วิจัยในช้ันเรียน
การพฒั กานราพแฒับบนฝาึกแทบักบษฝะึกทเรักื่อษงะรเะรบื่อบงยรอ่ ะยบอบาสหรุ าิยระ
รราายยววิชิชาาววทิ ิทยยาาศศาาสสตตรรแ์ แ์ ลละะเเททคคโโนนโโลลยยี ี
สสาาหหรรับบั นนกั กั เเรรียียนนชชัน้ ้ันปปรระะถถมมศศึกึกษษาาปปีทีที่ ี่64
โรงเรียโรนงปเรรียะกนอ...บ..ร..า..ษ..ฎ..ร..์บ...า.ร..ุง..
จงั หวัดจัง..ห..ว..ดั..ฉ...ะ..เ.ช..ิง..เ.ท..ร..า..
นางสาวจรยิ าภรณ์ คึม้ ยะราช
ตาแหน่ง ครุ
โรงเรยี นประกอบราษฎรบ์ ารุง
อาเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชงิ เทรา
สานักงานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาฉะเชิงเทรา เขต 1
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
การพฒั นาแบบฝกึ ทักษะ เร่อื ง ระบบย่อยอาหาร
รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรบั นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6
โรงเรยี นประกอบราษฎร์บำรุง จังหวดั ฉะเชิงเทรา
นางจรยิ าภรณ์ คมึ้ ยะราช
รายงานการวจิ ัยในชั้นเรียน
โรงเรียนประกอบราษฎร์บำรุง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชงิ เทรา
สำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1
ปกี ารศึกษา 2565
ก
กิตติกรรมประกาศ
การศกึ ษาวิจัยนี้สำเร็จด้วยดี โดยขอขอบพระคุณ นางวไิ ล อม่ิ สำราญ ตำแหน่งผอู้ ำนวยการโรงเรียน
ประกอบราษฎร์บำรุง และคณะครูโรงเรียนประกอบราษฎร์บำรุง ที่กรุณาให้คำปรึกษา คำแนะนำ และแก้ไข
ข้อบกพร่องต่างๆ ตลอดจนงานวจิ ัยนีเ้ สร็จสมบรู ณ์
ขอขอบพระคุณผ้บู รหิ าร บุคลากร และนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นประกอบราษฎร์บำรุง
จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ อำนวยความสะดวก และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการเก็บ
ข้อมูล
ความดีทุกประการที่เกิดประโยชน์จากรายงานการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่บุพการี คณาจารย์
ผ้เู ขียนตำราท่เี กย่ี วขอ้ ง ตลอดจนผู้มพี ระคณุ ทกุ ทา่ นทีใ่ ห้ความช่วยเหลอื แก่ผู้วจิ ัยในการทำงานวจิ ยั ครัง้ น้ี
นางจรยิ าภรณ์ คึม้ ยะราช
ข
ชื่อเร่ือง การพฒั นาแบบฝกึ ทักษะ เร่ือง ระบบยอ่ ยอาหาร รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรบั นกั เรียน
ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรยี นประกอบราษฎร์บำรงุ จงั หวัดฉะเชงิ เทรา
ชอื่ ผวู้ ิจัย นางจริยาภรณ์ คม้ึ ยะราช
ปกี ารศกึ ษา ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565
บทคดั ย่อ
การพัฒนาแบบฝกึ ทกั ษะ เรื่อง ระบบยอ่ ยอาหาร รายวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี สำหรับนกั เรยี น
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนประกอบราษฎร์บำรุง จังหวัดฉะเชิงเทรา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึก
ทักษะ ให้มีประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน-หลัง การใช้แบบฝกึ
ทักษะ วิทยาศาสตร์ เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ โดยการเก็บและบันทึกข้อมูล
โดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และคำนวณหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละของ
แบบทดสอบ
ผลจากนักเรียนทำแบบทดสอบระหว่างเรียนจำนวน 30 ข้อ ได้ถูกต้องโดยเฉลี่ย ร้อยละ 24.03 และ
ทำแบบทดสอบหลังเรียนได้ถูกต้อง ร้อยละ 24.67 แสดงว่าแบบฝึกทักษะ มีประสิทธิภาพ E1/ E2 เท่ากับ
80.11 / 82.22 จึงสรุปได้ว่าแบบฝึกทักษะ เร่ือง ระบบย่อยอาหาร รายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6 มีประสทิ ธิภาพสูงกวา่ เกณฑ์ทต่ี งั้ ไว้
ผลจากการใช้แบบฝึกทักษะ เรอ่ื ง ระบบย่อยอาหาร รายวิชา วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นกั เรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่าผลการรวมรวบคะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า จากการ
ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยท่ีแตกต่างกัน โดยก่อนเรียนจะได้คะแนนน้อยกว่าหลังเรียน คือ
ก่อนเรียน ได้คะแนนเฉลี่ย 24.03 และหลังเรียน ได้คะเฉลี่ย 24.67 เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน
และหลังเรียน พบว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
โดยการทดสอบค่าสถิติ t ได้ค่าเท่ากับ 2.79 อาจมีสาเหตุมากจากการใช้แบบฝึกทักษะ ซึ่งสื่อของจริงในแต่ละ
ชั่วโมงมีกิจกรรมการเรียนการสอนที่แตกต่างกันออกไป เป็นการสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนทำให้
นักเรียนเกิดความสนใจ ทำให้นักเรียนไม่เบื่อหน่าย มีความกระตือรือร้น เอาใจใส่และให้ความสนใจ ในการ
เขา้ ใจในเน้ือหามากข้นึ ทำให้นักเรียนมผี ลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนสูงข้ึน มคี วามก้าวหน้ามากขึ้น
ผลสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนในการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรือ่ ง ระบบยอ่ ยอาหาร รายวิชา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นคะแนน
เฉลี่ยเท่ากับ 4.41 ความคิดเห็นของนักเรียนอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด คือ คะแนนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง
4.30 - 4.50 แสดงว่าสามารถนำแบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ไปใช้ เพื่อให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนที่ดขี ึ้น
สารบญั ง
เร่อื ง หน้า
กติ ติกรรมประกาศ ก
บทคดั ยอ่ ข
สารบัญ ง
สารบญั ตาราง จ
บทที่ 1 บทนำ 1
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วขอ้ ง 4
บทที่ 3 วิธกี ารดำเนนิ งานวิจยั 20
บทที่ 4 ผลและอภปิ รายผลการวิจยั 25
บทท่ี 5 สรุปผลการวิจยั 28
บรรณานุกรม 31
ภาคผนวก ก 32
ภาคผนวก ข 47
ภาคผนวก ค 89
ภาคผนวก ง 97
ภาคผนวก จ 99
จ
สารบัญตาราง
ตารางท่ี หนา้
1 แสดงการหาประสิทธภิ าพของแบบฝกึ ทกั ษะ เรอื่ ง ระบบยอ่ ยอาหาร 25
รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6
2 ผลวเิ คราะหก์ ารเปรยี บเทียบคะแนนผลสมั ฤทธิก์ ารเรยี นก่อนเรยี นและหลังเรียน 26
ค.1 คะแนนทดสอบระหวา่ งเรียน หลงั เรยี น เรือ่ ง ระบบยอ่ ยอาหาร
รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรยี น................ 90
ค.2 แสดงผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู เพอื่ หาผลการเปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ 92
นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 จำนวน ............ คน โดยใชข้ อ้ สอบ 30 ขอ้ 30 คะแนน
ค.3 แสดงผลค่าความพงึ พอใจของนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ทมี่ ีต่อการใชแ้ บบฝกึ ทักษะ 94
เรอ่ื ง ระบบยอ่ ยอาหาร รายวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ค.4 แสดงผลการวิเคราะห์ค่าความพงึ พอใจของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 6 ท่มี ีตอ่ การใช้ 95
แบบฝึกทักษะ เรอ่ื ง ระบบย่อยอาหาร รายวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
1
บทท่ี 1
บทนำ
1. ความสำคญั และที่มาของปัญหา
วิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศทั้งด้านการ
พัฒนาวัตถุและพัฒนามนุษย์ (ทรงศักดิ์ พละศักด์ิ, 2546) โดยเฉพาะการพัฒนามนุษย์ประเทศต่างๆ ทั่วโลก
ต่างเล็งเห็นความสำคญั ของวทิ ยาศาสตร์ในการพฒั นามนษุ ยใ์ หม้ คี วามคดิ และจติ ใจอย่างวทิ ยาศาสตร์ กลา่ วคอื
เป็นคนมีเหตุผลรจู้ กั คน้ ควา้ แสวงหาความรู้ ความจรงิ ตัดสนิ ใจโดยสามารถนำความรู้ความจริงไปแก้ไขปัญหา
พัฒนาชีวิตอย่างคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ (วิมาน วรรณคำ, 2539) วิทยาศาสตร์ได้
พัฒนา วิธีคิดทั้งความคิดที่เป็นเหตุผลคิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าหา
ความรู้ มี ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ (กรมวิชาการ, 2544) สำหรับประเทศไทยได้
ตระหนักถึง ความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช้านานจึงได้บรรจุวิชาวิทยาศาสตร์ไว้ในหลักสูตร
การศึกษาตลอดมาทุกระดับการศึกษา (ยุภา ตันติเจริญ, 2531) ปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนวิชา
วิทยาศาสตร์แลพเทคโนโลยี ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ฉบับปรับปรุง
2560 ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มี
ทักษะที่สำคัญทัง้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทกั ษะในศตวรรษท่ี 21 ในการค้นคว้าและสรา้ งองค์
ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูล
หลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบ
ความรู้ด้วยตนเองมากที่สุด เพื่อให้ได้ทั้งกระบวนการและความรู้จากวิธีการสังเกต การสำรวจตรวจสอบ การ
ทดลอง แล้วนำผลที่ได้มาจัดระบบเป็นหลักการ แนวคิด และองค์ความรู้ (ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู
แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน
พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551)
แบบฝึกเสริมทักษะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรูท้ ักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้นั
พื้นฐานเกิดความสนใจ ช่วยให้ครูทราบผลการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างใกล้ชิด ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้
ผู้เรียนได้มีส่วนรว่ มในการเรียน ได้คิด ได้ทดลอง ได้ปฏิบัติไปทีละขั้นตอนและทราบผลการกระทำของตนเอง
จึงเป็นการจัดโอกาสให้ผู้เรียนได้ประสบผลสำเร็จในการเรียน (สมจิต สวธนไพบูลย์2535: 34) การสอนวิชา
วิทยาศาสตร์ให้บรรลุเป้าหมายต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษามาใชหลายๆ รูปแบบ แบบฝึก
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จึงนับได้ว่ามีความสำคัญและมีประโยชน์ตอการศึกษาอยางยิ่ง จึงทำให้
บุคคลที่มีความเกี่ยวของกับการศึกษาเห็นความสำคัญของการนำแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
มาเป็นสื่อส่งเสริมใหมีประสิทธิภาพการเรียนการสอน ทำให้มีการพัฒนาแบบฝึกด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้
ประโยชน์จากแบบฝึกมากทส่ี ุดตอการเรยี นรู้ของผู้เรยี น ให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากการใช้ส่อื โดยได้
2
ลงมือกระทำได้สัมผัสด้วยตนเอง ซึ่งมีครูผู้สอนเป็นผู้คอยแนะนำ ให้คำปรึกษาในการใชสื่อการเรียน
การสอนประการสำคัญของการใชส้ ื่อการเรยี นการสอนกเ็ พือ่ ใหนกั เรียนมีความรู้และเข้าใจบทเรียนนน้ั ๆ อย่าง
แท้จรงิ (สมุ นา ดามดษิ ฐ์. 2541:1)
จากการจดั เรียนการเรียนการสอนของครผู ู้สอนโดยสว่ นใหญ่พบว่า ผู้เรียนในชั้นเรียนแต่ละห้องเรียน
นั้นมีความแตกต่างกันทั้งด้านความรู้ ความสนใจและความถนัด จึงส่งผลให้ผู้เรียนมีวิธีการเรียนเกิดความเบ่อื
หน่าย การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของผู้สอนไม่ได้ตอบสนองต่อความสนใจของผู้เรียน ส่งผลให้ผู้เรียน
ขาดความตั้งใจในการเรยี น ไม่มีความกระตือรือร้นและมีเจตคติที่ไม่ดีต่อวิทยาศาสตร์ ผู้วิจัยจึงพฒั นาแบบฝึก
ทกั ษะ เรอ่ื ง ระบบยอ่ ยอาหาร กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 เพื่อจะ
ได้นำผลการวิจัยไปพฒั นาการจัดการเรียนการสอนต่อไปแนวทางในการจัดการเรยี นการสอนวิชาวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี และนำไปปรบั ปรุงการเรียนการสอนวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้มีประสทิ ธภิ าพต่อไป
2. วตั ถุประสงค์
2.1 เพ่อื พฒั นาแบบฝกึ ทักษะ เรือ่ ง ระบบย่อยอาหาร สำหรบั นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 รายวิชา
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นประกอบราษฎร์บำรุง ใหม้ ีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน-หลัง การใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร
สำหรบั นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนประกอบราษฎรบ์ ำรงุ
2.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ี่ 6 รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนประกอบราษฎร์บำรงุ
3. สมมตฐิ าน
การจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 รายวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะสามารถทำใหผ้ ลสมั ฤทธิท์ างการเรียนของนักเรียน
ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรียนประกอบราษฎรบ์ ำรงุ หลงั เรยี นสูงขึ้น
4. ขอบเขตการวิจัย
4.1 ขอบเขตดา้ นกลมุ่ ตัวอย่าง
ประชากรในการวจิ ัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรยี นประกอบราษฎร์บำรุง ภาคเรียนที่ 1
ปีการศกึ ษา 2565 จำนวน 42 คน
กลมุ่ ตัวอย่าง จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลอื กแบบเจาะจง
4.2 ขอบเขตดา้ นเนอ้ื หา
รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 หน่วยที่ 2 อาหารและการ
ยอ่ ยอาหาร เรื่อง ระบบยอ่ ยอาหาร
3
4.3 ขอบเขตด้านตวั แปร
ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 รายวิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่อง ระบบย่อยอาหาร
สำหรับนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6
4.4 ระยะเวลาในการวิจัย
ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย คือ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โดยใช้เวลาในการทดลองทั้งหมด 4
ช่วั โมง
5. นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
5.1 แบบฝึกทักษะ หมายถึง แบบฝึกหัดที่ผู้วิจัยทำขึ้นเพื่อประกอบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี เรอ่ื ง ระบบย่อยอาหาร ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6
5.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนจากการทำแบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน เรื่อง
ระบบย่อยอาหาร
5.3 แบบทดสอบกอ่ นเรียน – หลังเรียน หมายถงึ แบบวดั ผลความรู้ เรอ่ื ง ระบบย่อยอาหาร
6. ประโยชน์ทไี่ ด้รับ
1. ได้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 รายวิชา
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ของนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ 6 มีค่าระดบั คะแนนไมต่ ่ำกวา่ รอ้ ยละ 80
3. ทราบความพึงพอใจในการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่อง เรื่อง ระบบย่อยอาหาร
ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรียนประกอบราษฎรบ์ ำรงุ โดยใช้แบบฝึกทักษะ
4
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ัยที่เก่ียวข้อง
การวจิ ยั ครั้งนผ้ี ้วู จิ ยั ไดท้ ำการศึกษา คน้ ควา้ เอกสารและรายงานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วขอ้ งตามหวั ขอ้ ตอ่ ไปน้ี
1. แนวคิดทฤษฎีและหลักการที่เกย่ี วข้อง
2. งานวิจัยท่ีเกยี่ วข้อง
1. แนวคดิ ทฤษฎแี ละหลักการทเ่ี กย่ี วข้อง
ความหมายของสือ่ การสอนวทิ ยาศาสตร์
สอ่ื การสอนวิทยาศาสตร์ หมายถึง ส่ิงตา่ งๆท้ังทางกายภาพ และจิตภาพ ที่ก่อให้เกิดสถานการณ์ ทำให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เนื้อหาที่เป็นความรู้ กระบวนการวิทยาศาสตร์ และเจคติทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ วัสดุ
อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร ของจริงและสัญลักษณ์เป็นต้น นอกจากนั้นสื่อการสอนวิทยาศาสตร์ที่นำมาใช้
ควรจัดให้ต่อเนื่อง สอดคล้องกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และจัดระบบให้มีประสิทธิภาพตามประเภทของสื่อ
นั้นๆ (นคิ ม ทาแดง, 2557)
สื่อการสอนเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจความรู้สึก เพิ่มพูน
ทักษะและประสบการณ์ สร้างสถานการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาศักยภาพทางการ
คิดได้แก่ การคิดไตร่ตรอง การคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ตลอดจนสร้างเสริมคุณธรรม
จริยธรรม และค่านิยมให้แก่ผู้เรียน สื่อการสอนปัจจุบัน มีอิทธิพลสูงต่อการกระตุ้นให้ผู้เรียนกลายเป็นผู้
แสวงหาความรู้ด้วยตนเองสื่อมมี ากมายและหลากหลายรูปแบบมีบทบาทและใหค้ ุณประโยชนต์ ่างๆ (วไิ ลวรรณ
แสนพาน, 2553) เชน่
1. ช่วยให้ผเู้ รยี น เขา้ ใจความคิดรวบยอดได้งา่ ย รวดเรว็ ข้ึน
2. ช่วยให้ผู้เรยี นมองเห็นสิง่ ที่กำลังเรยี นรู้ไดอ้ ยา่ งเปน็ รูปธรรม และเปน็ กระบวนการ
3. ชว่ ยให้ผู้เรียนเรยี นรดู้ ้วยตนเอง สง่ เสริมให้เกดิ ความคดิ สรา้ งสรรค์
4. สร้างสภาพแวดล้อมและประสบการณก์ ารเรยี นรู้ทแี่ ปลกใหม่ นา่ สนใจ และ ทำให้อยากรอู้ ยากเห็น
5. สง่ เสรมิ การมีกจิ กรรมรว่ มกันระหว่างผเู้ รียน
6. เกือ้ หนุนผ้เู รียนทมี่ ีความสนใจและความสามารถในการเรียนร้ทู ี่ตา่ งกนั ให้ เรยี นรู้ได้เทา่ เทยี มกนั
7. ช่วยใหผ้ เู้ รยี นบูรณาการสาระการเรียนร้ตู ่างๆ ใหเ้ ชือ่ มโยงกัน
8. ชว่ ยให้ผู้เรียนได้เรยี นรวู้ ธิ กี ารใชส้ อื่ และแหล่งข้อมลู ตา่ งๆเพ่ือการคน้ คว้า เพม่ิ เติม
9. ช่วยให้ผู้เรียนได้รับการเรยี นรูห้ ลายมติ ิ จากสอ่ื ท่หี ลากหลาย
10. เช่ือมโยงโลกที่อยไู่ กลตวั ผ้เู รยี นให้เขา้ สู่การเรียนรู้ของผ้เู รยี น
5
สื่อการสอนต่างๆ นอกจากมีบทบาทเป็นเครื่องมือสำหรับการเรียนรูข้ องผูเ้ รียนแล้วยังช่วยกระตุ้นให้
ผเู้ รยี นไดร้ ับการพฒั นาดา้ นต่างๆ เชน่
1. ความรู้ สื่อช่วยให้ผู้เรียนได้รับความรู้เชิงเนื้อหา ความรู้เชิงกระบวนการและความรู้เชิงประจักษ์
จากการเรียนรู้ในกลุ่มวิชาต่างๆส่งเสริมการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมพัฒนาความอยากรู้อยากเห็นเชิง
สร้างสรรค์ ส่งเสรมิ การคน้ คว้าหาความรูเ้ พ่มิ เติมพฒั นาความอยากรู้อยากเหน็ เชงิ สรา้ งสรรค์ ส่งเสรมิ การคน้ หา
และการเชื่อมโยงสาระที่ได้เรียนรู้ระหว่างวิชาต่างๆเข้ากับประสบการณ์ส่วนตัวหรือกิจกรรมปฏิบัติใน
ครอบครวั โรงเรยี นชุมชนและสงั คมในวงกว้าง
2. ทักษะ สื่อการสอนในกลุ่มวิชาต่างๆช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านต่างๆให้แก่ผู้เรียนได้แก่
ทักษะพื้นฐานตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ทักษะการคิด ทักษะการสื่อสาร ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ทกั ษะการจดั การ ทกั ษะในงานอาชพี เป็นตน้
3. คุณธรรม จริยธรรมและค่านิยม สื่อต่างๆนอกจากจะให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะ
แล้วยังมุ่งให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้ เห็นคุณค่าในตนเอง ภูมิใจในความเป็นไทย มีจิตสำนึกทางสังคมแล้
ส่งิ แวดล้อมรู้จกั ใช้เวลาอยา่ งสร้างสรรคย์ อมรับค่านยิ มทด่ี งี าม
ข้นั ตอนของการวัดและการประเมนิ สื่อการเรียนการสอน
การวัดและการประเมินผลสื่อการเรียนการสอนมีขั้นตอนการตรวจสอบที่พิถีพิถันเพื่อให้ได้สื่อที่มี
คุณภาพอย่างแท้จริง ในตอนแรก การตรวจสอบแบ่งออกได้เป็นสองส่วนใหญ่ คือ การตรวจสอบโครงสร้าง
ภายในสื่อ และการตรวจสอบคุณภาพสื่อ ดังจะได้กล่าวถึงรายละเอียดการตรวจสอบทั้งสองส่วนตามลำดับ
ตอ่ ไปนี้
1. การตรวจสอบโครงสร้างภายในสือ่ (Structural basis)
การตรวจสอบในขั้นนีเ้ ป็นการตรวจสอบสิ่งทีป่ รากฏในสือ่ สามารถสัมผัสได้ดว้ ยประสาทสัมผัส ตา หู
จมูก ลิ้น และกาย ส่วนที่ปรากฏภายในมีลักษณะชัดเจน ง่าย และสะดวกแก่การรับรู้ สื่อนั้นเป็นสื่อที่มี
ศักยภาพสูงในการสือ่ สาร ประกอบด้วยสองสว่ นคือ ลกั ษณะสื่อและเนอื้ หาสาระในสอื่
1.1 ลักษณะสื่อ ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการผลิตสื่อให้มีลักษณะต่างๆ คือ ลักษณะเฉพาะตาม
ประเภทของสื่อ การออกแบบ เทคนิควิธี และความงาม ดังนั้นในการตรวจสอบลักษณะสื่อ ผู้ตรวจสอบจะมุ่ง
ตรวจสอบทั้งสีป่ ระเดน็ ข้างต้นเปน็ หลัก
1) ลกั ษณะเฉพาะตามประเภทของสอื่ แต่ละประเภทมลี กั ษณะและคุณสมบัติเฉพาะ
2) มาตรฐานการออกแบบ การออกแบบส่ือการเรียนการสอนเป็นการสร้างสรรค์สิ่ง
ใหมด่ ้วยการนำสว่ นประกอบต่างๆ
3) มาตรฐานทางเทคนิควิธี เทคนิควิธีการเสนอสือ่ เป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหน่งึ ท่ี
ช่วยใหส้ อ่ื มีความน่าสนใจและสามารถสอ่ื สารไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
6
1.2 เนื้อหาสาระ เนื้อหาสาระที่ปรากฏในสื่อการสอนนั้น ผ่านการวิเคราะห์เนื้อหา การ
ออกแบบและการใช้เทคนิควธิ ีการดำเนินการเพือ่ เสนอสาระให้ปรากฏตาม ลักษณะประเภทของสื่อ เนื้อหาท่ี
ปรากฏในสือ่ จะตอ้ งครบถ้วนและถกู ตอ้ งตามเนอ้ื หารสาระจริง
2. การตรวจสอบคณุ ภาพสื่อ (Qualitative basis)
ในการทดสอบคณุ ภาพสื่อการเรียนการสอน เครือ่ งมือทน่ี ยิ มใช้กนั มามี 2 แบบ คอื
2.1 แบบทดสอบ แบบทดสอบทีใ่ ช้ในที่นี้เปน็ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนควรเป็น
แบบทดสอบที่มีความตรงเชิงเนือ้ หาสูง และสามารถวัดไดต้ ามเกณฑ์ท่ีกำหนด ในแต่ละจุดประสงค์ โดยทั่วไป
การพัฒนาแบบทดสอบมีข้นั ตอนดังน้ี
1) กำหนดจำนวนข้อของแบบทดสอบ
2) พิจารณากำหนดน้ำหนักวตั ถุประสงค์แตล่ ะข้อของการพฒั นาสอ่ื
3) สร้างขอ้ สอบตามจำนวนที่กำหนดไว้ โดยสามารถวัดตามวัตถุประสงค์
4) พิจารณาตรวจเพื่อความถูกต้อง และการแก้ไขปรับปรุงแบบทดสอบ โดย
ผู้เช่ียวชาญสร้างแบบทดสอบ
5) นำแบบทดสอบไปทดลองใช้กับตัวแทนกลุ่มเป้าหมายที่มีความรู้เรื่อง เนื้อหาใน
สอ่ื แล้ว
6) วิเคราะห์แบบทดสอบโดยตรวจค่าความเชื่อมั่น ความตรงเชิงเนื้อหา และ ค่า
ความยากง่าย
7) คัดเลือกข้อสอบให้มีจำนวนข้อตามความต้องการ และสามารถวัดตาม เกณฑ์
กำหนดสำหรับแตล่ ะวตั ถุ
2.2 แบบสังเกต ในระหว่างการทดลองใช้สื่อ ผู้ตรวจสอบควรจะสังเกตและบันทึกการแสดง
ของส่ือ และพฤตกิ รรมการใช้สอื่ ในการเรียนการสอนของผู้ใช้ เพอื่ ประโยชน์ในการปรบั ปรงุ
สง่ิ สำคัญทีค่ วรสังเกตและบันทึกไว้เปน็ รายการในแบบสังเกต คือ
1) ความสามารถเขา้ ใจไดง้ ่าย
2) การใช้ประสาทสัมผสั ไดง้ ่าย เช่น มีขนาด อา่ นงา่ ย หรอื ดงู ่าย คณุ ภาพของเสียงดี
ฟังงา่ ย ฯลฯ
3) การเสนอตัวชแ้ี นะ สำหรับสาระสำคัญเด่น ชัดเจน สงั เกตงา่ ย
4) ระยะเวลาท่กี ำหนดเหมาะสม ท้งั เวลาการนำเสนอ และตอบสนอง
5) วิธีการใชท้ ีง่ า่ ย สะดวก ไม่ยงุ่ ยาก หรือสลับซับซอ้ นผเู้ รียนสนใจ
7
ความหมายของแบบฝกึ ทักษะ
จากการศึกษาความหมายของแบบฝกึ ทักษะ ได้มผี ูใ้ ห้ความหมายไว้ต่างๆ กนั ดังนี้
ศฤงคาร แป้นกลาง (2538, หน้า 23) ได้สรุปความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึก
ทักษะเป็นเครื่องมือในการแก้ปญั หาเฉพาะทักษะ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความชำนาญและเสริมสร้างความ
เข้าใจในเนื้อหาที่เรียน มีลักษณะคล้ายแบบทดสอบย่อย แต่มีลักษณะที่เฉพาะ เจาะจงมากกว่า ลักษณะ
ปัญหาในแบบฝึกทักษะจะเรียงลำดับจากง่ายไปยากและต้องเป็นปัญหาที่เสรมิ ทักษะพ้ืนฐาน
ฉวีวรรณ กีรติกร (2538, หน้า 7) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะว่า เป็นงานท่ี ครู
มอบหมายให้นักเรียนทำเพ่ือทบทวนความรู้ทเี่ รียนไปแล้ว โดยมีจุดประสงคเ์ พ่ือให้นักเรยี นสามารถนำความรู้ไปใช้
ในการแก้ปัญหาและพฒั นาทักษะของนกั เรียน
ราชบัณฑิตยสถาน (2538, หน้า 483) แบบฝึก หมายถึง แบบฝึกหัดหรือชุดการสอนที่เป็น
แบบฝกึ หดั ทีใ่ ช้เป็นตวั อยา่ งปัญหาหรอื คำสั่งทต่ี ง้ั ข้ึนใหน้ กั เรียนตอบ
สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544, หน้า 2) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกหรือ
แบบฝึกหัด คือ ส่ือการเรียนการสอนชนิดหน่ึง ที่ใช้ฝึกทักษะให้กับผู้เรียน หลังจากเรียนจบเนื้อหาในช่วงหนึ่ง
ๆ เพ่ือฝึกฝนให้เกิดความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งเกิดความชำนาญในเรื่องน้ัน ๆ อย่างกว้างขวางมากข้นึ
สุพรรณี ไชยเทพ (2544, หน้า 17) ยงั ไดใ้ หค้ วามหมายของแบบฝกึ ไว้ว่า แบบฝกึ เสริมทักษะ
หมายถงึ เอกสารหรือแบบฝึกหัดทใ่ี ช้เปน็ สอื่ ประกอบการเรยี นการสอนเพ่ือใหผ้ ้เู รียนไดฝ้ ึกปฏิบัติ เป็นการช่วย
เสริมใหน้ ักเรียนมที ักษะสูงยิ่งข้นึ
ถวัลย์ มาศจรัส (2548, หน้า 151) ได้ให้คำจำกัดความของแบบฝึกทักษะว่า เป็นกิจกรรม
พัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมมคี วามหลากหลายและปริมาณเพียงพอที่
สามารถตรวจสอบและพัฒนาทักษะ กระบวนความคิด กระบวนการเรียนรู้ สามารถนำผู้เรียนสู่การสรุป
ความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญของสาระการเรียนรู้ รวมทั้งทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจ
บทเรียนดว้ ยตนเองได้
ดังนน้ั แบบฝึกทักษะจึงเปน็ เคร่ืองมอื ท่ีช่วยพัฒนาทักษะในเร่ืองทีเ่ รียนรใู้ ห้มากขึ้น โดยอาศัย
การฝกึ ฝนหรอื ปฏบิ ัติด้วยตนเองของผู้เรยี น ลักษณะปญั หาในแบบฝกึ ทกั ษะจะเปน็ ปัญหาทเ่ี สริมทักษะพื้นฐาน
โดยกำหนดขึ้นให้ผู้เรียนตอบเรียงลำดับจากง่ายไปยาก ปริมาณของปัญหาต้องเพียงพอที่สามารถตรวจสอบ
และพัฒนาทักษะ กระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เรียนไปแล้ว เพ่ือนำไปใช้ในการแก้ปัญหา
รวมทั้งในแบบฝึกทักษะจะทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจบทเรียนด้วยตนเองได้ ทบทวนเนื้อหาให้
ผู้เรียน เกิดทักษะ เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความชำนาญในเนื้อหาที่ผู้เรียนได้เรียนไปในเรื่องนั้นๆ อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ
8
ลักษณะของแบบฝกึ ทักษะทดี่ ี
ในการสรา้ งแบบฝกึ สำหรบั นกั เรียน มอี งค์ประกอบหลายประการ ซงึ่ ได้มีนักการศึกษาหลาย
ท่านใหข้ อ้ เสนอแนะเกย่ี วกับลกั ษณะของแบบฝกึ ที่ดี ไว้ดังน้ี
สพุ รรณี ไชยเทพ (2544, หน้า 19) ได้กล่าวถงึ ลักษณะของแบบฝึกทดี่ ไี วด้ งั น้ี
1. ตอ้ งมคี วามชดั เจน ทัง้ คำชี้แจง คำสั่ง ง่ายตอ่ การเข้าใจ
2. ตรงกับจุดประสงค์ทต่ี อ้ งการวดั
3. มภี าษาและรูปภาพท่ดี งึ ดดู ความสนใจของนักเรียนและเหมาะสมกบั วยั ของผเู้ รยี น
4. แบบฝกึ แต่ละเรื่องไมค่ วรยาวมากจนเกินไป
5. ควรมกี ิจกรรมหลากหลายรูปแบบทำให้นกั เรยี นไม่เบ่อื
6.ควรตอบสนองความต้องการและความสนใจของผู้เรียน สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลิน
ขณะทำแบบฝึก
7. มคี ำตอบท่ชี ัดเจน
8. แบบฝึกทีด่ สี ามารถประเมนิ ความก้าวหนา้ และความรขู้ องนกั เรยี นได้
กุสยา แสงเดช (2545, หน้า 6-7) ได้กล่าวแนะนำผู้สร้างแบบฝึกให้ยึดลักษณะแบบฝึกที่ดี
ดังนี้
1. แบบฝึกที่ดีควรความชัดเจนทัง้ คำสั่งและวิธีทำ คำสั่งหรือตัวอยา่ งแสดงวิธีทำ ที่ใช้ไม่ควร
ยากเกินไป เพราะจะทำความเข้าใจยาก ควรปรับให้ง่ายและเหมาะสมกับผู้ใช้ เพ่ือนักเรยี นสามารถเรียน
ด้วยตนเองได้
2. แบบฝึกที่ดีควรมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจุดหมายของการฝึก ลงทุนน้อย ใช้ได้
นาน ทนั สมยั
3. ภาษาและภาพทใ่ี ชใ้ นแบบฝกึ เหมาะกับวยั และพ้นื ฐานความรู้ของผ้เู รียน
4. แบบฝึกที่ดีควรแยกฝึกเป็นเรื่องๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไป แต่ควรมีกิจกรรมหลาย
แบบเพื่อเรา้ ความสนใจ และไมเ่ บือ่ ในการทำและฝึกทกั ษะใดทักษะหน่งึ จนชำนาญ
5. แบบฝึกที่ดีควรมีทั้งแบบกำหนดคำตอบในแบบและให้ตอบโดยเสรี การเลือกใช้คำ ข้อความ
รูปภาพในแบบฝึก ควรเป็นสิ่งที่นักเรียนคุ้นเคยและตรงกับความสนใจของนักเรียน ก่อให้เกิดความ
เพลิดเพลินและพอใจแก่ผู้ใช้ ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู้ว่า นักเรียนจะเรียนได้เร็ว ในการกระทำที่ทำให้เกดิ
ความพงึ พอใจ
6. แบบฝึกทีด่ ีควรเปิดโอกาสให้ผูเ้ รียนไดศ้ กึ ษาดว้ ยตนเอง ใหร้ ้จู กั คน้ คว้ารวบรวมส่งิ ทพี่ บเห็น
บ่อยๆ หรือท่ตี วั เองเคยใช้ จะทำให้ผเู้ รียนเข้าใจเรื่องนั้นๆ มากย่งิ ข้นึ และรู้จักนำความร้ไู ปใช้ในชีวิตประจำวัน
ได้อย่างถกู ตอ้ ง มีหลกั เกณฑแ์ ละมองเหน็ วา่ ส่ิงทไ่ี ด้ฝกึ น้นั มคี วามหมายตอ่ เขาตลอดไป
9
7. แบบฝึกที่ดีควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคน มีความแตกต่าง
กันในหลายๆ ด้าน เช่น ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อม ระดับสติปัญญา และประสบการณ์ เป็นต้น
ฉะนน้ั การทำแบบฝึกแตล่ ะเรอ่ื งควรจัดทำให้มากพอและมที ุกระดับตั้งแต่ ง่าย ปานกลาง จนถึงระดบั ค่อนข้าง
ยาก เพื่อวา่ ท้ังนักเรียนเกง่ ปานกลาง และอ่อน จะได้เลือกทำได้ตามความสามารถ ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนทุกคน
ได้ประสบความสำเร็จในการทำแบบฝกึ
8. แบบฝึกที่จัดทำเป็นรูปเล่ม นักเรียนสามารถเก็บรักษาไว้เป็นแนวทางเพื่อทบทวนด้วย
ตนเองต่อไป
9. การที่นักเรียนได้ทำแบบฝึก ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่างๆ ของนักเรียนได้
ชัดเจน ซ่งึ จะช่วยให้ครูดำเนนิ การปรับปรงุ แกไ้ ขปญั หานัน้ ๆ ไดท้ นั ทว่ งที
10. แบบฝึกท่จี ดั ข้ึน นอกจากมใี นหนงั สือเรยี นแลว้ จะช่วยให้นกั เรียนได้ฝึกฝนอยา่ งเตม็ ที่
11. แบบฝกึ ท่จี ัดพิมพ์ไว้เรยี บร้อยแลว้ จะช่วยให้ครูประหยดั แรงงานและเวลาในการทจ่ี ะตอ้ ง
เตรียมแบบฝกึ อยู่เสมอ ในด้านผูเ้ รียนไมต่ ้องเสยี เวลาในการลอกแบบฝึกจากตำราเรยี นหรือกระดานดำ ทำให้มี
เวลาและโอกาสไดฝ้ กึ ฝนทักษะต่างๆ ได้มากข้ึน
12. แบบฝึกช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะการพิมพ์เป็นรูปเล่มที่แน่นอน ลงทุนต่ำแทนที่จะ
ใช้พิมพ์ลงกระดาษไขทุกครั้งไป นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการที่ผู้เรียนสามารถบันทึกและมองเห็น
ความก้าวหน้าของตนไดอ้ ย่างมีระบบและมีระเบยี บ
จริยภรณ์ รุจิโมระ (2548, หน้า 148) ได้เสนอหลักเกณฑ์การฝึกทักษะสรุปได้คือแบบฝึก
ทักษะควรกำหนดนิยามของแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ แจกแจงทักษะใหญ่ออกเป็น
ทักษะย่อยโดยละเอียด นกั เรียนจะตอ้ งฝกึ ทกั ษะในขั้นยอ่ ยๆ เหลา่ นั้นทลี ะขน้ั จนเกิดทักษะแล้ว จึงฝึกทักษะท่ี
ยากขึ้น ให้นักเรยี นฝึกทักษะทีแ่ จกแจงเป็นทักษะยอ่ ยแลว้ หลายครัง้ จนมีความชำนาญ เน้นการฝกึ ซ้ำๆ มีการ
วัดและประเมินผล หรือสงั เกตพฤติกรรมเดก็ อยา่ งสมำ่ เสมอเพ่อื ประเมินวา่ เดก็ มีทกั ษะเกิดขนึ้ แล้ว
นอกจากนี้แล้ว สำนักงานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแห่งชาติ (2540, หน้า 146) ยังได้
กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดีไว้ด้วยเช่นกันคือ แบบฝึกทักษะควรเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนมาแล้ว
เหมาะสมกับระดับ วัยหรือความสามารถของนักเรียน มีคำชี้แจงสั้นๆ ที่ช่วยให้นักเรียนเข้าใจวิธีทำได้ง่าย ใช้
เวลาท่เี หมาะสม มสี งิ่ ทน่ี า่ สนใจและท้าทายใหแ้ สดงความสามารถ มีข้อแนะนำในการใช้ มใี ห้เลือกทั้งแบบตอบ
อยา่ งจำกัดและตอบอยา่ งเสรี ถา้ เปน็ แบบฝกึ ทต่ี อ้ งการให้ผ้ทู ำศกึ ษาด้วยตนเอง แบบฝึกน้ันควรมหี ลายรูปแบบ
และให้ความหมายแกผ่ ฝู้ กึ ทำดว้ ย ควรใช้ภาษา สำนวนง่ายๆ ฝึกให้คิดให้เร็วและสนุก รวมทั้งแบบฝึกควรปลุก
ความสนใจและใช้หลักจิตวิทยาร่วมด้วย
โดยสรุปลักษณะของแบบฝึกที่ดีคือ ต้องมีจุดประสงค์และคำสั่งที่ชัดเจน เข้าใจง่าย มีความ
เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน มีรูปแบบที่ทันสมัย สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียนให้เกิดความต้องการที่จะ
ฝกึ ปฏบิ ัติเพือ่ ให้เกดิ การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
10
จากลกั ษณะของแบบฝกึ ทักษะท่ีดที ี่มีนกั การศึกษาหลายทา่ นได้อธบิ ายไว้ เปน็ ลักษณะของแบบฝึก
ทักษะซึ่งใช้ได้กับทุกรายวิชา ในส่วนของแบบฝึกทักษะที่ผู้ศึกษาสร้างเป็นแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ ซ่ึง
แบบฝึกทักษะของผู้ศกึ ษาจะมีลกั ษณะท่ีดดี งั นี้
1. คำสั่ง ข้อแนะนำและคำชี้แจงใช้คำที่เข้าใจง่ายและไม่ยาวเกินไป เพื่อให้เด็กเข้าใจและ
ศกึ ษาดว้ ยตนเองได้ตามตอ้ งการ
2. เน้นการฝกึ ซำ้ ๆ
3. ใชภ้ าษาท่เี ข้าใจง่าย
4. ระดับเนอ้ื หาเหมาะกบั ระดบั พนื้ ฐานความสามารถของผู้เรยี น
5. กำหนดเวลาที่ใช้ในแบบฝึกทักษะใหเ้ หมาะสม
6. สร้างแรงจูงใจให้กับเด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็น และกระตือรือร้นที่อยาก กระทำ
กิจกรรมโดยทุกครั้ง เมื่อจบการฝึกให้การเสริมแรงเด็กโดยชมเชยด้วยคำพูดหรือเขียนใหก้ ำลังใจ ในแบบฝึกทักษะ
เพื่อท่เี ด็กจะไดอ้ ยากทำกจิ กรรมตอ่ ไป
7. มีการวัดและประเมินผลหรือสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินว่าเด็กมี
ทักษะแล้ว
หลักทางจติ วิทยาทเ่ี กีย่ วกับการสรา้ งแบบฝึกทักษะ
พงษพ์ นั ธ์ พงษโ์ สภา (2544, หนา้ 91-92) ได้กลา่ วถงึ กฎการเรยี นรทู้ ีส่ ำคญั ของ ธอร์นไดคว์ า่
มอี ยู่ 3 กฎ คอื
1. กฎแห่งความพงึ พอใจ หรอื กฎแห่งผล ธอร์นไดคไ์ ด้สรุปวา่ อนิ ทรียจ์ ะทำใน สิง่ ที่ก่อให้เกิด
ความพึงพอใจและจะหลีกเล่ียงส่ิงที่ทำให้เขาไม่พึงพอใจ ธอร์นไดค์ได้เน้นถึง การใช้เทคนคิ ทจ่ี ะสรา้ งความ
พึงใจให้กับผู้เรียน เช่น การชม การใหร้ างวัล
2. กฎแห่งความพร้อม การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อผู้เรียนอยู่ในสภาพที่พร้อม
จะเรียนหรือพร้อมที่จะทำกิจกรรม ความพร้อมในที่นี้รวมความถึงความพร้อมด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม
และอารมณ์
3. กฎแหง่ การฝกึ หัด ประกอบดว้ ยกฎที่สำคัญ 2 ขอ้ คือ
ก. กฎแห่งการใช้พฤติกรรมใดที่อินทรีย์ได้มีการกระทำอยู่เสมอหรือมีการฝึกฝนอยู่
เป็นประจำ ไมไ่ ดท้ ง้ิ ช่วงไวน้ าน อินทรีย์ยอ่ มเกิดทักษะและกระทำพฤติกรรมนนั้ ไดด้ ี
ข. กฎแห่งการไม่ใช้พฤติกรรมใดก็ตามที่อินทรีย์ทิ้งช่วงไว้นานอินทรีย์ย่อมจะเกิด
การลืมหรอื กระทำพฤติกรรมนัน้ ไม่ดี
นอกจากนี้ พงษ์พันธุ์ พงษ์โสภา (2544, หน้า 87) ยังได้กล่าวถึงทฤษฎีพฤติกรรมนิยมของส
กินเนอร์ ไว้ว่า มีความเช่ือในเรื่องของการเสริมแรง พฤติกรรมใดก็ตามถ้าได้รับการเสริมแรงพฤติกรรมน้ั
11
ก็มี แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นซ้ำๆ สกินเนอร์ได้นำผลการทดลองมาใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนไว้หลาย
รูปแบบ เชน่ บทเรียนโปรแกรม โดยยึดหลักการเสรมิ แรงและลกั ษณะอ่ืนๆ ทีส่ ำคัญ ประกอบด้วย
ก. ใหผ้ ู้เรียนไดม้ สี ่วนรว่ มหรอื ลงมือกระทำดว้ ยตนเอง
ข. ใหม้ คี วามก้าวหน้าไปทีละนอ้ ยๆ
ค. ใหผ้ เู้ รยี นได้รผู้ ลการกระทำในทนั ที
ประโยชน์ที่ไดร้ บั จากบทเรยี นโปรแกรมตามความเห็นของสกินเนอร์
1. นักเรียนจะไดร้ ับการเสรมิ แรงไดท้ ันท่วงที
2. สามารถทำงานได้ตามลำพังซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้สึกมีอิสระในการเรียน ไม่ต้อง
กังวลใจที่จะถูกครูดุ หรือถูกเพื่อนเยาะเย้ยถ้าทำไม่ได้ ทำให้นักเรียนเกิดความสบายใจที่จะเรียนและสนุกกับ
การเรยี น
3. บทเรียนโปรแกรมจะช่วยให้นักเรียนรู้จักดูแลรับผิดชอบตนเองและเกิดความเชื่อมั่นใน
ตนเอง
โดยสรุปทฤษฎีกฎการเรียนรู้ของธอร์นไดด์ ที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ กฎแห่งความพร้อม
เมื่อนักเรียนมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจก็จะเกิดการเรียนรูไ้ ด้ดี กฎแห่งความพึงพอใจหรือกฎแห่งผล เมื่อ
นักเรียนมีความพึงพอใจ สนุกสนาน มีความสุขในการทำกิจกรรมก็จะเกิดการเรียนรู้ได้ดี และกฎแห่งการ
ฝึกหัด เมื่อนักเรยี นได้ฝึกฝนอยู่เป็นประจำ จะทำให้เกิดการเรียนรู้ ได้ดี นอกจากนี้ทฤษฎพี ฤตกิ รรมนิยมของส
กินเนอร์ ที่มีความเชื่อในเรื่องของการเสริมแรง นักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้ดี เมื่อได้รับความภาคภูมิใจ ไม่มี
ความกังวล ทราบความก้าวหนา้ ของตนเองไป ทลี ะนอ้ ยเป็นลักษณะของการเสริมแรง จะทำใหน้ ักเรยี นเกิดการ
เรียนรูไ้ ดด้ ี ซึง่ ผศู้ ึกษาไดน้ ำทฤษฎดี ังกล่าวมาเป็นแนวทางในการสรา้ งแบบฝึกทกั ษะคณติ ศาสตร์ โดยให้ผู้เรียน
ได้ทำการปฏิบัติอยู่เสมอ จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะในเรื่องการบวกลบเศษส่วนได้ดีขึ้น และแบบฝึกยังให้
ผู้เรียนได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง รู้ผลการกระทำ สามารถทำงานได้ตามลำพัง เกิดความภาคภูมิใจ เป็นแรง
เสริมให้นกั เรียนมคี วามรู้สกึ อยากทจี่ ะเรียนรมู้ ากขึ้น
วันชัย ไทยใหม่ (2539, หน้า 19) ได้ให้คำแนะนำว่าแบบฝึกควรสร้างโดยใช้หลักจิตวิทยา
ดงั นี้
1. เรา้ ใจให้นกั เรยี นเกิดความสนใจโดยการใชแ้ บบฝกึ หลายๆ ชนิด
2. ให้นักเรยี นมโี อกาสตอบสนองสง่ิ เรา้ ด้วยการแสดงความสามารถและความเขา้ ใจลงในแบบฝกึ หดั
3. ใหน้ ักเรียนนำส่ิงที่เรียนมาตอบในแบบฝกึ หดั ให้ตรงเป้าหมายได้
นอกจากนี้ กรรณิการ์ พวงเกษม (2540, หน้า 7) ได้กล่าวถึงการสร้างแบบฝึกหัดเพื่อใช้ฝึก
ทักษะอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพนน้ั ตอ้ งสร้างโดยคำนงึ ถึงหลักทางจติ วิทยา ดงั น้ี
1. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Difference) ต้องคำนึงอยู่เสมอว่านักเรียนแต่
ละคนมีความรู้ ความถนัด ความสามารถ ความสนใจแตกต่างกัน ในการสร้างแบบฝึกหัดจึงควรพิจารณาให้
12
เหมาะสม ไม่ง่ายเกินไปสำหรับเด็กที่เก่ง และไม่แยกกลุ่ม ควรให้เด็กเก่งคละกับเด็กอ่อน เพื่อให้เด็กเก่ง
ช่วยเหลือเดก็ ออ่ น
2. การเรียนรู้โดยการฝึกฝน (Law of Exercise) ธอร์นไดด์ (Thorndike) ได้กล่าวว่า การ
เรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเมื่อได้มีการฝึกฝนหรือการกระทำซ้ำ ๆ ฉะนั้นในการสร้างแบบฝึกหัดจึงควรสร้าง
แบบฝึกหัดเพ่ือให้นักเรียนได้ฝึกฝนเรื่องหน่ึง ๆ ซ้ำ ๆ กันหลายครั้ง โดยแบบฝึกหัดมีลกั ษะหลายรูปแบบ เพื่อ
ไม่ให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย อันจะส่งผลทำให้ความสนใจในการฝึกลดลงและจะไม่เกิดการเรียนรู้
เทา่ ทค่ี วร
3. กฎแห่งผล (Law of Effect) เมื่อนักเรียนได้เรียนไปแล้ว นักเรียนย่อมต้องการทราบผล
การเรียนของตนเองว่าเป็นอย่างไร เมื่อให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดหรือให้ทำงานใดๆ จึงควรเฉลยหรือตรวจ
เพ่อื ให้นกั เรียนทราบผลโดยเรว็ หรือสามารถตรวจคำตอบไดเ้ อง เพือ่ จะไดร้ ้ขู ้อบกพร่องของตนเอง
4. แรงจูงใจ (Motivation) เพื่อให้เด็กอยากทำแบบฝึกหัดต่อไป แบบฝึกหัดควรเป็นแบบ
สั้นๆ เพ่ือไม่ให้นักเรียนเบ่ือหน่าย ควรมีแบบฝึกหัดหลายรูปแบบไม่ซ้ำซาก เช่น อาจจัดแบบฝึกหัดในลักษณะ
ของเกม กจิ กรรมในสถานการณท์ ต่ี า่ งๆ แปลกใหม่ นา่ สนใจ และสนกุ สนานเหมาะสมกบั วัยและความต้องการ
ของเดก็
หลักการสรา้ งแบบฝึกทกั ษะ
ถวัลย์ มาศจรัส (2548, หนา้ 148-149) ได้กลา่ วถงึ สว่ นประกอบของแบบฝกึ ทักษะไว้ว่า ตอ้ ง
มีจุดประสงค์ชัดเจนสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะตามสาระการเรียนรู้และกระบวนก ารเรียนรู้ของกลุ่มการ
เรียนรู้ ในส่วนของเนื้อหาต้องถูกต้องตามหลักวิชา ให้ภาษาเหมาะสม มีคำอธบิ ายและคำสั่งท่ีชัดเจนง่ายต่อ
การปฏิบัติตาม สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ นำผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญ
ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นไปตามลำดับขั้นตอนการเรียนรู้ สอดคล้องกับวิธีการเรยี นรู้ และความแตกต่าง
ระหว่างบคุ คล มีคำถามและกจิ กรรมท่ที า้ ทายส่งเสรมิ ทักษะกระบวนการเรียนรขู้ องธรรมชาตวิ ิชามีกลยุทธ์การ
นำเสนอ และการตั้งคำถามทีช่ ัดเจนนา่ สนใจ ปฏิบัติได้ สามารถให้ข้อมูลย้อนกลับเพ่ือปรับปรุงการเรยี นร้ขู อง
ผ้เู รยี นไดอ้ ย่างตอ่ เนอื่ ง
สมวงษ์ แปลงประสพโชค (2538, หน้า 26) ได้กล่าวถึงหลักการให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดไว้ดังน้ี
แบบฝึกหัดและกิจกรรมควรเรียงจากง่ายไปยากหาคำตอบของแบบฝึกหัดบางข้อเพื่อให้นักเรียนตรวจสอบ
ผลงาน และควรมีข้อแนะนำอธิบายสำหรับข้อที่ยาก ควรให้นักเรียนได้ทำแบบฝึกหัดในชั่วโมงเรียน จะได้
จำแนกข้อยากและมีโอกาสซักถาม หลีกเลี่ยงการให้แบบฝึกหัด ที่ซ้ำซากและกิจกรรมที่เป็นกิจวัตร ควร
สอดแทรก เกม ปรศิ นา และกิจกรรมทดลองที่น่าสนใจ ควรมีแบบฝกึ หดั แบบปลายเปิดท่ีนักเรียนเลือกปัญหา
ด้วยตนเอง ควรอนุญาตให้นักเรียนทำงานเป็นคู่หรือกลุ่มในบางโอกาส พยายามส่งเสริมการทำงานเป็นกลมุ่
และลดการลอกงานกนั
13
สมทรง สวุ พานชิ (2539, หนา้ 42) ได้เสนอถงึ วธิ ีการใหท้ ำแบบฝึกหดั ดงั ตอ่ ไปนี้ การใหฝ้ ึก
ปฏิบตั ิควรจะมาหลงั การสอน เมื่อนักเรียนเข้าใจดแี ลว้ และควรใหฝ้ กึ ทกุ ๆ ด้าน โดยฝกึ ทำจากส่ิงท่ีง่ายไปหาส่ิงที่
ยาก ให้ระยะเวลาส้ันๆ ในการฝึกแต่บ่อยคร้ังจะดีกว่าการฝึกติดต่อกันเป็นเวลานาน เน่อื งจากเด็กแตล่ ะคน
อาจจะใชว้ ธิ ีการทำทแี่ ตกต่างกัน ดังนน้ั ครตู อ้ งติดตามผลการฝกึ อยเู่ สมอ ควรใหง้ านตามความสามารถ ตามความ
เหมาะสมเปน็ กลมุ่ ๆ ครคู วรจดั ให้เดก็ เกง่ ศึกษาปญั หาทางคณติ ศาสตร์ประเภทลับสมองเพอ่ื ให้เขาไดพ้ บสง่ิ แปลก
ใหม่ เป็นการเรา้ ความสนใจ ไมค่ วรปลอ่ ยให้ทำแบบฝึกหัดมากๆ ทุกครง้ั ไป ครูตอ้ งสรา้ งทัศนคติทด่ี ตี อ่ การให้
แบบฝึกหดั โดยใหเ้ ด็กเหน็ ความสำคัญและให้ใช้เป็นสิ่งแสดงความก้าวหน้าของแต่ละคน ครูต้องแนะนำ
อย่างใกล้ชิดหากมีผิดพลาดครูควรแก้ไขเสียก่อนที่จะติดเป็นนิสัย ในการฝึกท่ีชัดเจน ครูต้องดูแลและ
จัดการฝึกให้เหมาะสมกับนักเรียนซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และครูต้องสรรหากิจกรรมท่ี
ใช้ฝึกให้มีความหลากหลายให้นกั เรียนไดฝ้ กึ
ยุพิน พิพิธกุล (2539, หน้า 13) ได้กล่าวถึงข้อควรคำนึงในการทำแบบฝึกว่า การฝึก จะให้
ได้ผลดตี อ้ งคำนึงถงึ ความแตกต่างระหว่างบคุ คล ควรจะฝึกไปทลี ะเรื่อง เมื่อจบบทเรียนหนึง่ และเมื่อเรียนได้
หลายบท ก็ควรจะฝึกรวบยอดอีกครั้ง ควรจะมีการตรวจสอบแบบฝึกแต่ละครั้งที่ให้นักเรียนทำเพื่อ
ประมวลผลนักเรียน คัดเลือกแบบฝึกที่สอดคล้องกับบทเรียนและพอเหมาะ ไม่มากเกินไป คำนึงถึง
ความยากง่าย และพึงตระหนักอยู่เสมอว่าก่อนที่จะให้นักเรียนทำโจทย์นั้นนักเรียนเข้าใจในวิธีการ
ทำโจทย์นั้นโดยถ่องแท้แล้ว อย่าปล่อยให้นักเรียนทำโจทย์ตามตัวอย่า ที่ครูสอนโดยไม่เกิดความริเร่ิม
สร้างสรรค์
จากหลักและวธิ กี ารใหท้ ำแบบฝึกทกั ษะข้างต้น ผูศ้ กึ ษาขอสรุปวิธกี ารให้ทำแบบฝึกทักษะทผี่ ู้ศึกษาสร้างไว้
ดังนี้ คือต้องกระตุ้นให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการฝึกทักษะ โดยใช้แบบฝึกทักษะให้ผู้เรียนทำแบบฝึกด้วย
ความตั้งใจที่จะพัฒนาตนเอง ทำด้วยความเข้าใจตามระดับความสามารถของตน กำหนดระยะเวลาสั้นๆ ใน
การฝึก แต่บ่อยครั้ง ไม่ฝึกติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะผู้เรียนอาจเกิดความเบื่อหน่ายและเมื่อยล้าได้ มีการ
อธบิ ายสำหรบั ขอ้ ทีย่ าก รวมทงั้ การใหฝ้ ึกปฏิบตั ิควรจะมาหลังการสอน เม่ือนักเรียนเข้าใจดีแล้ว โดยฝึกทำ
จากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยาก อีกทั้งครูต้องแนะนำอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าพบ ข้อผิดพลาดแล้วครูจะได้
แก้ไขก่อนที่จะติดเป็นนิสัย ในการฝึก และแจ้งให้นักเรียนทราบว่าแบบฝึกทักษะจะเป็นการแสดงถึง
ความก้าวหน้าของนักเรียน เพื่อครูจะใช้เป็นแนวทางในการชว่ ยเหลอื ได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพต่อไป
สำหรบั แบบฝกึ ทักษะทีผ่ ศู้ ึกษาสรา้ งข้นึ มหี ลักในการสรา้ งดงั น้ี ในสว่ นของจุดประสงค์ ผศู้ ึกษาต้องการที่
จะพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นเรื่องเศษสว่ น ในส่วนของเนื้อหาไดเ้ ลอื กเนือ้ หาท่ีเหมาะสมกับระดับพ้ืนฐาน
ความสามารถของนักเรียน โดยเรียงลำดับจากง่ายไปยาก ภาษาที่ใช้เป็นภาษาที่เหมาะสมกับวัยและ
ความสามารถในการอ่านและการทำความเข้าใจของนักเรยี น เนื้อหาท่ีจัดให้เป็นไปตามขั้นตอนการเรยี นร้ตู าม
หลกั วิชาคณติ ศาสตร์ รวมทงั้ มคี ำเฉลยไวท้ า้ ยแบบฝึกทกั ษะเพ่อื ให้นกั เรยี นตรวจสอบความถกู ต้องด้วยตนเอง
14
ประโยชน์ของแบบฝกึ
แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนการสอนที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้เรียนที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้ ฝึก
ทักษะต่างๆ ให้มีความรู้มากขึ้นได้ฝึกด้วยตนเอง เกิดความมั่นใจที่จะเรียนรู้ ประทีป แสงเปี่ยมสุข (2538,
หน้า 34) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้เช่นกันคือแบบฝึกเป็นอุปกรณ์ช่วยลดภาระของครู ช่วยให้ครู
มองเห็นปัญหาต่างๆ ของนักเรียนได้ชัดเจน ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกทักษะในการใช้ภาษาให้ดีขึ้น ช่วยในเรื่อง
ความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล ทำให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในทางจิตใจมากขึ้น ช่วยเสริมทักษะทางภาษา
ให้คงทน เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากเรียนบทเรียนแล้ว ช่วยให้นักเรียนสามารถทบทวนได้ด้วย
ตนเอง ช่วยให้นักเรียนฝึกฝนได้เต็มที่ นอกเหนือจากที่เรียนในเวลาเรียนและช่วยให้ผู้เรียนเห็น
ความก้าวหน้าของตนเองด้วย
ฉวีวรรณ กรี ติกร (2538, หน้า 10) กล่าวว่า การส่งเสริมและพัฒนาทักษะโดยใช้แบบฝึก
ทักษะจะส่งผลถึงพฤติกรรมการเรียนของผู้เรียนคือ ช่วยในการปรับพฤติกรรมการเรียน ส่งเสริมความเขา้
ใจความชำนาญ การคิดในใจ และแกป้ ญั หาดว้ ยตนเองไดเ้ รว็ ถูกตอ้ งและแมน่ ยำ
กรรณิการ์ พวงเกษม (2540, หน้า7) ได้กล่าวถึงประโยชนข์ องแบบฝกึ ที่มีต่อการเรียนรู้ คอื
1. เป็นส่วนเพิ่มหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลด
ภาระของครไู ด้มาก เพราะแบบฝึกหดั เป็นสง่ิ ทจี่ ดั ทำอย่างเปน็ ระบบระเบียบ
2. ช่วยเสริมทักษะทางการใช้ภาษา แบบฝึกเป็นเคร่ืองมือท่ีช่วยให้เด็กฝึกทักษะ การ
ใช้ภาษาได้ดีขน้ึ แตต่ ้องอาศยั การสง่ เสริมและเอาใจใสจ่ ากครูผสู้ อนดว้ ย
3. ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษา
แตกต่างกัน การให้เด็กทำแบบฝึกที่เหมาะสมกับความสามารถจะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จ ในด้าน
จติ ใจมากขึ้น
4. แบบฝกึ ชว่ ยเสริมให้ทกั ษะทางภาษาคงทนโดยกระทำ ดงั น้ี
4.1 ฝึกทนั ทหี ลังจากท่ีเด็กได้เรยี นร้สู งิ่ นั้นๆ
4.2 ฝกึ ซ้ำหลายๆ ครงั้
4.3 เน้นเฉพาะเรอ่ื งท่ตี ้องการฝึก
5. แบบฝึกท่ีใช้เป็นเครอื่ งมอื วดั ผลการเรยี นรู้หลังจากจบบทเรยี นในแต่ละครัง้
6. แบบฝึกที่จัดทำขึ้นเป็นรูปเล่ม เด็กสามารถเก็บรักษาไว้เพื่อเป็นแนวทางและ
ทบทวนดว้ ยตนเองได้ต่อไป
7. การให้เด็กทำแบบฝกึ ชว่ ยใหค้ รูมองเห็นจดุ เดน่ หรอื ปญั หาตา่ ง ๆ ของเดก็ ได้ชดั เจน ซ่งึ จะ
ชว่ ยให้ครดู ำเนินการปรบั ปรงุ แก้ไขปญั หานัน้ ๆ ได้ทนั ทว่ งที
8. แบบฝึกทจี่ ดั ทำขนึ้ นอกเหนือจากท่ีมอี ยู่ในหนังสอื จะช่วยใหเ้ ด็กได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่
15
9. แบบฝึกที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยจะช่วยให้ครูประหยัดทั้งแรงงานและเวลาในการที่จะต้อง
จัดเตรียมสร้างแบบฝึกอยู่เสมอ ในด้านผู้เรียนก็ไม่ต้องเสียเวลาออกแบบฝึกจากตำราเรียน ทำให้มี โอกาส
ฝกึ ฝนทักษะต่างๆ ไดม้ ากข้ึน
10. แบบฝึกชว่ ยประหยัดค่าใช้จา่ ย เพราะการจดั พิมพข์ น้ึ เป็นรปู เล่มแน่นอนต้องลงทนุ ต่ำกวา่
ท่จี ะพิมพล์ งกระดาษไขทกุ ครงั้ และผเู้ รียนสามารถบนั ทึกและมองเห็นความก้าวหนา้ ของตนเองได้อยา่ งมรี ะเบยี บ
โดยสรุป แบบฝึกที่ดีและมีประสิทธิภาพ จะช่วยทำให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการฝึก
ทักษะได้เป็นอย่างดี แบบฝึกที่ดีเปรียบเสมือนผู้ช่วยที่ดีของครู ทำให้ครูลดภาระการสอนลงทำให้ผู้เรียน
สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่และเพิ่มความมั่นใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี อีกทง้ั แบบฝึกจะช่วยใน
เรื่องของความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยเฉพาะเดก็ ที่มีปัญหาในการเรียนรู้นั้น จำเป็นต้องมีการสอนต่างจาก
กลุ่มเด็กปกติทั่วไป หรือเสริมเพิ่มเติมให้เป็นพิเศษ ฉะนั้นแบบฝึกจึงมีประโยชน์มากสำหรับเด็กที่มีปัญหาใน
การเรียนรู้ที่จะช่วยให้เด็กได้ฝึกปฏิบัติเพ่ือให้เกดิ ทักษะทางภาษาได้มากขึน้
ประสิทธิภาพของแบบฝกึ ทักษะ
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2532, หน้า 494) ได้กล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องทดสอบประสิทธภิ าพ
ของชดุ การสอนหรือแบบฝึกอยูห่ ลายประการ คอื
1. สำหรับหน่วยงานผลิตแบบฝึก เป็นการประกนั คุณภาพของแบบฝึกว่าอยู่ในข้ันสงู เหมาะสมท่ี
จะผลิตออกมาจำนวนมาก หากไม่มีการทดสอบประสิทธิภาพเสียก่อนแล้ว ผลิตออกมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ดี ก็
จะต้องทำใหม่ เป็นการส้ินเปลืองเวลาและเงนิ ทอง
2. สำหรับผู้ใช้แบบฝึก แบบฝึกจะทำหน้าที่สอน โดยที่ช่วยสร้างสภาพการเรียนรู้ให้ผู้เรียน
เปลี่ยนพฤติกรรมตามที่มุ่งหมาย ดังนั้นก่อนนำแบบฝึกมาใช้จึงควรมั่นใจว่าแบบฝึกนั้น มีประสิทธิภาพใน
การช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนร้จู รงิ การทดสอบประสิทธิภาพตามลำดับข้ัน จะช่วยใหม้ คี ุณค่าทางการสอน
จริงตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
3. สำหรับผู้ผลิตแบบฝึก การทดสอบประสิทธิภาพจะทำให้ผู้ผลิตมั่นใจได้ว่าเนื้อหาสาระ
ท่บี รรจุลงในชดุ แบบฝึกงา่ ยต่อการเข้าใจ อันจะช่วยให้ผู้ผลติ มีความชำนาญสูงขน้ึ
การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพทำได้โดยการประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และ
พฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์) โดยกำหนดค่าประสิทธิภาพ E1 เป็นประสิทธิภาพของกระบวนการและ
E2 เป็นประสิทธิภาพของผลลัพธ์ กำหนดเป็นเกณฑ์ที่ผู้สอนคาดหมายว่าผู้เรียนจะเปลี่ยนพฤติกรรมท่ีพึงพอใจ
โดยกำหนดให้เป็นเปอร์เซ็นต์ของผลการทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนทั้งหมด นั่นคือใช้เกณฑ์ในเนื้อหาเป็น
ทักษะไว้ 80/80
16
ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ (2532, หนา้ 495) เสนอวธิ ีคำนวณหาประสทิ ธิภาพ โดยใช้วิธี การคำนวณ
ดังน้ี
E1 ไดจ้ ากการนำคะแนนงานทกุ ช้นิ ของนักเรียนแต่ละคนรวมกันแล้วหาคา่ เฉล่ยี เทียบเปน็ รอ้ ย
ละ
E2 ได้จากการนำคะแนนผลการสอบหลังการทดลองของนักเรียนทั้งหมดรวมกัน แล้วหา
คา่ เฉลยี่ เทยี บเป็นร้อยละ
การคำนวณประสทิ ธภิ าพของแบบฝึก
กระทำโดยใชส้ ูตรตอ่ ไปน้ี
X
E1 = N x 100
A
Y
E2 = N x 100
B
E1 แทน ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการคดิ เป็นร้อยละจากการตอบแบบฝกึ หดั
ของชดุ การฝกึ ได้ถูกตอ้ ง
E2 แทน ประสิทธภิ าพของผลลพั ธค์ ดิ เปน็ รอ้ ยละจากการทำแบบทดสอบ
หลงั การฝึกแตล่ ะชุดได้ถกู ตอ้ ง
X แทน คะแนนรวมของผู้เรียนจากแบบฝกึ หัด
Y แทน คะแนนรวมของการทดสอบหลงั จากฝกึ
N แทน จำนวนของผเู้ รียน
A แทน คะแนนเตม็ ของแบบฝกึ
B แทน คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบหลงั การฝกึ
การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของแบบฝึก และการยอมรับประสิทธิภาพของแบบฝึก มีผู้ให้
เกณฑ์ดังนี้
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2532, หน้า 495) กล่าวว่า การกำหนดเกณฑ์ E1/E2 ให้มีค่าเท่าใดน้ัน
ควรพจิ ารณาตามความเหมาะสม โดยปกตเิ นอ้ื หาที่เป็นความร้คู วามจำ มกั จะต้งั ไว้ 80/80, 85/85 หรือ 90/90
ส่วนเนื้อหาที่เป็นทักษะอาจตั้งไว้ ต่ำกว่านี้ เช่น 75/75 เป็นต้น เมื่อกำหนดเกณฑ์แล้วนำไปทดลองจริง อาจ
17
ได้ผลไม่ตรงตามเกณฑ์ แต่ไม่ควรต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 5 เช่น ถ้ากำหนดไว้ 90/90 ก็ควรได้ไม่ต่ำ
กว่า 85.5/85.5
ขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพ เมื่อผลิตแบบฝึกเพื่อเป็นต้นแบบแล้ว ต้องนำ แบบฝึกไป
ทดสอบประสิทธิภาพตามข้ันตอนต่อไปน้ี ชัยยงศ์ พรหมวงศ์ (2532, หนา้ 496-497)
1. ข้นั หาประสิทธภิ าพ 1:1 แบบเดยี่ ว (Individual Tryout 1:1)
เป็นการทดลองกับผู้เรียนกลุ่มละ 1 คน โดยใช้เด็กเก่ง ปานกลาง อ่อน เพื่อค้นหา
ข้อบกพร่องต่างๆ เช่น ลักษณะของแบบฝึก จำนวนแบบฝึก ความสนใจของนักเรียนและ ความเหมาะสมใน
ดา้ นเวลา เสรจ็ แลว้ ปรบั ปรุงให้ดีขึ้น
2. ขัน้ หาประสิทธภิ าพ 1:10 แบบกลมุ่ (Small group Tryout 1:10)
เป็นการทดลองกับผู้เรียนกลุ่มละ 6-10 คน (คละผู้เรียนเก่งกับอ่อน) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการ
สงั เกต ตรวจผลงาน สัมภาษณ์ เพ่อื คน้ หาขอ้ บกพร่องแล้วนำไปปรบั ปรงุ แก้ไขให้ผู้เช่ียวชาญตรวจและปรับปรุง
จนไดต้ ามเกณฑ์
3. ขั้นหาประสิทธิภาพ 1:100 แบบสนาม (Field Tryout 1:100)
เป็นการทดลองกับผู้เรียนกลุ่ม 40 - 100 คน ให้นักเรียนคละกันทั้งเก่งและอ่อน คำนวณหา
ประสิทธภิ าพของแบบฝกึ ผลลพั ธ์ทีไ่ ดค้ วรใกล้เคียงกบั ทต่ี ง้ั จากเกณฑ์พิจารณาประสิทธภิ าพดงั กลา่ ว
2. งานวิจยั ที่เก่ียวขอ้ ง
จนุ ติ า รตั นประทีป (2541) ไดศ้ ึกษาการพฒั นาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขั้นพ้ืนฐาน
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนเทศบาล 1 (ห้วยมุด) จังหวัดสุราษฎร์ธานี งานวิจัยนี้มี
วตั ถุประสงค์เพ่อื สร้างแบบฝึกทักษะ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ั้นพน้ื ฐานและศึกษาผลของการใช้แบบฝึก
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 ห้วยมุด สังกัดเทศบาล
ตำบลนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 18 คน ซึ่งจั ดไว้แล้วแบบคละ
ความสามารถ จึงใช้วิธีสุ่มอยา่ งงา่ ยเป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้องเรียน และกลุ่ม ควบคุม 1 ห้องเรียน วิธีดำเนนิ การ
คือ ทดสอบก่อนเรียน นักเรียนทั้งสองกลุ่มด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ แล้ว
ดำเนินการสอนกลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุมกลุ่มละ 24 ครั้ง กลุ่มทดลองสอนโดยใช้แผนการสอน ร่วมกับ
แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มควบคุมสอนโดยใช้แผนการสอนร่วมกับแบบฝึก
ตามปกติ แล้วทดสอบหลังเรียนนักเรียนทั้งสองกลุ่มด้วยเครื่องมือ ชุดเดิม การวิจัยครั้งนี้ปรากฎผลว่า
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านวิทยาศาสตร์ของกลุ่มที่เรียนโดยใช้แผนการสอนร่วมกับ แบบฝึกทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ข้นั พน้ื ฐาน สงู กวา่ กลุ่มทเ่ี รียนโดยใช้แผนการสอนกับการฝึกตามปกติอย่างมีนัย
สำคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดับ .01
18
สิรินรดา สุภักดี และ พจนีย์ เสงี่ยมจิตต์ (2555) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝกึ เสริมทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ชีวิตพืชและสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน
หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 1 ชวี ติ พืชและสตั ว์ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 2 มีประสทิ ธภิ าพ
84.32/81.14 เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนโดยใช้แบบฝึก เสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ชีวิตพืชและสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูง
กวา่ ก่อนเรยี นอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติท่รี ะดับ .053. ความพึงพอใจของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 ท่ีมีต่อ
การเรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ชีวิตพืชและสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขนั้ พื้นฐานอย่ใู นระดบั มากทีส่ ุด
ณพัฐอร บวั ฉุน (2558) ได้ศกึ ษาการสรา้ งแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันพื้นฐาน
เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ
ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 หาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ัน้ พ้ืนฐาน
ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้นั
พื้นฐาน ก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อแบบฝึก
เสริมทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ั้นพ้ืนฐาน เร่อื ง วัสดรุ อบตัวเรา ผลการวิจยั พบว่า ประสิทธภิ าพของ
แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรากลุ่มสาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 3 มีประสิทธภิ าพ 84.51/81.53 เปน็ ไปตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริม
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสงู กวา่ กอ่ นเรยี นอย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ิที่ระดับ .05 ความพงึ พอใจของนักเรยี น
ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1 ท่มี ตี ่อแบบฝกึ เสริมทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขน้ั พ้นื ฐาน เรือ่ ง วัสดรุ อบตวั เรา
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์อย่ใู นระดบั มากที่สุด
ชวีพร คชสินธ์ (2562) ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง หินและการ
เปลี่ยนแปลงของโลกโดยใช้แบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านห้วยโรงนอก
นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 20 คน โรงเรียนบ้านห้วยโรงนอก ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 มี
ผลการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา และมีค่าร้อยละ
ความก้าวหน้าร้อยละ 15.00 ผลการศึกษาการเปรียบเทียบความสามารถด้านทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ความสามารถด้านทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ซึง่ เป็นไปตามสมมติฐานที่ต้ังไว้ เนือ่ งจากในการฝกึ ทักษะมีการฝกึ ใหผ้ ู้เรียนได้คิด
19
วเิ คราะหห์ าคำตอบดว้ ยตนเอง มีการพฒั นาผู้เรยี นโดยให้ผเู้ รยี นลงมอื ปฏิบัติ เพือ่ เปน็ การฝึกให้ผู้เรียนเกิดการ
ใชท้ กั ษะจนเกิดความชำนาญ
สิเรียม สุขชัง และ กิตติศักดิ์ ลักษณา (2562) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ขั้นพืน้ ฐานรว่ มกบั เทคโนโลยีความจริงเสริม เรื่อง แหล่งนำ้ และลมฟ้าอากาศ สำหรับนักเรยี นชน้ั
ประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานร่วมกับ
เทคโนโลยีความจริงเสริมมีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.79/80.22 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2. ทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพน้ื ฐานของนักเรียนทเ่ี รยี นโดยใชแ้ บบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ขั้นพื้นฐานร่วมกับเทคโนโลยีความจริงเสริม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ขั้นพืน้ ฐานรว่ มกับเทคโนโลยีความจริงเสริม สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ
ปกติอย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .05
วิศรุตา ปลดกระโทก และ สาวณีย์ ชูจิต (2563) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้
ชุดฝึกพัฒนาทักษะสำหรับรายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารละลาย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า 1)
พฤติกรรมการเรียนรู้ของนกั เรียนวชิ าวทิ ยาศาสตร์ เรือ่ งสารละลาย โดยใช้แบบฝึกเสรมิ ทักษะ มคี ่าเฉลย่ี เทา่ กบั
3.08±0.81 ซึ่งอยู่ในระดับมาก 2) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อทางการเรียนวิชา
วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารละลาย โดยใช้ชุดฝึกพัฒนาทักษะ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก คือ มีเฉลี่ยเท่ากับ
3.97±0.72 และสุดทา้ ย 3) ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นของนักเรยี นทเ่ี กดิ จากการเรยี นวิชาเรยี นวทิ ยาศาสตร์ เรอื่ ง
สารละลาย โดยใช้ชุดฝึกพัฒนาทักษะเฉลี่ยเท่ากับ 6.16±1.18 (ร้อยละ 61.66) ในขณะที่ค่าเฉลี่ยหลังเรียน
เท่ากับ 3.03±1.02 (รอ้ ยละ 30.83)
20
บทท่ี 3
วิธีดำเนนิ การวิจยั
งานวจิ ัยนไี้ ด้ศึกษาการพฒั นาแบบฝึกทักษะ เรือ่ ง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนกั เรยี นชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 6 รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนประกอบราษฎร์บำรุง ได้ดำเนินการดังรายละเอียด
ดังตอ่ ไปนี้
1. ประชากรกลมุ่ ตวั อยา่ งท่ใี ช้ในการศกึ ษา
2. แบบแผนการทดลอง
3. เครอื่ งมือท่ีใชใ้ นการศกึ ษา
4. การสร้างและหาคุณภาพแบบทดสอบ
5. วิธีดำเนนิ การทดลองและการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
6. การวเิ คราะหข์ ้อมูลและสถิตทิ ี่ใชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
3.1 ประชากรกลมุ่ ตวั อย่างทใ่ี ช้ในการศกึ ษา
1. ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนประกอบราษฎร์บำรุง ปีการศึกษา 2565
จำนวน 42 คน
2. กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนประกอบราษฎร์บำรุง
ปกี ารศกึ ษา 2565 จำนวน 20 คน ใช้วธิ ีการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
3.2 แบบแผนการทดลอง
ในการวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 6 รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนประกอบราษฎร์บำรุง ครั้งนี้ในภาคเรียนท่ี 1
ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 เร่อื ง ใช้เวลา 4 คาบเรยี น คาบละ 60 นาที
3.3 เครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการวิจยั
3.3.1 เครอื่ งมือทีใ่ ชใ้ นการวิจัย
1) แผนการจัดการเรยี นรู้หน่วยเรียนที่ 6 อาหารและการย่อยอาหาร เรื่อง ระบบยอ่ ยอาหาร
ทีผ่ ู้วจิ ัยสรา้ งข้ึน
2) เครอื่ งมือท่ใี ช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
- แบบฝึกทักษะ เรอ่ื ง ระบบย่อยอาหาร
21
- แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน รายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง ระบบย่อย
อาหาร สำหรบั นักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ภาคเรยี นท่ี 2565 เปน็ แบบปรนยั เลอื กตอบ จำนวน 30 ขอ้
3.3.2 การสร้างเครอื่ งมอื ท่ใี ช้ในการวจิ ัย มีขนั้ ตอนการสรา้ ง ดังน้ี
1) สำรวจสภาพ/ประเด็นปัญหา
2) ศึกษาเอกสารและทบทวนทฤษฎตี ่างๆ ท่เี กยี่ วข้อง
3) เสนอเคา้ โครงงานวิจัยเพ่ือพัฒนาแบบฝึกทกั ษะ
4) รวบรวมเนื้อหาทีจ่ ะนำมาทำเป็นแบบฝกึ ทกั ษะ
5) ศึกษาตวั อยา่ งการสรา้ งแบบฝึกทกั ษะตา่ งๆ
6) สร้างแบบฝึกทักษะวิชาวทิ ยาศาสตร์
7) สร้างเครือ่ งมือเพ่ือประเมินผลการใช้แบบฝึกทักษะ
8) นำแบบฝึกทักษะไปใช้ประกอบการเรียน
9) ประเมนิ ผลการใช้แบบฝึกทกั ษะ
10) สรปุ ผลการใช้แบบฝกึ ทกั ษะ
3.4 การสร้างและหาคณุ ภาพแบบทดสอบ ประกอบดว้ ย
3.4.1 แบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น จำนวน 30 ขอ้ 30 คะแนน ซึ่งมีลกั ษณะการสร้างและหา
ประสทิ ธภิ าพเหมือนกัน โดยมขี นั้ ตอนการสรา้ งและการหาคณุ ภาพตามลำดับดังนี้
1) ศึกษาหลักการและเทคนิคการสร้างแบบทดสอบแบบเลือกตอบตามแนวทางและเทคนิค
วิธกี ารเขียนข้อสอบ
2) วิเคราะห์เนื้อหา และผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เพื่อวางแผนการออกข้อสอบให้สอดคล้อง
กบั เนือ้ หาและพฤตกิ รรมทีต่ อ้ งการวดั
3) เลือกประเภทของแบบทดสอบและจำนวนที่ต้องการใช้ คือเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย
เลอื กตอบ
3.5 วิธดี ำเนนิ การทดลองและการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
ผูศ้ กึ ษาได้ดำเนนิ การทดลองในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
1. นำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น เรือ่ ง ระบบยอ่ ยอาหาร ไปทดสอบกับนักเรียน รวบรวม
คะแนนไวเ้ ป็นคะแนนกอ่ นเรียน
2. ผู้วิจัยดำเนินการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น เมื่อเสร็จสนิ้
การสอนกจ็ ะทำแบบฝกึ หดั แลว้ ตรวจใหค้ ะแนนและเก็บรวบรวมไว้ เพื่อนำไปวเิ คราะห์ผลตอ่ ไป
22
3. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ไปทดสอบ
กับนักเรียน กลมุ่ ตวั อย่าง รวบรวมคะแนน
3.6 การวิเคราะหข์ ้อมลู และสถติ ทิ ใ่ี ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู
3.6.1 วธิ ีวิเคราะหข์ อ้ มูล
1) หาคา่ ร้อยละของผลการทำแบบทดสอบกอ่ นและหลังเรยี น
2) หาคา่ เฉลี่ยของผลการทำแบบทดสอบก่อนและหลงั เรียน
3) หาค่าสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานจากผลการทำแบบทดสอบกอ่ นและหลงั เรยี น
3.6.2 สถติ ทิ ่ใี ชใ้ นกำรวเิ คราะหข์ ้อมลู
1) ใชค้ า่ ร้อยละ
ค่ารอ้ ยละ = คะแนนทไ่ี ด้ × 100
จำนวนแบบทดสอบทงั้ หมด
2) ใช้คา่ เฉลีย่
คา่ เฉลย่ี เลขคณิต (Mean) โดยคำนวณจากสูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2540: 53)
สตู ร x̅ = X
N
เมอ่ื x̅ คือ คะแนนเฉลีย่
คอื ผลรวมของคะแนนท้ังหมด
X คอื จำนวนผเู้ รยี นในกลมุ่ ตวั อย่าง
N
3) ใช้คา่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
คา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน โดยคำนวณจากสูตร (ล้วน สายยศ และองั คณา สายยศ, 2540: 103)
สตู ร S.D. = (X − )2
N
เมอื่ S.D. คือ สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
X คือ คะแนนแตล่ ะตวั
(X - ̅ ) คอื ผลรวมของคะแนนทง้ั หมดยกกำลงั สอง
N คอื จำนวนผเู้ รยี นในกลมุ่ ตัวอยา่ ง
4) ใช้การประเมินผลจากแบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน ในเนื้อหาหน่วยเรียนที่เลือก
จำนวน 15 ขอ้
23
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบทดลอง(Research Design) ชนิด Quasi Experiment ซึ่งผู้วิจัยได้
ดำเนินการกับกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง (Experimental Research) ตามแบบ
แผนการวิจัยแบบ Pre Experimental Designs one group pretest–posttest design ดังนี้ (ล้วน สายยศ
และอังคณา สายยศ, 2553 : 249) สอบก่อนการทดลอง ดำเนินการทดลอง สอบหลังการทดลอง โดยมี
สญั ลกั ษณ์ทใ่ี ชใ้ นแบบแผนการศึกษา คอื
T1 X T2
T1 แทน ทดสอบกอ่ นเรียน
T2 แทน ทดสอบหลังเรียน
X แทน การสอนโดยใช้แบฝึกทกั ษะ
3.6.3 สถติ ทิ ใี่ ชใ้ นการหาประสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80 เปรยี บเทียบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
ระหว่างคะแนนเฉลีย่ ก่อนเรยี นและหลงั เรียน
การวิเคราะห์ประสทิ ธิภาพของการสอน
สตู รที่ 1 E1 = X1
เมอ่ื
N 100
สตู รท่ี 2 A
เมือ่
E1 คือ ประสทิ ธิภาพของกระบวนการ
X1 คือ คะแนนรวมของคะแนนกอ่ นเรยี น
A คือ คะแนนเต็มของคะแนนกอ่ นเรยี น
N คือ จำนวนนกั เรยี น
X2
E2 = N 100
B
E2 คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
X2 คือ คะแนนรวมของคะแนนทดสอบหลังเรยี น
B คอื คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบหลังเรยี น
N คอื จำนวนนักเรยี น
24
3.6.4 สถิตทิ ใ่ี ชใ้ นการเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นระหวา่ งคะแนนเฉลีย่ กอ่ นเรียนและหลัง
เรียน สูตรท่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ความแตกต่าง หาค่าความมีนัยทางสถติ ิ โดยใช้สตู ร T-test แบบ Dependent
Samples (บุญชม ศรสี ะอาด 2535: 109) ดงั นี้
สตู ร t = D ; df = N −1
N D2 −( D)2
N −1
เมือ่ D คอื ผลรวมของความแตกตา่ งเป็นรายคู่ระหวา่ งคะแนนการทดสอบกอ่ นและหลัง
การใช้แบบฝกึ
D2 คอื ผลรวมของกำลังสองของความแตกต่างเปน็ รายครู่ ะหวา่ งคะแนนการทดสอบ
กอ่ นและหลังการใช้แบบฝึก
N คือ จำนวนผเู้ รียนท้งั หมด
3.6.5 เกณฑ์การแปลความหมายคะแนน
1) เกณฑ์การแปลความหมายแบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนในการแปลผลแบบวดั
ความพึงพอใจมาตราส่วนประมาณค่า (กานดา พูนลาภทวี, 2550) (เพ็ญแข แสงแก้ว, 2551) ใช้เกณฑ์
ดงั ต่อไปนี้
- ค่าเฉล่ีย 4.21 – 5.00 หมายถึง ระดบั ความคิดเห็นดีมาก
- คา่ เฉล่ยี 3.41 – 4.20 หมายถงึ ระดบั ความคิดเห็นดี
- คา่ เฉลี่ย 2.61 – 3.40 หมายถึง ระดับความคดิ ปานกลาง
- ค่าเฉล่ยี 1.81 – 2.60 หมายถึง ระดับความคิดนอ้ ย
- คา่ เฉลย่ี 1.00 – 1.80 หมายถงึ ระดับความคิดนอ้ ยทสี่ ุด
25
บทท่ี 4
ผลและอภิปรายผลการวจิ ยั
4.1 ผลการวจิ ยั
จากการดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลในการพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร รายวิชา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนประกอบราษฎร์บำรุง ผู้วิจัยได้
วเิ คราะหข์ อ้ มูลและนำเสนอผลการวิเคราะห์ ตามลำดบั ดังน้ี
1. ผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร รายวิชาวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี นกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ80/80 นกั เรยี นทำแบบทดสอบระหว่าง
เรยี นจำนวน 30 ข้อ ได้ถูกต้องโดยเฉลย่ี ร้อยละ 24.03 และทำแบบทดสอบหลังเรยี นไดถ้ ูกต้อง รอ้ ยละ 24.67
แสดงวา่ แบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นักเรียนชั้นประถมศกึ ษา
ปที ี่ 6 มีประสิทธภิ าพ E1 / E2 เทา่ กบั 80.11 / 82.22 (รายละเอียดในตารางท่ี ค.1 ภาคผนวก ค) จึงสรุปได้ว่า
แบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร รายวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 มี
ประสิทธิภาพสงู กวา่ เกณฑ์ทตี่ ง้ั ไว้ (ตารางท1ี่ )
ตารางที่ 1 แสดงการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร รายวิชาวิทยาศาสตร์
นกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 6
จำนวน ระหว่างเรยี น (∑X1) E1 หลงั เรยี น(∑x2) E2
นกั เรยี น คะแนนเต็ม คะแนนทไี่ ด้ คะแนนเตม็ คะแนนท่ไี ด้
20 30 721 80.11 30 740 82.22
2. จากการวิจยั การพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สำหรบั นกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรยี นประกอบราษฎรบ์ ำรงุ พบว่าผลการรวบรวมคะแนนจากการทำ
แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี น (ตารางที่ ค.2 ภาคผนวก ค)
1) ผลการประเมนิ ก่อนเรยี น
- ผเู้ รียนสอบผา่ นไดค้ ะแนนเกินคร่งึ จำนวน = 30 คน
- ผ้เู รียนสอบไม่ผ่านได้คะแนนไมถ่ งึ คร่งึ จำนวน = 0 คน
- ค่าเฉล่ยี ของการทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น เท่ากับ 24.03
- ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของการทำแบบทดสอบก่อนเรยี น เท่ากับ 1.03
26
2) ผลการประเมนิ หลงั เรียน
- ผู้เรยี นสอบผา่ นไดค้ ะแนนเกนิ ครึง่ จำนวน = 30 คน
- ผู้เรียนสอบไม่ผา่ นไดค้ ะแนนไม่ถงึ คร่งึ จำนวน = 0 คน
- ค่าเฉลี่ยของการทำแบบทดสอบหลงั เรยี น เทา่ กับ 24.67
- สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานของการทำแบบทดสอบหลังเรียน เทา่ กบั 1.24
3) คะแนนเฉล่ยี เพม่ิ ขึ้นคิดเป็นรอ้ ยละ 28 ซง่ึ สงู กวา่ เกณฑ์ทก่ี ำหนด คอื รอ้ ยละ 25
ตารางท่ี 2 ผลวเิ คราะหก์ ารเปรียบเทียบคะแนนผลสมั ฤทธ์กิ ารเรยี นก่อนเรยี นและหลังเรยี น
ผลการทดสอบ จำนวนนักเรียน (N) x̅ S.D. t
ก่อนเรยี น 20 24.03 1.03 2.79
หลงั เรยี น 20 1.24
24.67
จากตารางที่ 2 พบว่านักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร รายวิชาวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 24.03 คะแนน ส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.03 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 24.67 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เท่ากับ 1.24เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลีย่ กอ่ นเรียนและหลังเรียน พบว่าคะแนนเฉลีย่ ก่อนเรยี นและหลังเรียน
แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยการทดสอบค่าสถิติ t ได้ค่าเท่ากับ 2.79 (ตารางท่ี ค.3
ภาคผนวก ค)
ตารางที่ 3 ค่าความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อย
อาหาร รายวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รายการประเมิน ระดบั ความ
x̅ พึงพอใจ
1.เนอื้ หาของสอื่ มคี วามถูกต้อง ครบถว้ น 4.37 มากที่สุด
2.การเรียงลำดบั ของเนอื้ หาจากงา่ ยไปยาก 4.43 มากที่สดุ
3.สื่อทำให้ผเู้ รยี นเข้าใจเนอื้ หาไดง้ า่ ย 4.50 มากที่สุด
4.กิจกรรมมีปริมาณเหมาะสมกับเวลาท่ีใช้ 4.30 มากท่สี ุด
5.สอ่ื มสี ว่ นกระตุ้นใหผ้ ู้เรียนอยากเรียนอยากรู้ 4.47 มากที่สุด
6.ส่ือทำใหน้ กั เรยี นเรียนรู้ได้ดว้ ยตนเอง 4.33 มากทีส่ ุด
7.ส่อื มปี ระโยชน์และน่าสนใจ 4.33 มากทส่ี ุด
โดยรวม 4.41 มากที่สดุ
27
จากตารางท่ี 3 ผลสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนในการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบยอ่ ย
อาหาร รายวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สดุ
คิดเป็นคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.41 รายการที่นักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุดได้ คือ สื่อทำให้ผู้เรียนเข้าใจ
เนื้อหาได้ง่าย คิดเป็นคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.50 ส่วนรายการที่นักเรียนมีความพึงพอใจน้อยที่สุด ได้แก่
กิจกรรมมีปริมาณเหมาะสมกับเวลาที่ใช้ อยู่ในระดบั มากท่ีสุด คิดเป็นคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.30 ความคิดเหน็
ของนักเรียนอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด คือ คะแนนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.30 - 4.50 แสดงว่าสามารถนำแบบ
ฝกึ ทกั ษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ไปใช้ เพ่ือใหน้ ักเรยี นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นทดี่ ีข้นึ
28
บทที่ 5
สรปุ ผลการวิจัย
5.1 สรุปผลการวจิ ัย
ผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร รายวิชาวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6 ตามเกณฑ์มาตรฐานรอ้ ยละ80/80 นักเรียนทำแบบทดสอบระหว่าง
เรยี นจำนวน 30 ข้อ ไดถ้ กู ตอ้ งโดยเฉลีย่ รอ้ ยละ 24.03 และทำแบบทดสอบหลังเรียนไดถ้ กู ตอ้ ง ร้อยละ 24.67
แสดงวา่ แบบฝึกทกั ษะ เร่ือง ระบบย่อยอาหาร รายวิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นักเรียนชั้นประถมศกึ ษา
ปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ E1 / E2 เท่ากับ 80.11 / 82.22 จึงสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร
รายวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑท์ ตี่ งั้ ไว้
ผลจากการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนประกอบราษฎร์บำรุง พบว่าผลการรวบรวมคะแนนจากการทำ
แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า จากการทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี นมคี ะแนนเฉลี่ยที่แตกตา่ ง
กัน โดยก่อนเรียนจะได้คะแนนน้อยกว่าหลังเรียน คือ ก่อนเรียน ได้คะแนนเฉลี่ย 24.03 และหลังเรียน ได้คะ
เฉล่ีย 24.67 เมอื่ เปรียบเทยี บคะแนนเฉลยี่ ก่อนเรียนและหลงั เรยี น พบวา่ คะแนนเฉลีย่ ก่อนเรยี นและหลังเรียน
แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยการทดสอบค่าสถิติ t ได้ค่าเท่ากับ 2.79 อาจมีสาเหตุ
มากจากการใช้แบบฝึกทักษะ ซึ่งสื่อของจริงในแต่ละชั่วโมงมีกิจกรรมการเรียนการสอนที่แตกต่างกันออกไป
เป็นการสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนทำให้นักเรียนเกิดความสนใจ ทำให้นักเรียนไม่เบื่อหน่าย มีความ
กระตือรือร้น เอาใจใส่และให้ความสนใจ ในการเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นสูงขน้ึ มคี วามก้าวหนา้ มากขน้ึ
ผลสำรวจความพงึ พอใจของนกั เรยี นในการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรือ่ ง ระบบยอ่ ยอาหาร รายวิชา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นคะแนน
เฉลี่ยเท่ากับ 4.41 รายการที่นักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุดได้ คือ สื่อทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่าย คิด
เป็นคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.50 ส่วนรายการที่นักเรียนมีความพึงพอใจน้อยที่สุด ได้แก่ กิจกรรมมีปริมาณ
เหมาะสมกบั เวลาที่ใช้ อยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 4.30 ความคิดเห็นของนักเรียนอยู่ใน
ระดับพึงพอใจมากที่สุด คือ คะแนนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.30 - 4.50 แสดงว่าสามารถนำแบบฝึกทักษะ เรื่อง
ระบบย่อยอาหาร ไปใช้ เพ่อื ให้นกั เรยี นมีผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นที่ดีขนึ้
5.2 อภิปรายผลการวิจยั
จากการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนประกอบราษฎร์บำรุง พบว่า ผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึก
ทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
29
ตามเกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 80/80 นักเรียนทำแบบทดสอบระหว่างเรียนจำนวน 15 ข้อ ได้ถูกต้องโดยเฉลย่ี
รอ้ ยละ 24.03 และทำแบบทดสอบหลงั เรียนได้ถูกตอ้ ง รอ้ ยละ 24.67 แสดงว่า มีประสิทธิภาพ E1 / E2 เทา่ กับ
80.11 / 82.22 จึงสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะ เร่ือง ระบบย่อยอาหาร รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สำหรบั นกั เรียนชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑท์ ่ีต้ังไว้
ผลการรวมรวบคะแนนจากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า จากการทดสอบก่อน
เรยี นและหลงั เรียนมีคะแนนเฉลย่ี ทแ่ี ตกตา่ งกัน โดยก่อนเรยี นจะได้คะแนนน้อยกวา่ หลงั เรยี น คอื กอ่ นเรียน ได้
คะแนนเฉลี่ย 24.03 และหลังเรียน ได้คะเฉลี่ย 24.67 และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของการทำแบบทดสอบ
ก่อนเรียน เท่ากับ 1.03 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของการทำแบบทดสอบหลังเรียน เท่ากับ 1.24 เมื่อ
เปรียบเทยี บคะแนนเฉลย่ี ก่อนเรยี นและหลังเรียน พบวา่ คะแนนเฉลีย่ กอ่ นเรียนและหลงั เรยี นแตกต่างกันอย่าง
มนี ยั สำคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดบั 0.05 โดยการทดสอบคา่ สถติ ิ t ไดค้ ่าเท่ากบั 2.79 อาจมีสาเหตมุ ากจากการใช้แบบ
ฝึกทักษะ ซึ่งเป็นสื่อของจริง ในชั่วโมงมีกิจกรรมการเรียนการสอนที่แตกต่างกันออกไป เป็นการสร้าง
บรรยากาศการเรียนการสอนทำใหน้ ักเรยี นเกดิ ความสนใจ ทำให้นักเรียนไมเ่ บือ่ หนา่ ย มคี วามกระตอื รือร้น เอา
ใจใส่และให้ความสนใจในการเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น สอดคล้องกับวราภรณ์ กิจสวัสด์ิ, 2554 ที่กล่าวว่ามี
คะแนนเฉลี่ยหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ อาจมีสาเหตุมาจากสื่อที่ผู้วิจัย
สร้างขึ้นน้ี มีความกระตือรือร้น เอาใจใส่ในการเข้าร่วมกิจกรรมเพราะมีการเปลี่ยนสิ่งเร้าตลอดเวลา ทำให้
นักเรียนได้รับความรู้กว้างขวาง เข้าใจบทเรียนยิ่งขึ้น แสดงว่าการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อย
อาหาร ทำใหน้ ักเรียนมีผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นสงู ข้ึน จากสำรวจความพงึ พอใจของนักเรยี นในการสอนโดยใช้
แบบฝึกทักษะ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.41
(ตารางที่ 3) รายการท่ีนกั เรยี นมี ความพึงพอใจมากทส่ี ุดได้แก่ สื่อทำใหผ้ ู้เรียนเข้าใจเน้ือหาได้งา่ ย อยู่ในระดับ
มากที่สุด ส่วนรายการที่นักเรียนมีความพึงพอใจน้อยที่สุด ได้แก่ กิจกรรมมีปริมาณเหมาะสมกับเวลาที่ใช้ อยู่
ในระดบั มากท่สี ุด มคี วามคลา้ ยคลึงกบั ประเทือง โปร่งมะณี, 2555 คือ รายการที่นักเรยี นมีความพึงพอใจมาก
ที่สดุ ไดแ้ ก่ การเรียงลำดับของเน้ือหาจากงา่ ยไปยาก อยใู่ นระดับดี รองลงมาคือ สื่อทำให้ผเู้ รยี นเขา้ ใจเนอื้ หาได้
ง่าย อยใู่ นระดับดี และ ส่ือมีส่วนกระต้นุ ใหผ้ ูเ้ รียนอยากเรยี นรู้ อยู่ในระดบั ดี
5.2 ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะสำหรบั การนำผลการวิจัยไปใช้
1. การสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ สามารถช่วยส่งเสริมให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียนสูงข้ึน
เนื่องจากแบบฝึกทักษะ สามารถอธิบาย หรือถ่ายทอดความรู้จากนามธรรมมาสู่ความรู้ทีเ่ ป็นรูปธรรมได้อยา่ ง
เป็นระบบ
2. ครูควรนำสื่อแบบฝึกทักษะ ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพราะแบบฝึกทักษะ เหมาะสำหรบั
นำไปใช้กบั กลุ่มของเดก็ ที่มีความแตกต่างกนั เนื่องจากส่ือมคี วามหลากหลาย แปลกและมีสีสันสรา้ งความเรา้ ใจ
30
ช่วยกระตุ้นให้นักเรียนมีความสนใจเกิดความคิดอยากรู้อยากเรียนทำให้มีผลต่อการพัฒนาการเรียนรู้อย่าง
ตอ่ เนอื่ ง
3. กอ่ นใชส้ อื่ ครูควรเตรยี มความพรอ้ มโดยการศกึ ษาและทำความรู้จกั สอ่ื นั้นๆ เป็นอยา่ งดี ตรวจสอบ
ความสมบรู ณ์ และศึกษาขัน้ ตอนวธิ ใี ช้ เรียงลำดบั กอ่ น-หลงั ใหแ้ มน่ ยำ
4. หลงั การใชส้ ่ือแต่ละรายการควรมกี ารประเมินผลความพึงพอใจของผู้เรียน
ข้อเสนอแนะเพอ่ื การวิจยั ครง้ั ต่อไป
1. สามารถใช้แบบฝึกทกั ษะ เร่ือง ระบบย่อยอาหาร โดยการนำรูปภาพลายเส้น มาประยกุ ต์ใชเ้ ป็นส่ือ
การเรียนการสอนซึ่งจะชว่ ยเพิม่ คุณภาพและประสิทธิภาพการจดั กาเรียนรู้ไดเ้ ปน็ อย่างดี
2. ควรทำวิจัยเกี่ยวกับสื่อการเรียนการสอนประเภทอื่น เช่น สื่อประสม บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย
สอน แล้วประยุกต์ใช้ในการสอนเรื่องอื่นๆ ได้ตามความเหมาะสม เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
นักเรยี น
31
บรรณานกุ รม
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.(2560).ตัวชวี้ ดั และสาระการเรียนรแู กนกลางกลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั
ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551.
กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พช์ มุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
จนุ ิตา รัตนประทปี . (2541). การพัฒนาแบบฝกึ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ั้นพ้นื ฐาน สำหรบั
นกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ในโรงเรียนเทศบาล 1 (หว้ ยมุด) จงั หวดั สรุ าษฎร์ธานี . วิทยานพิ นธ์
มหาบณั ฑิต. ศึกษาศาสตร์ (หลักสูตรและการสอน) มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช. บณั ฑติ วิทยาลยั .
ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2532). เทคโนโลยกี ารสอนการออกแบบและการพัฒนา. กรงุ เทพฯ: โอเดียนสโตร.์
ณพัฐอร บัวฉุน.(2558). การพัฒนาแบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ น้ั พน้ื ฐาน เรอื่ ง วัสดุ
รอบตวั เรา กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 3. วารสารวจิ ัยและพฒั นาวไลย
อลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร.์
ถวัลย์ มาศจรัส. (2548). คมู่ อื ความคดิ สรา้ งสรรคใ์ นการจดั ทำนวัตกรรมการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: ธาร
อักษร
ทรงศกั ดิ์ พละศักด์ิ. (2546). ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ั้นพนื้ ฐานของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี
3 ในโรงเรียนเทศบาลและโรงเรียนสังกัดคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดในจังหวัดกาฬสินธุ์.
การศึกษาค้นคว้าอิสระการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม.
นคิ ม ทาแดง.(2557). เอกสารการสอนชดุ วิชา การสอนวทิ ยาศาสตรห์ นว่ ยที่ 8-15
มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช. มปท.
ประเทือง โปร่งมะณี.(2555). การเพิ่มผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้สื่อเทคโนโลยีทาง
วิทยาศาสตร์ เรื่อง เซลล์สิ่งมีชีวิต รายวิชาวิทยาศาสตร์ ว21101 ชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 1.
กรงุ เทพฯ
ยภุ า ตันติเจริญ. (2531). การเรียนการสอนวิทยาศาสตรใ์ นระดับประถมศกึ ษาและมัธยมศกึ ษาในชนบท.
วารสารคณะกรรมการแหง่ ชาตวิ ่าด้วยการศึกษาสหประชาชาติ, 20(3), หนา้ 401.
32
วิมาน วรรณคำ. (2539). ความตอ้ งการเพิ่มประสทิ ธิการสอนของครวู ทิ ยาศาสตร์ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
สังกัดกรมสามัญศึกษา ในเขตการศึกษา 11. นครราชสีมา: สำนักพัฒนาการศึกษา ศาสนาและ
วัฒนธรรม เขตการศกึ ษา 11.
วิไลวรรณ แสนพาน. (2553). สาระการเรียนรู้และการออกแบบกระบวนการจดั การเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์.
กรุงเทพฯ :สำนักพมิ พ์มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง.
วราภรณ์ กิจสวัสดิ์. (2555). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของ
จำนวนนับ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสม.กรุงเทพฯ:
การศกึ ษามหาบณั ฑิต สาขาการประถมศกึ ษา.
วิศรตุ า ปลดกระโทก.(2563). การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนโดยใช้ชุดฝึกพัฒนาทักษะสำหรับรายวิชา
วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารละลาย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 . สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป
คณะวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง.
สมจิต สวธนไพบูลย.์ (2535). การพฒั นากาสอนของครูวิทยาศาสตร์. กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าหลกั สูตรและการ
สอน คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมติ ร.
สริ นิ รดา สภุ กั ดี .(2555). การพฒั นาแบบฝึกเสรมิ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขั้นพ้นื ฐาน หนว่ ยการ
เรยี นรู้ที่ 1 ชีวิตพืชและสัตว์ กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 2 . คณะ
สาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธานี.
สเิ รียม สขุ ชัง.(2562). พัฒนาแบบฝึกทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขัน้ พื้นฐานร่วมกับเทคโนโลยี
ความจริงเสริม เรื่อง แหล่งน้ำ และลมฟ้าอากาศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6.
มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง
สมุ นา คามดิษฐ.์ (2545). การพัฒนาแบบฝึกทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรว์ ชิ าวทิ ยาศาสตร์ชัน้
มัธยมศึกษา ปีที่ 1 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์.
วิทยานิพนธ์. ครุศาสตรมหาบัณฑิต. กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย. สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหาร
ลาดกระบงั
32
ภาคผนวก ก
33
แบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 อาหารและการย่อยอาหาร
เร่ือง ระบบย่อยอาหาร ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6
1. การยอ่ ยอาหารหมายถงึ ขอ้ ใด
ก. การทำใหม้ ีขนาดเลก็
ข. การทอ่ี าหารเคลอื่ นผา่ นทางเดินอาหาร.
ค. การแปรสภาพของอาหาร.
ง. การทำใหอ้ าหารทม่ี อี นภุ าคใหญ่มขี นาดเลก็ ลง
2.
จากแผนผงั A หมายถงึ ขอ้ ใด (ว 1.2 ป.6/4)
ก. หลอดอาหาร
ข. ตบั อ่อน
ค. ตับ
ง. หวั ใจ
3. นำ้ ลายในปากมปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร
ก. ชว่ ยยอ่ ยอาหาร
ข. ช่วยดดู ซึมสารอาหาร
ค. ชว่ ยหลอ่ เลย้ี งฟนั ใหแ้ ขง็ แรง
ง. ชว่ ยใหร้ บั รรู้ สชาติอาหารได้ดี
4. เม่ือนกั เรยี นรบั ประทานขา้ วและไก่ย่าง สารอาหารจะถกู ดูดซึมมากท่สี ุดท่อี วัยวะใด
ก. ปาก
ข. ลำไส้เลก็
ค. ลำไส้ใหญ่
ง. หลอดอาหาร
34
5. การยอ่ ยอาหารเรม่ิ ตน้ ที่อวยั วะใดและส้นิ สุดทอ่ี วยั วะใด
ก. ปาก-กระเพาะอาหาร
ข. ปาก-ลำไสเ้ ล็ก
ค. ปาก-ลำไสใ้ หญ่
ง. กระเพาะอาหาร-ลำไสใ้ หญ่
6. ระบบทางเดนิ อาหารเร่ิมตน้ และส้นิ สดุ ท่ีใด
ก. ปาก-ทวารหนัก
ข. ปาก-ลำไสเ้ ลก็
ค. ปาก-กระเพาะอาหาร
ง. กระเพาะอาหาร-ลำไส้ใหญ่
7. ขอ้ ใดจัดเป็นการยอ่ ยเชงิ กล
ก. การบดเค้ยี ว
ข. การบบี คลายของกระเพาะอาหาร
ค. การแตกตวั ของไขมันโดยน้ำดี
ง. ก และ ข
8. อาหารทร่ี ับประทานเข้าไป จะมกี ารย่อยทไี่ หนบา้ ง
ก. ปาก ลำไส้เล็ก ลำไสใ้ หญ่
ข. ปาก กระเพาะอาหาร ลำไสเ้ ลก็
ค. ปาก กระเพาะอาหาร ลำไสใ้ หญ่
ง. ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร
9. อวัยวะใดในระบบทางเดนิ อาหารทีท่ ำหน้าที่ยอ่ ยอาหารและดูดซมึ อาหาร
ก. ปาก
ข. กระเพาะอาหาร
ค. ลำไส้เล็ก
ง. ลำไสใ้ หญ่
35
10. ในนำ้ ลายคนจะมเี อนไซมใ์ ด และทำหน้าที่ย่อยอาหารประเภทใด
ก. ไลเปส-ไขมนั
ข. เปปซนิ -โปรตีน
ค. มอลเทส-มอลโทส
ง. อะไมเลส-คารโ์ บไฮเดรต
11. การเคยี้ วอาหารใหล้ ะเอยี ดมปี ระโยชนใ์ นเรอื่ งใด
ก. ช่วยเพ่มิ รสชาติของอาหาร
ข. ทำให้สารอาหารแตกตัวง่ายขนึ้
ค. รา่ งกายดูดซมึ สารอาหารไปใช้ไดม้ ากข้นึ
ง. อาหารมโี อกาสสัมผสั กับเอนไซมใ์ นน้ำลายมากขน้ึ
12. อวยั วะใดท่ไี มม่ กี ารย่อยอาหารเกิดข้ึน
ก. ปาก – ลำไส้เลก็
ข. คอหอย – หลอดอาหาร
ค. ลำไส้เล็ก – กระเพาะอาหาร
ง. ปาก – กระเพาะอาหาร
13. อาหารจำพวกโปรตีนถกู ย่อยเชงิ เคมคี ร้ังแรกทอี่ วัยวะใด
ก. ปาก
ข. กระเพาะอาหาร
ค. ลำไส้เลก็
ง. ลำไส้ใหญ่
14. ขอ้ ใดไม่ใช่การย่อยเชิงกล
ก. การเค้ยี ว.
ข. การสับอาหาร.
ค. การบบี ตวั ของทางเดินอาหาร.
ง. ขา้ วปนกับนำ้ ลาย
36
15. สารอาหารประเภทคารโ์ บไฮเดรตจำพวกแปง้ จะถกู ยอ่ ยครัง้ แรกที่ใด ?
ก. ปาก
ข. ลำไสเ้ ล็ก
ค. หลอดอาหาร
ง. กระเพาะอาหาร
16. ในน้ำลายของคนเอนไซมท์ ำหนา้ ทอี่ ะไร ?
ก. เปล่ียนแป้งเป็นไขมนั
ข. เปลย่ี นแป้งเป็นน้ำตาล
ค. เปลยี่ นแปง้ เป็นโปรตีน
ง. เปลยี่ นโปรตีนเป็นไขมัน
17. ข้อใดคือกากอาหารที่ถูกขบั ออกมาจากลำไสใ้ หญ่
ก. เหงอ่ื
ข. อุจจาระ
ค. ปสั สาวะ
ง. ขี้ไคล
18. การอุจจาระใหเ้ ปน็ เวลาเป็นการช่วยใหร้ ะบบอวยั วะใดทำงานเปน็ ปกติ
ก. ระบบหายใจ
ข. ระบบยอ่ ยอาหาร
ค. ระบบหมุนเวียนเลือด
ง. ระบบกล้ามเน้ือ
19.“เนยชอบรบั ประทานเนอ้ื หมตู ดิ มนั ไมร่ บั ประทานผักและผลไม้ และรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาเป็น
ประจำ” ขอ้ ใดกลา่ วถกู ต้องเกีย่ วกบั ระบบยอ่ ยอาหารของเนย
ก. ลำไส้ใหญ่มกี รดหลง่ั ออกมาปรมิ าณมาก
ข. ตบั ทำงานหนกั เพอ่ื สรา้ งน้ำดี สง่ ไปยังลำไสเ้ ลก็ เพ่อื ชว่ ยใหไ้ ขมนั แตกตัว
ค. ลำไส้เลก็ ขบั เคลอื่ นอาหารได้ง่ายข้นึ เพราะรับประทานอาหารทม่ี ีเสน้ ใยมาก
ง. หลอดอาหารดดู ซมึ สารอาหารไดน้ อ้ ยลง เพราะรบั ประทานอาหารทมี่ เี สน้ ใยมาก
37
20. อวัยวะตอ่ ไปน้เี ปน็ อวัยวะในระบบยอ่ ยอาหาร
A ปาก
B หลอดอาหาร
C กระเพาะอาหาร
D ลำไส้เล็ก
E ลำไส้ใหญ่
อาหารทเ่ี รารบั ประทานจะไมถ่ กู ย่อยในอวัยวะใด
ก. A และ C
ข. A และ D
ค. B และ E
ง. C และ D
21. จากรูป หมายเลข 1-6 เป็นอวัยวะในระบบย่อยอาหาร เมอื่ รับประทานมะละกอ จะมกี ารย่อยทอี่ วยั วะใด
(ว1.2 ป.6/4)
ก. 1 4 5
ข. 1 5 6
ค. 2 3 4
ง. 2 3 5
22. ข้อใดถกู ตอ้ งเกยี่ วกับลักษณะและหน้าทข่ี องอวยั วะในระบบยอ่ ยอาหาร (ว1.2 ป.6/4)
ก. ลำไส้ใหญ่มีส่วนเชอ่ื มตอ่ กับตับ เพ่อื รบั เอนไซมม์ าชว่ ยทำใหไ้ ขมนั แตกตัว
ข. กระเพาะอาหารมีผนงั ดา้ นในลกั ษณะเป็นคลน่ื ชว่ ยในการดดู ซึมสารอาหาร
ค. ปากมีฟันและล้ินชว่ ยบดและคลุกเคลา้ อาหาร และมเี อนไซม์สำหรับย่อยโปรตีน
ง. ลำไส้เล็กมสี ว่ นเชอื่ มต่อกับตบั อ่อน เพอ่ื รบั เอนไซม์มาชว่ ยในการยอ่ ยสารอาหาร
38
23. พจิ ารณาขอ้ ความตอ่ ไปนี้
1. น้ำดที ำหนา้ ท่ยี ่อยไขมัน
2. การย่อยอาหารจะเสร็จสิน้ ทลี่ ำไส้เล็ก
3. ลำไสใ้ หญม่ ีหนา้ ทดี่ ูดซึมสารอาหารบางประเภท
4. ผนังดา้ นในของลำไส้เล็กทยี่ ืน่ ออกมาคล้ายนวิ้ มอื ทำหนา้ ท่ีสรา้ งเอนไซม์
ข้อใดถกู ต้อง (ว1.2 ป.6/4)
ก. 1 และ 2
ค. 2 และ 3
ข. 1 และ 3
ง. 2 และ 4
24. การย่อยอาหารเริ่มจากอวยั วะใดเปน็ อนั ดับแรก
(ว1.2 ป.6/4)
ก. ลนิ้
ข. ปาก
ค. นำ้ ลาย
ง. หลอดอาหาร
25. เม่อื นักเรียนรับประทานข้าวและไกย่ า่ ง สารอาหารจะถกู ดดู ซมึ มากที่สดุ ท่ีอวยั วะใด (ว1.2 ป.6/4)
ก. ปาก
ข. ลำไส้เลก็
ค. ลำไสใ้ หญ่
ง. หลอดอาหาร
26. การเคย้ี วอาหารใหล้ ะเอยี ดมีประโยชนใ์ นเรอื่ งใด
(ว1.2 ป.6/5)
ก. ชว่ ยเพ่ิมรสชาตขิ องอาหาร
ข. ทำให้สารอาหารแตกตวั งา่ ยขนึ้
ค. รา่ งกายดูดซึมสารอาหารไปใช้ไดม้ ากข้นึ
ง. อาหารมีโอกาสสมั ผสั กบั เอนไซม์ในนำ้ ลายมากข้นึ
39
27. การรับประทานอาหารตรงเวลาเปน็ ประจำมีผลตอ่ การทำงานของระบบยอ่ ยอาหารอยา่ งไร (ว1.2 ป.6/5)
ก. รับประทานอาหารได้มากขนึ้
ข. นำ้ ยอ่ ยหล่ังออกมาได้ตรงเวลา
ค. ระบบไหลเวยี นเลอื ดทำงานไดด้ ขี ้นึ
ง. ดดู ซึมสารอาหารเขา้ สหู่ ลอดเลอื ดไดด้ ขี น้ึ
28. อาหารสว่ นท่เี หลอื จากการยอ่ ย และสว่ นท่ียอ่ ยไมไ่ ด้จะถูกกำจัดออกจากร่างกายทางอวยั วะใด ?
ก. ลำไสเ้ ล็ก.
ข. ลำไสใ้ หญ.่
ค. ผนังท่อหน่วยไต.
ง. กระเพาะปสั สาวะ
29. เม่ือกินสารอาหารประเภทใดจะไม่มีการย่อยการขึน้
ก. โปรตนี
ข. ไขมัน
ค. เกลอื แร่
ง. คารโ์ บไฮเดรต
30. ขอ้ ใดกล่าวถกู ต้องเก่ยี วกบั ลำไส้ใหญ่
ก. ทำหนา้ ทดี่ ดู ซมึ น้ำและเกลอื
ข. ทำหนา้ ทย่ี อ่ ยสารอาหารประเภทไขมนั
ค. ทำหน้าท่ีย่อยสารอาหารประเภทโปรตีน
ง. ทำหน้าที่ย่อยสารอาหารประเภทคารโ์ บไฮเดรต
40
แบบทดสอบหลงั เรียนหนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 อาหารและการย่อยอาหาร
เรอ่ื ง ระบบย่อยอาหาร ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6
1. การยอ่ ยอาหารหมายถึงขอ้ ใด
ก. การทำใหม้ ีขนาดเล็ก
ข. การทอ่ี าหารเคลอื่ นผา่ นทางเดินอาหาร.
ค. การแปรสภาพของอาหาร.
ง. การทำใหอ้ าหารท่ีมอี นภุ าคใหญม่ ขี นาดเล็กลง
2.
จากแผนผงั A หมายถึงข้อใด (ว 1.2 ป.6/4)
ก. หลอดอาหาร
ข. ตบั อ่อน
ค. ตับ
ง. หวั ใจ
3. นำ้ ลายในปากมีประโยชนอ์ ย่างไร
ก. ชว่ ยยอ่ ยอาหาร
ข. ช่วยดดู ซึมสารอาหาร
ค. ชว่ ยหลอ่ เลี้ยงฟันให้แขง็ แรง
ง. ชว่ ยใหร้ บั รรู้ สชาตอิ าหารได้ดี
4. เม่ือนกั เรยี นรบั ประทานขา้ วและไกย่ ่าง สารอาหารจะถกู ดูดซึมมากท่สี ุดท่อี วัยวะใด
ก. ปาก
ข. ลำไส้เลก็
ค. ลำไส้ใหญ่
ง. หลอดอาหาร
41
5. การยอ่ ยอาหารเรม่ิ ตน้ ที่อวยั วะใดและส้นิ สุดทอ่ี วยั วะใด
ก. ปาก-กระเพาะอาหาร
ข. ปาก-ลำไสเ้ ล็ก
ค. ปาก-ลำไสใ้ หญ่
ง. กระเพาะอาหาร-ลำไสใ้ หญ่
6. ระบบทางเดนิ อาหารเร่ิมตน้ และส้นิ สดุ ท่ีใด
ก. ปาก-ทวารหนัก
ข. ปาก-ลำไสเ้ ลก็
ค. ปาก-กระเพาะอาหาร
ง. กระเพาะอาหาร-ลำไส้ใหญ่
7. ขอ้ ใดจัดเป็นการยอ่ ยเชงิ กล
ก. การบดเค้ยี ว
ข. การบบี คลายของกระเพาะอาหาร
ค. การแตกตวั ของไขมันโดยน้ำดี
ง. ก และ ข
8. อาหารทร่ี ับประทานเข้าไป จะมกี ารย่อยทไี่ หนบา้ ง
ก. ปาก ลำไส้เล็ก ลำไสใ้ หญ่
ข. ปาก กระเพาะอาหาร ลำไสเ้ ลก็
ค. ปาก กระเพาะอาหาร ลำไสใ้ หญ่
ง. ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร
9. อวัยวะใดในระบบทางเดนิ อาหารทีท่ ำหน้าที่ยอ่ ยอาหารและดูดซมึ อาหาร
ก. ปาก
ข. กระเพาะอาหาร
ค. ลำไส้เล็ก
ง. ลำไสใ้ หญ่
42
10. ในนำ้ ลายคนจะมเี อนไซมใ์ ด และทำหน้าที่ย่อยอาหารประเภทใด
ก. ไลเปส-ไขมนั
ข. เปปซนิ -โปรตีน
ค. มอลเทส-มอลโทส
ง. อะไมเลส-คารโ์ บไฮเดรต
11. การเคยี้ วอาหารใหล้ ะเอยี ดมปี ระโยชนใ์ นเรอื่ งใด
ก. ช่วยเพ่มิ รสชาติของอาหาร
ข. ทำให้สารอาหารแตกตัวง่ายขนึ้
ค. รา่ งกายดูดซมึ สารอาหารไปใช้ไดม้ ากข้นึ
ง. อาหารมโี อกาสสัมผสั กับเอนไซมใ์ นน้ำลายมากขน้ึ
12. อวยั วะใดท่ไี มม่ กี ารย่อยอาหารเกิดข้ึน
ก. ปาก – ลำไส้เลก็
ข. คอหอย – หลอดอาหาร
ค. ลำไส้เล็ก – กระเพาะอาหาร
ง. ปาก – กระเพาะอาหาร
13. อาหารจำพวกโปรตีนถกู ย่อยเชงิ เคมคี ร้ังแรกทอี่ วัยวะใด
ก. ปาก
ข. กระเพาะอาหาร
ค. ลำไส้เลก็
ง. ลำไส้ใหญ่
14. ขอ้ ใดไม่ใช่การย่อยเชิงกล
ก. การเค้ยี ว.
ข. การสับอาหาร.
ค. การบบี ตวั ของทางเดินอาหาร.
ง. ขา้ วปนกับนำ้ ลาย
43
15. สารอาหารประเภทคารโ์ บไฮเดรตจำพวกแปง้ จะถกู ยอ่ ยครัง้ แรกที่ใด ?
ก. ปาก
ข. ลำไสเ้ ลก็
ค. หลอดอาหาร
ง. กระเพาะอาหาร
16. ในน้ำลายของคนเอนไซมท์ ำหนา้ ทอี่ ะไร ?
ก. เปล่ียนแป้งเป็นไขมนั
ข. เปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล
ค. เปลย่ี นแปง้ เป็นโปรตีน
ง. เปล่ียนโปรตีนเป็นไขมัน
17. ขอ้ ใดคอื กากอาหารที่ถูกขบั ออกมาจากลำไสใ้ หญ่
ก. เหงอ่ื
ข. อจุ จาระ
ค. ปสั สาวะ
ง. ขี้ไคล
18. การอุจจาระใหเ้ ปน็ เวลาเป็นการช่วยใหร้ ะบบอวยั วะใดทำงานเปน็ ปกติ
ก. ระบบหายใจ
ข. ระบบย่อยอาหาร
ค. ระบบหมุนเวียนเลือด
ง. ระบบกล้ามเน้ือ
19.“เนยชอบรบั ประทานเนอ้ื หมตู ดิ มนั ไมร่ บั ประทานผักและผลไม้ และรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาเป็น
ประจำ” ขอ้ ใดกลา่ วถกู ต้องเกีย่ วกบั ระบบยอ่ ยอาหารของเนย
ก. ลำไสใ้ หญ่มกี รดหลง่ั ออกมาปรมิ าณมาก
ข. ตบั ทำงานหนกั เพอ่ื สรา้ งน้ำดี สง่ ไปยังลำไสเ้ ลก็ เพ่อื ชว่ ยใหไ้ ขมนั แตกตัว
ค. ลำไส้เล็กขบั เคลอื่ นอาหารได้ง่ายข้นึ เพราะรับประทานอาหารทม่ี ีเสน้ ใยมาก
ง. หลอดอาหารดดู ซมึ สารอาหารไดน้ อ้ ยลง เพราะรบั ประทานอาหารทมี่ เี สน้ ใยมาก