๔๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) โปรดฯใหบําเพ็ญพระราชกุศลทวีธาภิเศกและจัดงานฉลองพระอุโบสถ พรอมทั้งอัญเชิญพระบรมอัฐิ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยกลับมาบรรจุไวในผาทิพยที่ฐานพระพุทธรูปประธาน ในพระอุโบสถตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๑ พระบรมวงศานุวงศทรงรวมบริจาคทรัพยเปนเงิน ๒๔,๐๐๐ บาท จึงทรงพระกรุณาโปรด เกลาฯ ใหสรางโรงเรียน พระราชทานนามวา โรงเรียนทวีธาภิเศก จากนั้นโปรดใหพระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เปนนายงานอํานวยการปฏิสังขรณพระปรางคซึ่งชํารุดทรุดโทรมลงไปมากแลว แตใน การซอมนี้ทรงมีพระราชกระแสวาจะรักษาของเกาใหมากที่สุดเทาที่จะทําได ของใหมที่จะเสริมจะ พยายามทําใหกลมกลืนกับของเกา ถาจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดตองใหกราบทูลใหทรงทราบกอน ดังที่ พบหลักฐานรางพระราชกระแสฉบับหนึ่ง ดังนี้ พระราชกระแสในการปฏิสังขรณพระปรางควัดอรุณ “การซอมพระปรางควัดอรุณและบริเวณ ตองตั้งใจวาจะรักษาของเกาที่ยังคงใชไดไวให หมด ถึงสีจะมัวหมองเปนของเกากับใหมตอเนื่องกัน เชน รูปภาพเขียน ลายเพดาน เปนตน อยาได พยายามที่จะไปแตงของเกาใหสุกสดเทาของใหม ถาหากวากลัวอยางคําที่เรียกวาดาง ใหพยายามที่ จะประสมสีใหมออนลง อยาใหสีแหลมเหมือนที่ใชอยูเดี๋ยวนี้ พอใหกลืนกันไปกับสีเกา ลวดลายฤๅ รูปพรรณอันใดก็ตามใหรักษาคงไวตามรูปเกา ถาจะเปลี่ยนแปลงแหงใดสิ่งใดใหดีขึ้น ตองใหกราบ ทูลกอนฯ เรื่องทอนํ้ารอบลานพระปรางคเปนสําคัญ ชางไทยเราไมสูสันทัด เรื่องทอนํ้าถาควรจะหา ฤๅผูที่เขาเขาใจใหหาฤๅ”(๑) การปฏิสังขรณพระปรางควัดอรุณ เริ่มเดือนสิงหาคม ๒๔๕๑ สําเร็จ พ.ศ. ๒๔๕๒ - วิหารคดดานนอกเดิมเปนเสาเฉลียงรอบ แกเปนเฉลียงปลายเตา - เกงจีนดานเหนือและใต เปนเฉลียงปลายเตาดานตะวันตกเปนเสาลอย แกใหเหมือนเดิม - ประตูพระปรางค เดิมมี ๙ ประตู คงไดดานหนา ๓ ดานหลัง ๒ รวม ๕ ประตู - รูปกินนรในซุมโคง ใตฐานเชิงบาตรพระปรางคเดิมมีกินนร การทําแบบเดิมจะแพงมากจึง ควรทําหลอพิมพปูนซีเมนต - แกวิหารคด ๔ มุขพระระเบียง อัญเชิญพระพุทธรูปปางประสูติตรัสรู ปฐมเทศนา และ ปรินิพพาน ขึ้นประดิษฐาน ณ พระมณฑปทิศรอบพระปรางค ตอมาไดโปรดใหซอมพระเจดีย ๔ องค ที่อยูระหวางระเบียงดานใตกับมณฑปพระพุทธบาท จําลองดวยทรัพยบริจาค องคละ ๑,๐๐๐ บาท ผูที่ทรงบริจาคคือ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรม ราชินีนาถ พระราชชนนีพันปหลวง สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจา สมเด็จพระปตุจฉาเจาสุขุมาลมารศรี พระอัคคราชเทวีและพระวิมาดาเธอกรมพระสุทธาสินีนาฎ พระ อัครชายาเธอ เมื่อบูรณะเสร็จแลวโปรดใหมีการฉลองพรอมกับงานฉลองพระชัยนวรัฐ งานบําเพ็ญ พระราชกุศล พระชนมายุสมมงคล ถึงมีพระชนมายุเสมอพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย และงานฉลองพระปรางค เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ 2_edit.indd 49 22/02/2013 09:14:42
๕๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ไมมีการปฏิสังขรณครั้งใหญ เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวไดทําไวยังดีอยู มีแตการกอสรางเล็กๆ นอยๆ เชน กอเขื่อนหนาวัด ซอมรูปยักษหนาประตูซุมมงกุฎ ทําฐานรองพระบรมรูปหลอพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว สรางกุฏิใหม สรางโรงเรียนปริยัติธรรม สรางถนน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๗) ไมปรากฏหลักฐานการซอมครั้ง ใหญ มีแตการซอมแซมเล็กๆ นอยๆ ทํานองเดียวกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยู หัว และไดรับกรรมสิทธิ์ที่ดินเพิ่ม รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ ๘) ก็ไดซอมแซมสิ่งที่ ชํารุดทรุดโทรมตางๆ บาง รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙ รัชกาลปจจุบัน) ได มีการบูรณปฏิสังขรณหลายสิ่ง เชน ฐานพระศรีมหาโพธิ์ สรางถนน ปฏิสังขรณพระวิหาร ซอมองค พระประธานในพระวิหาร พรอมทั้งฐานชุกชี ซอมชอฟา ใบระกา หางหงส พระระเบียงและวิหารคด บางสวน ปฏิสังขรณโบสถนอย และวิหารนอยหนาพระปรางค ปฏิสังขรณพระอุโบสถ พระปรางค ทิศและการปฏิสังขรณ วัดใหม เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร ๒๐๐ ป ลักษณะอาคาร พระอุโบสถตั้งอยูทางเหนือของวัดเปนสถาปตยกรรมที่สําคัญและสวยงามมากแหงหนึ่งใน สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย เปนศิลปะแบบกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภายหลัง ไดแกไขใหรูปทรงเพรียวขึ้น ลักษณะพระอุโบสถเปนพระอุโบสถยกพื้นสูง หลังคาลด ๒ ชั้น มุง กระเบื้องเคลือบ ชอฟา ใบระกา หางหงส ลงรักประดับกระจกหนาบันเปนลายสลักไมรูปพระวรุณ เทพถือพระขรรคหนาปราสาท ๕ ยอด สวนตรงขอบนอกของเสนแบงเปนลายไทยขมวดเปนเครือ แบบลายกานขด ตรงกลางกานขดเปนเทวดาและเทพธิดาในทาพนมมือกับทารําสลับกัน มีมุข ยื่นทั้งดานหนาและดานหลัง มีเสาใหญรับเชิงชาย มีชานเดินได พื้นหนามุขและชานเดินรอบพระ อุโบสถปูดวยหินออน บันไดและเสาบันไดเปนศิลาจีน ที่หุมกลองดานหนาระหวางประตูมีบุษบก ยอดปรางคประดิษฐานพระพุทธนฤมิตร ซึ่งเปนพระพุทธรูปทรงเครื่องตนอยางพระพุทธรูปฉลอง พระองคพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยในหอพระสุราลัยพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ที่หุมกลองดานหลังระหวางประตู เปนบุษบกยอดปรางคมีพาน ๒ ชั้น ลงรักปดทองและสีพุมเทียน เดิมพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว มีพระราชดําริที่จะหลอพระพุทธรูปและองครัชกาลที่ ๓ และของพระองคเองประดิษฐานไว แตไมทันไดทํา ซุมประตูพระอุโบสถดานหนา ๒ ประตู เปน ซุมยอดปรางค ดานหลัง ๒ ประตู เปนซุมไมมียอด เสาและผนังพระอุโบสถดานนอกถือปูนประดับ กระเบื้องจีนลายดอกไมรวง บัวหัวเสาและบัวเชิงเสาลงรัก ปดทอง มีหนาตางดานละ ๗ ชอง สภาพ ยังดีอยู เนื่องดวยไดรับการบูรณะเสมอมา 2_edit.indd 50 22/02/2013 09:14:43
๕๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ที่ตั้งจิตรกรรม ภายในพระอุโบสถ ประตูดานในเขียนภาพนารีผล ดานลางเปนเมืองนรกและภาพสุภาษิต เปนลายกํามะลอ ตามฝาผนังภายในทั้ง ๔ ดานเปนจิตรกรรม ผนังดานหนาพระประธานเขียนภาพ พุทธประวัติ ผนังดานใตเหนือบานหนาตางเขียนภาพเวสสันดรชาดก ตามระหวางชองหนาตางเปน ภาพชาดกในเรื่องทศชาติ บานหนาตางดานในเขียนภาพตนไมและสัตว ภาพจิตรกรรมนี้บางภาพ ก็เปนฝมือเกา ครั้งรัชกาลที่ ๓ บางภาพก็เปนฝมือซอมครั้งรัชกาลที่ ๕ ภายหลังที่เกิดเพลิงไหม พระประธานในพระอุโบสถมีพระนามวา พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก หลอในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ซึ่งพระองคทรงปนหุนพระพักตรเอง พระพุทธรูปนี้เปน พระพุทธรูปปางมารวิชัย หนาตักกวาง ๓ ศอกคืบ ประดิษฐานบนฐานชุกชี เบื้องหนามีรูปสาวก ๒ องค ระหวางกลางมีพัดยศพระประธานตั้งอยู ที่ผาทิพยบนพระพุทธอาสนพระพุทธรูปเปนที่บรรจุ พระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย มีตราครุฑตรงผาทิพยเปนเครื่องหมาย พ.ศ. ๒๓๗๒ เชิญพระบรมธาตุไปบรรจุในพระเกตุพระประธาน พ.ศ. ๒๓๙๖ ปดทองลับแลพระอุโบสถ สีมารอบพระอุโบสถ เปนหินสลักลวดลาย เปนใบสีมาคูประดิษฐานอยูในซุมหินออนทําเปน รูปบุษบกยอดเจดียยอเหลี่ยมไมสิบสอง มีอยู ๘ ซุม สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรมพระยา นริศรานุวัดติวงศ ทรงเรียกวา ศิลาเขมร มีสิงโตหินจีนตัวเล็ก ตั้งอยูระหวางซุมใบสีมารอบพระอุโบสถ ๑๑๒ ตัว หนาพระระเบียงโดยรอบมีตุกตาหินรูปทหารจีนตั้งเรียงรายเปนแถว ๑๔๔ ตัว มุมพระ ระเบียงดานในมีถะทําดวยหินเปนซุมบรรจุตุกตาจีน ๘ ตัว เรียกวา โปยเซียน 2_edit.indd 51 22/02/2013 09:14:47
๕๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พ.ศ. ๒๓๘๙ โปรดใหหลวงเทพนิมิตจางวางชางหลอ หลอชางทองเหลือง ๘ ตัว ทุกตัวตั้งบน แทนตรงประตูเขาออกหนาพระระเบียง หันหนาเขาหาพระอุโบสถ แลวไดจางจีนชาง ๕ คน แตง เล็บชาง พระระเบียง หรือพระวิหารคดลอมรอบพระอุโบสถแทนกําแพงแกว หลังคามุงกระเบื้อง เคลือบสีมีประตูอยูกึ่งกลางพระระเบียงทั้ง ๔ ทิศ หนาบันเหนือประตูเปนรูปพระนารายณทรงครุฑ พระระเบียงนี้สรางสมัยรัชกาลที่ ๒ ที่ผนังมีลายเขียนเปนซุมเรือนแกวลายดอกไมใบไม มีนกยูงแบบ จีนอยูตรงกลางพระพุทธรูปในพระระเบียงมีทั้ง ๑๒๐ องค ปางมารวิชัย เสาพระระเบียงเปนเสาอิฐ ถือปูนยอเหลี่ยมบัวหัวเสาที่รับเชิงชาย ลงรักปดทองประดับกระจก ดานในบานประตูเปนภาพเขียน สีคนถือหางนกยูงยืนอยูเหนือสัตวหิมพานต ดานนอกเปนลายรดนํ้า ประตูดานหนาที่จะเขาสูพระอุโบสถเปนประตูซุมยอดมงกุฎ สรางสมัยรัชกาลที่ ๓ เปนประตู จัตุรมุข มีหลังคา ๓ ชั้น เฉลียงรอบ ยอดเปนทรงมงกุฎ ประดับดวยกระเบื้องถวยสลับสีหลังคามุง กระเบื้องเคลือบชอฟา ใบระกา หัวนาค และหางหงส เปนปูนประดับกระเบื้องถวย หนาบันเปน ปูนประดับกระเบื้องถวยลวดลายดอกไมใบไม หนาประตูซุมยอดมงกุฎ ทางดานหนามียักษยืน ๒ ตัว สูงประมาณ ๓ วา ยักษสีขาวคือ สหัสเดชะ ยักษสีเขียวคือทศกัณฐ ปนดวยปูนประดับกระเบื้อง เคลือบสี ยักษคูนี้เปนของทําขึ้นใหม เพราะของเดิมที่ทําตั้งแตรัชกาลที่ ๓ พังไปเสียแลว ขางๆ ยักษ ทั้ง ๒ มีสิงโตหินประดับอยูขางละ ๓ ตัว หลังจากการเกิดอัคคีภัยในพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว โปรดฯ ใหสมเด็จฯ เจาฟากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ พระเจาบรมวงศเธอกรมขุนพิทยลาภพฤติธาดา พระองคเจาขจรจรัสวงษ พระวรวงศเธอกรมหมื่นปราบปรปกษ และพระยาราชสงคราม (ทัด หงส กุล) ตรวจสภาพความเสียหาย สรุปไดดังนี้ ๑. หลังคา ตองเพลิงไหมหมด การปฏิสังขรณตองใชของใหมหมด เวนแตขื่อใหญไมตะเคียน เกรียมไปแตผิว ยังใชได ๒. พาไล เพลิงไหม ๓ ดาน เหลือแตดานหนาบางสวน การปฏิสังขรณตองใชของใหมโดยมาก ๓. ทวย ยังดีอยูเกือบหมด เกรียมไปบางบางอันตอนชวงปลายตกแตงใหมก็ใชไดหมด ๔. ฝาผนังดานนอก เสียหายเล็กนอย มัวหมองดวยเขมา การปฏิสังขรณทําเพียงตกแตงผิว ๕. ฝาผนังดานใน เสียหายมากกวาดานนอก เพราะอบไอรอนไวนาน สวนที่เสียหายมาก คือ ผนังตอนลาง ระหวางหนาตางลงมา - ปูนผิวแตกชํารุด ๑/๔ - ภาพชํารุด ๓/๔ ผนังชวงบนเหนือหนาตางขึ้นไปยังดี เพียงแตสีมัวคลํ้าไปเล็กนอย การปฏิสังขรณตองถือปูน ผิว และเขียนใหมแตเฉพาะตอนใตทับหลังหนาตางลงมาเทานั้น เหนือขึ้นไปมีสวนที่ตองซอมเล็กนอย ๖. เชิงผนังประดับศิลาออน เสียหายหมด การปฏิสังขรณตอไปใชของใหมทั้งหมด ๗. เสา เสียหายเฉพาะที่ผิว การปฏิสังขรณตกแตงผิวเล็กนอย 2_edit.indd 52 22/02/2013 09:14:49
๕๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๘. หนาตาง ยังดี เสียผิว ไหม ทับหลัง ๒ ๖ ๖ เช็ดหนา ๔ ๑ ๙ บาน ๒ ๑ ๑๑ ธรณี ๒ ๖ ๔ สวนที่ดีใหคงไว สวนที่เสียผิวใหตกแตงใหม ที่ไหมไปแลวตองเปลี่ยนใหม ๙. ประตู เสียหายทั้งหมด ตองทําใหม ๑๐. ซุมจระนํา ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองคที่มุขดานหนาพระอุโบสถยังดี ควร ตกแตงผิวใหมเล็กนอย สวนที่มุขดานหลังเสียหายมากตองทําใหม ๑๑. ซุมประตูหนาตาง เสียหายเล็กนอย ตองตกแตงผิวใหมบางสวน ๑๒. พื้นในพระอุโบสถ ปูดวยศิลาออน แตกเสียประมาณ ๒๕% ตองเปลี่ยนใหมเทาที่เสีย ๑๓. พื้นนอกพระอุโบสถ ยังตรวจไมได ดวยมีเศษเถาถานทับถมอยู ประมาณวาเสียหายไม เกิน ๕% ๑๔. พระพุทธรูปและฐานชุกชี องคพระพุทธรูปยังมีสภาพดี แตฐานชุกชีสวนใกลพื้นชํารุด มาก ตองปนปูนซอมลายฐานใหมและตกแตงสวนที่ชํารุดอื่นๆ เล็กนอย ๑๕. ซุมเสมา ทําดวยศิลาเขมร บริบูรณดี ๑ ซุม ยอดหักถึงบัวกลุม ๒ ซุม ยอดหักถึงระฆัง ๓ ซุม ตองทําเพิ่มเติมตามที่เปนอันตราย ๑๖. รูปศิลาประดับลานประทักษิณ เสียหายบาง รูปที่เสียหายมาก ควรหาใหมมาเปลี่ยน ที่ เสียหายเล็กนอยใหคงไวดังเดิม ไมจําเปนตองซอม เพราะไมใครเห็นการชํารุด “ขาพระพุทธเจาไดปรึกษาเห็นพรอมกันวา การในพระอุโบสถนี้ก็มีสําคัญอยูแตพระพุทธรูป กับรูปเขียนที่ผนังควรจะทํารมรักษาไวไมใหเปนอันตรายอีกดวยแดดฝนในระหวางยังไมปฏิสังขรณ สําเร็จนี้ ในสวนรมพระพุทธรูปนั้น ขาพระพุทธเจา พระองคเจาขจรจรัสวงษ ไดรับพระบรม ราชโองการทําอยูแลว จะไดทําตอไปใหรมหมดในรมใน สําหรับปองกันไมใหรูปเขียนที่ผนังเสีย แล สําหรับพระสงฆไดอาศัยทําอุโบสถสังฆกรรมดวย” พ.ศ. ๒๔๙๗ ปฏิสังขรณเปลี่ยนและซอมชอฟา ใบระกา หางหงส ซอมลายฉลุเพดาน ซอม บัวหัวเสา รายงานการตรวจสภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม “...การซอมงานเขียนทั้งปวงในพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามนั้น การเขียนอื่นๆ ก็ตาม ธรรมดา สําคัญอยูแตการเขียนผนังเทานั้น เพราะวาของเกาทําไวอยางสุดฝมือของชางเอกในเวลา นั้น ในการที่เพลิงไหมครั้งนี้ก็ไมทําใหเสียหายไปหมด ผนังเขียนทั้งหมดคิดเปนตารางเมตรได ๓๖๖ เสียไปนอยกวาที่ยังคงดี คือ ปูนไมแตก สีไมเสีย ๒๒๔ ตารางเมตร ปูนไมแตก สีเสีย ๓ ตารางเมตร 2_edit.indd 53 22/02/2013 09:14:51
๕๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ปูนแตก สีไมเสีย ๖๑ ตารางเมตร ปูนแตก สีเสีย ๑๙ ตารางเมตร ปูนกะเทาะหาย ๔๗ ตารางเมตร ที่ปูนไมแตกสี ไมเสีย ควรคงเกาไวใหกุลบุตรภายหนาไดดูตอไป ดีกวาลบเขียนใหมหมด สวน ที่บุบสลายเสียไปนั้น จะทําไดเปนสองอยาง อยางหนึ่งเขียนเลียนใหเหมือนของเกา อยางหนึ่งเขียน ใหดีอยางใหมตามฝมือชางทุกวันนี้ เมื่อพิจารณาดูในสองอยางนี้วาอยางใดจะดีกวากัน ก็เห็นวา อยางเขียนเลียนใหเหมือนเกาดีกวา เพราะวาจะไดเขากันกับของเดิมที่ยังเหลืออยู แลทั้งเปน กระบวนไทยแทนาชมกวาวิธีเขียนอยางใหม...สวนที่ปูนไมแตกแตสีเสีย และที่ปูนแตกสีเสียและปูน กะเทาะหายนั้นไมมีอยางอื่นนอกจากที่จะนึกเขียนเอาใหม แตตองสังเกตเลียนเคาเกา เขียนใหเปน อยางเดียวกัน ถาทําเชนนั้นการที่จะตองทําก็นอย จะคงไวตามเดิมไดถึง ๒๒๔ ตารางเมตร จะตอง เขียนใหม ๑๔๑ ตารางเมตรเทานั้น และในสวนที่เขียนใหมนี้จะไดตามสําเนาเกา ๖๑ ตารางเมตร จะเปนใหมแท ๘๐ ตารางเมตร...” กอนที่พระอุโบสถจะถูกไฟไหม จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามเปนผล งานฝมือ หลวงวิจิตรเจษฎา (ครูทองอยู) ๒ หอง คือ - ภาพพระมโหสถชาดก - ภาพชักรอกเตี้ยคอม ในเรื่องพระมโหสถชาดก สวนภาพฝมือของคงแปะ คือ - ภาพหองอุโมงค ในเรื่องพระมโหสถชาดก เปนตน เรื่องเกี่ยวกับหลวงวิจิตรเจษฎาและครูคงแปะนี้ สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรมพระยา นริศรานุวัดติวงศ ทรงไวในหนังสือ “ตําราสรางพระพุทธรูป” ตอนหนึ่งวา “หลวงวิจิตรเจษฎา ผูที่ปรากฏฟุตโนตวา ชื่อทองอยูนี้ ไมมีทางที่สงไสย พวกชางเรียกกันวาครู ทองอยู เมื่อมือคูขันกับคงแปะ เขียนประชันกันรํ่าไป เชนที่พระอุโบสถวัดอรุณ ซึ่งเพลิงไหมเสียแลว เขียนหองเคียงกัน เรื่องมโหสถดวยกัน คงแปะเขียนหองอุโมงค ครูทองอยูเขียนหองชักรอกเตี้ยคอม แลวไปเขียนประชันกันที่วัดสุวรรณารามอยูเคียงกันอีก ครูทองอยูเขียนเนมีราช คงแปะเขียนมโหสถ ยังคงอยูดูไดดีจนทุกวันนี้ คนทั้งสองนี้ลํ่าฤๅดวยกัน บางพวกถือวาคงแปะดีกวา บางพวก ถือวาครู ทองอยูดีกวา เกลากระหมอมเปนพวกนับถือครูทองอยูแลวผูที่ใชคําไหวครูนั้นก็นับถือครูทองอยูไม ไหวคงแปะแตที่จริงควรจะไหวดวย เพราะฝมือดี เปนเอกทัดเทียมกันไมมีเสมอสามในรัชกาลที่ ๓ ที่ไมไหวจะดวยคงแปะอายุออนๆ ฤๅมิฉะนั้นก็รังเกียจความชั่ว ไดทราบวากระทําผิดฆาคนตาย แต เห็นจะไมใชสัญเจตนาลูกขุนพิพากษาใหจําคุก แตพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว ทรงพระ กรุณาโปรดยกโทษพระราชทานตรัสวา ชางฝมือหาใชยาก” แมผลงานศิลปะของครูทั้งสองจะสูญไปแลว แตงานที่ปรากฏอยูในปจจุบันก็เปนผลงานครูที่ ลวนเปนชางเขียนฝมือเยี่ยมในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทั้งสิ้น เชน หมื่นเทพนิมิต หลวงนิมิตเวศุกรรม พระ เทพรจนา ฯลฯ 2_edit.indd 54 22/02/2013 09:14:52
๕๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ลักษณะจิตรกรรม - อายุ สมัยรัชกาลที่ ๓ และเขียนซอมในรัชกาลที่ ๕ เนื่องจากเกิดอัคคีภัย - สกุลชาง - สกุลชางรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๓ แตสวนที่ทําการเขียนซอมขึ้นก็ยังมองเห็นอิทธิพล หรือ เทคนิคการเขียนในยุครัชกาลที่ ๔ สังเกตจากภาพระหวางชองหนาตางอันเปนสวนลาง ซึ่งเขียนซอม เทียบกับจิตรกรรมเหนือขอบหนาตางขึ้นไป - เรื่อง ผนังหุมกลองดานหนา ระหวางซอมประตูเขียนเรื่องพุทธประวัติ เหนือขึ้นไปสูงสุดเหนือภาพ พุทธประวัติ เขียนเรื่องมารผจญ ผนังหุมกลองดานหลังเปนภาพพุทธประวัติ ผนังดานใตเหนือบน หนาตาง เปนภาพเวสสันดรชาดก ระหวางชองหนาตางทุกชอง เปนภาพชาดกในเรื่องทศชาติ บาน หนาตางดานใน เปนภาพตนไมและสัตวทุกบาน บานประตูดานในทั้งแปดบาน เปนภาพตนมักกลี ผล หรือนารีผล ตามรักแรประตูและหนาตาง เปนภาพในเมืองนรกและภาพเกี่ยวกับสุภาษิตโบราณ เชน นิ้วดวนไดแหวน เปนตน - รูปแบบ จิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัชกาลที่ ๓ แบบรูป แบบที่พัฒนา ทั้งมีฝมือและเทคนิคจากกอน หนานั้นคือ สมัยอยุธยา และรัชกาลที่ ๑ จัดไดวามีรูปแบบที่เปนเฉพาะตัว แตกตางจากสมัยที่ผาน มา เทาที่สังเกตได เปนตนวา - รูปทรงทางสถาปตยกรรมเปน ISOMATIC มีรายละเอียดเปนจริงเปนจังกวาสมัยกอน มุม มองภาพเปนแบบตานก - ตัวพระตัวนาง หรือผูคนชั้นสูงเปนนาฏลีลาเชนเดียวกันกับสมัยกอนก็จริง แตวิธีการเขียน ก็ดูเปนรอบมากกวา ไมพลิ้วไหวเปนธรรมชาติเทาสมัยอยุธยา - องคประกอบ - ภาพระหวางชองหนาตางกับผนังสวนบน กั้นดวยเสนลวด กลุมภาพแตละกลุมกั้นดวยแนว หินและตนไม ใชมุมมองแบบตานก ดานบนสุดกั้นดวยเสนคดกริช มีภาพนักสิทธิ์วิทยาธรและฤาษีใช ชองหนาตางเปนตัวแยกเรื่องราวที่เขียนคือ ทศชาติ เนื่องจากมีมากกวา ๑๐ ชอง ดังนั้น บางเรื่อง ก็ใชถึง ๒ หองตอเรื่อง 2_edit.indd 55 22/02/2013 09:14:54
๕๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม ตั้งอยูเลขที่ ๑๔๖ แขวงเสาชิงชา เขตพระนคร มีฐานะเปนพระอาราม หลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ถือเปนวัดประจํารัชกาลที่ ๘ แหงกรุงรัตนโกสินทร พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลกทรง สถาปนาวัดสุทัศนเทพวรารามขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๓๕๐ เดิมพระราชทานนามวา “วัดมหา สุทธาวาส” โปรดใหสรางพระวิหารขึ้นกอน เพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต) ซึ่งอัญเชิญมา จากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย พอกอรากพระวิหารและประดิษฐานพระศรีศากยมุนี แลวก็สิ้นรัชกาล ยังมิไดประดิษฐานเปนสังฆาราม เรียกกันสามัญขณะนั้นวา “วัดพระโต” บาง “วัด พระใหญ” หรือ “วัดเสาชิงชา” บาง รัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาอิศร สุนทร พระพุทธเลิศหลานภลัย โปรดใหสรางตอในระหวางพุทธศักราช ๒๓๕๔- ๒๓๕๖ การสราง พระวิหารนั้นทรงพระราชศรัทธาจําหลักบานประตูดวยพระองคเอง แตสิ้นรัชกาลเสียกอนที่งาน กอสรางจะสําเร็จ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร พระนั่งเกลาเจาอยู หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดใหดําเนินการจนสําเร็จ สรางพระระเบียง พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ หลอ พระประธานในพระอุโบสถและบรรจุพระบรมธาตุ หลอพระเจดีย หลอรูปปญจวัคคียทั้ง ๕ สราง เปนสัตตมหาสถานและสรางกุฏิเสนาสนะประดิษฐานเปนสังฆาราม การกอสรางเสร็จบริบูรณใน พุทธศักราช ๒๓๙๐ โปรดใหมีงานฉลองสมโภชพระอาราม พระราชทานนามวา “วัดสุทัศนเทพ วราราม” และปรากฏในจดหมายเหตุเรียกวา “วัดสุทัศนเทพธาราม” อีกนามหนึ่ง 2_edit.indd 56 22/02/2013 09:14:57
๕๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงบูรณะ และสรางสิ่งอื่นๆ ในพระอารามอีก เชน ศาลาลอย ๔ หลังหนาพระวิหาร ทั้งไดพระราชทานนาม พระประธานในพระวิหารวา “พระศรีศากยมุนี” พระประธานในพระอุโบสถวา “พระพุทธตรีโลก เชษฐ” และพระประธานในศาลาการเปรียญวา “พระพุทธเสรฏฐมุนี” วัดสุทัศนเทพวราราม สรางตามผังที่เปนพระราชดําริในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรี สินทรมหาอิศรสุนทร พระพุทธเลิศหลานภาลัยแบงอาณาบริเวณออกเปน ๒ เขต คือ เขตพุทธา มเหศวรศิววิลาศ ไหมบานชอนหอยทัพภี วัดสังเวชวิศยาราม บานบุหลังวัด เฉียงตลอดไปจนถึง แมนํ้าเจาพระยาจรดคลองขางบานพระยายมราช (ปน สุขุม) และคูขางวัดสามพระยา สวนดาน ริมกําแพงพระนครนั้น เพลิงหยุดอยูเพียงตรงขามวัดสังเวชวิศยาราม สิ่งกอสรางในวัดถูกเพลิงไหม เสียหายมากเหลือเพียงพระอุโบสถศาลาการเปรียญ หอระฆังคณะลาง หอไตรคณะลาง ศาลาหนา พระวิหารที่เปนโรงเรียนปจจุบัน ตัวพระวิหารนั้นถูกเพลิงไหมเพียงหลังคา พระบาทสมเด็จพระปร มินทรมหาจุฬาลงกรณฯ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว เสด็จฯ มาทรงบัญชาการดับเพลิงที่สะพานขาม คลองบางลําพู (สะพานฮงอุทิศ) สวนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเสด็จไปบัญชาการอยูที่พระวิหาร ตอมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดทรงพระ กรุณาโปรดเกลาฯ ใหพระบรมวงศานุวงศและขาราชการชวยกันรื้อพระเมรุที่ถวายพระเพลิงพระบรม ศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกลาเจาอยูหัว ไปสรางเปนกุฏิเสนาสนะในวัด สังเวชวิศยารามแทนของเดิมที่ถูกเพลิงไหม แลวทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหพระเจาบรมวงศเธอ กรมขุนภูวนัยนฤเบนทราภิบาล ดําเนินการบูรณะทําใหสิ่งกอสรางในพระอารามกลับบริบูรณดังเดิม 2_edit.indd 57 22/02/2013 09:14:59
๕๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) วัดนวลนรดิศวรวิหาร วัดนวลนรดิศวรวิหาร เปนพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยูบนฝงตะวันตกของ คลองบางกอกใหญ แขวงปากคลอง เขตภาษีเจริญ วัดนวลนรดิศ เปนวัดโบราณ สมัยอยุธยาเดิมเรียกกันวา วัดมะกอกในคูกันกับวัดมะกอกนอก (วัดอรุณราชวราราม) เนื่องจากตั้งอยูริมฝงแมนํ้าเจาพระยาแนวเดิม (ปจจุบันคือคลองบางกอกใหญ) โดยวัดอรุณราชวรารามอยูดานนอกจึงเรียกวาวัดมะกอกนอก วัดนวลนรดิศอยูลึกเขาไปอีก จึงเรียก วาวัดมะกอกใน ในสมัยกรุงธนบุรีวัดมะกอกในอยูในสภาพที่ชํารุดทรุดโทรมมาก จนเกือบจะเปนวัด ราง ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร ระหวางรัชกาลที่ ๒ ตอรัชกาลที่ ๓ ทานผูหญิงนวล ภริยาเจาพระยา อรรคมหาเสนา (บุนนาค) และสมเด็จเจาพระยาบรมมหาประยูรวงศ (ดิศ บุนนาค) บุตรทานผูหญิง นวล ขณะดํารงตําแหนงเปนเจาพระยาพระคลังไดรวมกันปฏิสังขรณ ตอมาพระบาทสมเด็จพระปร เมนทรมหามงกุฏ พระจอมเกลาเจาอยูหัว พระราชทานนามวัดใหมวา ‘วัดนวลนรดิศ’ เพื่อระลึกถึง ทานผูหญิงนวลและสมเด็จเจาพระยาบรมมหาประยูรวงศมารดาและบุตร ผูรวมกันปฏิสังขรณวัดนี้ สิ่งสําคัญในพระอาราม - พระอุโบสถ 2_edit.indd 58 22/02/2013 09:15:02
๕๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ไดรับการปฏิสังขรณใหมหมดเมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๖ ประตูหนาตางพระอุโบสถประดับดวย ซุมปูนปน ลายบานประตูดานนอกเปนลายรดนํ้า บานประตูดานในเปนภาพเขียนสีรูปโคมและโตะ จีน ฝาผนังภายในเปนผนังปูนเกลี้ยง พระประธานในพระอุโบสถเปนพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาด ใหญพอสมควร ประทับอยูบนฐานชุกชี มีซุมเรือนแกวประดับ พระพุทธรูปองคอื่นๆ ในพระอุโบสถ เปนพระพุทธรูปสมัยอยุธยา ทําดวยหินทรายแดงขนาดใหญ ตอมาไดรับการบูรณะใหมเปนลงรักปด ทอง แตหุนขางในพระพุทธรูป ยังคงเปนศิลาสมัยอยุธยาทั้งสิ้น ยังคงมีเคาเดิมปรากฏอยู - พระวิหาร เปนอาคารทรงไทยคอนกรีตเสริมเหล็กหลังคา ๒ ชั้น มุงกระเบื้องเคลือบสี ประดับชอฟา ใบระกา หางหงสปูนปน หนาบันพระวิหารเปนลายปูนปนแบบจีนเปนรูปแจกันดอกไม นก และ สัตว ทาสีตางๆ ภายในพระวิหารบนฐานชุกชีเปนที่ประดิษฐานพระพุทธรูป - พระเจดีย - อยูดานหลังพระอุโบสถ กอนถึงพระวิหารเปนเจดียเหลี่ยมยอไมสิบหก องคระฆังเปนเหลี่ยม ถัดไปเปนปลองไฉนเรียบ สูงขึ้นไปเปนพระเจดียปูน 2_edit.indd 59 22/02/2013 09:15:05
๖๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) วัดบางแคนอย วัดบางแคนอยนี้อยูในจังหวัดสมุทรสงคราม หลายคนเรียกวา เมืองแมกลอง และบางคนก็ นึกถึงดอนหอยหลอด ตลาดแมกลอง หรืออุทยาน ร.๒ หรือ ผลไมตางๆ ที่ขึ้นชื่อนานาพรรณ เมือง แหงลุมแมนํ้าแมกลอง เปนดินแดนแหงพระพุทธศาสนาอยางแทจริง ซึ่งมีพระเกจิอาจารยชื่อดัง วัดวาอารามมากมาย ในสมัยรัชกาลที่ ๒ เจาพระยาวงศาสุรศักดิ์ (แสง วงศาโรจน) สรางวัดที่ปากคลองบางแค เรียก วัดบางแคนอก เพราะในคลองบางแคมีวัดอีกหนึ่งคือ วัดบางแคใน ตอมาสมัยในแผนดินพระพุทธเจา หลวงลนเกลา รัชกาลที่ ๕ ประมาณป พ.ศ. ๒๔๓๐ คุณหญิงจุย (นอย) ภรรยาพระยาภักดีนฤบดินทร (กุง วงศาโรจน) ซึ่งดํารงตําแหนงจางวางผูกํากับราชการเมืองราชบุรี ไดสรางวัดอีกหนึ่งวัดริมแมนํ้า แมกลองเหนือวัดแคนอกขึ้นไปจึงเรียกวา วัดบางแคเหนือ แตคนไมนิยมเรียกชื่อนั้น กลับมาเรียกวา วัดบางแคนอยแทน เพราะเปนวัดเล็กที่สรางใหมใกลวัดบางแคและคุณนอยเปนผูสราง และเรียกวัด บางแคนอกเปนวัดบางแคใหญ ซึ่งเปนพี่สาวไดเปนผูสราง สวนวัดบางแคในเรียกวา วัดบางแคกลาง พ.ศ. ๒๔๒๕ พระอธิการทัตเริ่มตนสรางโบสถบนแพไมไผ และเอาแพผูกติดไวกับตนโพธิ์ริม แมนํ้าแมกลองในปจจุบัน (เรียกอุทกกุกเขปสีมา) คุณหญิงจุย (นอย) วงศาโรจน แตเดิมทานอาศัยอยู แถววัดบางแคนอย ในปจจุบันตอมาแตงงานและไดยายตามสามีซึ่งรับราชการอยูที่เมืองราชบุรี มีจิต ศรัทธาถวายที่ดินจํานวน ๘ ไร ๒ งาน ๒๙ ตารางวา ใหสรางโบสถในป พ.ศ. ๒๔๓๐ และกอสราง และผูกพัทธสีมาในป พ.ศ. ๒๔๔๐ เปนโบสถแบบมหาอุต คือ มีประตูหนาเพียงประตูเดียว สราง ดวยอิฐถือปูน ขางบนเปนไม หนาโบสถเปนรูปผีเสื้อ ไมมีชอฟาใบระกา 2_edit.indd 60 22/02/2013 09:15:08
๖๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) วัดบางแคนอยเปนวัดที่ไมมีหมูบาน แตมีวัดตั้งอยูใกลเคียงกันจํานวนมาก - ทิศเหนือ ประมาณ ๑๐ เสน (๔๐๐ เมตร) ถึงวัดปากนํ้า - ทิศใต ๓ เสน ถึงวัดบางแคใหญ - ทิศตะวันตก ประมาณ ๒๕ เสน ถึงวัดบางแคกลางและวัดเกาะเทพศักดิ์ นอกจากนี้ วัดบางแคนอยไมมีรายไดของวัด เชน ธรณีสงฆหรือเงินมูลนิธิ อาหารบริโภคก็ฝด เคือง บิณบาตไมพอฉันท บางวันมื้อเย็น ศิษยวัดตองหุงขาวตากแหงแทนขาวสาร สภาพวัดทรุดโทรม มาก จากพระอธิการทัตก็มีเจาอาวาสอีก ๕ องค คือ พระอธิการรอด พระอธิการเจอะ พระอธิการ พวงและพระอธิการสี แตไมไดบูรณะวัดใหเจริญ ชาวบานจึงพากันไปนิมนตพระภิกษุเขียว ญิติสสโร จากวัดบางแคใหญ (เดิมทานเปนคนอําเภอเขายอย จ.เพชรบุรี) เคยมาเรียนหนังสือขอม-ไทย กับ พระอธิการเทศ วัดปากนํ้า เมื่อทานอายุได ๑๑ ป (พ.ศ. ๒๔๓๐) จนครบบวช จึงกลับไปอุปสมบท ที่วัดหวยหลวง อําเภอเขานอย และพักอยูที่นั้น ๑๕ วัน จากนั้นมาจําพรรษาที่วัดบางแคใหญได ๕ พรรษา พรรษาที่ ๘ ญาติโยมไดนิมนตไปจําพรรษาที่วัดแกนจันทร ๑ พรรษา แลวกลับมาอยูที่วัด บางแคใหญอีกครั้ง จนพรรษาที่ ๑๕ ชาวบางแคนอยจึงไดนิมนตทานมาอยูที่วัดบางแคนอย มาเปน ผูรักษาการที่วัดบางแคนอยและตอมาก็ไดรับการแตงตั้งเปนเจาอาวาส ทานสรางศาลาการเปรียญ ใหมและเริ่มสรางอุโบสถใหม ป พ.ศ. ๒๔๘๔ แลวเสร็จในป พ.ศ. ๒๔๙๐ ปดทองฝงลูกนิมิตป พ.ศ. ๒๔๙๒ สรางศาลาทานํ้าใหม ๓ หลัง สรางโกดังเก็บศพ กุฏิก็สรางใหมหมด โดยเปลี่ยนแปลงจาก เดิม พ.ศ. ๒๔๙๖ เริ่มมีการศึกษาพระปริยัติธรรม ทานมีความรูทางดานวิทยาคม ใชคาถารักษาคน ปวยโดยการเปาและสมุนไพร ทานมรณภาพในวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ และตอมาพระครู ศัพทวิมล (แพ นันโท) รักษาการแทนเจาอาวาส ตอมาทานไดรับแตงตั้งสมณศักดิ์เปนพระครูสมุทร 2_edit.indd 61 22/02/2013 09:15:11
๖๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) นันทคุณ เจาคณะตําบลเมืองใหม เขต ๓ เปนพระอุปชฌาย ทานไดพัฒนารับชวงตอจากพระอธิการ เขียว โดยเปนผูเริ่มซื้อที่จากชาวบานมาเปนธรณีสงฆ ๒ ครั้ง รวม ๙ ไรเศษ สรางสถานีอนามัยชั้น หนึ่งซึ่งคือโรงพยาบาลอัมพวาในปจจุบัน สรางฌาปนสถาน ยายกุฏิ ยายศาลาการเปรียญ ทานยัง ไดสรางอุโบสถใหมแทนที่อุโบสถเดิม ซึ่งสรางสมัยในป พ.ศ. ๒๔๘๔ ซึ่งเปนเวลาที่เกิดสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ซึ่งตอนนั้นขาดแคลนวัสดุกอสรางและมีคุณภาพตํ่า จึงทําใหอุโบสถหลังเดิมเสื่อมโทรม เร็มกวาที่ควร กระทําสังฆกรรมของภิกษุสงฆเปนไปดวยความยากลําบาก ดวยเหตุดังกลาวจึงมี ความจําเปนอยางยิ่งที่จะตองทําการกอสรางใหมทั้งหลัง ซึ่งไดรับเงินจํานวนหนึ่งเปนทุนประเดิม การกอสรางอุโบสถหลังใหมจากคุณจวงจันทร บูรกรรมโกวิท และประกอบพิธีวางศิลาฤกษวันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ และดําเนินการกอสรางมาถึงปจจุบัน ซึ่งอุโบสถปจจุบันเปนหลังที่ ๔ เปน หลังเดียวในประเทศไทยที่ผนังโบสถ แกะสลักดวยไมสักเรื่องราวของทศชาติ วิจิตรสวยงาม ดังที่ เห็นในปจจุบันเปนฝมือชางแกะสลักจากจังหวัดเพชรบุรี มีนักทองเที่ยวมาชมความสวยงามทั้งชาว ไทยและตางประเทศเปนจํานวนมาก อุโบสถภายในไมสักแกะสลัก การแกะสลักที่นาสนใจ และหาดูไดยาก เนื่องจากตองใชงบประมาณเวลาและฝมือการแกะ สลักที่ประณีตบรรจง โดยใชชางที่มีความชํานาญ ไมมะคาโมงซึ่งใชเปนแทนรองพระประธานมีขนาด ใหญมาก คือ กวาง ๒ เมตรครึ่ง ยาว ๓ เมตร หนา ๔ นิ้ว ชุกชีพระประธานเปนไมแกะสลัก ในทรง จอมแห พื้นอุโบสถปูดวยไมตะเคียนทอง หนา ๒๒ นิ้ว กวาง ๔๐- ๔๔ นิ้ว ฝาผนังพื้นเปนไมแกะสลัก หนา ๓ นิ้ว แกะสลักเปนรูปคน สัตว ตนไม และแกะเสริม รวมหนาถึง ๖ นิ้ว ฝาผนังดานตรงขาม พระประธานเปนไมแกะสลักรูปปางชนะมาร ฝาผนังดานซาย- ขวา ของพระประธาน เปนไมแกะ สลักรูปพระเจาสิบชาติ ฝาผนังดานหลังพระประธานเปนไมแกะสลักการประสูติ ตรัสรู นิพพาน ฝา ผนังใตธรณีหนาตาง ๒ ขาง แกะสลักฝงดวยไมโมกมัน รูปพระเวสสันดร จั่วดานหนาและหลังเปน ไมแกะสลัก ดานขางทั้งสองเปนคูหา ลงรักปดทอง คันทวยเปนไมลงรักปดทอง 2_edit.indd 62 22/02/2013 09:15:14
๖๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ประเพณีและพิธีกรรม เนื่องจากในปพ.ศ. ๒๓๖๓ เกิดโรคหา (อหิวาตกโรค) ระบาดในพระนคร สาเหตุเริ่มระบาดมา จากเกาะหมาก (ปนัง) แลวลุกลามตามหัวเมืองชายทะเลมาสมุทรปราการและพระนคร โรคนี้ระบาด อยู ๑๕ วัน ทําใหคนตายไปไมนอยกวาสามหมื่น กลาวกันวา ซากศพ ผูเสียชีวิตในครั้งนั้นทับถม กายกันดังกองฟนอยูตามวัดวาอารามทั่วไป หลายแหงมีศพลอยอยูตามแมนํ้า ลําคลอง จนคฤหัสถ หนีจากบาน พระสงฆหนีจากวัด สรางความหวาดหวั่นตอมรณภัยใหแกชาวพระนครอยางยิ่ง จึงโป รดฯใหประกอบการพระราชพิธีอาพาธพินาศตามโบราณราชประเพณีขึ้นเมื่อวันจันทรเดือน ๗ ขึ้น ๑๐ คํ่าขณะที่อหิวาตกโรคกําลังระบาดอยู พระราชพิธีนี้ไดจัดทําขึ้น ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ลักษณะคลายพิธีตรุษ มีการยิงปนใหญรอบพระนครตลอดรุงคืนหนึ่ง แลวอัญเชิญพระแกวมรกต และพระบรมสารีริกธาตุออกแห มีพระสงฆชั้นผูใหญรวมไปในขบวน โดยทําหนาที่โปรยทรายและ ประพรมนํ้ามนตพระปริตร ขับไลโรครายไปตลอดทางทั้งทางบกและทางเรือ ระหวางนั้น พระบาท สมเด็จพระเจาอยูหัวทรงงดเสด็จออกวาราชการ ทรงรักษาอุโบสถศีล บําเพ็ญพระราชกุศล และ โปรดใหพระบรมวงศานุวงศ ขุนนาง ขาราชการ หยุดงาน เพื่อรักษาศีลทําบุญทําทานตามใจสมัคร ไดทรงปลอยปลา ปลอยสัตวตางๆ เปนอันมาก ประกาศหามราษฎรฆาสัตวตัดชีวิตใหอยูแตในบาน เรือน นอกจากมีธุระรอนหรือจําเปนจริงๆ จึงใหออกจากบานได พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงพระราชทานพระราชทรัพยใหจัดการเผาศพไมมีญาติ และโปรดใหปลอยนักโทษออกจากที่คุมขัง นักโทษใดอยูตางถิ่นหางไกลไรเงินทองจะกลับบาน ก็ พระราชทานพระราชทรัพยใหเปนทุนรอนทํามาหากินและกลับบานตามสมควรแกความจําเปน จะไดรําลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณกลับตัวเปนคนดี พระราชพิธีอาพาธพินาศเปนการปลุกปลอบ ขวัญราษฎรในยามขวัญเสียเปนอยางดี โดยเฉพาะอยางยิ่ง ในสมัยนั้นการสาธารณสุขยังไมเจริญ กาวหนา จึงไมมีวิธีใดดีไปกวาการชวยเหลือ ความทุกขยากของราษฎรจากโรคหา เปนเหตุใหทรง สังเวชสลดพระราชหฤทัยมาก จึงไดพระราชทานสิ่งของเครื่องใชสอยแจกจายไปในหมูคนที่เดือด รอนมากนอยตามลําดับ นอกจากนี้ ยังโปรดใหตั้งโรงทานขึ้นที่ริมประตูศรีสุนทรระหวางกําแพง พระบรมมหาราชวังกับกําแพงเมือง พระราชทานอาหารเลี้ยงราษฎรและจัดนิมนตพระสงฆมาแสดง ธรรมที่โรงทานนั้นทุกวัน การตั้งโรงทานนี้รัชกาลที่ ๓ แตครั้งยังดํารงพระราชอิสริยยศเปนกรมหมื่นเจษฎาบดินทร ทรงจัดตั้งขึ้นกอนที่วังของพระองคทานคือ วังทาพระ ความทราบถึงรัชกาลที่ ๒ ทรงสรรเสริญวา เปนพระเจาลูกยาเธอที่ทรงทําทานอยูเปนนิตยนาอนุโมทนาควรที่พระองคจะทรงบําเพ็ญทานใหยิ่ง กวาจึงโปรดใหตั้งโรงทานดังกลาวขึ้นบาง 2_edit.indd 63 22/02/2013 09:15:16
๖๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การปรับปรุงผอนปรนพระราชประเพณี(๑) ตามประเพณีโบราณ เวลาที่พระเจาแผนดินเสด็จไป ณ ที่ใด ไมวาจะเสด็จทางสถลมารค หรือชลมารคประชาชนหามเดินหรือยืนเยี่ยมหนาตางเยี่ยมประตูใกลทางเสด็จพระราชดําเนิน หาก ประชาชนไมเชื่อฟง องครักษมีสิทธิใชอาวุธตางๆ ทํารายประชาชนได ตอมาในสมัยรัชกาลที่ ๒ มี สตรีผูหนึ่งมารองทุกขตอพระองคในระหวางทางเสด็จกลับจากพระราชทานพระกฐินวา ถูกองครักษ ในขบวนเสด็จใชอาวุธทํารายจนนัยนตาพิการ เมื่อรัชกาลที่ ๒ ทรงสดับแลว ไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯใหแพทยหลวงผูเชี่ยวชาญจักษุ โรคมาชวยรักษาสตรีผูนี้ และไดพระราชทานผานุง ผาหม รวมทั้งเงินตราทําขวัญสตรีผูนี้ตามสมควร แลวโปรดเกลาฯ ใหออกประกาศยกเลิกประเพณีการยิงกระสุนในระหวางทางเสด็จพระราชดําเนิน “...โปรดใหมีพระราชบัญญัติหามวา แตนี้สืบไปเมื่อหนาอยาใหเจาพนักงานในเรือประตูหนา ประตูหลัง ในเรือตั้ง ในเรือพระที่นั่ง เอากระสุนยิงเอาราษฎรตอไป เปนแตใหเงือดเงื้อพอใหรูกลัว เพราะฉะนั้น เจาพนักงานตองเอากระสุนเตรียมไปตามธรรมเนียม แลวหามคนที่ไมเคารพเรียบรอย แตดวยโบกมือหามบางเงื้อกระสุนบาง...”(๒) (1) แนวพระราชดําริเการัชกาล, ๒๕๒๗ (2) ประชุมประกาศรัชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๓๙๔-๒๔๐๐, พระนคร: คุรุสภาลาดพราว, ๒๕๐๓. 2_edit.indd 64 22/02/2013 09:15:19
๖๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การฟนฟูขนบประเพณี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงเลื่อมใสศรัทธาพระธรรมคําสั่งสอนของศาสนา พุทธ และไดทรงดําเนินตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถในการทํานุบํารุงพระพุทธ ศาสนาใหเจริญรุงเรือง ในเดือน ๖ พ.ศ. ๒๓๖๐ ไดโปรดเกลาฯ ใหฟนฟูประเพณีการจัดงานวัน วิสาขบูชาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เหมือนดังที่เคยจัดทํากันในสมัยกรุงสุโขทัยพระราชพิธีวันวิสาขบูชาซึ่ง โปรดเกลาฯ ใหจัดขึ้นในป พ.ศ. ๒๓๖๐ นั้น ไดเปนประเพณีปฏิบัติสืบมาจนทุกวันนี้ แตไดมีการ เปลี่ยนแปลงตัดพระราชพิธีบางขั้นตอนออกไปบาง ศุภมัสดุ ๑๑๗๙ ศก...พระบาทสมเด็จบรมธรรมมิกมหาราชารามาธิราช บรมนารถบรมบพิตร พระพุทธเจาอยูหัว...ทรงพระราชศรัทธาจะยกรื้อวิสาขบูชามหายัญพิธีอันขาดประเพณีมานั้น ให กลับคืนเจียรฐิติกาลปรากฏสําหรับแผนดินสืบไป จะใหเปนอัตตัตถประโยชนและปรัตถประโยชน ทรงพระราชศรัทธาจะใหสัตวโลก ขาขอบขัณฑเสมาทั้งปวงจําเริญอายุแลอยูเย็นเปนสุขปราศจาก ทุกขภัยในชั่วนี้แลชั่วหนา จึงมีพระราชโองการมาพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดํารัสเหนือเกลาเหนือกระหมอมสั่งวา แต นี้สืบไปเถิง ณ วันเดือน ๖ ขึ้น ๑๔ คํ่า ๑๕ คํ่า แรมคํ่า ๑ เปนวันพิธีวิสาขบูชานักขัตฤกษใหญ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจาอยูหัว จะทรงรักษาพระอุโบสถศีล ปรนนิบัติ พระสงฆ ๓ วัน ปลอยสัตว ๓ วัน หามมิใหผูใดฆาสัตวตัดชีวิต เสพสุราเมรัยใน ๓ วัน ถวายประทีปตั้งโคมแขวนเครื่องสักการ บูชาดอกไมเพลิง ๓ วัน ใหเกณฑประโคมเวียนเทียนพระพุทธเจา ๓ วัน ใหมีพระธรรมเทศนาใน พระอารามหลวงถวายชัยนาท ๓ วัน สวนพระบรมราชวงศานุวงศแลขาทูลละอองธุลีพระบาทไพร ฟาอาณาประชาราษฎรลูกคาวาณิชสมณชีพราหมณทั้งปวงจงมีศรัทธา ปลงใจลงในกุศล อุตสาห กระทําวิสาขบูชาใหเปนประเพณียั่งยืนไปทุกปอยาใหขาด ฝายฆราวาสนั้นจงรักษาอุโบสถศีลถวาย บิณฑบาตทาน ปลอยสัตวตามศรัทธาทั้ง ๓ วัน ดุจวันตรุษสงกรานต เพลาเพลแลวมีพระธรรมเทศนา ในพระอาราม ครั้นเพลาบายใหตกแตงเครื่องสักการบูชาพวงดอกไมมาลากระทําใหวิจิตรตางๆ ธูป เทียนชวาลาทั้ง (ธง) ผาธงกระดาษออกไปยังพระอาราม บูชาพระรัตนตรัย ตั้งพนมดอกไม แขวงพวง ดอกไม ธูปเทียนธงใหญ ธงนอยในพระอุโบสถพระวิหารที่ลานพระเจดีย และพระศรีมหาโพธิ และผู ใดจะมีเครื่องดุริยดนตรีมโหรีพิณพาทยเครื่องเลนสมโภชประการใดๆ ก็ตามแตในศรัทธา ครั้นเพลา คํ่าใหบูชาพระรัตนตรัย ดวยเครื่องบูชาประทีมโคมตั้งโคมแขวนจงทุกหนารานโรงเรือน และเรือแพ ทุกแหงทุกตําบล ใหฆราวาสทําดังกลาวนี้จงถวนครบ ๓ วัน(๑) คํานึงถึงเดือนหก ทั่วทายกตามโคมเคย งามสุดนุชพี่เอย ไดเห็นกันวันบูชา(๒) (1) สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพ, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๒ เลม ๒, ๒๕๐๒ (2) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย, กาพยเหชมเครื่องคาวหวาน และวาดวยงานนักขัตฤกษ 2_edit.indd 65 22/02/2013 09:15:21
๖๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การใชธงชางเปนธงชาติ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย พระองคไดชางเผือก ๓ เชือก คือ พระยาเศวตกุญชรอดิศร ประเสริฐศักดิ์ เผือกเอกอัครไอยรา มงคลพาหนะนาถบรมราช จักรพรรดิ วิเชียรรัตนเคนทร ชาติคเชนทรฉัททันต หิรัญรัศมีศรีพระนคร สุนทรลักษณะเลิศฟา ได มาจากเมืองโพธิสัตว ตรงกับป พ.ศ. ๒๓๕๕ พระยาเศวตไอยรา บวรพาหนะนาถ อิศราราชบรมจักรศรีสังขศักดิอุโบสถ คชคเชนทรชาติอา การศจารี เผือกผองศรีบริสุทธิ์ เฉลิมอยุธยายิ่ง ริมสมิงมงคล จบสกลเลิศฟา ไดมาจากเมืองเชียงใหม ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๕๙ พระยาเศวตคชลักษณ ประเสริฐศักดิ์สมบูรณ เกิดตระกูลสารสิบหมู เผือกผูพาหนะนาถ อิศร าราชธํารง บัณฑรพงศ จตุพักตร สุรารักษรังสรรค ผองผิวพรรณผุดผาดศรี ไกรลาสเลิศลบ เฉลิม พิภพอยุธยา ขัณฑเสมามณฑล มิ่งมงคลเลิศฟา ไดมาจากเมืองนานตรงกับป พ.ศ. ๒๓๕๙ ตามโบราณราชประเพณีวา การที่มีชางเผือกมาสูพระบารมีนั้น เปนการเพิ่มพูนพระเกียรติยศ เปนบารมีอันสูงสุด พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยจึงทรงไดรับการถวายพระนามวา “พระเจาชางเผือก” การที่มีชางเผือกมาสูพระบารมีถึง ๒ เชือก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย จึงโปรด ใหใชธงซึ่งชักในเรือกําปนหลวง ที่แตงไปคาขายยังนานาประเทศ เปนรูปชางสีขาวอยูกลางวงจักรติด ในธงพื้นแดง เปนมูลเหตุที่ใชธงชางเปนธงสําหรับชาติไทยแตนั้นมา ธงเรือหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย 2_edit.indd 66 22/02/2013 09:15:24
๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ศิลปะ วัฒนธรรม และวรรณกรรม ศิลปกรรม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย เปนระยะเวลาที่บานเมืองเปนปกติสุข การศึกสงครามกับประเทศเพื่อนบานก็มีบาง ในตอนตนรัชกาล แตดวยพระปรีชาสามารถของ พระองคที่ทรงพยายามระงับขอขัดแยงตางๆ จึงทําใหการสงครามกับประเทศเพื่อนบานสงบลงได โดยสันติ เมื่อบานเมืองปราศจากศึกสงครามพระองคจึงทรงมีเวลาเพื่อการทํานุบํารุงบานเมืองใหเจริญ รุงเรืองไดเต็มที่ โดยเฉพาะทางดานศิลปกรรม ซึ่งเสื่อมโทรมมาตั้งแตสมัยเสียกรุงศรีอยุธยา เพราะ พมาโยกยายกวาดตอนศิลปวัตถุและชางฝมือดีๆ ไปเมืองพมาเกือบหมด พระองคจึงทรงมุงทํานุบํารุง ทางดานศิลปวัฒนธรรมของชาติใหรุงเรืองขึ้นใหม โดยทรงโปรดใหนักปราชญ ราชบัณฑิต ขุนนาง ขาราชการและกวี รวมกันฟนฟูสรางสรรคศิลปวัฒนธรรมของชาติในทุกๆ ดาน ศิลปกรรมในสมัย ของพระองคจึงมีความงดงามเปนเลิศ และไมเพียงแตจะเกิดประโยชนในแงทํานุบํารุงการชางเทานั้น แตยังกอใหเกิดประโยชนทางในแกบุคคลในชาติดวย จนกลาวไดวา ในรัชสมัยของพระองคนั้นนับ วาเปนยุคทองของศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทรตอนตน งานศิลปกรรมมีความกวางขวางมากรวมไปถึงสถาปตยกรรม ปฏิมากรรม ประติมากรรม จิตรกรรม นาฏกรรม ฯลฯ 2_edit.indd 67 22/02/2013 09:15:27
๖๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) สถาปตยกรรม ในรัชกาลนี้พระราชวงศและขาราชการฝายในที่ตองอยูในพระบรมมหาราชวัง รวมเปน ๒ รัชกาลมีจํานวนผูคนมากขึ้น สถานที่ภายในพระบรมมหาราชวังคับแคบที่จะสรางตําหนัก และเรือน ขาราชการฝายในไมพอ ใน พ.ศ. ๒๓๖๑ จึงโปรดใหจัดหาที่พระราชทานแลกที่บานเสนาบดีแลว สรางกําแพงขยายเขตพระบรมมหาราชวังทางดานใตออกไปจนจดเขตวัดพระเชตุพน เมื่อขยายเขตพระบรมมหาราชวัง ทรงพระราชดําริวารัชกาลที่ ๑ ไดทรงสรางสวนขวาขึ้น ทายวัง ทํานองเดียวกับสวนและสระแกวเปนที่สําหรับประพาสสําราญพระราชอิริยาบถภายใน พระราชวังครั้งกรุงศรีอยุธยา แตสวนขวาในรัชกาลที่ ๑ เพียงแตขุดสระกับพลับพลาที่เสวยอยูริม ปากอางแลวยังมิไดสรางสวนสระสําหรับประพาสใหเรียบรอยบริบูรณเหมือนพระราชวังหลวงครั้ง กรุงศรีอยุธยา จึงทรงพระราชดําริวานาจะสรางสวนขวาในพระบรมมหาราชวังใหงดงามบริบูรณได จึงโปรดใหพระเจาลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร (รัชกาลที่ ๓) ทรงเปนแมกอง พรอมดวยพระบรม วงศานุวงศ ขาราชการฝายในที่มีทุนรอนกําลังความสามารถ ชวยกันรับหนาที่กอสราง สวนขวา ประกอบดวยพระมหามนเทียรที่ประทับเปนหลัก มีมุขสามดาน มีสระใหญ พื้นปู อิฐถือปูนลงเขื่อนเหมือนอางแลว มีทอนํ้า ๓ สาย ปดเปดถายไปมาไดใหไดนํ้าใสสะอาดปราศจาก เลนตม มีเกาะใหญนอยเรียงราย ชักสะพานถึงกัน ทําเกงกอภูเขาไวริมเกาะๆ ละ ๒-๓ เกง หลัง เกงปลูกตนไมมีผลนานาชนิดรอบๆ บริเวณ ทําเปนกําแพงลอมมีพระที่นั่งแบบฝรั่งพื้นสองชั้นเปน ที่สําหรับฟงมโหรี มีปอมที่ริมนํ้าเปนที่จอดประทับเรือพระที่นั่งสําปนเกงใหญ มีปอมสูงสําหรับทอด พระเนตรการแขงเรือและชมบริเวณตางๆ ภายในพระราชอุทยาน การสรางสวนขวา นอกจากเพื่อไวเปนที่สําหรับเสด็จประพาส สําราญพระราชอิริยาบถแลว ยังเกี่ยวของกับราชการบานเมือง คือเพื่อใหปรากฏพระเกียรติเลื่องลือไปในนานาประเทศวาไทยได สรางราชธานี ซึ่งมีความงามสงาเหมือนดังราชธานีเดิม ที่เรียกวา สวนขวา เพราะอยูทางขวาของ พระราชมนเทียร สวนเหลานี้ในปจจุบันไดรื้อหมดแลว 2_edit.indd 68 22/02/2013 09:15:29
๖๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระที่นั่งสนามจันทร เปนพระที่นั่งไมองคเล็ก สรางขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย พระองค ทรงมีสวนรวมในการสรางและตกแตงพระที่นั่งองคนี้ดวยพระองคเอง องคพระที่นั่งมีขนาดกวาง ๓.๓๐ เมตร ยาว ๔.๕๐ เมตร สรางเปนแบบพลับพลาโถง ตั้งอยูบนพื้นเพื่อใหเคลื่อนยายได หลังคา มุงกระเบืองเคลือบสีเสาในประธาน ๔ ตน และเสาริมชายคาอีก ๔ ตนเปนเสาไมเหลี่ยม ในประธาน ขององคพระที่นั่งยกพื้นสูง ๐.๕๐ เมตร มีชานไมรอบพื้นประธานไมที่ทําพื้นประธานเปนไมสักแผน ใหญแผนเดียว จากตนสักที่ใหญและหาไดยากที่สุด ฝากระดานและฝาชายคาเขียนลายทองเปนลาย ดอกพุดตานกานแยง ซึ่งสันนิษฐานวาเปนฝพระหัตถของพระองค พระที่นั่งองคนี้ นอกจากพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย จะทรงใชเพื่อเสด็จประทับสําราญพระอิริยาบถแลว ยังทรงใชเปน ที่เสด็จออกขุนนาง และสําหรับเปนที่ประทับถวายบังคมพระบรมอัฐิที่หอพระธาตุมณเทียร เพราะ พระบัญชรตรงกับพระที่นั่งองคนี้อีกดวย สถาปตยกรรมของการสรางวัดวาอารามจะเห็นไดชัดโดยเฉพาะอยางยิ่งพระอารามหลวง เชน วัดอรุณราชวราราม และวัดสุทัศน วัดอรุณฯ นั้นทรงมีพระราชประสงคจะสรางพระปรางคองคใหม จากองคเดิมสูงเพียง ๑๖ เมตร ใหสูงสงางดงามยิ่งขึ้นเพื่อเปนศรีสงาแกบานเมือง ทุกอยางเตรียม ไวแลวแตสิ้นรัชกาลเสียกอน นอกจากนี้ยังไดทรงเตรียมการสรางพระสมุทรเจดียที่นครเขื่อนขันธ หรือสมุทรปราการ ไดโปรดใหลงมือถมศิลาและออกแบบทุกอยางไวเรียบรอยแลว แตยังมิทันลงมือ กอสรางก็พอดีสิ้นรัชกาล 2_edit.indd 69 22/02/2013 09:15:32
๗๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ประติมากรรม การชางฝมือการปนและแกะสลักลวดลายไดฟนฟูขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทรและเจริญ กาวหนาไปอีกมากในรัชกาลนี้ สังเกตไดจากลวดลายรูปทรงสัณฐานของบรรดาสิ่งกอสราง ตางเริ่ม ดวยการเอาแบบฝมือชางในสมัยกรุงศรีอยุธยาเปนหลัก ผสมผสานความคิดแนวใหมลงไปในรัชกาลที่ ๒ แบบการชางของไทยเขาสูวิวัฒนาการโดยมีอิทธิพลของศิลปะฝรั่งและจีนเขามาแทรกผสม ทําให รูปทรงลวดลายสิ่งประดับตางๆ เปลี่ยนแปลงสวยงามแปลกตาไปเปนอันมาก พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก วัดอรุณราชวราราม 2_edit.indd 70 22/02/2013 09:15:36
๗๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงใฝพระราชหฤทัยในดานนี้มาก ทรงเปนชาง ทั้งการปนและการแกะสลักที่เชี่ยวชาญยากที่จะหาผูใดมาทัดเทียมได โดยเฉพาะอยางยิ่งพระพักตร ของพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก ซึ่งเปนพระประธานประดิษฐานอยูในพระอุโบสถวัดอรุณ ราชวรารามนั้นเปนฝพระหัตถของพระองค ซึ่งทรงปนหุนขึ้นดวยฝพระหัตถ และอีกชิ้นหนึ่งคือ บาน ประตูพระวิหารพระศรีศากยมุนี วัดสุทัศนเทพวราราม (วัดพระโต, หลวงพอโต) นับเปนฝมือแกะ สลักอันยอดเยี่ยม ทํากันอยางวิจิตรงดงามเปนลายสลักซับซอนกันหลายชั้นในไมแผนเดียวกันชวน ใหนาพิศวงเปนอยางยิ่ง บานประตูชุดนี้สําหรับคูดานหนานั้นเปนฝพระหัตถ ซึ่งทรงพระราชศรัทธา สลักดวยพระองคเองรวมกับกรมหมื่นจิตรภักดีซึ่งเปนนายงานโดย เมื่อคิดแบบสําเร็จแลว ก็โปรดให ยกเขามาในทองพระโรง ทรงสลักดวยฝพระหัตถกอนเปนประเดิมแลวโปรดใหชางที่ไววางพระราช หฤทัยทําตอไป บานประตูฝพระหัตถนี้ ตอมาไดถูกไฟไหมเสียหายไปบางสวน เมื่อป พ.ศ. ๒๕๐๒ ทางราชการจึงไดถอดยายไปเก็บรักษาไวในพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ กรุงเทพมหานคร สําหรับฝมือทําหุนไทยของหลวงที่มีอยูในพิพิธภัณฑสถานแหงชาติกรุงเทพฯ ทุกวันนี้กลาวได วาแทบทั้งหมดเปนฝมือชางในรัชกาลที่ ๒ ชางสามารถปนหรือแกะหนาหุนเหลานี้ ไดอยางงดงาม ใน จํานวนนี้มีหนาหุนฝพระหัตถงามเลิศอยูดวย คือหนาพระใหญกับหนาพระนอยคูหนึ่งที่ทรงแกะดวย ไมรักเรียกกันวา พระยารักใหญ กับ พระยารักนอย สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรมพระยา นริศรานุวัดติวงศ นักปราชญผูเชี่ยวชาญดานนี้ถึงกับทรงกลาววา “งานไมมีหนาพระอื่น เสมอสอง” บานประตูพระวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม พระยารักใหญ กับ พระยารักนอย 2_edit.indd 71 22/02/2013 09:15:39
๗๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การเขียนลวดลายตางๆ บนเครื่องถวยชามในสมัยรัชกาลที่ ๒ ไดผิดแปลก พลิกแพลง ไปจากของเดิมสมัยกรุงศรีอยุธยา ฝมือชางเขียนของไทยเจริญพัฒนาขึ้นมาก ความนิยมในการ เลนของสวยของงามทําอยางดีมีฝมือรุงเรืองเฟองฟูกวาแตกอน เครื่องถวยชามเบญจรงคที่เคย สั่งเขามาจากเมืองจีน มีลายครุฑ ลายราชสีหและลายเทพนม ฯลฯ ลวนเปนศิลปะแบบเดียวกับ ที่เคยมีมาแตครั้งกรุงศรีอยุธยา ครั้นถึงรัชกาลที่ ๒ ถวยชามเบญจรงคมีแบบแปลกๆ ลวดลาย ก็พลิกแพลงไปจากของเกาเปนอันมาก มีการผูกลายขึ้นใหมหลายแบบ เชน ลายดอกกุหลาบ ลายสิงโตแบบจีนตามความนิยมและความคิดของชางไทยสงไปเปนแบบอยางใหเขียนลงใน ถวยชาม เครื่องโถ เครื่องเบญจรงค ซึ่งมีฝมืองดงามยอดเยี่ยมกวาที่เคยสั่งเขามาในยุคใดๆ โดย เฉพาะอยางยิ่งถวยชามลายนํ้าทองก็ผูกลวดลายเปนดอกกุหลาบและดอกไมอื่นๆ ลวนงดงาม ฝมือชางหลวงในสมัยของพระองคไดปนและเขียนลวดลายไดเดนชัด เนื้อถวยชามและภาชนะ ละเอียดเปนเงางามเทียบไดกับฝมือชางเครื่องถวยชามเบญจรงคที่ทํามาจากเมืองจีนได เครื่องถวย ชามเบญจรงค และลายนํ้าทองในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย จึงนับเปนศิลปะ ของชาติที่มีความงามเปนเอก การทําเครื่องถมชั้นดีอยางที่เรียกติดปากวา “ถมนคร” คนทั่วไปเขาใจกันวาชางชาวเมือง นครศรีธรรมราชทํานั้น ความจริงมิใชชางประจําเมืองมีมาแตกรุงศรีอยุธยาแตอยางใด หากเปน เพราะวิชาชางถมนคร อันโดงดังลือชื่อนั้นเพิ่งแรกบํารุงขึ้นในรัชกาลที่ ๒ ประมาณกันวาเปนสมัยที่ เจาพระยานคร (นอย) เปนเจาเมือง เจาพระยานคร (นอย) นี้ เปนคนเขมแข็ง พอใจในการชางจึงได มีพระราชกระแสรับสั่งใหทานจัดการฝกหัดวิชาชางถมขึ้นในนครศรีธรรมราช ชางถมเมืองนคร และ “ถมนคร” จึงรุงเรือง เฟองฟูขึ้นจนเปนที่รูจักกันแพรหลายแตครั้งนั้นมาจนทุกวันนี้ ผลงานทางดานประติมากรรมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ที่มีความ งดงามเปนเลิศ เชน - บานประตูพระวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงแกะสลักบานประตูพระวิหารรวมกับชางฝมือ ชั้นเยี่ยมๆ ในสมัยนั้น โดยมีกรมหมื่นจิตรภักดีเปนนายงาน บานประตูพระวิหารนี้แกะเปนรูปปา เขา ลําเนาไพร และสัตวนานาชนิดอยางมีชีวิตชีวา งดงามมาก สมดังที่พระราชนิพนธไวในเรื่องอิเหนา วา ฉลักรูปสิงหสัตวนานา ดุจเดนออกมาเหมือนจริง ทั้งเนื้อนกดังเปนเปนประหลาด พฤกษาชาติเหมือนจะไหวไกวกิ่ง อันรูปเสือสีหหมีกระทิง เหมือนจะยางวางวิ่งเวียนวน (ปจจุบันบานประตูพระวิหารนี้ไดถูกไฟไหมไปดานหนึ่ง กรมศิลปากรจึงถอดไปเก็บรักษาไว ที่พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ) 2_edit.indd 72 22/02/2013 09:15:41
๗๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) - หนาหุนหลวง เปนศิลปกรรมการชางในสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ที่สวยงามอีก ประการหนึ่ง มีทั้งหนาพระหนานาง หนายักษ หนาลิง ซึ่งเปนตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์สําหรับ พระองคนั้น ไดทรงแกะหนาหุนดวยไมรักไวคูหนึ่งเรียกกันวา พระยารักใหญ พระยารักนอย (ปจจุบัน เก็บรักษาไวในพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ) เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงโปรดฯเครื่องถวยชามเบญจรงค จึง ทรงมีรับสั่งใหหมูชางหลวงทําขึ้นเปนของหลวง โดยทรงสงลายตัวอยางออกไปเปนลายรูปครุฑ รูป ราชสีห รูปนรสิงห รูปเทพพนม และรูปพรหมสี่หนา กับทรงโปรดใหชางทําลายนํ้าทองถวาย ประติมากรรม เปนงานชางดานการหลอพระพุทธรูปซึ่งมีฝมือทําไดอยางงดงามประณีต รูปทรงสัดสวน สวยงามดีเดน มีชื่อเสียงระดับชาติมาแตโบราณ สามารถทําไดดีทุกขนาด ตั้งแตขนาดหนาตักเพียง ๓- ๔ นิ้ว จนถึงขนาดใหญทําเปนหลายแบบหลายอยางตางๆ กัน หลังจากกรุงแตก ถึงสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทรตอนตน ฝมือการหลอพระพุทธรูปได ขาดตอนไปเพราะมัวยุงเรื่องการศึกสงคราม นายชางฝมือดีตางลมหายตายจากไป ไมสูจะทัดเทียม สมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา ในสมัยรัชกาลที่ ๑ เกือบไมมีการหลอพระพุทธรูปใหมเพราะเปน เวลาที่โปรดใหอัญเชิญพระพุทธรูปโบราณที่ถูกทอดทิ้งทรุดโทรมตามวัดราง เมืองราง ในหัวเมือง เหนือลงมารวบรวมไวในกรุงเปนจํานวนถึง ๑,๒๐๐ กวาองค แลวโปรดใหบูรณปฏิสังขรณพระพุทธ รูปเกาเหลานั้น ใหงดงามบริบูรณดี แลวพระราชทานไปอยูตามวัดตางๆ ทั่วพระนคร ทั้งพระอาราม หลวงและอารามราษฎร ในสมัยรัชกาลที่ ๒ บานเมืองเริ่มสงบจึงเริ่มมีการสรางพระพุทธรูป แตมีรูปทรงเปลี่ยนไปจาก ที่เคยสรางกันมาในสมัยกอน พระพุทธรูปองคสําคัญมากที่สรางขึ้นรัชกาลนี้ คือ พระพุทธธรรมิศร ราชโลกธาตุดิลก และพระพุทธอนันตคุณอดุลยญาณบพิตร องคแรกเปนพระประธานประดิษฐาน อยูในพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามองคหลังเปนพระประธานประดิษฐานอยูในพระอุโบสถวัด ราชโอรส ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว เมื่อครั้งทรงดํารงพระราชอิสริยยศเปนพระเจา ลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทรไดทรงสรางขึ้นใหมในคราวทรงบูรณะวัดในรัชกาลที่ ๒ พระพุทธธรรมิศรราชฯ เปนพระพุทธรูปสําคัญยิ่งองคหนึ่ง ของเมืองไทย ถือเปนพระอนุสรณ แหงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ดวยพระพักตรนั้นเปนฝพระหัตถที่ไดทรงพระราช อุตสาหะ ปนหุนขึ้นดวยพระองคเอง ลักษณะและทรวดทรงของพระพุทธรูปองคนี้เปนแบบอยางที่ ประดิษฐคิดขึ้นใหมในรัชกาลที่ ๒ 2_edit.indd 73 22/02/2013 09:15:43
๗๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) จิตรกรรม ไดแก การเขียนภาพฝาผนัง มีไมมากนักในรัชกาลนี้ อาจเปนเพราะการกอสรางอาคารสถาน ที่ใหญๆ ที่สําคัญมีนอย ที่ปรากฏใหเห็นมีภาพเขียนที่ฝาผนังพระอุโบสถและพระระเบียงที่วัดอรุณ ราชวราราม แตเนื่องจากวัดนี้สรางติดตอกันเปนเวลาระยะยาวนานมาถึงรัชกาลที่ ๓ จึงปรากฏวา มีฝมือชางในรัชกาลที่ ๓ ทําเพิ่มเติมรวมเขากับของสมัยรัชกาลที่ ๒ อยางชัดเจนมาก นาฏกรรม ในรัชกาลที่ ๒ บานเมืองมีความสงบเรียบรอย สิ่งกอสรางถาวรวัตถุที่ทํากันมาแตครั้งรัชกาล ที่ ๑ นับไดวามั่นคงแข็งแรง ไมคอยเปนภาระในการซอมแซมหรือกอสรางเพิ่มเติมมากนัก ประกอบ กับทรงใฝพระราชหฤทัยดานวรรณคดีอยูแลว นาฏกรรมหรือศิลปะการละครจึงเจริญขึ้นกวาแต กอนเปนอันมาก รัชกาลที่ ๒ ไดทรงพระราชนิพนธบทละครไวมากมายทั้งละครในและละครนอก ละครในที่ สําคัญคือ เรื่อง อุณรุท รามเกียรติ์ และอิเหนา ละครนอก เชน สังขทอง ไกรทอง คาวี มณีพิชัย ไชย เชษฐ มีหลายเรื่องซํ้ากับที่แตงในสมัยรัชกาลที่ ๑ เพราะมุงหมายในการแตงตางกันของสมัยรัชกาลที่ ๑ มุงแตจะรวมเนื้อเขาไวเปนสําคัญ มิไดแตงใหเขากับกระบวนวิธีรําเลนละคร จึงดําเนินเรื่องยืดยาว เยิ่นเยอ ไมอาจปรับใหเขากับกระบวนวิธีรําไดถนัด จึงตองทรงพระราชนิพนธขึ้นใหมโดยปรับปรุง เรื่องดําเนินความใหเขากับการเลนการแสดงละครรองละครรําหรือแตงใหแสดงไดรําไดตามหลัก นาฏกรรม ซึ่งเปนศิลปะสําคัญตางหากจากวรรณกรรมหรือวรรณคดีซึ่งเจริญมากในรัชกาลนี้ การ ทรงพระราชนิพนธบทละครครั้งนั้น เมื่อทรงพระราชนิพนธเรื่องใด ตอนใดแลวก็จะพระราชทาน ตนฉบับไปใหเจาฟากรมหลวงพิทักษมนตรีผูเชี่ยวชาญทางนาฏศิลปนําไปลองซอม คิดวิธีรําดูเสียชั้น หนึ่งกอน บทใดรําขัดของตองแกบทใหเขากับวิธีรําก็มี ดวยเหตุนี้ บทละครพระราชนิพนธในรัชกาล ที่ ๑ จึงสามารถนําไปใชแสดงละครไดดีเปนที่นิยมตลอดเวลา เจาฟากรมหลวงพิทักษมนตรี ศิลปนผูเชี่ยวชาญทางนาฏศิลปและการละครในยุคตนแหงสมัย กรุงรัตนโกสินทร เปนกําลังชวยเหลืออยางยิ่ง สามารถทรงคิดประดิษฐแบบแผนทาฟอนรําตางๆ ได อยางงดงามในการปรับปรุงทารําขึ้นใหม เมื่อทรงไดรับบทพระราชนิพนธแลวก็จะนําไปซอมกระบวน รําขึ้นโดยเอาบานพระฉายขนาดใหญมาตั้งไว แลวจะทรงรําไปตามบทพระราชนิพนธนั้น คอยทอด พระเนตรเงาในพระฉายแลวปรึกษากับครูละครของพระองค ชวยกันแกไขปรับปรุงกระบวนรําจน เห็นวางดงามดีแลว จึงเปนยุติ ถาขัดของบางทีก็ถึงกับกราบบังคมทูลขอใหทรงแกบทพระราชนิพนธ เมื่อทรงคิดกระบวนทารํายุติเปนอยางใดก็จะทรงซอมใหครูละครสองคนซึ่งมีนามวา นายทองอยู และนายรุง นําไปฝกละครหลวงซอมถวายใหทอดพระเนตร ถายังไมเปนที่พอพระราชหฤทัย จะ โปรดพระราชทานกระแสพระราชดําริแกไขกระบวนรําเสียใหมอีกครั้งหนึ่งจึงยุติถือเปนแบบแผน 2_edit.indd 74 22/02/2013 09:15:45
๗๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การดนตรี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงมีพระปรีชาญาณดานนี้ไมนอยกวาดานละคร และฟอนรํา เครื่องดนตรีที่ทรงถนัดและโปรดปรานมาก คือซอสามสาย ถึงกับไดทรงสรางไวเปน ของคูพระหัตถมีอยูคันหนึ่งพระราชทานนามวา “ซอสายฟาฟาด” เปนซอคูพระหัตถอันสําคัญยิ่ง ซึ่งนักดนตรีไทยไดรูจักกันดีเพราะมีสวนโยงไปถึงเพลงพระราชนิพนธอมตะในหมูครูบาอาจารย คือ เพลง บุหลันลอยเลื่อน หรือบุหลัน (เลื่อน) ลอยฟา ตามนามที่ทรงตั้งใหไวแตครั้งนั้น บางทีก็เรียก กันวาเพลงสรรเสริญพระจันทร แตตอมาเรียกกันแพรหลายวาเพลงทรงพระสุบิน เพราะเพลงนี้มี กําเนิดมาจากพระสุบินของพระองค พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงสนพระทัยการทําเครื่องดนตรี ทรงเอาพระทัย ใสขวนขวายที่จะใหไดวัตถุสัมภาระที่ดีมาใชสรางเครื่องดนตรีใหเหมาะสมดังปรากฏในจดหมายเหตุ ในป พ.ศ. ๒๓๕๗ เปนหนังสือของเจาพระยามหาเสนา อัครมหาเสนาบดีที่สมุหพระกลาโหมถึง เจาพระยานครศรีธรรมราช ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งแจงวา “ตองพระราชประสงคหนังแพะที่ดีสําหรับจะทําซอและกลองแขกเปนอันมาก จัดหาหนัง แพะที่กรุงเทพมหานครไดดีไม (หาที่ดีไมได) จึงเกณฑมาใหเมืองนครจัดซื้อหนังแพะที่ดีสงไป...จะ เปนราคาผืนละเทาใดใหบอกเขาไปใหแจง จะไดพระราชทานเงินราคาให” ภาพจิตรกรรมเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย แหงพระบรมราชจักรีวงศ โดย นายประทวน เจริญจิตร 2_edit.indd 75 22/02/2013 09:15:51
๗๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) อีกฉบับหนึ่งแจงวา “ตองพระราชประสงคไมแกวที่ลายดีสําหรับจะทําคันกระจับป คันชักซอ คันกระจับปสาม คู คันชักซอสามอัน” ตามปกติกะโหลกซอสามสายทําจากกะลามะพราวขนาดใหญมีปุมเปนสามเสา กะลาชนิดนี้ เปนของหายาก เลากันวาถาทรงทราบวาสวนของผูใดมีมะพราวที่กะลาใชทําซอสามสามไดแลว ก็ จะทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชตราคุมหามแกเจาของสวนมิใหตองเสียภาษีอากร (งดภาษี อากร) เพราะการสนับสนุนใหกําลังใจแกเจาของสวนที่จะปลูกและทํานุบํารุงมะพราวพันธุชนิดนั้น ใหคงอยูเพื่อสําหรับใชทําซอสามสายตอไป เพลงบุหลันลอยเลื่อน เพลงบุหลันลอยเลื่อนเปนบทพระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย เปน เพลงที่มีความไพเราะเปนเยี่ยมเพลงหนึ่ง เพลงนี้เลาสืบกันมาวา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา นภาลัยทรงซอสามสายคูพระหัตถที่ชื่อวา ซอสายฟาฟาด แลวก็เสด็จเขาที่พระบรรทมไดทรงพระ สุบิน (ฝน) ไปวา พระองคไดเสด็จพระราชดําเนินไปยังสถานที่แหงหนึ่งมีความสวยงามมากไมมีที่ ใดเสมอเหมือน ขณะนั้น พระองคไดทอดพระเนตรเห็นดวงจันทรไดลอยเลื่อน เขามาใกลพระองค และดวงจันทรไดฉายแสงสวางไปทั่วบริเวณ มีความงามยิ่งนัก ทันใดนั้น เสียงทิพยดนตรีก็กังวาน หวานไพเราะ พระองคทรงสดับเสียงทิพยดนตรีนั้นดวยความเพลิดเพลินในพระราชหฤทัย จนดวง จันทรคอยลอยเคลื่อนหางไป เสียงทิพยดนตรีก็จางหายไป ก็เสด็จตื่นบรรทม แมพระองคจะทรงตื่น บรรทมแลว เสียงดนตรียังกองอยูในพระกรรณ จึงโปรดใหเจาพนักงานดนตรีเขามาตอเพลงนั้นไว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ไดพระราชทานชื่อเพลงนี้วาเพลงบุหลันลอยเลื่อน หรือ เพลงบุหลันลอยเลื่อนฟา บางทีเรียกเพลงนี้กันวา เพลงพระสุบิน เพลงนี้เคยเรียกวาเพลงสรรเสริญพระจันทร เพราะเคยใชเปนเพลงสรรเสริญพระบารมี มาสมัยหนึ่ง ภายหลังไดมีการแตงเพลงสรรเสริญพระบารมีเปนทํานองฝรั่ง จึงเรียกเพลงนี้วาเพลง สรรเสริญพระบารมีไทย เพลงบุหลันลอยเลื่อนจะใชเนื้อรองจากพระราชนิพนธเรื่อง “อิเหนา” ประกอบคํารองตอนที่วา กิดาหยันมอบกรานอยูงานพัด พระบรรทมโสมมนัสอยูในที่ บุหลันลอยเลื่อนฟาไมราคี รัศมีสองสวางดังกลางวัน พระนิ่งนึกตรึกไตรไปมา ที่จะแตงคูหาสตาหมัน ปานนี้พระองคทรงธรรม จะนับวันเคราคอยทุกเวลา (อิเหนา) 2_edit.indd 76 22/02/2013 09:15:53
๗๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) เพลงบุหลัน (เถา) พระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (ร.๒) เรื่อง “อิเหนา” ครั้นคํ่าสนธยาราตรีกาล จึงเผยมานออกชมแสงบุหลัน ทรงกลดหมดเมฆอยูพรายพรรณ แสงจันทรจับแสงรถทรง แสงโคมประทีปทองสองสวาง กระจางจับพุมไมไพรระหง พวงพะยอมหอมหวนลําดวนดง สายหยุดประยงคโยทะกา หอมกลิ่นกลวยไมที่ใกลทาง ตรัสบอกบาหยันพลางแลวแลหา ลมหวนอวลกลิ่นสุมาลยมา ระคนกลิ่นบุหงารํ่าไป เรไรจักจั่นสนั่นเสียง เพราะเพียงดนตรีปไฉน บุหรงรองพรองเพรียกพงไพร ฟงเพลินเจริญใจไปมา เมื่อนั้น ระเดนมนตรีใจกลา เปนทัพหลังรั้งพลไคลคลา เวลาคํ่าคํานึงถึงเทวี จึงปลอมแปลงแตงองคเปนอํามาตย ชวนพี่เลี้ยงราชทั้งสี่ ทรงสินธพชาติพาชี ฝาพลมนตรีขึ้นมา วรรณกรรม รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย วรรณคดีไทยโดยเฉพาะละครรําเจริญเฟอง ฟูอยางยิ่ง ราชสํานักของพระองคเปนที่ชุมนุมของกวี นักปราชญ สําหรับพระองคก็ทรงสนพระทัย และสนับสนุนดานการละครเปนอยางมาก โดยทรงโปรดฯ ใหหัดตัวละครรุนใหมๆ ขึ้น บทละคร บางเรื่องทรงพระราชนิพนธขึ้นเพื่อใหใชสําหรับเลนละคร ในการทรงบทละครนั้น ทรงเลือกสรรเจา นายและขาราชการที่เปนกวีชํานาญกลอนไวสําหรับทรงปรึกษา เชน กรมหมื่นเจษฎาบดินทร เจา ฟากรมหลวงพิทักษมนตรีและขุนสุนทรโวหาร บทละครตอนใดที่ไมไดพระราชนิพนธดวยพระองค เอง ก็จะพระราชทานใหกวีที่ปรึกษานําไปแตงตอนใดที่ทรงพระราชนิพนธ หรือกวีที่นําไปแตงแลว นํามาถวาย ก็จะนํามาอานหนาพระที่นั่งในที่ประชุมกวีเพื่อชวยกันแกไข บทละครที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงพระราชนิพนธขึ้นนั้นใชสําหรับเลน ละครเปนสําคัญ เมื่อทรงพระราชนิพนธจบแลว จะโปรดฯ พระราชทานใหเจาฟากรมหลวงพิทักษ มนตรีนําไปลองซอมกับกระบวนรําคิดวิธีรํา บทรําใดขัดของ ตองแกบทเขาหาวิธีรําแลวจึงนําละคร นั้นมาซอมถวายใหพระองคทอดพระเนตร เพื่อทรงติ ชม แกไข กระบวนรําอีกชั้นหนึ่ง จึงจะยุติลง เปนแบบแผน 2_edit.indd 77 22/02/2013 09:15:55
๗๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระราชนิพนธของรัชกาลที่ ๒ ที่เปนบทกลอนมีมากมาย ทรงเปนยอดกวีดานการแตงบท ละครทั้งละครในและละครนอกมีหลายเรื่องที่เดิมมีอยูแลว ตั้งแตสมัยรัชกาลที่ ๑ ไดทรงนํามาแตง ใหมเพื่อใหใชนําออกแสดงไดโดยทรงแตงใหเขากับวิธีรําเลนเปนละครของเดิมมุงแสวงเรื่องจึงมัก บรรยายยืดยาวรําไมไดหรือไมถนัด จึงตองทรงพระราชนิพนธขึ้นใหมใหกระชับตามกระบวนการ ฝกหัดวิธีรําและการเลนละคร มีละครใน ๓ เรื่อง คือ รามเกียรติ์ อุณรุท และอิเหนา เสภา ๑ เรื่อง คือ ขุนชางขุนแผน ละครนอกมี ๕ เรื่อง คือ ไกรทอง สังขทอง คาวี มณีพิชัย และไชยเชษฐ - เรื่องรามเกียรติ์ ฉบับใหญที่สุดเปนฉบับของรัชกาลที่ ๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ทรงเลือกพระ ราชนิพนธใหมตอนที่ทรงนํามาเลนละคร คือ ตอนหนุมานถวายแหวนไปจนถึงทศกัณฐลม และตอน ตั้งแตฆาสีดาจนถึงอภิเษกใหมกับสีดา - เรื่องอุณรุท ทรงแกไขปรับปรุงจากฉบับของรัชกาลที่ ๑ - เรื่องอิเหนา มีความยาวมากไดทรงพระราชนิพนธใหมตั้งแตตนจนจบ เปนเรื่องยาวที่สุด ของพระองค วรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ ๖ ไดยกยองใหเปนยอดบทละครรําที่ยอดเยี่ยมทั้งเนื้อ ความ ทํานองกลอน และกระบวนการเลน (ทั้งรองและรํา) รวมทั้งเปนประโยชนดานใหความรูเรื่อง โบราณราชประเพณี และพระราชพิธีความเปนอยูของคนชั้นสูงถึงคนชั้นสามัญทั่วไป - เรื่อง ขุนชางขุนแผน โปรดใหกวีสมัยของพระองคชวยกันแตงนํามาตรวจรับรองในที่ประชุม กวี ซึ่งทรงเปนประธานวินิจฉัย ตอนที่เปนพระราชนิพนธของพระองคคือ ตอนพลายแกวไดนางพิม ตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนชางแลวเขาหองนางแกวกิริยา และตอนขุนแผนพานางวันทองหนี - บทละครนอก เรื่องไกรทอง สังขทอง ไชยเชษฐ คาวี มณีพิชัย ทรงเลือกเอาของเกามาทรง พระราชนิพนธขึ้นใหมเฉพาะบางตอน นอกจากนี้ ยังไดทรงพระราชนิพนธบทพากยโขนอีกหลาย ชุด เชน ชุดนางลอย ชุดนาคบาศ และชุดพรหมาสตร มีความไพเราะซาบซึ้งเปนอมตะใชแสดงมา จนทุกวันนี้ พระราชนิพนธสําคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ พระราชนิพนธ กาพยเห(เรือ) ชมเครื่องคาวหวาน ทรงพระราชนิพนธไวตั้งแตสมัยรัชกาลที่ ๑ เพื่อใชเหเรือเสด็จประพาสสวนพระองค หรือเสด็จ ประทับเสวยในพระตําหนักฝายในเปนการชมฝพระหัตถในการปรุงเครื่องเสวยของสมเด็จพระศรี สุริเยนทราบรมราชินีที่ไดรับยกยองวาเปนเลิศในยุคนั้น พระราชนิพนธเรื่องอิเหนา นิพนธเรื่องนี้มี ความไพเราะทั้งกระบวนกลอนและบทพรรณนาทุกประการ โดยเฉพาะ ถอยคําสํานวนที่ใช มีความ ไพเราะเพราะพริ้งมาก อีกทั้งยังมีความกะทัดรัดเขากับจังหวะทารําและจังหวะดนตรีไดอยางดียิ่ง จนวรรณคดีสโมสรในสมัยรัชกาลที่ ๖ ยกยองใหพระราชนิพนธบทละครเรื่องอิเหนาของรัชกาลที่ ๒ เปนยอดของกลอนบทละครรํา อันอิเหนาเอามาทําเปนคํารอง สําหรับงานการฉลองกองกุศล ครั้งกรุงเกลาเจาสตรีเธอนิพนธ แตเรื่องตนตกหายพลัดพลายไป หากพระองคทรงพิภพปรารภเลน ใหรําเตนเลนละครคิดกลอนใหม เติมแตมตอติดประดิษฐไว บํารุงใจไพรฟาขาแผนดิน 2_edit.indd 78 22/02/2013 09:15:57
๗๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยถือเปนยุคทองของศิลปกรรมสมัย รัตนโกสินทรตอนตน และศิลปะแขนงตางๆ ที่ไดรับการทํานุบํารุงสงเสริมใหรัชสมัยนี้ ไดเปนมรดก ทางดานศิลปะที่สําคัญของชาติสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ...พระองคทานเปนผูมีความรู และความสามารถในวิทยาการหลายแขนง ตั้งแตการที่ทรง เปนพระมหากษัตริยก็ยอมทรงทราบวิชาวิทยาการตางๆ ซึ่งเปนพระมหากษัตริย มีการปกครองและ การทหาร เปนตน และยังไดทรงมีความรูทั้งในดานศิลปะ ทั้งในดานการประพันธ การดนตรี และ ในดานประติมากรรมทุกอยางที่กลาวมาก็ทําไดถึงขั้นเปนที่ยกยองทั้งภายใน และภายนอกประเทศ จึงเปนบุคคลที่เราจะเรียกไดวาเปนบุคคลที่หาไดยากผูหนึ่ง โดยเฉพาะอยางยิ่ง สําหรับพระมหากษัตริยองคนี้ ความสําคัญอยูที่ความสามารถในดาน ศิลปะนานาประการ เพราะฉะนั้น นอกจากจะถือวาทรงเปนพระมหากษัตริยที่ปกครองบานเมือง มา นําบานเมืองมาอยางสงบสุขแลว อยางในดานวิทยาการนี้ยังถือวาเปนบรมครูอีกดวย คือทานผู มีความรูในดานศิลปะ ผูคนคิดวิทยาการเกาๆ ของไทยเรา และรูสึกสํานึกในบุญคุณของทานที่สราง ศิลปะมาใหเรารุนหลังไดใช นอกจากเปนการใชประกอบอาชีพแลว ยังใชเปนเครื่องเตือนใจอยูเสมอ วา บานเมืองเรานี้ คนรุนเกามีความสามารถรักษาบานเมืองไวใหอยูอยางสงบสุขพอที่จะมีศิลปกรรม ตางๆ อันเปนที่เชิดหนาชูตามาไดอยางเปนระยะเวลาอันยาวนานไมขาดสาย ดังนั้น จึงเปนขอเตือนใจใหเราคนรุนหลังไดนึกอยูตลอดเวลาที่เราจะรักษาบานเมืองของเรา ไว โดยที่ไมตองคิดเรื่องรักชาติอยางอื่น นอกจากมองจากที่ทานไดทําไวแลว แลวเราก็หวงแหนและ รักษาไว ฉะนั้น จึงเห็นวาพระราชกรณียกิจของทานสําคัญ ภาพจิตรกรรมเรื่องอิเหนา ภาพจิตรกรรมเรื่องสังขทอง 2_edit.indd 79 22/02/2013 09:16:00
๘๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ความสัมพันธกับตางประเทศ ชาวตางชาติที่เขาสังกัดระบบไพร ไดแก ชาวลาว ชาวเขมร ชาวแขก ชาวมอญ และชาวญวน พวกนี้เขามาอยูในราชอาณาจักรโดยการอพยพเขามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารซึ่งมีนอยกวาผูที่มา โดยการถูกกองทัพไทยกวาดตอนเขามาเมื่อครั้งไทยทําสงครามกับประเทศเพื่อนบาน โดยเฉพาะ รัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ และมากที่สุด(๑) สมัยรัชกาลที่ ๓ โดยเฉพาะชาวลาวเขามามากที่สุด พระ มหากษัตริยโปรดเกลาฯใหไปตั้งชุมชนอยูในหัวเมืองชั้นใน ไดแก เมืองเพชรบุรี ราชบุรี นครชัยศรี กาญจนบุรี อยุธยา ฉะเชิงเทรา พนัสนิคม (ปจจุบันเปนอําเภอในจังหวัดราชบุรี) สมุทรปราการ สุพรรณบุรี สระบุรี และลพบุรี ตั้งเปนชุมชนของชาวลาวพวน ลาวทรงดําหรือลาวโซง ลาวเวียง ลาว ครั่ง ลาวหลวงพระบาง เปนตน ทางการแตงตั้งใหชนเชื้อชาติเดียวกันเปนมูลนาย ปกครองคนเชื้อ ชาติเดียวกัน มีตําแหนงลดหลั่นลงไปเชนเดียวกับตําแหนงมูลนายของคนไทย ตางกันที่วามูลนาย ลาวตองอยูภายใตการควบคุมของขาราชการไทยอีกตอหนึ่ง ตําแหนงสูงสุดไดเปนถึงเจาเมือง มี เพียง ๒ เมืองคือเมืองพนัสนิคม มีชาวลาวชื่อพระอินอาษา เปนเจาเมืองสมัยรัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาล ที่ ๔ และพระยาสุราราชวงศเปนเจาเมืองสระบุรี สมัยรัชกาลที่ ๓ ทั้งสองเมืองนี้มีชาวลาวอยูมาก จึงตั้งใหชาวลาวเปนเจาเมือง นอกจากนั้นยังมีตําแหนงตางๆ รองลงมาเชนเดียวกับไทย เชน ปลัด เมือง จางวาง นายกอง เจาหมู นายหมวดกํานัน พัน ผูใหญบาน ตัวอยางเชน ทาวอินทรพิสาร เปน ปลัดลาว เมืองสมุทรปราการ ซึ่งมีชาวลาวอาสาปากนํ้าตั้งอยูเปนชุมชนใหญ สังกัดกองลาวหลาย กอง และที่เมืองราชบุรีมีพระภักดีดินแดนปลัดเขมร ดูแลเขมรที่มีมากในเมืองนี้ รวมทั้งเขารวมใน การพิจารณาตัดสินคดีความภายในเมืองดวย ชาวตางดาวที่อาศัยอยูหัวเมืองนอกจาก ลาว เขมร แขก แลว ยังมีชาวมอญมีอยูมากที่ปากลัด สมุทรปราการ นครชัยศรี และสามโคก ปทุมธานี ชาวญวนมีมากตั้งเปนกองอาสาอยูในกรุงเทพฯ และมีชุมชนอยูแถวบานญวนสามเสน ยังมีชาวลาวตั้งบานเรือนอยูใกลกับสะพานมอญเรียกวา บานลาวพวน บางไปเปนเลกอยูในกรมวังสังกัดโขลนดาน โขลนหอพระตักนํ้าหามวอ เปนขาพระ วัดบวรนิเวศ บางเปนไพรหลวงกองนาไปทํานาอยูคลองแสนแสบ ผูหญิงลาวถาเปนหมายจะโปรด เกลาฯ ใหไปในวังเปนจาโขลน สังคมไทยที่มีการควบคุมคนตามระบบไพร มีจุดออนอยูมากเชน มูลนายพยายามเบียดบังไพร ไวใชสวนตัว การแสวงหาผลประโยชนจากไพร การถูกเกณฑแรงงานและสวยจนเกินที่ไพรจะทนได ไพรจึงหาทางออกดวยวิธีตางๆ เชน การหนีเขาปา หนีไปตางเมือง ตกไปเปนทาสโดยการกูหนี้ยืมสิน จากขุนนางเจานายเมื่อไมมีเงินมาใชคืนไพรจะถูกฟอง นําไปขายเปนทาส เปนตน สมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลกจึงตองออกพระราชกําหนดใน พ.ศ. ๒๓๓๐ และ พ.ศ. ๒๓๓๑(๒) เพื่อปองกัน การขายตัวเปนทาสโดยหามไพรหลวงเอาลูกหลานไปขายเปนทาส ผูซื้อไพรเปนทาสก็มีความผิดดวย (1) บังอร ปยะพันธุ, “ประวัติศาสตรของชุมชนชาวลาวในหัวเมืองชั้นในสมัยรัตนโกสินทรตอนตน” วิทยา นิพนธปริญญาโท บัณทิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๙, หนา ๓๘-๕๔. (2) หมอมราชวงศ อคิน รพีพัฒน, สังคมไทยสมัยตนรัตนโกสินทร พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๔๑๖ (กรุงเทพฯ:มูลนิธิโครงการตํารา สังคมศาสตรและมนุษยศาสตร, ๒๕๑๘) หนา ๑๘๑ 2_edit.indd 80 22/02/2013 09:16:02
๘๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) (1) วุฒิชัย มูลศิลป, “กบฏอายสาเกียดโงง : วิเคราะหจากเอกสารพื้นเวียง,” กบฏชาวนา (กรุงเทพฯ : สมาคมสังคมศาสตรแหง ประเทศไทย, ๒๕๒๕), หนา ๔๕-๕๒. วิธีหลีกเลี่ยงพันธนาการในระบบไพรประการตอไปได การไปบวชเปนพระ เพราะทําใหความ สัมพันธระหวางนายกับไพร ผูใหญกับผูนอยหมดไปและการบวชยังเปนการเลื่อนฐานะทางสังคม อีกดวย อยางไรก็ตาม การบวชเปนพระก็มิใชงายเสมอไป เพราะทางราชการจะคอยควบคุมมิให ออกบวชมากเกินไป จนมีผลเสียตอการเกณฑแรงงาน วิธีหลบหนีจากระบบไพรประการสุดทายแสดงถึงการตอตานอยางรุนแรงในลักษณะการรวม หมูคือ การกอกบฏ ซึ่งปรากฏใหเห็นมาแลวตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยา ไดแก กบฏญาณพิเชียร พ.ศ. ๒๑๒๔ กบฏธรรมเถียร พ.ศ. ๒๒๓๗ กบฏบุญกวาง พ.ศ. ๒๒๔๑ ในสมัยตนรัตนโกสินทรมีกบฏเชียง แกว พ.ศ. ๒๓๓๔ ที่ตั้งตัวเปนผูวิเศษรวบรวมพวกขาแถบหัวเมืองอีสานและฝงซายแมนํ้าโขงบุกเขายึด เมืองจําปาศักดิ์ กบฏสาเกียดโงง(๓) พ.ศ. ๒๓๖๒ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย เปนตน ชาวตางชาติในสังคมไทย ความสัมพันธกับจีน คนจีนเขามาตั้งหลักแหลงตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยา และเพิ่มจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรัชกาล ที่ ๑ ยายราชธานีมาฝงตะวันออกของแมนํ้าเจาพระยา ไดสรางพระราชวังใหมในยานคนจีน คนจีน จึงยายไปอยูตั้งแตคลองวัดสามปลื้มไปจนถึงคลองวัดสามเพ็ง นอกจากนั้นยังกระจัดกระจายอยูทั่วไป ตามเมืองตางๆ คนจีนอพยพเขามามากขึ้นโดยเฉพาะสมัยรัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาลที่ ๕ เพราะในจีน เกิดความไมสงบ มีการจลาจลแยงชิงอํานาจกันในกลุมผูปกครอง คนจีนสวนใหญไมสังกัดระบบไพรของไทย มีอิสระในการเดินทางทั่วราชอาณาจักร จึง สามารถประกอบอาชีพคาขายไดจนกุมอํานาจทางเศรษฐกิจ มีคนจีนบานที่สักเปนไพรเรียกวา เลก จีน เปนพวกลูกหลานจีนที่อยูเมืองไทยมานานและคิดตั้งหลักแหลงทํามาหากินจึงยอมใหสัก อยู ปะปนกับไพรไทยและแยกเปนกองตางหากเชน “กองสวยทองบุตรจีน” ที่เมืองสงขลา เปนไพรสม ๙๒ คน สงทองคําหนัก ๘ ตําลึง ๒ บาท ๒ สลึงเปนสวย คนจีนมีมากตามเมืองตางๆ ดังนั้นทางการ จึงแตงตั้งใหคนจีนปกครองดูแลกันเองภายใตการควบคุมของขาราชการไทยอีกทีหนึ่ง ตําแหนง ขาราชการจีนไดแก ปลัดจีน จางวางอําเภอจีน รัฐตองการสงเสริมใหคนจีนเขามามากๆ เพื่อใชเปนแรงงานอิสระในการจางงานโยธาตางๆ ซึ่งทําไดดีกวาการเกณฑแรงงานไพรไทย ดวยเหตุที่คนจีนสวนใหญเปนพอคาเดินทางคาขายระหวาง เมือง ไมมีหลักแหลงแนนอน จึงควบคุมตามระบบไพรไดยาก แตรัฐก็พยายามหาประโยชนจากคน จีนที่ประกอบอาชีพตางๆ ในรูปของการเก็บภาษีอากรและเรียกเก็บเงินคนในลักษณะของภาษีราย บุคคล เรียกวา “การผูกป” เปนการเรียกเก็บเงินคนจีนแทนการเกณฑแรงงาน เริ่มเก็บสมัยรัชกาลที่ ๒ ในอัตรา ๑ บาท ๕๐ สตางคทุกๆ ๓ ป สมัยรัชกาลที่ ๓ เก็บในอัตรา ๔- ๘ บาท แทนการอยูเวรรับ ราชการ ๑ เดือน โดยเก็บทุกๆ ๓ ป และตั้งแต พ.ศ. ๒๔๐๑ ชาวจีนตองทํางาน ๑ เดือนและอนุญาต ใหจายเงินทดแทนในอัตรา ๔ บาท ๒๕ สตางค ทุกๆ ๓ ป ซึ่งเปนวิธีการหารายไดเขารัฐอยางหนึ่ง 2_edit.indd 81 22/02/2013 09:16:04
๘๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ในรัชกาลที่ ๒ ไทยสงคณะทูต ไปเจริญพระราชไมตรีสองครั้ง ครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๓๕๓ ตอน ตนรัชกาลไดโปรดใหคณะทูตอัญเชิญพระราชสาสนไปถวายพระเจาเจียเชง (เกียเชง) รัชกาลที่ ๕ แหงราชวงศเซ็งที่ปกกิ่ง ครั้งหลังใน พ.ศ. ๒๓๖๔ เมื่อพระเจาเจียเชงสิ้นพระชนมพระเจาตากวาง (เตากวาง) ไดสืบราชสมบัติตอมา เปนการคํานับศพพระเจาแผนดินองคเกา และแสดงความยินดี ตอองคใหม ขณะเดียวกันก็หวังประโยชนทางการคาดวย ความสัมพันธทางการทูตระหวางไทยกับจีนมีมาตั้งแตสมัยสุโขทัยเปนตนมาดวยถือเสมือน เปนพี่นองกัน เปนประเทศเพื่อนบานใกลชิด สามารถไปมาคาขายทางทะเลไดโดยสะดวก การติดตอ คาขายจีนไดถือประเพณีเปนกําหนด อนุญาตใหติดตอไดเฉพาะบางเมืองไมใหทุกเมือง ใครจะติดตอ คาขายกับจีนจะตองมีพระราชสาสนและเครื่องราชบรรณาการไปถวายพระเจากรุงจีน เจริญพระ ราชไมตรีจึงคาขายไดสะดวก เพราะถาเขาไปคาขายโดยลําพังมักถูกกีดกัน หรือถูกขุนนางจีนผูรักษา เมืองกดขี่เบียดเบียน ดวยประการตางๆ สวนเรือที่ไปเปนราชการ เชนเรือราชทูต อัญเชิญพระราช สาสนหรือเครื่องบรรณาการพวกขุนนางเจาเมืองตางๆ จะยําเกรงไมกลารบกวน ประเทศตางๆ ที่จะติดตอคาขายกับจีนจึงตองแตงทูตทําเปนเจริญพระราชไมตรีพรอมเครื่อง บรรณาการถวายพระเจากรุงจีน จะไดรับความสะดวกทุกประการ ไทยก็เชนกันทางจีนจึงคิดวา บรรดาประเทศตางๆ ที่ไปถวายเครื่องราชบรรณาการไดยินยอมออนนอมเปนเมืองขึ้นของจีน จึง ทําใหมีการทวงเครื่องราชบรรณาการจากประเทศที่เคยไปติดตอที่หายเงียบไปนาน ถือเปนการ ขาดสงเครื่องราชบรรณาการไทยก็เขาใจผิดในเรื่องนี้มาเปนเวลานาน เพิ่งมาทราบความจริง ในสมัย รัชกาลที่ ๔ เพราะจีนก็คิดวาไทยเปนเมืองขึ้น จนถึงสมัยตนรัชกาลที่ ๕ จีนเห็นวาทางไทยเงียบไป นาน เพราะรูเทาทันดังกลาวจึงทวงเครื่องราชบรรณาการ ไทยจึงไดมีการประชุมหารือกันในที่สุด ก็ลงมติใหเลิกติดตอกับจีน จนกระทั่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ไทยกับจีนจึงไดมีความสัมพันธกันใหม ตอมาเมื่อจีน เปนคอมมิวนิสตมีการปดประเทศ การติดตอทางการคาขายการทูตไดหยุดชะงักหลายป จนถึง พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงไดมีการเปดสัมพันธทางการทูตติดตอคาขายกันใหมจนถึงปจจุบัน ความเขาใจผิดเรื่องราชบรรณาการนี้ ธรรมเนียมการทูตของจีนมีสวนสรางใหเกิดเปนอัน มาก แมการทําไปเพื่อพระราชไมตรีแตเวลากราบทูลพระเจากรุงจีนทางฝายราชสํานักพิธีการทูตจะ ตองแปลใจความวา มาขอออนนอมยอมเปนเมืองขึ้นทุกประการ เมื่อถึงตอนตอบรับจะเขียนเปน ทํานองวา ยินดีรับไมตรีจะไดเปนมิตรกันตอไป โดยที่ทางพระเจากรุงจีนเขาใจวายอมเปนเมืองขึ้น ตลอดไป พ.ศ. ๒๓๖๓ เจาเมืองมาเกาไดมีหนังสือเขามาขอตอเรือกําปน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ หลานภาลัยพระราชทานพระบรมราชานุญาตใหตอเรือกําปนขึ้นที่หนาบานกงสุล เมื่อตอเรือกําปน เสร็จแลวไดบรรทุกของหลวงออกไปขาย และไดโปรดพระราชทานใหยกคาธรรมเนียมตอเรือปาก เรือใหดวย 2_edit.indd 82 22/02/2013 09:16:05
๘๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ความสัมพันธกับโปรตุเกส โปรตุเกสเปนฝรั่งชาติแรกที่เขามาติดตอคาขาย ตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยา ขณะใดที่บาน เมืองไทยเกิดจลาจล หรือศึกสงครามจะพากันอพยพหลบภัยไปอยูตามเมืองอื่นๆ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ไดสงกําปนหลวงออกไปคาขายถึงเมืองมาเกาไดแตง ตั้งทูตถือสาสนนําเครื่องราชบรรณาการเขามาขอเจริญพระราชไมตรี ฝายไทยก็ตอนรับแข็งแรง เปนการตอบแทน ความเอื้ออารีที่มีตอกันและที่สําคัญก็คือในเวลานั้น ไทยกําลังตองการซื้อปนไว ใชในราชการ การติดตอทั้งสองฝายตางใหความสะดวกในการคาขายและการตอนรับตอกันเปนอยาง ดี เชน ไดลดคาธรรมเนียมเรือใหและงดเวนภาษีอากรบางประเภท ระหวางทูตพํานักอยูในไทยได พระราชทานที่อยูและเงินเบี้ยเลี้ยง เมื่อทูตจะกลับไดพระราชทานเสื้อผาสิ่งของแกทูตและเจาเมือง มาเกาเปนอันมาก ทางมาเกาก็ไดงดเวนคาธรรมเนียมอื่นๆ ใหแกเรือคาขายของไทย คงใหเสียแตคา ธรรมเนียมปากเรือ ซึ่งพระเจากรุงจีนสงขุนนางไปเรียกเก็บโดยตรงเทานั้น นอกจากนี้ยังชวยจัดหา ซื้อปนคาบศิลาใหตามพระราชประสงค พ.ศ. ๒๓๖๓ พระเจากรุงโปรตุเกสไดโปรดใหเจาเมืองกัว อาณานิคมของโปรตุเกสในอินเดีย เสนอสัญญาทางพระราชไมตรี ๒๓ ขอ มาทางทูต และขอตั้งกงสุลโปรตุเกสประจําในเมืองไทยพรอม ขอพระราชทานที่ตั้งบานเรือนสําหรับสถานกงสุล ทางไทยอนุมัติตามขอเรียกรอง ยินยอมใหไปอยู ที่บานซึ่งองเชียงสือเคยอยู คือที่บริเวณตรอกกัปตันบุช (เขตบางรัก) ริมแมนํ้าเจาพระยา ปจจุบัน ยังใชเปนสถานทูตโปรตุเกส ซึ่งนับไดวา เปนการตั้งสถานกงสุลตางชาติขึ้นเปนครั้งแรก ในสมัย กรุงรัตนโกสินทร การทําสัญญาครั้งนี้แมไมใชสัญญาทางพระราชไมตรีอยางแทจริง เพราะทําผาน ตัวแทนรัฐบาลโปรตุเกสที่เมืองกัว แตก็นับวาเปนการอนุโลมเพื่ออนุญาตใหชาวโปรตุเกสไดเขามา คาขายไดโดยสะดวก ฝายไทยก็ไดประโยชน คือ ๑. ขณะนั้นไทยตองการซื้ออาวุธมาใชปองกันประเทศ ทางโปรตุเกสไดชวยเหลือจัดหาใหได สําเร็จตามความประสงค จึงเปนที่นาชื่นชมยินดีแกฝายไทย ๒. เจาหนาที่ชั้นผูใหญของโปรตุเกสที่เปนทูตและกงสุลอยูเมืองไทยนานจนไดรับพระราชทาน บรรดาศักดิ์เปน หลวงอภัยวาณิช ประพฤติตัวเขากับคนไทยถูกอัธยาศัย ปราศจากขอรังเกียจ หรือ ระแวงซึ่งกันและกัน ๓. สถานกงสุลไมตั้งขอเรียกรองขอสิทธิพิเศษแตอยางใด คงยินยอมใหคนในบังคับโปรตุเกส ปฏิบัติตามพระราชกําหนดกฎหมายไทย นับแตนั้นมา ความสัมพันธความไมตรีและการคาขาย ระหวางไทยกับโปรตุเกสก็มีความราบรื่น โดยเฉพาะในการติดตอไปมาคาขายระหวางไทยกับบรรดา หัวเมืองขึ้นของโปรตุเกสในยานตะวันออกไกลเปนไปดวยดี 2_edit.indd 83 22/02/2013 09:16:07
๘๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ความสัมพันธกับอังกฤษ พ.ศ.๒๓๖๕ อังกฤษสงทูตนําเครื่องราชบรรณาการเขามาเจริญทางพระราชไมตรีกับไทย แต ทูตที่สงมาคราวนี้มิไดมาจากราชสํานักโดยตรง แตมาจากผูสําเร็จราชการอินเดีย (อินเดียเปนเมือง ขึ้นของอังกฤษในขณะนั้น) ทูตชื่อ นายจอหน ครอวฟอรด (John Crawford คนไทยสมัยนั้น เรียก วา นายการะฝด) เปนคนยโสถือตัววามาจากชาติมหาอํานาจ พูดจาเอาแตไดจึงไมประสบความ สําเร็จ อังกฤษสงทูตมาเจรจาความเมืองครั้งนั้น เพื่อขยายการคาของบริษัทอินเดียตะวันออกเพื่อ แกปญหาเมืองไทรบุรีและเพื่อทําแผนที่และทํารายงานเกี่ยวกับพืชสัตว ประชากร ความเปนอยู และเปนไปของไทยตลอดจนภูมิภาคของบานเมืองในถิ่นตะวันออกไกล (ไทย พมา ญวน ลาว เขมร) เสนอตอรัฐบาลอังกฤษ การขยายการคา เปนความประสงคสําคัญที่อังกฤษสงทูตมา เนื่องจากตองการขยายการคา ของบริษัทอินเดียตะวันออก (ของอังกฤษ) ที่ทรุดตัวตกตํ่ามากวา ๒๐ ป เพราะประเทศตางๆ ใน ยุโรป ทําสงครามกันในสมัยพระเจานโปเลียน ครั้นสงครามสงบ อังกฤษจึงตองการจะขยายกิจการคา ใหกวางขวางที่มาติดตอกับไทยเพราะเห็นวาเปนแหลงที่พอคาชาวยุโรปคาขายไดกําไรมาก รัฐบาล ไทยไดอนุญาตใหเรือฝรั่งชาติตางๆ เขามาคาขายไดโดยเสรีมิไดมีความรังเกียจประกอบกับในขณะ นั้น ไทยกําลังตองการอาวุธไวทําสงครามกับพมา ตองการซื้อปนเปนอันมาก ทําใหอังกฤษเห็นชอง ทางที่จะฟนฟูการคาขายกับไทยใหกลับเจริญรุงเรืองโดยอาศัยการเจรจาทําไมตรีเปนการบังหนา กอนจะเปดทางการทําสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีจริงๆ ภาพจิตรกรรมเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย แหงพระบรมราชจักรีวงศ โดยนายพิชิต ตั้งเจริญ 2_edit.indd 84 22/02/2013 09:16:14
๘๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ปญหาเมืองไทรบุรี เมื่อคราวศึกถลาง พ.ศ. ๒๓๕๒ พระยาไทรบุรี (ปะแงรัน)ไดสงทัพไปชวย รบพมา และในพ.ศ. ๒๓๕๕ ไดไปตีเมืองเประมาขึ้นตอไทยไดสําเร็จมีความชอบ จึงโปรดใหเลื่อน ขั้นเปนเจาพระยา ตอมาทางไทรบุรีเอาใจออกหางรวมมือกับพมามาตีไทย โปรดใหสอบสวนชําระ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๔ ทางไทรบุรีแข็งเมืองไมยอมสงตนไมเงินตนไมทอง จึงโปรดใหเจาพระยานคร (นอย) คุม กองทัพเมืองนครศรีธรรมราชสมทบดวยทัพเมืองสงขลา และพัทลุงมากไปตีเมืองไทรบุรีแตก เจาพระยาไทรบุรีหนีไปพึ่งอังกฤษที่เกาะหมาก (ปนัง) ไทรบุรี จึงตกเปนของไทยโดยเด็ดขาด แต ใหอยูในความดูแลของเมืองนครศรีธรรมราช อังกฤษไมตองการใหไทยมีอํานาจลงไปใกลเกาะ หมาก (ปนัง) เพราะไดใชเปนศูนยกลางการคาสําคัญสวนภูมิภาคเวลานั้น จึงตองการใหเจาพระยา ไทรบุรี (ปะแงรัน) กลับไปเปนเจาเมืองตามเดิมจะไดอาศัยเสบียงอาหารจากเมืองไทรบุรี กอนหนา นี้อังกฤษพยายามชวยเหลือเจาพระยาไทรบุรีตลอดมา เพื่อหวังประโยชนในการสรางความมั่นคง ทางการคา การใหนายครอวฟอรดมาเจรจาขอเมืองไทรบุรีคืนใหแกเจาพระยาไทรบุรี เปนการ หวังผลภายหนาของอังกฤษ การเจรจาความเมืองครั้งนั้นไมประสบความสําเร็จเพราะมีขอขัดแยง และเหตุผลประกอบหลายประการ ขอขัดแยงในระหวางเจรจาเกิดขึ้นหลายครั้งเชน เมื่อครอวฟ อรดขอตั้งสถานกงสุลอังกฤษ ไทยยินยอมตกลงแตเมื่อไดเสนอขอแลกเปลี่ยน คือ ขอใหเรือไทยที่ ไปคาขายตามดินแดนของอังกฤษหาซื้อปนไดตามความตองการเพราะไทยตองการปนไวทําศึกกับ พมา ครอวฟอรดตอบรับโดยตั้งเงื่อนไขวาจะยินยอมตามขอเสนอของไทยไดเฉพาะแตเวลาที่ไทย เปนไมตรีกับประเทศที่อยูติดกับอังกฤษ (ในอินเดีย) หมายถึง พมา ไทย จึงเห็นวาอังกฤษมุงเจรจา แตจะเอาประโยชนตนฝายเดียว ซึ่งไทยรับไมได ครอวฟอรดเปลี่ยนขอเสนอ เปนขอลดอัตราภาษีขาเขาสําหรับพอคาอังกฤษ ไทยขอใหอังกฤษ รับประกันวาจะมีเรือเขามาคาขายไมนอยกวาปละ ๕ ลํา ครอวฟอรดก็ไมรับประกัน พอไทยยื่นขอ เสนอบางวาถาเปนไทยเอาเกลือไปขายที่อินเดีย อังกฤษจะลดภาษีใหอยางไรบาง ครอวฟอรด บอก วาทําไมได จึงเปนอันวาการเจรจาเรื่องภาษีลมเหลวเพราะความเห็นแกไดของอังกฤษ กรณีที่เกี่ยวกับเมืองไทรบุรี ซึ่งเจาพระยานคร (นอย) ดูแลรับผิดชอบ (ยึดครอง) อยู ครอว ฟอรดถือหนังสือเจาพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) มายื่นตอรัฐบาลไทย มีขอความกลาวโทษเจาพระยา นคร วาไปยึดเมืองโดยพลการและขอเมืองคืน ครอวฟอรดยํ้าเจรจาขอใหฝายไทยยินยอมตามความ ประสงคของเจาพระยาไทรบุรี ไทยบอกปดขอเสนอนี้โดยอางวาเมืองไทรบุรีเปนประเทศราชของ ไทย ควรที่เจาเมืองไทรบุรีจะเขามาเจรจากับไทยโดยตรง การที่เจรจาที่จะเอาแตได มีขอขัดแยง ตลอดเวลา ยิ่งกวานั้น ครอวฟอรดไดใหคนของตนเที่ยวหยั่งนํ้าทําแผนที่ และพูดจาดูหมิ่นวาเมือง ไทย เชน กรุงเทพฯ นี้ ถาอังกฤษตองการสงเรือรบมาเพียง ๒-๓ ลํา ก็จะตีเอาได สรางความไมพอใจ ใหแกคนไทยเปนอยางยิ่ง สาเหตุเบื้องตนอันเปนหลัก กอใหเกิดความไมพอใจของฝายไทยและเกิดขัดแยงในที่สุดมี หลายประการ คือ 2_edit.indd 85 22/02/2013 09:16:16
๘๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๑. เกี่ยวกับภาษา ตางฝายตางพูดไมเขาใจภาษากัน ฝายไทยไมมีผูรูภาษาอังกฤษ และฝาย อังกฤษก็ไมมีผูรูภาษาไทย หนังสือและคําพูดตองแปลเปนภาษามลายูบาง โปรตุเกสบางแลวจึง แปลเปนภาษาไทยและภาษาอังกฤษอีกทอดหนึ่ง การเจรจาจึงยุงยากเกิดปญหาลาชา มากกวาจะ รูเรื่องแตละตอน ๒. ชาวตางชาติที่มาติดตอคาขาย สวนใหญเปนคนจีน ซึ่งแสดงกิริยาอาการออนนอมยินยอม ทําตามระเบียบตางๆ ทุกอยาง เพราะหวังแสวงหากําไรในการคาเทานั้น จึงสามารถเขากับคนไทย ไดดี แตพวกฝรั่งตรงขาม มักแสดงตัวเยอหยิ่งถือยศศักดิ์และผลประโยชนก็อยากได เจรจาขมขูดู หมิ่นตลอดเวลา จึงยากที่จะตกลงกันได ๓. ประเพณีบางอยาง เชน ไมนิยมใสเสื้อแมแตเสนาบดีเวลารับแขกเมืองถือเปนเรื่องธรรมดา แตฝรั่งดูหมิ่นวาเปนชาวปาคนเถื่อน โดยลืมนึกถึงสภาพบานเมืองวาเราอยูในเขตรอน ตอนกลางวัน อยูในบานไมนิยมใสเสื้อ นอกจากนี้เจาหนาที่กรมทาทําการคาขายกับตางประเทศ มักจะแสวงหาผล ประโยชนไปดวย ทําใหฝรั่งดูหมิ่นมากขึ้น ๔. ครอวฟอรดเคยติดตอพวกเมืองขึ้น เชน ชาวมลายู (มาเลเซีย) พวกเหลานี้อยูในอํานาจ และตามในฝรั่งดวยความเกรงกลัวจนเคยตัวคิดวาคนไทยคงเหมือนพวกนั้น ครั้นมาเห็นคนไทยไม เอาใจออนนอมยําเกรงตน จึงไมพอใจ ๕. เนื่องจากทั้งสองฝายพูดจากันโดยตรงไมได จึงตองอาศัยลามเปนสําคัญของทั้งสองฝาย ลวนคนชั้นตํ่าขุนนางไทยจึงตั้งขอรังเกียจทําใหครอวฟอรดไมพอใจพวกลามเหลานี้ ยังชอบนินทา วาราย แปลความเลอะเทอะนอกเรื่องนอกราวทั้งยังชิงกันเรียกรองเอาของกํานัล ทําใหครอวฟอรด ดูหมิ่น กลาวหาวาขุนนางไทยมีแตความโลภ ทั้งๆ ที่ตัวเองเจรจาเอาแตไดตลอดเวลา การที่รัฐบาล อังกฤษที่อินเดียสงนายจอหน ครอวฟอรด เขามาเจรจาเพื่อทําสัญญาคาขายกับไทยเปนครั้งแรก ตองพบกับความผิดหวัง ลมเหลวโดยสิ้นเชิง นายครอวฟอรดเดินทางไปเจรจากับญวนก็ไมสําเร็จ เชนเดียวกัน เพราะญวนรังเกียจฝรั่งมาก ตอมาไมนานครอวฟอรดไดมาเปนผูสําเร็จราชการประจํา เมืองสิงคโปรกลับแสดงอัธยาศัยไมตรีกับไทย เชน เมื่อเรือสินคาของไทยไปติดตอกับสิงคโปรก็ชวย เหลือเปนอันดี เมื่อทูตพมาไปขอใหญวนชวยตีเมืองไทยก็แจงเรื่องใหไทยทราบ แมทางอังกฤษจะผิด หวังในการสงทูตอยางนายครอวฟอรดมาเจรจาแตเปนผลดีแกพอคาชาวอังกฤษ เพราะไดมีพอคา ชาวอังกฤษมาคาขายในเมืองไทยมากกวาแตกอน จนกระทั่งมีพอคาสําคัญคนหนึ่งชื่อนายโรเบิรต ฮันเตอร (คนไทยเรียกวานายหันแตร) เขามาคาขายประสบความสําเร็จโดยมาตั้งหางขายอยูที่ริม แมนํ้าเจาพระยาที่กุฎี หนาวัดประยูรวงศาวาส ฝงธนบุรี ทางไทยสนับสนุนใหความสะดวกเปนอัน ดีแตมิไดลดหยอนภาษีอากรใหเปนพิเศษ แตกตางไปจากชาติอื่นๆ หากไดใชระบบเดิมที่เคยมีมา แตสมัยกรุงศรีอยุธยา สวนตัวนายฮันเตอรมีความชอบจนไดรับพระราชทานบรรดาศักดิ์เปนหลวง อาวุธวิเศษ เปนพอคาฝรั่งคนแรกที่เขามาตั้งหางคาขายในกรุงรัตนโกสินทร มารควิส เฮสติงส ผูสําเร็จราชการอินเดียของอังกฤษไดสงจอหน ครอวฟอรด เปนทูตเขามา เจริญสัมพันธไมตรีกับไทย 2_edit.indd 86 22/02/2013 09:16:18
๘๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) จอหน ครอวฟอรด เดินทางเขามาถึงเมืองไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๕ ไดเขาเฝาพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหลานภาลัย เพื่อทูลเกลาฯถวายพระราชสาสนและเครื่องบรรณาการ จากนั้นไดเขาพบ และเจรจาปรึกษาขาราชการกับขุนนางไทย การเปนทูตเขามาเจรจาของจอหน ครอวฟอรด ครั้งนี้ไม ไดผลเพราะจอหน ครอวฟอรด แสดงกิริยาไมเหมาะสม ดูหมิ่นคนไทย เอาเปรียบในการเจรจาและที่ สําคัญคือทั้งสองฝายตางไมเขาใจในภาษาซึ่งกันและกัน การเจรจาตองผานลามซึ่งเปนคนชั้นตํ่าและ สาเหตุสําคัญอีกประการหนึ่งคือจอหน ครอวฟอรด ไดใหพนักงานของตนสํารวจรองนํ้า ทําแผนที่ เพื่อจะไดรูลักษณะภูมิประเทศของประเทศไทย ทําใหคนไทยไมพอใจ ครอวฟอรดพักอยูเมืองไทย ๔ เดือน จึงเดินทางกลับโดยไมไดรับความสําเร็จในการเจรจาแตอยางใด ความสัมพันธกับอเมริกา ความสัมพันธของสหรัฐอเมริกากับไทยไดเกิดขึ้นเปนครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๒ เมื่อปพ.ศ. ๒๓๖๔ ไดมีพอคาชาวอเมริกัน ชื่อกัปตัน แฮน ไดนําเรือกําปนเขามาคาขายถึงกรุงเทพฯ เปนชาว อเมริกันคนแรกที่เขามาเมืองไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร กัปตันแฮนทราบวาขณะนั้นไทยกําลัง ตองการปนไวใชในราชการ เพราะมีเรื่องยุงยากอยูทางเมืองไทรบุรีและพมา จึงถวายปนคาบศิลา จํานวน ๕๐๐ กระบอก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงพอพระทัยเห็นประจักษใน ความชอบของกัปตันแฮน จึงพระกรุณาพระราชทานบรรดาศักดิ์ใหเปน หลวงภักดีราช พรอม พระราชทานเครื่องยศ มีถาดหมากและคนโททองประดับเกียรติและพระราชทานสิ่งของตอบแทน ใหคุมกับราคาปนที่ถวาย นอกจากนั้นยังโปรดใหงดเวนคาธรรมเนียมภาษีจังกอบที่ตองเสีย พระราชทานใหอีกดวย ภาพจิตรกรรมเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย แหงพระบรมราชจักรีวงศ โดยนายวิทย พิณคันเงิน 2_edit.indd 87 22/02/2013 09:16:24
๘๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) บุคคลสําคัญ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระ ปรมานุชิตชิโนรส พระนามเดิม “พระองคเจา วาสุกรี” ประสูติเมื่อวันเสาร เดือนอาย ขึ้น ๕ คํ่า ปจอ โทศก จ.ศ. ๑๑๕๒ ตรงกับวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๓๓ ทรงเปนพระราชโอรส องคที่ ๒๘ ในรัชกาลที่ ๑ ประสูติแตเจาจอม มารดาจุย ซึ่งมีพระองคเจาวาสุกรีเพียง พระองคเดียว ทรงผนวชเปนสามเณรในสมัย รัชกาลที่ ๑ เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๔๕ ขณะมีพระชนมายุ ๑๒ พรรษา ณ วัดพระ ศรีรัตนศาสดาราม แลวเสด็จมาจําพรรษา เพื่อ ทรงศึกษาในสํานักสมเด็จพระวันรัต วัด พระเชตุพนวิมลมังคลาราม ครั้นในสมัยรัชกาลที่ ๒ เมื่อมีพระชนมายุ ๒๐ พรรษา ไดทรงผนวชเปนพระภิกษุเมื่อป มะเมีย พ.ศ. ๒๓๕๓ เมื่อผนวชได ๔ พรรษา สมเด็จพระวันรัตผูเปนพระอาจารย และอธิบดี สงฆวัดพระเชตุพนฯมรณภาพ ครั้นออกพรรษาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยเสด็จไป พระราชทานผาพระกฐินที่วัดพระเชตุพนฯ ไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ แตงตั้งใหพระภิกษุพระองค เจาวาสุกรีเปนพระราชาคณะดํารงตําแหนงอธิบดีสงฆปกครองวัดพระเชตุพนฯ เมื่อไดรับแตงตั้งให เปนพระราชาคณะครองผาพระกฐิน ไดถวายพระพรวาไมไดเตรียมทองอุปโลกนไว พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหลานภาลัยจึงมีพระราชดํารัสใหพระราชาคณะรูปอื่นวาอุปโลกนแทน และไดกลาย เปนประเพณีของวัดนี้มาจนทุกวันนี้ที่เจาอาวาสไมตองวาอุปโลกน พระราชาคณะรูปที่ ๒ เปนผูวา อุปโลกนและรูปที่ ๓ วาสมมติ หลังจากไดเปนพระราชาคณะปกครองวัดพระเชตุพนฯ แลวไมนาน ก็ไดรับสถาปนาเปนกรมหมื่นนุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัตติยวงศ แตสมณศักดิ์ยังเสมอพระราชาคณะ สามัญจนถึงรัชกาลที่ ๓ เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัวทรงปฏิสรณวัดพระเชตุพนฯ แลว จึงทรงตั้งใหกรมหมื่นนุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัตติยวงศ เปนเจาคณะกลาง บัญชาพระอารามหลวงและ อารามราษฎร ในมณฑลกรุงเทพฯ มีสมณศักดิ์เสมอเจาคณะรอง ทรงพระปรีชาในพุทธศาสตร ราช ศาสตรแบบอยางโบราณราชประเพณี จึงทรงเปนอุปชฌายาจารย และทรงเปนอาจารยสอนอักขรวิธี และพระพุทธวัจนะตลอดจนวิชาการคดีโลกอื่นๆ ใหกับเจานายหลายพระองค เชน พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกลาอยูหัวและพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว (ตั้งแตทั้งสองพระองคยังไมไดเสด็จ ขึ้นครองราชย) พระเจาบรมวงศเธอกรมหมื่นภูบาลบริรักษ และพระเจาบรมวงศเธอกรมหลวงวงศา 2_edit.indd 88 22/02/2013 09:16:27
๘๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ธิราชสนิท เปนตน พ.ศ. ๒๓๙๔ เปนปที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวซึ่งทรงใหความเคารพ นับถือกรมหมื่นนุชิตชิโนรสฯ มาก เสด็จขึ้นครองราชย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหตั้ง “พระราชพิธีมหาสมณุตมาภิเษก”ณ วัดพระเชตุพนฯ ทรงใหเลื่อนขึ้นเปน “กรมสมเด็จพระปรมานุ ชิตศรีสุคตขัตติยวงศ” ในวันศุกรที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๙๔ ทรงบังคับบัญชาสงฆทั่วราชอาณาจักร “ดํารงตําแหนงสมเด็จพระสังฆราชองคที่ ๗ แหงกรุงรัตนโกสินทร” ผลงานทางวรรณคดี - ราย ๔ เรื่อง คือ มหาชาติ ๑๑ กัณฑ (เวนกัณฑมหาพนและกัณฑมัทรี) ปฐมสมโพธิกถา คําขวัญนาคหลวง(รายทําขวัญนาค) และประกาศบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๔ - ลิลิต ๒ เรื่อง คือ ลิลิตตะเลงพาย และลิลิตกระบวนพยุหยาตราพระกฐินสถลมารคและ ชลมารค - ฉันท ๗ เรื่อง คือ กฤษณาสอนนองคําฉันท จักรทีปนี ตําราโหราศาสตร (บางตําราวาเปน ลิลิต) ตําราฉันทวรรณพฤติและมาตราพฤติ ฉันทดุษฏีสังเวยกลอมชางพัง ฉันทสังเวย กลองวินิจฉัย เภรี (แตงเฉพาะลา ๒ ในรัชกาลที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๘๐) สมุทรโฆษคําฉันท (ตอนปลาย) และสรรพสิทธิ์ คําฉันท - โคลง ๗ เรื่อง คือ โคลงจารึกศาลาราย โคลงจารึกศาลาหนาพระมหาเจดียโคลงกลบท โคลง ตนเรื่องปฏิสังขรณ วัดพระเชตุพนฯ หรือโคลงยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว เมื่อปฏิสังขรณวัดพระเชตุพนฯ โคลงฤๅษีดัดตน โคลงภาพคนตางภาษา รายและโคลงบานแผนก - กาพย ๑ เรื่อง คือ กาพยขับไมกลอมชางพัง - กลอน ๑ เรื่อง คือ เพลงยาวเจาพระ - ความเรียง ๓ เรื่อง คือ พระธรรมเทศนาพระราชพงศาวดาร สังเขป พระราชพงศาวดาร กรุงศรีอยุธยา และคําฤษฎี นอกจากนี้ยังมีตําราพระพุทธรูปตางๆ - พระปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธเปนรอยแกว มีคาถาบาลีแทรกบางและมีสัมผัสคลายราย ยาวเพื่อสนองพระราชศรัทธาแหงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว ที่มีรับสั่งใหกรมหมื่นไกรสร วิชิตทรงอาราธนาใหทรงชําระไดทรงนิพนธชําระตั้งแตเดือนยี่ พ.ศ. ๒๓๘๗ สําเร็จบริบูรณ เมื่อวัน แรก ๑๔ คํ่า เดือน ๗ ปมะเส็ง ตรงกับวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๘๘ โดยแบงเนื้อหาสาระเปน ๒๙ ปริเฉท เปนหนังสือพุทธประวัติที่มีคุณคาทางวรรณคดี - ลิลิตตะเลงพาย พระนิพนธเปนรายสุภาพสลับโคลงสุภาพ นิพนธทํานองลิลิตเพื่อสดุดีพระ เกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกาทศรถ เนื้อหาเปนการบรรยายถึงการรบ ระหวางสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชของพมา สงครามยุทธหัตถี เมื่อป พ.ศ. ๒๑๓๕ - สรรพสิทธิ์คําฉันท พระนิพนธเปนกาพยและฉันท ทรงนิพนธสนองพระมหากรุณาธิคุณของ รัชกาลที่ ๓ พระองคเจากนิษฐาขัตติยกุมาร (กรมหมื่นภูบาลบริรักษ) ทูลอาราธนาใหทรงนิพนธแลว ทูลเกลาฯ ถวายรัชกาลที่ ๓ ในคราวทรงปฏิสังขรณวัดพระเชตุพนฯ (เคาเรื่องมาจากปญญาสชาดก) - คําฤษฎี เปนหนังสือรวมคําศัพทตางๆ ทรงพระนิพนธรวมกับพระเจาบรมวงศเธอสมเด็จ กรมพระเดชาดิศร และพระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ 2_edit.indd 89 22/02/2013 09:16:29
๙๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) สุนทรภู กวีเอกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย สุนทรภูเกิดเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๙ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก เมื่อเยาววัย สุนทรภูไดรับการศึกษา ที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) เมื่อจบการศึกษาเริ่มออกทํางานเปนเสมียนนายระวางกรมพระคลัง สวน แลวกลับมาเปนมหาดเล็กในกรมพระราชวังหลัง ในสมัยรัชกาลที่ ๒ สุนทรภูเขารับราชการ ไดตําแหนงเปนขุนสุนทรโวหารกวีประจําราชสํานัก ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๓ สุนทรภูลาออกจากราชการและออกบวช ระเหเรรอนไปตามที่ตางๆ ตอมารับ การอุปถัมภจากพระองคเจาลักขณานุคุณ และกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ สุนทรภูเขารับราชการอีกครั้งในตําแหนงพระสุนทรโวหาร เจากรมพระ อาลักษณฝายพระราชวังบวร จนถึง พ.ศ. ๒๓๙๘ สุนทรภูถึงแกกรรม รวมอายุได ๗๘ ป ชวงเวลาที่สุนทรภูมีชีวิตอยูไดสรางผลงานทางกวีไวมากมาย ทั้ง ประเภท นิราศ นิทานคํากลอน สุภาษิต บทละคร เสภา หนังสือแบบเรียน และบทเหกลอมพระบรรทม แตผลงานของสุนทรภูที่มีคุณคาและเปนที่ รูจักกันมากที่สุดคือนิทานคํากลอน เรื่องพระอภัยมณี นิทานคํากลอนเรื่องพระอภัยมณี เปนงานชิ้นเอกของสุนทรภู สุนทร ภูคิดผูกเรื่องมาดวยตนเอง เปนนิทานที่รวบรวมไวซึ่งความแปลกใหม และใหคุณคาในดานตางๆ ไมวาจะเปนคุณคาในดานวรรณกรรมหรือ ดานการสั่งสอนอบรม นิทานเรื่องนี้ไดรับการยกยองวาเปนยอดของ นิทานคํากลอน ผลงานสุนทรภูมีนิราศ ๙ เรื่อง นิทาน ๕ เรื่อง สุภาษิต ๓ เรื่อง บทละคร ๑ เรื่อง บทเสภา ๒ เรื่อง และบทเหกลอม ๔ เรื่อง ดังนี้ รายละเอียด ดังนี้ ผลงานประเภทนิราศ มี ๙ เรื่อง คือ ๑. นิราศเมืองแกลง แตงตน พ.ศ. ๒๓๕๐ ๒. นิราศพระบาท แตงปลาย พ.ศ. ๒๓๕๐ ๓. นิราศภูเขาทอง แตง พ.ศ. ๒๓๗๑ ๔. นิราศสุพรรณ(แตงเปนโคลง) แตง พ.ศ. ๒๓๘๔ ๕. นิราศวัดเจาฟา แตงราว พ.ศ. ๒๓๗๕ ๖. นิราศอิเหนา แตงราว พ.ศ. ๒๓๗๕ 2_edit.indd 90 22/02/2013 09:16:33
๙๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๗. นิราศพระแทนดงรัง แตงราว พ.ศ. ๒๓๗๖ ๘. นิราศพระประธม แตง พ.ศ. ๒๓๘๕ ๙. นิราศเมืองเพชร แตงระหวาง พ.ศ. ๒๓๘๘- ๙๒ ผลงานประเภทนิทาน มี ๕ เรื่อง คือ ๑. โคบุตร ๘ เลมสมุดไทยแตในรัชกาลที่ ๑ (แตงราว พ.ศ. ๒๓๕๖) ๒. พระอภัยมณี ๙๕ เลมสมุดไทย แตงในรัชกาลที่ ๓ (บางตําราวาแตงในรัชกาลที่ ๒ กับ ปลายรัชกาลที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๕๘) ๓. พระไชยสุริยา ๑ เลมสมุดไทย แตงในรัชกาลที่ ๓ (แตงเปนกาพยคําเทียบสอนอาน) แตงราว พ.ศ. ๒๓๘๓ ๔. ลักษณวงศ ๙ เลมสมุดไทย (เปนสํานวนผูอื่นแตงตออีก ๓๐ เลม) ๕. สิงหไตรภพ ๑๕ เลมสมุดไทย แตงในรัชกาลที่ ๒ กับปลายรัชกาลที่ ๓ แตงราว พ.ศ. ๒๓๘๓ ผลงานประเภทสุภาษิต มี ๓ เรื่อง คือ ๑. สวัสดิรักษา ๑ เลมสมุดไทย แตงในรัชกาลที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๖๔- ๒๓๖๗ ๒. เพลงยาวถวายโอวาท ราวหนาสมุดไทย ๑ แตงในรัชกาลที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๗๓ ๓. สุภาษิตสอนหญิง ๑ เลมสมุดไทย แตงในรัชกาลที่ ๓ ระหวาง พ.ศ. ๒๓๘๐ ผลงานประเภทบทละคร มี ๑ เรื่อง คือ ๑. อภัยนุราช ๑ เลมสมุดไทย แตงในรัชกาลที่ ๔ ราว พ.ศ. ๒๓๙๔ ผลงานประเภทบทเสภา มี ๒ เรื่อง คือ ๑. ขุนชางขุนแผน ๑ เลมสมุดไทย แตงในรัชกาลที่ ๒ ราว พ.ศ. ๒๓๙๔ ๒. พระราชพงศาวดาร ๒ เลมสมุดไทย แตงในรัชกาลที่ ๔ ราว พ.ศ. ๒๓๙๔ ผลงานประเภทบทเหกลอม มี ๔ เรื่อง คือ ๑. เหเรื่องจับระบํา ๒. เหเรื่องกากี ๓. เหเรื่องพระอภัยมณี และ ๔. เหเรื่องโคบุตร อนุสาวรียสุนทรภู ประดิษฐานอยูบานกรํ่า อําเภอแกลง จังหวัดระยอง อนุสาวรียสุนทรภูนี้ กรมศิลปากรเปนผูชวยออกแบบแปลนและวางผังบริเวณรวมทั้งสรางจตุรมุขมีแผนหินออนแนบไว ในแผนดินออนมีขอความจารึกดวย รวมเนื้อที่บริเวณอนุสาวรียสุนทรภูทั้งหมดประมาณ ๘ ไรเศษๆ เฉพาะสุนทรภู อยูในลักษณะนั่งกําลังใชความคิดประดิษฐานอยูบนเนินดิน โดยมีแทนหินรองรับ นอกจากนั้นยังหลอเปนรูปตัวละครเอกจากเรื่องพระอภัยมณี อันเปนวรรณคดีชั้น “อมตะ” ของ สุนทรภูอีกดวย เชน รูปปนพระอภัยมณีนั่งเปาปอยูที่เชิงเนิน รูปปนนางเงือกอยูบนแทนหินกลาง นั้น รูปปนนางผีเสื้อสมุทรยืนอยูในสระ ตัวละครตางๆ จะอยูเบื้องหนารูปปนสุนทรภู ๑. นิราศเมืองแกลง แตงตน พ.ศ. ๒๓๕๐ ๒. นิราศพระบาท แตงปลาย พ.ศ. ๒๓๕๐ ๓. นิราศภูเขาทอง แตง พ.ศ. ๒๓๗๑ ๔. นิราศสุพรรณ(แตงเปนโคลง) แตง พ.ศ. ๒๓๘๔ ๕. นิราศวัดเจาฟา แตงราว พ.ศ. ๒๓๗๕ ๖. นิราศอิเหนา แตงราว พ.ศ. ๒๓๗๕ 2_edit.indd 91 22/02/2013 09:16:35
๙๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พิธีเปดอนุสาวรียสุนทรภู ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ เวลา ๑๐.๐๐ น. ซึ่ง เริ่มดวยนายวิทยา เกสรเสาวภาค ผูวาราชการจังหวัดระยอง ประธานคณะกรรมการจัดงาน ได กลาวรายงานการสรางอนุสาวรียสุนทรภูตอนายถวิล สุนทรศารทูล รัฐมนตรีชวยวาการกระทรวง มหาดไทย ซึ่งเปนประธานพิธีเปดอนุสาวรียสุนทรภู ความวา สุนทรภูเปนจินตกวีเอกของชาติไทย รัฐบาลไดดําริและดําเนินการสรางอนุสาวรียสุนทรภูนี้มาชานานแลว โดยไดมีการวางศิลาฤกษไว ตั้งแตวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ แตก็ไดหยุดชะงักการกอสรางลงชั่วคราวดวยมีอุปสรรคบาง ประการ ตอมาจนกระทั่งถึงป พ.ศ. ๒๕๑๑ คณะกรรมการจังหวัดระยอง จึงไดเสนอเรื่องไปยังกระทรวง มหาดไทยอีกครั้งหนึ่ง และกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีฯพณฯพลเอกประภาส จารุเสถียร เปนรัฐมนตรี ก็ไดนําเรื่องนี้เสนอตอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ในที่สุดคณะรัฐมนตรีก็ไดอนุมัติใหทางจังหวัด ระยอง ดําเนินการสรางอนุสาวรียสุนทรภูตอไปได ตั้งแตวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ ทางจังหวัดระยองจึงไดเริ่มดําเนินการหาทุน และไดรับ ความรวมมือจากสวนราชการองคการ สถาบันการศึกษา คณะสงฆ พอคา คหบดี และประชาชน ชาวไทยทั่วประเทศโดยไดเงินรวมทั้งสิ้น ๙๖๒,๗๗๖.๑๐ บาท อนุสาวรียสุนทรภูไดประกอบเททอง ณ กรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ โดย พลตํารวจเอกประเสริฐ รุจิรวงศ รัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมตํารวจ ในสมัยนั้น ไดเปนประธานในพิธี กรมศิลปากรไดติดตั้งรูปปนตางๆ ไดเสร็จเรียบรอย เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ 2_edit.indd 92 22/02/2013 09:16:38
๙๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระยาตรัง มีนามเต็มวา พระยาตรังคภูมิบาล เปนกวีสมัยรัชกาลที่ ๒ ประวัติไมทราบชัด รูกันแตวาเปน ชาวนครศรีธรรมราช ไดเปนเจาเมืองตรังใน พ.ศ. ๒๓๓๐ เคยตามเสด็จรัชกาลที่ ๑ ไปตีเมืองทวาย รวมทั้งตามเสด็จกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษไปรบพมาที่เมืองชุมพรและถลาง มีผลงานดาน วรรณคดี คือ โคลงนิราศตามเสด็จลํานํ้านอย โคลงนิราศถลาง หรือ โคลงนิราศพระยาตรัง โคลงดั้น เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย และโครงกวีโบราณ ซึ่งเปนผลงานการ รวบรวมโคลงกวีเกาๆ รุนสมัยกรุงศรีอยุธยาไวดวยกันเปนจํานวนมาก นายนรินทรธิเบศร (อิน, อินทร) เปนมหาดเล็กหุมแพรในกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษวังหนา สมัยรัชกาลที่ ๒ ไดรับ เลื่อนบรรดาศักดิ์เปนนายนรินทรธิเบศรหลังจากตามเสด็จไปรบพมาที่เมืองชุมพรและเมืองถลาง ผล งานดานวรรณคดีมี โคลงนิราศนรินทร และเพลงยาว มีความไพเราะมากโดยเฉพาะอยางยิ่ง โคลง นิราศนรินทร ไดรับยกยองจากวรรณคดีสโมสรวาเปนยอดโคลงนิราศที่มีความงามและเสียงสัมผัส เปนโคลงนิราศที่มีคุณคาในวรรณคดีไทย อิน- จัน แฝดสยาม พ.ศ. ๒๓๕๔ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหลานภาลัย นางนก หญิงลูก ครึ่งจีนชาวเมืองสมุทรสงคราม ไดคลอดทารก ฝาแฝดเพศชายชื่อวา อิน-จัน เด็กฝาแฝดทั้งสอง มีลักษณะรางกายปกติเหมือนคนธรรมดาครบ บริบูรณ คนละรางกาย คนละจิตใจตางนิสัยตาง อารมณ แตมีสวนของรางกายดานหนาติดกัน ตั้งแตบริเวณสวนอกถึงหนาทอง เมื่ออิน-จัน อายุได ๑๘ ป พอคาชาว สก็อตไดมาพบเด็กฝาแฝด จึงติดตอขอซื้อจาก มารดา และนําเด็กฝาแฝดเดินทางไปประเทศ สหรัฐอเมริกา ไดฝกหัดเปนนักแสดงในคณะ ละครสัตว แสดงเรรอนไปตามเมืองใหญๆ ใน ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษ เมื่อ อายุมากขึ้น อิน-จัน จึงตั้งรกรากอยูในประเทศสหรัฐอเมริกา เปลี่ยนสัญชาติเปนชาวอเมริกัน ใช นามสกุลบังเกอร อิน- จันแตงงานกับพี่นองชาวอเมริกันมีลูกหลานสืบสกุลตอมาถึง ๒๑ คน เขาใช ชีวิตในประเทศสหรัฐอเมริกาอยางมีความสุข จนกระทั่งถึงแกกรรมเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๔๑๗ นับเปนฝาแฝดไทยคูแรกที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลก 2_edit.indd 93 22/02/2013 09:16:41
๙๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) 2_edit.indd 94 22/02/2013 09:16:44
๙๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) สถานที่สําคัญ พระราชนิเวศน พระราชนิเวศน ตั้งอยูถนนอรุณอมรินทร แขวงศิริราช เขตบางกอกนอย พระราชนิเวศนนี้ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลก ทรงสรางเมื่อ พุทธศักราช ๒๓๑๑ เมื่อครั้งยังดํารงตําแหนงเจาพระยามหากษัตริยศึกในสมัยกรุงธนบุรี แลวทรง ยายนิวาสสถานจากบานอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม มาประทับที่พระราชนิเวศนหรือจวนนี้ เดิม พื้นที่พระราชนิเวศนอยูริมแมนํ้าเจาพระยาบริเวณปากคลองมอญฟากเหนือ ตอมาโปรดใหขยาย ออกไปถึงอูกําปน (อูหมายเลข ๑ กรมอูทหารเรือในปจจุบัน) เมื่อพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาจักรบรมนาถ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลกเสวยราชยแลว พระราชนิเวศนนี้จึงเรียกกัน วา “จวนเดิม” โปรดใหสมเด็จพระเจาลูกยาเธอ เจาฟากรมหลวงอิศรสุนทร (พระบาทสมเด็จพระ รามาธิบดีศรีสินทรมหาอิศรสุนทร พระพุทธเลิศหลานภาลัย) เสด็จประทับตอมาจนเสด็จไปประทับ ที่พระราชวังเดิม แลวโปรดใหสมเด็จพระเจาลูกยาเธอ เจาฟากรมหลวงเสนารักษเสด็จประทับที่พระ ราชนิเวศนนี้ ตอมาในรัชกาลที่ ๒ สมเด็จฯ เจาฟากรมหลวงเสนานุรักษ ทรงดํารงพระอิสริยยศเปนก รมพระราชวังบวรสถานมงคลยายไปประทับ ณ พระราชวังบวรสถานมงคล จึงโปรดใหกรมขุนธิเบ ศรบวร พระโอรสสมเด็จพระบวรราชเจามหาสุรสิงหนาทประทับตอมาจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๔ จากนั้นโปรดใหกรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ เสด็จประทับจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๕ พุทธศักราช ๒๔๒๓ หลังจากนั้นไมโปรดใหเจานายพระองคใดประทับอีกและพระราชทานใหเปนที่วาการกรม ทหารเรือ พรอมทั้งโปรดใหขยายเขตกรมทหารเรือออกมาใหพอแกราชการโดยโปรดใหสรางกําแพง มีใบเสมาหมายไวเปนสําคัญวา เคยเปนเขตพระราชวังมากอน พระราชนิเวศนในปจจุบันแมจะไมมีโบราณสถานอันมีความสําคัญทางประวัติศาสตรเหลือ อยู แตอาณาบริเวณนั้นก็ยังเปนที่กลาวขานกันวา พระราชนิเวศน อาคารสถานที่อันเปนที่ทําการ ของกองเรือยุทธการและกรมอูทหารเรือ ในปจจุบันลวนเปนของสรางขึ้นในชั้นหลัง 2_edit.indd 95 22/02/2013 09:16:48
๙๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) วังเจานายสรางในรัชกาลที่ ๒ ลักษณะการสรางวังตั้งแตรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ ทําตามประเพณีครั้งกรุงศรีอยุธยาเปน ราชธานี คือ เจานายพระองคชายเมื่อโสกันต และเสด็จทรงผนวชเปนสามเณรแลวในตอนพระชันษา ยังไมถึง ๒๐ ป ยังประทับอยูในพระราชวัง บางพระองคคงอยูตําหนักในพระราชวังชั้นในอยางเดิม บางพระองคโปรดฯ ใหจัดตําหนักใหประทับอยูในพระราชวังชั้นนอก บางพระองคเสด็จประทับอยู กับเจานายที่ออกวังแลว การสรางวังพระราชทานจะสรางวังที่ตรงไหนก็ใหกรมนครบาลไลที่ บอก ใหราษฎรที่พักอยูในที่นั้นรื้อถอนเรือนยายไปอยูที่อื่นเพราะตามกฎหมายถือวาแผนดินเปนของหลวง และเจานายเมื่อทรงกรมแลว ยอมมีหนาที่ควบคุมรี้พลเปนกําลังราชการ วังก็เหมือนเปนที่ทําการ ของรัฐบาล อีกประการหนึ่งที่ดินในสมัยนั้นราคายังไมสูงนักและบานเหลานั้น สวนใหญจะมุงดวย จาก อาจจะรื้อถอนยายไปหาที่ปลูกใหมไดโดยงาย ครั้นเวลาผานมา เมื่อสรางวังหลายแหงมีคนตอง ยายบานเรือนเพราะทําวังบอยเขาก็เกิดคําพูดกัน ในเวลาที่ใครจะเอาที่ แมจนไลจากที่นั่งอันหนึ่งให ไปนั่งยังที่อื่น ก็มักเรียกกันวา “ไลที่ทําวัง” พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวทรงพระราชดําริ เห็นวาราษฎรเดือดรอน จึงโปรดฯ ใหพระราชทานคาชดใชแกผูที่ถูกยายบานเรือนเพราะสรางวัง ถาเปนที่มีเจาของนอยตัว ก็ใหวาซื้อตามราคาซื้อขายกันในพื้นเมือง ถาเปนที่คนอยูแหงละเล็กละ นอยหลายเจาของดวยกัน ก็พระราชทานคาที่ตามขนาดคิดเปนราคาจัตุรัสละ ๑ บาท อันถือวาเปน ปานกลางของราคาที่ดินในสมัยนั้น คําพูดกันวา “ไลที่ทําวัง” ก็สงบไป แตบางทีก็ไมตองหาที่ทําวัง เพราะพระราชทานวังเกาที่มีวางอยู และเจานายบางพระองคทรงไดรับมรดกบานเรือนของญาติวงศ ฝายชางเจาจอมมารดาก็โปรดฯใหสรางวังในที่นั้น 2_edit.indd 96 22/02/2013 09:16:51
๙๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ลักษณะที่สรางตางกันเปน ๒ อยาง ถาเปนวังเจาฟาสราง กําแพงวังมีใบเสมา ถาวังพระองค เจาจะมีใบเสมาไมได ประเพณีนี้เขาใจวาจะมีมาเกาแก ดวยในกฎมณเฑียรบาลกําหนด พระราชกุมาร เปนเจานาย ครองเมืองชั้น ๑ เปนหนอพระเยาวราชนั้น ๑ เจานายครองเมืองนั้นที่มากําหนดเปน ชั้นเจาฟา ในสมัยเมื่อเลิกประเพณีใหเจานายออกไปครองหัวเมือง ซึ่งสรางวังใหมีกําแพงใบเสมาจะ เปนเครื่องหมายขัตติยศักดิ์วาเปนชั้นเจานายครองเมืองตามโบราณราชประเพณี สวนตําหนักนั้นผิด กันที่ทองพระโรง หองพระโรงวังเจาฟาทําหลังคามีมุขลดเปน ๒ ชั้น ถาเปนทองพระโรงวังพระองค เจาหลังคาชั้นเดียวแตตําหนักที่ประทับจะผิดกันแตขนาดแบบแผนเปนอยางเดียวกัน มีเรือนหาหอง สองหลังแฝดเปนตําหนักใหญที่เสด็จอยูหลังหนึ่ง มีเรือนหาหองหลังเดียวเปนตําหนักนอย สําหรับ เปนที่อยูของพระชายาและพระโอรสธิดาหลัง ๑ นอกจากทองพระโรงกับตําหนัก ๓ หลัง ที่กลาว มามีเรือนสําหรับบริวารทั้งฝายหนาฝายใน วังชั้นเดิมสรางดวยเครื่องไมแกน หลังคามุงกระเบื้อง แผนผังก็วางอยางเดียวกัน คือ ปลูกทองพระโรงดานยาวออกหนาวัง ตําหนัก ๓ หลังที่เสด็จอยูและ ตําหนักนอยหันดานสกัดตอหลังทองพระโรง มีชาลาอยูระหวางกลาง มาเริ่มสรางตําหนักเปนตึก ใน รัชกาลที่ ๓ เปนของเจานายที่เสด็จอยูวังนั้นๆ ทรงสรางเองตามพระราชอัธยาศัย เชน ตําหนักตึก พระบาทสมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัว ทรงสรางไวที่พระราชวังเดิม เปนตน ประเพณีเจานายเสด็จออกอยูวัง ถาเปนวังสรางใหมมักไปปลูกตําหนักพักชั่วคราวประทับอยู กอน เพราะการสรางตําหนักสรางพระราชทานเปนพนักงานของกรมชางทหารใน เมื่อเจานายเสด็จ อยูวังสิ้นพระชนมลง ถามีวงศวานจะครอบครองวังไดก็ไดครอบครองตอมา เวนแตเปนที่วังสําคัญ เชน พระราชวังเดิม และวังที่วงศวานไมสามารถจะปกครองได จึงโปรดฯ ใหเจานายพระองคอื่นเสด็จ ไปอยู สวนวงศวานของเจานายพระองคกอนนั้น ก็ทรงพระกรุณาหาที่อยูพระราชทานตามคุณานุรูป วังที่สรางใหมในรัชกาลที่ ๒ พิจารณาตามพระชันษาพระเจาลูกเธอ ซึ่งทรงพระเจริญวัยได ออกวังในรัชกาลที่ ๒ มี ๑๔ พระองค คือ - พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว ไดพระราชทานวังเจาฟาเหม็น - กรมหมื่นสุนทรธิบดี สรางวังใหม - กรมหมื่นเทพสุนทร สรางวังใหม - สมเด็จกรมพระยาเดชาดิสร สรางวังใหม - กรมพระยาพิพิธโภคภูเบนทร สรางวังใหม - กรมพระพิทักษเทเวศร สรางวังใหม และสรางในรัชกาลที่ ๓ อีกวัง ๑ - พระองคเจาเรณู วังเดิมอยูไหนสืบไมไดความ ไดพระราชทานวังกรมหมื่นสุนทรธิบดี ใน รัชกาลที่ ๓ - พระองคเจารําไพ ทรงผนวชอยูจนรัชกาลที่ ๓ วังอยูที่ไหน สืบไมไดความ - พระองคเจาเนียม สรางวังใหม 2_edit.indd 97 22/02/2013 09:16:53
๙๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) - พระองคเจาขัตติยวงศ วังอยูที่ไหนสืบไมไดความ - กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ สรางวังใหม - กรมหมื่นสนิทนเรนทร สรางวังใหม - กรมหลวงมหิศวรินทราเรศร ไดพระราชทานวังกรมหมื่นศรีสุเรนทร - พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ไดพระราชทานวังเดิม วังที่สรางใหมทั้งหมด ๙ วัง สรางที่ริมคลองคูเมืองเดิมใกลสะพานขางโรงสี ๒ วัง ทางทาย หับเผย ๕ วัง ที่บานหมอวัง ๑ วัง ริมแมนํ้าที่ใตวัดพระเชตุพนวัง ๑ วัง - วังริมสะพานขางโรงสี วังเหนือ อยูทางฝงคลองคูเมืองฟากตะวันออก ถนนเสาชิงชาฟากเหนือ สรางพระราชทานกรมหมื่น สนิทนเรนทร ครั้นกรมหมื่นสนิทนเรนทรสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา เจาอยูหัว พระราชทานใหเปนวังกรมหลวงสรรพศิลปปรีชา พระอนุชารวมเจาจอมมารดากับกรม หมื่นสนิทนเรนทร กรมหลวงสรรพศิลปปรีชาเสด็จอยูจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๔ พระบาท สมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงซื้อพระราชทานเปนวังกรมหมื่นภูธเรศธํารงศักดิ์ เสด็จอยูมา จนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงซื้อสรางตึกแถว พระราชทานชื่อวา “ตําบลแพรงภูธร” - วังริมสะพานขางโรงสี วังใต อยูริมถนนเสาชิงชาฟากใต ตรงที่สรางศาลากระทรวงนครบาลสรางพระราชทานพระองคเจา เนียม เสด็จอยูจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๓ ตอนั้นเปนที่ประทับของพระองคเจาสวางพระองคเจา อุทัย พระองคเจาแฉง ในกรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพย ซึ่งรวมเจาจอมมารดาพระองคเจา สวางมีพระชนมมาจนถึงรัชกาลที่ ๔ พระองคเดียว เมื่อพระองคเจาสวางสิ้นพระชนมแลว - วังทายหับเผย วังที่ ๑ อยูริมคลองคูเมืองเกาฝงตะวันตก ตั้งแตถนนศาลพระเสื้อเมือง ลงไปขางใตสรางพระราชทาน กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร เสด็จอยูมาจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๔ หมอมเจาชายใหญ ซึ่งทรง สถาปนาเปนพระองคเจาชิดเชื้อพงศ ในรัชกาลที่ ๔ กับหมอมเจาในกรมอยูตอมา - วังทายหับเผย วังที่ ๒ อยูตรงวังที่ ๑ มาทางตะวันตก หันหนาวังออกถนนสะพานหัวจระเข (ถนนพระพิพิธ) สราง พระราชทานกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ เสด็จอยูมาจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๔ หมอมเจา ในกรมอยูตอมา 2_edit.indd 98 22/02/2013 09:16:55