The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

aw_เนื้อใน รัชกาลที่6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by larpsetthi, 2023-03-16 18:48:14

รัชกาลที่6

aw_เนื้อใน รัชกาลที่6

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๙ พระยาอนิรุทธเทวา (หมอมหลวงฟน พึ่งบุญ) มหาเสวกเอก พลตรี พระยาอนิรุทธ เทวา นามเดิม หมอมหลวงฟน พึ่งบุญ เกิด เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๓๖ เปน บุตร ของ พระยาประสิทธิ์ศุภการ (หมอม ราชวงศละมาย พึ่งบุญ) และ พระนมทัต พึ่งบุญ ณ อยุธยา (พระนมในพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว) ทานมี พี่-นอง รวมมารดาดังนี้ ๑. ทาวอินทรสุริยา (หมอมหลวง หญิงเชื้อ พึ่งบุญ) ๒. พลเอก พลเรือเอก เจาพระยาราม ราฆพ (หมอมหลวงเฟอ พึ่งบุญ) ๓. พระยาอนิรุทธเทวา ๔. หมอมหลวงหญิงถนอม พึ่งบุญ หมอมหลวงฟน พึ่งบุญ ไดเขารับ การศึกษาในสํานักเรียนวัดมหาธาตุ เปน ขั้นแรก จนจบหลักสูตรชั้น ๑ จากนั้น มารดาจึงนําขึ้นถวายตัวเปนมหาดเล็ก ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เมื่อยังทรง ดํารงพระอิสริยยศ เปน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจาฟามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ณ พระราชวังสราญรมย ไดเปนมหาดเล็กหองบรรทม ในขึ้นแรก เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๙ ตอมารับราชการ จนเปนที่พอพระราชหฤทัย พระยาอนิรุทธเทวารับราชการในตําแหนงหองบรรทมตลอดมา จนไดเปนจางวางหองที่ พระบรรทมภายหลัง ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหเปนอธิบดีกรมมหาดเล็ก และผูบัญชาการกรม มหรสพ และคงดํารงตําแหนงนี้โดยตลอด จนออกจากราชการ เพราะยุบเลิกและเปลี่ยนตําแหนง หนาที่ราชการในกรมมหาดเล็กเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๙ พระยาอนิรุทธเทวา มีความสามารถทางนาฏศิลป ในตัวพระลักษมณ ไดรับการฝกหัดทา ละคร จากพระยานัฏกานุรักษ (ทองดี สุวรรภารต) ครูละครผูใหญ และยังมีความสามารถในการ แสดงละครพูด ละครรอง อันเปนบทพระราชนิพนธดวย การแสดงละครรอง ละครพูด นั้น ทาน มักรับบทเปนตัวนาง พระยาอนิรุทธเทวานับวา เปนบุคคลสําคัญทานหนึ่ง ที่ไดอุปถัมภบํารุงนาฏศิลปไทยในชวง ที่กําลังตกตํ่าคือ ชวงหลังสิ้นรัชกาลที่ ๖ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ตลอดจน 6_edit.indd 99 13-Feb-13 9:39:22 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๐๐ ชวงรัฐนิยม ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ใหดํารงอยูไมเสื่อมสูญไปจากสังคมไทย จนกระทั่ง เมื่อ กรมศิลปากรเริ่มฟนฟูการแสดงนาฏศิลปใหประชาชนอีกครั้ง หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทานก็ยังไป ชมการแสดง และชวยวิจารณในขอบกพรองในการแสดง ใหกับกรมศิลปากรอีกหลายครั้ง พระยาอนิรุทธเทวาไดปวยดวยโรคหัวใจพิการ อาการไดทรุดลงตลอดมา จนถึงแกอนิจกรรม ณ บานบรรทมสินธุ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๔ เวลา ๙.๒๐ น. รวมอายุได ๕๘ ป บานบรรทมสินธุ หรือ บานพิษณุโลก บานบรรทมสินธุ ปจจุบันมีชื่อวา บานพิษณุโลก เปนบานแบบสถาปตยกรรมที่สวยงาม ออกแบบและสรางโดย มาริโอ ตามานโญ สถาปนิกประจําราชสํานักสยามชาวอิตาลี (พ.ศ.๒๔๔๓- ๒๔๖๘) มีเนื้อที่ ๒๕ ไร ๓ งาน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ ทรงสรางบานบรรทมสินธุ และ พระราชทานใหกับมหาดเล็กสวนพระองค คือ พลตรี พระยาอนิรุทธเทวา (หมอมหลวงฟน พึ่งบุญ) พรอมกับการพระราชทานบานนรสิงห แก พลเอก เจาพระยารามราฆพ (หมอมหลวงเฟอ พึ่งบุญ) ผูพี่ และพระราชทานบานมนังคศิลา แกมหาเสวกเอก พระยาอุดมราชภักดี (โถ สุจริตกุล) บานบรรทมสินธุ ถายเมื่อ พ.ศ. 2489 6_edit.indd 100 13-Feb-13 9:39:29 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๐๑ มหาเสวกเอก พระยาอุดมราชภักดี (โถ สุจริตกุล) มหาเสวกเอก พระยาอุดมราชภักดี เดิมชื่อ โถ สุจริตกุล เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๓๕ ที่บานดาน ปากคลองดาน ธนบุรี เปนบุตรของเจาพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) และทานจแพ (เปนพระนมของ สมเด็จเจาฟามหิดลอดุลเดช) ทานเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนวัดปากนํ้า ใกลบาน ตอมาไดไปเรียนตอที่โรงเรียนวัด นวลนรดิศ จากนั้นทานไดถวายตัวเปน มหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัว เมื่อดํารงพระอิสริยยศเปนสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชฯ มกุฎราชกุมาร ตอมา สมเด็จพระบรมฯ ทรงพระ กรุณาโปรดเกลาฯ ใหนายโถ สุจริตกุล เขา ศึกษาตอที่โรงเรียนปฐมมหาธาตุ วัดมหาธาตุ และเมื่อโรงเรียนในพระราชวังสราญรมยไดจัด ตั้งขึ้น นายโถ สุจริตกุล ยายมาเรียนที่นี่ เมื่อนายโถ สุจริตกุล เติบโตขึ้น และมีความรูพอสมควร สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ มกุฎ ราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหรับราชการฉลองพระเดชพระคุณในตําแหนงมหาดเล็ก หองบรรทม ใน พ.ศ.๒๔๕๓ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ทาน ไดรับราชการในตําแหนงมหาดเล็กหองบรรทม แลวเลื่อนเปนหัวหนามหาดเล็ก ไดเปนรองอธิบดี ชาวที่ และอธิบดีชาวที่มาตลอดรัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดพระราชทาน “บานมนังคศิลา” ใหแกมหาเสวก เอก พระยาอุดมราชภักดี (โถ สุจริตกุล) บานมนังคศิลา บานมนังคศิลา ตั้งอยูเลขที่ ๕๑๔ ถนนหลานหลวง เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เปนบานที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว โปรดเกลาฯ พระราชทานชื่อวา “มนังคศิลา” อันหมาย ถึงที่ประทับ บานมนังคศิลาเดิมเปนบานที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว โปรดเกลาฯ ใหสราง พระราชทานแกพระยาอุดมราชภักดี (โถ สุจริตกุล) อดีตอธิบดีกรมชาวที่ ผูมีหนาที่ดูแลพระราชฐาน ที่ประทับทั้งหมด 6_edit.indd 101 13-Feb-13 9:39:34 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๐๒ หมอมหลวงปน มาลากุล หมอมหลวงปนเกิดเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๖ ณ บานถนนอัษฎางค กรุงเทพมหานคร เปนบุตร คนที่ ๖ ใน ๑๓ คน ของเจาพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หมอม ราชวงศเปย มาลากุล) และทานผูหญิงเสงี่ยม พระเสด็จสุเรนทราธิบดี (เสงี่ยม มาลากุล ณ อยุธยา (นามสกุลเดิม วสันตสิงห)) ทานมีพี่ นองรวมบิดามารดาทั้งสิ้น ๘ คน ไดแก ๑. หมอมหลวงปก มาลากุล ๒. หมอมหลวงปอง มาลากุล ๓. หมอมหลวงเปนศรี มาลากุล ๔. หมอมหลวงปนศักดิ์ มาลากุล ๕. หมอมหลวงปอง เทวกุล (สมรสกับ หมอมเจาสุรวุฒิประวัติ เทวกุล) ๖. หมอมหลวงปน มาลากุล ๗. หมอมหลวงเปยมสิน มาลากุล ๘. หมอมหลวงปานตา วสันตสิงห (สมรสกับนายเมืองเริง วสันตสิงห) เมื่อป พ.ศ.๒๔๕๐ เมื่อหมอมหลวงปนมีอายุได ๔ ขวบ ทานไดเริ่มเรียนหนังสือที่บานกบ ครูแฉลม (แฉลม คุปตารักษ) ตอมาไดเขารับการศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (ณ สมัย นั้นเปนโรงเรียนวัดราชบูรณะ) และตอมาในป พ.ศ.๒๔๕๗ หมอมหลวงปนก็เขาศึกษาที่โรงเรียน มหาดเล็กหลวง ในป พ.ศ.๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรด เกลาฯแตงตั้งใหเปนนักเรียนมหาดเล็กในพระบรมมหาราชวัง ไมไดเรียนที่โรงเรียนอีก แตปลายปนั้น ก็ยังคงมาสอบไลและสามารถสอบผานชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๕ ซึ่งทําใหเลื่อนไปเรียนในชั้นมัธยมศึกษา ปที่ ๖ แตก็ไมไดมาเรียนหรือมาสอบอีกเลย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหไดรับทุนของกระทรวง ธรรมการ จึงออกไปศึกษาตอ ณ ประเทศอังกฤษ โดยไปเขาเรียนที่ The School of Oriental and African Studies, University of London (SOAS) หรือวิทยาลัยบูรพศึกษาและอาฟริกาศึกษา มหาวิทยาลัยลอนดอน และไดรับประกาศนียบัตรวิชาภาษาและวรรณคดีบาลีและสันสกฤต แลวได ยายไปศึกษาตอที่คณะบูรพคดีศึกษา (Faculty of Oriental Studies) สถาบันตะวันออกของมหา วิทยาลัยออกซฟอรด ประสบความสําเร็จโดยไดรับปริญญาตรี (B.A.) เกียรตินิยมสาขาบูรพคดีศึกษา (Oriental Studies) วิชาเอกภาษาบาลีและสันสกฤต ในป พ.ศ.๒๔๗๑ 6_edit.indd 102 13-Feb-13 9:39:40 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๐๓ ตอมาในป พ.ศ.๒๔๗๔ ไดศึกษาตอในระดับปริญญาโทจนสําเร็จการศึกษา ไดรับปริญญา อักษรศาสตรมหาบัณฑิต (M.A.) ระหวางที่ศึกษาอยูในมหาวิทยาลัยออกซฟอรด ทานสังกัดใน วิทยาลัยเบรสโนส (Brasenose College) และในป พ.ศ.๒๔๙๘ ทานก็ไดสําเร็จการศึกษาจาก วิทยาลัยปองกันราชอาณาจักร (รุนแรก) ในป พ.ศ.๒๔๕๕ ไดถวายตัวเปนมหาดเล็กที่พระที่นั่งอัมพรสถาน ตอมาไดเปนอาจารย ประจํากองแบบเรียนกรมวิชาการ อาจารยพิเศษคณะอักษรศาสตร และวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัยในป พ.ศ.๒๔๗๔ ในปพ.ศ.๒๔๗๕ เปนอาจารยโท อาจารยประจําคณะอักษรศาสตร และวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และยังไดเปนหัวหนาแผนกฝกหัดครูมัธยม คณะอักษร ศาสตรและวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยและรักษาการในตําแหนงครูใหญโรงเรียนมัธยม หอวังในป พ.ศ.๒๔๗๗ อีกดวย หมอมหลวงปนไดเปนอาจารยเอก อันดับ ๑ ตอมาในป พ.ศ.๒๔๘๐ ทานไดกอตั้งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย โรงเรียนสหศึกษาแหงแรกในประเทศไทย ทานดํารงตําแหนงผูอํานวยการทานแรก ๕ ปตอมาในป พ.ศ.๒๔๘๕ ไดรับแตงตั้งเปนอธิบดีกรมสามัญศึกษาอีกตําแหนงหนึ่งดวย ในป พ.ศ.๒๔๘๗ ทานได พนจากตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและเปนที่ปรึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และทํางานในหนาที่เลขาธิการจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ในป พ.ศ.๒๔๘๙ ทานดํารงตําแหนงเปนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และในป พ.ศ.๒๔๙๕ - พ.ศ.๒๔๙๖ ทานไดเปนรักษาการอธิบดีกรมวิชาการ หลังจากนั้นในป พ.ศ.๒๔๙๗ ไดเปนรักษา การอธิบดีกรมการฝกหัดครู รักษาการอธิการวิทยาลัยวิชาการศึกษา ศาสตราจารยพิเศษในคณะคุรุ ศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย หมอมหลวงปน มาลากุล ดํารงตําแหนง รัฐมนตรีวาการกระทรวงวัฒนธรรมตั้งแต วันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๐ ถึง พ.ศ.๒๕๑๒ เปนเวลายาวนานถึง ๑๒ ปเศษ หมอมหลวงปน มาลากุล ไดสมรสกับ ทานหญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา (นามสกุล เดิม ไกรฤกษ) ธิดาเจาพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ) และทานผูหญิงกลีบ มหิธร (สกุลเดิม บางยี่ขัน) แตไมมีบุตรธิดาดวยกัน หมอมหลวงปน มาลากุล ถึงแกอสัญกรรมเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๘ สิริอายุได ๙๑ ป ๑๑ เดือน ๑๑ วัน และเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๔ ทานไดรับการประกาศเชิดชู เกียรติจากองคการยูเนสโก ยกยองทานเปน “นักการศึกษาดีเดนของโลก ในสาขาวรรณกรรมและ สื่อสาร” และไดรับการยกยอง เชิดชูเกียรติ เปนศิลปนแหงชาติ สาขา วรรณศิลป เมื่อ ป พ.ศ.๒๕๓๘ 6_edit.indd 103 13-Feb-13 9:39:44 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๐๔ สถานที่สําคัญ พระราชวังพญาไท พระราชวังพญาไท พระราชวังพญาไท หรือ วังพญาไท ตั้งอยูที่ริมคลองสามเสน ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว โปรดเกลาฯ ใหสรางขึ้น พระราชทาน นามใหวา “พระตําหนักพญาไท หรือ วังพญาไท” ตอมาในรัชกาลที่ ๖ ไดรับการสถาปนาเปน พระราชวังพญาไท วังพญาไท เริ่มกอสรางตั้งแตป พ.ศ.๒๔๕๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว โปรด เกลาฯ ใหสรางขึ้นเพื่อใชเปนที่เสด็จทอดพระเนตรการทํานา การปลูกผักและการเลี้ยงสัตว วังนี้ พระเจาอยูหัวรัชกาลที่ ๕ ไดโปรดเกลาฯ ใหสรางตําหนักเปนที่ประทับ รวมถึงสวนพื้นที่ดานตรง ขามกับพระตําหนัก โปรดเกลาฯ ใหเปนที่ทํานา รวมทั้ง โรงนา ขึ้นเพื่อประกอบพระราชพิธีแรกนา ขวัญหลายครั้ง ณ วังพญาไท วังพญาไทใชเปนที่ประทับของพระเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๕ ในระยะเวลาอันสั้น เพราะเมื่อหลัง จากมีการขึ้นเรือนใหมไดเพียงไมกี่เดือนก็สวรรคต ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ ไดทูลเชิญสมเด็จพระศรีพัช รินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปหลวง พระราชมารดา มาประทับที่พระราชวัง แหงนี้ดวย จนกระทั่งสวรรคตเมื่อป พ.ศ.๒๔๖๓ หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว รัชกาล 6_edit.indd 104 13-Feb-13 9:39:51 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๐๕ ที่ ๖ ไดทรงรื้อพระตําหนักพญาไท เหลือไวเพียง พระที่นั่งเทวราชสภารมย ซึ่งเปนทองพระโรง และ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหสรางพระที่นั่งใหมหลายพระองคดวยกัน รวมทั้งไดรับการสถาปนา วังเปน พระราชวังพญาไท รัชกาลที่ ๖ เสด็จฯ มาประทับที่พระราชวังนี้เปนประจํา และเริ่มมีพระอาการประชวรในป ๒๔๖๘ จนเดือนสุดทายแหงรัชกาลจึงเสด็จฯ จากพระราชวังพญาไทไปประทับในพระที่นั่งจักรพรรดิ พิมาน ในพระบรมมหาราชวัง จนกระทั่งสวรรคต ปจจุบันพระราชวังพญาไทอยูในระหวางการระดมทุนเพื่อบูรณปฏิสังขรณ และจัดทําเปน พิพิธภัณฑถาวร ภายใตการดําเนินงานของ ชมรมคนรักวัง และ มูลนิธิอนุรักษพระราชวังพญาไท ในพระอุปถัมภสมเด็จพระเจาภคินีเธอ เจาฟาเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในปจจุบัน คงเหลือพระที่นั่งที่สรางในรัชกาลที่ ๕ เพียงองคเดียว คือ พระที่นั่งเทวราชสภา รมย และ พระที่นั่งที่สรางขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ คือ พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน พระที่นั่งพิมานจักรี พระที่นั่งศรีสุทธาวาส พระที่นั่งอุดมวนาภรณ พระที่นั่งเมขลารูจี สวนโรมัน และ ศาลทาวหิรันยพนาสูร พระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน ตั้งอยูทางดานทิศตะวันออกของพระที่นั่งพิมานจักรี เปน พระที่นั่งกออิฐฉาบปูน เดิมเปนพระที่นั่ง ๒ ชั้น และไดตอเติมเปนพระที่นั่ง ๓ ชั้นในภายหลัง พระที่นั่งพิมานจักรี เปนพระที่นั่งองคประธานของหมูพระที่นั่งภายในพระราชวังพญาไท สรางขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เปนพระที่นั่งกออิฐฉาบปูน ๒ ชั้น โดยมีสถาปตยกรรมทรงโรมันเนสกผสมกับทรงกอธิค โดยจุดเดนของพระที่นั่งองคนี้อยูที่ยอดโดม สีแดงซึ่งในอดีตใชสําหรับชักธงมหาราชขึ้นเหนือพระที่นั่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเสด็จ มาประทับ พระที่นั่งศรีสุทธานิวาส ตั้งอยูดานทิศตะวันตกของพระที่นั่งพิมานจักรี เปนพระที่นั่งกออิฐ ฉาบปูน ๒ ชั้น มียอดโดมเชนเดียวกับพระที่นั่งพิมานจักรีแตขนาดเล็กกวา ตัวอาคารมีสถาปตยกรรม แบบอิงลิช กอธิค(English Gothic) บริเวณเพดานประดับลวดลายจิตรกรรมแบบอารต นูโว และ ผนังเปนภาพเขียนสีนํ้ามันในแบบตะวันตก พระที่นั่งเทวราชสภารมย สันนิษฐานวาสรางขึ้นเมื่อสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปหลวงเสด็จมาประทับ ณ พระราชวังพญาไท โดยมีลักษณะทาง สถาปตยกรรมเปนแบบไบแซนไทน ภายในทองพระโรงทาสีฉูดฉาดหลายสี และมีพระปรมาภิไธย ยอ “สผ” (เสาวภาผองศรี พระนามเดิมของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราช ชนนี พระพันปหลวง) พระที่นั่งอุดมวนาภรณ ตั้งอยูทางทิศตะวันออกของพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน เปน พระที่นั่งกออิฐฉาบปูน ๒ ชั้น เนนการออกแบบที่เรียบงาย โครงสรางเปนคอนกรีตเสริมเหล็กและ มีเหล็กโครงสรางดัดเปนแบบอารต นูโว (Art Nouvea) ตกแตงดวยกระเบื้องเคลือบสีขาว 6_edit.indd 105 13-Feb-13 9:39:55 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๐๖ พระราชนิเวศนมฤคทายวัน พระราชนิเวศนมฤคทายวันตั้งอยูที่ตําบลหวยทรายเหนือ อําเภอชะอํา จังหวัดเพชรบุรี เปน พระราชวังที่สรางในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่๖ โดยเปนพระตําหนัก ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ซึ่งองคทรงพอพระราชหฤทัยที่สถานที่ ตําบลบางควาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ สั่งใหกระทรวงมหาดไทยไดดําเนินการกอสรางพระ ราชนิเวศนใหญใน พ.ศ.๒๔๖๖ โดยมีเจาพระยายมราช (ปน สุขุม) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เปนผูอํานวยการกอสราง และพระองคไดทรงรางแผนผังการกอสรางพระราชนิเวศนดวยพระองค เอง โดยพระองคไดทรงเพิ่มพระตําหนักฝายใน ทรงเลือกแบบพระราชนิเวศนเปนอาคารแบบไมชั้น เดียว หลังคาทรงปนหยา มุงกระเบื้องสี่เหลี่ยม ใตถุนสูง เทพื้นคอนกรีตตลอด พระราชนิเวศน ซึ่งประกอบดวยพระที่นั่งใหญ ๓ องค มีนามเรียงกันจากชั้นในสุดมาจนถึง ประตูพระราชนิเวศนดานหนา ดังนี้ ๑. พระที่นั่งสมุทรพิมาน มีสองหมู คือหมูเดิมดานในและหมูใหมดานหนา เปนที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว โดยเปนอาคารหลังใหญสุดทรงใชเปนหองบรรทม หองแต พระองค หองทรงพระอักษร และหองสรง สวนหองเสวยเปนศาลารูปสี่เหลี่ยม มีลูกกรงรอบไมกั้น ฝา ในสวนพระที่นั่งสมุทรพิมานหมูเดิมเคยเปนที่ประทับของพระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวี ระหวางมีพระครรภสมเด็จพระเจาภคินีเธอ เจาฟาเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ๒. พระที่นั่งพิศาลสาคร เปนที่ประทับของสมเด็จพระนางเจาอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา และที่พํานักของ พระสุจริตสุดา พระสนมเอก นอกจากพระที่นั่งแลวยังมีเรือนเล็กๆ เปนที่อยูของ ขาราชการฝายใน ๓. พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย เปนอาคารสองชั้น มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผาเปดโลง ทั้งชั้น ลางและชั้นบนทรงใชเปนโรงละครและที่ชุมนุมในโอกาสตางๆ 6_edit.indd 106 13-Feb-13 9:40:06 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๐๗ สวนพระราชนิเวศนมฤคทายวัน แตเดิมพบเพียงภาพถายในชวงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว โดยปรากฏ สภาพเปนปาชายหาดตามลักษณะภูมิประเทศ และถากเปนพื้นโลงเย็นโดยรอบหมูพระที่นั่ง เมื่อ ทางมูลนิธิมีโครงการในการปรับปรุงภูมิทัศนโดยรอบพระราชนิเวศน โดยหมอมหลวงภูมิใจ ชุมพล ผูออกแบบสวนไดแรงบันดาลใจจากบทพระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ดังปรากฏชื่อสวนตางๆ ในพระราชนิเวศนที่เปนชื่อบทพระราชนิพนธ เชน ศกุนตลา วิวาหพระ สมุทร สาวิตรี หรือเวนิสวานิช เปนตน โดยบทพระราชนิพนธสะทอนใหเห็นถึงองคเจาของพระราช นิเวศนไดอยางดี และสามารถใหอนุชนรุนหลังไดมีโอกาสซาบซึ้งในพระปรีชาสามารถของพระองค ทานในดานวรรณกรรม นอกจากนี้ไดจัดตั้งมูลนิธิพระราชนิเวศนมฤคทายวันขึ้นโดยสมเด็จพระเจาภคินีเธอ เจาฟา เพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดีไดทรงพระกรุณาโปรดรับไวในพระอุปถัมภ ปจจุบันนี้ทางมูลนิธิ และคายพระรามหก ยังไดเปดใหประชาชนไดเขาชมพระราชนิเวศนความสวยงามของพระราชวัง แหงนี้ดวย ดังนั้นพระราชนิเวศนมฤคทายวันถือไดวาเปนสถานที่ทองเที่ยวที่สําคัญแหงหนึ่งของจังหวัด เพชรบุรี ที่มีสถาปตยกรรมสวยงาม และยังเปนสถานที่นาสนใจใหความรู แกคนรุนหลังสืบตอไป 6_edit.indd 107 13-Feb-13 9:40:12 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๐๘ พระราชวังสนามจันทร พระราชวังสนามจันทรตั้งอยูในอําเภอเมือง จังหวัดนครปฐม หางจากองคพระปฐมเจดีย ประมาณ ๒ กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ ๘๘๘ ไร ๓ งาน ๔ ตารางวา สรางขึ้นโดยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวหลังจากพระองคสวรรคต พระราชวังสนามจันทรใชเปนที่ทําการของสวน ราชการตางๆ ของจังหวัดนครปฐมรวมทั้ง เปนวิทยาเขตหนึ่งของมหาวิทยาลัยศิลปากร ปจจุบัน พระราชวังสนามจันทรอยูภายใตการดูแลของสํานักพระราชวัง พระราชวังสนามจันทรเปนพระราชวังที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว โปรด เกลาฯ ใหสรางขึ้นบนบริเวณที่คาดวาเปนพระราชวังเกาของกษัตริยสมัยโบราณที่เรียกวา เนิน ปราสาท เพื่อเปนสถานที่ประทับครั้งมานมัสการองคพระปฐมเจดียและเมื่อบานเมืองถึงยามวิกฤต พระราชวังใชเวลากอสรางนาน ๔ ป โดยมี หลวงพิทักษมานพ (นอย ศิลป) ซึ่งตอมาไดรับ โปรดเกลาฯ เลื่อนยศเปนพระยาวิศุกรรม ศิลปประสิทธิ์ เปนแมงาน และสรางเสร็จเมื่อป พ.ศ.๒๔๕๐ เมื่อสรางแลวเสร็จจึงไดพระราชทานนามวา “พระราชวังสนามจันทร” ตามชื่อสระนํ้าโบราณหนา โบสถพราหมณ (ปจจุบันไมมีโบสถพราหมณเหลืออยูแลว) สระนํ้าจันทร หรือ สระบัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระราชพินัยกรรมแสดงพระราชประสงคยก พระราชวังสนามจันทรใหเปนนสถานที่ตั้งของโรงเรียนนายรอยทหารบก โดยมีใจความวา “บรรดาที่ดินตึกรามทั้งใหญ นอย ที่รวมอยูในเขตซึ่งเรียกวา “พระราชวังสนามจันทร” เปน สมบัติสวนตัวของขาพเจาโดยแทไมไดรับมฤดกมาจากสมเด็จพระบรมชนกนารถมิได ขาพเจาได เก็บทุนในตําแหนงหนาที่พระยุพราชและทุนอื่นๆ สรางที่สนามจันทร และสรางพระที่นั่งซึ่งเรียก วา พระพิมานประฐม นั้นขึ้นกอน ตอมาเมื่อขาพเจาไดราชสมบัติแลว ขาพเจาก็ไดเอาเงินพระคลัง 6_edit.indd 108 13-Feb-13 9:40:19 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๐๙ ขางที่ทํานุบํารุงที่นี้ตลอดมาเปนสวนตัวทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะเอาที่พระราชวังสนามจันทรไปรวม เขากับกองมฤดกใหญนั้นหาควรไม ขาพเจามีสิทธิ์ตามกฎหมายเหมือนสามัญชน ที่จะยกที่นี้ใหแก ผูใดก็ได เพราะฉะนั้นเมื่อสิ้นตัวขาพเจาไปแลว ขาพเจาขอยกที่นี้ใหแกรัฐบาลสยามเปนสิทธิ์ขาด เพื่อทําเปนโรงเรียนนายรอยทหารบก” กรมศิลปากรไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาใหพระราชวังสนามจันทร เปนโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เลม ๙๘ ตอนที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๔ พระราชวังสนามจันทรมีสิ่งกอสรางมากมาย ประกอบดวย - พระที่นั่งพิมานปฐม - พระที่นั่งอภิรมยฤดี - พระที่นั่งวัชรีรมยา - พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย - พระตําหนักชาลีมงคลอาสน - พระตําหนักทับแกว - พระตําหนักทับขวัญ - เทวาลัยคเณศร - เรือนพระยานนทิการ - เรือนพระธเนศวร - เรือนทับเจริญ - อนุสาวรียยาเหล สิ่งกอสรางในอดีต ไดแก พระที่นั่งปาฏิหาริยทัศไนย และ ศาลาลงสรง ปจจุบัน ไดถูกรื้อ ถอนและเคลื่อนยายไปตั้งที่พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร 6_edit.indd 109 13-Feb-13 9:40:29 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๑๐ ยาเหล ยาเหลเปนสุนัขพันธทาง ขนปุย หางเปนพวง สีขาว มีแตมดํา หูตก เกิดในเรือนจําจังหวัด นครปฐม เดิมเปนสุนัขของหลวงไชยราษฎรรักษา (โพ เคหะนันท) ตําแหนงพะทํามะรงหรือผูควบคุม นักโทษ (ภายหลังไดรับพระราชทานบรรดาศักดิ์เปน พระพุทธเกษตรานุรักษ) เมื่อครั้งพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวยังดํารงพระยศเปนพระบรมโอรสาธิราชฯ ไดเสด็จฯ ไปตรวจเรือน จําจังหวัดนครปฐม และทอดพระเนตรเห็นสุนัขตัวนี้ และตรัสชมวานาเอ็นดู หลวงชัยอาญาจึง นอมเกลาฯ ถวาย พระองคจึงทรงรับมาเลี้ยง และ พระราชทานนามวา “ยาเหล” เลากันวายาเหลชอบหนีออกไปเที่ยว เปนเหตุใหพระเจาอยูหัวตองทรงตามหาอยูหลายครั้ง ในภายหลังทรงโปรดฯ ใหทําปายแขวนคอ เขียนบอกวา สุนัขตัวนี้เปนสุนัขของพระเจาอยูหัว ผูใด พบนําคืน จะไดรับพระราชทานรางวัล ในปที่ ๕ ที่ยาเหลเขามาเปนสุนัขหลวงในพระราชวัง วันหนึ่งมีผูไปพบยาเหลนอนตายขาง กําแพงพระบรมมหาราชวัง ดานวัดโพธิ์ ทาเตียน มีรอยถูกปนยิง ตามรูปการเชื่อวาคนที่ฆายาเหล ตองมิใชมหาดเล็กธรรมดา เพราะผูที่มีปนในสมัยนั้น จะตองมียศฐาชั้นเจาคุณขึ้นไป หรืออาจเปน ชั้นเจานายก็เปนได พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงโสมนัสอยางยิ่ง ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ให จัดงานศพแกยาเหล มีหีบใสศพอยางดี ปดทองที่มุมโลง และโปรดฯ ใหแกะสลักรูปยาเหลวางไวบน โลงดวย ทั้งยังใหมหาดเล็กแตงตัวเปนสัตวนานาชนิดเขารวมขบวนแหศพดวย นอกจากนี้ยังมีของ ชํารวยแจกในงานศพเปนผาเช็ดหนาพิมพรูปยาเหล และมีตราวชิระที่มุมดานขวา พระราชทานเปน ของที่ระลึกแกทุกคนที่ไปรวมงานดวย 6_edit.indd 110 13-Feb-13 9:40:36 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๑๑ สวนลุมพินี หรือที่นิยมเรียกสั้นๆ วา สวนลุม เปนสวนสาธารณะแหงแรกของประเทศไทย กอสรางใน ที่ดินเดิมเนื้อที่ ๓๖๐ ไร ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ โดยมีจุดเริ่มตน ในพ.ศ.๒๔๖๘ ซึ่งทรงครองราชสมบัติครบ ๑๕ ป ประกอบกับเศรษฐกิจตกตํ่าหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๑ จึงทรงมีพระราชดําริจะจัดงานแสดงพิพิธภัณฑสรรพสินคาและทรัพยากรธรรมชาติ ดัง เชนประเทศตะวันตกทําไดผลมาแลว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงเลือกบริเวณทุง ศาลาแดงที่ดินสวนพระองคที่เหลือจากแบงเปนจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยไปแลวเปนที่จัดงาน และ ทรงสละพระราชทรัพยเปนทุนประเดิมในการเตรียมสถานที่ พระราชทานสําหรับสราง “สยามรัฐ พิพิธภัณฑ” เพื่อจัดแสดงสินคาไทยเปนครั้งแรก โดยกําหนดจัดในฤดูหนาว ปลายป พ.ศ.๒๔๖๘ และ มีพระราชดําริวา เมื่อเลิกการจัดงานแลวสถานที่นั้น ควรจัดทําเปนสวนพฤกษชาติเพื่อใหประชาชน ไดศึกษาและใชพักผอน ครั้งนั้นมีการขุดสระกวางสรางเกาะลอยกลางนํ้าตัดถนน และสรางถาวรวัตถุ เชน หอนาฬกา ตีกแบบกรีก และทรงพระราชทานชื่อวา “สวนลุมพินี” หมายถึง สถานที่ประสูติแหงพระพุทธเจา ณ ตําบลลุมพินีวัน ประเทศเนปาล แตดวยทรงเสด็จสวรรคตกอนกําหนดเปดงาน จึงตองลมเลิกงานไป ตอมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ โครงการนี้จึงถูกรื้อฟนอีก ครั้ง โดยพระองคทรงใหเชาที่ดินดานใตของสวนลุมพินี ๙๐ ไร จัดเปน “วนาเริงรมย” คลายสวน สนุก และคาเชานํามาปรับปรุงที่ดินสวนที่เหลือเปดเปนสวนสาธารณะ ตอมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ สวนลุมพินีกลายเปนที่ตั้งคายของ ทหารญี่ปุน สวนแหงนี้ จึงลดบทบาทลง จนสงครามเลิกในปพ.ศ.๒๔๙๕ – ๒๔๙๗ จึงถูกใชเปนที่จัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ และมีการประกวดนางสาวสยาม บริเวณเกาะลอย ในป พ.ศ.๒๔๘๕ ไดมีการกอสรางพระบรมรูปรัชกาลที่ ๖ เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ขององคผูใหกําเนิดสวนลุมพินี 6_edit.indd 111 13-Feb-13 9:41:00 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๑๒ วชิรพยาบาล วชิรพยาบาล หรือโรงพยาบาลวชิระ เปนโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของคณะแพทยศาสตรวชิร พยาบาล มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร (พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระราชทานชื่อมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครวา “มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช”) วชิรพยาบาลเปนโรงพยาบาลแหงแรกๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยสถาปนาขึ้นโดยพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวในปพ.ศ.๒๔๕๕ วชิรพยาบาลเปนโรงพยาบาลในสังกัดสํานักการ แพทยกรุงเทพมหานคร และเปนที่ทําการเรียนการสอนของคณะแพทยศาสตรวชิรพยาบาล และ คณะพยาบาลศาสตรเกื้อการุณย ตั้งอยูบนถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ พระองคทรงคํานึงถึง โบราณราชประเพณีที่พระมหากษัตริยจะทรงสรางพระอารามไวเปนเครื่องเฉลิมพระราชศรัทธาและ เพื่อใหเปนสถานที่สถิตแหงภิกษุสงฆเปนผูคํ้าจุนพระบวรพุทธศาสนาใหถาวรอยูเพื่อประโยชนแหง พสกนิกร แตเนื่องจากในรัชสมัยของพระองคนั้น มีพระอารามภายในพระนครอยูมาก ครั้นจะสราง เพิ่มอีกก็จะเกินความจําเปนในการทํานุบํารุงพระศาสนา ดังนั้น พระองคจึงตัดสินพระทัยที่จะสราง โรงพยาบาลขึ้นดังพระกระแสรับสั่งตอนหนึ่งวา “บัดนี้โรงพยาบาลอันนี้ ก็ไดตกแตงขึ้นพรอมแลว เราขอใหนามวา วชริพยาบาล และขอ มอบที่นี้ไวเปนสาธารณสถาน เปนสมบัติสิทธิ์ขาดแกประชาชนชาวไทย” 6_edit.indd 112 13-Feb-13 9:41:07 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๑๓ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ พ.ต.หลวงธุรไวทย วิเศษ นายแพทยประจํากองทหารวังปารุสกวัน พิจารณาเห็นวา ควรจัดใหมีสถานพยาบาลเปน แหลงกลางของกองทัพบกขึ้นสักแหงหนึ่ง ทํานองโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ สภากาชาดไทย ซึ่งได ขอยืมนายทหารกองทัพบกไปใชปฏิบัติงาน จึงไดนําความเรื่องนี้ปรึกษากับ พ.อ.พระยาทรงสุรเดช ทานเห็นดวยในหลักการและยินดีที่จะสนับสนุนสถานที่ ซึ่งอยูในขายพิจารณา ๓ แหงคือ ๑.โฮเต็ล พญาไท (พระราชวังพญาไท) ๒. วังบางขุนพรหม ๓.กรมแผนที่ทหารบก เมื่อไดพิจารณากันแลวใน ที่สุดเห็นวาโฮเต็ลพญาไท เหมาะกวาที่อื่น พ.ต. หลวงธุรไวทยวิเศษจึงไดเรียนพ.อ.พระยาทรงสุร เดช ใหขอโฮเต็ลพญาไทสําหรับเปนที่ตั้งโรงพยาบาลตอไป ตอมาพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ ไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาโปรด กระหมอมพระราชทานพระราชวังพญาไทนี้เปนสถานพยาบาลของทหาร จากนั้นไดรวมกอง เสนารักษที่ ๑ (ปากคลองหลอด) และกองเสนารักษที่ ๒ (บางซื่อ) เขาดวยกัน ใชชื่อใหมวากอง เสนารักษจังหวัดทหารบกกรุงเทพฯ แลวยายมาตั้ง ณ พระราชวังแหงนี้ โดยมีพ.ท. หลวงวินิชเวช การเปนผูบังคับกอง และไดกระทําพิธีเปดสถานพยาบาลแหงนี้เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยมีพ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา พ.อ.พระยาทรงสุรเดชและนายทหารชั้นผูใหญอีกหลาย ทานไดมารวมในพิธีนี้ 6_edit.indd 113 13-Feb-13 9:41:13 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๑๔ ๑.รองอํามาตยเอก หลวงวาทวิทยาวัฒน มาบรรจุในแผนกอายุรกรรม ๒.รองอํามาตยตรี สงวน โรจนวงศ มาบรรจุแผนกศัลยกรรม ๓.รองอํามาตยตรี บุญเจือ ปุณโสนี มาบรรจุในแผนกสูตินรีเวชกรรม ตั้งแตนั้นมากิจการก็ดําเนินมาดวยดี ในตอนปลายปพ.ศ.๒๔๗๖ ทางราชการไดปรับปรุง เปลี่ยนแปลงการจัดจําหนายทหารใหเหมาะสมยิ่งขึ้น ขณะนั้นกองเสนารักษจังหวัดทหารบก กรุงเทพฯ ไดเปลี่ยนชื่อเปน กองเสนารักษมณฑลทหารบกที่ ๑ ตลอดเวลาสงครามเอเชียบูรพา และในระหวางสงครามทางราชการทหารจําเปนตองระงับ การชวยเหลือประชาชนชั่วคราว ทั้งนี้เนื่องจากตองจัดขยายสถานที่ไวสําหรับรักษาพยาบาลทหาร โดยเฉพาะ ตอมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลงเมื่อพ.ศ.๒๔๘๘ กองทัพบกไดพิจารณาเห็นความจําเปน ที่จะตองปรับปรุงสมรรถภาพของทหารใหดียิ่งขึ้น รวมทั้งในดานการรักษาพยาบาลผูปวยเจ็บ การ ฝกอบรมวิทยาศาสตรการแพทยใหกาวหนาทัดเทียมนานาอารยประเทศ ดังนั้น ตั้งแตวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๙ กองเสนารักษมลฑลทหารบกที่ ๑ จึงแปรสภาพ เปนโรงพยาบาลทหารบกและโอนการบังคับบัญชาขึ้นตรงตอกรมการแพทยสุขาภิบาล (กรมแพทย ทหารบกในปจจุบัน) โดยไดเปดทําการรักษาพยาบาลประชาชนทั่วไปเชนเดิม และในเวลาเดียวกัน ก็ใชโรงพยาบาลทหารบกแหงนี้ เปนแหลงศึกษาสําหรับแพทยตลอดจนเจาหนาที่เทคนิคอื่นๆ ดวย ในสมัยพล.ต. ถนอม อุปถัมภานนท เปนนายแพทยใหญทหารบก ไดดําริเห็นสมควรที่จะอันเชิญ พระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวมาใชเปนชื่อโรงพยาบาลเพื่อเปนการ เฉลิมพระเกียรติและเปนพระบรมราชานุสรณรําลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองคทาน ปจจุบันโรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา เปนโรงพยาบาลทั่วไป มีหนาที่ใหการรักษาพยาบาล ทหาร ขาราชการ ลูกจาง คนงาน ครอบครัว และบุคคลพลเรือนทั่วไป วันละประมาณ ๒,๐๐๐ นาย นอกจากนั้นยังมีหนาที่ฝกอบรมบุคลากรตางๆ เชน แพทยประจําบานสาขาตางๆ นักเรียนแพทย ทหาร นักเรียนพยาบาล นักเรียนนายสิบเหลาแพทย นายสิบนักเรียนหลักสูตรตางๆ ในปจจุบันมี เตียงคนไขซึ่งสามารถใหบริการได ๑,๒๐๐ เตียง และขยายได ๑,๖๑๑ เตียง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา ตั้งอยูในบริเวณอนุสาวรียชัยสมรภูมิ โดยรวมมือกับวิทยาลัย แพทยศาสตรพระมงกุฎเกลา เพื่อผลิตแพทยทหารและแพทยโครงการสาธารณสุขในสังกัดของ วิทยาลัยแพทยศาสตรพระมงกุฎเกลา 6_edit.indd 114 13-Feb-13 9:41:18 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๑๕ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ สรางขึ้นโดยพระราชดําริในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยู หัว พระองคมีพระราชประสงคที่จะทรงบําเพ็ญพระราชกุศลพรอมดวยพระราชภาดาและภคินี สนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ดวย เมื่อครั้งพระพุทธเจาหลวงทรงพระชนมอยูนั้น ไดทรงพระราชดําริจัดตั้งสภากาชาดไทย ซึ่งเรียกใน เวลานั้นวา สภาอุณาโลมแดง ขึ้นไว โดยรับการรักษาพยาบาลผูเจ็บไขไดปวย ตามคติของนานาชาติ ที่เจริญแลว แตการสภากาชาดไทยยังไมแลวเสร็จบริบูรณ ถาจะบริจาคทรัพยสรางโรงพยาบาลสภา กาชาดขึ้นก็จะเปนพระกุศล อันประกอบดวยถาวรประโยชนอนุโลม ตามพระราชประสงคแหงองค สมเด็จพระบรมชนกนาถ และเปนเกียรติแกราชอาณาจักรโดยทรงพระดําริเห็นพองกัน บรรดา พระราชโอรส พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว จึงทรงบริจาคทรัพยรวม กัน สมทบกับทุนของสภากาชาด สรางโรงพยาบาลขึ้น และพระราชทานนามตามพระปรมาภิไธย สมเด็จพระบรมชนกนาถวา “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ” เสด็จพระราชดําเนินทรงเปดโรงพยาบาล เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๕๗ ตามแจงความสภากาชาดสยาม ลงวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๔๕๗ ไดกําหนดจุดมุงหมายใหโรงพยาบาลจุฬาลงกรณเปน โรงพยาบาลที่ดีจริงตองตามวิทยาศาสตรแผ พระเกียรติยศในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยู หัวกับทั้งแพรเกียรติยศของชาติไทย บริการโดยยึดมั่นในปณิธาณอันแนวแนที่จะใหความชวยเหลือ ผูบาดเจ็บทั่วไป โดยไมเลือกชาติ ชั้น วรรณะ ลัทธิ ศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง โดยให บริการทางการแพทย พยาบาล ตลอดจนการนําเทคโนโลยีทางการแพทยและวิทยาศาสตรที่ทันสมัย รวมทั้งระบบคอมพิวเตอรมาใชในการรักษาพยาบาล มีการคนควาวิจัยและพัฒนาการรักษา พัฒนา บุคลากรทุกระดับอยางตอเนื่อง ทําใหโรงพยาบาลจุฬาลงกรณมีความกาวหนาเปนอยางมาก ทั้งใน ดานการรักษาพยาบาล และงานวิจัย ทั้งนี้ดวยการประสานงานกันเปนอยางดีระหวางโรงพยาบาล จุฬาลงกรณและคณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย นอกจากการรักษาพยาบาลผูปวยแลว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณยังเปนสถานฝกอบรมนิสิต แพทย แพทยประจําบาน และแพทยประจําบานตอยอดของคณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย นักศึกษาพยาบาลของวิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย และนักเรียนโรงเรียนรังสี เทคนิค ซึ่งผลิตบุคลากรทางการแพทยในสายงานเจาหนาที่รังสีเทคนิค จึงถือไดวา โรงพยาบาล จุฬาลงกรณเปนศูนยรวมของความดีเดนทางวิทยาการในสหสาขาวิชาของวงการแพทยในปจจุบัน และยังคงมุงมั่นที่จะพัฒนางานบริการของโรงพยาบาลใหดียิ่งขึ้นตอไป ปจจุบันโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ เปนหนวยงานในสังกัดสภากาชาดไทย โดยดําเนินงานรวม กับคณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย โดยมีพื้นที่ทั้งหมด ๑๔๖ ไร ตั้งอยูที่ ๑๘๗๓ ถนน พระรามที่ ๔ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๓๐ 6_edit.indd 115 13-Feb-13 9:41:23 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๑๖ วชิราวุธวิทยาลัย วชิราวุธวิทยาลัย เปนโรงเรียนประจําชาย (โรงเรียนชายลวน) สถาปนาขึ้นโดยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว โดยพระองคพระราชทานทรัพยสวนพระองคเพื่อสรางโรงเรียนแกกุลบุตร ชาวไทยแทนการสรางพระอารามซึ่งมีอยูมากแลวนั้น ตอมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลา เจาอยูหัว พระองคไดมีพระบรมราชโองการใหรวมโรงเรียนมหาดเล็กหลวง กรุงเทพ และโรงเรียน ราชวิทยาลัยเขาดวยกัน โดยใหนักเรียนยายมาเรียนรวมกันที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงกรุงเทพ พรอม ทั้งไดพระราชทานนามโรงเรียนขึ้นใหมวา “วชิราวุธวิทยาลัย” เพื่อเปนพระบรมราชานุสรณของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว พระผูพระราชทานกําเนิดโรงเรียนสืบตอไป วชิราวุธวิทยาลัยมีตึกที่พักนักเรียน เรียกวา “คณะ” เปนเสมือนบานของนักเรียน แบงออก เปน ๒ ฝง คือคณะเด็กโต สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมแบงออกเปน ๖ คณะ คือ คณะผูบังคับการ คณะดุสิต คณะจิตรดา คณะพญาไท คณะจงรักภักดี คณะศักดิ์ศรีมงคล สวนคณะเด็กเล็ก สําหรับ นักเรียนชั้นประถม แบงออกเปน ๓ คณะคือ คณะสนามจันทร คณะนันทอุทยาน และคณะสราญ รมย นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังสงเสริมใหนักเรียนไดเลนกีฬาตางๆ เชน รักบี้ ฟุตบอล แบดมินตัน นอกจากนี้ ยังมีการจัดการแขงขันรักบี้ประเพณีกับมาเลย คอลเลจ (Malay College Kuala Kangsar) จากประเทศมาเลเซีย เปนประจําทุกๆ ป ปจจุบันดําเนินการสอนในรระดับชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ ถึงมัธยมศึกษาปที่ ๖ ตั้งอยูที่ถนน ราชวิถี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทานกําเนิด โรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๓ เพื่อโรงเรียนแหงนี้เปน สถาบันที่ใหการศึกษาอยางแทจริงแกกุลบุตรชาวไทย และเปนเสมือนพระอารามหลวงประจํา รัชกาล ซึ่งมิไดโปรดฯใหสรางขึ้น เพราะทรงมีพระราชดําริวา ในรัชสมัยของพระองค พระอาราม หลวงตางๆ มีอยูมากแลว หากจะทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหสถาปนาพระอารามหลวงขึ้นอีกก็จะ เปนพระราชภาระในการปฏิสังขรณอีกโดยมิควร ประกอบกับในรัชสมัยของพระองคนั้น การศึกษา ไดเปลี่ยนแปลงไป มิไดอยูกับวัดดังเชนกาลกอน นักเรียนตองการครูบาอาจารยที่เปนคฤหัสถ เพื่อ ทําการอบรมสั่งสอน ดังนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหสถาปนาโรงเรียนขึ้นตามแบบโรงเรียน รัฐบาลของประเทศอังกฤษ และพระราชทานนามโรงเรียนแหงนี้วา “โรงเรียนมหาดเล็กหลวง” ในการสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง พระองคทรงกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทานพระ ราชทรัพยสวนพระองคจัดสรางอาคารเรียนชั่วคราวเปนเรือนไม หลังคามุงจากขึ้นกอน ในที่ดิน สวนพระองคที่สวนกระจัง ริมคลองเปรมประชากร ตําบลสวนดุสิต แลวโปรดฯ ใหยายนักเรียน มหาดเล็กหลวงซึ่งเปดการสอนเปนการชั่วคราวจากโรงเรียนราชกุมาร (เกา)ใกลหอพิธีพราหมณใน พระบรมมหาราชวัง มาดําเนินการสอนในสถานที่ ซึ่งพระราชทานใหใหมนี้ เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๔ ตอมาในพ.ศ.๒๔๕๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทานพระราชทรัพยสวนพระองค ใหกรมศิลปากรมาดําเนินการกอสรางอาคารถาวรของโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ซึ่งประกอบดวย 6_edit.indd 116 13-Feb-13 9:41:27 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) หอประชุมและอาคารที่พักของนักเรียนที่มุมโรงเรียนอีก ๔ หลัง และไดทรงพระมหากรุณาเสด็จ ๑๑๗ พระราชดําเนินมาทรงวางศิลาพระฤกษสรางอาคารโรงเรียน เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๘ ครั้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหโอนโรงเรียนราชวิทยาลัยจากกระทรวงยุติธรรม มาไวในพระบรมราชูปถัมภ และทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้น ที่จังหวัดเชียงใหมอีกแหงหนึ่งในพ.ศ.๒๔๕๙ การดําเนินการศึกษาในโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภใหกวางขวางยิ่งขึ้นตามพระราช ปณิธานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว จําตองยุติลง เนื่องจากพระองคไดดวนเสด็จ สูสวรรคาลัย เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ ในรัชสมัยตอมา ประเทศสยามตองประสบ สภาวะฝดเคืองทางเศรษฐกิจอยางรุนแรง จึงทําใหพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว จําตองทรง ตัดทอนรายจายสวนพระองคลง ทั้งนี้ เพื่อใหการเงินในประเทศเขาสูสมดุล ดังนั้นในพ.ศ.๒๔๖๙ ได มีพระบรมราชโองการใหรวมโรงเรียนมหาดเล็กหลวง กรุงเทพฯ โรงเรียนราชวิทยาลัยและโรงเรียน พรานหลวงเขาดวยกัน โดยใหยายนักเรียนมาเรียนรวมกันที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงกรุงเทพ และได พระราชทานนามโรงเรียนใหใหมวา “วชิราวุธวิทยาลัย” เพื่อเปนพระบรมราชานุสรณของพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว พระผูพระราชทานกําเนิดโรงเรียนสืบตอไป โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา เปนโรงเรียนหลวงแหงแรกในภาคใตมีเนื้อที่ ๔๕ ไร ๒ งาน ๙๙.๙ ตารางวา เปดสอนในระดับมัธยมศึกษา 6_edit.indd 117 13-Feb-13 9:41:33 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๑๘ เนติบัณฑิตยสภา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดมีพระราชดําริจัดตั้งเนติบัณฑิตยสภา เพื่อ ประสงคบํารุงการศึกษาวิชากฎหมาย ทั้งการรักษาความประพฤติของทนายความใหตั้งอยูใน สัจธรรม ใหสาธารณชนไดอาศัยทนายความซึ่งมีความสามารถและสมควรที่จะเชื่อถือไดดียิ่งขึ้น ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯใหเจาพระยาอภัยราชา เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม และกรมหลวงสวัส ดิวัดนวิศิษฎ อธิบดีศาลฎีกา พิจารณารางขอบังคับเนติบัณฑิตยสภา ทรงรับเนติบัณฑิตยสภาไวใน พระบรมราชูปถัมภ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๕๗ และถือเปน “วันกําเนิดเนติบัณฑิตยสภา” เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๑ เนติบัณฑิตยสภาไดจัดตั้ง สํานักอบรมศึกษากฎหมายแหงเนติบัณฑิตยสภา มีหลักสูตรตามแบบอยางของ “สภาการศึกษากฎหมายแหงเนติบัณฑิตยสภาประเทศอังกฤษ” และ ตองตามมติของ “เนติบัณฑิตยสภาสากล” ซึ่งไดมีมติในการประชุมใหญครั้งที่ ๒ ณ กรุงเฮก ประเทศ เนเธอรแลนด เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๑ วา การจัดการศึกษาวิชากฎหมายนั้นจําเปนตองใหมี การศึกษาภาคปฏิบัติอยาเพียงพอเสียกอนที่จะอนุญาตเขาปฏิบัติงานในวิชาชีพกฎหมาย สํานักอบรมศึกษากฎหมายแหงเนติบัณฑิตยสภา เริ่มเปดการสอนและศึกษาขึ้นเปนครั้งแรก ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ ๒๔๙๑ ผูที่สอบไลไดตามหลักสูตร และเนติบัณฑิตยสภาไดยอมรับเขาเปน สามัญสมาชิกแลว ใหเปนเนติบัณฑิต (Barrister-Law) เรียกวา เนติบัณฑิตไทย ใชอักษรยอ น.บ.ท. ตอมา เนติบัณฑิตยสภาไดรับพระมหากรุณาธิคุณใหอยูในพระบรมราชูปถัมภ โดยเนติบัณฑิตย สภาในพระบรมราชูปถัมภ เปนองคการอิสระ ที่มีฐานะเปนนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติเนติ บัณฑิตยสภา พ.ศ.๒๕๐๗ ซึ่งตราขึ้นโดยจอมพล ถนอม กิตติขจร โดยมีรัฐมนตรีวาการกระทรวง ยุติธรรม เปนสภานายกพิเศษ มีอํานาจหนาที่ควบคุมกิจการทั้งปวงของสภา และยับยั้งมติของสภา ดวย กับทั้งมีประธานศาลฎีกา เปนนายก ประธานศาลอุทธรณ เปนอุปนายกคนที่ ๑ และอัยการ สูงสุด เปนอุปนายกคนที่ ๒ เนติบัณฑิตยสภามีวัตถุประสงคเพื่อสงเสริมการศึกษานิติศาสตร และการประกอบอาชีพทาง กฎหมาย รวมทั้งจัดหาทุนเพื่อการนั้น ตลอดจนสงเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติของสมาชิก 6_edit.indd 118 13-Feb-13 9:41:38 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๑๙ บรรณานุกรม กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, แนวพระราชดําริเการัชกาล,กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพคุรุสภา ลาดพราว. ๒๕๒๘. กมล สมวิเชียร. ประชาธิปไตยกับสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช.๒๕๑๖. โกสินทร วงศสุรวัฒน. ความเปนมาของการปกครองในระบอบรัฐสภาและระบอบรัฐสภาในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : แพรพิทยา.๒๕๑๘. ขจร สุขพานิช. ขอมูลประวัติศาสตรกอนราชวงศพระรวง และใครเปนผูแตงพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. กรุงเทพมหานคร.โรงพิมพไทยเขษม.๒๕๒๐. คณะกรรมการจัดงานสมโภชนกรุงรัตนโกสินทร ๒๐๐ ป พระมหากษัตริยในพระบรมราชจักรีวงศกับประชาชน. กรุงเทพมหานคร. ชวนการพิมพ,๒๕๒๕. จมื่นอมรดรุณารักษ “เรื่องเหตุผลที่รัชกาลที่ ๖ ทรงประกาศสงคราม” ใน พระราชกรณียกิจสําคัญในพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เลม ๕,พระนคร: องคการคาของคุรุสภา, ๒๕๑๒. เจาพระยายมราช “คําปรารภ” ใน สมุดคูมือ สําหรับขาราชการกระทรวงมหาดไทยที่รับราชการในมณฑลซึ่งมีพลเมือง นับถือศาสนาอิสลาม.พิมพซํ้าตามตนฉบับเดิม ในวารสารสมาคมประวัติศาสตรฯ.๒๗.๒๕๔๘. ฉัตรทิพย นาถสุภา และ คณะ,เศรษฐศาสตรกับประวัติศาสตรไทย ,กรุงเทพมหานคร : สรางสรรค.๒๕๒๔. ฉัตรทิพย นาถสุภา และสมภพ มานะรังสรรค (บรรณาธิการ) ประวัติศาสตรเศรษฐกิจไทยจนถึง พ.ศ.๒๔๘๔.กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ๒๕๒๗. ชัยอันต สมุทวณิช. การเมือง – การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง.กรุงเทพฯ: ดวงดีการพิมพ. ๒๕๒๓. ณรงค พวงพิศ,ประวัติศาสตร๑ ,กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคําแหง. ๒๕๑๔. ดํารงราชานุภาพ. สมเด็จกรมพระยา.ความทรงจํา.พระนคร: โรงพิมพรุงวัฒนา. ๒๕๑๓. ดํารงราชานุภาพ. เทศาภิบาล.กรมศิลปากร. ๒๕๐๓. ดวงพร ทีปะปาล.พระราชประวัติ ๑๐ มหาราชของไทย. กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพอํานวยสาสน. ๒๕๒๔. ดนัย ไชยโยธา,รศ. ประวัติศาสตรไทย : ยุคกรุงธนบุรีถึงกรุงรัตนโกสินทร.กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. ๒๕๔๖. ถนอม อานามวัฒนและคณะ. ประวัติศาสตรไทย (พิมพครั้งที่๓). กรุงเทพมหานคร : อมรการพิมพ, ๒๕๒๘. แถมสุข นุมนนท. ประวัติศาสตรไทย.นครปฐม : ภาควิชาประวัติศาสตร คณะอักษรศาสตร มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๒๓. แถมสุข นุมนนท. ยังเติรกรุนแรก กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ กรุงเทพฯ : กองเกียรติการพิมพ. ๒๕๒๒. นคร พันธณรงค .ประวัติศาสตรไทยสมัยกรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร (พิมพครั้งที่ ๒). กรุงเทพมหานคร : พิฆเนศร. ๒๕๑๖. นิธิ เอียวศรีวงศ และอาคม พัฌิยะ หลักฐานประวัติศาสตรในประเทศไทย,สํานักพิมพบรรณกิจ. ๒๕๒๕. พระบรมราโชวาทเนื่องในการพระราชทานเลี้ยงนายทหารที่จะไปราชการสงคราม วันที่ ๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๐ อางถึง ในกระทรวงศึกษาธิการ, แนวพระราชดําริเการัชกาล (กรุงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภา. ๒๕๒๗.) พระราชดํารัสตอบ คําถวายชัยมงคลของโรงเรียนมหาดเล็กหลวง เนื่องในงานพระราชพิธีฉัตรมงคล ณ พระที่นั่งอัมพร สถาน วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๕ ในพระราชดํารัสรอยครั้ง. (กรุงเทพฯ : คณะกรรมการมูลนิธิพระบรมราชา นุสรณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวในพระบรมราชูปถัมภ,พ.ศ.๒๕๒๙.) พระราชดํารัส ในการชุมพลเสือปาที่สโมสรเสือปา วันที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๖ ใน พระราชดํารัสรอยครั้ง. (กรุงเทพฯ : คณะกรรมการมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวในพระบรมราชูปถัมภ พ.ศ.๒๕๒๙.) พระราชดํารัส พระบรมวงศานุวงศและขาทูลละอองธุลีพระบาทฝายหนา ในการเฉลิมพระชนมพรรษา ที่พระที่นั่งจักรีมหา ปราสาท วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๗ ใน พระราชดํารัสรอยครั้ง. (กรุงเทพฯ : คณะกรรมการมูลนิธิพระบรมราชานุ สรณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวในพระบรมราชูปถัมภ พ.ศ.๒๕๒๙.) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว หนังสือหลักราชการ. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงพระราช 6_edit.indd 119 13-Feb-13 9:41:42 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๑๒๐ นิพนธและพิมพพระราชทานแจกขาราชการ ในพิธีตรุษสงกรานต พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ , (พระนคร : โรงพิมพ หนังสือพิมพไทย,๒๔๕๗.) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ปลุกใจเสือปา (กรุงเทพฯ : มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวในพระบรมราชูปถัมภ, ๒๕๓๐.) และจมื่นอมรดรุณารักษ เสือปาและลูกเสือในประวัติศาสตร รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ๔ เลม (พระนคร : องคการคาของคุรุสภา ๒๕๑๔.) กับดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว พระนคร : ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๑๓.) พระบริหารเทพธานี. ประวัติชาติไทย เลม ๒. กรุงเทพมหานคร : อมรการพิมพ ๒๕๑๗. โพธิ์ แซมลําเจียก ๙ มหาราชของไทย (พิมพครั้งที่๔) พระนคร ธรรมบรรณาคาร ๒๕๑๕. ภารดี มหาขันธ รัตนโกสินทรยุคปรับปรุงประเทศ พ.ศ.๒๓๙๔-๒๔๗๕ ชลบุรี : ภาควิชาประวัติศาสตร คณะสังคมศาสตร มศว. บางแสน. ๒๕๒๔. สุทธิลักษณ อําพันวงศ. “พระราชประวัติ” ใน สารานุกรมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ฉบับพิมพครั้งที่ ๒ แกไขและเพิ่มเติม เลม ๑ กรุงเทพฯ : มูลนิธิพระบรมราชานุสรณพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวในพระบรม ราชูปถัมภ, ๒๕๔๐. สุวิทย ธีรษสวัต,ความสัมพันธไทย – ฝรั่งเศส ร.ศ. ๑๑๒-๑๑๓ ,กรุงเทพฯ : ภาควิชาประวัติศาสตร มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ, ๒๕๒๓. สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, ๙ แผนดินของการปฏิรูประบบราชการ, กรุงเทพฯ : มปท. ๒๕๔๙. สมบัติ จําปาเงิน, รัชกาลที่ ๖, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว พระมหาธีรราชเจา. กรุงเทพฯ : ๒๐๒๐ เวิลด มีเดีย, ๒๕๔๒. สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ กระทรวงศึกษาธิการ,พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระมหา กษัตริยในราชวงศจักรี, กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพราว, ๒๕๓๗. หอจดหมายเหตุแหงชาติ, เอกสารรัชกาลที่ ๖ รล.๕/๕ เรื่องพระบรมราโชวาทพระราชทานแกนักเรียนไทยในตางประเทศ พ.ศ.๒๔๕๙. หมอมหลวงปน มาลากุล, พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพชวนพิมพ อาทร จันทรวิมร.ดร. , ประวัติของแผนดินไทย, กรุงเทพฯ : พิมพครั้งที่ ๒ : อักษรไทย. ๒๕๔๖. อุดม เชยกีวงศ. มหาราชกับการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย กรุงเทพ : สุขภาพใจ ๒๕๔๕. อุดม เชยกีวงศ. ประวัติศาสตรไทยจากครูแสตมป. กรุงเทพฯ : ภูมิปญญา ๒๕๔๖. อุดม เชยกีวงศ. การเมืองในประวัติศาสตรไทย. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ ๒๕๑๗. อุดม เชยกีวงศ. ประวัติศาสตรชาติไทย : กรุงเทพฯ : แสงดาว ๒๕๔๘. 6_edit.indd 120 13-Feb-13 9:41:46 PM


Click to View FlipBook Version