The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยานิพนธ์-บทที่-1-5- ของตูน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tom.varangkana, 2022-08-15 13:20:16

วิทยานิพนธ์-บทที่-1-5- ของตูน

วิทยานิพนธ์-บทที่-1-5- ของตูน

๔๑

สําหรับผู้กระทําผิดที่เคยกระทําผิดและถูกลงโทษมาหลายครั้งแล้ว หรือพวกอาชญากรอาชีพ หรือ
พวกทําผดิ ตดิ นิสยั โอกาสที่จะแก้ไขฟ้ืนฟูให้กลบั ตัวย่อมเป็นไปได้ยาก การแก้ไขฟื้นฟูจงึ ไม่สามารถทํา
ให้ผู้กระทําผดิ กลับตวั ได้ทุกกรณ๔ี ๔

กล่าวโดยสรุปแล้ว การแก้ไขฟ้ืนฟูผู้กระทําผิด โดยใช้ระบบเรือนจํามีข้อจํากัดหลาย
ประการ โดยเฉพาะในเรือนจําถูกออกแบบมาเพื่อการลงโทษ ตัดโอกาสผู้กระทําผิดออกจากสังคม
สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ในเรือนจําจะเอือ้ ต่อการแก้ไข ฟ้ืนฟูในระดับต่ำ ประกอบกับในภาวะที่ผู้ต้องขงั
ล้นเรือนจํา เรือนจําต้องรองรับผู้ต้องขังในปริมาณที่ไม่สมดุลกับสถานที่ บุคลากรที่จะให้การแก้ไข
ฟืน้ ฟู รวมถึงงบประมาณที่จะใช้ในการบรหิ ารจัดการระบบเรือนจาํ รวมถึงการปฏิบัติต่อผู้ตอ้ งขงั ย่อม
ส่งผลต่อประสทิ ธภิ าพในการแก้ไขฟน้ื ฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

๒.๔.๒ แนวคิดเกีย่ วกบั การปฏบิ ัติต่อผกู้ ระทาํ ความผิดตามหลักพทุ ธจิตวิทยา
จากมุมมองเรื่องสาเหตุการกระทําความผิดของมนุษย์ในทางพระพุทธศาสนา ที่มี

บริบทแห่งเหตุและปัจจัยที่ต่างกันไปย่อมให้โอกาสแก่บุคคลผู้ทําความผิดตามเงื่อนไขและบริบทแห่ง
เหตุและปัจจัยที่ตั้งไว้ โดยเปิดโอกาสให้บุคคลผู้ทําความผิดได้มีโอกาสแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น ด้วยการ
พัฒนาตนเองให้เกิดความพร้อมท้ังทางด้านกาย วาจาและทางใจ เพื่อแก้ไขในความผิดพลาดที่เกิดข้นึ
ในชีวิตหรือแก้ไขทั้งทางด้านร่างกาย (พฤติกรรม) จิตใจ สังคมสําหรับเป้าหมายในการปฏิบัติต่อ
ผู้กระทําผิดในทางพระพุทธศาสนา คือ เพื่อการแก้ไขผู้กระทําผิดซึ่งเป็นผู้มีความบกพร่องอยู่ให้เป็น
มนษุ ยท์ ี่สมบูรณ์ ด้วยหลักเมตตาธรรม แม้มนุษยผ์ ู้นน้ั จะได้กระทาํ ความผิดพลาดมาในอดตี หากได้รับ
คําแนะนํา สั่งสอน ฝึกฝนในทางที่ถูกต้อง มนุษย์ก็สามารถพัฒนาตนเป็นคนดีได้ ภายใต้ความเชื่อใน
ศักยภาพมนุษย์วา่ เป็นผู้ที่สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้ (สังคมสงฆ์) ดังพุทธสภุ าษิต “ในหมู่มนุษย์น้ัน
ผู้ที่ฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐสุด ประเสริฐสุดจนกระทั่งแม้แต่เทวดา และพรหมก็น้อมนมัสการ”๔๕ หรือ
“อัสดร สินธพ ม้าอาชาไนย ช้างพลวง ช้างพลาย เมื่อได้รับการฝึกแล้วก็ประเสริฐ เป็นสัตว์ที่เก่งแต่
มนุษย์ที่ฝึกแล้วประเสริฐกว่านั้น”๕๑๕๒ เป้าหมายอีกประการหนึ่งคือเพื่อความสงบสุขในสังคม
(สังคมสงฆ)์ ป้องกนั สงั คมไม่ไดใ้ ห้ไดร้ บั ผลกระทบความเดอื ดร้อนจากการกอ่ อาชญากรรม

พระพุทธศาสนา ให้ความสําคัญกับมนุษย์เท่าเทียมกนั โดยหลักศีลสามัญญตา คือความเสมอ
ภาคกันด้วยศีล คือหลักประพฤติปฏิบัติทางกายและวาจาให้เรียบร้อยดีงาม พระพุทธเจ้าทรงใช้ศีล
เป็นบรรทัดฐานในการรับสมาชิกเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาในมุมมองของพระพุทธศาสนา ได้สอนให้
บุคคลตั้งอยู่ในฐานแห่งความเมตตากรุณาต่อสัตว่ทั้งหลายอย่างเท่าเทียมกัน โดยมองว่าสัตว์โลกย่อม
เป็นไปตามกรรม เมื่อเกิดมาแล้วจะอยู่ในฐานะ ภาวะ เพศ และวัยใดก็ตาม ต่างก็มีศักดิ์ศรีแห่งความ
เป็นมนุษยเ์ สมอกนั สมควรได้รับการพฒั นาทงั้ ทางกาย พฤติกรรมและปัญญาเทา่ เทยี มกนั ในเรือ่ งการ
พัฒนานี้ พระพุทธองค์ทรงยกย่องผู้ที่ได้รับการพัฒนาแล้วว่าเป็นผู้ประเสริฐ ในหมู่มนุษย์ ผู้ฝึกตนดี
แล้ว เป็นผู้ประเสริฐ มีความหมายว่า ผู้ที่ได้รับการพัฒนาฝึกฝนอบรมตน ทั้งในด้านกายวาจาและใจดี

๔๔ นทั ธี จติ สวาง, หลักทัณฑวิทยา, หนา ๓๐-๓๑.

๔๕ ดูรายละเอียดใน ข.ุ ธ. (ไทย) ๒๕/ ๓๓/๕

๔๒

แล้ว ย่อมจะเป็นผู้ประเสริฐกว่าคนทั้งปวง คําว่า อบรมตนอยู่ในคําว่า ภิกษุอบรมตนอยู่ อธิบายว่า
ภิกษุปรารภความเพียร มีเรี่ยวแรง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดทิ้งฉันทะไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรม
ทั้งหลายอีกนัยหนึ่ง ภิกษุส่งตนไป คือ ส่งตนไปในประโยชน์ตนในญายะในลักษณะ ในเหตุ ในฐานะ
และอฐานะ คือ ส่งตนไปว่าสงั ขารท้งั ปวงไมเ่ ทีย่ ง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวง เป็นอนตั ตา”๔๖

หลักคําสอนของพระพุทธศาสนา ให้ความสําคัญสูงสดุ กับการพัฒนาชวี ติ มนุษย์ ภายใต้ความ
เชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนพัฒนาได้และพัฒนาได้โดยไม่มีขีดจํากัดสูงสุดสู่ความเป็นพุทธะโดยมี
พระพุทธเจ้าเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่สูงสุด ดังพุทธศาสนาสุภาษิตที่ว่า "ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา
และจริยะ เป็นผู้ประเสริฐสุด ทั้งในหมู่มนุษย์และมวลเทวา"๔๗ นี้เป็นหลักที่ฐานความคิดความเชื่อ
พ้นื ฐานท่ีกาํ หนดทิศทางของกระบวนการพัฒนามนุษย์ทัง้ มวล

การพัฒนามนุษย์หรืออีกนัยหนึ่ง คือ การพัฒนาชีวิตมนุษย์ให้มีคุณภาพหรือเรียกว่า การ
พัฒนาคุณภาพชีวิต การพัฒนามนุษย์บางครั้งอาจพูดในมิติของการพัฒนาสังคม เพราะการพัฒนา
สังคมโดยสาระแล้วก็คือการพัฒนามนุษย์ เพื่อยกฐานะความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดีขึ้น เพียงแต่การ
พัฒนาสังคมจะมองในมิติของโครงสร้างโดยรวม ซึ่งรวมเอาสังคม การปกครอง เศรษฐกิจ การศึกษา
และศิลปวัฒนธรรมและบริบทอื่น ๆ เข้าไว้ด้วย แต่เป้าหมายสุดยอดของการพัฒนาอยู่ที่คนเพราะคน
เป็นทงั้ ผู้ถูกพฒั นาและเป็นผู้รบั ผลของการพัฒนา และเป้าหมายของการพฒั นาคน กลุ่มคน หรือสงั คม
คือความอยู่ดีกนิ ดดี ้านต่าง ๆ หรอื สภาพสังคมทด่ี ี ซงึ่ รวมถงึ สภาพเศรษฐกจิ และการเมืองด้วย ทส่ี ดุ ผล
ต้องเป็นไปเพื่อให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เหมือนการมองดูทิวทัศน์จะผ่านอะไร ผ่านวัตถุชนิดใด
ราคาแพงแค่ไหนเพียงใดที่สุดก็เพื่อให้มองเห็นความสวยงามของทิวทัศน์นั้น ๆ ได้เต็มที่ แต่ขณะนี้
กําลังมองการพัฒนามนุษย์โดยผ่านพระพุทธศาสนา หรือใช้หลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาเป็น
ส่อื กลางในการพัฒนามนษุ ย์๔๘

เมื่อชวี ติ มนษุ ย์ได้รับการพฒั นาทด่ี ี เหตุน้ันความสําคัญประการแรกในกระบวนการพัฒนาคน
ก็คือความต้องการเรียนรู้ ถ้าพัฒนาความต้องการให้เรียนรู้ขึ้น คนจะมีความสุขจากการสนองความ
ต้องการเรียนรู้นั้น กระทําทุกอย่างเพื่อสนองความรู้ มิใช่เพื่อความรู้สึก เพราะหากสนองความรู้สึก
หรือสนองความต้องการจะมีปัญหาเพราะมีด้านบวกกบั ด้านลบ เมื่อได้เสพสิ่งที่ตนชอบใจก็มคี วามสขุ
แต่เมื่อได้พบสิ่งที่ไม่ชอบใจก็เป็นทุกข์ แต่พอได้รับการพัฒนาที่ดี ฝึกฝนจิตใจให้หนักแน่นมั่นคง เพียง

๔๖ ดรู ายละเอยี ดใน ข.ุ ม. (ไทย) ๒๙/๑๙๖/๕๗๖.

๔๗ ดูรายละเอียดใน สํ.น.ิ (ไทย) ๑๖/ ๗๒๔/๓๓๑

๔๘ สัญญา สัญญาวิวัฒน, ทฤษฎีสังคมวิทยา เนื้อหาและแนวการใชเบื้องตน, (กรุงเทพมหานคร:
พมิ พทีเ่ จาพระยาการพมิ พ, ๒๕๓๓), หนา ๓

๔๓

เเต่เริ่มต้นศึกษา เริ่มต้นเรียนรู้ก็จะมีความทุกข์น้อยลงและจะได้ความสุขชนิดใหม่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งเป็น
ความสุขท่ไี มเ่ ป็นโทษแก่ใคร และมาพร้อมกบั การพฒั นาชวี ติ ของตนด้วย๔๙

กล่าวโดยสรุปแล้ว ทั้งแนวคิดทฤษฎีมนุษย์นิยมและหลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาจะมี
ความเชอ่ื ไปในทิศทางเดยี วกัน คดิ เชอื่ ในศักยภาพในความสามารถของมนุษย์ เช่อื ว่ามนษุ ย์มีศักยภาพ
ในตนเองพร้อมที่พัฒนา มนุษย์ประเสริฐเพราะการฝึกฝนพัฒนา และมนุษย์มีความจําเป็นต้องพัฒนา
หากไม่พัฒนาอาจมีชีวิตอยู่ไม่รอด หรืออาจเป็นภัยแก่สรรพชีวิตและสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย เช่น
เป็นอาชญากร ก่ออาชญากรรมในรูปแบบต่าง ๆ การค้ายาเสพติดหรือเสพยาเสพติดให้โทษ เป็นต้น
การพัฒนามนุษย์คือการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมให้ดีขึ้น
โดยเฉพาะผู้ที่ต้องโทษ กระทําความผิดมีคุณภาพชีวิตต่ํากว่าบุคคลทั่วไป คือ ขาดความยับยั้ง ชั่งใจ
ขาดเหตุผล มีความเห็นผิด เป็นต้น เม่ือเข้ามาอยู่ในเรือนจํา จําเป็นต้องได้รับการพัฒนาทั้งทางด้าน
ร่างกาย จิตใจ สังคม พุทธวิธีการพัฒนาคนที่กระทําความผิดพลาด โดยให้โอกาสในการแก้ไข
ปรับปรุงตนเอง จากคนไม่ดีให้เป็นคนดี จากคนดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น โดยวิธีการแนะนํา ชี้แนะให้แก้ไข
ข้อผิดพลาด ให้โอกาสปรับปรุงตนเอง โดยใช้หลกั เมตตา กรณุ า มทุ ิตา และอุเบกขา

๒.๔.๒.๑ จดุ หมายของการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้กระทําความผดิ
พระธรรมคําสอนที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงนํามาประกาศแก่ชาวโลกนั้น หากจะกล่าว
โดยจุดหมายแล้ว ก็เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ หรือความดับทุกข์ ดังพุทธพจน์ที่ว่า
“ตถาคตพยากรณ์แต่เร่ืองทุกข์ และความดบั ทกุ ขเ์ ท่าน้ัน”๕๐ความดับเสนอแห่งทุกข์ (นิพพาน) จงึ เป็น
จดุ หมายสงู สดุ ของพระพุทธศาสนา
อย่างไรก็ตาม พระพุทธศาสนายอมรับว่ามนุษย์เรามีความแตกต่างกัน ในเรื่องกําลัง
ความรู้ความสามารถ ฉะนั้น มนุษย์แต่ละคนจึงมีความสามารถที่จะไปถึงจุดหมายได้ไม่เท่ากัน ด้วย
เหตุนี้ คําสอนในพระพุทธศาสนาที่มีอยู่มากมายน้ัน จึงไม่ไดห้ มายความว่า ทุกคนที่ปฏิบัติตามแล้วจะ
ไดผ้ ลในระดับท่ตี ้องการได้ท้งั หมด แตก่ ็มไิ ดห้ มายความว่า คําสอนนน้ั ไมถ่ ูกต้องหรือเป็นไปไม่ได้จริงใน
ทางการปฏบิ ตั แิ ท้จริงผู้ที่ปฏิบัตติ ามหลักคําสอนของพระพุทธศาสนา ย่อมได้รบั ประโยชน์แน่นอน คือ
สามารถแก้ทุกข์หรือปัญหาในชีวิตได้ แต่จะได้มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับกําลังความรู้
ความสามารถของบุคคลผู้ปฏิบัติน้ัน โดยผู้ปฏิบตั ิจะต้องปฏบิ ัตเิ อาด้วยตนเองจึงจะได้รบั ประโยชน์ ไม่
สามารถปฏบิ ตั ิแทนกนั ได้ และแมว้ ่าปฏบิ ตั แิ ล้วจะไม่สมั ฤทธิ์ผลตามต้ังใจก็ตาม ก็ไม่สูญเปล่าเน่ืองจาก
ขึ้นชื่อว่ากรรมแล้วย่อมไม่สูญเปล่า ย่อมยังผลส่งเสริมนําให้ผู้ปฏิบัติไปสู่ความสําเร็จต่อได้
พุทธศาสนกิ ชนจงึ ควรทําความเข้าใจในเร่ืองดังกล่าวนี้ให้ดี เพ่อื จะได้เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามหลักคําสั่งสอน
ในพระพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอไม่ขาด เพื่อจุดหมายก็คือความดับสนิทแห่งความทุกข์ดังกล่าว ซึ่ง
ลกั ษณะเด่นของคําสอนในพระพุทธศาสนา มีดังน้ี

๔๙ พระธรรมปฎก, การศกึ ษาทางเลือก: สูววิ ัฒนหรอื วบิ ัตใิ นยุคโลกไรพรหมแดน, (กรุงเทพมหานคร:
โรงพมิ พครุ สุ ภาลาดพราว, ๒๕๔๑), หนา ๕

๕๐ ดรู ายละเอียดใน ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๒๘๖/๒๗๘.

๔๔

๑. เน้นเรื่องการแก้ทุกข์หรือปัญหาของชีวิตพระพุทธเจ้าได้แสดงไว้โดยตรงว่า สิ่งที่พระองค์
สอนนั้นคือเรื่องทุกข์และการดับทุกข์ ดังที่แสดงไว้แล้วในจุดหมายของพระพุทธศาสนา สําหรับเรื่อง
ทุกข์และการดับทุกข์นั้นแท้จริงก็คือ คําสอนในเรื่องอริยสัจ ๔ นั่นเอง และด้วยหลักอริยสัจนั้นเป็น
หลกั คําสอนที่มีความครอบคลุมคําสอนทั้งปวงในพระพุทธศาสนา ดังน้นั คาํ สอนในพระพุทธศาสนาจึง
ล้วนเป็นรายละเอยี ดหรือความจรงิ ในอรยิ สจั ๔ หรอื เรื่องทุกข์และการแกท้ ุกข์หรือปัญหาของชวี ติ อัน
เป็นสาระสาํ คัญนั่นเอง

๒. ให้ความสําคัญแก่ปัญญาสูงสุดพระพุทธศาสนาให้ความสําคัญกับปัญญาสูงสุด ทั้งในแง่
ของการพัฒนาปัญญา และในแง่ของการใช้ปัญญาของตนเอง พิจารณาไตร่ตรองก่อนที่จะพูดจะทํา
อะไรลงไป ตลอดจนใจความสําคัญแก้ปัญญาสูงสุดในการแก้ทุกข์หรือปัญหาของชีวติ ไม่ว่าจะเป็นการ
ดําเนินชีวิตประจาํ วัน ไปจนถึงการกําจัดกเิ ลสหรือความช่ัวขัน้ เดด็ ขาด ซึ่งเราอาจเห็นได้จากการสอน
ของพระพุทธเจ้าที่มุ่งให้ผู้ฟังเกิดความรู้ความเข้าใจ หรือเกิดปัญญาในสิ่งที่ทรงสอน มิใช่เพื่อต้องการ
ให้ผู้ฟังเชื่อหรือยอมรับสิ่งที่ทรงสอน แม้ในเรื่องความเชื่อหรือความศรัทธา ก็ทรงเน้นและสรรเสริญ
ความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา พร้อมทั้งทรงแนะนําว่าอย่าเชื่อคนโดยปราศจากปัญญาไตร่ตรองใน
สว่ นของการประพฤติปฏบิ ัติ ไม่ว่าจะเปน็ การดําเนินชวี ติ ประจําวนั หรือการปฏบิ ัตเิ พ่ือบรรลุเป้าหมาย
สูงสดุ ของพระพุทธศาสนา คอื ความหลุดพ้นจากกเิ ลสทัง้ ปวง ปัญญาเปน็ สง่ิ สําคญั สงู สดุ

๓. เป็นคําสอนเพื่ออิสรภาพของชีวิตแม้ในเบื้องต้นพระพุทธศาสนาจะให้มีความศรัทธา
เชื่อมั่นในพระรัตนตรัยบ้าง ในเรื่องกรรมบ้าง ดังที่ได้อธิบายเอาไว้ในเรื่องของความเช่ือทางศาสนาใน
พระพุทธศาสนาก็ตาม แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงเพื่อเป็นแนวทางหรือเป็นแบบอย่าง เพื่อพัฒนาตนเอง
จนสามารถรู้และเข้าใจถึงความจริงอันนําไปสู่ความ หลุดพ้น (นิพพาน) ศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึง
เป็นเบื้องต้นที่จะนําไปสู่ปัญญา (ความรู้แจ้ง) กล่าวคือ มีความศรัทธาเพื่อที่จะรู้ และเมื่อรู้แล้วก็หมด
หน้าที่ของศรัทธาแต่ทั้งนี้ก็จะต้องขึ้นอยู่กับกําลังความรู้ความสามารถของตนเอง ฉะนั้น พระอรหันต์
ผู้บรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา จึงเรียกว่าเป็นผู้ไม่มีศรัทธา คือ เป็นผู้ประจักษ์ความจริงในคําสอน
ของพระพุทธเจ้า โดยไมต้องอาศัยคนอื่นหรือเชื่อตามผู้อื่น นอกจากนี้ผู้ที่สามารถพัฒนาตนตามคํา
สอนของพระพุทธศาสนาได้อย่างสมบูรณ์จนถึงภาวะที่เรยี กว่า วิมุติหรือความหลุดพ้นหรือนิพพาน ก็
ได้ชื่อว่ามีอิสรภาพอย่างแท้จริง คือเป็นอิสระจากกิเลสตัณหา หรือความรู้สึกนึกคิดที่ไม่ดีทั้งหลาย
อย่างสิ้นเชิง อันจะทําให้เป็นผู้ที่อยู่ในโลกอย่างไม่ติดโลก อยู่ท่ามกลางความทุกข์ โดยไม่เป็นทุกข์ อยู่
ท่ามกลางชวี ิตและสังคมทแี่ ปรปรวนโดยไม่ไดร้ ับผลกระทบจากความแปรปรวนท้งั ปวง

๔. ประกาศหลักอนัตตา : ไม่มีตัวยืนที่จีรังอาจกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นเพียงศาสนา
เดยี วเทา่ นัน้ ท่ปี ระกาศหลักอนตั ตาคือยนื ยันว่าไม่มีตวั ตนแท้จรงิ ทจี่ รี ัง หรอื ตวั ตนทเี่ ป็นตัวยืนอยู่ไม่ว่า
จะในลักษณะของรูปธรรมหรือนามธรรม เพราะทุกสิ่งทั้งรูปธรรมและนามธรรม ล้วนตกอยู่ภายใต้
ความจริงคือ ไตรลักษณ์ อันได้แก่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กล่าวโดยสรุปคือ ทุกสิ่งล้วนเคลื่อนไหวตาม
กระแสแห่งไตรลักษณ์และอาจกล่าวได้ว่าภาวะแห่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวคือ สัจธรรมหรือความ
จริงของจักรวาลในทัศนะของพระพุทธศาสนา คําสอนในเร่ืองนี้จึงเป็นคําสอนที่มีความสาํ คัญ และทํา
ให้พระพุทธศาสนาแตกต่างไปจากศาสนาอน่ื

๕. ยึดหลักทางสายกลาง : มัชฌิมาปฏิปทาหลกั การปฏิบัตทิ ี่สําคัญที่มีความครอบคลุม และ
ตรงเป้าหมายของพระพุทธศาสนามากที่สุดนั้น หากกล่าวโดยสรุปคือหลักทางสายกลางหรือ

๔๕

มัชฌิมาปฏิปทา ดังที่พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งมีใจความโดยสรุปคือ
การปฏิบตั ทิ ถ่ี กู ต้องตามหลักพระพุทธศาสนานน้ั จะต้องเป็นการปฏบิ ัตทิ ่ีไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหน่ึง
ไมต่ ึงหรือไมห่ ยอ่ นจนเกนิ ไป ซึง่ หมายถงึ การปฏิบัตทิ ่ีตรงต่อเป้าหมายหรือตรงต่อความจรงิ โดยไม่เน้น
การพัฒนาหรือการอบรมเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น (ศีล สมาธิ ปัญญา) แต่จะต้องอบรมพัฒนาทุก
ๆ ด้านอย่างมีดุลยภาพจนเป็นเอกภาพ จึงบรรลุผลแห่งกรรมการปฏิบัติตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา
มัชฌิมาปฏิปทามิได้หมายถงึ การปฏิบตั ติ นเพ่ือบรรลธุ รรมเท่านนั้ แต่ หมายรวมถงึ การประพฤติปฏิบัติ
โดยทั่วไปทุก ๆ อย่างด้วย ตัวอย่างเช่น การทํางานให้ประสบผลสําเร็จนั้น ผู้ทํางานนั้นจะต้องทํางาน
ให้ตรงต่อเปัาหมายท่ีวางไว้โดยจะต้องให้ความสําคัญกับทกุ องค์ประกอบของงานที่ตนจะทํา โดยไม่ตึง
หรอื หย่อนจนเกินไป เพื่อให้งานนัน้ สําเรจ็ โดยสมบูรณ์

๒.๔.๒.๒พุทธศาสตร์เชอื่ ว่ามนษุ ย์เปน็ สตั วท์ ีฝ่ กึ ได้พฒั นาได้
พุทธศาสตร์เชื่อเช่นนี้ โดยเฉพาะการพัฒนาปัญญา มนุษย์มีศักยภาพที่สามารถ
ฝกึ ฝนพฒั นาปญั ญาจนถึงขั้นเป็นผู้รแู้ จ้งสมบูรณ์ มีปัญญาท่เี รียกว่า โพธญิ าณ ทำใหร้ ู้เข้าใจส่งิ ทั้งหลาย
ถกู ตรงตามความจรงิ แท้ แกป้ ัญหาได้หมดสน้ิ ปลอดจากความทุกข์ได้ จุดเรม่ิ ตน้ ของการฝึกฝนพัฒนา
ตนตามแนวทางพุทธศาสตร์จึงให้ความสำคัญกับศรัทธาคือ ความเชื่อในปัญญาของมนุษย์ที่สามารถ
ตรัสรู้เป็นพุทธได้ ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่างหลักโพธิศรัทธานี้แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ไม่ควรไป
ฝากความหวงั หรือความเชื่อไวก้ับสง่ิ อ่ืนหรือผู้อ่ืน แตต่ อ้ งมจี ติ สำนึกที่จะฝึกฝนพัฒนาตนเองข้ึนไปตาม
ลำ ดบั จนตรสั รู้เป็นพุทธ สำหรบั หลกั โพธิศรัทธาน้ี ไม่ใช่เชอ่ื ว่าตัวเราซ่งึ เป็นมนุษย์นเี่ ก่งหรือแน่แต่เป็น
ความเชื่อว่า เราซึ่งเป็นมนษุ ยม์ ีศักยภาพที่จะพัฒนาได้และฝกึ ให้ดไี ด้ แต่ขณะนี้ตัวเราฝึกหรอื ยังก็เปน็
เรอ่ื งท่ีเราต้องพิจารณาตนเอง เมอ่ื เชอื่ ว่ามนษุ ยเ์ ป็นสัตว์ที่ฝึกได้และจะต้องฝึก ก็จะทำ ให้เราเกิดมีจิต
สำ นึกในการที่จะเป็นผู้ฝึกฝนตนเอง ความสำ นึกในการที่จะต้องฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ จะทำให้
กลายเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน เพราะฉะนั้นความเชื่อและสำนึกทีถ่ ูกต้องน้ีจะต้องไม่ทำให้คนลำพองตน
แต่จะทำ ให้คนอ่อนน้อมถ่อมตนตลอดเวลา เพราะมีความสำนึกที่ถูกต้องที่จะฝึกฝนพัฒนาตนอยู่
เรื่อยไป เมื่อพิจารณาโดยใช้หลักโพธิศรัทธา พุทธศาสตร์นั้นเริ่มต้นจากตัวมนุษย์ถือมนุษย์เป็นหลัก
ลักษณะนี้ทำ ใหน้ ักปราชญ์ทางตะวันตกมกั จะจดั พทุ ธศาสนาว่า เป็นพวกมนษุ ยนิยม
๒.๔.๒.๓ การพัฒนาบคุ ลกิ ภาพตามแนวพทุ ธจติ วิทยา
หลักปฏิจจสมุปบาท แสดงความจริงของธรรมชาติให้เห็นว่า สิ่งทั้งหลายมีลักษณะ
เป็นไตรลักษณ์ เป็นไปตามกระบวนการแห่งเหตุปัจจัย บุคลิกภาพของบุคคลซึ่งเป็นสมมติสัจจะ ก็มี
กระบวนการเกดิ แล้วพัฒนาไปตามกระบวนธรรมของปฏิจจสมุปบาท นสิ ยั ความเคยชิน ความรู้ความ
ชำ นาญ และบุคลิกภาพเป็นขั้นตอนส่วนหนึ่งในกระบวนการแห่งกรรม และการให้ผลของกรรมใน
วงจรของปฏจิ จสมปุ บาท สำ หรับกระบวนธรรมของปฏิจจสมุปบาท จะหมนุ เวยี นเปน็ วัฏฏะหรือวงจร
ไมม่ ีทีส่ น้ิ สดุ ไมม่ จี ดุ เรมิ่ ตน้ ไม่มีจดุ จบ

๔๖

พระธรรมปิฎก๕๑ ได้ให้ความหมายเชิงอธิบาย และอธิบายแสดงความสัมพันธ์
ของปฏิจจสมุปบาท รวมทง้ั แสดงให้เหน็ ถึงการเกดิ และการพฒั นาบุคลิกภาพของบุคคลไว้ดงั นี้

๑. อวชิ ชา คอื ความไมร่ ู้ ไมเ่ หน็ ตามความเป็นจริง ความไม่รู้เทา่ ทันตามสภาวะ หลง
ไปตามสมมติบัญญัติ ความไม่รู้ที่แฝงอยู่กับความเชื่อต่าง ๆ ภาวะขาดปัญญา ความไม่เข้าใจเหตุผล
การไม่ใชป้ ญั ญาหรอื ปญั ญาไม่ทำ งานในขณะนัน้ ๆ

๒. สังขาร คือความคิดปรุงแต่ง ความจงใจ มุ่งหมาย ตัดสินใจ และการที่จะแสดง
เจตนาออกเป็นการกระทำ การจัดสรรกระบวนการคิด การมองหาอารมณ์มาสนองความคิดโดย
สอดคล้องกับพืน้ นิสยั ความถนัด ความโน้มเอียง ความเชื่อถอื และทัศนคติของตนตามที่สั่งสมไว้และ
คณุ สมบตั ิตา่ งๆ ของจติ ซง่ึ ไดส้ ัง่ สมไว้

๓. วิญญาณ คือความรู้ต่ออารมณ์ต่าง ๆ คือ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส รู้ต่อ
อารมณ์ทมี่ ใี นใจ ตลอดจนสภาพพนื้ เพของจติ ใจในขณะน้นั ๆ ๔๐

๔. นามรปู คอื ความมีอยู่ของรปู ธรรมและนามธรรม ในความรับร้ขู องบุคคล ภาวะที่
ร่างกายและจิตใจทุกส่วนอยู่ในสภาพที่สอดคล้อง และปฏิบัติหน้าที่เพื่อตอบสนองในแนวทางของ
วญิ ญาณท่ีเกิดขึน้ นั้น สว่ นต่าง ๆ ของรา่ งกายและจิตใจท่ีเจรญิ หรอื เปล่ียนแปลงไปตามสภาพจติ

๕. สฬายตนะ คือภาวะที่อายตนะที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่โดยสอดคล้องกับ
สถานการณน์ ้ัน ๆ

๖. ผสั สะ คือการเช่อื มตอ่ ความร้กู บั โลกภายนอก การรบั รอู้ ารมณ์ตา่ ง ๆ
๗. เวทนา คือความรสู้ กึ สขุ สบาย ถกู ใจ หรอื ทุกข์ ไมส่ บาย หรอื เฉย ๆ ไม่สขุ ไมท่ กุ ข์
๘. ตัณหา คือความอยากทะยาน รนหาสิ่งอำ นวยสุขเวทนา หลีกหนีสิ่งที่ก่อ
ทุกขเวทนาแยกโดยอาการได้แก่ อยากได้ อยากเป็น อยากคงอยู่อย่างนั้นยั่งยืนตลอดไป อยากให้ดับ
สญู พงั พนิ าศไปเสยี
๙. อุปาทาน คือความยึดติดถือมั่นในเวทนาที่ชอบหรือชัง รวบรั้งเอาสิ่งต่าง ๆ และ
ภาวะชีวิตทีอ่ ำ นวยเวทนานั้นเข้ามาผูกพันกับตัว ความยึดมั่นต่อสิ่งซึง่ ทำ ให้เกิดเวทนาที่ชอบหรือไม่
ชอบจนเกิดท่าทีหรือตรี าคาต่อสิ่งต่าง ๆ ในแนวทางทเ่ี สริมหรือสนองตัณหาของตน
๑๐. ภพ คือกระบวนพฤติกรรมทั้งหมดที่แสดงออกเพื่อสนองตัณหาอุปาทานน้ัน
และภาวะชีวติ ทีป่ รากฏอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยสอดคลอ้ งกบั อุปาทานและกระบวนพฤตกิ รรมน้ัน
๑๑. ชาติ คือการเกิดความตระหนักในตัวตนว่าอยู่หรือไม่ได้อยู่ในภาวะชีวิตนั้น ๆ
หรือไม่ได้มีไม่ได้เป็นอย่างนั้น ๆ การเข้าครอบครองภาวะชีวิตนั้นหรือเข้าสวมเอากระบวนพฤติกรรม
น้นั โดยการยอมรบั ตระหนกั ชดั ข้ึนวา่ เปน็ ภาวะชวี ติ ของตน เปน็ กระบวนพฤติกรรมของตน
๑๒. ชรามรณะ คือความสำ นึกในความขาด พลาดหรือพรากแห่งตัวตนจากภาวะ
ชีวิตอันนั้นความรูสึ้กว่าตัวตนถูกคุกคามด้วยความสูญสิ้นสลาย หรือพลัดพรากกับภาวะชีวิตนั้น ๆ

๕๑ พระธรรมปิฎก (๒๕๔๒ อา้ งถงึ ใน อาภา, ๒๕๔๕: ๑๑๑-๑๑๗)

๔๗

หรอื การไดม้ ีไดเ้ ป็นอยา่ งนั้น ๆ จงึ เกดิ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ข์ โทมนสั อปุ ายาส พว่ งมาด้วย คือความรู้สึก
คบั แคน้ ขัดขอ้ ง ขนุ่ มัว แห้งใจ หดหู่ ซมึ เซาไม่สมหวงั กระวนกระวาย และทกุ ขเวทนาต่าง ๆ

๒.๔.๒.๔ หลกั พทุ ธธรรมที่ใช้ในการพฒั นาคุณภาพชวี ิตผู้ตอ้ งขัง
ในทางพระพุทธศาสนามีหลักพุทธธรรมที่นํามาใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์หลาย
หลักสามารถเลือกใช้เหมาะสมแก่บุคคล เวลาและสถานการณ์ กล่าวได้ว่าหลักพุทธธรรมล้วนมีไว้เพื่อ
จดุ ประสงค์ในการพัฒนามนุษย์ทงั้ ส้ินสําหรับหลักพุทธธรรมที่นาํ มาใช้ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
ผู้ต้องขังสําหรับการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ คือ หลักไตรสิกขาและหลักมหาสติปัฏฐาน ๔ หลักไตรสิกขา
นัน้ เปน็ หลักธรรมสาํ หรับการฝึกปฏบิ ตั เิ พ่อื พัฒนาชีวติ คนให้ดงี าม ให้เจริญงอกงาม เป็นหนทางนําไปสู่
อสิ รภาพทางจิต และก่อให้เกิดสันตสิ ุขอย่างแทจ้ รงิ วิธกี ารฝึกหรอื กระบวนการฝึกที่ทาํ ให้ชวี ติ ดีงาม มี
คุณภาพนั้นเป็น “สิกขา” ส่วนชีวิตที่ดีงามหรือวิถีชีวิตที่ดีงามอันเกิดจากการฝึกฝนนั้นเป็น “มรรค”
สิกขากับมรรคจึงมีความหมายเกือบจะเหมือนกัน การดําเนินชีวติ ท่ีดที ถ่ี ูกต้อง คอื “มรรค” แต่การจะ
มชี ีวติ ที่ดงี ามและถูกต้องได้จะต้องมีการฝึกฝน ดงั นั้นการฝึกฝนและพัฒนา คอื “สิกขา”๕๒ เปน็ การฝึก
มนษุ ยท์ ค่ี รอบคลุม ๓ ด้าน คือ ด้านร่างกาย จติ ใจและสงั คม โดยใช้หลักศีล สมาธแิ ละปัญญา สําหรับ
การที่จะฝึกฝนมนุษย์ให้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิและปัญญา ในงานวิจัยนี้ อาศัยหลักปฏิบัติในมหาสติ
ปฏั ฐาน ๔ เป็นเครื่องมือ

๒.๔.๒.๔.๑ หลกั ไตรสิกขา
คําว่า “ไตรสิกขา” แปลว่า “สิกขา ๓” คําว่าสิกขา แปลว่า การศึกษา การ
สาํ เหนยี ก การฝกึ หดั ฝึกปรอื ฝึกอบรม ได้แก่ ข้อปฏิบตั ทิ ีเ่ ป็นหลักสําหรับฝึกอบรม พัฒนากาย วาจา
จิตใจให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุด คือ ความหลุดพ้นหรือนิพพาน๕๓ สิกขา ๓
ประกอบด้วย
๑) อธิศีลสิกขา การฝึกศึกษาในด้านความประพฤติ ระเบียบวินัย ให้มี
สุจริตทางกาย วาจาและอาชีวะ (Training in Higher Morality)
๒) อธิจิตตสิกขา การฝึกศึกษาทางจิตใจ พัฒนาคุณธรรม สร้างความสุข
เสริมคุณภาพจิตและรู้จักใช้ความสามารถในกระบวนสมาธิ (Training in Higher Mentality หรือ
Mentality Discipline)
๓) อธปิ ัญญาสิกขา การฝึกศกึ ษาทางปัญญาอย่างสูง ทําให้เกดิ ความรู้แจ้งท่ี
สามารถชําระจิตให้บริสุทธิ์หลุดพ้นโดยสมบูรณ์ เป็นอิสระไร้ทุกข์สิ้นเชิง (Training in Higher
Wisdom) กล่าวได้ว่าไตรสิกขา คือ การฝึกความประพฤติ ฝึกจิต และฝึกปัญญา ให้สามารถแก้ไข
ปญั หาของมนษุ ย์ เป็นไปเพ่ือความดับทกุ ข์ นาํ ไปสู่ความสขุ และความเป็นอสิ ระอย่างแทจ้ รงิ

๕๒ สุมานพ ศิวารัตน, “ การพัฒนาคุณภาพชีวิตดวยหลักไตรสิกขา”, วารสารวิชาการสถาบันปอง
กนั ประเทศ, ปท่ี ๘ ฉบับที่ ๑ (มกราคม – เมษายน ๒๕๖๐): หน้า ๓๖-๔๘.

๕๓ พระพรหมคณุ าภรณ ป.อ.ปยุตฺโต, พุทธธรรมฉบบั ปรับขยาย, พมิ พครง้ั ที่ ๓๕, (กรุงเทพมหานคร:
สํานกั พมิ พผลธิ มั ม, ๒๕๕๕), หนา ๕๔

๔๘

๒.๔.๒.๔.๒ สาระสําคัญของไตรสกิ ขา
๑. สาระของอธิศีล คือ การดํารงตนอยู่ด้วยดี มีชีวิตที่เกื้อกูลท่ามกลาง
สภาพแวดล้อมทต่ี นมสี ่วนช่วยสร้างสรรค์รักษา ให้เออ้ื อํานวยแก่การมชี วี ติ ท่ีดีงามร่วมกนั เป็นพ้ืนฐาน
ทด่ี สี าํ หรบั การพฒั นาคุณภาพจิต และการเจริญปัญญา
๒. สาระของอธิจิตต์ คือ การพัฒนาคุณภาพจิต หรือการปรับปรุงจิตให้มี
คุณภาพ และสมรรถภาพสงู ซงึ่ เอ้ือแก่การมชี ีวิตที่ดีงาม และพร้อมทีจ่ ะใช้งานทางปัญญาอย่างได้ผลดี
ที่สุด สาระของอธิปัญญา คือ การมองดู รู้จักและเข้าใจสิ่งทั้งหลาย ตามความเป็นจริง หรือรู้เท่าทัน
ธรรมดาของสังขารธรรมทั้งหลาย ที่ทําให้เป็นอยู่และทําการต่าง ๆ ด้วยปัญญา คือรู้จกั วางใจวางท่าที
และปฏิบัติต่อโลก และชีวิตได้อย่างถูกต้องเหมาะพอดี ในทางที่เป็นไปเพื่อแผ่ขยายประโยชน์สุข มี
จติ ใจผ่องใสไร้ทุกข์ เป็นอิสรเสรแี ละสดชืน่ เบิกบาน
๒.๔.๒.๔.๓ การพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ตามหลักไตรสกิ ขา
แนวคิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักไตรสิกขา เป็นการพัฒนาชีวิตตาม
หลักคําสอนของพระพุทธศาสนาที่เริ่มจากหลักของการศึกษาเพราะการภาวนาหรือการพัฒนานั้น
แท้จริงก็คือสิ่งเดียวกับการศึกษาหรือสิกขา สิ่งที่ต้องศึกษาหรือสิ่งที่ต้องพัฒนา แยกออกไปเป็น ๓
ด้าน คือ พฤติกรรม จิตใจและปัญญา เรียกว่า “ไตรสิกขา” ประกอบด้วย ศีลสิกขา มีสาระสําคัญ
ดงั นี้
๑. ศีลสิกขา คือการศึกษาหาวิธีในการควบคุมหรือรักษากาย วาจาให้
เรยี บร้อย ไมใ่ ห้ล่วงละเมิดศลี โดยเฉพาะศีลทเี่ ป็นพืน้ ฐานของมนุษย์ หรอื นิจศลี คือ ศลี ๕ ด้วยการไม่
ฆ่าผู่อื่นหรือสัตว์อื่น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้เจ็บไม่ลักทรัพย์ไม่เป็นชู้กับลูก-เมีย-สามีคนอื่น ไม่พูดโกหก
พดู สอดเสยี ด พูดคําหยาบ พดู เพ้อเจ้อไมด่ ่ืมสุราและเสพสงิ่ มึนเมาทุกชนิด
๑) การพฒั นาตามหลักศีล (ปารสิ ทุ ธศิ ลี ๔)
ศีล คือ การฝึกฝนพัฒนาด้านพฤติกรรม หมายถึง การพัฒนาพฤติกรรม
ทางกาย และวาจา ให้มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องมีผลดี สิ่งแวดล้อมที่เราเกี่ยวข้อง
สัมพันธ์ มี ๒ ประเภท คือ สิ่งแวดล้อมทางสังคม ได้แก่ เพื่อนมนุษย์ (ในความหมายเดิมทาง
พระพุทธศาสนารวมทงั้ สัตว์อ่นื ทั้งหลายทั้งปวงด้วย) ส่ิงแวดล้อมทางวตั ถุ ได้แก่ปัจจัย ๔ เครื่องใช้วัสดุ
อุปกรณต์ า่ ง ๆ รวมทั้งเทคโนโลยี และสิง่ ทง้ั หลายทม่ี ใี นธรรมชาติ ศลี แบ่งเปน็ ๔ หมวดใหญ่ คอื

(๑) ปาฏิโมกขสังวรศีล หมายถึง ศีลคือการสํารวมในปาฏิโมกข์
หรือสํารวมในพระวินัย ในเชิงการประยุกต์ใช้ หมายถึงการรักษาวินัยแม่บทของชุมชน เมื่อคนอยู่
รว่ มกัน หรือทาํ งานทํากจิ กรรมร่วมกันเป็นชุมชน เป็นหน่วยงาน เป็นองคก์ ร ตลอดจนถงึ ประเทศชาติ
จะตอ้ งมกี ฎเกณฑ์กติกา ตลอดจนกฎหมายเพื่อจดั ระเบยี บระบบให้เกิดความเรียบร้อย ความประสาน
สอดคล้อง ความเกื้อหนุนต่อกัน ความร่วมรับผิดชอบ และสามัคคี ที่จะเอื้อโอกาสหรือเป็น
หลักประกัน ให้ชีวติ ความเป็นอยู่ และกจิ การต่าง ๆ ดาํ เนินไปด้วยดีสมตามวัตถุประสงค์แห่งชีวิตหรือ
กิจการของชุมชนนั้น ดังเช่น พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนามีวินัยแม่บท ที่เรียกชื่อเฉพาะว่าปาฏิโมกข์
ซึ่งเรามักเรียกกันง่าย ๆ ว่าศีล๒๒๗ ชมุ ชนอ่ืน เช่น โรงเรียน ก็ต้องมีกฎกติกาทเ่ี ป็นวินัยแม่บทของตน
เช่นเดียวกนั

๔๙

(๒) อินทรียสังวรศลี หมายถึง ศีลคือการสาํ รวมในอินทรีย้ ๖ คือ
สํารวมในตา หู จมกู ลิน้ กาย ใจรู้จกั ใช้อนิ ทรยี ์รบั รู้สงิ่ แวดล้อมโดยผ่านทางอินทรีย์ คอื ตา หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ ถ้ารับรู้ใช้หูตาไม่เป็นเช่น ดูไม่เป็น ฟังไม่เป็น แทนที่จะได้ประโยชน์ก็จะเกิดโทษ เช่น เกิด
ความลุ่มหลงมัวเมา ถูกหลอกลวงและเสื่อมเสียสุขภาพเป็นต้น ตลอดจนนําไปสู่การใช้มือและสมอง
เพือ่ การแยง่ ชิงหรือทาํ ลาย จงึ ต้องพัฒนาพฤติกรรมในการใช้อินทรีย์ให้ตาดู ให้หูฟัง เป็นต้น อย่างมสี ติ
เมื่อดูเป็น ฟังเป็น เช่น ดูทีวีเป็น ฟังวิทยุเป็น รู้จักใช้ตาหูแสวงหาความรู้ เป็นต้น ก็จะได้ปัญญา ได้
คุณภาพชวี ติ และนําไปสู้การใช้มอื และสมองเพ่อื ช่วยเหลอื เก้ือกลู กันและทําการสร้างสรรคห์ ลกั การใน
การพัฒนาอยู่ทก่ี ารฝึกใช้อินทรีย์

(๓) อาชีวปาริสุทธิศีล หมายถึง ศีลคือการประกอบอาชีพท่ี
บริสุทธิ์ หรือชอบธรรม การทํามาหาเล้ียงชีพเป็นพฤตกิ รรมหลักในการดําเนินชวี ิตของมนุษย์ ถ้ามีผู้
หาเลี้ยงชีพโดยวิธีทุจริต มิจฉาชีพ นอกจากชีวิต ของคนนั้นเองจะชั่วร้ายเสื่อมเสียแล้ว ก็จะก่อความ
เดือดร้อนแก่สังคมอย่างมาก จึงต้องย้ำเน้นกันอย่างยิ่งในเรื่องการพัฒนาสัมมาชีพ และส่งเสริมให้
ประชาชนฝึกฝนตนให้สามารถประกอบสัมมาชีพ คือหาเลี้ยงชีวิตโดยทางสุจริต ไม่ผิดกฎหมาย
สัมมาชีพพึงมีลักษณะที่สําคัญ ๆ ดังนี้ ถือเป็นอาชีพการงานที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ก่อเวรภัยหรือ
สร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่สังคม เป็นอาชีพการงานที่ช่วยแก้ไขปัญหา หรือสร้างสรรค์ชีวิตและ
สังคมในทางใดทางหนึ่ง เป็นอาชีพการงานที่ช่วยให้ผู้ทําได้พัฒนาชีวิตของตนให้งอกงามยิ่งขึ้น ด้าน
พฤติกรรม ด้านจิตใจ และด้านปัญญา เป็นอาชีพการงานที่ไม่ทําลายคุณค่าของชีวิต และไม่เสื่อมเสีย
คุณภาพชีวิต หากแต่ทําให้ชีวิตของตนมีคุณค่าน่าภาคภูมิใจ เป็นอาชีพการงานที่ทําให้ได้ปัจจัยเลี้ยง
ชีวิตมาด้วยเรี่ยวแรงกําลังกาย กําลังสติปัญญา ความเพียรพยายาม ความสามารถและฝีมือของตน
และทาํ ให้ไดฝ้ ึกฝนพัฒนาความเช่ยี วชาญจดั เจนหรือฝึกปรอื ฝีมอื ในทางสร้างสรรค์ย่ิงขึน้ ไป

(๔) ปัจจัยสันนิสิตศีล หมายถงึ ศีลคอื การพจิ ารณาก่อนจึงบริโภค
ปัจจัยสี่ การเสพบริโภคปัจจัยโดยใช้ปัญญา พฤติกรรมของมนุษย์ในที่สุดก็มาลงที่การกิน ใช้ เสพ
บริโภค ถ้ามนุษย์ไม่พัฒนาพฤติกรรมในการเสพ บริโภค ก็จะก่อปัญหาอย่างมากทั้งแก่ชีวิต แก่สังคม
และแก่โลก เพราะเขาจะกิน ใช้ บริโภคปัจจัย ๔ และสิ่งของเครื่องใช้ทั้งหลายรวมทั้งเทคโนโลยีด้วย
โมหะ ก่อให้เกิดความหลงมัวเมา ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ความเสื่อมเสียคุณภาพชีวิต การใช้จ่ายสิ้นเปลือง
การขัดแย้งแย่งชิงเบียดเบยี นกันในสังคม การทําลายทรัพยากรธรรมชาติ และการก่อมลภาวะเป็นต้น
จึงต้องพัฒนาพฤติกรรมในการกิน ใช้ เสพ บริโภค ให้เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากปัญญาที่รู้เข้าใจ และ
ปฏิบัติให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของปัจจัย ๔ ตลอดจนเทคโนโลยีนั้น ๆ เริ่มแต่รับประทานอาหาร
เพื่อบํารุงเลี้ยงร่างกายให้แข็งแรงมีสุขภาพดี ไม่ใช่กินเพียงเพื่อเอร็ดอร่อย อวดโก้ อวดฐานะ หรือต่ืน
ตามค่านิยม ให้เป็นการกินด้วยปัญญาที่ทําให้รู้จักประมาณในการบริโภคหรือกินพอดี ที่เรียกว่า โภช
เนมัตตญั ตุ า ตลอดจนการใช้สอยส่ิงต่าง ๆ อย่างประหยดั ซง่ึ ทาํ ให้ไดป้ ระโยชน์มากท่สี ุดโดยส้ินเปลือง
น่อยที่สุดปัจจัยปฏิเสวนา หมายถึง การใช้ปัญญาทําความเข้าใจ และบริโภคปัจจัยทั้งหลายให้ได้ผล
ตรงพอดตี ามคุณค่าแทท้ เ่ี ปน็ จุดหมายของการบริโภคสง่ิ นั้น

สรุป ศีล คือ การควบคุมกาย และวาจานั้นถือว่าเป็นสิ่งสําคัญ เพราะการ
ล่วงละเมิดสิกขาบททุกอย่าง ก็มาจากพฤติกรรมทางกายและวาจานี้ กายและวาจาเป็นอาการอยู่ใน
ร่างกายของเรา ซึ่งร่ายกายของเราน้ัน มีช่องทางในการทําให้ผิดศีลอยู่ ๖ ช่อง ท่านเรียกว่า ทวาร ๖

๕๐

คือ ช่องทางตา, ช่องทางหู, ชอ่ งทางจมกู , ช่องทางลิน้ , ชอ่ งทางกาย, และช่องทางใจ ดังนัน้ หากรู้จัก
การควบคุมอินทรีย์ทั้ง ๖ อย่างในตัวเรา ก็ถือว่าเป็นการสํารวมกาย วาจา และใจ ก็คือการรักษาศีล
นน่ั เอง

๒. สมาธิสกิ ขา คือการพัฒนาตามหลกั สมาธิ
สมาธิ หมายถึง การฝึกพัฒนาในด้านจิตใจ มีความสําคัญอย่างยิ่งเพราะ
จิตใจเป็นฐานของพฤติกรรม เนื่องจากพฤติกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นจากความตั้งใจหรือเจตนา และ
เป็นไปตามเจตจํานงและแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลัง ถ้าจิตใจได้รับการพัฒนาให้ดีงามแล้ว ก็จะ
ควบคุมดูแลและนําพฤติกรรมไปในทางที่ดีงามด้วย แม้ความสุขความทุกข์ในที่สุดกอ็ ยู่ที่ใจ ยิ่งกว่านน้ั
ปัญญาจะเจริญงอกงามได้ ต้องอาศัยจิตใจที่เข้มแข็งสู้ปัญหา เอาใจใส่ มีความเพียรพยายามที่จะคิด
คืนไม่ทอ้ ถอย ยิ่งเรอ่ื งท่ีคดิ หรือพิจารณาน้ันยาก หรอื ละเอียดลึกซ้ึง ก็ยงิ่ ต้องมีจิตใจท่ีสงบแน่วแน่ ไม่
ฟุ้งซ่าน ไม่พลุ่งพล่าน กระวนกระวาย คือ ต้องมีสมาธิจึงจะคิดได้ชัดเจน เจาะลึกทะลุได้และมองเห็น
ทั่วตลอด จิตท่ฝี ึกดแี ล้ว จงึ เปน็ ฐานทจ่ี ะให้ปัญญาทํางานและพัฒนาอย่างไดผ้ ล
การพัฒนาจิตใจนี้ มีสมาธิเป็นแกนหรือศูนย์กลาง จึงเรียกง่าย ๆ ว่า
“สมาธ”ิ และอาจจะแยกออกได้เป็นการพฒั นาคณุ สมบัติของจติ ใจในด้านต่าง ๆ คอื

(๑) พฒั นาคุณธรรมซ่ึงเป็นคุณภาพของจติ ใจ กล่าวคอื คุณสมบัติ
ที่เสริมสร้างจิตใจให้ดีงาม เป็นจิตใจที่สูง ประณีต และประเสริฐ เช่น เมตตา คือ ความรัก ความ
ปรารถนาดี เป็นมิตร อยากให้ผู้อื่นมีความสุข กรุณา คือ ความสงสารอยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจาก
ความทุกข์ มุทิตา คือ ความพลอยยินดี พร้อมที่จะส่งเสริมสนบั สนุนผู้ที่ประสบความสําเร็จมีความสขุ
หรือก้าวหน้าในการทําสิ่งที่ดีงาม อุเบกขา คือความวางตัววางใจเป็นกลาง เพื่อรักษาธรรม เมื่อผู้อื่น
ควรจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทําของเขาตามเหตุและผล จาคะ คือ ความมีน้ําใจเสียสละ
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่เห็นแก่ตัว กตัญูกตเวทิตา คือ ความรู้จักคุณค่าแห่งการกระทําของผู้อื่น และ
แสดงออกใหเ้ หน็ ถงึ การรู้คุณค่าน้ัน หริ ิ คอื ความอายบาป ละอายใจต่อการทาํ ความชัว่ โอตตปั ปะ คือ
ความกลัวบาป เกรงกลัวต่อความชั่ว ขยาดต่อทุจริต คารวะ คือ ความอ่อนโยน สุภาพ นุ่มนวล ไม่
กระด้าง

(๒) พฒั นาสมรรถภาพและประสิทธภิ าพของจิตใจ โดยเสริมสร้าง
คุณสมบัติที่ทําให้จิตใจมีความเข้มแข็ง หนักแน่นมั่นคง แกล้วกล้าสามารถทํากิจหน้าที่ได้ เช่น ฉันทะ
คือ ความใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์ อยากรู้ความจริงและใฝ่ที่จะทําสิ่งดีงามให้สําเร็จ อยากเข้าถึงภาวะดีงาม
อันเลิศสูงสุด วิริยะ คือ ความเพียร บุกฝ่าไปข้างหน้า เอาธุระรับผิดชอบไม่ยอมทอดทิ้งกิจหน้าที่
อุตสาหะ คือ ความขยัน ความอึดสู้ ความสู้ยากบากบั่น ไม่ยั่น ไม่ถอย ขันติ คือ ความอดทน ความ
เข้มแข็ง ความทนทาน หนักแน่น มั่นคง จิตตะ คือ ความมีใจจดจ่อ ใส่ใจ อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่กิจ
หน้าที่หรือสิ่งที่ทํา สัจจะ คือ ความตั้งใจจริง จริงใจและจริงจัง เอาจริงเอาจัง มั่นแน่วต่อสิ่งที่ทําไม่
เหยาะแหยะ ไมเ่ รรวน ไมก่ ลับกลาย อธิษฐาน คือ ความตง้ั ใจเด็ดเดย่ี ว ความมุ่งม่ันแน่วนาตอ่ จดุ หมาย
ตบะ คือ พลังเผากิเลส กําลังความเข้มแข็งพากเพียรในการทํากิจหน้าที่ให้สําเร็จ โดยแผดเผาระงับ
ยับยั้งกิเลสตัณหาได้ ไม่ยอมทุจริต และไม่เห็นแก่ความสุขสําราญปรนเปรอ สติ คือ ความระลึกนึกได้
ไมเ่ ผอเรอ ไมเ่ ลอ่ื นลอย ทันต่อสิ่งที่เกิดข้นึ เป็นไปซึง่ จะต้องเกยี่ วข้องทุกอย่างกําหนดจติ ไว้กับกิจหน้าที่
หรอื สิ่งทที่ าํ กนั้ ยงั้ ใจจากสิ่งที่เสือ่ มเสียหายเป็นโทษ และไม่ปล่อยโอกาสแห่งประโยชน์หรอื ความดีงาม

๕๑

ความเจริญให้เสียไป สมาธิ คือ ภาวะจิตที่ตั้งมั่น แน่วแน่ ได้ดี อยู่ตัว สงบ อยู่กับสิ่งที่ต้องการทํา ไม
ฟงุ้ ซ่าน ไมแ่ กว่งไกว ไม่มีอะไรรบกวนได้

(๓) พัฒนาความสุขและภาวะที่เกื้อหนุนสุขภาพของจิตใจ
คุณสมบัติที่ควรเสริมสร้างขึ้นให้มีอยู่ประจําในจติ ใจ เพื่อความมีสุขภาพจิตที่ดีพระพุทธเจ้าทรงแสดง
ไว้หลายอย่างโดยเฉพาะปราโมทย์ คือ ความร่าเริง สดชื่น เบิกบานใจ ไม่หดหู่หรือห่อเหี่ยว ปิติ คือ
ความอิ่มใจ ปลาบปลม้ื เปรมใจ ฟใู จ ไม่โหยหิวแห่งใจ ปัสสทั ธิ คือ ความสงบเย็น ผ่อนคลายกายใจ ไม่
คับ ไม่เครียด สุข คือ ความคล้องใจ สะดวกสบายใจ สมใจ ไม่มีอะไรบีบคั้นติดขัดคับข้องสันติ คือ
ความสงบปราศจากความเร่าร้อนกระวนกระวาย ซึ้ง เกษม คือ ความปลอดโปร่งความรู้สึกมั่นคง
ปลอดภัย โล่งโปร้งใจไร้กังวล สันติภาพ คือ ความเย็นสบาย ไม่มีอะไรแผดเผาใจ ไม่ตรอมตรม
เสรีภาพ คือ ความมีใจเสรี เป็นอิสระ ไม่ถูกผูกมัดติดข้อง จะไปไหนก็ไปได้ตามประสงค์ ปริโยทตตา
คือ ความผ่องใส ผุดผ่อง แจ่มจ้า กระจ่าง สว่างใจ ไม่มีความขุ่นมัวเศร้าหมอง วิมริยาทิกัตตา คือ
ความมีใจไรพ้ รหมแดน ไม่กีดก้นั จํากดั ตัวหรอื หมกมุ่นติดคา้ ง มีจิตใจใหญ่ กว้างไร้ขอบค่นั เขตแดน

คุณสมบัติทั้งหลายที่กล่าวมานี้ แม้จะดีงามเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่
บางอย่างอาจจะถูกนําไปใช้ในทางที่ผิด ก่อให้เกิดโทษได้ (เช่น เพยี รในการลักของเขา) หรือนําไปพ่วง
กับการกระทาํ ท่ีไมด้ ี (เช้น ปิตปิ ล้ืมใจทรี่ งั แกเขาได้) หรือใช้ผิดเรอ่ื ง ผิดที่ ผดิ กรณี ผิดสถานการณ์ (เช่น
มุทิตาพลอยยินดีส่งเสริมคนที่ได้ลาภหรือประสบความสําเร็จโดยทางทุจริต) เป็นต้น จึงต้องศึกษา
เขา้ ใจความหมายความมุ่งหมาย และการใช้งานเป็นต้นให้ชัดเจนและรู้จกั ปฏบิ ตั ิให้ถกู ต้องพอดี

การพัฒนาในด้านจิตใจนี้ เมื่อปฏิบัติสูงขึ้นไป ความสําคัญของสมาธิที่เป็น
แกนหรือเปน็ ศูนย์กลางจะย่ิงเด่นชัดมากข้ึน และเมือ่ สมาธิเจริญขึน้ ไปจนจติ แน่วน่ิงอยู่ตัวอย่างแท้จริง
แล้วผู้บําเพ็ญสมาธินั้นก็จะบรรลุภาวะจิตที่เรียกว่า “ฌาณ” ซึ่งเป็นสมาธิจิตขั้นสูง การพัฒนาจิตใจ
หรือเรื่องของสมาธิทั้งหมดนี้ แม้จะมีประโยชน์มากมายนําไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ได้หลายอย่าง เช่น
ในเรื่องพลังจิต และในด้านการหาความสุขทางจิตใจ แต่คุณค่าแท้จริงที่ท่านมุ่งหมาย ก็คือ เพื่อเป็น
ฐานหรือเป็นเครื่องเกื้อหนุนการพัฒนาปัญญา การทํางานทางปัญญาที่ยิ่งละเอียดซับซ้อนและลึกซ้ึง
มากขนึ้ กย็ ่งิ ตอ้ งการสมาธิสูงขน้ึ การพฒั นาจิตใจหรอื สมาธินีจ้ งึ มีความสาํ คญั มาก

การปฏิบัติภาวนาเป็นวิธีการปลดปล่อยตัวเราจากภาระอันหนักหน่วง คือ
การปฏิบัติภาวนา การฝึกเจริญสติในชีวิตประจําวัน เพื่อจะได้รู้จักความจริงที่เกี่ยวกับตัวเรา การมี
ชีวิตอย่างพน้ จากความอยากจะช่วยไดม้ าก น่ันคอื การอยู่อย่างสงบเย็น ไมเ่ ร่าร้อน รู้จักไตร่ตรองและมี
จนิ ตนาการ ลดความวอกแวกวุ่นวายให้เหลอื น้อยที่สุด มุ่งแสวงหาและเปน็ นายเหนือเป้าหมายทางจิต
และอารมณม์ ชี ีวติ ท่ีมีคุณภาพดีกว่าอยู่ดว้ ยปริมาณเมื่อเราด่ืมด่ำอยู่กับทุกการกระทํา เมื่อเราลืมตัวตน
ของตนเอง และเป็นหนึ่งเดียวกบั งานท่ีทํา ลืมเรื่องทั้งหลายที่กําลังคิดหมกมุ่น ลืมความยึดมั่นถือมัน่
และมายา กเ็ ท่ากับเราอยู่บนวิถีทจี่ ะมีชวี ติ อยู่กับการภาวนา การภาวนาคือการมญี าณเหน็ ธรรมชาติท่ี
แท้จริงของการดํารงอยู่การที่เราจะสามารถรื่นรมย์กับชีวิตที่แสนจะวุ่นวายนี้คงไม่ยากเกิน
ความสามารถของเรา เพราะวิธีการเหล่านี้ก็ช่างเป็นเรื่องที่จะแสนจะธรรมดาเหลือเกินไม่ใช่เรื่องท่ี
ยุ่งยากซับซ้อนใดเลย บางทีเรื่องง่าย ๆ และธรรมดา ๆ นี่เองที่จะทําให้ชีวิตของเรารื่นรมย์ ซึ่งการ
ร่ืนรมย์นีม้ ไิ ด้หมายถึงว่าเราจะใช้ชวี ิตอย่างว่างเปล่าไร้คุณค่าใด ๆ แตเ่ ป็นการทําชีวติ ให้รุ่มรวย งดงาม
แมใ้ นยามที่เรารู้สึกเหนื่อยล้ากบั ชวี ิต อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะภาวนาด้วยวธิ ีการใด ๆ ก็ตามในโลกนี้ ทุก

๕๒

อย่างก็ล้วนรวมลงในฐาน ๔ ในมหาสตปิ ัฏฐานสตู รท้ังส้ินน่ีความมหัศจรรย์แห่งคําสอนขององค์สมเด็จ
พระสัมมาสมั พุทธเจ้าอยา่ งแทจ้ รงิ ซึ่งจะหาไม่ไดใ้ นศาสนาอ่นื ๆ

สรุปได้ว่า สมาธิ หมายถึง การฝึกจิตให้จดจ่ออยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง
หรือเจริญสมถะ เพื่อฝึกกําหนดอารมณ์ของกรรมฐาน (๔๐ อย่าง) โดยฝึกตั้งแต่สมาธิที่เป็นพื้นฐาน
หรอื ขณิก สมาธิ คือสมาธินง่ิ ชั่วขณะ ฝึกข้ันอปุ จารสมาธิ คอื สมาธิท่ีสงู ขึ้น คือมภี าวะจิตที่น่ิงบ้างไม่น่ิง
บา้ ง ถา้ เจริญสตมิ น่ั คงก็จะนิง่ นาน หากฝึกสมำ่ เสมอจติ ก็เข้าสู่อัปปนาสมาธิ คือสมาธนิ ่ิงแน่วแน่ จิตตั้ง
มั่น คือจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง อยู่กับความว่างปราศจากกิเลส ผลการของการฝึกสมาธิมผี ลต้ังแต่ระดับ
โลกิยะ คือมีสมาธิในการทํางาน เรียนหนังสือ มีจิตจดจ่อกับการงานนั้น ๆ มีจิตใจมั่นคงไม่ลุ่มหลง
อบายมขุ และระดบั โลกุตตระ คอื มจี ติ สงู ถึงขน้ั บรรลุฌาน

๓. ปัญญาสกิ ขา คอื การพฒั นามนุษย์ตามหลักปัญญา
ปญั ญาสิกขา คอื ความรอบรู้ในหลักวิชาการต่าง ๆ ความรอบรู้ในกองกิเลส ซึ่งมี ๒ ลกั ษณะ คือ

(๑) ปญัญา หมายถึง มีความรอบรู้ต่าง ๆ ที่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน
ให้รู้ทั้งทางโลกและทางธรรม

(๒) ปัญญา หมายถงึ ความรู้แจ้งเหน็ จริง พิจารณาตัวเราเป็นขันธ์
๕ มองเห็นขนั ธ์ ๕ เปน็ ไตรลกั ษณ์ เจริญสติปัฎฐานให้เหน็ อย่างชัดเจน

การจะให้ประสบความสําเร็จ ต้องฝึกให้ครบทั้ง ๓ กระบวนการ เพราะทุก
ขนั้ ตอนเป็นปจั จัยท่ีสาํ คญั ทัง้ ส้นิ ต้องทําความเข้าใจท้งั หลกั ทฤษฎี คือความหมายของแต่ละอย่าง และ
เขา้ ใจหลกั ของการปฏิบัติ คือฝึกปฏบิ ตั ใิ ห้เป็นผลว่าเป็นไปตามความหมายหรอื ไม่

ปญั ญา คือ ความรอบรู้ หรือรู้ทั่วถงึ เหตุถงึ ผล รู้อย่างชัดเจน รู้สิ่งใดควรทํา
ส่ิงใดควรเว้น รู้บาปบุญ คณุ โทษ

ปัญญา ถือว่าเป็นที่สุดของความคิดและความสําเร็จของมนุษย์ เป็น
สญั ลกั ษณข์ องความรู้ จึงกล่าวแยกให้เห็นปัญญาเป็น ๒ ลักษณะ คอื

“ปญั ญา” ทางโลกหมายถึงความรอบรู้ในหลักวิชาการต่าง ๆ ทไี่ ดศ้ กึ ษาเล่า
เรียน เพื่อนําไปประกอบสัมมาอาชีพจนประสบความสําเร็จในการดําเนินชีวิตตาม “โลกิยวิสัย” การ
อยู่อย่างชาวโลก”

“ปัญญา” ทางธรรม เป็นปัญญาชั้นสูง หมายถึงความรอบรู้ความจริงของ
ชวี ติ ความรู้อย่างแจม่ แจ้งนําไปสู่ความการรู้ธรรมเป็นเครื่องพ้นทกุ ขต์ าม “โลกุตตรวสิ ยั ” การอยู่อย่าง
ผู้ปฏิบัตธิ รรม”

“ปญั ญา” ทง้ั สองทางนี้ เกดิ ขนึ้ และพฒั นาการจากเหตุ ๓ วิธีคือ ๑) สุตมย
ปัญญาปัญญาเกิดขึ้นจากการฟัง หรือการศึกษาเล่าเรียนจากครูบาอาจารย์ ๒) จินตามยปัญญา
ปัญญาเกิดขึ้นจากการคิด พิจารณา ตรึกตรองสิ่งที่ได้ฟังหรือได้ศึกษามาแล้ว ๓) ภาวนามยปัญญา
ปัญญาเกิดขึ้นจากการลงมือทํา หรือลงมือปฏิบัติให้เห็นผลจริงการสร้างปัญญาบารมีจัดเป็นปัญญา
ทางธรรมหรือปัญญาชั้นสูง ที่ต้องผ่านกระบวนตามลําดับด้วยการศึกษาหาความรู้ (ปริยัติ) และ
ฝึกอบรมจิต (ปฏบิ ัติ) ให้เป็นสมาธิขั้นสมถะแล้วเจริญวิปัสสนาจนเกิดเป็นปัญญาคือ พุทธะผู้รู้แจ้งเห็น
จรงิ ตามแนวทางของพระพทุ ธเจ้า ซงึ่ เรียกว่า “กรรมฐาน”

๕๓

การพัฒนาปัญญา มีความสําคัญสูงสุดเพราะปัญญาเป็นตัวนําทางและควบคุมพฤติกรรมทั้งหมด
คนเราจะมีพฤติกรรมอะไร อย่างไร และแค่ไหน ก็อยู่ที่ว่าจะมีป้ญญาชี้นําหรือบอกทางให้เท่าใด และ
ปัญญาเป็นตัวปลดปล่อยจิตใจ ให้ทางออกแก่จิตใจ เช่นเมื่อจิตใจอึดอัดมีปัญหาติดตันอยู่ พอเกิด
ปญั ญารู้ว่าจะทําอย่างไร จิตใจกโ็ ล่งเปน็ อสิ ระได้

๒.๔.๒.๔.๒ หลกั มหาสติปัฏฐาน ๔
มหาสตปิ ัฏฐาน ๔ จําแนกเป็น ๔ หมวด หรือ ๔ ฐาน คอื หลักการเจริญมหา

สตปิ ัฏฐาน ๔ ที่พระผู้มพี ระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ คือ๕๔
๑. การพจิ ารณาเหน็ กายในกายภายในเนือง ๆ อยู่พิจารณาเห็นกายในกาย

ภายนอกเนือง ๆ อยู่พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในและภายนอกเนือง ๆ อยู่มีความเพียร มี
สมั ปชญั ญะมีสตกิ ําจดั อภิชฌาและโทมนสั เสยี ได้ในโลก

๒. การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายในเนือง ๆ อยู่พิจารณาเห็น
เวทนาในเวทนาภายนอกเนืองๆอยู่พิจารณาเหน็ เวทนาในเวทนา ทั้งภายในและภายนอกเนือง ๆ อยู่มี
ความเพียร มีสมั ปชัญญะมสี ติกําจัดอภชิ ฌาและโทมนัสเสยี ได้ในโลก

๓. การพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในเนือง ๆ อยู่พิจารณาเห็นจิตในจิต
ภายนอกเนือง ๆ อยู่พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในและภายนอกเนือง ๆ อยู่มีความเพียรมี
สมั ปชญั ญะมีสติกําจัดอภิชฌาและโทมนสั เสยี ได้ในโลก

๔. การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในเนือง ๆ อยู่พิจารณาเห็นธรรมใน
ธรรมภายนอกเนือง ๆ อยู่พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในและภายนอกเนือง ๆ อยู่มีความเพียร
มสี มั ปชญั ญะ มีสตกิ ําจัดอภิชฌาและโทมนสั เสยี ได้ในโลก

การเจริญสติปัฏฐาน ๔ คือ การตั้งสติให้อยู่กับปัจจุบนั ขณะไปตามฐาน ๔ ฐาน ฐาน
ใดฐานหนงึ่ ดงั นี้

๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐานการรู้ภายในกาย หมายถึงการตั้งสติกําหนด
พจิ ารณากายการมีสติกาํ กับดูรู้เทา่ ทันกาย๕๕ คอื ให้รู้เหน็ ตามความเป็นจริงจําแนกไว้ ๖ หมวดได้แก่

๑) อานาปานบรรพ หมวดว่าด้วยลมหายใจเข้าออก หมายถึงการ
เจริญวิปัสสนากรรมฐานโดยตั้งสตไิ ว้ที่ ฐานคือลมหายใจเข้าออก๕๖

๒) อิริยาบถบรรพหมวดว่าด้วยอริ ยิ าบถหมายถงึ การเจรญิ วิปัสสนา
กรรมฐานโดยต้ังสติไว้ทีฐ่ านคืออิริยาบถ ๔ คอื ยนื เดนิ นง่ั นอนมีรายละเอียดดงั นี้๕๗ เมื่อเดินก็ให้รู้ชัดว่า
เราเดนิ เม่อื ยืน ก็ให้รู้ชดั ว่าเรายืน เมื่อน่ังกใ็ ห้รู้ชัดว่าเราน่ังเมือ่ นอนก็ให้รู้ชดั ว่าเรานอน

๕๔ ดูรายละเอยี ดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๓/๓๐๑.

๕๕ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตโฺ ต), พจนานุกรมพุทธศาสนฉบับประมวลศัพท, หนา๒๙๖– ๒๙๗.

๕๖ ดรู ายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/ ๓๗๔/๓๐๒– ๓๐๓.

๕๗ ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๕/๒๙๐.

๕๔

๓) สัมปชัญญะบรรพคือ ความรู้ตัวหมวดว่าด้วยความรู้ตัว๕๘ ท่ัว
พร้อมความรู้ ตระหนักความรู้ชัดเข้าใจชัดซึ่งสิ่งที่นึกได้๕๙ โดยการต้ังสติไว้ที่ฐานคอื อิริยาบถย่อยต่าง
ๆ เช่นการกา้ วไปขา้ งหน้าการถอยหลังการคู้แขน เหยยี ดแขนการกนิ การดืม่ การคิดการอาบนํ้าการถ่าย
อุจจาระปัสสาวะ เป็นต้น๖๐ สัมปชัญญะเป็นธรรมที่มักปรากฏคู่กับสติสัมปชญั ญะ คอื ตวั ญญา ดังนั้น
การฝึกฝนในเรือ่ งนจ้ี งึ เป็นส่วนหนึง่ ในกระบวนการพัฒนาปัญญา๖๑

๔) ปฏิกูลมนสิการบรรพปฏิกูลคือสิ่งสกปรก น่ารังเกียจที่อยู่ใน
ร่างกายนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่ามี ๓๒ อย่างเป็นส่วนประกอบสําคัญของร่างกายทั้งหมดรวมกัน
เรียกว่าอาการ ๓๒ บางแห่งเรียกว่ากายคตาสติ๖๒ หมายถึงการพิจารณาหรอื กําหนดรู้ความน่าเกลียด
สง่ิ ปฏิกลู ของร่างกายตั้งแต่ปลายเท้าจรดศรี ษะซ่งึ มหี นังหุ่มโดยรอบ เตม็ ไปด้วยของไม่สะอาดชนิด ต่าง
ๆ คอื ผม ขน เลบ็ ฟัน หนัง เน้ือ เอ็นกระดกู เยอ่ื ในกระดกู ม้าม หวั ใจ ตับ พงั ผดื ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้
น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลาย น้ำมูก
ไขขอ้ มูตร๖๓ (น้ำปัสสาวะ) ผู้ทเ่ี จริญวปิ ัสสนากรรมฐานด้วยการตั้งสติ กาํ หนดพิจารณาร่างกายให้เห็น
เป็นของน่าเกลียดนี้ ย่อมเห็นร่างกายในกาย เห็นจิตในจิตและเห็นธรรมในธรรม คือ ความเกิดขึ้นใน
กายบ้าง ความเสื่อมไปในกายบ้าง จนเห็นชัดว่ามีแต่กายอยู่ในความเห็นนั้น ไม่ประกอบด้วยตัณหา
และทิฐิ ปราศจากความยึดมั่น๖๔ เพราะเห็นความจริงของขันธ์ ๕ ว่า ไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ทุกขัง
อนตั ตา

๕) ธาตุมนสิการบรรพหรือธาตุมนสิการ๖๕ คือ หมวดว่าด้วยการ
พิจารณา โดย ความเป็นธาตุให้พิจารณาเห็นร่างกายว่า มีธาตุต่าง ๆ อันได้แก่๖๖ ธาตุดินธาตุน้ําธาตุ

๕๘ สมเดจ็ พระมหาสมณเจากรมพระยาวชิรญาณวโรรส, นวโกวาท, พมิ พครั้งที่ ๘๐, (กรุงเทพมหานคร:
มหามกุฎราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๐), หนา๒๘.

๕๙ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พจนานุกรมพทุ ธศาสนฉบบั ประมวลศัพท, หนา๓๒๗

๖๐ ดูรายละเอยี ดใน ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๖/๓๐๕.

๖๑ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยตุ ฺโต), พทุ ธธรรมฉบบั ปรับปรุงและขยายความ, พิมพ ครงั้ ที๙่ , (กรุงเทพ
มหานคร: มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๓), หนา๘๑๓.

๖๒ ดูรายละเอียดในม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๕๓– ๑๕๙/๑๙๖– ๒๐๗.

๖๓ ดูรายละเอยี ดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๗/๓๐๖– ๓๐๗

๖๔ ดรู ายละเอยี ดใน ท.ี ม. (ไทย)/ ๑๐/๓๗๖/๒๙๐-๒๙๑

๖๕ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตโฺ ต), พจนานกุ รมพทุ ธศาสนฉบบั ประมวลธรรม,หนา๑๓๙– ๑๔๑.

๖๖ ดูรายละเอยี ดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๘/๓๐๗- ๓๐๘

๕๕

ลมและธาตุไฟผู้เจริญวิปัสสนาพึงตั้งสติกําหนดพิจารณาร่างกายโดยความเป็นธาตุให้พิจารณาเหมอื น
คนฆ่าโค หรือลูกมือคนฆ่าโคผู้ขยันฆ่าโคแล้วแบ่งออกเป็นในแต่ละสัดส่วน๖๗ สภาพที่ว่างเปล่าไม่ใช่
บุคคลตัวเราของเราธาตุในทางธรรมเป็นเพียงสภาวธรรมไม่ใช่สมมุติบัญญัติซึ่งใช่สื่อสารกันจนเข้าใจ
กนั ว่าเป็นกอ่ นอัตภาพมนุษย์ การพจิ ารณาธาตเุ พ่ือให้ละวาง ความเห็นผดิ ว่าเป็นตวั ตนโดยให้เข้าใจว่า
มีเพียงธาตุเท่านั้นไม่ใช่ตัวเราของเราบุรุษหรือสตรีธาตุ ๔ คือ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) มีลักษณะแข็งหรือ
อ่อนอาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) มีลักษณะไหลหรือเกาะกุม เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) มีลักษณะเย็นหรือร้อน วาโย
ธาตุ (ธาตลุ ม) มลี กั ษณะหย่อนหรือตึง

๖) นวสีวถิกาบรรพหรือ “ป่าช้าทั้ง ๙”หมายถึง ซากศพ ๙
ลักษณะในป่าช้าสําหรับทิ้งซากศพ ในร่างกายของคนและสัตว์ที่มีชีวิตจะมีองค์ประกอบ ๓ อย่าง ทํา
ให้เคลื่อนไหวร่างกาย กระทําอิริยาบถต่าง ๆ ได้ซึ่งไม่มีในคนตายคอื อายุไออุ่น วิญญาณ ซึ่งทั้ง ๓ สิ่ง
น้ี ทําให้ส่ิงทม่ี ีชีวิตแตกต่างจากสงิ่ ไม่มีชีวิต เป็นส่ิงทีไ่ ม่ยง่ั ยืนคงอยู่ตลอดไปในอนาคตร่างกายของเราก็
จะเหมือนศพที่พองอืดเมื่อถึงเวลาต้องดับสูญไปตามครรลองของธรรมนิยาม ผู้ที่เจริญวิปัสสนาไม่
จําเป็นต้องไปดูซากศพในป่าช้า เพราะวิปัสสนาเน้นการน้อมความน่าเกลียดมาสู่ตนเองว่า สิ่งนี้จะ
เกิดขึ้นกับร่างกายของเราและคนอื่น แล้วคลายความยึดมั่นถือมั่นลงได้๖๘ การพิจารณาเห็นศพในป่า
ช้า จงึ หมายให้พจิ ารณาหรอื รู้ความเป็นศพทีเ่ ปล่ียนแปลงไปในอาการทัง้ ๙ เหล่าน้ี๖๙

๒. หลักปฏิบัติเวทนานุปัสสนาสตปิ ัฏฐานการรู้เวทนาในเวทนา “เวทนา”
หมายถึงการเสวยอารมณ์๗๐ หรือความรู้สึกพระพุทธองค์ทรงจําแนกเวทนาไว้ตามลักษณะที่รู้สึก
อารมณ์ ๓ ประการ๗๑ คือสุขเวทนาทุกขเวทนาหรืออุเบกขาเวทนา เวทนาทั้ง ๓ ประการนี้จะปรากฏ
แก่ผู้ปฏบิ ัตธิ รรมอาจประกอบร่วมกับอามสิ คือกามคุณ ๕ ไดแ้ ก่เสยี ง กล่ินรสและสมั ผสั ซ่ึงเป็นเวทนา
ทางโลกหรอื อาจไม่มอี ามิสประกอบซง่ึ เป็นเวทนาทสี่ ุขมุ ในเวทนา ประกอบด้วย ๓ ประการ๗๒ ดังนี้

๑) สุขเวทนาคือความรู้สึกเป็นสุขทางกายได้แก่ความโล่งเบาสบาย
หรอื ความรู้สกึ เป็นสขุ ทางใจได้แก่ความดีใจเบิกบานโสมนสั ยินดีผู้ปฏบิ ตั ิ พึงตามรู้สุขเวทนาตามอาการ
นั้น คําว่าสุขเวทนาคือความรู้สึกสบายทางร่างกายทุกขเวทนาคือความรู้สึกไม่สบาย ทางร่างกายเช่น
ความปวดหรือเหน็บชาปรากฏแล้วหายไปจึงเกิดความรู้สึกสบายกายเป็นความเย็นซาบซ่านเข้าแทนท่ี
จัดเป็นสุขเวทนาทางกายผู้ปฏิบัติพึงกําหนดให้ชัด โดยไม่รับรู้ถึงรูปร่างของขาหรือร่างกายส่วนใดส่วน

๖๗ ดูรายละเอยี ดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๘/๒๙๒.

๖๘ ดรู ายละเอยี ดใน ท.ี ม.(ไทย) ๑๐/๓๗๙/๓๐๘-๓๑๓.

๖๙ ดูรายละเอยี ดใน ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๙/๓๐๘- ๓๑๓.

๗๐ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พจนานกุ รมพุทธศาสนฉบับประมวลศพั ท, หนา ๒๘๗

๗๑ ดูรายละเอยี ดใน ส.ํ สฬา. (ไทย) ๑๘/๒๔๙/๒๗๐.

๗๒ ดูรายละเอียดใน ท.ี ม.(ไทย) ๑๐/ ๓๘๐/๓๑๓-๓๑๔.

๕๖

หนึ่งการกําหนดรู้สุขเวทนาทางกายและใจต้องปรากฏเพียงสภาวะที่สบายหรือ ไม่สบายโดยไม่มี
รปู ร่างของส่งิ ใด

๒) ทุกขเวทนาคือความรู้สึกเป็นทุกข์ทางกายได้แก่ความเจ็บปวด
เมื่อยชา คันร้อนเย็นจุกเสียดเหนื่อยหรือความรู้สึกเป็นทุกข์ทางใจได้แก่ความเศร้าโศกเสียใจกลัวไม่
สบายใจร้อนใจวิตกกงั วลผู้ปฏบิ ตั ิพงึ รู้ทุกขเ์ วทนาตามอาการนัน้ ๆ

๓) อุเบกขาเวทนาคือ ความรู้สึกเป็นกลางไม่สุขไม่ทุกข์เวทนา
ประเภทนี้ไม่เด่นชัดเหมือนสุขเวทนาและทุกขเวทนามักปรากฏขึ้นหลังจากสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา
หายไปแล้วเป็นสิ่งที่รู้ได้ยากเหมือนอวิชชาที่เกิดพร้อมกับโลภะและโทสะ หมายความว่าในเวลาเกิด
โลภะและโทสะนั้นมีอวิชชาเกิดร่วมด้วย โดยทําหน้าที่ปกปิดโทษของความโลภและความโกรธทําให้
บุคคลพอใจที่จะโลภและโกรธอุเบกขากเ็ ช่นเดียวกันไม่ประจักษ์ในเวลาปกติแต่จะปรากฏขึ้นหลงั จาก
สขุ เวทนาหรอื ทกุ ขเวทนาหายไปแล้วเมื่อผู้ปฏิบัติบรรลุวปิ ้สสนาญาณขัน้ ที่ ๔ เป็นต้นไปแลว้

๓. หลักปฏิบัติจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน การพิจารณาจิตในจิต “จิต”
หมายถึง ธรรมชาตทิ ีร่ ู้อารมณ์๗๓ สภาวะรู้ส่ิงต่าง ๆ ทางตาหูจมูกลิน้ กายและใจ โดยผ่านทวาร๗๔ สิ่งท่ี
มีหน้าที่รู้คิด และนึกเหมือนคนอยู่ในบ้านมองดูสิ่งที่อยู่นอกบ้านผ่านประตูการรู้สีผ่านตาเป็นการเหน็
การรเู้ สยี งผ่านหูเป็นการได้ยนิ การรู้กล่ินผ่านจมูกเป็นการรู้กลิ่น การรู้รสผ่านลิน้ เป็นการลิ้มรสการรู้ส่ิง
ที่สัมผัสผ่านร่างกายเป็นการสัมผสั และการรับรู้ทางใจ เป็นการนึกคิดจิตมีธรรมชาติประภัสสรคือผุดผ้
องตามปกติเหมือนน้ำใสสะอาดเพราะเป็นเพียงสภาวะเห็นได้ยินรู้กลิ่นลิ้มรสสัมผัสและนึกคิดเท่านั้น
ปราศจากการปรุงแต่งหรือตอบสนองต่อสิ่งที่พบ แต่จิตนั้นจะประกอบร่วมกับนามธรรมอีกอย่างหนึ่ง
เสมอชอื่ ว่า “เจตสกิ ” คือสภาวะปรุงแต่งจติ ดังนั้นจติ จงึ เศร้าหมองไปด้วยอาํ นาจของเจตสิกฝ่ายดําคือ
โลภะโทสะและโมหะเป็นต้นเหมือนน้ำใสสะอาดที่ขุ่นมวั ด้วยโคลนตม ตัวอย่าง เช่นในขณะเห็นสีอย่าง
ใดอย่างหนึ่งจิตของทุกคนจะทําหน้าที่รู้สีเป็นอารมณ์แต่โลภะทําให้รู้สึกชอบสิ่งที่เห็นโทสะทําให้ไม่
ชอบสิ่งนั้นเจตสิกฝ่ายดํามักทําให้ขาดความเป็นกลางอยู่เสมอ หลอกล่อให้หลงยั่วยวนให้รักพอใจ
หรือไมพ่ อใจ ตามการปรงุ แตง่ ของแต่ละคนและเพ่มิ พนู กิเลสมากขึ้นเร่อื ย ๆ เหมือนดินพอกหางหมูจิต
ที่มิไดอ้ บรมไว้ดีย่อมทําให้เหล่าสตั ว์ติดอยู่ในบ่วงกิเลสส่วนจิตท่ีอบรมดีแล้วย่อมส่งผลให้เป็นอสิ ระหลุด
พ้นได้โดยพลัน พระพุทธเจ้าจึงตรัสเตือนผู้ปฏิบัติธรรมให้ตั้งสติพิจารณาตามรู้จิตว่า จิตมีราคะจิต
ปราศจากราคะจิตมีโทสะจิตปราศจากโทสะจิตมีโมหะจิตปราศจากโมหะจิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่านจิตเป็น
มหัคคตะจิตไม่เป็นมหัคคตะเป็นต้น๗๕ ดังพุทธดํารัสทีว่ ่า “เราไม่เห็นธรรมอืน่ แม้อย่างหนึง่ ที่ได้เจริญ
แล้วย่อมเปน็ ไปเพือ่ ประโยชน์มากเหมือนจติ นีจ้ ติ ท่ไี ด้เจริญแล้วย่อมเปน็ ไปเพอ่ื ประโยชน์มาก”๗๖

๗๓ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พจนานุกรมพทุ ธศาสนฉบับประมวลศัพท, หนา ๔๓

๗๔ พระโสภณมหาเถระ (มหาสสี ยาดอ), มหาสติปฏฐานสตู รทางสูพระนพิ พาน, หนา ๒๖๕

๗๕ ดรู ายละเอียดใน ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๑๑๔/๑๑๑.

๗๖ ดรู ายละเอยี ดใน อง.ฺ เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๔/๕.

๕๗

การมีสติเฉพาะหน้า พิจารณาหรือกําหนดรู้ตามอาการต่าง ๆ ของจิตที่
เกิดขึ้นตามความเปน็ จริงโดยเห็นว่าจติ นี้ก็เป็นสักว่าจิตมิใช่สตั ว์บุคคลตัวตนเราเขารู้แล้วละปล่อยวาง
ไม่ยึดมั่นถือม่ันว่าเป็นเราของเราเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ปรุงแต่งก็เป็นการปล่อยวาง เมื่อเราปล่อย
วางมันก็จะว่างเมื่อว่างแล้วก็ไม่วุ่นวายอาการที่วุ่นวายเป็นทกุ ข์อยู่ในปัจจุบันเป็นเพราะการเข้าไปปรุง
แต่งเอาอาการของจิตจากอารมณ์ท่ีกระทบแล้วมีอุปาทานยึดมั่นว่าเป็นเราเป็นเขายึดมั่นถือมั่นว่าเป็น
ตัวเป็นตนการกําหนดรู้เทา่ ทันอาการของจติ จึงเรยี กว่าจติ ตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

๔. หลักปฏิบัติธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน การพิจารณารู้ธรรมในธรรม
หมายถึง การพิจารณาเห็นธรรม ๕ ประการได้แก่นิวรณ์บรรพขันธบรรพอายตนบรรพโพชฌงคบรรพ
และสัจจบรรพซึ่งมีรายละเอียดกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก๗๗ หลักปฏิบัติในมหาสติปัฏฐาน ๔ จะทําให้มี
สตสิ ัมปชญั ญะเข้าไปเห็นแจ้งทกุ ข์อริยสัจจ์และขัน์ ๕ คอื รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณอยู่ในกฎ
ของไตรลักษณ์ คือ เป็นอนิจจงั ทกุ ขัง อนัตตา ธรรมที่เป็นองคป์ ระกอบของมหาสติปัฏฐาน ๔

กล่าวโดยสรุปแล้ว วิธีปฏิบัติในมหาสติปัฎฐาน ๔ เป็นทั้งสมถะภาวนา คือ
อุบายสงบจิตหรืออารมณ์ทางจิตและเป็นวิปัสสนาภาวนาคือ อุบายเรืองปัญญา หากพิจารณา
วัตถุประสงค์ของการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ที่ปฏิบัติเพื่อโพชฌงค์ ๗ วิชชาและวิมุตติแล้วก็เป็นที่ชัดเจน
ว่า สติปัฏฐาน ๔ จัดเป็นวิปัสสนาภาวนาเพราะมีจุดมุ่งหมายเพื่อปัญญาเป็นสําคัญ หากพิจารณา
รายละเอียดของสติปัฏฐานในแต่ละหมวด เช่น อานาปานบรรพในหมวดกายโดยเฉพาะในขั้นตอน
สดุ ท้ายทว่ี ่า “ทาํ กายสังขารให้ระงับ” คอื การทาํ ลมหายใจให้สงบลงซึ่งเป็นภาวะทจ่ี ิตอยู่ในระดับฌาน
หรือคําว่า “เวทนาที่ไม่มีอามิส”ในหมวดเวทนาและคําว่า “จิตที่เป็นมหรคต” ซึ่งล้วนหมายถึงจิตใน
ภาวะที่เป็นฌานก็กล่าวได้ว่าสติปัฏฐาน ๔ มีนัย ที่เป็นสมถภาวนาด้วยดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าสติปัฏฐาน
๔ เป็นทั้งสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาการเจริญสติปัฏฐานนี้เป็นวิธีปฏบิ ตั ิธรรมทีน่ ิยมกันมากและ
ได้รับการยกย่องนับถือกันอย่างสูงว่ามีพร้อมทั้งสมถะและวิปัสสนา ผู้ปฏิบัติอาจเจริญสมถะจนได้
ญาณอย่างที่กล่าวในเรื่องสัมมาสมาธิอันเป็นองค์มรรคข้อที่ ๘ ก่อนแล้วจึงเจริญวิปัสสนาตามแนวสติ
ปฏั ฐานไปจนถึงที่สุดก็ได้หรือจะอาศัยสมาธิเพียงข้ันต้น ๆ เทา่ ทจี่ าํ เป็นมาประกอบเจริญวิปัสสนาเป็น
ตวั นาํ ตามแนวสตปิ ัฏฐานนี้ไปจนถงึ ทสี่ ุดก็ได้

๑) อานิสงส์แห่งการเจริญมหาสติปัฏฐาน ๔ อานิสงส์แห่งการ
เจริญมหาสติปัฏฐาน มีผลโดยตรงต่อการพัฒนาชีวิตให้มีคุณภาพ เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งใน
ระดับปัจจุบัน ในภายภาคหน้า และในระดับสูงสุดคือพระนิพพาน ดังพระพุทธพจน์แสดงไว้ ว่าผู้ใดผู้
หน่ึงพึงเจริญสตปิ ัฏฐานทั้ง ๔ นี้อย่างนตี้ ลอด ๗ ปีเขาพงึ หวงั ผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหน่งึ คือ“พระ
อรหตั ตผลในปัจจุบนั หรือเมื่อยังมีขันธปัญจกเหลืออยู่เป็นพระอนาคามี ๗ ปี...ยกไว้ผู้ใดผู้หน่ึงพึงเจริญ
สติปัฏฐาน ๔ นี้อย่างนี้ตลอด ๗ วันเขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่งคือ พระอรหัตตผลใน
ปจั จบุ นั หรอื เมือ่ ยงั มขี นั ธปัญจกเหลืออยู่...เป็นพระอนาคามี”๗๘

๗๗ ดูรายละเอยี ดใน สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๒๓๒/๑๗๕.

๗๘ ดรู ายละเอยี ดใน ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๑๓๗/๑๒๘–๑๓๐

๕๘

กล่าวโดยสรุป มหาสติปัฏฐาน ๔ เป็นอุบายฝึกจิตหรือพัฒนาจิตทาง
พระพุทธศาสนา ที่ส่งผลต่อการพัฒนากาย พัฒนาสังคม พัฒนาปัญญาไปพร้อม ๆ กัน เป็นแนวทาง
พัฒนาคุณภาพชีวิตทางเดียวที่จะก้าวสู่ปัญญาขั้นสูงสุด คือพ้นทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง สําหรับอานิสงค์
สําหรับผู้ปฏบิ ัติจะก่อให้เกดิ การพฒั นาชีวติ ให้มคี ุณภาพ ดังน้ี

๑. มีลักษณะอาการที่ปรากฏภายนอก หรือบุคลิกภาพสง่างามมี
การดํารงชีวิตแบบพอเพียงทางสายกลาง (มัชฌิมาปติปทา) มีใจเบิกบานมีท่าทางน่ายินดี มีอินทรีย์
เอิบอมิ่ ไมว่ ุ่นวายมีใจสงบ มีความมั่นใจ มีความสุขแท้จรงิ

๒. ความมใี จเป็นอสิ ระและมคี วามสุข
๓. ความเป็นเจ้าแห่งจติ เป็นนายความคดิ
๔. ความเป็นกันเองกับชีวิต ความตาย การพลัดพราก มีเมตตา

กรณุ าตอ่ ทุกชีวิต
๒) ประโยชน์ของการฝึกปฏบิ ตั ิ เจรญิ สติตามหลกั มหา สติ
ปัฏฐาน ๔ ส่งผลให้ชีวติ ได้รบั การพัฒนา ครบถว้ นทง้ั ๔ ด้าน คือ กาย จติ ใจ สังคม ปัญญา พัฒนาชีวิต
๓ ระดับ คือ ศลี สมาธิและปัญญา ส่งผลให้รา่ งกายและจิตใจได้รับการพัฒนาได้พักผ่อนอย่างเต็มท่ีไม่
มีความเครียด และความกังวลในชีวิตประจาํ วัน สามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้กับตนเอง ครอบครัว
สิง่ แวดล้อม สร้างความสงบสุขให้แก่สังคม ประเทศชาติ ลดความขัดแย้งระหว่างประชาชนในชาติและ
ระหว่างชาติทําให้เกดิ สันติภาพในมวลมนุษยชาติอย่างแท้จรงิ ๗๙ นอกจากน้ี ได้มผี ู้รู้รวบรวมประโยชน์
อนั จะพงึ เกิดกบั ชีวิตบุคคลผู้เจรญิ มหาสตปิ ัฏฐาน ๔ อย่างตอ่ เนือ่ งไว้ดงั นี้ คอื
๑. สามารถกําจดั กเิ ลสต่าง ๆ เหตุของความทุกขค์ วามเดือดร้อน ต่าง ๆ ลงได้
๒. มคี วามทุกข์นอ้ ยลงและมีความสขุ มากข้นึ
๓. คลายความยดึ ม่ันในสง่ิ ท้ังปวงลงได้ไมว่ ุ่นวายเดือดร้อนไปตามกระแสโลก
๔. มจี ติ ใจมน่ั คงไมฟ่ ูข้ึนหรอื ยบุ ลงด้วยอาํ นาจโลกธรรม
๕. มคี วามเห็นแก่ตวั น้อยลงแต่บําเพญ็ ประโยชน์เพ่ือผู้อ่ืนมากขึ้น
๖. จติ ใจมีคณุ ธรรมหรือมีคุณภาพสูงขนึ้ ตามข้ันตอนของการปฏิบัติ
๗. สามารถเขา้ นโิ รธสมาบัตอิ ันเป็นความสุขขั้นสงู ในปัจจุบนั ภพได้
๘. สามารถบรรลุความเป็นอรยิ บุคคลอนั เป็นบุญเขตของโลก
๙. ย่อมได้ดืม่ รสแห่งอรยิ ผล อันเกิดจากการพน้ จากอาํ นาจของกิเลสได้
๑๐. สามารถบรรลนุ พิ พานได้

๗๙ พระมหาอิสรกานต ไชยพร, “การพัฒนาจิตตามแนวมหาสติปฏฐาน ๔ ในคัมภีรพระสุตตันตป
ฎก”, วทิ ยานิพนธศลิ ปะศาสตรม์ หาบัณฑติ สาขาวชิ าพัฒนามนุษยและสงั คม, (บณั ฑิตวทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลัยสงขลา
นครินทร, ๒๕๕๐).

๕๙

๒.๕ งานวจิ ยั ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง

งานวิจัยเรื่อง การบูรณาการหลักพุทธจติ วิทยาในการพัฒนาพฤตินสิ ยั การฝึกวิชาชีพผู้ต้องขงั
เรือนจำชัว่ คราวดอยฮาง ในจงั หวัดเชียงราย มีงานเอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ ก่ยี วข้องดงั นี้

๒.๕.๑ สาธิต ปานอ่อน และคณะ ได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง คุณภาพชีวิตการทํางานของ
ข้าราชการ ในกล่มุ เรือนจําเขต ๗ ผลการวจิ ัยพบวา่ คุณภาพชีวิตการทำงานของข้าราชการในเรือนจํา
ทั้ง ๘ แห่ง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ โดยข้าราชการเรือนจําจังหวัด
ประจวบคีรีขันธ์มีคุณภาพชีวิตการทํางานสูงที่สุด (๓) ปัจจัยทุกตัวได้แก่ความหลากหลายของงาน
ความเป็นหนึ่งเดียวกับงานความสําคัญของงานความมีอิสระในการทำงานการมีโอกาสรับรู้ผลการ
ปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับที่สูงมากกับคุณภา พชีวิตการทํางานอย่างมีนัยสําคัญ
ทางสถิติที่ระดับ.๐๑ โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์สูงที่สุดได้แก่ ความมีอิสระในการทำงาน
(๔) แนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของข้าราชการในกลุ่มเรือนจําเขต ๗ ได้แก่ควร
มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนงานเพื่อให้บุคลากรเกิดความรู้หลากหลายและมิให้เกิดความเบื่อหน่าย
ในการปฏบิ ัตหิ นา้ ทคี่ วรเสริมสร้างความรว่ มมือระหว่างบุคลากรในการปฏิบตั งิ านทไ่ี ด้รบั มอบหมายให้
เกิดประโยชน์สูงสุดผู้บังคับบัญชาควรให้อำนาจในการตัดสินใจหรือแก้ไขปัญหาในระดับต้น
เพื่อให้งานสามารถดําเนินไปได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัดและควรจัดระบบการประเมินผลงานอย่างเป็น
ธรรมและเสมอภาคนอกจากนั้นควรสร้างภาพลักษณ์ให้สังคมเห็นความสําคัญของหน่วยงาน
และมที ัศนคติทด่ี ตี ่อหน่วยงานซึ่งจะทำใหเ้ จา้ หน้าท่ีมี ความภาคภูมิใจในงานของตน๘๐

๒.๕.๒ พิรญาณ์ โคตรชมภู ได้ทำงานวิทยานิพนธ์เรื่อง การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง
เชิงพุทธบูรณาการ ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาและคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังของกรมราชทัณฑ์
จากความเป็นอยู่ที่ต้องถูกคุมขัง ไม่มีความเป็นส่วนตัว ส่งผลต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ มีความ
ท้อแท้ หดหู่ สิ้นหวัง มีภาวะเครียดสูงไม่เห็นคุณค่าในชีวิต มีมิจฉาทิฏฐิไม่เชื่อเรื่องกรรมและกฎแห่ง
กรรม มีปัญหาเรื่องการปรับตัว การมีวินัย เคารพกฎระเบียบ ถึงแม้ว่าทางกรมราชทัณฑ์จะจัดให้มี
ชีวิตความเป็นอยู่ตามข้อกำหนดมาตรฐานสากลต่อผู้ต้องขังเป็นอย่างดี แต่ไม่ได้มีผลต่อการจิตใจของ
ผู้ต้องขังเท่าที่ควร กระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังตามแนวพุทธ ผู้วิจัยศึกษาวิเคราะห์ใน
โครงการเรือนจำเรือนธรรมของเรือนจำกลางระยอง จงั หวดั ระยอง ท่ใี ช้หลกั พุทธธรรมเพื่อการพัฒนา
คุณภาพชีวิตโดยการปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญสติ ในหลักมหาสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม
และหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา จักร ๔ ปฏิรูปเทสวาสะ สัปปุริสูปัสสยะ อัตตสัมมาปณิธิ
ปุพเพกตปุญญตาและข้อปฏิบตั ิ เพื่อความดงี ามเบื้องตน้ ไดแ้ ก่ หิริ โอตตปั ปะ

แนวทางการพฒั นาคณุ ภาพชีวติ ผตู้ ้องขังเชิงพุทธบรู ณาการภาคทฤษฎีได้บรู ณาการหลักธรรม
ที่ได้กล่าวถึงมาแล้วนั้น กับแนวคิดทางศาสตร์ตะวันตก อาชญาวิทยา และหลักการบำบัด ฟื้นฟูและ
พัฒนาสมรรถภาพตามหลักสากล ภาคปฏิบัติได้บูรณาการหลักสากล กับแนวคิดเพื่อปลูกฝังจิตสำนึก

๘๐ สาธิต ปานอ่อน และคณะ, คุณภาพชีวิตการทํางานของข้าราชการ ในกลุ่มเรือนจําเขต ๗,
มหาบณั ฑิตหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาวชิ าวิทยาการจดั การ, (มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช, ๒๕๕๖)

๖๐

กับหลักพุทธธรรมและการปฏิบัติธรรม ในโครงการเรือนจำเรือนธรรม ได้องค์ความรู้ใหม่ที่เป็น
แนวทางพฒั นาคุณภาพชวี ิต ท้ังในมติ ิของปจั เจกบุคคล และมิตขิ องสงั คม๘๑

๒.๕.๓ บุญแสง ชีระภากร วิจัยเรื่องภาวะผู้นำและการบริหารงานของผู้บริหารองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า ๑) ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกประเภทมีรูปแบบภาวะผู้นำ
แบบชี้นำมากที่สุด ๒) ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกช่วงอายุ ทั้งเพศหญิง และเพศชายใน
ทกุ ระดบั การศกึ ษา อาชพี และประสบการณท์ ำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินมีรปู แบบภาวะผู้นำ
แบบชี้นำมากที่สุด ๓) ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่บริหาร โดยคำนึงถึงมิติ
ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ความรับผิดชอบต่อสังคม ซื่อสัตย์ เป็นธรรม โปร่งใส และการให้
ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงาน แต่ในมิติความมีจริยธรรม และเคารพกฎหมาย และการ
ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นนั้น มีผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคำนึง
น้อยกว่ามิติอื่น ๔. เมื่อควบคุมตัวแปรระยะเวลาที่เคยทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาก่อน
ประเภทผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีความสัมพันธ์กับการบริหารงานใน ๓ มิติ คือความ
รับผิดชอบต่อสังคม การสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นและความซื่อสัตย์ เป็น
ธรรม โปร่งใส ส่วนรูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความสัมพันธ์กับการ
บริหารงานใน ๓ มติ ิ คือการคำนึงถึงประสิทธภิ าพและประสิทธิผล ความรบั ผิดชอบต่อสงั คม๘๒

๒.๕.๔ ไพฑูรย์ สมแก้วและคณะ ทำการวิจัยเรื่อง ส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับท้องถิ่น
กรณีศึกษาช่องทางทุจริตในระดับตำบล ปัญหาและแนวทางแก้ไขเพื่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม
เชิงโครงสรา้ งระดับทอ้ งถ่ินพบว่า ปัญหาจากแนวคิดของระบบสังคมตามกลไกของระบบทุนผูกขาดที่มี
ฐานะนำทางเศรษฐกจิ และครอบงำสังคมชุมชนเกษตรกรรมไทยเปน็ ตัวกำหนดกรอบคิดเชงิ อำนาจเป็น
ผลให้สังคมชุมชนเลือกสรรผู้มีฐานะนำทางเศรษฐกิจของชุมชนมาเป็นตัวแทนสมาชิกสภา
กรรมการบริหารองค์การบรหิ ารส่วนตำบลส่งผลต่อรปู แบบของการบริหารจัดการและการบริการของ
องค์การบริหารสว่ นตำบลใหเ้ ปน็ ไปในรูปแบบของการบริหารจัดการแบบธุรกจิ ตามทักษะของผู้ท่ีได้รับ
การเลือกสรรและผลการวิจัยยังบ่งบอกอีกว่าความสนใจในการมีส่วนร่วมอยู่ในระดับน้อยปัญหามา
จากกลไกการให้ประชาชนมีส่วนร่วมและความไม่เข้าใจในโครงสร้างของระบอบประชาธิปไตยจึง
จำเป็นและต้องสร้างกลไกหรือหลักสูตรการเรียนรู้ระบอบป ระชาธิปไตยในระดับฐานรากเพื่อให้
ประชาชนเข้ามามสี ่วนร่วมอยา่ งปลอดภัย๘๓

๘๑ พริ ญาณ์ โคตรชมภ,ู การพฒั นาคุณภาพชีวติ ผตู้ ้องขงั เชิงพทุ ธบูรณาการ, พทุ ธศาสตรด์ ุษฎีบัญฑิต
(พระพทุ ธศาสนา), (มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗

๘๒ บุญแสง ชีระภากร, “ภาวะผู้นำและการบริหารงานของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”,
ปรัชญาดุษฎีบณั ฑิต ( รัฐประศาสนศาสตร์ ), (บัณฑิตวทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง, ๒๕๕๒)

๘๓ ไพฑรู ย์ สมแก้ว และคณะ, “การวิจยั เพ่ือสง่ เสริมธรรมาภิบาลในระดับท้องถ่ินกรณีศกึ ษาช่องทาง
ทุจริตในระดับตำบล: ปัญหาและแนวทางแก้ไขเพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมเชิงโครงสร้างระดับท้องถิ่น” ,

๖๑

๒.๕.๕ ศักดาพินิจ ณรงค์ชาติโสภณ ได้วิจัยเรื่อง การวิเคราะห์นโยบายการกระจายอำนาจ
ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน พบว่า ภาครัฐและส่วนราชการท่ี
เกย่ี วขอ้ ง ยังไมม่ ีความจริงจงั และจริงใจตอ่ การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ เทา่ ท่ีควร
มกี ารถา่ ยโอนเฉพาะภารกจิ และอำนาจหน้าทสี่ ่วนหน่ึงใหเ้ ท่านน้ั ในขณะที่งบประมาณและบุคลากรที่
มีความเชี่ยวชาญอยา่ งแท้จริงยังไม่มีการถ่ายโอน ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินไม่สามารถดำเนิน
ภารกจิ ทไี่ ด้รบั การถ่ายโอนให้ ส่วนในด้านผู้ปฏบิ ัติตามนโยบายการกระจายอำนาจ เจ้าหน้าที่ไดร้ บั การ
ถ่ายโอนให้ ส่วนในด้านผปู้ ฏิบตั ิตามนโยบายการกระจายอำนาจ เจา้ หน้าท่ีผปู้ ฏิบัติยังมีความเข้าใจใน
นโยบายของรัฐบาลไม่ชัดเจน หรือมีการอาศัยช่องว่างของระเบียบกฎหมายในการยืดเวลาถ่ายโอน
ภารกิจออกไป ผลของการกระจายอำนาจต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ยังไม่เห็นผลมากนัก อาจจะ
กอ่ ให้เกิดผลเสียเปน็ อย่างมากตอ่ ประสทิ ธภิ าพของการปกครองท้องถนิ่ ๘๔

๒.๕.๖ อรพินท์ สพโชคชัย ได้ศึกษาวิจัยเรื่องศึกษาแนวทางการนำหลักธรรมาภิบาลมา
ประยุกต์ใช้สำหรับการบรหิ ารงานส่วนท้องถิ่นเพือ่ เสนอรูปแบบและแนวทางในการสร้างธรรมาภิบาล
ในระดับตำบลและหมู่บ้านผู้วิจัยได้เลือก อบต.ชมพูอำเภอสารภีจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่
ทำการศึกษาโดยได้รับความร่วมมือกับผู้บริหารสมาชิกสภาเทศบาลและเจ้าหน้าที่อย่างเข้มแข็งและ
ต่อเนื่องจากการดำเนินงานภาคสนามร่วมกับผู้ปฏิบัติระดับตำบลทำใหส้ ามารถรวบรวมบทเรยี นและ
แนวคิดจากการปฏิบัติจริงผลการศึกษาอบต. ที่มี ธรรมาภิบาลในภาคปฏิบัติเป็นสิ่งที่สามารถ
ดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรมแม้ว่าผลการศึกษาในพื้นที่ทดลองยังไม่สมบรูณ์นักแต่ก็มีข้อมูล
บางส่วนท่ีผูว้ ิจัยเห็นว่าเปน็ ว่าประโยชน์ในการเผยแผ่แนวคิดและข้นั ตอนการปฏิบัติในการสร้าง อบต.
ธรรมาภิบาลต่อไปกระบวนการพัฒนาธรรมาภิบาลระดับอบต. เริ่มตั้งแต่กระบวนการการสร้างความ
เข้าใจการกำหนดแนวทางและรูปแบบการทดลองปฏิบัติและสิ้นสุดที่การทบทวนและสรุปบทเรียน
อบต.ชมพูเลือกประยุกต์หลักธรรมาภิบาล ๔ หลัก ได้แก่ หลักนิติธรรมหลักความโปร่งใสหลักการมี
สว่ นร่วมและความคุ้มคา่ สว่ นอกี สองหลกั คอื

หลักความรับผดิ ชอบและหลกั คุณธรรมยังไม่ได้ดำเนินการเป็นเรื่องนามธรรมที่จะต้องใช้การ
รณรงคแ์ ละการสร้างจติ สำนกึ สำหรับการศกึ ษาในโครงการน้ียังไม่สามารถสร้างกลไกในเชิงการบริหาร
จัดการได้เนอ่ื งดว้ ยเป็นเรอื่ งระยะยาวและโครงการมีข้อจำกัด๘๕

รายงานวิจัย,ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลัง
แผ่นดนิ เชงิ คุณธรรม,๒๕๔๘).

๘๔ศักดาพินิจ ณรงค์ชาติโสภณ, “ การวิเคราะห์นโยบายการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน”, ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ( รัฐศาสตร์ ), (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลยั
รามค าแหง, ๒๕๔๙).

๘๕ อรพินท์ สพโชคชัย,“แนวทางการนาหลักธรรมาภบิ าลมาประยุกต์ใช้สาหรบั การบรหิ ารงานส่วน
ทอ้ งถิน่ ”, รายงานวิจัย, (กรงุ เทพมหานคร: สถาบันวิจยั เพือ่ การพัฒนาประเทศไทย, ๒๕๔๓).

๖๒

๒.๕.๗ บุญแสง ชีระภากร วิจัยเรื่องภาวะผู้นำและการบริหารงานของผู้บริหารองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า ๑) ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกประเภทมีรูปแบบภาวะผู้นำ
แบบชี้นำมากที่สุด ๒) ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกช่วงอายุ ทั้งเพศหญิง และเพศชายใน
ทุกระดบั การศึกษา อาชพี และประสบการณ์ทำงานในองค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่ มีรูปแบบภาวะผู้นำ
แบบชี้นำมากที่สุด ๓) ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่บริหาร โดยคำนึงถึงมิติ
ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ความรับผิดชอบต่อสังคม ซื่อสัตย์ เป็นธรรม โปร่งใส และการให้
ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงาน แต่ในมิติความมีจริยธรรม และเคารพกฎหมาย และการ
ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นนั้น มีผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคำนึง
น้อยกว่ามิติอื่น ๔.) เมื่อควบคุมตัวแปรระยะเวลาที่เคยทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาก่อน
ประเภทผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีความสัมพันธ์กับการบริหารงานใน ๓ มิติ คือ
ความรับผิดชอบต่อสังคม การสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นและความซื่อสัตย์
เป็นธรรม โปร่งใส ส่วนรูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความสัมพันธ์กับ
การบริหารงานใน ๓ มิติ คอื การคำนงึ ถงึ ประสทิ ธภิ าพและประสิทธิผล ความรับผิดชอบตอ่ สงั คม๘๖

๒.๕.๘ บุษกร วัฒนบุตร ไดศ้ กึ ษาเร่อื งการนำพทุ ธญาณวิทยา (ไตรสิกขา) และตวั แบบ KSM
เพื่อสรา้ งและพฒั นาทุนมนุษย์ในองค์กรมหาชนพบว่า ๑.สภาพการนำพุทธญาณวิทยา (ไตรสิกขา) ใน
การพัฒนาทุนมนุษย์ในองค์กรมหาชน พบว่าบุคลากรกลุ่มตัวอย่างมีระดับความเข้าใจและระดับการ
ประยุกต์ใช้พุทธญาณวิทยา (ไตรสิกขา) ในมิติ ของศีล ๕ อยู่ในระดับมาก ส่วนระดับความเข้าใจและ
ระดับการประยุกต์ใช้พุทธญาณวิทยา (ไตรสกิ ขา) ในมติ ขิ องศีล ๘ สมาธิ และปญั ญา อยู่ในระดับน้อย
๒.การบรู ณาการระหวา่ งพุทธญาณวทิ ยาและตวั แบบ KSM ในการสร้างและพัฒนาทนุ มนุษย์ในองค์กร
มหาชน พบว่า หากองค์กรระดับมหาชน มีหลักการบริหารโดยใช้ตัวแบบการบูรณาการพุทธญาณ
วิทยาและตัวแบบ KSM ในการสร้างและพัฒนาทุนมนุษย์ในองค์กรเอกชนในมิติของความมุ่งมั่น การ
ทำงานหนัก การมองอนาคตเด่นชัด ความรับผิดชอบ การประสานงาน การมีจิตนวัตกรรมความ
ชำนาญ ความซอ่ื สตั ย์ ความเสยี สละ ความมรี ะเบียบวนิ ัย และการจดั การท่ีดี ทนั กาล มกี ำไร สูงจะมี
แนวโน้มส่งผลให้การพัฒนาทุนมนุษยในองค์กรศึกษาสูงขึ้นด้วยและจากขั้นตอนที่ ๑ ในการศึกษา
สภาพการนำพุทธญาณวิทยา (ไตรสิกขา) ในการพัฒนาทุนมนุษย์ในองค์กรมหาชน สามารถสรุป
องค์ประกอบท่สี ามารถนำมาพัฒนาตัวแบบการบูรณาการพุทธญาณวทิ ยาเพ่ือสรา้ งและการพัฒนาทุน
มนุษยใ์ นองคก์ รมหาชน ประกอบด้วย ศีล ๕ ทกุ ข์ นิโรธ ความมุง่ ม่ัน การทำงานหนกั การมองอนาคต
เด่นชัด ความรับผิดชอบ การประสานงาน การมีจิตนวัตกรรม ความชำนาญ ความซื่อสัตย์ ความ
เสียสละความมีระเบยี บวนิ ยั และการจัดการทีด่ ี ๓. สมั ฤทธผิ ลของการประเมนิ การนำตวั แบบที่ได้จาก
การบูรณาการระหว่างพุทธญาณวิทยาและตัวแบบ KSM เพื่อสร้างและพัฒนาทุนมนุษย์ในองค์กร
มหาชน พบวา่ การสรา้ งและพัฒนาทุนมนุษย์ตามหลักพทุ ธญาณวิทยา (ไตรสิกขา) และตวั แบบ KSM
เป็นวิธีการพัฒนาคนตามแนวทางของพระพุทธศาสนา ซึ่งมี ๒ วิธีคือ วิธีการไตรสิกขา และวิธีการ

๘๖ บุญแสง ชีระภากร, “ภาวะผู้นำและการบริหารงานของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”,
ปรชั ญาดุษฎบี ัณฑิต, ( รฐั ประศาสนศาสตร์ ), (บณั ฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๕๒).

๖๓

ภาวนา ที่จะก่อให้เกิดการสร้างและพัฒนาทุนมนุษย์ของแต่ละองค์กร เพื่อที่จะผลักดันให้องค์กรเกิด
การพัฒนาด้านคุณธรรมและจริยธรรม จนก่อให้เกิดลักษณะของบุคลากรที่เป็นคนเก่ง คนดี และมี
ความสขุ ๘๗

๒.๕.๙ พูนสุข มาศรังสรรค์ ได้ศึกษาเรื่อง การจัดการความรุนแรงในครอบครัวเชิงพุทธ
บูรณาการพบว่า คนในสถาบันครอบครัวและในสถาบันอื่นๆที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ประโยชน์จาก
หลกั ธรรมต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนาเถรวาทโดยการนำมาประยุกตร์ ่วมกับแนวทางการดำเนนิ การของ
ประเทศทางตะวันตกตะวันออกและประเทศไทยในสังคมยุคโลกาภิวัตน์ปัจจุบันเป็นการจัดการความ
รุนแรงในครอบครัวเชิงพทุ ธบูรณาการเพื่อใช้จัดการกบั ความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างเป็นรปู ธรรม
และมีประสทิ ธิภาพมากขึ้นโดยมีวิธีการและเคร่ืองมือสำหรับแต่ละปจั เจกบุคคลเร่มิ ลงมือนำไปจัดการ
ฯได้เองอย่างรีบด่วนและหม่ันนำไปปฏิบตั ิในระยะยาวและแผ่ขยายไปในองค์รวมของสังคมในมิตขิ อง
(๑) การแปรเปลี่ยนความขัดแย้งที่เป็นความก้าวร้าวรุนแรงให้เป็นความเข้าใจอันดีต่อกัน
(transformation) (๒) การหาทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงในระดับต่าง ๆ รวมถึงการป้องกันมิให้
เกิดซ้ำซ้อน(solution in terms of problem solving andprevention) และการเยียวยา(healing)
รักษาใจตนให้สงบสันติไปพรอ้ ม ๆ กับคนในครอบครวั

หัวใจสำคญั ของการบรู ณาการเชงิ พุทธเพื่อใช้จดั การความรนุ แรงในครอบครัวในงานน้ีคือการ
เข้าไปจดั การกับฐานของใจในปัจเจกด้วยการฝึกฝนบ่มเพาะจิตใจให้ตั้งม่ันแนว่ แน่มีสัมมาสมาธิในการ
ปรับปรุงพัฒนาตนให้มีสัมมาทิฏฐิมีสติสัมปชัญญะอยู่ในปัจจุบันขณะไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ร้าย
ต่าง ๆ โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบภายในจิตใจตนเองได้แก่ตัณหาทิฏฐิมานะเพื่อลดละ
เลิกความยึดมั่นในตัวตนความเห็นแก่ตัวความตระหนี่ความมักได้และความไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นอัน
เป็นสาเหตุแห่งความก้าวร้าวรุนแรงร่วมกับการพัฒนารูปแบบของการดำเนินชีวิตครอบครัวของ
ปัจเจกให้เศรษฐกิจกับจิตใจไปด้วยกันในหลักแห่งความสันโดษพอเพียงในทางสายกลางอันอุดมด้วย
ศีลสมาธิและปัญญา (ไตรสกิ ขา) จากหลักพทุ ธธรรมต่าง ๆ ผสานกบั การใชแ้ นวทางดี ๆ ของตะวันตก
และตะวันออกรวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์สูงสุดปลอดภัยจากความขัดแย้ง
รุนแรงใดๆเพราะเมอ่ื ใจของปจั เจกสงบสันตสิ ุขแล้วความวนุ่ วายขัดแย้งสบั สนไมล่ งรอยในรปู ตา่ งๆจาก
ใครหรืออะไรก็ตามไม่อาจสร้างความกดดันในใจเของเขาให้ประทุเป็นความรุนแรงทางวาจาและทาง
กายได้อีกที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือสังคมโดยองค์รวมต้องร่วมสร้างค่านิยมในคุณค่าแท้มากกว่าคุณค่า
เทียมในทกุ สิ่งที่เกย่ี วพนั กบั การดำเนนิ ชีวติ ครอบครวั ทง้ั ทางตรงและทางอ้อม๘๘

๘๗ บุษกร วัฒนบุตร, การนำพุทธญาณวิทยา (ไตรสิกขา) และตัวแบบ KSM เพื่อสร้างและพัฒนา
ทนุ มนษุ ยใ์ นองคก์ รมหาชน, รัฐประศาสนศาสตรด์ ุษฎบี ณั ฑิต, (บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์
ในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๕๔)

๘๘ พูนสุข มาศรังสรรค์, การจัดการความรุนแรงในครอบครัวเชิงพุทธบูรณาการ, ดุษฎีนิพนธ์,
(บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ,๒๕๕๕)

๖๔

๒.๕.๑๐ วันชัย สุขตาม ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาทุนมนุษย์วิถีพุทธในยุคโลกาภิวัตน์ พบว่า
แนวคิดเกี่ยวกับหลักพุทธธรรม เป็นแนวคิดที่สามารถผลักดันให้ทุนมนุษย์ปฏิบัติงานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพและประสิทธิผล หลักพุทธธรรมที่สำคัญได้แก่ ภาวนา ๔ ไตรสิกขา สัปปุริสธรรม ๗
จริต ๖ รวมทั้งการพิจารณากลุ่มผูร้ ับเข้าการพัฒนาทุนมนษุ ย์ดว้ ยการมองหลักการต่าง ๆ จากการคิด
เรื่องบัว ๔ เหล่าอันเป็นการพิจารณาคุณสมบัติในการเรียนรู้ของบุคคลทางพระพุทธศาสนา สำหรับ
หลักการพัฒนาทุนมนุษย์และผลกระทบของโลกาภิวัตน์ที่มีต่อการพัฒนาทุนมนุ ษย์นั้น
พระพุทธศาสนาเน้นการพัฒนาปฏิสัมพันธก์ ับมิติพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กระแสโลกาภิ
วัตน์รวมทั้งเทคโนโลยีต่าง ๆ มีอิทธิพลต่อภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคศาสนาอย่าง
หลีกเลี่ยงไม่ได้ พุทธวิธีในการพัฒนาทุนมนุษย์ตามหลักพระพุทธศาสนามีจุดมุ่งหมายท่ีจะจัดการคน
ให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดี (วิชชาจรณสัมปันโน) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชิงพุทธจะเป็นไปตาม
หลักพทุ ธธรรม คอื การมีชวี ิตอนั ประเสรฐิ มปี ญั ญารู้ความจรงิ ตามความเป็นจริงพัฒนาตนเองให้มีพบ
ภูมิที่ดีกว่าเดิม พุทธธรรมมีหลักการที่ครอบคลุมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคม (การพัฒนา
ศีล) การพัฒนาจิตใจให้มีสุขภาพจิตดี มีสมรรถภาพจิตสูงขึ้น จิตมีคุณภาพมากขึ้น (การพัฒนาสมาธ)ิ
และพฒั นาไปสรู่ ะดบั การเข้าถึงสัจธรรม (การพัฒนาปญั ญา)๘๙

๒.๕.๑๑ สมภพ แจ่มจันทร์ ได้วิจัยเรื่อง “ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ต้องขังหญิงคดี
ฆาตกรรมในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่” ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ต้องขังหญิงคดีฆาตกรรมจาก
การวจิ ัยครง้ั นีแ้ บ่งออกเป็น ๖ ด้าน ไดแ้ ก่ ๑) ด้านชนวนก่อเหตฆุ าตกรรม: กอ่ นลงมอื ก่อเหตุฆาตกรรม
ผู้ตอ้ งขงั หญิงคดกี ล่าวถงึ ความรู้สึกกดดันในชีวติ ซง่ึ นาํ ไปสู่ความโกรธและการลงมอื ฆ่าคู่กรณี การทําไป
เพื่อป้องกันตัวและไม่มีเจตนาทําให้เสียชีวิต รวมถึงความรู้สึกลังเลใจและสับสนก่อนลงมือก่อเหตุ ๒)
ด้านเม่ือแรกรวู้ า่ ถกู จาํ คกุ : เมอ่ื ผู้ต้องขงั หญงิ คดฆี าตกรรมรับรู้ว่าตนเองถูกจําคุก ความรู้สึกท่ีเกิดขึ้นคือ
ความตกใจอย่างรุนแรง ความหวั่นกลัวต่อเรือนจํา ความรู้สึกสูญเสียใหญ่หลวงในชีวิต ความกังวล
เกี่ยวกับชีวิตในเรือนจํา ความเป็นห่วงสมาชิกในครอบครัว และการพยายามทําใจยอมรับ ๓) ด้าน
ความทุกข์ใจจากการถูกจองจํา: ผู้ต้องขังหญิงร้สึกทุกข์ใจในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ความทุกข์ใจจากการ
พลัดพรากจากครอบครัว ความทุกข์ใจจากกฎระเบียบในเรือนจําและการขาดอิสรภาพในชีวิต ความ
ทุกข์ใจการไม่สามารถช่วยเหลือครอบครัวได้ และความทุกข์ใจจากการอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า ๔)
ด้านการปรับตัวและปรับใจให้อยู่ได้ในเรือนจํา: ผู้ต้องขังหญิงปรับตัวเข้ากับชีวิตในเรือนจําโดยใช้
กระบวนการทางความคิด พยายามทํากิจกรรมต่าง ๆ ในเรือนจํา มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ต้องขังอ่ืน
เปล่ยี นแปลงตนเองเพ่ือเอาตวั รอด รวมถึงการตระหนกั ถึงความหมายในชีวิต ๕) ด้านความมงุ่ หวังและ
ความกังวลในอนาคต: ภายหลังจากพ้นโทษผู้ต้องขังหญิงมีความตั้งใจกลับออกไปทํางาน กลับไปอยู่
บ้านและอยู่กับครอบครัว รวมถึงการบวชชีเพื่อชําระจิตใจ สําหรับประเด็นเรื่องความกังวลเกี่ยวกับ
อนาคต ผู้ต้องขังขังหญิงมีความสับสนในอนาคต และกังวลเกี่ยวกับการยอมรับของสังคมและญาติพี่
น้อง ๖) ด้านบทเรียนที่ได้รับจากการถูกจองจํา: ผู้ต้องขังหญิงระบุว่าตนเองได้สํานึกถึงคุณค่าของ

๘๙ วันชัย สุขตาม, การพัฒนาทุนมนุษย์วิถีพุทธในยุคโลกาภิวัตน์, รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
,(บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์, ๒๕๕๕)

๖๕

ครอบครวั มีการเปล่ยี นแปลงตนเองในทางที่ดีข้ึน ได้รับโอกาสทางการศึกษาและวิชาชีพ รวมถึงได้รับ
บทเรียนชีวิต ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการทําความเข้าใจประสบการณ์ทางจิตใจของ
ผู้ต้องขังหญิงคดีฆาตกรรมและนําไปใช้ประโยชน์ในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาสําหรับคนกลุ่มนี้ แต่การ
วิจัยครั้งนี้ทําขึ้นกับผู้ต้องขังหญงิ คดีฆาตกรรมในทณั ฑสถานหญิงเชียงใหม่เท่านั้น ซึ่งทําให้มีข้อจํากัด
ในการนาํ ไปอา้ งองิ กบั ผู้ต้องขงั หญิงทัว่ ไป๙๐

๒.๕.๑๒ สิรินภา นาคธน ได้วิจัยเรื่อง “การปรับตัวของผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีใน
ชั้นสอบสวน ที่ต้องโทษครั้งแรกในเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานครและทัณฑสถาน หญิงธนบุรี”
การศึกษาครั้งนี้ ได้กําหนดปัญหาด้านการปรับตัวของผู้ต้องขังเป็น ๒ ประการ คือ ปัญหาในการ
ปรบั ตวั ระหว่างถกู คุมขังในเรือนจํา และความต้องการให้เรือนจําปรับปรงุ เพ่ือช่วยในการปรับตัวของ
ผู้ต้องขงั ดงั น้ี ๑) ปัญหาในการปรบั ตัวระหว่างถกู คมุ ขังในเรือนจําของผู้ตอ้ งขงั หญงิ และผู้ต้องขังชายมี
ความแตกต่างคือ ผู้ต้องขังหญิงมีปัญหาด้านการปรับตัว ๓ ด้านได้แก่ปัญหา สัมพันธภาพระหว่าง
บุคคล ปัญหาด้านโครงสร้างเรือนจํา กายภาพ และสิ่งแวดล้อม ปัญหาด้าน อารมณ์และความรู้สึก
ส่วนผู้ต้องขังชายมีปัญหาด้านการปรับตัว ๔ ด้าน ซึ่งปัญหาที่เพิ่มขึ้น คือ ปัญหาการปฏิบัติตาม
กฎระเบียบ ข้อบังคับของเรือนจํา ๒) ความต้องการให้เรือนจําปรับปรุง เพื่อช่วยในการปรับตัวของ
ผู้ต้องขังหญิงและผู้ต้องขังชาย พบว่า มีความแตกต่างกันคือ ผู้ต้องขังหญิงต้องการให้มีการปรับปรุง
ด้านโครงสร้างเรือนจํา ด้านกายภาพ และสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงด้านสวัสดิการ สันทานการ และ
การเยี่ยมญาติและความต้องการด้านกฎระเบียบ ข้อบังคับ ส่วนผู้ต้องขังชายมีความต้องการด้าน
สมั พนั ธภาพ ระหว่างบุคคลและความต้องการด้านกฎระเบียบข้อบังคบั ๙๑

๒.๕.๑๓ ปรีชญาณ์ นักฟ้อน ได้ศึกษาเรื่อง “การดําเนินนโยบายการบําบัดฟ้ืนฟูผู้ต้องขังตดิ
ยาเสพติดในเรือนจําของไทย” โดยพบว่าแนวนโยบายและรูปแบบกาบําบัดฟ้ืนฟูที่กรมราชทัณฑ์
กําหนดมีความชัดเจนและเหมาะสม หากแต่ในเรือนจําและทัณฑสถานต่าง ๆ กลับไม่สามารถ
ดําเนินการได้ตามแนวทางที่กําหนดได้จริง เนื่องจากลักษณะของหน่วยปฏิบัติและสถานการณ์ของ
ปัญหาท่แี ทจ้ รงิ ที่เกิดข้นึ ไม่เอ้ืออํานวยต่อการดาํ เนนิ งานตามนโยบายดงั กล่าว ทง้ั ลักษณะทางกายภาพ
ของพื้นที่และโครงสร้างการดําเนินงานภายในของเรอื นจําส่งผลให้การบําบัดฟ้ืนฟูผู้ต้องขังในเรือนจาํ
ยังคงเป็นเพียง “ภารกิจเสริม” ของเรือนจําเท่านั้น รวมทั้งแต่ละเรือนจําต้องรับภาระในการควบคุม
ตัวผู้ต้องขังที่เกินศักยภาพในการรองรับที่แท้จริง ซ่ึงเป็นเงื่อนไขที่กรมราชทัณฑ์ไม่สามารถแก้ไขได้
ด้วยตนเอง ทั้งนี้ รูปแบบการบําบัดฟ้ืนฟูผู้ต้องขังติดยาเสพติดในเรือนจําที่เหมาะสม จึงควรให้
ความสําคัญกับองค์ประกอบที่สําคัญ ๔ ด้านได้แก่ ลักษณะของผู้ต้องขัง ลักษณะของโปรแกรมการ

๙๐ สมภพ แจ่มจันทร์, “ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ต้องขังหญิงคดีฆาตกรรมในทัณฑสถานหญิง
เชยี งใหม่”, ศลิ ปะศาสตร์มหาบณั ฑติ , (จติ วทิ ยาการปรึกษา), (บณั ฑิตวิทยาลัย : จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย,๒๕๕๐

๙๑ ศิรินภา นาคธน, “ การปรับตัวของผูตองขังระหวางการพิจารณาคดีในชั้นสอบสวน ที่ตองโทษ
ครั้งแรก ในเรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานครและทัณฑสถานหญิงธนบุรี”, วิทยานิพนธศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต
,(การบริหารงานยุติธรรม), (บณั ฑิตวิทยาลยั : มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๕๐), หนา ๑๑

๖๖

บําบัด ลักษณะของเจ้าหน้าที่โปรแกรม และลักษณะของเรือนจํา โดยองค์ประกอบทั้ง ๔ ต้องมี
ลักษณะเฉพาะที่เอื้ออํานวยต่องานด้านการบําบัดฟ้ืนฟู ซึ่งถือเป็นงานที่มีลักษณะเฉพาะสําหรับ
เรอื นจาํ และทัณฑสถาน๙๒

๒.๕.๑๔ สุมนทิพย์ จิตสวา่ ง ไดว้ จิ ัยเรอ่ื ง “ปัจจยั ทีผ่ ลต่อพฤตกิ รรมการกระทําความผิดของ
นักโทษประหารชีวิต” ได้กล่าวถึงสาเหตุของการกระทําความผิดของผู้ต้องขังโทษประหารชีวิตไว้ว่า
สาเหตุท่ีนกั โทษประหารชวี ิตประกอบอาชญากรรมจนกระทั้งต้องโทษประหารชวี ิต เนอ่ื งมาจากมีเจต
นํานงเสรี (Free will) ในการเลือกกระทํา โดยเห็นว่า การประกอบอาชญากรรมก่อให้เกิดความสุข
หรือตอบสนองต่อความต้องการทางจิตใจ สภาพแวดล้อม และปัจจัยต่าง ๆ (Determinism) สภาพ
ร่างกายหรือจิตใจที่ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมการประกอบอาชญากรรม การเรียนรู้พฤติกรรมที่ไม่
ถูกต้องทั้งจากเพื่อน โดยผ่านการคบหาสมาคมหรือการเรียนรู้ผ่านสื่อมวลชน การขาดความรักความ
ผกู พันต่อครอบครัวหรือสังคม การถกู ตตี ราจากสงั คมว่าเป็นอาชญากรหรอื คนไม่ดี๙๓

๒.๕.๑๕ วรพิมพ์สุข ผ่องสมัย ได้วิจัยเรื่อง “ศึกษากระบวนการพัฒนาจิตใจผู้ต้องขังหญิง
ในทัณฑสถานหญิงกลางตามหลักพุทธธรรม” พบว่ารูปแบบการพัฒนาจิตใจผู้ต้องขังหญิงในทัณฑ
สถานหญิงกลางตามหลักพุทธธรรม ที่เกิดจากการนําเอารูปแบบการพัฒนาจิตใจผู้ต้องขังของทัณฑ
สถานหญิงกลางมาบูรณาการ ร่วมกับรูปแบบการฝึกอบรมพัฒนาจิตใจของยุวพุทธฯ เป็นรูปแบบที่มี
ความเหมาะสม สําหรับจัดการฝึกอบรมให้กับผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถานหญิงกลางและจากการ
ประเมนิ ผลกระบวนการฝึกอบรมกบั ผู้เก่ยี วข้องทกุ ฝ่ายพบว่า ท้งั รูปแบบและกระบวนการพฒั นาจิตใจ
ผู้ตอ้ งขงั หญงิ กลางตามหลกั พุทธธรรมมีประสิทธิภาพในระดับมาก๙๔

๙๒ ปรีชญาณ นักฟอน, “การดําเนินนโยบายการบําบัดฟนฟูผูตองขังติดยาเสพติดในเรือนจําของ
ไทย”, รายงานวิจยั , (ภาควิชารฐั ศาสตร คณะสงั คมศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ, ๒๕๕๘.

๙๓ สุมนทิพย จิตสวาง, “ปจจัยที่ผลตอพฤติกรรมการกระทําความผิดของนักโทษประหารชีวิต”,
ดษุ ฏีนพิ นธสาขาวิชาอาชญาวทิ ยา, (บัณฑติ วิทยาลยั : มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล, ๒๕๕๔), หนา ๙๑-๙๒

๙๔ วรพิมพสุข ผองสมัย, “การพัฒนาจิตใจผูตองขังหญิงในทัณฑสถานหญิงกลางตามหลักพุทธ
ธรรม”, วิทยานิพนธพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑติ , (บัณฑติ วทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๕),
หนาบทคัดยอ.

๖๗

๒.๗ กรอบแนวคดิ ของงานวิจัย

การวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพ
ผ้ตู อ้ งขังเรือนจำช่วั คราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย” มกี รอบแนวคิดดังน้ี

การบูรณาการหลักพุทธ กระบวนการฝึกพฤติ รูปแบบการบูรณา
จิตวิทยาในการพัฒนา นิสยั วิชาชีพผ้ตู ้อขัง การหลกั พุทธ
พฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพ จิตวทิ ยาของ
ผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราว ผู้ต้องขังเรือนจำ
ด อ ย ฮ า ง ใ น จ ั ง ห วั ด
เชยี งราย

สภาพปญั หา และการฝกึ
วชิ าชีพของผตู้ ้องขงั เรือนจำ

แผนภาพท่ี ๒.๗ กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย

บทท่ี ๓

ระเบียบวธิ ีวจิ ัย

การวิจัยเรื่อง การบูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพ
ผู้ต้องขงั เรือนจำชัว่ คราวดอยฮาง ในจงั หวัดเชยี งราย โดยมวี ธิ ีดำเนนิ การวิจยั ตามลำดบั ขน้ั ตอนดงั นี้

๓.๑ รูปแบบการวจิ ยั

ในการวิจัยครั้งนี้เป็นวิจยั เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) รวบรวมข้อมูลทั้งเอกสาร
และภาคสนาม ภาคเอกสารเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ส่วนภาคสนาม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์เชิงลึก
(In-depth Interview) การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) การสังเกตแบบมีส่วนร่วม
(Participant Observation)

๓.๒ พน้ื ทีก่ ารวิจยั ประชากรกล่มุ ตวั อย่าง ผ้ใู หข้ อ้ มลู

การวจิ ยั เรอ่ื งน้ีได้ทำการศึกษาจาก พ้ืนทีก่ ารวิจัย ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง ดงั น้ีคือ

๓.๒.๑ ขอบเขตด้านพน้ื ท่ี

เรอื นจำช่วั คราวดอยฮาง อำเภอเมือง จงั หวดั เชยี งราย

๓.๒.๒ ขอบเขตด้านประชากร

ประชากรทเี่ ก่ยี วขอ้ งในการให้ข้อมูลในการวิจยั ไดแ้ ก่

๑. พระสงฆ์ จำนวน ๕ รปู /คน

๒. ผู้บริหาร/เจา้ หน้าที่ จำนวน ๕ รปู /คน

๑) นายสมคิด ปริมิตร ผ้บู ญั ชาการเรือนจำกลางเชียงราย

๒) นายสทุ ศั น์ ปันสุวรรณ ผู้อำนวยการสว่ นพฒั นาผู้ต้องขัง

๓) นายสมเด็จ โกแสนตอ หวั หนา้ ฝ่ายฝกึ วชิ าชพี

๔) นายสายัญ มูลอะมี หัวหน้างานฝกึ วชิ าชพี

๕) นายปิยญัฐ หตั ถิยา หัวหน้าเรือนจำชว่ั คราวดอยฮาง

๓. ผู้ตอ้ งขงั จำนวน ๑๐ คน

๑) ผตู้ ้องขงั A

๒) ผ้ตู อ้ งขงั B

๓) ผู้ต้องขัง C

๔) ผตู้ ้องขงั D

๕) ผูต้ ้องขัง E

๖) ผตู้ ้องขงั F

๖๙

๗) ผตู้ ้องขงั G

๘) ผู้ต้องขงั H

๙) ผู้ตอ้ งขงั I

๑๐) ผตู้ อ้ งขัง J

๔. นักจิตวิทยา จำนวน ๕ คน

รวมท้ังหมด จำนวน ๒๕ รปู /คน

๓.๓ เครอ่ื งมอื การวจิ ยั

เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัย ประกอบไปดว้ ยดงั นี้คือ

๓.๓.๑ เคร่อื งทีใ่ ชใ้ นการวิจยั ประกอบไปด้วย
๑. แบบสมั ภาษณ์

- ศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้อง
- กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชดั เจนตามวตั ถุประสงคข์ องงานวิจัย
- กำหนดประเด็นที่ต้องการทราบ เช่น

ก) ผตู้ อ้ งขังเรือนจำช่วั คราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงรายมพี ฤติกรรมอย่างไร
บ้าง ในการการฝกึ วิชาชีพ

ข) หลักพุทธจิตวิทยามีความสำคัญอย่างไรบ้างที่จะช่วยในการพัฒนาพฤติ
นิสัยการฝกึ วิชาชพี ผู้ต้องขงั เรอื นจำชวั่ คราวดอยฮาง ในจงั หวดั เชียงราย

ค) หลักพทุ ธจติ วิทยาดา้ นไหนบ้างที่เก่ียวขอ้ งกับการพฒั นาพฤตินิสยั การฝึก
วชิ าชีพผู้ตอ้ งขงั เรือนจำชัว่ คราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย

- นำแบบสัมภาษณ์ที่รา่ งขึ้นไปให้ผ้ทู รงคุณวุฒชิ ว่ ยตรวจสอบความเทย่ี งตรง
ของเนื้อหา เพ่อื ให้เกิดความถกู ต้อง และตรงประเดน็ มากยงิ่ ขนึ้

- ทดลองใช้เครื่องมือ เพื่อให้รู้ว่าผู้ให้ข้อมูลสัมภาษณ์ได้ตอบคำถามตรงประเด็น
หรอื ไม่ อย่างไรบา้ ง

- ปรับปรงุ แก้ไขแบบสัมภาษณ์

๓.๓.๒ ข้นั ตอนการสรา้ งเครื่องมอื ในการวจิ ยั
ผู้วิจัยได้สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ เรื่องการบูรณาการหลักพุทธ
จิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย
เป็นแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured or guided interviews) โดยมีขั้นตอนการ
สรา้ งดังน้ี
๑) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎี
เกี่ยวกับแนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจทาง
สังคม แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับหลักพุทธจติ วิทยา แนวคิดและทฤษฎีเกีย่ วกับหลักพุทธจิตวิทยากบั
การพัฒนาพฤตนิ สิ ัย การฝึกวิชาชีพผ้ตู อ้ งขงั เรอื นจำชัว่ คราวดอยฮาง ในจังหวัดเชยี งราย

๗๐

๓) กำหนดข้อคำถามการสัมภาษณก์ ึ่งโครงสรา้ ง และรา่ งขอ้ คำถามในแบบสัมภาษณ์แบบ
ก่ึงโครงสร้าง โดยแบง่ ออกเปน็ ๓ ขอ้ คำถาม ประกอบด้วย

ก) ผู้ตอ้ งขังเรอื นจำชว่ั คราวดอยฮาง ในจงั หวัดเชยี งรายมีพฤติกรรมอย่างไร
บา้ ง ในการการฝกึ วิชาชพี

ข) หลักพุทธจิตวิทยามีความสำคัญอย่างไรบ้างที่จะช่วยในการพัฒนาพฤติ
นสิ ัยการฝึกวิชาชีพผ้ตู ้องขงั เรือนจำชว่ั คราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย

ค) หลกั พทุ ธจติ วทิ ยาดา้ นไหนบา้ งทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การพฒั นาพฤตินิสัยการฝึก
วิชาชีพผู้ตอ้ งขัง เรอื นจำชวั่ คราวดอยฮาง ในจงั หวัดเชยี งราย

๔) นำเครื่องมือที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๓ คน เพื่อตรวจสอบความตรงตาม
เนอื้ หา ผลการวเิ คราะห์หาค่าดัชนคี วามสอดคลอ้ งระหว่างข้อคำถามกบั จุดประสงค์

๕) แก้ไขการพมิ พ์ผิดและปรบั ปรงุ ตามคำแนะนำของผู้เช่ยี วชาญและนำไปใช้จริง

๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล

สำหรับการเก็บข้อมูลในการศึกษาเรื่อง การบูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤติ
นิสัยการฝึกวิชาชีพ ผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ
(Qualitative Research) รวบรวมข้อมูลทั้งเอกสารและภาคสนาม ภาคเอกสารเป็นการเก็บรวบรวม
ข้อมูลจากเอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวข้องส่วนภาคสนาม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใชแ้ บบสอบถาม
แบบสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์เชิงลึก(In-depth Interview) การสนทนากลุ่ม (Focus Group
Discussion) การสังเกตแบบมีสว่ นรว่ ม (Participant Observation) ผวู้ จิ ยั ไดด้ ำเนินการเก็บรวบรวม
ข้อมูลตามข้ันตอน ดงั นี้

ขั้นตอนการเกบ็ ข้อมลู จากการสมั ภาษณม์ ขี น้ั ตอนดังนี้
๑) ศึกษาข้อมูลจากเอกสาร ตำรา บทความ งานวิจัย ในลักษณะการวิจัยเอกสาร
(Documentary Research) ได้แก่ ส่วนที่เป็นคำอธิบายจากเอกสาร หนังสือ ตำรา ที่เป็นแนวคิด
ทฤษฎี รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยการทบทวนแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดเกี่ยวกับ
แนวคดิ และทฤษฎีเกย่ี วกบั แนวคิดเก่ียวกบั พฤติกรรมมนุษย์ แนวคิดและทฤษฎเี กี่ยวกับทฤษฎีเกี่ยวกับ
แรงจงู ใจทางสังคม แนวคดิ และทฤษฎีเกย่ี วกับหลักพุทธจิตวิทยา แนวคดิ และทฤษฎเี กีย่ วกับหลักพุทธ
จติ วิทยากบั การพัฒนาพฤตนิ ิสัย การฝึกวชิ าชีพผู้ตอ้ งขงั เรือนจำชัว่ คราวดอยฮาง ในจงั หวดั เชยี งราย
๒) เก็บรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงเพื่อให้เห็นถึงรูปแบบและกระบวนการพัฒนางานวิจัย
โดยสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (key Informants) จากการมีส่วนร่วม
ของหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อสรุปประเด็นการนำไปสู่การสนทนากลุ่มเฉพาะ
(Focus Group Discussion)
๓) เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาข้อมูลสรุปในเชิงสถิติจากการวิจัยเชิงสำรวจ (Survry
Research) เพอื่ นำไปสู่การประมวลผลข้อมูล และศึกษาเชิงความสมั พันธ์ถึงมุมมองของ การวิเคราะห์
หลักพุทธจิตวิทยากับการพัฒนาพฤตินิสัยการฝกึ วิชาชีพผูต้ ้องขัง เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัด

๗๑

เชียงราย ซ่งึ เกบ็ รวมรวมจากแบบสอบถามแสดงความคดิ เหน็ ของผ้เู ช่ยี วชาญทางด้านพระพุทธศาสนา
ปราชญท์ อ้ งถน่ิ ผู้นำชุมชน

๔) สรุปผลการวิจัยที่ได้คือ
๑) ได้ทราบถึงพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัด

เชยี งราย
๒) ได้บูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง

เรอื นจำช่วั คราวดอยฮาง ในจังหวัดเชยี งราย
๓) มีการวิเคราะห์หลักพุทธจิตวิทยากับการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง

เรอื นจำช่วั คราวดอยฮาง ในจังหวดั เชยี งราย
๕) นำเสนอผลงานวจิ ยั ในระดับชาติ

๓.๕ การวเิ คราะหข์ ้อมูล

การวิเคราะหข์ อ้ มูลประกอบไปดว้ ยดงั นีค้ ือ

๑) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการ
วิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผู้วิจัยได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ทั้งด้าน
เอกสารแบบสัมภาษณ์และภาคสนาม แล้วจับประเด็นเนื้อหาสาระไปพร้อมกับนำมาสรุปเป็น
ผลการวจิ ัยเป็นรูปแบบความเรียงตามวัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั นำเสนอ

๒) การตรวจสอบข้อมูล หลังจากที่ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้ว จะต้องทำการ
ตรวจสอบข้อมลู และการวเิ คราะห์ ขอ้ มูล โดยการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเสา้ (triangulation) ได้แก่

๒.๑ การตรวจสอบ ด้านข้อมูล โดยพิจารณาแหล่งเวลา แหล่งสถานท่ี และแหล่ง
บุคคลที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ถ้าข้อมูลต่างเวลากันจะเหมือนกันหรือไม่ ถ้าข้อมูลต่างสถานที่จะ
เหมือนกันหรือไม่ และถ้าบคุ คลผใู้ ห้ขอ้ มลู เปล่ยี นไปข้อมลู จะเหมือนเดิมหรือไม่

๒.๒ การตรวจสอบสามเสา้ ดา้ นผู้วิจยั โดยการเปลีย่ นตวั ผูส้ งั เกตหรือสมั ภาษณ์
๒.๓ การตรวจสอบสามเสา้ ด้านวิธีรวบรวมข้อมลู โดยใช้วิธเี ก็บรวบรวมข้อมลู ตา่ ง ๆ
กัน เพื่อรวบรวมข้อมูลเรื่องเดียวกัน เช่น ใช้วิธีสังเกตควบคู่ไปกับการซักถาม กรณีการสัมภาษณ์ผู้ให้
ขอ้ มูล มรี ายละเอยี ดดงั นี้

๓) สรุปแนวทางหรือรูปแบบในการพัฒนา การวิเคราะห์หลักพทุ ธจติ วิทยากับการ
พฒั นาพฤตนิ ิสยั การฝกึ วชิ าชพี ผตู้ ้องขงั

เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย รวมถึงปัญหาและข้อเสนอแนะทีไ่ ด้จากกล่มุ
สนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) มาวิเคราะห์และสังเคราะห์ก่อนจะมีการประมวลผลและ
พฒั นาเป็นรูปแบบมีส่วนรว่ มก่งึ มาตรฐาน (ขั้นการพัฒนาตวั แบบ (Develop Model) เพ่ือนำเข้าสู่การ
วจิ ยั เชงิ เอกสารและคณุ ภาพ นวัตกรรม

๗๒

๓.๖ สรปุ กระบวนการวจิ ัย

กระบวนการวิจัยเรื่อง การบูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึก
วิชาชพี ผู้ตอ้ งขังเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจงั หวดั เชยี งราย สามารถสรุปได้ดังนีค้ ือ

๑. ศึกษารวบรวมเอกสารแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับแนวคิดเกี่ยวกับ แนวคิดและทฤษฎี
เกี่ยวกับแนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจทาง
สังคม แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับหลักพุทธจิตวิทยา แนวคิดและทฤษฎีเกีย่ วกับหลักพุทธจิตวทิ ยากับ
การพฒั นาพฤตินสิ ัย การฝกึ วชิ าชีพผู้ต้องขงั เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจงั หวัดเชยี งราย

๒) เก็บรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงเพื่อให้เห็นถึงรูปแบบและกระบวนการพัฒนางานวิจัย
โดยสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (key Informants) จากการมีส่วนร่วม
ของหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อสรุปประเด็นการนำไปสู่ ข้อสรุปของงานวิจัย
(Focus Group Discussion)

๓) เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาข้อมูลสรุปในเชิงสถิติจากการวิจัยเชิงสำรวจ (Survry
Research) เพ่อื นำไปสูก่ ารประมวลผลข้อมลู และศึกษาเชงิ ความสัมพนั ธ์ถึงมุมมองของ การวเิ คราะห์
หลักพุทธจิตวิทยากับการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัด
เชียงราย ซงึ่ เกบ็ รวมรวมจากแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นของผู้เชีย่ วชาญทางดา้ นพระพุทธศาสนา
ปราชญ์ท้องถนิ่ ผ้นู ำชุมชน

๔) สรุปผลการวจิ ัยที่ไดค้ ือ
๑) ได้ทราบถึงพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัด

เชยี งราย
๒) ได้บูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง

เรอื นจำชวั่ คราวดอยฮาง ในจงั หวัดเชยี งราย
๓) มีการวิเคราะห์หลักพุทธจิตวิทยากับการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขงั

เรอื นจำชั่วคราวดอยฮาง ในจงั หวดั เชยี งราย
๕) นำเสนอผลงานวจิ ยั ทั้งในระดบั ชาติ และนานาชาติ

บทที่ ๔

ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู

การวิจัยเรื่อง การบูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพ
ผตู้ ้องขังเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวดั เชียงราย ในจังหวัดเชียงราย ผลการวิเคราะห์มีดงั นี้คือ

๔.๑ พฤตินสิ ัยการฝึกวิชาชพี ผูต้ ้องขงั เรอื นจำชัว่ คราวดอยฮาง ในจงั หวดั เชยี งราย
๔.๒ วิเคราะห์หลักพุทธจิตวิทยากับการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง
เรอื นจำชวั่ คราวดอยฮาง ในจงั หวัดเชียงราย
๔.๓ การบูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง
เรือนจำช่ัวคราวดอยฮาง ในจังหวดั เชยี งราย
๔.๔ องค์ความรู้

๔.๑ พฤตนิ ิสยั การฝกึ วชิ าชีพผู้ตอ้ งขังเรือนจำชว่ั คราวดอยฮาง ในจงั หวดั เชียงราย

การฝึกวิชาชีพเป็นการกล่อมเกลาและพัฒนา เพื่อให้ผู้ต้องขังกลับออกไปเป็นบุคคลท่ี
สามารถใช้ชวี ิต ได้ด้วยตนเอง และไม่สรา้ งภาระแก่สงั คมเป็นการป้องกนั การกลับมากระทำผิดซำ้ การ
ฝึกวิชาชีพในเรือนจำเป็นการพัฒนาชีวิตของผู้ต้องขัง โดยการสอนให้ผู้ต้องขังทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ
ตนเองได้การฝึกวิชาในเรือนจำนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้ต้องขังมีวิชาชีพติดตัวสามารถนาไป
ประกอบอาชีพได้ภายหลังพ้นโทษ จะได้ไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมอื
จากกรมการจัดหางาน กรมพฒั นาฝมี อื แรงงาน สภาอตุ สาหกรรมแหง่ ประเทศไทย และสภาหอการค้า
แห่งประเทศไทย ในการลงนามบันทึกขอ้ ตกลง การฝึกวิชาชีพให้แก่ผูต้ ้องขังเป็นภารกิจหลักของกรม
ราชทัณฑ์ เนื่องจากผู้ต้องขังทีก่ ระทำผิดและถูกจับเข้ามาลงโทษในเรือนจำ ส่วนใหญ่ไม่มีอาชพี ติดตัว
ไม่สามารถช่วยเหลอื ตัวเองได้ จึงหันไปประกอบอาชีพท่ีผิดกฎหมาย กรมราชทัณฑ์จงึ จำเป็นจะต้องมี
รปู แบบการฝกึ วชิ าชีพไวส้ ำหรบั ใหผ้ ู้ตอ้ งขงั ได้๙๕

ผู้ต้องขงั ส่วนใหญ่เป็นผตู้ ้องขังคดียาเสพตดิ โดยตรง และมจี ำนวนเพ่ิมขึ้นทุกปี เมื่อพ้น
โทษกลับมากระทำผิดซ้ำอีก สะท้อนให้เห็นถึงสภาพการขาดจริยธรรมของสังคมไทย มีสาเหตุมาจาก
ปัญหาเรอื่ งเศรษฐกิจ ประกอบอาชีพมรี ายไดไ้ ม่เพียงพอกบั การเลย้ี งครอบครวั เป็นคนด้อยโอกาสทาง
สังคม และมีค่านิยมการดำเนินชีวิตรักความสบาย อยากรวยเร็ว มีพฤติกรรมการเลียนแบบทางสังคม
ที่ผิด สะท้อนให้เห็นถึงการเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกจิ และสังคม และคา่ นยิ มการดำเนินชีวิตของสังคม

๙๕ สัมภาษณ์ นายปิยนัฐ หัตถิยา, หัวหน้าเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง สังกัด
เรอื นจำกลางเชยี งราย, ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๗๔

ที่เปลี่ยนแปลงตามกระแสวัตถุนิยมของสังคมไทย โดยสภาพปัญหาดังกล่าว ถือว่าเป็นวิกฤตทาง
วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคมอันก่อให้เกิดภาวะสังคมไร้ระเบียบ ซึ่งได้ส่งผลกระทบในทางลบต่อ
เด็กและเยาวชนอย่างมหาศาลจึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนของสังคมจะต้องร่วมมือกันในการ
ดําเนินการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพให้กับเด็กและเยาวชนในทุกๆ
ด้านซึ่งเปรียบเสมือนการป้องกันปัญหาระยะยาวของประเทศชาติมิให้เด็กและเยาวชนมีค่า นิยมและ
พฤติกรรมที่เป็นปัญหาทางสังคม เริ่มจากการปลูกฝังจริยธรรม การขัดเกลาอบรมภายในครอบครัว
เป็นอันดับแรก ดังเช่น แนวคิดของแบนดูรา (Bandura) ที่ให้ความสำคัญต่อลักษณะภายในตัวมนุษย์
และสิ่งแวดล้อมวา่ เป็นตัวก่อใหเ้ กิดพฤติกรรม เขาอธิบายว่า พฤตกิ รรมมนุษย์ องคป์ ระกอบภายในตัว
มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม ต่างก็มีอิทธิพลต่อกันและกันในลักษณะที่แต่ละองค์ประกอบต้องสัมพันธ์กัน
อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน หมายความว่า ในบางครั้งสิ่งแวดล้อมอาจจะมีส่วนในการทำให้เกิด
พฤติกรรมได้มากกว่าองค์ประกอบภายในตัวบุคคล ส่วนในเวลาอื่นองค์ประกอบภายในตัว บุคคลก็
อาจจะมีอิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์มากกว่าสิ่งแวดล้อม จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์
เช่นน้ีอยู่ในลกั ษณะพึง่ พาอาศัยกัน เปน็ กระบวนการท่ที ัง้ สองฝา่ ยตา่ งกม็ ีอิทธิพลต่อกนั และกนั และท้ัง
คู่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ในขณะเดียวกันพฤติกรรมมนุษย์ก็มีอิทธิพลต่อทั้งสองสิ่งด้วย
เหมือนกนั (Bandura, ๑๙๖๕) และเม่ือผตู้ อ้ งขังพ้นโทษไปแลว้ กลับมากระทำผดิ ซำ้ อีกสาเหตุหลักมา
จากการไม่ยอมรับของสังคม ไม่มีงานทำ และผู้ต้องขังคิดว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่า ไม่มีที่ยืนในสังคมจึง
หันมากระทำผิดซ้ำอีก ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมมือกัน สร้างคนดีสู่สังคมทุกฝ่าย เริ่มจาก
การเตรียมพร้อมด้านอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมภายนอก รวมทั้งทุกฝ่ายต้องให้
ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ ในการแก้ไขผู้กระทำความผิดซ้ำ เมื่อพ้นโทษแล้ว สถานบัน
ครอบครัวต้องให้ความอบอุ่น เพื่อไม่ให้ผู้ต้องหามีการกระทำความผิดซ้ำ และการเปิดโอกาสให้
ผ้ตู ้องหามีอาชีพหลงั พ้นโทษ๙๖

๔.๑.๑ การพัฒนาศักยภาพด้านการฝึกวิชาชีพของผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง
จงั หวัดเชียงราย

กรมราชทันฑ์ มีนโยบายหลัก ๔ ด้าน ที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์และ
แผนปฏิบตั ิการของกรมราชทันฑ์ ได้แก่

๑) การขับเคลื่อนงานและทำงานในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงการใน
พระราชดำริ และโครงการที่เกี่ยวเนื่องเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระ
บรมวงศานุวงศท์ มี่ ตี อ่ การราชทัณฑ์ เป็นเร่ืองท่ีจะต้องทำในลำดับแรก

๒) การขับเคลื่อนงานเพื่อสนองต่อนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงยุติธรรมและนโยบายของบรหิ ารในระดับกระทรวง

๙๖ สมั ภาษณ์ นายสมรตั น์ เข็มศิริ, ผู้บญั ชาการเรือนจำกลาง เชยี งราย, ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๗๕

๓) การขับเคลื่อนงานภารกิจพื้นฐานของกรมราชทณั ฑ์ซึ่งเป็นงานประจำท่ี
จะต้องดำเนินการ คือ การควบคุมดูแล ผู้ต้องขัง และการแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขับให้เป็นคนดี
กลบั คืนสสู่ ังคม

๔) การริเริ่มพัฒนากรมราชทัณฑ์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ซึ่งการบริหาร
ดำเนินการดังกล่าว ได้กำหนดเป็นนโยบายในการบริหารงานราชทัณฑ์ซึ่งจำแนกออกเป็นด้าน ๆ
ประกอบดว้ ย๙๗……..

ด้านที่ ๑ การปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง และผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ ให้เป็น
มาตรฐาน

๑.๑ การควบคมุ ผู้ต้องขงั และผู้เข้ารับการตรวจพสิ จู น์ใหม้ ีประสิทธิภาพ
ดำเนินการควบคุม ดูแล ด้วยการยึดหลักมาตรฐานสากล Bangkok Rules และ Mandela Rules
และมาตรฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือมาตรฐานที่กำหนดโดยกรมราชทัณฑ์ที่จะขับเคลื่อนปฏิบัติในการ
บริหารงานราชทัณฑ์ คำนึงถึงหลักสิทธิ มนุษยชน ดูแลสุขภาวะอนามัย การรักษาพยาบาลให้กับ
ผู้ต้องขัง ลดการเสียชีวิตของผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างถูกคุมขัง พัฒนาเรือนจำให้ถูกถูกสุขลักษณะได้
มาตรฐาน โดยน้อมนำดำเนินการตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์
ทรงริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ที่ทรงมีพระ
เมตตาต่อผู้ต้องขังในเรือนจำ ทั้งนี้รวมถึงการขับเคลื่อนดำเนินการขับเคลื่อนงานในโครงการอื่นท่ี
เกี่ยวเนื่อง เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ที่มีต่อการ
ราชทัณฑ์ สรา้ งความเชอ่ื มั่น ให้กับญาตผิ ตู้ อ้ งขังและสังคมภายนอก การควบคุม ดแู ล ผู้ตอ้ งขัง และผู้
เข้ารับการตรวจพิสูจน์ ให้มีประสิทธภิ าพ ทำให้สังคมเชื่อมั่นว่าผู้ต้องขงั จะไม่สามารถที่จะหลบหนีซึ่ง
ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การสร้างความเข้มงวดในการ ควบคุมและคำนึงถึงความปลอดภัยของ
เจ้าหน้าที่ในแต่ละระดับ มุ่งปฏิบัติงานแบบมืออาชีพ เจ้าหน้าที่จะต้อง ไม่ตกเป็นตัวประกันของ
ผู้ต้องขัง มีมาตรการป้องกันและระงับเหตุร้ายภายในเรือนจำ/ทัณฑสถาน และสถานที่ เพื่อการ
ควบคมุ ตัวผ้เู ขา้ รบั การตรวจพิสูจน์๙๘

๑.๒ การพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังให้กลับคืนสู่สังคม ไม่กระทำผิดซ้ำ
พัฒนาระบบการจำแนก ลักษณะผู้ต้องขังที่สะท้อนต่อการควบคุม ดูแล และสอดรับกับการพัฒนา
พฤตินิสัยที่มีความเหมาะสมกับศักยภาพ ของผู้ต้องขังแต่ละราย เพื่อมุ่งเป้าในการลดการกระทำ
ความผดิ ซำ้ ซงึ่ กระทรวงยตุ ิธรรมมักจะกลา่ วถึงสถิติการ กระทำผิดซำ้ ภายหลงั ปล่อยตัวในห้วงเวลา ๑
ปี ๒ ปีและ ๓ ปี การกำหนดหลักเกณฑ์ที่มาของสถิติการกระทำผิดซ้ำ ให้มีความสอดคล้องกับ
หน่วยงานในกลุ่มภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย ดำเนินการเน้นแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขัง สร้างระบบ การ
ควบคุมดูแลให้สมดุลกับระบบการพัฒนาพฤตินิสัย เปรียบการควบคุมผู้ต้องขังเสมือนขาขวา การ
พัฒนาพฤติ นิสัยเป็นขาซ้าย สองขามีความสมดุลกันจึงจะทำให้เดินไปได้อย่างสมบูรณ์ การพัฒนา

๙๗ สมั ภาษณ์ นางกรรนกิ า สวุ รรณ, นักสังคมสงเคราะหช์ ำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๙๘ สมั ภาษณ์ นางสาวหน่งึ ฤทัย ใจมอย, นักสังคมสงเคราะหช์ ำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๗๖

สภาพความเป็นอยู่ อาหาร การกิน เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เปรียบดังปัจจัย ๔ ที่ผู้ต้องขังจะต้อง
ได้รับดูแลก่อน จึงจะส่งผลดีต่อการพัฒนา พฤตินิสัย กองบริหารการคลังต้องประสานกับเรือนจำใน
การดูแล ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้ตั้งคณะทำงานตรวจ เรือนจำด้านอาหารเพื่อตรวจดูแลให้มีความ
เหมาะสม การดูแลเร่ืองสขุ อนามัยของผู้ต้องขัง ยารกั ษาโรค ใหม้ ที ัว่ ถงึ โดยคำนงึ ถึงศักดิ์ศรีความเป็น
มนษุ ย์ ดแู ลเร่ืองสทิ ธิประโยชน์ให้กับผู้ต้องขัง การดแู ลผู้ต้องขังภายใต้ การระบาดของโรคห้องกักโรค
ต้องดูแลให้มั่นคงแข็งแรง การพัฒนาโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟู ต้องมีความสอดคล้องกับ การบริหารการ
บังคับโทษ และการประสานกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการ
บริหารงานราชทัณฑ์ การจำแนกลักษณะให้จำแนกโดยติดตามข้อมูลข่าวสารด้านคดีผู้ต้องขังเก็บ
ขอ้ มูลไว้ เป็นประโยชน์ตง้ั แตแ่ รกรบั ตัว เพ่ือประโยชนใ์ นการบรหิ ารการบงั คบั โทษและการพัฒนาพฤติ
นสิ ยั ท่เี กดิ ประสทิ ธภิ าพ การพฒั นาโปรแกรมใหม่ ๆ ในการแก้ไข ฟน้ื ฟู และพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง
ให้มีความเท่าทัน ต่อสถานการณ์ในบริบทของสังคมและสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนทั้งภายในและ
ภายนอกเรือนจำ มุ่งเป้าสู่การ สร้างประสิทธิภาพของงานราชทัณฑ์ที่จะมีส่วนช่วยลดการกระทำ
ความผดิ ซ้ำ สนองความสำเร็จตามเป้าหมายของ แผนยทุ ธศาสตร์และแผนระดบั ต่าง ๆ ให้ได้ผลอย่าง
ยัง่ ยนื ๙๙

ดา้ นที่ ๒ การแกไ้ ขปญั หาผูต้ อ้ งขังลน้ เรือนจำ
๒.๑ การลด/ชะลอผู้ต้องขังเข้าสู่เรือนจำ ในส่วนนี้จะต้องดำเนินการ
ประสานกับทางศาล ยุติธรรม และสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเพื่อหารือ
ร่วมกันนำไปสู่วิธีการที่จะมีส่วนช่วย ให้เกิดการลดปริมาณผู้ต้องขังที่จะเข้าสู่เรือนจำให้น้อยลง เช่น
การจำคกุ ในสถานทอี่ ่นื หรือการใช้“อปุ กรณ์ อิเล็กทรอนกิ ส์ตดิ ตามตัว” (Electronic Monitoring)๑๐๐
๒.๒ การบริหารจดั การความจุและบรรเทาความแออัดของเรือนจำ การ
บริหารความจุ ของผู้ต้องขัง ต้องพิจารณาเกลี่ยย้าย เพื่อแก้ไขความแออัดของเรือนจำ การต่อเติม
เตียงนอนสองชั้นเพื่อแก้ไขปัญหา ความแออัดในการนอน การขยายการเพิ่มความจุของผู้ต้องขังที่มี
ความสมดุลกับพื้นที่ของเรือนจำมีความเหมาะสม สะดวกต่อการควบคุม ดูแล และสะดวกต่อการ
พัฒนาพฤตินิสัย พัฒนาเพิ่มพื้นที่อื่นเพื่อบริหารการบังคับโทษที่เหมาะสม ซึ่งเป็นตามนโยบายของ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งจะต้องไม่เกิดความแออัดในเรือนจำหรือหากเกิดความแออัดก็
ต้องเปน็ การช่ัวคราวและมีเหตผุ ลควร และควรเร่งคลี่คลายความแออดั ของผตู้ อ้ งขังให้ได้โดยเรว็ ๑๐๑
๒.๓ การเพิ่ม/เร่งการปล่อยตัวผู้ต้องขังออกจากเรือนจำ การบริหารการ
บังคับโทษ โดยใช้หลัก ทัณฑวิทยา และหลักทัณฑปฏิบัติที่มีความประสานสอดคล้องระหว่างกัน

๙๙ สัมภาษณ์ นายปิยนัฐ หัตถิยา, หัวหน้าเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง สังกัด
เรือนจำกลางเชียงราย, ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๐๐ สัมภาษณ์นายสมเด็จ โกเสนตอ, หัวหน้าฝ่ายฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง เรือนจำกลางเชียงราย, ๑๔
กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๐๑ สัมภาษณ์ นายสมรตั น์ เข็มศิริ, ผู้บญั ชาการเรอื นจำกลาง เชยี งราย, ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๗๗

พิจารณาใช้มาตรการอื่นแทนโทษ ทางอาญา การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดที่จะช่วยสร้างความสมดุล
กับสิทธิประโยชน์ที่ผู้ต้องขังพึงจะได้รับ การทำงานสาธารณะนอกเรือนจำที่จะมีส่วนช่วยสร้างจิต
สาธารณะให้กับผู้ต้องขังในการทำงานบริการสังคม โดยผู้ต้องขังก็จะได้รับประโยชน์ในการลดวัน
ต้องโทษ การพักการลงโทษให้กบั ผู้ต้องขังซ่ึงจะต้องมีการพิจารณา ปรบั เปลย่ี นหลักเกณฑ์ให้ผู้ต้องขัง
บางประเภทที่เคยกระทำความผิดซ้ำให้สามารถได้รับประโยชน์ในการ พักการลงโทษได้ การแก้ไข
กฎระเบียบที่รองรับการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิด ความคล่องตัว
การขออภัยโทษเฉพาะรายสำหรับผู้ต้องขังบางประเภท เช่น ผู้ต้องขังป่วยติดเตียง เป็นต้น การสร้าง
ฐานข้อมลู ผ้ตู ้องขังที่ถูกต้องตั้งแต่ตน้ ทางเพื่อให้มีระบบฐานข้อมูลไปใช้ได้อยา่ งถูกต้อง มีกระบวนการ
ตรวจสอบ ฐานขอ้ มลู ของผู้ต้องขงั ให้ถกู ต้องเป็นปัจจบุ นั ๑๐๒ ๑๐๓

ดา้ นที่ ๓ การพัฒนาองค์กรใหท้ นั สมยั และโปรง่ ใส
๓.๑ พัฒนาองค์กร นวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ การนำองค์กรท่ี
ทนั สมยั เทา่ ทนั ตอ่ การเปลย่ี นแปลงสอดรับกบั แนวทางพัฒนาเพ่อื รองรับผลผลกระทบจากสถานการณ์
โควดิ ๑๙ ซ่ึงรัฐบาลมุ่งเน้นแนวทางพัฒนาประกอบด้วย ๓ แนวทางหลัก ไดแ้ ก่ การพร้อมรบั (Cope)
การปรบั ตวั (Adapt) และการเปล่ยี นแปลงเพ่ือพร้อมเติบโตอยา่ งย่ังยนื (Transform) มุ่งนำราชทัณฑ์
สู่องค์กรที่มีประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ มีระบบสถิติฐานข้อมูลผู้ต้องขังซึ่งจะต้องนำเทคโนโลยี
สารสนเทศมาใชใ้ ห้เกิดประโยชน์ต่อการปฏิบตั ิงาน เปน็ ประโยชน์กบั การให้บริการ ประชาชน และใช้
เป็นฐานข้อมูลที่สำคัญเพื่อประโยชน์ในการบริหารการบังคับโทษ และการพัฒนาพฤตินิสัยเพื่อมุ่งคืน
คนดีสู่สังคม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง สามารถเข้าถึงและเรียกใช้สถิติข้อมูลได้โดยสะดวก
และรวดเร็ว กรมราชทัณฑ์ต้องเป็นองค์กรที่ทันสมัย และโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีกระบวนการ
ขับเคลื่อนนำองค์กรมีกระบวนการ กำกับ ติดตาม ตรวจสอบการดำเนินงานที่สามารถแสดงผล
ความสำเร็จให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนมีนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ที่จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ใหม่
ให้กับกรมราชทัณฑ์ และสร้างการยอมรับจากสังคม พัฒนาระบบราชการโดยขับเคลื่อนนำองค์กรมุ่ง
เป้าหมายความสำเร็จของภารกิจงานราชทัณฑ์ที่ตอบสนองต่อเป้าหมายความสำเร็จของยุทธศาสตร์
และแผนในระดับต่าง ๆ ที่กรมราชทัณฑ์มีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับมอบหมายให้ดำเนินการทั้งในส่วน
ของภารกิจของหน่วยงาน (Function) ทั้ง แผนงานพื้นฐาน แผนงานยุทธศาสตร์และแผนงานบูรณา
การ (Agenda) ซึ่งจะต้องมีส่วนร่วมกันทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนกลางกรมราชทัณฑ์และ
เรือนจำ/ทัณฑสถานจะต้องบริหารงบประมาณทั้งในส่วนงบประมาณประจำและงบลงทุนอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพใหส้ ามารถดำเนนิ การเปน็ ไปมาตรการท่รี ัฐบาลกำหนด เพือ่ สนบั สนนุ การดำเนินการตาม
ภารกิจงานของหน่วยงานในสังกัดกรมราชทัณฑ์ บริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคด้วยความ

๑๐๒ สัมภาษณ์ นางกรรนิกา สุวรรณ, นักสงั คมสงเคราะห์ชำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๐๓ สัมภาษณ์ นางสาวหนึ่งฤทยั ใจมอย, นักสงั คมสงเคราะหช์ ำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๗๘

ประหยัด และร่วมกันสร้างมาตรการในการลดค่าสาธารณูปโภค และขับเคลื่อนสร้างแหล่งพลังงาน
ทดแทนเพอ่ื ลดค่าใชจ้ ่ายภาครฐั ๑๐๔

๓.๒ พัฒนาบุคลากร การพัฒนาบุคลากรให้สามารถปรับตัวรองรับการ
เปลี่ยนแปลงได้ มุ่งพัฒนากรมราชทัณฑ์ให้เป็นองค์กรธรรมาภิบาล อันเป็นไปตามหลักเกณฑ์การ
บริหารบ้านเมืองที่ดีการบริหาร การจัดการขับเคลื่อนภารกิจด้านต่าง ๆ ให้เป็นไปในครรลองธรรม
ปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเป็นธรรม พัฒนาบุคลากรและสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรให้เกิด
ความเท่าเทยี มกันในสิทธิประโยชน์ สวัสดกิ ารท่ีพงึ จะได้รบั สร้างความกา้ วหนา้ ใหก้ บั เจา้ หน้าท่ีในสาย
งานต่าง ๆ ทั้งในระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน จะได้เกิดขวัญและกำลังใจในการช่วยสร้างสรรค์
พฒั นางานราชทณั ฑ์และส่งเสริมองค์กรให้มศี ักยภาพและประสิทธภิ าพ เจ้าหนา้ ท่ีทำงานอย่างซื่อสัตย์
สุจริตและขยันหมั่นเพียร มีความรับผิด รับชอบ ในงานภารกิจในอำนาจหน้าที่ตามสายการบังคับ
บัญชามจี ิตสาธารณะ/พร้อมให้บรกิ ารประชาชน หรอื เกดิ การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการควบคุม ดูแล
และพัฒนาพฤตินสิ ัยผู้ตอ้ งขัง อนั จะสรา้ งความเช่ือมัน่ ให้แก่ประชาชนและสังคม๑๐๕

ด้านท่ี ๔ การกลับคนื ส่สู งั คมและตดิ ตามผพู้ น้ โทษ
๔.๑ การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย การดำเนินการขับเคลื่อนการ
พัฒนาผู้ต้องขังเพื่อคืนคนดีสู่สังคม ขับเคลื่อนเรือนจำโครงสร้างเบาให้เกิดประสิทธิภาพ พัฒนา
เรือนจำเกษตรอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ รองรับการพัฒนาศักยภาพให้กับ
ผู้ต้องขัง เพื่อการฝึกวิชาชีพและสร้างรายได้ระหว่างต้องโทษมีทุนสำรองสำหรับการเริ่มต้นชีวิต
ภายหลังพน้ โทษ ขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานเพื่อการมีงานทำที่ครอบคลุมพ้ืนที่ในภูมิภาคตา่ ง ๆ การ
เตรียมความพร้อมก่อนปล่อยที่มีมาตรฐาน การพัฒนาศักยภาพผู้ต้องขังให้เป็นไปตามศักยภาพและ
ความถนัด พัฒนาทักษะด้านภาษา ทักษะทางคณิตศาสตร์ให้กับผู้ต้องขัง เพื่อสร้างศักยภาพและ
เตรียมความพร้อมให้กับผู้ต้องขัง ให้มีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา มุ่งเน้นการพัฒนา
ผู้ต้องขังตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ประกอบด้วยความพอประมาณ ความมีเหตุผล
ภูมิคุ้มกัน ความรู้และคุณธรรม ผู้ต้องขังจะได้ไม่หวนกลับมากระทำความผิดซ้ำ โดยกรมราชทัณฑ์
จะต้องบริหารจัดการให้มีระบบฐานข้อมูลผู้พ้นโทษที่จะสามารถส่งต่อและประสานข้อมูลกับ
หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่จะช่วยสอดส่อง ดูแลผู้ต้องขังภายหลังปล่อย เพื่อประโยชน์ในการให้ความ
ช่วยเหลือ การสง่ เสรมิ การมงี านทำ และการตดิ ตามผลการนำความร้ทู ี่อบรมในเรือนจำไปใช้ประโยชน์
สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และมีส่วนช่วยในการสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในสังคมให้ได้
อยา่ งต่อเนอ่ื ง๑๐๖

๑๐๔ สัมภาษณ์นายสมเด็จ โกเสนตอ, หัวหน้าฝ่ายฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง เรือนจำกลางเชียงราย,
๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒

๑๐๕ สัมภาษณ์ นางกรรนิกา สุวรรณ, นักสงั คมสงเคราะหช์ ำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๐๖ สัมภาษณ์ นายสงิ หา จันทาพูน, นักวชิ าการชำนาญการ, ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๗๙

๔.๒ สร้างวัฒนธรรมการให้โอกาส มุ่งให้โอกาสผู้พ้นโทษโดยสร้าง
กระบวนการให้สังคมได้มีส่วนในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรม เสริมสร้างการยอมรับผู้พ้นโทษ การให้
โอกาสกับผู้ต้องขังภายหลังการพ้นโทษส่งเสริมให้ได้มีงานทำหลังพ้นโทษ และสร้างกระบวนการใน
การติดตามผลการนำความรู้ที่อบรมในเรือนจำไปใช้ประโยชน์ นำผลกระทบที่ได้จากการติดตามผล
กลับไปเสริมสร้าง ปรับปรุง แก้ไข หรือพัฒนาโปรแกรมการแก้ไขฟื้นฟู และการเตรียมความพร้อม
ผตู้ ้องขังก่อนปล่อยตวั กลับคืนสสู่ ังคม สรา้ งประสิทธภิ าพงานราชทณั ฑ์ในการลดพฤติกรรมการกระทำ
ผดิ ใหไ้ ดป้ ระสิทธิภาพและเกิดประสทิ ธิผลดีย่ิงขึน้ ไป๑๐๗

จากกรอบแนวนโยบายดงั กลา่ ว ถือเปน็ ความสำคญั อย่างยิ่งท่ีกรมราชทัณฑ์
จะต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายอย่างจรงิ จัง และร่วมผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม
เพื่อเป็นการแก้ไขปญั หาและพัฒนาประสิทธิภาพในการปฏบิ ัติงานโดยรวม ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกรม
ราชทัณฑ์จะต้องยึดมั่นตามแนวนโยบายดังกล่าว เพื่อมุ่งสร้างระบบงานราชทัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ
และปฏิบัติงานให้มีความเป็นมืออาชีพโดยกรมราชทัณฑจ์ ะกำหนดกลไกการขับเคลื่อนงาน การกำกับ
ตดิ ตาม ตรวจสอบ ประเมินผลในเชิงรุกเพื่อติดตามความก้าวหน้าของการปฏบิ ัติงานของหน่วยงานใน
สงั กัดกรมราชทัณฑ์ ใหเ้ ปน็ ไปตามนโยบายของกรมราชทัณฑ์ นโยบายของกระทรวงยุติธรรม นโยบาย
ของรัฐบาล การตลอดถึงยุทธศาสตร์ และแผนในระดับต่าง ๆ เป็นไปตามแนวทาง ระเบียบ และ
กฎหมายทีก่ ำหนดใหส้ ่วนราชการต้องดำเนินการ๑๐๘

๔.๑.๒. กระบวนการการพฒั นาผ้ตู อ้ งขังภายในเรอื นจำชวั่ คราว ดอยฮาง จังหวดั เชียงราย
กระบวนการการพัฒนาผู้ต้องขังภายในเรือนจำกลางเชียงราย มีการเตรียมความ

พร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง เป็นกระบวนการสำคญั ที่จะช่วยให้ผู้ตอ้ งขังที่ได้รับการปล่อยตัวออกไป
แล้ว ไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก ดังนั้น หากสามารถปรับเปลี่ยนจิตใจและพฤติกรรมของผู้ต้องขังให้
เกิดภาวะสันติขึ้นในตนได้แล้ว เรียกได้ว่าเกิดสันติภาพภายใน (Internal Peace) ซึ่งจะเป็นแนวทาง
หนึ่งที่ป้องกันไม่ให้ผู้ต้องขังต้องกระทำผิดซ้ำอีก โดยมีกระบวนการผ่านโปรแกรมการแก้ไขฟื้นฟู
ผู้ต้องขัง ดังน้ี๑๐๙

๑.จำแนกลักษณะผู้ต้องขัง สอบถามประวัติ ความเป็นมาของผู้ต้องขัง ประวัติ
ครอบครัว อาชีพ สังคม ความต้องการฝึกวิชาชีพ เพื่อจัดให้ผู้ต้องขังเข้ารับการฝึกวิชาชีพให้ตรงตาม
ความต้องการ เพื่อให้การฝึกวิชาชีพบรรลุวัตถุประสงค์ สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริงภายห ลัง
พน้ โทษ

๑๐๗ สัมภาษณ์ นายสุทัศน์ ปันสุวรรณ์, ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง เรือนจำกลางเชียงราย, ๑๔
กรกฎาคม ๒๕๖๒

๑๐๘ สมั ภาษณ์ นายสทุ ัศน์ ปนั สวุ รรณ, นักทณั ฑวิทยาชำนาญการพเิ ศษ, ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๐๙ สมั ภาษณ์ นายสมรตั น์ เขม็ ศิร,ิ ผบู้ ัญชาการเรือนจำกลาง เชยี งราย, ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๘๐

๒.มีการทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกันเช่น การเข้าแถวเคารพธงชาติ ไหว้พระสวดมนตท์ กุ
เชา้ -เย็น หรอื จัดกิจกรรมการแขง่ ขนั กีฬา เพ่ือใหผ้ ตู้ ้องขงั ร้จู ักการอยรู่ ่วมกัน สรา้ งความสามคั คีในกลุ่ม
ลดความกังวล

๓.มีการนิมนต์พระสงฆ์ หรือผู้นำศาสนา ที่ผู้ต้องขังเคารพนับถือ เข้าบรรยาย
สอดแทรกความรู้ เพ่อื พัฒนาขดั เกลาทางด้านจติ ใจ

๔.จัดหาวิทยากรให้ความรู้ดา้ นต่าง ๆ เช่น ความรู้ด้านกฎหมาย หรือความรู้ในเรื่อง
การอย่รู ่วมสงั คมเปน็ ตน้ ๑๑๐

๑. การควบคุมผู้ต้องขังให้มีประสิทธภิ าพ โดยดำเนินการควบคุม ดูแล ด้วยการยดึ
หลักมาตรฐานสากล และมาตรฐานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือมาตรฐานที่กำหนดโดยกรมราชทัณฑ์ที่จะ
ขับเคลื่อนปฏิบัติในการบริหารงานราชทัณฑ์ คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ดูแลสุขภาวะอนามัย การ
รักษาพยาบาลให้กับผู้ต้องขัง ลดการเสียชีวิตของผู้ตอ้ งขังที่อยูร่ ะหว่างถูกคุมขัง พัฒนาเรือนจำให้ถูก
สุขลักษณะได้มาตรฐาน โดยน้อมนำดำเนินการตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ
ศาสน์ กษัตริย์ ทรงริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีที่
รงมีพระเมตราต่อผูต้ ้องขับในเรือนจำ ทั้งนี้รวมถึงการขับเคลือ่ นดำเนินการขบั เคลื่อนงานในโครงการ
อ่ืนที่เกี่ยวเนื่องเพื่อสอนงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อการราชทัณฑ์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับญาติ
ผู้ต้องขัง จะไม่สามารถที่จะหลบหนีซ่ึงความสำคัญเปน็ อย่างยิ่ง การสร้างความเข้มงวดในการควบคมุ
และคำนึงถึงความปลอดภยั ของเจ้าหน้าทใี่ นแต่ละระดบั มุ่งปฏบิ ัติงานแบบมอื อาชีพ เจ้าหนา้ ท่จี ะต้อง
ไม่ตกเป็นตัวประกันของผู้ต้องขัง มีมาตรการป้องกันและระงับเหตุร้ายภายในเรือนจำ/ทัณฑสถาน
และสถานที่เพื่อการควบคุมผเู้ ขา้ รับการตรวจพสิ ูจน์๑๑๑

๒. การพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขับให้กลับคืนสู่สังคม ไม่กระทำผิดซ้ำ พัฒนาระบบ
การจำแนกลักษณะผู้ต้องขับที่สะท้อนต่อการควบคุม ดูแล และสอดรับการพัฒนาพฤตินิสัยที่มีความ
เหมาะสมกับศักยภาพของผู้ต้องขับแต่ละราย เพื่อมุ่งเป้าในการลดการกระทำความผิดซ้ำ ซ่ึง
กระทรวงยุตธิ รรมมกั จะกล่าวถงึ สถติ ิการกระทำผิดซ้ำ ภายหลังปล่อยตัวในหว้ งเวลา ๑ ปี ๒ ปี และ ๓
ปี การกำหนดหลักเกณฑ์ที่มาของสถิติการกระทำผิดซ้ำให้มีความสอดคล้องกับหน่วยงานในกลุ่ม
ภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย ดำเนินการเน้นแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขับ สร้างระบบการควบคุมดูแลใหส้ มดุล
กับระบบการพัฒนาพฤตินิสัย เปรียบการควบคุมผู้ต้องขังเหมือนขาขวา การพัฒนาพฤตินิสัยเป็นขา
ซ้าย สองขาความสมดุลกันจึงจะทำให้เดินไปได้อย่างสมบูรณ์ การพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ อาหาร
การกิน เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เปรียบดังปัจจัย ๔ ที่ผู้ต้องขับจะต้องได้รับดูแลก่อน จึงจะส่งผลดี
ต่อการพัฒนาพฤตินิสยั กองบริหารการคลังตอ้ งประสานกบั เรือนจำในการดูแล ซึ่งกระทรวงยุติธรรม
ได้ต้ังคณะทำงานตรวจเรือนจำด้านอาหารเพื่อตรวจดูแลให้มีความเหมาะสม การดูแลเรือ่ ง สุขอนามัย

๑๑๐ สัมภาษณ์ นายปิยนัฐ หัตถิยา, หัวหน้าเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง เรือนจำช่ัวคราวดอยฮาง สังกัด
เรือนจำกลางเชยี งราย, ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๑๑ สมั ภาษณ์ นายสทุ ศั น์ ปนั สุวรรณ, นกั ทัณฑวิทยาชำนาญการพเิ ศษ, ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๘๑

ของผู้ต้องขับ ยารักษาโรค ให้มีทั่วถึง โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดูแลเรื่องสิทธิ ประโยชน์
ให้กับผู้ต้องขับ การดูแลผู้ต้องขับภายใต้การระบาดของโรคห้องกักโรคต้องดูแลให้ม่ันคงแข็งแรง การ
พัฒนาโปราแกรมแก้ไขฟื้นฟู ต้องมีความสอดคล้องกับการบริหารการบังคับโทษ และ การประสาน
กบั หนว่ ยงานในกระบวนการยุติธรรมเพ่ือให้เกดิ ความคลอ่ งตวั ในการบรหิ ารงานราชทัณฑ์ การจำแนก
ลักษณะให้จำแนกโดยติดตามข้อมูล ข่าวสาร ด้านคดีผู้ตอ้ งขับ เก็บข้อมูลไวเ้ ป็นประโยชน์ตั้งแตกแรก
รับตัว เพื่อประโยชน์ในการบริหารการบังคับโทษ และการพัฒนาพฤตินิสัยที่เกิดประสิทธิภาพ การ
พัฒนาโปรแกรมใหม่ ๆ ในการแก้ไข ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังให้มีความเท่าทันต่อ
สถานการณ์ในบริบทของสังคมและสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนทั้งภายในและภายนอกเรือนจำ มุ่ง
เป้าสู่การสร้างประสิทธิภาพของงานราชทัณฑ์ ที่จะมีส่วนช่วยลดการกระทำความผิดซ้ำ สนอง
ความสำเร็จตามเปา้ หมายของแผนยุทธศาสตรแ์ ละแผนระดับตา่ ง ๆ ให้ได้ผลอย่างย่งั ยนื ๑๑๒

๓. สภาพการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขังในด้านการ
จัดกลุ่มให้คำปรึกษา พบว่า การจัดกลุ่มให้คำปรึกษาผู้ต้องขังที่เข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อม
ก่อนปล่อยที่มีปัญหา และมีแนวโน้มที่จะกระทำผิดซ้ำ จะต้องจัดเข้ากลุ่มให้คำปรึกษา โดยเรือนจำ
กลางเชียงรายมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ผู้ปฏิบัติมีทั้งเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางเชียงราย และ
วิทยากรจากภายนอกเรือนจำกลางเชียงราย มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ผู้ปฏิบัติมีทั้งเจ้าหน้าท่ี
เรือนจำกลางเชียงราย และวิทยากรภายนอกเรือนจำกลางเชียงราย เช่น นักสังคมสงเคราะห์
นักจิตวิทยา พระสงฆ์ กรมการจัดหางานจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีทักษะและความชำนาญด้านต่าง ๆ มา
อบรมใหค้ วามรู้และคำปรึกษาที่เหมาะสมกับผู้ต้องขับ โดยแบ่งผตู้ ้องขับเป็นกล่มุ ย่อย มีเจ้าหน้าที่เป็น
วิทยากรนำกลุ่ม ซึ่งการจัดกลุ่มย่อยนี้เป็นการใช้พลังงานกลุ่มช่วยเหลือกัน แนะนำซึ่งกันและกันจาก
ประสบการณ์ของตน มีการจัดอบรมฟังธรรม ปฏิบัติจิตภาวนา ทำให้ผู้ต้องขังมีความคิดที่มีเหตุผล
กระตุ้นจิตสำนกึ และการพัฒนาปรับเปลี่ยนพฤตนิ สิ ัย หรอื หลีกเล่ียงสถานการณ์ท่ีเสย่ี งต่อการกระทำ
ผดิ ไม่หวนกลับมากระทำผดิ ซำ้ อีก๑๑๓

๔.๑.๓ การประเมินศักยภาพของการพัฒนาผู้ต้องขังภายในเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง
จังหวัดเชยี งราย

๑ กระบวนการพฒั นา ด้านหลักสตู รฝึกอบรมวชิ าชีพ
จากการศึกษาแนวทางการพฒั นาด้านการฝึกวิชาชีพผตู้ ้องขงั ประกอบไปด้วย๑๑๔
๑. การจัดหลักสูตรที่สอดคล้องกับสาเหตุการกระทำผิดของผู้ต้องขัง ซึ่งหมายถึง
ผู้ต้องขังบางคนกระทำผิดครั้งแรก และเป็นการกระทำผิดอันเนื่องจากสภาพปัญหาสังคมและ

๑๑๒ สมั ภาษณ์ นายสงิ หา จนั ทาพูน, นักวชิ าการชำนาญการ, ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๑๓ สัมภาษณ์ นางกรรนกิ า สวุ รรณ, นักสงั คมสงเคราะห์ชำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๑๔ สัมภาษณ์ นางสาวหนงึ่ ฤทยั ใจมอย, นกั สังคมสงเคราะหช์ ำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๘๒

เศรษฐกิจ ดังนั้น การจัดหลักสูตรในแต่ละครั้ง ควรจะมีนักวิชาการของทางกรมราชทัณฑ์มาร่วมกัน
เพอื่ พฒั นาปรับปรงุ แกไ้ ขหลกั สตู รในแตล่ ะปีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบนั

๒. การใช้ระยะเวลาในการอบรมที่เหมาะสม การจัดตารางเวลาในแต่ละหลักสูตร
ควรให้เวลาทเ่ี หมาะสม เพอื่ ให้ผูต้ ้องขงั ไดร้ บั ประโยชน์สงู สุด ไมส่ ัน้ หรือยาวจนเกนิ ไป

๓. การเชิญวิทยากรจากหน่วยงานภายนอกที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะเข้ามา
อบรม วิธีเป็นแนวทางที่แต่ละเรือนจำ ดำเนินการอยู่ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากองค์กรภายนอกเปน็
อยา่ งดี เพียงแตต่ ้องมีการเตรียมความพร้อมลว่ งหน้าในเรื่องระยะเวลาอบรม เพื่อใหว้ ิทยากรได้ทราบ
ล่วงหน้า ซึ่งบางครั้งวิทยากร อาจไม่ว่างในวันและเวลาที่กำหนดก็ตอ้ งมีการปรับเปลี่ยนไปตามสภาพ
กาล

๔. การทำ MOU กับหน่วยงานภายนอก เพื่อจัดหลักสูตรด้านวิชาชีพใหต้ ่อเนือ่ ง ทั้ง
ในระหว่างอยู่ในเรือนจำและพ้นโทษ โดยการทำบันทึกข้อตกลงกับองค์กรภายนอก เช่น องค์กร
อุตสาหกรรม ให้เข้ามาประกอบการในเรือนจำ และรับผู้ต้องขังที่มีฝีมือทางด้านวิชาชีพต่าง ๆ เข้า
ทำงานหลังจากพ้นโทษก็จะเป็นการแก้ปัญหาแบบครบวงจรอีกทางหนง่ึ

๒. กระบวนการพัฒนา ด้านความสามารถของผู้สอน
ตามละเอยี ดผู้ใหข้ ้อมูลสำคัญ พบว่า กระบวนการพฒั นาด้านความสามารถของ
ผสู้ อน ประกอบดว้ ย๑๑๕
๑. กำหนดให้มีเจ้าหนา้ ท่ที ่ีรับผดิ ชอบหลกั ตามรายละเอยี ดผใู้ หข้ ้อมูลสำคัญ พบว่า
เรอื นจำควรกำหนดให้มีเจ้าหน้าท่ีรบั ผดิ ชอบหลกั ตลอดจนการกำหนดใหห้ นว่ ยงานภายนอกเข้า
รว่ มกบั หนว่ ยงานภายในเรือนจำ ร่วมกันกำหนดเปา้ หมาย และแนวทางคัดผสู้ อน สำหรับการฝกึ
วชิ าชพี ของผตู้ อ้ งขัง
๑. เรอื นจำจัดฝกึ อบรมใหเ้ จา้ หน้าท่ี หรือผ้สู อน เพื่อเปน็ การเพม่ิ ทักษะ ความรู้
ความชำนาญ ให้แก่เจา้ หนา้ ที่ทีป่ ฏิบัติงานทางด้านการฝึกอบรมในหลักสูตรตา่ ง ๆ ของเรือนจำ
๒. สรรหาทรพั ยากรบคุ คล บุคลากร หรอื ผสู้ อน ที่มคี วามชำนาญเฉพาะด้านจาก
องค์กรภายนอกมาให้การอบรม
๓. ขออตั รากำลงั เจา้ หนา้ ท่ีที่มคี วามรคู้ วามสามารถชว่ ยในงานพฒั นาดา้ นอาชีพ
ผตู้ อ้ งขงั เพ่ิมเติม ตามรายละเอียดผู้ให้ข้อมูลสำคญั พบว่า ความสามารถของผูส้ อนควรมีการเพ่ิม
ทกั ษะ ความรู้ ความชำนาญ
๒. จดั ทศั น์ศกึ ษาดงู านนอกสถานที่ หรือตามเรือนจำอื่น ๆ ตามรายละเอียดผ้ใู ห้
ขอ้ มูลสำคัญ พบว่า การทศั น์ศกึ ษาดงู านนอกสถานที่ หมายถงึ การศึกษาดูงานนอกสถานท่ีที่เกี่ยวข้อง
กับหน่วยงาน เพื่อแลกเปลย่ี นความคิดเหน็ เกี่ยวกับสถานการณป์ จั จุบันและแนวทางการแก้ไขปัญหา
ของแต่ละพืน้ ที่ เพื่อนำมาพัฒนาแก้ไขในเรือนจำของตน

๑๑๕ สมั ภาษณ์ นายสมรัตน์ เข็มศิริ, ผู้บญั ชาการเรือนจำกลาง เชยี งราย, ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๘๓

๓ กระบวนการพัฒนา ด้านประโยชนท์ ผี่ ู้เขา้ รบั การอบรมได้รบั ๑๑๖
๑. การให้สิทธดิ า้ นประโยชนท์ ี่ผเู้ ขา้ รับการอบรมไดร้ ับเพื่อใหเ้ ป็นแรงจูงใจในการเข้ารับ
การอบรม ตามรายละเอียด ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ต้องขังที่เป็นผู้ต้องขังครั้งแรกได้รับการ
ลงโทษนอ้ ยจะให้ความสนใจในการเข้าอบรม เน่ืองจากอยากได้รับสิทธิประโยชนท์ ่ีกรมราชทัณฑ์ กำหนด
ไว้ให้ เช่น การพักโทษ การลดวันลดโทษ ดังนั้น การสร้างแรงจูงใจด้วยการให้ใบประกาศนียบัตร เพื่อให้
ผู้ต้องขังสามารถนำใบกิจกรรมไปประกอบการพิจารณาตามกระบวนการของกรมราชทัณฑ์ก็จะเป็นจุด
สนใจและสรา้ งแรงจงู ใจได้มาก
๒. สิ่งที่เป็นปัญหามากในด้านผู้ต้องขังที่เข้าอบรมตามโปรแกรม คือ ผู้ต้องขังขาด
แรงจูงใจในการเข้าโปรแกรมฯ เช่น การพักโทษ การลดวันต้องโทษ หรือประโยชน์อื่น ๆ ดังนั้น การ
ให้สิทธิประโยชนแ์ กผ่ ตู้ อ้ งขงั เพื่อให้เปน็ แรงจูงใจในการเขา้ รบั การอบรม จึงเปน็ แนวทางในการพัฒนา
ด้านผู้ต้องขงั ของทผ่ี ู้ใหข้ ้อมูลสำคัญ
๓. ผู้เขา้ รับการอบรมมแี นวคิดการนำความรู้ที่ได้รับไปสรา้ งอาชีพใหม่ หรือประกอบ
อาชพี เสริมเพอ่ื เพิม่ พนู รายได้ใหแ้ ก่ครอบครัว หรอื ใชใ้ นชีวติ ประจำวันเพ่อื ลดรายจ่าย
๔.๑.๔ ปัญหาและข้อเสนอแนะในการฝึกอบรมวิชาชีพให้แก่ผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราว
ดอยฮางจังหวัดเชียงราย ตามรายละเอียดผูใ้ ห้ขอ้ มูลสำคัญ ผลการวจิ ยั พบว่า
ก. ดา้ นปญั หา

๑. ปญั หาของนักโทษ
๑.๑ ปัญหาด้านตัวผ้ตู อ้ งขัง คือผูต้ ้องขังท่ีถูกจำคุก มักประสบปัญหาต่างๆ

เช่นปญั หาครอบครวั ปญั หาทางดา้ นเศรษฐกจิ ทำให้ขาดความตงั้ ใจในการฝึกวิชาชีพ ผตู้ ้องขังบางคน
ถูกบังคับให้เขา้ รบั การฝึกวชิ าชพี ผตู้ ้องขังบางคนเขา้ รับการฝึกวิชาชีพเพอ่ื ต้องการสทิ ธปิ ระโยชน์
มากกว่าเชน่ เพื่อประกอบการเลือ่ นช้นั การพักการลงโทษ ฯลฯ

๑.๒ ปญั หาสังคมขาดการยอมรบั สงั คมหวาดระแวง เมอื่ พ้นโทษมกั ถกู ปิดกั้น
จากสงั คมภายนอก

๒. ปญั หาของเรอื นจำ
๒.๑ หลกั สตู ร/สาขาวชิ าชพี มใี หเ้ ลือกน้อย ไมต่ รงกับความต้องการของ

ผู้ตอ้ งขงั
๒.๒ ปัญหาดา้ นอาคารสถานที่ในการฝกึ วิชาชีพผตู้ ้องขัง เนื่องจากมผี ู้ต้องขงั

จำนวนมาก ทำให้สถานท่ใี นการฝกึ วชิ าชีพคบั แคบ และความแตกตา่ งระหวา่ งสถานท่ีในเรอื นจำกบั
สถานที่ภายนอก มีผลให้การฝึกวิชาชีพให้ผ้ตู อ้ งขังไม่มปี ระสทิ ธิภาพเทา่ ทีค่ วร

๒.๓ ปัญหาดา้ นงบประมาณ เน่อื งจากมขี ้อจำกัดดา้ นงบประมาณ ทำให้
เรอื นจำกลางเชียงราย ไมส่ ามรถจัดหาวัสดุอปุ กรณ์ เครือ่ งมือในการฝึกวชิ าชีพใหผ้ ู้ตอ้ งขังเทา่ ทค่ี วร

๒.๔ ปัญหาด้านเจา้ หนา้ ท่/ี วิทยากร มีนอ้ ย

๑๑๖ สัมภาษณ์ นางสาวหนึง่ ฤทัย ใจมอย, นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๘๔

๓. ปัญหาของสังคม
๓.๑ การจัดกิจกรรมพัฒนาสุขภาวะทางจิตใจและจิตวิญญาณ โดยพัฒนา

ผู้ต้องขัง ให้มีจิตใจ ที่สงบและผ่อนคลายเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกสะสมจนกลายเป็นความเครียด รวมท้ัง
การปลูกจิตสำนึกที่ดีและส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในรูปแบบการอบรม และการสร้างจิตสำนึกให้
เห็นคุณค่าในตนเองมากขึ้น รวมทั้งการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (มีปัญญา) ซึ่งจะส่งผลถึง
กระบวนการคิดพิจารณาไตร่ตรอง มีข้อมูล มีวิจารญาณในการคิดส่งผลถึงการกระทำในสิ่งที่ดีต่อ
ตนเอง ตอ่ สังคม และตอ่ ประเทศชาติ

๓.๒ การจัดกิจกรรมพัฒนาสุขภาวะทางสังคม โดยพัฒนาผู้ต้องขัง ให้มีทักษะ
ทางสังคมเพ่ือใหส้ ามารถดำรงชีวิตอยู่ในเรือนจำโดยไม่กระทำผิดวินยั และสอดแทรกความรู้และสร้าง
ความตระหนักถึงหน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่ดีเข้าไปในกิจกรรมการพัฒนาจิตใจและการศึกษา
รวมทั้งการส่งเสริมความเอื้ออาทรของบุคคลภายนอกที่เห็นคุณค่าของผู้ต้องขังโดยการประสาน
หน่วยงานภาคประชาสังคมในพื้นที่เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับผู้ต้อง เช่น
การจัดกิจกรรมการให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ การอยู่ร่วมกันในสังคม การทำงานร่วมกับผู้อ่ืน
เป็นตน้ ๑๑๗

นายสุทัศน์ ปันสุวรรณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า กรมราชทัณฑ์ มีภารกิจหลักคือการควบคุม
ผู้ต้องขังมิให้หลบหนี้ และมีหน้าที่ในการแกไ้ ขพัฒนาพฤตนิ สิ ัยผู้ตอ้ งขัง ให้กลับตนเป็นคนดีของสังคม
เปน็ พลเมืองดีของประเทศชาติ และไม่เปน็ ภาระสังคม โดยดำเนนิ การตามกฎหมาย และระเบียบของ
กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรมและนโยบายของผู้บังคับบัญชา ตนในฐานะที่รับผิดชอบด้านการ
พัฒนาพฤตินิสัยผู้ตอ้ งขัง ทั้งการจัดการศึกษาสายสามญั สายอาชีพ และการฝึกวิชาชีพระยะสั้น ซึ่งมี
ปัญหาอุปสรรคนานับประการ ซึ่งหน้าที่หลักกข็ ัดแย้งกันกล่าวคือหน้าที่หนึ่งต้องควบคุมผู้ต้องขังมใิ ห้
หลบหนี อีกหน้าที่หนึ่งก็ต้องแก้ไขพัฒนาพตินิสัยผู้ต้องขังให้กลับตนเป็นคนดี อีกทั้งปัญหาด้านอื่นๆ
เช่นปัญหาขาดแคลนงบประมาณ ขาดแคลนบุคลากรผู้มีความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพแต่ละด้าน
ปัญหาด้านอาคารสถานที่คับแคบ เนื่องจากผู้ต้องขังมีจำนวนมาก ตนเองได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติ
หน้าทผ่ี ้อู ำนวยการส่วนพฒั นาผู้ต้องขังต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพอื่ ใหก้ ารพัฒนาพฤตินิสัยของ
ผู้ตอ้ งขงั บรรลวุ ตั ถุประสงคข์ องกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยตุ ธิ รรม บางคร้งั ก็อาศยั ความสัมพนั ธ์ส่วนตัว
ในการติดต่อประสานงานกับทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ สำหรับ
แนวทางแก้ปัญหา คือกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับความ
ต้องการ พิจารณาคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในสาขาอาชีพ และต้องจัดสวัสดิการและ
พิจารณาความดีความชอบเพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ และ
หน่วยงานภายนอกทง้ั ภาครัฐและเอกชนควรให้การสนับสนุนภารกจิ ของเรือนจำมากกว่าที่เป็น เพราะ

๑๑๗ สัมภาษณ์นายปิยนัฐ หัตถิยา, หัวหน้าเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง สังกัด
เรอื นจำกลางเชียงราย, ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๘๕

ผู้ต้องขังก็เป็นประชาชนคนไทย อยู่ร่วมกับสังคมไทย ถ้าผู้ต้องขังได้รับการแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัย ไม่
กระทำความผดิ ซ้ำ กส็ ามารถช่วยให้ลดปัญหาอาชญากรรม และทำให้สงั คมสงบสุข และนา่ อยู่มากข้ึน๑๑๘

ข. ด้านข้อเสนอแนะ
๑. ปญั หาของผตู้ อ้ งขัง
๑.๑. จดั ให้มีกระบวนการแก้ไขปญั หาเชิงโครงสรา้ ง เช่น เปิดโอกาสใหผ้ ้พู น้

โทษไดม้ ีที่ยนื ในสังคมทัดเทยี มกับผูอ้ ื่นโดยมีการประชาสมั พนั ธ์ ให้ขอ้ มลู ข้อเทจ็ จริง ใหส้ ังคมไดร้ ับ
ทราบและมีความเขา้ ใจท่ีถกู ต้อง

๑.๒. มีกระบวนการสรา้ งความมัน่ ใจให้กบั สังคม เชน่ ออกใบรบั รองความ
ประพฤติ ออกใบรับรองทกั ษะดา้ นฝมี ือใหแ้ ก่ผพู้ ันโทษทีผ่ ่านการฝกึ วชิ าชพี

๒. ปัญหาของเรือนจำ
๒.๑ ควรเพ่มิ หลกั สตู ร/สาขาวิชาชพี ใหม้ ตี ัวเลอื กมากข้ึน
๒.๒ ควรขยายอาคารฝกึ อบรมใหม้ คี วามเหมาะสม มีอากาศถ่ายเทสะดวก
๒.๓ จัดหางบประมาณให้เพียงพอ และควรจัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์ให้

เพียงพอ เหมาะสม
๒.๔ ควรเพ่มิ อัตรากำลังเจ้าหน้าที่/วทิ ยากร ใหม้ ากขึ้น และควรมกี ารจดั

ฝกึ อบรมเจ้าหน้าทีเ่ กี่ยวกับการจดั ฝึกวชิ าชีพใหแ้ กผ่ ตู้ ้องขงั
๓. ปญั หาของสังคม
๓.๑ การพัฒนาผู้ต้องขังโดยมุ่งเน้นการพัฒนาสุขภาวะทางด้านจิตวิญาณที่

สูญเสียไปเพราะยาเสพติดและปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ เช่น การสอดแทรกกระบวนการปรับเปลี่ยน
ทศั นคติในการดำรงชวี ิต เพ่อื ให้มที ัศนคติในการดำเนินชีวิตท่ีถูกต้อง และการเสริมสร้างให้เห็นคุณค่า
ในตนเอง รวมทัง้ จดั กจิ กรรมเพอื่ เตรยี มความพรอ้ มกอ่ นปล่อย เป็นต้น

๓.๒ การลดมลทนิ ทางสังคม (Social Stigma) โดยสรา้ งการยอมรับของสังคม
ต่อกลุ่มผู้พ้นโทษและกลุ่มผู้ต้องขัง โดยการมีส่วนร่วมของสื่อมวลชนในการรณรงค์ประชาสัมพันธ์
เพื่อให้สังคมให้โอกาสและให้การยอมรับผู้พ้นโทษกลับสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น นำเสนอข้อมูล
ทางด้านบวก ที่ผู้พ้นโทษท่ีได้รับโอกาสจากสังคมในการเร่ิมต้นชีวติ ใหมเ่ ปน็ คนดีและมงี านทำ เป็นตน้
โดยไม่ควรนำเสนอข้อมูลทางด้านลบเพียงด้านเดียว เพื่อให้สังคมให้การยอมรับผู้พ้นโทษกลับสูส่ ังคม
อย่างแทจ้ ริง

นายสมเดจ็ โกเสนตอ ให้สมั ภาษณ์วา่ ในฐานะหัวหนา้ ฝ่ายฝกึ วิชาชีพผู้ต้องขัง
รับผดิ ชอบการฝกึ วิชาชีพผู้ต้องขงั เช่นการฝึกวิชาชีพช่างไม้ การฝึกวิชาชีพชา่ งกอ่ สร้าง การฝึกวิชาชีพ
ช่างแกะสลัก ปัญหาที่พบคือผู้ตอ้ งขังส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจการฝึกวิชาชีพ บางคนสมัครเข้ารับการฝกึ
วิชาชีพเพียงเพราะต้องการได้รบั สิทธิประโยชน์เท่านั้น เช่นต้องการเลื่อนชั้น การพักโทษ ฯลฯ ทำให้

๑๑๘ สัมภาษณ์นายสุทัศน์ ปันสุวรรณ์, ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง เรือนจำกลางเชียงราย, ๑๔
กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๘๖

การฝกึ วิชาชพี ไมบ่ รรลวุ ัตถุประสงคเ์ ทา่ ที่ควร อีกท้ังปญั หาการขาดแคลนงบประมาณ การขาดแคลน
บุคลากร และปัจจุบันการฝึกวิชาชีพช่างไม้ ช่างแกะสลัก หาวัตถุดิบยากขึ้น แนวทางแก้ปัญหาคือ
กระบวนการคัดเลือกผู้ต้องขังเข้ารับการฝึกวิชาชีพ ต้องให้ผู้ต้องขังที่มีความสนใจที่จะเข้ารับการฝึก
วชิ าชพี จรงิ ๆ โดยต้องดูสภาพแวดลอ้ มทางครอบครวั ทางสงั คม และความถนัดของผตู้ ้องขัง เชน่ ผู้ต้อ
ขังมีที่ดินและมีพื้นฐานด้านการเกษตร ก็ส่งเสริมให้เข้ารับการฝึกวิชาชีพด้านการเกษตร ผู้ต้องขังมี
พื้นฐานด้านช่างก็ส่งเสริมให้ฝึกวิชาชีพด้านช่างนั้น ๆ ให้มีความชำนาญสามารถประกอบอาชีพเลี้ยง
ตนเองและครอบครัวได้ อีกท้ังการสนบั สนนุ ทนุ ประกอบอาชีพและหาตลาดรองรบั เป็นต้น๑๑๙

ค. กรอบการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง การทบทวนผล
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค์ (SWOT) ทั้งนี้ เรือนจำกลาง
เชียงราย มีการดำเนินงานฝกึ วิชาชีพที่โดดเด่น เป็นแบบอย่างทีด่ ี ในอาชีพเป็นพเิ ศษ และสามารถจัด
ให้เรือนจำอื่นส่งเจ้าหน้าที่หรือผู้ต้องขับมารับการฝึกอบรมเพื่อสร้างความเป็นมาตรฐานด้านฝีมือ ให้
บรรจโุ ครงการเพ่อื พฒั นาต่อยอดไปสู่การเปน็ Academy ดา้ นน้นั ๆ ดงั นี้

๑. จุดแข็ง (Strengths:S) วิเคราะห์จากการฝกึ วิชาชพี มีรายละเอยี ดดังนี้
๑.๑ สามารถเรียนรงู้ านได้เรว็
๑.๒ มีความกระตือรอื รน้ ในการทำงาน
๑.๓ รับรูง้ านที่ไดร้ ับมอบหมายได้เป็นอย่างดี
๑.๔ ทำงานได้ถูกต้องครบถว้ นตามที่ไดร้ ับมอบหมาย
๑.๕ สามารถส่งงานตามวนั เวลาทกี่ ำหนด
๑.๖ มคี วามระเอียดรอบคอบในการทำงานมากข้ึน
๑.๗ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ท่ไี ด้รบั มอบหมายใหป้ ฏบิ ตั ิ
๑.๘ การคิดค้นปรบั ปรุงการทำงานให้รวดเรว็
๑.๙ สามารถเรียงลำดับวางแผนการทำงานได้

๒. จุดออ่ น (Weaknesses:W) วิเคราะห์จากการฝกึ วิชาชพี มีรายละเอียดดังน้ี
๒.๑ การใช้เจ้าหนา้ ฝึกวิชาชพี ท่ไี มส่ อดคล้องกับความชำนาญเนอ่ื งจากเจา้ หนา้ ท่ี

ตอ้ งทำงานตรากตรำและรบั ผิดชอบหลายหน้าท่ี
๒.๒ การฝกึ อาชพี ไมต่ รงกบั ความต้องการของผตู้ ้องขงั ตลาดแรงงาน และอาชพี

ทไี่ ดร้ ับการฝกึ จากเรือนจำยงั ไม่สอดคล้องกับสภาวะการเปล่ยี นแปลงของตลาดแรงงานและไม่
สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จรงิ

๒.๓ อปุ กรณ์สำหรบั ฝึกวชิ าชพี ไม่เพียงพอ ไม่ทันสมัย

๑๑๙ สัมภาษณ์นายสมเด็จ โกเสนตอ, หัวหน้าฝ่ายฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง เรือนจำกลางเชียงราย, ๑๔
กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๘๗

๓. โอกาส (Opportunities:O) เป็นข้อได้เปรียบจากการฝึกวิชาชีพภายในเรือนจำ
กลางเชยี งราย โดยมรี ายละเอยี ดดังนี้

๓.๑ ได้ศึกษาความรู้เพ่ิมเตมิ จากการปฏบิ ตั ิงาน เพ่ือเปน็ ประโยชนเ์ มอ่ื ออกไป
ทำงานจริง

๓.๒ ได้เรียนรถู้ งึ สภาพการทำงาน ม่งุ พัฒนาตนเองเพือ่ ตอบสนองตอ่ ความ
ต้องการของลกู ค้า

๓.๓ มศี ูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของกรมราชทัณฑ์
๔. อุปสรรค (Threats:T) เป็นข้อเสียเปรียบจากการฝึกวิชาชีพภายในเรือนจำกลาง
เชยี งราย โดยมรี ายละเอยี ดดงั น้ี

๔.๑ ผู้ต้องขังเป็นบุคคลด้อยโอกาส สังคมภายนอกมองเป็นภาระไม่ให้ความ
สนใจ

๔.๒ สงั คมตตี ราผู้ตอ้ งขัง ไมใ่ ห้โอกาสแก่ผตู้ ้องขงั เทา่ ทีค่ วร

นายปิยนัฐ หัตถิยา ให้สัมภาษณ์ว่า เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง สังกัดเรือนจำ
กลางเชียงราย เป็นสถานที่ฝึกวิชาชีพด้านการเกษตร สำหรับผู้ต้องขังที่ได้รับการจำคุกมาระยะหน่ึง
ตามหลักเกณฑ์ท่ีกรมราชทัณฑ์กำหนด เช่นเปน็ ผู้ต้องขังชั้นดี มีความประพฤติดี และมีกำหนดโทษไม่
เกิน ๕ ปี และปัจจุบันเรือนจำชั่วคราวดอยฮางได้พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งก็มี
ปญั หาอกี แบบหน่ึงท่แี ตกต่างไปจากเรือนจำทัว่ ไป คอื ผูต้ ้องขังมโี อกาสพบปะกบั บุคคลภายนอก มีท้ัง
ญาติ มีทั้งบุคคลทั่วไป หากเจ้าหน้าที่เผลอเรอ ไม่ระมัดระวังในการควบคุมก็สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำ
ความผิด เช่นการแอบดื่มสุรา แอบเสพยาเสพติด หรืออาจมีการหลบหนีการควบคุมได้ เพราะฉะนั้น
เจ้าหน้าที่ผู้ควบคมุ ต้องมีเทคนิค ใชศ้ าสตรแ์ ละศลิ ป์ในการควบคมุ และการฝึกวชิ าชีพ๑๒๐

ง. ประเดน็ ยุทธศาสตร์ (Strategic lssues: SI)
ประเด็นยทุ ธศาสตร์ที่ ๑: ดา้ นประสทิ ธผิ ลตามพนั ธกจิ องค์กร (SI๑)
เปา้ หมายและตัวชีว้ ดั ด้านประสิทธผิ ลตามพนั ธกิจองคก์ ร

เปา้ หมาย ตัวช้ีวัด
๑. ควบคมุ ดูแล ผูต้ ้องขังอย่างมคี ณุ ภาพ ๑. ร้อยละของผตู้ ้องขงั ในความ ควบคมุ ไดร้ ับการ
ตามมาตรฐาน ควบคมุ ดแู ล เปน็ ไปตามมาตรฐานท่กี ำหนด

๑๒๐ สัมภาษณ์ นายปิยนฐั หัตถิยา, หัวหน้าเรือนจำชัว่ คราวดอยฮาง เรือนจำชัว่ คราวดอยฮาง สังกัด
เรอื นจำกลางเชียงราย, ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๘๘

เปา้ หมาย ตัวชี้วัด
๒. การแหกหกั หลบหนจี ากในเรือนจำที่ไม่สามารถ
๒. ควบคมุ ผูเ้ ขา้ รับการตรวจพิสูจน์ จับตัวกลับมาได้ใน ๔๘ ช่ัวโมง ภายใน ๑ ปี
๓. พัฒนาพฤตินสิ ยั ผูต้ อ้ งขัง ๑. การหลบหนีในสถานทเ่ี พ่ือการควบคุมตวั และ
เพอื่ คนื คนดสี สู่ งั คมและพัฒนา สถานท่ีเพื่การตรวจพสิ ูจน์ ภายใน ๑ ปี
ประสทิ ธภิ าพการควบคุม ๑. รอ้ ยละของผูต้ ้องขงั คดเี ดด็ ขาดไดร้ บั การแก้ไข
ผตู้ อ้ งขังตามหลกั มาตรฐาน ฟ้ืนฟแู ละพัฒนาพฤตินิสัย

๔. เพอ่ื พฒั นาระบบการปฏบิ ตั ิ ๒. ผูต้ อ้ งขงั มีอตั ราการกระทำผดิ ซ้ำหลังพ้นโทษ
ต่อผูต้ อ้ งขัง ภายใน ๑ ปี
๑. ร้อยละของนักโทษเด็ดขาดได้รบั การจำแนก
๕. แก้ไขปัญหายาเสพติด ลกั ษณะเพ่ือการควบคมุ และการพัฒนาพฤตินสิ ยั
ในเรือนจำ แลว้ เสรจ็ ภายใน ๓๐ วนั
๒. ร้อยละของนักโทษเด็ดขาดท่ีเข้าเกณฑ์การพกั
โทษ ลดโทษได้รับการพิจารณา
๓. รอ้ ยละของนักโทษเด็ดขาดท่ีเข้าเกณฑ์ที่จะ
ขอรบั พระราชทานอภัยโทษไดร้ ับการดำเนินการ
ตามระเบยี บ
๑. ร้อยละผ้ตู อ้ งขังทีผ่ า่ นกระบวนการปอ้ งกนั และ
บำบัดแก้ไขปัญหายาเสพติดกลับมากระทำผิดซ้ำใน
คดยี าเสพติดภายใน ๑ ปี

๔.๒ การวิเคราะห์หลักพุทธจิตวิทยากับการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง
เรือนจำช่ัวคราวดอยฮาง ในจังหวดั เชียงราย

การประยุกต์ใช้หลักพทุ ธจิตวทิ ยาใช้ในการขัดเกลาด้านจิตใจของผู้ต้องขงั ทีฝ่ กึ วชิ าชพี
ประกอบไปด้วย หลกั ทฏิ ฐธมั มิกตั ถประโยชน์ คือ การมีความขยนั หมั่นเพยี ร การรักษาโภคทรัพย์ท่ีหา
มาได้ด้วยความขยันหมั่นเพยี รโดยความชอบธรรม การคบกัลยาณมิตร การเป็นอยู่อย่างเพียงพอตาม
กำลังแห่งทรัพย์ การหลักพละ ๕ คือ ศรัทธาพละ กำลังความเชื่อความเชื่อวิริยะพละ ความเพียร
กำลังแห่งความเพียรพยายาม สติพละ ความระลึกได้ กำลังแห่งสติ ระลึกรู้ สมาธิพละ ความตั้งใจม่นั
กำลังแห่งความตั้งมั่น ปัญญาพละ ความรอบรู้ที่เกิดจากญาณปัญญา หลักสัปปุริสธรรม ๗ คือ
ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ อัตถัญญตา เป็นผู้รู้จักผล อัตตัญญตา เป็นผู้จักจักตน มัตตัญญตา เป็นผู้รู้
จกั ประมาณ กาลัญญตา เป็นผรู้ ้จู ากบรษิ ทั ปุคคลญั ญตา เป็นผู้รู้จักบคุ คล หลักปาริสุทธิศีล ๔ คือ การ
สำรวมในปาฏโิ มกข์ การสำรวมในอนิ ทรยี ์ ๖ คอื หู คอ ตา จมูก ล้ิน กาย ใจ การเล้ยี งชพี ในทางท่ชี อบ

๘๙

ธรรม การพิจารณาก่อนจึงบริโภค มรรคมีองค์ ๘ คือ ความเห็นที่ถูกต้อง ความคิดที่ถูกต้อง วาจาที่
ถูกต้อง การปฏิบัติที่ถูกต้อง การหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง ความเพียรที่ถูกต้อง การมีสติที่ถูกต้อง การมี
สมาธิที่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้ ต้องนำมาใช้ประกอบกับผู้ต้องขัง เพื่อเป็นสิ่งโน้มนาวจิตใจของผู้ต้องขังอกี
ดว้ ย

๔.๒.๑ แนวคิดและทฤษฎเี กี่ยวกบั หลักพทุ ธจิตวิทยา
จติ วทิ ยานั้น มรี ากศัพทม์ าจากคำวา่ psyche หมายถึง วิญญาณ (soul) และ logos

หมายถึง“พูด” หรือ “กล่าว” ถือเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องวิญญาณ แต่ความหมายนี้ได้ถูกปฏิเสธ
เพราะคำว่าวิญญาณนั้นมีความหมายคลุมเครือมาก ได้มีการถกเถียงมากเกี่ยวกับสภาวะในร่างกาย
เป็นตน้ คำนยิ ามนเี้ ร่ิมจะเปล่ียนไป เป็น จิตศาสตร์ แตเ่ ปน็ ส่ิงที่ยากที่จะให้ความหมายของคำว่า “จิต”
หรอื ยากทีจ่ ะศกึ ษาได้ เพราะจติ นน้ั เปน็ กระบวนการที่ต่อเนื่อง แต่ลักษณะเฉพาะบางอยา่ งกย็ ังค้นคว้า
หาสาเหตไุ มไ่ ดใ้ นคนวิกลจริต หรือในเวลานอนหลับ หรือการที่จะรู้จติ ใจของสัตว์ ตอ่ มานักจติ วิทยาได้
ให้ความหมายใหม่วา่ จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่วา่ ด้วยเร่ืองจติ แต่ก็ถูกปฏิเสธไปอกี เพราะจิตสำนึกนั้นมี
ทงั้ จติ สำนกึ จติ ใต้สำนกึ และจติ ไร้สำนกึ

จติ วทิ ยา ในความหมายกว้าง หมายถงึ พฤตกิ รรมของแต่บุคคล ซึง่ เปน็ ผลมาจากการปรับตัว
กับสิ่งแวดล้อม ในความหมายดังกล่าว พฤติกรรมหมายถึง การแสดงออกซึ่งกิริยาอาการต่างๆ เช่น
การเดิน การพูด การหัวเราะ การร้องไห้ เป็นต้น คำว่า แต่ละบุคคลนั้น หมายถึงสิ่งมีชีวิต ได้แก่
มนุษย์และสัตว์ ในความหมายสั้นๆ จิตวิทยา คือวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์
(psychology shall be considered as the science itself with behavior of living organism)

ในปัจจุบัน จิตวิทยามีความหมายเป็นที่ยอมรับกันว่า เป็นศาสตร์ที่ศึกษาถึง
พฤติกรรมและกระบวนการทำงานทางจิต ด้านระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ (The Scientific Study
of Behaviorand Mental Process)๑๒๑

การเข้ามาของจติ วทิ ยาตะวนั ตกในประเทศไทยนน้ั เรมิ่ จากภายหลงั สงครามโลกครั้ง
ที่ ๒เมื่อประเทศไทยรับเอาอารยธรรมตะวันตก และได้จัดการศึกษาแบบตะวันตก เริ่มเห็น
ความสำคัญของการศึกษาทางด้านจิตวิทยา เช่น พระยาเมธาธิบดี, อาจารย์เอื้อม อิงควาณิชย์, ม.ล.
ตุ้ย ชุมสายเป็นต้น และมีการพิมพ์ตำราจิตวิทยา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙๓ มีการพัฒนาการศึกษาค้นคว้า
เป็นลำดับจดั การศึกษาท้งั ในระดบั ปริญญาตรี ปรญิ ญาโท และปรญิ ญาเอก มกี ารศกึ ษาคน้ คว้าวิจัยกัน
อย่างจริงจังจนเป็นที่รู้จักกัน มีแขนงการศึกษาหลายแขนง เช่น จิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาสังคม
จติ วทิ ยาการศึกษา เป็นต้น

๑. ระบบพทุ ธจติ วิทยา
คำว่า ระบบนัน้ ตรงกบั ภาษาองั กฤษวา่ system ซ่งึ มาจากภาษาลาตนิ ว่า systema
คือชดุ ของสิ่งท่ีมีปฏิสมั พันธ์กัน หรือการพง่ึ พาซึ่งกันและกันของส่ิงที่มีการดำรงอยู่ท่ีแตกต่างกันและมี
อสิ ระทไ่ี ด้ถูกรวบรวมในรูปแบบบูรณาการทง้ั หมด ในความหมายหมายถึง ชดุ (set) ของสว่ นประกอบ

๑๒๑ จิราภา เต็งไตรรัตน์ และคณะ, จิตวิทยาทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
๒๕๕๒), หน้า ๕.

๙๐

(element) ที่มีลักษณะสัมพันธ์กันโดยการรวมกันเป็นกลุ่ม (input) กระบวนการ (process) และ
ผลผลิต (output) จุดเน้นของระบบ จะเน้นไปที่กระบวนการ หมายถึงขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มีการ
กำหนดอยา่ งชัดเจนว่าจะทำอยา่ งไรบ้าง เพอ่ื ใหไ้ ด้ผลที่ต้องการ ขั้นตอนการปฏบิ ัติงานจะต้องปรากฏ
ให้ทราบโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรปู แบบของเอกสาร หรืออิเล็คทรอนิกส์ หรือโดยวิธีอื่น๔ พจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายว่า ระบบคือ อย่าง ทำนอง ลำดับ ระเบียบ ที่รวมส่วนต่างๆ
เข้าดว้ ยกัน ชั้น เชน่ กบั ระบบใบไม้ คือ ใบไมท้ ี่หล่นลงมาซ้อนกนั ๑๒๒

ในการศึกษาพุทธจิตวิทยานั้น ได้ถือเอาองค์ประกอบของระบบเป็นแนวทางใน
การศึกษาพุทธจิตวิทยา คือ การกำหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขตเนื้อหา สมมติฐาน สาขา พัฒนาการ
ของการศึกษาพุทธจิตวิทยา คำสอนแม่บท การศึกษาจากวรรณคดี การศึกษาพุทธจิตวิทยาจากพุทธ
สาวก สาระพุทธจิตวิทยา การพัฒนาจิตและจิตวิทยาประยุกต์ ในลักษณะบูรณาการอย่างสัมพันธ์กนั
ต้งั แตว่ ตั ถปุ ระสงค์เป็นตน้ ไปจนนสิ ิตมีจติ สาธารณะ มเี มตตา ปรารถนาดตี อ่ กนั ตามหลักสงั คหวัตถุ

๒. แนวคิดหรือทฤษฎพี ทุ ธจิตวิทยา
แนวคิด (concept) คือ ภาพพจน์ มโนภาพ มโนทัศน์ ภาพในใจหรือแบบของ
ความคิดที่เป็นตัวแทน ความคิดรวบยอด ลักษณะที่สำคัญหรือปรากฏการณ์ ผ่านกระบวนการเรียนรู้
คิด (cognition)ของคนเรา เป็นวธิ ีการทีเ่ ราจัดกลมุ่ หรือจำแนกข้อมูลข่าวสาร เพ่ือให้เรามองเห็นว่าสิ่ง
ใดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น มองว่าโต๊ะ เก้าอี้ เตียง คือส่วนหนึ่งของเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจากกบ ซึ่งมี
ความคิดรวบยอดอีกแบบหนึ่ง คือกบเป็นส่วนหนึ่งของสัตว์ หรือสัตว์ครึ่งบกครั้งน้ำ การรู้จักจัดกลุ่ม
ดงั กลา่ ว ทำให้เราเข้าใจโลกที่เราอาศัยอยู่ได้ดีขน้ึ
การศึกษาพุทธจิตวิทยาน้ันมีแนวคิดว่า พุทธะ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หมายถงึ
บุคคลที่ตรัสรู้แลว้ ผู้รู้อริยสจั ๔ แบ่งเป็น ๓ คือ พระพุทธเจ้า (ท่านผู้ตรสั รู้เอง และสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม
พระปัจเจกพุทธะ (ท่านผู้ตรัสรู้เองจำเพาะผู้เดียว) และพระอนุพุทธะ (ท่านผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า)
(สาวกพทุ ธะ)
๓. ทฤษฎพี ทุ ธจิตวทิ ยา
ทฤษฏี หมายถึง กลมุ่ ความคดิ ท่ีมีเหตุผล ซึ่งไดม้ าจากการศึกษาอย่างเป็นระบบและ
มีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายเรื่องราวหรือเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล โดยได้ผ่าน
การทดลองอย่างนา่ เช่ือถอื เช่น ทฤษฎที างวทิ ยาศาสตร์๑๒๓
ทฤษฎี หมายถึง ระบบความคิดที่มีการจัดการที่ได้อธิบายปรากฏการณ์ เหตุการณ์
ต่างๆ ว่าเป็นอะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต ทฤษฎีได้มาจากการ

๑๒๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา,
๒๕๕๔), หน้า ๒๖๘.

๑๒๓ จำนงค์ อดิวัฒนสิทธ์ิ, ศ. สังคมวิทยาตามแนวพทุ ธศาสตร์, (สำนักงานอธิการบดี : มหาวิทยาลยั
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕), หน้า ๔๓.


Click to View FlipBook Version