The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

aw_เนื้อใน รัชกาลที่2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by larpsetthi, 2023-03-16 18:47:56

รัชกาลที่2

aw_เนื้อใน รัชกาลที่2

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) 2_edit.indd 1 22/02/2013 09:12:25


สารบัญ คํานํา ๔-๕ พระราชประวัติ ๗ การสงคราม ๑๖ ~ การสงครามกับพมา ๑๖ ~ กรณีขัดแยงกับญวนและเขมร ๑๗ ~ การสรางนครเขื่อนขันธ ๑๙ ลักษณะสังคม การเมือง สมัยตนรัตนโกสินทร ๒๐ การปกครอง ๒๘ เศรษฐกิจ ๓๑ การศาสนา ๔๑ การบูรณะและปฏิสังขรณวัด ๔๕ ~ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ๔๕ ~ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ๕๖ ~ วัดนวลนรดิศวรวิหาร ๕๘ ~ วัดบางแคนอย ๖๐ ประเพณีและพิธีกรรม ๖๓ ศิลปะ วัฒนธรรมและวรรณกรรม ๖๗ 2_edit.indd 2 22/02/2013 09:42:34


พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ความสัมพันธกับตางประเทศ ๘๐ บุคคลสําคัญ ๘๘ ~ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ๘๘ ~ สุนทรภู ๙๐ ~ พระยาตรัง ๙๓ ~ นายนรินทรธิเบศร (อิน, อินทร) ๙๓ ~ อิน-จัน แฝดสยาม ๙๓ สถานที่สําคัญ ๙๕ ~ พระราชนิเวศน ๙๕ ~ วังเจานายสรางในรัชกาลที่ ๒ ๙๖ ~ กระทรวงมหาดไทย ๑๐๕ ~ กรมการรักษาดินแดน ๑๐๗ ~ อุทยานพระบรมราชานุสรณ ๑๐๙ ~ พิพิธภัณฑพระพุทธเลิศหลานภาลัย ๑๑๐ วันศิลปนแหงชาติ (๒๔ กุมภาพันธ) ๑๑๓ บรรณานุกรม ๑๑๘ 2_edit.indd 3 22/02/2013 09:42:44


หนังสือชุดนี้มีทั้งหมด ๙ เลม ซึ่งเปนหนังสือที่รวบรวมพระราชประวัติของพระมหากษัตริย ไทยแหงราชวงศจักรี ทั้ง ๙ รัชกาล โดยเริ่มประมวลตั้งแตวันพระราชสมภพ ขณะทรงพระเยาว พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชอัจฉริยภาพดานตางๆ ตลอดจนพระราชกรณียกิจในสาขาตางๆ ไดแก ดานการเมืองการปกครอง การทหาร ศาสนา การศึกษา วรรณกรรม การสาธารณสุข การตาง ประเทศ ซึ่งลวนแลวแตเปนพระราชกรณียกิจที่เปยมประโยชนตออาณาประชาราษฎรของพระองค ทั้งสิ้น อีกทั้งยังบําบัดทุกขบํารุงสุขใหประชาราษฎรมีชีวิตความเปนอยูที่ดี หนังสือชุดนี้ประกอบดวย • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย รัชกาลที่ ๒ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๓ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๔ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๕ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ • พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ สํานักพิมพหวังเปนอยางยิ่งวาหนังสือชุดนี้จะทําใหผูอานไดซาบซึ้งและตระหนักในพระ มหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริยแหงราชวงศจักรีทั้ง ๙ พระองค และเปนประโยชนตอเยาวชน และผูที่สนใจศึกษาพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของทุกพระองค บริษัท เพื่อนเรียน เด็กไทย จํากัด คํานําสํานักพิมพ 2_edit.indd 4 22/02/2013 09:12:43


ในการเรียบเรียงหนังสือเกี่ยวกับพระมหากษัตริยในราชวงศจักรี จากรัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๙ ผูเรียบเรียงมีความมุงหวังวาผูอานทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชนของชาติ ตลอดจนผูสนใจทั่วไปได ตระหนักถึงความเสียสละของพระมหากษัตริยทุกพระองคที่ทรงอุทิศพระองคเพื่อกอบกู รักษา พัฒนา ประเทศใหคงความเปนเอกราชและคงความเปนชาติที่ยิ่งใหญ มั่นคงมาจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะอยางยิ่งหนังสือเลมนี้ “พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหลานภาลัย รัชกาลที่ ๒” ซึ่งมีเนื้อหาแสดงถึงความสําคัญในการพัฒนาประเทศในดานตางๆ โดย พระองคเปนพระโอรสองคที่ ๔ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ทรงมีพระ ปรีชาสามารถดานวรรณกรรมเปนอยางยิ่ง โดยทรงนิพนธบทละคร กาพย กลอน อาทิ บทละครในเรื่อง รามเกียรติ์ บทละครนอกเรื่องสังขทอง คาวี ไชยเชษฐ ไกรทอง มณีพิชัย กาพยเหเรือชมเครื่องคาวหวาน กลอนเสภาเรื่องขุนชางขุนแผน เปนตน ดานศาสนา ในรัชสมัยของพระองคไดมีการโปรดเกลาฯ ใหมีการ บูรณปฏิสังขรณวัดอรุณราชวราราม และทรงสรางพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก ประธานในพระ อุโบสถ โดยทรงปนหุนพระพักตรดวยพระองคเอง ทรงโปรดเกลาฯ ใหแกะลายสลักบานประตูพระวิหาร พระศรีศากยมุนีในวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร นอกจากนี้ยังมีคุณูปการในดานอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งลวนแลวแตเปนประโยชนตอปวงชนชาวไทยทั้งสิ้น จึงหวังเปนอยางยิ่งวาหนังสือเลมนี้จะเปนประโยชนตอปวงชนชาวไทย และตอเยาวชนซึ่งเปน อนาคตของชาติ ไดตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองคทานที่มีตอปวงชนชาวไทยทุกคนอยาง มิลืมเลือนตลอดกาล อุดม เชยกีวงศ ผูเรียบเรียง คํานําผูเรียบเรียง 2_edit.indd 5 22/02/2013 09:12:45


2_edit.indd 6 22/02/2013 09:12:52


๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระราชประวัติ สมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงเปนพระราชโอรสของสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก พระนามเดิมชื่อ ฉิม ประสูติเมื่อวันพุธเดือน ๔ ขึ้น ๗ คํ่า ปกุน หรือตรงกับวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ พ.ศ. ๒๓๑๐ (ปที่กรุงศรีอยุธยาแตกเสียแกพมา) เวลานั้น สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกยังดํารง ตําแหนงหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี เมื่อพระเจาตากสินกูกรุงศรีอยุธยาไดสําเร็จขึ้นครองราชยตั้ง กรุงธนบุรีเปนเมืองหลวงใหม สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกไดมารับราชการในกรุงธนบุรี สมเด็จ พระพุทธเลิศหลานภาลัยมีพระชันษาได ๒ พรรษาไดเสด็จเขามาอยูในกรุงธนบุรี ครั้นเจริญพระ ชนมายุสมควรที่จะศึกษาไดแลว ไดทรงเขาศึกษาอักษรสมัยในสํานักพระวันรัตน (ทองอยู) วัดบาง หวาใหญ (วัดระฆังโฆสิตาราม ฟากธนบุรี กรุงเทพมหานครในปจจุบัน) พ.ศ. ๒๓๒๕ สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ สมเด็จพระพุทธเลิศ หลานภาลัยมีพระชนมายุได ๑๕ พรรษา ไดทรงรับสถาปนาเปนสมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟากรม หลวงอิศรสุนทรเมื่อปพุทธศักราช ๒๓๓๑ ไดทรงผนวชอยูไดพรรษาหนึ่ง ก็ทรงลาผนวช ดูแลงาน ตางพระเนตรพระกรรณเสมอมา พระชนมายุ ๒๐ พรรษา พระองคไดดํารงตําแหนงยกกระบัตรทัพ เสด็จกรีธาทัพไปตีเมืองทวาย พระชนมายุ ๔๐ พรรษา พระองคไดดํารงพระอิสริยยศเปนกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตําแหนงพระมหาอุปราช การอภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา พระบรมราชินี มีพระนามเดิมวา สมเด็จเจาฟาหญิงบุญรอด พระองคทรงพระราชสมภพ เมื่อวัน อาทิตยที่ ๒๑ กันยายน จุลศักราช ๑๑๒๙ (พ.ศ. ๒๓๑๐) แรม ๑๒ คํ่า ปกุน เปนพระธิดาในสมเด็จ เจาฟาหญิงกรมพระศรีสุดารักษ หรือสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรมพระศรีสุดารักษ (เจา ฟาแกว) พระพี่นางในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก และพระชนกเงิน (เจาขรัวเงิน) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยมีพระราชโอรส (ไมมีพระราชธิดา) กับสมเด็จพระศรี สุริเยนทรา พระบรมราชินี ๓ พระองค ดังนี้ 2_edit.indd 7 22/02/2013 09:12:54


๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๑. เจาฟาชายราชกุมาร (สิ้นพระชนม ในวันประสูติ) ๒. สมเด็จเจาฟาชายมงกุฎ (พระบาท สมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว) ๓. สมเด็จเจาฟาชายจุฑามณี (พระบาท สมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัว) กับสมเด็จพระศรีสุลาลัย มีพระราชโอรส และพระราชธิดารวม ๓ พระองค คือ ๑. พระองคเจาชายทับ (พระบาท สมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว) ๒. พระองคเจาหญิงปอม (สิ้นพระชนม ตั้งแตยังทรงพระเยาว) ๓. พระองคเจาชายดํา (สิ้นพระชนม ตั้งแตยังทรงพระเยาว) พ.ศ. ๒๓๒๙ พระองคมีพระชนมายุได ๑๙ พรรษา ไดตามเสด็จสมเด็จพระบรมชนก นาถไปราชการสงคราม ที่ตําบลลาดหญา และ ทางหัวเมืองฝายเหนือ พ.ศ. ๒๓๒๙ ตามเสด็จไปราชการสงคราม ที่ตําบลทาดินแดงและไดดํารงตําแหนงยกกระ บัตรทัพ ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชเสด็จกรีฑาทัพไปตีเมืองทวาย พ.ศ. ๒๓๓๖ ตามเสด็จไปราชการสงครามเมืองทวายเปนครั้งที่ ๒ พระองคมีพระชนมายุได ๔๐ พรรษา มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหจัดการพระราชพิธีอุปราชาภิเษก สมเด็จพระเจาลูก ยาเธอเจาฟากรมหลวงอิศรสุนทรขึ้นดํารงพระอิสริยยศเปนกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตําแหนง พระมหาอุปราช แทนกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทที่สวรรคตไปเมื่อป พ.ศ. ๒๓๔๖ ในเวลา ตอมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชทรงพระประชวรและสวรรคต พระองคจึง ไดเสด็จขึ้นครองราชยสมบัติสืบตอมา ซึ่งขณะนั้นพระองคมีพระชนมายุได ๔๓ พรรษา พ.ศ. ๒๓๕๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก เสด็จสวรรคต ครั้นจัดการพระบรม ศพแลว พระบรมวงศานุวงศ ขุนนางขาราชการพรอมกันกราบบังคมทูลอัญเชิญกรมพระราชวังบวร สถานมงคล เสด็จขึ้นครองราชยทรงพระนามวาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย พระราช พิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย มีขึ้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชยได ๗ วัน พระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ทําในรัชกาลของพระองคนี้ ทําตามตําราพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งตั้งเปนแบบแผนไวเมื่อรัชกาลที่ ๑ โดยตั้งพระมณฑปพระกระยาสนานสรงพระมุรธาภิเษกที่ทอง พระบรมราชสัญลักษณพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๒ 2_edit.indd 8 22/02/2013 09:12:56


๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระลาน ขางทองพระโรงหนาพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานดานบูรพทิศ สวนสําคัญของการพระราชพิธี บรมราชาภิเษก ซึ่งไดแก การรับการถวายนํ้าอภิเษก รับการถวายสิริราชสมบัติ รับเครื่องเบญจราช กกุธภัณฑ เครื่องบรมราชาภรณ เครื่องบรมราชูปโภค พระแสงอัษฎาวุธ ตลอดจนการถวายนพปฎล มหาเศวตฉัตรนั้น ทําภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้มีกําหนด ๗ วัน ซึ่งในระหวางนี้ภายนอกพระบรมมหาราชวัง มีการตั้งศาลาฉอทานเลี้ยงสมณะ พราหมณาจารย ประชาราษฎร ไถสัตว ซึ่งคนจะฆานํามาปลอยและงดขายสุรา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงพระนามตามจารึกพระสุพรรณบัฏวา “พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราช รามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร ธรณิน ทราธิราช รัตนากาศภาศกรวงศ องคปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตรวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศรัย สมุทัยคโรมนต สกลจักรวาฬาธิเบนทร สุริเยนทราธิบดินทร หริหรินทรา ธาดาธิบดี ศรีวิบูลย คุณ อกนิฏฐ ฤทธิราเมศวรมหันต บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชชัย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร ภูมินทร ปรมาธิเบศ โลกเชษฐวิสุทธิ รัตนมกุฎประกาศคตามหาพุทธางกูรบรมบพิตรพระพุทธเจาอยูหัว” พระบรมราชสัญลักษณประจํารัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย พระนาม เดิม “ฉิม” ใชรูปครุฑ (ฉิมพลี เปนชื่อ วิมานพญาครุฑ) 2_edit.indd 9 22/02/2013 09:12:59


๑๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) รายพระนามพระบรมราชินีและเจาจอมมารดา ในพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหลานภาลัย พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระศรีสุริเยนทรา พระบรมราชินี เจาจอมมารดา ๑. สมเด็จพระศรีสุลาลัย ๒. เจาจอมมารดาสี ๓. เจาจอมมารดาสวน ๔. เจาจอมมารดาแจมใหญ ๕. เจาจอมมารดาเหมใหญ ๖. เจาจอมมารดาศิลา ๗. เจาจอมมารดาสั้น ๘. เจาจอมมารดากุด ๙. เจาจอมมารดานิ่ม ๑๐. เจาจอมมารดาเกด ๑๑. เจาจอมมารดาอิน ๑๒. เจาจอมมารดาทรัพย ๑๓. เจาจอมมารดาเหมเล็ก ๑๔. เจาจอมมารดาบุนนาค ๑๕. เจาจอมมารดาทองอยู ๑๖. เจาจอมมารดามองซอ ๑๗. เจาจอมมารดานอย ๑๘. เจาจอมมารดาทิม ๑๙. เจาจอมมารดาเลี้ยง ๒๐. เจาจอมมารดานอยระนาด ๒๑. เจาจอมมารดาปรางใหญ ๒๒. เจาจอมมารดาทองดี ๒๓. เจาจอมมารดาพะวา ๒๔. เจาจอมมารดากลํ่า ๒๕. เจาจอมมารดาลูกจันทนใหญ ๒๖. เจาจอมมารดาพิม ๒๗. เจาจอมมารดาเอม ๒๘. เจาจอมมารดาอัมพา ๒๙. เจาจอมมารดานวล 2_edit.indd 10 22/02/2013 09:13:01


๑๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๓๐. เจาจอมมารดาพุม ๓๑. เจาจอมมารดาลูกจันทน ๓๒. เจาจอมมารดาแยม ๓๓. เจาจอมมารดาลูกจันทนเล็ก ๓๔.เจาจอมมารดามวงใหญ ๓๕. เจาจอมมารดาอน ๓๖. เจาจอมมารดาเลิ้ง ทานทาว ๑. ทาววรจันทร ๒. ทาวทรงกันดาล รายพระนามพระราชโอรสและพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย มี พระราชโอรส ๓๘ พระราชธิดา ๓๕ รวม ๗๓ พระองค ๑. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงจักจั่น ในเจาจอมมารดาสี ๒. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชาย (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตยังทรง พระเยาว ๓. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายทับ ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปนพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๓ ในสมเด็จพระศรีสุลาลัย ๔. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงลําภู ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมขุนกัลยา สุนทร ในเจาจอมมารดาสวน ๕. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงทับทิม ในเจาจอมมารดาแจมใหญ ๖. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงยี่สุน ในเจาจอมมารดาเหมใหญ ๗. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงปอม ในสมเด็จพระศรีสุลาลัย ๘. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายกลวยไม ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหมื่น สุนทรบดี ในเจาจอมมารดาสวน ๙. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงบุบผา ในเจาจอมมารดาสี ๑๐. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงวงศ ในเจาจอมมารดาศิลา ๑๑. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงปุก ในเจาจอมมารดาสั้น ๑๒. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายดํา ในสมเด็จพระศรีสุลาลัย ๑๓. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายกุสุมา ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปนกรมหมื่น เสพสุนทร ในเจาจอมมารดากรุด ๑๔. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิง (ไมปรากฏนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตยังทรง พระเยาว 2_edit.indd 11 22/02/2013 09:13:03


๑๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๑๕. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายมั่ง ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปนสมเด็จพระเจา บรมวงศเธอ กรมพระยาเดชาดิศร ในเจาจอมมารดานิ่ม ๑๖. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงสมจีน ในเจาจอมมารดาเกด ๑๗. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายพนมวัน ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรม พระพิพิธโภคภูเบนทร ในเจาจอมมารดาศิลา ๑๘. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงหรุน ในเจาจอมมารดาสวน ๑๙. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงใย ในเจาจอมมารดาอิน ๒๐. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชาย (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตยัง ทรงพระเยาว ๒๑. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงพลับ ในเจาจอมมารดา สวน ๒๒. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายกุญชร ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมพระ พิทักษเทเวศร ในเจาจอมมารดาศิลา ๒๓. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงสังวาล ในเจาจอมมารดาทรัพย ๒๔. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายเนตร ในทาววรจันทร ๒๕. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายโคมเพ็ชร ในเจาจอมมารดาเหมเล็ก ๒๖. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายเรณู ในเจาจอมมารดาบุนนาค ๒๗. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายอําไพ ในเจาจอมมารดาทองอยู ๒๘. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายอัมพร ในเจาจอมมารดามองซอ ๒๙. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงสุกรม ในเจาจอมมารดาสั้น ๓๐. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายเนียม ในเจาจอมมารดาเหมใหญ ๓๑. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชาย (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตยัง ทรงพระเยาว ๓๒. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงนอย ในเจาจอมมารดาสวน ๓๓. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงประภา ในทาวทรงกันดาล ๓๔. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายขัตติยวงศ ในเจาจอมมารดานอย ๓๕. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายทินกร ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหลวง ภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ ในเจาจอมมารดาศิลา ๓๖. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงรสสุคนธ ในเจาจอมมารดาทรัพย ๓๗. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาชาย (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตยัง ทรงพระเยาว ๓๘. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายไพฑูรย ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหมื่น สนิทนเรนทร ในเจาจอมมารดาทิม 2_edit.indd 12 22/02/2013 09:13:04


๑๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๓๙. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชาย (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตยัง ทรงพระเยาว ๔๐. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิง (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตยัง ทรงพระเยาว ๔๑. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายโต ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหลวง มหิศวรินทรามเรศ ในเจาจอมมารดาเลี้ยง ๔๒. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงอินทนิล ในเจาจอมมารดาศิลา ๔๓. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาชายมงกุฎ สมมุติเทวาวงศพงศาอิศวรกระษัตริย ขัตติยราชกุมาร ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปนพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๔ ในสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา พระบรมราชินี ๔๔. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายกลาง ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมพระ เทเวศรวัชรินทร ในเจาจอมมารดานอยระนาด ๔๕. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายชุมแสง ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหลวง สรรพศิลปปรีชา ในเจาจอมมารดาทิม ๔๖. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิง (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตพระ ชันษาได ๓ วัน ๔๗. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิง (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมในวันประสูติ ๔๘. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงสายสมร ในเจาจอมมารดาเลี้ยง ๔๙. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายนวม ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหลวง วงศาธิราชสนิท ในเจาจอมมารดาปราง ๕๐. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาชายจุฑามณี ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน พระบาท สมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัว ในสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา พระบรมราชินี ๕๑. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายมรกฎ ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมขุน สถิตสถาพร ในเจาจอมมารดาทองดี ๕๒. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายขัตติยา ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหมื่น ถาวรวรยศในเจาจอมมารดาพะวา ๕๓. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงดวงจันทร ในเจาจอมมารดากลํ่า ๕๔. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงนิ่มนวล ในเจาจอมมารดาลูกจันทรใหญ ๕๕. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงแฝด ประสูติได ๖ วัน ก็สิ้นพระชนม ๕๖. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงแฝด ประสูติได ๗ วัน ก็สิ้นพระชมน ๕๗. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายนิลรัตน ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหมื่น อลงกฎกิจปรีชา ในเจาจอมมารดาพิม 2_edit.indd 13 22/02/2013 09:13:06


๑๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๕๘. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายอรุณวงศ ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรม หลวงวรศักดาพิศาล ในเจาจอมมารดาเอม ๕๙. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายกปตถา ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมหมื่น กูบาลบริรักษ ในเจาจอมมารดาอัมพา ๖๐. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาชายอาภรณ ในสมเด็จเจาฟากุณฑลทิพยวดี ๖๑. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาชายปราโมช ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน กรมขุน วรจักรธรานุภาพ ในเจาจอมมารดาอัมพา ๖๒. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงพันแสง ในเจาจอมมารดานวล ๖๓. พระเจาบรมวงศเธอพระองคเจาชายเนา ในเจาจอมมารดาพุม ๖๔. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาเกยูร ในเจาจอมมารดาอัมพา ๖๕. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาชายมหามาลา ตอมาดํารงพระอิสริยยศเปน สมเด็จ เจาฟา กรมพระยาบําราบปรปกษ ในสมเด็จเจาฟากุณฑลทิพยวดี ๖๖. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาหญิง (ไมปรากฏพระนาม) สิ้นพระชนมตั้งแตยัง ทรงพระเยาว ๖๗. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงโสภา ในเจาจอมมารดาลูกจันทร ๖๘. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงกัณฐา ในเจาจอมมารดาอัมพา ๖๙. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาชายปว ในสมเด็จเจาฟากุณฑลทิพยวดี ๗๐. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงมารยาตร ในเจาจอมมารดาแยม ๗๑. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงกัลยาณี ในเจาจอมมารดาอัมพา ๗๒. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงแมนเขียน ในเจาจอมมารดาลูกจันทรเล็ก ๗๓. พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาหญิงกนิษฐานอยนารีในเจาจอมมารดาอัมพา พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ที่มีราชสกุลสืบตอมา มีดังนี้ ๑. สมเด็จเจาฟา กรมหมื่นเสพสุนทร พระนามเดิมพระองคเจาชายกุสุมา เปนตนสกุล กุสุมา ณ อยุธยา ๒. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาเดชาดิศร พระนามเดิม พระองคเจาชายมั่ง เปนตนสกุล เดชาติวงศ ณ อยุธยา ๓. สมเด็จเจาฟา กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร พระนามเดิม พระองคเจาชายพนมวัน เปนตน สกุล พนมวัน ณ อยุธยา ๔. สมเด็จเจาฟา กรมพระพิทักษเทเวศร พระนามเดิม พระองคเจาชายกุญชร เปนตน สกุล กุญชร ณ อยุธยา ๕. สมเด็จพระเจาลูกยาเธอ พระองคเจาชายเรณู (มิไดทรงกรม) เปนตนสกุล เรณุนันท ณ อยุธยา 2_edit.indd 14 22/02/2013 09:13:08


๑๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๖. สมเด็จพระเจาลูกยาเธอ พระองคเจาชายเนียม (มิไดทรงกรม) เปนตนราชสกุล นิยมิศร ณ อยุธยา ๗. สมเด็จเจาฟา กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ พระนามเดิม พระองคเจาชายทินกร เปนตนราชสกุล ทินกร ณ อยุธยา ๘. สมเด็จเจาฟา กรมหมื่นสนิทนเรนทร พระนามเดิม พระองคเจาไพฑูรย เปนตนสกุล ไพฑูรย ณ อยุธยา ๙. สมเด็จเจาฟา กรมหลวงมหิศวรินทรามเรศ พระนามเดิม พระองคเจาชายโต เปนตน สกุล มหากุล ณ อยุธยา ๑๐. สมเด็จเจาฟา กรมพระเทเวศรวัชรินทร พระนามเดิม พระองคเจาชายกลาง เปนตน สกุล วัชรีวงศ ณ อยุธยา ๑๑. สมเด็จเจาฟา กรมหลวงสรรพศิลปปรีชา พระนามเดิม พระองคเจาชายชุมแสง เปนตนสกุล ชุมแสง ณ อยุธยา ๑๒. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท พระนามเดิม พระองคเจาชาย นวม เปนตนสกุล สนิทวงศ ณ อยุธยา ๑๓. สมเด็จเจาฟา กรมขุนสถิตสถาพร พระนามเดิม พระองคเจาชายมรกฎ เปนตนสกุล มรกฎ ณ อยุธยา ๑๔. สมเด็จเจาฟา กรมหมื่นอลงกฎกิจปรียา พระนามเดิม พระองคเจาชายนิลรัตน เปนตนสกุล นิลรัตน ณ อยุธยา ๑๕. สมเด็จเจาฟา กรมหลวงศักดาพิศาล พระนามเดิม พระองคเจาชายอรุณวงษ เปนตน สกุล อรุณวงษ ณ อยุธยา ๑๖. สมเด็จเจาฟา กรมหมื่นภูบาลบริรักษ พระนามเดิม พระองคเจาชายกปตถา เปนตน สกุล กปตถา ณ อยุธยา ๑๗. สมเด็จเจาฟาชายอาภรณ พระนามเดิม พระองคเจาชายอาภรณ เปนตนสกุล อาภรณ กุล ณ อยุธยา ๑๘. สมเด็จเจาฟา กรมขุนวรจักรธนานุภาพ พระนามเดิม พระองคเจาชายปราโมช เปนตนสกุล ปราโมช ณ อยุธยา ๑๙. สมเด็จเจาฟา กรมพระยาบําราบปรปกษ พระนามเดิม สมเด็จเจาฟามหามาลา เปนตนสกุล มาลากุล ณ อยุธยา ๒๐. สมเด็จเจาฟา กรมหมื่นสุนทรธิบดี พระนามเดิม พระองคเจาชายกลวยไม เปนตน สกุล กลวยไม ณ อยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงครองราชยอยู ๑๕ ป ครั้นถึง พ.ศ. ๒๓๖๗ เสด็จสวรรคต เมื่อพระชนมายุได ๕๖ ป กับ ๕ เดือน 2_edit.indd 15 22/02/2013 09:13:10


๑๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การสงคราม การสงครามกับพมา พ.ศ. ๒๓๒๗ รัชกาลที่ ๑ ทรงครองราชยได ๒ ป พมาสงทูตมาขอทําไมตรีกับไทยแต ไมไดมีการตกลงทําสัญญาใดๆ พ.ศ. ๒๓๒๘ พมายกทัพใหญมาตีไทยเปนสงครามเกาทัพทาง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกทราบวาการที่พมาสงทูตมาใน พ.ศ. ๒๓๒๗ นั้น เพราะ ตองยกทัพไปตีเมืองยะไขเกรงไทยจะยกกองทัพไปตีพมาขางหลัง จึงอุบายทําไมตรีหนวงเหนี่ยว ถวงเวลาไว พ.ศ. ๒๓๓๖ พระเจาปะดุงใหเจาเมืองเมาะตะมะมีหนังสือถึงพระยากาญจนบุรีชวนไทยเปน ไมตรีอีก ไดโปรดใหพระยากาญจนบุรีตอบไปวา พมาขอเปนไมตรีครั้งหนึ่งแลวอยางไมสุจริต จับได วาเปนอุบาย ถาประสงคจะเปนไมตรีจริงแลว จะตองใหหลักประกันที่แนนอนกอน ทางพมาไมยอม หรือไมรูจะใหประกันไดอยางไร จึงไดสงบกันมาเปนเวลา ๙ ป คือถึงป พ.ศ. ๒๓๔๕ พมาสงทูตมา ขอเปนไมตรีอีก แตคราวนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกไมยอมเจรจาดวย จึงโปรดให ขับไลทูตพมาไปเสีย พ.ศ. ๒๓๕๑ พมาไดแตงทูตมาเจริญทางพระราชไมตรีอีก ทางไทยเห็นวาเวลานั้นไมสูจะ แข็งแรงเหมือนแตกอน เพราะแมทัพที่เขมแข็ง เชนสมเด็จพระบวรราชเจามหาสุรสิงหนาท ก็เสด็จ ทิวงคต สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกก็ทรงพระชรา จึงไดสงทูตออกไปตอบแทน แตมิไดตกลงทํา สัญญาอันใด นอกจากทูตพมาไดกลับไปรายงานความเปนไปของไทย ตอนนั้นใหพระเจาปะดุงไดรู เรื่อง ทางพมาจึงเตรียมทัพมาตีไทยโดยเตรียมทหารไวถึงสี่หมื่นเศษ แตทหารพมาก็เบื่อหนายการ รบ พากันหลบหนีภัยเปนจํานวนมาก ความคิดที่จะยกทัพใหญมาตีไทยจึงเปลี่ยนไปกลายเปนทัพ ขนาดเล็กมาตีหัวเมืองปกษใตฝายตะวันตก แมทัพที่ยกมาคราวนี้คือ อะเติงหวุน โดยแยกเปนสอง ทางทั้งทางเรือและทางบกรวมพลประมาณเจ็ดพัน (ทางเรือสี่พันตีหัวเมืองฝายทะเลตะวันตก ทาง บกสามพันตีหัวเมืองปกษใต) เคลื่อนทัพ ในเดือน ๑๑ ปมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๕๒ เมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกสวรรคตแลว และสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยเสด็จ ขึ้นครองราชยไดเพียงสองเดือน ทางกรุงทราบจึงโปรดใหเกณฑทัพไปสูพมา แตกวาจะยกไปถึงพมา ก็ตีไดเมืองตะกั่วทุงและตะกั่วปาเพราะไมมีใครปองกัน พมาก็เขาลอมเมืองถลาง แตชาวเมืองปองกัน ไวได จากนั้นพมาก็เขาลอมเมืองภูเก็ตไวอีกเมืองหนึ่ง พอตีกองทัพทางกรุงไปถึงตีกองทัพเรือของ พมาแตกถอยหนีไป ทัพบกของพมาตีไดเมืองมะลิวัน ระนอง และกระบี่แลวเขาตีเมืองชุมพร พอดี ปะทะกับกองทัพไทยที่ยกลงไป ทัพพมาถูกไทยตีแตกทัพเรือพมาทราบดังนั้น ก็ระดมกําลังเขาตี ภูเก็ตและถลางกวาดเอาทรัพยสินผูคนรีบหนีไป กอนไปไดเผาเมืองถลางเสียสิ้น เมื่อทัพไทยไปถึง จึงกวาดตอนพลเมืองมาตั้งเมืองใหมที่พังงา 2_edit.indd 16 22/02/2013 09:13:12


๑๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) กรณีขัดแยงกับญวนและเขมร พ.ศ. ๒๓๕๓ พระเจาเวียดนามยาลองสงราชทูตญวนเขามาเพื่อถวายบังคมพระบรม ศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกรัชกาลที่ ๑ และเพื่อกราบถวายบังคมพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ซึ่งขึ้นครองราชยเปนรัชกาลที่ ๒ ราชทูตญวนนําเครื่องราช บรรณาการมาถวายและทูลเกลาถวายพระราชสาสนของพระเจาเวียดนามที่มีมาเพื่อทูลขอ เมืองไผทมาศ อันเคยเปนเมืองขึ้นของญวนมากอนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรง ยอมยกเมืองไผทมาศคืนใหญวนเพื่อการทางพระราชไมตรี เพราะขณะนั้นไทยกําลังเตรียมการรับ ศึกพมาอยู ในปเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยโปรดใหมีพระราชสาสนไปเกณฑ กองทัพเขมรมาชวยรักษาพระนคร เพราะมีขาววาพมากําลังเตรียมทัพมาตีไทย พระอุไทยราชา เจาเมืองเขมรไดรับพระราชสาสนแลวไมทําตาม พระมหาอุปโยราช พระยาจักรี พระยากลาโหม และพระยาสังคโลก ขุนนางผูใหญคิดการจะเกณฑทัพมาชวยไทย แตพระอุไทยราชาทราบความ กอนจึงรับสั่งใหจับพระยาจักรี พระยากลาโหมประหารชีวิต สวนพระยาสังคโลกหนีมาไทย พระอุไทยราชาเกรงวาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยยกทัพมาตีเขมร จึงขอกําลังจาก ญวนมาชวย ญวนจึงยกทัพมาตั้งมั่นอยูที่เกาะจีน ครั้นเห็นวาเหตุการณในเมืองเขมรยังสงบอยูจึง ยกทัพกลับ จากนั้นเขมรก็แตกแยกเปน ๒ ฝาย ฝายอุไทยราชานิยมญวนและฝายพระมหาอุปโยราช นิยมไทย ตอมาพระมหาอุปโยราชแยกตัวเปนอิสระ คุมพลมาตั้งมั่นที่เมืองโพธิสัตว พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงทราบความ จึงมีรับสั่งใหเจาพระยายมราชคุมกองทัพลงไปเจรจาไกล เกลี่ยใหพี่นองปรองดองกัน พระอุไทยราชารับสาสนแลวทํานิ่งเฉย เจาพระยายมราชจึงยกทัพไปตั้ง มั่นอยูที่เมืองบันทายเพชร พระอุไทยราชาเกรงกําลังกองทัพไทยจึงหนีไปพึ่งญวนเจาพระยายมราช จึงมีสาสนไปแจงใหญวนและเขมรทราบวาทัพไทยยกมาเพื่อเจรจาความใหพี่นองปรองดองกัน แต สาสนนั้นไมไดรับคําตอบ เจาพระยายมราชจึงยกทัพกลับและใหเผาเมืองพนมเพ็ญ กะพงหลวง และเมืองบัน ทายเพชร เพื่อมิใหขาศึกไดใชเปนที่อาศัยแลวเชิญพระมหาอุปโยราช (นักองคสงวน) พระมหา อุปราช (นักองคอิ่ม) และนักองคดวง ซึ่งเปนนองของพระอุไทยราชามาพํานักในกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงใหคณะทูตนําพระราชสาสนไปแจงใหพระเจา เวียดนามยาลองทรงทราบเหตุการณในเขมร แตพระเจาเวียดนามกลับมีพระราชสาสนตอบเขาขาง เขมร และทรงใหขุนนางนําพระอุไทยราชากลับเขมร นับแตนั้นมาเขมรก็ขึ้นอยูกับญวน สําหรับไทย เขมรเพียงแตสงเครื่องราชบรรณาการมาถวาย แตมิไดเขามาเฝาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา นภาลัย 2_edit.indd 17 22/02/2013 09:13:14


๑๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การรบครั้งนี้มีทหารสองหมื่นมากกวาพมาหมื่นเศษ แตเปนเพราะฝายไทยชักชาหรือบกพรอง อยูอยางไรอยางหนึ่ง เมืองถลางจึงถูกเผาและทําลายหมด แลวถูกปลอยรางอีกหลายป สวนพลเมือง ที่ไปรวมกันตั้งภูมิลําเนาที่ตําบลลํานํ้าพังงาแขวงเมืองตะกั่วทุง จัดการปกครองที่นั่นยกขึ้นเปนเมือง จึงไดกลายเปนเมืองพังงาอยูจนทุกวันนี้ พ.ศ. ๒๓๖๒ พระเจาปดุงเสด็จสวรรคต พระเจาจิงกุจาขึ้นครองราชยสืบตอมา ทรงรวบรวม พลเพื่อจะยกทัพเขามาตีไทยเปนการเผยแผพระบารมี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ไดทราบขาวที่พมาจะยกทัพมา จึงเตรียมทัพไปคอยตั้งรับทัพขาศึกที่เมืองเพชรบุรี ราชบุรีและ กาญจนบุรี สวนหัวเมืองทางใตก็ใหเกณฑพลไปตั้งรักษาเมืองไว ทัพไทยเตรียมรับทัพพมาอยูจน ลวงเขาฤดูฝน พมาก็ไมไดยกทัพมา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย จึงโปรดฯ ใหทัพที่ ยกไปนั้นใหยกทัพกลับ พ.ศ. ๒๓๖๓ จักกายแมงไดสืบราชสมบัติตอจากพระเจาปดุงคิดจะยกทัพใหญมาตีไทยอีก เพราะพระยาไทรบุรีเปนใจเขาขางพมา ในคราวนี้ยังไมทันไดรบกัน เปนแตทางพมาไดเตรียมการทุกอยางที่จะมาตีเมืองไทย และไทย ก็ไดเตรียมที่จะสูแตพมามิไดยกมา พระเจาปดุงในตอนปลายรัชกาล ทรงมีพระสติฟนเฟอนปรารถนา จะทําพระองคใหเปนเอกอักครศาสนูปถัมภก ทรงแกไขขอวัตรปฏิบัติของสงฆใหผิดแปลกไปตางๆ โปรดใหสรางพระสถูปขึ้นที่เมืองเมกุนองคหนึ่ง จะใหมีขนาดใหญโตกวาสถูปเจดียในโลก ถึงกับทรง มอบราชการแผนดินใหแกมหาอุปราชแลวเสด็จไปบัญชาการกอสรางเกณฑพลไปถึงสี่หมื่นจนพวก มอญไดรับความเดือดรอน พากันอพยพเขามาเมืองไทยเปนอันมาก พระเจาปดุงสิ้นพระชนมเสีย กอนที่สถูปจะสรางเสร็จ จักกายแมงราชนัดดาไดรับราชสมบัติตอมาไดทราบขาววาในเมืองไทยเกิด อหิวาตกโรค (โรคหา) ผูคนลมตายจํานวนมาก เห็นเปนโอกาสจึงใหเตรียมกองทัพเขามาตีเมืองไทย พระยาไทรบุรีที่ขึ้นอยูกับไทยไปติดตอเปนทางลับกับพมา ทางกรุงเทพฯ ไดทราบขาววาพมาเตรียม การรบ ก็เกณฑกองทัพคอยตอสูจัดเปนทัพใหญถึงสี่ทัพ และยกไปคอยดักตามชองเขาที่พมาจะเขา มา แตพมาไมมา พระยาไทรบุรีกลัวความผิด หนีไปอาศัยในดินแดนอังกฤษ ทางกรุงเทพฯ จึงไดตั้ง ใหพระยาภักดีบริรักษ (แสง) บุตรเจาพระยานคร (นอย) เปนพระยาไทรบุรีแทน พ.ศ. ๒๓๖๖ พระเจากายแมงไดใหราชทูตไปเมืองญวน ชักชวนพระเจาเวียดนามมินมาง กษัตริยญวนใหชวยกันตีเมืองไทย แตทางญวนไมยอมเขาดวย กลับบอกความเขามาใหไทยไดทราบ พอดีพมาเกิดติดสงครามทางอื่นตองรบกับอังกฤษ เลยหมดโอกาสที่จะยกกองทัพมาตีไทย พ.ศ. ๒๓๖๒ ราชทูตญวนเขามาสงขาววาพระเจาเวียดนามยาลองสิ้นพระชนม พระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงโปรดฯใหพระยาทิพโกษาเปนราชทูต นําคณะทูตไปถวาย บังคมพระบรมศพ และเชิญพระราชสาสนไปแสดงความยินดีกับพระเจาเวียดนามพระองคใหม คือ พระเจาเวียดนามมินมาง 2_edit.indd 18 22/02/2013 09:13:16


๑๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การสรางนครเขื่อนขันธ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงมีพระราชดําริที่จะสรางเมืองขึ้นไวสําหรับ ปองกันขาศึกที่จะมาทางทะเล จึงทรงโปรดฯ ใหกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเปนแมกองคุมการ กอสรางเมืองขึ้นที่ปากลัด ทางปากแมนํ้าเจาพระยา โดยสรางขึ้นเปนเมืองใหม พระราชทานชื่อวา เมืองนครเขื่อนขันธ และทรงโปรดใหยายครอบครัวมอญพวกพระยาเจงไปอยูที่นครนี้ พรอมกันนั้น ก็ไดสรางปอมขึ้นเพื่อปองกันขาศึกทางชายทะเล ทางฝงตะวันออกมี ๓ ปอม ไดแก ปอมปูเจาสมิงพราย ปอมปศาจผีสิง และ ปอมราหูจร ทางดานตะวันตกมี ๕ ปอม ไดแก ปอมแปลงไฟฟา ปอมมหาสังหาร ปอมศัตรูพินาศ ปอมจักรกรด และ ปอมพระจันทรแสงอาทิตย รวมทั้งปอมวิทยาคมซึ่งสรางในรัชกาลที่ ๑ รวมทั้งสิ้น ๙ ปอม การสรางนครเขื่อนขันธนี้สรางเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงโปรดใหตั้งสมิงทอมา บุตรพระยาเจง เปนพระยานครเขื่อนขันธ ภาพจิตรกรรมเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย แหงพระบรมราชจักรีวงศ โดยนายสุชาติ เถาทอง 2_edit.indd 19 22/02/2013 09:13:22


๒๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ลักษณะสังคม การเมือง สมัยตนรัตนโกสินทร ลักษณะสังคมสมัยตนรัตนโกสินทร โครงสรางสังคมสมัยตนรัตนโกสินทร มีรูปแบบเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยแบงเปนสังคม ครอบครัวและสังคมทั่วไป มีรายละเอียดปลีกยอยออกไปและยังคงแบงคนในสังคมทั่วไปเปน ๒ ชนชั้นคือ ชนชั้นผูปกครองประกอบดวย พระมหากษัตริย เจานาย ขุนนาง ขาราชการ นักบวช กับ ชนชั้นผูอยูใตปกครอง คือ ไพรและทาส ชนชั้นผูปกครอง ผูปกครองมีสถานะเปนมูลนาย มูลนายมี ๒ อยางคือ มูลนายโดยกําเนิด ไดแก เจานายเชื้อพระวงศ มูลนายโดยการดํารงตําแหนง เชน ขุนนางขาราชการที่ไดรับมอบหมายใหควบคุมไพรตาม อํานาจความรับผิดชอบของตําแหนงที่ดํารงอยู และแตกตางจากมูลนายโดยกําเนิดที่ศักดินาสิทธิและ อํานาจหนาที่ลวนขึ้นอยูกับตําแหนงมูลนายโดยตําแหนงที่มีความสําคัญและมีอํานาจมากที่สุด คือ พระมหากษัตริย รวมถึงกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และเจานายที่ทรงกรม ชนชั้นผูอยูใตปกครอง ชนชั้นผูอยูใตปกครองประกอบดวยไพรและทาสไพร คือ ราษฎรสามัญทั่วไปซึ่งมีจํานวนมาก และเปนคนสวนใหญของราชอาณาจักรตองสังกัดมูลนาย เพื่อแลกเปลี่ยนกับความคุมครอง ถือ ศักดินาระหวาง ๑๐- ๒๕ ความเปนไพรมีมาแตกําเนิด และไดรับการแบงปนขึ้นสังกัดกรมกองตางๆ เมื่อลูกหมูชายหญิงอายุ ๙ ปขึ้นไป ไพรยังมาจากผูที่สึกจากสมณเพศ ทาสที่เปนไทและมูลนายที่ทํา ผิดแลวถูกถอดเปนไพร สวนทาสมีศักดินา ๕ ทาสมีทั้งทาสที่เปนมาแตกําเนิด เชลยศึกผูที่ขายตัวหรือ ถูกขายตัวเปนทาส ทั้งไพรและทาสมีหนาที่เหมือนกันตรงที่ตองถูกเกณฑไปรบเมื่อมีราชการสงคราม ๑. ไพรหลวง หมายถึง ไพรของหลวงขึ้นตรงตอพระมหากษัตริย พวกนี้กระจายอยูตามกรม กองตางๆ มีเจากรมและขาราชการกรมตางๆ ดูแลตางพระเนตรพระกรรณสมัยรัชกาลที่ ๑ ไพร หลวงเขารับราชการปละ ๔ เดือน คือ เขาเดือนออก ๒ เดือน สมัยรัชกาลที่ ๒ รับราชการ ๓ เดือน ตอปหรือเขาเดือนออก ๓ เดือน ใชมาจนสมัยรัชกาลที่ ๔ ตอมาสมัยรัชกาลที่ ๕ เปนระยะของการ เปลี่ยนแปลงตางๆ ตนรัชกาลไพรหลวงจึงเขามาราชการปละหนึ่งเดือนจน พ.ศ. ๒๔๒๕ จึงไดเริ่ม มีการปลดปลอยไพรและทาส ๒. ไพรสม เปนกําลังคนสวนใหญของมูลนาย มักเรียกรวมๆ กันวา ขา หรือ ขาเจา บาวขุนนาง สมัยตนรัตนโกสินทรไพรสม ตองรับใชมูลนายของตนและตองรับใชขาราชการโดยกรมใหแรงงานป ละ ๑ เดือน หากไมไปจะตองเสียเงินใหราชการ หนึ่งตําลึงสองบาท (๖ บาท) 2_edit.indd 20 22/02/2013 09:13:23


๒๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ไพรสมเปนเสมือนสมบัติของมูลนายที่จะใชงานสวนตัวไดโดยไมระบุเวลาใชงานที่แนนอน แต ไมใชสมบัติที่ตกทอดเปนมรดกเมื่อมูลนายถึงแกกรรม ไพรสมจะถูกโอนเปนไพรหลวง แตความจริง มักปรากฏวาทายาทของมูลนายเดิมหรือมูลนายอื่น จะถือโอกาสขอตัวไพรสมนั้นไว พระมหากษัตริย มักจะพระราชทานใหตามที่ขอ สมัยรัชกาลที่ ๑ กฎหมายยังใหสิทธิ์แกไพรสม ฟองรองมูลนายของ ตนไดถาไมไดรับความเปนธรรม นอกจากนั้น ถานายทําผิดแลวตองโทษ ไพรสมของมูลนายคนนี้จะ ถูกโอนเปนไพรหลวง แยกไปสังกัดกรมกองตางๆ มีมูลนายใหมควบคุม ๓.ไพรสวย หมายถึง ไพรที่ไมตองทํางานใหรัฐ แตสงสวยใหเปนการตอบแทน การสงสวยมี ทั้งสงเปนรายปและสวนเกณฑกรณีพิเศษ เชน เรียกเกณฑใหตัดไมมาใชในการสรางพระเมรุ ขุดหา แรทองแดงมาหลอพระพุทธรูป ฯลฯ บางครั้งอาจเรียกเกณฑแรงงานไพรสวยไดเปนกรณีพิเศษ โดย ทางการจัดหาเสบียงอาหารใหดวย ทาส คือ พลเมืองอีกกลุมหนึ่งในสังคมไทยสมัยตนรัตนโกสินทร แตเปนพลเมืองที่มีสถานะ เหมือนทรัพยสินสวนตัวของนายเงินการโอนหรือขายตอเปนสิทธิ์ของนายเงิน ทาสจึงตางจากไพรตรง จุดนี้ กฎหมายยังรับรองสิทธิของนายเงินที่มีเหนือทาส ขณะเดียวกันก็มีกฎหมายใหความคุมครอง ทาสดวย ทาสสมัยรัตนโกสินทรมีสภาพเชนเดียวกับทาสสมัยกรุงศรีอยุธยา การควบคุมคนตามระบบไพร ชนชั้นผูปกครอง ประกอบดวยเจาเมือง กรมการเมือง ปลัดเมือง จางวางกอง นายกอง ปลัด กอง เจาหมูนายหมวด นายบาน กํานัน พันและนายอําเภอ 2_edit.indd 21 22/02/2013 09:13:27


๒๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) เจาเมือง กรมการเมือง ไดรับแตงตั้งจากพระมหากษัตริย ใหดูแลรักษาความสงบเรียบรอย ในเมืองของตน การแตงตั้งเจาเมืองจะมีขึ้นเมื่อตําแหนงเจาเมืองวางลงโดยโปรดเกลาฯ ใหเลือกบุตร หลานหรือเชื้อสายเจาเมืองคนเดิมที่มีสติปญญาความสามารถใหดํารงตําแหนงสืบแทน แตมีบางกรณี ที่โปรดเกลาฯ แตงตั้งขุนนางจากกรุงเทพฯ ไปเปนเจาเมือง หรือแตงตั้งขุนนางอื่นเปนเจาเมืองก็ได ขอบขายอํานาจหนาที่ของเจาเมืองมีมากและกวางขวาง ปรากฏอยูในพระราชกําหนดเกา ของกฎหมายตราสามดวงโดยเฉพาะมาตราที่ ๒๓ สรุปไดวา มีหนาที่ดูแลความสงบเรียบรอย บําบัด ทุกขบํารุงสุข ปองกันโจรผูราย พิจารณาคดีภายในเมือง ควบคุมดานทางแดนตอแดนกับเมืองอื่นๆ ที่สําคัญคือรูบัญชีจํานวนคนไมวาจะเปนไพรหลวง ไพรสม ขาพระโยมสงฆ เพื่อจะไดสะดวกในการ เกณฑเก็บสวย การเรียกใชงานและเกณฑกําลังทัพรวมทั้งตรวจจับผูคนที่หลบหนีเขามาในเมืองหรือ ออกไปนอกเมือง การทําบัญชีคนโดยใหนายกองเปนผูทําบัญชีไว และมีบัญชีของเจาเมืองกรมการ อีกบัญชีหนึ่ง เมื่อมีการจําหนายคน เชน ตายหรือยกใหผูอื่นก็ใหหักออกจากบัญชีทั้งสองฝายและ รวบรวมชื่อจํานวนนายกอง ปลัดกอง ขุนหมื่น เจาหมูตางๆ ในเมืองของตนสงเปนบัญชีหางวาว ไป ใหสัสดีและเสนาบดีตนสังกัดเปนหลักฐาน เพื่อรับพระราชทานเบี้ยหวัดประจําป ปลัดเมือง ในแตละเมืองจะมีปลัดเมือง มีหนาที่ชวยราชการ เจาเมืองดูแลความเปนอยูของ ราษฎรไทยและเชื้อชาติตางๆ รวมทั้งเขารวมในการตัดสินคดีความภายในเมืองดวย จางวางกอง มีหนาที่บังคับบัญชาดูแลกองไพรตางๆ ในเมืองนั้นและมักเปนนายกองมากอน รับราชการมานาน มีความดีความชอบจึงไดเลื่อนตําแหนงสูงขึ้น เชน จางวางกองโคเมืองสระบุรี มี บรรดาศักดิ์เปนพระยารัตนากาษ ศักดินา ๘๐๐ ไร นายกอง ปลัดกอง เปนตําแหนงมูลนายรองลงมาจากจางวางกอง มีหนาที่ควบคุมดูแลไพร กองตางๆ ตามที่ไดรับมอบหมายอาจเปน ๒ กอง หรือ ๔ กองอยางมาก ๘ กอง มีปลัดกองชวย เหลือโดยอยูใตบังคับบัญชาของเจาเมือง กรมการเมืองนั้นๆ ถามีคดีความวิวาทระหวางไพรในกอง ดวยเนื้อหา “มโนสาเรเบ็ดเสร็จ” ใหนายกองเปนผูตัดสิน ถาเปนคดีรายแรงใหสงเจาเมือง กรม การเมืองตัดสิน เจาหมู นายหมวด เปนผูใกลชิดไพรมากที่สุดและเปนคนในทองถิ่น ทําหนาที่เกณฑแรงงานไพร และรวบรวมสวยสงไปยังผูบังคับบัญชา และเปนผูทําหนาที่ชําระไพรและทําบัญชีเลกโดยตรงดวย นายบาน กํานัน พัน นายอําเภอ นายบานหรือผูใหญบานเปนเจาหนาที่ของรัฐ มีหนาที่ ปกครองดูแลคนในหมูบานตามเมืองตางๆ เจาเมือง กรมการเมืองเปนผูแตงตั้งโดยคัดเลือกจาก คุณสมบัติและคนในหมูบานนับถือ เนื่องจากราษฎรสมัยตนรัตนโกสินทรตองสังกัดหมวดหมูใน กองตางๆ ครอบครัวก็ตองขึ้นสังกัดตามหัวหนาครอบครัวและชวยทํานาและชวยทํานาทําสวนดวย ราษฎรมักอาศัยอยูในหมูบาน ซึ่งประกอบดวยหลายหลังคาเรือนรวมกัน มีผูใหญบาน กํานันพันขุน หมื่น ปกครอง มีหนาที่ชวยเหลือนายกองดูแลไพรและทําสวยทําบัญชีผูคน ดังที่กฎหมายกําหนดวา “ประการหนึ่งใหผูใหญบานทําสารบัญชีใหรูจํานวนคน ณ บานนั้นไว แลวกําชับอยาใหราษฎรคบหา กันเปนผูราย” และมีตําแหนงนายอําเภอ ซึ่งสูงขึ้นมาอีกดูแลควบคุมอีกทีหนึ่ง 2_edit.indd 22 22/02/2013 09:13:28


๒๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) กลุมผูอยูใตปกครอง กลุมผูอยูใตปกครอง คือ ไพร ซึ่งแบงเปนประเภทตามหนาที่ไดแก เลกคงเมือง เลกสมเจา เมืองกรมการเมือง เลกเขาเดือน เลกกองนอกและเลกกองดาน เลกคงเมือง คือไพรหลวงที่ประจําอยูเมืองนั้นๆ เปนกําลังของเมืองนั้น จึงใชคําวา “คง” หมาย ถึงคงอยูในเมืองนั้น ทางการพยายามเพิ่มพูนจํานวนคนในแตละเมืองใหมากขึ้นโดยการสงเชลยศึก ชาวตางชาติที่กวาดตอนมาไดใหมาอยูประจําในเมืองนั้นๆ เพื่อทําสวยเพาะปลูก และปองกันเมือง นอกจากนั้นยังไดจากเลกสมที่มูลนายถึงแกกรรม สวนกลางมักโอนใหเปนเลกคงเมืองและไดจาก เลกที่มูลนายเบียดบังไวไมสัก เมื่อทางการพบจะนํามาสักเปนเลกคงเมือง เปนตน หนาที่ของเลกคง เมืองตองเขาเดือนปละ ๔ เดือน ในสมัยรัชกาลที่ ๑ และปละ ๓ เดือนในสมัยรัชกาลที่ ๒ เลกสมเจาเมืองกรมการเมือง คือ ราษฎรที่เปนไพรสมของเจาเมืองกรมการเมืองอาจเปน ไพรสมที่ติดตัวมากอนเปนเจาเมืองกรมการเมืองหรือไดรับพระราชทานพรอมกับตําแหนงดวยก็ได ไพรสมพวกนี้มีหนาที่คลายกับเลกคงเมืองดวย คือ บางเมืองจะแบงไวทําสวยสงเปนรายป บางพวก ไวใชงานทั่วไปไมเกณฑเก็บสวย บางเมืองมีเลกคงเมืองนอย ก็ใชเลกสมเหลานี้ทําหนาที่แทนเลกคง เมือง เชน เฝาฉางหลวงรักษาโรงปนหลวง รักษาดาน เปนตน เลกเขาเดือน เปนพวกไพรหลวงมีหนาที่ทํางานใหเมืองของตนหรือถูกเรียกไปทํางานราชธานี หรือหัวเมืองอื่นก็ได โดยรัฐเรียกเกณฑเดือนเวนเดือน ถามาเขาเดือนไมไดใหสงเงินมาแทน ถาหาเงิน มาใหไมได ดวยเหตุใดก็ตามใหเจาหมูนายหมวดรับผิดชอบสงเงินแทนเลกเขาเดือนบางครั้งทาง ราชการเรียกเกณฑสวยเปนกรณีพิเศษ เชน ใหตัดไมสงไปราชธานีเพื่อใชสรางพระปรางค ปราสาท ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เลกกองนอก คือ เลกที่ตั้งบานเรือนอยูนอกราชธานี จะขึ้นสังกัดมูลนายในราชธานีหัวเมือง ก็ได มีทังไพรสมและไพรหลวง เลกกองนอกมีชื่อแยกยอยลงไปอีกเชน กองโค กองชาง กองไรกอง นา กองกระบือ แสดงถึงการทํางานของไพรพวกนี้ดวย เชน กองชาง มีหนาที่จัดหาชางรวบรวมไว ใชราชการ กองไร กองนา ทํานาทําไรบนที่ดินหลวงสงผลผลิตใหทางราชการหรือเฝาหนองบัว กอง โค ทําหนาที่รวบรวมจัดหาโคและหนังโคมาใชราชการ เปนตน เลกกองดาน ตามเมืองตางๆ จะมีกองดาน และมีเลกดานทําหนาที่ลาดตระเวนตรวจตรา เขตแดน ทั้งระหวางระดับเมืองหนึ่งกับอีกเมืองหนึ่งและระหวางอาณาจักรรัตนโกสินทรกับประเทศ ขางเคียง มีนายกองและขุนหมื่นตําแหนงตางๆ ควบคุมดูแลขึ้นกับเจาเมืองอีกทีหนึ่ง หนาที่ของเลก กองดานมิไดมีเฉพาะตรวจตราอยางเดียว บางครั้ง มีหนาที่ทําสวยสงรัฐบาลดวยทั้งนี้ขึ้นอยูกับความ ตองการไดสวยและสถานการณบานเมืองดวย เชน เมืองฉะเชิงเทรา สมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อครั้งทํา สงครามกับลาว เขมร และญวน เมืองฉะเชิงเทราเปนเมืองหนาดานที่สําคัญ เลกกองดานมีหนาที่ ตรวจตราดานอยางเขมงวดอยางเดียว เมื่อสงครามสิ้นสุดลง หนาที่ตรวจตราดานลดลงไป ผูคนใน กองดานที่มีจํานวนมากจึงเปลี่ยนใหสงสวยแทน เชน สงสวยเรวเปนรายป หรือถูกเกณฑไปเก็บสวย ซึ่งมีมากในฤดูนั้นและปนั้นนอกเหนือจากการสงประจํารายป 2_edit.indd 23 22/02/2013 09:13:30


๒๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ลักษณะการเมืองสมัยตนรัตนโกสินทร สมัยตนรัตนโกสินทรสถาบันกษัตริยซึ่งถือเปนสถาบันสูงสุด คลายความเปนเทวราชาลงมาก กลายเปนเนนคติและรูปแบบของธรรมราชา อํานาจลนพนมีแตทางทฤษฎี ทางปฏิบัติพระราชอํานาจ ถูกจํากัดดวยสิ่งสําคัญบางประการ เชน ทศพิธราชธรรม ระบบการควบคุมคนตามระบบไพรที่ถือวา พระมหากษัตริยคือประมุขสูงสุดอยูเหนือมูลนายทั้งปวง แตจริงๆ แลวพระองคไมสามารถดูแลไพร ไดทั่วถึงตองแบงพระราชอํานาจในการบังคับบัญชา และแบงกําลังคนใหมูลนายในระดับรองลงมา ดังนั้น ผูมีอํานาจในการควบคุมคนอยางแทจริงคือ มูลนายระดับรองลงมา สมัยตนรัตนโกสินทรกลุมขุนนางเปนกลุมที่มีอํานาจทางการเมืองและการบริหารประเทศเปน อยางมาก กรมตางๆ อยูในอํานาจของเสนาบดีจนถึงเจากรมตางๆ เหตุที่ขุนนางมีอํานจมาก เพราะ ขณะนั้นเปนชวงของการสรางบานเมืองใหมๆ พระบรมวงศานุวงศมีอยูนอย ดังนั้น การบริหารบาน เมืองสวนใหญจึงใชขุนนางซึ่งเปนขุนนางรุนใหมที่ไดรับแตงตั้งขึ้นมาเพราะขุนนางสมัยกรุงศรีอยุธยา ลมตายสูญหายไปและถูกพมากวาดตอนไปก็มากจึงตองหาขุนนางรุนใหมมาแทน โดยยกเลิกกฎ เกณฑเกี่ยวกับคุณสมบัติของขุนนางที่ใชอยูสมัยกรุงศรีอยุธยาที่กําหนดวาขุนนางตองมีคุณสมบัติ ๔ ประการคือ ชาติ วุฒิมีตระกูลเปนอัครมหาเสนาบดี มีวัยวุฒิคือมีอายุ ๓๑ ปขึ้นไป มีคุณวุฒิคือ มีความชํานาญฝายทหารพลเรือน มีปญญาวุฒิคือเจริญดวยปญญาเฉลียวฉลาด เปลี่ยนเปนโอกาส ใหสามัญชนที่มีความรูดีมีความประพฤติเหมาะสมถวายตัวเปนขุนนาง 2_edit.indd 24 22/02/2013 09:13:33


๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การที่ขุนนางขึ้นมามีอํานาจทางการเมืองตามความจําเปนและสภาพแวดลอมดังกลาวเทากับ เปนกาวแรกที่ทําใหกลุมขุนนางสั่งสมและสืบทอดอํานาจ จนกลายเปนกลุมอํานาจทางการเมืองที่ มีความสําคัญตอเสถียรภาพของสถาบันพระมหากษัตริยในเวลาตอมา โดยเฉพาะเสนาบดีตระกูล บุนนาค ตระกูลบุนนาคผูเปนตนตระกูลคือ เฉกอะหมัด มาจากประเทศอิหรานเขามาคาขายปลาย สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ และเขารับราชการเปนใหญเปนโตตั้งแตสมัยสมเด็จพระเจาทรงธรรม โดยไดเปน พระยาเฉกอะหมัดรัตนราชเศรษฐี เจากรมทาขวา (วาที่สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี) ซึ่ง เปนตําแหนงที่สําคัญเพราะกรมทาสมัยนั้นเปนทั้งกระทรวงการตางประเทศและกรมศุลกากรดวย เปนตําแหนงที่เหมาะสําหรับผูชํานาญการคา ตอมาไดรวมมือกับเจาพระยากลาโหมสุริยวงศปราบ จลาจลพวกญี่ปุนลงได จึงไดเลื่อนเปนเจาพระยาเฉกอะหมัดรัตนราชเศรษฐี ตําแหนงสมุหนายกฝาย เหนือ (เจาพระยากลาโหมเปนสมุหนายกฝายใต) ดูแลตางพระเนตรพระกรรณถึงครึ่งอาณาจักร ทานเฉกอะหมัดรับราชการมาจนอายุได ๘๗ ป เจาพระยากลาโหมสุริยวงศผูเปนสหายสนิทกัน ได ขึ้นครองราชยทรงพระนามวา สมเด็จพระเจาปราสาททอง เฉกอะหมัดจึงไดเลื่อนยศขึ้นเปน เจาพระยาบวรราชนายกตําแหนงจางวางกรมมหาดไทยหรือตําแหนงที่ปรึกษามีผูสืบสกุลตอมาอีก ไดรับราชการมีบรรดาศักดิ์สูงๆ แทบทุกรัชกาล จนหมดสมัยกรุงศรีอยุธยา ครั้นสมัยรัตนโกสินทร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกทรงแตงตั้งบุคคลในตระกูลนี้คือบุนนาค เปนเจาพระยา อรรคมหาเสนา จากนั้นผูสืบเชื้อสายตอมาไดมีอํานาจทางการเมืองของไทยมาตลอดตนรัตนโกสินทร บทบาททางการเมืองของเสนาบดีตระกูลบุนนาค เห็นไดจากการมีสวนมีเสียงในการพิจารณา ผูสืบราชบัลลังก เมื่อปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงประชวรรับสั่งมิได จนเสด็จสวรรคตในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๗ ตามประเพณีการสืบสันตติวงศผูสมควรได รับราชสมบัติตอจากพระมหากษัตริยองคกอน ควรเปนพระราชกุมารซึ่งประสูติแตพระอัครมเหสี ซึ่งขณะนั้นเจาฟามงกุฎซึ่งประสูติแตสมเด็จพระสุริเยนทรามาตย พระบรมราชินี แตบุคคลที่รอบรู ราชการแผนดินขณะนั้น คือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทรซึ่งเจริญพระชันษากวาเจาฟามงกุฎถึง ๑๗ พรรษา ทรงวาราชการกรมพระคลังมหาสมบัติ กรมทา กรมพระตํารวจและรับหนาที่พิพากษาคดี แทนพระองคเสมอๆ ไดวาราชการแทนพระองคบอยครั้งดวย กลาวไดวา ทรงมีอํานาจสิทธิ์ขาดใน แผนดินมากพอควร ตั้งแตสมเด็จพระบรมชนกนาถยังดํารงพระชนมอยู ดวยเหตุนี้จึงทรงเชี่ยวชาญ การปกครองบานเมืองทุกแขนง ทั้งมีขาทูลละอองพระบาทที่จงรักภักดีก็มีอยูมาก ดังนั้นที่ประชุม พระบรมวงศานุวงศและเสนาบดีขาทูลละอองธุลีพระบาทชั้นผูใหญซึ่งมีอํานาจในราชการแผนดิน โดยมีเจาพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) เปนประธานมีความเห็นพองกันวา กรมหมื่นเจษฎาบดินทร ทรงเหมาะสมในดานความสามารถสวนพระองคมีขาทูลละอองธุลีพระบาทเปนจํานวนมากที่จงรัก ภักดี ดังนั้น กรมหมื่นเจษฎาบดินทรจึงขึ้นครองราชยเปนกษัตริยรัชกาลที่ ๓ แหงกรุงรัตนโกสินทร ลักษณะการเมืองในสมัยตนรัตนโกสินทรประเด็นตอไป คือ ความขัดแยงระหวางวังหลวง กับวังหนา วังหนาสมัยนั้นมีฐานะเปนพระมหาอุปราชซึ่งเปนตําแหนงสําคัญรองลงมาจากพระมหา กษัตริยมีศักดินาสูงที่สุดคือ ๑๐๐,๐๐๐ ไร 2_edit.indd 25 22/02/2013 09:13:35


๒๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) วังหนาสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก คือ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท) พระอนุชารวมพระชนกชนนีเดียวกัน เคยทําหนาที่ปองกัน รักษาบานเมืองคูกับพระเชษฐามาตลอด ทรงมีฝมือทางการรบมักประสบชัยชนะเสมอๆ จึงมีชื่อเสียง มีความมั่งคั่งทั้งไพรพลและทรัพยสินเงินทอง มีอิทธิพลทั้งหัวเมืองและในกรุง มีพระราชอํานาจมาก โดยเฉพาะอํานาจในการแตงตั้งขุนนางวังหนาทั้งหมด ซึ่งเปนฐานกําลังอันแข็งแกรงของพระองค การที่ทรงมีกําลังและพระราชอํานาจมากเชนนี้ทําใหเกิดการทาทายอํานาจกันขึ้น วิกฤตการณระหวางวังหลวงกับวังหนาเกิดขึ้นครั้งแรก สาเหตุจากการแสดงโขนกลางแปลงใน งานถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมชนกนาถ (ทองดี) ตอนทศกรรฐยกทัพโดยขาราชการ วังหลวงเปนทัพพระรามยกไปจากพระบรมมหาราชวัง ขาราชการวังหนาเปนทัพทศกรรฐยกไป จาก วังหนามาแสดงกันที่สนามหลวงหนาพลับพลาในการรบกัน ทั้งสองทัพนี้ไดรบกันสมจริงสมจัง ขนาด มีปนออกมายิงกันไดยินกันสนั่นไปทั่วพระนคร เหตุการณตอมา คือ การแขงเรือตามประเพณีในเดือน ๑๑ ทางวังหลวงไดจัดเรือชื่อ “ตอง ปลิว” เขาแขง สวนวังหนาจัดเรือชื่อ “มังกร” เขาแขง การแขงขันนี้เปนการแขงขันกันตามประเพณี เทานั้นมิไดเอาชนะกันจริงจัง แตปรากฏวาทางฝายวังหนาไดเตรียมจะใหฝพายอีกชุดหนึ่งซุมซอม ไวเปนพิเศษเขาแขงขันแทนฝพายชุดที่ลงซอมพอเปนพิธี ความทราบไปถึงพวกวังหลวงๆ จึงนํา ความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงทราบแลวก็ดํารัสวา “เลนดังนี้จะเลนดวยที่ไหน ได” แลวสั่งใหเลิกการแขงขันเรือนั้นเสีย เรื่องนี้แมจะเปนเรื่องเล็กนอย แตก็มีเรื่องอื่นผสมอยู ดวย ความบาดหมางระหวางวังหลวงและวังหนาจึงคุกรุนอยูเงียบๆ วังหนาเสด็จมาเฝาพระเชษฐา เพื่อขอรับเงินเบี้ยหวัดรายปไปแจกจายใหขาราชการวังหนา แตพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไม พระราชทาน เพราะเงินของแผนดินตอนนั้นไมพอใชจาย กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรง ขัดเคืองมากไมยอมเขาเฝาไปอีกนาน ขุนนางผูใหญทางวังหนาเห็นเจานายทรงขัดเคืองก็เกณฑ ขาราชการเอาปนใหญขึ้นปอมวังหนา ทางขาราชการวังหลวงเห็นวังหนาเคลื่อนไหวเหมือนจะทํา สงครามก็กราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวขอรักษาพระบรมมหาราชวังใหมั่นคงแข็งแรง เมื่อ ไดรับพระราชานุมัติก็เกณฑผูคนรักษาหนาที่ และขนปนใหญขึ้นปอมบาง ความตึงเครียดนี้หวุดหวิด จะทําสงครามกลางเมืองกัน ดีที่วาสมเด็จพระพี่นางสองพระองคทรงทราบรีบเสด็จไปวังหนาโดย ดวน ทรงกันแสงเตือนพระอนุชาใหระลึกถึงความหลังครั้งกอนที่ตกทุกขไดยากมาดวยกัน วังหนา จึงยอมไปเฝาพระเชษฐา เมื่อไดพบกันก็สามารถปรับความเขาใจ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทดํารงพระยศอุปราชมา ๒๑ ป ใน พ.ศ. ๒๓๔๕ ก็ประชวร เปนโรคนิ่ว ขณะที่ยกทัพไปรบพมาที่เมืองเชียงใหม ไปประชวรหนักกลางทางตองประทับอยูเมืองเถิน ใหกรมพระราชวังหลังเสด็จแทนและเมื่อมีชัยชนะเสด็จกลับกรุงเทพฯ แลว เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๔๖ พระอาการหนักมากเหตุการณเกี่ยวกับการประชวรของวังหนา นับเปนเหตุการณสําคัญ เพราะเปนผลสืบเนื่องตอมาอีก ดังที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารและพระราชนิพนธในพระบาท 2_edit.indd 26 22/02/2013 09:13:37


๒๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) สมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว และเรื่อง “นิพพานวังหนา” ของพระองคเจาหญิงกัมพุชฉัตรพระ ราชธิดาของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท นักองอีเปนเจาจอมมารดาไดนิพนธไวสรุปความวา เมื่อวังหนาเห็นพระอาการของพระองคเองคงจะไมรอดแนจึงสั่งเสียพระองคเจาในกรมและนางขาง ใน ตอมาเสด็จทอดพระเนตรพระราชมณเฑียร ที่ทรงสรางไวใหญโตสําหรับประทับ ทรงดํารัสเปน นัยวาทรงทําศึกสงครามกูแผนดินไดไมควรใหสมบัติตกไปเปนของลูกหลานวังหลวง ผูใดมีสติปญญา ก็เรงคิดเอาเถิด เรื่องนี้จะจริงเท็จอยางใดไมปรากฏแนชัด แตมีเหตุการณขึ้นคือ เมื่อสมเด็จพระพุทธ ยอดฟาจุฬาโลกเสด็จเยี่ยมพระอนุชา กองทหารวังหลวงจะไปตั้งกองจุกชอง ลอมวง ทหารวังหนา เขามาขัดขวางหามปรามมิใหทหารวังหลวงเขาไปยังวังหนา สมเด็จเจาฟากรมขุนอิศรสุนทร (ตอ มาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย) ทรงทราบเหตุจึงเสด็จไปที่วังหนา พาขาราชการ ไปตั้งกองจุกชอง ลอมวงได เมื่อวังหนาสวรรคตแลวมีความเคลื่อนไหวจากฝายวังหนาคือ พระองคเจาลําดวน พระองคเจา อินทปต พระเจาลูกเธอในกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท กระทําการกําเริบกระดางกระเดื่อง จึงถูกจับกุมตัวมาลงพระราชอาญา พ.ศ. ๒๓๔๙ สมเด็จเจาฟากรมขุนอิศรสุนทร ไดรับสถาปนาเปนกรมพระราชวังบวรสถาน มงคล ดํารงพระยศเปนพระมหาอุปราชได ๓ ป ก็ไดขึ้นครองราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๒ ครอง ราชยได ๓ วัน เกิดความวุนวายขึ้นเนื่องจากพระยาอนุชิตราชา (นอย) จางวางพระตํารวจเก็บบัตร สนเทหไดที่ตนแจงในลานที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในหนังสือนั้นฟองวา เจาฟากรมขุนกษัตรานุชิต (โอรสพระเจากรุงธนบุรี ประสูติแตพระธิดาพระองคใหญของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬา โลก) กับพวกคบคิดกันกอการกบฏ สอบสวนแลวไดความจริง จึงใหสําเร็จโทษเสีย สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวทรงแตงตั้งพระอนุชาคือ พระบาทสมเด็จ พระปนเกลาเจาอยูหัว ใหมีฐานะเทียบเทากับกษัตริยเชนเดียวกับพระองค พระบาท สมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัวทรงมีอิทธิพลและอํานาจแถบหัวเมืองที่มีชุมชนชาวลาวตั้งอยู ทรงมี กองกําลังและทัพเรือที่มีแสนยานุภาพมาก ทรงมีพระปรีชาสามารถดานการสงคราม การทหารและ การบริหาร จนทําใหเกิดการวิพากษวิจารณขาวลือตางๆ ในสมัยนั้นเกี่ยวกับการแขงขันขัดแยงและ ทาทายอํานาจกัน แตเหตุการณมิไดเปนไปตามที่เปนขาวลือ เพราะทั้งสองพระองคเขาใจดีตอกันและ พระบาทสมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัวทรงกราบทูลตอพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวขณะ ประชวรหนักวา ทรงเตรียมสะสมอาวุธและกองทัพ กําลังคนไวเพราะไมไวใจเสนาบดีตระกูลบุนนาค ความขัดแยงระหวางวังหลวงกับวังหนามิไดเกิดเหตุการณรุนแรง เพราะปญหาดังกลาว จะคลี่คลายลงไดทุกครั้ง และตอมาพระมหากษัตริยจะทรงดําเนินนโยบายควบคุมคนของวังหนา ประกอบกับตําแหนงวังหนาเปนตําแหนงแตงตั้งโดยพระมหากษัตริย และวังหนาก็มักสิ้นพระชนม กอนพระมหากษัตริย ดังนั้น ปญหาการเมืองในดานนี้จึงไมรุนแรงเทาสมัยกรุงศรีอยุธยา 2_edit.indd 27 22/02/2013 09:13:39


๒๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การปกครอง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย สวนใหญใชระบบที่ปรับปรุงในสมัยรัชกาล ที่ ๑ มีเพิ่มเติม คือ เรื่องโปรดใหเจานายกํากับราชการตามสวนราชการที่สําคัญ ทั้งโปรดใหมีผูสําเร็จ ราชการตางพระเนตรพระกรรณ การที่โปรดใหเจานายกํากับราชการเพิ่มทํากันในรัชกาลที่ ๒ และเปนแบบอยางตอๆ มา สาเหตุเนื่องมาจากในป พ.ศ. ๒๓๕๒ ปแรกแหงรัชสมัย พมายกมาตีเมืองถลางมีราชการบางอยางไม เปนไปดังพระราชประสงค เพราะขุนนางซึ่งเปนเสนาบดี (เจากระทรวง) ขณะนั้นหยอนสมรรถภาพ จะเอออกจากตําแหนงยังไมได ทรงพระราชดําริเห็นวาจําเปนตองมีผูเปนกําลังคอยชวยเหลือปฏิบัติ ราชการ จึงทรงเลือกสรรเจานายที่มีความสามารถ และเปนที่ไววางพระราชหฤทัยไปชวยกํากับ ราชการ เปนที่ปรึกษาของเสนาบดีหรือหัวหนาสวนราชการนั้นๆ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชยไดโปรดใหสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาเสนา นุรักษ พระมหาอุปราชทรงทําหนาที่กํากับตรวจราชการตางพระเนตรพระกรรณ ครั้นกรมพระราช วังบวรฯ ทิวงคตแลว โปรดใหเจาฟากรมหลวงพิทักษมนตรีทรงรับหนาที่ตอมา ทรงเปนกําลังสําคัญ ของราชการบานเมืองในรัชกาลที่ ๒ เปนอันมาก โดยเฉพาะอยางยิ่งราชการมหาดไทยและกรมวัง เมื่อสิ้นพระชนมแลวก็โปรดใหเจาฟากรมขุนอิศรนุรักษกํากับแทนตอมา โปรดใหพระเจานองยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพย กํากับราชการกลาโหม พระเจาลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร (พระบาท สมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว) ทรงกํากับราชการกรมพระคลัง กรมหมื่นเทพพลภักดีกับกรมหมื่น ภาพจิตรกรรมเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย แหงพระบรมราชจักรีวงศ โดย ร.ต.นคร หุราพันธ 2_edit.indd 28 22/02/2013 09:13:45


๒๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) รักษรณเรศทรงกํากับกรมพระคชบาล เปนตน ตําแหนงผูสําเร็จราชการเปนตําแหนงปฏิบัติราชการ แทนพระองค เพราะการที่ทรงสนพระราชหฤทัยในดานวรรณกรรมและศิลปกรรมมาก จนไมมีเวลา ที่จะปฏิบัติพระราชกิจดานอื่นโดยทั่วถึง ระยะหลังเปนภาระของกรมหมื่นเจษฎาบดินทรที่ทรงไว วางพระราชหฤทัยเปนพิเศษ พ.ศ. ๒๓๕๔ เจาพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน ณ นคร) ไดกราบถวายบังคมลาออกจาก ตําแหนงเจาเมือง รัชกาลที่ ๒ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯเลื่อนเจาพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน) ขึ้นเปนเจาพระยาสุธรรมนตรี จางวางเมืองนครศรีธรรมราช แลวทรงตั้งพระบริรักษภูเบศร (นอย ณ นคร) ผูชวยราชการเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นเปนพระยานครศรีธรรมาโศกราช ผูวาราชการเมือง ณ เมื่อวันพุธ แรม ๑๐ คํ่า เดือน ๘ ปมะแม ตรีศก จุลศักราช ๑๑๗๓ คือ พ.ศ. ๒๓๕๔ (พระยา นครศรีธรรมราช- นอย เปนบุตรเจาพระยานครศรีธรรมราช- พัฒน รัชกาลที่ ๒ ไดพระราชทานพระบรมราโชวาทวาดวยหลักการปกครองแกพระยานคร ศรีธรรมราช (นอย) เพื่อใชเปนกฎในการปกครองบานเมือง ประการหนึ่งใหพระยานครวาราชการบานเมืองพรอมดวยปลัด ยกกระบัตรกรมการจงเปน ยุติเปนธรรม ใหเปนเอกจิตเอกฉันทนํ้าหนึ่งใจเดียว อยาใหมีความฉันทาโทษาริษยาถือเปรียบขัด แกงแยงกัน ใหเสียราชการแผนดินไปแตสิ่งใดสิ่งหนึ่งได อนึ่งจะพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเนื้อความ ของทวยราษฎรทั้งปวงโดยมูลคดีประการใด ไมควรตั้งอยูในอคติทั้งสี่คือฉันทาคติ โทษาคติ พยาคติ โมหะคติ อยาใหกอบไปดวยความอิจฉาริษยา โกรธจองเวรดวยภัยตางๆ ใหพิจารณาจงเปนยุติธรรม ดวยอุเบกขาอยางประเสริฐ อยาใหอสัตยอธรรมเห็นแกหนาบุคคลแลอามิสสินจางสินบนเขาดวย ฝายโจทก ฝายจําเลย กลับเท็จเปนจริง กลับจริงเปนเท็จ ทํากลบเกลื่อนเนื้อความใหฟนเฟอนให ทวยราษฎรทั้งปวงมีความยากแคนเดือดรอน มิตองพระราชกําหนดกฎหมายเกาใหมแตสิ่งใดสิ่ง หนึ่งไดประการหนึ่ง ใหพระยานครมีนํ้าใจโอบออมแกสมณชีพราหมณาจารยอณาประชาราษฎร ไพรพลเมืองลูกคาพาณิช ใหชวนกันทําบุญใหทานจําเริญเมตตาภาวนาสดับตรับฟงพระธรรมเทศนา รักษาศีลหาเปนนิจศีล ศีลแปดเปนอดิเรกศีลจงเนืองๆ แลควรใหตั้งอยูในทศกุศลกรรมบถโดยพระ ราชกําหนด ซึ่งโปรดพระราชทานออกไปไวจะใหพาตัวไปสูสุคติภพอันประเสริฐ...ประการหนึ่งพึง ใหบํารุงพระเถรเณรผูเลาเรียนฝายคันถธุระวิปสสนาธุระจงทุกวัดวาอาราม จะไดเปนการกุศลตอ ไป...อนึ่ง ขาวเปนกระทูราชการ ถาถึงเทศกาลทํานาใหตักเตือนวากลาวแกอาณาประชาราษฎร ให ชักชวนกันทําไรนาจงเต็มภูมิใหไดผลเม็ดขาวจงมาก จะไดเปนกําลังราชการ และทําบุญใหทานเปน กุศลสืบไป อนึ่ง ถาแลพระยานครจะมีใจปรานียินดีในสตรีภาพผูใหญ อันมีบิดามารดาญาติวงศพงศา ปกครองอยูโดยปกติ ก็ใหตกแตงผูไปวากลาวใหสูขอตามธรรมเนียม ถาบิดามารดาญาติวงศพงศา ยอมยกใหบัญชาโดยปกติสุจริตจริงใหรับมาเลี้ยงดูตามประเพณีคดีโลก อยาใหทําขมเหงฉุดครา ลากเอาลูกสาวหลานสาวของอาณาประชาราษฎรผูหวงแหนโดยพลการของอาตมาตามอารมณ ให ราษฎรมีความวิบัติเดือดรอน...ใหพระยานครพึงอานพระราชกําหนดโดยพระราชโอวาทนี้จงเนืองๆ ใหเจนปากใจไวจงทุกขอทุกกระทง(๑) (1) หองสมุดวชิรญาณ หอสมุดแหงชาติ, จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๒ 2_edit.indd 29 22/02/2013 09:13:47


๓๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงปรารถนาใหพสกนิกรของพระองคดําเนินชีวิต ตามทํานองคลองธรรมตั้งมั่นอยูในความดีงามทรงพระราชดําริวา การสูบฝนกอใหเกิดอันตรายตอ รางกายของผูสูบบั่นทอนกําลังปญญาความคิด และกอใหเกิดอาชญากรรม จึงทรงเพียรพยายาม ที่จะทําใหอาณาประชาราษฎรของพระองคเลิกสูบฝน แตก็ยังมีผูลักลอบกระทําความผิดอยูอีก จึง ทรงออกพระราชบัญญัติหามสูบฝนอีกครั้งหนึ่งในป พ.ศ. ๒๓๖๒ พระราชบัญญัติฉบับนี้ไดแกไข ปรับปรุงใหดีขึ้น กฎหมายที่ตราออกมาในป พ.ศ. ๒๓๕๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจาอยูหัว ทรงพระเมตตาแกไพรฟาขาแผนดินเปนอันมากจึงมีพระ ราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดํารัสเหนือเกลาฯ สั่งใหตราพระราชบัญญัติไวเพื่อจะให เปนหิตานุหิตประโยชนหนึ่งจะทรงพระราชสงเคราะหชวยระงับดับทุกขโทษแหงคนรายในอนาคต ปจจุบัน แลใหพระราชบริหารบัญญัตินั้นวา แตบรรดาผูสูบฝน กินฝน ที่เคยสูบมาแตกอนวันละ มากนอยเทาใด ก็ใหลดหยอนผอนสูบใหนอยลงมากกวาแตกอนจงทุกวัน กวาจะอดไดใหเด็ดขาด แตในกําหนดเดือน ๔ ปเถาะ เอกศกนี้ (พ.ศ. ๒๓๖๒) ถาถึงขึ้น ๑ คํ่า เดือน ๕ ปมะโรงโทศก (พ.ศ. ๒๓๖๓) ผูใดยังขืนสูบฝนกินฝนอยูอีกจับไดพิจารณาเปนสัจใหลงพระราชอาญาเฆี่ยน ๓ ยก ริบราช บาตรเอาทรัพยสิ่งของเปนหลวงใหสิ้นเชิง ทเวนบก ๓ วัน ทเวนเรือ ๓ วัน สงตัวไปเปนตะพุนหญา ชาง แลบุตรภรรยาผูสูบฝนกินฝนนั้น ใหสงไปสีขาวฉางหลวงใชการที่อันหนัก อนึ่ง เจสัวแลลูกคา วาณิช ซึ่งแตงเรือไปคาขายฝายตะวันตกใหเจสัวกําชับนายเรือแลลูกเรือหามอยาใหซื้อฝนนานา ประเทศเขามาขาย ณ กรุงเทพมหานคร แลแวนแควนกรุงฯ เปนอันขาดทีเดียว ...แลเจสัวนายเรือลูกเรือขืนลักลอบซื้อฝนกอนเขามา ลูกคารับซื้อไวตมขาย ตั้งแตเดือน ๕ ขึ้น ๑ คํ่า ปมะโรงโทศก (พ.ศ. ๒๓๖๓) จะใหมีผูรับ ถาจับไดพิจารณาเปนสัจ ให... (กําหนดโทษที่จะไดรับ)... กฎใหไว ณ วันพุธ แรม ๑๑ คํ่า เดือน ๖ จ.ศ. ๑๑๘๑ ปเถาะนักษัตรเอกศก(๑) (1) เสถียร ลายลักษณ, ประชุมกฎหมายประจําศก เลม ๔, ๒๕๔๗. 2_edit.indd 30 22/02/2013 09:13:50


๓๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) เศรษฐกิจ สมัยตนรัตนโกสินทรเศรษฐกิจเปนระบบเศรษฐกิจปดที่มีพื้นฐานทางดานเกษตรกรรมชาว ไทยสวนใหญประกอบอาชีพทํานา ทําไร จะมีหัตถกรรมและอุตสาหกรรมบางก็เปนสวนนอยและ ทําภายในครอบครัว เชน เผาอิฐ ทอผา เครื่องจักสาน เครื่องปนดินเผา ทําเหมืองแร เปนตน การ ตลาดไมมีบทบาทมากนัก เพราะแตละครอบครัวจะผลิตสิ่งของที่จําเปนตางๆ ขึ้นใชเอง มีการแลก เปลี่ยนกันบางแตไมแพรหลายกวางขวางและสวนใหญจะใชระบบแลกเปลี่ยนสิ่งของกันเปนหลัก เปนเศรษฐกิจแบบเลี้ยงตัวเอง ในสวนของรัฐจะมีรายไดจากการคากับตางประเทศ และการเก็บ สวยสาอากร การคา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในดานนี้เปนอยาง ดี พระองคเจริญรอยตามสมเด็จพระบรมมหาชนกนาถ และไดนําความเจริญรุงเรืองมาสูกรุง รัตนโกสินทรตอนตนหลายเรื่อง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจตามพระราชบิดา ทุกประการ คือ ใหมีการจัดเก็บภาษีอากร คาธรรมเนียม ฤชา และสวยจากราษฎร รวมทั้ง รายไดที่กรมพระคลังสินคา ซึ่งในรัชกาลของพระองค พระเจาลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎา บดินทร กํากับดูแลในสวนนี้ นอกจากจะไดภาษีอากรบอนเบี้ย ภาษีดานขอน อากรตลาด ภาษี สินคาขาเขาขาออก เพื่อนํารายไดมาใชในการบริหารแผนดินแลว พระองคยังจัดเก็บภาษีรายได แบบใหม การเดินสวน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหเจา พนักงานสํารวจสวนของราษฎร ถาสวนใดมีผลไมชนิดดี ก็ตองเสียภาษีสูง ผลไมชนิดที่รอง ลงมาก็เสียภาษีตํ่าลงมา ผลไมชนิดดีมี ๗ ชนิด ไดแก ทุเรียน มังคุด มะมวง มะปราง ลางสาด หมาก และพลูคางทองหลาง ผลไม ชนิดที่รองลงมามี ๘ ชนิด ไดแก ขนุน กระทอน สมตางๆ มะไฟ ฝรั่ง สาเก สับปะรดและเงาะ เรียกวา พลากรหรือไมพลากร สวนอากรสมพัตสร หมายถึง อาการที่ทางการเรียกเก็บจากราษฎรในอัตราที่ตํ่าลงมาอีกจากไมผลประเภทสมสุก เชน ออย กลวย เปนตน การเดินนา แบงออกเปน ๒ ประเภท ๑. นานํ้าทา (นาโคคู) เปนนาที่ทําไดทั้งนํ้าฝนและนํ้าทา เปนนาที่ใหผลมากโดยเรียกเก็บภาษี จากหางขาวที่เจาพนักงานออกไปเดินนาคํานวณโดยถือวาโคคูหนึ่งจะทํานาไดปละเทาใด ๒. นาฟางลอย เปนนาที่ไดผลผลิตนอยกวานานํ้าทา เพราะทํานาไดเพียงปละครั้งดวยการ อาศัยนํ้าฝน สวนมากเปนที่ดอน การเก็บภาษีหางขาวจึงเก็บเฉพาะทองที่ที่ทํานาได 2_edit.indd 31 22/02/2013 09:13:52


๓๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การคาตางประเทศ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ระบบเศรษฐกิจแบบเลี้ยงตัวเอง พอเพียงแกการยังชีพของพลเมืองแตละครัวเรือน แตไมเพียงพอสําหรับการใชจายของรัฐบาล เพราะรายไดจากสวยสาอากรที่เก็บจากราษฎร ไมเพียงการขาดแคลนเกิดขึ้น บอยครั้งที่รัฐตอง แกปญหา เชน สมัยรัชกาลที่ ๒ บางปตองเลื่อนจายเบี้ยหวัดเงินปของราชการออกไป มิฉะนั้นก็จาย ขาวสารแทนเงินตรา ความจําเปนของรัฐสมัยนั้นจึงอยูที่พยายามหาเงินรายไดมาใหเพียงพอ ดวย ความจําเปนเชนนี้การคากับตางประเทศจึงเปนแหลงรายไดสําคัญโดยเฉพาะการคาสําเภา โดยรัฐ สามารถนําผลผลิตที่ไดจากราษฎรคือ สวยสิ่งของนําไปขายเปนเงินตราและการคาตางประเทศยัง มีผลประโยชนตามมาคือ การเก็บภาษีปากเรือและอากรขนอนดวย สมัยรัชกาลที่ ๑ และรัชกาล ที่ ๒ การคาสําเภาจึงเปนรายไดหลักและขยายออกไปกวางขวางมากขึ้นทั้งปริมาณสินคาเขาและ สินคาออก สมัยตนรัตนโกสินทร โครงสรางทางการคาและนโยบายการคาสําเภาของไทยเหมือนสมัยกรุง ศรีอยุธยา คือ พระมหากษัตริยทรงมีอํานาจสูงสุดแตพระองคเดียว ในการดําเนินการคา มีพระคลัง เปนผูรับผิดชอบ รองลงมาและมีหนาที่เกี่ยวกับการคาสําเภาโดยตรง ความเฟองฟูของการคาตางประเทศเริ่มเห็นชัดในสมัยรัชกาลที่ ๒ มีเรือสําเภาชนิดและ ขนาดตางๆ บรรทุกสินคาเต็มอัตรา มีทั้งเรือหลวง เรือเจานาย ขาราชการไทยและเรือของพอคา เอกชนขนถายสินคากันอยูประมาณ ๗๐๐ ลํา เพื่อสงไปขายเมืองจีนเปนสวนใหญเชนที่เมือง กึนเตง ไหหลํา ฮกเกี้ยน กวางหนําและไปเมืองปตตาเวีย มะละกา เกาะหมาก สิงคโปร ไซงอน เปนตน ผูเปนกําลังสําคัญในการคาสําเภาคือ พระเจาลูกเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร ผูวาการ กรมพระคลังซึ่งทํารายไดเพิ่มแกแผนดินปละประมาณ ๒ ลานบาท บางปถึง ๕ ลานบาท นํา รายไดมาพัฒนาบานเมืองจํานวนมาก แตการคาสําเภาก็ขาดทุนไดเหมือนกัน เพราะขุนนางฉอพระ ราชทรัพย ไดแก เจาพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ที่ปดรายการขาดทุนใหตกอยูกับฝายของหลวง เสมอมา นอกจากนั้น รายจายสมัยรัชกาลที่ ๒ ยังสูงถึง ๗,๓๔๔,๐๐๐ บาท ทําใหรายไดการคา สําเภาไมพอเพียง ครั้นสมัยรัชกาลที่ ๓ รายไดแผนดินจากการคาตางประเทศของหลวงดีขึ้น คือสูงกวา ๑๔ ลานบาท ลักษณะการคายังเปนระบบการคาผูกขาดโดยพระคลังสินคา แตตาง กับสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ผูกขาด เพื่อกอบโกยผลกําไรจากการขายสินคาจากลูกคาที่มาติดตอซื้อ สินคา สวนสมัยรัตนโกสินทรมุงหมายเปนการประกันวาสําเภาหลวงจะไดสินคาดังกลาวพอเพียง สําหรับบรรทุกไปคากําไรในตางประเทศ นอกจากการผูกขาดสินคาแลว นโยบายสําคัญในการคา ตางประเทศ คือ ควบคุมประเภทสินคาที่สงออกตลาดใหทันฤดูกาลและความตองการของตลาด ตางประเทศ 2_edit.indd 32 22/02/2013 09:13:54


๓๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การคากับจีน ชาติที่ไทยติดตอคาขายมากที่สุด ไดแก จีน เนื่องจากไดติดตอคาขายกันมานานอยูใกลไป มาคอนขางสะดวก ไทยไดสั่งทําเครื่องถวยชามเบญจรงคฝมือดีเขามาเปนของหลวงโดยตรง ตลอด จนเครื่องลายครามตางๆ ที่นํามาเปนของใชและเครื่องตกแตงประดับวัง และบานเรือนของขุนนาง พอคา และชาวบานเปนอันมาก สวนเรื่องของชาวยุโรปที่เขามาคาขายมีโปรตุเกส อังกฤษ อเมริกา เปนตน วิธีดําเนินการคาของหลวง คือ เปนหนาที่พระคลังสินคาโดยมีพระเจาลูกยาเธอ กรมหมื่น เจษฎาบดินทร (รัชกาลที่ ๓) ผูกํากับราชการกรมพระคลัง ทรงเปนผูดูแลจัดการคาสําเภาหลวง ติดตอกับเมืองจีนและประเทศตางๆ จนไดรับพระราชทานสมญาวาเปน “เจาสัว” สําหรับสินคา ผูกขาดในสมัยรัชกาลที่ ๒ ที่เปนสินคาขาออกมี ๑๐ ชนิด คือ รังนก ฝาง ดีบุก พริกไทย เนื้อไม ผลเรว ตะกั่ว งาชาง รง และชาง สินคาเหลานี้พอคาจะตองซื้อจากคลังหลวงเทานั้นจะซื้อโดยตรง ตอราษฎรหรือพอคาสามัญทั่วไปไมได มีสินคาบางประเภทหามมิใหสงออกนอกประเทศเปนเด็ด ขาด คือขาวเปลือกและขาวสาร สวนสินคาขาเขานั้นมีปนกับดินปน แตการคาผูกขาดในรัชกาลนี้ ได มีการลดหยอนผอนผันลงไปมาก เชน สินคาออกนั้นถาเปนของจําเปนแกการครองชีพก็ไดรับการ ยกเวนคงผูกขาดแตสินคาฟุมเฟอยที่ตลาดตางประเทศตองการและการผูกขาดนี้ก็มิเขมงวดกวดขัน กันมากนัก สําหรับสินคาเขา นอกจากปนกับดินปนแลวสินคาอื่นๆ เปนแตเพียงวาคลังหลวง คือ ราชการรัฐบาล ตองการสินคาชนิดใดก็เลือกซื้อไดกอนผูอื่น มิไดบังคับของมาขายแกพระคลังสินคา เหมือนแตกอน 2_edit.indd 33 22/02/2013 09:13:56


๓๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) จีนเปนตลาดใหญของไทยในการรับซื้อสินคาทุกประเภทโดยเฉพาะฝางและรง ทํากําไรใหถึง รอยละรอยของราคาของ และประเพณีการสงเครื่องราชบรรณาการเปดโอกาสใหบรรดาขุนนางซึ่ง เปนพอคาเอกชนแสวงหาผลประโยชนจากการคาดวยการสงเครื่องราชบรรณาการไปจีน ทําใหเรือ สินคาของไทยไดรับการยกเวนภาษี และคาธรรมเนียมปากเรือดวย รัฐบาลจีนในสมัยนั้นยอมใหมี การคาอยางถูกตองตามกฎหมาย ๒ วิธี คือ ๑. การคาที่ฝากไปกับคณะทูตที่นําเครื่องราชบรรณาการไปถวายราชสํานักจีน ทูตจะไดรับ อนุญาตใหนําสินคาไปขายและซื้อสินคาจากจีนได การซื้อขายกระทํากันที่ทาเรือ หรือสถานที่ที่จีน กําหนดไวในกรุงปกกิ่ง สินคาเหลานี้ไมเสียภาษีขาเขาและขาออกเรือสําเภาที่ไปแตละครั้งไมเกิน ๓ ลํา ๒. การคากับเอกชน ตามหลักการกําหนดวากระทําไดที่เมืองกวางตุง เทานั้นและหามคน จีนเดินทางไปกับเรือสินคา แตทางปฏิบัติเรือไทยที่ไปคาขายกับจีนไปไดถึงเมืองเซี่ยงไฮ ซูเจา นิง โป สวนคนจีนก็เปนตัวแทนดําเนินการและเจาหนาที่ลวนเปนคนจีนแทบทั้งนั้น สมัยรัชกาลที่ ๑ เรือสําเภาหลวงที่ไปขายกับจีนมี ๒ ลําคือ เรือหูสงกับเรือทรงพระราชสาสน สมัยรัชกาลที่ ๒ มีเรือมาลาพระนครกับเรือเหราขามสมุทร สวนเรือเอกชนมีเรือ กิมยกเส็ง กิมหยง หลี กิมสุนหาด กิมวันเชา เปนตน สินคาออกนอกที่สําคัญ คือ นํ้าตาล ซึ่งชาวยุโรปและสหรัฐอเมริกาตองการมาก รองลงมา ก็มีสิงคโปรและจีน มีการปลูกออยซึ่งมีมานานแลวบริเวณบางปลาสรอย นครชัยศรี บางประกง และแปดริ้ว การผลิตนํ้าตาลสวนใหญเจาของเปนคนจีน สวนการปลูกออยปะปนกันไปทั้งคนไทย และคนจีน มีพริกไทยผลิตโดยชาวจีนที่ไปตั้งถิ่นฐานอยูเมืองจันทบุรี ตอนแรกอาจตองการสงออก ไปจีนการผลิตจึงอยูในมือชาวจีน ตอมาผลจากการเปดตลาดพริกไทยในจีน จึงขยายจากจันทบุรี ไปเมืองอื่น มีคนไทยเปนผูผลิตดวย 2_edit.indd 34 22/02/2013 09:13:59


๓๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) บทบาทชาวจีนในเศรษฐกิจไทย ชาวจีนตั้งถิ่นฐานตามเมืองทาตางๆ รอบอาวไทยตั้งแตปตตานี นครศรีธรรมราช สงขลา ไชยา เรื่อยมาถึงจันทบุรีรวมถึงเมืองหลวงคือกรุงศรีอยุธยาดวย สมัยตนรัตนโกสินทรชุมชน ชาวจีนกระจายอยูทั่วไปทุกภาค มีมากที่นครชัยศรี อยุธยาและกรุงเทพฯ ระบบเจาภาษีนาย อากรของไทย ทําใหชาวจีนเปนเจาภาษีนายอากร มีฐานะมั่งคั่งและกลายเปนนายทุนผูมั่งคั่ง กุม อํานาจทางเศรษฐกิจของไทยในสมัยตอๆ มา ทั้งนี้เพราะการประมูลผูกขาดภาษีอากรโดยเฉพาะ ฝน บอนเบี้ย หวยและสุรา ทํารายไดใหมากจนสามารถนําเงินสวนหนึ่งไปลงทุนในธุรกิจอื่นได เชน โรงสี โรงเลื่อย ฯลฯ กลาวไดวา ระบบเจาภาษีนายอากรคือแหลงรายไดสําคัญของการดําเนินธุรกิจ นายทุน กิจกรรมเศรษฐกิจอีกอยางคือ การเหมาเมือง มีมากที่ภาคใต ระบบนี้มีมาแลวตั้งแตสมัย กรุงศรีอยุธยา วิธีการคือพระมหากษัตริยจะทรงตั้งชาวจีนซึ่งเปนพวกนายทุนใหญๆ พวกนี้จะเริ่ม ตนดวยการมีอาชีพคาขาย ตอมาไดเปนเจาภาษีนายอากรรูชํานาญที่ทางในเมืองนั้นๆ ดี รัฐเห็นวา บุคคลเหลานี้สามารถสนับสนุนการอพยพเขามาทํามาหากินของพอคาและแรงงานชาวจีน ทั้งนี้เพื่อ เพิ่มพูนภาษีอากรผลประโยชนแกรัฐ พระมหากษัตริยจึงแตงตั้งใหเปนเจาเมืองพรอมทั้งมอบหมาย หนาที่การบริหารบานเมืองควบคูกับการมีอํานาจในการเก็บภาษีอากรทั้งหมด การคา การผลิต เจา เมืองจะลงทุนตั้งกงสีรับซื้อและจําหนายสินคาเขาออก ทดลองเงินจายใหราษฎรไปลงทุนคาขายทั้งนี้ เพื่อกําไรที่เพิ่มขึ้นของภาษีของภาษีอากรที่ผูกขาดมีกําไรจากธุรกิจและภาษีอากรที่เก็บไดแบงกัน ระหวางเจาเมืองกับพระมหากษัตริย ระบบดังกลาวนี้สมัยพระเจากรุงธนบุรีทรงมอบใหหลวงอินทรศรีสมบัติ ผูกขาดเก็บผล ประโยชนเมืองสงขลา ตอมาโปรดเกลาฯ แตงตั้งหลวงอินทรศรีสมบัติ เปนหลวงสุวรรณคีรีสมบัติ เจาเมืองสงขลาใน พ.ศ. ๒๓๑๘ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๓ เจาเมืองระนอง หลังสวน กระบี่ ตรัง ก็ตก เปนของตระกูล ณ ระนอง ซึ่งเปนชาวจีนชื่อ นายคอชูเจียง เปนชาวจีนฮกเกี้ยน มาจากเมืองเอหมึง พ.ศ. ๒๓๖๕ มาอยูเมืองพังงา ทําการคาขายเล็กๆ นอยๆ ตอมาไปอยูเมืองระนองจนไดเปนหลวง รัตนเศรษฐี นายอากรดีบุกเมืองระนองในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว สมัยพระบาท สมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวไดเปนเจาเมืองระนอง สมาชิกของตระกูลนี้ตอมาไดเปนเจาเมือง หลังสวน เจาเมืองกระบุรี และเจาเมืองตรัง พระมหากษัตริยในยุคตนรัตนโกสินทรมักสนับสนุนใหชาวจีนอพยพเขามาอยูในเมืองไทย ทั้งนี้เพราะสภาพเศรษฐกิจและสังคมในยุคนั้นตองการแรงงานจากชาวจีนเปนจํานวนมาก การคา สําเภาก็ตองอาศัยชาวจีนผูมีประสบการณการคาทางทะเลและการที่ชาวจีนเขาประกอบการทาง เศรษฐกิจไดเต็มที่เพราะไมตองสังกัดไพรเพียงแตเสียเงินคาราชการ คือ เงินผูกปที่เริ่มเก็บสมัยรัชกาล ที่ ๒ ในอัตรา ๑ บาท ๕๐ สตางค ทุกๆ ๓ ป และรัชกาลตอมาไดเพิ่มเปน ๔ บาท ๒๕ สตางค ทุก ๓ ป ดวยเหตุนี้เศรษฐกิจจึงตกอยูในมือชาวจีน 2_edit.indd 35 22/02/2013 09:14:01


๓๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การคากับเขมรและญวน เปนลักษณะแลกเปลี่ยนสินคาที่ไทยซื้อมาจากที่อื่น เชน จีน อินเดีย และสินคาหัตถกรรมยุโรป อีกทั้งซื้อของปามาขายจีนอีกตอหนึ่ง สําหรับญวนไทยมีสินคาของไทย ไปเพิ่มเติมขายดวย เชน เหล็กกลา ยาสูบ ขากลับจะซื้อเสื้อผา กระสอบ ไหมดิบ เครื่องปนดินเผา ผาแพรและหมากกลับมาดวย การคากับหมูเกาะทางใต มีการคากับหมูเกาะอินเดียตะวันออก และเมืองทาบริเวณชองแคบ มะละกา ไดแก เมืองกลันตัน ตรังกานู ปะหัง หมูเกาะหรียา มะละกา ปนัง ปตตาเวีย เซมารัง ปา เลมบัง ปอนติอัด และจุดสําคัญ คือ สิงคโปร การคากับชาวตะวันตก ชาวตะวันตกไมคอยพอใจกับระบบการคาของไทยนักเพราะไมไดผล ประโยชนจากการคาเทาที่ควร จึงพยายามทําสนธิสัญญาทางไมตรีและการคาโดยอังกฤษสง จอหน ครอวฟอรด เขามาใน พ.ศ. ๒๓๖๕ สมัยรัชกาลที่ ๒ แตลมเหลว เพราะไทยเกรงอิทธิพลตะวันตก และไมเห็นประโยชนที่จะไดรับจากอังกฤษและวิธีการคาผูกขาดไทยก็ไดทํามานานแลว ดังนั้น สมัย รัชกาลที่ ๓ อังกฤษสงรอยเอกเฮนรี่ เบอรนี่ เขามาอีก ผลการเจรจาไทยยอมทําสนธิสัญญาทางไมตรี และการคาใน พ.ศ. ๒๓๖๙ ไทยตองยกเลิกระบบผูกขาดการคา แตก็มีผลดีตอไทย เพราะการคา สําเภาของไทยขยายตัวขึ้น รัฐบาลไทยพยายามหลีกเลี่ยงขอปฏิบัติตามสนธิสัญญา โดยใหเจาภาษี เปนผูผูกขาดการเก็บภาษีสินคาตองการของทองตลาด ทําใหสินคาดังกลาวมีราคาสูงขึ้น เชน นํ้าตาล ซึ่งตลาดยุโรปและเอเชียตองการมาก เมื่อมีราคาแพงขึ้น พอคาตะวันตกจึงไมอยากมาคาขาย คูแขง ทางการคาของไทยจึงลดลง ภาพจิตรกรรมเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย แหงพระบรมราชจักรีวงศ โดย นายสุมน ศรีแแสง 2_edit.indd 36 22/02/2013 09:14:07


๓๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การเก็บสวย รายไดหลักของรัฐสมัยรัตนโกสินทร นอกจากการคากับตางประเทศแลว ยังไดจากการเก็บ สวย สวยมี ๒ ประเภทคือ สวยสิ่งของและสวยเงิน จุดมุงหมายของการเก็บสวยสิ่งของ ซึ่งไดแก เรว ครั่ง รง ฝาง กระวาน พริกไทย ไมชนิดตางๆ ทองคํา งาชาง ขี้ผึ้ง ไหม ปาน ฝาย ดีบุก นํ้ารัก ผาขาว ฯลฯ เพื่อรัฐนํามาใชประโยชน ๓ ประการ คือ ประการแรก เพื่อใชเปนสินคาออก โดยเฉพาะการคาที่ไทยนิยมคากับจีนและอินเดียที่ยอม ปฏิบัติตามกฎเกณฑขอบังคับของไทยเปนอยางดีและมุงที่การคาอยางเดียว ผิดกับชาวตะวันตกที่มัก ใชอํานาจขมเหงชาติ ชาติการคาสําเภาของไทยมีมากตั้งแตรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ โดยเฉพาะสมัย รัชกาลที่ ๓ เมื่อการคาสําเภามีมาก การเก็บสวยสิ่งของเพื่อเปนสินคาออกจึงมีความสําคัญมาก ดังสาร ตราของสมุหนายกที่เรงรัดหัวเมืองตางๆ ใหสงสวยเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนกับตางประเทศ ความวา เจาเมืองกรมการ ไมเปนใจเจ็บรอนดวยราชการ หาสงฝางลงไปใหทันกําหนดไม ลวงมาจนถึง ๘ ปทมสารท ปมะโรงฉศก สําเภาก็ใชใบออกไปนํ้าลึก เจาพนักงานตองเบิกเอาเงินหลวงจัดซื้อฝาง บรรทุกสําเภาตอบแทนลูกคานายสลูปกําปน ประการที่สอง เพื่อใชในการกอสรางเชน การสรางและบูรณะวัดวาอารามสมัยรัชกาลที่ ๑ ทรงสรางวัดพระศรีรัตนศาสดารามและทรงปฏิสังขรณวัดเดิม ๑๓ วัด โดยเฉพาะวัดโพธารามมีหลัก ฐานรวมสมัยกลาวถึงคาใชจายและสิ่งของที่ใชในการนี้หลายสิ่งความวา การปฏิสังขรณวัดนี้สิ้นเงิน ในการถมดิน คาอิฐ ปูน ซุง ไมสัก ไมแกน เหล็ก กระเบื้อง พื้นไมจาก ทําโรงงานรางรานเรือน เสา กระดาน กุฏิ นํ้าออย นํ้ามันยาง ชัน ดีบุก ทองเหลือง ทองแดง ขี้ผึ้ง หลอถาน กระจก นํ้ารัก ทองคํา กระดาษ เครื่องเขียน รง ประการที่สาม ใชในการซอมสรางเรือ ปจจัยที่ทําใหการตอเรือขยายตัวมากขึ้นเพราะการ คาตางประเทศขยายตัวและสืบเนื่องจากการทําสงครามระหวางไทยกับญวนสมัยรัชกาลที่ ๓ ตั้งแต พ.ศ. ๒๓๗๖ ถึง พ.ศ. ๒๓๙๐ การรบมีทั้งทัพบกและทัพเรือ ทัพเรือนอกจากเรือรบแลวยังมีเรือใช ลําเลียงเสบียงอาหารจากเขตแดนไทยไปสงใหกองทัพไทยในเขตเขมรและญวนอีกดวย สวนการตอ เรือเพื่อการคานั้น สมัยรัชกาลที่ ๑ สั่งหามราษฎรมิใหตอเรือสําเภาไดตามอําเภอใจเด็ดขาด ตอง กราบทูลพระกรุณากอนเพราะเห็นวาถาปลอยใหตอเรือไดเองตามตองการ ตอไปราษฎรจะเอาไมไป ขายใหผูตองการตอเรือหมด ไมใชในราชการขัดสน ดังนั้น ผูจะตอเรือสําเภาลําหนึ่งจะตองเสียเงินคา รับสั่งคาทูลฉลอง คาหมายเบ็ดเสร็จ รวมเงิน ๑๓๙ บาท ๕๐ สตางค สําหรับการตอเรือในกรุงเทพฯ ถาตอเรือสําเภาที่หัวเมืองจะตองเสียคาตราอีก ๑๓ บาท รวมเงิน ๑๕๒ บาท ๕๐ สตางค ถาผูใด ลักลอบตอเองจะไดรับโทษ แสดงวารัฐไดคาธรรมเนียมจากที่ตองการตอเรือแลวยังไดจากการขาย เรือไดอีกดวย คือเรือสินคาที่ไปขายตางประเทศเมื่อขายสินคาหมดแลว บางครั้งก็ขายเรือดวยก็มี เนื่องจากความสําคัญของสวยสิ่งของดังกลาว จากเอกสารสมัยตนรัตนโกสินทรพบวาสวย มักจะสงมาจากหัวเมืองชั้นในและหัวเมืองทางภาคอีสาน ดังตัวอยางตอไปนี้ 2_edit.indd 37 22/02/2013 09:14:09


๓๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) - สวยเรว เมืองทางภาคอีสานที่ทําสวยเรว คือ สาละวัน นครจําปาศักดิ์ อุบลราชธานี กาฬสินธุ คําทองใหญ สุวรรณภูมิ เขมราช มุกดาหาร สุรินทร สังขะขุขันธ รอยเอ็ด พุทไธสง ขอนแกน ศรีสะเกษ เดชอุดม สกลนคร ศรีทันดอน ยโสธร พระตะบอง เสียมราฐ หัวเมืองชั้นในมี เมืองสุพรรณบุรี กําแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี กบินทรบุรี วัฒนานคร นครชัยศรี อรัญประเทศ สระบุรี นครนายก เปนตน มีขอสังเกตวาจากเอกสารชั้นตนประเภทใบบอก และสารตราของเมือง ตางๆ ที่สงสวยเรว พบวาสวนใหญสวยเรวเก็บไดจากเลกลาวกองสวย ซึ่งมีอยูหลายกองตามหัวเมือง ชั้นใน เปนรายไดของรัฐมากกวา สวยเรวที่เก็บไดจากกองสวยที่เปนไพรไทยหรือไพรตางชาติอื่นๆ ทั้งนี้เพราะเมืองที่สงสวยมาใหรัฐ ในเขตหัวเมืองชั้นในลวน เปนเมืองที่ตั้งชุมชนชาวลาวเปนสําคัญ ดังนั้น ในบัญชีรับสวยเรวรายปจากหัวเมืองตางๆ ที่สงรายงานมายังกรุงเทพฯ จึงมีรายละเอียดเรว จากเมืองตางๆ ที่เปนกองลาวแทบทั้งสิ้น - สวยทองคําผุย สําหรับตีแผเปนทองคําเปลวปดพระพุทธรูปและอื่นๆ มีหัวเมืองทางภาค อีสาน และหัวเมืองชั้นในมีที่เมืองเพชรบุรี วิเชียรบุรี เปนตน - สวยปาน มีเมืองทางภาคอีสานมากที่สุด และที่เมืองเพชรบุรี - สวยกระวาน ไดจากเมืองขึ้นคือ พระตะบอง เสียมราฐ หัวเมืองทางภาคอีสาน หัวเมือง ชั้นใน มีเมืองอุทัยธานี สุพรรณบุรี เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี กําแพงเพชร นครสวรรค ทางใตมี เมืองชุมพร ประทิว - สวยครั่ง ไดจากเมืองทางภาคอีสานทั้งหมด - สวยไม ไดจากเมืองนําปาด ลับแล พิษณุโลก เชิงเงิน เชียงทอง เถิน เชียงใหม ตาก สุโขทัย พิชัย สวรรคโลก นครสวรรค ลําพูน พิจิตร นครไทย แพร ฝาง นาน ซึ่งเปนหัวเมืองภาคเหนือ หัว เมืองชั้นในไดจากเมืองลพบุรี สระบุรี นครชัยศรี อุทัยธานี ปราจีนบุรี - สวยนํ้ารัก สําหรับลงรักปดทอง ไดจากเมืองทางภาคอีสานเปนสวนใหญ หัวเมืองชั้นใน ได จากเมืองสุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี - สวยขี้ผึ้ง ไดจากเมืองขึ้นแถบเมืองเขมร และไดจากหัวเมืองภาคอีสาน - สวยทองแดง ไดจากเมืองภาคอีสาน - สวยดินประสิว สําหรับทําดินปน ไดจากเมืองชัยภูมิ จัตุรัส ชนบท ชุมพร และพัทลุง - สวยฝาง ไดจากหัวเมืองชั้นในทั้งสิ้น คือ ศรีสวัสดิ์ ปราณบุรี บางตะพาน (ประจวบคีรีขันธ) กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ปทุมธานี - สวยฝาย ไดจากเมืองปราณบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี มีกองกะเหรี่ยงทําสวยฝาย - สวยไมแดง ไดจากเมือง จันทบุรี ตราด ระยอง บางละมุง ชลบุรี พนัสนิคม - สวยไหม เปนลักษณะสงแทนสวยอยางอื่นที่หาไมได หัวเมืองภาคอีสานทําสง - สวยงาชาง สวยนอระมาด (นอแรด) มีเมืองเขมราช สาละวัน อัตปอ ภูแลนชาง - สวยกระเบื้อง มีที่อยุธยา เปนสวยกลองแขก และกองลาว - สวยดีบุก ไดจากหัวเมืองภาคใต - สวยเสา มีที่เมืองเพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี - สวยรง ไดจากเมืองจันทบุรี 2_edit.indd 38 22/02/2013 09:14:10


๓๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การเก็บภาษีอากร สมัยตนรัตนโกสินทร ภาษีอากร มีลักษณะเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา คือมีจังกอบ สวย อากร และฤชา สมัยรัชกาลที่ ๑ มีการจัดเก็บภาษีอากรเพียงไมกี่ประเภท คืออากรสุรา อากรบอนเบี้ย อากร ขนอน อากรตลาด อากรคานํ้า อากรสวน อากรสมพัดสร คานา ซึ่งเก็บเปนหางขาว รายไดจากภาษีอากร ในสมัยนี้ไมใครมากนัก รายไดสวนใหญไดจากการคาสําเภา และการคาผูกขาดของพระคลังสินคา สมัยรัชกาลที่ ๒ รายการภาษีอากรสมัยนี้เพิ่มมากขึ้น มีภาษีที่ดิน ภาษีสุรา ภาษีการพนัน ภาษี การประมง ภาษีโรงเรือน เงินผูกป การใหสัมปทานดีบุก ไม ฝาง รังนกนางแอน พริกไทย รง กฤษณา ตะกั่ว กระวานและรัก เปนตน สมัยนี้ มีธรรมเนียมการเดินสวน ตอนตนรัชกาลโดยการแตงตั้งเจา พนักงานออกมาเก็บภาษีอากรอีกทีหนึ่ง การเก็บอากรสวนจะเก็บตามชนิดและจํานวนของตนไม โดยพิจารณาวา ผลไมใดเปนชนิดดีหรือเลว ผลไมที่เก็บอากรสูงไดแก ทุเรียน มังคุด มะมวง การเดิน สวนมักทําทุกรัชกาลเมื่อขึ้นครองราชยใหมๆ ถารัชกาลใดครองราชยนานก็มีการเดินสวนหลายครั้ง มีการเดินนา ซึ่งคลายกับการเดินสวน โดยเจาพนักงานออกสํารวจที่นาและออกโฉนดให เจาของนาเพื่อเปนหลักฐานในการเสียคานา สมัยรัชกาลที่ ๒ เก็บคานาเปนหางขาวในอัตรา ๒ ถัง ครึ่งตอไร การเก็บคานาแบงเปน ๒ ประเภทคือ “นาฟางลอย” อาศัยแตนํ้าฝนทํานา เปนนาในที่ดอน การเก็บหางขาวดุจากตอฟางที่เก็บเกี่ยวแลวพนักงานจะออกใบจองให สวน “นาคูโค” เปนนาที่ลุม ใชไดทั้งนํ้าฝนและนํ้าทา การเก็บอากรนับตามจํานวนโคที่ใชไถนา โดยประเมินวาโคคูหนึ่งจะทํานา ไดเทาไรตอปและตองเสียหางขาวไมวาจะทําหรือไม พนักงานจะออก “ตราแดง” ไวเปนหลักฐาน การปรับปรุงภาษีอากร การปรับปรุงภาษีอากรและการคาขายโดยเฉพาะอยางยิ่งคาสําเภาภาษีอากร เปนผล ประโยชนสําคัญอยางหนึ่งของแผนดินในรัชกาลนี้ ดําเนินตามแบบอยางเคยปฏิบัติมาในสมัยกรุง ศรีอยุธยา กรุงธนบุรีมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่เปลี่ยนแปลงไปบาง ก็คือการเปลี่ยนแปลงพิกัดอัตรา มีคานํ้า อากรสวน อากรบอนเบี้ย อากรตลาด ภาษีดานขนอน ภาษีสินคาเขาออก คาราชการ (การ เก็บเงินแทนแรงรับราชการ) แตจํานวนเงินภาษีอากรที่เก็บไดในรัชกาลนี้ ไมเพียงพอแกการใชจาย ในราชการบางป ตองขอลดอัตราเบี้ยหวัดขาราชการโดยจายเพียงครึ่งหนึ่งบาง สองในสามบาง บาง ปเอาสิ่งของสินคาหลวงที่มีอยูในพระคลังเชน ผาลายออกแจกเพิ่มเติมใหแทนเบี้ยหวัดทางราชการ จึงตองใชวิธีแตงสําเภาไปคาขาย เพื่อหากําไรมาเปนรายไดเพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง ตอมาบานเมืองคอย เปนปกติสุขแทบไมมีการศึกสงคราม การคาขายภายนอก(คาสําเภา) ขยายตัวกวางขวางยิ่งขึ้น ในฤดู สําเภาเขามามีมากถึง ๗๐ ลําแตละลํามีขนาดบรรทุกตั้งแต ๑,๖๐๐- ๑๕,๐๐๐ หาบ (๑ หาบ=๖๐ กิโลกรัม มาตราไทย ๑ หาบ = ๕๐ ชั่ง, มาตราจีน ๑ หาบ = ๑๐๐ ชั่ง) มีทั้งของหลวงของเจานาย ขาราชการและของพอคาทั่วไป เสนทางที่สําเภาผาน มีเมืองจีน มลายู อินเดียและประเทศใกลเคียง มี ญวน เขมร เมืองจีนมี ไหหลํา ฮกเกี้ยน ซีเกียง กวางหนํา ถึงมาเกา ทางมลายู เลยไปถึงปตตาเวีย มะละกา ปนัง สิงคโปร ทางอินเดีย มีเมืองสุรัต บอมไบ (บอมเบย) เปนตน 2_edit.indd 39 22/02/2013 09:14:12


๔๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การเดินสวนเดินนา การเดินสวน คือ การแตงเจาพนักงานออกไปสํารวจสวนของราษฎร เพื่อประโยชนในการ เรียกเก็บอากรสวน ในครั้งนั้นเก็บตามชนิดและจํานวนตนผลไมที่เปนประโยชนแกเจาของสวน เชน ตนผลไมชั้นดีไดแก ทุเรียน มังคุด มะมวง ฯลฯ ก็เก็บคาอากรสูง สวนชั้นรองลงมาไดแก ขนุน กะ ทอน สม มะไฟ ฯลฯ ก็เสียอากรตํ่าลงมาตามเกณฑที่มีกําหนดไววาใหแบงออกเปน อากรสวยใหญ พลากรและสมพัดสร อากรสวนใหญ ไดแก สวนที่มีไมยืนตนที่เปนพวกผลไมชั้นดี มีอยู ๗ ชนิดดวยกันคือ ทุเรียน มังคุด มะมวง มะปราง ลางสาด หมากและพลูคางทองหลาง ตนผลไมประเภทนี้ตองเสียคาอากร สูงเรียกกันวา “อากรใหญ” หรือ “อากรสวนใหญ” บางแหง พลากร ไดแก สวนที่มีผลไมชั้นรองลงมามีอยู ๘ ชนิด คือ ขนุน กะทอน เงาะ สมตางๆ มะไฟ ฝรั่ง สาเก และสับปะรด ตนไมประเภทนี้เสียคาอากรตํ่าลงมาเรียกวา “พลากร” หรือ “ไมพลากร” สมพัตสร หรือ อากรสมพัตสร เปนอากรที่เก็บจากไมลมลุกเชน กลวย ออย ถั่ว ตางๆ เปนตน การเดินนา คือ จะมีเจาพนักงานหรือขาหลวงชุดหนึ่งออกสํารวจที่นาของราษฎรแลวออก หนังสือสําคัญใหแกเจาของนาไวเปนหลักฐานในการเรียกเก็บคานาตอไป ในรัชกาลนี้มิไดเก็บเปน ตัวเงิน ใชการเก็บเปนหางขาวตามแบบโบราณ คือ ทํานาไดขาวมากนอยเทาใดก็แบงสวนเปนภาค หลวงตามสมควรในรัชกาลที่ ๒ ทางราชการเรียกเก็บคาภาคหลวงในอัตราไรละ ๒ สัดครึ่ง (๑ สัด = ๒๕ ทะนาน, ๑ ถัง= ๒๐ ทะนาน, ๑ เกวียน =๘๐ สัด, ๑๐๐ ถัง = ๒,๐๐๐ ทะนาน คาภาคหลวง (หางขาว) ดังกลาว เจาของนาจะตองนํามาสงยุงฉางของหลวงดวยตนเอง นาที่เก็บคาภาคหลวงหรือ หางขางของหลวง ในสมัยนั้นแบงเปน ๒ ประเภท คือ นานํ้าทา และนาฟางลอย นานํ้าทา คือ นาที่ทําไดทั้งนํ้าทาและนํ้าฝน มีวิธีเก็บหางขาวดวยวิธีคูโค คือ นับจํานวนโค หรือกระบือที่ใชทํานาโดยถือวาโคคูหนึ่งจะทํานาในที่นั้นๆ ไดปละเทาใดแลวเอาเกณฑจํานวนโคขึ้น มาตั้งเปนอัตราหางขาวที่จะตองเสีย นาประเภทนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งวา “นาคูโค” ซึ่งเปนนากําหนด ชัดวาจะทําหรือไมทําก็ตองเสียหางขาวตลอดไป นาฟางลอย คือ นาที่อาศัยนํ้าฝนอยางเดียว เปนนาในที่ดอน นํ้าทาขึ้นไมถึง วิธีเก็บหางขาว สําหรับนาประเภทนี้เก็บจากสวนที่ทํานาไดจริงๆ ถาที่ใดทําไมไดหรือไมไดทําก็ไมตองเสียหางขาว เกณฑการเก็บจะถือเอาตอฟางขาวที่เก็บเกี่ยวแลวมาเปนหลักในการคิดหรือคํานวณหาคานาที่เจา พนักงานเรียกเก็บ การเดินสวนเดินนา บางทีก็ทําปนกันไป การเดินสวนอาจไมทําเปนประจําทุกป เหมือนเดินนา การทําสวนมักมีการเปลี่ยนแปลงมากกวาเพราะการปลูกตนไมในสวนไมคงที่ เวลา ลวงไปนานๆ อาจจะมีตนไมที่ปลูกขึ้นใหมแทนของเกาที่ตายหรือหมดสภาพไป บางทีก็เปลี่ยนที่ สวนไปเปนที่นา บุกเบิกปามาทําเปนสวน ดังนั้น เพื่อใหเจาของสวนไดรับความยุติธรรมในการเสีย คาอากร ถือเปนประเพณีวานานๆ ทางราชการจะใหเจาพนักงานออกไป “เดินสวน” ครั้งหนึ่ง ตาม ปกติที่ปฏิบัติกันมาเมื่อเปลี่ยนรัชกาลใหมเปนกําหนดจะตองเดินสวนกันครั้งหนึ่ง 2_edit.indd 40 22/02/2013 09:14:14


๔๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การศาสนา การสังคายนาบทสวดมนต พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงโปรดใหทําสังคายนาสวดมนต เพื่อใหคูกับการ สังคายนาพระไตรปฎกที่ไดทําในรัชกาลที่ ๑ โดยทรงโปรดใหแปลพระปริตรทั้งหลายออกเปนภาษา ไทย และทรงโปรดใหพระเจานองนางเธอพระองคเจาศศิธรเปนหัวหนาชักชวนพระบรมวงศานุวงศ และขาราชการฝายในฝกหัดสวดพระปริตรดวย การสังคายนาบทสวดมนต ทําขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๖๓ เนื่องจากการเกิดอหิวาตกโรคระบาดครั้ง ใหญมีคนตายมาก จึงทรงพระราชดําริใหจัดงานบําเพ็ญพระราชกุศลขึ้นหลายอยาง การสังคายนา บทสวดมนตและการสวดมนตเปนเรื่องหนึ่งที่ไดรับยกยอง วาเปนงานสําคัญเสมอดวยการสังคายนา พระไตรปฎกในรัชกาลที่ ๑ ไดโปรดใหแปลบทวาดวยพระปริตรทั้งหลายออกเปนภาษาไทย โปรดให เจานายและขาราชการฝายในสวดพระปริตรทุกวัน สวดเหมือนกับที่พระสงฆสวดใหชํานาญถูกตอง ทั้งอักขระและทวงทํานองใหครบทุกสูตร นับเปนพระราชนิยมอยางใหมที่ไมเคยมีมากอน ถือวาการ สวดมนตดังกลาวนอกจากการสวดใหถูกตองไพเราะตามใจความแลวยังเปนการสวดเอาบุญสราง อานิสงสมาคุมครองบานเมือง รักษาประเพณีอันดีงามพรอมจรรโลงพระพุทธศาสนา ภาพจิตรกรรมเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย แหงพระบรมราชจักรีวงศ โดย นายสมยศ ไตรเสนีย 2_edit.indd 41 22/02/2013 09:14:20


๔๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การสอบพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๓๕๙ มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหมโดยกําหนดเปนเปรียญ ๓ ประโยค (ประโยคตน หรือเปรียญตรี) เปรียญ ๔ ถึง ๖ ประโยคเปนเปรียญโท เปรียญ ๗ ถึง ๙ เปนเปรียญเอก ผูสอบเอา เปรียญจะตองศึกษาภาษามคธ (บาลี) อยางแตกฉาน เพราะเปนภาษาสําคัญของพระพุทธศาสนาฝาย หินยาน ทําใหการศึกษาภาษามคธ (บาลี) แพรหลาย ผลจากการศึกษาภาษามคธ (บาลี) ทําใหเกิด ความคิดที่จะแตงซอม หนังสือ มหาชาติคําหลวง ที่พระบรมไตรโลกนาถ โปรดฯ ใหประชุมนักปราชญ ราชบัณฑิตชวยกันแปลไวอยางสมบูรณแตมีอันตรายสูญหายไปเมื่อครั้งกรุงแตกถึง ๗ กัณฑ ในรัชกาล ที่ ๒ ทรงทําเชนเดียวกัน เปนผลใหการแปลแตงซอมใหมไดครบบริบูรณทั้ง ๑๓ กัณฑใน พ.ศ. ๒๓๖๕ พิธีวิสาขบูชา การประกอบพิธีวิสาขบูชา มีความสําคัญมาแตสมัยสุโขทัย มีการเฉลิมฉลองกันอยางครึกครื้น ยิ่งใหญ ครั้นลวงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนบานเมืองมีศึกสงคราม ความสําคัญของงานได เสื่อมทรามลง จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๑ แหงกรุงรัตนโกสินทร ถึงรัชกาลที่ ๒ การศึกสงครามคอย บางลง จึงทรงพระราชดําริเห็นควรใหฟนฟูประเพณีวันวิสาขบูชาขึ้นใหม ใหสมกับความสําคัญที่เปน วันประสูติ ตรัสรูและปรินิพพานของพระพุทธองคผูทรงใหกําเนิดพระพุทธศาสนา มีกําหนดงานในป พ.ศ. ๒๓๖๐ จัดเปนพระราชพิธีติดตอกันไปเปนเวลา ๓ วัน คือ วันขึ้น ๑๔ คํ่า ๑๕ คํ่า และแรม ๑ คํ่า ตลอด ๓ วันนี้พระเจาอยูหัวจะทรงรักษาพระอุโบสถศีลปรนนิบัติพระสงฆ ปลอยสัตว หามผูใดเสพ สุรา ฆาสัตว ใหมีการถวายประทีป ตั้งโคมแขวนตลอดจนเครื่องสักการบูชาดอกไมเพลิง ใหเกณฑ เครื่องประโคมกระทําการเวียนเทียนและมีพระธรรมเทศนาในพระอารามหลวงทุกพระอาราม สวน ที่เปนของราษฎรกระทําใหมากที่สุดเทาที่จะทําได ถวายไทยทานจนครบ ๓ วัน สวนของพระบรม วงศานุวงศ ขาราชการ และไพรฟาประชาชนทั่วไป โปรดใหปฏิบัติทํานองเดียวกันเพียงแตอาจลด หลั่นโดยลําดับความเหมาะสม และไดทรงวางกําหนดวาดวยกิจพิธีของสงฆในวันวิสาขบูชาตลอดจน เรื่อง อันเกี่ยวของดวยพิธีนี้อีกหลายประการ รวมทั้งการลงโทษผูละเลยเพิกเฉย ไมใหความรวมมือ พ.ศ. ๒๓๖๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงมีพระราชดําริดวยสมเด็จพระ สังฆราช (มี) ใหทําพิธีวิสาขบูชา กลางเดือน ๖ นับเปนครั้งแรกที่ไดมีพิธีดังกลาวขึ้นในกรุงรัตนโกสินทร พระองคโปรดฯใหประดับตกแตงตามพระอารามหลวง และบานเรือนเปนพุทธบูชาโปรดฯ ใหนิมนตพระสงฆแสดงธรรมเทศนาแกราษฎร และโปรดฯ ใหมีการรักษาอุโบสถศีลปลอยนกปลอยปลา การแตงสมณทูตไปลังกา ไทยมีความสัมพันธอยางใกลชิดทางพระพุทธศาสนากับลังกา นับแต สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา เปนตนมา ไทยรับอิทธิพลศิลปะการสรางพระพุทธรูป พระสถูปเจดีย แบบลังกามาไมนอย ในคราวที่ลังกาเกิดวิบัติเปนจลาจลในบานเมืองเปนเหตุใหพระพุทธศาสนาตอง เสื่อมทรามเกือบจะสิ้นสมณวงศ ลังกาไดขอใหไทยสงพระภิกษุสงฆออกไปชวยฟนฟูสืบตอพระพุทธ ศาสนาขึ้นใหมในสมัยพระเจาบรมโกศ พ.ศ. ๒๒๙๔ จนไดเกิดพระสงฆนิกายสยามวงศหรืออุบาลี วงศ (มีพระอุบาลีเปนหัวหนาสมณทูต) มาจนทุกวันนี้ 2_edit.indd 42 22/02/2013 09:14:22


๔๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระพุทธบุษยรัตนฯ พ.ศ. ๒๓๕๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย โปรดฯ ใหขาหลวงขึ้นไปเชิญพระ แกวผลึกอันปรากฏพระนามวา “พระพุทธบุษยรัตน” ทําดวยแกวผลึก เรียกกันวา “บุษยนํ้าขาว” หรือ “เพชรนํ้าคาง” เนื้อแกวสนิท (ไมมีรอยขูดเขียนบกพรอง) เปนแทงทึบขนาดใหญอยางที่ไมเคย มีที่ใดเหมือนมากอน ทั้งทรวดทรงองคพระที่ทําไดงดงามกวาพระแกวองคอื่นๆ จากเมืองนครจําปา ศักดิ์เขามาประดิษฐานยังกรุงเทพฯ ทรงโปรดฯใหจัดกระบวนเรือแหขึ้นไปรับพระพุทธปฏิมากรลง มาตามลําแมนํ้าถึงหนาตําหนักแพ แลวจึงตั้งกระบวนสถลมารคแหงพระพุทธปฏิมาไปประดิษฐาน ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จากนั้นอัญเชิญไปประดิษฐานในหอพระสุราไลยพิมาน ใน บริเวณพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน 2_edit.indd 43 22/02/2013 09:14:25


๔๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) 2_edit.indd 44 22/02/2013 09:14:30


๔๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การบูรณะและปฏิสังขรณวัด วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เดิมชื่อ วัดมะกอก ตอมาเรียก วัดมะกอกนอก เมื่อมีวัดนวลนรดิศเปนวัดมะกอกในตอมา เรียก วัดแจง นามพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจาตากสินมหาราช วัดอรุณราชธาราม นาม พระราชทานสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย วัดอรุณราชวราราม นามพระราชทาน สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว หลักฐานทางโบราณคดี แผนที่เมืองธนบุรี ซึ่งเรือเอกเดอฟอรบัง (Claude de Forbin) กับนายชางลามาร (De Lamare) ชาวฝรั่งเศส ทําขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช ในแผนที่นั้นมีแตวัดเลียบกับวัด แจง แตวัดโพธิ์หามีไม ตรงที่วัดพระเชตุพนฯ เวลานั้นยังเปนชานปอมใหญ ซึ่งอยูราวโรงเรียนราชินี แสดงวาวัดแจงเปนวัดโบราณ มีมาตั้งแตสมัยอยุธยา พ.ศ. ๒๓๒๘ โปรดใหพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย เมื่อครั้งยังดํารงพระอิสริยยศ เปนสมเด็จพระเจาลูกยาเธอ เจาฟากรมหลวงอิศรสุนทร เสด็จมาประทับอยูที่พระราชวังเดิม และทรง มอบหนาที่ใหบํารุงดูแลวัดแจง ซึ่งพระองคไดทรงบูรณปฏิสังขรณวัดแจงใหมหมดทั้งวัด แตยังไมทัน แลวเสร็จ ประวัติ วัดโบราณ สรางตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยา เรียกกันวา “วัดมะกอก” สันนิษฐานวาเรียกตามชื่อ ตําบลที่ตั้งวัด ซึ่งเรียกกันวา บางมะกอก ตอมาสรางวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งลึกเขาไปในคลองบางกอกใหญ แนวแมนํ้าเจาพระยาเดิม ซึ่งเรียกวา “วัดมะกอกใน” (วัดนวลนรดิศ) จึงเรียกวัดมะกอกวา “วัด มะกอกนอก” ยังมีพระอุโบสถและพระวิหารเกาอยูบริเวณหนาพระปรางคเปนสถาปตยกรรมสมัย อยุธยา ในสมัยสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชไดพระราชทานนามใหมวา “วัดแจง” เนื่องจากภาย หลังจากที่ทรงกอบกูอิสรภาพไดแลว ทรงมีพระราชประสงคจะยายราชธานีมาตั้งที่กรุงธนบุรี จึง เสด็จกรีฑาพลลวงลงมาทางชลมารคพอถึงหนาวัดมะกอกนอกก็สวางหรือรุงแจงพอดี ทรงมีพระ ราชดําริเห็นเปนอุดมมหามงคลฤกษ โปรดฯ ใหเทียบเรือพระที่นั่งเสด็จไปสักการบูชาพระมหาธาตุ พระปรางคองคเดิมสูงประมาณ ๘ วา สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช ทรงเลือกสถานที่ตั้งเมืองธนบุรีเดิมเปนที่สรางพระราชวัง หรือที่ปจจุบันเรียกวา พระราชวังเดิม วัดแจงอยูบริเวณกลางพระราชวังไดทรงประกาศยกเลิกไม ใหพระสงฆอยูจําพรรษา ทรงบูรณปฏิสังขรณพระอุโบสถและพระวิหารใหม เปนการถือแบบอยาง การสรางพระราชวังแบบเดียวกับสมัยกรุงสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยาที่สรางวัดไวภายในพระราชวัง 2_edit.indd 45 22/02/2013 09:14:32


๔๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พ.ศ. ๒๓๒๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก โปรดฯใหพระยาธรรมาธิกรณ (บุญรอด) ตนสกุล บุณยรัตพันธุ เปนแมกองคุมชางและไพรไปวัดที่สรางพระนครใหมขางฝงตะวัน ออก ไดโปรดฯใหเอาอิฐกําแพงเมืองกรุงเกาบาง อิฐกําแพงเมืองธนบุรีบาง มาสรางพระราชวัง เมื่อรื้อ กําแพงพระราชวังตั้งแตคลองพระนครบาลลงมาถึงกําแพงพระราชวังเดิมออกไปแลว วัดแจงก็เปนวัด นอกเขตพระราชวัง จึงโปรดฯ ใหเปนที่วัดที่มีพระสงฆจําพรรษาตอไปได และใหพระโพธิวงศาจารย มาครองวัด พ.ศ. ๒๓๕๓ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงบูรณปฏิสังขรณตอมา ดังนี้ - โปรดใหสรางพระอุโบสถ และพระวิหารตอจากที่ทรงไดเริ่มมาแลว - สรางพระระเบียงลอมรอบพระอุโบสถ - ปนหุนพระพุทธรูปดวยฝพระหัตถ และโปรดใหหลอขึ้นประดิษฐานเปนพระประธานใน พระอุโบสถ ซึ่งตอมารัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวพระราชทานนามวา “พระพุทธ ธรรมิศรราชโลกธาตุดิลก” - พ.ศ. ๒๓๕๒ สรางศาลาการเปรียญ โปรดใหพระเจาลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว) เปนแมกองสรางปรับปรุงกุฏิใหม เปนฝาขัดแตะและถือปูน เพราะเปนการเรง - บูรณะพระอุโบสถและพระวิหารเกาหนาพระปรางค - สรางเมรุปูนขนาดใหญอยูหลังวัด เมื่อสรางเสร็จ ไดโปรดใหมีมหรสพฉลองใน พ.ศ. ๒๓๖๓ และพระราชทานนามวัดใหมวา “วัดอรุณราชวราราม” - ทรงเสริมสรางพระปรางคซึ่งประดิษฐานอยูหนาวัด แตเดิมพระปรางคมีขนาดสูง ๘ ว ทรง คิดที่จะเสริมสรางใหมใหมีขนาดใหญเปนพระมหาธาตุสําหรับพระนคร โปรดฯ ใหลงมือขุดรากแต การก็คางอยูเพียงนี้ เพราะพระองคเสด็จสวรรคตเสียกอน ใน พ.ศ. ๒๓๖๗ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว โปรดฯ ใหบูรณปฏิสังขรณวัดอรุณราชวราราม ตอ ดังนี้ - ทรงรื้อกุฏิสงฆที่สรางเปนขัดแตะถือปูน สรางใหมเปนตึก เมื่อบูรณะเสร็จ โปรดฯ ใหมีงาน ฉลองพรอมกับวัดราชโอรสาราม - พ.ศ. ๒๓๗๕ ทรงมีพระราชประสงคจะตอเติมพระปรางคตอตามพระราชดําริของพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ไดเสด็จพระราชดําเนินมากอพระฤกษ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕ พระ ปรางคที่สรางเสร็จนี้เปนพระมหาเจดียสูง ๑ เสน ๑๓ วา ๑ ศอก ๑ คืบ ๑ นิ้ว ฐานกลมวัดรอบได ๕ เสน ๑๗ วา ยอดพระปรางคเดิมทําเปนยอดนภศูลตามแบบปรางคแตโบราณ พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกลาเจาอยูหัว โปรด ใหยืมมงกุฎที่หลอสําหรับพระพุทธรูปทรงเครื่อง ซึ่งหลอเพื่อเปนพระ ประธานในวัดนางนองมาตอบนยอดนภศูล 2_edit.indd 46 22/02/2013 09:14:33


๔๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) - โปรดใหสรางมณฑปพระพุทธบาทขึ้นระหวางพระอุโบสถกับพระวิหารที่สรางใหมเพื่อเปน ที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจําลอง - สรางพระเจดียยอเหลี่ยมไมยี่สิบอีก ๔ องค อยูระหวางมณฑปพระพุทธบาทจําลอง และ พระระเบียงพระอุโบสถ - โปรด ใหสรางประตูเขาสูพระอุโบสถใหม ตรงกึ่งกลางพระระเบียงดานทิศตะวันออก ทํา เปนซุมมงกุฎและสรางรูปยักษยืนเฝาประตูทั้ง ๒ ขาง - โปรดใหนําเขามอในพระบรมมหาราชวังซึ่งสรางแตครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา จุฬาโลกมหาราชมาไวหนาวัดทางทิศเหนือ หลังศาลาทานํ้าทั้ง ๓ หลัง รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว โปรดใหสรางและปฏิสังขรณสิ่งตางๆ ในวัด อรุณราชวรารามเพิ่มเติม คือ - โปรดใหชางทําบุษบกยอดปรางคขึ้นที่ผนังหุมกลองตรงมุขพระอุโบสถดานหนา เพื่อเปนที่ ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องตน และทําบุษบกอีกอันหนึ่งที่ผนังหุมกลองของมุขพระอุโบสถ ดานหลัง เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค ๒ องค คือ องคหนึ่งถวายพระบาทสมเด็จพระ นั่งเกลาเจาอยูหัว อีกองคหนึ่งสําหรับพระองคเอง แตการเหลานี้ยังทําไมสําเร็จ พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงกระทําตอ 2_edit.indd 47 22/02/2013 09:14:36


๔๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) โปรด ใหเอากระเบื้องลายดอกไมและใบไมที่สั่งมาจากเมืองจีนมาประดับผนังพระอุโบสถดาน นอกเสาหนามุข เสารายเฉลียงรอบพระอุโบสถเปนลายดอกไมรวง และพระราชทานพระนามพระ ประธานในพระอุโบสถวา “พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก” เมื่อทรงปฏิสังขรณพระอุโบสถ เสร็จเรียบรอยแลว โปรดใหอัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย มา บรรจุที่พระพุทธอาสนพระประธานในพระอุโบสถ ปจจุบันยังมีรูปตราครุฑแตงผาทิพยประดับลาย พระราชลัญจกร เมื่อปฏิสังขรณแลวเสร็จพระราชทานนามวัดใหมวา “วัดอรุณราชวราราม” โปรด ใหประดับกระเบื้องที่ฝาผนังพระวิหารดานนอก เปนลายรดนํ้ารูปดอกไม แตเดิมเปนฝาผนังเกลี้ยง สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ ทรงสันนิษฐานวา กระเบื้องนี้ ประดับตั้งแตสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว ทรงสั่งมาจากเมืองจีนเพื่อประดับผนังพระ อุโบสถ ตอมาทรงอัญเชิญพระอรุณ หรือที่ชาวบานเรียกวาพระแจง ที่ทรงอัญเชิญมาจากเวียงจันทน มาประดิษฐานในพระวิหารเพราะทรงเห็นวาเปนพระพุทธรูปสําคัญ ชื่อก็พองกับชื่อวัด ปจจุบัน ประดิษฐานอยูบนฐานชุกชีหนาพระพุทธชัมภูนุทมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตรพระประธานใน พระวิหาร วันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ เวลา ๑๖.๐๐ น. เกิดเพลิงไหมพระอุโบสถพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวเสด็จพระราชดําเนินไปอํานวยการดับเพลิงดวยพระองคเอง และทรง อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยออกไดทัน ความเสียหายอันเกิด จากเพลิงไหมครั้งนี้ สวนใหญอยูที่พระอุโบสถทั้งองคประกอบอาคารและจิตรกรรมภายใน สวนซุม จระนําพระพุทธรูปตางๆ ไมเปนอันตรายมากนัก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว โปรดฯ ใหพระวรวงศเธอกรมหมื่นปราบปรปกษ เปนแมกองปฏิสังขรณพระอุโบสถ การปฏิสังขรณครั้งนี้ เสมือนกับเปนการสรางใหมทั้งหมด ตลอดจนการเขียนฝาผนังภายในเมื่อทําการปฏิสังขรณเสร็จ 2_edit.indd 48 22/02/2013 09:14:40


Click to View FlipBook Version