43
3.1.3 หน้าทบั
3.1.4 จังหวะ
ขั้นที่ 4 การนำเสนอขอ้ มูล
4.1 สรุปผล นำเสนอข้อมูลในรูปแบบของงานวิจัย จัดทำเอกสารโดยการนำเสนอใน
รปู แบบงานวิจยั แบ่งออกเป็น 5 บท ดังน้ี
บทท่ี 1 บทนำ
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กีย่ วขอ้ ง
บทท่ี 3 วิธีดำเนินการวิจยั
บทที่ 4 การสร้างสรรค์ เพลงตบั เรอ่ื งพระสวุ รรณมาลกิ เจดีย์ศรรี ัตนมหาธาตุ
บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
บรรณานุกรม
บุคลานกุ รม
ภาคผนวก
4.2 นำเสนอผลงานเชิงวิชาการในรูปแบบดุริยนิพนธ์และงานสร้างสรรค์ในรูปแบบการ
แสดงตอ่ สาธารณชน
4.3 จดั ทำรายงานรูปเลม่ ดรุ ิยนิพนธฉ์ บับสมบรู ณ์
44
บทท่ี 4
การสรา้ งสรรค์เพลงตบั เรอ่ื งพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรรี ตั นมหาธาตุ
การสรา้ งสรรคเ์ พลงตับเร่อื งพระสุวรรณมาลกิ เจดยี ์ศรรี ัตนมหาธาตนุ ี้ ผู้วิจยั มงุ่ อรรถาธิบาย
การประพันธบ์ ทร้อง และอรรถาธิบายการบรรจุเพลง ดงั จะกล่าวตามลำดบั ตอ่ ไปนี้
อรรถาธบิ ายการประพนั ธ์บทร้อง
การอรรถาธิบายบทร้องน้นั ผวู้ ิจัยแบง่ การอธิบายไปตามแต่ละช่วงเหตุการณ์สำคัญของพระ
สุวรรณมาลกิ เจดยี ์ศรรี ตั นมหาธาตุ โดยแบง่ ออกเปน็ 3 ตอน ได้แก่
ตอนที่ 1 พระยาธรรมรังคัลอาราธนาพระอโนมทัสสีให้ไปอัญเชิญพระธาตุจากลังกา
(พ.ศ. 2057)
ตอนที่ 2 พระรามนักปราชญ์ขอพระราชทานกัลปนาวัดพะโคะจากสมเด็จพระเอกาทศรถ
และทรงพระราชทานสมณศกั ด์ิเปน็ พระราชมุนี (พ.ศ. 2158)
ตอนที่ 3 สถาปนาพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตบุ นยอดเขาพะโคะ (พ.ศ. 2159)
ซึ่งจะอรรถาธบิ ายไล่ตามลำดบั ไปตามแต่ละตอน ดังน้ี
บทร้องเพลงตบั เรื่องพระสุวรรณมาลิกเจดยี ศ์ รีรัตนมหาธาตุ
ตอนที่ 1 พระยาธรรมรงั คัลอาราธนาพระอโนมทสั สีให้ไปอญั เชิญพระธาตุ
จากลังกา (พ.ศ. 2057)
(อาจารย์คฑาวธุ พรหมลิ ประพนั ธ์บทรอ้ ง)
-รอ้ งเพลงชา้ ป่ีนอก-
มาจะกล่าวเล่าความแต่ปางบรรพ์ ถึงพระยาธัมรังคัลนาถา
ครองสทิงพาราณสนี ครา ชาวประชาเปน็ สุขสนุกสบาย
-รอ้ งเพลงทองย่อน-
ทรงศรทั ธาเล่อื มใสพ่ ุทธศาสตร์ คณะลงั กาชาตทิ ่ีมุง่ หมาย
จึงนิมนตพ์ ระเถรามาภิปราย เพ่อื สืบสายพุทธาลงั กาวงศ์
พระมหาอโนมทสั สี จึงลอ่ งนทีตามประสงค์
เภตราออกทะเลใหญด่ ้วยใจจง มงุ่ ตรงยังศรีลังกาธานี
45
-ร้องเพลงประพาสเภตรา-
แล่นเอยแลน่ ตามลม แสนสขุ สมภริ มยส์ ำเภาศรี
ถอนสมอลอยล่องคลอ่ งวารี ธชสี ขุ เกษมเปรมใจ
เหล่าโลมาคลาเคล้าเข้ามาเล่น ทำเปน็ ว่ายรา่ ยหางกลางน้ำใส
เจ้าปลาบนิ รอ่ นเหนอื น้ำตามกันไป อีกวาฬใหญ่พน่ ฟองละอองกระจาย
-รอ้ งเพลงกระบอกเงนิ -
ถว้ นเดือนสำเภาเคล่ือนถงึ ลงั กา พระสังฆาลุถงึ ซง่ึ ทห่ี มาย
พักผ่อนหยอ่ นใจใหส้ บาย แล้วผันผายถวายความตามประเพณี
-รอ้ งเพลงพญาสเ่ี สา-
มหาบพิตรพระองค์ทรงศรัทธา ถวายสารรี ิกธาตุพระชินสีห์
พระมหาชื่นชมสมฤดี ล่องวารกี ลับสทงิ พระนครา
-รอ้ งเพลงครอบจักรวาล-
ครนั ถึงกรงุ สทงิ พาราณสี ท้าวพระยาประชาชีล้วนสุขา
รว่ มก่อบรมธาตพุ ระพุทธา ตรงทีร่ าบเชงิ ผาภีภัชคิรี
แล้วสรา้ งวิหารแลอาราม กำหนดวิสงุ คามวาสี
ขอกลั ปนาตอ่ พระจกั รี พระรามาธิบดีเจา้ อยุธยา
-รอ้ งเพลงตวงพระธาตุ-
พระราชทานท่นี าผลาหาร คนบริพารเปน็ ขา้ พระศาสนา
ห้ามผใู้ ดล่วงลำ้ พระศรทั ธา ตราบสุรยิ ันจนั ทรานภาจร
เรียกอารามว่าวดั ดหี ลวง งามโชติช่วงหว้ งแห่งสโมสร
ขอพุทธคณุ สถติ สถาวร ชาวสทิงพระประนมกรสาธกุ าร
-ปีพ่ าทยท์ ำเพลงสาธุการ-
ตอนที่ 2 พระรามนกั ปราชญ์ขอพระราชทานกลั ปนาวัดพะโคะจากสมเด็จพระเอกาทศ
รถและทรงพระราชทานสมณศกั ด์ิเป็นพระราชมนุ ี (พ.ศ. 2158)
-ร้องเพลงมอญแปลง-
มาจะกลา่ วถึงเจา้ สามรี าม ไขความอภิธรรมจนกล่าวขาน
พระเอกาทศรถทรงโปรดปราน ใหน้ ามรามนกั ปราชญ์ราชมุนี
46
วนั หนง่ึ จงึ เขา้ เฝา้ กษตั รา ทลู ขอกลั ปนาพระทรงศรี
วัดดหี ลวงสลดั โจมตี ไพร่ภมู ิทานศลี บาลแตกซ่านไป
แลจะยา้ ยพระธาตุขนึ้ สิงขร คริ นิ ธรพะโคะทีใ่ หม่
ให้สูงหนง่ึ เสน้ หา้ วาอำไพ เป็นหลกั ชยั สทิงพระนครา
-ร้องเพลงเวสสุกรรม-
พระองคท์ รงหลง่ั ทักษโิ ณทก ยกไรน่ าผู้คนแลพฤกษา
ใหข้ าดจากสว่ ยหลวงแตน่ น้ั มา ห้ามผูใ้ ดนำพาเป็นของตน
พระราชทานยอดพระเจดยี ์ แวววับแวมสเี สยี ดเวหน
เบญจโลหะอันมงคล แลอฐิ ใหไ้ พรพ่ ลขนลงไป
กบั พระราชทานบรรดาศกั ดิ์ พระรามนกั ปราชญผ์ อ่ งใส
เป็นพระราชมุนีเกรียงไกร อยู่วัดใหม่ที่พระราชทาน
-โล-้
ตอนที่ 3 สถาปนาพระสุวรรณมาลกิ เจดยี ์ศรรี ัตนมหาธาตุบนยอดเขาพะโคะ
(พ.ศ. 2159)
-รอ้ งเพลงกระบอกทอง-
คร้นั ถงึ กรงุ สทิงพาราณสี ประชาชีไพรฟ่ า้ ก็ประสาน
ต่างยินดรี ่วมใจกับสมภาร ย้ายพระธาตโุ บราณขึน้ เขาพลัน
-ร้องเพลงเพลงตะลุงบ้องตัน-
แลว้ ระดมผูค้ น ชาวบา้ นทง้ั หลาย พวกชายกำยำ มากแรงแข่งขนั
ขนอิฐแลไม้ โดยพร้อมเพรียงกนั คนหญิงทางน้ัน กจ็ งเตรยี มขา้ วปลา
แล้วจงึ ก่ออิฐ สอปูนข้นึ รูป องคพ์ ระสถูป มหาพุทธา
เสร็จสรรพงามเด่น หนงึ่ เส้นหา้ วา แลอรา่ มงามตา ดั่งแกว้ สรุ การ
แลว้ กค็ ิดการ ยกยอดพระเจดีย์ ให้สงั ฆการี ออกไปสือ่ สาร
แถลงแจง้ ข่าว งานบญุ สนุ ทาน ท่วั ทุกเขตบา้ น แดนดนิ ถน่ิ นา
สังการีรับทราบ เตรยี มการโดยไว ออกจากวัดไป ร้องเรียกตามหา
ลกู คอู่ ยู่ไหน ให้จงรีบมา อย่ามัวชักชา้ ให้ทนั ทว่ งที
47
-ร้องเพลงบอก-
(แมเ่ พลง) : ออว่า ออว่า พ่ีน้อง
(ลกู คู่) : ว่าทอยชา้ ฉา้ ชาเหอ้ พีน่ อ้ ง
(แมเ่ พลง) : ท่ัวท้ังผองฟังทางนี้
(ลูกค)ู่ : วา่ ชา่ ยแล้วฟงั ทางนี้
(แม่เพลง) : วดั โคะบนยอดคิรี
(ลูกคู่) : คิรี
(แมเ่ พลง) : สร้างเจดยี ์ศรีโสภา
(ลกู คู)่ : แลว้ สร้างเจดยี ์ศรโี สภา
(แมเ่ พลง) : จะยกยอดพระเจดยี ์
(ลกู คู่) : วา่ ทอยชา้ ฉ้าเห้อเจดีย์
(แมเ่ พลง) : พระราชมนุ ที ่านได้มา
(ลกู คู)่ : ขอมา
(แมเ่ พลง) : พอ่ อยู่หัวทรงเมตตา
พระราชทานมาใหโ้ หม๋เรา
(ลกู ค)ู่ : พระราชทานให้โหม๋เรา
(แมเ่ พลง) : พระธาตุก็สวยแลงามตา
(ลกู คู่) : วา่ ทอยช้าฉา้ ชาเห้องามตา
สงู เสยี ดฟา้ บนยอดเขา
(ลูกค)ู่ : สงู เสยี ดฟ้าช่ายแล้วบนยอดเขา
(แม่เพลง) : แลอรา่ มงามพริ้มเพรา
เนาวส์ ถานพุทธคุณ
(ลูกค)ู่ : เนาวส์ ถานพุทธคุณ
(แม่เพลง) : คนไหนกราบไหวไ้ ด้บูชา
(ลูกค)ู่ : วา่ ทอยชา้ ฉ้าชาเหอ้ บชู า
(แม่เพลง) : กุศลนำพาเกื้อหนนุ
กศุ ลนำพาชา่ ยแลว้ เกอ้ื หนุน
(แมเ่ พลง) : ด้วยอานสิ งส์แหง่ ผลบญุ
คำ้ จนุ ไรท้ กุ ข์ภยั
(ลูกคู่) : คำ้ จนุ ไรท้ ุกขภ์ ยั
(แม่เพลง) : มาตะมาแลชาตรี
48
(ลูกค)ู่ : ว่าทอยช้าฉา้ ชาเหอ้ ชาตรี
(แม่เพลง) : สืบแต่ขุนศรีโนราใหญ่
(ลูกคู่) : สืบแต่ขุนศรีช่ายแล้วโนราใหญ่
(แมเ่ พลง) : รำก็ดีวาทกี ็ไว
สุขหัวใจทั่วทกุ คน
(ลกู คู่) : สุขหวั ใจทัว่ ทกุ คน
-รอ้ งเพลงมหาฤกษ์-
ครน้ั ถงึ วันฤกษม์ งคลดลดถิ ี ก็ตฆี ้องชยั ขนึ้ สามหน
สงั ข์แตรสะท้านทว่ั มณฑล ผคู้ นแซซ่ อ้ งสาธุการ
-ร้องเพลงมหาชยั -
ดรุ ยิ พาทยฆ์ อ้ งกลองดังสน่ัน ระฆังล่ันสน่ั เสยี งเรยี งประสาน
เสียงธรรมเสียงชัยใสกังวาน ท่วั ถนิ่ ฐานสทิงพระนครา
-ร้องเพลงแขกบรเทศ-
พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ สิริศรมี งคลคเู่ คหา
เด่นตระการสองฟากธารธารา สญั ญะแหง่ พทุ ธาพระโคดม
-เพลงกราวรำชน้ั เดยี ว-
1. ตอนที่ 1 พระยาธรรมรังคลั อาราธนาพระอโนมทัสสีให้ไปอัญเชิญพระธาตุจากลังกา
(พ.ศ. 2057)
เป็นการกล่าวนำเล่าเรื่องราวการกัลปนาพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ
เมอ่ื เริ่มแรกในสมยั พระยาธรรมรังคัล ทำใหม้ พี ระมหาธาตุเจดียม์ าประดษิ ฐานอยู่ ณ อำเภอสทิงพระ
จงั หวัดสงขลาในปจั จุบัน โดยการใชฉ้ ันทลกั ษณ์ประเภทกลอนสุภาพ ในการประพนั ธ์บทร้อง ดังนี้
1.1 บทร้องบรรเลงเพลงชา้ ปี่นอก ถงึ พระยาธมั รงั คลั นาถา
มาจะกล่าวเลา่ ความแตป่ างบรรพ์ ชาวประชาเป็นสุขสนุกสบาย
ครองสทิงพาราณสีนครา
อรรถาธบิ ายบทรอ้ ง
เนื้อหาบทร้องเป็นการกล่าวนำเรื่องเพื่อนำไปสู่เร่ืองราวการประดิษฐานพระบรมธาตุ
เจดยี ์ในชว่ งสมัยพระยาธรรมรังคัล โดยกล่าวถึงสมัยกรุงศรีอยธุ ยาราวปพี ุทธศกั ราช 2057 ได้ปรากฏ
หลักฐานไว้ว่า พระยาธรรมรังคัลซงึ่ เปน็ เจา้ เมืองสทงิ พาราณสี หรอื เมอื งพทั ลุง (ปัจจบุ ันตั้งอยทู่ ่ีอำเภอ
49
สทิงพระ จังหวัดสงขลา) ดังที่ปรากฏในพงศาวดารเมืองพัทลงุ ว่า “…ครั้นกาลลว่ งมาราว พ.ศ. 2057
(จ.ศ. 876) ลว่ งแล้วครง้ั กรุงศรีอยธุ ยาโบราณปรากฏว่า พระยาธรรมรังคัลเปน็ เจ้าเมอื งพัทลงุ ต้ังอยู่ที่
จะทิ้งพระ (ในอำเภอจะทิ้งพระ แขวงจังหวัดสงขลานี้อีกเห็นจะต่อเนื่องมาแต่เดิม)…” การไปเชิญ
พระธาตุแสดงให้เห็นว่า เจ้าผู้ปกครองเมืองนี้และประชาชนเลื่อมใสพุทธศาสนา ปฏิบัติตามคำสอน
ของพระพุทธองค์ อยู่เป็นนิจจึงทำให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข หรือพระบรมธาตุเป็นสัญลักษณ์ของ
ความสงบสขุ นน่ั เอง
1.2 บทรอ้ งบรรเลงเพลงทองยอ่ น คณะลังกาชาตทิ ่มี งุ่ หมาย
ทรงศรทั ธาเลอื่ มใสพ่ ทุ ธศาสตร์ เพื่อสบื สายพทุ ธาลงั กาวงศ์
จงึ ล่องนทตี ามประสงค์
จงึ นิมนตพ์ ระเถรามาภปิ ราย มุง่ ตรงยงั ศรลี ังกาธานี
พระมหาอโนมทสั สี
เภตราออกทะเลใหญ่ด้วยใจจง
อรรถาธบิ ายบทรอ้ ง
เนื้อหาบทร้องกล่าวถึงพระยาธรรมรังคัลที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ได้นิมนต์พระมหาอโนมทัสสีให้ล่องเรือออกทะเล เพื่อไปเชิญพระมหาธาตุจากเมืองลังกามา
ประดิษฐาน ณ เมอื งสทงิ พาราณสี และก่อเปน็ เจดยี บ์ รรจุพระมหาธาตุไว้
1.3 บทรอ้ งบรรเลงเพลงประภาสเพตรา แสนสขุ สมภิรมยส์ ำเภาศรี
แล่นเอยแลน่ ตามลม ธชีสุขเกษมเปรมใจ
ทำเป็นวา่ ยร่ายหางกลางนำ้ ใส
ถอนสมอลอยล่องคลอ่ งวารี อีกวาฬใหญ่พ่นฟองละอองกระจาย
เหลา่ โลมาคลาเคล้าเข้ามาเลน่
เจ้าปลาบนิ รอ่ นเหนอื น้ำตามกันไป
อรรถาธิบายบทร้อง
เนื้อหาบทร้องบทนี้เป็นบทแทรกเพื่อชมความงดงามและความอุดมสมบูรณ์ของ
ทอ้ งทะเล ระหวา่ งการเดนิ ทางของพระมหาอโนมทัสสีท่ีเดนิ ทางไปเมืองลงั กาดว้ ยเรอื สำเภาท่ีล่องไป
ตามลมในทะเลอนั กว้างใหญ่ มที งั้ คลนื่ ลกู เล็กลูกใหญ่เคลื่อนมากระทบกับสำเภา มฝี งู โลมา ปลาบินที่
แหวกวา่ ยน้ำเลน่ กนั อยา่ งมีความสุข นอกจากนนั้ ยังไดเ้ หน็ วาฬตวั ใหญท่ พี่ น่ นำ้ ออกมาเป็นละอองฟอง
คลา้ ยนำ้ พุ ดว้ ยความมงุ่ มนั่ เลือ่ มใส่ในพระพุทธศาสนาอยา่ งแรงกลา้ และดว้ ยอำนาจพระพุทธคุณเป็น
ผลให้การเดินทางของพระมหาอโนมทัสสเี ป็นไปด้วยความเรยี บร้อยปลอดภัย
50
1.4 บทรอ้ งบรรเลงเพลงกระบอกเงิน พระสงั ฆาลุถึงซ่ึงทีห่ มาย
ถ้วนเดือนสำเภาเคล่ือนถงึ ลงั กา แลว้ ผนั ผายถวายความตามประเพณี
พักผอ่ นหย่อนใจให้สบาย
อรรถาธบิ ายบทรอ้ ง
เนื้อหาบทรอ้ งกล่าวถงึ การล่องสำเภาที่ใช้เวลาเปน็ เดือนในที่สุดพระมหาอโนมทัสสีก็ไป
ถึงเมืองลังกาตามที่ตั้งใจ และหลังจากที่พักผ่อนจนหายเหนื่อยจากการล่องสำเภาในทะเลมาเป็น
เวลานานจึงรบี เข้าไปถวายความต่อกษตั ริย์เมอื งลงั กา เพ่อื จะขออนั เชิญพระมหาบรมธาตเุ จดียก์ ลับไป
1.5 บทรอ้ งบรรเลงเพลงพญาสเี่ สา ถวายสารรี ิกธาตุพระชินสีห์
มหาบพิตรพระองคท์ รงศรัทธา ลอ่ งวารีกลับสทิงพระนครา
พระมหาชื่นชมสมฤดี
อรรถาธิบายบทร้อง
เนื้อหาบทรอ้ งกล่าวถึงกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองลงั กาเมือ่ ได้ฟงั ความที่พระมหาอโนมทัสสี
ถวายความแลว้ พระเจ้ากรงุ ลังกาทรงมีความศรัทธาอนุโมทนากุศลบญุ และถวายพระบรมสารีริกธาตุ
ของพระพุทธเจ้าแก่พระมหาอโนมทัสสี พระมหาอโนมทัสสีก็มีความปิตยิ ินดี ถวายพระพรลาล่องเรือ
กลับมายังกรงุ สทงิ พาราณสี
1.6 บทรอ้ งบรรเลงเพลงครอบจักรวาล ท้าวพระยาประชาชีลว้ นสุขา
ครันถึงกรงุ สทิงพาราณสี ตรงท่รี าบเชิงผาภภี ชั คริ ี
กำหนดวิสงุ คามวาสี
ร่วมกอ่ บรมธาตพุ ระพทุ ธา พระรามาธบิ ดีเจา้ อยุธยา
แลว้ สร้างวิหารแลอาราม
ขอกัลปนาต่อพระจกั รี
อรรถาธิบายบทร้อง
เนื้อหาบทร้องเล่าเหตุการณ์พระมหาอโนมทัสสีเดินทางกลับมาถึงสทิงพาราณสี
พระยาธรรมรังคลั กรมการเมอื ง ขุนนาง ไพร่ฟ้าทุกคนต่างแสดงความชืน่ ชมยินดี แล้วรว่ มกันกอ่ เจดีย์
ที่มีความสูง 1 เส้น (40 เมตร) เพื่อบรรจุพระมหาธาตุ อีกทั้งยังสร้างพระอุโบสถ ศาลาวิหาร และ
ก่อกำแพงล้อมเป็นเขตพุทธาวาส บริเวณเชิงเขาภีพัชสิง และทำการขอพระราชทานกัลปนาจาก
สมเด็จพระรามาธบิ ดีที่ 2 พระเจา้ กรงุ ศรีอยุธยา ซ่ึงตรงกับปีพุทธศกั ราช 2057
51
1.7 บทร้องบรรเลงเพลงตวงพระธาตุ คนบริพารเปน็ ขา้ พระศาสนา
พระราชทานทีน่ าผลาหาร ตราบสุรยิ นั จนั ทรานภาจร
งามโชติช่วงหว้ งแหง่ สโมสร
ห้ามผ้ใู ดล่วงลำ้ พระศรทั ธา ชาวสทงิ พระประนมกรสาธกุ าร
เรยี กอารามว่าวดั ดีหลวง
ขอพุทธคณุ สถติ สถาวร
อรรถาธบิ ายบทรอ้ ง
เนื้อหาบทร้องกล่าวถึง สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา ทรง
พระราชทานกัลปนา โดยยกผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น รวมทั้งที่ดิน ไร่นา ไม้ผลยืนต้นทั้งหลาย
ให้แก่วัด ห้ามกรมการเมือง ผู้ปกครองเมืองนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือนำไปเป็นของตนเอง
และเรยี กวดั ท่ีสถาปนาใหม่ว่า “วดั หลวง” (ปัจจบุ ันเรียกวัดดีหลวงหรอื วดั กฎุ หี ลวง)
2. ตอนที่ 2 พระรามนักปราชญ์ขอพระราชทานกัลปนาวัดพะโคะจากสมเด็จพระเอกา
ทศรถ และทรงพระราชทานสมณศกั ดิ์เป็นพระราชมนุ ี (พ.ศ. 2158)
บทร้องในตอนนีเ้ ป็นการเล่าเร่ืองราวหลังจากเวลาผ่านไปราว 100 ปีที่ได้ประดิษฐาน
พระมหาธาตุเจดีย์ วัดหลวง ณ เชิงเขาภพี ัชสงิ เม่ือราวปีพทุ ธศักราช 2158 ซง่ึ ตรงกับสมัยท่ีมีสมเด็จ
พระเอกาทศรถเป็นกษัตรยิ ์ปกครองกรุงศรีอยุธยา พระรามนักปราชญ์พระภิกษุจากเมืองสทิงพระได้
แสดงภูมิรู้ทางพระธรรมในพระราชวังหลวงจนเป็นทโ่ี ปรดปราน ตอ่ มาได้ขอพระราชทานกัลปนาวัดที่
เขาพะโคะและคิดย้ายพระบรมธาตุองคเ์ ดิมที่วัดหลวงมาก่อพระมหาธาตุเจดีย์บนยอดเขานั้น สมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวเอกาทศรถ ทรงพระราชทานตามที่ขอและทรงถวายยอดพระเจดีย์และอิฐสำหรับก่อ
พระธาตุเป็นพระราชกุศลในครั้งนี้ ใช้ฉันทลักษณ์ประเภทกลอนสุภาพทั้งประเภท กลอนหก กลอน
เจ็ด กลอนแปด และกลอนเก้า คละเคล้ากันไปในการเล่าเรื่องไล่ตามลำดับเหตุการณ์ ดังน้ี
2.1 บทรอ้ งบรรเลงเพลงมอญแปลง ไขความอภิธรรมจนกลา่ วขาน
มาจะกล่าวถงึ เจา้ สามีราม ใหน้ ามรามนักปราชญ์ราชมนุ ี
ทลู ขอกลั ปนาพระทรงศรี
พระเอกาทศรถทรงโปรดปราน ไพร่ภมู ทิ านศีลบาลแตกซา่ นไป
วนั หนง่ึ จงึ เข้าเฝา้ กษตั รา คริ นิ ธรพะโคะที่ใหม่
วัดดีหลวงสลดั โจมตี เปน็ หลกั ชยั สทิงพระนครา
แลจะยา้ ยพระธาตุข้นึ สงิ ขร
ให้สงู หน่ึงเสน้ หา้ วาอำไพ
52
อรรถาธบิ ายบทรอ้ ง
เนอื้ หาบทร้องกลา่ วถงึ พระราชมนุ สี ามีรามที่ได้เดนิ ทางเข้าไปศึกษาธรรมทีก่ รงุ ศรีอยุธยา
ก็มีเหตใุ ห้ตอ้ งไปชว่ ยแกป้ ริศนาธรรมของพราหมณ์ทั้ง 7 ทเี่ ป็นแผนการการทำศึกสงครามแบบสันติวิธี
ด้วยการทา้ พนันทางธรรมของกษัตริย์แหง่ กรุงลงั กา แต่พระราชมนุ สี ามรี ามก็แก้ปริศนาธรรมได้สำเร็จ
จนเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นอย่างมากได้พระราชทานนามว่า “สามีราม
นักปราชญ์” และเมื่อพระสามีรามนักปราชญ์ทูลขอกัลปนา พระองค์ทรงพระราชทานกัลปนาตามที่
ขอและพระราชทานยศให้ว่า “พระราชมนุ สี ามรี าม” เปน็ เจ้าอาวาสวัดเขาพะโคะ ดังท่ปี รากฏในเรื่อง
สำเนาหนงั สอื คร้ังกรุงเก่า ว่าดว้ ยการพระราชทานทีก่ ลั ปนา (ยอเขา้ ตำราหม่นื ตราพระธรรม วลิ าสเอา
ไปววิ าทเป็นหัวเมือง) อยู่มาวนั หนึ่งสมเด็จพระราชมนุ ีสามีรามได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเอกาทศรถ จึงได้
ทูลขอพระราชทานกัลปนาวัดดีหลวง เนื่องจากถูกโจรสลัดโจมตีจนเกิดความเสียหายมาก ซึ่ งมี
ความคิดที่จะย้ายพระมหาธาตุจากเชิงเขาขึ้นไปไว้บนเขาพะโคะ ดังความในเอกสารเรือ่ งกัลปนาวัด
จังหวัดพัทลุง ได้กล่าวไว้ว่า “...นามชื่อพระรามแล ธ มาคิดอ่านด้วย พระครูสัทธรรมรังสีพุทธบวร
จารยี ์ และว่าจะขอท่ี ณ บนเขาพระโคะนนั้ ว่าจะต้ังพระศรีรตั นมหาธาตนุ น้ั ...”
2.2 บทร้องบรรเลงเพลงเวสสกุ รรม ยกไรน่ าผู้คนแลพฤกษา
พระองคท์ รงหลง่ั ทกั ษโิ ณทก ห้ามผูใ้ ดนำพาเปน็ ของตน
แวววับแวมสีเสยี ดเวหน
ใหข้ าดจากสว่ ยหลวงแตน่ นั้ มา แลอิฐให้ไพร่พลขนลงไป
แลพระราชทานยอดพระเจดยี ์ พระรามนกั ปราชญผ์ ่องใส
เบญจโลหะอนั มงคล อยวู่ ดั ใหม่ทพ่ี ระราชทาน
กับพระราชทานบรรดาศกั ดิ์
เปน็ พระราชมนุ เี กรยี งไกร
อรรถาธิบายบทรอ้ ง
เนอ้ื หาบทร้องกล่าวถึงสมเดจ็ พระเอกาทศรถทรงพระราชทานผู้คนรวมทัง้ ไร่นา ให้ขาด
ออกจากส่วยหลวงนับแต่น้ัน และห้ามใครนำไปใช้ประโยชนส์ ่วนตนไม่ว่าจะเป็นเจ้าขุนมูลนายก็ตาม
อีกทั้งยังทรงพระราชทานยอดพระเจดีย์ซึ่งทำด้วยเบญจโลหะและอิฐ แล้วสั่งให้บรรทุกลงเรือมาให้
จากกรุงศรอี ยธุ ยาสำหรับใชก้ ่อพระเจดีย์อีกด้วย
53
3. ตอนที่ 3 สถาปนาพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุบนยอดเขาพะโคะ
(พ.ศ. 2159)
บทร้องในตอนที่ 3 นี้ประพันธ์ขึ้นเพื่อแสดงเหตุการณ์การย้ายพระมหาธาตุและก่อ
พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ บนยอดเขาพะโคะ พิธียกยอดเจดีย์พระราชทาน เนื้อหาตอนนี้เป็นการเล่า
เสริมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้เพลงตบั มีความไพเราะ น่าสนใจ เพลิดเพลินกับเน้ือหาแห่งวิถี
ชีวิตประเพณี ความเชื่อทางศาสนา ความงามของบทร้องที่สอดคล้องกับเพลงที่นำมาบรรจุ จุดเด่น
ที่สำคัญของการนำเสนอตอนนี้คือมีการใช้ “เพลงบอก” ซึ่งเป็นเพลงพื้นเมืองที่ใช้ในบริบทสำหรับ
การส่ือสารของชาวภาคใต้บริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและเมืองนครศรีธรรมราช ในที่นี้หมายถึง
การสื่อสารเพื่อบอกงานบุญพธิ ียกยอดพระเจดีย์พระราชทานนั่นเอง ซึ่งจะได้อรรถาธิบายตามลำดับ
เหตุการณ์ ดงั นี้
3.1 บทรอ้ งบรรเลงเพลงกระบอกทอง ประชาชีไพร่ฟา้ กป็ ระสาน
ครน้ั ถงึ กรงุ สทงิ พาราณสี ย้ายพระธาตุโบราณข้นึ เขาพลนั
ตา่ งยินดีร่วมใจกบั สมภาร
อรรถาธิบายบทร้อง
เน้ือหาบทร้องกล่าวถงึ เม่ือเรือทบ่ี รรทกุ อฐิ จากกรุงศรีอยุธยาลอ่ งมาถึงเมืองสทงิ พาราณสี
(สทงิ พระ) ผูค้ นต่างพากนั ดีอกดีใจและพรอ้ มทจี่ ะชว่ ยกนั ย้ายพระมหาธาตขุ ึ้นไปบนยอดเขาพะโคะ
3.2 บทรอ้ งบรรเลงเพลงตะลุงบ้องตัน พวกชายกำยำ มากแรงแข่งขนั
แล้วระดมผูค้ น ชาวบ้านท้ังหลาย คนหญิงทางนนั้ กจ็ งเตรยี มขา้ วปลา
องคพ์ ระสถูป มหาพุทธา
ขนอฐิ แลไม้ โดยพร้อมเพรียงกัน แลอร่ามงามตา ดงั่ แกว้ สุรการ
แลว้ จึงกอ่ อฐิ สอปูนขน้ึ รูป ให้สังฆการี ออกไปสื่อสาร
เสร็จสรรพงามเดน่ หน่ึงเสน้ หา้ วา ท่วั ทกุ เขตบา้ น แดนดินถนิ่ นา
แลว้ กค็ ิดการ ยกยอดพระเจดยี ์ ออกจากวัดไป รอ้ งเรียกตามหา
แถลงแจ้งข่าว งานบุญสนุ ทาน อยา่ มัวชักช้า ให้ทันท่วงที
สังการีรับทราบ เตรียมการโดยไว
ลกู คอู่ ยู่ไหน ใหจ้ งรบี มา
อรรถาธบิ ายบทรอ้ ง
เนื้อหาบทร้องกล่าวถึงการร่วมมือร่วมใจกันของชาวบ้าน โดยแบ่งให้ผู้หญิงซึ่งจะถนัด
งานในครวั อย่แู ล้วให้ชว่ ยกนั เตรียมข้าวปลาอาหารไว้ สว่ นผู้ชายนน้ั ทำในส่วนของงานท่ตี ้องใช้แรง คือ
ช่วยกันขนอิฐไปบนยอดเขาพะโคะ เพื่อนำมาก่อเจดีย์จากเดิมที่สูงเพียง 1 เส้น ให้สูงเป็น 1 เส้น
54
(40 เมตร) 5 วา (10 เมตร) หลังจากก่อองค์เจดีย์เสร็จแล้วก็ได้คิดถึงการยกยอดพระเจดีย์ โดยให้
สังฆการี (ผ้ปู ฏิบัตพิ ระ) เดนิ ทางประกาศข่าวการจดั งานบุญให้ชาวเมืองสทิงพระทราบโดยทั่วกัน
3.3 บทร้องเพลงบอก
(แมเ่ พลง) : ออว่า ออวา่ พีน่ อ้ ง
(ลูกคู่) : วา่ ทอยช้าฉา้ ชาเห้อพี่น้อง
(แม่เพลง) : ท่ัวทั้งผองฟังทางนี้
(ลูกคู่) : ว่าชา่ ยแล้วฟังทางน้ี
(แม่เพลง) : วดั โคะบนยอดคริ ี
(ลกู ค)ู่ : คิรี
(แม่เพลง) : สร้างเจดยี ์ศรีโสภา
(ลกู คู)่ : แล้วสร้างเจดยี ์ศรีโสภา
(แม่เพลง) : จะยกยอดพระเจดยี ์
(ลูกค)ู่ : ว่าทอยชา้ ฉ้าเหอ้ เจดยี ์
(แมเ่ พลง) : พระราชมนุ ีท่านได้มา
(ลกู คู่) : ขอมา
(แม่เพลง) : พอ่ อยูห่ ัวทรงเมตตา
พระราชทานมาให้โหม๋เรา
(ลูกคู่) : พระราชทานให้โหม๋เรา
(แมเ่ พลง) : พระธาตุกส็ วยแลงามตา
(ลกู คู่) : วา่ ทอยช้าฉา้ ชาเหอ้ งามตา
สูงเสยี ดฟ้าบนยอดเขา
(ลกู ค)ู่ : สงู เสยี ดฟา้ ชา่ ยแลว้ บนยอดเขา
(แม่เพลง) : แลอร่ามงามพร้มิ เพรา
เนาว์สถานพุทธคุณ
(ลกู คู่) : เนาว์สถานพุทธคุณ
(แมเ่ พลง) : คนไหนกราบไหวไ้ ดบ้ ชู า
(ลกู คู)่ : วา่ ทอยชา้ ฉ้าชาเหอ้ บูชา
(แมเ่ พลง) : กุศลนำพาเกือ้ หนนุ
กุศลนำพาช่ายแลว้ เกือ้ หนุน
(แม่เพลง) : ด้วยอานิสงส์แห่งผลบุญ
ค้ำจนุ ไรท้ กุ ข์ภัย
55
(ลูกคู่) : ค้ำจุนไร้ทุกขภ์ ยั
(แม่เพลง) : มาตะมาแลชาตรี
(ลูกค)ู่ : วา่ ทอยช้าฉา้ ชาเหอ้ ชาตรี
(แม่เพลง) : สบื แต่ขนุ ศรโี นราใหญ่
(ลูกค)ู่ : สืบแต่ขนุ ศรีช่ายแลว้ โนราใหญ่
(แมเ่ พลง) : รำกด็ ีวาทีกไ็ ว
สุขหวั ใจทั่วทกุ คน
(ลูกคู่) : สุขหวั ใจท่วั ทกุ คน
อรรถาธบิ ายบทรอ้ ง
เนื้อหาบทร้องเพลงบอก เป็นการกล่าวเชื้อเชิญพุทธศาสนิกชน ให้มาร่วมทำบุญ โดยมี
การเลา่ ท่ีมาของพระบรมธาตุ และจะทำพธิ ียกยอดพระเจดยี ์ทำด้วยเบญจโลหะซึ่งได้รับพระราชทาน
จากสมเด็จพระเอกาทศรถ กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เล่าถึงความงามของพระมหาธาตุเจดีย์ที่ซ่ึง
ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเด่นงามสง่า การกล่าวเชิญชวนศาสนิกชน หากท่านใดได้กราบไหว้บูชาอานิสงส์
ผลบุญจะช่วยค้ำจุชีวิตให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ในงานบุญยังมีการแสดงโนรามีชื่อหลากหลายคณะ
มาแสดงให้ผู้คนไดส้ นุกสนานในงานบุญคร้ังน้ีด้วย
3.4 บทร้องบรรเลงเพลงมหาฤกษ์ กต็ ฆี อ้ งชัยขึน้ สามหน
คร้ันถงึ วันฤกษ์มงคลดลดิถี ผู้คนแซ่ซ้องสาธกุ าร
สงั ข์แตรสะท้านทวั่ มณฑล
อรรถาธิบายบทร้อง
เนื้อหาบทร้องกล่าวถึงวันปฐมฤกษ์ในพิธีการยกยอดพระเจดีย์พระราชทาน ซึ่งเมื่อถึง
ฤกษอ์ นั เป็นมงคลกล็ ั่นฆอ้ งชัยข้ึน 3 หน เสียงแตรเสยี งสังขป์ ระโคมข้ึน และเสียงพทุ ธศาสนิกชนเปล่ง
เสยี งสาธดุ งั กกึ กอ้ งไปท่วั วัดเขาพะโคะ
3.5 บทรอ้ งบรรเลงเพลงมหาชัย ระฆังลน่ั สนั่ เสียงเรียงประสาน
ดรุ ยิ พาทย์ฆ้องกลองดงั สนั่น ทัว่ ถิ่นฐานสทิงพระนครา
เสียงธรรมเสียงชยั ใสกังวาน
56
อรรถาธิบายบทรอ้ ง
เนื้อหาบทร้องกล่าวถึง การโคมดุริยดนตรี ฆ้อง กลอง สอดกับเสียงตีระฆังที่ดังก้อง
กังวาน ประสานกับเสยี งพระสงฆเ์ จริญชยั มงคลคาถาดังกึกก้องทว่ั เมือง ให้ความรสู้ ึกถึงมหาชัยมงคล
ไดเ้ กิดขึ้นกบั ทกุ คนทีร่ ว่ มงานบุญมหากศุ ลในครงั้ น้ี
3.6 บทรอ้ งบรรเลงเพลงแขกบรเทศ สริ ิศรีมงคลค่เู คหา
พระสุวรรณมาลกิ เจดยี ์ สญั ญะแหง่ พทุ ธาพระโคดม
เด่นตระการสองฟากธารธารา
อรรถาธิบายบทร้อง
เน้อื หาบทรอ้ งกลา่ วสรุปความสำคัญของ “พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรตั นมหาธาต”ุ เป็น
ศาสนสถานทีเ่ ปน็ สิรมิ งคลเคียงคู่บ้านค่เู มืองของพุทธศาสนิกชนชาวเมอื งสทงิ พระ ทต่ี ง้ั เด่นอยรู่ ะหว่าง
สองฟากทะเล ทง้ั ฝ่งั ทะเลสาบและฝัง่ อ่าวไทย
สรุปการประพันธ์บทรอ้ งเพลงตบั เรื่องพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรรี ัตนมหาธาตุ
บทรอ้ งเพลงตบั เร่ืองพระสวุ รรณมาลิกเจดีย์ศรีรตั นมหาธาตุ ประพนั ธข์ นึ้ โดยใช้กลอนสุภาพ
ประเภท กลอนหก กลอนเจด็ กลอนแปด กลอนเกา้ และกลอนเพลงบอก รวมทัง้ หมด 30 บท ดังน้ี
ตอนที่ 1 พระยาธรรมรังคัลอาราธนาพระอโนมทัสสีให้ไปอัญเชิญพระธาตุจากลังกา
(พ.ศ. 2057) ประกอบดว้ ยกลอนสภุ าพจำนวน 11 บท
ตอนที่ 2 พระรามนักปราชญ์ขอพระราชทานกัลปนาวัดพะโคะจากสมเด็จพระเอกาทศรถ
และทรงพระราชทานสมณศักดิ์เปน็ พระราชมนุ ี (พ.ศ. 2158) ประกอบดว้ ยกลอนสภุ าพจำนวน 6 บท
ตอนที่ 3 สถาปนาพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรตั นมหาธาตุบนยอดเขาพะโคะ (พ.ศ. 2159)
ประกอบดว้ ยกลอนสุภาพจำนวน 8 บท และประกอบดว้ ยกลอนเพลงบอกจำนวน 5 บท
57
อรรถาธิบายการบรรจเุ พลง
ขอ้ ตกลงในการบันทึกโนต้
สัญลกั ษณ์การแทนเสยี ง
การบนั ทึกโน้ตเพลงตับเรื่องพระสุวรรณมาลิกเจดยี ์ศรรี ัตนมหาธาตุ ผู้วิจัยได้กำหนด
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการบันทึกและนำเสนอเป็นโน้ตระบบตัวอักษรไทย ซึ่งเป็นอักษรย่อ 7 ตัวอักษร
ดงั ตอ่ ไปน้ี
ด แทนโน้ตเสียง โด
ร แทนโนต้ เสียง เร
ม แทนโนต้ เสียง มี
ฟ แทนโนต้ เสียง ฟา
ซ แทนโนต้ เสียง ซอล
ล แทนโนต้ เสยี ง ลา
ท แทนโนต้ เสียง ที
หมายเหตุ โน้ตที่มกี ารใชน้ ิคหติ บนตวั อกั ษร คือ โน้ตเสียงสงู เช่น ดํ
โนต้ ที่มกี ารใชพ้ ินทุลา่ งตวั อักษร คือ โนต้ เสียงต่ำ เชน่ ดฺ
สัญลกั ษณ์แทนเสียงฆอ้ งวงใหญ่
การบันทึกโน้ตทำนองหลักเพลงตับเรื่องพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ
ผวู้ ิจัยได้ทำการบันทกึ โน้ตเป็นระบบตัวอกั ษร โดยแบง่ เป็น 2 บรรทัด คอื โน้ตทอ่ี ยูด่ า้ นบนของตาราง
บนั ทึกโน้ตแทนการตีมอื ขวา และโน้ตที่อย่บู รรทดั ล่างของตารางบันทกึ โนต้ แทนการตดี ว้ ยมือซา้ ย โดย
สามารถเรียงจากเสียงต่ำไปหาเสยี งสูง ดังตอ่ ไปน้ี
ลูกฆ้องลกู ท่ี 1 เปน็ เสยี งมี สญั ลักษณ์ มฺ
ลูกฆอ้ งลูกท่ี 2 เป็นเสยี งฟา สญั ลกั ษณ์ ฟฺ
ลกู ฆอ้ งลูกที่ 3 เป็นเสียงซอล สญั ลักษณ์ ซฺ
ลูกฆ้องลูกที่ 4 เป็นเสยี งลา สัญลักษณ์ ลฺ
ลูกฆ้องลกู ที่ 5 เป็นเสียงที สญั ลักษณ์ ทฺ
ลูกฆ้องลูกที่ 6 เปน็ เสยี งโด สญั ลกั ษณ์ ด
ลกู ฆ้องลูกท่ี 7 เป็นเสยี งเร สัญลกั ษณ์ ร
ลกู ฆ้องลูกท่ี 8 เป็นเสียงมี สญั ลกั ษณ์ ม
ลูกฆ้องลกู ที่ 9 เปน็ เสียงฟา สญั ลักษณ์ ฟ
ลูกฆอ้ งลูกที่ 10 เปน็ เสยี งซอล สญั ลกั ษณ์ ซ
58
ลกู ฆ้องลูกท่ี 11 เปน็ เสียงลา สญั ลักษณ์ ล
ลกู ฆ้องลกู ท่ี 12 เป็นเสียงที สญั ลักษณ์ ท
ลูกฆอ้ งลูกท่ี 13 เป็นเสียงโด สญั ลกั ษณ์ ดํ
ลูกฆอ้ งลูกท่ี 14 เปน็ เสยี งเร สญั ลักษณ์ รํ
ลกู ฆ้องลกู ท่ี 15 เปน็ เสยี งมี สัญลกั ษณ์ มํ
ลกู ฆอ้ งลกู ที่ 16 เปน็ เสยี งฟา สัญลกั ษณ์ ฟํ
กลุ่มเสยี งปัญจมูล
จากในงานวจิ ัยชนิ้ น้ี ผู้สรา้ งสรรคไ์ ด้กำหนดกลุ่มเสยี งและบนั ไดเสียงของเพลงท่ีนำมา
วเิ คราะห์ โดยนำเสยี งทไี่ ดม้ านำเขา้ กลมุ่ เสียงปญั จมูล โดยผู้สร้างสรรค์ไดก้ ำหนดเสยี ง ดังนี้
กลุ่มเสยี งปัญจมลู ที่ 1 ซลทxรมx บันไดเสยี งเพยี งออลา่ ง
กลุ่มเสียงปัญจมลู ที่ 2 ลทดxมฟx บนั ไดเสียงทางใน
กล่มุ เสียงปญั จมลู ที่ 3 ทดรxฟซx บันไดเสียงทางกลาง
กลุ่มเสียงปัญจมูลที่ 4 ดรมxซลx บนั ไดเสียงเพยี งออบน
กลุ่มเสียงปญั จมลู ที่ 5 รมฟxลทx บันไดเสียงนอก
กลุม่ เสียงปัญจมลู ที่ 6 มฟซxทดx บนั ไดเสยี งกลางแหบ
กลมุ่ เสยี งปญั จมูลท่ี 7 ฟซลxดรx บนั ไดเสียงชวา
ตอนที่ 1 พระยาธรรมรงั คลั อาราธนาพระอโนมทัสสีใหไ้ ปอญั เชญิ พระธาตจุ ากลังกา
(พ.ศ. 2057)
-รอ้ งเพลงชา้ ปี่นอก-
บทร้อง
มาจะกลา่ วเล่าความแตป่ างบรรพ์ ถึงพระยาธมั รงั คัลนาถา
ครองสทงิ พาราณสีนครา ชาวประชาเปน็ สุขสนกุ สบาย
อรรถาธิบายบทเพลง
1) ประวัตเิ พลงช้าปน่ี อก
เพลงช้าปี่มีสองทำนองคล้ายกัน แตกต่างที่ระดับเสียง อัตราสองชั้น ปกติใช้ในบท
ขึ้นต้นเน้ือรอ้ งของการแสดง ไมม่ จี ังหวะหนา้ ทับกำกับ เดมิ เปน็ การร้องแล้วรบั ด้วยป่ี ซ่ึงทำให้ทำนอง
ร้องมีลลี าในการร้องช้าแลว้ รบั ด้วยปี่จึงเรียก “เพลงช้าป”ี่ ถ้าบรรเลงประกอบการแสดงละครในหรือ
โขน เรียกว่า “ช้าปี่ใน” แต่ถ้าบรรเลงประกอบการแสดงละครนอกเรียกว่า “ช้าปี่นอก” (ณรงค์ชัย
ปฎิ กรัชต.์ 2534 : 76 - 77)
59
2) สงั คีตลกั ษณ์
เพลงช้าป่ีนอก อยู่ในกล่มุ เสยี งปญั จมลู ซลท x รม x เป็นเพลงทอ่ นเดยี วใช้จังหวะฉ่ิง
พิเศษ (รัวฉง่ิ สามช้นั สองชน้ั และชนั้ เดียว)
3) อธิบายการบรรจเุ พลง
ผู้วิจัยเลือกใช้เพลงช้าป่ีนอก ตามแบบแผนเรียกว่า “เพลงตั้งพระ” คือ บอกเล่าตัว
ละครสำคัญ และบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครว่าเป็นใคร ทำอะไร ในที่นี้คือ พระยาธรรมรังคัล
ผู้ปกครองเมืองสทงิ พาราณสี
4) ทำนองหลักและเครอ่ื งกำกับจังหวะ
4.1) โน้ตทำนองหลัก
โน้ตทำนองหลกั เพลงช้าปีน่ อก
- - - มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ - ร - ซ - - ล ท - ล - - ท ท - ล
- - - ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ - ลฺ - ซฺ - - - ทฺ - ลฺ - ทฺ - - - ลฺ
- - ซ ซ - ฟ - ซ - - ล ล - ท - ล - ซ - - - ลท - รํ - มํ – รํ - ท - ล
- ซฺ - - - ฟฺ - ซฺ - ลฺ - - - ทฺ - ลฺ - ร - - ซ - - - ร - ม – ร - ทฺ - ลฺ
---ม -ซ-ล
- มฺ - - - ซฺ - ลฺ
- - - ซ - - ล ล - - - ท - - ล ล - รํ - ท - ล - - ล ล - - ล ล - ท
- - - ซฺ - ล - - - - - ทฺ - ลฺ - - - ร - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - - - ทฺ
- - ซ - ซ ซ - - ล ล - - ท ท - รํ - - มํ - มํ มํ - - รํ รํ - - ท ท - ล
- - - ซฺ - - - ลฺ - - - ทฺ - - - รฺ - - - ม - - - ร - - - ทฺ - - - ลฺ
- - - ล - - ท ล - - - ล - - ท ล - - ล ล - ท - ร - - - - - รม - ซ
- - - ลฺ - - - ลฺ - - - ลฺ - - - ลฺ - ลฺ - - - ทฺ – ลฺ - ทฺ - - ด - - - ซฺ
-ร–ซ --ลท -ล-- ทท–ล ---ม -ซ-ล
- ลฺ – ซฺ - - - ท - ลฺ – ทฺ - - - ลฺ - มฺ - - - ซ - ล
60
- - - มํ - รํ - - ท ท - - ล ล – ซ - ร - ซ - - ล ท - ล - - ท ท - ล
- - - ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ - ลฺ - ซฺ - - - ทฺ - ลฺ - ทฺ - - - ลฺ
- - ซ ซ - ฟ - ซ - - ล ล - ท – ล - ซ - - - ลท - รํ - มํ - รํ - ท - ล
- ซฺ - - - ฟฺ - ซฺ - ลฺ - - - ทฺ – ลฺ - ร - - ซ - - - ร - ม - ร - ทฺ - ลฺ
---ม -ซ-ล
- มฺ - - - ซฺ - ลฺ
- - ล ล - - ล ล - - ลล - ท ล - - - ม – ม - ม - ม - - ซซ - ล ซ - -
- - - ม - - - ม - - - ล - - ซ ม - - - ทฺ - - - ทฺ - - - ซ - - ม ร
- ร - ร - ร - ร - - มม - ซ ม - - - - ทฺ ทฺ - - ทฺ ทฺ - - รร - ม ร - -
- - - ลฺ - - - ลฺ - - - ม - - ร ทฺ - - - ฟฺ - - - ฟฺ - - - ร - - ทฺ ลฺ
- - ลล - ท ล - - - - ซซ - ล ซ - - - - มม - ซ ม - - - - รร - ม ร - -
- - - ล - - ซ ม - - - ซ - - ม ร - - - ม - - ร ทฺ - - - ร - - ทฺ ลฺ
- - - - ทฺ ร - ร - - - - ร ม - ม - - ซ - ม ซ - ซ - - - - ซ ล - ล
- - ซฺ ลฺ - - ทฺ ลฺ - - ลฺ ทฺ - - ร ลฺ - - - ร - - ม ร - - ร ม - - ซ ม
- - - ล - - ท ล - - - ล - - ท ล - - ล ล - ท - ร - - - - - รม - ซ
- - - ลฺ - - - ลฺ - - - ลฺ - - - ลฺ - ลฺ - - - ทฺ - ลฺ - ทฺ - - ด - - - ซฺ
-ร–ซ --ลท -ล-- ทท-ล ---ม -ซ-ล
- ลฺ – ซฺ - - - ทฺ - ลฺ – ทฺ - - - ลฺ - มฺ - - - ซฺ - ลฺ
4.2) เครือ่ งกำกบั จังหวะ
จังหวะฉิ่งพิเศษ
61
-ร้องเพลงทองย่อน-
บทร้อง
ทรงศรัทธาเลือ่ มใสพ่ ทุ ธศาสตร์ คณะลงั กาชาตทิ ม่ี ุ่งหมาย
จงึ นมิ นต์พระเถรามาภปิ ราย เพอ่ื สบื สายพทุ ธาลังกาวงศ์
พระมหาอโนมทสั สี จึงล่องนทีตามประสงค์
เภตราออกทะเลใหญ่ด้วยใจจง มุง่ ตรงยงั ศรีลงั กาธานี
อรรถาธิบายบทเพลง
1) ประวตั เิ พลงทองยอ่ น
เพลงทองย่อน อัตราสองชนั้ ของเก่า ประเภทหน้าทับปรบไก่ ตั้งแต่สมัยอยุธยาอยู่
ในเพลงตบั มโหรีชุดเพลงทองย้อย ทองพราย ทองสระ และทองสม ภายหลงั ใชร้ อ้ งในการละคร ถ้า
อยใู่ นเพลงหนา้ พาทย์จะจัดอยู่ในหมวดอารมณร์ นื่ เรงิ แตถ่ ้าประกอบการแสดงละครจะมีเน้ือร้องท่ี
ใหอ้ ารมณ์โกรธแคน้ (ณรงค์ชยั ปฎิ กรัชต.์ 2534 : 119)
2) สังคีตลักษณ์
เพลงทองย่อน อยู่ในกลมุ่ เสยี งปญั จมูล ซลท x รม x มี 2 ท่อน ทอ่ นท่ี 1 มี 2 จงั หวะ
ท่อนท่ี 2 มี 3 จังหวะ หนา้ ทบั ปรบไก่และฉิ่ง อัตราสองชัน้
3) อธบิ ายการบรรจุเพลง
ผู้วิจัยเลือกใช้เพลงทองย่อน เพื่อสื่อถึงอารมณ์ความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา
ของชาวเมืองสทงิ พาราณสี
4) ทำนองหลักและเคร่ืองกำกับจังหวะ
4.1) โน้ตทำนองหลัก
โนต้ ทำนองหลกั เพลงทองย่อน
- - - ซ - - ล ล - - - ท - - ล ล - รํ - ท - ล - - ซ ซ - - ล ล - ท
- - - ซฺ - ลฺ - - - - - ทฺ - ลฺ - - - ร - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - - - ทฺ
- - - ลท - รํ - มํ - มํ – มํ - รํ – ท - - - ล - - ท ท - - - รํ - - ท ท
- - ซ - - ร - ม - ซ – ม - ร – ทฺ - - - ลฺ - ทฺ - - - - - ร - ทฺ - -
- - - - - ม - ม - - - รม - ซ - ล - ท - รํ - ท - - ล ล - - ซ ซ - ม
- - - ทฺ - - - ทฺ - - ด - - ซฺ - ลฺ - ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ
62
- - ร ม - ซ - ม - - ร ม - - ซ ล - - ท ดํ รํ ดํ - - รํ ท - - ท ล - -
- ทฺ - - ร - ร - ร ทฺ - - ร ม - - ซ ล - - - - ท ล - - ล ซ - - ซ ม
- รํ - ท - ล - - ซ ซ - - ล ล – ท - - รํ ท - - - ล ท - รํ รํ - รํ - รํ
- ร – ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - - - ทฺ - - - - ล ซ - ม - ล - ท - ล - ซ
กลับต้น
4.2) เครื่องกำกับจงั หวะ
หน้าทับปรบไก่ อัตราสองชั้น (ใช้กลองแขกตีกำกับจงั หวะ) มีรูปแบบหน้าทบั
และฉิ่ง ดงั น้ี
รปู แบบจงั หวะหนา้ ทบั และจังหวะฉงิ่ เพลงทองยอ่ น
หน้าทับปรบไก่ อัตราสองช้นั
- ตงิ - ตงิ -หนงั -เหนง่ -หนงั -เหนง่ -หนัง-เหนง่ - ตงิ - ทัง่ - ติง - ติง - ทั่ง - ตงิ - ติง - ทัง่
- - - ฉงิ่ - - - ฉบั - - - ฉ่งิ - - - ฉับ - - - ฉง่ิ - - - ฉับ - - - ฉง่ิ - - - ฉบั
-ร้องเพลงประพาสเภตรา-
บทร้อง
แลน่ เอยแล่นตามลม แสนสขุ สมภิรมยส์ ำเภาศรี
ถอนสมอลอยลอ่ งคล่องวารี ธชีสุขเกษมเปรมใจ
เหลา่ โลมาคลาเคลา้ เขา้ มาเลน่ ทำเป็นว่ายร่ายหางกลางนำ้ ใส
เจ้าปลาบนิ ร่อนเหนือน้ำตามกนั ไป อกี วาฬใหญ่พ่นฟองละอองกระจาย
อรรถาธิบายบทเพลง
1) ประวตั เิ พลงประพาสเภตรา
เพลงประพาสเภตรา เดมิ เปน็ เพลงท่บี รรเลงรวมอยใู่ นเพลงหน้าพาทย์ เพลงโล้ อตั รา
ชั้นเดียว จึงเรียกรวมกันเป็นเพลงโล้ ต่อมาได้ขยายเป็นอัตราสองชั้นเรียก เพลงประพาสเภตรา
ดัดแปลงมาจากคำวา่ โล้ ท่ีหมายถึง แล่นไปตามคลื่น
2) สงั คตี ลกั ษณ์
เพลงประพาสเภตรา อยู่ในกลุ่มเสียงปัญจมูล ซลท x รม x มี 2 ท่อน ท่อนละ 4
จงั หวะ อตั ราสองช้ัน
63
3) อธิบายการบรรจเุ พลง
ผู้วิจัยเลือกใช้เพลงประพาสภาตรา เพื่อใช้ประกอบการเดนิ ทางทางน้ำ และเพื่อส่ือ
ให้เห็นถงึ ธรรมชาติท่งี ดงามของทะเลขณะท่กี ำลงั ไปเชญิ พระมหาธาตเุ จดยี ์
4) ทำนองหลกั และเครื่องกำกับจังหวะ
4.1) โนต้ ทำนองหลกั
ทอ่ น 1 โน้ตทำนองหลกั เพลงประพาสเภตรา ---ล
---ร - - - ลฺ
- - - ลฺ --มม ---ฟ --มม ---ม -ร-- -ท-ท
- มฺ - - - - - ฟฺ - มฺ - - - - - ทฺ - ลฺ - ทฺ - - - -
- - - - - ซ - ซ - ล - - ท ท - ล - - - รม - ซ - ล - ท - ล - ซ - ม
- - - ซฺ - - - - - ลฺ - ทฺ - - - ลฺ - - ด - - ซฺ - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ
- - - - - ม - ม - ท - - ท ท – ล - - ซ - ซ ซ - - ล ล - - ท ท - รํ
- - - ทฺ - - - - - ทฺ - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ - - - ลฺ - - - ทฺ - - - ร
- - - - - ม - ม - - - รม - ซ - ล - ท - รํ - ท - - ล ล - - ซ ซ - ม
- - - มฺ - - - - - - ด - - ซฺ - ลฺ - ทฺ - รฺ - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ
ทอ่ น 2 กลบั ตน้
---ม --ซซ ---ล --ซซ --ทท -ล-- ซซ -- รร-ม
- - - ทฺ - ซฺ - - - - - ลฺ - ซฺ - - - ทฺ - - - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - - - ทฺ
-ฟล- ฟม-- ---- มร-ม -ม-- มร-ม -ล-- ซซ-ล
- - - ม - - ร ทฺ - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ทฺ - ร - ทฺ - ทฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ
- - - - - ม - ม - - - รม - ซ - ล - ท - รํ - ท - - ล ล - - ซ ซ - ม
- - - มฺ - - - ทฺ - - ด - - ซฺ - ลฺ - ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ
64
---ซ --ลล ---ท --ลล -ท-ล -ซ-ม --รร -ม-ซ
- - - ซฺ - ลฺ - - - - - ทฺ - ลฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ลฺ - - - ทฺ - ซฺ
กลับต้น
4.2) เครื่องกำกับจังหวะ
หน้าทับปรบไก่ อัตราสองชั้น (ใช้กลองแขกตีกำกับจังหวะ) มีรูปแบบหน้าทับ
และฉงิ่ ดงั นี้
รูปแบบจังหวะหนา้ ทับและจงั หวะฉ่งิ เพลงประพาสเภตรา
หนา้ ทบั ปรบไก่ อตั ราสองชั้น
- ติง - ตงิ -หนงั -เหน่ง -หนงั -เหน่ง -หนงั -เหนง่ - ติง - ทง่ั - ตงิ - ติง - ท่ัง - ติง - ติง - ทง่ั
- - - ฉ่งิ - - - ฉบั - - - ฉิ่ง - - - ฉบั - - - ฉ่ิง - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ
-ร้องเพลงกระบอกเงิน-
บทร้อง
ถว้ นเดอื นสำเภาเคลือ่ นถงึ ลังกา พระสงั ฆาลุถงึ ซึ่งทห่ี มาย
พักผอ่ นหย่อนใจให้สบาย แลว้ ผนั ผายถวายความตามประเพณี
อรรถาธิบายบทเพลง
1) ประวัติเพลงกระบอกเงิน
เพลงกระบอกเงนิ เป็นเพลงทเี่ ป็นคู่กับเพลงกระบอกทอง อัตราสองช้ัน ประเภทหนา้
ทับสองไม้ มี 2 ท่อน ท่อนละ 4 จังหวะ นิยมใช้บรรเลงประการแสดงโขนละคร ให้อารมณ์ความร้สู ึก
กระชบั ว่องไว
2) สังคตี ลกั ษณ์
เพลงกระบอกเงิน อยใู่ นกลมุ่ เสยี งปญั จมลู ซลท x รม x มี 2 ทอ่ น อตั ราสองชั้น
3) อธิบายการบรรจเุ พลง
ผู้วิจัยเลือกใช้เพลงกระบองเงิน เพื่อต้องการให้เนื้อเรื่องกระชับ เดินเรื่องเร็ว
หมายถึง พอพระมหาอโนมทัสสีมาถึงลังกา ก็รีบเข้าที่พัก แล้วรีบถวายความประสงค์ต่อพระเจ้า
กรุงลงั กา
65
4) ทำนองหลกั และเครอ่ื งกำกับจงั หวะ
4.1) โนต้ ทำนองหลัก
โนต้ ทำนองหลักเพลงกระบอกเงนิ
ทอ่ น 1
- - - ร - - - ม - - - ซ - - - ล - - - ซ - - ล ท - ล - ท - ดํ - รํ
- - - ลฺ - - - ทฺ - - - ซฺ - - - ลฺ - ซฺ - - - - - ทฺ - ลฺ - ทฺ - ด - ร
- - - ร ม - ซ - ล - ท - ล - ซ - ม - ร - ซ - - ล ท - รํ - ท - ล - ซ
- - ด - - ซฺ - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - ซฺ
ท่อน 2 กลับต้น
---ร ---ม ---ซ ---ล -ท-ล -ซ-ม -ล-ซ -ม-ร
- - - ลฺ - - - ทฺ - - - ซฺ - - - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ลฺ
- - - ร ม - ซ - ล - ท - ล - ซ - ม - ร - ซ - - ล ท - รํ - ท - ล - ซ
- - ด - - ซฺ - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - ซฺ
กลับต้น
4.2) เครื่องกำกบั จงั หวะ
หนา้ ทับสองไม้ อตั ราสองชั้น (ใช้ตะโพนตีกำกบั จงั หวะ) มรี ูปแบบหน้าทับและ
ฉง่ิ ดังนี้
รปู แบบจังหวะหน้าทบั และจังหวะฉงิ่ เพลงกระบอกเงนิ
หน้าทับสองไม้ อัตราสองชน้ั
- - - ตบุ๊ - - - พรึง - - - พรึง - - - พรึง - - - ตุ๊บ - - - พรึง - - - พรงึ - - - พรงึ
- - - ฉง่ิ - - - ฉบั - - - ฉ่งิ - - - ฉับ - - - ฉ่ิง - - - ฉบั - - - ฉงิ่ - - - ฉับ
66
-ร้องเพลงพญาสี่เสา-
บทรอ้ ง
มหาบพติ รพระองคท์ รงศรัทธา ถวายสารีรกิ ธาตุพระชินสหี ์
พระมหาชน่ื ชมสมฤดี ลอ่ งวารกี ลบั สทงิ พระนครา
อรรถาธบิ ายบทเพลง
1) ประวตั ิเพลงพญาสีเ่ สา
เพลงพญาสเี่ สา อตั ราสองชัน้ ของเก่า ประเภทหน้าทับสองไม้ มี 2 ทอ่ น ภายหลังได้
มีการนำไปแตง่ ขยายขนึ้ เปน็ อตั ราสามชน้ั และตัดลงเปน็ ช้ันเดยี วจนครบเปน็ เถา
2) สงั คีตลักษณ์
เพลงพญาส่ีเสา อยู่ในกลมุ่ เสียงปัญจมูล ซลท x รม x มี 2 ท่อน หน้าทับสองไม้อัตรา
สองช้ัน
3) อธบิ ายการบรรจเุ พลง
เพื่ออธิบายถึงอารมณ์ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแกร่งกล้าของเจ้าเมือง
ลงั กา จึงไดถ้ วายพระบรมสารีรกิ ธาตุทเ่ี ปรียบดุจตวั แทนพระพุทธเจา้ ใหแ้ กพ่ ระมหาอโนมทัสสีสู่เมือง
สทิงพาราณสี ผู้วิจัยจึงได้เลือกใชเ้ พลงพญาสเ่ี สา
4) ทำนองหลกั และเครอื่ งกำกับจงั หวะ
4.2) โนต้ ทำนองหลกั
โน้ตทำนองหลักเพลงพญาสเี่ สา
ทอ่ น 1
-ท-- -ล-- -ซ-ซ ---ล -ท-ล -ซ-ร --มม -ซ-ร
- - ล ซ - - - ซฺ - - - ร - - - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ลฺ - ทฺ - - - ซฺ - ลฺ
- - - ทฺ - - ร ม - ซ - ร - - - - ม - ซ ม - - - ร - - - - - รม - ซ
- - - ฟฺ - - - ทฺ - ซฺ - ลฺ - - - - - ร - - ร ทฺ - ลฺ - ทฺ - - ด - - - ซฺ
- ร - ซ - - ล ท - ดํ - รํ - - - - - รํ - มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ
- ลฺ - ซฺ - - - ทฺ - ด - ร - - - - - ร - ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ
67
ทอ่ น 2
- - ม ม - ซ - ร - - ม ม - ซ - ร - - - ทฺ - - ร ม - ซ - ร - - - -
- ทฺ - - - ซฺ - ลฺ - ทฺ - - - ซฺ - ลฺ - - - ฟฺ - - - ทฺ - ซฺ - ลฺ - - - -
ม - ซ ม - - - ร - - - - - รม - ซ - ร - ซ - - ล ท - ดํ - รํ - - - -
- ร - - ร ทฺ - ลฺ - ทฺ - - ด - - - ซฺ - ลฺ - ซฺ - - - ทฺ - ด - ร - - - -
- รํ - มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ
- ร - ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ
4.2) เครอ่ื งกำกบั จงั หวะ
หน้าทับสองไม้ อัตราสองชั้น (ใช้ตะโพนตีกำกับจังหวะ) มีรูปแบบหนา้ ทับและ
ฉิ่ง ดังน้ี
รปู แบบจงั หวะหน้าทบั และจังหวะฉิง่ เพลงพญาสี่เสา
หน้าทบั สองไม้ อตั ราสองช้ัน
- - - ตุ๊บ - - - พรงึ - - - พรงึ - - - พรงึ - - - ตุ๊บ - - - พรึง - - - พรงึ - - - พรงึ
- - - ฉง่ิ - - - ฉบั - - - ฉงิ่ - - - ฉบั - - - ฉ่งิ - - - ฉบั - - - ฉ่ิง - - - ฉบั
-ร้องเพลงครอบจักรวาล-
บทร้อง
ครันถึงกรงุ สทิงพาราณสี ท้าวพระยาประชาชีลว้ นสุขา
รว่ มก่อบรมธาตุพระพทุ ธา ตรงที่ราบเชิงผาภีภชั คิรี
แลว้ สรา้ งวหิ ารแลอาราม กำหนดวสิ งุ คามวาสี
ขอกลั ปนาต่อพระจกั รี พระรามาธบิ ดีเจ้าอยุธยา
อรรถาธิบายบทเพลง
1) ประวตั เิ พลงครอบจักรวาล
เพลงครอบจักรวาล เดิมเป็นเพลงเก่ามีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
เป็นเพลงอัตราสองชั้น ประเภทหน้าทับปรบไก่ มีการแต่งขยายขึ้นเป็นอัตราสามชั้นโดยครูช้อย
สุนทรวาทินเป็นผู้แต่ง และนิยมใช้วงปี่พาทย์บรรเลง ภายหลังมีการนำมาตัดลงเป็นชั้นเดียวจนครบ
68
เป็นเพลงเถา นอกจากน้ียงั มีการคิดทางขบั รอ้ งด้วยในสมัยรชั กาลที่ 6 เพลงนี้มีช่ือเป็นมงคลอยา่ งย่งิ
(http://www.ecrumusic.com/. Ecru Music, 2018)
2) สงั คีตลักษณ์
เพลงครอบจักรวาล อยู่ในกลุ่มเสียงปัญจมูล ซลท x รม x มี 2 ท่อน ท่อนที่ 1 มี 4
จังหวะ ท่อนที่ 2 มี 6 จงั หวะ หนา้ ทับปรบไก่อัตราสองชั้น
3) อธิบายการบรรจุเพลง
เพ่อื อธบิ ายถึง การนำความมงคลอันสูงสดุ มาสู่ชาวเมอื งสทิงพาราณสี ในการร่วมก่อ
เจดีย์เพื่อบรรจุพระมหาธาตุ และสร้างวัดทำอุโบสถ ศาลาวิหารและก่อกำแพงล้อมเป็นเขตวัดขึ้น
บรเิ วณเชงิ เขาภพี ัชสิง ผู้วิจยั จึงเลือกใชเ้ พลงครอบจักรวาล
4) ทำนองหลกั และเครอ่ื งกำกบั จงั หวะ
4.1) โน้ตทำนองหลัก
โน้ตทำนองหลักเพลงครอบจักรวาล
ทอ่ น 1
- - - ทฺ - - รํ รํ - - - มํ - - รํ รํ - - ฟ - - ม - - - ร - ร - - - ซ
- - - ฟฺ - ลฺ - - - - - ทฺ - ลฺ - - - - - มร - - - ลฺ - - - ลฺ - - - ซฺ
- รํ - ท - ล - - ซ ซ - - ล ล - ท - ซ - - - ลท - รํ - มํ - รํ - ท - ล
- ร - ทฺ - ลฺ - ทฺ - - - ลฺ - - - ทฺ - ร - - ซ - - - ร - ม - ร - ทฺ - ลฺ
- - - ซ - - ล ล - - - ท - - ล ล - ท - รํ - ท - - ล ล - - ซ ซ - ม
- - - ซฺ - ลฺ - - - - - ทฺ - ลฺ - - - ทฺ - รฺ - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ
- - - ลท - ร - ม - ซ – ม - ร - ท - - - ลท - ร - ม - ล - ซ - ม - ร
- - ซฺ - - ลฺ - ทฺ - ซฺ - ทฺ - ลฺ - ฟฺ - - ซฺ - - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ลฺ
กลับตน้
69
ทอ่ น 2
- - - มํ - รํ - รํ - - - - - - - รํ - - - มํ - - - - - รํ - รํ - - - ล
---- ---ซ ---ร ---- ---ม ---ร ---- ---ม
- - - ซ - - ล ท - - ล ท ดํ - - รํ - มํ - มํ - รํ - - ดํ ดํ - - ท ท - ล
- ร - - - ซ - - ล ซ - - - ร - - - ซ - ม - ร - ด - - - ทฺ - - - ลฺ
---ซ --ฟซ --ลซ --ฟซ -ซ-ม รร-- --รม ฟ--ซ
- - ร - ฟ ม - - ฟ ม - - ฟ ม - - - ด - - - ด - ซฺ - ด - - - ซฺ - -
-ร-ซ --ลท -ล-- ทท-ล --ท- ท-ล- ซ-ล- ล-ซ-
- ลฺ - ซฺ - - - ทฺ - ลฺ - ทฺ - - - ลฺ - - - ลฺ - ซ - ม - ม - ซ - ม - ร
- - - ซ - - ล ล - - - ท - - ล ล - รํ - ท - ล - - ซ ซ - - ล ล - ท
- - - ซฺ - ลฺ - - - - - ทฺ - ลฺ - - - รฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - - - ทฺ
- ดํ - รํ - ดํ - ซ - - - ดํ - รํ - มํ - ดํ - รํ - มํ - มํ - มํ - มํ - มํ - รํ
- ด - ร - ด - ซฺ - - - ด - ร - ม - ด - ร - ม - ซ - ล - ซ - ม - ร
กลบั ต้น
4.2) เครอื่ งกำกับจงั หวะ
หน้าทับปรบไก่ อัตราสองชั้น (ใช้กลองแขกตีกำกบั จังหวะ) มีรูปแบบหน้าทบั
และฉงิ่ ดงั นี้
รปู แบบจงั หวะหนา้ ทับและจังหวะฉ่งิ เพลงครอบจกั รวาล
หน้าทบั ปรบไก่ อัตราสองชนั้
- ตงิ – ติง -หนงั -เหนง่ -หนงั -เหนง่ -หนงั -เหน่ง - ติง - ทัง่ - ตงิ - ติง - ท่งั - ติง - ติง - ทงั่
- - - ฉ่งิ - - - ฉบั - - - ฉ่งิ - - - ฉบั - - - ฉงิ่ - - - ฉับ - - - ฉ่งิ - - - ฉับ
70
-ร้องเพลงตวงพระธาตุ-
บทรอ้ ง
พระราชทานที่นาผลาหาร คนบรพิ ารเป็นข้าพระศาสนา
ห้ามผู้ใดชว่ งใช้กัลปนา ตราบสรุ ยิ ันจนั ทรานภาจร
เรยี กอารามว่าวัดดีหลวง งามโชตชิ ่วงหว้ งแหง่ สโมสร
ขอพุทธคณุ สถติ สถาวร ชาวสทิงพระประนมกรสาธุการ
อรรถาธบิ ายบทเพลง
1) ประวตั ิเพลงตวงพระธาตุ
เพลงตวงพระธาตุ เปน็ เพลงฉิ่งอัตราสองช้ัน มี 2 ทอ่ น เป็นเพลงแรกในเพลงตับตวง
พระธาตุ ภายหลงั พระประดษิ ฐ์ไพเราะ ได้นำไปแตง่ ขยายขึ้นเปน็ อัตราสามชัน้ บรรจเุ ป็นเพลงลำดับที่
3 ในเพลงตบั มโหรี เรียกวา่ ตบั เพลงฉงิ่ หรือตับกากี และเพลงตวงพระธาตุที่รวมอยู่ในเร่ืองเพลงฉ่ิงน้ัน
เปน็ การยุบเหลอื อัตราชั้นเดยี ว ซง่ึ เพลงตวงพระธาตุยงั ใช้เป็นเพลงประกอบกริ ยิ าทพี่ ระเวสสันดรทรง
บรจิ าคทานในกณั ฑ์หิมพานต์ (https://thaimusicamp.wordpress.com/. thaimusicamp, 2010)
2) สงั คีตลกั ษณ์
เพลงตวงพระธาตุ อย่ใู นกลมุ่ เสียงปัญจมลู ซลท x รม x และ ดรม x ซล x มี 2 ทอ่ น
ท่อนละ 2 จังหวะ ประเภทหน้าทบั ปรบไก่ อัตราสองชนั้
3) อธิบายการบรรจุเพลง
ผู้วจิ ัยเลือกใชเ้ พลงตวงพระธาตุ ซึ่งเป็นเพลงหนา้ พาทย์ เพื่อม่งุ ประกอบกิริยาท่ีพระ
เวสสันดรทรงบริจาคทานตามเนื้อเรื่องในกัณฑ์หิมพานต์ เพื่ออธิบายถึงความเลื่อมใสศรัทธาใน
พระพุทธศาสนาของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 จงึ ได้มจี ิตใจเมตตากรุณาพระราชทานผู้คนรวมทั้งท่ีดิน
ไร่นาใหแ้ ก่ “วัดหลวง” (ปจั จบุ นั เรยี กวัดกุฏหี ลวงหรือวดั ดีหลวง)
4) ทำนองหลักและเครอ่ื งกำกับจงั หวะ
4.1) โนต้ ทำนองหลกั
โนต้ ทำนองหลกั เพลงตวงพระธาตุ
ท่อน 1
---ซ --ลล ---ท --ลล -ท-ล -ซ-ม -ซ-ร -ม-ซ
- - - ซฺ - ลฺ - - - - - ทฺ - ลฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ซฺ - ลฺ - ทฺ - ซฺ
--ด- ดด-- รร-- มม-ซ -ล-- ซม-- ---ด --รม
- - - ซฺ - - - ลฺ - - - ทฺ - - - ซฺ - - ซ ม - - ร ด - ซฺ - - - ด - -
กลับต้น
71
ทอ่ น 2
- - - ล - - ดํ ดํ - - - รํ - - ดํ ดํ - - มํ มํ - รํ - ดํ - - - ล - ซ - ดํ
---ม -ด-- ---ร -ด-- -ม-- -ร-ด ---ม -ร-ด
- ซ - ดํ - - รํ มํ - มํ - รํ - - - - - ซํ - ดํ - - รํ มํ - มํ - มํ - รํ - ดํ
-ร-ด ---ม -ซ-ร ---- -ร-ด ---ม -ซ-ม -ร-ด
4.2) เครือ่ งกำกบั จงั หวะ กลบั ต้น
หน้าทับปรบไก่ อัตราสองชั้น (ใช้กลองแขกตีกำกับจังหวะ) มีรูปแบบหน้าทับ
และฉิ่ง ดงั น้ี
รูปแบบจังหวะหนา้ ทับและจังหวะฉ่งิ เพลงตวงพระธาตุ
หน้าทับปรบไก่ อตั ราสองชน้ั - ตงิ - ท่ัง - ติง - ติง - ทงั่ - ตงิ - ติง - ทง่ั
- ติง - ติง -หนัง-เหนง่ -หนัง-เหนง่ -หนัง-เหนง่ - - - ฉ่ิง - - - ฉบั - - - ฉิ่ง - - - ฉับ
- - - ฉิง่ - - - ฉบั - - - ฉ่งิ - - - ฉับ
-ป่พี าทย์ทำเพลงสาธกุ าร-
อรรถาธบิ ายบทเพลง
1) ประวัติเพลงสาธุการ
เพลงสาธกุ าร เป็นเพลงหน้าพาทย์ชน้ั สูง ความหมายของเพลงคือเพ่ือแสดงการน้อม
ไหว้และเคารพบชู า เป็นเพลงประกอบพธิ ีกรรมท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั พระพทุ ธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ มี
บทบาทสำคญั ท้ังในงานพระราชพิธแี ละพิธีของประชาชนท่วั ไป เป็นเพลงท่มี ที ำนองทางฆอ้ งกำหนดไว้
อย่างมีกฎเกณฑ์ คือมีส่วนที่เป็นประโยคนำ 1 ประโยค และส่วนที่เป็นเนื้อทำนอง แบ่งการบรรเลง
เป็น 3 เท่ียว บรรเลงรูปแบบทำนองเที่ยวท่ี 1 ทำนองเทีย่ วท่ี 2 ตอ่ ด้วยเที่ยวที่ 3 ซึ่งมีทำนองรูปแบบ
ซำ้ ทำนองเทยี่ วท่ี 1 แลว้ แยกทำนองไปเปน็ รูปแบบทำนองท่ี 4 มีชื่อเรยี กเฉพาะว่า สาธุการเท่ียวน้อย
หรอื พระเจ้าเปิดโลก กำกบั จงั หวะด้วยหน้าทับสาธกุ าร จดั เป็นหน้าทับเฉพาะ
2) สงั คีตลกั ษณ์
เพลงสาธุการ อยใู่ นกลุม่ เสยี งปญั จมลู ซลท x รม x และ รมฟ x ลท x มีทำนองทาง
ฆอ้ งกำหนดไว้อยา่ งมีกฎเกณฑ์ ใชห้ นา้ ทับสาธุการทจี่ ัดเปน็ หนา้ ทบั เฉพาะ
72
3) อธบิ ายการบรรจเุ พลง.
เพอ่ื อธบิ ายให้เห็นถงึ การแสดงความเคราพบูชาในพระบรมธาตุทไ่ี ดน้ ำมาประดิษฐาน
ไวท้ ี่เชิงเขาภีพชั สงิ ผู้วิจยั จงึ เลือกใช้เพลงสาธุการ
4) ทำนองหลักและเครื่องกำกบั จังหวะ
4.1) โนต้ ทำนองหลัก
โนต้ ทำนองหลกั เพลงสาธุการ
---ร ---ม ---ม -ซ-ล -ล-ล -ล-- ลล-- ซซ-ร
- - - ลฺ - - - ทฺ - - - มฺ - ซฺ - ลฺ - ร - ม - ร - ลฺ - - - ซฺ - - - ลฺ
- - - ทฺ - ลฺ - - ร ร - - ม ม - ฟ - ล - ท - ล - - ฟ ฟ - - ม ม - ร
- - - ฟฺ - มฺ - รฺ - - - มฺ - - - ฟฺ - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ฟฺ - - - มฺ - - - รฺ
- ฟ – ม - ร - - ด - - - - - - รม - - ล ล - ท - ล - ซ - ม - ซ - ล
- - - - - ลฺ - - - ทลฺ - ทฺ - - ด - - ลฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ซฺ - ลฺ
- รํ – มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ - - - ลท - รํ - มํ - รํ - ดํ - ท - ล
- ร – ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ - - ซ - - ร - ม - ร - ด - ทฺ - ลฺ
- ม - - ม ร - ม - ล - - ซ ซ - ล - ท - รํ - ท - - ล ล - - ซ ซ - ม
- ร – ทฺ - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ
- - ฟ - - ม - - - ร - ร - - ท ท - ซ - - - ลท - รํ - มํ - รํ - ท - ล
- - - มร - - รฺ - - - - ลฺ - ทฺ - - - ร - - ซ - - - ร - ม - ร - ทฺ - ลฺ
- ท – รํ - ท - - ล ล - - ซ ซ - ม - - - - - - - รม - - ม ม - ซ - ล
- ทฺ – ร - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ - ลฺ - ทฺ - - ด - - มฺ - - - ซฺ - ลฺ
- ท ล ล - - ล ล - ร - ซ - - ล ท - รํ - มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ
- - - ร - ลฺ - - - ลฺ - ซฺ - - - ทฺ - ร - ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ
73
--ฟ- -ม-- -ร-ร --ซซ --ลล -ท-- ซซ-- ลล-ท
- - - มร - - รฺ - - - - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - - - ทฺ - ซฺ - - - ลฺ - - - ทฺ
- ท - - ล ล - - ท ท - - รํ รํ - มํ - - - มฟ - ล - - - ล - - ฟ - - - ท
- ทฺ – ลฺ - - - ทฺ - - - ร - - - ม - - ร - - - - ม - ร - - - มร - ทฺ
- รํ – มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ - - - ลท - รํ - มํ - รํ - ดํ - ท - ล
- ร – ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ - - ซ - - ร - ม - ร - ด - ทฺ - ลฺ
- ม - - ม ร - ม - ล - - ซ ซ - ล - ท - รํ - ท - - ล ล - - ซ ซ - ม
- ร – ทฺ - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ
- ฟ – ม - ร - - ด - - - - - - รม - - ล ล - ท - ล - ซ - ม - ซ - ล
- - - - - ลฺ - - - ทลฺ - ทฺ - - ด - - ลฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ซฺ - ลฺ
- รํ – มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ - - - ลท - รํ - มํ - รํ - ดํ - ท - ล
- ร – ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ - - ซ - - ร - ม - ร - ด - ทฺ - ลฺ
- ม - - ม ร - ม - ล - - ซ ซ - ล - ท - รํ - ท - - ล ล - - ซ ซ - ม
- ร – ทฺ - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ
--ลล --ลล -ล-- ซซ-ล --ทท -ล-- ฟฟ-- มม-ร
- ลฺ - - - ลฺ - - - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - ทฺ - - - ลฺ - ฟฺ - - - มฺ - - - รฺ
- - ล ล - ท - ซ - ล - ท - ดํ - รํ - - มํ มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ
- ลฺ - - - ทฺ - ซฺ - ลฺ - ทฺ - ด - ร - ม - - - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ
- ล ซ ซ - - ซ ซ - ร - ซ - - ล ท - รํ - มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ
- - - ด - ซฺ - - - ลฺ - ซฺ - - - ทฺ - ร - ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ
74
- - - มฟ - ล - - - ล - - ฟ - - - - ทฺ - - ลฺ ลฺ - - ทฺ ทฺ - - ร ร - ม
- - ร - - - - ม - ร - - - มร - ทฺ - ฟฺ - มฺ - - - ฟฺ - - - ลฺ - - - มฺ
- - ซ ซ - ล - ร - - - - - รม - ซ - - ล ล - ท - - ซ ซ - - ล ล - ท
- ซฺ - - - ลฺ - ร - ทฺ - - ด - - - ซฺ - ลฺ - - - ทฺ - ซฺ - - - ลฺ - - - ทฺ
- - - ลท - รํ - มํ - มํ - มํ - รํ - ท - รํ - มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ
- - ซ - - ร - ม - ซ - ม - ร - ทฺ - ร - ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ
- ม - - ร ร - - ม ม - - ซ ซ - ล - ซ - ล - ท - ดํ - มํ รํ ดํ - ท - ล
- ทฺ – ลฺ - - - ทฺ - - - ซฺ - - - ลฺ - ซฺ - ลฺ - ทฺ - ด - ท ร ด - ทฺ - ลฺ
- - - ร - - - มฟ - ล - ล - - ฟ - - - ด - - - - ร - - - - - รม - ซ
- ลฺ - - - - ร - - - - ฟ - - - มร - - - ทลฺ ฺ - ทฺ - ลฺ - ทฺ - - ด - - - ซฺ
- - - รม - ซ - ล - ท - ล - ซ - ม - ม - - ร ร - - ม ม - - ซ ซ - ล
- - ด - - ซฺ - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ทฺ - ลฺ - - - ทฺ - - - ซฺ - - - ลฺ
- ท – ล - ซ - ม - - - รม - ซ - ล - - - ร - - ด - - - - ทฺ - - - ททฺ ฺ
- ทฺ – ลฺ - ซฺ - ทฺ - - ด - - ซฺ - ลฺ - - - ลฺ - - - ทฺลฺ - - - - - - ทฺ -
- ทฺ - - ลฺ ลฺ - - ทฺ ทฺ - - ร ร - ม - - - มฟ - ล - - - ล - - ฟ - - -
- ฟฺ – มฺ - - - ฟฺ - - - รฺ - - - มฺ - - ร - - - - ม - ร - - - มร - ทฺ
- - ด - - - ฟ - - - - ร - - - มฟ - ล - ท - ล - - ฟ ฟ - - ม ม - ร
- - - ทฺลฺ - - - มร - ลฺ - - - - ร - - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ฟฺ - - - มฺ - - - รฺ
- - ล ล - ท - ซ - ล - ท - ดํ - รํ - - ด - - - ฟ - - - - ร - - - มฟ
- ลฺ - - - ทฺ - ซฺ - ลฺ - ทฺ - ด - ร - - - ทฺลฺ - - - มร - ลฺ - - - - ร -
75
- - - มฟ - ล - ท - รํ - ท - ล - ฟ - ล - ท - ล - - ฟ ฟ - - ม ม - ร
- - ร - - ลฺ - ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - ด - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ฟฺ - - - มฺ - - - รฺ
- ทฺ - - ลฺ ลฺ - - ทฺ ทฺ - - ร ร - ม - - - มฟ - ล - - - ล - - ฟ - - -
- ฟฺ – มฺ - - - ฟฺ - - - รฺ - - - มฺ - - ร - - - - ม - ร - - - มร - ทฺ
- รํ – ท - ล - - ซ ซ - - ล ล - ท - ฟ - ม - ร - - ด - - - - - - รม
- ร – ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - - - ทฺ - - - - - ลฺ - - - ทลฺ - ทฺ - - ด -
- ร – ซ - - ล ท - รํ - ท - ล - ซ - - - ลท - รํ - มํ - รํ - ดํ - ท - ล
- ลฺ – ซฺ - - - ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - ซ - - ร - ม - ร - ด - ทฺ - ลฺ
-ม-- มร-ม - ล - - ซ ซ - ล - รํ - ท -ล-- ฟฟ-- มม-ร
- ร – ทฺ - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - ร - ทฺ - ลฺ - ฟฺ - - - มฺ - - - ลฺ
กลับตน้
- - - ทฺ - ลฺ - - รร-- มม-ฟ -ล-ท -ล-- ฟฟ-- มม-ร
- - - ฟฺ - มฺ - รฺ - - - มฺ - - - ฟฺ - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ฟฺ - - - มฺ - - - รฺ
- ฟ – ม - ร - - ด - - - - - - รม - - ล ล - ท - ล - ซ - ม - ซ - ล
- - - - - ลฺ - - - ทฺล - ทฺ - - ด - - ลฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ซฺ - ลฺ
- รํ – มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ - - - ลท - รํ - มํ - รํ - ดํ - ท - ล
- ร – ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ - - ซ - - ร - ม - ร - ด - ทฺ - ลฺ
- ม - - ม ร - ม - ล - - ซ ซ - ล - ท - รํ - ท - - ล ล - - ซ ซ - ม
- ร – ทฺ - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ
- - ฟ - - ม - - - ร - ร - - ท ท - ซ - - - ลท - รํ - มํ - รํ - ท - ล
- - - มร - - รฺ - - - - ลฺ - ทฺ - - - ร - - ซ - - - ร - ม - ร - ทฺ - ลฺ
76
- ท – รํ - ท - - ล ล - - ซ ซ - ม - - - - - - - รม - - ม ม - ซ - ล
- ทฺ – ร - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ - ลฺ - ทฺ - - ด - - มฺ - - - ซฺ - ลฺ
- ท ล ล - - ล ล - ร - ซ - - ล ท - รํ - มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ
- - - ร - ลฺ - - - ลฺ - ซฺ - - - ทฺ - ร - ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ
--ฟ- -ม-- -ร-ร --ซซ --ลล -ท-- ซซ-- ลล-ท
- - - มร - - รฺ - - - - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - - - ทฺ - ซฺ - - - ลฺ - - - ทฺ
- ท - - ล ล - - ท ท - - รํ รํ - มํ - - - มฟ - ล - - - ล - - ฟ - - - ท
- ทฺ – ลฺ - - - ทฺ - - - ร - - - ม - - ร - - - - ม - ร - - - มร - ทฺ
- รํ – มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ - - - ลท - รํ - มํ - รํ - ดํ - ท - ล
- ร – ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ - - ซ - - ร - ม - ร - ด - ทฺ - ลฺ
- ม - - ม ร - ม - ล - - ซ ซ - ล - ท - รํ - ท - - ล ล - - ซ ซ - ม
- ร – ทฺ - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ
- ฟ – ม - ร - - ด - - - - - - รม - - ล ล - ท - ล - ซ - ม - ซ - ล
- - - - - ลฺ - - - ทฺล - ทฺ - - ด - - ลฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ซฺ - ลฺ
- รํ – มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ - - - ลท - รํ - มํ - รํ - ดํ - ท - ล
- ร – ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ - - ซ - - ร - ม - ร - ด - ทฺ - ลฺ
- ม - - ม ร - ม - ล - - ซ ซ - ล - ท - รํ - ท - - ล ล - - ซ ซ - ม
- ร – ทฺ - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ
--ลล --ลล -ล-- ซซ-ล --ทท -ล-- ฟฟ-- มม-ร
- ลฺ - - - ลฺ - - - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - ทฺ - - - ลฺ - ฟฺ - - - มฺ - - - รฺ
77
- - ล ล - ท - ซ - ล – ท - ดํ - รํ - - มํ มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ
- ลฺ - - - ทฺ - ซฺ - ลฺ - ทฺ - ด - ร - ม - - - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ
- ล ซ ซ - - ซ ซ - ร - ซ - - ล ท - รํ - มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ
- - - ด - ซฺ - - - ลฺ - ซฺ - - - ทฺ - ร - ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ
- - - มฟ - ล - - - ล - - ฟ - - - - ทฺ - - ลฺ ลฺ - - ทฺ ทฺ - - รร-ม
--ร- ---ม - ร - - - มร - ทฺ - ฟฺ - มฺ - - - ฟฺ - - - ลฺ - - - มฺ
- ท - - ท ท - รํ -ออกพระเจา้ เปิดโลก- -ท-- ลล-- ซซ-ม
- ทฺ – ทฺ - - - รฺ - มํ - รํ - ท - ล - ท - รํ - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ
- ม - ร - ทฺ - ลฺ - ทฺ - ร
- ฟ – ม - ร - - ด - - - - - - รม - - ล ล - ท - ล - ซ - ม - ซ - ล
- - - - - ลฺ - - - ทฺล - ทฺ - - ด - - ลฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ซฺ - ลฺ
- รํ – มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ - - - ลท - รํ - มํ - รํ - ดํ - ท - ล
- ร – ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ - - ซ - - ร - ม - ร - ด - ทฺ - ลฺ
- ม - - ม ร - ม - ล - - ซ ซ - ล - รํ - ท - ล - ฟ - - - ม - - - ร
- ร – ทฺ - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - ร - ทฺ - ลฺ - ฟฺ - - - มฺ - - - รฺ
78
4.2) เครอ่ื งกำกบั จงั หวะ
อัตราจังหวะสองชั้น หน้าทับเฉพาะคือ หน้าทับสาธุการ (ใช้ตะโพนตีกำกับ
จังหวะ)
รูปแบบจังหวะหนา้ ทับและจงั หวะฉ่งิ เพลงสาธุการ
*ประโยคข้ึน
- - ตฺ ตํ - - ตฺ พ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ - - - ถ - ตฺ - ตํ
- - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่งิ - - - ฉิง่ - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ
ประโยคที่ 1
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ตํ
- - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่ิง - - - ฉิ่ง - - - ฉิง่ - - - ฉ่ิง - - - ฉิ่ง
---- ---- ---- - - - ตํ --- - - - ตํ - - ตฺ ตํ - ตฺ พ
- - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่งิ - - - ฉิง่ - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง
---- ---ถ ---- - - - ตฺ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ
---- ---- - - - ฉิ่ง - - - ฉงิ่ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่ิง - - - ฉ่งิ - - - ฉง่ิ
- - - ฉ่งิ - - - ฉง่ิ
- - ตฺ ตํ - - ตฺ พ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ ---ถ - - - ตฺ
จบประโยคที่ 1 - - - ฉง่ิ - - - ฉงิ่ - - - ฉ่งิ - - - ฉงิ่ - - - ฉงิ่ - - - ฉ่ิง
- - - - - - - ตฺ ---- ---- ---- ---- ---- - - - ตฺ
- - - ฉงิ่ - - - ฉง่ิ - - - ฉ่งิ - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉิง่ - - - ฉง่ิ
ประโยคท่ี 2 ---- ---- - - - ตฺ ---- - - - ตฺ - - ตฺ ถ - ตฺ - ตํ
- - - ฉิง่ - - - ฉิง่ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่ิง - - - ฉ่ิง - - - ฉิง่ - - - ฉง่ิ
----
- - - ฉ่งิ
จบประโยคที่ 2
---- ----
- - - ฉ่งิ - - - ฉิ่ง
79
ประโยคที่ 3
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ตํ
- - - ฉง่ิ - - - ฉงิ่ - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ
---- ---- ---- - - - ดํ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ ---ถ ---ต
- - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉ่งิ - - - ฉง่ิ - - - ฉงิ่ - - - ฉิ่ง
- - - ตํ - - - ตํ - - - ตฺ พํ - ท ---- ---ถ ---- - ตฺ - ตํ
- - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉ่งิ - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉ่งิ
จบประโยคที่ 3
- - - ตฺ - พํ - ท - - - ถ - ตฺ - ตํ - - - ท - - ตํ ตํ - ตํ - ตฺ - พํ - ท
- - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉ่งิ - - - ฉ่งิ - - - ฉงิ่ - - - ฉงิ่
ประโยคท่ี 4
- - - - - - - ถ - - - - - ตฺ - ตํ - - - ตฺ - พํ - ท - - - ถ - ตฺ - ตํ
- - - ฉงิ่ - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉิง่ - - - ฉิง่ - - - ฉิง่ - - - ฉิ่ง
จบประโยคที่ 4
- - - ตฺ - พํ - ท - - - ถ - ตฺ - ตํ - - - ท - - ตํ ตํ - ตํ - ตฺ - พํ - ท
- - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉ่งิ - - - ฉิง่ - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง
ประโยคท่ี 5
- - - - - - - - - - - - - ท - ตํ - - ท ตํ ท ตํ ท ตฺ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ
- - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่งิ - - - ฉงิ่ - - - ฉ่งิ - - - ฉงิ่
---- - - - ตฺ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ ---ถ - - - ตฺ
- - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉิง่ - - - ฉิง่ - - - ฉง่ิ - - - ฉ่งิ - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง
- - - ตํ - - - ตํ - - - ตฺ - พํ - ท - - - ตฺ -พ-- ---- ----
- - - ฉงิ่ - - - ฉิง่ - - - ฉ่งิ - - - ฉิง่ - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉงิ่
80
จบประโยคท่ี 5 (สุดท้าย) - ตฺ - พ - ตํ - พ - - ตฺ ตํ - - ตํ ถ -ถ-- - ตฺ - ตํ
- - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง
- ตฺ - พ - ตํ - พ
- - - ฉงิ่ - - - ฉิง่ ---- ---- - - - ตํ
- - - ฉ่งิ - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ
**ขนึ้ เทย่ี วที่ 2**
ประโยคท่ี 1 ---- ---- ---- ----
- - - ฉิ่ง - - - ฉิง่ - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง
----
- - - ฉ่งิ
---- ---- ---- - - - ตํ ---- - - - ตํ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ
- - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่ิง - - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉิ่ง - - - ฉิง่
---- ---- ---- ---ถ ---- - - - ตฺ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ
- - - ฉ่งิ - - - ฉิ่ง - - - ฉงิ่ - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉิง่ - - - ฉิง่
จบประโยคที่ 1 - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ ---ถ - - - ตฺ
- - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉงิ่ - - - ฉ่ิง - - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง
- - - - - - - ตฺ
- - - ฉิ่ง - - - ฉ่ิง ---- ---- ---- ---- ---- - - - ตฺ
- - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉิ่ง
ประโยคที่ 2 ----
- - - ฉง่ิ ---- - - - ตฺ ---- - - - ตฺ - - ตฺ ถ - ตฺ - ตํ
---- - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉงิ่ - - - ฉิง่ - - - ฉิง่ - - - ฉิ่ง
- - - ฉ่งิ
---- ---- ---- ---- ---- - - - ตํ
จบประโยคท่ี 2 - - - ฉงิ่ - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง
---- ----
- - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง
ประโยคท่ี 3 ----
- - - ฉ่ิง
----
- - - ฉิง่
---- ---- ---- - - - ตํ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ ---ถ - - - ตฺ
- - - ฉ่ิง - - - ฉิง่ - - - ฉงิ่ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่ิง - - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉงิ่
81
- - - ตํ - - - ตํ - - - ตฺ - พํ - ท - - - - ---ถ ---- - ตฺ - ตํ
- - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉ่งิ - - - ฉิง่ - - - ฉ่งิ - - - ฉ่งิ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่ิง
จบประโยคที่ 3
- - - ตฺ - พํ - ท - - - ถ - ตฺ - ตํ - - - ท - - ตํ ตํ - ตํ - ตฺ - พํ - ท
- - - ฉง่ิ - - - ฉ่งิ - - - ฉง่ิ - - - ฉ่งิ - - - ฉ่ิง - - - ฉ่งิ - - - ฉงิ่ - - - ฉ่งิ
ประโยคที่ 4
- - - - - - - ถ - - - - - ตฺ - ตํ - - - ตฺ - พํ - ท - - - ถ - ตฺ - ตํ
- - - ฉ่ิง - - - ฉ่งิ - - - ฉิง่ - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉ่งิ - - - ฉงิ่ - - - ฉิ่ง
จบประโยคท่ี 4
- - - ตฺ - พํ - ท - - - ถ - ตฺ - ตํ - - - ท - - ตํ ตํ - ตํ - ตฺ - พํ - ท
- - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉ่ิง - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่ิง
ประโยคท่ี 5
- - - - - - - - - - - - - ท - ตํ - - ท ตํ ท ตํ ท ตฺ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ
- - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉิง่ - - - ฉ่ิง - - - ฉ่ิง - - - ฉง่ิ
---- - - - ตฺ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ - - - ถ - - - ตฺ
- - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉงิ่ - - - ฉ่งิ - - - ฉงิ่ - - - ฉ่งิ
- - - ตํ - - - ตํ - - - ตฺ - พํ - ท - - - ตฺ -พ-- ---- ----
- - - ฉิ่ง - - - ฉ่ิง - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง
จบประโยคที่ 5 (สดุ ท้าย) - - ตฺ พ -ถ-- - ตฺ - ตํ
- - - ฉงิ่ - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง
- ตฺ - พ - ตํ - พ - ตฺ - พ - ตํ - พ - - ตฺ ตํ
- - - ฉงิ่ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่ิง - - - ฉ่ิง - - - ฉ่ิง ---- ---- - - - ตํ
- - - ฉงิ่ - - - ฉ่ิง - - - ฉิ่ง
**ขึ้นเที่ยวท่ี 3**
ประโยคท่ี 1 ---- ---- ---- ----
- - - ฉง่ิ - - - ฉ่งิ - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง
----
- - - ฉิง่
82
---- ---- ---- - - - ตํ ---- - - - ตํ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ
- - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่ิง - - - ฉ่ิง - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ
---- ---- ---- ---ถ ---- - - - ตฺ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ
- - - ฉิง่ - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ
จบประโยคท่ี 1 - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พํ ---ถ - - - ตฺ
- - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉิ่ง - - - ฉ่งิ - - - ฉงิ่ - - - ฉง่ิ
- - - - - - - ตฺ
- - - ฉ่ิง - - - ฉิ่ง ---- ---ถ ---- - - - ตฺ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ
- - - ฉ่งิ - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉิง่ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่งิ
ประโยคที่ 2 ----
- - - ฉิ่ง ---- - - - ตฺ ---- - - - ตฺ --ตถ - ตฺ - ตํ
---- - - - ฉง่ิ - - - ฉงิ่ - - - ฉงิ่ - - - ฉิ่ง - - - ฉิง่ - - - ฉ่งิ
- - - ฉิ่ง
---- ---- ---- ---- ---- - - - ตํ
จบประโยคที่ 2 - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉ่งิ
---- ----
- - - ฉ่ิง - - - ฉ่ิง
ประโยคท่ี 3 ----
- - - ฉิ่ง
----
- - - ฉ่ิง
---- ---- ---- - - - ตํ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ ---ถ - - - ตฺ
- - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉ่ิง
- - - ตํ - - - ตํ - - - ตฺ -พ-ท ---- ---ถ ---- - ตฺ - ตํ
- - - ฉงิ่ - - - ฉ่งิ - - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉงิ่ - - - ฉิ่ง
จบประโยคท่ี 3 ---ถ - ตฺ - ตํ - - - ท - - ตํ ตํ - ตํ - ตฺ - พํ - ท
- - - ฉ่งิ - - - ฉิง่ - - - ฉิง่ - - - ฉ่ิง - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง
- - - ตฺ - พํ - ท
- - - ฉิ่ง - - - ฉ่งิ
83
ประโยคที่ 4
- - - - - - - ถ - - - - - ตฺ - ตํ - - - ตฺ - พํ - ท - - - ถ - ตฺ - ตํ
- - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่ิง - - - ฉ่งิ - - - ฉ่ิง - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ
จบประโยคที่ 4
- - - ตฺ พํ - ท - - - ถ - ตฺ - ตํ - - - ท - - ตํ ตํ - ตํ - ตฺ - พํ - ท
- - - ฉ่งิ - - - ฉงิ่ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่ิง - - - ฉ่ิง - - - ฉ่งิ - - - ฉง่ิ - - - ฉ่งิ
ประโยคท่ี 5 (สดุ ทา้ ย)
- - - - - - - - - - - - - ท - ตํ - - ท ตํ ท ตํ ท ตฺ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ
- - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉงิ่ - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ
---- - - - ตฺ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ - - - ถ - - - ตฺ
- - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉิ่ง - - - ฉ่งิ - - - ฉิง่ - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่งิ
- ตฺ - พ - ตํ - พ - ตฺ - พ - ตํ - พ - - - ตฺ -พ-- ---- ----
- - - ฉ่ิง - - - ฉ่ิง - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉ่งิ - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง
ครง่ึ เท่ียวสดุ ท้าย (เปดิ โลก) - ตํ - พ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ -ถ-- - ตฺ - ตํ
- - - ฉงิ่ - - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง
- ตฺ - พ - ตํ - พ - ตฺ - พ
- - - ฉ่ิง - - - ฉ่ิง - - - ฉ่ิง
---- ---- ---- ---- ---- ---- ---- - - - ตํ
- - - ฉิง่ - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉ่ิง - - - ฉิง่
---- ---- ---- - - - ตํ ---- - - - ตํ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ
- - - ฉ่งิ - - - ฉงิ่ - - - ฉิง่ - - - ฉง่ิ - - - ฉ่ิง - - - ฉ่ิง - - - ฉง่ิ - - - ฉงิ่
---- ---- ---- ---ถ ---- - - - ตฺ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ
- - - ฉิง่ - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉงิ่ - - - ฉิ่ง - - - ฉง่ิ - - - ฉิง่ - - - ฉ่ิง
84
---- - - - ตฺ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ - - - ถ - - - ตฺ
- - - ฉ่งิ - - - ฉ่งิ - - - ฉ่ิง - - - ฉงิ่ - - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉ่งิ - - - ฉง่ิ
- - - ตํ - - - ตํ - - - ตฺ - พํ - ท - - - ตฺ -พ-- ---- ----
- - - ฉงิ่ - - - ฉ่งิ - - - ฉ่ิง - - - ฉ่ิง - - - ฉิ่ง - - - ฉงิ่ - - - ฉิ่ง - - - ฉิ่ง
- ตฺ - พ - ตํ - พ - ตฺ - พ - ตํ - พ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ -ถ-- - ตฺ - ตํ
- - - ฉงิ่ - - - ฉิง่ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่งิ - - - ฉิง่ - - - ฉง่ิ - - - ฉิ่ง - - - ฉงิ่
- ตฺ - พ - ตํ - พ - ตฺ - พ - ตํ - พ - - ตฺ ตํ - - ตฺ พ -ถ-- - ตฺ - ตํ
- - - ฉง่ิ - - - ฉง่ิ - - - ฉงิ่ - - - ฉิ่ง - - - ฉ่งิ - - - ฉิ่ง - - - ฉงิ่ - - - ฉ่งิ
ตอนที่ 2 พระรามนกั ปราชญ์ขอพระราชทานกัลปนาวัดพะโคะจากสมเดจ็ พระเอกา
ทศรถและทรงพระราชทานสมณศกั ดิ์เปน็ พระราชมนุ ี (พ.ศ. 2158)
-รอ้ งเพลงมอญแปลง-
บทร้อง
มาจะกล่าวถึงเจ้าสามีราม ไขความอภธิ รรมจนกลา่ วขาน
พระเอกาทศรถทรงโปรดปราน ใหน้ ามรามนักปราชญ์ราชมนุ ี
วันหนง่ึ จงึ เข้าเฝา้ กษัตรา ทูลขอกลั ปนาพระทรงศรี
วดั ดหี ลวงสลัดโจมตี ไพร่ภมู ทิ านศีลบาลแตกซา่ นไป
อรรถาธิบายบทเพลง
1) ประวัติเพลงมอญแปลง
เพลงมอญแปลง อัตราสองชั้น เป็นเพลงสำเนียงมอญที่มีท่วงทำนองอ่อนหวาน ช้า
หรือหวานระคนเศร้า จึงเหมาะกับบรรยากาศสงบไม่อึกทึก แต่เพลงมอญบางเพลงก็ให้ความ
สนุกสนานครึกครนื้ ได้เชน่ กนั แล้วแตค่ วามเหมาะสมกับโอกาส และผฟู้ งั
2) สังคีตลกั ษณ์
เพลงมอญแปลง อยู่ในกลุ่มเสียงปัญจมูล ฟซล x ดร x เป็นเพลงท่อนเดียว มี 4
จังหวะ ใชห้ นา้ ทบั ปรบไก่ อตั ราสองชน้ั
3) อธบิ ายการบรรจเุ พลง
85
ผู้วิจัยเลือกใช้เพลงมอญแปลง เพื่อแสดงถึงอาการที่สุขสงบในทางธรรม โดยใช้
หลกั การลดบันไดเสียงลงมาหน่ึงเสียง คอื เสยี ง ฟา เพ่อื ให้เกิดความน่มุ ของเสียงย่ิงขน้ึ ซ่ึงทางธรรมใน
ทนี่ ้ีคอื “พระราชมุนีสามีราม”
4) ทำนองหลกั และเครอ่ื งกำกับจังหวะ
4.1) โนต้ ทำนองหลกั
โน้ตทำนองหลักเพลงมอญแปลง
- - - ฟ - - - ร - - - ฟ - - - ซ - ดํ - ล - ซ - - ฟ ฟ - - ซ ซ - ล
- - - ฟฺ - - - ลฺ - - - ฟฺ - - - ซฺ - ด - ลฺ - ซ - ฟฺ - - - ซฺ - - - ลฺ
---- ---- -ฟ-ฟ ---ซ -ล-ฟ ซล-- ซซ-- ฟฟ-ร
- - - - - - - - - ฟฺ - ฟฺ - - - ซฺ - ลฺ - ฟฺ ซฺ ลฺ - ซฺ - - - ฟฺ - - - ลฺ
---- -ซ-- -ฟ-ฟ ---ซ ---- -ล-ซ ----- -ร-ร
- - - - - ซฺ - ฟฺ - - - - - - - ซฺ - - - - - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ - - - -
-ด-ด -ด-ฟ -ลซฟ -ม-ร -มซ- มร-- ---- รด-ร
- ซฺ - - ซฺ - - ฟฺ - ลฺ ซฺ ฟฺ - ทฺ - ลฺ - - - ร - - ด ลฺ - ซฺ - ลฺ - ซฺ - ลฺ
4.2) เคร่ืองกำกับจังหวะ
หน้าทับปรบไก่ อัตราสองชั้น (ใช้กลองแขกตีกำกับจังหวะ) มีรูปแบบหน้าทับ
และฉงิ่ ดงั นี้
รูปแบบจังหวะหนา้ ทบั และจังหวะฉงิ่ เพลงมอญแปลง
หน้าทบั ปรบไก่ อตั ราสองช้นั
- ตงิ - ติง -หนงั -เหนง่ -หนงั -เหน่ง -หนัง-เหน่ง - ติง - ทั่ง - ตงิ - ติง - ทง่ั - ติง - ติง - ทั่ง
- - - ฉงิ่ - - - ฉับ - - - ฉง่ิ - - - ฉบั - - - ฉิ่ง - - - ฉบั - - - ฉง่ิ - - - ฉับ
86
-ร้องเพลงเวสสุกรรม-
บทรอ้ ง
พระองค์ทรงหลง่ั ทกั ษิโณทก ยกไรน่ าผคู้ นพฤกษา
ใหข้ าดจากสว่ ยหลวงแต่นัน้ มา หา้ มผู้ใดนำพาเป็นของตน
พระราชทานยอดพระเจดีย์ แวววับแวมสเี สยี ดเวหน
เบญจโลหะอันมงคล แลอิฐใหไ้ พร่พลขนลงไป
กับพระราชทานบรรดาศักดิ์ พระรามนกั ปราชญ์ผ่องใส
เปน็ พระราชมนุ เี กรยี งไกร อยู่วดั ใหมท่ ่ีพระราชทาน
อรรถาธิบายบทเพลง
1) ประวตั เิ พลงเวสสกุ รรม
เพลงเวสสุกรรม เป็นเพลงอัตราสองชั้นทำนองเก่า นิยมนำไปบรรเลงขับร้อง
ประกอบการแสดงโขน ละคร แต่มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “หงส์ทอง” ท่ีหลวงประดิษฐ์ไพเราะ
(ศร ศิลปบรรเลง) นำเพลงเวสสุกรรมมาแต่งเป็นทำนองทางเปล่ียน และนำไปบรรเลงประกอบละคร
ของคณะแสงทองเรื่องเสียงสวรรค์ ถ้าบรรเลงเป็นทางเปลี่ยน หรือบรรเลงเป็นเพลงเถา จะเรียกว่า
หงสท์ อง (ณรงค์ชยั ปิฎกรชั ต์. 2534 : 262 - 263)
2) สงั คตี ลักษณ์
เพลงเวสสกุ รรม อยใู่ นกลุม่ เสียงปญั จมลู ซลท x รม x และ ดรม x ซล x เปน็ เพลง 2
ท่อน ท่อนท่ี 1 มี 2 จังหวะ ท่อนที่ 2 มี 4 จังหวะ ซึ่งในท่อน 2 บรรทัดที่ 3 และบรรทัดที่ 4 ซ้ำกับ
ทำนองในทอ่ นท่ี 1
3) อธบิ ายการบรรจเุ พลง
ผู้วิจัยเลือกใช้เพลงเวสสุกรรม เพื่อแสดงถึงความสง่าของพระเจ้าแผ่นดิน โดยใช้
บันไดเสียงที่สูงข้ึนให้เกิดความสงู สง่ แลดยู ิ่งใหญ่ แตจ่ ะมีการลดหลนั่ ของเสียงลงมาบ้าง เพ่ือแสดงถึง
การโต้ตอบกันระหว่างทางธรรมและทางโลก ในที่นี้ทางโลกคือ สมเด็จพระเอกาทศรถผู้ปกครอง
กรงุ ศรีอยธุ ยา
87
4) ทำนองหลักและเครอื่ งกำกับจงั หวะ
4.1) โน้ตทำนองหลัก
โนต้ ทำนองหลักเพลงเวสสกุ รรม
ทอ่ น 1
- - ฟ - - ม - - - ร - ร - - - ซ - - - - - รํ - รํ - มํ - มํ - รํ - ท
- - - มร - - - ลฺ - - - ลฺ - - - ซฺ - - - ร - - - - - ซ - ม - ร - ทฺ
- ท - รํ - ท - - ล ล - - ซ ซ - ม - ร - ซ - - ล ท - รํ - ท - ล - ซ
- ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - ซฺ
ทอ่ น 2
- ล - - ซ ม - - - - - ด - - - รม - ด - - - รม - ซ - ล - ซ - ม - ร
- - ซ ม - - ร ด - ซฺ - - - - ด - - ซฺ - - ด - - - ซฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ลฺ
- - - - - รํ - รํ - มํ - รํ - ดํ - ท - - - ซ - - ล ท - ล - ท - ดํ - รํ
- - - ร - - - - - ม - ร - ด - ทฺ - ซฺ - - - - - ทฺ - ลฺ - ทฺ - ด - ร
- - ฟ - - ม - - - ร - ร - - - ซ - - - - - รํ - รํ - มํ - มํ - รํ - ท
- - - มร - - - ลฺ - - - ลฺ - - - ซฺ - - - ร - - - - - ซ - ม - ร - ทฺ
- ท - รํ - ท - - ล ล - - ซ ซ - ม - ร - ซ - - ล ท - รํ - ท - ล - ซ
- ท - ร - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - ซฺ
4.2) เคร่ืองกำกบั จังหวะ
หน้าทับปรบไก่ อัตราสองชั้น (ใช้กลองแขกตีกำกับจังหวะ) มีรูปแบบหน้าทับ
และฉงิ่ ดงั นี้
รปู แบบจงั หวะหน้าทบั และจงั หวะฉ่งิ เพลงเวสสุกรรม
หน้าทับปรบไก่ อตั ราสองชน้ั
- ติง - ตงิ -หนัง-เหนง่ -หนงั -เหน่ง -หนงั -เหนง่ - ติง - ทงั่ - ตงิ - ตงิ - ท่งั - ติง - ติง - ท่ัง
- - - ฉ่งิ - - - ฉบั - - - ฉิง่ - - - ฉบั - - - ฉ่งิ - - - ฉบั - - - ฉิง่ - - - ฉบั
88
-ปพ่ี าทย์ทำเพลงโล้-
อรรถาธบิ ายบทเพลง
1) ประวตั ิเพลงกระบอกทอง
เพลงหน้าพาทย์ใช้บรรเลงประกอบกิริยาไปมาทางน้ำ ในการแสดงใช้บรรเลง
ประกอบ การแสดงได้ทั้งมนุษย์ สัตว์ และวัตถุ เช่น การล่องเรือ ว่ายน้ำ ลอยน้ำ เช่น ตอนนาง
เบญกายแปลง เป็นนางสีดาตายลอยทวนน้ำมาเพื่อลวงให้พระรามและพระลักษมณ์เข้าใจผิด
(ราชบณั ฑติ ยสถาน. 2550 : 181)
2) สังคีตลักษณ์
เพลงโล้ อยู่ในกลุ่มเสียงปัญจมูล ซลท x รม x ซึ่งทำนองในบรรทัดที่ 1 เหมือนกับ
ทำนอง ในบรรทดั ท่ี 3 โดยมีเทา่ เสยี ง เร มาเชือ่ มในประโยควรรคท้า 2 หอ้ งแรกของบรรทดั ที่ 3 และ
ทำนอง ในบรรทัดที่ 2 เหมือนกับทำนองในบรรทัดที่ 4 ซึ่งการบรรเลงทำนองสร้อยของเพลงทั้ง 2
บรรทัด จะมกี ารบรรเลงซ้ำทำนองสร้อยของเพลงอกี คร้งั หนึง่
3) อธบิ ายการบรรจเุ พลง
ผู้วิจัยเลือกใช้เพลงโล้ ซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์ประกอบกิริยาไปมาทางน้ำ ในที่น้ี
หมายถึง การล่องเรือสำออกจากกรุงศรีอยุธยาไปยังเมืองสทิงพาราณสีเพื่อนำอิฐที่ใช้สำหรับก่อ
พระธาตุไปให้
4) ทำนองหลกั และเครือ่ งกำกบั จงั หวะ
4.1) โน้ตทำนองหลกั
โน้ตทำนองหลักเพลงโล้
ท่อน 1
---- ---- ---ม ---ล ---ม ---ล ---ซ ---ม
- - - - - - - - - - - ทฺ - - - ลฺ - - - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ
--ลล -ท-ล -ซ-ม -ซ-ล --รร -ม-ซ -ทลซ -ม-ร
- ลฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ซฺ - ลฺ - ลฺ - - - ทฺ - ซฺ - ทฺ ลฺ ซฺ - ทฺ - ลฺ
-มรร --รร ---ม ---ล ---ม ---ล ---ซ ---ม
- - - ซฺ - ลฺ - - - - - ทฺ - - - ลฺ - - - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ
89
--ลล -ท-ล -ซ-ม -ซ-ล --รร -ม-ซ -ทลซ -ม-ร
- ลฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ซฺ - ลฺ - ลฺ - - - ทฺ - ซฺ - ทฺ ลฺ ซฺ - ทฺ - ลฺ
สรอ้ ย
---- -ซ-ซ -ล-ซ -ร-ม -ม-- มร-ม -ล-- ซซ-ล
- - - ซฺ - - - - - ลฺ - ซฺ - ลฺ - ทฺ - ร - ทฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ
- ท - รํ - ท - - ล ล - - ซ ซ - ม - - ล ล - ท - ล - ซ - ม - ร - ซ
- ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ - ลฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ
ซำ้ สร้อย
กลับต้น
-ลซซ ---ซ ---ม ---ล ---ม ---ล ---ซ ---ม
- - - ด - ซฺ - - - - - ทฺ - - - ลฺ - - - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ
--ลล -ท-ล -ซ-ม -ซ-ล --รร -ม-ซ -ทลซ -ม-ร
- ลฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ซฺ - ลฺ - ลฺ - - - ทฺ - ซฺ - ทฺ ลฺ ซ - ทฺ - ลฺ
มร-ร ---ร ---ม ---ล ---ม ---ล ---ซ ---ม
- - - ซฺ - ลฺ - - - - - ทฺ - - - ลฺ - - - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ
--ลล -ท-ล -ซ-ม -ซ-ล --รร -ม-ซ -ทลซ -ม-ร
- ลฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ซฺ - ลฺ - ลฺ - - - ทฺ - ซฺ - ทฺ ลฺ ซ - ทฺ - ลฺ
สร้อย
---- -ซ-ซ -ล-ซ -ร-ม -ม-- มร-ม -ล-- ซซ-ล
- - - ซฺ - - - - - ลฺ - ซฺ - ลฺ - ทฺ - ร - ทฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - - - ลฺ
- ท - รํ - ท - - ล ล - - ซ ซ - ม - - ล ล - ท - ล - ซ - ม - ร - ซ
- ทฺ - ร - ทฺ - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ - ลฺ - - - ทฺ - ลฺ - ซฺ - ทฺ - ลฺ - ซฺ
ซำ้ สรอ้ ย
90
4.2) เคร่ืองกำกบั จงั หวะ
หน้าทับไม้กลองเพลงโล้ (ใช้ตะโพนตีกำกับจังหวะ) มีรูปแบบหน้าทับและฉิ่ง
ดงั นี้
รูปแบบจงั หวะหน้าทับและจงั หวะฉง่ิ เพลงโล้
หน้าทบั ตะโพนและกลองทดั
--ตุ๊บเพลิง่ -ติง-ตุ๊บ -เท่งตุ๊บตงิ -ตงิ -ถะ -ตุบ๊ ติงต๊บุ -ติง-ตบุ๊ ตงิ ตุบ๊ - - เทง่ เท่งตงิ ตบุ๊
- - - - - - - ครมึ - - - ครึม - - - - - - - ครมึ - - - - - ครึม - - - - - ครมึ
- - - ฉ่ิง - - - ฉบั - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉงิ่ - - - ฉบั - - - ฉง่ิ - - - ฉบั
ตอนท่ี 3 สถาปนาพระสวุ รรณมาลกิ เจดีย์ศรรี ัตนมหาธาตุบนยอดเขาพะโคะ
(พ.ศ. 2159)
-รอ้ งเพลงกระบอกทอง-
บทร้อง
ครั้นถึงกรงุ สทิงพาราณสี ประชาชีไพร่ฟ้าก็ประสาน
ตา่ งยนิ ดรี ว่ มใจกบั สมภาร ยา้ ยพระธาตโุ บราณขนึ้ เขาพลนั
อรรถาธิบายบทเพลง
1) ประวัติเพลงกระบอกทอง
เพลงกระบอกทอง เป็นเพลงอตั ราช้ันเดียว อยู่ในเพลงที่ใช้บรรเลงในการแสดงโขน
ละครเรอ่ื งอณุ รทุ เป็นการกลา่ วถึงการเดินทางไปถึงยังท่หี มายแลว้ มเี หตใุ ห้ตอ้ งรีบไปทำการส่งิ อื่นต่อ
2) สงั คตี ลกั ษณ์
เพลงกระบอกทอง อยใู่ นกล่มุ เสียงปัญจมลู ซลท x รม x เป็นเพลง 2 ทอ่ น ซง่ึ ทำนอง
ในท่อน 2 ในประโยควรรคท้าท้ัง 2 บรรทดั มีทำนองท่ีซ้ำกนั
3) อธบิ ายการบรรจเุ พลง
ผวู้ จิ ัยเลอื กใช้เพลงกระบอกทอง ท่ใี ชบ้ รรเลงในการแสดงโขนละครเรื่องอุณรุท เพ่ือ
ส่อื ถึงการมาถึงของเรือบรรทุกอิฐจากอยุธยาท่ีจะนำไปใชก้ ่อพระมหาธาตุเจดียใ์ นการต่อไป
91
4) ทำนองหลกั และเครื่องกำกบั จงั หวะ
4.1) โนต้ ทำนองหลัก
โนต้ ทำนองหลักเพลงกระบอกทอง
ทอ่ น 1
- - - ร - - - ซ - - - รํ - - - ท - - ซ ซ - ล - ท - ล - ท - ดํ - รํ
- - - ลฺ - - - ซฺ - - - ร - - - ทฺ - ซฺ - - - ลฺ - ทฺ - ลฺ - ทฺ - ด - ร
- - - ลท - รํ - มํ - มํ - มํ - รํ - ท - รํ - มํ - รํ - - ท ท - - ล ล - ซ
--ซ- -ร-ม - ซ - ม - ร - ทฺ - ร - ม - ร - ทฺ - - - ลฺ - - - ซฺ
ท่อน 2 -ท-ร - - - - - รม - ซ - ร - ซ --ลท -ล-- ทท-ล
--ลล - ทฺ - ลฺ - ทฺ - - ด - - ซฺ - ลฺ - ซฺ - - - ทฺ - ลฺ - ทฺ - - - ลฺ
- ลฺ - -
- - ล ล - ท - ร - - - - - รม - ซ - - - รม - ซ - ล - ซ - - ล ล - ซ
- ลฺ - - - ทฺ - ลฺ - ทฺ - - ด - - ซฺ - - ด - - ซฺ - ลฺ - ซฺ - ลฺ - - - ซฺ
4.2) เครอ่ื งกำกับจงั หวะ
หน้าทับสองไม้ อัตราสองชั้น (ใช้ตะโพนตีกำกับจังหวะ) มีรูปแบบหน้าทับและ
ฉง่ิ ดงั นี้
รูปแบบจังหวะหนา้ ทับและจงั หวะฉง่ิ เพลงกระบอกทอง
หนา้ ทบั สองไม้ตะโพน
- - - - - - - - - - - - - - - พรึง - - - ตุ๊บ - - - พรึง - - - พรึง - - - พรงึ
- - - - - - - - - - - - - - - ฉบั - - - ฉงิ่ - - - ฉบั - - - ฉ่งิ - - - ฉบั
- - - ตุ๊บ - - - พรงึ - - - พรงึ - - - พรึง -ตุ๊บ-ถะ -ตุ๊บ-พรึง - - - พรงึ - - - พรึง
- - - ฉงิ่ - - - ฉบั - - - ฉง่ิ - - - ฉบั - - - ฉิง่ - - - ฉับ - - - ฉ่งิ - - - ฉับ
92
-ร้องเพลงตะลงุ บ้องตนั -
บทร้อง
แลว้ ระดมผู้คน ชาวบ้านทัง้ หลาย พวกชายกำยำ มากแรงแข่งขัน
ขนอิฐแลไม้ โดยพรอ้ มเพรียงกนั คนหญิงทางนน้ั ก็จงเตรยี มขา้ วปลา
แล้วจึงก่ออิฐ สอปูนข้นึ รปู องคพ์ ระสถปู มหาพุทธา
เสรจ็ สรรพงามเดน่ หนง่ึ เส้นห้าวา แลอร่ามงามตา ด่งั แกว้ สรุ การ
แล้วก็คิดการ ยกยอดพระเจดีย์ ใหส้ งั ฆการี ออกไปส่อื สาร
แถลงแจง้ ข่าว งานบุญสนุ ทาน ทัว่ ทุกเขตบา้ น แดนดินถนิ่ นา
สงั การีรบั ทราบ เตรยี มการโดยไว ออกจากวัดไป รอ้ งเรยี กตามหา
ลกู คู่อย่ไู หน ใหจ้ งรีบมา อย่ามวั ชักช้า ใหท้ ันทว่ งที
อรรถาธิบายบทเพลง
1) ประวตั ิเพลงตะลุงบอ้ งตนั
เพลงตะลุงบ้องตัน เป็นทำนองเพลงที่มีสำเนียง “ตะลุง” ทางภาคใต้ มาจากเพลง
หนงั ตะลุงและมโนราห์ ซงึ่ จะใชเ้ ครือ่ งดนตรีหนงั ตะลุงหรอื มโนราห์ในการบรรเลง ต่อมาไดม้ กี ารนำไป
แต่งขึ้นใหม่โดยนักดนตรีภาคกลางให้อยู่ในเพลงสิบสองภาษาเป็นเพลงออก “ภาษาตะลุง” มี
ท่วงทำนองจังหวะที่หึกเหิม ปลุกอารมณ์ สนุกสนาน (https://clib.psu.ac.th/. วิพล นาคพันธ์,
2554)
2) สังคตี ลักษณ์
เพลงตะลุงบ้องตัน อยใู่ นกลมุ่ เสียงปญั จมูล ดรม x ซล x เปน็ เพลงทอ่ นเดยี ว
3) อธบิ ายการบรรจุเพลง
ผ้สู รา้ งสรรค์เลือกใชเ้ พลงตะลุงบ้องตัน ทม่ี จี ังหวะสนุกสนาน ชวนให้ร้สู ึกหกึ เหิม เพ่ือ
สือ่ ถงึ การร่วมด้วยช่วยกนั ของชาวบา้ นในการก่อพระบรมธาตุขึ้นใหม่ ร่วมมือกันทำอย่างสนกุ สนาน