The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ศศิกาญจน์ กิ่งวงศา, 2023-06-06 13:05:40

แผนการสอน265

แผนการสอน265

ใบความรู้ เรื่อง ส่วนประกอบและโครงสร้างของโลก โลกของเรามีอายุประมาณ 4 – 6 พันล้านปี โดยช่วงเวลานี้ยังไม่เกิดสิ่งมีชีวิตบนโลก มนุษย์เราเพิ่งเริ่มถือกำเนิด บนโลกเมื่อประมาณ 0.003 ล้านปีมานี้เอง โลกของเราก่อกำเนิดจากการรวมตัวของอนุภาคจำนวนมากภายใต้แรงโน้มถ่วงมหาศาล จากอนุภาคเล็ก ๆ เป็น มวลขนาดใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นดาวเคราะห์ในที่สุด โครงสร้างภายในโลก รูปร่างของโลกมีลักษณะกลมแป้นคล้ายผลส้มเขียวหวาน ส่วนบนและส่วนล่างที่เป็นขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ จะแบนเล็กน้อย มีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย 12,700 กิโลเมตร นักวิทยาศาสตร์แบ่งโครงสร้างของโลกจากชั้น บรรยากาศไปสู่แก่นโลกออกเป็น 4 ส่วน ดังภาพข้างล่างนี้


เปลือกโลกคือส่วนที่เป็นของแข็งห่อหุ้มโลกอยู่โดยรอบ มีความหนาประมาณ 5 – 70 กิโลเมตร ส่วนที่หนาที่สุด คือ ส่วนที่เป็นเทือกเขาสูง เปลือกโลกแบ่งเป็น 2 ชั้น คือ เปลือกโลกชั้นนอก และ เปลือกโลกชั้นใน จากภาพเราอาจกล่าวได้ว่าโลกประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1. เปลือกโลก คือ ส่วนที่อยู่นอกสุดของโลกมีทั้งส่วนที่เป็นพื้นดินและพื้นน้ำ กับส่วนที่เป็นหินแข็งฝัง ลึกลงไปใต้ผิวดิน ส่วนนี้หนาประมาณ 6 – 35 กิโลเมตร 2. แมนเทิล คือ ส่วนที่อยู่ถัดลงไปจากเปลือกโลกประกอบด้วยหินและแร่ต่าง ๆ หนาประมาณ 3,000 กิโลเมตร บางส่วนของชั้นนี้มีหินเหลวหนืดและร้อนจัดประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ เช่น ซิลิกอน เหล็ก อะลูมิเนียม 3. แก่นโลก คือ ส่วนชั้นในสุดของโลกประกอบด้วยธาตุเหล็กและนิเกิลเป็นส่วนใหญ่ มีความหนาแน่น มาก มีทั้งส่วนที่เป็นของแข็งและส่วนที่ร้อนจัดจนหลอมเป็นของเหลว มีความหนาจนถึงจุดศูนย์กลาง ของโลกประมาณ 3,440 กิโลเมตร เปลือกโลกมีลักษณะเป็นแผ่นหินแข็งต่อกันเหมือนกับภาพต่อ (jigsaw) ขนาดใหญ่ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 13 แผ่น แต่ละแผ่นเรียกว่า แผ่นเปลือกโลก (plate) แผ่นเปลือกโลกที่อยู่ใต้ทะเลหรือมหาสมุทรเรียกว่า แผ่นมหาสมุทร (oceanic plate) จะมีความหนาน้อย กว่าแผ่นเปลือกโลกที่อยู่ใต้ทวีปเรียกว่า แผ่นทวีป (continental plate) อัลเฟรด เวเจเนอร์ (Alfred Wegener) นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน กล่าวว่าเมื่อประมาณเกือบ 300 ล้าน ปีมาแล้ว ทวีปต่าง ๆ เคยอยู่รวมกันเป็นทวีปใหญ่เพียงทวีปเดียวเรียกว่า พันเจีย (pangea) ต่อมาเมื่อประมาณ 60 ล้านปีที่ผ่านมา แผ่นดินแยกจากกันมากขึ้นจนเห็นเป็นทวีปต่าง ๆ เกือบใกล้เคียงกับปัจจุบัน


โลกปัจจุบันประกอบด้วย 7 ทวีป ได้แก่ แอฟริกา เอเชีย แอนตาร์กติก อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป และออสเตรเลีย โดยมีทะเลและมหาสมุทรคั่งระหว่างทวีป ยกเว้น ทวีปอเมริกาเหนือต่อกับอเมริญกาใต้ และ ทวีปยุโรปต่อกับทวีปเอเซีย ที่ ทีที่ 6.2 ตัวอย่างเนื้อหาความรู้จาก Power point


แบบฝึกหัดเรื่อง ส่วนประกอบและโครงสร้างของโลก 1. ส่วนประกอบของโลกได้แก่ 1.1………………………………………………………1.2………………………………………………… 1.3………………………………………………………1.4……………………………………………… 2. ให้นักเรียนเติมข้อความต่อไปนี้ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนปประกอบของโลก เช่น ชีวภาคกับธรณีภาค ปลาอาศัยอยู่ในน้ำ ความสัมพันธ์ระหว่าง ชีวภาค กับ อุทกภาค 2.1 นกทำรังบนต้นไม้ ความสัมพันธ์ระหว่าง ..................................... กับ .................................. ... 2.2 พืชเจริญเติบโตบนดิน ความสัมพันธ์ระหว่าง ..................................... กับ ................................. .... 2.3 มนุษย์ใช้แก๊สออกซิเจนในการหายใจ ความสัมพันธ์ระหว่าง ........................กับ ................................ ..... 2.4 การผุพังของเปลือกโลกส่วนที่เป็นหิน ดิน แล้วถูกพัดพาโดยกระแสน้ำ ความสัมพันธ์ระหว่าง ............................. กับ ......................... 3. โครงสร้างโลกประกอบด้วย 3.1………………………………………………………3.2………………………………………………… 3.3………………………………………………………..………………………………………………… จากภาพตอบคำถามข้อ 4-7 4. A คือชั้น……………………………………………………………………………………………………… 5. B คือชั้น……………………………………………………………………………………………………… 6. C คือชั้น……………………………………………………………………………………………………… 7. D คือชั้น……………………………………………………………………………………………………… 8. ชั้นเนื้อโลกมีลักษณะอย่างไร………………………………………………………………………………… 9. เป็นชั้นหินร้อนมีส่วนประกอบของซิลิกอนที่มีส่วนผสมของแร่โลหะ…………………….ในภาพคือ……… 10. เป็นชั้นที่เป็นของเหลวประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลคือ……………………………………ในภาพคือ………


11. เป็นชั้นที่เป็นของแข็งประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิล……………………………………………ในภาพคือ…….... 12.หินหนืดที่พ่นออกมาเมื่อมีการปะทุของภูเขาไฟ พบที่โครงสร้างชั้นใดของโลก…………………ในภาพคือ…….... 13. ชั้นใดของโครงสร้างโลกที่หนามากที่สุด……………………………………………………… 14. ชั้นใดของโครงสร้างโลกที่หนาแน่นมากที่สุด……………………………………………………………………... 15. ชั้นใดของโครงสร้างโลกที่หนาน้อยที่สุด…………………………………………………ในภาพคือ…….... 16. ชั้นใดของโครงสร้างโลกที่หนาแน่นน้อยที่สุด……………………………………………………………………... 17.ชั้นเปลือกโลกชั้นบน(ชั้นนอก)ประกอบหิน ……………………..มีธาตุ…………………………………………… 18.ชั้นเปลือกโลกชั้นล่าง(ชั้นใน)ประกอบหิน……………………..มีธาตุ……………………………………………… 19.โครงสร้างโลกที่พบสิ่งมีชีวิตคือ…………………………………………………………………………………… 20. โครงสร้างโลก เปลือกโลก เนื้อโลก แก่นโลก จงเรียงลำดับความหนาจากน้อยไปมาก …………………………………………………………………………… จงเรียงลำดับความหนาแน่นจากน้อยไปมาก ………………………………………………………………………


เฉลยแบบฝึกหัดเรื่อง ส่วนประกอบและโครงสร้างของโลก 1. ส่วนประกอบของโลกได้แก่ 1.1ธรณีภาค lithosphere ส่วนที่เป็นดิน หิน แร่ 1.2 อุทกภาค hydrosphere ส่วนที่เป็นน้ำ 1.3 บรรยากาศ atmosphere ส่วนที่เป็นอากาศ 1.4ชีวภาค biosphere ส่วนที่เป็นสิ่งมีชีวิต 2. ให้นักเรียนเติมข้อความต่อไปนี้ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนปประกอบของโลก เช่น ปลาอาศัยอยู่ในน้ำ ความสัมพันธ์ระหว่าง ชีวภาค กับ อุทกภาค 2.1 นกทำรังบนต้นไม้ ความสัมพันธ์ระหว่าง ชีวภาค กับ ชีวภาค 2.2 พืชเจริญเติบโตบนดิน ความสัมพันธ์ระหว่าง ชีวภาค กับ ธรณีภาค 2.3 มนุษย์ใช้แก๊สออกซิเจนในการหายใจ ความสัมพันธ์ระหว่าง ชีวภาค กับ บรรยากาศ 2.4 การผุพังของเปลือกโลกส่วนที่เป็นหิน ดิน แล้วถูกพัดพาโดยกระแสน้ำ ความสัมพันธ์ระหว่าง ธรณีภาคกับ อุทกภาค 3. โครงสร้างโลกประกอบด้วย 3.1เปลือกโลก crust 3.2 เนื้อโลก mantle 3.3แก่นโลกcore จากภาพตอบคำถามข้อ 4-10 4. A คือชั้นเปลือกโลก crust 5. B คือชั้นเนื้อโลก mantle 6. C คือชั้นแก่นโลกชั้นนอก 7. D คือชั้นแก่นโลกชั้นใน 8. ชั้นเนื้อโลกมีลักษณะอย่างไร ส่วนบนเป็นหินแข็งและเป็นชั้นที่มีหินหนืดไหลวนอยู่ 9. เป็นชั้นหินร้อนมีส่วนประกอบของซิลิกอนที่มีส่วนผสมของแร่โลหะเนื้อโลก mantle ในภาพคือ…B 10. เป็นชั้นที่เป็นของเหลวประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลคือแก่นโลกชั้นนอกในภาพคือ C 11. เป็นชั้นที่เป็นของแข็งประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลแก่นโลกชั้นใน ในภาพ D


12. หินหนืดที่พ่นออกมาเมื่อมีการปะทุของภูเขาไฟ พบที่โครงสร้างชั้นใดของโลกเนื้อโลก mantle ในภาพคือ…B 13. ชั้นใดของโครงสร้างโลกที่หนามากที่สุดแก่นโลกcore 14. ชั้นใดของโครงสร้างโลกที่หนาแน่นมากที่สุดแก่นโลกcore 15. ชั้นใดของโครงสร้างโลกที่หนาน้อยที่สุดเปลือกโลก crust 16. ชั้นใดของโครงสร้างโลกที่หนาแน่นน้อยที่สุดเปลือกโลก crust 17. ชั้นเปลือกโลกชั้นบน(ชั้นนอก)ประกอบหิน ไซอัล มีธาตุซิลิกา และอลูมินา 18. ชั้นเปลือกโลกชั้นล่าง(ชั้นใน)ประกอบหินไซมา มีธาตุธาตุซิลิกา และแมกนีเซียม 19.โครงสร้างโลกที่พบสิ่งมีชีวิตคือชั้นเปลือกโลก crust 20. โครงสร้างโลก เปลือกโลก เนื้อโลก แก่นโลก จงเรียงลำดับความหนาจากน้อยไปมาก เปลือกโลก เนื้อโลก แก่นโลก จงเรียงลำดับความหนาแน่นจากน้อยไปมาก เปลือกโลก เนื้อโลก แก่นโลก


ใบงานที่6.2 เรื่อง ความร้อน–ความเย็นทำให้หินเกิดการเปลี่ยนแปลง จุดประสงค์ของกิจกรรม สังเกตและอธิบายเกี่ยวกับความร้อนและความเย็นทำให้หินเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ปัญหา เมื่อนำก้อนหินมาเผาแล้วนำไปแช่ในน้ำเย็นก้อนหินจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร ทักษะสร้างเสริมความเข้าใจที่คงทน 1. การสังเกต 2. การลงความคิดเห็นจากข้อมูล 3. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล อุปกรณ์ 1. หิน 4 ชนิด (เช่น หินปูน หินทราย หินแกรนิต หินชนวน) ชนิดละ 1 ก้อน 2. กระดาษขนาด A 4 1 แผ่น 3. น้ำ 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร 4. อ่างน้ำพลาสติกขนาดเล็ก 1 ใบ 5. เหล็กคีบถ่าน 1 อัน 6. ตะเกียงแอลกอฮอล์พร้อม ตะแกรงลวดและที่กั้นลม 1 ชุด ขั้นตอน 1. เตรียมก้อนหินมา 4 ชนิด ชนิดละ 1 ก้อน ล้างให้สะอาด และเช็ดให้แห้ง 2. เขียนหมายเลข 1, 2, 3 และ 4 บนกระดาษ นำก้อนหินทั้ง 4 ก้อนมาวางบนกระดาษตามลำดับ หมายเลข สังเกตลักษณะของก้อนหินแต่ละชนิด และบันทึกผล 3. เผาก้อนหินทั้ง 4 ก้อนพร้อมกันบนตะแกรงลวด เป็นเวลาประมาณ 5 นาที จากนั้นใช้เหล็กคีบถ่าน คีบ หินแต่ละก้อนลงในอ่างน้ำเย็นที่เตรียมไว้ สังเกตลักษณะของก้อนหิน และบันทึกผล


บันทึกผลการสังเกต หิน ลักษณะหินก่อนเผา ลักษณะหินหลังเผา หมายเลข 1 หมายเลข 2 หมายเลข 3 หมายเลข 4 คำถาม 1. นักเรียนนำหินชนิดใดบ้างมาใช้ในการสังเกต ................................................................………………………………………………………………………………………………………... ...............................................................……………………………………………………………………………………………………….. 2. นักเรียนควรเตรียมก้อนหินก่อนนำมาสังเกตอย่างไร ................................................................……………………………………………………………………………………………………….. ................................................................………………………………………………………………………………………………………. .3. ผลจากการปฏิบัติกิจกรรม หินแต่ละชนิดมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะใด ................................................................……………………………………………………………………………………………………….. ................................................................………………………………………………………………………………………………………. 4. ผลจากข้อ 3 เกิดขึ้นเนื่องมาจากสาเหตุใด ................................................................……………………………………………………………………………………………………….. ................................................................………………………………………………………………………………………………………. .................................................................……………………………………………………………………………………………………….. 5. ในธรรมชาติหินจะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติกิจกรรมหรือไม่ ................................................................……………………………………………………………………………………………………….. ................................................................………………………………………………………………………………………………………. .................................................................……………………………………………………………………………………………………….. ................................................................……………………………………………………………………………………………………….. สรุปผล ................................................................……………………………………………………………………………………………………….. ................................................................………………………………………………………………………………………………………. .................................................................……………………………………………………………………………………………………….. ................................................................………………………………………………………………………………………………………..


แบบเฉลยใบงานที่ 6.2 เรื่อง ความร้อน–ความเย็นทำให้เกิดการหินเปลี่ยนแปลง จุดประสงค์ของกิจกรรม สังเกตและอธิบายเกี่ยวกับความร้อนและความเย็นทำให้หินเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ปัญหา เมื่อนำก้อนหินมาเผาแล้วนำไปแช่ในน้ำเย็นก้อนหินจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร บันทึกผลการทดลอง หิน ลักษณะหินก่อนเผา ลักษณะหินหลังเผา หมายเลข 1 หมายเลข 2 พิจารณาจากคำตอบนักเรียน หมายเลข 3 หมายเลข 4 คำถาม 1. นักเรียนนำหินชนิดใดบ้างมาใช้ในการสังเกต พิจารณาจากคำตอบนักเรียน แนวคำตอบ หินปูน หินทราย หินแกรนิต หินชนวน 2. นักเรียนควรเตรียมก้อนหินก่อนนำมาสังเกตอย่างไร ล้างก้อนหินให้สะอาด และเช็ดให้แห้ง 3. ผลจากการปฏิบัติกิจกรรม หินแต่ละชนิดมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะใด บางชนิดเกิดการแตกร้าว บางชนิดแตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ บางชนิดไม่แตก 4. ผลจากข้อ 3 เกิดขึ้นเนื่องมาจากสาเหตุใด เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ โดยเมื่อก้อนหินได้รับความร้อนจะขยายตัว และเมื่อได้รับความเย็นจะหด ตัว จึงทำให้เกิดการแตกร้าว หรือมีการเปลี่ยนแปลงทั้งขนาดและรูปร่าง 5. ในธรรมชาติหินจะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติกิจกรรมหรือไม่ ในธรรมชาติอุณหภูมิของเปลือกโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อหินได้รับความร้อนจัด หรือเย็นจัดก็จะเกิดการแตกร้าว หรือแตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านขนาดและ รูปร่าง สรุปผล การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิทำให้หินเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปร่างและขนาดได้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะ ภายนอกหรือลักษณะทางกายภาพเท่านั้น


ใบงานที่ 6.3 กิจกรรมเรื่องการผุพังทางเคมีของหินเกิดขึ้นได้อย่างไร จุดประสงค์ของกิจกรรม อธิบายกระบวนการผุพังอยู่กับที่ทางเคมีของหิน ปัญหา เมื่อเมื่อหินสัมผัสกรดจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร สมมติฐาน ................................................................……………………………………………………………………………………… ทักษะสร้างเสริมความเข้าใจที่คงทน 1. การสังเกต 2. การลงความคิดเห็นจากข้อมูล 3. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล อุปกรณ์ 1. หิน เช่น หินปูน หรือเปลือกหอย 2. น้ำส้มสายชู 3. แท่งชอล์ก วิธีการปฏิบัติกิจกรรม – นำเปลือกหอยมาวางบนจานแก้ว แล้วค่อย ๆ หยดน้ำส้มสายชูลงบนเปลือกหอยที่ละหยด สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น – เทน้ำส้มสายชูลงในแก้วประมาณ ¼ แก้ว แล้วหย่อนแท่งชอล์กลงไป สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้น บันทึกผลการทดลอง ................................................................……………………………………………………………………………………………………….. ................................................................………………………………………………………………………………………………………. ................................................................………………………………………………………………………………………………………. .................................................................………………………………………………………………………………………………………. สรุปผลการทดลอง ................................................................………………………………………………………………………………………………………... ...............................................................……………………………………………………………………………………………………….... .............................................................………………………………………………………………………………………………………...... ............................................................…………………………………………………………………………………………………………….


เฉลยใบงานที่ 6.3 กิจกรรมเรื่องการผุพังทางเคมีของหินเกิดขึ้นได้อย่างไร จุดประสงค์ของกิจกรรม อธิบายกระบวนการผุพังอยู่กับที่ทางเคมีของหิน ปัญหา เมื่อเมื่อหินสัมผัสกรดจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร สมมติฐาน เมื่อหินสัมผัสกรดจะมีการเปลี่ยนแปลงหิเกิดฟองก๊ส หินมีการสึกกร่อน ทักษะสร้างเสริมความเข้าใจที่คงทน 1. การสังเกต 2. การลงความคิดเห็นจากข้อมูล 3. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล อุปกรณ์ 1. หิน เช่น หินปูน หรือเปลือกหอย 2. น้ำส้มสายชู 3. แท่งชอล์ก วิธีการปฏิบัติกิจกรรม – นำเปลือกหอยมาวางบนจานแก้ว แล้วค่อย ๆ หยดน้ำส้มสายชูลงบนเปลือกหอยที่ละหยด สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น – เทน้ำส้มสายชูลงในแก้วประมาณ ¼ แก้ว แล้วหย่อนแท่งชอล์กลงไป สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้น บันทึกผลการทดลอง เมื่อหินสัมผัสกรดจะมีการเปลี่ยนแปลงหิเกิดฟองก๊ส หินมีการสึกกร่อน สรุปผลการทดลอง กรดทำให้หินเกิดการสึกกร่อนผุทางเคมี


ใบงานที่6.4 กิจกรรมเรื่อง การพัดพา การทับทม จุดประสงค์ของกิจกรรม สังเกตและอธิบายกระบวนการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกอันเนื่องมาจากการกร่อนโดยกระแสน้ำได้ ปัญหา เมื่อปล่อยน้ำไหลผ่านฝั่งน้ำที่มีลักษณะคดเคี้ยวต่างกัน และกระบะเอียงทำมุมแตกต่างกัน การไหลของน้ำ และฝั่งน้ำมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันหรือไม่ เพราะเหตุใด ทักษะสร้างเสริมความเข้าใจที่คงทน 1. การสังเกต 2. การลงความคิดเห็นจากข้อมูล 3. การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป 4. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล อุปกรณ์ 1. หิน 4 ชนิด (เช่น หินปูน หินทราย หินแกรนิต หินชนวน) ชนิดละ 1 ก้อน 2. กระดาษขนาด A 4 1 แผ่น 3. น้ำ 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร 4. อ่างน้ำพลาสติกขนาดเล็ก 1 ใบ 5. เหล็กคีบถ่าน 1 อัน 6. ตะเกียงแอลกอฮอล์พร้อมตะแกรงลวดและที่กั้นลม 1 ชุด ขั้นตอน 1. ใส่ทรายและกรวดขนาดต่าง ๆ ลงในกระบะให้มีระดับความสูง 2 ใน 3 ของกระบะ 2. สร้างฝั่งน้ำจำลองในกระบะและจัดวัสดุอุปกรณ์ ดังรูป (ก) 3. จัดวางกระบะให้เอียงทำมุมประมาณ 15 องศากับแนวระดับ และวาดรูปลักษณะของฝั่งน้ำ 4. ปล่อยน้ำให้ไหลผ่านฝั่งน้ำจำลองในกระบะ สังเกต และวาดรูปลักษณะของฝั่งน้ำ


5. ดำเนินการเช่นเดียวกับข้อ 2–4 แต่จัดวางกระบะให้เอียงทำมุมประมาณ 30 องศากับแนวระดับ ดังรูป (ข) 6. สร้างฝั่งน้ำจำลองให้มีความคดเคี้ยวมากขึ้น แล้วดำเนินการเช่นเดียวกับข้อ 3–4 ดังรูป (ค) บันทึกผลการสังเกต ความลาดเอียง ของกระบะ รูปลักษณะของฝั่งน้ำจำลอง ก่อนปล่อยน้ำไหลผ่าน รูปลักษณะของฝั่งน้ำจำลอง หลังปล่อยน้ำไหลผ่าน 15 องศา (ฝั่งน้ำคดเคี้ยวน้อย) 30 องศา (ฝั่งน้ำคดเคี้ยว น้อย) 15 องศา (ฝั่งน้ำคดเคี้ยว มาก) สรุปผล ................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. การจัดอุปกรณ์สังเกตการไหลของกระแสน ้า


คำถาม 1. เมื่อปล่อยน้ำไหลผ่านฝั่งน้ำที่มีความคดเคี้ยวน้อย และกระบะเอียงทำมุม 15 องศา ฝั่งน้ำ มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ลักษณะใด ................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 2. เมื่อปล่อยน้ำไหลผ่านฝั่งน้ำที่มีความคดเคี้ยวน้อย แต่กระบะเอียงทำมุม 30 องศา ฝั่งน้ำมี การเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ลักษณะใด ................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 3. เมื่อปล่อยน้ำไหลผ่านฝั่งน้ำที่มีลักษณะเหมือนกัน แต่กระบะเอียงทำมุมต่างกัน ฝั่งน้ำมีการ เปลี่ยนแปลงเหมือนหรือต่างกัน ลักษณะใด ............................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 4. เมื่อปล่อยน้ำไหลผ่านฝั่งน้ำที่มีความคดเคี้ยวมาก แต่กระบะเอียงทำมุม 15 องศา ฝั่งน้ำมีการ เปลี่ยนแปลงหรือไม่ ลักษณะใด ............................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 5. เมื่อปล่อยน้ำไหลผ่านฝั่งน้ำที่มีลักษณะคดเคี้ยวต่างกัน แต่กระบะเอียงทำมุมเท่ากัน ฝั่งน้ำมี การเปลี่ยนแปลงเหมือนหรือต่างกัน ลักษณะใด ............................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 6. ผลสรุปของกิจกรรมนี้คืออะไร ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................


เฉลยใบงานที่6.4 กิจกรรมเรื่อง การพัดพา การทับทม จุดประสงค์ของกิจกรรม สังเกตและอธิบายกระบวนการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกอันเนื่องมาจากการกร่อนโดยกระแสน้ำได้ ปัญหา เมื่อปล่อยน้ำไหลผ่านฝั่งน้ำที่มีลักษณะคดเคี้ยวต่างกัน และกระบะเอียงทำมุมแตกต่างกัน การไหลของน้ำและฝั่งน้ำ มีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันหรือไม่ เพราะเหตุใด บันทึกผลการสังเกต ความลาดเอียง ของกระบะ รูปลักษณะของฝั่งน้ำจำลอง ก่อนปล่อยน้ำไหลผ่าน รูปลักษณะของฝั่งน้ำจำลอง หลังปล่อยน้ำไหลผ่าน 15 องศา (ฝั่งน้ำคดเคี้ยวน้อย) 30 องศา (ฝั่งน้ำคดเคี้ยว น้อย) พิจารณาจากคำตอบนักเรียน 15 องศา (ฝั่งน้ำคดเคี้ยว มาก) สรุปผล กระแสน้ำถ้าไหลผ่านท้องน้ำที่มีความลาดชันจะไหลแรงกว่า ทำให้ตะกอนถูกพัดพาได้มากกว่าท้องน้ำที่ไม่ลาดชัน และฝั่งน้ำที่คดเคี้ยวมากจะถูกกัดเซาะมากกว่าฝั่งน้ำที่ไม่คดเคี้ยว คำถาม 1. เมื่อปล่อยน้ำไหลผ่านฝั่งน้ำที่มีความคดเคี้ยวน้อย และกระบะเอียงทำมุม 15 องศา ฝั่งน้ำ มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ลักษณะใด ฝั่งน้ำถูกกัดเซาะเล็กน้อย 2. เมื่อปล่อยน้ำไหลผ่านฝั่งน้ำที่มีความคดเคี้ยวน้อย แต่กระบะเอียงทำมุม 30 องศา ฝั่งน้ำมี การเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ลักษณะใด ฝั่งน้ำถูกกัดเซาะมากขึ้น


3. เมื่อปล่อยน้ำไหลผ่านฝั่งน้ำที่มีลักษณะเหมือนกัน แต่กระบะเอียงทำมุมต่างกัน ฝั่งน้ำมีการ เปลี่ยนแปลงเหมือนหรือต่างกัน ลักษณะใด กระบะที่มีความชันมากกว่าน้ำจะไหลเร็วกว่าทำให้ฝั่งน้ำถูกกัดเซาะมากกว่า 4. เมื่อปล่อยน้ำไหลผ่านฝั่งน้ำที่มีความคดเคี้ยวมาก แต่กระบะเอียงทำมุม 15 องศา ฝั่งน้ำมีการ เปลี่ยนแปลงหรือไม่ ลักษณะใด เปลี่ยนแปลง ฝั่งน้ำจะถูกกัดเซาะมากว่าฝั่งน้ำที่มีความคดเคี้ยวน้อย 5. เมื่อปล่อยน้ำไหลผ่านฝั่งน้ำที่มีลักษณะคดเคี้ยวต่างกัน แต่กระบะเอียงทำมุมเท่ากัน ฝั่งน้ำมี การเปลี่ยนแปลงเหมือนหรือต่างกัน ลักษณะใด ฝั่งน้ำที่มีความคดเคี้ยวมากและมีความชันมาก จะทำให้น้ำไหลเร็วและแรง ทำให้ฝั่งน้ำถูกกัดเซาะได้มากกว่าฝั่งน้ำ ที่มีความคดเคี้ยวและความชันน้อย 6. ผลสรุปของกิจกรรมนี้คืออะไร เมื่อฝั่งน้ำมีความคดเคี้ยวน้อย และพื้นที่หรือท้องน้ำมีความลาดชันน้อย กระแสน้ำจะไหลช้าและกัดเซาะได้น้อย ตะกอนจะถูกพัดพาไปได้ไม่ไกล แต่ถ้าฝั่งน้ำมีความคดเคี้ยวมากและท้องน้ำมีความลาดชันมากกระแสน้ำจะไหลแรงและกัด เซาะได้มากขึ้น ตะกอนก็จะถูกพัดพาไปได้ไกล


ตัวอย่างเนื้อหาความรู้จาก Power point


แบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียน เรื่อง โครงสร้างโลกและการเปลี่ยนแปลงผิวโลก คำชี้แจง เลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว 1. สิ่งใดบ้างที่เป็นส่วนประกอบของโลก ก. ดิน น้ำ ลม ไฟ ข. ดิน น้ำ หิน อากาศ ค. ของแข็ง ของเหลว แก๊ส ง. ธรณีภาค อุทกภาค บรรยากาศ ชีวภาค 2. ข้อความใดแสดงความสัมพันธ์ระหว่างชีวภาคกับธรณีภาค ก. นกทำรังบนต้นไม้ ข. พืชเจริญเติบโตบนดิน ค. มนุษย์ใช้แก๊สออกซิเจนในการหายใจ ง. การผุพังแล้วถูกพัดพาโดยกระแสน้ำและลม 3. ข้อความใดกล่าวถึงชั้นเนื้อโลกได้ถูกต้อง ก. มีความบางมากที่สุด ข. เป็นชั้นของหินไซอัล ค. เป็นชั้นที่มีหินหนืดไหลวนอยู่ ง. เป็นชั้นของเหลวที่ร้อนจัดประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิล ใช้รูปต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 3–6 4. ข้อความใดกล่าวถึงชั้น C ได้ถูกต้อง ก. เป็นชั้นที่มีความหนาแน่นน้อยที่สุด ข. เป็นชั้นที่เป็นของแข็งประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิล ค. เป็นชั้นที่เป็นของเหลวประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิล ง. เป็นชั้นหินร้อนมีส่วนประกอบของซิลิกอนที่มีส่วนผสมของแร่โลหะ 5. ข้อความใดกล่าวถึงชั้น A ไม่ถูกต้อง ก. มีทั้งส่วนที่เป็นทั้งพื้นดินและพื้นน้ำ ข. เป็นชั้นที่มีความหนาน้อยที่สุด ค. เป็นชั้นที่มีหินเหลวหนืดและร้อนจัด ง. ชั้นบนส่วนใหญ่เป็นหินไซอัล ชั้นล่างเป็นหินไซมา


รูปรากไม้ท าให้หินแตกร้าว 6. ข้อความใดกล่าวถึงชั้น D ได้ถูกต้อง ก. เป็นชั้นของหินไซมา ข. เป็นชั้นหินหนืดและร้อนจัด ค. เป็นชั้นของเหลวที่ร้อนจัดประกอบด้วยธาตุเหล็กและนิกเกิล ง. เป็นชั้นที่มีความดันและอุณหภูมิสูงมากทำให้ธาตุเหล็กและนิกเกิลถูกอัดเป็นของแข็ง 7. จากรูปเป็นการผุพังอยู่กับที่ประเภทใด ก การผุพังอยู่กับที่เชิงกล ข การผุพังอยู่กับที่ทางเคมี ค การผุพังอยู่กับที่ทางชีวภาค ง การผุพงอยู่กับที่ทางกายภาพ 8. การเปลี่ยนแปลงของโลกในลักษณะใด เกิดจากปฏิกิริยาเคมี ก ป่าหินงาม ข แพะเมืองผี ค แกรนแคนยอน ง หินย้อย หินงอก 9. ข้อความใดแสดงถึงการผุพังอยู่กับที่เชิงกลได้ชัดเจนที่สุด ก ไลเคนส์เจริญเติบโตอยู่บนหินแล้วปล่อยกรดออกมาย่อยสลายผิวของหิน ข ก้อนหินเกิดการแตกร้าวเนื่องจากได้ความเปียกชื้นและความแห้งแล้งสลับกัน ค แก๊สออกซิเจนทำปฏิกิริยากับความชื้นทำให้เหล็กเกิดสนิมแล้วผุกร่อนในเวลาต่อมา ง ฝนกรดที่ไหลไปตามรอยแตกของหินปูนทำให้หินปูนละลายเป็นวงกว้างจนกลายเป็นถ้ำในที่สุด 10. การผุพังทางเคมีและการผุพังทางกายภาพแตกต่างกันในลักษณะใด ก การผุพังทางเคมีใช้ระยะเวลาในการผุพังเร็วกว่าการผุพังทางกายภาพมาก ข การผุพังทางเคมีมีการเปลี่ยนรูปร่างและขนาดแต่การผุพังทางกายภาพไม่เปลี่ยนแปลง ค การผุพังเทางเคมีขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ แต่การผุพังทางกายภาพขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ง การผุพังทางเคมีเกิดการเปลี่ยนแปลงทางองค์ประกอบ แต่การผุพังทางกายภาพไม่เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ


เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียน เรื่อง โครงสร้างโลกและการเปลี่ยนแปลงผิวโลก คำชี้แจง เลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว 1. สิ่งใดบ้างที่เป็นส่วนประกอบของโลก ก. ดิน น้ำ ลม ไฟ ข. ดิน น้ำ หิน อากาศ ค. ของแข็ง ของเหลว แก๊ส ง. ธรณีภาค อุทกภาค บรรยากาศ ชีวภาค 2. ข้อความใดแสดงความสัมพันธ์ระหว่างชีวภาคกับธรณีภาค ก. นกทำรังบนต้นไม้ ข. พืชเจริญเติบโตบนดิน ค. มนุษย์ใช้แก๊สออกซิเจนในการหายใจ ง. การผุพังแล้วถูกพัดพาโดยกระแสน้ำและลม 3. ข้อความใดกล่าวถึงชั้นเนื้อโลกได้ถูกต้อง ก. มีความบางมากที่สุด ข. เป็นชั้นของหินไซอัล ค. เป็นชั้นที่มีหินหนืดไหลวนอยู่ ง. เป็นชั้นของเหลวที่ร้อนจัดประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิล ใช้รูปต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 5–8 4. ข้อความใดกล่าวถึงชั้น C ได้ถูกต้อง ก. เป็นชั้นที่มีความหนาแน่นน้อยที่สุด ข. เป็นชั้นที่เป็นของแข็งประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิล ค. เป็นชั้นที่เป็นของเหลวประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิล ง. เป็นชั้นหินร้อนมีส่วนประกอบของซิลิกอนที่มีส่วนผสมของแร่โลหะ 5. ข้อความใดกล่าวถึงชั้น A ไม่ถูกต้อง ก. มีทั้งส่วนที่เป็นทั้งพื้นดินและพื้นน้ำ ข. เป็นชั้นที่มีความหนาน้อยที่สุด ค. เป็นชั้นที่มีหินเหลวหนืดและร้อนจัด ง. ชั้นบนส่วนใหญ่เป็นหินไซอัล ชั้นล่างเป็นหินไซมา


รูปรากไม้ท าให้หินแตกร้าว 6. ข้อความใดกล่าวถึงชั้น D ได้ถูกต้อง ก. เป็นชั้นของหินไซมา ข. เป็นชั้นหินหนืดและร้อนจัด ค. เป็นชั้นของเหลวที่ร้อนจัดประกอบด้วยธาตุเหล็กและนิกเกิล ง. เป็นชั้นที่มีความดันและอุณหภูมิสูงมากทำให้ธาตุเหล็กและนิกเกิลถูกอัดเป็นของแข็ง 7. จากรูปเป็นการผุพังอยู่กับที่ประเภทใด ก. การผุพังอยู่กับที่เชิงกล ข. การผุพังอยู่กับที่ทางเคมี ข. การผุพังอยู่กับที่ทางชีวภาค ง. การผุพงอยู่กับที่ทางกายภาพ 8. การเปลี่ยนแปลงของโลกในลักษณะใด เกิดจากปฏิกิริยาเคมี ก. ป่าหินงาม ข. แพะเมืองผี ค. แกรนแคนยอน ง. หินย้อย หินงอก 9. ข้อความใดแสดงถึงการผุพังอยู่กับที่เชิงกลได้ชัดเจนที่สุด ก. ไลเคนส์เจริญเติบโตอยู่บนหินแล้วปล่อยกรดออกมาย่อยสลายผิวของหิน ข. ก้อนหินเกิดการแตกร้าวเนื่องจากได้ความเปียกชื้นและความแห้งแล้งสลับกัน ค. แก๊สออกซิเจนทำปฏิกิริยากับความชื้นทำให้เหล็กเกิดสนิมแล้วผุกร่อนในเวลาต่อมา ง. ฝนกรดที่ไหลไปตามรอยแตกของหินปูนทำให้หินปูนละลายเป็นวงกว้างจนกลายเป็นถ้ำในที่สุด 10. การผุพังทางเคมีและการผุพังทางกายภาพแตกต่างกันในลักษณะใด ก. การผุพังทางเคมีใช้ระยะเวลาในการผุพังเร็วกว่าการผุพังทางกายภาพมาก ข. การผุพังทางเคมีมีการเปลี่ยนรูปร่างและขนาดแต่การผุพังทางกายภาพไม่เปลี่ยนแปลง ค. การผุพังทางเคมีขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ แต่การผุพังทางกายภาพขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ง. การผุพังทางเคมีเกิดการเปลี่ยนแปลงทางองค์ประกอบ แต่การผุพังทางกายภาพไม่เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 ชื่อเรื่องดินและน้ำ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่องโลกและการเปลี่ยนแปลง รหัสวิชา ว 22102 วิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2 เวลา 6 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1. สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ 2. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลก และบนผิวโลกธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม 3. ตัวชี้วัด ว 3.2 ม. 2/12 อธิบายลักษณะ ของชั้นหน้าตัด ดินและ กระบวนการเกิด ดินจาก แบบจำลอง รวมทั้งระบุ ปัจจัยที่ทำให้ดินมี ลักษณะและ สมบัติแตกต่างกัน ม. 2/13. ตรวจวัดสมบัติ บางประการของ ดิน โดยใช้เครื่องมือที่ เหมาะสมและ นำเสนอแนวทาง การใช้ประโยชน์ ดินจากข้อมูล สมบัติของดิน ม. 2/14 อธิบายปัจจัย และกระบวนการ เกิดแหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำ ใต้ดิน จาก แบบจำลอง ม. 2/15 สร้างแบบจำลอง ที่อธิบายการใช้ น้ำและนำเสนอ แนวทางการใช้ น้ำอย่างยั่งยืนใน ท้องถิ่น ของตนเอง 4. สาระการเรียนรู้/เนื้อหา 4.1 สาระการเรียนรู้แกนกลาง โครงสร้างภายในโลกและการเปลื่ยนแปลงโลกดินและน้ำ 4.2 สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น - 5. สาระสำคัญ ดินมีลักษณะและสมบัติแตกต่างกันตามวัตถุต้นกำเนิดดิน ลักษณะภูมิอากาศ ลักษณะภูมิประเทศ พืชพรรณสิ่งมีชีวิตและระยะเวลาในการเกิดดิน แหล่งน้ำบนโลกมีทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม แหล่งน้ำจืดมีทั้งบนดิน ใต้ดิน และในบรรยากาศ การใช้ประโยชน์ จากแหล่งน้ำต้องมีการวางแผน และการอนุรักษ์ การป้องกันการแก้ไข และผลกระทบด้วยวิธีการที่เหมาะสม แหล่งน้ำบนดินมีหลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะทางน้ำ และความเร็วของกระแสน้ำ ในแต่ละฤดูกาล


6. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายลักษณะ ของชั้นหน้าตัด ดินและ กระบวนการเกิด ดินจาก แบบจำลอง รวมทั้งระบุ ปัจจัยที่ทำให้ดินมี ลักษณะและ สมบัติแตกต่างกัน 2. ตรวจวัดสมบัติ บางประการของ ดิน โดยใช้เครื่องมือที่ เหมาะสมและ นำเสนอแนวทาง การใช้ประโยชน์ ดินจากข้อมูล สมบัติของดิน 3. อธิบายปัจจัย และกระบวนการ เกิดแหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำ ใต้ดิน จาก แบบจำลอง 4. สร้างแบบจำลอง ที่อธิบายการใช้ น้ำและนำเสนอ แนวทางการใช้ น้ำอย่างยั่งยืนใน ท้องถิ่น ของตนเอง 7. จุดเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 7.1 ด้านความสามารถและทักษะ ทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี รักการเรียนรู้ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ 7.2 ด้านคุณลักษณะเฉพาะช่วงวัย อยู่อย่างพอเพียง 8. สมรรถนะ 6 ด้าน (ใส่เครื่องหมาย ⁄ สมรรถนะที่สอดคล้องในการจัดการเรียนการสอน) □ 1. การจัดการตนเองอย่างมีสุขภาวะ □ 2. ความคิดขั้นสูงและการเรียนรู้ □ 3. การสื่อสารด้วยภาษา □ 4. การจัดการและการทำงานเป็นทีม □ 5. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง □ 6. การอยู่รวมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน 9. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. รักชาติศาสน์ กษัติริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ


10. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความรู้ รอบรู้ รอบครอบ ระมัดระวัง คุณธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน แบ่งปัน 11. การบูรณาการ กับวิชาภาษาอังกฤษ 12. กิจกรรมการเรียนรู้ ทดสอบก่อนเรียน ชั่วโมงที่ 1-2 มาตรฐาน ว 3.2 ตัวชี้วัดที่ ม.2/12 1. ขั้นสร้างความสนใจ (1) ครูกล่าวถึงการใช้ชีวิตโดยนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิตอย่างไร เมื่อนักเรียนตอบคำถามในลักษณะปลูกผักผลไม้รับประทานเอง และถามนักเรียนต่อว่า ผัก ผลไม้ เรารับประทาน สิ่งใดที่ช่วยเพิ่มผลผลิต มาจากนำดินชนิดต่าง ๆ เช่น ดินเหนียว ดินร่วน ดินทรายใส่ กระป๋องหรือถุง เข้ามาในชั้นเรียน แล้วตั้งประเด็นคำถาม เช่น – ดินที่ครูนำมาเป็นดินชนิดใดบ้าง – นักเรียนใช้เกณฑ์อะไรในการแบ่งชนิดของดิน – นักเรียนเคยขุดดินให้ลึกลงไปหรือไม่ ดินชั้นบนกับดินชั้นล่างที่อยู่ลึกลงไป มีลักษณะเหมือน หรือแตกต่างกัน ในลักษณะใด (2) นักเรียนช่วยกันตอบคำถาม โดยครูยังไม่เน้นคำตอบที่ถูกต้อง 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (1) นักเรียนศึกษากระบวนการเกิดดินและลักษณะทั่วไปของดินจากใบความรู้หรือใหนังสือเรียน โดยครูช่วยเชื่อมโยงความรู้ใหม่จากบทเรียนกับความรู้เดิมที่เรียนรู้มาแล้ว ด้วยการใช้คำถามนำกระตุ้นให้ นักเรียนตอบจากความรู้และประสบการณ์ของนักเรียน (2) นักเรียนแบ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มศึกษากิจกรรมตามใบงานที่ 7.1 เรื่องสำรวจชั้นหน้าตัดของดิน และปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนที่วางแผนไว้ ดังนี้ – กำหนดพื้นที่ที่จะศึกษาขนาดประมาณ 1 × 1 เมตร ปักตะปูแสดงพื้นที่ที่กำหนด – สังเกตลักษณะภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมของบริเวณที่สำรวจและบริเวณใกล้เคียง บันทึกผล – ขุดดินให้ลึกประมาณ 1–1.2 เมตร สังเกตหน้าตัดของดินแต่ละชั้น ทำขีดแสดงตำแหน่งที่มี การเปลี่ยนแปลง แล้ววัดระยะชั้นดิน บันทึกผล – นำตัวอย่างดินจากหลุมมากองบนกระดาษหนังสือพิมพ์หรือแผ่นพลาสติก สังเกต


3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายผลของการปฏิบัติกิจกรรม แล้วส่งตัวแทนออกมา นำเสนอหน้าชั้นเรียน (2) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนวคำถาม เช่น – นักวิทยาศาสตร์แบ่งดินออกเป็นกี่ชั้น อะไรบ้าง ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการแบ่งชั้นของดิน (แบ่งดินออกเป็น 4 ชั้น คือ ชั้น O, A, B และ C โดยใช้ความลึกและองค์ประกอบของดินในแต่ละชั้นเป็นเกณฑ์) – เพราะเหตุใด ดินชั้น O จึงมีสีดำและเป็นดินร่วน (เพราะดินชั้น O มีการย่อยสลายของซากพืชซากสัตว์ ดินจึงมีฮิวมัสปนอยู่มาก ทำให้ดินมีสีดำ) – ความหนาของดินแต่ละชั้นขึ้นอยู่กับอะไร (1. ภูมิประเทศ 2. หินดาน 3. กระบวนการทางธรณีวิทยา 4. ภูมิอากาศ) – ลักษณะของดินบริเวณที่สำรวจมีความสัมพันธ์กับลักษณะภูมิประเทศบริเวณนั้นหรือไม่ ลักษณะใด (มีความสัมพันธ์กัน ภูมิประเทศที่ แตกต่างกันจะทำให้ดินมีลักษณะต่างกัน) – การสำรวจดินในแต่ละบริเวณจะพบชั้นของดินครบทุกชั้น หรือไม่ อธิบายประกอบ (อาจจะไม่พบทุกชั้นก็ได้ เช่น ชั้น O จะพบบริเวณที่เป็นป่าเท่านั้น ถ้าสำรวจบริเวณทะเลทรายหรือพื้นที่ ที่ปกคลุมด้วยหญ้า ชั้นของดินจะเริ่มต้นจากชั้น A และถ้าสำรวจบริเวณที่ถูกกัดเซาะ ชั้นของดินจะเริ่มจากชั้น B) (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรมโดยให้ได้ข้อสรุปว่า จากการสำรวจ และสังเกตดินในแนวลึก พบว่าดินที่มีระดับความลึกต่างกัน จะมีลักษณะต่างกัน ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ นักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งชั้นของดินไว้ 4 ชั้น ดังนี้ ชั้น O: มีสีดำ มีซากพืชซากสัตว์ปนอยู่มาก ทำให้ดินมีฮิวมัสมาก เหมาะแก่การเพาะปลูก ชั้น A: มีสีดำ มีซากพืชซากสัตว์ที่สลายตัวแล้วผสมอยู่กับแร่ธาตุในดิน ชั้น B: มีสีน้ำตาลปนแดง เพราะมีการสะสมของแร่ที่มีองค์ประกอบของอะลูมิเนียม คาร์บอเนต และซิลิกา ซึ่งถูกชะล้างมาจากดินชั้นบน เนื้อดินจึงแน่น มีความชื้นสูง ส่วนมากดินชั้นนี้จะเป็นดินเหนียว ชั้น C: มีสีเทา ประกอบด้วยเศษหินที่แตกหักมาจากหินดินดาน ซึ่งหินดินดานนี้เป็นต้นกำเนิด ของดิน (4) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการเกิดดิน และชั้นหน้าตัดของดิน โดยใช้แผนภาพ ในหนังสือเรียนหรือแผนภาพที่ครูสร้างขึ้นเองประกอบ ชั่วโมงที่ 3 มาตรฐาน ว 3.2 ตัวชี้วัดที่ ม.2/13


4. ขั้นขยายความรู้ (1) นักเรียนแบ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มศึกษากิจกรรมใบงานที่ 7.2 เรื่องความเป็นกรด–เบสของดิน และปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนที่วางแผนไว้ ดังนี้ – นำดินจากที่ต่าง เช่น ดินบริเวณริมถนน ดินจากท้องนา มาตากให้แห้งและทุบละเอียดใส่ลงใน บีกเกอร์ ประมาณ 4 1 ของบีกเกอร์ – เติมน้ำลงในบีกเกอร์ให้ท่วมดินขึ้นมาประมาณ 1 เซนติเมตร จากนั้นใช้แท่งแก้วคนดินให้ละลาย แล้วตั้งทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีให้น้ำในบีกเกอร์ใส – วัดค่า pH โดยใช้แท่งแก้วจุ่มของเหลว แล้วนำมาแตะกับกระดาษ ลิตมัส หรือกระดาษยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์ แล้วบันทึกผล (2) นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายผลของการปฏิบัติกิจกรรม แล้วส่งตัวแทนออกมา นำเสนอหน้าชั้นเรียน (3) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนวคำถาม เช่น – เราควรเตรียมดินอย่างไร ก่อนนำมาปฏิบัติกิจกรรม (นำมาตากให้แห้งและทุบให้ละเอียด) – ค่า pH ของดิน หมายถึงอะไร (สภาพความเป็นกรด–เบสของดิน) – ดินที่มีความเป็นกลาง เป็นกรด และเป็นเบสนั้น แสดงว่ามีตัวเลขค่า pH เป็นอย่างไร (ดินที่มีความเป็นกลาง มีค่า pH เท่ากับ 7 ดินที่มีความเป็นกรด มีค่า pH น้อยกว่า 7 และดินที่มีความเป็นเบส มีค่า pH มากกว่า 7) – ค่า pH สูงสุดและต่ำสุดเท่ากับเท่าใด (ค่า pH สูงสุดเท่ากับ 14 ค่า pH ต่ำสุดเท่ากับ 0) – จากกิจกรรม ดินบริเวณใด มีสมบัติเป็นกรด (ท้องนา) – กระดาษยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์ให้ผลการทดลองได้ดีกว่ากระดาษลิตมัสอย่างไร (กระดาษยูนิเวอร์ซัล- อินดิเคเตอร์สามารถบอกค่า pH ได้ว่ามีค่าเป็นเท่าใด) (4) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรมโดยอาจได้ข้อสรุปดังนี้ดินที่นำมาจาก ริมถนน เมื่อทดสอบด้วยกระดาษยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์ เกิดเป็นสีเขียวอ่อน ซึ่งมีค่า pH เท่ากับ 7 ส่วนดินที่ นำมาจากท้องนา เมื่อทดสอบด้วยกระดาษยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์ เกิดเป็นสีน้ำตาล ซึ่งมีค่า pH เท่ากับ 5 เมื่อนำดินริมถนนทดสอบด้วยกระดาษลิตมัส ปรากฏว่าไม่เปลี่ยนสี แต่ดินท้องนาเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากน้ำเงิน เป็นแดง (5) นักเรียนแบ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มศึกษากิจกรรมใบงานที่ 7.3 เรื่องสำรวจสภาพดินในท้องถิ่น และการใช้ประโยชน์ นักเรียนร่วมกันอภิปรายการปรับปรุงคุณภาพดินในประเทศไทยและดินในจังหวัดสระแก้ว 5. ขั้นประเมินผล (1) นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการการปรับปรุงดิน พัฒนาดินของโครงการพระราชดำริ สืบค้นการใช้ประโยชน์จากแหล่งดิน ทำกิน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วสรุปความรู้และบอกวิธีการ ที่ความรู้เรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร ส่งครู


(2) เพื่อความรู้ที่คงทนให้นักเรียนจัดทำแผนภูมิแสดงการใช้ประโยชน์จากดินตามหลักเศรษฐกิจ พอเพียง คนละ 1 ชิ้นงาน (3) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับดินจากหนังสือภาษา ต่างประเทศหรืออินเทอร์เน็ต และนำเสนอให้เพื่อนในห้องเรียนฟัง แล้วบันทึกลงในสมุด (4) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ นักเรียนร่วมกันประเมิน การปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไขอย่างไรบ้าง (5) นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และการนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ ชั่วโมงที่ 4-6 มาตรฐาน ว 3.2 ตัวชี้วัดที่ ม.2/14-15 1. ขั้นสร้างความสนใจ (1) ครูให้นักเรียนดูภาพแหล่งน้ำต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น แล้วตั้งประเด็นคำถามให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายในประเด็นต่อไปนี้ – ภาพที่นักเรียนเห็นภาพใดเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ และภาพใดเป็นแหล่งน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น – ในท้องถิ่นของนักเรียนมีแหล่งน้ำธรรมชาติแหล่งใดบ้าง ยกตัวอย่าง – คนในท้องถิ่นใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำในลักษณะใดบ้าง (2) นักเรียนช่วยกันตอบคำถาม แสดงความคิดเห็น ตามความรู้และประสบการณ์ของนักเรียน (3) ครูตั้งประเด็นคำถามเพื่อกระตุ้นความสนใจของนักเรียน – น้ำที่ครอบคลุมผิวโลกถึงร้อยละ 70 มาจากแหล่งใดบ้าง – น้ำมีความสำคัญต่อคน พืช และสัตว์ ในลักษณะใดบ้าง – น้ำมาจากไหน แหล่งน้ำธรรมชาติมีกระบวนการเกิดอย่างไร (4) นักเรียนช่วยกันแสดงความคิดเห็น โดยครูยังไม่เน้นคำตอบที่ถูกต้อง 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (1) นักเรียนศึกษาแหล่งน้ำธรรมชาติและน้ำบนดิน จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วย เชื่อมโยงความรู้ใหม่จากบทเรียนกับความรู้เดิมที่เรียนรู้มาแล้ว ด้วยการใช้คำถามนำกระตุ้นให้นักเรียนตอบจากความรู้ และประสบการณ์ของนักเรียน (2) นักเรียนแบ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มศึกษากิจกรรมใบงาน 7.4 สร้างแบบจำลองการเกิดแหล่งน้ำบนดิน และปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 – ผสมกรวดหยาบ กรวดละเอียด ทราย หยาบ ทรายละเอียดและดินในปริมาณที่เท่า ๆ กันเข้าด้วยกัน แล้วสร้างเป็นภูเขาจำลองให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ในถาดอะลูมิเนียม – เทน้ำในบีกเกอร์ลงบนภูเขาจำลองหลาย ๆ ครั้ง สังเกตการเปลี่ยนแปลงของภูเขาจำลองและ


การไหลของน้ำ บันทึกผล ตอนที่ 2 – ปั้นดินน้ำมันให้เป็นภูมิประเทศจำลองในกล่องพลาสติกใส โดยให้มีพื้นที่สูงต่ำตามจินตนาการของ นักเรียน – นำกรวดหยาบ กรวดละเอียด ทรายหยาบ ทรายละเอียด และดิน ผสมเข้าด้วยกันประมาณ ครึ่งบีกเกอร์ เทน้ำลงในส่วนผสมดังกล่าวคนให้เข้ากัน – เทส่วนผสมในขั้นตอนที่ 2 ลงบนภูมิประเทศจำลอง สังเกตการพัดพาของน้ำ และการสะสมของตะกอน 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายผลของการปฏิบัติกิจกรรม แล้วส่งตัวแทนออกมา นำเสนอหน้าชั้นเรียน (2) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนวคำถาม เช่น – การไหลของน้ำมีผลต่อภูเขาจำลองที่สร้างขึ้นในลักษณะใด (น้ำจะกัดเซาะและพัดพาเศษดิน ทราย กรวด ให้หลุดออกจากภูเขาจำลอง) – ตามธรรมชาติถ้าเกิดน้ำไหลอย่างต่อเนื่องบนกรวด ทราย และดิน จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ใน ลักษณะใด (เมื่อน้ำไหลผ่านอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ จะเกิดร่องน้ำที่กว้างขึ้น สองฟากฝั่งของร่องน้ำ จะเกิดการทับถมของตะกอน ร่องน้ำที่กว้างขึ้นจะมีลักษณะเป็นรูปตัวยู เช่น ลักษณะของแม่น้ำปิง แม่น้ำกก และแม่น้ำอื่น ๆ) – การกัดเซาะ การพัดพาของน้ำ และการทับถมของตะกอนทำให้ลักษณะของภูมิประเทศเกิดการ เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ อย่างไร (มีผลทำให้ลักษณะภูมิประเทศเปลี่ยนแปลง ดังนี้ การกัดเซาะของ น้ำ ทำให้เกิดเป็นหุบเขารูปตัววี ร่องน้ำ แอ่งขนาดใหญ่ น้ำตก และแก่ง ส่วนการพัดพาของน้ำและการทับถมของ ตะกอน ทำให้เกิดดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เนินตะกอนน้ำพารูปพัด และเนินตะกอนน้ำพารูปกรวย) (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ได้ข้อสรุปว่า เมื่อเทน้ำลงบนภูเขา จำลอง น้ำจะพัดพาให้เศษดิน ทราย กรวด หลุดออกจากภูเขาจำลอง นั่นแสดงให้เห็นว่าน้ำที่ไหลจากต้นน้ำคือภูเขา จะกัดเซาะและพัดพาดิน ทราย กรวด ลงมาตามร่องน้ำจากภูเขาเมื่อเทน้ำผสมกรวด ทราย ดิน ลงบนภูมิประเทศ จำลอง น้ำจะพัดพาตะกอนให้เคลื่อนที่ไปในระยะต่าง ๆ กัน นั่นแสดงให้เห็นว่า น้ำจะพัดพาตะกอนจากต้นน้ำมา ตามทางน้ำ และเกิดการทับถมของตะกอนในแหล่งต่าง ๆ ที่เป็นแอ่ง ทำให้เกิดเป็นภูมิประเทศรูปร่างต่าง ๆ เช่น ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เนินตะกอนน้ำพารูปพัด (4) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งน้ำจืด แหล่งน้ำกร่อย และแหล่งน้ำเค็ม และให้นักเรียนสำรวจ แหล่งน้ำผิวดินในประเทศไทย แหล่งน้ำในประเทศอาเซียน ทำเป็นรายงานส่งครู ครูสอดแทรกค่านิยม 12 ประการ ข้อ มุ่งใฝ่ เล่าเรียน เพียรวิชา


4. ขั้นขยายความรู้ (1)นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมตามใบงานที่ 7.5 การเกิดน้ำใต้ดิน และอภิปรายในหัวข้อต่อไปนี้ – เมื่อชุดแบบจำลองชั้นหน้าตัดของชั้นหินอุ้มน้ำบาดาลทำงาน ระดับน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงใน ลักษณะใด (น้ำจะไหลไปตามความลาดชันของพื้นที่ โดยน้ำบางส่วนจะไหลไปตามบริเวณที่เป็นแอ่งบางส่วนจะไหลซึม ลงไปใต้ผิวดินและซึมลึกลงไปจนถึงชั้นหิน ขังอยู่ตามช่องว่างหรือรูพรุนของหิน – น้ำบาดาลมีกระบวนการเกิดอย่างไร (เมื่อฝนตกลงมาบนพื้นดิน น้ำบางส่วนจะซึมผ่านพื้นดินลงไป ถึงบริเวณชั้นหิน น้ำจะซึมลงไปตามรอยแตก รอยแยก และรูพรุนของหิน ทำให้ชั้นหินอิ่มตัวไปด้วยน้ำที่ซึมอยู่ตาม ช่องว่างหรือโพรงหิน เกิดเป็นชั้นน้ำบาดาล) – นักเรียนคิดว่าน้ำบาดาลเป็นน้ำที่มีคุณภาพดีหรือไม่ เพราะเหตุใด (น้ำบาดาลเป็นน้ำที่มีคุณภาพดี โดยเฉพาะน้ำบาดาลที่อยู่ในชั้นกรวดทรายหรือในชั้นตะกอน เพราะน้ำบาดาลจะผ่านการกรองจากชั้นกรวดทราย ทำให้น้ำใสสะอาดคุณภาพดี) (2) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ได้ข้อสรุปดังนี้ กิจกรรม สังเกตการเกิดน้ำใต้ดิน – ก้อนกรวดเปรียบเสมือนดินที่จะดูดซึมน้ำไว้ เมื่ออิ่มตัวแล้วจะซึมลงไปในดินจนถึงชั้นของหิน (ก้น กล่องพลาสติก) ซึ่งจะกั้นน้ำส่วนใหญ่ไม่ให้ซึมผ่านไปได้ และระดับน้ำตอนบนสุดของกล่องพลาสติกใสเปรียบได้กับ ระดับน้ำในดิน กับกิจกรรม สร้างแบบจำลองการเกิดน้ำบาดาล – เมื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำจากแบบจำลองชั้นหน้าตัดของชั้นหินอุ้มน้ำบาดาลพบว่า น้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำตามความลาดชันของพื้นที่ โดยน้ำบางส่วนจะไหลไปตามบริเวณที่เป็นแอ่ง บางส่วนไหล ซึมลงไปใต้ดินซึมลึกลงไปจนถึงชั้นหิน และขังอยู่ตามช่องว่างหรือรูพรุนของหิน (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับการเกิดน้ำใต้ดิน (4) นักเรียนศึกษาวัฏจักรของน้ำ การใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์แหล่งน้ำในท้องถิ่นจากใบความรู้ หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยเชื่อมโยงความรู้ใหม่จากบทเรียนกับความรู้เดิมที่เรียนรู้มาแล้ว ด้วยการใช้คำถาม นำมากระตุ้นให้นักเรียนตอบจากความรู้และประสบการณ์ของนักเรียน (5) นักเรียนแบ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มทำโครงงานการจัดการแหล่งน้ำในชุมชน ตามใบงานที่ 7.6 กิจกรรมเรื่องประโยชน์และการอนุรักษ์น้ำในท้องถิ่นโดยมีวิธีการทำกิจกรรมดังนี้ – เลือกโครงงานที่สนใจ กลุ่มละ 1 เรื่อง เมื่อเลือกโครงงานได้แล้ว แต่ละกลุ่มนำเสนอโครงงาน ดังกล่าวต่ออาจารย์ผู้สอนและเพื่อนกลุ่มอื่น เพื่อป้องกันการทำโครงงานซ้ำกัน – แต่ละกลุ่มระดมความคิด ศึกษาค้นคว้าจากแบบเรียน วารสารเอกสารจากห้องสมุด หรือ อินเทอร์เน็ต อภิปราย และร่วมกันคิดวางแผน จากนั้นเขียนแผนหรือเค้าโครงของโครงงาน ครูสอดแทรกค่านิยม 12 ประการ ข้อ เรียนรู้อธิปไตยของประชา – ลงมือปฏิบัติตามแผนที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งบันทึกผลการปฏิบัติ ประเมินผลการปฏิบัติ และสรุปผล ของโครงงาน


– หลังจากเสร็จโครงงานแล้ว ให้นำผลการดำเนินโครงงานมาอภิปรายร่วมกันและเผยแพร่ผลงาน โดยการจัดนิทรรศการ – จากนั้นนำผลที่ได้จากการทำโครงงานไปปฏิบัติจริงให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยร่วมมือกับชุมชน ทุกฝ่าย (6) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับวัฏจักรของน้ำ การใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์แหล่งน้ำใน ท้องถิ่น โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์ ครูสอดแทรกค่านิยม 12 ประการ ข้อ มุ่งใฝ่ เล่าเรียน เพียรวิชา 5. ขั้นประเมิน (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยัง ไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง (3) นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และการนำ ความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ ครูสอดแทรกค่านิยม 12 ประการ ข้อ ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทนได้ 13. สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1. อุปกรณ์การทดลอง 2. ใบงานที่ 7.1 เรื่อง สำรวจชั้นหน้าตัดดิน 3 ใบงานที่ 7.2 เรื่อง ความเป็นกรด เบส ของดิน 4. ใบงานที่7.3 เรื่อง เรื่องสำรวจ สภาพดินในท้องถิ่นและการใช้ประโยชน์ 5. ใบงานที่ 7.4 เรื่องการสร้างแบบจำลองการเกิดแหล่งน้ำบนดิน 6. ใบงานที่ 7.5 เรื่อง การเกิดน้ำใต้ดิน 7. ใบงานที่ 7.6 กิจกรรมเรื่องประโยชน์และการอนุรักษ์น้ำในท้องถิ่น 8.แบบเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่ม 2 ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 9. สถานที่ในชุมชน 10. หนังสือ วารสาร ณ ห้องสมุด 11. ฐานข้อมูลอินเทอร์เน็ต


14. การวัดผลและประเมินผล 14.1 วิธีการวัดผล ประเมินผลด้านความรู้ตามตัวชี้วัดจากการปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง ใบงาน การทดสอบ ประเมินผลคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยวิธีการ สังเกต/บันทึก เครื่องมือที่ใช้วัด แบบสังเกต/บันทึก การประเมินการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน จากการเขียนสื่อสารความรู้ ความคิด การเขียนรายงาน/ การนำเสนอ 14.2 เครื่องมือการวัดผล ด้านความรู้ตามตัวชี้วัดแบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง แบบประเมิน การทำใบกิจกรรม แบบทดสอบ เครื่องมือที่ใช้วัด แบบสังเกต/บันทึก คุณลักษณะอันพึงประสงค์ แบบสังเกต/บันทึก การอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน แบบประเมินการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน 14.3 เกณฑ์การประเมิน เกณฑ์การประเมินการปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง การทำใบกิจกรรม เกณฑ์การประเมินคุณภาพ คะแนน 9 - 10 เกณฑ์ดีมาก คะแนน 7 - 8 เกณฑ์ดี คะแนน 5 - 6 เกณฑ์พอใช้ คะแนน 0 - 4 เกณฑ์ต้องปรับปรุง เกณฑ์การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์/การอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน 3 = ดีเยี่ยม 2 = ดี 1 = ผ่าน 0 = ไม่ผ่าน 15. บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้


ใบความรู้เรื่อง ดิน ดิน เป็นทรัพยากรธรรมชาติหมุนเวียนที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อมนุษย์มากมายทั้งทางเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และที่อยู่อาศัย แต่ในขณะเดียวกันคุณค่าและประโยชน์ดังกล่าวอจจะหมดไปได้ถ้ามนุษย์ใช้ดินอย่างไม่ คุ้มค่า คือ ใช้ดินผิดประเภทและผิดวิธี ซึ่งไม่เหมาะสมกับลักษณะของดิน ดังนั้น การใช้ดินจึงจำเป็นต้องมีการ อนุรักษ์ เพื่อรักษาสภาพของดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ต่อไป ดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อความเป็นอยุ่ของมนุษย์ และให้ประโยชน์อย่าง มหาศาลกับสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลก ปัจจัยสี่ที่เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยา รักษาโรคก็มีแหล่งกำเนิดมาจากดิน ดินจึงมีความสำคัญทั้งทางด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และที่อยู่สำคัญ แต่ เนื่องจากดินมีหลายชนิด และแต่ละชนิดแต่ละแห่งจะมีลักษณะและสมบัติแตกต่างกันไป ดังนั้น เราจึงต้องเลือกใช้ ดินให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน เช่น เลือกใช้ดินเหนียวทำเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบดินเผา เลือกใช้ ทรายทำผลิตภัณฑ์แก้ว เป็นต้น ความหมายและการกำเนิดดิน ดิน หมายถึง บริเวณพื้นที่ที่เป็นของแข็งบนเปลือกโลก ดินกำเนิดมาจากกระบวนการสลายตัวของหิน และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สลายตัวเป็นชิ้นเล็ก ๆ รวมกับอินทรียวัตถุทั้งหลายที่เน่าเปื่อยผุพังด้วยอิทธิพลของน้ำ ลม แสงแดด และจุลินทรีย์ในธรรมชาติ และมีการสะสมทับถามกันเป็นวัตถุต้นกำเนิดดิน อนุภาคของวัตถุกำเนิดถูกยึด เหนี่ยวประกอบกันเป็ฯโครงสร้างสลัซับซ้อนจนกลายสภาพเป็นดินในที่สุดกระบวนการกำเนิดดินเขียนเป็นแผนผังได้ ดังนี้ อินทรียวัตถุ เช่นซากพืช ซากสัตว์ หินและแร่ธาตุต่าง ๆ ดิน สะสมทับถามกันเป็นวัตถุ ต้นกำเนิดดิน กระบวนการยึดเหนี่ยว กระบวนการสลายตัว ระหว่างอนุภาคของดิน จุลินทรีย์ ลม แสงแดด น้ำ


ดินบนพื้นโลก แบ่งได้เป็น 2 ชั้นใหญ่ ๆ คือ 1. ดินชั้นบน เป็นดินที่มีความอุดมสบบูรณ์ เพราะเต็มไปด้วยอินทรียวัตถุ ฮิวมัส จุลินทรีย์ และธาตุ อาหารของพืช ดินชั้นนี้มีความหนาประมา 20 – 30 เซนติเมตร 2. ดินชั้นล่าง เป็นดินที่มีแต่อินทรียวัตถุ ไม่มีฮิวมัสและธาตุอาหารที่พืชต้องการ ฮิวมัส หมายถึง สารที่เกิดจากการสลายตัวของซากพืชซากสัตว์โดยการกระทำของจุลินทรีย์ในดินดินที่มี ฮิวมัสมักมีสีน้ำตาลเข้มจนดำ ร่วนซุย เก็บความชื้นได้ดี และมีช่องว่างให้น้ำและอากาศถ่ายเทได้สะดวก ประเภทและสมบัติของดิน เนื่องจากดินเป็นสารผสมที่ประกอบด้วยอนุภาคของสารหลายชนิด ดินในที่ต่าง ๆ ของโลกจึงมีลักษณะ โครงสร้างต่างกัน มีทั้งเนื้อหยาบ เนื้อละเอียดตามขนาดอนุภาคของเม็ดดินที่รวมตัวกัน และสมบัติการดูดยึดน้ำไว้ใน ช่องว่างระหว่างอนุภาค ขนาดอนุภาคของดินรู้ได้จากเส้นผ่านศูนย์กลางที่วัดได้ ลักษณะของดินดังกล่าวนี้เป็น สมบัติทางกายภาพของดิน ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์ในการจำแนกประเภทของดินประการหนึ่ง


ดินที่จำแนกโดยอาศัยเกณฑ์ของสมบัติทางกายภาพมี 2 ประเภท คือ 1. ดินหยาบ เป็นดินที่ประกอบด้วยอนุภาคของเม็ดดินขนาดใหญ่ซึ่งมีขนาดต่าง ๆ กันไป เช่น กรวด ทราย ทรายหยาบ ทรายละเอียด ดินร่วนปนทราย ดินเหนียวปนทราย เป็นต้น ดินประเภทนี้ไม่อุ้มน้ำ น้ำไหลผ่านได้ ดี และอากาศถ่ายเทได้สะดวก 2. ดินละเอียด เป็นดินที่ประกอบด้วยอนุภาคของเม็ดดินขนาดเล็ก ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นต้องขนาย ด้วยกล้องจุลทรรศน์จึงจะมองเห็น ดินประเภทนี้มีเนื้อดินยึดติดกันเป็นก้อน มีสมบัติอุ้มน้ำ น้ำและอากาศถ่ายเทได้ ยาก เช่น ดินร่วน ดินเหนียว ดินโคลน เป็นต้น แสดงประเภทสมบัติทางกายภาพ และประโยชน์ของดินบางชนิด ประเภทของดิน สมบัติทางกายภาพ ประโยชน์ ลักษณะของเนื้อดิน ขนาดของอนุภาค ของดิน (มิลลิเมตร) การดูดซึมน้ำ และการปั้น เป็นรูปทรง กรวด (Gravel) ทรายหยาบ (Coarse Sand) ทรายละเอียด (Fine Sand) ดินโคลน (Mud) ดินเหนียว (Clay) ก้อนแข็ง หยาบ สากมือไม่ เหนียว ละเอียด สากมือ ไม่เหนียว ละเอียด อ่อนนุ่ม เหนียวเล็กน้อย ยึดติดกันเป็นก้อน เหนียวเหนอะหนะ มากกว่า 2.00 0.2 – 2.00 0.02-0.2 0.002-0.02 น้อยกว่า 0.002 ไม่อุ้มน้ำ น้ำและอากาศ ถ่ายเทได้สะดวก ปั้นเป็น รูปทรงต่าง ๆ ไม่ได้ ไม่อุ้มน้ำ น้ำและอากาศ ถ่ายเทได้สะดวก ปั้นเป็น รูปทรงต่าง ๆ ไม่ได้ ไม่พอ ตัวหรือหดตัว ไม่อุ้มน้ำ น้ำและอากาศ ถ่ายเทได้สะดวก ปั้นเป็น รูปทรงต่าง ๆ ไม่ได้ ไม่พอ ตัวหรือหดตัว อุ้มน้ำได้ น้ำและอากาศ ถ่ายเทได้ยาก เมื่อถูกน้ำ แล้วไม่คงรูป ปั้นเป็น รูปทรงได้บ้าง อุ้มน้ำได้ดี น้ำและอากาศ ถ่ายเทได้ยาก ถูกน้ำแล้ว นวดเป็นมัน คงรูป ปั้นเป็น รูปทรงต่าง ๆ ได้ ง่าย พอง ตัวและหดตัวได้ ใช้ถมที่เพื่อสร้าง ที่อยู่อาศัย ใช้ในการก่อสร้าง ใช้ในการทำแก้ว และกระจก น้ำมาทำ ประโยชน์ได้ไม่ดี ใช้ทำ เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องเคลือบ ดินเผา


นอกจากดินในตารางนี้แล้วยังมีดินอีก 3 ประเภทที่ควรรู้จัก คือ 1. ดินเหนียวปนทราย (Sandy Clay) เป็นดินเนื้อหยาบ เพราะมีทรายปน ปั้นเป็นก้อนได้ยากเหมาะ สำหรับทำเครื่องปั้นดินเผาชนิดเนื้อหยาบ 2. ดินร่วนหรือดินตะกอน (Loam) เป็นดินเนื้อละเอียด มีขนาดอนุภาคอยู่ระหว่างดินเหนียวกับดิน ทราย เนื้อดินไม่ยึดติดกันมากนัก ไม่อุ้มน้ำ น้ำและอากาศถ่ายเทได้ดี เหมาะแก่การปลูกพืชมากที่สุด 3. ดินร่วนปนทราย (Sandy Loam) เป็นดินเนื้อหยาบ เนื่องจากมีเม็ดทรายขนาดต่าง ๆ ปนอยู่ไม่อุ้มน้ำ เพราะมีดินเหนียวปนไม่เกิน 5.6 % ต้องผสมเป็นเล็กน้อยจึงจะเหมาะกับการเพาะปลูกพืชโดยเฉพาะ พืชประเภทหัว การจำแนกประเภทของดินนอกจากอาศัยเกณฑ์ของสมบัติทางกายภาพแล้ว ยังสามารถจำแนกโดยอาศัย เกณฑ์อื่น ๆ ได้อีก ซึ่งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์ เช่น การจำแนกโดยอาศัยเกณฑ์ทางการเกษตร เกณฑ์ทางธรณีวิทยา เกณฑ์ทางวิศวกรรมโครงสร้าง เป็นต้น เนื่องจากดินมีอนุภาคของเม็ดดินขนาดต่าง ๆ ปะปนกันอยู่มาก การแยกชนิดของอนุภาคของดินจึงทำได้หลาย วิธี แต่วิธีที่ใช้กันโดยทั่วไปมี 2 วิธีคือ การแยกตามความถ่วงจำเพาะ (ถ.พ.) ทำได้โดยการนำดินชนิดต่าง ๆ ไปแช่ น้ำในภาชนะทรงสูง แล้วกวนดินขึ้นลง ดินที่มีความถ่วงจำเพาะมากจะตกลงสู่ก้นภาชนะก่อน และการแยกโดยร่อน ผ่านตะแกรงที่มีขนาดช่องตาต่างกัน ดินที่ลอนผ่านตะแกรงลงไปได้แสงดว่ามีอนุภาคของดินขนาดเล็ก แต่สำหรับ ดินเหนียวไม่สามารถแยกโดยวิธีนี้ได้เนื่องจากมีอนุภาคของดินเล็กมาก การตรวจวัดขนาดของอนุภาคของดิน ทำได้โดยการทดสอบนำกรด ทราย ดินร่วน และดินเหนียวมาใส่แยกใน กระป๋อง ๆ ละชนิด ซึ่งกระป๋องแต่ละใบจะเจาะรูเล็ก ๆ ไว้ด้านล่าง แล้วใส่น้ำลงไปในกระป๋องแต่ละใบ จะ สังเกตเห็นว่า น้ำจะไหลซึมออกจากกระป๋องต่างกัน คือกระป๋องที่ใส่กรวดน้ำจะไหลซึมออกอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะ กรวดมีอนุภาคขนาดใหญ่ เนื่องดินหยาบไม่เกาะยึดติดกันน้ำจึงไหลผ่านสะดวกส่วนกระป๋องที่นำไหลผ่านได้ช้าที่สุด คือ ดินเหนียว เพราะมีอนุภาคของดินขนาดเล็ก เนื้อดินละเอียด ยึดติดกันแน่น น้ำจึงไหลผ่านยาก สำหรับทราย และดินร่วนยอมให้น้ำไหลผ่านได้ปานกลาง เพราะอนุภาคของดินมีขนาดใหญ่เป็นส่วนมาก แต่ทรายน้ำจะไหลผ่าน ได้ดีกว่า บริเวณที่เป็นดินเหนียว ดินโคลน ซึ่งน้ำไหลซึมผ่านได้ยากมักมีน้ำท่วมขัง ถ้าบริเวณดังกล่าวปลูกพืชจะทำให้ราก พืชเน่าเปื่อย และตายในที่สุด การแก้ไขโครงสร้างของดินเพื่อระบายน้ำที่ขังอยู่ออกไปเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งซึ่ง สามารถทำได้โดยการผสมทรายหรือวัตถุบางอย่าง เช่น แกลบ ลงไปจะทำให้ดินมีเนื้อหยาบและเหมาะแก่การปลูก พืชมากขึ้น การตรวจวัดโดยการทดสอบขนาดของอนุภาคของดินดังกล่าวนี้สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางสำหรับแก้ไข ปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้นและเหมาะสมกับพืชที่จะปลูกได้


ดินที่เหมาะสมกับการเกษตร ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเกษตรหรือการเพราะปลูกโดยทั่ว ๆ ไปนั้นจะต้องมีองค์ประกอบที่ สำคัญ 4 อย่าง องค์ประกอบทั้ง 4 อย่างนี้ต้องผสมอยู่ในดินในอัตราส่วนที่พอเหมาะ พืชจึงจะเจริญเติบโตได้ดี พืชเจริยเติบโต ได้ไม่ดีหากดินขาดแคลนองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งไปโดยเฉพาะขาดแคลนอนินทรียวัตถุ หรือธาตุอาหาร หลักที่พืชต้องการ ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชมีอยู่ 13 ธาตุด้วยกัน แต่ที่พืชต้องการใช้ใน ปริมาณมากมีอยู่ 6 ธาตุ คือ ไนโตรเจน ( N) ฟอสฟอรัส ( P ) โพแทสเซียม ( K ) กำมะถัน ( S ) แคลเซียม ( Ca) และแมกนีเซียม ( Mg) ถ้าดินขาดแคลนธาตุอาหารเหล่านี้ แสดงว่า เป็นดินเลว ควรได้รับการปรับปรุงโดยการใส่ ปุ๋ยบำรุงดินเสมอ แต่ก่อนที่จะใส่ปุ๋ยให้กับดินบริเวณดังกล่าว เกษตรกรจะต้องตรวจสอบคุณภาพของดินเสียก่อน เพื่อจะได้ทราบว่าขาดแคลนธาตุอาหารอะไร ในปริมาณเท่าใด และจะต้องใส่ปุ๋ยจำนวนมากน้อยเพียงใด จึงพอดี กับความต้องการของพืชที่จะปลูกในดินบริเวณนั้น ความสำคัญของดิน ดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญมาก ให้ประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างมหาศาลเพราะเราใช้ดินเพื่อการ เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และปัจจัยในการดำรงชีวิต เช่น อาการ เครื่องนุ่มห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ล้วนได้มาก จากดินทั้งทางตรงและทางอ้อม ดินเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตมากมายหลายชนิด ตั้งแต่ขนาดเล็กที่มองด้วยตา เปล่าไม่เห็น เช่น แบคทีเรีย ไปถึงสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น มด ปลวก หนอน หนู กระต่าย คน ซึ่งสิ่งมีชีวิต เหล่านี้เมื่อตายไปก็จะถูกย่อยสลายกลายเป็นฮิวมัสปนอยู่ในดิน พืชส่วนใหญ่เจริญเติบโตงอกงามได้บนดิน และพืชเหล่านี้มนุษย์นำมาใช้ในการดำรงชีวิต เช่น ข้าว พืชไร่ ต่าง ๆดินมีผลโดยตรงต่อสัตว์เลี้ยง เช่น ม้า วัว ควาย ซึ่งต้องอาศัยหญ้าที่เจริญเติบโตบนดิน และหญ้าจะมีการ เจริญเติบโตดี มีคุณภาพเหมาะสำหรับสัตว์เหล่านี้ ก็ต่อเมื่อในดินอุดมสมบูรณืไปด้วยแร่ธาตุที่พืชนำไปใช้ในการ เจริญเติบโตให้เต็มที่


การปรับปรุงคุณภาพของดิน ดินที่เหมาะสมแก่การปลูกพืชโดยทั่ว ๆ ไปนั้น เป็นดินที่มีอัตราส่วนโดยประมาณของแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สลายตัว และผสมอยู่ในดิน ได้แก่ อินทรียวัตถุ น้ำ และอากาศ การปรับปรุงคุณภาพของดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูกมีหลายวิธี ดังนี้ 1. การใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มแร่ธาตุ ดินเป็นสารผสมที่ประกอบด้วยอนุภาคของสารหลายชนิด และสัดส่วนใน การผสมกันของอนุภาคเหล่านี้จะแตกต่างกันไปในที่ต่าง ๆ ทำให้ดินมีสมบัติต่างกัน ดังนั้น การใส่ปุ๋ยจึงมี วัตถุประสงค์ ดังนี้ - เพื่อเพิ่มเกลือแร่ให้กับดิน เกลือแร่บางชนิดที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น เกลือแร่ของ ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และอื่น ๆ เกษตรกรจะต้องมีการตรวจสอบคุณภาพของดิน โดยการ ตรวจดูปริมาณของเกลือแร่เหล่านี้เป็นระยะ ๆ เพื่อจะได้ใส่ปุ๋ยอย่างถูกต้องและเหมาะสม - เพื่อเพิ่มสารอินทรีย์ในดิน อาจกระจำได้โดยใช้ปุ๋ยพืชสด ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ซึ่งปุ๋ยอินทีย์ เหล่านี้จะช่วยให้ดินมีความสามารถอุ้มน้ำดีขึ้น อากาศแทรกซึมได้สะดวกและลดอัตราการสูญเสียหน้าดิน ซึ่งต้องใช้ ปุ๋ยให้พอเหมาะมิฉะนั้นพืชจะไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่ 2. การปรับความเป็นกรด – เบสของดิน ตัวอย่างปัจจัยที่เพิ่มความเป็นกรด – เบสของดิน ได้แก่ การ เน่าเปื่อยของสารอินทรีย์ในดิน การใส่ปุ๋ยเคมีบางชนิดการใส่ปูนขาว โดยทั่วไปปริมาณแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และโซเดียมที่เกาะอยู่กับเม็ดดินมีมากน้อยต่างกัน จึงทำให้ดินแต่ละชนิดมีความเป็นกรด – เบส แตกต่างกันไปด้วย 3. การปลูกพืชหมุนเวียน แม้ว่าการปลูกพืชจะเป็นการช่วยอนุรักษ์ดินวิธีหนึ่ง แต่การปลูกพืชชนิดเดียว ซ้ำ ๆ อยู่ในที่ดินตลอดเวลาจะทำให้ดินจืดขาดธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชนั้น เนื่องจากพืชเพียงชนิดเดียวจะมีการใช้ แร่ธาตุที่มีลักษณะเดียวโดยตลอด จึงจำเป็นต้องปลูกพืชหมุนเวียน และเพิ่มสารอินทรีย์ในดินที่ขาดไป การใช้ประโยชน์จากดิน เราสามารถใช้ประโยชน์จากิน โดยการนำมาทำเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น นำมาใช้ทำเครื่องปั้นดินเผา และเครื่อง เคลือบดินเผา โดยเฉพาะดินเหนียวมีเนื้อละเอียดสามารถปั้นเป็นรูปแบบต่าง ๆ ได้ง่าย เช่น กระถางปลูกต้นไม้ หม้อ แจกัน ถ้วยชาม และสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ดินเหนียวมีอยู่ทั่วไปทุกภูมิภาค เมื่อดินเหนียวถูกเผา แร่บางชนิดในดินจะแปรสภาพและยึดดินไว้ด้วยกัน และ ทำให้สีเปลี่ยนไป ดินเหนียวที่ใช้ทำเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งต่าง ๆ ให้สีไม่เหมือนกัน เช่น ดินเหนียวเกาลิน (Kaolin) จากจังหวัดลำปางจะให้เครื่องปั้นดินเผาเป็นสีขาว ดินเหนียวจากจังหวัดราชบุรีให้สีแดง ดินเหนียวจาก อำเภอด่านเกวียน จังหวัดนครราชสีมา ให้สีเหลืองหรือสีน้ำเงิน


ลักษณะและสาเหตุที่ดินเสื่อมโทรม ดินเสื่อมโทรม หมายถึง ดินที่ไม่มีคุณภาพเหมาะที่จะใช้เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการเพาะปลูกพืช และการทำ เกษตรกรรมอื่น ๆ ซึ่งได้แก่ ดิน แห่งแล้งและแข็งกระด้าง ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินขาดธาตุอาหารไนโตรเจน และ ดินที่ถูกกัดเซาะจนพังทลาย ดินเสื่อมโทรมดังกล่าวนี้เกิดมากจากสาเหตุสำคัญดังนี้ 1. การขุดดินเพื่อประโยชน์ทั้งทางด้านอุตสาหกรรมและการก่อสร้างมีผลกระทบโดยตรงต่อดิน คือ ทำลายความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดินให้สูญเสียไป จนกลายสภาพเป็นความแห้งแล้งและกันดารในที่สุด เช่น การขุด เอาแร่โพแทสจากดินมาผลิตเป็นปุ๋ย การทำเกลือสินเธาว์ ซึ่งทำกันมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือการดูด ทรายจากแม่น้ำเพื่อใช้ถมที่และก่อสร้าง ทำให้เกิดการพังทลายของตลิ่ง เป็นต้น 2. การใช้ดินผิดประเภทและผิดวิธี เช่น ใช้หน้าดินที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกไปถมที่หรือใช้ที่ดินที่ เหมาะสำหรับการเกษตรไปสร้างเป็นที่อยู่อาศัย เป็นต้น การใช้ดินในลักษณะดังกล่าวนี้เป็นการใช้ดินอย่างไม่ ถูกต้อง มีผลเสียคือ ทำให้สุญเสียพื้นที่การเกษตรอันจะนำไปสู่การแคลนพืชผลที่เป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์ใน อนาคตได้ วิธีการฟื้นฟูสภาพของดินที่เสื่อมโทรม ดินที่สุญเสียความอุดมสมบูรณ์แล้ว ไม่สามารถใช้ประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรมได้อีกต้องได้รับการปรับปรุงและ ฟื้นฟูให้คืนสู่สภาพเดิม ซึ่งต้องใช้เวลานานมาก และสิ้นเปลืองทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์อย่างมหาศาล แต่ก็ จำเป็นต้องกระทำเพื่อรักษาความสมดุลของธรรมชาติไว้ วิธีฟื้นฟูสภาพของดินมีหลายรูปแบบ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะ ของดินที่เสื่อมโทรมดังนี้ 1. ดินแห้งแล้ง แข็ง และกันดาร การฟื้นฟูสภาพของดินในลักษณะนี้ใช้เทคโนโลยีฟื้นคุณภาพของดินด้วยรากพืช ซึ่งวิธีนี้สามารถปรับปรุงให้เป็นพื้นที่สีเขียวได้ในระยะเวลาไม่นาน เพราะพืชชนิดที่มีรากลึกและทะลุทะลวงได้ดีจะ ทำให้ดินโปร่งขึ้นและเก็บความชื้นได้มาก การปรับปรุงดินด้วยระบบรากพืชนี้ นอกจากจะทำให้ดินดีและต้นพืช แข็งแรงแล้ว พันธุ์พืชและพืชผลยังนำมาจำหน่วยทำรายได้แก่เกษตรกรผู้เป็นเจ้าของที่ดินได้อีกด้วย พืชที่ใช้ ปรับปรุงดินเสียมีหลายชนิด มีทั้งพืชพรางแสง พืชคลุมดิน พืชไล่แมลงหรือดักแมลง พืชเหล่านี้ล้วนมีระบบราก แตกต่างกันและมีความสามารถทะลุทะลวงดินที่ระดับความลึกไม่เท่ากัน 2. ดินเปรี้ยว เป็นดินที่มีสภาพความเป็นกรดสูง แก้ไขและปรับปรุงด้วยการเติมดินมาร์ลหรือปูนขาวหรือ แคลเซียมออกไซด์ลงไป เพื่อลดภาวะความเป็นกรดของดินให้อยู่ที่ระดับพอเหมาะกับความสามารถของพืชที่จะ เจริญเติบโตและงอกงามได้ 3. ดินเค็ม เป็นดินที่มีสภาพความเป็นเบสสูงกว่าปกติ แก้ไขและปรัปบรุงด้วยการจัดระบบชลประทานด้วยน้ำ จืดและปรัปปรุงระบบการระบายน้ำ แก้ไขโครงสร้างของดินด้วยการใส่สารยิปซัม และหาพืชทนความเค็มในระดับที่ ปรับให้ลดลงแล้วมาปลูก 4. ดินขาดแคลนธาตุอาหารไนโตรเจน ปรับปรุงด้วยการปลูกปลูกพืชตระกูลถั่ว เพื่อให้จุลินทรีย์ในปมของราก พืชตรึงไนโตรเจนไว้ในดิน


5. ดินที่ถูกกัดเซาะจนพังทลาย แก้ไขและปรับปรุงด้วยการปลูกพืชคลุมดิน เพื่อยึดดินให้แน่นปัจจุบันพบว่า การปลูกหญ้าแฝกมีประโยชน์มากสำหรับใช้เป็นกำแพงธรรมชาติกั้นการกัดเซาะของน้ำ ช่วยรักษาตลิ่งแม่น้ำลำ คลองบริเวณข้างถนน กันการทะลักไหลอย่างแรงของน้ำฝนที่ไหลจากภูเขาลงสู่เบื้องล่าง ทำให้พืชผลของเกษตรกร เสียหาย นอกจากนี้ส่วนของรากยังมีน้ำมันชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นสามารถยับยั้งและป้องกันศัตรูพืชจำพวกหนู งู ได้ด้วย สัตว์จำพวกวัว ควาย แพะ แกะ ก็จะไม่กินหญ้าแฝก เพราะเป็นพืชที่ย่อยสลายยาก การอนุรักษ์ดิน การอนุรักษ์ดิน หมายถึง การใช้พื้นที่ดินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์น้อยคุ้มค่าเหมาะสมกับลักษณะของดินมาก ที่สุด เช่น ไม่นำหน้าดินที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกมาถมที่ ไม่ใช้ที่ดินที่เหมาะกับการเกษตรกรรมมาเป็นที่สร้างที่ อยู่อาศัย เป็นต้น รวมทั้งการบำรุงรักษา การป้องกัน และการปรับปรุงสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ อยู่เสมอ ดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติหมุนเวียนที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งในด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และด้านที่อยู่อาศัย การที่มนุษย์นำดินมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังกล่าวบางครั้งอาจทำให้ดิน เสื่อมสภาพและขาดความอุดมสมบูรณ์ได้ จึงจำเป็นต้องมีการอนุรักษ์ดินเพื่อรักษาสภาพความอุดมสมบูรณืของดิน เอาไว้ใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดและใช้ได้นานที่สุด วิธีอนุรักษ์ดิน การป้องกันและอนุรักษ์ดิน ทำได้หลายวิธี คือ 1. รักษาหน้าดินโดยป้องกันการพังทลายของดินและสกัดกั้น การสูญเสียแร่ธาตุอาหารที่จำเป็นของพืช ด้วยการปลูก พืชหมุนเวียน ปลูกพืชคลุมดิน และปลูกพืชขวางที่ลาดชั้น 2. ไม่ทำลายวัชพืชด้วยการเผาไม่ตัดไม้ทำลายป่า ตลอดจนไม่ ทำไร่เลื่อนลอย 3. ป้องกันกาสึกกร่อนและการพัดพาของดินด้วยการไถพรวน ดินขวางทางลาดชันของพื้นที่ แต่ควรทำให้น้อยครั้งที่สุด 4. ปรับปรุงบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ด้วยการใส่ปุ๋ยในดินที่ขาด แคลนอย่างถูกวิธี 5. ลดอัตราการไหลผ่านของน้ำ ซึ่งเป็นตัวกัดเซาะและพัดพาผิวหน้าดินไปด้วยการสร้างคันดินกั้นขวางที่ลาดชั้น การฟื้นฟูสภาพของดินเสื่อมโทรมและการอนุรักษ์ดินดังกล่ามานี้ ไม่สามารถสำเร็จผลได้ด้วยคน ๆ เดียว ต้องอาศัยความร่วมมือของทุก ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลและประชาชนในส่วนของรัฐบาลควรจัดให้มีการ อบรมเพิ่มพูนความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการอนุรักษ์ดิน ตลอดจนออกกฎหมายปฏิรูปที่ดินที่มีความบังคับใช้อย่าง เข้มงวดและกวดขัน วิธีการเหล่านี้จึงจะช่วยอนุรักษ์ดินให้มีการใช้ประโยชน์จากินได้อย่างคุ้มค่าและเหมาะสมที่สุด


ใบความรู้เรื่อง เรื่อง แหล่งน้ำ แหล่งน้ำ หมายถึง ส่วนของเปลือกโลกบริเวณที่มีน้ำสะสมอยู่ หรือปกคลุมอยู่ โดยสามารถจำแนก แหล่งน้ำเป็นประเภทใหญ่ๆได้2 ประเภท คือ แหล่งน้ำตามธรรมชาติ และแหล่งน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น แหล่งน้ำตามธรรมชาติ หมายถึง แหล่งน้ำที่เกิดขึ้นจากการกระทำของธรรมชาติ นักธรณีวิทยาแบ่งออกเป็น น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และน้ำในอากาศ 1. น้ำบนดินหรือน้ำผิวดิน เป็นแหล่งน้ำที่มีมากที่สุดในโลก มีถึง 99.3 % ของ น้ำทั้งหมด ได้แก่น้ำในทะเล มหาสมุทร ทะเลสาบ แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง โดยทั่วไปน้ำผิวดินมักไม่ค่อยสะอาด เนื่องจากมีสารหลายชนิด รวมตัวอยู่กับน้ำ 2. น้ำใต้ดิน เป็นแหล่งน้ำที่มีอยู่ใต้ผิวดิน มีอยู่ประมาณ 0.6 % ซึ่ง เกิดจากน้ำบนดินซึมผ่านชั้นดินลงไปกัก เก็บอยู่ใต้ผิวดิน ส่วนใหญ่น้ำในแหล่งนี้มักจะใส เพราะสารแขวนลอยต่างๆจะถูกชั้นดินและหินช่วยกรองเอาไว้ คงเหลือแต่สารที่ละลายน้ำได้ น้ำใต้ดินแบ่งออกเป็น 2.1 น้ำในดิน เป็นน้ำที่อยู่ใต้ผิวดินเหนือชั้นหิน ซึ่งน้ำส่วนใหญ่จะซึมผ่านได้ยาก น้ำจะขัง รวม กันอยู่บริเวณนั้น เราเรียกระดับน้ำตอนบนสุดของน้ำในดินนี้ว่า ระดับน้ำในดิน ระดับน้ำดังกล่าวในพื้นที่แต่ละ แห่งจะไม่เท่ากัน และไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน และสภาพภูมิประเทศบริเวณนั้น 2.2 น้ำบาดาล เป็นน้ำใต้ดินที่ซึมผ่านชั้นหินที่มีรูพรุนลงไปขังอยู่ในช่องว่างของชั้นหินอยู่ ลึก กว่าน้ำในดิน มีความใสมากกว่าน้ำในดิน ไม่มีอินทรียสารเจือปนแต่มีแร่ธาตุต่างๆละลายปนอยู่มาก ระดับบนสุด ของน้ำบาดาลเรียกว่า ระดับน้ำบาดาล ซึ่งเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล หรือตามปริมาณการเพิ่มและการสูญเสียน้ำการ เปลี่ยนแปลงระดับน้ำบาดาลจะ เปลี่ยนแปลงช้ากว่าระดับน้ำในดิน การอนุรักษ์น้ำ การอนุรักษ์น้ำ คือ การรักษาน้ำจืดตามธรรมชาติไว้ได้อย่างดี เพื่อให้คงมีน้ำใช้ตลอดเวลา หลักของการอนุรักษ์น้ำ ได้แก่ การเก็บกักน้ำไว้ ไม่ปล่อยให้แห้งหาย หรือเน่าเสีย การอนุรักษ์น้ำทำได้โดย - สร้างเขื่อน เขื่อนช่วยกักเก็บน้ำในแม่น้ำไว้ไม่ให้ไหลลงทะเลหมดไป เขื่อนขนาดเล็กเป็นประโยชน์ มากในการเพาะปลูก นอกจากนั้นเขื่อนยังช่วยป้องกันน้ำที่ล้นจากต้นน้ำและไลมาสู่เบื้องล่างอย่าง รวดเร็วและฉับพลัน อันอาจทำให้เกิดอุทกภัย หรือทำให้น้ำท่วมมากเป็นอันตรายแก่ส่วนและไร่ นาได้


- สร้างอ่างเก็บน้ำ ในที่ลุ่ม ถ้าสร้างเขื่อนไม่ได้ก็สร้างเป็นอ่างเก็บน้ำไว้ นอกจากใช้ดื่มและใช้ชะล้าง แล้ว อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ยังเป็นประโยชน์ในการเกษตรและเป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นอาหารได้ อย่างดีอีกด้วย - รักษาต้นน้ำลำธารไว้ เพื่อให้คงมีน้ำในแม่น้ำตลอดปี - ป้องกันน้ำในแม่น้ำเน่าเสีย โรงงานริมแม่น้ำ เช่น โรงงานน้ำตาล มักปล่อยของเสียลงแม่น้ำ ทำให้ น้ำเสีย ชาวบ้านใช้น้ำไม่ได้ สัตว์น้ำตายสิ้น แต่ละชุมชนต้องช่วยกันดูแลและรีบดำเนินการให้ โรงงานแก้ไข ไม่ปล่อยของเสียลงแม่น้ำ - ใช้น้ำบาดาลอย่างถูกต้อง การใช้น้ำบาดาลมากเกินไป ทำให้น้ำบาดาลหมดไปและอาจทำให้ แผ่นดินทรุดต่ำลงเกิดน้ำท่วม จำเป็นต้องหาทางจัดการให้การใช้น้ำบาดาลเป็นไปอย่างเหมาะสม - ไม่ปล่อยให้น้ำรั่วไหล การปล่อยให้น้ำรั่วไหลโดยเปล่าประโยชน์ เช่น เปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ ท่อประปา ชำรุด เป็นการไม่อนุรักษ์น้ำ สิ่งที่ควรทำในการอนุรักษ์น้ำ - อนุรักษ์ต้นน้ำลำธารไว้ เพื่อให้มีน้ำในแม่น้ำลำคลองตลอดปี - เก็บกักน้ำไว้ใช้ โดยการสร้างอ่างเก็บน้ำ ขุดสระน้ำ ขุดลอกหนองและบึงธรรมชาติให้ลึก เพื่อ เก็บกักน้ำได้มากขึ้น สร้างฝายปิดกั้นทางน้ำ - ไม่ทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลอง - ไม่ใช้ยาเบื่อปลา ไม่ดูดทรายจนตลิ่งพัง - ไม่ปล่อยให้น้ำมัน ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าศัตรูพืชลงในแหล่งน้ำ - ไม่น้ำสัตว์เลี้ยงลงในแหล่งน้ำ - ไม่ทิ้งขยะลงในทะเล - ไม่ปล่อยน้ำร้อนลงในแหล่งน้ำ - ไม่ซื้อสิ่งของที่ทำจากปะการัง เปลือกหอยทะเล กระดองเต่าทะเล - ไม่ทิ้งสมอเรือลงในแนวปะการัง - เติมออกซิเจนลงในน้ำ เพื่อบรรเทาความเน่าเสีย - ระมัดระวังไม่ให้เกิดไฟปา


ประโยชน์ของน้ำ เมื่อให้เรานึกถึงประโยชน์ของน้ำว่ามีอะไรบ้างนั้น พวกเราหลายคนมักนึกถึงประโยชน์เฉพาะในด้านการนำมา ดื่ม ซักล้าง หรือประกอบอาหาร ส่วนคนในชนบทจะเล็งเห็นประโยชน์ของน้ำในการทำนา หรือเลี้ยงสัตว์ หรือ เกษตรกรรมอย่างอื่น แต่ในความจริงแล้ว น้ำมีประโยชน์อย่างอื่นอีกมากมาย เช่น 1. ประโยชน์ทางอุตสาหกรรม น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตสินค้าทางอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมทอผ้า ฟอกหนัง ผลิตน้ำตาล หรืออุตสาหกรรมพื้นบ้าน ก็ต้องใช้น้ำเช่นกัน เช่น ใช้แช่ปอ ทำขนมจีน ทำผักดอง ผลไม้ ดอง หรือแม่กระทั้งปลาร้า ปลาเจ่า 2. ประโยชน์ทางคมนาคม ชาวกรุงหรือคนเมืองหลายคนอาจลืมประโยชน์ของน้ำในข้อนี้ไป แต่ชาวชนบทอีกส่วนใหญ่ของประเทศยัง เดินทางไปมาโดยทางเรือเป็นหลัก การคมนาคมทางน้ำนอกจากใช้เดินทางไปทำธุรกิจ พบปะญาติพี่น้อง หรือไป วัดแล้ว ยังใช้ลำเลียงสินค้าไปจำหน่วยยังตลอดอีกด้วย ในปัจจุบันกรุงเทพมหานครประสบปัญหาจราจรมาก จนต้องย้อนคืนอดีตโดยบางส่วนหันกลับมาเดินทางกันโดย เรือซึ่งขณะนี้ได้รับความนิยมจากประชาชนมากทั้งในแม่น้ำเจ้าพระยาและตามคลองเล็กๆ ถึงขนาดที่ต้องรอคิว ลงเรือ


3. ประโยชน์ทางการเกษตร สำหรับกรณีนี้น้ำมีความสำคัญต่อประเทศอย่างยิ่งยวด เพราะประเทศไทยมีผลผลิตส่วนใหญ่เป็นผลผลิต ทางการเกษตร และคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำอาชีพนี้ให้ได้ประโยชน์สูงสุดโดยไม่มีน้ำสะอาดใช้ ไม่ว่าจะปลูกพืชหรือ เลี้ยงสัตว์ เกษตรกรต้องใช้น้ำสำหรับเลี้ยงดูทั้งต้นพืชและสัตว์ เพราะนอกจากจะเป็นอาหารของพืชโดยตรงแล้วน้ำ ยังเป็นตัวละลายธาตุอาหารในดินให้พืชด้วย ส่วนสัตว์นั้นต้องกินน้ำและใช้น้ำชำระล้างร่างกายเช่นเดียวกับคน เรา จะเห็นได้ว่าบริเวณที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์มักได้ผลผลิตทางการเกษตรสูง 4. ประโยชน์ทางการประมง ทะเลเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่เป็นที่อาศัยของกุ้ง หอย ปู ปลา และสัตว์น้ำ อื่น ๆ ซึ่งเป็นอาหารของคน เป็นแหล่งทรัพยากรอาหารของโลกที่ใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลที่ยาวมาก การจับปลาจึงเป็น อาชีพที่สำคัญอีกอาชีพหนึ่ง ที่ทำรายได้ให้ประเทศอย่างมากมาย แต่บางคนอาศัยจับปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติต่าง ๆเช่น แม่น้ำ คลอง หนอง บึง หรือบางคนก็มีอาชีพทำบ่อปลาหรือนากุ้ง ในกรณีนี้หากน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาหรือกุ้ง สกปรก ปลาหรือกุ้งนั้นอาจตายได้ จึงต้องใช้น้ำที่สะอาดอยู่เสมอ 5. ประโยชน์ทางการพักผ่อน สิ่งดีที่ได้จากน้ำอีกอย่างหนึ่ง คือ การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นที่ทราบกันดีว่าคนเราเมื่อได้ยินเสียงน้ำไหล หรือน้ำตก หรือเห็นน้ำตามธรรมชาติในบึง ในทะเลสาบแล้ว จะมีความสบายใจมาก ความสนุกสนานที่ได้จากการ ลงเล่นน้ำในห้วย หนอง คลอง บึง หรือสระว่ายน้ำก็เป็นสิ่งที่หาอะไรมาทดแทนได้ยาก การเล่นกีฬาทางน้ำไม่ว่า จะเพียงแค่ลงว่ายเล่น ๆ หรือการแข่งขันว่ายเร็ว ว่ายทน และการแข่งเรือ ต่างก็เป็นสิ่งที่ทุกคนชอบ


6. ประโยชน์สำหรับการระบายน้ำ ประโยชน์ข้อนี้คนมักมองไม่ค่อยเห็น แต่ถ้าลองนึกภาพว่าเราจะสร้างเมืองซึ่งไม่มีสายน้ำมารองรับน้ำที่เรา จะทิ้ง เราคงต้องประสบปัญหาอย่างมาก เพราะไม่รู้จะถ่ายเทน้ำทิ้งไปไว้ที่ไหน บางคนอ้างว่าเขาไม่มีส่วนทำให้ น้ำเสีย เพราะบ้านไม่ได้อยู่ริมน้ำแต่ถ้าเราศึกษาให้ถ่องแท้จะพบว่าน้ำเสียจากบ้านเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำจากการ ซักผ้า ล้างชาม อาบน้ำ ฯลฯ ล้วนไหลลงท่อระบายน้ำของเทศบางที่ฝังอยู่ข้างถนนหน้าบ้านทั้งนั้น แล้วไหลไปลง คลองหรือแม่น้ำในที่สุดนั้นเอง


ใบงานที่ 7.1 เรื่อง สำรวจชั้นหน้าตัดของดิน จุดประสงค์ของกิจกรรม สังเกต บอกลักษณะและความแตกต่างของดินในแต่ละชั้นได้ ปัญหา ถ้าศึกษาชั้นของดินในแนวลึกจากพื้นผิวดินลงไปจะเห็นความแตกต่างอะไรบ้าง ขั้นตอน 1. กำหนดพื้นที่ที่จะศึกษาขนาดประมาณ 1 × 1 เมตร ปักตะปูแสดงพื้นที่ที่กำหนด 2. สังเกตลักษณะภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมของบริเวณที่สำรวจและบริเวณใกล้เคียง บันทึกผล 3. ขุดดินให้ลึกประมาณ 1–1.2 เมตร สังเกตหน้าตัดของดินแต่ละชั้น ทำขีดแสดง ตำแหน่งที่มีการเปลี่ยนแปลง แล้ววัดระยะชั้นดิน บันทึกผล 4. นำตัวอย่างดินจากหลุมมากองบนกระดาษหนังสือพิมพ์หรือแผ่นพลาสติก สังเกต สีดิน รูปร่าง ลักษณะการจับตัวของดิน และสิ่งที่ปนอยู่ในดิน บันทึกผล บฝ. วิทย์ฯ ม.2 ล.2 หน่วย 6 (52-01-0301)


บันทึกผลการสำรวจ ชื่อของจุดที่สำรวจ ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ลักษณะภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมของบริเวณที่สำรวจ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… การใช้ดินในอดีต………………………………………………………………………………………………………………………………………… การใช้ดินปัจจุบัน ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ชั้น ดิน ความลึก (เซนติเมตร) สีของ ดิน ความหยุ่นตัว (แน่นมาก, แน่นน้อย, ร่วนมาก, ร่วนน้อย) เนื้อดิน หิน (ไม่มี,มี น้อย,มีมาก) ราก (ไม่มี,มี น้อย,มีมาก) O A B C สรุปผล ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


คำถาม 1. นักวิทยาศาสตร์แบ่งดินออกเป็นกี่ชั้น อะไรบ้าง ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการแบ่งชั้นของดิน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. เพราะเหตุใด ดินชั้น O จึงมีสีดำและเป็นดินร่วน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ดินชั้นใดที่มีอินทรียวัตถุที่สลายตัวแล้วผสมอยู่กับแร่ธาตุในดิน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. เพราะเหตุใดดินชั้น B จึงมีสีน้ำตาลปนแดง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. ดินชั้นใดที่อยู่ติดกับชั้นของหินดินดาน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 6. ดินชั้นใดที่เป็นชั้นการผุพังของหิน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 7. ดินชั้นใดที่ส่วนมากมักจะเป็นดินเหนียวและแน่นมาก ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 8. ความหนาของดินแต่ละชั้นขึ้นอยู่กับอะไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 9. ลักษณะของดินบริเวณที่สำรวจมีความสัมพันธ์กับลักษณะภูมิประเทศบริเวณนั้นหรือไม่ ลักษณะใด ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 10. การสำรวจดินในแต่ละบริเวณจะพบชั้นของดินครบทุกชั้นหรือไม่ อธิบายประกอบ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


เฉลยใบงานที่ 7.1 เรื่อง สำรวจชั้นหน้าตัดของดิน จุดประสงค์ของกิจกรรม สังเกต บอกลักษณะและความแตกต่างของดินในแต่ละชั้นได้ ปัญหา ถ้าศึกษาชั้นของดินในแนวลึกจากพื้นผิวดินลงไปจะเห็นความแตกต่างอะไรบ้าง บันทึกผลการสำรวจ พิจารณาจากคำตอบนักเรียนแนวคำตอบ ชื่อของจุดที่สำรวจ สวนโรงเรียนสระแก้ว ลักษณะภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมของบริเวณที่สำรวจ มีต้นไม้ใหญ่หลายชนิด การใช้ดินในอดีต เป็นพื้นที่ว่างเปล่า มีหญ้าปกคลุม การใช้ดินในปัจจุบัน ปลูกต้นไม้ ให้ความร่มรื่นในโรงเรียน นดิน ความลึก (เซนติเมตร) สีของดิน ความหยุ่น ตัว (แน่นมาก, แน่นน้อย, ร่วนมาก, ร่วนน้อย) เนื้อดิน หิน (ไม่มี,มี น้อย,มี มาก) ราก (ไม่มี,มี น้อย,มีมาก) O A B C 5 25 30 40 ดำ ดำ น้ำตาลปนแดง เทา ร่วนมาก ร่วนน้อย แน่นมาก แน่นมาก ดินร่วน ดินเหนียว ดินเหนียว หินดินดาน มีน้อย มีน้อย มีน้อย ไม่มี มีมาก มีมาก มีน้อย ไม่มี สรุปผล จากการสำรวจและสังเกตดินในแนวลึก พบว่าดินที่มีระดับความลึกต่างกัน จะมีลักษณะต่างกัน ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่นักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งชั้นของดินไว้ 4 ชั้น ดังนี้ ชั้น O: มีสีดำ มีซากพืชซากสัตว์ปนอยู่มาก ทำให้ดินมีฮิวมัสมาก เหมาะแก่การเพาะปลูก ชั้น A: มีสีดำ มีซากพืชซากสัตว์ที่สลายตัวแล้วผสมอยู่กับแร่ธาตุในดิน ชั้น B: มีสีน้ำตาลปนแดง เพราะมีการสะสมของแร่ที่มีองค์ประกอบของอะลูมิเนียม คาร์บอเนตและ ซิลิกา ซึ่งถูกชะล้างมาจากดินชั้นบน เนื้อดินจึงแน่น มีความชื้นสูง ส่วนมากดินชั้นนี้จะเป็นดินเหนียว ชั้น C: มีสีเทา ประกอบด้วยเศษหินที่แตกหักมาจากหินดินดาน ซึ่งหินดินดานนี้เป็นต้นกำเนิดของดิน


คำถาม 1. นักวิทยาศาสตร์แบ่งดินออกเป็นกี่ชั้น อะไรบ้าง ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการแบ่งชั้นของดิน แบ่งดินออกเป็น 4 ชั้น คือ ชั้น O, A, B และ C โดยใช้ความลึกและองค์ประกอบของ ดินในแต่ละชั้นเป็นเกณฑ์ 2. เพราะเหตุใด ดินชั้น O จึงมีสีดำและเป็นดินร่วน เพราะดินชั้น O มีการย่อยสลายของซากพืชซากสัตว์ ดินจึงมีฮิวมัสปนอยู่มาก ทำให้ดินมีสีดำ 3. ดินชั้นใดที่มีอินทรียวัตถุที่สลายตัวแล้วผสมอยู่กับแร่ธาตุในดิน ดินชั้น A 4. เพราะเหตุใดดินชั้น B จึงมีสีน้ำตาลปนแดง เพราะมีการสะสมตะกอนของแร่ที่มีองค์ประกอบของเหล็ก อะลูมิเนียม คาร์บอเนต และซิลิกา 5. ดินชั้นใดที่อยู่ติดกับชั้นของหินดินดาน ชั้น C 6. ดินชั้นใดที่เป็นชั้นการผุพังของหิน ชั้น C 7. ดินชั้นใดที่ส่วนมากมักจะเป็นดินเหนียวและแน่นมาก ชั้น B 8. ความหนาของดินแต่ละชั้นขึ้นอยู่กับอะไร 1) ภูมิประเทศ 2) หินดาน 3) กระบวนการทางธรณีวิทยา 4) ภูมิอากาศ 9. ลักษณะของดินบริเวณที่สำรวจมีความสัมพันธ์กับลักษณะภูมิประเทศบริเวณนั้นหรือไม่ ลักษณะใด มีความสัมพันธ์กัน ภูมิประเทศที่แตกต่างกันจะทำให้ดินมีลักษณะต่างกัน 10. การสำรวจดินในแต่ละบริเวณจะพบชั้นของดินครบทุกชั้นหรือไม่ อธิบายประกอบ อาจจะไม่พบทุกชั้นก็ได้ เช่น ชั้น O จะพบบริเวณที่เป็นป่าเท่านั้น ถ้าสำรวจบริเวณ ทะเลทรายหรือพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยหญ้า ชั้นของดินจะเริ่มต้นจากชั้น A และถ้าสำรวจบริเวณที่ ถูกกัดเซาะ ชั้นของดินจะเริ่มจากชั้น B


Click to View FlipBook Version