The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

aw_เนื้อใน รัชกาลที่6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by larpsetthi, 2023-03-16 18:48:14

รัชกาลที่6

aw_เนื้อใน รัชกาลที่6

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๔๙ การจัดตั้งเทศบาลกรุงเทพมหานคร พระราชดําริที่จัดตั้งเทศบาลขึ้นในกรุงเทพมหานครนั้น สืบเนื่องมาจากการที่พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดพระราชทานคํานําหนังสือพิมพบางกอกไทมและกรุงเทพเดลิเมลวาดวย เรื่องความโสโครกอันเกี่ยวแกสุขาภิบาล ไปยังเจาพระยายมราช (ปน สุขุม) เสนาบดีกระทรวงนครบาลเพื่อหาทางพิจารณาแกไขใหพนความรําคาญ เจาพระยายมราช ไดกราบบังคมทูลชี้แจงวิธีการแกปญหาวาสมควรขยายเขตสุขาภิบาลออกไปและตองมีเงินมาทํานุ บํารุงคาใชจายไดมีพระราชกระแสตอบตอนหนึ่งวา “ตามที่ชี้แจงมานั้นก็เห็นจริงอยูแตตามความเห็นของเราเห็นวาทางที่คิดอยูนั้นมีแตทางที่จะ รองขอเอาเงินจากรัฐบาลอยางเดียว ไมเห็นมีคิดในทางที่จะดําเนินการอยางมิวนิซิแปลิตีเลยที่จริง นั้นการบํารุงความเจริญ ในทางสุขาภิบาลจําจะตองคิดอาศัยการเก็บรักษาเปนพิเศษจากผูที่ไดรับผล แหงความเจริญนั้นๆ จึงจะถูกจะใหรัฐบาลกลางจายเงินอุดหนุนเสมอไปที่ไหนจะมีเวลาไดเพียงพอก็ ยังขัดของอยูอีกตอไปเทานั้นดูเหมือนเจาพระยายมราชไดเคยดําริเรื่องตั้งมิวนิซิแปลิตีมีโครงการไว ครั้งหนึ่ง แลวมิใชหรือถาโครงการนั้นยังไมสําเร็จควรลองคิด ตอไปใหเปนรูปขึ้นจะเปนการดีเพราะที่ จริงก็ดูออกจะถึงเวลาแลวที่จะมีมิวนิซิแปลิตีขึ้นในกรุงเทพฯ ขอใหเจาพระยายมราชดําริทูลปรึกษา สมเด็จกรมพระยาเทวะวงศดูดวยเพราะเกี่ยวแกการตางประเทศ” จากพระราชกระแสดังกลาวเจาพระยายมราชจึงไดทูลเกลาฯ ถวายบันทึกความเห็นเรื่องการ จัดมิวนิซิแปลิตี ขึ้นเรียนพระราชปฏิบัติเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๕ มีความยาวถึง ๒๒ หนา กระดาษพิมพสรุปวาทานผูจัดทําบันทึกมีความรูความเขาใจและตระหนักถึงความสําคัญของระบบ เทศบาลเปนอยางดียิ่งแตไมสูจะเห็นดวยกับความคิดที่จะจัดเทศบาลขึ้นในกรุงเทพมหานคร โดย พยายามชี้ใหเห็นอุปสรรคปญหาหลายประการตอมาวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๕ ไดพระราชทาน บันทึกความเห็นดวยลายพระหัตถยาวถึง ๙ หนา แสดงพระราชดําริในประเด็นตางๆ ถึง ๑๐ ประเด็น และ ทรงสรุปวา “สรุปความก็เปนอันวา การคิดจัดตั้งมิวนิซิแปลิตีขึ้นนั้นเปนของที่ควรดําริ เพราะสมัยนี้การ ศึกษาและสมาคมในกรุงสยามเจริญขึ้นมากแลเมื่อเปนเชนนั้นเปนธรรมดาอยูเองที่จะเกิดมีคนบาง จําพวกที่มีความปรารถนาที่จะไดมีเสียงในการปกครองบางความปรารถนาเชนนี้เปนเหมือนเงา ตามแหงอารยธรรมในเวลานี้จะกดความปรารถนานี้ไวยังไดอยูโดยใชความระวังอยางเขมแข็ง แต ที่จะทําใหอันตรธาน หรือระงับไปทีเดียวนั้นอยางไรๆ ก็พนวิสัยเปนแนนอนในทางรัฐประศาสนผู เปนนักการเมืองดีจําจะตองเปนผูเล็งการไกลและตองหาญพอที่จะคิดดําเนินการซึ่งรูแนแลววาจะ มาถึงเสียกอนที่การนั้นจะบังคับใหทํา ถารอไวจนเหตุการณมาบังคับแลว จึงคิดทําบางที่ตรองยัง ไมตกก็อาจจะชาเกินไปเสียแลว ฉะนั้นจึงควรตองคิดเตรียมการไวใหพรอมกอนเวลาที่จําเปนจริงๆ เผื่อวาเหตุการณมาบังคับ จะไดลงมือไดทีเดียว โดยไมตองเปลืองเวลาถาคิดเปรียบเหมือนแมทัพถึงแมจะเปนเวลาที่สงบศึกอยู ก็ตองเตรียม การแลวางแผนยุทธศาสตรยุทธวิธีจะดําเนินการไวพรอมเพื่อจะไดไมตองทําการโดย 6_edit.indd 49 13-Feb-13 9:34:29 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๐ ฉุกละหุกเมื่อเกิดศึกขึ้นแลวเหตุฉะนี้ขาพเจาจึงเห็นวาควรดําริเรื่องจัดมิวนิซิแปลิตีเสียทีเดียวและก็ แมวายังติดขัดอยูจะทําขึ้นไมไดเปนการใหญทั้งอันก็ควรคิดทําการทดลองแตสวนนอยสวน ๑ กอน ดีกวาที่จะไมเริ่มคิดและทําเสียเลย” แนวพระราชดําริดังกลาวไมไดรับการปฏิบัติจนสิ้นรัชกาลแตรัฐบาลในยุคประชาธิปไตย จึง ไดนํารางกฎหมายของพระองคมาดัดแปลงเปนพระราชบัญญัติจัดระเบียบ เทศบาล พุทธศักราช ๒๔๗๖ ทําใหกรุงเทพมหานครไดเริ่ม มีการปกครองตนเองเปนตนมาจนปจจุบัน หลักประศาสโนบายสําหรับมณฑลปตตานี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระบรมราโชบายที่จะปกครองเพื่อประโยชน สุขของราษฎรโดยมิไดเลือกวาราษฎรเหลานั้น จะมีเชื้อชาติศาสนาใด เมื่อปลาย พ.ศ.๒๔๖๕ เกิดความวุนวายในมณฑลปตตานี ทําใหราษฎรวา ๑๐๐ คนถูกจับ ในขอหา “อุดหนุนการกอการรายตอบานเมือง” จึงโปรดเกลาฯ ใหสงทหารรักษาวังหนึ่งกองทัพ ออก ไปชวยรักษาความสงบ ใหเจาพระยายมราช (ปน สุขุม) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ลงไปตรวจ ราชการเพื่อสํารวจปญหาพบวาสํารวจปญหาพบวาความวุนวายนั้น เกิดจากการพยายามปฏิบัติ หนาที่ของขาราชการในหลายหนวยงาน อาทิ การเรงรัดจัดเก็บภาษี การจัดการศึกษา การจัดการ ศึกษาตามพระราชบัญญัติประถมศึกษา โดยมิไดพิจารณาใหเหมาะสมกับความเปนอยูของราษฎร วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๖ ไดมีการประชุมเสนาบดีเพื่อแกไขปญหาอยางเรงดวนและ ผลการประชุมครั้งนี้ไดนําไปสูแนวคิดที่วา สมควรใหมีนโยบายพิเศษในการปกครองเฉพาะกรณีของ มณฑลปตตานี ที่มีหัวเมืองมลายูทั้ง ๗ ไดแก ปตตานี ยะลา ยะหริ่ง ระแงะ รามัน หนองจิก และ สายบุรี จึงมีการเสนอ “หลักรัฏฐประศาสโนบายสําหรับมณฑลปตตานี” จํานวน ๖ ขอ มีสาระ โดยสรุปจากที่ประชุม ดังนี้ ๑. ควรตั้งวิธีปฏิบัติวา เวนจากการขี่ศาสนาอิสลาม ๒. ภาษีอากรทุกชนิดคิดถัวกันไมควรใหสูงกวาที่อังกฤษเขาเก็บ ๓. พยายามไมใหมีการกดขี่บีบคั้นพลเมืองแตเจาพนักงาน ๔. พยายามอยาใหราษฎรตองเสียเวลาปวยการในเมื่อเจาพนักงานบังคับ ๕. ขาราชการในมณฑลนี้ควรเลือกเฟนเปนพิเศษและอบรมกันขึ้นใหดีเสมอ ๖. ระเบียบการใหมอันใดอันเกี่ยวดวยสุขทุกขของราษฎรควรหารือสมุหเทศาภิบาลเสียกอน ที่จะบังคับใหทําลงไป หลักการดังกลาวนี้ “พึงถือวาเปนหลักที่ควรพากเพียรยึดถือ” เพราะ “ทานเสนาบดีทุกคน ยอมรับวาชอบ” และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดทรงมีพระราชหัตถเลขาอธิบาย ความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “หลักรัฏฐประศาสโนบายสําหรับมณฑลปตตานี” นี้วา 6_edit.indd 50 13-Feb-13 9:34:33 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๑ “....การใชความระมัดระวังในขอนี้ ควรจะนึกใหกวางๆ ถึงการที่เกี่ยวกับลัทธิศาสนาประกอบ ดวย เชน วันศุกร ตามธรรมดา...จะตองไปนั่งฟงเทศนในสุเหรา เมื่อจะมีการเรียกรองบังคับใหกระทํา การใดๆ แลว ถาพอจะหลีกเลี่ยงเปลี่ยนวันไปไดก็ควรละเวนเสีย หรืออีกอยางหนึ่ง เชนในระหวาง เวลาปอซอ (ถือบวช) กิจการบางอยางที่ควรจะผอนผันใหพอดีพอควรแกฤดูกาล....” ดังนั้น เมื่อจะสงขาราชการไปปฏิบัติหนาที่มณฑลปตตานี จึงตองมีหลักวา “....พึงเลือกเฟนแตคนมีนิสัยซื่อสัตยสุจริต สงบเสงี่ยม เยือกเย็น ไมใชสักแตวาสงไปบรรจุให เต็มตําแหนง หรือสงไปเปนการลงโทษเพราะเลย” นอกจากนั้น จะสงขาราชการดังกลาวไปก็ตอง “....สั่งสอนชี้แจงใหรูลักษณะทางการอันจะพึงประพฤติ ระมัดระวัง....ผูใหญทองที่พึงสอด สองอบรมกันตอๆ ไปในคุณธรรมเหลานั้นเนืองๆ ไมใชแตคอยใหพลาดพลั้งลงไปกอนแลวจึงจะ กลาวโทษ....” เชิงอรรถ สมุดคูมือสําหรับขาราชการกระทรวงมหาดไทย ที่รับราชการในมณฑล ซึ่งมีพลเมืองนับถือ ศาสนาอิสลาม เพื่อใหขาราชการมีความเขาในราษฎรในมณฑลปตตานีดีขึ้น และที่สําคัญคือ เพื่อตัก เตือนขาราชการใหปฏิบัติหนาที่ ตามหลักการปกครองของพระบาทสมเด็จพระเจาอยู ดังคําปรารภ ของเจาพระยายมราชที่วา “....มีหลักอีกอยางหนึ่งจําตองรฤกอยูเสมอ คือ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว มีพระราช ประสงคที่จะใหราษฎรภายใตพระราชอาณาของพระองคไดรับความสันติสุขอยางสูงที่สุด ที่เจา พนักงานจะพึงปกครองทะนุบํารุงใหเปนไปได และมิไดทรงรังเกียจดวยชาติ ดวยศาสนา ซึ่งราษฎร ของพระองคกําเนิดมาแตบุคคลเพศนั้น และเลื่อมใสในศาสนาอยางนั้นกับทั้งประเพณีนิยมของเขา ดวย มิไดรังเกียจเดียดกันอยางใดๆ ในทางราชการ ....รวมความวารัฐประศาสโนบายของประเทศ ไมดําเนินการเปนปกปกแกทางศาสนาของราษฎร แลคตินิยมอันจะพึงเห็นวาสมควรนั้น เพราะ ฉะนั้นเจานาที่ผูปกครองราษฎรซึ่งมีคตินิยมตางจากคนไทย แลตางศาสนาดังเชนมณฑลปตตานี เปนตน ควรตองรูจักหลักพระราชประสงคและรัฐประสานของรัฐบาลไวเปนอาจารย เพื่อดําเนิน ทางราชการใหถนัดชัดเจน...” หนังสือหลักราชการ เมื่อขาราชการรูจักฐานะและหนาที่ของตนแลวก็พึงตระหนักดวยขาราชการมีคุณสมบัติ อยางไร ดังที่ไดพระราชนิพนธ หนังสือ เชิงอรรถ แลวทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พิมพพระราชทาน แจกขาราชการในการพระราชพิธีตรุษสงกรานต พุทธศักราช ๒๔๕๗ เพื่อเปนแนวทางในการปฏิบัติ หนาที่ หนังสือหลักราชการ กลาวถึงหลัก ๑๐ ประการ ที่ขาราชการทั้งผูใหญและผูนอยพึงยึดถือ ปฏิบัติเพื่อประโยชนในการรับราชการ โดยทรงนําหลักธรรมทางพุทธศาสนาและสุภาษิตตางๆ มา เตือนใจใหตระหนักถึงคุณสมบัติของขาราชการที่ดีดังตอไปนี้ 6_edit.indd 51 13-Feb-13 9:34:37 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๒ ๑. ความสามารถ หมายถึง “การทําการงานใหเปนผลสําเร็จไดดียิ่งกวาผูที่มีโอกาสเทาๆ กัน” อันเปนคุณสมบัติสําคัญของผูบังคับบัญชาทั้งฝายทหารและพลเรือน ขาราชการ พึงใชวิชาความรูของ ตน ทําการในหนาที่ใหเหมาะแกกาลเทศะ โดยไมตองรอใหนายสั่ง จึงเรียกไดวาเปนผูมีความสามารถ ๒. ความเพียร แปลวา “กลาหาญไมยอทอตอความยาก และบากบั่นเพื่อจะขามความขัดของ ใหจงไดโดยใชความอุตสาหะวิริยภาพมิไดลดหยอน”ขาราชการจึงพึงมีความอุตสาหะวิริยะกระทํา การในหนาที่ที่ไดรับมอบหมายอยางสมํ่าเสมอโดยไมตองพะวงวาตนมีวิชามากหรือนอย เพราะผู บังคับบัญชามักเพงใชคนที่มีความเพียรมากกวาผูมีวิชาแตเกียจคราน ไมมีความบากบั่นอดทน ๓. ความมีไหวพริบ แปลวา “รูจักสังเกตเห็นโดยไมตองมีใครเตือนวาเมื่อมีเหตุเชนนั้นๆ จะ ตองปฏิบัติอยางนั้นๆ เพื่อใหบังเกิดผลดีที่สุดแกกิจการทั่วไป และรีบทําการอันเห็นควรนั้นโดยฉับ พลันทันทวงที” ความมีไหวพริบนี้เปนคุณสมบัติสําคัญของผูบังคับบัญชา เพราะตองแกไขปญหา ของตนและคนในบังคับบัญชาอยูเสมอ ไมเกี่ยวกับการมีวิชามากหรือนอย ดังนั้น ผูมีวิชามากแก ไมมีไหวพริบจึงสูคนที่มีวิชานอยกวาแตมีไหวพริบดีกวาไมได ๔. ความรูเทาถึงการณ คือ การ “รูจักปฏิบัติการใหเหมาะสมดวยประการทั้งปวง” ทั้ง กาลเทศะ เปนสิ่งที่ไมมีอยูในตําราแตขาราชการพึงศึกษาดวยความพากเพียรจดจําแบบอยางที่ผู อื่นไดปฏิบัติมาแลว โดยไมยึดถือเปนแบบแผนตายตัวและอาศัยไหวพริบของตนเองประกอบดวย ๕. ความซื่อตรงตอหนาที่ เปนสิ่งสําคัญสําหรับขาราชการทั้งปวง ทั้งผูใหญกับผูนอย และ ผูสั่งรับคําสั่งคือความ “ตั้งใจกระทํากิจการซึ่งไดรับมอบใหเปนหนาที่ของตนนั้นโดยซื่อสัตยสุจริต ใชความอุตสาหะวิริยภาพเต็มสติกําลังของตนดวยความมุงหมายใหกิจการนั้นๆ บรรลุถึงซึ่งความ สําเร็จโดยอาการอันงดงามที่สุดที่จะพึงมีหนทางจัดไปได” เมื่อรับมอบหมายใหทํางานสําคัญได เพราะเชื่อไดวาคงไมละทิ้งหนาที่ความซื่อตรงตอหนาที่นี้เปนคุณสมบัติสําคัญที่พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงเนนยํ้าอยูเสมอ ไมเฉพาะตอขาราชการเทานั้น แตรวมถึงนักเรียนที่ จะเปนอนาคตของชาติดวย ๖. ความซื่อตรงกับบุคคลทั่วไป เปนคุณสมบัติสําคัญที่จะทําใหขาราชการทั้งปวงเปนที่ นิยมแหงคนทั่วไปดวยการประพฤติปฏิบัติตนใหเปนที่เชื่อถือได รักษาวาจาสัตย ไมคิดเอาเปรียบ ใคร ไมยกตนขมทาน ไมหาดีใสตัวหาชั่วใสเขา เมื่อผูใดมีไมตรีตอก็ตอบแทนดวยไมตรีโดยสมํ่าเสมอ ไมใชความรักใครไมตรีซึ่งผูอื่นมีแกเรานั้น เพื่อเปนเครื่องทํารายเขาเองหรือผูใด ๗. การรูจักนิสัยคน เปนคุณสมบัติสําคัญของทั้งผูใหญและผูนอยตองรูจักนิสัยผูบังคับ บัญชาของตน แลวทําการงานใหตองตามอัธยาศัยของผูใหญ รูจักเจียมตัวออนนอมถอมตนใหเปน ที่รักใครเมตตาสวนผูใหญก็จําเปนตองรูจักนิสัยของผูนอย เพื่อจะไดรูวิธีสั่งการเพื่อใหงานสําเร็จ ไดดวยดี ทั้งผูนอยที่เปนชาวไทยและชาวตางประเทศผูมีวัฒนธรรมแตกตางกันทั้งที่เปนทหารและ พลเรือนไดรับการฝกหัดอบรมแตกตางกันผูใหญไมอาจใชวิธีการเดียวกันกับทุกคนไดพึงตองหาวิธี ปฏิบัติตอผูนอยแตละกลุมเหมาะสม 6_edit.indd 52 13-Feb-13 9:34:41 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๓ ๘. การรูจักผอนผัน (คือ การผอนสั้นผอนยาว) เปนสิ่งที่ปฏิบัติไดยาก เพราะคนบางพวก ยึดติดกับระเบียบแบบแผนเขาใจวาการผอนผันเปนเรื่องเหลวไหล จึงไมยอมผอนผันจนเสียการ มากกวาที่ควร ในขณะที่คนบางพวกคิดถึงความสะดวกของตนและผูใตบังคับบัญชาเปนที่ตั้ง จึง ผอนผันไปทุกอยาง จนเสียทั้งวินัยทั้งแบบแผนและหลักการ ๙. ความมีหลักฐาน คือ ขาราชการผูที่อยูเปนหลักแหลงแนนอน มีภรรยาผูเหมาะสมที่จะ ชวยสรางครอบครัวอันมั่นคง และตั้งตนเอาไวชอบ คือ มีความประพฤติดี ไมเปนทาสอบายมุข จึง เปนคุณสมบัติที่ทําใหไดรับตําแหนงหนาที่อันมีความรับผิดชอบ และอยูในตําแหนงไดอยางมั่นคง ๑๐. ความจงรักภักดี เปนคุณสมบัติที่พึงมีในผูที่ไดรับมอบหมายใหปฏิบัติหนาที่ทั้งใหญและ นอยยิ่งเปนผูบังคับบัญชาแลวก็ยิ่งจําเปนมากขึ้น เพราะความจงรักภักดีแปลวา “ความยอมสละตน เพื่อประโยชนแหงทาน” ถึงแมวาตนจะไดรับความเดือดรอนรําคาญตกระกําลําบาก หรือจนถึงตอง สิ้นชีวิตเปนที่สุด ก็ยอมไดทั้งสิ้นเพื่อมุงประโยชนอันแทจริงใหมีแกชาติศาสนาและพระมหากษัตริย หนาที่พลเมืองดี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงพยายามสั่งสอนพสกนิกรของพระองคถึงการ ปฏิบัติหนาที่พลเมืองดีดวยประการตางๆ เชน การเสียภาษีอากรแกรัฐ ซึ่งพระองคเองก็ทรงกระทํา ดวยเชนกัน โดยหลังจากที่เสด็จขึ้นครองราชสมบัติไดประมาณปเศษ พระองค โปรดฯ ใหเสนาบดี กระทรวงมหาดไทยดําเนินการจัดเก็บภาษีที่ดินและโรงรานที่เปนพระราชทรัพยสวนพระองคเหมือน เชนเหมือนเชนที่รัฐเก็บจากราษฎรสามัญทั่วไปดังขอความตอไปนี้ “....บัดนี้หมอมฉัน (หมายถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว) มาไตรตรองดูเห็นวา ทรัพยสมบัติของหมอมฉันทั้งหลายที่เปนสวนตัวก็เทากับเปนทรัพยสมบัติของคนธรรมดาคนหนึ่ง แต เหตุใดหมอมฉันจึงจะมาเอาเปรียบแกคนทั่วไปซึ่งดูไมเปนการสมควรเลย สวนของๆ ผูอื่นจะเก็บเอา กับของตัวเราเกียดกันเอาไว.... ถารัฐบาลจะแบงผลประโยชนของหมอมฉันที่ไดมาจากทรัพยสมบัติ ทั้งหมดนั้นบางแลว หมอมฉันก็มีความยินดีเต็มใจที่จะเฉลี่ยใหเปนการอุดหนุนชาติ และบานเมือง อยางคนสามัญดวยเชนกัน” การแสดงออกซึ่งความรักและเสียสละเพื่อชาติ หรือปฏิบัติหนาที่พลเมืองดีอีกประการหนึ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงแนะนําใหชาวไทยทุกคนประพฤติปฏิบัติ คือ การใช เครื่องอุปโภคบริโภคที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยเพื่อเปนการสงวนเงินตรามิใหรั่วไหลออกนอกประเทศ ดังขอความตอไปนี้ “....ถึงของที่พวกเราทําไดนั้นจะยังสูจะยังสูของเขาไมได หรือแพงไปสักนิด ถาเราตั้งใจชวย กันอุดหนุนแลวก็เปนทางที่จะใหของๆ เราดีขึ้นพอทัดเทียมกับของเขาได ในเวลาปกติพวกเรายอม แลเห็นไดยากวาเหตุไรจึงมีความจําเปนที่จะตองบํารุงวิชาหัตถกรรมและศิลปกรรมของเราเองใหพอ เพียง ตอเมื่อไรมีเหตุสําคัญซึ่งของใชของเราจะสงมาจากตางประเทศไมได เมื่อนั้นแหละจึงเปนเวลาที่ เราตองรูสึกตัวและเสียใจตัวเองวา เราทั้งหลายไดรามือราตีนเสียหมดแลว ชวยตัวเองก็ไมไดเสียแลว 6_edit.indd 53 13-Feb-13 9:34:46 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๔ ขอนี้จําเราทั้งหลายจะตองพูดกันใหเขาใจดี บานเมืองที่เลี้ยงตัวเองไมไดนั้นเขาตองมีความ วิเศษในทางอื่นแทน คือตองมีกําลังที่จะไปแยงเอาความสมบูรณของผูอื่นได นี่เรามีกําลังพอแลว หรือ แตถึงแมวามีพอเราก็คงไมปรารถนาจะทําเชนนั้นเพราะฉะนั้นความจําเปนจึงมีอยูวาเราจะตอง ชวยกันคิดอยางไรใหบานเมืองเราเลี้ยงตัวเองได ถึงของในเมืองไทยจะยังทําไมไดดีเหมือนเขาก็ให พอใชไดและมีเพียงพอแกความตองการของเรา...ถาจะพูดกันตามตรงแลวก็ตองรับวาเดี๋ยวนี้เรายัง ตองอาศัยใหชาวตางประเทศเลี้ยงตัวเราอยูทุกคน เชนนี้เราไมอายเขาหรือ เพราะฉะนั้น เราตองชวยกันบํารุงการศิลปหัตถกรรมแหงบานเมืองเราใหเจริญขึ้น เราจะ ปลอยใหความบกพรองมีอยูเชนนี้ไมไดตอไปเปนอันขาด เราตองนึกถึงวาเงินทองที่เรามีพอจะจับ จายใชสอยนั้นทําอยางไรจึงจะไดใชตั้งแตสตางคเดียวขึ้นไปใหประโยชนแกคนไทย” นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ยังทรงพยายามอยางยิ่งขจัดความมัวเมา ในอบายมุขของราษฎรซึ่งเปนการบั่นทอนศีลธรรมอันดีและความมั่นคงทางเศรษฐกิจสวนตัว และ ประเทศชาติ เชนในป พ.ศ.๒๔๕๙ โปรดเกลาฯใหประกาศเลิกหวย ก.ข. และปตอมาคือ พ.ศ.๒๔๖๐ โปรดเกลาฯใหเลิกบอนเบี้ย ดังขอความตอไปนี้ “ขาพเจาไดนึกเสียใจมานานแลว ที่รูสึกวาการพนันดูเปนของที่เขาเลือดชาวไทยเราเสียจริงๆ จนนาอนาถใจ จริงอยูการพนันยอมมีอยูในหมูชนไมวาชาติใด แตขาพเจาก็ยังไมไดเคยพบชนหมูใดเลย ที่จะไมไดรับความเสียหาย เพราะการพนันสวนขอที่เสียทรัพยนั้นยกเสียเถิด แตนอกจากนี้ยังเปนให ประพฤติชั่วอยางอื่นๆ อีก เชน ฉอโกง ขโมย หลอกลวง ปอกลอกและถาเปนคนที่ไมรูจักเลนอยาง นักเลงกรีฑา (สปอตสเมน) ก็เลยยังเกิดเหตุรายๆ เชนอาฆาฎปองรายกันหรือถึงแกทํารายกันบางก็มี อยางไรก็ตามความรูสึกชาตินิยมที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงมีพระราช ประสงคที่จะใหบังเกิดขึ้นในจิตใจของชาวไทยทุกคนนั้น จะตองไมนํามาซึ่งการแสดงออกที่เปนการ ดูหมิ่นเกลียดชังชนชาติอื่น ดังขอความตอไปนี้ “...อีกประการ ๑ นักเรียนไมควรจะลืมวา ในเวลานี้ตนไปอาศรัยเมืองเขาอยูเพราะฉะนั้นถา ไมประพฤติกิริยาชั่วตอเขาๆ ก็จะวาเราเปนคนปาเถื่อน ไมรูจักกิริยามารยาทอันงาม ตางวากลับกัน เสีย คือตางวาฝรั่งมาอยูกับเราในเมืองไทยแตแสดงกิริยาดูหมิ่นไทย และเราจะพูดอะไรดวยก็นิ่ง เสีย ไมแสดงกิริยาหรือกลาววาจาใหนิ่มนวล เราจะโกรธและติเตียนหรือไม? คงติและเคืองเปนแน การรักชาติของเรานั้น เปนของดีและสมควร แตเราไมจําเปนจะตองแสดงความรักชาติของ เราโดยแสดงกิริยาวาจาดูถูกหรือเกลียดชังชาติอื่น เราไปอยูในเมืองของเขา เปรียบเหมือนเปนแขก เพราะฉะนั้นควรที่จะตองแสดงกิริยาดีตอเจาของบาน สิ่งไรทําใหเขายินดี เราไมควรขัดใจเขา การ พยักพะเยิดไมเปนของยากเย็นหรือเสียหายแกตัวของเราเอง แตอาจจะเปนเครื่องทําความพอใจให แกเจาของบานเปนอันมาก คนเราในโลกนี้ไมมีใครชอบถูกขัดคอ เพราะฉะนั้น ถาไมจําเปนจริงๆ แลวอยาไปขัดคอเขาจะดีกวา” 6_edit.indd 54 13-Feb-13 9:34:50 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๕ การปรับปรุงกฎหมายและการศาล ๑. การจัดระเบียบการศาลใหม เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๕ โดยใหแยกหนาที่ราชการในกระทรวง ยุติธรรมออกเปน ฝายธุรการ และฝายตุลาการ และใหศาลฎีกามาสังกัดกระทรวงยุติธรรม และ ได โปรดใหตั้งตําแหนงอธิบดีศาลฎีกาขึ้น ๒. การประกาศใชประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยเปนครั้งแรก โดยสงเสริมวิชาการ กฎหมายใหยกฐานะโรงเรียนกฎหมายที่ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ใหเปนโรงเรียนหลวงสังกัดกระทรวง ยุติธรรม โปรดฯ ใหตั้ง สภานิติศึกษา ขึ้น มีหนาที่สําหรับจัดระเบียบกับวางหลักสูตรการศึกษา ของโรงเรียนกฎหมายและโปรดฯ ใหจัดตั้งเนติบัณฑิตยสภาขึ้น เปนสภาในพระบรมราชูปถัมภ มี วัตถุประสงคเพื่อสงเสริมการศึกษาวิชากฎหมายและการวาความ ควบคุมจรรยาความประพฤติ ของทนายความ 6_edit.indd 55 13-Feb-13 9:34:55 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๖ กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ หรือ กบฏเก็กเหม็ง หรือ กบฏนํ้าลายเกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ ความคิดและความเคลื่อนไหวเพื่อการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย มีมาจากประชาชน ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ตั้งแตพุทธศตวรรษที่ ๒๓ การปกครองของอังกฤษซึ่งคอยๆ ดําเนินไปสู ระบบรัฐสภาแหงเสรีประชาธิปไตย โดยไมตองมีการปฏิวัติเสียเลือดเนื้อ การเรียกรองสิทธิในการ ปกครองตนเองของสหรัฐอเมริกาจากอังกฤษใน พ.ศ.๒๓๑๙ (ค.ศ. ๑๗๗๖) และการปฏิวัติฝรั่งเศส ใน พ.ศ.๒๓๓๒ (ค.ศ.๑๗๘๙) หลังจากนั้นความคิดแบบประชาธิปไตยก็แพรขยายไปยังประเทศตางๆ ประเทศไทยก็ไดรับแนวความคิดเรื่องการปกครองประเทศระบอบประชาธิปไตย ดวยการติดตอกับ ประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติใน พ.ศ.๒๔๕๓ นั้น กลุมปญญาชนตางก็มุงหวังวา พระองคจะทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไปสูระบอบ ประชาธิปไตยทั้งนี้เพราะ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยู ทรงศึกษาอยูในประเทศอังกฤษ ซึ่งมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และคงไดทรงเตรียมพระองคดังที่พระบาทสมเด็จพระ 6_edit.indd 56 13-Feb-13 9:35:03 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๗ จุลจอมเกลาเจาอยูหัวมีพระราชดํารัสไว แตปรากฏวายังไมมีพระราชดําริในเรื่องรัฐสภาและ รัฐธรรมนูญแตอยางใด ในเวลาเดียวกันประเทศจีนมีการปฏิวัติลมลางราชวงศแมนจู เปลี่ยนการ ปกครองประเทศเปนระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐเปนผลสําเร็จ ทําใหความคิดอยากจะ ไดประชาธิปไตยมีมากขึ้น ประกอบกับความไมพอใจในพระราชจริยาวัตรบางประการของพระมหา กษัตริยพระองคใหม จึงทําใหเกิดปฏิกิริยาที่จะลมลางระบอบการปกครอง เหตุการณสําคัญที่เกิดขึ้นในตนรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว คือ พวก นายทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน รวมประมาณ ๑๐๐ คน เรียกตัวเองวา คณะ ร.ศ. ๑๓๐ ได วางแผนการปฏิวัติการปกครองหวังใหพระมหากษัตริยพระราชทานรัฐธรรมนูญใหแกปวงชนชาว ไทยคณะ ร.ศ. ๑๓๐ คณะผูกอการไดรวมตัวกันเปนครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๕ (นับเวลาแบบสากล คือ เริ่มป ๒๔๕๕ วันที่ ๑ มกราคม แตบางแหงบันทึกเปนวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๔ เพราะนับเวลาแบบสยาม ในครั้งนั้นที่เริ่มปใหม ในวันที่ ๑ เมษายน) ประกอบดวยผู รวมคณะเริ่มแรกจํานวน ๗ คน ถือ ๑. ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ (หมอเหล็ง ศรีจันทร) เปนหัวหนา ๒. ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร จาก กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค ๓. ร.ต.จรูญ ษตะเมษ จากกองปนกล รักษาพระองค ๔. ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน จาก กองปนกล รักษาพระองค ๕. ร.ต.ปลั่ง บูรณโชติ จาก กองปนกล รักษาพระองค ๖. ร.ต.หมอมราชวงศแช รัชนิกร จาก โรงเรียนนายสิบ ๗. ร.ต.เขียน อุทัยกุล จาก โรงเรียนนายสิบ คณะผูกอการวางแผนจะกอการในวันที่ ๑ เมษายน ซึ่งเปนวันพระราชพิธีถือนํ้าพระพิพัฒน สัตยาใน พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และวันขึ้นปใหม ผูที่จับฉลากวาตองเปนคนลงมือ ลอบปลงพระชนม คือ ร.อ.ยุทธ คงอยู (หลวงสินาดโยธารักษ) เกิดเกรงกลัวความผิด จึงนําความไป แจงหมอมเจาพันธุประวัติผูบังคับการกรมทหารชางที่ ๑ รักษาพระองค และพากันนําความไปแจง สมเด็จพระอนุชาธิราช เจาฟาจักรพงษภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ สาเหตุของการคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองเปนเพียงขบวนเล็กนอย คือในปลาย พ.ศ.๒๔๕๒ ไดมีการโบยหลังนายทหารสัญญาบัตรกลางสนามหญา ภายในกระทรวงกลาโหมทามกลางวงลอม ของนายทหารกองทัพบก ดวยการบัญชาการของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ซึ่งขณะ นั้นดํารงตําแหนงเปนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทั้งนี้เพราะ นายรอยเอกโสม ไดตามไปตีมหาดเล็กของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ที่มาทะเลาะวิวาทกับทหารบกที่หนากรม ทหาร การโบยหลังนายรอยเอกโสม ทําใหเกิดปฏิกิริยาเกิดขึ้นในหมูทหารบก และโดยเฉพาะนักเรียน นายรอยทหารบก ครั้นตอมา ใน พ.ศ.๒๔๕๓ - ๒๔๕๔ นายทหารรุนที่จบจากโรงเรียนนายทหารบก ในปลาย ร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ.๒๔๕๒) ไดเขารับราชการประจํากรมกองตางๆ ทั่วพระราชอาณาจักรแลว 6_edit.indd 57 13-Feb-13 9:35:07 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๘ มีหลายคนที่เกิดความรูสึกสะเทือนใจอยางแรงกลาจากการตั้ง “กองเสือปา” คิดวาพระเจาแผนดิน ไมทรงสนับสนุนกิจการทหารบก และคิดตอไปวาการที่ประเทศไทยไมเจริญกาวหนาเทาที่ควรเพราะ เปนการปกครองดวยคนเดียว นายทหารบกกลุมนี้คิดเปรียบเทียบระหวางประเทศไทยกับประเทศ ญี่ปุน ซึ่งเริ่มการปฏิรูปประเทศพรอมๆ กัน แตเหตุใดประเทศญี่ปุนจึงเจริญเกินหนาประเทศไทย ไปไกล คําตอบที่นายทหารบกกลุม ร.ศ. ๑๓๐ คิดไดคือ ประเทศญี่ปุนไดเปลี่ยนการปกครองจาก ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย มาเปนระบอบประชาธิปไตยใตกฎหมาย ทั้งยังปลูกฝงใหพลเมือง รูจักรักชาติ รักวัฒนธรรม รัฐบาลรูจักประหยัดการใชจายในไมชาก็มีการคาไปทั่วโลก มีผลิตผลจาก โรงงานอุตสาหกรรมของตนเอง มีการคมนาคมทั้งทางบกภายในประเทศและนอกประเทศ และแผ อิทธิพลทางการเมือง การทหาร การสังคมและวัฒนธรรมไปทั่วโลกไดอีกดวย แตประเทศไทยไม สามารถจะหยิบยกภาวะอันใดที่เปนความเจริญกาวหนามาเทียบเคียงกับประเทศญี่ปุนไดเลย เมื่อ คํานึงถึงความลาหลังของประเทศ และคิดวาไมควรที่อํานาจการปกครองประเทศชาติจะอยูในมือ ของคนคนเดียว จึงทําใหนายทหารบกคิดปฏิวัติ คณะร.ศ.๑๓๐ ขณะถูกฝายรัฐบาลจับกุม 6_edit.indd 58 13-Feb-13 9:35:18 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๕๙ แผนการปฏิวัติ จะขอเพียงวาใหพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงยอมยก ตําแหนงมาอยูใตกฎหมายสูงสุดคือ รัฐธรรมนูญ เชนเดียวกับประเทศญี่ปุน และไดวางแผนกันตอ มา ถาพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไมทรงยินยอม ก็จะทูลเชิญเจานายในพระราชวงศจักรีขึ้นเปน ประธานาธิบดีคนแรกแหงสาธารณรัฐไทย บรรดานายทหารบกคิดจะทูลเชิญสมเด็จเจาฟา กรม หลวงพิษณุโลกประชานาถทรงเปนประธานาธิบดี พวกทหารเรือก็คิดวาควรจะเปนพระเจาบรม วงศเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เปนตน การดําเนินงานตามแผนเนนจะใชเวลาถึง ๑๐ ปเพื่อ จะไดมีเวลาสอนทหารเกณฑทุกรุนในชวงเวลานั้น รอใหทหารเกณฑไดแยกยายกันไปประกอบอาชีพ ตามภูมิลําเนาทั่วประเทศ และไดอบรมสั่งสอนลูกหลานในทํานองเดียวกัน อีกประการหนึ่งก็เพื่อใหผู คิดเปลี่ยนแปลงการปกครองไดมีวัยวุฒิ และคุณวุฒิเพิ่มขึ้น คือมีอายุ และตําแหนงในหนาที่การงาน สูงขึ้น ความสามารถและความสุจริตจะไดเปนหลักประกันความมั่นคงของชาติใหมหาชนเชื่อถือได อุดมการณของคณะ ร.ศ.๑๓๐ เปนอุดมการณของคนหนุมซึ่งสวนมากเพิ่งสําเร็จการศึกษา มีความหวงใยในอนาคตของประเทศชาติ แตก็นับวาเปนผลผลิตของการศึกษาแผนใหมแบบตะวัน ตกซึ่งเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว พวกนักเรียนนายรอยทหารบกได รับการสั่งสอนเรื่องระบอบการปกครองและลัทธิ จากสมเด็จเจาฟากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ และพระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) และวิพากษวิจารณกันในหองเรียนถึงลัทธิที่ดี และไมดี ถึงแมวาคณะ ร.ศ.๑๓๐ จะประสบความลมเหลวในการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ตาม ระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยในประเทศไทย ซึ่งตอมาการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ไดทํากระทําสําเร็จก็เปนคณะปฏิวัติที่มาจากทหารบกอีกเชนกันจึงเห็นไดวาเปนอิทธิพลทาง ความคิดที่ตอเนื่องกัน คณะตุลาการศาลทหารมีการพิจารณาตัดสินลงโทษใหจําคุกและประหารชีวิต โดยให ประหารชีวิตหัวหนาผูกอการจํานวน ๓ คน คือ ร.อ.เหล็ง ศรีจันทร ร.ท.จรูญ ณ บางชาง และ ร.ต.เจือ ศิลาอาสน ลงโทษจําคุกตลอดชีวิต ๒๐ คน จําคุกยี่สิบป ๓๒ คน จําคุก ๑๕ ป ๖ คน จําคุกสิบสอง ป ๓๐ คน ในขอหาวาจะเปลี่ยนแปลงราชประเพณีการปกครองของพระราชอาณาจักรและทําการ กบฏประทุษรายพระเจาแผนดินแตดวยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัว ดวยทรงเห็นวา ทรงไมมีจิตพยาบาทตอผูคิดประทุษรายแกพระองค จึงทรงมีพระราช บรมราชวินิจฉัยวา ความผิดของพวกทานเหลานี้ “ขอสําคัญที่จะกระทํารายตอตัวเรา เราไมไดมี จิตพยาบาทอาฆาตมาดรายตอพวกนี้ เห็นควรที่จะลดหยอนผอนโทษโดยฐานกรุณา ซึ่งเปนอํานาจ ของพระเจาแผนดินจะยกใหได” ดังนั้น ผูที่มีชื่อถูกประหารชีวิต ๓ คน จึงไดรับการลดโทษลงมาจํา คุกตลอดชีวิต และผูที่มีชื่อถูกจําคุกตลอดชีวิต ๒๐ คนใหลดโทษลงมาจําคุก ๒๐ ปอีก ๖๘ คนได ถูกปลอยตัวหมด ในพระราชพิธีฉัตรมงคล เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๗ พ.ศ.๒๔๖๗ ครบรอบป ที่ ๑๕ ของการครองราชย) 6_edit.indd 59 13-Feb-13 9:35:23 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๐ การเศรษฐกิจ ประเทศในรัชสมัยพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ เนื่องมาจาก เศรษฐกิจโลกและผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ ๑ ที่สงผลตอฐานะการคลังของประเทศ เมื่อ เงินคงคลังลดลงจากการขาดทุนการปริวรรตเงินตรานอกจากนั้น นํ้าทวมใหญและภัยแลงติดตอ กันเปนภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สงผลกระทบกับสินคาขางอันเปนรายไดสําคัญของประเทศ และที่ สําคัญคือการยกเลิกรายไดจากการพนันกับสิ่งเสพติด (อากรบอนเบี้ยกับอากรฝน) อันเปนรายได ประมาณ ๑ ใน ๓ ของรายไดแผนดินทั้งหมด โดยมิไดมีการเรียกเก็บภาษีอื่นมาทดแทน ทําใหตอง ใชจายเงินแผนดินดวยความระมัดระวัง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงวางแผนตั้งรับสถานการณเรื่องผลประโยชน และรายไดของแผนดินในลักษณะกาวหนามากอนที่จะเกิดปญหา ดังจะเห็นไดจากการออกพระ ราชบัญญัติหลายฉบับและการตั้งหนวยราชการหลายแหงดังนี้ การสงเสริมการคาและการลงทุน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงพระกรุณา โปรดเกลาฯ ใหตั้งหนวยงานใหมใหเหมาะสมกับความตองการของบานเมือง เชน “กรมสถิติ พยากรณ” ในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติมีหนาที่รวบรวมสถิติพยากรณสาธารณะเพื่อประโยชน ในกิจการทั่วไปของบานเมืองตั้งแต พ.ศ.๒๔๕๗ เมื่อกรมนี้ไดทําหนาที่พอสมควร จึงมีพระบรม ราชโองการเพิ่มหนาที่ ดูแลการคาขายอันจะเปนประโยชนทางการพาณิชยโปรดเกลาฯ ใหเลื่อน ฐานะกรม และเพิ่มนามเปน “กรมพาณิชยและสถิติพยากรณ” เมื่อการพาณิชยทวีความสําคัญยิ่งขึ้น พระองคจึงโปรดเกลาฯ ใหยกฐานะกรมขึ้นเปนกระ ทรวงอยูในบังคับบัญชาของที่ประชุมชื่อ “สภาเผยแผพาณิชย” โดยนายกเปนราชการชั้นเสนาบดี อุปนายกเปนขาราชการชั้นรองเสนาบดี ที่ปรึกษากฎหมายเปนราชการชั้นอธิบดี และเลขานุการ เปนขาราชการชั้นรองอธิบดี เปนตําแหนงประจําสภา นอกจากนั้น ประกอบดวยกรรมการไมจํากัด จํานวน ทั้งขาราชการในกรมและกระทรวงที่มีหนาที่เกื้อหนุนการพาณิชย ในเบื้องตนไดแก รอง เสนาบดีกระทรวงพระคลังฯ รองเสนาบดีกระทรวงเกษตร ผูบัญชาการกรมรถไฟหลวง หัวหนาการ ทดนํ้า อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมศุลกากร เปนตน สภาเผยแผพาณิชย (ตอมาคือกระทรวงพาณิชย) มีหนาที่บํารุงการคาขายของบานเมือง และ รวบรวมสถิติเพื่อการพาณิชย จึงโปรดเกลาฯ ใหยายสวนการสถิติพยากรณสาธารณะ ซึ่งเกี่ยวเนื่อง กับการเงิน กลับไปไวในกรมบัญชาการกรทรวงพระคลังมหาสมบัติ และโปรดเกลาฯ ใหตั้ง “ศาลา แยกธาตุ” เพื่อชวยหาสินคาของประเทศ โดยนําเอาวัตถุดิบในประเทศมาทดลองและวิเคราะห วิจัยทางวิทยาศาสตร เชน การทดลองคนนํ้ามันจากเมล็ดพืชประเภทตางๆ เพื่อใชประโยชนในเชิง พาณิชย อาทิ นํ้ามันรําขาว การวิเคราะหพืชสมุนไพรที่อาจใชทํายาได อาทิ การสกัดนํ้ามันเมล็ด กระเบา เพื่อใชรักษาโรคเรื้อน การศึกษาเพื่อตรวจสอบหาวัตถุเพื่อใชในการฟอกหนังและทํากระดาษ การวิเคราะหตรวจสอบดินสารอาหารในดินและสิ่งที่จะใชทําปุยเคมี โดยมีโครงการทดลองที่คลอง รังสิต รวมกับกระทรวงเกษตราธิการ เปนตน 6_edit.indd 60 13-Feb-13 9:35:28 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) สินคาขาวพืชเศรษฐกิจที่สําคัญของไทย คือสินคาขาว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ๖๑ จึงโปรดเกลาฯ ใหพัฒนาความเปนอยูของชาวนา โดยจัดการชลประทานและสงเสริมการตั้งสหกรณ ชาวนาและในปที่เกิดนํ้าทวมใหญ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๖๐ ทําใหผลผลิตขาวเสียหายมาก จําเปน ตองพยายามหาสินคาออกชนิดใหม จึงโปรดเกลาฯ ใหตั้ง “ศาลาแยกธาตุ” อยูในความรับผิดชอบ ของกรมพาณิชยแลสถิติพยากรณเพื่อนําทรัพยากรภายในประเทศมาทําการทดลองคนควาและวิจัย เพื่อสรางสินคาใหมในเชิงพาณิชยอันมีลักษณะที่นาจะเรียกไดวาเปนตนแบบของสภาวิจัยแหงชาติ การสงเสริมการผลิตและการจําหนายสินคาหัตถศิลปะไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหจัดงานฤดูหนาวในบริเวณพระตําหนักจิตรดารโหฐาน ในบาง ปไดจัดขึ้นที่สนามเสือปา หรือสวนสราญรมย และทายที่สุดไดโปรดเกลาฯ ใหจัดเตรียมงานแสดง สินคา และผลิตผลในดานอุตสาหกรรมครั้งใหญ ในป พ.ศ.๒๔๖๘ เพื่อฟนฟูเศรษฐกิจของชาติและ เผยแพรใหชาวไทยและชาวตางประเทศเกิดความสนใจสินคาไทย พระราชทาน นามวา “งานสยาม รัฐพิพิธภัณฑ” เปนการเตรียมการนําเสนอทรัพยากรของสยามรัฐ ทั้งดานการเมือง การปกครอง และการคาดานการคาไดเตรียมนําเสนอทรัพยากรธรรมชาติของทุกมณฑลในประเทศสยามตลอด จนเครื่องจักรที่ชวยแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติใหเปนสินคาที่ผลิตไดภายในประเทศ รวมทั้งตัวอยาง สินคาจากตางประเทศ ที่ไดจากทรัพยากรธรรมชาติของสยาม เปนโครงการเชิญชวนชาวสยามหัน มาประกอบอาชีพทางการพาณิชย และเชื้อเชิญชาวตางประเทศเขามาลงทุนทํากิจการพาณิชยใน ประเทศสยาม ทําใหเศรษฐกิจของประเทศเขมแข็งขึ้นแตงานตองเลิกลมไปเพราะเสด็จสวรรคตเสีย กอน สถานที่จัดงานคือ สวนลุมพินีในปจจุบัน เปนที่ดินสวนพระองค ไดพระราชทานใหเปนสมบัติ ของชาติ เพื่อใชเปนสาธารณะเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘ ตึกกระทรวงพาณิชย ทาเตียน แลวเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว 6_edit.indd 61 13-Feb-13 9:35:35 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๒ การใชของไทยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงแนะนําใหชาวไทยทุกคนประพฤติ ปฏิบัติ คือ การใชเครื่องอุปโภคบริโภคที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยเพื่อเปนการสงวนเงินตรามิใหรั่วไหล ออกนอกประเทศ ดังพระราชดํารัสวา ...ถึงของที่พวกเราทํา ไดนั้นจะยังสูของเขาไมไดหรือแพงไปสักนิด ถาเราตั้งใจชวยกันอุดหนุน แลวก็เปนทางที่จะใหของๆ เราดีขึ้นพอทัดเทียมกับของเขาได ในเวลาปกติพวกเรายอมแลเห็นได ยากวาเหตุไรจึงมีความจําเปนที่จะตองบํารุงวิชชาหัตถกรรมและศิลปกรรมของเราเองใหพอเพียง ตอเมื่อไรมีเหตุสําคัญซึ่งของใชของเราจะสงมาจากตางประเทศไมได เมื่อนั้นแหละจึงเปนเวลาที่เรา ตองรูสึกตัวและเสียใจตัวเองวา เราทั้งหลายไดรามือราตีนเสียหมดแลว ชวยตัวเองก็ไมไดเสียแลว... ขอนี้จําเราทั้งหลายจะตองพูดกันใหเขาใจดี บานเมืองที่เลี้ยงตัวเองไมไดนั้นเขาตองมีความ วิเศษในทางอื่นแทน คือตองมีกําลังที่จะไปแยงเอาความสมบูรณของผูอื่นได นี่เรามีกําลังพอแลว หรือ แตถึงแมวามีพอเราก็คงไมปรารถนาจะทําเชนนั้นเพราะฉะนั้นความจําเปนจึงมีอยูวา เราจะ ตองชวยกันคิดอยางไรใหบานเมืองเราเลี้ยงตัวเองได ถึงของในเมืองไทยจะยังทําไมไดดีเหมือนเขา ก็ใหพอใชไดและมีเพียงพอแกความตองการของเรา...ถาจะพูดกันตามตรงแลวก็ตองรับวาเดี๋ยวนี้ เรายังตองอาศัยใหชาวตางประเทศเลี้ยงตัวเราอยูทุกคน เชนนี้เราไมอายเขาหรือ เพราะฉะนั้นเราตองชวยกันบํารุงการศิลปหัตถกรรมแหงบานเมืองเราใหเจริญขึ้น เราจะ ปลอยใหความบกพรองมีอยูเชนนี้ไมไดตอไปเปนอันขาด เราตองนึกถึงวาเงินทองที่เรามีพอจะจับ จายใชสอยนั้นทําอยางไรจึ่งจะไดใชตั้งแตสตางคเดียวขึ้นไปใหเปนประโยชนแกคนไทย...(๑) การเสียภาษี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงพยายามสั่งสอนพสกนิกรของ พระองคถึงการปฏิบัติหนาที่พลเมืองดีดวยประการตางๆ เชน การเสียภาษีอากรแกรัฐ ซึ่งพระองค เองก็ทรงกระทําดวยเชนกัน เปนตนวาหลังจากที่เสด็จขึ้นครองราชสมบัติไดประมาณปเศษ พระองค ไดโปรดเกลา ฯ ใหเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย(๒) ดําเนินการจัดเก็บภาษีที่ดินและโรงรานที่เปนพระ ราชทรัพยสวนพระองคเหมือนเชนที่รัฐเก็บจากราษฎรสามัญทั่วไป การเลิกการพนัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ยังทรงพยายามอยางยิ่ง ที่จะขจัด ความมัวเมาในอบายมุขของราษฎร ซึ่งเปนการบั่นทอนศีลธรรมอันดีและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สวนตัว และประเทศชาติ เชนในป พ.ศ.๒๔๕๙ โปรดเกลา ฯ ใหประกาศเลิกหวย ก.ข. และปตอมา คือ พ.ศ.๒๔๖๐ โปรดเกลา ฯ ใหเลิกบอนเบี้ยดังพระราชนิพนธตอไปนี้ การเก็บเงินรัชชูปการ “เงินรัชชูปการ” คือ เงินสวย ที่เก็บจากไพรสวย โดยปรกติยามสงบ ชายไทยทุกคน ที่สังกัดมูลนาย หรือ ที่เรียกวา ไพรหลวง ทําหนาที่รับราชการ ชวยกันทํานุบํารุงและ ปองกันประเทศชาติ ในยามปรกติ ตองมีหนาที่เขารับราชการปละ ๖ เดือน ในสมัยกรุงธนบุรี ลด เหลือปละ ๔ เดือน และ ในสมัยรัตนโกสินทรตอนตน ลดเหลือ ๓ เดือน ผูใดไมตองการเขาเกณฑ แรงงาน ก็หาสิ่งของหรือเงินมาทดแทนการเกณฑแรงงานได ซึ่งผูที่ใชเงินหรือสิ่งของมาแทนแรงงาน เรียกวา ไพรสวย สวนเงิน ที่ใชแทนแรงงานเรียกวา สวย 6_edit.indd 62 13-Feb-13 9:35:39 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๓ ในรัชสมัยพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชนั้น ไพรสวยเสียเงินคาราชการ ปละ ๑๘ บาท เทากับคิดในอัตราเดือนละ ๖ บาท ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว มีการตราพระราชบัญญัติเกณฑทหาร ทางราชการยินยอมใหผูไมถูกเกณฑทหารเสียเงินคาราชการเพียงปละ ๖ บาท เรียกวา เงินคาราชการ เทากับวาไพรตองเขาเวรปละ ๑ เดือน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เรียกวาเงินรัชชูปการ โดยกําหนดใหชาย ฉรรจ ที่มีอายุ ๑๘ – ๖๐ ปและขาราชการ ตองเสียเงินรัชชูปการ ยกเวน ทหาร ตํารวจ พระภิกษุ สามเณรกํานัน ผูใหญบานและผูที่มีรางกายทุพพลภาพไมตองเสียเงินรัชชูปการ ตอมาในป พ.ศ.๒๔๖๘ ไดประกาศใชประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยแลว ก็ใหเก็บจาก บุคคลที่บรรลุนิติถาวะแลวคือเก็บจากชายที่มีอายุ ๒๐-๖๐ ป การดูและผลประโยชนของแผนดิน การเก็บเงินผลประโยชนแผนและการเบิกจายเงินแผนดิน มีจํานวนมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว จึงโปรดเกลาฯ ใหตั้ง “กรมตรวจเงิน แผนดิน” ในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติเพื่อการตรวจสอบการใชจายเงินของแผนดินใหรอบคอบ และรัดกุมยิ่งขึ้น และเพื่อมิใหเกิดความสับสนในหนาที่ราชการของ “กรมตรวจแลกรมสารบาญชี” ในกระทรวงนี้ ที่อาจจะมีตอราชการของกรมตรวจเงินแผนดิน จึงเปลี่ยนชื่อเปน “กรมบาญชีกลาง” มีหนาที่รวบรวมประมวลบัญชีเงินไดเงินจายและรักษาเงินของแผนดิน การจัดเก็บรายไดของแผนดิน เปนหนาที่โดยตรงของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว จึงโปรดเกลาฯ ใหแยกหนาที่ดังกลาวจากกระทรวงตางๆ มาไวที่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติเพียง แหงเดียว คือ กรมสรรพากรในออกจากกระทรวงมหาดไทย ยายการคลังในมณฑลกรุงเทพฯ ออก จากกระทรวงนครบาล เพราะทั้งกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงนครบาล ตองรับผิดชอบเรื่อง การปกครองสวนทองที่ อันเปนงานหนักอยูแลว จึงแยกกิจการตรวจเก็บภาษีอากร การทําบัญชี และรวบรวมเงินผลประโยชนของแผนดินออกมาไวในความดูแลของเสนาบดี ผูมีหนาที่รับผิดชอบ ดานการเงินของแผนดินโดยตรง เมื่องานดําเนินไปไดอยางเรียบรอยก็โปรดเกลาฯ ใหยกกรมสรรพากรนอกมาอยูในบังคับ บัญชาของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติดวย รวมกิจการของกรมสรรพากรในและสรรพากรนอก ใหเปนหนวยงานเดียวกัน เรียกวา “กรมสรรพากร” การจัดเก็บภาษีชั้นใน(อากรสรรพสามิต)โปรด เกลาฯใหเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติแตงตั้งเจาพนักงานของรัฐจัดเก็บภาษีแทนการผูกขาด โดยนายอากร 6_edit.indd 63 13-Feb-13 9:35:43 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๔ การจัดทํางบประมาณประจําป เปนวิเทโศบายที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรง กระจายความรับผิดชอบใหเสนาบดีกระทรวงตางๆ ชวยแบงเบาพระราชภาระในการปกครองบาน เมือง โดยการตราพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณพุทธศักราช ๒๔๕๖ เพื่อใหเสนาบดีทุกกระทรวง วางแผนการดําเนินงานโดยงบประมาณรายรับและรายจายประจําป พรอมทั้งรายละเอียดของ โครงการที่จําเปน สงใหกระทรวงพระคลังมหาสมบัติพิจารณาและรวบรวมเพื่อจัดทําเปนรายงาน และทูลเกลาฯ ถวายใหทรงพิจารณาเปนแนวทางในการกําหนดจํานวนเงินที่จะใชจายในการบริหาร บานเมืองในแตละปซึ่งจะไดประกาศใหทราบทั่วกันเปนพระราชบัญญัติงบประมาณประจําปตอไป โดยกระทรวงพระคลังมหาสมบัติจะยึดถือการเบิกจายเงินงบประมาณของแตละกระทรวงตามแผน งาน และประเภทการใชจาย ที่ตั้งไวอยางเครงครัด การอุตสาหกรรม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว โปรดเกลาฯใหเจาพระยายมราช ดําเนินการจัดตั้งบริษัทปูนซีเมนตไทยจํากัดสินใชขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖ และสรางโรงงานขึ้นที่บางซื่อ เนื่องจากไดทรงเห็นเหตุการณไกลวาประเทศชาติที่จะเจริญรุงเรืองตอไปภายหนาจะตองมีการ กอสรางบานเรือน อาคารพาณิชยและสถานที่ราชการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะตองใชซีเมนตเปนจํานวน มากและวัตถุดิบในการผลิตในการผลิตซีเมนตก็หาไดภายในประเทศทั้งสิ้น นอกจากนี้การกอตั้ง บริษัทยังชวยใหคนไทยไดมีโอกาสฝกฝนหาความชํานาญในดานอุตสาหกรรมหนักอีกดวย เพราะ การดําเนินงานในระยะตนตองอาศัยชาวตางประเทศเขามาชวย การจัดตั้งสหกรณ โดยมีการจัดตั้งสหกรณแหงแรก คือสหกรณวัดจันทรไมจํากัดสินใช มี สํานักงานอยูที่ตําบลวัดจันทร อําเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมีพระราชวรวงศเธอ กรมหมื่น พิทยาลงกรณ (พระบิดาแหงการสหกรณ) เปนนายทะเบียนพระองคแรก 6_edit.indd 64 13-Feb-13 9:35:50 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๕ การธนาคาร ในดานสงเสริมการออมทรัพยของประชาชน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดทรงริเริ่มจัดตั้งคลังออมสินขึ้นโดยโปรดเกลาฯ ใหพระเจาพี่ยาเธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ เสนาบดีกระทรวงพระคลังทรงเปนผูดําเนินการ ไดทรงตราพระราชบัญญัติคลังออมสินพุทธศักราช ๒๔๕๖ ขึ้น ประกาศใชตั้งแตวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖ สํานักงานคลังออมสินสมัยเริ่มแรกอยูที่กรม พระคลังมหาสมบัติในพระบรมมหาราชวัง ตอมาไดเปดสาขา ณ กรมศุลกากรอีกแหงหนึ่ง และขยาย กิจการไปยังมณฑลตางๆ อีกดวย ประชาชนทั้งชายหญิงและเด็กนักเรียนตางก็ออมทรัพยและนําเงิน ไปฝากคลังออมสินกันเปนจํานวนมากคลังออมสินไดมีวิวัฒนาการเปนธนาคารออมสินในปจจุบัน ธนาคารออมสิน ธนาคารออมสินกําเนิดขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ ไดทรง ริเริ่มนํากิจการดานการออมสินมาใชเปนครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ โดยไดทดลองตั้งธนาคารรับฝาก เงินขึ้นเรียกวา “แบงคลีฟอเทีย” ณ พระตําหนักสวนจิตรลดา (ในบริเวณวังปารุสกวัน) สําหรับให มหาดเล็กและขาราชบริพารของพระองคไดเรียนรูวิธีการดําเนินงานของธนาคาร และสงเสริมนิสัย รักการออม ในป พ.ศ.๒๔๕๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหตราพระราชบัญญัติคลังออมสินขึ้น และ ประกาศใชตั้งแตวันที่ ๑ เมษายน โดยใหเรียกวา “คลังออมสิน” ขึ้นตรงตอกระทรวงพระคลังมหา สมบัติ คลังออมสิน 6_edit.indd 65 13-Feb-13 9:35:57 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๖ ขณะทรงผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 6_edit.indd 66 13-Feb-13 9:36:05 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๗ การศาสนา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดทรงอุปสมบท และประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร ๑ พรรษา ทรงรอบรูในหลักพระพุทธศาสนาอยางลึกซึ้ง ไดทรงพระราชนิพนธหนังสือเกี่ยวกับพุทธ ศาสนาไวหลายเลม เชน “พระพุทธเจาตรัสรูอะไร” และ “เทศนาเสือปา” ซึ่งรวบรวมเรื่องที่เกี่ยว กับพุทธศาสนาและศาสนาตางๆ ที่ทรงบรรยายแกเสือปาทุกวันเสาร ตอจากการบรรยายเรื่องวิชา ทหารในระหวางวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๗ ถึง ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๘ ครั้งที่พระองคทรงดํารงพระอิสริยยศเปนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมาร ไดทรงพบพระพุทธรูปโบราณองคหนึ่งที่เมืองศรีสัชนาลัย องคพระชํารุดมาก แตสวนอื่นๆ ยังดีอยู ไดโปรดเกลาฯ ใหชางปนและหลอองคพระขึ้นใหม มีขนาดสูง ๑๒ ศอก ๔ นิ้ว เปนพระพุทธรูปยืน พระราชทานนามวา พระรวงโรจนฤทธิ์ศรีอินทราทิตยธรรมโมภาส มหาวชิราวุธราชปูชนียบพิตร ประดิษฐานไว ณ พระวิหารโถงดานหนาของพระปฐมเจดีย เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘ ในดานการนับถือศาสนาของพลเมือง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงให เสรีภาพอยางเต็มที่ที่จะเลือกนับถือศาสนาใดๆ ก็ได และพระองคเองก็ทรงมีขันติธรรมในเรื่องนี้ ทั้ง ยังดํารงเปนองคอัครศาสนูปถัมภกเชนเดียวกับพระมหากษัตริยไทยในบุรพกาล พระรวงโรจนฤทธิ์ วัดพระปฐมเจดีย “พระรวงโรจนฤทธิ์” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจําจังหวัดนครปฐม เปนที่เคารพบูชาของ พุทธศาสนิกชนทั่วไป มีชื่อเต็ม คือ “พระรวงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย ธรรโมภาส มหาวชิราวุธ ราชปูชนียบพิตร” ตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัว ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ แตประชาชนทั่วไป เรียกขานวา “หลวงพอ พระรวง” หรือ “พระรวงโรจนฤทธิ์” พระรวงโรจนฤทธิ์เปนพระพุทธรูปปางหามญาติ ทําดวยทองเหลืองหนัก ๑๐๐ หาบ ศิลปะ สุโขทัย สูง ๑๒ ศอก ๔ นิ้ว ประทับยืนบนฐานโลหะทองเหลืองลายบัวควํ่าบัวหงาย ทําวงพระพักตร ตามยาว พระหนุเสี้ยม นิ้วพระหัตถ พระบาทไมเสมอกัน หอยพระหัตถซายลงขางพระวรกาย แบ ฝาพระหัตถขวายกตั้งขึ้นยื่นไปขางหนา มีพระอุทรพลุย บายพระพักตรสูทิศเหนือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อครั้งดํารงพระอิสริยยศเปนสมเด็จ พระยุพราช เสด็จฯ ประพาสหัวเมืองฝายเหนือ ในปพ.ศ.๒๔๕๑ ไดทอดพระเนตรพระพุทธรูปโบราณ เปนอันมาก แตมีพระพุทธรูปองคหนึ่งที่เมืองศรีสัชนาลัย (สุโขทัย) กอปรดวยพระลักษณะงามเปน ที่ตองพระราชหฤทัย แตชํารุดมาก เหลืออยูแตพระเศียร พระหัตถและพระบาท จึงโปรดเกลาฯ ใหอัญเชิญลงมากรุงเทพฯ แลวใหชางปนสถาปนาขึ้นมาบริบูรณเต็มพระองค และโปรดเกลาฯ ให จัดการพระราชพิธีเททองหลอ เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๖ ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 6_edit.indd 67 13-Feb-13 9:36:09 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๘ กรุงเทพฯ โดยมีผูออกแบบ คือ กรมหลวงนเรศรวรฤทธิ์ (พระองคเจากฤษาภินิหาร) จากนั้นไดอัญเชิญ มาสูจังหวัดนครปฐม เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๗ ทางรถไฟ ประดิษฐาน ณ พระวิหารดานทิศ เหนือ องคพระปฐมเจดีย วัดพระปฐมเจดียราชวรมหาวิหารจนถึงปจจุบัน เมื่อครั้งอัญเชิญพระรวงโรจนฤทธิ์ มาประดิษฐานยังองคพระปฐมเจดียฯ จําเปนตองแยกชิ้น มาประกอบเขาดวยกันที่จังหวัดนครปฐม เสร็จเปนองคสมบูรณ เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๘ หลังจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวเสด็จสวรรคต ตามความในพระราชพินัยกรรม ของพระองคระบุวา ใหบรรจุพระอังคารของพระองคไวใตฐานพระรวงฯ ที่องคพระปฐมเจดีย ใน วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๙ จึงไดทําพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรังคาร ณ ใตฐานพระรวงโรจน ฤทธิ์ ตามพระราชประสงค มีความเชื่อวา พระรวงโรจนฤทธิ์ชอบลูกปน โดยตองแกบนดวยการยิงปน แตตอมาเปนเรื่อง ผิดกฎหมาย จึงใชจุดประทัดแทน และอีกอยางที่เปนของโปรด (ตามความเชื่อของชาวบาน)คือ ไข ตม ที่ตมสุกแลวตองชุบสีแดงที่เปลือกไขหลังตมแลว กอนนํามาแกบน คํากลาวบูชาพระรวงโรจนฤทธิ์ที่แปลแลวมีวา “พระพุทธรูปพระองคใด ซึ่งมีอภินิหารไม นอย มีพระพุทธลักษณะอันงดงามผุดผอง พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทร มหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดทรงถวายพระนามวา “พระรวงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย ธรรโมภาส มหาวชิราวุธราช ปูชนียบพิตร” เพื่อเปนการถวายพระเกียรติ แดองคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ไดประดิษฐานมาอยู ณ วิหารมณฑลดานทิศเหนือ แหงองคพระปฐมเจดีย ควบเวลาถึงกวา ๙๒ ป (ปจจุบัน) ไดแผพระบารมีปกเกลาไปยังพุทธศาสนิกชนทั่วทุกทิศ ปานประหนึ่งวา พระพุทธองค ทรงสถิตประทับยืนอยู ณ นิโรธาราม ริมฝงแมนํ้าโรหิณี ใกลเมืองกบิลพัสดุ ทรงโปรดพระประยูร ญาติทั้งสองฝาย ใหคลายจาก มานะทิฐิอยูรวมกันดวยความรมเย็นเปนสุข” สําหรับวัดพระปฐมเจดีย เปนพระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ ชนิดราชวรมหาวิหาร ซึ่ง อาณาจักรที่ตั้งสองสิ่งสําคัญอยู คือ องคพระปฐมเจดีย และพระรวงโรจนฤทธิ์ วัดพระปฐมเจดียตั้ง อยูในตําบลพระปฐมเจดีย อําเภอเมือง จังหวัดพระนครปฐม อยูหางจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๕๖ กิโลเมตร เปนปูชนียสถานเกาแกที่สุดแหงหนึ่งในประเทศไทย องคพระปฐมเจดีย เปนที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจา มีลักษณะ โครงสรางเปนพระเจดียใหญรูประฆังควํ่าปากผายมหึมา โครงสรางชั้นในเปนไมซุงรัดดวยโซเสน มหึมา กออิฐถือปูนประดับดวยกระเบื้องปูทับประกอบดวยวิหาร ๔ ทิศ กําแพงแกว ๒ ชั้น พระ ปฐมเจดียสูงจากพื้นดินถึงยอดมงกุฎ ๑๒๐.๔๕ เมตร ฐานโดยรอบวัดได ๒๓๕.๕๐ เมตร เสนผา ศูนยกลาง ๕๖.๖๕ เมตร จากปากระฆังถึงสี่เหลี่ยมสูง ๑๘.๓๐ เมตร สี่เหลี่ยมดานละ ๒๘.๑๐ เมตร ปลองไฉน ๒๗ ปลอง เสาหาร ๑๖ ตน คตพระระเบียงรอบกําแพงแกวชั้น ๕๖๒ เมตร กําแพงแกว ชั้นในโดยรอบ ๙๑๒ เมตร ซุมมีระฆังบนลานองคพระปฐมเจดีย ๒๔ ซุม 6_edit.indd 68 13-Feb-13 9:36:13 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๖๙ วัดพระปฐมเจดีย 6_edit.indd 69 13-Feb-13 9:36:22 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๐ การศึกษา ตามโบราณราชประเพณีเมื่อพระมหากษัตริยเสด็จขึ้นครองราชย จะตองสรางวัดประจํา รัชกาลไวเปนอนุสรณพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดทรงพระราชดําริวา วัดใน ประเทศไทยมีจํานวนมากอยูแลว และการสรางวัดในสมัยกอนนั้น จุดประสงคประการหนึ่งก็เพื่อ ใชเปนสถานศึกษาสมควรสรางสถานศึกษาขึ้นโดยตรง พระองคทรงเปนพระมหากษัตริยในพระ ราชวงศจักรีพระองคแรกที่ไมมีวัดประจํารัชกาล แตไดทรงมีการสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือวชิราวุธวิทยาลัยในปจจุบันขึ้นแทน ดวยทรงพระราชดําริวาพระอารามนั้นมีมากแลว และ การสรางอารามในสมัยกอนนั้นก็เพื่อบํารุงการศึกษาของเยาวชนของชาติ จึงทรงพระราชดําริให สรางโรงเรียนขึ้นแทน พ.ศ.๒๔๕๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทานที่ดินและพระราชทานทรัพยสวน พระองคจัดตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้น เปนโรงเรียนในพระองคโดยดําเนินการตามแบบโรงเรียน กินนอนชั้นดีของประเทศอังกฤษ มีการสอนและอบรมเด็กชายใหเปนสุภาพบุรุษใชระบบใหนักเรียน ปกครองกันเอง ตอมาพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวไดทรงสถาปนาเปนโรงเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๙ มีการศึกษาระดับประถมศึกษา จนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ.๒๔๖๔ ทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้นนับเปนครั้งแรกในประวัติการศึกษาไทย ที่ไดมีกฎหมายคํ้าประกันความมั่นคงในการจัดการศึกษาในระดับนี้มีสาระสําคัญคือ บังคับใหเด็กทุก คนที่มีอายุตั้งแต ๗ ปบริบูรณเรียนหนังสืออยูในโรงเรียนจนกระทั่งอายุ ๑๔ ปบริบูรณ ในดานการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ยกฐานะโรงเรียน ขาราชการพลเรือนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ขึ้นเปนจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ใน พ.ศ.๒๔๕๙ เปนมหาวิทยาลัยแหงแรกของไทย คณะอภิรักษราชฤทธิ์ เมื่อครั้งยังเปนโรงเรียนมหาดเล็กหลวง 6_edit.indd 70 13-Feb-13 9:36:32 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๑ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงตระหนักถึงความสําคัญของการศึกษาวาเปนพื้น ฐานสําคัญในการพัฒนาประเทศทุกดานตั้งแตตนรัชกาล ดังจะเห็นไดจาก การประกาศตั้งโครงการ ศึกษา พุทธศักราช ๒๔๕๖ เพื่อสนับสนุนใหเกิดการศึกษากวางขวางยิ่งขึ้น ทั้งดานมูลศึกษา ประถม ศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ทั้งฝายสามัญและวิชาชีพ โดยเฉพาะเรื่องวิชาชีพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงสงเสริมใหราษฎรประกอบอาชีพตางๆ เพื่อ กันสรางความเจริญใหกับบานเมือง โดยการจัดตั้งโรงเรียนประกอบวิชาชีพตางๆ เชน โรงเรียน เพาะชาง โรงเรียนขาราชการพลเรือน โรงเรียนสัตวแพทย เปนตนอีกทั้งพระองคทรงเห็นดวยกับ กระทรวงธรรมการ ที่จะสงเสริมใหนักเรียนสนใจวิชาชีพอื่น โดยการจัดงานแสดงศิลปหัตถกรรม และอื่นๆ เพราะอาชีพเหลานี้ มีความสําคัญตอประเทศชาติ และเมื่อบุคคลใดประกอบวิชาชีพดวย ความอุตสาหะเปนเลิศแลวก็โปรดเกลาฯ ใหมีตําแหนงขุนนางไดเชนกัน ตอจากนั้น ทรงวางพื้นฐาน การศึกษาใหแกเยาวชนไทยทั้งชายและหญิงโดยการประกาศพระ ราชบัญญัติการประถมศึกษา เพื่อใหมีการจัดการศึกษาภาคบังคับทั่วประเทศ ไดมีการประกาศใช พระราชบัญญัตินั้นในเขตการศึกษาตางๆ ทีละเขตตามความพรอมของแตละพื้นที่ นอกจากการใหความสําคัญกับวิชาชีพแลว ยังทรงใหความสําคัญกับหลักสูตรการศึกษาที่ไม ควรเนนเรื่องความเกงกาจในวิชาชีพ จนละเลยเรื่องจริยธรรม ไดมีพระราชดําริเกี่ยวกับเรื่องดังกลาว ในการจัดการโรงเรียนที่อยูในพระบรมราชูปถัมภโดยตรง คือ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง กับโรงเรียน ราชวิทยาลัย จะคัดเลือกนักเรียนที่มีผลการเรียนดีใหเปนมหาดเล็กรับใชสวนพระองคตอไป สวนที่ เหลือนั้นอาจแยกยายไปเลาเรียนในแผนกตางๆ ของโรงเรียนขาราชการพลเรือน 6_edit.indd 71 13-Feb-13 9:36:42 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๒ การคมนาคม และการสื่อสาร การขุดคลอง เพื่อการคมนาคมและการชลประทาน เดิมอยูในความรับผิดชอบของกรม คลองกระทรวงเกษตราธิการ เมื่อพิจารณาหนาที่ความเหมาะสมแลวไดมอบหนาที่ขุดคลองเพื่อ การคมนาคม เรียกวา กรมทาง (ซึ่งตอมาไดยายไปอยูในความรับผิดชอบของกรมรถไฟหลวง เพราะ มีหนาที่สรางเสนทางคมนาคมขนสงเหมือนกัน) สวนหนาที่กําหนดแนวคลองชลประทานและการ รักษาคลองเพื่อการทดนํ้า เปนความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตราธิการ หากจําเปนตองขุดคลอง เพื่อประโยชนในการชลประทาน กรมทางจะรับหนาที่ขุด การรถไฟ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงปรับปรุง และขยายกิจการรถไฟ เริ่มตั้งแตป พ.ศ.๒๔๖๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหรวมกรมรถไฟ ซึ่งเคยแยกออกเปน ๒ กรม เขาเปนกรมเดียวกันเรียกวา กรมรถไฟหลวง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดโปรดเกลาใหนายพลเอก พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระกําแพงเพชรอัครโยธิน ผูบัญชาการรถไฟหลวงดําเนินการสรางสะพานรถไฟขามแมนํ้า เจาพระยา ณ ตําบลบางซอน จังหวัดพระนคร เมื่อ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๕ นับเปนสะพาน ขามแมนํ้าเจาพระยาสะพานแรก เชื่อมทางรถไฟทั้งปวงโดยโยงเขาสูศูนยกลางที่สถานีหัวลําโพง ซึ่งโปรดเกลาฯ ใหสรางขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๙ ทําใหสะดวกในการโดยสารรถไฟ และขนถายสินคา ระหวางภาคตางๆ สะพานนี้สรางสําเร็จในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ไดพระราชทานนามวา “สะพานพระราม ๖” และไดเสด็จพระราชดําเนินไปทรงเปดสะพานเมื่อ วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๔๖๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงฉายภาพรวมกับสุลตานยะโฮร 6_edit.indd 72 13-Feb-13 9:36:50 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) สวนทางรถไฟสายเหนือ ไดทรงเปดเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ เชียงใหม และโปรดเกลาฯใหเจาะ ๗๓ อุโมงครถไฟ ถํ้าขุนตานยาว ๑,๕๐๐ เมตร นับเปนอุโมงครถไฟยาวที่สุดในประเทศไทย สําหรับรถไฟสายใตนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดทรงเปดเดินรถดวน ระหวางประเทศสายใตติดตอกับสถานีมลายู (มาเลเซีย) จากสถานีบางกอกนอย ธนบุรี ถึงสถานี ไปร เชื่อมกับปนังสิงคโปร และในกลางป พ.ศ.๒๔๖๖ พระองคไดเสด็จพระราชดําเนินพรอมดวย พระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวีเที่ยวตามทางรถไฟสายใตออกไปในเขตรัฐมลายู ผานไทรบุรี จนถึงยะโฮร และลงไปสิงคโปร แลวเสด็จกลับไปประทับพักผอนที่เกาะหมาก (ปนัง) สหรัฐมลายู และสิงคโปรไดถวายการตอนรับเปนอยางดี ไดทรงฉายภาพรวมกับสุลตานยะโฮร การวางรากฐานการคมนาคมทางอากาศ โดยทดลองบิน ณ สนามราชกรีฑาสโมสร ตอมา ไดกําเนิดกรมอากาศยานขึ้น และสรางสนามบินดอนเมือง นอกจากนี้ไดเริ่มการขนสงไปรษณียภัณฑทางอากาศระหวางกรุงเทพฯ ไปยังนครราชสีมา เปนครั้งแรกในพ.ศ.๒๔๕๗ กําเนิดการวิทยุโทรเลข พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดโปรด ใหกระทรวงทหาร เรือเริ่มจัดตั้งสถานีวิทยุโทรเลขขึ้นสองสถานี คือที่ตําบลศาลาแดงจังหวัดกรุงเทพฯ และจังหวัด สงขลาตอมากิจการนี้ไดมารวมกับกรมไปรษณียโทรเลข จัดตั้งกรมทดนํ้า ตอมาไดเปลี่ยนชื่อเปน กรมชลประทาน มีการสรางเขื่อนทดนํ้าขนาดใหญ กั้นลํานํ้าปาสัก บริเวณตําบลทาหลวง อําเภอทาเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อสงนํ้าไปเพาะ ปลูก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว พระราชทานนามวา เขื่อนพระราม ๖ โดยเสด็จ พระราชดําเนินทรงเปดเขื่อนเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๗ การแสดงการบินครั้งแรกในสยามประเทศ 6_edit.indd 73 13-Feb-13 9:36:56 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๔ การสาธารณสุข การกอตั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ พรอมดวยบรรดาพระราชโอรสและพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๕ รวมกันบริจาคพระราชทรัพย สมทบกับเงินทุนที่เหลือจากคราวจัดตั้งสภาอุณาโลมแดง กอตั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ เพื่อถวายเปนพระราชอนุสรณแหงองคสมเด็จพระบรมราชชนกนาถ การตั้งปาสตุรสภา เนื่องจากพระธิดาของสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ ตอง สิ้นพระชนมดวยโรคพิษสุนัขบา จึงประกาศเรี่ยไรบอกบุญและพระราชทานทรัพยชวยสรางสถาน ปาสเตอรขึ้น ตอมาไดเปลี่ยนชื่อเปน ปาสตุรสภา เพื่อใหเกียรติแก หลุยส ปาสเตอร นักวิทยาศาสตร ชาวฝรั่งเศสผูคนพบวัคซินชนิดนี้ ตั้งสถานเสาวภา เพื่อเปนเกียรติแด สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรม ราชินีนาถ ในป พ.ศ.๒๔๖๖ ไดเปดสวนงูขึ้นในสถานเสาวภาเพื่อใชเปนแหลงผลิตเซรุมฉีดแกพิษงู การตั้งกรมสาธารณสุข โดยโอนงานการสุขาภิบาลทั้งหมด มาสังกัดอยูในกระทรวงมหาดไทย ตั้งกองอนุกาชาด โดยสภากาชาดไทยไดจัดใหมี การอนุกาชาด ขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๕ เพื่อฝกใหเด็ก ไดใฝใจในการอนามัยและปลูกฝงใหมีจิตใจเมตตากรุณา รูจักบําเพ็ญประโยชน การตั้งสถานีประชานามัยพิทักษ เพื่อชวยดูแลรักษาอนามัยใหแกประชาชนและแนะนํา วิธีพยาบาลคนไขตามเคหสถานบานเรือน พรอมกันนี้ก็โปรดใหตั้ง โรงเรียนนางสุขาภิบาล ขึ้น เพื่อ อบรมนักเรียนที่สําเร็จวิชาพยาบาลมาแลว เขาบรรจุประจําตามสถานีประชานามัยพิทักษ เปลี่ยน ชื่อเปนสถานีอนามัย ศาลาวชิรพยาบาล 6_edit.indd 74 13-Feb-13 9:37:03 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๕ พระองคทรงมีความสนพระราชหฤทัยเรื่องอนามัยของประชาชนมากถึงขนาดเคยเสด็จไป ตรวจสวมดวยพระองคเอง ในระหวางเสด็จไปซอมรบเสือปาคราวหนึ่ง และทรงใชเวลาทรงพระ อักษร แนะนําวิธีแกไขสมัยนั้นใหถูกสุขลักษณะ และทรงพระราชนิพนธหนังสือ “กันปวย” แจก แกนักเรียนเพื่อสอนวิธีรักษาสุขภาพอนามัย พระองค โปรดเกลาฯ ใหตั้งสโมสรกีฬาขึ้นตามแบบอยางโรงเรียน สมาคมหรือสถาบันทหาร ในประเทศอังกฤษ กีฬาที่ทรงสนพระราชหฤทัยใหการสนับสนุนอยางมาก และเปนที่นิยมกันแพร หลายในรัชสมัยของพระองค คือ กีฬาฟุตบอล ในป พ.ศ.๒๔๕๙ ทรงตั้งสโมสรฟุตบอลแหงกรุง สยามขึ้น หลังจากนั้นหนวยงานหรือกลุมสังคมตางๆ ก็ตั้งสโมสรฟุตบอลของตนขึ้นมากมาย ทั้งใน กรุงเทพฯและตางจังหวัด และพระองคยังโปรดใหจัดการแขงขันระหวาง สมาคม สโมสรตางๆ อยู เสมอ พรอมกับพระราชทานถวยเกียรติยศแกทีมที่ชนะเลิศ นอกจากนี้ไดพระราชนิพนธบทความ เพื่อชี้ใหเห็นประโยชนของการเลนกีฬาชนิดนี้ เชน บทความเรื่อง “ฟุตบอลทําใหราเริง” “ความ นิยมฟุตบอลในเมืองไทย” เปนตน สถานเสาวภา 6_edit.indd 75 13-Feb-13 9:37:09 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๖ ความสัมพันธกับตางประเทศ พระบรมราโชบาย ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวในการปกครองประเทศ อีก ประการหนึ่งที่ทรงดําเนินการอยางแข็งขันตลอดรัชสมัยคือ การปองกันภัย ที่จะบังเกิดแกชาติทั้งภัย จากภายในและภายนอกประเทศ ทรงพยายามจูงใจเพื่อนรวมชาติใหตระหนักถึงความสําคัญของ ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ โดยการแสดงพระราชดํารัสพระบรมราโชวาท และทรงพระราช นิพนธ บทความ บทละครตางๆ อีกทั้งทรงแนะนําถึงการปฏิบัติตนในการเตรียมตัวใหพรักพรอมที่ จะปองกันประเทศไดทุกเมื่อ สถานที่ ๑ ตองหมั่นฝกฝนและเตือนใจตัวของตัวเองไวอยาใหลืมไดวา เมืองไทยเปนถิ่นฐานที่อยู ของเรา เราจะยอมใหผูอื่นมาแยงถิ่นของเราไมได พวกเราที่เปนไทยแทเกิดมาในเมืองไทยถึงอยางไรๆ เราก็หนีจากเมืองไทยไมพนไมเหมือนคนชาติอื่น ซึ่งถามีภัยขึ้นแกเมืองไทย เขาก็หนีไปเสียใหพนได สถานที่ ๒ ตองเขาใจวาถึงเราจะเต็มใจอยากทําการปองกันบานเมืองของเรา ถาเราไมรูวิธีที่ จะทําการใหเปนประโยชนไดแลว ก็เหมือนหุนยนตอันไมมีชีวิต เพราะฉะนั้นถาอายุสมควรจะเปน ทหารไดก็ควรมุงหมายอยากเปนทหาร แตถาอายุเราเกินกําหนดแลว ก็ควรขวนขวายเปนเสือปา และพยายามใหไดความรูในทางเสือปาใหมากที่สุดที่จะพึงทําได สถานที่ ๓ ตองไมตั้งอยูในความประมาทคือตองจําไววาตัวของตัวนับวันจะแกไปทุกที และใน ที่สุดก็ตองตายวันหนึ่ง แตเราก็ตองหวังวาชาติของเราจะยังคงอยูตอไป เพราะฉะนั้นเปนหนาที่ของ เราที่จะตองสั่งสอนชักจูงใจแหงลูกหลานหรือกุลบุตรซึ่งอยูในความปกครองของเราใหมีความรูสึก เต็มบริบูรณในสถานที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งกลาวมาแลวขางบนนี้ ดังนี้จึงจะนับวาเราไดกระทําหนาที่อัน ควรแกคนไทยโดยบริบูรณแทจริง มุงประโยชนแกชาติและบานเกิดเมืองนอนของเราโดยแทจริง.. อยางไรก็ตาม การ “เตรียมรบ” ของพระองคเปนไปเพื่อปองกันภัยเทานั้นมิใชเพื่อการรุกราน ขณะสถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเปน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจาฟามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร 6_edit.indd 76 13-Feb-13 9:37:16 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๗ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ ๒ สาระสําคัญของการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ ๒ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ระหวางวันที่ ๘ พฤศจิกายน ถึงวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๔ โดยทรง เชิญใหบรรดาพระราชวงศตางๆ และผูแทนของประมุขในตางประเทศมาเปนแขกเมืองของสยาม คือ การดําเนินนโยบายดานตางประเทศ เพื่อแสดงใหเห็นความเสมอภาค เพราะพระองคไดเสด็จไปเขา รวมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจาแผนดินอังกฤษและสเปน จึงเปนโอกาสเหมาะสม ที่ จะเชื้อเชิญใหเจานายและผูแทนของนานาประเทศไดมาเยือนประเทศไทย ชาวไทยสามารถจัดการ ในพระราชพิธีและการรับรองแขกเมือง ๑๔ ประเทศไดอยางเรียบรอย การจัดแสดงสิ่งของในตางประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงดําเนินวิเทโศบายตางๆ ในการเจริญ สัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ เชน เสด็จพระราชดําเนินไปเยือนนานาประเทศจัดสงสิ่งของไป ตั้งแสดงในงานมหกรรมนานาชาติในตางประเทศ เพื่อแสดงใหเห็นพระราชไมตรีอันดีที่ทรงมีตอ ประเทศนั้น และเปนโอกาสใหประเทศสยามไดนําเสนอภาพลักษณของประเทศทั้งดานความเจริญ ของบานเมือง ทรัพยากรธรรมชาติ และสินคาออกของประเทศใหเปนที่ปรากฏในที่ประชุมของ นานาประเทศ ระหวางที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจาฟามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร (พระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ประทับอยูในทวีปยุโรปไดมีการจัดแสดงความกาวหนาของโลกใน มหกรรมนานาชาติหลายครั้ง ที่สําคัญคือ มหกรรมที่กรุงปารีส พ.ศ.๒๔๔๓ (ค.ศ. ๑๙๐๐) จึงทรงเขาในความหมายและความสําคัญของมหกรรมเชนนั้นเปนอยางดี และระหวางที่ เสด็จนิวัติพระนครไดแวะทอดพระเนตรสถานที่กอสรางงานมหกรรมนานาชาติที่เมืองเซ็นตหลุยส ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงพบกับโปรเฟสเซอรกอร(Pro: Gore) แหงมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ผูเคย มีสวนเกี่ยวของ ในการจัดแสดงพิพิธภัณฑของไทยในตางประเทศมากอน เมื่อพระองคทรงไดรับมอบหมายใหจัดการสงสิ่งของไปตั้งแสดงในตางประเทศ จึงทรง วางแผนงานอยางชัดเจนทรงจางโปรเฟสเซอรกอร เปนผูเชี่ยวชาญทําหนาที่ผูแทนประเทศไทย จน เปนที่ประจักษวา ประเทศประสบผลในการสรางภาพลักษณวา มีความเจริญกาวหนาทัดเทียมกับ อารยประเทศ เมื่อไดนําเสนอขอมูลที่แสดงวาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระ มหากรุณาธิคุณแกราษฎร เกินกวาหนาที่ทั่วไปของพระเจาแผนดิน ทําใหคณะลูกขุนใหญตัดสิน ใหถวายประกาศนียบัตรเกียรติยศพิเศษแกพระเจาแผนดินของไทย เชนเดียวกับพระเจาแผนดิน ของอังกฤษและเยอรมนี(๑) นับตั้งแตนั้นเปนตนมา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจาฟามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมารจึงทรงไดรับมอบหมายใหทรงรับผิดชอบเรื่องการตั้งแสดงสิ่งของของไทย ใน ตางประเทศคือ การเตรียมสิ่งของไปตั้งแสดงที่เมืองตูริน ประเทศอิตาลี พ.ศ.๒๔๕๔ 6_edit.indd 77 13-Feb-13 9:37:20 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๘ การเขารวมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เปนสงครามที่เกิดขึ้นในชวงค.ศ. ๑๙๑๔ – ค.ศ. ๑๙๑๘ โดยมีสาเหตุ จากสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย เปนเหตุใหเยอรมันและฝรั่งเศสประกาศเปนศัตรูกันทําใหทั้งสอง ประเทศ แสวงหาพันธมิตรเพื่อปองกันตัวเอง ดังนั้นมหาอํานาจในยุโรปจึงแบงออกเปนสองกลุมคือ ฝายเยอรมันและฝายฝรั่งเศส ประเทศทั้งสองพยายามแสวงหาอาณานิคม เพื่อเสริมกําลังของตน มหาอํานาจทั้งสองประเทศมีความขัดแยงกันตลอดเวลาเกี่ยวกับผลประโยชนและกรณีพิพาทเกี่ยว กับอาณานิคม จนกระทั่งถึงพ.ศ.๒๔๕๗ มกุฎราชกุมาร ฟรานซิส เฟอรดินานแหงออสเตรีย ซึ่งเปน ประเทศที่อยูในกลุมฝายเยอรมัน ถูกลอบปลงพระชนม ขณะเสด็จประพาสเมืองซาราเจโว ในแควน บอสเนีย ทางการจับกุมผูรายไดซึ่งคนรายเปนชาวสลาฟ สัญชาติเซอรเบีย ออสเตรียประกาศให เซอรเบียสงคนรายใหออสเตรียตัดสิน แตทางเซอรเบียไมยอม ออสเตรียซึ่งมีเรื่องบาดหมางกับ เซอรเบียอยูกอน จึงประกาศสงครามกับเซอรเบียทันที ในวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๗ และ รัสเซียซึ่งอยูในฐานะผูพิทักษชาวสลาฟ ไดยื่นมือเขาชวยเหลือเซอรเบีย ดังนั้นเยอรมันจึงประกาศ สงครามกับรัสเซีย เพราะถือวาออสเตรียเปนประเทศที่อยูในเครือพันธมิตร ตอมา ฝรั่งเศส อังกฤษ ญี่ปุน อิตาลี สหรัฐอเมริกาก็เขารวมมือกับรัสเซีย รบกับฝายเยอรมัน ออสเตรีย ฮังการี และตุรกี ทําใหสงครามโลกครั้งที่ ๑ ระเบิดขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแยงของ ชนกลุมนอยจนในที่สุดเปนการสูรบที่ขยายวงกวางออกไปกลายเปนสงครามโลก เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๑ เกิดขึ้น ประมาณ ๑ สัปดาห รัฐบาลไทยไดดําเนินนโยบายโดย ประกาศความเปนกลาง เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๗ เพราะอังกฤษและฝรั่งเศสมีอํานาจอยูใน ประเทศรอบๆ บานเรา จะทําใหเราเดือดรอน การประกาศในครั้งนี้ รัฐบาลไทยตระหนักดีวา ไทยไม สามารถรักษาความเปนกลางไดตลอดไป การประกาศในครั้งนี้เปนการยืดระยะเวลาออกไปเทานั้น เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๑๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงประกาศ สงครามกับฝายมหาอํานาจกลาง(เยอรมัน ออสเตรีย ฮังการี ตุรกี) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงติดตามสถานการณทางการเมืองระหวาง ประเทศอยางใกลชิด โดยมีพระราชหัตถเลขาไปสอบถามจากนายโคลเชสเตอร เวมิส อยูโดยตลอด ดวยพื้นฐานความรูของพระองค จึงทรงคาดการณแนวโนมที่จะเกิดขึ้นไดถูกตอง จึงทรงประกาศ วางตัวเปนกลางในสงครามกอนที่จะเขาขางอังกฤษ ระหวางนั้นทรงวางแผนการจัดการกับกิจการ ภายในประเทศอยางรอบคอบและเปนขั้นตอน การสูรบตามแนวรบดานตะวันตกเกิดขึ้นไปตามระบบสนามเพลาะ ทั้งลุกลามไปยังนานนํ้า และเปนครั้งแรกในประวัติศาสตร คือการรบกลางอากาศ โดยชวงแรกมหาอํานาจกลางเปนฝายมี ชัย กระทั่งเรือดํานํ้าเยอรมันโจมตีเรือโดยสารอังกฤษ ที่มีผูโดยสารชาวอเมริกันอยูดวย สหรัฐอเมริกา โจนเขารวมสงครามในป ๑๙๑๗ ฝายพันธมิตรจึงไดเปรียบขึ้นดวยอาวุธยุทโธปกรณและกําลังพล ป เดียวกันรัสเซียที่เริ่มมีปญหาภายในก็ถอนตัวจากสงคราม มหาอํานาจกลางเปนฝายเพลี่ยงพลํ้ายิ่งขึ้น 6_edit.indd 78 13-Feb-13 9:37:24 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๗๙ ทหารอาสาของไทย ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ รวมการสวนสนามฉลองชัยชนะ ที่ประเทศฝรั่งเศส ในที่สุด เยอรมนีเซ็นสัญญาสงบศึก ๑๑ พฤศจิกายน ค.ศ.๑๙๑๘ สงครามโลกครั้งที่ ๑ ซึ่ง กินเวลานาน ๔ ป ๕ เดือน จึงยุติลงอยางเปนรูปธรรม ตามดวยการลงนามในสนธิสัญญาแวรซายส วันที่ ๒๘ มิถุนายน ค.ศ.๑๙๑๙ สงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลงดวยชัยชนะของฝายพันธมิตร และความปราชัยของฝาย มหาอํานาจกลาง – จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และจักรวรรดิ ออตโตมัน ไดแตกเปนประเทศเกิดใหม จํานวนมาก โดยเฉพาะอยางยิ่งในยุโรปกลาง การสิ้นสุดของจักรวรรดิรัสเซีย นําไปสูการกอตั้งสหภาพ โซเวียต อันเปนผลมาจากการปฏิวัติรัสเซีย ผลจากสงครามทําใหมีผูเสียชีวิต บาดเจ็บและสาบสูญ รวมกันไมตํ่ากวา ๔๐ ลานคน ถือเปนสงครามที่มีผูเสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตรลําดับที่สอง ผลสําคัญคือการวาดแผนที่ยุโรปใหม ประเทศฝายมหาอํานาจกลางสูญเสียดินแดนเปนจํานวน มาก โดยเฉพาะเยอรมนีสูญเสียอาณานิคมโพนทะเลทั้งหมด ตองลดกําลังทหาร อาวุธ ตองชดใชคา ปฏิกรรมสงครามจํานวนมหาศาล ถูกตราหนาวาเปนผูเริ่มสงคราม และตองถูกพันธมิตรยึดครองดิน แดนจนกวาจะปฏิบัติตามเงื่อนไขสนธิสัญญาแวรซายสเรียบรอย ขณะที่จักรวรรดิออสเตรีย –ฮังการี แตกออกเปนประเทศเอกราชใหมไดแก ออสเตรีย ฮังการี เชโกสโลวาเกีย ยูโกสลาเวีย สงครามโลกครั้งที่ ๑ ยังทําใหสหรัฐอเมริกากาวขึ้นเปนหนึ่งในมหาอํานาจโลกเสรีเคียงกับ อังกฤษและฝรั่งเศส รัสเซีย กลายเปนมหาอํานาจโลกสังคมนิยม หลังจากเลนินปฏิวัติสําเร็จ และ เมื่อสามารถขยายอํานาจไปผนวกแควนตางๆ มากขึ้น เชน ยูเครน เบลารุส ฯลฯ จึงประกาศจัดตั้ง สหภาพโซเวียต เมื่อ ค.ศ. ๑๙๒๒ 6_edit.indd 79 13-Feb-13 9:37:30 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๐ อยางไรก็ตาม ดวยเหตุที่ประเทศผูแพไมไดเขารวมรางสนธิสัญญาแวรซายส แตถูกบีบ บังคับใหลงนามยอมรับ จึงกอเกิดภาวะตึงเครียด เกิดการกอตัวของลัทธิฟาสซิสตในอิตาลี นาซีใน เยอรมัน และเผด็จการทหารในญี่ปุน มหาอํานาจเผด็จการทั้งสามเปนพันธมิตรตอตานโลกเสรีและ คอมมิวนิสต เรียกวาฝายอักษะ(Axis) “อดอลฟ ฮิตเลอร” เรืองอํานาจ สรางกระแสชาตินิยม ฉีก สนธิสัญญาแวรซายส พัฒนาอุตสาหกรรมและการทหารจนกลายเปนจุดเริ่มตนของสงครามโลกครั้ง ที่ ๒ ในอีก ๒๐ ปตอมา ตอมา ไดมีการกอตั้ง “สันนิบาตชาติ” เพื่อเปนองคการระหวางประเทศที่มีจุดประสงคเพื่อ การแกไขปญหาระหวางประเทศดวยวิธีการทางการทูต แตทวาจากลัทธิชาตินิยมที่เกิดขึ้นภายหลัง สงคราม ประกอบกับสนธิสัญญาแวรซายส ยังเปนปจจัยสําคัญที่นําไปสูการปะทุของสงครามโลก ครั้งที่สอง ผลงานของทหารอาสายุติลงเมื่อ ๑ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๑๙ กองทหารอาสารุนสุดทายของไทย เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อ ๒๑ กันยายน ค.ศ. ๑๙๑๙ ทหารไทยเสียชีวิตไป ๒๐ นาย พระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดโปรดฯใหสราง “อนุสาวรียทหารอาสา” ไว ณ บริเวณทิศเหนือ ของสนามหลวง และสรางวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม เปนที่ระลึกสําหรับการประกาศสงครามเขาเปน ฝายสัมพันธมิตร ผลที่ไดรับจากการเขารวมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น มีความสําคัญดังนี้ ๑. เปนการเผยแพรชื่อเสียงและเกียรติคุณของประเทศ ๒. ไดรับเกียรติเขารวมทําสัญญาสันติภาพแวรซายส ๓. เมื่อสงครามสงบไดรับเชิญเขาเปนสมาชิกประเภทริเริ่มขององคการสันนิบาตชาติ เปน หลักประกันเอกราชและความปลอดภัยของประเทศ ๔. ไดแกไขสัญญาที่ทําไวแตรัชกาลที่ ๔ เปนผลสําเร็จ ยกเลิกสัญญาตางๆ ที่ไทยทํากับ เยอรมันและออสเตรีย – ฮังการี และทําสัญญากับประเทศตางๆ ใหม ๕. ไดยึดทรัพยจากเชลย ๖. เปลี่ยนธงชาติจากธงชางมาเปนธงไตรรงค เพื่อนําไปใชในกองทัพไทยที่เขารวม สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ๗. สรางอนุสาวรียเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือ อนุสาวรียทหารอาสา วงเวียน ๒๒ กรกฎา สมาคมสหายสงคราม เปนตน ๘. มีการจัดทหารแบบยุโรป และเริ่มจัดตั้งกรมอากาศยานขึ้นเปนครั้งแรก อนุสาวรียทหารอาสา เปนอนุสาวรียที่ตั้งอยู ณ. ถนนสามเหลี่ยมตรงมุมดานทิศเหนือของ ทองสนามหลวง ตรงขามพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร เปนอนุสรณแกทหารไทยที่ไปรวมรบ ในสมรภูมิยุโรป หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งอุบัติขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ โดยประเทศไทยรวม กับฝายสัมพันธมิตร อันมีฝรั่งเศส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ประกาศสงครามกับเยอรมันและ ออสเตรีย – ฮังการี เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๐ 6_edit.indd 80 13-Feb-13 9:37:34 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดทรงโปรดฯ ใหประกาศรับทหารอาสาสมัคร ๘๑ เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๑ เดินทางออกนอกประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ เพื่อเขารับการฝกหัดเพิ่มเติมกอนเดินทางตอไปยังสนามรบ ทหารไทยไดไปปฏิบัติการรบ สนับสนุนกองทัพบกฝรั่งเศส และไดรบเคียงบาเคียงไหลกับทหารชาติสัมพันธมิตรอยางกลาหาญ องอาจ ทหารอาสาที่เสียชีวิตในสมรภูมิจํานวน ๑๙ นาย ไดฝงไว ณ ตําบล ฌูบ กูรท (Jube Court) ในยุทธบริเวณประเทศฝรั่งเศส ตอมาจึงมีการฌาปนกิจที่สุสานเยอรมนี ครั้นสงครามสงบลงซึ่งฝาย สัมพันธมิตรเปนฝายชนะ ทหารอาสาไดทยอยเดินทางกลับสูประเทศ ชุดสุดทายมาถึงเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๒ พรอมอัฐิของทหารที่เสียชีวิต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว มีพระราชดําริใหสรางอนุสาวรียสําหรับบรรจุอัฐิ ของทหารหาญเหลานั้น ไดโปรดใหพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรมพระนริศรานุวัดติวงศ (พระอิสริ ยศในขณะนั้น) ทรงเปนผูออกแบบอนุสาวรียมีรูปทรงคลายเจดีย มีซุม ๔ ดาน ประดับดวยหินออน ดานหนาและหลังของอนุสาวรียจารึกเหตุผลแหงการประกาศสงคราม การประกาศรับทหารอาสา สมัคร การจัดกําลังรบ และการเดินทาง อีกสองดานจารึกชื่อของทหารผูสละชีวิตจํานวน ๑๙ คน บอกอายุ ยศ และนาม วันเดือนปและสถานที่ที่เสียชีวิต อัฐิของทหารที่เสียชีวิตไดถูกนํามาบรรจุ ณ อนุสาวรียแหงนี้เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๒ วงเวียน ๒๒ กรกฎาคม 6_edit.indd 81 13-Feb-13 9:37:40 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๒ ประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม และวรรณกรรม ประเพณี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงสนพระราชหฤทัย ในการพัฒนาขนบธรรมเนียม ประเพณีไทยตั้งแตจารีตประเพณีที่ชาวไทยประพฤติปฏิบัติกันในชีวิตประจําวัน ซึ่งเรียกไดวาตั้งแต เกิดจนกระทั่งตาย ตั้งแตชนชั้นสูงจนถึงสามัญชนจนถึงขนบประเพณีและกฎเกณฑของสังคมสวน รวมระดับชาติ ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ทรงพัฒนานั้น บางอยางก็เปนประเพณีดั้งเดิมของไทย บางอยางก็ทรงนํามาจากตางประเทศ บางอยางก็ทรงนําแบบอยางมาจากตะวันตกมาผสมผสานกับ ของไทย ทั้งนี้เพื่อใหประเทศไทยไดชื่อวาเปนประเทศอารยะมีกฎเกณฑทางสังคมไดมาตรฐานตะวัน ตก เปนที่ยอมรับและยกยองของนานาอารยประเทศ พระองคโปรดใหเปลี่ยนแปลงแกไขขนบประเพณีของบานเมืองใหเหมาะสมและสอดคลอง กับหลักสากลหลายประการ ลวนเปนการริเริ่มที่งดงามทันสมัยตามความเปนไปของบานเมืองที่ กําลังเจริญกาวหนา ดังนี้ ๑. การตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงเห็น วา บรรดาชาติที่เจริญแลว ยอมมีชื่อสกุลเปนหลักฐานอันเปนเครื่องชวยกําหนดบุคคลแตละคนได แนนอนตายตัวกวาการเรียกชื่อเฉยๆ ซึ่งอาจซํ้าและกอความยุงยากสับสน นอกจากนี้ยังเปนเครื่อง เตือนใจใหเจาของสกุลประพฤติแตสิ่งดีงามเวนประพฤติชั่วเพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของสกุล การตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุลขึ้นเปนหลักการสืบเชื้อสายตอเนื่องกันในทางบิดาผู ใหกําเนิด เพื่อสงเสริมความรัก ความสามัคคีระหวางคณะหรือเครือญาติ ตลอดจนเพื่อจูงใจใหคน ประพฤติดี รักษาชื่อเสียงของวงศตระกูล และการมีชื่อตระกูลยังทําใหสะดวกในการลงชื่อตนใน ทะเบียนสํามะโนครัว พระองคไดทรงคิดนามสกุลพระราชทานแกบุคคลตางๆ ทั้งพระบรมวงศานุ วงศ ขาราชบริพาร ขุนนาง สามัญชน ตลอดจนชาวตางชาติเขามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยูในไทย เปนจํานวนมาก จากสถิติที่คณะกรรมการฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ ๘ รอบ และ ๑๐๐ ป ของพระองคทานรวบรวมไวไดในเวลานี้ จํานวนถึง ๖,๔๓๒ นามสกุล ๒. การตรากฎมณเฑียรบาลวาดวยการสิ้นราชสันตติวงศกฎมณเฑียรบาล อันเปนขอบัญญัติ พิเศษเกี่ยวกับพระราชฐาน พระราชวงศและระเบียบการปกครองในราชสํานัก (โบราณเขียนวากฎ มณเฑียรบาล) โดยเฉพาะอยางยิ่งวาดวยการสืบราชสันตติวงศ ของเดิมมีไดกําหนดหลักอันเกณฑไว เรียบรอย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว จึงโปรดใหตรากฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบ ราชสันตติวงศ ขึ้นไวเปนหลักสําหรับปฏิบัติในอนาคต เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๗ ในมาตราวาดวยลําดับชั้นผูควรสืบราชสันตติวงศ ในกรณีที่ยังไมมีรัชทายาทกําหนดให เลือกสายตรงกอนเสมอ เริ่มแตสมเด็จหนอพระพุทธเจา (สมเด็จพระบรมราชโอรส ประสูติแตพระ อัครมเหสี) เปนตนไป ถาเลือกสายตรงไมไดจึงใหเลือกตามเกณฑสนิทมากและนอย (มีคําอธิบายไว คอนขางละเอียด) 6_edit.indd 82 13-Feb-13 9:37:44 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๓ ๓. การตราพระราชบัญญัติ ธง พุทธศักราช ๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยู หัว ยังไดทรงใชวิธีการสรางสัญลักษณตางๆ เพื่อเปนศูนยรวมจิตใจ ความรูสึกนึกคิด ความเปนนํ้า หนึ่งใจเดียวกัน ความเปนหมูเหลา และเพื่อเปนแรงบันดาลใจใหเกิดความสามัคคี ความเสียสละ และความสํานึกในหนาที่พลเมืองดี อันเปนทางนําไปสูการสรางชาติไทยใหเจริญทัดเทียมกับนานา ประเทศ เชน โปรดเกลาฯ ใหเลือกเอาวันที่ ๖ เมษายน ซึ่งเรียกกันวา วันจักรี อันเปนวันที่พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นครองราชยสถาปนาราชวงศจักรีขึ้น เปนวันชาติ ของไทยตามแบบอารยประเทศที่ตางก็มีวันชาติของตน และโปรดใหประดิษฐธงชาติใหมเปนธง ๓ สี ตามลักษณะธงชาติที่อารยประเทศใชกันอยูโดยมาก พระราชทานชื่อวา “ธงไตรรงค” ประกอบ ดวย สีแดง สีขาว และสีนํ้าเงิน เพื่อเปนสัญลักษณแทนสถาบันสูงสุดทั้ง ๓ คือ ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย ตามลําดับ นอกจากนี้ยังไดพระราชทานธง และเครื่องหมายตางๆ เชน เข็ม ตราฯ ใหแกหนวยงาน กรม กอง คณะตางๆ เชน พระราชทานธงประจํากองทหาร กอง เสือปา ฯลฯ เพื่อเปนเครื่องเตือนใจสมาชิกของคณะใหสํานึกถึงหนาที่ที่จะตองปฏิบัติเพื่อรักษา ชื่อเสียง เกียรติยศ ของหมูคณะของตน และเพื่อใหสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณขององคพระมหา กษัตริยผูพระราชทาน ตลอดจนเพื่อใหคนทั่วไปรําลึกถึงความดีงามของคณะเหลานั้นเมื่อไดเห็น เครื่องหมายดังกลาว ๔. การสงเสริมสิทธิสตรี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงสนพระราชหฤทัยใน เรื่องสถานภาพสตรีเปนอันมาก ในทัศนะของพระองค ทรงเห็นวา สตรีไทยเวลานั้นยัง “ถูกผูชาย เกียจกันและบังคับหยุมหยิมตางๆ อยูมาก” อาทิ ถูกขายเปนโสเภณีหรือภรรยานอย หรือถูกผูชาย ขมเหงนํ้าใจดวยการมีภรรยาหลายคน และยังไมสามารถดูแลจัดการทรัพยสินของตนเองได ตองให สามีปกครองแทน เปนตน พระองคจึงเรียกรองใหชาวไทย ตระหนักถึงฐานะอันตกตํ่าของสตรีและ ชวยกันแกไขซึ่งพระองคเองไดทรงดําเนินการไปหลายประการ นอกจากการสงเสริมการศึกษาของ สตรีเชนตั้งโรงเรียนฝกหัดครูสตรีแลวสงออกไปสอนในชนบทตางๆ แลวยังทรงเปดโอกาสใหสตรีเขา ธงชัยเฉลิมพลกองทหาร ธงไตรรงค นับตั้งแต พ.ศ. ๒๔๖๐ เปนตนมา อาสาในสงครามโลกครั้งที่ 1 6_edit.indd 83 13-Feb-13 9:37:52 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๔ รวมกิจกรรมทางสังคมเทาเทียมกับบุรุษ เชนเดียวกับสตรีในอารยประเทศ เชนออกงานเลี้ยง เตนรํา แสดงละครรวมกับบุรุษแบบชายจริงหญิงแท ฯลฯ พระองคทรงออกประกาศพระราชนิยมและขอ กําหนดกฎหมายตางๆ ที่มีผลในการจัดระเบียบทางสังคมเพื่อประโยชนแกสตรีเชน “กฎหมายมณเฑียรบาลวาดวยครอบครัวแหงขาราชสํานัก พุทธศักราช ๒๔๕๗” กําหนดให ขาราชการในราชสํานักจดทะเบียนครอบครัวและเคหะสถาน เพื่อใหเกิดความเรียบรอยและสงบสุข ของครอบครัว และเปนการยกฐานะภรรยาใหปรากฏชัดขึ้น ในป พ.ศ.๒๔๖๐ พระองคโปรดเกลาฯ “นางสาว” สําหรับสตรีที่ยังโสด คําวา “นาง” สําหรับสตรีที่แตงงานแลว คําวา “คุณหญิง” สําหรับสตรีที่ไดรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ จุลจอมเกลาฝายใน และสตรีที่มีสามีมีบรรดาศักดิ์ชั้นพระยาและเจาพระยาตามลําดับ พระองค ทรงมีพระราชนิยมใหสตรีไทยไวผมยาว เลิกกินหมาก ซึ่งทําใหฟนดําไมนาดู นอกจากนี้ไดทรงพระราชนิพนธบทความ บทรอยกรอง และบทละคร เพื่อสงเสริมสถานภาพ สตรี ตลอดจนเพื่อเตือนใจและสอนใจสตรีไทยเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติ เชน บทละครเรื่องบวง มาร สาวิตรีบทความเรื่อง “เครื่องหมายความรุงเรืองคือสถานภาพแหงสตรี” และบทความเรื่อง “แตงงานชั่วคราว” “ความไมรับผิดชอบของบิดามารดา” และ “การคาหญิงสาว” ในชุด “โคลน ติดลอ” เปนตน ๕. การเปลี่ยนแปลงการแตงกายสตรี ในสมัยรัชกาลที่ ๕ หลังเสด็จประพาสยุโรป สตรีไทย เปลี่ยนแปลงไปแตงกายตามแบบชาวตะวันตกมากขึ้น เริ่มใชเสื้อผาแบบยุโรปโดยเฉพาะอยางยิ่ง เสื้อ แตยังคงนุงโจงกระเบน แตสวมถุงนอง รองเทาถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ สตรีเริ่มนิยมไวผมยาวเกลา เปนมวยหรือไวผมบอบ(แบบฝรั่ง) กับเริ่มนุงซิ่นเปนผาถุงแทนโจงกระเบนตามพระราชนิยมจากราช สํานัก ราว พ.ศ.๒๔๖๒ เปนตนมา บุคคลภายนอก (สตรี) ตางเจริญรอยตาม (เอาแบบ) ทําใหการ แตงกายแบบใหมนี้เปนที่นิยมแพรหลาย สวนหญิงสูงอายุหรือชรายังคงนิยมไวผมสั้น (ผมทัด) ตัด เกรียน รอบศีรษะไวยาวเปนพูที่ริมหู สําหรับหอยดอกไมและยังคงนุงโจงกระเบนอยู ๖. การเปลี่ยนแปลงการนับเวลาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงเห็นวาการ นับเวลาแบบทุมโมงไมสะดวกแกวงการธุรกิจปจจุบัน จึงโปรดใหเปลี่ยนตามแบบสากลโดยใหถือ เวลาเที่ยงคืนเปนเวลาวันใหมและระยะทุมโมงใหเปลี่ยนเปนนาฬกา กับใหนับเวลาเปน ก.ท.(กอน เที่ยง ตั้งแตเที่ยงคืนถึงเที่ยงวัน) และ ล.ท.(หลังเที่ยง ตั้งแตเที่ยงวันจนถึงเที่ยงคืน) ทํานองเดียวกับ ในภาษาอังกฤษที่ใชวา A.M. และ P.M. เริ่มใชตั้งแตกันยายน พ.ศ.๒๔๖๐ ๗. การใชเวลามาตรฐาน เนื่องจากนานาชาติไดถือวาเวลาที่เมืองกรีนิชประเทศอังกฤษเปน มาตรฐานในการนับเทียบเวลา ตามตําแหนงทางภูมิศาสตร ประเทศไทย เร็วกวากรีนิช ๗ ชั่วโมง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว จึงโปรดใหกําหนดเวลาในประเทศเสียใหม ใหสอดคลอง กับเวลาสากลที่ประเทศอื่นใชกัน (ตรงกับเวลาของมลายูหรือมาเลเซีย) ดังที่ใชกันอยูในปจจุบัน ตั้งแต วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๓ มีผลใหเวลาของไทยเร็วขึ้นกวาเดิม คือเวลาเที่ยงวันกอนดวงอาทิตย ตรงศีรษะที่กรุงเทพฯ ๑๘ นาที 6_edit.indd 84 13-Feb-13 9:37:56 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๕ ๘. การกําหนดใชพุทธศักราช เปนศักราชในราชการ เนื่องจากสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการใช รัตนโกสินทรศก (ศักราช) เปนทางราชการเปนเวลานาน ศักราชนี้เริ่มนับเวลาตั้งแตสรางกรุงเทพฯ จึงเริ่มตนใน พ.ศ.๒๕๒๕ เปนรัตนโกสินทรศก (ศักราช) หรือ ร.ศ.๑ นับเปนเวลานอยเหลือเกิน ถาตองการกําหนดนับเวลาถอยหลังในเหตุการณที่ลวงมาแลวกอนร.ศ. เปนรอยๆ ป ขึ้นไป ยอม เปนการยุงยากแกการใชอยูไมนอย อีกประการหนึ่งนานาอารยประเทศลวนใชศักราชของศาสนาที่ เขานับถือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว จึงโปรดใหใชพุทธศักราชเปนศักราชในราชการ (พ.ศ.) แทนรัตนโกสินทรศก(ร.ศ.) เริ่มตั้งแตวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖ ตามทางสุริยคติ เปนวันขึ้นป ใหม และเปลี่ยนศักราชราชการ (พ.ศ.) ใหมดวย พรอมกันไดโปรดใหใชคําไชโย แทนคําโหฮิ้ว โดยเริ่ม ใชครั้งแรกในคราวเสด็จประชุมเสือปาและลูกเสือ ณ ดอนเจดีย เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๓ ๙. การสงเสริมความรักชาติ เพื่อใหพระราชปณิธานของพระองคบรรลุผลดังพระราชประสงค จึงจําเปนตองปลูกฝงปณิธานดังกลาวขึ้นในจิตใจคนในชาติดวย ฉะนั้นตลอดระยะเวลา ๑๕ ป แหง การครองราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงพยายามปลูกฝงความรูสึก ความ สํานึกถึงความเปนชาติอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้นในจิตใจคนไทย และทรงสั่งสอนแนะนํา ชี้แจงให ตระหนักถึงความสําคัญของการคงอยูของชาติ และสถาบันสําคัญของชาติอันไดแกสถาบันศาสนา และสถาบันกษัตริย ตลอดจนหนาที่ที่สมควรปฏิบัติเพื่อชาติ ทรงแสดงเปนนายมั่น ปนยาว ละครพระราชนิพนธเรื่องพระรวง 6_edit.indd 85 13-Feb-13 9:38:02 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๖ ศิลปะและวัฒนธรรม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงทะนุบํารุงและฟนฟูศิลปกรรมไทยทุกสาขา ตลอดจนสถาปตยกรรมไทยและทรงสงเสริมวัฒนธรรมไทย ในดานนาฏศิลปทรงโปรดการแสดงโขนละครเปนอยางยิ่ง ในระหวางที่ทรงพํานักอยูใน ประเทศอังกฤษเพื่อการศึกษา ก็ไดเสด็จทอดพระเนตรละครเปนประจํา เคยทรงแสดงละครตั้งแต ทรงศึกษาอยูในประเทศอังกฤษ จนกระทั่งเสด็จเสวยราชสมบัติแลวก็ยังทรงแสดงตอไป เชน ได ทรงแสดงเปนนายมั่นปนยาวในละครเรื่องพระรวง เปนพระสังฆราชนิกายคาธอลิกในละครพูดเรื่อง กุศโลบาย ซึ่งทรงแปลจาก A Royal Family ของรอเบอรตมารแชล และเปนทาวมิดัส เจาผูครอง เกาะอัลฟะ เบตา ในละครเรื่องวิวาหพระสมุทร เปนตน และไดทรงพระราชนิพนธบทละครไวเปน จํานวนมากเพื่อไวจัดแสดงละคร พ.ศ.๒๔๕๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหจัดตั้ง กรมมหรสพขึ้นโดยรวมเอากรมตางๆ ที่เกี่ยวของกับการมหรสพทั้งในดานนาฏศิลปและดุริยางคศิลป มาไวในกรมมหรสพที่จัดตั้งขึ้นใหมนี้ เชนกรมโขน กรมปพาทยมหาดเล็ก และกองเครื่องสายฝรั่ง หลวง เปนตน และยังไดโปรดเกลาฯ ใหสรางโรงละครหลวงไวในพระราชวังทุกแหง เพื่อใชแสดง ละครรวมทั้งโปรดใหตั้งโรงเรียนพรานหลวง สําหรับสอนอบรมกุลบุตรใหมีความรูทางนาฏศิลป ดนตรีพรอมกับวิชาสามัญ ซึ่งทรงเอาพระทัยใสใกลชิดในพระบรมราชูปถัมภตลอดเวลา นอกจากนี้ พระองคคัดเลือกบุตรหลานขาราชการ มหาดเล็กมาฝกเลนโขนเรียกวา โขนสมัครเลน ตอมากลายเปนโขนบรรดาศักดิ์ คูกับโขนเชลยศักดิ์ของเอกชน ไดทรงพระราชนิพนธบทรองบทพากย รามเกียรติ์ สําหรับเลนโขน ๖ ชุด (ชุดสีดาหาย เผาลงกา จองถนน ฯลฯ) และบทเบิกโรงสั้นๆ อีก หลายตอน การละครมีความเจริญกาวหนามากทั่งละครรอง ละครรํา และละครพูด (แบบยุคใหม) ตั้ง ละครสวนพระองคชื่อทวีปญญาสโมสร ตอมาเปลี่ยนเปนคณะศรีอยุธยารมย พระองคทรงพระราช นิพนธบทละครพูดเปนอันมาก ทั้งภาษาไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส ราว ๔๐ เรื่อง เรื่องเอกที่ไดรับการ ยกยองวาเปนยอดของบทละครพูดคือ เรื่องหัวใจนักรบ เรื่องอื่นๆ ไดแก พระรวง วิวาหพระสมุทร เสียสละ บวงมาร กุศโลบาย เวนิสวานิช ตามใจทาน มัทนะพาธา ฯลฯ ดานจิตรกรรม พระองคทรงสนพระราชหฤทัยในการวาดภาพลอและไดทรงวาดภาพลอไว หลายชุด รวมทั้งไดทรงวาดภาพลอของขาราชบริพารไวเปนอันมาก ภาพฝพระหัตถเหลานี้ถาเปน ภาพลอของผูใด ผูนั้นก็จะขอซื้อในราคาสูง เงินคาภาพทั้งหมดสงเขาสมทบทุนการกุศล และภาพ ลอทุกภาพก็จะนําไปลงพิมพในหนังสือดุสิตสมิต ดานสถาปตยกรรม พระองคทรงปลูกฝงความเปน “ชาติ” ผานการใชสถาปตยกรรมแบบ ไทยในสมัยตางๆ พระองคทรงพอพระราชหฤทัยอาคารทรงไทย ไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ให สรางพระที่นั่งแบบไทยหลังแรก คือพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตยขึ้นที่พระราชวังสนามจันทร จังหวัด นครปฐม เปนพระที่นั่งทองพระโรงสําหรับเสด็จออกขุนนาง ใชแสดงโขน และเปนที่อบรมเสือปา 6_edit.indd 86 13-Feb-13 9:38:06 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลาเจาอยูหัว จากละครเรื่องศกุณตลา 6_edit.indd 87 13-Feb-13 9:38:15 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๘ อาคารเรียนและหอประชุมของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยและโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ที่ ประยุกตการตกแตงสถาปตยกรรมไทยเขกับโครงสรางการกอสรางอาคารแบบตะวันตก การอนุรักษ งานชางไทยที่สําคัญ คือ การเปดโรงเรียนเพาะชางเพื่อฟนฟูและอนุรักษงานชางไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงนําศิลปวัฒนธรรมตางประเทศมาประยุกตให เปนแบบไทยๆ เพื่อปลูกฝงแนวคิดเรื่องความรักชาติ การเสียสละเพื่อชาติ และการใหความรูเกี่ยว กับตํานานชาติ การอนุรักษและพัฒนาศิลปวัฒนธรรมของชาตินี้ เปนพระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงทํานุบํารุงดวยพระราชทรัพยสวนพระองคไดที่จัดสรรจากเงินพระคลัง ขางที่ มิไดใชเงินงบประมาณแผนดิน เพื่อการพัฒนาประเทศในดานตางๆ วรรณกรรม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงโปรดงานดานวรรณกรรมมาตั้งแตยังทรงพระเยาว ทรงเริ่มงานประพันธตั้งแตยังทรงศึกษาอยู ณ ประเทศอังกฤษ โดยทรงริเริ่มออกวารสารรายสัปดาห สําหรับเด็กชื่อวา The Screech Owl และทรงพระราชนิพนธเรื่องสําหรับเด็กไวในวารสารนี้ดวย พระราชนิพนธของพระองค ตลอดรัชสมัย มีเปนจํานวนมาก และมีทุกประเภทไดแกโขน ละคร พระราชดํารัสพระบรมราโชวาท พระบรมราชานุศาสนีย เทศนา ปลุกใจเสือปานิทานบท ชวนหัว คําประพันธรอยกรอง สารคดีและบทความในหนังสือพิมพ นอกจากนี้ยังทรงพระราชนิพนธ เปนภาษาอังกฤษไวหลายเรื่อง พระนามแฝงที่ทรงใชอยูมีเปนจํานวนมาก เชนศรีอยุธยารามจิตติ พันแหลม อัศวพาหุ เปนตน พระราชนิพนธแตละเลมของพระองค นอกจากใหสาระและความเพลิดเพลินแลว ยังเต็ม ไปดวยสุภาษิต ขอคิดและคําคม เปนมรดกทางวรรณกรรมที่ตกทอดมาถึงปจจุบัน และยังไดทรงใช วรรณกรรมปลุกใจใหรักชาติรักความเปนไทยอีกดวย เชนทรงพระราชนิพนธบทละครเรื่อง พระรวง และโคลงสยามานุสสติ เปนตน รัชสมัยของพระองคนับไดวาเปนจุดเริ่มตนของการฟนฟูวรรณกรรม ทุกประเภทของไทยจนทรงไดรับพระสมัญญานามวา สมเด็จพระมหาธีรราชเจา การสงเสริมการแตงหนังสือนั้น พระองคทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหตราพระราชบัญญัติ วรรณคดีสโมสรขึ้น เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๗ งานสําคัญอยางหนึ่งของวรรณคดีสโมสรก็ คือการพิจารณายกยองหนังสือไทยประเภทตางๆ ที่แตงไดดีเยี่ยม ปรากฏวาบทละครพูดเรื่องหัวใจ นักรบ บทละครพูดคําฉันทเรื่อง มัทนะพาธา และพระนลคําหลวง เปนพระราชนิพนธของพระองค ทาน ซึ่งวรรณคดีสโมสรยกยอง พระราชนิพนธของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว แตละ ประเภทมีจํานวนดังนี้ ๑. โขนและบทละคร จํานวน ๑๖๗ เรื่อง ๒. นิทานและบทชวนหัว จํานวน ๑๕๗ เรื่อง ๓. บทความลงหนังสือพิมพ จํานวน ๒๗๘ เรื่อง ๔. บทรอยกรอง จํานวน ๑๕๑ เรื่อง 6_edit.indd 88 13-Feb-13 9:38:19 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๘๙ ๕. สารคดี จํานวน ๑๐๐ เรื่อง นอกจากนี้ยังมีพระราชดํารัส และพระราชบันทึก เปนจํานวนมาก โดยเฉพาะบทละครพูด ไมตํ่ากวา ๕๐ เรื่อง แยกเปนประเภทตางๆ ไดดังนี้ ประเภทบทละคร-หัวใจนักรบ พระรวง ตามใจทาน เวนิสวานิช โรเมโอและจูเลียต ฯลฯ ประเภทประวัติศาสตรโบราณคดี-เที่ยวเมืองพระรวง เที่ยวเมืองอียิปต สันนิษฐานเรื่องทาว แสนปม ฯลฯ ประเภทวรรณคดี–มัทนะพาธา ศกุนตลา พระนลคําหลวง นารายณสิบปาง ฯลฯ ประเภทปลุกใจ-ปลุกใจเสือปา เมืองไทยจงตื่นเถิด ลัทธิเอาอยางโคลนติดลอ ยิว แหงบูรพา ทิศ ฯลฯ ประเภททหารการรบ – การสงครามปอมคายประชิด ความเจริญแหงปน พันแหลม ฯลฯ ประเภทกฎหมาย – กฎหมายนานาประเทศแผนกคดีการเมือง กฎหมายทะเล ฯลฯ ประเภทการเมือง – ปกิณกคดีของอัศวพาหุ การจลาจลในรัสเซีย ความกระจัดกระจายแหง เมืองจีนฯลฯ ประเภทนิทาน – นิทานทหารเรือ นิทานทองอิน นิทานชวนขัน ฯลฯ ประเภทสุขวิทยา – กันปวย ฯลฯ ประเภทศาสนาธรรมะ – เทศนาเสือปา พระพุทธเจาตรัสรูอะไร พระบรมราโชวาทในงาน วิสาขบูชา ฯลฯ พระนามแฝงในงานพระราชนิพนธ อัศวพาหุ (เกี่ยวกับบทปลุกใจและการเมือง) ศรีอยุธยา (เกี่ยวกับบทละคร) รามจิตติ (เกี่ยวกับบันเทิงคดีและสารคดีตางๆ ที่ทรงแปลจากภาษาตางประเทศ) พันแหลม (เกี่ยวกับทหารเสือ) นายแกว นายขวัญ (เกี่ยวกับบทละคร) นอยลา, สุครีพ (เกี่ยวกับ นิทานตางๆ) กวีนักคิดนักเขียน นอกจากพระองคแลวยังมีที่สําคัญๆ คือ สมเด็จกรมพระยาดํารงราชา นุภาพ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ) เจาพระยาพระเสด็จสุเรน ทราธิบดี เจาพระยาธรรมศักดิ์ พระยาอุปกิตศิลปสาร พระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) พระยา อนุมานราชธน (เสถียรโกเศศ) พระยาสุรินทราชา (นกยูงวิเศษกุล) นายชิต บุรทัต การใหเสรีภาพแกพลเมือง ครอบคลุมไปถึงการใหเสรีภาพแกหนังสือพิมพและการแสดง ความคิดเห็นวิพากษวิจารณ ทั้งดานการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจหรือสังคม แกพลเมืองอยาง กวางขวาง อาจนับไดวาไมมีสมัยใดที่หนังสือพิมพจะมีเสรีภาพมากเทากับในรัชสมัยของพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว แมวาในตอนปลายรัชกาลไดมีการออก “พระราชบัญญัติวาดวย สมุดเอกสารและหนังสือพิมพพุทธศักราช ๒๔๖๕ “แตเนื้อหาสาระเพงเล็งในดานการจัดตั้งโรงพิมพ เปนสําคัญในรัชสมัยของพระองคจึงมีหนังสือพิมพที่เปนรายวัน รายสัปดาห รายทศ รายปกษ ราย เดือน ทั้งภาษาไทย จีน อังกฤษ รวมถึง ๑๔๙ ฉบับ เพิ่มขึ้นเปนจํานวนมากจากในรัชกาลกอนซึ่งมี อยูทั้งหมด ๕๙ ฉบับ 6_edit.indd 89 13-Feb-13 9:38:23 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๐ บุคคลสําคัญ สมเด็จพระเจาภคินีเธอ เจาฟาเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สมเด็จพระเจาภคินีเธอ เจาฟาเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ประสูติเมื่อวันอังคารที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาส ในหมูพระมหามณเฑียร ภายในพระบรม มหาราชวัง พระองคเปนพระราชธิดาพระองคเดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ที่ ประสูติแตพระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวี โดยประสูติกอนการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เพียงวันเดียว นอกจากนี้ เมื่อนับพระญาติทางฝายพระมารดานั้นพระองค นับเปนพระญาติชั้นที่ ๓ ของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตพระมหากษัตริยแหงกัมพูชา กอนการมีพระประสูติการนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดสถาปนานางสาว สุวัทนา อภัยวงศ ขึ้นเปนเจาจอมสุวัทนา และมีการสถาปนาเจาจอมสุวัทนาขึ้นเปนเจานายในราชวงศ จักรี มีพระอิสริยยศที่ พระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวี ในเดือนตุลาคม ปเดียวกันนั้นเอง ทั้งนี้ เพื่อ “ผดุงพระราชอิสริยยศแหงพระกุมารที่จะมีพระประสูติการในเบื้องหนา” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงพระปติโสมนัสอยางพนประมาณ ทรงเฝารอพระ ประสูติการของพระหนอพระองคแรกอยางจดจอ ดวยทรงคาดหวังวาจะประสูติเปนพระราชโอรส ซึ่งพระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวี ไดมีพระดํารัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ความวา... “เมื่อฉันตั้งครรภ เจาฟา ลนเกลาฯ ก็ทรงโสมนัส ทรงคาดคิดวาจะไดเปนชาย ไดราชสมบัติสืบตอจากพระองค เมื่อ ยังมีพระอนามัยดีอยู ก็มีรับสั่งอยางสนิทเสนหาทรงกะแผนการชื่นชมตอพระเจาลูกยาเธอที่จะเกิด ใหม...”ทั้งยังทรงพระราชนิพนธบทกลอมบรรทมสําหรับสมโภชเดือนพระราชกุมารประกอบทํานอง ปลาทองไวลวงหนาอีกดวย แตแลวเมื่อใกลมีพระประสูติการ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงพระประชวร หนักดวยโรคพระอันตะ มีพระอาการรุนแรงขึ้นอยางมิคาดฝน ในยามนั้น พระองคประทับ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานภายในพระบรมมหาราชวัง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯใหพระนางเจา สุวัทนา พระวรราชเทวี ประทับ ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาส ซึ่งติดกับพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เพื่อทรงรอฟงขาวพระประสูติการอยางใกลชิดจนกระทั่ง พระนางเจาสุวัทนาพระวรราชเทวี มีพระ ประสูติการเจาฟาหญิงในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน จากนั้นในเวลาบาย เจาพระยารามราฆพ (หมอม หลวงเฟอ พึ่งบุญ) ไดเขาเฝาฯกราบบังคมทูลพระกรุณา พระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวี ประสูติ “สมเด็จพระเจาลูกเธอ” เมื่อความทราบฝาละอองธุลีพระบาทแลว มีพระราชดํารัสวา “ก็ดีเหมือน กัน”จนรุงขึ้น ในวันพุธที่ ๒๕ พฤศจิกายน เจาพระยารามราฆพ เชิญเสด็จสมเด็จพระเจาลูกเธอ พระองคนอยไปเฝาฯ สมเด็จพระบรมชนกนาถ ซึ่งกําลังทรงพระประชวรหนักบนพระแทนเมื่อ ทอดพระเนตรแลว ทรงพยายามยกพระหัตถขึ้นสัมผัสพระราชธิดา แตก็ทรงออนพระกําลังมากจน ไมสามารถจะทรงยกพระหัตถได เนื่องจากขณะนั้นมีพระอาการประชวรอยูในขั้นวิกฤต เจาพระยา 6_edit.indd 90 13-Feb-13 9:38:28 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๑ 6_edit.indd 91 13-Feb-13 9:38:37 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๒ รามราฆพ จึงเชิญพระหัตถขึ้นสัมผัสพระราชธิดา เมื่อจะเชิญเสด็จพระราชกุมารีกลับ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงโบกพระหัตถแสดงพระราชประสงคจะทอดพระเนตรพระราชธิดาอีก ครั้ง จึงเชิญเสด็จสมเด็จพระเจาลูกยาเธอมาเฝาฯ เปนครั้งที่สอง และเปนครั้งสุดทายแหงพระชนม ชีพ จนกลางดึกคืนนั้นเองก็เสด็จสวรรคต พระนมของสมเด็จเจาฟาพระราชธิดา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาล ที่ ๖ คือ คุณบุปผา พนมวัน ณ อยุธยา ซึ่งเปนพระนมโดยตําแหนง เพราะสมเด็จเจาฟาพระราช ธิดาในรัชกาลที่ ๖ เสวยพระกษิรธาราจากพระชนนี มีคณะพยาบาลจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ สภากาชาดไทย ถวายอภิบาลในเบื้องตน จากนั้นจึงมีคณะพระอภิบาลจํานวน ๑๒ คน ซึ่งเปนอดีต คุณพนักงานในรัชกาลที่ ๖ โดยผลัดเปลี่ยนกันเฝาอภิบาลจนทรงเจริญพระวัยพอสมควร หลังจากประสูติแลว สมเด็จพระเจาภคินีเธอฯ และพระนางเจาสุวัทนา พระราชเทวี ทรง ยายไปประทับ ณ ตําหนักพระเจาบรมวงศเธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ ทรงเจริญวัยขึ้น พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหยายออกมา ประทับ ณ พระตําหนักสวนหงส พระราชวังดุสิต ตามพระประสงคของสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจาซึ่งเปนที่กวางขวางรมรื่นแวดลอมดวยตนไมนอยใหญเหมาะ แกการสําราญพระอิริยาบถของสมเด็จพระเจาภคินีเธอฯ ระหวางทรงพระเยาว มีเหตุการณผันผวนทางการเมืองหลายครั้ง เชน การเปลี่ยนแปลงการ ปกครองและกบฏบวรเดช ทําใหตองทรงยายที่ประทับอยูตลอดเวลา เชน ตําหนักพระเจาบรมวงศ เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี ในพระบรมมหาราชวัง พระตําหนักสวนหงส พระราชวังดุสิต ตําหนัก เขานอย จังหวัดสงขลา พระตําหนักสมเด็จพระปตุจฉาเจาสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ใน สวนสุนันทา และพระตําหนักเขียววังสระปทุม ตอมาพระนางเจาสุวันทนา พระวรราชเทวี โปรดใหสรางตําหนักใหมขึ้นเปนสวนพระองค บนที่ดินหัวมุมถนนราชสีมาตัดกับถนนสุโขทัยซึ่งเปนที่ดินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระ มงกุฏเกลาเจาอยูหัวตั้งแตคราวอภิเษกสมรส ตําหนักแหงนี้ประทานนามวา สวนรื่นฤดี โดย นาย หมิว อภัยวงศ เปนสถาปนิก และพลโทพระยาศัลวิธานนิเทศ (แอบ รักตะประจิต) เปนวิศวกร (ตอ มาทรงขายใหแกทางราชการขณะเสด็จไปประทับ ณ ประเทศอังกฤษ และปจจุบันเปนสวนราชการ ของกองทัพบก) ตอมาใน พ.ศ.๒๔๘๐ พระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวี พระชนนี ทรงเห็นวา พระพลานามัย ของพระธิดาไมสูสมบูรณนักจึงนําพระธิดาไปทรงพระอักษรและประทับรักษาพระพลานามัย ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ เสด็จไปประทับ อยูกอนการสละราชสมบัติแลว สมเด็จพระเจาภคินีเธอฯ ทรงศึกษาวิชาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส และเปยโนกับพระอาจารย ชาวตางประเทศ และเสด็จไปทรงศึกษาในโรงเรียนประจําสตรีชื่อโรงเรียนเซเครดฮารต แควนเวลส ครั้นในชวงเสด็จลี้ภัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลากวา ๒๐ ปที่พระองคประทับ ณ 6_edit.indd 92 13-Feb-13 9:38:41 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๓ ประเทศอังกฤษ พระองคและพระชนนีมีพระกรุณาตอชาวไทยในประเทศอังกฤษ โดยทรงโปรดให เขาเฝาและจัดประทานเลี้ยงใหอยูเสมอ และพระราชทานพระกรุณาแกกิจการตางๆ ของชาวไทย อยูเสมอ ทรงรวมงานของสามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ ซึ่งเปนสมาคมนักเรียนไทยในสห ราชอาณาจักรเปนประจํา เมื่อป พ.ศ.๒๕๐๐ พระองคเสด็จกลับประเทศไทยเปนการชั่วคราว ทรงพระกรุณาโปรดให สรางวังในซอยสุขุมวิท ๓๘ (ซอยสันติสุข) โดยมีพลเรือตรีสมภพ ภิรมย ศิลปนแหงชาติ เปนสถาปนิก แลวเสด็จไปประเทศอังกฤษอีกในป พ.ศ.๒๕๐๑ เพื่อทรงเตรียมพระองคเสด็จกลับประเทศไทย เปนการถาวร จากนั้นจึงไดเสด็จนิวัติประเทศไทยเปนการถาวรในป พ.ศ. ๒๕๐๒ ประทับ ณ วัง แหงใหม จึงไดขนานนามวังดังกลาววา วังรื่นฤดี เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๓ ซึ่งตั้งอยูเลข ที่ ๖๙ ซอยสุขุมวิท ๓๘ กรุงเทพมหานคร และพระองคไดประทับอยูตราบกระทั่งสิ้นพระชนม สวน ในชวงฤดูรอนพระองคจะเสด็จแปรที่ประทับไปยังตําหนักพัชราลัย ถนนเพชรเกษม อําเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ พระองคทรงศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาเปนอยางยิ่ง ไดเคยเสด็จไปทรงศึกษาธรรมะกับ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นอกจากนี้ยังมีพระอุปนิสัยทรง เครงครัดในการตรงตอเวลา ทรงปฏิบัติพระกิจวัตรประจําวันเปนเวลาและไมทรงปลอยเวลาใหผาน ไปโดยเปลาประโยชน สวนการใชภาษาไทยนั้น ก็เปนที่ทราบกันในหมูขาราชบริพารวาไมโปรดใหกราบทูลภาษาไทย ปนภาษาตางประเทศ มีรับสั่งดวยวาจาอันสุภาพออนโยน และโดยสวนพระองคเองก็มีรับสั่งภาษา ไทยถูกตองชัดเจนเสมอ เชน ทีวี ใหกราบทูลวา โทรทัศน, แอร ใหกราบทูลวา เครื่องปรับอากาศ และล็อกประตู ใหกราบทูลวา ลงกลอนประตู เปนตน พระองคจะมีรับสั่งภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศส กับชาวตางประเทศเทานั้น พระองคทรงโปรดการถักนิตติ้งมากที่สุด เมื่อครั้งยังมีพระพลานามัยเอื้ออํานวย พระองคทรง ถักไหมพรมพระราชทานแกขาราชบริพาร และผาพันคอพระราชทานแกทหารและตํารวจที่ประจํา การแถบภาคเหนือที่ตองรักษาการทามกลางความหนาวเย็น พระองคโปรดการเลนเปยโน สามารถ เลนเพลงที่สดับนั้นไดโดยไมตองพึ่งตัวโนต ทรงโปรดการจัดดอกไมและการจัดสวน ตั้งแตประทับใน อังกฤษ และยังทรงมีอัจฉริยภาพในเรื่องความทรงจําและการคํานวณที่แมนยํา สมเด็จพระเจาภคินีเธอฯ มีพระปณิธานอันแนวแนในการทรงบําเพ็ญพระกรณียกิจ ดังปรากฏ ในพระดํารัสที่พระราชทานในงานฉลองพระชนมายุ ๖๑ พรรษา เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ วชิราวุธวิทยาลัย ความตอนหนึ่งวา “...ฉันขอกลาวตอทานทั้งปวงวา จะพยายามบําเพ็ญตนเพื่อประโยชนแกบานเมือง ดวย ความจงรักภักดีตอบานเกิดและตอองคพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ผูเปนประมุขของชาติ ทั้งจะ ไดรักษาเกียรติศักดิ์แหงความเปนราชนารีในมหาจักรีวงศไวชั่วชีวิต...” 6_edit.indd 93 13-Feb-13 9:38:45 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๔ สมเด็จพระเจาภคินีเธอฯ ไดทรงรับ สถาบันและองคกรตางๆ ไวในพระอุปถัมภ เปนจํานวนกวา ๓๐ แหง ทั้งในสวนที่ สืบสานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจ  า อ ยู  หั ว ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ศ รี พั ช ริ น ท ร า บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปหลวง สมเด็จพระอัยยิกาในพระองค และโดยสวน พระองคเอง ดานการศึกษานั้น พระองคทรงอุปการะ กิจการของสถาบันการศึกษาอันเกี่ยวเนื่องกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เชน จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย โรงเรียนปรินสรอย แยลสวิทยาลัย โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัด สงขลา โรงเรียนหองสอนศึกษา นอกจากนี้ พระองคยังทรงอุปการะกิจการของสถาบันการศึกษา อันเกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปหลวง และไดทรงตั้ง “ทุนสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ” เพื่อมอบทุนการศึกษาใหแกนักเรียนและนักศึกษาของ สถาบันการศึกษาอันเกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันป หลวง ไดแก โรงเรียนราชินี โรงเรียนราชินีบน วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา โรงเรียนราชินีบูรณะ โรงเรียนวิเชียรมาตุ โรงเรียนสภาราชินี โรงเรียนจอมสุรางคอุปถัมภ โรงเรียนศรียานุสรณ คณะ พยาบาลศาสตรมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย ในสวนพระองคนั้น พระองค ทรงใหการอุปการะกิจการของสถาบันการศึกษาตางๆ เชน มหาวิทยาลัยศิลปากร โรงเรียนเพชร รัตนราชสุดา และสถานศึกษาไวในพระอุปถัมภหลายแหง เชน โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย โรงเรียน ปรินสรอยแยลสวิทยาลัย สถาบันสันติราษฎรบริหารธุรกิจ โรงเรียนเพชรรัชต โรงเรียนสายนํ้าผึ้ง โรงเรียนสยามธุรกิจและพานิชการ โรงเรียนศรีอยุธยา โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ เพชราวุธวิทยา ดานการแพทยและการสาธารณสุข พระองคทรงตั้งกองทุนและมูลนิธิในโรงพยาบาลตางๆ เชน ทุนเพชรรัตนการุญ ในศิริราชมูลนิธิ โรงพยาบาลศิริราช มูลนิธิสมเด็จพระเจาภคินีเธอ เจาฟา เพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในโรงพยาบาลเจาพระยาอภัยภูเบศร นอกจากนี้ทรงรับมูลนิธิ วชิรพยาบาลโรงพยาบาลเจาพระยาอภัยภูเบศร สํานักงานอาสากาชาด สภากาชาดไทย และมูลนิธิ อดุลยภาพบําบัดเพื่ออายุและสุขภาพไวในพระอุปถัมภ และทรงใหการอุปการะกิจการของโรง พยาบาลตางๆ เชน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ สภากาชาดไทย พระองคทรงเปนกําลังสําคัญในการเผยแผพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัว ทรงสนับสนุนใหมีการจัดตั้งหอวชิราวุธานุสรณ ในบริเวณหอสมุดแหงชาติ ทาวาสุกรี เพื่อรวบรวมขอมูลพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ ตลอดจนพระราชนิพนธของพระบาทสมเด็จ สงขลา โรงเรียนหองสอนศึกษา นอกจากนี้ พระองคยังทรงอุปการะกิจการของสถาบันการศึกษา พระนางเจาสุวัทนา พระวรราชเทวีและพระธิดา 6_edit.indd 94 13-Feb-13 9:38:51 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๕ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวและจัดตั้งมูลนิธิพระบรมราชานุสรณพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูหัวในพระบรมราชูปถัมภ เพื่อชวยเหลือกิจการของหอวชิราวุธานุสรณ พระองคทรงสืบสานพระราชกรณียกิจตางๆ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวอีก หลายกิจการ เชน กิจการลูกเสือ – เนตรนารี พระองคทรงดํารงตําแหนงอุปถัมภิกา คณะลูกเสือ แหงชาติและทรงรับองคกรที่เกี่ยวเนื่องกับลูกเสือและเนตรนารีไวในอุปถัมภหลายแหง ไดแก คณะ ลูกเสือแหงชาติคายลูกเสือเพชรรัชต สมาคมสโมสรลูกเสือวิสามัญแหงประเทศไทย และสโมสรลูก เสือวิสามัญกรุงเทพฯ พระองคทรงเปนผูนําในการอนุรักษมรดกสถาปตยกรรมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัว ไดแก พระราชวังสนามจันทร จังหวัดนครปฐม พระราชนิเวศนมฤคทายวัน จังหวัด เพชรบุรี และ พระราชวังพญาไท ในบริเวณโรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา โดยพระองคทรงรับเปน ประธานในคณะกรรมการอํานวยการบูรณะพระราชวังสนามจันทร จังหวัดนครปฐม จนกระทั่งการ บูรณะเสร็จสมบูรณ และมีการนอมเกลาถวายพื้นที่คืนใหพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว พรอมเปด เปนพิพิธภัณฑเพื่อการศึกษาคนควา รวมทั้งเปนแหลงทองเที่ยวสําคัญของประเทศ ในสวนของพระ ราชนิเวศนมฤคทายวัน จังหวัดเพชรบุรี นั้น พระองคทรงจัดตั้งมูลนิธิพระราชนิเวศนมฤคทายวัน เพื่อนําเงินที่ไดรับบริจาคของผูมีจิตศรัทธามาบูรณะพระราชนิเวศนมฤคทายวันและทรงรับมูลนิธิ ไวในพระอุปถัมภ นอกจากนี้ พระองคทรงรับมูลนิธิอนุรักษพระราชวังพญาไทไวในพระอุปถัมภดวย สวนกิจกรรมสังคมสงเคราะห พระองคทรงบุกเบิกกิจกรรมสังคมสงเคราะหครั้งแรกในป พ.ศ.๒๕๐๐ โดยจัดขึ้นที่วังรื่นฤดี จึงเปนจุดเริ่มตนของการจัดงานหารายไดเพื่อการกุศลสงเคราะห ตางๆ เมื่อวังสรางเสร็จไดสองป ก็มีงานการกุศลงานแรกคือ งานเมตตาบันเทิง รื่นฤดี ซึ่งมีสมเด็จ พระนางเจาพระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ มาทรงเปนประธาน เพื่อหารายไดสมทบทุนสมาคมสตรีภาค พื้นแปซิฟกและเอเชียอาคเนยแหงประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ ตอมายังมีอีกหลายงาน เชน งานหาทุนสรางหอพักเพชรรัตน ในมหาวิทยาลัยศิลปากรวิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร, งานหา ทุนสรางตึกอุบัติเหตุ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ, งานหาทุนสรางตึกเรียนวิทยาศาสตร วชิราวุธวิทยาลัย เปนตน นอกจากนี้ พระองคทรงรับเปนนายกกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิเพชรรัตน – สุวัทนา ที่พระนาง เจาสุวัทนา พระวรราชเทวี พระมารดาในพระองคนั้นทรงจัดตั้งขึ้นเพื่อการกุศล เชน สงเคราะหผู สละชีวิตเพื่อปองกันประเทศชาติ มอบทุนการศึกษาแกนักเรียนนักศึกษา ทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา บํารุงโรงพยาบาล สถานสงเคราะห และองคการสาธารณกุศลตางๆ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ สมเด็จพระเจาภคินีเธอ เจาฟาเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ไดเสด็จประทับรักษาพระอาการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต คณะแพทยไดถวาย การรักษาพระอาการอยางใกลชิดจนสุดความสามารถ จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ พระอาการประชวรไดทรุดลงตามลําดับ และสิ้นพระชนมเมื่อเวลา ๑๖.๓๗ นาฬกา รวม พระชันษา ๘๕ ป 6_edit.indd 95 13-Feb-13 9:38:55 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๖ พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท) ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ (มหาเสวกตรี พระยานรรัตนราชมานิต) นามเดิม ตรึก จินตยานนท เกิดเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ พ.ศ.๒๔๔๐ ณ กรุงเทพมหานคร เปน บุตรคนแรกของพระนรราชภักดี (ตรอง จินตยานนท) และนางนรราชภักดี (พุก จินตยานนท) เมื่อวัยถึงขั้นสมควร ทานไดเลา เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร หรือ โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร ศึกษา อยูที่โรงเรียนนี้จนสอบไดชั้นสูงสุด ภายหลังจากที่ทานไดจบการศึกษา จากโรงเรียนขาราชการพลเรือน ไดรับ ประกาศนียบัตรวิชารัฐประศาสนศาสตร ในสมัยนั้นแลว ทานไดเขารวมซอมรบใน ฐานะเสือปา โดยรับหนาที่เปนคนสงขาว ซึ่งในการซอมรบนี้เองไดเปลี่ยนวิถีชีวิต จากความตั้งใจที่จะเปนขาราชการฝายปกครองของรัฐ มาเปนขาราชสํานัก ในพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ ทานเปนผูที่ไดรับการไววางพระราชหฤทัยจากลนเกลาฯ รัชกาลที่ ๖ เปนอยางมาก ตั้งแตเมื่อครั้งยังรับราชการเปนมหาดเล็กหองบรรทม กระทั่งไดรับการ แตงตั้งบรรดาศักดิ์เปน พระยานรรัตนราชมานิต ซึ่งแปลวา “คนดีที่พระเจาแผนดินทรงยกยอง นับถือ” ตลอดระยะเวลา ๑๐ ป ที่ทานไดรับราชการสนองพระเดชพระคุณอยางใกลชิด ทานไดปฏิบัติหนาที่ดวยความวิริยะ สุจริต และกตัญูกตเวที อยางยากที่จะหาผูใดเสมอ เหมือน ดังที่ทานเคยกลาวถึงความภักดีตอองคสมเด็จพระเจาอยูหัว วา “ตองตายแทนกันได” ความกตัญูกตเวทีที่ทานไดแสดงนี้ ไดประจักษชัดเมื่อทานไดบวชอุทิศถวายเปนพระราชกุศล ใน วันถวายพระเพลิง พระบรมศพลนเกลาฯ รัชกาลที่ ๖ โดยทานอุปสมบท ณ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๘ โดยมี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (ญาณวร มหาเถระ) เปนพระอุปชฌาย มรณภาพ ๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๔ อายุ ๗๔ ป ๔๖ พรรษา ทานดํารงเพศสมณะดวยความเครงครัดตอศีลจวบจนกระทั่งทานมรณภาพ เปนผูที่บริสุทธิ์ ปราศจากมลทินดางพรอยทั้งกาย ใจ เปนผูปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีปฏิปทาที่มั่นคง เด็ดเดี่ยว เปน ที่ยอมรับ และไดรับความเคารพนับถือจากพุทธศาสนิกชนวา ทานเปนพระแท ที่หาไดยากยิ่ง เปน ตัวอยางของสงฆผูทรงศีลบริสุทธิ์ ไมใฝหาลาภสักการะ ไมใฝหาชื่อเสียงเกียรติคุณ 6_edit.indd 96 13-Feb-13 9:39:01 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๗ เจาพระยารามราฆพ (หมอมหลวงเฟอ พึ่งบุญ) พลเอก พลเรือเอก เจาพระยา รามราฆพ เดิมชื่อวา หมอมหลวงเฟอ พึ่งบุญ เกิดเมื่อวันอาทิตยที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๓ ตรงกับแรม ๗ คํ่า เดือน ๑๐ ปขาล ร.ศ. ๑๐๙ ที่บานถนนจักรเพชร จังหวัดพระนคร เปนบุตร พระยาประสิทธิ์ ศุภการ (หมอมราชวงศละมาย พึ่งบุญ) กับ พระนมทัด (พระนมของพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว มีพี่นองรวม มารดา คือ ๑. ทาวอินทรสุริยา (หมอมหลวง หญิงเชื้อ พึ่งบุญ) ๒. ทานเจาพระยารามราฆพ ๓. พลตรี พระยาอนิรุทธเทวา (หมอมหลวงฟน พึ่งบุญ) ๔. หมอมหลวงหญิงถนอม พึ่งบุญ หมอมหลวงเฟอ พึ่งบุญ เขารับการ ศึกษาที่โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข และโรงเรียนขาราชการพลเรือน (จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย) เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ และไดถวายตัวเขารับราชการในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจาฟามหาวชิราวุธ สยาม มกุฎราชกุมาร (รัชกาลที่ ๖) ตั้งแตป พ.ศ.๒๔๕๑ ครั้นในงานบรมราชาภิเษกเปนพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เมื่อป พ.ศ.๒๔๕๓ ก็ไดมีหนาที่เชิญพระแสงขรรคชัยศรี ยืนหลังที่ประทับ ตลอดราชพิธี ดวยเหตุนี้เมื่อทรงจัดตั้งกองเสือปา จึงพระราชทานธงประจําตัวกองเสือปา ใหทาน เปนรูปเทพยดา เชิญพระแสงขรรคชัยศรี บนพื้นสีแดง ตลอดเวลาที่รับราชการ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหถวายงานใกลชิด โปรดใหเปนหัวหนาหองพระบรรทม นั่งรวมโตะเสวยทั้งมื้อกลางวันและกลาง คืนตลอดรัชกาล และตามเสด็จโดยลําพัง ตอมาวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ป พ.ศ.๒๔๖๔ ขณะอายุได ๓๑ ป พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหสถาปนาพระยาประสิทธิ์ศุภการ ขึ้นเปน เจาพระยารามราฆพ มีสมญาจารึกในสุพรรณบัฏวา “เจาพระยารามราฆพ พัชรพัลลภมหาสวามิภักดิ์ สมัครพลวโรปนายก สุรเสวกวิศิษฏคุณ พึ่งบุญพงศบริพัตร นฤปรัตนราชสุปรีย ศรีรัตนไตรสรณธาดา เมตตาภิรัตมัทวสมาจาร สัตยวิธาน อาชวาธยาศัย อภัยพิริยบรากรมพาหุ คชนาม” มีศักดินา ๑๐๐๐๐ 6_edit.indd 97 13-Feb-13 9:39:06 PM


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ๙๘ และกอนเจาพระยาพลเทพ (เฉลิม โกมารกุล ณ นคร) กลาวกันวา เจาพระยารามราฆพเปน เจาพระยาที่มีอายุนอยที่สุดในประวัติศาสตรการแตงตั้งของกรุงรัตนโกสินทร หลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เมื่อถวายพระเพลิงพระบรม ศพแลวเจาพระยารามราฆพ จึงออกไปศึกษาตอที่ประเทศอังกฤษ จนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถึง พ.ศ.๒๔๗๗ จึงเดินทางกลับประเทศไทย ไดพํานักอยูที่บานบุญญาศรัย ถนนราชดําริ ๑ ป จึง มาพํานักที่บานนรสิงหถึงป พ.ศ.๒๔๘๔ ทานขายบานนรสิงหใหรัฐบาล แลวยายไปพํานักที่บาน ทาเกษม ตําบลบางขุนพรหมถึงป พ.ศ.๒๕๐๕ จึงขายบานทาเกษมใหกับธนาคารแหงประเทศไทย (เปนโรงพิมพธนบัตร ในปจจุบันนี้) ทายที่สุด ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลย เดชมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทานบานใหพํานัก ที่ถนนเจริญนคร ฝงธนบุรี ทาน ขนานนามบานนี้วา “บานพระขรรคชัยศรี” และพํานัก ณ ที่นี้จนถึงอสัญกรรม ดานการเมือง เจาพระยารามราฆพไดรับแตงตั้งเปนนายกเทศมนตรีเทศบาลนครกรุงเทพฯ คนแรกเมื่อป พ.ศ.๒๔๘๐ โดยมีพระยาภะรตราชา (หมอมหลวงทศทิศ อิศรเสน) เปนปลัดเทศบาล นครกรุงเทพฯ คนแรก พลเอก เจาพระยารามราฆพ ถึงอสัญกรรมดวยโรคหัวใจ ณ ตึกธนาคารกรุงเทพ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๐ สิริรวมอายุได ๗๗ ป บานนรสิงห พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว โปรดเกลาฯ ใหสรางบานนรสิงห พระราชทานแก พระยาประสิทธิ์ศุภการ ซึ่งตอมาในป พ.ศ.๒๔๘๔ ทานไดเสนอขายบานนี้ใหแกรัฐบาล เนื่องจาก ไมสามารถรับภาระการดูแลบํารุงรักษาได ในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๘๔ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เห็นวาควรซื้อบานนรสิงหเพื่อทําเปนสถานที่รับรองแขกเมือง รัฐบาลไดใหสํานักงาน ทรัพยสินสวนพระมหากษัตริยเปนผูซื้อบานหลังนี้ มอบใหสํานักนายกรัฐมนตรีเปนผูดูแล ใชเปน สถานที่สําหรับรับรองแขกเมืองและยายสํานักนายกรัฐมนตรี จากวังสวนกุหลาบ มาอยูที่นี่ บานนรสิงห ปจจุบันคือทําเนียบรัฐบาล 6_edit.indd 98 13-Feb-13 9:39:17 PM


Click to View FlipBook Version