คู่ มื อซี เอสอาร์ ด้ านสิ่งแวดล้ อม ฉบั บนั กนิ เวศ Anti-Greenwash CSR
Anti-Greenwash CSR คู่ มื อซี เอสอาร์ ด้ านสิ่ งแวดล้ อม ฉบั บนั กนิ เวศ ผู้เขียน: สมาธิ ธรรมศร, เพชร มโนปวิตร, นณณ์ ผาณิตวงศ์, คณะวิจัย บริษัท ป่าสาละ จํากัด บรรณาธิการ: รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ เลขมาตรฐานประจําหนังสือ 978-616-92670-3-4 พิมพ์ครั้งแรก สิงหาคม 2566 จํานวนพิมพ์ 300 เล่ม พิสูจน์อักษร: สุภัทริณี ศรประดิษฐ์ ศิลปกรรม: เด็ดเดี่ยว เหล่าสินชัย ออกแบบปก: นํ้าใส ศุภวงศ์ ข้อมูลทางบรรณานุกรมสํานักหอสมุดแห่งชาติ สมาธิ ธรรมศร. Anti-Greenwash CSR คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ. -- กรุงเทพฯ: ป่าสาละ, 2566. 120 หน้า. 1. สิ่งแวดล้อม. I. เพชร มโนปวิตร, ผู้แต่งร่วม. II. นณณ์ ผาณิตวงศ์, ผู้แต่งร่วม. III. ชื่อเรื่อง. 333.7 ISBN 978-616-92670-3-4 ดําเนินการผลิตโดย บริษัท ป่าสาละ จํากัด บริษัท ป่าสาละ จํากัด 2 สุขุมวิท 43 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 Tel: 081 370 7899 Email: [email protected] Website: www.salforest.com พิมพ์ที่ บริษัท ภาพพิมพ์ จำกัด 45/12–14, 33 หมู่ 4 ถ.บางกรวย-จงถนอม ต.บางขนุน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 11130
สารบั ญ คํ านํ า e บทนำ: ซี เอสอาร์ ด้ านสิ่ งแวดล้ อม ได้ เวลาทบทวนเพื่ อไปต่ อ 2 ทีมวิจัย บริษัท ป่าสาละ จํากัด ระบบนิ เวศป่ าบกและป่ าชายเลน 16 เรื่อง: สมาธิ ธรรมศร ระบบนิ เวศนํ้ าจื ด 44 เรื่อง: สมาธิ ธรรมศร ระบบนิ เวศทางทะเล 68 เรื่อง: ดร.เพชร มโนปวิตร โครงการปล่ อยสั ตว์ 92 เรื่อง: ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ เอกสารอ้ างอิ ง 104
e คํ านํ า ย้อนไปเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 บริษัท ป่าสาละ จํากัด ถือกําเนิดขึ้นด้วยความตั้งใจว่าจะเป็นบริษัทวิจัยที่ร่วม ‘ปลูกธุรกิจที่ ยั่งยืน’ ในประเทศไทย อันหมายถึงการดําเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับ หลัก ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน’ (sustainable development) ซึ่งได้รับการ นิยามอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรายงานบรันดท์แลนด์ (Brundtland Report) ภายใต้องค์การสหประชาชาติ ใน ค.ศ. 1987 ว่า “การพัฒนาที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดย ไม่ลิดรอนความสามารถของคนรุ่นหลังในการตอบสนองต่อความ ต้องการของพวกเขา” ตลอดระยะเวลา 10 ปีตั้งแต่เริ่มดําเนินธุรกิจ ป่าสาละได้จัด ทําและเผยแพร่รายงานวิจัยสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ยั่งยืน มากกว่า 30 โครงการ ครอบคลุมหลากหลายประเด็นและสาขา ธุรกิจ งานวิจัยสาธารณะที่ผ่านมา เช่น ความไม่ยั่งยืนในห่วงโซ่ อุปทานอาหาร, มาตรฐานธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนและกระบวนการ ตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน, ความเหลื่อมลํ้าในการ จัดสรรทรัพยากร และการธนาคารที่ยั่งยืน ซึ่งนับตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ป่าสาละดําเนินงานวิจัยด้านนี้ในฐานะสมาชิกของแนวร่วมการเงิน ที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) ร่วมกับองค์กร
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ f สมาชิกอื่นๆ อีก 4 แห่ง งานวิจัยสาธารณะดังกล่าวยังไม่นับการศึกษาโจทย์ด้านความ ยั่งยืนสําหรับบริษัทเอกชนและธุรกิจเพื่อสังคม อาทิ การศึกษา วิเคราะห์หาประเด็นสําคัญด้านความยั่งยืนขององค์กรผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การประเมินความ เสี่ยงและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนขององค์กร การประเมิน ผลลัพธ์ทางสังคมและ/หรือผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน รวมมากกว่า 20 โครงการ งานศึกษาเหล่านี้ช่วยสร้างความเข้าใจที่รอบด้านมากขึ้นเกี่ยวกับ รูปธรรมและความท้าทายของ ‘ธุรกิจที่ยั่งยืน’ ในสังคมไทย และ ทําให้ทีมงานเล็งเห็นว่า ท่ามกลางกระแสคําศัพท์ยอดนิยมต่างๆ ไม่ว่า CSR, SDG, ESG, CSV ฯลฯ แก่นสารของธุรกิจที่ยั่งยืนจําต้อง เริ่มต้นจากการทําความเข้าใจกับความต้องการและความกังวลของ ผู้มีส่วนได้เสีย และประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน ทั้งปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการดําเนิน ธุรกิจ และผลกระทบที่องค์กรเป็นผู้ก่อ ซึ่งหมายรวมถึงผลกระทบ จากการดําเนินโครงการซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ที่หากออกแบบ มาอย่างไม่รัดกุมรอบคอบเพียงพอก็อาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่า ประโยชน์ ในโอกาสครบรอบ 10 ปีแห่งการก่อตั้งป่าสาละ นับเป็นโอกาส อันดีที่เราได้ชวนนักอนุรักษ์และนักวิทยาศาสตร์ชั้นนําของประเทศ หลายท่านมาร่วมกันเขียน ‘คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับ นักนิเวศ’ เล่มนี้ เผยแพร่เป็นวิทยาทานแก่ฝ่ายซีเอสอาร์ของบริษัท ต่างๆ ตลอดจนผู้สนใจทั่วไปเพื่อร่วมเป็นส่วนเล็กๆ ในการรณรงค์
g การทําโครงการซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรับผิดชอบและถูก ต้องตามหลักนิเวศวิทยา โครงการซีเอสอาร์จะได้ช่วย ‘ปลูกธุรกิจที่ยั่งยืน’ อย่างแท้จริง ดังเจตนารมณ์ของป่าสาละ ท้ายนี้ ป่าสาละขอขอบคุณ รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ นักอนุรักษ์ นักการเงิน และอดีตนักวิจัยอาวุโสของป่าสาละที่สละเวลามาเป็น บรรณาธิการเล่ม ตลอดจนนักอนุรักษ์และนักวิทยาศาสตร์ทุกท่าน ที่เอื้อเฟื้อความรู้และเวลามาเขียนเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ทั้งสมาธิ ธรรมศร, เพชร มโนปวิตร และนณณ์ ผาณิตวงศ์ รวมถึงขอ ขอบคุณ สุภัทริณี ศรประดิษฐ์ ที่ดูแลเรื่องการพิสูจน์อักษร, เด็ดเดี่ยว เหล่าสินชัย สําหรับการจัดทํารูปเล่ม และนํ้าใส ศุภวงศ์ สําหรับการออกแบบภาพปกและอินโฟกราฟิกประกอบ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการอ่าน และมาร่วม ‘ปลูกธุรกิจที่ ยั่งยืน’ ไปพร้อมกันกับเรา สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการ ด้านการพัฒนาความรู้ ในนามบริษัท ป่าสาละ จํากัด 29 กรกฎาคม 2566
คู่ มื อซี เอสอาร์ ด้ านสิ่งแวดล้ อม ฉบั บนั กนิ เวศ
บทนํ า ซี เอสอาร์ ด้ านสิ่ งแวดล้ อม ได้ เวลาทบทวน เพื่ อไปต่ อ ที มวิ จั ย บริ ษั ท ป่ าสาละ จํ ากั ด
3 ล่วงสู่ พ.ศ. 2566 หรือยี่สิบปีเศษหลังจากศตวรรษที่ 21 เปิดฉาก ปัญหาสิ่งแวดล้อมนานัปการรุมเร้าประเทศไทยชนิดที่ปฏิเสธไม่ได้ อีกต่อไปว่าภาวะโลกร้อนไม่มีอยู่จริง ปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ไม่ใช่เรื่องสลักสําคัญ มลพิษทางอากาศและนํ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่ และ การลดลงอย่างน่าวิตกของความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เรื่อง ของมนุษย์ ที่สําคัญคือเราไม่อาจสลัดข้อเท็จจริงที่ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจ ปัจจุบัน แทบทุกประเทศต่างให้สัญญาประชาคมแก่กันว่าจะต้อง มุ่งหน้าสู่ ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน’ ผ่านการลงนามใน ‘เป้าหมายการ พัฒนาที่ยั่งยืน’ (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ทั้ง 17 ข้อขององค์การสหประชาชาติ เหล่าบริษัทน้อยใหญ่ต่างขานรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กันอย่างคึกคัก สังเกตจากการนําโครงการและการดําเนินการ ต่างๆ ของบริษัทมาเปรียบเทียบว่าสอดคล้องกับเป้าหมายการ พัฒนาที่ยั่งยืนข้อใดบ้างโดยปรากฏในรายงานบริษัทหรือรายงาน ความยั่งยืนประจําปี นอกจากนี้ ยังมีบริษัทจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ประกาศว่าคํานึงถึงประเด็นด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล (environment, social, governance เรียกรวมๆ ว่า ESG) ในการดําเนินธุรกิจ มุ่งรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน พร้อมทั้งประกาศกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนในหลายมิติ อาทิ เป้าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและกลยุทธ์การรับมือ กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ท่ามกลางความเคลื่อนไหวข้างต้น บริษัทจํานวนมากยังคงให้ ความสําคัญกับกิจกรรมซีเอสอาร์ (Corporate Social Responsibility
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 4 หรือ CSR) ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดําเนินธุรกิจหลัก เนื่องจากหลาย บริษัทมองว่ากิจกรรมเชิงการกุศลบรรษัท (corporate philanthropy) ช่วยสร้างประโยชน์แก่สังคม และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของบริษัท ในสายตาสาธารณะ ในบรรดากิจกรรมซีเอสอาร์ทั้งหมด กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เป็นกิจกรรมซีเอสอาร์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ แต่ กิจกรรมซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อมบางรูปแบบของบางบริษัทกลับ ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องยาวนานว่า ดําเนินการอย่างไม่รับผิดชอบหรือระมัดระวังมากเพียงพอจน ทําให้บางครั้งกิจกรรมนําไปสู่ผลเสียมากกว่าผลดีต่อระบบนิเวศ โครงการส่วนใหญ่ที่เผชิญกับข้อวิพากษ์หรือสุ่มเสี่ยงที่จะสร้าง ผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอาจแบ่งออกเป็น 7 รูปแบบคือ การปลูกป่า การปลูกป่าชายเลน การสร้างฝาย การสร้างธนาคารนํ้าใต้ดิน การปลูกปะการัง การปลูกหญ้าทะเล และการปล่อยสัตว์ กิจกรรมซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม 7 รูปแบบข้างต้นได้รับ ความนิยมเพียงใด คณะวิจัยบริษัท ป่าสาละ จํากัด (‘คณะวิจัย’) หาคําตอบด้วยการสํารวจข้อมูลที่เกี่ยวกับการทํากิจกรรมซีเอสอาร์ ของบริษัทในประเทศไทย โดยคัดเลือกบริษัทที่มีการเปิดเผยข้อมูล การทํากิจกรรมซีเอสอาร์ในรายงานประจําปีและเว็บไซต์ของบริษัท ระหว่าง พ.ศ. 2562–2566 คณะวิจัยพบว่าระหว่าง พ.ศ. 2562–2566 บริษัท 24 แห่งจาก 11 หมวดธุรกิจเปิดเผยข้อมูลการทํากิจกรรมซีเอสอาร์ทั้ง 7 รูปแบบ รวมทั้งหมด 187 โครงการ โดยมีรายละเอียดดังแสดงในแผนภาพ ในหน้าถัดไป
5 2% การสร้ างธนาคารนํ� าใต้ ดิ น 5% การปลู กหญ้ าทะเล 7% การปลู กปะการั ง 11% การปล่ อยสั ตว์ 19% การสร้ างฝาย 12% การปลู กป� าชายเลน 43% การปลู กป� า กิ จกรรมซี เอสอาร์ ด้ านสิ่ งแวดล้ อม 7 รู ปแบบของบริ ษั ทในไทยในช่ วง พ.ศ. 2562–2566 อย่างไรก็ตาม คณะวิจัยพบว่ามีเพียง 5 บริษัทเท่านั้นที่มีการ เปิดเผยงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการทํากิจกรรมซีเอสอาร์ บาง บริษัทระบุชัดเจนว่าเป็นงบประมาณสําหรับการทํากิจกรรมซีเอสอาร์โดยเฉพาะ ขณะที่บางบริษัทระบุว่าเป็นงบประมาณด้านสังคม หรือสิ่งแวดล้อม รายละเอียดดังแสดงในตารางในหน้าถัดไป
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 6 บริษัท ประเภท งบประมาณ งบประมาณ (ล้านบาท) 2562 2563 2564 2565 1 บริษัท เครือ เจริญโภคภัณฑ์ จํากัด การลงทุนด้าน สิ่งแวดล้อม 1,468 1,464 4,192 - 2 บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) การลงทุน ทางสังคม 1,405.50 620.37 1,271 1,086 3 บริษัท ปูนซิเมนต์ ไทย จํากัด (มหาชน) ค่าใช้จ่ายในการ บริหารจัดการ ด้าน CSR 152 167 157 161 4 บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) การพัฒนา ชุมชน สังคม และการบริจาค 98 44 34.68 - 5 บริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จํากัด การจัดโครงการ CSR - - 0.006 0.455 ที่ มา: การรวบรวมของคณะวิ จั ยจากรายงานประจํ าปี และรายงานความยั่งยื นของบริ ษั ท จากข้อมูลข้างต้น บริษัทที่มีการใช้งบประมาณด้านสิ่งแวดล้อม สูงสุดคือ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จํากัด ซึ่งมีการลงทุนด้าน สิ่งแวดล้อมเฉลี่ยปีละ 2,375 ล้านบาท ครอบคลุม 4 ประเด็น ได้แก่ การจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การดูแลทรัพยากรนํ้า การปกป้องระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ และการจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรับผิดชอบ
7 บริษัทที่มีการใช้งบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมสูงเป็นลําดับสอง คือ บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) เฉลี่ยปีละ 1,095 ล้านบาท โดยใช้ในการส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม รองลงมาคือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จํากัด (มหาชน) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสําหรับกิจกรรมซีเอสอาร์เฉลี่ยปีละ 159 ล้านบาท บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ที่ใช้งบประมาณ ในการพัฒนาชุมชน สังคม และการบริจาคเฉลี่ยปีละ 59 ล้าน บาท ลําดับสุดท้ายคือ บริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จํากัด ซึ่งใช้ งบประมาณสําหรับโครงการซีเอสอาร์เฉลี่ยปีละ 230,500 บาท และเป็นบริษัทเดียวที่เปิดเผยงบประมาณในการทําซีเอสอาร์ราย โครงการ เมื่อเห็นภูมิทัศน์โครงการซีเอสอาร์ของบริษัทในประเทศไทย ชัดเจนแล้ว คณะวิจัยขอชวนผู้อ่านเจาะลึกในรายละเอียดโครงการ ซีเอสอาร์ทั้ง 7 รูปแบบดังนี้ โครงการปลู กป่ าและปลู กป่ าชายเลน โครงการปลูกป่าและปลูกป่าชายเลนระหว่าง พ.ศ. 2562–2566 มีจํานวนรวมทั้งสิ้น 104 โครงการ บริษัทในหมวดพาณิชย์ครอง อันดับหนึ่งในฐานะธุรกิจที่จัดกิจกรรมปลูกป่าและป่าชายเลน โดย มีจํานวนรวมทั้งสิ้น 47 โครงการ (ร้อยละ 45) รองลงมาคือธุรกิจ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค (ร้อยละ 16) และธุรกิจหมวด วัสดุก่อสร้าง (ร้อยละ 15) ตัวอย่างกิจกรรมปลูกป่าและป่าชายเลนก็เช่นโครงการ WE
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 8 GROW ปลูกเพื่อความยั่งยืน โดยบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จํากัด ซึ่งเริ่มดําเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2563 โครงการนี้มีเป้าหมาย ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกป่าให้ได้ 20 ล้านต้นภายใน พ.ศ. 2568 โดยใน พ.ศ. 2564 ได้ดําเนินการไปแล้ว 6.39 ล้านต้น ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เช่น รัสเซีย จีน และเวียดนาม เป็นต้น อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจคือโครงการ ‘ปลูก ลด ร้อน’ โดย บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จํากัด (มหาชน) โครงการนี้เริ่มดําเนินการ ตั้งแต่ พ.ศ. 2563 เพื่อเชื่อมโยงชุมชนและขยายพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่ง ใน พ.ศ. 2564 มีการปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นกว่า 50 ไร่ (จํานวน 3,000 ต้น) ในบริเวณพื้นที่จังหวัดระยอง รวมถึงโครงการจาก ‘ไม้พื้นถิ่น’ สู่ ‘ป่าโกงกาง’ ต่อยอดสู่ ‘หญ้าทะเล’ เพื่อช่วยฟื้นฟูทรัพยากรทาง ทะเลให้ยั่งยืน โดยมีเป้าหมายปลูกต้นโกงกาง 14,000 ต้นครอบคลุมพื้นที่ 20 ไร่ และหญ้าทะเล 15,000 ต้น ครอบคลุมพื้นที่ 10 ไร่ ภายใน พ.ศ. 2564 หนึ่งในพื้นที่ที่ปูนซิเมนต์ไทยได้มีการ เข้าไปปลูกป่าชายเลนคือจังหวัดนครศรีธรรมราช ขณะที่ บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ดําเนินโครงการปลูกป่า 2 ล้านไร่ตั้งแต่ พ.ศ. 2566 ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ อาทิ กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
9 โครงการสร้ างฝาย กิจกรรมการสร้างฝายระหว่าง พ.ศ. 2562–2566 มีจํานวนรวม ทั้งสิ้น 35 โครงการ บริษัทในหมวดพาณิชย์ครองอันดับหนึ่งใน ฐานะธุรกิจที่จัดกิจกรรมการสร้างฝายมากที่สุดเช่นกัน โดยมีจํานวน รวมทั้งสิ้น 16 โครงการ (ร้อยละ 46) รองลงมาคือธุรกิจหมวด ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (ร้อยละ 17) และธุรกิจหมวดวัสดุก่อสร้าง (ร้อยละ 14) ตัวอย่างกิจกรรมการสร้างฝาย อาทิ โครงการฝายมีชีวิตโดย บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จํากัด ดําเนินการในพื้นที่ 17 จังหวัด ทางภาคเหนือตั้งแต่ พ.ศ. 2563 เพื่อป้องกันนํ้าท่วม นํ้าหลาก และจัดการทรัพยากรนํ้าให้มีใช้อย่างเพียงพอ ข้อมูล ณ สิ้นเดือน เมษายน 2566 ระบุว่าสร้างฝายไปแล้วทั้งสิ้น 112 ฝาย อีกหนึ่งตัวอย่างคือโครงการ รักษ์นํ้า จากภูผาสู่มหานที โดย บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จํากัด (มหาชน) ที่ริเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2550 เพื่อช่วยชะลอการไหลของนํ้า เพิ่มความชุ่มชื้นในผืนดิน ช่วยลดไฟป่า รักษาสมดุลของวัฏจักรนํ้า และช่วยสร้างอาชีพให้ ชุมชนมีรายได้และเติบโตอย่างยั่งยืนโดยข้อมูล พ.ศ. 2565 พบว่า มีการสร้างฝายภายใต้โครงการดังกล่าวไปแล้วทั้งสิ้น 115,000 ฝาย ตัวอย่างสุดท้ายคือโครงการฟื้นป่า รักษ์นํ้า เขาห้วยมะหาด โดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จํากัด (มหาชน) เพื่อฟื้นฟู และบํารุงรักษาระบบนิเวศในพื้นที่ 2,500 ไร่ บนเขาห้วยมะหาด จังหวัดระยอง โดยมีเป้าหมายสร้างฝายชะลอนํ้าจํานวน 1,000 ฝายภายใน พ.ศ. 2566
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 10 โครงการสร้ างธนาคารนํ้าใต้ ดิ น โครงการสร้างธนาคารนํ้าใต้ดินระหว่าง พ.ศ. 2562–2566 มี จํานวนรวมทั้งสิ้น 4 โครงการ โดยบริษัทที่ดําเนินโครงการดังกล่าว อยู่ในหมวดพาณิชย์ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวด ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ทั้งนี้การสร้างธนาคารนํ้าใต้ดินมักเป็นเพียง ส่วนหนึ่งของโครงการซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการปลูก ป่าในบ้าน CPP (Green Home CPP) โดยบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จํากัด ที่จัดทําธนาคารนํ้าใต้ดินจํานวน 3 จุดเพื่อแก้ไขปัญหาการ ขาดแคลนนํ้าในฟาร์มเลี้ยงสุกรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจในเครือ เช่นเดียวกับโครงการ ‘GC รวมพลังรักษ์นํ้า’ โดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จํากัด (มหาชน) ที่เริ่มดําเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2560 โดยใน พ.ศ. 2563 มีการจัดทําระบบธนาคารนํ้าใต้ดินจํานวน 17 จุดเพื่อแก้ปัญหานํ้าท่วม ภัยแล้ง และช่วยสนับสนุนการเข้าถึง แหล่งนํ้าสะอาดให้แก่ชุมชนในพื้นที่จังหวัดระยอง ขณะที่บางบริษัทจะเข้าไปดูแลชุมชนในฐานะ ‘พี่เลี้ยง’ โดย ให้คําแนะนํา สร้างกระบวนการเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจ เรื่องระบบธนาคารนํ้าใต้ดินแก่ชุมชน เช่น โครงการของบริษัท โคลเวอร์ เพาเวอร์ จํากัด (มหาชน) ที่ตําบลเปาปมดงยาง จังหวัด แพร่ หรือโครงการของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จํากัด (มหาชน) ที่ตําบลเก่าขาม จังหวัดอุบลราชธานี และชุมชนบ้านมาบจันทร์ จังหวัดระยอง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้ธนาคารนํ้าใต้ดินแก้ไข ปัญหาภัยแล้งและส่งเสริมให้ชุมชนสร้างคลังเก็บนํ้าไว้สําหรับใช้ อุปโภคบริโภคในครัวเรือน
11 โครงการปลู กปะการั ง โครงการปลูกปะการังระหว่าง พ.ศ. 2562–2566 มีจํานวนรวม ทั้งสิ้น 14 โครงการ บริษัทหมวดวัสดุก่อสร้างครองอันดับหนึ่ง ในฐานะธุรกิจที่จัดกิจกรรมปลูกปะการังสูงที่สุดรวมทั้งสิ้น 5 โครงการ (ร้อยละ 36) รองลงมาคือหมวดพาณิชย์ (ร้อยละ 22) และหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (ร้อยละ 21) ตัวอย่างกิจกรรมปลูกปะการัง อาทิ โครงการ ‘รักษ์ทะเล’ โดยบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จํากัด (มหาชน) ซึ่งใช้เทคโนโลยีการ พิมพ์แบบ 3 มิติของบริษัทในการขึ้นรูปเป็นวัสดุเพื่อให้ตัวอ่อน ปะการังลงเกาะ นับเป็นโครงการนําร่องการฟื้นฟูทรัพยากรทาง ทะเลโดยใช้วัสดุที่มีรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติ ส่วนโครงการของ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จํากัด เป็นการส่งมอบแท่นปะการัง เทียมเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและการประมงชายฝั่งในจังหวัด สงขลาและนราธิวาส เช่นเดียวกับบริษัท ซิก้า (ประเทศไทย) จํากัดที่เป็นการนําก้อนปูนลงสู่ทะเลเพื่อเป็นวัสดุลงเกาะของตัวอ่อน ปะการัง โครงการปลู กหญ้ าทะเล โครงการปลูกหญ้าทะเลระหว่าง พ.ศ. 2562–2566 มีจํานวน ทั้งหมด 9 โครงการ บริษัทที่หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค นับเป็นอันดับหนึ่งในการดําเนินกิจกรรมปลูกหญ้าทะเลมีจํานวน โครงการทั้งสิ้น 4 โครงการ (ร้อยละ 45) รองลงมาคือธุรกิจหมวด
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 12 วัสดุก่อสร้าง (ร้อยละ 33) และธุรกิจหมวดขนส่งและโลจิสติกส์ (ร้อยละ 11) ตัวอย่างกิจกรรมปลูกหญ้าทะเล อาทิ โครงการ ‘ปลูกหญ้า ทะเลลดโลกร้อน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และจัดการ ขยะแบบคนเล’ ที่จังหวัดตรัง โดยบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จํากัด (มหาชน) โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการรักษ์นํ้าจากภูผา สู่มหานที โดยมีการปลูกหญ้าทะเลแล้วกว่า 30,000 ต้นในพื้นที่ 20 ไร่ตั้งแต่ พ.ศ. 2559 เช่นเดียวกับโครงการ ‘ส่งมอบหญ้าทะเล โครงการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล’ โดยบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จํากัด (มหาชน) ที่มีการปลูกหญ้าทะเลร่วม 10,000 ต้น ในพื้นที่ 6 ไร่ การปลูกหญ้าทะเลของทั้งสองบริษัทมีเป้าหมายเพื่อ ฟื้นฟูระบบนิเวศ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์นํ้า และเพิ่มความหลาก หลายทางชีวภาพ และสร้างรายได้ให้กลุ่มประมงและชุมชนโดยรอบ โครงการปล่ อยสั ตว์ โครงการปล่อยสัตว์ระหว่าง พ.ศ. 2562–2566 มีทั้งหมด 21 โครงการ บริษัทในหมวดพลังงานและสาธารณูปโภคดําเนินกิจกรรม ปล่อยสัตว์สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งรวม 12 โครงการ (ร้อยละ 57) รองลงมาคือ ธุรกิจหมวดพาณิชย์ (ร้อยละ 24), ธุรกิจหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (ร้อยละ 9) โครงการปล่อยสัตว์ส่วนใหญ่จะเน้นเป็นการปล่อยสัตว์นํ้า อาทิ การปล่อยพันธุ์สัตว์นํ้าบริเวณอ่าวประดู่ จังหวัดระยอง จํานวนกว่า 1,110,399 ตัว และพื้นที่บ้านปากคลองตากวน จังหวัดระยอง
13 รวมทั้งหมด 2,150,900 ตัว โดยบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ร่วมกับเครือข่ายภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับโครงการ ‘ปูม้า ยั่งยืน คู่ทะเลไทย’ ที่บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จํากัด ดําเนินการต่อเนื่องมากว่า 11 ปีโดยจะปล่อยลูกปูม้าจํานวน 1,000,000 ตัวบริเวณเกาะเสร็จ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และโครงการ ‘ปล่อย ปลูก ป่า’ ที่บริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จํากัด ปล่อยพันธุ์ สัตว์นํ้าจืด ประกอบไปด้วย ปลานิล 50,000 ตัว ปลาตะเพียนทอง 5,000 ตัว และปลาโพง 5,000 ตัวในพื้นที่ป่าชุมชน บ้านเนินสําเหร่ จังหวัดระยอง ปัจจุบัน กิจกรรมซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อมทั้ง 7 ประเภท ข้างต้นยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงจากภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ กลุ่มบริษัทในอุตสาหกรรมพาณิชย์ พลังงาน เคมีภัณฑ์ และ อาหาร คณะวิจัยจึงเห็นว่าควรมีการรวบรวมวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ในการดําเนินโครงการดังกล่าว เพื่อส่งเสริมการดําเนินกิจกรรม ซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน โดยที่ผู้ดําเนิน โครงการให้ความสําคัญตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบโครงการเพื่อ ป้องกันมิให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าผลดี นี่คือที่มาและวัตถุประสงค์ของ ‘คู่มือซีเอสอาร์สิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ’ ซึ่งคณะวิจัยได้รับเกียรติจากนักวิทยาศาสตร์และ นักอนุรักษ์ชั้นนําของประเทศหลายท่านมาถ่ายทอดองค์ความรู้และ ประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ เพื่อร่วมเป็นส่วนเล็กๆ ในการยก ระดับการดําเนินโครงการซีเอสอาร์ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามความ มุ่งหวัง และขับเคลื่อนวงการซีเอสอาร์ของประเทศไทยให้มุ่งหน้าสู่ ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน’ อย่างแท้จริง
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 14 สุดท้าย คณะวิจัยหวังว่าเนื้อหาในคู่มือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ ทั้งต่อผู้ดําเนินโครงการซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อมทั้งภาครัฐและ เอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจจะทํากิจกรรมการกุศล ด้านสิ่งแวดล้อมในรูปแบบเดียวกัน
บทที่ 1 ระบบนิ เวศป่ าบก และป่ าชายเลน เรื่ อง: สมาธิ ธรรมศร
17 โครงการปลู กป่ า ป่าคืออะไร? สําหรับคนเมือง ป่าคือสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ทําให้ รู้สึกสงบและสดชื่นทุกครั้งที่ไปเยือน ในมุมมองของคนป่า ป่าคือ ที่อยู่อาศัยและแหล่งผลิตอาหาร แต่เมื่อมองผ่านสายตาของ นักวิทยาศาสตร์ ป่าคือคลังรวบรวมความหลากหลายทางชีวภาพ และยังเป็นระบบขนาดใหญ่ที่สลับซับซ้อนซึ่งคอยควบคุมวัฏจักร ของดิน นํ้า อากาศ และความเป็นไปของสิ่งมีชีวิต ‘ป่า’ จึงเป็นคําที่หลากหลายทั้งความหมายและคุณค่า หาก ย้อนเวลากลับไปก่อน พ.ศ. 2510 เนื้อที่ป่าของประเทศไทยมี อยู่ประมาณ 53 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันเนื้อที่ป่ากลับเหลืออยู่ ประมาณ 31 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แถมผืนป่าที่เหลืออยู่เพียงน้อย นิดก็ไม่ใช่ป่าธรรมชาติทั้งหมด แต่ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มป่าอนุรักษ์ และกลุ่มป่าเศรษฐกิจกับป่าชุมชนที่มี ‘มนุษย์’ เข้าไปใช้ประโยชน์ การลดจํานวนลงอย่างต่อเนื่องของพื้นที่ป่าเกิดขึ้นจากหลาย สาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ การล่าสัตว์ การเก็บของป่า และ การแปลงพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย เมื่อต้นไม้ ในป่าหดหายไปจนหลงเหลือแต่พื้นที่โล่งเตียน องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มจิตอาสาจึงจัดกิจกรรม ‘ปลูกป่า’ เพื่อหวังฟื้นฟูป่าให้กลับคืนสู่สภาพเดิม อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาทางนิเวศวิทยากลับพบว่าต้นไม้ที่ ถูกนําไปปลูกมักจะเติบโตได้ไม่ดีนัก ส่วนใหญ่เหี่ยวแห้งล้มตายเมื่อ เวลาผ่านไปไม่นาน และกลับกลายเป็นสาเหตุทําให้ความหลาก
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 18 ปลู กป่ าหมายถึ งอะไร? คําว่า ‘ปลูกป่า’ เป็นคําที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ว่า คนฟังอาจตีความไม่เหมือนกัน ผู้เขียนจึงขอแบ่งประเภท ของการปลูกป่าออกเป็นสามรูปแบบดังนี้ รูปแบบแรกคือการปลูกป่าในพื้นที่เดิม หมายถึงการ เปลี่ยนผืนป่าที่ถูกทําลายให้กลับมาเป็นพื้นที่ที่ปกคลุมด้วย พืชพรรณด้วยการนําต้นไม้เข้าไปปลูก โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการฟื้นฟูระบบนิเวศ สร้างสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทําอุตสาหกรรมป่าไม้ ชะลอการกลายเป็นทะเลทราย และกักเก็บคาร์บอนเพื่อรับมือวิกฤตภูมิอากาศ รูปแบบที่สองคือการขยายพื้นที่ป่า หมายถึงการเปลี่ยน สภาพพื้นที่ว่างซึ่งไม่เคยมีต้นไม้ปกคลุมให้กลายเป็นพื้นที่ที่มี ต้นไม้ปกคลุมด้วยการนําต้นไม้เข้าไปปลูกซึ่งจะเน้นการปลูก ไม้ยืนต้นเป็นหลัก มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพื้นที่ป่าแห่งใหม่ รูปแบบที่สามคือการฟื้นฟูป่า หมายถึงการฟื้นฟูพื้นที่ ป่าที่ถูกทําลายหรือพื้นที่ที่ว่างเปล่าให้กลับคืนสู่สภาพพื้นที่ ธรรมชาติ วัตถุประสงค์หลักของการฟื้นฟูป่าคือเพื่อฟื้นฟู ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ การฟื้นฟูป่า จึงเน้นการปล่อยให้กระบวนการธรรมชาติทํางาน โดยมนุษย์ จะเข้าไปแทรกแซงเท่าที่จําเป็น
19 หลายทางชีวภาพในระบบนิเวศลดลงอีกด้วย นําไปสู่คําถามว่าการ ปลูกต้นไม้ในป่าเป็นวิธีฟื้นฟูธรรมชาติที่ถูกต้องหรือไม่ แล้วการ ฟื้นฟูป่าที่เหมาะสมตามหลักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันควรทําอย่างไร แต่ก่อนจะตอบคําถามเหล่านี้ เราต้องย้อนกลับไปทําความรู้จัก ต้นกําเนิดและระบบนิเวศของป่าธรรมชาติเสียก่อน กํ าเนิ ดป่ าและลั กษณะของป่ า ย้อนกลับไปหลายพันล้านปีหลังโลกถือกําเนิดได้ไม่นาน สิ่งมี ชีวิตยุคแรกเกิดขึ้นในมหาสมุทรก่อนจะวิวัฒนาการเป็นจุลินทรีย์ พืช และสัตว์ขนาดเล็ก พืชยุคแรกจึงมีโครงสร้างไม่ซับซ้อนและต้อง อาศัยอยู่ใกล้ทะเลตลอดเวลา การแผ่ขยายอาณาเขตของพืชเข้ามา ครอบครองพื้นพิภพอันไร้ชีวิตเรียกว่าการเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบ ปฐมภูมิ (primary succession) เมื่อเวลาผ่านไป พืชก็พัฒนาโครงสร้างให้มีความซับซ้อน หลากหลาย และขยับออกห่างจากทะเลมาก ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมชักนําเหล่าสัตว์ตัวเล็กๆ ให้อพยพขึ้นมาจากทะเล ช่วงเวลาดังกล่าวคือจุดเริ่มต้นของระบบนิเวศเก่าแก่ที่เรียกว่า ป่าบรรพกาล นักวิทยาศาสตร์พบว่าป่าที่มีอายุมากที่สุดปรากฏอยู่ ในชั้นหินที่มีอายุมากกว่า 385 ล้านปี และป่ารอบตัวเราในปัจจุบัน ก็คือลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากป่าบรรพกาลที่ตายไปแล้ว เนื่องจากพืชมีการกระจายพันธุ์ไปตามพื้นที่ต่างๆ และวิวัฒนาการโดยกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ป่าจึงมีลักษณะที่ หลากหลาย แม้แต่ป่าประเภทเดียวกันแต่อยู่ต่างพื้นที่ก็จะพบกลุ่ม สิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกัน หมายความว่าปัจจัยทางภูมิศาสตร์ เช่น แสง ลม นํ้า อุณหภูมิ ความชื้น ความเป็นกรดด่าง ความเค็ม ความสูง
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 20 จากระดับนํ้าทะเล ลักษณะของดิน พืช สัตว์ และตําแหน่งที่ตั้ง คือตัวแปรที่กําหนดชนิด จํานวน ความสัมพันธ์ และลําดับการ เข้ามาครอบครองพื้นที่ของสิ่งมีชีวิต หากปัจจัยเหล่านี้เปลี่ยนแปลง ไป ระบบนิเวศของป่าก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน เราเรียก ปัจจัยเหล่านี้ว่า ‘เงื่อนไขการเกิดป่า’ เมื่อมองเข้าไปในป่า สิ่งแรกที่เราเห็นคือพืช หากเพ่งมองให้ นานอีกสักนิด เราจะเริ่มเห็นสัตว์ และถ้าลองเดินเข้าไปให้ใกล้กว่า เดิม เราอาจจะเห็นราและสัมผัสถึงกลิ่นของธรรมชาติที่จุลินทรีย์ ในดินสร้างขึ้นมา ป่าจึงไม่ใช่เพียงแค่สถานที่ที่ต้นไม้มากมายมา อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่เป็น ‘บ้าน’ ของสิ่งมีชีวิตนานาชนิดทั้งที่มอง เห็นและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า พื้นราบของผืนป่าจะเป็นถิ่นอาศัยของไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม ไม้ ล้มลุก ไม้เลื้อย และไม้เถา พืชแต่ละชนิดจะมีลักษณะภายนอก เช่น ราก ลําต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก เกสร ผล เมล็ด รวมถึงพฤติ กรรมการดํารงชีวิตที่แตกต่างกัน ส่วนใต้พื้นดินจะมีเครือข่ายชีวภาพที่เกิดจากการเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันระหว่างรากพืชกับเห็ด ราเรียกว่า โครงข่ายไพศาลของป่า (wood wide web) ซึ่งทําหน้าที่ ควบคุมการดํารงอยู่ การเติบโต และการเสื่อมถอยของป่าธรรมชาติ หลายคนมักจะมี ‘ภาพจํา’ ว่าป่าคือบริเวณที่ต้นไม้ขนาดใหญ่ มากมายมาอยู่รวมกันและมีสีเขียวขจีตลอดเวลา แต่ภาพจําดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ป่าบางแห่งเป็นแหล่งอาศัยของพืชพรรณ น้อยใหญ่ ป่าบางแห่งมีเพียงหญ้ากับไม้พุ่ม ป่าบางแห่งมีสีเขียว ตลอดปี และป่าบางแห่งจะปลิดใบทิ้งในบางฤดูกาล ความหลากหลายของระบบนิเวศคือผลงานที่วิวัฒนาการผ่าน
21 โครงสร้ างของป่ าดิ บชื้ นประกอบด้ วยชั้นเหนื อเรื อนยอด (emergent layer), ้ชั นเรื อนยอด (canopy layer), ชั้ นใต้ เรื อนยอด (understory layer) และชั้ นพื้ นป่ า (forest floor) ที่ มา: มู ลนิ ธิ สื บนาคะเสถี ยร กระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ดังนั้น เราจึงไม่ควรนําป่าแบบ หนึ่งมาเปรียบเทียบกับป่าอีกแบบหนึ่งแล้วตัดสินว่าป่าแบบไหน ดีกว่ากัน เพราะป่าแต่ละแห่งล้วนมีคุณค่าทางธรรมชาติและความ งดงามในแบบของตัวเอง สามทางเลื อกในการฟื้ นฟู ป่ า ป่าส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะถูกทําลายลงจากการตัดโค่น การเผา ด้วยไฟ การขุดถางหน้าดิน และการปนเปื้อนจากสารเคมีอันตราย ระดับความเสียหายของระบบนิเวศป่าจะขึ้นอยู่กับสามปัจจัยคือ วิธีที่ป่าถูกทําลาย ขนาดของพื้นที่ป่าที่ถูกทําลาย และระยะเวลาที่ ป่าถูกทําลาย การฟื้นฟูป่าเหล่านั้นจึงไม่ได้จํากัดแค่การปลูกโดย
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 22 มนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งคือการปล่อยให้ ธรรมชาติทํางานอีกด้วย เราสามารถแบ่งวิธีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของป่าออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ 1. การฟื้นฟูป่าด้วยวิธีธรรมชาติ หมายถึงการที่ป่าซึ่งถูกทําลายสามารถฟื้นคืนระบบนิเวศกลับมาเป็นเหมือนเดิมหรือใกล้เคียง กับสภาพเดิมได้ด้วยตัวเอง เราสามารถเรียกกระบวนการนี้ว่าการ เปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิ (secondary succession) หรืออาจ เรียกว่าการฟื้นคืนตามธรรมชาติ สาเหตุที่ป่าสามารถฟื้นฟูขึ้นมาได้ด้วยตนเองก็เนื่องจากป่าที่ ถูกทําลายยังหลงเหลือตอไม้ที่ยังมีชีวิต ส่วนใต้พื้นดินก็ยังมีสปอร์ หรือเมล็ดพันธุ์ของพืชเดิมสะสมอยู่ ในช่วงเวลาที่ระบบนิเวศอุดม สมบูรณ์ พืชรุ่นพ่อแม่จะกระจายเมล็ดพันธุ์สู่สิ่งแวดล้อมเป็นจํานวน มาก แต่จะมีเมล็ดพันธุ์จํานวนเพียงหยิบมือที่งอกและเติบโตเป็น พืชรุ่นลูก ส่วนเมล็ดพันธุ์ที่เหลือจะจําศีลอยู่ในระยะพักตัวและถูก เก็บรักษาอยู่ในดินหรือที่เรียกว่าแหล่งเก็บเมล็ดพันธุ์ (seed bank) เพื่อรอสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเติบโต โดยอาจมีเมล็ด พันธุ์บางส่วนที่จะถูกสัตว์กินหรือตายลงตามธรรมชาติ นอกจากนี้ สายลม กระแสนํ้า และสิ่งมีชีวิตก็มีบทบาทในการนําเมล็ดพืช กลับคืนมาสู่ป่าที่ถูกทําลายด้วยเช่นกัน หากใครจินตนาการกระบวนการดังกล่าวไม่ออก ลองนึกถึง สวนหย่อมในบ้านหรือพื้นที่สาธารณะที่ไม่มีใครดูแล เมื่อเวลาผ่าน ไปเพียงไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน พืชตระกูลหญ้าและไม้พุ่มจะ เข้ามาเติบโต เราเรียกสิ่งมีชีวิตที่เข้ามาครอบครองพื้นที่เป็นอันดับ
23 การเปลี่ ยนแปลงแทนที่ แบบทุ ติ ยภู มิ ที่ มา: Shutterstock แรกว่าชนิดพันธุ์เบิกนํา (pioneer species) เมื่อปล่อยพื้นที่ดังกล่าวทิ้งไว้เป็นเวลาหลายปี ไม้ยืนต้นก็จะ เริ่มเข้ามายึดครอง กล่าวโดยสรุปคือหากป่าไม่ถูกรบกวนซํ้าๆ จาก มนุษย์หรือภัยพิบัติ ป่าก็จะฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติแบบเป็น ลําดับขั้นตอน แต่กว่าจะกลับคืนสู่สภาพที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้งก็ จําเป็นต้องใช้เวลายาวนาน ดังนั้นการฟื้นฟูป่าด้วยวิธีการนี้จึงเป็นวิธีที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ มากที่สุด มีความหลากหลายทางชีวภาพคล้ายกับระบบนิเวศเดิม มากที่สุด และใช้แรงงานกับงบประมาณน้อยที่สุด โดยเรามีหน้าที่ เพียงแค่หาวิธีป้องกันไม่ให้ป่าถูกบุกรุกทําลายซํ้า หรืออาจช่วย กําจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นไม่ให้เข้ามารุกรานป่าที่กําลังฟื้นตัว จากเหตุผลข้างต้นคําว่า ‘ป่าเสื่อมโทรม’ จึงเป็นเพียงภาวะ
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 24 ตอไม้ ที่ ยั งมี ชี วิ ต (บน) การฟื้ นตั วของพื ชบนภู เขาหิ นปู นหลั งการทํ าเหมื องที่ จั งหวั ดสระบุ รี (ล่ าง) ภาพ: สมาธิ ธรรมศร
25 ชั่วคราวขณะที่ป่าถูกรบกวนไม่ใช่ภาวะคงที่ถาวร เช่นเดียวกับคําว่า ‘พื้นที่รกร้างไร้ประโยชน์’ ซึ่งไม่มีอยู่จริง แต่เป็นคําจํากัดความที่ มนุษย์นิยามโดยยึดถือประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจเป็นที่ตั้ง เนื่องจากพื้นที่รกร้างก็มีประโยชน์โดยสิ่งมีชีวิตสามารถใช้เป็นที่อยู่ อาศัยได้เช่นกัน 2. การฟื้นฟูป่าด้วยวิธีการปลูกต้นไม้ หมายถึงการฟื้นฟูป่า ที่ถูกทําลายโดยการนําต้นไม้เข้าไปปลูก วิธีการนี้ได้รับความนิยม มากที่สุดตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ผู้ดําเนินโครงการ จะขุดดิน พรวนดิน ใส่ปุ๋ย โปรยเมล็ด จัดวางต้นกล้า และรดนํ้า หากต้นไม้ที่ปลูกเป็นพืชประจําถิ่นก็ไม่จําเป็นต้องดูแลมากนัก แต่ ถ้าต้นไม้ที่ปลูกเป็นพืชต่างถิ่นก็ต้องใช้ทรัพยากรเพื่อดูแลบํารุงรักษา เป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม การนําต้นไม้เข้ามาปลูกก่อนช่วงเวลาที่เหมาะสม จะส่งผลเสียต่อระบบนิเวศในระยะยาว เนื่องจากป่าส่วนใหญ่ สามารถฟื้นคืนสภาพด้วยตัวเองได้ การที่มนุษย์รีบนําไม้ยืนต้น เข้าไปปลูกในป่าจึงเป็นการแทรกแซงกระบวนการฟื้นฟูตัวเองของ ธรรมชาติ เพราะเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมในป่าจะถูกต้นไม้ที่มนุษย์ปลูก แก่งแย่งที่อยู่อาศัยและธาตุอาหารส่งผลให้เมล็ดเหล่านั้นไม่สามารถ เติบโตได้ หรือที่เรียกว่าผลกระทบจากการแทนที่ (replacement effect) นอกจากนี้ หากนําต้นไม้จํานวนมากที่มีอายุไล่เลี่ยกันเข้าไป ปลูกในป่าแล้วต้นไม้เหล่านั้นเติบโตได้ดี สภาพแวดล้อมเช่นนี้ จะทําให้ต้นไม้ในระบบนิเวศเข้าสู่สภาวะแข่งขัน แก่งแย่งทรัพยากร
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 26 เขาตะกร้ า ตํ าบลปากเพรี ยว อํ าเภอเมื องสระบุ รี จั งหวั ดสระบุ รี เกิ ดไฟป่ าเมื่ อ พ.ศ. 2564 (บน) แต่ ป่ าก็ สามารถฟื้ นฟู ตั วเองตามธรรมชาติ จนกลั บมาอุ ดมสมบู รณ์ ใน พ.ศ. 2566 (ล่ าง) ภาพ: สมาธิ ธรรมศร
27 จากกันและกัน ผลคือต้นไม้ที่ปรับตัวเก่งกว่าจะเอาชนะต้นไม้ที่ ด้อยกว่า เมื่อเวลาผ่านไป จํานวนของต้นไม้ในป่าจึงลดลงหรือเกิด ภาวะแคระแกร็นซึ่งเป็นไปตามกฎการบางตัวด้วยตนเอง (self-thinning rule) การปลูกป่าโดยการยิงเมล็ดพันธุ์จากหนังสติ๊กหรือการโปรย จากเครื่องบินก็ให้ผลลัพธ์ในลักษณะเดียวกัน เพราะเมล็ดพันธุ์จะ กระจายแบบสุ่มเป็นบริเวณกว้าง เมล็ดพันธุ์จํานวนหนึ่งจะงอก และเติบโตในพื้นที่ที่ไม่ควรอยู่แล้วแย่งชิงอาหารจากพืชดั้งเดิม ส่วนเมล็ดพันธุ์อีกจํานวนหนึ่งจะตกเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นป่า กลาย เป็นอาหารของสัตว์กินเมล็ดพืช และอาจกลายเป็นสาเหตุที่สัตว์ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการหาอาหาร รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงที่สัตว์ เหล่านั้นจะได้รับเชื้อโรคจากมนุษย์ที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ นอกจาก นี้การที่คนกลุ่มใหญ่เดินเท้าหรือขับรถเข้าไปในป่ายังเป็นการทําให้ เนื้อดินด้านบนถูกบดอัดจนแน่น ต้นอ่อนของพืชอาจถูกเหยียบยํ่า และอาจทําให้เมล็ดพืชแปลกปลอมจากภายนอกเข้าไปปะปนอยู่ใน ป่าอีกด้วย อีกปัญหาหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้คือ การสูญเสียทางพันธุ กรรม (genetic erosion) ซึ่งเกิดจากการนําพืชต้นหนึ่งหรือพืชเพียง ไม่กี่ต้นมาเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มจํานวน แล้วนําต้นกล้าจํานวนมาก ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงเข้าไปปลูกร่วมกับพืชชนิดเดียวกันตาม ธรรมชาติ ทําให้เกิดการปะปนกันระหว่างพันธุกรรมของพืชที่เกิด จากการเพาะเลี้ยงและพืชตามธรรมชาติ โดยที่พันธุกรรมของพืชที่ เกิดจากการเพาะเลี้ยงจะเหมือนกับต้นแม่พันธุ์ ลูกหลานที่เกิดจาก พืชธรรมชาติกับพืชเพาะเลี้ยงจึงมีความหลากหลายทางพันธุกรรม
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 28 ตํ่าลง ส่งผลให้ประชากรของพืชชนิดนั้นอ่อนแอลงหรืออาจสูญเสีย เอกลักษณ์ทางพันธุกรรมโดยไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ใหม่ จากเหตุผลข้างต้นจึงมีความเป็นไปได้ที่การฟื้นฟูป่าด้วยวิธีการ ปลูกต้นไม้จะเป็นสาเหตุที่ทําให้ป่าปลูกมีความหลากหลายของสิ่ง มีชีวิต โครงสร้างของป่า และช่วงวัยของพืชน้อยกว่าป่าธรรมชาติ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนของป่าปลูก น้อยกว่าป่าธรรมชาติเช่นกัน 3. การฟื้นฟูด้วยวิธีการผสมผสาน หมายถึงการฟื้นฟูป่าที่ถูก ทําลายด้วยวิธี ‘เจอกันครึ่งทาง’ ระหว่างสองวิธีข้างต้น เริ่มด้วย การตีกรอบล้อมพื้นที่ป่าเป็นเวลา 10–20 ปีเพื่อสังเกตศักยภาพใน การฟื้นฟูตัวเองของป่า หากป่าสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ดีก็ไม่มีความ จําเป็นต้องเข้าไปปลูกต้นไม้เพิ่มเติม แต่ในกรณีที่ป่าถูกทําลายเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ เนื่องจากขาดธาตุอาหาร ไม่มีความสามารถในการกักเก็บนํ้า และ ไม่หลงเหลือเมล็ดพืชประจําถิ่นจนป่ากลายสภาพเป็นทุ่งหญ้าหรือ ถูกพืชชนิดพันธุ์ต่างถิ่นยึดครอง เราก็สามารถยื่นมือเข้าไปช่วย เหลือด้วยการกําจัดพืชต่างถิ่น ปรับปรุงคุณภาพดิน แล้วนําเมล็ด พันธุ์หรือต้นกล้าของพืชประจําถิ่นเข้าไปปลูก ทั้งนี้การปลูกพืชจะ ต้องคํานึงถึงชนิด จํานวน การกระจายตัว ลําดับชั้น และช่วงเวลา ที่เหมาะสมต่อการเติบโตของพืช
29 ผลกระทบจากการปลู กต้ นไม้ บางชนิ ด นอกจากการปลูกป่าที่ไม่เหมาะสมกับระบบนิเวศจะส่งผลกระทบ เชิงลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพหรืออาจสร้างผลลัพธ์ที่ไม่ ตั้งใจดังที่อธิบายไว้ข้างต้น การปลูกต้นไม้บางอย่างในปริมาณมาก ยังก่อให้เกิดผลกระทบที่เราอาจคาดไม่ถึงอีกด้วย ตัวอย่างที่พบบ่อยตามบ้านเรือนหรือชุมชนคือมลภาวะทาง อากาศ เช่น ต้นพญาสัตบรรณและดอกราตรีที่ส่งกลิ่นหอมปนฉุน จนทําให้หลายคนมีอาการเวียนหัว อาเจียน นํ้ามูกไหล และนอน ไม่หลับ หรือในบางพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่นและประเทศสหรัฐอเมริกาที่เผชิญภัยพิบัติจากการแพร่กระจายของละอองเรณู ส่ง ผลให้ประชาชนบางส่วนเกิดอาการแพ้ ไอ จาม คัดจมูก หายใจ ไม่ออก และผื่นคัน หนึ่งในกรณีศึกษาโด่งดังคือการปลูกต้นไม้สองชนิดในประเทศ ญี่ปุ่นคือต้นสนซีดาร์ญี่ปุ่นและต้นสนไซเปรสญี่ปุ่นหลังสิ้นสุด สงครามโลกครั้งที่ 2 โครงการดังกล่าวทําให้ประชากรประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์มีอาการแพ้ละอองเรณูที่ต้นสนปล่อยออกมา อีกหนึ่งผลกระทบที่หลายคนคาดไม่ถึงคือพฤติกรรมของพืช บางชนิดที่จะปล่อยสารพิษออกมายับยั้งการเจริญเติบโตหรือทําลาย พืชต้นอื่นที่ขึ้นอยู่รอบข้าง (allelopathy) เช่น โครงการปลูกต้นสน ทะเลบนหาดทรายที่อําเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอําเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ซึ่งทําให้พื้นที่รอบ ต้นสนทะเลแทบไม่มีพืชชนิดอื่นเติบโตอยู่เลย นอกจากนี้ รากของ ต้นสนทะเลยังยึดเกาะกับพื้นทรายได้ไม่ดี เมื่อปะทะกับคลื่นลม เป็นเวลานานปี ต้นสนทะเลจะล้มลง แล้วเร่งให้เกิดการพังทลาย
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 30 ของหาดทรายและการกัดเซาะชายฝั่ง เราสามารถพบเห็นผลกระทบ จากการปลูกต้นสนทะเลต่อหาดทรายที่หาดสนกระซิบ ตําบลมาบตาพุด อําเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง โครงการปลู กป่ าชายเลน ระบบนิเวศป่าชายเลนมีความแตกต่างจากระบบนิเวศป่าบก หลายประการ เนื่องจากพืชพรรณมีการปรับตัวและวิวัฒนาการให้ เข้ากับภูมิอากาศและภูมิประเทศริมทะเล ปรากฏการณ์นํ้าขึ้น-นํ้าลง กระแสนํ้า ความเค็ม อุณหภูมิ ออกซิเจน ลักษณะของดิน และ ธาตุอาหารจนมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นสะดุดตา ป่าชายเลนส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ตามแนวปากแม่นํ้าและ ชายหาดซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของคลื่นกับกระแสนํ้า ส่วนด้านในของชายหาดที่อยู่ติดกับแผ่นดินและอยู่ภายนอกอิทธิพล ของคลื่นกับกระแสนํ้าจะเรียกว่าชายฝั่ง ชายหาดจึงเปรียบเสมือน ปราการธรรมชาติที่คอยปกป้องชายฝั่ง ส่วนป่าชายหาดและป่า ชายเลนจะทําหน้าที่ปกป้องความมั่นคงของชายหาดอีกทีหนึ่ง ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ป่าชายเลนของประเทศไทยถูก ตัดโค่นและแผ้วถางเพื่อเปลี่ยนเป็นนากุ้ง นาเกลือ และบ้านเรือน ทําให้ที่อยู่อาศัยของพืชพรรณและสัตว์นานาชนิดสูญหายไป ก่อน จะเกิดเป็น ‘โครงการปลูกป่าชายเลน’ ทั้งบนหาดเลนที่เคยเป็น ป่าชายเลนและหาดเลนที่ไม่เคยมีป่าชายเลนมาก่อน แต่ผลลัพธ์ กลับกลายเป็นว่าต้นไม้ที่ปลูกจํานวนมากกว่าครึ่งไม่สามารถเติบโต ได้อย่างที่หวังและสุดท้ายก็ตายลง
31 ป่ าชายเลนที่ คลองด่ านน้ อย ตํ าบลคลองด่ าน อํ าเภอบางบ่ อ จั งหวั ดสมุ ทรปราการ (บน) ป่ าชายเลนที่ ตลาดประมงท่ าเรื อพลี ตํ าบลมะขามหย่ ง อํ าเภอเมื องชลบุ รี จั งหวั ดชลบุ รี (ล่ าง) ภาพ: สมาธิ ธรรมศร
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 32 ในส่วนนี้ ผู้เขียนจะเริ่มต้นด้วยเรื่องระบบนิเวศป่าชายเลน แนวทางการอนุรักษ์และการฟื้นฟูป่าชายเลนที่เหมาะสม พร้อม ไขข้อสงสัยว่าเหตุใดการฟื้นฟูป่าชายเลนในหลายพื้นที่จึงกลับ กลายเป็นการทําลายธรรมชาติเสียเอง ระบบนิ เวศป่ าชายเลน ป่าชายเลนส่วนใหญ่จะมีนํ้าหล่อเลี้ยงอยู่เกือบตลอดเวลา พืช พรรณต่างๆในป่าชายเลนจึงมีใบสีเขียวตลอดปี พร้อมทั้งมีลักษณะ ภายนอกและภายในที่แตกต่างไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นใบที่อวบหนา มีสารเคลือบผิวใบ มีต่อมขับเกลือ และมีปากใบอยู่บริเวณด้านล่าง เพื่อควบคุมปริมาณเกลือและการระเหยของนํ้า ฝัก ผล เมล็ด และต้นอ่อนของพืชป่าชายเลนยังสามารถลอยนํ้าได้ โดยจะถูก คลื่นกับกระแสนํ้าพัดพาไปเรื่อยๆ จนเจอสภาพแวดล้อมที่เหมาะ ต่อการหยั่งราก โดยเมล็ดพันธุ์ส่วนหนึ่งจะกลายเป็นอาหารของ นกทะเลหรือสัตว์นํ้าซึ่งเป็นกระบวนการธรรมชาติในการควบคุม ปริมาณพืช จุดสังเกตที่โดดเด่นของป่าชายเลนคือระบบรากของพืชที่แตก ต่างจากป่าบก รากของต้นไม้ในป่าชายเลนมีหน้าที่ยึดเกาะดิน คํ้า จุนลําต้น และช่วยหายใจ นอกจากนี้เนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของต้นไม้ ในป่าชายเลนยังสามารถทนทานต่อความเค็มจากเกลือทะเลและ มีสารแทนนิน (tannin) ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง สารนี้มีหน้าที่ ป้องกันอันตรายจากแบคทีเรียและเชื้อราไม่ให้เข้ามากัดกินเนื้อไม้ ป่าชายเลนประกอบด้วยพืชพรรณนานาชนิด เช่น โกงกาง โพ โปรง พังกา ตะบูน แสม ลําพู ลําแพน และเป็นที่อยู่อาศัย
33 พื้ นที่ ป่ าชายเลนแบ่ งออกเป็ นเขตทะเล (seaward zone), เขตระหว่ างทะเลกั บแผ่ นดิ น (mid zone) และเขตแผ่ นดิ น (landward zone), ก่ อนจะเข้ าสู่ เขตป่ าบก (terrestrial forest) ที่ มา: Bell JD, Johnson JE and Hobday AJ (2011) ของสัตว์อีกมากมาย เช่น ปลา กุ้ง หอย ปู นก ค้างคาว ลิง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นอกจากนี้ พืชป่าชายเลนที่ขึ้นเบียดเสียดกัน และรากที่ยึดเกาะกับดินอย่างแน่นหนายังมีบทบาทในการบรรเทา ความรุนแรงของคลื่นลมทะเล คลื่นที่เกิดจากพายุ และคลื่นยักษ์ สึนามิที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการกัดเซาะชายหาดและชายฝั่ง ผลกระทบต่ อสิ่ งแวดล้ อมจากการปลู กป่ าชายเลน ป่าชายเลนส่วนใหญ่กระจายตัวตามแนวปากแม่นํ้าและบน หาดเลน เมื่อพืชป่าชายเลนหยั่งรากลงสู่ดิน ระบบรากจะทําหน้าที่ ดักตะกอนที่นํ้าพัดพามา อาณาเขตของป่าชายเลนจึงค่อยๆ ขยับ ขยายจากแผ่นดินออกไปสู่ทะเลจนกว่าจะถึงจุดที่ตะกอนไม่สามารถ สะสมตัวบนชายหาดและธรรมชาติไม่อนุญาตให้พืชพรรณงอกงาม แม้ว่าระบบนิเวศป่าชายเลนจะถูกทําลายลง แต่ผืนป่าก็ยัง สามารถฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมได้ด้วยตัวเอง ตราบใดที่ยังมีสภาพ
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 34 แวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเกิดป่า และไม่มีการบุกรุกทําลายอย่าง รุนแรงหรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่เงื่อนไขทางสภาพแวดล้อม บางประการอาจทําให้ป่าชายเลนอยู่ในสภาวะอ่อนแอ เช่น ตะกอน บนหาดเลนถูกขุดลอกออกไป สูญเสียเมล็ดพันธุ์ที่สะสมอยู่ในดิน อุณหภูมิและความเค็มของนํ้าผันผวน ระดับนํ้าและการไหลเวียน ของนํ้าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หรือทะเลปนเปื้อนด้วยสารเคมี อันตราย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ป่าชายเลนฟื้นตัวได้น้อยหรือ ไม่เหลือสภาพความเป็นป่าชายเลนอีกต่อไป ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา องค์กรต่างๆ ในประเทศ ไทยนิยมฟื้นฟูป่าชายเลนที่ถูกทําลายด้วยการปลูกต้นโกงกาง แต่ ผลการสํารวจกลับพบว่าต้นโกงกางส่วนใหญ่จะตายลงหลังผ่านไป เพียงไม่กี่ฤดูกาล เนื่องจากต้นกล้าไม่สามารถทนทานต่อคลื่นลม กระแสนํ้าขึ้น-นํ้าลง และความเค็มได้ ต่อมาจึงมีการปรับปรุงวิธีการ ปลูกด้วยการตัดต้นไผ่มาสร้างเป็นแนวรั้วไม้ไผ่เพื่อช่วยลดแรงปะทะ ของคลื่นลม เร่งการสะสมตัวของตะกอนบนหาดเลน และช่วยให้ ต้นโกงกางเติบโตได้ง่ายขึ้น แม้การสร้างแนวรั้วไม้ไผ่จะสามารถปกป้องต้นโกงกางจาก คลื่นลมและทําให้ต้นกล้ามีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น แต่แนวรั้วไม้ไผ่ มีอายุการใช้งานไม่เกิน 5 ปี ก่อนจะเริ่มผุพังกลายเป็นเศษไม้ที่ สร้างความเสียหายต่อต้นอ่อนของพืชป่าชายเลนที่กําลังเติบโต นอกจากนี้ หากแนวรั้วไม้ไผ่สร้างขึ้นอย่างแข็งแรงด้วยวิธีการ ปักแบบถี่และหนาแต่ไม่ถูกรื้อถอนหลังจากป่าชายเลนฟื้นตัว หลัง แนวรั้วไม้ไผ่จะกลายเป็นพื้นที่สะสมตะกอนที่ถูกนํ้าพัดพามาเพราะ คลื่นและกระแสนํ้าไม่สามารถพัดพาตะกอนออกจากแนวรั้วไม้ไผ่ได้
35 แนวรั้ วไม้ ไผ่ ที่ สร้ างใหม่ (บน) แนวรั้ วไม้ ที่ ถู กคลื่ นซั ดไปหาพื ชป่ าชายเลน (ล่ าง) ที่ มา: กรมทรั พยากรทางทะเลและชายฝั่ง
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 36 ส่งผลให้ต้นอ่อนตามธรรมชาติของพืชป่าชายเลนถูกตะกอนทับถม จนไม่สามารถเติบโต ยิ่งไปกว่านั้น สัตว์ทะเลบางชนิด เช่น โลมา ปลา เต่า และพะยูน ยังมีโอกาสหลงเข้ามาติดอยู่หลังแนวรั้วไม้ไผ่ แล้วตายลงอีกด้วย การฟื้นฟูป่าชายเลนด้วยการสร้างแนวรั้วไม้ไผ่จึง ต้องดําเนินการอย่างรอบคอบระมัดระวัง รวมทั้งคํานึงถึงผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม โครงการยอดนิยมอีกอย่างหนึ่งคือการปลูกต้นโกงกางบนหาด เลนที่ไม่เคยเป็นป่าชายเลนมาก่อน ความจริงแล้วการที่หาดเลน ไม่กลายสภาพเป็นป่าชายเลนตามธรรมชาติก็เพราะสภาพแวดล้อม ในบริเวณนั้นไม่เหมาะสมต่อการเกิดป่าชายเลน การปลูกป่าชายเลน บนหาดเลนจึงเป็นการแทรกแซงระบบนิเวศหาดเลน นับเป็นการ แย่งชิงถิ่นอาศัยดั้งเดิมของสัตว์บนหาดเลน กระตุ้นจุลินทรีย์ในดิน ให้ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศ และอาจทําให้สิ่งมีชีวิตย้ายถิ่นอาศัยอย่างผิดธรรมชาติ สาเหตุที่ต้นกล้าโกงกางซึ่งปลูกโดยมนุษย์มักจะอ่อนแอและ ตายอย่างง่ายดาย เนื่องจากพืชเบิกนําของป่าชายเลนไม่ใช่ต้น โกงกางแต่เป็นพืชกลุ่มต้นแสมที่สามารถปรับตัวกับพื้นที่ตอนบน ของเขตนํ้าขึ้น-นํ้าลง ความเค็มของนํ้า และคลื่นลมได้ดีกว่า ดังนั้นการฟื้นฟูป่าชายเลนที่เหมาะสมคือการปกป้องระบบนิเวศ แล้วรอให้พืชป่าชายเลนเติบโตตามธรรมชาติ ส่วนในกรณีเงื่อนไขแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดป่าชายเลนถูก ทําลายลงอย่างรุนแรง เราสามารถสร้างแนวรั้วไม้ไผ่เพื่อลดแรง ปะทะของคลื่นลมและดักจับตะกอน แล้วคอยติดตามว่าป่าชายเลน สามารถฟื้นฟูตัวเองได้หรือไม่ หากป่าชายเลนไม่สามารถฟื้นฟู
37 ตัวเองตามธรรมชาติจึงค่อยนําต้นกล้าของพืชป่าชายเลนประจําถิ่น เข้าไปปลูกตามความเหมาะสม พร้อมกับเฝ้าสังเกตและตรวจสอบ การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในแปลงปลูกป่าชายเลนว่ามีความ เหมือน คล้ายคลึง หรือแตกต่างจากระบบนิเวศเดิมอย่างไร หากกะเทาะถึงแก่นความรู้ของหลักการทางนิเวศวิทยา ป่า ชายเลนกับป่าบกมีความคล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง เพียงแต่ป่าชายเลน มีความเปราะบางกว่า หากสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดป่าชายเลนถูกทําลายลง ป่าชายเลนก็ยากที่จะฟื้นฟูตัวเองหรือฟื้นฟูกลับ มาแล้วก็มีลักษณะที่ต่างไปจากเดิม เราจึงต้องให้ความสําคัญกับ การอนุรักษ์ป่าชายเลนที่เหลืออยู่และการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ให้เหมาะสมต่อการเกิดป่าชายเลนอย่างรอบคอบและถูกวิธี ทุกคนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้คงทราบแล้วว่าการรีบนําต้นไม้ เข้าไปปลูกในป่าโดยไม่พิจารณาศักยภาพในการฟื้นฟูตัวเองของป่า ล้วนเป็นการแทรกแซงการทํางานของธรรมชาติที่อาจเข้าข่ายการ ฟอกเขียว เนื่องจากป่าธรรมชาติมีความหลากหลายทางชีวภาพ สูงกว่าป่าปลูกและสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มาก กว่า สิ่งสําคัญคือเราต้องแยกแยะให้ออกว่าโครงการประเภทใดจึง จะเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ พร้อมทั้งตระหนักว่าการอนุรักษ์ป่า ที่ดีที่สุดคือการปกป้องไม่ให้ป่าถูกทําลาย และการฟื้นฟูป่าโดยการ ปลูกไม่ใช่ตัวเลือกแรก แต่ควรเป็นตัวเลือกสุดท้ายเมื่อธรรมชาติ ไม่สามารถฟื้นฟูขึ้นได้ด้วยตัวเอง
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 38 10 มายาคติ ระบบนิ เวศป่ าและโครงการปลู กป่ า มายาคติที่ 1 การปลูกต้นไม้ในป่าเป็นการช่วยเพิ่มความหลาก หลายทางชีวภาพ ปัจจัยทางภูมิศาสตร์และกระบวนการวิวัฒนาการโดยการคัดเลือก ทางธรรมชาติคือสิ่งที่กําหนดชนิดและจํานวนของพืชในป่าแต่ละแห่ง การนําต้นไม้จากภายนอกเข้าไปปลูกหรือการนําเมล็ดพันธุ์เข้าไป โปรยในป่าถือเป็นการรบกวนสมดุลทางธรรมชาติของระบบนิเวศป่า มายาคติที่ 2 การปลูกต้นไม้ในป่าที่ถูกทําลายเป็นการช่วยลด ระยะเวลาการฟื้นฟูตัวเองของป่า ป่าส่วนใหญ่สามารถฟื้นฟูสภาพระบบนิเวศที่ถูกทําลายลงได้ ด้วยตัวเองเพียงแต่ต้องอาศัยระยะเวลา ในทางกลับกัน การรีบนํา ต้นไม้เข้าไปปลูกในป่าที่กําลังฟื้นตัวจะเป็นการแทรกแซงกระบวนการฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติ เว้นแต่กรณีที่ ‘เงื่อนไขการเกิดป่า’ ถูกทําลายอย่างรุนแรงทําให้ระบบนิเวศป่าจําเป็นต้องอาศัยความ ช่วยเหลือจากมนุษย์ในการฟื้นฟู มายาคติที่ 3 การปลูกต้นไม้ประจําถิ่นไม่มีผลกระทบต่อระบบ นิเวศของป่า ป่าแต่ละแห่งย่อมมีขีดความสามารถในการรองรับ (carrying capacity) ที่เหมาะสมต่อการเติบโตของพืชในจํานวนจํากัด หากมี การนําต้นไม้เข้าไปปลูกเพิ่ม แม้จะเป็นต้นไม้ประจําถิ่นก็สามารถ ทําให้เกิดการแก่งแย่งทรัพยากรของต้นไม้ในป่าได้เช่นกัน
39 มายาคติที่ 4 การเติมปุ๋ยและกําจัดวัชพืชจะช่วยเร่งการเติบโต ของต้นไม้ในป่า ต้นไม้ในป่ามี ‘ปุ๋ยธรรมชาติ’ ที่เกิดจากการย่อยสลายของแร่ ธาตุ ใบไม้ มูลสัตว์ และซากของสิ่งมีชีวิต การเติมปุ๋ยจึงเป็นการ เพิ่มธาตุอาหารส่วนเกินที่อาจทําให้พืชบางชนิดเติบโตเร็วกว่าที่ควร จะเป็นตามธรรมชาติ แล้วแผ่ร่มเงาบดบังทําให้พืชชนิดอื่นไม่ได้ รับแสงสว่าง ส่วนคําว่าวัชพืชเป็นคําศัพท์ทางเกษตรกรรมไม่ใช่ นิเวศวิทยา สิ่งที่มีพฤติกรรมใกล้เคียงกับวัชพืชมากที่สุดในระบบ นิเวศป่าคือพืชชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้ามารุกรานพืชชนิดพันธุ์ประจํา ถิ่นซึ่งเราอาจต้องช่วยกําจัดออกไป มายาคติที่ 5 การปลูกต้นไม้บริเวณป่าต้นนํ้าสามารถช่วยป้องกัน นํ้าป่าไหลหลาก นํ้าป่าไหลหลากคือรูปแบบหนึ่งของนํ้าท่วมฉับพลันที่พบได้ บ่อยบนภูเขา ปกติแล้วนํ้าป่าจะทําหน้าที่ชะล้างซากใบไม้ กิ่งไม้ ท่อนไม้ ตะกอนที่ทับถมอยู่ตามลําธาร และช่วยกระจายเมล็ดของ พืชนํ้า นํ้าป่าจึงเป็นกลไกของธรรมชาติที่คอยควบคุมสมดุลของ ป่าต้นนํ้า การปลูกต้นไม้บริเวณป่าต้นนํ้าอาจรบกวนกลไกตาม ธรรมชาติของป่า ยิ่งหากมีการนําต้นไม้โตเร็วจํานวนมากไปปลูก ใกล้บริเวณลําธาร ต้นไม้เหล่านั้นจะดูดซับนํ้าผิวดินและนํ้าใต้ดิน จนอาจทําให้ลําธารเหือดแห้งได้
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 40 มายาคติที่ 6 การปลูกพืชคลุมดินช่วยลดโอกาสการกัดเซาะตลิ่ง และการเกิดดินถล่ม การปลูกพืชคลุมดินสามารถบรรเทาการพังทลายของดินได้ วิทยาศาสตร์สาขานี้เรียกว่าวิศวกรรมชีวปฐพี (soil-bioengineering) แต่กิจกรรมดังกล่าวจะนิยมทําในพื้นที่ชุมชน ไม่ควรทําในพื้นที่ป่า ธรรมชาติ เพราะเป็นการรบกวนสังคมพืชริมนํ้าและเปลี่ยนแปลง อัตราการกัดเซาะและทับถมตะกอนตามธรรมชาติ มายาคติที่ 7 ยิ่งปลูกต้นไม้มากเท่าไร ยิ่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้นเท่านั้น การปลูกต้นไม้จําเป็นต้องขุดดิน พรวนดิน ใส่ปุ๋ย รดนํ้า และ ดูแล ขั้นตอนเหล่านี้ต่างปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศ หากต้นไม้ที่ปลูกเติบโตได้ไม่ดีและต้องดูแลเป็นเวลานาน กิจกรรมดูแลต้นไม้ของมนุษย์อาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา ในปริมาณที่มากกว่าปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ต้นไม้ดูดซับได้ ทําให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นบวก การปลูก ต้นไม้ที่ดีจึงต้องพิจารณาชนิด จํานวน สถานที่ เวลาที่ปลูก วิธี ปลูก และการดูแลหลังปลูกเพื่อให้มั่นใจว่าต้นไม้ดังกล่าวจะไม่ รบกวนระบบนิเวศและช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตาม ที่คาดหวัง มายาคติที่ 8 การกําจัดซากต้นไม้ที่หักโค่นจะเป็นการเปิดพื้นที่ ให้ต้นไม้รุ่นใหม่เติบโต ต้นไม้ที่หักโค่นจะเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เช่น