The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

aw_เนื้อใน รัชกาลที่2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by larpsetthi, 2023-03-16 18:47:56

รัชกาลที่2

aw_เนื้อใน รัชกาลที่2

๔๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) โปรดฯใหบําเพ็ญพระราชกุศลทวีธาภิเศกและจัดงานฉลองพระอุโบสถ พรอมทั้งอัญเชิญพระบรมอัฐิ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยกลับมาบรรจุไวในผาทิพยที่ฐานพระพุทธรูปประธาน ในพระอุโบสถตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๑ พระบรมวงศานุวงศทรงรวมบริจาคทรัพยเปนเงิน ๒๔,๐๐๐ บาท จึงทรงพระกรุณาโปรด เกลาฯ ใหสรางโรงเรียน พระราชทานนามวา โรงเรียนทวีธาภิเศก จากนั้นโปรดใหพระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เปนนายงานอํานวยการปฏิสังขรณพระปรางคซึ่งชํารุดทรุดโทรมลงไปมากแลว แตใน การซอมนี้ทรงมีพระราชกระแสวาจะรักษาของเกาใหมากที่สุดเทาที่จะทําได ของใหมที่จะเสริมจะ พยายามทําใหกลมกลืนกับของเกา ถาจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดตองใหกราบทูลใหทรงทราบกอน ดังที่ พบหลักฐานรางพระราชกระแสฉบับหนึ่ง ดังนี้ พระราชกระแสในการปฏิสังขรณพระปรางควัดอรุณ “การซอมพระปรางควัดอรุณและบริเวณ ตองตั้งใจวาจะรักษาของเกาที่ยังคงใชไดไวให หมด ถึงสีจะมัวหมองเปนของเกากับใหมตอเนื่องกัน เชน รูปภาพเขียน ลายเพดาน เปนตน อยาได พยายามที่จะไปแตงของเกาใหสุกสดเทาของใหม ถาหากวากลัวอยางคําที่เรียกวาดาง ใหพยายามที่ จะประสมสีใหมออนลง อยาใหสีแหลมเหมือนที่ใชอยูเดี๋ยวนี้ พอใหกลืนกันไปกับสีเกา ลวดลายฤๅ รูปพรรณอันใดก็ตามใหรักษาคงไวตามรูปเกา ถาจะเปลี่ยนแปลงแหงใดสิ่งใดใหดีขึ้น ตองใหกราบ ทูลกอนฯ เรื่องทอนํ้ารอบลานพระปรางคเปนสําคัญ ชางไทยเราไมสูสันทัด เรื่องทอนํ้าถาควรจะหา ฤๅผูที่เขาเขาใจใหหาฤๅ”(๑) การปฏิสังขรณพระปรางควัดอรุณ เริ่มเดือนสิงหาคม ๒๔๕๑ สําเร็จ พ.ศ. ๒๔๕๒ - วิหารคดดานนอกเดิมเปนเสาเฉลียงรอบ แกเปนเฉลียงปลายเตา - เกงจีนดานเหนือและใต เปนเฉลียงปลายเตาดานตะวันตกเปนเสาลอย แกใหเหมือนเดิม - ประตูพระปรางค เดิมมี ๙ ประตู คงไดดานหนา ๓ ดานหลัง ๒ รวม ๕ ประตู - รูปกินนรในซุมโคง ใตฐานเชิงบาตรพระปรางคเดิมมีกินนร การทําแบบเดิมจะแพงมากจึง ควรทําหลอพิมพปูนซีเมนต - แกวิหารคด ๔ มุขพระระเบียง อัญเชิญพระพุทธรูปปางประสูติตรัสรู ปฐมเทศนา และ ปรินิพพาน ขึ้นประดิษฐาน ณ พระมณฑปทิศรอบพระปรางค ตอมาไดโปรดใหซอมพระเจดีย ๔ องค ที่อยูระหวางระเบียงดานใตกับมณฑปพระพุทธบาท จําลองดวยทรัพยบริจาค องคละ ๑,๐๐๐ บาท ผูที่ทรงบริจาคคือ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรม ราชินีนาถ พระราชชนนีพันปหลวง สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจา สมเด็จพระปตุจฉาเจาสุขุมาลมารศรี พระอัคคราชเทวีและพระวิมาดาเธอกรมพระสุทธาสินีนาฎ พระ อัครชายาเธอ เมื่อบูรณะเสร็จแลวโปรดใหมีการฉลองพรอมกับงานฉลองพระชัยนวรัฐ งานบําเพ็ญ พระราชกุศล พระชนมายุสมมงคล ถึงมีพระชนมายุเสมอพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย และงานฉลองพระปรางค เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ 2_edit.indd 49 22/02/2013 09:14:42


๕๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๖) ไมมีการปฏิสังขรณครั้งใหญ เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวไดทําไวยังดีอยู มีแตการกอสรางเล็กๆ นอยๆ เชน กอเขื่อนหนาวัด ซอมรูปยักษหนาประตูซุมมงกุฎ ทําฐานรองพระบรมรูปหลอพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว สรางกุฏิใหม สรางโรงเรียนปริยัติธรรม สรางถนน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๗) ไมปรากฏหลักฐานการซอมครั้ง ใหญ มีแตการซอมแซมเล็กๆ นอยๆ ทํานองเดียวกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยู หัว และไดรับกรรมสิทธิ์ที่ดินเพิ่ม รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ ๘) ก็ไดซอมแซมสิ่งที่ ชํารุดทรุดโทรมตางๆ บาง รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙ รัชกาลปจจุบัน) ได มีการบูรณปฏิสังขรณหลายสิ่ง เชน ฐานพระศรีมหาโพธิ์ สรางถนน ปฏิสังขรณพระวิหาร ซอมองค พระประธานในพระวิหาร พรอมทั้งฐานชุกชี ซอมชอฟา ใบระกา หางหงส พระระเบียงและวิหารคด บางสวน ปฏิสังขรณโบสถนอย และวิหารนอยหนาพระปรางค ปฏิสังขรณพระอุโบสถ พระปรางค ทิศและการปฏิสังขรณ วัดใหม เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร ๒๐๐ ป ลักษณะอาคาร พระอุโบสถตั้งอยูทางเหนือของวัดเปนสถาปตยกรรมที่สําคัญและสวยงามมากแหงหนึ่งใน สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย เปนศิลปะแบบกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภายหลัง ไดแกไขใหรูปทรงเพรียวขึ้น ลักษณะพระอุโบสถเปนพระอุโบสถยกพื้นสูง หลังคาลด ๒ ชั้น มุง กระเบื้องเคลือบ ชอฟา ใบระกา หางหงส ลงรักประดับกระจกหนาบันเปนลายสลักไมรูปพระวรุณ เทพถือพระขรรคหนาปราสาท ๕ ยอด สวนตรงขอบนอกของเสนแบงเปนลายไทยขมวดเปนเครือ แบบลายกานขด ตรงกลางกานขดเปนเทวดาและเทพธิดาในทาพนมมือกับทารําสลับกัน มีมุข ยื่นทั้งดานหนาและดานหลัง มีเสาใหญรับเชิงชาย มีชานเดินได พื้นหนามุขและชานเดินรอบพระ อุโบสถปูดวยหินออน บันไดและเสาบันไดเปนศิลาจีน ที่หุมกลองดานหนาระหวางประตูมีบุษบก ยอดปรางคประดิษฐานพระพุทธนฤมิตร ซึ่งเปนพระพุทธรูปทรงเครื่องตนอยางพระพุทธรูปฉลอง พระองคพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยในหอพระสุราลัยพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ที่หุมกลองดานหลังระหวางประตู เปนบุษบกยอดปรางคมีพาน ๒ ชั้น ลงรักปดทองและสีพุมเทียน เดิมพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว มีพระราชดําริที่จะหลอพระพุทธรูปและองครัชกาลที่ ๓ และของพระองคเองประดิษฐานไว แตไมทันไดทํา ซุมประตูพระอุโบสถดานหนา ๒ ประตู เปน ซุมยอดปรางค ดานหลัง ๒ ประตู เปนซุมไมมียอด เสาและผนังพระอุโบสถดานนอกถือปูนประดับ กระเบื้องจีนลายดอกไมรวง บัวหัวเสาและบัวเชิงเสาลงรัก ปดทอง มีหนาตางดานละ ๗ ชอง สภาพ ยังดีอยู เนื่องดวยไดรับการบูรณะเสมอมา 2_edit.indd 50 22/02/2013 09:14:43


๕๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ที่ตั้งจิตรกรรม ภายในพระอุโบสถ ประตูดานในเขียนภาพนารีผล ดานลางเปนเมืองนรกและภาพสุภาษิต เปนลายกํามะลอ ตามฝาผนังภายในทั้ง ๔ ดานเปนจิตรกรรม ผนังดานหนาพระประธานเขียนภาพ พุทธประวัติ ผนังดานใตเหนือบานหนาตางเขียนภาพเวสสันดรชาดก ตามระหวางชองหนาตางเปน ภาพชาดกในเรื่องทศชาติ บานหนาตางดานในเขียนภาพตนไมและสัตว ภาพจิตรกรรมนี้บางภาพ ก็เปนฝมือเกา ครั้งรัชกาลที่ ๓ บางภาพก็เปนฝมือซอมครั้งรัชกาลที่ ๕ ภายหลังที่เกิดเพลิงไหม พระประธานในพระอุโบสถมีพระนามวา พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก หลอในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ซึ่งพระองคทรงปนหุนพระพักตรเอง พระพุทธรูปนี้เปน พระพุทธรูปปางมารวิชัย หนาตักกวาง ๓ ศอกคืบ ประดิษฐานบนฐานชุกชี เบื้องหนามีรูปสาวก ๒ องค ระหวางกลางมีพัดยศพระประธานตั้งอยู ที่ผาทิพยบนพระพุทธอาสนพระพุทธรูปเปนที่บรรจุ พระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย มีตราครุฑตรงผาทิพยเปนเครื่องหมาย พ.ศ. ๒๓๗๒ เชิญพระบรมธาตุไปบรรจุในพระเกตุพระประธาน พ.ศ. ๒๓๙๖ ปดทองลับแลพระอุโบสถ สีมารอบพระอุโบสถ เปนหินสลักลวดลาย เปนใบสีมาคูประดิษฐานอยูในซุมหินออนทําเปน รูปบุษบกยอดเจดียยอเหลี่ยมไมสิบสอง มีอยู ๘ ซุม สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรมพระยา นริศรานุวัดติวงศ ทรงเรียกวา ศิลาเขมร มีสิงโตหินจีนตัวเล็ก ตั้งอยูระหวางซุมใบสีมารอบพระอุโบสถ ๑๑๒ ตัว หนาพระระเบียงโดยรอบมีตุกตาหินรูปทหารจีนตั้งเรียงรายเปนแถว ๑๔๔ ตัว มุมพระ ระเบียงดานในมีถะทําดวยหินเปนซุมบรรจุตุกตาจีน ๘ ตัว เรียกวา โปยเซียน 2_edit.indd 51 22/02/2013 09:14:47


๕๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พ.ศ. ๒๓๘๙ โปรดใหหลวงเทพนิมิตจางวางชางหลอ หลอชางทองเหลือง ๘ ตัว ทุกตัวตั้งบน แทนตรงประตูเขาออกหนาพระระเบียง หันหนาเขาหาพระอุโบสถ แลวไดจางจีนชาง ๕ คน แตง เล็บชาง พระระเบียง หรือพระวิหารคดลอมรอบพระอุโบสถแทนกําแพงแกว หลังคามุงกระเบื้อง เคลือบสีมีประตูอยูกึ่งกลางพระระเบียงทั้ง ๔ ทิศ หนาบันเหนือประตูเปนรูปพระนารายณทรงครุฑ พระระเบียงนี้สรางสมัยรัชกาลที่ ๒ ที่ผนังมีลายเขียนเปนซุมเรือนแกวลายดอกไมใบไม มีนกยูงแบบ จีนอยูตรงกลางพระพุทธรูปในพระระเบียงมีทั้ง ๑๒๐ องค ปางมารวิชัย เสาพระระเบียงเปนเสาอิฐ ถือปูนยอเหลี่ยมบัวหัวเสาที่รับเชิงชาย ลงรักปดทองประดับกระจก ดานในบานประตูเปนภาพเขียน สีคนถือหางนกยูงยืนอยูเหนือสัตวหิมพานต ดานนอกเปนลายรดนํ้า ประตูดานหนาที่จะเขาสูพระอุโบสถเปนประตูซุมยอดมงกุฎ สรางสมัยรัชกาลที่ ๓ เปนประตู จัตุรมุข มีหลังคา ๓ ชั้น เฉลียงรอบ ยอดเปนทรงมงกุฎ ประดับดวยกระเบื้องถวยสลับสีหลังคามุง กระเบื้องเคลือบชอฟา ใบระกา หัวนาค และหางหงส เปนปูนประดับกระเบื้องถวย หนาบันเปน ปูนประดับกระเบื้องถวยลวดลายดอกไมใบไม หนาประตูซุมยอดมงกุฎ ทางดานหนามียักษยืน ๒ ตัว สูงประมาณ ๓ วา ยักษสีขาวคือ สหัสเดชะ ยักษสีเขียวคือทศกัณฐ ปนดวยปูนประดับกระเบื้อง เคลือบสี ยักษคูนี้เปนของทําขึ้นใหม เพราะของเดิมที่ทําตั้งแตรัชกาลที่ ๓ พังไปเสียแลว ขางๆ ยักษ ทั้ง ๒ มีสิงโตหินประดับอยูขางละ ๓ ตัว หลังจากการเกิดอัคคีภัยในพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว โปรดฯ ใหสมเด็จฯ เจาฟากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ พระเจาบรมวงศเธอกรมขุนพิทยลาภพฤติธาดา พระองคเจาขจรจรัสวงษ พระวรวงศเธอกรมหมื่นปราบปรปกษ และพระยาราชสงคราม (ทัด หงส กุล) ตรวจสภาพความเสียหาย สรุปไดดังนี้ ๑. หลังคา ตองเพลิงไหมหมด การปฏิสังขรณตองใชของใหมหมด เวนแตขื่อใหญไมตะเคียน เกรียมไปแตผิว ยังใชได ๒. พาไล เพลิงไหม ๓ ดาน เหลือแตดานหนาบางสวน การปฏิสังขรณตองใชของใหมโดยมาก ๓. ทวย ยังดีอยูเกือบหมด เกรียมไปบางบางอันตอนชวงปลายตกแตงใหมก็ใชไดหมด ๔. ฝาผนังดานนอก เสียหายเล็กนอย มัวหมองดวยเขมา การปฏิสังขรณทําเพียงตกแตงผิว ๕. ฝาผนังดานใน เสียหายมากกวาดานนอก เพราะอบไอรอนไวนาน สวนที่เสียหายมาก คือ ผนังตอนลาง ระหวางหนาตางลงมา - ปูนผิวแตกชํารุด ๑/๔ - ภาพชํารุด ๓/๔ ผนังชวงบนเหนือหนาตางขึ้นไปยังดี เพียงแตสีมัวคลํ้าไปเล็กนอย การปฏิสังขรณตองถือปูน ผิว และเขียนใหมแตเฉพาะตอนใตทับหลังหนาตางลงมาเทานั้น เหนือขึ้นไปมีสวนที่ตองซอมเล็กนอย ๖. เชิงผนังประดับศิลาออน เสียหายหมด การปฏิสังขรณตอไปใชของใหมทั้งหมด ๗. เสา เสียหายเฉพาะที่ผิว การปฏิสังขรณตกแตงผิวเล็กนอย 2_edit.indd 52 22/02/2013 09:14:49


๕๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๘. หนาตาง ยังดี เสียผิว ไหม ทับหลัง ๒ ๖ ๖ เช็ดหนา ๔ ๑ ๙ บาน ๒ ๑ ๑๑ ธรณี ๒ ๖ ๔ สวนที่ดีใหคงไว สวนที่เสียผิวใหตกแตงใหม ที่ไหมไปแลวตองเปลี่ยนใหม ๙. ประตู เสียหายทั้งหมด ตองทําใหม ๑๐. ซุมจระนํา ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองคที่มุขดานหนาพระอุโบสถยังดี ควร ตกแตงผิวใหมเล็กนอย สวนที่มุขดานหลังเสียหายมากตองทําใหม ๑๑. ซุมประตูหนาตาง เสียหายเล็กนอย ตองตกแตงผิวใหมบางสวน ๑๒. พื้นในพระอุโบสถ ปูดวยศิลาออน แตกเสียประมาณ ๒๕% ตองเปลี่ยนใหมเทาที่เสีย ๑๓. พื้นนอกพระอุโบสถ ยังตรวจไมได ดวยมีเศษเถาถานทับถมอยู ประมาณวาเสียหายไม เกิน ๕% ๑๔. พระพุทธรูปและฐานชุกชี องคพระพุทธรูปยังมีสภาพดี แตฐานชุกชีสวนใกลพื้นชํารุด มาก ตองปนปูนซอมลายฐานใหมและตกแตงสวนที่ชํารุดอื่นๆ เล็กนอย ๑๕. ซุมเสมา ทําดวยศิลาเขมร บริบูรณดี ๑ ซุม ยอดหักถึงบัวกลุม ๒ ซุม ยอดหักถึงระฆัง ๓ ซุม ตองทําเพิ่มเติมตามที่เปนอันตราย ๑๖. รูปศิลาประดับลานประทักษิณ เสียหายบาง รูปที่เสียหายมาก ควรหาใหมมาเปลี่ยน ที่ เสียหายเล็กนอยใหคงไวดังเดิม ไมจําเปนตองซอม เพราะไมใครเห็นการชํารุด “ขาพระพุทธเจาไดปรึกษาเห็นพรอมกันวา การในพระอุโบสถนี้ก็มีสําคัญอยูแตพระพุทธรูป กับรูปเขียนที่ผนังควรจะทํารมรักษาไวไมใหเปนอันตรายอีกดวยแดดฝนในระหวางยังไมปฏิสังขรณ สําเร็จนี้ ในสวนรมพระพุทธรูปนั้น ขาพระพุทธเจา พระองคเจาขจรจรัสวงษ ไดรับพระบรม ราชโองการทําอยูแลว จะไดทําตอไปใหรมหมดในรมใน สําหรับปองกันไมใหรูปเขียนที่ผนังเสีย แล สําหรับพระสงฆไดอาศัยทําอุโบสถสังฆกรรมดวย” พ.ศ. ๒๔๙๗ ปฏิสังขรณเปลี่ยนและซอมชอฟา ใบระกา หางหงส ซอมลายฉลุเพดาน ซอม บัวหัวเสา รายงานการตรวจสภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม “...การซอมงานเขียนทั้งปวงในพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามนั้น การเขียนอื่นๆ ก็ตาม ธรรมดา สําคัญอยูแตการเขียนผนังเทานั้น เพราะวาของเกาทําไวอยางสุดฝมือของชางเอกในเวลา นั้น ในการที่เพลิงไหมครั้งนี้ก็ไมทําใหเสียหายไปหมด ผนังเขียนทั้งหมดคิดเปนตารางเมตรได ๓๖๖ เสียไปนอยกวาที่ยังคงดี คือ ปูนไมแตก สีไมเสีย ๒๒๔ ตารางเมตร ปูนไมแตก สีเสีย ๓ ตารางเมตร 2_edit.indd 53 22/02/2013 09:14:51


๕๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ปูนแตก สีไมเสีย ๖๑ ตารางเมตร ปูนแตก สีเสีย ๑๙ ตารางเมตร ปูนกะเทาะหาย ๔๗ ตารางเมตร ที่ปูนไมแตกสี ไมเสีย ควรคงเกาไวใหกุลบุตรภายหนาไดดูตอไป ดีกวาลบเขียนใหมหมด สวน ที่บุบสลายเสียไปนั้น จะทําไดเปนสองอยาง อยางหนึ่งเขียนเลียนใหเหมือนของเกา อยางหนึ่งเขียน ใหดีอยางใหมตามฝมือชางทุกวันนี้ เมื่อพิจารณาดูในสองอยางนี้วาอยางใดจะดีกวากัน ก็เห็นวา อยางเขียนเลียนใหเหมือนเกาดีกวา เพราะวาจะไดเขากันกับของเดิมที่ยังเหลืออยู แลทั้งเปน กระบวนไทยแทนาชมกวาวิธีเขียนอยางใหม...สวนที่ปูนไมแตกแตสีเสีย และที่ปูนแตกสีเสียและปูน กะเทาะหายนั้นไมมีอยางอื่นนอกจากที่จะนึกเขียนเอาใหม แตตองสังเกตเลียนเคาเกา เขียนใหเปน อยางเดียวกัน ถาทําเชนนั้นการที่จะตองทําก็นอย จะคงไวตามเดิมไดถึง ๒๒๔ ตารางเมตร จะตอง เขียนใหม ๑๔๑ ตารางเมตรเทานั้น และในสวนที่เขียนใหมนี้จะไดตามสําเนาเกา ๖๑ ตารางเมตร จะเปนใหมแท ๘๐ ตารางเมตร...” กอนที่พระอุโบสถจะถูกไฟไหม จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามเปนผล งานฝมือ หลวงวิจิตรเจษฎา (ครูทองอยู) ๒ หอง คือ - ภาพพระมโหสถชาดก - ภาพชักรอกเตี้ยคอม ในเรื่องพระมโหสถชาดก สวนภาพฝมือของคงแปะ คือ - ภาพหองอุโมงค ในเรื่องพระมโหสถชาดก เปนตน เรื่องเกี่ยวกับหลวงวิจิตรเจษฎาและครูคงแปะนี้ สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรมพระยา นริศรานุวัดติวงศ ทรงไวในหนังสือ “ตําราสรางพระพุทธรูป” ตอนหนึ่งวา “หลวงวิจิตรเจษฎา ผูที่ปรากฏฟุตโนตวา ชื่อทองอยูนี้ ไมมีทางที่สงไสย พวกชางเรียกกันวาครู ทองอยู เมื่อมือคูขันกับคงแปะ เขียนประชันกันรํ่าไป เชนที่พระอุโบสถวัดอรุณ ซึ่งเพลิงไหมเสียแลว เขียนหองเคียงกัน เรื่องมโหสถดวยกัน คงแปะเขียนหองอุโมงค ครูทองอยูเขียนหองชักรอกเตี้ยคอม แลวไปเขียนประชันกันที่วัดสุวรรณารามอยูเคียงกันอีก ครูทองอยูเขียนเนมีราช คงแปะเขียนมโหสถ ยังคงอยูดูไดดีจนทุกวันนี้ คนทั้งสองนี้ลํ่าฤๅดวยกัน บางพวกถือวาคงแปะดีกวา บางพวก ถือวาครู ทองอยูดีกวา เกลากระหมอมเปนพวกนับถือครูทองอยูแลวผูที่ใชคําไหวครูนั้นก็นับถือครูทองอยูไม ไหวคงแปะแตที่จริงควรจะไหวดวย เพราะฝมือดี เปนเอกทัดเทียมกันไมมีเสมอสามในรัชกาลที่ ๓ ที่ไมไหวจะดวยคงแปะอายุออนๆ ฤๅมิฉะนั้นก็รังเกียจความชั่ว ไดทราบวากระทําผิดฆาคนตาย แต เห็นจะไมใชสัญเจตนาลูกขุนพิพากษาใหจําคุก แตพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว ทรงพระ กรุณาโปรดยกโทษพระราชทานตรัสวา ชางฝมือหาใชยาก” แมผลงานศิลปะของครูทั้งสองจะสูญไปแลว แตงานที่ปรากฏอยูในปจจุบันก็เปนผลงานครูที่ ลวนเปนชางเขียนฝมือเยี่ยมในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทั้งสิ้น เชน หมื่นเทพนิมิต หลวงนิมิตเวศุกรรม พระ เทพรจนา ฯลฯ 2_edit.indd 54 22/02/2013 09:14:52


๕๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ลักษณะจิตรกรรม - อายุ สมัยรัชกาลที่ ๓ และเขียนซอมในรัชกาลที่ ๕ เนื่องจากเกิดอัคคีภัย - สกุลชาง - สกุลชางรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๓ แตสวนที่ทําการเขียนซอมขึ้นก็ยังมองเห็นอิทธิพล หรือ เทคนิคการเขียนในยุครัชกาลที่ ๔ สังเกตจากภาพระหวางชองหนาตางอันเปนสวนลาง ซึ่งเขียนซอม เทียบกับจิตรกรรมเหนือขอบหนาตางขึ้นไป - เรื่อง ผนังหุมกลองดานหนา ระหวางซอมประตูเขียนเรื่องพุทธประวัติ เหนือขึ้นไปสูงสุดเหนือภาพ พุทธประวัติ เขียนเรื่องมารผจญ ผนังหุมกลองดานหลังเปนภาพพุทธประวัติ ผนังดานใตเหนือบน หนาตาง เปนภาพเวสสันดรชาดก ระหวางชองหนาตางทุกชอง เปนภาพชาดกในเรื่องทศชาติ บาน หนาตางดานใน เปนภาพตนไมและสัตวทุกบาน บานประตูดานในทั้งแปดบาน เปนภาพตนมักกลี ผล หรือนารีผล ตามรักแรประตูและหนาตาง เปนภาพในเมืองนรกและภาพเกี่ยวกับสุภาษิตโบราณ เชน นิ้วดวนไดแหวน เปนตน - รูปแบบ จิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัชกาลที่ ๓ แบบรูป แบบที่พัฒนา ทั้งมีฝมือและเทคนิคจากกอน หนานั้นคือ สมัยอยุธยา และรัชกาลที่ ๑ จัดไดวามีรูปแบบที่เปนเฉพาะตัว แตกตางจากสมัยที่ผาน มา เทาที่สังเกตได เปนตนวา - รูปทรงทางสถาปตยกรรมเปน ISOMATIC มีรายละเอียดเปนจริงเปนจังกวาสมัยกอน มุม มองภาพเปนแบบตานก - ตัวพระตัวนาง หรือผูคนชั้นสูงเปนนาฏลีลาเชนเดียวกันกับสมัยกอนก็จริง แตวิธีการเขียน ก็ดูเปนรอบมากกวา ไมพลิ้วไหวเปนธรรมชาติเทาสมัยอยุธยา - องคประกอบ - ภาพระหวางชองหนาตางกับผนังสวนบน กั้นดวยเสนลวด กลุมภาพแตละกลุมกั้นดวยแนว หินและตนไม ใชมุมมองแบบตานก ดานบนสุดกั้นดวยเสนคดกริช มีภาพนักสิทธิ์วิทยาธรและฤาษีใช ชองหนาตางเปนตัวแยกเรื่องราวที่เขียนคือ ทศชาติ เนื่องจากมีมากกวา ๑๐ ชอง ดังนั้น บางเรื่อง ก็ใชถึง ๒ หองตอเรื่อง 2_edit.indd 55 22/02/2013 09:14:54


๕๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม ตั้งอยูเลขที่ ๑๔๖ แขวงเสาชิงชา เขตพระนคร มีฐานะเปนพระอาราม หลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ถือเปนวัดประจํารัชกาลที่ ๘ แหงกรุงรัตนโกสินทร พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลกทรง สถาปนาวัดสุทัศนเทพวรารามขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๓๕๐ เดิมพระราชทานนามวา “วัดมหา สุทธาวาส” โปรดใหสรางพระวิหารขึ้นกอน เพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต) ซึ่งอัญเชิญมา จากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย พอกอรากพระวิหารและประดิษฐานพระศรีศากยมุนี แลวก็สิ้นรัชกาล ยังมิไดประดิษฐานเปนสังฆาราม เรียกกันสามัญขณะนั้นวา “วัดพระโต” บาง “วัด พระใหญ” หรือ “วัดเสาชิงชา” บาง รัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาอิศร สุนทร พระพุทธเลิศหลานภลัย โปรดใหสรางตอในระหวางพุทธศักราช ๒๓๕๔- ๒๓๕๖ การสราง พระวิหารนั้นทรงพระราชศรัทธาจําหลักบานประตูดวยพระองคเอง แตสิ้นรัชกาลเสียกอนที่งาน กอสรางจะสําเร็จ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร พระนั่งเกลาเจาอยู หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดใหดําเนินการจนสําเร็จ สรางพระระเบียง พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ หลอ พระประธานในพระอุโบสถและบรรจุพระบรมธาตุ หลอพระเจดีย หลอรูปปญจวัคคียทั้ง ๕ สราง เปนสัตตมหาสถานและสรางกุฏิเสนาสนะประดิษฐานเปนสังฆาราม การกอสรางเสร็จบริบูรณใน พุทธศักราช ๒๓๙๐ โปรดใหมีงานฉลองสมโภชพระอาราม พระราชทานนามวา “วัดสุทัศนเทพ วราราม” และปรากฏในจดหมายเหตุเรียกวา “วัดสุทัศนเทพธาราม” อีกนามหนึ่ง 2_edit.indd 56 22/02/2013 09:14:57


๕๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงบูรณะ และสรางสิ่งอื่นๆ ในพระอารามอีก เชน ศาลาลอย ๔ หลังหนาพระวิหาร ทั้งไดพระราชทานนาม พระประธานในพระวิหารวา “พระศรีศากยมุนี” พระประธานในพระอุโบสถวา “พระพุทธตรีโลก เชษฐ” และพระประธานในศาลาการเปรียญวา “พระพุทธเสรฏฐมุนี” วัดสุทัศนเทพวราราม สรางตามผังที่เปนพระราชดําริในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรี สินทรมหาอิศรสุนทร พระพุทธเลิศหลานภาลัยแบงอาณาบริเวณออกเปน ๒ เขต คือ เขตพุทธา มเหศวรศิววิลาศ ไหมบานชอนหอยทัพภี วัดสังเวชวิศยาราม บานบุหลังวัด เฉียงตลอดไปจนถึง แมนํ้าเจาพระยาจรดคลองขางบานพระยายมราช (ปน สุขุม) และคูขางวัดสามพระยา สวนดาน ริมกําแพงพระนครนั้น เพลิงหยุดอยูเพียงตรงขามวัดสังเวชวิศยาราม สิ่งกอสรางในวัดถูกเพลิงไหม เสียหายมากเหลือเพียงพระอุโบสถศาลาการเปรียญ หอระฆังคณะลาง หอไตรคณะลาง ศาลาหนา พระวิหารที่เปนโรงเรียนปจจุบัน ตัวพระวิหารนั้นถูกเพลิงไหมเพียงหลังคา พระบาทสมเด็จพระปร มินทรมหาจุฬาลงกรณฯ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว เสด็จฯ มาทรงบัญชาการดับเพลิงที่สะพานขาม คลองบางลําพู (สะพานฮงอุทิศ) สวนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเสด็จไปบัญชาการอยูที่พระวิหาร ตอมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดทรงพระ กรุณาโปรดเกลาฯ ใหพระบรมวงศานุวงศและขาราชการชวยกันรื้อพระเมรุที่ถวายพระเพลิงพระบรม ศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกลาเจาอยูหัว ไปสรางเปนกุฏิเสนาสนะในวัด สังเวชวิศยารามแทนของเดิมที่ถูกเพลิงไหม แลวทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหพระเจาบรมวงศเธอ กรมขุนภูวนัยนฤเบนทราภิบาล ดําเนินการบูรณะทําใหสิ่งกอสรางในพระอารามกลับบริบูรณดังเดิม 2_edit.indd 57 22/02/2013 09:14:59


๕๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) วัดนวลนรดิศวรวิหาร วัดนวลนรดิศวรวิหาร เปนพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยูบนฝงตะวันตกของ คลองบางกอกใหญ แขวงปากคลอง เขตภาษีเจริญ วัดนวลนรดิศ เปนวัดโบราณ สมัยอยุธยาเดิมเรียกกันวา วัดมะกอกในคูกันกับวัดมะกอกนอก (วัดอรุณราชวราราม) เนื่องจากตั้งอยูริมฝงแมนํ้าเจาพระยาแนวเดิม (ปจจุบันคือคลองบางกอกใหญ) โดยวัดอรุณราชวรารามอยูดานนอกจึงเรียกวาวัดมะกอกนอก วัดนวลนรดิศอยูลึกเขาไปอีก จึงเรียก วาวัดมะกอกใน ในสมัยกรุงธนบุรีวัดมะกอกในอยูในสภาพที่ชํารุดทรุดโทรมมาก จนเกือบจะเปนวัด ราง ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร ระหวางรัชกาลที่ ๒ ตอรัชกาลที่ ๓ ทานผูหญิงนวล ภริยาเจาพระยา อรรคมหาเสนา (บุนนาค) และสมเด็จเจาพระยาบรมมหาประยูรวงศ (ดิศ บุนนาค) บุตรทานผูหญิง นวล ขณะดํารงตําแหนงเปนเจาพระยาพระคลังไดรวมกันปฏิสังขรณ ตอมาพระบาทสมเด็จพระปร เมนทรมหามงกุฏ พระจอมเกลาเจาอยูหัว พระราชทานนามวัดใหมวา ‘วัดนวลนรดิศ’ เพื่อระลึกถึง ทานผูหญิงนวลและสมเด็จเจาพระยาบรมมหาประยูรวงศมารดาและบุตร ผูรวมกันปฏิสังขรณวัดนี้ สิ่งสําคัญในพระอาราม - พระอุโบสถ 2_edit.indd 58 22/02/2013 09:15:02


๕๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ไดรับการปฏิสังขรณใหมหมดเมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๖ ประตูหนาตางพระอุโบสถประดับดวย ซุมปูนปน ลายบานประตูดานนอกเปนลายรดนํ้า บานประตูดานในเปนภาพเขียนสีรูปโคมและโตะ จีน ฝาผนังภายในเปนผนังปูนเกลี้ยง พระประธานในพระอุโบสถเปนพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาด ใหญพอสมควร ประทับอยูบนฐานชุกชี มีซุมเรือนแกวประดับ พระพุทธรูปองคอื่นๆ ในพระอุโบสถ เปนพระพุทธรูปสมัยอยุธยา ทําดวยหินทรายแดงขนาดใหญ ตอมาไดรับการบูรณะใหมเปนลงรักปด ทอง แตหุนขางในพระพุทธรูป ยังคงเปนศิลาสมัยอยุธยาทั้งสิ้น ยังคงมีเคาเดิมปรากฏอยู - พระวิหาร เปนอาคารทรงไทยคอนกรีตเสริมเหล็กหลังคา ๒ ชั้น มุงกระเบื้องเคลือบสี ประดับชอฟา ใบระกา หางหงสปูนปน หนาบันพระวิหารเปนลายปูนปนแบบจีนเปนรูปแจกันดอกไม นก และ สัตว ทาสีตางๆ ภายในพระวิหารบนฐานชุกชีเปนที่ประดิษฐานพระพุทธรูป - พระเจดีย - อยูดานหลังพระอุโบสถ กอนถึงพระวิหารเปนเจดียเหลี่ยมยอไมสิบหก องคระฆังเปนเหลี่ยม ถัดไปเปนปลองไฉนเรียบ สูงขึ้นไปเปนพระเจดียปูน 2_edit.indd 59 22/02/2013 09:15:05


๖๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) วัดบางแคนอย วัดบางแคนอยนี้อยูในจังหวัดสมุทรสงคราม หลายคนเรียกวา เมืองแมกลอง และบางคนก็ นึกถึงดอนหอยหลอด ตลาดแมกลอง หรืออุทยาน ร.๒ หรือ ผลไมตางๆ ที่ขึ้นชื่อนานาพรรณ เมือง แหงลุมแมนํ้าแมกลอง เปนดินแดนแหงพระพุทธศาสนาอยางแทจริง ซึ่งมีพระเกจิอาจารยชื่อดัง วัดวาอารามมากมาย ในสมัยรัชกาลที่ ๒ เจาพระยาวงศาสุรศักดิ์ (แสง วงศาโรจน) สรางวัดที่ปากคลองบางแค เรียก วัดบางแคนอก เพราะในคลองบางแคมีวัดอีกหนึ่งคือ วัดบางแคใน ตอมาสมัยในแผนดินพระพุทธเจา หลวงลนเกลา รัชกาลที่ ๕ ประมาณป พ.ศ. ๒๔๓๐ คุณหญิงจุย (นอย) ภรรยาพระยาภักดีนฤบดินทร (กุง วงศาโรจน) ซึ่งดํารงตําแหนงจางวางผูกํากับราชการเมืองราชบุรี ไดสรางวัดอีกหนึ่งวัดริมแมนํ้า แมกลองเหนือวัดแคนอกขึ้นไปจึงเรียกวา วัดบางแคเหนือ แตคนไมนิยมเรียกชื่อนั้น กลับมาเรียกวา วัดบางแคนอยแทน เพราะเปนวัดเล็กที่สรางใหมใกลวัดบางแคและคุณนอยเปนผูสราง และเรียกวัด บางแคนอกเปนวัดบางแคใหญ ซึ่งเปนพี่สาวไดเปนผูสราง สวนวัดบางแคในเรียกวา วัดบางแคกลาง พ.ศ. ๒๔๒๕ พระอธิการทัตเริ่มตนสรางโบสถบนแพไมไผ และเอาแพผูกติดไวกับตนโพธิ์ริม แมนํ้าแมกลองในปจจุบัน (เรียกอุทกกุกเขปสีมา) คุณหญิงจุย (นอย) วงศาโรจน แตเดิมทานอาศัยอยู แถววัดบางแคนอย ในปจจุบันตอมาแตงงานและไดยายตามสามีซึ่งรับราชการอยูที่เมืองราชบุรี มีจิต ศรัทธาถวายที่ดินจํานวน ๘ ไร ๒ งาน ๒๙ ตารางวา ใหสรางโบสถในป พ.ศ. ๒๔๓๐ และกอสราง และผูกพัทธสีมาในป พ.ศ. ๒๔๔๐ เปนโบสถแบบมหาอุต คือ มีประตูหนาเพียงประตูเดียว สราง ดวยอิฐถือปูน ขางบนเปนไม หนาโบสถเปนรูปผีเสื้อ ไมมีชอฟาใบระกา 2_edit.indd 60 22/02/2013 09:15:08


๖๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) วัดบางแคนอยเปนวัดที่ไมมีหมูบาน แตมีวัดตั้งอยูใกลเคียงกันจํานวนมาก - ทิศเหนือ ประมาณ ๑๐ เสน (๔๐๐ เมตร) ถึงวัดปากนํ้า - ทิศใต ๓ เสน ถึงวัดบางแคใหญ - ทิศตะวันตก ประมาณ ๒๕ เสน ถึงวัดบางแคกลางและวัดเกาะเทพศักดิ์ นอกจากนี้ วัดบางแคนอยไมมีรายไดของวัด เชน ธรณีสงฆหรือเงินมูลนิธิ อาหารบริโภคก็ฝด เคือง บิณบาตไมพอฉันท บางวันมื้อเย็น ศิษยวัดตองหุงขาวตากแหงแทนขาวสาร สภาพวัดทรุดโทรม มาก จากพระอธิการทัตก็มีเจาอาวาสอีก ๕ องค คือ พระอธิการรอด พระอธิการเจอะ พระอธิการ พวงและพระอธิการสี แตไมไดบูรณะวัดใหเจริญ ชาวบานจึงพากันไปนิมนตพระภิกษุเขียว ญิติสสโร จากวัดบางแคใหญ (เดิมทานเปนคนอําเภอเขายอย จ.เพชรบุรี) เคยมาเรียนหนังสือขอม-ไทย กับ พระอธิการเทศ วัดปากนํ้า เมื่อทานอายุได ๑๑ ป (พ.ศ. ๒๔๓๐) จนครบบวช จึงกลับไปอุปสมบท ที่วัดหวยหลวง อําเภอเขานอย และพักอยูที่นั้น ๑๕ วัน จากนั้นมาจําพรรษาที่วัดบางแคใหญได ๕ พรรษา พรรษาที่ ๘ ญาติโยมไดนิมนตไปจําพรรษาที่วัดแกนจันทร ๑ พรรษา แลวกลับมาอยูที่วัด บางแคใหญอีกครั้ง จนพรรษาที่ ๑๕ ชาวบางแคนอยจึงไดนิมนตทานมาอยูที่วัดบางแคนอย มาเปน ผูรักษาการที่วัดบางแคนอยและตอมาก็ไดรับการแตงตั้งเปนเจาอาวาส ทานสรางศาลาการเปรียญ ใหมและเริ่มสรางอุโบสถใหม ป พ.ศ. ๒๔๘๔ แลวเสร็จในป พ.ศ. ๒๔๙๐ ปดทองฝงลูกนิมิตป พ.ศ. ๒๔๙๒ สรางศาลาทานํ้าใหม ๓ หลัง สรางโกดังเก็บศพ กุฏิก็สรางใหมหมด โดยเปลี่ยนแปลงจาก เดิม พ.ศ. ๒๔๙๖ เริ่มมีการศึกษาพระปริยัติธรรม ทานมีความรูทางดานวิทยาคม ใชคาถารักษาคน ปวยโดยการเปาและสมุนไพร ทานมรณภาพในวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ และตอมาพระครู ศัพทวิมล (แพ นันโท) รักษาการแทนเจาอาวาส ตอมาทานไดรับแตงตั้งสมณศักดิ์เปนพระครูสมุทร 2_edit.indd 61 22/02/2013 09:15:11


๖๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) นันทคุณ เจาคณะตําบลเมืองใหม เขต ๓ เปนพระอุปชฌาย ทานไดพัฒนารับชวงตอจากพระอธิการ เขียว โดยเปนผูเริ่มซื้อที่จากชาวบานมาเปนธรณีสงฆ ๒ ครั้ง รวม ๙ ไรเศษ สรางสถานีอนามัยชั้น หนึ่งซึ่งคือโรงพยาบาลอัมพวาในปจจุบัน สรางฌาปนสถาน ยายกุฏิ ยายศาลาการเปรียญ ทานยัง ไดสรางอุโบสถใหมแทนที่อุโบสถเดิม ซึ่งสรางสมัยในป พ.ศ. ๒๔๘๔ ซึ่งเปนเวลาที่เกิดสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ซึ่งตอนนั้นขาดแคลนวัสดุกอสรางและมีคุณภาพตํ่า จึงทําใหอุโบสถหลังเดิมเสื่อมโทรม เร็มกวาที่ควร กระทําสังฆกรรมของภิกษุสงฆเปนไปดวยความยากลําบาก ดวยเหตุดังกลาวจึงมี ความจําเปนอยางยิ่งที่จะตองทําการกอสรางใหมทั้งหลัง ซึ่งไดรับเงินจํานวนหนึ่งเปนทุนประเดิม การกอสรางอุโบสถหลังใหมจากคุณจวงจันทร บูรกรรมโกวิท และประกอบพิธีวางศิลาฤกษวันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ และดําเนินการกอสรางมาถึงปจจุบัน ซึ่งอุโบสถปจจุบันเปนหลังที่ ๔ เปน หลังเดียวในประเทศไทยที่ผนังโบสถ แกะสลักดวยไมสักเรื่องราวของทศชาติ วิจิตรสวยงาม ดังที่ เห็นในปจจุบันเปนฝมือชางแกะสลักจากจังหวัดเพชรบุรี มีนักทองเที่ยวมาชมความสวยงามทั้งชาว ไทยและตางประเทศเปนจํานวนมาก อุโบสถภายในไมสักแกะสลัก การแกะสลักที่นาสนใจ และหาดูไดยาก เนื่องจากตองใชงบประมาณเวลาและฝมือการแกะ สลักที่ประณีตบรรจง โดยใชชางที่มีความชํานาญ ไมมะคาโมงซึ่งใชเปนแทนรองพระประธานมีขนาด ใหญมาก คือ กวาง ๒ เมตรครึ่ง ยาว ๓ เมตร หนา ๔ นิ้ว ชุกชีพระประธานเปนไมแกะสลัก ในทรง จอมแห พื้นอุโบสถปูดวยไมตะเคียนทอง หนา ๒๒ นิ้ว กวาง ๔๐- ๔๔ นิ้ว ฝาผนังพื้นเปนไมแกะสลัก หนา ๓ นิ้ว แกะสลักเปนรูปคน สัตว ตนไม และแกะเสริม รวมหนาถึง ๖ นิ้ว ฝาผนังดานตรงขาม พระประธานเปนไมแกะสลักรูปปางชนะมาร ฝาผนังดานซาย- ขวา ของพระประธาน เปนไมแกะ สลักรูปพระเจาสิบชาติ ฝาผนังดานหลังพระประธานเปนไมแกะสลักการประสูติ ตรัสรู นิพพาน ฝา ผนังใตธรณีหนาตาง ๒ ขาง แกะสลักฝงดวยไมโมกมัน รูปพระเวสสันดร จั่วดานหนาและหลังเปน ไมแกะสลัก ดานขางทั้งสองเปนคูหา ลงรักปดทอง คันทวยเปนไมลงรักปดทอง 2_edit.indd 62 22/02/2013 09:15:14


๖๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ประเพณีและพิธีกรรม เนื่องจากในปพ.ศ. ๒๓๖๓ เกิดโรคหา (อหิวาตกโรค) ระบาดในพระนคร สาเหตุเริ่มระบาดมา จากเกาะหมาก (ปนัง) แลวลุกลามตามหัวเมืองชายทะเลมาสมุทรปราการและพระนคร โรคนี้ระบาด อยู ๑๕ วัน ทําใหคนตายไปไมนอยกวาสามหมื่น กลาวกันวา ซากศพ ผูเสียชีวิตในครั้งนั้นทับถม กายกันดังกองฟนอยูตามวัดวาอารามทั่วไป หลายแหงมีศพลอยอยูตามแมนํ้า ลําคลอง จนคฤหัสถ หนีจากบาน พระสงฆหนีจากวัด สรางความหวาดหวั่นตอมรณภัยใหแกชาวพระนครอยางยิ่ง จึงโป รดฯใหประกอบการพระราชพิธีอาพาธพินาศตามโบราณราชประเพณีขึ้นเมื่อวันจันทรเดือน ๗ ขึ้น ๑๐ คํ่าขณะที่อหิวาตกโรคกําลังระบาดอยู พระราชพิธีนี้ไดจัดทําขึ้น ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ลักษณะคลายพิธีตรุษ มีการยิงปนใหญรอบพระนครตลอดรุงคืนหนึ่ง แลวอัญเชิญพระแกวมรกต และพระบรมสารีริกธาตุออกแห มีพระสงฆชั้นผูใหญรวมไปในขบวน โดยทําหนาที่โปรยทรายและ ประพรมนํ้ามนตพระปริตร ขับไลโรครายไปตลอดทางทั้งทางบกและทางเรือ ระหวางนั้น พระบาท สมเด็จพระเจาอยูหัวทรงงดเสด็จออกวาราชการ ทรงรักษาอุโบสถศีล บําเพ็ญพระราชกุศล และ โปรดใหพระบรมวงศานุวงศ ขุนนาง ขาราชการ หยุดงาน เพื่อรักษาศีลทําบุญทําทานตามใจสมัคร ไดทรงปลอยปลา ปลอยสัตวตางๆ เปนอันมาก ประกาศหามราษฎรฆาสัตวตัดชีวิตใหอยูแตในบาน เรือน นอกจากมีธุระรอนหรือจําเปนจริงๆ จึงใหออกจากบานได พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงพระราชทานพระราชทรัพยใหจัดการเผาศพไมมีญาติ และโปรดใหปลอยนักโทษออกจากที่คุมขัง นักโทษใดอยูตางถิ่นหางไกลไรเงินทองจะกลับบาน ก็ พระราชทานพระราชทรัพยใหเปนทุนรอนทํามาหากินและกลับบานตามสมควรแกความจําเปน จะไดรําลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณกลับตัวเปนคนดี พระราชพิธีอาพาธพินาศเปนการปลุกปลอบ ขวัญราษฎรในยามขวัญเสียเปนอยางดี โดยเฉพาะอยางยิ่ง ในสมัยนั้นการสาธารณสุขยังไมเจริญ กาวหนา จึงไมมีวิธีใดดีไปกวาการชวยเหลือ ความทุกขยากของราษฎรจากโรคหา เปนเหตุใหทรง สังเวชสลดพระราชหฤทัยมาก จึงไดพระราชทานสิ่งของเครื่องใชสอยแจกจายไปในหมูคนที่เดือด รอนมากนอยตามลําดับ นอกจากนี้ ยังโปรดใหตั้งโรงทานขึ้นที่ริมประตูศรีสุนทรระหวางกําแพง พระบรมมหาราชวังกับกําแพงเมือง พระราชทานอาหารเลี้ยงราษฎรและจัดนิมนตพระสงฆมาแสดง ธรรมที่โรงทานนั้นทุกวัน การตั้งโรงทานนี้รัชกาลที่ ๓ แตครั้งยังดํารงพระราชอิสริยยศเปนกรมหมื่นเจษฎาบดินทร ทรงจัดตั้งขึ้นกอนที่วังของพระองคทานคือ วังทาพระ ความทราบถึงรัชกาลที่ ๒ ทรงสรรเสริญวา เปนพระเจาลูกยาเธอที่ทรงทําทานอยูเปนนิตยนาอนุโมทนาควรที่พระองคจะทรงบําเพ็ญทานใหยิ่ง กวาจึงโปรดใหตั้งโรงทานดังกลาวขึ้นบาง 2_edit.indd 63 22/02/2013 09:15:16


๖๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การปรับปรุงผอนปรนพระราชประเพณี(๑) ตามประเพณีโบราณ เวลาที่พระเจาแผนดินเสด็จไป ณ ที่ใด ไมวาจะเสด็จทางสถลมารค หรือชลมารคประชาชนหามเดินหรือยืนเยี่ยมหนาตางเยี่ยมประตูใกลทางเสด็จพระราชดําเนิน หาก ประชาชนไมเชื่อฟง องครักษมีสิทธิใชอาวุธตางๆ ทํารายประชาชนได ตอมาในสมัยรัชกาลที่ ๒ มี สตรีผูหนึ่งมารองทุกขตอพระองคในระหวางทางเสด็จกลับจากพระราชทานพระกฐินวา ถูกองครักษ ในขบวนเสด็จใชอาวุธทํารายจนนัยนตาพิการ เมื่อรัชกาลที่ ๒ ทรงสดับแลว ไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯใหแพทยหลวงผูเชี่ยวชาญจักษุ โรคมาชวยรักษาสตรีผูนี้ และไดพระราชทานผานุง ผาหม รวมทั้งเงินตราทําขวัญสตรีผูนี้ตามสมควร แลวโปรดเกลาฯ ใหออกประกาศยกเลิกประเพณีการยิงกระสุนในระหวางทางเสด็จพระราชดําเนิน “...โปรดใหมีพระราชบัญญัติหามวา แตนี้สืบไปเมื่อหนาอยาใหเจาพนักงานในเรือประตูหนา ประตูหลัง ในเรือตั้ง ในเรือพระที่นั่ง เอากระสุนยิงเอาราษฎรตอไป เปนแตใหเงือดเงื้อพอใหรูกลัว เพราะฉะนั้น เจาพนักงานตองเอากระสุนเตรียมไปตามธรรมเนียม แลวหามคนที่ไมเคารพเรียบรอย แตดวยโบกมือหามบางเงื้อกระสุนบาง...”(๒) (1) แนวพระราชดําริเการัชกาล, ๒๕๒๗ (2) ประชุมประกาศรัชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๓๙๔-๒๔๐๐, พระนคร: คุรุสภาลาดพราว, ๒๕๐๓. 2_edit.indd 64 22/02/2013 09:15:19


๖๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การฟนฟูขนบประเพณี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงเลื่อมใสศรัทธาพระธรรมคําสั่งสอนของศาสนา พุทธ และไดทรงดําเนินตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถในการทํานุบํารุงพระพุทธ ศาสนาใหเจริญรุงเรือง ในเดือน ๖ พ.ศ. ๒๓๖๐ ไดโปรดเกลาฯ ใหฟนฟูประเพณีการจัดงานวัน วิสาขบูชาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เหมือนดังที่เคยจัดทํากันในสมัยกรุงสุโขทัยพระราชพิธีวันวิสาขบูชาซึ่ง โปรดเกลาฯ ใหจัดขึ้นในป พ.ศ. ๒๓๖๐ นั้น ไดเปนประเพณีปฏิบัติสืบมาจนทุกวันนี้ แตไดมีการ เปลี่ยนแปลงตัดพระราชพิธีบางขั้นตอนออกไปบาง ศุภมัสดุ ๑๑๗๙ ศก...พระบาทสมเด็จบรมธรรมมิกมหาราชารามาธิราช บรมนารถบรมบพิตร พระพุทธเจาอยูหัว...ทรงพระราชศรัทธาจะยกรื้อวิสาขบูชามหายัญพิธีอันขาดประเพณีมานั้น ให กลับคืนเจียรฐิติกาลปรากฏสําหรับแผนดินสืบไป จะใหเปนอัตตัตถประโยชนและปรัตถประโยชน ทรงพระราชศรัทธาจะใหสัตวโลก ขาขอบขัณฑเสมาทั้งปวงจําเริญอายุแลอยูเย็นเปนสุขปราศจาก ทุกขภัยในชั่วนี้แลชั่วหนา จึงมีพระราชโองการมาพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดํารัสเหนือเกลาเหนือกระหมอมสั่งวา แต นี้สืบไปเถิง ณ วันเดือน ๖ ขึ้น ๑๔ คํ่า ๑๕ คํ่า แรมคํ่า ๑ เปนวันพิธีวิสาขบูชานักขัตฤกษใหญ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจาอยูหัว จะทรงรักษาพระอุโบสถศีล ปรนนิบัติ พระสงฆ ๓ วัน ปลอยสัตว ๓ วัน หามมิใหผูใดฆาสัตวตัดชีวิต เสพสุราเมรัยใน ๓ วัน ถวายประทีปตั้งโคมแขวนเครื่องสักการ บูชาดอกไมเพลิง ๓ วัน ใหเกณฑประโคมเวียนเทียนพระพุทธเจา ๓ วัน ใหมีพระธรรมเทศนาใน พระอารามหลวงถวายชัยนาท ๓ วัน สวนพระบรมราชวงศานุวงศแลขาทูลละอองธุลีพระบาทไพร ฟาอาณาประชาราษฎรลูกคาวาณิชสมณชีพราหมณทั้งปวงจงมีศรัทธา ปลงใจลงในกุศล อุตสาห กระทําวิสาขบูชาใหเปนประเพณียั่งยืนไปทุกปอยาใหขาด ฝายฆราวาสนั้นจงรักษาอุโบสถศีลถวาย บิณฑบาตทาน ปลอยสัตวตามศรัทธาทั้ง ๓ วัน ดุจวันตรุษสงกรานต เพลาเพลแลวมีพระธรรมเทศนา ในพระอาราม ครั้นเพลาบายใหตกแตงเครื่องสักการบูชาพวงดอกไมมาลากระทําใหวิจิตรตางๆ ธูป เทียนชวาลาทั้ง (ธง) ผาธงกระดาษออกไปยังพระอาราม บูชาพระรัตนตรัย ตั้งพนมดอกไม แขวงพวง ดอกไม ธูปเทียนธงใหญ ธงนอยในพระอุโบสถพระวิหารที่ลานพระเจดีย และพระศรีมหาโพธิ และผู ใดจะมีเครื่องดุริยดนตรีมโหรีพิณพาทยเครื่องเลนสมโภชประการใดๆ ก็ตามแตในศรัทธา ครั้นเพลา คํ่าใหบูชาพระรัตนตรัย ดวยเครื่องบูชาประทีมโคมตั้งโคมแขวนจงทุกหนารานโรงเรือน และเรือแพ ทุกแหงทุกตําบล ใหฆราวาสทําดังกลาวนี้จงถวนครบ ๓ วัน(๑) คํานึงถึงเดือนหก ทั่วทายกตามโคมเคย งามสุดนุชพี่เอย ไดเห็นกันวันบูชา(๒) (1) สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพ, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๒ เลม ๒, ๒๕๐๒ (2) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย, กาพยเหชมเครื่องคาวหวาน และวาดวยงานนักขัตฤกษ 2_edit.indd 65 22/02/2013 09:15:21


๖๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การใชธงชางเปนธงชาติ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย พระองคไดชางเผือก ๓ เชือก คือ พระยาเศวตกุญชรอดิศร ประเสริฐศักดิ์ เผือกเอกอัครไอยรา มงคลพาหนะนาถบรมราช จักรพรรดิ วิเชียรรัตนเคนทร ชาติคเชนทรฉัททันต หิรัญรัศมีศรีพระนคร สุนทรลักษณะเลิศฟา ได มาจากเมืองโพธิสัตว ตรงกับป พ.ศ. ๒๓๕๕ พระยาเศวตไอยรา บวรพาหนะนาถ อิศราราชบรมจักรศรีสังขศักดิอุโบสถ คชคเชนทรชาติอา การศจารี เผือกผองศรีบริสุทธิ์ เฉลิมอยุธยายิ่ง ริมสมิงมงคล จบสกลเลิศฟา ไดมาจากเมืองเชียงใหม ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๕๙ พระยาเศวตคชลักษณ ประเสริฐศักดิ์สมบูรณ เกิดตระกูลสารสิบหมู เผือกผูพาหนะนาถ อิศร าราชธํารง บัณฑรพงศ จตุพักตร สุรารักษรังสรรค ผองผิวพรรณผุดผาดศรี ไกรลาสเลิศลบ เฉลิม พิภพอยุธยา ขัณฑเสมามณฑล มิ่งมงคลเลิศฟา ไดมาจากเมืองนานตรงกับป พ.ศ. ๒๓๕๙ ตามโบราณราชประเพณีวา การที่มีชางเผือกมาสูพระบารมีนั้น เปนการเพิ่มพูนพระเกียรติยศ เปนบารมีอันสูงสุด พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยจึงทรงไดรับการถวายพระนามวา “พระเจาชางเผือก” การที่มีชางเผือกมาสูพระบารมีถึง ๒ เชือก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย จึงโปรด ใหใชธงซึ่งชักในเรือกําปนหลวง ที่แตงไปคาขายยังนานาประเทศ เปนรูปชางสีขาวอยูกลางวงจักรติด ในธงพื้นแดง เปนมูลเหตุที่ใชธงชางเปนธงสําหรับชาติไทยแตนั้นมา ธงเรือหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย 2_edit.indd 66 22/02/2013 09:15:24


๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ศิลปะ วัฒนธรรม และวรรณกรรม ศิลปกรรม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย เปนระยะเวลาที่บานเมืองเปนปกติสุข การศึกสงครามกับประเทศเพื่อนบานก็มีบาง ในตอนตนรัชกาล แตดวยพระปรีชาสามารถของ พระองคที่ทรงพยายามระงับขอขัดแยงตางๆ จึงทําใหการสงครามกับประเทศเพื่อนบานสงบลงได โดยสันติ เมื่อบานเมืองปราศจากศึกสงครามพระองคจึงทรงมีเวลาเพื่อการทํานุบํารุงบานเมืองใหเจริญ รุงเรืองไดเต็มที่ โดยเฉพาะทางดานศิลปกรรม ซึ่งเสื่อมโทรมมาตั้งแตสมัยเสียกรุงศรีอยุธยา เพราะ พมาโยกยายกวาดตอนศิลปวัตถุและชางฝมือดีๆ ไปเมืองพมาเกือบหมด พระองคจึงทรงมุงทํานุบํารุง ทางดานศิลปวัฒนธรรมของชาติใหรุงเรืองขึ้นใหม โดยทรงโปรดใหนักปราชญ ราชบัณฑิต ขุนนาง ขาราชการและกวี รวมกันฟนฟูสรางสรรคศิลปวัฒนธรรมของชาติในทุกๆ ดาน ศิลปกรรมในสมัย ของพระองคจึงมีความงดงามเปนเลิศ และไมเพียงแตจะเกิดประโยชนในแงทํานุบํารุงการชางเทานั้น แตยังกอใหเกิดประโยชนทางในแกบุคคลในชาติดวย จนกลาวไดวา ในรัชสมัยของพระองคนั้นนับ วาเปนยุคทองของศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทรตอนตน งานศิลปกรรมมีความกวางขวางมากรวมไปถึงสถาปตยกรรม ปฏิมากรรม ประติมากรรม จิตรกรรม นาฏกรรม ฯลฯ 2_edit.indd 67 22/02/2013 09:15:27


๖๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) สถาปตยกรรม ในรัชกาลนี้พระราชวงศและขาราชการฝายในที่ตองอยูในพระบรมมหาราชวัง รวมเปน ๒ รัชกาลมีจํานวนผูคนมากขึ้น สถานที่ภายในพระบรมมหาราชวังคับแคบที่จะสรางตําหนัก และเรือน ขาราชการฝายในไมพอ ใน พ.ศ. ๒๓๖๑ จึงโปรดใหจัดหาที่พระราชทานแลกที่บานเสนาบดีแลว สรางกําแพงขยายเขตพระบรมมหาราชวังทางดานใตออกไปจนจดเขตวัดพระเชตุพน เมื่อขยายเขตพระบรมมหาราชวัง ทรงพระราชดําริวารัชกาลที่ ๑ ไดทรงสรางสวนขวาขึ้น ทายวัง ทํานองเดียวกับสวนและสระแกวเปนที่สําหรับประพาสสําราญพระราชอิริยาบถภายใน พระราชวังครั้งกรุงศรีอยุธยา แตสวนขวาในรัชกาลที่ ๑ เพียงแตขุดสระกับพลับพลาที่เสวยอยูริม ปากอางแลวยังมิไดสรางสวนสระสําหรับประพาสใหเรียบรอยบริบูรณเหมือนพระราชวังหลวงครั้ง กรุงศรีอยุธยา จึงทรงพระราชดําริวานาจะสรางสวนขวาในพระบรมมหาราชวังใหงดงามบริบูรณได จึงโปรดใหพระเจาลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร (รัชกาลที่ ๓) ทรงเปนแมกอง พรอมดวยพระบรม วงศานุวงศ ขาราชการฝายในที่มีทุนรอนกําลังความสามารถ ชวยกันรับหนาที่กอสราง สวนขวา ประกอบดวยพระมหามนเทียรที่ประทับเปนหลัก มีมุขสามดาน มีสระใหญ พื้นปู อิฐถือปูนลงเขื่อนเหมือนอางแลว มีทอนํ้า ๓ สาย ปดเปดถายไปมาไดใหไดนํ้าใสสะอาดปราศจาก เลนตม มีเกาะใหญนอยเรียงราย ชักสะพานถึงกัน ทําเกงกอภูเขาไวริมเกาะๆ ละ ๒-๓ เกง หลัง เกงปลูกตนไมมีผลนานาชนิดรอบๆ บริเวณ ทําเปนกําแพงลอมมีพระที่นั่งแบบฝรั่งพื้นสองชั้นเปน ที่สําหรับฟงมโหรี มีปอมที่ริมนํ้าเปนที่จอดประทับเรือพระที่นั่งสําปนเกงใหญ มีปอมสูงสําหรับทอด พระเนตรการแขงเรือและชมบริเวณตางๆ ภายในพระราชอุทยาน การสรางสวนขวา นอกจากเพื่อไวเปนที่สําหรับเสด็จประพาส สําราญพระราชอิริยาบถแลว ยังเกี่ยวของกับราชการบานเมือง คือเพื่อใหปรากฏพระเกียรติเลื่องลือไปในนานาประเทศวาไทยได สรางราชธานี ซึ่งมีความงามสงาเหมือนดังราชธานีเดิม ที่เรียกวา สวนขวา เพราะอยูทางขวาของ พระราชมนเทียร สวนเหลานี้ในปจจุบันไดรื้อหมดแลว 2_edit.indd 68 22/02/2013 09:15:29


๖๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระที่นั่งสนามจันทร เปนพระที่นั่งไมองคเล็ก สรางขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย พระองค ทรงมีสวนรวมในการสรางและตกแตงพระที่นั่งองคนี้ดวยพระองคเอง องคพระที่นั่งมีขนาดกวาง ๓.๓๐ เมตร ยาว ๔.๕๐ เมตร สรางเปนแบบพลับพลาโถง ตั้งอยูบนพื้นเพื่อใหเคลื่อนยายได หลังคา มุงกระเบืองเคลือบสีเสาในประธาน ๔ ตน และเสาริมชายคาอีก ๔ ตนเปนเสาไมเหลี่ยม ในประธาน ขององคพระที่นั่งยกพื้นสูง ๐.๕๐ เมตร มีชานไมรอบพื้นประธานไมที่ทําพื้นประธานเปนไมสักแผน ใหญแผนเดียว จากตนสักที่ใหญและหาไดยากที่สุด ฝากระดานและฝาชายคาเขียนลายทองเปนลาย ดอกพุดตานกานแยง ซึ่งสันนิษฐานวาเปนฝพระหัตถของพระองค พระที่นั่งองคนี้ นอกจากพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย จะทรงใชเพื่อเสด็จประทับสําราญพระอิริยาบถแลว ยังทรงใชเปน ที่เสด็จออกขุนนาง และสําหรับเปนที่ประทับถวายบังคมพระบรมอัฐิที่หอพระธาตุมณเทียร เพราะ พระบัญชรตรงกับพระที่นั่งองคนี้อีกดวย สถาปตยกรรมของการสรางวัดวาอารามจะเห็นไดชัดโดยเฉพาะอยางยิ่งพระอารามหลวง เชน วัดอรุณราชวราราม และวัดสุทัศน วัดอรุณฯ นั้นทรงมีพระราชประสงคจะสรางพระปรางคองคใหม จากองคเดิมสูงเพียง ๑๖ เมตร ใหสูงสงางดงามยิ่งขึ้นเพื่อเปนศรีสงาแกบานเมือง ทุกอยางเตรียม ไวแลวแตสิ้นรัชกาลเสียกอน นอกจากนี้ยังไดทรงเตรียมการสรางพระสมุทรเจดียที่นครเขื่อนขันธ หรือสมุทรปราการ ไดโปรดใหลงมือถมศิลาและออกแบบทุกอยางไวเรียบรอยแลว แตยังมิทันลงมือ กอสรางก็พอดีสิ้นรัชกาล 2_edit.indd 69 22/02/2013 09:15:32


๗๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ประติมากรรม การชางฝมือการปนและแกะสลักลวดลายไดฟนฟูขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทรและเจริญ กาวหนาไปอีกมากในรัชกาลนี้ สังเกตไดจากลวดลายรูปทรงสัณฐานของบรรดาสิ่งกอสราง ตางเริ่ม ดวยการเอาแบบฝมือชางในสมัยกรุงศรีอยุธยาเปนหลัก ผสมผสานความคิดแนวใหมลงไปในรัชกาลที่ ๒ แบบการชางของไทยเขาสูวิวัฒนาการโดยมีอิทธิพลของศิลปะฝรั่งและจีนเขามาแทรกผสม ทําให รูปทรงลวดลายสิ่งประดับตางๆ เปลี่ยนแปลงสวยงามแปลกตาไปเปนอันมาก พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก วัดอรุณราชวราราม 2_edit.indd 70 22/02/2013 09:15:36


๗๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงใฝพระราชหฤทัยในดานนี้มาก ทรงเปนชาง ทั้งการปนและการแกะสลักที่เชี่ยวชาญยากที่จะหาผูใดมาทัดเทียมได โดยเฉพาะอยางยิ่งพระพักตร ของพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก ซึ่งเปนพระประธานประดิษฐานอยูในพระอุโบสถวัดอรุณ ราชวรารามนั้นเปนฝพระหัตถของพระองค ซึ่งทรงปนหุนขึ้นดวยฝพระหัตถ และอีกชิ้นหนึ่งคือ บาน ประตูพระวิหารพระศรีศากยมุนี วัดสุทัศนเทพวราราม (วัดพระโต, หลวงพอโต) นับเปนฝมือแกะ สลักอันยอดเยี่ยม ทํากันอยางวิจิตรงดงามเปนลายสลักซับซอนกันหลายชั้นในไมแผนเดียวกันชวน ใหนาพิศวงเปนอยางยิ่ง บานประตูชุดนี้สําหรับคูดานหนานั้นเปนฝพระหัตถ ซึ่งทรงพระราชศรัทธา สลักดวยพระองคเองรวมกับกรมหมื่นจิตรภักดีซึ่งเปนนายงานโดย เมื่อคิดแบบสําเร็จแลว ก็โปรดให ยกเขามาในทองพระโรง ทรงสลักดวยฝพระหัตถกอนเปนประเดิมแลวโปรดใหชางที่ไววางพระราช หฤทัยทําตอไป บานประตูฝพระหัตถนี้ ตอมาไดถูกไฟไหมเสียหายไปบางสวน เมื่อป พ.ศ. ๒๕๐๒ ทางราชการจึงไดถอดยายไปเก็บรักษาไวในพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ กรุงเทพมหานคร สําหรับฝมือทําหุนไทยของหลวงที่มีอยูในพิพิธภัณฑสถานแหงชาติกรุงเทพฯ ทุกวันนี้กลาวได วาแทบทั้งหมดเปนฝมือชางในรัชกาลที่ ๒ ชางสามารถปนหรือแกะหนาหุนเหลานี้ ไดอยางงดงาม ใน จํานวนนี้มีหนาหุนฝพระหัตถงามเลิศอยูดวย คือหนาพระใหญกับหนาพระนอยคูหนึ่งที่ทรงแกะดวย ไมรักเรียกกันวา พระยารักใหญ กับ พระยารักนอย สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรมพระยา นริศรานุวัดติวงศ นักปราชญผูเชี่ยวชาญดานนี้ถึงกับทรงกลาววา “งานไมมีหนาพระอื่น เสมอสอง” บานประตูพระวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม พระยารักใหญ กับ พระยารักนอย 2_edit.indd 71 22/02/2013 09:15:39


๗๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การเขียนลวดลายตางๆ บนเครื่องถวยชามในสมัยรัชกาลที่ ๒ ไดผิดแปลก พลิกแพลง ไปจากของเดิมสมัยกรุงศรีอยุธยา ฝมือชางเขียนของไทยเจริญพัฒนาขึ้นมาก ความนิยมในการ เลนของสวยของงามทําอยางดีมีฝมือรุงเรืองเฟองฟูกวาแตกอน เครื่องถวยชามเบญจรงคที่เคย สั่งเขามาจากเมืองจีน มีลายครุฑ ลายราชสีหและลายเทพนม ฯลฯ ลวนเปนศิลปะแบบเดียวกับ ที่เคยมีมาแตครั้งกรุงศรีอยุธยา ครั้นถึงรัชกาลที่ ๒ ถวยชามเบญจรงคมีแบบแปลกๆ ลวดลาย ก็พลิกแพลงไปจากของเกาเปนอันมาก มีการผูกลายขึ้นใหมหลายแบบ เชน ลายดอกกุหลาบ ลายสิงโตแบบจีนตามความนิยมและความคิดของชางไทยสงไปเปนแบบอยางใหเขียนลงใน ถวยชาม เครื่องโถ เครื่องเบญจรงค ซึ่งมีฝมืองดงามยอดเยี่ยมกวาที่เคยสั่งเขามาในยุคใดๆ โดย เฉพาะอยางยิ่งถวยชามลายนํ้าทองก็ผูกลวดลายเปนดอกกุหลาบและดอกไมอื่นๆ ลวนงดงาม ฝมือชางหลวงในสมัยของพระองคไดปนและเขียนลวดลายไดเดนชัด เนื้อถวยชามและภาชนะ ละเอียดเปนเงางามเทียบไดกับฝมือชางเครื่องถวยชามเบญจรงคที่ทํามาจากเมืองจีนได เครื่องถวย ชามเบญจรงค และลายนํ้าทองในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย จึงนับเปนศิลปะ ของชาติที่มีความงามเปนเอก การทําเครื่องถมชั้นดีอยางที่เรียกติดปากวา “ถมนคร” คนทั่วไปเขาใจกันวาชางชาวเมือง นครศรีธรรมราชทํานั้น ความจริงมิใชชางประจําเมืองมีมาแตกรุงศรีอยุธยาแตอยางใด หากเปน เพราะวิชาชางถมนคร อันโดงดังลือชื่อนั้นเพิ่งแรกบํารุงขึ้นในรัชกาลที่ ๒ ประมาณกันวาเปนสมัยที่ เจาพระยานคร (นอย) เปนเจาเมือง เจาพระยานคร (นอย) นี้ เปนคนเขมแข็ง พอใจในการชางจึงได มีพระราชกระแสรับสั่งใหทานจัดการฝกหัดวิชาชางถมขึ้นในนครศรีธรรมราช ชางถมเมืองนคร และ “ถมนคร” จึงรุงเรือง เฟองฟูขึ้นจนเปนที่รูจักกันแพรหลายแตครั้งนั้นมาจนทุกวันนี้ ผลงานทางดานประติมากรรมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ที่มีความ งดงามเปนเลิศ เชน - บานประตูพระวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงแกะสลักบานประตูพระวิหารรวมกับชางฝมือ ชั้นเยี่ยมๆ ในสมัยนั้น โดยมีกรมหมื่นจิตรภักดีเปนนายงาน บานประตูพระวิหารนี้แกะเปนรูปปา เขา ลําเนาไพร และสัตวนานาชนิดอยางมีชีวิตชีวา งดงามมาก สมดังที่พระราชนิพนธไวในเรื่องอิเหนา วา ฉลักรูปสิงหสัตวนานา ดุจเดนออกมาเหมือนจริง ทั้งเนื้อนกดังเปนเปนประหลาด พฤกษาชาติเหมือนจะไหวไกวกิ่ง อันรูปเสือสีหหมีกระทิง เหมือนจะยางวางวิ่งเวียนวน (ปจจุบันบานประตูพระวิหารนี้ไดถูกไฟไหมไปดานหนึ่ง กรมศิลปากรจึงถอดไปเก็บรักษาไว ที่พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ) 2_edit.indd 72 22/02/2013 09:15:41


๗๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) - หนาหุนหลวง เปนศิลปกรรมการชางในสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ที่สวยงามอีก ประการหนึ่ง มีทั้งหนาพระหนานาง หนายักษ หนาลิง ซึ่งเปนตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์สําหรับ พระองคนั้น ไดทรงแกะหนาหุนดวยไมรักไวคูหนึ่งเรียกกันวา พระยารักใหญ พระยารักนอย (ปจจุบัน เก็บรักษาไวในพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ) เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงโปรดฯเครื่องถวยชามเบญจรงค จึง ทรงมีรับสั่งใหหมูชางหลวงทําขึ้นเปนของหลวง โดยทรงสงลายตัวอยางออกไปเปนลายรูปครุฑ รูป ราชสีห รูปนรสิงห รูปเทพพนม และรูปพรหมสี่หนา กับทรงโปรดใหชางทําลายนํ้าทองถวาย ประติมากรรม เปนงานชางดานการหลอพระพุทธรูปซึ่งมีฝมือทําไดอยางงดงามประณีต รูปทรงสัดสวน สวยงามดีเดน มีชื่อเสียงระดับชาติมาแตโบราณ สามารถทําไดดีทุกขนาด ตั้งแตขนาดหนาตักเพียง ๓- ๔ นิ้ว จนถึงขนาดใหญทําเปนหลายแบบหลายอยางตางๆ กัน หลังจากกรุงแตก ถึงสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทรตอนตน ฝมือการหลอพระพุทธรูปได ขาดตอนไปเพราะมัวยุงเรื่องการศึกสงคราม นายชางฝมือดีตางลมหายตายจากไป ไมสูจะทัดเทียม สมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา ในสมัยรัชกาลที่ ๑ เกือบไมมีการหลอพระพุทธรูปใหมเพราะเปน เวลาที่โปรดใหอัญเชิญพระพุทธรูปโบราณที่ถูกทอดทิ้งทรุดโทรมตามวัดราง เมืองราง ในหัวเมือง เหนือลงมารวบรวมไวในกรุงเปนจํานวนถึง ๑,๒๐๐ กวาองค แลวโปรดใหบูรณปฏิสังขรณพระพุทธ รูปเกาเหลานั้น ใหงดงามบริบูรณดี แลวพระราชทานไปอยูตามวัดตางๆ ทั่วพระนคร ทั้งพระอาราม หลวงและอารามราษฎร ในสมัยรัชกาลที่ ๒ บานเมืองเริ่มสงบจึงเริ่มมีการสรางพระพุทธรูป แตมีรูปทรงเปลี่ยนไปจาก ที่เคยสรางกันมาในสมัยกอน พระพุทธรูปองคสําคัญมากที่สรางขึ้นรัชกาลนี้ คือ พระพุทธธรรมิศร ราชโลกธาตุดิลก และพระพุทธอนันตคุณอดุลยญาณบพิตร องคแรกเปนพระประธานประดิษฐาน อยูในพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามองคหลังเปนพระประธานประดิษฐานอยูในพระอุโบสถวัด ราชโอรส ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว เมื่อครั้งทรงดํารงพระราชอิสริยยศเปนพระเจา ลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทรไดทรงสรางขึ้นใหมในคราวทรงบูรณะวัดในรัชกาลที่ ๒ พระพุทธธรรมิศรราชฯ เปนพระพุทธรูปสําคัญยิ่งองคหนึ่ง ของเมืองไทย ถือเปนพระอนุสรณ แหงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ดวยพระพักตรนั้นเปนฝพระหัตถที่ไดทรงพระราช อุตสาหะ ปนหุนขึ้นดวยพระองคเอง ลักษณะและทรวดทรงของพระพุทธรูปองคนี้เปนแบบอยางที่ ประดิษฐคิดขึ้นใหมในรัชกาลที่ ๒ 2_edit.indd 73 22/02/2013 09:15:43


๗๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) จิตรกรรม ไดแก การเขียนภาพฝาผนัง มีไมมากนักในรัชกาลนี้ อาจเปนเพราะการกอสรางอาคารสถาน ที่ใหญๆ ที่สําคัญมีนอย ที่ปรากฏใหเห็นมีภาพเขียนที่ฝาผนังพระอุโบสถและพระระเบียงที่วัดอรุณ ราชวราราม แตเนื่องจากวัดนี้สรางติดตอกันเปนเวลาระยะยาวนานมาถึงรัชกาลที่ ๓ จึงปรากฏวา มีฝมือชางในรัชกาลที่ ๓ ทําเพิ่มเติมรวมเขากับของสมัยรัชกาลที่ ๒ อยางชัดเจนมาก นาฏกรรม ในรัชกาลที่ ๒ บานเมืองมีความสงบเรียบรอย สิ่งกอสรางถาวรวัตถุที่ทํากันมาแตครั้งรัชกาล ที่ ๑ นับไดวามั่นคงแข็งแรง ไมคอยเปนภาระในการซอมแซมหรือกอสรางเพิ่มเติมมากนัก ประกอบ กับทรงใฝพระราชหฤทัยดานวรรณคดีอยูแลว นาฏกรรมหรือศิลปะการละครจึงเจริญขึ้นกวาแต กอนเปนอันมาก รัชกาลที่ ๒ ไดทรงพระราชนิพนธบทละครไวมากมายทั้งละครในและละครนอก ละครในที่ สําคัญคือ เรื่อง อุณรุท รามเกียรติ์ และอิเหนา ละครนอก เชน สังขทอง ไกรทอง คาวี มณีพิชัย ไชย เชษฐ มีหลายเรื่องซํ้ากับที่แตงในสมัยรัชกาลที่ ๑ เพราะมุงหมายในการแตงตางกันของสมัยรัชกาลที่ ๑ มุงแตจะรวมเนื้อเขาไวเปนสําคัญ มิไดแตงใหเขากับกระบวนวิธีรําเลนละคร จึงดําเนินเรื่องยืดยาว เยิ่นเยอ ไมอาจปรับใหเขากับกระบวนวิธีรําไดถนัด จึงตองทรงพระราชนิพนธขึ้นใหมโดยปรับปรุง เรื่องดําเนินความใหเขากับการเลนการแสดงละครรองละครรําหรือแตงใหแสดงไดรําไดตามหลัก นาฏกรรม ซึ่งเปนศิลปะสําคัญตางหากจากวรรณกรรมหรือวรรณคดีซึ่งเจริญมากในรัชกาลนี้ การ ทรงพระราชนิพนธบทละครครั้งนั้น เมื่อทรงพระราชนิพนธเรื่องใด ตอนใดแลวก็จะพระราชทาน ตนฉบับไปใหเจาฟากรมหลวงพิทักษมนตรีผูเชี่ยวชาญทางนาฏศิลปนําไปลองซอม คิดวิธีรําดูเสียชั้น หนึ่งกอน บทใดรําขัดของตองแกบทใหเขากับวิธีรําก็มี ดวยเหตุนี้ บทละครพระราชนิพนธในรัชกาล ที่ ๑ จึงสามารถนําไปใชแสดงละครไดดีเปนที่นิยมตลอดเวลา เจาฟากรมหลวงพิทักษมนตรี ศิลปนผูเชี่ยวชาญทางนาฏศิลปและการละครในยุคตนแหงสมัย กรุงรัตนโกสินทร เปนกําลังชวยเหลืออยางยิ่ง สามารถทรงคิดประดิษฐแบบแผนทาฟอนรําตางๆ ได อยางงดงามในการปรับปรุงทารําขึ้นใหม เมื่อทรงไดรับบทพระราชนิพนธแลวก็จะนําไปซอมกระบวน รําขึ้นโดยเอาบานพระฉายขนาดใหญมาตั้งไว แลวจะทรงรําไปตามบทพระราชนิพนธนั้น คอยทอด พระเนตรเงาในพระฉายแลวปรึกษากับครูละครของพระองค ชวยกันแกไขปรับปรุงกระบวนรําจน เห็นวางดงามดีแลว จึงเปนยุติ ถาขัดของบางทีก็ถึงกับกราบบังคมทูลขอใหทรงแกบทพระราชนิพนธ เมื่อทรงคิดกระบวนทารํายุติเปนอยางใดก็จะทรงซอมใหครูละครสองคนซึ่งมีนามวา นายทองอยู และนายรุง นําไปฝกละครหลวงซอมถวายใหทอดพระเนตร ถายังไมเปนที่พอพระราชหฤทัย จะ โปรดพระราชทานกระแสพระราชดําริแกไขกระบวนรําเสียใหมอีกครั้งหนึ่งจึงยุติถือเปนแบบแผน 2_edit.indd 74 22/02/2013 09:15:45


๗๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การดนตรี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงมีพระปรีชาญาณดานนี้ไมนอยกวาดานละคร และฟอนรํา เครื่องดนตรีที่ทรงถนัดและโปรดปรานมาก คือซอสามสาย ถึงกับไดทรงสรางไวเปน ของคูพระหัตถมีอยูคันหนึ่งพระราชทานนามวา “ซอสายฟาฟาด” เปนซอคูพระหัตถอันสําคัญยิ่ง ซึ่งนักดนตรีไทยไดรูจักกันดีเพราะมีสวนโยงไปถึงเพลงพระราชนิพนธอมตะในหมูครูบาอาจารย คือ เพลง บุหลันลอยเลื่อน หรือบุหลัน (เลื่อน) ลอยฟา ตามนามที่ทรงตั้งใหไวแตครั้งนั้น บางทีก็เรียก กันวาเพลงสรรเสริญพระจันทร แตตอมาเรียกกันแพรหลายวาเพลงทรงพระสุบิน เพราะเพลงนี้มี กําเนิดมาจากพระสุบินของพระองค พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงสนพระทัยการทําเครื่องดนตรี ทรงเอาพระทัย ใสขวนขวายที่จะใหไดวัตถุสัมภาระที่ดีมาใชสรางเครื่องดนตรีใหเหมาะสมดังปรากฏในจดหมายเหตุ ในป พ.ศ. ๒๓๕๗ เปนหนังสือของเจาพระยามหาเสนา อัครมหาเสนาบดีที่สมุหพระกลาโหมถึง เจาพระยานครศรีธรรมราช ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งแจงวา “ตองพระราชประสงคหนังแพะที่ดีสําหรับจะทําซอและกลองแขกเปนอันมาก จัดหาหนัง แพะที่กรุงเทพมหานครไดดีไม (หาที่ดีไมได) จึงเกณฑมาใหเมืองนครจัดซื้อหนังแพะที่ดีสงไป...จะ เปนราคาผืนละเทาใดใหบอกเขาไปใหแจง จะไดพระราชทานเงินราคาให” ภาพจิตรกรรมเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย แหงพระบรมราชจักรีวงศ โดย นายประทวน เจริญจิตร 2_edit.indd 75 22/02/2013 09:15:51


๗๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) อีกฉบับหนึ่งแจงวา “ตองพระราชประสงคไมแกวที่ลายดีสําหรับจะทําคันกระจับป คันชักซอ คันกระจับปสาม คู คันชักซอสามอัน” ตามปกติกะโหลกซอสามสายทําจากกะลามะพราวขนาดใหญมีปุมเปนสามเสา กะลาชนิดนี้ เปนของหายาก เลากันวาถาทรงทราบวาสวนของผูใดมีมะพราวที่กะลาใชทําซอสามสามไดแลว ก็ จะทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชตราคุมหามแกเจาของสวนมิใหตองเสียภาษีอากร (งดภาษี อากร) เพราะการสนับสนุนใหกําลังใจแกเจาของสวนที่จะปลูกและทํานุบํารุงมะพราวพันธุชนิดนั้น ใหคงอยูเพื่อสําหรับใชทําซอสามสายตอไป เพลงบุหลันลอยเลื่อน เพลงบุหลันลอยเลื่อนเปนบทพระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย เปน เพลงที่มีความไพเราะเปนเยี่ยมเพลงหนึ่ง เพลงนี้เลาสืบกันมาวา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา นภาลัยทรงซอสามสายคูพระหัตถที่ชื่อวา ซอสายฟาฟาด แลวก็เสด็จเขาที่พระบรรทมไดทรงพระ สุบิน (ฝน) ไปวา พระองคไดเสด็จพระราชดําเนินไปยังสถานที่แหงหนึ่งมีความสวยงามมากไมมีที่ ใดเสมอเหมือน ขณะนั้น พระองคไดทอดพระเนตรเห็นดวงจันทรไดลอยเลื่อน เขามาใกลพระองค และดวงจันทรไดฉายแสงสวางไปทั่วบริเวณ มีความงามยิ่งนัก ทันใดนั้น เสียงทิพยดนตรีก็กังวาน หวานไพเราะ พระองคทรงสดับเสียงทิพยดนตรีนั้นดวยความเพลิดเพลินในพระราชหฤทัย จนดวง จันทรคอยลอยเคลื่อนหางไป เสียงทิพยดนตรีก็จางหายไป ก็เสด็จตื่นบรรทม แมพระองคจะทรงตื่น บรรทมแลว เสียงดนตรียังกองอยูในพระกรรณ จึงโปรดใหเจาพนักงานดนตรีเขามาตอเพลงนั้นไว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ไดพระราชทานชื่อเพลงนี้วาเพลงบุหลันลอยเลื่อน หรือ เพลงบุหลันลอยเลื่อนฟา บางทีเรียกเพลงนี้กันวา เพลงพระสุบิน เพลงนี้เคยเรียกวาเพลงสรรเสริญพระจันทร เพราะเคยใชเปนเพลงสรรเสริญพระบารมี มาสมัยหนึ่ง ภายหลังไดมีการแตงเพลงสรรเสริญพระบารมีเปนทํานองฝรั่ง จึงเรียกเพลงนี้วาเพลง สรรเสริญพระบารมีไทย เพลงบุหลันลอยเลื่อนจะใชเนื้อรองจากพระราชนิพนธเรื่อง “อิเหนา” ประกอบคํารองตอนที่วา กิดาหยันมอบกรานอยูงานพัด พระบรรทมโสมมนัสอยูในที่ บุหลันลอยเลื่อนฟาไมราคี รัศมีสองสวางดังกลางวัน พระนิ่งนึกตรึกไตรไปมา ที่จะแตงคูหาสตาหมัน ปานนี้พระองคทรงธรรม จะนับวันเคราคอยทุกเวลา (อิเหนา) 2_edit.indd 76 22/02/2013 09:15:53


๗๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) เพลงบุหลัน (เถา) พระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (ร.๒) เรื่อง “อิเหนา” ครั้นคํ่าสนธยาราตรีกาล จึงเผยมานออกชมแสงบุหลัน ทรงกลดหมดเมฆอยูพรายพรรณ แสงจันทรจับแสงรถทรง แสงโคมประทีปทองสองสวาง กระจางจับพุมไมไพรระหง พวงพะยอมหอมหวนลําดวนดง สายหยุดประยงคโยทะกา หอมกลิ่นกลวยไมที่ใกลทาง ตรัสบอกบาหยันพลางแลวแลหา ลมหวนอวลกลิ่นสุมาลยมา ระคนกลิ่นบุหงารํ่าไป เรไรจักจั่นสนั่นเสียง เพราะเพียงดนตรีปไฉน บุหรงรองพรองเพรียกพงไพร ฟงเพลินเจริญใจไปมา เมื่อนั้น ระเดนมนตรีใจกลา เปนทัพหลังรั้งพลไคลคลา เวลาคํ่าคํานึงถึงเทวี จึงปลอมแปลงแตงองคเปนอํามาตย ชวนพี่เลี้ยงราชทั้งสี่ ทรงสินธพชาติพาชี ฝาพลมนตรีขึ้นมา วรรณกรรม รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย วรรณคดีไทยโดยเฉพาะละครรําเจริญเฟอง ฟูอยางยิ่ง ราชสํานักของพระองคเปนที่ชุมนุมของกวี นักปราชญ สําหรับพระองคก็ทรงสนพระทัย และสนับสนุนดานการละครเปนอยางมาก โดยทรงโปรดฯ ใหหัดตัวละครรุนใหมๆ ขึ้น บทละคร บางเรื่องทรงพระราชนิพนธขึ้นเพื่อใหใชสําหรับเลนละคร ในการทรงบทละครนั้น ทรงเลือกสรรเจา นายและขาราชการที่เปนกวีชํานาญกลอนไวสําหรับทรงปรึกษา เชน กรมหมื่นเจษฎาบดินทร เจา ฟากรมหลวงพิทักษมนตรีและขุนสุนทรโวหาร บทละครตอนใดที่ไมไดพระราชนิพนธดวยพระองค เอง ก็จะพระราชทานใหกวีที่ปรึกษานําไปแตงตอนใดที่ทรงพระราชนิพนธ หรือกวีที่นําไปแตงแลว นํามาถวาย ก็จะนํามาอานหนาพระที่นั่งในที่ประชุมกวีเพื่อชวยกันแกไข บทละครที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงพระราชนิพนธขึ้นนั้นใชสําหรับเลน ละครเปนสําคัญ เมื่อทรงพระราชนิพนธจบแลว จะโปรดฯ พระราชทานใหเจาฟากรมหลวงพิทักษ มนตรีนําไปลองซอมกับกระบวนรําคิดวิธีรํา บทรําใดขัดของ ตองแกบทเขาหาวิธีรําแลวจึงนําละคร นั้นมาซอมถวายใหพระองคทอดพระเนตร เพื่อทรงติ ชม แกไข กระบวนรําอีกชั้นหนึ่ง จึงจะยุติลง เปนแบบแผน 2_edit.indd 77 22/02/2013 09:15:55


๗๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระราชนิพนธของรัชกาลที่ ๒ ที่เปนบทกลอนมีมากมาย ทรงเปนยอดกวีดานการแตงบท ละครทั้งละครในและละครนอกมีหลายเรื่องที่เดิมมีอยูแลว ตั้งแตสมัยรัชกาลที่ ๑ ไดทรงนํามาแตง ใหมเพื่อใหใชนําออกแสดงไดโดยทรงแตงใหเขากับวิธีรําเลนเปนละครของเดิมมุงแสวงเรื่องจึงมัก บรรยายยืดยาวรําไมไดหรือไมถนัด จึงตองทรงพระราชนิพนธขึ้นใหมใหกระชับตามกระบวนการ ฝกหัดวิธีรําและการเลนละคร มีละครใน ๓ เรื่อง คือ รามเกียรติ์ อุณรุท และอิเหนา เสภา ๑ เรื่อง คือ ขุนชางขุนแผน ละครนอกมี ๕ เรื่อง คือ ไกรทอง สังขทอง คาวี มณีพิชัย และไชยเชษฐ - เรื่องรามเกียรติ์ ฉบับใหญที่สุดเปนฉบับของรัชกาลที่ ๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ทรงเลือกพระ ราชนิพนธใหมตอนที่ทรงนํามาเลนละคร คือ ตอนหนุมานถวายแหวนไปจนถึงทศกัณฐลม และตอน ตั้งแตฆาสีดาจนถึงอภิเษกใหมกับสีดา - เรื่องอุณรุท ทรงแกไขปรับปรุงจากฉบับของรัชกาลที่ ๑ - เรื่องอิเหนา มีความยาวมากไดทรงพระราชนิพนธใหมตั้งแตตนจนจบ เปนเรื่องยาวที่สุด ของพระองค วรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ ๖ ไดยกยองใหเปนยอดบทละครรําที่ยอดเยี่ยมทั้งเนื้อ ความ ทํานองกลอน และกระบวนการเลน (ทั้งรองและรํา) รวมทั้งเปนประโยชนดานใหความรูเรื่อง โบราณราชประเพณี และพระราชพิธีความเปนอยูของคนชั้นสูงถึงคนชั้นสามัญทั่วไป - เรื่อง ขุนชางขุนแผน โปรดใหกวีสมัยของพระองคชวยกันแตงนํามาตรวจรับรองในที่ประชุม กวี ซึ่งทรงเปนประธานวินิจฉัย ตอนที่เปนพระราชนิพนธของพระองคคือ ตอนพลายแกวไดนางพิม ตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนชางแลวเขาหองนางแกวกิริยา และตอนขุนแผนพานางวันทองหนี - บทละครนอก เรื่องไกรทอง สังขทอง ไชยเชษฐ คาวี มณีพิชัย ทรงเลือกเอาของเกามาทรง พระราชนิพนธขึ้นใหมเฉพาะบางตอน นอกจากนี้ ยังไดทรงพระราชนิพนธบทพากยโขนอีกหลาย ชุด เชน ชุดนางลอย ชุดนาคบาศ และชุดพรหมาสตร มีความไพเราะซาบซึ้งเปนอมตะใชแสดงมา จนทุกวันนี้ พระราชนิพนธสําคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ พระราชนิพนธ กาพยเห(เรือ) ชมเครื่องคาวหวาน ทรงพระราชนิพนธไวตั้งแตสมัยรัชกาลที่ ๑ เพื่อใชเหเรือเสด็จประพาสสวนพระองค หรือเสด็จ ประทับเสวยในพระตําหนักฝายในเปนการชมฝพระหัตถในการปรุงเครื่องเสวยของสมเด็จพระศรี สุริเยนทราบรมราชินีที่ไดรับยกยองวาเปนเลิศในยุคนั้น พระราชนิพนธเรื่องอิเหนา นิพนธเรื่องนี้มี ความไพเราะทั้งกระบวนกลอนและบทพรรณนาทุกประการ โดยเฉพาะ ถอยคําสํานวนที่ใช มีความ ไพเราะเพราะพริ้งมาก อีกทั้งยังมีความกะทัดรัดเขากับจังหวะทารําและจังหวะดนตรีไดอยางดียิ่ง จนวรรณคดีสโมสรในสมัยรัชกาลที่ ๖ ยกยองใหพระราชนิพนธบทละครเรื่องอิเหนาของรัชกาลที่ ๒ เปนยอดของกลอนบทละครรํา อันอิเหนาเอามาทําเปนคํารอง สําหรับงานการฉลองกองกุศล ครั้งกรุงเกลาเจาสตรีเธอนิพนธ แตเรื่องตนตกหายพลัดพลายไป หากพระองคทรงพิภพปรารภเลน ใหรําเตนเลนละครคิดกลอนใหม เติมแตมตอติดประดิษฐไว บํารุงใจไพรฟาขาแผนดิน 2_edit.indd 78 22/02/2013 09:15:57


๗๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยถือเปนยุคทองของศิลปกรรมสมัย รัตนโกสินทรตอนตน และศิลปะแขนงตางๆ ที่ไดรับการทํานุบํารุงสงเสริมใหรัชสมัยนี้ ไดเปนมรดก ทางดานศิลปะที่สําคัญของชาติสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ...พระองคทานเปนผูมีความรู และความสามารถในวิทยาการหลายแขนง ตั้งแตการที่ทรง เปนพระมหากษัตริยก็ยอมทรงทราบวิชาวิทยาการตางๆ ซึ่งเปนพระมหากษัตริย มีการปกครองและ การทหาร เปนตน และยังไดทรงมีความรูทั้งในดานศิลปะ ทั้งในดานการประพันธ การดนตรี และ ในดานประติมากรรมทุกอยางที่กลาวมาก็ทําไดถึงขั้นเปนที่ยกยองทั้งภายใน และภายนอกประเทศ จึงเปนบุคคลที่เราจะเรียกไดวาเปนบุคคลที่หาไดยากผูหนึ่ง โดยเฉพาะอยางยิ่ง สําหรับพระมหากษัตริยองคนี้ ความสําคัญอยูที่ความสามารถในดาน ศิลปะนานาประการ เพราะฉะนั้น นอกจากจะถือวาทรงเปนพระมหากษัตริยที่ปกครองบานเมือง มา นําบานเมืองมาอยางสงบสุขแลว อยางในดานวิทยาการนี้ยังถือวาเปนบรมครูอีกดวย คือทานผู มีความรูในดานศิลปะ ผูคนคิดวิทยาการเกาๆ ของไทยเรา และรูสึกสํานึกในบุญคุณของทานที่สราง ศิลปะมาใหเรารุนหลังไดใช นอกจากเปนการใชประกอบอาชีพแลว ยังใชเปนเครื่องเตือนใจอยูเสมอ วา บานเมืองเรานี้ คนรุนเกามีความสามารถรักษาบานเมืองไวใหอยูอยางสงบสุขพอที่จะมีศิลปกรรม ตางๆ อันเปนที่เชิดหนาชูตามาไดอยางเปนระยะเวลาอันยาวนานไมขาดสาย ดังนั้น จึงเปนขอเตือนใจใหเราคนรุนหลังไดนึกอยูตลอดเวลาที่เราจะรักษาบานเมืองของเรา ไว โดยที่ไมตองคิดเรื่องรักชาติอยางอื่น นอกจากมองจากที่ทานไดทําไวแลว แลวเราก็หวงแหนและ รักษาไว ฉะนั้น จึงเห็นวาพระราชกรณียกิจของทานสําคัญ ภาพจิตรกรรมเรื่องอิเหนา ภาพจิตรกรรมเรื่องสังขทอง 2_edit.indd 79 22/02/2013 09:16:00


๘๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ความสัมพันธกับตางประเทศ ชาวตางชาติที่เขาสังกัดระบบไพร ไดแก ชาวลาว ชาวเขมร ชาวแขก ชาวมอญ และชาวญวน พวกนี้เขามาอยูในราชอาณาจักรโดยการอพยพเขามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารซึ่งมีนอยกวาผูที่มา โดยการถูกกองทัพไทยกวาดตอนเขามาเมื่อครั้งไทยทําสงครามกับประเทศเพื่อนบาน โดยเฉพาะ รัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ และมากที่สุด(๑) สมัยรัชกาลที่ ๓ โดยเฉพาะชาวลาวเขามามากที่สุด พระ มหากษัตริยโปรดเกลาฯใหไปตั้งชุมชนอยูในหัวเมืองชั้นใน ไดแก เมืองเพชรบุรี ราชบุรี นครชัยศรี กาญจนบุรี อยุธยา ฉะเชิงเทรา พนัสนิคม (ปจจุบันเปนอําเภอในจังหวัดราชบุรี) สมุทรปราการ สุพรรณบุรี สระบุรี และลพบุรี ตั้งเปนชุมชนของชาวลาวพวน ลาวทรงดําหรือลาวโซง ลาวเวียง ลาว ครั่ง ลาวหลวงพระบาง เปนตน ทางการแตงตั้งใหชนเชื้อชาติเดียวกันเปนมูลนาย ปกครองคนเชื้อ ชาติเดียวกัน มีตําแหนงลดหลั่นลงไปเชนเดียวกับตําแหนงมูลนายของคนไทย ตางกันที่วามูลนาย ลาวตองอยูภายใตการควบคุมของขาราชการไทยอีกตอหนึ่ง ตําแหนงสูงสุดไดเปนถึงเจาเมือง มี เพียง ๒ เมืองคือเมืองพนัสนิคม มีชาวลาวชื่อพระอินอาษา เปนเจาเมืองสมัยรัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาล ที่ ๔ และพระยาสุราราชวงศเปนเจาเมืองสระบุรี สมัยรัชกาลที่ ๓ ทั้งสองเมืองนี้มีชาวลาวอยูมาก จึงตั้งใหชาวลาวเปนเจาเมือง นอกจากนั้นยังมีตําแหนงตางๆ รองลงมาเชนเดียวกับไทย เชน ปลัด เมือง จางวาง นายกอง เจาหมู นายหมวดกํานัน พัน ผูใหญบาน ตัวอยางเชน ทาวอินทรพิสาร เปน ปลัดลาว เมืองสมุทรปราการ ซึ่งมีชาวลาวอาสาปากนํ้าตั้งอยูเปนชุมชนใหญ สังกัดกองลาวหลาย กอง และที่เมืองราชบุรีมีพระภักดีดินแดนปลัดเขมร ดูแลเขมรที่มีมากในเมืองนี้ รวมทั้งเขารวมใน การพิจารณาตัดสินคดีความภายในเมืองดวย ชาวตางดาวที่อาศัยอยูหัวเมืองนอกจาก ลาว เขมร แขก แลว ยังมีชาวมอญมีอยูมากที่ปากลัด สมุทรปราการ นครชัยศรี และสามโคก ปทุมธานี ชาวญวนมีมากตั้งเปนกองอาสาอยูในกรุงเทพฯ และมีชุมชนอยูแถวบานญวนสามเสน ยังมีชาวลาวตั้งบานเรือนอยูใกลกับสะพานมอญเรียกวา บานลาวพวน บางไปเปนเลกอยูในกรมวังสังกัดโขลนดาน โขลนหอพระตักนํ้าหามวอ เปนขาพระ วัดบวรนิเวศ บางเปนไพรหลวงกองนาไปทํานาอยูคลองแสนแสบ ผูหญิงลาวถาเปนหมายจะโปรด เกลาฯ ใหไปในวังเปนจาโขลน สังคมไทยที่มีการควบคุมคนตามระบบไพร มีจุดออนอยูมากเชน มูลนายพยายามเบียดบังไพร ไวใชสวนตัว การแสวงหาผลประโยชนจากไพร การถูกเกณฑแรงงานและสวยจนเกินที่ไพรจะทนได ไพรจึงหาทางออกดวยวิธีตางๆ เชน การหนีเขาปา หนีไปตางเมือง ตกไปเปนทาสโดยการกูหนี้ยืมสิน จากขุนนางเจานายเมื่อไมมีเงินมาใชคืนไพรจะถูกฟอง นําไปขายเปนทาส เปนตน สมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลกจึงตองออกพระราชกําหนดใน พ.ศ. ๒๓๓๐ และ พ.ศ. ๒๓๓๑(๒) เพื่อปองกัน การขายตัวเปนทาสโดยหามไพรหลวงเอาลูกหลานไปขายเปนทาส ผูซื้อไพรเปนทาสก็มีความผิดดวย (1) บังอร ปยะพันธุ, “ประวัติศาสตรของชุมชนชาวลาวในหัวเมืองชั้นในสมัยรัตนโกสินทรตอนตน” วิทยา นิพนธปริญญาโท บัณทิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๙, หนา ๓๘-๕๔. (2) หมอมราชวงศ อคิน รพีพัฒน, สังคมไทยสมัยตนรัตนโกสินทร พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๔๑๖ (กรุงเทพฯ:มูลนิธิโครงการตํารา สังคมศาสตรและมนุษยศาสตร, ๒๕๑๘) หนา ๑๘๑ 2_edit.indd 80 22/02/2013 09:16:02


๘๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) (1) วุฒิชัย มูลศิลป, “กบฏอายสาเกียดโงง : วิเคราะหจากเอกสารพื้นเวียง,” กบฏชาวนา (กรุงเทพฯ : สมาคมสังคมศาสตรแหง ประเทศไทย, ๒๕๒๕), หนา ๔๕-๕๒. วิธีหลีกเลี่ยงพันธนาการในระบบไพรประการตอไปได การไปบวชเปนพระ เพราะทําใหความ สัมพันธระหวางนายกับไพร ผูใหญกับผูนอยหมดไปและการบวชยังเปนการเลื่อนฐานะทางสังคม อีกดวย อยางไรก็ตาม การบวชเปนพระก็มิใชงายเสมอไป เพราะทางราชการจะคอยควบคุมมิให ออกบวชมากเกินไป จนมีผลเสียตอการเกณฑแรงงาน วิธีหลบหนีจากระบบไพรประการสุดทายแสดงถึงการตอตานอยางรุนแรงในลักษณะการรวม หมูคือ การกอกบฏ ซึ่งปรากฏใหเห็นมาแลวตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยา ไดแก กบฏญาณพิเชียร พ.ศ. ๒๑๒๔ กบฏธรรมเถียร พ.ศ. ๒๒๓๗ กบฏบุญกวาง พ.ศ. ๒๒๔๑ ในสมัยตนรัตนโกสินทรมีกบฏเชียง แกว พ.ศ. ๒๓๓๔ ที่ตั้งตัวเปนผูวิเศษรวบรวมพวกขาแถบหัวเมืองอีสานและฝงซายแมนํ้าโขงบุกเขายึด เมืองจําปาศักดิ์ กบฏสาเกียดโงง(๓) พ.ศ. ๒๓๖๒ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย เปนตน ชาวตางชาติในสังคมไทย ความสัมพันธกับจีน คนจีนเขามาตั้งหลักแหลงตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยา และเพิ่มจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรัชกาล ที่ ๑ ยายราชธานีมาฝงตะวันออกของแมนํ้าเจาพระยา ไดสรางพระราชวังใหมในยานคนจีน คนจีน จึงยายไปอยูตั้งแตคลองวัดสามปลื้มไปจนถึงคลองวัดสามเพ็ง นอกจากนั้นยังกระจัดกระจายอยูทั่วไป ตามเมืองตางๆ คนจีนอพยพเขามามากขึ้นโดยเฉพาะสมัยรัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาลที่ ๕ เพราะในจีน เกิดความไมสงบ มีการจลาจลแยงชิงอํานาจกันในกลุมผูปกครอง คนจีนสวนใหญไมสังกัดระบบไพรของไทย มีอิสระในการเดินทางทั่วราชอาณาจักร จึง สามารถประกอบอาชีพคาขายไดจนกุมอํานาจทางเศรษฐกิจ มีคนจีนบานที่สักเปนไพรเรียกวา เลก จีน เปนพวกลูกหลานจีนที่อยูเมืองไทยมานานและคิดตั้งหลักแหลงทํามาหากินจึงยอมใหสัก อยู ปะปนกับไพรไทยและแยกเปนกองตางหากเชน “กองสวยทองบุตรจีน” ที่เมืองสงขลา เปนไพรสม ๙๒ คน สงทองคําหนัก ๘ ตําลึง ๒ บาท ๒ สลึงเปนสวย คนจีนมีมากตามเมืองตางๆ ดังนั้นทางการ จึงแตงตั้งใหคนจีนปกครองดูแลกันเองภายใตการควบคุมของขาราชการไทยอีกทีหนึ่ง ตําแหนง ขาราชการจีนไดแก ปลัดจีน จางวางอําเภอจีน รัฐตองการสงเสริมใหคนจีนเขามามากๆ เพื่อใชเปนแรงงานอิสระในการจางงานโยธาตางๆ ซึ่งทําไดดีกวาการเกณฑแรงงานไพรไทย ดวยเหตุที่คนจีนสวนใหญเปนพอคาเดินทางคาขายระหวาง เมือง ไมมีหลักแหลงแนนอน จึงควบคุมตามระบบไพรไดยาก แตรัฐก็พยายามหาประโยชนจากคน จีนที่ประกอบอาชีพตางๆ ในรูปของการเก็บภาษีอากรและเรียกเก็บเงินคนในลักษณะของภาษีราย บุคคล เรียกวา “การผูกป” เปนการเรียกเก็บเงินคนจีนแทนการเกณฑแรงงาน เริ่มเก็บสมัยรัชกาลที่ ๒ ในอัตรา ๑ บาท ๕๐ สตางคทุกๆ ๓ ป สมัยรัชกาลที่ ๓ เก็บในอัตรา ๔- ๘ บาท แทนการอยูเวรรับ ราชการ ๑ เดือน โดยเก็บทุกๆ ๓ ป และตั้งแต พ.ศ. ๒๔๐๑ ชาวจีนตองทํางาน ๑ เดือนและอนุญาต ใหจายเงินทดแทนในอัตรา ๔ บาท ๒๕ สตางค ทุกๆ ๓ ป ซึ่งเปนวิธีการหารายไดเขารัฐอยางหนึ่ง 2_edit.indd 81 22/02/2013 09:16:04


๘๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ในรัชกาลที่ ๒ ไทยสงคณะทูต ไปเจริญพระราชไมตรีสองครั้ง ครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๓๕๓ ตอน ตนรัชกาลไดโปรดใหคณะทูตอัญเชิญพระราชสาสนไปถวายพระเจาเจียเชง (เกียเชง) รัชกาลที่ ๕ แหงราชวงศเซ็งที่ปกกิ่ง ครั้งหลังใน พ.ศ. ๒๓๖๔ เมื่อพระเจาเจียเชงสิ้นพระชนมพระเจาตากวาง (เตากวาง) ไดสืบราชสมบัติตอมา เปนการคํานับศพพระเจาแผนดินองคเกา และแสดงความยินดี ตอองคใหม ขณะเดียวกันก็หวังประโยชนทางการคาดวย ความสัมพันธทางการทูตระหวางไทยกับจีนมีมาตั้งแตสมัยสุโขทัยเปนตนมาดวยถือเสมือน เปนพี่นองกัน เปนประเทศเพื่อนบานใกลชิด สามารถไปมาคาขายทางทะเลไดโดยสะดวก การติดตอ คาขายจีนไดถือประเพณีเปนกําหนด อนุญาตใหติดตอไดเฉพาะบางเมืองไมใหทุกเมือง ใครจะติดตอ คาขายกับจีนจะตองมีพระราชสาสนและเครื่องราชบรรณาการไปถวายพระเจากรุงจีน เจริญพระ ราชไมตรีจึงคาขายไดสะดวก เพราะถาเขาไปคาขายโดยลําพังมักถูกกีดกัน หรือถูกขุนนางจีนผูรักษา เมืองกดขี่เบียดเบียน ดวยประการตางๆ สวนเรือที่ไปเปนราชการ เชนเรือราชทูต อัญเชิญพระราช สาสนหรือเครื่องบรรณาการพวกขุนนางเจาเมืองตางๆ จะยําเกรงไมกลารบกวน ประเทศตางๆ ที่จะติดตอคาขายกับจีนจึงตองแตงทูตทําเปนเจริญพระราชไมตรีพรอมเครื่อง บรรณาการถวายพระเจากรุงจีน จะไดรับความสะดวกทุกประการ ไทยก็เชนกันทางจีนจึงคิดวา บรรดาประเทศตางๆ ที่ไปถวายเครื่องราชบรรณาการไดยินยอมออนนอมเปนเมืองขึ้นของจีน จึง ทําใหมีการทวงเครื่องราชบรรณาการจากประเทศที่เคยไปติดตอที่หายเงียบไปนาน ถือเปนการ ขาดสงเครื่องราชบรรณาการไทยก็เขาใจผิดในเรื่องนี้มาเปนเวลานาน เพิ่งมาทราบความจริง ในสมัย รัชกาลที่ ๔ เพราะจีนก็คิดวาไทยเปนเมืองขึ้น จนถึงสมัยตนรัชกาลที่ ๕ จีนเห็นวาทางไทยเงียบไป นาน เพราะรูเทาทันดังกลาวจึงทวงเครื่องราชบรรณาการ ไทยจึงไดมีการประชุมหารือกันในที่สุด ก็ลงมติใหเลิกติดตอกับจีน จนกระทั่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ไทยกับจีนจึงไดมีความสัมพันธกันใหม ตอมาเมื่อจีน เปนคอมมิวนิสตมีการปดประเทศ การติดตอทางการคาขายการทูตไดหยุดชะงักหลายป จนถึง พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงไดมีการเปดสัมพันธทางการทูตติดตอคาขายกันใหมจนถึงปจจุบัน ความเขาใจผิดเรื่องราชบรรณาการนี้ ธรรมเนียมการทูตของจีนมีสวนสรางใหเกิดเปนอัน มาก แมการทําไปเพื่อพระราชไมตรีแตเวลากราบทูลพระเจากรุงจีนทางฝายราชสํานักพิธีการทูตจะ ตองแปลใจความวา มาขอออนนอมยอมเปนเมืองขึ้นทุกประการ เมื่อถึงตอนตอบรับจะเขียนเปน ทํานองวา ยินดีรับไมตรีจะไดเปนมิตรกันตอไป โดยที่ทางพระเจากรุงจีนเขาใจวายอมเปนเมืองขึ้น ตลอดไป พ.ศ. ๒๓๖๓ เจาเมืองมาเกาไดมีหนังสือเขามาขอตอเรือกําปน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ หลานภาลัยพระราชทานพระบรมราชานุญาตใหตอเรือกําปนขึ้นที่หนาบานกงสุล เมื่อตอเรือกําปน เสร็จแลวไดบรรทุกของหลวงออกไปขาย และไดโปรดพระราชทานใหยกคาธรรมเนียมตอเรือปาก เรือใหดวย 2_edit.indd 82 22/02/2013 09:16:05


๘๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ความสัมพันธกับโปรตุเกส โปรตุเกสเปนฝรั่งชาติแรกที่เขามาติดตอคาขาย ตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยา ขณะใดที่บาน เมืองไทยเกิดจลาจล หรือศึกสงครามจะพากันอพยพหลบภัยไปอยูตามเมืองอื่นๆ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ไดสงกําปนหลวงออกไปคาขายถึงเมืองมาเกาไดแตง ตั้งทูตถือสาสนนําเครื่องราชบรรณาการเขามาขอเจริญพระราชไมตรี ฝายไทยก็ตอนรับแข็งแรง เปนการตอบแทน ความเอื้ออารีที่มีตอกันและที่สําคัญก็คือในเวลานั้น ไทยกําลังตองการซื้อปนไว ใชในราชการ การติดตอทั้งสองฝายตางใหความสะดวกในการคาขายและการตอนรับตอกันเปนอยาง ดี เชน ไดลดคาธรรมเนียมเรือใหและงดเวนภาษีอากรบางประเภท ระหวางทูตพํานักอยูในไทยได พระราชทานที่อยูและเงินเบี้ยเลี้ยง เมื่อทูตจะกลับไดพระราชทานเสื้อผาสิ่งของแกทูตและเจาเมือง มาเกาเปนอันมาก ทางมาเกาก็ไดงดเวนคาธรรมเนียมอื่นๆ ใหแกเรือคาขายของไทย คงใหเสียแตคา ธรรมเนียมปากเรือ ซึ่งพระเจากรุงจีนสงขุนนางไปเรียกเก็บโดยตรงเทานั้น นอกจากนี้ยังชวยจัดหา ซื้อปนคาบศิลาใหตามพระราชประสงค พ.ศ. ๒๓๖๓ พระเจากรุงโปรตุเกสไดโปรดใหเจาเมืองกัว อาณานิคมของโปรตุเกสในอินเดีย เสนอสัญญาทางพระราชไมตรี ๒๓ ขอ มาทางทูต และขอตั้งกงสุลโปรตุเกสประจําในเมืองไทยพรอม ขอพระราชทานที่ตั้งบานเรือนสําหรับสถานกงสุล ทางไทยอนุมัติตามขอเรียกรอง ยินยอมใหไปอยู ที่บานซึ่งองเชียงสือเคยอยู คือที่บริเวณตรอกกัปตันบุช (เขตบางรัก) ริมแมนํ้าเจาพระยา ปจจุบัน ยังใชเปนสถานทูตโปรตุเกส ซึ่งนับไดวา เปนการตั้งสถานกงสุลตางชาติขึ้นเปนครั้งแรก ในสมัย กรุงรัตนโกสินทร การทําสัญญาครั้งนี้แมไมใชสัญญาทางพระราชไมตรีอยางแทจริง เพราะทําผาน ตัวแทนรัฐบาลโปรตุเกสที่เมืองกัว แตก็นับวาเปนการอนุโลมเพื่ออนุญาตใหชาวโปรตุเกสไดเขามา คาขายไดโดยสะดวก ฝายไทยก็ไดประโยชน คือ ๑. ขณะนั้นไทยตองการซื้ออาวุธมาใชปองกันประเทศ ทางโปรตุเกสไดชวยเหลือจัดหาใหได สําเร็จตามความประสงค จึงเปนที่นาชื่นชมยินดีแกฝายไทย ๒. เจาหนาที่ชั้นผูใหญของโปรตุเกสที่เปนทูตและกงสุลอยูเมืองไทยนานจนไดรับพระราชทาน บรรดาศักดิ์เปน หลวงอภัยวาณิช ประพฤติตัวเขากับคนไทยถูกอัธยาศัย ปราศจากขอรังเกียจ หรือ ระแวงซึ่งกันและกัน ๓. สถานกงสุลไมตั้งขอเรียกรองขอสิทธิพิเศษแตอยางใด คงยินยอมใหคนในบังคับโปรตุเกส ปฏิบัติตามพระราชกําหนดกฎหมายไทย นับแตนั้นมา ความสัมพันธความไมตรีและการคาขาย ระหวางไทยกับโปรตุเกสก็มีความราบรื่น โดยเฉพาะในการติดตอไปมาคาขายระหวางไทยกับบรรดา หัวเมืองขึ้นของโปรตุเกสในยานตะวันออกไกลเปนไปดวยดี 2_edit.indd 83 22/02/2013 09:16:07


๘๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ความสัมพันธกับอังกฤษ พ.ศ.๒๓๖๕ อังกฤษสงทูตนําเครื่องราชบรรณาการเขามาเจริญทางพระราชไมตรีกับไทย แต ทูตที่สงมาคราวนี้มิไดมาจากราชสํานักโดยตรง แตมาจากผูสําเร็จราชการอินเดีย (อินเดียเปนเมือง ขึ้นของอังกฤษในขณะนั้น) ทูตชื่อ นายจอหน ครอวฟอรด (John Crawford คนไทยสมัยนั้น เรียก วา นายการะฝด) เปนคนยโสถือตัววามาจากชาติมหาอํานาจ พูดจาเอาแตไดจึงไมประสบความ สําเร็จ อังกฤษสงทูตมาเจรจาความเมืองครั้งนั้น เพื่อขยายการคาของบริษัทอินเดียตะวันออกเพื่อ แกปญหาเมืองไทรบุรีและเพื่อทําแผนที่และทํารายงานเกี่ยวกับพืชสัตว ประชากร ความเปนอยู และเปนไปของไทยตลอดจนภูมิภาคของบานเมืองในถิ่นตะวันออกไกล (ไทย พมา ญวน ลาว เขมร) เสนอตอรัฐบาลอังกฤษ การขยายการคา เปนความประสงคสําคัญที่อังกฤษสงทูตมา เนื่องจากตองการขยายการคา ของบริษัทอินเดียตะวันออก (ของอังกฤษ) ที่ทรุดตัวตกตํ่ามากวา ๒๐ ป เพราะประเทศตางๆ ใน ยุโรป ทําสงครามกันในสมัยพระเจานโปเลียน ครั้นสงครามสงบ อังกฤษจึงตองการจะขยายกิจการคา ใหกวางขวางที่มาติดตอกับไทยเพราะเห็นวาเปนแหลงที่พอคาชาวยุโรปคาขายไดกําไรมาก รัฐบาล ไทยไดอนุญาตใหเรือฝรั่งชาติตางๆ เขามาคาขายไดโดยเสรีมิไดมีความรังเกียจประกอบกับในขณะ นั้น ไทยกําลังตองการอาวุธไวทําสงครามกับพมา ตองการซื้อปนเปนอันมาก ทําใหอังกฤษเห็นชอง ทางที่จะฟนฟูการคาขายกับไทยใหกลับเจริญรุงเรืองโดยอาศัยการเจรจาทําไมตรีเปนการบังหนา กอนจะเปดทางการทําสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีจริงๆ ภาพจิตรกรรมเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย แหงพระบรมราชจักรีวงศ โดยนายพิชิต ตั้งเจริญ 2_edit.indd 84 22/02/2013 09:16:14


๘๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ปญหาเมืองไทรบุรี เมื่อคราวศึกถลาง พ.ศ. ๒๓๕๒ พระยาไทรบุรี (ปะแงรัน)ไดสงทัพไปชวย รบพมา และในพ.ศ. ๒๓๕๕ ไดไปตีเมืองเประมาขึ้นตอไทยไดสําเร็จมีความชอบ จึงโปรดใหเลื่อน ขั้นเปนเจาพระยา ตอมาทางไทรบุรีเอาใจออกหางรวมมือกับพมามาตีไทย โปรดใหสอบสวนชําระ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๔ ทางไทรบุรีแข็งเมืองไมยอมสงตนไมเงินตนไมทอง จึงโปรดใหเจาพระยานคร (นอย) คุม กองทัพเมืองนครศรีธรรมราชสมทบดวยทัพเมืองสงขลา และพัทลุงมากไปตีเมืองไทรบุรีแตก เจาพระยาไทรบุรีหนีไปพึ่งอังกฤษที่เกาะหมาก (ปนัง) ไทรบุรี จึงตกเปนของไทยโดยเด็ดขาด แต ใหอยูในความดูแลของเมืองนครศรีธรรมราช อังกฤษไมตองการใหไทยมีอํานาจลงไปใกลเกาะ หมาก (ปนัง) เพราะไดใชเปนศูนยกลางการคาสําคัญสวนภูมิภาคเวลานั้น จึงตองการใหเจาพระยา ไทรบุรี (ปะแงรัน) กลับไปเปนเจาเมืองตามเดิมจะไดอาศัยเสบียงอาหารจากเมืองไทรบุรี กอนหนา นี้อังกฤษพยายามชวยเหลือเจาพระยาไทรบุรีตลอดมา เพื่อหวังประโยชนในการสรางความมั่นคง ทางการคา การใหนายครอวฟอรดมาเจรจาขอเมืองไทรบุรีคืนใหแกเจาพระยาไทรบุรี เปนการ หวังผลภายหนาของอังกฤษ การเจรจาความเมืองครั้งนั้นไมประสบความสําเร็จเพราะมีขอขัดแยง และเหตุผลประกอบหลายประการ ขอขัดแยงในระหวางเจรจาเกิดขึ้นหลายครั้งเชน เมื่อครอวฟ อรดขอตั้งสถานกงสุลอังกฤษ ไทยยินยอมตกลงแตเมื่อไดเสนอขอแลกเปลี่ยน คือ ขอใหเรือไทยที่ ไปคาขายตามดินแดนของอังกฤษหาซื้อปนไดตามความตองการเพราะไทยตองการปนไวทําศึกกับ พมา ครอวฟอรดตอบรับโดยตั้งเงื่อนไขวาจะยินยอมตามขอเสนอของไทยไดเฉพาะแตเวลาที่ไทย เปนไมตรีกับประเทศที่อยูติดกับอังกฤษ (ในอินเดีย) หมายถึง พมา ไทย จึงเห็นวาอังกฤษมุงเจรจา แตจะเอาประโยชนตนฝายเดียว ซึ่งไทยรับไมได ครอวฟอรดเปลี่ยนขอเสนอ เปนขอลดอัตราภาษีขาเขาสําหรับพอคาอังกฤษ ไทยขอใหอังกฤษ รับประกันวาจะมีเรือเขามาคาขายไมนอยกวาปละ ๕ ลํา ครอวฟอรดก็ไมรับประกัน พอไทยยื่นขอ เสนอบางวาถาเปนไทยเอาเกลือไปขายที่อินเดีย อังกฤษจะลดภาษีใหอยางไรบาง ครอวฟอรด บอก วาทําไมได จึงเปนอันวาการเจรจาเรื่องภาษีลมเหลวเพราะความเห็นแกไดของอังกฤษ กรณีที่เกี่ยวกับเมืองไทรบุรี ซึ่งเจาพระยานคร (นอย) ดูแลรับผิดชอบ (ยึดครอง) อยู ครอว ฟอรดถือหนังสือเจาพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) มายื่นตอรัฐบาลไทย มีขอความกลาวโทษเจาพระยา นคร วาไปยึดเมืองโดยพลการและขอเมืองคืน ครอวฟอรดยํ้าเจรจาขอใหฝายไทยยินยอมตามความ ประสงคของเจาพระยาไทรบุรี ไทยบอกปดขอเสนอนี้โดยอางวาเมืองไทรบุรีเปนประเทศราชของ ไทย ควรที่เจาเมืองไทรบุรีจะเขามาเจรจากับไทยโดยตรง การที่เจรจาที่จะเอาแตได มีขอขัดแยง ตลอดเวลา ยิ่งกวานั้น ครอวฟอรดไดใหคนของตนเที่ยวหยั่งนํ้าทําแผนที่ และพูดจาดูหมิ่นวาเมือง ไทย เชน กรุงเทพฯ นี้ ถาอังกฤษตองการสงเรือรบมาเพียง ๒-๓ ลํา ก็จะตีเอาได สรางความไมพอใจ ใหแกคนไทยเปนอยางยิ่ง สาเหตุเบื้องตนอันเปนหลัก กอใหเกิดความไมพอใจของฝายไทยและเกิดขัดแยงในที่สุดมี หลายประการ คือ 2_edit.indd 85 22/02/2013 09:16:16


๘๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๑. เกี่ยวกับภาษา ตางฝายตางพูดไมเขาใจภาษากัน ฝายไทยไมมีผูรูภาษาอังกฤษ และฝาย อังกฤษก็ไมมีผูรูภาษาไทย หนังสือและคําพูดตองแปลเปนภาษามลายูบาง โปรตุเกสบางแลวจึง แปลเปนภาษาไทยและภาษาอังกฤษอีกทอดหนึ่ง การเจรจาจึงยุงยากเกิดปญหาลาชา มากกวาจะ รูเรื่องแตละตอน ๒. ชาวตางชาติที่มาติดตอคาขาย สวนใหญเปนคนจีน ซึ่งแสดงกิริยาอาการออนนอมยินยอม ทําตามระเบียบตางๆ ทุกอยาง เพราะหวังแสวงหากําไรในการคาเทานั้น จึงสามารถเขากับคนไทย ไดดี แตพวกฝรั่งตรงขาม มักแสดงตัวเยอหยิ่งถือยศศักดิ์และผลประโยชนก็อยากได เจรจาขมขูดู หมิ่นตลอดเวลา จึงยากที่จะตกลงกันได ๓. ประเพณีบางอยาง เชน ไมนิยมใสเสื้อแมแตเสนาบดีเวลารับแขกเมืองถือเปนเรื่องธรรมดา แตฝรั่งดูหมิ่นวาเปนชาวปาคนเถื่อน โดยลืมนึกถึงสภาพบานเมืองวาเราอยูในเขตรอน ตอนกลางวัน อยูในบานไมนิยมใสเสื้อ นอกจากนี้เจาหนาที่กรมทาทําการคาขายกับตางประเทศ มักจะแสวงหาผล ประโยชนไปดวย ทําใหฝรั่งดูหมิ่นมากขึ้น ๔. ครอวฟอรดเคยติดตอพวกเมืองขึ้น เชน ชาวมลายู (มาเลเซีย) พวกเหลานี้อยูในอํานาจ และตามในฝรั่งดวยความเกรงกลัวจนเคยตัวคิดวาคนไทยคงเหมือนพวกนั้น ครั้นมาเห็นคนไทยไม เอาใจออนนอมยําเกรงตน จึงไมพอใจ ๕. เนื่องจากทั้งสองฝายพูดจากันโดยตรงไมได จึงตองอาศัยลามเปนสําคัญของทั้งสองฝาย ลวนคนชั้นตํ่าขุนนางไทยจึงตั้งขอรังเกียจทําใหครอวฟอรดไมพอใจพวกลามเหลานี้ ยังชอบนินทา วาราย แปลความเลอะเทอะนอกเรื่องนอกราวทั้งยังชิงกันเรียกรองเอาของกํานัล ทําใหครอวฟอรด ดูหมิ่น กลาวหาวาขุนนางไทยมีแตความโลภ ทั้งๆ ที่ตัวเองเจรจาเอาแตไดตลอดเวลา การที่รัฐบาล อังกฤษที่อินเดียสงนายจอหน ครอวฟอรด เขามาเจรจาเพื่อทําสัญญาคาขายกับไทยเปนครั้งแรก ตองพบกับความผิดหวัง ลมเหลวโดยสิ้นเชิง นายครอวฟอรดเดินทางไปเจรจากับญวนก็ไมสําเร็จ เชนเดียวกัน เพราะญวนรังเกียจฝรั่งมาก ตอมาไมนานครอวฟอรดไดมาเปนผูสําเร็จราชการประจํา เมืองสิงคโปรกลับแสดงอัธยาศัยไมตรีกับไทย เชน เมื่อเรือสินคาของไทยไปติดตอกับสิงคโปรก็ชวย เหลือเปนอันดี เมื่อทูตพมาไปขอใหญวนชวยตีเมืองไทยก็แจงเรื่องใหไทยทราบ แมทางอังกฤษจะผิด หวังในการสงทูตอยางนายครอวฟอรดมาเจรจาแตเปนผลดีแกพอคาชาวอังกฤษ เพราะไดมีพอคา ชาวอังกฤษมาคาขายในเมืองไทยมากกวาแตกอน จนกระทั่งมีพอคาสําคัญคนหนึ่งชื่อนายโรเบิรต ฮันเตอร (คนไทยเรียกวานายหันแตร) เขามาคาขายประสบความสําเร็จโดยมาตั้งหางขายอยูที่ริม แมนํ้าเจาพระยาที่กุฎี หนาวัดประยูรวงศาวาส ฝงธนบุรี ทางไทยสนับสนุนใหความสะดวกเปนอัน ดีแตมิไดลดหยอนภาษีอากรใหเปนพิเศษ แตกตางไปจากชาติอื่นๆ หากไดใชระบบเดิมที่เคยมีมา แตสมัยกรุงศรีอยุธยา สวนตัวนายฮันเตอรมีความชอบจนไดรับพระราชทานบรรดาศักดิ์เปนหลวง อาวุธวิเศษ เปนพอคาฝรั่งคนแรกที่เขามาตั้งหางคาขายในกรุงรัตนโกสินทร มารควิส เฮสติงส ผูสําเร็จราชการอินเดียของอังกฤษไดสงจอหน ครอวฟอรด เปนทูตเขามา เจริญสัมพันธไมตรีกับไทย 2_edit.indd 86 22/02/2013 09:16:18


๘๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) จอหน ครอวฟอรด เดินทางเขามาถึงเมืองไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๕ ไดเขาเฝาพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหลานภาลัย เพื่อทูลเกลาฯถวายพระราชสาสนและเครื่องบรรณาการ จากนั้นไดเขาพบ และเจรจาปรึกษาขาราชการกับขุนนางไทย การเปนทูตเขามาเจรจาของจอหน ครอวฟอรด ครั้งนี้ไม ไดผลเพราะจอหน ครอวฟอรด แสดงกิริยาไมเหมาะสม ดูหมิ่นคนไทย เอาเปรียบในการเจรจาและที่ สําคัญคือทั้งสองฝายตางไมเขาใจในภาษาซึ่งกันและกัน การเจรจาตองผานลามซึ่งเปนคนชั้นตํ่าและ สาเหตุสําคัญอีกประการหนึ่งคือจอหน ครอวฟอรด ไดใหพนักงานของตนสํารวจรองนํ้า ทําแผนที่ เพื่อจะไดรูลักษณะภูมิประเทศของประเทศไทย ทําใหคนไทยไมพอใจ ครอวฟอรดพักอยูเมืองไทย ๔ เดือน จึงเดินทางกลับโดยไมไดรับความสําเร็จในการเจรจาแตอยางใด ความสัมพันธกับอเมริกา ความสัมพันธของสหรัฐอเมริกากับไทยไดเกิดขึ้นเปนครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๒ เมื่อปพ.ศ. ๒๓๖๔ ไดมีพอคาชาวอเมริกัน ชื่อกัปตัน แฮน ไดนําเรือกําปนเขามาคาขายถึงกรุงเทพฯ เปนชาว อเมริกันคนแรกที่เขามาเมืองไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร กัปตันแฮนทราบวาขณะนั้นไทยกําลัง ตองการปนไวใชในราชการ เพราะมีเรื่องยุงยากอยูทางเมืองไทรบุรีและพมา จึงถวายปนคาบศิลา จํานวน ๕๐๐ กระบอก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงพอพระทัยเห็นประจักษใน ความชอบของกัปตันแฮน จึงพระกรุณาพระราชทานบรรดาศักดิ์ใหเปน หลวงภักดีราช พรอม พระราชทานเครื่องยศ มีถาดหมากและคนโททองประดับเกียรติและพระราชทานสิ่งของตอบแทน ใหคุมกับราคาปนที่ถวาย นอกจากนั้นยังโปรดใหงดเวนคาธรรมเนียมภาษีจังกอบที่ตองเสีย พระราชทานใหอีกดวย ภาพจิตรกรรมเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย แหงพระบรมราชจักรีวงศ โดยนายวิทย พิณคันเงิน 2_edit.indd 87 22/02/2013 09:16:24


๘๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) บุคคลสําคัญ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระ ปรมานุชิตชิโนรส พระนามเดิม “พระองคเจา วาสุกรี” ประสูติเมื่อวันเสาร เดือนอาย ขึ้น ๕ คํ่า ปจอ โทศก จ.ศ. ๑๑๕๒ ตรงกับวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๓๓ ทรงเปนพระราชโอรส องคที่ ๒๘ ในรัชกาลที่ ๑ ประสูติแตเจาจอม มารดาจุย ซึ่งมีพระองคเจาวาสุกรีเพียง พระองคเดียว ทรงผนวชเปนสามเณรในสมัย รัชกาลที่ ๑ เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๔๕ ขณะมีพระชนมายุ ๑๒ พรรษา ณ วัดพระ ศรีรัตนศาสดาราม แลวเสด็จมาจําพรรษา เพื่อ ทรงศึกษาในสํานักสมเด็จพระวันรัต วัด พระเชตุพนวิมลมังคลาราม ครั้นในสมัยรัชกาลที่ ๒ เมื่อมีพระชนมายุ ๒๐ พรรษา ไดทรงผนวชเปนพระภิกษุเมื่อป มะเมีย พ.ศ. ๒๓๕๓ เมื่อผนวชได ๔ พรรษา สมเด็จพระวันรัตผูเปนพระอาจารย และอธิบดี สงฆวัดพระเชตุพนฯมรณภาพ ครั้นออกพรรษาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยเสด็จไป พระราชทานผาพระกฐินที่วัดพระเชตุพนฯ ไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ แตงตั้งใหพระภิกษุพระองค เจาวาสุกรีเปนพระราชาคณะดํารงตําแหนงอธิบดีสงฆปกครองวัดพระเชตุพนฯ เมื่อไดรับแตงตั้งให เปนพระราชาคณะครองผาพระกฐิน ไดถวายพระพรวาไมไดเตรียมทองอุปโลกนไว พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหลานภาลัยจึงมีพระราชดํารัสใหพระราชาคณะรูปอื่นวาอุปโลกนแทน และไดกลาย เปนประเพณีของวัดนี้มาจนทุกวันนี้ที่เจาอาวาสไมตองวาอุปโลกน พระราชาคณะรูปที่ ๒ เปนผูวา อุปโลกนและรูปที่ ๓ วาสมมติ หลังจากไดเปนพระราชาคณะปกครองวัดพระเชตุพนฯ แลวไมนาน ก็ไดรับสถาปนาเปนกรมหมื่นนุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัตติยวงศ แตสมณศักดิ์ยังเสมอพระราชาคณะ สามัญจนถึงรัชกาลที่ ๓ เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัวทรงปฏิสรณวัดพระเชตุพนฯ แลว จึงทรงตั้งใหกรมหมื่นนุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัตติยวงศ เปนเจาคณะกลาง บัญชาพระอารามหลวงและ อารามราษฎร ในมณฑลกรุงเทพฯ มีสมณศักดิ์เสมอเจาคณะรอง ทรงพระปรีชาในพุทธศาสตร ราช ศาสตรแบบอยางโบราณราชประเพณี จึงทรงเปนอุปชฌายาจารย และทรงเปนอาจารยสอนอักขรวิธี และพระพุทธวัจนะตลอดจนวิชาการคดีโลกอื่นๆ ใหกับเจานายหลายพระองค เชน พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกลาอยูหัวและพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว (ตั้งแตทั้งสองพระองคยังไมไดเสด็จ ขึ้นครองราชย) พระเจาบรมวงศเธอกรมหมื่นภูบาลบริรักษ และพระเจาบรมวงศเธอกรมหลวงวงศา 2_edit.indd 88 22/02/2013 09:16:27


๘๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ธิราชสนิท เปนตน พ.ศ. ๒๓๙๔ เปนปที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวซึ่งทรงใหความเคารพ นับถือกรมหมื่นนุชิตชิโนรสฯ มาก เสด็จขึ้นครองราชย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหตั้ง “พระราชพิธีมหาสมณุตมาภิเษก”ณ วัดพระเชตุพนฯ ทรงใหเลื่อนขึ้นเปน “กรมสมเด็จพระปรมานุ ชิตศรีสุคตขัตติยวงศ” ในวันศุกรที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๙๔ ทรงบังคับบัญชาสงฆทั่วราชอาณาจักร “ดํารงตําแหนงสมเด็จพระสังฆราชองคที่ ๗ แหงกรุงรัตนโกสินทร” ผลงานทางวรรณคดี - ราย ๔ เรื่อง คือ มหาชาติ ๑๑ กัณฑ (เวนกัณฑมหาพนและกัณฑมัทรี) ปฐมสมโพธิกถา คําขวัญนาคหลวง(รายทําขวัญนาค) และประกาศบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๔ - ลิลิต ๒ เรื่อง คือ ลิลิตตะเลงพาย และลิลิตกระบวนพยุหยาตราพระกฐินสถลมารคและ ชลมารค - ฉันท ๗ เรื่อง คือ กฤษณาสอนนองคําฉันท จักรทีปนี ตําราโหราศาสตร (บางตําราวาเปน ลิลิต) ตําราฉันทวรรณพฤติและมาตราพฤติ ฉันทดุษฏีสังเวยกลอมชางพัง ฉันทสังเวย กลองวินิจฉัย เภรี (แตงเฉพาะลา ๒ ในรัชกาลที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๘๐) สมุทรโฆษคําฉันท (ตอนปลาย) และสรรพสิทธิ์ คําฉันท - โคลง ๗ เรื่อง คือ โคลงจารึกศาลาราย โคลงจารึกศาลาหนาพระมหาเจดียโคลงกลบท โคลง ตนเรื่องปฏิสังขรณ วัดพระเชตุพนฯ หรือโคลงยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว เมื่อปฏิสังขรณวัดพระเชตุพนฯ โคลงฤๅษีดัดตน โคลงภาพคนตางภาษา รายและโคลงบานแผนก - กาพย ๑ เรื่อง คือ กาพยขับไมกลอมชางพัง - กลอน ๑ เรื่อง คือ เพลงยาวเจาพระ - ความเรียง ๓ เรื่อง คือ พระธรรมเทศนาพระราชพงศาวดาร สังเขป พระราชพงศาวดาร กรุงศรีอยุธยา และคําฤษฎี นอกจากนี้ยังมีตําราพระพุทธรูปตางๆ - พระปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธเปนรอยแกว มีคาถาบาลีแทรกบางและมีสัมผัสคลายราย ยาวเพื่อสนองพระราชศรัทธาแหงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว ที่มีรับสั่งใหกรมหมื่นไกรสร วิชิตทรงอาราธนาใหทรงชําระไดทรงนิพนธชําระตั้งแตเดือนยี่ พ.ศ. ๒๓๘๗ สําเร็จบริบูรณ เมื่อวัน แรก ๑๔ คํ่า เดือน ๗ ปมะเส็ง ตรงกับวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๘๘ โดยแบงเนื้อหาสาระเปน ๒๙ ปริเฉท เปนหนังสือพุทธประวัติที่มีคุณคาทางวรรณคดี - ลิลิตตะเลงพาย พระนิพนธเปนรายสุภาพสลับโคลงสุภาพ นิพนธทํานองลิลิตเพื่อสดุดีพระ เกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกาทศรถ เนื้อหาเปนการบรรยายถึงการรบ ระหวางสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชของพมา สงครามยุทธหัตถี เมื่อป พ.ศ. ๒๑๓๕ - สรรพสิทธิ์คําฉันท พระนิพนธเปนกาพยและฉันท ทรงนิพนธสนองพระมหากรุณาธิคุณของ รัชกาลที่ ๓ พระองคเจากนิษฐาขัตติยกุมาร (กรมหมื่นภูบาลบริรักษ) ทูลอาราธนาใหทรงนิพนธแลว ทูลเกลาฯ ถวายรัชกาลที่ ๓ ในคราวทรงปฏิสังขรณวัดพระเชตุพนฯ (เคาเรื่องมาจากปญญาสชาดก) - คําฤษฎี เปนหนังสือรวมคําศัพทตางๆ ทรงพระนิพนธรวมกับพระเจาบรมวงศเธอสมเด็จ กรมพระเดชาดิศร และพระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ 2_edit.indd 89 22/02/2013 09:16:29


๙๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) สุนทรภู กวีเอกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย สุนทรภูเกิดเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๙ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก เมื่อเยาววัย สุนทรภูไดรับการศึกษา ที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) เมื่อจบการศึกษาเริ่มออกทํางานเปนเสมียนนายระวางกรมพระคลัง สวน แลวกลับมาเปนมหาดเล็กในกรมพระราชวังหลัง ในสมัยรัชกาลที่ ๒ สุนทรภูเขารับราชการ ไดตําแหนงเปนขุนสุนทรโวหารกวีประจําราชสํานัก ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๓ สุนทรภูลาออกจากราชการและออกบวช ระเหเรรอนไปตามที่ตางๆ ตอมารับ การอุปถัมภจากพระองคเจาลักขณานุคุณ และกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ สุนทรภูเขารับราชการอีกครั้งในตําแหนงพระสุนทรโวหาร เจากรมพระ อาลักษณฝายพระราชวังบวร จนถึง พ.ศ. ๒๓๙๘ สุนทรภูถึงแกกรรม รวมอายุได ๗๘ ป ชวงเวลาที่สุนทรภูมีชีวิตอยูไดสรางผลงานทางกวีไวมากมาย ทั้ง ประเภท นิราศ นิทานคํากลอน สุภาษิต บทละคร เสภา หนังสือแบบเรียน และบทเหกลอมพระบรรทม แตผลงานของสุนทรภูที่มีคุณคาและเปนที่ รูจักกันมากที่สุดคือนิทานคํากลอน เรื่องพระอภัยมณี นิทานคํากลอนเรื่องพระอภัยมณี เปนงานชิ้นเอกของสุนทรภู สุนทร ภูคิดผูกเรื่องมาดวยตนเอง เปนนิทานที่รวบรวมไวซึ่งความแปลกใหม และใหคุณคาในดานตางๆ ไมวาจะเปนคุณคาในดานวรรณกรรมหรือ ดานการสั่งสอนอบรม นิทานเรื่องนี้ไดรับการยกยองวาเปนยอดของ นิทานคํากลอน ผลงานสุนทรภูมีนิราศ ๙ เรื่อง นิทาน ๕ เรื่อง สุภาษิต ๓ เรื่อง บทละคร ๑ เรื่อง บทเสภา ๒ เรื่อง และบทเหกลอม ๔ เรื่อง ดังนี้ รายละเอียด ดังนี้ ผลงานประเภทนิราศ มี ๙ เรื่อง คือ ๑. นิราศเมืองแกลง แตงตน พ.ศ. ๒๓๕๐ ๒. นิราศพระบาท แตงปลาย พ.ศ. ๒๓๕๐ ๓. นิราศภูเขาทอง แตง พ.ศ. ๒๓๗๑ ๔. นิราศสุพรรณ(แตงเปนโคลง) แตง พ.ศ. ๒๓๘๔ ๕. นิราศวัดเจาฟา แตงราว พ.ศ. ๒๓๗๕ ๖. นิราศอิเหนา แตงราว พ.ศ. ๒๓๗๕ 2_edit.indd 90 22/02/2013 09:16:33


๙๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๗. นิราศพระแทนดงรัง แตงราว พ.ศ. ๒๓๗๖ ๘. นิราศพระประธม แตง พ.ศ. ๒๓๘๕ ๙. นิราศเมืองเพชร แตงระหวาง พ.ศ. ๒๓๘๘- ๙๒ ผลงานประเภทนิทาน มี ๕ เรื่อง คือ ๑. โคบุตร ๘ เลมสมุดไทยแตในรัชกาลที่ ๑ (แตงราว พ.ศ. ๒๓๕๖) ๒. พระอภัยมณี ๙๕ เลมสมุดไทย แตงในรัชกาลที่ ๓ (บางตําราวาแตงในรัชกาลที่ ๒ กับ ปลายรัชกาลที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๕๘) ๓. พระไชยสุริยา ๑ เลมสมุดไทย แตงในรัชกาลที่ ๓ (แตงเปนกาพยคําเทียบสอนอาน) แตงราว พ.ศ. ๒๓๘๓ ๔. ลักษณวงศ ๙ เลมสมุดไทย (เปนสํานวนผูอื่นแตงตออีก ๓๐ เลม) ๕. สิงหไตรภพ ๑๕ เลมสมุดไทย แตงในรัชกาลที่ ๒ กับปลายรัชกาลที่ ๓ แตงราว พ.ศ. ๒๓๘๓ ผลงานประเภทสุภาษิต มี ๓ เรื่อง คือ ๑. สวัสดิรักษา ๑ เลมสมุดไทย แตงในรัชกาลที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๖๔- ๒๓๖๗ ๒. เพลงยาวถวายโอวาท ราวหนาสมุดไทย ๑ แตงในรัชกาลที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๗๓ ๓. สุภาษิตสอนหญิง ๑ เลมสมุดไทย แตงในรัชกาลที่ ๓ ระหวาง พ.ศ. ๒๓๘๐ ผลงานประเภทบทละคร มี ๑ เรื่อง คือ ๑. อภัยนุราช ๑ เลมสมุดไทย แตงในรัชกาลที่ ๔ ราว พ.ศ. ๒๓๙๔ ผลงานประเภทบทเสภา มี ๒ เรื่อง คือ ๑. ขุนชางขุนแผน ๑ เลมสมุดไทย แตงในรัชกาลที่ ๒ ราว พ.ศ. ๒๓๙๔ ๒. พระราชพงศาวดาร ๒ เลมสมุดไทย แตงในรัชกาลที่ ๔ ราว พ.ศ. ๒๓๙๔ ผลงานประเภทบทเหกลอม มี ๔ เรื่อง คือ ๑. เหเรื่องจับระบํา ๒. เหเรื่องกากี ๓. เหเรื่องพระอภัยมณี และ ๔. เหเรื่องโคบุตร อนุสาวรียสุนทรภู ประดิษฐานอยูบานกรํ่า อําเภอแกลง จังหวัดระยอง อนุสาวรียสุนทรภูนี้ กรมศิลปากรเปนผูชวยออกแบบแปลนและวางผังบริเวณรวมทั้งสรางจตุรมุขมีแผนหินออนแนบไว ในแผนดินออนมีขอความจารึกดวย รวมเนื้อที่บริเวณอนุสาวรียสุนทรภูทั้งหมดประมาณ ๘ ไรเศษๆ เฉพาะสุนทรภู อยูในลักษณะนั่งกําลังใชความคิดประดิษฐานอยูบนเนินดิน โดยมีแทนหินรองรับ นอกจากนั้นยังหลอเปนรูปตัวละครเอกจากเรื่องพระอภัยมณี อันเปนวรรณคดีชั้น “อมตะ” ของ สุนทรภูอีกดวย เชน รูปปนพระอภัยมณีนั่งเปาปอยูที่เชิงเนิน รูปปนนางเงือกอยูบนแทนหินกลาง นั้น รูปปนนางผีเสื้อสมุทรยืนอยูในสระ ตัวละครตางๆ จะอยูเบื้องหนารูปปนสุนทรภู ๑. นิราศเมืองแกลง แตงตน พ.ศ. ๒๓๕๐ ๒. นิราศพระบาท แตงปลาย พ.ศ. ๒๓๕๐ ๓. นิราศภูเขาทอง แตง พ.ศ. ๒๓๗๑ ๔. นิราศสุพรรณ(แตงเปนโคลง) แตง พ.ศ. ๒๓๘๔ ๕. นิราศวัดเจาฟา แตงราว พ.ศ. ๒๓๗๕ ๖. นิราศอิเหนา แตงราว พ.ศ. ๒๓๗๕ 2_edit.indd 91 22/02/2013 09:16:35


๙๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พิธีเปดอนุสาวรียสุนทรภู ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ เวลา ๑๐.๐๐ น. ซึ่ง เริ่มดวยนายวิทยา เกสรเสาวภาค ผูวาราชการจังหวัดระยอง ประธานคณะกรรมการจัดงาน ได กลาวรายงานการสรางอนุสาวรียสุนทรภูตอนายถวิล สุนทรศารทูล รัฐมนตรีชวยวาการกระทรวง มหาดไทย ซึ่งเปนประธานพิธีเปดอนุสาวรียสุนทรภู ความวา สุนทรภูเปนจินตกวีเอกของชาติไทย รัฐบาลไดดําริและดําเนินการสรางอนุสาวรียสุนทรภูนี้มาชานานแลว โดยไดมีการวางศิลาฤกษไว ตั้งแตวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ แตก็ไดหยุดชะงักการกอสรางลงชั่วคราวดวยมีอุปสรรคบาง ประการ ตอมาจนกระทั่งถึงป พ.ศ. ๒๕๑๑ คณะกรรมการจังหวัดระยอง จึงไดเสนอเรื่องไปยังกระทรวง มหาดไทยอีกครั้งหนึ่ง และกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีฯพณฯพลเอกประภาส จารุเสถียร เปนรัฐมนตรี ก็ไดนําเรื่องนี้เสนอตอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ในที่สุดคณะรัฐมนตรีก็ไดอนุมัติใหทางจังหวัด ระยอง ดําเนินการสรางอนุสาวรียสุนทรภูตอไปได ตั้งแตวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ ทางจังหวัดระยองจึงไดเริ่มดําเนินการหาทุน และไดรับ ความรวมมือจากสวนราชการองคการ สถาบันการศึกษา คณะสงฆ พอคา คหบดี และประชาชน ชาวไทยทั่วประเทศโดยไดเงินรวมทั้งสิ้น ๙๖๒,๗๗๖.๑๐ บาท อนุสาวรียสุนทรภูไดประกอบเททอง ณ กรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ โดย พลตํารวจเอกประเสริฐ รุจิรวงศ รัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมตํารวจ ในสมัยนั้น ไดเปนประธานในพิธี กรมศิลปากรไดติดตั้งรูปปนตางๆ ไดเสร็จเรียบรอย เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ 2_edit.indd 92 22/02/2013 09:16:38


๙๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระยาตรัง มีนามเต็มวา พระยาตรังคภูมิบาล เปนกวีสมัยรัชกาลที่ ๒ ประวัติไมทราบชัด รูกันแตวาเปน ชาวนครศรีธรรมราช ไดเปนเจาเมืองตรังใน พ.ศ. ๒๓๓๐ เคยตามเสด็จรัชกาลที่ ๑ ไปตีเมืองทวาย รวมทั้งตามเสด็จกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษไปรบพมาที่เมืองชุมพรและถลาง มีผลงานดาน วรรณคดี คือ โคลงนิราศตามเสด็จลํานํ้านอย โคลงนิราศถลาง หรือ โคลงนิราศพระยาตรัง โคลงดั้น เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย และโครงกวีโบราณ ซึ่งเปนผลงานการ รวบรวมโคลงกวีเกาๆ รุนสมัยกรุงศรีอยุธยาไวดวยกันเปนจํานวนมาก นายนรินทรธิเบศร (อิน, อินทร) เปนมหาดเล็กหุมแพรในกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษวังหนา สมัยรัชกาลที่ ๒ ไดรับ เลื่อนบรรดาศักดิ์เปนนายนรินทรธิเบศรหลังจากตามเสด็จไปรบพมาที่เมืองชุมพรและเมืองถลาง ผล งานดานวรรณคดีมี โคลงนิราศนรินทร และเพลงยาว มีความไพเราะมากโดยเฉพาะอยางยิ่ง โคลง นิราศนรินทร ไดรับยกยองจากวรรณคดีสโมสรวาเปนยอดโคลงนิราศที่มีความงามและเสียงสัมผัส เปนโคลงนิราศที่มีคุณคาในวรรณคดีไทย อิน- จัน แฝดสยาม พ.ศ. ๒๓๕๔ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหลานภาลัย นางนก หญิงลูก ครึ่งจีนชาวเมืองสมุทรสงคราม ไดคลอดทารก ฝาแฝดเพศชายชื่อวา อิน-จัน เด็กฝาแฝดทั้งสอง มีลักษณะรางกายปกติเหมือนคนธรรมดาครบ บริบูรณ คนละรางกาย คนละจิตใจตางนิสัยตาง อารมณ แตมีสวนของรางกายดานหนาติดกัน ตั้งแตบริเวณสวนอกถึงหนาทอง เมื่ออิน-จัน อายุได ๑๘ ป พอคาชาว สก็อตไดมาพบเด็กฝาแฝด จึงติดตอขอซื้อจาก มารดา และนําเด็กฝาแฝดเดินทางไปประเทศ สหรัฐอเมริกา ไดฝกหัดเปนนักแสดงในคณะ ละครสัตว แสดงเรรอนไปตามเมืองใหญๆ ใน ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษ เมื่อ อายุมากขึ้น อิน-จัน จึงตั้งรกรากอยูในประเทศสหรัฐอเมริกา เปลี่ยนสัญชาติเปนชาวอเมริกัน ใช นามสกุลบังเกอร อิน- จันแตงงานกับพี่นองชาวอเมริกันมีลูกหลานสืบสกุลตอมาถึง ๒๑ คน เขาใช ชีวิตในประเทศสหรัฐอเมริกาอยางมีความสุข จนกระทั่งถึงแกกรรมเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๔๑๗ นับเปนฝาแฝดไทยคูแรกที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลก 2_edit.indd 93 22/02/2013 09:16:41


๙๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) 2_edit.indd 94 22/02/2013 09:16:44


๙๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) สถานที่สําคัญ พระราชนิเวศน พระราชนิเวศน ตั้งอยูถนนอรุณอมรินทร แขวงศิริราช เขตบางกอกนอย พระราชนิเวศนนี้ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลก ทรงสรางเมื่อ พุทธศักราช ๒๓๑๑ เมื่อครั้งยังดํารงตําแหนงเจาพระยามหากษัตริยศึกในสมัยกรุงธนบุรี แลวทรง ยายนิวาสสถานจากบานอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม มาประทับที่พระราชนิเวศนหรือจวนนี้ เดิม พื้นที่พระราชนิเวศนอยูริมแมนํ้าเจาพระยาบริเวณปากคลองมอญฟากเหนือ ตอมาโปรดใหขยาย ออกไปถึงอูกําปน (อูหมายเลข ๑ กรมอูทหารเรือในปจจุบัน) เมื่อพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาจักรบรมนาถ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลกเสวยราชยแลว พระราชนิเวศนนี้จึงเรียกกัน วา “จวนเดิม” โปรดใหสมเด็จพระเจาลูกยาเธอ เจาฟากรมหลวงอิศรสุนทร (พระบาทสมเด็จพระ รามาธิบดีศรีสินทรมหาอิศรสุนทร พระพุทธเลิศหลานภาลัย) เสด็จประทับตอมาจนเสด็จไปประทับ ที่พระราชวังเดิม แลวโปรดใหสมเด็จพระเจาลูกยาเธอ เจาฟากรมหลวงเสนารักษเสด็จประทับที่พระ ราชนิเวศนนี้ ตอมาในรัชกาลที่ ๒ สมเด็จฯ เจาฟากรมหลวงเสนานุรักษ ทรงดํารงพระอิสริยยศเปนก รมพระราชวังบวรสถานมงคลยายไปประทับ ณ พระราชวังบวรสถานมงคล จึงโปรดใหกรมขุนธิเบ ศรบวร พระโอรสสมเด็จพระบวรราชเจามหาสุรสิงหนาทประทับตอมาจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๔ จากนั้นโปรดใหกรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ เสด็จประทับจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๕ พุทธศักราช ๒๔๒๓ หลังจากนั้นไมโปรดใหเจานายพระองคใดประทับอีกและพระราชทานใหเปนที่วาการกรม ทหารเรือ พรอมทั้งโปรดใหขยายเขตกรมทหารเรือออกมาใหพอแกราชการโดยโปรดใหสรางกําแพง มีใบเสมาหมายไวเปนสําคัญวา เคยเปนเขตพระราชวังมากอน พระราชนิเวศนในปจจุบันแมจะไมมีโบราณสถานอันมีความสําคัญทางประวัติศาสตรเหลือ อยู แตอาณาบริเวณนั้นก็ยังเปนที่กลาวขานกันวา พระราชนิเวศน อาคารสถานที่อันเปนที่ทําการ ของกองเรือยุทธการและกรมอูทหารเรือ ในปจจุบันลวนเปนของสรางขึ้นในชั้นหลัง 2_edit.indd 95 22/02/2013 09:16:48


๙๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) วังเจานายสรางในรัชกาลที่ ๒ ลักษณะการสรางวังตั้งแตรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ ทําตามประเพณีครั้งกรุงศรีอยุธยาเปน ราชธานี คือ เจานายพระองคชายเมื่อโสกันต และเสด็จทรงผนวชเปนสามเณรแลวในตอนพระชันษา ยังไมถึง ๒๐ ป ยังประทับอยูในพระราชวัง บางพระองคคงอยูตําหนักในพระราชวังชั้นในอยางเดิม บางพระองคโปรดฯ ใหจัดตําหนักใหประทับอยูในพระราชวังชั้นนอก บางพระองคเสด็จประทับอยู กับเจานายที่ออกวังแลว การสรางวังพระราชทานจะสรางวังที่ตรงไหนก็ใหกรมนครบาลไลที่ บอก ใหราษฎรที่พักอยูในที่นั้นรื้อถอนเรือนยายไปอยูที่อื่นเพราะตามกฎหมายถือวาแผนดินเปนของหลวง และเจานายเมื่อทรงกรมแลว ยอมมีหนาที่ควบคุมรี้พลเปนกําลังราชการ วังก็เหมือนเปนที่ทําการ ของรัฐบาล อีกประการหนึ่งที่ดินในสมัยนั้นราคายังไมสูงนักและบานเหลานั้น สวนใหญจะมุงดวย จาก อาจจะรื้อถอนยายไปหาที่ปลูกใหมไดโดยงาย ครั้นเวลาผานมา เมื่อสรางวังหลายแหงมีคนตอง ยายบานเรือนเพราะทําวังบอยเขาก็เกิดคําพูดกัน ในเวลาที่ใครจะเอาที่ แมจนไลจากที่นั่งอันหนึ่งให ไปนั่งยังที่อื่น ก็มักเรียกกันวา “ไลที่ทําวัง” พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวทรงพระราชดําริ เห็นวาราษฎรเดือดรอน จึงโปรดฯ ใหพระราชทานคาชดใชแกผูที่ถูกยายบานเรือนเพราะสรางวัง ถาเปนที่มีเจาของนอยตัว ก็ใหวาซื้อตามราคาซื้อขายกันในพื้นเมือง ถาเปนที่คนอยูแหงละเล็กละ นอยหลายเจาของดวยกัน ก็พระราชทานคาที่ตามขนาดคิดเปนราคาจัตุรัสละ ๑ บาท อันถือวาเปน ปานกลางของราคาที่ดินในสมัยนั้น คําพูดกันวา “ไลที่ทําวัง” ก็สงบไป แตบางทีก็ไมตองหาที่ทําวัง เพราะพระราชทานวังเกาที่มีวางอยู และเจานายบางพระองคทรงไดรับมรดกบานเรือนของญาติวงศ ฝายชางเจาจอมมารดาก็โปรดฯใหสรางวังในที่นั้น 2_edit.indd 96 22/02/2013 09:16:51


๙๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ลักษณะที่สรางตางกันเปน ๒ อยาง ถาเปนวังเจาฟาสราง กําแพงวังมีใบเสมา ถาวังพระองค เจาจะมีใบเสมาไมได ประเพณีนี้เขาใจวาจะมีมาเกาแก ดวยในกฎมณเฑียรบาลกําหนด พระราชกุมาร เปนเจานาย ครองเมืองชั้น ๑ เปนหนอพระเยาวราชนั้น ๑ เจานายครองเมืองนั้นที่มากําหนดเปน ชั้นเจาฟา ในสมัยเมื่อเลิกประเพณีใหเจานายออกไปครองหัวเมือง ซึ่งสรางวังใหมีกําแพงใบเสมาจะ เปนเครื่องหมายขัตติยศักดิ์วาเปนชั้นเจานายครองเมืองตามโบราณราชประเพณี สวนตําหนักนั้นผิด กันที่ทองพระโรง หองพระโรงวังเจาฟาทําหลังคามีมุขลดเปน ๒ ชั้น ถาเปนทองพระโรงวังพระองค เจาหลังคาชั้นเดียวแตตําหนักที่ประทับจะผิดกันแตขนาดแบบแผนเปนอยางเดียวกัน มีเรือนหาหอง สองหลังแฝดเปนตําหนักใหญที่เสด็จอยูหลังหนึ่ง มีเรือนหาหองหลังเดียวเปนตําหนักนอย สําหรับ เปนที่อยูของพระชายาและพระโอรสธิดาหลัง ๑ นอกจากทองพระโรงกับตําหนัก ๓ หลัง ที่กลาว มามีเรือนสําหรับบริวารทั้งฝายหนาฝายใน วังชั้นเดิมสรางดวยเครื่องไมแกน หลังคามุงกระเบื้อง แผนผังก็วางอยางเดียวกัน คือ ปลูกทองพระโรงดานยาวออกหนาวัง ตําหนัก ๓ หลังที่เสด็จอยูและ ตําหนักนอยหันดานสกัดตอหลังทองพระโรง มีชาลาอยูระหวางกลาง มาเริ่มสรางตําหนักเปนตึก ใน รัชกาลที่ ๓ เปนของเจานายที่เสด็จอยูวังนั้นๆ ทรงสรางเองตามพระราชอัธยาศัย เชน ตําหนักตึก พระบาทสมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัว ทรงสรางไวที่พระราชวังเดิม เปนตน ประเพณีเจานายเสด็จออกอยูวัง ถาเปนวังสรางใหมมักไปปลูกตําหนักพักชั่วคราวประทับอยู กอน เพราะการสรางตําหนักสรางพระราชทานเปนพนักงานของกรมชางทหารใน เมื่อเจานายเสด็จ อยูวังสิ้นพระชนมลง ถามีวงศวานจะครอบครองวังไดก็ไดครอบครองตอมา เวนแตเปนที่วังสําคัญ เชน พระราชวังเดิม และวังที่วงศวานไมสามารถจะปกครองได จึงโปรดฯ ใหเจานายพระองคอื่นเสด็จ ไปอยู สวนวงศวานของเจานายพระองคกอนนั้น ก็ทรงพระกรุณาหาที่อยูพระราชทานตามคุณานุรูป วังที่สรางใหมในรัชกาลที่ ๒ พิจารณาตามพระชันษาพระเจาลูกเธอ ซึ่งทรงพระเจริญวัยได ออกวังในรัชกาลที่ ๒ มี ๑๔ พระองค คือ - พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว ไดพระราชทานวังเจาฟาเหม็น - กรมหมื่นสุนทรธิบดี สรางวังใหม - กรมหมื่นเทพสุนทร สรางวังใหม - สมเด็จกรมพระยาเดชาดิสร สรางวังใหม - กรมพระยาพิพิธโภคภูเบนทร สรางวังใหม - กรมพระพิทักษเทเวศร สรางวังใหม และสรางในรัชกาลที่ ๓ อีกวัง ๑ - พระองคเจาเรณู วังเดิมอยูไหนสืบไมไดความ ไดพระราชทานวังกรมหมื่นสุนทรธิบดี ใน รัชกาลที่ ๓ - พระองคเจารําไพ ทรงผนวชอยูจนรัชกาลที่ ๓ วังอยูที่ไหน สืบไมไดความ - พระองคเจาเนียม สรางวังใหม 2_edit.indd 97 22/02/2013 09:16:53


๙๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) - พระองคเจาขัตติยวงศ วังอยูที่ไหนสืบไมไดความ - กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ สรางวังใหม - กรมหมื่นสนิทนเรนทร สรางวังใหม - กรมหลวงมหิศวรินทราเรศร ไดพระราชทานวังกรมหมื่นศรีสุเรนทร - พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ไดพระราชทานวังเดิม วังที่สรางใหมทั้งหมด ๙ วัง สรางที่ริมคลองคูเมืองเดิมใกลสะพานขางโรงสี ๒ วัง ทางทาย หับเผย ๕ วัง ที่บานหมอวัง ๑ วัง ริมแมนํ้าที่ใตวัดพระเชตุพนวัง ๑ วัง - วังริมสะพานขางโรงสี วังเหนือ อยูทางฝงคลองคูเมืองฟากตะวันออก ถนนเสาชิงชาฟากเหนือ สรางพระราชทานกรมหมื่น สนิทนเรนทร ครั้นกรมหมื่นสนิทนเรนทรสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา เจาอยูหัว พระราชทานใหเปนวังกรมหลวงสรรพศิลปปรีชา พระอนุชารวมเจาจอมมารดากับกรม หมื่นสนิทนเรนทร กรมหลวงสรรพศิลปปรีชาเสด็จอยูจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๔ พระบาท สมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงซื้อพระราชทานเปนวังกรมหมื่นภูธเรศธํารงศักดิ์ เสด็จอยูมา จนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงซื้อสรางตึกแถว พระราชทานชื่อวา “ตําบลแพรงภูธร” - วังริมสะพานขางโรงสี วังใต อยูริมถนนเสาชิงชาฟากใต ตรงที่สรางศาลากระทรวงนครบาลสรางพระราชทานพระองคเจา เนียม เสด็จอยูจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๓ ตอนั้นเปนที่ประทับของพระองคเจาสวางพระองคเจา อุทัย พระองคเจาแฉง ในกรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพย ซึ่งรวมเจาจอมมารดาพระองคเจา สวางมีพระชนมมาจนถึงรัชกาลที่ ๔ พระองคเดียว เมื่อพระองคเจาสวางสิ้นพระชนมแลว - วังทายหับเผย วังที่ ๑ อยูริมคลองคูเมืองเกาฝงตะวันตก ตั้งแตถนนศาลพระเสื้อเมือง ลงไปขางใตสรางพระราชทาน กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร เสด็จอยูมาจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๔ หมอมเจาชายใหญ ซึ่งทรง สถาปนาเปนพระองคเจาชิดเชื้อพงศ ในรัชกาลที่ ๔ กับหมอมเจาในกรมอยูตอมา - วังทายหับเผย วังที่ ๒ อยูตรงวังที่ ๑ มาทางตะวันตก หันหนาวังออกถนนสะพานหัวจระเข (ถนนพระพิพิธ) สราง พระราชทานกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ เสด็จอยูมาจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๔ หมอมเจา ในกรมอยูตอมา 2_edit.indd 98 22/02/2013 09:16:55


Click to View FlipBook Version