46การประชุมวชิ าการระดับชาติ ครัง้ ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
จรยิ ธรรมองคก์ ารได้ 4 ดา้ นดังนี้ ด้านจริยธรรมสว่ นบุคคลองค์การ ด้านจริยธรรมผู้บังคับบัญชาองค์การ ด้านจรยิ ธรรมนโยบาย
องคก์ าร ด้านจริยธรรมเพ่อื นร่วมงานในองคก์ าร โดยจะใชเ้ ปน็ ตัวแปรสำหรับการศึกษาในครั้งน้ี
ซ่ึงจากการทบทวนวรรณกรรมแนวคิดและทฤษฎีที่เก่ียวข้องกับจริยธรรมองค์การ ผู้วิจัยสามารถสกัดตัวแปรด้านความทุ่มเทมี
ใจต่อองค์การได้ดังนี้ 1) ปัจจัยด้านจริยธรรมส่วนบุคคลองค์การ 2) ปัจจัยด้านจริยธรรมผู้บังคับบัญชาขององค์การ 3) ปัจจัย
ด้านนโยบายขององค์การ 4) ปัจจัยด้านด้านพฤติกรรมของเพ่ือนร่วมงานในองค์การ โดยจะใช้เป็นตัวแปรสำหรับการศึกษาใน
ครัง้ นี้
ความทุ่มเทมีใจตอ่ องคก์ าร
ความท่มุ เทมีใจของพนักงาน (Employee Engagement)
Maesh and Mannari, (1977) ได้ให้ความหมายของความทุ่มเทมีใจ หมายถึง ลักษณะความต้ังใจของพนกั งานท่ีจะ
ทำงานอย่างเตม็ กำลงั เพ่อื ประโยชนข์ ององคก์ าร และมีความปรารถนาที่จะอยูก่ ับองคก์ ารตลอดไป รวมถึง ความรูส้ ึกจงรักภกั ดี
(Loyalty) ของสมาชิกต่อองค์การละมีทัศนะคติในทางที่สอดคล้องต่อเป้าหมายขององค์การ ซึ่งแตกต่าง (Mowday, porter
and Steers, 1982) ให้คำนิยามความทุ่มเทมีใจต่อองค์การว่า เป็นการแสดงออกท่ีมากกว่าความจงรักภักดี (Royalty) ที่
เกิดข้ึนตามปกติ เป็นความสำพันธ์ที่เหนียวแน่นและผลักดันให้บุคลากรเต็มใจอุทิศตนเพื่อสร้างสรรค์ให้องค์การอยู่ใน
สถานภาพท่ีดีข้ึน นอกจากนี้ (Meyer and Allen, 1991)ให้ความหมายความทุ่มเทมีใจว่าเป็นความรู้สึกท่ีพนักงานมีต่อ
องค์การ โยเป็นการผูกตดิ หรือยดึ เหน่ียวทางจติ ใจของพนักงานใหอ้ ยูก่ บั องค์การ ซง่ึ อาจจะแตกตา่ งกับงานทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับทัศนะ
คติ ได้แก่ ความพึงพอใจในงาน หมายถึง ความรู้สึกท่ีเก่ียวกับงาน หรือการแสดงตัวต่อองค์การ คือ ระดับประสบการณ์
ทำงานว่ารู้สึกเป็นอันหน่ึงอันเดียวกับองค์การ และสิ่งที่ยึดเหน่ียวจิตใจนั้นจะแสดงลักษณะของพนักงานออกเป็นรูปแบบ
ความรูส้ ึก โดยแสดงรปู แบบออกมาเป็นพฤตกิ รรม 3 ลักษณะ คือ 1)การพูด (Say) เป็นการกลา่ วถงึ องคก์ ารในทางท่ีดใี ห้บุคคล
อ่ืนฟัง ไม่ว่าจะเป็นเพ่ือร่วมงาน ครอบครัว ลูกค้า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 2) การอยู่กับองค์กร (stay) เป็นความต้องการท่ีจะอยู่
กับองค์กรต่อไป แม้หน่วยงานอ่ืนจะให้ผลตอบแทนท่ีดีกว่า 3) การรับใช้ (Serve) เป็นความภูมิใจในงานที่ปฏิบัติ ซ่ึงได้มีส่วน
สนับสนุนให้องค์การประสบความสำเร็จ พร้อมเต็มใจท่ีจะทำงานหนักเพื่อองค์การ สอดคล้องกับ (ฤทธิวัฒน์ ทั่งกลาง, 2552)
กล่าวถึง ความทุ่มเทมีใจ เป็นแนวคิดที่ได้รับการพัฒนาซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างให้พนักงานมีทัศนะคติท่ีดีต่อองค์การ ซึ่งมี
ความรู้สึกและมีส่วนร่วม และกลายเป็นส่วนหนึ่งในองค์การจนเกิดความเต็มใจที่จะทุ่มเทพลังกายพลังใจในการปฏิบัติหน้าที่
เตม็ ความสามารถ อีกท้ัง (Hewitt Associates, 2004) ใหค้ วามหมายไว้ว่า เป็นพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึก
ของพนักงานท่ีอุทิศตนใหแ้ ก่องค์การด้วยการทำงานอยา่ งต้ังใจ เพ่ือนำองค์การให้มีผลลัพธ์ทางองค์การที่สูงข้ึน สอดคล้องกับ
(Vance, 2006) ให้ความหมายของความทุ่มเทมีใจของพนักงานทำให้ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การ
และทำให้องค์การได้เปรียบในการแข่งขันกับกับคู่แข่งท่ีมีประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงข้ึน และรักษาพนักงานให้คงอยู่กับ
องค์การ อีกท้ัง (Buchanun, 1974) ให้ความหมายไว้ว่า ความทุ่มเทมีใจเป็นการแสดงเป็นส่วนเดียวกันกับองค์การ
(identification) เป้นความรู้สึกท่ีต้องการเป็นส่วนหนึ่งขององค์การ การมีส่วนร่วมกับองค์การ(involvement) เป็นการ
ปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าท่ีอยา่ งเต็มที่ ความจงรักภัคดี (Loyalty) เป็นความรู้สึกท่ีจะอย่กู ับองค์การตลอดไป สอดคล้องกับ
(The Gallup Organization, 2006) เป็นการให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน อย่างเต็มที่ และมีความ
กระตือรือร้นในงานท่ีได้รบั มอบหมาย ในขณะที่ (Tower Perrin, 2003) ได้ให้ความหมายเกีย่ วกับความทมุ่ เทมใี จของพนักงาน
(Employee Engagement) หมายถึง การเข้ามามีส่วนร่วมทั้งปัจจัยด้านอารมณ์ ด้านความรู้สึก และปัจจัยด้านเหตุผลที่มี
ความสัมพันธ์ไปสู่องค์การ และสามารอุทิศตนเพื่อความสำเร็จขององค์การทั้งด้านเวลา สติปัญญา และพลังกายของพนักงาน
ให้แก่งาน ในขณะท่ี (Gubman, 2003) ได้ให้ความหมายว่าความทุ่มเทมีใจ (Employee Engagement) ว่า เป็นพฤติกรรม
ของพนักงานให้พลังกายพลังใจอย่างเต็มกำลังต่องานท่ีได้รับมอบหมาย แสดงออกจากการทำงานท่ีมีคุณภาพและเกินความ
คาดหมายซึ่งแตกต่างกับ (Greenberg, 2004) นิยามว่าความทุ่มเทมีใจของพนักงานว่า เป็นระดับของความทุ่มเทมีใจและ
47การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ ครัง้ ที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
ระดับการมีส่วนเก่ียวข้องของงานที่ทำให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและองค์การ ซ่ึงเป็นการกระทำ 2 ทางซึ่งเป็นการกระทำ
ระหว่างลูกจ้างและนายจา้ ง
ซึ่งกล่าวโดยสรุปได้ว่า ความทุ่มเทมีใจของพนักงาน (Employee Engagement) คือ ความรู้สึกท่ีเกิดข้ึนระหว่าง
พนักงานแก่องค์การ ซึ่งเป็นความรู้สึกนึกคิดหรือทัศนคติพนักงานท่ีมีต่อองค์การ ความเช่ือมั่น ยอมรับเป้าหมายและค่านิยม
ขององค์การ การเต็มใจที่จะทำงานเพื่อองค์การอย่างเต็มกำลัง ความต้องการที่จะคงอยู่เป็นสมาชิกภาพ ขององค์การต่อไป
การปกป้องช่ือเสียงภาพลักษณ์ขององค์การ ความภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์การ เมื่อพนักงานมีความทุ่มเทมีใจต่อ
องค์การแล้วจะทำให้พนักงานทุ่มท้ังพลังกายพลังใจอย่างเต็มกำลัง และความคิดสติปัญญาในการปฏิบัติงานออกมาอย่างมี
ประสิทธิภาพ
ตารางท่ี 2 ปัจจัยท่เี กย่ี วข้องกับความทุ่มเทมใี จตอ่ องค์การ
ความ การเตม็ ความ การปกป้อง ความ
ใจทีจ่ ะ ต้องการ ชื่อเสียง ภาคภมู ิใจที่
ลำดบั ชอ่ื นกั ทฤษฎี เช่อื มนั่ ทำงาน ทีจ่ ะคง ภาพลกั ษณ์ เปน็ ส่วน
เพ่ือ อยเู่ ปน็ ขององค์การ หนง่ึ ของ
ยอมรบั องค์การ สมาชกิ องค์การ
อยา่ งเตม็ ภาพของ
เปา้ หมาย กำลัง องค์การ √
ต่อไป √
และ √ √
√ √ √
ค่านยิ ม √ √
√
ของ √
องค์การ √
1 (Barbars, 2016) √ √
√
2 (Wiley, 2014) √ √
√
3 Aamir Ali Chughtai & Sohail Zafar √ 10
(2006)
4 (Lather & Jain, 2015) √
√√√
5 Sahoe,2012(Sahoo & Mishra, 2012) √
√√
6 (Rawal, 2015) √ √√
√√
7 (O'Neill, Hodgson, & Mazrouei, 2015) √ √√
8 (Huhtala et al., 2015) √
9 ก่งิ แกว้ ทรัพย์พระวงศ์, ณภทั ร วุฒิวงศา, ภร √
ภทั ร ชูแขและปิยวุฒิ ศิริมงคล (2558)
10 ไกรศกั ดิ์ พกิ ลุ (2559) √ √√√
√√
11 นยิ ดา ผยุ เจริญ (2545) √ √√√
√√√
12 ภัทรพล กาญจนปาน, 2552 √ √√
√√√
13 อสิ เรศ รุ่งณรงค์รกั ษ์ (2541) √ 13 15 6
14 อนนั ต์ มณรี ตั น์ (2559)
15 ณัฐกลุ มากทรัพย์(2563) √
13
48การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ ครงั้ ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
จากการทบทวนวรรณกรรมดังกล่าวตารางที่ 2 ได้สรุปปัจจัยทม่ี ีอิทธิพลต่อความทุ่มเทมีใจของพนักงานโรงแรม จาก
การศึกษางานวิจัยท้ังหมด 15 งานวิจัยทั้งน้ีได้สรุปผลการศึกษาจากความถี่ของตัวแปรในการใช้ซ้ำ โดยประกอบด้วย 5
องค์ประกอบ ท่ีมีรายละเอียดต่อไปน้ี 1) ความเชื่อมั่น ยอมรับเป้าหมายและค่านิยมขององค์การ ซึ่งมีความถ่ีในการใช้ตัวแปร
ซ้ำ 13 งานวิจัย 2) การเต็มใจที่จะทำงานเพื่อองค์การอย่างเต็มกำลัง ซ่ึงมีความถี่ในการใช้ตัวแปรซ้ำ 13 งานวิจัย 3) ความ
ต้องการท่ีจะคงอยู่เป็นสมาชิกภาพขององค์การต่อไป ซ่ึงมีความถี่ในการใช้ตัวแปรซ้ำ 15 งานวิจัย 4) การปกป้องชื่อเสียง
ภาพลักษณ์ขององค์การ ซึง่ มคี วามถี่ในการใช้ตัวแปรซำ้ 6 งานวิจัย 5) ความภาคภูมิใจที่เปน็ ส่วนหนงึ่ ขององค์การ ซงึ่ มีความถี่
ในการใช้ตัวแปรซำ้ 10 งานวจิ ัย
ซง่ึ จากการทบทวนวรรณกรรมแนวคิดและทฤษฎที ี่เกี่ยวข้องกบั ความทุ่มเทมีใจต่อองคก์ าร ผู้วิจยั สามารถสกัดตัวแปร
ดา้ นความทุ่มเทมใี จต่อองค์การได้ดังนี้ 1) ความเช่อื มัน่ ยอมรับเป้าหมายและค่านยิ มขององค์การ 2) การเต็มใจทจ่ี ะทำงานเพอ่ื
องคก์ ารอย่างเต็มกำลงั 3) ความตอ้ งการทีจ่ ะคงอยู่เปน็ สมาชิกภาพขององคก์ ารต่อไป 4) การปกปอ้ งชือ่ เสยี งภาพลักษณข์ อง
องค์การ 5) ความภาคภูมใิ จท่ีเป็นส่วนหน่ึงขององคก์ าร โดยจะใช้เปน็ ตวั แปรสำหรับการศึกษาในครงั้ น้ี
วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ัย
การศึกษาคร้ังนี้ใช้ระเบยี บวิธีการวิจัยเชิงคณุ ภาพ (Qualitative Research) ซึ่งสามารถสรุปข้ันตอนการศึกษาได้ดังน้ี
ขนั้ ตอนที่ 1 ดำเนนิ การศกึ ษาถึงแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจยั ตา่ งๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ ง ดว้ ยการรวบรวมเอกสาร งานวจิ ยั ท่ี
เกยี่ วข้อง และการคน้ คว้าจากฐานขอ้ มลู ออนไลน์
ข้นั ตอนท่ี 2 ทำการวเิ คราะหข์ ้อมูลตา่ งๆ ทีได้จากการศกึ ษาในขน้ั ตอนที่ 1
ขั้นตอนท่ี 3 ดำเนินการสงั เคราะหผ์ ลการศึกษาและนำเสนอผลการศึกษาตามวัตถุประสงคก์ ารวจิ ัย
ขอบเขตของการวิจยั
ขอบเขตการศกึ ษาครั้งน้ีคอื ทฤษฎีจริยธรรมองคก์ าร และทฤษฎคี วามทุ่มเทมีใจ
ผลการวิจัย
การศกึ ษาวจิ ยั ตามวตั ถุประสงค์ที่ 1 สรุปไดด้ ังนี้
อภิปรายผลการวิจัย
จากการศึกษาคร้ังนี้ สามารถสรุปผลการวิจัย ตามวัตถุประสงค์ ซึ่งประกอบด้วยวัตถุประสงค์ที่ 1 ได้แก่ เพ่ือหา
อิทธิพลระหว่างจริยธรรมในองค์การกับความทุ่มเทมีใจต่อองค์การของพนักงานโรงแรม โดยพบว่า ประกอบด้วย ปัจจัยด้าน
จริยธรรมองค์การประกอบด้วย 4 ปัจจัย ได้แก่ 1) จริยธรรมส่วนบุคคลองค์การ 2) จริยธรรมผู้บังคับบัญชาองค์การ 3)
จริยธรรมนโยบายองค์การ 4) จริยธรรมเพื่อนร่วมงานในองค์การ และปัจจัยความทุ่มเทมีใจขององค์การประกอบด้วย 5 ปัจจัย
ได้แก่ 1) ความเชอื่ มนั่ ยอมรับเป้าหมายและคา่ นยิ มขององค์การ 2) การเตม็ ใจทจ่ี ะทำงานเพอื่ องคก์ ารอย่างเต็มกำลงั 3) ความ
ต้องการที่จะคงอย่เู ป็นสมาชิกภาพขององค์การต่อไป 4) การปกป้องชื่อเสียงภาพลักษณ์ขององค์การ 5) ความภาคภูมิใจที่เป็น
สว่ นหน่ึงขององคก์ าร
.
49การประชมุ วชิ าการระดับชาติ ครง้ั ที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
ขอ้ เสนอแนะ
การศกึ ษาคร้ังนเี้ ป็นการศึกษาผา่ นเอกสาร งานวิจยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง จากต่างประเทศและในประเทศ ในองคก์ ารต่างๆ ซึ่ง
ด้านองค์การโรงแรมพบว่ายังมีผู้ศึกษาน้อยประเด็นในด้านจริยธรรมองค์การและความทุ่มเทมีใจของพนักงานโรงแรมในบริบท
ประเทศไทย ควรมกี ารศกึ ษาเพม่ิ เติมในบริบทประเทศไทย
เอกสารอา้ งอิง
ไกรศกั ด์ิ พกิ ุล. (2559). การรบั รู้สภาพแวดล้อมในการทางานเพอื่ เสริมสร้างความทุ่มเทมีใจของพนักงานส่วนหนา้ (Employee
Engagement) ของอุตสาหกรรมโรงแรมในเขตพ้ืนทกี่ รงุ เทพมหานคร. (วทิ ยานพิ นธศ์ ิลปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขา
การจัดการการทอ่ งเที่ยวแบบบูรณาการ), สถาบันบณั ฑิตพฒั นบริหารศาสตร์.
ก่งิ แกว้ ทรัพยพ์ ระวงศ์, ณภัทร วุฒิวงศา, ภรภทั ร ชูแข, และปิยวุฒิ ศิริมงคล. (2558). อทิ ธพิ ลของความพึงพอใจในการทำงาน
และการเห็นคุณคา่ ในตนเองทีม่ ตี ่อความผูกพันต่อองคก์ ารเมือ่ ควบคุมและไมค่ วบคมุ ปจั จยั สว่ นบุคคลของพนักงาน
โรงแรม. วารสารปญั ญาภวิ ฒั น์, 7(1).
จำเริญรตั น์ เจือจนั ทร์. (2548). จรยิ ศาสตร์ : ทฤษฎจี รยิ ธรรมสำหรับนักบรหิ ารการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร์.
ชตุ ิพัณ สุวรรณะบณุ ย์. (2555). จรยิ ธรรมในองค์กรธรุ กิจกบั ความผกู พันในองคก์ รของพนักงาน บรษิ ัทหลักทรัพย์จดั การ
กองทนุ ฟนิ ันซ่า จำกดั . กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.
ณัฎฐนันท์ ทรัพย์อินทร์. (2556). ความสัมพันธ์ระหว่างจริยธรรมในองค์กรและความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานใน
กระทรวงอุตสาหกรรม เขตกรุงเทพมหานคร.
ณัฐ จันทรห์ นพู งษ์. (2554). ศกึ ษาพฤตกิ รรมเชงิ จรยิ ธรรมของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมมศึกษาปีที่ 1-6 โรงเรียนสกี วั ัฒนานันท์)
.เขตดอนเมอื ง กรุงเทพมหานคร (อปุ ถมั ภ์ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณร์ าชวิทยาลยั .
ณฐั กลุ มากทรัพย์. (2563). แนวทางการพัฒนาภาวะผนู้ ำการเปลี่ยนแปลงเพอ่ื ส่งเสรมิ ความผกู พันตอ่ องค์การของพนักงาน
โรงแรมในจงั หวดั ภเู กต็ . (วิทยานพิ นธ์ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ สาขาการจัดการการท่องเท่ียวแบบบรู ณาการ),
สถาบนั บัณฑติ พัฒนบริหารศาสตร์.
ดวงเดือน พันธมุ นาวิน. (2550). การสงั เคราะห์งานวจิ ยั เกี่ยวกบั คุณธรรมจริยธรรมในประเทศไทยและต่างประเทศ.
นิยดา ผุยเจริญ. (2545). ความสัมพันธระหวางปจจัยสวนบุคคล ความยึดมัน่ ผูกพันตอ องคการกับคณุ ภาพชีวิตการทํางานของ
พยาบาลวิชาชพี โรงพยาบาลสงั กดั ทบวงมหาวิทยาลยั . ทบวงมหาวทิ ยาลัย.
นีออน พณิ ประดิษฐ.์ (2555). จริยธรรมทฤษฎีและรปู แบบการพัฒนาขอนแกน่ . มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ปรชั ญา วฒั นจัง. (2549). ความผูกพนั ต่อองคก์ ารศึกษาเฉพาะกรณพี นักงานบริษัท ไทยพาณชิ ย์ นิวยอร์ค ไลฟ์ประกนั ชีวติ
จำกัด. สถาบนั บณั ฑติ พฒั นบริหารศาสตร.์
ภัทรพล กาญจนปาน. (2552) จรยิ ธรรมในองคก์ รทมี่ ผี ลตอ่ ความผูกพันต่อองคก์ รของ พนักงานการประปานครหลวงและผล
การดำเนินงานของการประปานครหลวง. สารนพิ นธ์ บธม. (การจัดการ) กรงุ เทพฯ.
ยน ชุ่มจติ . (2550). ความเป็นครู =Self-actualization for teachers. โอเดียนสโตร์.
ฤทธวิ ฒั นท์ งั่ กลาง. (2552). ความผกู พนั ต่อองค์การของเจา้ หนา้ ที่ตรวจคนเขา้ เมืองกองบงั คับการ ตรวจคนเข้าเมอื ง ทา่ อากาศยาน
แห่งชาต.ิ วิทยานิพนธร์ ัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์
สถาบันบณั ฑติ พัฒนบริหารศาสตร.์
วไิ ลพร คัมภริ ารักษ.์ (2542). ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งรปู แบบการบงั คับบัญชาและ ความผูกพนั ต่อองค์การและผลของปจั จยั ส่วน
บุคคลของผ้บู งั คบั บญั ชาและ ผใู้ ตบ้ งั คบั บัญชาทม่ี ตี ่อความผูกพนั ต่อองคก์ ารของผใู้ ตบ้ งั คับบัญชา. วิทยานิพนธ์
ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาจติ วทิ ยาอุตสาหกรรมและองค์การ คณะศิลปศาสตรม์ หาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
50การประชมุ วชิ าการระดับชาติ คร้งั ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
ศิริพงศ์ อินทวดี. (2541). ความสมั พนั ธร์ ะหว่างทศั นคตติ อ่ การประเมนิ ผลการปฏิบัติงาน ทัศนคติตอ่ รางวลั และความผูกพันตอ่
องคก์ าร: กรณศี กึ ษา บริษัทเอกชนแหง่ หน่งึ . วทิ ยานพิ นธศ์ ลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ สาขาจติ วทิ ยาอุตสาหกรรมและ
องค์กร คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.์
สพุ านี สฤษฎว์ านชิ . (2549). พฤติกรรมองค์การสมัยใหม่:แนวคิดและทฤษฏ.ี กรงุ เทพฯ: โรงพิมพม์ หาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.
สรุ างค์ โคว้ตระกูล. (2552). จติ วิทยาการศกึ ษา. จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
อนนั ต์ มณีรัตน.์ (2559). ความผูกพนั ในองคก์ าร: ศึกษากรณี สำนกั เลขาธกิ ารคณะรฐั มนตรี. จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
อิศเรศ รงุ่ ณรงครักษ์. (2541). ความผกู พนั ตอ่ องค์การ: กรณศี กึ ษาพนักงานตอ้ นรับบนเครื่องบิน บรษิ ทั การบนิ ไทย จำกัด
(มหาชน). ภาคนิพนธ์ บรหิ ารศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.
Aamir Ali Chughtai, Sohail Zafar. (2006). Antecedents and consequences of organizational commitment
among Pakistani university teachers. Applied H.R.M. Research, 39-64
Albrecht,Kart. (2003). The Power of Minds at Work : Organizational Intelligence in Action. New York:
Amazon.
Allen, N. J. & Meyer, J. P. (1993). Organizational Commitment : Evidence of Career Stage Effect. Journal of
Business Research, 26, 49 – 61
Barbars, A. (2016). Interaction Between Organizational Culture and Work Engagement in The
Information and Communication Technology Sector in Latvia. Journal of Business
Management, (12), 84-100.
Buchanan, B. (1974). Building organization commitment: the socialization of manager in Work
organization. Administrative Science Quarterly.
Buchanun, B. (1974, December). Building Organizational Commitment: The Socialization of Managers in
Work Organizations. Administrative Science Quarterly, 19(4), 533.
Delahaye, B. L. (2005). Human resource development: Adult learning and knowledge management. 2nd
ed. Milton: John Wiley & Sons.
Diallo, M. (2017). Consumers' Perceptions of Retail Business Ethics and Loyalty to the Retailer: The
Moderating Role of Social Discount Practices. Journal of Business Ethics.
Diallo, M. F., & Lambey-Checchin, C. (2017). Consumers’ perceptions of retail business ethics and loyalty
to the retailer: The moderating role of social discount practices. Journal of Business Ethics, 141(3),
435-449
Diallo, M., & Lambey-Checchin, C. (2017). Consumers' Perceptions of Retail Business Ethics and Loyalty to
the Retailer: The Moderating Role of Social Discount Practices. Journal of Business Ethics, 141(3),
435-449. doi:10.1007/s10551-015-2663-8
Employee Engagement Surveys: Model Building and Validation. People & Strategy, 36(4), 38-49.
Greenberg, J. (2004). Retrieved October 2020, from http://www.ezinearticles.com/?IncreasingEmployee-
Retention-Through-Employee-Engagement&id=10575
Hewitt Associates. (2004). Research Brief: employee engagement higher at double digit growth companies.
Retrieved from: www.hewitt.com.
51การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ คร้งั ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
Huhtala, M., Tolvanen, A., Mauno, S., & Feldt, T. (2015). The Associations between Ethical Organizational
Culture, Burnout, and Engagement: A Multilevel Study. Journal of Business & Psychology, 30(2),
399-414. doi:10.1007/s10869-014-9369-2.
Huhtala, M., Tolvanen, A., Mauno, S., & Feldt,. (2015). The Associations between Ethical Organizational
Culture, Burnout, and Engagement: A Multilevel Study. Journal of Business & Psychology.
Kanter, R. (1968). Commitment and Social organization : A study of commitment mechanisms in utopian
communities. American social review, 499-517.
Kanter, R.M. (1968). American. Sociological Review, 33(1), 499 – 517.
Karakas, F., Sarigollu, E., & Uygur, S. (2017). Exploring the Diversity of Virtues Through the Lens of Moral
Imagination: A Qualitative Inquiry into Organizational Virtues in the Turkish Context. Journal of
Business Ethics, 141(4), 731-744. doi:10.1007/s10551-016-3150-6
Lather, A. S., & Jain, V. K. (2015). Ten C's Leadership Practices Impacting Employee Engagement: A Study of
Hotel and Tourism Industry. Vilakshan: The XIMB Journal of Management, 12(2), 59-74.
Liang-Chieh, W. (2014). Improving Employee Job Performance through Ethical Leadership and "Guanxi":
The Moderation Effects of Supervisor-Subordinate Guanxi Differentiation. Management Review.
Liang-Chieh, W. (2014). Improving Employee Job Performance through Ethical Leadership and "Guanxi":
The Moderation Effects of Supervisor-Subordinate Guanxi Differentiation. Asia Pacific
Management Review, 19(3), 321-345. doi:10.6126/APMR.2014.19.3.06
Marsh, R. M. and Mannari, H. (1977). Organizational Commitment and Turnover : A Prediction Study.
Administrative Science Quarterly.
Marsh, R. M. and Mannari, H. (1977). Organizational Commitment and Turnover: A Prediction Study.
Administrative Science Quarterly.
Meyer, John P. and Natalie J. Allen. (1991). The Three Component Conceptualization of Organizational
Commitment. Human Resource Management Review, 1(1), 61-89.
Mowday, R.T., Porter, L.W. and Steers, R.M. (1982). Employee-Organization Linkages: The Psychology of
Commitment, Absenteeism and Turnover. Academic Press, New York.
O’Neill, T. A., McLarnon, M. J. W., & Carswell, J. J. (2015). Variance Components of Job Performance
Ratings. Human Performance, 28(1), 66-91.
Rawal, S. (2015). Predictors of Employee Engagement in Public & Private Insurance Companies. Indian
Journal of Industrial Relations, 51(2), 285-299.
Robinson D, Perryman S, Hayday S. (2009). Institute for Employment Studies, The Driver of Employee
Engagement. Retrieved November 9, 2009. from http://Employee engagement/ Reference/The
Drivers of Employee Engagement.htm
Ruengtawesin, J. (2014). LH Bank. Retrieved from Land and Houses Bank Public Company
Limited: http://www.lhbank.co.th
Sahoo, C. K., & Mishra, S. (2012). A Framework towards Employee Engagement: The PSU Experience. ASCI
Journal of Management, 42(1), 94-112.
52การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ คร้ังท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
Sahu, H. (2016). A DESCRIPTIVE STUDY ON BUSINESS ETHICS. CLEAR International Journal of Research in
Commerce & Management, 7(9), 35-38.
Slatten, T., & Mehmetoglu, M. (2011). Antecedents and effects of engaged frontline employees a study
from the hospitality industry. Managing service quality, 21(1), 88-107.
Steers, R.M. (1977). Organization Effectiveness. California: Goodyear Publishers Inc.
Taştan, S. B., & Güçel, C. (2017). The Impact of Employees' Perceived Business Ethics and Ethical Climate
on Organizational Social Capital. Turkish Journal of Business Ethics, 10(1), 47-76.
Teeroovengadum, V., & Teeroovengadum, V. (2013). The Need for Individual Transformation in Building a
Learning Organization in the 21st Century. The International Journal of Learning, 18(12).
The Gallup Organization. (2006). GallupStudy: Engaged Employee Inspire Company Innovation. Retrieved
October 2 0 2 0, from http://gmj.gallup.com/content/2 4 8 8 0 % 2 0 /gallupstudy-engaged-
employees-inspire-company.aspx
Tower Perrin. (2003). Working today: Understanding What drives employee engagement. Retrieved
October 2020, from http://www.towersperrin.com/tp/%20getwebcachedoc?webc
=hrs/usa/2003/200309/talent_2003.pdf
Towers, P. (2003). Towers Perrin Announces Launch of Executive Compensation Resources – ECR-.
Retrieved July 6, 2005, from http://www.allbusiness.com. insurance/propertycasualty-insurance-
commercial-lines/5172931-1.html.
Vance, R. J. (2006). Employee engagement and commitment. SHRM foundation, 1-53.
Warren, D. E., Gaspar, J. P., & Laufer, W. S. (2014). Is Formal Ethics Training Merely Cosmetic? A Study of
Ethics Training and Ethical Organizational Culture. Business Ethics Quarterly, 24(1), 85-117.
doi:10.5840/beq2014233
Wiley, J. W. (2013). Using Employee Opinions about Organizational Performance to Enhance Employee
Engagement Surveys: Model Building and Validation. People & Strategy, 36(4), 38-49.
Xanthopoulou, D., & Bakker, A. B. (2007). The Role of Personal Resources in the Job Demands-Resources
Model. International Journal of Stress Management, 14(2), 121-141.
Xanthopoulou, D., Bakker, A. B., Demerouti, E., & Schaufeli, W. B. (2009). Reciprocal relationships between
job resources, personal resources, and work engagement. Journal of Vocational Behavior, 74,
235-244.
53การประชมุ วชิ าการระดับชาติ คร้งั ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
ภาพตวั แทนความเป็นอีสานท่ีปรากฏในภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซรี สี ์
Representation of the Isan in Thai Ban the series
พิมพกานต์ ศรสี วัสดิ์1* และ เวฬุรีย์ เมธาวีวินิจ2
1* สาขาการจัดการมรดกวฒั นธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วิทยาลยั นวตั กรรม มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
2 ที่ปรึกษาบทความและอาจารยป์ ระจำวทิ ยาลยั นวตั กรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
*ผูน้ ำเสนอผลงาน E-mail: [email protected]
บทคัดย่อ
บทความวิจัยเรื่อง “ภาพตัวแทนความเป็นอีสานในภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซีรีส์” มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาภาพ
ตัวแทนรวมถึงพัฒนาการความเป็นอีสานที่ปรากฏในภาพยนตร์ บทความน้ีเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพโดยจะทำการวิเคราะห์
ภาพยนตร์ จำนวนท้ังส้ิน 4 ภาค ประกอบด้วย ไทบ้านเดอะซีรีส์ (2560), ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.1 (2561), ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2
(2561) และไทบ้านเดอะซีรีส์ x BNK48 (2563) ร่วมกับการศึกษาบริบทโดยรอบของตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาคือ เวลาที่
เผยแพร่ และอภิปรายร่วมกับทฤษฎีการเล่าเร่ืองและทฤษฎีภาพตัวแทน ผลการศึกษาพบว่า ความเป็นอีสานที่ปรากฏใน
ภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซีรีส์ทั้งสี่ภาค มีการนำเสนอโดยผ่านมุมมองผู้กำกับซึ่งเป็นคนในพื้นที่ ส่งผลให้ความเป็นอีสานที่ปรากฏ
ในภาพยนตร์ชุดไทบ้านมีความแตกต่างจากภาพยนตร์อีสานเรื่องอ่ืน ๆ ในอดีต โดยภาพยนตร์ชุดไทบ้านมีการนำเสนอควา ม
เป็นอีสานในรูปแบบใหม่ คือ เร่ืองของความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี การแพทย์ การอุปโภคบริโภค และการ
ติดต่อสื่อสารภายในภาคอีสาน แต่ถึงอยา่ งไรก็ตามภาพยนตร์ชุดไทบ้านก็ยังคงปรากฏการนำเสนอความเป็นอีสานในรูปแบบ
ดง้ั เดมิ ในเร่ืองของ ศาสนา ประเพณี และวถิ ีชวี ติ ของชาวอีสาน
คำสำคญั : ภาพตัวแทน แนวคิดการเล่าเรอ่ื ง ความเปน็ อสี าน ไทบา้ นเดอะซีรสี ์
Abstract
This article aimed to study and analyze representation of the Isan in Thai Ban The series, by
analyzing 4 sequels of movies including Thai Ban the series (2017), Thai Ban the series 2.1 (2018), Thai Ban
the series 2.2 (2018) and Thai Ban the series x BNK48 (2020). The data was collected by studying context
when the films released, narrative concept, and representation concept. The research finding is that the
representation of Isan in Thai Ban the series is made through a perspective of the film director, who is a
local Isan. This made the representation of Isan in these films is different from those in other films. Thai
Ban the series represent a new representation of Isan, which is advance technology, medical profession,
consumption, and communication in Isan. However, the representation of traditional Isan, including
religion, tradition, and life style, still remains in Thai Ban the series.
Keyword: Representation, Narrative Theory, Isan, Thai Ban the Series
54การประชุมวิชาการระดบั ชาติ ครัง้ ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
บทนำ
ภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคหน่ึงภายในประเทศไทยที่มีความหลากหลายทางด้านเช้ือชาติ
ภาษา ชาติพันธ์ุ ประเพณีและวัฒนธรรม โดยในอดีตภาคอีสานนับเป็นดินแดนที่เขา้ ถึงได้ยาก หา่ งไกลความเจริญ แต่เม่ือเข้าสู่
ยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) เป็นยุคที่ทุกคนบนโลกไม่ว่าจะอยู่ในสถานท่ีใด สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว
เสมือนเป็นโลกท่ีไร้พรมแดนจากความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้ภาคอีสานในปัจจุบันมีความเจริญเพ่ิมข้ึน
โดยมีพฒั นาการในหลายดา้ น เช่น มีสถาบันการศึกษาท่ีมีชื่อเสียง มีห้างสรรพสินคา้ ขนาดใหญ่ รวมถึงมีสนามบินต้ังอยภู่ ายใน
ภูมภิ าค ซึ่งทำให้ภาคอีสานในยุคปจั จบุ นั ไมเ่ หมือนกับภาคอสี านในยุคกอ่ นอกี ตอ่ ไป (ณัฏฐธิดา จนั เทรม์ ะ, 2560 น.59)
หากกล่าวถึงความเป็นอีสานกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ภาพยนตร์ท่ีมีเนื้อหาเก่ียวกับความเป็นอีสาน ได้รับ
ความนิยมเปน็ อย่างมากรองจากภาพยนตร์ท่มี ีศูนยก์ ลางอยใู่ นกรงุ เทพมหานครฯ หรอื อยู่ในภูมิภาคกลาง จะเหน็ ไดจ้ ากสัดส่วน
ของภาพยนตร์อีสานต้ังแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จากการศึกษาข้อมูลจากหอภาพยนตร์พบว่าต้ังแต่ปี พ.ศ.2501 ซ่ึงเป็นปีที่ท่ี
ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเก่ียวกับภาคอีสานได้รับความนิยมในช่วงแรก ส่งผลให้มีภาพยนตร์ท่ีมีเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นอีสานได้
ถูกสร้างและผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก โดยภาพยนตร์อีสานท่ีได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้น เช่น มนต์รักแม่น้ำมูล (2520)
ซ่ึงเป็นภาพยนตร์ที่สามารถทำรายได้เป็นจำนวนมากแม้จะอยู่ในช่วงรัฐประหาร หรือจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง ครูบ้านนอก
(2521) ที่นับเป็นจุดเร่ิมต้นของกระแสความนิยมภาพยนตร์อีสานครั้งแรกของภาพยนตร์ไทย โดยมีการเสนอภาพความ
แร้นแค้นของภาคอีสาน สะท้อนวิถีชีวิตของคนอีสานในยุคท่ีเต็มไปด้วยภาพความยากจน แห้งแล้ง อดอยาก นับเป็นการแฝง
ทัศนคติหรือภาพเหมารวม “โง่ จน เจ็บ” ของผู้สร้างภาพยนตร์ต่อชาวอีสาน ส่งผลให้ภาพยนตร์หลายเร่ืองท่ีถูกสร้างขึ้น
ตามหลงั ได้หยิบประเด็นดงั กล่าวมาเล่าหรือแฝงอยู่ภายในเรือ่ ง ซ่ึงถือเป็นการผลิตซำ้ ภาพเหมารวมของภาคอีสานในภาพยนตร์
(สินทรัพย์ ยืนยาว, 2560 น.78)
ภาพยนตร์ไทยส่วนมากมีเน้ือเร่ืองเกี่ยวกับความเป็นอีสานมักนำเสนอความเป็นอีสานโดยถ่ายทอดจากมุมมองผู้
กำกับหรือผู้สร้างบทภาพยนตร์เพียงด้านเดียว ส่งผลให้เน้ือหาความเป็นอีสานท่ีปรากฏภายในภาพยนตร์เป็นสิ่งที่ประกอบ
สรา้ งข้ึนจากผู้สร้าง ในอดีตผู้สรา้ งภาพยนตร์ทมี่ ีเนื้อหาเก่ยี วกับความเป็นอีสานจะเป็นคนนอกพืน้ ท่ี จากการสำรวจและคน้ คว้า
หาข้อมูลพบว่าภาพยนตร์ไทยในอดีตส่วนมากที่กล่าวถึงความเป็นอีสานส่วนมาก จะกล่าวถึงภาพตัวแทนความเป็นอีสานใน
ลักษณะท่ีว่าอีสานเป็นพื้นท่ีทุรกันดาร ไม่ได้รับการพัฒนา มีการนำเสนอความเป็นอีสานเพียงแค่ส่วนที่เป็นสังคมชนบทที่
ปราศจากความเจริญ ผู้คนยากจน อดอยากและได้รับการศึกษาท่ีไม่สูง แต่ปัจจุบันเม่ือมีผู้กำกับจากอีสานที่ได้ไปศึกษาที่
ต่างประเทศ ทำให้มีการนำเสนอภาพยนตร์อีสานในมุมมองท่ีเปล่ียนไป เช่น ภาพยนตร์เร่ือง สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย
เป็นภาพยนตร์ท่ีพูดถึงคนอีสานท่ีไปทำงานในเมืองแล้วกลับไปที่บ้านเกิด เป็นมุมมองอีสานอีกแบบหน่ึง ท่ีเป็นมุมมองของชน
ชนั้ กลาง ไมไ่ ดเ้ สนอภาพเหมือนเม่ือกอ่ นทพ่ี ูดถงึ แต่ความอดอยาก หรือแค่ความสนกุ สาน (TheIsaander, 2019)
ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 เกิดภาพยนตร์อีสานท่ีได้รับความนิยมและถูกพูดถึงจากกลุ่มคนเป็นจำนวนมาก จนเกิด
ปรากฏการ์ป่าล้อมเมืองขึ้น โดยปรากฏการณ์ป่าล้อมเมืองคือการที่ธุรกิจที่มีต้นกำเนิดจากต่างจังหวัดสามารถเข้ามาทำ
การตลาดภายในเมืองหลวงหรือเขตเศรษฐกิจได้ ดังเช่น ภาพยนตร์เร่ือง ไทบ้านเดอะซีรีส์ ซ่ึงเป็นภาพยนตร์ที่ถูกสร้างโดยผู้
กำกับชาวอีสานที่ต้องการทำภาพยนตร์เฉพาะกลุ่มของคนอีสาน มีการนำภาพยนตร์เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในภาคอีสาน แต่
กลับได้รับความนิยมจากกลุ่มคนท่ัวไปท่ีไม่ใช่คนอีสานด้วย จึงทำให้ภาพยนตร์ไทบ้านมีการขยายช่องทางในการฉายไปในโรง
ภาพยนตร์ทเี่ พ่ิมขึ้นและได้เข้ามาฉายทโี่ รงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ ทำให้ไทบ้านเปน็ ทรี่ ู้จกั อยา่ งแพรห่ ลายทำใหเ้ กิดไทบ้านเดอะ
ซีรีส์ภาคต่อ ๆ มาอีกหลายภาค กระแสของไทบ้านได้รับความนิยมเป็นอย่างมากกระท่ังก่อให้เกิดจักรวาลไทบ้านขึ้น โดยเนื้อ
เรือ่ งของภาพยนตร์ในเครือไทบา้ นจะมกี ารสื่อถึงความเป็นอีสานในปัจจุบนั ซึง่ ถ่ายทอดจากมุมมองของคนอีสาน มีการใช้ภาษา
อีสานในการดำเนนิ เรอื่ ง และแสดงโดยนกั แสดงซง่ึ เป็นคนอีสาน จากความประสบความสำเร็จของไทบ้านภาคแรก ส่งผลทำให้
มีภาพยนตร์ไทบ้านภาคต่อไปตามมาอีกหลายเร่ือง โดยภาพยนตร์ไทบ้านภาคล่าสุดยังได้มีการนำวงไอดอลท่ีได้รับความนิยม
55การประชมุ วชิ าการระดับชาติ ครั้งที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
อย่าง BNK48 มาร่วมแสดงในภาพยนตร์ จึงเป็นสิ่งที่ชี้ให้เหน็ ว่าภาพยนตร์ในจักรวาลไทบ้านประสบความสำเร็จเป็นอยา่ งมาก
ในการนำเนอื้ เรือ่ งเกย่ี วกบั ความเป็นอสี านมาถ่ายทอดผา่ นทางภาพยนตร์ (Marketeer Online, 2020)
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์สามารถสร้างภาพแทนตลอดจนเร่ืองราวหรือถ่ายทอดอัต
ลักษณ์ของชุมชน สังคมใดสังคมหน่ึงทั้งในด้านความเป็นจริงที่มีอยู่หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง ดังเช่น ภาพยนตร์เรื่องมนต์
รักแม่น้ำมูลและครูบ้านนอกที่ได้นำเสนอภาพตัวแทนอีสานในเชิงลบ แต่ในทางกลับกันภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซีรีส์ได้มีการ
นำเสนอภาพตัวแทนความเป็นอีสานที่ต่างออกไป ผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาในประเด็นพัฒนาการความเป็นอีสานใน
ภาพยนตร์ โดยเปรียบเทียบภาพยนตร์ท่ีมีเน้ือหาเกี่ยวกับความเป็นอีสานจากภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซีรีส์ในแต่ละภาค
ซ่ึงประกอบด้วย ไทบ้านเดอะซีรีส์ (2560), ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.1 (2561), ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2 (2561), และไทบ้าน x
BNK48 (2563) เพ่อื ให้เห็นถึงความแตกต่างของพัฒนาการความเป็นอีสาน โดยจะนำขอ้ มลู ที่ได้มาอภิปรายเพือ่ ให้เห็นถึงความ
แตกต่าง ตลอดจนการประกอบสร้างในช่วงเวลาที่ต่างกันน้ันมีการประกอบสร้างความหมายของภาพตัวแทนความเป็นอีสาน
ขนึ้ ใหมห่ รือเปลย่ี นแปลงไปจากเดมิ มากน้อยเพยี งใด
วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั
1. เพอื่ ศึกษาภาพตวั แทนความเปน็ อสี านทปี่ รากฏในภาพยนตรไ์ ทบ้านเดอะซรี สี ์ ปี พ.ศ.2560-2563
2. เพอ่ื ศกึ ษาพัฒนาการความเป็นอสี านที่ปรากฏในภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซรี ีส์ ปี พ.ศ.2560-2563
การทบทวนวรรณกรรม
แนวคดิ และทฤษฎีที่เกย่ี วขอ้ ง
1. แนวคดิ ภาพตวั แทน (Representation)
ฮอลล์ (Hall, 1997 อ้างถึงใน อิสริยา อ้นเงิน, 2560, น.28) มองว่าภาพตัวแทน (Representation) เป็นส่วนหนึ่ง
ของกระบวนการที่ผลิตวัฒนธรรมข้ึน เพราะวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับการผลิตและการแลกเปล่ียนความหมาย ไม่ว่าจะเป็นการ
รับไปใช้หรือการถ่ายทอดความหมายระหว่างสมาชิกในสังคม โดยมีภาษา (Language) เป็น “ส่ือ” ในการทำความเข้าใจของ
สิ่งต่าง ๆ ร่วมกันในสังคม ภาษาสามารถเป็นส่ือกลางทำให้เราเข้าใจความหมายร่วมกันได้ โดยภาษาในที่น้ีไม่ได้ถูกให้
ความหมายเพียงแค่ภาษาพูดหรือภาษาเขียนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง ภาพเคล่ือนไหว เสียง ส่ิงต่าง ๆ ท่ีเราใช้แทนแนวคิด
(concepts) ความคิด (ideas) และ ความรู้สึก (feelings) หัวใจในการผลิตความหมายในภาษา สำหรับ Hall (1997, p. 19)
เกิดจากความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ (things) แนวคิดและสัญญะ (sign) โดยกระบวนการท่ีเชื่อมโยง
องค์ประกอบทง้ั 3 เขา้ ด้วยกันน้ันเรียกว่า “ภาพตวั แทน”
สำนักวัฒนธรรมศกึ ษาได้มีการพฒั นาแนวคดิ เรือ่ งภาพตัวแทน (representation) โดยทำการต่อยอดจากแนวคิดการ
ประกอบสร้างความเป็นจรงิ ทางสงั คม (social construction of reality) ของ สำนักปรากฏการณว์ ทิ ยา (phenomenology)
ที่วางอยู่บนฐานท่ีว่า มนุษย์เป็นผู้สร้างสภาวการณ์หรือปรากฏการณ์ของสังคมขึ้นแล้วกำหนดความหมายหรือ “ความจริง”
(reality) ของสิ่งต่าง ๆ รวมกัน ดังน้ัน “ความจริง” ทางสังคมจึงเป็นส่ิงที่ถูกประกอบสร้างขึ้นไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว สำนัก
วัฒนธรรมศึกษาจึงเชื่อว่า ภาพตัวแทนนั้นมิใช่การสะท้อน เลียนแบบ หรือค้นพบ หากแต่เกิดจากการประกอบสร้างส่วนเส้ียว
หนงึ่ ของโลกความเป็นจรงิ (สมสุข หินวิมาน, 2548, น. 246-248)
“ภาพตัวแทน” คือ ภาพท่ีเกิดจากการให้ความหมายแก่สิ่งต่าง ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นส่ิงที่เป็น
รูปธรรมหรือนามธรรม โดยใช้ภาษาเป็นตัวกำหนดความหมายน้ัน ๆ ซ่ึงภาษาท่ีให้ความหมายและภาพของส่ิงต่าง ๆ น้ันไม่ได้
เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ แต่เป็นข้อตกลงของสมาชิกในสังคมที่มีวัฒนธรรมเดียวกัน การสร้างภาพตัวแทนประกอบไปด้วย
ข้นั ตอน 2 ขัน้ ตอน ได้แก่
56การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ ครงั้ ที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
1) ขั้นตอนแรก คือ กระบวนการการสร้างภาพตัวแทนของสรรพสิ่งในระบบความคิดของมนุษย์ ขั้นตอนน้ีเกิดจาก
การเช่ือมโยงระหว่างสรรพส่ิงกับภาพในความคิดก่อให้เกิดภาพตัวแทนในความคิด (mental representation) ซ่ึงเกี่ยวข้อง
กับจุดยืนและมุมมองทผ่ี ู้นนั้ มีต่อสรรพสิ่งหรอื เหตกุ ารณ์ต่าง ๆ
2) ข้ันตอนที่สอง คือ การใช้ภาษาหรือสัญญะเพื่อนำเสนอภาพตัวแทนสรรพสิ่งในความคิด กล่าวคือ ภาพตัวแทนใน
ระบบความคดิ มีการถ่ายทอดไปสู่ผอู้ ่ืนในสงั คมโดยการใช้ภาษาหรือสญั ญะ และนำเสนอผ่านวาทกรรมตา่ ง ๆ การนำเสนอภาพ
ตัวแทนสรรพส่ิงในความคิดน้ันส่วนใหญ่จะผ่านข้ันตอนการตัดสินและประเมินค่า การตีความ และการเลือกสรรแง่มุมในการ
นำเสนอซ่งึ สัมพนั ธก์ บั จดุ ยืนและมุมมองของผนู้ ำเสนอภาพตวั แทน
กระบวนการดังกล่าวสง่ ผลให้การนำเสนอภาพตัวแทนมไิ ด้เปน็ เพียงการถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมา แต่เปน็ การสรา้ ง
ความหมายบางประการให้แก่ส่ิงทน่ี ำเสนอดว้ ย กล่าวโดยสรปุ “ภาพตัวแทน” หมายถงึ ภาพในความคิดท่เี กิดจากการใช้ภาษา
หรือกระบวนการในการประกอบสร้างความหมายให้แก่ส่ิงต่าง ๆ ที่อยู่ในความคิดผ่านการใช้ภาษาเป็นสำคัญ โดยสังคมที่
แตกต่างกันจะมีการให้ความหมายของภาพตัวแทนของส่ิงต่าง ๆ แตกต่างกัน ภาพตัวแทนเป็นการตัดสินคุณค่าและการ
เลือกสรรบางแง่มุมของผู้ผลิต (ศิริพร ภักดีผาสุข, 2561, น.100-101 ) ในงานวิจัยนี้ แนวคิดเรื่องดังกล่าวช่วยทำให้เห็นภาพ
ตัวแทนความเป็นอีสานในส่ือภาพยนตร์ได้ชัดเจนขึ้น และทำให้เราตระหนักว่าผู้ผลิตวาทกรรมกำลังเลือกสรรแง่มุมเก่ียวกับ
ความเปน็ อสี านเพยี งแคบ่ างสว่ นมาประกอบสรา้ งภาพตัวแทนความเป็นอีสาน
2. แนวคดิ การเล่าเรอื่ ง (Narrative Theory)
การเล่าเร่ืองนับเป็นส่ิงที่สำคัญในภาพยนตร์ โดยการเล่าเร่ืองนับเป็นการเชื่อมโยงเร่ืองราวต่าง ๆ เข้าด้วยกันให้มี
ความต่อเนื่องทางด้านเน้ือหา ซึ่งจะทำให้ภาพยนตร์มีความล่ืนไหล สอดคล้องเป็นเร่ืองเดียวกันตลอดทั้งเร่ือง ภาพยนตร์น้ันให้
ท้ังความสนุกสนานและสอดแทรก เร่ืองราว คุณค่า ทัศนคติต่าง ๆ เข้าไปในภาพยนตร์นอกเหนือไปจากคุณค่าด้านความ
บันเทงิ เชน่ ความเป็นอ่นื ภาพเหมารวมความเป็นอีสาน เป็นต้น
David Bordwell (2001, p.60) (อ้างถึงใน ปราญชลี อินถา, 2558) กล่าวว่า การเล่าเร่ือง คือ ห่วงโซ่ของ
เหตุการณต์ ่าง ๆ ท่ีมีความสมั พันธก์ ันในเชิงเหตุและผลในช่วงเวลาหน่ึง โดยการเล่าเร่ืองเร่มิ ตน้ ดว้ ยสถานการณห์ น่ึงซ่ึง
เป็นชุดของความเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นไปตามรูปแบบของเหตุและผล และจะมีสถานการณ์ใหม่ ๆ เกิดข้ึนตามมาจนนำไปสู่
ตอนจบของการเล่าเรื่อง การเล่าเรื่องมีความสำคัญมากในชีวิตของเรา โดยการเล่าเร่ืองช่วยจัดระบบหลักการต่าง ๆ ท่ีช่วยให้
เข้าใจโลก และก่อรูปค่านิยมทางสังคมของคนเรา นอกจากนั้นยังมีศักยภาพในการมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเราอีกด้วย
ในทางด้านผ้ผู ลิตสอื่ นัน้ การเล่าเร่อื งนับเปน็ เคร่อื งมือทส่ี ำคญั ทชี่ ่วยจัดการลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่แยกย่อยกระจดั กระจายให้
เป็นระบบขึ้นใหม่ในรูปแบบที่มีความสัมพันธ์กันในเชิงตรรกะท่ีผู้รับสารสามารถทำความเข้าใจได้ ในส่วนหน้าที่ของการเล่า
เรื่อง วอเตอร์ ฟิชเชอร์ (Walter Fisher, อ้างถึงใน กาญจนา แก้วเทพ, 2553, น. 267) ระบุว่า เรื่องเล่าและการเล่าเร่ืองนับมี
ความสำคัญต่อมนุษย์เป็นอยา่ งยิ่ง เน่ืองจากเร่ืองเล่าและการเล่าเร่ืองนั้นทำหน้าท่ีพ้ืนฐานท่ีสำคัญสำหรับการรวมตัวเป็นสังคม
ของมนุษย์
ดังน้ันการศึกษาเก่ียวกับสัญญะต่าง ๆ ที่ปรากฏในภาพยนตร์จำเป็นจะต้องพิจารณาจากการเล่าเร่ือง ซ่ึงวิธีการ
วิเคราะห์การเล่าเรื่องเป็นวิธีท่ีทำให้เราสามารถเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างกระจ่างชัด เข้าใจต่อโลกของการสร้างความคิด
และค่านิยมในเรื่องราวตา่ ง ๆ การเล่าเรอ่ื งในภาพยนตรน์ ั้นสามารถทำการศึกษาได้โดยวิเคราะหต์ ามองค์ประกอบของเรื่องเล่า
ซึง่ ประกอบด้วย โครงเรอ่ื ง, แกน่ เรอ่ื ง, ตวั ละคร, ฉาก, ความขดั แยง้ , สญั ลักษณ์พเิ ศษ และมมุ มองในการเลา่ เร่อื ง
กล่าวโดยสรุปได้ว่า การเล่าเร่ืองนับเป็นกระบวนการสร้างความจริงรูปแบบหน่ึง โดยการเล่าเรื่องในภาพยนตร์
ซ่งึ ประกอบด้วย โครงเร่ือง แก่นเรื่อง ตัวละคร ฉาก ความขัดแย้ง สัญลักษณ์พิเศษ มุมมองในการเล่าเร่ือง สามารถนำมาเป็น
เครื่องมือในการวิเคราะห์สัญญะท่ีส่ือถึงภาพตัวแทนในประเด็นของความเป็นอีสานที่ปรากฏในภาพยนตร์ได้ โดยผู้เขียนเลือก
57การประชุมวิชาการระดับชาติ คร้งั ที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
หยิบมาเฉพาะบางส่วนเท่านั้นมาใช้ในการศึกษาในครั้งน้ี ซึ่งจะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ส่วนต่าง ๆ ของเร่ือง เพื่อให้งานวิจัยมี
ความน่าเชอ่ื ถอื ยงิ่ ขึ้นและมกี รอบในการศึกษาท่ชี ัดเจน
3. แนวคิดเรอ่ื งสญั ญัตวิ ทิ ยา (Semiology)
คำว่าสัญญัติวิทยาและสัญญัติศาสตร์ (Semiology และ Semiotics) ทั้งสองคำมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคำว่า
Semeion แปลว่า สัญญะ (Sign) โดยคำว่าสัญญัติวิทยา (Semiology) เป็นคำท่ี Ferdinand de Saussure (ค.ศ. 1857-
1913) ซึ่งเป็นนักภาษาศาสตร์ชาวสวิสผู้มีชื่อเสียงตั้งขึ้น และนิยมใช้ในหมู่นักวิชาการชาวยุโรป ส่วนคำว่าสัญ ญัติศาสตร์
(Semiotics) เป็นคำท่ี Charles S. Peirce (ค.ศ. 1839-1914) นักปรัชญาชาวอเมริกัน ใช้และทำให้เป็นที่รู้จักจักแพร่หลายใน
วงวิชาการในสหรัฐอเมริกา ท้ังสองคำน้ันมีเน้ือหาและวัตถุประสงค์ของการศึกษาที่สอดคล้องและ คล้ายคลึงกัน นั่นคือเป็น
การศึกษาวิธีการสื่อความหมาย ขั้นตอนรวมถึงหลักการในการส่ือความหมาย ตลอดจนเร่ืองการทำความเข้าใจในความหมาย
ของสญั ลักษณ์ท่ปี รากฏอยใู่ นวฒั นธรรมใดวฒั นธรรมหน่งึ (วรี ภทั ร วไิ ลศิลปะดเี ลิศ, 2555)
โซซูร์ (Saussure, 1913 อ้างถึงใน พิษณุรักษ์ ปิตาทะสังข์, 2560, น. 30) มองว่า สัญญัติเป็นสิ่งท่ีสมั ผัสไดจ้ าก
อวยั วะรบั สมั ผสั ทงั้ หา้ โดยอาจอย่ใู นรูปแบบของภาพ ภาพลกั ษณ์ คา เสียง กลิ่น รส วตั ถุ และการกระทา (พิษณุรักษ์ ปิตา
ทะสังข์ 2548, หน้า 30) อีกท้ังเป็นส่ิงที่คนกลมุ่ หนึ่งตกลงใช้สง่ิ น้ีเปน็ เครื่องหมายแทนอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ปรากฏอยูใ่ นสัญญัติน้ัน
และ Saussure (1913) ได้แบ่งสัญญัติออกเป็นสองส่วน คือ สัญญัติแห่งเคร่ืองหมาย (Signifier) กับสัญญัติแห่งความหมาย
(Signified) เช่น การเขียนอักษรคำว่า “ม้า” โดยท่ีหมายถึง “ตัวม้าจริง ๆ ส่วนท่ีอยู่ในเคร่ืองหมาย “ม้า” นี้เรียกว่า “สัญญัติ
แห่งเครื่องหมาย” ส่วนตัวม้าจริง ๆ นั้น เรียกว่า “สัญญัติแห่งความหมาย” ซ่ึงกระบวนการทั้งหมดนี้เรียกว่าการสร้าง
ความหมาย โดยระบบสัญญัติน้ีจะทำการควบคุมการสร้างความหมายของตัวบทให้เป็นไปอย่างสลับซับซ้อนและแฝงเร้น
ข้ึนอยู่กับลักษณะของแต่ละวัฒนธรรม โดยความหมายดังกล่าวมี 2 ระดับ คือ ระดับความหมายโดยอรรถ (donatative)
และความหมายโดยนัย (connotative) ซ่ึงความหมายโดยนัย หมายถึงกลุ่มของความหมายท่ีมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน
(associations) และภาพลักษณ์ (image) ที่เกิดขึ้นในความคิดของแต่ละบุคคล จากการท่ีถูกกระตุ้นและแสดงออกโดยนำเอา
สัญญะมาผสมกนั เป็นแบบตา่ ง ๆ
กล่าวโดยสรุปไดว้ ่า สญั ญตั ิวทิ ยานบั เป็นกระบวนการส่ือความหมายรูปแบบหนง่ึ ที่ไดร้ บั ความนิยมในการนำมาใช้เป็น
เกณฑ์ในการวิเคราะห์ภาพยนตร์ ในแง่ของการสร้างความหมายผ่านสัญญัติต่าง ๆ ดังนั้นในการศึกษาน้ีจะนำทฤษฎีสัญญัติ
ศาสตร์ของ Saussure มาเป็นทฤษฎพี นื้ ฐานเพื่อคน้ หาการประกอบสรา้ งภาพตวั แทนความเป็นอีสานที่ปรากฏในภาพยนตร์
4. ภาพยนตร์ไทบา้ นเดอะซีรสี ์
“ไทบ้านเดอะซีรีส์” เป็นภาพยนตร์ท่ีถูกผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยผู้กำกับ “สุรศักดิ์ ป้องศร” และ “ธิติ ศรีนวล”
ซ่ึงเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นอีสานในปัจจุบันในมุมมองของคนอีสาน มีการใช้คนอีสานและภาษาอีสานใน
การดำเนนิ เรื่อง ทำใหภ้ าพยนตร์ได้รบั ความนิยมเป็นอยา่ งมาก จนสรา้ งปรากฏการณ์ป่าล้อมเมืองและสามารถสร้างชื่อเสียงไป
ทกุ จังหวัด จนทำให้เกดิ ภาคต่อของภาพยนตร์อีกหลายภาค โดยภาพยนตร์ชุดไทบ้านเดอะซรี ีสม์ ีทงั้ หมด 4 เร่อื ง ประกอบด้วย
4.1) ไทบา้ นเดอะซรี สี ์ (2560)
เรือ่ งย่อ : เรอ่ื งราวของหนุ่มสาวชาวอีสาน ประกอบด้วย “จาลอด” ชายหนมุ่ ชาวอสี านที่ตอ้ งทำภารกจิ จีบ
สาวหนงึ่ ร้อยคน โดยมี “เซียง” เพือ่ นซง่ึ เป็นผู้ช่วยในการทำภารกิจในครง้ั นี้ และ “ป่อง” ชายหนุ่มที่เพ่ิงจบการศึกษาจากเมอื ง
หลวงท่ีเดินทางกลับมายังบ้านเกิดของตนเอง และต้องการท่ีจะเปิดร้านสะดวกซ้ือภายในหมู่บ้าน แต่กลับไม่ได้รับความ
เห็นชอบจากผเู้ ปน็ พ่อ และถกู ผู้เป็นพอ่ บงั คับใหท้ ำในสิง่ ทไี่ มถ่ นัดคอื การทำนา
4.2) ไทบา้ นเดอะซรี ีส์ 2.1 (2561)
58การประชุมวชิ าการระดับชาติ คร้งั ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
เรื่องย่อ : เรื่องราวของ “เซียง” ที่ตัดสินใจทำการบวช เนื่องจากมีอาการผิดหวังในความรักจากการท่ีคน
รักกำลังจะแต่งงาน และ “ป่อง” ที่ทำนาสำเร็จแต่ยังคงทะเลาะกับผู้เป็นพ่อเรื่องร้านสะดวกซื้อ โดยป่องยื่นคำขาดว่าอยาก
สรา้ งธรุ กจิ เปน็ ของตัวเอง นน่ั กค็ อื การทำรา้ น “สโตร์ผกั ”
4.3) ไทบ้านเดอะซีรสี ์ 2.2 (2561)
เร่อื งย่อ : เร่ืองราวของ “ป่อง” กับการทำ “สโตร์ผัก” ท่ีเป็นรูปร่างมากข้ึน โดยมี “จ่าลอด” เป็นผู้ช่วยใน
การทำสโตร์ผักในครั้งน้ี เนื่องจากจ่าลอดอยากสร้างฐานะของตนให้ดีขึ้นทัดเทียมกับครูแก้วแฟนสาวของตนเอง และ “เซียง”
ท่ยี งั คงบวชอยแู่ ต่กลบั ไดร้ ับข่าวร้ายเร่ืองอดีตแฟนสาวของตนเสียชีวติ ข้นึ
4.4) ไทบ้านเดอะซรี สี ์ x BNK48 (2563)
เร่อื งย่อ : เร่อื งราวของวงไอดอล “BNK48” ท่ีต้องการจะทำเพลงใหมใ่ นรปู แบบหมอลำอีสาน จึงทำให้
กลุม่ ของวงไอดอลดังกลา่ วต้องไปอาศยั และใชช้ วี ิตอย่ใู นอำเภอบ้านโนนคูณ จงั หวดั ศรีสะเกษ ซ่ึงเป็นอำเภอเดยี วกับท่ีพวกจา
ลอดอาศัยอยู่ เพ่ือเรียนรู้วิถีชวี ิตและเขา้ ใจในวฒั นธรรมของคนอสี านให้มากขนึ้
พัฒนาการของภาคอสี านส่คู วามเป็นอีสานท่พี บในภาพยนตรช์ ดุ “ชุดไทบ้านเดอะซีรสี ”์
สำหรับในวงการภาพยนตร์เนื้อหาของภาคอีสานได้รับความนิยมในการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์จำนวนมาก โดยใน
อดีตภาพยนตร์ท่ีมเี น้ือหาเกี่ยวกับความเป็นอีสาน มักจะถ่ายทอดอีสานออกมาในรูปแบบดินแดนท่ีแหง้ แล้ง ผู้คนยากจน มกี าร
แฝงทศั นคติหรือภาพเหมารวม “โง่ จน เจ็บ” ของผู้สร้างภาพยนตรต์ อ่ คนอีสาน แต่ปัจจุบันเมื่อเกิดผสู้ รา้ งภาพยนตร์ท่ีเป็นคน
อสี านข้ึน ความเป็นอีสานในภาพยนตร์จึงมีการเปลี่ยนแปลงจากในอดีต เน่ืองจากมีการถ่ายทอดจากมุมมองผูส้ รา้ งท่ีเป็นคนใน
พ้นื ทจ่ี ริง ๆ ซึ่งสง่ ผลทำใหก้ ารรบั รู้เกยี่ วกับความเปน็ อีสานในภาพยนตรเ์ ปลย่ี นแปลงไป
ดังเช่นกรณีของภาพยนตร์ชุด “ไทบ้านเดอะซีรีส์” ท่ีได้ผู้กำกับอยา่ ง สุรศักดิ์ ป้องศร และ ธิติ ศรีนวล ซึ่งเป็นบุคคล
ที่เติบโตมาในภาคอีสานพร้อมกับเห็นการพัฒนาของภาคอีสานในความเป็นบริบทของคนใน ผลงานของผู้กำกับท้ังสองจึงมี
กลวิธีการนำเสนอภาคอีสานผ่านภาพยนตร์ในมุมมองที่ต่างจากภาพยนตร์อีสานเร่ืองอ่ืน ๆ ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาถึง
พัฒนาการความเป็นอีสานในภาพยนตร์ชุด “ไทบ้านเดอะซีรีส์” ผ่านองค์ประกอบของแนวคิดการเล่าเร่ืองว่าตัวบทมีการ
นำเสนอถงึ พัฒนาการความเป็นอสี านอยา่ งไร
วิธีดำเนนิ การวจิ ัย
บทความเร่ือง“ภาพตัวแทนความเป็นอีสานท่ีปรากฏในภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซีรีส์” เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วจิ ัย
ได้กำหนดกระบวนการในการดำเนินงานวิจัยโดยจะใช้การวิเคราะห์ตัวบท (Textual analysis) เลือกกลุ่มตัวอย่างเป็น
ภาพยนตร์ชุด “ไทบ้านเดอะซีรีส์” เพราะเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ความนิยมอีสานและช่วยปลุกกระแสความ
เปน็ อีสานอย่างแพรห่ ลายเป็นวงกว้าง ประกอบด้วยภาพยนตร์จำนวน 4 เรอ่ื ง ได้แก่
ไทบ้านเดอะซีรีส์ (2560)
ไทบา้ นเดอะซรี สี ์ 2.1 (2561)
ไทบ้านเดอะซรี ีส์ 2.2 (2561)
ไทบ้านเดอะซรี สี ์ x BNK48 (2563)
ผู้วิจัยจะทำการศึกษาตัวบทท้ัง 4 รายการผ่านการใช้แนวคิดเร่ืองภาพตัวแทน (Representation) แนวคิดการเล่า
เรือ่ ง (Narrative) และแนวคดิ สัญญัติวิทยา (Semiology) ในการวเิ คราะห์ ดงั ต่อไปน้ี
1. ตวั ละครหลกั โดยการตีความหมายจากลักษณะทางกายภาพ การแต่งกาย การประกอบอาชพี การแสดงออกของ
ตัวละคร และความสัมพนั ธ์กบั ตัวละครอน่ื
59การประชุมวชิ าการระดับชาติ คร้งั ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
2. สัญลกั ษณพ์ เิ ศษ หมายถึง การวเิ คราะหช์ ุดของสัญญตั ิในภาพยนตรท์ ถี่ ูกสร้างเพ่ือให้มคี วามหมายแทนของจรงิ ใน
ตัวบท โดยทำการวิเคราะหว์ า่ ภาพยนตรท์ ัง้ ส่ีเร่ืองมีสญั ลักษณ์พเิ ศษเรอ่ื งอะไรบ้าง และมคี วามสัมพันธเ์ กย่ี วกบั ความเปน็ อีสาน
อย่างไร ด้วยทฤษฎสี ญั ญัติศาสตร์
โดยผู้วิจัยเลือกเพียงบางองค์ประกอบของการเล่าเร่ืองมาใช้ในการวิเคราะห์ในครั้งนี้ คือ ตัวละครและสัญลักษณ์
พิเศษ เพอื่ ไม่ให้เนื้อหาเกินกว่ารูปแบบที่กำหนด และตัวละครกับสัญลักษณ์พิเศษเป็นสิ่งที่สามารถให้ข้อมูลได้อยา่ งเพียงพอใน
เรื่องของความเป็นอีสานท่ีปรากฏในภาพยนตร์ หลังจากนั้นนำข้อมูลที่ได้ มาสรุปผลการศึกษาร่วมกับทฤษฎีภาพตัวแทนและ
ข้อมูลด้านช่วงเวลาในการทำการเผยแพร่ เพื่อให้เห็นว่าภาพตัวแทนอีสานในภาพยนตร์เป็นอย่างไร และระยะเวลาว่ามีผลต่อ
การพฒั นาการเปล่ยี นแปลงหรือไม่อย่างไร
ผลการวจิ ยั และการอภปิ รายผลการวจิ ยั
ภาพยนตร์เป็นสิ่งท่ีสามารถสร้างความรับรู้ในมุมมองใหม่หรือย่ิงสนับสนุนความเข้าใจแบบเดิมของผู้ชมได้ ไทยเองมี
การนำช้างเข้ามาเป็นองค์ประกอบในการเล่าเร่ือง เช่น ช้างเพื่อนแก้วและต้มยำกุ้ง (siamzone, 2546) ภาพยนตร์ทั้ง 2 นี้ถูก
นำไปฉายในต่างประเทศ ทำให้เกิดความเข้าใจท่ีผิดในด้านมุมมองของชาวต่างชาติท่ีรับชมภาพยนตร์ต่อประเทศไทยว่ายังมี
การใช้งานช้างเช่นในแบบท่ีภาพยนตร์นำเสนอ ภาคอีสานก็ได้รับการถ่ายทอดนำเสนอผ่านบริบทของภาพยนตร์ในรูปแบบเก่า
ท่ีส่งออกการแพร่กระจายภาพของวิถีชีวิตในแบบล้าหลังไปให้กับผู้ชมท่ีเป็นคนนอก แต่ยังมีภาพยนตร์ชุดไทบ้านเดอะซรี ีส์ท่ีมี
ความพยายามท่ีจะนำเสนออีสานมุมมองใหม่จึงเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าภาพภาพยนตร์ได้ถ่ายทอดส่ิงใด ๆ อย่างมี
นัยแอบแฝงไปตามองค์ประกอบของศาสตร์แห่งการเล่าเรือ่ ง ผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาภาพยนตร์ชุดไทบ้านเดอะซรี สี ์ทั้ง 4 ภาค
ได้ผลการวิจยั ดงั ต่อไปน้ี
1. โครงเรอ่ื ง
ภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซรี สี ์ทั้งส่ีภาคเป็นภาพยนตร์ท่ีถ่ายทอดวิถีชีวิตความเป็นอีสาน ซึง่ ในแต่ละภาคจะมีเรอ่ื งราวท่ี
แตกต่างกันออกไป แต่ดำเนินเรื่องไปในเส้นเร่ืองเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความรักของหนุ่มสาวชาวอีสาน ความ
พยายามในการทำธุรกิจของชาวอีสานท่ีได้เข้าไปศึกษาในเมืองและพยายามนำความรู้ที่ได้มาสร้างธุรกิจภายในชุมชนของตน
และความรักของเพ่ือน โดยในทุกภาคจะมีการถ่ายทอดเร่ืองราวที่มีเนื้อเร่ืองต่อเน่ืองกัน ยกเว้น ไทบ้านเดอะซีรีส์ x BNK48
ทมี่ ีการดำเนินเรอ่ื งเจาะจงไปท่ี BNK48 เปน็ หลัก และนำความเป็นอสี านในรปู แบบฉบบั ไทบ้านมาเปน็ สว่ นเสรมิ เท่าน้นั
2. แกน่ เรอื่ ง
ภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซีรีส์ท้ัง 4 ภาคมีแก่นเร่ืองหลักคือการถ่ายทอดความเป็นอีสาน โดยในท่ีนี้ในเรื่องของภาพ
ตัวแทนความเป็นอีสาน ผูว้ ิจยั จะทำการวิเคราะหโ์ ดยวิเคราะห์จากองค์ประกอบที่พบจากตวั ละครและสัญลักษณ์พิเศษที่พบใน
ภาพยนตร์ ดงั ตารางที่ 1-3 ดังนี้
ตารางท่ี 1 การปรากฏตัวของตวั ละครหลัก
ภาคที่ตวั ละครปรากฏตัว
ตัวละคร ไทบา้ นเดอะซรี สี ์ ไทบ้านเดอะซรี ีส์ 2.1 ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2 ไทบ้านเดอะซรี สี ์
(2560) x BNK48 (2563)
จาลอด (2561) (2561)
เซียง ✓ ✓
ปอ่ ง ✓ ✓✓
ผใู้ หญ่คำตนั ✓ ✓✓
✓ ✓✓
✓✓
60การประชมุ วชิ าการระดับชาติ คร้ังที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
หมอปลาวาฬ ✓ ✓ ✓ ✓
ครูแก้ว ✓ ✓ ✓ ✓
มืด ✓ ✓ ✓ ✓
โรเบิร์ต ✓ ✓
เฮิรบ์ ✓ ✓ ✓ ✓
เจ๊สวย ✓ ✓ ✓ ✓
กโี น ✓ ✓
แชมป์ ✓ ✓
ปริม ✓ ✓
แนน ✓ ✓ ✓
เจก๊ อ้ ง ✓
โมบายล์ ✓
ไข่มกุ ✓
เนย ✓
แก้ว ✓
จากตารางที่ 1 พบวา่ ตวั ละครท่ีปรากฏในทกุ ภาค ไดแ้ ก่ จาลอด, หมอปลาวาฬ, ครูแกว้ , มดื , เฮิร์บ และเจส๊ วย พบ
ตวั ละครทีป่ รากฏ 3 ภาค ได้แก่ เซียง, ป่อง, ผู้ใหญ่คำตนั และแนน พบตัวละครท่ีปรากฏ 2 ภาค ไดแ้ ก่ โรเบิร์ต, กีโน, แชมป์,
และปรมิ และพบตวั ละครทป่ี รากฏเพียง 1 ภาค ไดแ้ ก่ ตัวละครจาก BNK48 ทัง้ หมด ซงึ่ ประกอบด้วย โมบายล์ ไข่มุก เนย
แกว้ และเจก๊ ้อง
ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ตัวละครหลัก
ตวั ละครหลกั ลักษณะทาง การแตง่ กาย การประกอบ การแสดงออกตอ่ ตวั ละคร ความสัมพนั ธ์กับตัวละคร
กายภาพ อาชีพ อ่นื อืน่
จา่ ลอด รูปรา่ งสูงโปร่ง ผม สวมใส่เสือ้ ผ้าสซี ดี กางเกงขา ภารโรง, ผชู้ ว่ ย สหี น้าย้มิ แยม้ แจ่มใส เปน็ มคี วามสมั พันธท์ ดี่ กี ับทกุ ตัว
ยาวประบา่ ผวิ คล้ำ สั้นขาด ๆ และรองเทา้ แตะ นักธุรกิจ, ผชู้ ว่ ย มติ รกบั ทุกคน โดยเฉพาะตวั ละคร แตม่ ีความสัมพันธ์ที่
ขดั แย้งกันกับตวั ละครมดื
เซียง รูปรา่ งสมสว่ น ผม สวมใสเ่ สือ้ ผา้ สซี ีด กางเกงขา ศลิ ปิน ละครเพศตรงข้าม
ปอ่ ง ยาว ผวิ คล้ำ สน้ั ขาด ๆ คลอ้ งคอดว้ ย และแนน
ผใู้ หญค่ ำตนั ผ้าขาวมา้ และรองเท้าแตะ, เกษตรกรรม, มีการแสดงออกทางสีหน้า มีความสมั พันธ์ท่ีดกี ับตัว
เคร่ืองแบบภกิ ษุ ภิกษุ ตามอารมณ์ปฏบิ ัตติ วั ดีกบั ละครเพศเดยี วกันทุกตัว
ทกุ คน โดยเฉพาะเพศตรง ละคร และมีความสัมพันธ์ท่ี
รปู รา่ งสมส่วน ผม สวมใสเ่ ส้ือผ้าสีสดใส สะอาด นักธุรกจิ , ขดั แย้งกันกบั เพศตรงข้าม
ส้นั ผวิ คลำ้ เรียบรอ้ ย กางเกงขายาว เจา้ ของร้านสโตร์ ขา้ ม
เสอื้ เชิ้ต เสื้อโปโล และ บางตวั ละคร
รปู ร่างผอมบาง ผิว ผัก มกี ารแสดงออกทางสหี นา้
คลำ้ ศีรษะล้าน รองเทา้ หมุ้ สน้ ตามอารมณ์ ปฏิบัติตวั ดีกบั มีความสมั พนั ธท์ ี่ดีกับทกุ ตวั
สวมใส่เสอ้ื ผา้ สะอาด ผู้ใหญ่บ้าน คนท่ีดกี บั ตน และตอบโต้คน ละคร ยกเว้นตัวละครผใู้ หญ่
เรยี บร้อย, แต่งกายด้วย ท่ีปฏิบัตติ ัวไม่ดีกับตน คำตนั
มกี ารแสดงออกทางสหี น้า
เครื่องแบบขา้ ราชการ ตามอารมณ์ ปฏิบัติตวั ดีกบั มีความสมั พนั ธท์ ีด่ กี ับทกุ ตัว
ละคร ยกเวน้ ตวั ละครปอ่ ง
คนทดี่ ีกบั ตน
61การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ ครั้งที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
ตัวละครหลัก ลกั ษณะทาง การแตง่ กาย การประกอบ การแสดงออกต่อตวั ละคร ความสมั พันธก์ บั ตัวละคร
หมอปลาวาฬ กายภาพ อาชพี อ่ืน อนื่
รูปรา่ งผอมบาง ผม สวมใส่เสื้อผ้าสะอาด
ครูแกว้ ยาวประบ่า ผิวขาว เรยี บรอ้ ย, เครอื่ งแบบแพทย์ แพทย์ประจำ ยิ้มแยม้ แจม่ ใสปฏิบัตติ วั ดกี บั มคี วามสมั พันธท์ ดี่ กี ับทุกตวั
ชมุ ชน ทกุ คน ละคร
มดื รปู รา่ งผอมบาง ผิว สวมใสเ่ ส้อื ผา้ สะอาด
ขาว ผมยาว เรยี บรอ้ ย, เครอื่ งแบบ ครฝู กึ สอน, ครู สหี นา้ เรยี บเฉยปฏิบตั ติ ัวดี มีความสัมพันธ์ทด่ี ีกับทกุ ตัว
นักศกึ ษาและคณุ ครู บรรจุ
รปู รา่ งผอมบาง ผวิ กับคนที่ดีกบั ตน ละคร
คลำ้ ผมสัน้ มี สวมใสเ่ สือ้ ผ้าตามความนิยม, นกั เรียน
เครอ่ื งแบบนักเรียน มีการแสดงออกทางสีหน้า มคี วามสัมพนั ธท์ ด่ี ีกับบางตวั
ตามอารมณแ์ ละชอบสร้าง ละคร และมคี วามสัมพนั ธ์ท่ี
ปญั หาให้กบั ตัวละครอืน่ ขัดแยง้ กนั กับตวั ละครจา
ลอด
โรเบิรต์ รปู ร่างผอมบาง ผวิ สวมใสเ่ ส้ือผ้าสีซดี ขาด ไม่ใส่ ว่างงาน ย้ิมแย่มแจ่มใสตลอดเวลา มีความสัมพนั ธ์ท่ดี ีกับทกุ ตัว
เฮริ ์บ คล้ำ ผมยาว รองเทา้ เจา้ ของรา้ นของ ปฏบิ ัตติ วั ดีกับทกุ คน ละคร
เจ๊สวย
กีโน รปู รา่ งสงู โปรง่ ผิว สวมใสเ่ สื้อผา้ โปร่งๆ สบาย ชำ ย้ิมแยม้ แจ่มใสตลอดเวลา มคี วามสัมพนั ธ์ที่ดีกับทุกตัว
แชมป์ ขาว ผมส้ัน ๆ เส้ือยืด เส้อื กฬี า กางเกง เจา้ ของร้านของ ปฏบิ ัติตวั ดกี ับทุกคน ละคร
ปรมิ
แนน รูปร่างผอม ผวิ ขาว ขาสัน้ รองเท้าแตะ ชำ ชอบว่ากลา่ วตัวละครอน่ื มีความสัมพันธท์ ด่ี ีกับทกุ ตวั
ผมยาว สวมใสเ่ ส้อื ผา้ โปร่งๆ สบาย โดยเฉพาะตวั ละครจีนูน ละคร ยกเว้นตวั ละครกีโน
เจ๊ก้อง ๆ เส้ือยืด กางเกงขายาว ชดุ นกั เรียน
โมบายล์ รปู ร่างผอม ผิวขาว ยม้ิ แยม่ แจ่มใสตลอดเวลา มีความสมั พนั ธท์ ด่ี ีกับทุกตัว
ไขม่ กุ ผมยาว กระโปรง พนกั งานส่งพซิ ปฏิบตั ติ วั ดกี บั ทุกคนยกเวน้ ละคร ยกเว้นตัวละครสวย
สวมใสเ่ สอื้ ผา้ สีสดใส เสื้อยดื ซ่า
รปู ร่างสงู โปรง่ สม กางเกงขาสัน้ , เครอ่ื งแบบ ตวั ละครสวย มีความสัมพนั ธท์ ด่ี กี ับทุกตัว
สว่ น ผวิ คลำ้ ผมสัน้ นักศกึ ษา แสดงออกทางสหี น้าตาม ละคร ยกเว้นตัวละครสวย
นกั เรียน อารมณ์ ปฏบิ ัตติ ัวดีกบั ทกุ ตัว
รูปรา่ งผอม ผวิ ขาว วา่ งงาน มคี วามสมั พนั ธท์ ด่ี กี ับทุกตัว
ผมยาวประบ่า สวมใส่เครอ่ื งแบบพนักงาน ละคร ละคร
รา้ นพซิ ซา่ ศิลปิน แสดงออกทางสหี น้าตาม
รูปร่างผอม ผวิ ขาว อารมณ์ ปฏิบตั ติ วั ดีกับทุกตัว มีความสมั พนั ธท์ ด่ี กี ับทกุ ตัว
ผมยาวประบา่ สวมใสเ่ สื้อผ้าโปรง่ ๆ สบาย ศิลปิน BNK48 ละคร ยกเวน้ ตัวละครจา
ๆ เสื้อยดื กางเกงขาส้ัน, ศิลปิน BNK48 ละคร
รูปรา่ งผอม ผวิ คลำ้ เครอื่ งแบบนกั ศึกษา ลอด
ผมส้ัน ปฏบิ ัตติ วั ดีกบั ทุกตัวละคร
สวมใสเ่ สอ้ื ผา้ โปร่งๆ สบาย ยกเวน้ ตัวละครจาลอด มคี วามสมั พนั ธท์ ่ดี ีกับทุกตัว
รูปรา่ งผอม ผวิ ขาว ๆ เสอ้ื ยดื กางเกงขาสั้น ละคร
ผมยาว ยม้ิ แย้มแจม่ ใสตลอดเวลา
สวมใส่เสื้อผ้าท่ีหลากหลาย ปฏบิ ัตติ ัวดีกบั ทกุ คน มีความสัมพันธ์ท่ีดีกับทกุ ตวั
รูปรา่ งผอม ผิวขาว เส้ือยดื เสอ้ื กล้าม เส้อื เชิ้ต ละคร
ผมยาวประบา่ กางเกงขาส้ันและกางเกงขา ยม้ิ แยม้ แจม่ ใสตลอดเวลา
ปฏบิ ตั ิตวั ดีกับทกุ คน มคี วามสัมพนั ธ์ทีด่ ีกับทุกตวั
ยาว ละคร
สวมใสเ่ สอื้ ผ้าที่สะอาดและมี ย้มิ แยม้ แจม่ ใสตลอดเวลา
ปฏิบตั ติ วั ดกี ับทุกคน
สสี นั สดใส
สวมใส่เสื้อผา้ ที่สะอาดและมี
สสี นั สดใส
62การประชุมวิชาการระดับชาติ ครงั้ ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
ตัวละครหลัก ลักษณะทาง การแต่งกาย การประกอบ การแสดงออกต่อตวั ละคร ความสัมพนั ธ์กับตวั ละคร
เนย กายภาพ อาชพี อ่ืน อน่ื
แกว้ รปู รา่ งผอม ผวิ ขาว สวมใส่เสอื้ ผ้าที่สะอาดและมี
ผมยาวเลยบ่า สสี ันสดใส ศลิ ปนิ BNK48 ย้ิมแย้มแจม่ ใสตลอดเวลา มคี วามสมั พันธท์ ่ีดกี ับทุกตัว
รปู รา่ งผอม ผวิ ขาว ปฏิบตั ติ ัวดีกับทกุ คน ละคร
ผมยาว สวมใสเ่ สือ้ ผ้าที่สะอาดและมี ศิลปิน BNK48
สสี ันสดใส ยมิ้ แยม้ แจม่ ใสตลอดเวลา มคี วามสมั พันธท์ ี่ดีกับทุกตวั
ปฏบิ ัติตวั ดีกับทุกคน ละคร
จากตารางท่ี 2 พบว่า ในส่วนของลักษณะทางกายภาพของตัวละครผู้ชายส่วนมากที่ปรากฏในภาพยนตร์จะมี
ลักษณะท่ีตรงกันคือสีผิวคล้ำ แต่ตัวละครผู้หญิงจะมีสีผิวขาวเหมือนกันทุกตัวละคร และทง้ั ตัวละครผู้ชายและผู้หญิงมีรูปร่างที่
ผอมบางหรือสมส่วน ไม่พบตัวละครท่ีมีรูปร่างอวบหรืออ้วน ในส่วนของเรือ่ งการแตง่ กาย ตัวละครที่เป็นคนอีสานโดยสว่ นมาก
มีการแต่งกายสบาย ๆ หรือแต่งกายตามอาชีพของตนเอง ยกเว้นตัวละครป่องที่มีการแต่งกายเป็นทางการอยู่เสมอ ส่วนการ
แต่งกายของกลุ่ม BNK48 จะมกี ารเลือกใช้เครอ่ื งแต่งกายท่สี ะอาด มสี ีสันสดใส ในส่วนของการประกอบอาชีพ ตัวละครภายใน
เร่อื งมีการประกอบอาชีพท่ีหลากหลาย เช่น เกษตรกรรม เจ้าของร้านของชำ ศิลปิน และนักธุรกิจ โดยเฉพาะตัวละครจ่าลอด
จะมีการเปล่ียนอาชีพไปในทุกภาค ส่วนของการแสดงออกต่อตัวละครอ่ืนตัวละครทุกตัวจะมีการแสดงออกต่อตัวละครอื่นที่
แตกต่างกันออกไปตามลกั ษณะนิสยั ของตวั ละคร
ตารางท่ี 3 ผลการวิเคราะห์สญั ลกั ษณพ์ ิเศษ สัญลักษณ์พิเศษท่พี บภายในเรอ่ื ง
หลกั เกณฑ์
ช่ือ สญั ญตั ิ สัญญัติแหง่ สัญญตั แิ หง่ ความหมาย
(Sign) เครอ่ื งหมาย (Signified)
(Signifier)
ไทบ้านเดอะซีรีส์ สผี วิ เป็นสิ่งบอกถน่ิ ตัวละครผู้ชายท่ีพบในภาพยนตร์ส่วนมากมีสีผิวดำคล้ำ โดยสีผิวนี้
(2560)
กำเนดิ เชอ้ื ชาติ โดยคน เป็นสัญญัติที่แสดงถึงการทำอาชีพการเกษตร ความเป็นแรงงาน
แต่ละชาติพนั ธุ์จะมีสผี ิว ของคนอีสาน แม้ว่าในเรื่องจะปรากฏภาพของป่องท่ีไปศึกษาใน
ท่ีแตกตา่ งกนั ออกไป เมืองหลวง ไม่ได้อยู่ภายใต้การทำงานแบบตัวละครอ่ืนท่ีอยู่ ณ
บ้านเกิด แต่ก็ยังมีสีผิวที่ดำคล้ำ แสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์ก็ยังคง
สผี วิ นำเสนอภาพของผู้ชายอีสานในแบบเหมารวม (stereotype) ว่า
ตอ้ งมีผวิ ดำคลำ้
ตวั ละครชาวอีสานทีไ่ ด้ ในภาพยนตร์มีการถ่ายทอดเร่ืองราวของตัวละครป่องท่ีไดม้ ีการเข้า
เขา้ ไปรับการศกึ ษาใน ไปศึกษาในเมืองและได้เดินทางกลับมายังหมู่บ้าน ป่องมีความ
เมือง พยายามที่จะนำความเจริญมาสู่หมู่บ้าน และป่องมีแนวคิดทีจะ
สร้างผลิตภัณฑ์เป็นของตนเอง สิ่งน้ีเป็นสัญญัติท่ีส่ือให้เห็นว่าคน
อีสานนั้นมีความคิดความสามารถท่ีจะมุ่งม่ันในการเป็นเจ้าของ
ตวั ละครป่อง ธุรกจิ ไม่ได้มีการประกอบอาชีพดว้ ยการเป็นลกู จ้างเทา่ นนั้
63การประชุมวิชาการระดับชาติ ครัง้ ที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
ไทบา้ นเดอะซีรสี ์ ตวั ละครทแี่ สดงออกถึง ตัวละครครูแก้วนับเป็นสัญญัติที่บ่งบอกถึงการท่ีเพศหญิงและชาย
2.1 (2561) ความเป็นผหู้ ญงิ แบบ มีความเท่าเทียมและเพศหญิงความสามารถในการหาเงินท่ี
ใหมใ่ นภาคอีสาน มากกว่า ดังเช่นกรณีของครูแก้ว ท่ีเป็นฝ่ายคอยช่วยเหลือจาลอด
ตวั ละครครูแกว้ เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในบ้าน เพราะอีสานแบบเก่ามีการสร้างภาพของ
ไทบา้ นเดอะซีรีส์ ครอบครัวอสี านลอ้ มวง ผหู้ ญงิ ทต่ี อ้ งทำหน้าทเี่ ปน็ แม่บ้าน ทำอาหารสำหรบั คอยส่งสามี แต่
2.1 นัง่ รบั ประทานอาหาร บทบาทของครแู ก้วคอื อาชีพรับราชการ จงึ เป็นส่ิงที่แสดงให้เห็นว่า
(2561) (ต่อ) บนแครไ่ ม้ไผ่ ในภาพยนตร์ไทบ้าน 2.1 มีการนำเสนอความเป็นอีสานแบบใหม่
ดว้ ยความเทา่ เทยี มทางเพศ
การลอ้ มวงรับประทานอาหาร ตวั ละครใบขา้ วและ การรับประทานอาหารแบบล้อมวงน่ังบนแคร่ไม้ไผ่ เป็นสิ่งท่ี
แฟนมาขอฤกษใ์ นการ สะท้อนวิถีชีวิตในบริบทด้ังเดิม สื่อถงึ การมีความสัมพันธ์อยา่ งแน่น
ไทบ้านเดอะซีรสี ์ คลอดลูกและขอให้พระ แฟ้นกันภายในครอบครัว อีกนัยหน่ึงยังเป็นการนำเสนอถึงรปู แบบ
2.2 (2561) ตัง้ ชื่อลกู ให้ การทานอาหารตามแบบชนบทซ่ึงอาจตีความได้ถึงสัญญัติที่เป็น
รูปแบบของอีสานเก่า ทั้งที่ความจริงแล้วการทานอาหารร่วมกัน
การขอฤกษใ์ นการคลอดลูกและ ของภาคอีสานก็มีการใช้โต๊ะและเก้าอ้ีปกติ ผิดไปจากท่ีภาพยนตร์
การให้พระต้ังชอื่ ลูก ได้นำเสนอมา
การขอฤกษ์และให้พระชว่ ยตงั้ ชอื่ ลูกปรากฏความเช่ือในทางศาสนา
การอาศัยอยู่ด้วยกนั ของหนมุ่ สาว ความสัมพันธ์ของศาสนาพุทธกับคนอีสาน สิ่งนี้เป็นส่ิงท่ีแสดงให้
ไทบา้ นเดอะซีรีส์ เห็นถึงสัญญัติทางความเชื่อของคนอีสานในแบบเก่าท่ีมีความหวัง
X BNK48 พงึ่ พาศาสนาในการดำเนนิ ชวี ติ
(2563)
กโี นและแชมป์อาศัยอยู่ การอยู่ด้วยกันของกีโนและแชมป์เป็นรูปแบบการใช้ชีวิตคู่ของตัว
สหี น้าของตัวละครแก้วเมอ่ื เหน็ ด้วยกนั ทหี่ อพัก ละครแบบใหม่ คือ กีโน กับแชมป์ ท้ังสองคนเป็นคู่รักที่อาศัยอยู่
บา้ นทตี่ อ้ งอาศยั อยู่ ร่วมกันโดยยังไม่ได้แต่งงาน เป็นความจริงของสังคมที่ปรากฏ
ตวั ละครแก้วมีการ เป็นสัญ ญั ติในภาพยนตร์ ว่าด้วยเร่ืองของการไม่ยึดถือใน
บทเพลงจากใจผู้สาวคนน้ี แสดงออกทางสีหน้าวา่ ขนบธรรมเนียม จารีตแบบเก่าตามความเชื่อของภาคอีสานท่ีมักจะ
ไม่อยากอาศัยอยู่ใน ต้องมีการไหว้ผี ทำพิธีให้ถูกต้องก่อนท่ีชายหญิงท่ีเป็นคู่รักกันจะ
บา้ นหลงั น้ี อาศยั อยู่รว่ มกนั ได้
ตัวละครแก้วมีสีหน้าไม่พอใจ เมื่อเห็นท่ีอยู่อาศัยชั่วคราวของ
BNK48 ท่ีเป็นบ้านไม้แบบเก่า ไม่มีเคร่ืองปรับอากาศ ไม่มีเตียง มี
มุ้งสำหรับใช้กางเวลานอนเป็นสัญญัติในภาพยนตร์ ว่าด้วยเร่ือง
ของท่ีอยู่ของคนอีสานที่คนเมืองมองว่าเป็นท่ีไร้อุปกรณ์อำนวย
ความสะดวกและลำบากในการใชช้ ีวิต
บทเพลงท่ี BNK48 บทเพลงจากใจผู้สาวคนน้เี ป็นสัญญัติที่ส่ือถึงการผสมผสานระหว่าง
นำมาร้องในโปรเจก็ ต์ สองวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน โดยมีการผสมระหว่างความเป็นญี่ปุ่น
ความเป็นอีสานกับ ของ BNK48 ผสมเข้ากับความเป็นอีสานผ่านเนื้อร้องท่ีเป็นภาษา
BNK48 อีสาน นับเป็นการนำเสนอความเป็นอีสานในรูปแบบใหม่ และยัง
ส่ือถึงความนยิ มในภาคอีสานในวงการเพลงอกี ด้วย
64การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ ครงั้ ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
จากตารางผลการวิเคราะหส์ ัญลักษณ์พิเศษพบว่าภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซีรีส์ (2560), ไทบ้านเดอะซีรสี ์ 2.1 (2561),
ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2 (2561) และไทบ้านเดอะซีรีส์ x BNK48 (2563) มีการนำเสนอสัญญัติท่ีสื่อถึงความเป็นอีสานผ่านวัตถุ
วถิ ีชีวิต การแสดงออกทางใบหน้า รวมถึงรายละเอียดเก่ียวกับร่างกาย โดยพบว่าในทุกภาคมีการนำเสนอถึงความเป็นอีสานใน
รปู แบบใหม่ท่ีแตกต่างจากในอดตี แต่ก็ยงั ปรากฏความเป็นอีสานรูปแบบด้งั เดมิ แฝงอยู่ในทุกภาค
สรุปผลการวิจัย
จากการวิเคราะห์ตัวบทภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซีรีส์ทั้ง 4 รายการเพื่อหาภาพตัวแทนความเป็นอีสานท่ีปรากฏใน
ภาพยนตร์ โดยศึกษาผ่านแนวคิดภาพตัวแทน, แนวคิดการเล่าเรื่อง, และแนวคิดสัญญัติศาสตร์ ผ่านตัวละครหลักและ
สญั ลักษณพ์ เิ ศษ ผลการวเิ คราะหส์ ามารถสรปุ ไดเ้ ปน็ ประเดน็ สำคญั ดังนี้
ภาพยนตร์ชุดไทบ้านเดอะซีรีส์ท้ัง 4 ภาคมีการสร้างภาพตัวแทนความเป็นอีสานในรูปแบบท่ีแตกต่างกับภาพยนตร์
อีสานในอดีต โดยพบว่าในทุกภาคมีการนำเสนอถึงความเป็นอีสานในรูปแบบใหม่โดยแฝงผ่านสัญญัติของภาพยนตร์ผ่าน
แนวคิดการเล่าเร่ือง ดังจะเห็นได้จากในส่วนของตัวละคร ท่ีตัวละครหลายตัวมีการประกอบอาชีพท่ีหลากหลาย ไม่ได้มีการ
ประกอบอาชีพทำนาเพียงอย่างเดียวดังเช่นในอดีต ในส่วนของสัญลักษณ์พิเศษที่ปรากฏวิถีชีวิตของคู่รักที่มีการอาศัยอยู่
ด้วยกันก่อนแต่งงานแตกต่างจากในอดีตท่ีต้องแต่งงานก่อนจึงจะอาศัยอยู่ด้วยกันได้ ถึงแม้ภาพยนตร์จะมีการนำเสนอความ
เป็นอีสานในรูปแบบใหม่แตย่ ังคงแฝงความเป็นอสี านนรูปแบบดั้งเดมิ อยู่ในทกุ ภาคในเรอ่ื งของวถิ ชี ีวติ ความเชอื่ และศาสนา
ในส่วนของพัฒนาการความเป็นอีสาน จะเห็นได้ว่าภาพยนตร์ชุดไทบ้านเดอะซรี ีส์มีการนำเสนอความเป็นอีสานท่ีแตกต่างจาก
ภาพยนตร์อีสานในอดีตอย่างเห็นได้ชัด เน่ืองด้วยเวลาที่ไทบ้านมีการออกฉายนับต้ังแต่ภาคแรกในช่วงปี พ.ศ. 2560, 2561,
2561 และ 2563 ตามลำดับ แต่หากมองย้อนกลับไปในระยะเวลาช่วง 40 ปี ภาพยนตร์อีสานท่ีพบท่ีในช่วงเวลาดังกล่าวคือ
มนต์รักแม่น้ำมูล (2520), ครูบ้านนอก (2521), ที่มีการนำเสนอภาพแทนของอีสานในแบบเก่า ข้อสังเกตคือในห้วงเวลา 40 ปี
น้ีทำให้เกิดพัฒนาการของภาพยนตร์ที่ได้ถ่ายทอดความเป็นอีสานแบบใหม่ จากการประกอบสร้างของภาพตัวแทนในด้านท่ี
Hall ได้ให้ความหมายในเรื่องของเจตจำนงของผู้สร้าง คือกรณีของผู้กำกับไทบ้านที่ได้มีเจตนาในการนำเสนออีสานแบบใหม่สู่
การรับรขู้ องผู้ชม
สัญญัติที่พบผ่านการศึกษาตัวบทและความสัมพันธ์ของตัวละครในการศึกษาคร้ังน้ีพบว่ามีแทรกอยู่ในทุกช่วงของ
เน้ือหาผ่านวิถีชีวติ การแสดงออกทางใบหน้า รายละเอียดเกี่ยวกับรา่ งกาย รวมถึงอิริยาบทต่าง ๆ ของตัวละครที่พบ ส่งิ เหลา่ น้ี
ได้เป็นองค์ประกอบที่นำมาสู่กระบวนการประกอบสร้างภาพตัวแทนความเป็นอีสาน กระบวนการนี้เป็นสิ่งท่ีเกิดจากเจตจำนง
ในการสร้างให้มีสิ่งท่ียังบง่ บอกถึงอีสานแบบเก่าเพือ่ ไม่ให้เกดิ การเปล่ียนแปลงแบบฉับพลัน จงึ ยงั พบภาพของการท่ผี ู้ชายอสี าน
มีผิวดำคล้ำ การร่วมรับประทานอาหารล้อมวงบนแคร่ ความเช่ือ เป็นต้น ซ่ึงอยู่ในข้ัวตรงข้ามกับการที่พบอีสานแบบใหม่ เช่น
การสร้างธุรกิจเป็นของตนเอง ความเท่าเทียมทางเพศ ความหลากหลายของอาชีพ และวิถีการใช้ชีวิตแบบคู่รัก ซ่ึงยังพบ
ข้อสังเกตจากรูปแบบความสัมพันธ์ของตัวละครทั้ง 4 เร่ืองที่ได้สร้างเรื่องราวและสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ ทำให้เรื่องราวใน
จักรวาลไทบ้านกลายเป็นส่ิงท่ีมีจุดเด่นในการนำเสนอร่วมกันคือเรื่องราวของตัวละครแต่ละตัวท่ีถูกกำหนดให้ตัวละครใด ๆ
เปน็ สงิ่ แทนความหมาย เชน่ ครแู ก้ว เปน็ สัญญัตขิ องผู้หญงิ อสี านยุคใหม่ ปอ่ ง เปน็ สญั ญัติของผ้ชู ายอสี านทมี่ คี วามรมู้ กี ารศึกษา
หรือแม้แต่เซียงและจ่าลอด ก็เป็นหน่ึงในตัวละครที่สามารถสะท้อนสัญญัติของผู้ชายอีสานแบบเก่าท่ีพบในภาพยนตร์ชุดน้ีได้
เชน่ กนั
ท้ายท่ีสุดแล้วภาพยนตร์คือเครื่องมือทางอำนาจท่ีสามารถสร้างความเป็นตัวตนให้กับสิ่งใดก็ได้โดยขั้นตอนท้ังสอง
ตามที่ Hall กล่าวไว้ คือการสร้างภาพของอีสานในระบบความคิดเป็นอย่างแรก ต่อมาจึงเลือกใช้ภาษา ณ ที่น้ีคือภาษาอีสาน
และใช้สญั ญะเพือ่ แสดงถึงความเปน็ อสี าน สัญญะที่วา่ น้ีคือตัวเลอื กระหวา่ งความทุรกันดารหรือความเจริญมาเป็นภาพแหง่ การ
ประกอบสร้างความเป็นอีสาน รวมถึงการที่ผู้สร้างสามารถเลือกใช้สัญญะตามความต้องการผู้สร้างให้มีหรือปรากฏตามแต่ละ
ฉากได้อย่างแยบยลกระทั่งถูกถ่ายออกมาให้อยใู่ นรปู แบบของภาพตัวแทน ผ่านเคร่อื งมือท่ีเรยี กว่าภาพยนตร์ดว้ ยกระบวนการ
65การประชุมวชิ าการระดับชาติ ครงั้ ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
นำเสนอผ่านแนวคิดการเล่าเรื่องโดยใช้ตัวละครและสัญลักษณ์พิเศษท่ีพบ อาทิ การแสดงออกทางอารมณ์ผ่านใบหน้า กิริยา
วาจา การมปี ฏิสมั พนั ธ์ของตวั ละครในเรือ่ ง มาเป็นสอ่ื กลางในการนำเสนอสผู่ ้ชู ม
กล่าวโดยสรุปคือ ภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซีรีส์มีการนำเสนอภาพตัวแทนอีสานในรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับความ
เป็นอสี านในปัจจุบันในทกุ ภาค ซึง่ แสดงให้เหน็ ถงึ พฒั นาการความเป็นอสี านในภาพยนตร์ไดอ้ ย่างชดั เจน แต่ในขณะเดยี วกันไท
บ้านยังคงแฝงการนำเสนอภาพความเป็นอีสานแบบด้ังเดิมเพ่ือดำรงไว้ซึ่งความเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นอีสานท่ีเคยมีมา
ภาพตัวแทนความเป็นอีสานท่ีพบในการศึกษามีประโยชน์ในด้านส่ือสารมวลชน โดยสามารถทำให้งานอุตสาหกรรมภาพยนตร์
นำผลวิจัยไปต่อยอดในการสร้างภาพตัวแทนความเป็นอีสานภายในภาพยนตร์ ให้มีความทันสมัยนำเสนอในด้านท่ีแตกต่าง
รวมถึงด้านวิชาการที่ทำให้เห็นถึงพัฒนาการความเป็นอีสานในภาพยนตร์เพิ่มขึ้น ตลอดจนนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างภาพ
แทนแบบอน่ื ทสี่ ังคมประกอบสรา้ งภาพแทนเพียงดา้ นเดียวเสมอมา
เอกสารอ้างอิง
กาญจนา แกว้ เทพ. (2553). แนวพนิ ิจใหม่ในส่อื สารศึกษา. กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , คณะนิเทศศาสตร์.
ณัฏฐธิดา จันเทร์มะ. (2559). การสรา้ งอัตลกั ษณ์อสี านผ่านภาพยนตร์ส้นั ในเทศกาลภาพยนตรอ์ ีสาน. วารสารนิเทศศาสตร์
และนวัตกรรม นิดา้ , 4(2).
บงกช เศวตามร์. (2539). การสร้างความเปน็ จรงิ ทางสงั คมของภาพยนตรไ์ ทย กรณีตัวละครหญิงท่ีมีลักษณะเบ่ียงเบน ปีพ.ศ.
2528-2530. (วิทยานพิ นธ์ปริญญามหาบณั ฑิต). จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, คณะนิเทศศาสตร์.
ปราญชลี อินถา. (2558). การวิเคราะห์ภาพของความเป็นผหู้ ญิงในภาพยนตรไ์ ทยยุคปจั ุบัน. (การศกึ ษาคน้ ควา้ อิสระ).
เชียงใหม่: สำนกั พิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม.่
พิษณรุ ักษ์ ปิตาทะสังข์. (2560). การเล่าเร่อื งและการสร้างความจรงิ ทางสงั คมในข่าวคล่ืนยักษ์สึนามิ.
(วทิ ยานิพนธ์ปริญญามหาบณั ฑิต). จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , คณะนเิ ทศศาสตร์.
มนตรี. (2564). 20 จงั หวัดภาคอสี านของไทย. สืบค้นเมอ่ื 7 สิงหาคม 2564,
จาก https://www.isangate.com/new/isan-provinces.html.
Marketeer Online. (2563). จกั รวาลไทบา้ น ไมไ่ ด้มแี คเ่ ดอะซรี ีส์. สืบคน้ เมื่อ 8 สิงหาคม 2564,
จาก https://marketeeronline.co/archives/173896.
วรี ภทั ร วิไลศิลปะดเี ลศิ . (2555). การวเิ คราะหเ์ นื้อหาภาพข่าวยอดเย่ียมรางวัลอศิ รา อมันตกลุ ของสมาคมนักข่าว
นักหนงั สอื พมิ พแ์ ห่งประเทศไทย. (การศึกษาค้นควา้ อิสระ). เชยี งใหม่: สำนกั พิมพ์มหาวิทยาลยั เชียงใหม.่
ศิริพร ภกั ดผี าสุข. (2561). ความสมั พันธร์ ะหวา่ งภาษากับอัตลักษณ์และแนวทางการนำมาศกึ ษาภาษาไทย.
กรุงเทพฯ: สำนักพมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
สมสุข หนิ วิมาน. (2548). แนวคดิ เร่ืองภาพตัวแทน. ใน ปรชั ญานเิ ทศศาสตรแ์ ละทฤษฎีการสอื่ สาร Philosophy of
communication arts and communication theory. (หน้า 426-428). นนทบรุ ี: สำนักพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช.
สนิ ทรัพย์ ยืนยาว. (2560). การประกอบสรา้ งความเป็นอสี านในภาพยนตร์ กรณีศึกษาไทบ้านเดอะซีรีส์. ววิ ธิ วรรณสาร, 1(2).
อสิ รยิ า อน้ เงนิ . (2560). ภาพตวั แทนของขา้ ราชการในละครโทรทัศน์. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑติ ).
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, คณะวารสารศาสตร์และส่ือสารมวลชน.
66การประชมุ วชิ าการระดับชาติ ครั้งที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
siamzone. (2546). ชา้ งเพื่อนแกว้ . สบื ค้นเมอ่ื 11 สิงหาคม 2564,
จาก https://www.siamzone.com/movie/m/1205.
The isaander. (2563). อสี านเฮ็ดหยงั -อสี านเฮ็ดหนงั . สบื ค้นเมือ่ 27 กรกฎาคม 2564,
จาก https://www.theisaander.com/post/190606isaanheadyoung.
67การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ คร้งั ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
การศกึ ษาแรงจูงใจเพื่อพัฒนากิจกรรมการท่องเทยี่ วเชิงเกษตร (สวนผลไม)้ จังหวดั ระยอง
A Study of Motivation for the Development of Agro-Tourism Activities
(Orchards) in Rayong Province
ขวญั ข้าว พลู เพ่มิ 1* ชัยมงคล โฆษิตสรุ ิยะพนั ธุ์2 และ พชิ ญาพร ศรีบุญเรอื ง3
1* 2 สาขาวชิ าการจัดการท่องเทยี่ ว คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑติ
3คณะบรหิ ารธุรกิจและการบัญชี มหาวทิ ยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ
*ผนู้ ำเสนอผลงาน Email: [email protected]
บทคดั ย่อ
การศึกษาแรงจูงใจเพื่อพัฒนากิจกรรมการท่องเท่ียวเชิงเกษตร (สวนผลไม้) จังหวัดระยอง มีวัตถุประสงค์ 1) เพ่ือ
ศึกษาแรงจูงใจท่ีมีต่อการท่องเท่ียวเชิงเกษตร (สวนผลไม้) จังหวัดระยองของนักท่องเที่ยวชาวไทย 2) เพ่ือพัฒนารูปแบบ
กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (สวนผลไม้) ในจังหวัดระยอง 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนากิจกรรมการท่องเท่ียวเชิง
เกษตร (สวนผลไม้) จังหวัดระยองให้เกิดความยั่งยืน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการการสอบถามด้วยแบบสอบถาม
นักท่องเที่ยวท่ีเดินทางเข้ามายังสวนผลไม้ในจังหวัดระยอง จำนวน 400 คน สถิติท่ีใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย
และคา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย พบว่า 1) แรงจูงใจของนักท่องเท่ียวชาวไทยมีต่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (สวนผลไม้) จังหวัดระยอง
ไดแ้ ก่ ดา้ นส่งิ ดึงดูดใจ มีความสวยงามทางภมู ทิ ัศนแ์ ละมกี ิจกรรมทหี่ ลากหลาย อยใู่ นระดบั มากทสี่ ุด (ˉx = 4.38, S.D. = 0.64)
ด้านการเข้าถึง แหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร(สวนผลไม้)มีระบบ GPS ที่ช่วยในการนำทางไปยังแหล่งท่องเท่ียว อยู่ในระดับมาก
ท่ีสุด (ˉx = 4.35, S.D. = 0.65) ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก แหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร (สวนผลไม้) มีสัญญาณโทรศัพท์และ
สญั ญาณอินเทอรเ์ นต็ ให้บรกิ ารแก่นักท่องเทย่ี ว อยใู่ นระดบั มากท่ีสุด (ˉx = 4.32, S.D. = 0.63) และด้านกจิ กรรมการท่องเทย่ี ว
กิจกรรมท่ีให้บริการในสถานที่ท่องเท่ียวมีความปลอดภัย อยู่ในระดับมากท่ีสุด (ˉx = 4.29, S.D. = 0.68) 2) รูปแบบกิจกรรม
การท่องเที่ยวเชิงเกษตรสำหรับนักท่องเท่ียวชาวไทย ได้แก่ กิจกรรมชิมผลไม้ รับประทานบุฟเฟ่ต์ผลไม้ (ˉx = 4.29, S.D. =
0.69) กิจกรรมให้สาธิตการปลูกผลไม้และการทำอาหารจากผัก ผลไม้ปลอดสารพิษ (ˉx = 4.20, S.D. = 0.73) กิจกรรม
จำหน่ายผัก ผลไม้ ปลอดสารพิษและผลิตภัณฑ์ทางการกษตรของดีเมืองระยอง (ˉx = 4.18, S.D. = 0.76) กิจกรรมนั่งรถชม
สวนผลไม้ มีการบรรยายให้ความรู้จากมัคคุเทศก์ หรือ เจ้าของสวนเร่ืองการเกษตร การปลูกผลไม้ (ˉx = 4.17, S.D. = 0.72)
และกิจกรรมเรียนรูแ้ ละศกึ ษาดูงานเพือ่ ศกึ ษาวถี ีชีวติ การท่องเท่ียวเชงิ เกษตร (ˉx = 4.14, S.D. = 0.80)
คำสำคัญ: แรงจูงใจการทอ่ งเที่ยว กจิ กรรมการท่องเทย่ี วเชงิ เกษตร แหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร
68การประชมุ วิชาการระดับชาติ ครั้งท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
บทนำ
การท่องเที่ยวถือเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศไทย ท่ีสามารถสร้างรายได้หลักให้กับประเทศและสามารถ
ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้มากกว่า 35 ล้านคนต่อปี และการท่องเท่ียวไทยติดอันดับ 1ใน 10 สถานที่ชั้นนำของโลก
อีกท้ังเป็นอุตสาหกรรมท่ีสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมท่ีมีส่วนช่วยกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างกว้างขวา งและ
สรา้ งเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตไดก้ ้าวหน้าอย่างยง่ั ยนื (รายงานภาวะเศรษฐกิจการทอ่ งเท่ียว, 2563)
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการท่องเท่ียวได้รับอิทธิพลจากแนวโน้มการเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม
การเมือง ส่ิงแวดล้อม และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การสร้างกระแสความนิยมการเดินทางของนักท่องเท่ียวได้ส่งผลให้การ
มองวิถีการท่องเท่ียวเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ได้แก่ เน้นสถานท่ีทอ่ งเท่ียวแปลกใหม่ เน้นการเดินทางที่สะดวกสบาย เน้นสนิ ค้า
และการบริการท่ีมีคุณภาพ และเน้นกิจกรรมที่สร้างสุขภาพท่ีดีสร้างความสุข และสร้างประสบการณ์ โดยกระแสนิยมดังกล่าว
ก่อให้เกิดพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปการท่องเท่ียวที่ตอบโจทย์รายบุคคลมากข้ึน การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการ
ดำเนินกิจกรรมที่เน้นรูปแบบความต้องการของนักท่องเท่ียวและและวิถีท่องเท่ียวที่คำนึงถึงสุขภาพมากขึ้น นักท่องเท่ียวมี
แนวโน้มที่สนใจท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติมากข้ึน (พิชญาพร ศรีบุญเรือง และ ฉลองศรี พิมลสมพงศ์, 2564) เป็นการ
ท่องเทย่ี วท่อี อกไปสัมผัสกับธรรมชาติ เน้นการไม่ทำลายส่ิงแวดล้อม ดังน้ัน รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ถือเป็นอีกรปู แบบ
หน่ึงของการท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยม โดยเป็นการเดินทางท่องเท่ียวไปยังพื้นท่ีเกษตรกรรม สวนผลไม้ สวนสมุนไพร
ฟาร์มปศุสัตว์และสัตว์เล้ียง เพ่ือช่ืนชมความสวยงามและเกิดความเพลิดเพลิน ได้รับความรู้ ได้ประสบการณ์ใหม่ บนพื้นฐาน
ความรับผิดชอบมีจิตสำนึกต่อการรักษาสภาพแวดล้อมของสถานที่แห่งน้ัน ซ่ึงการท่องเท่ียวเชิงเกษตรของจังหวัดระยอง
ประกอบไปด้วยกิจกรรมการท่องเที่ยวที่แตกต่างกันหลากหลายไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมรายบุคคลคือการเดินเย่ียมชมสวนผลไม้
พร้อมกับชิมผลไมน้ านาชนดิ ทง้ั นผ้ี ูเ้ ยีย่ มชมจะไดร้ ับความรดู้ ้านเทคโนโลยีการผลิต การจัดการตลาด แลว้ ยงั สามารถซ้อื ผลผลิต
ตา่ ง ๆ ทีท่ างสวนจดั จัดขึ้น หรอื จะเป็นกิจกรรมการทอ่ งเทย่ี วตามฤดูกาลหรือเทศกาล ซึ่งเป็นกิจกรรมการท่องเท่ียวที่มีเฉพาะ
ในชว่ งฤดกู าลท่ีผลไม้ตา่ ง ๆ สุกพร้อมทาน เช่น การจดั งานวนั ทเุ รยี น (สุประภา สมนกั พงษ์, 2560)
จังหวัดระยองจึงถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดยอดนิยมในการเดินทางมาท่องเที่ยวของทั้งนักท่องเท่ียวชาวต่างชาติและชาว
ไทย เน่ืองจากเป็นจังหวัดท่ีขึ้นชื่อเร่ืองทะเลและเกาะท่ีมีความงามระดับโลกอย่างเกาะเสม็ดแล้ว ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิง
เกษตรท่ีเป็นสวนผลไม้ท่ีมีความโดดเด่นในฐานะเมืองแห่งผลไม้ดีตะวันออก นอกจากน้ีผลไม้จังหวัดระยองยังถือเป็นของดี
ประจำจังหวัดและสร้างช่ือเสียงให้กับจังหวัดระยองอีกด้วย ด้วยเหตุน้ีจึงทำให้การท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดระยองได้รับ
ความนิยมและความสนใจในการเดินทางมาท่องเท่ียวอยู่ตลอดๆ ท้ังปี (ข้อมูลจังหวัดระยอง, 2563) งานเทศกาลงานผลไม้
และของดีเมืองระยอง ช่วงเดือนพฤษภาคม ช่วงน้ีถือเป็นช่วงทองของผลไม้ที่กำลังออกลูกออกผลกันอย่างถ้วนหน้า
นักท่องเท่ียวจากท่ัวทุกสารทิศมางานนี้เพ่ือจะได้มีโอกาสมากินผลไม้ที่ตัวเองโปรดปรานกันได้อย่างเต็มท่ีในระยะเวลาท่ี
เหมาะสม เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้นักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศได้มาเท่ียวชม และชิมผลไม้คุณภาพ
ของจังหวัดระยอง ภายในงานเทศกาลผลไม้ ระยอง มีกิจกรรมมากมายคอยต้อนรับนักท่องเที่ยว อาทิ สินค้าท่ีดีมีคุณภาพ
ผลติ ภณั ฑจ์ ากผลไม้ข้ึนช่ืออย่างทุเรียน เงาะ และราชนิ ผี ลไม้อยา่ ง มังคดุ การแข่งขนั กนิ การชมขบวนพาเหรดในเทศกาลผลไม้
ท่ีเต็มไปด้วยผลไม้ต่างๆมากมาย และการเข้าชมสวน ชิมผลไม้ และซื้อผลไม้กินแบบบุฟเฟต์ การจำหน่ายผลไม้จากชาวสวน
จำหนา่ ยอาหารถิ่นสนิ ค้าโอทอป
ดงั นน้ั จากแนวโนม้ และกระแสความนิยมการเดินทางของนักท่องเท่ียว และการส่งเสรมิ พัฒนารปู แบบการท่องเท่ียว
เชิงเกษตรให้มีความน่าสนใจ ด้วย องค์ประกอบทางการท่องเท่ียวที่สำคัญตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว และ
สร้างคุณค่าให้สามารถดึงดูดใจนักท่องเท่ียวให้เข้ามาท่องเท่ียวตามแหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตรในพ้ืนที่จังหวัดระยองได้ ทำให้มี
การศึกษาที่มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรรูปแบบต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นนำเสนอ คุณค่าแหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร
ให้แก่นักท่องเท่ียว เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์จริงและกลับมาท่องเท่ียวซ้ำ และเพ่ือเป็นการส่งเสริมกิจกรรม
ทางการท่องเที่ยวเชิงการเกษตรให้มีรูปแบบท่ีหลากหลายเชิงสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการทำให้นักท่องเที่ยวได้รับการพักผ่อน
69การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ ครั้งท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
หย่อนใจ ความรู้ ความสุขและความสนุกสนานเป็นหลัก จากที่มาและความสำคัญของปัญหาดังกล่าวทำให้กลุ่มผู้วิจัยเล็งเห็น
แนวทางการศึกษาแรงจูงใจท่ีมีต่อการท่องเท่ียวเชิงเกษตร (สวนผลไม้) จังหวัดระยองของนักท่องเท่ียวชาวไทย ท่ีส่งผลต่อไป
เยือนสวนผลไม้ โดยผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยจะนำไปใช้เป็นแนวทางในการเพื่อพัฒนารูปแบบกิจกรรมการท่องเท่ียวเชิง
เกษตร (สวนผลไม้) ในจังหวัดระยองให้มีความน่าสนใจเพิ่มมากข้ึน และกระตุ้นให้นักท่องเท่ียวเกิดความสนใจท่ีจะเดินทางไป
ท่องเทย่ี วในจังหวัดระยองมากย่ิงขึ้นอีกดว้ ย
วัตถปุ ระสงค์งานวจิ ยั
1. เพื่อศึกษาแรงจูงใจของนกั ท่องเที่ยวชาวไทย ที่มตี อ่ การท่องเที่ยวเชงิ เกษตร (สวนผลไม)้ จงั หวดั ระยอง
2. เพื่อเสนอรปู แบบกจิ กรรมการทอ่ งเที่ยวเชงิ เกษตร (สวนผลไม้) ในจังหวดั ระยองสำหรับนกั ทอ่ งเท่ียวชาวไทย
การทบทวนวรรณกรรม
แนวคิด ทฤษฎี เกีย่ วกบั แรงจูงใจในการทอ่ งเทยี่ วของนกั ท่องเทีย่ ว
การศกึ ษาเรอ่ื งแรงจูงใจของนักท่องเท่ยี วไวว้ ่าเป็นสิ่งดงึ ดูดใจเกิดจากการท่ีนกั ท่องเท่ียวมปี ระสาทสัมผัสที่ดเี ย่ียมเป็น
ปัจจัยสำคัญ ในการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเกิดการรับรู้ในแหล่งท่องเท่ียวป ระกอบกับในปัจจุบันมีความเจริญ ทางด้าน
วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีได้พัฒนาให้เกิดความก้าวหน้าทางด้านการขนส่งการส่ือสารส่ือมวลชนและสิ่งอำนวยความสะดวกใน
การเดินทางสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยให้นักท่องเที่ยวเกิดการรับรู้และต้องการท่องเที่ยวมากขึ้น (ชูสิทธิ์ ชูชาติ, 2538) แรงจูงใจเกิด
จากการที่บุคคลได้รับการกระตุ้นจากปัจจัยภายในและภายนอกเพ่ือให้เกิดการกระทำหรือพฤติกรรมบางอยา่ งท่ีต้องการทำส่ิง
ต่าง ๆ ซ่ึงกระตุ้นให้นักท่องเท่ียวเกิดการตัดสินใจเลือกซ้ือสินค้าและบริการ และ (Crompton, 1979) แรงจูงใจทางการ
ท่องเท่ียว (tourism motivation) คือ ส่ิงที่ดึงดูดใจหรือส่ิงที่กระตุ้นให้นักท่องเท่ียวเกิดการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการ
รวมทั้งก่อให้เกิดพฤติกรรมการตัดสินใจในการเดินทางของนักท่องเที่ยว เพ่ือตอบสนองความต้องการในการท่องเที่ยวการ
ผสมผสานของแรงผลกั ดันที่เกดิ จากความตอ้ งการทางดา้ นร่างกายจิตใจและวฒั นธรรมความเปน็ อยู่ของบุคคลอยา่ งต่อเนอ่ื งจน
สามารถกระตุ้นด้านกายภาพให้แสดงพฤติกรรมการบริโภคสินค้าและบริการการท่องเที่ยวการแสวงหาประสบการณ์ ณ
จุดหมายปลายทางการท่องเท่ียว และสร้างความพึงพอใจให้แก่นกั ทอ่ งเทย่ี วผู้นนั้ ไดแ้ รงจงู ใจเหลา่ นที้ ำใหร้ ปู แบบพฤติกรรมการ
เดินทางท่องเท่ียวแตกต่างกัน อีกทั้งแรงจูงใจที่ทำให้คนเดินทางท่องเที่ยว ปัจจัยทางเศรษฐกิจค่ารองชีพสำหรับการท่องเที่ยว
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์แหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม ปัจจัยทางสังคมค่านิยมและการตัดสินใจตามสมัยนิยม สรุปได้ว่า
แรงจูงใจทางการท่องเท่ียวของนักท่องเที่ยวเป็นพฤติกรรมท่ีมีเป้าหมายชัดเจนเพื่อตอบสนองความต้องการจำ เป็นบางอย่าง
ของแต่ละบุคคลทางด้านการท่องเที่ยวพฤติกรรมที่มีเป้าหมายนี้จะมีแรงจูงใจเป็นตัวผลักดันรวมอยู่ด้วยจึงส่งเสริมเร่งเร้าให้
บุคคลเดินทางมากขึ้นและยังมีอิทธิพลที่ทำให้แต่ละบุคคลมีพฤติกรรมท่ีแตกต่างกันท้ังในด้านพฤติกรรมการบริโภคสินค้าและ
การบริการทางการท่องเทยี่ ว
สรุปได้ว่า แรงจูงใจเป็นองค์ประกอบพ้ืนฐานสำคัญท่ีเป็นแรงผลักดันและแรงดึงดูดกระตุ้นให้นักท่องเท่ียวออก
เดนิ ทาง ซงึ่ ภายใต้ปัจจัยผลักและดัน อาทิ ความสวยงามแปลกใหม่ของแหล่งท่องเทยี่ ว การบริการและสิ่งอำนวยความสะดวก
ท่มี คี ุณภาพและเพียงพอ กิจกรรมทางการท่องเท่ยี วตามกระแสนิยม และมีความหลากหลายอยา่ งสร้างสรรค์ เป็นต้น ล้วนเป็น
แรงจูงใจท่ีจะตัดสินให้นักท่องเทยี่ วออกเดนิ ทางเพอ่ื ตอบสนองความต้องการของตนเองโดยมีจุดประสงค์เพื่อทอ่ งเทีย่ วพักผ่อน
หย่อนใจ
แนวคดิ ทฤษฎี เกีย่ วกับแรงจูงใจในการท่องเท่ียวเชิงเกษตรของนักทอ่ งเทย่ี ว
การท่องเท่ียวเชิงเกษตร คือ การเดินทางท่องเที่ยวไปยังพื้นท่ีเกษตรกรรม เพ่ือชมการเกษตรที่ผสมผสานกลมกลืน
กบั ธรรมชาติที่มีทัศนียภาพสวยงามในชนบท เป็นสง่ิ ดึงดูดความสนใจและสร้างความประทับใจแก่นักท่องเทยี่ วที่ไดพ้ บเห็น ทั้ง
70การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ ครงั้ ที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
เปน็ แหลง่ ให้ความรทู้ างด้านเกษตรวิถีชวี ิตและวฒั นธรรม ความเป็นอยใู่ นชนบทที่สรา้ งความตื่นตาต่ืนใจให้แกน่ ักท่องเที่ยวและ
สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป และค่าบริการท่องเท่ียว
โดยใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่แล้วในท้องถิ่นชนบทให้เกิดประโยชน์ เป็นการช่วยแก้ปัญหาแรงงานที่ว่างงาน (WTO, 2003) เม่ือ
พจิ ารณาถงึ การทอ่ งเทย่ี วเชิงเกษตรเปน็ ส่วนหน่ึงของการท่องเท่ียวชนบทที่เกย่ี วข้องกบั ฟารม์ และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
ของชนบทท่ีเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรในการขยายการเกษตรและการมีรายได้ท่ีเพิ่มข้ึน แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็น
การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ท่ีน่าสนใจซ่ึงเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรม วิถีชีวิตของประชาชนชนบท เป็นจุด
ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสสัมผัสและมีประสบการณ์ในการใช้การท่องเที่ยวแหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษจรจะต้องมีลักษณะทาง
กายภาพและองค์ประกอบท่ีดีเพ่ือรองรับกับจำนวนนักท่องเท่ียวที่เข้ามาทำกิจกรรม ดังนี้ 1) ภายในแหล่งท่องเที่ยวให้ความรู้
ทางด้านเกษตรวิถีชีวิตและวัฒนธรรม 2) กิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเน้นการมีส่วนร่วมของนักท่องเท่ียวในการ
ดำเนินกิจกรรม 3) สิง่ ดึงดูดใจในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรจะเปน็ การอนุรักษค์ วบคู่ไปกับการทอ่ งเท่ยี วเพื่อไมใ่ ห้เกดิ ผลกระทบ
ต่อชุมชนและผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม 4) แหล่งท่องเท่ียวต้องมีส่ิงอํานวยความสะดวกเตรียมไว้สำรวจนักท่องเท่ียวอย่าง
ครบครันและเพียงพอ 5) ภายในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวหรือบริเวณใกล้เคียงต้องสินค้าและบริการไว้เพ่ือบริการนักท่องเท่ียว
โดยต้องมีความสะดวกปลอดภัยและถูกสุขอนามัย (เทิดชาย ช่วยบำรุง, 2551; การท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย, 2540; เทพกร
ณ สงขลา, 2554)
สรุปได้ว่า แรงจูงใจในการท่องเท่ียวเชิงเกษตรของนักท่องเท่ียว จะให้ประสบการณ์ด้วยการทำกิจกรรมให้ทำ เช่น
ชมสวนผัก ผลไม้ ปลูกและเก็บเกี่ยวพืชผักไม้ ดูแลปศุสัตว์ สำรวจฟาร์ม ไปจนถึงเข้าคลาสหัดทำอาหาร นอกจากจะได้
ประสบการณ์ใหม่แล้วยังมจี ดุ เด่นที่ให้ความร้สู ึกเหมือนไดผ้ จญภัยดว้ ย
แนวคิด ทฤษฏี เกย่ี วกบั แนวทางการพัฒนาแหลง่ ท่องเทย่ี วเชงิ เกษตร
การประยุกต์ใช้มิติของการสร้างความน่าหลงใหลให้แก่แหล่งท่องเที่ยวจากทฤษฎี Destination Fascination Scale
Model (DFS Model) ของ Liu et al., (2017) เพื่อสร้ารูปแบบกิจกรรมการท่องเท่ียวเชิงเกษตร มีดังน้ี 1) กิจกรรมต้องมี
ความดึงดูดใจ (Attractiveness) ด้วยทรัพยากรทางการท่องเท่ียวที่สวยงาม ความมีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ดึงดูดใจ
นักท่องเที่ยวให้กลับมาเยือนซ้ำได้อีก 2) ความหลากหลาย/ความอุดม (Richness) กิจกรรในแหล่งท่องเท่ียวมีทรัพยากรการ
ท่องเที่ยวท่ีหลากหลาย นำมาสร้างสรรค์กิจกรรมท่ีสร้างความสนุกสนาน และได้รับความรู้ และมีกิจรรมทางเลือกให้
นักท่องเที่ยวได้เดินทางมาเยี่ยมชม 3) ความเหมาะสม/ลงตัว (Fitness) กิจกรรมในแหล่งท่องเท่ียวมีความเหมาะสม/ลงตัว มี
ความสอดคล้องกับการรับรู้และภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวในความนึก คิดของนักท่องเที่ยว 4) ความเป็นมิตร
(Friendliness) ของคนในทอ้ งถ่นิ ในฐานะเจา้ บา้ น/ผ้ใู หบ้ ริการในแหล่งทอ่ งเทย่ี ว คอยดแู ลและใหก้ ารต้อนรับทด่ี ี
สรุปได้วา่ การพฒั นาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรจะมกี ิจกรรมท่ีให้บริการนกั ท่องเทย่ี วทห่ี ลากหลาย โดยเน้นการมสี ว่ น
ร่วมของนักท่องเที่ยวในการดำเนินกิจกรรมให้เกิดการเรียนรู้ด้านการเกษตรและวิถีการท่องเท่ียวทางธรรมชาติ และนำเอา
ทรัพยากรที่มีอยใู่ หเ้ กดิ การเรยี นรมู้ าทำให้เกิดประโยชน์กอ่ ใหเ้ กดิ รายไดต้ ่อชมุ ชน
71การประชมุ วชิ าการระดับชาติ ครั้งที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
กรอบแนวคดิ การวจิ ยั
การศึกษาน้ี ไดก้ ำหนดกรอบแนวคดิ การวจิ ัย (Research Conceptual Framework)
แรงจงู ใจที่มีต่อ รูปแบบกิจกรรมการทอ่ งเท่ยี วเชิงเกษตร
การท่องเทยี่ วเชิงเกษตร ในจังหวดั ระยองสำหรบั
1. ดา้ นส่ิงดึงดูดใจ นักท่องเทยี่ วชาวไทย
2. ดา้ นการเข้าถึง
3. ด้านกจิ กรรม
4. ดา้ นสง่ิ อำนวยความสะดวก
รูปแบบกิจกรรม
การทอ่ งเทย่ี วเชิงเกษตร
1. กิจกรรมใหค้ วามรู้
2. กิจกรรมใหล้ งมือทำจริง
3. กจิ กรรมสรา้ งการมีสว่ นร่วม
4. กิจกรรมที่ให้ความสนกุ สนาน
5. กจิ กรรมทสี่ รา้ งประสบการณ์
ขอบเขตของการวิจยั
ขอบเขตด้านเน้ือหา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แรงจูงใจในการท่องเท่ียวของนักท่องเที่ยว แรงจูงใจในการ
ท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเท่ียว แนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ท่ีสังเคราะห์และประมวลมาใช้รูปแบบ
กิจกรรมการทอ่ งเทย่ี วเชิงเกษตร (สวนผลไม้) จังหวัดระยองสำหรบั นกั ทอ่ งเทีย่ วชาวไทย
ขอบเขตด้านพื้นท่ีท่ีศึกษา ได้แก่ 10 สวนผลไม้ ท่ีได้รับความนิยมจากนักท่องเท่ียวและมีชื่อเสียงในจังหวัดระยอง
และจากการแนะนำหรือเน้ือหาจากเว็บไซท์เก่ียวกับการท่องเที่ยวต่าง ๆ จำนวน 10 เว็บไซท์ โดยนำมาจัดลำดับความยอด
นยิ ม
วิธดี ำเนนิ การวจิ ัย
ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
การวิจัยครั้งน้ีเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเคร่ืองมือในการเก็บข้อมูล ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย
ได้แก่ กลุ่มนักท่องเท่ียวชาวไทยที่มาท่องเทย่ี วในสวนผลไม้ 10 แหง่ ในจงั หวัดระยอง โดยใช้การคำนวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่าง
แบบไม่ทราบจำนวนประชากรที่ชัดเจนของ W.G. Cochran ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยครั้งน้ี 384 คน และ
คณะผู้วิจัยได้เพ่ิมจำนวนให้เป็น 400 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) และใช้วิธีคัดเลือกโดย
ถือเอาความสะดวก (Convenience Sampling) ในช่วงเวลาของการเก็บข้อมูล และตามสถานการณ์ที่เป็นจริงในแหล่ง
ทอ่ งเทย่ี วทเี่ ปน็ พ้นื ทศ่ี ึกษา
72การประชมุ วิชาการระดับชาติ ครัง้ ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
เคร่อื งมอื ทใี่ ชใ้ นงานวิจัย
แบบสอบถามที่สร้างขึ้นจากการสังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีของงานวิจัย เป็นคำถามปลายเปิดและปลายปิด
แบ่งเป็น 4 ตอน ดังน้ี (1) เป็นข้อมูลพ้ืนฐานของนักท่องเท่ียว (2) องค์ประกอบของแรงจูงใจการท่องเท่ียว ที่ส่งผลต่อการ
ตัดสินใจเดินทางไปแหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร (สวนผลไม้) จังหวัดระยอง (3) รูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ส่งผล
ต่อการตัดสินใจเดินทางไปแหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร (สวนผลไม้) จังหวัดระยอง และ (4) ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
โดยมีเกณฑ์การกำหนดช่วงคะแนนเฉล่ียของระดับความคิดเห็น ดังนี้ 4.21 – 5.00 = มากท่ีสุด, 3.41– 4.20 = ระดับมาก,
2.61 – 3.40 = ปานกลาง, 1.81 – 2.60 = ระดับน้อย และ 1.00 – 1.80 = น้อยที่สุด และ การตรวจสอบเคร่ืองมือเชิง
ปริมาณ ใช้วิธีการหาความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหาของแบบสอบถาม โดยหาค่าความสอดคล้องหรือดัชนีของความสอดคล้องกัน
ระหว่างข้อคำถามแต่ละข้อกับจุดประสงค์ (Index of Item - Objective Congruence หรือ IOC) โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน
3 คน ประเมนิ ความสอดคลอ้ งแบบสอบถาม
การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
การวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยเก็บข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้วิธีการแจกแบบสอบถามให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย ที่เข้ามาเย่ียม
เยือนสวนผลไม้ทั้ง 10 แห่ง โดยเป็นการคัดเลือกประชากรแบบบังเอิญ จำนวน 400 ชุด เข้าไปเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ เพ่ือให้
ได้ขอ้ มูลสถานการณ์จริงมากที่สดุ โดยใชร้ ะยะเวลาในเก็บแบบสอบถามประมาณ 4 เดอื น
การวิเคราะหข์ ้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ หลังจากการตรวจสอบความถูกต้องและสมบูรณ์ของแบบสอบถาม แล้วได้มีการ
วิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้โปรแกรมประยกุ ต์ทางสถิติ สำหรับสถิติข้ันพ้ืนฐาน (SPSS) ได้แก่ ค่า
ร้อยละ ค่าเฉล่ีย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คำนวณเพื่อแสดงข้อมูลพื้นฐานท่ัวไปของที่ตอบแบบสอบถาม ข้อเสนอแนะ
อื่น ๆ จากการสอบถาม
ผลการวจิ ัย
1. ข้อมลู ท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม แบบสอบถาม พบวา่ ส่วนใหญ่ คือ นักทอ่ งเทีย่ วชาวไทย เพศหญิง ร้อยละ
65 เคยมีประสบการณ์ในการท่องเท่ียวเชิงเกษตร(สวนผลไม้) มากกว่า 2 ครั้ง จัดการเดินทางเองทั้งหมด มีความตั้งใจมาเยย่ี ม
ชมแหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตรเพือ่ ชมิ ผลไม้มากท่สี ดุ
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลค่าเฉลี่ย ( ̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของแรงจูงใจและรูปแบบการท่องเท่ียวเชิง
เกษตร จังหวัดระยองที่ส่งผลต่อแรงจูงในและพฤติกรรมการท่องเท่ียวของนักท่องเท่ียวชาวไทยท่ีเดินทางมาท่องเที่ยวเชิง
เกษตร (สวนผลไม)้ จงั หวดั ระยอง โดยผลการวเิ คราะห์ มรี ายละเอยี ด ดงั นี้
ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลแรงจงู ใจที่มตี ่อการทอ่ งเท่ยี วเชงิ เกษตร (สวนผลไม้) จังหวัดระยองของนกั ท่องเท่ยี วชาวไทย
73การประชุมวิชาการระดับชาติ คร้งั ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
ตารางที่ 1 ตารางแสดงค่าเฉลยี่ และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานข้อมูลแรงจูงใจที่มีต่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (สวนผลไม้) จังหวัด
ระยองของนกั ทอ่ งเทย่ี วชาวไทย
แรงจูงใจการท่องเที่ยวเชงิ เกษตร S.D. แปรผล
ดา้ นส่งิ ดงึ ดูดใจ
1. แหลง่ ท่องเทีย่ วเชงิ เกษตร(สวนผลไม)้ มีความสวยงาม 4.38 0.64 มากที่สุด
ทางภมู ิทัศนแ์ ละมีกจิ กรรมท่ีหลากหลาย
2. แหล่งท่องเทีย่ วเชิงเกษตร(สวนผลไม้)อยู่ใกลก้ บั ทีพ่ กั 3.91 0.89 มาก
อาศัยของทา่ น
3. แหลง่ ทอ่ งเที่ยวเชงิ เกษตร(สวนผลไม้) 4.13 0.70 มาก
มสี ง่ิ อำนวยความสะดวกรองรบั ครบครนั
4. แหลง่ ท่องเที่ยวเชงิ เกษตร(สวนผลไม้) 4.19 0.73 มาก
มีกิจกรรมทเี่ หมาะสมและไดม้ าตรฐาน
5. แหล่งทอ่ งเที่ยวเชงิ เกษตร(สวนผลไม้) 4.35 0.76 มากทส่ี ดุ
มีการใหบ้ รกิ ารท่ีดี
รวม 4.19 0.72 มาก
ด้านสิ่งดึงดูดใจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ˉx = 4.19, S.D. = 0.72) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า แหล่ง
ท่องเที่ยวเชิงเกษตร (สวนผลไม้) มีความสวยงามทางภูมิทัศน์และมีกิจกรรมท่ีหลากหลาย อยู่ในระดับมากที่สุด (ˉx = 4.38,
S.D. = 0.64)
แรงจูงใจการทอ่ งเทย่ี วเชงิ เกษตร S.D. แปรผล
ดา้ นการเขา้ ถึง
1. แหล่งท่องเทย่ี วเชิงเกษตร(สวนผลไม้)มกี ารเข้าถึงได้หลาย 3.86 0.64 มาก
รปู แบบไดแ้ ก่ รถยนต์ส่วนตวั
รถประจำทาง วินมอเตอร์ไซค์
2. ทำเลที่ต้ังของแหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร(สวนผลไม้) 3.73 0.89 มาก
อยู่ใกลใ้ จกลางเมือง
3. แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร(สวนผลไม้)มีจุดสังเกตที่ 4.07 0.70 มาก
สามารถเห็นไดโ้ ดยง่าย
4. แหล่งท่องเทย่ี วเชิงเกษตร(สวนผลไม้)มสี ภาพการจราจรท่ี 4.10 0.73 มาก
คล่องตัว
5. แหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร(สวนผลไม้)มีระบบGPS ท่ีช่วย 4.35 0.76 มากท่ีสุด
ในการนำทางไปยงั แหลง่ ทอ่ งเท่ียว
รวม 4.02 0.74 มาก
74การประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
ด้านการเข้าถึง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก(ˉx = 4.02, S.D. = 0.74) เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า แหล่ง
ท่องเท่ียวเชิงเกษตร(สวนผลไม้)มีระบบ GPS ท่ีช่วยในการนำทางไปยังแหล่งท่องเท่ียว อยู่ในระดับมากที่สุด (ˉx = 4.35, S.D.
= 0.65)
แรงจงู ใจการทอ่ งเทยี่ วเชิงเกษตร S.D. แปรผล
ด้านกจิ กรรม
1. กิจกรรมภายในสวนผลไม้ท่ีให้บริการในสถานท่ี 4.29 0.68 มากที่สดุ
ท่องเที่ยวมคี วามปลอดภัย
2. มีกิจกรรมการเกษ ตรภายในแหล่งท่องเท่ี ยวที่ 4.22 0.89 มากทส่ี ุด
หลากหลาย อาทิเช่น รับประทานบุฟเฟ่ต์ผลไม้ เก็บผัก
ให้อาหารสัตว์ ทำอาหารเพื่อสุขภาพ แปรรูปผลไม้แช่อิ่ม
และอบแห้ง
3. คา่ ใช้จา่ ยในกิจกรรมมีความเหมาะสมราคายอ่ มเยาว์ 4.00 0.77 มาก
4. กจิ กรรมในสวนผลไม้สามารถทำไดท้ ุกเพศ ทุกวัย 4.28 0.69 มาก
5. กิจกรรมชมสวนผลไม้ไม่ส่งผลกระทบกับแหล่งท่องเที่ยว 4.21 0.69 มากทส่ี ดุ
เชงิ เกษตร
รวม 4.20 0.74 มาก
ด้านกิจกรรมการท่องเท่ียว โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ˉx = 4.20, S.D. = 0.71) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า
กิจกรรมท่ีใหบ้ ริการในสถานที่ท่องเทีย่ วมีความปลอดภยั อยูใ่ นระดับมากทส่ี ดุ (ˉx = 4.29, S.D. = 0.68)
แรงจงู ใจการทอ่ งเที่ยวเชิงเกษตร S.D. แปรผล
ดา้ นสง่ิ อำนวยความสะดวก
1. แหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร(สวนผลไม้)มีบริการนำชม 4.02 0.64 มาก
มัคคุเทศก์
2. แหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร(สวนผลไม้)มีห้องสุขาเพียงพอ 4.17 0.89 มาก
ต่อความตอ้ งการ
3. แหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร(สวนผลไม้)มีร้านอาหารและ 4.12 0.68 มาก
เครือ่ งดื่มใหบ้ รกิ ารเพยี งพอตอ่ ความต้องการ
4. แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร(สวนผลไม้)มีเจ้าหน้าที่รักษา 4.18 0.76 มาก
ความปลอดภัยและมีจุดให้บริการนักท่องเท่ียวท่ีเพียงพอ
ตอ่ ความตอ้ งการ
75การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ คร้ังที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
แรงจงู ใจการทอ่ งเทีย่ วเชิงเกษตร S.D. แปรผล
ด้านส่ิงอำนวยความสะดวก
5. แหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร(สวนผลไม้)มีสัญญาณ 4.32 0.63 มากที่สุด
โท รศั พ ท์ และสัญ ญ าณ อิน เท อร์เน็ ต ให้ บ ริก ารแก่
นกั ทอ่ งเท่ียว
รวม 3.46 0.70 มาก
ด้านส่ิงอำนวยความสะดวก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ˉx = 3.46, S.D. = 0.70) เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า
แหล่งทอ่ งเทย่ี วเชิงเกษตร (สวนผลไม้) มีสัญญาณโทรศัพทแ์ ละสัญญาณอนิ เทอร์เน็ตให้บรกิ ารแก่นกั ทอ่ งเท่ียว อย่ใู นระดับมาก
ทีส่ ดุ (ˉx = 4.32, S.D. = 0.63)
ตารางที่ 2 ตารางแสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานข้อมูลรูปแบบกิจกรรมการท่องเท่ียวเชิงเกษตร (สวนผลไม้) ใน
จงั หวัดระยองสำหรับนกั ทอ่ งเทีย่ วชาวไทย
รปู แบบกจิ กรรม S.D. แปรผล
การทอ่ งเทย่ี วเชิงเกษตร
1. กิจกรรมนั่งรถชมสวนผลไม้ มีการบรรยายให้ความรู้จาก 4.17 0.72 มาก
มคั คเุ ทศก์ หรอื เจ้าของสวนเรื่องการเกษตร การปลูกผลไม้
2. กิจกรรมชิมผลไม้ รบั ประทานบุฟเฟ่ต์ผลไม้ 4.29 0.69 มากทสี่ ดุ
3. กิจกรรมเรียนรู้และศึกษาดูงานเพ่ือศึกษาวีถีชีวิตการ 4.14 0.80 มาก
ท่องเท่ยี วเชิงเกษตร
4. กิจกรรมจำหน่ายผัก ผลไม้ ปลอดสารพิษและผลิตภัณฑ์ 4.18 0.76 มาก
ทางการกษตรของดเี มอื งระยอง
5. กิจกรรมให้สาธิตการปลูกผลไม้และการทำอาหารจาก 4.20 0.73 มาก
ผัก ผลไมป้ ลอดสารพิษ
รวม 4.16 0.75 มาก
กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ˉx = 4.16, S.D. = 0.75) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ
พบวา่ กจิ กรรมรบั ประทานบฟุ เฟต่ ผ์ ลไมอ้ ยู่ในระดับมากทีส่ ุด (ˉx = 4.29, S.D. = 0.70)
76การประชุมวิชาการระดบั ชาติ ครงั้ ที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
สรปุ ผลการวจิ ัย
การพัฒนากิจกรรมการท่องเท่ียวเชิงเกษตรให้เป็นพ้ืนท่ีท่องเที่ยวปลอดภัย และเทคนิคการจัดทำเส้นทางเชื่อมโยง
แหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร (Route trip) ทั้งน้ี แหล่งท่องเท่ียววิถีเกษตรที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่เป็นแหล่งท่องเท่ียวที่
ได้รับการส่งเสรมิ และพฒั นาศักยภาพด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยว การพัฒนากิจกรรมดา้ นการท่องเท่ียว การเชือ่ มโยง
เส้นทางการท่องเท่ียวในพื้นที่ และการสร้างเครือข่ายกับชุมชน ตลอดจนได้รับการส่งเสริมด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์
อยา่ งต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างความเชื่อม่ันในดา้ นความปลอดภยั และถูกสุขอนามัย ซึง่ จะเปน็ จดุ ขายสำคัญในยุคการท่องเทยี่ ว
วิถีใหม่ (New Normal) ที่จะสามารถจูงใจนักท่องเท่ียวคนไทยให้เดินทางท่องเท่ียวภายในประเทศเพ่ิมมากข้ึน และเม็ดเงิน
เหล่าน้ีจะช่วยพลิกฟ้ืนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ สอดคล้องตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและ
สังคม อีกทั้งยังช่วยใหผ้ ู้ประกอบการและชุมชน ไดร้ บั การยกระดบั คณุ ภาพการให้บริการการท่องเทย่ี วเชิงเกษตรให้ทด่ี ีขึน้ เพื่อ
เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเท่ียว ส่งผลให้มีรายได้กระจายสู่เศรษฐกิจในท้องถ่ินได้เพ่ิมมากข้ึน
ดังน้ัน การท่องเท่ียวท่องเที่ยวเชิงเกษตรต้องมีการปรับตัวสู่การท่องเที่ยวแบบนิวนอร์มอลบนพื้นฐานความเชื่อม่ันของ
นักท่องเท่ยี ว พันธมติ รทางภาคการท่องเท่ยี วระดมความคิดเห็นช่วยกนั ส่งเสริมและพฒั นาแหล่งทอ่ งเที่ยววิถเี กษตร หรอื แหล่ง
ท่องเท่ียวเชิงเกษตร โดยเพ่ิมศักยภาพแก่เกษตรกรให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเท่ียวและยกระดับการท่องเท่ียวให้ได้
มาตรฐาน อีกทั้งการพัฒนารูปแบบกิจกรรมบนพ้ืนท่ีการเกษตรของตนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรท่ีได้มาตรฐานมีความ
ปลอดภัย ส่ิงที่สำคัญนับจากน้ี คือ การ Upskill Reskill บุคลากรด้านการท่องเท่ียวเชิงเกษตร และการทำดิจิทัลแพลตฟอร์ม
ใหเ้ กิดในการท่องเท่ยี วเชิงเกษตร เพอ่ื เพิ่มความแขง็ แกร่งให้กบั การท่องเทยี่ วเชงิ เกษตรของไทยใหส้ ามารถพร้อมฟืน้ ตัวได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ
อภปิ รายผลการวิจัย
การศึกษาแรงจูงใจเพ่ือพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (สวนผลไม้) จังหวัดระยอง ได้ผลการวิจัย เพื่อเสนอ
รปู แบบกิจกรรมการทอ่ งเท่ยี วเชิงเกษตรใหต้ รงตามความตอ้ งการของนักท่องเท่ียว
จากผลการศึกษา พบว่า แหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร (สวนผลไม้) จังหวัดระยอง สิ่งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว
เดินทางท่องเที่ยวในแหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร(สวนผลไม้) จังหวัดระยอง คือ ด้านความสวยงามทางภูมิทัศน์และมีกิจกรรมท่ี
หลากหลาย อาทิเช่น ความสวยงามทางด้านสภาพภูมิศาสตร์ที่อยูใ่ กล้กับทะเล หรืออยูใ่ นพื้นทท่ี ีม่ ีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งมีการ
ตกแต่งสถานท่ีให้มีความเป็นธรรมชาติไม่ทำลายส่ิงแวดล้อม และมีกิจกรรมการชิมอาหารพื้นเมือง กิจกรรมให้อาหารสัตว์
กิจกรรมน่ังรถรางชมสวน กิจกรรมชมสวนดอกไม้ในแหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร(สวนผลไม้)เป็นต้น ซงึ่ เป็นองค์ประกอบท่ีสำคัญ
ท่ีช่วยดึงดูดนักท่องเท่ียวเดินทางมายังพื้นที่ดังกล่าว มีความสอดคล้องกับ (นภดล แสงแข และคณะ, 2563) ท่ีอธิบายถึง
กิจกรรมการท่องเท่ียว (Activities) ในแหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร(สวนผลไม้) กิจกรรมภายในแหล่งท่องเท่ียวของแต่ละสวนน้ัน
มีแตกต่างกันออก อาทิเช่น กิจกรรมการชิมผลไม้บุฟเฟ่ต์ การนั่งรถรางชมสวน การชิมอาหารพ้ืนเมือง การให้อาหารสัตว์ การ
ถ่ายรูปชมสวนดอกไม้ การชมสวนผักไฮโดรโปรนิก เป็นต้น ซงึ่ เป็นกิจกรรมท่ีได้รบั ความนิยมเป็นอย่างมาก และแต่ละกิจกรรม
ของบางสวนนั้นมีมัคคุเทศก์นำชม มีผู้คอยให้การดูแลความปลอดภัยตลอดระยะเวลาการเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร
ดังกล่าว เพราะความปลอดภัยเป็นสิ่งท่ีต้องคำถึงมากที่สุด (ประกอบศิริ ภักดีพินิจ และ ปานณนาถ บัวเงิน, 2561) ความ
สอดคล้องกับ กิจกรรมท่ีให้บริการในสถานท่ีท่องเท่ียวมีความปลอดภัย อยู่ในระดับมากที่สุด เน่ืองจากสวนผลไม้มีบริการดูแล
ความปลอดภัยให้นักท่องเท่ียว อาทิเช่น ความปลอดภัยในการรับทานผลไม้จากต้น ซึ่งต้องได้รับความปลอดภัยปราศจาก
สารเคมีตกค้าง อันจะเป็นก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆ ตามมา จึงต้องทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความเช่ือมั่นในการชิมผลไม้ ว่าถูก
สุขอนามัย มีความปลอดภัย นักท่องเที่ยวสามารถรับประทานได้เลย ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดของ (เจษฎา นกน้อย, 2559) ท่ี
อธิบายถึง กิจกรรมภายในแหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร เป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเท่ียวเป็นอย่างมาก เน่ืองจาก
สภาพแหล่งที่ตั้งในแหล่งธรรมชาติ หรือบรรยากาศภายในแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าว เหมาะแก่การชิมผลไม้ หรือพักผ่อนเพื่อทำ
77การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ ครงั้ ที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
กิจกรรมได้อย่างเพลิดเพลิน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ (ชุติมา เหล่าทวีสุข และ อุดมศักด์ิ ศีลประชาวงศ์, 2560) กิจกรรมที่
ทำการเข้าถึงที่สะดวกสบาย สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพียงพอพร้อมใช้งาน ล้วนส่งผลต่อแรงจูงใจท่ีของนักท่องเที่ยวใน
การเดินทางท่องเท่ียวเพ่ือให้ได้สัมผัสและใกล้ชิดกับธรรมชาติ อย่างเช่น ด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีศักยภาพเป็นแหล่ง
ทอ่ งเที่ยวทางธรรมชาติ มคี วามอุดสมบูรณ์ของผลไม้ และผลิตผล ผลติ ภัณฑ์ทางการเกษตร
ขอ้ เสนอแนะ
ผู้ประกอบการควรรักษาสภาพแวดล้อมภูมิทัศน์ ให้มีความสวยงามและควรดูแลรักษาความปลอดภัยของแหล่ง
ทอ่ งเที่ยวและนักทอ่ งเทย่ี วเป็นอย่างดีเสมอ ควรมกี ารปรับราคาให้เหมาะสมกับกจิ กรรมและนกั ทอ่ งเทยี่ ว
ผู้ประกอบการควรมีกิจกรรมรับประทานบุฟเฟต์ผลไม้ เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการ และดึงดูดนักท่องเท่ียว
ในการเดินทางมาท่องเท่ียวเชิงเกษตร (สวนผลไม้) จังหวัดระยอง และกิจกรรมให้อาหารสัตว์ ไม่จำเป็นที่จะต้องมีในสวนผลไม้
เนือ่ งจากนักทอ่ งเท่ยี วใหค้ วามสนใจน้อยและเป็นการทารณุ กรรมสัตว์
หน่วยงานภาครัฐ ควรนำผลการวิจัยไปใช้ในการกำหนดนโยบาย แนวทางเพ่ือการพัฒนาและสร้างรูปแบบกิจกรรม
ในแหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตรในระดับจังหวัดและระดับประเทศให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเท่ียวท่ีมีภาพลักษณ์และ
ชือ่ เสยี งดา้ นการท่องเท่ียวเชงิ เกษตรท่ีดที ีส่ ุด
การวิจัยการท่องเท่ียวควรบูรณาการแนวคิด ทฤษฎีในการวิจัยท่ีสอดคล้องกับการให้ความสำคัญกับการสร้าง
จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวใหม่ๆ ให้เข้ากับสถานการณ์แท้จริงของพ้ืนท่ีที่ทำวิจัยเพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้องกับการท่องเที่ยว
ทุกกลุ่มสามารถนำผลการวิจัยไปปรับใช้ในการพัฒนารูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวให้ ให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวรายบุคคล
โดยเฉพาะกล่มุ นักทอ่ งเที่ยวทมี่ ีความสนใจดา้ นการเกษตร และนำไปใช้เป็นแนวทางนำเสนอผลิตภัณฑ์หรอื สินค้าการท่องเทีย่ ว
ใหต้ รงกบั ความต้องการเฉพาะกลมุ่ นักทอ่ งเท่ยี วกลุ่มเป้าหมายในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. (2540). แผนแม่บทการพัฒนาการท่องเท่ียวของประเทศ. กรุงเทพฯ: การท่องเที่ยวแห่ง
ประเทศไทย.
จงั หวัดระยอง. (2564). ข้อมูลการท่องเท่ียวจงั หวดั ระยอง. จาก www.rayong.go.th.
เจษฎา นกน้อย. (2559). การท่องเท่ียวเชิงเกษตร: แนวคิดและประสบการณ์. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
มนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 36(2), 157-169
ชตุ ิมา เหลา่ ทวีสุข และ อุดมศกั ด์ิ ศีลประชาวงศ.์ (2560). การสร้างรายไดจ้ ากการทอ่ งเท่ยี วเชิงเกษตร: กรณีศึกษาเทศกาลบุฟ
เฟ่ต์ผลไม้ จังหวดั ระยอง จันทบรุ ี และตราด. วารสารพฒั นาการเศรษฐกจิ ปริทรรศน์, 11(2), 118-139.
ชสู ิทธ์ิ ชูชาต.ิ (2538). องค์ประกอบพ้ืนฐานด้านการท่องเทย่ี ว. [ม.ป.ท.]. จุลสารการท่องเทีย่ ว (จลุ สาร).
ตนั ติกร โคตรชารี, จินณพัษ ปทุมพร, และราณี อิสชิ ัยกุล. (2564). จุดหมายปลายทางและความจงรักภักดีของแหล่งท่องเที่ยว
ในประเทศไทยของนักท่องเท่ียวเกย์ชาวต่างชาติ. วารสารสหวิทยาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 4(2), 727-
743.
ณัฏฐพงษ์ ฉายแสงประทีป. (2557). รูปแบบธุรกิจและการดำเนินการท่องเท่ียวเชิงเกษตร. วารสาร Veridian E-Journal
สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และศิลปะ, 7(3), 310-321.
เทพกร ณ สงขลา. (2554). ความสมั พันธร์ ะหวา่ งรูปแบบกิจกรรมการทอ่ งเท่ยี วเชงิ เกษตรและการใช้ทรัพยากรเกษตรของ
ชมุ ชน. กรณศี ึกษาทอ่ งเท่ียวเชงิ เกษตรช้างกลาง จงั หวดั นครศรธี รรมราช. วารสารคณะวิทยาการจัดการและ
สารสนเทศศาสตร์, 6(2), 1-12.
78การประชมุ วิชาการระดับชาติ คร้ังท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
เทิดชาย ชว่ ยบำรุง. (2551). การวเิ คราะห์จุดยืนผลิตภัณฑท์ างการท่องเที่ยวจังหวดั พังงา. วารสารการบริการและการ
ทอ่ งเทยี่ ว ไทยและนานาชาติ พ.ศ. 2551. กรงุ เทพฯ สถาบันวิจยั เพือ่ พัฒนาการท่องเทยี่ วไทย.
นภดล แสงแข, วราภรณ์ ศรบัณฑิต, นิศารัตน์ แสงแข, กัลยรัตน์ เจียมโฆสิต, และรมิดา กาญจนวงศ์. (2563). รูปแบบการ
บริหารจัดการท่องเที่ยวเชงิ เกษตร จังหวัดจันทบุรี. วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภฏั กาญจนบรุ ี, 9(1), 123-136.
นิออน ศรีสมยง. (2545). ความร่วมมือของภาครัฐบาลและเอกชนเพ่ือการพัฒนาท่ียั่งยืน. กรุงเทพฯ: โครงการสานสัมพันธ์
เครอื ขา่ ยชมุ ชนเพ่ือการทอ่ งเท่ียวที่ยังยืน. สำนกั พัฒนาการท่องเท่ยี ว. กระทรวงการท่องเทย่ี วและกีฬา.
ประกอบศิริ ภักดีพินิจ และ ปานณนาถ บัวเงิน. (2561). รูปแบบการท่องเท่ียวเชิงเกษตรปลอดภัยในพื้นที่ชุมชนกว๊านพะเยา.
วารสาร WMS Journal of Management, Walailak University, 7(1), 93 – 102.
ปิ่นฤทัย คงทอง และวีรยา มีสวัสดิกุล. (2562). แนวทางการจัดการความปลอดภัยทางการท่องเท่ียวอำเภอหัวหิน จังหวัด
ประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะจุดหมายปลายทางทางการท่องเท่ียวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ. วารสารมหาวิทยาลัยดุสิต
ธานี, 13 (1), 403-414.
พิชญาพร ศรีบุญเรอื ง และฉลองศรี พิมลสมพงศ.์ (2564). การพัฒนาคณุ ค่าแหล่งทอ่ งเท่ียวเพ่อื รองรบั นกั ทอ่ งเท่ียวศกั ยภาพ
สงู ในประเทศไทย. วารสารเทคโนโลยภี าคใต,้ 14(1), 1 – 13.
กระทรวงการท่องเทีย่ วและกีฬา. (2563). New Normal. รายงานภาวะเศรษฐกจิ การทอ่ งเที่ยว, 1(4) , กรกฎาคม – กนั ยายน
2563.
สุประภา สมนักพงษ์. 2560. แนวโน้มและการตลาดการท่องเที่ยว 4.0 ประเทศไทย. วารสาร Veridian E-Journal สาขา
มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตรแ์ ละศิลปะ, 10(3), 2055-2068.
Crompton, J. L. (1979). Motivations for pleasure vacation. Annals of Tourism Research, 6(4), 408–424.
Liu, Wang, Huang, and Chen. (2017) Destination Fascination: Conceptualization and Scale Development.
Tourism Management, 63 (Issue C), 255-267.
United Nations World Tourism Organization. (2003) Tourism Highlights. [online:
https://www.eunwto.org/doi/epdf/10.18111/9789284406647.]
79การประชมุ วชิ าการระดับชาติ ครัง้ ที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
การประเมนิ คณุ คา่ มรดกวัฒนธรรมของประเพณีบญุ หลวงและการละเลน่ ผตี าโขน
Cultural Heritage Significance Assessment of Boon Luang Tradition
and Phi Ta Khone Festival.
ปยิ พร สทุ ธทิ รพั ย1์ * และ รชั นีกร แซว่ งั 2
1*สาขาวชิ าการบริหารงานวฒั นธรรม วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2อาจารยป์ ระจำ วทิ ยาลัยนวัตกรรม มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
ผู้นำเสนอ E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
การประเมินคุณค่าวัฒนธรรมของประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ขอบเขตพ้ืนที่ชุมชนบ้านเดิ่น อำเภอ
ด่านซ้าย จังหวัดเลย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณค่าและประเมินคุณค่าวัฒนธรรมของประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตา
โขน และเพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมและอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมประเพณีประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนอย่าง
เหมาะสม วิธีการศึกษาจากทฤษฎีและแนวคิดของมรดกทางวัฒนธรรม เกณฑ์การประเมินคุณค่ามรดกวัฒนธรรม และการลง
พ้ืนที่สำรวจเบื้องต้น ใช้การสังเกต การสนทนาแบบกลุ่มกับผู้สืบทอดมรดกวัฒนธรรม และสอบถามโดยใช้เคร่ืองมือเป็น
แบบสอบถามกับกลุ่มคนที่อยู่นอกพื้นท่ีวัฒนธรรม เพ่ือสรุปการประเมินคุณค่ามรดกวัฒนธรรมของประเพณีบุญหลวงและ
การละเล่นผีตาโขนตามเกณฑ์การประเมินคุณค่ามรดกวัฒนธรรมของกฎบัตรเบอร่า (Australia ICOMOS Burra Charter)
และ แนวความคิดของ Feilden and Jokilehto ผลการศึกษาพบว่า คุณค่ามรดกวัฒนธรรมของประเพณีบุญหลวงและ
การละเล่นผีตาโขน ตามการประเมินของกลุ่มผู้สืบทอดมรดกวัฒนธรรมพบว่าให้คุณค่าทางด้านสังคมหรือคุณค่าทางจิต
วิญญาณมากท่ีสุด รองลงมาคือคุณค่าเชิงอัตลักษณ์ คุณค่าทางประวัติศาสตร์ และคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ แตกต่างจากกลุ่มคน
นอกพื้นท่ีวัฒนธรรม ที่ประเมินคุณค่าด้านสังคม และคุณค่าด้านประวัติศาสตร์มากที่สุด ส่วนคุณค่าด้านเศรษฐกิจ ท้ัง 2 กลุ่ม
ให้ความสำคัญในการประเมินคุณค่าด้านน้ีน้อยที่สุด แสดงให้เห็นว่าการประเมินคณุ ค่ามรดกวัฒนธรรม มคี ุณค่าแตกต่างกันไป
ตามประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจ มุมมอง และวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ของคนแต่ละสังคม ซึ่งมีต่อพ้ืนฐาน
ขนบธรรมเนียมประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน การประเมินคุณค่ามรดกวัฒนธรรมจึงเป็นข้อมูลพื้นฐานเพ่ือทราบ
ถึงคุณค่าแต่ละด้านของมรดกวัฒนธรรม เพ่ือนำมาวางแผนจัดการเสนอแนวทางการส่งเสริมและอนุรักษ์ได้อย่างเหมาะสม
ตอ่ ไป
คำสำคัญ: ประเพณีบุญหลวง การละเล่นผตี าโขน การประเมินคณุ คา่ มรดกวัฒนธรรม มรดกวัฒนธรรม
Abstract
The study “Cultural Heritage Significance Assessment of Boon Luang Tradition and Phi Ta Khone
Festival” aims to study and assess the cultural heritage significance of Boon Luang Tradition and Phi Ta
Khone Festival in order to propose the applicable promotion and conservation guidelines. This study was
conducted employing reviewing theories and concepts linked to cultural heritage, cultural heritage
assessment criterion, brief area survey, observation, focus group discussion with cultural heritage bearers,
and questionnaire on a group of individuals outside of the targeted cultural site in order to conclude the
80การประชมุ วชิ าการระดับชาติ คร้งั ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
cultural heritage significance assessment of Boon Luang Tradition and Phi Ta Khone Festival according to
the Australia ICOMOS Burra Charter and the concept of Feilden and Jokilehto. According to the findings
and the assessment by cultural heritage bearers, the cultural heritage significance of Boon Luang Tradition
and Phi Ta Khone Festival are appreciated the most in terms of social and spiritual value, followed by
Identity Value, Historical Value, Economical Value. This assessment is different from the assessment made
by a group of individuals outside of the studied cultural site, which reveals that they place the greatest
emphasis on the social and historical value the most. Meanwhile, both groups value the Economical
Value the least. This finding suggests that assessments may change based on the experience, knowledge,
understanding, opinion, and goals of people from different societies., which affect the foundation of Boon
Luang Tradition and Phi Ta Khone Festival. The cultural heritage significance is crucial information for
gaining understanding into numerous aspects of cultural heritage, which can then be used to create
future promotion and conservation strategies.
Keywords: Boon Luang Tradition, Phi Ta Khone Festival, Cultural Heritage Significance Assessment,
Cultural Heritage
บทนำ
ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน มีลักษณะเป็นพิธีกรรมประเพณีและเทศกาล จึงจัดเป็นประเภทหนึ่งใน
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 ได้รับรองขึ้น
ทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สาขาแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาลต่างๆ ในปี พ.ศ. 2556 โดย
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ ที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้
อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ พ.ศ. 2546 โดยองค์การยูเนสโก นับต้ังแต่ พ.ศ. 2531 - 2540
ได้ประกาศให้ช่วงปีน้นั เป็น “ทศวรรษโลกเพอื่ การพฒั นาวัฒนธรรม” (World Decade for Cultural Development) เพราะ
ได้เล็งเห็นความสำคัญของวัฒนธรรม โดยขอให้รัฐสมาชิกร่วมกันจัดกิจกรรมเพ่ือบรรลุเป้าหมายของทศวรรษโลกเพ่ือการ
พัฒนาวัฒนธรรม 4 ประการ ได้แก่ 1) เน้นการใช้มิติวัฒนธรรมในกระบวนการพัฒนา 2) เสริมสร้างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม
ท้องถิ่น 3) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินงานวัฒนธรรม 4) ส่งเสริมความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่าง
ประเทศ (สมชั ศลิ ปวัฒนธรรมไทย สภาผ้แู ทนราษฎร, ม.ป.ป., หน้า 1)
ในช่วงปี พ.ศ.2530–2546 เป็นยุคท่ีเกิดการปรับเปล่ียนไปในลักษณะก้าวกระโดดก้าวใหญ่ เมื่อการท่องเที่ยวแห่ง
ประเทศไทยบรรจุให้ประเพณีบุญหลวงและการละเลน่ ผีตาโขน อำเภอด่านซ้าย จังหวดั เลย อยูใ่ นแผนการท่องเที่ยว เป็นผลทำ
ให้ประชาชนในท้องถ่ินมีรายได้เพ่ิมข้ึนจากการท่องเท่ียวอีกทางหน่ึง ชาวบ้านอำเภอด่านซ้ายทั่วไปก็มีการปรับตัวในลักษณะ
ตอบสนองและยอมรับการท่องเท่ียว การแห่ผีตาโขนท่ีใช้ประกอบพิธีกรรมจึงถูกปรับแนวให้เป็นการแสดงเพ่ือให้นักท่องเที่ยว
ได้ดูชม มีการจัดฉากแสดงการพูด การแข่งขัน ตลอดจนปรับปรุงเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบสำคัญๆ ทั้งคน อุปกรณ์ กิจกรรม
สถานที่ (พรรษชล แข็งขัน และคณะ, 2557) ซ่ึงแต่เดิม ผีตาโขน เป็นการละเล่นส่วนหนึ่งในประเพณีบุญหลวงหรือบุญผะเวส
เท่าน้ัน แต่เม่ือสังคมวัฒนธรรมท่องเท่ียวได้แผ่ขยายและได้รับการประชาสัมพันธ์ผ่านทางหน่วยงานรัฐ และองค์กรเอกชน ทั้ง
คนภายในและภายนอกมากยิ่งขึ้นแล้ว ความเข้าใจในคติความเชื่อเดิมก็อาจจะถูกลดทอนบทบาทลง จากปรากฎการณ์น้ี
ประเพณีบุญหลวงจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความท้าทายในสังคมและเศรษฐกิจสมัยใหม่ ในขณะที่ยังคงพยายามรักษา
คุณค่า ความสำคัญดั้งเดิมไว้ ทั้งการสงวนรักษา การส่งต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในบริบทของประเพณี ความเชื่อ
81การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ ครัง้ ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
ความศักดิ์สิทธิ์สู่ชีวิตประจำวัน โดยพยายามไม่ให้คุณค่าทางมรดกวัฒนธรรมสูญหาย บทความน้ีจึงมีจุดประสงค์ในการศึกษา
คุณค่าของวัฒนธรรมของประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ซึ่งจะเป็นการนำมาลำดับความสำคัญ และนำมาใช้
พจิ ารณาเลือกใชว้ ิธกี ารอนรุ กั ษ์และบริหารจัดการที่เหมาะสมตอ่ ชุมชนต่อไป
วัตถปุ ระสงค์
เพอ่ื ศึกษาและประเมินคุณคา่ วัฒนธรรมของประเพณบี ุญหลวงและการละเล่นผตี าโขน
ทบทวนวรรณกรรม
ประเพณีบญุ หลวงและการละเลน่ ผีตาโขน
ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน เป็นประเพณีท่ีแสดงถึงแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล
เป็น “มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ตามการแบ่งประเภทของกฎบัตรประเทศไทยว่าด้วยการบริหารจัดการแหล่งมรดก
วัฒนธรรม โดยท่ีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้บัญญัติศัพท์ “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” ขึ้นมาให้ใช้
แทนคำว่า “มรดกวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้” ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559
(กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, 2559) ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน เป็นการรวมงานบุญตามฮีตสิบสองมารวมไว้ในบุญ
เดียว ประกอบด้วย บุญผะเหวด หรือ บุญพระเวสสันดร ซ่ึงเป็นบุญเดือนส่ี และบุญบ้ังไฟ ซ่ึงเป็นบุญเดือนหก มาจัดในช่วง
เดือนเจ็ดหรือเดือนแปด เรียกวา่ บุญหลวง ซึ่งจะมแี ค่ทอ่ี ำเภอด่านซ้าย จัดขึ้นที่วัดโพนชัยที่เดียวเท่านน้ั แก่นแท้ ของประเพณี
บุญหลวง คือ “พิธีกรรม” และการเล่นผีตาโขน“ถวายเจ้านาย” พิธีกรรมจากคติความเชื่อเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษ
ประกอบดว้ ย พธี ีเบิกพระอุปคตุ พีธีบายศรีสู่ขวญั เจา้ พ่อกวน เจ้าแม่นางเทยี ม พธิ ีแห่พระเวสสันดรเขา้ เมือง จดุ บ้ังไฟ ลอยชุดผี
ตาโขนและหนุ่ ผีตาโขนเพื่อปลดทุกข์โศก (ลอยเคราะห์) เทศน์มาลัยหม่ืน มาลัยแสน พิธีสะเดาะเคราะห์บ้านเมือง เทศน์กัณฑ์
มหาชาติ 13 กณั ฑ์ (ถาวร เช้อื บุญมี, การสนทนากลุ่ม, 22 สิงหาคม 2564)
รูปที่ 1 ผีตาโขนประเภทต่างๆ ในขบวนแหง่ านพิธบี ุญหลวงและการละเลน่ ผีตาโขน
ท่ีมา: ผู้วจิ ัย (2562)
82การประชมุ วิชาการระดับชาติ ครง้ั ที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
รูปท่ี 2 สนทนากลุม่ กบั ผสู้ ืบทอดมรดกวัฒนธรรม ณ บา้ นเจ้าพอ่ กวน อ.ดา่ นซ้าย จ.เลย
ท่มี า: ผู้วจิ ัย (2564)
มรดกวัฒนธรรม
มรดกวัฒนธรรม ตามความหมายท่ีกฎบัตรประเทศไทยว่าด้วยการบริหารจัดการแหล่งมรดกวัฒนธรรม สมาคมอิ
โคโมส(2554) ให้ไว้ว่า ผลงานสร้างสรรค์ของชนในชาติที่เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันมีคุณค่าที่ตกทอดมาจากรุ่นก่อน เป็น
ประจักษ์พยานของพัฒนาการทางประวัตศิ าสตร์ หมายรวมถึงส่ิงแวดลอ้ มทมี่ นุษยไ์ ดส้ ร้างขน้ึ และระบบนิเวศซึ่งเป็นทรัพยากร
ทมี่ ีคุณค่าไม่สามารถหาทดแทนได้ เปน็ เคร่อื งหมายท่ีสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงความสำเรจ็ ของผคู้ นในอดตี แสดงใหเ้ ห็นถึงวัฒนธรรมที่
โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของพื้นท่ี ท่ีมีการสืบทอดมาต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และควรค่าแก่การสืบสานต่อไปในอนาคต
แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ มรดกวัฒนธรรมท่ีจับต้องได้ และมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ 1) มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องได้
หมายถึง มรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรมซ่ึงเป็นส่ิงที่สามารถจับต้องและมองเห็นได้ ได้แก่ โบราณสถาน อนุสาวรีย์
สถาปัตยกรรม อาคาร กลุ่มอาคาร ย่านชุมชน ท้องถิ่น เมืองเก่า แหล่งประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณคดี แหล่งภูมิทัศน์
ประวัติศาสตร์ ภูมิทัศน์วัฒนธรรม โบราณวัตถุ และผลงานศิลปะแขนงต่าง ๆ เป็นต้น 2) มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
หมายถึง มรดกทางวัฒนธรรมท่ีเป็นนามธรรมซึง่ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องหรือแสดงออกมาทางกายภาพได้ ได้แก่ ภูมิปัญญา
ความรู้ ความหมาย ความเช่ือ ความสามารถ ขนบธรรมเนียมประเพณี จารีตที่บุคคลหรือชุมชนได้สร้างสรรค์ข้ึนเพื่อเป็นส่วน
หนึ่งของการดำรงชีวิตอยู่ และได้ถ่ายทอดจากรุ่นหน่ึงไปสู่อีกรุ่นหน่ึงมาจนถึงปัจจุบัน ท้ังน้ี แหล่งมรดกวัฒนธรรม คือมรดก
วฒั นธรรมทีจ่ บั ต้องได้ท่ีเปน็ อสงั หารมิ ทรพั ย์ ซง่ึ มีความผูกพันเกยี่ วข้องกับมรดกวัฒนธรรมท่จี ับต้องไมไ่ ด้อย่างแยกไม่ออก
คณุ คา่ และการประเมินคณุ ค่าของมรดกวัฒนธรรม
การประเมินคุณค่ามรดกวัฒนธรรมเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการอนุรักษ์ เพ่ือนำมาจัดลำดับความสำคัญ และ
นำมาใชพ้ ิจารณาเลอื กวิธกี ารในการอนุรักษ์และบริหารจัดการทเ่ี หมาะสมเพ่ือให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสงั คม (สมาคมอิโคโมส,
2554) การประเมินคุณค่ามรดกวัฒนธรรมไม่ได้ประเมินทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังประเมินถึงความรู้ที่เก่ียวข้องกับมรดก
วัฒนธรรมด้วย โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับชุมชนในแง่ของจิตใจและจิตวิญญาณ ซ่ึงอาจสรุปลักษณะความสำคัญของส่ิงซึ่ง
สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นมรดกวัฒนธรรม ได้แก่ ให้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ วิชาการ หรือศิลปะ ได้แสดงให้เห็นถึงการ
เปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของวิถีชีวิตของกลุ่มชนและสังคมท่ีได้สืบทอดต่อกันมา มรดกวัฒนธรรมนั้นๆ มีรูปแบบด้ังเดิม
สามารถสืบคน้ ถึงที่มาในอดีตได้ มลี ักษณะบง่ บอกถงึ ความเป็นชุมชนหรือทอ้ งถิน่ ถ้าหากไม่มีการอนุรกั ษ์ไวจ้ ะก่อให้เกดิ การสูญ
หายไปในท่ีสดุ
83การประชุมวิชาการระดบั ชาติ คร้ังท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
เกณฑก์ ารประเมินคณุ คา่ มรดกวัฒนธรรม
คุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural heritage significance) คือ ส่ิงที่แสดงถึงคุณความงาม ประวัติความ
เป็นมา สังคม หรือคุณค่าที่มีลักษณะพิเศษอื่นๆ (The Australia ICOMOS Charter for Places of Cultural Significance,
2013) ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ในฐานะท่ีได้รับรองข้ึนทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สาขา
แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาลต่างๆ และเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ ที่ได้รับการ
คุ้มครองภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้ พ.ศ. 2546 ขององค์การยูเนสโก จึงมีศักยภาพ
และคุณค่าในด้านต่างๆ ตามเกณฑ์ประเมนิ คณุ คา่ มรดกวัฒนธรรมของสากล ดงั ต่อไปน้ี
1. คุณค่าด้านประวัติศาสตร์ (History Value) หมายถึง เป็นพื้นฐานของคุณค่าในทุกๆ ด้าน ในช่วงเหตุการณ์
ประวัติศาสตร์ และบุคคลในช่วงหนึ่งช่วงใดในประวัติศาสตร์ เป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์สำคัญตามกฎบัตรเบอร่า (The
Australia ICOMOS Charter for Places of Cultural Significance, 2013)
2. คุณค่าทางสุนทรียภาพ (Aesthetic Value) หมายถึงคุณค่าความงามท่ีเก่ียวข้องกับการรับรู้ทางประสาท
สัมผสั ทกุ ด้าน ไดแ้ ก่ รูป ขนาด สี ผิวสัมผัส วัสดุ กลนิ่ เสียง ทีเ่ ก่ยี วเน่อื งกบั สถานที่ และการใชส้ อยสถานทีน่ ั้น
3. คุณค่าทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Value) หมายถึง คุณค่าด้านการวิจัย (Research Value) เกี่ยวข้องกับ
พื้นท่ี ความหายาก และสามารถใชเ้ ป็นแหล่งข้อมลู ในอนาคตได้
4. คุณค่าทางสังคม หรือคุณค่าทางจิตวิญญาณ (Social or Spiritual Value) หมายถึง คุณค่าของสถานที่ใน
ฐานะเปน็ ศนู ย์กลางของจติ วญิ ญาณ ความเชือ่ การเมือง ชนชาติ หรอื วัฒนธรรมของคนกลุม่ นอ้ ย
เกณฑ์สำคัญในการประเมินคุณค่าจาก Feilden and Jokilehto (1998) ได้กำหนดแนวทางประเมินคุณค่า
ทรัพยากรวัฒนธรรมโดยแบ่งการพิจารณาออกเป็น 2 กลุ่ม คือคุณค่าทางวัฒนธรรม (Cultural values) และคุณค่าด้าน
เศรษฐกจิ และสังคมรว่ มสมัย (Contemporary Socio-Economic Values)
1. คุณค่าทางวัฒนธรรม คือสิ่งที่ผู้คนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับทรัพยากรวัฒนธรรมนั้นๆ ซ่ึงอาจจะแตกต่าง
กนั ในแต่ละสังคม ซึง่ แบ่งเป็นกลมุ่ ยอ่ ยอกี 3 กลุม่ ได้แก่
1.1 คุณค่าเชิงอัตลักษณ์ (Identity Value) เป็นกลุ่มคุณค่าที่มีความสัมพันธ์และความผูกพันด้านอารมณ์
ความรู้สึกกับทรัพยากรวัฒนธรรม เช่น ส่ิงของ สถานท่ี หรือสิ่งก่อสร้าง ความผูกพันน้ันอาจรวมถึงอายุความเก่าแก่
คณุ ลักษณะบางประการ ประเพณี ความหลงั หรอื ความทรงจำ ตำนาน ความรู้สึก ศาสนา จิตวญิ ญาณ และสัญลักษณ์ ซึ่งอาจมี
นัยทางการเมือง ชาตนิ ิยม
1.2 คุณค่าเชิงศิลปะหรือเทคนิค (Relative Artistic or Technical Value) เป็นคุณค่าท่ีข้ึนอยู่กับความ
เปน็ มาทางประวัตศิ าสตรแ์ ละสามารถพิสจู น์ได้ด้วยวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์
1.3 คุณค่าเชงิ จำนวนทห่ี ายาก (Rarity Value) หมายความว่า ทรพั ยากรบางอยา่ งท่ีมีความหมายคล้ายกัน
อาจมจี ำนวนไม่เทา่ กัน มีจำนวนไมม่ าก หรือเป็นของหายาก
2. คณุ ค่าเชงิ เศรษฐกิจและสงั คมร่วมสมัย หมายถงึ คุณคา่ การใช้งานรว่ มสมัย แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังน้ี
2.1 คุณค่าเชิงเศรษฐกิจ (Economic Value) หมายถึง คุณค่าท่ีทรัพยากรสามารถช่วยให้มนุษย์มีความ
เป็นอยู่ดำรงชีพได้ คุณค่านี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะเงินตราหรือเกี่ยวข้องกับการเงินเท่านั้น แต่หมายถึงคุณค่าท่ีมนุษย์สามารถใช้
ทรัพยากรวัฒนธรรมในการมีชีวติ อยไู่ ด้
2.2 คุณค่าเชงิ หน้าทใ่ี ช้สอย (Functional Value) หมายถงึ คุณคา่ ท่คี ล้ายกับคณุ ค่าเชงิ เศรษฐกจิ แตเ่ น้นท่ี
คณุ ค่าการใชง้ าน การใชส้ อยแบบเดิมที่ทรพั ยากรวัฒนธรรมเคยถกู ใช้มา หรอื อาจมกี ารปรบั เปลี่ยนหนา้ ทไ่ี ด้
2.3 คุณค่าเชิงการศึกษา (Educational Value) หมายถึง คุณค่าที่มนุษย์ในปัจจุบันใช้ในการเรียนรู้
เรอ่ื งราวต่างๆ เก่ยี วกบั ทรัพยากรวัฒนธรรม
84การประชมุ วชิ าการระดับชาติ คร้ังที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
2.4 คุณค่าเชิงสังคม (Social Value) หมายถึง คุณค่าในเชิงสังคมประเพณี กิจกรรมทางสังคมท่ียังเป็น
ประโยชน์ในสังคมปัจจุบนั ได้
2.5 คุณค่าเชิงการเมือง (Political Value) หมายถึง คุณค่าที่อาจจะเก่ียวข้องกับเหตุการณ์ ทาง
ประวัติศาสตร์ซึ่งแสดงความเป็นชาติ สถานที่กับการเปล่ียนแปลงการปกครองประเทศ หรือมรดกวัฒนธรรมน้ันเป็นสัญลกั ษณ์
แสดงการสนิ้ สุดของการปกครองประเทศ
การประเมินคุณค่ามรดกวัฒนธรรมของประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน จากการศึกษาเกณฑ์การประเมิน
คุณค่ามรดกวัฒนธรรม ผู้วิจัยได้ใช้เกณฑ์การประเมินคุณค่ามรดกวัฒนธรรมตามกฎบัตรเบอร่า ในการประเมินคุณค่าด้าน
ประวัติศาสตร์ คุณค่าทางสังคม หรือคุณค่าทางจิตวิญญาณ และใช้เกณฑ์การประเมินคุณค่าจากแนวคิดของ Feiden and
Jokilehto (1998) ในด้านคณุ คา่ เชิงอัตลักษณ์ คุณคา่ เชงิ เศรษฐกจิ และคณุ คา่ ทางสงั คม เป็นเกณฑก์ ารประเมนิ
วธิ ีดำเนนิ การวจิ ัย
การศึกษาวิจัยในคร้ังนี้ ผู้วิจัยใช้วิธีระเบียบวิจัยแบบผสม เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)
โดยใช้วิธีศึกษาเอกสาร (Document) การลงพ้ืนที่ภาคสนาม (Field Study) เพอ่ื สังเกต สนทนากลุ่ม และผสานกับวิธีการวิจัย
เชิงปริมาณ (Quantitative Research) มขี ั้นตอนการวิจัยดังตอ่ ไปน้ี
ขอบเขตประชากร
ผู้วิจัยใช้วิธีคัดเลือกกลุ่มตัวอยา่ งแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยการพิจารณาถึงลักษณะของกลุ่มตัวอยา่ ง
ทเี่ ปน็ ไปตามวตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย ดว้ ยวิธีการสนทนาแบบกลมุ่
1. กล่มุ ผสู้ ืบทอดมรดกทางวฒั นธรรม ผนู้ ำในการทำพธิ ีบุญหลวง/ผูน้ ำวฒั นธรรมประเพณี จำนวน 13 คน
1.1 เจา้ พอ่ กวน ดร.ถาวร เชอื้ บุญมี
1.2 เจา้ แม่นางเทียม
1.3 พอ่ แสน และนางแต่ง
2. กลุ่มผู้ทอ่ี ยูน่ อกพนื้ ที่วฒั นธรรม จำนวน 275 คน โดยแบง่ ออกเปน็ 3 กลมุ่ ดงั นี้
2.1 กลุ่มคนทอ่ี ยใู่ นพ้ืนท่จี ังหวัดเลย
2.2 กล่มุ นกั ทอ่ งเท่ยี ว
2.3 กลมุ่ อ่นื ๆ (ไมร่ ะบ)ุ
ขอบเขตดา้ นพืนที่
ผู้วิจัยกำหนดเลือกศึกษาประเพณีผีตาโขนในเขตชุมชนบ้านเดิ่น อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย มีศูนย์รวมที่วัดโพนชัย
ซึ่งผีตาโขนในงานบุญหลวง จังหวัดเลย ได้รับการรับรองข้ึนทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประจำปี 2556 จาก
กรมส่งเสรมิ วัฒนธรรม เขตพ้ืนที่การปกครองเทศบาลตำบลด่านซ้าย มีชมุ ชน 5 ชุมชน 6 หมู่บ้าน (ประกาศเทศบาลตำบลด่าน
ซ้าย เรอ่ื ง แผนยทุ ธศาสตรด์ ารพฒั นา ประจำปี 2560 – 2564, น. 17)
การเก็บรวบรวมข้อมลู จากแหล่งต่างๆ
1. ศึกษา ค้นคว้าข้อมูล และเอกสารต่างๆที่เก่ียวข้องจากข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) เช่น หนังสือ วิจัย
บทความ เอกสารสง่ิ พิมพ์ ทฤษฎที ีเ่ ก่ียวข้อง เพื่อนำมาใช้เปน็ แนวทางในการกำหนดกรอบและวิเคราะห์ขอ้ มลู
2. เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลโดยการสนทนากลมุ่ สงั เกต จากการร่วมสนทนากลุ่มกบั กลุ่มผูส้ ืบทอดมรดกวัฒนธรรม
85การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ คร้ังท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
3. เก็บรวบรวมข้อมลู จากแบบสอบถามเพ่ือนำมาวิเคราะห์การประเมนิ คุณค่ามรดกวัฒนธรรมของประเพณีบุญหลวง
และการละเล่นผีตาโขน
เครื่องมือและการตรวจสอบเครื่องมือ
1. การสนทนากลุ่มแบบกลมุ่ เดย่ี ว
ผูว้ ิจัยนำข้อมลู ท่ไี ด้จากการประเมินคุณค่ามรดกวฒั นธรรมของประเพณีบญุ หลวงและการละเล่น ตามทฤษฎี แนวคิด
เกณฑก์ ารประเมินคุณค่ามรดกวัฒนธรรม ร่วมสนทนากลุ่มกับกลมุ่ ผู้สืบทอดมรดกวัฒนธรรม เป็นการสนทนาแบบปลายเปดิ มี
ความยืดหยุ่น โดยได้กำหนดแนวคำถามที่มีความเหมาะสมท่ีสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย มีการจดบันทึกและ
บนั ทกึ เสียงในระหวา่ งการสนทนา
2.การสงั เกตการณ์ (Observation)
ผู้วิจัยได้กำหนดประเด็นแบบสังเกตการณ์ไว้ล่วงหน้าเพอ่ื ใช้สำหรับการเก็บข้อมูลภาคสนามเม่ือเข้ารว่ มงานประเพณี
บุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ได้แก่ ลำดับพิธีกรรม สถานที่ พ้ืนท่ีจัดการแสดงผีตาโขน กลุ่มผู้เข้าร่วมงาน และพฤติกรรม
นักท่องเท่ียวที่เข้ามาชมงาน โดยจะเป็นการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม (Non-Participant Observation) ข้อมูลที่ได้
ดงั กลา่ วจะเปน็ ข้อมลู เชงิ ประจักษ์เพ่อื นำมาใชป้ ระกอบการอธิบายเชิงพรรณนาตอ่ ไป
3. แบบสอบถาม
ได้นำแบบสอบถามไปทำการทดสอบจำนวน 30 ชดุ กบั กล่มุ ตัวอย่างท่ีไม่เก่ียวข้องกับพ้นื ที่การวิจยั เพ่ือตรวจสอบว่า
คำถามส่ือความหมายตรงตามความต้องการและมีความเหมาะสมหรือไม่ แล้วนำมาทดสอบหาความเช่ือม่ันด้วยกระบวนการ
ทางสถติ ิ โดยใชโ้ ปรแกรมสำเร็จรปู สูตรสมั ประสทิ ธิแ์ อลฟาของครอนบัค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ดงั นี้
ตารางท่ี 1 แสดงคา่ ความเชอ่ื มนั่ ของแตล่ ะตัวแปร
ตัวแปร จำนวนขอ้ คา่ ความเชอ่ื มัน่ Cronbach’s alpha
ประเพณีบญุ หลวงและการละล่นผตี าโขนมีคุณคา่ ดา้ นเศรษฐกจิ 6 0.886
ประเพณีบญุ หลวงและการละเล่นผตี าโขนมคี ุณค่าด้านสังคม 8 0.898
ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนมคี ณุ คา่ เชงิ การศกึ ษา 4 0.806
ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนมีคุณคา่ ดา้ น 5 0.897
ประวัตศิ าสตร์
จากตารางท่ี 1 ผลการวิเคราะห์พบว่า ค่าความเช่ือมั่นของครอนบัคของทุกตัวแปร มีค่าเกิน 0.7 แสดงว่าข้อมูลตัว
แปรมีความน่าเชอ่ื ถอื ซึง่ ถือไดว้ ่าอย่ใู นระดับดแี ละดมี าก หมายถึง แบบสอบถามมคี วามน่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ได้
การบันทกึ ขอ้ มูลความรู้
การรวบรวมข้อมลู ความรู้ และบนั ทึกความรูข้ องผู้ศกึ ษาวจิ ยั ใชว้ ัสดอุ ุปกรณใ์ นการบันทึกข้อมลู ดังน้ี
1. เครื่องบนั ทึกเสยี ง เพ่อื เก็บข้อมลู ได้ครบถว้ นและรวดเรว็ ขณะท่ีสมั ภาษณห์ รือสนทนาซักถาม
2. กลอ้ งถา่ ยรปู บนั ทึกภาพน่ิง เหตกุ ารณ์ บคุ คล และงานประเพณี
3. อปุ กรณบ์ ันทกึ ภาพวีโอ เพอื่ บันทกึ ภาพวดิ ีโอของงานประเพณี ในชว่ งพธิ สี ำคญั ต่างๆ
86การประชุมวิชาการระดบั ชาติ ครัง้ ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
4. ชดุ บนั ทกึ ความรู้ ท่ผี ู้ศึกษาวิจัยใช้จดบันทึกตลอดการสนทนา
การวเิ คราะหข์ ้อมูล
การศึกษาวิจัยนี้เป็นงานวิจัยที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม วิจัยเชิงคุณภาพ และวิจัยเชิงปริมาณ ดังน้ันในการศึกษา
วิเคราะห์ข้อมูลจึงใช้ท้ังแนวทางการวิเคราะห์เชิงพรรณาโวหารในการวิจัยเชิงคุณภาพ และวิเคราะห์สถิติพรรณา ในการวิจัย
เชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าอัตราร้อยละ (Percentage) นำมา
วเิ คราะห์และเขียนรายงานผลการวจิ ัยในลักษณะความเรยี งเชิงบรรยาย
ผลการวจิ ัยและการอภปิ รายผลการวิจยั
ผลการวิเคราะห์เกีย่ วกับขอ้ มูลการจำแนกกลุม่ และขอ้ มูลภูมลิ ำเนาของผู้ตอบแบบสอบถาม
จากแบบสอบถามพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ จำนวน 154 คน (รอ้ ยละ 56.00) เปน็ นักท่องเทย่ี ว รองลงมา
คือ คนในพ้ืนท่ีจังหวัดเลย จำนวน 79 คน (ร้อยละ 28.70) และอื่นๆ จำนวน 42 คน (ร้อยละ 15.30) (ดังแสดงในตารางท่ี 2)
และพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีภูมิลำเนาที่ภาคกลาง-ภาคตะวันออก จำนวน 119 คน (ร้อยละ 43.30) รองลงมาคือ กลุ่มคน
จังหวัดเลย จำนวน 65 คน (ร้อยละ 23.60) จังหวัดอื่นๆในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 62 คน (ร้อยละ 22.5) ภาคใต้
จำนวน 15 คน (ร้อยละ 5.50) และน้อยที่สุดคือ ภาคเหนือ จำนวน 14 คน (ร้อยละ 5.10) (ดังแสดงในตารางที่ 3) และพบว่า
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เคยรู้จัก – ได้ยิน แต่ไม่เคยไปร่วมชมงาน จำนวน 187 คน (ร้อยละ 68.00) เคยไปร่วมชมงาน
จำนวน 56 คน (รอ้ ยละ 20.40) เป็นคนในชุมชน จำนวน 17 คน (ร้อยละ 6.20) และน้อยท่ีสุด คือ ไม่เคยรู้จัก จำนวน 15 คน
(รอ้ ยละ 5.50) ดงั แสดงในตารางที่ 4
ตารางท่ี 2 แสดงจำนวน และร้อยละของกลมุ่ ตัวอยา่ ง จำแนกตามกลมุ่
กลมุ่ จำนวน ร้อยละ
คนในพน้ื ทจี่ งั หวดั เลย 79 28.7
154 56.0
นักทอ่ งเท่ยี ว 42 15.3
อนื่ ๆ 275 100.0
รวม
ตารางที่ 3 แสดงจำนวน และรอ้ ยละของกลุ่มตวั อยา่ ง จำแนกตามภูมิลำเนา
ภูมลิ ำเนา จำนวน รอ้ ยละ
จงั หวดั เลย 65 23.6
จงั หวัดอื่นๆ ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ 62 22.5
ภาคเหนือ 14 5.1
ภาคกลาง-ภาคตะวนั ออก 119 43.3
15 5.5
ภาคใต้ 275 100.0
รวม
87การประชุมวิชาการระดบั ชาติ ครง้ั ที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
ตารางที่ 4 แสดงจำนวน และรอ้ ยละของกลมุ่ ตัวอยา่ ง จำแนกตามการรจู้ ักงานประเพณีบญุ หลวงและการละเล่นผีตาโขน
การรจู้ ักงานประเพณีบญุ หลวงและการละเล่นผตี าโขน จำนวน ร้อยละ
เป็นคนในชุมชน 17 6.2
เคยไปรว่ มชมงาน 56 20.4
187 68.0
เคยรจู้ กั - ได้ยนิ แต่ไมเ่ คยไปรว่ มชมงาน 15 5.5
ไมร่ ู้จัก 275 100.0
รวม
ผลการวิเคราะห์เก่ียวกับข้อมูลเปรียบเทียบความคิดเห็นเฉล่ียในการประเมินคุณค่ามรดกวัฒนธรรมของประเพณีบุญ
หลวงและการละเลน่ ผตี าโขน
จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบความคิดเห็นเฉล่ียในการประเมินคุณค่ามรดกวัฒนธรรมของประเพณีบุญ
หลวงและการละเล่นผีตาโขน (ตารางที่ 5) พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามท่ีเป็นคนในพ้ืนท่ีจังหวัดเลย มีความคิดเห็นเฉลี่ยในการ
ประเมินคุณค่ามรดกวัฒนธรรมของประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนมีคุณค่าด้านสังคมและคุณค่าด้านประวัติศาสตร์
เท่ากัน (ร้อยละ 4.42) รองลงมาคือคุณค่าเชิงการศึกษา (ร้อยละ 4.33) และน้อยที่สุดคือ คุณค่าด้านเศรษฐกิจ (ร้อยละ 4.27)
นักท่องเที่ยว มีความคิดเห็นเฉลี่ยคุณค่าด้านประวัติศาสตร์มากที่สุด (ร้อยละ 4.37) รองลงมาคือคุณค่าด้านสังคม (ร้อยละ
4.34) คุณค่าเชิงการศึกษา (ร้อยละ 4.30) และน้อยท่ีสุดคือ คุณค่าด้านเศรษฐกิจ (ร้อยละ 4.23) กลุ่มอื่นๆ แสดงความคิดเห็น
ในการประเมินคุณค่าด้านประวัติศาสตร์มากที่สุด (ร้อยละ 4.40) รองลงมาคือ คุณค่าด้านสังคม (ร้อยละ 4.36) คุณค่าเชิง
การศกึ ษา (รอ้ ยละ 4.22) และน้อยทส่ี ุดคือ คณุ ค่าด้านเศรษฐกิจ (ร้อยละ 4.18)
ตารางที่ 5 เปรียบเทียบความคิดเหน็ เฉลี่ยในการประเมินคุณคา่ มรดกวัฒนธรรมประเพณีบญุ หลวงและการละเล่นผีตาโขน
จำแนกตามกลมุ่
กลมุ่ การประเมินคุณคา่ มรดกวัฒนธรรมประเพณีบญุ หลวง
และการละเล่นผีตาโขน
คนในพ้ืนที่จงั หวดั เลย ค่าเฉลย่ี
นกั ทอ่ งเทย่ี ว n คณุ ค่าด้าน คณุ คา่ ด้าน คณุ ค่าเชงิ คณุ ค่าด้าน
อน่ื ๆ เศรษฐกิจ สงั คม การศึกษา ประวัติศาสตร์
ค่าส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
คา่ เฉล่ยี 4.27 4.42 4.33 4.42
n 79 79 79 79
0.691 0.520 0.571 0.580
ค่าสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.23 4.34 4.30 4.37
ค่าเฉลีย่ 153 153 153 153
n 0.660 0.597 0.603 0.555
4.18 4.36 4.22 4.40
คา่ สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน 41 41 41 41
0.604 0.559 0.597 0.604
88การประชมุ วิชาการระดับชาติ ครงั้ ท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
ผลจากการสนทนากลุ่มกับกลุ่มผู้สืบทอดมรดกวัฒนธรรม จำนวน 13 คน พบว่า ในฐานะกลุ่มผู้สืบทอดมรดก
วัฒนธรรมและผู้นำทางจิตวิญญาณ ประเมินคุณค่าของประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนที่สำคัญท่ีสุดคือ ด้าน 1)
คุณค่าทางสังคม หรือคุณค่าทางจิตวิญญาณ พิธีกรรม ประเพณี โดยเฉพาะความเคารพและความเช่ือต่อ “เจ้านาย” ซ่ึงเป็น
วญิ ญาณเจ้าแสนเมอื ง ทจี่ ะมาเขา้ ทรงเจ้าพ่อกวน เพอ่ื กำหนดวันพิธีบุญหลวงในแตล่ ะปี และยงั ช่วยรกั ษาบรรทัดฐาน เอกภาพ
ในสังคมเพราะมีความเชื่อในส่ิงเดียวกัน กลุ่มคนท่ีมีบทบาทส่วนร่วมในกิจประเพณีเดียวกัน ย่อมสร้างความสามัคคี และความ
ผกู พันอันดีในชุมชน (กาญจนา สวนประดิษฐ์, 2533) 2) คณุ ค่าเชงิ อตั ลักษณ์ ของประเพณีบญุ หลวงท่เี ปน็ งานบญุ ใหญ่รวมงาน
บุญต่างๆ ตามฮีตสิบสองมารวมไว้ในบุญเดียวกัน โดยทางผู้สืบทอดมรดกวัฒนธรรมกล่าวว่า งานบุญหรือการละเล่นผีตาโขนมี
หลายที่ แต่มีเพียงท่ีอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เท่าน้ันท่ีจะเรียกว่าประเพณี “บุญหลวง” แสดงถึงความเป็นอัตลักษณ์ชุมชน
ชาวด่านซ้ายได้ดี ดังท่ี ชลธิชา มาลาหอม (2555) ให้ความหมายของ อัตลักษณ์ชุมชน ไว้ว่า เป็นรากเหง้าหรือวัฒนธรรมทาง
สังคม ท่ีถูกหลอมให้เกิดขึ้นเป็นภูมิปัญญา ขนบธรรมเนียมประเพณีในการปฏิบัติของสังคมนั้นๆ ซ่ึงมีความโดดเด่นหรือ
แตกตา่ งกับขนบธรรมเนียม ประเพณี และวฒั นธรรมในสังคมอ่ืนๆ เป็นลกั ษณะเฉพาะชมุ ชน 3) คณุ ค่าด้านประวัติศาสตร์ จาก
การสนทนากลุ่มผู้สืบทอดมรดกวัฒนธรรมได้เล่าถึงประวัติศาสตร์ประเพณีที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สืบเน่ืองจาก
การละเล่นปู่เยอ ย่าเยอ ตามตำนานบรรพบุรุษสิ่งศักดิ์สิทธ์ิประจำเมือง และความเชื่อท่ีผสมผสานระหว่างพุทธ พราห์ม ผี ท่ี
ได้รับการถ่ายทอดมาจากอาณาจักรล้านช้างโบราณ ก่อนปี พ.ศ. 2500 สอดคล้องกับท่ี สนอง อุปลา (2546) กล่าวไว้ว่า
เนื่องจากจังหวัดเลย พรมแดนติดกับประเทศลาว รกรากดั้งเดิมสืบเช้ือสายจากลาว ลัทธิ ประเพณี ขนบธรรมเนียมจึง
เหมือนกับชาวหลวงพระบางทุกประการ จากคำบอกเล่าของเจ้าพ่อกวนประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน เกิดข้ึน
หลังจากการก่อสร้างพระธาตุศรีสองรัก ผลการศึกษาจาก นักวิจัยท้องถิ่นด่านซ้าย (2559) พบว่า พระธาตุศรีสองรัก ถูกสร้าง
ข้นึ ช่วงปี พ.ศ. 2103 – 2106 ข้ึนบนเนินสูงฝั่งตะวันตกของลำน้ำหมัน ตั้งแต่ด่านซ้ายยงั ไม่ได้ยกขึ้นเป็นเมือง เป็นการพร้อมใจ
สร้างข้ึนของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กษัตริย์แห่งอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช แห่งอาณาจักรล้าน
ช้าง พัฒนาการเมืองด่านซ้ายจึงเป็นภาพชัดเจนในสายตาของคนในวัฒนธรรมลุ่มน้ำหมัน เห็นได้จากตำนานเร่ืองเล่าของคน
ด่านซา้ ย ท้ังเร่ืองตำนานการสร้างพระธาตุศรีสองรัก และความเช่ือเรื่องเจ้าพ่อกวน สอดคล้องกับกฎบัตรเบอร่าที่แสดงให้เห็น
ถึงช่วงเหตุการณ์ ประวัติศาสตร์ และบุคคลในช่วงหนึ่งช่วงใดในประวัติศาสตร์ เป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ สุดท้ายคือ 4)
คุณค่าด้านเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่า จากการเข้ามาของแผนการพัฒนาการท่องเที่ยว ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ
การเข้ามาของหน่วยงานส่วนกลางเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม โดยชูจุดเด่นของหน้ากากผีตาโขน
เครื่องแต่งกายท่ีสีสันฉูดฉาด และสนุกสนาน ทำให้มีนักท่องเที่ยวท้ังชาวไทยและชาวต่างประเทศ เข้ามาท่องเที่ยวในช่วงงาน
ประเพณีแห่ผีตาโขน ซ่ึงจะจัดข้ึนในทุกๆ ช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่น ชุมชน อำเภอโดยรอบ จังหวัด
เลย และจังหวัดใกล้เคียง มีรายได้เข้ามากระตุ้นภาคธุรกิจขนาดเล็ก และช่วยให้ธุรกิจขยายตัว สอดคล้องกับ กาญจนา สวน
ประดิษฐ์ (2533) ที่กล่าวว่า ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนทำให้เกิดการกระจายรายได้ภายในท้องถ่ิน และการท่ีมี
นักทอ่ งเทีย่ วจำนวนมากเข้ามาท่องเที่ยว มผี ลทำให้เศรษฐกิจอำเภอดา่ นซ้ายดขี น้ึ
สรุปผลการวิจัย
จากการศึกษาและประเมินคุณค่ามรดกวัฒนธรรมของประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน กับกลุ่มผู้สืบทอด
มรดกวัฒนธรรม และกลุ่มคนนอกพ้ืนท่ีวัฒนธรรม โดยใช้เกณฑ์การประเมินตามกฎบัตรเบอร่า และแนวความคิดของ Feiden
and Jokilehto มรี ะดับของคณุ คา่ มรดกวฒั นธรรมที่แตกต่างกนั กล่าวคอื
1. กลุ่มผู้สืบทอดมรดกวัฒนธรรมซึ่งเป็นผู้ถือครองมรดกวัฒนธรรม ประเมินคุณค่าไว้ 4 ด้าน คือ คุณค่าทาง
สังคมหรือคณุ ค่าทางจิตวญิ ญาณ คณุ คา่ เชงิ อัตลักษณ์ คณุ คา่ ทางประวัติศาสตร์ และคณุ ค่าเชิงเศรษฐกจิ โดยให้ความคดิ เหน็ ใน
คณุ ค่าทางสงั คมและคณุ ค่าทางจิตวญิ ญาณมากท่สี ดุ และแสดงความคิดเหน็ ในการประเมนิ คุณค่าทางด้านเศรษฐกิจนอ้ ยทีส่ ุด
89การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ ครง้ั ที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
2. กลุ่มคนนอกพ้ืนท่ีวัฒนธรรม สามารถแบ่งกลุ่มคนออกเป็น 3 กลุ่ม พบว่า คือ กลุ่มคนในพ้ืนที่จังหวัดเลย
และกลุ่มนักท่องเท่ียว และอื่นๆ (นักวิชาการ และไม่ระบุ) ได้ประเมินคุณค่าและให้ความสำคัญในคุณค่ามรดกวัฒนธรรมของ
ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มคนในพ้ืนที่จังหวัดเลยประเมินคุณค่าด้านสังคมและคุณค่า
ด้านประวตั ิศาสตร์มากท่ีสดุ เท่ากัน ส่วนนกั ท่องเทย่ี วและกลมุ่ อ่นื ๆ ประเมินคุณคา่ ดา้ นประวัตศิ าสตรม์ ากทส่ี ุดเพียงดา้ นเดยี ว
จากผลสรุปพบว่า กลุ่มผู้สืบทอดมรดกวัฒนธรรมประเมินคุณค่าทางสังคมหรือจิตวิญญาณว่ามีความสำคัญท่ีสุด
แตกต่างจากกลุ่มคนนอกพ้ืนท่ีวฒั นธรรมท่ีประเมินคุณค่าด้านประวตั ิศาสตร์มากท่ีสุด แสดงให้เห็นถึงการประเมินคุณค่ามรดก
วัฒนธรรมมีคุณค่าแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจ มุมมองและวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ของคนแต่ละ
สังคมซึ่งมีต่อพื้นฐานขนบธรรมเนียมประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ตามที่สมาคมอิโคโมส (2554) กล่าวไว้ การ
ประเมินคุณค่าของมรดกวัฒนธรรมข้ึนอยู่กับพื้นฐานทางสังคม วัฒนธรรม ทางประวัติศาสตร์ท้องถ่ิน การประเมินคุณค่าจึง
ต้องทำการศึกษาวจิ ยั ในทกุ สาขาวชิ าท่เี กย่ี วขอ้ งแลว้ ทำการประเมนิ คณุ คา่ ในภาพรวม และคณุ คา่ เฉพาะแตล่ ะดา้ นต่อไป
ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะจากการวจิ ัย
จากการศึกษาวิจัยการประเมินคุณค่ามรดกวัฒนธรรมของประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ผู้วิจัยพบว่า
การประเมินคุณค่าของมรดกวัฒนธรรมขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางสังคม วัฒนธรรม ทางประวัติศาสตร์ท้องถ่ิน ของกลุ่มผู้ประเมิน
การให้ลำดับคุณค่าความสำคัญจึงเกิดความแตกต่างกัน การประเมินคุณค่าจึงต้องทำการศึกษาวิจัยในทุกสาขาวิชาที่เก่ียวข้อง
แล้วทำการประเมินคุณค่าในภาพรวม คุณค่าเฉพาะแต่ละด้านต่อไป (อิโคโมสไทย, 2554) ควรชี้แจงคำอธิบาย นิยาม
ความหมายของเกณฑก์ ารประเมินคุณคา่ มรดกวฒั นธรรมอย่างชัดเจน เพ่ือความไมค่ ลาดเคลอื่ นของข้อมลู ทีไ่ ด้รับ
ผูว้ ิจัยพบว่าควรจัดการให้ความรู้ สง่ เสรมิ คุณค่าของมรดกวัฒนธรรมท้องถนิ่ โดยได้รบั การถา่ ยทอดโดยตรงจากผู้สืบ
ทอดมรดกวัฒนธรรมในท้องถิ่น เพ่ือให้คนในชุมชนเกิดความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ รู้สึกหวงแหน และรักษาคุณค่านั้นไว้
รวมท้ังกลุ่มคนที่อยู่นอกพ้ืนที่วัฒนธรรมด้วย เมื่อมีความรู้ความเข้าใจในคุณค่ามรดกวัฒนธรรมของประเพณีบุญหลวงและ
การละเล่นผีตาโขนอย่างถ่องแท้ ก็จะสามารถท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมได้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ไปทำลายแหล่งมรดก
วัฒนธรรมท่ีเขา้ ไปเทยี่ วหรอื เยยี่ มชมได้
ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยครังตอ่ ไป
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นผลจากการศึกษาสำรวจเบอื้ งตน้ ตามเกณฑ์ประเมินคุณค่ามรดกวัฒนธรรมของกฎบัตรเบอ
ร่า และแนวความคิดของ Feiden and Jokilehto เพ่อื ทราบคุณคา่ มรดกวัฒนธรรมของประเพณีบญุ หลวงและการละเล่นผตี า
โขน สำหรบั ประเดน็ การศึกษาทีค่ วรได้รับการคน้ ควา้ และเปรยี บเทยี บต่อไป เช่น
1. การศกึ ษาวิจัยเชงิ คุณภาพและเชิงปริมาณเพิ่มเติมเก่ยี วกบั การรบั รู้คุณคา่ มรดกวฒั นธรรมของประเพณีผตี าโขน
2. การศกึ ษาวจิ ยั มติ ทิ างการอนุรกั ษแ์ ละฟืน้ ฟูมรดกวฒั นธรรมของประเพณบี ญุ หลวงและการละเลน่ ผตี าโขน
เอกสารอ้างอิง
กรมส่งเสรมิ วฒั นธรรม. (2559). พระราชบญั ญตั สิ ง่ เสริมและรกั ษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 และอนุสญั ญาวา่
ดว้ ยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมทีจ่ ับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003. กรุงเทพฯ: สำนกั งานกิจการโรงพิมพอ์ งคก์ าร
สงเคราะห์ทหารผา่ นศกึ .
กาญจนา สวนประดษิ ฐ์. (2533). ผีตาโขน : ศึกษาเฉพาะกรณีอำเภอด่านซา้ ย. วทิ ยานิพนธ์ปริญญาศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ
สาขาไทยคดศี กึ ษา, มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ มหาสารคาม.
90การประชุมวชิ าการระดบั ชาติ ครงั้ ที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
ชลธิชา มาลาหอม. (2555). อตั ลักษณช์ มุ ชนรากฐานสกู่ ารศกึ ษา. วารสารครศุ าสตร์มหาวิทยาลัยราชภฏั มหาสารคาม, 9(19),
41.
นกั วจิ ยั ทอ้ งถ่นิ ด่านซ้าย. (2559). ดา่ นซ้าย: พัฒนาการทางประวัติศาสตรส์ ังคม. สบื ค้นเม่อื 28 สิงหาคม 2564, จาก
https://lek-prapai.org/home/view.php?id=398.
พรรษชล แข็งขนั , เยียรยงค์ ไชยรัตน์, พรนภา นวนมะณี และ คมสนั มูลอามาตย์. (2557). รายงานสรุปผลการดำเนนิ
โครงการสืบสานประเพณบี ุญหลวงและการละเลน่ ผตี าโขน. อุดรธานี: ศูนย์วทิ ยพัฒนา มสธ.อุดรธานี.
สนอง อปุ ลา. (2546). พฒั นาการประเพณีผตี าโขน อําเภอดา่ นซา้ ย จังหวัดเลย. วิทยานพิ นธปริญญาศลิ ปศาสตรม์ หาบัณฑติ
สาขาไทศึกษาเพือ่ การพฒั นา สถาบนั ราชภัฏเลย.
ถาวร เชือ้ บุญมี. เจา้ พอ่ กวน. (2564). การสนทนากลมุ่ . สมชั ศิลปวฒั นธรรมไทย สภาผแู้ ทนราษฎร, ม.ป.ป.
สมาคมอิโคโมส. (2554). กฎบัตรประเทศไทยวา่ ด้วยการบริหารจัดการแหลง่ มรดกวัฒนธรรม. สบื ค้นเม่ือ 10 สิงหาคม 2564,
จาก http://www.icomosthai.org/THcharter/63546_Charter_updated.pdf.
เทศบาลตำบลด่านซ้าย. (2559). ประกาศ เรอื่ ง แผนยุทธศาสตร์การพัฒนา ประจำปี 2560 – 2564. สืบคน้ เม่ือ 28 สิงหาคม
2564, จากhttp://www.tessabandansai.go.th/public/list/data/detail/id/143/menu/290/
catid/15/page/.
Feilden, B. M. & Jokilehto, J. (1998). Management Guidelines for the World Cultural Heritage Sites. Rome:
ICCROM.
The Australia ICOMOS Charter for Places of Cultural Significance. (2013). The Burra Charter. Available at:
http://openarchive.icomos.org/id/eprint/2145/ (accessed on 10 August 2021).
91การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ ครงั้ ที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
ปัจจัยที่มผี ลต่อความพึงพอใจของนกั ทอ่ งเทยี่ วชาวต่างชาตทิ ี่มาเยอื นบนเกาะพะงัน
Factors Affecting the Satisfaction of Foreign Tourists Visiting Koh Phangan
ปุณยวรี ์ เดย่ี ววานชิ 1* และ มณเี นตร วรชนะนนั ท์2
1*สาขาวชิ าการจดั การอุตสาหกรรมการบรกิ ารและการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตรแ์ ละการจัดการการท่องเทีย่ ว มหาวทิ ยาลยั กรงุ เทพ
2สาขาวิชาการจดั การอตุ สาหกรรมการบรกิ ารและการทอ่ งเท่ียว คณะมนุษยศาสตร์และการจดั การการท่องเท่ียว มหาวิทยาลยั กรงุ เทพ
*ผูน้ ำเสนอผลงาน E-mail: [email protected]
บทคดั ยอ่
งานวิจัยนี้เป็นการวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาพฤติกรรมการ
ท่องเท่ียวของนักท่องเท่ียวชาวต่างชาติในการเดินทางมาท่องเที่ยวเกาะพะงัน 2) ศึกษาระดับและความพึงพอใจของ
นักท่องเท่ียวชาวต่างชาติในการเดินทางมาท่องเท่ียวเกาะพะงัน 3) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว
ชาวตา่ งชาติในการเดินทางมาท่องเที่ยวเกาะพะงัน กลุ่มตวั อย่างคือนักทอ่ งเท่ียวชาวตา่ งชาติท่ีมาเยือนเกาะพะงัน จำนวน 400
คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอาชีพพนักงานบริษัท
การศึกษาระดับปริญญาตรี รายได้ต่อเดือน 30,001-60,000 USD พฤติกรรมการท่องเท่ียวนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติส่วนใหญ่
ไม่เคยมาท่องเที่ยวเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เหตุผลท่ีมาท่องเท่ียวเพื่อความสนุกสนาน เดินทางมากับเพื่อนด้วยโดยรถ
โดยสารประจำทาง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่ำกว่า 2,000 USD ช่วงเวลาเดินทางคือวันหยุดตามเทศกาล และสืบค้นข้อมูล
จากแหล่งอินเทอร์เน็ต ปัจจัยท่ีมีผลต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวเกะพะงัน จังหวัด
สุราษฎร์ธานี พบว่า ปัจจัยด้านความดึงดูด โดยรวมอยู่ระดับมาก มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.51 ด้านสถานที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์
และน่าสนใจ ผลการทดสอบสมมุติฐาน พบว่า วัตถุประสงค์ในการเดินทางมาท่องเท่ียวเกาะพะงันที่แตกต่างกันมีระดับความ
พึงพอใจในการท่องเท่ียวในจังหวัดสุราษฎร์ธานีท่ีแตกต่างกัน และวัตถุประสงค์ในการเดินทางมาท่องเที่ยวเกาะพ ะงัน เพ่ือ
ศึกษาธรรมชาติมีระดับความพึงพอใจในการท่องเท่ียวจังหวัดสุราษฎร์ธานี น้อยกว่าวัตถุประสงค์ในการเดินทางมาท่องเท่ียว
เกาะพะงนั เพือ่ พักผ่อนกับครอบครัว
คำสำคญั : นักท่องเที่ยวชาวตา่ งชาติ พฤติกรรมการท่องเท่ยี ว ความพงึ พอใจ ปจั จยั ทางประชากรศาสตร์
Abstract
This research were a quantitative research study. The purposes of this research were to: 1) Study
the tourism behavior of foreign tourists traveling to Koh Phangan 2) Study the satisfaction level of foreign
tourists traveling to Koh Phangan. 3) Study the factors affecting the satisfaction of foreign tourists traveling
to Koh Phangan. The samples of this study were 400. The results of this research indicated that most of
the respondents were female, company employees, bachelor's degree, monthly income 30,001-
60,000USD. Most foreign tourists behavior has never visited Koh Phangan, Surat Thani Province. The
reason they come here for fun is traveling with friends by bus, the cost of travel is less than 2000 USD.
The travel time is during the holidays and the satisfaction of foreign tourists is searched on the Internet.
Tourism in Koh Phangan, Surat Thani Province, found that the overall attraction factor was at a high level
92การประชมุ วชิ าการระดับชาติ ครง้ั ที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
with an average of 4.51 In terms of location, it is unique and interesting. The hypothesis testing revealed
that the different objectives of traveling to Koh Phangan. Thay had different of satisfaction levels in
tourism in Surat Thani and the objectives of traveling to Koh Phangan to study nature had different levels
of satisfaction less than the purpose of traveling to Koh Phangan to relax with family.
Keywords: Foreign Tourists, Tourism Behavior, Satisfaction
บทนำ
อุตสาหกรรมการท่องเท่ยี ว มคี วามสำคัญในด้านเศรษฐกจิ ทำใหเ้ กิดการสร้างงานและรายได้ใหก้ ับประชาชนในชุมชน
เนื่องจากการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมท่ีประกอบด้วยธุรกิจหลายประเภทที่มีความเก่ียวข้องกัน ทั้งที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องใน
ทางตรงกับการท่องเท่ียว เช่น ธุรกิจโรงแรมท่ีพัก การขนส่ง ภัตตาคารร้านอาหาร และบริษัทนำเที่ยว ซ่ึงผลิตภัณฑ์หลักท่ี
นักท่องเที่ยวต้องการโดยตรงคือการบริการ และธุรกิจท่ีเกี่ยวข้องในทางอ้อมกับการท่องเท่ียว ได้แก่ การสร้างผลิตภัณฑ์ รวม
ไปถึงการจับจ่ายซื้อขายสินค้าและการบริการ (แก้วตา สุทธิศรี, ม.ป.ป.) ซ่ึงธุรกิจเหล่าน้ี ทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีการ
ขยายตัวส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง (กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา, 2558) นอกจากน้ี
อุตสาหกรรมการท่องเท่ียวยังมีความสำคัญในฐานะตัวแทนที่ดี ท่ีนำเสนอภาพลักษณ์ของประเทศ เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม
ประเพณีอันดีงามของไทยให้เป็นท่ีรู้จัก แพร่หลายในหมู่ชาวต่างชาติจนกระท่ังทำให้นักท่องเที่ยวที่เคยมาเที่ยวได้รับความ
ประทับใจ และกลับมาเท่ียวซ้ำใหม่อีกครั้งหน่ึง (นงเยาว์ ชาญณรงค์, 2560) โดยเฉพาะทะเลไทยมีความสดและสวยงาม ซ่ึง
ดึงดดู ความสนใจจากนกั ท่องเท่ียวจากต่างประเทศให้เดนิ ทางมาเทยี่ วชมอย่างต่อเนื่อง และแหล่งท่องเทย่ี วทางทะเลท่ีสวยงาม
ของไทยสว่ นใหญ่กอ็ ยูท่ างภาคใต้ของประเทศไทย (“5 จังหวัดน่าเทยี่ วภาคใต้”, 2560) ในขณะท่ีเกาะพะงนั ยังไม่มีชือ่ เสยี งเป็น
ที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับ เกาะสมุย หรือเกาะเต่า เพราะเกาะพะงันยังเป็นเสมือนแค่ทางผ่าน และ
ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจท่ีผ่านมา มีประชาชนในท้องที่จำนวนมาก ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาอื่นที่ตามมา
เนื่องจากรายได้ของผู้คนบนเกาะพะงันลดน้อยลง อีกท้ังสถานที่ท่องเท่ียวต่าง ๆ บนเกาะที่ไม่มีการพัฒนาให้น่าสนใจ หรือมี
การประชาสัมพนั ธ์ให้เปน็ ท่รี ู้จักนัก
จากปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะสำรวจความพึงพอใจ และพฤติกรรมการมาเยือนของนักท่องเท่ียว
ตา่ งชาติในการมาท่องเทย่ี วเกาะพะงัน เพอื่ นำข้อมลู ที่ได้มาเป็นประโยชน์ในการพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวบนเกาะพะงนั จังหวัดสุ
ราษฎร์ธานี โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร ที่เก่ียวพันกับการท่องเที่ยว รวมไปถึงหน่วยงานราชการ และผู้ที่มีส่วน
เก่ียวข้องจะได้นำข้อมูลในส่วนนี้ ไปใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ให้ตรงกับต้องการของนักท่องเที่ยว
และใช้ในการการประชาสัมพันธ์ทางการท่องเท่ยี วของเกาะพะงนั ต่อไป
วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพอ่ื ศึกษาพฤตกิ รรมการท่องเทยี่ วของนกั ท่องเทยี่ วชาวตา่ งชาตใิ นการเดินทางมาท่องเท่ียวเกาะพะงัน
2. เพอ่ื ศึกษาระดบั และความพึงพอใจของนักทอ่ งเท่ยี วชาวตา่ งชาตใิ นการเดินทางมาทอ่ งเทย่ี วเกาะพะงัน
3. เพอื่ ศึกษาปจั จัยท่มี ีผลต่อความพงึ พอใจของนกั ทอ่ งเทย่ี วชาวต่างชาตใิ นการเดินทางมาทอ่ งเทย่ี วเกาะพะงัน
93การประชมุ วชิ าการระดับชาติ ครั้งท่ี 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
กรอบแนวคดิ ความพึงพอใจ
ด้านความปลอดภยั
ปัจจัยสว่ นบคุ คล ด้านการคมนาคม
เพศ ด้านการบรกิ าร
อายุ ดา้ นท่พี ัก
สถานภาพ
อาชีพ
ระดบั การศกึ ษา
รายได้
ด้านพฤติกรรม
จำนวนครง้ั ทเ่ี ขา้ มาเทีย่ ว
วตั ถุประสงคใ์ นการเดนิ ทาง
บุคคลผรู้ ่วมเดนิ ทางทอ่ งเที่ยว
พาหนะทใี่ ชใ้ นการเดนิ ทาง
คา่ ใช้จ่ายในการเดินทางทอ่ งเที่ยว
ชว่ งวนั ทเี่ ดนิ ทาง
แหลง่ ข้อมลู ข่าวสารทไี่ ดร้ บั
รูปท่ี 1 กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
ทบทวนวรรณกรรม
แนวคดิ และทฤษฎี
1. ลักษณะทางประชากรศาสตร์
องคป์ ระกอบทางลักษณะของบุคคล ประกอบไปดว้ ยลกั ษณะ อายุ เพศ ขนาดครอบครัว สถานภาพ ระดบั การศกึ ษา
อาชีพ และรายได้ นิยมนำมาใช้เป็นเกณฑ์ใช้ในการแบ่งกลุ่มผู้บริโภค เพื่อทำการตลาดให้ตรงเป้าหมาย ลักษณะทาง
ประชากรศาสตร์ จึงมีความจำเป็นในการนำไปใช้ในการกำหนดลักษณะของกลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ใน ทางการตลาด
รวมท้ังทำให้ง่ายต่อการวัดค่าทางสถิติมากกว่าตัวแปรทางด้านอ่ืน ๆ ตัวแปรทางด้านประชากรท่ีสำคัญ (ศิริวรรณ เสรีรัตน์ ,
2538) ได้แก่ อายุ (Age) ในทางประชากรศาสตร์มีความสัมพันธ์ต่อความต้องการผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มอายุ
เป็นตัวแปรสำหรับศึกษาวิจัยหาความต้องการของส่วนเล็ก ๆ ในตลาด (Niche Market) โดยมุ่งให้ความสำคัญกลุ่มเป้าหมาย
ในตลาดตามช่วงอายุ เพศ (Sex) เป็นตวั แปรหน่งึ ทางประชากรศาสตรท์ ่ีมสี ว่ นสำคญั ในการแบ่งส่วนการตลาดนักการตลาดควร
มีการศึกษาตัวแปรนี้อย่างละเอียด เนื่องจากตัวแปรทางด้านเพศมีความเก่ียวข้องกับพฤติกรรมของการบริโภคแตกต่างจาก
สมัยก่อน ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากเพศหญิงมีการอาชีพทำงานนอกบ้านเช่นเดียวกับเพศชาย สถานภาพทางครอบครัว
(Marital Status) ลักษณะเฉพาะทางของครอบครัว มีความจำเป็นในด้านการนับจำนวนหน่วยของผู้บริโภค ซึ่งเป็นเป้าหมาย
หลักท่ีสำคัญของการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดด้วยการนับจำนวนหน่วยของผู้บริโภค โดยในทางการตลาดนักการตลาดจะสนใจ
94การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ ครง้ั ที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
จำนวนของผู้ที่อาศัยในครัวเรือนเดียวกัน ระดับของการศึกษา การประกอบอาชีพ และรายได้ต่อเดือน (Education,
Occupation and Income) เป็นตัวแปรที่ใช้กำหนดสว่ นแบ่งทางการตลาดท่ีสำคญั ตัวแปรหนงึ่ โดยหลักการทั่ว ๆ ไปแลว้ ผูท้ ี่
ทำการตลาดมักจะให้ความสนใจกลุ่มผู้บริโภคท่ีมีรายได้สูงเป็นอันดับแรกก่อน แต่ก็อย่าลืมว่าส่วนตลาดที่มีขนาดใหญ่ก็คือ
ครอบครัวท่ีมีรายได้ต่ำ ดังนั้นหากยึดถือเฉพาะเร่ืองของรายได้เป็นเกณฑ์สำคัญเพียงอย่างเดียว ปัญหาสำคัญท่ีนักการตลาด
ต้องคิดเพิ่มเติม คือ รายได้น้ันจะเป็นตัวชี้วัดความสามารถของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าได้จริงหรือไม่ ในความเป็นจริง
ความสามารถในการซ้ือสินค้า อาจมีความเกี่ยวข้องกับลักษณะการใช้ชีวิตในแต่ละวัน รสนิยม และความชอบส่วนตัวของ
ผู้บริโภคแต่ละคนด้วยเหมือนกัน การประกอบอาชีพ และระดับการศึกษา ล้วนมีความสัมพันธ์กับการตลาด ซึ่งปัจจัยอื่น
นอกจากรายได้ ก็เป็นตัวกำหนดกลุ่มเป้าหมายไดเ้ ช่นเดยี วกนั ถึงแม้รายไดเ้ ป็นตัวแปรทน่ี ิยมนำมาใช้ แต่นักการตลาดส่วนใหญ่
จะนำเกณฑ์รายได้มาใช้เช่ือมโยงร่วมกันกับตัวแปรประชากรศาสตร์ในลักษณะ อื่น ๆ ด้วย เพื่อให้สามารถกำหนดตลาด
เป้าหมายไดอ้ ย่างชดั เจนมากย่ิงข้นึ ไปอกี
2. พฤตกิ รรมของนักทอ่ งเท่ียว
สุวีร์ณัสญ์ โสภณศิริ (2554) กล่าวว่า พฤติกรรม เป็นส่ิงที่ผู้บริโภคหรือกลุ่มนักท่องเที่ยวแสดงออก ท้ังการกระทำ
ด้วยความต้ังใจหรือไม่ต้ังใจก็ตาม โดยการกระทำนั้นเป็นการสนองตอบต่อสถานการณ์ที่ต่างกัน ซ่ึงบุคคลอื่นจะสามารถ
สังเกตเหน็ ได้ หรือเห็นไม่ได้ก็ตาม โดยพฤติกรรมภายนอกที่นักท่องเที่ยวแสดงออกมาให้เห็นได้ (Tourist’s Overt Behavior)
จะเป็นการกระทำที่บุคคลอ่ืนสังเกตได้ด้วยประสาทสัมผัส และในส่วนของพฤติกรรมท่ีเกิดข้ึนจากภายในของตัวนักท่องเที่ยว
(Tourist’s Covert Behavior) จะเป็นการสนองตอบจากการทำงานของระบบอวัยวะภายในร่างกาย รวมไปถึงความคิด
อารมณ์ และความรู้สึก ท่ีถูกควบคุมไว้ด้วยจิตสำนึกภายใน ซึ่งพฤติกรรมภายในจะมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมภายนอก โดย
ส่วนใหญ่พฤติกรรมภายในจะเป็นตัวควบคุมหรือกำหนดพฤติกรรมที่จะแสดงออกภายนอกหรือกำหนดการกระทำนั่นเอง
(น้ำฝน จันทร์นวล, 2555, หน้า 8) สำหรับ Clawson & Knetsch (1996 อ้างใน รวีวรรณ โปรยรุ่งโรจน์, 2558, หน้า 2-3)
กล่าวถึงแนวคิด 5 ช่วงเวลาของประสบการณ์ทางการท่องเท่ียว (The Model of the 5 Phrases of visitor experiences)
จำแนกได้ 5 ประเด็น 1) ช่วงเวลาของการสร้างความคาดหวังเก่ียวกับการเดินทางท่องเท่ียว 2) ช่วงเวลาท่ีนักท่องเที่ยว
เดินทางไปยังสถานท่ีต่าง ๆ 3) ช่วงเวลาท่ีนักท่องเท่ียวได้รับประสบการณ์ทางการท่องเท่ียว ในระหว่างการเดินทาง 4)
ชว่ งเวลาการเดนิ ทางกลบั 5) ช่วงเวลาภายหลังจากการเดนิ ทางทอ่ งเทย่ี ว
ปจั จัยท่ีมีผลต่อการตัดสนิ ใจ ในการเดินทางท่องเที่ยวของแต่ละบคุ คล มีความแตกต่างกนั ได้หลากหลาย ซงึ่ ฉลองศรี
พมิ ลสมพงศ์ (2554) อธบิ ายรายละเอยี ด เกยี่ วกบั ปัจจัยหรือมูลเหตทุ ท่ี ำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจทจ่ี ะเดนิ ทางทอ่ งเท่ยี ว ดังนี้
1) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อท่องเที่ยว เงินหรือค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งสำคัญท่ีนักท่องเที่ยวจะนึกถึงเป็นอันดับแรก
ก่อนท่ีจะตัดสินใจเดินทางเพ่ือการท่องเที่ยว เนื่องจากการเดินทางเพ่ือการท่องเที่ยว ไม่ว่าไกลหรือใกล้ ย่อมต้องมี ค่าใช้จ่าย
เกิดข้ึนไม่มากก็น้อยขึ้นอยกู่ ับระยะทางและระยะเวลาในการเดนิ ทางท่องเท่ียว เช่น ค่ารถในการเดินทาง ค่าน้ำมันหากต้องขับ
รถไปเอง ค่าที่พักท่ีมีหลากหลายราคา ค่าเช่ารถ ค่าอาหารการกินในระหว่างการเดินทางท่องเท่ยี ว ค่าใช้จ่ายสำหรับสิ่งอำนวย
ความสะดวกและบริการ และการใช้จ่ายซ้ือสินค้าของฝากกลับบ้าน ซ่ึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวในแต่ละครั้งก็มี
จำนวนไมน่ อ้ ย เปน็ ตน้ (ฉลองศรี พิมลสมพงศ์, 2554)
2) เวลาท่ีใช้ในการเดินทางท่องเท่ียว เน่ืองจากแต่ละบุคคลจะมีอาชีพการงานที่แตกต่างกันไป รวมไปถึงวันหยุด ซ่ึง
อาจจะหยุดไม่ตรงกัน หรือมีเวลาว่างไม่ตรงกัน บางคนใช้เวลาช่วงวันหยุดยาวในการเดินทางการท่องเที่ยว แต่กับในบางคน
โดนเฉพาะกับคนที่เป็นครอบครัวใหญ่ อาจจะต้องรอช่วงลูกหลานปิดเทอม หรอื บางคนอาจจะใช้ชว่ งเวลาหลังเกษียณอายุงาน
เพอื่ การเดนิ ทางท่องเทีย่ ว เปน็ ตน้ (ฉลองศรี พิมลสมพงศ์, 2554)
3) ความตั้งใจที่จะเดินทางเพื่อการท่องเท่ียว เป็นความต้องการท่ีเกิดจากเหตุผลส่วนตัว และความรู้สึกนึกคิด ท่ีราย
ไดและเวลาว่างไม่สามารถมาช่วยกระตุ้นให้เกิดความต้องการในการท่องเที่ยวได้ ถ้าหากขาดความตั้งใจ ซ่ึงความต้ังใจน้ีจะเกิด
95การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ ครั้งที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2564 “Reshaping Thailand Tourism and Service through New Paradigm” |
จากการกระตุ้นด้วยส่ิงเร้าต่าง ๆ เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยว มีคนใกล้ชิดไปเทยี่ วมาแล้ว มาเล่าให้ฟัง ส่ิงเหล่านี้ทำให้ความ
ตั้งใจทเี่ ดนิ ทางท่องเทย่ี วมีการเปลย่ี นแปลงไปได้ (ฉลองศรี พมิ ลสมพงศ์, 2554)
3. ความพงึ พอใจ
ความพึงพอใจเป็นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกมา เมื่อเกิดความรู้สึกยินดีจากการได้รับการตอบสนองตามความ
ต้องการที่ตั้งไว้ เป็นทัศนคติ ความคิด หรือความรู้สึกของมนุษย์ท่ีเกิดข้ึนต่อบุคคลอื่นหรือต่อส่ิงใดสิ่งหนึ่ง (อุทัยพรรณ สุดใจ,
2545) แต่หากเกิดความรู้สึกตรงกันข้าม แสดงว่าบุคคลไม่ได้รับการตอบสนองตามความต้องการ ทำให้เกิดความไม่พึงพอใจ
(สายจิตร สิงหเสนี, 2546) ในแต่ละบุคคลจะมีระดับความพึงพอใจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบในการให้บริการและ
ความรู้สึกของบุคคลในมิติต่าง ๆ ซ่ึงจะมีไม่เท่ากัน Kotler & Armstrong (2002) อธิบายว่า ในการท่ีมนุษย์แสดงพฤติกรรม
ต่าง ๆ ออกมา ย่อมมีสาเหตุมาจากสิ่งจูงใจ (Motive) หรือเกิดจากแรงขับดันภายใน (Drive) ท่ีมากพอจะกดดันให้เกิด
แรงจงู ใจ จนกระท่ังทำให้มนุษย์ยอมจำนน และแสดงพฤติกรรมออกมา เพ่ือให้ตนเองสมความปรารถนาหรอื ความต้องการ ซ่ึง
ระดับความต้องการของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน สำหรับความต้องการในทางด้านจิตวิทยา (Psychological) จะเป็นความ
ต้องการที่เกิดขึ้นจากภายใน เช่น การต้องการการยอมรับจากผู้อื่นในสังคม (Recognition) การได้รับการยกย่องชมเชยเมื่อ
เกิดความสำเร็จ (Esteem) หรือความต้องการเป็นเจ้าของทรัพย์สินต่าง ๆ ท่ีเป็นสิ่งนอกกาย (Belonging) และส่วนของความ
ต้องการทางด้านชีววิทยา (Biological) จะเกิดข้ึนมาจากสภาวะตึงเครียดทางอารมณ์จากความต้องการภายในร่างการของ
บคุ คล ท่ียังไม่ได้รบั การตอบสนอง
วธิ ีดำเนินการวิจัย
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย คือ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาเยือนเกาะพะงัน ซึ่งมีจำนวน ทั้งสิ้น 5,189,040 คน
(สำนกั งานสถติ ิจงั หวัดสรุ าษฎร์ธานี, 2560) โดยเปน็ จำนวนนกั ทอ่ งเที่ยวท่เี ดนิ ทางมาทอ่ งเท่ียวในจังหวัดสุราษฎรธ์ านี
2. การเลือกกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยพิจารณาจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ทั้งเพศหญิงและเพศชาย ที่เดินทางมาเยือน
เกาะพะงัน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) ด้วยการใช้สูตรคำนวณขนาดตัวอย่างของ Yamane (1976) มี
ระดับค่าความเช่ือมั่นที่ร้อยละ 95 และระดับค่าความคลาดเคล่ือนท่ีร้อยละ 5 (บุญธรรมกิจ ปรีดาบริสุทธ์ิ, 2540) ได้กลุ่ม
ตัวอย่าง จำนวน 400 ตัวอย่าง ในการเก็บรวบรวมข้อมลู ผู้วิจยั เลือกใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling)
จากนักท่องเท่ียวชาวต่างชาติท่เี ดินทางมาท่องเทยี่ วบนเกาะพะงนั ตามสถานทต่ี า่ ง ๆ
เครือ่ งมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั
เครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) มีเนื้อหาคำถามเกี่ยวกับความพึงพอใจของ
นักทอ่ งเท่ียวชาวต่างชาติในการเดนิ ทางมาท่องเทยี่ วเกาะพะงัน เปน็ คำถามปลายปิด แบง่ เนอื้ หาออกเปน็ 3 สว่ น ดงั นี้
ส่วนที่ 1 เป็นข้อมูลท่ีใช้อธิบายลักษณะทางประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถาม ประกอบด้วย เพศ อายุ อาชีพ
รายได้ต่อเดือน มีลักษณะเป็นคำถามแบบปลายปิด (Closed End) มีคำตอบหลายตัวเลือก (Multiple Choice) และ
เลอื กตอบเพียงข้อเดยี ว มคี ำถามจำนวน 4 ขอ้
ส่วนท่ี 2 เป็นข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในการเดินทางมาท่องเที่ยวเกาะพะงัน
ใช้โดยศึกษาเก่ียวกับ จำนวนครั้งท่ีมาท่องเท่ียว วัตถุประสงค์ของการเดินทาง บุคคลผู้ร่วมเดินทางท่องเที่ยว พาหนะที่ใช้ใน
การเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว ช่วงวันท่ีเดินทาง แหล่งข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยว มีลักษณะเป็น
แบบสอบถามปลายปดิ (Closed End) มีคำตอบหลายตวั เลอื ก (Multiple Choice) และเลือกตอบเพียงข้อเดียว