The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยานิพนธ์-บทที่-1-5- ของตูน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tom.varangkana, 2022-08-15 13:20:16

วิทยานิพนธ์-บทที่-1-5- ของตูน

วิทยานิพนธ์-บทที่-1-5- ของตูน

๙๑

ตั้งสมมติฐาน(hypothesis) และการพิสูจน์อย่างเปน็ วทิ ยาศาสตร์ จนได้หลกั ฐานขอ้ เท็จจริง มีเหตุผล
ท่ีนา่ เชอ่ื ถือยืนยันอยูจ่ ำนวนหนง่ึ จึงได้รับการยอมรบั ว่าเปน็ ทฤษฎี๑๒๔

ทฤษฎตี ามหลักพทุ ธจิตวิทยานน้ั ตรงกับภาษาบาลวี ่า ทิฏฐิ แปลว่า ความเหน็ ความ
เข้าใจความเชื่อในการศึกษานี้ หมายถึงการเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ได้แก่ เห็นชอบตามทำนองคลอง
ธรรมวา่ ทำดมี ผี ลดี ทำช่วั มผี ลชวั่ ขันธ์ไม่เท่ียง เหน็ อรยิ สจั ๔๑๒๕

ในส่วนแนวคิดหรือทฤษฎีนั้น ที่เป็นแนวคิดทางพุทธจิตวิทยานั้น เป็นแนวคิดที่
พระพุทธเจ้าได้ตั้งเป็นสมมติฐาน (hypothesis) ตามหลักวิทยาศาสตร์ จนปรากฏเป็นแนวคิดหรือ
ทฤษฎีที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เกิดเป็นหลักธรรมและมีการเผยแพร่จนมีประชาชนนับถือทั่วโลก เช่น
หลักธรรมเกยี่ วกับการฝกึ หดั อบรมจติ ใจ หลักวิปสั สนากรรมฐาน เปน็ ตน้

๔. สมมติฐานในพุทธจติ วทิ ยา
พระพุทธเจ้าได้ตง้ั สมมตฐิ าน ๒ คร้งั คือ
ครั้งที่ ๑ หลังจากได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ
สมณะทรงพอใจในสมณเพศ เห็นว่า สมณเพศน่าจะเป็นโอกาสอันงามที่จะทำชวี ิตให้บริสุทธ์ิ หลุดพ้น
จากความแก่ ความเจบ็ และความตายได้ จึงได้เสดจ็ ออกผนวช และได้พิสูจนแ์ ละทดลองด้วยพระองค์
เองโดยเข้าศึกษาและปฏิบัติในสำนักของอาฬารดาบส และอุทกดาบส จนบำเพ็ญทุกรกิริยา ๓ วาระ
คือ๑๒๖
วาระแรก กดพระทนตด์ ว้ ยพระทนต์ (กัดฟนั ) กดพระตาลุดว้ ยพระชวิ หา (เอาล้ินดุน
เพดาน)
วาระท่ีสอง กล้นั ลมหายใจเขา้ ออก จนเกดิ เสียงอู้ในชอ่ งพระกรรณทัง้ สอง
วาระสาม ทรงอดพระกระยาหาร เสวยแต่วนั ละน้อย จนมาดำริวา่ การบำเพ็ญทุกร
กริ ยิ า ไมใ่ ช่ทางตรสั รู้
หลังจากน้ัน ทรงเกิดอุปมา ๓ ขอ้ คอื
ข้อที่ ๑ สมณพราหมณ์ ยังมีความพอใจในกาม มีใจยังไม่สงบระงับ แม้จะบำเพ็ญ
เพียรอย่างแสนสาหัสก็จะไม่สามารถตรัสรู้ได้ เปรียบเหมือนใบไม้สดที่แช่อยู่ในน้ำ บุรุษจะนำไปสีให้
เกิดไฟไมไ่ ด้ตอ้ งเหน่อื ยเปล่า
ขอ้ ที่ ๒ สมณพราหมณ์ หลกี ออกจากกาม มีใจรักใคร่ในกาม มใี จยังไม่สงบระงับ แม้
จะบำเพ็ญเพียรอย่างแสนสาหัส ก็จะไม่สามารถท่ีจะตรสั รู้ได้ เปรียบเหมอื นไม้สดที่ชุ่มด้วยยาง แม้จะ
อยบู่ นบกบุรษุ จะนำไปสใี หเ้ กิดไฟไมไ่ ดเ้ ช่นกนั

๑๒๔ วทิ ยากร เชยี งกูล, จติ วทิ ยาและการพัฒนาตนเอง, (กรงุ เทพมหานคร : เดือนตุลา, ๒๕๕๒), หนา้ ๒๔๐.

๑๒๕ พสิ ิฐ เจรญิ สขุ , ค่มู ือการอบรมสมาธิ, (กระทรวงศึกษาธิการ: กรมการศาสนา, ๒๕๔๒), หน้า ๒๔-๒๕.

๑๒๖ คณาจารย์สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง, พุทธประวัติฉบับมาตรฐาน, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เลี่ยง
เชียง,๒๕๔๗), หน้า ๓๕-๓๖

๙๒

ข้อที่ ๓ สมณพราหมณ์ ละความใคร่ในกามได้แลว้ มใี จสงบระงับ มกี ารบำเพญ็ เพียร
อย่างยิ่งย่อมสามารถตรัสรู้ได้ เปรียบเหมือนไม้แห้งที่วางอยู่บนบก บุรุษสามารถสีให้เกิดไฟได้จาก
อุปมา ๓ ข้อ ทำให้พระองค์ทรงเห็นวา่ การบำเพ็ญทุกรกิริยาไม่ใชห่ นทางแห่งการตรัสรู้จึงทรงเปล่ียน
สมมติฐานใหม่ ครั้งที่ ๒ ทรงทราบแล้วว่าการบำเพ็ญทุกรกิริยาไม่ใช่ทางแห่งการตรัสรู้โดย
เปรียบเทียบกบั เสียงพิณที่ท้าวสักกเทวราช ดีดถวาย จึงตั้งสมมติฐานใหมว่ ่า การบำเพ็ญเพียรทางจติ
โดยยึดหลักมัชฌิมาปฏิปทามาเป็นข้อปฏิบัติ จะเป็นหนทางบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแน่จึงทรงเริ่ม
ฉันอาหารและบำเพ็ญเพียรทางจิต จนได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖
กอ่ น พุทธศก ๔๕ ปี

๕. กำเนดิ พุทธจติ วทิ ยา
ในการศึกษาพุทธจิตวิทยานั้น จะต้องทำความเข้าใจพระพุทธเจ้าในฐานะเป็นผู้
นำเอาความรู้แขนงนี้มาแสดงใหป้ ระจักษ์แกช่ าวโลก ดังนี้ พระพุทธเจ้าตามประวัตศิ าสตร์ มีพระนาม
เดิมวา่ เจ้าชายสทิ ธัตถะ เปน็ โอรสของพระเจา้ สุทโธทนะ และพระนางสิรมิ หามายา แห่งนครกบิลพัสดุ
ประเทศอินเดยี ทรงประสตู กิ ่อนพทุ ธศักราช ๘๐ ปี เม่อื มพี ระชนพรรษาได้ ๑๖ พรรษา ได้ทรงอภเิ ษก
สมรสกบั เจ้าหญิงยโสธราหรือพิมพา และทรงมพี ระโอรส ๑ พระองค์ นามวา่ ราหลุ เมื่อพระชนมายุได้
๒๙พรรษา ได้เสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาสัจธรรมเป็นเวลา ๖ ปี ได้ทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์
สมุทัยนิโรธ และมรรค เมื่อพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา หลังจากนั้นทรงเสด็จไปประกาศหลักธรรมแก่
ชาวโลกเปน็ เวลา ๔๕ ปี และเสดจ็ ดับขันธปรนิ พิ พาน เม่ือพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา
ตลอดระยะเวลา ๔๕ พรรษานั้น พระพุทธองค์ทรงพิจารณาอภิธรรมปิฏกตลอด ๗
วัน และตรัสเทศนาพระสัตตปกรณาภิธรรมปิฏกในภายในไตรมาส๑๒๗ (พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์) ณ
สวรรคช์ ัน้ ดาวดึงส์โปรดพทุ ธมารดาสริ มิ หามายา ตลอด ๓ เดือน
ณ สัตตมหาสถานนั้น พระพุทธองค์ทรงพิจารณาพระอภิธรรมปิฎก หลังจากตรัสรู้
พระสมั มา
สัมโพธญิ าณแล้ว เสด็จประทับเสวยวมิ ุตตสิ ุขในสถานท่ตี า่ งๆ แหง่ ละ ๗ วัน เปน็ เวลา ๔๙ วัน ดงั น้ี

สปั ดาห์ท่ี ๑ ต้นศรีมหาโพธิ์ พิจารณาปฏิจจสมุปบาท ทั้งอนุโลมและ
ปฏิโลม

สัปดาห์ท่ี ๒ อนมิ ิสเจดยี ์ เพ่งดรู ัตนบัลลงั ก์
สัปดาหท์ ่ี ๓ จงกรมระหว่างอนมิ ิสเจดียก์ บั ตน้ ศรมี หาโพธิ์
สัปดาหท์ ี่ ๔ รตั นฆรเจดีย์ เรือนแกว้ พิจารณาอภธิ รรมปิฎก
สัปดาหท์ ่ี ๕ อชปาลนโิ ครธ และทรงขับธดิ ามาร
สปั ดาหท์ ี่ ๖ มุจจลนิ ท์ (ไมจ้ ิก)
สัปดาหท์ ี่ ๗ ราชายตนะ (ไม้เกต) ตปุสสะและภลั ลกิ ะ

๑๒๗ สมเด็จกรมพระปรมานชุ ติ ชิโนรส, พระปฐมสมโพธกิ ถา (พสิ ดาร ๒๙ ปรเิ ฉท), (กรุงเทพมหานคร :
เล่ียงเชียง ม.ป.ป.), หน้า ๓๙๓-๓๙๔.

๙๓

หลังจากสัปดาห์ที่ ๗ เริ่มประกาศศาสนาตามการอาราธนาของท้าวสหัมบดีพรหม
โดยทรงเปรียบสรรพสตั ว์ สิ่งมีชวี ิตเหมอื นดอกบัวสเ่ี หล่า

ดอกบวั ส่ีเหล่า มดี ังนี้ คือ
๑. อคุ ฆฏติ ัญญู ดอกบวั พน้ นำ้ พอได้รบั คำชี้แนะกจ็ ะสามารถตรสั รูไ้ ด้
๒. วปิ ฏติ ัญญู เสมอผวิ น้ำ ต้องไดร้ บั การช้แี นะและทบทวนกจ็ ะสามารถตรสั ร้ไู ด้
๓. เนยยะ อยูใ่ ตน้ ้ำ ตอ้ งไดร้ บั คำช้ีแนะมากกว่าขั้นที่สอง จงึ จะสามารถตรสั รู้ได้
๔. ปทปรมะ อยู่ใตโ้ คลนตม ชแี้ นะอย่างไรกไ็ มส่ ามารถตรสั รู้ได้

๖. วัตถปุ ระสงคข์ องการศึกษาพทุ ธจิตวิทยา
๑. วตั ถปุ ระสงค์เชงิ พฤติกรรมทางกาย
๑) ทราบถึงคณุ ประโยชนข์ องพระพทุ ธศาสนา
๒) มีคุณธรรมในจิตใจ เช่น ขันติ เมตตา สังคหวัตถุ พฤติกรรมเชงิ

บวก จิตสาธารณะ เปน็ ต้น
๓) ดำเนนิ ชีวติ ตามแนวพุทธจริยธรรม (อริยบคุ คล)
๔) พึง่ ตนเองและบำเพญ็ ประโยชน์แกส่ งั คม ประเทศชาติ

๒. วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรมทางจติ
๑) เพือ่ กำจดั อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน
๒) มีความตั้งใจ (โยสิโสมนสกิ าร) สมั มาทิฏฐิ ปฏบิ ตั ิทางจติ (สมาธิ

ปัญญา)
๓) ประโยชน์แหง่ ความสขุ และสงบจติ ใจ
๔) ประโยชนส์ ขุ ยิ่ง (พระนิพพาน)

๗. ขอบเขตเนือ้ หาพทุ ธจิตวิทยา
หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ได้พิจารณา
กระแสความเป็นไปของจิต ทั้งในกระแสชีวิตที่เป็นทุกข์ สาเหตุที่ทำให้ชีวิตเป็นทุกข์ ความเป็นไปได้
ของการดับทุกข์ และวิธีการดำเนินชีวติ ไปสู่การดับทกุ ข์ กระแสจิตหรือภาวะจิตที่พระองค์ทรงค้นพบ
นั้นถือได้ว่าเป็นเนื้อหาสาระสำคัญของศาสตร์ที่เรียกว่า พุทธจิตวิทยาเพราะเป็นการศึกษาเรื่องจิต
โดยตรงโดยมีจุดเน้นให้ผู้ศึกษาเฝา้ มอง พิจารณาและวิเคราะห์ จนรู้เท่าทันสภาวะจติ ด้วยตนเอง เพ่ือ
จะได้ขจัดทุกข์ทางใจได้สิ้นเชิง มีสภาวะจิตที่เป็นอิสระ ถึงความสุขที่สมบูรณ์ เป้าหมายของจิตวิทยา
พระพุทธศาสนาอยู่ที่การฝึกกระแสจิตเพื่อดับทุกข์ ดังพระดำรัสของพระพุทธองค์ที่ตรัสไวใ้ นอลคัททู
ปมสตู ร วา่
“ภิกษุทั้งหลาย ในกาลก่อนก็ตาม ในบัดนี้ก็ตามเราบัญญัติสอนแต่เรื่องความทุกข์
และความดบั สนิทไมเ่ หลือของความดับทุกข์เท่านัน้ ”๑๒๘

๑๒๘ ม.ม. (ไทย) ๑๒/๒๗๘ /๒๘๖.

๙๔

คำว่า ทุกข์ นั้นคือ สภาพที่ทนได้ยาก สภาพที่เป็นทุกข์ ความไม่สบาย ความบีบคั้น
จากปัญหาต่างๆ ซึง่ ถอื ว่าเปน็ สาระสำคัญและถือว่าเป็นจุดเร่ิมต้นในทีฆนิกาย มหาวรรค กล่าวถึงทุกข์
วา่ มี ๒ ลักษณะ คือ๑๒๙

๑. กายิกทุกข์ เป็นความทุกข์หรือความบีบคั้นที่มีสาเหตุมาจากความต้องการต่างๆ
เช่นความตอ้ งการอาหาร ต้องการมรี ถ มบี ้าน ร่ำรวย เป็นตน้ เป็นความตอ้ งการทางวตั ถุ

๒. เจตสิกทุกข์ เป็นความทุกข์หรือความบีบคั้นที่มีสาเหตุมาจากความต้องการ
ทางด้านจิตใจ ซึ่งถือว่าเปน็ สาระของจติ วิทยาท้งั หมด ความทกุ ข์ท่ีเกิดทางด้านจิตใจนี้เปน็ ความทุกข์ที่
เกิดก่อนความทุกข์ทางกาย และสามารถบริหารจัดการได้ด้วยศักยภาพและสติปัญญาของมนุษย์ดัง
พระพุทธพจน์ทก่ี ล่าวลกั ษณะไว้ในขุททกนิกายว่า

“จติ ด้นิ รน กลบั กลอก ปอ้ งกันยาก ห้ามยาก คนมีปญั ญาสามารถทำให้ตรงได้เหมือน
ช่างศรดดั ลกู ศร”

“ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสรฐิ ทส่ี ุด สำเร็จแล้วแต่ใจ ถ้าบุคคลมีใจไม่
บริสุทธิ์กล่าวอยู่ก็ตาม ทุกข์ย่อมเป็นไปตามบุคคลนั้น เหมือนล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ผู้ลากเกวียน
ไปอยู่ฉะนั้น”

“ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสรฐิ ทีส่ ุด สำเร็จแลว้ แต่ใจ ถ้าบุคคลใดมใี จ
ผอ่ งใสกลา่ วอยกู่ ต็ าม ทำอยูก่ ต็ าม สุขย่อมไปตามบคุ คลนัน้ เหมือนเงามีปกตไิ ปตาม ฉะน้ัน”

ดงั นัน้ ผู้ทีส่ ามารถบรหิ ารจัดการจติ ไดก้ ส็ ามารถบรหิ ารจัดการกายได้
๘. คำสอนแมบ่ ทของพทุ ธจติ วิทยา
คือ พระธรรมและพระวินัย ซึ่งถือว่าเป็นเนื้อหาหลักในการศึกษาพุทธจิตวิทยาพระ
ธรรมและวินยั คอื คำสอนทางพระพทุ ธศาสนา เรยี กวา่ เปน็ แม่บทหรือหลักในการศึกษาพุทธจิตวิทยา
นนั้ มคี วามหมายดังตอ่ ไปนี้
ก. ธรรมะเป็นคำรวมเรียกสิ่งต่างๆ ที่เป็นธรรมชาติ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ตามระบบของ
ธรรมชาตินั้นๆ และพฤติกรรมต่างๆ ของธรรมชาติ และสิ่งต่างๆ ในธรรมชาตินั้นๆ ทั้งที่อยู่ภายนอก
และภายในมนุษย์ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ได้นำมาเป็นกฎเกณฑ์ ทฤษฎี หลักการ ความรู้ (ปริยัติ)
ความประพฤติ(ปฏิบัติ) และหลักแห่งความรู้แจ้งแทงตลอด ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติที่เรียกว่า
ญาณ โพธิ วิมุตติหรือนิพพาน ซึ่งสามารถแบ่งธรรมชาติหรือธรรมะนั้นๆ ออกเป็น ๑๐ ประเภท
ดว้ ยกันดงั ตอ่ ไปน้ี๑๓๐

๑. เญยยธรรม คือ ธรรมหรอื สง่ิ ที่ควรรู้ เชน่ สังขาร จติ ลกั ษณะจติ นพิ พาน
เปน็ ต้น

๒. มรรคธรรม คือ อริยมรรค มีองค์ ๘ ประการ ซึ่งเป็นทางอันประเสริฐ
หรอื ทางสายกลางท่ีพระพทุ ธเจ้าคน้ พบ

๑๒๙ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๒๙๕ /๓๔๒

๑๓๐ จิตวิทยาตามแนวพทุ ธศาสตร์, ๒๕๒๖, หนา้ ๖๗-๖๘.

๙๕

๓. สภาวธรรม คือ สภาพของสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ได้แก่ สิ่งที่ดี (กุศล)
สง่ิ ท่ไี ม่ดี (อกศุ ล)และสิง่ ทมี่ ีสภาพกลางๆ (อัพยากฤต)

๔. ชาติธรรม คือ สิ่งที่เป็นสามัญทั่วไปที่เกิดขึ้นในสิ่งนั้น ได้แก่ สิ่งที่เป็น
ทุกข์ เปลยี่ นแปลงและไม่คงอยูใ่ นสภาพเดมิ จากอตั ตาไปสู่อนัตตา

๕. มโนธรรม คือ สิ่งท่เี ปน็ ความรบั ผดิ ชอบชั่วดที เี่ กิดขึ้นในชีวิตจิตใจ
๖. วสิ ยั ธรรม คอื สง่ิ ที่เกี่ยวกบั ประสาทสัมผัส (อวยั วะภายใน-ภายนอก) ซึ่ง
อาศัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้นภายในจติ ใจ
๗. ปญุ ญธรรม คอื ส่ิงทม่ี คี ่าตอ่ ชวี ติ ไดแ้ ก่ คุณงามความดี ความสขุ ทางกาย
และจติ
๘. ภาวธรรม คอื สิง่ ท่มี อี ยู่ เกิดขึ้น และเปลยี่ นแปลงจากสภาวะหน่งึ ไปสู่อีก
สภาวะหน่ึง
๙. ปาวจนธรรม คือ สิ่งทีเ่ ป็นคำสอน ท่เี ป็นปรยิ ตั ิ ท่คี วรนำมาศกึ ษา
๑๐. นพิ พานธรรม คอื เปา้ หมายของการศกึ ษาและชวี ิตของพทุ ธศาสนกิ ชน
ข. วินัย คือ กฎระเบียบ ข้อบัญญัติสำหรับฝึกหัดกาย วาจา และใจ ได้แก่ สิกขาบท
หรอื ศีลของพระภกิ ษุ สามเณร ภกิ ษณุ ี อบุ าสก อุบาสิกา และชใี นพระพทุ ธศาสนา
ธรรมะและวินยั น้ี ถือว่าเปน็ บทต้ังหรอื เป็นแกนในการศกึ ษาพุทธจติ วิทยา
๙. สาขาของพุทธจติ วทิ ยา
พทุ ธจิตวิทยา สามารถแบง่ ออกเป็นสาขาต่างๆ ได้ ๒ สาขา คือ
๑. พทุ ธจติ วิทยาทั่วไป จะเน้นศึกษาพฤติกรรมของจิตทีส่ ะท้อนออกมาทาง
กายและวาจาได้แก่ ทางอารมณ์ ความรู้สึก เชาวน์ปัญญา การรับรู้ สุขภาพจิต การสื่อสาร ผัสสะ
สังคม สิง่ แวดลอ้ ม
๒. พุทธจิตวิทยาเหนือประสาทสัมผัสหรือชั้นสูง ในภูมิภพ ฌานสมาบัติ
มรรค ผล นพิ พานโดยชาติ ภมู ิ และกิรยิ าจิต เช่น จติ ท่เี ปน็ รูปาวจรกศุ ลจิต จะส่งผลใหเ้ กิดในสุปาวจร
กุศลภมู ิ ดงั แผนภมู ขิ ้างล่าง
๙. สาขาพุทธจิตวทิ ยากบั การศกึ ษาในปจั จุบัน (เน้นการประยกุ ต)์
๑. พทุ ธจติ วิทยาการศึกษา เน้น พุทธศิ กึ ษา (Cognitive Education) จริย
ศึกษา (MoralEducation) พลศึกษา (Physical Education) พุทธศลิ ป์ (Buddhist Art Education)
๒. พุทธจิตวิทยาสังคม บทบาทในพฤติกรรมทางจิตที่แสดงออกในสังคม
และปฏกิ ริ ิยาทางสงั คม
๓. พุทธจติ วทิ ยาอนัตตา ศึกษาสามญั ลักษณะของธรรมชาติ และจิตท่ีเป็น
สงั ขตธรรมและอสังขตธรรม
๔. พุทธจิตวิทยาประยุกต์ การนำพระพุทธศาสนาไปสอนตามสภาวะและ
สิ่งแวดล้อมพุทธจิตวิทยาบำบัด / พุทธจิตวิทยาวิเคราะห์ การนำหลักสมาธิและวิปัสสนาไปบำบัด
ผปู้ ่วย
๕. พุทธจติ วทิ ยาปรากฏการณ์ ศกึ ษาปรากฏการณท์ ี่เกิดจากการปฏิบัติท่ีรู้
เหน็ ด้วยตนเอง(จติ วทิ ยาพระนพิ พาน)

๙๖

๖. พุทธจิตวิทยาการปรึกษา การนำหลักธรรมไปให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยใน
โรงพยาบาลในลักษณะผู้ป่วยข้างเตียง (คิลานธรรม) ด้วยการปลอบโยน หรือการเจริญอาณาปานสติ
ตามหลกั การใหค้ ำปรึกษา

๑๐. การศกึ ษาพุทธจติ วทิ ยาจากพทุ ธสาวก
สงั คมพระพุทธศาสนา เปน็ สงั คมท่ีเปน็ ธรรมาธปิ ไตย ยดึ คำสงั่ สอนของพระสัมมาสัม
พุทธเจ้าเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติและดำเนินชีวิต ประกอบด้วยบริษัท (กลุ่มคน) ๔ จำพวก ท่ี
เรียกว่าพุทธบริษัท คือ ภิกษุ และสามเณร ภิกษุณีและสามเณรี อุบาสกและอุบาสิกา บริษัท ๔ ต้อง
ยดึ มนั่ และนับถอื พระรัตนตรัย และปฏิบัตติ ามธรรมวินัยคำสั่งสอนของพระสมั มาสมั พุทธเจ้า บรษิ ัท ๔
นั้นถือว่าเป็นผู้แทนของพระศาสนาในการประกอบกิจกรรมทุกอย่าง มีหน้าในการศึกษา ปกป้อง
คุ้มครองทะนุบำรุงพระศาสนาใหเ้ จรญิ พัฒนาสถาพร
คำสอนของพระพุทธองค์ เรียกว่าพระธรรมวินัย ซึ่งต่อมาได้มีการสังคายนาชำระ
ตรวจสอบความถูกต้องมาโดยลำดับ และได้จัดเป็นหมวดหมู่ ที่เรียกว่า พระไตรปิฎก มี ๓ หมวด
ดังน้ี๑๓๑
ก. วนิ ยั ปิฎก คือคัมภรี ท์ ี่ว่าดว้ ยระเบียบวนิ ัย มี ๕ หมวด ไดแ้ ก่

๑. มหาวิภงั ค์ : วนิ ัยท่เี ปน็ หลกั ใหญ่ๆ ของภิกษุ
๒. ภิกขุนีวิภังค์ : วนิ ัยของภิกษุณี
๓. มหาวรรค : พทุ ธประวัติตอนแรก และกจิ การของภิกษสุ งฆ์
๔. จลุ วรรค : พธิ กี รรมทางพระวนิ ัย ความเปน็ มาของภิกษณุ ี และสงั คายนา
๕. ปรวิ าร : คู่มอื ตอบ-ซกั ถามความรูพ้ ระวินยั
ข. สุตตันตปิฎก คือคัมภีร์ที่ว่าด้วยพระธรรมเทศนาทั่วๆ ไป มีประวัติและเนื้อเรื่อง
ประกอบ
แบ่งออกได้ ๕ หมวดใหญ่ ดังนี้
๑. ทีฆนกิ าย : พระสตู รหรือพระธรรมเทศนาขนาดยาว
๒. มัชฌิมนกิ าย : พระสูตรหรือพระธรรมเทศนาขนาดกลาง
๓. สังยุตตนิกาย : พระสูตรหรือพระธรรมเทศนาประมวลธรรมตามเรื่องท่ี
เกี่ยวข้อง
๔. องั คตุ ตรนิกาย : พระสูตรหรอื พระธรรมเทศนาเปน็ ข้อๆ ตามลำดบั ข้อธรรม
๕. ขุททกนิกาย : พระสูตรหรือพระธรรมเทศนาภาษิต คำอธิบาย และ
เรอ่ื งราวเบ็ดเตลด็

๑๓๑ พระธรรมปฏิ ก (ป.อ.ปยุตโต), พระไตรปิฏกสิง่ ท่ชี าวพุทธต้องรู้, (กรุงเทพมหานคร : แมสโปรดักส์,
๒๕๔๖), หน้า ๓๒-๔๒.

๙๗

ค. อภิธรรมปิฎก คอื คมั ภรี ์ที่วา่ ด้วยข้อธรรมล้วนๆ ไม่มีประวตั ิหรอื เร่ืองราวประกอบ

มี ๗ หมวดดังน้ี

๑. ธมั มสังคณี : ธรรมะรวมเป็นหมวดเปน็ กลุ่ม

๒. วภิ ังค์ : อธิบายธรรมแตล่ ะเรอื่ งแยกแยะออกชแ้ี จงวินจิ ฉยั โดยละเอียด

๓. ธาตกุ ถา : ธรรมะทีจ่ ดั ระเบียบความสัมพันธ์เข้าในขันธ์ ธาตุ อายตนะ

๔. ปุคคลบญั ญตั ิ : บัญญตั ิความหมายบุคคลประเภทต่างๆ ตามคณุ ธรรมท่ีดี

๕. กถาวัตถุ : แถลงและวินิจฉัยทศั นะของนิกายตา่ งๆ สมยั ตติยสงั คายนา

๖. ยมก : ธรรมะที่รวมเปน็ คู่ๆ

๗. ปัฏฐาน : อธิบายปจั จัย คือ ลักษณะความสัมพันธท์ ี่เนือ่ งอาศัยกนั ๒๔ อย่าง

๑๑. การศึกษาพทุ ธจติ วิทยาจากวรรณคดี

๑. วรรณคดีบาลี (หนงั สอื บาลีท่ไี ด้รับการยกย่องว่าแต่งดี คือ พระวินยั ปิฎก ข้อห้าม

หรอื ข้อปฏิบัติ พระสุตตนั ตปฎิ ก พระธรรมเทศนาทัว่ ไปมีประวัติและเร่ืองประกอบ พระอภิธรรมปิฎก

ธรรมะลว้ นๆ)

๒. อรรถกถา คัมภีร์อธิบายความในพระไตรปิฎก เช่น มโนรถปูรณี พระพุทธโฆสา

จารย์แต่งกลา่ วถงึ สถานทที่ ่ีพระพทุ ธเจ้าจำพรรษา ๔๕ พรรษา คือ

๑) อสิ ิปตนมฤคทายวนั ๒-๔) ราชคฤห์

๕) เวสาลี ๖) มังกุลบรรพรรต

๗) ดาวดงึ ส์ ๘) เภสกลาวัน (ใกล้สุงสมุ ารครี )ี

๙) โกสัมภี ๑๐) ปาลิไลยกะ

๑๑) นาฬา ๑๒) เวลัญชา

๑๓) จาลิยบรรพต ๑๔) เชตะวนั

๑๕) กบลิ พสั ดุ์ ๑๖) อาฬวี

๑๗) ราชคฤห์ ๑๘-๑๙) จาลิยบรรพต

๒๐) ราชคฤห์ ๒๑-๔๕) เชตวัน หรือบพุ พาราม

๓. ฏกี า คมั ภีรอ์ ธิบายความของอรรถกถา

๔. อนุฎกี า อธบิ ายความในฎีกา

๕. โยชนา อธิบายความหมายของศัพท์และความสัมพนั ธ์ของศัพท์

๑๒. สถาบนั การศึกษาพุทธจิตวิทยา

สถาบันทางการศึกษา คือ โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ได้จัดรูปแบบการศึกษา

จากพระไตรปิฎกขึ้นในวัด วิหาร อาศรม หรือพระราชวัง พระสาวกและพุทธบริษัท ได้ปรับปรุงและ

ขยายการศึกษาออกเป็น วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ภายใต้การอนุเคราะห์และอุปถัมภ์จากรัฐบาล

ประเทศนน้ั ๆทพี่ ระพทุ ธศาสนาเผยแผ่เขา้ ไป การศึกษาจิตวทิ ยาพระพทุ ธศาสนา ไดแ้ บง่ ออกเป็นสาขา

ต่างๆ เช่นอภิจิตวทิ ยา อภิธรรม ปรจิตวทิ ยา เป็นต้น จากในอดตี จนถึงปัจจุบันท่พี อจะกล่าวได้ดงั น้ี

ก. มหาวิทยาลยั พระพุทธศาสนาในอดีต เชน่ มหาวทิ ยาลยั นาลนั ทา วิกรมศิลา อุทัย

ปุระตักกศิลา เป็นต้น สถาบันดังกล่าวยึดพระไตรปิฎกเป็นแม่บทของการศึกษา ทั้งตามภาษามคธ

และภาษาสนั สกฤต

๙๘

ข. มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน พระพุทธศาสนาเมื่อเผยแผ่เข้าไปใน
ประเทศนั้นๆก็ได้มีการปรับปรุงพัฒนาไปตามวิถีชีวิตของคนในชุมชนและประเทศนั้นๆ โดยไม่มี
นโยบายที่จะทำลายหรือลบล้างประเพณีหรือวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิม แม้แต่ระบบการศึกษาก็พัฒนาไป
ตามวถิ ชี วี ิตของคนในประเทศนน้ั ซึง่ สามารถแบง่ ออกเปน็ ๓ ประเภท ดังนี้

๑. มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เป็นมหาวิทยาลัยที่ใช้ภาษา
บาลีเปน็ หลกั ในการศกึ ษาพระพุทธศาสนา เชน่ ประเทศศรลี งั กา ไทย พมา่ เขมร ลาว เป็นตน้

๒. มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เป็นมหาวิทยาลัยที่ใช้ภาษา
สันสกฤตเป็นหลักในการศึกษาพระพุทธศาสนา เช่น ทิเบต มองโกเลีย จีน เกาหลี เวียดนาม และ
ญป่ี ุ่น และนอกจากนั้นยงั ได้แปลมาเป็นภาษาประจำชาติของตนเอง

๓. มหาวทิ ยาลัยพระพุทธศาสนาแบบตะวันตก เป็นลกั ษณะการศึกษาแบบ
รวม คือ มีทั้งใช้ภาษาบาลี สันสกฤต ทิเบต จีน ญี่ปุ่น แล้วแต่ประเทศที่นำพระพุทธศาสนาเข้าไป
เผยแพร่ เช่นประเทศแถบสแกนดิเนเวีย อังกฤษ อเมริกา เยอรมัน รัสเซีย เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส
ออสเตรเลยี เปน็ ต้น

๑๓. ประโยชน์ของการศึกษาพทุ ธจิตวิทยา
จุดเด่นของพระพุทธศาสนาทีเ่ ป็นทีส่ นใจของผู้ศกึ ษา ก็คือพระพุทธศาสนาเน้นหนัก
ในเรื่องการศึกษาเรื่อจิต มาก และพุทธจิตวิทยาก็เน้น ไปที่การศึกษาเรื่องของจิตซึ่งศึกษาก็จะ
กอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ดงั น้ี

๑. ทำให้เข้าใจชัดเจนถึงกระบวนการทำงานของจิต ธรรมชาติ และเหตุ
ปัจจัยตา่ งๆ ท่เี ปน็ ตัวภาวะแฝงของจิต

๒. สามารถควบคมุ ความทกุ ขแล์ ะสรา้ งเหตุปจั จยั ใหม่ เพอ่ื จะชว่ ยขจัดภาวะ
แฝงท่ีทำ ให้เกิดทุกขน์ ัน้ ๆ หมดไป

๓. สามารถปลดเปลื้องทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจได้สิ้นเชิง บรรลุถึง
ความสุขสมบรู ณ์ของชีวติ และเข้าถงึ ความสงบแหง่ จติ ใจไดอ้ ย่างแท้จรงิ

๔.๒.๒ แนวคิดเกย่ี วกับการปฏิบัตติ ่อผกู้ ระทําความผดิ ตามหลักพทุ ธจิตวิทยา
จากมุมมองเรื่องสาเหตุการกระทําความผิดของมนุษย์ในทางพระพุทธศาสนา ที่มี

บริบทแห่งเหตุและปัจจัยที่ต่างกันไปย่อมให้โอกาสแก่บุคคลผู้ทําความผิดตามเงื่อนไขและบริบทแห่ง
เหตุและปัจจัยที่ตั้งไว้ โดยเปิดโอกาสให้บุคคลผู้ทําความผิดได้มีโอกาสแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น ด้วยการ
พัฒนาตนเองให้เกิดความพร้อมท้ังทางด้านกาย วาจาและทางใจ เพื่อแก้ไขในความผิดพลาดท่ีเกิดข้นึ
ในชีวิตหรือแก้ไขทั้งทางด้านร่างกาย (พฤติกรรม) จิตใจ สังคมสําหรับเป้าหมายในการปฏิบัติต่อ
ผู้กระทําผิดในทางพระพุทธศาสนา คือ เพื่อการแก้ไขผู้กระทําผิดซึ่งเป็นผู้มีความบกพร่องอยู่ให้เป็น
มนษุ ยท์ สี่ มบูรณ์ ด้วยหลักเมตตาธรรม แม้มนุษยผ์ ู้นั้นจะได้กระทําความผิดพลาดมาในอดีต หากได้รับ
คําแนะนํา สั่งสอน ฝึกฝนในทางที่ถูกต้อง มนุษย์ก็สามารถพัฒนาตนเป็นคนดีได้ ภายใต้ความเชื่อใน
ศักยภาพมนุษย์วา่ เป็นผู้ที่สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้ (สังคมสงฆ์) ดังพุทธสภุ าษิต “ในหมู่มนุษย์นัน้

๙๙

ผู้ท่ีฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐสุด ประเสริฐสุดจนกระท่ังแม้แต่เทวดา และพรหมก็น้อมนมัสการ”๑๓๒ หรือ
“อัสดร สินธพ ม้าอาชาไนย ช้างพลวง ช้างพลาย เมื่อได้รับการฝึกแล้วก็ประเสริฐ เป็นสัตว์ที่เก่งแต่
มนุษย์ที่ฝึกแล้วประเสริฐกว่านั้น”๕๑๕๒ เป้าหมายอีกประการหนึ่งคือเพื่อความสงบสุขในสังคม
(สงั คมสงฆ)์ ป้องกันสังคมไม่ไดใ้ ห้ไดร้ ับผลกระทบความเดือดร้อนจากการกอ่ อาชญากรรม

พระพุทธศาสนา ให้ความสําคัญกับมนุษย์เท่าเทียมกันโดยหลักศีลสามัญญตา คือ
ความเสมอภาคกันด้วยศีล คือหลักประพฤติปฏิบัติทางกายและวาจาให้เรียบร้อยดีงาม พระพุทธเจ้า
ทรงใช้ศีลเป็นบรรทัดฐานในการรับสมาชิกเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาในมุมมองของพระพุทธศาสนา ได้
สอนให้บุคคลตั้งอยู่ในฐานแห่งความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลายอย่างเท่าเทียมกัน โดยมองว่าสัตว์
โลกย่อมเป็นไปตามกรรม เมื่อเกิดมาแล้วจะอยู่ในฐานะ ภาวะ เพศ และวัยใดก็ตาม ต่างก็มีศักดิ์ศรี
แห่งความเป็นมนุษย์เสมอกัน สมควรได้รับการพัฒนาทั้งทางกาย พฤติกรรมและปัญญาเท่าเทียมกัน
ในเร่อื งการพัฒนานี้ พระพทุ ธองค์ทรงยกยอ่ งผู้ท่ีได้รับการพัฒนาแล้วว่าเป็นผู้ประเสริฐ ในหมู่มนษุ ย์ ผู้
ฝึกตนดีแล้ว เป็นผู้ประเสริฐ มีความหมายว่า ผู้ที่ได้รับการพัฒนาฝึกฝนอบรมตน ทั้งในด้านกายวาจา
และใจดีแล้ว ย่อมจะเป็นผู้ประเสริฐกว่าคนทั้งปวง คําว่า อบรมตนอยู่ในคําว่า ภิกษุอบรมตนอยู่
อธิบายว่า ภิกษุปรารภความเพยี ร มีเรี่ยวแรง มีความบากบั่นม่ันคง ไม่ทอดทิ้งฉันทะไม่ทอดทิ้งธุระใน
กุศลธรรมทั้งหลายอีกนัยหนึ่ง ภิกษุส์งตนไป คือ ส่งตนไปในประโยชน์ตนในญายะในลักษณะ ในเหตุ
ในฐานะและอฐานะ คือ ส่งตนไปว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวง เป็น
อนตั ตา”๑๓๓

หลักคําสอนของพระพุทธศาสนา ให้ความสําคัญสูงสุดกับการพัฒนาชีวิตมนุษย์
ภายใตค้ วามเช่ือท่วี ่า มนษุ ย์ทุกคนพัฒนาได้และพฒั นาได้โดยไม่มีขีดจาํ กัดสูงสุดสู่ความเป็นพุทธะโดย
มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่สูงสุด ดังพุทธศาสนาสุภาษิตที่ว่า "ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา
และจริยะ เป็นผู้ประเสริฐสุด ทั้งในหมู่มนุษย์และมวลเทวา"๑๓๔ นี้เป็นหลักที่ฐานความคิดความเชื่อ
พน้ื ฐานทก่ี ําหนดทศิ ทางของกระบวนการพฒั นามนุษย์ท้ังมวล

การพัฒนามนุษย์หรอื อีกนยั หน่ึง คือ การพัฒนาชีวิตมนุษย์ให้มคี ุณภาพหรือเรียกว่า
การพฒั นาคณุ ภาพชีวติ การพฒั นามนษุ ย์บางครงั้ อาจพูดในมิติของการพฒั นาสังคม เพราะการพัฒนา
สังคมโดยสาระแล้วก็คือการพัฒนามนุษย์ เพื่อยกฐานะความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดีขึ้น เพียงแต่การ
พัฒนาสังคมจะมองในมิติของโครงสร้างโดยรวม ซึ่งรวมเอาสังคม การปกครอง เศรษฐกิจ การศึกษา
และศิลปวัฒนธรรมและบริบทอื่น ๆ เข้าไว้ด้วย แต่เป้าหมายสุดยอดของการพัฒนาอยู่ทีค่ นเพราะคน
เป็นท้งั ผู้ถกู พฒั นาและเป็นผู้รบั ผลของการพัฒนา และเป้าหมายของการพฒั นาคน กลุ่มคน หรือสังคม
คือความอยู่ดีกินดีด้านต่าง ๆ หรือสภาพสงั คมท่ดี ี ซงึ่ รวมถึงสภาพเศรษฐกิจและการเมืองด้วย ทีส่ ุดผล

๑๓๒ ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/ ๓๓/๕

๑๓๓ ดูรายละเอียดใน ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๑๙๖/๕๗๖.

๑๓๔ ดูรายละเอยี ดใน ส.ํ น.ิ (ไทย) ๑๖/ ๗๒๔/๓๓๑

๑๐๐

ต้องเป็นไปเพื่อให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เหมือนการมองดูทิวทัศน์จะผ่านอะไร ผ่านวัตถุชนิดใด
ราคาแพงแค่ไหนเพียงใดที่สุดก็เพื่อให้มองเห็นความสวยงามของทิวทัศน์นั้น ๆ ได้เต็มที่ แต่ขณะนี้
กําลังมองการพัฒนามนุษย์โดยผ่านพระพุทธศาสนา หรือใช้หลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาเป็น
สื่อกลางในการพฒั นามนษุ ย์๑๓๕

เ ม ื ่ อ ช ี ว ิ ต ม น ุ ษ ย์ ไ ด้ ร ั บ ก า ร พ ั ฒ น า ท ี ่ ด ี เ ห ต ุ น ั ้ น ค ว า ม ส ํ า ค ั ญ ป ร ะ ก า ร แ ร ก ใ น
กระบวนการพัฒนาคน กค็ อื ความต้องการเรยี นรู้ ถ้าพัฒนาความตอ้ งการให้เรยี นรู้ขึ้น คนจะมคี วามสุข
จากการสนองความตอ้ งการเรยี นรู้นั้น กระทําทกุ อย่างเพ่ือสนองความรู้ มิใช่เพือ่ ความรู้สกึ เพราะหาก
สนองความรู้สึกหรือสนองความต้องการจะมีปัญหาเพราะมีด้านบวกกับด้านลบ เมื่อได้เสพสิ่งที่ตน
ชอบใจก็มีความสุข แต่เมื่อได้พบสิ่งที่ไม่ชอบใจก็เป็นทุกข์ แต่พอได้รับการพัฒนาที่ดี ฝึกฝนจิตใจให้
หนักแน่นมั่นคง เพียงแต่เริ่มต้นศึกษา เริ่มต้นเรียนรู้ก็จะมีความทุกข์น้อยลงและจะได้ความสุขชนิด
ใหมเ่ พิ่มข้นึ มา ซึง่ เป็นความสุขทีไ่ ม่เป็นโทษแก่ใคร และมาพร้อมกบั การพัฒนาชีวติ ของตนด้วย๑๓๖

กล่าวโดยสรุปแล้ว ท้งั แนวคิดทฤษฎีมนุษย์นิยมและหลกั คาํ สอนทางพระพทุ ธศาสนา
จะมีความเชื่อไปในทิศทางเดียวกัน คิดเชื่อในศักยภาพในความสามารถของมนุษย์ เชื่อว่ามนุษย์มี
ศักยภาพในตนเองพร้อมที่พัฒนา มนุษย์ประเสริฐเพราะการฝึกฝนพัฒนา และมนุษย์มีความ
จําเป็นต้องพัฒนา หากไม่พัฒนาอาจมีชีวิตอยู่ไม่รอด หรืออาจเป็นภัยแก่สรรพชีวิตและสิ่งแวดล้อม
ทัง้ หลาย เช่น เป็นอาชญากร ก่ออาชญากรรมในรูปแบบต่าง ๆ การค้ายาเสพติดหรือเสพยาเสพติดให้
โทษ เป็นต้น การพัฒนามนุษย์คือการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม
ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ท่ีต้องโทษ กระทําความผิดมคี ุณภาพชวี ิตต่ำกว่าบุคคลทั่วไป คือ ขาดความยับยงั้
ชั่งใจ ขาดเหตุผล มีความเห็นผิด เป็นต้น เมื่อเข้ามาอยู่ในเรือนจํา จําเป็นต้องได้รับการพัฒนาท้ัง
ทางด้าน ร่างกาย จิตใจ สังคม พุทธวิธีการพัฒนาคนที่กระทําความผิดพลาด โดยให้โอกาสในการ
แก้ไข ปรบั ปรงุ ตนเอง จากคนไม่ดีให้เป็นคนดี จากคนดีอยู่แล้วให้ดีย่ิงข้นึ โดยวธิ กี ารแนะนํา ชี้แนะให้
แก้ไขขอ้ ผดิ พลาด ให้โอกาสปรบั ปรงุ ตนเอง โดยใช้หลักเมตตา กรณุ า มทุ ติ า และอุเบกขา

๑. จุดหมายของการพฒั นาคุณภาพชวี ิตผู้กระทําความผดิ
พระธรรมคําสอนที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงนํามาประกาศแก่ชาวโลกนั้น หากจะกล่าว
โดยจุดหมายแล้ว ก็เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ หรือความดับทุกข์ ดังพุทธพจน์ที่ว่า
“ตถาคตพยากรณ์แต่เรื่องทุกข์ และความดับทุกข์เท่านั้น”๑๓๗ความดับเสนอแห่งทุกข์ (นิพพาน) จึง
เป็นจุดหมายสูงสดุ ของพระพุทธศาสนา

๑๓๕ สัญญา สัญญาวิวัฒน, ทฤษฎีสังคมวิทยา เนื้อหาและแนวการใชเบื้องตน, (กรุงเทพมหานคร:
พมิ พท่เี จาพระยาการพมิ พ, ๒๕๓๓), หนา ๓

๑๓๖ พระธรรมป ฎก, การศึกษาทางเลือก: สู วิวัฒน หรือวิบัติในยุคโลกไร พรหมแดน,
(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพครุ สุ ภาลาดพราว, ๒๕๔๑), หนา ๕

๑๓๗ ดูรายละเอียดใน ม.มู. (ไทย) ๑๒/๒๘๖/๒๗๘.

๑๐๑

อย่างไรก็ตาม พระพุทธศาสนายอมรับว่ามนุษย์เรามีความแตกต่างกัน ในเรื่องกําลงั
ความรู้ความสามารถ ฉะนั้น มนุษย์แต่ละคนจึงมีความสามารถที่จะไปถึงจุดหมายได้ไม่เท่ากัน ด้วย
เหตนุ ้ี คาํ สอนในพระพุทธศาสนาท่ีมีอยู่มากมายน้ัน จงึ ไม่ไดห้ มายความว่า ทกุ คนท่ีปฏิบัติตามแล้วจะ
ไดผ้ ลในระดับทตี่ ้องการได้ทงั้ หมด แต่ก็มิไดห้ มายความว่า คําสอนน้ันไมถ่ ูกต้องหรือเป็นไปไม่ได้จริงใน
ทางการปฏิบัติแท้จริงผู้ที่ปฏิบัตติ ามหลักคําสอนของพระพุทธศาสนา ย่อมได้รับประโยชน์แน่นอน คือ
สามารถแก้ทุกข์หรือปัญหาในชีวิตได้ แต่จะได้มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับกําลังความรู้
ความสามารถของบุคคลผู้ปฏิบัติน้ัน โดยผู้ปฏบิ ตั ิจะต้องปฏิบัติเอาด้วยตนเองจึงจะได้รับประโยชน์ ไม่
สามารถปฏบิ ตั แิ ทนกนั ได้ และแมว้ า่ ปฏบิ ตั ิแล้วจะไม่สัมฤทธิ์ผลตามต้ังใจก็ตาม กไ็ ม่สญู เปล่าเนื่องจาก
ข้ึนชื่อว่ากรรมแล้วย่อมไม่สูญเปล่า ย่อมยังผลส่งเสริมนําให้ผู้ปฏิบัติไปสู่ความสําเร็จต่อได้
พุทธศาสนิกชนจงึ ควรทาํ ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวน้ีให้ดี เพอ่ื จะได้เป็นผู้ทปี่ ฏิบตั ิตามหลักคําส่ังสอน
ในพระพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอไม่ขาด เพื่อจุดหมายก็คือความดับสนิทแห่งความทุกข์ดังกล่าว ซ่ึง
ลักษณะเด่นของคําสอนในพระพุทธศาสนา มีดังนี้

๑. เน้นเรื่องการแก้ทุกข์หรือปัญหาของชีวิตพระพุทธเจ้าได้แสดงไว้โดยตรงว่า สิ่งท่ี
พระองค์สอนนั้นคือเรื่องทุกข์และการดับทุกข์ ดังที่แสดงไว้แล้วในจุดหมายของพระพุทธศาสนา
สําหรับเรื่องทุกข์และการดับทุกข์นั้นแท้จริงก็คือ คําสอนในเรื่องอริยสัจ ๔ นั่นเอง และด้วยหลัก
อริยสัจนั้นเป็นหลักคําสอนที่มีความครอบคลุมคําสอนทั้งปวงในพระพุทธศาสนา ดังนั้นคําสอนใน
พระพทุ ธศาสนาจงึ ล้วนเป็นรายละเอยี ดหรือความจริงในอรยิ สัจ ๔ หรือเรื่องทุกข์และการแก้ทุกข์หรือ
ปญั หาของชวี ิต อนั เป็นสาระสําคัญนน่ั เอง

๒. ให้ความสําคัญแก่ปัญญาสูงสุดพระพุทธศาสนาให้ความสําคัญกับปัญญาสูงสุด
ทั้งในแง่ของการพัฒนาปัญญา และในแง่ของการใช้ปัญญาของตนเอง พิจารณาไตร่ตรองก่อนที่จะพูด
จะทําอะไรลงไป ตลอดจนใจความสําคัญแก่ปัญญาสูงสุดในการแก้ทุกข์หรือปัญหาของชีวิต ไม่ว่าจะ
เป็นการดําเนินชีวิตประจําวัน ไปจนถึงการกําจัดกิเลสหรือความชั่วขั้นเด็ดขาด ซึ่งเราอาจเห็นได้จาก
การสอนของพระพุทธเจ้าที่มุ่งให้ผู้ฟังเกิดความรู้ความเข้าใจ หรือเกิดปัญญาในสิ่งที่ทรงสอน มิใช่เพ่ือ
ต้องการให้ผู้ฟังเชื่อหรือยอมรับสิ่งที่ทรงสอน แม้ในเรื่องความเชื่อหรือความศรัทธา ก็ทรงเน้นและ
สรรเสริญความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา พร้อมทั้งทรงแนะนําว่าอย่าเชื่อคนโดยปราศจากปัญญา
ไตร่ตรองในส่วนของการประพฤติปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการดําเนินชีวิตประจําวันหรือการปฏิบัติเพ่ือ
บรรลุเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ปัญญาเป็นสิ่งสําคัญ
สูงสดุ

๓. เป็นคําสอนเพื่ออิสรภาพของชีวิตแม้ในเบื้องต้นพระพุทธศาสนาจะให้มีความ
ศรัทธา เชื่อมั่นในพระรัตนตรัยบ้าง ในเรื่องกรรมบ้าง ดังที่ได้อธิบายเอาไว้ในเรื่องของความเชื่อทาง
ศาสนาในพระพทุ ธศาสนากต็ าม แต่ท้ังหมดกเ็ ป็นเพยี งเพ่ือเป็นแนวทางหรือเป็นแบบอย่าง เพอ่ื พัฒนา
ตนเอง จนสามารถรู้และเข้าใจถึงความจริงอันนําไปสู่ความ หลุดพ้น (นิพพาน) ศรัทธาใน
พระพุทธศาสนาจึงเป็นเบื้องต้นที่จะนําไปสู่ปัญญา (ความรู้แจ้ง) กล่าวคือ มีความศรัทธาเพื่อที่จะรู้
และเมื่อรู้แล้วก็หมดหน้าทีข่ องศรัทธาแต่ทั้งนี้ก็จะต้องขึ้นอยู่กับกําลังความรู้ความสามารถของตนเอง
ฉะนั้น พระอรหันต์ ผู้บรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา จึงเรียกว่าเป็นผู้ไม่มีศรัทธา คือ เป็นผู้ประจักษ์
ความจริงในคําสอนของพระพุทธเจ้า โดยไม่ต้องอาศัยคนอื่นหรือเชื่อตามผู้อื่น นอกจากนี้ผู้ที่สามารถ

๑๐๒

พัฒนาตนตามคําสอนของพระพุทธศาสนาได้อย่างสมบูรณ์จนถึงภาวะที่เรียกว่า วิมุติหรือความหลุด
พ้นหรือนิพพาน ก็ได้ชื่อว่ามอี ิสรภาพอย่างแท้จริง คือเป็นอิสระจากกิเลสตัณหา หรือความรู้สึกนึกคิด
ที่ไม่ดีทั้งหลายอย่างส้ินเชิง อันจะทําให้เป็นผู้ที่อยู่ในโลกอย่างไม่ติดโลก อยู่ท่ามกลางความทุกข์ โดย
ไมเ่ ป็นทุกข์ อยู่ทา่ มกลางชวี ติ และสงั คมทแี่ ปรปรวนโดยไม่ไดร้ บั ผลกระทบจากความแปรปรวนทัง้ ปวง

๔. ประกาศหลกั อนัตตา : ไม่มีตวั ยนื ทีจ่ รี ังอาจกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นเพียง
ศาสนาเดียวเท่านัน้ ที่ประกาศหลักอนัตตาคือยืนยันว่าไม่มีตวั ตนแท้จริงท่ีจีรัง หรือตัวตนท่ีเป็นตัวยนื
อยู่ไม่ว่าจะในลักษณะของรูปธรรมหรือนามธรรม เพราะทุกสิ่งทั้งรูปธรรมและนามธรรม ล้วนตกอยู่
ภายใต้ความจริงคือ ไตรลักษณ์ อันได้แก่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กล่าวโดยสรุปคือ ทุกสิ่งล้วน
เคลื่อนไหวตามกระแสแห่งไตรลักษณ์และอาจกล่าวได้ว่าภาวะแห่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวคือ สัจ
ธรรมหรือความจริงของจักรวาลในทัศนะของพระพุทธศาสนา คําสอนในเรื่องนี้จึงเป็นคําสอนที่มี
ความสาํ คญั และทําให้พระพุทธศาสนาแตกต่างไปจากศาสนาอนื่

๕. ยึดหลักทางสายกลาง : มัชฌิมาปฏิปทาหลักการปฏิบัติที่สําคัญที่มีความ
ครอบคลุม และตรงเป้าหมายของพระพุทธศาสนามากที่สุดนั้น หากกล่าวโดยสรุปคือหลักทางสาย
กลางหรอื มัชฌิมาปฏิปทา ดงั ทพ่ี ระพุทธเจ้าได้แสดงไว้ในธมั มจักกัปปวตั ตนสูตร ซึง่ มใี จความโดยสรุป
คอื การปฏบิ ัติท่ีถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนานัน้ จะต้องเป็นการปฏิบัติที่ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้าง
หนึ่ง ไม่ตึงหรือไม่หย่อนจนเกินไป ซึ่งหมายถึงการปฏิบัตทิ ีต่ รงต่อเป้าหมายหรือตรงต่อความจริง โดย
ไมเ่ นน้ การพัฒนาหรือการอบรมเพยี งด้านใดด้านหน่ึงเท่านน้ั (ศลี สมาธิ ปัญญา) แต่จะตอ้ งและอบรม
พัฒนาทุก ๆ ด้านอย่างมีดุลยภาพจนเป็นเอกภาพ จึงบรรลุผลแห่งกรรมการปฏิบัติตามหลัก
มชั ฌมิ าปฏิปทา มชั ฌมิ าปฏิปทามิได้หมายถึงการปฏิบตั ิตนเพอ่ื บรรลธุ รรมเท่าน้ัน แต่หมายรวมถงึ การ
ประพฤตปิ ฏบิ ัติโดยทัว่ ไปทุก ๆ อย่างดว้ ย ตวั อย่างเช่น การทาํ งานให้ประสบผลสาํ เร็จนนั้ ผู้ทาํ งานนั้น
จะต้องทํางานให้ตรงต่อเป้าหมายที่วางไว้โดยจะต้องให้ความสําคัญกับทุกองค์ประกอบของงานที่ตน
จะทํา โดยไม่ตึงหรือหย่อนจนเกนิ ไป เพ่ือหง์ านน้นั สาํ เร็จโดยสมบรู ณ์

๒. พทุ ธศาสตรเ์ ชอ่ื ว่ามนษุ ย์เปน็ สตั วท์ ฝี่ กึ ไดพ้ ฒั นาได้
พุทธศาสตร์เชื่อเช่นนี้ โดยเฉพาะการพัฒนาปัญญา มนุษย์มีศักยภาพที่สามารถ
ฝกึ ฝนพัฒนาปัญญาจนถึงข้ันเปน็ ผู้รแู้ จ้งสมบูรณ์ มปี ัญญาท่ีเรียกวา่ โพธิญาณ ทำให้รเู้ ขา้ ใจสิง่ ทง้ั หลาย
ถกู ตรงตามความจริงแท้ แกป้ ญั หาได้หมดสิ้น ปลอดจากความทุกข์ได้ จุดเร่ิมต้นของการฝึกฝนพัฒนา
ตนตามแนวทางพุทธศาสตร์จึงให้ความสำคัญกับศรัทธาคือ ความเชื่อในปัญญาของมนุษย์ที่สามารถ
ตรัสรู้เป็นพุทธได้ ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่างหลักโพธิศรัทธานี้แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ไม่ควรไป
ฝากความหวงั หรอื ความเช่ือไวก้ับสิ่งอนื่ หรือผูอื้่น แต่ตอ้ งมีจติ สำนึกทีจ่ ะฝึกฝนพัฒนาตนเองขึ้นไปตาม
ลำ ดับจนตรัสรู้เปน็ พทุ ธ สำหรับหลักโพธศิ รัทธาน้ี ไม่ใชเ่ ชือ่ ว่าตัวเราซึ่งเปน็ มนุษย์นีเ่ กง่ หรือแน่แต่เป็น
ความเชื่อว่า เราซึ่งเป็นมนุษยม์ ีศกั ยภาพท่ีจะพัฒนาได้และฝกึ ให้ดไี ด้ แต่ขณะนี้ตัวเราฝึกหรอื ยงั ก็เปน็
เร่อื งทเี่ ราต้องพิจารณาตนเอง เมอื่ เชื่อวา่ มนุษยเ์ ป็นสตั ว์ทฝี่ ึกได้และจะต้องฝึก ก็จะทำ ให้เราเกิดมีจิต
สำ นึกในการที่จะเป็นผู้ฝึกฝนตนเอง ความสำ นึกในการที่จะต้องฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ จะทำให้
กลายเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน เพราะฉะน้ันความเชอื่ และสำนึกทถี่ ูกต้องนจี้ ะต้องไม่ทำให้คนลำพองตน
แต่จะทำ ให้คนอ่อนน้อมถ่อมตนตลอดเวลา เพราะมีความสำนึกที่ถูกต้องที่จะฝึกฝนพัฒนาตนอยู่

๑๐๓

เรื่อยไป เมื่อพิจารณาโดยใช้หลักโพธิศรัทธา พุทธศาสตร์นั้นเริ่มต้นจากตัวมนุษย์ถือมนุษย์เป็นหลัก
ลกั ษณะน้ีทำ ให้นักปราชญท์ างตะวันตกมักจะจดั พทุ ธศาสนาวา่ เป็นพวกมนุษยนิยม

๓. การพัฒนาบคุ ลกิ ภาพตามแนวพุทธจิตวทิ ยา
หลักปฏิจจสมุปบาท แสดงความจริงของธรรมชาติให้เห็นว่า สิ่งทั้งหลายมีลักษณะ
เป็นไตรลักษณ์ เป็นไปตามกระบวนการแห่งเหตุปัจจัย บุคลิกภาพของบุคคลซึ่งเป็นสมมติสัจจะ ก็มี
กระบวนการเกิดแล้วพัฒนาไปตามกระบวนธรรมของปฏิจจสมุปบาท นิสัย ความเคยชิน ความรู้ความ
ชำ นาญ และบุคลิกภาพเป็นขั้นตอนส่วนหนึ่งในกระบวนการแห่งกรรม และการให้ผลของกรรมใน
วงจรของปฏจิ จสมุปบาท สำ หรับกระบวนธรรมของปฏจิ จสมปุ บาท จะหมนุ เวยี นเป็นวฏั ฏะหรือวงจร
ไมม่ ีทสี่ ิน้ สุด ไม่มีจุดเร่มิ ต้น ไม่มจี ุดจบ
พระธรรมปิฎก๑๓๘ ได้ให้ความหมายเชิงอธิบาย และอธิบายแสดงความสัมพันธ์
ของปฏจิ จสมุปบาท รวมทง้ั แสดงให้เหน็ ถงึ การเกดิ และการพัฒนาบคุ ลิกภาพของบุคคลไวด้ ังนี้
๑. อวชิ ชา คอื ความไม่รู้ ไมเ่ ห็นตามความเป็นจริง ความไมร่ ู้เท่าทันตามสภาวะ หลง
ไปตามสมมติบัญญัติ ความไม่รู้ที่แฝงอยู่กับความเชื่อต่างๆ ภาวะขาดปัญญา ความไม่เข้าใจเหตุผล
การไมใ่ ชป้ ัญญาหรือปญั ญาไมท่ ำ งานในขณะนัน้ ๆ
๒. สังขาร คือความคิดปรุงแต่ง ความจงใจ มุ่งหมาย ตัดสินใจ และการที่จะแสดง
เจตนาออกเป็นการกระทำ การจัดสรรกระบวนการคิด การมองหาอารมณ์มาสนองความคิดโดย
สอดคล้องกับพ้ืนนิสัย ความถนัด ความโน้มเอียง ความเชือ่ ถือ และทัศนคติของตนตามที่สัง่ สมไวแ้ ละ
คณุ สมบัติต่างๆ ของจิตซงึ่ ไดส้ งั่ สมไว้
๓. วิญญาณ คือความรู้ต่ออารมณ์ต่างๆ คือ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส รู้ต่อ
อารมณ์ท่มี ีในใจ ตลอดจนสภาพพนื้ เพของจติ ใจในขณะนน้ั ๆ ๔๐
๔. นามรปู คอื ความมีอยู่ของรปู ธรรมและนามธรรม ในความรับรขู้ องบุคคล ภาวะท่ี
ร่างกายและจิตใจทุกส่วนอยู่ในสภาพที่สอดคล้อง และปฏิบัติหน้าที่เพื่อตอบสนองในแนวทางของ
วิญญาณทเี่ กิดขึน้ นน้ั ส่วนตา่ งๆ ของร่างกายและจิตใจทเ่ี จรญิ หรือเปล่ียนแปลงไปตามสภาพจิต
๕. สฬายตนะ คือภาวะที่อายตนะที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่โดยสอดคล้องกับ
สถานการณ์นัน้ ๆ
๖. ผสั สะ คือการเชอื่ มต่อความรู้กับโลกภายนอก การรับร้อู ารมณต์ า่ งๆ
๗. เวทนา คอื ความรสู้ กึ สขุ สบาย ถกู ใจ หรือทุกข์ ไม่สบาย หรือเฉยๆ ไม่สุข ไม่ทกุ ข์
๘. ตัณหา คือความอยากทะยาน รนหาสิ่งอำ นวยสุขเวทนา หลีกหนีสิ่งที่ก่อ
ทุกขเวทนาแยกโดยอาการได้แก่ อยากได้ อยากเป็น อยากคงอยู่อย่างนั้นยั่งยืนตลอดไป อยากให้ดับ
สญู พงั พินาศไปเสยี

๑๓๘ พระธรรมปฎิ ก (๒๕๔๒ อ้างถงึ ใน อาภา, ๒๕๔๕: ๑๑๑-๑๑๗)

๑๐๔

๙. อุปาทาน คือความยึดติดถือมั่นในเวทนาที่ชอบหรือชัง รวบรั้งเอาสิ่งต่างๆ และ
ภาวะชีวิตที่อำ นวยเวทนานั้นเขา้ มาผูกพันกับตัว ความยึดมั่นต่อสิ่งซึ่งทำ ให้เกิดเวทนาที่ชอบหรือไม่
ชอบจนเกดิ ท่าทหี รอื ตรี าคาต่อส่ิงต่างๆ ในแนวทางท่ีเสรมิ หรือสนองตณั หาของตน

๑๐. ภพ คือกระบวนพฤติกรรมทั้งหมดที่แสดงออกเพื่อสนองตัณหาอุปาทานน้ัน
และภาวะชวี ติ ทปี่ รากฏอยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ โดยสอดคล้องกบั อปุ าทานและกระบวนพฤติกรรมนั้น

๑๑. ชาติ คือการเกิดความตระหนักในตัวตนว่าอยู่หรือไม่ได้อยู่ในภาวะชีวิตนั้นๆ
หรือไม่ได้มีไม่ได้เป็นอย่างนั้นๆ การเข้าครอบครองภาวะชีวิตนั้นหรือเข้าสวมเอากระบวนพฤติกรรม
นนั้ โดยการยอมรับตระหนกั ชัดข้ึนว่าเป็นภาวะชวี ิตของตน เป็นกระบวนพฤติกรรมของตน

๑๒. ชรามรณะ คือความสำ นึกในความขาด พลาดหรือพรากแห่งตัวตนจากภาวะ
ชีวติ อนั นน้ั ความรสู ึก้ วา่ ตวั ตนถูกคุกคามด้วยความสูญส้ินสลาย หรือพลดั พรากกบั ภาวะชวี ติ น้ันๆ หรือ
การได้มีได้เป็นอย่างนั้นๆ จึงเกิดโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส พ่วงมาด้วย คือความรู้สึกคับ
แค้นขัดขอ้ ง ขุน่ มัว แหง้ ใจ หดหู่ ซึมเซาไม่สมหวงั กระวนกระวาย และทกุ ขเวทนาต่างๆ

๔. หลักพุทธธรรมทีใ่ ชในการพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ผูตองขัง
ในทางพระพุทธศาสนามีหลักพุทธธรรมที่นํามาใชพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษยหลาย
หลักสามารถเลือกใชเหมาะสมแกบุคคล เวลาและสถานการณ กลาวไดวาหลักพุทธธรรมลวนมีไวเพอื่
จุดประสงคในการพัฒนามนุษยท้ังสน้ิ สําหรับหลักพุทธธรรมท่ีนาํ มาใชสงเสรมิ และพัฒนาคุณภาพชีวิต
ผูต้องขังสําหรับการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ คือ หลักไตรสิกขาและหลักมหาสติปฏฐาน ๔ หลักไตรสิกขา
น้ันเป็นหลกั ธรรมสาํ หรับการฝกปฏบิ ัติเพอ่ื พัฒนาชวี ิตคนใหดีงาม ใหเจริญงอกงาม เปนหนทางนําไปสู
อสิ รภาพทางจติ และกอใหเกดิ สันตสิ ุขอยางแทจริง วิธีการฝกหรอื กระบวนการฝกทีท่ ําใหชวี ติ ดีงาม มี
คุณภาพนั้นเปน “สิกขา” สวนชีวิตที่ดีงามหรือวิถีชีวิตที่ดีงามอันเกิดจากการฝกฝนนั้นเปน “มรรค”
สกิ ขากบั มรรคจงึ มีความหมายเกือบจะเหมือนกัน การดาํ เนินชวี ิตที่ดีท่ถี กู ตอง คือ “มรรค” แตการจะ
มีชีวติ ทด่ี ีงามและถกู ตองไดจะตองมีการฝกฝน ดังนั้นการฝกฝนและพฒั นา คือ “สิกขา”๑๓๙ เป็นการฝ
กมนุษยที่ครอบคลุม ๓ ดาน คือ ดานรางกาย จิตใจและสังคม โดยใชหลักศีล สมาธิและปญญา
สําหรับการที่จะฝกฝนมนุษยใหถึงพรอมดวยศีล สมาธิและปญญา ในงานวิจัยนี้ อาศัยหลักปฏิบัติใน
มหาสตปิ ฏฐาน ๔ เปนเครอ่ื งมือ

๑ หลักไตรสกิ ขา
คาํ วา “ไตรสกิ ขา” แปลวา “สกิ ขา ๓” คาํ วาสกิ ขา แปลวา การศึกษา การ
สําเหนียก การฝ.ึ กหดั ฝกปรือ ฝกอบรม ไดแก ขอปฏบิ ัตทิ เ่ี ปนหลักสําหรบั ฝกอบรม พัฒนากาย วาจา

๑๓๙ สุมานพ ศิวารัตน, “ การพัฒนาคุณภาพชวี ิตดวยหลักไตรสิกขา”, วารสารวิชาการสถาบนั ปอง
กันประเทศ, ปที่ ๘ ฉบบั ที่ ๑ (มกราคม – เมษายน ๒๕๖๐): หน้า ๓๖-๔๘.

๑๐๕

จิตใจใหเจริญงอกงามยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุด คือ ความหลุดพนหรือนิพพาน๑๔๐ สิกขา ๓
ประกอบดวย

๑) อธิศีลสิกขา การฝกศึกษาในดานความประพฤติ ระเบียบวินัย ใหมี
สุจริตทางกาย วาจาและอาชวี ะ (Training in Higher Morality)

๒) อธิจิตตสิกขา การฝกศึกษาทางจิตใจ พัฒนาคุณธรรม สรางความสุข
เสริมคุณภาพจิตและรูจักใชความสามารถในกระบวนสมาธิ (Training in Higher Mentality หรือ
Mentality Discipline)

๓) อธิปญญาสกิ ขา การฝกศกึ ษาทางปญญาอยางสูง ทําใหเกดิ ความรูแจงท่ี
สามารถชําระจิตใหบริสุทธิ์หลุดพนโดยสมบูรณ เปนอิสระไรทุกขสิ้นเชิง(Training in Higher
Wisdom)กลาวไดว่าไตรสิกขา คือ การฝกความประพฤติ ฝกจิต และฝกปญญา ใหสามารถแกไขป
ญหาของมนุษย เปนไปเพือ่ ความดับทุกข นําไปสูความสขุ และความเปนอิสระอยางแทจรงิ

ก สาระสาํ คัญของไตรสกิ ขา
๑. สาระของอธิศีล คือ การดํารงตนอยูดวยดี มีชีวิตที่เกื้อกูลทามกลาง
สภาพแวดลอมท่ีตนมีสวนชวยสรางสรรครักษา ใหเอ้ืออาํ นวยแกการมชี ีวติ ท่ีดีงามรวมกัน เปนพื้นฐาน
ท่ีดสี ําหรบั การพัฒนาคณุ ภาพจิต และการเจริญปญญา
๒. สาระของอธิจิตต คือ การพัฒนาคุณภาพจิต หรือการปรับปรุงจิตใหมี
คุณภาพ และสมรรถภาพสงู ซง่ึ เออื้ แกการมชี วี ิตทดี่ ีงาม และพรอมที่จะใชงานทางปญญาอยางไดผลดี
ทส่ี ุด๓. สาระของอธปิ ญญา คอื การมองดู รูจักและเขาใจสงิ่ ทงั้ หลาย ตามความเปนจริง หรอื รูเทาทนั
ธรรมดาของสังขารธรรมทั้งหลาย ที่ทําใหเปนอยูและทําการตางๆ ดวยปญญา คือรูจักวางใจวางทาที
และปฏิบัติต่อโลก และชีวิตไดอย่างถูกตองเหมาะพอดี ในทางที่เปนไปเพื่อแผขยายประโยชนสุข มี
จิตใจผองใสไรทกุ ข เปนอสิ รเสรแี ละสดชนื่ เบิกบาน
ข การพฒั นาคุณภาพชีวิตตามหลกั ไตรสิกขา
แนวคิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักไตรสิกขา เปนการพัฒนาชีวิตตาม
หลักคําสอนของพระพุทธศาสนาที่เริ่มจากหลกั ของการศึกษาเพราะการภาวนาหรือการพัฒนานั้นแท
จริงก็คือสิ่งเดียวกับการศึกษาหรือสิกขา สิ่งที่ตองศึกษาหรือสิ่งที่ตองพัฒนา แยกออกไปเปน ๓ ดาน
คอื พฤตกิ รรม จิตใจและปญญา เรยี กวา “ไตรสกิ ขา” ประกอบดวย ศีลสิกขา มสี าระสําคญั ดงั น้ี
๑. ศีลสิกขา คือการศึกษาหาวิธีในการควบคุมหรือรักษากาย วาจาให
เรียบรอย ไมใหลวงละเมิดศลี โดยเฉพาะศีลท่ีเปนพืน้ ฐานของมนุษย หรือนิจศลี คอื ศลี ๕ ดวยการไม
ฆาผูอื่นหรือสัตวอื่น ไมเบียดเบียนผูอื่นใหเจ็บไมลักทรัพยไมเปนชูกับลูก-เมีย-สามีคนอื่น ไมพูดโกหก
พดู สอดเสียด พดู คาํ หยาบ พูดเพอเจอไมดื่มสุราและเสพส่ิงมึนเมาทุกชนิด
๑) การพัฒนาตามหลักศีล (ปาริสุทธิศีล ๔)

๑๔๐ พระพรหมคุณาภรณ ป.อ.ปยตุ ฺโต, พุทธธรรมฉบับปรบั ขยาย, พมิ พครง้ั ที่ ๓๕, (กรงุ เทพมหานคร:
สาํ นักพมิ พผลิธัมม, ๒๕๕๕), หนา ๕๔

๑๐๖

ศีล คือ การฝกฝนพัฒนาดานพฤติกรรม หมายถึง การพัฒนาพฤติกรรม
ทางกาย และวาจา ใหมีความสัมพันธกับสิ่งแวดลอมอยางถูกตองมีผลดี สิ่งแวดลอมที่เราเกี่ยวของ
สัมพันธ มี ๒ ประเภท คือ สิ่งแวดลอมทางสังคม ไดแก เพื่อนมนุษย (ในความหมายเดิมทาง
พระพุทธศาสนารวมทั้งสัต วอื่นทั้งหลายทั้งปวงดวย) สิ่งแวดลอมทางวัตถุ ไดแกปจจัย ๔ เครื่องใช
วสั ดุอปุ กรณตาง ๆ รวมทัง้ เทคโนโลยี และสิ่งท้งั หลายทีม่ ใี นธรรมชาติ ศีลแบงเปน ๔ หมวดใหญคอื

(๑) ปาฏิโมกขสังวรศีล หมายถึง ศีลคือการสํารวมในปาฏิโมกข
หรือสํารวมในพระวนิ ัย ในเชิงการประยุกตใชหมายถึงการรักษาวินัยแมบทของชุมชน เมื่อคนอยูรวม
กัน หรือทํางานทํากิจกรรมรวมกันเปนชุมชน เปนหนวยงาน เปนองคกร ตลอดจนถึงประเทศชาติ
จะตองมกี ฎเกณฑกติกา ตลอดจนกฎหมายเพื่อจดั ระเบยี บระบบใหเกิดความเรยี บรอย ความประสาน
สอดคลอง ความเกื้อหนุนตอกัน ความรวมรับผิดชอบ และสามัคคี ที่จะเอื้อโอกาสหรือเป
นหลกั ประกนั ใหชวี ติ ความเปนอยู และกิจการตางๆ ดําเนนิ ไปดวยดสี มตามวตั ถปุ ระสงคแหงชีวิตหรือ
กิจการของชุมชนนั้น ดังเชน พระสงฆในพระพุทธศาสนามีวินัยแมบท ที่เรียกชื่อเฉพาะวาปาฏิโมกข
ซึ่งเรามักเรียกกันงาย ๆ วาศีล๒๒๗ ชุมชนอื่น เชน โรงเรียน ก็ตองมีกฎกติกาที่เปนวินัยแมบทของ
ตนเชนเดียวกนั

(๒) อินทรียสังวรศีล หมายถึง ศีลคือการสํารวมในอินทรีย ๖ คือ
สํารวมในตา หู จมกู ลิน้ กาย ใจรูจักใชอินทรียรับรูสิ่งแวดลอมโดยผานทางอนิ ทรยี คอื ตา หู จมกู ล้นิ
กาย ใจ ถารับรูใชหูตาไมเปนเชน ดูไมเปน ฟงไมเปน แทนที่จะไดประโยชนก็จะเกิดโทษ เชน เกิด
ความลุ่มหลงมัวเมา ถูกหลอกลวงและเสื่อมเสียสุขภาพเปนตน ตลอดจนนําไปสูการใชมือและสมอง
เพ่ือการแยง่ ชงิ หรือทําลาย จงึ ตองพัฒนาพฤตกิ รรมในการใชอินทรยี ใหตาดู ใหหฟู ง เปนตน อยางมีสติ
เมื่อดูเปน ฟงเปน เชน ดูทีวีเปน ฟงวิทยุเปน รูจักใชตาหูแสวงหาความรู เปนตน ก็จะไดปญญา ได
คณุ ภาพชวี ติ และนาํ ไปสูการใชมือและสมองเพ่ือชวยเหลือเกื้อกลู กันและทาํ การสรางสรรคหลักการใน
การพัฒนาอยูทีก่ ารฝกใชอนิ ทรยี

(๓) อาชีวปาริสุทธิศีล หมายถึง ศีลคือการประกอบอาชีพที่
บริสุทธิ์ หรือชอบธรรม การทํามาหาเลี้ยงชีพเปนพฤตกิ รรมหลักในการดาํ เนินชีวิตของมนุษย ถามีผู
หาเลี้ยงชีพโดยวิธีทุจริต มิจฉาชีพ นอกจากชีวิต ของคนนั้นเองจะชั่วรายเสื่อมเสียแลว ก็จะกอความ
เดือดรอนแกสังคมอยางมาก จึงตองย้ําเนนกันอยางยิ่งในเรื่องการพัฒนาสัมมาชีพ และสงเสริมให
ประชาชนฝกฝนตนใหสามารถประกอบสัมมาชีพ คือหาเลี้ยงชีวิตโดยทางสุจริต ไมผิดกฎหมาย
สมั มาชพี พึงมีลักษณะที่สาํ คัญๆ ดังน้ี ถือเปนอาชพี การงานทไ่ี มเบียดเบียนผูอืน่ ไมกอเวรภัยหรือสราง
ความเดือดรอนเสียหายแกสงั คม เปนอาชีพการงานท่ีชวยแกไขปญหา หรือสรางสรรคชีวติ และสังคม
ในทางใดทางหนึ่ง เปนอาชีพการงานที่ชวยใหผูทําไดพัฒนาชีวิตของตนใหงอกงามยิ่งขึ้น ดานพฤติ
กรรม ดานจิตใจ และดานปญญา เปนอาชีพการงานที่ไมทําลายคุณคาของชีวิต และไมเสื่อมเสีย
คุณภาพชีวิต หากแตทําใหชีวิตของตนมีคุณคานาภาคภูมิใจ เปนอาชีพการงานที่ทําใหไดปจจัยเลี้ยง
ชีวิตมาดวยเรี่ยวแรงกําลังกาย กําลังสติปญญา ความเพียรพยายาม ความสามารถและฝมือของตน
และทาํ ใหไดฝกฝนพัฒนาความเชี่ยวชาญจดั เจนหรือฝกปรือฝมือในทางสรางสรรคยิ่งข้ึนไป

(๔) ปจจัยสันนิสิตศีล หมายถึง ศีลคือการพิจารณากอนจึง
บริโภคปจจัยสี่ การเสพบริโภคปจจัยโดยใชปญญา พฤติกรรมของมนุษยในที่สุดก็มาลงที่การกิน ใช

๑๐๗

เสพ บริโภค ถามนุษยไมพัฒนาพฤติกรรมในการเสพ บริโภค ก็จะกอปญหาอยางมากทั้งแกชีวิต แก
สังคมและแกโลก เพราะเขาจะกิน ใช บริโภคปจจัย ๔ และสิ่งของเครื่องใชทั้งหลายรวมทั้ง
เทคโนโลยีดวยโมหะ กอใหเกิดความหลงมวั เมา ฟุงเฟอ ฟุมเฟอย ความเสือ่ มเสียคณุ ภาพชวี ิต การใชจ
ายส้นิ เปลอื ง การขัดแยงแยงชิงเบยี ดเบยี นกันในสังคม การทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาติ และการกอมล
ภาวะเปนตน จึงตองพัฒนาพฤติกรรมในการกิน ใช เสพบริโภค ใหเปนพฤติกรรมที่เกิดจากปญญาที่รู
เขาใจ และปฏบิ ัตใิ หถกู ตองตามวัตถุประสงคของปจจยั ๔ ตลอดจนเทคโนโลยนี นั้ ๆ เร่มิ แตรับประทาน
อาหารเพื่อบํารุงเลี้ยงรางกายใหแข็งแรงมีสุขภาพดี ไมใชกินเพียงเพื่อเอร็ดอรอย อวดโก อวดฐานะ
หรอื ต่นื ตามคานิยม ใหเปนการกินดวยปญญาที่ทําใหรจู ักประมาณในการบรโิ ภคหรือกนิ พอดี ที่เรียกว
า โภชเนมัตตัญ ุตา ตลอดจนการใชสอยสิ่งตางๆ อยางประหยัด ซึ่งทําใหไดประโยชนมากที่สุดโดย
สิ้นเปลืองนอยทีส่ ุดปจจัยปฏิเสวนา หมายถึง การใชปญญาทําความเขาใจ และบริโภคปจจัยทัง้ หลาย
ใหไดผลตรงพอดีตามคณุ คาแทท่เี ปนจุดหมายของการบริโภคสง่ิ น้ั

สรุป ศีล คือ การควบคุมกาย และวาจานั้นถือวาเปนสิ่งสาํ คัญ เพราะการล
วงละเมิดสิกขาบททุกอยาง ก็มาจากพฤติกรรมทางกายและวาจานี้ กายและวาจาเปนอาการอยูในร
างกายของเรา ซึ่งรายกายของเรานั้น มีชองทางในการทําใหผิดศีลอยู ๖ ชอง ทานเรียกวา ทวาร ๖
คือ ชองทางตา, ชองทางหู, ชองทางจมูก, ชองทางลน้ิ , ชองทางกาย, และชองทางใจ ดังนัน้ หากรูจัก
การควบคุมอินทรียทั้ง ๖ อยางในตัวเรา ก็ถือวาเปนการสํารวมกาย วาจา และใจ ก็คือการรักษาศีล
น่นั เอง

๒. สมาธิสิกขา คอื การพฒั นาตามหลกั สมาธิ
สมาธิ หมายถึง การฝกพัฒนาในดานจิตใจ มีความสําคัญอยางยิ่งเพราะ
จิตใจเปนฐานของพฤติกรรม เนื่องจากพฤติกรรมทุกอยางเกิดขึ้นจากความตั้งใจหรือเจตนา และเป
นไปตามเจตจํานงและแรงจูงใจท่ีอยูเบือ้ งหลัง ถาจิตใจไดรับการพัฒนาใหดงี ามแลว ก็จะควบคุมดูแล
และนําพฤติกรรมไปในทางที่ดีงามดวย แมความสุขความทุกขในที่สุดก็อยูที่ใจ ยิ่งกวานั้นปญญาจะ
เจริญงอกงามได ตองอาศัยจิตใจที่เขมแข็งสูปญหา เอาใจใส มีความเพียรพยายามที่จะคิดคนไมท
อถอย ยิ่งเรอ่ื งที่คิดหรือพิจารณาน้ันยาก หรือละเอยี ดลึกซ้ึง ก็ย่ิงตองมีจิตใจท่สี งบแนวแน ไมฟุงซาน
ไมพลุงพลาน กระวนกระวาย คือ ตองมสี มาธิจึงจะคิดไดชดั เจน เจาะลกึ ทะลุไดและมองเห็นทั่วตลอด
จิตท่ีฝกดีแลว จึงเป็นฐานที่จะใหปญญาทํางานและพัฒนาอยางไดผล
การพัฒนาจิตใจนี้ มีสมาธิเปนแกนหรือศูนยกลาง จึงเรียกงาย ๆ วา
“สมาธ”ิ และอาจจะแยกออกไดเปนการพัฒนาคุณสมบตั ขิ องจิตใจในดานตาง ๆ คือ

(๑) พฒั นาคณุ ธรรมซ่งึ เปนคุณภาพของจิตใจ กลาวคือ คณุ สมบัติ
ที่เสริมสรางจิตใจใหดีงาม เปนจิตใจที่สูง ประณีต และประเสริฐ เชน เมตตา คือ ความรัก ความ
ปรารถนาดี เปนมิตร อยากใหผูอื่นมีความสุข กรุณา คือ ความสงสารอยากชวยเหลือผูอื่นใหพนจาก
ความทุกข มุทิตา คือ ความพลอยยินดี พรอมที่จะสงเสริมสนับสนุนผูที่ประสบความสาํ เร็จมีความสขุ
หรือกาวหนาในการทําสิ่งที่ดีงาม อุเบกขา คือความวางตัววางใจเปนกลาง เพื่อรักษาธรรม เมื่อผูอื่น
ควรจะตองรับผิดชอบตอการกระทําของเขาตามเหตุและผล จาคะ คือ ความมีน้ําใจเสียสละ เอื้อเฟ
อเผ่อื แผไมเหน็ แกตวั กตัญ ูกตเวทิตา คือ ความรูจกั คณุ คาแหงการกระทําของผูอื่น และแสดงออกให

๑๐๘

เห็นถึงการรูคุณคานั้น หิริ คือ ความอายบาป ละอายใจตอการทําความชั่ว โอตตัปปะ คือ ความกลัว
บาป เกรงกลัวตอความชวั่ ขยาดตอทจุ รติ คารวะ คือ ความออนโยน สภุ าพ นุมนวล ไมกระดาง

(๒) พัฒนาสมรรถภาพและประสิทธิภาพของจิตใจ โดยเสริมสร
างคุณสมบัติที่ทําใหจิตใจมีความเขมแข็ง หนักแนนมั่นคง แกลวกลาสามารถทํากิจหนาที่ไดผลดี เชน
ฉนั ทะ คอื ความใฝรใู ฝสรางสรรค อยากรคู วามจริงและใฝที่จะทาํ ส่ิงดีงามใหสําเร็จ อยากเขาถึงภาวะ
ดีงามอนั เลิศสูงสุด วริ ยิ ะ คอื ความเพียร บุกฝาไปขางหนา เอาธรุ ะรับผิดชอบไมยอมทอดทิ้งกิจหนาที่
อุตสาหะ คือ ความขยัน ความอึดสู ความสูยากบากบั่น ไมยั่น ไมถอย ขันติ คือ ความอดทน ความเข
มแข็ง ความทนทาน หนักแนน มั่นคง จิตตะ คือ ความมีใจจดจอ ใสใจ อุทิศตัวอุทิศใจใหแกกจิ หนาที่
หรือสิ่งที่ทํา สัจจะ คือ ความตั้งใจจริง จริงใจและจริงจัง เอาจริงเอาจัง มั่นแน วตอสิ่งที่ทําไม
เหยาะแหยะไมเรรวนไมกลับกลาย อธิษฐาน คือ ความตั้งใจเด็ดเด่ียว ความมุงมั่นแนวแนตอจดุ หมาย
ตบะ คือ พลังเผากิเลส กําลังความเขมแข็งพากเพียรในการทํากิจหนาที่ใหสําเร็จ โดยแผดเผาระงับ
ยับยั้งกิเลสตัณหาได ไมยอมทุจริต และไมเห็นแกความสุขสําราญปรนเปรอ สติ คือ ความระลึกนึกได
ไมเผอเรอ ไมเล่อื นลอย ทนั ตอสิ่งท่เี กิดข้นึ เปนไปซึ่งจะตองเกยี่ วของทุกอยางกําหนดจิตไวกับกิจหนาที่
หรอื สง่ิ ท่ที าํ กนั้ ยงั้ ใจจากสิง่ ท่ีเส่อื มเสยี หายเปนโทษ และไมปลอยโอกาสแหงประโยชนหรอื ความดีงาม
ความเจรญิ ใหเสียไป สมาธิ คอื ภาวะจิตท่ีตัง้ ม่ัน แนวแน ไดดี อยูตวั สงบ อยูกับสง่ิ ที่ตองการทํา ไมฟุ
งซาน ไมแกวงไกว ไมมอี ะไรรบกวนได

(๓) พัฒนาความสุขและภาวะที่เกื้อหนุนสุขภาพของจิตใจ
คุณสมบัติที่ควรเสริมสรางขึ้นใหมีอยูประจําในจติ ใจ เพื่อความมีสุขภาพจิตที่ดีพระพุทธเจาทรงแสดง
ไวหลายอยางโดยเฉพาะปราโมทย คือ ความราเริง สดชื่น เบิกบานใจ ไมหดหูหรือหอเหี่ยว ปติ คือ
ความอิ่มใจ ปลาบปลื้ม เปรมใจ ฟูใจ ไมโหยหิวแหงใจ ปสสัทธิ คือ ความสงบเย็น ผอนคลายกายใจ
ไมคับ ไมเครียด สุข คือ ความคลองใจ สะดวกสบายใจ สมใจ ไมมีอะไรบีบคั้นติดขัดคับของสันติ คือ
ความสงบปราศจากความเรารอนกระวนกระวาย ซึ้ง เกษม คือ ความปลอดโปรงความรูสึกมั่นคง
ปลอดภัย โลงโปรงใจไรกังวล สันติภาพ คือ ความเย็นสบาย ไมมีอะไรแผดเผาใจ ไมตรอมตรม
เสรีภาพ คือ ความมีใจเสรี เปนอิสระ ไมถูกผูกมัดตดของ จะไปไหนก็ไปไดตามประสงค ปริโยทตตา
คือ ความผองใส ผุดผอง แจมจา กระจ่าง สวางใจ ไมมีความขุนมัวเศราหมอง วิมริยาทิกัตตา คือ
ความมใี จไรพรหมแดน ไมกดี กัน้ จาํ กดั ตัวหรอื หมกมุนตดิ คาง มีจติ ใจใหญ กวางไรขอบค่ันเขตแดน

คุณสมบัติทั้งหลายที่กลาวมานี้ แมจะดีงามเปนประโยชนอยางยิ่ง แตบา
งอยางอาจจะถูกนําไปใชในทางที่ผดิ กอใหเกิดโทษได (เชน เพยี รในการลักของเขา) หรือนําไปพวงกับ
การกระทําที่ไมดี (เชน ปติปลื้มใจที่รงแกเขาได) หรือใชผิดเรื่อง ผิดที่ ผิดกรณี ผิดสถานการณ (เชน
มุทิตาพลอยยินดีสง่ เสริมคนที่ไดลาภหรือประสบความสําเร็จโดยทางทุจรติ ) เปนตน จึงตองศึกษาเขา
ใจความหมายความมุงหมาย และการใชงานเปนตนใหชัดเจนและรูจักปฏิบตั ใิ หถูกตองพอดี

การพัฒนาในดานจิตใจนี้ เมื่อปฏิบัติสูงขึ้นไป ความสําคัญของสมาธิที่เป
นแกนหรือเปนศูนยกลางจะยิ่งเดนชัดมากขึ้น และเมื่อสมาธิเจริญขึ้นไปจนจิตแนวดิ่งอยูตัวอยางแท
จริงแลวผูบําเพ็ญสมาธินั้นก็จะบรรลุภาวะจิตที่เรียกวา “ฌาณ” ซึ่งเปนสมาธิจิตขั้นสูง การพัฒนา
จิตใจหรือเรื่องของสมาธิทั้งหมดนี้ แมจะมีประโยชนมากมายนําไปใชเพื่อวัตถุประสงคไดหลายอยาง
เชน ในเร่ืองพลังจิต และในด้านการหาความสุขทางจติ ใจ แตคณุ คาแทจรงิ ที่ทานมุงหมาย ก็คอื เพ่อื เป

๑๐๙

นฐานหรอื เปนเครอ่ื งเก้ือหนุนการพัฒนาปญญา การทํางานทางปญญาทย่ี ิ่งละเอยี ดซับซอนและลึกซึ้ง
มากขึ้น ก็ยิง่ ตองการสมาธิสูงข้นึ การพัฒนาจิตใจหรอื สมาธินีจ้ ึงมีความสําคญั มาก

การปฏิบัติภาวนาเปนวิธีการปลดปลอยตัวเราจากภาระอันหนักหนวง คือ
การปฏิบัติภาวนา การฝกเจริญสติในชีวิตประจําวัน เพื่อจะไดรูจักความจริงที่เกี่ยวกับตัวเรา การมี
ชีวติ อยางพนจากความอยากจะชวยไดมาก นั่นคอื การอยูอยางสงบเยน็ ไมเรารอน รูจักไตรตรองและมี
จินตนาการ ลดความวอกแวกวุนวายใหเหลอื นอยทส่ี ุด มุงแสวงหาและเปนนายเหนือเปาหมายทางจิต
และอารมณมีชวี ิตที่มีคุณภาพดีกวาอยูดวยปรมิ าณเมื่อเราดื่มด่ําอยูกบั ทุกการกระทํา เม่ือเราลืมตัวตน
ของตนเอง และเปนหนึ่งเดียวกับงานท่ีทํา ลืมเรื่องทั้งหลายที่กําลังคิดหมกมุน ลืมความยึดมั่นถือมน่ั
และมายา กเ็ ทากบั เราอยูบนวิถีท่ีจะมชี ีวติ อยูกบั การภาวนา การภาวนาคอื การมีญาณเห็นธรรมชาติที่
แทจริงของการดํารงอยู การที่เราจะสามารถรื่นรมย กับชีวิตที่แสนจะวุนวายนี้คงไมยากเกิน
ความสามารถของเรา เพราะวิธีการเหลาน้ีก็ชางเปนเรื่องที่จะแสนจะธรรมดาเหลือเกินไมใชเรื่องที่ยุ
งยากซับซอนใดเลย บางทีเรือ่ งงายๆ และธรรมดาๆ นเี่ องท่ีจะทําใหชีวติ ของเรารนื่ รมย ซงึ่ การรนื่ รมย
นี้มิไดหมายถึงวาเราจะใชชีวิตอยางวางเปลาไรคุณคาใดๆ แตเปนการทําชีวิตใหรุมรวย งดงามแมใน
ยามที่เรารูสึกเหนื่อยลากับชวี ิต อยางไรก็ตามไมวาจะภาวนาดวยวิธกี ารใดๆ ก็ตามในโลกนี้ ทุกอยาง
ก็ลวนรวมลงในฐาน ๔ ในมหาสติปฏฐานสูตรทั้งส้ินน่ีความมหัศจรรยแหงคําสอนขององคสมเด็จพระ
สัมมาสมั พทุ ธเจาอยา่ งแทจรงิ ซงึ่ จะหาไมไดในศาสนาอ่นื ๆ

สรุปไดวา สมาธิ หมายถึง การฝกจิตใหจดจออยูกับอารมณใดอารมณหน่งึ
หรือเจริญสมถะ เพื่อฝกกําหนดอารมณของกรรมฐาน (๔๐ อยาง) โดยฝกตั้งแตสมาธิที่เปนพื้นฐาน
หรือขณิก สมาธิ คือสมาธินิ่งชั่วขณะ ฝกขั้นอุปจารสมาธิ คือสมาธิที่สูงขึ้น คือมีภาวะจิตที่นิ่งบางไม
นง่ิ บาง ถาเจรญิ สตมิ ั่นคงกจ็ ะน่ิงนาน หากฝกสมา่ํ เสมอจิตก็เขาสูอัปปนาสมาธิ คือสมาธนิ ิง่ แนวแน จิต
ตั้งมั่น คือจิตมีอารมณเปนหนึ่ง อยูกับความวางปราศจากกิเลส ผลการของการฝกสมาธิมีผลตั้งแต
ระดับโลกิยะ คือมสี มาธใิ นการทาํ งาน เรียนหนังสอื มจี ิตจดจอกับการงานน้นั ๆ มีจติ ใจมน่ั คงไมลุมหลง
อบายมุข และระดับโลกตุ ตระ คือมีจติ สงู ถงึ ข้ันบรรลฌุ าน

๓. ปญญาสิกขา คอื การพฒั นามนุษยตามหลักปญญา
ปญญาสกิ ขา คือความรอบรูในหลกั วชิ าการตางๆ ความรอบรูในกองกิเลส ซ่งึ มี ๒ ลักษณะ คอื

(๑) ปญญา หมายถึง มีความรอบรูในหลักวิชาการตางๆ ที่ตั้งใจ
ศกึ ษาเลาเรียนใหรทู ้ังทางโลกและทางธรรม

(๒) ปญญา หมายถงึ ความรูแจงเห็นจริง พิจารณาตัวเราเปนขันธ
๕ มองเห็นขนั ธ ๕ เป็นไตรลกั ษณ เจริญสตปิ ฎฐานใหเห็นอยางชัดเจน

การจะใหประสบความสําเร็จ ตองฝกใหครบทั้ง ๓ กระบวนการ เพราะทุก
ขั้นตอนเปนปจจยั ทสี่ าํ คญั ท้ังสนิ้ ตองทาํ ความเขาใจท้ังหลักทฤษฎี คือความหมายของแตละอยาง และ
เขาใจหลกั ของการปฏิบัติ คือฝกปฏบิ ัตใิ หเปนผลวาเปนไปตามความหมายหรือไม

ปญญา คอื ความรอบรู หรอื รูทัว่ ถึงเหตุถึงผล รูอยางชดั เจน รูสิ่งใดควรทํา
ส่ิงใดควรเวน รูบาปบญุ คุณโทษ

ปญญา ถือวาเปนที่สุดของความคิดและความสําเร็จของมนุษย เปนสัญ
ลักษณของความรู จงึ กลาวแยกใหเหน็ ปญญาเปน ๒ ลกั ษณะ คือ

๑๑๐

“ปญญา” ทางโลกหมายถึงความรอบรูในหลักวิชาการตางๆ ที่ไดศึกษาเล
าเรียน เพื่อนําไปประกอบสัมมาอาชีพจนประสบความสําเร็จในการดําเนินชีวิตตาม “โลกิยวิสัย...กา
รอยอู ยางชาวโลก”

“ปญญา” ทางธรรม เปนปญญาชั้นสูง หมายถึงความรอบรูความจริงของ
ชีวิต ความรูอย่างแจ่มแจงนําไปสูความการรูธรรมเปนเครื่องพนทุกขตาม “โลกุตตรวิสัย...การอยูอย
างผูปฏิบัตธิ รรม”

“ปญญา” ทั้งสองทางนี้ เกิดขึ้นและพัฒนาการจากเหตุ ๓ วิธีคือ ๑) สุ
ตมยปญญาปญญาเกิดข้ึนจากการฟง หรือการศึกษาเลาเรียนจากครูบาอาจารย ๒) จินตามยป
ญญาปญญาเกิดขึ้นจากการคิด พิจารณา ตรึกตรองสิ่งที่ไดฟงหรือไดศึกษามาแลว ๓) ภาวนามยป
ญญาปญญาเกิดขึ้นจากการลงมือทํา หรือลงมือปฏิบัติใหเห็นผลจริงการสรางปญญาบารมีจัดเปนป
ญญาทางธรรมหรือปญญาชั้นสูง ที่ตองผานกระบวนตามลําดับดวยการศึกษาหาความรู (ปริยัติ)
และฝกอบรมจิต (ปฏิบัติ) ใหเป็นสมาธขิ ั้นสมถะแลวเจริญวิปสสนาจนเกิดเปนปญญาคือ พุทธะผูรูแจ
งเห็นจรงิ ตามแนวทางของพระพุทธเจา ซ่ึงเรยี กวา “กรรมฐาน”
การพัฒนาปญญา มีความสําคัญสูงสุดเพราะปญญาเปนตัวนําทางและควบคุมพฤติกรรมทั้งห มด
คนเราจะมีพฤติกรรมอะไร อยางไร และแคไหน ก็อยูท่วี าจะมีปญญาช้นี าํ หรือบอกทางใหเทาใด และป
ญญาเปนตัวปลดปลอยจิตใจ ใหทางออกแกจติ ใจ เชนเม่ือจิตใจอึดอัดมปี ญหาตดิ ตันอยู พอเกดิ ปญญา
รวู าจะทําอยางไร จติ ใจกโ็ ลงเปนอสิ ระได

๒ หลักมหาสตปิ ฏฐาน ๔
มหาสติปฏฐาน ๔ จาํ แนกเปน ๔ หมวด หรือ ๔ ฐาน คือหลกั การเจริญมหา
สตปิ ฏฐาน ๔ ที่พระผูมีพระภาคเจาทรงแสดงไว คอื ๑๔๑
๑. การพิจารณาเห็นกายในกายภายในเนืองๆอยูพิจารณาเห็นกายในกาย
ภายนอกเนืองๆ อยูพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในและภายนอกเนืองๆอยู มีความเพียร มี
สมั ปชญั ญะมีสตกิ าํ จดั อภิชฌาและโทมนสั เสียไดในโลก
๒. การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายในเนืองๆอยูพจิ ารณาเห็นเวทนา
ในเวทนาภายนอกเนืองๆอยูพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ทั้งภายในและภายนอกเนืองๆ อยูมีความ
เพยี ร มสี มั ปชญั ญะมสี ตกิ ําจดั อภชิ ฌาและโทมนสั เสยี ไดในโลก
๓. การพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในเนืองๆอยู พิจารณาเห็นจิตในจิต
ภายนอกเนือง ๆ อยูพิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในและภายนอกเนือง ๆ อยู มีความเพียรมี
สมั ปชัญญะมีสตกิ าํ จัดอภิชฌาและโทมนัสเสยี ไดในโลก
๔. การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในเนืองๆอยูพิจารณาเห็นธรรมใน
ธรรมภายนอกเนืองๆอยูพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในและภายนอกเนืองๆอยูมีความเพียร มี
สัมปชัญญะ มสี ติกําจดั อภชิ ฌาและโทมนัสเสียไดในโลก

๑๔๑ ดรู ายละเอยี ดใน ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๓/๓๐๑.

๑๑๑

การเจริญสติปฏฐาน ๔ คือ การตั้งสติใหอยูกับปจจุบันขณะไปตามฐาน ๔ ฐาน ฐาน
ใดฐานหน่ึง ดงั น้ี

๑. กายานุปสสนาสติปฏฐานการรูกายในกาย หมายถึงการตั้งสติกําหนด
พิจารณากายการมสี ตกิ ํากับดรู ูเทาทันกาย๑๔๒ คอื ใหรเู ห็นตามความเปนจริงจาํ แนกไว ๖ หมวดไดแก

๑) อานาปานบรรพ หมวดวาดวยลมหายใจเขาออก หมายถึงการ
เจริญวปิ สสนากรรมฐานโดยตง้ั สตไิ วที่ ฐานคอื ลมหายใจเขาออก๑๔๓

๒) อิริยาบถบรรพหมวดวาดวยอิริยาบถหมายถึงการเจริญวิปสส
นากรรมฐานโดยตั้งสติไวที่ฐานคืออิริยาบถ ๔ คือยืนเดินนั่งนอนมีรายละเอียดดังนี้๑๔๔ เมื่อเดินก็ใหรู
ชัดวาเราเดนิ เมอื่ ยนื ก็ใหรชู ดั วาเรายืน เมื่อนัง่ กใ็ หรูชัดวาเรานั่งเมือ่ นอนก็ใหรชู ัดวาเรานอน

๓) สัมปชัญญะบรรพคือ ความรูตัวหมวดวาดวยความรูตัว๑๔๕ ทั่ว
พรอมความรู ตระหนักความรูชดั เขาใจชัดซ่ึงสิง่ ที่นึกได้๑๔๖ โดยการตง้ั สตไิ วทฐ่ี านคือ อิรยิ าบถยอยตาง
ๆ เชนการกาวไปขางหน้าการถอยหลงั การคูแขน เหยียดแขนการกนิ การด่ืมการคดิ การอาบนา้ํ การถาย
อุจจาระปสสาวะ เปนตน๑๔๗ สัมปชัญญะเปนธรรมที่มักปรากฏคูกับสติสัมปชัญญะ คือ ตัวปญญา
ดงั น้นั การฝกฝนในเรอ่ื งนี้จึงเปนสวนหน่งึ ในกระบวนการพฒั นาปญญา๑๔๘

๔) ปฏกิ ูลมนสิการบรรพปฏิกูลคือส่ิงสกปรก นารงั เกยี จทีอ่ ยูในราง
กายนี้ พระพุทธองคตรัสวามี ๓๒ อยางเปนสวนประกอบสําคัญของรางกายทั้งหมดรวมกันเรียกว
าอาการ ๓๒ บางแห่งเรียกวากายคตาสติ๑๔๙ หมายถึงการพิจารณาหรือกําหนดรูความนาเกลียด ส่ิง
ปฏิกูลของรางกายต้ังแตปลายเทาจรดศรี ษะซึ่งมีหนังหุมโดยรอบ เต็มไปดวยของไมสะอาดชนิด ตางๆ
คอื ผม ขน เล็บ ฟัน หนงั เนื้อ เอ็นกระดกู เย่ือในกระดูก มาม หัวใจ ตบั พงั ผดื ไต ปอด ไสใหญ ไสน
อย อาหารใหม อาหารเกา น้ำดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันขน น้ําตา น้ํามันเหลว น้ําลาย น้ํามูก

๑๔๒ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พจนานุกรมพุทธศาสนฉบบั ประมวลศพั ท, หนา๒๙๖– ๒๙๗.

๑๔๓ ดูรายละเอยี ดใน ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/ ๓๗๔/๓๐๒– ๓๐๓.

๑๔๔ ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๕/๒๙๐.

๑๔๕ สมเด็จพระมหาสมณเจ ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส, นวโกวาท, พิมพ ครั้งที่ ๘๐,
(กรงุ เทพมหานคร: มหามกุฎราชวิทยาลยั , ๒๕๕๐), หนา๒๘.

๑๔๖ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยตุ ฺโต), พจนานุกรมพทุ ธศาสนฉบบั ประมวลศพั ท, หนา๓๒๗

๑๔๗ ดูรายละเอยี ดใน ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๖/๓๐๕.

๑๔๘ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ ครั้ง ที่๙,
(กรงุ เทพ มหานคร: มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ,๒๕๔๓), หนา๘๑๓.

๑๔๙ ดูรายละเอียดในม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๑๕๓– ๑๕๙/๑๙๖– ๒๐๗.

๑๑๒

ไขขอ มูตร๑๕๐ (น้ำปัสสาวะ) ผูที่เจริญวิปสสนากรรมฐานดวยการตั้งสติ กําหนดพิจารณารางกายให
เห็นเปนของนาเกลียดน้ี ยอมเหน็ รางกายในกาย เห็นจิตในจติ และเหน็ ธรรมในธรรม คอื ความเกิดข้ึน
ในกายบาง ความเสือ่ มไปในกายบาง จนเหน็ ชัดวามแี ตกายอยูในความเห็นน้ัน ไมประกอบดวยตัณหา
และทิฐิ ปราศจากความยึดมั่น๑๕๑ เพราะเห็นความจริงของขันธ ๕ วา ไมเที่ยง เปนอนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา

๕) ธาตุมนสกิ ารบรรพหรือธาตมุ นสิการ๑๕๒ คือ หมวดวาดวยการ
พิจารณา โดย ความเปนธาตุใหพิจารณาเห็นรางกายวา มีธาตุตางๆอันไดแก๑๕๓ ธาตุดินธาตุน้ําธาตุ
ลมและธาตุไฟผูเจริญวิปสสนาพึงตั้งสติกําหนดพิจารณารางกายโดยความเปนธาตุใหพิจารณาเหมือน
คนฆาโค หรือลูกมือคนฆาโคผูขยันฆาโคแลวแบงออกเปนในแตละสัดสวน๑๕๔ สภาพที่วางเปลาไมใช
บุคคลตัวเราของเราธาตุในทางธรรมเปนเพียงสภาวธรรมไมใชสมมุติบัญญัติซึ่งใชสื่อสารกันจนเขาใจ
กันวาเปนกอนอตั ภาพมนุษย การพิจารณาธาตุเพือ่ ใหละวาง ความเห็นผิดวาเปนตวั ตนโดยใหเขาใจว
ามีเพยี งธาตุเทาน้ันไมใชตวั เราของเราบรุ ุษหรือสตรีธาตุ๔ คือ ปฐวีธาตุ (ธาตดุ ิน) มีลักษณะแข็งหรืออ
อนอาโปธาตุ(ธาตุนํ้า)มีลักษณะไหลหรือเกาะกุม เตโชธาตุ (ธาตุไฟ)มีลักษณะเย็นหรือรอน วาโยธาตุ
(ธาตุลม)มีลกั ษณะหยอนหรือตึง

๖) นวสีวถิกาบรรพหรือ “ปาชาทั้ง ๙”หมายถึง ซากศพ๙ลักษณะ
ในปาชาสําหรับทิ้งซากศพ ในรางกายของคนและสัตวที่มีชีวิตจะมีองคประกอบ๓อยาง ทําใหเคลื่อน
ไหวรางกาย กระทาํ อิรยิ าบถตางๆ ไดซงึ่ ไมมีในคนตายคือ อายไุ ออุน วญิ ญาณ ซง่ึ ทง้ั ๓สง่ิ น้ี ทําใหสิ่งที่
มีชีวิตแตกตางจากสิ่งไมมีชีวิต เปนสิ่งที่ไมยั่งยืนคงอยูตลอดไปในอนาคตรางกายของเราก็จะเหมือน
ศพที่พองอืดเมอื่ ถงึ เวลาตองดับสูญไปตามครรลองของธรรมนิยาม ผูทเ่ี จรญิ วปิ สสนาไมจาํ เปนตองไปดู
ซากศพในปาชา เพราะวิปสสนาเนนการนอมความนาเกลียดมาสูตนเองวา สิง่ นี้จะเกิดข้นึ กับรางกาย
ของเราและคนอื่น แลวคลายความยึดมั่นถือมั่นลงได๑๕๕ การพิจารณาเห็นศพในปาชา จึงหมายให
พจิ ารณาหรอื รูความเปนศพทเ่ี ปลี่ยนแปลงไปในอาการท้ัง ๙ เหลาน้ี๑๕๖

๑๕๐ ดรู ายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๗/๓๐๖– ๓๐๗

๑๕๑ ดรู ายละเอียดใน ที.ม. (ไทย)/ ๑๐/๓๗๖/๒๙๐-๒๙๑

๑๕๒ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพทุ ธศาสนฉบับประมวลธรรม,หนา๑๓๙– ๑๔๑.

๑๕๓ ดูรายละเอียดใน ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๘/๓๐๗- ๓๐๘

๑๕๔ ดรู ายละเอียดใน ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๘/๒๙๒.

๑๕๕ ดูรายละเอียดใน ท.ี ม.(ไทย) ๑๐/๓๗๙/๓๐๘-๓๑๓.

๑๕๖ ดรู ายละเอยี ดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๙/๓๐๘- ๓๑๓.

๑๑๓

๒. หลักปฏิบตั เิ วทนานุปสสนาสติปฏฐานการรูเวทนาในเวทนา “เวทนา”
หมายถึงการเสวยอารมณ๑๕๗ หรือความรูสึกพระพุทธองคทรงจําแนกเวทนาไวตามลักษณะที่รูสึกอา
รมณ ๓ประการ๑๕๘ คือสขุ เวทนาทุกขเวทนาหรืออเุ บกขาเวทนา เวทนาท้งั ๓ ประการนี้จะปรากฏแก
ผูปฏิบัติธรรมอาจประกอบรวมกับอามิสคือกามคุณ๕ไดแกรูปเสียง กลิ่นรสและสัมผัสซึ่งเปนเปนเวท
นาทางโลกหรืออาจไมมีอามิสประกอบซึ่งเปนเวทนาที่สุขุม ในเวทนา ประกอบดวย ๓ ประการ๑๕๙
ดงั นี้

๑) สขุ เวทนาคือความรูสึกเปนสุขทางกายไดแกความโลงเบาสบาย
หรือความรูสึกเปนสขุ ทางใจไดแกความดีใจเบิกบานโสมนัสยินดีผูปฏบิ ตั ิ พึงตามรูสขุ เวทนาตามอาการ
น้ัน คาํ วาสขุ เวทนาคือความรูสึกสบายทางรางกายทุกขเวทนาคือความรูสึกไมสบาย ทางรางกายเชนค
วามปวดหรือเหน็บชาปรากฏแลวหายไปจึงเกิดความรูสึกสบายกายเปนความเย็นซาบซานเขาแทนท่ี
จัดเปนสขุ เวทนาทางกายผูปฏิบัติพึงกําหนดใหชดั โดยไมรับรูถึงรูปรางของขาหรือรางกายสวนใดสวน
หนึ่งการกําหนดรูสุขเวทนาทางกายและใจตองปรากฏเพียงสภาวะที่สบายหรือ ไมสบายโดยไมมีรูปร
างของสิ่งใด

๒) ทุกขเวทนาคือความรูสึกเปนทุกขทางกายไดแกความเจ็บปวด
เม่ือยชา คันรอนเย็นจุกเสียดเหนื่อยหรือความรูสึกเปนทุกขทางใจไดแกความเศราโศกเสียใจกลัวไม
สบายใจรอนใจวติ กกังวลผูปฏิบัตพิ ึงรูทกุ ขเวทนาตามอาการนั้น ๆ

๓) อุเบกขาเวทนาคือ ความรูสึกเปนกลางไมสุขไมทุกขเวทนา
ประเภทนี้ไมเดนชัดเหมือนสุขเวทนาและทุกขเวทนามักปรากฏขึ้นหลังจากสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา
หายไปแลวเปนสิ่งที่รูไดยากเหมือนอวิชชาที่เกิดพรอมกับโลภะและโทสะ หมายความวาในเวลาเกิด
โลภะและโทสะนั้นมีอวิชชาเกิดรวมดวย โดยทําหนาที่ปกปดโทษของความโลภและความโกรธทําให
บุคคลพอใจที่จะโลภและโกรธอุเบกขาก็เชนเดียวกันไมประจกั ษในเวลาปกติแตจะปรากฏขึ้นหลังจาก
สุขเวทนาหรือทุกขเวทนาหายไปแลวเมือ่ ผูปฏิบัตบิ รรลวุ ิปสสนาญาณขัน้ ที่ ๔ เปนตนไปแลว

๓. หลักปฏิบัติจิตตานุปสสนาสติปฏฐาน การพิจารณาจิตในจิต“จิต”
หมายถงึ ธรรมชาติท่ีรูอารมณ๑๖๐ สภาวะรูสิง่ ตางๆทางตาหจู มกู ลิ้นกายและใจ โดยผานทวาร๑๖๑ ส่ิงที่
มีหนาที่รูคิด และนึกเหมือนคนอยูในบานมองดูสิ่งที่อยูนอกบานผานประตูการรูสีผานตาเปนการเหน็
การรเู สยี งผานหเู ป็นการไดยินการรูกล่ินผานจมูกเปนการรูกล่ิน การรูรสผานลิ้นเปนการล้ิมรสการรูสิ่ง

๑๕๗ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พจนานุกรมพทุ ธศาสนฉบบั ประมวลศพั ท, หนา ๒๘๗

๑๕๘ ดรู ายละเอียดใน สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๒๔๙/๒๗๐.

๑๕๙ ดรู ายละเอียดใน ที.ม.(ไทย) ๑๐/ ๓๘๐/๓๑๓-๓๑๔.

๑๖๐ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พจนานกุ รมพุทธศาสนฉบับประมวลศพั ท, หนา ๔๓

๑๖๑ พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ), มหาสตปิ ฏฐานสตู รทางสูพระนิพพาน, หนา ๒๖๕

๑๑๔

ที่สัมผัสผานรางกายเปนการสัมผัสและการรับรูทางใจเปนการนกึ คิดจิตมีธรรมชาติประภัสสรคือผุดผ
องตามปกติเหมือนน้ำใสสะอาดเพราะเปนเพียงสภาวะเห็นไดยินรูกลิ่นลิ้มรสสัมผัสและนึกคิดเทาน้ัน
ปราศจากการปรุงแต่งหรือตอบสนองตอสิ่งที่พบ แตจิตนั้นจะประกอบรวมกับนามธรรมอีกอยางหน่ึง
เสมอชื่อวา“เจตสิก”คือสภาวะปรุงแตงจิตดังนั้นจิตจึงเศราหมองไปดวยอํานาจของเจตสิกฝายดําคือ
โลภะโทสะและโมหะเปนตนเหมือนน้าํ ใสสะอาดที่ขุนมัวดวยโคลนตม ตัวอยาง เชนในขณะเห็นสีอยา
งใดอยางหนึ่งจิตของทุกคนจะทําหนาที่รูสีเปนอารมณแตโลภะทําใหรูสึกชอบสิ่งที่เห็นโทสะทําใหไม
ชอบสิ่งนน้ั เจตสิกฝ่ายดาํ มักทําใหขาดความเปนกลางอยูเสมอ หลอกลอใหหลงยวั่ ยวนใหรักพอใจหรือ
ไมพอใจ ตามการปรุงแตง่ ของแตละคนและเพม่ิ พนู กิเลสมากข้นึ เร่ือยๆเหมอื นดินพอกหางหมูจิตท่ีมิได
อบรมไวดยี อมทาํ ใหเหลาสตั วตดิ อยูในบวงกิเลสสวนจติ ทีอ่ บรมดีแลวยอมสงผลใหเปนอสิ ระหลุดพนได
โดยพลัน พระพุทธเจ้าจึงตรสั เตอื นผูปฏิบัตธิ รรมใหตัง้ สติพิจารณาตามรูจิตวา จิตมีราคะจิตปราศจาก
ราคะจิตมีโทสะจิตปราศจากโทสะจิตมีโมหะจิตปราศจากโมหะจิตหดหูจิตฟุงซานจิตเปนมหคั คตะจติ
ไมเปนมหัคคตะเป็นตน๑๖๒ ดังพุทธดํารัสที่วา “เราไมเหน็ ธรรมอื่นแมอยางหนึ่ง ที่ไดเจริญแลวยอมเป
นไปเพ่ือประโยชนมากเหมอื นจติ นี้จติ ทีไ่ ดเจริญแลวยอมเปนไปเพอื่ ประโยชนมาก”๑๖๓

การมีสติเฉพาะหนา พิจารณาหรือกําหนดรูตามอาการตางๆของจิตที่
เกิดขึ้นตามความเปน็ จริงโดยเห็นวาจติ นี้ก็เปนสักวาจิตมใิ ชสัตวบุคคลตวั ตนเราเขารูแลวละปลอยวาง
ไมยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราของเราเราเปนอยางนั้นอยางนี้ไมปรุงแตงก็เปนการปลอยวาง เมื่อเราปล
อยวางมันก็จะวางเมื่อว่างแลวก็ไมวุนวายอาการที่วุนวายเปนทุกขอยูในปจจุบันเปนเพราะการเขาไป
ปรุงแตงเอาอาการของจิตจากอารมณที่กระทบแลวมีอุปาทานยึดมั่นวาเปนเราเปนเขายึดมั่นถือมั่นว
าเปนตวั เปนตนการกาํ หนดรูเทาทนั อาการของจติ จึงเรียกวาจิตตานปุ สสนาสตปิ ฏฐาน

๔. หลักปฏิบัติธัมมานุปสสนาสติปฏฐาน การพิจารณารูธรรมในธรรม
หมายถึง การพิจารณาเห็นธรรม ๕ ประการไดแกนิวรณบรรพขันธบรรพอายตนบรรพโพชฌงคบรรพ
และสัจจบรรพซึง่ มีรายละเอียดกลาวไวในพระไตรปฎก๑๖๔ หลักปฏิบตั ิในมหาสติปฏฐาน ๔ จะทําใหมี
สติสัมปชัญญะเขาไปเห็นแจงทุกขอริยสัจจและขันธ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอยูใน
กฎของไตรลกั ษณ คอื เปนอนิจจัง ทกุ ขงั อนัตตา ธรรมทเี่ ปนองคประกอบของมหาสติปฏฐาน ๔

กลาวโดยสรุปแลว วิธีปฏิบัติในมหาสติปฎฐาน ๔ เปนทั้งสมถะภาวนา คือ
อุบายสงบจติ หรอื อารมณทางจติ และเปนวิปสสนาภาวนาคือ อบุ ายเรืองปญญา หากพจิ ารณาวัตถุประ
สงคของการเจริญสติปฏฐาน ๔ ที่ปฏิบัติเพื่อโพชฌงค์ ๗ วิชชาและวิมุตติแลวก็เปนที่ชัดเจนวา สติป
ฏฐาน ๔ จัดเป็นวิปสสนาภาวนาเพราะมีจุดมุงหมายเพื่อปญญาเปนสําคัญ หากพิจารณารายละเอียด
ของสติปัฏฐานในแตละหมวดเชนอานาปานบรรพในหมวดกายโดยเฉพาะในข้ันตอนสดุ ทายที่วา “ทํา

๑๖๒ ดูรายละเอยี ดใน ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๑๑๔/๑๑๑.

๑๖๓ ดรู ายละเอยี ดใน อง.ฺ เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๔/๕.

๑๖๔ ดรู ายละเอียดใน ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๒๓๒/๑๗๕.

๑๑๕

กายสังขารใหระงับ” คือการทําลมหายใจใหสงบลงซึ่งเปนภาวะที่จิตอยูในระดับฌานหรือคําวา
“เวทนาที่ไมมีอามิส”ในหมวดเวทนาและคําวา“จิตที่เปนมหรคต” ซึ่งลวนหมายถึงจิตในภาวะที่เป
นฌานก็กลาวไดวา่ สติปฏฐาน ๔ มีนัย ที่เปนสมถภาวนาดวยดังนั้นจึงกลาวไดวาสติปฏฐาน ๔ เปนทั้ง
สมถภาวนาและวิปสสนาภาวนาการเจริญสตปิ ฏฐานนี้เปนวิธปี ฏิบัติธรรมท่ีนยิ มกันมากและไดรับการ
ยกยองนับถือกันอยางสูงวามีพรอมทั้งสมถะและวิปสสนา ผูปฏิบัติอาจเจริญสมถะจนไดญาณอยางท่ี
กลาวในเรื่องสัมมาสมาธิอันเปนองคมรรคขอที่ ๘ กอนแลวจึงเจริญวิปสสนาตามแนวสติปฏฐานไป
จนถึงที่สุดก็ไดหรือจะอาศัยสมาธิเพียงขั้นตนๆเทาที่จําเปนมาประกอบเจริญวิปสสนาเปนตัวนําตาม
แนวสตปิ ฏฐานนีไ้ ปจนถงึ ท่สี ุดก็ได

๑) อานิสงสแหงการเจริญมหาสติปฏฐาน ๔ อานิสงสแหงการ
เจริญมหาสติปฏฐาน มีผลโดยตรงตอการพัฒนาชีวิตใหมีคุณภาพ เปนการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งใน
ระดับปจจุบัน ในภายภาคหนา และในระดับสูงสุดคือพระนิพพาน ดังพระพุทธพจนแสดงไว วาผูใดผู
หนง่ึ พึงเจริญสตปิ ฏฐานท้งั ๔ น้ีอยางน้ีตลอด ๗ ปเขาพงึ หวงั ผล ๒ ประการอยางใดอยางหน่งึ คือ“พระ
อรหัตตผลในปจจุบันหรือเมื่อยังมีขันธปญจกเหลืออยูเปนพระอนาคามี ๗ ป... ยกไวผูใดผูหนึ่งพึง
เจริญสติปฏฐาน ๔ นี้อยางนี้ตลอด ๗ วันเขาพึงหวังผล ๒ ประการอยางใดอยางหนึ่งคือ พระ
อรหัตตผลในปจจบุ นั หรือเมอื่ ยังมีขนั ธปญจกเหลืออยู...เปนพระอนาคาม”ี ๑๖๕

กลาวโดยสรุป มหาสติปฏฐาน๔เปนอุบายฝกจิตหรือพัฒนาจิตทาง
พระพุทธศาสนา ที่สงผลตอการพัฒนากาย พัฒนาสังคม พัฒนาปญญาไปพรอม ๆ กัน เปนแนวทาง
พัฒนาคุณภาพชีวิตทางเดียวที่จะกาวสูปญญาขั้นสูงสุด คือพนทุกขไดโดยสิ้นเชิง สําหรับอานิสงค
สําหรับผูปฏิบตั ิจะกอใหเกดิ การพัฒนาชวี ติ ใหมคี ณุ ภาพ ดังนี้

๑. มีลักษณะอาการที่ปรากฏภายนอก หรือบุคลิกภาพสงางามมี
การดํารงชีวิตแบบพอเพียงทางสายกลาง (มัชฌิมาปติปทา) มีใจเบิกบานมีทาทางนายินดี มีอินทรีย
เอบิ อิ่ม ไมวนุ วายมีใจสงบ มีความมนั่ ใจ มีความสุขแทจริง

๒. ความมใี จเปนอสิ ระและมีความสุข
๓. ความเปนเจาแหงจติ เปนนายความคิด
๔. ความเปนกันเองกับชีวิต ความตาย การพลัดพราก มีเมตตา

กรุณาตอทุกชีวิต
๒) ประโยชนของการฝกปฏิบตั ิ เจริญสติตามหลักมหา สติปฏฐาน ๔
สงผลใหชีวิตไดรับการพัฒนา ครบถวนทั้ง ๔ ดาน คือ กาย จิตใจ สังคม ปญญา พัฒนาชีวิต๓ ระดับ
คือ ศีล สมาธิและปัญญา สงผลใหรางกายและจิตใจไดรับการพัฒนาไดพักผอนอยางเต็มที่ไมมี
ความเครียด และความกังวลในชีวิตประจําวัน สามารถสรางสรรคสิ่งที่ดีงามใหกับตนเอง ครอบครัว
ส่งิ แวดลอม สรางความสงบสขุ ใหแกสังคม ประเทศชาติ ลดความขดั แยงระหวางประชาชนในชาติและ

๑๖๕ ดรู ายละเอียดใน ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๑๓๗/๑๒๘–๑๓๐

๑๑๖

ระหวางชาติทําใหเกิดสันติภาพในมวลมนุษยชาติอยางแทจริง๑๖๖ นอกจากนี้ ไดมีผูรูรวบรวมประโย
ชนอนั จะพึงเกดิ กบั ชีวติ บุคคลผูเจรญิ มหาสตปิ ฏฐาน ๔ อยางตอเนื่องไวดงั นี้ คอื

๑. สามารถกําจดั กเิ ลสตาง ๆ เหตุของความทุกขความเดอื ดรอน ตาง ๆ ลงได้
๒. มคี วามทกุ ขนอยลงและมีความสุขมากข้นึ
๓. คลายความยึดมั่นในส่งิ ทง้ั ปวงลงไดไมวุนวายเดือดรอนไปตามกระแสโลก
๔. มจี ิตใจม่ันคงไมฟขู ้ึนหรอื ยุบลงดวยอํานาจโลกธรรม
๕. มีความเหน็ แกตวั นอยลงแตบําเพ็ญประโยชนเพือ่ ผูอน่ื มากขน้ึ
๖. จิตใจมคี ุณธรรมหรือมคี ณุ ภาพสงู ข้นึ ตามขนั้ ตอนของการปฏบิ ตั ิ
๗. สามารถเขานโิ รธสมาบตั อิ ันเปนความสุขขน้ั สูงในปจจบุ ันภพได
๘. สามารถบรรลุความเปนอรยิ บคุ คลอันเปนบญุ เขตของโลก
๙. ยอมไดดื่มรสแหงอรยิ ผล อนั เกิดจากการพนจากอาํ นาจของกเิ ลสได้
๑๐. สามารถบรรลุนพิ พานได

นอกจากนี้จากผลวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพยังพบ ผลการใช้กระบวนการฝึกอบรมทาง
พระพุทธศาสนามาส่งเสริมจริยธรรมของผู้ต้องขัง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ต้องขัง
สรุปไดว้ ่า

๑. ด้านพัฒนาการด้านร่างกาย ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีความอ่อนน้อม อ่อนโยน
มีสัมมาคารวะมากขึ้น ด้านร่างกายที่เห็นชัดที่สุด ที่เกิดจากการนำกระบวนการฝึกอบรมทาง
พระพุทธศาสนามาส่งเสริม จริยธรรมของผู้ต้องขังคือ พัฒนาด้านร่างกาย การรีบร้อนทางร่างกาย
ลดลง หมายถึง ความสงบเสงี่ยม การจัดระเบียบทางร่างกายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย การยืน เดิน
นั่งและนอน สง่างาม น่าดูน่าชม มีสัมมาคาระวะ สะอาดสะอ้าน มีความเป็นระเบียบ การทะเลาะ
เบาะแว้ง ลดลงอย่างชัดเจน เมื่อเข้าใจและนำหลักการหรือแนวปฏิบัติตามหลักการทาง
พระพุทธศาสนาไปใช้แล้ว ย่อมสามารถควบคุม กาย วาจา ได้ในเบื้องต้น เช่น ศีล ๕ ซึ่งถือได้ว่าเป็น
หลักธรรม หลกั การเบอ้ื งตน้ ท่สี อนใหก้ ิรยิ าหรือ พัฒนาทางดา้ นรา่ งกายอยา่ งชดั เจน เชน่ ห้ามฆ่าสัตว์
ห้ามลักทรัพย์ ห้ามประพฤติผิดในกาม ห้ามกล่าวคำเท็จและห้ามดื่มสุรายาเมา เสพติด เป็นต้น ส่ิง
เหล่านี้ล้วนแตเ่ ปน็ การส่งเสริมการพัฒนาทางด้านร่างกาย หรือการแสดงออกต่อบุคคลอื่น ให้อยู่ด้วย
ศลี ธรรม๑๖๗

๒. ด้านพัฒนาการดา้ นสังคม สามารถเข้าร่วมสังคมอื่นๆ ได้ง่าย เพราะรู้จักการช่วยเหลอื
เสียสละ ให้อภัย อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ไม่ก่อให้เกิดปัญหาทะเลาะ วิวาท ในหมู่คณะ ในด้าน

๑๖๖ พระมหาอสิ รกานต ไชยพร, “การพัฒนาจิตตามแนวมหาสติปฏฐาน ๔ ในคัมภีรพระสุตตนั ตป
ฎก”, วิทยานพิ นธศลิ ปะศาสตร์มหาบณั ฑติ สาขาวิชาพัฒนามนุษยและสงั คม, (บัณฑติ วทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลัยสงขลา
นครนิ ทร, ๒๕๕๐).

๑๖๗ สมั ภาษณ์ นายสมรัตน์ เข็มศริ ิ, ผู้บัญชาการเรือนจำกลาง เชยี งราย, ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๑๗

สังคมน้ัน เราเน้นไปที่การเรียนรทู้ ิศ ๖ การเกีย่ วขอ้ งกบั สังคม โดยมผี ู้ต้องหาเปน็ ศนู ย์กลางและปฏิบัติ
ต่อสังคมรอบด้าน ตามสิทธิหน้าที่ที่สังคมสมมุติ ดังนั้น ผู้ต้องขังยุคใหม่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคม
ไม่ต่อต้าน ไม่เบียดเบียน มุ่งทำหน้าที่ของตน เกื้อกูลสังคม และจิตสาธารณะ นี้คือ เปลี่ยนภาระให้
เป็นพลัง คือคนดีที่สังคมต้องการ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา มีส่วนสำคัญอยา่ งย่ิง เพราะคำสอน
ของพระพุทธศาสนาสง่ เสริมให้มนุษย์ทกุ คน มิใช่แค่ ผู้ต้องขังเท่านัน้ ที่สามารถพัฒนาให้เกิดความสุข
สงบ สนั ติ หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา จึงเปน็ ทั้งหลกั และเครื่องมือในการใช้เป็นแนวทางในการใช้
ชีวิตต่อส่วนรวม ของคนในสังคมอย่างปกติสุข ไม่เบียดเบียน ไม่มาทำร้ายกัน ส่งเสริมชีวิตของคนใน
สงั คมใหเ้ กิดความรกั สามัคคีกนั ในทุกสงั คม เชน่ หลักหริ ิโอตัปปะ เป็นต้น๑๖๘

๓. ด้านพัฒนาการด้านจิตใจ ทำให้ผู้ต้องขังมีจิตใจดีขึ้น ลดความวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ
ของชีวิต จิตใจสงบ มีวิธีคิดอย่างเป็นระบบ ละเอียดรอบคอบมากขึ้น มีสมาธิดีขึ้น มีความอดทน อด
กลั้นต่อการกระทำความผิดต่างๆ ในขณะใช้ชีวิตในทุกสถานการณ์ ด้วยหลักการไตรสิกขา คือ ศีล
สมาธิ และปญั ญา เมื่อผ่านกระบวนการน้ีแล้ว สภาวะจติ ของผู้ต้องขงั ไดร้ ับประสบการณ์ทางจิต ทำให้
เขามีภาวะของจิตบริสุทธิ์ ตั้งมั่น และปราดเปรียว สามารถยืนหยัดต่ออารมณ์ที่ยั่วยุได้ ก็ถือว่า
เปลยี่ นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไมม่ ่งุ จะได้ทางวัตถุมากเกินไป สามารถพาความสุขทางใจ จากอารมณ์มาร
ได้ด้วย ไม่หมกมุ่นทางวัตถุมากเหมือนแต่ก่อน เป้าหมายหลักของพระพุทธศาสนา คือ การยกระดับ
จติ ใจของคนในทุกระดบั ตามหลักของกลไกการปฏิบตั ิ คอื “หลกั ไตรสกิ ขา” คือ “ศลี สมาธิ ปัญญา”
โดยมีจุดหมายสูงสุดคือ การกำจัด “อนัตตา” หรือกิเลสภายในจิตใจของตัวเอง อันเกิดจาก อกุศลมลู
๓ ประการ คือ “โลภะ โทสะ โมหะ” อันเป็นสาเหตุให้เกิดความวุ่นวาย ในสังคมทุกสังสมในโลก
ดงั น้นั การพฒั นาคุณภาพหรอื มนุษยท์ ุกกจิ กรรมทางพระพุทธศาสนา ก็มีเพยี งหลักการเดียว คือ การ
มงุ่ พัฒนาจติ ใจนั่นเอง๑๖๙

๔. ด้านพฒั นาการด้านปญั ญา ทำให้ผตู้ ้องขงั มีความรู้ ความเข้าใจ ในหลักธรรมมากย่ิงขึ้น
และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เกิดทักษะ การเรียนรู้ที่หลากหลาย มีสติคอย
เตอื นและควบคมุ พฤติกรรมว่าสงิ่ ไหนผิดสง่ิ ไหนถกู ดา้ นปญั ญานี้กเ็ ปลีย่ นแปลงทางตน้ ทฏิ ฐิ ความเห็น
เป็นทางถูกมากขึ้น คือเห็นตรงตามหลักธรรมชาติ หลักความจริง เข้าในชีวิต เข้าใจถูกตรง และ
โดยเฉพาะ เข้าใจตัวตน ของตนตามหลักไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมิใช่ตัวตน ถอดถอน
ความเห็นผดิ หยาบๆ ละเสยี ได้ ไม่เหน็ แก่ตัวจัดแลว้ เขาอกเข้าใจในระดับหนึ่ง มีเปา้ หมายชัดเจนแล้ว
งดเว้นได้เด็ดขาดในความเชื่อผิดๆ ในการกระทำทุจริตทางกายและวาจาแล้วกระบวนการในการ
อบรม ผู้ต้องขังส่วนหนึ่งที่มีเป้าหมายร่วมกันทุกครั้ง คือ การให้ ผู้ต้องขัง เกิดจิตสำนึกรู้ดี และรู้ช่ือ
รวมทั้งผลเสียของการกระทำของตนเอง นั้นคือ เกิดกระบวนการแบบมีเหตุผล คือ ปัญญา นั้นเอง

๑๖๘ สัมภาษณ์นายสมเด็จ โกเสนตอ, หัวหน้าฝ่ายฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง เรือนจำกลางเชียงราย, ๑๔
กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๖๙ สมั ภาษณ์ นางสาวหนึง่ ฤทยั ใจมอย, นกั สงั คมสงเคราะหช์ ำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๑๘

ปัญญาจะต้องกำหนดให้เด้กเหล่านั้นไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำ ทั้งสอดคล้องกับหลักไตรสิกขา คือ
ศีล สมาธิ ปญั ญา๑๗๐

๔.๓ การบูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง
เรอื นจำชว่ั คราวดอยฮาง ในจังหวดั เชยี งราย

การหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง เช่น ๑.หลักสูตรการ
นวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ ๒.หลักสูตรการนวดฝ่าเท้าเพื่อสุขภาพ ๓.หลักสูตรการชงกาแฟและน้ำสมุนไพร
๔.หลกั สตู รช่างซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ ๕.หลักสูตรช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ ๖.หลักสตู รช่าง
ซอ่ มรองเทา้ โดยการฝึกอบรมวชิ าชีพหลกั สูตรระยะส้ันทั้ง ๖ หลกั สูตร หลักสตู รต่างที่ กล่าวถึงมาน้ี ต้องมี
กระบวนการก่อนที่จะนำมาใช้ในการฝึก ซึ่งจะเรียงลำดับในการนำมาเป็นสื่อในการสอน ซี่งประกอบไป
ด้วย ตอ้ งหาครูผู้สอนเฉพาะที่มีความรู้ในเฉพาะเร่ืองน้ันๆ อย่างหลักสูตรการนวดแผนไทยก็จะมีระยะเวลา
ในการสอนเป็นหลักสูตรในการนวด ๑ ชวั่ โมง ๒ ชัว่ โมง ๓ ชัว่ โมง และมีกระบวนท่านวดต่างๆ และการลง
ระดับแรงของลูกค้าอีกดว้ ย ส่วนหลักสตู รการชงกาแฟ กจ็ ะเนน้ สอนแต่ละสูตรของกาแฟ อาทิ เอสเพรสโซ่
อเมริกาโน่ ลาเต้ คาปูชิโน มอคค่า และสูตรน้ำสมุทรไพร เช่น น้ำมะตูม น้ำเก๊กฮวย น้ำดอกคำฝอย น้ำ
กระเจี๊ยบ น้ำตะไคร้น้ำอัญชัน น้ำมะรุม ที่สอนทำ ส่วนหลักสูตรช่างซ่อม ก็ต้องดูผู้ต้องขังอีกทีว่า เป็น
ผู้ต้องขังอะไรมาบ้าง เพราะบางสายงานอาจจะไม่เหมาะสม อย่างช่างสี เพราะผู้ต้องขังที่โดนโทษเรื่องยา
เสพตดิ มิควรจะมาฝึกวิชาชีพในด้านนี้ เพราะกลัวจะมากระทำซำ้ อีก สงิ่ เราน้ีนัน้ ต้องใช้หลกั พุทธจิตวิทยา
มาประกอบอีกด้วย เพื่อจะมีผลให้กบั ผ้ตู ้องขัง

๔.๓.๑ ความต้องการด้านการฝึกวิชาชีพของผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัด
เชียงราย

๑ นโยบายพฒั นาและสง่ เสรมิ อาชพี ให้ผตู้ ้องขังและผพู้ น้ โทษ
ด้วยกรมราชทณั ฑ์มีนโยบายพัฒนาและส่งเสริมอาชีพให้ผตู้ ้องขังและผพู้ ้นโทษเพ่ือให้
สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเลื่อมล้ำให้บคุ คล
เหล่านี้ สามารถประกอบอาชีพสุจริตเลีย้ งดูตนเองและครอบครวั หลังพน้ โทษได้ โดยไม่กลับมากระทำ
ความผิดซ้ำซึ่งการฝึกอบรมและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานหลักสูตรตามความพร้อมของเรือนจำ
และทัณฑสถานสามารถขับเคลื่อนงานด้านการฝึกวิชาชีพให้กับผู้ต้องขังเรือนจำกลางเชียงราย ได้
เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงยุติธรรมด้านการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพผู้พ้นโทษได้ เพื่อให้
ผู้ต้องขังกลับออกไปเป็นบุคคลที่สามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตนเอง และไม่สร้างภาระแก่สังคม เป็น การ
ป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำการฝึกวิชาชีพในเรือนจำเป็นการพัฒนาชีวิตของผู้ต้องขัง โดยการ
สอนให้ผู้ต้องขังทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพตนเองได้ และยังมีวิชาติดตัวเมื่อพ้นโทษออกไป โดย กรม
ราชทัณฑ์มีภารกิจในการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ให้มีความพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ ความรู้
ความสามารถก่อนออกไปใช้ชีวิตในสังคมภายนอก ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญประการหนึ่งของกรม

๑๗๐ สัมภาษณ์ นางกรรนิกา สวุ รรณ, นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ, ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๑๙

ราชทัณฑ์คือการแก้ไขพัฒนาพฤตินสิ ัย ผู้ต้องขังในระหว่างทีถ่ ูกคุมขังในเรือนจาเพื่อให้เขาเหล่านั้นได้

กลับตัวกลับใจ ปรับเปลี่ยนทัศนคติ สามารถอยูใ่ นสังคมไดอ้ ยา่ งปกติสขุ เม่ือพน้ โทษรวมทัง้ ในระหว่าง

ตอ้ งโทษได้ใช้วิกฤติเปน็ โอกาสในการพัฒนาตน เกดิ ประโยชน์แก่ตัวผู้ต้องขังเอง ครอบครัว สังคมและ

ประเทศชาติทั้งทางตรงและทางออ้ ม๑๗๑

การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาผู้ต้องขังในระยะเวลาอันสั้นหรือในช่วงชีวิตวัย

กลางคนของเขาเหล่าน้ันซึ่งได้ผ่านการใช้ชวี ิตมาอยา่ งโชกโชนหรือเคยดำรงชีวิตอยู่ในมุมมืดของสังคม

หรือเป็นผู้ด้อยโอกาสในดา้ นต่างๆ จงึ เป็นเรื่องทา้ ทายความสามารถของกรมราชทัณฑ์อยา่ งย่ิงในการที่

จะพฒั นาพฤตินสิ ยั ผตู้ ้องขังทมี่ ีความหลากหลายทง้ั อายุ เพศ พ้ืนฐานครอบครัว การศึกษา ความถนัด

บุคลิกรา่ งกาย อุปนสิ ัยรวมถึงระยะเวลาต้องโทษท่ีแตกตา่ งกัน สิง่ สำคญั ประการแรกหรือกุญแจสำคัญ

ของการดำเนินการคือการจำแนกลักษณะผู้ต้องขังเพื่อจัดกลุ่มผู้ต้องขังให้ได้รับการพัฒนา อย่าง

ถูกต้องเหมาะสมกับลักษณะแต่ละคนและจะต้องจัดทำโปรแกรมการแก้ไขให้เหมาะสม มี

ประสทิ ธิภาพเพียงพอทจ่ี ะแก้ไขและพัฒนาใหไ้ ดผ้ ลสมั ฤทธิใ์ นการทจ่ี ะคนื คนดีกลบั สสู่ งั คม ๑๗๒

กรมราชทัณฑ์ได้จัดทำโปรแกรมและหลักสูตรต่างๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ

แก้ไข บำบัดฟื้นฟู และพัฒนาผู้ต้องขังไว้หลากหลาย ทั้งโปรแกรมพื้นฐานภาคบังคับที่ผู้ต้องขังทุกคน

จะต้องเขา้ รับการอบรมต้ังแตแ่ รกเข้า ระหวา่ งถูกคุมขังและก่อนพน้ โทษ และโปรแกรมทางเลือกซึ่งจะ

จัดไว้สำหรับผู้ต้องขังที่มีพฤติกรรมซับซ้อนในลักษณะต่างๆ เป็นการแก้ไขเฉพาะราย และโปรแกรม

การพัฒนาตนเองเพื่อเพิ่มคุณค่าในตัวผู้ต้องขังตามความต้องการ ความถนัด และระยะเวลาต้องโทษ

ของแต่ละคนสำนักพัฒนาพฤตินิสัย จึงได้รวบรวมโปรแกรมต่างๆ ที่กรมราชทัณฑ์ได้จัดทำและได้

พัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมในปัจจุบันตลอดมาไว้ในเอกสารฉบับนี้เพื่อให้ ผู้เกี่ยวข้องได้

นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ แก่ผู้ต้องขังและงานราชทัณฑ์ การฝึกอบรมวิชาชีพหลักสูตรระยะสั้นมี

จำนวน ๓๙ หลกั สูตร ดงั น้ี ๑๗๓

๑. หลกั สตู รคารแ์ คร์

คุณสมบัติผู้อบรม : นกั โทษเด็ดขาดเข้าหลักเกณฑจ์ า่ ยนอก

ระยะเวลา : ๒๕ ชว่ั โมง

กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติใน

หัวข้อเทคนิคการรักษาลูกค้าให้กลับมาใช้บริการมาตรฐานในงานบริการเมื่อประเทศเข้าสู่ AEC

๑๗๑ สัมภาษณ์ นายสมรัตน์ เข็มศิริ, ผบู้ ัญชาการเรอื นจำกลาง เชียงราย, ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๗๒ เพลินใจ แต้เกษม และคณะ, “การพัฒนารูปแบบและกระบวนการพัฒนาพฤตนิ สิ ัยด้านการฝึก
อาชีพผ้ตู อ้ งขังของกรมราชทัณฑ์๕”. สำนักงานเลขาธิการสภาผแู้ ทนราษฎร, เอกสารขา่ วสารงานวจิ ัย. สืบค้น ๒๗
พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑

๑๗๓ สัมภาษณ์ นายสุทศั น์ ปันสวุ รรณ, นักทัณฑวิทยาชำนาญการพเิ ศษ, ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๒๐

พัฒนาการบรกิ ารใหเ้ หนือระดบั ครองใจลูกค้าดว้ ยบริการท่ีลกู ค้าคาดหวังอบรมการใชเ้ ครื่องมือตา่ ง ๆ

ใหเ้ กิดประสทิ ธภิ าพและอบรมการใชน้ ้ำยาต่าง ๆ สำหรบั ดูแลรถทง้ั ภายนอกและภายใน

๒. หลกั สตู รช่างตดั เย็บเสอ้ื ผ้า

คณุ สมบัตผิ ู้อบรม : นกั โทษเดด็ ขาดต้ังแต่ช้ันกลางขึ้นไป

ระยะเวลา : ๓๐ ชว่ั โมง

กรอบเน้ือหา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับชนิดและลักษณะของผ้าการเลือกวัสดุ อุปกรณ์ในการตัดเย็บ และการสร้าง

แบบและการตดั เยบ็ ผา้

๓. หลักสูตรช่างทำมุ้งลวด

คณุ สมบัตผิ ูอ้ บรม : นักโทษเดด็ ขาดตั้งแต่ชนั้ กลางขึ้นไป

ระยะเวลา : ๓๐ ชัว่ โมง

กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติใน

หวั ข้อ ความรู้เบ้อื งตน้ เกีย่ วกับมุง้ ลวด มุ้งลวดชนิดตา่ ง ๆ วัสดุอปุ กรณใ์ นการทำมุ้งลวด การเตรียมการ

ในการทำมงุ้ ลวด วธิ กี ารทำและซอ่ มแซมมงุ้ ลวด

๔. หลักสูตรช่างประปา

คุณสมบัตผิ ู้อบรม : นักโทษเดด็ ขาดตงั้ แต่ช้นั กลางขน้ึ ไป

ระยะเวลา : ๓๐ ชว่ั โมง

กรอบเน้อื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ระบบทอ่ สุขาภบิ าลการประกอบตดิ ตั้งระบบท่อสุขาภบิ าลและการตดิ ต้ังระบบท่อสุขาภิบาล

๕. หลักสูตรแปรรปู ผลผลิตทางการเกษตร

คุณสมบัตผิ ู้อบรม : นกั โทษเดด็ ขาด โดยไม่กำหนดชั้น

ระยะเวลา : ๓๐ ช่ัวโมง

กรอบเนอ้ื หา - การแปรรูปสมุนไพรไทย เป็นการฝึกอบรมให้ความรู้ ทั้ง

ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการแปรรูปสมุนไพรไทยตามขั้นตอน อาทิ การทำน้ำสมุนไพร

น้ำพริกสมนุ ไพร ผลติ ภัณฑท์ ำความสะอาดผวิ กาย และผลติ ภณั ฑ์บำรงุ ผวิ เป็นตน้

- การแปรรูปผักและผลไม้ เป็นการฝึกอบรมให้ความรู้ ท้ัง

ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการแปรรูปผักและผลไม้ อาทิ การทำผักดอง ผลไม้แช่อิ่ม น้ำผัก

ผลไม้ตามฤดกู าล ผักผลไมแ้ ช่อ่ิม ผักผลไม้อบแหง้

- การแปรรูปเนื้อสัตว์และผลผลิตจากสัตว์ เป็นการฝึกอบรม ให้

ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการแปรรูปเนื้อสัตว์และผลผลิตจากสัตว์ เช่น สุกร ไก่

เนอ้ื วัว กุง้ หอย ปู ปลา อาทิ การหมักดอง การทำเคม็ การทำหมหู ยอง หม/ู เน้ือแดดเดยี ว แหนม ไส้

กรอก

๑๒๑

๖. หลักสตู รแกะสลักผกั ผลไม้

คณุ สมบัตผิ ูอ้ บรม : นักโทษเดด็ ขาดตั้งแตช่ ้ันกลางขึน้ ไป

ระยะเวลา : ๓๐ ช่ัวโมง

กรอบเนื้อหา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

เกี่ยวกับการตัดหั่น และแกะสลักผัก เพื่อตกแต่งจานอาหาร อาทิ แตง แครอท มะเขือเทศ พริก การ

ปอก คว้าน และแกะสละผลไม้เพื่อการต้อนรับ อาทิ การปอกมะละกอสุก สับปะรด แตงโม แคนตา

ลปู การควา้ นเงาะ สละ การแกะสลกั ชมพู่ พุทรา ฝร่งั เป็นต้น

๗. หลกั สตู รช่างซ่อมรถจกั รยาน

คณุ สมบัตผิ อู้ บรม : นกั โทษเดด็ ขาดตัง้ แตช่ ั้นกลางข้นึ ไป

ระยะเวลา : ๓๐ ช่ัวโมง

กรอบเนื้อหา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

เกี่ยวกับงานเลือก เตรียม ใช้ และบำรุงรักษาเครือ่ งมือ เครื่องจักรและวัสดุอุปกรณ์จักรยาน งานถอด

ประกอบรถจักรยาน งานบำรุงรักษาและตรวจสอบบริการรถจักรยานตามระยะเวลาที่กำหนด และ

งานประมาณราคาคา่ บรกิ ารรถจกั รยานเชงิ ธุรกิจ

๘. หลกั สูตรลา้ งเคร่ืองปรับอากาศ

คุณสมบตั ผิ ู้อบรม : นกั โทษเด็ดขาดต้งั แต่ชั้นกลางขนึ้ ไป

ระยะเวลา : ๓๐ ชั่วโมง

กรอบเน้อื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

เกี่ยวกับการไฟฟ้าเบื้องต้น หลักการทำความเย็น เครื่องมือวัด การถอดประกอบเครื่องปรับอากาศ

แบบติดผนงั และแบบตง้ั แขวน การล้างทำความสะอาดเคร่ืองปรบั อากาศ และการประกอบอาชีพล้าง

เครอ่ื งปรบั อากาศ

๙. หลักสูตรชา่ งซอ่ มรองเทา้

คุณสมบัตผิ ูอ้ บรม : นักโทษเดด็ ขาดตงั้ แต่ชัน้ กลางขนึ้ ไป

ระยะเวลา : ๓๐ ชว่ั โมง

กรอบเนือ้ หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ในหัวข้อการใช้เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการซ่อมรองเท้า การจัดเก็บรักษาวัสดุ อุปกรณ์ วิธีการ

ซ่อมเปลี่ยนซับในพื้นรองเท้าและการซ่อมหนังหน้ารองเท้า วิธีการซ่อมพื้นรองเท้า/การตอกตะปู/

ติดกาว/เย็บมือด้วยเข็มขอ วิธีการซ่อมส้นรองเท้าสตรี/บุรุษ การเจียส้นรองเท้า/ติดกาว/ตอก ตะปู

วธิ กี ารซอ่ มสรี องเท้าและวธิ ีการเกบ็ รายละเอียดและตกแตง่ ช้ินงานระยะสดุ ทา้ ย

๑๐. หลกั สตู รผู้ชว่ ยบรรณารักษ์และซอ่ มหนงั สือและเทคโนโลยสี ารสนเทศ

คุณสมบตั ิผู้อบรม : นกั โทษเด็ดขาด โดยไมก่ ำหนดชั้น

ระยะเวลา : ๔๐ ชว่ั โมง

กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดที่เข้ารับการอบรมต้องได้รับการอบรมเนื้อหา

เกี่ยวกับระบบห้องสมุดอัตโนมัติ ทรัพยากรสารสนเทศ การลงรายการบรรณานุกรมหนังสือ และ

วารสารการจัดให้บริหารและการสืบค้น การจัดกิจกรรมส่งเสรมิ การอ่าน การซ่อมบำรุงรักษาหนังสือ

๑๒๒

การประเมินความรู้หลังการอบรมวิชาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows

การจัดการระบบขอ้ มลู และหลักสตู รMicrosoft office Word ๒๐๐๓

๑๑. หลกั สตู รการจัดโตะ๊ อาหาร

คณุ สมบัตผิ ู้อบรม : นกั โทษเด็ดขาดตง้ั แต่ชนั้ กลางข้นึ ไป

ระยะเวลา : ๔๒ ชว่ั โมง

กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี และ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการบริการห้องอาหาร เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในด้าน

ความปลอดภัย และการป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดจากการทำงาน การดูแลรักษาสภาพแวดล้อมและ

สถานที่ทำงานและสุขอนามัยด้านการประกอบอาหาร การเตรียมความพร้อมเครื่องแต่งกาย การ

ปฏิบัติงาน จัดโต๊ะอาหารและสถานที่ห้องอาหาร การจัดเตรียมอุปกรณ์ การรับคำสั่ง บริการเสิร์ฟ

การใช้งานและการดแู ลรักษาอปุ กรณ์ เครอ่ื งมือ เครือ่ งใชใ้ นการปฏิบัติงาน

๑๒. หลกั สตู รชา่ งตดั ผมชาย

คณุ สมบตั ิผู้อบรม : นกั โทษเดด็ ขาดตั้งแตช่ ้ันกลางขึ้นไป

ระยะเวลา : ๕๐ ช่วั โมง

กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ การจัดเก็บ การบำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ในงานช่างตัดผม มีความรู้

ความเขา้ ใจในการฝึกทักษะ และการมเี จตคติ ทด่ี ใี นการประกอบอาชพี

๑๓. หลกั สูตรช่างเสรมิ สวย

คณุ สมบัตผิ อู้ บรม : นกั โทษเดด็ ขาดตงั้ แตช่ ้ันกลางขน้ึ ไป

ระยะเวลา : ๕๐ ช่วั โมง

กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ การจัดเก็บ การบำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ในงานช่างเสริมสวย มีทักษะ

ในการสระ ซอย เซท็ ทำสีผม ตามรูปแบบตา่ ง ๆ และการมีเจตคตทิ ่ดี ใี นการประกอบอาชีพ

๑๔. หลักสูตรการปรงุ กาแฟสดและเครื่องดม่ื เพือ่ สขุ ภาพ

คุณสมบตั ผิ ู้อบรม : นักโทษเด็ดขาดตั้งแตช่ น้ั กลางขนึ้ ไป

ระยะเวลา : ๕๐ ชัว่ โมง

กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับเครื่องดื่มสุขภาพ คุณค่าแห่งผักผลไม้ สมุนไพรในการบำบัด ประโยชน์และโทษ

ของกาแฟ การปรงุ เคร่ืองดมื่ กาแฟและเคร่ืองดื่มเพื่อสุขภาพเครอ่ื งมือและวัตถุดิบ สตู รในการทำ และ

เทคนคิ วธิ ดี มื่ ทถ่ี กู ต้อง

๑๕. หลกั สตู รแมบ่ ้านและพนกั งานบรกิ าร

คณุ สมบัตผิ ้อู บรม : นกั โทษเดด็ ขาดตง้ั แตช่ ้นั ดขี น้ึ ไป

ระยะเวลา : ๖๐ ชั่วโมง

กรอบเนือ้ หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏบิ ัตเิ ก่ียวกับงานแมบ่ า้ นและการบรกิ าร บุคลกิ ภาพและมารยาท การสุขาภิบาล ความปลอดภยั

ในการทำงานอุปกรณ์ทำความสะอาด อปุ กรณ์เคร่ืองนอน ความรูเ้ รอ่ื งผา้ ต่างๆ การจดั ดอกไม้ประดับ

๑๒๓

ตกแต่งสถานที่และโต๊ะอาหารการแกะสลักผักผลไม้ ตกแต่งจานอาหารความรู้เรื่องอาหารและ

เครอ่ื งด่ืม การบริการอาหารและเคร่อื งดม่ื รูปแบบการบริการการตอ้ นรับแขก

๑๖. หลักสตู รช่างซ่อมเครือ่ งยนตเ์ ล็กเพอ่ื การเกษตร

คุณสมบตั ผิ ู้อบรม : นกั โทษเด็ดขาดตง้ั แตช่ ัน้ กลางข้นึ ไป

ระยะเวลา : ๖๐ ชั่วโมง

กรอบเนือ้ หา : นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับระบบต่าง ๆ ของเครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกสร การถอดและประกอบชิ้นส่วน

เครอ่ื งยนตเ์ ล็กเพื่อการเกษตร การวินจิ ฉัยข้อขัดขอ้ งและซอ่ มเครอ่ื งยนต์เล็กเพื่อการเกษตร

๑๗. หลักสตู รชา่ งซอ่ มเครอ่ื งปรบั อากาศขนาดเลก็

คณุ สมบตั ผิ ู้อบรม : นักโทษเดด็ ขาดต้งั แตช่ ้นั กลางข้ึนไป

ระยะเวลา : ๖๐ ช่วั โมง

กรอบเนอื้ หา : นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจตลอดจนทัศนคติ ติดการประกอบอาชีพช่าง

เครื่องปรับอากาศ การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ การบริการเครื่องปรับอากาศ ตลอดจนจัดเกบ็

และบำรุงรักษาได้อย่างถูกวิธีและปลอดภัยการตรวจซ่อมค้นหาสาเหตุและการแก้ไขข้อขัดข้องระบบ

ตา่ ง ๆ ของเคร่ือง ปรบั อากาศและมคี วามพร้อมก่อนเขา้ ทำงาน

๑๘. หลกั สตู รชา่ งเดินสายไฟฟ้าในอาคาร

คณุ สมบัตผิ ูอ้ บรม : นกั โทษเด็ดขาดต้ังแต่ช้ันกลางขน้ึ ไป

ระยะเวลา : ๖๐ ชวั่ โมง

กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับงานเดินสายไฟฟ้า ความปลอดภัยในการทำงานการเดินสายไฟฟ้า การอ่านและ

เขียนแบบวงจรไฟฟ้า บริภัณฑ์ไฟฟ้า (อุปกรณ์ไฟฟ้า) การใช้เครื่องมือในการเดินสายไฟฟ้า การเดิน

สายไฟฟ้าการตรวจสอบวงจรไฟฟา้ และการวดั และประเมินผล

๑๙. หลกั สตู รช่างเชื่อมโลหะ

คณุ สมบัติผ้อู บรม : นกั โทษเด็ดขาดต้งั แตช่ ัน้ กลางขึ้นไป

ระยะเวลา : ๖๐ ชั่วโมง

กรอบเนื้อหา : นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน เครื่องเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือและอุปกรณ์ประกอบลวดเชื่อม

หุ้มฟลักซ์ สัญลักษณ์การเชื่อมและรอยต่อในงานเชื่อมและรอยต่อในงานเชื่อม การตรวจสอบและ

คุณภาพของงานเชื่อม การเชื่อมเดินแนว การเชื่อมชิ้นงานแผ่นต่อเกย ท่าระดับ ท่าตั้งเชื่อมขึ้น และ

ท่าเหนือศรีษะ การเชื่อมงานแผ่นต่อตัวที ท่าระดับและท่าตั้งเชื่อมขึ้น และท่าเหนือศรีระ การเชื่อม

งานแผ่นตอ่ มุมท่าระดับ ท่าตัง้ เชอื่ มขนึ้ และทา่ เหนือศรีระ การเชอ่ื มงานแผ่นตอ่ แผน่ ท่าต้ังเชอื่ มขึน้

๑๒๔

๒๐. หลกั สูตรชา่ งทาสอี าคารตกแตง่

คุณสมบตั ผิ ูอ้ บรม : นกั โทษเด็ดขาดตัง้ แตช่ ้ันกลางขึน้ ไป

ระยะเวลา : ๖๐ ชว่ั โมง

กรอบเนื้อหา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานการใช้และบำรุงรักษาเครื่องมืองานสี ทฤษฎีช่างสี

การเตรียมอุปกรณ์นั่งร้านไม้ไผ่ การตั้งและรื้อนั่งร้านไม้ไผ่ การทาสีรองพื้นและสีทับหน้า การทาสี

ลวดลาย การทาสีพื้นผิวขรุขระ การตกแต่งผิวสีทับหน้า การอ่านแบบ การประมาณราคางานสี และ

การวดั และประเมนิ ผล

๒๑.หลกั สตู รชา่ งอลมู ิเนียม

คณุ สมบตั ิผูอ้ บรม : นกั โทษเดด็ ขาดตง้ั แต่ชัน้ กลางขึ้นไป

ระยะเวลา : ๖๐ ชวั่ โมง

กรอบเน้ือหา : นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน วัสดุและอุปกรณ์งานโครงอะลูมิเนียม การใช้

บำรุงรกั ษาเคร่อื งมอื การอ่านแบบงานโครงอะลูมิเนยี ม การประมาณราคา และการวดั ประเมินผล

๒๒. หลักสตู รชา่ งกระจก

คณุ สมบตั ผิ ูอ้ บรม : นักโทษเด็ดขาดตง้ั แตช่ ั้นกลางขน้ึ ไป

ระยะเวลา : ๖๐ ชวั่ โมง

กรอบเนือ้ หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานกระจก วัสดุและอุปกรณ์งานโครงอะลูมิเนียม การใช้

และบำรุงรักษาเครื่องมือ การทำวงกบประตู หน้าต่าง ช่องแสง การทำหน้าต่างบานกระทุ้ง การทำ

หน้าต่างบานเลื่อน การทำมุ้งลวดบานเลื่อน การทำบานประตูสวิง การตัดกระจก การอ่านแบบงาน

โครงอะลมู ิเนียม การประเมินราคา และการวดั และประเมนิ ผล

๒๓. หลกั สูตรช่างก่ออิฐฉาบปนู

คณุ สมบัติผู้อบรม : นกั โทษเด็ดขาดตั้งแตช่ น้ั กลางขึน้ ไป

ระยะเวลา : ๖๖ ชว่ั โมง

กรอบเนื้อหา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการก่ออิฐมอญ ครึ่งแผ่น – เต็มแผ่น การก่ออิฐมอญเสาสี่เหลี่ยมการก่ออิฐบล็อก

การจบั เหลี่ยมเสา และการฉาบปูน

๒๔. หลกั สูตรประกอบอาหารไทย

คุณสมบตั ผิ ู้อบรม : นกั โทษเด็ดขาดตงั้ แต่ชั้นกลางขึน้ ไป

ระยะเวลา : ๙๐ ช่ัวโมง

กรอบเนอื้ หา : นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการฝึกจะได้รับการฝึกทั้งภาคทฤษฎี

และภาคปฏิบัติเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอาหารไทย ประเภทอาหารว่าง ประเภทอาหารคาว

ประเภทอาหารหวาน ประเภทเครื่องปรงุ และประเภทน้ำพรกิ

๑๒๕

๒๕. หลกั สตู รพฒั นาผลิตภัณฑเ์ บเกอร่ี

คุณสมบตั ิผอู้ บรม : นกั โทษเด็ดขาดต้ังแตช่ น้ั กลางขน้ึ ไป

ระยะเวลา : ๙๐ ชัว่ โมง

กรอบเนื้อหา : นักโทษเด็ดขาดจะต้องเข้ารับการฝึกจะได้รับการฝึก ท้ัง

ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเก่ียวกับประเภท ชนิด และคุณลักษณะของเบเกอรี่ วัตถุดิบและคณุ สมบัติ

ท่มี ีผลต่อคณุ ลกั ษณะ และคุณภาพของผลติ ภณั ฑ์เบเกอร่ี เทคนิคการผลติ การจัดเก็บและคณุ ภาพ

๒๖. หลกั สตู รช่างเยบ็ จักรอตุ สาหกรรม (ผ้า)

คุณสมบตั ิผอู้ บรม : นักโทษเด็ดขาดต้ังแตช่ น้ั กลางขึน้ ไป

ระยะเวลา : ๙๖ ชั่วโมง

กรอบเน้ือหา : นักโทษเด็ดขาดจะได้รับการฝึกทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ความปลอดภัยในการทำงานความรู้พื้นฐานการใช้จักรอุตสาหกรรม การเย็บประกอบชิ้นงาน

(กระดาษ) การเย็บประกอบชิน้ งาน (ผ้า)การใช้งานจกั รโพ้ง/จักรลาขั้นพื้นฐาน เทคนิคและวิธีการโพง้

ผา้ แบบตา่ ง ๆ เทคนิคและวิธีการลาผ้าแบบต่าง ๆ และการวัดและประเมนิ ผล

๒๗. หลกั สตู รนวดไทยเพอื่ สขุ ภาพ

คณุ สมบัตผิ อู้ บรม : นกั โทษเดด็ ขาดเขา้ รบั การอบรมได้ โดยกำหนดชั้นดมี ากข้นึ ไป

ระยะเวลา : ๑๕๐ ชว่ั โมง

กรอบเนอื้ หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ

ภาคปฏบิ ตั ิ จำนวน ๔ หมวดวชิ า คอื

๑. หมวดวทิ ยาศาสตร์สภุ าพ เกยี่ วกับร่างกายของเรา (กายวภิ าคศาสตรท์ ัว่ ไป)

๒. หมวดการแพทยแ์ ผนไทย เกย่ี วกับทฤษฎกี ารแพทยแ์ ผนไทยเภสัชกรรมไทยเบ้ืองตน้

๓. หมวดการนวดไทย เกี่ยวกับประวัติองค์ความรู้และการประยุกต์ใช้ในการนวดไทย

เส้นประธานสิบกับการเกิดโรค การตรวจร่างกายเบื้องต้น การนวดไทยเพื่อสุขภาพ การดัดตน การ

บนั ทกึ ผลการนวด การนวดไทยแก้ไขอาคารที่พบบอ่ ย การทบทวนการนวดไทยเพอ่ื สขุ ภาพ

๔. หมวดกฎหมายและจริยธรรม เกี่ยวกับกฎหมายวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ธรรมะกับ

สมาธิ

๒๘. หลกั สตู รช่างสิบหมู่

๑) ช่างบุดนุ

คณุ สมบตั ิผ้อู บรม : นักโทษเดด็ ขาดต้ังแต่ชั้นกลางขึน้ ไป

ระยะเวลา : ๒๕๐ ชั่วโมง

กรอบเนื้อหา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเกี่ยวกับความสำคัญและความ

เปน็ มาของการทำบดุ ุนอันเปน็ เอกลักษณ์ของความเปน็ ไทยการปลูกฝงั ผเู้ ข้ารับการฝึกอบรมใหม้ ีจิตใต้

สำนกึ ในการอนุรักษ์ศิลปวัฒน ธรรมของคนไทย พร้อมท้งั อบรมจรยิ ธรรม คุณธรรม ให้มีความกตัญญู

กตเวทิตา ระลึกถึงคุณบิดามารดาบุพการี ครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ สอนประวัติความเป็นมาสอน

ประวัติการบุดุน เรือนรู้เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ การออก แบบลวดลาย การเตรียมชัน การสลักลาย

เดนิ เส้น การสลกั ดุนนนู การย้ำลายเสน้ และสุดทา้ ยการตกแตง่ ผิว

๑๒๖

๒๙. การเขยี นภาพจติ รกรรมไทย

คุณสมบัตผิ ้อู บรม : นักโทษเด็ดขาดตัง้ แตช่ ั้นกลางข้ึนไป

ระยะเวลา : ๓๐๐ ชั่วโมง

กรอบเน้อื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเกี่ยวกับความสำคัญและความ

เป็นมาของการเขียนภาพจิตรกรรมไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย การปลูกฝัง ผู้เข้ารับการ

ฝึกอบรมให้มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของคนไทย พร้อมทั้งอบรมจริยธรรม คุณธรรม

ให้มีความกตัญญูกตเวทิตา ระลึกถึงคุณบิดามารดาบุพการี ครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ สอนประวิ

ศาสตร์ ศลิ ปะไทยโบราณ และศลิ ปะไทยร่วมสมัย สอนใหร้ จู้ กั ลายกนกไทย ลายเครอื วัลยฯ์ ภาพพระ

นาง ยักษ์ ลงิ และองค์ประกอบในงานศลิ ปะไทยอ่นื ๆ ตลอดจนการใชว้ สั ดุและแหลง่ ท่มี า

๓๐. ช่างสลกั (งานแทงหยวก)

คุณสมบัตผิ อู้ บรม : นกั โทษเดด็ ขาดต้ังแต่ชัน้ กลางขนึ้ ไป

ระยะเวลา : ๔๐๐ ชัว่ โมง

กรอบเน้อื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนถึงขั้น

สูงเริ่มจากประวัติความเป็นมาของงานแทงหยวก สกุลช่างต่างๆ ลวดลายที่นิยมใช้กัน วิธีการเลือก

หยวกกลว้ ยการใชม้ ดี แทงหยวก การลบั มดี การบำรุงรกั ษามีดแทงหยวก การสาบกระดาษสี จนถึงข้ึน

ตอนการประกอบ

๓๑. การทำหวั โขน

คุณสมบัติผอู้ บรม : นักโทษเด็ดขาดตัง้ แตช่ ั้นกลางขึน้ ไป

ระยะเวลา : ๒๕๐ ช่ัวโมง

กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเกี่ยวกับความสำคัญและความ

เป็นมาของการทำหัวโขน อันเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย การปลูกฝังผู้เข้ารับการฝึกอบรมให้มี

จิตสำนึกในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของคนไทย พร้อมทั้งอบรมจริยธรรม คุณธรรมให้มีความ

กตัญญูกตเวทิตา ระลึกถึงคุณบิดามารดาบุพการี ครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ สอนประวัติศาสตร์ของ

โขน สอนให้รู้จักลายกนกไทย ลายเครือวัลย์ ประวัติวรรณคดี บทพระราชนิพนธ์รัชการต่างๆ

ตลอดจนการใชว้ สั ดแุ ละแหล่งทม่ี า

๓๒. การทำและเชดิ หนุ่ กระบอก

คุณสมบตั ผิ ูอ้ บรม : นกั โทษเดด็ ขาดตัง้ แตช่ ้นั กลางข้นึ ไป

ระยะเวลา : ๒๐๐ ชัว่ โมง

กรอบเนอ้ื หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเกี่ยวกับความสำคัญและ ความ

เป็นมาของงานหุ่นกระบอก อนั เป็นเอกลักษณ์ของความเปน็ ไทย การปลกู ฝงั ผเู้ ข้ารับ การฝึกอบรมให้

มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของคนไทย พร้อมทั้งอบรมจริยธรรม คุณธรรมให้มีความ

กตัญญูกตเวทิตา ระลึกถึงคุณบิดามารดาบุพการี ครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ สอนประวัติศาสตร์ความ

เป็นมาของหุ่นกระบอก เรียนรู้วัสดุอุปกรณ์ในการทำ การทำชิ้นงานหุ่นกระบอก รู้จักตัวพระ ตัวนาง

และเคร่อื งประดับตา่ ง ๆ

๑๒๗

๓๓. หลกั สูตาช่างไมเ้ คร่อื งเรือน

คณุ สมบัตผิ ูอ้ บรม : นกั โทษเด็ดขาดตงั้ แตช่ ั้นกลางข้ึนไป

ระยะเวลา : ๒๕๐ช่วั โมง

กรอบเนอื้ หา : นักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเกี่ยวกับความสำคัญและความ

เปน็ มาของชา่ งไมท้ ม่ี ีทกั ษะและฝมี ือในการที่งานหลกั ดำเนินการคือการตัดการสร้างและการตดิ ต้ังวัสดุ

ก่อสร้างในระหว่างการก่อสร้างอาคาร , เรือ , สะพานไม้ โดยนักโทษจะได้ลงมือปฏิบัติงานจริงต้ังแต่

ข้นั ตอนการเลือกไม้ การตดั ไม้ การผลติ ตู้ และการสร้างเฟอนิเจอรจ์ นสามารถทำชนิ้ งานได้สำเร็จ

๓๔. หลักสูตรการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต

ผู้ต้องขังภายใต้โครงการกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

(หลกั สตู ร ๕ เดือน)

คณุ สมบตั ิผูต้ อ้ งขงั : นักโทษเด็ดขาด ตั้งแต่ชั้นดีขึ้นไป กระทำผิดครั้งแรกและจำคุก

มาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๔ ของกำหนดโทษครั้งสุดท้าย กำหนดโทษเหลือจำต่อไปไม่เกิน ๗ ปี

สำหรับทัณฑสถานเปิดเอกเทศและไม่เกิน ๕ ปี สำหรับเรอื นจำชว่ั คราว

ระยะเวลา : ๕ เดอื น

กรอบเนอ้ื หา : กรมราชทัณฑ์ ได้จัดทำหลักสูตรการน้อมนำปรัชญา ของ

เศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตของผู้ต้องขัง ภายใต้โครงการกำลังใจในพระดำริพระ

เจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพชั รกิตยิ าภา (หลักสตู ร ๕ เดอื น) ซงึ่ ในปงี บประมาณ ๒๕๖๐ จะดำเนนิ การ

อบรมผู้ต้องขังในเรือนจำ/ทัณฑสถาน จำนวน ๑๐ แห่ง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของเจ้าหน้าที่

เรอื นจำ/ทณั ฑสถาน โดยม่งุ หวังให้ผู้ต้องขังมีความรทู้ ง้ั ภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เกิดทกั ษะ ความชำนาญ

สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันและพึ่งพาตนเองได้ภายหลังพ้นโทษ ไม่หวน

กลับมากระทำผิดซ้ำอีกและเป็นการสนองตอบพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

ในการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียงมาปรบั ใช้ในเรือนจำ และเปน็ การบริหารจัดการพ้ืนที่เรือนจำ

ชั่วคราว/ทัณฑสถานเปิด เพื่อให้สามารถดำเนินการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังด้านการเกษตร ด้าน

เกษตรกรรม ได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ เกิดความต่อเนอื่ งย่งั ยืน และเกดิ ประโยชนส์ งู สุด

๓๕. หลกั สตู รการกฬี า (มศว.)

คณุ สมบตั ิผู้ตอ้ งขัง : นกั โทษเด็ดขาด โดยไม่กำหนดช้ัน

ระยะเวลา : ๙ เดือน (ภาคเรยี นละ ๔.๕ เดอื น)

กรอบเนอ้ื หา :

มวยไทย (จำนวน ๒๗๐ ชั่วโมง) นักโทษเด็ดขาดต้องเขา้ รบั การอบรมเกี่ยวกับประวัติของ

กีฬามวยไทย การไหว้ครู ทักษะการเคลื่อนที่เบื้องต้น ทักษะการยืน ทักษะการกำหมัด และการชก

ทักษะการเตะ ทกั ษะการเขา่ ทักษะการใชศ้ อก ทักษะเชิงมวย การต่อสู้ กตกิ าและการตดั สนิ

มวยสากลสมัครเล่น (จำนวน ๒๗๐ ชั่วโมง) นักโทษเด็ดขาดตอ้ งเข้ารับการอบรมเกี่ยวกบั

ประวัติของกีฬามวยสากล สมรรถภาพทางกายและการเสริมสร้างของกีฬามวยสากล ทักษะการ

เคลอ่ื นท่ีเบ้อื งต้น ทักษะการยืน ทักษะการกำหมัดและการชก ทักษะเชงิ มวย การตอ่ สู้ กติกาและการ

ตดั สิน

๑๒๘

ฟุตซอล (จำนวน ๒๗๐ ชั่วโมง) นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับประวัติของ

กีฬาฟุตซอล การเคลื่อนไหวในการเล่นกีฬาฟุตซอล การรับและการส่งลูกด้วยข้างเท้าด้านใน การรับ

และการส่งลูกด้วยข้างเท้าด้านนอกการรับและการส่งลูกด้วยหลังเท้า การรับลูกกลางอากาศ การใช้

ศรีษะ (โหม่งบอล) การเลี้ยงลูกบอล ฝึกการยิงประตู การฝึกเล่นทีมแบบต่าง ๆ กติกาและความ

ปลอดภยั ในการเล่นกีฬาฟุตซอล

ตะกร้อ (จำนวน ๒๗๐ ชั่วโมง) นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับประวัติ

ประโยชนข์ องกีฬาตะกร้อ การฝกึ ทักษะของการเลน่ กีฬาตะกร้อ การเสริฟลูก การฝึกเลน่ เป็นทมี กฎ

กติกา และระเบยี บการแขง่ ขัน

วอลเลย์บอล (จำนวน ๒๗๐ ชั่วโมง) นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารบั การอบรมเกี่ยวกับประวัติ

ความเป็นมาของกีฬาวอลเลย์บอลการเลือกและการรักษาอุปกรณ์ ทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้น

ทักษะการเลน่ ลูกสองมือล่าง (การอนั เดอร์)การเล่นลูกสองมือบน (การเซต) การตบ การสง่ ลกู (เสริฟ)

การเลน่ ระบบทมี กตกิ า การตัดสิน

๓๖. ฝึกทักษะวิชาชพี ในสถานประกอบการนอกเรอื นจำ

คณุ สมบัติผู้ตอ้ งขัง : ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการจ่ายนักโทษเด็ดขาดออก

ทำงานฝกึ วชิ าชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจำ พ.ศ. ๒๕๕๙

- หลกั สตู รเตรียมความพร้อมก่อนออกทำงานฝกึ วิชาชพี ในสถานประกอบการนอกเรือนจำ

ระยะเวลา : ๓ - ๕ วนั

กรอบเน้ือหา : ผู้ต้องขังได้รับการอบรมเกี่ยวกับสถานประกอบการกิจวัตร

ประจำวนั ของผตู้ อ้ งขงั กฎระเบียบของเรอื นจำ วินยั ของผู้ต้องขัง การเย่ยี ม สง่ิ ของต้องหา้ ม การเขียน

คำร้อง การรกั ษาพยาบาล สทิ ธิประโยชน์ กายบริหาร

๓๗. ฝึกทกั ษะวิชาชีพงานบริการสาธารณะ

คณุ สมบัติผตู้ อ้ งขงั : ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการส่งนักโทษเดด็ ขาดออกไป

ทำงานสาธารณะนอกเรือนจำ พ.ศ.๒๕๓๕

- หลกั สูตรเตรยี มความพร้อมก่อนออกทำงานฝึกทักษะวิชาชพี งานบริการสาธารณะ

ระยะเวลา : ๓ - ๕ วนั

กรอบเนอื้ หา : ผู้ต้องขังได้รับการอบรมเกี่ยวกับการทำงานบริการสาธารณะ

กิจวัตรประจำวันของผู้ต้องขัง กฎระเบียบของเรือนจำ วินัยของผู้ต้องขัง การเยี่ยม สิ่งของต้องห้าม

การเขยี นคำร้องการรกั ษาพยาบาล สิทธิประโยชน์ กายบรหิ าร

๓๘. การอบรมเตรยี มความพร้อมกอ่ นปลอ่ ยแบบเข้มขน้ (เรือนจำโครงสรา้ งเบา)

คุณสมบัตผิ ตู้ อ้ งขัง : นักโทษเดด็ ขาดที่ใกลพ้ ้นโทษ และเข้าเกณฑพ์ ักการลงโทษ

ระยะเวลา : ๑๒ สปั ดาห์ (จำนวน ๗๑๔ ชั่วโมง)

กรอบเนอื้ หา : เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังแบบเข้มข้น ทั้งในด้านร่างกาย

จิตใจ ความคิด สติปัญญา อารมณ์ และวชิ าชพี โดยแยกเป็นกลุ่มเนื้อหาในการเตรยี มความพร้อมเพ่ือ

กลบั คนื สู่สงั คม แบ่งเป็นดา้ นตา่ งๆ ดังน้ี

๑. การพัฒนาด้านร่างกาย / ฝึกระเบียบ สร้างเสริมวินัย ประกอบด้วยเนื้อหา การฟื้นฟู

สมรรถภาพรา่ งกายของผู้ต้องขัง การฝกึ ระเบียบแถวเพ่ือให้ผตู้ ้องขงั ได้รับการเตรียมตัว มีความพร้อม

๑๒๙

ด้านร่างกาย มีความแข็งแรง อดทน สร้างเสริมระเบียบวินัย สร้างความสามัคคี เป็นการเตรียมความ

พร้อมเพื่อเข้าสู่กิจกรรมอื่นๆ จำนวน ๖ สัปดาห์ ๔๒ วัน ๆ ละ ๗ ชั่วโมง (๒๙๔ ชั่วโมง) โดยใช้

หลักสูตรการฝกึ ทหารใหมข่ องกองทัพบก

๒. การพัฒนาด้านจิตใจ / ความคิด / ทักษะการใช้ชีวิตเพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม

กระบวนการคดิ และการเสริมสรา้ งความเข้มแขง็ ในด้านจิตใจมที ักษะในการใช้ชีวิต สามารถหลีกเลี่ยง

สถานการณ์ท่ีมคี วามเสย่ี งต่อการกระทำผิดโดยเนน้ การเรยี นรู้ และการปฏิบัติตามหลกั ทางศาสนาต่าง

ๆ ภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัตจิ ำนวน ๑๒ สปั ดาห์ ๘๔ วนั ๆ ละ ๒ ช่วั โมง (๑๖๘ ชั่วโมง)

๓. การเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ / ครอบครัว / บูรณาการความร่วมมือกับสังคมเพ่ือ

เตรียมความพร้อมการฝึกทักษะอาชีพ การประกอบอาชีพอิสระ การทำงานในสถานประกอบการ

การให้คำแนะนำปรึกษาด้านอาชีพ การสร้างความสมั พันธ์ในครอบครัว บูรณาการภาคสังคมเข้ามามี

ส่วนร่วมให้ความรู้ ทำความรู้จักคนุ้ เคย เพ่อื ส่งต่อและประสานงานการใหค้ วามช่วยเหลือ เมือ่ ผู้ตอ้ งขัง

พ้นโทษกลบั เขา้ สูค่ รอบครวั และสงั คม (จำนวน ๒๕๒ ชั่วโมง)

๓.๑ ฐานการเรียนรู้ และฝึกฝนทักษะการประกอบอาชีพ ทั้งอาชีพอิสระส่วนตัว

และการเข้าทำงาน ในสถานประกอบการ ความรู้อาชีพอิสระต่างๆ การแนะนำแหล่งงาน การนำ

ผ้ปู ระกอบการเข้ามาให้คำแนะนำในการทำงาน การรับสมคั รงาน (จำนวน ๑๒๖ ช่ัวโมง)

๓.๒ ฐานการใหค้ ำปรึกษา (Counseling) เกยี่ วกบั การวางแผนการดำเนนิ ชีวิต การ

ประกอบอาชีพแนะนำหน่วยงานทีส่ ามารถขอรับความช่วยเหลือในดา้ นต่างๆ เช่น ทุนประกอบอาชีพ

การสงเคราะหค์ รอบครัว การรักษาพยาบาลเมื่อเจบ็ ปว่ ย เปน็ ต้น (จำนวน ๗๒ ชั่วโมง)

๓.๓ ฐานการเตรียมความพร้อมครอบครัว และชุมชน การปฏิบัติตัวในระหว่าง การ

คุมประพฤติ การส่งต่อและประสานงานการให้ความช่วยเหลือกับหน่วยงานท้องถิ่น เช่น อบต. อบจ.

(จำนวน ๕๔ ช่ัวโมง)

๓๙. หลักสตู ร “อบรมกอ่ นพ้นโทษ”

คณุ สมบัตผิ ูต้ อ้ งขงั : นักโทษเด็ดขาดท่ีใกลพ้ ้นโทษ และเข้าเกณฑพ์ ักการลงโทษ

ระยะเวลา : ๓๐ ชั่วโมง

กรอบเนอื้ หา : เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังแบบเข้มข้น ทั้งในด้านร่างกาย

จติ ใจ ความคดิ สติปญั ญา อารมณ์ และวชิ าชพี โดยแยกเปน็ กลุ่มเนื้อหาในการเตรียมความพร้อมเพ่ือ

กลับคนื สู่สงั คม

๔.๓.๒ หลกั สูตร ทกี่ รมราชทัณฑ์มีนโยบายให้เรอื นจำชัว่ คราว ดอยฮาง จังหวดั เชียงราย

จากหลักสูตร จำนวน ๓๙ หลักสูตร ที่กรมราชทัณฑ์มีนโยบายให้เรือนจำชั่วคราว

ดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ดำเนินงานจัดกิจกรรม เพื่อแก้ไข ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง

ด้วยการจัดฝึกอบรมวิชาชีพ เป็นการสร้างโอกาส ในการพัฒนาศักยภาพของผู้ต้องขัง ให้ผู้ต้องขัง

สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรม ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวภายหลังพ้น

โทษ โดยที่ไม่หวนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีก ตามวัตถุประสงค์การวิจัยที่กล่าวว่า ความต้องการ

ด้านการฝกึ วชิ าชีพของผู้ต้องขังเรือนจำช่ัวคราว ดอยฮาง จงั หวัดเชียงราย ผลการวิจัยพบว่า ผู้ต้องขัง

๑๓๐

เรอื นจำชวั่ คราว ดอยฮาง จงั หวัดเชียงราย มคี วามตอ้ งการที่จะทำการฝึกอบรมวชิ าชีพหลักสูตรระยะ
สัน้ จำนวน ๗ หลักสตู ร ได้แก่ ๑๗๔

๑. หลักสูตรวชิ าชพี ด้านเกษตร ของงานการศึกษาผ้ตู อ้ งขงั ฝ่ายการศึกษาและพัฒนา
จิตใจเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ได้กำหนดเนื้อหาวิชาที่ผู้ต้องขังต้องได้รับความรู้
เบื้องต้นซึ่งสามารถขยายพันธุ์พืช โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นในการขยายพันธุ์พืชได้ ทราบถึง
คุณสมบัติของดิน ธาตุที่เป็นอาหาร ชนิดของพืช ส่วนต่างๆ ของพืช การสร้างเรือนเพาะชำการเพาะ
เมล็ด การปักชำ การติดตา การตอน การต่อกิ่ง การทาบกิ่ง การเสียบยอด รวมถึงการทำสวนครัว
ด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำสวนครัว ประเภทของสวนครัว การเตรียมดินการเตรียมพันธุ์พืชผัก
การป้องกันกำจัดศัตรูพืช การบำรุงรักษา การใช้ปุ๋ย การลงทุน และการตลาด ทั้งนี้ผู้ต้องขังทีฝ่ ึกตาม
หลกั สูตรวชิ าชพี อาชีพเกษตรกรรม จะตอ้ งใชร้ ะยะเวลาในการฝกึ อบรมทัง้ สนิ้ ๑๐๐ ชวั่ โมง

สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง.A อายุ ๓๕ ปี ต้องโทษคดี พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ กำหนด
โทษ ๕ ปี ต้องโทษครั้งแรก มีครอบครัวแล้ว มีบุตร ๑ คน มีความสนใจอยากฝึกวิชาชีพด้าน
การเกษตร เนื่องจากก่อนต้องโทษมีอาชีพทำการเกษตร และมีที่ดินของตนเอง หากได้รับการ
สนบั สนนุ เงนิ ทุน สามารถนำความรู้ดา้ นการเกษตรไปประกอบอาชพี เลยี้ งตนเองและครอบครวั ได้๑๗๕

๒. หลักสูตรวิชาชีพช่างไม้ ครุภัณฑ์ของงานการศึกษา ผู้ต้องขังฝ่ายการศึกษาและ
พัฒนาเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ได้กำหนดเนื้อหาวิชาที่ผู้ต้องขังต้องได้รับความรู้
เบื้องต้นในรายวิชาช่างไม้ โดยผู้ต้องขังที่ทำการฝึกวิชาชีพนี้ต้องสามารถเลือกเครื่องมือช่างไม้ วิธีใช้
และการบำรุงรักษา การรักษาไม้ โรคและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับไม้ ประเภทของไม้ และการ
เลอื กขนาดไม้ที่เหมาะสมกับงาน การไสไม้ การเข้าปากไม้ เสริมไม้ การตอ่ ไม้ การเขา้ ทำโครง การเข้า
ฉาก ปากตรง หางเหยี่ยว และเข้าเดือย รวมทั้งต้องสามารถปฏบิ ัติงานชา่ งไม้ได้โดยต้องอ่านแบบ จัด
เครื่องมือเครื่องใช้จำเป็น การเตรียมงาน การปฏิบัติงานทำตู้ โต๊ะอาหารเก้าอี้ ชั้นวางของ ฯลฯ การ
ตกแตง่ ข้นั สำเรจ็ เชน่ การอดุ รอยชำรุด การขัดกระดาษทรายการทาแชล็ค การทาแลกเกอร์ การทาสี
น้ำ และสีน้ำมัน ทั้งนี้ผู้ต้องขังที่ฝึกตามหลักสูตรวิชาชีพช่างไม้ครุภัณฑ์ จะต้องใช้ระยะเวลาในก าร
ฝึกอบรมทง้ั ส้ิน ๑๕๐ ช่วั โมง จึงจบหลักสตู รวิชาชีพ

สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง. B อายุ ๒๙ ปี ต้องโทษคดีเกี่ยวกับทรัพย์ กำหนดโทษ ๓ ปี ๘
เดือน ต้องโทษครั้งแรก ครอบครัวหย่าร้าง มีบุตร ๒ คน อาชีพก่อนต้องโทษ รับจ้างทั่วไป มีความ
สนใจอยากฝึกวิชาชีพช่างไม้ เพราะเป็นอาชีพอิสระ สามารถประกอบอาชีพได้ด้วยตนเอง ไม่ต้อง
อาศยั ผู้ประกอบการ แต่ยงั ขาดทนุ ทรพั ย์๑๗๖

๑๗๔ สมั ภาษณ์ นายสิงหา จนั ทาพูน, นักวิชาการชำนาญการ, ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒.

๑๗๕ สมั ภาษณ์ ผู้ต้องขัง.A, อายุ ๓๕ ป,ี ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒.

๑๗๖ สัมภาษณ์ ผู้ตอ้ งขัง. B, อายุ ๒๙ ปี, ๑๒ มนี าคม ๒๕๖๒.

๑๓๑

สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง. I อายุ ๓๖ ปี ต้องโทษคดีเกี่ยวกับทรัพย์ กำหนดโทษ ๕ ปี มี
ครอบครัวและหย่าร้าง มีบุตร ๑ คน บุตรอาศัยอยู่กับภรรยา ก่อนต้องโทษมีอาชีพเกษตรกร มีความ
สนใจอยากฝกึ วิชาชพี ชา่ งไม้ เพราะมีความชอบสว่ นตวั ๑๗๗

๓. หลักสูตรวิชาชีพช่างก่อสร้างของงานการศึกษาผู้ต้องขังฝ่ายการศึกษาและ
พัฒนาจิตใจเรอื นจำชัว่ คราว ดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ผู้ต้องขังมคี วามคดิ เห็นเกี่ยวกับการนำวชิ าชพี
ช่างก่อสร้างที่ได้ฝึกมาปรับใช้ เพื่อบอกทิศทางพัฒนาการประกอบอาชีพช่างก่อสร้าง สร้างอาชีพ
ให้กับตนเอง เปน็ การปทู างสู่การหางานสุจริตทำเมื่อพ้นโทษออกไปแลว้ ดังเช่น สามารถทำงานอิสระ
รับเหมาก่อสร้าง โดยมีกรอบเนื้อหาตามหลักสูตรสำหรับนักโทษเด็ดขาดได้รับการอบรมเรียนรู้ทั้ง
ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการก่ออิฐมอญ ครึ่งแผ่น – เต็มแผ่น การก่ออิฐมอญเสาสี่เหลี่ยม
การก่ออิฐบล็อกการจับเหลี่ยมเสา และการฉาบปูน จะต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรมทั้งสิ้น ๑๕๐
ชว่ั โมง จงึ จบหลกั สตู รวิชาชพี

สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง. C อายุ ๓๒ ปี ต้องโทษคดี พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ กำหนด
โทษ ๖ ปี ต้องโทษครั้งแรก มีครอบครัวและมีบุตร ๑ คน อาชีพก่อนต้องโทษ รับจ้างทั่วไป มีความใจ
อยากฝึกวิชาชีพช่างก่อสร้าง เพราะมีความชอบส่วนตัวและสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและ
ครอบครัวได้๑๗๘

๔. หลักสูตรวิชาชีพช่างกระจกของงานการศึกษาผู้ต้องขงั ฝ่ายการศึกษาและพัฒนา
จิตใจเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวัดเชียงรายผู้ต้องขังมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำวิชาชีพช่าง
กระจกที่ได้ฝึกมาปรับใช้ เพื่อวางแผนการดำเนินชีวิต หาโอกาสสำหรับสร้างอาชีพให้กับตนเอง เป็น
การปูทางสู่การหางานสุจริตทำเมื่อพ้นโทษออกไปแล้ว สามารถประกอบอาชีพอิสระ รับเหมาติด
กระจก เปน็ ต้น จะต้องใชร้ ะยะเวลาในการฝึกอบรมท้ังสนิ้ ๑๕๐ ช่ัวโมง จงึ จบหลักสูตรวชิ าชพี

สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง. D อายุ ๒๙ ปี ต้องโทษคดีเกี่ยวกับชีวิต กำหนดโทษ ๕ ปี
ต้องโทษครั้งแรก เคยมีครอบครัวแต่หย่าร้างไม่มีบุตร อาศัยอยู่กับพ่อแม่ อาชีพก่อนต้องโทษ รับจ้าง
ทั่วไป มีความสนใจอยากฝึกวิชาชีพช่างกระจก เพราะเป็นอาชีพอิสระใช้เงินลงทุนไม่มากเกินไป
ประกอบกบั มคี วามชอบและจะสามารถนำไปประกอบอาชีพภายหลงั พน้ โทษได้๑๗๙

๕. หลักสูตรวิชาชีพช่างเชื่อม ของงานการศึกษาผู้ต้องขัง ฝ่ายการศึกษาและพัฒนา
จติ ใจเรอื นจำช่วั คราว ดอยฮาง จังหวัดเชยี งราย ไดก้ ำหนดเน้อื หาวิชาท่ีผูต้ ้องขงั ต้องไดร้ บั ความรู้ท่ัวไป
และปฏิบัติงานโลหะแผ่น การใช้เครื่องมือวัด การเขียนแบบแผ่นคลี่ การบัดกรีงานสังกะสีความ
ปลอดภัยในการปฏิบัติงาน การเชื่อมแก๊ส ให้ฝึกใช้อุปกรณ์การเชื่อมแก๊ส ถังเตรียมถังออกซิเจน
แคลเซียมคาร์ไบค์ แว่นตาเชื่อม หัวจุกเชื่อม เกจ์วัดความดัน การเชื่อมไฟฟ้าด้วยเครื่องเชื่อมไฟฟ้า

๑๗๗ สัมภาษณ์ ผ้ตู อ้ งขัง. I, อายุ ๓๖ ป,ี ๑๒ มนี าคม ๒๕๖๒.

๑๗๘ สัมภาษณ์ ผตู้ อ้ งขงั C , อายุ ๓๒ ป,ี ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒.

๑๗๙ สมั ภาษณ์ ผ้ตู อ้ งขัง.D, อายุ ๒๙ ป,ี ๒๖ มนี าคม ๒๕๖๒.

๑๓๒

อุปกรณ์เชื่อมไฟฟ้า ธูปเชื่อมไฟฟ้า หน้ากากเชื่อม ค้อนเคาะเชื่อมแปรงลวด การเชื่อมท่าต่างๆ เช่น
ท่าราบ ระดับสายตา แนวดิ่ง เหนอื ศรี ษะ ฯลฯ ทัง้ นี้ ผูต้ ้องขงั ที่ฝกึ ตามหลักสูตรวิชาชีพช่างเชื่อมโลหะ
จะตอ้ งใชร้ ะยะเวลาในการฝึกอบรมท้ังสิ้น ๑๕๐ ช่วั โมง

สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง.E อายุ ๓๘ ปี ต้องโทษคดี พ.ร.บ.ยาเสพตดิ ให้โทษฯ กำหนดโทษ
๖ ปี ต้องโทษครั้งแรก มีครอบครวั แลว้ มีบตุ ร ๑ คน กอ่ นตอ้ งโทษประกอบอาชีพชา่ งก่อสร้าง มคี วาม
สนใจอยากฝกึ วชิ าชีพช่างเช่ือม เพราะมีความรู้ความชำนาญอาชพี ก่อสร้าง หากมีความชำนาญวิชาชีพ
ช่างเชื่อม ทำให้สามารถมีช่องทางในการประกอบอาชีพภายหลังพ้นโทษเพิ่มขึ้น. “มีความต้องการที่
จะทำการฝึกอบรมวชิ าชีพดา้ นเชือ่ มโลหะ๑๘๐

สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง.J อายุ ๒๓ ปี ต้องโทษคดี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ กำนหดโทษ
๖ ปี ยังไม่มีครอบครัว พ่อแม่แยกทางกัน อาศัยอยู่กับปู่ย่า อาชีพรับจ้างทั่วไป มีความสนใจอยากฝึก
วิชาชีพช่างเชื่อม เพราะช่างเชื่อมเป็นช่างที่หางานง่าย สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและ
ครอบครัวได้๑๘๑

๖. หลักสูตรวิชาชีพช่างแกะสลัก ของงานการศึกษาผู้ต้องขังฝ่ายการศึกษาและ
พัฒนาจิตใจเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวัดเชียงราย ได้กำหนดเนื้อหาวิชาที่ผู้ต้องขังต้องได้รับ
ความรู้เบื้องต้น โดยทราบขั้นตอนการตกแต่งผิวไม้ให้เรียบร้อยโดยใช้ขัดด้วยกระดาษทราย ขั้นตอน
การโป๊ อุดรอยตำหนิบนเนือ้ ไม้ ขั้นตอนการขัดด้วยกระดาษทรายอีกคร้ังตามรอยโป๊ การตรวจเนื้อไม้
ก่อนทาสี ย้อมสีหรือทาเชลแล็ก ความรู้เกี่ยวกับประเภท ลักษณะของสี ซึ่งจะใช้ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์
เช่น สีฝุ่น เชลแล็ก แล็คเกอร์ แอลกอฮอล์ ทินเนอร์ เป็นต้นความปลอดภัยในการทำงาน การใช้
เครื่องมือ อุปกรณ์หรือวัสดุให้ถูกต้องตามลักษณะงานโดยการใช้กระดาษทราย แล็คเกอร์ ทินเนอร์
เกรียงโป๊สี แปรง การจัดเก็บ และดูแลรักษาเครื่องมือ อุปกรณ์ วัสดุต่างๆ การตกแต่งรายละเอียด
ตลอดจนการจดั เก็บเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรปู โดยการตกแต่งรายละเอียดด้วยพู่กันระบายสี เช่น ตามลาย
ไม้ ตาไม้หรือรอยโป๊ โดยใช้พิมพ์การประคบด้วยทินเนอร์ให้มันเงา การห่อ การเก็บเฟอร์นิเจอร์ท่ี
สำเร็จรูปแล้ว ทั้งนี้ ผู้ต้องขังที่ฝึกตามหลักสูตรวิชาชีพตกแต่งสีเฟอร์นิเจอร์เครื่องเรือนไม้ จะต้องใช้
ระยะเวลาในการฝึกอบรมทัง้ ส้นิ ๑๕๐ ชว่ั โมง

สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง.F อายุ ๔๒ ปี ต้องโทษคดีบุกรุก กำหนดโทษ ๓ ปี ต้องโทษคร้ัง
แรก มีครอบครัวแล้ว มีบุตร ๑ คน ก่อนต้องโทษมีอาชีพเกษตรกร ทำไร่ทำนาทำสวน มีความสนใจ
อยากฝึกวิชาชีพช่างแกะสลัก เพราะอายุเริ่มเยอะ การประกอบอาชีพเกษตรกรต้องใช้แรงงาน
ร่างกายรับไม่ใหว จึงอยากเปลี่ยนอาชีพเป็นช่างแกะสลัก และน่าจะนำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเอง
และครอบครวั ได้๑๘๒

๑๘๐ สมั ภาษณ์ ผูต้ ้องขงั .E, อายุ ๓๘ ปี, ๒๖ มนี าคม ๒๕๖๒.

๑๘๑ สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง.J, อายุ ๒๓ ปี, ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๒.

๑๘๒ สัมภาษณ์ ผู้ตอ้ งขงั .F, อายุ ๔๒ ป,ี ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๒.

๑๓๓

๗. หลักสูตรวิชาชีพการชงกาแฟ ของงานการศึกษาผู้ต้องขังฝ่ายการศึกษาและ
พัฒนาจิตใจเรือนจำชั่วคราว ดอยฮาง จังหวัดเชียงรายผู้ต้องขังมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำวิชาชพี
คนชงกาแฟที่ได้ฝึกมาปรับใช้ จากที่ได้เรียนรู้การควบคุมสต็อค การกำหนดราคา และออกแบบเมนู
กาแฟ สามารถนำมาวางแผนการดำเนินชีวิต หาโอกาสสำหรับสร้างอาชีพใหก้ ับตนเอง เป็นการปทู าง
สู่การหางานสจุ ริตทำเมื่อพ้นโทษออกไปแล้ว สามารถประกอบอาชีพอสิ ระ สรา้ งงาน และรายได้ โดย
มีกรอบเนื้อหาตามหลักสูตรสำหรับ นักโทษเด็ดขาดต้องเข้ารับการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ
ภาคปฏิบัติเกี่ยวกับเครื่องดื่มสุขภาพ คุณค่าแห่งผักผลไม้ สมุนไพรในการบำบัด ประโยชน์และโทษ
ของกาแฟ การปรงุ เคร่ืองด่ืมกาแฟและเคร่ืองดมื่ เพื่อสุขภาพเครื่องมือและวตั ถดุ ิบ สตู รในการทำ และ
เทคนิควธิ ดี ืม่ ทถี่ กู ต้อง จะตอ้ งใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรมท้งั สิ้น ๑๕๐ ชั่วโมง

สัมภาษณ์ ผตู้ ้องขัง. G อายุ ๒๕ ปี ตอ้ งโทษคดี พ.ร.บ.ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษฯ กำหนดโทษ
๔ ปี ยังไม่มีครอบครัว พ่อแม่แยกทางกัน อาศัยอยู่กับตายาย อาชีพรับจ้างทั่วไป มีความสนใจอยาก
ฝึกวิชาชีพการชงกาแฟ เพราะมีไฝ่ฝันอยากมีกิจการรา้ นกาแฟเป็นของตนเอง หากได้รับการปล่อยตวั
จะหาทนุ สักก้อนเพ่ือลงทนุ เปดิ รา้ นกาแฟ๑๘๓

๔.๔ องคค์ วามรใู้ หม่จากการวจิ ยั

จากการได้ทำงานวจิ ัย เรื่อง การบูรณาการหลกั พุทธจติ วิทยาในการพัฒนาพฤตนิ สิ ัยการ
ฝึกวิชาชีพผู้ต้องขงั เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย ในจังหวัดเชยี งราย ทำให้ได้พบองค์
ความรู้ ทม่ี ลี กั ษณะสำคญั ดังนี้

๑. ผู้ต้องขังได้มีประสบการณ์จากการปฏิบัติ การลงมือปฏิบัติกิจกรรม สามารถเรียนรู้ได้
เรว็ สอดคลอ้ งกบั ความต้องการของหลกั สตู ร ทำให้ผ้ตู อ้ งขงั มีทกั ษะในวชิ าชีพที่ตรงกบั ความต้องการ

๒. การดำเนินการในการส่งผู้ที่กระทำผิดกลับคืนสู่สังคมนั้น อาศัยความร่วมมือของทุก
ฝ่าย ทง้ั ภาครัฐภาคเอกชนและชุมชนท้องถ่นิ ท่ีเขา้ มามีสว่ นรว่ มในการอบรมแก้ไขผู้กระทำผดิ ทุกราย
ตั้งแต่แรก จนกลับคืนสู่สังคม โดยระดมทรัพยากรจากในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียง
ประกอบด้วยงบประมาณจังหวัด การสนับสนุนงบประมาณ และวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างจาก
ภาคเอกชนการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการออกแบบจากศูนย์ฝึกอบรมระยะสั้น และภาคเอกชนยัง
เขา้ มาช่วยด้านการฝึกอบรมฝึกอาชีพผ้ตู ้องขังและรับเขา้ ทำงานเม่ือพ้นโทษ เปน็ ต้น

๓. “เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จังหวัดเชียงราย” มีการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการ
ประเมินความสำเร็จของหลักสูตรการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง โดยอาศัยอัตราการกระทำผิดซ้ำ เป็นตัววัด
ความสำเร็จ ขณะเดียวกันตัวชี้วัดเชิงคณุ ภาพ เช่น การกลับสู่ครอบครัวโดยมงี านทำ การที่มีอาชีพได้
จากการฝึกในเรือนจำ ก็จะเป็นตัวชี้วัดอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนี้ นับเป็นเรื่องที่สำคัญ
สำหรับเรือนจำทุกแหง่ ในประเทศไทย

๔. การจัดตั้งเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสนับสนุนการพัฒนาจริยธรรม การจัดต้ัง
เครือข่ายหน่วยงานที่เก่ียวข้องเข้ามาสนับสนุนกรมราชทณั ฑใ์ นการพฒั นาจริยธรรมของผู้ต้องขัง เช่น

๑๘๓ สัมภาษณ์ ผู้ต้องขัง G, อายุ ๒๕ ป,ี ๒๗ มนี าคม ๒๕๖๒.

๑๓๔
การศกึ ษา การฝึกอาชีพ การจัดหลักสูตรทห่ี ลากหลายใชห้ ลักพระพุทธศาสนาเป็นฐาน นอกเหนือจาก
หลกั สูตรที่ข้นึ กับนโยบายของกรมราชทัณฑ์ และผู้เชยี่ วชาญเฉพาะทางมาอบรม ตลอดจนหน่วยงานท่ี
จะสนับสนุนและติดตามผู้ต้องขังหลังจากพ้นโทษ ให้มีอาชีพและมีงานทำ เช่น กระทรวงแรงงาน
กระทรวงอุตสาหกรรม มีนักสังคมสงเคราะห์ อาสาสมัครมาช่วยเหลือ แบ่งภาระงานกันทำ เนื่องจาก
เรอื นจำเป็นหน่วยงานเลก็ มขี ้อจำกดั ดา้ นบคุ คลากร และจำนวนผู้ต้องขงั มจี ำนวนมาก

๕. การขัดเกลาจากครอบครัว การอบรมสั่งสอนของครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญของการ
สร้างจริยธรรมให้เกิดขึ้น เริ่มจากครอบครัวอบรมสั่งสอน ขัดเกลาทางจริยธรรม การสร้าง
สภาพแวดลอ้ มทส่ี ง่ เสริมพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์ สร้างคนดมี ีคุณภาพสู่สังคม ตอ้ งผา่ นกระบวนปลูกฝัง
มาก่อน กรมราชภัณฑ์มีหน้าที่ควบคุมกับแก้ไข ไม่สามารถพัฒนาจริยธรรมผู้ต้องขังให้เกิดการ
เปลยี่ นแปลงได้แบบองค์รวมทั้งหมด จำเป็นต้องอาศัยหลายฝ่ายทเี่ ก่ยี วขอ้ งเข้ามาร่วมมือกัน

การบูรณาการหลกั พุทธจิตวิทยาในการพฒั นาพฤตนิ สิ ยั การฝึกวชิ าชีพ
ผตู้ อ้ งขังเรือนจำช่ัวคราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย

มีชุดคมู่ อื การใช้พทุ ธจติ วิทยาในการพัฒนาพฤตินสิ ยั
การฝกึ วิชาชพี ผ้ตู อ้ งขงั

ได้ตน้ แบบผ้ตู ้องขังในการนำหลักพุทธจิตวทิ ยาไปใช้ฝกึ วชิ าชีพ
ผู้ตอ้ งขังเรือนจำ

ผ้ตู ้องขงั สามารถนำหลกั พทุ ธจิตวทิ ยานำไปใชไ้ ด้

บทที่ ๕

สรุป อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ

งานวิจัยเรื่อง การบูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพ
ผู้ตอ้ งขงั เรือนจำชวั่ คราวดอยฮาง ในจงั หวดั เชยี งราย โดยมวี ัตถปุ ระสงค์ ๑) เพอื่ ศกึ ษาพฤตินิสัยการฝึก
วิชาชีพผูต้ อ้ งขงั เรือนจำช่ัวคราว ดอยฮาง ในจงั หวัดเชียงราย ๒) เพื่อวิเคราะหห์ ลักพุทธจติ วิทยากบั การ
พฒั นาพฤตนิ ิสยั การฝึกวิชาชพี ผตู้ ้องขัง เรอื นจำชว่ั คราวดอยฮาง ในจงั หวดั เชียงราย ๓) เพ่ือบูรณาการ
หลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัด
เชียงราย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Reserch) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวม
ขอ้ มลู ได้แกร่ วบรวมขอ้ มูล จากเอกสาร (Document) และจากการสัมภาษณ์ ผลการวจิ ยั พบวา่

๕.๑ สรุปผลการวจิ ยั

ผลการวิจัยสรุปผลได้ดงั น้ี

๕.๑.๑ พฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย
พบว่า การฝึกวิชาชีพเป็นการกล่อมเกลาและพัฒนา เพื่อให้ผู้ต้องขังกลับออกไปเป็นบุคคลที่สามารถ
ใช้ชีวิตได้ด้วยตนเอง และไม่สร้างภาระแก่สังคมเป็นการป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำ การฝึก
วิชาชีพ ในเรือนจำเป็นการพัฒนาชีวิตของผู้ต้องขัง โดยการสอนให้ผู้ต้องขังทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ
ตนเองได้การฝึกวิชาในเรือนจำนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้ต้องขังมีวิชาชีพติดตัวสามารถนาไป
ประกอบอาชีพได้ภายหลังพ้นโทษ จะได้ไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือ
จากกรมการจัดหางาน กรมพฒั นาฝมี ือแรงงาน สภาอตุ สาหกรรมแหง่ ประเทศไทย และสภาหอการค้า
แห่งประเทศไทย ในการลงนามบันทึกข้อตกลง การฝึกวิชาชพี ให้แก่ผู้ต้องขังเป็นภารกิจหลกั ของกรม
ราชทัณฑ์ เนื่องจากผู้ต้องขังที่กระทำผิดและถูกจับเข้ามาลงโทษในเรือนจำ ส่วนใหญ่ไม่มีอาชีพติดตวั
ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงหันไปประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย กรมราชทัณฑ์จึงจำเป็นจะตอ้ งมี
รูปแบบการฝกึ วิชาชพี ไวส้ ำหรบั ใหผ้ ูต้ ้องขงั ได้

๕.๑.๒ การวิเคราะห์หลักพุทธจิตวิทยากับการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง
เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง ในจังหวัดเชียงราย พบว่า การประยุกต์ใช้หลักพุทธจิตวิทยาใช้ในการขัด
เกลาดา้ นจิตใจของผู้ต้องขังที่ฝึกวิชาชีพ ประกอบไปดว้ ย หลักทฏิ ฐธมั มิกตั ถประโยชน์ คือ การมีความ
ขยันหมั่นเพียร การรักษาโภคทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรโดยความชอบธรรม
การคบกัลยาณมิตร การเป็นอยู่อย่างเพียงพอตามกำลังแห่งทรัพย์ การหลักพละ ๕ คือ ศรัทธาพละ
กำลังความเชื่อความเชื่อวิริยะพละ ความเพียร กำลังแห่งความเพียรพยายาม สติพละ ความระลึกได้
กำลังแห่งสติ ระลึกรู้ สมาธิพละ ความตั้งใจมั่น กำลังแห่งความตั้งมั่น ปัญญาพละ ความรอบรู้ที่เกิด
จากญาณปัญญา หลักสัปปุริสธรรม ๗ คือ ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ อัตถัญญตา เป็นผู้รู้จักผล
อตั ตญั ญตา เปน็ ผู้จักจกั ตน มัตตัญญตา เปน็ ผูร้ จู้ กั ประมาณ กาลัญญตา เป็นผรู้ ูจ้ ากบริษัท ปุคคลัญญ

๑๓๖

ตา เป็นผู้รู้จักบุคคล หลักปาริสุทธิศีล ๔ คือ การสำรวมในปาฏิโมกข์ การสำรวมในอินทรีย์ ๖ คือ หู
คอ ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ การเลี้ยงชีพในทางที่ชอบธรรม การพิจารณาก่อนจึงบริโภค มรรคมีองค์ ๘
คือ ความเห็นท่ีถูกต้อง ความคดิ ทีถ่ ูกต้อง วาจาทถ่ี กู ต้อง การปฏิบตั ิทถ่ี ูกตอ้ ง การหาเล้ียงชีพท่ีถูกต้อง
ความเพียรที่ถูกต้อง การมีสติที่ถูกต้อง การมีสมาธิที่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้ ต้องนำมาใช้ประกอบกับ
ผตู้ ้องขัง เพ่ือเปน็ ส่งิ โนม้ นาวจิตใจของผตู้ ้องขงั อกี ดว้ ย

๕.๑.๓ การบูรณาการหลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาพฤตินิสัยการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง
เรอื นจำชวั่ คราวดอยฮาง ในจังหวัดเชยี งราย พบวา่ การหลกั พทุ ธจิตวิทยาในการพฒั นาพฤตินสิ ัยการฝึก
วิชาชีพผู้ต้องขัง เช่น ๑.หลักสูตรการนวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ ๒.หลักสูตรการนวดฝ่าเท้าเพื่อสุขภาพ
๓.หลักสูตรการชงกาแฟและน้ำสมุนไพร ๔.หลกั สตู รช่างซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ ๕.หลักสูตร
ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ ๖.หลักสูตรช่างซ่อมรองเท้า โดยการฝึกอบรมวิชาชีพหลักสูตรระยะสั้นทั้ง ๖
หลักสูตร หลักสูตรต่างที่ กล่าวถึงมานี้ ต้องมีกระบวนการก่อนที่จะนำมาใช้ในการฝึก ซึ่งจะเรียงลำดับใน
การนำมาเป็นส่ือในการสอน ซง่ี ประกอบไปดว้ ย ต้องหาครูผูส้ อนเฉพาะท่มี ีความรู้ในเฉพาะเรื่องน้นั ๆ อย่าง
หลักสูตรการนวดแผนไทยก็จะมีระยะเวลาในการสอนเป็นหลักสูตรในการนวด ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ๓
ชวั่ โมง และมีกระบวนท่านวดตา่ งๆ และการลงระดับแรงของลูกค้าอีกด้วย ส่วนหลกั สูตรการชงกาแฟ ก็จะ
เน้นสอนแต่ละสูตรของกาแฟ อาทิ เอสเพรสโซ่ อเมริกาโน่ ลาเต้ คาปูชิโน มอคค่า และสูตรน้ำสมุทรไพร
เช่น น้ำมะตูม น้ำเก๊กฮวย น้ำดอกคำฝอย น้ำกระเจี๊ยบ น้ำตะไคร้น้ำอัญชัน น้ำมะรุม ที่สอนทำ ส่วน
หลกั สูตรช่างซ่อม ก็ต้องดูผูต้ ้องขังอีกทีว่า เป็นผู้ต้องขังอะไรมาบ้าง เพราะบางสายงานอาจจะไม่เหมาะสม
อย่างช่างสี เพราะผู้ต้องขังที่โดนโทษเรื่องยาเสพติด มิควรจะมาฝึกวิชาชีพในด้านนี้ เพราะกลัวจะมา
กระทำซ้ำอีก สง่ิ เราน้นี ัน้ ตอ้ งใช้หลกั พทุ ธจติ วิทยามาประกอบอีกด้วย เพ่ือจะมีผลให้กับผู้ต้องขัง

๕.๒ การอภิปรายผล

การอภิปรายผลครั้งนี้ ผู้วิจัยได้อภิปรายผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยโดยใช้
แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ัยทีเ่ กีย่ วขอ้ งทไี่ ดร้ วบรวมมาแลว้ มาดำเนนิ การอภิปรายผล ดงั น้ี

สุกัญญา กาญจนรัตน์๑๘๔ ได้ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความคาดหวัง
ต่อการดำเนินชีวิตหลังพ้นโทษ ผลการศึกษาโดยสรุปพบว่าความคาดหวังต่อการดำเนินชีวิตหลัง
พ้นโทษผู้ต้องขังมีความคาดหวังต่อตนเองในระดับมากที่สุด กล่าวคือ ผู้ต้องขังมีความคาดหวัง
ประกอบอาชีพที่สุจริต จะกลับตนเป็นคนดี ไม่คิดที่จะทำความผิดอีก ด้วยจิตสำนึกที่จะ ของ
ครอบครัวและสังคม ได้ให้ตามที่ครอบครัวและหน่วยงานโอกาส จึงทำให้ความคาดหวังของผู้ต้องขัง
มาเป็นแนวทางในการกำหนดพฤติกรรมในการเป็นคนดีของสังคม โดยมีครอบครัวและหน่วยงาน
สนับสนุนความคาดหวังนั้นให้เป็นจริงข้อเสนอแนะฯลฯ คือ๑.ในระดับนโยบายกรมราชทัณฑ์ควร

๑๘๔ สุกญั ญา กาญจนรตั น,์ ปจั จยั ทมี่ คี วามสัมพันธก์ ับความคาดหวัง ตอ่ การดำเนนิ ชวี ิตหลังพ้นโทษ
, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล,
๒๕๔๖), หนา้ ๑.

๑๓๗

ส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้ต้องขังที่กระทำผิดครั้งแรก ไปควบคุมในทัณฑสถาน ๒.กำหนดเปิดมากข้ึน
นโยบายด้านการฝึกวิชาชีพให้ชัดเจน เน้นการให้ความรู้ และฝึกปฏิบัติ เพื่อให้มีความรู้
เพิ่มความสามารถนำไปประกอบอาชีพหลังพ้นโทษ ๓.ส่งเสริมกิจกรรมที่ให้โอกาสผู้ต้องขังใกล้ชิดกบั
ครอบครัว และชุมชน โดยเฉพาะการส่งเสรมิ ใหผ้ ู้ตอ้ งขังไดร้ ับการเยี่ยมเพื่อใช้ชีวิตคู่ในทุกทัณฑสถาน
เปิดอย่าง จริงจัง ๔. ควรมีการเตรียมครอบครัวและชุมชนให้พร้อมที่จะรับผู้ต้องขังกลับสู่ครอบครัว
และชุมชนสังคม มีนักสังคมสงเคราะห์ทำหน้าทีโ่ ดยตรง กำหนดทัณฑสถานที่มีความพร้อมเป็นทัณฑ
สถานเปิดทดลอง จัดเตรยี มผตู้ ้องขังก่อนออกไปสู่สังคม จดั ให้มนี ักสังคมสงเคราะห์ในทัณฑสถานเปิด
ปฏิบัติงานร่วมกับ เจ้าหน้าที่ในการให้คำปรึกษาเฉพาะรายและจัดกลุ่มกิจกรรมกับผู้ต้องขัง รวมท้ัง
การสง่ เสรมิ ให้ มองเหน็ คณุ คา่ ของตนเอง สามารถทำประโยชนใ์ หก้ บั สังคมได้ ด้วยการปฏบิ ัตศิ าสนกิจ
เพอื่ ใหผ้ ้ตู ้องขัง มีความมนั่ คงทงั้ ด้านอารมณ์และจติ ใจ พร้อมทีจ่ ะออกไปสสู่ งั คมทัว่ ไปได้

ธนภัทร วางอภัย๑๘๕ ได้ทำการศึกษาการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยสำหรับผู้ต้องขังที่มี
แนวโน้มกระทำผิดซ้ำของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ผลการศึกษา ความคาดหวัง หลังพ้นโทษ
ของผู้ต้องขังที่เข้าโครงการนี้ คือ ต้องการกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวประกอบอาชีพเป็นคนดีของ
สังคม และคาดหวังว่าครอบครัวและสังคมให้การยอมรับ ให้คำปรึกษาแนะนำและให้กำลังใจ
ข้อเสนอแนะและแนวทางการพฒั นาการเตรยี มความพร้อมก่อนปล่อยของผู้ตอ้ งขงั ๑. ภาครัฐคอื ควร
จัดตัง้ หน่วยงานเพื่อทำหน้าท่ีพัฒนาผู้พน้ โทษโดยเฉพาะและนำภาคเอกชนมสี ่วนรว่ มในการช่วยเหลือ
ผู้พ้นโทษ.กระทรวงยุติธรรม ๒. กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และ กระทรวง
แรงงาน ควรร่วมกันกำหนดแนวทางในการพัฒนาผู้พ้นโทษอย่างจริงจัง ๓. การควบคุมผู้ต้องขัง ใน
เรือนจำ ควรเน้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องขังกับครอบครัว จัดฝึกวิชาชีพโดยเฉพาะสำหรับกลุ่ม ที่
จะกระทำความผิดซ้ำ ๔. ควรจัดบุคลากรวิชาชีพเฉพาะในการจัดโครงการฯ เป็นนักสังคมสงเคราะห์
นักจติ วทิ ยา หรือจัดอบรมเจา้ หน้าที่ที่ดำเนนิ การโครงการฯ เพ่อื ให้ความรู้ประสบการณ์ ดำเนนิ การ

บุญช่วย แจ้งเวชฉาย๑๘๖ ได้ทำการศึกษาปัจจัยสนับสนุนและปัญหาอุปสรรค
ในการดำเนินโครางการการนำนโยบายสาธารณะสู่การปฏิบัติ : กรณีศึกษาโครงการคืนคนดีสู่สังคม
ผลการศึกษาพบว่า ๑. ปัจจัยที่ทำให้งานนี้ประสบความสำเร็จคือการวางแผนอย่างเป็นระบบและ
ความ ชัดเจนในขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม รวมทั้งการมีงบประมาณและกำลังคนดำเนินการอย่าง
เพียงพอ และคนที่ทำมีจิตสำนึก ๒.ปัญหาอุปสรรค คือ บางกิจกรรมมีความซ้ำซ้อน ในการใช้

๑๘๕ ธนภัทร วางอภัย, การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยสำหรับผู้ต้องขังที่มีแนวโน้มกระทำผิดซ้ำ
ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต
บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหิดล, ๒๕๕๐), หนา้ ๑.

๑๘๖ บุญช่วย แจ้งเวชฉาย, ปัจจัยสนับสนุนและปัญหาอุปสรรค ในการดำเนินโครางการการนำ
นโยบายสาธารณะสู่การปฏิบัติ : กรณีศึกษาโครงการคืนคนดีสู่สังคม, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร :
วิทยานิพนธว์ ทิ ยาศาสตรมหาบัณฑติ บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยมหิดล, ๒๕๕๐), หนา้ ๑.

๑๓๘
งบประมาณ ๓. แนวทางการพัฒนา คือ ควรพัฒนาแนวทางการปฏิบัติระหว่างหน่วยงานให้มีความ
ชัดเจน

ยศพนต์ สุธรรม๑๘๗ ศึกษาเรื่อง รูปแบบการมีส่วนร่วมเพื่อคืนคนดีสู่สังคมระหว่าง
ศูนย์ยุติธรรมชุมชนและเรือนจำกลางฉะเชิงเทรา ผลการศึกษาพบว่า ๑. สภาพปัจจุบันและปัญหา
ของการมีส่วนร่วมเพื่อคืนคนดีสู่สังคม ระหว่างศูนย์ยุติธรรมชุมชนและเรือนจำกลางฉะเชิงเทรา คือ
สังคมมีทัศนคติในด้านลบต่อผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัว การประสานของหน่วยงานที่ ยังไม่มี
ประสิทธิภาพ ไมม่ งี านรองรบั หลงั จากที่ผู้ต้องขังที่พ้นโทษ สอื่ ข่าวสารทสี่ งั คมไดร้ ับเกี่ยวกับ ท่ีพ้นโทษ
เป็นไปไดใ้ นดา้ นลบ ตลอดจนปญั หาทสี่ ังคมไมต่ ระหนักถงึ ความจำเป็นของการมีสว่ นรว่ ม การคืนคนดี
๒.รูปแบบที่เหมาะสมในการมีส่วนร่วมเพื่อคืนคนดีสู่สังคมระหว่างศูนย์ยุติธรรมชุมชน เรือนจำกลาง
ฉะเชิงเทรา ประกอบด้วยการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยในเรื่องการพัฒนาทักษะฝีมือ แรงงาน
การรับรองความประพฤติให้กับผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัว การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม
ท้งั ในระหวา่ งต้องโทษและหลงั พน้ โทษ การประสานงานระหวา่ งเรือนจำและศนู ยย์ ุติธรรมชมุ ชน

๕.๓ ขอ้ เสนอแนะ

๕.๓.๑ ขอ้ เสนอแนะสำหรบั การวจิ ัยคร้ังตอ่ ไป
ก.ควรมีการเพิ่มกิจกรรมและโปรแกรมในการอบรมหลกั ธรรมะเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ

แกผ่ ตู้ ้องขงั มากขนึ้
ข.ควรมีโครงการในการฝึกวิชาชีพแก่ผู้ต้องขังเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นแนวทาง

ในการประกอบอาชีพหลงั พ้นโทษ
ค.ควรเพิ่มการอบรมให้ความรู้ผู้ต้องขังให้มากขึ้นทั้งทางธรรมและการประก อบ

วิชาชพี เพอื่ ปอ้ งกันไมใ่ ห้กระทำความผดิ ซำ้

๑๘๗ ยศพนต์ สุธรรม, รูปแบบการมีส่วนร่วมเพื่อคืนคนดีสู่สังคมระหว่างศูนย์ยุติธรรมชุมชนและ
เรอื นจำกลางฉะเชงิ เทรา, พิมพ์คร้ังท่ี ๑, ( กรงุ เทพมหานคร : วทิ ยานพิ นธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต บณั ฑิตวิทยาลยั
มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล, ๒๕๕๐), หน้า ๑.

๑๓๙

บรรณานกุ รม

๑. ภาษาไทย

ก. ขอ้ มูลปฐมภูมิ

มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . พระไตรปฎิ กภาษาบาลี ฉบับมหาจฬุ าเตปิฏกํ ๒๕๐๐. กรงุ เทพมหานคร:
โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๕.

________. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙.

มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับสฺยามรฏฺ เตปิฏกํ ๒๕๒๕. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพม์ หามกุฏราชวิทยาลยั , ๒๕๒๕.

________. พระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถา แปล ชุด ๙๑ เล่ม. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏ
ราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๔.

มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย. ปกรณวเิ สสภาษาบาลี ฉบบั มหาจุฬาปกรณวเิ สโส. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพว์ ญิ ญาณ, ๒๕๓๙.

________. อรรถกถาภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาอฏฺ กถา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬา
ลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๒.

________. ฎีกาภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาฎีกา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙.

ข. ขอ้ มูลทุติยภมู ิ

(๑) หนังสือ:

กติ ติ ยัคคานนท์. เทคนิคการสร้างภาวะผู้นำ. กรงุ เทพฯ เชษฐสตดู ิโอ, ๒๕๓๒).
กติ ิมา ปรีดลิ ก. การบริหารและการนิเทศการศึกษาเบอ้ื งต้น. (กรงุ เทพฯ : อักษรบัณฑติ , ๒๕๒๙).
คณาจารย์สำนักพิมพ์เลี่ยงเชยี ง. พุทธประวตั ฉิ บบั มาตรฐาน. (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เล่ียงเชียง,

๒๕๔๗).
ศ.ดร. จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์. สังคมวิทยาตามแนวพุทธศาสตร์. (สำนักงานอธิการบดี : มหาวิทยาลัย

มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๕).
ชลยิ า ดา่ นทพิ ารักษ์. แรงจูงใจในการปฏิบตั ิงานของพยาบาลในศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคมะเร็ง

ส่วนภมู ิภาค สถาบันมะเรง็ แหง่ ชาติ กรมการแพทย์. วิทยานพิ นธ์ครุศาสตร์ มหาบัณฑิต
สาขาการบริหารการศึกษา สถาบนั ราชภฏั อุบลราชธานี, ๒๕๔๓).
ชุดา จิตพทิ กั ษ์. พฤตกิ รรมศาสตร์เบอ้ื งตน้ (ครัง้ ทพี่ มิ พ์ ๒). (กรงุ เทพฯ : สารมวลชน, ๒๕๒๕).
เชิดชัย โชติสุทธิ์. การวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ ๒). (กรุงเทพฯ :
มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ, ๒๕๔๓).

๑๔๐

เชิดชัย โชติสุทธิ์. การวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ ๒). (กรุงเทพฯ:
มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ, ๒๕๔๓).

ฐนิตา ปัตตานี. ปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศ
ไทย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. การศึกษาค้นคว้าอิสระ รัฐประศาสนศาสตร
มหาบณั ฑติ สาขาวชิ านโยบายสาธารณะ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, ๒๕๔๖).

แดนไท เจริญ. “ความคิดเห็นของผู้ต้องขังเกี่ยวกับการฝึกวิชาชีพของต้องผู้ต้องขังในเรือนจำ ”.
วิทยานิพพนธ์ศาสนาศาสตรมหาบัณฑิต๓. (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุลาลง
กรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๖๐).

ถวลิ ธาราโภชน์. พฤติกรรมมนษุ ย์กับการพฒั นาตน. (กรงุ เทพมหานคร : ทพิ ย์วสิ ทุ ธิ์, ๒๕๔๓).
ประภาเพ็ญ สุวรรณ. ทัศนคติ การวัด การเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมอนามัย. (กรุงเทพฯ : ไทย

วฒั นาพานชิ , ๒๕๓๘).
พรรณราย ทรัพย์ประภา. “การจูงใจ” จิตวิทยาการบริหารบุคคล. (กรุงเทพฯ : ศูนย์สื่อเสริม

กรงุ เทพฯ, ๒๕๒๙).
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต). พจนานุกรมพทุ ธศาสตร์. (กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, ๒๕๕๔).
พันธุ์ทิพย์ รามสูตร. “แนวคิดและทฤษฎีที่ใช้ในการศึกษาพฤติกรรม” ภาควิชาสุขศึกษาและ

พฤติกรรมศาสตร์. (มหาวทิ ยาลัยมหิดล, ๒๕๔๐).
พิมลจรรย์ นามวัฒน์. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ. (พิมพ์ครั้งที่ ๕). (กรุงเทพฯ : เท็กซ์

แอนด์ เจอรน์ ัล, ๒๕๔๔).
พิสฐิ เจรญิ สุข. คมู่ อื การอบรมสมาธิ. (กระทรวงศึกษาธกิ าร : กรมการศาสนา, ๒๕๔๒).
พูลสุข สังข์รุ่ง. มนุษย์สัมพันธ์ในองค์การ. (พิมพ์ครั้งที่ ๑๐). (กรุงเทพฯ : บี เคอินเตอร์ ปริ้นท์,

๒๕๕๐).
ไพฑูรย์ สมแก้ว และคณะ. “การวิจัยเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับท้องถิ่นกรณีศึกษาช่องทาง

ทุจริตในระดับตำบล: ปัญหาและแนวทางแก้ไขเพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมเชิง
โครงสร้างระดบั ท้องถนิ่ ”. รายงานวิจัย,ศนู ย์สง่ เสรมิ และพฒั นาพลังแผ่นดนิ เชิงคุณธรรม.
(กรุงเทพมหานคร : ศูนยส์ ่งเสริมและพฒั นาพลังแผ่นดนิ เชิงคุณธรรม, ๒๕๔๘).
ยบุ ล เบ็ญจรงค์กิจ. การวเิ คราะห์ผรู้ บั สาร. (กรงุ เทพมหานคร : จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย, ๒๕๓๔).
ราภา เต็งไตรรัตน์ และคณะ. จิตวิทยาท่ัวไป. (กรงุ เทพมหานคร : มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒).
วิทยากร เชยี งกลู . จิตวทิ ยาและการพฒั นาตนเอง. (กรงุ เทพมหานคร : เดอื นตลุ า, ๒๕๕๒).
ศริ ิวรรณ เสรรี ตั น์ และคณะ. พฤติกรรมองค์การ. (กรงุ เทพมหานคร : ธรี ะฟลิ มแ์ ละไซเท็กซ์, ๒๕๔๒).
ศริ วิ รรณ เสรรี ัตน์และคณะ. การจัดการและการพฒั นา. (กรงุ เทพฯ : พฒั นาศึกษา, ๒๕๔๕).
สงวน สุทธิเลิศอรุณ. พฤตกิ รรมมนุษย์กับการพัฒนาตน. (กรุงเทพมหานคร : อักษรพิพัฒน์, ๒๕๔๓).
สมบูรณ์ ศาลยาชีวิน. “จติ วทิ ยาเพอื่ การศึกษาผู้ใหญ่”. วทิ ยานพิ นธพ์ ทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ . (บณั ฑิต
วิทยาลัย : มหาวทิ ยาลัยมหาจุลาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๖๐).
สัญญา สญั ญาววิ ฒั น. ทฤษฎีสังคมวทิ ยา เนอ้ื หาและแนวการใชเบ้อื งตน. (กรุงเทพมหานคร : พิมพ
ท่เี จาพระะยาการพมิ พ, ๒๕๓๓).


Click to View FlipBook Version