๙๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) - วังทายหับเผย วังที่ ๓ อยูตอวังที่ ๒ มาทางตะวันตกตามถนนพระพิพิธ สรางพระราชทานกรมพระพิทักษเทเวศรฯ (กรมพระพิพิธฯ กรมพระพิทักษฯ กรมหลวงภูวเนตรฯ ทั้ง ๓ พระองคนี้รวมเจาจอมมารดาเดียวกัน) แตยังเสด็จประทับตําหนักปลูกพักชั่วคราวมาจนรัชกาลที่ ๓ จนเกิดไฟไหมวังกรมหมื่นสุนทรบดี ตลอดไปจนบานหมอ เมื่อปเถาะ พ.ศ. ๒๓๗๔ กรมพระพิทักษฯ จึงยายวังไปสรางใหมทางริมคลอง คูเมืองเดิมฟากตะวันออก - วังถนนบานหมอ วังกรมพระพิทักษฯ ทรงสรางใหมเสด็จประทับจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๔ หมอมเจาชาย ใหญ ซึ่งสถาปนาเปนพระองคเจาสิงหนาทราชตุรงคฤทธิ์ ในรัชกาลที่ ๕ กับหมอมเจาในกรมไดอยู ตอมา ครั้นพระองคเจาสิงหนาทฯ สิ้นพระชนม เจาพระยาเทเวศรวงศวิวัฒนไดครอบครองมา และ พระยาศรีกฤตดากร (ม.ล.วราห กุญชร) บุตรเจาพระยาเทเวศรไดครอบครองแทน - วังกรมสนามชัยวังที่ ๑ สรางพระราชทานกรมหมื่นสุนทรธิบดีที่สรางวังนั้นเดิมเปนเจาพระยาเสนา (ปลี) ที่สมุหพระ กลาโหม ซึ่งไปถึงอสัญกรรม คราวตีเมืองทวายเมื่อรัชกาลที่ ๑ อยูใกลหอกลาง ปลูกอยูในบริเวณ สวนเจาเขต จึงสันนิษฐานวา วังนี้เห็นจะหัวหนาวังออกถนนสนามชัย ตั้งแตถนนพระพิพิธลงไป กรมหมื่นสุนทรธิบดีเสด็จอยูมาจนรัชกาลที่ ๓ เกิดเหตุไฟไหมเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๔ กรมหมื่นสุนทรบดี สิ้นพระชนมในไฟ ตอมาพระราชทานวังใหเปนวังพระองคเจาเรณุ เสด็จอยูจนสิ้นพระชนมในรัชกาล ที่ ๓ หมอมเจาในกรมไดอยูตอมาจนรัชกาลที่ ๕ - วังถนนสนามชัย วังใต วังนี้หันหนาออกถนนสนามชัย ตอวังที่ ๑ ไปทางใต สรางพระราชทานกรมหมื่นเสพสุนทร เสด็จอยูมาจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๓ กรมหมื่นถาวรยศไดเสด็จอยูตอมาจนสิ้นพระชนมใน รัชกาลที่ ๕ - วังริมแมนํ้า ใตวัดพระเชตุพนฯ อยูเหนือเขตโรงเรียนราชินี เดิมเปนบานเจาพระยาพระคลัง(หน) รัชกาลที่ ๑ ซึ่งเปนบิดาของ เจาจอมมารดาสมเด็จกับพระยาเดชาดิศรฯไดทรงรับมรดกจึงโปรดฯ ใหสรางวังที่ตรงนั้น เสด็จอยู มาจนในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัวโปรดฯ ใหสรางวังใหมริมถนนมหาชัย ใกลประตูสะพานหัน ๓ วัง และโปรดฯ ใหสมเด็จกรมพระยาเดชาดิศรเสด็จไปประทับอยูที่วังใต เปนประธานการรักษาพระนครทางดานนั้น ที่วังเดิมจึงโปรดฯใหกรมหลวงวงศาธิราชสนิทเสด็จ ไปประทับ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ โปรดฯ ใหกรมหลวงวงศาธิราชสนิทเสด็จไปประทับพระราชวังเดิม 2_edit.indd 99 22/02/2013 09:16:56
๑๐๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระเจาลูกเธอในรัชกาลที่ ๒ ซึ่งยังทรงพระเยาวไดเสด็จออกจากวังตอในรัชกาลที่ ๓ รวม ๑๔ พระองค คือ ๑. กรมพระยาเทเวศรวัชรินทร สรางวังใหม ๒. กรมหลวงสรรพศิลปปรีชา เดิมประทับอยูบานคุณตาอยูทางหลังวัดชนะสงคราม แลวได พระราชทานวังเการิมสะพานขางโรงสี วังเหนือ ๓. กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ประทับที่วังเกาทายหับเผย วังที่ ๓ แลวเสด็จไปอยูวังเการิม แมนํ้าที่ใตวัดพระเชตุพนที่สุดเสด็จอยูพระราชวังเดิม ๔. พระบาทสมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัว เสด็จประทับพระราชวังเดิม จนไดบวรราชาภิเษก ๕. กรมขุนสถิตยสถาพร เสด็จอยูวังเกา วังที่ ๒ ที่ถนนหลักเมือง ๖. กรมหมื่นถาวรยศ เดิมเสด็จอยูที่ขางวัดราชบูรณะ (โรงเรียนสวนกุหลาบปจจุบัน) ถึง รัชกาลที่ ๔ ไดพระราชทานวังเกา คือ วังกรมหมื่นเสพสุนทร ซึ่งสรางเมื่อรัชกาลที่ ๒ สวน ๑ ขางใต ๗. กรมหมื่นอลงกตกิจปรีชา ในรัชกาลที่ ๓ เสด็จมาอยูที่ขางวัดราชบูรณะ มาไดพระราชทาน วังกรมพระรามอิศเรศวร คือ วังที่ ๑ ถนนหลักเมืองเมื่อรัชกาลที่ ๔ ๘. กรมหลวงวรศักดาพิศาล เดิมเสด็จอยูกับกรมพระยาเดชาดิศรมาจนรัชกาลที่ ๓ จึงสราง วังพระราชทานที่ริมถนนพระพิพิธ ๙. กรมหมื่นภูบาลบริรักษ ไดที่วังใหมที่ริมประตูสําราญราษฎรแตมิไดสรางวังจนถึงรัชกาล ที่ ๔ ไดพระราชทานวังที่ถนนมหาชัย วังที่ ๒ 2_edit.indd 100 22/02/2013 09:16:59
๑๐๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๑๐. เจาฟาอาภรณ ไดพระราชทานวังเกาที่ถนนหนาพระลาน วัดกลาง แลวเสด็จมาประทับ วังตรงประตูวิเศษไชยศรี ๑๑. กรมขุนวรจักรธรานุภาพ ไดพระราชทานที่วังใหมเคียงวังกรมหมื่นภูบาลฯ (กรมหมื่นภู บาลฯ กรมขุนวรจักรฯ พระองคเจาเกยูร ทั้ง ๓ พระองคนี้รวมเจาจอมมารดาเดียวกัน) แตมิไดสราง วังจนรัชกาลที่ ๔ ไดพระราชทานวังเกาที่ริมสนามชัย วังใต ครั้นรัชกาลที่ ๕ ไปสรางเปนของสวน พระองคที่ถนนเจริญกรุงที่มุมถนนวรจักร ๑๒. พระองคเจาเกยูร ไดพระราชทานที่วังใหมอยูใกลกับวังกรมหมื่นภูบาลฯ และกรมขุน วรจักรฯ แตประทับพักอยู มิไดสรางวังจนสิ้นพระชนม ๑๓. สมเด็จเจาฟา กรมพระยาบําราบปรปกษไดพระราชวังเกา วังกลางที่ถนนหนาพระลาน แลว ไดวังหนาประตูวิเศษไชยศรีรวมกันเปนวังเดียว ๑๔. เจาฟาปว เสด็จอยูวังกลางที่ถนนหนาพระลาน สิ้นพระชนมกอนสรางวัง วังสรางสําหรับพระเจาลูกเธอในรัชกาลที่ ๒ ที่มาสรางในรัชกาลหลัง รวม ๔ วัง ดังนี้ - วังถนนจักรเพชร เดิมเปนบานของเจาจอมมารดากรมพระเทเวศรวัชรินทรฯ ไดทรงรับมรดกจึงสรางวัง ณ ที่ นั่น อยูตรงหนาสนามสามัคยาจารย กรมพระเทเวศรฯ เสด็จประทับอยูจนสิ้นพระชนมเมื่อรัชกาล ที่ ๕ หมอมเจาชายซึ่งทรงสถาปนาเปนพระองคเจาวัชรีวงศกับหมอมเจาในกรม อยูตอมาจนถึงชั้น เชื้อสาย จึงทรงซื้อที่สรางตึกแถวและทําโรงเรียน - วังถนนสะพานหัวจระเข อยูริมถนนพระพิพิธฟากใต ตอกับหลังวังถนนสนามชัย วังที่ ๑ แบงเขตที่วังที่ ๑ มาสรางวังนี้ เพราะสรางตอรัชกาลที่ ๓ พระราชทานกรมหลวงวรศักดาพิศาลซึ่งยังไมมีที่วัง ทราบวาเสด็จอยูกับ สมเด็จกรมพระยาเดชาดิศรมาแตกอน กรมหลวงวรศักดาฯ เสด็จประทับอยูวังนี้มาจนสิ้นพระชนม ในรัชกาลที่ ๕ หมอมเจาในกรมอยูตอมาจนทรงซื้อทําโรงทหาร - วังริมประตูสําราญราษฎร วังตะวันออก อยูสุดถนนทางประตูสําราญราษฎร เปนที่วังกรมหมื่นภูบาลบริรักษ เขาใจวาสรางแตตําหนัก พักชั่วคราว เสด็จประทับมาจนในรัชกาลที่ ๔ จึงไดพระราชทานวังที่ถนนมหาชัย วังกลาง ซึ่งกรม หมื่นนรินทรเทพประทับเมื่อรัชกาลที่ ๓ ครั้นกรมหมื่นภูบาลฯ เสด็จยายไปจากวังนี้ ทูลถวายที่ วังเดิมแตพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวทรงขอซื้อพระราชทานเปนที่วังของกรมหลวง พรหมวรานุรักษ 2_edit.indd 101 22/02/2013 09:17:01
๑๐๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) - วังประตูสําราญราษฎร วังกลาง เปนที่ประทับของพระองคเจาเกยูร บางทีเดิมจะยังไมไดปนเขตวัง กรมหมื่นภูบาลฯ กับกรม ขุนวรจักรฯ ประทับอยูพระองคละฝาย เจาจอมมารดาอยูกลาง พระองคเจาเกยูรเปนพระองคนอย เสด็จอยูกับเจาจอมมารดาจึงอยูกลาง เสด็จประทับอยูจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๕ - วังประตูสําราญราษฎร วังตะวันตก เปนที่ประทับของกรมขุนวรจักรธรานุภาพ เสด็จอยูมาจนในรัชกาลที่ ๔ ไดพระราชทานริม วังสนามชัย วังเหนืออันเปนวังของกรมหลวงพิเศษศรีสวัสดิ์ฯ อยูแตกอนจึงเสด็จยายไปจากวังนี้ กรมขุนวรจักรฯ ทูลถวายที่วัง แตพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงขอซื้อพระราชทาน เปนที่วังกรมหมื่นราชศักดิสโมสร วังหนาเมื่อรัชกาลที่ ๒ ลูกเธอที่พระชันษาถึงกําหนดออกจากวังในเวลาเมื่อกรมพระราชวัง บวรมหาเสนานุรักษ ยังดํารงพระชนม มี ๓ พระองค ๑. กรมขุนธิเบศรบวร โปรดใหอยูพระนิเวศนเดิม ๒. กรมหมื่นอมรมนตรี สรางวังใหม ๓. กรมหมื่นกษัตริยศรีศักดิเดชน สรางวังใหม วังที่กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ ทรงสรางพระราชทานลูกเธอ จึงมีแต ๒ วัง - วังริมพระนิเวศน ที่ ๑ อยูในเขตพระนิเวศนเดิมขางตอนใต สรางวังพระราชทานกรมหมื่นอมรมนตรี เสด็จอยูมา จนสิ้นรัชกาลที่ ๔ หมอมเจาในกรมเห็นจะอยูตอมา จนพระราชทานเปนที่กรมทหารเรือ พรอมกับ พระนิเวศนเดิมเมื่อรัชกาลที่ ๕ - วังถนนพระอาทิตย วังที่ ๑ ที่สรางวังเดิมเปนที่บานเสนาบดีฝายพระราชวังบวรฯ เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๑ เขตอยูติดกับวัง เจาฟากรมหลวงจักรเจษฎาตอลงมาขางใต สรางวังพระราชทานกรมหมื่นกษัตริยศรีศักดิเดช เสด็จ อยูมาจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๕ หมอมเจาในกรมไดอยูมาจนเชื้อสาย คือ พระยาวรพงศพิพัฒน (ม.ร.ว.เย็น อิศรเสนา) ลูกเธอในกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ ซึ่งยังทรงพระเยาวในเวลา เมื่อ พระราชบิดาสวรรคต แตทรงเจริญพระชันษาถึงกําหนดออกวังในรัชกาลที่ ๒ รวม ๖ พระองค โปรด ใหสรางวังใหมพระราชทานที่ริมคลองคูเมืองเดิมทางฝงเหนือแถวสะพานเสี้ยว ตั้งแตโรงกษาปณ เลี้ยวมาจนคลองบูรณศิริ ๔ วัง สรางวังขางหลังพระนิเวศนเดิมทางแมนํ้าฟากตะวันตก ๒ วัง คือ - วังสะพานเสี้ยว วังที่ ๑ สรางพระราชทานพระองคเจาภุมริน เสด็จอยูมาจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๓ พระองคเจา นุชในกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย ไดเสด็จอยูมาจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๕ กรมหมื่น 2_edit.indd 102 22/02/2013 09:17:03
๑๐๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ชาญชัยบวรยศในกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญประทับตอมา แลวทรงแลกกับวังที่ ๑ ริมทองสนามวัง หนา ซึ่งหมอมเจาในกรมหมื่นบริรักษนรินทรฤทธิ์กับหมอมเจาในพระองคเจานันทวันอยูนั้น หมอม เจาใน ๒ พระองคนั้น มีหมอมเจาศรีไสเฉลิมศักดิ์ ในกรมหมื่นบริรักษฯ จึงยายมาอยูที่วังนี้ - วังสะพานเสี้ยว วังที่ ๒ สรางพระราชทานพระองคเจาใย เสด็จอยูจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๔ หมอมเจาในกรม และเชื้อสายอยูตอมาจนรื้อทําถนน - วังสะพานเสี้ยว วังที่ ๓ สรางพระราชทานพระองคเจาภุมเรศ ซึ่งทรงสถาปนาเปนกรมหมื่นอมเรศรัศมีในรัชกาลที่ ๔ เสด็จอยูมาจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๕ แลวเชื้อสายอยูตอมาจนรื้อทําถนน - วังสะพานเสี้ยว วังที่ ๔ สรางพระราชทานพระองคเจาทับทิม เสด็จอยูมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๓ พระองคเจาศรีสังขในกรม พระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย ไดเสด็จอยูมาจนสิ้นพระชนม - วังริมพระนิเวศนเดิม วังที่ ๒ สรางในเขตพระนิเวศนเดิมขางดานหลัง สรางพระราชทานพระองคเจาเสือ เสด็จอยูจน สิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๔ แลวเชื้อสายอยูตอมาจนรวมเปนที่กรมทหารเรือ - วังพระนิเวศนเดิม วังที่ ๓ สรางพระราชทานพระองคเจากระตาย ซึ่งรวมจอมมารดากับพระองคเจาเสือวาอยูเคียงกับ วังที่ ๒ พระองคเจากระตายสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๓ ลูกเธอในกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ ซึ่งยังทรงพระเยาวอยูในเวลาเมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๒ ไดออกจากวังตอรัชกาลที่ ๓ มี ๙ พระองค คือ ๑. สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ ทรงผนวชอยูวัดมหาธาตุ แลวเสด็จอยูวัดบวรนิเวศ วิหารตลอดพระชนมายุ ๒. พระองคเจาชุมแสง เดิมเสด็จอยูที่ไหนหาทราบไมในรัชกาลที่ ๔ ไดพระราชทานวังถนน หลักเมือง วังที่ ๒ ซึ่งกรมขุนสถิตยสถาพรเสด็จอยูกอน ๓. พระองคเจาสาททิพากร (รวมจอมมารดาเดียวกับสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ และกรมหมื่นอนันตการฤทธิ์) สรางวังใหม ๔. กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ สรางวังใหมแลวยายไปประทับพระนิเวศนเดิม ๕. พระองคเจาศรีสังข ไดพระราชทานวังเกาวังที่ ๓ ที่สะพานเสี้ยว ซึ่งพระองคเจาทับทิม เสด็จอยูกอน 2_edit.indd 103 22/02/2013 09:17:05
๑๐๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๖. พระองคเจารัชนิกร สรางวังใหม ๗. พระองคเจาทัดทรง ไมทราบวาประทับที่ไหน ๘. กรมหมื่นสิทธิสุขุมการ สรางวังใหม ๙. พระองคเจาสุดวอน สรางวังใหม วังลูกเธอในกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ ซึ่งสรางใหมในรัชกาลที่ ๓ รวม ๕ วัง มีแต วังกับตําหนักชั่วคราว คือ - วังถนนโรงครก วังที่ ๑ เปนที่ประทับของพระองคเจาสาททิพากร เดิมเปนที่บานของคุณตาอยูตรงศาลสถิตยุติธรรม แบงกันกับกรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ สรางเปน ๒ วัง พระองคเจาสาททิพากร ประทับอยูที่วังนี้จน สิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๓ - วังถนนโรงครก วังที่ ๒ อยูติดกับวังที่ ๑ เปนที่ประทับของกรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ เสด็จอยูมาจนรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว จึงโปรดฯ ใหเสด็จไปประทับที่พระนิเวศนเดิม - วังคลองตาล วังที่ ๑ อยูสุดขางเหนือของหมูวัง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว ทรงสรางพระราชทาน พระเจาลูกเธอที่ริมคลองคูเมืองเดิม (คลองตลาด) ฝงเหนือตอนใกลปากคลองใต เดิมเปนที่บาน บิดาเจาจอมมารดากรมหมื่นสิทธิสุขุมการฯ ไดทรงรับมรดกจึงสรางวังเสด็จอยูมาจนสิ้นพระชนม เมื่อรัชกาลที่ ๕ แลวหมอมเจาชายใหญซึ่งทรงสถาปนาเปนพระองคเจาวัฒนาในรัชกาลที่ ๕ กับ หมอมเจาในกรมอยูตอมาจนรื้อทําถนน - วังหลังวัดชนะสงคราม เปนที่ประทับของพระองคเจารัชนิกร อยูริมคลองวัดชนะสงคราม บางทีจะเปนแตเสด็จอยู ที่บานเดิมของพระญาติฝายจอมมารดาซึ่งไดรับมรดก แตเสด็จอยูจนสิ้นพระชนมเมื่อรัชกาลที่ ๕ แลวเชื้อสายอยูตอมา - วังริมคลองบางลําพู วังที่ ๓ เปนที่ประทับของพระองคเจาสุดวอน อยูตรงหนาวัดบวรนิเวศ ขามฟากบางทีจะเปนบาน พระญาติฝายเจาจอมมารดา แตเสด็จอยูมาจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๓ 2_edit.indd 104 22/02/2013 09:17:06
๑๐๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย ชวงนํ้าทวมกรุงเทพมหานคร ในป พ.ศ 2485 กระทรวงมหาดไทย ตั้งอยูบนถนนอัษฎาวงศ เขตพระนคร พื้นที่สรางกระทรวงมหาดไทย เดิมเคยเปนที่ตั้งวัง ๓ วัง คือ ๑. วังริมสะพานขามโรงสี วังใต พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาอิศรสุนทร พระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงสรางพระราชทานพระองคเจาเนียม ประทับอยูจนสิ้นพระชนมใน รัชกาลที่ ๓ ตอมาเปนที่ประทับของพระองคเจาสวาง พระองคเจาอุทัย พระองคเจาแฉง ในกรม พระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย ซึ่งรวมจอมมารดาเดียวกัน คือ จอมมารดางิ้ว พระองคเจาสวาง มีพระชนมมาจนถึงรัชกาลที่ ๔ เมื่อสิ้นพระชนมแลว ไมปรากฏเปนวังเจานายพระองคใดอีก ที่วัง เปนที่ตั้งศาลาวาการกระทรวงมหาดไทยปจจุบัน ๒. วังถนนเฟองนคร วังเหนือ หันออกถนนเฟองนคร เปนที่วังกรมขุนภูวนัยนฤเบนทราภิบาล พระเจาลูกยาเธอในรัชกาลที่ ๓ เสด็จประทับจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๕ หมอมเจาในกรมอยูตอ มาจนสรางเปนศาลากระทรวงนครบาล ๓. วังถนนเฟองนคร วังใต อยูตอวังถนนเฟองนคร วังเหนือไปทางใตเปนที่ประทับของกรมขุน เจริญผลพูนสวัสดิ์ พระเจาลูกยาเธอในรัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาลที่ ๕ ทรงสรางตําหนักตึกพระราชทาน หันหนาวังกลับมาออกถนนอัษฎางค เมื่อกรมขุนเจริญผลพูนสวัสดิ์สิ้นพระชนมแลว จึงสรางเปนที่ วาการกระทรวงโยธาธิการ ซึ่งเปลี่ยนนามเปนกระทรวงคมนาคม ในรัชกาลที่ ๖ ปจจุบันคือ บริเวณ ที่ตั้งกรมการปกครอง 2_edit.indd 105 22/02/2013 09:17:09
๑๐๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๔๕ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกลาเจาอยู หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหใชสถานที่ราชการในบริเวณนี้เปนกระทรวงมหาดไทย ปจจุบันยัง คงเหลืออาคารเดิมเพียงหลังเดียว คือ ศาลาวาการกระทรวงมหาดไทย เปนอาคาร ๒ ชั้น สรางเปน ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตอนกลางเปนลานโลง ลักษณะอาคารเปนแบบสถาปตยกรรมยุโรปยุคหลัง ซึ่ง นิยมสรางกันในยุครัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ อาคารสวนหนากอเปนอาคารตรีมุข มุขกลางหนา บันรูปจั่วปานแบบโรมัน ประดับลายปูนปนรูปราชสีหลอมดวยลายเครือเถา กรอบประตูหนาตาง ตอนบนเปนรูปโคงกลม ลอมดวยซุมทรงเหลี่ยม มีเฉลียงลอยเฉพาะชองประตู ตัวอาคารประดับ เสาอิงเฉพาะอาคารสวนหนา มีหูขางรับชายคาโดยรอบ กรอบหนาตางชั้นสองกอเปนซุมโคงกลม ชองลมเหนือหนาตางชั้นลาง ตอนบนโคงมนนอยๆ ดานในอาคารบริเวณมุขกลางตอเปนมุขยื่นเขา มาที่ลานตอนในดวย มีระเบียบผานหนาหองตลอดทั้ง ๒ ชั้น ชั้น ๒ ระเบียงโปรงลูกกรงกลม ชั้น ลางพนักระเบียงทึบ แตงขอบเหมือนฐานปมท ซุมระเบียงทั้ง ๒ ชั้นเปนรูปโคง ตกแตงลายเสนและ เสาซุมตางกัน ประตูและแนวรั่ว ประตูหนามี ๓ ประตู ประตูกลางมีขนาดเล็กกวา ชื่อประตูดํารง เสาประตูตกแตงตอนบนเหมือนหนาบันรูปโคง สองขางลาดลงขดเปนลวดลาย อีกสองประตูเปน ประตูใหญ ประตูขวาชื่อประตูสิงห ประตูซายชื่อประตูพระยม เสาประตูขนาดใหญมีปกลดหลั่น ลงดานขาง ๒ ขาง หัวเสากอสูงขึ้นไปเปนชั้นๆ ยอดสุดเปนรูปบัวตูม ตัวเสาและปกประดับลาย ปูนปนรูปชอผลไมใบไมอยางงดงาม เสารั้วลักษณะเดียวกับเสาประตูแตมีขนาดยอมกวา และการ ประดับตกแตงไมวิจิตรเทา แนวรั้วฐานคอนกรีตรูปบัวควํ่า รั้วเหล็กดัดโปรงลวดลายเรขาคณิตและ ดอกประจํายามประดิษฐ กระทรวงมหาดไทยในปจจุบัน 2_edit.indd 106 22/02/2013 09:17:11
๑๐๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) กรมการรักษาดินแดน กรมการรักษาดินแดน ตั้งในพื้นที่สี่เหลี่ยม มีถนน ๔ สายตัดผาน คือ ถนนราชินีทางดานตะวัน ออก ถนนสนามไชยทางดานตะวันตก ถนนเจริญกรุงทางดานเหนือ และถนนพระพิพิธทางดานใต เขตพระนคร บริเวณนี้เคยเปนที่ตั้งของวังพระเจาลูกยาเธอในรัชกาลที่ ๒ รวม ๔ วัง คือ ๑. วังถนนสนามไชย วังที่ ๑ เดิมเปนที่บานเจาพระยามหาเสนา (ปลี) ที่สมุหพระกลาโหม รัชกาลที่ ๑ อยูใกลหอกลอง ตอมาสรางเปนวังกรมหมื่นสุนทรธิบดี ประทับอยูมาจนรัชกาลที่ ๓ เกิดเพลิงไหมวัง ในพุทธศักราช ๒๓๗๔ กรมหมื่นสุนทรธิบดีสิ้นพระชนมในเพลิง จึงพระราชทาน ที่สรางวังพระองคเจาเรณูประทับอยูจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๓ หมอมเจาในกรมไดอยูตอมาจน รัชกาลที่ ๕ ปจจุบันบริเวณวังถนนสนามไชย วังที่ ๑ เปนที่ตั้งอาคารที่ทําการ กรมการรักษาดินแดน ๒. วังทายหับเผย วังที่ ๑ ตั้งอยูริมคลองคูเมืองฝงตะวันตก พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาอิศรสุนทร พระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงสรางพระราชทานกรมพระพิพิธโภคภู เบนทร ประทับอยูจนสิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๔ หมอมเจาชายใหญ ซึ่งรัชกาลที่ ๔ ทรงสถาปนา เปนพระองคเจาชิดเชื้อพงศกับหมอมเจาในกรมอยูตอมาจนถึงรัชกาลที่ ๖ ๓. วังทายหับเผย วังที่ ๒ อยูตอมาจากวังทายหับเผย วังที่ ๑ มาทางตะวันตก หันหนาวัง ออกถนนสะพานหัวจระเข (ถนนพระพิพิธ) พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาอิศรสุนทร พระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงสรางพระราชทานกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ ประทับอยูจน สิ้นพระชนมในรัชกาลที่ ๕ หมอมเจาในกรมอยูตอมาจนรัชกาลที่ ๖ ๔. วังทายหับเผย วังที่ ๓ อยูตอวังที่ ๒ มาทางตะวันตก ตามถนนพระพิพิธ พระบาทสมเด็จ พระรามาธิบดีศรีสินทรมหาอิศรสุนทร พระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงสรางพระราชทาน กรม 2_edit.indd 107 22/02/2013 09:17:14
๑๐๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระพิทักษเทเวศร ในรัชกาลที่ ๓ เกิดเพลิงไหมวังกรมหมื่นสุนทรธิบดีตลอดไปจนบานหมอเมื่อ พุทธศักราช ๒๓๗๔ กรมพระพิทักษเทเวศร จึงยายวังไปสรางใหมทางริมคลองคูเมืองเดิมฟากตะวัน ออกตรงขามกับวังทายหับเผย วังที่ ๑ สวนวังที่ ๓ กรมหลวงวงศาธิราชสนิทไดประทับมาจนทรง รับกรมหมื่นแลว พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร พระนั่งเกลาเจาอยูหัว ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหไปประทับที่วังเดิมของสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาเดชาดิ ศร ริมแมนํ้าใตวัดพระเชตุพน วังที่ ๓ จึงรวมเปนวังเดียวกับวังที่ ๒ วังทายหับเผยทั้ง ๓ วัง ปจจุบันเปนสถานที่ฝกยิงปนของกรมการรักษาดินแดน ระยะกอน ที่พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว จะทรงพระกรุณา โปรดเกลาฯใหสรางอาคาร อันเปนที่ทําการของกรมการรักษาดินแดนปจจุบัน บริเวณสวนเจา เชตุนี้เปนสวนมีตนไมโปรง ตรงกลางกอเนินดินขึ้นสูงตั้งศาลพระเสื้อเมือง ศาลพระทรงเมือง และ ศาลพระเจตคุปตและดานตรงขามวัดพระเชตุพนเปนที่ตั้งคุก จนพุทธศักราช ๒๔๓๓ จึงยายไปที่ ถนนมหาไชยไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ซื้อที่ดินวังเหลานี้สรางอาคารสําหรับทหารราชวัลลภ (ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค) จนพุทธศักราช ๒๔๙๙ รัฐบาลจึงยายกรมการรักษาดินแดนจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรมาอยูแทนที่ อาคารที่ทําการของกรมการรักษาดินแดนหรืออาคารราชวัลลภ เดิมเปนอาคารที่งดงาม สงาตามแบบสถาปตยกรรมยุโรปยุคหลังอาคารเปนตึกยาว ๒ ชั้น ยาวขนานไปตามถนนเจริญกรุง ดานตรงขามพระราชอุทยานสราญรมย ออมไปทางถนนสนามไชยดานตรงขามวัดพระเชตุพนทาง เขาอาคารอยูใตมุขกลาง ซึ่งอยูบริเวณมุมที่ถนนเจริญกรุงบรรจบถนนสนามไชยเปนชองโคงกลม สูงตลอดอาคารชั้นที่หนึ่ง มีบันไดขึ้นซายขวาสูเฉลียงรอบดานใน เฉพาะมุขกลางกอเปนอาคาร ๓ ชั้น มีเสากลม ขนาดใหญรับ จํานวน ๘ เสา เปนเสาแบบ lonic ตัวเสาหลักเปนรองลึก ตามแนวดิ่ง ฐานเหลี่ยม หัวเสาขดเปนรูปกนหอย หนาบันมุขชั้นสอง ประดับประติมากรรมนูนตํ่า เขียนสีรูปตรา ประจํารัชกาลที่ ๕ ตํ่าลงมาจารึกพุทธศักราช ๒๔๖๖ คือปที่สรางอาคารหลังนี้ ลักษณะอาคารมีหนา บันหลังคาแบบกรีกโรมัน อาคารสวนที่เปนปกยาวขนานไปกับถนนสนามไชยและถนนเจริญกรุง งดงามสงาดวยเสาอิงแบบ lonic แปลง ตัวเสาสลักรองในแนวนอน ลายหัวเสาขดเปนกนหอยวางใน แนวตั้งยันรับกันสาด และมีหูชางขดเปนกนหอยยันระหวางกันสาดกับหลังคา ตกแตงกรอบบนของ หนาตางเปนซุมรูปโคงและซุมเสนตรงสลับกัน ผนังตอนบนสวนใตหลังคาติดกระจกและประดับลาย ปูนปนเปนแนวยาว ผนังดานถนนเจริญกรุงยังตกแตงดวยมุขเล็กๆ อีก ๒ แหง ที่มุมถนนเจริญกรุง ตัดกับถนนราชินี และที่กึ่งกลางปกอาคารดานนี้เปนมุขที่ประดับดวยเสาแบบ lonie และซุมโคง ตอนในอาคารสวนที่เปนปก มีระเบียงผานหนาหองตลอดซุมระเบียงโคง ลูกกรงระเบียงหลอซีเมนต ลวดลายโปรงประดับดอกไม กรมการรักษาดินแดนไดปฏิสังขรณอาคารใหอยูในสภาพดีตลอดมา โดยพยายามรักษา รูปแบบเดิมของอาคารไว ไดเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาจากกระเบื้องวาวเปนกระเบื้องลอนคูเมื่อ ประมาณพุทธศักราช ๒๕๑๐ 2_edit.indd 108 22/02/2013 09:17:16
๑๐๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) อุทยานพระบรมราชานุสรณ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย เปนโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยของมูลนิธิพระบรม ราชานุสรณพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยในพระบรมราชูปถัมภ โดยมีสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเปนองคประธาน เพื่อเปนการสนองพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย พระมหากษัตริยผูทรงเปนทั้งกวี ศิลปน นักปกครอง นักรบ และชาง ซึ่งไดพระราชทานศิลปวัฒนธรรมอันงดงามประณีตไวเปนมงคลแกชาติเปนที่เชิดหนาชูตา ชาวไทย ไดรับการยกยองจากองคการศึกษาวิทยาศาสตร และวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติหรือยู เนสโก (UNESCO) ใหทรงเปนบุคคลสําคัญของโลก และสงเสริมใหมีการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ ฉลองพระบรมราชสมภพครบรอบ ๒๐๐ ป เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ สรางอุทยานพระบรมราชานุสรณฯ ใหบริเวณที่มีความสําคัญ คือ สถานที่พระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา นภาลัย นอกจากจะเปนการรําลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันใหญหลวงที่พระองค่ไดพระราชทาน มรดกทางศิลปวัฒนธรรมไวใหชนชาติไทยแลว ยังใหเปนศูนยกลางศิลปวัฒนธรรมไทยในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยเพื่อใหเปนที่พักผอนหยอนใจของประชาชน บริเวณอุทยานพระบรมราชานุสรณ พระราชสมุทรเมธีอดีตเจาอาวาสวัดอัมพวันเจติยาราม เปนผูนอมเกลาฯ ถวายแบงตามพื้นที่ออกไดเปน ๕ สวน ดังนี้ สวนที่ ๑ ลานหนาอุทยาน มีที่ขายสินคาพื้นเมืองและผลไม สวนที่ ๒ โรงละครกลางแจง มีเนินลดหลั่นสําหรับชมการแสดง สวนที่ ๓ อาคารทรงไทย ๕ หลัง จัดเปนพิพิธภัณฑพระพุทธเลิศหลานภาลัย ๔ หลัง และหอ สมุดพระพุทธเลิศหลานภาลัย ๑ หลัง สวนที่ ๔ สวนพฤกษชาติ เปนสวนพันธุไมในวรรณคดีนานาชนิด สวนที่ ๕ พื้นที่ติดแมนํ้า มีศาลาอเนกประสงคและจะเปนแหลงชุมชนคาขายแบบตลาดนํ้า จําหนายพืชผลเกษตรพื้นเมือง และงานศิลปหัตถกรรมพื้นบาน 2_edit.indd 109 22/02/2013 09:17:18
๑๑๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พิพิธภัณฑพระพุทธเลิศหลานภาลัย เปนอาคารทรงไทยจํานวน ๔ หลัง พื้นที่ประมาณ ๖๐๐ ตารางเมตร จัดพิพิธภัณฑแบบ ชาติพันธุวิทยา แสดงศิลปวัตถุในสมัยตนรัตนโกสินทรที่จะสะทอนใหเห็นลักษณะศิลปวัฒนธรรม ความเปนอยู และการดํารงชีวิตของชาวไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย มีสิ่ง ที่นาสนใจตางๆ ใหศึกษา ดังนี้ - หองพิพิธภัณฑ ภายในประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย และจัดศิลปะโบราณวัตถุสมัยตนรัตนโกสินทร เชน เครื่องเบญจรงคหัวโขน หุนวรรณคดี เรื่อง สังข ทองและอิเหนา หนังใหญ เปนตน - หองชาย มีพระแทนบรรทมซึ่งเชื่อวาเปนของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย - หองหญิง ตกแตงใหเห็นลักษณะความเปนอยูของหญิงไทยโบราณ มีเตียงนอนแบบไทย คัน ฉอง ฉากปก โตะเครื่องแปง เปนตน - ชานเรือน จัดตามแบบบานไทยโบราณ ตกแตงดวยกระถางไมดัด อางบัว ไมประดับ เปนตน - หองครัวและหองนํ้า แสดงลักษณะครัวไทยและหองนํ้าของคนชั้นกลาง มีเครื่องหุงตม สํารับอาหาร ถวยชาม เปนตน - ตําแหนงศิลาฤกษ แสดงใหเห็นแบบจําลองศิลาฤกษที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารี ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษอาคารทรงไทยในอุทยาน 2_edit.indd 110 22/02/2013 09:17:21
๑๑๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) หอสมุดพระพุทธเลิศหลานภาลัย เปนอาคารทรงไทย ๑ หลัง ตั้งอยูกลางนํ้าตามลักษณะหอไตร ซึ่งเปนหองสมุดแบบฉบับของ ไทยมาแตสมัยโบราณ มีพื้นที่ประมาณ ๑๕๐ ตารางเมตร ใหบริการอานเพื่อศึกษาคนควาพระราช นิพนธหนังสือสิ่งพิมพ วิทยานิพนธ บทความเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยและกวี ในรัชสมัย หนังสือตัวพิมพ หนังสือตัวเขียน เชน ใบลาน สมุดไทยดํา สมุดไทยขาว คัมภีรทางพระพุทธ ศาสนาและวรรณคดีมรดกจัดเก็บตามลักษณะการเก็บหนังสือสมัยโบราณ ที่อานหนังสือพิมพและ มุมเด็กอยูชั้นลางเรือนไทย และมีบริการโสตทัศนวัสดุ เชน ไมโครฟลมและภาพนิ่ง เปนตน 2_edit.indd 111 22/02/2013 09:17:23
๑๑๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) 2_edit.indd 112 22/02/2013 09:17:27
๑๑๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) วันศิลปนแหงชาติ (๒๔ กุมภาพันธ) วันศิลปนแหงชาติ หมายถึง “วันคลายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา นภาลัย” ผูทรงเปนปฐมบรมศิลปนแหงกรุงรัตนโกสินทร ทั้งดานกวีนิพนธ ดนตรี และประติมากรรม ความเปนมา สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ไดเริ่มจัดทํา โครงการศิลปนแหงชาติมาตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๒๗ ดวยพิจารณาเห็นวาศิลปนผูสรางสรรคงานศิลปะ เปนมรดกลํ้าคาของแผนดินนั้น สมควรไดรับการยกยอง สงเสริม สนับสนุน ใหมีโอกาสใหความ สามารถสรางสรรคผลงานอันทรงคุณคาไวเปนสมบัติของสาธารณชน และควรไดรับการอุปถัมภชวย เหลือจากหนวยงานราชการใหสามารถดํารงชีวิตอยูในสังคมไดอยางมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี นายชวน หลีกภัย รัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น ไดมอบหมายใหสํานักงาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ ซึ่งเปนหนวยงานกลางในการดําเนินงานดานวัฒนธรรมของชาติ จัดทําโครงการศิลปนแหงชาติขึ้นในป พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยมีวัตถุประสงควา จะดําเนินการยกยอง สง เสริมสนับสนุน และชวยเหลือศิลปนผูสรางสรรคงานศิลปะอันทรงคุณคาของชาติ และพิจารณา ยกยองเชิดชูเกียรติศิลปนผูสรางสรรค งานศิลปะลํ้าคาใหเปนศิลปนแหงชาติ ซึ่งไดดําเนินการตาม ลําดับ ดังนี้ ๑. ระดมความคิดจากผูทรงคุณวุฒิในดานศิลปะทุกแขนงและทุกสาขา เพื่อกําหนดความ หมาย คํานิยามตางๆ และจําแนกสาขาศิลปะไว ๓ สาขา คือ ๑.๑ สาขาทัศนศิลป (Visual Art) ๑.๒ สาขาศิลปะการแสดง (Performing Art) ๑.๓ สาขาวรรณศิลป (Literature) ๒. กําหนดเกณฑการพิจารณาไว ๗ ประการ คือ ๒.๑ เปนผูมีสัญชาติไทยและยังมีชีวิตอยู ๒.๒ เปนผูมีผลงานทางศิลปะดีเดนในปจจุบันเปนที่ยอมรับในวงการศิลปะสาขานั้น ๒.๓ เปนผูมีความสามารถและเชี่ยวชาญในศิลปะสาขานั้น ๒.๔ เปนผูมีพัฒนาศิลปะสาขานั้นใหดียิ่งขึ้น ๒.๕ เปนผูอนุรักษและผดุงไวซึ่งศิลปะสาขานั้น ๒.๖ เปนผูมีคุณธรรมและมีความรักในวิชาชีพของตน ๒.๗ เปนผูมีศิลปะในสาขาของตนใหบริการแกสังคมเปนอยางดีเสมอมา ๓. กําหนดวันศิลปนแหงชาติ โดยสํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ รวมศึกษา จากผูทรงคุณวุฒิตางๆ มีความเห็นตรงกันวา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงเปนปฐม บรมศิลปนแหงกรุงรัตนโกสินทร ยังไมมีศิลปนคนใดมาเทียบเทียมไดในทุกๆ ดาน ทั้งดานกวีนิพนธ ไดทรงนิพนธบทละครไว ๗ เรื่อง โดยเฉพาะบทละครเรื่อง อิเหนา เปนเรื่องที่แตงดีพรอมทั้งกลอน และกระบวนที่จะเลนละคร วรรณคดีสโมสรไดตัดสินใจใหเปนยอดของบทละครรํา เมื่อป พ.ศ. 2_edit.indd 113 22/02/2013 09:17:28
๑๑๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๒๔๕๙ ดานดนตรี ซอสามสายคูพระหัตถคันหนึ่งชื่อ “สายฟาฟาด” ที่ทรงบรรเลงเพลงบุหลันลอย เลื่อนเปนเพลงชั้นเยี่ยมทางดานประติมากรรมทรงปน พระพักตรพระประธานในพระอุโบสถวัดอรุณ ราชวราราม ทรงแกะพระยารักใหญ พระยารักนอย และรวมแกะสลักบานประตูพระวิหารหลวงวัด สุทัศนเทพวราราม เปนตน จากผลงานดังกลาว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงเปน ผูรอบรูและเชี่ยวชาญในเรื่องศิลปะอยางกวางขวางลึกซึ้ง คณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ จึงถือ วันคลายวันพระราชสมภพ วันที่ ๒๔ กุมภาพันธของทุกปเปนวันศิลปนแหงชาติ ซึ่งคณะรัฐมนตรี ไดลงมติใหความเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ ๒๕๒๘ ๔. วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ พ.ศ. ๒๕๒๙ คณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ สํานักงานคณะ กรรมการวัฒนธรรมแหงชาติกระทรวงศึกษาธิการ ไดนอมเกลานอมกระหมอมถวายพระราชสมัญญา “อัครศิลปน” แดพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ รัชกาลปจจุบันดวยทรงเปนเลิศในศิลปะหลายสาขา กลาวคือ ดานดุริยางคศิลป เปนที่ประจักษทั้งในและตางประเทศวา พระองคทรงดนตรีไดหลายชนิด และทรงพระราชนิพนธเพลงไวจํานวนมาก จนสถาบันดนตรีตางประเทศยกยองวาทรงเปนเอกใน ทางดนตรีพระองคหนึ่ง ดานชํานาญทั้งในดานภาพถาย และภาพเขียนภาพสีนํ้ามัน ทรงมีผลงานเปน จํานวนมากจากผลงานดังกลาว บรรดาศิลปนตางตระหนักในพระปรีชาสามารถอยางหาที่เปรียบมิได คณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ จึงเห็นพรอมกันเปนเอกฉันทถวายพระราชสมัญญาดังกลาว ๕. วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๘ คณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ ไดประกาศยกยอง เชิดชูเกียรติศิลปน เปนศิลปนแหงชาติขึ้นเปนครั้งแรกใน ๔ สาขา จํานวน ๔ ทาน คือ ๕.๑ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ศิลปนแหงชาติ สาขาวรรณศิลป ๕.๒ นายมนตรี ตราโมท ศิลปนแหงชาติ สาขาดนตรีไทย ๕.๓ ทานผูหญิงแผว สนิทวงศเสนี ศิลปนแหงชาติสาขานาฏศิลป ๕.๔ นายเฟอ หริพิทักษ ศิลปนแหงชาติ สาขาทัศนศิลป ๖. ตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๒๙ จนถึง พ.ศ. ๒๕๓๖ คณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติไดคัดเลือก ศิลปนที่มีผลงานดีเยี่ยมและมีคุณสมบัติครบทั้ง ๗ ประการ แลวประกาศยกยองเชิดชูเกียรติเปน ศิลปนแหงชาติรวมทั้งสิ้น ๘๒ ทาน เปนชาย ๕๙ ทาน หญิง ๒๓ ทาน เสียชีวิตแลว ๑๕ ทาน ในป พ.ศ. ๒๕๓๕ สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติไดเริ่มปรับโครงการศิลปนแหงชาติใหเปน ไปตามแผนพัฒนาวัฒนธรรมของสํานักงานคณะและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๒๕- พ.ศ. ๒๕๓๙) โดยมีวัตถุประสงค เพื่อ ๖.๑ อนุรักษและพัฒนางานศิลปะของชาติ ๖.๒ เชิดชูภูมิปญญาของศิลปนตามแผนพัฒนาวัฒนธรรมฯ (พ.ศ. ๒๕๒๕-พ.ศ. ๒๕๓๙) ในเรื่องสงเสริมเชิดชูปญญาของปราชญและศิลปนทุกสาขาใหรูจักและยอมรับอยางแพรหลาย ๖.๓ สืบคนสรรหาศิลปนผูสรางสรรคผงานศิลปะทรงคุณคาของแผนดิน ยกยองเชิดชู เกียรติเปนศิลปนแหงชาติ ตามนโยบายวัฒนธรรมแหงชาติ ๖.๔ สงเสริมขวัญและกําลังใจแกศิลปนในการสรางสรรคผลงานศิลปะเพื่ออนุรักษพัฒนา มรดกทางวัฒนธรรมดานวัตถุ และจิตใจในเรื่องของศิลปน 2_edit.indd 114 22/02/2013 09:17:30
๑๑๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๗. เปนโครงการหนวยงานของภาครัฐบาลที่สนับสนุนดูแลศิลปนที่ยังไมมีหนวยราชการใด เขามาสงเสริมสนับสนุนและไดมีการปรับวิธีดําเนินโครงการศิลปนแหงชาติ เพื่อใหการสรรหา และ คัดเลือกศิลปนแหงชาติครอบคลุมและรัดกุมยิ่งขึ้น คือ ๗.๑ การจัดตั้งคณะอนุกรรมการสรรหาและคัดเลือก แบงออกเปน ๒ คณะ คือ ๗.๑.๑ คณะอนุกรรมการอํานวยการคัดเลือกศิลปนแหงชาติ ๗.๑.๒ คณะกรรมการคัดเลือกศิลปนแหงชาติ ๓ สาขา ประกอบดวย - คณะอนุกรรมการคัดเลือกศิลปนแหงชาติ สาขาทัศนศิลป - คณะอนุกรรมการคัดเลือกศิลปนแหงชาติ สาขาศิลปะการแสดง - คณะอนุกรรมการคัดเลือกศิลปนแหงชาติ สาขาวรรณศิลป คณะกรรมการ ใน ๓ สาขานี้ จะเปนผูสรรหาคัดเลือกแลวนําผลการสรรหาคัดเลือกในแตละ สาขาเสนอตอคณะอนุกรรมการอํานวยการคัดเลือกศิลปนแหงชาติ จากนั้นนําเสนอคณะกรรมการ วัฒนธรรมแหงชาติ พิจารณาใหความเห็นชอบประกาศยกยองเชิดชูเกียรติตอไป ๗.๒ ปรับรายละเอียดหลักเกณฑการพิจารณาศิลปนแหงชาติ เปนคุณสมบัติของศิลปน แหงชาติ ๗ ประการ คือ ๗.๒.๑ เปนผูมีสัญชาติไทย และยังมีชีวิตอยูในวันตัดสิน ๗.๒.๒ เปนผูมีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญและมีผลงานดีเดน เปนที่ยอมรับของ วงการ ศิลปะแขนงนั้น ๗.๒.๓ เปนผูสรางสรรคและพัฒนาศิลปะแขนงนั้นจนถึงปจจุบัน ๗.๒.๔ เปนผูผดุงและถายทอดศิลปะแขนงนั้น ๗.๒.๕ เปนผูปฏิบัติงานศิลปะแขนงนั้นอยูในปจจุบัน ๗.๒.๖ เปนผูมีคุณธรรมและมีความรักในวิชาชีพของตน ๗.๒.๗ เปนผูมีผลงานที่ยังประโยชนตอสังคมและมนุษยชาติ ๗.๓ จัดทําขอบขายและความหมายของสาขาศิลปะใหตรงตามหลักการสากล โดยศึกษา กรอบการปรับปรุง และการแบงสาขาดานวัฒนธรรมตางๆ (รวมทั้งศิลปะ) ของคณะกรรมการ วัฒนธรรมของอาเซียน (ASEAN COCI) แลวนําหลักการสากล การแบงสาขาศิลปะเปนสาขาใหญๆ ๓ สาขา คือ ๗.๓.๑ สาขาทัศนศิลป ขอบขายการสรรหาศิลปนแหงชาติสาขาทัศนศิลป (Visual Art) การสรรหาศิลปน แหงชาติ สาขาทัศนศิลปของสํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ไดกําหนดหลักเกณฑการคัดเลือกดวยการจําแนกสาขาศิลปะตามแนวทางของคณะกรรมการ วัฒนธรรมของอาเซียน (ASEAN COCI) ออกไปตามสาขายอยตางๆ ตามหลักสากล คือ ๑. จิตรกรรม ๒. ประติมากรรม ๓. ภาพพิมพ ๔. ภาพถาย 2_edit.indd 115 22/02/2013 09:17:32
๑๑๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ๕. ภาพวาด ๖. การออกแบบ ๗. สื่อประสม ๘. สถาปตยกรรม ๗.๓.๒ สาขาวรรณศิลป วรรณศิลป เปนคําที่ใชเทียบคํา Literature ซึ่งหมายถึง บทประพันธที่ปลุกมโนคติของผู อานทําใหเกิดจินตนาการความเพลิดเพลิน และเกิดอารมณตางๆ ตามเจตนารมณของผูประพันธ พจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ไดใหความหมายของวรรณศิลปวา วรรณศิลป น.ศิลปะ ในการแตงหนังสือ, ศิลปะทางวรรณกรรม เชน นักวรรณศิลป, วรรณกรรมที่ถึงขั้นเปนวรรณคดี, หนังสือที่ไดรับการยกยองวาแตงดี ขอบขายการสรรหาศิลปนแหงชาติ สาขาวรรณศิลป การสรรหาศิลปนแหงชาติ สาขาวรรณศิลป ของสํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ กระทรวงศึกษาธิการ กําหนดหลักเกณฑการคัดเลือกดวยการจําแนกสาขาศิลปะตามแนวทางของ คณะกรรมการวัฒนธรรมของอาเซียนออกไปตามสาขายอยตางๆ ตามหลักสากล คือ สาขาวรรณศิลป (Literature) ไดแก กวีนิพนธ เรื่องสั้น นวนิยาย บทละคร ๗.๓.๓ สาขาศิลปะการแสดง ศิลปะการแสดง เปนคําที่ใชเทียบคํา Performing Art หมายถึง ศิลปะที่มีการแสดง ซึ่งเปน ไดทั้งวิจิตรศิลป (Fine Arts) ประยุกตศิลป (Applied Art) ขอบขายการสรรหาศิลปนแหงชาติ สาขาศิลปะการแสดง (PerFoming Art) ของสํานักงาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ไดกําหนดหลักเกณฑการคัดเลือก ดวยการ จําแนกสาขาศิลปะตามแนวทางของคณะกรรมการของอาเซียน (ASEAN COCI) ออกไปตามสาขา ยอยตางๆ ตามหลักสากล คือ สาขาศิลปะการแสดง ไดแก การแสดง ดนตรี และการแสดงพื้นบาน ๘. กําหนดหลักเกณฑการใหสวัสดิการแกศิลปนและผูมีผลงานดีเดนทางดานวัฒนธรรม โดย กองทุนสงเสริมงานวัฒนธรรม คือ กลุมที่ ๑ ศิลปนแหงชาติ 1. คาครองชีพรายเดือน สําหรับศิลปนแหงชาติ ทุกคนๆ ละ ๖,๐๐๐ บาทตอเดือน 2. คารักษาพยาบาลเฉพาะตัว ตามระเบียบของทางราชการ 3. ชวยเหลือเมื่อประสบอุบัติภัยและสาธารณภัยเทาที่จายจริง คนละไมเกิน ๕,๐๐๐ บาท 4. ชวยเหลือเมื่อเสียชีวิต ๑๒,๐๐๐ บาท กลุมที่ ๒ ศิลปนพื้นบานดีเดนและผูมีผลงานดีเดนทางวัฒนธรรม 1. คารักษาพยาบาลเฉพาะตัว ตามระเบียบของทางราชการ 2. ชวยเหลือเมื่อประสบอุบัติภัยและสาธารณภัยเทาที่จายจริงคนละไมเกิน ๓,๐๐๐ บาท ตอครั้ง 2_edit.indd 116 22/02/2013 09:17:34
๑๑๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) 3. ชวยเหลือเมื่อเสียชีวิต ๗,๐๐๐ บาท กลุมที่ ๓ ศิลปนอื่นนอกจากกลุมที่ ๑ และ ๒ การชวยเหลือใหอยูในดุลยพินิจของคณะกรรมการดําเนินการกองทุนศิลปนเปนรายๆ ไป ตามควรแกกรณี - ศิลปนแหงชาติที่ไดรับการยกยองเชิดชูเกียรติแลวจะไดรับพระราชวโรกาสเขาเฝาพระบาท สมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ ซึ่งเปนวันศิลปนแหงชาติ เพื่อรับพระราชทาน เครื่องหมายเชิดชูเกียรติ อันประกอบดวยโลและเข็มเชิดชูเกียรติ โดยมีลักษณะและความหมาย ดังนี้ - ลักษณะเข็ม เปนเหรียญกลมภายในจัดองคประกอบเปน - ภาพดอกบัวเรียงซอนกัน ๓ ดอก - มีแพรแถบรองรับตอเนื่องออมรัดแถบริ้วธงชาติไทยตามแนวโคงขอบเหรียญ - ภายในผาจารึกคําวา “ศิลปนแหงชาติ” และไดอัญเชิญพระมหาพิชัยมงกุฎเปลงรัศมี ประดิษฐานไวเหนือเหรียญกลม โดยมีผาโบพันทายไมชัยพฤกษหัวเม็ดทรงมันเชื่อมประสานระหวาง กัน - ความหมาย แสดงถึงความเปนปราชญในความรูความสามารถของศิลปนที่ไดอุตสาหะอุทิศตนสรางสรรค ผลงานในดานศิลปะไวมากมาย จนเปนมรดกอันลํ้าคาทางวัฒนธรรมของชาติทั้งในสาขาวรรณศิลป ทัศนศิลปและศิลปะการแสดง ซึ่งไดรับการยกยองเชิดชูเกียรติเปนศิลปนแหงชาติ โดยไดรับพระ มหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหศิลปนแหงชาติ เขารับพระราชทานเข็ม เพื่อความเปนสิริมงคลยิ่งแกตนเองและวงศตระกูล 2_edit.indd 117 22/02/2013 09:17:36
๑๑๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) บรรณานุกรม กรุงรัตนโกสินทร. จัดพิมพเปนที่ระลึกเนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร ๒๐๐ ป พุทธศักราช ๒๕๒๖. โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, ชางราชพาหนะ, กรุงเทพฯ : สตารพริ้นท, ๒๕๔๒. คณะกรรมการจัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร ๒๐๐ ป ประวัติศาสตรกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๑-รัชกาลที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๒๕- พ.ศ. ๒๓๙๔ เลม ๑. กรุงเทพมหานคร : อมรการพิมพ, ๒๕๒๕. คณะกรรมการจัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร ๒๐๐ ป. พระมหากษัตริยไทยในพระบรมราชจักรีวงศกับประชาชน, ๒๕๒๕. จอมเกลาเจาอยูหัว, พระบาทสมเด็จ พระตํานานพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีหและพระศรีศาสดา. พระนคร : โรงพิมพทําเนียบนายกรัฐมนตรี, ๒๕๐๙. จุลจอมเกลาเจาอยูหัว, พระบาทสมเด็จพระจดหมายเหตุราชกิจรายวัน. จุลจอมเกลาเจาอยูหัว, พระบาทสมเด็จ พระราชพิธี ๑๒ เดือน, กรุงเทพฯ : แพรพิทยา, ๒๕๑๔. เจริญ ไชยชนะ. ไทย ๕ สมัย. กรุงเทพฯ : เสริมวิทยบรรณาคาร, ๒๕๒๙. ชมนาค เสวีกุล, ประวัติชีวิตและผลงานของสุนทรภู, ฉบับสมบูรณ, กรุงเทพฯ : อํานวยสาสน, ๒๕๓๓. ดนัย ไชยโยธา, รศ.บรรณาธิการ, ร.๓ พระมหากษัตริยไทย ธ ทรงครองใจไทยทั้งชาติ, กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร, ๒๕๔๓. ดํารงราชานุภาพ. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ. ไทยรบพมา. พระนคร : คลังวิทยา, ๒๕๐๑. ดํารงราชานุภาพ. “ตํานานวังหนา” ใน ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๑ กรุงเทพฯ : พิมพเปนอนุสรณในงานพระราชทานเพลิงศพ พลโท พระยาศรีสรราชภักดี. ๒๕๐๙. ดํารงราชานุภาพ. “ตํานานการเลิกบอนเบี้ยและเลิกหวย” ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๗. ๒๕๐๔. ดํารงราชานุภาพ. สมเด็จฯ กรมพระยา. ความทรงจํา. กรุงเทพฯ : คุรุสภา. ๒๕๑๔. ดํารงราชานุภาพ. สมเด็จฯ กรมพระยา, พระราชพงศาวดาร รัตนโกสินทรรัชกาลที่ ๒, มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ พระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยในพระบรมราชูปถัมภ, ๒๕๓๓. ดํารงราชานุภาพ. สมเด็จฯ กรมพระยา, พระนิพนธ ชีวิตและงานของสุนทรภู, กรุงเทพฯ : เสริมวิทยบรรณาคาร, ๒๕๑๘. (พิมพครั้งที่สิบ กรมศิลปากรตรวจสอบชําระใหม) แถมสุข นุมนนท, ประวัติศาสตรไทย, นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๒๓. ทัพบก. กอง.พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวกับกองทัพไทยในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ. กรุงเทพฯ : บริษัท โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮาส จํากัด. ๒๕๔๒. ทิพากรวงศ. เจาพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทรรัชกาลที่ ๒, พระนคร : คุรุสภาลาดพราว. ๒๕๐๓. 2_edit.indd 118 22/02/2013 09:17:38
๑๑๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) เทพชู ทับทอง, กรุงเทพฯ ในอดีต, กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ. ๒๕๐๓. ทองตอ กลวยไม ณ อยุธยา, พระบรมราชจักรีวงศกับกรุงเทพมหานคร, กรุงเทพฯ : สหมิตรพริ้นติ้ง. ๒๕๓๙. ธีรชัย ธนาเศรฐ, ปฐมกาลแหงกรุงรัตนโกสินทร, ธนบรรณ. ๒๕๓๖. ธนากิต. พระราชประวัติ ๙ รัชกาลและพระบรมราชินี. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน. ๒๕๔๒. ธนากิต. วีรบุรุษ วีรสตรีและบุคคลสําคัญในประวัติศาสตร. กรุงเทพฯ : ปรามิต, ๒๕๔๕. นันทนากปลกาญจน. การวิเคราะหในเชิงประวัติศาสตร รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย พ.ศ. ๒๓๕๒- ๒๓๖๗. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. ม.ป.ป. น. ณ ปากนํา. ศิลปะในกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ : พีระพัธนา. ๒๕๒๑. นริศรานุวัดติวงศ. สมเด็จฯ เจาฟากรมพระยา. และดํารงราชานุภาพ. สมเด็จฯ กรมพระยา. สาสนสมเด็จ เลม ๔. กรุงเทพฯ : คุรุสภา. ๒๕๑๕. นริศรานุวัดติวงศ. สมเด็จฯ เจาฟากรมพระยา. และดํารงราชานุภาพ. สมเด็จฯ กรมพระยา. สาสนสมเด็จ เลม ๕. กรุงเทพฯ : คุรุสภา. ๒๕๑๕. นริศรานุวัดติวงศ. สมเด็จฯ เจาฟากรมพระยา. และดํารงราชานุภาพ. สมเด็จฯ กรมพระยา. สาสนสมเด็จภาค ๔๘. กรุงเทพฯ : คุรุสภา. ๒๕๐๒. นันทนากปลกาญจน. การวิเคราะหในเชิงประวัติศาสตร เรื่องบทบาทของวังหนาสมัยรัตนโกสินทร : พ.ศ. ๒๓๒๕- ๒๔๒๘. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. ๒๕๓๙. บริหารเทพธานี. พระยา. พงศาวดารชาติไทย เลม ๑ พระนคร : ประจักษวิทยา. ๒๔๙๖. บังอร ปยะพันธุ. ประวัติศาสตรไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. ๒๕๓๘. ประชุมพงศาวดาร เลม ๑ พระนคร : โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว. ๒๕๐๗. ประชุมพงศาวดาร เลม ๔๑ พระนคร : โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว. ๒๕๑๒. ประเสริฐ วิทยารัฐ และคณะ. ส.๓๐๖ ประเทศของเรา ๔ สมบูรณแบบ. กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช. ๒๕๓๘. ปาริชาติ วิลาวรรณ การคาของปกาในประวัติศาสตรอยุธยา พ.ศ. ๒๘๙๑-๒๓๑๐ กรุงเทพฯ : วิทยานิพนธปริญญาอักษร ศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร บัณฑิตวิทยาลัย. ๒๕๒๘. เปลื้อง ณ นคร และปราณี บุญชุม. ประวัติวรรณคดี ๑ กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน.๒๕๓๙. พรภิรมณ (เอี่ยมธรรม) เชียงกูล. ประวัติศาสตรไทยสมัยใหม เลม ๑. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. ๒๕๓๕. มาตยาอิงคนารถ. ทวี ทองสวาง. และวัฒนา รอดสําอาง. ประวัติศาสตรไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. ๒๕๒๙. มหาวิทยาลัยบูรพาและสมาคมศิษยเกามหาวิทยาลัยบูรพา, คอนเสิรตการกุศล เพลง ๙ รัชกาล “ยอนรอยดนตรีแผนดิน จักรีจอมไทย” กรุงเทพฯ : เนดิกุลการพิมพ (๒๕๔๑), ๒๕๔๕. ราชเลขาธิการ, สํานัก. ศิลปกรรมวัดบวรนิเวศวิหาร. กรุงเทพฯ : อมรินทรการพิมพ. ๒๕๒๘. 2_edit.indd 119 22/02/2013 09:17:40
๑๒๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ราชเลขาธิการ. สํานัก. ตํานานวัดบวรนิเวศวิหาร. ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหจัดพิมพถวาย. ๒๕๒๘. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕. กรุงเทพฯ-อักษรเจริญทัศน ราชบัณฑิตยสถาน. สารานุกรมประวัติศาสตรไทย อักษร ก.กรุงเทพ ฯ : บริษัทสหธรรมิก จํากัด. ๒๕๔๒. วุฒิชัย มูลศิลป. รศ. และกนกวลี ชูชัยยะ, หนังสือเรียนสังคมศึกษาประวัติศาสตรชาติไทย, ตนออ ๑,๙๙๙,๒๕๔๓. อนุสรณวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ครบ ๒๐๐ ป ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๗. อ.ประมวลวิทย. ดูชะตาตนเอง ดูดวงเมือง และดวงพระยาใน ๕ กรุง. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตรม.ป.ป. อุดม เชยกีวงศ. ๕๐ กษัตริยไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร, ๒๕๑๗. มหาราชกับเศรษฐกิจ. กรุงเทพฯ : ศูนยการพิมพ ดวงกมล. ๒๕๓๐. อุดม เชยกีวงศ และคณะ. ประวัติศาสตรชาติไทย กรุงเทพฯ : แสงดาว, ๒๕๔๘. อุดม เชยกีวงศ. มหาราชกับการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, ๒๕๔๕. - ประวัติศาสตรไทยจากครูแสตมป, กรุงเทพฯ : ภูมิปญญา, ๒๕๔๖. - การเมืองในประวัติศาสตรไทย. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ, ๒๕๑๗. - อนุสาวรีย วัด สะพาน คลอง ถนน กรุงเทพฯ : ภูมิปญญา, ๒๕๔๙. - ปฏิทิน ประเพณี ๑๒ เดือน, กรุงเทพฯ : ภูมิปญญา, ๒๕๔๗. - พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ ๒) . กรุงเทพฯ : ภูมิปญญา, ๒๕๕๐. 2_edit.indd 120 22/02/2013 09:17:41