91 ธรรมชาติ เราจึงควรส่งเสริมการสร้างแหล่งพันธุ์ของหญ้าทะเล เช่น การปลูกในนากุ้งตามชายฝั่ง เพื่อจะได้ไม่ต้องรบกวนแหล่ง หญ้าทะเลตามธรรมชาติ ☛ การเสริมสร้างความรู้และความสามารถในการจัดการ แหล่งหญ้าทะเลโดยชุมชนชายฝั่งเป็นเงื่อนไขสําคัญต่อความสําเร็จ ของโครงการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล แม้ว่ากระบวนการดังกล่าวจะ ใช้เวลายาวนาน แต่ก็จําเป็นต่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ หญ้าทะเลอย่างยั่งยืน
บทที่ 4 โครงการปล่ อยสั ตว์ เรื่ อง: ดร.นณณ์ ผาณิ ตวงศ์
93 การปล่อยสัตว์ให้เป็นอิสระคือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยมา ช้านาน วัฒนธรรมดังกล่าวมีส่วนจากความเชื่อทางพุทธศาสนา เรื่องการทําทานผ่านการมอบโอกาสให้หนึ่งชีวิตได้อยู่รอดอย่าง เป็นอิสระ แต่ในยุคสมัยปัจจุบันที่เรามีความรู้ความเข้าใจเรื่อง ระบบนิเวศดียิ่งขึ้น ประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นแบบทบทวี เช่นเดียว กับระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมลง การปล่อยสัตว์กลับกลายเป็นโครงการที่สร้างปัญหามากมายต่อระบบนิเวศ ในบทความนี้ ผู้เขียนจะอธิบายว่าปัญหาข้างต้นประกอบด้วย อะไรบ้าง แต่ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการทําความรู้จักกับคําว่าเอเลียน สปีชีส์ (alien species) หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ชนิ ดพั นธุ์ ต่ างถิ่ นคื ออะไร นกบางชนิดอาจจะสามารถกางปีกบินไปรอบโลก ขณะที่ปลา นํ้าจืดบางชนิดอาจมีการกระจายพันธุ์อยู่ในบ่อนํ้าเล็กๆ แห่งหนึ่ง กลางทะเลทราย ไม่ว่าสัตว์ชนิดพันธุ์ใดต่างก็ถูกจํากัดการกระจาย พันธุ์ด้วยปัจจัยที่หลากหลาย เช่น ความสามารถในการเคลื่อนที่ สภาพภูมิอากาศ อาหาร รวมถึงสิ่งมีชีวิตคู่แข่ง ด้วยข้อจํากัดเหล่านี้ เราจึงพบเจอสัตว์บางชนิดในบางพื้นที่เท่านั้น เช่น ปลาบึก ปลา นํ้าจืดขนาดยักษ์ที่พบเฉพาะในแม่นํ้าโขง หรือหมีแพนด้าสัตว์ ขวัญใจประชาชนที่สามารถพบเห็นได้เฉพาะในประเทศจีน เราเรียก การกระจายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตโดยปราศจากการรบกวนจากมนุษย์ ว่าการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ ในทางกลับกัน มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดพันธุ์เดียวในโลกที่
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 94 สามารถเดินทางไปแทบทุกแห่งหนอย่างรวดเร็วด้วยยานพาหนะ ต่างๆ ทั้งรถยนต์ เรือ และเครื่องบิน ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน มนุษย์นําพาสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ติดสอยห้อยตามไปด้วย ทั้งที่โดย ตั้งใจ เช่น สัตว์เลี้ยงนานาชนิด และทั้งที่ติดมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น ยุง มด หรือหนู ตัวอย่างของการที่มนุษย์นําเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นก็เช่น การนํา ผักตบชวาจากทวีปอเมริกาใต้เข้ามายังแหล่งนํ้าของประเทศไทย หรือการนํากระรอกสีเทาจากทวีปอเมริกาเหนือมาปล่อยในภูมิภาค ยุโรป สิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดนี้ไม่มีทางที่จะกระจายพันธุ์ไปสู่พื้นที่ ปลายทางได้ตามกระบวนการทางธรรมชาติ กล่าวคือผักตบชวา จากแม่นํ้าแอมะซอนไม่มีทางที่จะล่องลอยมาถึงปากแม่นํ้า เจ้าพระยา เช่นเดียวกับกระรอกสีเทาที่ไม่สามารถว่ายนํ้าข้าม มหาสมุทรแอตแลนติกแล้วมาตั้งรกรากที่เกาะอังกฤษได้เช่นกัน เมื่อมนุษย์นําพาสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ก้าวข้ามเขตการ กระจายพันธุ์ตามธรรมชาติมายังพื้นที่แห่งใหม่ เราจะเรียกสิ่งมี ชีวิตแปลกหน้าเหล่านั้นว่า ‘ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น’ หากสิ่งมีชีวิต ที่ว่าสามารถปรับตัวเข้ากับระบบนิเวศใหม่และขยายพันธุ์ได้เอง ตามธรรมชาติ เข้าแย่งแหล่งอาหารและถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต เดิม พร้อมทั้งทําลายสมดุลในระบบนิเวศจนเกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างกะทันหัน เราจะเรียกสิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้ว่า ‘ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ รุกราน’ (invasive alien species) เราต้องทําความเข้าใจความแตกต่างของสองคํานี้ให้ชัดเจน เพราะความจริงแล้วพืชเศรษฐกิจหลายชนิดที่เราคุ้นเคย เช่น ยางพารา อ้อย หรือมันสําปะหลัง หรือแม้แต่วัตถุดิบสําคัญใน
95 อาหารจานเด็ดของเมืองไทยอย่างส้มตํา ไม่ว่าจะเป็นมะละกอ มะเขือเทศ และพริก ล้วนแล้วแต่เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม พืชเศรษฐกิจเหล่านี้ไม่นับเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น รุกรานเพราะไม่สามารถเติบโตเองตามธรรมชาติจึงไม่สร้างผล กระทบด้านลบในแง่ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ รู้ จั กสั ตวภู มิ ศาสตร์ และศั กยภาพของระบบนิ เวศ เราจะทราบได้อย่างไรว่าสัตว์และพืชชนิดใดข้ามเขตการกระจาย พันธุ์ตามธรรมชาติ คําตอบคือการพิจารณาแผนที่ตามแนวคิด ‘สัตวภูมิศาสตร์’ ซึ่งเป็นความพยายามขีดเส้นแบ่งพื้นที่การกระจายพันธุ์ของสิ่งมี ชีวิต คล้ายกับแผนที่โลกที่เราคุ้นเคยซึ่งระบุเขตแดนของแต่ละ ประเทศนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การกระจายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตไม่ได้ถูกกําหนด ด้วยพรมแดนของประเทศ แต่จะอิงจากปัจจัยตามธรรมชาติ เช่น พฤติกรรมจําเพาะของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด รวมถึงลักษณะทาง ภูมิศาสตร์ที่กั้นไม่ให้สิ่งมีชีวิตเคลื่อนข้ามไปได้ไม่ว่าจะเป็นเทือกเขา กระแสนํ้า ทะเล และมหาสมุทร ตัวอย่างเช่นในประเทศไทย กลุ่มสัตว์ที่อยู่เหนือคอคอดกระ และสัตว์ที่อยู่ใต้คอคอดกระส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน สัตว์บางชนิดอาจมีสีสันลวดลายที่ไม่เหมือนกัน ส่วนสัตว์บางชนิด อาจแตกแขนงเป็นคนละชนิดพันธุ์ เราจึงพอจะสรุปได้ว่าประเทศ ไทยทางเหนือและทางใต้ของคอคอดกระอยู่คนละเขตสัตวภูมิศาสตร์
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 96 อีกหนึ่งตัวอย่างที่ฉายภาพชัดเจนเรื่องสัตวภูมิศาสตร์คือ กลุ่มปลานํ้าจืด หากพิจารณาปลานํ้าจืดที่พบในแม่นํ้าโขง แม่นํ้า เจ้าพระยา และแม่นํ้าสาละวิน แม้ว่าปลาบางชนิดจะพบได้ในแม่นํ้า ทั้งสามสาย กระนั้นแต่ละลุ่มนํ้าก็จะประกอบด้วยชนิดพันธุ์ปลาที่ แตกต่างกันออกไป เช่น ปลาบึกจะพบตามธรรมชาติเฉพาะที่ลุ่ม นํ้าโขง ส่วนปลากดหัวเสียมจะสามารถพบได้เฉพาะในลุ่มแม่นํ้า สาละวิน ถ้าเรามีความรู้เรื่องชนิดพันธุ์ปลามากพอ เพียงแค่เห็น ภาพถ่ายแผงขายปลาในตลาดก็พอจะบอกได้ว่าปลาเหล่านั้นมาจาก ลุ่มนํ้าใด หากยึดตามหลักสัตวภูมิศาสตร์ การนําสัตว์จากพื้นที่หนึ่งไป ปล่อยยังอีกพื้นที่หนึ่งถึงแม้ว่าจะยังอยู่ในเขตแดนของประเทศ เดียวกันก็ถือเป็นการปล่อยชนิดพันธุ์ต่างถิ่น เช่น หากนําปลาบึก ไปปล่อยในแหล่งนํ้าแห่งอื่นนอกเหนือจากลุ่มนํ้าโขง ปลาบึกก็จะ ถูกจัดว่าเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเช่นกัน อีกหนึ่งแนวคิดที่ต้องทําความเข้าใจคือมีขีดความสามารถใน การรองรับ (carrying capacity) แม้ชื่อจะฟังดูเข้าใจยาก แต่แนวคิด นี้สามารถอธิบายผ่านเรื่องใกล้ตัวที่เราพบเจอในชีวิตประจําวัน เช่น ร้านอาหารสามารถรองรับลูกค้าพร้อมกันคราวละไม่เกิน 50 คน หรือรถไฟฟ้าที่รับผู้โดยสารได้ไม่เกินขบวนละ 80 คน ระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ก็มีขีดความสามารถในการรองรับที่ จํากัดไม่ต่างกัน เช่น บ่อนํ้าแห่งหนึ่งมีพืชอาหารเพียงพอสําหรับ ปลาจํานวน 20 ตัว หากบ่อนํ้าแห่งนี้มีปลาอาศัยจนเต็มขีดความ สามารถในการรองรับแล้ว การปล่อยปลาเพิ่มจะทําให้จํานวน ประชากรปลามีมากเกินไปและกลายเป็นการทําลายสมดุลดั้งเดิม
97 ของระบบนิเวศ ท้ายที่สุดแล้วระบบนิเวศอาจไม่หลงเหลือปลาที่ แข็งแรงเลยสักตัวเพราะขาดแคลนอาหาร บางครั้งอาจเลวร้ายจน ถึงขั้นทําให้ระบบนิเวศล่มสลาย การพิจารณาว่าเราควรจะปล่อยสัตว์หรือไม่ นอกจากต้อง พิจารณาในเชิงสัตวภูมิศาสตร์ว่าสัตว์ชนิดนั้นไม่ใช่ชนิดพันธุ์ต่าง ถิ่นแล้ว ยังต้องมั่นใจว่าระบบนิเวศที่เราจะปล่อยสัตว์เข้าไปยังหลง เหลือขีดความสามารถในการรองรับประชากรสัตว์เพิ่มเติมอีกด้วย ผลกระทบจากชนิ ดพั นธุ์ ต่ างถิ่ นที่ รุ กราน ผลกระทบจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานมีหลายมิติโดยเรา สามารถแบ่งได้คร่าวๆ เป็นสองด้านด้วยกันคือผลกระทบทาง เศรษฐกิจและสังคม และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมครอบคลุมตั้งแต่เรื่องใกล้ตัว เช่น หนูหรือแมลงสาบทําลายข้าวของเครื่องใช้ในบ้านเรือน ผัก ตบชวาที่ขึ้นเต็มคูคลองกีดขวางการสัญจรทางนํ้ารวมถึงก่อปัญหา ให้กับระบบระบายนํ้า ไปจนถึงหอยเชอรี่ที่โปรดปรานการกิน ต้นกล้าข้าว รวมถึงสารพัดวัชพืชต่างถิ่นที่กระทบต่อผลผลิตทาง การเกษตร การควบคุมและกําจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานเหล่านี้มีค่า ใช้จ่ายมหาศาล อีกทั้งยังสร้างผลกระทบต่อเนื่องไปยังสิ่งแวดล้อม จากการใช้สารเคมีอีกด้วย โดยการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่ากลุ่มประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 3.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่น โดยสัดส่วน
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 98 ราว 9 ใน 10 คือความสูญเสียในภาคการเกษตร ในแง่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานจะเข้ามาแย่งปัจจัยในการดํารงชีพของ สัตว์ท้องถิ่นในระบบนิเวศเดิม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ถิ่นที่อยู่ หรือ พืชบางชนิดที่สามารถปล่อยสารเคมีทําให้ต้นไม้อื่นไม่สามารถ งอกงาม เราสามารถพบการรุกรานช่วงชิงพื้นที่ของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ได้ทั่วไป เช่น ทุ่งหญ้าคาในพื้นที่ธรรมชาติหลายแห่งที่อัดแน่นจน ไม่เหลือพื้นที่ว่างให้พืชท้องถิ่นเติบโต บางครั้งชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานก็ผันตัวเป็นผู้ล่า เช่นปลา ล่าเหยื่อที่นิยมปล่อยเพื่อทําบุญอย่างปลาดุกบิ๊กอุย เราสามารถ คํานวณได้คร่าวๆ ว่าการปล่อยปลาดุก 1 ตัน จะทําให้เราสูญเสีย สัตว์นํ้าท้องถิ่นไปประมาณ 1.8 ล้านชีวิตต่อปี สิ่งมีชีวิตอีกกลุ่มที่หลายคนมักมองข้ามในฐานะชนิดพันธุ์ รุกรานต่างถิ่นคือสัตว์เลี้ยง เช่น แมวและสุนัข สัตว์ทั้งสองชนิดนี้ ถือเป็นสัตว์ผู้ล่าที่มักจะจับสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหาร เช่น สัตว์เลื้อย คลาน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก และนกที่อาศัยอยู่ในเมือง แมวเป็นสัตว์ผู้ล่าที่มีศักยภาพสูงอย่างยิ่ง การเลี้ยงแมวแบบ ปล่อยหรือการที่มีแมวจรจัดจํานวนมากก่อให้เกิดปัญหาทั่วโลกโดย เฉพาะในระบบนิเวศปิดแบบหมู่เกาะ มีการศึกษาในประเทศออสเตรเลียพบว่าแต่ละปีแมวบ้านคร่าชีวิตสัตว์จํานวนมากถึง 180 ตัว ส่วนแมวจรสามารถล่าสัตว์ได้ถึงปีละ 790 ตัว สําหรับประเทศไทย เราเป็นหนึ่งในประเทศที่มีรายงานการเลี้ยงแมวมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และยังสามารถพบเห็นแมวจรจัดแทบทุกพื้นที่ในเขตชุมชน แน่นอนว่าแมวเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศ
99 เหล่าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นยังเป็นพาหะที่จะนําพาโรคภัยต่างๆมายัง สัตว์ป่าตามธรรมชาติได้อีกด้วย เช่นสัตว์กีบอย่างวัวและควายที่ เลี้ยงอยู่ใกล้ป่าจะสามารถแพร่โรคติดต่อเข้าไปสู่ฝูงสัตว์ป่าได้ นํา ไปสู่การเสียชีวิตของสัตว์ป่าอย่างกรณีกระทิงป่ากุยบุรีที่เสียชีวิต เพราะโรคลัมปีสกินที่อาจแพร่ระบาดจากฟาร์มปศุสัตว์ที่อยู่ประชิด ถิ่นอาศัย อีกหนึ่งประเด็นที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ง่ายด้วยตาเปล่าคือ การผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างชนิดพันธุ์ท้องถิ่นกับชนิดพันธุ์ต่างถิ่น การปล่อยสัตว์ที่สกุลเดียวกัน สกุลใกล้เคียงกัน หรือกระทั่งเป็น ชนิดพันธุ์เดียวกันแต่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์โดยมนุษย์มานาน จนมีลักษณะแตกต่างไปจากสัตว์ป่าดั้งเดิมอย่างมาก อาจนําไปสู่ การผสมพันธุ์ระหว่างกันจนกลายเป็นการปนเปื้อนทางพันธุกรรม ตัวอย่างเช่นปลาดุกบิ๊กอุยที่สามารถผสมข้ามสายพันธุ์กับปลาดุก อุยพันธุ์แท้ หรือนกยูงพันธุ์ไทยที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในประเทศไทย กับนกยูงพันธุ์อินเดียที่ถูกนํามาเลี้ยงและปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เป็นจํานวนมาก การผสมข้ามพันธุ์จึงทําให้นกยูงพันธุ์ไทยสูญเสีย พันธุกรรมแบบไทยดั้งเดิม นอกจากนี้ พฤติกรรมของสัตว์ที่เติบโตมาในสถานเพาะเลี้ยง ยังแตกต่างจากพฤติกรรมของสัตว์ตามธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น สัตว์จากสถานเพาะเลี้ยงหลายชนิดจะมีความคุ้นเคยกับคน เมื่อ ปล่อยคืนสู่ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติก็จะไม่กลัวคน ขาดการระวังภัย พลอยทําให้พฤติกรรมของสัตว์ในธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปด้วย พฤติกรรมของสัตว์ที่ไม่กลัวคนนั้นยังอาจทําให้เกิดอันตรายต่อทั้ง ตัวสัตว์และมนุษย์
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 100 นอกจากสัตว์แล้ว พืชชนิดพันธุ์รุกรานต่างถิ่นก็สร้างปัญหา ไม่แพ้กัน เพราะการปลูกพืชผิดที่ผิดทางจะสร้างผลกระทบต่อ ระบบนิเวศมหาศาล โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น การปลูกต้นโกงกางบนหาดเลนซึ่งเป็นระบบนิเวศ ทางธรรมชาติที่สําคัญประเภทหนึ่ง หรือการปลูกต้นไม้ที่ไม่ใช่ชนิด พันธุ์ท้องถิ่นแต่คนส่วนใหญ่รู้จักมักคุ้นในฐานะว่าเป็นไม้เมืองไทย เช่นไม้ยอดนิยมอย่างต้นพะยูงที่สามารถพบตามธรรมชาติเฉพาะ แถบอีสานใต้เท่านั้น การนําต้นพะยูงมาปลูกทางภาคเหนือจึงถือ เป็นการนําพาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นสู่ระบบนิเวศผืนป่าเช่นกัน ทํ าไมการปล่ อยสั ตว์ จึ งไม่ เท่ ากั บทํ าบุ ญ นอกจากปัญหาในแง่ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานซึ่งสร้างผลกระทบ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมแล้ว การปล่อยสัตว์ยัง อาจไม่ตอบโจทย์เรื่องการทําบุญอย่างที่หลายคนตั้งใจ เพราะสัตว์ ที่ถูกนํามาขายให้เราปล่อยคืนสู่ธรรมชาติส่วนใหญ่มักเป็นสัตว์ที่ ถูกจับมาจากธรรมชาติ สัตว์เหล่านั้นจะถูกพรากจากถิ่นอาศัยที่ คุ้นเคยแล้วมาปล่อยสู่พื้นที่ซึ่งไม่เหมาะสมหรือไม่สามารถปรับตัว เอาชีวิตรอดได้ เช่น ปลาไหล ปลาหมอไทย หรือกบนา ที่ชอบ อยู่บริเวณรกชัฏชื้นแฉะ ไม่ได้ชอบอยู่ในแม่นํ้าที่กว้างและลึกหรือ คลองขนาดใหญ่ ท้ายที่สุดแล้วสัตว์เหล่านี้มักจะป่วยและตายเพราะ ไม่สามารถเอาชีวิตรอดในถิ่นอาศัยใหม่ได้ ยังไม่นับว่าสัตว์หลายชนิด อย่างนกและเต่าถือเป็นสัตว์ คุ้มครองในประเทศไทย การทําทานโดยซื้อสัตว์เหล่านั้นมาปล่อย
101 จึงเป็นการสนับสนุนการกระทําที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้น สัตว์ที่วางจําหน่ายหลายชนิดยังเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น เช่น ปลา ซักเกอร์ที่มีชื่อในวงการทําทานว่าปลาราหู หรือปลาดุกบิ๊กอุยซึ่งเป็น ลูกผสมของปลาดุกอุยและปลาดุกยักษ์จากแอฟริกา การปล่อย สัตว์กลุ่มนี้เข้าสู่ระบบนิเวศจึงถือว่าเป็นการทําร้ายสัตว์ป่าท้องถิ่น และสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง นับว่าเป็นการทําบาปมากกว่าทําบุญ แม้แต่การปล่อยสัตว์ท้องถิ่นสู่ถิ่นอาศัยที่เหมาะสมก็ยังอาจ สร้างปัญหาเรื่องพันธุกรรมในระยะยาว เช่นถ้าเราปล่อยปลาสวาย ซึ่งเป็นปลาที่เพาะพันธุ์ในฟาร์มปลาอุตสาหกรรม ปลาที่ปล่อยคืน สู่ธรรมชาติทั้งหมดจะมาจากพ่อแม่เดียวกันทุกตัว ทําให้เสี่ยงที่จะ เกิดการผสมพันธุ์เลือดชิด และอาจทําให้ประชากรทั้งหมดเผชิญ ปัญหาด้านพันธุกรรมในอนาคต ผู้เขียนมักจะได้รับคําถามอยู่เสมอว่าถ้าต้องการทําทานโดย การปล่อยนกปล่อยสัตว์ควรทําอย่างไร ทางออกที่จะไม่สร้างปัญหาต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมคือ การนําสิ่งมีชีวิตที่เราต้องการช่วยเหลือไปเลี้ยงดูในระบบปิด เพราะไม่มีใครตอบได้ว่าการปล่อยสัตว์เหล่านั้นคืนสู่ธรรมชาติจะ สร้างปัญหาอะไรตามมาบ้าง ดังนั้นเราจึงไม่ควรสร้างภาระหรือ เพิ่มความเสี่ยงต่อระบบนิเวศ ผู้เขียนเชื่อในคําสอนที่ว่าการปล่อยนกให้อยู่บนฟ้าปล่อยปลา ให้อยู่ในนํ้าถือเป็นบุญกุศลอยู่แล้ว เราจึงสามารถมีส่วนช่วยทําบุญ ได้ด้วยการดูแลรักษาระบบนิเวศ เช่น การเก็บขยะในคูคลอง การ กําจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในพื้นที่ธรรมชาติ รวมถึงสนับสนุนทางอ้อม โดยการบริจาคเงินแก่โครงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 102 หรือองค์กรที่เชี่ยวชาญด้านการทํางานอนุรักษ์ เช่น มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย รวมถึงกองทุนเพื่อสนับสนุนการทํางานของผู้พิทักษ์ป่าซึ่งเป็น แนวหน้าที่ทํางานป้องปรามเพื่อให้สัตว์ป่าได้อยู่อย่างอิสระในถิ่น อาศัยตามธรรมชาติ Key Takeaways ☛ เมื่อมนุษย์นําพาสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ก้าวข้ามเขตการ กระจายพันธุ์ตามธรรมชาติมายังพื้นที่แห่งใหม่ เราจะเรียกสิ่งมี ชีวิตนั้นว่า ‘ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น’ หากสิ่งมีชีวิตที่ว่าสามารถปรับตัว เข้ากับระบบนิเวศใหม่และขยายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ เข้าแย่ง แหล่งอาหารและถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตเดิม พร้อมทั้งทําลาย สมดุลในระบบนิเวศจนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เราจะ เรียกสิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้ว่า ‘ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน’ ☛ การนําสัตว์จากพื้นที่หนึ่งไปปล่อยยังอีกพื้นที่หนึ่งถึงแม้ว่า จะยังอยู่ในเขตแดนของประเทศเดียวกันก็ถือเป็นการปล่อยชนิด พันธุ์ต่างถิ่น เช่น หากนําปลาบึกไปปล่อยในแหล่งนํ้าแห่งอื่นนอก เหนือจากลุ่มนํ้าโขง ปลาบึกก็จะถูกจัดว่าเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นเช่นกัน ☛ การปล่อยสัตว์หลายครั้งไม่ตอบโจทย์เรื่องการทําบุญ อย่างที่หลายคนตั้งใจ เพราะสัตว์ที่ถูกนํามาขายให้เราปล่อยคืนสู่ สิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่มักเป็นสัตว์ที่ถูกจับมาจากธรรมชาติ สัตว์ เหล่านั้นถูกพรากจากถิ่นอาศัยที่คุ้นเคยแล้วมาปล่อยสู่พื้นที่ซึ่ง ไม่เหมาะสม และหลายครั้งไม่สามารถปรับตัวเอาชีวิตรอดได้
103 ☛ สําหรับการพิจารณาความเหมาะสมในการปล่อยสัตว์ นอกจากเราต้องมั่นใจว่าสัตว์ชนิดนั้นไม่ใช่ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในเชิง สัตวภูมิศาสตร์แล้ว ยังต้องศึกษาว่าระบบนิเวศที่เราจะปล่อยสัตว์ เข้าไปนั้นยังหลงเหลือขีดความสามารถในการรองรับประชากรสัตว์ เพิ่มเติมหรือไม่ ก่อนตัดสินใจดําเนินโครงการ
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 104 เอกสารอ้ างอิ ง ระบบนิเวศป่าบกและป่าชายเลน ป่าไม้ไทย กองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ. (n.d.). ระบบนิเวศป่าไม้. Retrieved from กองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ: www.chm-thai.onep.go.th/ ?page_id=348 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร. (2563, สิงหาคม 27). รายงานสถานการณ์ป่าไม้ไทย ประจําปี 2562–2563. Retrieved from มูลนิธิสืบนาคะเสถียร: www.seub. or.th/document/สถานการณ์ป่าไม้ไทย/รายงานสถานการณ์ป่าไม้ไ-6 ส่วนความหลากหลายทางชีวภาพ สํานักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. พืชต่างถิ่นรุกรานในพื้นที่ป่า อนุรักษ์. 2562. ห้างหุ้นส่วนจํากัด เอ็น.พี.จี.เอ็นเตอร์ไพรส์. ป่าบรรพกาลและไฟป่า ธรรมศร, ส. (2563, ตุลาคม). ฟิสิกส์ของพื้นผิวโลก ตอนที่ 1 วิทยาศาสตร์ของ ผืนป่า. Retrieved from สมาคมฟิสิกส์ไทย: www.thaiphysoc.org/article/305 ธรรมศร, ส. (2563, ตุลาคม). ฟิสิกส์ของพื้นผิวโลก ตอนที่ 2 ไฟป่า ท้องฟ้า สีเลือด และการสูญเสียหน้าดิน. Retrieved from สมาคมฟิสิกส์ไทย: www. thaiphysoc.org/article/306 BARRAS, C. (2019, December). Scientists have discovered the world’s oldest forest—and its radical impact on life. Retrieved from Sciences: www.science. org/content/article/scientists-have-discovered-world-s-oldest-forest-and-its-radicalimpact-life DEROUIN, S. (2017, December). More frequent fires reduce soil carbon and fertility, slowing the regrowth of plants. Retrieved from Standford News
105 Service: www.news.stanford.edu/press-releases/2017/12/11/decades-increaseet es-soil-carbon การฟื้นฟูป่า Elmarsdóttir, Ásrún & Fjellberg, Arne & Halldórsson, Guðmundur & Ingimarsdóttir, María & Nielsen, Olafur & Nygaard, Per & Oddsdottir, Edda & Sigurdsson, Bjarni. (2008). Effects of afforestation on biodiversity. Harvey, F. (2020, September). Leaving forests to regrow naturally ‘could be better option than replanting. Retrieved from The Guardian: www.theguard ian.com/environment/2020/sep/23/leaving-forests-to-regrow-naturally-couldbe-better-option-than-replanting Lourens Poorter et al., Multidimensional tropical forest recovery. Science 374,1370-1376(2021).DOI:10.1126/science.abh3629 Renato Crouzeilles et al., Ecological restoration success is higher for natural regeneration than for active restoration in tropical forests. Sci. Adv.3, e1701345(2017) .DOI:10.1126/sciadv.1701345 การกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของป่า Lewis SL, Wheeler CE, Mitchard ETA, Koch A. Restoring natural forests is the best way to remove atmospheric carbon. Nature. 2019 Apr;568(7750):25–28. doi: 10.1038/d41586-019-01026-8. PMID: 30940972. Waring Bonnie, N. M. (2020). Forests and Decarbonization – Roles of Natural and Planted Forests. Frontiers in Forests and Global Change. มลภาวะทางอากาศจากต้นไม้บางชนิด Ishibashi, A., Sakai, K. Dispersal of allergenic pollen from Cryptomeria japonica and Chamaecyparis obtusa: characteristic annual fluctuation patterns caused
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 106 by intermittent phase synchronisations. Sci Rep 9, 11479 (2019). www.doi. org/10.1038/s41598-019-47870-6 การปลูกต้นสนทะเลที่ทําให้พืชประจําถิ่นหายไป ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. พรรณไม้ในลุ่มทะเลสาบสงขลา. 2552. ไอ ดีไซน์. Prior, R. (2019, April). Try not to sneeze. These photos show a ‘pollenpocalypse’ in North Carolina. Retrieved from CNN: www.edition.cnn.com/2019/ 04/09/health/north-carolina-pollen-photograph-trnd/index.html ป่าชายเลน ธรรมศร, ส. (2020, พฤศจิกายน). ฟิสิกส์ของพื้นผิวโลก ตอนที่ 3 ป่าชาย เลนกับตะกอนผู้สร้างแผ่นดิน. Retrieved from สมาคมฟิสิกส์ไทย: www. thaiphysoc.org/article/307 ส่วนส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลน สํานักอนุรักษ์ทรัพยากรป่า ชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. คู่มือความรู้เรื่องป่าชายเลน. 2556. บริษัท พลอยมีเดีย จํากัด. สํานักอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. พันธุ์ไม้ป่าชายเลนใน ประเทศไทย (ฉบับปรับปรุงใหม่). 2553. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์ การเกษตรแห่งประเทศไทย จํากัด. Bell JD, Johnson JE and Hobday AJ (eds) (2011). Vulnerability of tropical Pacific fisheries and aquaculture to climate change. Secretariat of the Pacific Community, Noumea, New Caledonia. Harman, W., R. Starr, M. Carter, K. Tweedy, M. Clemmons, K. Suggs, C. Miller. 2012. A Function-Based Framework for Stream Assessment and Restoration
107 Projects. US Environmental Protection Agency, Office of Wetlands, Oceans,and Watersheds, Washington, DC EPA 843-K-12-006. Zimmer, K. (2021, July). Many mangrove restorations fail. Is there a better way? Retrieved from Knowable Magazine: www.knowablemagazine.org/article/foodenvironment/2021/many-mangrove-restorations-fail การกักเก็บคาร์บอนของหาดเลนและป่าชายเลน Christian J. Sanders, J. M. (2010). Organic carbon burial in a mangrove forest, margin and intertidal mud flat. Estuarine, Coastal and Shelf Science. P.I. Macreadie, T. A. (2019). Vulnerability of seagrass blue carbon to microbial attack following exposure to warming and oxygen. Science of The Total Environment. ผลกระทบจากแนวรั้วไม้ไผ่ต่อพืชป่าชายเลน Aor Pranchai, M. J. (2019). Well-intentioned, but poorly implemented: Debris from coastal bamboo fences triggered mangrove decline in Thailand. Marine Pollution Bulletin. ระบบนิเวศนํ้าจืด ผลกระทบของฝายที่มีต่อระบบนิเวศ ชิตชล ผลารักษ์ และคณะ. ผลของฝายชะลอนํ้าต่อความหลากหลายของ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่สาหร่ายและพืชพรรณริมฝั่งนํ้า. 2550. ธรรมศร, ส. (2563, 11). สมาคมฟิสิกส์ไทย. Retrieved from ฟิสิกส์ของ พื้นผิวโลก ตอนที่ 4 วิกฤตการณ์ของแม่นํ้าและการกัดเซาะชายฝั่ง: www. thaiphysoc.org/article/308 ประดิษฐ์ เสมณี และคณะ. ผลกระทบของฝายชะลอนํ้าต่อคุณภาพนํ้าและ
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 108 ความหลากหลายของสาหร่ายขนาดใหญ่ แพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอน สัตว์ และไดอะตอมพื้นท้องนํ้า. 2553. Todsapon Kositpon and Chitchol Phalaraksh. EFFECTS OF CHECK DAMS ON WATER QUALITY AND MACROINVERTEBRATE DIVERSITY OF HOM JOM STREAM, LAMPHUN PROVINCE, THAILAND. 2012. การจัดการนํ้าบาดาลและผลกระทบของการเติมนํ้าบาดาลเทียม กิจการ พรหมมา. อุทกธรณีวิทยา. 2555. สํานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะทํางานขับเคลื่อนโครงการธนาคารนํ้าใต้ดิน คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรนํ้า ภายใต้คณะกรรมการทรัพยากร นํ้าแห่งชาติ. คู่มือการเติมนํ้าใต้ดิน. 2564. สมาธิ ธรรมศร. ระบบทําความเย็นใต้พิภพสําหรับเพิ่มประสิทธิภาพของ เซลล์สุริยะ. 2563. การประชุมวิชาการระดับชาติ “มศววิจัย” ครั้งที่ 13. สถาบันยุทธศาสตร์ทางปัญญาและวิจัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. Mohan, V. (2018, 7). Across India, high level of toxins in groundwater. Retrieved from The Times of India: www.timesofindia.indiatimes.com/india/ govt-body-finds-high-levels-of-groundwater-contamination-across-india/articleshow/65204273.cms โครงการปล่อยสัตว์ Housden, T. (2023, March). Can Australia curb its killer cats? From BBC News: www.bbc.com/news/world-australia-64806771 Nghiem LTP, Soliman T, Yeo DCJ, Tan HTW, Evans TA, Mumford JD, et al. (2013) Economic and Environmental Impacts of Harmful Non-Indigenous Species in Southeast Asia. PLoS ONE 8(8): e71255. www.doi.org/10.1371/ journal.pone.0071255
109 บริ ษั ท ป่ าสาละ จํ ากั ด ป่าสาละเป็นบริษัท ‘ปลูกธุรกิจที่ยั่งยืน’ แห่งแรกในประเทศไทย มุ่งจุด ประกายและดําเนินวาทกรรมสาธารณะว่าด้วยธุรกิจที่ยั่งยืนในประเทศไทย ผ่านการจัดสัมมนา อบรม ประชุมเชิงปฏิบัติการ การผลิตสื่อ สิ่งพิมพ์และ ออนไลน์ การจัดทํางานวิจัยเรื่องประเด็นความยั่งยืนที่สําคัญในประเทศไทย ตลอดจนการวัดผลลัพธ์ทางสังคมและผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน ป่าสาละก่อตั้งในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2556 โดย สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ นักเขียน และนักแปลอิสระ เจ้าของผลงานหนังสือกว่า 50 เล่ม ร่วมกับ ภัทราพร แย้มละออ นักการตลาดและนักธุรกิจเพื่อสังคม อดีตผู้จัดการงานประกวดแผนธุรกิจเพื่อสังคมระดับโลก (Global Social Venture Competition) รอบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในนามมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยนักวิจัยร่วมอุดมการณ์อีกห้าคน เพื่อเปลี่ยนผ่าน สังคมธุรกิจไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 110 นั กเขี ยน สมาธิ ธรรมศร สมาธิสําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ ปริญญาโทจากภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาธิได้รับรางวัลเกียรติบัตรเหรียญเงินจากการ ประกวดโครงงานวิจัยระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี พ.ศ. 2559 เรื่องสภาพการนําความร้อนของเทอร์โมอิเล็กทริกโมดูล, รางวัลชมเชยจากการประกวดนวัตกรรมระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2563 เรื่องระบบทําความเย็นใต้พิภพ และผ่านการคัดเลือก รอบ 10 ทีมสุดท้าย โครงการ Pre-NSTDA Startup Season 2 ของสํานักงาน พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เรื่องการออกแบบกังหัน ลมแนวตั้งชนิดหมุนสวนทิศทาง รวมถึงทําหน้าที่เป็นผู้ร่วมให้คําปรึกษาใน การทําวิจัยแก่นิสิตจากคณะวิทยาศาสตร์ เรื่องการท่องเที่ยวเชิงธรณี และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เรื่องการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ สมาธิเคยทํางานในตําแหน่งนักวิชาการเพื่อเผยแพร่ที่ศูนย์ดาราศาสตร์ ท้องฟ้าจําลอง จังหวัดสระบุรี, นิตยสาร Fusion Magazine ของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ และนิตยสาร Synchrotron Magazine ของสถาบันวิจัย แสงซินโครตรอน ปัจจุบันเขาเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ด้านฟิสิกส์ โลกศาสตร์ และดาราศาสตร์ ที่มีบทความเผยแพร่ทางเว็บไซต์สมาคมฟิสิกส์ ไทย และ waymagazine และร่วมจัดทําบทความ บทสัมภาษณ์ และหนังสือ ด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกับนักวิชาการท่านอื่นๆ ผ่านสื่ออีกหลายช่องทาง
111 ดร.นณณ์ ผาณิ ตวงศ์ นณณ์เกิดใน พ.ศ. 2519 และโตในกรุงเทพมหานคร ตอนเด็กๆ มักจะ ติดตามคุณพ่อเข้าป่าตกปลาอยู่เสมอจนเกิดความรักในธรรมชาติโดยเฉพาะ ปลานํ้าจืด นณณ์จบปริญญาตรีและโททางด้านบริหารธุรกิจ และปริญญาเอก ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2544 เขาร่วมกับเพื่อนก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ siamensis.org นณณ์ยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัล ASEAN Biodiversity Heroes พ.ศ. 2560 ปัจจุบันนอกจากทําธุรกิจครอบครัวแล้ว เขาดํารงตําแหน่งกรรมการ สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย, กรรมการมูลนิธิโลกสีเขียว, คณะอนุกรรมการการจัดการพื้นที่ชุ่มนํ้า และคณะอนุกรรมการวิชาการ ความหลากหลายทางชีวภาพ ด้านชนิดและระบบนิเวศ ผลงานหนังสือที่เขา ภาคภูมิใจคือ ปลานํ้าจืดไทย (A Photographic Guide to Freshwater Fishes of Thailand) ดร.เพชร มโนปวิ ตร เพชรเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ที่มีประสบการณ์ทํางานกว่า 25 ปีในด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการพื้นที่ คุ้มครองและวิทยาศาสตร์ด้านความยั่งยืน ปัจจุบันเขาเป็นที่ปรึกษาองค์กร ด้านสิ่งแวดล้อมนานาชาติหลายแห่ง และดํารงตําแหน่งกรรมการบริหารของ องค์กรอนุรักษ์ อาทิ มูลนิธิโลกสีเขียว, สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติ แห่งประเทศไทย, มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และมูลนิธิ Earth Agenda เพชรเป็นนักเขียนอิสระ นักสื่อสารประเด็นสาธารณะว่าด้วยการปกป้อง ธรรมชาติ และได้รับเลือกให้เป็น National Geographic Explorer พ.ศ. 2561 เขามีผลงานตีพิมพ์ในสื่อต่างๆ กว่า 200 บทความว่าด้วยชีววิทยาด้านการ อนุรักษ์ และประเด็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ เมื่อ พ.ศ. 2560 เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ReReef บริษัทด้านความยั่งยืนที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลง ด้านสิ่งแวดล้อมด้วยพลังผู้บริโภค
คู่มือซีเอสอาร์ด้านสิ่งแวดล้อม ฉบับนักนิเวศ 112 บรรณาธิ การ รพี พั ฒน์ อิ งคสิ ทธิ์ รพีพัฒน์เป็นนักเขียน นักแปล และนักวิชาการอิสระด้านการเงิน จบปริญญาตรีด้านการบัญชีและการเงิน และปริญญาโททางการเงิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเคยได้รับรางวัลงานวิจัยดีเด่นในงานประชุม วิชาการ 2017 Asia-Pacific Conference on Economics & Finance ที่จัดขึ้น ณ ประเทศสิงคโปร์ เขาผ่านประสบการณ์การทํางานจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านการอนุรักษ์ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, นักวิจัยด้านธุรกิจที่ยั่งยืนใน บริษัทสตาร์ทอัพ และผู้จัดการด้านการควบคุมภายในฝ่ายสินเชื่อประจํา ธนาคารข้ามชาติ ปัจจุบัน นอกเหนือจากดูแลบัญชีและการเงินของธุรกิจครอบครัวแล้ว รพีพัฒน์ยังเขียนบทความเผยแพร่บนสื่อออนไลน์และออฟไลน์ งานวิจัย งานแปล และเป็นอาจารย์พิเศษภาควิชาการเงิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์