The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ศศิกาญจน์ กิ่งวงศา, 2023-06-06 13:05:40

แผนการสอน265

แผนการสอน265

การสกัดสารสกัดหยาบจากต้นบัวบกและต้นไพล ใช้ตัวทำละลายเอทานอล ภาพ หลังแช่ต้นบัวบกและไพลในตัวทำละลายเอทานอลเป็นเวลา 5 วัน ภาพ กรวย สำลี แท่งแก้วคนสาร เพื่อใช้ในการกรองสาร


ภาพ กรองสารสกัดที่ได้จากตัวทำละลายเอทานอล https://sites.google.com/site/biologicalproject2556/unit3/bio7


ใบงานที่ 4.1 กิจกรรมเรื่อง การแยกสารด้วยการระเหยแห้งและการตกผลึก วันที่............................................................................................................................... จุดประสงค์ของกิจกรรม สังเกตและอธิบายการแยกสารด้วยระเหยแห้งและการตกผลึกได้ ปัญหา ..................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ตอนที่ 1 การระเหยแห้ง วิธีการทดลอง 1. สังเกตลักษณะของสารละลายจุนสี 2. เทสารละลายจุนสีประมาณ 2 ลูกบาศก์เซนติเมตรลงในถ้วยกระเบื้อง 3. เทน้ำลงในบีกเกอร์ขนาด 100 2 ลูกบาศก์เซนติเมตร ประมาณ 1 ใน 4 บีกเกอร์ แล้วจัดอุปกรณ์ดังภาพ 4. ให้ความร้อนแก่สารสารละลายจุนสีจนแห้ง โดยให้ความร้อนผ่านไอของน้ำร้อนที่อยู่ในบีกเกอร์ สังเกต และ บันทึกผล ตอนที่ 2 การตกผลึก ทักษะสร้างเสริมความเข้าใจที่คงทน 1. การสังเกต 3. การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป 2. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล


ขั้นตอนการศึกษาการละลายของสารเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง อุปกรณ์ 1. ไม้ขีดไฟ 1 กลัก 5. ช้อนเบอร์ 2 2 คัน 2. บีกเกอร์ 6. โซเดียมคลอไรด์ 50 กรัม ขนาด 100 ลบ.ซม. 1 ใบ 7. สารส้ม 50 กรัม 3. เทอร์มอมิเตอร์ 1 อัน 8. คอปเปอร์ซัลเฟต 50 กรัม 4. ตะเกียงแอลกอฮอล์ 9. น้ำกลั่น 100 ลบ.ซม. พร้อมที่กั้นลมและ 10. แท่งและสำหรับคน 1 อัน ตะแกรงลวด 1 ชุด ขั้นตอน 1. นำน้ำกลั่นจำนวน 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร ใส่ลงในบีกเกอร์ ใช้ช้อนเบอร์ 2 ตักสารโซเดียมคลอไรด์ใส่ ลงไปในบีกเกอร์ทีละช้อน แล้วใช้แท่งแก้วคนสารละลายจนกว่าสารจะไม่ละลายอีกต่อไป กลายเป็นสารละลายอิ่มตัว โซเดียมคลอไรด์ 2. นำสารละลายอิ่มตัวโซเดียมคลอไรด์ไปต้ม เมื่ออุณหภูมิของเทอร์มอมิเตอร์เริ่มเพิ่มขึ้น ใช้ช้อนเบอร์ 2 ตักสารโซเดียมคลอไรด์เติมลงไปในบีกเกอร์ แล้วใช้แท่งแก้วคน สังเกตการละลายของสารที่เติมลงไปเมื่ออุณหภูมิ เปลี่ยนไป จนกว่าสารนั้นจะไม่ละลายอีกต่อไป 3. ยกบีกเกอร์สารละลายโซเดียมคลอไรด์ที่ต้มไว้มาตั้งให้เย็นลง ณ อุณหภูมิห้อง สังเกตผลการเปลี่ยนแปลง แล้วบันทึกผลที่สังเกตได้ 4. ดำเนินการเช่นเดียวกับข้อ 1–3 โดยใช้สารส้ม และคอปเปอร์ซัลเฟตแทนโซเดียมคลอไรด์


บันทึกผลการสังเกต สรุปผล ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... คำถาม 1. การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสารทำได้ด้วยวิธีการใด ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... 2. เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นตัวละลายที่ใช้ในกิจกรรมเป็นอย่างไร ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... 3. เมื่อปล่อยให้สารลายอิ่มตัวเย็นลง ผลที่เกิดขึ้นคืออะไร ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... สาร ผลการเปลี่ยนแปลง เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เมื่อปล่อยให้สารละลายเย็นตัวลง โซเดียมคลอไรด์ ………………………… …………….………… ………………………………… ……………………….………… สารส้ม ………………………… …………….………… ………………………………… ……………………….………… คอปเปอร์ซัลเฟต ………………………… …………….………… ………………………………… ……………………….…………


เฉลยใบงานที่ 4.1 กิจกรรมเรื่อง การแยกสารด้วยการระเหยแห้งและการตกผลึก จุดประสงค์ของกิจกรรม สังเกตและอธิบายการแยกสารด้วยระเหยแห้งและการตกผลึกได้ ปัญหา เมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น การละลายของสารจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ บันทึกผลการสังเกต ตอนที่ 1 การระเหยแห้ง เมื่อให้ความร้อนแก่สารละลาย ตัวทำละลายจะระเหยไป จะเหลือจุนสีที่ก้นถ้วยกระเบื้อง บันทึกผลการสังเกต ตอนที่ 2 การตกผลึก สรุปผล เมื่อให้ความร้อนแก่สารละลาย ตัวทำละลายซึ่งเป็นของเหลวที่มีจุดเดือต่ำกว่าตัวละลาย ระเหยเป็นไอ ออกไปจนหมด จะเหลือตัวทำละลายซึ่งเป็นของแข็งที่ไม่กลายเป็นไอ วีธีดังกล่าวเรียกการระเหยแห้ง สารลายอิ่มตัวทั้ง 3 ชนิด เมื่อนำไปต้มที่อุณหภูมิสูงขึ้น ตัวละลายที่เติมลงไปสามารถละลายได้มากขึ้น เมื่อ นำสารละลายทั้ง 3 ชนิดมาปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ถ้าเป็นสารละลายอิ่มตัวโซเดียมคลอไรด์จะได้ของแข็ง สีขาวเป็นเกล็ด ๆ อยู่ที่ก้นภาชนะ สารละลายอิ่มตัวสารส้มจะได้ของแข็งใส ไม่มีสี มีเหลี่ยมมุมรูปทรงเรขาคณิตอยู่ที่ ก้นภาชนะ และสารละลายอิ่มตัวคอปเปอร์ซัลเฟตจะได้ของแข็งสีฟ้า ใส มีเหลี่ยมมุมรูปทรงเรขาคณิตอยู่ที่ก้น ภาชนะ สาร ผลการเปลี่ยนแปลง เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เมื่อปล่อยให้สารละลายเย็นตัวลง โซเดียมคลอไรด์ ละลายได้มากขึ้น มีของแข็งสีขาวเป็นเกล็ด ๆ อยู่ที่ก้น ภาชนะ สารส้ม ลายได้มากขึ้น มีของแข็ง ใส ไม่มีสี มีเหลี่ยมมุม รูปทรงเรขาคณิตอยู่ที่ก้นภาชนะ คอปเปอร์ซัลเฟต ลายได้มากขึ้น มีของแข็งสีฟ้า ใส มีเหลี่ยมมุมรูปทรง เรขาคณิตอยู่ที่ก้นภาชนะ


คำถาม 1. การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสารทำได้ด้วยวิธีการใด การต้ม 2. เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นตัวละลายที่ใช้ในกิจกรรมเป็นอย่างไร ตัวละลายที่ใช้ทุกครั้งสามารถละลายได้มากขึ้น 3. เมื่อปล่อยให้สารลายอิ่มตัวเย็นลง ผลที่เกิดขึ้นคืออะไร สารละลายอิ่มตัวจะเกิดการตกผลึก


ใบงานที่ 4.2 กิจกรรมเรื่อง การกลั่นอย่างง่าย วันที่............................................................................................................................... จุดประสงค์ของกิจกรรม 1. บอกวิธีการแยกสารด้วยวิธีการกลั่นได้ 2. บอกประโยชน์ของการแยกสารด้วยวิธีการกลั่นในชีวิตประจำวันได้ ปัญหา ..................................................................................................................................................................... อุปกรณ์ 1. สารละลายจุนสีหรือสารละลายคอปเปอร์ซัลเฟต 9. ขาตั้งพร้อมที่จับ 2. หลอดทดลองขนาดใหญ่ 10. ตะเกียงแอลกอฮอล์พร้อมที่กั้นลม 3. ทดทดลองขนาดเล็ก 11. ไม้ขีดไฟ 4. กระบอกตวงขนาด 10 cm3 12. เทอร์มอมิเตอร์ 5. บีกเกอร์ขนาด 100 cm3 13. ที่จับหลอดทดลอง 6. จุกยาง 2 รู 14. เศษกระเบื้อง 7. หลอดนำแก๊สรูปตัวยู 15. กระป๋องทราย 8. สายยาง 16. ผ้าหรือกระดาษเยื่อ วิธีการดำเนินการทดลอง 1. เทสารละลายจุนสีประมาณ 10 ลูกบาศก์เซนติเมตร ใส่เศษกระเบื้อง 2-3 ชิ้น ลงในหลอดทดลองขนาดใหญ่ ปิด ด้วยจุกยางที่ต่อกับหลอดนำแก๊สและเทอร์มอมิเตอร์ ต่อหลอดนำแก๊สกับสายยาง แล้วจัดอุปกรณ์ดังภาพ


2. ให้ความร้อนแก่สารละลายในหลอดทดลองขนาดใหญ่ สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของสารละลาย อุณหภูมิ และ สารที่ได้ในหลอดทดลองขนาดเล็ก บันทึกผล จนกระทั้งเหลือสารละลายในหลอดทดลองขนาดใหญ่ประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาตรเริ่มต้น จากนั้นดึงสายยางออกจากหลอดทดลองขนาดเล็ก ดับตะเกียงแอลกอฮอล์ บันทึกผลการสังเกต .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... สรุปผลการทดลอง .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................


เฉลยใบงานที่ 4.2 กิจกรรมเรื่อง การกลั่นอย่างง่าย จุดประสงค์ของกิจกรรม 1. บอกวิธีการแยกสารด้วยวิธีการกลั่นได้ 1. บอกประโยชน์ของการแยกสารด้วยวิธีการกลั่นในชีวิตประจำวันได้ ปัญหา สารที่ได้จากการกลั่นจะมีลักษณะอย่างไร บันทึกผลการสังเกต สารที่ได้ในภาชนะรองรับจะมีลักษณะใส ไม่มีสี ข้างภายในหลอดทดลองขนาดเล็กปริมาตรลดลง สรุปผลการทดลอง การกลั่น ใช้แยกสารองค์ประกอบที่ตัวทำละลายกับตัวละลายต้องมีจุดเดือดแตกต่างกัน การกลั่นแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การกลั่นแบบธรรมดา ใช้สำหรับแยกสารองค์ประกอบที่มีจุดเดือดต่างกันมากกว่า 20 oC และการ กลั่นลำดับส่วน ใช้สำหรับแยกสารองค์ประกอบที่มีจุดเดือดใกล้เคียงกัน ออกจากกัน การนำวิธีการกลั่นไปใช้ ประโยชน์จึงต้องคำนึงถึงลักษณะและสมบัติของสารที่ต้องการแยกเป็นสำคัญ


ใบงานที่ 4.3 กิจกรรมเรื่อง การแยกสารด้วยวิธีโครมาโทกราฟี วันที่............................................................................................................................... จุดประสงค์ของกิจกรรม 1. บอกวิธีการแยกสารด้วยวิธีโครมาโทกราฟีได้ 2. แยกองค์ประกอบของสีที่สกัดได้จากส่วนต่าง ๆ ของพืชได้ ปัญหา ..................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................... ทักษะสร้างเสริมความเข้าใจที่คงทน 1. การสังเกต 2. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล 3. การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป อุปกรณ์ 1. สีที่สกัดได้จากกิจกรรมที่ 15 (หรือน้ำหมึกหรือน้ำสีผสมอาหาร) 5 ลบ. ซม. 2. สารละลายโซเดียมคลอไรด์เข้มข้น 1% 10 ลบ. ซม. 3. น้ำ 10 ลบ. ซม. 4. บีกเกอร์ขนาด 50 ลบ. ซม. หรือกล่องพลาสติกเบอร์ 2 จำนวน 3 ใบ 5. กระดาษกรองขนาด 2 ซม. × 5.5 ซม. 3 แผ่น 6. กระดาษกาว (เทปกาวใส)ยาว 5 ซม.3 แผ่น 7. หลอดแคปิลลารีปลายตีบ 1 อัน 8. กระดาษซับ กระดาษสา กระดาษวาดเขียนหรือกระดาษจากพืชในท้องถิ่นขนาด 2 ซม. × 5.5 ซม. 3 แผ่น 9. กระดาษแข็ง ขนาด 10 ซม. × 10 ซม. 2 แผ่น ขั้นตอน 1. ตัดกระดาษกรองหรือกระดาษโครมาโทกราฟีให้ได้ขนาด 2 เซนติเมตร x 5.5 เซนติเมตร จำนวน 3 แผ่น จากนั้นใช้วัสดุที่มีปลายขนาดเล็ก เช่น เข็มหรือหลอดแคปิลลารีจุ่มสีที่สกัดได้จากพืชในกิจกรรม 15 มาแตะที่ กระดาษแต่ละแผ่นตรงกึ่งกลางและห่างจากปลายกระดาษด้านหนึ่งประมาณ 1 เซนติเมตร รอจนแห้งแล้วจุ่มสีที่จะ ทดสอบมาแตะซ้ำ ทำซ้ำจนได้จุดสีที่เข้มขึ้น 2. นำกระดาษกรองไปติดเข้ากับกระดาษแข็งด้วยเทปกาวใส โดยให้บริเวณที่จุดของเหลวอยู่ที่ด้านล่าง 3. เติมน้ำและสารละลายโซเดียมคลอไรด์ลงในบีกเกอร์หรือภาชนะขนาด 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร โดยให้แต่ ละใบมีระดับความสูงของของเหลวประมาณ 0.3 เซนติเมตร จากนั้นวางกระดาษแข็งลงบนปากบีกเกอร์ จัดระยะ ของกระดาษกรองให้ปลายของกระดาษกรองอยู่ในของเหลวแต่ไม่ให้แตะกับก้นบีกเกอร์


ขั้นตอนการศึกษาองค์ประกอบของสีที่ได้จากพืช 4. ตั้งชุดการทดทิ้งไว้จนกระทั่งของเหลวแพร่ขึ้นมาเกือบถึงปลายด้านบน จึงยกกระดาษกรองออกมาผึ่งให้ แห้ง สังเกตการเปลี่ยนแปลงและบันทึกผล บันทึกผลการสังเกต สาร ตัวอย่าง สีของ สารละลาย ก่อนแยก ผลที่สังเกตได้เมื่อใช้กระดาษกรองแยก สีที่แยกได้เมื่อใช้น้ำ สีที่แยกได้เมื่อใช้สารละลาย โซเดียมคลอไรด์ ขมิ้น …………… …………………… ………………………… ดอก กระเจี๊ยบ …………… …………………… ………………………… ใบหูกวาง …………… …………………… ………………………… สรุปผล ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................


คำถาม 1. ผลจากการทำกิจกรรมนักเรียนสามารถบอกได้หรือไม่ว่าสารที่เราเห็นเป็นเนื้อเดียวกันมีองค์ประกอบเพียงชนิด เดียว ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... 2. สีที่สกัดจากพืชที่นำมาทดสอบประกอบด้วยสารเพียงชนิดเดียวหรือไม่ ทราบได้อย่างไร ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... 3. ถ้าองค์ประกอบในสารเนื้อเดียวเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วใกล้เคียงกันมาก นักเรียนจะแก้ปัญหาด้วยวิธีการใด ..................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................


เฉลยใบงานที่ 4.3 กิจกรรม เรื่อง การแยกสารด้วยวิธีโครมาโทกราฟี จุดประสงค์ของกิจกรรม 1. บอกวิธีการแยกสารด้วยวิธีโครมาโทกราฟีได้ 2. แยกองค์ประกอบของสีที่สกัดได้จากส่วนต่าง ๆ ของพืชได้ ปัญหา สีที่สกัดได้จากส่วนประกอบของพืชมีองค์ประกอบเพียงชนิดเดียวหรือไม่ บันทึกผลการสังเกต สาร ตัวอย่าง สีของ สารละลาย ก่อนแยก ผลที่สังเกตได้เมื่อใช้กระดาษกรองแยก สีที่แยกได้เมื่อใช้น้ำ สีที่แยกได้เมื่อใช้สารละลาย โซเดียมคลอไรด์ ขมิ้น สีเหลือง สีเหลือง สีเหลือง ดอก กระเจี๊ยบ สีแดง สีแดง สีแดง ใบหูกวาง สีเขียว ดูจากผลการสังเกต ดูจากผลการสังเกต สรุปผล สารสีที่สกัดได้จากพืชที่เห็นว่าเป็นสารเนื้อเดียวอาจมีองค์ประกอบเพียงชนิดเดียวหรือมากกว่า 1 ชนิดก็ได้ ซึ่งสามารถแยกได้โดยวิธีโครมาโทกราฟี ถ้าสามารถแยกได้หลายสี แสดงว่ามีองค์ประกอบ มากกว่า 1 ชนิด แต่ถ้าแยกได้สีเดียวอาจเป็นเพราะสีนั้นมีองค์ประกอบเดียว หรือมีองค์ประกอบที่เคลื่อนที่ด้วย อัตราเร็วใกล้เคียงกันมาก จำเป็นต้องมีการตรวจสอบซ้ำโดยการเปลี่ยนชนิดของตัวทำละลายหรือตัวดูดซับ คำถาม 1. ผลจากการทำกิจกรรมนักเรียนสามารถบอกได้หรือไม่ว่าสารที่เราเห็นเป็นเนื้อเดียวกันมีองค์ประกอบเพียง ชนิดเดียว สามารถบอกได้ว่าสารที่เราเห็นเป็นเนื้อเดียวกันอาจมีองค์ประกอบเพียงชนิดเดียวหรือมากกว่า 1 ชนิดก็ได้ 2. สีที่สกัดจากพืชที่นำมาทดสอบประกอบด้วยสารเพียงชนิดเดียวหรือไม่ ทราบได้อย่างไร สีที่สกัดได้จากพืชบางชนิดประกอบด้วยสารเพียงชนิดเดียว เช่น สีจากดอกกระเจี๊ยบ สีจากขมิ้นบางชนิดก็ จะประกอบด้วยสารมากกว่าหนึ่ง เช่น สีจากใบเตย ใบหูกวาง ซึ่งเราจะทราบได้จากการ ทดสอบสีเหล่านั้นโดยวิธีโครมาโทกราฟี 3. ถ้าองค์ประกอบในสารเนื้อเดียวเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วใกล้เคียงกันมาก นักเรียนจะแก้ปัญหาด้วยวิธีการใด ต้องตรวจสอบซ้ำโดยการเปลี่ยนชนิดของตัวทำละลายหรือตัวดูดซับ


ใบงานที่ 4.4 กิจกรรมเรื่อง การสกัดด้วยตัวทำละลายต่าง ๆ วันที่............................................................................................................................... กิจกรรมเรื่อง การสกัดด้วยตัวทำละลายต่าง ๆ จุดประสงค์ของกิจกรรม 1. บอกวิธีการแยกสารโดยวิธีการสกัดด้วยตัวทำละลายได้ 2. ทดลองแยกสารองค์ประกอบที่อยู่ในส่วนต่าง ๆ ของพืช ด้วยวิธีการสกัดด้วยตัวทำละลายได้ ระบุปัญหา ..................................................................................................................................................................... กำหนดสมมุติฐาน ..................................................................................................................................................................... ทักษะสร้างเสริมความเข้าใจที่คงทน 1. การสังเกต 4. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล 2. การตั้งสมมุติฐาน 5. การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป 3. การทดลอง ขั้นตอนการทดลอง อุปกรณ์ 1. ขมิ้นหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ (หรือพืชอื่น ๆ ที่มีในท้องถิ่น)* 10 กรัม 2. เส้นใยฝ้ายหรือเส้นใยจากพืชอื่น ๆ 5 กรัม 3. เอทานอล 5 ลบ.ซม. 4. น้ำกลั่น 10 ลบ.ซม. 5. ขวดรูปกรวยขนาด 100 ลบ.ซม. พร้อมจุกปิดปากขวด (หรือหลอดทดลองขนาดใหญ่พร้อมจุกปิด) 2 ชุด 6. บีกเกอร์ขนาด 250 ลบ.ซม. 2 ใบ 7. กรวยแก้วหรือกรวยพลาสติก 1 ชุด 8. ถ้วยระเหย 2 ใบ 9. ตะเกียงแอลกอฮอล์พร้อมที่กั้นลมและตะแกรงลวด 1 ชุด 10. กระดาษกรอง 1 แผ่น 11. กระบอกตวงขนาด 10 ลบ.ซม. 1 ใบ 12. เครื่องชั่ง 1–2 เครื่อง หมายเหตุ *อาจเลือกใช้พืชอื่น ๆ ที่มีในท้องถิ่น เช่น ขิงแก่ ใบเตย ตะไคร้หอม หรือดอกกระเจี๊ยบ


ขั้นตอนการศึกษาเรื่องการสกัดสารด้วยตัวท าละลายต่าง ๆ ตอนที่ 1 ทดสอบสมมุติฐาน ตอนที่ 1 1. หั่นขมิ้นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วใส่ลงในขวดรูปกรวย 2 ใบ ใบละประมาณ 5 กรัม จากนั้นเติมน้ำและเอทา นอล 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร ลงในขวดใบที่ 1 และ 2 ตามลำดับ ปิดขวดด้วยจุกยางให้แน่นแล้วเขย่าแรง ๆ ประมาณ 5 นาที สังเกตและบันทึกผลที่ได้ 2. แยกส่วนที่เป็นของเหลวออกจากสารผสมที่อยู่ในขวดทั้งสอง แล้วนำของเหลวที่ได้ไประเหยแห้ง สังเกต และบันทึกผล ตอนที่ 2 1. เลือกพืชในท้องถิ่นที่มีกลิ่นหอมหรือมีสีสวยงามมา 1 ชนิด 2. ศึกษาข้อมูลและวางแผนออกแบบวิธีการสกัดน้ำมันหอมระเหยหรือสีออกจากส่วนต่าง ๆ ของพืช 3. ลงมือปฏิบัติตามวิธีการที่เลือก สังเกต บันทึก และนำเสนอผลการทำกิจกรรมในรูปแบบที่น่าสนใจ (สีที่ สกัดได้ให้เก็บไว้ใช้ในกิจกรรมแยกสารด้วยวิธีโครมาโทกราฟี) บันทึกผลการทดลอง ตอนที่ 1 ตัวทำ ละลาย สารตัวอย่าง ผลที่สังเกตได้เมื่อใช้น้ำ ผลที่สังเกตได้เมื่อใช้เอทานอล ของเหลวที่ได้ เมื่อนำไป ระเหยแห้ง ของเหลวที่ได้ เมื่อนำไป ระเหยแห้ง ขมิ้น …………………… …………………… …………………..... …………………… …………………… …………………..... …………………… …………………… …………………..... ………………………… ………………………… ……………….....


สรุปผล ตอนที่ 1 ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... บันทึกผลการทดลอง ตอนที่ 2 ตัวทำละลาย สารตัวอย่าง ผลที่สังเกตได้เมื่อใช้น้ำ ผลที่สังเกตได้เมื่อใช้เอทานอล ของเหลวที่ได้ เมื่อนำไป ระเหยแห้ง ของเหลวที่ได้ เมื่อนำไป ระเหยแห้ง ขิงแก่ ……………………… ……………………… …………………….... . ……………………… ……………………… …………….……..... …………………… …………………… …………………..... ………………………… ………………………… ……………….....… ใบเตย ……………………… ……………………… ……………..... ……………………… ……………………… ……………..... …………………… …………………… …………………..... ………………………… ………………………… ……………….....… ตะไคร้หอม ……………………… ……………………… …………………….... . ……………………… ……………………… ……………............. ... …………………… …………………… …………………..... ………………………… ………………………… ……………….....… ดอกกระเจี๊ยบ ……………………… ……………………… …………………….... .. ……………………… ……………………… …………………....... …………………… …………………… …………………..... ………………………… ………………………… ……………….....… สรุปผล ตอนที่ 2 ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................


คำถาม ก่อนการทดลอง 1. ถ้าตัวทำละลายต่างชนิดกันจะสกัดสารจากพืชได้เหมือนกันหรือไม่ เพราะอะไร ..................................................................................................................................................................... ระหว่างการทดลอง 2. ในขณะทำการทดลองมีปัญหาและอุปสรรคหรือไม่ อะไรคือปัญหาและอุปสรรค ..................................................................................................................................................................... 3. นักเรียนแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในขณะทำการทดลองด้วยวิธีใด ..................................................................................................................................................................... หลังการทดลอง 4. ถ้าผสมตัวทำละลายคือน้ำและเอทานอลเข้าด้วยกัน จะได้ผลการสกัดสารในลักษณะใด ..................................................................................................................................................................... 5. นักเรียนสามารถนำสารสกัดที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในเรื่องใด ..................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................


เฉลยใบงานที่ 4.4 กิจกรรมเรื่อง การสกัดด้วยตัวทำละลายต่าง ๆ จุดประสงค์ของกิจกรรม 1. บอกวิธีการแยกสารโดยวิธีการสกัดด้วยตัวทำละลายได้ 2. ทดลองแยกสารองค์ประกอบที่อยู่ในส่วนต่าง ๆ ของพืช ด้วยวิธีการสกัดด้วยตัวทำละลายได้ ปัญหา การใช้ตัวทำละลายในการสกัดสารแตกต่างกัน สารที่สกัดได้จะแตกต่างกันหรือไม่ กำหนดสมมุติฐาน การสกัดสารโดยใช้เอทานอลเป็นตัวทำละลาย สารที่สกัดได้จะแตกต่างจากการใช้น้ำเป็นตัวทำ ละลาย บันทึกผลการทดลอง ตอนที่ 1 ตัวทำ ละลาย สารตัวอย่าง ผลที่สังเกตได้เมื่อใช้น้ำ ผลที่สังเกตได้เมื่อใช้เอทานอล ของเหลวที่ได้ เมื่อนำไป ระเหยแห้ง ของเหลวที่ได้ เมื่อนำไป ระเหยแห้ง ขมิ้น มีสีเหลืองเข้ม มีกลิ่นขมิ้น เล็กน้อย มีสารสีเหลือง เป็นผงจำนวน มาก มีสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นขมิ้น มีสารสีเหลือง จำนวนมาก และ มีของเหลวเป็น น้ำมันข้นเหลวอยู่ เล็กน้อย สรุปผล ตอนที่ 1 จากการทำกิจกรรมสามารถสกัดสารที่มีสีหรือสารที่มีกลิ่นจากขมิ้นได้ด้วยตัวทำละลายต่าง ๆ และถ้าใช้ตัว ทำละลายต่างชนิดกัน ก็จะสกัดสารได้ต่างกัน ปริมาณของสารที่สกัดได้จะขึ้นอยู่กับปริมาณของพืชที่ใช้และปริมาณ ของตัวทำละลาย


บันทึกผลการทดลอง ตอนที่ 2 ตัวทำ ละลาย สารตัวอย่าง ผลที่สังเกตได้เมื่อใช้น้ำ ผลที่สังเกตได้เมื่อใช้เอทานอล ของเหลวที่ได้ เมื่อนำไป ระเหยแห้ง ของเหลวที่ได้ เมื่อนำไป ระเหยแห้ง ขิงแก่ ของเหลวสีขาวขุ่น มีกลิ่นขิง ได้สารสีเหลือง อ่อนเล็กน้อย และเป็นผง ของเหลวสีเหลือง และมีกลิ่นขิงปนกับ กลิ่นเอทานอล ได้สารสีเหลืองเป็นผง จำนวนมาก ใบเตย ของเหลวสีเขียว อ่อน ๆ มีกลิ่นหอม ของใบเตย ได้สารสีเขียว เป็นผงจำนวน เล็กน้อย ของเหลวมีสีเขียว มีกลิ่นหอมปนกลิ่น ของเอทานอล ได้สารสีเขียวที่เป็นผง จำนวนมาก ตะไคร้หอม ของเหลวสีขาวขุ่น แยกเป็น 2 ชั้น มีกลิ่นตะไคร้ ได้ของเหลวใส และมีกลิ่น ตะไคร้ ของเหลวสีเหลือง อ่อน ได้ของเหลวใส สี เหลืองอ่อน และมี กลิ่นตะไคร้ ดอกกระเจี๊ยบ ของเหลวสีแดง ได้สารสีแดง มี ลักษณะเป็นผง ของเหลวสีแดง ได้สารสีแดง มี ลักษณะเป็นผง สรุปผล ตอนที่ 2 สามารถสกัดสารที่อยู่ในส่วนต่าง ๆ ของพืชได้ โดยใช้หลักการเกี่ยวกับการละลายของสารใน ตัวทำละลาย ปริมาณของสารที่สกัดได้ขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ และส่วนต่าง ๆ ของพืชที่นำมาใช้ รวมทั้ง ชนิดและปริมาณของตัวทำละลาย คำถาม ก่อนการทดลอง 1. ถ้าตัวทำละลายต่างชนิดกันจะสกัดสารจากพืชได้เหมือนกันหรือไม่ เพราะอะไร เมื่อตัวทำละลายต่างชนิดกันจะสกัดสารได้ต่างกัน คือ น้ำใช้สกัดสีจากขมิ้นได้ดี ส่วนเอทานอล ใช้สกัดน้ำมันหอมระเหยจากขมิ้นได้ดี


ระหว่างการทดลอง 2. ในขณะทำการทดลองมีปัญหาและอุปสรรคหรือไม่ อะไรคือปัญหาและอุปสรรค พิจารณาจากคำตอบของนักเรียน 3. นักเรียนแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในขณะทำการทดลองด้วยวิธีใด พิจารณาจากคำตอบของนักเรียน หลังการทดลอง 4. ถ้าผสมตัวทำละลายคือน้ำและเอทานอลเข้าด้วยกัน จะได้ผลการสกัดสารในลักษณะใด ถ้าผสมน้ำและเอทานอลเข้าด้วยกัน สารที่สกัดได้จะมีทั้งสีและกลิ่นรวมอยู่ด้วย 5. นักเรียนสามารถนำสารสกัดที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในเรื่องใด เราสามารถนำสารที่สกัดได้จากขมิ้นไปใช้ประโยชน์ เช่น ทำเครื่องสำอาง ผสมในอาหาร เช่น ข้าวหมกไก่ ปลาทอดขมิ้น เป็นต้น ส่วนกลิ่นหอมระเหยอาจนำไปผสมในน้ำมันหม่องสมุนไพร


แบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียน เรื่องการแยกสาร 1. สารละลายในข้อใดไม่สามารถแยกส่วนประกอบได้โดยการระเหยแห้ง ก. น้ำเชื่อม ข. สารละลายแอมโมเนีย ค. สารละลายคอปเปอร์ซัลเฟต ง. สารละลายโซเดียมคลอ 2.การนำของแข็งไปละลายในของเหลวจนได้สารละลายอิ่มตัวที่อุณหภูมิสูงแล้วลดอุณหภูมิลง ตัวละลายที่เป็น ของแข็งจะแยกตัวออกมาจากสารละลาย การแยกวิธีนี้เรียกว่าอะไร ก. การละลาย ข. การตกผลึก ค. การตกตะกอน ง. การระเหยแห้ง 3. ข้อใดเป็นหลักการแยกสารด้วย “การกลั่น” ก. แยกสารที่มีจุดเดือดต่างกัน ข. แยกสารที่มีสภาพการละลายต่างกัน ค. แยกสารที่มีขนาดของอนุภาคแตกต่างกัน ง. แยกสารที่มีความสามารถในการละลายและถูกดูดซับบนตัวดูดซับแตกต่างกัน 4. ข้อใดเป็นหลักการแยกสารด้วย “สกัดด้วยตัวทำละลาย” ก. แยกสารที่มีจุดเดือดต่างกัน ข. แยกสารที่มีสภาพการละลายต่างกัน ค. แยกสารที่มีขนาดของอนุภาคแตกต่างกัน ง. แยกสารที่มีความสามารถในการ ละลายและถูกดูดซับบนตัวดูดซับแตกต่างกัน 5. ข้อใดเป็นหลักการแยกสารด้วย “โครมาโทกราฟี” ก. แยกสารที่มีจุดเดือดต่างกัน ข. แยกสารที่มีสภาพการละลายต่างกัน ค. แยกสารที่มีขนาดของอนุภาคแตกต่างกัน ง. แยกสารที่มีความสามารถในการ ละลายและถูกดูดซับบนตัวดูดซับแตกต่างกัน 6. การสกัดสีเขียวจากใบเตย ควรใช้วิธีใด ก. การกลั่นธรรมดา ข. การกลั่นด้วยไอน้ำ ค. การกลั่นลำดับส่วน ง. การใช้ตัวทำละลาย


7. กระบวนการแยกน้ำมันดิบออกเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ควรเลือกวิธีการใด ก. การกลั่นด้วยไอน้ำ ข. การกลั่นลำดับส่วน ค. การสกัดด้วยตัวทำละลาย ง. โครมาโทกราฟี 8. วิธีการแยกน้ำจืดออกจากน้ำทะเลควรใช้วิธีใด ก. การกลั่น ข. การกรอง ค. การระเหิด ง. การตกผลึก 9. การสกัดน้ามันหอมระเหยจากพืชใช้วิธีการใด ก. การกลั่นลาดับส่วน ข. การกลั่นด้วยไอน้า ค. การทาโครมาโทก ง. การสกัดด้วยตัวทาละลาย 10. นักเรียนได้รับสารผสมซึ่งมีถ่านผสมกับเกลือ นักเรียนจะแยกโดยใช้วิธีการใด (เรียงตามลำดับ) ก. การละลาย, การกรอง และ การะเหย ข. การกรอง, การตกผลึก และ การระเหิด ค. การกรอง, การละลาย และ การระเหิด ง. การตกผลึก, การละลาย และ การระเหย


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 ชื่อเรื่อง การนำวิธีการแยกกสารไปใช้ประโยช์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องการแยกสาร รหัสวิชา ว 22102 วิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2 เวลา 3 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1. สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ 2. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การ เกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี 3. ตัวชี้วัด ว 2.1 ม. 2/9 นำวิธีการแยกสารไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันโดยบูรณาการวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ 4. สาระการเรียนรู้/เนื้อหา 4.1 สาระการเรียนรู้แกนกลาง นำวิธีการแยกสารไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน 4.2 สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น - 5. สาระสำคัญ นำความรู้เรื่องการแยกสารด้วยวิธีวิธีการระเหยแห้ง การตกผลึก การกลั่น อย่างง่าย โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วยตัวทำละลาย ไปใช้ประโยชน์ต่อภาวะของสิ่งแวดล้อม 6. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนบอกการนำความรู้เรื่องการแยกสารด้วยวิธีวิธีการระเหยแห้ง การตกผลึก การกลั่น อย่างง่าย โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วยตัวทำละลาย ไปใช้ประโยชน์ต่อภาวะของสิ่งแวดล้อม 2. นักเรียนนำความรู้เรื่องการแยกสารด้วยวิธีวิธีการระเหยแห้ง การตกผลึก การกลั่นอย่างง่าย โครมาโทก ราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วยตัวทำละลาย ไปใช้ประโยชน์ต่อภาวะของสิ่งแวดล้อม 7. จุดเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 7.1 ด้านความสามารถและทักษะ ทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี รักการเรียนรู้ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ 7.2 ด้านคุณลักษณะเฉพาะช่วงวัย อยู่อย่างพอเพียง


8. สมรรถนะ 6 ด้าน (ใส่เครื่องหมาย ⁄ สมรรถนะที่สอดคล้องในการจัดการเรียนการสอน) □ 1. การจัดการตนเองอย่างมีสุขภาวะ □ 2. ความคิดขั้นสูงและการเรียนรู้ □ 3. การสื่อสารด้วยภาษา □ 4. การจัดการและการทำงานเป็นทีม □ 5. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง □ 6. การอยู่รวมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน 9. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. ซื่อสัตย์สุจริต 2. มีวินัย 3. ใฝ่เรียนรู้ 4. อยู่อย่างพอเพียง 5. มุ่งมั่นในการทำงาน 6. รักความเป็นไทย 7. มีจิตสาธารณะ 10. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความรู้ รอบรู้ รอบครอบ ระมัดระวัง คุณธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน แบ่งปัน 11. การบูรณาการ กับวิชาภาษาอังกฤษ 12. กิจกรรมการเรียนรู้ ตัวชี้วัด ว 2.1 ม. 2/8 ชั่วโมงที่ 1 1. ขั้นสร้างความสนใจ 1.1 ครูตั้งคำถามนักเรียน จังหวัดสระแก้วมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้วิธีการแยกสาร ที่ผลิตโดยชุมชน จำหน่าย 1.2 ครูถามนักเรียนต่อ ถ้าจะผลิตสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากวิธีการแยกสาร จะผลิตสินค้าใด 1.2 นักเรียนตอบตามความคิดของนักเรียน 2. ขั้นสำรวจและค้นหา 2.1 แบ่งนักเรียนออกเป้นกลุ่มละ 4- 5 คน ร่วมกันคิดจะทำผลิตภัณฑ์ที่ที่ได้จากวิธีการแยกสาร 2.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติกิจกรรมใบงานที่ 5 เรื่อง การนำวิธีการแยกสารไปใช้ประโยชน์ใน ชีวิตประจำวัน ร่วมกันศึกษาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากวิธีการแยกสาร ที่จะทำจากอินเทอร์เน็ต


3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 3.1 นักเรียนแต่ละกลุ่มเตรียม นำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่กลุ่มตนเองสนใจ 3.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายถึงวิธีการทำผลิตภัณฑ์ที่ได้จากวิธีการแยกสารของกลุ่มตนเอง 3.3 นักเรียนเตรียมทำผลิตภัณฑ์นอกเวลา ชั่วโมงที่ 2-3 4. ขั้นขยายความรู้ 4.1 นักเรียนแต่ละกลุ่มนำลิตภัณฑ์ที่ทำนอกเวลา นำเสนอหน้าชั้นเรียน 4.2 นักเรียนทั้งหมดร่วมกันสรุปผลจากการศึกษาการแยกสารด้วยวิธีการต่างๆ 4.3 นักเรียนทั้งหมดร่วมกันยกตัวอย่างการแยกสารในชีวิตประจำวัน ร่วมกันอภิปรายถึงวิธีการ แยกสารดังกล่าว รวมทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ 4.4 นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปปความรู้ความเข้าใจเรื่องการแยกสารและการนำไปใช้ประโยชน์ ในชุมชน 5. ขั้นประเมินผล 5.1 นักเรียนแต่ละกลุ่มเสนอแนวคิดในการนำประโยชน์การแยกสารไปใช้ในชุมชน 5.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันสรุปเชื่อมโยงความคิดเกี่ยวกับการแยกสรา การนำความรู้ ความเข้าใจเรื่องการแยกสารด้วยวิธีการต่างๆ การนำไปใช้ประโยชน์ ชั่วโมงที่ 12 5.4 ให้นักเรียนแต่ละคนย้อนกลับไปอ่านบันทึกประสบการณ์เดิม สิ่งที่ต้องการรู้ และ ขอบเขตเป้าหมาย แล้วตรวจสอบว่าได้เรียนรู้ตามที่ตั้งเป้าหมายครบถ้วนหรือไม่เพียงใด ถ้ายังไม่ครบถ้วนจะทำอย่างไร ต่อไป (อาจสอบถามให้ครูอธิบายเพิ่มเติม สอบถามให้เพื่อนอธิบาย หรือวางแผนสืบค้นเพิ่มเติม) 5.5 ให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการแยกสาร ครูสอดแทรกค่านิยม 12 ประการ ข้อ ซื่อสัตย์เสียสละ อดทนได้ 13. สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1. ชุดอุปกรณ์การทดลองการแยกสาร 2. ห้องสมุด 3. แบบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม. 2 เล่ม 2 4. อินเทอร์เน็ต


14. การวัดผลและประเมินผล 14.1 วิธีการวัดผล ประเมินผลด้านความรู้ตามตัวชี้วัดจากการปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง ใบงาน การทดสอบ ประเมินผลคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยวิธีการ สังเกต/บันทึก เครื่องมือที่ใช้วัด แบบสังเกต/บันทึก การประเมินการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน จากการเขียนสื่อสารความรู้ ความคิด การเขียนรายงาน/ การนำเสนอ 14.2 เครื่องมือการวัดผล ด้านความรู้ตามตัวชี้วัดแบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง แบบประเมิน การทำใบกิจกรรม แบบทดสอบ เครื่องมือที่ใช้วัด แบบสังเกต/บันทึก คุณลักษณะอันพึงประสงค์ แบบสังเกต/บันทึก การอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน แบบประเมินการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน 14.3 เกณฑ์การประเมิน เกณฑ์การประเมินการปฏิบัติกิจกรรม การทำใบกิจกรรม เกณฑ์การประเมินคุณภาพ คะแนน 9 - 10 เกณฑ์ดีมาก คะแนน 7 - 8 เกณฑ์ดี คะแนน 5 - 6 เกณฑ์พอใช้ คะแนน 0 - 4 เกณฑ์ต้องปรับปรุง เกณฑ์การประเมินการทำแบบทดสอบ เกณฑ์การประเมินคุณภาพ คะแนน 9-10 เกณฑ์ดีมาก คะแนน 7-8 เกณฑ์ดี คะแนน 5-6 เกณฑ์พอใช้ คะแนน 0 - 4 เกณฑ์ต้องปรับปรุง เกณฑ์การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์/การอ่านคิดวิเคราะห์ เกณฑ์การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์/การอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน 3 = ดีเยี่ยม 2 = ดี 1 = ผ่าน 0 = ไม่ผ่าน 15. บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้


ใบงานที่ 5 กิจกรรมเรื่อง การนำวิธีการแยกสารไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน คำชี้แจง ให้นักเรียนร่วมกันคิดวิธีการผลิตภัณฑ์ที่ได้จากวิธีการแยกสาร


เฉลยใบงานที่ 5 กิจกรรมเรื่อง การนำวิธีการแยกสารไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจัน คำชี้แจง ให้นักเรียนร่วมกันคิดวิธีการผลิตภัณฑ์ที่ได้จากวิธีการแยกสาร ขึ้นอยู่กับการดำเนินกิจกรรมของนักเรียน


แบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียน เรื่องการแยกสาร 1. สารละลายในข้อใดไม่สามารถแยกส่วนประกอบได้โดยการระเหยแห้ง ก. น้ำเชื่อม ข. สารละลายแอมโมเนีย ค. สารละลายคอปเปอร์ซัลเฟต ง. สารละลายโซเดียมคลอ 2.การนำของแข็งไปละลายในของเหลวจนได้สารละลายอิ่มตัวที่อุณหภูมิสูงแล้วลดอุณหภูมิลง ตัวละลายที่เป็น ของแข็งจะแยกตัวออกมาจากสารละลาย การแยกวิธีนี้เรียกว่าอะไร ก. การละลาย ข. การตกผลึก ค. การตกตะกอน ง. การระเหยแห้ง 3. ข้อใดเป็นหลักการแยกสารด้วย “การกลั่น” ก. แยกสารที่มีจุดเดือดต่างกัน ข. แยกสารที่มีสภาพการละลายต่างกัน ค. แยกสารที่มีขนาดของอนุภาคแตกต่างกัน ง. แยกสารที่มีความสามารถในการละลายและถูกดูดซับบนตัวดูดซับแตกต่างกัน 4. ข้อใดเป็นหลักการแยกสารด้วย “สกัดด้วยตัวทำละลาย” ก. แยกสารที่มีจุดเดือดต่างกัน ข. แยกสารที่มีสภาพการละลายต่างกัน ค. แยกสารที่มีขนาดของอนุภาคแตกต่างกัน ง. แยกสารที่มีความสามารถในการ ละลายและถูกดูดซับบนตัวดูดซับแตกต่างกัน 5. ข้อใดเป็นหลักการแยกสารด้วย “โครมาโทกราฟี” ก. แยกสารที่มีจุดเดือดต่างกัน ข. แยกสารที่มีสภาพการละลายต่างกัน ค. แยกสารที่มีขนาดของอนุภาคแตกต่างกัน ง. แยกสารที่มีความสามารถในการ ละลายและถูกดูดซับบนตัวดูดซับแตกต่างกัน 6. การสกัดสีเขียวจากใบเตย ควรใช้วิธีใด ก. การกลั่นธรรมดา ข. การกลั่นด้วยไอน้ำ ค. การกลั่นลำดับส่วน ง. การใช้ตัวทำละลาย


7. กระบวนการแยกน้ำมันดิบออกเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ควรเลือกวิธีการใด ก. การกลั่นด้วยไอน้ำ ข. การกลั่นลำดับส่วน ค. การสกัดด้วยตัวทำละลาย ง. โครมาโทกราฟี 8. วิธีการแยกน้ำจืดออกจากน้ำทะเลควรใช้วิธีใด ก. การกลั่น ข. การกรอง ค. การระเหิด ง. การตกผลึก 9. การสกัดน้ามันหอมระเหยจากพืชใช้วิธีการใด ก. การกลั่นลาดับส่วน ข. การกลั่นด้วยไอน้า ค. การทาโครมาโทกราฟี ง. การสกัดด้วยตัวทาละลาย 10. นักเรียนได้รับสารผสมซึ่งมีถ่านผสมกับเกลือ นักเรียนจะแยกโดยใช้วิธีการใด (เรียงตามลำดับ) ก. การละลาย, การกรอง และ การะเหย ข. การกรอง, การตกผลึก และ การระเหิด ค. การกรอง, การละลาย และ การระเหิด ง. การตกผลึก, การละลาย และ การระเหย


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 ชื่อเรื่องโครงสร้างภายในโลกและการเปลี่ยนแปลงโลก หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่องโลกและการเปลี่ยนแปลง รหัสวิชา ว 22102 วิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2 เวลา 7 ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1. สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ 2. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลก และบนผิวโลกธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม 3. ตัวชี้วัด ว 3.2 ม. 2/10 สร้างแบบจำลอง ที่อธิบายโครงสร้าง ภายในโลก ตาม องค์ประกอบทางเคมี จากข้อมูล ที่รวบรวมได้ ม. 2/11 อธิบาย กระบวนการผุพังอยู่กับที่ การกร่อน และการ สะสมตัวของ ตะกอนจาก แบบจำลอง รวมทั้งยกตัวอย่างผลของ กระบวนการ ดังกล่าวที่ทำให้ผิวโลกเกิดการ เปลี่ยนแปลง 4. สาระการเรียนรู้/เนื้อหา 4.1 สาระการเรียนรู้แกนกลาง โครงสร้างภายในโลกและการเปลี่ยนแปลงโลก 4.2 สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น - 5. สาระสำคัญ โครงสร้างของโลกแบ่งเป็น 3 ชั้น ได้แก่ 1.เปลือกโลก เป็นชั้นที่อยู่นอกสุด แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) เปลือกโลกชั้นบน ส่วนใหญ่เป็นหินไซอัล ซึ่งเป็นหินแกรนิต 2) เปลือกโลกชั้นล่าง ส่วนใหญ่เป็นหินไซมา เป็นหินบะซอลต์ 2.เนื้อโลกอยู่ถัดจากเปลือกโลกเข้าไป บางส่วนของชั้นนี้เป็นหินเหลวหนืด หลอมละลาย ปนกันอยู่3. แก่นโลก แบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ แก่นโลกชั้นนอก ประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลหลอมละลาย ปนกันอยู่ และแก่นโลกชั้นใน ประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลที่อยู่ในสภาพของแข็ง การผุพังอยู่กับที่ หมายถึง กระบวนการที่ทำให้วัสดุผุสลายออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ โดยมี การเปลี่ยนแปลงขนาดและองค์ประกอบเคมีของอนุภาคที่สลายตัว เช่น การผุพังหรือการหักพังของหินทั้ง บนพื้นดินและใต้ผิวโลกลงไปซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากปัจจัยทางกายภาพทางเคมี และชีวภาพ


6. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. สืบค้นข้อมูลส่วนประกอบต่าง ๆ ของโลก และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต บนโลกได้ 2. สร้างแบบจำลองโครงสร้างของโลก และอธิบายลักษณะของชั้นต่าง ๆ ภายในโลกได้ 3. อธิบาย กระบวนการผุพังอยู่กับที่ การกร่อน และการ สะสมตัวของ ตะกอนจาก แบบจำลอง รวมทั้งยกตัวอย่างผลของ กระบวนการ ดังกล่าวที่ทำให้ผิวโลกเกิดการ เปลี่ยนแปลง 7. จุดเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 7.1 ด้านความสามารถและทักษะ ทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี รักการเรียนรู้ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ 7.2 ด้านคุณลักษณะเฉพาะช่วงวัย อยู่อย่างพอเพียง 8. สมรรถนะ 6 ด้าน (ใส่เครื่องหมาย ⁄ สมรรถนะที่สอดคล้องในการจัดการเรียนการสอน) □ 1. การจัดการตนเองอย่างมีสุขภาวะ □ 2. ความคิดขั้นสูงและการเรียนรู้ □ 3. การสื่อสารด้วยภาษา □ 4. การจัดการและการทำงานเป็นทีม □ 5. การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง □ 6. การอยู่รวมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน 9. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. รักชาติศาสน์ กษัติริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ


10. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความรู้ รอบรู้ รอบครอบ ระมัดระวัง คุณธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน แบ่งปัน 11. การบูรณาการ กับวิชาภาษาอังกฤษ 12. กิจกรรมการเรียนรู้ ทดสอบก่อนเรียน ชั่วโมงที่ 1-3 มาตรฐาน ว 3.2 ตัวชี้วัดที่ ม.2/10 นำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูนำภาพโลกหรือแบบจำลองของโลกเข้ามาในชั้นเรียน แล้วตั้งประเด็นคำถาม เช่น – มีสิ่งใดอยู่บนโลกนี้บ้าง (สิ่งมีชีวิต น้ำ อากาศ ดิน หิน ฯลฯ) – สสารต่าง ๆ ในโลกจำนวนมากมายอยู่ในสถานะใดบ้าง (ของแข็ง ของเหลว และแก๊ส) – มนุษย์เราอาศัยอยู่ส่วนใดของโลก (เปลือกโลก) 2. นักเรียนช่วยกันตอบคำถาม จากนั้นครูให้นักเรียนเขียนชื่อสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่บนโลกลงบนกระดาษดำ แล้ว ช่วยกันจัดกลุ่มสิ่งต่าง ๆ บนโลก โดยใช้เกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเอง 3. นักเรียนสอบก่อนเรียนทางออนไลน์ Google Classsroom ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นสร้างความสนใจ (1) ครูนำสื่อมัลติมีเดียหรือวีดิทัศน์เกี่ยวกับพื้นผิวโลกที่มีลักษณะแตกต่างกัน มีทั้งพื้นดิน พื้นน้ำ ป่าไม้ มาให้นักเรียนดู แล้วตั้งประเด็นคำถาม เช่น – พื้นผิวโลกส่วนใหญ่มีพื้นดินหรือพื้นน้ำมากกว่ากัน (มีพื้นน้ำมากกว่าประมาณ 3 ใน 4 ส่วน มีพื้นดิน ประมาณ 1 ใน 4 ส่วน) – ภายในโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ สังเกตได้จากสิ่งใด (มีการเปลี่ยนแปลง สังเกตได้จากการเกิด แผ่นดินไหว เกิดภูเขาไฟปะทุ) – โลกเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวที่นักวิทยาศาสตร์สำรวจพบว่า มีสิ่งมีชีวิตสามารถดำรงอยู่ได้ นักเรียน คิดว่าปัจจัยใดบ้างในโลก ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู่ได้(โลกประกอบด้วยแก๊สและน้ำซึ่งเหมาะสำหรับ พืชและสัตว์ และโลกมีชั้นบรรยากาศจึงทำให้ไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป) (2) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายจากแนวคำตอบของนักเรียน โดยครูยังไม่เน้นคำตอบที่ถูกต้อง


2) ขั้นสำรวจและค้นหา (1) นักเรียนศึกษาส่วนประกอบต่าง ๆ ภายในโลกและการแบ่งโครงสร้างของโลก จาก Power Point ใบความรู้หรือในหนังสือเรียน เอกสารความรู้ เอกสารความรู้ในบทเรียนออนไลน์ โดยครูช่วยเชื่อมโยง ความรู้ใหม่จากบทเรียนกับความรู้เดิมที่เรียนรู้มาแล้ว ด้วยการใช้คำถามนำกระตุ้นให้นักเรียนตอบจากความรู้และ ประสบการณ์ของนักเรียน (2) นักเรียนแบ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มศึกษาใบงานที่ 6.1 เรื่อง สร้างแบบจำลองโครงสร้างของโลก และปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนที่วางแผนไว้ ดังนี้ – ใช้วงเวียนเขียนรูปวงกลมลงบนกระดาษ โดยให้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร จากนั้นปั้นดินน้ำมัน ล้อมรอบกระดาษจนเป็นทรงกลม ซึ่งจะใช้วงกลมนี้แทนจุดศูนย์กลางของโลก – ใช้ดินน้ำมันที่มีสีต่างจากขั้นตอนที่ 1 เพิ่มชั้นล้อมรอบทรงกลมที่ทำไว้แล้ว ให้ดินน้ำมันชั้นที่ 2 นี้ มีความหนา 1.5 เซนติเมตร – ใช้ดินน้ำมันที่มีสีต่างจากขั้นตอนที่ 2 ทำเป็นชั้นสุดท้าย โดยกดดินน้ำมันล้อมรอบให้ดินน้ำมันบางที่สุด เท่าที่จะทำได้ – เมื่อได้ทรงกลมที่มี 3 ชั้น แล้วใช้มีดพลาสติกแบ่งโครงสร้างของแบบจำลองออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน สังเกตและบันทึกผล 3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายผลของการปฏิบัติกิจกรรม แล้วส่งตัวแทนออกมานำเสนอ หน้าชั้นเรียน (2) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรมโดยใช้แนวคำถาม เช่น – แบบจำลองโครงสร้างของโลกมีกี่ชั้น อะไรบ้าง (มี 3 ชั้น คือ ชั้นเปลือกโลก เนื้อโลก และแก่นโลก) – จากแบบจำลองที่สร้างขึ้น นักเรียนสังเกตเห็นอะไรเกี่ยวกับชั้นต่าง ๆ ที่สร้างขึ้น (สังเกตเห็นว่าชั้นเปลือกโลกมีความบางมาก ส่วนชั้นในสุด คือ ชั้นแก่นโลกมีความหนามากที่สุด) – นักเรียนคิดว่าแบบจำลองที่สร้างขึ้นแตกต่างจากโลกของเราในลักษณะใดบ้าง (แบบจำลองที่สร้างขึ้นใช้วัสดุชนิดเดียวกันทุกชั้น แต่ชั้นของโลกประกอบด้วยวัสดุประเภทต่าง ๆ กัน และบางส่วนของชั้นในสุดจะมีสารหลอมเหลวอยู่ ภายใต้ความดันและความร้อนสูงมาก) – นักเรียนคิดว่าใช้ดินน้ำมันสร้างแบบจำลองโครงสร้างของโลกเหมาะสมหรือไม่ เพราะอะไร หรือควรใช้ วัสดุใดแทน (พิจารณาจากคำตอบนักเรียน) (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ได้ข้อสรุปว่า โครงสร้างของโลก แบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นเปลือกโลก เนื้อโลก และแก่นโลก ซึ่งแต่ละชั้นมีลักษณะแตกต่างกันดังรายละเอียด ในหนังสือเรียน


4) ขั้นขยายความรู้ (1) ครูให้นักเรียนช่วยกันยกตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ บนโลก เช่น ความสัมพันธ์ ระหว่างชีวภาคกับบรรยากาศ ความสัมพันธ์ระหว่างธรณีภาคกับชีวภาค (2) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะสำคัญของโครงสร้างโลกแต่ละชั้น โดยให้นักเรียนดูภาพ โครงสร้างของโลกในหนังสือเรียน หรือภาพที่ครูสร้างขึ้นเองประกอบการอธิบาย และทำแบบฝึกหัดเรื่องส่วนประกอบ และโครงสร้างโลก (3) ครูให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมเสริมความรู้ ดังนี้ – นำไข่มา 2 ใบ ใบแรกเป็นไข่ต้มสุก ใบที่สองเป็นไข่ดิบ ใช้ปากกาเคมีทำเครื่องหมายไว้บนไข่ต้มสุก – วางไข่ทั้ง 2 ใบ บนโต๊ะแล้วหมุนไข่พร้อม ๆ กัน สังเกตการหมุนของไข่ทั้ง 2 ฟอง (4) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยจะสังเกตเห็นว่า ไข่ที่ต้มสุกจะ หมุนได้ง่ายและหมุนได้นานกว่าไข่ดิบ และในขณะที่ไข่ดิบหมุนจะส่ายไปมา ที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากภายในไข่ต้มสุก จะมีสถานะเป็นของแข็ง ซึ่งมีสถานะเดียวกับเปลือกไข่ ไข่จึงหมุนได้เร็ว ในขณะที่ภายในไข่ดิบเป็นของเหลว เปลือกไข่เป็นของแข็งจึงหมุนได้ช้ากว่าไข่ต้มสุกและส่ายไปมาขณะที่หมุน ซึ่งไข่ดิบก็เปรียบได้กับโครงสร้างโลก ของเราภายนอกเปลือกโลกจะเป็นของแข็ง ภายในชั้นเนื้อโลกบางส่วนเป็นของเหลวหนืด ทำให้โลกของเรามี การส่ายขณะที่หมุน แต่จะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ใช้เวลานานหลายปีกว่าเราจะสังเกตเห็นได้ (5) นักเรียนอาจออกแบบหรือสร้างแบบจำลองโครงสร้างของโลกที่แตกต่างออกไป โดย ใช้วัสดุ ต่าง ๆ และวิธีการตามจินตนาการของนักเรียนเอง (6) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับโครงสร้างของโลกจากหนังสือ ภาษาต่างประเทศหรืออินเทอร์เน็ต และนำเสนอให้เพื่อนในห้องเรียนฟัง แล้วบันทึกลงในสมุด 5) ขั้นประเมิน (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง (3) นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และการนำ ความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคำถาม เช่น – ส่วนที่เป็นน้ำทั้งหมดบนพื้นโลกเรียกว่าอะไร – ภายนอกและภายในโลกแบ่งออกเป็นกี่ชั้นอะไรบ้าง – ชั้นใดของโลกที่มีความหนาน้อยที่สุด และชั้นใดที่มีความหนามากที่สุด – หินหนืดอยู่ในชั้นใดของโลก – ปรากฏการณ์ใดบ้างที่แสดงให้เห็นว่าภายในโลกมีความร้อนสูงมาก


1. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับเกี่ยวกับส่วนประกอบและโครงสร้างของโลกโดยร่วมกันเขียน เป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์ 2. นักเรียนสรุปองค์ความรู้โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์ 3. ครูแจ้งนักเรียนสามารถทบความรู้ได้บทเรียนออนไลน์ ชั่วโมงที่ 4-5 มาตรฐาน ว 3.2 ตัวชี้วัดที่ ม.2/11 จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นสร้างความสนใจ (1) ครูถามนักเรียนว่าเคยไปเที่ยวทะเล หรือเคยไปเที่ยวอุทยานป่าหินงามหรือไม่ แล้วตั้งประเด็น คำถาม เช่น – นักเรียนเคยสังเกตหรือไม่ว่า หินบริเวณรอบ ๆ ชายฝั่งมีลักษณะอย่างไร – หินในอุทยานป่าหินงามมีความโดดเด่นในลักษณะใด (2) นักเรียนช่วยกันตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็นตามประสบการณ์ของตนเอง (3) นักเรียนดูภาพจากแบบเรียนวิทยาศาสตร์ สสวท ม. 2 เล่ม 2 หน้า 120 และหน้า 121 (4) ครูสอบถามภูมลักษณ์ที่เกิดขึ้นเพราะอะไร (5) ครูให้นักเรียนดูภาพหินในธรรมชาติที่มีรอยแยกหรือแตกร้าว และภาพหินรูปร่างต่าง ๆ ใน อุทยานป่าหินงามแล้วตั้งประเด็นคำถาม เช่น – การที่หินในธรรมชาติเกิดรอยแยกหรือแตกร้าว หรือมีรูปร่างต่าง ๆ เกิดจากอะไร – กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าอะไร (6) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายจากแนวคำตอบของนักเรียน โดยครูยังไม่เน้นคำตอบที่ถูกต้อง 2) ขั้นสำรวจและค้นหา (1) นักเรียนศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก เนื่องจากการผุพังอยู่กับที่และการกร่อน จากความรู้หรือในหนังสือเรียนหรือบทเรียนออนไลน์ในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องทางอินเทอร์เน็ต นำความรู้ที่ได้มาร่วมกัน อภิปรายในชั้นเรียนครูสอดแทรกค่านิยม 12 ประการ ข้อ มุ่งใฝ่ เล่าเรียน เพียรวิชา (2) นักเรียนแบ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มศึกษากิจกรรม สังเกตความร้อน–ความเย็นทำให้หินเกิด การเปลี่ยนแปลง และปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนในใบงานที่ 6.2 เรื่อง ความร้อน–ความเย็นทำให้เกิด การหินเปลี่ยนแปลง ที่วางแผนไว้ ดังนี้ – เตรียมก้อนหินมา 4 ชนิด ชนิดละ 1 ก้อน ล้างให้สะอาด และเช็ดให้แห้ง – เขียนหมายเลข 1, 2, 3 และ 4 บนกระดาษ นำก้อนหินทั้ง 4 ก้อนมาวางบนกระดาษ ตามลำดับหมายเลข สังเกตลักษณะของก้อนหินแต่ละชนิด และบันทึกผล – เผาก้อนหินทั้ง 4 ก้อนพร้อมกันบนตะแกรงลวด เป็นเวลาประมาณ 5 นาที จากนั้นใช้เหล็ก ขั้นสรุป


คีบถ่านคีบก้อนหินแต่ละก้อนลงในอ่างน้ำเย็นที่เตรียมไว้ สังเกตลักษณะของก้อนหิน และบันทึกผล หมายเหตุ นักเรียนควรระวังความร้อนจากก้อนหิน โดยไม่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ขณะที่คีบก้อนหินที่ร้อนจัด ลงในอ่างน้ำเย็น 3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายผลของการปฏิบัติกิจกรรม แล้วส่งตัวแทนออกมา นำเสนอหน้าชั้นเรียน (2) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรมโดยใช้แนวคำถาม เช่น – นักเรียนควรเตรียมก้อนหินก่อนนำมาสังเกตอย่างไร (ล้างก้อนหินให้สะอาด และเช็ดให้แห้ง) – ผลจากการปฏิบัติกิจกรรม หินแต่ละชนิดมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะใด (บางชนิดเกิดการแตกร้าว บางชนิดแตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ บางชนิดไม่แตก) – การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากสาเหตุใด (เกิดจากการเปลี่ยนแปลง ของอุณหภูมิ โดยเมื่อก้อนหินได้รับความร้อนจะขยายตัว และเมื่อได้รับความเย็นจะหดตัว จึงทำให้เกิดการแตกร้าว หรือมีการเปลี่ยนแปลงทั้งขนาด และรูปร่าง) – ในธรรมชาติ หินจะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติกิจกรรมหรือไม่ ลักษณะใด (ในธรรมชาติอุณหภูมิของเปลือกโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อหินได้รับความร้อนจัด หรือเย็นจัดก็จะเกิดการแตกร้าว หรือแตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านขนาดและรูปร่าง) (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ได้ ข้อสรุปว่า การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ทำให้หินเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปร่างและขนาดได้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะ ภายนอกหรือลักษณะทางกายภาพเท่านั้น (4) ครูให้นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมว่า ทำไมหินงอก หินย้อย หินงอกจึงมักเกิดในถ้ำหินปูน โดยปฏิบัติใบงานที่ 3.3 กิจกรรมเรื่องการผุพังทางเคมีของหินเกิดขึ้นได้อย่างไร ดังนี้ – นำเปลือกหอยมาวางบนจานแก้ว แล้วค่อย ๆ หยดน้ำส้มสายชูลงบนเปลือกหอยที่ละหยด สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น – เทน้ำส้มสายชูลงในแก้วประมาณ ¼ แก้ว แล้วหย่อนแท่งชอล์กลงไป สังเกตการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้น (5) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยจะสังเกตเห็นว่า เมื่อหยดน้ำส้มสายชูลงบนเปลือกหอยจะเกิดฟองฟู่ของคาร์บอนไดออกไซด์ และเมื่อหย่อนแท่งชอล์กลง ในน้ำส้มสายชูจะเกิดฟองผุดออกมาจากแท่งชอล์กและแท่งชอล์กมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ ซึ่งเปรียบได้กับฝนกรดใน ธรรมชาติทำปฏิกิริยากับถ้ำหินปูน และละลายหินปูน เมื่อน้ำละเหยออกไปหยดจะทิ้งผลึกของแร่แคลไซต์ ไว้แล้วเกิดเป็นหินย้อย หินงอกในถ้ำหินปูนขึ้น


(6) ให้นักเรียนศึกษาการหินย้อย หินงอกในแบบเรียน (7) ให้นักเรียนสำรวจ และสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับถ้ำหินย้อย หินงอกในประเทศไทย ทางอินเทอร์เน็ต (8) ให้นักเรียนศึกษา ทบทวน การผุพังโลกจากวีดีโอ ความรู้จากบทเรียนทางออนไลน์ (9) ให้นักเรียนสำรวจ สืบค้นข้อมูลและหาภาพเกี่ยวกับการ ผุพังอยู่กับที่ การกร่อน จากตัวกลางต่าง ๆ เช่น แม่น้ำ น้ำแข็ง ทะเล ลม และแรงโน้มถ่วงของโลกจนเกิดเป็นภูมิลักษณ์ต่าง ๆ ขึ้นบน เปลือกโลก กรดทำให้เกิดการผุพังอยู่กับที่ อภิปรายและยกตัวอย่างภูมิลักษณ์ของประเทศที่เกิดจากการกร่อน ด้วยตัวการต่าง ๆบันทึกข้อมูลการการสืบค้นและการอภิปรายลงเกี่ยวกับการผุพังอยู่กับที่และการกร่อน ยกตัวอย่าง ภูมิลักษณ์ของประเทศที่เกิดจากการกร่อนในจังหวัดต่างๆในประเทศไทย และในจังหวัดสระแก้ว แล้วนำข้อมูลที่ ได้มาจัดเป็นป้ายนิเทศให้ความรู้ ชั่วโมงที่ 6-7 4) ขั้นขยายความรู้ (1) ครูให้นักเรียนดูภาพหรือสื่อมัลติมีเดียเกี่ยวกับแม่น้ำที่มีความคดเคี้ยว ให้นักเรียนออกมาเล่า ประสบการณ์ให้เพื่อน ๆ ฟัง จากนั้นครูตั้งประเด็นคำถาม เช่น – ภาพที่นักเรียนดูเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกจากสาเหตุใด (2) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายจากแนวคำตอบของนักเรียน โดยครูยังไม่เน้นคำตอบที่ถูกต้อง (3) นักเรียนแบ่งกลุ่ม ปฎิบัติกิจกรรมตามใบงานที่ 6.3 เรื่องการผุพังทางเคมีของหินเกิดขึ้นได้ อย่างไร บันทึกข้อมูลตามใบงาน (4) นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายผลของการปฏิบัติกิจกรรม แล้วส่งตัวแทนออกมานำเสนอ ชั้นเรียน (5) นักเรียนปฎิบัติกิจกรรมตามใบงานที่ 6.4 เรื่อง การพัดพา การทับทม (6) นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายผลของการปฏิบัติกิจกรรม แล้วส่งตัวแทนออกมานำเสนอ ชั้นเรียน (7) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรมโดยใช้แนวคำถาม เช่น กิจกรรม สังเกตกระแสน้ำทำให้ชายฝั่งเกิดการเปลี่ยนแปลง – เมื่อปล่อยน้ำไหลผ่านฝั่งน้ำที่มีลักษณะเหมือนกัน แต่กระบะเอียงทำมุมต่างกัน ฝั่งน้ำมีการ เปลี่ยนแปลงเหมือนหรือต่างกัน ลักษณะใด (กระบะทรายที่มีความชันมากกว่าน้ำจะไหลแรงกว่า) – เมื่อปล่อยน้ำไหลผ่านฝั่งน้ำที่มีลักษณะคดเคี้ยวต่างกัน ฝั่งน้ำมีการเปลี่ยนแปลงเหมือนหรือ ต่างกัน ลักษณะใด (ฝั่งน้ำที่มีความคดเคี้ยวมากจะถูกกัดเซาะมากกว่าฝั่งน้ำที่มีความคดเคี้ยวน้อย) (8) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ได้ข้อสรุปดังนี้ กิจกรรม สังเกตกระแสน้ำทำให้ชายฝั่งเกิดการเปลี่ยนแปลง – เมื่อฝั่งน้ำมีความคดเคี้ยวน้อย และพื้นที่หรือท้องน้ำมีความลาดชันน้อย กระแสน้ำจะไหลช้า


และกัดเซาะได้น้อย ตะกอนจะถูกพัดพาไปได้ไม่ไกล แต่ถ้าฝั่งน้ำมีความคดเคี้ยวมากและท้องน้ำมีความลาดชันมาก กระแสน้ำจะไหลแรงและกัดเซาะได้มากขึ้น ตะกอนก็จะถูกพัดพาไปได้ไกล (9) นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอข้อมูลที่สืบค้น ปฏิบัติกิจกรรม นักเรียนแต่ละคนบันทึกผล การดำเนินกิจกรรมที่กลุ่มตนเองไม่ได้ปฏิบัติมูลจากการการนำเสนอเพื่อน ที่ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ภูมิลักษณ์ที่เกิดจากการพัดพาและการทับถม และลักษณะการคดโค้งของลำน้ำ ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะ ด้านข้าง และการทับถมของตะกอนฝั่งตรงข้าม ทำให้ฝั่งด้านหนึ่งของลำน้ำมีลักษณะเว้า ฝั่งอีกด้านหนึ่ง มีส่วนที่ยื่นออกมา โดยใช้ภาพในหนังสือเรียนหรือภาพที่ครูเตรียมมาประกอบการอธิบาย 5) ขั้นประเมิน (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้าง ที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง (3) นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และการนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครางสร้างโลกและการ เปลี่ยนแปลงผิวโลก ทางออนไลน์ ครูสอดแทรกค่านิยม 12 ประการ ข้อ ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทนได้ 13. สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1. อุปกรณ์การทดลองใบงานที่ 6.1 เรื่องสร้างแบบจำลอง โครงสร้างของโลก 2.อุปกรณ์การทดลอง ใบงานที่ 6.2 เรื่อง ความร้อน–ความเย็นทำให้เกิดการหินเปลี่ยนแปลง 3. อุปกรณ์การทดลอง ใบงานที่ 6.3 เรื่องการผุพังทางเคมีของหินเกิดขึ้นได้อย่างไร 4. อุปกรณ์การทดลอง ใบงานที่ 6.4 เรื่อง เรื่อง การพัดพา การทับทม 5. ใบงานที่ 6.1 เรื่องสร้างแบบจำลอง โครงสร้างของโลก 6. ใบงานที่ 6.2 เรื่อง ความร้อน–ความเย็นทำให้หินเกิดการเปลี่ยนแปลง 7. ใบงานที่ 6.3 เรื่อง เรื่องการผุพังทางเคมีของหินเกิดขึ้นได้อย่างไร 8. ใบงานที่ 6.4 เรื่อง การพัดพา การทับทม 9. แบบเรียน หนังสือ วารสาร ณ ห้องสมุด 10. สถานที่ในชุมชน 11. ใบความรู้เรื่อง โครงสร้างของโลก การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก 12. ฐานข้อมูลอินเตอร์เน็ต 13. วีดีโอเรื่องการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก


14. การวัดผลและประเมินผล 14.1 วิธีการวัดผล ประเมินผลด้านความรู้ตามตัวชี้วัดจากการปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง ใบงาน การทดสอบ ประเมินผลคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยวิธีการ สังเกต/บันทึก เครื่องมือที่ใช้วัด แบบสังเกต/บันทึก การประเมินการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน จากการเขียนสื่อสารความรู้ ความคิด การเขียนรายงาน/ การนำเสนอ 14.2 เครื่องมือการวัดผล ด้านความรู้ตามตัวชี้วัดแบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง แบบประเมิน การทำใบกิจกรรม แบบทดสอบ เครื่องมือที่ใช้วัด แบบสังเกต/บันทึก คุณลักษณะอันพึงประสงค์ แบบสังเกต/บันทึก การอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน แบบประเมินการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน 14.3 เกณฑ์การประเมิน เกณฑ์การประเมินการปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง การทำใบกิจกรรม เกณฑ์การประเมินคุณภาพ คะแนน 9 - 10 เกณฑ์ดีมาก คะแนน 7 - 8 เกณฑ์ดี คะแนน 5 - 6 เกณฑ์พอใช้ คะแนน 0 - 4 เกณฑ์ต้องปรับปรุง เกณฑ์การประเมินการทำแบบทดสอบ เกณฑ์การประเมินคุณภาพ คะแนน 9-10 เกณฑ์ดีมาก คะแนน 7-8 เกณฑ์ดี คะแนน 5-6 เกณฑ์พอใช้ คะแนน 0 - 4 เกณฑ์ต้องปรับปรุง เกณฑ์การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์/การอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน 3 = ดีเยี่ยม 2 = ดี 1 = ผ่าน 0 = ไม่ผ่าน 15. บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้


ใบความรู้เรื่อง การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก แผ่นเปลือกโลกมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา และแต่ละแผ่นมีทิศทางการเคลื่อนที่ต่าง ๆ เราสามารถแบ่งการ เคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกออกเป็นออกเป็น 3 แบบ คือ เคลื่อนที่มาชนกัน เคลื่อนที่แยกจากกัน และเคลื่อนที่ แบบสวนกัน ซึ่งมีผลทำให้เกิดกระบวนการทางธรณีวิทยาดังต่อไปนี้ 1. การคดโค้งโก่งงอ ในธรรมชาติรอยคดโค้งโก่งงอ เกิดจากแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น เคลื่อนที่ชนกัน ซึ่งมีแรงดันมหาศาล ทำ ให้ชั้นหินตรงบริเวณที่แผ่นเปลือกโลกชนกันเกิดการคดโค้งโก่งงอขึ้น รอยคดโค้งโก่งงอนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ จะต้องใช้เวลาเป็นพันปีและต้องได้รับพลังงานอย่างต่อเนื่อง ถ้ารอยคดโค้งโก่งงอของชั้นหินเกิดติดต่อกันเป็นบริเวณกว้างกินพื้นที่มาก ก็อาจกลายเป็นเทือกเขา เช่น เทือกเขาหิมาลัยในทวีปเอเซียเทือกเขาแอลป์ในทวีปยุโรป เทอกเขาร็อคกี้ในทวีปอเมริกาเหนือ หรือเทือกเขาภูพาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เป็นต้น


2. การยกตัวและยุบตัว พลังงานที่สะสมอยู่ภายในเปลือกโลกเมื่อมีมากขึ้นจะได้ดันเปลือกโลกให้เกิดรอยแยกหรือรอยแตกในชั้นหิน เรียกว่า รอยเลื่อน (fault) ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงกว่าการเกิดการคดโค้งโก่งงอ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด แผ่นดินไหว รอยเลื่อนเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นบนแผ่นเปลือกโลก เมื่อแผ่นเปลือกโลกมีการเคลื่อนที่ ชั้นหินที่อยุ่บนแผ่น เปลือกโลกจะเริ่มแตกและแยกออกจากกันไปในทิศทางที่เป็นเส้นตรงหรือแนวราบ ทำให้เกิดรอยเลื่อนในลักษณะ ต่าง ๆ รอยเลื่อนที่เกิดขึ้นและทำให้แผ่นเปลือกโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือ การยกตัวของแผ่นเปลือกโลก ที่เกิดจากรอยเลื่อนแบบปกติกลายเป็นภูเขา เรียกว่า block mountain โดยยอดเขาจะมีลักษณะราบและไหล่เขา ชันมาก เช่น ภูกระดึง จังหวัดเลย และอีกแบบ คือ การยุบตัวของแผ่นเปลือกโลกกลายเป็นแอ่งหรือหุบเขาเรียกว่า rift valleys ซึ่งเกิดจากรอยเลื่อนแบบย้อน 3. การผุพังอยู่กับที่ การผุพังอยู่กับที่ หมายถึง กระบวนการที่ทำให้วัสดุผุสลายออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ โดยมีการเปลี่ยนแปลงขนาดและ องค์ประกอบเคมีของอนุภาคที่สลายตัว เช่น การผุพังหรือการหักพังของหินทั้งบนพื้นดินและใต้ผิวโลกลงไปซึ่งเป็น ผลเนื่องมาจากปัจจัยทางกายภาพทางเคมี และชีวภาพ ดังนี้ 1.1 ปัจจัยทางกายภาพ ชั้นหินที่มีรอยแยกหรือรอยแตกจะมีน้ำแทรกอยู่ เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง เช่น ในเวลากลางคืน อากาศเย็นจัด น้ำจะกลายเป็นน้ำแข็งมีปริมาณเพิ่มขึ้น ดันให้รอยแยกขนายตัวมากขึ้น และทำให้ชั้นหินที่อยู่ด้านล่าง แตก เมื่อถึงตอนกลางวันน้ำแข็งละลาย น้ำจะแทรกไปตามรอยแตกใหม่ ๆ พอตกกลางคืนน้ำแข็งตัว รอยแตกก็ ขยายและชั้นหินก็จะเกิดรอยแตกเพิ่มมากขึ้น ในที่สุดชั้นหินจะแตกออกเป็นชิ้น ๆ เกิดการผุพัง


1.2 ปัจจัยทางเคมี น้ำฝนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการผุพังทางเคมีได้ง่ายและดีที่สุดโดยเฉพาะในเขตร้อนปฏิกิริยา เคมีเกิดขึ้นได้รวดเร็วมาก และการผุพังของหินก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน ได้แก่ ปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส ปฏิกิริยา ออกซิเดชันและปฏิกิริยาคาร์บอเนชัน 1.3 ปัจจัยทางชีวภาพ พืชเป็นตัวการทำให้ชั้นหินเกิดการผุพังได้มาก เช่น รากพืชที่ชอนไซไปในรอยแตกของหิน เมื่อพืชโต ขึ้นรากพืชก็โตขึ้นด้วย ทำให้หินแตกเป็นชั้น ๆ นอกจากนี้มนุษย์ก็นับเป็นตัวการที่ทำให้หินผุพังหรือแตกสลายไปได้ อย่างรวดเร็วมากกว่าตัวการอื่น ๆ 4. การสึกกร่อน พลังทลาย และกัดเซาะ เป็นกระบวนการที่ทำให้เปลือกโลก หิน ดิน ทราย หลุดไป ละลายกร่อน หรือพังทลาย โดยตัวการทาง ธรรมชาติ ต่าง ๆ เช่น ฝน ลำธาร แม่น้ำ ธารน้ำแข็ง คลื่น ลม แสงแดด เป็นต้น ทั้งนี้สารบริเวรเปลือกโลกในส่วน ที่มีความแข็ง มีอนุภาคอัดตัวกันแน่น จะมีการสึกกร่อน พังทลาย และถูกกัดเซาะได้น้อยกว่าหรือต้องใช้ระยะ เวลานานกว่าสารส่วนที่มีความแข็งน้อยและมีอนุภาครวมกันอย่างหลวม ๆ


ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวเปลือกโลกที่มีกระบวนการเช่นนี้ได้แก่ เสาเฉลียง ในเขตอุทยานแห่งชาติผา แต้ม จังหวัดอุบลราชธานีแพะเมืองผี จังหวัดแพร่ ละลุ จังหวัดสระแก้ว การพังทลายของดินริมตลิ่งสองฝั่งแม่น้ำ เจ้าพระยา เป็นต้น • วนอุทยานแพะเมืองผีอยู่ในท้องที่ตำบลแม่หล่าย ตำบลน้ำชำ ตำบลทุ่งทุ่งโฮ่ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ มีเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2524 ลักษณะภูมิประเทศ • วนอุทยานแพะเมืองผีมีสภาพเป็นป่าบนที่ราบลอนคลื่นบริเวณรอบนอกมีความลาดเทของพื้นที่น้อย สูงจาก ระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 200-210 เมตร แพะเมืองผีเป็นพื้นที่เนินเขาซึ่งสูงกว่าส่วนอื่น เกิดจากการพังทลายโดยการกัดเซาะตามธรรมชาติโดยกระแสน้ำ เป็นเวลานาน ทำให้พื้นที่บางส่วนเป็นที่สูงต่ำสลับกันไป หน้าผาและเสาดินมีรูปทรงแตกต่างกัน ก่อให้เกิดความ สวยงามมากยิ่งขึ้น การเดินทาง • รถยนต์เดินทางจากจังหวัดแพร่ ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ระหว่างจังหวัดแพร่-จังหวัดน่าน ห่าง จากตัวจังหวัดแพร่ไปประมาณ 7 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือไปวนอุทยานแพะเมืองผีอีก 3 กิโลเมตร ถนนลาดยางตลอด ถ้าหากไม่มีรถไปเองก็ติดต่อว่าจ้างเหมาะรถโดยสารจากสถานีบ.ข.ส.จังหวัดแพร่ หรือมอเตอร์ ไซด์รับจ้างก็ได้ รวมระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร


แกรนด์แคนยอน (อังกฤษ: Grand Canyon;Hopi: Ongtupqa; Yavapai: Wi:kaʼi:la, Navajo: Tsékooh Hatsoh, Spanish: Gran Cañón)) เป็นดินแดนหินผาและหุบเหว ซึ่งหน้าผามีความสูงถึง 1,600 เมตร และหุบเหว ยาวถึง 450 กิโลเมตร อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ชาวยุโรปผู้เข้าสำรวจกลุ่มแรกคือ พันตรี จอห์น เวสลีย์ พาวเวลล์ และคณะเมื่อปี ค.ศ. 1869 ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวนับแสนคนในแต่ละปี แกรนด์แคนยอนเกิดขึ้นโดยอิทธิพลของแม่น้ำโคโลราโด ไหลผ่านที่ราบสูงทำให้เกิดการสึกกร่อน พังทะลาย ของหินเป็นเวลา 225 ล้านปีมาแล้ว เดิมทีแม่น้ำโคโลราโดมีสภาพเป็นลำธารเล็กๆที่ไหลคด เคี้ยวไป ตามที่ราบกว้าง ใหญ่ที่อยู่ ระดับเดียวกับน้ำทะเล ต่อมาพื้นโลกเริ่มยกตัวสูงขึ้น อันเนื่องมาจาก แรงดันและ ความร้อนอันมหาศาล ภายใต้พื้น โลกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปและกลายเป็นแนวเทือกเขา กว้างใหญ่ การยกตัว ของแผ่นดินทำให้ทางที่ ลำธาร ไหลผ่านลาดชันขึ้นและทำให้น้ำไหลแรงมากขึ้น พัดเอาทรายและตะกอนไปตาม น้ำเกิดการกัดเซาะลึกลงไป ทีละน้อยในเปลือกโลก วัดจากขอบลงไป ก้นหุบเหวกว่า 1 ไมล์ ( ประมาณ 1,600 เมตร ) และอาจลึกว่าสองเท่า ของความหนาของเปลือกโลก ก่อให้เกิดหินแกรนิต หินชั้นแบบต่าง ๆ พื้นดินที่เป็น หินทรายถูกน้ำ และลมกัดเซาะ จนเป็นร่องลึกสลับ ซับซ้อนนานนับล้านปี เป็นแคนยอนงดงามน่าพิศวงเนื่อง จากผลของดินฟ้าอากาศ ความร้อน เย็นซึ่งมีอิทธิพลรอบด้าน


ใบงานที่6.1 สร้างแบบจำลอง โครงสร้างของโลก จุดประสงค์ของกิจกรรม ออกแบบและสร้างแบบจำลองของโลก โดยแสดงถึงส่วนประกอบต่าง ๆ ของโลกได้ ทักษะสร้างเสริมความเข้าใจที่คงทน 1. การสังเกต 2. การลงความคิดเห็นจากข้อมูล 3. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล อุปกรณ์ 1. ดินน้ำมัน 3 สี 2. กระดาษ 1 แผ่น 3. ไม้บรรทัด 1 อัน 4. มีดพลาสติก 1 ด้าม ปัญหา โลกมีโครงสร้างและส่วนประกอบอย่างไร ขั้นตอน 1. ใช้วงเวียนเขียนรูปวงกลมลงบนกระดาษ โดยให้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร จากนั้นปั้นดินน้ำมัน ล้อมรอบกระดาษจนเป็นทรงกลม ซึ่งจะใช้วงกลมนี้แทนจุดศูนย์กลางของโลก 2. ใช้ดินน้ำมันที่มีสีต่างจากข้อ 1 เพิ่มชั้นล้อมรอบทรงกลมที่ทำไว้แล้ว ให้ดินน้ำมันชั้นที่ 2 นี้มีความหนา 1.5 เซนติเมตร 3. ใช้ดินน้ำมันที่มีสีต่างจากข้อ 2 ทำเป็นชั้นสุดท้าย โดยกดดินน้ำมันล้อมรอบให้ดินน้ำมันบางที่สุดเท่าที่จะ ทำได้ 4. เมื่อได้ทรงกลมที่มี 3 ชั้น แล้วใช้มีดพลาสติกแบ่งโครงสร้างของแบบจำลองออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน สังเกตและบันทึกผล


คำถาม 1. แบบจำลองโครงสร้างของโลกมีกี่ชั้น อะไรบ้าง 2. จากแบบจำลองที่สร้างขึ้น นักเรียนสังเกตเห็นอะไรเกี่ยวกับชั้นต่าง ๆ ที่สร้างขึ้น 3. นักเรียนคิดว่าแบบจำลองที่สร้างขึ้นแตกต่างจากโลกของเราในลักษณะใดบ้าง 4. นักเรียนคิดว่าใช้ดินน้ำมันสร้างแบบจำลองโครงสร้างของโลกเหมาะสมหรือไม่ เพราะอะไร หรือควรใช้วัสดุใด แทน สรุปผล ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


แบบเฉลยใบงานที่ 6.1 เรื่อง สร้างแบบจำลองโครงสร้างของโลก จุดประสงค์ของกิจกรรม ออกแบบและสร้างแบบจำลองของโลก โดยแสดงถึงส่วนประกอบต่าง ๆ ของโลกได้ ปัญหา โลกมีโครงสร้างและส่วนประกอบอย่างไร บันทึกผล คำถาม 1. แบบจำลองโครงสร้างของโลกมีกี่ชั้น อะไรบ้าง มี 3 ชั้น คือ ชั้นเปลือกโลก เนื้อโลก และแก่นโลก 2. จากแบบจำลองที่สร้างขึ้น นักเรียนสังเกตเห็นอะไรเกี่ยวกับชั้นต่าง ๆ ที่สร้างขึ้น สังเกตเห็นว่าชั้นเปลือกโลกมีความบางมาก ส่วนชั้นในสุด คือ ชั้นแก่นโลกมีความหนามากที่สุด 3. นักเรียนคิดว่าแบบจำลองที่สร้างขึ้นแตกต่างจากโลกของเราในลักษณะใดบ้าง พิจารณาจากคำตอบนักเรียน แนวคำตอบ แบบจำลองที่สร้างขึ้นใช้วัสดุชนิดเดียวกันทุกชั้น แต่ชั้นของโลกประกอบด้วยวัสดุประเภทต่าง ๆ กัน และบางส่วน ของชั้นในสุดจะมีสารหลอมเหลวอยู่ภายใต้ความดันและความร้อนสูงมาก 4. นักเรียนคิดว่าใช้ดินน้ำมันสร้างแบบจำลองโครงสร้างของโลกเหมาะสมหรือไม่ เพราะอะไร หรือควรใช้วัสดุใด แทน พิจารณาจากคำตอบนักเรียน สรุปผล นักเรียนใช้ดินน้ำมันสีต่าง ๆ กัน เพื่อสร้างแบบจำลองแสดงโครงสร้างภายในโลก โดยดินน้ำมันที่มีสีแตกต่างกัน จะแทนแต่ละชั้นของโลก ความหนาของดินน้ำมันแต่ละชั้นจะแสดงขนาดสัมพัทธ์ของชั้นต่าง ๆ ภายในโลก


Click to View FlipBook Version