัดเสยี งซ่ึงกนั และกนั
อีกประการหนึ่งเครื่องที่มีเสียงตายตัว คือแก้ไขความถี่ห่างของการเรียง
เสียงไม่ได้ เช่น ขลุ่ย ปี่ และระนาด เปน็ ต้น ถา้ หากจะผสมวงกันจะตอ้ งพิจารณาอีก
ว่าความถี่ห่างของการเรียงเสียงเหมือนกันหรือไม่ หากการเรียงเสียงมีความถี่
แตกต่างกนั แลว้ ถึงเสยี งจะสมควรผสมกันเพียงไรกจ็ ะผสมกนั เลยไม่ได้เป็นอนั ขาด
จากการศึกษาเรื่องการประสมวง ผู้วิจัยสรุปได้ว่า การประสมวงดนตรีไทยนั้นจะต้อง
พิจารณาจากความเหมาะสมของเสียงของเครื่องดนตรีเพื่อให้มีลักษณะเสียงที่สมดุลกัน และเสียง
จะตอ้ งใหเ้ ปน็ ไปในทศิ ทางเดียวกนั เพื่อใหเ้ กดิ ความเหมาะสมในการบรรเลง นอกจากน้ี ในการประสม
วงต้องคำนึงถึงหลักการดำเนินทำนองของเครื่องดนตรีที่เป็นสิ่งช่วยให้ทำนองกลมกลืน เกิดความ
ไพเราะและเหมาะสมตามหลกั และทฤษฎีทางดรุ ยิ างคศิลป์
3. การแบง่ ประเภทเพลงไทย
การแบ่งประเภทเพลงไทย เป็นการจำแนกรูปแบบของบทเพลง ไทยเพื่อให้ง่ายต่อการ
เข้าใจ นักวิชาการหลายทา่ นได้ให้ความคิดเห็นท่หี ลากหลายในการแบ่ง ประเภทเพลงไทย ทง้ั แบ่งจาก
การใช้งานการขับร้อง หรอื อัตราจังหวะส่ิงดงั กลา่ วเป็นไปตามทัศนะ ขอ้ คดิ เหน็ ของแต่ละบคุ คล ดงั ท่ี
บุญธรรม ตราโมท (2545 : 39 - 40) ได้อธิบายเกี่ยวกับการแบ่งประเภทเพลงไทยแบ่งออกเป็น
ประเภทใหญไ่ ด้ 3 ประเภท ความว่า
1. ประเภทเพลงหน้าพาทย์ แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือเพลงหน้าพาทย์
ไหว้ครแู ละเพลงหน้าพาทยพ์ ิเศษ
2. ประเภทเพลงเรื่อง เป็นไปไดห้ ลายสาขาคือประเภทเพลงช้า ประเภท
เพลงสองไม้ ประเภทเพลงเร็ว และประเภทเพลงฉ่ิง
3. ประเภทเพลงมโหรี คือเพลงเดิมที่ใช้มโหรีบรรเลงประกอบการรับสง่
มี 2 อย่าง คือเพลงตับ และเพลงเกรด็
19
เฉลิมศักดิ์ พิกุลศรี (2530 : 73 - 111) ได้อธิบายเกี่ยวกับการแบ่งประเภทเพลงไทย
สรุปใจความสำคัญไดว้ า่ การแบ่งประเภทดนตรไี ทยนนั้ สามารถแยกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ดงั นี้
1. เพลงประเภททใ่ี ช้ดนตรีลว้ น (เพลงบรรเลง) คือ เพลงโหมโรง เพลงหนา้ พาทย์ เพลงเรอ่ื ง
และเพลงหางเคร่ือง
2. เพลงประเภทรับ-รอ้ ง คือ เพลงเถา เพลงอตั ราจงั หวะ สามชั้น เพลงอัตราจังหวะ สองชน้ั
เพลงอัตราจงั หวะชัน้ เดียวและเพลงตบั
สงัด ภเู ขาทอง (2539 : 133 - 225) ได้อธบิ ายเร่อื งการแบง่ ประเภทของเพลงไทยซง่ึ จำแนก
ตามความสำคญั ดงั ปรากฏรายละเอียด ดงั นี้
1. เพลงชุด หมายถึง เพลงที่อยู่รวมกันเป็นชุด เกิดจากการรวมตัวจาก
เพลงต่าง ๆ เข้าด้วยกันตามจุดประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ จำแนกออกได้ตามความ
แตกต่างของเพลง ดงั นี้
-เพลงเถา จัดเป็นคีตลักษณ์ที่สำคัญยิ่งในเพลงไทยปัจจุบัน
ประกอบด้วยอัตราจังหวะ 3 อัตรา คือ อัตราสามชั้น อัตราสองชั้น และอัตรา
ช้นั เดียว
-เพลงตับ หมายถึงเพลงหลาย ๆ เพลง นำมาร้องและบรรเลง
ติดต่อกันมกั ประกอบด้วยเพลงอตั ราสองชั้น
-เพลงเรื่อง หมายถึงเพลงหลาย ๆ เพลงที่นำมาจัดรวมบรรเลง
ติดต่อกันไป โดยเพลงที่จะนำมาเข้าชุดเป็นเพลงเรื่องจะต้องมีอัตราเดียวกัน
หน้าทับ อย่างเดียวกนั และมสี ำเนียงทำนองใกลเ้ คยี งกันด้วย
2. เพลงเกรด็ หมายถึง เพลงทไ่ี ม่ไดน้ ำเขา้ ตับ นบั เป็นเพลงเกร็ดนอกเรอ่ื ง
3. เพลงกรอ เกิดจากการบรรเลงเสียงซ้ำเป็นจังหวะยาว จนกลายเป็น
ลลี า ของทำนองเพลงประเภทหน่ึง
4. เพลงโหมโรง หมายถงึ เพลงท่บี รรเลงก่อนท่จี ะมกี ารแสดงโขน ละคร
หรือการแสดงดนตรี ตามพจนานุกรมให้ความหมายว่า “การประโคมดนตรี
เบกิ โรง”
5. เพลงลกู หมด หมายถงึ เพลงเลก็ ๆ ท่ีต่อทา้ ยด้วยเพลงใหญ่ มีลักษณะ
คล้ายสญั ลกั ษณว์ า่ การบรรเลงเพลงนัน้ ๆ ไดจ้ บลงแลว้
6. เพลงมีสร้อย คือรูปแบบของเพลงอีกอย่างหนึ่งประกอบด้วย
ทำนองหลกั กับทำนองพิเศษโดยจุดประสงคเ์ พื่ออวดฝมี อื ของนักดนตรี
20
7. เพลงใหญ่ บางครั้งเรียกว่าเพลงประเภทมีโยน เป็นเพลงที่มีขนาด
ยาว รวมเทคนคิ การบรรเลงไว้อย่างครบครัน
8. เพลงหางเครอื่ ง หมายถึงเพลงเล็ก ๆ ท่บี รรเลงตอ่ ท้ายเพลงใหญ่อาจ
มกี ่เี พลงกไ็ ด้
9. เพลงออกภาษา เปน็ เพลงชุดเดียวกับเพลงลูกบทโดยนำเอาเพลงที่มี
สำเนยี งหลาย ๆ ภาษารวมกนั เขา้ เป็นชดุ
10. เพลงประกอบกริ ิยา เปน็ เพลงทีก่ ำหนดขึน้ เพอ่ื ใช้บรรเลงแทนกิรยิ า
หรอื การแสดงออกของสงิ่ ใด ๆ ทง้ั คน สัตว์ สงิ่ ของ
11. เพลงเดี่ยว เป็นเพลงที่สร้างขึ้นเพื่อใช้บรรเลงเน้นเฉพาะเครื่อง
ดนตรี เพียงชิ้นเดียวโดยคิดสร้างทำนองไว้เฉพาะ มีจุดประสงค์เพื่อแสดง
ความสามารถเชิง บรรเลงของนักดนตรเี ปน็ สำคัญ
12. เพลงส่งท้ายหรือเพลงลาโรง เป็นเพลงที่บ่งบอกสัญญาณว่า การ
บรรเลงในครัง้ นนั้ ได้จบลงแล้ว
ทฤษฎเี พลงตบั
ราชบณั ฑิตยสถาน (2560 : 109 - 110) ได้ใหค้ วามหมายของเพลงตับ และจัดแบ่งประเภท
ของเพลงตับ ดงั ที่ปรากฏในหนังสือสารานกุ รมศัพท์ดนตรไี ทย ภาคคีตะ-ดุรยิ างค์ ไว้ดงั นี้
เพลงตับ เพลงประเภทหน่ึงที่นำหลายหลายเพลงมาขับร้องและบรรเลง
ติดต่อกนั ไปแบง่ ออกเป็น 2 ชนดิ คือ
ตับเรื่อง เพลงที่นำมารวมกันขับร้องและบรรเลงติดตอ่ กนั มีบทร้องเป็น
เรื่องเดียวกันและดำเนินทำนองไปโดยลำดับ ฟังได้ติดต่อกันเป็นเรื่องราว ส่วน
เพลงอาจจะคนละอัตราจังหวะหรือคนละประเภทก็ได้ไม่ถือว่าสำคัญ เช่น
ตับนางลอย ตบั นาคบาศ
ตับเพลง เพลงที่นำมารวมขับร้องและบรรเลงติดต่อกันนั้นเป็นทำนอง
เพลงทีอ่ ยู่ในอตั ราจงั หวะเดียวกนั มีสำนวนทำนองสอดคล้องติดต่อกัน สนิทสนม
ส่วนบทร้องจะมีเนื้อร้องอย่างไรเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่นั้นไม่ถือว่าเป็นสำคัญ
เชน่ ตบั ลมพัดชายเขา ตับเพลง
21
นอกจากนี้ มนตรี ตราโมท และวิเชียร กุลตัณฑ์ (2523 : 7) มีความเห็นสอดคล้องกับ
ราชบัณฑิตยสถาน เกี่ยวกับเพลงตับ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด มีความแตกต่างกันที่การเรียบเรียง
ทำนองและบทรอ้ ง ดังที่กล่าวไวว้ ่า
ตับเรื่อง คือ ชุดเพลงที่เรียบเรียงขึ้นจากหลาย ๆ เพลง ขับร้อง บรรเลง
ติดต่อกันโดยมีเนื้อหาเป็นเรื่องเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น ตับต้นเพลงฉิ่ง
สองช้นั ตับทะแย สองชั้น เป็นตน้
ตับเพลง คือ ชดุ เพลงท่ีเรียบเรียงขึน้ โดยถอื เอาเพลงท่ีบรรเลง ติดต่อกัน
ให้ถกู แบบแผนเปน็ สำคัญ หรือเปน็ เพลงท่ีมีสำเนยี งแบบเดียวกันสว่ น เนอื้ ร้องเป็น
เพียงส่วนเสริมมิได้ติดต่อเป็นเรื่องราว เช่น ตับนางนาค ตับลมพัดชายเขา
ตับเพลงยาว เปน็ ตน้
จากแนวคิดและทฤษฎีเรื่องเพลงตับที่นักวิชาการแต่ละท่านได้กล่าวไว้ พบว่ามีแนวคิดไป
ในทางเดียวกัน โดยมีการแบ่งประเภท เพลงตับ ออกเป็น 2 ประเภทคือตับเรื่องและตับเพลง
ตามเนื้อหาและเพลงท่รี อ้ ยเรียงตดิ ต่อกัน ดังนัน้ ในการสร้างสรรค์ผลงานเพลงตับเร่อื งพระสุวรรณมา
ลกิ เจดีย์ศรรี ัตนมหาธาตุ ผ้วู ิจยั ได้กำหนดใช้เพลงตับประเภทตับเร่อื งในการสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อใช้
บทขับรอ้ งสำหรับรอ้ งเลา่ เร่ืองราว
พูนพิศ อมาตยกุล (2529: 72-73) ได้กล่าวถึง บทบาทและหน้าที่ของเพลงตับว่า เพลงตับ
พบเห็นได้ในวงบรรเลงดนตรไี ทยประเภทต่าง ๆ ไดแ้ ก่ วงปี่พาทย์ วงมโหรี วงเครื่องสาย ซ่ึงขับกล่อม
เพอ่ื ความบันเทิงในงานลกั ษณะต่าง ๆ ทงั้ งานมงคลและงานอวมงคล ดงั น้ี
- ตับเร่อื งที่ใช้ประกอบการแสดงโขน ได้แก่ ตบั เรื่องรามเกยี รต์ิ ท่ีปรากฏ
ในตอนต่าง ๆ ได้แก่ ตอนศึกพรหมมาศ ตอนนางลอย ตอนอินทรชิต แผลงศร
นาคบาศ ตอนศึกอนิ ทรชิต ตอนสืบมรรคา ตอนพเิ ภกสวามภิ ักดิ์ ตอน พระรามตาม
กวาง ตอนนารายณ์ปราบนนทกุ ข์ ฯลฯ เป็นตน้
- ตับเรื่องทใ่ี ช้ประกอบละครในวรรณคดี ได้แก่ บทละครดกึ ดำบรรพ์เรื่อง
อิเหนา ราชาธิราช นิทราชาคริต นางซินเดอเรลลา สามก๊ก ขอมดำดิน พระลอ
อุณรุท ขุนชา้ งขุนแผน เป็นต้น
22
- ตับเรื่องที่ใช้ประกอบพิธีกรรม ได้แก่ งานมงคลสมรส นิยมนำตับเรื่อง
วิวาห์พระสมุทร ตับนางนาค ตับสมิงทอง ตับต้นเพลงฉิ่ง นำมาบรรเลงเพ่ือ
ขับ กล่อมในงานพิธีดงั กล่าว
- ตับเรื่องที่ใช้ประกอบพิธีงานอวมงคล ได้แก่ ตับเรื่องรามเกียรติ์
ตับเร่ืองราชาธริ าช เป็นตน้
กล่าวโดยสรปุ คือ เพลงตับเป็นเพลงท่ใี ช้บรรเลงในวงดนตรีไทยประเภทต่าง ๆ เพอ่ื ขับกล่อม
ใหเ้ กดิ ความบันเทงิ ในงาน ท้งั การแสดงโขน ละคร และการประกอบพธิ กี รรม
ทฤษฎกี ารประพันธบ์ ทร้อง
1. หลักการประพันธบ์ ทร้องและคำรอ้ ง
วันเพญ็ เทพโสภา (2550 : 120 - 141) ได้กลา่ วถึงหลักการประพันธ์บทร้องและคำร้อง
เพอ่ื เปน็ แนวทางในการประพนั ธ์ไว้ดังนี้
1.1 คำประพันธ์ หมายถึง ถ้อยคำที่เรียบเรียงขึ้นโดยมีข้อบังคับ มีการจำกัดคำและ
วรรคตอนต้องสมั ผสั กนั อยา่ งไพเราะตามท่ีวางกฎเกณฑไ์ ว้
1.2 ฉันทลักษณ์ หมายถึง ตำราไวยากรณ์ที่เรียบเรียงถ้อยคำให้เป็นระเบียบตาม
ลักษณะการบงั คับที่มผี บู้ ญั ญตั ิวางไว้ ดังน้ี
1.2.1 คณะ คือ จำนวนคำท่กี ำหนดไว้ในคำประพันธแ์ บบต่าง ๆ แตล่ ะชนดิ จะตอ้ ง
ประกอบดว้ ย พยางค์ คำ วรรค บาท และบท
1.2.2 พยางค์ คือ จังหวะเสียงของคำในคณะที่คำประพันธ์แต่ละชนิดกำหนด
เอาไวว้ า่ จะออกเสียงไดก้ ่พี ยางค์ ในแตล่ ะวรรค เพือ่ จะไดอ้ ่านถกู ต้อง
1.2.3 สมั ผสั คือ คำคลอ้ งจองกนั ในคำประพนั ธ์ซ่งึ แบง่ ไดด้ งั นี้
1.2.3.1 สัมผัสนอก คอื สมั ผัสทอ่ี ยรู่ ะหวา่ งวรรค ซ่ึงเป็นสัมผัสสระที่จะขาด
ไม่ได้เพราะเปน็ สมั ผัสบงั คบั
1.2.3.2 สัมผัสใน คือ สัมผัสที่อยู่ในวรรคเดียวกัน ไม่ได้เป็นสัมผัสที่บังคับ
ในบทประพนั ธต์ ่าง ๆ ซึ่งจะมีหรือไม่มีกไ็ ด้ แตถ่ า้ มจี ะทำให้ไพเราะขน้ึ สมั ผสั ในนมี้ ีทงั้ สัมผสั สระ สมั ผัส
อักษร
1.2.3.3 สมั ผสั สระ คือ คำทีม่ ีรูปสระเดยี วกันสมั ผัสกนั
23
1.2.3.4 สมั ผัสอักษร หรอื พยญั ชนะ คือ คำทีม่ อี กั ษรตวั เดยี วกนั หรอื ออก
เสยี งใกล้เคยี งกนั และอยตู่ ดิ กนั
1.2.4 คำขึ้นต้น หรือคำนำ หมายถึง คำหรือข้อความที่ใช้ขึ้นต้นประเภทกลอน
เพ่ือตอ้ งการเนน้ หรอื แยกข้อความออกจากกนั เปน็ สว่ น ๆ เช่น
1.2.4.1 กลอนสักวา จะขึ้นตน้ ว่า สกั วาหวานอ่ืนมีหม่นื แสน ฯลฯ
1.2.4.2 กลอนเสภา จะข้ึนตน้ ว่า ครานน้ั วันทองผอ่ งโสภา ฯลฯ
1.2.4.3 กลอนบทละคร จะขึ้นต้นว่า เมื่อนั้น ท้าวหัสดินปิ่นเกศา, มาจะ
กลา่ วบทไป ถงึ ระเด่นรนั ไดอนาถา ฯลฯ
1.2.4.4 กลอนดอกสร้อย จะข้นึ ต้นด้วยคำ 4 คำ ซึ่งคำทสี่ องจะขึ้นด้วยเอ๋ย
เช่น ความเอย๋ ความรัก พึงประจกั ษ์ด่ังสายนำ้ ไหล ฯลฯ
1.2.5 คำสร้อย คือ คำที่ใช้เติมท้ายโคลงหรือร่าย เพื่อให้เกิดความไพเราะและมี
ความหมายชัดเจนขนึ้ คำสรอ้ ยมกั มี 2 พยางค์ เช่น พเี่ อย, ฤาพี่, แลนา, แม่นา ฯลฯ
1.2.6 คำเปน็ คำตาย คือคำที่มีเสยี งสั้นยาวต่างกัน ซง่ึ จำเปน็ มากในการแต่งโคลง
1.2.6.1 คำเป็น คือ คำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวในแม่ ก กา และคำที่
สะกดในแม่ กง กน กม เกย เกอว รวมทั้งสระเสยี งสนั้ อำ ไอ ใอ เอา
1.2.6.2 คำตาย คอื คำที่ประสมดว้ ยสระเสียงสนั้ ในแม่ ก กา ยกเวน้ อำ ไอ
ใอ เอา และคำในแม่ กก กด กบ
1.2.7 คำเอก คำโท คือ คำที่มีรูปวรรณยุกต์เอกและโทอยู่บนคำนั้น ซ่ึงเป็นบท
บงั คับในการแตง่ โคลงทุกแบบ ถ้ามกี ารเปลี่ยนรปู วรรณยุกตโ์ ทกำกับอยู่ให้เปน็ วรรณยุกต์เอกก็เพ่ือให้
คำนั้นเปน็ เสียงเอก เรียกวา่ เอกโทษ และถา้ มีการเปลีย่ นรูปวรรณยกุ ต์เอกกำกบั อยู่ให้เป็นวรรณยุกต์
โทกเ็ พื่อให้คำนัน้ เปน็ เสียงโท เรียกวา่ โทโทษ
1.2.8 ครุ ลหุ ซึ่งจำเปน็ มากในการแต่งฉนั ท์
1.2.8.1 ครุ คือ คำที่มีเสียงยาวหรือหนัก ประสมด้วยสระเสียงยาวทุกคำ
รวมทั้งพยางค์ทผ่ี สมกับสระเสียงส้นั คอื อำ ไอ ใอ เอา และตวั สะกดทุกมาตรา
1.2.8.2 ลหุ คอื พยางคท์ ีม่ เี สียงสัน้ หรอื เบา ประสมด้วยสระเสียงส้ันทุกตัว
ในแม่ ก กา ทีไ่ ม่มีตวั สะกด ยกเวน้ อำ ไอ ใอ เอา เป็นครุ
2. กลอนสุภาพ
กลอนที่ใช้ถ้อยคำและทำนองเรียบ ๆ ที่เรียบเรียงเข้าเป็นคณะ เป็นกลอนหลักของ
บรรดากลอนทุกชนิด แบ่งออกเป็น
2.1 กลอนสี่ บทหนึ่งมี 4 วรรค วรรคหนึ่งมี 4 คำ คำสุดท้ายของวรรคหน้าทุกวรรค
จะต้องสัมผสั กับคำท่ี 2 ของวรรคหลงั และคำสุดท้ายของวรรคที่สองจะต้องสมั ผัสกับคำสดุ ท้ายของ
24
วรรคท่สี าม และถา้ มกี ารแตง่ บทเพมิ่ เติมตอ่ ไปต้องใหค้ ำสดุ ท้ายของบทตน้ สัมผสั กับคำสุดท้ายวรรคที่
สองของบทตอ่ ไป
ฉนั ทลักษณ์
2.2 กลอนหก บทหนึ่งมี 4 วรรค วรรคละ 6 คำ ส่วนสัมผสั นนั้ ให้คำสุดท้ายของวรรค
หน้าในทุกวรรคสัมผัสกับคำที่ 2, 3, 4 หรือ 5 ก็ได้ ของวรรคหลัง ส่วนคำสุดท้ายในวรรคที่สอง
ต้องสัมผัสกับคำสุดทา้ ยในวรรคที่สาม และถ้าจะแต่งบทต่อไป จะต้องให้คำสุดทา้ ยของบทตน้ สัมผสั
กับคำสดุ ทา้ ยในวรรคท่ีสองในบทต่อ ๆ ไป
ฉันทลักษณ์
2.3 กลอนแปด บทหนึ่งมี 4 วรรค วรรคละ 8 คำ คำสุดท้ายของวรรคหน้าทุกวรรค
ต้องสัมผัสกับคำที่ 3 หรือคำที่ 5 ของวรรคหลัง ส่วนคำสุดท้ายในวรรคที่ 2 จะต้องสัมผัสกับ
คำสุดท้ายในวรรคที่ 3 และถ้าจะแต่งต่อต้องให้คำสุดท้ายของบทต้นสัมผัสกับคำสุดท้าย
ในวรรคท่ี 2 ในบทต่อไป วรรคทั้งสี่ของกลอนสุภาพ วรรคแรกเรยี กวรรคสดับ ซึ่งการใชค้ ำสุดท้ายนั้น
ไม่นิยมใช้เสียงสามัญ วรรคที่สองเรียกวรรครับ คำสุดท้ายนิยมใช้เสียงจัตวา ห้ามใช้เสียงโท เสียง
สามัญ วรรณยุกต์เอก มีรูปและเสียงตรี วรรคที่สามเรียกวรรครอง คำสุดท้ายนิยมใช้เสียงสามัญ
หา้ มใช้เสยี งจตั วา หรือคำท่ีมีรปู วรรณยุกต์ วรรคทสี่ ่ีเรยี กวรรคสง่ คำสุดทา้ ยนยิ มใช้เสยี งสามัญ ห้ามใช้
คำท่ีมรี ูปวรรณยุกต์และคำตาย แต่จะใช้คำตายเสียงตรกี ็ได้
ฉนั ทลกั ษณ์
25
3. เพลงบอก
เป็นการแสดงพื้นบา้ นของทางภาคใต้มีมาตัง้ แต่สมัยโบราณ คำร้องที่ใช้จึงเป็นภาษาใต้
รูปแบบการว่ากลอนเพลงบอกจะมีแม่เพลง และลูกคู่ จะเป็นการร้องแบบด้นเป็นกลอนสด แม่เพลง
จะตอ้ งมีปฏภิ าณไหวพริบร้องไปตามเหตุการณ์ทีพ่ บเหน็ หรอื แตง่ ขึน้ มาเพอ่ื บอกเล่าเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ
นอกจากนี้ยังมีการใช้คารมที่ออกมาเป็นบทกลอนเพื่อชมส่ิงหนึ่งสิ่งใดหรือโต้ตอบกัน จึงต้องมีการ
ฝกึ ฝนจนแมน่ ยำในเชงิ กลอน เพลงบอกจะรอ้ งเล่นกนั อย่างแพร่หลายในบริเวณจังหวัดภาคใต้ตอนบน
และตอนกลาง ซงึ่ บทกลอนของเพลงบอกจะมีความโดดเด่นทางดา้ นฉันทลักษณ์ ดงั นี้
ฉันทลกั ษณ์
จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การประพันธ์บทร้องคือ การเรียบเรียงถ้อยคำเข้าเป็นคณะตาม
ฉันทลักษณ์ประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ซึ่งในการประพันธ์บทร้องเล่า
เร่ืองราวของงพระสุวรรณมาลิกเจดยี ์ศรรี ัตนมหาธาตุ ผู้วจิ ยั เลอื กใช้ กลอนสภุ าพ เนื่องจากเป็นกลอน
ที่นิยมนำมาประพันธ์เป็นบทร้อง และบรรจุเนื้อร้องเข้ากบั ทำนองเพลงได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีการใช้
กลอนเพลงบอก แทรกเข้ามาในบทรอ้ งด้วยเพื่อให้เกิดอารมณท์ ี่หลากหลาย และยงั แสดงถงึ ความเป็น
ใต้อีกดว้ ย
ทฤษฎีการบรรจเุ พลง
สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (2547 : 147 - 160) ได้กล่าวถึงอารมณ์และกิริยาของนาฏยศิลป์ว่า
ยอ่ มสัมพนั ธ์กับดนตรี เมื่อตวั ละครหรอื นาฏยศิลปินอยู่ในอารมณ์ใด ดนตรที ่จี ะนำมาใช้กต็ ้องคัดเลือก
มาให้เหมาะสมทั้งท่วงทำนอง เสียง จังหวะ และการบรรเลง โดยจะนำรสทั้ง 9 ประการ
ในนาฏยศาสตร์ของภรตมุนีมาเป็นหัวข้อเพื่อพิจารณาถึงดนตรีที่จะนำประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมท่ีสุด
ดังนี้
1. รัก
อารมณ์รักอันอบอวล กิริยาท่าทางนุ่มนวลต่อเนื่อง ผูกพัน คลึงเคล้า เล้าโลม เสียงดนตรี
ก็ควรนุ่ม เบา ใส และต่อเนื่องด้วยท่วงทำนองที่อ่อนหวาน ร่าเริง เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย
เครือ่ งเปา่ และเครอ่ื งตี ทใี่ หเ้ สียงนุม่ นวล กงั วาน ย่อมทำให้ความรู้สกึ รักอบอวลได้เปน็ อย่างดี แต่เมื่อ
26
อยู่ในอารมณ์รักอันร้อนแรง คุณลักษณะของเสียงและเครื่องดนตรีที่ใช้อาจคงเดิม แต่เพิ่มความดัง
ความรกุ เร้าของจังหวะ และท่วงทำนองใหส้ อดคล้องกบั กระบวนของนาฏยศิลป์
2. โศก
มกั จะมกี ิริยาทา่ ทางท่เี ช่ืองชา้ ต่อเน่ือง หอ่ เหี่ยว เสียงดนตรีกค็ วรน่มุ เบา ทึบ แหบ ต่อเน่ือง
ด้วยท่วงทำนองที่โหยหวน โดดเดี่ยว เดียวดาย เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายและเครื่องเป่าที่ให้
เสียงแบบโหยหวน และเยือกเย็น ย่อมใหอ้ ารมณ์เศรา้ ได้ดี
3. โกรธ
จะมีกิริยาท่าทางที่รุกเร้า รุนแรง กระชาก หนักแน่น เสียงดนตรีก็ควรหนัก ดัง กระตุก
กรรโชก และเจิดจ้า โดยมีท่วงทำนองที่รุกร้นและกระชากเสียง อีกทั้งเน้นเสียงของเครื่องดนตรี
เช่น ฉาบ และกลอง
4. กล้า
มกั จะมกี ริ ยิ าทา่ ทางทีเ่ หยยี ดขยาย เหน็ พลังชดั เจน ตอ่ เน่ือง มีความนิ่งอย่างมีสมาธิและผ่า
เผย ในบางครั้งเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ และสง่างาม เสียงดนตรีก็ควรใส กังวาน ต่อเนื่อง ด้วย
ท่วงทำนองทงี่ า่ ยและงามสงา่ แสดงจงั หวะของเคร่ืองดนตรี เชน่ กลองท่สี มำ่ เสมอและชัดเจน
5. ประหลาดใจ
มักจะมีกิริยาท่าทางที่กระตุก ล่องลอย นิ่งงัน วกวน ลังเล สลับกันอย่างไม่เป็นระบบ
เสียงดนตรีก็ควรเบาลอย และกระชากกระชั้นเป็นครั้งคราว มีเสียงดังกะทันหันในช่วงที่เหมาะสม
เพือ่ ใหเ้ กิดความสัมพันธก์ บั อารมณ์ประหลาดใจ และต้องระวัง อยา่ ให้เกดิ ความรู้สึกตกใจซึ่งผิดความ
ประสงค์ไป ท่วงทำนองประกอบอารมณ์ประหลาดใจมักอาศัยเสียงที่เป็นประกาย เช่น การไล่เสียง
ระฆงั ราว เปิงมางคอก หรือเสียงรวั ระนาด มากกวา่ จะเปน็ ท่วงทำนองทีส่ ลับซบั ซอ้ น หมุนควา้ ง วงิ่ วน
แสดงพลังที่กระจายออกส่วนกลาง เสียงดนตรีก็ควรดังใส รวดเร็ว มีจังหวะ และด้วยท่วงทำนองท่ี
ออ่ นหวาน
6. กลัว
จะมีกิริยาท่าทางเกร็ง หลบเลี่ยง ละล้าละลัง กระชาก วูบวาบเป็นครั้งคราว ขาดความ
ตอ่ เนื่อง และสม่ำเสมอ เสียงดนตรีกค็ วรมคี วามกังวล แหบ โหย หวดี หวิว กระชากเสียง ระเบดิ เสียง
มีทว่ งทำนองทปี่ รับเปลี่ยนกระบวนอย่างรวดเรว็ ช้าเมือ่ หวาด และเรว็ เม่อื กลัว
7. ชงั
อารมณ์ชังใกลเ้ คียงกับอารมณโ์ กรธ แตค่ วามชังเป็นอารมณท์ ่ีเก็บกด ในขณะทีอ่ ารมณ์โกรธ
ระเบิดออกมาจนเห็นได้ชัด อารมณ์ชังจะมกี ิริยาท่าทางที่แชเชือน บางครั้งรุนแรง หนักและกระชาก
ขณะเดียวกันก็ยั้งไว้ไม่แสดงออกทั้งหมด เสียงดนตรีจึงมีลักษณะที่ดังและแผ่วเบาต่อเนื่องกันโดยมี
เสียงกระแทกกระทัน้ เพ่ือให้ตัวละครไดป้ ล่อยอารมณ์เก็บกดออกเป็นครง้ั คราว
27
8. สงบ
ตัวละครที่อยู่ในอารมณ์สงบก็จะมีกิริยาท่าทางที่สงบนิ่ง เคลื่อนไหวต่อเนื่องอย่างช้า ๆ
เหมอื นการเดนิ จงกรม มีสมาธสิ ูง มคี วามสงา่ งาม เสียงดนตรกี ็ควรใช้เสยี งแต่นอ้ ย หรือเสียงเด่ียวของ
เครอื่ งดนตรที ำทำนอง ใช้ท่วงทำนองที่เรียบงา่ ย ชา้ และกงั วาน
จากตวั อยา่ งทง้ั แปดทพี่ ยายามอธบิ ายอารมณ์ กิรยิ าทา่ ทางและเสียงดนตรใี ห้สมั พนั ธ์กันน้ัน
เป็นเรอื่ งที่ทำใหช้ ดั เจนไดไ้ ม่ง่ายนัก เพราะภาษาที่นำมาใช้อธิบายต้องแปลงเปน็ ภาษาดนตรีและภาษา
นาฏยศิลปอ์ ีกช้นั หน่ึง อย่างไรก็ดี คำอธบิ ายดงั กล่าวนี้ เปน็ แนวทางในการจัดเสยี งเพลงมาตอบสนอง
การสร้างนาฏยศิลป์ได้ตามที่ต้องการ และกล่าวถึงเพลงต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบการแสดงโดยจัดตาม
ลกั ษณะเพลงไดเ้ ป็น 2 ประเภท คอื
1. เพลงหนา้ พาทย์
เป็นเพลงที่มีทำนองและลักษณะการบรรเลงตายตัว ถือเป็นเพลงช้ันสูงทางดุริยางค
ศิลป์ มีหน้าที่เฉพาะ กล่าวคือ เป็นเพลงบรรเลงประกอบกิริยา ไม่ว่าจะเป็นกิริยาของมนุษย์ สัตว์
ส่ิงของ วตั ถุหรอื ธรรมชาติ ทั้งกิรยิ าที่มตี ัวตนและกิริยาสมมติ นาฏยศิลปท์ ีร่ ำประกอบเพลงหน้าพาทย์
มีท่ารำและกระบวนการรำตายตัวซึ่งเรียกกันว่า “รำหน้าพาทย์” ปรมาจารย์ทางนาฏยศิลป์ไทยได้
กำหนดความหมายและวิธีการใช้ ซึง่ แบ่งเป็น 6 หมวด คอื
1.1 หมวดเพลงเดนิ ทาง
เสมอตีนนกหรือบาทสกุณี ใชส้ ำหรับแสดงกิริยาการไปมาอย่างมีพิธีรีตองใน
การออกพธิ ีสำคญั ๆ เฉพาะผูม้ ศี ักดิ์ เช่น พระราม พระลักษมณ์
เสมอขา้ มสมทุ ร ใชเ้ ฉพาะพระรามยกทพั เสด็จข้ามสมทุ รไปลงกา
เสมอสามลา ใช้สำหรับการเดินทางของผู้สูงศักดิ์ เช่น พระราม ยักษ์ใหญ่
เชน่ ทศกัณฑ์ หรือยักษต์ า่ งเมอื ง
เสมอมาร ใชส้ ำหรบั การเดนิ ทางไปมาของยักษ์สงู ศกั ดิ์ เช่น ทศกณั ฑ์ เป็นต้น
เสมอผี ใช้สำหรับการเดินทางไปมาของผี หรือใช้เชิญครูใช้บรรเลงในพิธี
ไหว้ครู เป็นตน้
เสมอภาษา หมายถงึ กล่มุ เพลงเสมอท่ีมีสำเนยี งภาษาตา่ ง ๆ คอื เสมอชาตรี
เสมอลาว เสมอพม่า เสมอมอญ เสมอชวา สำหรับผู้แสดงเป็นตัวละครภาษาหรือชาตินั้น ๆ
เดนิ ทางไปมา
เสมอเขา้ ท่ี ใช้สำหรับฤาษี ผปู้ ระกอบพธิ เี ดนิ เขา้ ไปน่งั ทำพธิ ไี หว้ครู
ฉิง่ ใช้กบั กริ ิยานวยนาด กรดี กราย พริ ีพ้ ิไร หรอื เลน่ สนกุ สนาน
เชดิ ใชส้ ำหรับแสดงการไปมาอย่างรีบรอ้ นหรอื ไปในระยะทางไกล ๆ
พญาเดนิ ใช้สำหรับผสู้ ูงศกั ด์แิ สดงการไปมาอย่างไม่รีบรอ้ น
28
รกุ ร้น ใช้สำหรับการไปมาเป็นหมวดหมู่อยา่ งเปน็ ระเบียบ
ชบุ ใช้สำหรับการไปมาของนางกำนัลหรือคนรบั ใช้
เหาะ ใช้สำหรบั การเดนิ ทางไปมาทางอากาศของนางฟา้ เทวดา
โคมเวียน ใชส้ ำหรบั การเดนิ ทางของเทวดา นางฟา้ หรอื ชาวฟา้
กลม ใชส้ ำหรบั การเดินทางของเทวดา ผ้สู ูงศักดิ์ เชน่ พระอนิ ทร์ เงาะในเร่ือง
สังข์ทอง
เข้ามา่ น ใช้สำหรบั การเข้าไปในสถานทใ่ี ดทีห่ นึง่
แผละ ใช้สำหรับกิรยิ าการเดนิ ทางของนกหรอื สัตว์ปกี
1.2 หมวดเพลงยกพล
กราวนอก ใชส้ ำหรับการยกพลของมนุษยแ์ ละลงิ
กราวใน ใช้สำหรับการยกพลของยกั ษ์
กราวกลาง ใชส้ ำหรบั การยกพลของมนษุ ย์
1.3 หมวดเพลงรน่ื เรงิ
กราวรำ ใชส้ ำหรบั การแสดงความสำเร็จ สนกุ สนาน เยาะเยย้
สนี วล ใชเ้ พื่อความรนื่ เริง บันเทิงใจอย่างธรรมดาของสตรี
เพลงช้า ใช้แสดงความเบิกบานใจหรือการไปมาอย่างเป็นระเบียบงดงาม
หรอื การเดินทางช้า ๆ ของนางกษัตรยิ ์ ซึ่งมรี ะเบยี บ สงา่ งาม
เพลงเรว็ ใชแ้ สดงการเดินทางอย่างรีบเร่งหรอื เพอ่ื ความบันเทิงใจ
1.4 หมวดเพลงอิทธฤิ ทธ์ิ
สาธุการ ใช้บูชาพระรตั นตรัย
องค์พระพิราพรอน ใช้ในการแสดงอิทธิฤทธิ์ของพระอิศวรเมื่อแปลงเป็น
พระพิราพ หรอื ไพรวะมาปราบฤาษีทศุ ลี
ตระนิมติ ใช้สำหรับชบุ คนตายให้ฟนื้ หรอื ทำใหเ้ กิดส่งิ ใด ๆ ข้ึน และใชส้ ำหรับ
การแปลงตัว
ตระสนั นิบาต ใช้ในการชมุ นมุ เพือ่ กระทำพธิ สี ำคัญ ๆ ตา่ ง ๆ
ชำนาญ ใชเ้ พือ่ การเนรมติ หรอื ประสิทธป์ิ ระสาท
คกุ พาทย์ ใชเ้ พอื่ สำแดงเดช แสดงอารมณ์ของผู้มีฤทธิม์ าก เชน่ ทศกณั ฑ์
ตระบองกัน ใชส้ ำหรับการสำแดงเดชของผู้มีฤทธิ์
รัว ใช้ทั่วไปในการสำแดงเดชหรือแสดงปรากฏการณอ์ ยา่ งฉับพลัน เช่น การ
แปลงกาย
29
1.5 หมวดเพลงต่อสตู้ ดิ ตาม
เชดิ กลอง ใช้ในการต่อสูท้ วั่ ไป
เชิดฉง่ิ ใชร้ ำกอ่ นแผลงศรหรอื การกระทำกิจทีส่ ำคัญ ๆ
เชดิ นอก ใชใ้ นการแสดงการต่อสหู้ รือการติดตามของสัตว์ เช่น หนุมานไล่จับ
นางสุพรรณมัจฉา
1.6 หมวดเพลงเฉพาะกรณี
กลอ่ ม การทำใหส้ บายอารมณ์เพอ่ื หลบั
โลม ใชส้ ำหรบั การเลา้ โลมดว้ ยความรัก
โอด ใชก้ ับการแสดงการร้องไห้
ทยอย ใช้เพ่ือแสดงความเสียใจ เศร้าใจ พลัดพราก
ตระนอน ใชเ้ พือ่ การนอน
ลงสรง ใช้ในการอาบน้ำ
เซ่นเหล้า ใชก้ ับการกิน การเสพสรุ า
ฉยุ ฉาย ใชใ้ นการแต่งกาย
เพลงชา้ เพลงเร็ว ใชใ้ นการแสดงความเบิกบานใจ และการรำถวายมอื ในชว่ ง
รำเบิกโรง
เพลงหน้าพาทย์เหล่านี้จะมีหน้าท่ีชัดเจนและมีท่ารำทตี่ ายตวั เป็นสว่ นใหญ่ แต่ในกรณีที่นำ
เพลงหนา้ พาทย์มาบรรจเุ นอ้ื ร้องก็ใหร้ ำตามเนอื้ ร้องแบบรำตบี ทหรือรำใช้บทได้
2. เพลงอารมณ์
หมายถึง เพลงที่ใช้เพื่อแสดงอารมณ์ของสถานการณ์ในละครหรืออารมณ์ของตัว
ละครสำคญั ในท้องเร่ืองขณะนน้ั เพลงอารมณแ์ บง่ ได้เปน็ 4 หมวด หลัก ๆ คือ
2.1 อารมณร์ กั ไดแ้ ก่ เพลง
โอ้ชาตรี ชมโฉม
โอโ้ ลม ตัดพอ้
คลน่ื กระทบฝ่งั สิงโตตัด
พมา่ เห่ จำปานารี
ลลี ากระท่มุ พรามณ์ดีดน้ำเตา้
สามไม้กลาง แขกสาหรา่ ย
สามไมใ้ น กลอ่ มนารี
สามไมน้ อก มุลง่
บัวแก้วน้อย แขกมอญ
30
สุรนิ ทราหู แปะ๊
สารถี จำปาทองเทศ
แสนสุดสวาท โลมนอก
สามเส้า แสนคำนึง
นาคเกย้ี ว ลมหวน
2.2 อารมณเ์ ศร้า ไดแ้ ก่ เพลง แขกโอด
นางครวญ ตะนาวแปลง
บังใบ ตะนาว
โศกพม่า ตน้ ตะนาว
ลาวครวญ นกจาก
ธรณีกรรแสง พระยาครวญ
กบเตน้ ใบ้คล่งั
ทยอยญวน แขกโศก
แขกถอนสายบวั มอญรอ้ งให้
มอญแปลง หกบท
ทยอยใน สรอ้ ยเพลง
ทยอยเขมร นำ้ ลอดใต้ทราย
พระยาโศก ช้าโหย
ลมพัดชายเขา จีนแสโศกา
แขกลพบรุ ี
เทพทอง
2.3 อารมณ์โกรธ ได้แก่ เพลง สดุ ใจ
ทะเลบา้ หนเี สือ
ลิงโลด ตลงุ
ลิงลาน หงสท์ อง
สมิงทองมอญ เบ้าหลุด
ตลุ่มโปง ฝรั่งควง
รอ้ื ร่าย ศัพทไ์ ทย กระบอกเงิน
ชา้ งประสานงา กระบอกทอง
ฝร่งั เรว็
แขกอาหวังช้ันเดียว
31
รา่ ยนอก ร่ายใน เขมรปากท่อ
สองไม้ ชา้ งประสานงา
เชิดฉ่ิง แขกหนงั
นาคราช กำปอ
สาลิกาแก้ว กระทงนอ้ ย
2.4 อารมณ์ร่ืนเริง ได้แก่ เพลง นางนาค
ครวญหา มหาฤกษ์
ยอ่ งหงดิ มหาชยั
เทพบันเทิง พระทอง
ไกรลาสสำเรงิ บล่ิม
เวสสกุ รรม แป๊ะเล่ชนุ
บรเทศ คำหวาน
เทวาประสทิ ธิ์ สร้อยสน
บหุ ลันลอยเลอื่ น ทองย่อน
ตลมุ่ โปงสองชัน้ นกกระจอกทอง
มหากาล ลาวสมเด็จ
ตระบองกัน กราวรำ
ชำนาญ ครอบจกั รวาล
ขน้ึ พลับพลา
อทุ ิศ นาคสวสั ดิ์ (2513 : 85 - 91) ไดก้ ล่าวไวว้ า่ การบรรจเุ น้อื เพลงไทยน้นั ส่ิงสำคัญข้อ
แรกก็คือจะต้องแต่งเนือ้ เพลงหรอื ไมก่ ็คัดเนื้อเพลงจากวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ ให้ตรงกับความหมายใน
ท่วงทำนองของเพลง เหตุที่นิยมเน้ือร้องจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขนุ แผนและอิเหนามาร้อง ก็เพราะ
เป็นเร่อื งยาว มีอารมณต์ ่าง ๆ อยูใ่ นนั้นเสรจ็ จะตอ้ งการกลอนประเภทไหนกม็ ีท้ังนั้น และเป็นกลอน
แปดซึ่งบรรจุเนอ้ื รอ้ งได้งา่ ยเสียดว้ ย ข้อนีส้ ำคัญอยู่ เพราะเน้อื รอ้ งเพลงไทยน้นั ถ้าไมใ่ ชก่ ลอนแปดแล้ว
รอ้ งยากมากทีเดยี ว
32
ตวั อย่างเนอื้ เพลงทแ่ี สดงอารมณ์ต่าง ๆ อยา่ งถูกตอ้ งมีดังนี้
1. อารมณโ์ กรธ
(เพลงลิงโลด)
บดั น้นั หนมุ านไมต่ ้องศรศรี
ยืนทะยานดาลโกรธดงั อัคคี ชหี้ น้าว่าเหวยสหัสนยั น์
เหตุใดไปเขา้ ข้างพวกยกั ษ์ มาแผลงผลาญพระลกั ษมณใ์ ห้ตกั ษัย
กจู ะลา้ งชีวันให้บรรลัย ใหส้ าใจอนิ ทราที่อาธรรม์
2. อารมณ์เศรา้
(เพลงธรณีร้องไห)้
ใหก้ ำสรดรนั ทดระทวยองค์ มิใครเ่ ดินดำรงไปได้
เหลยี วหลังสั่งความนางทรามวยั พระมิใครจ่ ะนริ าศคลาดคลา
แตท่ อดถอนฤทัยอาลยั นกั ยิ่งเป็นห่วงหนว่ งหนักเสนห่ า
เหน็ โฉมยงทรงโศกโศกา พระกลับมาสวมสอดกอดไว้
3. อารมณร์ ัก
(เพลงเขมรพวง)
นจิ จาพมิ ช่างไม่รู้ว่าพี่รัก ไมช่ ังนกั ดอกหานึกเช่นน้นั ไม่
รกั เจา้ เทา่ เทยี มกบั ดวงใจ กอดประคองน้องไวไ้ ม่วางวาย
4. อารมณแ์ คน้ (เพลงทองย่อน)
วา่ จะครองไมตรไี มห่ นีหน่าย
ไหนนั่นสัญญาพาที ไมร่ เู้ ลยวา่ จะกลายเปน็ มารยา
อนั ถอ้ ยคำม่ันทบ่ี รรยาย
5. อารมณส์ นกุ
(เพลงกราวแขก)
พวกเราเหวยวันนส้ี นุกวา เกรยี วกราวฉาวฉา่ เฮฮาอย่สู นัน่
ยิง่ ยวดกวดขนั เกณฑ์กันเข้ากองทพั
แต่งตวั เสรจ็ สรรพ ไปจบั มอญ
บวั่ ปาบป่ี อน จบั มอญได้มัดมา
พวกเราเหวย เพ่อื นเอย๋ เพ่อื นอย่าอยู่ชา้
เสยี งเฮ เสยี งฮา เรงิ รา่ อยู่คะนอง
เตน้ รำ ลำพอง คะนองนึก อาสาสศู้ กึ หาญฮกึ อยู่เกรียวกราว
33
นอกจากบทร้องที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ ยังมีบทที่แสดงอารมณ์อื่น ๆ อีกมาก และ เม่ือ
คัดเลือกเนื้อเพลงได้เหมาะสมกับอารมณ์เพลงแล้ว ก็จัดการบรรจุเนื้อเพลงนั้นให้ตรงกับทำนองลูก
ฆ้อง เนื้อเพลงที่บรรจุนี้จะเป็นคำกลอนเพียงวรรคเดียวหรือคำเดียวหรือกี่คำก็ได้ แล้วแต่เราจะ
ต้องการใหม้ เี อือ้ นมากนอ้ ยเพียงใด
โดยทั่วไปนั้นเพลงที่ใช้หน้าทับปรบไก่ 4 จังหวะมักใช้คำกลอน 1 คำ เป็นเนื้อร้องแทบ
ทงั้ นัน้ และเนอื้ รอ้ งนจ้ี ะเปน็ 1 คำอยูโ่ ดยตลอด ไม่วา่ จะเปน็ สามช้ัน สองชั้น หรอื ชน้ั เดียว ด้วยเหตุนี้
เพลงชัน้ เดียวจงึ เร็วและแทบไมม่ ีเอื้อน เนอ่ื งจากเนือ้ ร้องไปบรรจุอยู่เต็มหมด เหมาะสำหรับร้องในบท
ละครตอนทตี่ อ้ งการดำเนินเร่ืองเรว็ ๆ ส่วนเพลง สองชนั้ มีความยาวมากกวา่ เพลงชัน้ เดียวเท่าตัว แต่
มีเนอื้ รอ้ ง 1 คำกลอนเท่ากนั เหมาะสำหรบั ใช้ร้องเพลงตับหรือรอ้ งประกอบการแสดงโขนละครพวกน้ี
เป็นต้น ทีนี้เพลง สามชั้น นั้นยาวกว่าเพลง สองชั้น มาอีกเท่าตัว แต่มีเนื้อร้อง 1 คำกลอนเท่ากัน
ฉะนั้น การร้องเพลง สามชั้น จึงต้องมีเอื้อนมาก ทั้งผู้รอ้ งและผู้บรรเลงจะตอ้ งใช้ศิลปะกันอย่าง ต้อง
ฟังเป็นว่าตรงน้ันเขาเอ้ือนอย่างนน้ั ๆ การบรรจุคำรอ้ งต้องตกตรงนัน้ ๆ การครั่นเสียง (การคร่ันเสียง
คอื การใช้เสียงสะเทอื น เปน็ ศพั ท์พเิ ศษทางดนตร)ี ถอนหายใจ กระทบเสยี ง และการใชเ้ สียงหนักเบา
ตอ้ งอยู่ลกั ษณะอย่างนนั้ ๆ เรยี กวา่ ตอ้ งมีโสตประสาทการฟังทางดนตรีท่ีดี เพลง สามชั้นมักใช้ร้องส่ง
กนั ทว่ั ไป ถา้ งานไหนมีปพ่ี าทย์รับร้องแล้วกจ็ ะร้องส่งเพลง สามชัน้ หรอื เพลงเถากนั เรือ่ ยไปจนกว่าจะ
เลิกแต่โอกาสที่จะเอาไปใช้ร้องประกอบการแสดงละครนั้นแทบจะไม่มี เพราะขืนเอาเพลง สามช้ัน
ไปร้องละครปีหน่ึงก็เห็นจะแสดงไม่จบเร่อื งแน่
หลักการโดยทั่วไปในการบรรจุเนื้อเพลง 1 คำกลอนลงกับเพลงหน้าทับปรบไก่ 4 จังหวะ
(สองชัน้ ) มดี งั นี้
1. กรณีมีลูกเท่า คำว่า “ลูกเท่า” นี้ เป็นศัพท์ทางดนตรี หมายถึง ลูกนำหรือลูกขึ้นต้น
ของเพลงบางเพลง ซึ่งโดยมากเป็นเพลงในหน้าทับปรบไก่ คำนี้อาจแผลงมาจากคำว่า “ลูกเท่า”
ซึ่งหมายความว่า เป็นการเท้าความก่อนดำเนินเพลงก็ได้ ในเพลงอัตรา สองชั้นนั้น ถ้ามีลูกเท่าแล้ว
ลูกเทา่ จะมคี วามยาวเท่ากับโน้ต 2/4 เป็นจำนวน 2 ห้องพอดี แตถ่ า้ เป็นเพลงชัน้ เดียว ความยาวของ
ลูกเทา่ ก็จะลดลงเหลือ 1 หอ้ ง และถ้าเปน็ เพลง สามชน้ั ความยาวของลูกเท่าก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 4 ห้อง
เพลงอาจมลี ูกเท่าหรือไมม่ กี ไ็ ด้ แลว้ แต่ผ้แู ต่งจะเห็นสมควร
บางครั้งลูกเท่าอยู่ในตัวเพลงก็มี ถ้าดูโน้ตเพลงสร้อยเพลง จะเห็นได้ว่าเพลงนี้มีลูกเท่า
2 แห่ง คือ ตอนข้นึ ตน้ แห่งหนึง่ กับตอนกลางเพลง 2 ห้องแรกของบรรทัดที่ 3 อกี แห่งหน่ึง ลูกที่อยู่ใน
เพลงน้ีเขาใช้สำหรับเชื่อมโยงหรือวรรคของเพลงให้เข้ากันโดยไม่ต้องเปลี่ยนเสียง เช่นตามตัวอย่าง
เพลงสร้อยเพลงนี้ ตัวโน้ตมาตกเสียง “โด” ที่ต้นห้องแรกบรรทัดที่สาม ความจริงจะเอาทำนอง
ห้องทสี่ ามและหอ้ งท่ีสี่ของบรรทัดนี้มาต่อไปเลยก็ได้ แตเ่ พลงจะขาดจงั หวะไป 2 หอ้ ง ฉะน้ัน เพื่อทำ
ให้เพลงเต็มจังหวะและฟังเก๋ดีด้วย เขาจึงเอาลูกเท่าเสียง “โด” จนถึงห้องที่สาม ฉะนั้น คำว่า
34
“ลูกเท่า” ตรงนี้ จึงมีความหมายสมชื่อ คือ เป็นลูกที่เติมลงไปเพื่อให้ได้จังหวะครบถ้วนหรือ
ให้ได้จงั หวะเท่าที่กำหนดให้ และในเวลาเดียวกัน เพ่อื เชือ่ มวรรคตอนของเพลงใหฟ้ ังเขา้ กันดีด้วย
2. กรณที ไี่ ม่มีลกู เทา่ การบรรจเุ นอ้ื เพลงในกรณีทีม่ แี ละไม่มีลกู เท่าน้ี ตา่ งกันนิดเดียวตรงท่ี
ไม่บรรจุคำร้องลงในลูกเท่าเท่านั้น นอกนั้นเหมือนกันหมด คำกลอนที่จะใช้ร้องมีอยู่คำเดียว
แต่เพลงมี ความยาวถึง 4 จังหวะ ฉะนั้น จึงต้องแบ่งคำกลอนออกเป็น 2 วรรค วรรคแรกใช้บรรจุใน
จงั หวะที่หนงึ่ และสอง ส่วนวรรคหลังใชบ้ รรจุในจังหวะที่สามและส่ี เม่ือได้แบง่ คำกลอนเป็นสองวรรค
แรกเป็นคำร้องในจังหวะที่หนึ่ง และใช้ส่วนที่สองของวรรคเดียวกันนี้ (ซึ่งเป็นคำลงท้ายของวรรค)
เปน็ คำรอ้ งในจงั หวะท่ีสอง ในทำนองเดยี วกันก็ใช้ส่วนแรกของวรรคที่สองเปน็ คำร้องในจังหวะท่ีสาม
และใชส้ ว่ นท่ีสองของวรรคเดียวกนั น้ี (ซง่ึ เป็นคำลงท้ายของวรรคเช่นเดยี วกนั ) เปน็ คำรอ้ งในจังหวะทสี่ ่ี
จากที่นักวิชาการดนตรีไทยแต่ละท่านได้กล่าวถึงการบรรจุเพลง ซึ่งมีความคิดไปในทาง
เดยี วกันคือ อารมณ์ของบทรอ้ งจะต้องมีความเชื่อมโยงและสอดคลอ้ งกับอารมณข์ องบทเพลง ฉะนั้น
แลว้ จะทำใหม้ ติ ิของการฟงั ออกมาได้เหมาะสมท่ีสุด ถ้าบรรจเุ นอื้ รอ้ งไม่ถกู กับทว่ งทำนองของเพลงจะ
ฟงั ไมเ่ ปน็ รสเลยทีเดยี ว
งานวจิ ัยทเี่ ก่ียวข้อง
คฑาวุธ พรหมลิ (2561 : 212 - 213) ได้สร้างสรรคง์ านวจิ ยั เรือ่ ง การประพนั ธ์เพลงตับเรอ่ื ง
เมืองสงขลา เป็นการบูรณาการศาสตร์เพือ่ สร้างสรรค์ผลงานการประพันธเ์ พลงไทย เพื่อเล่าเรื่องราว
เมืองสงขลา 5 สมัย ได้แก่ สมัยอาณาจักรโบราณเมืองสทงิ พระ สมัยพระเจา้ สงขลาสุลต่านสุลัยมาน
ชาห์ สมัยตระกูล ณ สงขลา สมยั มณฑลเทศาภบิ าล และสมยั หลังเปล่ยี นแปลงการปกครองถึงปัจจุบัน
สามารถสรปุ สาระสำคญั จากการศึกษา 3 ประเดน็ ดังนี้
1.1 ประวัติศาสตร์เมืองสงขลา เมืองสงขลามีประวตั ิศาสตร์ที่ยาวนาน เมื่อนับตั้งแต่สมัย
อาณาจักรโบราณเมืองสทิงพระถึงปัจจุบัน มีระยะเวลาการพัฒนาบ้านเมืองมาไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี
ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายศาสนาและชาติพันธุ์มาตั้งรกรากอาศัย อยู่สืบเนื่องกันมาโดยตลอด
ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งเมืองอันโดดเด่นที่มีทะเลประกบทั้ง 2 ด้าน และเป็นเมืองปลายสุด
ขอบขัณฑ์พระราชอาณาจักรสยาม ทำให้สงขลาเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทั้งด้านการค้า
ด้านการเมืองการปกครอง และด้านศาสนา จึงได้รับการสนพระราชหฤทัยและให้ความสำคัญจาก
พระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามทุกช่วงสมัย เป็นผลให้เมืองสงขลามีความเจริญงอกงามอยู่ในระดับต้น ๆ
ของปักษ์ใต้มาตง้ั แตส่ มัยอดีตสบื ถงึ ปัจจุบัน
1.2 การประพันธ์บทร้อง บทร้องตับเรื่องเมืองสงขลาประพันธ์ขึ้นจากแรงบันดาลใจใน
ประวัติศาสตร์เมืองสงขลา 5 ช่วงสมัย คำร้องประพันธ์ขึ้นโดยอิงตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์
35
ร้อยเรียงเรื่องราวตามกรอบแนวคิดด้านการเมืองการปกครอง ด้านเศรษฐกิจ ด้านศาสนา
ด้านการศกึ ษา และด้านศิลปวฒั นธรรม สร้างสรรค์ขึน้ ด้วยฉนั ทลักษณ์ประเภทกลอนสุภาพรวมทั้งส้ิน
94 บท บางช่วงสมัยประพันธใ์ นลักษณะการพรรณนาเล่าเรื่องราวเป็นพื้น บางช่วงสมัยประพันธ์ใน
ลกั ษณะบทละคร คอื มตี ัวละคร มีฉาก มีพฤติกรรม จึงถือวา่ เป็นการประพันธบ์ ทรอ้ งเพลงตับเร่อื งท่ีมี
ความหลากหลายทั้งในส่วนของเนื้อหาและรูปแบบการนำเสนอแต่ก็ยังคงโครงสร้างเล่าเรือ่ งเดยี วกัน
คือ “เมืองสงขลา” ตลอดทั้งเรื่อง นับว่าเป็นการสร้างสรรค์ท่ีมีความโดดเด่น และแปลกใหม่ไปอีก
แนวทางหน่งึ
1.3 การประพันธ์ทำนองเพลง ได้แรงบันดาลใจจากประวตั ิศาสตร์เมืองสงขลาทั้ง 5 สมัย
ทำนองเพลงประพันธ์ขึน้ โดยบูรณาการคัดสรรทำนองตน้ รากให้เกย่ี วข้องกับบรบิ ททางประวัติศาสตร์
ในแต่ละช่วงสมัย กล่าวได้ว่าทำนองเพลงตับเรื่องเมืองสงขลามีที่มาหลากหลายที่สุดอีกเพลงหน่ึง
ซึ่งนับว่าเป็นแนวทางการสร้างสรรค์เพลงตับเรื่องที่แปลกใหม่ในวงวิชาการดุริยางคไทย วิธีการ
ประพันธ์ทำนองเพลงตับเรื่องเมืองสงขลาใช้การประพันธ์แบบมีทำนองต้นรากและประพันธข์ ึ้นใหม่
แบบอัตโนมตั ิ ทำนองตน้ รากที่นำมาเช่ือมโยงกบั บริบทประวตั ิศาสตร์เมอื งสงขลามดี งั นี้ ทำนองเพลง
กลอ่ มเด็กไก่เถ่ือน ทำนองรอ้ งโนราบทครูสอน ทำนองสวดบูชาพระศิวะของศาสนาพราหมณ์ ทำนอง
สวดบทบูชาพระรัตนตรัย และทำนองบทสวดบูชาหลวงพ่อทวดในศาสนาพุทธ ทำนองการกล่าว
อาซานเพื่อนำละหมาดของศาสนาอิสลาม ทำนองเพลงจากการแสดงงิ้วในงานสมโภชศาลหลักเมอื ง
สงขลา ทำนองเพลงบอก ทำนองเพลงเรือแหลมโพธิ์ ทำนองเพลงมาร์ชสงขลา และทำนองเพลง
เสนห่ ส์ งขลา เมอ่ื นำทำนองต่าง ๆ เหลา่ นมี้ าประพันธต์ ามหลักวิชาการได้บทเพลงใหมท่ ัง้ ส้นิ 16 เพลง
ได้แก่ เพลงรัวต้นเรื่อง เพลงขานไข เพลงสทิงพาราณสี เพลงพราหมณ์ถวายเวท เพลงพุทธสถิต
เพลงเจ้าสามีราม เพลงซิงกอรา เพลงแขกสุลัยมาน เพลงแขกป้องเมือง เพลงจีนแหลมสน เพลงจีน-
บ่อยาง เพลงจีนสราญ เพลงมณฑลนครศรีธรรมราช เพลงเขาน้อย เพลงสงขลา และ เพลงสงขลาใหม่
ทุกเพลงมีอัตราจังหวะสองชั้น ใช้อุปกรณ์การประพันธ์แบบต่าง ๆ ได้แก่ การยืดขยาย การกรอ
การล้อขัด ทางเปล่ียน การเปลยี่ นระดับเสียง กระสวนจังหวะ และสำเนยี ง ใช้บันไดเสยี งต่าง ๆ ดังนี้
บันไดเสยี งทางเพียงออลา่ ง (ซ ล ท x ร ม x ) บันไดเสียงทางนอก ( ร ม ฟ x ล ท x ) และบันไดเสียง
ทางเพียงออบน ( ด ร ม x ซ ล x ) ใช้จังหวะหน้าทับต่าง ๆ ได้แก่ หน้าทับโนราจังหวะเพลงหัวปี่
จังหวะเพลงโค จังหวะเพลงนาดช้า และจังหวะจับระบำ หน้าทับทำขวัญ หน้าทับปรบไก่ สองช้ัน
หน้าทบั สองไม้ สองชน้ั หนา้ ทบั สดายง หนา้ ทับรองเงง็ จังหวะอนี ังและจงั หวะโยเก็ต หน้าทับจีน และ
หนา้ ทับฝรั่ง ตีกำกับจงั หวะ ขับรอ้ งและบรรเลงด้วย วงปพ่ี าทย์ไม้นวมตามแบบแผนของเพลงตับเร่ือง
วราภรณ์ เชิดชู (2561 : 990 - 991) การสร้างสรรค์เพลงตับ “พณิ ทุกขนโิ รธคามนิ ปี ฏิปทา”
ในครง้ั น้ีมแี นวคดิ จากคำสอนทางสายกลางผนวกกับทัศนคติเรอ่ื งนิมิตพระอินทร์ดีดพิณสามสายขณะ
บำเพญ็ ทุกรกริ ยิ า จนนำไปสูก่ ระบวนการตีความจากขอ้ มูลเอกสารและการสมั ภาษณ์ผเู้ ชย่ี วชาญทั้งใน
36
ด้านศาสนา ปรัชญาและดนตรี จนได้ข้อสรุปแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ข้อมูลเชิงปรัชญา ข้อมูลเชิง
ศาสนาและข้อมูลเชิงดนตรีที่สามารถอธิบายเชื่อมโยงปรากฏการณ์ทางสายกลางได้เป็นอย่างดี โดย
ข้อมูลดนตรีพณิ ที่ผู้วิจัยค้นคว้าจากวรรณกรรมพุทธศาสนา จากหลักฐานและเอกสารโบราณแห่งยคุ
กำเนดิ พุทธศาสนาในอนิ เดีย เชอ่ื มโยงกับการปรากฏวิวฒั นาการดนตรีพิณในประเทศสยามนน้ั พบว่า
ยุคกำเนิดพุทธศาสนาปรากฏชื่อเครื่องดนตรีพิณ “กระจับปี่” เป็นเครื่องดนตรีพิณ ประเภทลิวท์
(lute) คอสนั้ และมีสายจำนวน 3 - 5 สาย และด้วยการแพรก่ ระจายอิทธพิ ลทางศาสนา จากเอเชียใต้
สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น เครื่องดนตรีพิณ “กระจับปี่” จึงปรากฏในหลายพื้นที่และมีความ
แตกต่างกันออกไป ท้ังในด้านการใช้งานและรปู ร่างลักษณะ แต่สิ่งที่ยังแสดงถงึ ร่องรอยเดยี วกัน คือ
รากศัพท์ของคำที่ใช้ในวัฒนธรรมการเรียกชื่อเครื่องดนตรี ดังนั้น การนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ใน
คร้งั น้ี ผ้วู จิ ยั จึงกำหนดใช้กระจับปี่ท่ีปรากฏอยู่ในวฒั นธรรมของไทย เพื่อเป็นเคร่ืองดนตรีหลักในการ
อธิบายและสือ่ เร่ืองราวพิณที่ถูกกลา่ วถึงในพระไตรปิฎก ถึงแม้วา่ กระจับป่ีของไทยเองจะเปน็ พณิ ท่มี ี
คอยาว อันเป็นลักษณะที่ปรากฏในยุคกลางของอินเดียก็ตาม แต่ด้วยเครื่องดนตรีดังกล่าวมักใช้ใน
ราชสำนักและแสดงถึงสถานะของบุคคลชั้นสูง รวมทั้งยังถูกนำไปประกอบพิธีกรรมสำคัญแห่ง
ราชสำนกั ผู้วิจยั จึงเลือกใชก้ ระจับปีเ่ ป็นเครอ่ื งดนตรหี ลกั ของการนำเสนอผลงานในครั้งน้ี
ด้านการประพันธ์ ผู้วิจัยมีกระบวนการประพันธ์เพลงตามหลักการประพันธ์เพลงไทย
ประเภท เพลงตบั ที่ส่ือถึงเรื่องราวพิณทางสายกลางเป็นหลัก โดยมีทำนองต้นรากส่วนหนึ่งมาจากบท
สวดบาลี เช่น บทนอบนอ้ มนมสั การพระพทุ ธเจา้ บทธัมมจกั กปั ปวัตนสูตร บทสรรเสรญิ พระพุทธคุณ
ทำนองสรภัญญะ บทไตรสรณคมน์ และมีทำนองต้นรากอีกส่วนมาจากฉันท์ในคัมภีร์วุตโตทยั จำนวน
11 ฉันท์ เช่น สัททุลวิกกีฬติ ฉันท์ 19 อินทรวงศฉันท์ 12 มโนสัมมฉันท์ 10 สาลินีฉันท์ 11 อุปัฏฐิตา
ฉันท์ 11 วาณินีฉันท์ 16 วิชชุมาลาฉันท์ 8 จิตรปทาฉันท์ 8 ประภัททกฉันท์ 15 กมลฉันท์ 12 และ
สัทธราฉันท์ 21 อันเป็นฉันทลักษณ์ที่มีความหมายสอดคล้องกับเรื่องราวและแนวคิดหลักของการ
สรา้ งสรรค์ โดยการสร้างสรรค์ดนตรีใหมใ่ นครงั้ นี้ใช้กลวธิ กี ารขบั รอ้ งเน้ือเตม็ และลักษณะทำนองบังคับ
ทาง
นอกจากทำนองต้นรากที่มาจากบทสวดบาลีและฉันท์แล้ว การสร้างสรรค์ทำนองบางส่วน
ได้สอดแทรกแนวคิดเรื่องเสียงโดรน (drone) เพื่อต้องการสื่อถึงลักษณะดนตรีที่ปรากฏในยุค
พุทธศาสนา ผู้วิจัยจึงสร้างสรรค์ทำนองในลักษณะการประสานเสียงแบบแนวนอน ด้วยวิธีการแบง่ ผู้
บรรเลงออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อบรรเลง 3 ทำนองที่แตกต่างกันในลักษณะที่ยังคงเสียงลูกตกเดียวกัน
ถึงแม้ว่าการใช้แนวคิดเสียงโดรนในเพลงไทยดังกล่าว ยังมีข้อจำกัดในการนำเสนอ อาจด้วยลักษณะ
ของทำนองเพลง ซึ่งเป็นในลักษณะเพลงไทยและรูปแบบการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีไทยก็ตาม
37
อันเป็นวัฒนธรรมดนตรีที่มีความเฉพาะแตกตา่ งกนั กบั วัฒนธรรมดนตรีอินเดีย แต่รูปแบบการนำเสนอ
และการบรรเลงดงั กล่าวกย็ งั สามารถสอ่ื อรรถรสไดใ้ กลเ้ คียงกบั แนวคิดเสียงโดรนมากทสี่ ุด โดยผลงาน
การสร้างสรรค์นี้ถือเป็นผลงานประพันธ์เพลงไทยชิ้นแรกที่เปน็ ลกั ษณะการ สาธยายธรรมะเรื่องทาง
สายกลาง อันเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติไปสู่ความพ้นทุกข์ ดังนั้น ผลงานการประพันธ์นี้จึงมี
แนวคิด กระบวนการและลักษณะทำนองทีเ่ ป็นเอกภาพ (unity) ด้วยการใช้ศิลปะ ดนตรีในการช่วย
ส่งเสริมมิติธรรมะให้เกิดพลังธรรมะแก่ผู้รับฟัง อันจะสามารถสะท้อนถึงความสงบ และความหมาย
แห่งหลักธรรม ดังเช่นพุทธวิธีการสอนแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในการ อุปมาอุปไมยเร่ืองพิณ
เพ่อื ใหเ้ กิดความเข้าใจในหลกั ธรรมต่าง ๆ ไดช้ ดั เจนยิ่งขึน้
ณยศ สาตจีนพงษ์ (2563 : 255 - 256) ดุษฎีนิพนธ์วิจัยสร้างสรรค์ทางดุริยางคศิลป์:
เพลงชุดวัดไชยวัฒนาราม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวัตถุประสงค์เพ่ือ
ศึกษาภูมิหลังทางประวัตศิ าสตรแ์ ละมูลบททเ่ี กยี่ วขอ้ งของวดั ไชยวัฒนาราม จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา
และสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์ เพลงชุดไชยวัฒนาราม โดยนำความรู้จากหลักและทฤษฎี
ทางด้านดุริยางคศิลป์ไทยมาสร้างองค์ความรู้ ในการสร้างสรรค์ใช้สร้างสรรค์ทำนองเพลงชุดนี้เพ่ือ
สะท้อนความเจรญิ รงุ่ เรืองของวัดไชยวฒั นาราม
การสรา้ งสรรคผ์ ลงานทางดุริยางคศิลป์: เพลงชุดไชยวฒั นาราม ประกอบด้วย 5 เพลงหลัก
6 เพลงย่อย ใช้หลักการตั้งชื่อเพลงของครูมนตรี ตราโมท โดยตั้งชื่อตามเหตุและสิ่งซึ่ง เป็นอนุสรณ์
ไดแ้ ก่ 1. เพลงไชยวฒั นารามบูชติ การขยายทำนองต้นราก 2. เพลงมิตรวัฒนา ประกอบด้วย 4 เพลง
ย่อย ได้แก่ เพลงป่วงเซยี งบ้านจีน ตกแตง่ ทำนองสำเนียงจีน เยอ้ื งลูกตกและ ยุบทำนอง เพลงตลาดงิ้ว
ตกแต่งทำนองสำเนยี งจีนและการยุบทำนอง เพลงแขกจาม สร้างทำนอง ขึ้นโดยอัตโนมัติ สร้างหน้า
ทับขึ้นใหมช่ ื่อวา่ หน้าทบั แขกจาม และเพลงประทา่ คจู าม ตกแตง่ ทำนองสำเนยี งแขก กำหนดเปน็ เพลง
เร็ว 3. เพลงพุทธศิลป์ ประกอบด้วย 2 เพลงย่อย เพลงพกาพรหม ขยายทำนองต้นรากและตกแต่ง
ทำนองอิสระ เพลงพระธาตุ ตกแต่งทำนองอย่างเพลงสักวา 4. เพลง บดินทร์ปราสาททอง สร้าง
ทำนองรวั อสิ ระ และขยายทำนองตน้ ราก 5. เพลงเรืองรองวัฒนาราม ขยายทำนองตน้ รากและตกแต่ง
ทำนองสำนวนเสภา และการสรา้ งบทเพลงเดย่ี ว
ชนะชัย กอผจญ (2559 : 364) การสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์เพลงตับวิฬาร์เริง
สำราญ โดยสร้างสรรค์ขึ้นมาในรูปแบบร่วมสมัยแต่คงความเป็นแบบฉบับของเพลงไทยไว้ ถ่ายทอด
ทำนองเพลงและการบรรเลงที่แตกต่างจากโบราณกาล แต่คงแบบฉบับเดิมโดยใช้โครงสร้างของ
เพลงตับ และรูปแบบวงที่มีปรากฏมาในสมัยก่อน อีกทั้งวิธีการขับร้องได้ปรากฏมาแต่ก่อนแล้ว
เรยี กว่า การร้องสอดทำนองเพลง ทัง้ น้ีเม่ือผูว้ ิจัยได้สร้างองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้าน
38
ดุริยางคศิลป์เพลงตับเรื่องวิฬาร์เริงสำราญ แล้วจึงถ่ายทอดการสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์
เพลงวิฬาร์เริงสำราญในรูปแบบของการจัดแสดงดนตรี งานวิจัยน้ีมีการประพันธ์ทำนองแบ่งเป็น 3
ส่วน ดงั ต่อไปน้ี
1) ส่วนที่หนึ่ง ปฐมบท ผู้วิจัยได้กล่าวถึงประวัติความเป็นมา ความเชื่อ ตลอดจนบริบท
ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแมวทั่วไปโยทำการรวบร่วมข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในตำราและเอกสารต่าง ๆ
ตลอดจนเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ เช่น ต้นกำเนิดของแมว ลักษณะทางกายภาพ ความเชื่อเรื่อง
ไสยศาสตร์และพธิ กี รรมต่าง ๆ ทีม่ แี มวเขา้ มาเกีย่ วชอ้ งตั้งแตส่ มยั ราชวงศ์ ชนชน้ั สงู และชาวบ้าน
2) ส่วนที่สอง มัชฌิมบท ผู้วิจัยได้กล่าวถึง อัตลักษณ์ของแมวเช่น อุปนิสัย สัญชาตญาณ
พฤติกรรมต่าง ๆ ที่แมวแสดงออกมาในสถานการณ์ต่าง ๆ
3) ส่วนท่สี าม ปัจฉมิ บท ผูว้ จิ ัยกล่างถึงกล่าวถึง ลักษณะเดน่ ของแมวไทยท้งั 5 ชนดิ
ข้อมูลที่นำมาใช้สำหรับสร้างสรรค์ผลงานเป็นการสืบค้นข้อมูลจากหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ แหล่งข้อมูล และตำราต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแมวไทย และนำข้อมลู ท่ีได้มาสร้างสรรค์
บทเพลงตับ โดยยึดเค้าโครงสรา้ งของเพลงตับซ่ึงแสดงเอกลักษณ์อันทรงคณุ ค่าของแมวไทย สืบสาน
และสร้างสรรคผ์ ลงานทเ่ี ก่ียวขอ้ งแมวไทยซง่ึ เป็นสตั ว์ทม่ี ลี ักษณะเด่นและไมเ่ หมือนแมวทั่ว ๆ ไป
สันติ อุดมศรี (2563 : 138 - 139) การสร้างสรรค์ผลงานทางดุรยิ างคศิลป์: ตับเรื่องเกาะ
สีชัง จากการศึกษาภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และมูลบทที่เกี่ยวข้องกับเกาะสีชัง ผู้วิจัยได้นำมา
สรา้ งสรรคเ์ ป็นผลงานทางดุริยางคศิลปโ์ ดยยึดตามหลกั การ แนวคดิ และทฤษฎกี ารประพันธ์เพลงไทย
ของรองศาสตราจารย์ปกรณ์ รอดชา้ งเผอ่ื น โดยใชว้ ธิ ีการประพันธ์คำร้องกอ่ น แลว้ นำลลี าระดับ เสียง
สูง-ตำ่ ตามหลกั ภาษาไทย สงั เคราะห์ตกแต่งออกมาเปน็ ทำนองของดนตรี สรา้ งสรรคท์ ำนองโดย การ
ตกแต่งตามจนิ ตนาการ (Making Design) ให้สอดคลอ้ งกบั จงั หวะและลงตวั กับห้องเพลง ตามรปู แบบ
การสร้างสรรค์ใหม่ เคลือ่ นบนั ไดเสยี งเพอ่ื เปลี่ยนอารมณ์เพลง ใชร้ ่วมกบั หลักการ ประพันธ์เพลงของ
รองศาสตราจารยพ์ ชิ ติ ชัยเสรี ได้แก่ บนั ดาลรังสฤษฏ์ จากแนวคิดและวธิ ีการ ดังกลา่ ว สามารถนำมา
สร้างสรรค์ผลงานบทเพลงตับเรื่องเกาะสีชัง ทั้งการสร้างสรรค์คำประพันธ์บทร้อง การสร้างสรรค์
ทำนองดนตรใี นรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการบังคบั ทำนองและดำเนนิ ทำนอง รวมถึงการสร้างสรรค์สำเนียง
ไทย ลาว จีน ฝร่ัง เป็นตน้ การสรา้ งสรรค์เพลงดงั กล่าวนีท้ ำใหผ้ วู้ จิ ยั กา้ วพ้น ขอบเขตทางด้านความคิด
มีอิสระในการใช้จินตนาการสร้างสรรค์บทร้องและทำนองเพลง ซ่ึงนำไปสู่การสร้างสรรค์องค์ความรู้
ใหมไ่ ดเ้ ป็นผลงานเพลง จำนวน 6 เพลง ได้แก่
1. เพลงคำขวัญเกาะสีชัง เป็นเพลงนำเข้าสู่เรื่องราวของเกาะสีชัง มีลักษณะทำนองแบบ
เรียบง่าย ฟังสบาย ใช้ทำนองพื้นฐานแบบที่ปรากฏอยู่ในเพลงไทยทั่ว ๆ ไป เพื่อเป็นการเกริ่นนำ
39
เตรียมความพร้อมของผู้ฟัง ก่อนจะเข้าสู่บทเพลงทั้งเพลง ใช้บันไดเสียงทางเพียงออล่าง กลุ่มเสียง
ปัญจมลู ซลท x รม x และบนั ไดเสยี งทางนอก กลุม่ เสยี งปัญจมูล รมฟ x ลท x
2. เพลงปฐมลิขิต ประพันธ์บทร้องและทำนองเพลงนี้เพื่อสื่อความหมายของชือ่ เกาะสชี ัง
จึง สร้างสรรค์ให้เพลงนี้มีบทร้อง 2 ท่อน ทำนองเพลงท่อนแรกยังคงความเรียบง่าย มีการบังคับ
ทำนอง ให้เขา้ กบั บทร้อง ทำนองเพลงทอ่ นทีส่ องจะมีความซับซ้อนมากข้ึน จากการเปลย่ี นบนั ไดเสียง
ให้สูงขึ้นใช้บนั ไดเสียงทางเพยี งออบน กลุ่มเสียงปัญจมูล ดรม x ซล x และบันไดเสยี งทางนอก กลุ่ม
เสียงปญั จมูล รมฟ x ลท x
3. เพลงศักดิ์สทิ ธิ์สีชงั ประพันธ์บทร้องและทำนองเพลงนี้เพือ่ บอกเล่าเรื่องราวเกีย่ วกับสงิ่
ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเกาะสีชังนับถือ โดยบทร้องแบ่งเป็น 2 ท่อน การสร้างสรรค์ท่วงทำนองดนตรีจึงใช้
แบบคู่สองเพื่อแสดงความขลงั การเคารพบชู าสง่ิ ศกั ดิ์สิทธปิ์ ระจำเกาะ ทำนองเทีย่ วเปล่ียนตอนท้ายมี
สำเนียงจีน เพอ่ื ส่ือถงึ ศาลเจ้าพอ่ เขาใหญ่ทม่ี ีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบจนี และเป็นท่ีเคารพสักการะ
ของชาวจีน ใช้บันไดเสียงทางชวา กลุ่มเสียงปัญจมูล ฟซล x ดร x และบันไดเสียงทางเพียงออล่าง
กลมุ่ เสยี งปัญจมูล ซลท x รม x
4. เพลงสรณงั ราชฐาน ประพันธบ์ ทรอ้ งและทำนองเพลงน้ีเพ่อื เล่าเรอื่ งราวของพระจุฑาธุช
ราชฐานและอาไศรยสถาน สถานท่ปี ระทับตากอากาศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5 และพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงาม การสร้างสรรค์ทว่ งทำนองดนตรี
จึงมที ำนองเพยี งท่อนเดียว แตม่ ที างเปล่ยี น 3 ทาง เพือ่ สื่อถึงการชมความงามของพระจฑุ าธุชราชฐาน
ในแตล่ ะอารมณเ์ พลงใชบ้ ันไดเสยี งทางเพียงออล่าง กลุ่มเสยี งปญั จมูล ซลท x รม x
5. เพลงสุขสนานชาวเกาะ ประพันธ์บทร้องและทำนองเพลงนี้เพื่อบอกเล่าวิถีชีวิตของ
ชุมชน เกาะสีชังในปัจจุบัน ซึ่งมีคนหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาท่องเที่ยว การสร้างสรรค์ท่วงทำนอง
ดนตรจี ึงมี ทำนองท่อนเดยี ว แต่มีทางเปล่ียนเปน็ สำเนียงเพลงของชนชาติต่าง ๆ ได้แก่ ไทย ลาว จีน
ฝรั่ง สื่อถึงความหลากหลายและสีสันของนกั ท่องเที่ยวที่เดินทางไปเยี่ยมเยือนเกาะสีชงั ตลอดท้ังปีใช้
บนั ไดเสียง ทางเพียงออล่าง กลุ่มเสียงปัญจมูล ซลท x รม x
6. เพลงแสนเสนาะสีชล ประพันธ์บทร้องและทำนองเพลงน้ีเพื่อฝากคำอวยพรและเชิญ
ชวนนักท่องเที่ยวกลับมาเยี่ยมเยือนเกาะสีชังใหม่ การสร้างสรรค์ท่วงทำนองดนตรีจึงเน้นความ
สนุกสนาน ใชท้ ำนองรำวงแบบชาวบ้านมาประยกุ ต์ และได้สรา้ งสรรค์หน้าทบั ขนึ้ มาใหมใ่ ห้สอดคล้อง
เขา้ กบั ทำนองเพลงเพื่อใหม้ ีความกระชับ สนุกสนาน เปน็ การสง่ ท้ายก่อนจบเพลงอย่างมีความสุขใช้
บันไดเสยี งทางชวา กลมุ่ เสียงปญั จมูล ฟซล x ดร x
40
จากการสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์: ตับเรื่องเกาะสีชัง ครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้บันไดเสียง
ทางเพียงออลา่ ง กล่มุ เสียงปัญจมูล ซลท x รม x มากท่ีสดุ
ปกรณ์ หนูยี่ (2563 : 420 - 420) การสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์: ตับเรื่อง
กัลยาณมติ ร เปน็ การวิจัยเชิงคุณภาพ มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อศกึ ษาชีวประวตั ิและอัตลักษณ์ทางดนตรีผ่าน
คีตประพันธ์ที่โดดเด่นของครูดนตรี บ้านพาทยโกศลเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการสร้างสรรค์ผลงาน
ทางดุริยางคศิลป์: ตับเรื่องกัลยาณมิตร กำหนดจำนวนเพลงไว้ 6 เพลง โดยเพลงลำดับที่ 1 ถึง 5
กำกบั จังหวะด้วยหน้าทบั ปรบไก่ สองชั้นและเพลงลำดับที่ 6 กำกบั ด้วยจงั หวะหน้าทับสองไม้ สองช้ัน
ตามวิธีการบรรเลงเพลงตับตั้งแต่โบราณ ชอื่ ตบั กัลยาณมิตร ตัง้ ตามชอ่ื ต้นตระกูลของบ้านพาทยโกศล
ชื่อเพลงภายในตับตั้งขึ้นตามชื่อของครูดนตรีไทยทั้ง 6 ท่าน ทำนองเพลงได้รับแรงบันดาลใจจาก
ผลการวิจัยอัตลักษณ์ที่โดดเด่นทางดนตรีของครูดนตรีบ้านพาทยโกศล บทร้องประพันธ์ขึ้นตาม
ผลการวิจัยชีวประวัติและผลงานของครูดนตรีแต่ละท่าน ทางขับร้องประพันธ์ขึน้ จากแรงบันดาลใจ
จากผลการวจิ ยั ทางขับรอ้ งเพลงวาของคุณหญงิ ไพฑูรย์ กิตติวรรณ โดยการบรรเลงรวมวงบรรเลงด้วย
วงมโหรี ได้รับแรงบนั ดาลใจมาจากการบนั ทึกเสยี งตบั มโหรโี บราณของเก่าเมอ่ื ปี พทุ ธศักราช 2529
จากการศกึ ษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกยี่ วข้องเพิ่มเตมิ พบว่า ยังไม่มีผู้ใด
เคยทำผลงานทางดุริยางคศิลป์ที่เกี่ยวกับพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุมาก่อน จะมีก็แต่
อาจารย์ คฑาวุธ พรหมลิ ที่เคยได้ประพันธ์ “เพลงตับเร่ืองเมืองสงขลา” เพื่อบูรณาการศาสตร์แขนง
ตา่ ง ๆ โดยการนำประวตั ิศาสตร์ เมืองสงขลามาประพันธด์ ว้ ยกลอนสภุ าพ เลา่ เรื่องราวเมืองสงขลา 5
สมัย ได้แก่ สมัยอาณาจักรโบราณเมืองสทิงพระ, สมัยพระเจ้าสงขลาสุลต่านสุลัยมาน ชาห์, สมัย
ตระกลู ณ สงขลา, สมยั มณฑลเทศาภิบาล และสมยั หลงั เปลย่ี นแปลงการปกครองถงึ ปัจจบุ ัน ขับร้อง
และบรรเลงด้วยวงปพี่ าทยไ์ ม้นวมตามแบบแผนของเพลงตับ
ด้วยเหตดุ ังกล่าว ผูว้ ิจัยจึงเกิดความคิดที่จะสรา้ งสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์ เพอ่ื บอกเล่า
เรื่องราวความเป็นมา ความสำคัญ และความน่าสนใจของพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ
ผ่านบทเพลง โดยเลือกสร้างสรรค์ผลงานในลักษณะของ “เพลงตับ” ซึ่งมีเรื่องราวตามบทร้องและ
ทำนองทีน่ ำมาจัดเรยี งตามลำดับการบรรเลง
41
บทท่ี 3
วธิ ดี ำเนนิ การวิจยั
การสรา้ งสรรค์ดรุ ิยนพิ นธ์ เพลงตับเร่อื งพระสุวรรณมาลิกเจดยี ์ศรีรัตนมหาธาตุ ผู้วิจัยได้ใช้
ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลจาก
เอกสารหนังสือ ตำรา งานวิจัยและบทความวิชาการต่าง ๆ เพื่อนำมาประมวลผลหลังจากการเก็บ
รวบรวมขอ้ มูล และวิเคราะห์ข้อมลู ซ่ึงสามารถแบง่ ขั้นตอนการดำเนินงานได้ดงั ตอ่ ไปน้ี
ข้ันที่ 1 การเตรยี มการและรวบรวมขอ้ มลู
1.1 ผู้วิจัยได้ค้นคว้าข้อมูลเอกสารหนังสือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยจากแหล่งการ
เรียนรู้ ห้องสมุดของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อนำมาสนับสนุน อ้างอิง และเป็นแนวทางในการวิจัย โดย
แหล่งสำหรับค้นคว้าข้อมลู มดี งั น้ี
1.1.1 สำนักหอสมุด มหาวทิ ยาลัยทักษิณ วทิ ยาเขตสงขลา
1.1.2 พพิ ธิ ภัณฑสถานแห่งชาตินครศรธี รรมราช อำเภอเมือง จงั หวดั นครศรีธรรมราช
1.1.3 ห้องเอกสารทอ้ งถน่ิ สถาบันทักษณิ คดีศึกษา มหาวทิ ยาลัยทักษิณ
1.1.4 พิพิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ สงขลา
1.1.5 หอสมุดแห่งชาติกาญจนาภเิ ษก สงขลา
1.2 ผู้วิจัยได้ค้นคว้ารวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลจากเอกสารหนังสือ ตำรา งานวิจัยและ
บทความวชิ าการที่เก่ยี วข้องกบั งานวิจัย โดยไดค้ ้นคว้าข้อมูลจากหวั ข้อดงั ต่อไปนี้
1.2.1 พระสวุ รรณมาลิกเจดียศ์ รีรัตนมหาธาตุ
1.2.2 ทฤษฎดี นตรไี ทย
1.2.3 ทฤษฎเี พลงตบั
1.2.4 ทฤษฎกี ารประพนั ธ์บทร้อง
1.2.5 ทฤษฎกี ารบรรจเุ พลง
ขน้ั ท่ี 2 การจดั การเอกสารและการประพันธ์
2.1 ขั้นตอนการประพันธ์ รวบรวมข้อมูลที่เป็นส่วนของเอกสาร ตามลำดับขั้นตอนตาม
วัตถปุ ระสงคก์ ารวิจัย มีดงั นี้
42
2.1.1 ศึกษาเอกสาร ข้อมูลบริบทประวัติพระมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ
ประวัตศิ าสตร์วดั ราชประดิษฐาน (วดั พะโคะ)
2.1.2 กำหนดแนวคดิ ในการประพันธ์บทร้อง และบรรจทุ ำนองเพลง ในรปู แบบเพลง
ตับเรื่อง โดยอิงข้อมูลจากการวิเคราะห์ประวัติศาสาตร์และความสำคัญของวัดราชประดิษฐาน หรือ
วัดพะโคะที่ได้มีการกล่าวถึงพระมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุไว้ นำมาออกแบบกรอบแนวคิดการ
ประพันธ์
2.1.3 สร้างแรงบันดาลใจในการประพันธ์บทร้อง โดยยึดจากกรอบแนวคิดท่ีผู้วิจัยได้
กำหนดไว้ ให้เล่าเรื่องถึงความเป็นมาของพระมาลิกเจดีย์ตั้งแต่อดีตในบริเวณลุ่มแม่น้ำทะเลสาบ
สงขลา เพื่อสื่อถึงความเจรญิ รุ่งเรืองทางศาสนาในอดีต ไล่เรียงตามลำดับเหตกุ ารณใ์ นประวัติศาสตร์
สือ่ ออกมาในรสอารมณ์ต่าง ๆ ตามสภาวการณ์ดา้ นการศาสนา การเมอื ง และการสงคราม ณ ขณะน้นั
2.1.4 กำหนดแนวทางการปรบั วงดนตรีเพื่อให้ได้ซึ่งอารมณ์ตามจินตภาพที่วางไว้
2.1.5 ประพันธ์บทขับรอ้ งสำหรบั ร้องเล่าเรื่องราวในแต่ละช่วง และมีบทร้องท้องถน่ิ
ภาคใต้แทรกไว้ในช่วงเหตกุ ารณ์ท่ีสำคัญ โดยแบ่งออกเปน็ 3 ตอน ได้แก่
2.1.5.1 ตอนที่ 1 พระยาธรรมรังคัลอาราธนาพระอโนมทัสสีให้ไปอัญเชิญ
พระธาตจุ ากลังกา (พ.ศ. 2057)
2.1.5.2 ตอนที่ 2 พระรามนักปราชญ์ขอพระราชทานกัลปนาวัดพะโคะจาก
สมเด็จพระเอกาทศรถและทรงพระราชทานสมณศกั ดิ์เป็นพระราชมุนี (พ.ศ. 2158)
2.1.5.3 ตอนที่ 3 การสถาปนาพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุบน
ยอดเขาพะโคะ (พ.ศ. 2159)
2.1.6 การบรรจุทำนองเพลง ผู้วิจัยบรรจุเพลง โดยการคัดเลือกเพลงต่าง ๆ ได้แก่
เพลงอัตราจังหวะสองชั้น ประเภทหน้าทับปรบไก่ หน้าทับสองไม้ หน้าทับหน้าพิเศษ โดยคำนึงถึง
ความเหมาะสมกลมกลนื กบั เหตกุ ารณอ์ ารมณข์ องตวั ละคร
2.1.7 กำหนดรูปแบบการประสมวงดนตรี ทั้งน้ีผู้วิจัยใช้วงดนตรีไทย และนำเครื่อง
ดนตรพี ้ืนเมืองบางชนิด รว่ มบรรเลงเพื่อเนน้ อารมณถ์ งึ ความเป็นภาคใต้
ข้ันที่ 3 การวิเคราะหข์ อ้ มูล
3.1 วเิ คราะหข์ อ้ มลู ผลงานสรา้ งสรรค์ โดยการอธิบายเชิงวิเคราะห์บทรอ้ งและทำนองเพลง
ทนี่ ำมาบรรจุ ซ่งึ บนั ทกึ โนต้ เพลงไทย 8 หอ้ งเพลง ดังนี้
3.1.1 อธิบายโครงสรา้ งบทเพลง
3.1.2 กลมุ่ เสียง