The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยานิพนธ์-บทที่-1-5- ของตูน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tom.varangkana, 2022-08-15 13:20:16

วิทยานิพนธ์-บทที่-1-5- ของตูน

วิทยานิพนธ์-บทที่-1-5- ของตูน

การบรู ณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพฒั นาพฤตนิ สิ ัยการฝกึ วิชาชีพ
ผูต้ ้องขังเรือนจำชวั่ คราวดอยฮาง ในจงั หวัดเชียงราย

นายโฆษิต ไฝเครอื

วิทยานิพนธน์ ี้เปน็ สว่ นหน่ึงของการศึกษา
ตามหลกั สตู รปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต

สาขาวิชาพระพทุ ธศาสนา
บณั ฑติ วทิ ยาลยั

มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
พทุ ธศักราช ๒๕๖๕

INTEGRATING THE PRINCIPLES OF BUDDHIST PSYCHOLOGY IN
BEHAVIOURAL DEVELOPMENT OF VOCATIONAL PRACTICE OF PEOPLE
INCARCERATED IN DOI HANG TEMPORARY PRISON IN CHIANG RAI

MR.KOSIT FAIKRUEA

A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of
The Requirement for the Degree of
Master of Arts
(Buddhist Studies)

Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Bangkok, Thailand
C.E.๒๐๒๑

(Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University)

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อนุมัติให้นับ
วิทยานิพนธ์ เรื่อง “การพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ตามหลักพุทธธรรมของเจา้ หน้าท่กี รมราชทัณฑ์
เรือนจำชว่ั คราวดอยฮาง ในจังหวดั เชยี งราย”

............................................................

(พระมหาสมบรู ณ์ วุฑฒฺ กิ โร, รศ.ดร.)
คณบดีบณั ฑิตวิทยาลัย

คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานพิ นธ์ .................................................. ประธานกรรมการ

(...............................................)

.................................................. กรรมการ

(...............................................)

.................................................. กรรมการ
(...............................................)

.................................................. กรรมการ
(พระครศู รรี ัตนกร, ผศ.ดร.)

คณะกรรมการควบคุมวทิ ยานิพนธ์ ดร.เสพบณั ฑติ โหนง่ บณั ฑิต ประธานกรรมการ
พระครศู รรี ตั นกร, ผศ.ดร. กรรมการ

ชอ่ื ผวู้ จิ ยั ...........................................
(นายโฆษิต ไฝเครอื )

ชื่อวิทยานพิ นธ์ : การบรู ณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินสิ ัยการฝึก
วชิ าชพี ผตู้ อ้ งขังเรือนจำช่ัวคราวดอยฮาง ในจังหวดั เชยี งราย

ผูว้ ิจัย : นายโฆษติ ไฝเครือ

ปรญิ ญา : พทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ (พุทธศาสนา)

คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์

: ดร.เสพบณั ฑิต โหน่งบัณฑติ
พธ.บ. บาลพี ทุ ธศาสตร์, รป.ม. รัฐประศาสนศาสตร์,
พธ.ด.พระพุทธศาสนา

:พระครูศรรี ัตนากร, ผศ.ดร.

: ป.ธ.๖ ป.บัณฑิต พธ.บ. (ภาษาอังกฤษ) M.A. (Philosophy &
Religion), M.A. (English Literature) Ph.D. (Buddhist Studies)

บทคดั ย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราว
ดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย ๒) เพื่อวิเคราะห์หลักพุทธจิตวิทยากับการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพ
ผู้ตอ้ งขัง เรือนจำช่ัวคราวดอยฮาง ในจงั หวดั เชียงราย ๓) เพ่ือบรู ณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนา
พฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจยั
เชิงคุณภาพ (Qualitative Reserch) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่รวบรวมข้อมูลจาก
เอกสาร (Document) และจากการสัมภาษณ์ ผลการวิจยั พบวา่

๑) พฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย พบว่า
การฝึกวิชาชีพเป็นการกล่อมเกลาและพัฒนา เพื่อให้ผู้ต้องขังกลับออกไปเป็นบุคคลที่สามารถใช้ชีวิต
ได้ด้วยตนเอง และไม่สร้างภาระแก่สังคมเป็นการป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำ การฝึกวิชาชีพใน
เรอื นจำเป็นการพฒั นาชวี ิตของผตู้ อ้ งขัง โดยการสอนใหผ้ ตู้ ้องขังทำงานเพือ่ หาเลยี้ งชีพตนเองได้

๒) การวิเคราะห์หลักพุทธจิตวิทยากับการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง เรือนจำ
ชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย พบว่า การประยุกต์ใช้หลักพุทธจิตวิทยาใช้ในการขัดเกลาด้าน
จิตใจของผ้ตู ้องขังท่ฝี ึกวิชาชีพ ประกอบไปดว้ ย หลักทฏิ ฐธัมมกิ ตั ถประโยชน์ หลักพละ ๕หลักสัปปุริส
ธรรม ๗ หลักปารสิ ุทธิศีล ๔ มรรคมอี งค์ ๘

๓) การบูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังเรือนจำ
ชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย พบว่า การหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพ
ผ้ตู ้องขัง เช่น ๑.หลักสตู รการนวดแผนไทยเพ่ือสุขภาพ ๒.หลกั สูตรการนวดฝ่าเทา้ เพื่อสขุ ภาพ ๓.หลักสูตร
การชงกาแฟและน้ำสมุนไพร ๔.หลักสูตรช่างซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ ๕.หลักสูตรช่างซ่อม
รถจักรยานยนต์ ๖.หลักสูตรช่างซ่อมรองเท้า โดยการฝึกอบรมวิชาชีพหลักสูตรระยะส้ันทั้ง ๖ หลักสตู ร



Thesis Title : INTEGRATING THE PRINCIPLES OF BUDDHIST
PSYCHOLOGY IN BEHAVIOURAL DEVELOPMENT OF
VOCATIONAL PRACTICE OF PEOPLE INCARCERATED IN
DOI HANG TEMPORARY PRISON IN CHIANG RAI

Researcher : Mr.kosit faikruea

Degree : Master of Arts (Buddhist Studies)

Thesis Supervisory Committee

: Dr.Sepbandit Hongbundit

: B.A. (Pali Buddhism), M.P.A. (Public Administration),

Ph.D. (Buddhist Studies)

: Ass.Prof. Dr.Phrakrusrirattanakorn

: Pali VI, B.A., M.A. (Philosophy & Religion), M.A. (English

Literature) Ph.D. (Buddhist Studies)

Date of Graduation : October ๒๔, ๒๐๒๑

Abstract

The material has objectives to ๑) study the habitual behavior towards vocational
training of inmates in Doi Hang Temporary Prison in Chiang Rai Province, ๒) analyze Buddhist
psychology principles and habitual behavior development towards vocational training of
inmates in Doi Hang Temporary Prison in Chiang Rai province and ๓) to integrate Buddhist
psychology in the developing the habitual behavior towards vocational training of inmates
in Doi Hang Interim Prison in Chiang Rai province. This is the qualitative research and tools
to collect data were document and interviewing. The research result found that:

๑ ) the habitual behavior towards vocational training of inmates in Doi Hang
Temporary Prison in Chiang Rai Province was that the vocational training was to refine
and develop in order to allow inmates to return to live on their own and not creating
burden to society and to prevent the recurrence of wrongdoings. Vocational training
in prison was to improve inmates’ lives by teaching them to work for their own living.

๒ ) analyzing of Buddhist psychology principles and habitual behavior
development towards vocational training of inmates in Doi Hang Temporary Prison in Chiang
Rai province was found that the application of Buddhist psychology to refine the minds
of inmates who practice vocational training consists of Thittha
ThammiGathaprayoth(virtues conductive to benefits in the present; virtues leading to
temporal welfare), Phala ๕ (controlling/power faculty ๕ ), Sappurisdhamma ๗ (quality



of a good man; virtues of a gentleman), parisudhi ๔ (morality consisting in purity;
morality of purification; morality of pure conduct) and Mak ๘(eightfold path). And

๓) the integration of Buddhist psychology in the developing the habitual behavior
towards vocational training of inmates in Doi Hang Interim Prison in Chiang Rai province with
the ๖ short courses as follows; ๑ . Thai traditional massage courses for health, ๒ .
healthy foot



กติ ติกรรมประกาศ

งานวิจัยครั้งนี้ได้รบั ความเมตตาจากประธานในการสอบวิทยานิพนธ์ ของการศึกษาในระดับ
ปริญญาโทและเป็นจุดริเริ่มของการพัฒนาการประยุกต์ใช้พุทธบูรณาการ เพื่อส่งเสริมกระบวนการมี
ส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายด้านการประกอบอาชีพของผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัด
เชียงราย พร้อมทั้งนำไปสู่ความสำเร็จของการศึกษางานวิจัย วิทยานิพนธ์นี้ไม่อาจจะก่อเกิดขึ้นได้ถ้า
หากไม่มีคำแนะนำและชี้แนะแนวทางอย่างถูกต้อง ของกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์โดยมี ดร.เสพ
บัณฑิต โหน่งบัณฑิต กรรมการควบคุมวทิ ยานิพนธ์ พระครูศรี รัตนากร ผศ., ดร. และพระครูกิตติพัฒนานยุ ุ
ผศ.,ดร. ที่ช่วยให้คำแนะนำขั้นตอนวธิ ีในการเขียนงานวิจัยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมทั้งคณาจารย์ทุกท่านที่ได้
ประสทิ ธิป์ ระสาทวิชาความรใู้ ห้แก่ผวู้ ิจัย

ขอขอบคุณ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงราย เจ้าหน้าที่และผู้ต้องขัง รวมไปถึงภาคี
เครือข่าย ที่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลที่สำคัญในการประกอบวิทยานิพนธ์นี้ และผู้เกี่ยวข้องทุก
ท่านที่ให้ความช่วยเหลือ อีกทั้ง “ครอบครัว เพ่ือนสนิท มิตรสหาย” ที่เป็นแรงผลักดันสำคัญที่สุดใน
การทำวทิ ยานพิ นธ์ครัง้ นีใ้ ห้สำเรจ็ ลุลว่ ง

กราบขอบคุณ คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ ที่ร่วมสอบวิทยานิพนธ์ ได้เสียสละเวลาอ่าน
ตรวจสอบแก้ไขและให้คำแนะนำ ทำให้งานวิจัยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอบคุณเจ้าหน้าที่บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยมหาจุฬารงกรณราชวิทยาลัยทีไ่ ดใ้ หบ้ ริการและอำนวยความสะดวกในเรื่องตา่ งๆ รวมไปถึงการ
ตรวจสอบรูปแบบโครงการวิทยานิพนธ์ ทำให้วิทยานิพนธ์นี้สำเร็จลงด้วยดีและขอบคุณเพื่อนสหธรรมิก
ทั้งหลายที่คอยห่วงใย ให้กำลังใจให้ความช่วยเหลือจนงานนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดีขออานิสงส์ในคุณของ
วิทยานพิ นธ์น้ี จงมแี ด่ บดิ ามารดา, ครู, อปุ ชั ฌาย์, อาจารย์ และญาตทิ ั้งหลายของข้าพเจา้ รวมถงึ ผ้ทู ี่มีความ
ปรารถนาดตี ่อข้าพเจา้ ขอใหท้ า่ นเหลา่ นจี้ งเปน็ ผู้มคี วามสขุ ปราศจากทกุ ขท์ ้ังทางกายและทางใจ

ผ้วู จิ ัยขอคณุ ความดีที่เกดิ จากวิทยานพิ นธน์ ้ี น้อมถวายพระศาสดาคอื องคส์ มเด็จพระสมั มาสัม
พทุ ธเจ้า คำส่ังสอนคือพระธรรม ผ้เู ปน็ พยานคือพระอริยสงฆ์ และคุณความดีนี้ขอน้อมถวายฝากฝังไว้
ในพระพทุ ธศาสนา

นายโฆษติ ไฝเครือ
๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๕



สารบัญ

เรื่อง หนา้

บทคดั ยอ่ ภาษาไทย ก

บทคัดยอ่ ภาษาอังกฤษ ข

กิตตกิ รรมประกาศ ง

สารบัญ จ

คำอธบิ ายสัญลักษณแ์ ละคำยอ่ ช

บทที่ ๑ บทนำ ๑
๑.๑ ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา ๑
๑.๒ คำถามวิจัย ๓
๑.๓ วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย ๓
๑.๔ ขอบเขตการวิจยั ๔
๑.๕ นิยามศพั ทเ์ ฉพาะทใี่ ช้ในการวิจยั ๕
๑.๖ ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะได้รับ ๖

บทที่ ๒ แนวคิด ๗

๒.๑ แนวคดิ และทฤษฎีเกย่ี วกับแนวคดิ เกีย่ วกบั พฤติกรรมมนษุ ย์ ๗

๒.๒ แนวคดิ และทฤษฎีเกย่ี วกับทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจทางสงั คม ๑๘

๒.๓ แนวคดิ และทฤษฎีเกย่ี วกับหลกั พุทธจิตวทิ ยา ๒๗

๒.๔ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับหลกั พุทธจิตวิทยากับการพัฒนาพฤตินิสัยการฝกึ วิชาชพี

ผู้ต้องขงั เรือนจำชว่ั คราวดอยฮาง ในจังหวัดเชยี งราย ๓๗

๒.๕ งานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ๕๙

๒.๗ กรอบแนวคดิ ของงานวจิ ัย ๖๗

บทท่ี ๓ ระเบียบวธิ ีวิจัย ๖๘
๓.๑ รปู แบบการวิจยั ๖๘
๓.๒ พนื้ ท่ีการวจิ ยั ประชากรกลมุ่ ตวั อย่าง ผ้ใู ห้ขอ้ มูล ๖๘
๓.๓ เครอื่ งมือการวจิ ัย ๖๙
๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมลู ๗๐
๓.๕ การวเิ คราะห์ข้อมูล ๗๑
๓.๖ สรุปกระบวนการวจิ ยั ๗๒

บทท่ี ๔ ผลการศกึ ษา ๗๓

๔.๑ พฤตินิสยั การฝกึ วิชาชีพผ้ตู ้องขังเรือนจำชว่ั คราวดอยฮาง ในจังหวดั เชียงราย ๗๓



๔.๒ การวเิ คราะห์หลักพุทธจิตวิทยากับการพฒั นาพฤตินิสัยการฝกึ วชิ าชพี ผู้ตอ้ งขงั เรอื นจำ

ชว่ั คราวดอยฮาง ในจงั หวัดเชียงราย ๘๘

๔.๓ การบรู ณาการหลกั พุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตนิ สิ ัยการฝึกวิชาชีพผ้ตู ้องขังเรือนจำ

ชวั่ คราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย ๑๑๘

๔.๔ องคค์ วามรู้ใหมจ่ ากการวิจยั ๑๓๓

บทท่ี ๕ สรุปอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ๑๓๕
๕.๑ สรปุ ผลการวิจยั ๑๓๕
๕.๒ การอภิปรายผล ๑๓๖
๕.๓ ขอ้ เสนอแนะ ๑๓๘
๕.๓.๑ ข้อเสนอแนะสำหรบั การวิจยั คร้งั ต่อไป ๑๓๘

บรรณานุกรม ๑๓๙

ประวตั ิผู้วิจยั ๑๔๓

คำอธบิ ายสัญลักษณแ์ ละคำย่อ ช

ก. คำยอ่ ช่ือคมั ภรี พ์ ระไตรปิฎก ภาษา
(ภาษาบาล)ี
พระวินยั ปฎิ ก (ภาษาไทย)
(ภาษาบาลี)
คำย่อ = วินยปฏิ ก ชื่อคมั ภรี ์ (ภาษาไทย)
วิ.มหา. (บาล)ี = วนิ ัยปฎิ ก มหาวิภงฺคปาลิ (ภาษาบาล)ี
วิ.มหา. (ไทย) = วนิ ยปฏิ ก มหาวภิ ังค์ (ภาษาไทย)
ว.ิ ภกิ ขฺ ุนี. (บาลี) = วนิ ัยปิฎก ภิกฺขนุ ีวิภงคฺ ปาลิ (ภาษาบาล)ี
วิ.ภิกขฺ ุนี. (ไทย) = วินยปฏิ ก ภกิ ขุนีวภิ ังค์ (ภาษาไทย)
ว.ิ ม. (บาล)ี = วินยั ปิฎก มหาวคคฺ ปาลิ (ภาษาบาลี)
วิ.ม. (ไทย) = วนิ ยปิฏก มหาวรรค (ภาษาไทย)
วิ.จ.ู (บาล)ี = วนิ ยั ปฎิ ก จฬู วคฺคปาลิ
วิ.จู. (ไทย) = วนิ ยปิฏก จูฬวรรค ภาษา
ว.ิ ป. (บาลี) = วนิ ัยปิฎก ปรวิ ารวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี)
ว.ิ ป. (ไทย) ปรวิ ารวรรค (ภาษาไทย)
(ภาษาบาลี)
พระสตุ ตนั ตปิฎก (ภาษาไทย)
(ภาษาบาลี)
คำยอ่ = สุตตฺ นตฺ ปิฏก ชื่อคมั ภีร์ (ภาษาไทย)
ท.ี ส.ี (บาล)ี = สุตตันตปิฎก ทฆี นกิ าย สีลกขฺ นฺธวคคฺ ปาลิ (ภาษาบาลี)
ที.สี. (ไทย) = สุตฺตนตฺ ปิฏก ทฆี นกิ าย สีลขันธวรรค (ภาษาไทย)
ท.ี ม. (บาล)ี = สุตตันตปฎิ ก ทฆี นกิ าย มหาวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี)
ท.ี ม. (ไทย) = สุตตฺ นตฺ ปฏิ ก ทีฆนกิ าย มหาวรรค (ภาษาไทย)
ที.ปา. (บาลี) = สุตตนั ตปฎิ ก ทฆี นกิ าย ปาฏกิ วคฺคปาลิ (ภาษาบาลี)
ที.ปา. (ไทย) = สตุ ฺตนฺตปิฏก ทฆี นิกาย ปาฏกิ วรรค (ภาษาไทย)
ม.มู. (บาล)ี = สุตตนั ตปฎิ ก มชฌฺ ิมนกิ าย มูลปณณฺ าสกปาลิ (ภาษาบาลี)
ม.ม.ู (ไทย) = สุตตฺ นฺตปิฏก มชั ฌิมนิกาย มูลปณั ณาสก์ (ภาษาไทย)
ม.ม. (บาลี) = สตุ ตันตปฎิ ก มชฌฺ ิมนกิ าย มชฺฌิมปณณฺ าสกปาลิ (ภาษาบาลี)
ม.ม. (ไทย) = สตุ ฺตนฺตปฏิ ก มชั ฌมิ นิกาย มัชฌิมปณั ณาสก์ (ภาษาไทย)
ม.อุ. (บาลี) = สตุ ตนั ตปิฎก มชฌฺ มิ นิกาย อปุ ริปณฺณาสกปาลิ (ภาษาบาลี)
ม.อุ. (ไทย) = สตุ ตฺ นฺตปฏิ ก มัชฌมิ นกิ าย อุปริปณั ณาสก์
สํ.ส. (บาลี) = สุตตนั ตปิฎก สํยุตตฺ นิกาย สคาถวคคฺ ปาลิ
สํ.ส. (ไทย) = สตุ ฺตนตฺ ปิฏก สังยตุ ตนิกาย สคาถวรรค
ส.ํ น.ิ (บาล)ี = สุตตันตปิฎก สํยตุ ฺตนิกาย นทิ านวคคฺ ปาลิ
สํ.นิ. (ไทย) = สุตฺตนตฺ ปิฏก สงั ยุตตนิกาย นทิ านวรรค
ส.ํ ข. (บาล)ี สํยุตตฺ นกิ าย ขนธฺ วารวคฺคปาลิ

บทท่ี ๑

บทนำ

๑.๑ ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา

เรือนจำชั่วดอยฮางเชียงราย ตั้งอยู่เลขที่ ๒๒๒ หมู่ที่ ๓ ต.ดอยฮาง อ.เมือง จ.เชียงราย
๕๗๐๐๐ การฝึกวิชาชีพของผู้ต้องขังในเรือนจำ ด้วยเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง สังกัดเรือนจำกลาง
เชียงราย ดำเนนิ การตามโครงการในพระราชดำริ พระเจา้ หลานเธอ พระองค์เจ้าพชั รกิติยาภา ในการ
น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในเรือนจำ เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถน้อมนำปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปใช้ได้จริงภายหลังพ้นโทษ เป็นการสร้าง
กำลังใจให้กับผู้ต้องขังและยังทำให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสในการกลับคืนสู่สังคม โดยมีทักษะที่สามารถ
ดำรงชีวติ ทพ่ี ง่ึ ตนเองได้ไมห่ วนกลับไปกระทำผิดอีก ในปจั จุบนั เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง เป็นศูนย์การ
เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เปิดให้บริการเข้าเยี่ยมชมการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และเป็นจุด
Check in ที่สำคญั ของนักท่องเท่ียวและประชาชนท่วั ไปท่เี ข้ามาใชบ้ ริการ

ภารกิจหน้าที่ของเรือนจำและทัณฑสถานนั้น มุ่งเน้นการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในระหว่างที่ถูก
ควบคุมเสยี เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีหลักปฏิบตั ิสำคัญอยู่ ๒ ประการด้วย คือการควบคุมดูแลผูต้ ้องขังใหอ้ ยู่
ในระเบียบวินัย เกิดความสงบ เรียบร้อย และการแก้ไขฟื้นฟู พัฒนาพฤตินิสัยผู้ตอ้ งขังให้กลับตนเปน็
คนดี ไม่หันไปกระทำผิดซ้ำอีกหลังได้รับการปลดปล่อย นอกจากนี้ การบริหารงานเรือนจำ ยังต้อง
ดำเนินการอีกหลาย ๆ ด้านด้วยกัน เนื่องจากเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับคน ทั้งผู้ต้องขังและเจ้าหน้าท่ี
ฉะนั้น ผู้บริหารงานเรือนจำที่ดี ควรจะมีความรอบรู้และความสามารถ ทั้งเรื่องการบริหารงาน และ
การบริหารคน เพื่อที่จะทำให้กิจการของเรือนจำนั้น ดำเนินการไปได้ด้วยดี และเกิดประสิทธิภาพ
สงู สุด๑

ในส่วนของพฤติกรรมการฝึกวิชาชีพของต้องผู้ต้องขังในเรือนจำ แหล่งก่อกำเนิดสืบเนื่อง
จาก พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเป็นผู้นำในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมท่ี
แตกแขนงออกไป มใิ ช่หยุดอยู่เพยี งมติ ขิ องกฎหมายเพียงอยา่ งเดียว แต่รวมถึงมติ ิทางสงั คม การศึกษา
สาธารณสุข ในการนำมาบูรณาการร่วมกัน จากนั้นมีพระดำริให้เรือนจำเปิดพื้นที่เชื่อมต่อสังคม
นอกเหนือจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ผู้ต้องขังระหว่างอยู่ในเรือนจำแล้ว ยังทรงให้นำเรื่องการ
พฒั นาจิตใจโดยใช้หลกั ธรรมในแนวทางตา่ ง ๆ เขา้ มาพฒั นาจิตใจผู้ต้องขัง เพือ่ สรา้ งความมน่ั คงทางใจ
อย่างยั่งยืน รวมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางการพัฒนาทางเลือกมาปรับใช้
กับผู้ต้องขังให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และนี่จึงถือเป็นที่มาของการเปิด “ศูนย์การเรียนรู้และแหล่ง

๑ แดนไท เจริญ, “ความคิดเห็นของผู้ต้องขังเกี่ยวกับการฝึกวิชาชีพของต้องผู้ต้องขังในเรือนจำ ”,
วิทยานพิ พนธ์ศาสนาศาสตรมหาบัณฑติ , (บณั ฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลัยมหาจลุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๖๐).



ท่องเที่ยวเชิงเกษตรดอยฮาง” ในอีกมุมหนึ่งผู้ตอ้ งขังเองได้รับการฝึกอาชีพที่พวกเขาสนใจ รวมถึงต่อ
ยอดอาชีพที่ทันสมยั กับสังคมปัจจุบัน ที่สุดผู้ตอ้ งขังยังจะไดม้ ีโอกาสไดส้ ร้างสัมพันธร์ ะหว่างตัวเองกับ
ประชาชนภายนอก ให้พวกเขาได้ปรับตัวปรับความคิดเป็นเชิงบวกมากขึ้น และมองเห็นคุณค่าใน
ตัวเอง มคี วามมั่นใจ นำไปสูก่ ารเปลี่ยนพฤติกรรมได้๒

ในส่วนของผตู้ ้องโทษ ไม่ว่าโทษท่เี กิดขนึ้ จากความผดิ พลาด หรอื เจตนาให้เกิดขึ้น เมอ่ื รู้ตัว
วา่ จะต้องเข้ามาอยู่ในเรือนจำ เช่ือวา่ สภาพจติ ใจจะเตม็ ไปดว้ ยความเครียด หากไม่ไดร้ ับการช่วยเหลือ
คนเหล่านี้อาจมสี ภาพจิตใจที่ผิดปกตติ ิดตัวไปเม่ือพ้นโทษ ดังนั้นจึงยึดหลักสำคัญคอื การมองผู้ตอ้ งขัง
ในฐานะของเพ่ือนมนุษย์คนหนง่ึ และชว่ ยเหลอื ทางจิตใจเพ่ือให้สามารถมคี วามสุขกับสถานะที่เป็นอยู่
ในปัจจุบัน จึงมีกิจกรรมบำบัดที่จัดขึ้นให้กับผู้ต้องขังนั้น จะเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นผ่านโครงการใน
พระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ในการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมา
ปรับใช้ในเรือนจำ เช่น การฝึกวิชาชีพระยะสั้น ช่างเชื่อมโลหะ ช่างเครื่องเรือนไม้ ช่างปูน ทำเกษตร
สวนครัว การเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ ซึ่งผู้ต้องขังสามารถเลือกเรียนได้ตามความชอบ ซึ่งการจัดกิจกรรม
ดังกล่าว ช่วยทำให้ผู้ต้องขังผ่อนคลายความตึงเครียดได้บ้าง และสามารถสร้างเป็นอาชีพให้กับ
ผ้ตู อ้ งขังไดใ้ นยามที่พ้นโทษออกไป รวมถึงขั้นตอนการสร้างจริยธรรมสำหรับผู้ต้องขงั เป็นกระบวนงาน
พฒั นาพฤตินสิ ัย แนวทางหนึ่งของกรมราชทณั ฑ์ มกี ารดำเนนิ งานเรมิ่ จากการรับนโยบาย นำมาปฏิบัติ
เป็นการแบบบูรณาการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีภารกิจสำคัญคือ การควบคุมและพัฒนาพฤติ
นิสัยกระบวนการสร้างจริยธรรม เชิงพุทธบูรณาการสำหรับผู้ต้องขัง เป็นการพัฒนามนุษย์ตาม
หลักการทางพระพุทธศาสนาด้วยการพัฒนาระบบการดำเนินชีวิตทั้งสามด้านให้เป็นการพัฒนาแบบ
องค์รวม โดยหลักสูตรอบรมที่เสริมสร้างจริยธรรมนั้น เน้นไปตามหลักสูตรที่กรมราชทัณฑ์กำหนด
โดยมหี นว่ ยปฏิบตั ิในระดับเรือนจำ/ทัณฑ์สถานฯ คือ ฝา่ ยการศึกษาฯ งานพัฒนาจิตใจ เช่น โครงการ
พัฒนาจติ ใจ หลักสูตรสัคคสาสมาธิ, โครงการอบรม, วันสำคญั ของ ชาติ ศาสนาและสถาบัน, โครงการ
วิวัฒน์พลเมืองฯ ,และโครงการเรือนจำเรือนธรรม เป็นต้น โดยนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามา
ประยุกตใ์ ช้ โดยเฉพาะการนำกระบวนการไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปญั ญา เป็นวิธีสร้างภูมิคุ้มกัน
ทางจติ ใหเ้ ข้มแข็งไม่ใหก้ ลับมากระทำผดิ ซำ้ ได้

หลักธรรมพุทธธรรมที่ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมทางด้านพุทธจิตวิทยา ได้แก่ หลักศีล ๕
มรรคมีองค์ ๘ หลักสังควัตถุ ๔ พรหมวิหาร ๔ โยนิโสมนสิการ และหิริ โอตัปปะ โดยมีกระบวนการ
สำคัญ ได้แก่ ๑) การฝึกสัมมาทิฏฐิ ให้เกิดขึ้นเป็นการแนวคิดที่ถูกต้อง ความเห็นชอบตามทํานอง
คลองธรรม ๒) ฝึกกระบวนการไตรสิกขา เป็นการฝึกอบรมศีล สมาธิ และปัญญา เป็นพัฒนาด้าน

๒ สุรางค์ โคว้ตระกูล, “จิตวทิ ยาการศกึ ษา” ,วทิ ยานพิ นธ์พุทธศาสตรมหาบณั ฑติ , (บัณฑติ วทิ ยาลยั :
มหาวิทยาลยั มหาจลุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๖๐).



ความ ประพฤติทางกาย วาจา และใจ ๓) การปฏิบัติกจิ กรรมทางพระพุทธศาสนาในกจิ วตั รประจำวัน
และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา๓

ด้วยสาเหตุนี้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษางานวิจัยเรื่องการบูรณาการหลักพุทธจิตวิทยา
ในการพัฒนาพฤติกรรมนิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราวดอยฮางในจังหวัดเชียงราย เพื่อ
เป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดฝึกอบรม วิชาชีพให้แก่ผู้ต้องขังได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และ
ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ภายนอก ซึ่งผู้ท่ีผ่านการฝึกอบรมวิชาชีพมาแล้ว สามารถนำ
ความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพสุจริตเลี้ยง ตนเองและครอบครัวได้ แม้จะไม่สามารถลดปัญหาการ
กระทำผิดซ้ำลงไดม้ ากนัก เนือ่ งจากผู้ต้องขงั คดยี าเสพตดิ สว่ นใหญ่ เปน็ กลมุ่ ที่มักกลับมากระทำผิดซ้ำ
อีก อาจเปน็ เพราะทศั นคติของสังคมใน ปจั จบุ ัน ทีม่ องดา้ นวัตถุและตัวเงนิ เปน็ สำคัญ จึงทำให้คนกลุ่ม
นีก้ ลบั มาค้ายาเสพตดิ อีก เน่อื งจากไม่ ตอ้ งเหนด็ เหน่ือยและมรี ายได้เป็นกอบเปน็ กำ จึงละเลยวิชาชีพ
ท่เี คยฝกึ อบรมมาเพอ่ื ประกอบอาชพี ท่ี สจุ ริตเสยี ภายหลงั พ้นโทษ แตอ่ ย่างไรก็ตาม สำหรบั ผ้ตู ้องขงั คดี
อื่นๆ เมื่อได้รับการฝึกอบรมวิชาชีพไป แล้ว มักจะนำความรู้ที่ได้นี้ไปประกอบอาชีพสุจริต เพื่อเลี้ยง
ตัวเองและครอบครัวเป็นจำนวนมาก จึงเป็นการช่วยลดปัญหาสังคมได้ระดับหนึ่ง เช่น ปัญหาการ
ว่างงาน และช่วยลดปัญหาการกระทำผิดซ้ำ ของผู้ต้องขังบางกลุ่มลงได้ จึงก่อให้เกิดประโยชน์ต่อ
ผู้ตอ้ งขังเองและประเทศชาตบิ ้านเมอื ง

๑.๒ คำถามวิจัย

๑.๒.๑ ผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงรายมีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง
ในการการฝึกวิชาชีพ

๑.๒.๒ หลักพุทธจิตวิทยาด้านไหนบ้างที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพ
ผูต้ อ้ งขัง เรอื นจำชัว่ คราวดอยฮาง ในจงั หวัดเชยี งราย

๑.๒.๓ หลักพุทธจิตวิทยามีความสำคัญอย่างไรบ้างที่จะช่วยในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึก
วชิ าชพี ผู้ตอ้ งขงั เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัดเชยี งราย

๑.๓ วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั

๑.๓.๑ เพื่อศึกษาพฤตนิ สิ ัยการฝกึ วิชาชพี ผู้ต้องขงั เรือนจำช่วั คราวดอยฮาง ในจังหวัดเชยี งราย
๑.๓.๒ เพื่อวิเคราะห์หลกั พุทธจิตวิทยากับการพัฒนาพฤตินิสยั การฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง เรือนจำ
ชว่ั คราวดอยฮาง ในจังหวดั เชียงราย
๑.๓.๓ เพื่อบูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังเรือนจำ
ชวั่ คราวดอยฮาง ในจงั หวัดเชียงราย

๓ สมบูรณ์ ศาลยาชีวิน, “จิตวิทยาเพื่อการศึกษาผู้ใหญ่” ,วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต,
(บณั ฑติ วทิ ยาลัย : มหาวิทยาลยั มหาจลุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๐).



๑.๔ ขอบเขตการวจิ ัย

การวิจัยเร่ือง การบูรณาการหลกั พุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง
เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Reserch)
โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร (Document) และการเก็บข้อมูลภาคสนาม (Field Study)
มีรายละเอยี ดการวจิ ยั ดังต่อไปนี้

๑.๔.๓ ขอบเขตด้านพ้นื ที่

เรอื นจำชัว่ คราวดอยฮาง อำเภอเมือง จังหวัดเชยี งราย

๑.๔.๓ ขอบเขตดา้ นประชากร

ประชากรท่ีเก่ียวขอ้ งในการให้ข้อมูลในการวิจัย ได้แก่

๑. พระสงฆ์ จำนวน ๕ รูป

๒. ผู้บริหาร/เจา้ หนา้ ท่ี จำนวน ๕ คน

๑) นายสมรตั น์ เข็มศิริ ผูบ้ ญั ชาการเรือนจำกลางเชยี งราย

๒) นายสทุ ัศน์ ปนั สวุ รรณ ผ้อู ำนวยการส่วนพัฒนาผู้ตอ้ งขัง

๓) นายสมเดจ็ โกแสนตอ หัวหนา้ ฝา่ ยฝกึ วชิ าชพี

๔) นายสายญั มูลอะมี หวั หน้างานฝึกวชิ าชีพ

๕) นายถิรวัต ปกปอ้ ง หวั หน้าเรือนจำชวั่ คราวดอยฮาง

๓. ผูต้ อ้ งขงั จำนวน ๑๐ คน

๑) ผู้ต้องขงั A

๒) ผตู้ ้องขัง B

๓) ผู้ต้องขัง C

๔) ผู้ต้องขัง D

๕) ผ้ตู ้องขัง E

๖) ผู้ตอ้ งขงั F

๗) ผู้ต้องขัง G

๘) ผู้ต้องขงั H

๙) ผู้ต้องขงั I

๑๐) ผูต้ อ้ งขัง J

๔. นกั จิตวทิ ยา จำนวน ๕ คน

รวมทัง้ หมด จำนวน ๒๕ รูป/คน



๑.๔.๕ ขอบเขตด้านระยะเวลา

ในการศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาเริ่มทำการศึกษาและใช้ข้อมูลตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ –
พฤศจกิ ายน ๒๕๖๔ รวมระยะเวลาทศี่ กึ ษา ๑๐ เดือน

๑.๕ นยิ ามศพั ท์เฉพาะทใี่ ชใ้ นการวิจยั

การวิจัยเรื่อง การบูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพ
ผตู้ อ้ งขงั เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย คร้งั นี้ ผ้วู จิ ยั ไดน้ ยิ ามศพั ท์สำหรบั การวิจัยไวด้ งั นี้

๑.๕.๑ พฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพ หมายถึง การฝึกวิชาชีพเป็นการกล่อมเกลาและพัฒนา
เพื่อให้ผู้ต้องขังกลับออกไปเป็นบุคคลที่สามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตนเอง และไม่สร้างภาระแก่สังคม
เป็นการป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำ การฝึกวิชาชีพในเรือนจำเป็นการพัฒนาชีวิตของผู้ต้องขัง
โดยการสอนให้ผู้ต้องขังทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพตนเองได้ และยังมีวิชาติดตัวเมื่อพ้นโทษออกไป
โดยกรมราชทัณฑ์มีภารกิจในการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ให้มีความพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ
ความรคู้ วามสามารถก่อนออกไปใช้ชีวติ ในสังคมภายนอก

๑.๕.๒ หลักพุทธจิตวิทยา หมายถึง การประยุกต์ใช้หลักพุทธจิตวิทยาใช้ในการขัดเกลา
ด้านจิตใจของผู้ต้องขงั ท่ีฝึกวชิ าชพี ประกอบไปดว้ ย

๑) หลกั ทิฏฐธัมมกิ ตั ถประโยชน์
๒) หลักพละ ๕
๓) หลกั สปั ปุรสิ ธรรม ๗
๔) หลักปารสิ ุทธิศลี ๔
๕) มรรคมีองค์ ๘
๑.๕.๓ การฝึกวิชาชีพของผู้ต้องขัง หมายถึง การฝึกอบรมวิชาชีพหลักสูตรระยะส้ัน
ไดแ้ ก่ ๑.หลักสตู รการนวดแผนไทยเพื่อสขุ ภาพ ๒.หลกั สูตรการนวดฝ่าเทา้ เพอ่ื สุขภาพ ๓.หลกั สตู รการ
ชงกาแฟและน้ำสมุนไพร กรมราชทัณฑ์มีนโยบายให้เรือนจำกลางเชียงราย ดำเนินงานจัดกิจกรรม
เพื่อแก้ไข ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง ด้วยการจัดฝึกอบรมวิชาชีพ เป็นการสร้างโอกาส
ในการพฒั นาศกั ยภาพของผู้ต้องขัง ให้ผูต้ ้องขังสามารถนำความรูท้ ไี่ ด้รบั จากการฝกึ อบรม ไปประกอบ
อาชพี เล้ยี งตนเองและครอบครัวภายหลงั พน้ โทษ โดยท่ีไมห่ วนกลับมากระทำความผิดซำ้ อกี
๑.๕.๔ เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง หมายถึง “เรือนจำชั่วคราว” เป็นเรือนจำที่แยกตัว
ออกจากเรือนจำใหญ่ ซ่ึงใช้เป็นศนู ย์การเรียนรู้เพ่ือเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังที่ประพฤติดีและใกล้
จะพ้นโทษ ได้มาเรียนรู้ฝึกอาชีพทั้งการเกษตรและวิชาชีพอื่น ๆ โดยส่วนหนึ่งสร้างเป็นสถานท่ี
ท่องเที่ยวที่สวยงาม เพื่อให้ผู้ต้องขังได้ทำงานเสมือนของจริงอีกด้วย ซึ่งเป็นโครงการในพระดำริพระ
เจ้าหลานเธอ พระองคเ์ จา้ พัชรกิติยาภา ทไ่ี ด้พระราชทานแนวทางเพือ่ พฒั นาคุณภาพชีวติ ของผู้ต้องขัง
ในการให้ความช่วยเหลือและสร้างโอกาส สร้างความรู้ และสร้างงานให้แก่ผู้ต้องขัง เมื่อผู้ต้องขังพ้น
โทษจะได้มอี าชพี ติดตัวออกไปทำมาหากินเลยี้ งตวั เองจะได้ไม่ตอ้ งทำผิดกฎหมายแลว้ กลับมาติดคุกอีก
ถอื เปน็ การใหโ้ อกาสและคนื คนดีให้สังคม



๑.๖ ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะไดร้ บั

๑.๖.๑ ได้ทราบถึงพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง
ในจังหวัดเชียงราย

๑.๖.๒ มีการวิเคราะห์หลักพุทธจิตวิทยากับการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง
เรือนจำชว่ั คราวดอยฮาง ในจังหวัดเชยี งราย

๑.๖.๓ ได้บูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง
เรอื นจำชั่วคราวดอยฮาง ในจงั หวัดเชียงราย



บทที่ ๒
แนวคดิ และทฤษฎีงานวิจยั ทเี่ กี่ยวข้อง

ในบทที่ ๒ นี้ได้นำเสนอเกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีรายละเอียด
ดงั นี้คือ

๒.๑ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกบั แนวคิดเกีย่ วกบั พฤตกิ รรมมนุษย์
๒.๒ แนวคดิ และทฤษฎีเกยี่ วกบั ทฤษฎีเกย่ี วกับแรงจงู ใจทางสงั คม
๒.๓ แนวคิดและทฤษฎเี กี่ยวกบั หลกั พทุ ธจติ วทิ ยา
๒.๔ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับหลักพุทธจิตวิทยากับการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพ
ผู้ต้องขงั เรอื นจำชัว่ คราวดอยฮาง ในจังหวดั เชยี งราย
๒.๕ งานวิจยั ทเี่ กีย่ วข้อง
๒.๖ กรอบแนวคิดของงานวิจัย

๒.๑ แนวคิดและทฤษฎีเกย่ี วกบั แนวคดิ เก่ยี วกับพฤตกิ รรมมนษุ ย์

พฤติกรรมเป็นกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งบุคคลแสดงออกโดยผู้อื่นอาจเห็นได้ เช่น การยิ้ม การเดิน
หรอื ผอู้ ่ืนอาจเหน็ ได้ยากต้องใช้เครื่องมอื ช่วย เช่น การเตน้ ของหัวใจ พฤติกรรมทกุ อย่างท่ีบุคคลแสดง
ออกมานั้น มีผลมาจากการเลือกปฏิกิริยาตอบสนองที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุดตามสถานการณ์นั้น ๆ
พฤติกรรมหรอื การกระทำใด ๆ จะมีพื้นฐานมาจากความรู้ และทัศนคติทค่ี อยผลักดนั ให้เกดิ พฤติกรรม
ซง่ึ แตล่ ะคนจะมีพฤตกิ รรมแตกตา่ งกนั ออกไป เน่ืองจากได้รบั ความรู้จากแหล่งตา่ ง ๆ ไมเ่ ท่ากัน มีการ
ตีความสารที่รับมาไปคนละทิศคนละทางทำให้เกิดการเรียนรู้ และการสั่งสมประสบการณ์ในเรื่อง
ความรู้ ที่ไมเ่ ทา่ กนั

นักจิตวิทยามักสนใจศึกษาเกี่ยวกับความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษย์ เช่น ทัศนคติ นำไปสู่
พฤติกรรมของมนุษย์อย่างไร ซึ่งเมื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ภายในจิตใจของ
มนุษย์แล้ว สง่ิ ทเ่ี ข้ามาเกีย่ วขอ้ งอยา่ งหลกี เลีย่ งไม่ไดค้ ือ พฤติกรรมของมนษุ ย์ทแ่ี สดงออกต่อผู้อ่นื ๔

พันธุ์ทิพย์ รามสูตร๕ กล่าวว่า พฤติกรรม หมายถึง ปฏิกิริยาตา่ ง ๆ หรือกิจกรรมของบุคคลท่ี
แสดงออกมา ซึ่งสังเกตได้หรือสังเกตไม่ได้ก็ตาม มีทั้งพฤติกรรมภายในและภายนอก ที่เป็นสิ่งท่ี
มองเห็นไดต้ ลอดเวลา เชน่ การพดู การแสดงกิรยิ ามารยาทตา่ ง ๆ

๔ ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ, การวิเคราะห์ผู้รับสาร, กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,๒๕๓๔,
หน้า ๕๖.

๕ พันธุ์ทิพย์ รามสูตร, “แนวคิดและทฤษฎีที่ใช้ในการศึกษาพฤติกรรม” ภาควิชาสุขศึกษาและ
พฤตกิ รรมศาสตร์, (มหาวิทยาลัยมหดิ ล, ๒๕๔๐), หนา้ ๑๔๑-๑๔๒.



วิธี แจ่มกระทึก๖ กล่าวว่า พฤติกรรม หมายถึง การกระทำ หรือการแสดงออกของบุคคลที่
ตอบสนองต่อสิ่งเรา้ ภายในจิตใจและส่ิงเร้าภายนอก โดยการกระทำน้ันอาจเป็นไปโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว
ซึ่งอาจเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงคห์ รือไม่พึงประสงค์ ถึงแม้บุคคลอื่นสามารถสังเกตการณ์กระทำนน้ั
ได้หรือไมก่ ็ตาม แต่สามารถใชเ้ คร่อื งมอื ทดสอบได้

สังคม ตัดโส๗ กล่าวว่า พฤติกรรม หมายถึง การกระทำหรือกิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์
กระทำ ซึ่งอาจเป็นไปได้โดยไม่รู้ตัว หรือเป็นการกระทำที่มีจุดมุ่งหมาย รวมทั้งตรึกตรองเป็นอย่างดี
มาแล้ว โดยมีความรู้ ความเข้าใจ และการปฏิบัติ เป็นตัวก่อให้บุคคลนั้นแสดงพฤติกรรมออกมา โดย
บุคคลทีอ่ ย่รู อบข้างสามารถสงั เกตการณ์กระทำน้นั ไดห้ รือไม่กต็ าม ซึ่งสามารถใชเ้ คร่อื งมอื ทดสอบได้

นิลุบล ไทยรัตน์๘ กล่าวว่า พฤติกรรม หมายถึง ปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าของมนุษย์
ซึง่ บง่ บอกถึงอารมณ์ ความร้สู กึ นึกคิด และการรบั รู้ของมนุษย์ต่อสิ่งเรา้ นัน้ ๆ

สงวน สุทธิเลิศอรุณ๙ กล่าวว่า พฤติกรรม หมายถึง การกระทำของมนุษย์ ทั้งกายกรรม
วจีกรรม และมโนกรรม โดยร้สู ึกนึกคดิ ท้งั ท่ีสงั เกตเห็นได้ และไมอ่ าจสงั เกตเห็นได้

จากคำจำกัดความของคาว่า พฤติกรรม สามารถสรุปได้ว่า พฤติกรรม หมายถึง การกระทำ
อากัปกิริยา หรือกิจกรรมทุกประเภทที่มนุษย์แสดงออกมา เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า ซึ่งมาจาก
ภายนอกร่างกาย หรือภายในความรู้สึกนึกคิด โดยเจ้าของปฏิกิริยาอาจจะรู้ตวั หรือไม่รู้ตวั หรือบุคคล
อื่นสามารถรู้ได้ และสามารถสงั เกตเหน็ ได้หรอื ไม่กต็ าม

๒.๑.๑ ปจั จยั ที่มอี ทิ ธิพลตอ่ พฤตกิ รรม

๖ วิธี แจ่มกระทึก, ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารด่วนของนักเรียนมัธยมศึกษา
ตอนปลาย โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา, (กรุงเทพมหานคร. ปริญญานิพนธ์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนคริท
รวโิ รฒ ประสานมติ ร,.๒๕๔๑) หนา้ ๑๔

๗ สังคม ตัดโส, ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้ยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (ยาบ้า): ศึกษาจาก
ผู้ต้องขังในทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง,. (วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล.
๒๕๔๑) หน้า ๑๑.

๘ นลิ ุบล ไทยรตั น์, พฤติกรรมของมารดาในการป้องกนั การเกดิ โรคติดเช้อื เฉยี บพลันระบบหายใจใน
เด็กอายุต่ำกว่า ๕ ปี อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่, วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณะสุขศษสตรมหาบัณฑิต,
สาขาวชิ าสาธารณะสุขศาสตร์, บัณฑติ วิทยาลัย, มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม,่ ๒๕๔๒ : หนา้ ๒๒.

๙ สงวน สทุ ธเิ ลิศอรณุ , พฤตกิ รรมมนุษย์กบั การพัฒนาตน. (กรงุ เทพมหานคร : อกั ษรพิพฒั น,์ .๒๕๔๓)
: หนา้ ๕.



พฤติกรรมที่มนษุ ย์แสดงออกมา จะมที ้งั พฤติกรรมในทางบวกและพฤติกรรมในทางลบ ซ่ึงจะ
เกิดขึน้ ได้ในทกุ วนั และทกุ สถานการณ์ โดยพฤตกิ รรมทีเ่ กิดขน้ึ เหลา่ น้ันและในขณะนนั้ ข้ึนอยกู่ บั ปัจจัย
ตา่ ง ๆ หลายประการต่อไปน้ี๑๐

๑) ปัจจัยทางด้านสรีรวิทยา เป็นปัจจัยพื้นฐานทางชีวภาพของมนุษย์ เป็นสิ่งเร้าที่สาคัญตัว
หนงึ่ ทท่ี ำใหเ้ กดิ พฤติกรรม โดยลกั ษณะทางสรีระของพนื้ ฐานในเชิงชีววทิ ยา ถือว่า เป็นปัจจัยเริ่มแรก
ที่วางรูปแบบของพฤติกรรมมนุษย์ทุกคน ถือว่าเป็นอินทรีย์ที่มีชีวิตอย่างหนึ่ง การทำหน้าที่ทางสรีระ
ในระบบอวัยวะตา่ ง ๆ จงึ มีอิทธิพลต่อพฤตกิ รรมท่ีแสดงออกมา

๒) ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ต้องเรียนรู้และพบสภาพ
สิง่ แวดลอ้ มต่างๆ ตลอดเวลา สง่ิ แวดล้อมใดที่ปรากฏเด่นชัดต่อบุคคล สง่ิ แวดล้อมนั้นจะทำหน้าท่ีเป็น
สิ่งเร้า กระตนุ้ ให้บคุ คลเกิดพฤตกิ รรม และพฤติกรรมกจ็ ะแตกต่างกนั ไปตามสภาพของสง่ิ แวดล้อม ไม่
ว่าจะเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย ลักษณะดินฟ้าอากาศ แสงสว่าง สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ จะมีอิทธิพลต่อ
พฤติกรรมของมนุษย์ทัง้ ส้นิ

๓) ปัจจัยทางด้านสงั คม เนื่องจากมนุษย์ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ ต้องพึ่งพาอาศัยซึง่ กันและ
กัน ต้องติดต่อเกี่ยวข้องกัน มนุษย์จึงมาอยู่รวมกันเปน็ ชุมชุน หรือที่เราเรยี กว่าสงั คม และเมื่อมีสังคม
เกิดขึ้น คนในสังคมก็จะตั้งข้อตกลงร่วมกันเรียกว่า “โครงสร้างของสังคม” เพื่อให้การอยู่ร่วมกัน
เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเกิดประโยชน์แก่สังคม จึงมีข้อกำหนดขึ้นมา ทาให้แต่ละคนมีสิทธิส่วน
บุคคล เคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งข้อกำหนดต่าง ๆ เหล่านี้ คือ โครงสร้างของสังคม ซึ่งจะเป็นสิ่งบังคับ
พฤติกรรมของมนุษย์ให้เป็นไปด้วยความเหมาะสม ข้อกำหนดที่เป็นหลักในโครงสร้างของสังคม ก็คือ
ปทสั ถาน (Norms) สถานภาพ (Status) บทบาท (Role) และคา่ นิยม (Value)

๔) ปัจจัยทางด้านทัศนคติ คือ ความรู้สึกที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ทั้งทางด้านบวกหรือ
ทางด้านลบ ความรู้สึกนั้นอาจเป็นไปในทางที่พึงพอใจหรือไม่พอใจก็ได้ ซึ่งสิ่งเร้าอาจเป็นคน สัตว์
สิง่ ของ ตลอดจนสภาพการณ์ต่าง ๆ ในสงั คม ทัศนคติเป็นสงิ่ ทีม่ ีเป้าหมาย การประเมินเป้าหมายว่าส่ิง
นัน้ ดีหรือไม่ดี เป็นความรสู้ ึกของบุคคลท่จี ะตอ้ งมีความมนั่ คงถาวร คือ เป็นความรูส้ ึกตอ่ ส่งิ นั้นบ่อย ๆ

จากปจั จยั ทม่ี ีอิทธิพลต่อพฤติกรรมข้างต้น อาจกลา่ วไดว้ ่า พฤตกิ รรมการใช้บริการร้านร้านซี
เอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ มีปัจจัยทั้งทางด้านสรีรวิทยา อันได้แก่ ความพร้อมทางร่างกาย จิตใจของนักศึกษา
และความแตกต่างด้านอายุและเพศ เป็นต้น ส่วนปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมนั้น มีทั้ง
สิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวบุคคลและสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้บริการร้านซี
เอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ของนักศึกษา และอีกปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้บริการของนักศึกษา คือ
ปัจจัยทางด้านทัศนคติ ซึ่งเป็นตัวตัดสนิ พฤติกรรมเป็นความรู้สึกเชิงบวกหรือเชิงลบ เป็นสภาวะจิตใจ
ในการพร้อมที่จะส่งผลกระทบ ต่อการตอบสนองต่อวัตถุหรือต่อสถานการณ์ โดยที่ทัศนคตินี้สามารถ
เรียนรหู้ รอื จัดการไดจ้ ากประสบการณท์ ีเ่ คยไดร้ ับมา

๒.๑.๒ องคป์ ระกอบของพฤตกิ รรม

๑๐ ถวิล ธาราโภชน์, พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน,.(กรุงเทพมหานคร : ทิพย์วิสุทธิ์.๒๕๔๓) :
หนา้ ๖ ๗.

๑๐

ครอนบาค (Cronbach, ๑๙๖๓: ๖๘-๗๐)๑๑ ได้อธบิ ายวา่ พฤตกิ รรมของบคุ คลจะเกดิ ขึ้นจาก
องค์ประกอบ ๗ ประการ ดงั น้ี

๑. ความมุ่งหมาย (Goal) เป็นความต้องการหรือวัตถุประสงค์ที่ทำให้เกิดกิจกรรม คนเรามี
พฤติกรรมเกิดขึ้นก็เพราะต้องการตอบสนองความต้องการของตนเอง หรือต้องการทำตาม
วัตถุประสงค์ที่ตนได้ตั้งไว้ คนเรามักมีความต้องการหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน และมักจะเลือก
สนองตอบความตอ้ งการท่ีรีบด่วนกอ่ นความต้องการอื่นๆ

๒. ความพร้อม (Readiness) ระดับวุฒิภาวะ หรือความสามารถที่จำเป็นในการประกอบ
พฤติกรรมเพื่อสนองตอบความต้องการ คนเราจะมีความพร้อมในแต่ละด้านที่ไม่เหมือนกัน ดังน้ัน
พฤตกิ รรมของทกุ คนจึงไม่จำเป็นตอ้ งเหมอื นกนั และไม่สามารถจะประกอบพฤติกรรมได้ทุกรปู แบบ

๓. สถานการณ์ (Situation) คนเรามักจะประกอบพฤติกรรมที่ตนเองต้องการ เมื่อมีโอกาส
หรอื สถานการณน์ ั้น ๆ เหมาะสมสำหรับการประกอบพฤติกรรม

๔. การแปลความหมาย (Interpretation) แม้จะมีโอกาสในการประกอบพฤติกรรมแล้ว
คนเราก็มักจะประเมินสถานการณ์ หรือคิดพิจารณาก่อนที่จะทำพฤติกรรมนั้น ๆ ลงไป เพื่อให้
พฤติกรรมนัน้ มีความเส่ยี งนอ้ ยที่สุด และสามารถท่จี ะตอบสนองความตอ้ งการของเขาได้มากท่สี ดุ

๕. การตอบสนอง (Respond) หลังจากได้แปลความหมาย หรือได้ประเมินสถานการณ์แล้ว
พฤตกิ รรมกจ็ ะถกู กระทำ ตามวธิ กี ารที่ไดเ้ ลอื กในข้ันตองของการแปลความหมาย

๖. ผลที่ได้รับ (Consequence) เมื่อประกอบพฤติกรรมไปแล้วผลที่ได้จากการกระทำนั้น ๆ
อาจจะตรงกับความต้องการ หรืออาจะไม่ตรงกบั ความต้องการที่ตนเองได้คาดหวังไว้

๗. ปฏิกิริยาต่อความผิดหวัง (Reaction to Threat) เมื่อคนเราไม่สามารถตอบสนองความ
ต้องการของตนเองได้ก็จะประสบกับความผิดหวัง ซึ่งเมื่อเกิดความผิดหวังแล้วคน ๆ นั้นก็อาจจะ
กลบั ไปแปลความหมายใหม่ เพอื่ ท่จี ะหาวธิ ีทจี่ ะสนองความตอ้ งการของตนเองใหม่

๒.๑.๓ พฤตกิ รรมทางด้านพุทธิปัญญา (cognitive domain)
พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวข้องกับความรู้ ความจำ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ รวมทั้งการพัฒนา
ความสามารถและทักษะทางสติปญั ญา การใช้วิจารณญาณเพื่อประกอบการตดั สินใจ พฤติกรรมด้าน
พทุ ธิปัญญาประกอบด้วยความสามารถในระดบั ตา่ ง ๆ ดงั นี้
๑.๑ ความรู้ (knowledge) ความรู้ในทนี่ ้ีเป็นพฤติกรรมขน้ั ต้น ซึง่ ผู้เรยี นเพยี งแต่จำได้อาจจะ
โดยนึกได้หรือโดยการมองเห็น ได้ยินก็จำได้ ความรู้ในขั้นนี้ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับคำจำกัดความ
ความหมายขอ้ เทจ็ จรงิ ทฤษฎี กฎ โครงสรา้ ง วิธีแกป้ ญั หา เปน็ ต้น
๑.๒ ความเข้าใจ (comprehension) เมื่อบุคคลไดม้ ีประสบการณก์ ับข่าวสารหนึ่ง ๆ อาจจะ
โดยการฟัง ได้อ่าน หรือได้เขียน เป็นที่คาดว่าบุคคลนั้นจะทำความเขา้ ใจกับขา่ วสารนั้น ๆ ความเข้าใจ
น้ีอาจจะแสดงออกในรปู ของทักษะ หรือความสามารถต่อไปน้ี

๑๑ Cronbach, L. J. ๑๙๖๓. Educational Psychology. New York : Harcourt Brace And World,
Inc

๑๑

๑.๒.๑ การแปล (translation) หมายถึง ความสามารถในการเขียนบรรยายเกี่ยวกับ
เก่ียวกบั ข่าวสารนัน้ ๆ โดยใช้คำพดู ของตนเองซึ่งอาจจะออกมาในรูปที่แตกต่างจากเดิมหรือออกมาใน
ภาษาอื่น แตค่ วามหมายยังเหมอื นเดมิ

๑.๒.๒ การให้ความหมาย (interpretation) หมายถึง การให้ความหมายต่อสิ่งต่าง ๆ
หรือข่าวสารต่าง ๆ ซึ่งอาจออกมาในรปู ความคดิ เห็นหรอื ข้อสรปุ ตามท่ีบคุ คลน้ันเขา้ ใจ

๑.๒.๓ การคาดคะเน (extrapolation) หมายถึง ความสามารถในการตั้งความ
คาดหมาย หรือคาดหวังว่าอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งความสามารถนี้จะเกิดจากความเข้าใจสภาพการณ์และ
แนวโน้มทอี่ ธบิ ายไวใ้ นขา่ วสารน้ัน ๆ

๑.๓ การประยกุ ต์หรอื การนำความรู้ไปใช้ (application) หมายถงึ ในการนำความรู้ไปใช้เป็น
พฤติกรรมขั้นหนึ่งในหมวดพุทธิปัญญาซ่ึงจะต้องอาศัยความสามารถหรือทักษะด้านความเข้าใจ การ
นำความรไู้ ปใชน้ อ้ี กี นัยหนึ่งก็คือ การแก้ปญั หานั่นเอง

๑.๔ การวิเคราะห์ (analysis) ความสามารถในการวิเคราะห์เป็นขั้นหนึ่งของพฤติกรรม
ทางด้านพุทธิปัญญาซึ่งอาจแบ่งเปน็ ความสามารถข้ันย่อย ๆ ได้ ๓ ขั้นตอนด้วยกัน คือ

ความสามารถในขั้นที่ ๑ ผู้เรียนสามารถแยกแยะองค์ประกอบของปัญญาหรือสภาพการณ์
ออกเปน็ สว่ น ๆ เพื่อทำความเข้าใจกับสัดส่วนต่าง ๆ ให้ละเอียด

ความสามารถในขั้นที่ ๒ ผู้เรียนสามารถมองเห็นความสัมพันธ์อย่างแน่ชัดระหว่าง
ส่วนประกอบเหล่านนั้

ความสามารถในขั้นที่ ๓ ผู้เรียนสามารถมองหลักการผสมผสานระหว่างส่วนประกอบที่
รวมกนั เปน็ ปญั หาหรอื สภาพการณอ์ ยา่ งใดอยา่ งหน่ึง

ตวั อยา่ งความสามารถในการวิเคราะหป์ ญั หาหรือสภาพการณ์ ได้แก่
๑. ความสามารถในการแยกแยะขอ้ เท็จจริง (facts) ออกจากสมมตฐิ าน (hypothesis)
๒. มองเห็นความเกี่ยวข้องหรือความสัมพันธ์ของความคิดต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นปัญหาหรือ
สภาพการณน์ ้นั ๆ
๓. มองเหน็ ความคิดหรือความเข้าใจทีป่ ระกอบข้นึ เปน็ ปัญหาหรือสภาพการณ์น้ัน ๆ
สรุปแล้วความสามารถในการวิเคราะห์ก็คือ ความสามารถในการแยกส่วนประกอบย่อย ๆ
ของส่วนรวมออกเป็นสว่ น ๆ เพื่อใหเ้ ขา้ ใจสว่ นรวมได้อยา่ งชัดเจนยิ่งข้นึ
๑.๕ การสงั เคราะห์ (synthesis)
หมายถึงความสามารถในการนำเอาส่วนประกอบย่อย ๆ หลาย ๆ ส่วนมารวมกันเข้าเป็น
ส่วนรวมที่มีโครงสร้างที่แน่ชัด โดยทั่วไปแล้วความสามารถนี้จะเกี่ยวข้องกับการนำเอาประสบการณ์
เก่ามารวมกับประสบการณ์ใหม่แล้วสร้างเปน็ แบบแผนหรือหลักสำหรับปฏบิ ตั ิขบวนการในการรวมกัน
ของสว่ นต่าง ๆ นั้นเป็นไปอย่างมีระเบยี บแบบแผน ความสามารถในการสังเคราะห์น้ีเปน็ สว่ นหน่ึงของ
พฤตกิ รรมทางพุทธปิ ัญญาท่ีกอ่ ใหเ้ กิดความคิดสรา้ งสรรคห์ รือความคิดริเรมิ่ ในตวั ผู้เรยี น ความสามารถ
ในการสงั เคราะหน์ ้ีจะต้องอาศัยความสามารถข้ันต่าง ๆ หลายข้ันดงั กลา่ วมาแลว้ คือความเข้าใจ การ
นำความรู้ไปใช้ และความสามารถในการวเิ คราะห์
๑.๖ การประเมินผล (evaluation) ความสามารถในการประเมินผลนี้เกี่ยวข้องกับการให้ค่า
ต่อความรู้หรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จะต้องใช้เกณฑ์หรือมาตรฐานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นส่วนประกอบ

๑๒

ในการประเมนิ ผล มาตรฐานน้ีอาจจะออกมาในรปู คณุ ภาพและปริมาณ และมาตรฐานท่ีใช้นีอ้ าจจะมา
จากการที่บุคคลนั้นตั้งขึ้นเองหรือมาจากมาตรฐานที่มีอยู่แล้ว ความสามารถในการประเมินผล
นอกจากจะเป็นความสามารถขั้นสุดท้ายของพฤติกรรม ทางด้านพุทธิปัญญาแล้วยังเป็นตัวเชื่อมที่
สำคัญของพฤติกรรมทางด้านพุทธิปญั ญากับพฤติกรรมทางด้านความร้สู ึก (affective domain) ซงึ่ จะ
กล่าวให้ละเอียดต่อไป ความสามารถในการประเมินผลนี้ ไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นในขั้นสุดท้ายเสมอ
ไป แตอ่ าจจะอย่ใู นขัน้ ของความสามารถหรอื ทักษะตา่ ง ๆ ดังไดก้ ลา่ วมาแลว้ ข้อ ๑) ถึง ๕) ข้างตน้

จะเห็นว่าพฤติกรรมทางพุทธิปัญญา (cognitive domain) ตั้งแต่ ข้อ ๒) ถึงข้อ ๖)ดังกล่าว
แล้ว เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงความสามารถหรือทักษะที่ต้องใช้สติปัญญา ซึ่งสลับซับซ้อนมากกว่า
พฤติกรรมขั้นแรก คือ ความรู้ (knowledge) ดังกล่าวไว้ในข้อ ๑) และพฤติกรรมขั้นแรกนี้จะเป็น
สว่ นประกอบในการสรา้ ง หรือกอ่ ใหเ้ กิดความสามารถหรอื ทักษะในขัน้ ตอ่ ๆ ไป๑๒

๒.๑.๔. พฤติกรรมดา้ นทศั นคติ คา่ นิยม ความรสู้ กึ ความชอบ (affective domain)
พฤตกิ รรมดา้ นนี้หมายความถึง ความสนใจ ความรสู้ ึก ท่าที ความชอบ ไม่ชอบ การให้คุณค่า
การปรบั เปลยี่ นหรือปรับปรุงค่านิยมที่ยดึ ถืออยู่ พฤตกิ รรมด้านนี้ยากต่อการอธิบาย เพราะเกิดภายใน
จิตใจของบุคคล ซึ่งต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการวัดพฤติกรรมเหล่านี้ เพราะความรู้สึกภายในของคน
นนั้ ยากต่อการท่จี ะวัดจากพฤติกรรมที่แสดงออกมาภายนอก

การเกดิ พฤตกิ รรมดา้ นทศั นคติ แบง่ ออกเป็นข้ันตอน ดังน้ี
๑. การรับรู้ (receiving)
๒. การตอบสนอง (responding)
๓. การใหค้ า่ (valuing)
๔. การจัดกล่มุ (organization)
๕. การแสดงคุณลักษณะตามค่านิยมที่ยึดถือ (characterization by value or
valuecomplex)
เพื่อให้เข้าใจส่วนประกอบของขั้นตอนของการเกิดพฤติกรรมทางด้านทัศนคติความรู้สึกให้
ชัดเจนยิง่ ขน้ึ จะขยายความของขน้ั ตอนตา่ ง ๆ ใหช้ ัดเจนดงั ต่อไปน้ี
๑. การรับหรือการใส่ใจ (receiving or attending) ขั้นของการรับหรือการใส่ใจนี้
เปน็ ขัน้ ที่แสดงว่า บุคคลนั้นไดถ้ ูกหรอื มีภาวะจติ ใจท่ีพรอ้ มทจ่ี ะรบั สิง่ เร้าน้ันหรอื ให้ความสนใจต่อสิ่งเร้า
นั้นการรับหรือการใส่ใจนี้ เป็นขั้นของสภาพจิตใจขั้นแรก ที่จะนำไปสู่สภาพจิตใจในขั้นต่อไป แต่
เน่ืองจาก คนเรามีประสบการณเ์ ดิมซงึ่ อาจจะไดจ้ ากการเรียนรู้ (ชนดิ เปน็ ทางการหรือไมเ่ ปน็ ทางการก็
ได้) จากประสบการณ์เดิมนี้เองบุคคลนั้นอาจจะมีสภาพจิตใจขั้นของการรับหรือการใส่ใจพร้อมแล้ว
โดยไม่ต้องถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นก็ได้ ในขั้นของการรับนี้มีส่วนประกอบย่อย ๓ ส่วน ซึ่งถือว่าเป็น
ส่วนประกอบท่จี ะเกิดตอ่ เนื่องกนั สว่ นประกอบยอ่ ยมีดังน้ี

๑๒ เชิดชัย โชติสุทธิ์, การวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ ๒). (กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ.๒๕๔๓), หนา้ ๙ – ๑๔.

๑๓

๑.๑ ความตระหนัก (awareness) ความตระหนักนี้เกือบจะคล้าย
พฤตกิ รรมขน้ั แรกของพฤติกรรมดา้ นพุทธิปัญญา (cognitive domain) คือความรู้เก่ียวกับข้อเท็จจริง
(knowledge) ได้อธิบายมาแล้วแต่มีความแตกต่างตรงที่ว่าความตระหนักนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจำ
หรือความสามารถที่จะระลึกได้แต่ความตระหนัก หมายถึงการที่บุคคลได้ฉุกคิด หรือการเกิดขึ้นใน
ความรู้สึกว่า มีสิ่งหนึ่ง มีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งการรู้สึกว่ามี หรือการได้ฉุดคิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นี้เป็น
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในสภาวะของจิตใจ แต่ไม่ได้แสดงว่าบุคคลนั้นสามารถจ ำได้หรือระลึกได้ถึง
ลักษณะเฉพาะบางอย่างของสง่ิ นั้น

๑.๒ ความยนิ ดีหรือความเต็มใจทจี่ ะรับ (willingness to receive) ในขณะ
ที่ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจที่จะรับสิ่งที่มากระตุ้นความรู้สึกเอาไว้ เช่น การให้ความสนใจอย่างดีใน
ขณะท่ผี ูอ้ ่นื กำลังพูด เป็นตน้

๑.๓ การเลือกรับหรือการใส่ใจ (controlled or selected attention)
สภาวะจิตใจในขั้นนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเกิดขั้นที่ ๑.๑ และ ๑.๒ ดังกล่าวมาแล้ว เมื่อมีสิ่งเร้า
มาเร้าหรือมีสถานการณ์บางอย่างเกิดขึ้น บุคคลนั้นจะเลือกรับหรือเลอื กใส่ใจเฉพาะสิ่งทีเ่ ขาชอบหรอื
สถานการณ์ที่เขาไม่ชอบพฤติกรรม พฤติกรรมในขั้นนี้อาจแสดงให้เห็นโดย “จากการฟังดนตรีบุคคล
นน้ั สามารถบอกถงึ ความแตกต่างของอารมณ์ บอกความหมายแบอกได้ถึงเครื่องดนตรชี นิดตา่ ง ๆ ทีใ่ ช้
ประกอบการขึ้นเปน็ เสียงดนตรีนน้ั ”

๒. การตอบสนอง (responding) พฤติกรรมในข้ันนเ้ี กิดตอ่ เน่ืองจากพฤติกรรมในขั้น
ท่ี ๑ คือ การรบั หรอื การให้ความสนใจต่อสถานการณ์หรือต่อสิง่ เร้าต่าง ๆ ในขั้นนี้บคุ คลจะถูกจูงใจให้
เกิดความใส่ใจอย่างเต็มที่ซึ่งหมายความว่า บุคคลนั้นได้เกิดความรู้สึกผูกมัดตัวเองต่อสิ่งเร้าหรือ
สถานการณ์ที่มากระตุ้น ความรู้สึกผูกมัดนี้ยังเป็นเพียงความรู้สึกขั้นต้น จึงยืนยันไม่ได้แน่นอนว่า
บุคคลนน้ั มี “ทศั นคต”ิ หรอื “คา่ นิยม” ในทางใดทางหนง่ึ ตอ่ สถานการณ์หรือสิ่งเร้านั้น ๆ ในขนั้ นี้อาจ
กลา่ วได้ว่า บุคคลเกดิ “ความสนใจ” อย่างแทจ้ ริง ซึ่งถ้าความสนใจเกิดขน้ึ ก็หมายความวา่ ผเู้ รียนได้มี
สว่ นเกีย่ วข้องหรอื มีความร้สู ึกผูกมัดกบั วตั ถุส่งิ ของสถานการณ์หรือ ปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หน่ึง
ซึ่งจะทำให้บุคคลนั้นพยายามทำปฏิกิริยาตอบสนองบางอย่างหรือได้รับความพึงพอใจจากการมีส่วน
ร่วมหรือจากการทำกิจกรรมนั้น พฤติกรรมขั้นการตอบสนองนี้มีส่วนประกอบย่อย ๓ ส่วนประกอบ
คือ

๒.๑ การยินยอมในการตอบสนอง (acquiescence in responding) ในขั้น
นี้อาจใช้คำว่า “เชื่อฟัง” แทนพฤติกรรมที่แสดงว่ามีการยินยอมในการตอบสนองแต่การทำปฏิกิริยา
ตอบนองของบุคคลในขัน้ นีไ้ ม่ได้แสดงว่าเขายอมรับถงึ ความจำเป็นหรือประโยชน์จากการทำปฏิกริ ยิ า
นั้น ๆ ตัวอย่างของพฤติกรมในขั้นนี้ ได้แก่ การยินดีที่จะปฏิบัติตามกฎหมายทางด้านสุขภาพอนามัย
เชือ่ ฟงั กฎเกณฑ์การเลน่ ต่าง ๆ

๒.๒ ความเตม็ ใจทจี่ ะตอบสนอง (willingness to respond) ในขัน้ นี้บคุ คล
เกิดความรู้สึกผูกมัดที่จะทำปฏิกิริยาบางอย่างซึ่งไม่ใช่เพียงเพื่อจะหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ไม่พึงพอใจหรือ
หลีกเลี่ยงการลงโทษ แต่จะเนื่องมาจากความเต็มใจของบุคคลนั้นจริง ๆ อาจจะกล่าวได้ว่าบุคคลน้ัน
เกิดความสมัครใจที่จะกระทำซึ่งเป็นผลมาจากการเลือกของบุคคลนั้นเอง ตัวอย่างของพฤติกรรมใน

๑๔

ขั้นนี้ได้แก่ การยอมรับความรับผิดชอบในอันที่จะปรับปรงุ สขุ ภาพของตนเองและความรบั ผิดชอบตอ่
สุขภาพอนามยั ของบคุ คลอนื่

๒.๓ ความพอใจในการตอบสนอง (satisfaction in respons) พฤติกรรม
ขั้นนี้สืบเนื่องมาจากการเต็มใจที่จะตอบสนองเมื่อบุคคลทำปฏิกิริยาบางอย่างไปแล้ว บุคคลนั้นเกิด
ความรู้สึกพอใจ ซงึ่ เปน็ สภาวะทางอารมณข์ องบุคคล อาจจะออกมาในรูปความพอใจความสนุกสนาน
เปน็ ตน้ ตวั อยา่ งพฤติกรรมในขันน้ไี ด้แก่ การเกดิ ความรู้สึกยินดีในการอา่ นหนังสือเกิดความรู้สึกพอใจ
ในการไดส้ นทนากับบุคคลอนื่ เปน็ ต้น

๓. การให้ค่าหรือการเกิดค่านิยม (valuing) คำว่า “ค่านิยม” นี้มักจะถูกใช้บ่อย ๆ
ในการเขียนวัตถุประสงค์ทางการศึกษาซึ่งการที่เราให้ค่านิยมต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ภาวะการณ์ใด
ภาวะการณ์หนึ่ง นั้น หมายถึงว่า สิ่งนั้นหรือภาวะการณ์นั้นมีคุณค่าต่อตัวเรา การให้ค่านี้เกิดจาก
ประสบการณ์และการประเมินค่าของบุคคลนั้นเองและขณะเดียวกันก็เป็นผลจากสังคมด้วยส่ วนหนึ่ง
พฤติกรรมขั้นนี้อาจจะอธิบายให้ชัดเจนโดยใช้คำว่า “ความเชื่อ” หรือ “ทัศนคติ” ในขั้นนี้บุคคล
กระทำปฏิกิริยาหรอื พฤติกรรมซึ่งแสดงวา่ เขายอมรับหรอื รับรูว้ ่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มคี ุณค่าสำหรับตัวเขา
หรือแสดงว่าเขามีค่านิยมอย่างใดอย่างหนึ่งในขั้นนี้เราจะไม่พิจารณาถึงความสัมพันธ์ของค่านิยมต่าง
ๆ แต่จะพิจารณาเฉพาะถึงขบวนการยอมรับในตัวบุคคลเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเกิดความตระหนักให้อยู่ใน
ภาวะทเี่ ขาสามารถบังคับได้ หรือเป็นส่ิงท่ีเป็นของเขาอย่างแท้จริงพฤติกรรมขั้นนี้ส่วนมากมักจะใช้คำ
ว่า “ทศั นคต”ิ และ “คา่ นยิ ม”

๔. การจัดกลุ่ม (organization) เมื่อบุคคลเกิดค่านิยมต่าง ๆ ขึ้นแล้วซึ่งหมายความ
ว่า ค่านิยมที่เขามีนั้นจะมีหลายชนิดจึงมีความจำเปน็ ที่จะต้องจัดระบบของค่านยิ มต่าง ๆ ให้เข้ากลุ่ม
โดยพจิ ารณาถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างคา่ นยิ มเหลา่ นน้ั การจัดกลมุ่ คา่ น้ี แบง่ เปน็ สว่ นประกอบดังนี้

๔.๑ การจดั กลมุ่ ค่านิยม พฤตกิ รรมในขน้ั น้จี ะเป็นสว่ นท่ีเกิดเพมิ่ เติมของข้ัน
ที่ ๓ (การให้ค่า) บุคคลจะสามารถมองเห็นว่าสิ่งที่เขาให้ค่าใหม่นี้มีส่วนสัมพันธเ์ กี่ยวข้องกับค่านิยมท่ี
เขามีอยู่เดิม หรือที่กำลังจะมีต่อไปอย่างไรบ้าง การเกิดความคิดนี้อาจจะออกมาในลักษณะเป็น
นามธรรมหรือออกมาในรปู สัญลกั ษณ์ก็ได้ตัวอยา่ งพฤติกรรมในข้ันนี้ ไดแ้ ก่ การพยายามที่แสดงให้เห็น
ถึงลกั ษณะของสง่ิ ของบางอยา่ งซึ่งเกี่ยวข้องกับศิลปะท่ีเขานิยมชมชอบ

๔.๒ การจัดระบบของคา่ นิยม ในขั้นนี้บุคคลจะนำค่านิยมต่าง ๆ ที่เขามีอยู่
มาจัดระบบ อาจเป็นการเรียงลำดับ โดยพิจารณาถึงความสัมพันธ์ขอค่านิยมเหล่านั้น ซึ่งจะเป็นที่มา
ของการกำหนดปรัชญาของชีวิตของบคุ คลน้ันหรืออาจจะออกมาในรูปแบบสังเคราะห์ ค่านิยมต่าง ๆ
และจากการสังเคราะห์นี้บุคคลนั้นก็จะได้ค่านิยมใหม่สำหรับตัวเองขึ้นมา ตัวอย่างพฤติกรรมในขั้นน้ี
ได้แก่ การวางแผนเก่ยี วกับการพักผ่อนของตนเอง เพื่อเปน็ เกณฑ์ในการปฏบิ ัติและให้เกิดความสมดุล
กับกจิ กรรมอนื่ ๆ ท่ีมี๑๓

๑๓ ประภาเพ็ญ สุวรรณ, ทัศนคติ การวัด การเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมอนามัย,.(กรุงเทพฯ: ไทย
วฒั นาพานิช, ๒๕๓๘)

๑๕

๕. การแสดงลกั ษณะตามค่านยิ มท่ียดึ ถือ (characterization by a value orvalue
complex) พฤติกรรมนี้ถือว่าเป็นส่วนประกอบหน่ึงของกระบวนการซมึ ซบั ในขั้นน้ี“ค่านิยม” ต่าง ๆ
จะอยู่ในส่วนประกอบของค่านยิ มต่าง ๆ ของบุคคลเพราะถือวา่ บุคคลมีค่านิยมหลายชนิด และบุคคล
ก็จัดอันดับค่านิยมเหล่านั้น อาจเรียงลำดับจากที่ดีสุดถึงดีน้อยสุดที่เราเรียกว่า “ลำดับค่านิยม”
ค่านยิ มเหลา่ นจี้ ะเปน็ ตัวควบคุมพฤติกรรมของบุคคล เชอื่ กันว่าบคุ คลจะแสดงปฏิกริ ยิ าหรือพฤติกรรม
ตา่ ง ๆ โดยมีผลจากค่านยิ มที่เขามหี รอื รบั เอาไว้พฤติกรรมในข้ันนี้มสี ่วนประกอบสองสว่ นคอื

๕.๑ การวางหลักทั่วไป (generalized set) พฤติกรรมในขั้นนี้แสดงให้เห็น
ถึงความพร้อมท่ีจะปฏิบัตสิ ่ิงหนงึ่ ส่ิงใด หรือในแนวทางใดแนวทางหนึ่ง อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แต่เป็นสิ่งที่จะเป็นแนวทางของการปฏิบัติบางอย่างหลักทั่วไปที่จะเกิดขึ้นนี้จะปรากฏฐานของบุคคล
ในการที่จะแก้ไข หรือควบคุมปัญหาต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลนั้น และเป็น
รากฐานให้เกิดการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างของพฤติกรรมในขั้นนี้ได้แก่ ความพร้อมที่จะ
ปรับปรุงแก้ไขกฎเกณฑต์ ่าง ๆ และเปลี่ยนแปลงการปฏบิ ตั บิ างอยา่ งตามขอ้ เท็จจรงิ ทีเ่ กดิ ข้ึน๑๔

๕.๒ การแสดงลักษณะ (characterization) พฤติกรรมในขั้นนี้เป็น
พฤติกรรมขั้นสูงสุดของกระบวนการซึมซับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงหรือสังเกตได้โดยบุคคลอื่น การแสดง
ลักษณะนี้จะเป็นสิ่งที่ค่อนข้างถาวร ซึ่งสืบเนื่องมาจากค่านิยมที่บุคคลน้ันยึดมั่นอยู่พฤติกรรมในข้นั น้ี
อาจจะแสดงให้เห็นโดยผู้เรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้ ตัวอย่างพฤติกรรมในขั้นนี้ ได้แก่ การสร้าง
ปรัชญาชีวิต สำหรบั ตัวเอง การคดิ กฎตา่ ง ๆ ในการปฏิบตั ติ นโดยพจิ ารณาถึงเหตุผลทางด้านศีลธรรม
จรรยา และดา้ นหลกั ประชาธปิ ไตย

๕.๓ พฤติกรรมด้านการปฏิบัติ (psychomotor domain) พฤติกรรมด้าน
นี้เป็นการใช้ความสามารถที่แสดงออกทางร่างกาย ซึ่งรวมทั้งการปฏิบัติ หรือพฤติกรรมที่แสดงออก
และสังเกตได้ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ หรืออาจจะเป็นพฤติกรรมที่ล่าช้า คือบุคคลไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่แต่
คาดคะเนว่าอาจจะปฏิบัติในโอกาสต่อไป พฤติกรรมการแสดงออกนี้เป็นพฤติกรรมขั้นสุดท้ายที่เป็น
เป้าหมายของการศึกษา ที่จะต้องอาศัยพฤติกรรมระดับต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นส่วนประกอบ
พฤติกรรมด้านนี้เมือ่ แสดงออกมาจะสามารถประเมินได้ง่าย แต่กระบวนการจะก่อใหเ้ กิดพฤติกรรมนี้
ต้องอาศัยระยะเวลา และการตดั สนิ ใจหลายขั้นตอน๑๕

จากแนวคิดดังกล่าวสรุปได้ว่า พฤติกรรมมนุษย์นั้นจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง
ด้วยกัน ได้แก่ เป้าหมาย ความพร้อม สถานการณ์ การแปลความหมาย การตอบสนอง ผลลัพธ์ที่
ตามมา และปฏิกิริยาต่อความผิดหวัง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมต่าง ๆ เกิดข้ึน
ทั้งส้นิ นับวา่ เป็นเงอ่ื นไขทจี่ ะกอ่ ใหเ้ กิดพฤติกรรมของมนุษย์นน่ั เอง

๑๔ ประภาเพ็ญ สุวรรณ, ทัศนคติ การวัด การเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมอนามัย,.(กรุงเทพฯ: ไทย
วฒั นาพานชิ , ๒๕๓๘), หน้า ๒๖.

๑๕ เชิดชัย โชติสุทธิ์, การวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ ๒). (กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ.๒๕๔๓), หนา้ ๒๒

๑๖

๒.๑.๕ ประเภทของพฤติกรรม
สุภัททา ปิณฑะแพทย์ (๒๕๔๒: ๒-๕)๑๖ ได้แบ่งประเภทของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในลักษณะ
ตา่ ง ๆ ได้ดังน้ี
๑. พิจารณาจากพฤติกรรมที่ปรากฏด้วยการสังเกต พฤติกรรมภายนอก (Overt) คือ
พฤติกรรมที่ปรากฏเห็นได้อย่างชัดเจน และพฤติกรรมภายใน (Covert) คือพฤติกรรมที่ไม่ปรากฏให้
สามารถสงั เกตเห็นไดอ้ ยา่ งชดั เจน
๒. พิจารณาจากแหล่งที่เกิดพฤติกรรม พฤติกรรมที่เกิดขึ้นภายในร่างกายเมื่อบุคคลมีวุฒิ
ภาวะ เป็นพฤติกรรมความพร้อมที่เกิดขึ้นโดยมีธรรมชาติเป็นตัวกำหนดให้เป็นไปตามเผ่าพันธุ์ และ
วงจรชีวิต และพฤติกรรมที่เกิดขึ้น โดยมีสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้น เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเนื่องจาก
ประสบการณ์ซงึ่ กอ่ ให้เกดิ การเรียนรขู้ น้ึ
๓. พิจารณาจากภาวะทางจิตของบุคคล พฤติกรรมที่กระทำโดยรู้ตัว (Conscious) เป็น
พฤติกรรมทีอ่ ย่ใู นระดบั จติ สำนึก และพฤตกิ รรมทกี่ ระทำโดยไมร่ ู้ตวั (Unconscious) เปน็ พฤติกรรมท่ี
อยใู่ นระดับจิตไรส้ ำนึก หรอื จติ ใตส้ านึก หรอื เรยี กอกี อย่างว่า พฤตกิ รรมที่ขาดสติสมั ปชญั ญะ
๔. พิจารณาจากแหล่งพฤติกรรมการแสดงออกของอินทรีย์ พฤติกรรมทางกายภาพ
(Physiological Activities) เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกโดยใช้อวัยวะของร่างกายอย่างเป็นรูปธรรม
เช่น การเคลื่อนไหวร่างกายด้วยแขนหรือขา การปรับเปลี่ยนอิริยาบถของร่างกาย การพยักหน้า การ
โคลงตัว เป็นต้น และพฤติกรรมทางจิตใจ (Psychological Activities) เป็นพฤติกรรมที่อยู่ในระดับ
ความคดิ ความเขา้ ใจ หรือเกิดอารมณ์ เป็นตน้
๕. พิจารณาจากการทางานของระบบประสาท พฤติกรรมที่ควบคุมได้ (Voluntary) เป็น
พฤตกิ รรมทีอ่ ยู่ในความควบคุม และการสงั่ การด้วยสมอง จึงสามารถแสดงพฤติกรรมไดต้ ามท่ีต้องการ
และพฤตกิ รรมท่ีควบคุมไม่ได้ (Involuntary) เปน็ พฤตกิ รรมการทางานของระบบร่างกายทเ่ี ป็นไปโดย
อัตโนมัติ เช่น กริ ิยาสะทอ้ น สัญชาตญาณ และการทางานของระบบอวัยวะภายใน เปน็ ต้น
จากแนวคิดข้างต้นชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมของมนุษย์แบ่งออกได้ ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ
พฤติกรรมท่ีเกดิ จากภาวะทางกาย และพฤติกรรมทเี่ กดิ ข้ึนจากสภาวะทางจิตใจ ซึง่ มที ั้งประเภทที่รู้ตัว
และไมร่ ตู้ วั แบง่ ออกเป็นที่ควบคมุ ได้ และแบบทไี่ มส่ ามารถควบคมุ ได้
๒.๑.๖ สง่ิ ท่ีกำหนดพฤติกรรมมนษุ ย์
ชุดา จติ พทิ ักษ์๑๗ ไดอ้ ธิบายว่าส่ิงท่กี ำหนดพฤตกิ รรมของมนุษยม์ ี ๒ ประเภท คอื
๑. ลักษณะนสิ ยั ส่วนตัวของมนษุ ยแ์ ต่ละคน ประกอบดว้ ย

๑๖ สุภัททา ปิณฑะแพทย์, พฤติกรรมมนุษย์และการพัฒนาคน. (กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฎสวน
สนุ นั ทา, ๒๕๔๒) หน้า .๒-๕.

๑๗ ชุดา จิตพิทักษ์, พฤติกรรมศาสตร์เบื้องต้น (ครั้งที่พิมพ์ ๒). (กรุงเทพฯ: สารมวลชน, ๒๕๒๕)
หนา้ ๕๙-๖๖.

๑๗

๑.๑ ความเชื่อ หมายถึง การที่บุคคลคิดว่าการกระทำบางอย่างหรือปรากฏการณ์
บางอย่าง หรือสิ่งของบางอย่าง หรือคุณสมบัติของสิ่งของ หรือของบุคคลบางอย่างมีอยู่จริง หรือ
เกิดขึ้นจริง ๆ กล่าวโดยสรุปคือ การที่บุคคลหนึ่งคิดถึงอาจจะดีในแง่ข้อเท็จจริงได้ แต่ถ้าเขาคิดว่า
ความจริงเปน็ เช่นนัน้ แล้ว นัน่ คอื ความเช่ือของเขา

๑.๒ ค่านิยม หมายถึง แนวความคิดทั้งที่เห็นได้อย่างชัดเจน และไม่เด่นชัดซึ่งเป็น
ลักษณะพิเศษของบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งเกี่ยวกับว่าอะไรเป็นสิ่งดี ซึ่งเป็นความคิดที่มีอิทธิพลให้
บคุ คลเลือกกระทำการอันใดอันหน่ึงท่ีมีอยู่หลายวธิ ี หรือเลอื กเปา้ หมายอันใดอนั หนึ่งจากหลาย ๆ อัน
ทม่ี อี ยู่

๑.๓ ทัศนคติหรือเจตนคติ ทัศนคติเป็นแนวโน้มหรือขั้นเตรียมพร้อมของพฤติกรรม
นักจิตวิทยาบางท่านเรียกว่า ทัศนคติเป็นการตอบสนองสิ่งเร้าทางจิตใจ ซึ่งคล้ายกับการตอบสนอง
ทางร่างกาย ต่างกันแต่ว่ายังไม่ได้ออกกำลังกายเท่านั้น ทัศนคติแม้จะเป็นผู้กำหนดทิศทางของ
พฤตกิ รรม แต่ทัศนคตมิ ิได้กำหนดเวลาท่ีควรแสดงพฤติกรรม ทั้งยังมไิ ดก้ ำหนดวา่ ควรแสดงพฤติกรรม
มากน้อยเพียงใด สิ่งที่กำหนดเวลาและปริมาณของพฤติกรรมนั้น เรียกว่าแรงจูงใจ ดังนั้นทัศนคติจึง
เป็นผวู้ างแนวหรอื ทศิ ทางใหแ้ รงจูงใจ และแรงจงู ใจเปน็ ผู้กำหนดพฤตกิ รรมอกี ทอดหน่ึง

๑.๔ บุคลิกภาพ เป็นสิ่งที่บอกว่าบุคคลจะปฏิบัติอย่างไรในสถานการณ์หนึ่ง ๆ การ
อธิบายว่าบุคลิกภาพได้มาอย่างไรนั้น จะต้องอาศัยทฤษฎีทางจิตวิทยา หรือทฤษฏีการเรียนรู้ มา
อธิบาย หลักของทฤษฎีนี้บ่งว่าคนหรือสัตว์ก็ตามถ้าพฤติกรรมใดนำมาซึ่งรางวัล สัตว์หรือคน
สถานการณ์หนง่ึ ๆ การอธิบายว่าบุคลกิ ภาพได้มาไดอ้ ย่างไรนน้ั จะมแี นวโน้มท่จี ะมพี ฤติกรรมแบบนั้น
เม่อื มีโอกาส แตถ่ ้าพฤติกรรมใดนำมาซึง่ การลงโทษ สตั ว์หรือคนน้นั จะมีแนวโน้มท่จี ะไม่ทำเชน่ นั้นอกี

๒. กระบวนการอื่น ๆ ทางสังคมซึ่งไม่เกี่ยวกับลักษณะนิสัยส่วนตัวของมนุษย์ สามารถ
แบ่งเป็นประเด็นได้ ดงั นี้

๒.๑ สิ่งกระตุ้นพฤติกรรม (Stimulus Object) และความเข้มข้นของสิ่งกระตุ้น
พฤติกรรม (Strength of Stimulus Object) พฤติกรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีสิ่งกระตุ้นพฤติกรรม
สิง่ กระตุน้ พฤตกิ รรมนั้นเป็นอะไรก็ได้ เชน่ อาหาร เสียงปนื คำสบประมาท ฯลฯ

๒.๒ สถานการณ์ (Situation) หมายถึง สิ่งแวดล้อมทั้งทีเ่ ป็นบุคคล และไม่ใช่บุคคล
ซง่ึ อย่ใู นสภาวะทีบ่ คุ คลกำลังจะมีพฤตกิ รรม

จากแนวคิดเรื่องพฤติกรรมข้างต้น ทำให้ทราบว่าพฤติกรรม จะมีพื้นฐานมาจากความรู้ และ
ทัศนคติที่คอยผลักดันให้เกิดพฤติกรรม ซึ่งในแต่ละบุคคลจะมีพฤติกรรมแตกต่างกันออกไป สืบ
เน่อื งมาจากการได้รบั ความรู้จากแหล่งตา่ ง ๆ ไมเ่ ทา่ กัน รวมถงึ การตีความหมายของสารที่ได้รับมาไป
คนละทิศคนละทางอีกด้วย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการสื่อสารผ่านสื่อต่าง ๆ มีประโยชน์ในการทำให้บุคคลมี
ความรู้ นำความรู้ที่ได้มาสร้างทัศนคติ สุดท้ายจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคล
สามารถนาแนวคิดที่ได้มาเป็นอ้างอิงในการสรุปผลการศึกษาในด้านแนวโน้มการเกิดพฤติกรรมของ
บุคคลว่าต้องอาศัยปัจจัยในด้านใดบ้าง ที่มีส่วนให้แต่ละบุคคลมีแนวโน้มการเกิดพฤติกรรมจากการ
เปดิ รบั ข่าวสารจากสอ่ื ตา่ งจึงมพี ฤตกิ รรมการแสดงออกที่แตกตา่ งกัน

๑๘

๒.๒ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับทฤษฎีเก่ียวกับแรงจงู ใจทางสงั คม

คำวา่ “แรงจงู ใจ” มาจากคำกรยิ าในภาษาละตนิ วา่ “Movere” ซ่งึ มีความหมายตรงกบั คำใน
ภาษาอังกฤษว่า “to move” อันมีความหมายว่า “เป็นสิ่งที่โน้มน้าว หรือชักนำให้บุคคลเกิดการ
กระทำ หรอื ปฏบิ ัตกิ าร (To move a person to a course of action) ดงั นน้ั แรงจงู ใจจงึ ไดร้ บั ความ
สนใจมากในทกุ ๆ วงการ

๒.๒.๑ ความหมายแรงจงู ใจ
จากการศกึ ษาความหมายของแรงจงู ใจ พบวา่ มีผู้ให้ความหมายเกีย่ วกับแรงจูงใจแตกต่างกัน
ออกไปผศู้ ึกษาจึงไดเ้ ลือกความหมายของแรงจูงใจในสว่ นที่เก่ียวขอ้ งดังน้ี
พูลสุข สังข์รุ่ง๑๘ กล่าวถึงการจูงใจ (Motivation) หมายถึง การท่ีบุคคลแสดงออกซึ่งความ
ตอ้ งการในการกระทำสิ่งใดสิง่ หน่ึงซ่ึงสามารถอาศยั ปจั จยั ตา่ ง ๆ ได้แกก่ ารทำใหต้ นื่ ตวั (Arousal) การ
คาดหวัง (Expectancy) การใช้เครื่องล่อใจ (Incentives) และการลงโทษ (Punishment) มาเป็น
แรงผลักดนั ให้บคุ คลแสดงพฤตกิ รรมอยา่ งมีทิศทางเพ่ือบรรลจุ ุดมุง่ หมายหรือเง่ือนไขท่ตี ้องการ
พิมลจรรย์ นามวัฒน์๑๙ กล่าวว่าการจูงใจ หมายถึง การทำให้บุคคลในองค์การมีพฤติกรรม
การทำงานที่พึงประสงค์ด้วยกระบวนการสร้างพลังกระตุ้นที่ทำให้บุคคลเต็มใจที่จะใช้ความสามารถ
ของตนและชักนาให้บุคคลเลือกมีพฤติกรรมต่าง ๆ ไปในทิศทางที่มุ่งสู่การบรรลุผลสำเร็จตาม
เป้าหมายทีอ่ งคก์ ารตอ้ งการ
ชลยิ า ดา่ นทพิ ารักษ์๒๐ ใหค้ วามหมายของแรงจงู ใจ หมายถงึ ปจั จยั หรอื สิง่ เร้าที่มากระตุ้นให้
เกดิ ความเต็มใจของบคุ คลในการปฏิบตั งิ านเพ่ือให้องค์การบรรลุสูเ่ ป้าหมาย
กิตติ ยัคคานนท์๒๑ กล่าวว่า แรงจูงใจเป็นพลังที่มีอยู่ในตัวบุคคลแต่ละคน ซึ่งทำหน้าที่เร้า
และกระต้นุ ให้มกี ารเคล่ือนไหว เพื่อใหบ้ ุคคลนัน้ ดำเนนิ การใด ๆ ไปในทศิ ทางที่จะนำไปสเู่ ป้าหมาย

๑๘ พูลสุข สังข์รุ่ง, มนุษยสัมพันธ์ในองค์การ (พิมพ์ครั้งที่ ๑๐). (กรุงเทพฯ: บี เคอินเตอร์ ปริ้นท์.
๒๕๕๐) : หน้า ๑๔๓.

๑๙ พิมลจรรย์ นามวฒั น์, ความรทู้ วั่ ไปเกยี่ วกบั การบริหารธุรกจิ . (พมิ พค์ รั้งท่ี ๕). (กรุงเทพฯ : เท็กซ์
แอนด์ เจอร์นัล,.๒๕๔๔ : หน้า ๔๗.

๒๐ ชลิยา ด่านทิพารักษ์, แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพยาบาลในศูนย์ป้องกันและควบคุม
โรคมะเร็งสว่ นภูมิภาค สถาบนั มะเรง็ แหง่ ชาติ กรมการแพทย์, วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์ มหาบัณฑติ สาขาการบริหาร
การศกึ ษา สถาบนั ราชภฏั อุบลราชธาน,ี ๒๕๔๓) : หน้า ๑๕.

๒๑ กิตติ ยัคคานนท,์ เทคนคิ การสรา้ งภาวะผ้นู ำ, กรุงเทพฯ เชษฐสตูดโิ อ,.๒๕๓๒) : หนา้ ๗๘.

๑๙

กติ มิ า ปรีดลิ ก๒๒ อธิบายว่าแรงจงู ใจ หมายถงึ ความเตม็ ใจที่จะใชพ้ ลงั เพ่อื ประสบความสำเร็จ
ในเป้าหมายหรือรางวัลเป็นสิ่งสำคัญของการกระทำของมนุษย์และเป็นสิ่งที่ยุให้คนไปถึงซึ่ง
วัตถุประสงค์ที่มีสัญญาเกี่ยวกับรางวัลที่จะได้รับฉะนั้นแรงจูงใจจึงเป็นพลังผลักดันให้คนใช้
ความสามารถมากขน้ึ

ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ๒๓ ให้ความหมายว่าการจูงใจ หมายถึง การที่บุคคลได้รับการ
กระตุ้นให้แสดงพฤติกรรมในการกระทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมีพลังมีคุณค่ามีทิศทางที่ชัดเจนซึ่ง
แสดงออกถึงความต้ังใจเต็มใจความพยายามหรือพลงั ภายในตนเองรวมทั้งการเพ่ิมพูนความสามารถท่ี
จะท่มุ เทในการทำงานเพอื่ ให้บรรลเุ ป้าหมายตามความต้องการและสรา้ งความพึงพอใจสงู สดุ

ฐนิตา ปัตตานี๒๔ ให้ความเห็นว่าแรงจูงใจ หมายถึง การที่บุคคลได้รับการกระตุน้ จากสิ่งเร้า
แล้วทำให้เกิดพลังที่แสดงออกทางพฤติกรรมเพื่อจะนำไปสู่จุดประสงค์ของตนเองหรอื ปัจจัยต่าง ๆ ท่ี
เป็นพลังและเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของบุคคลซ่ึงแรงจูงใจนี่อาจเกิดจากสิง่ เร้าภายในหรอื ภายนอก
เพยี งอย่างเดียวหรอื ทงั้ สองอยา่ งพรอ้ มกันกไ็ ด้

จากความหมายดังกล่าวสามารถสรุปไดว้ า่ แรงจูงใจ หมายถงึ การกระทำหรือพฤติกรรมในตัว
ของบคุ คลซ่ึงถกู กระตุ้นโดยส่ิงเร้าหรือสิ่งจูงใจให้แสดงออกซึ่งความต้องการในการกระทำสิ่งใดส่ิงหน่ึง
ที่จะเป็นพลังผลักดันให้บุคคลกระทำการเพ่ือให้บรรลุเปา้ หมายที่ได้ตง้ั ไว้และเม่ือประสบความสำเร็จก็
จะรู้สึกภาคภูมิใจซงึ่ จะสง่ ผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธผิ ลใหอ้ งค์การประสบความสำเร็จตอ่ ไป

๒.๒.๒ ประเภทของแรงจงู ใจ
นักจติ วทิ ยาไดแ้ บง่ แรงจงู ใจออกเป็น ๒ ประเภท๒๕ คอื
๑. แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) หมายถึง สภาวะของบุคคลที่มีความต้องการที่
จะเรียนรหู้ รอื แสวงหาบางสิ่งบางอยา่ งดว้ ยตนเองโดยมิต้องใหบ้ ุคคลอ่นื เข้ามาเกยี่ วข้อง เชน่ พนักงาน
ตง้ั ใจทางานดว้ ยความรู้สกึ ใฝ่ดใี นตัวของเขาเองไมใ่ ช่เพราะถูกบิดามารดาบังคับหรือเพราะมีสิง่ ล่อใจใด
ๆ การจงู ใจประเภทน้ีได้แก่

๒๒ กิติมา ปรีดิลก, การบริหารและการนิเทศการศึกษาเบื้องต้น. (กรุงเทพฯ: อักษรบัณฑติ ,.๒๕๒๙) :
หน้า ๑๕๖.

๒๓ ศิริวรรณ เสรีรตั นแ์ ละคณะ, การจดั การและการพฒั นา. กรุงเทพฯ: พัฒนาศกึ ษา. (๒๕๔๕).
องค์การและการจัดการ (Organization and Management: O & M). กรงุ เทพฯ: ธรรมสาร. ๒๕๔๑) : หน้า
๑๐๖.

๒๔ ฐนติ า ปัตตานี, ปัจจัยจูงใจในการปฏบิ ัติงานของขา้ ราชการสถานวี ิทยุกระจายเสยี งแห่งประเทศ
ไทย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, การศึกษาค้นคว้าอิสระ รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานโยบาย
สาธารณะ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม,.๒๕๔๖) : หน้า ๑๒.

๒๕ ศิริวรรณ เสรรี ตั น์ และคณะ, พฤตกิ รรมองค์การ. (กรุงเทพมหานคร: ธรี ะฟิลมแ์ ละไซเท็กซ์,.
๒๕๔๒).

๒๐

๑.๑ ความต้องการ (Need) เนื่องจากคนทุกคนมีความตอ้ งการท่ีอยู่ภายในอันจะทำ
ให้เกิดแรงขับแรงขับนี้จะก่อให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ ขึ้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและความพอใจ เช่น
พนักงานต้องการเลื่อนตำแหน่งซึ่งถือเป็นแรงจูงใจให้พยายามทำความเข้าใจกับงานเพื่อให้ได้มาซึ่ง
ความสำเร็จทต่ี ้องการ

๑.๒ ทัศนคติ (Attitude) หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดที่ดีที่บุคคลมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่ง
จะช่วยเป็นตัวกระตุ้นให้บคุ คลทำพฤติกรรมที่เหมาะสม เช่น พนักงานพอใจผูจ้ ัดการและพอใจวิธกี าร
ทำงานทำใหเ้ ขามีความตงั้ ใจทำงานเปน็ พเิ ศษ

๑.๓ ความสนใจพิเศษ (Special Interest) การที่เรามีความสนใจในเรื่องใดเป็น
พิเศษก็จัดว่าเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เกิดความเอาใจใส่ในสิ่งนั้น ๆ มากกว่าปกติ เช่น พนักงานมีความ
สนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับเร่ืองของเครื่องยนต์กลไกเขาก็จะพยายามศึกษาและใช้เวลาว่างทดลอง
ประดิษฐ์ซึง่ กจ็ ะชว่ ยใหส้ ามารถบรรลุถงึ เปา้ หมายได้

๒. แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) หมายถงึ สภาวะของบคุ คลที่ได้รับแรงกระตุ้น
มาจากภายนอกให้มองเห็นจุดหมายปลายทางและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการแสดงพฤติกรรม
ของบุคคลแรงจงู ใจเหล่าน้ี ได้แก่

๒.๑ เป้าหมายหรือความคาดหวังของบุคคล เช่น พนักงานทดลองงานมีเป้าหมายที่
จะได้รบั การบรรจุเข้าทำงานจึงพยายามต้งั ใจทำงานอยา่ งเตม็ ความสามารถ

๒.๒ ความรู้เกี่ยวกับความก้าวหน้าคนที่มีโอกาสทราบว่าตนจะได้รับความก้าวหน้า
อย่างไรจากการกระทำนั้นย่อมจะเป็นแรงจูงใจให้ตั้งใจและเกิดพฤติกรรมขึ้นได้ เช่น พนักงานเห็น
เพื่อนประสบความสำเร็จก้าวหน้าจากการทำงานก็จะพยายามให้เป็นเช่นนั้นบ้างทำให้มีกาลังใจที่จะ
ทำงานอย่างเตม็ ท่ี

๒.๓ บคุ ลิกภาพความประทบั ใจอันเกิดจากบุคลิกภาพจะจูงใจให้เกิดพฤตกิ รรมข้ึนได้
เช่น นักปกครองผู้จัดการจะต้องมีบุคลิกภาพของนักบริหารหรือผู้นำที่ดีหรือแม้แต่พนักงานแนะนำ
ความงามกส็ ามารถจูงใจใหล้ กู ค้าซ้อื สินค้าได้ดว้ ยคณุ สมบัติด้านบุคลกิ ภาพ เป็นตน้

๒.๔ เครื่องล่อใจอื่น ๆ มีสิ่งล่อใจหลาย ๆ อย่างที่จะก่อให้เกิดแรงกระตุ้นให้เกิด
พฤติกรรมขึ้น เช่น การให้รางวัล (Rewards) อันเป็นเครื่องกระตุ้นให้อยากกระทำหรือการลงโทษ
(Punishment) ซึ่งกระตุ้นมิให้กระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องนอกจากนี้การชมเชย (Praise) การติเตียน
(Blame) การประกวด (Contest) การแข่งขนั (Competition) หรือแมแ้ ตก่ ารทดสอบ (Test) กจ็ ดั ว่า
เป็นเคร่ืองมอื ท่กี ่อใหเ้ กดิ พฤตกิ รรมไดท้ ง้ั สนิ้

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป้าหมายที่คนต้องการ คือ สิ่งล่อใจเช่นเด็กที่อยากได้ขนมขนมก็
คือสิ่งล่อใจที่ทำให้เขาช่วยแม่กวาดบ้านถูบ้านเพื่อให้ได้เงินไปซื้อขนมแต่เมื่อใดก็ตามท่ี เขาบรรลุ
เป้าหมายหรือได้สิ่งที่ล่อใจนั้นแล้วเขามักจะหมดแรงจูงใจที่จะทำต่อไปคือเลิกช่วยแม่ทำงานบ้าน
เพราะเขาอิ่มทอ้ งและได้ส่งิ ท่ตี ้องการแล้ว

๒๑

๒.๒.๓ แรงจงู ใจ
Ghiselli and Brown๒๖ มีความเห็นว่าปัจจัยท่ีทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดแรงจูงใจในการทำงาน
มี ๕ องคป์ ระกอบคอื
๑. ระดับอาชีพ ถ้าอาชีพอยู่ในสถานะที่สูงหรือระดับสูงเป็นที่นิยมนับถือของคนทั่วไปก็จะ
เป็นท่ีพงึ พอใจของผู้ประกอบอาชพี น้ัน
๒. สภาพการทำงาน ถ้ามีสภาพสะดวกสบายเหมาะแก่การปฏิบัติก็จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิด
ความพึงพอใจในงานนัน้
๓. ระดับอายุ จากการศึกษาพบว่าผู้ปฏิบัติงานอายุระหว่าง ๒๕ - ๓๔ ปีและ ๔๕ - ๕๔ ปีมี
ความพึงพอใจในงานนอ้ ยกว่ากลุม่ อายุอน่ื ๆ
๔. รายได้ ไดแ้ กจ่ ำนวนรายได้ประจำและรายได้ตอบแทนพิเศษ
๕. คุณภาพของการปกครองบังคับบัญชา หมายถึง ความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้จัดการกับ
คนงานการเอาใจใส่ต่อความเปน็ อยูข่ องคนงาน
Dersal๒๗ ให้ความคดิ เหน็ ว่าปัจจยั ท่ีเออ้ื อานวยให้เกิดแรงจงู ใจในการทำงานนัน้ ประกอบด้วย
๑. นโยบายและการบรหิ ารขององค์กร (Company Policy and Administration)
๒. การปกครองบงั คบั บัญชา (Technical Supervision)
๓. เงินเดือน (Salary)
๔. ความสมั พันธร์ ะหวา่ งผ้ใู ตบ้ งั คับกบั ผู้บังคับบญั ชา (Interpersonal Relations)
๕. สภาพการทำงาน (Working Conditions)
นอกจากนั้น Dersal ยังให้ความคิดเห็นว่ามีตัวกระตุ้นที่ทำให้พนักงานเกิดแรงจูงใจในการ
ทำงานอ่ืนๆอีกได้แก่
๑. ความสำเร็จในการทำงาน (Achievement)
๒. การยอมรบั ของสังคม (Recognition)
๓. ลกั ษณะของงาน (The Work Itself)
๔. ความรับผิดชอบ (Responsibility)
๕. โอกาสก้าวหนา้ (Advancement)
สุพัตรา สุภาพ๒๘ ให้ความคิดเห็นว่าแรงจูงใจ คือ สิ่งที่ทำให้มีกำลังทั้งกายและใจในการ
ทำงานซึ่งข้นึ อย่กู ับปจั จัยหลายทางดังน้ี

๒๖ สิริรักษ์ วรรธนะพินทุ, แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสถาบันบัณฑิต พัฒนบริหาร
ศาสตร์. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยเกริก. ๒๕๔๘) : หน้า ๑๓.

๒๗สิริรักษ์ วรรธนะพินทุ, แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสถาบันบัณฑิต พัฒนบริหาร
ศาสตร์. (วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญามหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั เกรกิ . ๒๕๔๘) : หน้า ๑๓.

๒๘ สุพัตรา สุภาพ, เทคนิคการบริหารงานอย่างมีประสิทธฺภาพยุคใหม่ (พิมพ์ครั้งที่ ๒) เชียงราย : ,
มหาวิทยาลยั ราชภฎั เชียงราย, ๒๕๓๖) : หน้า ๑๓๘ – ๑๔๐.

๒๒

๑. งาน งานแต่ละอย่างนั้นจะเหมาะกับคนบางประเภทเท่านั้นไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ทุกอย่าง
บางคนจงึ ทำเพราะเหน็ วา่ ดกี ว่าไม่มีงานจะทำแรงจูงใจแบบนี้ทำให้คนน้ันต้องขวนขวายหาความรู้และ
ทำใจให้รักงานมากกว่าที่ชอบงานน้นั การรกั งานจึงเปน็ ปัจจยั ที่ทำให้ทำงานได้ดี

๒. ค่าจ้างที่น่าพอใจเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นแรงจูงใจให้คนอยากทำงานหรือถ้ารู้ว่าได้
ค่าตอบแทนมากก็ยิ่งอยากทุ่มเทงานให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดโดยเฉพาะเงินมีความสาคัญต่อคนใน
การท่อี ยากทำงานหรอื ไม่อยากทำงานแตเ่ งินก็ไม่ได้เป็นแรงจูงใจอยา่ งเดยี วทที่ ำให้คนทำงาน

๓. คน หรอื ผู้คนรอบตัว ซ่งึ มีหลายประเภท เชน่ เหนอื กว่าคอื “นาย” ต่ำกวา่ คือ “ลูกน้อง”
เท่า ๆ กันคือ “เพื่อนร่วมงาน ” บุคคลดังกล่าวมีส่วนทำให้เราอยากทำงานหรืออยากหนีงานซ่ึง
โดยทั่วไปแล้วมนุษย์ชอบอยู่กับคนอื่นและไม่อยากแตกต่างกับคนอืน่ บางคร้ังเราจึงทำอะไรตามเพื่อน
แมจ้ ะฝืนใจทำเพ่อื ให้เขายอมรบั ก็ตามการให้เพื่อนยอมรบั จงึ เป็นแรงจูงใจอยากให้ทำงาน

๔. โอกาส ถ้าทำงานใดก็ตามมีโอกาสที่จะได้รับความดีความชอบได้เล่ือนขั้นเลื่อนตำแหน่ง
ย่อมเป็นแรงจูงใจอยากให้ทำงานซึ่งการเลื่อนขั้นนี้ต้องทำด้วยความเป็นธรรมโดยขึ้นอยู่กับความดี
(Merit System) ไมใ่ ช่เล่นพวกจนหมดกำลงั ใจทำงาน

๕. สภาพแวดล้อม ซึ่งจะต้องดีมีมาตรฐานไม่ว่าจะในด้านสถานที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ
ทำงาน เก้าอ้ี ห้องน้ำ ห้องรับประทานอาหาร ไฟฟ้า น้ำประปา ฯลฯ เป็นสภาพการทำงานที่ต้องถูก
สุขลกั ษณะมคี วามสะดวกสบายมีอุปกรณ์การทำงานครบถ้วนเช่น เครอื่ งเขยี น โทรศพั ท์ โทรสาร เป็น
ตน้

๖. สวัสดิการ หรือ การใหบ้ ริการทีจ่ ำเปน็ แกผ่ ูท้ ีท่ ำงานไม่วา่ จะเปน็ รถรับ-สง่ น้ำด่ืม กระดาษ
ชำระ การรักษาพยาบาล โบนัส บำเหน็จบำนาญ เป็นต้น สวัสดิการที่ดีจะเป็นแรงจูงใจให้คนอยาก
ทำงานเพราะม่ันใจได้วา่ ทำงานแล้วองคก์ รจะไม่ทอดทิ้งเราในยามทุกขห์ รือสุข

๗. การบรหิ ารงานเป็นระบบให้ความเปน็ ธรรมแก่ทุกคนโดยไม่เลือกท่ีรักมักที่ชัง เช่น การรับ
คนเขา้ ทำงานตามความสามารถและเหมาะสมแก่ตำแหน่งรวมทั้งมีการพจิ ารณาความดีความชอบด้วย
ความเป็นธรรมไม่มีระบบกลั่นแกล้งหรือข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว ยิ่งไปกว่านั้นองค์กรจะต้องมี
แผนงานโครงการและนโยบายทม่ี ปี ระสิทธิภาพและสามารถสมั ฤทธิผ์ ลได้

๘. ความมั่นคง โดยเฉพาะหากเป็นองค์กรที่ไม่ล้มง่าย ๆ จะทำให้ผู้นำเกิดความมั่นใจและมี
กำลังใจที่จะชว่ ยสรา้ งสรรคใ์ ห้บริษัทก้าวหนา้ ย่ิงข้นึ ไป

๙. ความต้องการทางสังคม ต้องการให้ได้รับการยกย่องชมเชย ปลอดภัย อยากรักและถูกรัก
จากแนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานดังกล่าวข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า แรงจูงใจใน
การปฏิบัติงานมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ เงินเดือนและสวัสดิการ สภาพการทำงาน การปกครอง
บงั คับบัญชา ความสัมพนั ธ์กับเพื่อนรว่ มงาน นโยบายการบริหาร การยอมรบั ทางสังคมความสำเร็จใน
การทำงาน ลักษณะของงาน ความรบั ผิดชอบ และโอกาสความก้าวหนา้

๒๓

๒.๒.๔ ทฤษฎเี กี่ยวกบั แรงจงู ใจ
๒.๒.๔.๑ ทฤษฎลี ำดับขนั้ ความตอ้ งการของ Maslow
Maslow (๑๙๕๔ : ๘๐) ได้อธิบายว่าความต้องการของคนจะเป็นจุดเริ่มต้นของ

กระบวนการจูงใจ ความต้องการต่าง ๆ ในทัศนะของ Maslow จะแบ่งออกได้เป็นระดับต่าง ๆ กัน
ทฤษฎีของ Maslow เป็นที่รู้จักและใช้กันอย่างกว้างขวางในนามของ “Maslow’s Hierarchy of
Needs” Maslow ได้ตังสมมตฐิ านไว้วา่

๑. คนเปน็ สตั วอ์ ย่างหน่ึงทีม่ คี วามต้องการและความตอ้ งการของคนไมส่ ิน้ สุด
๒. ความต้องการอย่างหนึ่งอย่างใดที่ได้รับการตอบสนองแล้วจะไม่เป็นสิ่งจูงใจพฤติกรรม
ต่อไปอีก
๓. ความต้องการของคนจะเรียงลำดับตามความสำคัญเมื่อความต้องการอย่างหนึ่งได้รับการ
ตอบสนองแลว้ ความต้องการอย่างอ่นื จะเกิดข้ึนมาทันทีการเรียงลำดับความต้องการมดี งั น้ี

๓.๑ ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความตอ้ งการเบื้องต้น
เพื่อการอยู่รอด เช่น ความต้องการในเรื่องอาหารน้าด่ืมหรือความต้องการทางเพศเป็นต้นความ
ตอ้ งการทางด้านร่างกายจะมอี ิทธพิ ลต่อพฤติกรรมของคนก็ต่อเมอื่ ความต้องการท้ังหมดของคนยังมิได้
รับการตอบสนองเลยบุคคลใดก็ตามที่ยังอยู่ในภาวะการขาดแคลนอาหารความปลอดภัยและการเข้า
สงั คมแล้วบุคคลผู้น้นั จะมีความตอ้ งการทางด้านรา่ งกายมากท่ีสดุ

๓.๒ ความตอ้ งการทางดา้ นความมนั่ คงปลอดภยั (Safety or Security Needs) เมือ่
ความต้องการทางร่างกายได้รับการตอบสนองแล้วความต้องการทางด้านความมั่นคงปลอดภัยก็จะ
เกิดขึ้น ความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัยจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการป้องกันเพื่อให้เกิดความ
ปลอดภัยจากอันตรายตา่ ง ๆ ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ แก่ร่างกาย หรือให้ปลอดภัยจากการข่มขู่ การบังคับหักหาญ
ความเจ็บป่วย หรือการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจใน สังคมที่เจริญแล้ว เช่น ปัจจุบันนี้ความต้องการ
การปกป้องคุ้มกันจากภัยอันตรายทางร่างกายนั้นไม่ค่อยจะมีเหมือนในยุคก่อน ๆ ในสังคม
อุตสาหกรรมนั้นความต้องการในด้านความปลอดภัยเป็นความต้องการที่ส ำคัญมากในแง่ของ
ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง และเมื่อพิจารณาจากทัศนะของฝ่ายบริหารก็จะเห็นได้ว่า
ความต้องการทางด้านความมั่นคงปลอดภัยจะ หมายถึง การให้ความแน่นอนหรือการรับประกันต่อ
ความมั่นคงในหน้าที่การงานและการส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงทางด้านการเงินแก่คนงานมากขึ้นใน
ปจั จบุ ัน จะเหน็ ไดว้ ่าความตอ้ งการของสหภาพแรงงานท่ีมีต่อฝา่ ยบริหารน้ันนอกเหนือไปจาก
ความต้องการเกี่ยวกับการเพิ่มผลตอบแทนทางด้านการเงินให้สูงขึ้นแล้วยังมีความต้องการเกี่ยวกับ
ความมนั่ คงและผลประโยชน์พเิ ศษชนิดอนื่ ๆ อกี ด้วย

๓.๓ ความต้องการทางสังคม (Social Needs) เมื่อความต้องการทางด้านร่างกาย
และความปลอดภยั ได้รบั การตอบสนองแล้วความต้องการทางสังคมก็จะเปน็ สิ่งจูงใจต่อพฤติกรรมของ
คน คนเรามีนิสัยชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มอยู่แล้ว ดังนั้นความต้องการด้านนี้จะเป็นความต้องการใน
การอยู่ร่วมกันและการได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่น ๆ และมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของ
กลุม่ ทางสังคม เชน่ ต้องการท่ีจะเป็นเจ้าของต้องการสมาคมต้องการความรักต้องการการยอมรับจาก
เพ่ือนต้องการใหแ้ ละยอมรบั ความเป็นเพ่ือนจากผู้คนใกล้ชิดท่วั ไปเปน็ ต้น

๒๔

๓.๔ ความต้องการที่จะมีชื่อเสียงหรือฐานะเด่น (Esteem Needs) เป็นความ
ต้องการระดับสูงเก่ียวกับความม่ันใจในตนเองในเรื่องของความรู้ความสามารถมีความต้องการท่ีจะให้
ผู้อื่นยกย่องสรรเสริญและความต้องการในการตระหนักถึงความสำคัญของตนเองหรือความก้าวหน้า
ทางด้านสถานภาพ เชน่ ตำแหนง่ ชือ่ เสียงเกียรติยศ เป็นต้น

๓.๕ ความต้องการด้านการสร้างความประจักษ์ตนหรือความสมหวังในชีวิต (Self -
Actualization Needs) เป็นความต้องการระดับสูงของชีวิตมนุษย์ เป็นความต้องการที่จะให้เกิด
ความสำเร็จในทุกสิ่งทกอย่างตามความนกึ คิดของตนเอง เมื่อบุคคลใดก็ตามได้มกี ารพจิ ารณาบทบาท
ของเขาในชีวิตว่าควรจะเป็นอย่างไรแล้วเขาก็จะพยายามผลักดันชีวิตของเขาในทางที่ดีที่สุดที่เขา
คาดหมายไว้และย่อมจะขึ้นอยู่กับความสามารถของเขาด้วย ความต้องการในระดับนี้เป็นความ
ต้องการที่จะใชค้ วามสามารถทุก ๆ อยา่ งของตนอย่างเตม็ ท่ี

ภาพประกอบท่ี ๒-๒ ทฤษฏคี วามต้องการตามลำดับข้ันของ Maslow

๒.๒.๔.๒ ทฤษฏีการจูงใจของแอลเดอร์เฟอร์
แอลเดอร์เฟอร์ (Alderfer, ๑๙๗๒, pp. ๕๐๗–๕๓๒) ได้เสนอทฤษฎี ERG โดยอาศัยพื้นฐาน
มาจากทฤษฎีของมาสโลว์แต่ได้มีการสร้างรูปแบบที่มีจุดเด่นที่ต่างไปจากทฤษฎีของมาสโลว์จาก
การศึกษาของแอลเดอร์เฟอร์เห็นว่าความต้องการของมนุษย์จาการศึกษาศึกษาเชิงประจักษ์แอลเดอร์
เฟอร์ได้แบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็น ๓ ประเภทซึ่งจะใช้สะดวกและตรงกับความเป็นจริง
มากกว่าความต้องการของมนุษย์ทั้ง ๓ ประเภทจะประกอบด้วย E หรือความต้องการดำรงชีวิต
(Existence) R หรือความต้องการสัมพันธ์ (Relatedness) และ G หรือความต้องการเจริญก้าวหน้า
(Growth) ซงึ่ ความต้องการแต่ละประเภทขยายความดังน้ี
๑. ความต้องการดำรงชีวิต (Existence needs) หรือ E ความต้องการในกลุ่มนี้จะเกี่ยวข้อง
กับความต้องการทางด้านร่างกายและปรารถนาอยากมีสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น ต้องการอาหารท่ี
อยู่อาศัยเป็นต้นสำหรับในชีวิตจริงในองค์การนั้นการต้องการค่าจ้างเงินโบนัสและผลประโยชน์ตอบ
แทนตลอดจนสภาพเงื่อนไขการทางานที่ดีและสัญญาการว่าจ้างเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเครื่องมือ

๒๕

ตอบสนองสิ่งจูงใจด้านนี้ทั้งสิ้นและถ้าหากจะนามาเปรียบเทียบจะเปรียบเทียบได้กับความต้องการ
ความปลอดภัยและความมน่ั คงตามทฤษฎขี องมาสโลว์น่นั เอง

๒. ความต้องการสัมพันธ์ (Relatedness needs) หรือ R จะประกอบด้วยเรื่องราวที่มีส่วน
เกี่ยวกับความสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ต่อกันระหว่างบุคคลในองค์การทั้งนี้ความสัมพันธ์เหล่านี้จะ
หมายถึง ความต้องการทุกชนิดที่มีความหมายความสาคัญในเชิงมนุษย์สัมพันธ์ซึ่งสำหรับชีวิตจริงใน
องค์การนั้นความต้องการของคนที่ต้องการจะเป็นผู้นำหรือมียศฐานะเป็นหัวหน้าความต้องการที่จะ
เป็นผตู้ ามและความตอ้ งการอยากมสี ายสัมพนั ธ์ทางมิตรภาพกบั ใคร ๆ เชน่ สมาชิกในครอบครัวเพื่อน
ฝูงเพื่อนร่วมงานและคนที่ต้องการจะมีความสัมพันธ์ด้วยเหล่านี้ล้วนอยู่ในความต้องการประเภทนี้
ความต้องการทางสังคมนี้ถ้าเปรียบกับความต้องการที่มาสโลว์กาหนดไว้ก็เท่ากับความต้องการ
ทางด้านความมั่นคงทางใจการไม่ถูกทอดทิ้งความต้องการทางสังคมและความต้องการที่จะได้รับการ
ยกยอ่ งยอมรับนบั ถอื จากเพ่อื นรว่ มงานและหัวหนา้ ตามทฤษฎขี องมาสโลว์

๓. ความต้องการเจริญก้าวหน้า (Growth needs) หรือ G เป็นความต้องการที่เกี่ยวกับ
เรื่องราวของการพัฒนาตนตามศักยภาพสูงสุดและการเติบโตก้าวหน้าของคนผู้ทางานความต้องการ
อยากเป็นผู้มีความริเริ่มบุกเบิกมีขอบเขตอานาจขยายกว้างออกไปเรื่อยและการพัฒนาเติบโตด้วย
ความรู้ความสามารถต่างกเ็ ปน็ ความต้องการประเภทนซ้ี ่ึงสาหรับชวี ิตจริงในองค์การน้ีความต้องการที่
จะได้รับความรับผิดชอบเพิ่มหรือความต้องการอยากได้ทำ กิจกรรมใหม่ ๆ ที่มีโอกาสใช้ความรู้
ความสามารถใหม่ ๆ และไดม้ ีโอกาสเขา้ ไปสัมผสั กบั งานใหม่ ๆ อกี หลาย ๆ ด้านมากข้ึนเหล่านล้ี ้วนจัด
อยู่ในประเภทความต้องการก้าวหน้าและเติบโตทั้งสิ้นความต้องการประเภทนี้จะเปรียบเทียบได้กับ
ความต้องการที่จะได้รับความสำเร็จทางใจและความสำเร็จตามความนึกคิดทุกอย่างที่สูงสุดแห่งตน
และความต้องการยอมรับนับถอื ในตนเองตามทฤษฎีของมาสโลวน์ ่นั เอง

ทฤษฎี ERG น้จี ะมีข้อสนั นิษฐาน ๓ ประการเปน็ กลไกสำคัญอยูค่ ือ
๑. ความต้องการที่จะได้รับการตอบสนอง (need satisfaction) นั่นเองหากความต้องการ
ระดบั ใดได้รบั การตอบสนองนอ้ ยความต้องการประเภทนน้ั จะมีอยู่สูง
๒. ขนาดความต้องการ (desire strength) ถ้าหากความต้องการประเภทที่อยู่ต่ำกว่า เช่น
ความต้องการอยู่รอดไดร้ ับการตอบสนองมากเพียงพอแล้วก็จะย่ิงทำให้ความต้องการประเภทที่อยูส่ งู
กวา่ มีมากยงิ่ ข้ึน
๓. ความต้องการท่ีไม่ไดร้ บั การตอบสนอง (need frustration) ถ้าหากความตอ้ งการประเภท
ที่อยู่สูงมีอุปสรรคติดขัดได้รับการตอบสนองน้อยก็จะทาให้ความต้องการประเภทที่อยู่ต่ำกว่าลงไปมี
ความสำคญั มากข้ึน
นอกจากทฤษฎี ERG ยังไม่เคร่งครัดกับลำดับขั้นความต้องการมากนักในข้อที่ว่าต้องได้รับ
ความพึงพอใจในความต้องการเจริญก้าวหน้า (growth needs) ก็ได้หรือความต้องการทั้ง ๓ นี้อาจ
ดำเนินไปในขณะเดยี วกันก็ได้ในการนำทฤษฎี ERG ของแอลเดอร์เฟอร์มาประยุกต์ใช้เพื่อจูงใจในการ
ปฏิบตั ิงานตามการศึกษาค้นควา้ มี ๒ ด้านดังน้ี
๑. ด้านความสัมพันธ์ในหน่วยงานเป็นความต้องการที่จะมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ๆ ใน
สงั คม

๒๖

๒. ด้านความรู้สึกประสบความสำเร็จเป็นความต้องการด้านความก้าวหน้าเป็นความตอ้ งการ
ขน้ั สงู สดุ และเป็นความตอ้ งการท่จี ะไดร้ บั การยกย่องในสังคมและไดร้ ับความสำเรจ็ ในชีวติ

๒.๒.๔.๓ ทฤษฎีการจงู ใจของ Taylor
พรรณราย ทรัพย์ประภา๒๙ กล่าวว่า Taylor ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของการจัดการทาง
วิทยาศาสตร์ “The Father of Scientific Management” เนื่องจากเป็นคนแรกที่ได้เสนอแนะหลัก
จูงใจให้คนทางานที่เรียกว่า “การจัดการทางวทิ ยาศาสตร์” (Scientific Management) ซึ่งถือว่าเปน็
การบริหารที่มีหลักเกณฑ์ทฤษฎีของ Taylor เป็นที่ยอมรับและยึดถือปฏิบัติต่อมาเป็นเวลานาน
Taylor ได้ต้ังข้อสังเกตวา่ ระบบการใหผ้ ลตอบแทนในขณะนั้นมิได้เป็นระบบของการให้ผลตอบแทนท่ี
กำหนดขึ้นมาสำหรับบุคคลที่มีผลผลิตสูงนั้น คือ คนงานที่มีผลผลิตสูงได้รับค่าตอบแทนเท่ากับผู้ที่มี
ผลผลติ ต่ำ Taylor เชือ่ วา่ คนงานที่มีผลผลิตสูงเหน็ วา่ ผลตอบแทนของเขาเทา่ กับคนงานท่มี ผี ลผลิต
ระบบการจ่ายผลตอบแทนของ Taylor มีลักษณะพิเศษ คือ จะมีอัตราผลตอบแทนต่อหน่วย
เป็นสองอัตรากล่าว คือ อัตราหนึ่งจะใช้กับระดับของผลผลิตทีย่ ังไม่ถึงมาตรฐานและอีกอัตราหนึ่งจะ
ใชก้ บั ระดบั ของผลผลิตที่เท่ากบั มาตรฐานหรือสงู กว่าและอัตราผลตอบแทนต่อหนว่ ยท่สี ูงกว่านี้จะจ่าย
ให้แกผ่ ลผลิตทุก ๆ ช้ิน
ทฤษฎกี ารจูงใจในสมัยเดิมมกั จะต้ังอยู่บนสมมตฐิ านท่วี ่าเงนิ เปน็ ตวั จูงใจเบ้ืองต้นผลตอบแทน
ทางด้านการเงินจึงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับผลการปฏิบัติงานและถ้าผลตอบแทนที่เป็นเงินสูง
เพยี งพอแลว้ คนงานจะมีความสามารถในการผลิตมากข้ึน
นอกจากน้ี Taylor ยังได้กำหนดมาตรฐานทเ่ี หมาะสมสำหรับการปฏบิ ัติงานด้วยการแยกงาน
ออกเป็นส่วนๆและทาการวัดระยะเวลาที่ต้องใช้การทำงานแต่ละส่วนให้เกิดความสำเร็จว่าจะต้องใช้
เวลาเท่าไร
แนวทางของทฤษฎขี อง Taylor ตงั อยู่บนสมมตฐิ านท่ีเกย่ี วกับตวั บคุ คลในทีท่ ำงานดังน้ี
๑. ปัญหาของความไม่มีประสิทธิภาพจะเป็นปัญหาอย่างหนึ่งของฝ่ายบริหารมิใช่ปัญหาของ
คนงาน
๒. คนงานจะมีความรู้สึกในทางที่ผิดในกรณีที่ว่าถ้าพวกเขาทำงานรวดเร็วเกินไปพวกเขาจะ
กลายเปน็ คนว่างงาน
๓. คนงานมีแนวโน้มตามธรรมชาตทิ จ่ี ะทางานโดยไมใ่ ช้ความสามารถเตม็ ท่ี
๔. หน้าที่ความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร คือ การหาคนทางานให้เหมาะสมกับงานอย่างใด
อย่างหนึ่งโดยเฉพาะและทำการฝึกฝนอบรมด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดที่จะนำมาใช้
ประโยชนใ์ นการทำงาน

๒๙ พรรณราย ทรัพย์ประภา, “การจูงใจ” จิตวิทยาการบริหารบุคคล. (กรุงเทพฯ: ศูนย์สื่อเสริม
กรงุ เทพฯ. ๒๕๒๙) : หนา้ ๖๓.

๒๗

๕. ผลการปฏิบัติงานของพนักงานควรจะเกี่ยวพันโดยตรงกับระบบของผลตอบแทนหรือ
ระบบจ่ายผลตอบแทนของผลผลิต Taylor มีความเชื่อว่าประสิทธิภาพของพนักงานจะสงู ข้ึนถ้ามีการ
จงู ใจใหพ้ นักงานดว้ ยการจ่ายผลตอบแทนตอ่ หน่วยและการออกแบบงานให้มีวธิ ีการท่ีดีทีส่ ดุ

ทฤษฏีของ Taylor ดังกล่าวนี้เป็นแนวทางที่ผู้บริหารนำไปใช้มาเป็นเวลานานพอสมควร จน
กระทงั้ ผู้บริหารสว่ นใหญ่เรมิ่ ยอมรับวา่ แนวทางนม้ี ีขอ้ เสยี หลายประการด้วยกันซ่ึงพอสรปุ ได้ ดงั น้ี

๑.การที่มีทัศนะเกี่ยวกับคนงานทุกคนว่าเป็นคนเกียจคร้านจะต้องมีการบังคับบัญชาอย่าง
ใกล้ชิดและถูกจูงใจด้วยเงินเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นทัศนะที่ไม่ถูกต้องคนงานบางคนอาจจะสามารถ
ทำงานอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพไดโ้ ดยปราศจากการควบคุมอยา่ งใกลช้ ิด

๒. คนงานจะถูกจูงใจให้ปฏิบัติงานด้วยปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายอย่างแทนที่จะเป็นเงินแต่พียง
อย่างเดยี วสิ่งเหล่านีไ้ ด้แก่ ความสำเร็จการยกยอ่ งนับถือความสมั พนั ธ์กบั ผู้รว่ มงานหรือโอกาสของการ
พัฒนาและความเจรญิ งอกงามสว่ นบุคคลเปน็ ตน้

๒.๓ แนวคดิ และทฤษฎีเกย่ี วกบั หลกั พุทธจติ วทิ ยา

จิตวทิ ยานั้น มีรากศพั ทม์ าจากคำว่า psyche หมายถงึ วญิ ญาณ (soul) และ logos หมายถงึ
“พูด” หรือ “กล่าว” ถือเป็นศาสตร์ทีว่ ่าด้วยเรือ่ งวิญญาณ แต่ความหมายนี้ไดถ้ ูกปฏิเสธ เพราะคำว่า
วิญญาณนั้นมีความหมายคลุมเครือมาก ได้มีการถกเถียงมากเกี่ยวกับสภาวะในร่างกาย เป็นต้นคำ
นยิ ามนเี้ ริ่มจะเปลี่ยนไป เป็น จติ ศาสตร์ แต่เป็นสิ่งที่ยากท่จี ะให้ความหมายของคำว่า “จิต” หรือยาก
ที่จะศึกษาได้ เพราะจิตนั้นเป็นกระบวนการท่ีต่อเนื่อง แต่ลักษณะเฉพาะบางอย่างก็ยังค้นคว้าหา
สาเหตไุ ม่ไดใ้ นคนวิกลจริต หรอื ในเวลานอนหลบั หรอื การทีจ่ ะรู้จิตใจของสตั ว์ ตอ่ มานกั จิตวิทยาได้ให้
ความหมายใหมว่ ่า จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ว่าดว้ ยเรื่องจิต แต่ก็ถูกปฏิเสธไปอีก เพราะจิตสำนึกนั้นมีท้งั
จิตสำนึก จิตใต้สำนึก และจติ ไรส้ ำนกึ

จติ วิทยา ในความหมายกว้าง หมายถึง พฤติกรรมของแตบ่ ุคคล ซง่ึ เปน็ ผลมาจากการปรับตัว
กับสิ่งแวดล้อม ในความหมายดังกล่าว พฤติกรรมหมายถึง การแสดงออกซึ่งกิริยาอาการต่าง ๆ เช่น
การเดิน การพูด การหัวเราะ การร้องไห้ เป็นต้น คำว่า แต่ละบุคคลนั้น หมายถึงสิ่งมีชีวิต ได้แก่
มนุษย์และสัตว์ ในความหมายสั้น ๆ จิตวิทยา คือ วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์
(psychology shall be considered as the science itself with behavior of living organism)

ในปัจจุบัน จิตวิทยามีความหมายเป็นที่ยอมรับกันว่า เป็นศาสตร์ที่ศึกษาถึงพฤติกรรมและ
กระบวนการทำงานทางจิต ด้านระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ ( The Scientific Study of
Behaviorand Mental Process)๓๐

การเขา้ มาของจติ วิทยาตะวันตกในประเทศไทยนั้น เรม่ิ จากภายหลังสงครามโลกคร้ังที่ ๒เม่ือ
ประเทศไทยรับเอาอารยธรรมตะวันตก และได้จัดการศึกษาแบบตะวันตก เริ่มเห็นความสำคัญของ
การศึกษาทางดา้ นจติ วิทยา เชน่ พระยาเมธาธบิ ดี, อาจารย์เอ้ือม อิงควาณิชย์, ม.ล.ตยุ้ ชมุ สายเป็นต้น

๓๐ จิราภา เต็งไตรรัตน์ และคณะ, จิตวิทยาทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
๒๕๕๒),หนา้ ๕.

๒๘

และมีการพิมพ์ตำราจิตวิทยา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙๓ มีการพัฒนาการศึกษาค้นคว้าเป็นลำดับจัด
การศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยกนั อยา่ งจริงจงั
จนเป็นที่รู้จักกัน มีแขนงการศึกษาหลายแขนง เช่น จิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาสังคม จิตวิทยา
การศึกษา เป็นตน้

๒.๓.๑ ระบบพุทธจติ วิทยา
คำว่า ระบบนั้น ตรงกับภาษาอังกฤษว่า system ซึ่งมาจากภาษาลาตินว่า systema คือชุด
ของส่งิ ท่ีมีปฏสิ มั พันธก์ นั หรือการพ่งึ พาซึ่งกนั และกนั ของสิง่ ทมี่ ีการดำรงอยทู่ แ่ี ตกตา่ งกนั และมีอิสระที่
ได้ถูกรวบรวมในรูปแบบบูรณาการทั้งหมด ในความหมายหมายถึง ชุด (set) ของส่วนประกอบ
(element) ที่มีลักษณะสัมพันธ์กันโดยการรวมกันเป็นกลุ่ม (input) กระบวนการ (process) และ
ผลผลิต (output) จุดเน้นของระบบ จะเน้นไปที่กระบวนการ หมายถึงขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มีการ
กำหนดอย่างชัดเจนว่าจะทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้ได้ผลที่ต้องการ ขั้นตอนการปฏิบัติงานจะต้องปรากฏ
ให้ทราบโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของเอกสาร หรืออิเล็คทรอนิกส์ หรือโดยวิธีอื่น พจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายวา่ ระบบคอื อย่าง ทำนอง ลำดบั ระเบียบ ทร่ี วมสว่ นต่าง ๆ
เขา้ ดว้ ยกนั ชน้ั เชน่ กบั ระบบใบไม้ คอื ใบไมท้ ่หี ลน่ ลงมาซ้อนกัน๓๑
ในการศกึ ษาพุทธจิตวทิ ยาน้ัน ได้ถือเอาองค์ประกอบของระบบเปน็ แนวทางในการศึกษาพุทธ
จิตวิทยา คือ การกำหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขตเนื้อหา สมมติฐาน สาขา พัฒนาการของการศึกษา
พุทธจิตวิทยา คำสอนแม่บท การศึกษาจากวรรณคดี การศึกษาพุทธจิตวิทยาจากพุทธสาวก สาระ
พุทธจิตวิทยา การพัฒนาจิตและจิตวิทยาประยุกต์ ในลักษณะบูรณาการอย่างสัมพันธ์กัน ตั้งแต่
วตั ถปุ ระสงคเ์ ปน็ ตน้ ไปจนนิสติ มจี ติ สาธารณะ มเี มตตา ปรารถนาดีต่อกันตามหลกั สังคหวตั ถุ
๒.๓.๒ แนวคดิ หรอื ทฤษฎีพทุ ธจติ วทิ ยา
แนวคิด (concept) คือ ภาพพจน์ มโนภาพ มโนทัศน์ ภาพในใจหรือแบบของความคดิ ทีเ่ ป็น
ตวั แทน ความคดิ รวบยอด ลกั ษณะท่ีสำคญั หรอื ปรากฏการณ์ ผา่ นกระบวนการเรยี นรคู้ ิด (cognition)
ของคนเรา เป็นวิธีการที่เราจัดกลุ่มหรือจำแนกข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้เรามองเห็นว่าสิ่งใดอยู่ในกลุ่ม
เดียวกัน เช่น มองวา่ โต๊ะ เก้าอ้ี เตยี ง คอื ส่วนหน่งึ ของเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจากกบ ซ่งึ มคี วามคดิ รวบยอดอีก
แบบหนึ่ง คือกบเป็นส่วนหนึ่งของสัตว์ หรือสัตว์ครึ่งบกครั้งน้ำ การรู้จักจัดกลุ่มดังกล่าว ทำให้เรา
เข้าใจโลกทีเ่ ราอาศัยอยไู่ ด้ดขี นึ้
การศกึ ษาพุทธจิตวิทยาน้ันมแี นวคิดวา่ พุทธะ แปลว่า ผูร้ ู้ ผตู้ ืน่ ผเู้ บิกบาน หมายถึง บุคคลท่ี
ตรัสรู้แล้ว ผู้รู้อริยสัจ ๔ แบ่งเป็น ๓ คือ พระพุทธเจ้า (ท่านผู้ตรัสรู้เอง และสอนให้ผู้อื่นรู้ตามพระ
ปัจเจกพุทธะ (ท่านผู้ตรัสรู้เองจำเพาะผู้เดียว) และพระอนุพุทธะ (ท่านผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า)
(สาวกพุทธะ)

๓๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา,
๒๕๕๔), หนา้ ๒๖๘.

๒๙

๒.๓.๓ ทฤษฎพี ทุ ธจิตวิทยา
ทฤษฏี หมายถึง กลุ่มความคิดที่มีเหตุผล ซึ่งได้มาจากการศึกษาอย่างเป็นระบบและมี
จุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายเรื่องราวหรือเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล โดยได้ผ่าน
การทดลองอย่างน่าเชอื่ ถือ เชน่ ทฤษฎที างวิทยาศาสตร์๓๒
ทฤษฎี หมายถึง ระบบความคิดที่มีการจัดการที่ได้อธิบายปรากฏการณ์ เหตุการณ์ต่างๆ ว่า
เป็นอะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต ทฤษฎีได้มาจากการตั้งสมมติฐาน
(hypothesis) และการพิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ จนได้หลักฐานข้อเท็จจริง มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือ
ยนื ยนั อยู่จำนวนหนงึ่ จึงไดร้ บั การยอมรบั ว่าเป็นทฤษฎี๓๓
ทฤษฎีตามหลักพุทธจิตวิทยานั้น ตรงกับภาษาบาลีว่า ทิฏฐิ แปลว่า ความเห็น ความเข้า
ใจความเชื่อในการศึกษานี้ หมายถึงการเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ได้แก่ เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม
วา่ ทำดีมผี ลดี ทำช่วั มีผลชั่ว ขันธ์ไมเ่ ที่ยง เหน็ อรยิ สัจ ๔๓๔
ในส่วนแนวคิดหรือทฤษฎีนั้น ที่เป็นแนวคิดทางพุทธจิตวิทยานั้น เป็นแนวคิดที่พระพุทธเจ้า
ได้ตั้งเป็นสมมติฐาน (hypothesis) ตามหลักวิทยาศาสตร์ จนปรากฏเป็นแนวคิดหรือทฤษฎีที่เป็น
สัมมาทิฏฐิ เกิดเป็นหลักธรรมและมีการเผยแพร่จนมปี ระชาชนนับถือทั่วโลก เช่น หลักธรรมเกี่ยวกับ
การฝกึ หดั อบรมจิตใจ หลกั วิปสั สนากรรมฐาน เปน็ ต้น
๒.๓.๔ สมมตฐิ านในพุทธจติ วิทยา
พระพทุ ธเจา้ ไดต้ ้ังสมมติฐาน ๒ ครัง้ คอื
ครั้งที่ ๑ หลังจากได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะทรง
พอใจในสมณเพศ เห็นว่า สมณเพศน่าจะเป็นโอกาสอันงามที่จะทำชีวิตให้บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากความ
แก่ ความเจ็บ และความตายได้ จึงได้เสด็จออกผนวช และได้พิสูจน์และทดลองด้วยพระองค์เองโดย
เขา้ ศึกษาและปฏบิ ัตใิ นสำนักของอาฬารดาบส และอุทกดาบส จนบำเพญ็ ทุกรกิรยิ า ๓ วาระ คอื ๓๕
วาระแรก กดพระทนต์ดว้ ยพระทนต์ (กัดฟัน) กดพระตาลดุ ้วยพระชิวหา (เอาล้นิ ดุนเพดาน)
วาระทสี่ อง กล้ันลมหายใจเข้าออก จนเกดิ เสียงอู้ในช่องพระกรรณทง้ั สอง
วาระสาม ทรงอดพระกระยาหาร เสวยแต่วันละน้อย จนมาดำริว่า การบำเพ็ญทุกรกิริยา
ไมใ่ ช่ทางตรสั รู้

๓๒ จำนงค์ อดิวัฒนสิทธ์ิ, ศ. สังคมวิทยาตามแนวพุทธศาสตร์, (สำนักงานอธิการบดี : มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๕), หนา้ ๔๓.

๓๓ วทิ ยากร เชียงกูล, จติ วิทยาและการพัฒนาตนเอง, (กรงุ เทพมหานคร : เดอื นตลุ า, ๒๕๕๒), หน้า ๒๔๐.

๓๔ พิสฐิ เจรญิ สุข, คู่มือการอบรมสมาธ,ิ (กระทรวงศกึ ษาธิการ: กรมการศาสนา, ๒๕๔๒), หน้า ๒๔-๒๕.

๓๕ คณาจารย์สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง, พุทธประวัติฉบับมาตรฐาน, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เลี่ยง
เชยี ง,๒๕๔๗), หน้า ๓๕-๓๖

๓๐

หลังจากนนั้ ทรงเกดิ อุปมา ๓ ข้อ คือ
ข้อที่ ๑ สมณพราหมณ์ ยังมีความพอใจในกาม มีใจยังไม่สงบระงับ แม้จะบำเพ็ญเพียรอย่าง
แสนสาหัสก็จะไม่สามารถตรัสรู้ได้ เปรียบเหมือนใบไม้สดที่แช่อยู่ในน้ำ บุรุษจะนำไปสีให้เกิดไฟไม่ได้
ต้องเหนือ่ ยเปล่า
ข้อที่ ๒ สมณพราหมณ์ หลีกออกจากกาม มีใจรักใคร่ในกาม มีใจยังไม่สงบระงับ แม้จะ
บำเพ็ญเพียรอย่างแสนสาหสั ก็จะไม่สามารถที่จะตรัสรู้ได้ เปรียบเหมือนไม้สดท่ีชุ่มด้วยยาง แม้จะอยู่
บนบกบุรษุ จะนำไปสีใหเ้ กดิ ไฟไม่ไดเ้ ช่นกัน
ข้อที่ ๓ สมณพราหมณ์ ละความใครใ่ นกามได้แล้ว มีใจสงบระงับ มกี ารบำเพญ็ เพียรอย่างยิ่ง
ย่อมสามารถตรัสรู้ได้ เปรยี บเหมอื นไมแ้ ห้งทวี่ างอยบู่ นบก บรุ ุษสามารถสีใหเ้ กิดไฟได้จากอุปมา ๓ ข้อ
ทำให้พระองค์ทรงเห็นว่า การบำเพ็ญทุกรกิริยาไม่ใช่หนทางแห่งการตรัสรู้จึงทรงเปลี่ยนสมมติฐาน
ใหม่ ครั้งที่ ๒ ทรงทราบแล้วว่าการบำเพ็ญทุกรกิริยาไม่ใช่ทางแห่งการตรัสรู้โดยเปรียบเทียบกับเสียง
พิณที่ท้าวสักกเทวราช ดีดถวาย จึงตั้งสมมติฐานใหม่ว่า การบำเพ็ญเพียรทางจิตโดยยึดหลัก
มชั ฌมิ าปฏปิ ทามาเปน็ ข้อปฏบิ ตั ิ จะเป็นหนทางบรรลุพระสพั พญั ญุตญาณแน่จึงทรงเรม่ิ ฉันอาหารและ
บำเพ็ญเพียรทางจิต จนได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ก่อน
พุทธศก ๔๕ ปี
๒.๓.๕ กำเนดิ พทุ ธจติ วิทยา
ในการศึกษาพุทธจิตวิทยานั้น จะต้องทำความเข้าใจพระพุทธเจา้ ในฐานะเปน็ ผู้นำเอาความรู้
แขนงนี้มาแสดงให้ประจักษ์แก่ชาวโลก ดังนี้ พระพุทธเจ้าตามประวัติศาสตร์ มีพระนามเดิมว่า
เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา แห่งนครกบิลพัสดุ
ประเทศอินเดีย ทรงประสูติกอ่ นพทุ ธศักราช ๘๐ ปี เม่อื มพี ระชนพรรษาได้ ๑๖ พรรษา ได้ทรงอภเิ ษก
สมรสกบั เจา้ หญงิ ยโสธราหรือพิมพา และทรงมีพระโอรส ๑ พระองค์ นามวา่ ราหลุ เมอื่ พระชนมายุได้
๒๙พรรษา ได้เสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาสัจธรรมเป็นเวลา ๖ ปี ได้ทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์
สมุทัยนิโรธ และมรรค เมื่อพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา หลังจากนั้นทรงเสด็จไปประกาศหลักธรรมแก่
ชาวโลกเป็นเวลา ๔๕ ปี และเสด็จดบั ขนั ธปรนิ พิ พาน เมอ่ื พระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา
ตลอดระยะเวลา ๔๕ พรรษานั้น พระพุทธองค์ทรงพิจารณาอภิธรรมปิฏกตลอด ๗ วัน และ
ตรัสเทศนาพระสัตตปกรณาภิธรรมปิฏกในภายในไตรมาส๓๖ (พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์) ณ สวรรค์ช้ัน
ดาวดึงส์โปรดพุทธมารดาสริ มิ หามายา ตลอด ๓ เดือน
ณ สัตตมหาสถานนั้น พระพุทธองคท์ รงพิจารณาพระอภธิ รรมปฎิ ก หลงั จากตรัสร้พู ระสัมมา
สัมโพธิญาณแลว้ เสด็จประทบั เสวยวมิ ุตติสุขในสถานท่ีต่าง ๆ แหง่ ละ ๗ วนั เป็นเวลา ๔๙ วัน ดงั น้ี

สัปดาห์ที่ ๑ ต้นศรีมหาโพธิ์ พิจารณาปฏิจจสมุปบาท ทัง้ อนุโลมและปฏโิ ลม
สัปดาหท์ ่ี ๒ อนิมสิ เจดีย์ เพ่งดรู ตั นบลั ลงั ก์
สัปดาหท์ ี่ ๓ จงกรมระหว่างอนมิ สิ เจดีย์กับตน้ ศรมี หาโพธิ์

๓๖ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส, พระปฐมสมโพธิกถา (พิสดาร ๒๙ ปริเฉท), (กรุงเทพมหานคร :
เลีย่ งเชยี ง ม.ป.ป.), หน้า ๓๙๓-๓๙๔.

๓๑

สัปดาหท์ ่ี ๔ รตั นฆรเจดีย์ เรือนแกว้ พิจารณาอภธิ รรมปิฎก
สัปดาหท์ ่ี ๕ อชปาลนิโครธ และทรงขับธิดามาร
สัปดาหท์ ่ี ๖ มุจจลนิ ท์ (ไมจ้ กิ )
สัปดาห์ที่ ๗ ราชายตนะ (ไมเ้ กต) ตปุสสะและภัลลิกะ
หลังจากสัปดาห์ที่ ๗ เริ่มประกาศศาสนาตามการอาราธนาของท้าวสหัมบดีพรหม โดยทรง
เปรียบสรรพสัตว์ ส่งิ มชี ีวติ เหมอื นดอกบวั สเี่ หลา่
ดอกบัวส่เี หล่า มดี งั นี้ คือ
๑. อุคฆฏติ ญั ญู ดอกบวั พน้ น้ำ พอไดร้ ับคำชแี้ นะก็จะสามารถตรัสรไู้ ด้
๒. วิปฏติ ัญญู เสมอผวิ นำ้ ต้องได้รับการชี้แนะและทบทวนกจ็ ะสามารถตรัสรู้ได้
๓. เนยยะ อยู่ใต้นำ้ ต้องได้รับคำชแ้ี นะมากกว่าข้นั ท่สี อง จึงจะสามารถตรสั รไู้ ด้
๔. ปทปรมะ อยใู่ ตโ้ คลนตม ช้ีแนะอยา่ งไรก็ไม่สามารถตรสั รู้ได้
๒.๓.๖ วัตถุประสงค์ของการศกึ ษาพทุ ธจิตวิทยา
๑. วตั ถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรมทางกาย
๑) ทราบถึงคุณประโยชน์ของพระพุทธศาสนา
๒) มีคณุ ธรรมในจิตใจ เช่น ขันติ เมตตา สงั คหวัตถุ พฤติกรรมเชิงบวก จติ สาธารณะ
เป็นตน้
๓) ดำเนนิ ชีวติ ตามแนวพุทธจริยธรรม (อรยิ บคุ คล)
๔) พง่ึ ตนเองและบำเพญ็ ประโยชน์แกส่ ังคม ประเทศชาติ
๒. วตั ถุประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรมทางจิต
๑) เพ่อื กำจดั อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน
๒) มีความตั้งใจ (โยสโิ สมนสกิ าร) สมั มาทิฏฐิ ปฏิบตั ทิ างจิต (สมาธิ ปัญญา)
๓) ประโยชน์แหง่ ความสขุ และสงบจติ ใจ
๔) ประโยชนส์ ขุ ย่งิ (พระนพิ พาน)
๒.๓.๗ ขอบเขตเน้อื หาพทุ ธจิตวทิ ยา
หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ได้พิจารณากระแส
ความเป็นไปของจิต ทั้งในกระแสชีวิตที่เป็นทุกข์ สาเหตุที่ทำให้ชีวิตเป็นทุกข์ ความเป็นไปได้ของการ
ดบั ทกุ ข์ และวิธีการดำเนินชวี ติ ไปสู่การดบั ทุกข์ กระแสจติ หรอื ภาวะจิตท่ีพระองค์ทรงค้นพบนั้นถือได้
ว่าเปน็ เนื้อหาสาระสำคัญของศาสตรท์ เ่ี รยี กวา่ พทุ ธจติ วิทยาเพราะเป็นการศกึ ษาเรื่องจิตโดยตรงโดยมี
จุดเน้นให้ผูศ้ ึกษาเฝ้ามอง พิจารณาและวเิ คราะห์ จนรูเ้ ท่าทันสภาวะจติ ดว้ ยตนเอง เพ่อื จะได้ขจัดทุกข์
ทางใจไดส้ ิ้นเชิง มสี ภาวะจติ ทเี่ ปน็ อสิ ระ ถึงความสขุ ท่ีสมบรู ณ์ เป้าหมายของจิตวิทยาพระพุทธศาสนา
อยู่ท่ีการฝกึ กระแสจิตเพ่ือดับทกุ ข์ ดงั พระดำรสั ของพระพทุ ธองค์ทีต่ รสั ไว้ในอลคัททปู มสตู ร ว่า

๓๒

“ภิกษุทั้งหลาย ในกาลก่อนก็ตาม ในบัดนี้ก็ตามเราบัญญัติสอนแต่เรื่องความทุกข์
และความดับสนิทไมเ่ หลอื ของความดับทุกขเ์ ท่านน้ั ”๓๗

คำวา่ ทกุ ข์ นั้นคอื สภาพที่ทนไดย้ าก สภาพท่เี ป็นทุกข์ ความไมส่ บาย ความบบี คั้นจากปัญหา
ต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นสาระสำคัญและถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในทีฆนิกาย มหาวรรค กล่าวถึงทุกข์ว่า
มี ๒ ลกั ษณะ คือ๓๘

๑. กายิกทุกข์ เป็นความทุกข์หรือความบีบคั้นที่มีสาเหตุมาจากความต้องการต่าง ๆ เช่น
ความตอ้ งการอาหาร ตอ้ งการมีรถ มีบา้ น ร่ำรวย เปน็ ตน้ เป็นความต้องการทางวัตถุ

๒. เจตสิกทุกข์ เป็นความทุกข์หรอื ความบีบค้ันที่มีสาเหตุมาจากความต้องการทางดา้ นจติ ใจ
ซงึ่ ถือวา่ เป็นสาระของจิตวิทยาทั้งหมด ความทกุ ขท์ ่ีเกดิ ทางดา้ นจติ ใจนเี้ ป็นความทุกข์ที่เกิดก่อนความ
ทุกข์ทางกาย และสามารถบริหารจัดการได้ด้วยศักยภาพและสติปญั ญาของมนุษย์ดังพระพุทธพจน์ท่ี
กลา่ วลกั ษณะไวใ้ นขทุ ทกนิกายวา่

“จิตดิ้นรน กลับกลอก ป้องกันยาก ห้ามยาก คนมีปัญญาสามารถทำให้ตรงได้เหมือนช่างศร
ดัดลูกศร”

“ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ ถ้าบุคคลมีใจไม่บริสุทธ์ิ
กล่าวอยู่ก็ตาม ทุกข์ย่อมเป็นไปตามบุคคลนั้น เหมือนล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ผู้ลากเกวียนไปอยู่
ฉะนน้ั ”

“ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ ถ้าบุคคลใดมีใจผ่องใส
กล่าวอย่กู ต็ าม ทำอยู่ก็ตาม สุขยอ่ มไปตามบุคคลนนั้ เหมอื นเงามปี กติไปตาม ฉะน้ัน”

ดังน้นั ผู้ท่สี ามารถบรหิ ารจดั การจติ ได้กส็ ามารถบริหารจดั การกายได้
๒.๓.๘ คำสอนแม่บทของพุทธจิตวทิ ยา
คือ พระธรรมและพระวินัย ซึ่งถอื วา่ เป็นเนื้อหาหลักในการศึกษาพุทธจิตวิทยาพระธรรมและ
วินัย คือ คำสอนทางพระพุทธศาสนา เรียกว่าเป็นแม่บทหรือหลักในการศึกษาพุทธจิตวิทยานั้น มี
ความหมายดังต่อไปน้ี
ก. ธรรมะเป็นคำรวมเรียกสิ่งต่าง ๆ ท่ีเป็นธรรมชาติ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ตามระบบของธรรมชาติ
นั้น ๆ และพฤติกรรมต่าง ๆ ของธรรมชาติ และสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาตินั้น ๆ ทั้งที่อยู่ภายนอกและ
ภายในมนุษย์ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ได้นำมาเป็นกฎเกณฑ์ ทฤษฎี หลักการ ความรู้ (ปริยัติ) ความ
ประพฤติ (ปฏิบัติ) และหลักแห่งความรู้แจ้งแท้ตลอด ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติที่เรียกว่า ญาณ
โพธิ วิมุตติหรือนิพพาน ซึ่งสามารถแบ่งธรรมชาติหรือธรรมะนั้น ๆ ออกเป็น ๑๐ ประเภทด้วยกัน
ดงั ตอ่ ไปนี้๓๙

๓๗ ม.ม. (ไทย) ๑๒/๒๗๘ /๒๘๖.

๓๘ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๒๙๕ /๓๔๒

๓๙ จิตวทิ ยาตามแนวพทุ ธศาสตร์, ๒๕๒๖, หนา้ ๖๗-๖๘.

๓๓

๑. เญยยธรรม คือ ธรรมหรือสิ่งท่ีควรรู้ เช่น สงั ขาร จิต ลกั ษณะจิต นิพพาน เปน็ ต้น
๒. มรรคธรรม คือ อริยมรรค มีองค์ ๘ ประการ ซึ่งเป็นทางอันประเสริฐ หรือทาง
สายกลางท่พี ระพทุ ธเจา้ คน้ พบ
๓. สภาวธรรม คือ สภาพของสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ได้แก่ สิ่งที่ดี (กุศล) สิ่งที่ไม่ดี
(อกุศล)และสงิ่ ทมี่ ีสภาพกลาง ๆ (อัพยากฤต)
๔. ชาติธรรม คือ สิ่งที่เป็นสามัญทั่วไปที่เกิดขึ้นในสิ่งนั้น ได้แก่ สิ่งที่เป็นทุกข์
เปล่ียนแปลงและไมค่ งอยใู่ นสภาพเดิม จากอัตตาไปสู่อนตั ตา
๕. มโนธรรม คอื สิ่งทีเ่ ปน็ ความรับผิดชอบชว่ั ดีท่เี กิดข้นึ ในชีวติ จิตใจ
๖. วสิ ยั ธรรม คอื ส่ิงทเี่ ก่ยี วกบั ประสาทสัมผัส (อวัยวะภายใน-ภายนอก) ซ่ึงอาศัยซ่ึง
กนั และกนั เกิดข้นึ ภายในจิตใจ
๗. ปุญญธรรม คือ ส่ิงท่มี คี า่ ต่อชวี ติ ได้แก่ คุณงามความดี ความสขุ ทางกายและจติ
๘. ภาวธรรม คือ สิ่งที่มีอยู่ เกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงจากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะ
หนง่ึ
๙. ปาวจนธรรม คอื สง่ิ ทีเ่ ป็นคำสอน ท่เี ปน็ ปรยิ ตั ิ ทค่ี วรนำมาศึกษา
๑๐. นิพพานธรรม คอื เป้าหมายของการศกึ ษาและชวี ติ ของพุทธศาสนิกชน
ข. วินัย คือ กฎระเบียบ ข้อบัญญัติสำหรับฝึกหัดกาย วาจา และใจ ได้แก่ สิกขาบท หรือศีล
ของพระภกิ ษุ สามเณร ภกิ ษณุ ี อบุ าสก อุบาสกิ า และชใี นพระพุทธศาสนา
ธรรมะและวินยั น้ี ถือวา่ เป็นบทตัง้ หรอื เป็นแกนในการศกึ ษาพุทธจิตวิทยา

๒.๓.๙ สาขาของพทุ ธจติ วทิ ยา
พุทธจติ วิทยา สามารถแบ่งออกเป็นสาขาตา่ งๆ ได้ ๒ สาขา คือ
๑. พุทธจิตวิทยาทั่วไป จะเน้นศึกษาพฤติกรรมของจิตที่สะท้อนออกมาทางกายและวาจา
ไดแ้ ก่ ทางอารมณ์ ความรู้สึก เชาวนป์ ญั ญา การรับรู้ สุขภาพจติ การส่อื สาร ผสั สะ สงั คม สงิ่ แวดลอ้ ม
๒. พุทธจิตวิทยาเหนือประสาทสัมผัสหรือชั้นสูง ในภูมิภพ ฌานสมาบัติ มรรค ผล นิพพาน
โดยชาติ ภูมิ และกิริยาจิต เช่น จิตที่เป็นรูปาวจรกุศลจิต จะส่งผลให้เกิดในสุปาวจรกุศลภูมิ ดัง
แผนภมู ขิ า้ งลา่ ง

๓๔

๒.๓.๙.๑ สาขาพทุ ธจติ วทิ ยากบั การศึกษาในปจั จุบัน (เน้นการประยุกต์)
๑. พุทธจิตวิทยาการศึกษา เน้น พุทธิศึกษา (Cognitive Education) จริยศึกษา
(MoralEducation) พลศกึ ษา (Physical Education) พทุ ธศลิ ป์ (Buddhist Art Education)
๒. พุทธจิตวิทยาสังคม บทบาทในพฤติกรรมทางจิตที่แสดงออกในสังคม และ
ปฏกิ ิรยิ าทางสงั คม
๓. พุทธจิตวิทยาอนัตตา ศึกษาสามัญลักษณะของธรรมชาติ และจิตที่เป็นสังขต
ธรรมและอสังขตธรรม
๔. พุทธจิตวิทยาประยุกต์ การนำพระพุทธศาสนาไปสอนตามสภาวะและ
สิ่งแวดล้อมพุทธจิตวิทยาบำบัด / พุทธจิตวิทยาวิเคราะห์ การนำหลักสมาธิและวิปัสสนาไปบำบัด
ผู้ป่วย
๕. พุทธจติ วทิ ยาปรากฏการณ์ ศกึ ษาปรากฏการณ์ที่เกิดจากการปฏบิ ัติที่รู้เห็นด้วย
ตนเอง (จิตวิทยาพระนพิ พาน)
๖. พุทธจิตวิทยาการปรึกษา การนำหลักธรรมไปให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยใน
โรงพยาบาลในลักษณะผู้ป่วยข้างเตียง (คิลานธรรม) ด้วยการปลอบโยน หรือการเจริญอาณาปานสติ
ตามหลกั การใหค้ ำปรกึ ษา
๒.๓.๑๐ การศึกษาพุทธจติ วทิ ยาจากพุทธสาวก
สงั คมพระพุทธศาสนา เปน็ สงั คมที่เป็นธรรมาธิปไตย ยึดคำส่งั สอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติและดำเนินชีวิต ประกอบด้วยบริษัท (กลุ่มคน) ๔ จำพวก ที่เรียกว่า
พทุ ธบรษิ ัท คือ ภกิ ษุ และสามเณร ภกิ ษณุ ีและสามเณรี อุบาสกและอุบาสกิ า บรษิ ทั ๔ ตอ้ งยึดม่ันและ
นบั ถือพระรัตนตรัย และปฏิบตั ติ ามธรรมวนิ ัยคำส่ังสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรษิ ัท ๔ นั้นถือว่า

๓๕

เป็นผู้แทนของพระศาสนาในการประกอบกิจกรรมทุกอย่าง มีหน้าในการศึกษา ปกป้องคุ้มครอง
ทะนุบำรุงพระศาสนาใหเ้ จรญิ พัฒนาสถาพร

คำสอนของพระพุทธองค์ เรียกว่าพระธรรมวินัย ซึ่งต่อมาได้มีการสังคายนาชำระตรวจสอบ
ความถกู ต้องมาโดยลำดับ และไดจ้ ัดเป็นหมวดหมู่ ท่ีเรยี กว่า พระไตรปิฎก มี ๓ หมวด ดงั นี้๔๐

ก. วินัยปฎิ ก คือคมั ภีร์ทีว่ า่ ด้วยระเบยี บวนิ ัย มี ๕ หมวด ไดแ้ ก่
๑. มหาวิภงั ค์ : วินัยทีเ่ ปน็ หลกั ใหญ่ ๆ ของภิกษุ
๒. ภิกขุนีวภิ ังค์ : วินยั ของภิกษณุ ี
๓. มหาวรรค : พทุ ธประวตั ติ อนแรก และกจิ การของภกิ ษสุ งฆ์
๔. จลุ วรรค : พธิ ีกรรมทางพระวนิ ยั ความเปน็ มาของภิกษุณี และสังคายนา
๕. ปรวิ าร : คมู่ อื ตอบ-ซกั ถามความร้พู ระวินยั

ข. สุตตนั ตปฎิ ก คอื คมั ภีร์ที่วา่ ดว้ ยพระธรรมเทศนาท่ัว ๆ ไป มีประวตั ิและเน้อื เร่ืองประกอบ
แบ่งออกได้ ๕ หมวดใหญ่ ดังนี้

๑. ทีฆนิกาย : พระสตู รหรอื พระธรรมเทศนาขนาดยาว
๒. มชั ฌิมนกิ าย : พระสูตรหรอื พระธรรมเทศนาขนาดกลาง
๓. สังยุตตนกิ าย : พระสูตรหรอื พระธรรมเทศนาประมวลธรรมตามเรอื่ งท่เี กี่ยวข้อง
๔. องั คุตตรนิกาย : พระสตู รหรอื พระธรรมเทศนาเป็นข้อ ๆ ตามลำดับข้อธรรม
๕. ขทุ ทกนิกาย : พระสูตรหรอื พระธรรมเทศนาภาษติ คำอธิบาย และเรอ่ื งราว
เบด็ เตล็ด
ค. อภิธรรมปิฎก คือคัมภีร์ที่ว่าด้วยข้อธรรมล้วน ๆ ไม่มีประวัติหรือเรื่องราวประกอบ มี ๗
หมวดดังนี้
๑. ธมั มสงั คณี : ธรรมะรวมเป็นหมวดเปน็ กลุ่ม
๒. วภิ งั ค์ : อธบิ ายธรรมแตล่ ะเรอ่ื งแยกแยะออกชแี้ จงวินจิ ฉัยโดยละเอยี ด
๓. ธาตุกถา : ธรรมะทีจ่ ัดระเบยี บความสมั พนั ธเ์ ขา้ ในขันธ์ ธาตุ อายตนะ
๔. ปคุ คลบัญญตั ิ : บญั ญัตคิ วามหมายบุคคลประเภทต่าง ๆ ตามคุณธรรมทีด่ ี
๕. กถาวตั ถุ : แถลงและวินิจฉยั ทศั นะของนิกายตา่ ง ๆ สมยั ตตยิ สังคายนา
๖. ยมก : ธรรมะทีร่ วมเป็นคู่ ๆ
๗. ปฏั ฐาน : อธบิ ายปจั จัย คือ ลักษณะความสัมพนั ธท์ ี่เนือ่ งอาศยั กนั ๒๔ อยา่ ง

๔๐ พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตโต), พระไตรปิฏกสิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้, (กรุงเทพมหานคร : แมสโปรดักส์,
๒๕๔๖), หนา้ ๓๒-๔๒.

๓๖

๒.๓.๑๑ การศกึ ษาพุทธจติ วทิ ยาจากวรรณคดี

๑. วรรณคดีบาลี (หนังสือบาลีที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี คือ พระวินัยปิฎก ข้อห้ามหรือข้อ

ปฏิบัติ พระสุตตันตปิฎก พระธรรมเทศนาทั่วไปมีประวัติและเรื่องประกอบ พระอภิธรรมปิฎกธรรมะ

ลว้ น ๆ)

๒. อรรถกถา คัมภีร์อธิบายความในพระไตรปิฎก เช่น มโนรถปูรณี พระพุทธโฆสาจารย์แต่ง

กลา่ วถงึ สถานทท่ี ีพ่ ระพุทธเจ้าจำพรรษา ๔๕ พรรษา คอื

๑) อสิ ปิ ตนมฤคทายวนั ๒-๔) ราชคฤห์

๕) เวสาลี ๖) มังกลุ บรรพรรต

๗) ดาวดงึ ส์ ๘) เภสกลาวัน (ใกลส้ งุ สมุ ารคีร)ี

๙) โกสัมภี ๑๐) ปาลไิ ลยกะ

๑๑) นาฬา ๑๒) เวลัญชา

๑๓) จาลิยบรรพต ๑๔) เชตะวัน

๑๕) กบลิ พัสด์ุ ๑๖) อาฬวี

๑๗) ราชคฤห์ ๑๘-๑๙) จาลยิ บรรพต

๒๐) ราชคฤห์ ๒๑-๔๕) เชตวัน หรือบุพพาราม

๓. ฏีกา คมั ภีรอ์ ธบิ ายความของอรรถกถา

๔. อนฎุ ีกา อธบิ ายความในฎกี า

๕. โยชนา อธิบายความหมายของศพั ท์และความสมั พันธ์ของศพั ท์

๒.๓.๑๒ สถาบันการศกึ ษาพทุ ธจติ วทิ ยา
สถาบันทางการศึกษา คือ โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ได้จัดรูปแบบการศึกษาจาก
พระไตรปิฎกขึ้นในวัด วิหาร อาศรม หรือพระราชวัง พระสาวกและพุทธบริษัท ได้ปรับปรุงและขยาย
การศึกษาออกเป็น วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ภายใต้การอนุเคราะห์และอุปถัมภ์จากรฐั บาลประเทศนั้น
ๆ ที่พระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้าไป การศึกษาจิตวิทยาพระพุทธศาสนา ได้แบ่งออกเป็นสาขาต่าง ๆ
เชน่ อภิจติ วทิ ยา อภิธรรม ปรจิตวิทยา เป็นต้น จากในอดตี จนถึงปจั จุบนั ทพ่ี อจะกลา่ วไดด้ ังนี้
ก. มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาในอดีต เช่น มหาวิทยาลัยนาลันทา วิกรมศิลา อุทัยปุระตัก
กศิลา เป็นตน้ สถาบนั ดังกล่าวยึดพระไตรปฎิ กเป็นแม่บทของการศึกษา ทัง้ ตามภาษามคธ และภาษา
สันสกฤต
ข. มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน พระพุทธศาสนาเมื่อเผยแผ่เข้าไปในประเทศน้ัน
ๆ ก็ได้มีการปรับปรุงพัฒนาไปตามวิถีชีวิตของคนในชุมชนและประเทศนั้น ๆ โดยไม่มีนโยบายที่จะ
ทำลายหรือลบล้างประเพณีหรือวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิม แม้แต่ระบบการศึกษาก็พัฒนาไปตามวิถีชีวิต
ของคนในประเทศนั้น ซึ่งสามารถแบง่ ออกเป็น ๓ ประเภท ดงั น้ี

๑. มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เป็นมหาวิทยาลัยที่ใช้ภาษาบาลีเป็น
หลักในการศกึ ษาพระพุทธศาสนา เช่นประเทศศรลี ังกา ไทย พมา่ เขมร ลาว เปน็ ต้น

๓๗

๒. มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เป็นมหาวิทยาลยั ท่ีใช้ภาษาสันสกฤต
เป็นหลักในการศึกษาพระพุทธศาสนา เช่น ทิเบต มองโกเลีย จีน เกาหลี เวียดนาม และญี่ปุ่น และ
นอกจากนั้นยงั ได้แปลมาเป็นภาษาประจำชาติของตนเอง

๓. มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแบบตะวันตก เป็นลักษณะการศึกษาแบบรวม คือ
มีทั้งใชภ้ าษาบาลี สันสกฤต ทิเบต จีน ญี่ปุ่น แล้วแต่ประเทศที่นำพระพุทธศาสนาเข้าไปเผยแพร่ เช่น
ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย อังกฤษ อเมริกา เยอรมัน รัสเซีย เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย
เปน็ ต้น

๒.๓.๑๓ ประโยชน์ของการศึกษาพทุ ธจิตวทิ ยา
จุดเด่นของพระพุทธศาสนาที่เป็นที่สนใจของผู้ศึกษา ก็คือพระพุทธศาสนาเน้นหนักในเรื่อง
การศึกษาเรื่อจิต มาก และพุทธจิตวิทยาก็เน้น ไปที่การศึกษาเร่ืองของจิตซึ่งศึกษาก็จะก่อใหเ้กิด
ประโยชน์ดงั น้ี
๑. ทำให้เข้าใจชัดเจนถึงกระบวนการทำงานของจิต ธรรมชาติ และเหตุปจั จัยต่าง ๆ ที่เปน็ ตัว
ภาวะแฝงของจติ
๒. สามารถควบคุมความทุกขแ์ละสร้างเหตปุ ัจจัยใหม่ เพื่อจะช่วยขจัดภาวะแฝงท่ีทำ ให้เกิด
ทุกข์นั้น ๆ หมดไป
๓. สามารถปลดเปลื้องทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจได้สิ้นเชิง บรรลุถึงความสุขสมบูรณ์ของ
ชีวิต และเขา้ ถึงความสงบแหง่ จติ ใจไดอ้ ยา่ งแท้จรงิ

๒.๔ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับหลักพุทธจิตวิทยากับการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึก
วิชาชพี ผ้ตู อ้ งขังเรอื นจำช่ัวคราวดอยฮาง ในจงั หวัดเชียงราย

๒.๔.๑ การปฏบิ ตั ติ ่อผกู้ ระทาํ ผิดโดยใชร้ ะบบเรอื นจํา
๒.๔.๑.๑ หลักการและแนวคดิ
วิธีการปฏิบัติต่อผู้กระทําผิดในระบบเรือนจํา (Custodial treatment) หรือการ

จําคุกเป็นการลงโทษทางอาญาสถานหนึ่ง นิยมใช้ในกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักทั่วโลก การ
ลงโทษโดยการจําคุก เป็นแนวความคิดที่แยกมาจากการลงโทษของสํานักคลาสสิก คือ ลงโทษให้
เหมาะสมกับอาชญากรรม แนวความคิดใหม่น้ี เลกิ คดิ ถึงผลในทางยบั ย้ัง แต่ใช้การลงโทษเพียงเพื่อให้
อาชญากรพ้นไปเสียจากชุมชน เรือนจําจึงกลายเป็นสถานที่ควบคุม ที่จะป้องกันชุมชนจาก
อาชญากรรม โดย การขังอาชญากรไว้ วิธกี ารนี้จะมผี ลในการควบคุมมิให้อาชญากรมโี อกาสแพร่พันธ์ุ
อย่างน้อยที่สุดระหว่างที่ถูกขัง อย่างไรก็ดียังหาข้อมูลที่จะนํามาพิสูจน์ผลของการจําคุก ต่ออัตรา

๓๘

อาชญากรรมในชุมชนไม่ได้ มีแต่เพียงการคาดการณ์ว่า ผู้กระทําความผดิ ทีถ่ ูกจับกุมมาเขามาใหม่ ใน
ประเทศไทยประมาณร้อยละ ๒๐ เคยกระทาํ ความผดิ มาก่อนแล้ว๔๑

การใช้เรือนจําเป็นมาตรการในการลงโทษ ที่ใช้ปฏิบัติต่อผู้กระทําผิด มีวิวัฒนาการ
มาเป็นเวลานานกว่าสองศตวรรษ โดยนํามาใช้แทนการลงโทษต่อเนื้อตัวร่างกาย เช่น การทรมาน
หรือการเฆี่ยน วัตถุประสงค์ของการปฏิบตั ิต่อผู้ต้องขังในเรือนจํา ในยุคต้นเพื่อแก้แค้นทดแทน ต่อมา
เพื่อขมขู่ยับยั้ง การตัดโอกาสผู้กระทําผิด เป็นหลัก และระยะหลังหันมาเน้นในเรื่องการแก้ไขอบรม
ผู้ต้องขังให้กลับเข้าสู่สังคม โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบ กิจกรรมการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจํา จาก
การควบคุมอย่างเคร่งครัด มาสู่กิจกรรมในเชิงแก้ไขฟื้นฟู เช่น การให้การศึกษา อบรม ฝึกวิชาชีพ
และการจดั สวัสดกิ าร เป็นต้น๔๒

ในทางทฤษฎีเรือนจําคือชุมชนที่มีลักษณะเป็นสถาบันปิด และเบ็ดเสร็จ (total
institution)มีระเบียบระบบกฎเกณฑ์กํากับอย่างเข้มงวด มีการควบคุมให้ผู้ต้องขังทุกคนทํากิจกรรม
ตามตารางเวลาที่กําหนดอย่างตายตัว และมีการตรวจตราอย่างเคร่งครัดทุกวัน ไม่สามารถต่อรองใด
ๆ ได้ มิเซล ฟูโก้ (Fucoult, ๑๙๗๕) ระบบการบริหารงานเรือนจําเช่นนี้จะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งท่ี
สลายตัวตนผู้ต้องขังออก ก่อนที่จะประกอบสร้างใหม่ให้กลายเป็นคนท่ียอมสยบ เมื่อมนุษย์ต้องอยู่ใน
จุดนี้ เป็นสภาวะพิเศษหรอื ภาวะยกเว้น ผู้ต้องขังจะกลายร่างเป็นผู้ท่ีเชื่องและยอมสยบ หากจะกล่าว
ว่าความเป็นอัตลักษณ์ที่เข้มแข็งของเรือนจํา กลายเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทําผิดก็ว่าได้
ในเรื่องนี้ เกรแซม ไซคิส (Gresham Sykes) เป็นคนแรกที่ศึกษา ผลกระทบจากการจองจําต่อ
ผู้ต้องขังอย่างจริงจัง โดยเรียกผลกระทบดังกล่าวนี้ว่าเป็น “ความเจ็บปวดของการถูกจองจํา” ไซคีส
ได้กล่าวถึง การที่ผู้ต้องขังถูกจํากัดในด้านต่ างๆ ก่อให้เกิดความกดดันซึ่งเขาเรียกว่า “ความเจ็บปวด
ของการถูกจองจํา” การถกู จาํ กดั ดงั กล่าว ประกอบด้วย๔๓

๑) การถูกจํากัดด้านเสรีภาพ การสูญเสียเสรีภาพเป็นสภาพความกดดันประการ
แรกที่ผู้ต้องขังต้องประสบเมื่อถูกจองจํา เมื่อถูกส่งเข้าเรือนจําผู้ต้องขังจะถูกจํากัดให้อยู่เฉพาะใน
เรือนจํา ไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ การถูกจํากัดด้านเสรีภาพ นอกจากการจํากัดการเคลื่อนไหว
ไม่ให้ออกนอกเรือนจําแล้วยังหมายถงึ การถูกจํากัดภายในเรอื นจําอีกด้วย ผู้ต้องขังจะไม่สามารถเดิน
จากแดนหนึ่งไปยังอีกแดนหน่ึง หรือจากตึกหนง่ึ ไปยังอีกตึกหน่งึ ตามใจชอบ นอกจากน้ี การถูกจองจํา
ในเรือนจํา ยังหมายถึงการถูกตัดขาดจากครอบครัว ญาติมิตร ซึ่งเป็นการแยกในฐานะผู้ทําผิด
กฎหมายและถูกลงโทษ ไซคีส เน้นว่าสิง่ ที่ทาํ ความเจ็บปวดมากที่สดุ คอื ความจริงทวี่ ่า การถูกจองจํา

๔๑ สุพจน สุโรจน และคณะ, กฎหมายอาญา: ภาคบทบัญญัติทั่วไป, พิมพครั้งที่ ๒, (นนทบุรี:
สาํ นักพิมพมหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช, ๒๕๓๕), หนา ๕๒

๔๒ นัทธี จิตสวาง, หลักทณั ฑวทิ ยา,หนา ๔

๔๓ สุดา อภิศักดิ์นานนท, “ปญหาและความตองการดานจติ ใจของผูตองขังหญิง ศึกษาเฉพาะกรณี
ของทัณฑสถานหญงิ กลาง”, วิทยานิพนธศลิ ปะศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาการบริหารงานยุติธรรม, (บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๕๐), หนา ๒๓-๒๖.

๓๙

เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการถูกปฏิเสธจากสังคม ผู้ต้องขังจะถูกปฏิเสธจากสังคมภายนอก และถูก
ตีตราว่า เป็นนักโทษซึ่งจะต้องตัดผมสั้น แต่งชุดนักโทษ มีเลขประจําตัว ต้องทําความเคารพ
เจ้าพนกั งาน ทําให้ผู้ต้องขงั รู้สึกว่า ตนไดส้ ญู เสยี สถานภาพของสมาชิกในสงั คม และสถานภาพของคน
ธรรมดา สภาพดงั กล่าวเป็นผลมาจากการถูกจํากัดเสรีภาพ ซึง่ เป็นส่วนสาํ คัญของมนุษย์ และเป็นผล
ให้ผู้ตอ้ งขงั ได้รบั ความกดดันอย่างมาก

๒) การถูกจํากัดด้านเครื่องอุปโภคบริโภคและบริการ ในเรือนจําผู้ต้องขังจะได้รับ
การตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานด้านวัตถุ เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่หลับนอน ซึ่งบางคน
อาจจะคิดว่า ผู้ต้องขังได้รบั สิง่ ทด่ี ีกว่าคนจนในสังคมภายนอก แต่ ไซคีส ไดช้ ใี้ ห้เหน็ ในมุมท่ีว่าผู้ต้องขัง
ถูกจํากัดสิทธิ์ในการที่จะ “เลือก” ในสิ่งที่ชอบไม่มีสิทธิที่จะทําการใด ๆ ไม่มีการพักผ่อนเป็นส่วนตัว
ไม่มีเครื่องใช้อุปกรณ์เป็นของตนเอง ไม่มีแม้แต่ “เวลา” เป็นของตนเอง ที่จะเลือกทําในสิ่งที่ชอบ
เหมอื นเช่นทีเ่ คยอยู่นอกเรือนจํา การถูกจํากัดในการรบั บริการ และเลือกเครื่องอุปโภคบริโภค ทําให้
ผู้ตอ้ งขงั มองตนเองว่า เป็นผู้สูญเสีย โดยเฉพาะการสญู เสียสิทธ์ิในทรัพย์สนิ ส่วนบคุ คลไป ในขณะที่ส่ิง
ที่มีอยู่ในตัวของพวกเขาคือ “แรงงาน” ที่ถูกรัฐนําไปใช้ ภายใต้ชื่อที่เรียกว่า “การฟ้ืนฟูแก้ไขอาชีพ”
จึงกลายเป็นความกดดนั และเจ็บปวดอีกประการหน่ึงท่ีผู้ต้องขงั ได้รับ

๓) การถูกจํากัดด้านความสัมพันธ์ทางเพศ หมายถึง การที่ผู้ต้องขังต้องถูกตัดขาด
จากเพศตรงข้าม ถูกตัดขาดจากการมีเพศสัมพันธ์ และการคบหาสมาคมกับเพศตรงข้าม ติดต่อกัน
เป็นเวลา นานทาํ ให้ผู้ต้องขังได้รบั ความกดดนั

๔) การถูกจํากัดด้านอิสรภาพ ผู้ต้องขังได้รับความกดดันจากการถูกจํากัดด้าน
อิสรภาพ เพราะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และคําสั่งของเจ้าพนักงาน ที่คอยควบคุมการเคลื่อนไหว
ตลอดเวลา การตรวจตราเฝ้าดูทุกฝีก้าวการตรวจจดหมาย การกําหนดให้กิน นอน เป็นเวลา การเข้า
แถวไปทํางาน การห้ามนาํ อาหารเข้าไปในเรือนนอนเป็นต้น กฎเกณฑ์และคาํ ส่ังเหล่านี้ ทาํ ให้ผู้ต้องขัง
รู้สึกว่าถูกจํากัดอิสรภาพ และสิ่งที่ทําให้เกิดความกดดันก็คือ การไม่มีเหตุผลของกฎเกณฑ์หรือ
ระเบียบต่าง ๆ ในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งหาคําอธิบายไม่ได้ และเจ้าหน้าที่ก็มักจะปฏิเสธที่จะอธิบาย
คําตอบที่ได้รับเมือ่ ถูกถาม คือ “มันเป็นกฎของเรอื นจาํ ” จะทําให้ผู้ต้องขังเกิดความรู้สึกถูกจํากัด ทุก
สิ่งทุกอย่าง ทําให้รู้สึกสิ้นหวัง อ่อนแอ และช่วยตัวเองไม่ได้ นับเป็นความกดดันทางจิตใจ ที่ก่อให้เกิด
ความเจบ็ ปวด มากกว่าความกดดันทางรา่ งกายเสยี อีก

๕) การถูกจํากัดด้านความปลอดภัย การที่ผู้ต้องขังอยู่รวมกับผู้ต้องขังอื่น ๆ ซึ่งแต่
ละคน มีประวัติอาชญากรรมร้าย ๆ จะทําให้เกิดความวิตกกังวลว่า ตนจะถูกกลั่นแกล้ง ลักขโมย ทํา
ร้าย ฆาตกรรม ฯลฯ การถูกทดสอบจากผู้ต้องขังเจ้าถิ่น หรือคนเก่ากว่า การจะอยู่ในคุกอย่างผู้
เข้มแข็งหรือผู้อ่อนแอ การที่เจ้าหน้าที่ดูแลไม่ทั่วถึง ทําให้ผู้ต้องขังเกิดความวิตกกังวล รู้สึกว่าตนได้
สญู เสยี หลกั ประกนั ด้านความปลอดภยั

นอกจากความกดดันจากการถูกจํากัดในด้านต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว ไซคีส ยัง
สะทอ้ นปัญหาของผู้ต้องขงั อันเกิดจากสภาพโครงสร้างของเรือนจาํ ไว้ ดงั น้ี

๑) ปัญหาเกย่ี วกบั การปรับตัว เนื่องจากผู้ต้องขังต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมใหม่ใน
เรือนจํา ท่แี ตกตา่ งจากสภาพแวดล้อมของสงั คมภายนอกโดยสน้ิ เชิง ทาํ ให้เกดิ ปญั หาการปรับตวั

๔๐

๒) ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต อันเป็นผลจากการถูกจํากัดความต้องการด้านต่าง ๆ
ก่อให้เกดิ ความเจ็บปวดด้านจิตใจ เบือ่ หน่าย เหงา กลวั และเกดิ ความเครยี ด ทําให้ผู้ตอ้ งขังหาทางออก
เพื่อระบายความเจ็บปวดดังกล่าว ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้สอดคล้องกับข้อจํากัดของ
เรอื นจาํ

อาจกล่าวได้วา่ วิธปี ฏบิ ัติต่อผู่ต้องขังโดยใช้เรือนจํา หรอื โทษจําคุก แม้จะเป็นวิธีการ
ที่สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ในการลงโทษผู้กระทําผิดได้ ทั้งในมิติการควบคุม และการแก้ไข
ฟ้ืนฟูโดยการตัดผู้ต้องขังออกไปจากสังคมในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อไม่ให้สร้างความเดือดร้อนแก่สังคม
ในขณะ เดียวกันผู้ต้องขังจะได้รับการแก้ไขฟื้นฟู พัฒนาจิตใจ ให้การศกึ ษา อบรมและฝึกทักษะอาชีพ
เพ่ือให้มีความพร้อมกลับออกไปใช้ชีวิตในสงั คมอย่างปกติ แต่การรับโทษจําคุกเป็นเวลานาน ก็จะเป็น
อุปสรรคต่อการแก้ไข ฟื้นฟูและพัฒนาผู้ต้องขัง เนื่องจากสภาพสังคม สภาพแวดล้อมระเบียบปฏิบัติ
ในเรือนจํา รวมถึงสภาพความกดดันที่ผู้ต้องขังได้รับ จากการถูกควบคุมตัวในเรือนจําเป็นเวลานาน
ปัจจุบันแม้จะมีการลงโทษผู้กระทําผิด โดยการใช้คุกมากกว่าวิธีการอื่น ๆ แต่ก็มีการพยายามเสนอ
แนวทางอื่นแทนการลงโทษด้วยการจําคุกหรือใช้เรือนจําโดยยึดแนวคิดใหม่ คือการอบรมแก้ไข
ผู้กระทําผิดให้กลับตัวเป็นคนดีซึ่งมาตรการต่าง ๆ ที่ได้นํามาใช้จจุบันได้แก่การชะลอการฟ้องการรอ
การลงโทษ (การรอลงอาญา) การ รอการกําหนดโทษการคุมประพฤติ การทํางานสาธารณะการพัก
การลงโทษการลดวันต้องโทษการอภยั โทษและการนริ โทษกรรม ซึ่งเป็นมาตรการลงโทษทางเลือกอน่ื
นอกจาการใช้โทษจําคุก ซึ่งเป็นความพยายามของนานา ๆ ประเทศ แม้แต่ในประเทศไทยก็มีการ
ผลักดันให้มีมาตรการ การดําเนินการทีเ่ ป็นรูปธรรม มีกฎหมายรองรบั ทั้งนี้ ก็เพื่อต้องการแก้ไขฟื้นฟู
ผู้กระทาํ ผดิ ให้เป็นคนดีได้อย่างแทจ้ ริง

๒.๔.๑.๑ ข้อจาํ กดั ในการแก้ไขฟน้ื ฟู ผกู้ ระทาํ ผดิ โดยใชร้ ะบบเรือนจํา
การแก้ไขฟ้ืนฟูผู้กระทําผิดโดยใช้ระบบเรือนจํา แม้ในปัจจุบันจะเป็นที่ยอมรับใน
วงการราชทณั ฑโ์ ดยท่ัวไป แต่ก็ยงั เปน็ ทสี่ งสยั ว่าจะได้รับผลตามวตั ถปุ ระสงค์เพยี งไร เพราะมีข้อจํากัด
หลายประการ กล่าวคอื
๑) ผู้กระทําผิดได้สูญเสียบุคลิกภาพไปแล้ว โดยถูกหล่อหลอมและขัดเกลาให้มี
บคุ ลกิ ลกั ษณะเช่นน้นั จากสังคมมาเป็นเวลานาน และการใช้เวลาในเรือนจําเป็นช่วงเวลาไม่นาน การ
ท่จี ะแก้ไขฟนื้ ฟใู ห้กลับคนื มา และปรบั ตวั เข้ากับคนโดยท่วั ไปในสงั คมน้ันอาจทําได้ยาก
๒) การลงโทษเพื่อการแก้ไขฟ้ืนฟู ขัดกับความรู้สึกของคนในสังคม ที่มองว่า
ผู้กระทําผิด ไม่ควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าคนทั่วไป ตามหลักของเบนเท็ม (Bentham) ที่เรียกว่า
“หลักการได้รับประโยชน์ที่น้อยกว่า” (Principle of less eligibility) เพราะคนโดยทั่วไปจะเห็นว่า
เป็นการไม่เป็นธรรมที่ผู้กระทําผิดจะได้รับประโยชน์มากว่าคนทั่วไป เช่น ผู้กระทําผิดจะได้รับการ
อบรมแก้ไขฝึกวชิ าชีพ สวสั ดิการ อาหาร ท่ีอยู่อาศัย ตลอดจนการจดั การศึกษา การหางาน ขณะที่คน
ท่วั ไปในสังคมอกี จาํ นวนมากไม่ไดร้ ับบริการดังกล่าว ความรู้สกึ ของคนท่วั ไปในลกั ษณะดังกล่าว จะขัด
กับหลกั การของการแกไ้ ขฟน้ื ฟู
๓) การแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทําผิดในเรือนจํา เหมาะสําหรับผู้กระทําผิดบางประเภท
เทา่ นนั้ เช่น ผู้กระทาํ ผดิ ครั้งแรก ซึ่งได้กระทําผิดไปเพราะอารมณ์ชวั่ วูบหรือโดยพล้ังพลาด หรือทําไป
เพราะความจําเป็น การแก้ไขฟ้ืนฟูไม่ให้กระทําผิดซ้ำขึ้นอีกย่อมมีโอกาสทําได้ประสบผลสําเร็จ แต่


Click to View FlipBook Version