The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จังหวัดเลย. เครือข่ายพยาบาลป้องกันและควบคุการติดชื้อ. คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย. เลย: กลุ่มงานพัฒนาคุณภาพและรูปแบบการบริการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย กระทรวงสาธารณสุข, 2566.

อภิชาติ สะบู่แก้ว, บรรณาธิการ.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Champathom, 2023-10-27 05:56:26

คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย

จังหวัดเลย. เครือข่ายพยาบาลป้องกันและควบคุการติดชื้อ. คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย. เลย: กลุ่มงานพัฒนาคุณภาพและรูปแบบการบริการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย กระทรวงสาธารณสุข, 2566.

อภิชาติ สะบู่แก้ว, บรรณาธิการ.

Keywords: การติดเชื้อ,จังหวัดเลย,เครือข่ายหัวหน้าจ่ายกลาง

คู‹มือการปฏิบัติการป‡องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบร�การสาธารณสุขจังหวัดเลย กลุ‹มงานพัฒนาคุณภาพและรูปแบบบร�การ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 โดยเคร�อข‹ายพยาบาลป‡องกันและควบคุมการติดเชื้อจังหวัดเลย และเคร�อข‹ายหัวหนŒาหน‹วยจ‹ายกลางจังหวัดเลย


คู‹มือการปฏิบัติการป‡องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบร�การสาธารณสุขจังหวัดเลย กลุ‹มงานพัฒนาคุณภาพและรูปแบบบร�การ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 โดยเคร�อข‹ายพยาบาลป‡องกันและควบคุมการติดเชื้อจังหวัดเลย และเคร�อข‹ายหัวหนŒาหน‹วยจ‹ายกลางจังหวัดเลย


ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ บรรณาธิการ : นายอภิชาติ สะบู่แก้ว ผู้ช่วยบรรณาธิการ : แพทย์หญิงชนัดดา อ่อนช้อยสกุล นางสาวกรณิการ์ หิริศักดิ์สกุล นางนวลลออ พุทธสิมา นางสาวศุภมิตร โตรอด นางสาวธัชกร โคตาตรี นางวัชราภรณ์ จำปาอ่อน ISBN : 978-616-11-5041-9 พิมพ์ครั้งที่ 1 : เดือน กุมภาพันธ์2566 จำนวน : 35 เล่ม พิมพ์ที่ รุ่งแสงธุรกิจการพิมพ์จังหวัดเลย โทร.042 811 586 จัดทำโดย กลุ่มงานพัฒนาคุณภาพและรูปแบบบริการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 จังหวัดเลย. เครือข่ายพยาบาลป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ. คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย.-- เลย : กลุ่มงานพัฒนาคุณภาพและรูปแบบบริการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย กระทรวงสาธารณสุข, 2566. 115 หน้า. 1. การติดเชื้อ. I. จังหวัดเลย. เครือข่ายหัวหน้าจ่ายกลาง, ผู้แต่งรวม. II. ชื่อเรื่อง. 616.047 ISBN 978-616-11-5041-9 118


3 คำนำ คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย ฉบับนี้ เกิดขึ้นมาจากความร่วมมือของเครือข่ายพยาบาลป้องกันและควบคุมการติดเชื้อและเครือข่ายหัวหน้า หน่วยจ่ายกลางจากโรงพยาบาลเลย โรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งในจังหวัดเลยและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย โดยปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาจากคู่มือประกอบการดำเนินงานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล และในชุมชนจังหวัดเลย ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย ได้จัดทำไว้เป็นแนวทางในการดำเนินงานป้องกัน และควบคุมการติดเชื้อในสถานบริการ เมื่อปีงบประมาณ 2549 คณะทำงานได้ปรับปรุงเนื้อหาให้ทันต่อการ พัฒนาวิชาการในปัจจุบัน จัดทำเป็นแนวทางเพื่อให้โรงพยาบาลทุกแห่งในจังหวัดเลยและโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบลทุกแห่งจะได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานต่อไป การจัดทำคู่มือในครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์จาก นายแพทย์ชาญชัย บุญอยู่ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเลย นายอภิชาติ สะบู่แก้ว ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเลย แพทย์หญิงชนัดดา อ่อนช้อยสกุล นายแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลเลย ในการอำนวยการจัดทำคู่มือในครั้งนี้ คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคู่มือฉบับนี้จะเป็น ประโยชน์ให้บุคลากรสาธารณสุขในการปฏิบัติงานต่อไป คณะผู้จัดทำ กุมภาพันธ์2566


4 สารบัญ คำนำ 4 บทที่ 1 การปฎิบัติเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ 7 Standard precautions 8 Transmission – Based precautions 31 บทที่ 2 การปฏิบัติการพยาบาลการป้องกันการติดเชื้อตามตำแหน่ง 40 การป้องกันปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจ 40 การป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนปัสสาวะ 43 การป้องกันการติดเชื้อที่ตำแหน่งผ่าตัด 49 การป้องกันการติดเชื้อในกระแสโลหิตที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนหลอดเลือด 55 บทที่ 3 การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อสำหรับหน่วยงาน 59 การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในห้องปฏิบัติการ 59 การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในหน่วยงานโภชนาการ 61 การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในหน่วยซักฟอกและการจัดการผ้า 64 การกำจัดมูลฝอย 68 การจัดการน้ำเสียและบ่อบำบัด 72 บทที่ 4 แนวปฏิบัติการทำลายเชื้อและการทำให้ปราศจากเชื้อ 74 หลักการทำความสะอาด (Cleaning) 74 การทำลายเชื้อ (Disinfection) 79 การทำให้ปราศจากเชื้อ (Sterilization) 82 บทที่ 5 การวินิจฉัยการติดเชื้อในโรงพยาบาล (Definition of Nosocomial Infections) 98 ความหมายของการติดเชื้อในโรงพยาบาล 98 เกณฑ์การวินิจฉัยการติดเชื้อในโรงพยาบาล 98


5 สารบัญ(ต่อ) บทที่ 6 แนวทางปฏิบัติการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา 103 บรรณานุกรม 107 ภาคผนวก 111 แบบรายงาน/แบบบันทึกสำหรับบุคลากร 112


6 Isolation Precautions Standard Precautions 1. การทำความสะอาดมือ 2. การใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกายส่วนบุคคล 3. การป้องกันไม่ให้บุคลากรได้รับอุบัติเหตุ จากของมีคมและสัมผัสสารคัดหลั่งขณะปฏิบัติงาน 4. การปฏิบัติเพื่อทำลายเชื้อ/ทำให้ปราศจากเชื้อ สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ 5. การดูแลสิ่งแวดล้อม 6. การจัดสถานที่ให้ผู้ป่วย 7. การจัดการผ้า 8. สุขอนามัยทางเดินหายใจ/มารยาทการไอ 9. ข้อปฏิบัติการฉีดยาที่ปลอดภัย 10. การปฏิบัติตามหลักการป้องกันการติดเชื้อ จากการเจาะไขสันหลัง Transmission Based Precautions 1. การป้องกันการติดเชื้อทางอากาศ (Airborne precautions) 2. การป้องกันการติดเชื้อทางละอองเสมหะ (Droplet precautions) 3. การป้องกันการติดเชื้อจากการสัมผัส (Contact precautions) บทที่ 1 การปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ แผนภูมิที่ 1 การปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ 9 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


7 Standard precautions เป็นการปฏิบัติของบุคลากรตามมาตรฐานเพื่อป้องกันการติดเชื้อในการดูแลผู้ป่วยทุกรายที่ใช้บริการ จากโรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุข โดยไม่คำนึงถึงการวินิจฉัยโรค หรือภาวะติดเชื้อของผู้ป่วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากเลือด (blood) สารน้ำจากร่างกาย (body fluid) สารคัดหลั่ง (secretions) และ สิ่งขับถ่าย (excretions) ยกเว้นเหงื่อ โดยไม่คำนึงว่าจะมีเลือดปนเปื้อนหรือไม่ รวมทั้งผิวหนังและเยื่อบุผิวหนัง ที่มีรอยฉีกขาด (mucous and non-intact skin) ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติ10 ประการ ดังนี้ 1. การทำความสะอาดมือ (hand hygiene) 2. การใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกายส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment : PPE) 3. การป้องกันอุบัติเหตุจากของมีคม สัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งขณะปฏิบัติงาน 4. การปฏิบัติเพื่อทำลายเชื้อ/ทำให้ปราศจากเชื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ 5. การดูแลสิ่งแวดล้อม 6. การจัดสถานที่ให้ผู้ป่วย 7. การจัดการผ้า 8. สุขอนามัยทางเดินหายใจ/มารยาทการไอ 9. ข้อปฏิบัติการฉีดยาที่ปลอดภัย 10. การปฏิบัติตามหลักการป้องกันการติดเชื้อจากการเจาะไขสันหลัง 10 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


8 1. การทำความสะอาดมือ (hand hygiene) การทำความสะอาดมือ หมายถึง การขจัดสิ่งสกปรกและเชื้อจุลชีพออกจากมือ โดยวิธีการล้างด้วยน้ำ กับสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อหรือการใช้แอลกอฮอล์ถูมือ บุคลากรสุขภาพต้องทำความสะอาดมือเมื่อสกปรกหรือ มีการปนเปื้อนเชื้อจุลชีพ หลังจากทำกิจกรรมที่คาดว่าจะมีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพบนมือ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อลดจำนวนเชื้อจุลชีพที่ปนเปื้อนมือ 2. เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อและการติดเชื้อจากการสัมผัสเชื้อโรค ข้อบ่งชี้การทำความสะอาดมือ ใน 5 กิจกรรม (five moments) 1. ก่อนสัมผัสผู้ป่วย 2. ก่อนทำกิจกรรมสะอาดหรือปราศจากเชื้อ 3. หลังสัมผัสสารคัดหลั่งหรือสิ่งสกปรก หลังสัมผัสผู้ป่วย 4. หลังการสัมผัสอุปกรณ์ สิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วย และ 1. เมื่อเปลี่ยนจากการทำกิจกรรมส่วนที่ปนเปื้อนไปส่วนที่สะอาดในระหว่างการดูแลผู้ป่วยคนเดิม 2. หลังถอดถุงมือทั้งถุงมือปราศจากเชื้อและถุงมือสะอาด 3. ก่อนและหลังการเตรียมยา 4. ก่อนสัมผัสอาหารผู้ป่วย 5. หลังการใช้ห้องน้ำห้องส้วม การทำความสะอาดมือ มี 2 วิธี 1. การล้างมือด้วยน้ำกับสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ (hand washing or hand antiseptic) 2. การลูบมือด้วยน้ำยาทำลายเชื้อ 1. การล้างมือ (hand washing) การล้างมือแบบธรรมดา (normal hand washing) เป็นการทำความสะอาดมือโดยใช้น้ำและสบู่เพื่อขจัด คราบสกปรก ฝุ่นละออง คราบเหงื่อ ไขมัน และในกรณีที่ปฏิบัติกิจกรรมการดูแลผู้ป่วยที่ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ได้แก่ การวัดความดันโลหิต การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การจัดแจกอาหาร ดูแลให้ยา ก่อนและหลังรับประทาน อาหาร หลังเข้าห้องน้ำ โดยใช้น้ำและสบู่ฟอกมือให้ทั่วอย่างน้อย 15 วินาที 11 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


9 ตัวอย่าง การล้างมือ 7 ขั้นตอน ขั้นตอนการล้างมือ 7 ขั้นตอน 1. ฝ่ามือถูฝ่ามือ 2. ฝ่ามือถูหลังมือและซอกนิ้วมือ 3. ฝ่ามือถูฝ่ามือและซอกนิ้วมือ 4. ฟอกหลังนิ้วมือถูฝ่ามือ 5. ฟอกนิ้วหัวแม่มือโดยรอบด้วยฝ่ามือ 6. ฟอกปลายนิ้วมือและลายเส้นฝ่ามือ 7. ฟอกรอบข้อมือ หมายเหตุ ฟอกนิ้วมือสลับกันทั้ง 2 ข้างทุกขั้นตอน กรณีก๊อกน้ำแบบใช้มือหมุนปิด ควรใช้กระดาษ เช็ดมือ หรือผ้าเช็ดมือที่ใช้ซับน้ำหลังล้างมือรองมือปิดก๊อกน้ำ 1.2 การล้างมือแบบสุขอนามัย (hygienic hand washing) เป็นการล้างมือภายหลังสัมผัสสารคัด หลั่งจากร่างกายหรือสิ่งปนเปื้อนเชื้อโรค ก่อนปฏิบัติการรักษาพยาบาลที่ใช้เทคนิคปราศจากเชื้อ ก่อนและหลัง การดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง เช่น ทารก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อรุนแรง ผู้ป่วย ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือรักษาด้วยเคมีบำบัดก่อนและหลังดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยา ผู้ป่วยที่อยู่ใน หอผู้ป่วยวิกฤตต่างๆ เป็นต้น โดยการฟอกด้วยสบู่ผสมน้ำยาทำลายเชื้อ เช่น 4 % chlorhexidine gluconate 12 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


10 หรือ 7.5 % iodophor ใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาทีล้างด้วยน้ำจากก๊อก เช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาดหรือกระดาษ เช็ดมือโดยมีขั้นตอนการทำความสะอาดมือเช่นเดียวกับการล้างมือแบบธรรมดา 1.3 การล้างมือก่อนทำการผ่าตัด (surgical hand washing) เป็นการล้างมือเพื่อทำหัตถการ เช่น การผ่าตัด การทำคลอด เป็นต้น โดยการฟอกด้วยน้ำสบู่ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น 4% chlorhexdine gluconate หรือ 7.5 % iodophor ที่มือจนถึงข้อศอกนาน 2-5 นาที ไม่ควรใช้แปรงในการขัดทำความสะอาด มือ ยกเว้นกรณีที่มือเปื้อนมาก เลือกใช้แปรงขนนุ่มและทำให้ปราศจากเชื้อ ระมัดระวังการเกิดบาดแผลจากขัด มือ ล้างด้วยน้ำจากก๊อก เลือกใช้ก๊อกชนิดที่ปิดด้วยข้อศอก เข่า หรือขา และเช็ดมือให้แห้งด้วยผ้าปราศจากเชื้อ การทำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์เพื่อการผ่าตัด ใช้ 60-95% alcohol หรือ 50-95% alcohol ที่ผสมน้ำยาทำลายเชื้อ เช่น chlorhexidine gluconate, quaternary ammonium compound หรือ hexachlorophene เพื่อให้มีฤทธิ์คงค้างยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบนมือได้นาน โดยในครั้งแรกของวัน ให้ล้างมือด้วยน้ำและน้ำยาทำลายเชื้อเพื่อชะล้างสิ่งสกปรกและสปอร์ของแบคทีเรียออกจากมือ เช็ดมือและ แขนให้แห้งแล้วจึงใช้ alcohol-based hand rubs ปริมาณไม่น้อยกว่า 6 มิลลิลิตร ลูบให้ทั่วฝ่ามือ หลังมือ นิ้วมือ และแขนทั้ง 2 ข้างถึงข้อศอกซ้ำๆ จนแอลกอฮอล์ระเหยแห้ง ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 5 นาที 2. การลูบมือด้วยน้ำยาทำลายเชื้อ ในกรณีที่มือไม่เปื้อนชัดเจนใช้การลูบมือด้วยน้ำยา ทำลายเชื้อ (alcohol-based Hand rub) ประมาณ 5-10 มล. ถูมือสองข้างให้ทั่วตามขั้นตอนรอจนน้ำยาแห้ง ใช้เวลาประมาณ 20-30 วินาที ข้อควรระวัง 1. กรณีสัมผัสผู้ป่วยอุจจาระร่วงที่เกิดจากการติดเชื้อ clostridium difficile ไม่ใช้การลูบมือด้วย น้ำยาทำลายเชื้อชนิดแอลกอฮอล์เพราะไม่สามารถทำลายเชื้อนี้ได้ ควรล้างมือด้วยน้ำกับสบู่หรือน้ำยาทำลาย เชื้อ เช่น 4% chlorhexidine gluconate 2. ไม่ใช้ผ้าเช็ดมือร่วมกันหรือใช้ผ้าเช็ดมือซ้ำ 3. ใช้น้ำยาทำลายเชื้อลูบมือในกรณีที่มือปนเปื้อนสิ่งสกปรก หรือสารคัดหลั่งจากร่างกายที่มองเห็น ได้ด้วยตาเปล่า (ต้องล้างมือโดยใช้น้ำและสบู่ผสมน้ำยาทำลายเชื้อ) 4. การใช้แอลกอฮอล์เจล (alcohol-based Hand rub) ในปริมาณที่น้อยเกินไป ลูบไม่ทั่วมือ และ ไม่รอให้แอลกอฮอล์เจลระเหยแห้ง 13 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


11 2. การใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกายส่วนบุคคล (personal protective equipment ; PPE) วัตถุประสงค์ 1. เพื่อป้องกันการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อขณะให้บริการผู้ป่วย 2. เพื่อให้บุคลากรใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกายได้ถูกต้อง การใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกายส่วนบุคคล มีหลักการเลือกใช้ดังนี้ 1. ใช้ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น 2. ใช้ให้เหมาะสมกับกิจกรรม 3. เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจนั้นๆแล้ว ให้ถอดหรือปลดออกทันที อุปกรณ์ป้องกันร่างกายส่วนบุคคล ได้แก่ 2.1 ถุงมือ (gloves) ถุงมือมี 3 ชนิด ควรเลือกใช้ถุงมือให้เหมาะสมกับ กิจกรรม ดังนี้ 2.1.1 ถุงมือปราศจากเชื้อ (sterile gloves) เช่น surgical gloves ขนาด สั้นสำหรับหัตถการต่างๆ และขนาดยาว สำหรับล้วงรกและการผ่าตัดที่มี เลือดออกมากเป็นต้น 2.1.2 ถุงมือสะอาด (clean gloves) เช่น disposable gloves, general examination gloves เป็นต้น สำหรับการตรวจทั่วไปที่ต้องการความสะอาดเท่านั้น 2.1.3 ถุงมือยางหนา (heavy - duty gloves) ใช้สำหรับการทำความสะอาดทั่วไป การซักล้าง การทำความ สะอาดห้องน้ำห้องส้วม ภาพที่ 1.2 Sterile Gloves ภาพที่ 1.5 ถุงมือยางหนา ภาพที่ 1.1 การใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย ส่วนบุคคล (PPE) ภาพที่ 1.3 disposable gloves 14 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


12 ข้อปฏิบัติในการใช้ถุงมือ 1. เมื่อสิ้นสุดการปฏิบัติงานแล้วให้ถอดถุงมือทิ้งลงในถังขยะติดเชื้อทันที ยกเว้นถุงมือยางหนาสามารถนำ กลับมาใช้อีกโดยทำความสะอาดถุงมือด้วยผงซักฟอกแล้วผึ่งให้แห้งก่อนนำกลับไปใช้ได้อีก 2. เปลี่ยนถุงมือและล้างมือทุกครั้งเมื่อจะปฏิบัติกิจกรรมใหม่ หรือดูแลผู้ป่วยรายใหม่หรือจับต้องผู้ป่วยที่ เปื้อนเลือดหรือสารคัดหลั่งจากร่างกาย หรือทุกครั้งที่ใช้ถุงมือแล้วเกิดการปนเปื้อน 2.2 เสื้อคลุมและผ้ากันเปื้อน (gown and aprons) ภาพที่ 1.5 Gown การใช้เสื้อคลุมและผ้ากันเปื้อน เพื่อป้องกันตนเองขณะทำกิจกรรมหรือหัตถการที่คาดว่ามีการ กระเด็น/พุ่งกระจายของเลือด สารน้ำ สารคัดหลั่งจากอวัยวะเข้าสู่ร่างกาย เช่น การทำคลอด การผ่าตัด เป็นต้น และเป็นการลดการแพร่กระจายเชื้อจากร่างกายผู้ป่วยไปสู่สิ่งแวดล้อมและผู้ป่วยอื่นโดยมีบุคลากรเป็นพาหะ เสื้อคลุมทั่วไปมี 2 แบบ ได้แก่ 2.2.1 เสื้อคลุมใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (disposable gown) 2.2.2 เสื้อคลุมชนิดที่ใช้แล้วนำกลับมาใช้ซ้ำ (reusable gown) มี 2 แบบ 1) แบบผ้า (linen gown) 2) แบบใยสังเคราะห์สามารถกันน้ำได้ (water resistance/washabled gown) ข้อควรปฏิบัติในการสวมเสื้อคลุม 1. การสวมเสื้อคลุมควรพิจารณาตามกิจกรรมที่ปฏิบัติ ที่คาดว่าจะมีเลือดหรือสารน้ำจากร่างกาย ผู้ป่วยพุ่งกระเด็นถูกร่างกาย โดยใช้เสื้อคลุม 1 ตัวต่อการดูแลผู้ป่วย 1 คน 2. การถอดเสื้อคลุม ก่อนที่จะออกสภาพแวดล้อมของผู้ป่วยต้องถอดออกอย่างระมัดระวัง โดยจับม้วน ให้ด้านในเสื้ออยู่ด้านนอก นำเสื้อคลุมไปใส่ในถังบรรจุผ้าเปื้อนอย่างถูกต้อง และล้างมือให้สะอาด 3. ไม่ควรใส่เสื้อคลุมตลอดเวลาที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย เพราะจะเพิ่มโอกาสการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ ผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อมได้ง่ายและมากขึ้น 15 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


13 2.3 ผ้าปิดปากและจมูก (mask) 2.3.1 ผ้าปิดปากและจมูกชนิดธรรมดา (surgical mask) ใช้สำหรับป้องกันละอองฝอยขนาดใหญ่ (droplet) และละอองที่ฟุ้งกระจายในอากาศ (airborne) แนะนำให้ผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำหรือผู้ป่วยที่อยู่ ในภาวะที่สามารถแพร่กระจายเชื้อสวมใส่ รวมทั้งบุคลากรที่มีภาวะติดเชื้อ เช่นเป็นหวัด แต่จำเป็นต้อง ให้การดูแลผู้ป่วย ข้อควรปฏิบัติในการสวมใส่ผ้าปิดปากและจมูก 1. เปลี่ยนใหม่ทันทีที่มีการปนเปื้อนหรือเปียกชื้น ใช้เฉพาะส่วนบุคคล 2. เมื่อเสร็จสิ้นการใช้แล้ว ให้ทิ้งลงในถังขยะติดเชื้อและต้องล้างมือภายหลังถอดผ้าปิดปาก และจมูกทุกครั้ง 2.3.2 ผ้าปิดปากและจมูกชนิดกรองพิเศษ (respiratory protective mask) แบ่งออกเป็น 1) ชนิดกรองเชื้อโรคสามารถกรองเชื้อโรคที่ปะปนในละอองฝอยขนาดเล็กที่ฟุ้งกระจายอยู่ใน อากาศโดยมีประสิทธิภาพในการกรองเชื้อขนาด 0.3 ไมครอนได้แก่ (N–95, R–95, P–95 มีประสิทธิภาพในการกรอง 95%) (N–99, R–99, P–99 มีประสิทธิภาพในการกรอง 99%) ภาพที่ 1.6 Surgical Mask ภาพที่ 1.7 ตัวอย่าง N-95 ภาพที่ 1.8 ตัวอย่าง N-99 16 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


14 (N–100, R–100, P–100 มีประสิทธิภาพในการกรอง 99.7%) แนะนำให้บุคลากรสวมใส่กรณีที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อที่ปะปนกับละอองเสมหะขนาดเล็กที่ แพร่กระจายทางอากาศ (airborne transmission ) เช่น วัณโรค หรือทำหัตถการที่เกิด aerosol (ละอองฝอย) เป็นต้น ที่นิยมใช้กันได้แก่ N-95 และ P-95 (N คือ ผ้าปิดปากและจมูกที่ไม่สามารถกรองฝอยน้ำมันได้P คือ ผ้าปิดปากและจมูกที่สามารถกรองฝอยน้ำมันได้ดี) ภายหลังการใช้และต้องเก็บไว้ใช้ต่อต้องระมัดระวังการ ปนเปื้อนเชื้อโดยเฉพาะส่วนที่สัมผัสกับอากาศภายนอกและล้างมือภายหลังถอดผ้าปิดปากและจมูกทุกครั้ง 2) ชนิดกรองเชื้อโรคและสารพิษ สามารถกรองเชื้อโรคที่ปะปนในละอองฝอยขนาด เล็กที่ฟุ้งกระจายได้รวมทั้งสามารถป้องกันสารพิษที่ ฟุ้งกระจายในอากาศได้สามารถกรองเชื้อขนาดเล็ก 1-5 ไมครอนได้ส่วนประกอบของผ้าปิดปากและ จมูกชนิดนี้จะมีเยื่อกรองพิเศษ (High Efficiency Particulate Air filter : HEPA filter) เช่น Power Air Purifying Respirators (PAPR) รวมทั้ง ผ้าปิดปากและจมูกชนิด P-95, P-99 และ P-100 ผ้าปิดปาก และจมูกชนิดนี้ควรทำความสะอาดและทำลายเชื้อภายนอกอย่าง เหมาะสม และเปลี่ยน filter ตามคำแนะนำของบริษัทผู้จำหน่าย ภาพที่ 1.10 ตัวอย่าง P-100 ภาพที่ 1.9 ตัวอย่าง N-100 17 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


15 3) ชนิดกรองเชื้อโรคและมีลิ้นกรองอากาศ สามารถกรองเชื้อโรคที่ปะปนในละอองฝอยขนาดเล็กที่ฟุ้ง กระจายได้และมีลิ้นกรองอากาศ (respiratory with exhalation valve) ลิ้นกรองอากาศนี้จะเปิดเมื่อหายใจ ออกเป็นการระบายลม และปิดเมื่อหายใจเข้าจะผ่านแผ่นกรองอากาศ เช่น N-95 with exhalation valve ภาพที่ 1.11 ตัวอย่าง N-95 with exhalation valve ข้อควรปฏิบัติในการสวมใส่ผ้าปิดปากและจมูก 1. เปลี่ยนใหม่ทันทีที่มีการปนเปื้อนหรือเปียกชื้น 2. ใช้เฉพาะส่วนบุคคล 3. เมื่อเสร็จสิ้นการใช้แล้วทิ้งลงในถังขยะติดเชื้อและต้องล้างมือภายหลังถอดผ้าปิดปาก และจมูกทุกครั้ง 2.4 แว่นป้องกันตา (goggle) แว่นป้องกันตา ใช้ในกรณีที่คาดว่าจะมีการกระเด็นของเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยหรือละออง ฝอยกระเด็นเข้าตาบุคลากร เช่น การผ่าตัด การทำคลอด เย็บแผล ผ่าฝีทันตกรรม การเจาะน้ำไขสันหลัง การส่อง กล้อง เป็นต้น ภาพที่ 1.12 ตัวอย่าง goggle 18 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


16 2.5 หน้ากากป้องกันหน้า (face shield) ใช้ในกรณีที่คาดว่าจะมีการกระเด็นของเลือดหรือสารคัดหลั่งถูกบริเวณหน้าตาของผู้ปฏิบัติงานจาก ด้านหน้าและด้านข้างแต่ไม่สามารถป้องกันเชื้อที่แพร่กระจายทางอากาศได้เช่น การดูดเสมหะของระบบ ทางเดินหายใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ แว่นป้องกันตาและหน้ากากป้องกันหน้าต้องได้รับการทำลายเชื้อทุกครั้งหลังใช้งาน โดยทำความ สะอาดด้วยสารซักล้าง ทำลายเชื้อโดยเช็ดด้วย 70% alcohol กรณีที่มีความเสี่ยงสูงควรทำลายเชื้อด้วยการ แช่ด้วยน้ำยา 0.5% sodium hypochlorite เวลา 30 นาที ล้างด้วยน้ำสะอาด 2.6 หมวกคลุมผม (cap) ใช้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อจากบุคลากรสู่ผู้ป่วยและช่วยป้องกันเลือดและสารคัดหลั่งจาก ร่างกายของผู้ป่วย กระเด็นถูกผมหรือศีรษะ เช่น การทำคลอด การผ่าตัด เป็นต้น หมวกคลุมผมชนิดผ้า หลังใช้งานต้องส่งซัก ทำความสะอาดหรือทำลายเชื้อตามแนวทางปฏิบัติ 2.7 รองเท้าบู๊ท (boots) ใช้เพื่อป้องกันเลือดและสารคัดหลั่งจากร่างกายผู้ป่วยที่ไหลนองหรือกระเด็นสัมผัสเท้าหรือขาของ บุคลากรและยังช่วยป้องกันของมีคมที่อาจตกลงมาทิ่มตำเท้า เช่น การทำคลอด การผ่าตัด การล้างเครื่องมือ เป็นต้น หลังใช้งานทำความสะอาดด้วยสารซักล้าง แล้วผึ่งให้แห้ง ภาพที่ 1.13 Face Shield ภาพที่ 1.14 Cap ภาพที่ 1.15 boots 19 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


17 ที่มา : https://bamras.ddc.moph.go.th หมายเหตุทุกขั้นตอนการถอดต้องทำความสะอาดมือด้วย alcohol based Hand rub กรณีโรคอุบัติใหม่ ควรมีผู้ช่วยในการตรวจสอบขั้นตอนการถอดอุปกรณ์ให้ถูกต้อง 20 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


18 3. การป้องกันอุบัติเหตุจากของมีคม สัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งขณะปฏิบัติงาน การระมัดระวังการบาดเจ็บเนื่องจากของมีคมมีข้อปฏิบัติ ดังนี้ 3.1.1 ระมัดระวังการบาดเจ็บเนื่องจากของมีคมและสารคัดหลั่ง เช่น มีดผ่าตัด เข็มเย็บแผล เป็นต้น ขณะปฏิบัติงานถ้าคาดว่าการเจาะเลือดหรือทำหัตถการใดๆ มีความลำบาก ควรมีการเตรียมผู้ป่วย อย่างดีให้ผู้ที่มีความชำนาญและร่างกายมีความพร้อมที่สุดเป็นผู้ทำหัตถการนั้น 3.1.2 การเย็บแผลต้องไม่จับเข็มด้วยมือโดยตรง ให้ใช้คีมจับเข็ม (needle holder) จับทุกครั้งระหว่างที่มีการใช้เข็มเย็บแผล ขณะพักให้ซ่อนปลายเข็มเพื่อป้องกันเข็มเย็บแผลทิ่มตนเองและผู้อื่น เช่น ใช้คีมจับเข็มบริเวณใกล้ปลายเข็มแล้วคว่ำไว้ การเย็บแผลไม่ควรใช้นิ้วมือข้างหนึ่งกดแผลไว้ แล้วเย็บผ่าน ระหว่างนิ้วมือควรใช้ปากคีบ (forceps) กดแทนนิ้วมือโดยเฉพาะการเย็บแผลที่อยู่ลึกต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ 3.1.3 ไม่สวมปลอกเข็มกลับโดยใช้มือหนึ่งจับเข็มและอีกมือหนึ่งจับปลอกเข็ม หากจะสวม ปลอกเข็มให้ใช้วิธีสวมด้วยมือเดียว (one hand technique) โดยใช้ปลายเข็มเกี่ยวปลอกขึ้นมา ตั้งเข็มและ ปลอกขึ้นจนสวมปลอกลงไปสนิท แล้วทิ้งในภาชนะที่เตรียมไว้เฉพาะ 3.1.4 สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกายส่วนบุคคลให้เหมาะสมกับกิจกรรมหรือหัตถการที่จะ ปฏิบัติ เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ การเย็บแผลหรือทำแผลที่มีเลือดหรือสารคัดหลั่งจำนวนมาก การทำหัตถการ ที่มีการทิ่มแทงเข้าร่างกายผู้ป่วยโดยตรงต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย ได้แก่ การสวมถุงมือสะอาดก่อนเจาะ เลือดหรือก่อนแทงน้ำเกลือ หากหัตถการนั้นเสี่ยงต่อการกระเด็นของเลือดหรือสารคัดหลั่งให้ใส่หน้ากาก ป้องกันหน้า (face shield) 3.2 การปฏิบัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุเข็มทิ่มตำหรือสัมผัสสารคัดหลั่ง เมื่อบุคลากรได้รับอุบัติเหตุขณะปฏิบัติงานที่ไม่แน่ใจว่าติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ให้ปฏิบัติดังนี้ 3.2.1 ทำความสะอาดบริเวณที่ได้รับอุบัติเหตุดังนี้ - กรณีถูกเข็มตำหรือของมีคมบาด ให้ล้างด้วยน้ำสบู่ไม่ควรบีบเค้นแผลรุนแรง หรือใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาที่กัดหรือทำลายผิวหนังและเยื่อบุในการทำความสะอาดแผล - กรณีที่เลือดหรือสารคัดหลั่งกระเด็นเข้าตา ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำยาล้าง ตามมากๆ หลายๆ ครั้ง 21 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


19 - กรณีเลือดหรือสารคัดหลั่งกระเด็นเข้าปาก ให้บ้วนปากและกลั้วปากและคอ ด้วยน้ำสะอาดมากๆ หลายๆ ครั้ง 3.2.2 บุคลากรที่ได้รับอุบัติเหตุควรรายงานอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับผู้บังคับบัญชาขั้นต้นและ หน่วยงานที่รับผิดชอบภายใน 24 ชั่วโมง บันทึกในรายงานการได้รับอุบัติเหตุสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่ง จากการปฏิบัติงาน ได้แก่ แบบ 7500 แบบ PEP 1 และ แบบ PEP 2 (รายละเอียดตามภาคผนวกแนบท้าย) ภายใน 72 ชั่วโมงเพื่อเป็นหลักฐาน 3.2.3 ปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วย เพื่อขอทราบภาวะหรือโรคของผู้ป่วยตลอดจนผลการตรวจ anti-HIV ในกรณีที่ยังไม่ทราบว่าผู้ป่วยรายนั้นมีผล anti-HIV ให้เจาะเลือดผู้ป่วยตรวจ anti-HIV ด้วยการตรวจ วิธีเร่งด่วนและตรวจซ้ำด้วยวิธีมาตรฐาน ทั้งนี้จะต้องแจ้งให้ผู้ป่วยทราบก่อนและให้คำปรึกษาก่อนและหลัง เจาะเลือด 3.2.4 ในกรณีที่ผู้ป่วยมีผลการตรวจ anti-HIV ให้ผลบวก ควรทราบข้อมูลอื่นๆ ด้วยได้แก่ ระยะของโรค การได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ผลการรักษา ปริมาณไวรัส จำนวนซีดีโฟร์ และปัญหาเชื้อ ดื้อยา ในกรณีที่ทราบผลดังกล่าวให้แบ่งกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี เป็น 2 กลุ่ม คือ - HIV positive class I หมายถึง มีการติดเชื้อเอชไอวีแต่ยังไม่มีอาการหรือมีปริมาณ ไวรัสในกระแสเลือด น้อยกว่า 1,500 copies/ml - HIV positive class II หมายถึง มีการติดเชื้อเอชไอวีและอยู่ในระยะที่มีอาการของ การติดเชื้อเฉียบพลัน (acute seroconversion) หรือมีปริมาณไวรัสในกระแสเลือดสูง 22 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


20 การประเมินโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากเลือดและสารคัดหลั่ง การปฐมพยาบาล และบันทึกการรายงานอุบัติเหตุ สรุป แนวทางปฏิบัติเบื้องต้นเมื่อบุคลากรได้รับอุบัติเหตุขณะปฏิบัติงาน ดังแผนภูมิที่ 2 แนวทางการปฏิบัติหลังการสัมผัสเลือด/ของเหลวจากร่างกายต้นตอแหล่งสัมผัส แผนภูมิที่2 การประเมินต้นตอแหล่งสัมผัส การประเมินบุคลากรผู้สัมผัส ความรุนแรง ซักประวัติและ ดูประวัติการรักษาเดิม ตรวจหาการติดเชื้อ anti-HIV, HBsAg,anti-HCV ซักประวัติตรวจ anti-HIV, HBsAg, anti-HCV หากบุคลากรปฏิเสธการตรวจเลือด ให้พิจารณาดำเนินการตามความ เหมาะสมเป็นรายๆ ไป บาดแผลทะลุชั้นผิวหนัง Percutaneous injury การสัมผัสโดนเยื่อบุ Mucous membrane/ Non - intact skin less severe รุนแรงน้อย more severe รุนแรงมาก small volume ปริมาณน้อย large volume ปริมาณมาก HIV status negative HIV status positive Class I HIV status positive Class II HIV status unknown ไม่ทราบแหล่ง ที่มาของเลือด/ สารคัดหลั่ง ถูกเข็ม/ของมีคม เปื้อนเลือดทิ่มตำ เลือด/ของเหลวจาก ต้นตอแหล่งสัมผัส กระเด็นเข้าตา เลือด/ของเหลวจาก ต้นตอแหล่งสัมผัส กระเด็นถูกผิวหนัง เลือด/ของเหลวจาก ต้นตอแหล่งสัมผัส กระเด็นเข้าปาก ล้างด้วยน้ำสะอาด/สบู่ เช็ดด้วย 70% Alcohol ทาด้วย 10% w/v Povidone-iodine ล้างด้วยน้ำสะอาด/สบู่ เช็ดด้วย 70% Alcohol ทาด้วย 10% w/v Povidoneiodine บ้วนน้ำลายออก ล้างปาก-กลั้วคอด้วย น้ำสะอาดหลายๆครั้ง ล้างด้วยน้ำสะอาด หลายๆครั้ง (อาจใช้น้ำยาล้างตาอีกครั้ง) 23 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


21 หมายเหตุ 1) HIV positive class I หมายถึงติดเชื้อเอชไอวีแต่อยู่ในระยะที่ไม่แสดงอาการ หรือมีระดับ viral load ต่ำ (เช่น มี viral load <1,500 copies/ml.) 2) HIV positive class II หมายถึงติดเชื้อเอชไอวีและอยู่ในระยะที่แสดงอาการ หรืออยู่ในระยะที่มี การติดเชื้อแบบเฉียบพลัน (acute seroconversion) หรือมีระดับ viral load สูง 3) HIV status unknown หมายถึงไม่ทราบสถานะของการติดเชื้อเอชไอวีของผู้ป่วย เช่น ไม่ยินยอมให้ ตรวจเลือดหรือไม่สามารถตรวจเลือดได้ 4) ไม่ทราบแหล่งที่มาของเชื้อ (unknown source) หมายถึงไม่ทราบว่าการสัมผัสนั้นเป็นเลือดหรือ สารคัดหลั่งของผู้ใด เช่น เข็มที่อยู่ในถุงขยะหรือติดไปกับอุปกรณ์การแพทย์ ปรับปรุงจาก : แนวปฏิบัติของสถานพยาบาลในการให้บริการการป้องกันการติดเชื้อจากการสัมผัส สำนักโรค เอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 2552 กรณีที่ผู้ป่วยที่เป็นแหล่งสัมผัส ยินยอมให้ตรวจเลือดแล้วผลเลือดเป็นลบ แต่ประเมินพฤติกรรม เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีมาก ให้ถือว่าอาจติดเชื้อเอชไอวี ที่อาจอยู่ในช่วง window period กรณีที่ผู้ป่วยที่เป็นแหล่งสัมผัสไม่ยินยอมให้ตรวจเลือดให้ปฏิบัติเสมือนว่าติดเชื้อเอชไอวี นอกจากนี้ควรมีการประเมินการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี (HBs-Ag) และไวรัสตับอักเสบชนิดซี (anti-HCV) ก. หากผู้ป่วยมี HBs-Ag เป็นบวก ให้บุคลากรตรวจ anti-HBs ทันที หรือภายใน 24 ชั่วโมง ด้วยวิธีเร่งด่วน ถ้าบุคลากรไม่เคยรับวัคซีนหรือรับครบ 3 เข็มแต่ไม่มีภูมิคุ้มกันหรือไม่ทราบว่ามีภูมิเพียงพอ หรือไม่ (ค่าภูมิคุ้มกันตั้งแต่ 10 mIU/ml. ขึ้นไปถือว่ามีภูมิเพียงพอ) พิจารณาให้วัคซีนและ/หรือ hepatitis B immunoglobulin (HBIG) ต่อไป ข. ถ้าผู้ป่วยมี anti-HCV เป็นบวก ให้บุคลากรตรวจ anti-HCV Alanine Aminotransferase (ALT) ทันทีหรือภายใน 24 ชั่วโมง ในกรณีที่ไม่ทราบว่าผู้ป่วยที่เป็นแหล่งสัมผัสเป็นใคร หรือไม่สามารถเจาะเลือดผู้ป่วยได้ให้ เจาะเลือดบุคลากรตรวจ anti-HIV,HBs-Ag และ anti-HCV 5) การประเมินความเสี่ยงจากลักษณะการสัมผัส 5.1 บาดแผลทะลุชั้นผิวหนัง (percutaneous injury) จากของมีคม แบ่งเป็น 5.1.1 บาดแผลที่รุนแรง (more severe) เช่น โดนเข็มกลวงขนาดใหญ่ตำลึก เข็ม หรือ เครื่องมือนั้นมีเลือดติดหรือใช้ทำหัตถการเกี่ยวกับหลอดเลือดของผู้ป่วยเป็นต้น 5.1.2 บาดแผลที่ไม่รุนแรง (less severe) เช่นเข็มทิ่มตำเพียงผิวเผิน เป็นต้น 5.2 การสัมผัสโดนเยื่อบุ (mucous membrane) หรือผิวหนังที่เป็นแผล (non intact skin) ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับปริมาณของเลือดหรือสารคัดหลั่งเป็นเกณฑ์โดยแบ่งเป็น 5.2.1 ปริมาณน้อย (small volume) เช่น สัมผัสหยดเลือดหรือสารคัดหลั่งเล็กน้อยเป็นต้น 5.2.2 ปริมาณมาก (large volume) เช่น ถูกเลือด/สารคัดหลั่งหกราดหรือสาดกระเด็นโดน บริเวณเยื่อบุปริมาณมากเป็นต้น 24 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


22 สำหรับการประเมินโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เมื่อมีการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจาก ร่างกายของผู้ติดเชื้อเอชไอวีโดยวิธีการต่างๆ สามารถประเมินได้ดังแสดงไว้ในตารางที่ 1 ตารางที่1แสดงการประเมินโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีเมื่อมีการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจาก ร่างกายของผู้ติดเชื้อเอชไอวีโดยวิธีการต่างๆ วิธีการสัมผัส โอกาสติดเชื้อต่อการสัมผัส ผู้ติดเชื้อ 10,000 ครั้ง* โอกาสติดเชื้อต่อครั้ง ที่สัมผัส** การให้เลือด ใช้เข็มติดยาเสพติดร่วมกัน Receptive anal intercourse เข็มทิ่มตำผิวหนัง Receptive penile-vaginal intercourse Insertive anal intercourse Insertive penile-vaginal intercourse Receptive oral intercourse Insertive oral intercourse ติดเชื้อระหว่างคลอด นมแม่ติดเชื้อเอชไอวี 9,000 67 50 30 10 6.5 5 1 0.5 - - 0.95 0.0067 0.005 - 0.032 0.0032 0.00 - 0.003 - 0.0003 - 0.0009 - - 0.13 - 0.45 0.00001 - 0.00004 หมายเหตุ : การคาดประมาณการติดเชื้อกรณีที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัย *CDC 2005 **American Academy of Pediatric PEP in Children and Adolescents for Non-occupational Exposure to Virus 2003 ที่มา : https://www.cdc.gov 6) ให้คำปรึกษาแก่บุคลากรก่อนและหลังเจาะเลือดเพื่อตรวจหา anti-HIV ทันทีหรือภายใน 24 ชั่วโมง หลังได้รับอุบัติเหตุ ด้วยการตรวจวิธีด่วนและตรวจซ้ำด้วยวิธีมาตรฐานหากบุคลากรปฏิเสธการเจาะเลือดให้ พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมเป็นรายๆ ไป 7) แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ ให้คำปรึกษาแก่บุคลากร เกี่ยวกับความเสี่ยงของการติดเชื้อ ข้อดีข้อเสียของ การรับประทานยาต้านไวรัสในการป้องกันการติดเชื้อและผลข้างเคียงของยา 25 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


23 8) ถ้าบุคลากรตัดสินใจที่จะรับประทานยา PTC ต้องจัดหายาให้กับบุคลากรให้เร็วที่สุดหลังได้รับ อุบัติเหตุ เนื่องจากจะทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อน้อยลง การรับประทานยาต้องรับประทาน ให้ครบ 4 สัปดาห์ จึงจะมีประสิทธิภาพในการป้องกัน การใช้ยาจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ของแพทย์ การพิจารณาให้ยาต้านไวรัสตามแนวทางการให้ยาต้านไวรัส การติดตามบุคลากรที่อาจจะติดเชื้อเอชไอวีจากอุบัติเหตุในขณะปฏิบัติงานโดยพิจารณาจากผลเลือดผู้ป่วย ในกรณีผล anti-HIV ของผู้ป่วยเป็นลบและในขณะนั้นผู้ป่วยไม่มีอาการและอาการแสดงของการ ติดเชื้อเอชไอวี ระยะเฉียบพลัน (acute HIV infection หรือ acute retroviral syndrome) เช่น ไข้ ผื่น ต่อมน้ำเหลืองโต แผลในปาก เป็นต้น โอกาสที่บุคลากรจะติดเชื้อเอชไอวีจากผู้ป่วยมีน้อยมาก ไม่จำเป็นต้อง ได้ยาต้านไวรัสในการป้องกันและไม่ติดตามบุคลากรและเจาะเลือดซ้ำ แต่ถ้าผู้ป่วยมีการติดเชื้อเอชไอวีระยะ เฉียบพลัน จะมีปริมาณไวรัสมากและการตรวจ anti-HIV ให้ผลลบ ถ้าวินิจฉัยภาวะนี้ต้องเจาะเลือดผู้ป่วยตรวจ วิธี Polymerase chain reaction (PCR) บุคลากรมีความเสี่ยงมากต่อการติดเชื้อ ในกรณีanti-HIV ของผู้ป่วยให้ผลบวกหรือไม่สามารถเจาะเลือดผู้ป่วยหรือไม่ทราบแหล่งที่มา นอกจากที่จะต้องพิจารณาว่าต้องให้ยาต้านไวรัสสำหรับป้องกันการติดเชื้อแล้ว ต้องการติดตามบุคลากรตรวจ anti-HIV ซ้ำ ในสัปดาห์ที่ 6,12 และเดือนที่ 6 ภายหลังได้รับอุบัติเหตุ ซึ่งช่วง 6 เดือนนี้ ควรป้องกันตัวเอง ไม่ให้รับเชื้อเพิ่มและป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น เช่น การสวมถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์งดบริจาค เลือดและอวัยวะ เป็นต้น ผลเลือดของบุคลากร ในกรณีanti-HIV ของบุคลากรที่เจาะภายใน 24 ชั่วโมง หลังได้รับอุบัติเหตุเป็นบวก แสดงว่าบุคลากร มีอาการติดเชื้อเอชไอวีอยู่ก่อนแล้ว ให้การรักษาตามมาตรฐานเหมือนกับผู้ติดเชื้ออื่น ในกรณี anti-HIV ของบุคลากรที่เจาะภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากได้รับอุบัติเหตุเป็นลบและผลการ ตรวจเลือดเพื่อหา anti-HIV ซ้ำภายหลังจากได้รับอุบัติเหตุเป็นบวกโดยที่บุคลากรผู้นั้นไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อ การได้รับเชื้อเอชไอวีทางอื่นถือว่าบุคลากรได้ติดเชื้อเอชไอวีเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่จริง ให้การดูแลรักษา ตามมาตรฐานเหมือนผู้ติดเชื้อเอชไอวีอื่น การให้ยาต้านไวรัสควรให้เร็วที่สุดภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ที่รับผิดชอบ ควรนัดบุคลากร ภายใน 1 สัปดาห์แรกหลังรับประทานยา เพื่อเฝ้าระวังผลข้างเคียงของยา ควรตรวจส่วนประกอบของเม็ดเลือด (complete blood count [CBC] ) ก่อนเริ่มให้ยาและหลังจากได้รับยาในสัปดาห์ที่ 2 และนอกจากนี้ควรตรวจ การทำงานของตับและไตร่วมด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่รับประทาน 4. การปฏิบัติเพื่อทำลายเชื้อ/ทำให้ปราศจากเชื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมบทที่ 4) 26 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


24 5. การดูแลสิ่งแวดล้อม วัตถุประสงค์ 1. เพื่อลดจำนวนเชื้อโรคที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมในหอผู้ป่วยให้เหลือจำนวนน้อยที่สุด 2. เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อจากการสัมผัสทางตรง หรือการสัมผัสทางอ้อมจากพื้นผิวของวัตถุ สิ่งของเครื่องใช้ ผนังห้อง โต๊ะข้างเตียง มาสู่อุปกรณ์ที่ใช้กับผู้ป่วย ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention ; CDC) ได้ให้คำแนะนำ ดังนี้ 1. กำหนดนโยบาย/มาตรการในการทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมไว้เป็นลายลักษณ์อักษร 2. กำหนดนโยบายการทำความสะอาด การป้องกันการปนเปื้อนอุปกรณ์ต่างๆ และอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะเครื่องมือที่ใช้ดูแลผู้ป่วย การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และอุปกรณ์การเคลื่อนย้ายเข้าออก บ่อยๆ สำหรับอุปกรณ์ที่ไม่ทนการซักล้างเช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ควรถอดอุปกรณ์ป้องกันการปนเปื้อนออก 3. การรักษาความสะอาดสิ่งแวดล้อมทั่วไป และการทำความสะอาดบริเวณปนเปื้อน ได้แก่ พื้นผนัง ห้อง เครื่องเรือน อ่างล้างมือ ห้องน้ำและห้องส้วม การทำความสะอาดพื้นผนังห้อง ควรทำความสะอาดทุกวัน เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและฝุ่นละอองโดยใช้น้ำและผงซักฟอก ควรใช้วิธีการทำความสะอาดด้วยวิธีการถูเปียก หรือ ม๊อบพื้นเปียก (wet mopping) แทนการกวาดพื้น เพราะไม่ทำให้ฝุ่น เชื้อโรค เกิดการฟุ้งกระจาย ผ้าถูพื้น ควรซักทำความสะอาดและตากแดดให้แห้งก่อนเก็บเข้าที่ ไม่ควรผึ่งไว้ภายในอาคารจะทำให้อับชื้น และเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค กรณีที่ใช้เครื่องดูดฝุ่นต้องเป็นเครื่องดูดฝุ่นที่มีประสิทธิภาพในการเก็บฝุ่น ผู้ปฏิบัติควรเปลี่ยนถุงเก็บฝุ่นทุกวันเพื่อป้องกันถุงเก็บฝุ่นล้นหรือแตก 3.1 กำหนดตารางการทำความสะอาด วัสดุอุปกรณ์ พื้นผิวทั่วไป บริเวณใกล้ชิดผู้ป่วย เช่น เตียงนอน โต๊ะคร่อมเตียง ความถี่ห่างของการใช้ (ลูกบิดประตู พื้นห้องน้ำ สุขภัณฑ์) บริเวณรอตรวจ โดยทำ ความสะอาดทั่วไปวันละ 2 ครั้ง และเมื่อเห็นว่าเปื้อนสกปรก อ่างน้ำและอ่างล้างมือ ควรทำความสะอาดทุกวัน ด้วยน้ำยาหรือสารขัดล้าง (detergent) ไม่ควรนำผ้าหรืออุปกรณ์กันน้ำกระเด็นหุ้มก๊อกน้ำ หรือนำผ้ารอง บริเวณรอบๆ อ่างน้ำ เนื่องจากความเปียกชื้นเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ผู้ปฏิบัติต้องสวมอุปกรณ์ป้องกัน ร่างกายเสมอในการเทสิ่งขับถ่าย หม้อนอน กระบอกปัสสาวะของผู้ป่วยโรคติดเชื้อ ในการล้างทำความสะอาด ควรนำไปผึ่งให้แห้งก่อนนำไปใช้ครั้งต่อไป 27 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


25 หมายเหตุ : อัตราส่วนอ่างล้างมือที่เหมาะสมต่อจำนวนเตียงผู้ป่วย อ่างล้างมือ:จำนวนเตียง เท่ากับ 1:8 ห้องพิเศษ ห้องแยกโรคควรมีอ่างล้างมือประจำทุกห้อง ห้องน้ำและห้องส้วม ควรทำความสะอาดด้วยน้ำยาหรือ สารขัดล้าง วันละ 2 ครั้ง สัดส่วน ห้องน้ำ:จำนวนเตียง เท่ากับ 1:8 3.2 ห้องที่รับผู้ป่วยโรคติดเชื้อและบริเวณที่มีการปนเปื้อนเลือด สารคัดหลั่ง จากร่างกาย ผู้ป่วย ให้ทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำลายเชื้อ ผู้ปฏิบัติควรสวมถุงมือยางชนิดหนา เช็ดบริเวณที่เปื้อนเลือด สารคัดหลั่ง ด้วยกระดาษหรือผ้า ทิ้งลงในถังมูลฝอยติดเชื้อ ราดน้ำยาด้วยน้ำยา 0.5% sodium hypochlorite (1/100) ทิ้งไว้ 30 นาที หรือ Alcohol 70% ทิ้งไว้2 นาที หลังจากนั้นเช็ดถูด้วยน้ำยาทำความสะอาด ตามขั้นตอนปกติ สำหรับเตียงหรือห้องที่รับผู้ป่วยโรคติดเชื้อบางชนิดที่อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน ควรได้รับ การทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำลายเชื้อหลังผู้ป่วยจำหน่าย เครื่องเรือนที่ใช้ในหอผู้ป่วย เช่น ที่นอน หมอน ควรเป็นวัสดุที่กันน้ำ เช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำและผงซักฟอกหลังการใช้สำหรับเครื่องนอนที่ใช้ในผู้ป่วยโรค ติดเชื้อควรเช็ดทำความสะอาดด้วย น้ำยาทำลายเชื้อเครื่องเรือนที่ชำรุดควรส่งซ่อมให้เรียบร้อยก่อนนำมาใช้ 3.3 การระบายอากาศ ควรจัดหอผู้ป่วยให้มีอากาศถ่ายเทตามธรรมชาติ (natural ventilation) ได้สะดวกไม่ควรจัดวางสิ่งของกีดขวางการระบายอากาศ เพื่อลดจำนวนเชื้อโรคในหอผู้ป่วยออกสู่สิ่งแวดล้อม ภายนอก การระบายอากาศโดยใช้เครื่องกล (mechanical ventilation) ประเภทพัดลมเครื่องดูดอากาศ และเครื่องปรับอากาศ ควรมีการทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะแผ่นกรองอากาศอย่างสม่ำเสมอ ตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในคู่มือรักษาอุปกรณ์ สำหรับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ ไม่ควรติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพราะจะทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อได้ง่ายจากระบบการระบายอากาศแบบ เปิด ตารางที่ 2ตารางแสดง อัตราการหมุนเวียนอากาศภายในห้องไม่น้อยกว่าจำนวนเท่าของปริมาตรห้องต่อชั่วโมง (ACH) ลำดับ สถานที่ อัตราการหมุนเวียน อากาศภายในห้อง ไม่น้อยกว่าจำนวน เท่าของปริมาตรห้อง ต่อชั่วโมง(ACH) แรงดันอากาศภายใน ห้องเปรียบเทียบกับ ภายนอก 1 ห้องผ่าตัด 25 Positive 2 ห้องคลอด 25 N/R 3 ห้อง Nursery 12 N/R 4 ห้องฉุกเฉิน (Trauma Room) 12 Negative 5 บริเวณพักคอยแผนกผู้ป่วยนอกและฉุกเฉิน 12 N/R 6 ห้องแยกผู้ป่วยแพร่เชื้อทางอากาศ 12 Negative 28 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


26 ลำดับ สถานที่ อัตราการหมุนเวียน อากาศภายในห้อง ไม่น้อยกว่าจำนวน เท่าของปริมาตรห้อง ต่อชั่วโมง(ACH) แรงดันอากาศภายใน ห้องเปรียบเทียบกับ ภายนอก 7 ห้องแยกผู้ป่วยปลอดเชื้อ 12 Positive 8 ห้องชันสูตรศพ 12 Negative 9 หออภิบาลผู้ป่วยหนัก(ICU) 6 Positive 10 ห้องตรวจรักษาผู้ป่วย 6 N/R 11 ห้องพักผู้ป่วย 6 N/R 12 ห้องปฏิบัติการ 6 Negative 13 Cohort ward ≥12 Negative Interim Guideline for Design and Installation of Air-conditioning and Ventilation System for Healthcare Facilities, Engineering Institute of Thailand under H.M.the King’s Patronage, 2004 3.4 น้ำที่ใช้ในโรงพยาบาลควรเป็นน้ำที่สะอาดไม่มีแร่ธาตุเจือปน มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำ เป็นระยะเพื่อหาเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับน้ำ เชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับน้ำจะทำให้เกิดการติดเชื้อตำแหน่งต่างๆ ในร่างกาย เช่น การติดเชื้อที่ตำแหน่งแผลผ่าตัด การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น น้ำใช้ในหอผู้ป่วยควร ใช้น้ำประปาที่ไหลผ่านก๊อกน้ำ โดยไม่มีผ้าหรืออุปกรณ์ป้องกันน้ำกระเด็นหุ้มก๊อกไว้ เพราะบริเวณดังกล่าวหาก ไม่ได้ทำความสะอาดทุกวันจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้ น้ำดื่มที่ใช้ในโรงพยาบาลควรเป็นน้ำที่ได้มาตรฐาน ควรเปิดน้ำจากก๊อกแทนการเปิดฝาตัก ไม่ควรใช้แก้วน้ำดื่มร่วมกัน และควรทำความสะอาดภาชนะที่ใส่น้ำตาม ระยะเวลาที่กำหนด 3.5 การกำจัดมูลฝอย ควรแยกมูลฝอยจากแหล่งกำเนิด ถังรองรับมูลฝอยควรเป็นชนิดมีฝา ปิดมิดชิดสามารถเปิดฝาโดยใช้เท้าเหยียบ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งสกปรกด้วยมือของบุคลากร ควรมี ถุงพลาสติกรองในถังเพื่อความปลอดภัยขณะขนย้าย และการทำความสะอาดถังมูลฝอย ควรติดป้ายแยกทิ้ง ชนิดของแต่ละมูลฝอยให้ชัดเจน มีระยะเวลาเก็บมูลฝอยตามปริมาณงานภายในหอผู้ป่วยแต่ละแห่ง มูลฝอยที่ พบในหอผู้ป่วยได้แก่ มูลฝอยทั่วไป มูลฝอยติดเชื้อ มูลฝอยแหลมคม และมูลฝอยสารเคมี (ดูรายละเอียด เพิ่มเติมในบทที่ 3) 4. การใช้ผลิตภัณฑ์ทำลายเชื้อจุลชีพควรทำตามคำแนะนำของผู้ผลิต และตรวจสอบประสิทธิภาพ ตามที่ระบุไว้ และทบทวนประสิทธิภาพในการใช้ผลิตภัณฑ์ทำลายเชื้อ เมื่อมีการติดเชื้อในโรงพยาบาลหรือมี การดื้อยาเกิดขึ้น (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ 6) 29 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


27 5. ในสถานที่ที่ให้การดูแลสุขภาพเด็ก บริเวณรอตรวจ ของเล่นเด็ก เช่น ห้องรอคลอด ห้องตรวจนรี-เวช ควรกำหนดนโยบายการทำความสะอาด (Category IA) โดยใช้หลักการต่อไปนี้ ในการพัฒนานโยบายและ แนวทางปฏิบัติ 5.1 เลือกของเล่นเด็กที่ทำความสะอาดและทำลายเชื้อได้ง่าย 5.2 ไม่ใช้ตุ๊กตาหรือของเล่นที่มีขนยาวร่วมกัน 5.3 ทำความสะอาดและทำลายเชื้อสัปดาห์ละครั้ง และเมื่อเห็นว่าเปื้อนสกปรก 5.4ถ้าของเล่นประเภทนำเข้าปาก ล้างด้วยน้ำสะอาดหลังทำลายเชื้อ หรือล้างด้วยเครื่องล้างจาน 5.5 หลังทำความสะอาดและทำลายเชื้อแล้ว บรรจุหีบห่อภาชนะตามกำหนดที่สะอาดพร้อมใช้ต่อไป 6. การจัดสถานที่ให้ผู้ป่วย 1. การจัดสถานที่ที่เหมาะสม เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ ศูนย์ควบคุมและ ป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (CDC, 2007) ได้ให้คำแนะนำดังนี้ กำหนดสถานที่ผู้ป่วยให้ผู้ป่วยเป็นโรคที่มีโอกาส ของการแพร่กระจายเชื้อสูง เช่น ผู้ป่วยที่มีสารคัดหลั่ง สิ่งขับถ่าย สารเหลวจากแผล เด็กที่ติดเชื้อไวรัสในระบบ ทางเดินหายใจ หรือระบบทางเดินอาหาร ควรจัดให้อยู่ในห้องแยก ถ้าไม่สามารถกระทำได้อาจให้ผู้ป่วยที่มีการ ติดเชื้อโรคชนิดเดียวกันพักอยู่ห้องเดียวกันได้ 2. กำหนดแนวทางการจัดสถานที่แก่ผู้ป่วยตามหลักการดังต่อไปนี้ 2.1กำหนดตามสาเหตุหรือหนทางแพร่กระจายเชื้อ เมื่อรู้หรือสงสัยว่ามีการติดเชื้อ 2.2 มีปัจจัยเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ เช่น ผู้ป่วยที่มีสุขวิทยาไม่ดี เป็นต้น 2.3 มีปัจจัยเสี่ยงในการรับเชื้อในโรงพยาบาล จากผู้ป่วยอื่น หรือจากสิ่งแวดล้อม เช่น ผู้ป่วย ภูมิต้านทานต่ำ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เด็ก ผู้สูงอายุ เป็นต้น 2.4 จัดห้องแยกผู้ป่วยเป็นห้องแยกเดี่ยวหากทำได้ 30 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


28 2.5 ผู้ป่วยโรคเดียวกันที่ติดเชื้อชนิดเดียวกันอาจจะอยู่ cohort ward หรือจัดให้อยู่บริเวณ พื้นที่เดียวกัน อย่างไรก็ตามโครงสร้างของโรงพยาบาลอาจมีข้อจำกัดในการแยกผู้ป่วยทั้งในเรื่องห้องแยกเดี่ยว และห้องแยกรวมสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อชนิดเดียวกัน ดังนั้นคณะกรรมการควบคุมโรคติดเชื้อของสถานบริการ สาธารณสุขแต่ละแห่ง ต้องพิจารณาแยกผู้ป่วยหรือจัดผู้ป่วยไว้ส่วนใดส่วนหนึ่งของหอผู้ป่วยตามลักษณะของ ระบาดวิทยาของโรคและหนทางการแพร่กระจายเชื้อนั้นๆและควรคำนึงถึงผู้ป่วยส่วนใหญ่ของหอผู้ป่วยนั้นด้วย 7. การจัดการผ้า (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ 3) 8. สุขอนามัยทางเดินหายใจ/มารยาทการไอ (respiratory hygiene / cough etiquette) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (CDC,2007) ได้ให้คำแนะนำดังนี้ 1. ให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์ถึงความสำคัญของการใช้มาตรการควบคุมสารคัดหลั่งทางเดิน หายใจ เช่น ป้องกันละอองเสมหะ และลดการแพร่กระจายเชื้อทางเดินหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูการ ระบาดการติดเชื้อไวรัสของระบบทางเดินหายใจในชุมชน ได้แก่ Influenza, RSV, adenovirus, parainfluenza virus 2. การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์เพื่อป้องกันสารคัดหลั่งทางเดินหายใจในผู้ป่วย และบุคคลที่มีอาการและ อาการแสดงทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ศูนย์เปล ประชาสัมพันธ์ บริเวณรอตรวจ คลินิกผู้ป่วยนอก ห้องตรวจโรคเป็นต้น 3. ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ป่วยและบุคคลทั่วไป ทราบถึงวิธีการป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น การปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจามโดยใช้ผ้า/กระดาษเช็ดปากหรือใช้ท่อนแขนปิด และล้างมือหลังสัมผัส สารคัดหลั่งทางเดินหายใจ ตามบริเวณต่างๆ ที่สามารถเห็นได้ชัดเจน เช่น ลิฟท์ ร้านเครื่องดื่ม เป็นต้น 4. จัดหาอุปกรณ์ที่ลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ เช่น ถังขยะที่ใช้เท้าเหยียบเปิด กระดาษเช็ด มือที่ใช้แล้วทิ้ง เป็นต้น 31 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


29 5. จัดหาแหล่งทรัพยากรและคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติการทำความสะอาดมือในบริเวณหรือสถานที่ รอตรวจ และตึกผู้ป่วยใน และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น alcohol hand rub อ่างสำหรับล้างมือ 6. ระยะที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ หน้ากากอนามัยมีความจำเป็นสำหรับ ผู้ป่วยที่มีอาการไอ บริเวณที่มีการรักษาพิเศษ ต้องห่างจากบริเวณรอตรวจทั่วไปอย่างน้อย 3 ฟุต ผู้รับผิดชอบงาน ต้องมีการทบทวนแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง 9. ข้อปฏิบัติการฉีดยาที่ปลอดภัย (safe injection practices) โดยมีข้อแนะนำการใช้เข็มและการฉีดยา ดังนี้ 1. ใช้เทคนิคปลอดเชื้อ (aseptic technique)ตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์ปราศจากเชื้อ และระมัดระวังการปนเปื้อน 2. ไม่ใช้กระบอกฉีดยาร่วมกันแม้ว่าจะเปลี่ยนเข็มฉีดยา 3. การใช้ชุดให้สารน้ำหรือชุดฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำให้ในผู้ป่วยต่อคนเท่านั้น 4. ใช้ขวดยาแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งหากเป็นไปได้ 5. ไม่เก็บขวดยาบริเวณรักษาผู้ป่วย ควรเก็บตามคำแนะนำของผู้ผลิตและทิ้ง ทันทีหากสงสัยหรือมีการปนเปื้อน 6. ไม่ใช้ถุงหรือขวดสารน้ำในผู้ป่วยหลายคน 10. การปฏิบัติตามหลักการป้องกันการติดเชื้อจากการเจาะไขสันหลัง (infection control practices for special lumbar puncture procedures) ผู้ทำหัตถการ ต้องสวมถุงมือผ้าปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ทำการเจาะหลัง การฉีดยาเข้าไขสันหลัง การตรวจ การให้ยาระงับความรู้สึกทางไขสันหลัง รวมทั้งการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง เพื่อป้องกัน น้ำไขสันหลังกระเด็นถูกบุคลากร 32 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


30 Transmission-based precautions Transmission-based precautions เป็นมาตรการพิเศษสำหรับการดูแลผู้ป่วยที่สงสัย หรือทราบว่า เป็นโรคติดเชื้อ เป็นการปฏิบัติเพื่อตัดวงจรการแพร่กระจายเชื้อ จากผู้ป่วยไปยังบุคลากร หรือผู้ป่วยอื่น ซึ่งใช้ ร่วมกับ Standard precaution มีหลักการปฏิบัติ ดังนี้ 1. การป้องกันการติดเชื้อทางอากาศ (airborne precautions) ได้แก่ ผู้ป่วยที่เป็นโรควัณโรค หัด สุกใส ไข้หวัดนก ซาร์ส หลักปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อทางอากาศ ป้องกันการแพร่กระจายของการติดเชื้อที่ยังคงติดเชื้อใน ระยะทางไกลเมื่อลอยอยู่ในอากาศ - ควรจัดให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องแยกความดันลบ (negative pressure room) - ในกรณีที่มีห้องแยกธรรมดาให้แยกผู้ป่วยไว้ในห้องแยก และปิดประตูทุกครั้งหลังเข้าหรือออกจากห้องผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการใช้พัดลม ควรมีแสงแดดส่องถึง - ในกรณีที่ไม่มีห้องแยก จัดให้ผู้ป่วยติดเชื้อชนิดเดียวกันอยู่ในบริเวณเดียวกัน โดยจัดเตียงผู้ป่วยไว้ บริเวณที่อากาศถ่ายเทได้ดี เช่น ริมหน้าต่าง และควรจะอยู่ใต้ลม ควรจำกัดบริเวณผู้ป่วยเท่าที่ทำได้ - ผู้เข้าเยี่ยมและบุคลากรทางการแพทย์ที่จะเข้าไปในห้องผู้ป่วยหรือดูแลผู้ป่วยต้องใส่ผ้าปิดปากและ จมูกชนิด N-95 ล้างมือแบบ hygienic hand washing หลังการเยี่ยมหรือดูแลผู้ป่วยหรือกรณีที่มือไม่เปื้อน สารคัดหลั่งที่มองเห็นชัดเจนให้ใช้แอลกอฮอล์เจลถูมือ - ให้ผู้ป่วยใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปากเปิดจมูกเวลาไอ จาม และใส่หน้ากากอนามัยชนิดธรรมดา ตลอดเวลา ยกเว้นเวลารับประทานอาหารและแปรงฟัน เตรียมภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดมีถุงมูลฝอยรองรับสาร คัดหลั่งแล้วทิ้งลงในถังมูลฝอยติดเชื้อ - ถ้ามีความจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกนอกห้องให้ผู้ป่วยใส่ผ้าปิดปากและจมูกชนิดธรรมดา ตลอดเวลา และแจ้งให้หน่วยงานที่จะรับให้ทราบล่วงหน้าก่อน เพื่อเตรียมรับผู้ป่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ - หลังจากจำหน่ายผู้ป่วย หรือหลังผู้ป่วยใช้บริการ เปิดหน้าต่างระบายอากาศอย่างน้อย 30 นาที ก่อนทำความสะอาดห้องให้ทั่วถึงในกรณีห้องแยกความดันลบให้เปิดระบบระบายอากาศไว้อย่างน้อย 30 นาที จึงจะเข้าไปทำความสะอาดห้องให้ทั่วถึงก่อนรับผู้ป่วยรายอื่น 33 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


31 2. การป้องกันการติดเชื้อทางละอองเสมหะ (droplet precautions) เป็นวิธีการป้องกันการ แพร่กระจายเชื้อโรคจากละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัดเยอรมัน คางทูม ไอกรน ปอดอักเสบ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ Covid-19, denovirus , rhinovirus N.meningitides และกลุ่ม Streptococcus หลักปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อทางละอองเสมหะ - ในกรณีที่มีห้องแยกให้แยกผู้ป่วยไว้ในห้องแยก และปิดประตูทุกครั้งหลังเข้าหรือออกจากห้องผู้ป่วย - ในกรณีที่ไม่มีห้องแยกให้จัดเตียงผู้ป่วยไว้ห่างกันไม่น้อยกว่า 3 ฟุตและมีอากาศถ่ายเทได้ดี และจัด ให้ผู้ป่วยโรคเดียวกันอยู่ในบริเวณเดียวกัน เตรียมภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดมีถุงมูลฝอยรองรับสารคัดหลั่งแล้วทิ้ง ลงในถังมูลฝอยติดเชื้อ - ผู้เข้าเยี่ยมและบุคลากรทางการแพทย์ที่จะเข้าไปในห้องผู้ป่วยหรือดูแลผู้ป่วยต้องใส่หน้ากากอนามัย ชนิดธรรมดา ยกเว้นการทำหัตถการที่ทำให้เกิดการฟุ้งกระจายและใกล้ชิดผู้ป่วยให้ใส่ชนิด N-95 เช่น การพ่น ยา การใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นต้น และล้างมือแบบ hygienic hand washing หลังการเยี่ยม/ดูแลผู้ป่วยหรือ กรณีที่มือไม่เปื้อนสารคัดหลั่งที่มองเห็นชัดเจนให้ใช้แอลกอฮอล์เจลถูมือ 7 ขั้นตอนได้ - ให้ผู้ป่วยใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปากจมูกเวลาไอ จาม และใส่หน้ากากอนามัยชนิดธรรมดาตลอดเวลา ยกเว้นเวลารับประทานอาหารและแปรงฟัน - ถ้ามีความจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกนอกห้องให้ผู้ป่วยใส่ผ้าปิดปากและจมูกชนิดธรรมดา ตลอดเวลา และแจ้งให้หน่วยงานที่จะรับให้ทราบล่วงหน้าก่อน เพื่อเตรียมรับผู้ป่วยและป้องกันการ แพร่กระจายเชื้อ 3. การป้องกันการติดเชื้อจากการสัมผัส (contact precautions) เป็นการป้องกันการติดเชื้อสำหรับ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคที่สามารถแพร่กระจายเชื้อทางการ สัมผัสทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ Covid-19โรคติดเชื้อดื้อยา อุจจาระร่วง สุกใส เริม งูสวัด ตาแดง ตับอักเสบ พิษสุนัขบ้า บาดทะยัก แผลติดเชื้อ ฝี หิด ริดสีดวงตา ตาอักเสบจากเชื้อหนองใน เช่น VRE, C. difficile, noroviruses และเชื้อโรคลำไส้ อื่น ๆ หลักปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อจากการสัมผัส - แยกผู้ป่วยไว้ในห้องแยกและปิดประตูทุกครั้งหลังเข้าหรือออกจากห้องผู้ป่วย - ในกรณีที่ไม่มีห้องแยกให้จัดเตียงผู้ป่วยไว้ในบริเวณเดียวกัน ห่างกันอย่างน้อย 3 ฟุตและต้องมีม่านกั้น 34 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


32 - สวมถุงมือและผ้ายางกันเปื้อนทุกครั้งเมื่อจับต้องผู้ป่วยและถอดออกก่อนออกจากห้องผู้ป่วย - ล้างมือแบบ hygienic hand washing ทุกครั้งหลังถอดถุงมือ - ผู้เข้าเยี่ยมล้างมือแบบ hygienic hand washing ทุกครั้งหลังการเยี่ยมผู้ป่วย แนะนำให้หลีกเลี่ยง การสัมผัสผู้ป่วยและเครื่องใช้ผู้ป่วย ตารางที่ 3 แสดงการแยกผู้ป่วย ชนิดการใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกายส่วนบุคคล และระยะเวลาการแพร่กระจายเชื้อ โรค Additional Precautions Protective Barrier ระยะเวลา แยกโรค หมายเหตุ Airborne Droplet Contact Mask Gown Glove Abscess -not draining -draining - - - - - / - - - - -/+ + - จนกว่าจะหาย - - Antinomycosis - - - - - - - - Adenovirus (respiratory infections in pediatrics) - / / + -/+ + จนกว่าจะออก จากรพ. ห้องแยก -/+ โรคเดียวกันอยู่ ห้องเดียวกันได้ AIDS - - -/+ - -/+ -/+ ตลอดไป Amoebiasis -dysentery -liver abscess - - + - - - - -/+ -/+ - - - จนกว่าจะหาย ห้องแยก -/+ Anthrax - Cutaneous - Pulmonary - - + - - + - - -/+ + -/+ -/+ จนกว่าจะหาย Ascariasis - - + - - - - - Aspergillosis - - - - - - - - Blastomycosis - - - - - - - - Chlamydia Trachomatis infections - - / - - + จนกว่าจะหาย - Cholera - - -/+ - -/+ -/+ จนกว่าเชื้อหมด ห้องแยก+ผู้ป่วย โรคเดียวกันอยู่ ห้องเดียวกันได้ Common cold - Adult - Infant - / / - / / - - - - -/+ /+ - จนกว่าจะหาย - ห้องแยก -/+ Conjunctivitis - - / - - + จนกว่าจะหาย - Coxsackie virus Disease - - / - -/+ -/+ 7 วันแรก ห้องแยก + 35 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


33 โรค Additional Precautions Protective Barrier ระยะเวลา แยกโรค หมายเหตุ Airborne Droplet Contact Mask Gown Glove CreutzfeldtJakob disease - - - - - + ตลอดไป Croup - / / - -/+ - จนกว่าจะหาย ห้องแยก + Cryptococcsis - - - - - - - - Dengue - - - - - -/+ จนกว่าจะหาย Dermatophytosis (ring worm) - - / - - - - - Diarrhea - - / - -/+ -/+ จนกว่าจะหาย ห้องแยก + Diphtheria - pharyngeal - cutaneous - / - - - / + -/+ -/+ - -/+ -/+ จนกว่าเชื้อจะ หมด จนกว่าเชื้อจะ หมด ห้องแยก +ผู้ป่วย โรคเดียวกันอยู่ ห้องเดียวกันได้ ห้องแยก + Ebola viral infection / - / + + + จนกว่าเชื้อจะ หมด ห้องแยก + Echovirus disease - - / - -/+ -/+ 7 วันแรก - Encephalitis : Japanese B - - - - - - - - Enterocolitis - - / - -/+ -/+ จนกว่าจะหาย ห้องแยก -/+ Epiglottitis - / - + - - 24 ชั่วโมงแรก ของการให้ยา ห้องแยก + Epstein-Barr virus infection - - - - - - - - Erythema infectiosum - / - + - - 7 วันแรก ห้องแยก + Food poisoning - salmonella - other - - / - - / - -/+ -/+ - - - จนกว่าจะหาย - ห้องแยก + - Furunculosis - - - - -/+ -/+ จนกว่าจะหาย ห้องแยก + Gangrene - - - - - -/+ จนกว่าจะหาย - Gastroenteritis - - / - -/+ -/+ จนกว่าจะหาย ห้องแยก -/+ Giardiasis - - / - -/+ -/+ จนกว่าจะหาย ห้องแยก -/+ Gonorrhea - - / - - -/+ - - 36 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


34 โรค Additional Precautions Protective Barrier ระยะเวลา แยกโรค หมายเหตุ Airborne Droplet Contact Mask Gown Glove Gonococcal ophthalmia - - / - - -/+ 24 ชม.หลังให้ยา ห้องแยก + Granuloma inguinale - - - - - - - - Guillain-Barre syndrome - - - - - - - - Hand, foot and mouth disease - - / - -/+ + 7 วันแรก ห้องแยก -/+ Hepatitis - - / - -/+ -/+ จนกว่าเชื้อจะ หมด ห้องแยก +/- Herpangina - - / - -/+ -/+ 7 วันแรก ห้องแยก +/- Herpes simplex - Encephalitis -Disseminated -Mucocutaneous -Neonatal - - - - - / - - - - - / - - - - -/+ -/+ - - -/+ - -/+ -/+ - จนกว่าจะหาย - ห้องแยก + - ห้องแยก + Herpes Zoster -Disseminated -In normal patient / - / / - - + + + - - -/+ จนกว่าจะหาย จนกว่าตุ่มจะแห้ง ห้องแยก + ห้องแยก -/+ Histoplasmosis - - - - - - - - Hook worm - - - - - - - - Impetigo - - / - -/+ + 24 ชม.หลังรักษา ห้องแยก + Infectious mononucleosis - - - - - - - ห้องแยก +ผู้ป่วย โรคเดียวกันอยู่ ห้องเดียวกันได้ Influenza Kawasaki syndrome - / - + - - จนกว่าจะหาย - ห้องแยก + - Lassa fever - - / + + + จนกว่าจะหาย ห้องแยก + Legionnaire’s disease - - - - - - - - Leprosy - - - - - -/+ - - Leptospirosis - - - - - -/+ จนกว่าจะหาย ออกจากรพ. - Lice - - - - - -/+ 24 ชม.หลังรักษา ห้องแยก -/+ Lyme disease - - - - - - - - Lymphogronuloma venereum - - - - - - - - Malaria - - - - - - - - 37 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


35 โรค Additional Precautions Protective Barrier ระยะเวลา แยกโรค หมายเหตุ Airborne Droplet Contact Mask Gown Glove Marburg virus Disease - - / + + + จนกว่าจะหาย ห้องแยก + Mesles - / - + + -/+ 4 วันหลังผื่นขึ้น ห้องแยก +ผู้ป่วย โรคเดียวกันอยู่ ห้องเดียวกันได้ Melioidosis - - - - - - - - Meningitis - Viral - Haemophilus influenza - Meningococcal - / - - / - - / - - -/+ -/+ + - - + - - 7 วันแรก 24 ชม.หลังให้ยา 24 ชม.หลังให้ยา ห้องแยก +/- - - Other - - - - - - - - Meningoccemia - / - + - - 24 ชม.หลังให้ยา ห้องแยก + Mucormycosis - - - - - - - - Molluscum contagiosum - - / - - - - - Multiple resistant bacteria - Gastrointestinal - Respiratory - Skin - Urinary - - / - - / - - / - - / - -/+ + -/+ -/+ + - -/+ -/+ - - -/+ จนกว่าเชื้อ จะหมด ห้องแยก + Mumps - / - -/+ - - 9 วันหลังจากเริ่ม บวม ห้องแยก +ผู้ป่วย โรคเดียวกันอยู่ ห้องเดียวกันได้ Mycoplasma pneumonia - / - -/+ - - - - Necrotizing enterocolitis - - - - -/+ -/+ จนกว่าจะหาย ห้องแยก -/+ ผู้ป่วยโรค เดียวกันอยู่ห้อง เดียวกันได้ Pertussis - / - + + + 7 วันหลังรักษา ห้องแยก + Pharyngitis - Adult - Children - - - - / - - - - - - - - จนกว่าจะหาย - ห้องแยก -/+ Pinworm infection - - - - - - - - Plague 38 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


36 โรค Additional Precautions Protective Barrier ระยะเวลา แยกโรค หมายเหตุ Airborne Droplet Contact Mask Gown Glove - Bubonic - Pneumonic - - - - / - - -/+ -/+ + + + 3วัน หลัง รักษา - ห้องแยก + Pleurodynia - - - - -/+ -/+ 7 วันแรกของ อาการ ห้องแยก + Poliomyelitis - - / - -/+ + 7 วันแรก ห้องแยก -/+ Psittacosis - - - - - - - - Pneumonia - Adult - Infant - / - - / - + -/+ + + -/+ + แล้วแต่เชื้อก่อโรค แล้วแต่เชื้อก่อโรค ห้องแยก + ห้องแยก + Q fever, Query fever - - - + + + - - Rabies - - / + + + ตลอดไป ห้องแยก+ Rat-bite fever - - - - - + 24 ชม.หลังรักษา - Relapsing fever - - - - - + - - Reye syndrome Rheumatic fever - - - - - - - - Roseolainfantum - - - - - - - - Rubella - Congenital Rubella syndrome - / - - - / -/+ - - - + + 7 วันแรก ห้องแยก + Salmonellosis - - / - -/+ + จนกว่าจะหาย ห้องแยก + Scabies - - / - -/+ + 24 ชม.หลังรักษา ห้องแยก -/+ Schistosomiasis - - - - - - - - Shigellosis - - / - -/+ -/+ จนกว่าเชื้อหมด ห้องแยก -/+ Smallpox / - / + + + จนกว่าจะหาย ห้องแยก + Sporotrichosis - - - - - - - - Staphylococcal disease - Skin - Enterocolitis - Pneumonia - Scalded skin syndrome - Toxic shock syndrome - MRSA - VRSA, VRSA - - / - - / - - - - - - - - - - / / - / / - -/+ + - -/+ + -/+ -/+ + - -/+ + - -/+ -/+ -/+ + + -/+ + + จนกว่าจะหาย 48 ชม. หลังรักษา จนกว่าจะหาย จนกว่าเชื้อหมด ห้องแยก + ห้องแยก + ห้องแยก + 39 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


37 โรค Additional Precautions Protective Barrier ระยะเวลา แยกโรค หมายเหตุ Airborne Droplet Contact Mask Gown Glove Streptococcal disease - Endometritis - Skin - Pharyngitis - Pneumonia - Scarlet fever - - / - - / - / - - / - - / - - -/+ -/+ - -/+ + - - - -/+ -/+ -/+ - - - 24 ชม.หลังรักษา - 24 ชม.หลัง รักษา ห้องแยก -/+ ห้องแยก -/+ Strongylodiasis - - - - - - - - Syphilis - skin and mucousmembrane - - / - - + 24 ชม.หลังรักษา - Tapeworm disease - - - - - - - - Tetatus - - - - - - - - Toxoplasmosis - - - - - - - - Trachoma - - / - - - /+ จนกว่าจะหาย - Trichinosis - - - - - - - - Trichomoniasis - - - - - - - - Trichuriasis - - - - - - - - Tuberculosis - Pulmonary - Extrapulmonary / - - - - - + + - - -/+ -/+ 2 wks.หลังให้ยา จนกว่าหนองจะ แห้ง ห้องแยก + - Typhus - - - - - - - - Urinary tract infection - - - - - - - - Wound infection - - / - + + จนกว่าจะหาย - Covid-19 - / / / + + 10-20 วัน Monkey Pox - / / / + + 21 วัน ความหมาย / = การป้องกัน + = มีความจำเป็นต้องใช้ - = ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ -/+ = ให้พิจารณาใช้เป็นรายๆ ไปตามความจำเป็น 40 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


38 โรคติดเชื้ออุบัติใหม่/อุบัติซ้ำ โรคติดเชื้ออุบัติใหม่ Emerging Infectious Diseases (EID) หมายถึง โรคติดเชื้อชนิดใหม่ๆที่ ปรากฏ มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในระยะเวลาประมาณสองสามทศวรรษที่ผ่านมา หรือโรคติดเชื้อที่มีแนวโน้มที่ จะพบมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ โรคติดเชื้ออุบัติซ้ำ Re-Emerging Infectious Diseases (Re-EID) หมายถึง โรคที่เคยระบาด ในอดีต และสงบไปแล้วเป็นเวลานานหลายปีแต่กลับมาระบาดใหม่หรือโรคที่เคยไวต่อปฏิชีวนะแล้วดื้อต่อยา ต่างๆเกิดการระบาดขึ้น กรณีโรคอีโบลา มีขั้นตอนการสวมและถอดชุดอุปกรณ์ป้องกันดังนี้ การสวมและถอดชุดหมี ลำดับการใส่ ลำดับการถอด 41 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


39 บทที่ 2 การปฏิบัติการพยาบาลการป้องกันการติดเชื้อตามตำแหน่ง การปฏิบัติการพยาบาลในโรงพยาบาลชุมชนที่พบบ่อยและเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ มีดังนี้ 1.การป้องกันปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจ(Ventilator–associated pneumonia: VAP) 2. การป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนปัสสาวะ (Catheterassociated Urinary Tract Infection) 3. การป้องกันการติดเชื้อที่ตำแหน่งผ่าตัด (Surgical site infection-SSI) 4. การป้องกันการติดเชื้อในกระแสโลหิต ที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนหลอดเลือด 1. การป้องกันปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจ ปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ (ventilator–associated pneumonia : VAP) หมายถึง ปอดอักเสบในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ โดยผู้ป่วยต้องได้รับการใส่เครื่องช่วยหายใจมากกว่า 1 วันปฏิทินขึ้นไป (ต้องนับตั้งแต่วันปฏิทินที่ 3 เป็นต้นไป) และวินิจฉัย VAP ขณะที่ยังใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่หรือวินิจฉัย VAP หลังจากถอดเครื่องช่วยหายใจออกไม่เกิน 2 วันปฏิทิน (ภายในวันที่ถอดเครื่องช่วยหายใจหรือวันรุ่งขึ้นเท่านั้น) และในผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบอยู่แล้วและได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว (เช่น ไข้ลดลงติดต่อกัน เสมหะน้อยลง ผู้ป่วยหายใจดีขึ้น) แล้วมีอาการของปอดอักเสบเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งอาจมีสาเหตุจากเชื้อตัวเดิมหรือเชื้อตัว ใหม่ให้ถือเป็นการเกิดปอดอักเสบครั้งใหม่ ปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นตำแหน่งการติดเชื้อที่พบมากที่สุดในประเทศไทย และมีอัตราตายสูง การป้องกันภาวะนี้ต้องกระทำในทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1. การทำความสะอาดมือ (hand hygiene) 2. การใส่ท่อหลอดลมคอและการเจาะคอ 3. การจัดท่าผู้ป่วย 4. การดูดเสมหะ 5. การดูแลเครื่องช่วยหายใจ 6. การดูแลสุขภาพช่องปาก 7. การหย่าเครื่องช่วยหายใจ 8. การป้องกันการติดเชื้อ 42 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


40 1.การทำความสะอาดมือ (hand hygiene) ทำความสะอาดมือก่อน และหลังการปฏิบัติแต่ละกิจกรรมกับผู้ป่วยอย่างถูกต้องตามวิธีการที่กำหนด 2.การใส่ท่อหลอดลมคอและการเจาะคอ ถ้าเป็นไปได้ แนะนำใช้ Noninvasive positive pressure ventilator เพื่อหลีกเลี่ยงการใส่ท่อช่วย หายใจแต่ถ้าจำเป็นต้องใส่ ควรทำในห้องผ่าตัด เลือกท่อ (endotracheal/tracheostomy tube) ที่ขนาด พอเหมาะกับผู้ป่วย ยึดหลักเทคนิคปลอดเชื้อ (Aseptic technique) ขณะให้การดูแลผู้ป่วย การดูแลแผลเจาะคอ ควรทำความสะอาดแผลเจาะคออย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง หรือเมื่อสกปรกด้วย เทคนิคปลอดเชื้อและรองด้วยผ้าก๊อซปราศจากเชื้อทุกครั้ง ทำความสะอาดท่อชั้นในของท่อเจาะคออย่างน้อย ทุก 8 ชั่วโมง 3.การจัดท่าผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยนอนศีรษะสูง 30-45 องศา เพื่อป้องกันการสำลัก ในกรณีที่ไม่ได้ปฏิบัติกิจกรรมที่จำเป็นต้อง นอนราบ และไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์ เช่น hemodynamic instability 4.การดูดเสมหะ ดูดเสมหะเมื่อมีข้อบ่งชี้และดูดให้ถูกวิธี ต้องดูดสารคัดหลั่งในช่องปากก่อนดูดเสมหะในท่อช่วย หายใจ โดยใช้สายดูดเสมหะอีกเส้นหนึ่ง พิจารณาการใช้สายดูดเสมหะระบบปิด (closed suction) โดยเฉพาะ ถ้าผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาถ้ามีท่อช่วยหายใจที่มี subglottic suction จะช่วยให้ดูดเสมหะบริเวณเหนือ cuff ซึ่ง เป็นสาเหตุของปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจ ข้อบ่งชี้การดูดเสมหะ 1. หลังเจาะคอใหม่ๆ 2. เมื่อมีเสมหะปริมาณมาก 3. ก่อนพลิกตัวผู้ป่วยหรือจัดท่าใหม่ 4. ก่อนจะดูดลมออกจาก cuff ของท่อช่วยหายใจ (deflate cuff) เพื่อเอาท่อหลอดลมคอออก 5. ก่อนให้อาหารทางสายยางที่ใส่เข้าทางจมูก การเตรียมเครื่องดูดเสมหะและการดูดเสมหะ ตั้งแรงดูดสำหรับเด็กเล็ก 90-120 มิลลิเมตรปรอท ผู้ใหญ่ 160-180 มิลลิเมตรปรอท สายดูดเสมหะ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอกไม่เกินครึ่งหนึ่งของเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อใส่หลอดลม ขวดรองรับเสมหะ เปลี่ยนทุก 8 ชั่วโมง 43 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


41 การดูดเสมหะ ผู้ปฏิบัติสวมหน้ากากอนามัย (Surgical Mask ถ้าเป็นโรคติดต่ออุบัติใหม่/อุบัติซ้ำ ให้ ใช้ N95 mask) และสวมแว่นป้องกันตา สวมถุงมือปราศจากเชื้อที่มือข้างถนัดที่จับสายดูดเสมหะ เปิดเครื่อง ด้วยมืออีกข้าง ให้ผู้ป่วยไอก่อนดูด ปลดสายต่อเข้าเครื่องช่วยหายใจออกจากท่อช่วยหายใจของผู้ป่วย ต้องเช็ด ปลายเปิดท่อช่วยหายใจและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันและปลายข้อต่อ ของเครื่องช่วยหายใจ ด้วยแอลกอฮอล์ 70% และแขวนหรือวางไว้โดยระมัดระวังการปนเปื้อน สอดสายดูด ในผู้ป่วยผู้ใหญ่ให้ลึก 15-20 เซนติเมตร จากปากท่อหลอดลมคอ เอามืออีกข้างอุดท่อตัว Y เพื่อให้เกิดแรงดูด ค่อยๆ ดึงสายดูดออกพร้อมกับหมุนสายดูดไปซ้ายและขวา ใช้เวลาสอดและดึงสายดูดออกไม่เกิน 10 วินาที ในผู้ใหญ่และ 5 วินาทีในเด็ก ถ้าต้องการดูดเสมหะซ้ำต้องรอให้ผู้ป่วยหายใจก่อน 2-3 นาที เมื่อดูดเสมหะเสร็จ แล้วให้ถอดสายดูดทิ้งถังมูลฝอยติดเชื้อที่มีฝาปิดมิดชิด ถอดถุงมือ ล้างมือแบบ hygienic handwashing 5.การดูแลเครื่องช่วยหายใจ 1. ไม่ควรเปลี่ยน Ventilator circuits และ/หรือ in-line closed suction catheters บ่อยกว่าทุก 7 วัน ยกเว้นสกปรก หรือชำรุด 2. ระวังและเทน้ำที่ตกค้างใน Ventilator circuits ออกอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะก่อนเปลี่ยนท่า ผู้ป่วยทุกครั้ง โดยใช้เทคนิคปลอดเชื้อ ระมัดระวังเป็นพิเศษไม่ให้น้ำไหลเข้าทางผู้ป่วยและ inline nebulizers 3. ยึดตรึงท่อหลอดลม ระมัดระวังไม่ให้ท่อหลอดลมเลื่อนหลุด และป้องกันมิให้ผู้ป่วยดึงท่อหลอดลม 4. วัด intracuff pressure ของท่อหลอดลมอย่างน้อยทุก 12 ชั่วโมง และปรับ intracuff pressure ให้มีค่า 20-30 เซนติเมตรน้ำ 5. ใช้น้ำปราศจากเชื้อในเครื่องสร้างความชื้น (humidifier) ของเครื่องช่วยหายใจชนิดระบบเปิด การเปิดปิดฝา การสัมผัสเครื่องให้ใช้เทคนิคปลอดเชื้อ ให้เปลี่ยนขวด humidifier ทุก 8 ชั่วโมง ถ้าเป็นเครื่อง สมัยใหม่ต่อกับขวดน้ำแบบระบบปิดไม่ต้องเปลี่ยน 6. ใช้ resuscitator bag และหัวต่อ 1 ชุด ต่อผู้ป่วย 1 ราย สำหรับหัวต่อของ resuscitator bag ให้ เช็ดด้วยแอลกอฮอล์ 70% และหุ้มปิดด้วยวัสดุสะอาดก่อนเก็บเข้าที่และควรเปลี่ยน resuscitator bag ใหม่ เมื่อสกปรกแขวน resuscitator bag ในที่สะอาด อย่าวาง resuscitator bag บนเตียงผู้ป่วย 6.การดูแลสุขภาพช่องปาก แปรงฟัน หรือทำความสะอาดช่องปากอย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง ด้วยวิธีที่เหมาะสม แนะนำให้ใช้ 0.12% Chlorhexidine oral rinse ถ้าไม่มีข้อห้าม เช่น แพ้ CHG, oral ulcer, mucositis จัดให้ผู้ป่วยนอนใน ท่าศีรษะสูง ตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่งขณะทำความสะอาดช่องปาก เพื่อป้องกันการสำลัก 44 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


42 7.การหย่าเครื่องช่วยหายใจ ใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยานอนหลับน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น แนะนำให้หยุดยานอนหลับ หรือยา คลายกล้ามเนื้อ วันละ 1 ครั้ง (spontaneous awakening trials) ถ้าไม่มีข้อห้าม ประเมินความสามารถใน การหายใจได้เองของผู้ป่วย และความพร้อมสำหรับการถอดท่อช่วยหายใจ (spontaneous breathing trials) ผู้ป่วยอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ถ้าอาการดีขึ้นให้ค่อยๆ หย่าเครื่องช่วยหายใจจนหยุดการใช้เครื่องช่วยหายใจ 8.การป้องกันการติดเชื้อ 2. การป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนปัสสาวะ (Catheter-associated Urinary Tract Infection) การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนปัสสาวะ (Catheter-associated Urinary Tract Infection) หมายถึง การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะโดยผู้ป่วยต้องมีการคาสายสวนปัสสาวะ มามากกว่า 2 วันปฏิทิน และมีอาการหรืออาการแสดงในขณะคาสายสวนปัสสาวะ หรือถอดสายสวนปัสสาวะ ออกไปไม่เกิน 1 วัน ระบาดวิทยาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนปัสสาวะ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนปัสสาวะ เป็นการติดเชื้อใน โรงพยาบาลที่พบได้บ่อย เนื่องมาจากการใส่สายสวนปัสสาวะเป็นหัตถการที่ทำบ่อย และคาสายสวนปัสสาวะไว้ เป็นเวลานาน เชื้อก่อโรคของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนใหญ่เป็นเชื้อแบคทีเรียทรงแท่งกรัมลบ เช่น Escherichia coli, Klebsella pneumonia และ Pseudomonas aeruginosa ฯลฯ ชุดการดูแลเพื่อป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนปัสสาวะ ชุดการดูแล (bundle of care) เพื่อป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่ สายสวนปัสสาวะ ประกอบด้วย 1. ใส่สายสวนปัสสาวะเฉพาะในรายที่มีข้อบ่งชี้ 2. ใช้เทคนิคปลอดเชื้อขณะใส่สายสวนปัสสาวะ 3. ดูแลผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะตามแนวปฏิบัติ 4. ประเมินความจำเป็นในการใส่สายสวนปัสสาวะทุกวันและถอดออกทันที เมื่อหมดข้อบ่งชี้ ข้อบ่งชี้ในการใส่สายสวนปัสสาวะ 1. มีภาวะอุดกั้นระบบทางเดินปัสสาวะ 2. เกิดภาวะวิกฤตจำเป็นต้องบันทึกปริมาณปัสสาวะ เช่น ผู้ป่วยช็อค 45 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


43 3. ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดในระบบทางเดินปัสสาวะ การผ่าตัดระบบอวัยวะสืบพันธุ์ที่อยู่ใกล้เคียงกับ ระบบทางเดินปัสสาวะ การผ่าตัดที่ใช้เวลานาน การผ่าตัดที่มีการให้ยาขับปัสสาวะขณะผ่าตัด การผ่าตัดที่ต้อง บันทึกปริมาณปัสสาวะขณะผ่าตัด 4. ผู้ป่วยที่มีแผลบริเวณฝีเย็บหรือบริเวณก้นกบ และกลั้นปัสสาวะไม่ได้ 5. ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องจำกัดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เช่น ผู้ป่วยที่มีภาวะบาดเจ็บรุนแรงบริเวณ กระดูกสันหลัง ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บหลายอวัยวะ ฯลฯ ในกรณีที่ต้องระบายปัสสาวะเป็นเวลานาน อาจใช้วิธีการสวนเป็นครั้งคราว ( intermittent catheterization) หรือใช้วิธีการอื่นแทนการคาสายสวนปัสสาวะ เพื่อช่วยลดอัตราการติดเชื้อ ไม่ควรใส่สายสวนปัสสาวะในกรณี : 1. เพื่อทดแทนการพยาบาลผู้ป่วยหรือผู้ที่อาศัยในสถานดูแลที่กลั้นปัสสาวะไม่ได้ 2. เพื่อเก็บปัสสาวะส่งตรวจเพาะเชื้อหรือส่งตรวจเพื่อการวินิจฉัยอย่างอื่น กรณีที่ผู้ป่วยสามารถถ่าย ปัสสาวะได้เอง ข้อพิจารณาการเลือกใช้วิธีการอื่นแทนการสวนคาสายสวนปัสสาวะ ให้พิจารณาตามความเหมาะสม ดังนี้ 1. ใช้ถุงยางอนามัยรองรับ ในผู้ป่วยชายที่ไม่มีภาวะปัสสาวะอุดกั้นของระบบทางเดินปัสสาวะ 2. การสวนเป็นครั้งคราว (intermittent catheterization) ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องคาสายสวนปัสสาวะ ป้องกันการติดเชื้อได้โดยการทำหัตถการและการดูแลที่ ถูกต้องการใส่สายสวนปัสสาวะต้องกระทำโดยผู้ที่ได้รับการฝึกอบรม การป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการใส่สายสวนปัสสาวะ แบ่งเป็น 2ระยะ คือ 1. การใส่สายสวนปัสสาวะ 2. การดูแลสายสวนและระบบระบายน้ำปัสสาวะ การสวนปัสสาวะ การสวนปัสสาวะในสถานพยาบาล ใช้เทคนิคปลอดเชื้อ 1. ล้างมือแบบ hygienic handwashing ก่อนการจัดเตรียมชุดสวนปัสสาวะ 2. เตรียมชุดทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกและอุปกรณ์สะอาดที่จำเป็นอื่นๆ สำหรับการใส่ สวนปัสสาวะ เช่น ถุงมือสะอาด ผ้าปิดตาผู้ป่วย สบู่ น้ำกลั่น ชามรูปไต และพลาสเตอร์ เป็นต้น 3. อธิบายให้ผู้ป่วยทราบก่อนใส่สายสวนปัสสาวะ 4. จัดท่านอนผู้ป่วย โดยผู้ป่วยชาย นอนหงาย เท้าราบ แยกขาออก และผู้ป่วยหญิง นอนหงายชันเข่า 46 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


44 5. ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ (normal handwashing) หรือน้ำกับน้ำยาฆ่าเชื้อ (hygienic handwashing) สวมถุงมือสะอาด เช็ดทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ด้วยน้ำและสบู่ และเช็ดรูเปิดท่อปัสสาวะด้วยน้ำ ปราศจากเชื้อ 6. ถอดถุงมือสะอาดออก 7. ล้างมือแบบ hygienic handwashing 8. เตรียมอุปกรณ์สวนปัสสาวะปราศจากเชื้อโดยใช้เทคนิคปลอดเชื้อ ได้แก่ สายสวนปัสสาวะ ปราศจากเชื้อขนาดเหมาะสมกับผู้ป่วย เพื่อลดการบาดเจ็บที่ท่อปัสสาวะ (เพศชาย 14-16 Fr. เพศหญิง 12-14 Fr. ผู้ป่วยสูงอายุ 22-24 Fr. และผู้ป่วยเด็ก 8-10 Fr.) ถุงรองรับปัสสาวะ ถุงมือปราศจากเชื้อ ผ้าปูปราศจากเชื้อ น้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสมสำหรับการทำความสะอาดรอบๆ ท่อปัสสาวะ น้ำกลั่นปราศจากเชื้อ กระบอกฉีดยา ปราศจากเชื้อและสารหล่อลื่นปราศจากเชื้อชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง 9. สวมถุงมือปราศจากเชื้อ หล่อลื่นสายสวนด้วยสารหล่อลื่นปราศจากเชื้อ 10. ปูผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลางปราศจากเชื้อ 11. เช็ดทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์และรูเปิดท่อปัสสาวะด้วยน้ำสะอาด 12. สอดใส่สายสวนปัสสาวะ - ผู้ป่วยชาย รั้งองคชาตให้ทำมุม 60-90 องศากับลำตัว จับสายสวนปัสสาวะสอดเข้าท่อปัสสาวะ ด้วยความนุ่มนวล ใส่เข้าไปลึก 6-8 นิ้ว หรือจนสุดสายสวน หรือจนกว่าจะมีปัสสาวะไหลออกมาและรอจน ปัสสาวะหยุดไหล - ผู้ป่วยหญิง ใช้นิ้ว หัวแม่มือ และนิ้วชี้แหวก labia จนเห็นรูเปิดท่อปัสสาวะ แล้วจึงสอดสาย สวนปัสสาวะเข้าท่อปัสสาวะด้วยความนุ่มนวล ใส่เข้าไปลึกประมาณ 2-3 นิ้ว หรือจนกว่าจะมีปัสสาวะไหลออก และรอจนปัสสาวะหยุดไหล 12.1 กรณีที่ไม่ต้องการคาสายสวนปัสสาวะ 12.1.1 ดึงสายสวนปัสสาวะออกด้วยความนุ่มนวล 12.1.2 ถอดถุงมือ แล้วล้างมือด้วยน้ำและน้ำยาฆ่าเชื้อ (hygienic handwashing) 12.2 กรณีที่ต้องการคาสายสวนปัสสาวะ 12.2.1 ฉีดน้ำเข้าลูกโป่งสายสวนประมาณ 10-20 มล. แล้วค่อยๆ ดึงสายสวนออกจน ลูกโป่งตรึงติดกระชับกับส่วนล่างของกระเพาะปัสสาวะ ต่อสายสวนปัสสาวะเข้า กับท่อระบายลงสู่ถุงปัสสาวะ 12.2.2 ตรึงสายสวนด้วยพลาสเตอร์ สำหรับผู้ป่วยผู้ชายตรึงกับโคนขาด้านหน้าหรือ หน้าท้องส่วนผู้ป่วยหญิงตรึงกับโคนขาด้านใน 12.2.3 จัดสายสวนและสายต่อเข้าถุงปัสสาวะให้ลาดลงสู่ถุงปัสสาวะ 47 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


45 12.2.4 แขวนถุงปัสสาวะไว้ข้างเตียง ให้ถุงสูงจากพื้นและต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะเสมอ 12.2.5 ถอดถุงมือ แล้วล้างมือแบบ hygienic handwashing การดูแลสายสวนและระบบระบายน้ำปัสสาวะ 1. ล้างมือและสวมถุงมือสะอาดก่อนจับต้องสายสวนปัสสาวะและถุงปัสสาวะทุกครั้ง 2. ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และรูเปิดท่อปัสสาวะด้วยน้ำและสบู่อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และทุกครั้งหลังถ่ายอุจจาระหรือเมื่อสกปรก 3. ดูแลสายสวนปัสสาวะให้เป็นระบบปิดตลอดเวลา 4. ดูแลสายสวนปัสสาวะไม่ให้หักพับงอ ให้น้ำปัสสาวะไหลลงถุงได้สะดวก จัดให้ถุงปัสสาวะอยู่ต่ำ กว่าระดับกระเพาะปัสสาวะ ไม่วางถุงรองปัสสาวะไว้บนพื้น 5. การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ต้องให้ถุงุรองรับปัสสาวะอยู่ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะเสมอ กรณที่ไม่ สามารถให้ถุงปัสสาวะอยู่ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะให้หนีบสายสวนปัสสาวะ 6. การเทปัสสาวะ ให้เทปัสสาวะเมื่อปัสสาวะมีปริมาณ ¾ ของถุงหรือตามเวลาที่กำหนด สวมถุงมือ สะอาดเทปัสสาวะออกจากถุงรองรับปัสสาวะด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ โดยใช้น้ำยาทำลายเชื้อเช็ดบริเวณรอบ ปลายเปิดถุงรองรับปัสสาวะก่อนและหลังเทปัสสาวะ เทน้ำปัสสาวะจากถุงรองรับปัสสาวะโดยใช้ภาชนะรองรับ ปัสสาวะแยกกันในผู้ป่วยแต่ละราย เปลี่ยนถุงมือคู่ใหม่ในการเทปัสสาวะในผู้ป่วยแต่ละราย 7. กรณีที่มีการอุดตันของสายสวนปัสสาวะ ไม่แนะนำให้สวนล้างกระเพาะปัสสาวะ ควรเปลี่ยนสาย สวนปัสสาวะทั้งระบบ 8. การสวนล้างกระเพาะปัสสาวะ ไม่ควรปฏิบัติเป็นประจำ เมื่อจำเป็นต้องสวนล้างกระเพาะปัสสาวะ เพื่อการรักษา ควรสวนล้างกระเพาะปัสสาวะด้วยระบบปิด โดยใช้เทคนิคปลอดเชื้อ 9. การเก็บปัสสาวะเพื่อส่งตรวจ ให้ใช้เทคนิคปลอดเชื้อ 9.1 กรณีต้องการตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ (urine examination) หรือตรวจเพาะเชื้อ(urine culture) ควรดูดปัสสาวะจากสายสวนปัสสาวะด้วยเข็มปราศจากเชื้อขนาดเล็ก (No. 23) และ ใช้เทคนิคปลอดเชื้อ 9.2 กรณีต้องการปริมาณปัสสาวะจำนวนมากเพื่อส่งตรวจ ให้เทจากถุงรองรับปัสสาวะโดยใช้ เทคนิคปลอดเชื้อ 10. ผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะไว้นาน ควรพิจารณาสวนปัสสาวะแบบครั้งคราว (intermittent catheterization) 11. ไม่ต้องเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะและถุงรองรับปัสสาวะเป็นประจำ ให้พิจารณาเปลี่ยนสายสวน ปัสสาวะและถุงรองรับปัสสาวะในกรณีที่มีการอุดตันหรือรั่ว 48 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


46 การถอดสายสวนปัสสาวะ 1. ควรถอดสายสวนปัสสาวะออกทันทีเมื่อหมดข้อบ่งชี้ 2. ทำความสะอาดมือด้วยน้ำและสบู่ (normal handwashing) ใส่ถุงมือสะอาด 3. อธิบายให้ผู้ป่วยทราบก่อนถอดสายสวนปัสสาวะ เพื่อให้ผู้ป่วยให้ความร่วมมือ 4. ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกด้วยสบู่และน้ำสะอาด 5. ดูดน้ำออกจากบอลลูน 6. ดึงสายสวนปัสสาวะออกด้วยความนุ่มนวล 7. ถอดถุงมือออก และทำความสะอาดมือ (hygienic handwashing) การเปลี่ยนสายสวนและชุดระบายน้ำปัสสาวะ เปลี่ยนสายสวน ท่อระบาย และถุงรองรับปัสสาวะ เมื่อชำรุด รั่ว หรืออุดตัน สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ 1. การใส่ยาต้านจุลชีพหรือน้ำยาทำลายเชื้อเข้าถุงปัสสาวะ 2. ทำความสะอาดอวัยวะเพศด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ 3. การส่งปัสสาวะตรวจ และ/หรือ เพาะเชื้อในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ 4. การสวนล้างกระเพาะปัสสาวะ โดยไม่มีข้อบ่งชี้ 5. การให้ยาต้านจุลชีพเพื่อป้องกันการติดเชื้อ 6. การเปลี่ยนสายสวนและชุดระบายน้ำปัสสาวะเป็นประจำ (routine) 7. การส่งปลายสายสวนปัสสาวะเพาะเชื้อ การสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราวโดยใช้เทคนิคสะอาด การสวนปัสสาวะนอกสถานพยาบาล ในผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราว (intermittent catheterization) เป็นระยะเวลานาน สามารถทำได้โดยใช้เทคนิคสะอาด(clean intermittent catheterization) ประโยชน์ของการสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราวโดยใช้เทคนิคสะอาด 1. ช่วยลดปัญหาการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะและการเสื่อมสภาพของไตได้ดีกว่าวิธีอื่น 2. ช่วยให้การทำงานของกระเพาะปัสสาวะกลับเข้าสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้นในบางกรณี 3. หลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการใส่คาสายสวนปัสสาวะ 4. กรณีที่ผู้ป่วยสวนปัสสาวะด้วยตนเอง จะช่วยลดภาระต่อผู้อื่น และเพิ่มกำลังใจของผู้ป่วย 5. ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพของชีวิตดีขึ้น การสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราวโดยใช้เทคนิคสะอาด แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ 49 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


47 1. การสวนปัสสาวะโดยตัวผู้ป่วยเอง สำหรับผู้ที่สวนปัสสาวะด้วยตนเอง โดยเฉพาะผู้หญิง อาจมี ความยากลำบากในระยะเริ่มต้น แต่เมื่อทำบ่อยๆ ก็จะทำให้เกิดความชำนาญ และทำได้ง่ายขึ้น 2. การสวนปัสสาวะโดยผู้อื่น เช่น ญาติหรือผู้ดูแล กรณีที่เป็นผู้ป่วยเด็ก พ่อแม่หรือญาติหรือผู้ดูแล จะเป็นผู้ทำให้ ในกรณีที่มีการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะส่วนล่างอาจทำให้สวนปัสสาวะลำบาก ควรรีบปรึกษาแพทย์ อุปกรณ์การสวนปัสสาวะ 1. สายสวนปัสสาวะ อาจเป็นสายยางแดง หรือสายซิลิโคน 2. สบู่ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น เบต้าดีน หรือคลอเฮกซิดีน 3. น้ำต้มสุก 4. สำลีสะอาด ประมาณ 7 ก้อน 5. สารหล่อลื่นสายสวนปัสสาวะก่อนที่จะสวนปัสสาวะ 6. ภาชนะใส่สบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ และอีก 1 ใบ ใส่น้ำปัสสาวะที่สวนออกมาจากตัวผู้ป่วย 7. กระจกเงา ก่อนจะสวนปัสสาวะให้ผู้ป่วยใช้กระจกเงาส่องดูท่อปัสสาวะ เพื่อให้เห็นชัดเจนขึ้น แต่ถ้าผู้ป่วยสวนปัสสาวะชำนาญแล้วไม่จำเป็นต้องใช้กระจกเงา วิธีการสวนปัสสาวะ 1. ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ 2. เตรียมอุปกรณ์การสวนให้พร้อม กรณีที่สายสวนเป็นสายที่ใช้ซ้ำและแช่อยู่ในน้ำยาฆ่าเชื้อ ให้นำสายสวนปัสสาวะออกจากน้ำยาฆ่าเชื้อ แล้วให้ล้างด้วยน้ำต้มสุกก่อนที่จะนำมาสวนปัสสาวะ 3. จัดท่า สำหรับการสวนปัสสาวะด้วยตนเองหรือให้ผู้อื่นสวนให้ ผู้หญิง : นั่งยองๆ แยกขา หรือนอนแยกขาออก หรือยืนโดยให้เท้าข้างหนึ่งเหยียบบนเก้าอี้ ใช้กระจกส่องดูท่อปัสสาวะหรือใช้นิ้วมือคลำ ผู้ชาย : ยืน นอน หรือนั่ง 4. ทำความสะอาดมือด้วยน้ำและน้ำยาฆ่าเชื้อหรือแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือ 5. ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และรูเปิดท่อปัสสาวะด้วยน้ำสะอาด 6. หล่อลื่นปลายสายสวน 7. สอดใส่สายสวนเข้าท่อปัสสาวะ ในผู้หญิงใส่เข้าไปลึกประมาณ 2-3 นิ้ว ส่วนผู้ชายใส่ลึก 6-8 นิ้ว หรือจนสุดสายสวน หรือจนกว่าจะมีปัสสาวะไหลออกมา ปล่อยให้ปัสสาวะไหลลงภาชนะรองรับ 4. กรณีที่ผู้ป่วยสวนปัสสาวะด้วยตนเอง จะช่วยลดภาระต่อผู้อื่น และเพิ่มกำลังใจของผู้ป่วย 5. ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพของชีวิตดีขึ้น การสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราวโดยใช้เทคนิคสะอาด แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ 50 คู่มือการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ในสถานบริการสาธารณสุขจังหวัดเลย


Click to View FlipBook Version