พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) 2_edit.indd 1 22/02/2013 09:12:25
สารบัญ คํานํา ๔-๕ พระราชประวัติ ๗ การสงคราม ๑๖ ~ การสงครามกับพมา ๑๖ ~ กรณีขัดแยงกับญวนและเขมร ๑๗ ~ การสรางนครเขื่อนขันธ ๑๙ ลักษณะสังคม การเมือง สมัยตนรัตนโกสินทร ๒๐ การปกครอง ๒๘ เศรษฐกิจ ๓๑ การศาสนา ๔๑ การบูรณะและปฏิสังขรณวัด ๔๕ ~ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ๔๕ ~ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ๕๖ ~ วัดนวลนรดิศวรวิหาร ๕๘ ~ วัดบางแคนอย ๖๐ ประเพณีและพิธีกรรม ๖๓ ศิลปะ วัฒนธรรมและวรรณกรรม ๖๗ 2_edit.indd 2 22/02/2013 09:42:34
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ความสัมพันธกับตางประเทศ ๘๐ บุคคลสําคัญ ๘๘ ~ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ๘๘ ~ สุนทรภู ๙๐ ~ พระยาตรัง ๙๓ ~ นายนรินทรธิเบศร (อิน, อินทร) ๙๓ ~ อิน-จัน แฝดสยาม ๙๓ สถานที่สําคัญ ๙๕ ~ พระราชนิเวศน ๙๕ ~ วังเจานายสรางในรัชกาลที่ ๒ ๙๖ ~ กระทรวงมหาดไทย ๑๐๕ ~ กรมการรักษาดินแดน ๑๐๗ ~ อุทยานพระบรมราชานุสรณ ๑๐๙ ~ พิพิธภัณฑพระพุทธเลิศหลานภาลัย ๑๑๐ วันศิลปนแหงชาติ (๒๔ กุมภาพันธ) ๑๑๓ บรรณานุกรม ๑๑๘ 2_edit.indd 3 22/02/2013 09:42:44
หนังสือชุดนี้มีทั้งหมด ๙ เลม ซึ่งเปนหนังสือที่รวบรวมพระราชประวัติของพระมหากษัตริย ไทยแหงราชวงศจักรี ทั้ง ๙ รัชกาล โดยเริ่มประมวลตั้งแตวันพระราชสมภพ ขณะทรงพระเยาว พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชอัจฉริยภาพดานตางๆ ตลอดจนพระราชกรณียกิจในสาขาตางๆ ไดแก ดานการเมืองการปกครอง การทหาร ศาสนา การศึกษา วรรณกรรม การสาธารณสุข การตาง ประเทศ ซึ่งลวนแลวแตเปนพระราชกรณียกิจที่เปยมประโยชนตออาณาประชาราษฎรของพระองค ทั้งสิ้น อีกทั้งยังบําบัดทุกขบํารุงสุขใหประชาราษฎรมีชีวิตความเปนอยูที่ดี หนังสือชุดนี้ประกอบดวย • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย รัชกาลที่ ๒ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๓ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๔ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๕ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ สํานักพิมพหวังเปนอยางยิ่งวาหนังสือชุดนี้จะทําใหผูอานไดซาบซึ้งและตระหนักในพระ มหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริยแหงราชวงศจักรีทั้ง ๙ พระองค และเปนประโยชนตอเยาวชน และผูที่สนใจศึกษาพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของทุกพระองค บริษัท เพื่อนเรียน เด็กไทย จํากัด คํานําสํานักพิมพ 2_edit.indd 4 22/02/2013 09:12:43
ในการเรียบเรียงหนังสือเกี่ยวกับพระมหากษัตริยในราชวงศจักรี จากรัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๙ ผูเรียบเรียงมีความมุงหวังวาผูอานทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชนของชาติ ตลอดจนผูสนใจทั่วไปได ตระหนักถึงความเสียสละของพระมหากษัตริยทุกพระองคที่ทรงอุทิศพระองคเพื่อกอบกู รักษา พัฒนา ประเทศใหคงความเปนเอกราชและคงความเปนชาติที่ยิ่งใหญ มั่นคงมาจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะอยางยิ่งหนังสือเลมนี้ “พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหลานภาลัย รัชกาลที่ ๒” ซึ่งมีเนื้อหาแสดงถึงความสําคัญในการพัฒนาประเทศในดานตางๆ โดย พระองคเปนพระโอรสองคที่ ๔ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ทรงมีพระ ปรีชาสามารถดานวรรณกรรมเปนอยางยิ่ง โดยทรงนิพนธบทละคร กาพย กลอน อาทิ บทละครในเรื่อง รามเกียรติ์ บทละครนอกเรื่องสังขทอง คาวี ไชยเชษฐ ไกรทอง มณีพิชัย กาพยเหเรือชมเครื่องคาวหวาน กลอนเสภาเรื่องขุนชางขุนแผน เปนตน ดานศาสนา ในรัชสมัยของพระองคไดมีการโปรดเกลาฯ ใหมีการ บูรณปฏิสังขรณวัดอรุณราชวราราม และทรงสรางพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก ประธานในพระ อุโบสถ โดยทรงปนหุนพระพักตรดวยพระองคเอง ทรงโปรดเกลาฯ ใหแกะลายสลักบานประตูพระวิหาร พระศรีศากยมุนีในวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร นอกจากนี้ยังมีคุณูปการในดานอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งลวนแลวแตเปนประโยชนตอปวงชนชาวไทยทั้งสิ้น จึงหวังเปนอยางยิ่งวาหนังสือเลมนี้จะเปนประโยชนตอปวงชนชาวไทย และตอเยาวชนซึ่งเปน อนาคตของชาติ ไดตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองคทานที่มีตอปวงชนชาวไทยทุกคนอยาง มิลืมเลือนตลอดกาล อุดม เชยกีวงศ ผูเรียบเรียง คํานําผูเรียบเรียง 2_edit.indd 5 22/02/2013 09:12:45
2_edit.indd 6 22/02/2013 09:12:52
๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระราชประวัติ สมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงเปนพระราชโอรสของสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก พระนามเดิมชื่อ ฉิม ประสูติเมื่อวันพุธเดือน ๔ ขึ้น ๗ คํ่า ปกุน หรือตรงกับวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ พ.ศ. ๒๓๑๐ (ปที่กรุงศรีอยุธยาแตกเสียแกพมา) เวลานั้น สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกยังดํารง ตําแหนงหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี เมื่อพระเจาตากสินกูกรุงศรีอยุธยาไดสําเร็จขึ้นครองราชยตั้ง กรุงธนบุรีเปนเมืองหลวงใหม สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกไดมารับราชการในกรุงธนบุรี สมเด็จ พระพุทธเลิศหลานภาลัยมีพระชันษาได ๒ พรรษาไดเสด็จเขามาอยูในกรุงธนบุรี ครั้นเจริญพระ ชนมายุสมควรที่จะศึกษาไดแลว ไดทรงเขาศึกษาอักษรสมัยในสํานักพระวันรัตน (ทองอยู) วัดบาง หวาใหญ (วัดระฆังโฆสิตาราม ฟากธนบุรี กรุงเทพมหานครในปจจุบัน) พ.ศ. ๒๓๒๕ สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ สมเด็จพระพุทธเลิศ หลานภาลัยมีพระชนมายุได ๑๕ พรรษา ไดทรงรับสถาปนาเปนสมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟากรม หลวงอิศรสุนทรเมื่อปพุทธศักราช ๒๓๓๑ ไดทรงผนวชอยูไดพรรษาหนึ่ง ก็ทรงลาผนวช ดูแลงาน ตางพระเนตรพระกรรณเสมอมา พระชนมายุ ๒๐ พรรษา พระองคไดดํารงตําแหนงยกกระบัตรทัพ เสด็จกรีธาทัพไปตีเมืองทวาย พระชนมายุ ๔๐ พรรษา พระองคไดดํารงพระอิสริยยศเปนกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตําแหนงพระมหาอุปราช การอภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา พระบรมราชินี มีพระนามเดิมวา สมเด็จเจาฟาหญิงบุญรอด พระองคทรงพระราชสมภพ เมื่อวัน อาทิตยที่ ๒๑ กันยายน จุลศักราช ๑๑๒๙ (พ.ศ. ๒๓๑๐) แรม ๑๒ คํ่า ปกุน เปนพระธิดาในสมเด็จ เจาฟาหญิงกรมพระศรีสุดารักษ หรือสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรมพระศรีสุดารักษ (เจา ฟาแกว) พระพี่นางในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก และพระชนกเงิน (เจาขรัวเงิน) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยมีพระราชโอรส (ไมมีพระราชธิดา) กับสมเด็จพระศรี สุริเยนทรา พระบรมราชินี ๓ พระองค ดังนี้ 2_edit.indd 7 22/02/2013 09:12:54
๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๑. เจาฟาชายราชกุมาร (สิ้นพระชนม ในวันประสูติ) ๒. สมเด็จเจาฟาชายมงกุฎ (พระบาท สมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว) ๓. สมเด็จเจาฟาชายจุฑามณี (พระบาท สมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัว) กับสมเด็จพระศรีสุลาลัย มีพระราชโอรส และพระราชธิดารวม ๓ พระองค คือ ๑. พระองคเจาชายทับ (พระบาท สมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว) ๒. พระองคเจาหญิงปอม (สิ้นพระชนม ตั้งแตยังทรงพระเยาว) ๓. พระองคเจาชายดํา (สิ้นพระชนม ตั้งแตยังทรงพระเยาว) พ.ศ. ๒๓๒๙ พระองคมีพระชนมายุได ๑๙ พรรษา ไดตามเสด็จสมเด็จพระบรมชนก นาถไปราชการสงคราม ที่ตําบลลาดหญา และ ทางหัวเมืองฝายเหนือ พ.ศ. ๒๓๒๙ ตามเสด็จไปราชการสงคราม ที่ตําบลทาดินแดงและไดดํารงตําแหนงยกกระ บัตรทัพ ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชเสด็จกรีฑาทัพไปตีเมืองทวาย พ.ศ. ๒๓๓๖ ตามเสด็จไปราชการสงครามเมืองทวายเปนครั้งที่ ๒ พระองคมีพระชนมายุได ๔๐ พรรษา มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหจัดการพระราชพิธีอุปราชาภิเษก สมเด็จพระเจาลูก ยาเธอเจาฟากรมหลวงอิศรสุนทรขึ้นดํารงพระอิสริยยศเปนกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตําแหนง พระมหาอุปราช แทนกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทที่สวรรคตไปเมื่อป พ.ศ. ๒๓๔๖ ในเวลา ตอมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชทรงพระประชวรและสวรรคต พระองคจึง ไดเสด็จขึ้นครองราชยสมบัติสืบตอมา ซึ่งขณะนั้นพระองคมีพระชนมายุได ๔๓ พรรษา พ.ศ. ๒๓๕๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก เสด็จสวรรคต ครั้นจัดการพระบรม ศพแลว พระบรมวงศานุวงศ ขุนนางขาราชการพรอมกันกราบบังคมทูลอัญเชิญกรมพระราชวังบวร สถานมงคล เสด็จขึ้นครองราชยทรงพระนามวาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย พระราช พิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย มีขึ้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชยได ๗ วัน พระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ทําในรัชกาลของพระองคนี้ ทําตามตําราพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งตั้งเปนแบบแผนไวเมื่อรัชกาลที่ ๑ โดยตั้งพระมณฑปพระกระยาสนานสรงพระมุรธาภิเษกที่ทอง พระบรมราชสัญลักษณพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๒ 2_edit.indd 8 22/02/2013 09:12:56
๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระลาน ขางทองพระโรงหนาพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานดานบูรพทิศ สวนสําคัญของการพระราชพิธี บรมราชาภิเษก ซึ่งไดแก การรับการถวายนํ้าอภิเษก รับการถวายสิริราชสมบัติ รับเครื่องเบญจราช กกุธภัณฑ เครื่องบรมราชาภรณ เครื่องบรมราชูปโภค พระแสงอัษฎาวุธ ตลอดจนการถวายนพปฎล มหาเศวตฉัตรนั้น ทําภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้มีกําหนด ๗ วัน ซึ่งในระหวางนี้ภายนอกพระบรมมหาราชวัง มีการตั้งศาลาฉอทานเลี้ยงสมณะ พราหมณาจารย ประชาราษฎร ไถสัตว ซึ่งคนจะฆานํามาปลอยและงดขายสุรา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงพระนามตามจารึกพระสุพรรณบัฏวา “พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราช รามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร ธรณิน ทราธิราช รัตนากาศภาศกรวงศ องคปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตรวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศรัย สมุทัยคโรมนต สกลจักรวาฬาธิเบนทร สุริเยนทราธิบดินทร หริหรินทรา ธาดาธิบดี ศรีวิบูลย คุณ อกนิฏฐ ฤทธิราเมศวรมหันต บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชชัย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร ภูมินทร ปรมาธิเบศ โลกเชษฐวิสุทธิ รัตนมกุฎประกาศคตามหาพุทธางกูรบรมบพิตรพระพุทธเจาอยูหัว” พระบรมราชสัญลักษณประจํารัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย พระนาม เดิม “ฉิม” ใชรูปครุฑ (ฉิมพลี เปนชื่อ วิมานพญาครุฑ) 2_edit.indd 9 22/02/2013 09:12:59
๑๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) รายพระนามพระบรมราชินีและเจาจอมมารดา ในพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหลานภาลัย พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระศรีสุริเยนทรา พระบรมราชินี เจาจอมมารดา ๑. สมเด็จพระศรีสุลาลัย ๒. เจาจอมมารดาสี ๓. เจาจอมมารดาสวน ๔. เจาจอมมารดาแจมใหญ ๕. เจาจอมมารดาเหมใหญ ๖. เจาจอมมารดาศิลา ๗. เจาจอมมารดาสั้น ๘. เจาจอมมารดากุด ๙. เจาจอมมารดานิ่ม ๑๐. เจาจอมมารดาเกด ๑๑. เจาจอมมารดาอิน ๑๒. เจาจอมมารดาทรัพย ๑๓. เจาจอมมารดาเหมเล็ก ๑๔. เจาจอมมารดาบุนนาค ๑๕. เจาจอมมารดาทองอยู ๑๖. เจาจอมมารดามองซอ ๑๗. เจาจอมมารดานอย ๑๘. เจาจอมมารดาทิม ๑๙. เจาจอมมารดาเลี้ยง ๒๐. เจาจอมมารดานอยระนาด ๒๑. เจาจอมมารดาปรางใหญ ๒๒. เจาจอมมารดาทองดี ๒๓. เจาจอมมารดาพะวา ๒๔. เจาจอมมารดากลํ่า ๒๕. เจาจอมมารดาลูกจันทนใหญ ๒๖. เจาจอมมารดาพิม ๒๗. เจาจอมมารดาเอม ๒๘. เจาจอมมารดาอัมพา ๒๙. เจาจอมมารดานวล 2_edit.indd 10 22/02/2013 09:13:01
๑๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๓๐. เจาจอมมารดาพุม ๓๑. เจาจอมมารดาลูกจันทน ๓๒. เจาจอมมารดาแยม ๓๓. เจาจอมมารดาลูกจันทนเล็ก ๓๔.เจาจอมมารดามวงใหญ ๓๕. เจาจอมมารดาอน ๓๖. เจาจอมมารดาเลิ้ง ทานทาว ๑. ทาววรจันทร ๒. ทาวทรงกันดาล รายพระนามพระราชโอรสและพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย มี พระราชโอรส ๓๘ พระราชธิดา ๓๕ รวม ๗๓ พระองค ๑. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงจักจั่น ในเจาจอมมารดาสี ๒. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชาย (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตยังทรง พระเยาว ๓. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายทับ ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปนพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๓ ในสมเด็จพระศรีสุลาลัย ๔. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงลําภู ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมขุนกัลยา สุนทร ในเจาจอมมารดาสวน ๕. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงทับทิม ในเจาจอมมารดาแจมใหญ ๖. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงยี่สุน ในเจาจอมมารดาเหมใหญ ๗. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงปอม ในสมเด็จพระศรีสุลาลัย ๘. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายกลวยไม ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหมื่น สุนทรบดี ในเจาจอมมารดาสวน ๙. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงบุบผา ในเจาจอมมารดาสี ๑๐. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงวงศ ในเจาจอมมารดาศิลา ๑๑. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงปุก ในเจาจอมมารดาสั้น ๑๒. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายดํา ในสมเด็จพระศรีสุลาลัย ๑๓. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายกุสุมา ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปนกรมหมื่น เสพสุนทร ในเจาจอมมารดากรุด ๑๔. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิง (ไมปรากฏนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตยังทรง พระเยาว 2_edit.indd 11 22/02/2013 09:13:03
๑๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๑๕. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายมั่ง ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปนสมเด็จพระเจา บรมวงศเธอ กรมพระยาเดชาดิศร ในเจาจอมมารดานิ่ม ๑๖. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงสมจีน ในเจาจอมมารดาเกด ๑๗. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายพนมวัน ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรม พระพิพิธโภคภูเบนทร ในเจาจอมมารดาศิลา ๑๘. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงหรุน ในเจาจอมมารดาสวน ๑๙. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงใย ในเจาจอมมารดาอิน ๒๐. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชาย (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตยัง ทรงพระเยาว ๒๑. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงพลับ ในเจาจอมมารดา สวน ๒๒. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายกุญชร ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมพระ พิทักษเทเวศร ในเจาจอมมารดาศิลา ๒๓. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงสังวาล ในเจาจอมมารดาทรัพย ๒๔. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายเนตร ในทาววรจันทร ๒๕. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายโคมเพ็ชร ในเจาจอมมารดาเหมเล็ก ๒๖. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายเรณู ในเจาจอมมารดาบุนนาค ๒๗. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายอําไพ ในเจาจอมมารดาทองอยู ๒๘. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายอัมพร ในเจาจอมมารดามองซอ ๒๙. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงสุกรม ในเจาจอมมารดาสั้น ๓๐. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายเนียม ในเจาจอมมารดาเหมใหญ ๓๑. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชาย (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตยัง ทรงพระเยาว ๓๒. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงนอย ในเจาจอมมารดาสวน ๓๓. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงประภา ในทาวทรงกันดาล ๓๔. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายขัตติยวงศ ในเจาจอมมารดานอย ๓๕. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายทินกร ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหลวง ภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ ในเจาจอมมารดาศิลา ๓๖. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงรสสุคนธ ในเจาจอมมารดาทรัพย ๓๗. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาชาย (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตยัง ทรงพระเยาว ๓๘. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายไพฑูรย ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหมื่น สนิทนเรนทร ในเจาจอมมารดาทิม 2_edit.indd 12 22/02/2013 09:13:04
๑๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๓๙. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชาย (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตยัง ทรงพระเยาว ๔๐. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิง (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตยัง ทรงพระเยาว ๔๑. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายโต ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหลวง มหิศวรินทรามเรศ ในเจาจอมมารดาเลี้ยง ๔๒. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงอินทนิล ในเจาจอมมารดาศิลา ๔๓. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาชายมงกุฎ สมมุติเทวาวงศพงศาอิศวรกระษัตริย ขัตติยราชกุมาร ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปนพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๔ ในสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา พระบรมราชินี ๔๔. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายกลาง ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมพระ เทเวศรวัชรินทร ในเจาจอมมารดานอยระนาด ๔๕. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายชุมแสง ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหลวง สรรพศิลปปรีชา ในเจาจอมมารดาทิม ๔๖. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิง (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตพระ ชันษาได ๓ วัน ๔๗. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิง (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมในวันประสูติ ๔๘. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงสายสมร ในเจาจอมมารดาเลี้ยง ๔๙. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายนวม ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหลวง วงศาธิราชสนิท ในเจาจอมมารดาปราง ๕๐. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาชายจุฑามณี ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน พระบาท สมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัว ในสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา พระบรมราชินี ๕๑. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายมรกฎ ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมขุน สถิตสถาพร ในเจาจอมมารดาทองดี ๕๒. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายขัตติยา ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหมื่น ถาวรวรยศในเจาจอมมารดาพะวา ๕๓. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงดวงจันทร ในเจาจอมมารดากลํ่า ๕๔. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงนิ่มนวล ในเจาจอมมารดาลูกจันทรใหญ ๕๕. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงแฝด ประสูติได ๖ วัน ก็สิ้นพระชนม ๕๖. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงแฝด ประสูติได ๗ วัน ก็สิ้นพระชมน ๕๗. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายนิลรัตน ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหมื่น อลงกฎกิจปรีชา ในเจาจอมมารดาพิม 2_edit.indd 13 22/02/2013 09:13:06
๑๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๕๘. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายอรุณวงศ ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรม หลวงวรศักดาพิศาล ในเจาจอมมารดาเอม ๕๙. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายกปตถา ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหมื่น กูบาลบริรักษ ในเจาจอมมารดาอัมพา ๖๐. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาชายอาภรณ ในสมเด็จเจาฟากุณฑลทิพยวดี ๖๑. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายปราโมช ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมขุน วรจักรธรานุภาพ ในเจาจอมมารดาอัมพา ๖๒. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงพันแสง ในเจาจอมมารดานวล ๖๓. พระเจาบรมวงศเธอพระองคเจาชายเนา ในเจาจอมมารดาพุม ๖๔. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาเกยูร ในเจาจอมมารดาอัมพา ๖๕. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาชายมหามาลา ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน สมเด็จ เจาฟา กรมพระยาบําราบปรปกษ ในสมเด็จเจาฟากุณฑลทิพยวดี ๖๖. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาหญิง (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตยัง ทรงพระเยาว ๖๗. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงโสภา ในเจาจอมมารดาลูกจันทร ๖๘. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงกัณฐา ในเจาจอมมารดาอัมพา ๖๙. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาชายปว ในสมเด็จเจาฟากุณฑลทิพยวดี ๗๐. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงมารยาตร ในเจาจอมมารดาแยม ๗๑. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงกัลยาณี ในเจาจอมมารดาอัมพา ๗๒. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงแมนเขียน ในเจาจอมมารดาลูกจันทรเล็ก ๗๓. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงกนิษฐานอยนารีในเจาจอมมารดาอัมพา พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ที่มีราชสกุลสืบตอมา มีดังนี้ ๑. สมเด็จเจาฟา กรมหมื่นเสพสุนทร พระนามเดิมพระองคเจาชายกุสุมา เปนตนสกุล กุสุมา ณ อยุธยา ๒. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาเดชาดิศร พระนามเดิม พระองคเจาชายมั่ง เปนตนสกุล เดชาติวงศ ณ อยุธยา ๓. สมเด็จเจาฟา กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร พระนามเดิม พระองคเจาชายพนมวัน เปนตน สกุล พนมวัน ณ อยุธยา ๔. สมเด็จเจาฟา กรมพระพิทักษเทเวศร พระนามเดิม พระองคเจาชายกุญชร เปนตน สกุล กุญชร ณ อยุธยา ๕. สมเด็จพระเจาลูกยาเธอ พระองคเจาชายเรณู (มิไดทรงกรม) เปนตนสกุล เรณุนันท ณ อยุธยา 2_edit.indd 14 22/02/2013 09:13:08
๑๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๖. สมเด็จพระเจาลูกยาเธอ พระองคเจาชายเนียม (มิไดทรงกรม) เปนตนราชสกุล นิยมิศร ณ อยุธยา ๗. สมเด็จเจาฟา กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ พระนามเดิม พระองคเจาชายทินกร เปนตนราชสกุล ทินกร ณ อยุธยา ๘. สมเด็จเจาฟา กรมหมื่นสนิทนเรนทร พระนามเดิม พระองคเจาไพฑูรย เปนตนสกุล ไพฑูรย ณ อยุธยา ๙. สมเด็จเจาฟา กรมหลวงมหิศวรินทรามเรศ พระนามเดิม พระองคเจาชายโต เปนตน สกุล มหากุล ณ อยุธยา ๑๐. สมเด็จเจาฟา กรมพระเทเวศรวัชรินทร พระนามเดิม พระองคเจาชายกลาง เปนตน สกุล วัชรีวงศ ณ อยุธยา ๑๑. สมเด็จเจาฟา กรมหลวงสรรพศิลปปรีชา พระนามเดิม พระองคเจาชายชุมแสง เปนตนสกุล ชุมแสง ณ อยุธยา ๑๒. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท พระนามเดิม พระองคเจาชาย นวม เปนตนสกุล สนิทวงศ ณ อยุธยา ๑๓. สมเด็จเจาฟา กรมขุนสถิตสถาพร พระนามเดิม พระองคเจาชายมรกฎ เปนตนสกุล มรกฎ ณ อยุธยา ๑๔. สมเด็จเจาฟา กรมหมื่นอลงกฎกิจปรียา พระนามเดิม พระองคเจาชายนิลรัตน เปนตนสกุล นิลรัตน ณ อยุธยา ๑๕. สมเด็จเจาฟา กรมหลวงศักดาพิศาล พระนามเดิม พระองคเจาชายอรุณวงษ เปนตน สกุล อรุณวงษ ณ อยุธยา ๑๖. สมเด็จเจาฟา กรมหมื่นภูบาลบริรักษ พระนามเดิม พระองคเจาชายกปตถา เปนตน สกุล กปตถา ณ อยุธยา ๑๗. สมเด็จเจาฟาชายอาภรณ พระนามเดิม พระองคเจาชายอาภรณ เปนตนสกุล อาภรณ กุล ณ อยุธยา ๑๘. สมเด็จเจาฟา กรมขุนวรจักรธนานุภาพ พระนามเดิม พระองคเจาชายปราโมช เปนตนสกุล ปราโมช ณ อยุธยา ๑๙. สมเด็จเจาฟา กรมพระยาบําราบปรปกษ พระนามเดิม สมเด็จเจาฟามหามาลา เปนตนสกุล มาลากุล ณ อยุธยา ๒๐. สมเด็จเจาฟา กรมหมื่นสุนทรธิบดี พระนามเดิม พระองคเจาชายกลวยไม เปนตน สกุล กลวยไม ณ อยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงครองราชยอยู ๑๕ ป ครั้นถึง พ.ศ. ๒๓๖๗ เสด็จสวรรคต เมื่อพระชนมายุได ๕๖ ป กับ ๕ เดือน 2_edit.indd 15 22/02/2013 09:13:10
๑๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การสงคราม การสงครามกับพมา พ.ศ. ๒๓๒๗ รัชกาลที่ ๑ ทรงครองราชยได ๒ ป พมาสงทูตมาขอทําไมตรีกับไทยแต ไมไดมีการตกลงทําสัญญาใดๆ พ.ศ. ๒๓๒๘ พมายกทัพใหญมาตีไทยเปนสงครามเกาทัพทาง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกทราบวาการที่พมาสงทูตมาใน พ.ศ. ๒๓๒๗ นั้น เพราะ ตองยกทัพไปตีเมืองยะไขเกรงไทยจะยกกองทัพไปตีพมาขางหลัง จึงอุบายทําไมตรีหนวงเหนี่ยว ถวงเวลาไว พ.ศ. ๒๓๓๖ พระเจาปะดุงใหเจาเมืองเมาะตะมะมีหนังสือถึงพระยากาญจนบุรีชวนไทยเปน ไมตรีอีก ไดโปรดใหพระยากาญจนบุรีตอบไปวา พมาขอเปนไมตรีครั้งหนึ่งแลวอยางไมสุจริต จับได วาเปนอุบาย ถาประสงคจะเปนไมตรีจริงแลว จะตองใหหลักประกันที่แนนอนกอน ทางพมาไมยอม หรือไมรูจะใหประกันไดอยางไร จึงไดสงบกันมาเปนเวลา ๙ ป คือถึงป พ.ศ. ๒๓๔๕ พมาสงทูตมา ขอเปนไมตรีอีก แตคราวนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกไมยอมเจรจาดวย จึงโปรดให ขับไลทูตพมาไปเสีย พ.ศ. ๒๓๕๑ พมาไดแตงทูตมาเจริญทางพระราชไมตรีอีก ทางไทยเห็นวาเวลานั้นไมสูจะ แข็งแรงเหมือนแตกอน เพราะแมทัพที่เขมแข็ง เชนสมเด็จพระบวรราชเจามหาสุรสิงหนาท ก็เสด็จ ทิวงคต สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกก็ทรงพระชรา จึงไดสงทูตออกไปตอบแทน แตมิไดตกลงทํา สัญญาอันใด นอกจากทูตพมาไดกลับไปรายงานความเปนไปของไทย ตอนนั้นใหพระเจาปะดุงไดรู เรื่อง ทางพมาจึงเตรียมทัพมาตีไทยโดยเตรียมทหารไวถึงสี่หมื่นเศษ แตทหารพมาก็เบื่อหนายการ รบ พากันหลบหนีภัยเปนจํานวนมาก ความคิดที่จะยกทัพใหญมาตีไทยจึงเปลี่ยนไปกลายเปนทัพ ขนาดเล็กมาตีหัวเมืองปกษใตฝายตะวันตก แมทัพที่ยกมาคราวนี้คือ อะเติงหวุน โดยแยกเปนสอง ทางทั้งทางเรือและทางบกรวมพลประมาณเจ็ดพัน (ทางเรือสี่พันตีหัวเมืองฝายทะเลตะวันตก ทาง บกสามพันตีหัวเมืองปกษใต) เคลื่อนทัพ ในเดือน ๑๑ ปมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๕๒ เมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกสวรรคตแลว และสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยเสด็จ ขึ้นครองราชยไดเพียงสองเดือน ทางกรุงทราบจึงโปรดใหเกณฑทัพไปสูพมา แตกวาจะยกไปถึงพมา ก็ตีไดเมืองตะกั่วทุงและตะกั่วปาเพราะไมมีใครปองกัน พมาก็เขาลอมเมืองถลาง แตชาวเมืองปองกัน ไวได จากนั้นพมาก็เขาลอมเมืองภูเก็ตไวอีกเมืองหนึ่ง พอตีกองทัพทางกรุงไปถึงตีกองทัพเรือของ พมาแตกถอยหนีไป ทัพบกของพมาตีไดเมืองมะลิวัน ระนอง และกระบี่แลวเขาตีเมืองชุมพร พอดี ปะทะกับกองทัพไทยที่ยกลงไป ทัพพมาถูกไทยตีแตกทัพเรือพมาทราบดังนั้น ก็ระดมกําลังเขาตี ภูเก็ตและถลางกวาดเอาทรัพยสินผูคนรีบหนีไป กอนไปไดเผาเมืองถลางเสียสิ้น เมื่อทัพไทยไปถึง จึงกวาดตอนพลเมืองมาตั้งเมืองใหมที่พังงา 2_edit.indd 16 22/02/2013 09:13:12
๑๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) กรณีขัดแยงกับญวนและเขมร พ.ศ. ๒๓๕๓ พระเจาเวียดนามยาลองสงราชทูตญวนเขามาเพื่อถวายบังคมพระบรม ศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกรัชกาลที่ ๑ และเพื่อกราบถวายบังคมพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ซึ่งขึ้นครองราชยเปนรัชกาลที่ ๒ ราชทูตญวนนําเครื่องราช บรรณาการมาถวายและทูลเกลาถวายพระราชสาสนของพระเจาเวียดนามที่มีมาเพื่อทูลขอ เมืองไผทมาศ อันเคยเปนเมืองขึ้นของญวนมากอนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรง ยอมยกเมืองไผทมาศคืนใหญวนเพื่อการทางพระราชไมตรี เพราะขณะนั้นไทยกําลังเตรียมการรับ ศึกพมาอยู ในปเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยโปรดใหมีพระราชสาสนไปเกณฑ กองทัพเขมรมาชวยรักษาพระนคร เพราะมีขาววาพมากําลังเตรียมทัพมาตีไทย พระอุไทยราชา เจาเมืองเขมรไดรับพระราชสาสนแลวไมทําตาม พระมหาอุปโยราช พระยาจักรี พระยากลาโหม และพระยาสังคโลก ขุนนางผูใหญคิดการจะเกณฑทัพมาชวยไทย แตพระอุไทยราชาทราบความ กอนจึงรับสั่งใหจับพระยาจักรี พระยากลาโหมประหารชีวิต สวนพระยาสังคโลกหนีมาไทย พระอุไทยราชาเกรงวาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยยกทัพมาตีเขมร จึงขอกําลังจาก ญวนมาชวย ญวนจึงยกทัพมาตั้งมั่นอยูที่เกาะจีน ครั้นเห็นวาเหตุการณในเมืองเขมรยังสงบอยูจึง ยกทัพกลับ จากนั้นเขมรก็แตกแยกเปน ๒ ฝาย ฝายอุไทยราชานิยมญวนและฝายพระมหาอุปโยราช นิยมไทย ตอมาพระมหาอุปโยราชแยกตัวเปนอิสระ คุมพลมาตั้งมั่นที่เมืองโพธิสัตว พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงทราบความ จึงมีรับสั่งใหเจาพระยายมราชคุมกองทัพลงไปเจรจาไกล เกลี่ยใหพี่นองปรองดองกัน พระอุไทยราชารับสาสนแลวทํานิ่งเฉย เจาพระยายมราชจึงยกทัพไปตั้ง มั่นอยูที่เมืองบันทายเพชร พระอุไทยราชาเกรงกําลังกองทัพไทยจึงหนีไปพึ่งญวนเจาพระยายมราช จึงมีสาสนไปแจงใหญวนและเขมรทราบวาทัพไทยยกมาเพื่อเจรจาความใหพี่นองปรองดองกัน แต สาสนนั้นไมไดรับคําตอบ เจาพระยายมราชจึงยกทัพกลับและใหเผาเมืองพนมเพ็ญ กะพงหลวง และเมืองบัน ทายเพชร เพื่อมิใหขาศึกไดใชเปนที่อาศัยแลวเชิญพระมหาอุปโยราช (นักองคสงวน) พระมหา อุปราช (นักองคอิ่ม) และนักองคดวง ซึ่งเปนนองของพระอุไทยราชามาพํานักในกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงใหคณะทูตนําพระราชสาสนไปแจงใหพระเจา เวียดนามยาลองทรงทราบเหตุการณในเขมร แตพระเจาเวียดนามกลับมีพระราชสาสนตอบเขาขาง เขมร และทรงใหขุนนางนําพระอุไทยราชากลับเขมร นับแตนั้นมาเขมรก็ขึ้นอยูกับญวน สําหรับไทย เขมรเพียงแตสงเครื่องราชบรรณาการมาถวาย แตมิไดเขามาเฝาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา นภาลัย 2_edit.indd 17 22/02/2013 09:13:14
๑๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การรบครั้งนี้มีทหารสองหมื่นมากกวาพมาหมื่นเศษ แตเปนเพราะฝายไทยชักชาหรือบกพรอง อยูอยางไรอยางหนึ่ง เมืองถลางจึงถูกเผาและทําลายหมด แลวถูกปลอยรางอีกหลายป สวนพลเมือง ที่ไปรวมกันตั้งภูมิลําเนาที่ตําบลลํานํ้าพังงาแขวงเมืองตะกั่วทุง จัดการปกครองที่นั่นยกขึ้นเปนเมือง จึงไดกลายเปนเมืองพังงาอยูจนทุกวันนี้ พ.ศ. ๒๓๖๒ พระเจาปดุงเสด็จสวรรคต พระเจาจิงกุจาขึ้นครองราชยสืบตอมา ทรงรวบรวม พลเพื่อจะยกทัพเขามาตีไทยเปนการเผยแผพระบารมี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ไดทราบขาวที่พมาจะยกทัพมา จึงเตรียมทัพไปคอยตั้งรับทัพขาศึกที่เมืองเพชรบุรี ราชบุรีและ กาญจนบุรี สวนหัวเมืองทางใตก็ใหเกณฑพลไปตั้งรักษาเมืองไว ทัพไทยเตรียมรับทัพพมาอยูจน ลวงเขาฤดูฝน พมาก็ไมไดยกทัพมา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย จึงโปรดฯ ใหทัพที่ ยกไปนั้นใหยกทัพกลับ พ.ศ. ๒๓๖๓ จักกายแมงไดสืบราชสมบัติตอจากพระเจาปดุงคิดจะยกทัพใหญมาตีไทยอีก เพราะพระยาไทรบุรีเปนใจเขาขางพมา ในคราวนี้ยังไมทันไดรบกัน เปนแตทางพมาไดเตรียมการทุกอยางที่จะมาตีเมืองไทย และไทย ก็ไดเตรียมที่จะสูแตพมามิไดยกมา พระเจาปดุงในตอนปลายรัชกาล ทรงมีพระสติฟนเฟอนปรารถนา จะทําพระองคใหเปนเอกอักครศาสนูปถัมภก ทรงแกไขขอวัตรปฏิบัติของสงฆใหผิดแปลกไปตางๆ โปรดใหสรางพระสถูปขึ้นที่เมืองเมกุนองคหนึ่ง จะใหมีขนาดใหญโตกวาสถูปเจดียในโลก ถึงกับทรง มอบราชการแผนดินใหแกมหาอุปราชแลวเสด็จไปบัญชาการกอสรางเกณฑพลไปถึงสี่หมื่นจนพวก มอญไดรับความเดือดรอน พากันอพยพเขามาเมืองไทยเปนอันมาก พระเจาปดุงสิ้นพระชนมเสีย กอนที่สถูปจะสรางเสร็จ จักกายแมงราชนัดดาไดรับราชสมบัติตอมาไดทราบขาววาในเมืองไทยเกิด อหิวาตกโรค (โรคหา) ผูคนลมตายจํานวนมาก เห็นเปนโอกาสจึงใหเตรียมกองทัพเขามาตีเมืองไทย พระยาไทรบุรีที่ขึ้นอยูกับไทยไปติดตอเปนทางลับกับพมา ทางกรุงเทพฯ ไดทราบขาววาพมาเตรียม การรบ ก็เกณฑกองทัพคอยตอสูจัดเปนทัพใหญถึงสี่ทัพ และยกไปคอยดักตามชองเขาที่พมาจะเขา มา แตพมาไมมา พระยาไทรบุรีกลัวความผิด หนีไปอาศัยในดินแดนอังกฤษ ทางกรุงเทพฯ จึงไดตั้ง ใหพระยาภักดีบริรักษ (แสง) บุตรเจาพระยานคร (นอย) เปนพระยาไทรบุรีแทน พ.ศ. ๒๓๖๖ พระเจากายแมงไดใหราชทูตไปเมืองญวน ชักชวนพระเจาเวียดนามมินมาง กษัตริยญวนใหชวยกันตีเมืองไทย แตทางญวนไมยอมเขาดวย กลับบอกความเขามาใหไทยไดทราบ พอดีพมาเกิดติดสงครามทางอื่นตองรบกับอังกฤษ เลยหมดโอกาสที่จะยกกองทัพมาตีไทย พ.ศ. ๒๓๖๒ ราชทูตญวนเขามาสงขาววาพระเจาเวียดนามยาลองสิ้นพระชนม พระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงโปรดฯใหพระยาทิพโกษาเปนราชทูต นําคณะทูตไปถวาย บังคมพระบรมศพ และเชิญพระราชสาสนไปแสดงความยินดีกับพระเจาเวียดนามพระองคใหม คือ พระเจาเวียดนามมินมาง 2_edit.indd 18 22/02/2013 09:13:16
๑๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การสรางนครเขื่อนขันธ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงมีพระราชดําริที่จะสรางเมืองขึ้นไวสําหรับ ปองกันขาศึกที่จะมาทางทะเล จึงทรงโปรดฯ ใหกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเปนแมกองคุมการ กอสรางเมืองขึ้นที่ปากลัด ทางปากแมนํ้าเจาพระยา โดยสรางขึ้นเปนเมืองใหม พระราชทานชื่อวา เมืองนครเขื่อนขันธ และทรงโปรดใหยายครอบครัวมอญพวกพระยาเจงไปอยูที่นครนี้ พรอมกันนั้น ก็ไดสรางปอมขึ้นเพื่อปองกันขาศึกทางชายทะเล ทางฝงตะวันออกมี ๓ ปอม ไดแก ปอมปูเจาสมิงพราย ปอมปศาจผีสิง และ ปอมราหูจร ทางดานตะวันตกมี ๕ ปอม ไดแก ปอมแปลงไฟฟา ปอมมหาสังหาร ปอมศัตรูพินาศ ปอมจักรกรด และ ปอมพระจันทรแสงอาทิตย รวมทั้งปอมวิทยาคมซึ่งสรางในรัชกาลที่ ๑ รวมทั้งสิ้น ๙ ปอม การสรางนครเขื่อนขันธนี้สรางเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงโปรดใหตั้งสมิงทอมา บุตรพระยาเจง เปนพระยานครเขื่อนขันธ ภาพจิตรกรรมเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย แหงพระบรมราชจักรีวงศ โดยนายสุชาติ เถาทอง 2_edit.indd 19 22/02/2013 09:13:22
๒๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ลักษณะสังคม การเมือง สมัยตนรัตนโกสินทร ลักษณะสังคมสมัยตนรัตนโกสินทร โครงสรางสังคมสมัยตนรัตนโกสินทร มีรูปแบบเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยแบงเปนสังคม ครอบครัวและสังคมทั่วไป มีรายละเอียดปลีกยอยออกไปและยังคงแบงคนในสังคมทั่วไปเปน ๒ ชนชั้นคือ ชนชั้นผูปกครองประกอบดวย พระมหากษัตริย เจานาย ขุนนาง ขาราชการ นักบวช กับ ชนชั้นผูอยูใตปกครอง คือ ไพรและทาส ชนชั้นผูปกครอง ผูปกครองมีสถานะเปนมูลนาย มูลนายมี ๒ อยางคือ มูลนายโดยกําเนิด ไดแก เจานายเชื้อพระวงศ มูลนายโดยการดํารงตําแหนง เชน ขุนนางขาราชการที่ไดรับมอบหมายใหควบคุมไพรตาม อํานาจความรับผิดชอบของตําแหนงที่ดํารงอยู และแตกตางจากมูลนายโดยกําเนิดที่ศักดินาสิทธิและ อํานาจหนาที่ลวนขึ้นอยูกับตําแหนงมูลนายโดยตําแหนงที่มีความสําคัญและมีอํานาจมากที่สุด คือ พระมหากษัตริย รวมถึงกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และเจานายที่ทรงกรม ชนชั้นผูอยูใตปกครอง ชนชั้นผูอยูใตปกครองประกอบดวยไพรและทาสไพร คือ ราษฎรสามัญทั่วไปซึ่งมีจํานวนมาก และเปนคนสวนใหญของราชอาณาจักรตองสังกัดมูลนาย เพื่อแลกเปลี่ยนกับความคุมครอง ถือ ศักดินาระหวาง ๑๐- ๒๕ ความเปนไพรมีมาแตกําเนิด และไดรับการแบงปนขึ้นสังกัดกรมกองตางๆ เมื่อลูกหมูชายหญิงอายุ ๙ ปขึ้นไป ไพรยังมาจากผูที่สึกจากสมณเพศ ทาสที่เปนไทและมูลนายที่ทํา ผิดแลวถูกถอดเปนไพร สวนทาสมีศักดินา ๕ ทาสมีทั้งทาสที่เปนมาแตกําเนิด เชลยศึกผูที่ขายตัวหรือ ถูกขายตัวเปนทาส ทั้งไพรและทาสมีหนาที่เหมือนกันตรงที่ตองถูกเกณฑไปรบเมื่อมีราชการสงคราม ๑. ไพรหลวง หมายถึง ไพรของหลวงขึ้นตรงตอพระมหากษัตริย พวกนี้กระจายอยูตามกรม กองตางๆ มีเจากรมและขาราชการกรมตางๆ ดูแลตางพระเนตรพระกรรณสมัยรัชกาลที่ ๑ ไพร หลวงเขารับราชการปละ ๔ เดือน คือ เขาเดือนออก ๒ เดือน สมัยรัชกาลที่ ๒ รับราชการ ๓ เดือน ตอปหรือเขาเดือนออก ๓ เดือน ใชมาจนสมัยรัชกาลที่ ๔ ตอมาสมัยรัชกาลที่ ๕ เปนระยะของการ เปลี่ยนแปลงตางๆ ตนรัชกาลไพรหลวงจึงเขามาราชการปละหนึ่งเดือนจน พ.ศ. ๒๔๒๕ จึงไดเริ่ม มีการปลดปลอยไพรและทาส ๒. ไพรสม เปนกําลังคนสวนใหญของมูลนาย มักเรียกรวมๆ กันวา ขา หรือ ขาเจา บาวขุนนาง สมัยตนรัตนโกสินทรไพรสม ตองรับใชมูลนายของตนและตองรับใชขาราชการโดยกรมใหแรงงานป ละ ๑ เดือน หากไมไปจะตองเสียเงินใหราชการ หนึ่งตําลึงสองบาท (๖ บาท) 2_edit.indd 20 22/02/2013 09:13:23
๒๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ไพรสมเปนเสมือนสมบัติของมูลนายที่จะใชงานสวนตัวไดโดยไมระบุเวลาใชงานที่แนนอน แต ไมใชสมบัติที่ตกทอดเปนมรดกเมื่อมูลนายถึงแกกรรม ไพรสมจะถูกโอนเปนไพรหลวง แตความจริง มักปรากฏวาทายาทของมูลนายเดิมหรือมูลนายอื่น จะถือโอกาสขอตัวไพรสมนั้นไว พระมหากษัตริย มักจะพระราชทานใหตามที่ขอ สมัยรัชกาลที่ ๑ กฎหมายยังใหสิทธิ์แกไพรสม ฟองรองมูลนายของ ตนไดถาไมไดรับความเปนธรรม นอกจากนั้น ถานายทําผิดแลวตองโทษ ไพรสมของมูลนายคนนี้จะ ถูกโอนเปนไพรหลวง แยกไปสังกัดกรมกองตางๆ มีมูลนายใหมควบคุม ๓.ไพรสวย หมายถึง ไพรที่ไมตองทํางานใหรัฐ แตสงสวยใหเปนการตอบแทน การสงสวยมี ทั้งสงเปนรายปและสวนเกณฑกรณีพิเศษ เชน เรียกเกณฑใหตัดไมมาใชในการสรางพระเมรุ ขุดหา แรทองแดงมาหลอพระพุทธรูป ฯลฯ บางครั้งอาจเรียกเกณฑแรงงานไพรสวยไดเปนกรณีพิเศษ โดย ทางการจัดหาเสบียงอาหารใหดวย ทาส คือ พลเมืองอีกกลุมหนึ่งในสังคมไทยสมัยตนรัตนโกสินทร แตเปนพลเมืองที่มีสถานะ เหมือนทรัพยสินสวนตัวของนายเงินการโอนหรือขายตอเปนสิทธิ์ของนายเงิน ทาสจึงตางจากไพรตรง จุดนี้ กฎหมายยังรับรองสิทธิของนายเงินที่มีเหนือทาส ขณะเดียวกันก็มีกฎหมายใหความคุมครอง ทาสดวย ทาสสมัยรัตนโกสินทรมีสภาพเชนเดียวกับทาสสมัยกรุงศรีอยุธยา การควบคุมคนตามระบบไพร ชนชั้นผูปกครอง ประกอบดวยเจาเมือง กรมการเมือง ปลัดเมือง จางวางกอง นายกอง ปลัด กอง เจาหมูนายหมวด นายบาน กํานัน พันและนายอําเภอ 2_edit.indd 21 22/02/2013 09:13:27
๒๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) เจาเมือง กรมการเมือง ไดรับแตงตั้งจากพระมหากษัตริย ใหดูแลรักษาความสงบเรียบรอย ในเมืองของตน การแตงตั้งเจาเมืองจะมีขึ้นเมื่อตําแหนงเจาเมืองวางลงโดยโปรดเกลาฯ ใหเลือกบุตร หลานหรือเชื้อสายเจาเมืองคนเดิมที่มีสติปญญาความสามารถใหดํารงตําแหนงสืบแทน แตมีบางกรณี ที่โปรดเกลาฯ แตงตั้งขุนนางจากกรุงเทพฯ ไปเปนเจาเมือง หรือแตงตั้งขุนนางอื่นเปนเจาเมืองก็ได ขอบขายอํานาจหนาที่ของเจาเมืองมีมากและกวางขวาง ปรากฏอยูในพระราชกําหนดเกา ของกฎหมายตราสามดวงโดยเฉพาะมาตราที่ ๒๓ สรุปไดวา มีหนาที่ดูแลความสงบเรียบรอย บําบัด ทุกขบํารุงสุข ปองกันโจรผูราย พิจารณาคดีภายในเมือง ควบคุมดานทางแดนตอแดนกับเมืองอื่นๆ ที่สําคัญคือรูบัญชีจํานวนคนไมวาจะเปนไพรหลวง ไพรสม ขาพระโยมสงฆ เพื่อจะไดสะดวกในการ เกณฑเก็บสวย การเรียกใชงานและเกณฑกําลังทัพรวมทั้งตรวจจับผูคนที่หลบหนีเขามาในเมืองหรือ ออกไปนอกเมือง การทําบัญชีคนโดยใหนายกองเปนผูทําบัญชีไว และมีบัญชีของเจาเมืองกรมการ อีกบัญชีหนึ่ง เมื่อมีการจําหนายคน เชน ตายหรือยกใหผูอื่นก็ใหหักออกจากบัญชีทั้งสองฝายและ รวบรวมชื่อจํานวนนายกอง ปลัดกอง ขุนหมื่น เจาหมูตางๆ ในเมืองของตนสงเปนบัญชีหางวาว ไป ใหสัสดีและเสนาบดีตนสังกัดเปนหลักฐาน เพื่อรับพระราชทานเบี้ยหวัดประจําป ปลัดเมือง ในแตละเมืองจะมีปลัดเมือง มีหนาที่ชวยราชการ เจาเมืองดูแลความเปนอยูของ ราษฎรไทยและเชื้อชาติตางๆ รวมทั้งเขารวมในการตัดสินคดีความภายในเมืองดวย จางวางกอง มีหนาที่บังคับบัญชาดูแลกองไพรตางๆ ในเมืองนั้นและมักเปนนายกองมากอน รับราชการมานาน มีความดีความชอบจึงไดเลื่อนตําแหนงสูงขึ้น เชน จางวางกองโคเมืองสระบุรี มี บรรดาศักดิ์เปนพระยารัตนากาษ ศักดินา ๘๐๐ ไร นายกอง ปลัดกอง เปนตําแหนงมูลนายรองลงมาจากจางวางกอง มีหนาที่ควบคุมดูแลไพร กองตางๆ ตามที่ไดรับมอบหมายอาจเปน ๒ กอง หรือ ๔ กองอยางมาก ๘ กอง มีปลัดกองชวย เหลือโดยอยูใตบังคับบัญชาของเจาเมือง กรมการเมืองนั้นๆ ถามีคดีความวิวาทระหวางไพรในกอง ดวยเนื้อหา “มโนสาเรเบ็ดเสร็จ” ใหนายกองเปนผูตัดสิน ถาเปนคดีรายแรงใหสงเจาเมือง กรม การเมืองตัดสิน เจาหมู นายหมวด เปนผูใกลชิดไพรมากที่สุดและเปนคนในทองถิ่น ทําหนาที่เกณฑแรงงานไพร และรวบรวมสวยสงไปยังผูบังคับบัญชา และเปนผูทําหนาที่ชําระไพรและทําบัญชีเลกโดยตรงดวย นายบาน กํานัน พัน นายอําเภอ นายบานหรือผูใหญบานเปนเจาหนาที่ของรัฐ มีหนาที่ ปกครองดูแลคนในหมูบานตามเมืองตางๆ เจาเมือง กรมการเมืองเปนผูแตงตั้งโดยคัดเลือกจาก คุณสมบัติและคนในหมูบานนับถือ เนื่องจากราษฎรสมัยตนรัตนโกสินทรตองสังกัดหมวดหมูใน กองตางๆ ครอบครัวก็ตองขึ้นสังกัดตามหัวหนาครอบครัวและชวยทํานาและชวยทํานาทําสวนดวย ราษฎรมักอาศัยอยูในหมูบาน ซึ่งประกอบดวยหลายหลังคาเรือนรวมกัน มีผูใหญบาน กํานันพันขุน หมื่น ปกครอง มีหนาที่ชวยเหลือนายกองดูแลไพรและทําสวยทําบัญชีผูคน ดังที่กฎหมายกําหนดวา “ประการหนึ่งใหผูใหญบานทําสารบัญชีใหรูจํานวนคน ณ บานนั้นไว แลวกําชับอยาใหราษฎรคบหา กันเปนผูราย” และมีตําแหนงนายอําเภอ ซึ่งสูงขึ้นมาอีกดูแลควบคุมอีกทีหนึ่ง 2_edit.indd 22 22/02/2013 09:13:28
๒๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) กลุมผูอยูใตปกครอง กลุมผูอยูใตปกครอง คือ ไพร ซึ่งแบงเปนประเภทตามหนาที่ไดแก เลกคงเมือง เลกสมเจา เมืองกรมการเมือง เลกเขาเดือน เลกกองนอกและเลกกองดาน เลกคงเมือง คือไพรหลวงที่ประจําอยูเมืองนั้นๆ เปนกําลังของเมืองนั้น จึงใชคําวา “คง” หมาย ถึงคงอยูในเมืองนั้น ทางการพยายามเพิ่มพูนจํานวนคนในแตละเมืองใหมากขึ้นโดยการสงเชลยศึก ชาวตางชาติที่กวาดตอนมาไดใหมาอยูประจําในเมืองนั้นๆ เพื่อทําสวยเพาะปลูก และปองกันเมือง นอกจากนั้นยังไดจากเลกสมที่มูลนายถึงแกกรรม สวนกลางมักโอนใหเปนเลกคงเมืองและไดจาก เลกที่มูลนายเบียดบังไวไมสัก เมื่อทางการพบจะนํามาสักเปนเลกคงเมือง เปนตน หนาที่ของเลกคง เมืองตองเขาเดือนปละ ๔ เดือน ในสมัยรัชกาลที่ ๑ และปละ ๓ เดือนในสมัยรัชกาลที่ ๒ เลกสมเจาเมืองกรมการเมือง คือ ราษฎรที่เปนไพรสมของเจาเมืองกรมการเมืองอาจเปน ไพรสมที่ติดตัวมากอนเปนเจาเมืองกรมการเมืองหรือไดรับพระราชทานพรอมกับตําแหนงดวยก็ได ไพรสมพวกนี้มีหนาที่คลายกับเลกคงเมืองดวย คือ บางเมืองจะแบงไวทําสวยสงเปนรายป บางพวก ไวใชงานทั่วไปไมเกณฑเก็บสวย บางเมืองมีเลกคงเมืองนอย ก็ใชเลกสมเหลานี้ทําหนาที่แทนเลกคง เมือง เชน เฝาฉางหลวงรักษาโรงปนหลวง รักษาดาน เปนตน เลกเขาเดือน เปนพวกไพรหลวงมีหนาที่ทํางานใหเมืองของตนหรือถูกเรียกไปทํางานราชธานี หรือหัวเมืองอื่นก็ได โดยรัฐเรียกเกณฑเดือนเวนเดือน ถามาเขาเดือนไมไดใหสงเงินมาแทน ถาหาเงิน มาใหไมได ดวยเหตุใดก็ตามใหเจาหมูนายหมวดรับผิดชอบสงเงินแทนเลกเขาเดือนบางครั้งทาง ราชการเรียกเกณฑสวยเปนกรณีพิเศษ เชน ใหตัดไมสงไปราชธานีเพื่อใชสรางพระปรางค ปราสาท ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เลกกองนอก คือ เลกที่ตั้งบานเรือนอยูนอกราชธานี จะขึ้นสังกัดมูลนายในราชธานีหัวเมือง ก็ได มีทังไพรสมและไพรหลวง เลกกองนอกมีชื่อแยกยอยลงไปอีกเชน กองโค กองชาง กองไรกอง นา กองกระบือ แสดงถึงการทํางานของไพรพวกนี้ดวย เชน กองชาง มีหนาที่จัดหาชางรวบรวมไว ใชราชการ กองไร กองนา ทํานาทําไรบนที่ดินหลวงสงผลผลิตใหทางราชการหรือเฝาหนองบัว กอง โค ทําหนาที่รวบรวมจัดหาโคและหนังโคมาใชราชการ เปนตน เลกกองดาน ตามเมืองตางๆ จะมีกองดาน และมีเลกดานทําหนาที่ลาดตระเวนตรวจตรา เขตแดน ทั้งระหวางระดับเมืองหนึ่งกับอีกเมืองหนึ่งและระหวางอาณาจักรรัตนโกสินทรกับประเทศ ขางเคียง มีนายกองและขุนหมื่นตําแหนงตางๆ ควบคุมดูแลขึ้นกับเจาเมืองอีกทีหนึ่ง หนาที่ของเลก กองดานมิไดมีเฉพาะตรวจตราอยางเดียว บางครั้ง มีหนาที่ทําสวยสงรัฐบาลดวยทั้งนี้ขึ้นอยูกับความ ตองการไดสวยและสถานการณบานเมืองดวย เชน เมืองฉะเชิงเทรา สมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อครั้งทํา สงครามกับลาว เขมร และญวน เมืองฉะเชิงเทราเปนเมืองหนาดานที่สําคัญ เลกกองดานมีหนาที่ ตรวจตราดานอยางเขมงวดอยางเดียว เมื่อสงครามสิ้นสุดลง หนาที่ตรวจตราดานลดลงไป ผูคนใน กองดานที่มีจํานวนมากจึงเปลี่ยนใหสงสวยแทน เชน สงสวยเรวเปนรายป หรือถูกเกณฑไปเก็บสวย ซึ่งมีมากในฤดูนั้นและปนั้นนอกเหนือจากการสงประจํารายป 2_edit.indd 23 22/02/2013 09:13:30
๒๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ลักษณะการเมืองสมัยตนรัตนโกสินทร สมัยตนรัตนโกสินทรสถาบันกษัตริยซึ่งถือเปนสถาบันสูงสุด คลายความเปนเทวราชาลงมาก กลายเปนเนนคติและรูปแบบของธรรมราชา อํานาจลนพนมีแตทางทฤษฎี ทางปฏิบัติพระราชอํานาจ ถูกจํากัดดวยสิ่งสําคัญบางประการ เชน ทศพิธราชธรรม ระบบการควบคุมคนตามระบบไพรที่ถือวา พระมหากษัตริยคือประมุขสูงสุดอยูเหนือมูลนายทั้งปวง แตจริงๆ แลวพระองคไมสามารถดูแลไพร ไดทั่วถึงตองแบงพระราชอํานาจในการบังคับบัญชา และแบงกําลังคนใหมูลนายในระดับรองลงมา ดังนั้น ผูมีอํานาจในการควบคุมคนอยางแทจริงคือ มูลนายระดับรองลงมา สมัยตนรัตนโกสินทรกลุมขุนนางเปนกลุมที่มีอํานาจทางการเมืองและการบริหารประเทศเปน อยางมาก กรมตางๆ อยูในอํานาจของเสนาบดีจนถึงเจากรมตางๆ เหตุที่ขุนนางมีอํานจมาก เพราะ ขณะนั้นเปนชวงของการสรางบานเมืองใหมๆ พระบรมวงศานุวงศมีอยูนอย ดังนั้น การบริหารบาน เมืองสวนใหญจึงใชขุนนางซึ่งเปนขุนนางรุนใหมที่ไดรับแตงตั้งขึ้นมาเพราะขุนนางสมัยกรุงศรีอยุธยา ลมตายสูญหายไปและถูกพมากวาดตอนไปก็มากจึงตองหาขุนนางรุนใหมมาแทน โดยยกเลิกกฎ เกณฑเกี่ยวกับคุณสมบัติของขุนนางที่ใชอยูสมัยกรุงศรีอยุธยาที่กําหนดวาขุนนางตองมีคุณสมบัติ ๔ ประการคือ ชาติ วุฒิมีตระกูลเปนอัครมหาเสนาบดี มีวัยวุฒิคือมีอายุ ๓๑ ปขึ้นไป มีคุณวุฒิคือ มีความชํานาญฝายทหารพลเรือน มีปญญาวุฒิคือเจริญดวยปญญาเฉลียวฉลาด เปลี่ยนเปนโอกาส ใหสามัญชนที่มีความรูดีมีความประพฤติเหมาะสมถวายตัวเปนขุนนาง 2_edit.indd 24 22/02/2013 09:13:33
๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การที่ขุนนางขึ้นมามีอํานาจทางการเมืองตามความจําเปนและสภาพแวดลอมดังกลาวเทากับ เปนกาวแรกที่ทําใหกลุมขุนนางสั่งสมและสืบทอดอํานาจ จนกลายเปนกลุมอํานาจทางการเมืองที่ มีความสําคัญตอเสถียรภาพของสถาบันพระมหากษัตริยในเวลาตอมา โดยเฉพาะเสนาบดีตระกูล บุนนาค ตระกูลบุนนาคผูเปนตนตระกูลคือ เฉกอะหมัด มาจากประเทศอิหรานเขามาคาขายปลาย สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ และเขารับราชการเปนใหญเปนโตตั้งแตสมัยสมเด็จพระเจาทรงธรรม โดยไดเปน พระยาเฉกอะหมัดรัตนราชเศรษฐี เจากรมทาขวา (วาที่สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี) ซึ่ง เปนตําแหนงที่สําคัญเพราะกรมทาสมัยนั้นเปนทั้งกระทรวงการตางประเทศและกรมศุลกากรดวย เปนตําแหนงที่เหมาะสําหรับผูชํานาญการคา ตอมาไดรวมมือกับเจาพระยากลาโหมสุริยวงศปราบ จลาจลพวกญี่ปุนลงได จึงไดเลื่อนเปนเจาพระยาเฉกอะหมัดรัตนราชเศรษฐี ตําแหนงสมุหนายกฝาย เหนือ (เจาพระยากลาโหมเปนสมุหนายกฝายใต) ดูแลตางพระเนตรพระกรรณถึงครึ่งอาณาจักร ทานเฉกอะหมัดรับราชการมาจนอายุได ๘๗ ป เจาพระยากลาโหมสุริยวงศผูเปนสหายสนิทกัน ได ขึ้นครองราชยทรงพระนามวา สมเด็จพระเจาปราสาททอง เฉกอะหมัดจึงไดเลื่อนยศขึ้นเปน เจาพระยาบวรราชนายกตําแหนงจางวางกรมมหาดไทยหรือตําแหนงที่ปรึกษามีผูสืบสกุลตอมาอีก ไดรับราชการมีบรรดาศักดิ์สูงๆ แทบทุกรัชกาล จนหมดสมัยกรุงศรีอยุธยา ครั้นสมัยรัตนโกสินทร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกทรงแตงตั้งบุคคลในตระกูลนี้คือบุนนาค เปนเจาพระยา อรรคมหาเสนา จากนั้นผูสืบเชื้อสายตอมาไดมีอํานาจทางการเมืองของไทยมาตลอดตนรัตนโกสินทร บทบาททางการเมืองของเสนาบดีตระกูลบุนนาค เห็นไดจากการมีสวนมีเสียงในการพิจารณา ผูสืบราชบัลลังก เมื่อปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงประชวรรับสั่งมิได จนเสด็จสวรรคตในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๗ ตามประเพณีการสืบสันตติวงศผูสมควรได รับราชสมบัติตอจากพระมหากษัตริยองคกอน ควรเปนพระราชกุมารซึ่งประสูติแตพระอัครมเหสี ซึ่งขณะนั้นเจาฟามงกุฎซึ่งประสูติแตสมเด็จพระสุริเยนทรามาตย พระบรมราชินี แตบุคคลที่รอบรู ราชการแผนดินขณะนั้น คือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทรซึ่งเจริญพระชันษากวาเจาฟามงกุฎถึง ๑๗ พรรษา ทรงวาราชการกรมพระคลังมหาสมบัติ กรมทา กรมพระตํารวจและรับหนาที่พิพากษาคดี แทนพระองคเสมอๆ ไดวาราชการแทนพระองคบอยครั้งดวย กลาวไดวา ทรงมีอํานาจสิทธิ์ขาดใน แผนดินมากพอควร ตั้งแตสมเด็จพระบรมชนกนาถยังดํารงพระชนมอยู ดวยเหตุนี้จึงทรงเชี่ยวชาญ การปกครองบานเมืองทุกแขนง ทั้งมีขาทูลละอองพระบาทที่จงรักภักดีก็มีอยูมาก ดังนั้นที่ประชุม พระบรมวงศานุวงศและเสนาบดีขาทูลละอองธุลีพระบาทชั้นผูใหญซึ่งมีอํานาจในราชการแผนดิน โดยมีเจาพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) เปนประธานมีความเห็นพองกันวา กรมหมื่นเจษฎาบดินทร ทรงเหมาะสมในดานความสามารถสวนพระองคมีขาทูลละอองธุลีพระบาทเปนจํานวนมากที่จงรัก ภักดี ดังนั้น กรมหมื่นเจษฎาบดินทรจึงขึ้นครองราชยเปนกษัตริยรัชกาลที่ ๓ แหงกรุงรัตนโกสินทร ลักษณะการเมืองในสมัยตนรัตนโกสินทรประเด็นตอไป คือ ความขัดแยงระหวางวังหลวง กับวังหนา วังหนาสมัยนั้นมีฐานะเปนพระมหาอุปราชซึ่งเปนตําแหนงสําคัญรองลงมาจากพระมหา กษัตริยมีศักดินาสูงที่สุดคือ ๑๐๐,๐๐๐ ไร 2_edit.indd 25 22/02/2013 09:13:35
๒๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) วังหนาสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก คือ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท) พระอนุชารวมพระชนกชนนีเดียวกัน เคยทําหนาที่ปองกัน รักษาบานเมืองคูกับพระเชษฐามาตลอด ทรงมีฝมือทางการรบมักประสบชัยชนะเสมอๆ จึงมีชื่อเสียง มีความมั่งคั่งทั้งไพรพลและทรัพยสินเงินทอง มีอิทธิพลทั้งหัวเมืองและในกรุง มีพระราชอํานาจมาก โดยเฉพาะอํานาจในการแตงตั้งขุนนางวังหนาทั้งหมด ซึ่งเปนฐานกําลังอันแข็งแกรงของพระองค การที่ทรงมีกําลังและพระราชอํานาจมากเชนนี้ทําใหเกิดการทาทายอํานาจกันขึ้น วิกฤตการณระหวางวังหลวงกับวังหนาเกิดขึ้นครั้งแรก สาเหตุจากการแสดงโขนกลางแปลงใน งานถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมชนกนาถ (ทองดี) ตอนทศกรรฐยกทัพโดยขาราชการ วังหลวงเปนทัพพระรามยกไปจากพระบรมมหาราชวัง ขาราชการวังหนาเปนทัพทศกรรฐยกไป จาก วังหนามาแสดงกันที่สนามหลวงหนาพลับพลาในการรบกัน ทั้งสองทัพนี้ไดรบกันสมจริงสมจัง ขนาด มีปนออกมายิงกันไดยินกันสนั่นไปทั่วพระนคร เหตุการณตอมา คือ การแขงเรือตามประเพณีในเดือน ๑๑ ทางวังหลวงไดจัดเรือชื่อ “ตอง ปลิว” เขาแขง สวนวังหนาจัดเรือชื่อ “มังกร” เขาแขง การแขงขันนี้เปนการแขงขันกันตามประเพณี เทานั้นมิไดเอาชนะกันจริงจัง แตปรากฏวาทางฝายวังหนาไดเตรียมจะใหฝพายอีกชุดหนึ่งซุมซอม ไวเปนพิเศษเขาแขงขันแทนฝพายชุดที่ลงซอมพอเปนพิธี ความทราบไปถึงพวกวังหลวงๆ จึงนํา ความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงทราบแลวก็ดํารัสวา “เลนดังนี้จะเลนดวยที่ไหน ได” แลวสั่งใหเลิกการแขงขันเรือนั้นเสีย เรื่องนี้แมจะเปนเรื่องเล็กนอย แตก็มีเรื่องอื่นผสมอยู ดวย ความบาดหมางระหวางวังหลวงและวังหนาจึงคุกรุนอยูเงียบๆ วังหนาเสด็จมาเฝาพระเชษฐา เพื่อขอรับเงินเบี้ยหวัดรายปไปแจกจายใหขาราชการวังหนา แตพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไม พระราชทาน เพราะเงินของแผนดินตอนนั้นไมพอใชจาย กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรง ขัดเคืองมากไมยอมเขาเฝาไปอีกนาน ขุนนางผูใหญทางวังหนาเห็นเจานายทรงขัดเคืองก็เกณฑ ขาราชการเอาปนใหญขึ้นปอมวังหนา ทางขาราชการวังหลวงเห็นวังหนาเคลื่อนไหวเหมือนจะทํา สงครามก็กราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวขอรักษาพระบรมมหาราชวังใหมั่นคงแข็งแรง เมื่อ ไดรับพระราชานุมัติก็เกณฑผูคนรักษาหนาที่ และขนปนใหญขึ้นปอมบาง ความตึงเครียดนี้หวุดหวิด จะทําสงครามกลางเมืองกัน ดีที่วาสมเด็จพระพี่นางสองพระองคทรงทราบรีบเสด็จไปวังหนาโดย ดวน ทรงกันแสงเตือนพระอนุชาใหระลึกถึงความหลังครั้งกอนที่ตกทุกขไดยากมาดวยกัน วังหนา จึงยอมไปเฝาพระเชษฐา เมื่อไดพบกันก็สามารถปรับความเขาใจ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทดํารงพระยศอุปราชมา ๒๑ ป ใน พ.ศ. ๒๓๔๕ ก็ประชวร เปนโรคนิ่ว ขณะที่ยกทัพไปรบพมาที่เมืองเชียงใหม ไปประชวรหนักกลางทางตองประทับอยูเมืองเถิน ใหกรมพระราชวังหลังเสด็จแทนและเมื่อมีชัยชนะเสด็จกลับกรุงเทพฯ แลว เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๔๖ พระอาการหนักมากเหตุการณเกี่ยวกับการประชวรของวังหนา นับเปนเหตุการณสําคัญ เพราะเปนผลสืบเนื่องตอมาอีก ดังที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารและพระราชนิพนธในพระบาท 2_edit.indd 26 22/02/2013 09:13:37
๒๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) สมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว และเรื่อง “นิพพานวังหนา” ของพระองคเจาหญิงกัมพุชฉัตรพระ ราชธิดาของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท นักองอีเปนเจาจอมมารดาไดนิพนธไวสรุปความวา เมื่อวังหนาเห็นพระอาการของพระองคเองคงจะไมรอดแนจึงสั่งเสียพระองคเจาในกรมและนางขาง ใน ตอมาเสด็จทอดพระเนตรพระราชมณเฑียร ที่ทรงสรางไวใหญโตสําหรับประทับ ทรงดํารัสเปน นัยวาทรงทําศึกสงครามกูแผนดินไดไมควรใหสมบัติตกไปเปนของลูกหลานวังหลวง ผูใดมีสติปญญา ก็เรงคิดเอาเถิด เรื่องนี้จะจริงเท็จอยางใดไมปรากฏแนชัด แตมีเหตุการณขึ้นคือ เมื่อสมเด็จพระพุทธ ยอดฟาจุฬาโลกเสด็จเยี่ยมพระอนุชา กองทหารวังหลวงจะไปตั้งกองจุกชอง ลอมวง ทหารวังหนา เขามาขัดขวางหามปรามมิใหทหารวังหลวงเขาไปยังวังหนา สมเด็จเจาฟากรมขุนอิศรสุนทร (ตอ มาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย) ทรงทราบเหตุจึงเสด็จไปที่วังหนา พาขาราชการ ไปตั้งกองจุกชอง ลอมวงได เมื่อวังหนาสวรรคตแลวมีความเคลื่อนไหวจากฝายวังหนาคือ พระองคเจาลําดวน พระองคเจา อินทปต พระเจาลูกเธอในกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท กระทําการกําเริบกระดางกระเดื่อง จึงถูกจับกุมตัวมาลงพระราชอาญา พ.ศ. ๒๓๔๙ สมเด็จเจาฟากรมขุนอิศรสุนทร ไดรับสถาปนาเปนกรมพระราชวังบวรสถาน มงคล ดํารงพระยศเปนพระมหาอุปราชได ๓ ป ก็ไดขึ้นครองราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๒ ครอง ราชยได ๓ วัน เกิดความวุนวายขึ้นเนื่องจากพระยาอนุชิตราชา (นอย) จางวางพระตํารวจเก็บบัตร สนเทหไดที่ตนแจงในลานที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในหนังสือนั้นฟองวา เจาฟากรมขุนกษัตรานุชิต (โอรสพระเจากรุงธนบุรี ประสูติแตพระธิดาพระองคใหญของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬา โลก) กับพวกคบคิดกันกอการกบฏ สอบสวนแลวไดความจริง จึงใหสําเร็จโทษเสีย สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวทรงแตงตั้งพระอนุชาคือ พระบาทสมเด็จ พระปนเกลาเจาอยูหัว ใหมีฐานะเทียบเทากับกษัตริยเชนเดียวกับพระองค พระบาท สมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัวทรงมีอิทธิพลและอํานาจแถบหัวเมืองที่มีชุมชนชาวลาวตั้งอยู ทรงมี กองกําลังและทัพเรือที่มีแสนยานุภาพมาก ทรงมีพระปรีชาสามารถดานการสงคราม การทหารและ การบริหาร จนทําใหเกิดการวิพากษวิจารณขาวลือตางๆ ในสมัยนั้นเกี่ยวกับการแขงขันขัดแยงและ ทาทายอํานาจกัน แตเหตุการณมิไดเปนไปตามที่เปนขาวลือ เพราะทั้งสองพระองคเขาใจดีตอกันและ พระบาทสมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัวทรงกราบทูลตอพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวขณะ ประชวรหนักวา ทรงเตรียมสะสมอาวุธและกองทัพ กําลังคนไวเพราะไมไวใจเสนาบดีตระกูลบุนนาค ความขัดแยงระหวางวังหลวงกับวังหนามิไดเกิดเหตุการณรุนแรง เพราะปญหาดังกลาว จะคลี่คลายลงไดทุกครั้ง และตอมาพระมหากษัตริยจะทรงดําเนินนโยบายควบคุมคนของวังหนา ประกอบกับตําแหนงวังหนาเปนตําแหนงแตงตั้งโดยพระมหากษัตริย และวังหนาก็มักสิ้นพระชนม กอนพระมหากษัตริย ดังนั้น ปญหาการเมืองในดานนี้จึงไมรุนแรงเทาสมัยกรุงศรีอยุธยา 2_edit.indd 27 22/02/2013 09:13:39
๒๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การปกครอง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย สวนใหญใชระบบที่ปรับปรุงในสมัยรัชกาล ที่ ๑ มีเพิ่มเติม คือ เรื่องโปรดใหเจานายกํากับราชการตามสวนราชการที่สําคัญ ทั้งโปรดใหมีผูสําเร็จ ราชการตางพระเนตรพระกรรณ การที่โปรดใหเจานายกํากับราชการเพิ่มทํากันในรัชกาลที่ ๒ และเปนแบบอยางตอๆ มา สาเหตุเนื่องมาจากในป พ.ศ. ๒๓๕๒ ปแรกแหงรัชสมัย พมายกมาตีเมืองถลางมีราชการบางอยางไม เปนไปดังพระราชประสงค เพราะขุนนางซึ่งเปนเสนาบดี (เจากระทรวง) ขณะนั้นหยอนสมรรถภาพ จะเอออกจากตําแหนงยังไมได ทรงพระราชดําริเห็นวาจําเปนตองมีผูเปนกําลังคอยชวยเหลือปฏิบัติ ราชการ จึงทรงเลือกสรรเจานายที่มีความสามารถ และเปนที่ไววางพระราชหฤทัยไปชวยกํากับ ราชการ เปนที่ปรึกษาของเสนาบดีหรือหัวหนาสวนราชการนั้นๆ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชยไดโปรดใหสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาเสนา นุรักษ พระมหาอุปราชทรงทําหนาที่กํากับตรวจราชการตางพระเนตรพระกรรณ ครั้นกรมพระราช วังบวรฯ ทิวงคตแลว โปรดใหเจาฟากรมหลวงพิทักษมนตรีทรงรับหนาที่ตอมา ทรงเปนกําลังสําคัญ ของราชการบานเมืองในรัชกาลที่ ๒ เปนอันมาก โดยเฉพาะอยางยิ่งราชการมหาดไทยและกรมวัง เมื่อสิ้นพระชนมแลวก็โปรดใหเจาฟากรมขุนอิศรนุรักษกํากับแทนตอมา โปรดใหพระเจานองยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพย กํากับราชการกลาโหม พระเจาลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร (พระบาท สมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว) ทรงกํากับราชการกรมพระคลัง กรมหมื่นเทพพลภักดีกับกรมหมื่น ภาพจิตรกรรมเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย แหงพระบรมราชจักรีวงศ โดย ร.ต.นคร หุราพันธ 2_edit.indd 28 22/02/2013 09:13:45
๒๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) รักษรณเรศทรงกํากับกรมพระคชบาล เปนตน ตําแหนงผูสําเร็จราชการเปนตําแหนงปฏิบัติราชการ แทนพระองค เพราะการที่ทรงสนพระราชหฤทัยในดานวรรณกรรมและศิลปกรรมมาก จนไมมีเวลา ที่จะปฏิบัติพระราชกิจดานอื่นโดยทั่วถึง ระยะหลังเปนภาระของกรมหมื่นเจษฎาบดินทรที่ทรงไว วางพระราชหฤทัยเปนพิเศษ พ.ศ. ๒๓๕๔ เจาพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน ณ นคร) ไดกราบถวายบังคมลาออกจาก ตําแหนงเจาเมือง รัชกาลที่ ๒ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯเลื่อนเจาพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน) ขึ้นเปนเจาพระยาสุธรรมนตรี จางวางเมืองนครศรีธรรมราช แลวทรงตั้งพระบริรักษภูเบศร (นอย ณ นคร) ผูชวยราชการเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นเปนพระยานครศรีธรรมาโศกราช ผูวาราชการเมือง ณ เมื่อวันพุธ แรม ๑๐ คํ่า เดือน ๘ ปมะแม ตรีศก จุลศักราช ๑๑๗๓ คือ พ.ศ. ๒๓๕๔ (พระยา นครศรีธรรมราช- นอย เปนบุตรเจาพระยานครศรีธรรมราช- พัฒน รัชกาลที่ ๒ ไดพระราชทานพระบรมราโชวาทวาดวยหลักการปกครองแกพระยานคร ศรีธรรมราช (นอย) เพื่อใชเปนกฎในการปกครองบานเมือง ประการหนึ่งใหพระยานครวาราชการบานเมืองพรอมดวยปลัด ยกกระบัตรกรมการจงเปน ยุติเปนธรรม ใหเปนเอกจิตเอกฉันทนํ้าหนึ่งใจเดียว อยาใหมีความฉันทาโทษาริษยาถือเปรียบขัด แกงแยงกัน ใหเสียราชการแผนดินไปแตสิ่งใดสิ่งหนึ่งได อนึ่งจะพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเนื้อความ ของทวยราษฎรทั้งปวงโดยมูลคดีประการใด ไมควรตั้งอยูในอคติทั้งสี่คือฉันทาคติ โทษาคติ พยาคติ โมหะคติ อยาใหกอบไปดวยความอิจฉาริษยา โกรธจองเวรดวยภัยตางๆ ใหพิจารณาจงเปนยุติธรรม ดวยอุเบกขาอยางประเสริฐ อยาใหอสัตยอธรรมเห็นแกหนาบุคคลแลอามิสสินจางสินบนเขาดวย ฝายโจทก ฝายจําเลย กลับเท็จเปนจริง กลับจริงเปนเท็จ ทํากลบเกลื่อนเนื้อความใหฟนเฟอนให ทวยราษฎรทั้งปวงมีความยากแคนเดือดรอน มิตองพระราชกําหนดกฎหมายเกาใหมแตสิ่งใดสิ่ง หนึ่งไดประการหนึ่ง ใหพระยานครมีนํ้าใจโอบออมแกสมณชีพราหมณาจารยอณาประชาราษฎร ไพรพลเมืองลูกคาพาณิช ใหชวนกันทําบุญใหทานจําเริญเมตตาภาวนาสดับตรับฟงพระธรรมเทศนา รักษาศีลหาเปนนิจศีล ศีลแปดเปนอดิเรกศีลจงเนืองๆ แลควรใหตั้งอยูในทศกุศลกรรมบถโดยพระ ราชกําหนด ซึ่งโปรดพระราชทานออกไปไวจะใหพาตัวไปสูสุคติภพอันประเสริฐ...ประการหนึ่งพึง ใหบํารุงพระเถรเณรผูเลาเรียนฝายคันถธุระวิปสสนาธุระจงทุกวัดวาอาราม จะไดเปนการกุศลตอ ไป...อนึ่ง ขาวเปนกระทูราชการ ถาถึงเทศกาลทํานาใหตักเตือนวากลาวแกอาณาประชาราษฎร ให ชักชวนกันทําไรนาจงเต็มภูมิใหไดผลเม็ดขาวจงมาก จะไดเปนกําลังราชการ และทําบุญใหทานเปน กุศลสืบไป อนึ่ง ถาแลพระยานครจะมีใจปรานียินดีในสตรีภาพผูใหญ อันมีบิดามารดาญาติวงศพงศา ปกครองอยูโดยปกติ ก็ใหตกแตงผูไปวากลาวใหสูขอตามธรรมเนียม ถาบิดามารดาญาติวงศพงศา ยอมยกใหบัญชาโดยปกติสุจริตจริงใหรับมาเลี้ยงดูตามประเพณีคดีโลก อยาใหทําขมเหงฉุดครา ลากเอาลูกสาวหลานสาวของอาณาประชาราษฎรผูหวงแหนโดยพลการของอาตมาตามอารมณ ให ราษฎรมีความวิบัติเดือดรอน...ใหพระยานครพึงอานพระราชกําหนดโดยพระราชโอวาทนี้จงเนืองๆ ใหเจนปากใจไวจงทุกขอทุกกระทง(๑) (1) หองสมุดวชิรญาณ หอสมุดแหงชาติ, จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๒ 2_edit.indd 29 22/02/2013 09:13:47
๓๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงปรารถนาใหพสกนิกรของพระองคดําเนินชีวิต ตามทํานองคลองธรรมตั้งมั่นอยูในความดีงามทรงพระราชดําริวา การสูบฝนกอใหเกิดอันตรายตอ รางกายของผูสูบบั่นทอนกําลังปญญาความคิด และกอใหเกิดอาชญากรรม จึงทรงเพียรพยายาม ที่จะทําใหอาณาประชาราษฎรของพระองคเลิกสูบฝน แตก็ยังมีผูลักลอบกระทําความผิดอยูอีก จึง ทรงออกพระราชบัญญัติหามสูบฝนอีกครั้งหนึ่งในป พ.ศ. ๒๓๖๒ พระราชบัญญัติฉบับนี้ไดแกไข ปรับปรุงใหดีขึ้น กฎหมายที่ตราออกมาในป พ.ศ. ๒๓๕๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจาอยูหัว ทรงพระเมตตาแกไพรฟาขาแผนดินเปนอันมากจึงมีพระ ราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดํารัสเหนือเกลาฯ สั่งใหตราพระราชบัญญัติไวเพื่อจะให เปนหิตานุหิตประโยชนหนึ่งจะทรงพระราชสงเคราะหชวยระงับดับทุกขโทษแหงคนรายในอนาคต ปจจุบัน แลใหพระราชบริหารบัญญัตินั้นวา แตบรรดาผูสูบฝน กินฝน ที่เคยสูบมาแตกอนวันละ มากนอยเทาใด ก็ใหลดหยอนผอนสูบใหนอยลงมากกวาแตกอนจงทุกวัน กวาจะอดไดใหเด็ดขาด แตในกําหนดเดือน ๔ ปเถาะ เอกศกนี้ (พ.ศ. ๒๓๖๒) ถาถึงขึ้น ๑ คํ่า เดือน ๕ ปมะโรงโทศก (พ.ศ. ๒๓๖๓) ผูใดยังขืนสูบฝนกินฝนอยูอีกจับไดพิจารณาเปนสัจใหลงพระราชอาญาเฆี่ยน ๓ ยก ริบราช บาตรเอาทรัพยสิ่งของเปนหลวงใหสิ้นเชิง ทเวนบก ๓ วัน ทเวนเรือ ๓ วัน สงตัวไปเปนตะพุนหญา ชาง แลบุตรภรรยาผูสูบฝนกินฝนนั้น ใหสงไปสีขาวฉางหลวงใชการที่อันหนัก อนึ่ง เจสัวแลลูกคา วาณิช ซึ่งแตงเรือไปคาขายฝายตะวันตกใหเจสัวกําชับนายเรือแลลูกเรือหามอยาใหซื้อฝนนานา ประเทศเขามาขาย ณ กรุงเทพมหานคร แลแวนแควนกรุงฯ เปนอันขาดทีเดียว ...แลเจสัวนายเรือลูกเรือขืนลักลอบซื้อฝนกอนเขามา ลูกคารับซื้อไวตมขาย ตั้งแตเดือน ๕ ขึ้น ๑ คํ่า ปมะโรงโทศก (พ.ศ. ๒๓๖๓) จะใหมีผูรับ ถาจับไดพิจารณาเปนสัจ ให... (กําหนดโทษที่จะไดรับ)... กฎใหไว ณ วันพุธ แรม ๑๑ คํ่า เดือน ๖ จ.ศ. ๑๑๘๑ ปเถาะนักษัตรเอกศก(๑) (1) เสถียร ลายลักษณ, ประชุมกฎหมายประจําศก เลม ๔, ๒๕๔๗. 2_edit.indd 30 22/02/2013 09:13:50
๓๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) เศรษฐกิจ สมัยตนรัตนโกสินทรเศรษฐกิจเปนระบบเศรษฐกิจปดที่มีพื้นฐานทางดานเกษตรกรรมชาว ไทยสวนใหญประกอบอาชีพทํานา ทําไร จะมีหัตถกรรมและอุตสาหกรรมบางก็เปนสวนนอยและ ทําภายในครอบครัว เชน เผาอิฐ ทอผา เครื่องจักสาน เครื่องปนดินเผา ทําเหมืองแร เปนตน การ ตลาดไมมีบทบาทมากนัก เพราะแตละครอบครัวจะผลิตสิ่งของที่จําเปนตางๆ ขึ้นใชเอง มีการแลก เปลี่ยนกันบางแตไมแพรหลายกวางขวางและสวนใหญจะใชระบบแลกเปลี่ยนสิ่งของกันเปนหลัก เปนเศรษฐกิจแบบเลี้ยงตัวเอง ในสวนของรัฐจะมีรายไดจากการคากับตางประเทศ และการเก็บ สวยสาอากร การคา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในดานนี้เปนอยาง ดี พระองคเจริญรอยตามสมเด็จพระบรมมหาชนกนาถ และไดนําความเจริญรุงเรืองมาสูกรุง รัตนโกสินทรตอนตนหลายเรื่อง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจตามพระราชบิดา ทุกประการ คือ ใหมีการจัดเก็บภาษีอากร คาธรรมเนียม ฤชา และสวยจากราษฎร รวมทั้ง รายไดที่กรมพระคลังสินคา ซึ่งในรัชกาลของพระองค พระเจาลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎา บดินทร กํากับดูแลในสวนนี้ นอกจากจะไดภาษีอากรบอนเบี้ย ภาษีดานขอน อากรตลาด ภาษี สินคาขาเขาขาออก เพื่อนํารายไดมาใชในการบริหารแผนดินแลว พระองคยังจัดเก็บภาษีรายได แบบใหม การเดินสวน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหเจา พนักงานสํารวจสวนของราษฎร ถาสวนใดมีผลไมชนิดดี ก็ตองเสียภาษีสูง ผลไมชนิดที่รอง ลงมาก็เสียภาษีตํ่าลงมา ผลไมชนิดดีมี ๗ ชนิด ไดแก ทุเรียน มังคุด มะมวง มะปราง ลางสาด หมาก และพลูคางทองหลาง ผลไม ชนิดที่รองลงมามี ๘ ชนิด ไดแก ขนุน กระทอน สมตางๆ มะไฟ ฝรั่ง สาเก สับปะรดและเงาะ เรียกวา พลากรหรือไมพลากร สวนอากรสมพัตสร หมายถึง อาการที่ทางการเรียกเก็บจากราษฎรในอัตราที่ตํ่าลงมาอีกจากไมผลประเภทสมสุก เชน ออย กลวย เปนตน การเดินนา แบงออกเปน ๒ ประเภท ๑. นานํ้าทา (นาโคคู) เปนนาที่ทําไดทั้งนํ้าฝนและนํ้าทา เปนนาที่ใหผลมากโดยเรียกเก็บภาษี จากหางขาวที่เจาพนักงานออกไปเดินนาคํานวณโดยถือวาโคคูหนึ่งจะทํานาไดปละเทาใด ๒. นาฟางลอย เปนนาที่ไดผลผลิตนอยกวานานํ้าทา เพราะทํานาไดเพียงปละครั้งดวยการ อาศัยนํ้าฝน สวนมากเปนที่ดอน การเก็บภาษีหางขาวจึงเก็บเฉพาะทองที่ที่ทํานาได 2_edit.indd 31 22/02/2013 09:13:52
๓๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การคาตางประเทศ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ระบบเศรษฐกิจแบบเลี้ยงตัวเอง พอเพียงแกการยังชีพของพลเมืองแตละครัวเรือน แตไมเพียงพอสําหรับการใชจายของรัฐบาล เพราะรายไดจากสวยสาอากรที่เก็บจากราษฎร ไมเพียงการขาดแคลนเกิดขึ้น บอยครั้งที่รัฐตอง แกปญหา เชน สมัยรัชกาลที่ ๒ บางปตองเลื่อนจายเบี้ยหวัดเงินปของราชการออกไป มิฉะนั้นก็จาย ขาวสารแทนเงินตรา ความจําเปนของรัฐสมัยนั้นจึงอยูที่พยายามหาเงินรายไดมาใหเพียงพอ ดวย ความจําเปนเชนนี้การคากับตางประเทศจึงเปนแหลงรายไดสําคัญโดยเฉพาะการคาสําเภา โดยรัฐ สามารถนําผลผลิตที่ไดจากราษฎรคือ สวยสิ่งของนําไปขายเปนเงินตราและการคาตางประเทศยัง มีผลประโยชนตามมาคือ การเก็บภาษีปากเรือและอากรขนอนดวย สมัยรัชกาลที่ ๑ และรัชกาล ที่ ๒ การคาสําเภาจึงเปนรายไดหลักและขยายออกไปกวางขวางมากขึ้นทั้งปริมาณสินคาเขาและ สินคาออก สมัยตนรัตนโกสินทร โครงสรางทางการคาและนโยบายการคาสําเภาของไทยเหมือนสมัยกรุง ศรีอยุธยา คือ พระมหากษัตริยทรงมีอํานาจสูงสุดแตพระองคเดียว ในการดําเนินการคา มีพระคลัง เปนผูรับผิดชอบ รองลงมาและมีหนาที่เกี่ยวกับการคาสําเภาโดยตรง ความเฟองฟูของการคาตางประเทศเริ่มเห็นชัดในสมัยรัชกาลที่ ๒ มีเรือสําเภาชนิดและ ขนาดตางๆ บรรทุกสินคาเต็มอัตรา มีทั้งเรือหลวง เรือเจานาย ขาราชการไทยและเรือของพอคา เอกชนขนถายสินคากันอยูประมาณ ๗๐๐ ลํา เพื่อสงไปขายเมืองจีนเปนสวนใหญเชนที่เมือง กึนเตง ไหหลํา ฮกเกี้ยน กวางหนําและไปเมืองปตตาเวีย มะละกา เกาะหมาก สิงคโปร ไซงอน เปนตน ผูเปนกําลังสําคัญในการคาสําเภาคือ พระเจาลูกเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร ผูวาการ กรมพระคลังซึ่งทํารายไดเพิ่มแกแผนดินปละประมาณ ๒ ลานบาท บางปถึง ๕ ลานบาท นํา รายไดมาพัฒนาบานเมืองจํานวนมาก แตการคาสําเภาก็ขาดทุนไดเหมือนกัน เพราะขุนนางฉอพระ ราชทรัพย ไดแก เจาพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ที่ปดรายการขาดทุนใหตกอยูกับฝายของหลวง เสมอมา นอกจากนั้น รายจายสมัยรัชกาลที่ ๒ ยังสูงถึง ๗,๓๔๔,๐๐๐ บาท ทําใหรายไดการคา สําเภาไมพอเพียง ครั้นสมัยรัชกาลที่ ๓ รายไดแผนดินจากการคาตางประเทศของหลวงดีขึ้น คือสูงกวา ๑๔ ลานบาท ลักษณะการคายังเปนระบบการคาผูกขาดโดยพระคลังสินคา แตตาง กับสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ผูกขาด เพื่อกอบโกยผลกําไรจากการขายสินคาจากลูกคาที่มาติดตอซื้อ สินคา สวนสมัยรัตนโกสินทรมุงหมายเปนการประกันวาสําเภาหลวงจะไดสินคาดังกลาวพอเพียง สําหรับบรรทุกไปคากําไรในตางประเทศ นอกจากการผูกขาดสินคาแลว นโยบายสําคัญในการคา ตางประเทศ คือ ควบคุมประเภทสินคาที่สงออกตลาดใหทันฤดูกาลและความตองการของตลาด ตางประเทศ 2_edit.indd 32 22/02/2013 09:13:54
๓๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การคากับจีน ชาติที่ไทยติดตอคาขายมากที่สุด ไดแก จีน เนื่องจากไดติดตอคาขายกันมานานอยูใกลไป มาคอนขางสะดวก ไทยไดสั่งทําเครื่องถวยชามเบญจรงคฝมือดีเขามาเปนของหลวงโดยตรง ตลอด จนเครื่องลายครามตางๆ ที่นํามาเปนของใชและเครื่องตกแตงประดับวัง และบานเรือนของขุนนาง พอคา และชาวบานเปนอันมาก สวนเรื่องของชาวยุโรปที่เขามาคาขายมีโปรตุเกส อังกฤษ อเมริกา เปนตน วิธีดําเนินการคาของหลวง คือ เปนหนาที่พระคลังสินคาโดยมีพระเจาลูกยาเธอ กรมหมื่น เจษฎาบดินทร (รัชกาลที่ ๓) ผูกํากับราชการกรมพระคลัง ทรงเปนผูดูแลจัดการคาสําเภาหลวง ติดตอกับเมืองจีนและประเทศตางๆ จนไดรับพระราชทานสมญาวาเปน “เจาสัว” สําหรับสินคา ผูกขาดในสมัยรัชกาลที่ ๒ ที่เปนสินคาขาออกมี ๑๐ ชนิด คือ รังนก ฝาง ดีบุก พริกไทย เนื้อไม ผลเรว ตะกั่ว งาชาง รง และชาง สินคาเหลานี้พอคาจะตองซื้อจากคลังหลวงเทานั้นจะซื้อโดยตรง ตอราษฎรหรือพอคาสามัญทั่วไปไมได มีสินคาบางประเภทหามมิใหสงออกนอกประเทศเปนเด็ด ขาด คือขาวเปลือกและขาวสาร สวนสินคาขาเขานั้นมีปนกับดินปน แตการคาผูกขาดในรัชกาลนี้ ได มีการลดหยอนผอนผันลงไปมาก เชน สินคาออกนั้นถาเปนของจําเปนแกการครองชีพก็ไดรับการ ยกเวนคงผูกขาดแตสินคาฟุมเฟอยที่ตลาดตางประเทศตองการและการผูกขาดนี้ก็มิเขมงวดกวดขัน กันมากนัก สําหรับสินคาเขา นอกจากปนกับดินปนแลวสินคาอื่นๆ เปนแตเพียงวาคลังหลวง คือ ราชการรัฐบาล ตองการสินคาชนิดใดก็เลือกซื้อไดกอนผูอื่น มิไดบังคับของมาขายแกพระคลังสินคา เหมือนแตกอน 2_edit.indd 33 22/02/2013 09:13:56
๓๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) จีนเปนตลาดใหญของไทยในการรับซื้อสินคาทุกประเภทโดยเฉพาะฝางและรง ทํากําไรใหถึง รอยละรอยของราคาของ และประเพณีการสงเครื่องราชบรรณาการเปดโอกาสใหบรรดาขุนนางซึ่ง เปนพอคาเอกชนแสวงหาผลประโยชนจากการคาดวยการสงเครื่องราชบรรณาการไปจีน ทําใหเรือ สินคาของไทยไดรับการยกเวนภาษี และคาธรรมเนียมปากเรือดวย รัฐบาลจีนในสมัยนั้นยอมใหมี การคาอยางถูกตองตามกฎหมาย ๒ วิธี คือ ๑. การคาที่ฝากไปกับคณะทูตที่นําเครื่องราชบรรณาการไปถวายราชสํานักจีน ทูตจะไดรับ อนุญาตใหนําสินคาไปขายและซื้อสินคาจากจีนได การซื้อขายกระทํากันที่ทาเรือ หรือสถานที่ที่จีน กําหนดไวในกรุงปกกิ่ง สินคาเหลานี้ไมเสียภาษีขาเขาและขาออกเรือสําเภาที่ไปแตละครั้งไมเกิน ๓ ลํา ๒. การคากับเอกชน ตามหลักการกําหนดวากระทําไดที่เมืองกวางตุง เทานั้นและหามคน จีนเดินทางไปกับเรือสินคา แตทางปฏิบัติเรือไทยที่ไปคาขายกับจีนไปไดถึงเมืองเซี่ยงไฮ ซูเจา นิง โป สวนคนจีนก็เปนตัวแทนดําเนินการและเจาหนาที่ลวนเปนคนจีนแทบทั้งนั้น สมัยรัชกาลที่ ๑ เรือสําเภาหลวงที่ไปขายกับจีนมี ๒ ลําคือ เรือหูสงกับเรือทรงพระราชสาสน สมัยรัชกาลที่ ๒ มีเรือมาลาพระนครกับเรือเหราขามสมุทร สวนเรือเอกชนมีเรือ กิมยกเส็ง กิมหยง หลี กิมสุนหาด กิมวันเชา เปนตน สินคาออกนอกที่สําคัญ คือ นํ้าตาล ซึ่งชาวยุโรปและสหรัฐอเมริกาตองการมาก รองลงมา ก็มีสิงคโปรและจีน มีการปลูกออยซึ่งมีมานานแลวบริเวณบางปลาสรอย นครชัยศรี บางประกง และแปดริ้ว การผลิตนํ้าตาลสวนใหญเจาของเปนคนจีน สวนการปลูกออยปะปนกันไปทั้งคนไทย และคนจีน มีพริกไทยผลิตโดยชาวจีนที่ไปตั้งถิ่นฐานอยูเมืองจันทบุรี ตอนแรกอาจตองการสงออก ไปจีนการผลิตจึงอยูในมือชาวจีน ตอมาผลจากการเปดตลาดพริกไทยในจีน จึงขยายจากจันทบุรี ไปเมืองอื่น มีคนไทยเปนผูผลิตดวย 2_edit.indd 34 22/02/2013 09:13:59
๓๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) บทบาทชาวจีนในเศรษฐกิจไทย ชาวจีนตั้งถิ่นฐานตามเมืองทาตางๆ รอบอาวไทยตั้งแตปตตานี นครศรีธรรมราช สงขลา ไชยา เรื่อยมาถึงจันทบุรีรวมถึงเมืองหลวงคือกรุงศรีอยุธยาดวย สมัยตนรัตนโกสินทรชุมชน ชาวจีนกระจายอยูทั่วไปทุกภาค มีมากที่นครชัยศรี อยุธยาและกรุงเทพฯ ระบบเจาภาษีนาย อากรของไทย ทําใหชาวจีนเปนเจาภาษีนายอากร มีฐานะมั่งคั่งและกลายเปนนายทุนผูมั่งคั่ง กุม อํานาจทางเศรษฐกิจของไทยในสมัยตอๆ มา ทั้งนี้เพราะการประมูลผูกขาดภาษีอากรโดยเฉพาะ ฝน บอนเบี้ย หวยและสุรา ทํารายไดใหมากจนสามารถนําเงินสวนหนึ่งไปลงทุนในธุรกิจอื่นได เชน โรงสี โรงเลื่อย ฯลฯ กลาวไดวา ระบบเจาภาษีนายอากรคือแหลงรายไดสําคัญของการดําเนินธุรกิจ นายทุน กิจกรรมเศรษฐกิจอีกอยางคือ การเหมาเมือง มีมากที่ภาคใต ระบบนี้มีมาแลวตั้งแตสมัย กรุงศรีอยุธยา วิธีการคือพระมหากษัตริยจะทรงตั้งชาวจีนซึ่งเปนพวกนายทุนใหญๆ พวกนี้จะเริ่ม ตนดวยการมีอาชีพคาขาย ตอมาไดเปนเจาภาษีนายอากรรูชํานาญที่ทางในเมืองนั้นๆ ดี รัฐเห็นวา บุคคลเหลานี้สามารถสนับสนุนการอพยพเขามาทํามาหากินของพอคาและแรงงานชาวจีน ทั้งนี้เพื่อ เพิ่มพูนภาษีอากรผลประโยชนแกรัฐ พระมหากษัตริยจึงแตงตั้งใหเปนเจาเมืองพรอมทั้งมอบหมาย หนาที่การบริหารบานเมืองควบคูกับการมีอํานาจในการเก็บภาษีอากรทั้งหมด การคา การผลิต เจา เมืองจะลงทุนตั้งกงสีรับซื้อและจําหนายสินคาเขาออก ทดลองเงินจายใหราษฎรไปลงทุนคาขายทั้งนี้ เพื่อกําไรที่เพิ่มขึ้นของภาษีของภาษีอากรที่ผูกขาดมีกําไรจากธุรกิจและภาษีอากรที่เก็บไดแบงกัน ระหวางเจาเมืองกับพระมหากษัตริย ระบบดังกลาวนี้สมัยพระเจากรุงธนบุรีทรงมอบใหหลวงอินทรศรีสมบัติ ผูกขาดเก็บผล ประโยชนเมืองสงขลา ตอมาโปรดเกลาฯ แตงตั้งหลวงอินทรศรีสมบัติ เปนหลวงสุวรรณคีรีสมบัติ เจาเมืองสงขลาใน พ.ศ. ๒๓๑๘ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๓ เจาเมืองระนอง หลังสวน กระบี่ ตรัง ก็ตก เปนของตระกูล ณ ระนอง ซึ่งเปนชาวจีนชื่อ นายคอชูเจียง เปนชาวจีนฮกเกี้ยน มาจากเมืองเอหมึง พ.ศ. ๒๓๖๕ มาอยูเมืองพังงา ทําการคาขายเล็กๆ นอยๆ ตอมาไปอยูเมืองระนองจนไดเปนหลวง รัตนเศรษฐี นายอากรดีบุกเมืองระนองในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว สมัยพระบาท สมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวไดเปนเจาเมืองระนอง สมาชิกของตระกูลนี้ตอมาไดเปนเจาเมือง หลังสวน เจาเมืองกระบุรี และเจาเมืองตรัง พระมหากษัตริยในยุคตนรัตนโกสินทรมักสนับสนุนใหชาวจีนอพยพเขามาอยูในเมืองไทย ทั้งนี้เพราะสภาพเศรษฐกิจและสังคมในยุคนั้นตองการแรงงานจากชาวจีนเปนจํานวนมาก การคา สําเภาก็ตองอาศัยชาวจีนผูมีประสบการณการคาทางทะเลและการที่ชาวจีนเขาประกอบการทาง เศรษฐกิจไดเต็มที่เพราะไมตองสังกัดไพรเพียงแตเสียเงินคาราชการ คือ เงินผูกปที่เริ่มเก็บสมัยรัชกาล ที่ ๒ ในอัตรา ๑ บาท ๕๐ สตางค ทุกๆ ๓ ป และรัชกาลตอมาไดเพิ่มเปน ๔ บาท ๒๕ สตางค ทุก ๓ ป ดวยเหตุนี้เศรษฐกิจจึงตกอยูในมือชาวจีน 2_edit.indd 35 22/02/2013 09:14:01
๓๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การคากับเขมรและญวน เปนลักษณะแลกเปลี่ยนสินคาที่ไทยซื้อมาจากที่อื่น เชน จีน อินเดีย และสินคาหัตถกรรมยุโรป อีกทั้งซื้อของปามาขายจีนอีกตอหนึ่ง สําหรับญวนไทยมีสินคาของไทย ไปเพิ่มเติมขายดวย เชน เหล็กกลา ยาสูบ ขากลับจะซื้อเสื้อผา กระสอบ ไหมดิบ เครื่องปนดินเผา ผาแพรและหมากกลับมาดวย การคากับหมูเกาะทางใต มีการคากับหมูเกาะอินเดียตะวันออก และเมืองทาบริเวณชองแคบ มะละกา ไดแก เมืองกลันตัน ตรังกานู ปะหัง หมูเกาะหรียา มะละกา ปนัง ปตตาเวีย เซมารัง ปา เลมบัง ปอนติอัด และจุดสําคัญ คือ สิงคโปร การคากับชาวตะวันตก ชาวตะวันตกไมคอยพอใจกับระบบการคาของไทยนักเพราะไมไดผล ประโยชนจากการคาเทาที่ควร จึงพยายามทําสนธิสัญญาทางไมตรีและการคาโดยอังกฤษสง จอหน ครอวฟอรด เขามาใน พ.ศ. ๒๓๖๕ สมัยรัชกาลที่ ๒ แตลมเหลว เพราะไทยเกรงอิทธิพลตะวันตก และไมเห็นประโยชนที่จะไดรับจากอังกฤษและวิธีการคาผูกขาดไทยก็ไดทํามานานแลว ดังนั้น สมัย รัชกาลที่ ๓ อังกฤษสงรอยเอกเฮนรี่ เบอรนี่ เขามาอีก ผลการเจรจาไทยยอมทําสนธิสัญญาทางไมตรี และการคาใน พ.ศ. ๒๓๖๙ ไทยตองยกเลิกระบบผูกขาดการคา แตก็มีผลดีตอไทย เพราะการคา สําเภาของไทยขยายตัวขึ้น รัฐบาลไทยพยายามหลีกเลี่ยงขอปฏิบัติตามสนธิสัญญา โดยใหเจาภาษี เปนผูผูกขาดการเก็บภาษีสินคาตองการของทองตลาด ทําใหสินคาดังกลาวมีราคาสูงขึ้น เชน นํ้าตาล ซึ่งตลาดยุโรปและเอเชียตองการมาก เมื่อมีราคาแพงขึ้น พอคาตะวันตกจึงไมอยากมาคาขาย คูแขง ทางการคาของไทยจึงลดลง ภาพจิตรกรรมเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย แหงพระบรมราชจักรีวงศ โดย นายสุมน ศรีแแสง 2_edit.indd 36 22/02/2013 09:14:07
๓๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การเก็บสวย รายไดหลักของรัฐสมัยรัตนโกสินทร นอกจากการคากับตางประเทศแลว ยังไดจากการเก็บ สวย สวยมี ๒ ประเภทคือ สวยสิ่งของและสวยเงิน จุดมุงหมายของการเก็บสวยสิ่งของ ซึ่งไดแก เรว ครั่ง รง ฝาง กระวาน พริกไทย ไมชนิดตางๆ ทองคํา งาชาง ขี้ผึ้ง ไหม ปาน ฝาย ดีบุก นํ้ารัก ผาขาว ฯลฯ เพื่อรัฐนํามาใชประโยชน ๓ ประการ คือ ประการแรก เพื่อใชเปนสินคาออก โดยเฉพาะการคาที่ไทยนิยมคากับจีนและอินเดียที่ยอม ปฏิบัติตามกฎเกณฑขอบังคับของไทยเปนอยางดีและมุงที่การคาอยางเดียว ผิดกับชาวตะวันตกที่มัก ใชอํานาจขมเหงชาติ ชาติการคาสําเภาของไทยมีมากตั้งแตรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ โดยเฉพาะสมัย รัชกาลที่ ๓ เมื่อการคาสําเภามีมาก การเก็บสวยสิ่งของเพื่อเปนสินคาออกจึงมีความสําคัญมาก ดังสาร ตราของสมุหนายกที่เรงรัดหัวเมืองตางๆ ใหสงสวยเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนกับตางประเทศ ความวา เจาเมืองกรมการ ไมเปนใจเจ็บรอนดวยราชการ หาสงฝางลงไปใหทันกําหนดไม ลวงมาจนถึง ๘ ปทมสารท ปมะโรงฉศก สําเภาก็ใชใบออกไปนํ้าลึก เจาพนักงานตองเบิกเอาเงินหลวงจัดซื้อฝาง บรรทุกสําเภาตอบแทนลูกคานายสลูปกําปน ประการที่สอง เพื่อใชในการกอสรางเชน การสรางและบูรณะวัดวาอารามสมัยรัชกาลที่ ๑ ทรงสรางวัดพระศรีรัตนศาสดารามและทรงปฏิสังขรณวัดเดิม ๑๓ วัด โดยเฉพาะวัดโพธารามมีหลัก ฐานรวมสมัยกลาวถึงคาใชจายและสิ่งของที่ใชในการนี้หลายสิ่งความวา การปฏิสังขรณวัดนี้สิ้นเงิน ในการถมดิน คาอิฐ ปูน ซุง ไมสัก ไมแกน เหล็ก กระเบื้อง พื้นไมจาก ทําโรงงานรางรานเรือน เสา กระดาน กุฏิ นํ้าออย นํ้ามันยาง ชัน ดีบุก ทองเหลือง ทองแดง ขี้ผึ้ง หลอถาน กระจก นํ้ารัก ทองคํา กระดาษ เครื่องเขียน รง ประการที่สาม ใชในการซอมสรางเรือ ปจจัยที่ทําใหการตอเรือขยายตัวมากขึ้นเพราะการ คาตางประเทศขยายตัวและสืบเนื่องจากการทําสงครามระหวางไทยกับญวนสมัยรัชกาลที่ ๓ ตั้งแต พ.ศ. ๒๓๗๖ ถึง พ.ศ. ๒๓๙๐ การรบมีทั้งทัพบกและทัพเรือ ทัพเรือนอกจากเรือรบแลวยังมีเรือใช ลําเลียงเสบียงอาหารจากเขตแดนไทยไปสงใหกองทัพไทยในเขตเขมรและญวนอีกดวย สวนการตอ เรือเพื่อการคานั้น สมัยรัชกาลที่ ๑ สั่งหามราษฎรมิใหตอเรือสําเภาไดตามอําเภอใจเด็ดขาด ตอง กราบทูลพระกรุณากอนเพราะเห็นวาถาปลอยใหตอเรือไดเองตามตองการ ตอไปราษฎรจะเอาไมไป ขายใหผูตองการตอเรือหมด ไมใชในราชการขัดสน ดังนั้น ผูจะตอเรือสําเภาลําหนึ่งจะตองเสียเงินคา รับสั่งคาทูลฉลอง คาหมายเบ็ดเสร็จ รวมเงิน ๑๓๙ บาท ๕๐ สตางค สําหรับการตอเรือในกรุงเทพฯ ถาตอเรือสําเภาที่หัวเมืองจะตองเสียคาตราอีก ๑๓ บาท รวมเงิน ๑๕๒ บาท ๕๐ สตางค ถาผูใด ลักลอบตอเองจะไดรับโทษ แสดงวารัฐไดคาธรรมเนียมจากที่ตองการตอเรือแลวยังไดจากการขาย เรือไดอีกดวย คือเรือสินคาที่ไปขายตางประเทศเมื่อขายสินคาหมดแลว บางครั้งก็ขายเรือดวยก็มี เนื่องจากความสําคัญของสวยสิ่งของดังกลาว จากเอกสารสมัยตนรัตนโกสินทรพบวาสวย มักจะสงมาจากหัวเมืองชั้นในและหัวเมืองทางภาคอีสาน ดังตัวอยางตอไปนี้ 2_edit.indd 37 22/02/2013 09:14:09
๓๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) - สวยเรว เมืองทางภาคอีสานที่ทําสวยเรว คือ สาละวัน นครจําปาศักดิ์ อุบลราชธานี กาฬสินธุ คําทองใหญ สุวรรณภูมิ เขมราช มุกดาหาร สุรินทร สังขะขุขันธ รอยเอ็ด พุทไธสง ขอนแกน ศรีสะเกษ เดชอุดม สกลนคร ศรีทันดอน ยโสธร พระตะบอง เสียมราฐ หัวเมืองชั้นในมี เมืองสุพรรณบุรี กําแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี กบินทรบุรี วัฒนานคร นครชัยศรี อรัญประเทศ สระบุรี นครนายก เปนตน มีขอสังเกตวาจากเอกสารชั้นตนประเภทใบบอก และสารตราของเมือง ตางๆ ที่สงสวยเรว พบวาสวนใหญสวยเรวเก็บไดจากเลกลาวกองสวย ซึ่งมีอยูหลายกองตามหัวเมือง ชั้นใน เปนรายไดของรัฐมากกวา สวยเรวที่เก็บไดจากกองสวยที่เปนไพรไทยหรือไพรตางชาติอื่นๆ ทั้งนี้เพราะเมืองที่สงสวยมาใหรัฐ ในเขตหัวเมืองชั้นในลวน เปนเมืองที่ตั้งชุมชนชาวลาวเปนสําคัญ ดังนั้น ในบัญชีรับสวยเรวรายปจากหัวเมืองตางๆ ที่สงรายงานมายังกรุงเทพฯ จึงมีรายละเอียดเรว จากเมืองตางๆ ที่เปนกองลาวแทบทั้งสิ้น - สวยทองคําผุย สําหรับตีแผเปนทองคําเปลวปดพระพุทธรูปและอื่นๆ มีหัวเมืองทางภาค อีสาน และหัวเมืองชั้นในมีที่เมืองเพชรบุรี วิเชียรบุรี เปนตน - สวยปาน มีเมืองทางภาคอีสานมากที่สุด และที่เมืองเพชรบุรี - สวยกระวาน ไดจากเมืองขึ้นคือ พระตะบอง เสียมราฐ หัวเมืองทางภาคอีสาน หัวเมือง ชั้นใน มีเมืองอุทัยธานี สุพรรณบุรี เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี กําแพงเพชร นครสวรรค ทางใตมี เมืองชุมพร ประทิว - สวยครั่ง ไดจากเมืองทางภาคอีสานทั้งหมด - สวยไม ไดจากเมืองนําปาด ลับแล พิษณุโลก เชิงเงิน เชียงทอง เถิน เชียงใหม ตาก สุโขทัย พิชัย สวรรคโลก นครสวรรค ลําพูน พิจิตร นครไทย แพร ฝาง นาน ซึ่งเปนหัวเมืองภาคเหนือ หัว เมืองชั้นในไดจากเมืองลพบุรี สระบุรี นครชัยศรี อุทัยธานี ปราจีนบุรี - สวยนํ้ารัก สําหรับลงรักปดทอง ไดจากเมืองทางภาคอีสานเปนสวนใหญ หัวเมืองชั้นใน ได จากเมืองสุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี - สวยขี้ผึ้ง ไดจากเมืองขึ้นแถบเมืองเขมร และไดจากหัวเมืองภาคอีสาน - สวยทองแดง ไดจากเมืองภาคอีสาน - สวยดินประสิว สําหรับทําดินปน ไดจากเมืองชัยภูมิ จัตุรัส ชนบท ชุมพร และพัทลุง - สวยฝาง ไดจากหัวเมืองชั้นในทั้งสิ้น คือ ศรีสวัสดิ์ ปราณบุรี บางตะพาน (ประจวบคีรีขันธ) กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ปทุมธานี - สวยฝาย ไดจากเมืองปราณบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี มีกองกะเหรี่ยงทําสวยฝาย - สวยไมแดง ไดจากเมือง จันทบุรี ตราด ระยอง บางละมุง ชลบุรี พนัสนิคม - สวยไหม เปนลักษณะสงแทนสวยอยางอื่นที่หาไมได หัวเมืองภาคอีสานทําสง - สวยงาชาง สวยนอระมาด (นอแรด) มีเมืองเขมราช สาละวัน อัตปอ ภูแลนชาง - สวยกระเบื้อง มีที่อยุธยา เปนสวยกลองแขก และกองลาว - สวยดีบุก ไดจากหัวเมืองภาคใต - สวยเสา มีที่เมืองเพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี - สวยรง ไดจากเมืองจันทบุรี 2_edit.indd 38 22/02/2013 09:14:10
๓๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การเก็บภาษีอากร สมัยตนรัตนโกสินทร ภาษีอากร มีลักษณะเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา คือมีจังกอบ สวย อากร และฤชา สมัยรัชกาลที่ ๑ มีการจัดเก็บภาษีอากรเพียงไมกี่ประเภท คืออากรสุรา อากรบอนเบี้ย อากร ขนอน อากรตลาด อากรคานํ้า อากรสวน อากรสมพัดสร คานา ซึ่งเก็บเปนหางขาว รายไดจากภาษีอากร ในสมัยนี้ไมใครมากนัก รายไดสวนใหญไดจากการคาสําเภา และการคาผูกขาดของพระคลังสินคา สมัยรัชกาลที่ ๒ รายการภาษีอากรสมัยนี้เพิ่มมากขึ้น มีภาษีที่ดิน ภาษีสุรา ภาษีการพนัน ภาษี การประมง ภาษีโรงเรือน เงินผูกป การใหสัมปทานดีบุก ไม ฝาง รังนกนางแอน พริกไทย รง กฤษณา ตะกั่ว กระวานและรัก เปนตน สมัยนี้ มีธรรมเนียมการเดินสวน ตอนตนรัชกาลโดยการแตงตั้งเจา พนักงานออกมาเก็บภาษีอากรอีกทีหนึ่ง การเก็บอากรสวนจะเก็บตามชนิดและจํานวนของตนไม โดยพิจารณาวา ผลไมใดเปนชนิดดีหรือเลว ผลไมที่เก็บอากรสูงไดแก ทุเรียน มังคุด มะมวง การเดิน สวนมักทําทุกรัชกาลเมื่อขึ้นครองราชยใหมๆ ถารัชกาลใดครองราชยนานก็มีการเดินสวนหลายครั้ง มีการเดินนา ซึ่งคลายกับการเดินสวน โดยเจาพนักงานออกสํารวจที่นาและออกโฉนดให เจาของนาเพื่อเปนหลักฐานในการเสียคานา สมัยรัชกาลที่ ๒ เก็บคานาเปนหางขาวในอัตรา ๒ ถัง ครึ่งตอไร การเก็บคานาแบงเปน ๒ ประเภทคือ “นาฟางลอย” อาศัยแตนํ้าฝนทํานา เปนนาในที่ดอน การเก็บหางขาวดุจากตอฟางที่เก็บเกี่ยวแลวพนักงานจะออกใบจองให สวน “นาคูโค” เปนนาที่ลุม ใชไดทั้งนํ้าฝนและนํ้าทา การเก็บอากรนับตามจํานวนโคที่ใชไถนา โดยประเมินวาโคคูหนึ่งจะทํานา ไดเทาไรตอปและตองเสียหางขาวไมวาจะทําหรือไม พนักงานจะออก “ตราแดง” ไวเปนหลักฐาน การปรับปรุงภาษีอากร การปรับปรุงภาษีอากรและการคาขายโดยเฉพาะอยางยิ่งคาสําเภาภาษีอากร เปนผล ประโยชนสําคัญอยางหนึ่งของแผนดินในรัชกาลนี้ ดําเนินตามแบบอยางเคยปฏิบัติมาในสมัยกรุง ศรีอยุธยา กรุงธนบุรีมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่เปลี่ยนแปลงไปบาง ก็คือการเปลี่ยนแปลงพิกัดอัตรา มีคานํ้า อากรสวน อากรบอนเบี้ย อากรตลาด ภาษีดานขนอน ภาษีสินคาเขาออก คาราชการ (การ เก็บเงินแทนแรงรับราชการ) แตจํานวนเงินภาษีอากรที่เก็บไดในรัชกาลนี้ ไมเพียงพอแกการใชจาย ในราชการบางป ตองขอลดอัตราเบี้ยหวัดขาราชการโดยจายเพียงครึ่งหนึ่งบาง สองในสามบาง บาง ปเอาสิ่งของสินคาหลวงที่มีอยูในพระคลังเชน ผาลายออกแจกเพิ่มเติมใหแทนเบี้ยหวัดทางราชการ จึงตองใชวิธีแตงสําเภาไปคาขาย เพื่อหากําไรมาเปนรายไดเพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง ตอมาบานเมืองคอย เปนปกติสุขแทบไมมีการศึกสงคราม การคาขายภายนอก(คาสําเภา) ขยายตัวกวางขวางยิ่งขึ้น ในฤดู สําเภาเขามามีมากถึง ๗๐ ลําแตละลํามีขนาดบรรทุกตั้งแต ๑,๖๐๐- ๑๕,๐๐๐ หาบ (๑ หาบ=๖๐ กิโลกรัม มาตราไทย ๑ หาบ = ๕๐ ชั่ง, มาตราจีน ๑ หาบ = ๑๐๐ ชั่ง) มีทั้งของหลวงของเจานาย ขาราชการและของพอคาทั่วไป เสนทางที่สําเภาผาน มีเมืองจีน มลายู อินเดียและประเทศใกลเคียง มี ญวน เขมร เมืองจีนมี ไหหลํา ฮกเกี้ยน ซีเกียง กวางหนํา ถึงมาเกา ทางมลายู เลยไปถึงปตตาเวีย มะละกา ปนัง สิงคโปร ทางอินเดีย มีเมืองสุรัต บอมไบ (บอมเบย) เปนตน 2_edit.indd 39 22/02/2013 09:14:12
๔๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การเดินสวนเดินนา การเดินสวน คือ การแตงเจาพนักงานออกไปสํารวจสวนของราษฎร เพื่อประโยชนในการ เรียกเก็บอากรสวน ในครั้งนั้นเก็บตามชนิดและจํานวนตนผลไมที่เปนประโยชนแกเจาของสวน เชน ตนผลไมชั้นดีไดแก ทุเรียน มังคุด มะมวง ฯลฯ ก็เก็บคาอากรสูง สวนชั้นรองลงมาไดแก ขนุน กะ ทอน สม มะไฟ ฯลฯ ก็เสียอากรตํ่าลงมาตามเกณฑที่มีกําหนดไววาใหแบงออกเปน อากรสวยใหญ พลากรและสมพัดสร อากรสวนใหญ ไดแก สวนที่มีไมยืนตนที่เปนพวกผลไมชั้นดี มีอยู ๗ ชนิดดวยกันคือ ทุเรียน มังคุด มะมวง มะปราง ลางสาด หมากและพลูคางทองหลาง ตนผลไมประเภทนี้ตองเสียคาอากร สูงเรียกกันวา “อากรใหญ” หรือ “อากรสวนใหญ” บางแหง พลากร ไดแก สวนที่มีผลไมชั้นรองลงมามีอยู ๘ ชนิด คือ ขนุน กะทอน เงาะ สมตางๆ มะไฟ ฝรั่ง สาเก และสับปะรด ตนไมประเภทนี้เสียคาอากรตํ่าลงมาเรียกวา “พลากร” หรือ “ไมพลากร” สมพัตสร หรือ อากรสมพัตสร เปนอากรที่เก็บจากไมลมลุกเชน กลวย ออย ถั่ว ตางๆ เปนตน การเดินนา คือ จะมีเจาพนักงานหรือขาหลวงชุดหนึ่งออกสํารวจที่นาของราษฎรแลวออก หนังสือสําคัญใหแกเจาของนาไวเปนหลักฐานในการเรียกเก็บคานาตอไป ในรัชกาลนี้มิไดเก็บเปน ตัวเงิน ใชการเก็บเปนหางขาวตามแบบโบราณ คือ ทํานาไดขาวมากนอยเทาใดก็แบงสวนเปนภาค หลวงตามสมควรในรัชกาลที่ ๒ ทางราชการเรียกเก็บคาภาคหลวงในอัตราไรละ ๒ สัดครึ่ง (๑ สัด = ๒๕ ทะนาน, ๑ ถัง= ๒๐ ทะนาน, ๑ เกวียน =๘๐ สัด, ๑๐๐ ถัง = ๒,๐๐๐ ทะนาน คาภาคหลวง (หางขาว) ดังกลาว เจาของนาจะตองนํามาสงยุงฉางของหลวงดวยตนเอง นาที่เก็บคาภาคหลวงหรือ หางขางของหลวง ในสมัยนั้นแบงเปน ๒ ประเภท คือ นานํ้าทา และนาฟางลอย นานํ้าทา คือ นาที่ทําไดทั้งนํ้าทาและนํ้าฝน มีวิธีเก็บหางขาวดวยวิธีคูโค คือ นับจํานวนโค หรือกระบือที่ใชทํานาโดยถือวาโคคูหนึ่งจะทํานาในที่นั้นๆ ไดปละเทาใดแลวเอาเกณฑจํานวนโคขึ้น มาตั้งเปนอัตราหางขาวที่จะตองเสีย นาประเภทนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งวา “นาคูโค” ซึ่งเปนนากําหนด ชัดวาจะทําหรือไมทําก็ตองเสียหางขาวตลอดไป นาฟางลอย คือ นาที่อาศัยนํ้าฝนอยางเดียว เปนนาในที่ดอน นํ้าทาขึ้นไมถึง วิธีเก็บหางขาว สําหรับนาประเภทนี้เก็บจากสวนที่ทํานาไดจริงๆ ถาที่ใดทําไมไดหรือไมไดทําก็ไมตองเสียหางขาว เกณฑการเก็บจะถือเอาตอฟางขาวที่เก็บเกี่ยวแลวมาเปนหลักในการคิดหรือคํานวณหาคานาที่เจา พนักงานเรียกเก็บ การเดินสวนเดินนา บางทีก็ทําปนกันไป การเดินสวนอาจไมทําเปนประจําทุกป เหมือนเดินนา การทําสวนมักมีการเปลี่ยนแปลงมากกวาเพราะการปลูกตนไมในสวนไมคงที่ เวลา ลวงไปนานๆ อาจจะมีตนไมที่ปลูกขึ้นใหมแทนของเกาที่ตายหรือหมดสภาพไป บางทีก็เปลี่ยนที่ สวนไปเปนที่นา บุกเบิกปามาทําเปนสวน ดังนั้น เพื่อใหเจาของสวนไดรับความยุติธรรมในการเสีย คาอากร ถือเปนประเพณีวานานๆ ทางราชการจะใหเจาพนักงานออกไป “เดินสวน” ครั้งหนึ่ง ตาม ปกติที่ปฏิบัติกันมาเมื่อเปลี่ยนรัชกาลใหมเปนกําหนดจะตองเดินสวนกันครั้งหนึ่ง 2_edit.indd 40 22/02/2013 09:14:14
๔๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การศาสนา การสังคายนาบทสวดมนต พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงโปรดใหทําสังคายนาสวดมนต เพื่อใหคูกับการ สังคายนาพระไตรปฎกที่ไดทําในรัชกาลที่ ๑ โดยทรงโปรดใหแปลพระปริตรทั้งหลายออกเปนภาษา ไทย และทรงโปรดใหพระเจานองนางเธอพระองคเจาศศิธรเปนหัวหนาชักชวนพระบรมวงศานุวงศ และขาราชการฝายในฝกหัดสวดพระปริตรดวย การสังคายนาบทสวดมนต ทําขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๖๓ เนื่องจากการเกิดอหิวาตกโรคระบาดครั้ง ใหญมีคนตายมาก จึงทรงพระราชดําริใหจัดงานบําเพ็ญพระราชกุศลขึ้นหลายอยาง การสังคายนา บทสวดมนตและการสวดมนตเปนเรื่องหนึ่งที่ไดรับยกยอง วาเปนงานสําคัญเสมอดวยการสังคายนา พระไตรปฎกในรัชกาลที่ ๑ ไดโปรดใหแปลบทวาดวยพระปริตรทั้งหลายออกเปนภาษาไทย โปรดให เจานายและขาราชการฝายในสวดพระปริตรทุกวัน สวดเหมือนกับที่พระสงฆสวดใหชํานาญถูกตอง ทั้งอักขระและทวงทํานองใหครบทุกสูตร นับเปนพระราชนิยมอยางใหมที่ไมเคยมีมากอน ถือวาการ สวดมนตดังกลาวนอกจากการสวดใหถูกตองไพเราะตามใจความแลวยังเปนการสวดเอาบุญสราง อานิสงสมาคุมครองบานเมือง รักษาประเพณีอันดีงามพรอมจรรโลงพระพุทธศาสนา ภาพจิตรกรรมเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย แหงพระบรมราชจักรีวงศ โดย นายสมยศ ไตรเสนีย 2_edit.indd 41 22/02/2013 09:14:20
๔๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การสอบพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๓๕๙ มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหมโดยกําหนดเปนเปรียญ ๓ ประโยค (ประโยคตน หรือเปรียญตรี) เปรียญ ๔ ถึง ๖ ประโยคเปนเปรียญโท เปรียญ ๗ ถึง ๙ เปนเปรียญเอก ผูสอบเอา เปรียญจะตองศึกษาภาษามคธ (บาลี) อยางแตกฉาน เพราะเปนภาษาสําคัญของพระพุทธศาสนาฝาย หินยาน ทําใหการศึกษาภาษามคธ (บาลี) แพรหลาย ผลจากการศึกษาภาษามคธ (บาลี) ทําใหเกิด ความคิดที่จะแตงซอม หนังสือ มหาชาติคําหลวง ที่พระบรมไตรโลกนาถ โปรดฯ ใหประชุมนักปราชญ ราชบัณฑิตชวยกันแปลไวอยางสมบูรณแตมีอันตรายสูญหายไปเมื่อครั้งกรุงแตกถึง ๗ กัณฑ ในรัชกาล ที่ ๒ ทรงทําเชนเดียวกัน เปนผลใหการแปลแตงซอมใหมไดครบบริบูรณทั้ง ๑๓ กัณฑใน พ.ศ. ๒๓๖๕ พิธีวิสาขบูชา การประกอบพิธีวิสาขบูชา มีความสําคัญมาแตสมัยสุโขทัย มีการเฉลิมฉลองกันอยางครึกครื้น ยิ่งใหญ ครั้นลวงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนบานเมืองมีศึกสงคราม ความสําคัญของงานได เสื่อมทรามลง จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๑ แหงกรุงรัตนโกสินทร ถึงรัชกาลที่ ๒ การศึกสงครามคอย บางลง จึงทรงพระราชดําริเห็นควรใหฟนฟูประเพณีวันวิสาขบูชาขึ้นใหม ใหสมกับความสําคัญที่เปน วันประสูติ ตรัสรูและปรินิพพานของพระพุทธองคผูทรงใหกําเนิดพระพุทธศาสนา มีกําหนดงานในป พ.ศ. ๒๓๖๐ จัดเปนพระราชพิธีติดตอกันไปเปนเวลา ๓ วัน คือ วันขึ้น ๑๔ คํ่า ๑๕ คํ่า และแรม ๑ คํ่า ตลอด ๓ วันนี้พระเจาอยูหัวจะทรงรักษาพระอุโบสถศีลปรนนิบัติพระสงฆ ปลอยสัตว หามผูใดเสพ สุรา ฆาสัตว ใหมีการถวายประทีป ตั้งโคมแขวนตลอดจนเครื่องสักการบูชาดอกไมเพลิง ใหเกณฑ เครื่องประโคมกระทําการเวียนเทียนและมีพระธรรมเทศนาในพระอารามหลวงทุกพระอาราม สวน ที่เปนของราษฎรกระทําใหมากที่สุดเทาที่จะทําได ถวายไทยทานจนครบ ๓ วัน สวนของพระบรม วงศานุวงศ ขาราชการ และไพรฟาประชาชนทั่วไป โปรดใหปฏิบัติทํานองเดียวกันเพียงแตอาจลด หลั่นโดยลําดับความเหมาะสม และไดทรงวางกําหนดวาดวยกิจพิธีของสงฆในวันวิสาขบูชาตลอดจน เรื่อง อันเกี่ยวของดวยพิธีนี้อีกหลายประการ รวมทั้งการลงโทษผูละเลยเพิกเฉย ไมใหความรวมมือ พ.ศ. ๒๓๖๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงมีพระราชดําริดวยสมเด็จพระ สังฆราช (มี) ใหทําพิธีวิสาขบูชา กลางเดือน ๖ นับเปนครั้งแรกที่ไดมีพิธีดังกลาวขึ้นในกรุงรัตนโกสินทร พระองคโปรดฯใหประดับตกแตงตามพระอารามหลวง และบานเรือนเปนพุทธบูชาโปรดฯ ใหนิมนตพระสงฆแสดงธรรมเทศนาแกราษฎร และโปรดฯ ใหมีการรักษาอุโบสถศีลปลอยนกปลอยปลา การแตงสมณทูตไปลังกา ไทยมีความสัมพันธอยางใกลชิดทางพระพุทธศาสนากับลังกา นับแต สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา เปนตนมา ไทยรับอิทธิพลศิลปะการสรางพระพุทธรูป พระสถูปเจดีย แบบลังกามาไมนอย ในคราวที่ลังกาเกิดวิบัติเปนจลาจลในบานเมืองเปนเหตุใหพระพุทธศาสนาตอง เสื่อมทรามเกือบจะสิ้นสมณวงศ ลังกาไดขอใหไทยสงพระภิกษุสงฆออกไปชวยฟนฟูสืบตอพระพุทธ ศาสนาขึ้นใหมในสมัยพระเจาบรมโกศ พ.ศ. ๒๒๙๔ จนไดเกิดพระสงฆนิกายสยามวงศหรืออุบาลี วงศ (มีพระอุบาลีเปนหัวหนาสมณทูต) มาจนทุกวันนี้ 2_edit.indd 42 22/02/2013 09:14:22
๔๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระพุทธบุษยรัตนฯ พ.ศ. ๒๓๕๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย โปรดฯ ใหขาหลวงขึ้นไปเชิญพระ แกวผลึกอันปรากฏพระนามวา “พระพุทธบุษยรัตน” ทําดวยแกวผลึก เรียกกันวา “บุษยนํ้าขาว” หรือ “เพชรนํ้าคาง” เนื้อแกวสนิท (ไมมีรอยขูดเขียนบกพรอง) เปนแทงทึบขนาดใหญอยางที่ไมเคย มีที่ใดเหมือนมากอน ทั้งทรวดทรงองคพระที่ทําไดงดงามกวาพระแกวองคอื่นๆ จากเมืองนครจําปา ศักดิ์เขามาประดิษฐานยังกรุงเทพฯ ทรงโปรดฯใหจัดกระบวนเรือแหขึ้นไปรับพระพุทธปฏิมากรลง มาตามลําแมนํ้าถึงหนาตําหนักแพ แลวจึงตั้งกระบวนสถลมารคแหงพระพุทธปฏิมาไปประดิษฐาน ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จากนั้นอัญเชิญไปประดิษฐานในหอพระสุราไลยพิมาน ใน บริเวณพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน 2_edit.indd 43 22/02/2013 09:14:25
๔๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) 2_edit.indd 44 22/02/2013 09:14:30
๔๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การบูรณะและปฏิสังขรณวัด วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เดิมชื่อ วัดมะกอก ตอมาเรียก วัดมะกอกนอก เมื่อมีวัดนวลนรดิศเปนวัดมะกอกในตอมา เรียก วัดแจง นามพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช วัดอรุณราชธาราม นาม พระราชทานสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย วัดอรุณราชวราราม นามพระราชทาน สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว หลักฐานทางโบราณคดี แผนที่เมืองธนบุรี ซึ่งเรือเอกเดอฟอรบัง (Claude de Forbin) กับนายชางลามาร (De Lamare) ชาวฝรั่งเศส ทําขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช ในแผนที่นั้นมีแตวัดเลียบกับวัด แจง แตวัดโพธิ์หามีไม ตรงที่วัดพระเชตุพนฯ เวลานั้นยังเปนชานปอมใหญ ซึ่งอยูราวโรงเรียนราชินี แสดงวาวัดแจงเปนวัดโบราณ มีมาตั้งแตสมัยอยุธยา พ.ศ. ๒๓๒๘ โปรดใหพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย เมื่อครั้งยังดํารงพระอิสริยยศ เปนสมเด็จพระเจาลูกยาเธอ เจาฟากรมหลวงอิศรสุนทร เสด็จมาประทับอยูที่พระราชวังเดิม และทรง มอบหนาที่ใหบํารุงดูแลวัดแจง ซึ่งพระองคไดทรงบูรณปฏิสังขรณวัดแจงใหมหมดทั้งวัด แตยังไมทัน แลวเสร็จ ประวัติ วัดโบราณ สรางตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยา เรียกกันวา “วัดมะกอก” สันนิษฐานวาเรียกตามชื่อ ตําบลที่ตั้งวัด ซึ่งเรียกกันวา บางมะกอก ตอมาสรางวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งลึกเขาไปในคลองบางกอกใหญ แนวแมนํ้าเจาพระยาเดิม ซึ่งเรียกวา “วัดมะกอกใน” (วัดนวลนรดิศ) จึงเรียกวัดมะกอกวา “วัด มะกอกนอก” ยังมีพระอุโบสถและพระวิหารเกาอยูบริเวณหนาพระปรางคเปนสถาปตยกรรมสมัย อยุธยา ในสมัยสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชไดพระราชทานนามใหมวา “วัดแจง” เนื่องจากภาย หลังจากที่ทรงกอบกูอิสรภาพไดแลว ทรงมีพระราชประสงคจะยายราชธานีมาตั้งที่กรุงธนบุรี จึง เสด็จกรีฑาพลลวงลงมาทางชลมารคพอถึงหนาวัดมะกอกนอกก็สวางหรือรุงแจงพอดี ทรงมีพระ ราชดําริเห็นเปนอุดมมหามงคลฤกษ โปรดฯ ใหเทียบเรือพระที่นั่งเสด็จไปสักการบูชาพระมหาธาตุ พระปรางคองคเดิมสูงประมาณ ๘ วา สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ทรงเลือกสถานที่ตั้งเมืองธนบุรีเดิมเปนที่สรางพระราชวัง หรือที่ปจจุบันเรียกวา พระราชวังเดิม วัดแจงอยูบริเวณกลางพระราชวังไดทรงประกาศยกเลิกไม ใหพระสงฆอยูจําพรรษา ทรงบูรณปฏิสังขรณพระอุโบสถและพระวิหารใหม เปนการถือแบบอยาง การสรางพระราชวังแบบเดียวกับสมัยกรุงสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยาที่สรางวัดไวภายในพระราชวัง 2_edit.indd 45 22/02/2013 09:14:32
๔๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พ.ศ. ๒๓๒๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก โปรดฯใหพระยาธรรมาธิกรณ (บุญรอด) ตนสกุล บุณยรัตพันธุ เปนแมกองคุมชางและไพรไปวัดที่สรางพระนครใหมขางฝงตะวัน ออก ไดโปรดฯใหเอาอิฐกําแพงเมืองกรุงเกาบาง อิฐกําแพงเมืองธนบุรีบาง มาสรางพระราชวัง เมื่อรื้อ กําแพงพระราชวังตั้งแตคลองพระนครบาลลงมาถึงกําแพงพระราชวังเดิมออกไปแลว วัดแจงก็เปนวัด นอกเขตพระราชวัง จึงโปรดฯ ใหเปนที่วัดที่มีพระสงฆจําพรรษาตอไปได และใหพระโพธิวงศาจารย มาครองวัด พ.ศ. ๒๓๕๓ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงบูรณปฏิสังขรณตอมา ดังนี้ - โปรดใหสรางพระอุโบสถ และพระวิหารตอจากที่ทรงไดเริ่มมาแลว - สรางพระระเบียงลอมรอบพระอุโบสถ - ปนหุนพระพุทธรูปดวยฝพระหัตถ และโปรดใหหลอขึ้นประดิษฐานเปนพระประธานใน พระอุโบสถ ซึ่งตอมารัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวพระราชทานนามวา “พระพุทธ ธรรมิศรราชโลกธาตุดิลก” - พ.ศ. ๒๓๕๒ สรางศาลาการเปรียญ โปรดใหพระเจาลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว) เปนแมกองสรางปรับปรุงกุฏิใหม เปนฝาขัดแตะและถือปูน เพราะเปนการเรง - บูรณะพระอุโบสถและพระวิหารเกาหนาพระปรางค - สรางเมรุปูนขนาดใหญอยูหลังวัด เมื่อสรางเสร็จ ไดโปรดใหมีมหรสพฉลองใน พ.ศ. ๒๓๖๓ และพระราชทานนามวัดใหมวา “วัดอรุณราชวราราม” - ทรงเสริมสรางพระปรางคซึ่งประดิษฐานอยูหนาวัด แตเดิมพระปรางคมีขนาดสูง ๘ ว ทรง คิดที่จะเสริมสรางใหมใหมีขนาดใหญเปนพระมหาธาตุสําหรับพระนคร โปรดฯ ใหลงมือขุดรากแต การก็คางอยูเพียงนี้ เพราะพระองคเสด็จสวรรคตเสียกอน ใน พ.ศ. ๒๓๖๗ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว โปรดฯ ใหบูรณปฏิสังขรณวัดอรุณราชวราราม ตอ ดังนี้ - ทรงรื้อกุฏิสงฆที่สรางเปนขัดแตะถือปูน สรางใหมเปนตึก เมื่อบูรณะเสร็จ โปรดฯ ใหมีงาน ฉลองพรอมกับวัดราชโอรสาราม - พ.ศ. ๒๓๗๕ ทรงมีพระราชประสงคจะตอเติมพระปรางคตอตามพระราชดําริของพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ไดเสด็จพระราชดําเนินมากอพระฤกษ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕ พระ ปรางคที่สรางเสร็จนี้เปนพระมหาเจดียสูง ๑ เสน ๑๓ วา ๑ ศอก ๑ คืบ ๑ นิ้ว ฐานกลมวัดรอบได ๕ เสน ๑๗ วา ยอดพระปรางคเดิมทําเปนยอดนภศูลตามแบบปรางคแตโบราณ พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกลาเจาอยูหัว โปรด ใหยืมมงกุฎที่หลอสําหรับพระพุทธรูปทรงเครื่อง ซึ่งหลอเพื่อเปนพระ ประธานในวัดนางนองมาตอบนยอดนภศูล 2_edit.indd 46 22/02/2013 09:14:33
๔๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) - โปรดใหสรางมณฑปพระพุทธบาทขึ้นระหวางพระอุโบสถกับพระวิหารที่สรางใหมเพื่อเปน ที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจําลอง - สรางพระเจดียยอเหลี่ยมไมยี่สิบอีก ๔ องค อยูระหวางมณฑปพระพุทธบาทจําลอง และ พระระเบียงพระอุโบสถ - โปรด ใหสรางประตูเขาสูพระอุโบสถใหม ตรงกึ่งกลางพระระเบียงดานทิศตะวันออก ทํา เปนซุมมงกุฎและสรางรูปยักษยืนเฝาประตูทั้ง ๒ ขาง - โปรดใหนําเขามอในพระบรมมหาราชวังซึ่งสรางแตครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา จุฬาโลกมหาราชมาไวหนาวัดทางทิศเหนือ หลังศาลาทานํ้าทั้ง ๓ หลัง รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว โปรดใหสรางและปฏิสังขรณสิ่งตางๆ ในวัด อรุณราชวรารามเพิ่มเติม คือ - โปรดใหชางทําบุษบกยอดปรางคขึ้นที่ผนังหุมกลองตรงมุขพระอุโบสถดานหนา เพื่อเปนที่ ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องตน และทําบุษบกอีกอันหนึ่งที่ผนังหุมกลองของมุขพระอุโบสถ ดานหลัง เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค ๒ องค คือ องคหนึ่งถวายพระบาทสมเด็จพระ นั่งเกลาเจาอยูหัว อีกองคหนึ่งสําหรับพระองคเอง แตการเหลานี้ยังทําไมสําเร็จ พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงกระทําตอ 2_edit.indd 47 22/02/2013 09:14:36
๔๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) โปรด ใหเอากระเบื้องลายดอกไมและใบไมที่สั่งมาจากเมืองจีนมาประดับผนังพระอุโบสถดาน นอกเสาหนามุข เสารายเฉลียงรอบพระอุโบสถเปนลายดอกไมรวง และพระราชทานพระนามพระ ประธานในพระอุโบสถวา “พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก” เมื่อทรงปฏิสังขรณพระอุโบสถ เสร็จเรียบรอยแลว โปรดใหอัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย มา บรรจุที่พระพุทธอาสนพระประธานในพระอุโบสถ ปจจุบันยังมีรูปตราครุฑแตงผาทิพยประดับลาย พระราชลัญจกร เมื่อปฏิสังขรณแลวเสร็จพระราชทานนามวัดใหมวา “วัดอรุณราชวราราม” โปรด ใหประดับกระเบื้องที่ฝาผนังพระวิหารดานนอก เปนลายรดนํ้ารูปดอกไม แตเดิมเปนฝาผนังเกลี้ยง สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ ทรงสันนิษฐานวา กระเบื้องนี้ ประดับตั้งแตสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว ทรงสั่งมาจากเมืองจีนเพื่อประดับผนังพระ อุโบสถ ตอมาทรงอัญเชิญพระอรุณ หรือที่ชาวบานเรียกวาพระแจง ที่ทรงอัญเชิญมาจากเวียงจันทน มาประดิษฐานในพระวิหารเพราะทรงเห็นวาเปนพระพุทธรูปสําคัญ ชื่อก็พองกับชื่อวัด ปจจุบัน ประดิษฐานอยูบนฐานชุกชีหนาพระพุทธชัมภูนุทมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตรพระประธานใน พระวิหาร วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ เวลา ๑๖.๐๐ น. เกิดเพลิงไหมพระอุโบสถพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวเสด็จพระราชดําเนินไปอํานวยการดับเพลิงดวยพระองคเอง และทรง อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยออกไดทัน ความเสียหายอันเกิด จากเพลิงไหมครั้งนี้ สวนใหญอยูที่พระอุโบสถทั้งองคประกอบอาคารและจิตรกรรมภายใน สวนซุม จระนําพระพุทธรูปตางๆ ไมเปนอันตรายมากนัก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว โปรดฯ ใหพระวรวงศเธอกรมหมื่นปราบปรปกษ เปนแมกองปฏิสังขรณพระอุโบสถ การปฏิสังขรณครั้งนี้ เสมือนกับเปนการสรางใหมทั้งหมด ตลอดจนการเขียนฝาผนังภายในเมื่อทําการปฏิสังขรณเสร็จ 2_edit.indd 48 22/02/2013 09:14:40