พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) 6_edit.indd 1 13-Feb-13 9:29:07 PM
สารบัญ คํานํา ๔-๕ พระราชประวัติ ๗ พระเกียรติคุณและพระบรมราชานุสรณ ๒๔ พระราชนิยม ๒๗ การเสือปาและลูกเสือ ๓๐ การปกครอง ๓๓ ~ กบฏ ร.ศ.๑๓๐ ๕๖ การเศรษฐกิจ ๖๐ ~ การธนาคาร ๖๕ การศาสนา ๖๗ การศึกษา ๗๐ การคมนาคมและการสื่อสาร ๗๒ การสาธารณสุข ๗๔ ความสัมพันธกับตางประเทศ ๗๖ ประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรมและวรรณกรรม ๘๒ 6_edit.indd 2 13-Feb-13 9:29:16 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ บุคคลสําคัญ ๙๐ ~ สมเด็จพระเจาภคินีเธอ เจาฟาเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ๙๐ ~ พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึกจินตยานนท) ๙๖ ~ เจาพระยารามราฆพ (หมอมหลวงเฟอ พึ่งบุญ) ๙๗ ~ พระยาอนิรุทธเทวา (หมอมหลวงฟน พึ่งบุญ) ๙๙ ~ มหาเสวกเอก พระยาอุดมราชภักคี (โถ สุจริตกุล) ๑๐๑ ~ หมอมหลวงปน มาลากุล ๑๐๒ สถานที่สําคัญ ๑๐๔ ~ พระราชวังพญาไท ๑๐๔ ~ พระราชนิเวศนมฤคทายวัน ๑๐๖ ~ พระราชวังสนามจันทร ๑๐๘ ~ ยาเหล ๑๑๐ ~ สวนลุมพินี ๑๑๑ ~ วชิรพยาบาล ๑๑๒ ~ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา ๑๑๓ ~ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ ๑๑๕ ~ วชิราวุธวิทยาลัย ๑๑๖ ~ เนติบัณทิตยสภา ๑๑๘ ~ บรรณานุกรม ๑๑๙ 6_edit.indd 3 13-Feb-13 9:29:25 PM
หนังสือชุดนี้มีทั้งหมด ๙ เลม ซึ่งเปนหนังสือที่รวบรวมพระราชประวัติของพระมหากษัตริย ไทยแหงราชวงศจักรี ทั้ง ๙ รัชกาล โดยเริ่มประมวลตั้งแตวันพระราชสมภพ ขณะทรงพระเยาว พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชอัจฉริยภาพดานตางๆ ตลอดจนพระราชกรณียกิจในสาขาตางๆ ไดแก ดานการเมืองการปกครอง การทหาร ศาสนา การศึกษา วรรณกรรม การสาธารณสุข การตาง ประเทศ ซึ่งลวนแลวแตเปนพระราชกรณียกิจที่เปยมประโยชนตออาณาประชาราษฎรของพระองค ทั้งสิ้น อีกทั้งยังบําบัดทุกขบํารุงสุขใหประชาราษฎรมีชีวิตความเปนอยูที่ดี หนังสือชุดนี้ประกอบดวย • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย รัชกาลที่ ๒ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๓ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๔ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๕ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ สํานักพิมพหวังเปนอยางยิ่งวาหนังสือชุดนี้จะทําใหผูอานไดซาบซึ้งและตระหนักในพระ มหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริยแหงราชวงศจักรีทั้ง ๙ พระองค และเปนประโยชนตอเยาวชน และผูที่สนใจศึกษาพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของทุกพระองค บริษัท เพื่อนเรียน เด็กไทย จํากัด คํานําสํานักพิมพ 6_edit.indd 4 13-Feb-13 9:29:29 PM
ในการเรียบเรียงหนังสือเกี่ยวกับพระมหากษัตริยในราชวงศจักรี จากรัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาล ที่ ๙ ผูเรียบเรียงมีความมุงหวังวาผูอานทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชนของชาติ ตลอดจนผูสนใจ ทั่วไปไดตระหนักถึงความเสียสละของพระมหากษัตริยทุกพระองคที่ทรงอุทิศพระองคเพื่อกอบกู รักษา พัฒนาประเทศใหคงความเปนเอกราชและคงความเปนชาติที่ยิ่งใหญ มั่นคงมาจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะอยางยิ่งหนังสือเลมนี้ “พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖” ซึ่งมีเนื้อหาแสดงถึงความสําคัญในการพัฒนาประเทศใน ดานตางๆ โดยพระองคเปนพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๕ ทรง พระราชอัจฉริยภาพและทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจในหลายสาขา ทั้งดานการเมืองการปกครอง การทหาร การศึกษา ดานวรรณกรรมและอักษรศาสตร ดานเศรษฐกิจ การสาธารณสุข การตาง ประเทศ อาทิ ทรงสรางโรงเรียนมหาดเล็กหลวงหรือวชิราวุธวิทยาลัยในปจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรด เกลาฯ ใหดําเนินการจัดตั้ง “คลังออมสิน” หรือธนาคารออมสินในปจจุบัน ทรงตั้งกรมมหรสพ เพื่อ ฟนฟูศิลปวัฒนธรรมไทย ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหตั้งวชิรพยาบาลและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ ทรงจัดตั้งกองเสือปาและทรงจัดตั้งกองลูกเสือกองแรกขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง นอกจากนี้ยังมี คุณูปการในดานอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งลวนแลวแตเปนประโยชนตอปวงชนชาวไทยทั้งสิ้น จึงหวังเปนอยางยิ่งวาหนังสือเลมนี้จะเปนประโยชนตอปวงชนชาวไทย และตอเยาวชนซึ่ง เปนอนาคตของชาติ ไดตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองคทานที่มีตอปวงชนชาวไทยทุก คนอยางมิลืมเลือนตลอดกาล อุดม เชยกีวงศ ผูเรียบเรียง คํานําผูเรียบเรียง 6_edit.indd 5 13-Feb-13 9:29:33 PM
6_edit.indd 6 13-Feb-13 9:29:45 PM
๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เปนพระมหา กษัตริยรัชกาลที่ ๖ แหงพระบรมราชจักรีวงศ ทรงเปนพระโอรสองคที่ ๒๙ ในพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๕ และทรงเปนพระโอรสองคที่ ๒ ของสมเด็จพระศรีพัชรินทรา ราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปหลวง (สมเด็จพระนางเจาเสาวภาผองศรี) พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงพระราชสมภพเมื่อวันเสาร เดือนยี่ ขึ้น ๒ คํ่า ปมะโรง ตรงกับวันที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๒๓ ร.ศ. ๙๙ เมื่อเวลา ๐๘.๕๕ นาฬกา ทรงไดรับพระราชทานนามวา “สมเด็จพระเจาลูกยาเธอ เจาฟาวชิราวุธ” เมื่อพระชนมายุได ๘ พรรษา ในปพุทธศักราช ๒๔๓๑ ทรงไดรับการสถาปนาขึ้นเปนสมเด็จพระเจาลูกยาเธอ เจาฟามหาวชิราวุธ กรมขุนเทพทวาราวดี ปรากฏพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏวา “สมเด็จพระเจาลูกยาเธอ เจาฟามหาวชิราวุธ เอกอัครมหาบุรุษบรมนราธิราช จุฬาลงกรณนาถราชวโรรส มหาสมมตขัตติยพิสุทธิ์ บรมมกุฎสุริย สันตติวงศ อติสัยพงศวโรภโตสุชาติ คุณสังกาศวิมลรัตน ทฤฆชนนสวัสดิขัติยราชกุมาร” ทรงมีพระ เกียรติยศเปนชั้นที่ ๒ รองจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจาฟามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีสมเด็จพระพี่นางเธอ สมเด็จพระเจานางเธอและสมเด็จพระเจานองยาเธอ รวมสมเด็จพระบรม ราชชนกสมเด็จพระบรมราชชนนี ดังนี้ ๑. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน (พ.ศ.๒๔๒๑-๒๔๓๐) ๒. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ.๒๔๒๓-๒๔๖๘) ๓. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาตรีเพ็ชรุตมธํารง (พ.ศ.๒๔๒๔-๒๔๓๐) ๔. จอมพล สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาจักรพงศภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลก ประชานาถ (พ.ศ.๒๔๒๕-๒๔๖๓) ๕. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาศิริราชกกุธภัณฑ (พ.ศ.๒๔๒๘-๒๔๓๐) ๖. พลเรือเอก สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาอัษฎางค กรมหลวงนครราชสีมา (พ.ศ. ๒๔๓๒-๒๔๖๗) ๗. พระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณอินทราชัย (พ.ศ.๒๔๓๕- ๒๔๖๖) ๘. พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ.๒๔๓๖-๒๔๘๔) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ในขณะทรงพระเยาวไดทรงศึกษาในพระบรม มหาราชวังพระอาจารยภาษาไทย คือ พระยาศรีสุนทรโวหาร (นอย อาจารยางกูร) พระยาอิศร 6_edit.indd 7 13-Feb-13 9:29:49 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘ พันธุโสภณ (ม.ร.ว.หนู อิศรางกูร) และหมอมเจา ประภากรในสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟา มหามาลา กรมพระยาบําราบปรปกษ สําหรับ ภาษาอังกฤษทรงศึกษาจากครูชาวอังกฤษชื่อ โรเบิรต มอแรนต (Robert Morant) ซึ่งพระ องศทรงใหความสนใจพระทัยและทรงพระปรีชา สามารถแปลอุปรากร เรื่อง “มิกาโด” ซึ่งเปนบท ประพันธระดับวรรณกรรมโลกของวิลเลียมกิลเบิรต เมื่อพระชนมายุได ๑๐ พรรษา เสด็จเขารับการ ศึกษาในโรงเรียนราชกุมาร ซึ่งตั้งอยูในเขตพระบรม มหาราชวังนั่นเอง ภายหลังพระราชพิธีโสกันต (โกนจุก) ใน เดือนธันวาคม ปพุทธศักราช ๒๔๓๕ แลว ในป ตอมาทรงพระชนมายุไดเพียง ๑๒ พรรษาเศษ ได เสด็จไปทรงศึกษาตอ ณ ประเทศอังกฤษ ตามพระ บรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว พระบรมชนกนาถ ที่จะทรงสงพระเจา ลูกยาเธอหลายพระองคไปทรงศึกษาวิชาการในสาขาตางๆ ณ ทวีปยุโรปเพื่อนําความรูกลับมาพัฒนา ประเทศใหเจริญทัดเทียมกับนานาอารยประเทศตอไป จึงนับไดวาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูหัวเปนพระมหากษัตริยไทยพระองคแรกที่ทรงไดรับการศึกษาจากตางประเทศ มีผูโดยเสด็จฯ คือ ๑. พระองคเจาสวัสดิโสภณ (สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ) ๒. พระองคเจาอาภากรเกียรติวงศ (พระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) ๓. หมอมราชวงศสิทธิ สุทัศน (นายพลโท พระยาวิชิตวงศวุฒิไกร) ๔. พระมนตรีพจนกิจ (เจาพระยาเสด็จสุเรนทราธิบดี นามเดิม หมอมราชวงศ เปย มาลากุล) ซึ่งทําหนาที่เปนพระอภิบาล และถวายอักษร เมื่อเสด็จถึงประเทศอังกฤษ ทรงรับการอบรมความรูเบื้องตนจากเซอรเบซิลทอมสัน (Sir Basil Thomson) ณ เมืองแอสคอต (Ascot) ในระหวางที่ประทับอยูที่แอสคอตนั้น สมเด็จพระบรม โอรสาธิราช เจาฟามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร สวรรคตเมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๓๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวจึงไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ สถาปนาสมเด็จ พระเจาลูกยาเธอ เจาฟามหาวชิวราวุธ กรมขุนเทพทวาราวดี ขึ้นเปนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยาม มกุฎราชกุมารแทนเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๓๙ ทรงยายไปประทับที่บานใหมชื่อ เกรตนี่ (Graitney) ตําบลแคมเบอรลีย (Camberley) ใกลออลเดอรชอต (Aldershot) โดยมีนายพันโท ชี วี ฮูม (C.V. Hume) เปนผูถวายการสอนวิชาทหาร สวนวิชาการพลเรือนมีนายโอลีเวียร (Olivier) ชาวอังกฤษเปนผูถวายการสอน และนายบูวิเยร (Bouvier) ชาวสวิส เปนผูถวายการสอนภาษา ฝรั่งเศส พระบรมราชสัญลักษณพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ 6_edit.indd 8 13-Feb-13 9:29:55 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙ 6_edit.indd 9 13-Feb-13 9:30:03 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๐ 6_edit.indd 10 13-Feb-13 9:30:12 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๑ ตอมาในปพุทธศักราช ๒๔๔๐ ทรงเขาศึกษาวิชาการทหารบกที่โรงเรียนนายรอยทหารบก แซนดเฮิสต (Royal Military, Sandhurst) เมื่อทรงสําเร็จการศึกษาแลว ก็ทรงเขารับราชการทหาร ในกรมทหารราบเบาเดอรัม (Derham Light Infantry) ที่นอรธแคมป (North Camp) ณ ออลเดอรชอต และเสด็จไปประจําหนวยภูเขาที่ ๖ คายฝกทหารปนใหญที่โอคแฮมปตัน (Okehampton) ตอมาอีก เดือนหนึ่งเสด็จไปทรงศึกษาที่โรงเรียนปนเล็กยาวที่เมืองไฮยท (Schoop of Musketry) ทรงไดรับ ประกาศนียบัตรพิเศษและเหรียญแมนปน หลังจากนั้นทรงเขาศึกษาวิชาประวัติศาสตรและกฎหมาย ที่ ไครสตเชิช (Christ Church) มหาวิทยาลัยออกซฟอรดระหวาง พ.ศ.๒๔๔๔ ซึ่งเปนหลักสูตรที่ มหาวิทยาลัยจัดถวายแดพระราชวงศอังกฤษ จึงไมมีการรับปริญญาบัตร พระองคทรงพระราชนิพนธ วิทยานิพนธทางประวัติศาสตรเรื่อง The War of the Polish Succession (สงครามสืบราชสมบัติ โปแลนด) ตอมามีผูสนใจนําไปแปลภาษาฝรั่งเศสอีกดวย พระองคทรงกอตั้งสโมสรคอนโมโปลิตัน (Cosmoplitan Society) เพื่อเปนแหลงชุมนุมนิสิต มีการบันเทิง การแลกเปลี่ยนกันอานคําตอบวิชาที่ศึกษาอยู นอกจากนี้ยังทรงเปนสมาชิกสโมสร บุลลิงตัน (Bullington Club) สโมสรคารดินัล (Cardinal Club) และสโมสรการขี่มาดวย ในดาน ภาษาศาสตรทรงเปนปราชญองคหนึ่ง ที่มีพระปรีชาสามารถและมีความเชี่ยวชาญเปนเลิศ จะเห็น ไดจากการที่พระองคทรงออกหนังสือรายสัปดาหเปนภาษาตางประเทศ ซึ่งออกในประเทศอังกฤษ ชื่อวาสกรีชโอว ซึ่งเปนหนังสือสําหรับเด็กที่ไดรับการยอมรับโดยมีความคิดเห็นวาเปนหนังสือที่อาน สนุกและมีคนติดใจกันมากตอมาทรงออกหนังสือ เดอะลุคเกอรออนอีกฉบับหนึ่งดวยเมื่อสมเด็จพระ จุลจอมเกลาเจาอยูหัว เสด็จประพาสประเทศยุโรปครั้งแรกในปพุทธศักราช ๒๔๔๐ สมเด็จพระบรม โอรสาธิราช เจาฟามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมารไดเสด็จจากลอนดอนไปเฝารับเสด็จฯ ที่เมือง เวนิส ประเทศอิตาลี หลังจากนั้นยังทรงรับมอบพระราชภาระเปนผูแทนพระองคสมเด็จพระบรม ราชชนกนาถเสด็จไปรวมงานพระราชพิธีฉัตรมงคลสมโภชในโอกาสที่สมเด็จพระราชินีวิคตอเรียเสวย ราชสมบัติครบ ๖๐ ป ในพุทธศักราช ๒๔๔๐ รวมทั้งเสด็จไปงานพระราชพิธีบรรจุพระศพพระราชินี ลุยซาแหงเดนมารก ในปพุทธศักราช ๒๔๔๑ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจาอัลฟองโซที่ ๑๓ แหงสเปน และพระเจาเอ็ดเวิรดที่ ๗ แหงอังกฤษ และพระราชพิธีบรรจุพระศพสมเด็จพระราชินี วิคตอเรีย แหงอังกฤษในปพุทธศักราช ๒๔๔๕ ในระหวางปดภาคเรียนขณะศึกษาที่ประเทศอังกฤษ พระองคทรงศึกษาภาษาฝรั่งเศส และ เสด็จทอดพระเนตรกิจการทหารของประเทศในภาคพื้นยุโรปอยูเสมอ ในปพุทธศักราช ๒๔๔๕ ขณะ ทรงพระชนมายุ ๒๒ พรรษา หลังจากสําเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอรดแลว พระองค ไดเสด็จพระราชดําเนินไปประทับที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และเสด็จพระราชดําเนินทรงเยี่ยม ประเทศตางๆ ในทวีปยุโรปจนถึงประเทศอียิปต เพื่อเปนการเจริญสัมพันธไมตรี จากนั้นประทับ อยูในกรุงลอนดอนระยะหนึ่งเพื่อเตรียมพระองคนิวัติประเทศไทย รวมเวลาที่ทรงศึกษาในประเทศ อังกฤษทั้งสิ้น ๙ ป 6_edit.indd 11 13-Feb-13 9:30:16 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๒ ในวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวเสด็จนิวัติ ประเทศไทยทางเรือ ขามมหาสมุทรแอตแลนติก สูสหรัฐอเมริกา และเสด็จประพาสตามหัวเมือง ตางๆ ของสหรัฐอเมริกาเพื่อทอดพระเนตรการปกครองและการบริหารบานเมืองของสหรัฐอเมริกา เปนเวลาเดือนเศษ ในราวตนเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๔๕ เสด็จออกจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทางเรือ ถึงเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุน แลวประทับ ณ ประเทศญี่ปุนเปนเวลาเดือนเศษ จาก นั้นเสด็จไปประทับ ณ เกาะฮองกง แลวจึงเสด็จถึงประเทศไทย ในวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๔๖ โดยประทับ ณ พระราชวังสราญรมย และทรงเขารับราชการทหารทันที ตอมาไดรับพระราชทาน พระยศนายพลเอกราชองครักษพิเศษและจเรทัพบก กับทรงเปนนายพันโทผูบังคับการกรมทหาร มหาดเล็กรักษาพระองค นอกจากนั้นทรงชวยเหลือกิจการของสภาที่ปรึกษาสวนพระองคของสมเด็จ พระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงมีพระราชศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาอยาง มาก และเปนไปตามโบราณราชประเพณี หลังจากทรงรับราชการทหารไดระยะหนึ่ง จึงเสด็จออก ผนวช ในวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๗ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระ มหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเปนพระอุปชฌาย ประทับจําพรรษาที่พระตําหนักปน หยาวัดบวรนิเวศวิหาร เปนเวลา ๑ พรรษา ทรงไดรับฉายาวา “วชิราวุโธ” ตลอดระยะเวลาที่ผนวชนั้น พระองคทรงศึกษาคนควาหลักธรรมวินัยในพระพุทธศาสนาอยาง เต็มที่ จากนั้นทรงลาสิกขา ทรงเปนองคอุปถัมภกของสยามสมาคมและทรงดํารงตําแหนงสภานายก หอพระสมุดวชิรญาณสํานักนคร ระหวางปพุทธศักราช ๒๔๔๘ ถึงพุทธศักราช ๒๔๕๓ หลังจากทรงลาสิกขาแลว ในปพุทธศักราช ๒๔๔๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยู หัว พระบรมชนกนาถ เสด็จประพาสภายในประเทศ โปรดใหพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยู หัวตามเสด็จดวยทุกคราว ดวยมีพระราชประสงคจะใหทรงคุนเคยกับสภาพบานเมือง ขาราชการ และพสกนิกรของประเทศซึ่งอยูในชนบทที่หางไกลเมืองหลวง นอกจากยังเสด็จโดยลําพังพระองค เอง เชน เสด็จประพาสหัวเมืองฝายเหนือครั้งแรกพุทธศักราช ๒๔๔๘ และครั้งที่ ๒ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๐ (หัวเมืองฝายเหนือ : กําแพงเพชร สุโขทัย สวรรคโลก อุตรดิตถ พิษณุโลก) เปนผลใหทรง พระราชนิพนธเรื่อง “เที่ยวเมืองพระรวง” และ “ลิลิตพายัพ” ทรงใชพระนามแฝงวา “หนาม แกวเมืองบูรพ” ตอมาพระองคเสด็จไปหัวเมืองปกษใต พ.ศ.๒๔๕๒ และทรงพระราชนิพนธเรื่อง “จดหมายเหตุ ประพาสหัวเมืองปกษใต” ทรงใชพระนามแฝงวา “นายแกว” นอกจากนี้ไดทรงมีสวนรวมในการ รางกฎหมายหลายฉบับและกอนหนาที่จะขึ้นครองราชยเพียง ๒-๓ เดือน ทรงไดรับมอบหมายให ทรงกํากับราชการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งขณะนั้นยังไมมีเสนาบดี จึงนับวาทรงมีพื้นฐานเกี่ยวกับการ บริหารของประเทศชาติ 6_edit.indd 12 13-Feb-13 9:30:20 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๓ 6_edit.indd 13 13-Feb-13 9:30:28 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๔ 6_edit.indd 14 13-Feb-13 9:30:37 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๕ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ เวลา๒๔.๔๕ น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจาฟา มหาวชิราวุธสยามมกุฎราชกุมารไดเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบแทนเมื่อเวลา ๐.๔๕ น. ทรงพระนามวา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เปนพระมหากษัตริยพระองค ที่ ๖ แหงพระบรมราชจักรีวงศ มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจัดเปน ๒ งานคือ งานพระราชพิธีบรม ราชาภิเษกเฉลิมพระราชมนเทียรเมื่อวันศุกรที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๓ และงานพระราชพิธีบรม ราชาภิเษกสมโภช เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๔ ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัว ทรงพระชนมายุ ๓๐ พรรษา ทรงมีพระราชปณิธานในการปกครองพสกนิกรแผนดินโดย ธรรม ดังความในพระราชหัตถเลขาบางตอนถึงพระสหาย นายเฟรเดอริคเวอรนี่ย ที่ปรึกษาสถาน เอกอัครราชทูตไทย ประจํากรุงลอนดอน เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๓ ความวา “…พระมหากษัตริยผูยิ่งใหญสวรรคตแลวแตฉันรูสึกประชาชนผูจงรักภักดีจะระลึกถึงพระ มหากรุณาธิคุณตอไป และคงจะใหความรักและภัคดีตอฉันผูสืบทอดราชสมบัติตอจากพระองคบาง การที่จะปฏิบัติตามรอยพระยุคลบาทนั้นคงจะยาก แตฉันก็จะพยายามอยางมากที่สุดจะทํางานเพื่อ ประชาชนซึ่งบัดนี้เปนหนาที่ของฉันแลว ตําแหนงของฉันเปนถึงพระเจาแผนดินแตเชื่อวาในไมชา ประชาชนก็คงจะรูสึกวาฉันเปนมิตรที่ซื่อสัตย และเต็มใจรับใชพวกเขาทั้งหลาย เพื่อความสุขและ เจริญของเขา …” ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวรัชกาลที่ ๖ ทรงมี พระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏ วา “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรวชิราวุธ เอกอรรคมหาบุรุษ บรมนราธิราชพินิประชานารถมหาสมมตวงษ อดิศัยพงศวิมลรัตนวรขัติยราชนิกโรดม จตุรัตนบรม มหาจักรพรรดิราชสังกาศอุภโตสุชาตสังสุทรเคราะหณี จักรีบรมนารถ จุฬาลงกรณราชวรางกูร บรม มกุฎเรนทรสูร สันติวงษวิสิฐ สุสาธิตบุรพาธิการ อดุลยฤกษฎาภินิหาร อดิเรกบุญฤทธิ์ ธัญลักษณ วิจิตรโสภาคยสรรพางค มหาชโนตตะมางคประณตบาทบงกชยุคลประสิทธิสรรพศุภผลอุดมบรม สุขุมาลยทิพยเทนาวตาร ไพศาลเกียรติคุณ อดุลยพิเศษสรรพเทเวศรานุรักษ บุริมศักดิสมญาเทพ ทวาราวดี ศรีมหาบุรุษสุตสมบัติ เสนางคนิกรรัตนอัศวโกศล ประพนธปรีชา มัทวสมาจาร บริบูรณ คุณสารสยามมาทินครวรุตเมกราชดิลก มหาปริวรนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษ ศิรินธร บรมชนกาดิศรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดม บรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตรศิริรัตโน ปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิษิต สรรพทศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทร มหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวไศรยพุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ อดุลยศักดิอรรคนเรศ ราธิบดีเมตตากรุณาสีตลหฤทัยอโนปไมยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิเบนทรปรเมนทรธรรมมิก มหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว” ตอมาใน พ.ศ.๒๔๕๙ พระองคทรงเปลี่ยนคํานําหนาพระปรมาภิไธยของพระองคเองใหมจาก “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ” เปน “พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราวุธ” 6_edit.indd 15 13-Feb-13 9:30:40 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๖ ในวันที่ ๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๕๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เสด็จ เลียบพระนครทางสถลมารค และในวันที่ ๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๕๔ เสด็จเลียบพระนครทาง ชลมารค ซึ่งเปนงานใหญมีขบวนเรือประกอบดวยเรียกวา ๓๐ ลํา ทรงพระชฎามหากฐินรอยตาม ราชประเพณี มีเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงสเปนเรือพระที่นั่ง เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเปนเรือ พระที่นั่งรอง เสด็จพระราชดําเนินจาก ทานราชวรดิษฐ ไปวัดอรุณราชวราราม เพื่อถวายผาทรง สะพักแดพุทธปฏิมากร พรอมดวยปจจัยถวายสําหรับบูรณะพระอารามดวย ทรงใชเรือพระที่นั่ง ศรีประภัศรไชย ซึ่งมีบุษบกอยูกลางลํา เปนที่ประดิษฐานสิ่งที่นาจะนําไปถวาย ขากลับทรงใชเรือ พระที่นั่งอนันตนาคราชเปนเรือพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เมื่อครั้งยังเปนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจาฟา มหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ไดยังการหมายหมั้นจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปหลวง ใหอภิเษกสมรสกับพระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาสุทธวิไลยลัก ษณาพระธิดาองคกลางในสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาจาตุรนตรัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ ถึงกับมีการหมายหมั้นวาพระองคเจาหญิงนี้จะไดเปนพระราชินีในอนาคต แตหลังสมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ สําเร็จการศึกษาจากตางประเทศก็มิไดสนพระทัยในพระองคเจาหญิงนัก เมื่อพระองคไดเสวยราชยเปนพระมหากษัตริยในป พ.ศ.๒๔๕๓ หลังจากนั้นอีกหลายป พระองคไดพบกับหมอมเจาวรรณวิมล วรวรรณ พระธิดาในพระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธพงศ ที่เขาเฝาทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวเปน ครั้งแรกที่หองทรงไพบริดจในงานประกวดภาพเขียน ณ โรงละครวังพญาไท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา ถายภาพรวมกับพระโอรสในประเทศอังกฤษ 6_edit.indd 16 13-Feb-13 9:30:49 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๗ ทรงฉายพรอมดวยพระนางเธอลักษมีลาวัณ 6_edit.indd 17 13-Feb-13 9:30:58 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๘ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๓ พระองคทรงโปรดเกลาฯ พระราชทานนามของพระ ธิดาในกรมพระนราธิปประพันธพงศ โดยพระนามของหมอมเจาวรรณวิมล เปลี่ยนเปน หมอมเจา วัลลภาเทวี พรอมกับขนิษฐาอีก ๔ พระองค รวมทั้งหมอมเจาวรรณพิมล วรวรรณ ก็ไดรับ พระราชทานนามเปน หมอมเจาลักษมีลาวัณ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงมีพระชนมายุ ๔๐ พรรษา ทรงประกาศพระ ราชพิธีหมั้นกับหมอมเจาหญิงวรรณวิมล วรวรรณ (หมอมเจาหญิงวัลลภาเทวี) พระธิดาในพระเจา บรมวงศเธอ กรมพระนราธิปประพันธพงศ พรอมทั้งทรงประกาศสถาปนาขึ้นเปนพระวรกัญญาปทาน พระองคเจาวัลลภาเทวี เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๓ โดยจัดใหมีขึ้น ณ พระ ตําหนักจิตรลดารโหฐาน แตดวยมีเหตุพระราชอัธยาศัยไมตองกัน จึงมีพระบรมราชโองการถอน หมั้นลงเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๔ และโปรดเกลาฯ ใหออกพระนามวา พระเจาวรวงศเธอ พระองคเจาวัลลภาเทวี ตอมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงมีความรักกับ หมอมเจาหญิงวรรณพิมล วรวรรณ (หมอมเจาหญิงลักษมีลาวัณ) พระธิดาในพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระนราธิปประพันธพงศ จึงโปรดเกลาฯ สถาปนาเปนพระวรวงศเธอ พระองคเจาลักษมีลาวัณ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๔ และทรงมีพระราชประสงคจะมีพิธีราชาภิเษกสมรสดวย ตอมาในปพุทธศักราช ๒๔๖๕ ขณะ ที่พระวรวงศเธอ พระองคเจาลักษมีลาวัณ มีพระชันษา ๒๓ ป ทรงไดรับสถาปนาขึ้นเปน พระนาง เธอลักษมีลาวัณ เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม แตภายหลังตอมาพระนางเธอลักษมีลาวัณ มิสามารถมีพระ ราชโอรส หรือพระธิดาได จึงทรงแยกอยูตามลําพังไปประทับ ณ ตําหนักลักษมีวิลาส และดํารงพระ ชนมชีพอยางสงบ สันโดษ พระวรวงศเธอ พระองคเจาลักษมีลาวัณ พระสุจริตสุดา พระสนมเอก 6_edit.indd 18 13-Feb-13 9:31:04 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๙ ทรงฉายพรอมดวยคุณเปรื่อง สุจริตกุล เนื่องในการราชาภิเษกสมสมรส 6_edit.indd 19 13-Feb-13 9:31:13 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๒๐ ทรงฉายพรอมดวยสมเด็จพระนางเจาอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี 6_edit.indd 20 13-Feb-13 9:31:22 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๒๑ เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงประกอบ พระราชพิธีอภิเษกสมรส กับคุณเปรื่อง สุจริตกุล ธิดาของเจาพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริต กุล) กับทานผูหญิงสุธรรมมนตรี (กิมไล) และทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ แตงตั้งขึ้นเปน พระสุจริต สุดา พระสนมเอก ตอมาในวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๔ ทรงประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับ คุณประไพ สุจริตกุล ผูนอง และทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ แตงตั้งขึ้นเปน พระอินทราณี ตอมาสถาปนาขึ้น เปนพระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี ในวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๕ และทรงสถาปนา ขึ้นเปน สมเด็จพระนางเจาอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๕ (หรือ พ.ศ.๒๔๖๖ ตามปฏิทินในปจจุบัน) แตดวยเหตุผลตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๑๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๘ ที่มิสามารถถวายรับราชการฉลองพระเดชพระคุณไดในหนาที่ที่ควร ของตําแหนงสมเด็จพระบรมราชินี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ เปลี่ยนพระอิสริยยศ เปนสมเด็จ พระนางเจาอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา และเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวเสด็จ สวรรคต สมเด็จพระนางเจาอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา เสด็จไปประทับ ณ วังคลองภาษีเจริญ ฝงธนบุรี จนตลอดพระชนมชีพ ในปพุทธศักราช ๒๔๖๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงประกอบพระราช พิธีอภิเษกสมรสกับคุณเครือแกว อภัยวงศ (สุวัทนา) ธิดาของพระยาอภัยภูเบศร (เลื่อม อภัยวงศ) เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม และทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ สถาปนาเจาจอมสุวัทนาขึ้นเปน พระนาง เจาสุวัทนา พระวรราชเทวี เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๘ พระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงมีพระประสูติกาลเปนพระราชธิดา ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ กอนที่พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว จะเสด็จสูสวรรคาลัยเพียงวันเดียว สมเด็จพระนางเจาอินทรศักดิศจี พระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวีและพระธิดา 6_edit.indd 21 13-Feb-13 9:31:28 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๒๒ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงพระประชวรพระโรคพระโลหิตเปนพิษใน พระอุทรตั้งแตวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ และเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ เวลา ๑ นาฬกา ๔๕ นาที โดย ไดอัญเชิญพระบรมศพไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทรวมพระชนมพรรษาได ๔๕ พรรษา และเสด็จดํารงสิริราชสมบัติได ๑๕ พรรษา แตรัชกาลที่ ๗ ทรงมีพระราชประสงคกําหนด วันสวรรคตของรัชกาลที่ ๖ เปนวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน และถือวาวันพระมหาธีรราชเจาตรงกับวัน ที่ ๒๕ พฤศจิกายน สวนพระราชธิดาเพียงพระองคเดียวของพระองคคือ สมเด็จพระเจาภคินีเธอ เจาฟาเพชร รัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ประสูติเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ ไดรับพระราชทาน นามจาก พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ในการพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู เมื่อ วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๖๘ โดยมีสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉา เจา ทรงพระเมตตาเอาพระราชหฤทัยใสดูแลทั้งดานพระอนามัยและความเปนอยูมาโดยตลอด ดวย เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวขณะทรงพระประชวรหนักนั้น ไดมีพระราชดํารัสกับ สมเด็จพระมาตุจฉาเจาวา “ขอฝากลูกดวย” ตอมาเจาฟาเพชรรัตนราชสุดา พรอมดวยพระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวี ไดเสด็จฯไป ประทับที่ประเทศอังกฤษตั้งแตป พ.ศ.๒๔๘๐ จนในป พ.ศ.๒๕๐๑ ทั้งสองพระองคไดเสด็จฯ นิวัติ กลับประเทศไทยเปนทางการถาวรและประทับที่วังรื่นฤดี สมเด็จพระเจาภคินีเธอ เจาฟาเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดีไดสิ้นพระชนมดวยพระ อาการติดเชื้อในกระแสพระโลหิตเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ เวลา ๑๖.๓๗ นาฬกา ณ ตึก ๘๔ ป โรงพยาบาลศิริราช สิริพระชนมายุได ๘๕ พรรษา สมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงพระราชอัจฉริยภาพและทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจใน หลายสาขา ทั้งดานการเมืองการปกครอง การทหาร การศึกษา การสาธารณสุข การตางประเทศ และที่ สําคัญที่สุดคือดานวรรณกรรมและอักษรศาสตร ไดทรงพระราชนิพนธบทรอยแกวและรอยกรองไวนับ พันเรื่อง กระทั่งทรงไดรับถวายพระราชสมัญญาเมื่อเสด็จสวรรคตแลววา “สมเด็จพระมหาธีรราชเจา” ในวันคลายวันสวรรคตของทุกป วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว หรือ ผูแทนพระองค จะเสด็จพระราชดําเนินไปทรงวางพวงมาลา ถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ ณ สวนลุมพินีแหงนี้ ในวันนั้นมีหนวยราชการ หนวยงานเอกชน นิสิตนักศึกษา พอคาประชาชนจํานวน มากไปวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และยังทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหบําเพ็ญพระราชกุศล อุทิศถวาย ณ วชิราวุธวิทยาลัย ใน พ.ศ.๒๕๒๔ องคการการศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ไดยกยองพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว วาทรงเปนบุคคลสําคัญของ โลก ผูมีผลงานดีเดนดานวัฒนธรรม ในฐานะที่ทรงเปนนักปราชญ นักประพันธ กวี และนักแตงบท ละครไวเปนจํานวนมาก 6_edit.indd 22 13-Feb-13 9:31:33 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๒๓ ทรงฉายพรอมดวยคุณสุวัทนา อภัยวงศ 6_edit.indd 23 13-Feb-13 9:31:41 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๒๔ พระเกียรติคุณและพระบรมราชานุสรณ พระบรมราชานุสรณบริเวณหนาสวนลุมพินี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงมีพระอัจฉริยภาพในดานอักษรศาสตร ไดทรง ทิ้งมรดกทางวรรณกรรมเปนจํานวนมากใหประชาชนชาวไทยไดอานและชื่นชมสืบทอดกันมา อีกทั้ง ทรงมีพระราชกรณียกิจอื่นๆ อันเปนคุณประโยชนแกประชาชนชาวไทยและชาติไทยนานัปการ จึง ทรงไดรับการยกยองเทิดพระเกียรติคุณดวยพระราชสมัญญานามวา “สมเด็จพระมหาธีรราช” ซึ่ง หมายถึงมหาราชผูทรงเปนจอมปราชญ วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน เปนวันคลายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยู หัว รัชกาลที่ ๖ ผูทรงไดรับการถวายพระสัญญานามวา สมเด็จพระมหาธีรราช เนื่องจากทรงเปน ปราชญหลายดาน ทั้งทางราชการก็ไดประกาศใหเปนวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจา ตามมติคณะ รัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๖ อีกดวย เพื่อระลึกถึงคุณูปการที่ทรงมีตอชาติบานเมือง องคการศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ ไดยกยองพระองคทานให เปนบุคคลผูมีผลงานดีเดนทางดานวัฒนธรรมระดับโลก ในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปเกิด วันพระบรม ราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๔ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ 6_edit.indd 24 13-Feb-13 9:32:10 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๒๕ ตอมาไดมีพระราชพิธีเปดอาคารหอวชิราวุธานุสรณ ซึ่งสรางขึ้นในบริเวณหอสมุดแหงชาติ ทาวาสุกรี เพื่อรวบรวมพระราชนิพนธและเรื่องที่เกี่ยวของกับพระองคทานไวใหประชาชนทั่วไป ไดเขาใช เพื่อศึกษาคนควา และวิจัยวรรณกรรมเหลานั้นไดโดยสะดวก และเปนที่จัดแสดงละคร พระราชนิพนธและเรื่องที่เกี่ยวของ นับเปนพระบรมราชานุสรณที่สําคัญอีกแหงหนึ่งของชาติไทย นอกจากนี้ยังมีการจัดสรางพระบรมราชานุสาวรียขึ้นหลายแหง ที่สําคัญคือพระบรมราชานุ สรณบริเวณหนาสวนลุมพินี ซึ่งรัฐบาลและประชาชนพรอมใจกันบริจาคทรัพยสรางขึ้น ศาสตราจารย ศิลป พีระศรี เปนผูออกแบบ เปนพระบรมรูปยืนขนาดใหญในฉลองพระองคจอมทัพบก ไดมีพิธี เปดเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๕ และกําหนดวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน เปนวันถวายบังคม พระบรมรูปเปนประจําทุกป พระบรมราชานุสาวรียอื่นๆ ในกรุงเทพมหานครยังมีที่กรมการรักษาแผนดิน ธนาคารออมสิน สํานักงานใหญ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา กรมทหารมาที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค โรงเรียน วชิราวุธวิทยาลัย และที่ปราสาทพระเทพบิดร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ไดจัดสรางพระบรมราชานุสาวรียสองรัชกาล คือ พระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวปยมหาราช ประทับนั่งบนพระราชอาสน พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวพระมหาธีรราชเจาประทับยืนอยูเคียงขางประดิษฐานที่หนาหอประชุม และยังมีพระบรมรูปครึ่งพระองคประดิษฐานอยูในอาคารมหาธีรราชานุสรณ ซึ่งเปนหอสมุดกลาง ของมหาวิทยาลัย หอวชิราวุธานุสรณมีพระบรมรูปหุนขี้ผึ้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ๓ พระองค คือ พระบรมรูปหุนขี้ผึ้งทรงเครื่องแบบทหารราบที่ ๑๔ ประทับที่โตะทรงพระอักษร พระบรมรูปหุน ขี้ผึ้งทรงเครื่องมหาพิชัยยุทธประทับยืน และพระบรมรูปหุนขี้ผึ้งทรงเครื่องแบบเต็มยศ นายพลเอก พิเศษแหงกองทัพอังกฤษประทับยืน หอวชิราวุธานุสรณยังมีโครงการจัดทําพิพิธภัณฑหุนขี้ผึ้งพระราชกรณียกิจของพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวในดานอื่นๆ อีก พระบรมราชานุสาวรียที่ประดิษฐานในตางจังหวัดยังมีอีกหลายจังหวัด เชน ที่จังหวัดชลบุรี สุราษฎรธานี นครศรีธรรมราช ระนอง สงขลา เชียงใหม สมุทรสงคราม บุรีรัมย และสุรินทร เปนตน พระบรมราชานุสาวรียหลังสุดในตางจังหวัดคือพระบรมราชานุสาวรียที่ประดิษฐาน ณ คาย หลวงบานไร อําเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เปนพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยู หัวทรงเครื่องเสือปาประทับนั่งบนเกาอี้สนาม (เกาอี้ผาใบ) ทอดพระเนตรบริเวณทุงซอมรบไดมีพิธี เปดเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๑ มหาวิทยาลัยศิลปากรมีโครงการที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยู หัวที่พระราชวังสนามจันทร 6_edit.indd 25 13-Feb-13 9:32:14 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๒๖ 6_edit.indd 26 13-Feb-13 9:32:22 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๒๗ พระราชนิยม พระราชนิยม หมายถึง ความนิยมสวนพระองค สังเกตจากพระราชจริยาวัตร อันแสดงออก ในดานตางๆ เชน พระบรมราโชบาย พระบรมราโชวาท พระบรมราชวินิจฉัย พระราชดําริ พระราช ประสงคและพระราชกระแสตางๆ ที่ทรงเห็นวาถูกตองเหมาะสมควรแกการยึดถือปฏิบัติ ผูจงรัก ภักดีระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ จะพึงตั้งใจปฏิบัติใหตรงตามพระราชนิยม พระราชนิยม การกําหนดระเบียบแบบแผนและประเพณี ทั้งในและนอกราชสํานัก มีหลาย เรื่อง ไดแก ๑. พระราชนิยมเรื่องครอบครัวแหงขาราชการในพระราชสํานักหามประพฤติเปนนักเลง ดื่มสุรามึนเมา มีวาจาเชื่อถือมิได มักสมจรดวยหญิงแพศยาหาเลี้ยงชีพโดยทางบําเรอกามคุณ กําหนด ใหมีการจดทะเบียนครอบครัวและเคหสถาน แจงสถานภาพการสมรส ผูฝาฝนมีความผิดหลายสถาน เพราะทําใหเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ๒. พระราชนิยมเรื่องรโหฐานในพระราชสํานัก มีขาราชการบางพวก มีความเขาใจผิด ไมรู ขนบธรรมเนียมพระราชนิยม มีความอิจฉาริษยาขาราชสํานักที่สามารถเขาเฝาใกลชิดในที่รโหฐาน โดยไมพิจารณาไตรตรองวาเปนหนาที่จะตองปฏิบัติ แมแตสมาคมหรือสโมสรที่ทรงอุปถัมภก็จะมี ผูทะเยอทะยานอยากเขาเปนสมาชิก เพื่อหวังผลประโยชนและผูที่ผิดหวังก็มักจะกลาวรายใหเกิด ความเสื่อมเสีย แทนที่จะทรงพระสําราญกลับกลายเปนความรําคาญพระราชหฤทัย จึงโปรดให กําหนดพระราชวังและสวนหลวงตลอดจนสโมสรหรือสมาคมในเขตพระราชฐานใหเปนที่รโหฐาน ผูใดจะเขาออกหรือเปนสมาชิกตองไดรับพระบรมราชานุญาต ๓. พระราชนิยมในเรื่องการปกครอง ผูที่อาศัยในเขตพระราชฐานเนื่องจากมีขาราชการ ในราชสํานักทั้งชายและหญิงตางถืออํานาจวาเปนขาในพระราชสํานัก ตางพากันไปอาศัยในเขต พระราชฐานมากขึ้น และรวมกันประพฤติชั่วลักลอบเลนการพนัน มีการซื้อขายสิทธิ์ใหผูอื่นเขาไป อยู แตงกายไมเหมาะสมตามแบบแผนราชประเพณี จึงโปรดใหออกระเบียบการอาศัยในเขตพระ ราชฐานขึ้น ๔. พระราชนิยมวาดวยเรื่องคาขายและสมาคมแหงราชการในพระราชสํานัก ขาราชการ ควรปฏิบัติราชกิจอยางเต็มความสามารถไมควรใชเวลาพักผอนไปทํากิจอื่น เชนการคาขายเปนการ เอาเปรียบตอเพื่อนขาราชการ และเสื่อมเสียพระเกียรติ จึงโปรดใหตรากฎมณเฑียรบาลวาดวยการ คาขายและการสมาคมแหงขาราชการในพระราชสํานักขึ้นมีบทกําหนดโทษผูทําความผิดไวตาม โทษานุโทษ ๕. พระราชนิยมวาดวยเรื่องพระราชวงศกระทําผิดจะถึงจําคุกและนําความกราบบังคม ทูลขอพระราชานุญาตพิจารณากอนแลวจึงใหศาลพิจารณาพิพากษา จากนั้นก็ใหกราบบังคมทูล ใหทราบอีกครั้งหนึ่งเพื่อการตอไป 6_edit.indd 27 13-Feb-13 9:32:25 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๒๘ ๖. พระราชนิยมวาดวยเรื่องการไวทุกข โปรดใหตราพระราชกฤษฎีกาวาดวยการไว ทุกข กําหนดเวลาใหพระบรมวงศานุวงศและขาราชการในราชสํานักไวทุกขในเวลาที่มีพระบรม วงศานุวงศสิ้นพระชนมลงคือ สมเด็จพระเจาลูกยาเธอ ๔ เดือน สมเด็จพระเจาลูกยาเธอ ๒ เดือน สมเด็จพระเจาพี่ยาเธอและสมเด็จพระเจานองยาเธอ ๒ เดือน พระเจาพี่ยาเธอและพระเจานองยา เธอ ๑ เดือน สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ ทุกชั้น ๑ เดือน พระเจาบรมวงศเธอทุกพระองค ๑๕ วัน สวนพระบรมวงศานุวงศ ที่เปนพระญาติใกลชิด จะทรงไวทุกเพิ่มเติมสวนพระองคนานเทาใดไมมี ขอหาม ๗. พระราชนิยมวาดวยเรื่องพระราชวงศและผูมีบรรดาศักดิ์ทําลายชีพตนเอง โปรดใหตรา พระราชกฤษฎีกา พ.ศ.๒๔๕๗ หามมิใหเจาพนักงานจัดเครื่องประดับเกียรติยศศพพระราชทานเปน อันขาด ทรงมีพระราชดําริวา “…อันการปลงชีพตนเองยอมไมเปนที่นิยมทั้งในพระพุทธศาสนาแล อาณาจักรแลโลก…จึงเปนกรรมอันพระราชวงศแลขาราชการผูมีบรรดาศักดิ์ไมพึงประพฤติ เมื่อผูใด ประพฤติกรรมอันลามกเห็นปานฉะนี้แลวผูนั้นยอมเปนผูมีความผิด หาควรจะไดรับเกียรติยศอยาง หนึ่งอยางใดในทางราชการไม…” ๘. พระราชนิยมหามพระบรมวงศานุวงศ ซึ่งเสด็จอยูในตางประเทศแตงงานกับชาวตาง ประเทศ ทรงมีพระกระแสนิยมแจงใหราชทูตประเทศตางๆ คอยสอดแนมหากพบเคาเงื่อนก็ใหเชิญ มาถวายคําตักเตือนใหกลับพระทัย ถามิเชื่อฟงใหราชทูตมีอํานาจจัดการสงเสด็จกลับ หรือยับยั้งการ แตงงาน หากแตงงานแลวก็ใหรีบสงเสด็จกลับแลวมีรายงานละเอียดกราบบังคมทูลใหทราบในภาย หลัง พระบรมวงศานุวงศพระองคใดฝาฝนขัดตอพระราชนิยมนี้ก็จะลงพระราชอาญาตามโทษานุโทษ โดยใหกักขังไว ณ กรมสนมพลเรือนเปนอยางเบา ๙. พระราชนิยมเรื่องการเสกสมรสแหงเจานายในพระราชวงศ ไดทรงมีพระราชดํารัสสั่งให ประกาศเปนมณเฑียรบาลกําหนดใหพระราชวงศ ชั้นหมอมเจาขึ้นไปกราบบังคมทูลขอพระราชานุ ญาตทําการเสกสมรสและการจัดพิธีเสกสมรสจะตองเปนสถานที่เหมาะสมที่จะเสด็จพระราชดําเนิน ไปพระราชทานนํ้าสังขได ผูฝาฝนใหถือวาไดทําผิดฐานละเมิดตอพระองคผูทรงเปนกุลเชษฐในพระ ราชวงศ ไมควรอางความเกรงพระราชหฤทัย ไมอยากรบกวนใตฝาละอองธุลีพระบาท แลวทําการ อภิเษกสมรสโดยมิไดกราบบังคมทูลใหทรงทราบ อันเปนขัดตอพระราชประสงคที่จะใหความอุปถัมภ บํารุงแกพระบรมวงศานุวงศโดยทั่วถึงกัน ๑๐. พระราชนิยมเรื่องเรียกนามเจาจอมไมใหใชนามสกุล ทรงมีพระราชกระแสโปรด เกลาฯ ใหกําหนดวาถาจะลงรายนามของเจาจอมในหนังสือราชกิจจานุเบกษาอยาเติมนามสกุล ให ไดดังเชนในตัวอยางวา เจาจอมเอิบ ในรัชกาลที่ ๕ แทนคําวา เจาจอมเอิบ บุนนาค เปนตน ๑๑. พระราชกําหนด เรื่องการถวายคํานับของขาราชการในพระราชสํานัก ทรงมีพระ ราชดําริวา การถวายคํานับของขาราชการในพระราชสํานักโดยการยกมือขวาขึ้นแตะหมวกอยาง 6_edit.indd 28 13-Feb-13 9:32:30 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๒๙ ทหารนั้นดูไมเปนระเบียบเรียบรอยไมเหมาะสมสําหรับขาราชการพลเรือนจึงโปรดใหทําความเคารพ ดวยวิธีการเปดหมวกแลวกมศีรษะยกเวนขาราชการผูมีตําแหนงพิเศษ เชน ผูทําหนาที่สารถีรถมา รถยนตเจาพนักงานประจําเรือยนต นายมาตน สวนขาราชการในกรมตํารวจและกรมวังนอก ยัง คงทําความเคารพดวยวิธีวันทยหัตถ ๑๒. พระราชนิยมใหกําหนดวันชาติแหงกรุงสยาม ทรงมีพระราชนิยมใหวันที่ ๖ เมษายน ซึ่งเปนวันจักรี กําหนดเปนวันชาติแหงกรุงสยาม ตามประกาศลงวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๓ สาเหตุเนื่องจากรัฐบาลสเปนขอทราบวันชาติของเราเพื่อจะไดจัดงานฉลองวันชาติในบรรดาทูต ตางๆ ในเมืองไทยทุกๆ ปตอไป พระราชนิยมดานการปกครองและบริหารบานเมือง ทรงพระปรีชาสามารถในการปกครอง ประเทศทรงดําเนินนโยบายตางประเทศนําประเทศกาวสูความเจริญทัดเทียมอารยประเทศ ทรง ปรับปรุงกิจการภายในใหดําเนินไปอยางมีระเบียบแบบแผน ปลูกฝงความมีระเบียบวินัย มีวัฒนธรรม ทางจิตใจ รูจักบําเพ็ญประโยชนและมีความเสียสละ รักชาติบานเมือง ดังเห็นไดจากพระราชนิพนธ ปลุกใจ ทั้งทางออมและทางตรง ยังมีหัวขอยอยๆ ที่เดนมากในดานนี้อีกหลายเรื่อง เชน ๑. พระราชนิยมเรื่องการขอพระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์ แกบุคคลที่มีอายุตํ่ากวา ๒๐ ป วาไมสมควร เนื่องจากยังไมเปนผูที่ทํางานเปนประโยชนมากนัก ยกเวนผูที่เปนอัจฉริยบุคคล ซึ่งจะตองกราบบังคมทูลใหทรงทราบเสียกอน ๒. พระราชนิยมเรื่องคําตักเตือนขาราชการในการเขียนนามในหนังสือราชการไมมีความ เปนระเบียบเรียบรอย เชน ลงนามยอเกินไป เขียนยุงเหยิงจนไมสามารถจะอานได เปนการผิดความ มุงหมายในการลงนามในหนังสือที่ตองการใหเปนหลักฐานวาใครเปนผูเขียนและอานสามารถชั่งนํ้า หนักเรื่องในหนังสือนั้นได ๓. พระราชนิยมใหขาราชการระดับรองปฏิบัติราชการแทนในขณะที่ผูบังคับบัญชาไมอยู งานจะไดไมชะงักคั่งคางโดยไมจําเปน ๔. พระราชนิยมใหวางระเบียบการทูลเกลาฯ ถวายฎีกาควรมีหลักเกณฑ ไมทําพรํ่าเพรื่อ ขาดกาลเทศะอันเหมาะสม ๕. พระราชนิยม ใหจดทะเบียนเครื่องหมายและยี่หอการคาขายเพราะเรามีการติดตอ คาขายกับนานาประเทศกวางขวางยิ่งขึ้นเปนเหตุใหเกิดคดีพิพาทกันในเรื่องดังกลาวจึงโปรดใหตรา เปนพระราชบัญญัติกฎหมายลักษณะเครื่องหมายและยี่หอการคาขายขึ้นใน พ.ศ.๒๔๕๗ ๖. พระราชนิยมใหมีการจดทะเบียนตั้งสมาคม ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ.๒๔๕๗ เพื่อใหกลุม บุคคลยินยอมเขาทําสัญญาตอกันเพื่อทําการสิ่งหนึ่งสิ่งใดนอกจากการหาผลประโยชนกําไรแบงกัน 6_edit.indd 29 13-Feb-13 9:32:34 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๓๐ การเสือปาและลูกเสือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระปณิธานแรงกลาที่จะสรางความรูสึกรัก ชาติบานเมือง (ชาตินิยม) ใหเกิดขึ้นอยางมั่นคงถาวร และโดยที่ผานการอบรมดานทหารมาอยาง ดียิ่ง จึงทรงพระราชดําริจัดตั้งกองเสือปารักษาดินแดนไวชวยปองกันบานเมืองในยามคับขัน ดัง ปรากฏในพระราชดํารัส ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตอนหนึ่งวา “การตั้งเสือปาขึ้นก็ดวยมุงหมายจะใหคนไทยทั่วกันรูสึกวาความจงรักภักดีตอผูดํารงรัฐสีมา อาณาจักรโดยตองตามมติธรรมประเพณีประการหนึ่ง ความรักชาติบานเมืองและนับถือศาสนา ประการหนึ่ง ความสามัคคีในคณะและไมทํารายซึ่งกันและกันประการหนึ่ง ทั้งสามประการนี้เปนมูลรากแหงความมั่นคงจะทําใหชาติของเราดํารงอยูเปนไทยไดสมนาน มิใหเสียทีที่บรรพบุรุษของเราทั้งหลายไดกอสรางปลูกฝงชาติเราไวในแวนแคนแดนไทยนี้ ถึงการ ใหคิดจัดใหมีลูกเสือขึ้นก็โดยมีความปรารถนาที่จะใหเด็กไทยไดศึกษาและจดจําขอสําคัญทั้งสาม ประการดังกลาวมาแลวนั้นไดฝงมั่นอยูในดวงจิตตั้งแตยังมีอายุอยูในปฐมวัย” วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๔ โปรดใหตั้งกองเสือปาขึ้น ทรงมุงหมายจะฝกหัดขาราชการ พลเรือนใหไดเรียนรูวิชาทหารไวเปนกําลังชวยบานเมืองในยามสงครามและในยามสงบก็ยังอาจชวย เหลือราชการในการปราบปรามโจรผูรายและการจลาจลไดเปนอยางดี นอกจากนี้ยังทรงหวังจะได ปลูกความจงรักภักดีตอพระมหากษัตริย ปลูกฝงความรักชาติบานเมือง การนับถือพระพุทธศาสนา ปลูกฝงความสามัคคีในหมูคณะไมทําลายซึ่งกันและกัน วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๔ โปรดใหตั้งกองเสือปาขึ้น 6_edit.indd 30 13-Feb-13 9:32:40 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๓๑ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ฉายพระบรมฉายาลักษณ พรอมดวยนายเสือปาและนักเรียนเสือปา เสือปามี ๒ พวก คือ กองเสือปาหลวง และกองเสือปารักษาแผนดิน กิจกรรมสําคัญอยางหนึ่ง ของเสือปาคือการซอมรบหรือประลองยุทธ ซึ่งมักกระทําในตางจังหวัด เชน นครปฐม ราชบุรี เปนตน กิจการเสือปาไดขยายออกไปทั่วพระราชอาณาจักรทรงใหมีการซอมรบฝกความพรอมเปน ประจําโดยประทับที่พระราชวังสนามจันทร จังหวัดนครปฐมเนืองๆ มักทรงใชที่นี่เปนที่ชุมนุม เสือปากองเสนาหลวงในการประลองยุทธปลายปและเปนที่ฝกภาคสนามเปนการยอมดวย เพราะ เปนที่สมเด็จแปรพระราชฐานบอยดุจราชสํานักแหงที่สองที่เสด็จประทับนามวาพระราชฐานแหงใด ดังนั้นในวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวฯ จึงไดทรง พระราชทานกําเนิดกิจการเสือปาสําหรับเด็กชาย ที่ทรงพระราชทานชื่อวา ลูกเสือ ในกิจการนี้พระองคทรงมีพระราชประสงคที่ใหเด็กชายจดจําหลักสําคัญ ๓ ประการคือ ๑. ความจงรักภักดีตอผูดํารงรัฐสีมาอาณาจักร โดยตองตามนิติธรรมประเพณี ๒. ความรักชาติบานเมือง และนับถือพระศาสนา ๓. ความสามัคคีในคณะ และไมทําลายซึ่งกันและกัน การกอตั้งกิจการลูกเสือในครั้งแรกนั้น พระองคทรงตั้งกองลูกเสือใหมีในโรงเรียนกอน และ กองลูกเสือกองแรกของสยามประเทศคือ กองลูกเสือโรงเรียนมหาดเล็กหลวงหรือโรงเรียนวชิราวุธ ในปจจุบันและถูกเรียกวากองลูกเสือหลวง หรือกองลูกเสือกรุงเทพที่ ๑ และลูกเสือในโรงเรียนนี้ก็ ถูกเรียกวาลูกเสือหลวงเชนกัน กอนที่กิจการลูกเสือจะขยายไปสูโรงเรียนเด็กชายทั่วประเทศในเวลา ไมนาน โดยลูกเสือคนแรก คือ นักเรียนโรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ชื่อ ชัพน บุนนาค การเปนลูกเสือ ของนาย ชัพน บุนนาค อันเกิดจากการที่ไดแตงเครื่องแบบลูกเสือ และกลาวคําปฏิญาณของลูกเสือ ซึ่งเปนการกลาวตอหนาพระพักตร 6_edit.indd 31 13-Feb-13 9:32:46 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๓๒ ตอมาพระองคก็ทรงพระราชทานคติพจนใหกับลูกเสือ ที่ภายหลังลือลั่นไปทั่วทั้งแผนดินและ เปนที่กลาวขาน รําลึก พูดสอนกันอยางติดปากในสังคม อีกทั้งยังปรากฏอยูบนเครื่องหมายสําคัญ ตางๆ ของลูกเสือวา เสียชีพอยาเสียสัตย คําวา ลูกเสือ ที่พระองคทรงพระราชทานชื่อนั้น มีนัยวาพระองคเลนลอคํากับคําวา เสือปา ที่บางครั้งทรงเรียกวา พอเสือ และเมื่อมีสมาชิกเปนเด็กชาย พระองคจึงทรงใชคําวา ลูกเสือ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวฯ ไดทรงพระราชกรุณาโปรดเกลาใหจัด ตั้งกองลูกเสือแหงชาติขึ้นเพียง ๔ เดือนเทานั้น ก็ปรากฏวา มีกองลูกเสือทั่วราชอาณาจักรอยูถึง ๖๑ กอง การดําเนินกิจการลูกเสือทั่วทั้งโลกมักมีลักษณะที่เหมือนกันอยางหนึ่งคือ เริ่มกิจการลูก เสือสําหรับเด็กชายกอนที่จะเริ่มแพรเขาไปในหมูเด็กหญิง และสําหรับกิจการลูกเสือในไทยก็เชน กัน เมื่อถึงระยะเวลาอันควรพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวฯ ก็ทรงมีพระราชดําริที่จะ ใหสตรีและเด็กหญิงไดมีสวนรวมในกิจการลูกเสือ โดยทรงเห็นวาสามารถที่จะเปนกําลังใหกับชาติ บานเมืองได แมจะไมใชกองกําลังหลักก็ตามที ดังนั้นจึงทรงตั้งกลุมสตรีขึ้นมากลุมหนึ่ง ซึ่งพระองค เรียกสมาชิกแมเสือ สวนใหญเปนบุตรและภรรยาเสือปา โดยแมเสือมีหนาที่หลักในการจัดหาเสบียง และเวชภัณฑใหกับกองเสือปา ในขณะเดียวกันก็ทรงจัดตั้งกองลูกเสือสําหรับเด็กหญิง และพระราชทานชื่อวา เนตรนารี ซึ่ง เนตรนารีกองแรก คือ กองเนตรนารี โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ตอมาไดเปนชื่อ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ลายพระหัตถของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว 6_edit.indd 32 13-Feb-13 9:32:52 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๓๓ การปกครอง เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ พระองคไดทรงแสดง พระราชปณิธานในการปกครองประเทศชาติไวในพระราชหัตถเลขาฉบับหนึ่ง ถึงสมเด็จพระเจานอง ยาเธอเจาฟาจักรพงษภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ที่ทรงมีลายพระหัตถมากราบบังคม ทูลถวายพระพรในวันที่ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ...ฉันรูสึกซาบซึ้งอยางลึกซึ้ง เมื่อไดรับจดหมายสวนตัวของเธอ แสดงความยินดีในวันนี้ ซึ่ง เปนวันสําคัญที่สุดในชีวิตของฉันเมื่อนํ้าพระพุทธมนตไดตกลงเหนือศีรษะของฉัน นํ้าตาของฉันก็ ตกลงมาดวยปนดวย เปนนํ้าตาที่มาจากความชื่นใจและความเศราใจรวมกัน ไมจําเปนที่ฉันจะตอง บอกเธอเพิ่มเติม เพราะเธอทราบความคิดของฉันไดดีเทากับตัวฉันเอง แตไหนแตไรมาเธอมิไดเพียงแตเปนนองชาย เธอเปนเพื่อนแทๆ เพราะฉันมีเธออยูเคียงขาง ฉันจึงเชื่อมั่นวาฉันจะทนนํ้าหนักและความลําบากอันมาจากพระมหามงกุฎไดงายขึ้น และจะทํางาน ไดดีขึ้น แกตัวฉันเองและพระราชวงศ ในชั้นตนกิจการตางๆ คงจะตองเดินอยางชาๆ เพราะมีเครื่อง กีดขวางอยูหลายอยางที่ฉันจะตองขาม เราอยูในสมัยที่ลําบาก เพราะมีขนบธรรมเนียมโบราณ คอยตอสูขัดขวางการเปลี่ยนแปลง แตฉันไมคิดจะยอมแพฉันยังหวังวาชีวิตอยูนานพอ ที่จะไดเห็น ประเทศสยามไดเขารวมในหมูชาติตางๆ โดยไดรับเกียรติและความเสมอภาคอยางจริงๆ ตามความ หมายของคํานั้นทุกประการ...(๑) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงเนนความสําคัญของ “ชาติ” เปนหัวใจของการ ปกครอง คือทรงกระทําทุกวิถีทางเพื่อประโยชนของ “ชาติ” ซึ่งหมายถึงราษฎรที่เกิดเปนไทย และ ในเวลาตอมามีความหมายรวมถึงดินแดนที่เปนของราษฎรที่เกิดเปนไทยดวย ไมวาราษฎรเหลานั้น จะมีเชื้อชาติและศาสนาใด และการปกครองเพื่อประโยชนสุขของชาติ โดยทําหนาที่ของตนเองอยาง ดีที่สุด เพื่อประโยชนสุขของราษฎรและความรุงเรืองของบานเมือง การวางรากฐานการปกครองแบบประชาธิปไตย ตั้งแตปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวลงมาไดมีการเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองในประเทศตางๆ หลายแหง เชน การปฏิวัติในประเทศตุรกีเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๑ การลมลาง ราชวงศแมนจูใน พ.ศ.๒๔๕๔ การปฏิวัติใหญในประเทศรัสเซีย เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐ เหตุการณเหลานี้ เปนที่นาสนใจของปญญาชนชาวไทยและมีความคิดวาถึงเวลาแลวที่ประเทศไทยควรมีการปกครอง แบบรัฐสภามีรัฐธรรมนูญเปนหลักการปกครอง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงไดรับ การศึกษามาจากตางประเทศที่ถือวาเปนมารดาของประชาธิปไตยประเทศหนึ่งจึงมีพระราชนิยมใน ลัทธิการปกครองแบบประชาธิปไตยอยูแลวดังปรากฏในพระราชหัตถเลขา บันทึกประจําวันตอน หนึ่งดังนี้ (๑) พระวรวงศเธอพระองคเจา จุลจักรพงษ, เจาชีวิต, พระ... : อักษรสมัย, ๒๕๑๔ 6_edit.indd 33 13-Feb-13 9:32:56 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๓๔ 6_edit.indd 34 13-Feb-13 9:33:05 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๓๕ “ถามีผูตั้งการคอนสติตูชั่นจริงๆ และเปนไปไดจริงจะเปนคุณอยางใดหรือไม แตถาแมแตวา มีคนอยูจํานวนหนึ่งซึ่งตั้งใจดีจริงมีความมุงดีตอชาติจริงจะมารองฎีกาขึ้นโดยตรงๆ ขอใหมีคอนสติ ตูชั่น เราเองก็ไมมีความแคนเคืองเลย ตรงกันขามเราจะพิจารณาดูวาจะสมควรยอมตามคํารองขอ ของคนนั้นหรือไมถายิ่งมีคอนสติตูชั่นไดจะยิ่งดี เพราะเรารูสึกอยูแลวเหมือนกันวา การที่มอบการ ปกครองใหอยูในมือ เจาแผนดินคนเดียวผูมีอํานาจสิทธิขาดนั้นดูเปนการเสี่ยงบุญอยูถาเจาแผนดิน เปนผูมีสติปญญาสามารถและมีความตั้งใจมั่นอยูจะทําการใหบังเกิดผลอันดีที่สุดแกชาติบานเมือง ฉะนั้นแลวก็จะเปนการดีที่สุดจะหาลักษณะการปกครองใดมาเปรียบปานไดโดยยากแตถาเจาแผนดิน เปนผูที่โฉดเขลาเบาปญญาขาดความสามารถ ขาดความพยายามเพลิดเพลินไปแตในความสุขสวนตัว ไมเอาใจใสในหนาที่ของตน ฉะนั้นก็ดีฤาเปนผูที่นํ้าใจ ทรามสันดานหยาบดุรายไมตั้งอยูในราชธรรม เห็นแกพวกพองและบริวารอันสอพลอและประจบ ฉะนี้ก็ดีประชาชนก็อาจไดรับความเดือดรอน ปราศจากความสุขไมมีโอกาสที่จะเจริญไดดังนี้ จึงเห็นไดวาเปนการเสี่ยงบุญเสี่ยงกรรมอยู” พระองคมีพระราชดําริวาประเทศไทย ขณะนั้นยังไมพรอมที่จะมีรัฐสภาเพราะประชาชนยัง ไมเขาใจการปกครองระบอบประชาธิปไตยอยางแทจริง จึงไดทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา อันเปนการศึกษาภาคบังคับเพื่อเปนรากฐานของการปกครองแบบใหม นอกจากนี้ทรงเขียนบทความ ลงหนังสือพิมพชี้แจงความลมเหลว ของการปกครองระบอบสาธารณรัฐในจีนและรัสเซียซึ่งเปนการ เปลี่ยนแปลงการปกครองในขณะที่ประชาชนยังไมพรอมและทรงเห็นระบอบการปกครองแบบหนึ่ง ยอมเหมาะสําหรับประเทศหนึ่งเทานั้น แตพระองคก็พระราชทานเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ของหนังสือพิมพ เพราะทรงเขาพระทัยบทบาทของหนังสือพิมพ ในประเทศประชาธิปไตยเปนอยาง ดี เปนสมัยแรกที่หนังสือพิมพกลาโจมตีหรือคัดคานรัฐบาลอยางรุนแรง แตถาทรงพระราชดําริวา ความเห็นของหนังสือพิมพไมถูกตองก็จะทรงตอบโตทางหนังสือพิมพเชนเดียวกันมิไดทรงใชพระ ราชอํานาจปดหนังสือ หรือจับกุมบุคคลที่บังอาจติเตียนรัฐบาลมาลงโทษเลย นอกจากจะทรงเขียน บทความเตือนประชาชน ใหใชวิจารณญาณในการเลือกเชื่อขาวสารที่ปรากฏในหนังสือพิมพเพื่อการ ตัดสินใจที่ถูกตอง พ.ศ.๒๔๕๔ (ร.ศ.๑๓๐) บุคคลคณะหนึ่งมีรอยเอก ขุนทวย หาญพิทักษ (นายแพทยเหล็ง ศรีจันทร) เปนหัวหนาไดวางแผนเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชยมา เปนประชาธิปไตยแตผูกอการเปลี่ยนแปลงทุกคน ไดถูกจับกุมเสียกอนเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ พ.ศ.๒๔๕๔ คณะกรรมการ ศาลทหารตัดสินลงโทษอยางรุนแรงถึงกับใหประหารชีวิต ๓ คน จําคุก ตลอดชีวิต ๒๐ คน และมีโทษลดหลั่นกันลงมาอีก ๖๘ คน แตพระองคเห็นวาบุคคลเหลานี้มีเจตนา ดีตอบานเมือง แมพระองคก็ทรงเห็นชอบกับการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยแตไมอาจที่จะ เปลี่ยนแปลงการปกครองไดอยางทันทีทันใด จึงมีพระมหากรุณาธิคุณ ใหลดโทษจําเลยเหลานี้ลง ตามลําดับคือจากโทษประหารชีวิตเปลี่ยนเปนจําคุกตลอดชีวิต โทษจําคุกตลอดชีวิต เปลี่ยนเปน จํา คุก ๒๐ ป โทษที่ตํ่ากวานั้นก็ใหรอการลงอาญาและยังคงรับราชการตอไปไดดังเดิมและตอมาไดรับ การปลอยตัวหมดทุกคน ในเหตุการณนี้นายแพทยเหล็งไดบันทึกไวในหนังสือชื่อ “หมอเหล็งรําลึก” ตอนหนึ่งวา “ไดพระราชทานชีวิตพวกเราไวจากคําพิพากษาของคณะกรรมการศาลทหารโดยเรามิ แนใจนัก วาหากมิใชพระประมุขพระองคนี้แลวพวกเราจะไดรอดพนจากการประหารชีวิตหรือไม” 6_edit.indd 35 13-Feb-13 9:33:09 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๓๖ ดุสิตธานี ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวนั้น ถึงแมวาจะจัดการปกครองแบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย แตพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ก็ทรงใหสิทธิเสรีภาพแก ประชาชนอยางมาก ประจักษพยานที่สําคัญคือทรงยอมรับการวิจารณจากนักเขียนและนัก หนังสือพิมพ ที่เขียนบทความกลาวโจมตีรัฐบาล จนดูเหมือนวาประเทศไทย มีการปกครองแบบ ประชาธิปไตยอยางเต็มที่แลว พระองคไดวางแผนใหขาราชการของพระองครูจักการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย โดยจัดสรางนครจําลองขึ้นเพื่อฝกฝนใหขาราชการบริพารของพระองค ใหไดรูจักและ เขาใจการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในวันขางหนา นครจําลองนี้ไดพระราชทานนามวา ดุสิตธานี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระราชดําริในเรื่องเมืองจําลองซึ่งโปรดเกลาฯ พระราชทานชื่อวา ดุสิตธานี หรือเมืองสวรรค ตั้งแต พ.ศ.๒๔๔๘ เมื่อครั้งยังดํารงพระอิสริยยศมกุฎ ราชกุมาร และประทับที่พระตําหนักจิตรลดา ทรงโปรดเกลาฯ ใหจัดเรือนแถวสําหรับพวกมหาดเล็ก และทรงทดลองการปกครองระบบนคราภิบาลหลายรูปแบบ ตอมาใน พ.ศ.๒๔๖๑ เมื่อพระองคเสด็จไปประทับพักผอนพระอิริยาบถที่หาดเจาสําราญ จังหวัดเพชรบุรี และในโอกาสที่ทรงสําราญพระราชหฤทัยรวมกับขาราชการบริพารกอสรางเมือง ทราย และมีพระราชดําริสรางเมืองจําลองเมื่อเสด็จพระราชดําเนินกลับถึงกรุงเทพฯ เมืองจําลองดุสิตธานี 6_edit.indd 36 13-Feb-13 9:33:17 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๓๗ เมืองดุสิตธานีถือกําเนิดที่พระราชวังสวนดุสิต อีกหนึ่งปตอมาเมื่อทรงแปรพระราชฐาน ไปประทับที่พระราชวังพญาไท ซึ่งเคยเปนที่ประทับของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีทรงโปรดเกลาฯ ใหยายเมืองดุสิตธานีมาตั้งบริเวณสวนหลังหมูพระที่นั่งครอบคลุม พื้นที่ประมาณ ๒ ไรครึ่งสิ่งกอสรางตางๆ ในดุสิตธานีมีขนาดสูง ๒-๓ ฟุต ประกอบดวย บานเรือน เอกชนพระราชวัง ศาสนสถานและอนุสาวรีย สถานที่ราชการ โรงทหาร รานคา โรงพยาบาล ตลาด โรงแรม ธนาคาร สถานประกอบธุรกิจตางๆ ทั้งมีถนนหนทางรมรื่น แมนํ้าคูคลอง มีทั้งสวนสาธารณะ ชุมชื่นดวยนํ้าตก อีกทั้งกองดับเพลิง และ บริษัทไฟฟา ในเมืองดุสิตธานีมีงานรื่นเริงและงานพิธี เปนประจํา อีกทั้งการแขงเรือในแมนํ้าเกือบทุกคืน เวลาที่นี่กําหนดมาตรา ๑ ตอ ๑๒ คือหนึ่งเดือน เทากับ ๑ ปสากล อาคารบานเรือนในเมืองจําลองนี้สรางอยางประณีต มีลวดลายละเอียดงดงาม และมีแบบ แปลกแตกตางกันไปทั้งแบบยุโรป ไทย มัวร แลวแตรสนิยมของผูเปนเจาของ เชน บานหลังหนึ่ง มีโดมแบบมัวรหนาตางและประตูโคงรับกัน หลังหนึ่งมีสวนแบบโมกุลพรอมดวยนํ้าพุในสระตาม แบบแผน อีกหลังหนึ่งสรางบนเนินเขาเปนแบบสวิสชาเลท แตที่โดดเดนที่สุดคือเจดีย ซึ่งสรางแบบ ปรางคขอมบนฐานชางลอมพระราชวังวัชรินทรงดงามแบบไทยแท ลอมรอบดวยคูนํ้า ทวยนาครหรือ พลเมืองดุสิตธานี สวนใหญเปนพวกขาราชบริพารและพระสหายใกลชิด หรือขาราชการพลเรือน ทรงอนุญาตใหแตละคนเลือกแบบกอสรางตามใจชอบ ซึ่งตางก็แขงขันกันสนองพระราชประสงค ใหเปนหลังที่สวยงามที่สุด เมื่อสรางเมืองดุสิตธานีเสร็จแลวไดมีประกาศใชธรรมนูญ ลักษณะปกครอง คณะนคราภิบาล พุทธศักราช ๒๔๖๑ ขึ้นเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๑ ในคําปรารภของ ธรรมนูญ นั้นแสดงใหเห็นพระราชดําริอยางชัดเจนทรงสรางดุสิตธานีขึ้นเพื่อเปนการใหการศึกษาการปกครอง ตนเองดังความตอนหนึ่งวา “ทรงพระราชดําริวาทวยนาครแหงดุสิตธานี ซึ่งไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหสรางขึ้นเปน ที่ตั้งราชนิเวศนมีฐานะความเปนอยูและภูธรรมความรอบรูสูงพอสมควรจะเริ่มการศึกษาการปกครอง ตนเอง ไดในกิจการบางอยางเพื่อยังความผาสุขสวัสดิ์ตามฐานะของตนใหยิ่งขึ้น” และอีกตอนหนึ่งวา 6_edit.indd 37 13-Feb-13 9:33:23 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๓๘ “ธรรมนูญลักษณะการปกครองนคราภิบาลนี้เปนกําหนดอํานาจการพระราชทานแดชาว ดุสิตธานี ใหมีเสียงและโอกาสแสดงความคิดเห็นในวิธีการปกครองตนเองในกิจการบางอยาง สวน อํานาจในกิจการแผนกใดซึ่งยังมิไดทรงพระกรุณาประสิทธิประสานใหก็ยอมคงอยูในรัฐบาลกลาง ซึ่งมียอดรวมในพระองคพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวตามแบบฉบับ ในอารยประเทศทั้งหลายที่ จัดการนคราภิบาล” คําในอารัมภบทของรางธรรมนูญดังกลาวแสดงชัดถึงพระราชเจตนารมณวา การกอตั้งเมือง ดุสิตธานีเพื่อสงเสริมความคิดในเรื่องการปกครองตนเองใหมีขึ้นในราษฎรไทย บรรดาทวยนาคร กวา ๒๐๐ คน ทั้งหญิงและชายมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งนคราภิบาล ตําแหนงซึ่งทุกคนไมวาชาย หรือหญิงก็สามารถเปนไดหากมีทวยนาครอื่นรับรองอีกหนึ่งคน นคราภิบาล มีอํานาจแตงตั้ง คณะนคราภิบาล ประกอบดวย เจาพนักงานการคลัง เจาพนักงานโยธา ผูรักษาความสะดวกของ ประชาชน และคณะนคราภิบาลจะเลือกตั้งสภาเลขาธิการ มีหนาที่ดําเนินการดานงานประจําของ คณะนคราภิบาล ในวันเปดศาลารัฐบาลในดุสิธานี เมื่อ วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๔๖๔ มีพระราชดํารัสตอนหนึ่งวา “วิธีดําเนินการในธานีเล็กๆ ของเราเปนเชนไร ก็ตั้งใจไววาจะใหประเทศสยามไดทําเชนนั้น แตจะใหเปนการสําเร็จรวดเร็วทันใจดังธานีเล็กนี้ก็ยังทําไปเดียวยังไมไดโดยมีอุปสรรคบางอยาง เพราะฉะนั้นขาพเจาขอใหขาราชการทั้งหลายตลอดจนทวยนาคร จงตั้งใจกระทํากิจการของ ตนเอง ตามหนาที่ใหสมกับธานีซึ่งไดจัดตั้งขึ้นนี้ในไมชาจะไดแลเห็นผลของประเทศสยามวาเจริญได เพียงใด” เมืองดุสิตธานีแบงออกเปน ๖ เขตการปกครองแตละเขตจะเลือกเชษฐบุรุษหนึ่งคนเปน ตัวแทนในคณะนคราภิบาล นอกจากนี้พระองคยังโปรดเกลาฯ ใหตั้งพรรคการเมืองขึ้นสองพรรค คือ พรรคแถบนํ้าเงินพระองคทรงเปนหัวหนาพรรค และพรรคแถบสีแดง ซึ่งนําโดยขาราชบริพารทาน หนึ่ง ในสองปแรกของเวลาดุสิตธานี มีการเลือกตั้ง ๗ ครั้งดวยกัน และทุกสองปจะมีการประกวด และใหรางวัลบานที่ไดมีการดูแลรักษาดีไดดีเยี่ยม ดุสิตธานีออกหนังสือพิมพรายวันสองฉบับ และรายสัปดาหฉบับ เนื่องดวยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงหวงใยและทรงตระหนักในพระทัยวามาตรฐานการหนังสือพิมพ ของไทยยังตองปรับปรุง พระองคจึงทรงเอาพระทัยใสหนังสือพิมพของดุสิตธานีเปนพิเศษและทรง รับหนาที่เปนบรรณาธิการองคหนึ่งของ “หนังสือพิมพดุสิตสมิต” มีขนาด ๑๒ หนา ประกอบดวย บทความกวีนิพนธและภาพวาด ทั้งยังทรงมีพระราชนิพนธลงพิมพดวยอยางสมํ่าเสมอ เชน เรื่อง หัวใจชายหนุม ซึ่งแสดงความรูสึกนึกคิดของหนุมไทยคนหนึ่งที่กลับมาบานเกิดเมืองนอน หลังจาก ไดไปศึกษาตางประเทศเปนเวลานาน ทรงนิพนธเปนเรื่องยาวถึง ๑๐ ตอน ลงในหนังสือดุสิตสมิต เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐ 6_edit.indd 38 13-Feb-13 9:33:27 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๓๙ หนังสือพิมพดุสิตสมิต “ดุสิตสมิต” เปนหนังสือพิมพรายสัปดาหที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงเปน ผูจัดทํามีจายวด (ปาณี ไกรฤกษ) เปนผูชวย ม.จ.ดุลภากร ม.ล.ปน มาลากุล พระมหาเทพกษัตริย สมุห (เนื่อง สาคริก)รวมมือกันบริหารงาน ฉบับแรกออกเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๔๖๑ จําหนายเลม ละ ๑ บาท รายไดนําไปบํารุงราชนาวีไทย วัตถุประสงคของการออกหนังสือ ดุสิตสมิต แถลงไวหลัง ใบปกทุกฉบับวา หนังสือพิมพดุสิตสมิต บมิคิดคดีทราม ตั้งจิตจะนําความ สุขะใหฤดีสบาย ถึงลอก็ลอเพียง กละเยี่ยงวิธีสหาย บมีจะมุงราย บมิมุงประจานใคร ใครออกจะพลาดทา ก็จะลอจะเลียนให ใครดีวิเศษไซร ก็จะชมประสมดี ชมเราก็แทงคิว ผิวะฉิวก็ซอรรี่ แมเม็ดมิคืนดี ก็จะเชิญ ณ คลองสานฯ อยางไรก็ตาม ยังมีผูไมเห็นดวยกับแนวคิดของการตั้งดุสิตธานี ขาราชการชั้นผูใหญบางทานไม เห็นชอบดวย เสนาบดีทานหนึ่งทูลเกลาฯ ถวายความเห็นวา “พลเมืองยังขาดความรูความเขาใจ... ผู ที่ตองการใหมีรัฐสภาคิดไดแตประโยชนของตนเองยิ่งกวาประโยชนของบานเมือง” แมในแวดวงของ ดุสิตธานีก็มีปญหาในการเปลี่ยนแปลงอยางกะทันหัน เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงพยายามเปนพลเมืองธรรมดาๆ คนหนึ่ง โดยใชชื่อ “นายราม ณ กรุงเทพฯ” มีอาชีพเปนเนติ บัณฑิต แตทวยนาครทั้งหลายไมอาจเลนบทตามพระองคได จึงตองถวายตําแหนงเชษฐบุรุษพิเศษ ยกใหเปนที่ปรึกษาของรัฐบาล เมืองดุสิตธานีลดบทบาทลงเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูหัวเสด็จสวรรคตใน พ.ศ.๒๔๖๘ 6_edit.indd 39 13-Feb-13 9:33:36 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๔๐ เมืองมัง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงจําลองแนวคิด เรื่องระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตย ราษฎรมีสวนรวมแสดงความคิดเห็นเพื่อพัฒนาบานเมืองใหรุงเรือง มาทดลองปฏิบัติ จริงตอจากแนวคิดเรื่อง “สาธารณรัฐใหม” ที่พระราชนิพนธเมื่อประทับที่กรุงปารีสโดยทรงฝกบรรดา ขาราชบริพารเปนทวยนาครในเมืองสมมติของพระองคชื่อ “เมืองมัง” ที่อยูในบริเวณสวนอัมพวา (แปลวา สวนมะมวง “เมืองมัง” จึงมาจาก “มังโก/Mango”) หลังพระตําหนักจิตรลดาที่ปารุสก วันในพระราชวังดุสิตซึ่งเปนที่ประทับชั่วคราว เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๖ ระหวางที่พระตําหนักที่ประทับ ณ วังสราญรมยกําลังซอมแซม เมืองมังเปนเรือนแถว ๒๐ หอง มีเฉลียงทางเดินติดตอกับตําหนักที่ประทับ มีมหาดเล็กรุน เยาวอยูหองละ ๒ คน เปนหมูบานเล็กๆ ที่กําลังพัฒนามีคณะผูควบคุมคณะหนึ่งเรียกวา “นคราภิ บาล” ทําหนาที่เปนคณะกรรมการจัดการปกครองเมืองมัง ประกอบดวย เชษฐบุรุษ เปนหัวหนา หมูบานและผูแทนราษฎร เลขาธิการ เปนเจาหนาที่ธุรการ โยธาธิการ เปนเจาหนาที่กอสรางและ รักษาความสะอาดของบานเมือง และนายแพทย สุขาภิบาล เปนเจาหนาที่รักษาพยาบาล เมืองมัง กําหนดกฎระเบียบใหทวยนาครปฏิบัติ เชน ที่ประชุมทวยนาครตองออกเสียงลง คะแนนเลือกตั้งนคราภิบาลและเชษฐบุรุษ และกระทําการตามกฎระเบียบเพื่อประโยชนและการ พัฒนาชุมชน เลือกสรรบุคคลใหทําหนาที่ตางๆ อยางเหมาะสมและครบถวนทั้งดานการเงินและการ รักษาความสงบเรียบรอยของเมือง โดยมีการจัดประชุมทวยนครอยางนอยเดือนละ ๑ ครั้ง เพื่อให ทวยนาครไดแสดงความคิดเห็นในเรื่องตางๆ นอกจากนั้น เมืองมังมี “แบงกลีฟอเทีย” เปนธนาคารเพื่อรับฝากและกูเงิน อันเปนการสราง ความเขาใจในเรื่องการออมทรัพย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจาฟามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราช กุมารทรงเปนกรรมการผูจัดการ หมอมหลวงเฟอ พึ่งบุญ(คือ เจาพระยารามราฆพ) กับนายเทียบ อัศวรักษ (พระยาคทาธรบดี สีหราชบาลเมือง) เปนกรรมการ เปนการนําความรูวิธีการคลังออมสิน ของประเทศอังกฤษที่ Edinburgh Savings Bank มาทดลองปฏิบัติ เพราะขณะนั้น แมจะมีตัวแทน ธนาคารพาณิชยของตางประเทศดําเนินงานในประเทศสยามบางแลวก็เปนการอํานวยความสะดวก ในทางธุรกิจใหบริษัทนําเขาสงออก บริษัทกอสรางโรงสี โรงเลื่อย มากกวาจะใหบริการรับฝากเงิน เพื่อการเก็บออมของราษฎรพระราชดํารินี้ไดขยายออกเปนการตั้งคลังออมสินในรัชสมัยพระองค เนื่องจากทวยนาครในเมืองมัง เปนผูที่มีความรู จึงมีการออกหนังสือรายสัปดาห เพื่อแจง ขาวสารและใหความบันเทิงแกสมาชิก สวนมากจะเปนพระราชนิพนธในสมเด็จพระบรมโอรสาธิ ราช เจาฟามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร นอกจากนั้นยังมีสโมสรสถานเพื่อพักผอนและการ สมาคมของทวยนาคร ตลอดจนการเลี้ยงอาหารเพื่อการสมานสามัคคีอีกดวย เชิงอรรถ ในรัชสมัย ของพระองคมีการออกหนังสือพิมพและการจัดตั้งสมาคมตางๆ จํานวนมากรวมทั้ง การออกพระ ราชบัญญัติที่เกี่ยวของกับเรื่องเหลานี้ 6_edit.indd 40 13-Feb-13 9:33:41 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๔๑ หลักในการปกครอง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงตระหนักถึงพระราชภาระในฐานะพระเจา แผนดิน จึงมีพระราชปณิธานจะสรางความเจริญรุงเรืองใหแกบานเมือง โดยยึดหลัก “การปกครอง บานเมืองเพื่อประโยชนสุขของชาติและราษฎร ไมเห็นแกประโยชนสุขสวนพระองค” และ “ความ สามัคคีของหมูคณะนําไปสูความสําเร็จ” ความสามัคคีนั้นเกิดขึ้นไดเมื่อ “ทุกคนทําตามหนาที่ของ ตนเต็มความสามารถ” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงปฏิบัติพระองคใหเปนแบบอยางแกราษฎร ทรง มีพระราชวิสัยทัศนกวางไกล พิจารณาการทํางานของแตละหนวยงานเพื่อผลลัพธที่ประกอบกันเปน ภาพรวม อันเปนประโยชนสุขของราษฎรและบานเมือง มากกวาคํานึงถึงแตเฉพาะประโยชนสวนตัว ที่อาจจะเปนผลเสียแกประเทศชาติมากกวาผลดี ทรงประกอบพระราชกรณียกิจสําคัญดวยความ สุขุมคัมภีรภาพ สิ่งใดที่ทรงเห็นวาเปนประโยชนตอบานเมือง ก็จะทรงพิจารณาอยางรอบคอบและ รอบดาน วามีขอดีและขอเสียอยางไรบาง มีหนทางที่จะแกไขขอเสียนั้นอยางใด และเมื่อถึงเวลาอัน เหมาะสม จึงจะดําเนินการตอไป ดังความที่ปรากฏในพระราชดํารัสตอไปนี้ “....ความมั่งคั่งแหงกรุงสยามและความจําเริญรุงเรืองเอาเปนขอสําคัญที่มุงหมายแหงเราทาน ทั้งหลายทั่วกันจะแลดูการใดๆ ควรดูอยางกวางๆ ไมควรคิดจะดูแคบๆ แตเฉพาะตรงหนาเทานั้น คือถาจะคิดใหเปนประโยชนหรือสะดวกแตเฉพาะแกกิจการในหนาที่ของตนเองเทานั้นไมพอ ตอง คิดถึงผลประโยชนแหงการปกครองทั่วไป...” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงแสดงใหเห็นความยากลําบากในพระราชภาระ หนาที่ของพระมหากษัตริยฐานะผูนําของแผนดิน ที่จําตองคิดพิจารณาเรื่องตางๆ ใหรอบคอบกอน จะลงมือปฏิบัติ ทรงเปรียบการปกครองบานเมืองเทียบไดกับการเดินทัพในการศึกสงคราม ดังนี้ “....การปกครองก็เหมือนการทัพ...เพราะฉะนั้นกอนที่แมทัพใหญจะสั่งใหเดินกองทัพ จึ่ง ตองคิดหนาคิดหลังใหตลอดเมื่อเตรียมการไวเสร็จแลว แนใจแลวจึ่งสั่งใหยก การที่ทัพหนาจะรีบยก ออกไปโดยดวนนั้น ถาแมโชคดีมีชัยชนะก็ดีไป และผูบัญชาการทัพหนาก็คงจะไดความชอบ แตถา ยกไปเสียทวงที ความผิดก็จะตองตกอยูที่แมทัพใหญเพราะผูใหญที่ไหนจะซัดผูนอยได ตองยอมรับ ผิดในสวนที่จัดกองหนุนและเสบียงตามไปไมทัน ขอนี้อุปมาฉันใดการปกครองก็อุปไมยฉันนั้น....ขอ จงเขาใจวาถาแมมีขอใดการใดที่ดูเหมือนจะดําเนินชาไป ขอจงเขาใจเถิดวาเปนเพราะยังเตรียมการ ไมพรอมเพรียงพอที่เราจะทําไปไดโดยแนใจวาสําเร็จ จึ่งรอไวกอนเพื่อตระเตรียมตอไป...” นอกจากพระราชภาระอันหนักหนาและความยากลําบากแลว อุปสรรคในการปฏิบัติพระ ราชกรณียกิจ อีกประการหนึ่งคือ การเสนอความเห็นของผูที่ไมเขาใจพระราชดําริอยางถองแท จึง ไดทรงสื่อสารใหราษฎรไดทราบวา ความเห็นนั้นทําใหผูปกครองตองรอบคอบในการปฏิบัติหนาที่ แตผูออกความเห็น ก็ถึงตองใชสติปญญาอยางรอบคอบกอนที่จะแสดงความเห็นใดๆ เชนกัน ดัง พระราชดํารัสวา 6_edit.indd 41 13-Feb-13 9:33:45 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๔๒ “.....การที่ทําอะไรใหเปนประโยชนแกบานเมืองซึ่งเปนการสําคัญและยากนั้น ไมใชวาพอ นึกจะทําก็ทําไดงายๆ จําที่เราจะตองคิดหนาคิดหลังใหรอบคอบ มุงใหไดประโยชนแกบานเมือง จริง ปองกันทางเสื่อมเสียแพลงพลาดตางๆ ใหดีที่สุดที่จะเปนไปไดจงเห็นเถิดวาราชกรณียกิจของ พระเจาแผนดินนั้นเปนภาระที่หนักและยากเพียงไร.... คนสมัยนี้ชอบออกความเห็น การออกความเห็นนั้นมีประโยชนคือไดเปนเครื่องดําริรอบคอบ ของผูปกครอง แตสวนโทษก็มีมากเหมือนกัน เพราะผูที่จะออกความเห็นถาไมรูตลอดถึงการภายใน วาไดมีไดทําอยูแลวอยางไร ก็ออกความเห็นบุมบามไปตามอัตโนมัติ...ยิ่งมากคนเขา เรื่องก็ชวนให ฟุงซานมากเขา การออกความเห็นของคนโดยมากยังเปนอยูเชนนี้ ผูทาเขาออกความเห็นถูกตอง และเปนประโยชนที่แทจริงนั้น เขายอมสืบใหรูความตื้นลึกหนาบางโดยละเอียดและใครครวญให รอบคอบในหนทางของการงานเสียกอน แลวเขาจึงพูดและออกความเห็น อันปญญากับสติเปน ของคูกัน เราก็เรียกควบคูกันอยูแลววาสติปญญาคนเราจะมีแตปญญาและเชาวนเปนเครื่องพาแลน ไปอยางไมได จําตองใชสติสําหรับเปนเครื่องเหนี่ยวรั้งกํากับไปกับปญญาดวย เมื่อพรอมทั้งสติและ ปญญาโดยบริบูรณแลว ความคิดและความเห็นจึงจะเปนไปเพื่อประโยชนอันสุขุม...” การปกครองเพื่อประโยชนสุขของชาติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงเนนความสําคัญของ “ชาติ” เปนหัวใจของการ ปกครอง คือ ทรงกระทําทุกวิถีทางเพื่อประโยชนของ “ชาติ” ซึ่งหมายถึงราษฎรที่เกิดเปนไทย และ ในเวลาตอมามีความหมายรวมถึงดินแดนที่เปนของราษฎรที่เกิดเปนไทยดวย ไมวาราษฎรเหลานั้น จะมีเชื้อชาติและศาสนาใด และการปกครองเพื่อประโยชนสุขของชาติจะเกิดขึ้นไดเมื่อมีความรวม มือรวมใจกันของทุกคนในชาติ โดยทําหนาที่ของตนเองอยางดีที่สุด เพื่อประโยชนสุขของราษฎร และความรุงเรืองของบานเมือง ระบบราชการ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงยึดถือแบบแผนการแบงสวนราชการตามอยาง การปฏิรูประบบบริหารราชการแผนดิน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว โดย ปรับปรุงและพัฒนาใหเหมาะสมยิ่งขึ้น ทั้งฐานะและหนาที่ความรับผิดชอบของแตละกระทรวง ตลอดจนระบบการทํางานแบบเปนทีม ๑. หนึ่งระบบ สองโครงการ ระบบราชการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูหัว คือ ระบบราชการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวไดทรงวางรากฐานไว แต แบงฐานะของกระทรวงตามที่มาของเงินงบประมาณที่ไดรับ เปน ๒ โครงการ คือ โครงการของ แผนดิน ไดแก กระทรวงที่ไดรับจัดสรรงบประมาณจากกระทรวงพระคลังมหาสมบัติกับโครงการ สวนพระองคไดแก กระทรวงที่ไดรับสรรงบประมาณจากกรมพระคลังขางที่ โครงการของแผนดิน เปนการปฏิบัติงานในกระทรวงที่จัดรูปแบบใหม เมื่อมีการปฏิรูปประเทศเพื่อประโยชนสุขแกราษฎร และสรางความเจริญใหบานเมือง เชน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตราธิ การ กระทรวงตางประเทศ กระทรวงธรรมการ เปนการดําเนินงานในหนาที่ตามระบบที่จัดการไว 6_edit.indd 42 13-Feb-13 9:33:49 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๔๓ ดีแลว การใชจายเงินในกิจการของกระทรวงเหลานี้ ไดแก รายไดที่ไดรับจัดสรรจากงบประมาณ แผนดิน เงินเดือนขาราชการอนุญาตใหใชจายเงินประเภทตางๆ แตละกระทรวง อยูในความรับผิด ชอบของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงปรับปรุงโครงสรางการบริหารราชการในหลาย กระทรวงใหสอดคลองกับหนาที่รับผิดชอบ เพื่อใหโครงการของแผนดินดําเนินการไปตาม “ระบบ” ของแตละกระทรวง โครงการสวนพระองค เปนโครงการทดลองสวนพระองคในภารกิจตางๆ เชน เสือปา ดุสิตธานี โขน ละคร ชาง อยูในความรับผิดชอบของกระทรวงวังและกระทรวงมุรธาธร ดูแล พระราชกิจของพระมหากษัตริย จึงเปน “โครงการสวนพระองค” ในระบบราชการ เพราะจัด ระเบียบบริหารราชการ ๒ กระทรวงนี้ตามแบบแผนเดียวกันกับกระทรวงอื่น แตทํางานไดสะดวก และคลองตัวมากกวา เนื่องจากงบประมาณที่ใชเปนเงินสวนพระองค ที่กรมพระคลังขางที่ไดรับ จัดสรรจากงบประมาณแผนดินใหทรงใชจายในฐานะพระเจาแผนดินเปนรายปตามเกณฑที่กําหนด ไว (คือ รอยละ ๑๕ ของเงินรายไดแผนดิน ไมเกิน ๑๐ ลานบาท) การใชจายเงินจึงไมผานความเห็น ชอบจากกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ๒. การทํางานเปนทีม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงเนน “ผลประโยชนของ ชาติ” เปน “เปาหมายสําคัญของการปกครอง”โดยใหกระทรวงตางๆ รวมมือกันปฏิบัติหนาที่ใน ความรับผิดชอบของตน และประสานงานกันอยางดี ระบบการทํางานเชนนี้เปนลักษณะของการ ทํางานรวมกันเปนทีมที่มีพระเจาแผนดินทรงเปนหัวหนา ตัวอยางที่เห็นไดชัด คือ การซอมรบของเสือปาและลูกเสือ จัดขึ้นเปนประจําทุกป พระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวจะประทับอยูดวยทุกครั้ง การแบงกองเสือปาเปนการสรางทีมยอยๆ เพื่อฝกการทํางานรวมกัน ทรงมีโอวาท “ปลุกใจเสือปา” ใหมีความรูสึกรักหมูคณะของตน รักชาติ บานเมือง สํานึกในหนาที่และตระหนักถึง “พลังของความสามัคคี” อันเปนทั้งการสรางจิตวิญญาณ ของประเทศสยาม การปลูกฝงวินัยของพลเมือง การพัฒนาระบบการทํางานรวมกันเปนทีมเรียกได วาเปนการสรางคน เพื่อใหคนสรางชาติ และเนื่องจากเสือปาจํานวนมากเปนขาราชการ พระราชอํานาจที่ “ไดรับแบงไปจากพระเจาแผนดินโดยตรง” คือ การปกครองราษฎรทั่ว ประเทศใหรมเย็นเปนสุขทั่วหนา โดยมีพระเจาแผนดินทรงเปนหัวหนา ดวยการจัดการแบงสวน ราชการตามหนาที่ความรับผิดชอบของแตละกระทรวง และคํานึงถึงความเหมาะสมใน “ระบบ” การ ดําเนินงาน มากกวา “ตัวบุคคล” ผูรับผิดชอบให “เหมาะและเสมอกัน” โดยจัดหนาที่ความรับผิด ชอบของกรมกองตางๆ ใหตรงกับชื่อกระทรวง และเกลี่ยภาระงานที่ไดรับมอบหมายอยางเหมาะสม เมื่อขาราชการไดแบงพระราชอํานาจไปจากพระเจาแผนดินโดยตรงมิไดแบงอํานาจไปจาก ระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเพียงกระทรวงเดียว ในยามที่จําเปนตองแกไขปญหาหรือพัฒนาเรื่องใด ทุกกระทรวงตองปฏิบัติหนาที่ในความรับผิดชอบของตน และทํางานรวมกันโดยยึดหลัก “สมาน สามัคคี” เพื่อประโยชนสุขของชาติและราษฎรเปนเปาหมายสําคัญ ดังพระราชดํารัสเกี่ยวกับการ สงเสริมใหราษฎรพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ อันจะเปนประโยชนตอการพาณิชยของบานเมืองดัง ตอไปนี้ 6_edit.indd 43 13-Feb-13 9:33:53 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๔๔ “...ที่ดินของเรากวางใหญ ตองเราพวกเราใหทํามาหากินพลเมืองควรทําเอง ที่จะพูดวาให รัฐบาลชวย รัฐบาลไปทําการคาดวยไมได เมื่อจะวาตามโวหารฝรั่ง เมื่อไทยเราชวยตัวเราไมไดแลว พระเจาก็ชวยเราไมได การที่จะเราและชักชวนใหพลเมืองถือเอาที่ดินทํามาหากินนั้น เสนาบดีทุก กระทรวงอาจจะชวยได เชน คมนาคม จัดการรถไฟใหสะดวก ธรรมการสอนใหพลเมืองรูสึกเกียรติยศ ในการหัตถกรรมกสิกรรม ใหรูสึกวาการถือเสียมถือไถมีเกียรติยศเทาถือปากกา มหาดไทยชวยใน การจับจองที่ดินใหสะดวกขึ้น ดังนี้เปนตน....” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงเปนหัวหนาขาราชการในการบริหารราชการ แผนดินเพื่อพัฒนาคุณภาพของราษฎรใหสามารถพึ่งตนเองได ทั้งดานเศรษฐกิจ การเมืองและการ สังคม เพราะเมื่อราษฎรพึ่งพาตนเองได ก็จะไดชวยกันสรางชาติที่เจริญรุงเรืองยิ่งขึ้นสืบไป แตการที่ ราษฎรจะสามารถพึ่งพาตนเองไดนั้น ขาราชการในแตละกระทรวงจะตองรวมมือกันทําหนาที่ของตน ใหดีที่สุด โดยที่เสนาบดีตองประชุมรวมกัน ชี้แนะแนวทางปฏิบัติใหกับขาราชการในสังกัดกระทรวง ของตนวา จะตองทําอยางไรและตองประสานงานกับกระทรวงอื่นอยางไร เพื่อนําไปสูสัมฤทธิผล หนาที่ของขาราชการ ขาราชการเปนผูที่ไดรับแบงพระราชอํานาจเพื่อสรางประโยชนสุขใหแกราษฎร ตองตระหนัก ในหนาที่และความรับผิดชอบของตนมีความรักและจงรักภักดีตอชาติ ปฏิบัติหนาที่ของตนอยางเต็ม ความสามารถและมีความสามัคคีในหมูคณะ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงใหความ สําคัญกับเครื่องแบบสี และเครื่องหมายเฉพาะของหนวยตางๆ เพื่อสรางใหเกิดความรักในหมูคณะ อันจะเปนพื้นฐานของความรักชาติ เพราะหมูคณะตางมีเปาหมายเดียวกัน คือ ความจงรักภักดีตอ ชาติ เมื่อรวมกําลังกันแลว ยอมเกิดพลังอันยิ่งใหญ การสรางความสามัคคีในหมูขาราชการ ที่ปฏิบัติ หนาที่ของตนเต็มความสามารถจึงนําไปสูความสุขของราษฎรและความเจริญของบานเมืองไดในที่สุด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระบรมราชาธิบายวาขาราชการเปนผูที่ได รับมอบพระราชอํานาจเพื่อดูแลราษฎรใหไดรับความสงบสุขขาราชการจึงพึงตระหนักถึงหนาที่ ของตน ดังนี้ “.....ขาราชการผูที่ทรงพระกรุณาตั้งแตงไวตําแหนงใดๆ ก็ดี ไมมีเลยจนตําแหนงเดียวที่ทาน มุงใหเปนนายประชาชน..แทจริงศัพทที่เรียกอยูก็บอกตรงอยูแลววาเปนอะไร คือ เปนขาราชการหา ใชเปนนายประชาชนไม ...และที่พระราชทานสวน ๑ แหงพระราชอํานาจใหผูไดถือไวแลว ก็ตอง แปลวาทรงไววางพระราชหฤทัยแลววาผูนั้นมีความสามารถพอที่จะใชพระราชอํานาจสวนนั้นโดย อาการอันตรงตามพระบรมราชประสงคคือใชสําหรับคือใชสําหรับทํานุบํารุงอาณาประชาราษฎร ใหเปนสุขปราศจากทุกขภัย ใหไดรมเย็นเพราะพระบรมโพธิสมภาร เพราะฉะนั้นเจาหนาที่ผูใดใช อํานาจไมถูกดังพระราชประสงคก็ตองจัดวาบกพรองในความสามารถและถายิ่งซํ้ารายนําอํานาจ ซึ่งพระราชทานแบงไปใหใชเพื่อผดุงความสุข และกระทําหิตานุหิตประโยชนใหแกประชาชนนั้น ไปใชเพื่อกดขี่ หรือ เบียดเบียนผูอื่นแลวก็ตองติโทษวาผูนั้นเปนผูที่ทําการไมถูกนาที่ๆ ทรงพระมหา กรุณาชุบเกลาฯนั้นเลย...” 6_edit.indd 44 13-Feb-13 9:33:57 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๔๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวพระราชทานพระราชดํารัสหลายครั้งเนนให ขาราชการแตละคนในแตละกระทรวง ทําหนาที่ของตนใหดีที่สุด ไมวาจะเปนหนาที่ใด เพราะเมื่อ ทุกคนทําตามหนาที่ของตนอยางเต็มกําลังความสามารถ ผลประโยชนที่ไดยอมตกแกชาติ เชน ครู มีหนาที่สอนเด็กใหเปนผูใหญที่ดีในวันขางหนา โดยยึดถือนิติธรรมของบานเมือง เมื่อเด็กเชื่อฟงครู และเติบใหญที่ดีแลว ตอไปพวกเขาก็จะสรางเยาวชนที่จะเปนพลเมืองที่ดีของชาติตอไปพระราช ดํารัสตอไปนี้ “....การปลูกสติปญญาฝกสอนคนใหเปนไพรฟาแผนดินที่ดีนี้ เปนหนาที่สําคัญนักเปนงานที่ ตองทําดวยปญญาความคิดประกอบกับแรงกาย ในเบื้องตนก็จะตองใครครวญใหเห็นแนแกใจเสีย กอนวาการฝกสอนกลอมเกลานั้นจะใหไดรูปอยางที่เรียกวาเปนไพรฟาขาแผนดินอันดีนั้นอยางไร แลวจะตองใชวิธีฝกฝนกลอมเกลาใหสําเร็จรูปไดดั่งประสงคซึ่งเปนของยากตองประกอบพรอมดวย สติปญญาและความสามารถในการฝกสอนอยางดีจึ่งจะไดผลสําเร็จตามปรารถนา หนาที่ครูจึงควร ยกยองวาเปนหนาที่สําคัญยิ่งนัก.... ....ประเทศใดที่รักษานิติธรรมของชาติไวไดดี ประเทศนั้นยอมดําเนินขึ้นสูความเจริญ ประเทศ ใดละเลยนิติธรรมของชาติเสียหรือปลอยใหเสื่อมทรามไป ภัยยอมจะมีมาถึงประเทศนั้น...นิติธรรม ของชาตินั้นคือคุณสมบัติและขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีซึ่งเปนที่นิยมสืบตอๆ กันมาในหมู ประชาชนแหงชาติ.... พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว กับพระบรมวงศ ขาราชการผูใหญ 6_edit.indd 45 13-Feb-13 9:34:08 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๔๖ การที่เราเห็นอะไรของใครแปลก เราพอใจและจะถือเอาเปนแบบอยางนํามาใช สําหรับ ประเทศเราบางนั้น จําเราจะตองใชวิจารณญาณสอดสองเลือกเฟนใหเห็นเหมาะสมวาจะเปน ประโยชนแกเราแทจริงเสียกอน สิ่งซึ่งเหมาะแกประเทศเขาใชวาจะเหมาะแกประเทศเราเสมอไป ก็หาไม บางทีอาจใชไมไดในประเทศเราเสียเลยก็เปนได หรือบางอยางจะใชไดก็ดวยเอามาปรุงใหม ใหเหมาะแกเรา เพราะฐานะและนิติธรรมของชาติยอมตางๆ กัน.... ....ขอจงสุจริตตอหนาที่ของตน ปฏิบัติหนาที่แตโดยชอบ ปราศจากอคติทั้งสี่ประการหากจะ มีผูปกครองเด็ก คือ บิดามารดาหรือคนอื่นไมพอใจในหนาที่ฝกสอน ก็จงอยาครั่นครามและคลอย ตามหรือลดหยอนผอนใหเขา หนาที่ของเราจําจะตองสอนใหถูกตองตามนิติธรรมของชาติดั่งที่ได ชี้แจงใหฟงแลวอยางไรก็ใหสอนไปตามหนาที่นั่นแหละจะไดชื่อวาสุจริตตอหนาที่ไดทําประโยชน ใหแกชาติศาสนาดวยความสวามิภักดิ์จงรักตอเราจริง... สวนนักเรียนทั้งหลายเจาจงมีความพากเพียรในการเรียนและจงเชื่อฟงคําครูสอนจงอยูใน ถอยคําของครูเสมอไปจึ่งจะไดชื่อวาเปนเด็กดีและเปนศิษยดีตอไป เจาจะตองรับชวยเปนผูบํารุง ชาติของเจาและมีหนาที่ฝกหัดเด็กๆ เหมือนอยางที่ครูฝกหัดเจาอยูในทุกวันนี้ เจาจะรับทําหนาที่ นั้นไดดีก็ดวยเจาฝกหัดตัวของเจาดีแตเวลาเดี๋ยวนี้ไป เพราะฉะนั้นเจาตองเชื่อฟงคําครูสอน โตขึ้น เจาจะไดเปนผูฝกหัดลูกหลานเจากับกุลบุตรซึ่งจะเกิดมาภายหลังเจาใหดีเหมือนเจา นั่นแหละเจา จึ่งจะนับวาเจาเปนผูสมควรที่จะเปนผูสืบตอการบํารุงชาติ....” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว พระราชทานพระบรมราโชวาทใหขาราชการแตละ คนทําหนาที่ของตนอยางเต็มความสามารถ ไมวาจะมีหนาที่ เล็กใหญประการใด แมวา จะมิได ทรงขยายความในเรื่องดังกลาว ทําใหคิดอุปมาอุปไมยไดวา “ชาติ” คงเปนเหมือนกับ “รางกาย ของมนุษย” ที่มีอวัยวะใหญนอยทําหนาที่แตกตางกันไป หากพิจารณาเฉพาะเจาที่อาจเขาใจไดวา อวัยวะบางสวนมีความสําคัญกวาอวัยวะอื่น แตในความเปนจริง ตองพิจารณาหนาที่ของอวัยวะ ทั้งหมดโดยภาพรวมวาบุคคลผูเปนเจาของรางกายนั้นจะมีชีวิตอยางปกติได เมื่ออวัยวะทุกสวน ทํางานไดตามปกติ หากอวัยวะใดผิดปกติแมเพียงเล็กนอย ก็ทําใหเจาของรางกายนั้นเจ็บปวยได เมื่อเปนเชนนี้ จึงไดมีพระราชดํารัสวา “...ผูที่หวังดีตอชาติ ตอคณะ ตอบานเมืองที่เราไดอาศัยเปนความสุขอยูนี้ จําเปนที่จะตอง ตัดความปรารถนาทะเยอทะยานในที่ซึ่งไมควรทะเยอทะยาน ควรตั้งใจทุกคนแตเพียงวาเราอยูใน ตําแหนงนี้มีหนาที่ จะเปนตําแหนงสูงหรือตํ่าก็ตาม...ใหทําหนาที่อันนั้นใหดีที่สุดจะเปนได.... เราตอง เขาใจวาหนาที่อะไรของเราเล็กใหญก็ตาม เราก็ทําหนาที่ของเราใหดีที่สุดที่เราจะทําได ไมใชหนาที่ ของตัวที่จะชั่งนํ้าหนักราคาของตัวเองวามีเทาไรเปนหนาที่ใหคนที่ดูเขาแลเห็นเอง.... ขอใหจําขอนี้ ใหมั่นคงทุกคน ทั้งที่เปนเสือปาและลูกเสือ ทั้งที่เปนขาราชการและที่ประกอบทํามาหาเลี้ยงชีพโดย ทางตางๆ ก็ตาม กิจการที่ทําตองตั้งใจทําไปโดยซื่อตรง โดยสุจริต โดยเต็มกําลังและความสามารถ ของเรา ทุกคนเฉพาะหนาที่... ถาหมั่นกระทําตามหนาที่ของเราแลวเต็มสติกําลังความสามารถของ เราโดยเฉพาะตัวทุกๆ คน เมื่อไดรูสึกเชนนั้นแลวและเมื่อนั้นจึงคอยเรียกตัววาเปนผูที่รักชาติอยาง อยาพูดแตปาก....” 6_edit.indd 46 13-Feb-13 9:34:13 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๔๗ และ “....เมืองไทยเปนบานเกิดเมืองบิดาของทาน และตัวทานทุกๆ คนก็เปนสวนหนึ่งๆ แหงชาติ ไทย เพราะฉะนั้นควรที่จะตั้งใจชวยกันประกอบใหเปนประโยชนแกเมืองไทยและชาติไทยตามแต ที่มีโอกาสจะกระทําได ขอจงละเสียซึ่งความแกงแยงเกี่ยงงอนในสวนตัวขออยาใหมัวแตคิดถึงการ รักษาเกียรติยศสวนตัวจนลืมนึกถึงเกียรติยศแหงชาติ.... ...ขอทานทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติราชกิจตามหนาที่ของทานโดยสุจริตและเที่ยงธรรมสมํ่าเสมอ อยาเผอเรอมัวเมาในอิสสริลาภและโภคลาภอันไดมีมาแลวหรือซึ่งจะพึงมีมาในภายหนา อัน อิสสริยลาภก็ดี โภคลาภก็ดี ควรแสวงแตวิธีอันชอบธรรม ลาภนั้นๆ จึงจะมั่นคงอยูแกตนไดไมมี เวลาเลื่อมถอย....” การปรับปรุงและพัฒนาระบบราชการ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงพัฒนาระบบราชการตามแบบแผนของสมเด็จ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวโดยปรับปรุงใหเหมาะสมกับกาลสมัยเนนที่การสรางและพัฒนา “ระบบ” การบริหารราชการแผนดิน มากกวาความสําคัญของ “บุคคล” ผูรับผิดชอบกิจการกระทรวงตางๆ เพราะประเทศไทย ไมมีปญหาขาดแคลนบุคลากรผูมีความรูความสามารถในการปกครองบานเมือง มากเทากับรัชกาลกอนโดยมีการปรับปรุงบริหารราชการดังนี้ ๑. การปรับปรุงระเบียบบริหารราชการสวนกลาง โปรดฯ ใหจัดแบงหนาที่ราชการใน ระหวางกระทรวงที่มีสวนเกี่ยวของกับกิจการหนึ่งๆ อยางเหมาะสมโดยระบุหนาที่รับผิดชอบของ แตละกระทรวงใหชัดเจน เชน การขุดคลอง เพื่อการคมนมาคมและการชลประทาน เดิมอยูในความ รับผิดชอบของกรมคลองกระทรวงเกษตราธิการ เมื่อพิจารณาหนาที่ตามความเหมาะสมแลวให หนาที่ขุดคลองเพื่อการคมนาคม อยูในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม เรียกวา กรมทาง (ซึ่ง ตอมาไดยายไปอยูในความรับผิดชอบของกรมรถไฟหลวง เพราะมีหนาที่สรางเสนทางคมนาคมขนสง เหมือนกัน) สวนหนาที่กําหนดแนวคลองชลประทานและการรักษาคลองเพื่อการทดนํ้า เปนความรับ ผิดชอบของกระทรวงเกษตราธิการ หากจําเปนตองขุดคลองเพื่อประโยชนในการชลประทาน กรม ทางจะรับหนาที่ขุดสําหรับหนาที่ปกครองบานเมืองในพระนครและในทองถิ่น ใหกระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบการปกครองในหัวเมือง และกระทรวงนครบาลรับผิดชอบการปกครองในพระนคร โดย รับผิดชอบเฉพาะเรื่องการปกครอง สวนเรื่องการจัดเก็บรายไดและการคลังให อยูในความรับผิดชอบ ของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ สําหรับกิจการที่มีหนาที่ซํ้าซอนกันเชนกรมตํารวจภูธรและเรือน จําหัวเมืองของกระทรวงมหาดไทย เปนกิจการอยางเดียวกันกับพลตระเวนในความรับผิดชอบของ กระทรวงนครบาลจึงโปรดเกลาฯใหรวมกันอยูในความดูแลของกระทรวงนครบาลเพียงกระทรวง เดียว เพื่อมิใหเปลืองพระราชทรัพยนอกจากนี้โปรดเกลาฯ แยกกรมทหารเรือเดิมออกจากกระทรวง กลาโหม มาตั้งเปนกระทรวงทหารเรือ จัดตั้งกระทรวงมุรธาธรขึ้นมาใหม ตั้งสภาเผยแผพาณิชย(ตอ มาเปนกระทรวงพาณิชย)รวบรวมกรมชางสิบหมู จัดตั้งเปน กรมศิลปากร ปรับปรุงกระทรวงโยธา ธิการแลวเปลี่ยนชื่อเปน กระทรวงคมนาคม โอนกรมธรรมการไปขึ้นกับกระทรวงวัง แลวเปลี่ยนชื่อ 6_edit.indd 47 13-Feb-13 9:34:17 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๔๘ กระทรวงธรรมการเปน กระทรวงศึกษาธิการ รวมกระทรวงนครบาลเขากับกระทรวงมหาดไทย สรางสนามบินดอนเมืองและตั้งกองบิน ขึ้นเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๔๕๗ ใหมีฐานะเทียบเทา กรม สังกัดกองทัพบก ตอมาไดขยายงานมาเปน กรมอากาศยาน แลวกลายมาเปนกองทัพอากาศ ๒. การปรับปรุง ระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาค โปรดฯใหรวมมณฑลที่อยูใกลกันจัด ตั้งเปนภาค แตละภาคมี อุปราช มีอํานาจตรวจตราเหนือ สมุหเทศาภิบาลในภาคนั้นๆ และยังทํา หนาที่เปนสมุหเทศาภิบาลประจํามณฑลซึ่งตั้งเปนสํานักงานภาคนั้นดวย ตําแหนง อุปราช และ สมุหเทศาภิบาลขึ้นตรงตอพระมหากษัตริย ไมตองขึ้นตอกระทรวงมหาดไทย นอกจากนี้ โปรดฯ ใหจัดแบงหนาที่ความรับผิดชอบการปกครองสวนทองถิ่นที่ในมณฑลตางๆ ใหเหมาะสมขึ้น เชน มณฑลอีสาน อันมีทองที่กวางใหญและมีพลเมืองมาก ยากที่สมุหเทศาภิบาลมณฑลเพียงคนเดียว จะตรวจตราดูแลทุกขสุขของราษฎรอยางทั่วถึงได จึงจัดการปกครองใหม แบงเปน ๒ มณฑล คือ มณฑลอุบล และ มณฑลรอยเอ็ด สวนมณฑลพายัพ เดินทางติดตอถึงกันไดยากเพราะสภาพทาง ภูมิศาสตร จึงแบงออกเปน ๒ มณฑล คือ มณฑลพายัพ และมณฑลมหาราษฎรรวมทั้งโปรดฯ ให เปลี่ยนชื่อเรียก “เมือง” เปน “จังหวัด” ใชมาจนถึงปจจุบัน ในพระนคร โปรดฯ ใหยกเลิกมณฑลกรุงเทพฯ ขยายเขตพระนครออกไปจากเดิม ยกเลิก การปกครองอําเภอชั้นในและอําเภอชั้นนอกแบงเขตการปกครองทองที่ในพระนครเปนอําเภอ และ จัดการปกครองสวนทองที่ในพระมหานครเปนพื้นฐานการปกครองของกรุงเทพมหานครปจจุบัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว 6_edit.indd 48 13-Feb-13 9:34:25 PM