พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๔๙ การจัดตั้งเทศบาลกรุงเทพมหานคร พระราชดําริที่จัดตั้งเทศบาลขึ้นในกรุงเทพมหานครนั้น สืบเนื่องมาจากการที่พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดพระราชทานคํานําหนังสือพิมพบางกอกไทมและกรุงเทพเดลิเมลวาดวย เรื่องความโสโครกอันเกี่ยวแกสุขาภิบาล ไปยังเจาพระยายมราช (ปน สุขุม) เสนาบดีกระทรวงนครบาลเพื่อหาทางพิจารณาแกไขใหพนความรําคาญ เจาพระยายมราช ไดกราบบังคมทูลชี้แจงวิธีการแกปญหาวาสมควรขยายเขตสุขาภิบาลออกไปและตองมีเงินมาทํานุ บํารุงคาใชจายไดมีพระราชกระแสตอบตอนหนึ่งวา “ตามที่ชี้แจงมานั้นก็เห็นจริงอยูแตตามความเห็นของเราเห็นวาทางที่คิดอยูนั้นมีแตทางที่จะ รองขอเอาเงินจากรัฐบาลอยางเดียว ไมเห็นมีคิดในทางที่จะดําเนินการอยางมิวนิซิแปลิตีเลยที่จริง นั้นการบํารุงความเจริญ ในทางสุขาภิบาลจําจะตองคิดอาศัยการเก็บรักษาเปนพิเศษจากผูที่ไดรับผล แหงความเจริญนั้นๆ จึงจะถูกจะใหรัฐบาลกลางจายเงินอุดหนุนเสมอไปที่ไหนจะมีเวลาไดเพียงพอก็ ยังขัดของอยูอีกตอไปเทานั้นดูเหมือนเจาพระยายมราชไดเคยดําริเรื่องตั้งมิวนิซิแปลิตีมีโครงการไว ครั้งหนึ่ง แลวมิใชหรือถาโครงการนั้นยังไมสําเร็จควรลองคิด ตอไปใหเปนรูปขึ้นจะเปนการดีเพราะที่ จริงก็ดูออกจะถึงเวลาแลวที่จะมีมิวนิซิแปลิตีขึ้นในกรุงเทพฯ ขอใหเจาพระยายมราชดําริทูลปรึกษา สมเด็จกรมพระยาเทวะวงศดูดวยเพราะเกี่ยวแกการตางประเทศ” จากพระราชกระแสดังกลาวเจาพระยายมราชจึงไดทูลเกลาฯ ถวายบันทึกความเห็นเรื่องการ จัดมิวนิซิแปลิตี ขึ้นเรียนพระราชปฏิบัติเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๕ มีความยาวถึง ๒๒ หนา กระดาษพิมพสรุปวาทานผูจัดทําบันทึกมีความรูความเขาใจและตระหนักถึงความสําคัญของระบบ เทศบาลเปนอยางดียิ่งแตไมสูจะเห็นดวยกับความคิดที่จะจัดเทศบาลขึ้นในกรุงเทพมหานคร โดย พยายามชี้ใหเห็นอุปสรรคปญหาหลายประการตอมาวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๕ ไดพระราชทาน บันทึกความเห็นดวยลายพระหัตถยาวถึง ๙ หนา แสดงพระราชดําริในประเด็นตางๆ ถึง ๑๐ ประเด็น และ ทรงสรุปวา “สรุปความก็เปนอันวา การคิดจัดตั้งมิวนิซิแปลิตีขึ้นนั้นเปนของที่ควรดําริ เพราะสมัยนี้การ ศึกษาและสมาคมในกรุงสยามเจริญขึ้นมากแลเมื่อเปนเชนนั้นเปนธรรมดาอยูเองที่จะเกิดมีคนบาง จําพวกที่มีความปรารถนาที่จะไดมีเสียงในการปกครองบางความปรารถนาเชนนี้เปนเหมือนเงา ตามแหงอารยธรรมในเวลานี้จะกดความปรารถนานี้ไวยังไดอยูโดยใชความระวังอยางเขมแข็ง แต ที่จะทําใหอันตรธาน หรือระงับไปทีเดียวนั้นอยางไรๆ ก็พนวิสัยเปนแนนอนในทางรัฐประศาสนผู เปนนักการเมืองดีจําจะตองเปนผูเล็งการไกลและตองหาญพอที่จะคิดดําเนินการซึ่งรูแนแลววาจะ มาถึงเสียกอนที่การนั้นจะบังคับใหทํา ถารอไวจนเหตุการณมาบังคับแลว จึงคิดทําบางที่ตรองยัง ไมตกก็อาจจะชาเกินไปเสียแลว ฉะนั้นจึงควรตองคิดเตรียมการไวใหพรอมกอนเวลาที่จําเปนจริงๆ เผื่อวาเหตุการณมาบังคับ จะไดลงมือไดทีเดียว โดยไมตองเปลืองเวลาถาคิดเปรียบเหมือนแมทัพถึงแมจะเปนเวลาที่สงบศึกอยู ก็ตองเตรียม การแลวางแผนยุทธศาสตรยุทธวิธีจะดําเนินการไวพรอมเพื่อจะไดไมตองทําการโดย 6_edit.indd 49 13-Feb-13 9:34:29 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๐ ฉุกละหุกเมื่อเกิดศึกขึ้นแลวเหตุฉะนี้ขาพเจาจึงเห็นวาควรดําริเรื่องจัดมิวนิซิแปลิตีเสียทีเดียวและก็ แมวายังติดขัดอยูจะทําขึ้นไมไดเปนการใหญทั้งอันก็ควรคิดทําการทดลองแตสวนนอยสวน ๑ กอน ดีกวาที่จะไมเริ่มคิดและทําเสียเลย” แนวพระราชดําริดังกลาวไมไดรับการปฏิบัติจนสิ้นรัชกาลแตรัฐบาลในยุคประชาธิปไตย จึง ไดนํารางกฎหมายของพระองคมาดัดแปลงเปนพระราชบัญญัติจัดระเบียบ เทศบาล พุทธศักราช ๒๔๗๖ ทําใหกรุงเทพมหานครไดเริ่ม มีการปกครองตนเองเปนตนมาจนปจจุบัน หลักประศาสโนบายสําหรับมณฑลปตตานี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระบรมราโชบายที่จะปกครองเพื่อประโยชน สุขของราษฎรโดยมิไดเลือกวาราษฎรเหลานั้น จะมีเชื้อชาติศาสนาใด เมื่อปลาย พ.ศ.๒๔๖๕ เกิดความวุนวายในมณฑลปตตานี ทําใหราษฎรวา ๑๐๐ คนถูกจับ ในขอหา “อุดหนุนการกอการรายตอบานเมือง” จึงโปรดเกลาฯ ใหสงทหารรักษาวังหนึ่งกองทัพ ออก ไปชวยรักษาความสงบ ใหเจาพระยายมราช (ปน สุขุม) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ลงไปตรวจ ราชการเพื่อสํารวจปญหาพบวาสํารวจปญหาพบวาความวุนวายนั้น เกิดจากการพยายามปฏิบัติ หนาที่ของขาราชการในหลายหนวยงาน อาทิ การเรงรัดจัดเก็บภาษี การจัดการศึกษา การจัดการ ศึกษาตามพระราชบัญญัติประถมศึกษา โดยมิไดพิจารณาใหเหมาะสมกับความเปนอยูของราษฎร วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๖ ไดมีการประชุมเสนาบดีเพื่อแกไขปญหาอยางเรงดวนและ ผลการประชุมครั้งนี้ไดนําไปสูแนวคิดที่วา สมควรใหมีนโยบายพิเศษในการปกครองเฉพาะกรณีของ มณฑลปตตานี ที่มีหัวเมืองมลายูทั้ง ๗ ไดแก ปตตานี ยะลา ยะหริ่ง ระแงะ รามัน หนองจิก และ สายบุรี จึงมีการเสนอ “หลักรัฏฐประศาสโนบายสําหรับมณฑลปตตานี” จํานวน ๖ ขอ มีสาระ โดยสรุปจากที่ประชุม ดังนี้ ๑. ควรตั้งวิธีปฏิบัติวา เวนจากการขี่ศาสนาอิสลาม ๒. ภาษีอากรทุกชนิดคิดถัวกันไมควรใหสูงกวาที่อังกฤษเขาเก็บ ๓. พยายามไมใหมีการกดขี่บีบคั้นพลเมืองแตเจาพนักงาน ๔. พยายามอยาใหราษฎรตองเสียเวลาปวยการในเมื่อเจาพนักงานบังคับ ๕. ขาราชการในมณฑลนี้ควรเลือกเฟนเปนพิเศษและอบรมกันขึ้นใหดีเสมอ ๖. ระเบียบการใหมอันใดอันเกี่ยวดวยสุขทุกขของราษฎรควรหารือสมุหเทศาภิบาลเสียกอน ที่จะบังคับใหทําลงไป หลักการดังกลาวนี้ “พึงถือวาเปนหลักที่ควรพากเพียรยึดถือ” เพราะ “ทานเสนาบดีทุกคน ยอมรับวาชอบ” และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดทรงมีพระราชหัตถเลขาอธิบาย ความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “หลักรัฏฐประศาสโนบายสําหรับมณฑลปตตานี” นี้วา 6_edit.indd 50 13-Feb-13 9:34:33 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๑ “....การใชความระมัดระวังในขอนี้ ควรจะนึกใหกวางๆ ถึงการที่เกี่ยวกับลัทธิศาสนาประกอบ ดวย เชน วันศุกร ตามธรรมดา...จะตองไปนั่งฟงเทศนในสุเหรา เมื่อจะมีการเรียกรองบังคับใหกระทํา การใดๆ แลว ถาพอจะหลีกเลี่ยงเปลี่ยนวันไปไดก็ควรละเวนเสีย หรืออีกอยางหนึ่ง เชนในระหวาง เวลาปอซอ (ถือบวช) กิจการบางอยางที่ควรจะผอนผันใหพอดีพอควรแกฤดูกาล....” ดังนั้น เมื่อจะสงขาราชการไปปฏิบัติหนาที่มณฑลปตตานี จึงตองมีหลักวา “....พึงเลือกเฟนแตคนมีนิสัยซื่อสัตยสุจริต สงบเสงี่ยม เยือกเย็น ไมใชสักแตวาสงไปบรรจุให เต็มตําแหนง หรือสงไปเปนการลงโทษเพราะเลย” นอกจากนั้น จะสงขาราชการดังกลาวไปก็ตอง “....สั่งสอนชี้แจงใหรูลักษณะทางการอันจะพึงประพฤติ ระมัดระวัง....ผูใหญทองที่พึงสอด สองอบรมกันตอๆ ไปในคุณธรรมเหลานั้นเนืองๆ ไมใชแตคอยใหพลาดพลั้งลงไปกอนแลวจึงจะ กลาวโทษ....” เชิงอรรถ สมุดคูมือสําหรับขาราชการกระทรวงมหาดไทย ที่รับราชการในมณฑล ซึ่งมีพลเมืองนับถือ ศาสนาอิสลาม เพื่อใหขาราชการมีความเขาในราษฎรในมณฑลปตตานีดีขึ้น และที่สําคัญคือ เพื่อตัก เตือนขาราชการใหปฏิบัติหนาที่ ตามหลักการปกครองของพระบาทสมเด็จพระเจาอยู ดังคําปรารภ ของเจาพระยายมราชที่วา “....มีหลักอีกอยางหนึ่งจําตองรฤกอยูเสมอ คือ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว มีพระราช ประสงคที่จะใหราษฎรภายใตพระราชอาณาของพระองคไดรับความสันติสุขอยางสูงที่สุด ที่เจา พนักงานจะพึงปกครองทะนุบํารุงใหเปนไปได และมิไดทรงรังเกียจดวยชาติ ดวยศาสนา ซึ่งราษฎร ของพระองคกําเนิดมาแตบุคคลเพศนั้น และเลื่อมใสในศาสนาอยางนั้นกับทั้งประเพณีนิยมของเขา ดวย มิไดรังเกียจเดียดกันอยางใดๆ ในทางราชการ ....รวมความวารัฐประศาสโนบายของประเทศ ไมดําเนินการเปนปกปกแกทางศาสนาของราษฎร แลคตินิยมอันจะพึงเห็นวาสมควรนั้น เพราะ ฉะนั้นเจานาที่ผูปกครองราษฎรซึ่งมีคตินิยมตางจากคนไทย แลตางศาสนาดังเชนมณฑลปตตานี เปนตน ควรตองรูจักหลักพระราชประสงคและรัฐประสานของรัฐบาลไวเปนอาจารย เพื่อดําเนิน ทางราชการใหถนัดชัดเจน...” หนังสือหลักราชการ เมื่อขาราชการรูจักฐานะและหนาที่ของตนแลวก็พึงตระหนักดวยขาราชการมีคุณสมบัติ อยางไร ดังที่ไดพระราชนิพนธ หนังสือ เชิงอรรถ แลวทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พิมพพระราชทาน แจกขาราชการในการพระราชพิธีตรุษสงกรานต พุทธศักราช ๒๔๕๗ เพื่อเปนแนวทางในการปฏิบัติ หนาที่ หนังสือหลักราชการ กลาวถึงหลัก ๑๐ ประการ ที่ขาราชการทั้งผูใหญและผูนอยพึงยึดถือ ปฏิบัติเพื่อประโยชนในการรับราชการ โดยทรงนําหลักธรรมทางพุทธศาสนาและสุภาษิตตางๆ มา เตือนใจใหตระหนักถึงคุณสมบัติของขาราชการที่ดีดังตอไปนี้ 6_edit.indd 51 13-Feb-13 9:34:37 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๒ ๑. ความสามารถ หมายถึง “การทําการงานใหเปนผลสําเร็จไดดียิ่งกวาผูที่มีโอกาสเทาๆ กัน” อันเปนคุณสมบัติสําคัญของผูบังคับบัญชาทั้งฝายทหารและพลเรือน ขาราชการ พึงใชวิชาความรูของ ตน ทําการในหนาที่ใหเหมาะแกกาลเทศะ โดยไมตองรอใหนายสั่ง จึงเรียกไดวาเปนผูมีความสามารถ ๒. ความเพียร แปลวา “กลาหาญไมยอทอตอความยาก และบากบั่นเพื่อจะขามความขัดของ ใหจงไดโดยใชความอุตสาหะวิริยภาพมิไดลดหยอน”ขาราชการจึงพึงมีความอุตสาหะวิริยะกระทํา การในหนาที่ที่ไดรับมอบหมายอยางสมํ่าเสมอโดยไมตองพะวงวาตนมีวิชามากหรือนอย เพราะผู บังคับบัญชามักเพงใชคนที่มีความเพียรมากกวาผูมีวิชาแตเกียจคราน ไมมีความบากบั่นอดทน ๓. ความมีไหวพริบ แปลวา “รูจักสังเกตเห็นโดยไมตองมีใครเตือนวาเมื่อมีเหตุเชนนั้นๆ จะ ตองปฏิบัติอยางนั้นๆ เพื่อใหบังเกิดผลดีที่สุดแกกิจการทั่วไป และรีบทําการอันเห็นควรนั้นโดยฉับ พลันทันทวงที” ความมีไหวพริบนี้เปนคุณสมบัติสําคัญของผูบังคับบัญชา เพราะตองแกไขปญหา ของตนและคนในบังคับบัญชาอยูเสมอ ไมเกี่ยวกับการมีวิชามากหรือนอย ดังนั้น ผูมีวิชามากแก ไมมีไหวพริบจึงสูคนที่มีวิชานอยกวาแตมีไหวพริบดีกวาไมได ๔. ความรูเทาถึงการณ คือ การ “รูจักปฏิบัติการใหเหมาะสมดวยประการทั้งปวง” ทั้ง กาลเทศะ เปนสิ่งที่ไมมีอยูในตําราแตขาราชการพึงศึกษาดวยความพากเพียรจดจําแบบอยางที่ผู อื่นไดปฏิบัติมาแลว โดยไมยึดถือเปนแบบแผนตายตัวและอาศัยไหวพริบของตนเองประกอบดวย ๕. ความซื่อตรงตอหนาที่ เปนสิ่งสําคัญสําหรับขาราชการทั้งปวง ทั้งผูใหญกับผูนอย และ ผูสั่งรับคําสั่งคือความ “ตั้งใจกระทํากิจการซึ่งไดรับมอบใหเปนหนาที่ของตนนั้นโดยซื่อสัตยสุจริต ใชความอุตสาหะวิริยภาพเต็มสติกําลังของตนดวยความมุงหมายใหกิจการนั้นๆ บรรลุถึงซึ่งความ สําเร็จโดยอาการอันงดงามที่สุดที่จะพึงมีหนทางจัดไปได” เมื่อรับมอบหมายใหทํางานสําคัญได เพราะเชื่อไดวาคงไมละทิ้งหนาที่ความซื่อตรงตอหนาที่นี้เปนคุณสมบัติสําคัญที่พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงเนนยํ้าอยูเสมอ ไมเฉพาะตอขาราชการเทานั้น แตรวมถึงนักเรียนที่ จะเปนอนาคตของชาติดวย ๖. ความซื่อตรงกับบุคคลทั่วไป เปนคุณสมบัติสําคัญที่จะทําใหขาราชการทั้งปวงเปนที่ นิยมแหงคนทั่วไปดวยการประพฤติปฏิบัติตนใหเปนที่เชื่อถือได รักษาวาจาสัตย ไมคิดเอาเปรียบ ใคร ไมยกตนขมทาน ไมหาดีใสตัวหาชั่วใสเขา เมื่อผูใดมีไมตรีตอก็ตอบแทนดวยไมตรีโดยสมํ่าเสมอ ไมใชความรักใครไมตรีซึ่งผูอื่นมีแกเรานั้น เพื่อเปนเครื่องทํารายเขาเองหรือผูใด ๗. การรูจักนิสัยคน เปนคุณสมบัติสําคัญของทั้งผูใหญและผูนอยตองรูจักนิสัยผูบังคับ บัญชาของตน แลวทําการงานใหตองตามอัธยาศัยของผูใหญ รูจักเจียมตัวออนนอมถอมตนใหเปน ที่รักใครเมตตาสวนผูใหญก็จําเปนตองรูจักนิสัยของผูนอย เพื่อจะไดรูวิธีสั่งการเพื่อใหงานสําเร็จ ไดดวยดี ทั้งผูนอยที่เปนชาวไทยและชาวตางประเทศผูมีวัฒนธรรมแตกตางกันทั้งที่เปนทหารและ พลเรือนไดรับการฝกหัดอบรมแตกตางกันผูใหญไมอาจใชวิธีการเดียวกันกับทุกคนไดพึงตองหาวิธี ปฏิบัติตอผูนอยแตละกลุมเหมาะสม 6_edit.indd 52 13-Feb-13 9:34:41 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๓ ๘. การรูจักผอนผัน (คือ การผอนสั้นผอนยาว) เปนสิ่งที่ปฏิบัติไดยาก เพราะคนบางพวก ยึดติดกับระเบียบแบบแผนเขาใจวาการผอนผันเปนเรื่องเหลวไหล จึงไมยอมผอนผันจนเสียการ มากกวาที่ควร ในขณะที่คนบางพวกคิดถึงความสะดวกของตนและผูใตบังคับบัญชาเปนที่ตั้ง จึง ผอนผันไปทุกอยาง จนเสียทั้งวินัยทั้งแบบแผนและหลักการ ๙. ความมีหลักฐาน คือ ขาราชการผูที่อยูเปนหลักแหลงแนนอน มีภรรยาผูเหมาะสมที่จะ ชวยสรางครอบครัวอันมั่นคง และตั้งตนเอาไวชอบ คือ มีความประพฤติดี ไมเปนทาสอบายมุข จึง เปนคุณสมบัติที่ทําใหไดรับตําแหนงหนาที่อันมีความรับผิดชอบ และอยูในตําแหนงไดอยางมั่นคง ๑๐. ความจงรักภักดี เปนคุณสมบัติที่พึงมีในผูที่ไดรับมอบหมายใหปฏิบัติหนาที่ทั้งใหญและ นอยยิ่งเปนผูบังคับบัญชาแลวก็ยิ่งจําเปนมากขึ้น เพราะความจงรักภักดีแปลวา “ความยอมสละตน เพื่อประโยชนแหงทาน” ถึงแมวาตนจะไดรับความเดือดรอนรําคาญตกระกําลําบาก หรือจนถึงตอง สิ้นชีวิตเปนที่สุด ก็ยอมไดทั้งสิ้นเพื่อมุงประโยชนอันแทจริงใหมีแกชาติศาสนาและพระมหากษัตริย หนาที่พลเมืองดี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงพยายามสั่งสอนพสกนิกรของพระองคถึงการ ปฏิบัติหนาที่พลเมืองดีดวยประการตางๆ เชน การเสียภาษีอากรแกรัฐ ซึ่งพระองคเองก็ทรงกระทํา ดวยเชนกัน โดยหลังจากที่เสด็จขึ้นครองราชสมบัติไดประมาณปเศษ พระองค โปรดฯ ใหเสนาบดี กระทรวงมหาดไทยดําเนินการจัดเก็บภาษีที่ดินและโรงรานที่เปนพระราชทรัพยสวนพระองคเหมือน เชนเหมือนเชนที่รัฐเก็บจากราษฎรสามัญทั่วไปดังขอความตอไปนี้ “....บัดนี้หมอมฉัน (หมายถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว) มาไตรตรองดูเห็นวา ทรัพยสมบัติของหมอมฉันทั้งหลายที่เปนสวนตัวก็เทากับเปนทรัพยสมบัติของคนธรรมดาคนหนึ่ง แต เหตุใดหมอมฉันจึงจะมาเอาเปรียบแกคนทั่วไปซึ่งดูไมเปนการสมควรเลย สวนของๆ ผูอื่นจะเก็บเอา กับของตัวเราเกียดกันเอาไว.... ถารัฐบาลจะแบงผลประโยชนของหมอมฉันที่ไดมาจากทรัพยสมบัติ ทั้งหมดนั้นบางแลว หมอมฉันก็มีความยินดีเต็มใจที่จะเฉลี่ยใหเปนการอุดหนุนชาติ และบานเมือง อยางคนสามัญดวยเชนกัน” การแสดงออกซึ่งความรักและเสียสละเพื่อชาติ หรือปฏิบัติหนาที่พลเมืองดีอีกประการหนึ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงแนะนําใหชาวไทยทุกคนประพฤติปฏิบัติ คือ การใช เครื่องอุปโภคบริโภคที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยเพื่อเปนการสงวนเงินตรามิใหรั่วไหลออกนอกประเทศ ดังขอความตอไปนี้ “....ถึงของที่พวกเราทําไดนั้นจะยังสูจะยังสูของเขาไมได หรือแพงไปสักนิด ถาเราตั้งใจชวย กันอุดหนุนแลวก็เปนทางที่จะใหของๆ เราดีขึ้นพอทัดเทียมกับของเขาได ในเวลาปกติพวกเรายอม แลเห็นไดยากวาเหตุไรจึงมีความจําเปนที่จะตองบํารุงวิชาหัตถกรรมและศิลปกรรมของเราเองใหพอ เพียง ตอเมื่อไรมีเหตุสําคัญซึ่งของใชของเราจะสงมาจากตางประเทศไมได เมื่อนั้นแหละจึงเปนเวลาที่ เราตองรูสึกตัวและเสียใจตัวเองวา เราทั้งหลายไดรามือราตีนเสียหมดแลว ชวยตัวเองก็ไมไดเสียแลว 6_edit.indd 53 13-Feb-13 9:34:46 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๔ ขอนี้จําเราทั้งหลายจะตองพูดกันใหเขาใจดี บานเมืองที่เลี้ยงตัวเองไมไดนั้นเขาตองมีความ วิเศษในทางอื่นแทน คือตองมีกําลังที่จะไปแยงเอาความสมบูรณของผูอื่นได นี่เรามีกําลังพอแลว หรือ แตถึงแมวามีพอเราก็คงไมปรารถนาจะทําเชนนั้นเพราะฉะนั้นความจําเปนจึงมีอยูวาเราจะตอง ชวยกันคิดอยางไรใหบานเมืองเราเลี้ยงตัวเองได ถึงของในเมืองไทยจะยังทําไมไดดีเหมือนเขาก็ให พอใชไดและมีเพียงพอแกความตองการของเรา...ถาจะพูดกันตามตรงแลวก็ตองรับวาเดี๋ยวนี้เรายัง ตองอาศัยใหชาวตางประเทศเลี้ยงตัวเราอยูทุกคน เชนนี้เราไมอายเขาหรือ เพราะฉะนั้น เราตองชวยกันบํารุงการศิลปหัตถกรรมแหงบานเมืองเราใหเจริญขึ้น เราจะ ปลอยใหความบกพรองมีอยูเชนนี้ไมไดตอไปเปนอันขาด เราตองนึกถึงวาเงินทองที่เรามีพอจะจับ จายใชสอยนั้นทําอยางไรจึงจะไดใชตั้งแตสตางคเดียวขึ้นไปใหประโยชนแกคนไทย” นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ยังทรงพยายามอยางยิ่งขจัดความมัวเมา ในอบายมุขของราษฎรซึ่งเปนการบั่นทอนศีลธรรมอันดีและความมั่นคงทางเศรษฐกิจสวนตัว และ ประเทศชาติ เชนในป พ.ศ.๒๔๕๙ โปรดเกลาฯใหประกาศเลิกหวย ก.ข. และปตอมาคือ พ.ศ.๒๔๖๐ โปรดเกลาฯใหเลิกบอนเบี้ย ดังขอความตอไปนี้ “ขาพเจาไดนึกเสียใจมานานแลว ที่รูสึกวาการพนันดูเปนของที่เขาเลือดชาวไทยเราเสียจริงๆ จนนาอนาถใจ จริงอยูการพนันยอมมีอยูในหมูชนไมวาชาติใด แตขาพเจาก็ยังไมไดเคยพบชนหมูใดเลย ที่จะไมไดรับความเสียหาย เพราะการพนันสวนขอที่เสียทรัพยนั้นยกเสียเถิด แตนอกจากนี้ยังเปนให ประพฤติชั่วอยางอื่นๆ อีก เชน ฉอโกง ขโมย หลอกลวง ปอกลอกและถาเปนคนที่ไมรูจักเลนอยาง นักเลงกรีฑา (สปอตสเมน) ก็เลยยังเกิดเหตุรายๆ เชนอาฆาฎปองรายกันหรือถึงแกทํารายกันบางก็มี อยางไรก็ตามความรูสึกชาตินิยมที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงมีพระราช ประสงคที่จะใหบังเกิดขึ้นในจิตใจของชาวไทยทุกคนนั้น จะตองไมนํามาซึ่งการแสดงออกที่เปนการ ดูหมิ่นเกลียดชังชนชาติอื่น ดังขอความตอไปนี้ “...อีกประการ ๑ นักเรียนไมควรจะลืมวา ในเวลานี้ตนไปอาศรัยเมืองเขาอยูเพราะฉะนั้นถา ไมประพฤติกิริยาชั่วตอเขาๆ ก็จะวาเราเปนคนปาเถื่อน ไมรูจักกิริยามารยาทอันงาม ตางวากลับกัน เสีย คือตางวาฝรั่งมาอยูกับเราในเมืองไทยแตแสดงกิริยาดูหมิ่นไทย และเราจะพูดอะไรดวยก็นิ่ง เสีย ไมแสดงกิริยาหรือกลาววาจาใหนิ่มนวล เราจะโกรธและติเตียนหรือไม? คงติและเคืองเปนแน การรักชาติของเรานั้น เปนของดีและสมควร แตเราไมจําเปนจะตองแสดงความรักชาติของ เราโดยแสดงกิริยาวาจาดูถูกหรือเกลียดชังชาติอื่น เราไปอยูในเมืองของเขา เปรียบเหมือนเปนแขก เพราะฉะนั้นควรที่จะตองแสดงกิริยาดีตอเจาของบาน สิ่งไรทําใหเขายินดี เราไมควรขัดใจเขา การ พยักพะเยิดไมเปนของยากเย็นหรือเสียหายแกตัวของเราเอง แตอาจจะเปนเครื่องทําความพอใจให แกเจาของบานเปนอันมาก คนเราในโลกนี้ไมมีใครชอบถูกขัดคอ เพราะฉะนั้น ถาไมจําเปนจริงๆ แลวอยาไปขัดคอเขาจะดีกวา” 6_edit.indd 54 13-Feb-13 9:34:50 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๕ การปรับปรุงกฎหมายและการศาล ๑. การจัดระเบียบการศาลใหม เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๕ โดยใหแยกหนาที่ราชการในกระทรวง ยุติธรรมออกเปน ฝายธุรการ และฝายตุลาการ และใหศาลฎีกามาสังกัดกระทรวงยุติธรรม และ ได โปรดใหตั้งตําแหนงอธิบดีศาลฎีกาขึ้น ๒. การประกาศใชประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยเปนครั้งแรก โดยสงเสริมวิชาการ กฎหมายใหยกฐานะโรงเรียนกฎหมายที่ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ใหเปนโรงเรียนหลวงสังกัดกระทรวง ยุติธรรม โปรดฯ ใหตั้ง สภานิติศึกษา ขึ้น มีหนาที่สําหรับจัดระเบียบกับวางหลักสูตรการศึกษา ของโรงเรียนกฎหมายและโปรดฯ ใหจัดตั้งเนติบัณฑิตยสภาขึ้น เปนสภาในพระบรมราชูปถัมภ มี วัตถุประสงคเพื่อสงเสริมการศึกษาวิชากฎหมายและการวาความ ควบคุมจรรยาความประพฤติ ของทนายความ 6_edit.indd 55 13-Feb-13 9:34:55 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๖ กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ หรือ กบฏเก็กเหม็ง หรือ กบฏนํ้าลายเกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ ความคิดและความเคลื่อนไหวเพื่อการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย มีมาจากประชาชน ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ตั้งแตพุทธศตวรรษที่ ๒๓ การปกครองของอังกฤษซึ่งคอยๆ ดําเนินไปสู ระบบรัฐสภาแหงเสรีประชาธิปไตย โดยไมตองมีการปฏิวัติเสียเลือดเนื้อ การเรียกรองสิทธิในการ ปกครองตนเองของสหรัฐอเมริกาจากอังกฤษใน พ.ศ.๒๓๑๙ (ค.ศ. ๑๗๗๖) และการปฏิวัติฝรั่งเศส ใน พ.ศ.๒๓๓๒ (ค.ศ.๑๗๘๙) หลังจากนั้นความคิดแบบประชาธิปไตยก็แพรขยายไปยังประเทศตางๆ ประเทศไทยก็ไดรับแนวความคิดเรื่องการปกครองประเทศระบอบประชาธิปไตย ดวยการติดตอกับ ประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติใน พ.ศ.๒๔๕๓ นั้น กลุมปญญาชนตางก็มุงหวังวา พระองคจะทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไปสูระบอบ ประชาธิปไตยทั้งนี้เพราะ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยู ทรงศึกษาอยูในประเทศอังกฤษ ซึ่งมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และคงไดทรงเตรียมพระองคดังที่พระบาทสมเด็จพระ 6_edit.indd 56 13-Feb-13 9:35:03 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๗ จุลจอมเกลาเจาอยูหัวมีพระราชดํารัสไว แตปรากฏวายังไมมีพระราชดําริในเรื่องรัฐสภาและ รัฐธรรมนูญแตอยางใด ในเวลาเดียวกันประเทศจีนมีการปฏิวัติลมลางราชวงศแมนจู เปลี่ยนการ ปกครองประเทศเปนระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐเปนผลสําเร็จ ทําใหความคิดอยากจะ ไดประชาธิปไตยมีมากขึ้น ประกอบกับความไมพอใจในพระราชจริยาวัตรบางประการของพระมหา กษัตริยพระองคใหม จึงทําใหเกิดปฏิกิริยาที่จะลมลางระบอบการปกครอง เหตุการณสําคัญที่เกิดขึ้นในตนรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว คือ พวก นายทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน รวมประมาณ ๑๐๐ คน เรียกตัวเองวา คณะ ร.ศ. ๑๓๐ ได วางแผนการปฏิวัติการปกครองหวังใหพระมหากษัตริยพระราชทานรัฐธรรมนูญใหแกปวงชนชาว ไทยคณะ ร.ศ. ๑๓๐ คณะผูกอการไดรวมตัวกันเปนครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๕ (นับเวลาแบบสากล คือ เริ่มป ๒๔๕๕ วันที่ ๑ มกราคม แตบางแหงบันทึกเปนวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๔ เพราะนับเวลาแบบสยาม ในครั้งนั้นที่เริ่มปใหม ในวันที่ ๑ เมษายน) ประกอบดวยผู รวมคณะเริ่มแรกจํานวน ๗ คน ถือ ๑. ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ (หมอเหล็ง ศรีจันทร) เปนหัวหนา ๒. ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร จาก กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค ๓. ร.ต.จรูญ ษตะเมษ จากกองปนกล รักษาพระองค ๔. ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน จาก กองปนกล รักษาพระองค ๕. ร.ต.ปลั่ง บูรณโชติ จาก กองปนกล รักษาพระองค ๖. ร.ต.หมอมราชวงศแช รัชนิกร จาก โรงเรียนนายสิบ ๗. ร.ต.เขียน อุทัยกุล จาก โรงเรียนนายสิบ คณะผูกอการวางแผนจะกอการในวันที่ ๑ เมษายน ซึ่งเปนวันพระราชพิธีถือนํ้าพระพิพัฒน สัตยาใน พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และวันขึ้นปใหม ผูที่จับฉลากวาตองเปนคนลงมือ ลอบปลงพระชนม คือ ร.อ.ยุทธ คงอยู (หลวงสินาดโยธารักษ) เกิดเกรงกลัวความผิด จึงนําความไป แจงหมอมเจาพันธุประวัติผูบังคับการกรมทหารชางที่ ๑ รักษาพระองค และพากันนําความไปแจง สมเด็จพระอนุชาธิราช เจาฟาจักรพงษภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ สาเหตุของการคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองเปนเพียงขบวนเล็กนอย คือในปลาย พ.ศ.๒๔๕๒ ไดมีการโบยหลังนายทหารสัญญาบัตรกลางสนามหญา ภายในกระทรวงกลาโหมทามกลางวงลอม ของนายทหารกองทัพบก ดวยการบัญชาการของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ซึ่งขณะ นั้นดํารงตําแหนงเปนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทั้งนี้เพราะ นายรอยเอกโสม ไดตามไปตีมหาดเล็กของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ที่มาทะเลาะวิวาทกับทหารบกที่หนากรม ทหาร การโบยหลังนายรอยเอกโสม ทําใหเกิดปฏิกิริยาเกิดขึ้นในหมูทหารบก และโดยเฉพาะนักเรียน นายรอยทหารบก ครั้นตอมา ใน พ.ศ.๒๔๕๓ - ๒๔๕๔ นายทหารรุนที่จบจากโรงเรียนนายทหารบก ในปลาย ร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ.๒๔๕๒) ไดเขารับราชการประจํากรมกองตางๆ ทั่วพระราชอาณาจักรแลว 6_edit.indd 57 13-Feb-13 9:35:07 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๘ มีหลายคนที่เกิดความรูสึกสะเทือนใจอยางแรงกลาจากการตั้ง “กองเสือปา” คิดวาพระเจาแผนดิน ไมทรงสนับสนุนกิจการทหารบก และคิดตอไปวาการที่ประเทศไทยไมเจริญกาวหนาเทาที่ควรเพราะ เปนการปกครองดวยคนเดียว นายทหารบกกลุมนี้คิดเปรียบเทียบระหวางประเทศไทยกับประเทศ ญี่ปุน ซึ่งเริ่มการปฏิรูปประเทศพรอมๆ กัน แตเหตุใดประเทศญี่ปุนจึงเจริญเกินหนาประเทศไทย ไปไกล คําตอบที่นายทหารบกกลุม ร.ศ. ๑๓๐ คิดไดคือ ประเทศญี่ปุนไดเปลี่ยนการปกครองจาก ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย มาเปนระบอบประชาธิปไตยใตกฎหมาย ทั้งยังปลูกฝงใหพลเมือง รูจักรักชาติ รักวัฒนธรรม รัฐบาลรูจักประหยัดการใชจายในไมชาก็มีการคาไปทั่วโลก มีผลิตผลจาก โรงงานอุตสาหกรรมของตนเอง มีการคมนาคมทั้งทางบกภายในประเทศและนอกประเทศ และแผ อิทธิพลทางการเมือง การทหาร การสังคมและวัฒนธรรมไปทั่วโลกไดอีกดวย แตประเทศไทยไม สามารถจะหยิบยกภาวะอันใดที่เปนความเจริญกาวหนามาเทียบเคียงกับประเทศญี่ปุนไดเลย เมื่อ คํานึงถึงความลาหลังของประเทศ และคิดวาไมควรที่อํานาจการปกครองประเทศชาติจะอยูในมือ ของคนคนเดียว จึงทําใหนายทหารบกคิดปฏิวัติ คณะร.ศ.๑๓๐ ขณะถูกฝายรัฐบาลจับกุม 6_edit.indd 58 13-Feb-13 9:35:18 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๙ แผนการปฏิวัติ จะขอเพียงวาใหพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงยอมยก ตําแหนงมาอยูใตกฎหมายสูงสุดคือ รัฐธรรมนูญ เชนเดียวกับประเทศญี่ปุน และไดวางแผนกันตอ มา ถาพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไมทรงยินยอม ก็จะทูลเชิญเจานายในพระราชวงศจักรีขึ้นเปน ประธานาธิบดีคนแรกแหงสาธารณรัฐไทย บรรดานายทหารบกคิดจะทูลเชิญสมเด็จเจาฟา กรม หลวงพิษณุโลกประชานาถทรงเปนประธานาธิบดี พวกทหารเรือก็คิดวาควรจะเปนพระเจาบรม วงศเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เปนตน การดําเนินงานตามแผนเนนจะใชเวลาถึง ๑๐ ปเพื่อ จะไดมีเวลาสอนทหารเกณฑทุกรุนในชวงเวลานั้น รอใหทหารเกณฑไดแยกยายกันไปประกอบอาชีพ ตามภูมิลําเนาทั่วประเทศ และไดอบรมสั่งสอนลูกหลานในทํานองเดียวกัน อีกประการหนึ่งก็เพื่อใหผู คิดเปลี่ยนแปลงการปกครองไดมีวัยวุฒิ และคุณวุฒิเพิ่มขึ้น คือมีอายุ และตําแหนงในหนาที่การงาน สูงขึ้น ความสามารถและความสุจริตจะไดเปนหลักประกันความมั่นคงของชาติใหมหาชนเชื่อถือได อุดมการณของคณะ ร.ศ.๑๓๐ เปนอุดมการณของคนหนุมซึ่งสวนมากเพิ่งสําเร็จการศึกษา มีความหวงใยในอนาคตของประเทศชาติ แตก็นับวาเปนผลผลิตของการศึกษาแผนใหมแบบตะวัน ตกซึ่งเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว พวกนักเรียนนายรอยทหารบกได รับการสั่งสอนเรื่องระบอบการปกครองและลัทธิ จากสมเด็จเจาฟากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ และพระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) และวิพากษวิจารณกันในหองเรียนถึงลัทธิที่ดี และไมดี ถึงแมวาคณะ ร.ศ.๑๓๐ จะประสบความลมเหลวในการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ตาม ระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยในประเทศไทย ซึ่งตอมาการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ไดทํากระทําสําเร็จก็เปนคณะปฏิวัติที่มาจากทหารบกอีกเชนกันจึงเห็นไดวาเปนอิทธิพลทาง ความคิดที่ตอเนื่องกัน คณะตุลาการศาลทหารมีการพิจารณาตัดสินลงโทษใหจําคุกและประหารชีวิต โดยให ประหารชีวิตหัวหนาผูกอการจํานวน ๓ คน คือ ร.อ.เหล็ง ศรีจันทร ร.ท.จรูญ ณ บางชาง และ ร.ต.เจือ ศิลาอาสน ลงโทษจําคุกตลอดชีวิต ๒๐ คน จําคุกยี่สิบป ๓๒ คน จําคุก ๑๕ ป ๖ คน จําคุกสิบสอง ป ๓๐ คน ในขอหาวาจะเปลี่ยนแปลงราชประเพณีการปกครองของพระราชอาณาจักรและทําการ กบฏประทุษรายพระเจาแผนดินแตดวยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัว ดวยทรงเห็นวา ทรงไมมีจิตพยาบาทตอผูคิดประทุษรายแกพระองค จึงทรงมีพระราช บรมราชวินิจฉัยวา ความผิดของพวกทานเหลานี้ “ขอสําคัญที่จะกระทํารายตอตัวเรา เราไมไดมี จิตพยาบาทอาฆาตมาดรายตอพวกนี้ เห็นควรที่จะลดหยอนผอนโทษโดยฐานกรุณา ซึ่งเปนอํานาจ ของพระเจาแผนดินจะยกใหได” ดังนั้น ผูที่มีชื่อถูกประหารชีวิต ๓ คน จึงไดรับการลดโทษลงมาจํา คุกตลอดชีวิต และผูที่มีชื่อถูกจําคุกตลอดชีวิต ๒๐ คนใหลดโทษลงมาจําคุก ๒๐ ปอีก ๖๘ คนได ถูกปลอยตัวหมด ในพระราชพิธีฉัตรมงคล เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๗ พ.ศ.๒๔๖๗ ครบรอบป ที่ ๑๕ ของการครองราชย) 6_edit.indd 59 13-Feb-13 9:35:23 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๐ การเศรษฐกิจ ประเทศในรัชสมัยพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ เนื่องมาจาก เศรษฐกิจโลกและผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ ๑ ที่สงผลตอฐานะการคลังของประเทศ เมื่อ เงินคงคลังลดลงจากการขาดทุนการปริวรรตเงินตรานอกจากนั้น นํ้าทวมใหญและภัยแลงติดตอ กันเปนภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สงผลกระทบกับสินคาขางอันเปนรายไดสําคัญของประเทศ และที่ สําคัญคือการยกเลิกรายไดจากการพนันกับสิ่งเสพติด (อากรบอนเบี้ยกับอากรฝน) อันเปนรายได ประมาณ ๑ ใน ๓ ของรายไดแผนดินทั้งหมด โดยมิไดมีการเรียกเก็บภาษีอื่นมาทดแทน ทําใหตอง ใชจายเงินแผนดินดวยความระมัดระวัง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงวางแผนตั้งรับสถานการณเรื่องผลประโยชน และรายไดของแผนดินในลักษณะกาวหนามากอนที่จะเกิดปญหา ดังจะเห็นไดจากการออกพระ ราชบัญญัติหลายฉบับและการตั้งหนวยราชการหลายแหงดังนี้ การสงเสริมการคาและการลงทุน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงพระกรุณา โปรดเกลาฯ ใหตั้งหนวยงานใหมใหเหมาะสมกับความตองการของบานเมือง เชน “กรมสถิติ พยากรณ” ในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติมีหนาที่รวบรวมสถิติพยากรณสาธารณะเพื่อประโยชน ในกิจการทั่วไปของบานเมืองตั้งแต พ.ศ.๒๔๕๗ เมื่อกรมนี้ไดทําหนาที่พอสมควร จึงมีพระบรม ราชโองการเพิ่มหนาที่ ดูแลการคาขายอันจะเปนประโยชนทางการพาณิชยโปรดเกลาฯ ใหเลื่อน ฐานะกรม และเพิ่มนามเปน “กรมพาณิชยและสถิติพยากรณ” เมื่อการพาณิชยทวีความสําคัญยิ่งขึ้น พระองคจึงโปรดเกลาฯ ใหยกฐานะกรมขึ้นเปนกระ ทรวงอยูในบังคับบัญชาของที่ประชุมชื่อ “สภาเผยแผพาณิชย” โดยนายกเปนราชการชั้นเสนาบดี อุปนายกเปนขาราชการชั้นรองเสนาบดี ที่ปรึกษากฎหมายเปนราชการชั้นอธิบดี และเลขานุการ เปนขาราชการชั้นรองอธิบดี เปนตําแหนงประจําสภา นอกจากนั้น ประกอบดวยกรรมการไมจํากัด จํานวน ทั้งขาราชการในกรมและกระทรวงที่มีหนาที่เกื้อหนุนการพาณิชย ในเบื้องตนไดแก รอง เสนาบดีกระทรวงพระคลังฯ รองเสนาบดีกระทรวงเกษตร ผูบัญชาการกรมรถไฟหลวง หัวหนาการ ทดนํ้า อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมศุลกากร เปนตน สภาเผยแผพาณิชย (ตอมาคือกระทรวงพาณิชย) มีหนาที่บํารุงการคาขายของบานเมือง และ รวบรวมสถิติเพื่อการพาณิชย จึงโปรดเกลาฯ ใหยายสวนการสถิติพยากรณสาธารณะ ซึ่งเกี่ยวเนื่อง กับการเงิน กลับไปไวในกรมบัญชาการกรทรวงพระคลังมหาสมบัติ และโปรดเกลาฯ ใหตั้ง “ศาลา แยกธาตุ” เพื่อชวยหาสินคาของประเทศ โดยนําเอาวัตถุดิบในประเทศมาทดลองและวิเคราะห วิจัยทางวิทยาศาสตร เชน การทดลองคนนํ้ามันจากเมล็ดพืชประเภทตางๆ เพื่อใชประโยชนในเชิง พาณิชย อาทิ นํ้ามันรําขาว การวิเคราะหพืชสมุนไพรที่อาจใชทํายาได อาทิ การสกัดนํ้ามันเมล็ด กระเบา เพื่อใชรักษาโรคเรื้อน การศึกษาเพื่อตรวจสอบหาวัตถุเพื่อใชในการฟอกหนังและทํากระดาษ การวิเคราะหตรวจสอบดินสารอาหารในดินและสิ่งที่จะใชทําปุยเคมี โดยมีโครงการทดลองที่คลอง รังสิต รวมกับกระทรวงเกษตราธิการ เปนตน 6_edit.indd 60 13-Feb-13 9:35:28 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) สินคาขาวพืชเศรษฐกิจที่สําคัญของไทย คือสินคาขาว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ๖๑ จึงโปรดเกลาฯ ใหพัฒนาความเปนอยูของชาวนา โดยจัดการชลประทานและสงเสริมการตั้งสหกรณ ชาวนาและในปที่เกิดนํ้าทวมใหญ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๖๐ ทําใหผลผลิตขาวเสียหายมาก จําเปน ตองพยายามหาสินคาออกชนิดใหม จึงโปรดเกลาฯ ใหตั้ง “ศาลาแยกธาตุ” อยูในความรับผิดชอบ ของกรมพาณิชยแลสถิติพยากรณเพื่อนําทรัพยากรภายในประเทศมาทําการทดลองคนควาและวิจัย เพื่อสรางสินคาใหมในเชิงพาณิชยอันมีลักษณะที่นาจะเรียกไดวาเปนตนแบบของสภาวิจัยแหงชาติ การสงเสริมการผลิตและการจําหนายสินคาหัตถศิลปะไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหจัดงานฤดูหนาวในบริเวณพระตําหนักจิตรดารโหฐาน ในบาง ปไดจัดขึ้นที่สนามเสือปา หรือสวนสราญรมย และทายที่สุดไดโปรดเกลาฯ ใหจัดเตรียมงานแสดง สินคา และผลิตผลในดานอุตสาหกรรมครั้งใหญ ในป พ.ศ.๒๔๖๘ เพื่อฟนฟูเศรษฐกิจของชาติและ เผยแพรใหชาวไทยและชาวตางประเทศเกิดความสนใจสินคาไทย พระราชทาน นามวา “งานสยาม รัฐพิพิธภัณฑ” เปนการเตรียมการนําเสนอทรัพยากรของสยามรัฐ ทั้งดานการเมือง การปกครอง และการคาดานการคาไดเตรียมนําเสนอทรัพยากรธรรมชาติของทุกมณฑลในประเทศสยามตลอด จนเครื่องจักรที่ชวยแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติใหเปนสินคาที่ผลิตไดภายในประเทศ รวมทั้งตัวอยาง สินคาจากตางประเทศ ที่ไดจากทรัพยากรธรรมชาติของสยาม เปนโครงการเชิญชวนชาวสยามหัน มาประกอบอาชีพทางการพาณิชย และเชื้อเชิญชาวตางประเทศเขามาลงทุนทํากิจการพาณิชยใน ประเทศสยาม ทําใหเศรษฐกิจของประเทศเขมแข็งขึ้นแตงานตองเลิกลมไปเพราะเสด็จสวรรคตเสีย กอน สถานที่จัดงานคือ สวนลุมพินีในปจจุบัน เปนที่ดินสวนพระองค ไดพระราชทานใหเปนสมบัติ ของชาติ เพื่อใชเปนสาธารณะเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘ ตึกกระทรวงพาณิชย ทาเตียน แลวเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว 6_edit.indd 61 13-Feb-13 9:35:35 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๒ การใชของไทยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงแนะนําใหชาวไทยทุกคนประพฤติ ปฏิบัติ คือ การใชเครื่องอุปโภคบริโภคที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยเพื่อเปนการสงวนเงินตรามิใหรั่วไหล ออกนอกประเทศ ดังพระราชดํารัสวา ...ถึงของที่พวกเราทํา ไดนั้นจะยังสูของเขาไมไดหรือแพงไปสักนิด ถาเราตั้งใจชวยกันอุดหนุน แลวก็เปนทางที่จะใหของๆ เราดีขึ้นพอทัดเทียมกับของเขาได ในเวลาปกติพวกเรายอมแลเห็นได ยากวาเหตุไรจึงมีความจําเปนที่จะตองบํารุงวิชชาหัตถกรรมและศิลปกรรมของเราเองใหพอเพียง ตอเมื่อไรมีเหตุสําคัญซึ่งของใชของเราจะสงมาจากตางประเทศไมได เมื่อนั้นแหละจึงเปนเวลาที่เรา ตองรูสึกตัวและเสียใจตัวเองวา เราทั้งหลายไดรามือราตีนเสียหมดแลว ชวยตัวเองก็ไมไดเสียแลว... ขอนี้จําเราทั้งหลายจะตองพูดกันใหเขาใจดี บานเมืองที่เลี้ยงตัวเองไมไดนั้นเขาตองมีความ วิเศษในทางอื่นแทน คือตองมีกําลังที่จะไปแยงเอาความสมบูรณของผูอื่นได นี่เรามีกําลังพอแลว หรือ แตถึงแมวามีพอเราก็คงไมปรารถนาจะทําเชนนั้นเพราะฉะนั้นความจําเปนจึงมีอยูวา เราจะ ตองชวยกันคิดอยางไรใหบานเมืองเราเลี้ยงตัวเองได ถึงของในเมืองไทยจะยังทําไมไดดีเหมือนเขา ก็ใหพอใชไดและมีเพียงพอแกความตองการของเรา...ถาจะพูดกันตามตรงแลวก็ตองรับวาเดี๋ยวนี้ เรายังตองอาศัยใหชาวตางประเทศเลี้ยงตัวเราอยูทุกคน เชนนี้เราไมอายเขาหรือ เพราะฉะนั้นเราตองชวยกันบํารุงการศิลปหัตถกรรมแหงบานเมืองเราใหเจริญขึ้น เราจะ ปลอยใหความบกพรองมีอยูเชนนี้ไมไดตอไปเปนอันขาด เราตองนึกถึงวาเงินทองที่เรามีพอจะจับ จายใชสอยนั้นทําอยางไรจึ่งจะไดใชตั้งแตสตางคเดียวขึ้นไปใหเปนประโยชนแกคนไทย...(๑) การเสียภาษี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงพยายามสั่งสอนพสกนิกรของ พระองคถึงการปฏิบัติหนาที่พลเมืองดีดวยประการตางๆ เชน การเสียภาษีอากรแกรัฐ ซึ่งพระองค เองก็ทรงกระทําดวยเชนกัน เปนตนวาหลังจากที่เสด็จขึ้นครองราชสมบัติไดประมาณปเศษ พระองค ไดโปรดเกลา ฯ ใหเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย(๒) ดําเนินการจัดเก็บภาษีที่ดินและโรงรานที่เปนพระ ราชทรัพยสวนพระองคเหมือนเชนที่รัฐเก็บจากราษฎรสามัญทั่วไป การเลิกการพนัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ยังทรงพยายามอยางยิ่ง ที่จะขจัด ความมัวเมาในอบายมุขของราษฎร ซึ่งเปนการบั่นทอนศีลธรรมอันดีและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สวนตัว และประเทศชาติ เชนในป พ.ศ.๒๔๕๙ โปรดเกลา ฯ ใหประกาศเลิกหวย ก.ข. และปตอมา คือ พ.ศ.๒๔๖๐ โปรดเกลา ฯ ใหเลิกบอนเบี้ยดังพระราชนิพนธตอไปนี้ การเก็บเงินรัชชูปการ “เงินรัชชูปการ” คือ เงินสวย ที่เก็บจากไพรสวย โดยปรกติยามสงบ ชายไทยทุกคน ที่สังกัดมูลนาย หรือ ที่เรียกวา ไพรหลวง ทําหนาที่รับราชการ ชวยกันทํานุบํารุงและ ปองกันประเทศชาติ ในยามปรกติ ตองมีหนาที่เขารับราชการปละ ๖ เดือน ในสมัยกรุงธนบุรี ลด เหลือปละ ๔ เดือน และ ในสมัยรัตนโกสินทรตอนตน ลดเหลือ ๓ เดือน ผูใดไมตองการเขาเกณฑ แรงงาน ก็หาสิ่งของหรือเงินมาทดแทนการเกณฑแรงงานได ซึ่งผูที่ใชเงินหรือสิ่งของมาแทนแรงงาน เรียกวา ไพรสวย สวนเงิน ที่ใชแทนแรงงานเรียกวา สวย 6_edit.indd 62 13-Feb-13 9:35:39 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๓ ในรัชสมัยพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชนั้น ไพรสวยเสียเงินคาราชการ ปละ ๑๘ บาท เทากับคิดในอัตราเดือนละ ๖ บาท ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว มีการตราพระราชบัญญัติเกณฑทหาร ทางราชการยินยอมใหผูไมถูกเกณฑทหารเสียเงินคาราชการเพียงปละ ๖ บาท เรียกวา เงินคาราชการ เทากับวาไพรตองเขาเวรปละ ๑ เดือน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เรียกวาเงินรัชชูปการ โดยกําหนดใหชาย ฉรรจ ที่มีอายุ ๑๘ – ๖๐ ปและขาราชการ ตองเสียเงินรัชชูปการ ยกเวน ทหาร ตํารวจ พระภิกษุ สามเณรกํานัน ผูใหญบานและผูที่มีรางกายทุพพลภาพไมตองเสียเงินรัชชูปการ ตอมาในป พ.ศ.๒๔๖๘ ไดประกาศใชประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยแลว ก็ใหเก็บจาก บุคคลที่บรรลุนิติถาวะแลวคือเก็บจากชายที่มีอายุ ๒๐-๖๐ ป การดูและผลประโยชนของแผนดิน การเก็บเงินผลประโยชนแผนและการเบิกจายเงินแผนดิน มีจํานวนมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว จึงโปรดเกลาฯ ใหตั้ง “กรมตรวจเงิน แผนดิน” ในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติเพื่อการตรวจสอบการใชจายเงินของแผนดินใหรอบคอบ และรัดกุมยิ่งขึ้น และเพื่อมิใหเกิดความสับสนในหนาที่ราชการของ “กรมตรวจแลกรมสารบาญชี” ในกระทรวงนี้ ที่อาจจะมีตอราชการของกรมตรวจเงินแผนดิน จึงเปลี่ยนชื่อเปน “กรมบาญชีกลาง” มีหนาที่รวบรวมประมวลบัญชีเงินไดเงินจายและรักษาเงินของแผนดิน การจัดเก็บรายไดของแผนดิน เปนหนาที่โดยตรงของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว จึงโปรดเกลาฯ ใหแยกหนาที่ดังกลาวจากกระทรวงตางๆ มาไวที่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติเพียง แหงเดียว คือ กรมสรรพากรในออกจากกระทรวงมหาดไทย ยายการคลังในมณฑลกรุงเทพฯ ออก จากกระทรวงนครบาล เพราะทั้งกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงนครบาล ตองรับผิดชอบเรื่อง การปกครองสวนทองที่ อันเปนงานหนักอยูแลว จึงแยกกิจการตรวจเก็บภาษีอากร การทําบัญชี และรวบรวมเงินผลประโยชนของแผนดินออกมาไวในความดูแลของเสนาบดี ผูมีหนาที่รับผิดชอบ ดานการเงินของแผนดินโดยตรง เมื่องานดําเนินไปไดอยางเรียบรอยก็โปรดเกลาฯ ใหยกกรมสรรพากรนอกมาอยูในบังคับ บัญชาของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติดวย รวมกิจการของกรมสรรพากรในและสรรพากรนอก ใหเปนหนวยงานเดียวกัน เรียกวา “กรมสรรพากร” การจัดเก็บภาษีชั้นใน(อากรสรรพสามิต)โปรด เกลาฯใหเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติแตงตั้งเจาพนักงานของรัฐจัดเก็บภาษีแทนการผูกขาด โดยนายอากร 6_edit.indd 63 13-Feb-13 9:35:43 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๔ การจัดทํางบประมาณประจําป เปนวิเทโศบายที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรง กระจายความรับผิดชอบใหเสนาบดีกระทรวงตางๆ ชวยแบงเบาพระราชภาระในการปกครองบาน เมือง โดยการตราพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณพุทธศักราช ๒๔๕๖ เพื่อใหเสนาบดีทุกกระทรวง วางแผนการดําเนินงานโดยงบประมาณรายรับและรายจายประจําป พรอมทั้งรายละเอียดของ โครงการที่จําเปน สงใหกระทรวงพระคลังมหาสมบัติพิจารณาและรวบรวมเพื่อจัดทําเปนรายงาน และทูลเกลาฯ ถวายใหทรงพิจารณาเปนแนวทางในการกําหนดจํานวนเงินที่จะใชจายในการบริหาร บานเมืองในแตละปซึ่งจะไดประกาศใหทราบทั่วกันเปนพระราชบัญญัติงบประมาณประจําปตอไป โดยกระทรวงพระคลังมหาสมบัติจะยึดถือการเบิกจายเงินงบประมาณของแตละกระทรวงตามแผน งาน และประเภทการใชจาย ที่ตั้งไวอยางเครงครัด การอุตสาหกรรม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว โปรดเกลาฯใหเจาพระยายมราช ดําเนินการจัดตั้งบริษัทปูนซีเมนตไทยจํากัดสินใชขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖ และสรางโรงงานขึ้นที่บางซื่อ เนื่องจากไดทรงเห็นเหตุการณไกลวาประเทศชาติที่จะเจริญรุงเรืองตอไปภายหนาจะตองมีการ กอสรางบานเรือน อาคารพาณิชยและสถานที่ราชการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะตองใชซีเมนตเปนจํานวน มากและวัตถุดิบในการผลิตในการผลิตซีเมนตก็หาไดภายในประเทศทั้งสิ้น นอกจากนี้การกอตั้ง บริษัทยังชวยใหคนไทยไดมีโอกาสฝกฝนหาความชํานาญในดานอุตสาหกรรมหนักอีกดวย เพราะ การดําเนินงานในระยะตนตองอาศัยชาวตางประเทศเขามาชวย การจัดตั้งสหกรณ โดยมีการจัดตั้งสหกรณแหงแรก คือสหกรณวัดจันทรไมจํากัดสินใช มี สํานักงานอยูที่ตําบลวัดจันทร อําเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมีพระราชวรวงศเธอ กรมหมื่น พิทยาลงกรณ (พระบิดาแหงการสหกรณ) เปนนายทะเบียนพระองคแรก 6_edit.indd 64 13-Feb-13 9:35:50 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๕ การธนาคาร ในดานสงเสริมการออมทรัพยของประชาชน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดทรงริเริ่มจัดตั้งคลังออมสินขึ้นโดยโปรดเกลาฯ ใหพระเจาพี่ยาเธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ เสนาบดีกระทรวงพระคลังทรงเปนผูดําเนินการ ไดทรงตราพระราชบัญญัติคลังออมสินพุทธศักราช ๒๔๕๖ ขึ้น ประกาศใชตั้งแตวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖ สํานักงานคลังออมสินสมัยเริ่มแรกอยูที่กรม พระคลังมหาสมบัติในพระบรมมหาราชวัง ตอมาไดเปดสาขา ณ กรมศุลกากรอีกแหงหนึ่ง และขยาย กิจการไปยังมณฑลตางๆ อีกดวย ประชาชนทั้งชายหญิงและเด็กนักเรียนตางก็ออมทรัพยและนําเงิน ไปฝากคลังออมสินกันเปนจํานวนมากคลังออมสินไดมีวิวัฒนาการเปนธนาคารออมสินในปจจุบัน ธนาคารออมสิน ธนาคารออมสินกําเนิดขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ ไดทรง ริเริ่มนํากิจการดานการออมสินมาใชเปนครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ โดยไดทดลองตั้งธนาคารรับฝาก เงินขึ้นเรียกวา “แบงคลีฟอเทีย” ณ พระตําหนักสวนจิตรลดา (ในบริเวณวังปารุสกวัน) สําหรับให มหาดเล็กและขาราชบริพารของพระองคไดเรียนรูวิธีการดําเนินงานของธนาคาร และสงเสริมนิสัย รักการออม ในป พ.ศ.๒๔๕๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหตราพระราชบัญญัติคลังออมสินขึ้น และ ประกาศใชตั้งแตวันที่ ๑ เมษายน โดยใหเรียกวา “คลังออมสิน” ขึ้นตรงตอกระทรวงพระคลังมหา สมบัติ คลังออมสิน 6_edit.indd 65 13-Feb-13 9:35:57 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๖ ขณะทรงผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 6_edit.indd 66 13-Feb-13 9:36:05 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๗ การศาสนา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดทรงอุปสมบท และประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร ๑ พรรษา ทรงรอบรูในหลักพระพุทธศาสนาอยางลึกซึ้ง ไดทรงพระราชนิพนธหนังสือเกี่ยวกับพุทธ ศาสนาไวหลายเลม เชน “พระพุทธเจาตรัสรูอะไร” และ “เทศนาเสือปา” ซึ่งรวบรวมเรื่องที่เกี่ยว กับพุทธศาสนาและศาสนาตางๆ ที่ทรงบรรยายแกเสือปาทุกวันเสาร ตอจากการบรรยายเรื่องวิชา ทหารในระหวางวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๗ ถึง ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๘ ครั้งที่พระองคทรงดํารงพระอิสริยยศเปนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมาร ไดทรงพบพระพุทธรูปโบราณองคหนึ่งที่เมืองศรีสัชนาลัย องคพระชํารุดมาก แตสวนอื่นๆ ยังดีอยู ไดโปรดเกลาฯ ใหชางปนและหลอองคพระขึ้นใหม มีขนาดสูง ๑๒ ศอก ๔ นิ้ว เปนพระพุทธรูปยืน พระราชทานนามวา พระรวงโรจนฤทธิ์ศรีอินทราทิตยธรรมโมภาส มหาวชิราวุธราชปูชนียบพิตร ประดิษฐานไว ณ พระวิหารโถงดานหนาของพระปฐมเจดีย เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘ ในดานการนับถือศาสนาของพลเมือง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงให เสรีภาพอยางเต็มที่ที่จะเลือกนับถือศาสนาใดๆ ก็ได และพระองคเองก็ทรงมีขันติธรรมในเรื่องนี้ ทั้ง ยังดํารงเปนองคอัครศาสนูปถัมภกเชนเดียวกับพระมหากษัตริยไทยในบุรพกาล พระรวงโรจนฤทธิ์ วัดพระปฐมเจดีย “พระรวงโรจนฤทธิ์” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจําจังหวัดนครปฐม เปนที่เคารพบูชาของ พุทธศาสนิกชนทั่วไป มีชื่อเต็ม คือ “พระรวงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย ธรรโมภาส มหาวชิราวุธ ราชปูชนียบพิตร” ตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัว ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ แตประชาชนทั่วไป เรียกขานวา “หลวงพอ พระรวง” หรือ “พระรวงโรจนฤทธิ์” พระรวงโรจนฤทธิ์เปนพระพุทธรูปปางหามญาติ ทําดวยทองเหลืองหนัก ๑๐๐ หาบ ศิลปะ สุโขทัย สูง ๑๒ ศอก ๔ นิ้ว ประทับยืนบนฐานโลหะทองเหลืองลายบัวควํ่าบัวหงาย ทําวงพระพักตร ตามยาว พระหนุเสี้ยม นิ้วพระหัตถ พระบาทไมเสมอกัน หอยพระหัตถซายลงขางพระวรกาย แบ ฝาพระหัตถขวายกตั้งขึ้นยื่นไปขางหนา มีพระอุทรพลุย บายพระพักตรสูทิศเหนือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อครั้งดํารงพระอิสริยยศเปนสมเด็จ พระยุพราช เสด็จฯ ประพาสหัวเมืองฝายเหนือ ในปพ.ศ.๒๔๕๑ ไดทอดพระเนตรพระพุทธรูปโบราณ เปนอันมาก แตมีพระพุทธรูปองคหนึ่งที่เมืองศรีสัชนาลัย (สุโขทัย) กอปรดวยพระลักษณะงามเปน ที่ตองพระราชหฤทัย แตชํารุดมาก เหลืออยูแตพระเศียร พระหัตถและพระบาท จึงโปรดเกลาฯ ใหอัญเชิญลงมากรุงเทพฯ แลวใหชางปนสถาปนาขึ้นมาบริบูรณเต็มพระองค และโปรดเกลาฯ ให จัดการพระราชพิธีเททองหลอ เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๖ ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 6_edit.indd 67 13-Feb-13 9:36:09 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๘ กรุงเทพฯ โดยมีผูออกแบบ คือ กรมหลวงนเรศรวรฤทธิ์ (พระองคเจากฤษาภินิหาร) จากนั้นไดอัญเชิญ มาสูจังหวัดนครปฐม เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๗ ทางรถไฟ ประดิษฐาน ณ พระวิหารดานทิศ เหนือ องคพระปฐมเจดีย วัดพระปฐมเจดียราชวรมหาวิหารจนถึงปจจุบัน เมื่อครั้งอัญเชิญพระรวงโรจนฤทธิ์ มาประดิษฐานยังองคพระปฐมเจดียฯ จําเปนตองแยกชิ้น มาประกอบเขาดวยกันที่จังหวัดนครปฐม เสร็จเปนองคสมบูรณ เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๘ หลังจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวเสด็จสวรรคต ตามความในพระราชพินัยกรรม ของพระองคระบุวา ใหบรรจุพระอังคารของพระองคไวใตฐานพระรวงฯ ที่องคพระปฐมเจดีย ใน วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๙ จึงไดทําพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรังคาร ณ ใตฐานพระรวงโรจน ฤทธิ์ ตามพระราชประสงค มีความเชื่อวา พระรวงโรจนฤทธิ์ชอบลูกปน โดยตองแกบนดวยการยิงปน แตตอมาเปนเรื่อง ผิดกฎหมาย จึงใชจุดประทัดแทน และอีกอยางที่เปนของโปรด (ตามความเชื่อของชาวบาน)คือ ไข ตม ที่ตมสุกแลวตองชุบสีแดงที่เปลือกไขหลังตมแลว กอนนํามาแกบน คํากลาวบูชาพระรวงโรจนฤทธิ์ที่แปลแลวมีวา “พระพุทธรูปพระองคใด ซึ่งมีอภินิหารไม นอย มีพระพุทธลักษณะอันงดงามผุดผอง พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทร มหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดทรงถวายพระนามวา “พระรวงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย ธรรโมภาส มหาวชิราวุธราช ปูชนียบพิตร” เพื่อเปนการถวายพระเกียรติ แดองคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ไดประดิษฐานมาอยู ณ วิหารมณฑลดานทิศเหนือ แหงองคพระปฐมเจดีย ควบเวลาถึงกวา ๙๒ ป (ปจจุบัน) ไดแผพระบารมีปกเกลาไปยังพุทธศาสนิกชนทั่วทุกทิศ ปานประหนึ่งวา พระพุทธองค ทรงสถิตประทับยืนอยู ณ นิโรธาราม ริมฝงแมนํ้าโรหิณี ใกลเมืองกบิลพัสดุ ทรงโปรดพระประยูร ญาติทั้งสองฝาย ใหคลายจาก มานะทิฐิอยูรวมกันดวยความรมเย็นเปนสุข” สําหรับวัดพระปฐมเจดีย เปนพระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ ชนิดราชวรมหาวิหาร ซึ่ง อาณาจักรที่ตั้งสองสิ่งสําคัญอยู คือ องคพระปฐมเจดีย และพระรวงโรจนฤทธิ์ วัดพระปฐมเจดียตั้ง อยูในตําบลพระปฐมเจดีย อําเภอเมือง จังหวัดพระนครปฐม อยูหางจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๕๖ กิโลเมตร เปนปูชนียสถานเกาแกที่สุดแหงหนึ่งในประเทศไทย องคพระปฐมเจดีย เปนที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจา มีลักษณะ โครงสรางเปนพระเจดียใหญรูประฆังควํ่าปากผายมหึมา โครงสรางชั้นในเปนไมซุงรัดดวยโซเสน มหึมา กออิฐถือปูนประดับดวยกระเบื้องปูทับประกอบดวยวิหาร ๔ ทิศ กําแพงแกว ๒ ชั้น พระ ปฐมเจดียสูงจากพื้นดินถึงยอดมงกุฎ ๑๒๐.๔๕ เมตร ฐานโดยรอบวัดได ๒๓๕.๕๐ เมตร เสนผา ศูนยกลาง ๕๖.๖๕ เมตร จากปากระฆังถึงสี่เหลี่ยมสูง ๑๘.๓๐ เมตร สี่เหลี่ยมดานละ ๒๘.๑๐ เมตร ปลองไฉน ๒๗ ปลอง เสาหาร ๑๖ ตน คตพระระเบียงรอบกําแพงแกวชั้น ๕๖๒ เมตร กําแพงแกว ชั้นในโดยรอบ ๙๑๒ เมตร ซุมมีระฆังบนลานองคพระปฐมเจดีย ๒๔ ซุม 6_edit.indd 68 13-Feb-13 9:36:13 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๙ วัดพระปฐมเจดีย 6_edit.indd 69 13-Feb-13 9:36:22 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๐ การศึกษา ตามโบราณราชประเพณีเมื่อพระมหากษัตริยเสด็จขึ้นครองราชย จะตองสรางวัดประจํา รัชกาลไวเปนอนุสรณพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดทรงพระราชดําริวา วัดใน ประเทศไทยมีจํานวนมากอยูแลว และการสรางวัดในสมัยกอนนั้น จุดประสงคประการหนึ่งก็เพื่อ ใชเปนสถานศึกษาสมควรสรางสถานศึกษาขึ้นโดยตรง พระองคทรงเปนพระมหากษัตริยในพระ ราชวงศจักรีพระองคแรกที่ไมมีวัดประจํารัชกาล แตไดทรงมีการสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือวชิราวุธวิทยาลัยในปจจุบันขึ้นแทน ดวยทรงพระราชดําริวาพระอารามนั้นมีมากแลว และ การสรางอารามในสมัยกอนนั้นก็เพื่อบํารุงการศึกษาของเยาวชนของชาติ จึงทรงพระราชดําริให สรางโรงเรียนขึ้นแทน พ.ศ.๒๔๕๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทานที่ดินและพระราชทานทรัพยสวน พระองคจัดตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้น เปนโรงเรียนในพระองคโดยดําเนินการตามแบบโรงเรียน กินนอนชั้นดีของประเทศอังกฤษ มีการสอนและอบรมเด็กชายใหเปนสุภาพบุรุษใชระบบใหนักเรียน ปกครองกันเอง ตอมาพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวไดทรงสถาปนาเปนโรงเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๙ มีการศึกษาระดับประถมศึกษา จนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ.๒๔๖๔ ทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้นนับเปนครั้งแรกในประวัติการศึกษาไทย ที่ไดมีกฎหมายคํ้าประกันความมั่นคงในการจัดการศึกษาในระดับนี้มีสาระสําคัญคือ บังคับใหเด็กทุก คนที่มีอายุตั้งแต ๗ ปบริบูรณเรียนหนังสืออยูในโรงเรียนจนกระทั่งอายุ ๑๔ ปบริบูรณ ในดานการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ยกฐานะโรงเรียน ขาราชการพลเรือนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ขึ้นเปนจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ใน พ.ศ.๒๔๕๙ เปนมหาวิทยาลัยแหงแรกของไทย คณะอภิรักษราชฤทธิ์ เมื่อครั้งยังเปนโรงเรียนมหาดเล็กหลวง 6_edit.indd 70 13-Feb-13 9:36:32 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๑ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงตระหนักถึงความสําคัญของการศึกษาวาเปนพื้น ฐานสําคัญในการพัฒนาประเทศทุกดานตั้งแตตนรัชกาล ดังจะเห็นไดจาก การประกาศตั้งโครงการ ศึกษา พุทธศักราช ๒๔๕๖ เพื่อสนับสนุนใหเกิดการศึกษากวางขวางยิ่งขึ้น ทั้งดานมูลศึกษา ประถม ศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ทั้งฝายสามัญและวิชาชีพ โดยเฉพาะเรื่องวิชาชีพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงสงเสริมใหราษฎรประกอบอาชีพตางๆ เพื่อ กันสรางความเจริญใหกับบานเมือง โดยการจัดตั้งโรงเรียนประกอบวิชาชีพตางๆ เชน โรงเรียน เพาะชาง โรงเรียนขาราชการพลเรือน โรงเรียนสัตวแพทย เปนตนอีกทั้งพระองคทรงเห็นดวยกับ กระทรวงธรรมการ ที่จะสงเสริมใหนักเรียนสนใจวิชาชีพอื่น โดยการจัดงานแสดงศิลปหัตถกรรม และอื่นๆ เพราะอาชีพเหลานี้ มีความสําคัญตอประเทศชาติ และเมื่อบุคคลใดประกอบวิชาชีพดวย ความอุตสาหะเปนเลิศแลวก็โปรดเกลาฯ ใหมีตําแหนงขุนนางไดเชนกัน ตอจากนั้น ทรงวางพื้นฐาน การศึกษาใหแกเยาวชนไทยทั้งชายและหญิงโดยการประกาศพระ ราชบัญญัติการประถมศึกษา เพื่อใหมีการจัดการศึกษาภาคบังคับทั่วประเทศ ไดมีการประกาศใช พระราชบัญญัตินั้นในเขตการศึกษาตางๆ ทีละเขตตามความพรอมของแตละพื้นที่ นอกจากการใหความสําคัญกับวิชาชีพแลว ยังทรงใหความสําคัญกับหลักสูตรการศึกษาที่ไม ควรเนนเรื่องความเกงกาจในวิชาชีพ จนละเลยเรื่องจริยธรรม ไดมีพระราชดําริเกี่ยวกับเรื่องดังกลาว ในการจัดการโรงเรียนที่อยูในพระบรมราชูปถัมภโดยตรง คือ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง กับโรงเรียน ราชวิทยาลัย จะคัดเลือกนักเรียนที่มีผลการเรียนดีใหเปนมหาดเล็กรับใชสวนพระองคตอไป สวนที่ เหลือนั้นอาจแยกยายไปเลาเรียนในแผนกตางๆ ของโรงเรียนขาราชการพลเรือน 6_edit.indd 71 13-Feb-13 9:36:42 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๒ การคมนาคม และการสื่อสาร การขุดคลอง เพื่อการคมนาคมและการชลประทาน เดิมอยูในความรับผิดชอบของกรม คลองกระทรวงเกษตราธิการ เมื่อพิจารณาหนาที่ความเหมาะสมแลวไดมอบหนาที่ขุดคลองเพื่อ การคมนาคม เรียกวา กรมทาง (ซึ่งตอมาไดยายไปอยูในความรับผิดชอบของกรมรถไฟหลวง เพราะ มีหนาที่สรางเสนทางคมนาคมขนสงเหมือนกัน) สวนหนาที่กําหนดแนวคลองชลประทานและการ รักษาคลองเพื่อการทดนํ้า เปนความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตราธิการ หากจําเปนตองขุดคลอง เพื่อประโยชนในการชลประทาน กรมทางจะรับหนาที่ขุด การรถไฟ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงปรับปรุง และขยายกิจการรถไฟ เริ่มตั้งแตป พ.ศ.๒๔๖๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหรวมกรมรถไฟ ซึ่งเคยแยกออกเปน ๒ กรม เขาเปนกรมเดียวกันเรียกวา กรมรถไฟหลวง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดโปรดเกลาใหนายพลเอก พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระกําแพงเพชรอัครโยธิน ผูบัญชาการรถไฟหลวงดําเนินการสรางสะพานรถไฟขามแมนํ้า เจาพระยา ณ ตําบลบางซอน จังหวัดพระนคร เมื่อ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๕ นับเปนสะพาน ขามแมนํ้าเจาพระยาสะพานแรก เชื่อมทางรถไฟทั้งปวงโดยโยงเขาสูศูนยกลางที่สถานีหัวลําโพง ซึ่งโปรดเกลาฯ ใหสรางขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๙ ทําใหสะดวกในการโดยสารรถไฟ และขนถายสินคา ระหวางภาคตางๆ สะพานนี้สรางสําเร็จในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ไดพระราชทานนามวา “สะพานพระราม ๖” และไดเสด็จพระราชดําเนินไปทรงเปดสะพานเมื่อ วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๔๖๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงฉายภาพรวมกับสุลตานยะโฮร 6_edit.indd 72 13-Feb-13 9:36:50 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) สวนทางรถไฟสายเหนือ ไดทรงเปดเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ เชียงใหม และโปรดเกลาฯใหเจาะ ๗๓ อุโมงครถไฟ ถํ้าขุนตานยาว ๑,๕๐๐ เมตร นับเปนอุโมงครถไฟยาวที่สุดในประเทศไทย สําหรับรถไฟสายใตนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดทรงเปดเดินรถดวน ระหวางประเทศสายใตติดตอกับสถานีมลายู (มาเลเซีย) จากสถานีบางกอกนอย ธนบุรี ถึงสถานี ไปร เชื่อมกับปนังสิงคโปร และในกลางป พ.ศ.๒๔๖๖ พระองคไดเสด็จพระราชดําเนินพรอมดวย พระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวีเที่ยวตามทางรถไฟสายใตออกไปในเขตรัฐมลายู ผานไทรบุรี จนถึงยะโฮร และลงไปสิงคโปร แลวเสด็จกลับไปประทับพักผอนที่เกาะหมาก (ปนัง) สหรัฐมลายู และสิงคโปรไดถวายการตอนรับเปนอยางดี ไดทรงฉายภาพรวมกับสุลตานยะโฮร การวางรากฐานการคมนาคมทางอากาศ โดยทดลองบิน ณ สนามราชกรีฑาสโมสร ตอมา ไดกําเนิดกรมอากาศยานขึ้น และสรางสนามบินดอนเมือง นอกจากนี้ไดเริ่มการขนสงไปรษณียภัณฑทางอากาศระหวางกรุงเทพฯ ไปยังนครราชสีมา เปนครั้งแรกในพ.ศ.๒๔๕๗ กําเนิดการวิทยุโทรเลข พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดโปรด ใหกระทรวงทหาร เรือเริ่มจัดตั้งสถานีวิทยุโทรเลขขึ้นสองสถานี คือที่ตําบลศาลาแดงจังหวัดกรุงเทพฯ และจังหวัด สงขลาตอมากิจการนี้ไดมารวมกับกรมไปรษณียโทรเลข จัดตั้งกรมทดนํ้า ตอมาไดเปลี่ยนชื่อเปน กรมชลประทาน มีการสรางเขื่อนทดนํ้าขนาดใหญ กั้นลํานํ้าปาสัก บริเวณตําบลทาหลวง อําเภอทาเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อสงนํ้าไปเพาะ ปลูก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว พระราชทานนามวา เขื่อนพระราม ๖ โดยเสด็จ พระราชดําเนินทรงเปดเขื่อนเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๗ การแสดงการบินครั้งแรกในสยามประเทศ 6_edit.indd 73 13-Feb-13 9:36:56 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๔ การสาธารณสุข การกอตั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ พรอมดวยบรรดาพระราชโอรสและพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๕ รวมกันบริจาคพระราชทรัพย สมทบกับเงินทุนที่เหลือจากคราวจัดตั้งสภาอุณาโลมแดง กอตั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ เพื่อถวายเปนพระราชอนุสรณแหงองคสมเด็จพระบรมราชชนกนาถ การตั้งปาสตุรสภา เนื่องจากพระธิดาของสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ ตอง สิ้นพระชนมดวยโรคพิษสุนัขบา จึงประกาศเรี่ยไรบอกบุญและพระราชทานทรัพยชวยสรางสถาน ปาสเตอรขึ้น ตอมาไดเปลี่ยนชื่อเปน ปาสตุรสภา เพื่อใหเกียรติแก หลุยส ปาสเตอร นักวิทยาศาสตร ชาวฝรั่งเศสผูคนพบวัคซินชนิดนี้ ตั้งสถานเสาวภา เพื่อเปนเกียรติแด สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรม ราชินีนาถ ในป พ.ศ.๒๔๖๖ ไดเปดสวนงูขึ้นในสถานเสาวภาเพื่อใชเปนแหลงผลิตเซรุมฉีดแกพิษงู การตั้งกรมสาธารณสุข โดยโอนงานการสุขาภิบาลทั้งหมด มาสังกัดอยูในกระทรวงมหาดไทย ตั้งกองอนุกาชาด โดยสภากาชาดไทยไดจัดใหมี การอนุกาชาด ขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๕ เพื่อฝกใหเด็ก ไดใฝใจในการอนามัยและปลูกฝงใหมีจิตใจเมตตากรุณา รูจักบําเพ็ญประโยชน การตั้งสถานีประชานามัยพิทักษ เพื่อชวยดูแลรักษาอนามัยใหแกประชาชนและแนะนํา วิธีพยาบาลคนไขตามเคหสถานบานเรือน พรอมกันนี้ก็โปรดใหตั้ง โรงเรียนนางสุขาภิบาล ขึ้น เพื่อ อบรมนักเรียนที่สําเร็จวิชาพยาบาลมาแลว เขาบรรจุประจําตามสถานีประชานามัยพิทักษ เปลี่ยน ชื่อเปนสถานีอนามัย ศาลาวชิรพยาบาล 6_edit.indd 74 13-Feb-13 9:37:03 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๕ พระองคทรงมีความสนพระราชหฤทัยเรื่องอนามัยของประชาชนมากถึงขนาดเคยเสด็จไป ตรวจสวมดวยพระองคเอง ในระหวางเสด็จไปซอมรบเสือปาคราวหนึ่ง และทรงใชเวลาทรงพระ อักษร แนะนําวิธีแกไขสมัยนั้นใหถูกสุขลักษณะ และทรงพระราชนิพนธหนังสือ “กันปวย” แจก แกนักเรียนเพื่อสอนวิธีรักษาสุขภาพอนามัย พระองค โปรดเกลาฯ ใหตั้งสโมสรกีฬาขึ้นตามแบบอยางโรงเรียน สมาคมหรือสถาบันทหาร ในประเทศอังกฤษ กีฬาที่ทรงสนพระราชหฤทัยใหการสนับสนุนอยางมาก และเปนที่นิยมกันแพร หลายในรัชสมัยของพระองค คือ กีฬาฟุตบอล ในป พ.ศ.๒๔๕๙ ทรงตั้งสโมสรฟุตบอลแหงกรุง สยามขึ้น หลังจากนั้นหนวยงานหรือกลุมสังคมตางๆ ก็ตั้งสโมสรฟุตบอลของตนขึ้นมากมาย ทั้งใน กรุงเทพฯและตางจังหวัด และพระองคยังโปรดใหจัดการแขงขันระหวาง สมาคม สโมสรตางๆ อยู เสมอ พรอมกับพระราชทานถวยเกียรติยศแกทีมที่ชนะเลิศ นอกจากนี้ไดพระราชนิพนธบทความ เพื่อชี้ใหเห็นประโยชนของการเลนกีฬาชนิดนี้ เชน บทความเรื่อง “ฟุตบอลทําใหราเริง” “ความ นิยมฟุตบอลในเมืองไทย” เปนตน สถานเสาวภา 6_edit.indd 75 13-Feb-13 9:37:09 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๖ ความสัมพันธกับตางประเทศ พระบรมราโชบาย ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวในการปกครองประเทศ อีก ประการหนึ่งที่ทรงดําเนินการอยางแข็งขันตลอดรัชสมัยคือ การปองกันภัย ที่จะบังเกิดแกชาติทั้งภัย จากภายในและภายนอกประเทศ ทรงพยายามจูงใจเพื่อนรวมชาติใหตระหนักถึงความสําคัญของ ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ โดยการแสดงพระราชดํารัสพระบรมราโชวาท และทรงพระราช นิพนธ บทความ บทละครตางๆ อีกทั้งทรงแนะนําถึงการปฏิบัติตนในการเตรียมตัวใหพรักพรอมที่ จะปองกันประเทศไดทุกเมื่อ สถานที่ ๑ ตองหมั่นฝกฝนและเตือนใจตัวของตัวเองไวอยาใหลืมไดวา เมืองไทยเปนถิ่นฐานที่อยู ของเรา เราจะยอมใหผูอื่นมาแยงถิ่นของเราไมได พวกเราที่เปนไทยแทเกิดมาในเมืองไทยถึงอยางไรๆ เราก็หนีจากเมืองไทยไมพนไมเหมือนคนชาติอื่น ซึ่งถามีภัยขึ้นแกเมืองไทย เขาก็หนีไปเสียใหพนได สถานที่ ๒ ตองเขาใจวาถึงเราจะเต็มใจอยากทําการปองกันบานเมืองของเรา ถาเราไมรูวิธีที่ จะทําการใหเปนประโยชนไดแลว ก็เหมือนหุนยนตอันไมมีชีวิต เพราะฉะนั้นถาอายุสมควรจะเปน ทหารไดก็ควรมุงหมายอยากเปนทหาร แตถาอายุเราเกินกําหนดแลว ก็ควรขวนขวายเปนเสือปา และพยายามใหไดความรูในทางเสือปาใหมากที่สุดที่จะพึงทําได สถานที่ ๓ ตองไมตั้งอยูในความประมาทคือตองจําไววาตัวของตัวนับวันจะแกไปทุกที และใน ที่สุดก็ตองตายวันหนึ่ง แตเราก็ตองหวังวาชาติของเราจะยังคงอยูตอไป เพราะฉะนั้นเปนหนาที่ของ เราที่จะตองสั่งสอนชักจูงใจแหงลูกหลานหรือกุลบุตรซึ่งอยูในความปกครองของเราใหมีความรูสึก เต็มบริบูรณในสถานที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งกลาวมาแลวขางบนนี้ ดังนี้จึงจะนับวาเราไดกระทําหนาที่อัน ควรแกคนไทยโดยบริบูรณแทจริง มุงประโยชนแกชาติและบานเกิดเมืองนอนของเราโดยแทจริง.. อยางไรก็ตาม การ “เตรียมรบ” ของพระองคเปนไปเพื่อปองกันภัยเทานั้นมิใชเพื่อการรุกราน ขณะสถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเปน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจาฟามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร 6_edit.indd 76 13-Feb-13 9:37:16 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๗ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ ๒ สาระสําคัญของการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ ๒ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ระหวางวันที่ ๘ พฤศจิกายน ถึงวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๔ โดยทรง เชิญใหบรรดาพระราชวงศตางๆ และผูแทนของประมุขในตางประเทศมาเปนแขกเมืองของสยาม คือ การดําเนินนโยบายดานตางประเทศ เพื่อแสดงใหเห็นความเสมอภาค เพราะพระองคไดเสด็จไปเขา รวมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจาแผนดินอังกฤษและสเปน จึงเปนโอกาสเหมาะสม ที่ จะเชื้อเชิญใหเจานายและผูแทนของนานาประเทศไดมาเยือนประเทศไทย ชาวไทยสามารถจัดการ ในพระราชพิธีและการรับรองแขกเมือง ๑๔ ประเทศไดอยางเรียบรอย การจัดแสดงสิ่งของในตางประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงดําเนินวิเทโศบายตางๆ ในการเจริญ สัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ เชน เสด็จพระราชดําเนินไปเยือนนานาประเทศจัดสงสิ่งของไป ตั้งแสดงในงานมหกรรมนานาชาติในตางประเทศ เพื่อแสดงใหเห็นพระราชไมตรีอันดีที่ทรงมีตอ ประเทศนั้น และเปนโอกาสใหประเทศสยามไดนําเสนอภาพลักษณของประเทศทั้งดานความเจริญ ของบานเมือง ทรัพยากรธรรมชาติ และสินคาออกของประเทศใหเปนที่ปรากฏในที่ประชุมของ นานาประเทศ ระหวางที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจาฟามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร (พระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ประทับอยูในทวีปยุโรปไดมีการจัดแสดงความกาวหนาของโลกใน มหกรรมนานาชาติหลายครั้ง ที่สําคัญคือ มหกรรมที่กรุงปารีส พ.ศ.๒๔๔๓ (ค.ศ. ๑๙๐๐) จึงทรงเขาในความหมายและความสําคัญของมหกรรมเชนนั้นเปนอยางดี และระหวางที่ เสด็จนิวัติพระนครไดแวะทอดพระเนตรสถานที่กอสรางงานมหกรรมนานาชาติที่เมืองเซ็นตหลุยส ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงพบกับโปรเฟสเซอรกอร(Pro: Gore) แหงมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ผูเคย มีสวนเกี่ยวของ ในการจัดแสดงพิพิธภัณฑของไทยในตางประเทศมากอน เมื่อพระองคทรงไดรับมอบหมายใหจัดการสงสิ่งของไปตั้งแสดงในตางประเทศ จึงทรง วางแผนงานอยางชัดเจนทรงจางโปรเฟสเซอรกอร เปนผูเชี่ยวชาญทําหนาที่ผูแทนประเทศไทย จน เปนที่ประจักษวา ประเทศประสบผลในการสรางภาพลักษณวา มีความเจริญกาวหนาทัดเทียมกับ อารยประเทศ เมื่อไดนําเสนอขอมูลที่แสดงวาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระ มหากรุณาธิคุณแกราษฎร เกินกวาหนาที่ทั่วไปของพระเจาแผนดิน ทําใหคณะลูกขุนใหญตัดสิน ใหถวายประกาศนียบัตรเกียรติยศพิเศษแกพระเจาแผนดินของไทย เชนเดียวกับพระเจาแผนดิน ของอังกฤษและเยอรมนี(๑) นับตั้งแตนั้นเปนตนมา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจาฟามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมารจึงทรงไดรับมอบหมายใหทรงรับผิดชอบเรื่องการตั้งแสดงสิ่งของของไทย ใน ตางประเทศคือ การเตรียมสิ่งของไปตั้งแสดงที่เมืองตูริน ประเทศอิตาลี พ.ศ.๒๔๕๔ 6_edit.indd 77 13-Feb-13 9:37:20 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๘ การเขารวมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เปนสงครามที่เกิดขึ้นในชวงค.ศ. ๑๙๑๔ – ค.ศ. ๑๙๑๘ โดยมีสาเหตุ จากสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย เปนเหตุใหเยอรมันและฝรั่งเศสประกาศเปนศัตรูกันทําใหทั้งสอง ประเทศ แสวงหาพันธมิตรเพื่อปองกันตัวเอง ดังนั้นมหาอํานาจในยุโรปจึงแบงออกเปนสองกลุมคือ ฝายเยอรมันและฝายฝรั่งเศส ประเทศทั้งสองพยายามแสวงหาอาณานิคม เพื่อเสริมกําลังของตน มหาอํานาจทั้งสองประเทศมีความขัดแยงกันตลอดเวลาเกี่ยวกับผลประโยชนและกรณีพิพาทเกี่ยว กับอาณานิคม จนกระทั่งถึงพ.ศ.๒๔๕๗ มกุฎราชกุมาร ฟรานซิส เฟอรดินานแหงออสเตรีย ซึ่งเปน ประเทศที่อยูในกลุมฝายเยอรมัน ถูกลอบปลงพระชนม ขณะเสด็จประพาสเมืองซาราเจโว ในแควน บอสเนีย ทางการจับกุมผูรายไดซึ่งคนรายเปนชาวสลาฟ สัญชาติเซอรเบีย ออสเตรียประกาศให เซอรเบียสงคนรายใหออสเตรียตัดสิน แตทางเซอรเบียไมยอม ออสเตรียซึ่งมีเรื่องบาดหมางกับ เซอรเบียอยูกอน จึงประกาศสงครามกับเซอรเบียทันที ในวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๗ และ รัสเซียซึ่งอยูในฐานะผูพิทักษชาวสลาฟ ไดยื่นมือเขาชวยเหลือเซอรเบีย ดังนั้นเยอรมันจึงประกาศ สงครามกับรัสเซีย เพราะถือวาออสเตรียเปนประเทศที่อยูในเครือพันธมิตร ตอมา ฝรั่งเศส อังกฤษ ญี่ปุน อิตาลี สหรัฐอเมริกาก็เขารวมมือกับรัสเซีย รบกับฝายเยอรมัน ออสเตรีย ฮังการี และตุรกี ทําใหสงครามโลกครั้งที่ ๑ ระเบิดขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแยงของ ชนกลุมนอยจนในที่สุดเปนการสูรบที่ขยายวงกวางออกไปกลายเปนสงครามโลก เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๑ เกิดขึ้น ประมาณ ๑ สัปดาห รัฐบาลไทยไดดําเนินนโยบายโดย ประกาศความเปนกลาง เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๗ เพราะอังกฤษและฝรั่งเศสมีอํานาจอยูใน ประเทศรอบๆ บานเรา จะทําใหเราเดือดรอน การประกาศในครั้งนี้ รัฐบาลไทยตระหนักดีวา ไทยไม สามารถรักษาความเปนกลางไดตลอดไป การประกาศในครั้งนี้เปนการยืดระยะเวลาออกไปเทานั้น เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๑๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงประกาศ สงครามกับฝายมหาอํานาจกลาง(เยอรมัน ออสเตรีย ฮังการี ตุรกี) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงติดตามสถานการณทางการเมืองระหวาง ประเทศอยางใกลชิด โดยมีพระราชหัตถเลขาไปสอบถามจากนายโคลเชสเตอร เวมิส อยูโดยตลอด ดวยพื้นฐานความรูของพระองค จึงทรงคาดการณแนวโนมที่จะเกิดขึ้นไดถูกตอง จึงทรงประกาศ วางตัวเปนกลางในสงครามกอนที่จะเขาขางอังกฤษ ระหวางนั้นทรงวางแผนการจัดการกับกิจการ ภายในประเทศอยางรอบคอบและเปนขั้นตอน การสูรบตามแนวรบดานตะวันตกเกิดขึ้นไปตามระบบสนามเพลาะ ทั้งลุกลามไปยังนานนํ้า และเปนครั้งแรกในประวัติศาสตร คือการรบกลางอากาศ โดยชวงแรกมหาอํานาจกลางเปนฝายมี ชัย กระทั่งเรือดํานํ้าเยอรมันโจมตีเรือโดยสารอังกฤษ ที่มีผูโดยสารชาวอเมริกันอยูดวย สหรัฐอเมริกา โจนเขารวมสงครามในป ๑๙๑๗ ฝายพันธมิตรจึงไดเปรียบขึ้นดวยอาวุธยุทโธปกรณและกําลังพล ป เดียวกันรัสเซียที่เริ่มมีปญหาภายในก็ถอนตัวจากสงคราม มหาอํานาจกลางเปนฝายเพลี่ยงพลํ้ายิ่งขึ้น 6_edit.indd 78 13-Feb-13 9:37:24 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๙ ทหารอาสาของไทย ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ รวมการสวนสนามฉลองชัยชนะ ที่ประเทศฝรั่งเศส ในที่สุด เยอรมนีเซ็นสัญญาสงบศึก ๑๑ พฤศจิกายน ค.ศ.๑๙๑๘ สงครามโลกครั้งที่ ๑ ซึ่ง กินเวลานาน ๔ ป ๕ เดือน จึงยุติลงอยางเปนรูปธรรม ตามดวยการลงนามในสนธิสัญญาแวรซายส วันที่ ๒๘ มิถุนายน ค.ศ.๑๙๑๙ สงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลงดวยชัยชนะของฝายพันธมิตร และความปราชัยของฝาย มหาอํานาจกลาง – จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และจักรวรรดิ ออตโตมัน ไดแตกเปนประเทศเกิดใหม จํานวนมาก โดยเฉพาะอยางยิ่งในยุโรปกลาง การสิ้นสุดของจักรวรรดิรัสเซีย นําไปสูการกอตั้งสหภาพ โซเวียต อันเปนผลมาจากการปฏิวัติรัสเซีย ผลจากสงครามทําใหมีผูเสียชีวิต บาดเจ็บและสาบสูญ รวมกันไมตํ่ากวา ๔๐ ลานคน ถือเปนสงครามที่มีผูเสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตรลําดับที่สอง ผลสําคัญคือการวาดแผนที่ยุโรปใหม ประเทศฝายมหาอํานาจกลางสูญเสียดินแดนเปนจํานวน มาก โดยเฉพาะเยอรมนีสูญเสียอาณานิคมโพนทะเลทั้งหมด ตองลดกําลังทหาร อาวุธ ตองชดใชคา ปฏิกรรมสงครามจํานวนมหาศาล ถูกตราหนาวาเปนผูเริ่มสงคราม และตองถูกพันธมิตรยึดครองดิน แดนจนกวาจะปฏิบัติตามเงื่อนไขสนธิสัญญาแวรซายสเรียบรอย ขณะที่จักรวรรดิออสเตรีย –ฮังการี แตกออกเปนประเทศเอกราชใหมไดแก ออสเตรีย ฮังการี เชโกสโลวาเกีย ยูโกสลาเวีย สงครามโลกครั้งที่ ๑ ยังทําใหสหรัฐอเมริกากาวขึ้นเปนหนึ่งในมหาอํานาจโลกเสรีเคียงกับ อังกฤษและฝรั่งเศส รัสเซีย กลายเปนมหาอํานาจโลกสังคมนิยม หลังจากเลนินปฏิวัติสําเร็จ และ เมื่อสามารถขยายอํานาจไปผนวกแควนตางๆ มากขึ้น เชน ยูเครน เบลารุส ฯลฯ จึงประกาศจัดตั้ง สหภาพโซเวียต เมื่อ ค.ศ. ๑๙๒๒ 6_edit.indd 79 13-Feb-13 9:37:30 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๐ อยางไรก็ตาม ดวยเหตุที่ประเทศผูแพไมไดเขารวมรางสนธิสัญญาแวรซายส แตถูกบีบ บังคับใหลงนามยอมรับ จึงกอเกิดภาวะตึงเครียด เกิดการกอตัวของลัทธิฟาสซิสตในอิตาลี นาซีใน เยอรมัน และเผด็จการทหารในญี่ปุน มหาอํานาจเผด็จการทั้งสามเปนพันธมิตรตอตานโลกเสรีและ คอมมิวนิสต เรียกวาฝายอักษะ(Axis) “อดอลฟ ฮิตเลอร” เรืองอํานาจ สรางกระแสชาตินิยม ฉีก สนธิสัญญาแวรซายส พัฒนาอุตสาหกรรมและการทหารจนกลายเปนจุดเริ่มตนของสงครามโลกครั้ง ที่ ๒ ในอีก ๒๐ ปตอมา ตอมา ไดมีการกอตั้ง “สันนิบาตชาติ” เพื่อเปนองคการระหวางประเทศที่มีจุดประสงคเพื่อ การแกไขปญหาระหวางประเทศดวยวิธีการทางการทูต แตทวาจากลัทธิชาตินิยมที่เกิดขึ้นภายหลัง สงคราม ประกอบกับสนธิสัญญาแวรซายส ยังเปนปจจัยสําคัญที่นําไปสูการปะทุของสงครามโลก ครั้งที่สอง ผลงานของทหารอาสายุติลงเมื่อ ๑ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๑๙ กองทหารอาสารุนสุดทายของไทย เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อ ๒๑ กันยายน ค.ศ. ๑๙๑๙ ทหารไทยเสียชีวิตไป ๒๐ นาย พระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดโปรดฯใหสราง “อนุสาวรียทหารอาสา” ไว ณ บริเวณทิศเหนือ ของสนามหลวง และสรางวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม เปนที่ระลึกสําหรับการประกาศสงครามเขาเปน ฝายสัมพันธมิตร ผลที่ไดรับจากการเขารวมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น มีความสําคัญดังนี้ ๑. เปนการเผยแพรชื่อเสียงและเกียรติคุณของประเทศ ๒. ไดรับเกียรติเขารวมทําสัญญาสันติภาพแวรซายส ๓. เมื่อสงครามสงบไดรับเชิญเขาเปนสมาชิกประเภทริเริ่มขององคการสันนิบาตชาติ เปน หลักประกันเอกราชและความปลอดภัยของประเทศ ๔. ไดแกไขสัญญาที่ทําไวแตรัชกาลที่ ๔ เปนผลสําเร็จ ยกเลิกสัญญาตางๆ ที่ไทยทํากับ เยอรมันและออสเตรีย – ฮังการี และทําสัญญากับประเทศตางๆ ใหม ๕. ไดยึดทรัพยจากเชลย ๖. เปลี่ยนธงชาติจากธงชางมาเปนธงไตรรงค เพื่อนําไปใชในกองทัพไทยที่เขารวม สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ๗. สรางอนุสาวรียเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือ อนุสาวรียทหารอาสา วงเวียน ๒๒ กรกฎา สมาคมสหายสงคราม เปนตน ๘. มีการจัดทหารแบบยุโรป และเริ่มจัดตั้งกรมอากาศยานขึ้นเปนครั้งแรก อนุสาวรียทหารอาสา เปนอนุสาวรียที่ตั้งอยู ณ. ถนนสามเหลี่ยมตรงมุมดานทิศเหนือของ ทองสนามหลวง ตรงขามพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร เปนอนุสรณแกทหารไทยที่ไปรวมรบ ในสมรภูมิยุโรป หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งอุบัติขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ โดยประเทศไทยรวม กับฝายสัมพันธมิตร อันมีฝรั่งเศส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ประกาศสงครามกับเยอรมันและ ออสเตรีย – ฮังการี เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๐ 6_edit.indd 80 13-Feb-13 9:37:34 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดทรงโปรดฯ ใหประกาศรับทหารอาสาสมัคร ๘๑ เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๑ เดินทางออกนอกประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ เพื่อเขารับการฝกหัดเพิ่มเติมกอนเดินทางตอไปยังสนามรบ ทหารไทยไดไปปฏิบัติการรบ สนับสนุนกองทัพบกฝรั่งเศส และไดรบเคียงบาเคียงไหลกับทหารชาติสัมพันธมิตรอยางกลาหาญ องอาจ ทหารอาสาที่เสียชีวิตในสมรภูมิจํานวน ๑๙ นาย ไดฝงไว ณ ตําบล ฌูบ กูรท (Jube Court) ในยุทธบริเวณประเทศฝรั่งเศส ตอมาจึงมีการฌาปนกิจที่สุสานเยอรมนี ครั้นสงครามสงบลงซึ่งฝาย สัมพันธมิตรเปนฝายชนะ ทหารอาสาไดทยอยเดินทางกลับสูประเทศ ชุดสุดทายมาถึงเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๒ พรอมอัฐิของทหารที่เสียชีวิต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว มีพระราชดําริใหสรางอนุสาวรียสําหรับบรรจุอัฐิ ของทหารหาญเหลานั้น ไดโปรดใหพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรมพระนริศรานุวัดติวงศ (พระอิสริ ยศในขณะนั้น) ทรงเปนผูออกแบบอนุสาวรียมีรูปทรงคลายเจดีย มีซุม ๔ ดาน ประดับดวยหินออน ดานหนาและหลังของอนุสาวรียจารึกเหตุผลแหงการประกาศสงคราม การประกาศรับทหารอาสา สมัคร การจัดกําลังรบ และการเดินทาง อีกสองดานจารึกชื่อของทหารผูสละชีวิตจํานวน ๑๙ คน บอกอายุ ยศ และนาม วันเดือนปและสถานที่ที่เสียชีวิต อัฐิของทหารที่เสียชีวิตไดถูกนํามาบรรจุ ณ อนุสาวรียแหงนี้เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๒ วงเวียน ๒๒ กรกฎาคม 6_edit.indd 81 13-Feb-13 9:37:40 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๒ ประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม และวรรณกรรม ประเพณี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงสนพระราชหฤทัย ในการพัฒนาขนบธรรมเนียม ประเพณีไทยตั้งแตจารีตประเพณีที่ชาวไทยประพฤติปฏิบัติกันในชีวิตประจําวัน ซึ่งเรียกไดวาตั้งแต เกิดจนกระทั่งตาย ตั้งแตชนชั้นสูงจนถึงสามัญชนจนถึงขนบประเพณีและกฎเกณฑของสังคมสวน รวมระดับชาติ ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ทรงพัฒนานั้น บางอยางก็เปนประเพณีดั้งเดิมของไทย บางอยางก็ทรงนํามาจากตางประเทศ บางอยางก็ทรงนําแบบอยางมาจากตะวันตกมาผสมผสานกับ ของไทย ทั้งนี้เพื่อใหประเทศไทยไดชื่อวาเปนประเทศอารยะมีกฎเกณฑทางสังคมไดมาตรฐานตะวัน ตก เปนที่ยอมรับและยกยองของนานาอารยประเทศ พระองคโปรดใหเปลี่ยนแปลงแกไขขนบประเพณีของบานเมืองใหเหมาะสมและสอดคลอง กับหลักสากลหลายประการ ลวนเปนการริเริ่มที่งดงามทันสมัยตามความเปนไปของบานเมืองที่ กําลังเจริญกาวหนา ดังนี้ ๑. การตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงเห็น วา บรรดาชาติที่เจริญแลว ยอมมีชื่อสกุลเปนหลักฐานอันเปนเครื่องชวยกําหนดบุคคลแตละคนได แนนอนตายตัวกวาการเรียกชื่อเฉยๆ ซึ่งอาจซํ้าและกอความยุงยากสับสน นอกจากนี้ยังเปนเครื่อง เตือนใจใหเจาของสกุลประพฤติแตสิ่งดีงามเวนประพฤติชั่วเพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของสกุล การตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุลขึ้นเปนหลักการสืบเชื้อสายตอเนื่องกันในทางบิดาผู ใหกําเนิด เพื่อสงเสริมความรัก ความสามัคคีระหวางคณะหรือเครือญาติ ตลอดจนเพื่อจูงใจใหคน ประพฤติดี รักษาชื่อเสียงของวงศตระกูล และการมีชื่อตระกูลยังทําใหสะดวกในการลงชื่อตนใน ทะเบียนสํามะโนครัว พระองคไดทรงคิดนามสกุลพระราชทานแกบุคคลตางๆ ทั้งพระบรมวงศานุ วงศ ขาราชบริพาร ขุนนาง สามัญชน ตลอดจนชาวตางชาติเขามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยูในไทย เปนจํานวนมาก จากสถิติที่คณะกรรมการฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ ๘ รอบ และ ๑๐๐ ป ของพระองคทานรวบรวมไวไดในเวลานี้ จํานวนถึง ๖,๔๓๒ นามสกุล ๒. การตรากฎมณเฑียรบาลวาดวยการสิ้นราชสันตติวงศกฎมณเฑียรบาล อันเปนขอบัญญัติ พิเศษเกี่ยวกับพระราชฐาน พระราชวงศและระเบียบการปกครองในราชสํานัก (โบราณเขียนวากฎ มณเฑียรบาล) โดยเฉพาะอยางยิ่งวาดวยการสืบราชสันตติวงศ ของเดิมมีไดกําหนดหลักอันเกณฑไว เรียบรอย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว จึงโปรดใหตรากฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบ ราชสันตติวงศ ขึ้นไวเปนหลักสําหรับปฏิบัติในอนาคต เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๗ ในมาตราวาดวยลําดับชั้นผูควรสืบราชสันตติวงศ ในกรณีที่ยังไมมีรัชทายาทกําหนดให เลือกสายตรงกอนเสมอ เริ่มแตสมเด็จหนอพระพุทธเจา (สมเด็จพระบรมราชโอรส ประสูติแตพระ อัครมเหสี) เปนตนไป ถาเลือกสายตรงไมไดจึงใหเลือกตามเกณฑสนิทมากและนอย (มีคําอธิบายไว คอนขางละเอียด) 6_edit.indd 82 13-Feb-13 9:37:44 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๓ ๓. การตราพระราชบัญญัติ ธง พุทธศักราช ๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยู หัว ยังไดทรงใชวิธีการสรางสัญลักษณตางๆ เพื่อเปนศูนยรวมจิตใจ ความรูสึกนึกคิด ความเปนนํ้า หนึ่งใจเดียวกัน ความเปนหมูเหลา และเพื่อเปนแรงบันดาลใจใหเกิดความสามัคคี ความเสียสละ และความสํานึกในหนาที่พลเมืองดี อันเปนทางนําไปสูการสรางชาติไทยใหเจริญทัดเทียมกับนานา ประเทศ เชน โปรดเกลาฯ ใหเลือกเอาวันที่ ๖ เมษายน ซึ่งเรียกกันวา วันจักรี อันเปนวันที่พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นครองราชยสถาปนาราชวงศจักรีขึ้น เปนวันชาติ ของไทยตามแบบอารยประเทศที่ตางก็มีวันชาติของตน และโปรดใหประดิษฐธงชาติใหมเปนธง ๓ สี ตามลักษณะธงชาติที่อารยประเทศใชกันอยูโดยมาก พระราชทานชื่อวา “ธงไตรรงค” ประกอบ ดวย สีแดง สีขาว และสีนํ้าเงิน เพื่อเปนสัญลักษณแทนสถาบันสูงสุดทั้ง ๓ คือ ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย ตามลําดับ นอกจากนี้ยังไดพระราชทานธง และเครื่องหมายตางๆ เชน เข็ม ตราฯ ใหแกหนวยงาน กรม กอง คณะตางๆ เชน พระราชทานธงประจํากองทหาร กอง เสือปา ฯลฯ เพื่อเปนเครื่องเตือนใจสมาชิกของคณะใหสํานึกถึงหนาที่ที่จะตองปฏิบัติเพื่อรักษา ชื่อเสียง เกียรติยศ ของหมูคณะของตน และเพื่อใหสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณขององคพระมหา กษัตริยผูพระราชทาน ตลอดจนเพื่อใหคนทั่วไปรําลึกถึงความดีงามของคณะเหลานั้นเมื่อไดเห็น เครื่องหมายดังกลาว ๔. การสงเสริมสิทธิสตรี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงสนพระราชหฤทัยใน เรื่องสถานภาพสตรีเปนอันมาก ในทัศนะของพระองค ทรงเห็นวา สตรีไทยเวลานั้นยัง “ถูกผูชาย เกียจกันและบังคับหยุมหยิมตางๆ อยูมาก” อาทิ ถูกขายเปนโสเภณีหรือภรรยานอย หรือถูกผูชาย ขมเหงนํ้าใจดวยการมีภรรยาหลายคน และยังไมสามารถดูแลจัดการทรัพยสินของตนเองได ตองให สามีปกครองแทน เปนตน พระองคจึงเรียกรองใหชาวไทย ตระหนักถึงฐานะอันตกตํ่าของสตรีและ ชวยกันแกไขซึ่งพระองคเองไดทรงดําเนินการไปหลายประการ นอกจากการสงเสริมการศึกษาของ สตรีเชนตั้งโรงเรียนฝกหัดครูสตรีแลวสงออกไปสอนในชนบทตางๆ แลวยังทรงเปดโอกาสใหสตรีเขา ธงชัยเฉลิมพลกองทหาร ธงไตรรงค นับตั้งแต พ.ศ. ๒๔๖๐ เปนตนมา อาสาในสงครามโลกครั้งที่ 1 6_edit.indd 83 13-Feb-13 9:37:52 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๔ รวมกิจกรรมทางสังคมเทาเทียมกับบุรุษ เชนเดียวกับสตรีในอารยประเทศ เชนออกงานเลี้ยง เตนรํา แสดงละครรวมกับบุรุษแบบชายจริงหญิงแท ฯลฯ พระองคทรงออกประกาศพระราชนิยมและขอ กําหนดกฎหมายตางๆ ที่มีผลในการจัดระเบียบทางสังคมเพื่อประโยชนแกสตรีเชน “กฎหมายมณเฑียรบาลวาดวยครอบครัวแหงขาราชสํานัก พุทธศักราช ๒๔๕๗” กําหนดให ขาราชการในราชสํานักจดทะเบียนครอบครัวและเคหะสถาน เพื่อใหเกิดความเรียบรอยและสงบสุข ของครอบครัว และเปนการยกฐานะภรรยาใหปรากฏชัดขึ้น ในป พ.ศ.๒๔๖๐ พระองคโปรดเกลาฯ “นางสาว” สําหรับสตรีที่ยังโสด คําวา “นาง” สําหรับสตรีที่แตงงานแลว คําวา “คุณหญิง” สําหรับสตรีที่ไดรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ จุลจอมเกลาฝายใน และสตรีที่มีสามีมีบรรดาศักดิ์ชั้นพระยาและเจาพระยาตามลําดับ พระองค ทรงมีพระราชนิยมใหสตรีไทยไวผมยาว เลิกกินหมาก ซึ่งทําใหฟนดําไมนาดู นอกจากนี้ไดทรงพระราชนิพนธบทความ บทรอยกรอง และบทละคร เพื่อสงเสริมสถานภาพ สตรี ตลอดจนเพื่อเตือนใจและสอนใจสตรีไทยเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติ เชน บทละครเรื่องบวง มาร สาวิตรีบทความเรื่อง “เครื่องหมายความรุงเรืองคือสถานภาพแหงสตรี” และบทความเรื่อง “แตงงานชั่วคราว” “ความไมรับผิดชอบของบิดามารดา” และ “การคาหญิงสาว” ในชุด “โคลน ติดลอ” เปนตน ๕. การเปลี่ยนแปลงการแตงกายสตรี ในสมัยรัชกาลที่ ๕ หลังเสด็จประพาสยุโรป สตรีไทย เปลี่ยนแปลงไปแตงกายตามแบบชาวตะวันตกมากขึ้น เริ่มใชเสื้อผาแบบยุโรปโดยเฉพาะอยางยิ่ง เสื้อ แตยังคงนุงโจงกระเบน แตสวมถุงนอง รองเทาถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ สตรีเริ่มนิยมไวผมยาวเกลา เปนมวยหรือไวผมบอบ(แบบฝรั่ง) กับเริ่มนุงซิ่นเปนผาถุงแทนโจงกระเบนตามพระราชนิยมจากราช สํานัก ราว พ.ศ.๒๔๖๒ เปนตนมา บุคคลภายนอก (สตรี) ตางเจริญรอยตาม (เอาแบบ) ทําใหการ แตงกายแบบใหมนี้เปนที่นิยมแพรหลาย สวนหญิงสูงอายุหรือชรายังคงนิยมไวผมสั้น (ผมทัด) ตัด เกรียน รอบศีรษะไวยาวเปนพูที่ริมหู สําหรับหอยดอกไมและยังคงนุงโจงกระเบนอยู ๖. การเปลี่ยนแปลงการนับเวลาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงเห็นวาการ นับเวลาแบบทุมโมงไมสะดวกแกวงการธุรกิจปจจุบัน จึงโปรดใหเปลี่ยนตามแบบสากลโดยใหถือ เวลาเที่ยงคืนเปนเวลาวันใหมและระยะทุมโมงใหเปลี่ยนเปนนาฬกา กับใหนับเวลาเปน ก.ท.(กอน เที่ยง ตั้งแตเที่ยงคืนถึงเที่ยงวัน) และ ล.ท.(หลังเที่ยง ตั้งแตเที่ยงวันจนถึงเที่ยงคืน) ทํานองเดียวกับ ในภาษาอังกฤษที่ใชวา A.M. และ P.M. เริ่มใชตั้งแตกันยายน พ.ศ.๒๔๖๐ ๗. การใชเวลามาตรฐาน เนื่องจากนานาชาติไดถือวาเวลาที่เมืองกรีนิชประเทศอังกฤษเปน มาตรฐานในการนับเทียบเวลา ตามตําแหนงทางภูมิศาสตร ประเทศไทย เร็วกวากรีนิช ๗ ชั่วโมง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว จึงโปรดใหกําหนดเวลาในประเทศเสียใหม ใหสอดคลอง กับเวลาสากลที่ประเทศอื่นใชกัน (ตรงกับเวลาของมลายูหรือมาเลเซีย) ดังที่ใชกันอยูในปจจุบัน ตั้งแต วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๓ มีผลใหเวลาของไทยเร็วขึ้นกวาเดิม คือเวลาเที่ยงวันกอนดวงอาทิตย ตรงศีรษะที่กรุงเทพฯ ๑๘ นาที 6_edit.indd 84 13-Feb-13 9:37:56 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๕ ๘. การกําหนดใชพุทธศักราช เปนศักราชในราชการ เนื่องจากสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการใช รัตนโกสินทรศก (ศักราช) เปนทางราชการเปนเวลานาน ศักราชนี้เริ่มนับเวลาตั้งแตสรางกรุงเทพฯ จึงเริ่มตนใน พ.ศ.๒๕๒๕ เปนรัตนโกสินทรศก (ศักราช) หรือ ร.ศ.๑ นับเปนเวลานอยเหลือเกิน ถาตองการกําหนดนับเวลาถอยหลังในเหตุการณที่ลวงมาแลวกอนร.ศ. เปนรอยๆ ป ขึ้นไป ยอม เปนการยุงยากแกการใชอยูไมนอย อีกประการหนึ่งนานาอารยประเทศลวนใชศักราชของศาสนาที่ เขานับถือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว จึงโปรดใหใชพุทธศักราชเปนศักราชในราชการ (พ.ศ.) แทนรัตนโกสินทรศก(ร.ศ.) เริ่มตั้งแตวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖ ตามทางสุริยคติ เปนวันขึ้นป ใหม และเปลี่ยนศักราชราชการ (พ.ศ.) ใหมดวย พรอมกันไดโปรดใหใชคําไชโย แทนคําโหฮิ้ว โดยเริ่ม ใชครั้งแรกในคราวเสด็จประชุมเสือปาและลูกเสือ ณ ดอนเจดีย เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๓ ๙. การสงเสริมความรักชาติ เพื่อใหพระราชปณิธานของพระองคบรรลุผลดังพระราชประสงค จึงจําเปนตองปลูกฝงปณิธานดังกลาวขึ้นในจิตใจคนในชาติดวย ฉะนั้นตลอดระยะเวลา ๑๕ ป แหง การครองราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงพยายามปลูกฝงความรูสึก ความ สํานึกถึงความเปนชาติอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้นในจิตใจคนไทย และทรงสั่งสอนแนะนํา ชี้แจงให ตระหนักถึงความสําคัญของการคงอยูของชาติ และสถาบันสําคัญของชาติอันไดแกสถาบันศาสนา และสถาบันกษัตริย ตลอดจนหนาที่ที่สมควรปฏิบัติเพื่อชาติ ทรงแสดงเปนนายมั่น ปนยาว ละครพระราชนิพนธเรื่องพระรวง 6_edit.indd 85 13-Feb-13 9:38:02 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๖ ศิลปะและวัฒนธรรม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงทะนุบํารุงและฟนฟูศิลปกรรมไทยทุกสาขา ตลอดจนสถาปตยกรรมไทยและทรงสงเสริมวัฒนธรรมไทย ในดานนาฏศิลปทรงโปรดการแสดงโขนละครเปนอยางยิ่ง ในระหวางที่ทรงพํานักอยูใน ประเทศอังกฤษเพื่อการศึกษา ก็ไดเสด็จทอดพระเนตรละครเปนประจํา เคยทรงแสดงละครตั้งแต ทรงศึกษาอยูในประเทศอังกฤษ จนกระทั่งเสด็จเสวยราชสมบัติแลวก็ยังทรงแสดงตอไป เชน ได ทรงแสดงเปนนายมั่นปนยาวในละครเรื่องพระรวง เปนพระสังฆราชนิกายคาธอลิกในละครพูดเรื่อง กุศโลบาย ซึ่งทรงแปลจาก A Royal Family ของรอเบอรตมารแชล และเปนทาวมิดัส เจาผูครอง เกาะอัลฟะ เบตา ในละครเรื่องวิวาหพระสมุทร เปนตน และไดทรงพระราชนิพนธบทละครไวเปน จํานวนมากเพื่อไวจัดแสดงละคร พ.ศ.๒๔๕๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหจัดตั้ง กรมมหรสพขึ้นโดยรวมเอากรมตางๆ ที่เกี่ยวของกับการมหรสพทั้งในดานนาฏศิลปและดุริยางคศิลป มาไวในกรมมหรสพที่จัดตั้งขึ้นใหมนี้ เชนกรมโขน กรมปพาทยมหาดเล็ก และกองเครื่องสายฝรั่ง หลวง เปนตน และยังไดโปรดเกลาฯ ใหสรางโรงละครหลวงไวในพระราชวังทุกแหง เพื่อใชแสดง ละครรวมทั้งโปรดใหตั้งโรงเรียนพรานหลวง สําหรับสอนอบรมกุลบุตรใหมีความรูทางนาฏศิลป ดนตรีพรอมกับวิชาสามัญ ซึ่งทรงเอาพระทัยใสใกลชิดในพระบรมราชูปถัมภตลอดเวลา นอกจากนี้ พระองคคัดเลือกบุตรหลานขาราชการ มหาดเล็กมาฝกเลนโขนเรียกวา โขนสมัครเลน ตอมากลายเปนโขนบรรดาศักดิ์ คูกับโขนเชลยศักดิ์ของเอกชน ไดทรงพระราชนิพนธบทรองบทพากย รามเกียรติ์ สําหรับเลนโขน ๖ ชุด (ชุดสีดาหาย เผาลงกา จองถนน ฯลฯ) และบทเบิกโรงสั้นๆ อีก หลายตอน การละครมีความเจริญกาวหนามากทั่งละครรอง ละครรํา และละครพูด (แบบยุคใหม) ตั้ง ละครสวนพระองคชื่อทวีปญญาสโมสร ตอมาเปลี่ยนเปนคณะศรีอยุธยารมย พระองคทรงพระราช นิพนธบทละครพูดเปนอันมาก ทั้งภาษาไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส ราว ๔๐ เรื่อง เรื่องเอกที่ไดรับการ ยกยองวาเปนยอดของบทละครพูดคือ เรื่องหัวใจนักรบ เรื่องอื่นๆ ไดแก พระรวง วิวาหพระสมุทร เสียสละ บวงมาร กุศโลบาย เวนิสวานิช ตามใจทาน มัทนะพาธา ฯลฯ ดานจิตรกรรม พระองคทรงสนพระราชหฤทัยในการวาดภาพลอและไดทรงวาดภาพลอไว หลายชุด รวมทั้งไดทรงวาดภาพลอของขาราชบริพารไวเปนอันมาก ภาพฝพระหัตถเหลานี้ถาเปน ภาพลอของผูใด ผูนั้นก็จะขอซื้อในราคาสูง เงินคาภาพทั้งหมดสงเขาสมทบทุนการกุศล และภาพ ลอทุกภาพก็จะนําไปลงพิมพในหนังสือดุสิตสมิต ดานสถาปตยกรรม พระองคทรงปลูกฝงความเปน “ชาติ” ผานการใชสถาปตยกรรมแบบ ไทยในสมัยตางๆ พระองคทรงพอพระราชหฤทัยอาคารทรงไทย ไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ให สรางพระที่นั่งแบบไทยหลังแรก คือพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตยขึ้นที่พระราชวังสนามจันทร จังหวัด นครปฐม เปนพระที่นั่งทองพระโรงสําหรับเสด็จออกขุนนาง ใชแสดงโขน และเปนที่อบรมเสือปา 6_edit.indd 86 13-Feb-13 9:38:06 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลาเจาอยูหัว จากละครเรื่องศกุณตลา 6_edit.indd 87 13-Feb-13 9:38:15 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๘ อาคารเรียนและหอประชุมของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยและโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ที่ ประยุกตการตกแตงสถาปตยกรรมไทยเขกับโครงสรางการกอสรางอาคารแบบตะวันตก การอนุรักษ งานชางไทยที่สําคัญ คือ การเปดโรงเรียนเพาะชางเพื่อฟนฟูและอนุรักษงานชางไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงนําศิลปวัฒนธรรมตางประเทศมาประยุกตให เปนแบบไทยๆ เพื่อปลูกฝงแนวคิดเรื่องความรักชาติ การเสียสละเพื่อชาติ และการใหความรูเกี่ยว กับตํานานชาติ การอนุรักษและพัฒนาศิลปวัฒนธรรมของชาตินี้ เปนพระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงทํานุบํารุงดวยพระราชทรัพยสวนพระองคไดที่จัดสรรจากเงินพระคลัง ขางที่ มิไดใชเงินงบประมาณแผนดิน เพื่อการพัฒนาประเทศในดานตางๆ วรรณกรรม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงโปรดงานดานวรรณกรรมมาตั้งแตยังทรงพระเยาว ทรงเริ่มงานประพันธตั้งแตยังทรงศึกษาอยู ณ ประเทศอังกฤษ โดยทรงริเริ่มออกวารสารรายสัปดาห สําหรับเด็กชื่อวา The Screech Owl และทรงพระราชนิพนธเรื่องสําหรับเด็กไวในวารสารนี้ดวย พระราชนิพนธของพระองค ตลอดรัชสมัย มีเปนจํานวนมาก และมีทุกประเภทไดแกโขน ละคร พระราชดํารัสพระบรมราโชวาท พระบรมราชานุศาสนีย เทศนา ปลุกใจเสือปานิทานบท ชวนหัว คําประพันธรอยกรอง สารคดีและบทความในหนังสือพิมพ นอกจากนี้ยังทรงพระราชนิพนธ เปนภาษาอังกฤษไวหลายเรื่อง พระนามแฝงที่ทรงใชอยูมีเปนจํานวนมาก เชนศรีอยุธยารามจิตติ พันแหลม อัศวพาหุ เปนตน พระราชนิพนธแตละเลมของพระองค นอกจากใหสาระและความเพลิดเพลินแลว ยังเต็ม ไปดวยสุภาษิต ขอคิดและคําคม เปนมรดกทางวรรณกรรมที่ตกทอดมาถึงปจจุบัน และยังไดทรงใช วรรณกรรมปลุกใจใหรักชาติรักความเปนไทยอีกดวย เชนทรงพระราชนิพนธบทละครเรื่อง พระรวง และโคลงสยามานุสสติ เปนตน รัชสมัยของพระองคนับไดวาเปนจุดเริ่มตนของการฟนฟูวรรณกรรม ทุกประเภทของไทยจนทรงไดรับพระสมัญญานามวา สมเด็จพระมหาธีรราชเจา การสงเสริมการแตงหนังสือนั้น พระองคทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหตราพระราชบัญญัติ วรรณคดีสโมสรขึ้น เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๗ งานสําคัญอยางหนึ่งของวรรณคดีสโมสรก็ คือการพิจารณายกยองหนังสือไทยประเภทตางๆ ที่แตงไดดีเยี่ยม ปรากฏวาบทละครพูดเรื่องหัวใจ นักรบ บทละครพูดคําฉันทเรื่อง มัทนะพาธา และพระนลคําหลวง เปนพระราชนิพนธของพระองค ทาน ซึ่งวรรณคดีสโมสรยกยอง พระราชนิพนธของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว แตละ ประเภทมีจํานวนดังนี้ ๑. โขนและบทละคร จํานวน ๑๖๗ เรื่อง ๒. นิทานและบทชวนหัว จํานวน ๑๕๗ เรื่อง ๓. บทความลงหนังสือพิมพ จํานวน ๒๗๘ เรื่อง ๔. บทรอยกรอง จํานวน ๑๕๑ เรื่อง 6_edit.indd 88 13-Feb-13 9:38:19 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๙ ๕. สารคดี จํานวน ๑๐๐ เรื่อง นอกจากนี้ยังมีพระราชดํารัส และพระราชบันทึก เปนจํานวนมาก โดยเฉพาะบทละครพูด ไมตํ่ากวา ๕๐ เรื่อง แยกเปนประเภทตางๆ ไดดังนี้ ประเภทบทละคร-หัวใจนักรบ พระรวง ตามใจทาน เวนิสวานิช โรเมโอและจูเลียต ฯลฯ ประเภทประวัติศาสตรโบราณคดี-เที่ยวเมืองพระรวง เที่ยวเมืองอียิปต สันนิษฐานเรื่องทาว แสนปม ฯลฯ ประเภทวรรณคดี–มัทนะพาธา ศกุนตลา พระนลคําหลวง นารายณสิบปาง ฯลฯ ประเภทปลุกใจ-ปลุกใจเสือปา เมืองไทยจงตื่นเถิด ลัทธิเอาอยางโคลนติดลอ ยิว แหงบูรพา ทิศ ฯลฯ ประเภททหารการรบ – การสงครามปอมคายประชิด ความเจริญแหงปน พันแหลม ฯลฯ ประเภทกฎหมาย – กฎหมายนานาประเทศแผนกคดีการเมือง กฎหมายทะเล ฯลฯ ประเภทการเมือง – ปกิณกคดีของอัศวพาหุ การจลาจลในรัสเซีย ความกระจัดกระจายแหง เมืองจีนฯลฯ ประเภทนิทาน – นิทานทหารเรือ นิทานทองอิน นิทานชวนขัน ฯลฯ ประเภทสุขวิทยา – กันปวย ฯลฯ ประเภทศาสนาธรรมะ – เทศนาเสือปา พระพุทธเจาตรัสรูอะไร พระบรมราโชวาทในงาน วิสาขบูชา ฯลฯ พระนามแฝงในงานพระราชนิพนธ อัศวพาหุ (เกี่ยวกับบทปลุกใจและการเมือง) ศรีอยุธยา (เกี่ยวกับบทละคร) รามจิตติ (เกี่ยวกับบันเทิงคดีและสารคดีตางๆ ที่ทรงแปลจากภาษาตางประเทศ) พันแหลม (เกี่ยวกับทหารเสือ) นายแกว นายขวัญ (เกี่ยวกับบทละคร) นอยลา, สุครีพ (เกี่ยวกับ นิทานตางๆ) กวีนักคิดนักเขียน นอกจากพระองคแลวยังมีที่สําคัญๆ คือ สมเด็จกรมพระยาดํารงราชา นุภาพ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ) เจาพระยาพระเสด็จสุเรน ทราธิบดี เจาพระยาธรรมศักดิ์ พระยาอุปกิตศิลปสาร พระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) พระยา อนุมานราชธน (เสถียรโกเศศ) พระยาสุรินทราชา (นกยูงวิเศษกุล) นายชิต บุรทัต การใหเสรีภาพแกพลเมือง ครอบคลุมไปถึงการใหเสรีภาพแกหนังสือพิมพและการแสดง ความคิดเห็นวิพากษวิจารณ ทั้งดานการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจหรือสังคม แกพลเมืองอยาง กวางขวาง อาจนับไดวาไมมีสมัยใดที่หนังสือพิมพจะมีเสรีภาพมากเทากับในรัชสมัยของพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว แมวาในตอนปลายรัชกาลไดมีการออก “พระราชบัญญัติวาดวย สมุดเอกสารและหนังสือพิมพพุทธศักราช ๒๔๖๕ “แตเนื้อหาสาระเพงเล็งในดานการจัดตั้งโรงพิมพ เปนสําคัญในรัชสมัยของพระองคจึงมีหนังสือพิมพที่เปนรายวัน รายสัปดาห รายทศ รายปกษ ราย เดือน ทั้งภาษาไทย จีน อังกฤษ รวมถึง ๑๔๙ ฉบับ เพิ่มขึ้นเปนจํานวนมากจากในรัชกาลกอนซึ่งมี อยูทั้งหมด ๕๙ ฉบับ 6_edit.indd 89 13-Feb-13 9:38:23 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๐ บุคคลสําคัญ สมเด็จพระเจาภคินีเธอ เจาฟาเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สมเด็จพระเจาภคินีเธอ เจาฟาเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ประสูติเมื่อวันอังคารที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาส ในหมูพระมหามณเฑียร ภายในพระบรม มหาราชวัง พระองคเปนพระราชธิดาพระองคเดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ที่ ประสูติแตพระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวี โดยประสูติกอนการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เพียงวันเดียว นอกจากนี้ เมื่อนับพระญาติทางฝายพระมารดานั้นพระองค นับเปนพระญาติชั้นที่ ๓ ของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตพระมหากษัตริยแหงกัมพูชา กอนการมีพระประสูติการนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดสถาปนานางสาว สุวัทนา อภัยวงศ ขึ้นเปนเจาจอมสุวัทนา และมีการสถาปนาเจาจอมสุวัทนาขึ้นเปนเจานายในราชวงศ จักรี มีพระอิสริยยศที่ พระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวี ในเดือนตุลาคม ปเดียวกันนั้นเอง ทั้งนี้ เพื่อ “ผดุงพระราชอิสริยยศแหงพระกุมารที่จะมีพระประสูติการในเบื้องหนา” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงพระปติโสมนัสอยางพนประมาณ ทรงเฝารอพระ ประสูติการของพระหนอพระองคแรกอยางจดจอ ดวยทรงคาดหวังวาจะประสูติเปนพระราชโอรส ซึ่งพระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวี ไดมีพระดํารัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ความวา... “เมื่อฉันตั้งครรภ เจาฟา ลนเกลาฯ ก็ทรงโสมนัส ทรงคาดคิดวาจะไดเปนชาย ไดราชสมบัติสืบตอจากพระองค เมื่อ ยังมีพระอนามัยดีอยู ก็มีรับสั่งอยางสนิทเสนหาทรงกะแผนการชื่นชมตอพระเจาลูกยาเธอที่จะเกิด ใหม...”ทั้งยังทรงพระราชนิพนธบทกลอมบรรทมสําหรับสมโภชเดือนพระราชกุมารประกอบทํานอง ปลาทองไวลวงหนาอีกดวย แตแลวเมื่อใกลมีพระประสูติการ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงพระประชวร หนักดวยโรคพระอันตะ มีพระอาการรุนแรงขึ้นอยางมิคาดฝน ในยามนั้น พระองคประทับ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานภายในพระบรมมหาราชวัง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯใหพระนางเจา สุวัทนา พระวรราชเทวี ประทับ ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาส ซึ่งติดกับพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เพื่อทรงรอฟงขาวพระประสูติการอยางใกลชิดจนกระทั่ง พระนางเจาสุวัทนาพระวรราชเทวี มีพระ ประสูติการเจาฟาหญิงในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน จากนั้นในเวลาบาย เจาพระยารามราฆพ (หมอม หลวงเฟอ พึ่งบุญ) ไดเขาเฝาฯกราบบังคมทูลพระกรุณา พระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวี ประสูติ “สมเด็จพระเจาลูกเธอ” เมื่อความทราบฝาละอองธุลีพระบาทแลว มีพระราชดํารัสวา “ก็ดีเหมือน กัน”จนรุงขึ้น ในวันพุธที่ ๒๕ พฤศจิกายน เจาพระยารามราฆพ เชิญเสด็จสมเด็จพระเจาลูกเธอ พระองคนอยไปเฝาฯ สมเด็จพระบรมชนกนาถ ซึ่งกําลังทรงพระประชวรหนักบนพระแทนเมื่อ ทอดพระเนตรแลว ทรงพยายามยกพระหัตถขึ้นสัมผัสพระราชธิดา แตก็ทรงออนพระกําลังมากจน ไมสามารถจะทรงยกพระหัตถได เนื่องจากขณะนั้นมีพระอาการประชวรอยูในขั้นวิกฤต เจาพระยา 6_edit.indd 90 13-Feb-13 9:38:28 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๑ 6_edit.indd 91 13-Feb-13 9:38:37 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๒ รามราฆพ จึงเชิญพระหัตถขึ้นสัมผัสพระราชธิดา เมื่อจะเชิญเสด็จพระราชกุมารีกลับ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงโบกพระหัตถแสดงพระราชประสงคจะทอดพระเนตรพระราชธิดาอีก ครั้ง จึงเชิญเสด็จสมเด็จพระเจาลูกยาเธอมาเฝาฯ เปนครั้งที่สอง และเปนครั้งสุดทายแหงพระชนม ชีพ จนกลางดึกคืนนั้นเองก็เสด็จสวรรคต พระนมของสมเด็จเจาฟาพระราชธิดา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาล ที่ ๖ คือ คุณบุปผา พนมวัน ณ อยุธยา ซึ่งเปนพระนมโดยตําแหนง เพราะสมเด็จเจาฟาพระราช ธิดาในรัชกาลที่ ๖ เสวยพระกษิรธาราจากพระชนนี มีคณะพยาบาลจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ สภากาชาดไทย ถวายอภิบาลในเบื้องตน จากนั้นจึงมีคณะพระอภิบาลจํานวน ๑๒ คน ซึ่งเปนอดีต คุณพนักงานในรัชกาลที่ ๖ โดยผลัดเปลี่ยนกันเฝาอภิบาลจนทรงเจริญพระวัยพอสมควร หลังจากประสูติแลว สมเด็จพระเจาภคินีเธอฯ และพระนางเจาสุวัทนา พระราชเทวี ทรง ยายไปประทับ ณ ตําหนักพระเจาบรมวงศเธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ ทรงเจริญวัยขึ้น พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหยายออกมา ประทับ ณ พระตําหนักสวนหงส พระราชวังดุสิต ตามพระประสงคของสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจาซึ่งเปนที่กวางขวางรมรื่นแวดลอมดวยตนไมนอยใหญเหมาะ แกการสําราญพระอิริยาบถของสมเด็จพระเจาภคินีเธอฯ ระหวางทรงพระเยาว มีเหตุการณผันผวนทางการเมืองหลายครั้ง เชน การเปลี่ยนแปลงการ ปกครองและกบฏบวรเดช ทําใหตองทรงยายที่ประทับอยูตลอดเวลา เชน ตําหนักพระเจาบรมวงศ เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี ในพระบรมมหาราชวัง พระตําหนักสวนหงส พระราชวังดุสิต ตําหนัก เขานอย จังหวัดสงขลา พระตําหนักสมเด็จพระปตุจฉาเจาสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ใน สวนสุนันทา และพระตําหนักเขียววังสระปทุม ตอมาพระนางเจาสุวันทนา พระวรราชเทวี โปรดใหสรางตําหนักใหมขึ้นเปนสวนพระองค บนที่ดินหัวมุมถนนราชสีมาตัดกับถนนสุโขทัยซึ่งเปนที่ดินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระ มงกุฏเกลาเจาอยูหัวตั้งแตคราวอภิเษกสมรส ตําหนักแหงนี้ประทานนามวา สวนรื่นฤดี โดย นาย หมิว อภัยวงศ เปนสถาปนิก และพลโทพระยาศัลวิธานนิเทศ (แอบ รักตะประจิต) เปนวิศวกร (ตอ มาทรงขายใหแกทางราชการขณะเสด็จไปประทับ ณ ประเทศอังกฤษ และปจจุบันเปนสวนราชการ ของกองทัพบก) ตอมาใน พ.ศ.๒๔๘๐ พระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวี พระชนนี ทรงเห็นวา พระพลานามัย ของพระธิดาไมสูสมบูรณนักจึงนําพระธิดาไปทรงพระอักษรและประทับรักษาพระพลานามัย ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ เสด็จไปประทับ อยูกอนการสละราชสมบัติแลว สมเด็จพระเจาภคินีเธอฯ ทรงศึกษาวิชาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส และเปยโนกับพระอาจารย ชาวตางประเทศ และเสด็จไปทรงศึกษาในโรงเรียนประจําสตรีชื่อโรงเรียนเซเครดฮารต แควนเวลส ครั้นในชวงเสด็จลี้ภัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลากวา ๒๐ ปที่พระองคประทับ ณ 6_edit.indd 92 13-Feb-13 9:38:41 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๓ ประเทศอังกฤษ พระองคและพระชนนีมีพระกรุณาตอชาวไทยในประเทศอังกฤษ โดยทรงโปรดให เขาเฝาและจัดประทานเลี้ยงใหอยูเสมอ และพระราชทานพระกรุณาแกกิจการตางๆ ของชาวไทย อยูเสมอ ทรงรวมงานของสามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ ซึ่งเปนสมาคมนักเรียนไทยในสห ราชอาณาจักรเปนประจํา เมื่อป พ.ศ.๒๕๐๐ พระองคเสด็จกลับประเทศไทยเปนการชั่วคราว ทรงพระกรุณาโปรดให สรางวังในซอยสุขุมวิท ๓๘ (ซอยสันติสุข) โดยมีพลเรือตรีสมภพ ภิรมย ศิลปนแหงชาติ เปนสถาปนิก แลวเสด็จไปประเทศอังกฤษอีกในป พ.ศ.๒๕๐๑ เพื่อทรงเตรียมพระองคเสด็จกลับประเทศไทย เปนการถาวร จากนั้นจึงไดเสด็จนิวัติประเทศไทยเปนการถาวรในป พ.ศ. ๒๕๐๒ ประทับ ณ วัง แหงใหม จึงไดขนานนามวังดังกลาววา วังรื่นฤดี เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๓ ซึ่งตั้งอยูเลข ที่ ๖๙ ซอยสุขุมวิท ๓๘ กรุงเทพมหานคร และพระองคไดประทับอยูตราบกระทั่งสิ้นพระชนม สวน ในชวงฤดูรอนพระองคจะเสด็จแปรที่ประทับไปยังตําหนักพัชราลัย ถนนเพชรเกษม อําเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ พระองคทรงศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาเปนอยางยิ่ง ไดเคยเสด็จไปทรงศึกษาธรรมะกับ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นอกจากนี้ยังมีพระอุปนิสัยทรง เครงครัดในการตรงตอเวลา ทรงปฏิบัติพระกิจวัตรประจําวันเปนเวลาและไมทรงปลอยเวลาใหผาน ไปโดยเปลาประโยชน สวนการใชภาษาไทยนั้น ก็เปนที่ทราบกันในหมูขาราชบริพารวาไมโปรดใหกราบทูลภาษาไทย ปนภาษาตางประเทศ มีรับสั่งดวยวาจาอันสุภาพออนโยน และโดยสวนพระองคเองก็มีรับสั่งภาษา ไทยถูกตองชัดเจนเสมอ เชน ทีวี ใหกราบทูลวา โทรทัศน, แอร ใหกราบทูลวา เครื่องปรับอากาศ และล็อกประตู ใหกราบทูลวา ลงกลอนประตู เปนตน พระองคจะมีรับสั่งภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศส กับชาวตางประเทศเทานั้น พระองคทรงโปรดการถักนิตติ้งมากที่สุด เมื่อครั้งยังมีพระพลานามัยเอื้ออํานวย พระองคทรง ถักไหมพรมพระราชทานแกขาราชบริพาร และผาพันคอพระราชทานแกทหารและตํารวจที่ประจํา การแถบภาคเหนือที่ตองรักษาการทามกลางความหนาวเย็น พระองคโปรดการเลนเปยโน สามารถ เลนเพลงที่สดับนั้นไดโดยไมตองพึ่งตัวโนต ทรงโปรดการจัดดอกไมและการจัดสวน ตั้งแตประทับใน อังกฤษ และยังทรงมีอัจฉริยภาพในเรื่องความทรงจําและการคํานวณที่แมนยํา สมเด็จพระเจาภคินีเธอฯ มีพระปณิธานอันแนวแนในการทรงบําเพ็ญพระกรณียกิจ ดังปรากฏ ในพระดํารัสที่พระราชทานในงานฉลองพระชนมายุ ๖๑ พรรษา เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ วชิราวุธวิทยาลัย ความตอนหนึ่งวา “...ฉันขอกลาวตอทานทั้งปวงวา จะพยายามบําเพ็ญตนเพื่อประโยชนแกบานเมือง ดวย ความจงรักภักดีตอบานเกิดและตอองคพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ผูเปนประมุขของชาติ ทั้งจะ ไดรักษาเกียรติศักดิ์แหงความเปนราชนารีในมหาจักรีวงศไวชั่วชีวิต...” 6_edit.indd 93 13-Feb-13 9:38:45 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๔ สมเด็จพระเจาภคินีเธอฯ ไดทรงรับ สถาบันและองคกรตางๆ ไวในพระอุปถัมภ เปนจํานวนกวา ๓๐ แหง ทั้งในสวนที่ สืบสานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจ า อ ยู หั ว ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ศ รี พั ช ริ น ท ร า บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปหลวง สมเด็จพระอัยยิกาในพระองค และโดยสวน พระองคเอง ดานการศึกษานั้น พระองคทรงอุปการะ กิจการของสถาบันการศึกษาอันเกี่ยวเนื่องกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เชน จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย โรงเรียนปรินสรอย แยลสวิทยาลัย โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัด สงขลา โรงเรียนหองสอนศึกษา นอกจากนี้ พระองคยังทรงอุปการะกิจการของสถาบันการศึกษา อันเกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปหลวง และไดทรงตั้ง “ทุนสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ” เพื่อมอบทุนการศึกษาใหแกนักเรียนและนักศึกษาของ สถาบันการศึกษาอันเกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันป หลวง ไดแก โรงเรียนราชินี โรงเรียนราชินีบน วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา โรงเรียนราชินีบูรณะ โรงเรียนวิเชียรมาตุ โรงเรียนสภาราชินี โรงเรียนจอมสุรางคอุปถัมภ โรงเรียนศรียานุสรณ คณะ พยาบาลศาสตรมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย ในสวนพระองคนั้น พระองค ทรงใหการอุปการะกิจการของสถาบันการศึกษาตางๆ เชน มหาวิทยาลัยศิลปากร โรงเรียนเพชร รัตนราชสุดา และสถานศึกษาไวในพระอุปถัมภหลายแหง เชน โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย โรงเรียน ปรินสรอยแยลสวิทยาลัย สถาบันสันติราษฎรบริหารธุรกิจ โรงเรียนเพชรรัชต โรงเรียนสายนํ้าผึ้ง โรงเรียนสยามธุรกิจและพานิชการ โรงเรียนศรีอยุธยา โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ เพชราวุธวิทยา ดานการแพทยและการสาธารณสุข พระองคทรงตั้งกองทุนและมูลนิธิในโรงพยาบาลตางๆ เชน ทุนเพชรรัตนการุญ ในศิริราชมูลนิธิ โรงพยาบาลศิริราช มูลนิธิสมเด็จพระเจาภคินีเธอ เจาฟา เพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในโรงพยาบาลเจาพระยาอภัยภูเบศร นอกจากนี้ทรงรับมูลนิธิ วชิรพยาบาลโรงพยาบาลเจาพระยาอภัยภูเบศร สํานักงานอาสากาชาด สภากาชาดไทย และมูลนิธิ อดุลยภาพบําบัดเพื่ออายุและสุขภาพไวในพระอุปถัมภ และทรงใหการอุปการะกิจการของโรง พยาบาลตางๆ เชน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ สภากาชาดไทย พระองคทรงเปนกําลังสําคัญในการเผยแผพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัว ทรงสนับสนุนใหมีการจัดตั้งหอวชิราวุธานุสรณ ในบริเวณหอสมุดแหงชาติ ทาวาสุกรี เพื่อรวบรวมขอมูลพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ ตลอดจนพระราชนิพนธของพระบาทสมเด็จ สงขลา โรงเรียนหองสอนศึกษา นอกจากนี้ พระองคยังทรงอุปการะกิจการของสถาบันการศึกษา พระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวีและพระธิดา 6_edit.indd 94 13-Feb-13 9:38:51 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๕ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวและจัดตั้งมูลนิธิพระบรมราชานุสรณพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูหัวในพระบรมราชูปถัมภ เพื่อชวยเหลือกิจการของหอวชิราวุธานุสรณ พระองคทรงสืบสานพระราชกรณียกิจตางๆ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวอีก หลายกิจการ เชน กิจการลูกเสือ – เนตรนารี พระองคทรงดํารงตําแหนงอุปถัมภิกา คณะลูกเสือ แหงชาติและทรงรับองคกรที่เกี่ยวเนื่องกับลูกเสือและเนตรนารีไวในอุปถัมภหลายแหง ไดแก คณะ ลูกเสือแหงชาติคายลูกเสือเพชรรัชต สมาคมสโมสรลูกเสือวิสามัญแหงประเทศไทย และสโมสรลูก เสือวิสามัญกรุงเทพฯ พระองคทรงเปนผูนําในการอนุรักษมรดกสถาปตยกรรมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัว ไดแก พระราชวังสนามจันทร จังหวัดนครปฐม พระราชนิเวศนมฤคทายวัน จังหวัด เพชรบุรี และ พระราชวังพญาไท ในบริเวณโรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา โดยพระองคทรงรับเปน ประธานในคณะกรรมการอํานวยการบูรณะพระราชวังสนามจันทร จังหวัดนครปฐม จนกระทั่งการ บูรณะเสร็จสมบูรณ และมีการนอมเกลาถวายพื้นที่คืนใหพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว พรอมเปด เปนพิพิธภัณฑเพื่อการศึกษาคนควา รวมทั้งเปนแหลงทองเที่ยวสําคัญของประเทศ ในสวนของพระ ราชนิเวศนมฤคทายวัน จังหวัดเพชรบุรี นั้น พระองคทรงจัดตั้งมูลนิธิพระราชนิเวศนมฤคทายวัน เพื่อนําเงินที่ไดรับบริจาคของผูมีจิตศรัทธามาบูรณะพระราชนิเวศนมฤคทายวันและทรงรับมูลนิธิ ไวในพระอุปถัมภ นอกจากนี้ พระองคทรงรับมูลนิธิอนุรักษพระราชวังพญาไทไวในพระอุปถัมภดวย สวนกิจกรรมสังคมสงเคราะห พระองคทรงบุกเบิกกิจกรรมสังคมสงเคราะหครั้งแรกในป พ.ศ.๒๕๐๐ โดยจัดขึ้นที่วังรื่นฤดี จึงเปนจุดเริ่มตนของการจัดงานหารายไดเพื่อการกุศลสงเคราะห ตางๆ เมื่อวังสรางเสร็จไดสองป ก็มีงานการกุศลงานแรกคือ งานเมตตาบันเทิง รื่นฤดี ซึ่งมีสมเด็จ พระนางเจาพระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ มาทรงเปนประธาน เพื่อหารายไดสมทบทุนสมาคมสตรีภาค พื้นแปซิฟกและเอเชียอาคเนยแหงประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ ตอมายังมีอีกหลายงาน เชน งานหาทุนสรางหอพักเพชรรัตน ในมหาวิทยาลัยศิลปากรวิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร, งานหา ทุนสรางตึกอุบัติเหตุ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ, งานหาทุนสรางตึกเรียนวิทยาศาสตร วชิราวุธวิทยาลัย เปนตน นอกจากนี้ พระองคทรงรับเปนนายกกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิเพชรรัตน – สุวัทนา ที่พระนาง เจาสุวัทนา พระวรราชเทวี พระมารดาในพระองคนั้นทรงจัดตั้งขึ้นเพื่อการกุศล เชน สงเคราะหผู สละชีวิตเพื่อปองกันประเทศชาติ มอบทุนการศึกษาแกนักเรียนนักศึกษา ทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา บํารุงโรงพยาบาล สถานสงเคราะห และองคการสาธารณกุศลตางๆ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ สมเด็จพระเจาภคินีเธอ เจาฟาเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ไดเสด็จประทับรักษาพระอาการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต คณะแพทยไดถวาย การรักษาพระอาการอยางใกลชิดจนสุดความสามารถ จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ พระอาการประชวรไดทรุดลงตามลําดับ และสิ้นพระชนมเมื่อเวลา ๑๖.๓๗ นาฬกา รวม พระชันษา ๘๕ ป 6_edit.indd 95 13-Feb-13 9:38:55 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๖ พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท) ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ (มหาเสวกตรี พระยานรรัตนราชมานิต) นามเดิม ตรึก จินตยานนท เกิดเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ พ.ศ.๒๔๔๐ ณ กรุงเทพมหานคร เปน บุตรคนแรกของพระนรราชภักดี (ตรอง จินตยานนท) และนางนรราชภักดี (พุก จินตยานนท) เมื่อวัยถึงขั้นสมควร ทานไดเลา เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร หรือ โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร ศึกษา อยูที่โรงเรียนนี้จนสอบไดชั้นสูงสุด ภายหลังจากที่ทานไดจบการศึกษา จากโรงเรียนขาราชการพลเรือน ไดรับ ประกาศนียบัตรวิชารัฐประศาสนศาสตร ในสมัยนั้นแลว ทานไดเขารวมซอมรบใน ฐานะเสือปา โดยรับหนาที่เปนคนสงขาว ซึ่งในการซอมรบนี้เองไดเปลี่ยนวิถีชีวิต จากความตั้งใจที่จะเปนขาราชการฝายปกครองของรัฐ มาเปนขาราชสํานัก ในพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ ทานเปนผูที่ไดรับการไววางพระราชหฤทัยจากลนเกลาฯ รัชกาลที่ ๖ เปนอยางมาก ตั้งแตเมื่อครั้งยังรับราชการเปนมหาดเล็กหองบรรทม กระทั่งไดรับการ แตงตั้งบรรดาศักดิ์เปน พระยานรรัตนราชมานิต ซึ่งแปลวา “คนดีที่พระเจาแผนดินทรงยกยอง นับถือ” ตลอดระยะเวลา ๑๐ ป ที่ทานไดรับราชการสนองพระเดชพระคุณอยางใกลชิด ทานไดปฏิบัติหนาที่ดวยความวิริยะ สุจริต และกตัญูกตเวที อยางยากที่จะหาผูใดเสมอ เหมือน ดังที่ทานเคยกลาวถึงความภักดีตอองคสมเด็จพระเจาอยูหัว วา “ตองตายแทนกันได” ความกตัญูกตเวทีที่ทานไดแสดงนี้ ไดประจักษชัดเมื่อทานไดบวชอุทิศถวายเปนพระราชกุศล ใน วันถวายพระเพลิง พระบรมศพลนเกลาฯ รัชกาลที่ ๖ โดยทานอุปสมบท ณ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๘ โดยมี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (ญาณวร มหาเถระ) เปนพระอุปชฌาย มรณภาพ ๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๔ อายุ ๗๔ ป ๔๖ พรรษา ทานดํารงเพศสมณะดวยความเครงครัดตอศีลจวบจนกระทั่งทานมรณภาพ เปนผูที่บริสุทธิ์ ปราศจากมลทินดางพรอยทั้งกาย ใจ เปนผูปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีปฏิปทาที่มั่นคง เด็ดเดี่ยว เปน ที่ยอมรับ และไดรับความเคารพนับถือจากพุทธศาสนิกชนวา ทานเปนพระแท ที่หาไดยากยิ่ง เปน ตัวอยางของสงฆผูทรงศีลบริสุทธิ์ ไมใฝหาลาภสักการะ ไมใฝหาชื่อเสียงเกียรติคุณ 6_edit.indd 96 13-Feb-13 9:39:01 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๗ เจาพระยารามราฆพ (หมอมหลวงเฟอ พึ่งบุญ) พลเอก พลเรือเอก เจาพระยา รามราฆพ เดิมชื่อวา หมอมหลวงเฟอ พึ่งบุญ เกิดเมื่อวันอาทิตยที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๓ ตรงกับแรม ๗ คํ่า เดือน ๑๐ ปขาล ร.ศ. ๑๐๙ ที่บานถนนจักรเพชร จังหวัดพระนคร เปนบุตร พระยาประสิทธิ์ ศุภการ (หมอมราชวงศละมาย พึ่งบุญ) กับ พระนมทัด (พระนมของพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว มีพี่นองรวม มารดา คือ ๑. ทาวอินทรสุริยา (หมอมหลวง หญิงเชื้อ พึ่งบุญ) ๒. ทานเจาพระยารามราฆพ ๓. พลตรี พระยาอนิรุทธเทวา (หมอมหลวงฟน พึ่งบุญ) ๔. หมอมหลวงหญิงถนอม พึ่งบุญ หมอมหลวงเฟอ พึ่งบุญ เขารับการ ศึกษาที่โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข และโรงเรียนขาราชการพลเรือน (จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย) เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ และไดถวายตัวเขารับราชการในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจาฟามหาวชิราวุธ สยาม มกุฎราชกุมาร (รัชกาลที่ ๖) ตั้งแตป พ.ศ.๒๔๕๑ ครั้นในงานบรมราชาภิเษกเปนพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เมื่อป พ.ศ.๒๔๕๓ ก็ไดมีหนาที่เชิญพระแสงขรรคชัยศรี ยืนหลังที่ประทับ ตลอดราชพิธี ดวยเหตุนี้เมื่อทรงจัดตั้งกองเสือปา จึงพระราชทานธงประจําตัวกองเสือปา ใหทาน เปนรูปเทพยดา เชิญพระแสงขรรคชัยศรี บนพื้นสีแดง ตลอดเวลาที่รับราชการ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหถวายงานใกลชิด โปรดใหเปนหัวหนาหองพระบรรทม นั่งรวมโตะเสวยทั้งมื้อกลางวันและกลาง คืนตลอดรัชกาล และตามเสด็จโดยลําพัง ตอมาวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ป พ.ศ.๒๔๖๔ ขณะอายุได ๓๑ ป พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหสถาปนาพระยาประสิทธิ์ศุภการ ขึ้นเปน เจาพระยารามราฆพ มีสมญาจารึกในสุพรรณบัฏวา “เจาพระยารามราฆพ พัชรพัลลภมหาสวามิภักดิ์ สมัครพลวโรปนายก สุรเสวกวิศิษฏคุณ พึ่งบุญพงศบริพัตร นฤปรัตนราชสุปรีย ศรีรัตนไตรสรณธาดา เมตตาภิรัตมัทวสมาจาร สัตยวิธาน อาชวาธยาศัย อภัยพิริยบรากรมพาหุ คชนาม” มีศักดินา ๑๐๐๐๐ 6_edit.indd 97 13-Feb-13 9:39:06 PM
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๘ และกอนเจาพระยาพลเทพ (เฉลิม โกมารกุล ณ นคร) กลาวกันวา เจาพระยารามราฆพเปน เจาพระยาที่มีอายุนอยที่สุดในประวัติศาสตรการแตงตั้งของกรุงรัตนโกสินทร หลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เมื่อถวายพระเพลิงพระบรม ศพแลวเจาพระยารามราฆพ จึงออกไปศึกษาตอที่ประเทศอังกฤษ จนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถึง พ.ศ.๒๔๗๗ จึงเดินทางกลับประเทศไทย ไดพํานักอยูที่บานบุญญาศรัย ถนนราชดําริ ๑ ป จึง มาพํานักที่บานนรสิงหถึงป พ.ศ.๒๔๘๔ ทานขายบานนรสิงหใหรัฐบาล แลวยายไปพํานักที่บาน ทาเกษม ตําบลบางขุนพรหมถึงป พ.ศ.๒๕๐๕ จึงขายบานทาเกษมใหกับธนาคารแหงประเทศไทย (เปนโรงพิมพธนบัตร ในปจจุบันนี้) ทายที่สุด ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลย เดชมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทานบานใหพํานัก ที่ถนนเจริญนคร ฝงธนบุรี ทาน ขนานนามบานนี้วา “บานพระขรรคชัยศรี” และพํานัก ณ ที่นี้จนถึงอสัญกรรม ดานการเมือง เจาพระยารามราฆพไดรับแตงตั้งเปนนายกเทศมนตรีเทศบาลนครกรุงเทพฯ คนแรกเมื่อป พ.ศ.๒๔๘๐ โดยมีพระยาภะรตราชา (หมอมหลวงทศทิศ อิศรเสน) เปนปลัดเทศบาล นครกรุงเทพฯ คนแรก พลเอก เจาพระยารามราฆพ ถึงอสัญกรรมดวยโรคหัวใจ ณ ตึกธนาคารกรุงเทพ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๐ สิริรวมอายุได ๗๗ ป บานนรสิงห พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว โปรดเกลาฯ ใหสรางบานนรสิงห พระราชทานแก พระยาประสิทธิ์ศุภการ ซึ่งตอมาในป พ.ศ.๒๔๘๔ ทานไดเสนอขายบานนี้ใหแกรัฐบาล เนื่องจาก ไมสามารถรับภาระการดูแลบํารุงรักษาได ในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๘๔ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เห็นวาควรซื้อบานนรสิงหเพื่อทําเปนสถานที่รับรองแขกเมือง รัฐบาลไดใหสํานักงาน ทรัพยสินสวนพระมหากษัตริยเปนผูซื้อบานหลังนี้ มอบใหสํานักนายกรัฐมนตรีเปนผูดูแล ใชเปน สถานที่สําหรับรับรองแขกเมืองและยายสํานักนายกรัฐมนตรี จากวังสวนกุหลาบ มาอยูที่นี่ บานนรสิงห ปจจุบันคือทําเนียบรัฐบาล 6_edit.indd 98 13-Feb-13 9:39:17 PM